464 Testing and Assessment for Psychology
ตารางที่ 9.27 การตรวจหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคาถามกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัด (IOC : Index
of Item Objective Congruence)
สมั ประสิทธแิ์ อลฟา (α) ระดับความเช่ือมัน่
มากกว่า .90 ดีมาก
มากกว่า .80 ดี
มากกว่า .70 พอใช้
มากกวา่ .60 ค่อนขา้ งพอใช้
มากกว่า .50 ต่า
น้อยกวา่ .50 ไม่สามารถรบั ได้
หลังจากตรวจสอบเครอื่ งมือในการวิจยั คือ แบบสอบถามแลว้ โดยผ้เู ชี่ยวชาญทเี่ ป็นนกั วิชาการ เพ่ือ
หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และนาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มตัวอย่าง
ที่ใกล้เคียงกันจานวน 30 คน เพื่อหาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) ของเคร่ืองมือที่ใช้โดยผลการวิเคราะห์ค่า
สัมประสิทธิ์ความเช่ือมน่ั แสดงผลดังตารางที่ 9.28
ตารางท่ี 9.28 แสดงค่าสมั ประสทิ ธค์ิ วามเชอ่ื มั่น (Reliability) หรอื ค่าความเท่ียง (α)
หวั ข้อคาถาม คา่ ความเช่ือม่ัน จานวนคาถาม
ความสาคัญและการประเมินตนเองตาม 0.899 12
หลักอิทธิบาท 4
ความสาคัญและการประเมินตนเองตาม 0.957 21
ปจั จยั ทม่ี ตี ่อคุณลักษณะนักขายตามหลัก
จิตวทิ ยา
ความสาคญั และการประเมนิ ตนเองตาม 0.905 9
ปัจจัยท่มี ีต่อคุณลกั ษณะนักขาย
รวมท้ังหมด 0.973 42
จากตารางท่ี 9.28 ผลการทดสอบค่าสัมประสิทธ์ิความเชื่อมั่นพบว่า คุณลักษณะนักขายท่ีประสบ
ความสาเร็จและมีความสุขตามหลักพุทธจิตวิทยามีค่าความน่าเช่ือถือเท่ากับ 0.973 แสดงว่าแบบสอบถามมี
ความน่าเช่อื ถือระดับดีมากเพราะคา่ สมั ประสิทธ์ิความเช่อื ม่ันเท่ากบั 0.973 ซง่ึ เป็นค่าบวกและค่าใกล้เคียง 1
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 465
ง. การวิเคราะหข์ ้อมูลการวจิ ัย48
การวิเคราะห์ข้อมลู เชงิ ปรมิ าณ ผู้วจิ ัยนาขอ้ มลู ที่ไดม้ าประมวลและวเิ คราะหด์ ้วยการใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปทางสถิตโิ ดยวธิ ีทางสถิติทนี่ ามาใช้วเิ คราะห์ข้อมลู ดังนี้
1. แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามใช้วิธีการแจกแจงค่าความถี่
(Frequency) โดยแสดงผลเป็นค่าร้อยละ (Percentage) และค่าเฉลีย่ (Mean)
2. แบบสอบถามเก่ียวกับความสาคัญและการประเมินตนเองตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้ตอบ
แบบสอบถามใชว้ ิธีการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
3. แบบสอบถามเก่ียวกับความสาคัญและการประเมินตนเองตามปัจจัยท่ีมีต่อคุณลักษณะนัก
ขายตามหลักจิตวิทยาของผู้ตอบแบบสอบถามใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation)
4. แบบสอบถามเกี่ยวกับความสาคัญและการประเมินตนเองตามปัจจัยท่ีมีต่อคุณลักษณะนัก
ขายของผู้ตอบแบบสอบถามใช้วิธีการหาค่าเฉล่ีย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation)
5. การวิเคราะห์เก่ียวกับคุณลักษณะนักขายที่ประสบความสาเร็จและมีความสุขในการทางาน
ตามหลักพุทธจิตวิทยามี 5 องค์ประกอบโดยหาค่าเฉล่ีย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation) กาหนดชว่ งการวัดโดยใช้สตู รคานวณความกว้างของชั้น ดังนี้
ความกวา้ งของอนั ตรภาคชน้ั = คะแนนสูงสุด - คะแนนต่าสุด
จานวนช้นั
= 5 – 1 = 0.8
5
เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลยี่ ของแบบสอบถามคุณลักษณะนักขายท่ีประสบความสาเร็จและ
มคี วามสุขตามหลักพทุ ธจิตวทิ ยา ได้ดังน้ี
คะแนนเฉล่ยี 1.00 - 1.80 หมายถงึ ระดับความคดิ เหน็ อยใู่ นระดบั น้อยทส่ี ดุ
คะแนนเฉลยี่ 1.81 - 2.60 หมายถงึ ระดับความคิดเหน็ อยู่ในระดับน้อย
คะแนนเฉลีย่ 2.61 - 3.40 หมายถึง ระดบั ความคดิ เหน็ อยู่ในระดบั ปานกลาง
คะแนนเฉล่ีย 3.41 - 4.20 หมายถงึ ระดบั ความคิดเห็นอย่ใู นระดบั มาก
คะแนนเฉลย่ี 4.21 - 5.00 หมายถงึ ระดบั ความคิดเหน็ อยใู่ นระดับมากทส่ี ุด
48 พนัทเทพ ณ นคร, (2562), การศึกษาคุณลักษณะนักขายที่ประสบความสาเร็จและมีความสุขตามหลักพุทธ
จิตวทิ ยา, (ปริญญานิพนธ์ปรญิ ญาดุษฎบี ณั ฑติ ), พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, หน้า 88-90.
466 Testing and Assessment for Psychology
วิเคราะหข์ ้อมลู เพ่ือการทดสอบสมมติฐาน มรี ายละเอียดดังน้ี
1) วเิ คราะห์ขอ้ มูลเชิงปริมาณ โดยใชร้ ้อยละและนบั จานวน
2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) โดยใช้วิธีการสกัด
องค์ประกอบด้วยวิธีเน้นองค์ประกอบหลัก (Principal Components Method) และหมุนแกนองค์ประกอบท่ี
เป็นอสิ ระดว้ ยวิธีแวรร์ ิแมกซ์ (Varimax Orthogonal Rotation)
2.1) ทดสอบความเหมาะสมของขนาด ตัวอย่างที่ใช้สาหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยค่า
สถิติไคเซอร์-เมเยอร์-ออลคิน (Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy: KMO) และ วัด
สหสมั พนั ธ์ระหว่างตัวแปรท่ีใชส้ าหรบั การวเิ คราะห์ องคป์ ระกอบดว้ ยคา่ สถติ ิของบาร์ทเลทท์ (Bartlett’s Test
of Sphericity)
2.2 สกัดองค์ประกอบด้วยวิธี Principal Component Analysis วิเคราะห์ด้วยเมตริกซ์
สหสัมพันธ์ (Correlation Matrix) และหมุนแกนเพ่ือให้ตัวบ่งชี้ ทั้งหมดถูกจัดลงในองค์ประกอบท่ีเหมาะสม
ด้วยวธิ ี Varimax with Kaiser Normalization กาหนดคา่ ไอเกน ต้องมคี ่ามากกว่า 1
2 .3 ) เลื อ ก ตั ว แ ป ร ท่ี มี ค่ า น้ าห นั ก อ งค์ ป ร ะ ก อ บ (Factor Loading) ตั้ งแ ต่ 0 .3 0
ข้ึนไป ไว้ในแตล่ ะองคป์ ระกอบ
2.4) กาหนดช่ือองคป์ ระกอบ และอธบิ ายรายละเอียดเพ่ิมเตมิ
เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) เพ่ือทาการศึกษาหาความสัมพันธ์ของ
โครงสร้างของตัวบ่งช้ี โดยสามารถลดตัวบ่งช้ี ให้อยู่ในกลุ่มท่ีมีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากการข้อมูลจาก
แบบสอบถามนั้นมที ฤษฎีอ้างอิงในการสร้างขอ้ คาถาม
ดังนั้นการศึกษาวิจัยได้สร้างเครื่องมือตามแบบสอบถามได้นาวิธีการสกัดองค์ประกอบแบบการหา
องค์ประกอบมุขสาคัญ (Principle Axis Factoring: PAF) ซ่ึงการใช้วิธีการน้ีอยู่ในกลุ่มวิธีการวิเคราะห์
องค์ประกอบร่วม (Common Factor Analysis) และใช้วิธีการหมุนแกนองค์ประกอบที่ทาให้ปัจจัยนั้นหมุน
แบบตั้งฉากกันเป็นแบบ Varimax โดยทาให้ตัวแปรท่ีไม่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มหรือมีความสัมพันธ์น้อยจะถูก
สกดั ออกและใหเ้ หลอื น้อยทีส่ ดุ และคา่ นา้ หนักองคป์ ระกอบ (Factor Loading) น้นั มคี า่ มาก49
ตัวอย่างการประเมินตนเองคุณลักษณะนักขายตามหลักอิทธิบาท 4 ตามหลักพุทธจิตวิทยา มี
ดังน้ี50
ชแ้ี จง แบบสอบถามสาหรบั การวิจยั คร้งั น้ีแบง่ เปน็ 5 ตอน ดงั น้ี
49 กลั ยา วานิชย์บญั ชา, (2554), สถิตสิ าหรบั งานวจิ ัย, (พมิ พค์ รั้งที่ 6), กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสาร, หนา้ 278.
50 พนัทเทพ ณ นคร, (2562), การศึกษาคุณลักษณะนักขายที่ประสบความสาเร็จและมีความสุขตามหลักพุทธ
จิตวิทยา, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต), พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หน้า 113-
119.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 467
ตอนท่ี 1 ข้อมลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 7 ข้อ
ตอนท่ี 2 คาถามเกยี่ วกบั ข้อมูลการทางานในอาชีพงานขาย จานวน 4 ขอ้
ตอนที่ 3 คาถามเกย่ี วกบั ความสาคญั และการประเมิน จานวน 12 ข้อ
ตนเองตามหลักอิทธบิ าทสี่
ตอนท่ี 4 คาถามเกี่ยวกับความสาคญั และการประเมนิ จานวน 21 ข้อ
ตนเองตามปจั จัยทีม่ ีต่อคุณลกั ษณะนักขายตามหลกั จติ วทิ ยา
ตอนท่ี 5 คาถามเกย่ี วกับความสาคญั และการประเมนิ จานวน 9 ข้อ
ตนเองตามปัจจัยท่มี ีต่อคุณลักษณะนักขาย
ตอนที่ 1 ขอ้ มูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม (7 ข้อ)
คาช้ีแจง โปรดทาเครื่องหมาย ลงใน ที่ตรงตามข้อมูลของท่าน
1. อายุงานในอาชีพนักขาย
1. ตา่ กวา่ 1 ปี (หยดุ การทาแบบสอบถาม)
2. 1-5 ปี 3. 6-10 ปี 4. 11-15 ปี
5. 16-20 ปี 6. 21-25 ปี 7. มากกวา่ 25 ปีขึ้นไป
2. เพศ
1. หญงิ 2. ชาย
3 อายุ 2. 31 – 35 ปี
1. 25 – 30 ปี 4. 41-45 ปี
3. 36 - 40 ปี 6. มากกว่า 51 ปขี ึน้ ไป
5. 46-50 ปี
2. ปรญิ ญาตรี
4 ระดับการศึกษา 4. ปริญญาเอก
1. ต่ากวา่ ปรญิ ญาตรี
3. ปรญิ ญาโท
5. องค์กรของทา่ นเป็นองค์กรสัญชาตใิ ด
1. ไทย 2. ต่างชาติ
3. รว่ มหนุ้ ไทยและตา่ งชาติ
6. ยอดขายโดยรวมขององค์กรท่านตอ่ ปี
1. ตา่ กวา่ 50 ล้าน 2. 51-100 ล้าน
468 Testing and Assessment for Psychology
3. 101-500 ล้าน 4. 501-1,000 ลา้ น
5. มากกวา่ 1,000 ล้าน
7. กจิ กรรมทางพระพุทธศาสนาท่ที ่านปฏิบัตเิ ป็นประจา
1. สวดมนต์ 2. นั่งสมาธิ
3. ใส่บาตร 4. บรจิ าคทาน
5. ฟงั ธรรมะ 6. ทาบญุ ทว่ี ดั ตามเทศกาลวันสาคัญ
7. ไมไ่ ดป้ ฏิบัติ
8. อื่น ๆ .......................................................................
ตอนท่ี 2 คาถามเก่ียวกับข้อมลู การทางานในอาชีพงานขาย (รวม 4 ข้อ)
คาชี้แจง โปรดทาเครอื่ งหมาย ลงใน ที่ตรงตามขอ้ มลู ของทา่ น
8. ทา่ นได้เลื่อนข้นั สู่ตาแหน่งทสี่ ูงขึน้ หรือ ได้รบั มอบหมายให้รับผิดชอบยอดขายทีส่ ูงขน้ึ ภายในช่วง 5 ปี
ทผ่ี ่านมา ใช่หรอื ไม่?
1. ใช่
2. ไม่ใช่
9. ในช่วง 3 ปที ่ผี า่ นมานีท้ า่ นสามารถบรรลเุ ป้าหมายด้านยอดขายในเขตทที่ า่ นดูแลอย่างสม่าเสมอ
หรอื ไม?่
1. บรรลเุ ปา้ หมาย
2. ไม่บรรลุเป้าหมาย
10. ทา่ นคาดว่าจะประกอบอาชีพนกั ขายอีกต่อไปในอนาคตหรือไม่?
1. ใช่
2. ไมใ่ ช่
11. ท่านมคี วามสุขกับงานทที่ าอยู่หรอื ไม่?
1. 5 มากที่สดุ
2. 4 มาก
3. 3 เฉยๆ
4. 2 นอ้ ย
5. 1 น้อยมาก
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 469
ตอนที่ 3 คาถามเกี่ยวกับความสาคญั และการประเมินตนเองตามหลักอิทธิบาทสี่ (รวม 12 ข้อ)
คาชี้แจง คาถามในตอนท่ี 3-5 นี้เปน็ ข้อคาถามท่ีมีการใหค้ ะแนนแบบมาตรวัดประมาณคา่ (Rating Scale)
ทีม่ ีระดบั การให้คะแนนของผตู้ อบแบบสอบถามเปน็ 5 ระดับ ดงั น้ี
5 คะแนน แทน มรี ะดบั คุณภาพ มากท่ีสดุ
4 คะแนน แทน มรี ะดบั คุณภาพ มาก
3 คะแนน แทน มรี ะดบั คุณภาพ ปานกลาง
2 คะแนน แทน มีระดับคุณภาพ น้อย
คาชี้แจง ข1อใหค้ทะแา่ นทนาเคแรท่ือนงหมมาีรยะดับลคงุณในภชา่อพงคะนแอ้ นยนทท่สี ี่ตุดรงกับระดบั ความคดิ เห็นของตนเอง
ขอ้ ขอ้ คาถาม 54321
1 รักและภมู ิใจในอาชีพนักขาย
2 มีความสุขและชอบทจี่ ะพบปะกับผู้คนท่หี ลากหลาย
3 มีความเช่ือว่าการขายคือการมอบสิ่งท่ีดีท่ีสุดใหค้ คู่ า้
4 ความอดทนและอดกล้นั เมอ่ื ตอ้ งเผชิญอุปสรรคและปัญหา
5 สามารถให้กาลงั ใจตนเอง เมื่อพบเจออุปสรรคและสามารถลุกข้นึ สู้ได้
ด้วยตวั เอง
6 ศึกษาหาทางออกโดยวิธีท่ีสุจริตอย่างทุ่มเท เพ่ือให้ได้มาซ่ึงเป้าหมายที่
กาหนดไว้
7 มสี มาธิและใจที่จดจ่ออยกู่ ับงานทที่ าอยู่ ได้เปน็ เวลานาน
8 เคารพกฏระเบียบ และปฏิบตั ิตามข้อบงั คบั ของบรษิ ทั อยา่ งเครง่ ครัด
ท้งั ต่อหนา้ และลับหลัง
9 มีความรับผิดชอบต่อหน้าท่ีโดยไม่ต้องให้ผู้บังคับบัญชาติดตามอยู่ทุก
ขณะ
470 Testing and Assessment for Psychology
ขอ้ ข้อคาถาม 54321
10 นาผลงานทผี่ ่านมาของตนเอง มาวิเคราะหท์ บทวนอยู่เสมอ
11 เปิดใจรับฟังคาวิจารณ์จากผู้อ่ืนได้ทุกระดับชั้น (ระดับผู้บังคับบัญชา
ระดบั เดยี วกนั และระดับผ้ใู ต้บังคับบญั ชา)
12 สามารถหาทางออกใหมๆ่ ในปญั หาเดมิ ๆ ท่ตี ้องเผชิญ
13. มีความพร้อมเสมอเม่ือต้องออกไปพบกับลูกค้าค้าซ่ึงรวมถึง การหา
ขอ้ มูล การวิเคราะห์ข้อมลู และการเตรียมเสนอแผนงาน
14. วางแผนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองและคิดหาทางออกไว้
ลว่ งหน้าเสมอ
15. สอบถามผู้ร่วมงาน เพื่อรับฟังคาวิจารณ์การทางานของตนเองอย่างเปิด
ใจ เพ่ือการปรับปรงุ การทางานอย่างสมา่ เสมอ
16. เข้าใจอย่างชัดเจนถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการบรรลุ ก่อนเร่ิม
วางแผนกลยทุ ธ์
17. สอบถามผู้บังคับบัญชา ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน หากพบว่า ไม่เข้าใจ
เปา้ หมายอยา่ งชดั เจน
18. ตง้ั เป้าหมายในเส้นทางความก้าวหนา้ ในอาชีพให้ตนเองทุกๆ ปีเพื่อจะได้
วางแผนทจ่ี ะไปใหถ้ ึงจดุ นัน้
19. ทาความเข้าใจในงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายกอ่ นเสมอ เพ่ือวางแผนการทางาน
อย่างมขี นั้ ตอน
20. สามารถปรับแผนการทางานที่วางไว้เมื่อได้รบั มอบหมายงานเพ่ิมเติม
เพอื่ สามารถปฏบิ ัติงานตามความลาดับสาคัญและความเรง่ ด่วน
21. เลือกทาในงานท่ีมีผลกระทบสูงต่อธุรกิจก่อนเสมอ แม้จะมีความ
ยากลาบากและความซบั ซ้อนเพยี งใด
22. ทางานอย่างเต็มความสามารถและโปร่งใส เพื่อให้เกิดผลดีท้ังต่อตนเอง
ตอ่ คคู่ ้า และต่อบริษทั
23. สอนงานผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อเขาจะได้ประสบความสาเร็จและพร้อม
จะไดร้ ับการเล่ือนตาแหน่ง
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 471
ขอ้ ขอ้ คาถาม 5 4 3 2 1
24. ช่วยให้คู่ค้าเพิ่มยอดขายหรือกาไรได้สูงขึ้น เพ่ือให้เกิดความสัมพันธ์ทาง
การค้าในระยะยาว
25. ทบทวนธุรกิจของคู่ค้า (Business Review) อย่างละเอียดรอบคอบทุก
ครั้ง ก่อนที่จะวางแผนเสนองานในครง้ั ถดั ไป
26. ทาความเข้าใจในปัญหาหรือข้อจากัดของฝ่ายอื่น ๆ ภายในบริษัทฯ
เพือ่ ที่จะปรบั แผนการขายใหส้ อดคล้องทส่ี ดุ
27. ค้นหาสาเหตุต่าง ๆ ของปัญหาท่ีเกิดขึ้น จากผู้เก่ียวข้องอย่างละเอียด
รอบดา้ น กอ่ นตัดสินใจเสนอแนวทางแกไ้ ข
28. หารอื กับแผนกอืน่ ๆ ภายในบรษิ ทั เพ่ือสรา้ งสรรคโ์ ครงการใหม่ๆ ใหก้ ับคู่
ค้าอยู่เสมอ
29. ติดต่อ หารอื กับแผนกอ่นื ๆ ของคู่ค้า เพ่อื ร่วมพัฒนาธุรกิจให้กับคู่ค้า
อยู่เสมอ
30. ร่วมกับคู่ค้า (ร้านค้าท่ีรับผิดชอบ) เพ่ือสร้างโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อ
สังคมและสิง่ แวดลอ้ มในระยะยาว
31. สามารถนาความรู้และหลักธรรมะมาแก้ปัญหาในชีวิตประจาวันได้ ทั้ง
เรือ่ งงานและเรอ่ื งสว่ นตวั
32. ฝึกฝนตนเองเพื่อลดความโลภ โกรธ หลง เพื่อพัฒ นาจิตใจ
นอกเหนอื จากการพัฒนาด้านงานขาย
33. ศึกษาและสืบคน้ เพ่ือหาขอ้ มูลดา้ นงานขายใหมๆ่ จากในหรอื ตา่ งประเทศ
อยเู่ สมอ
34. พดู จาสุภาพ มคี วามเปน็ มิตรอย่เู สมอ
35. มีความรู้ด้านสินค้าที่ดูแลอยู่และสามารถตอบข้อซักถามได้อย่างรวบ
รัด ชดั เจนด้วยความมน่ั ใจ
36. แต่งกายสุภาพและดแู ลสุขอนามัยส่วนตวั อยเู่ สมอ
37. ศึกษาหาความรู้เทคนิคการขายสมัยใหม่อยู่เสมอท้ังจากในหรือ
ต่างประเทศ
472 Testing and Assessment for Psychology
ขอ้ ข้อคาถาม 5 4 3 2 1
38. ทบทวนความสาเร็จและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทางานที่ผ่าน
มา พร้อมทงั้ หาทางแกไ้ ขอยเู่ สมอ
39. พบปะผู้มีประสบการด้านการขายคนอ่ืน ๆ เพื่อพัฒนาตนเองอยู่
เสมอ
40. มีความรู้เรื่องกลไกของตลาดและคู่ค้าโดยละเอียด (Customer and
Market)
41. มีความรู้เก่ียวกับข้อมูลผลติ ภัณฑ์ รวมถงึ ขอ้ มลู อื่น ๆ ของบริษัท โดย
ละเอยี ด (Competency)
42. มีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลสินค้าคู่แข่งโดยตรง และคู่แข่งโดยอ้อม
(Competitors)
9.5.3 การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อสร้างสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษที่ 21 ตามแนว
พุทธจติ วทิ ยา51
ก. นยิ ามศัพท์ท่ใี ชใ้ นการวิจัย52
แนวพุทธจิตวิทยา (Buddhist Psychology Way) หมายถึง แนวทางที่เกิดจากการบูรณา
การระหว่างหลกั พระพทุ ธศาสนากับหลกั จิตวิทยาตะวนั ตกไวด้ ว้ ยกนั เพื่อใช้สร้างคณุ ลักษณะใหมส่ าหรับบุคคล
ในการทางาน
นักการตลาด (Marketer) หมายถึง ผู้ประกอบอาชีพในสายงานธุรกิจ ท่ีเน้นความรับผิดชอบ
ในด้านการส่ือสารข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือการบริการ และสร้างแรงจูงใจในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการ
สนใจซอ้ื โดยกลมุ่ ผูบ้ รโิ ภค
สมรรถนะ หมายถึง ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะท่ีจาเป็นของบุคคลในการทางานให้
ประสบความสาเรจ็ มีผลงานได้ตามเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กาหนดหรือสูงกวา่ องค์ประกอบของสมรรถนะจึงมี
เพยี ง 3 สว่ นคือ ความรู้ ทกั ษะ เจตคติ
51 จรรย์จารี ธรรมา, (2560), การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อสร้างสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษที่ 21
ตามแนว, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดษุ ฎีบัณฑติ ), พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
52 เรอื่ งเดียวกัน, หน้า 6-7.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 473
นิยามศพั ทเ์ ชงิ ปฏิบตั กิ าร
นักการตลาดเชิงพุทธต้นแบบ (Icon Buddhist Marketer) หมายถึง นักการตลาดผู้มี
ประสบการณ์จริงท่ีได้นาการบูรณาการทางพุทธศาสนากับการตลาด มาใช้ดาเนินธุรกิจในชีวิตจริงอย่าง
ต่อเนื่องและเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กร มีผลงานทั้งด้านธุรกิจและด้านคุณธรรมเป็นที่ยอมรับในสังคม อีก
ทงั้ ยังมกี ารประพฤตปิ ฏบิ ัตธิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอในชีวิตประจาวนั
สมรรถนะนักการตลาดตามหลักพุทธจิตวิทยา หมายถึง ความสามารถในงานการตลาดของ
นักการตลาดตามหลักพุทธจิตวิทยา วัดโดยแบบวัดที่ผู้วิจัยสร้างมาจากการบูรณาการอย่างกลมกลืนระหว่า ง
แนวคิดทฤษฎีการตลาดของ ฟิลิปคอตเลอร์ (Philip Kotler) กับหลักพุทธศาสนาที่เก่ียวข้องกบั การคา้ และการ
เข้าใจมนุษย์ (ผู้บริโภค) รวมถึง สัปปุริสธรรม 7 จริต 6 อายตนะ 6 ภาวนา 4 และ ปาปณิกธรรม 3 และ มี
องค์ประกอบ 3 ด้านเป็นแกนตามทฤษฎีงานพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เชิงจิตวิทยาที่พัฒนา
จากทฤษฎีของบลูม (Bloom’s Taxonomy) คือ
1) สมรรถนะด้านความรู้ (Cognitive Competencies)หมายถึง ส่ิงที่แสดงออกถึงความรู้
ความสามารถในการวางแผนการตลาด ผู้วิจัยได้นาหลักธรรมข้อสัปปุริสธรรม 7 (ธรรมของสัตบุรุษ) มา
ประยุกต์ใช้เพ่ืออธิบายงานการวางแผนการตลาดท่ีประกอบด้วยเครื่องมือสาคัญ 7 ประการที่นักการตลาด
สามารถใช้เป็นกรอบในการช่วยวางแผนการตลาดอย่างครบถ้วน ครอบคลุมการทางานในศตวรรษที่ 21 วัด
โดยแบบวดั ทผ่ี ้วู จิ ัยสรา้ งข้ึน มตี วั ชี้วดั ย่อย 7 ด้าน ด้านละ 5 ข้อ รวม 35 ข้อ
(1) รู้จักเหตุ: การรู้ความจริง การเข้าใจถึงท่ีมา 3 ประการของแผน คือ รู้จักสภาพตลาด
(market), รู้จักคู่แข่ง (competitor), และรู้จักศักยภาพของตนเอง (competencies) เพื่อจะได้วิเคราะห์หา
กลยทุ ธ์ทางการตลาดตอ่ ไป
(2) รจู้ กั ผล: การรู้จดุ หมาย รู้วา่ ผลที่จะไดจ้ ากการวางแผนที่ปลายทางจะเป็นอยา่ งไร รวมถึง
เป้าหมาย (Objectives) ภารกจิ (mission) และวสิ ยั ทศั น์ (vision) ของตน
(3) รู้จักตน: การรู้ว่าตนเองมีความถนัด สามารถทาสินค้าให้โดดเด่นในด้านใด ท่ีจะสามารถ
นามาเปน็ จุดขาย (Brand concept)อย่างชัดเจนแตกต่างจากคูแ่ ข่งในตลาด
(4) รู้จักบุคคล: การรู้จักคัดสรรบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย (target group) ทางการตลาด
โดยเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยการใช้หลักธรรมข้อจริต 6 เป็นเคร่ืองมือช่วยแยกแยะ นั่นคือการ
เข้าใจพฤติกรรมหลักหรือความประพฤติท่ีมักทาเป็นประจาตามปกติของแต่ละปัจเจกบุคคล จนสามารถ
แยกแยะบุคคลแต่ละประเภทได้และนาไปสร้างสื่อการตลาดที่ตรงใจกลุ่มน้ัน ๆ พฤติกรรมหลักน้ันสามารถ
จาแนกบคุ คลออกเป็น 6 กลุ่ม (จริต 6) รวมถึง ราคะจริต (ผู้รกั สวยรักงาม) โทสจรติ (ผู้ใจรอ้ นหงดุ หงิด) โมหะ
จริต (ผู้เหงาซึม งมงาย ขาดความกระตือรือร้น) สัทธาจริต (ผู้มีจิตซาบซ้ึงง่าย ชื่นบานอยู่เสมอ เล่ือมใสง่าย)
474 Testing and Assessment for Psychology
พุทธิจริต (ผู้มีความรู้ ชอบใช้ความคิดพิจารณา) และวิตกจริต (ผู้ท่ีมักวิตก จับจดฟุ้งซ่าน) นักการตลาดย่อม
สามารถวางแผนการใช้สอ่ื ไดผ้ ลดยี ง่ิ หากได้รู้จักบุคคลแต่ละประเภทนี้
(5) รู้จักกาล: การรู้ว่าจะวางแผนการสื่อสารการตลาด (Marketing Communication
Plan) สูก่ ล่มุ ลกู ค้าเม่ือใดในชว่ งเวลาตา่ ง ๆ อย่างเปน็ ระบบแบบแผน
(6) รู้จักประมาณ: การรู้ว่าจะเลือกใช้สื่อใดและในงบประมาณเท่าใดด้วยการวางปฏิทิน
การตลาด (Marketing Calendar) เพ่ือให้เหมาะสมตรงกับการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายโดยใช้หลักธรรมข้อ
อายตนะ 6 คอื การรบั รู้ต่อสื่อของมนษุ ย์ ผ่านทางจุดเช่ือมต่อของสัมผัสต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก เช่น ตา
เหน็ รูป หูได้ยนิ เสียง จมูกรู้กล่ิน ลน้ิ รับรส กายสัมผัสทางกาย และ ใจรับรู้อารมณ์
(7) รู้จักชุมชน: การรู้กริยาและเข้าใจผู้รว่ มค้ากลุ่มต่าง ๆ ที่สาคัญในชมุ ชนที่เราทาการตลาด
ทง้ั นีร้ วมถงึ รา้ นค้า โรงงาน แหลง่ เงนิ ทุน และองคก์ รของรัฐท่ีเกยี่ วขอ้ ง
2) สมรรถนะด้านเจตคติ (Affective Competencies)หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่ยึด
ม่ันในคุณค่าและคุณธรรมและจริยธรรม มีจิตสานึก ความรู้สึก และค่านิยมต่อวิชาชีพ วัดโดยแบบวัดที่ผู้วิจัย
สร้างขนึ้ จากกรอบแนวคิดจรรยาบรรณของนักการตลาด มตี ัวช้วี ดั ย่อย 3 ดา้ น ด้านละ 10 ขอ้ จานวน 30 ข้อ
(1) ความเช่ือมั่นในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เช่น ความรับผิดชอบ ความมั่นใจใน
ตนเอง การทางานอย่างมจี รยิ ธรรม
(2) ค่านิยมเชิงจริยธรรมตามจรรยาบรรณ ยดึ มนั่ ในคณุ ธรรม เชน่ ความน่าเช่ือถอื
(3) การทางานเป็นทีม เช่น การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การเป็นส่วนหน่ึงของทีม ความอดทน
ความตั้งใจลงมือทางานจริง การมุ่งเน้นลูกค้า ความกระตือรือร้น การมีวิสัยทัศน์ การเป็นผู้ฟังท่ีดีเรียนรู้การ
ปรบั ตัวต่อการเปลีย่ นแปลงของสงั คม วดั โดยแบบวัดทผ่ี ู้วิจัยสร้างขน้ึ
3) สมรรถนะด้านทักษะ (Performance Competencies) หมายถึง ส่ิงท่ีแสดงออกถึงความ-
สามารถในการปฏิบตั ิงานทเ่ี กยี่ วข้องกบั พฤติกรรมแสดงออกถึงทกั ษะตา่ ง ๆ ของนักการตลาด วดั โดยแบบวัดท่ี
ผู้วิจยั สรา้ งข้ึนตามกรอบหลักภาวนา 4 และปาณกิ ธรรม 3 มีตัวชีว้ ัด 4 ดา้ น ด้านละ 7 ขอ้ รวม จานวน 28 ข้อ
(1) ทักษะทางกายภาพ หมายถึง ความสามารถของนักการตลาดท่ีมีความสัมพันธ์กับ
ส่ิงแวดล้อมทางวัตถุหรือกายภาพ ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการตลาดให้เหมาะสม ความสามารถในการสื่อสาร
กับผู้อืน่ ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยอี ุปกรณเ์ ครื่องมอื ที่จาเปน็ ต่อการทางานการตลาด
(2) ทักษะทางสังคม หมายถึง ความสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคม ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย
อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้ด้วยดี เกื้อกูลกันสร้างสรรค์สังคม อันเป็นพ้ืนฐานของการดารงอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การ
เก้อื กูลตอ่ กัน การมคี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
(3) ทักษะทางจิตใจ ความสามารถของบุคคลท่ีแสดงออกด้านคุณธรรมลักษณะต่าง ๆ เช่น
ความขยนั อดทนในการทางาน ความมีสมาธิแน่วแน่ในการทางาน สขุ ภาพจิตเขม้ แขง็ เช่น การมอี ารมณ์แจ่มใส
จิตใจเบิกบาน การมองโลกในแง่ดี การมีความเช่ือมั่นว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ มีคุณภาพจิตดี เช่น ความ
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 475
เอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่และโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น การยกย่องและช่ืนชมคุณค่าแห่งการกระทาความดีของผู้อื่น การใช้
วาจาแนะนาใหผ้ ูอ้ น่ื กระทาความดี
(4) ทักษะทางปัญญา ความสามารถของบุคคลในการมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิด และ
ทักษะทางการตลาดต่าง ๆ การเข้าถึงข้อมูลในยุคศตวรรษท่ี 21 รู้จักการแสวงหาความรู้ส่ิงใหม่ๆการรู้เท่าทัน
ความเปลี่ยนแปลงของสังคม รู้จักคิดอยา่ งมีเหตุผลในการดาเนินชีวิตแบบพอเพียง การไม่ยึดติดกับวัตถุ ไม่ตก
เป็นทาสของวัตถุ รจู้ ักเลือกสินค้าและกาหนดราคาที่เหมาะสม การจดั เจนธุรกิจ รู้จักความเคล่ือนไหวใด ๆ ใน
ตลาดและเข้าใจลูกค้าผู้ซื้อเป็นอย่างดี และการลงทุนดี สร้างเป็นความเชื่อมั่นในหมู่สังคมและแหล่งทุน
สามารถทางาน CSR เพ่ือตอบแทนสังคมได้อย่างเหมาะสมชัดเจน เป็นทไี่ วใ้ จของลูกคา้ และสงั คม
ธรรมโมโลยีการตลาด (Dhammology-Marketing) หมายถึง แนวคิดในการบูรณาการหลัก
พุทธศาสนาเข้ากับหลักการตลาด เพื่อใช้ทางานการตลาดระดับปฏิบัติ โดยนาหลักการตลาดเป็นตัวตั้งและนา
หลักธรรมเป็นตวั เสรมิ เพ่อื ชว่ ยอธิบายหลกั การตลาดน้นั ให้สมบรู ณ์ขนึ้ ด้วยมติ ทิ างศลี ธรรม
โปรแกรมฝึกอบรมเพ่ือเสริมสร้างสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษท่ี 21 ตามแนวพุทธ
จิตวิทยาหมายถึงชุดฝึกอบรมท่ีผู้วิจัยได้จัดสร้างขึ้นเพื่อพัฒนานักการตลาดในรูปแบบใหม่เพ่ือสร้างสมรรถนะ
นักการตลาดตามหลักพุทธจิตวิทยาภายใต้ชื่อหลักสูตร: สร้างแบรนด์สู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยธรรมโมโลยี
การตลาด (Effective Brand Building Towards 21st Centuryvia Dhammology-Marketing) ภายใต้
วัตถุประสงค์ท่ีจะสร้างนักการตลาดท่ีเพียบพร้อมด้วย วิชาการ (มีความรู้เร่ืองงานการตลาดดี) วิชาชีพ
(สามารถเข้าใจและนาไปปฏิบตั ไิ ดจ้ รงิ ) และวชิ าชวี ติ (สามารถเปน็ คนดีของสังคมและประพฤติชอบ)
นกั การตลาดไตรจักขุ หมายถึง นักการตลาด 3 ตา ผู้มคี ณุ ลักษณะของนักการตลาดท่ีมวี ิชาครบ
3 ประการคือ วิชาการ (ในด้านความรู้การตลาด) วิชาชีพ (เพ่ือนาไปใช้ในงานได้จริง) และวิชาชีวิต (เพื่อนา
ธรรมะไปปรับใช้กับการดาเนินชีวิตได้อย่างไม่เบียดเบียนตนเองและสังคม) ซึ่งนับเป็นนักการตลาด ที่มีท้ัง 3
หลักการคือ หลักการตลาด หลักธรรม และหลกั จติ วทิ ยา
สัปปุริสธรรมเพื่อวางแผนการตลาดหมายถึง การนาหลักธรรมข้อสัปปุริสธรรม 7 (ธรรมของ
สัตบุรุษ) มาประยุกต์ใช้เพ่ืออธิบายงานการวางแผนการตลาดท่ีประกอบด้วยเครื่องมือสาคัญ 7 ประการที่
นักการตลาดสามารถใช้เป็นกรอบในการช่วยวางแผนการตลาดอย่างครบถ้วน ครอบคลุมการทางานใน
ศตวรรษท่ี 21 รวมถึง
1) รู้จักเหตุ: การรู้ความจริง การเข้าใจถึงที่มา 3 ประการของแผนคือ รู้จักสภาพตลาด
(Market), รู้จักคู่แข่ง (competitor), และรู้จักศักยภาพของตนเอง (competencies) เพ่ือจะได้วิเคราะห์หา
กลยทุ ธ์ทางการตลาดตอ่ ไป
2) รู้จักผล: การรู้จุดหมาย รู้ว่าผลที่จะได้จากการวางแผนที่ปลายทางจะเป็นอย่างไร รวมถึง
เปา้ หมาย (Objectives)ภารกิจ (mission)และ วสิ ยั ทัศน์ (vision) ของตน
476 Testing and Assessment for Psychology
3) รู้จักตน: การรู้ว่าตนเองมีความถนัด สามารถทาสินค้าให้โดดเด่นในด้านใด ท่ีจะสามารถ
นามาเปน็ จดุ ขาย (Brand concept) อยา่ งชัดเจนแตกตา่ งจากคูแ่ ขง่ ในตลาด
4) รู้จักบุคคล: การรู้จักคัดสรรบุคคลท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมาย (target group) ทางการตลาด โดย
เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยการใช้หลักธรรมข้อจริต 6 เป็นเครื่องมือช่วยแยกแยะ นัน่ คือการเขา้ ใจ
พฤติกรรมหลักหรือความประพฤติท่ีมักทาเป็นประจาตามปกติของแต่ละปัจเจกบุคคล จนสามารถแยกแยะ
บุคคลแตล่ ะประเภทได้และนาไปสรา้ งสอื่ การตลาดที่ตรงใจกลุม่ น้นั ๆ พฤติกรรมหลักน้ันสามารถจาแนกบคุ คล
ออกเป็น 6 กลุ่ม (6 จริต) รวมถึง ราคะจริต (ผู้รักสวยรักงาม) โทสจริต (ผู้ใจร้อนหงุดหงิด) โมหะจริต (ผู้เหงา
ซมึ งมงาย ขาดความกระตือรือร้น) สัทธาจริต (ผู้มีจติ ซาบซึ้งงา่ ย ชื่นบานอยู่เสมอ เล่ือมใสง่าย) พุทธิจริต (ผู้มี
ความรู้ ชอบใช้ความคิดพิจารณา) และวิตกจริต (ผู้ท่ีมักวิตก จับจดฟุ้งซ่าน) นักการตลาดย่อมสามารถวาง
แผนการใชส้ ่ือได้ผลดยี ง่ิ หากได้รู้จักบคุ คลแต่ละประเภทนี้
5) รู้จักกาล: การรู้ว่าจะวางแผนการสื่อสารการตลาด(Marketing Communication Plan) สู่
กลุ่มลูกคา้ เม่อื ใดในช่วงเวลาต่าง ๆ อย่างเปน็ ระบบแบบแผน
6) รู้จักประมาณ: การรู้ว่าจะเลือกใช้สื่อใดและในงบประมาณเท่าใดด้วยการวางปฏิทิน
การตลาด (Marketing Calendar) เพ่ือให้เหมาะสมตรงกับการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมายโดยใช้หลักธรรมข้อ
อายตนะ 12 คือการรับรู้ต่อส่ือของมนุษย์ ผ่านทางจุดเชื่อมต่อของสัมผัสต่าง ๆ ท้ังภายในและภายนอก เช่น
ตาเหน็ รปู หไู ดย้ ินเสยี ง จมูกรกู้ ลน่ิ ล้ินรบั รส กายสมั ผัสทางกาย และใจรบั รอู้ ารมณ์
7) รู้จักชุมชน: การรู้กริยาและเข้าใจผู้ร่วมค้ากลุ่มต่าง ๆ ที่สาคัญในชุมชนที่เราทาการตลาด
ทงั้ นร้ี วมถงึ รา้ นคา้ โรงงาน แหลง่ เงนิ ทนุ และองค์กรของรฐั ท่เี กยี่ วขอ้ ง
ปาปณิกธรรม 3 เพอ่ื นกั การตลาดหมายถึง การนาหลักธรรมข้อปาปณิกธรรม 3 (หลักหรือองค์คุณ
ของพ่อค้า 3 ประการ) มาประยุกต์ใช้เพือ่ อธิบายงาน CSR (Corporate Social Responsibility) ซ่งึ เป็นงานที่
เกีย่ วกับความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมขององค์กร อนั ประกอบไปด้วยหลักสาคัญ 3 ประการที่นักการตลาด (พ่อคา้ )
พึงมี น่ันคือ การมีตาดี (รู้จักเลือกสินค้าและกาหนดราคาท่ีเหมาะสม) การจัดเจนธุรกิจ (รู้จักความเคล่ือนไหว
ใด ๆ ในตลาดและเข้าใจลูกค้าผู้ซ้ือเป็นอย่างดี) และการลงทุนดี (เป็นท่ีเช่ือใจในหมู่สังคมและแหล่งทุน) ซ่ึง
หากนกั การตลาดเข้าใจ 3 หลักน้ีอย่างสมดลุ และสมั พันธ์ กจ็ ะสามารถทางาน CRS เพ่ือตอบแทนสังคมไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสมชดั เจน เป็นทไี่ ว้ใจของลูกค้าและสงั คมอยา่ งแท้จริง
ข. การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมอื
เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเรื่องโปรแกรมการสร้างสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษที่ 21
ตามแนวพุทธจติ วทิ ยา ประกอบดว้ ย
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 477
1. เคร่ืองมือท่ีใช้ฝึกอบรมได้แก่ โปรแกรมฝึกอบรมสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษที่ 21
ตามแนวพุทธจิตวิทยา ในหลักสูตรชื่อ การสร้างแบรนด์สู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยธรรมโมโลยีการตลาด (Effective
Brand Building Towards 21st Centuryvia Dhammology-Marketing) เป็นการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 วัน
เต็มภายใต้แนวคิด MARKETER TREEประกอบด้วยแนวคิด 3 กลุ่มคือ เพาะสมรรถนะ 4 กิจกรรม (M-A-R-K)
ปลูกสมรรถนะ 4 (E-T-E-R) กิจกรรม และ เก็บเก่ียวสมรรถนะ 4 กิจกรรม (T-R-E-E) รวม 12 กิจกรรม โดย
ได้รับการรับรองโดยผู้เช่ียวชาญ 9 ท่านว่ามีความถูกต้องเหมาะสม โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง
0.9 – 1.00 รายละเอยี ดดงั ตารางต่อไปนี้
ตารางท่ี 9.29 โปรแกรมฝึกอบรมสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษท่ี 21 ตามแนวพุทธจิตวิทยาในรูปแบบ
“MARKETER TREE”
กจิ กรรม ชอ่ื กจิ กรรม สมรรถนะท่ี แนวคิดและหลกั การ
ต้องการพฒั นา
1 M -My World จิตตภาวนา การละลายพฤตกิ รรม (Break the Ice)
ปฐมนเิ ทศ และความคาดหวัง
2 A-Adapting กิจกรรมการประยุกตใ์ ชธ้ รรมะกับชีวิตประจาวนั เปน็
จิตตภาวนา กิจกรรมทเ่ี รม่ิ แนะนาใหเ้ ห็นถงึ ความเป็นไปได้ในการ
การประยุกตใ์ ชธ้ รรมะกบั
ชวี ติ ประจาวนั ประยุกต์และบูรณาการพุทธศาสนาเข้าหางานการตลาด
3 R-Rule
ทฤษฎีการตลาดสมัยใหมแ่ ละ การเขา้ ใจภาพงานการตลาดแบบรวบยอดเบด็ เสร็จเชงิ
ธรรมโมโลยีการตลาด :
ปัญญาภาวนา ปฏิบตั ิจรงิ (Total Marketing Theory and its
- ตน้ ไม้แห่งการสรา้ งแบรนด์ Implication) เชอื่ มโยงหลักธรรมะสาคญั 2 ขอ้ คือ จริต
- กรวยพฤติกรรมผูบ้ ริโภค 6 และอายตนะ 12
- การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค
ดว้ ยจริต 6
- การสอ่ื สารการตลาดดว้ ย
อายตนะ 12
4 K-Key ธรรมะขอ้ สปั ปุรสิ ธรรม 7 : ธรรมของสัตบุรษุ สามารถใช้
การวางแผนการตลาดในศตวรรษ ปญั ญาภาวนา เปน็ แนวทางในการวางแผนการตลาดไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์
ที่ 21 ด้วยสัปปุรสิ ธรรมการตลาด ครบถว้ น (Comprehensive)
5 E-Earth: กายภาวนา ประสทิ ธภิ าพในการทางานในศตวรรษที่ 21 ของนักการ
478 Testing and Assessment for Psychology
กิจกรรม ช่ือกิจกรรม สมรรถนะท่ี แนวคิดและหลกั การ
ตอ้ งการพัฒนา
การตลาดด้วยสอื่ ดิจิตอล ตลาดตอ้ งเตรยี มพร้อมในการเปดิ รบั สอื่ ประเภทดิจติ อล
)Digital Marketing(
ทงั้ ในแงผ่ บู้ รโิ ภคและในแงก่ ารเป็นผู้คา้ สปู่ ระชากรโลก
ในเวลาเดยี วกัน
6 T-Thankful: สลี ภาวนา เพื่อชใ้ี หน้ ักการตลาดเขา้ ใจมิตติ า่ ง ๆ ของการอยรู่ ว่ มใน
สังคม) ศลี (และหลกั การการตลาด เน้นการมสี ว่ นร่วม
หลกั การและงาน CSR ระดบั ในสังคม และธรรมะเพอื่ พอ่ ค้า) ปาปณิกธรรม 7 (ท่ี
โลก : Case Study กลา่ วถึงการเป็นพอ่ คา้ ทดี่ ี ดว้ ยหลักการสาคญั 3 ข้อทยี่ งั
ใชไ้ ดจ้ รงิ ในโลกปัจจบุ ัน
7 E-Ethic: เน้นย้าความสาคญั ของการพฒั นาจิตใจของนักการตลาด
ให้มจี ิตสานึกที่ดใี นการอยรู่ ่วมในสังคม
จรรยาบรรณนักการตลาด สีลภาวนา
(Marketing Ethic)
มใิ ช่เสือกระดาษ
8 R-Relief: การบรหิ ารความเครยี ดของตนเองท่ีเกิดจากการทางาน
ลมหายใจกับการความเครียด จิตตภาวนา โดยใช้สติ และสมาธิ
(Breath Therapy)
9 T -Technique: กายภาวนา เน้นเทคนิคสาคัญในการเขา้ ถงึ ภาษาสากล เช่น โปรแกรม
(Application) ต่าง ๆ และมกี ารฝึกใหจ้ รงิ จนสามารถ
ทกั ษะภาษาองั กฤษเพือ่ งาน เรียนรู้ดว้ ยตัวเองได้ เชน่ เคร่ืองมือแปลภาษา ท้ังแบบ
การตลาดในศตวรรษที่ 21 ตัวหนังสอื และแบบมีเสยี งพดู เครื่องมือการหาขอ้ มูลด้วย
การใช้คาสาคัญ (Key words) เป็นต้น
10 R -Rewrite กายภาวนา สอนการเขียนที่สาคญั ทางธรุ กจิ ใน 3 มิติ ไดแ้ ก่ For
3 มติ ิของการเขยี นทางธุรกิจ Information, For Analysis และ For Approval
11 E -Ending สรุปส่งิ ทไี่ ดเ้ รยี นรู้ และไดฝ้ ึกลงมอื ทางานจริง และเพ่อื
นักการตลาดผู้เข้ารว่ มโครงการ ประเมินผลของการฝกึ อบรมในเบ้อื งต้นก่อนการนาไป
นาเสนอบทสรปุ ท่ไี ด้เรยี นรู้ ปัญญาภาวนา ปฏิบัติจริงในที่ทางาน
(Summary by training
participants)
12 E -Earning ปญั ญาภาวนา เป็นการสรุปรวบยอด เพื่อการตอกย้าและแนะนาข้อ
การสรปุ โปรแกรมอบรมท้งั หมด สาคัญต่าง ๆ การนาไปประยุกต์ใช้เพ่ือให้เกิดประโยชน์
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 479
กิจกรรม ช่อื กิจกรรม สมรรถนะท่ี แนวคิดและหลกั การ
ตอ้ งการพฒั นา
และการปิดโครงการอบรม และเป็นการฝึกฝนต่อเนื่องก่อนกลับมารายงานผลอีก
ครั้ง
2. เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการรวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ย
2.1 แบบสมั ภาษณ์
แบบสัมภาษณ์ฉบับน้ีมีลักษณะแบบ 1 ต่อ 1 (Face to Face Interview)เป็นการ
สมั ภาษณ์นกั การตลาดเชิงพุทธต้นแบบ 8 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ 1 ต่อ 1 เป็นเวลา 1-2 ช่ัวโมงต่อ
คนโดยผู้วจิ ัยนัดหมายลว่ งหน้าเพื่อเข้าพบที่บริษทั ฯ ของกล่มุ เปา้ หมายขณะสมั ภาษณ์ไดข้ ออนญุ าตบันทกึ เสียง
ไว้วัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์เพื่อนาข้อคิดเห็นมาประกอบการสร้างโปรแกรมการสร้างสมรรถนะนักการ
ตลาดฯ ประกอบดว้ ยประเด็นดังต่อไปน้ี
1) สภาพปัญหาอปุ สรรคในการทางานของนักการตลาดในปัจจบุ ัน
2) สมรรถนะของนกั การตลาดในศตวรรษที่ 21
3) วธิ ีการและแนวทางท่ีจะชว่ ยพัฒนาสมรรถนะนกั การตลาดในศตวรรษท่ี 21
4) การนาหลักคุณธรรมมาใช้ จะช่วยพัฒนานกั การตลาด ใหม้ ีคุณลกั ษณะท่ีดีสาหรับ
ศตวรรษที่ 21 หรือไม่ อย่างไร
5) หลกั ธรรมใดท่คี วรนามาใชพ้ ฒั นานักการตลาด
6) หลกั ธรรมทนี่ ามาใช้พัฒนานกั การตลาดในบรษิ ทั และผลที่ได้รับ
7) งานดา้ น CSR เพอื่ สงั คมและผลทเี่ กิดข้ึนกบั องคก์ ร
8) ความคิดเห็นที่มีต่อแนวคิดการพัฒนาโปรแกรมเพ่ือเสริมสร้างสมรรถนะนักการ
ตลาดในศตวรรษท่ี 21 ตามแนวพุทธจิตวทิ ยา
9) ความเห็นและขอ้ แนะนาอื่น ๆ
2.2 แบบสอบถามสภาพปญั หาของนักการตลาด
โดยผู้วิจัยใช้แบบสอบถาม ถามความต้องการสมรรถนะ ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนมาจากแนวคิด
การพัฒนาสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษท่ี 21 มีวัตถุประสงค์เพ่ือเข้าใจบทบาท หน้าที่ การทางาน
พฤติกรรม ปัญหา อุปสรรครวมถึงสภาพปัจจุบันของการทางานการตลาดในศตวรรษที่ 21 ความคิดเห็น และ
ความสาคัญของสมรรถนะตา่ ง ๆ ที่ส่งผลต่อประสทิ ธิภาพของการทางานการตลาด และการประเมินสมรรถนะ
ของตนเอง แบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ส่วน ไดแ้ ก่
ส่วนที่ 1 ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะคาถามเป็นแบบเติมคาในช่องว่าง
และเลอื กตอบ (Checklist) จานวน 10 ขอ้
480 Testing and Assessment for Psychology
ส่วนท่ี 2 ระดับความสาคัญของการพัฒนาสมรรถนะการตลาดและการประเมินตนเอง
แบ่งประเด็นคาตอบแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม “ระดับความสาคัญ” และกลุ่ม “ระดับที่ท่านเป็น”ลักษณะ
คาถามเปน็ การให้คะแนนแบบมาตรวดั ประมาณค่า (Rating Scale) มีระดับการให้คะแนน 5 ระดับคือ
1 แทน การมคี วามคดิ เห็นตามข้อความน้ัน น้อยทีส่ ดุ
2 แทน การมคี วามคิดเหน็ ตามข้อความนัน้ น้อย
3 แทน การมคี วามคดิ เห็นตามข้อความนนั้ ปานกลาง
4 แทน การมคี วามคดิ เหน็ ตามข้อความนั้น มาก
5 แทน การมีความคิดเห็นตามข้อความนั้น มากทส่ี ุด
ส่วนที่ 3 แนวคิดท่ีมีต่อการพัฒนาสมรรถนะนักการตลาดแนวพุทธจิตวิทยาลักษณะ
คาถามเป็นการใหค้ ะแนนแบบมาตรวดั ประมาณค่า (Rating Scale)มีระดบั การให้คะแนน 5 ระดับ คือ
1 แทน การมคี วามคดิ เหน็ ตามขอ้ ความน้นั น้อยทสี่ ดุ
2 แทน การมคี วามคดิ เหน็ ตามข้อความน้ัน นอ้ ย
3 แทน การมคี วามคิดเหน็ ตามข้อความนั้น ปานกลาง
4 แทน การมคี วามคดิ เหน็ ตามข้อความนัน้ มาก
5 แทน การมีความคดิ เห็นตามข้อความนน้ั มากท่ีสุด
โดยมีเกณฑ์แปลผล ผู้ท่ีตอบได้คะแนนสูงกวา่ เกณฑ์เฉล่ีย เป็นผู้ที่มีสมรรถนะการตลาด
สูงกวา่ ผู้ทีต่ อบคะแนนต่ากวา่ เกณฑ์คา่ เฉล่ีย
คะแนนเฉล่ยี แปลผล
4.21 – 5.00 มีสมรรถะการตลาดตามแนวพุทธจติ วทิ ยามากทีส่ ดุ
3.41 – 4.20 มสี มรรถะการตลาดตามแนวพุทธจติ วทิ ยามาก
2.61 – 3.40 มีสมรรถะการตลาดตามแนวพทุ ธจิตวิทยาปานกลาง
1.81 - 2.60 มมี สี มรรถะการตลาดตามแนวพทุ ธจติ วทิ ยานอ้ ย
1.00 – 1.80 มีสมรรถะการตลาดตามแนวพทุ ธจิตวิทยานอ้ ยท่สี ุด
ผวู้ จิ ยั สร้างมาจากแนวคิดพัฒนาสมรรถนะการตลาดบรู ณการกบั หลกั ภาวนา 4 จานวน
42 ขอ้ มนี ยิ ามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การกระทาท่ีแสดงออกถงึ ความรู้ ทกั ษะ และคุณลักษณะทจ่ี าเป็นของ
บคุ คลในการทางานให้ประสบความสาเรจ็ มี 4 ด้าน ใหม้ ีความพร้อมทง้ั 4 สมรรถนะหลกั ดงั นี้
1) สมรรถนะทางกาย (Physical Development) เพื่อให้นกั การตลาดรู้จักเช่ือมโยงกับ
ส่ิงรอบตัว มีความสามารถในการสื่อสารท่ีดี มีบุคลิกภาพท่ีดีและใช้เทคโนโลยีท่ีจาเป็น เพื่อให้เป็นผู้มีความ
คลอ่ งตวั จานวน 19 ขอ้
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 481
2) สมรรถนะทางสังคม (Moral Development) เพื่อให้นักการตลาดสามารถวางแผน
ที่สมดุลเพื่ออยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างดี รู้จักเก้ือกูล มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เป็นคนดีของสังคม จานวน 8
ขอ้
3) สมรรถนะทางจิตใจ (Emotional Development) เพ่ือให้นกั การตลาดมีความเจริญ
ดา้ นจติ ใจ เป็นผมู้ ีนา้ ใจ มคี วามเพียร มีสมาธิ มีเมตตา มจี ิตใจทผ่ี ่องใส เพอื่ ให้เป็นผู้มคี วามสุข จานวน 9 ขอ้
4) สมรรถนะทางปัญญา (Wisdom Development) เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจใน
ศาสตร์การตลาดอย่างลึกซึ้ง เข้าใจแนวคิด ทฤษฎีการตลาดและมีทักษะทางการตลาด เข้าใจและเข้าถึงข้อมูล
จานวนมากเพื่อทางานในศตวรรษท่ี 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผสมผสานทั้งศาสตร์การตลาด
สมัยใหม่กับหลักธรรมต่าง ๆ เพื่อนามาวางแผนการตลาดได้ดี และยังเป็นผู้ใฝ่รู้หลักธรรมต่าง ๆ เพ่ือพัฒนา
สติปัญญาของตนเองอกี ดว้ ย เพอ่ื สรา้ งใหเ้ ปน็ ผู้ร้แู ละเปน็ คนเก่ง จานวน 6 ข้อ
ตอนที่ 3 คาถามเก่ียวกับแนวคิดที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะนักการตลาดแนวพุทธ
จติ วทิ ยา เปน็ คาถามให้เลือกตอบ จานวน 7 ขอ้
การหาคุณภาพเคร่อื งมอื ได้แก่
1) การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบสอบถามความต้องการสมรรถนะ โดย
ผู้เชี่ยวชาญท่ีมีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีในเร่ืองเน้ือหาของส่ิงท่ีต้องการวัด เป็นผู้พิจารณา
ตรวจแก้ไขเนื้อหาเพ่ือให้สามารถวัดได้เท่ียงตรงกับเรื่องท่ีศึกษา โดยนักวิชาการ 5 ท่าน ตรวจสอบความ
เทย่ี งตรงของเน้ือหา (Validity) ไดค้ ่า IOC เท่ากับ 0.9
2) การหาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) ผู้วิจัยนาแบบสอบถามแต่ละฉบับที่ได้หาความ
เที่ยงตรงแล้ว ไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน นาผลท่ีได้มาหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธี
สัมประสิทธแิ์ อลฟาของครอนบาค (Cronbach’s coefficient alpha) เท่ากบั .865
2.3 แบบประเมินโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อสร้างสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษท่ี 21
ตามแนวพุทธจิตวทิ ยา
ผวู้ ิจัยสรา้ งข้ึนมีวัตถุประสงค์เพ่อื ประเมินโปรแกรมฝึกอบรมฯ จานวน 12 กิจกรรม มขี ้อ
คาถาม 8 ข้อ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและองค์ประกอบของโปรแกรมฝึกอบรมฯแต่ละกิจกรรมมีความ
สอดคล้องและเหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์การวิจัย โดยได้ค่าความสอดคล้อง (IOC) ของชุดโปรแกรมฝึกอบรมฯ
จากผู้เชย่ี วชาญ จานวน 9 คน ประกอบดว้ ย
ท่าน ได้แก่ 1) ผ้เู ช่ียวชาญด้านการตลาด
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดที่มีชื่อเสียงและเป็นท่ียอมรับของคนทั่วไป มีจานวน 4
(1) ดร.ลักขณา ลีละยทุ ธโยธนิ อดตี นายกสมาคมการตลาดแหง่ ประเทศไทย
482 Testing and Assessment for Psychology
(2) คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไอซีซี อินเตอร์เนชั่น
แนล
(3) ดร.วินธัย โกกระกูล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
บริหารธรุ กิจ
(4) คณุ อนรุ ุธ วอ่ งวานิช ประธานกรรมการบริหารบริษัทห้างขายยาอังกฤษตรางแู ละ
ผู้ก่อต้ังธรรมสถานวอ่ งวานชิ
2) นักวิชาการผทู้ รงคุณวฒุ ิ
สาหรับนักวิชาการ โดยเป็นนักวิชาการท่ีมีความชานาญด้านการฝึกอบรม ด้าน
จติ วิทยา และดา้ นพระพุทธศาสนา นี้มจี านวน 5 ทา่ น ได้แก่
(1) ผศ. ดร. สาระ มขุ ดี
(2) รศ. มกุ ดา ศรยี งค์
(3) ดร. พรรณี บญุ ประกอบ
(4) รศ. ดร. เมธาวี อดุ มธรรมานุภาพ
(5) ดร. พุทธชาติ แผนสมบญุ
มเี กณฑก์ ารประเมินดงั นี้
+1 หมายถึง สอดคล้อง (ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นต่อองค์ประกอบของชุดฝึกอบรมมีความ
สอดคลอ้ ง)
0 หมายถึง ไม่แนใ่ จ (ผูเ้ ช่ียวชาญไม่แนใ่ จต่อองคป์ ระกอบของชดุ ฝึกอบรม)
-1 หมายถึง ไม่สอดคล้อง (ผู้เช่ียวชาญมีความคิดเห็นต่อองค์ประกอบของชุดฝึกอบรมมี
ความไม่สอดคลอ้ ง)
2.4 แบบสอบถามสมรรถนะการตลาดตามแนวพุทธจิตวทิ ยา
แบบสอบถามสมรรถนะการตลาดตามแนวพุทธจิตวิทยาน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือเข้าใจผล
ของโปรแกรมการสร้างสมรรถนะที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของนักการตลาดทั้ง 3 ด้าน คือ ระดับความรู้
ความสามารถในการทางานการตลาด (เก่ง) ระดับความเข้าใจต่อจริยธรรมและการรับผิดชอบท่ีมีต่อสังคม (ดี)
และระดับการเขา้ ใจความพงึ พอใจในตนเองและการอยู่กับปัจจบุ นั (สุข)แบบสอบถามแบง่ เปน็ 2 ตอน ไดแ้ ก่
ตอนที่ 1 สอบถามข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 10 ข้อลักษณะคาถาม
เป็นแบบเติมคาในชอ่ งว่างและเลอื กตอบ (Checklist)
ตอนท่ี 2 สอบถามเกี่ยวกบั สมรรถนะนกั การตลาดจานวน 86 ขอ้ โดยแบบวดั ที่ผวู้ ิจยั สร้าง
มาจากการบูรณาการอย่างกลมกลืนระหว่างแนวคิดทฤษฎีการตลาดของ ฟิลิปคอตเลอร์(Philip Kotler) กับหลักพุทธ
ศาสนาท่ีเกยี่ วข้องกับการค้าและการเข้าใจมนุษย์ (ผู้บริโภค) รวมถึง สัปปรุ ิสธรรม 7 จริต 6 อายตนะ6 ภาวนา
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 483
4 และ ปาปณิกธรรม 3 และ มีองค์ประกอบ 3 ด้านเป็นแกนตามทฤษฎีงานพัฒนากระบวนการเรียนรู้ใน
ศตวรรษที่ 21 เชิงจติ วทิ ยาทีพ่ ัฒนาจากทฤษฎีของบลมู (Bloom’s Taxonomy) คือ
1) สมรรถนะด้านความรู้ (Cognitive Competencies)หมายถึง สิ่งท่ีแสดงออกถึง
ความรู้ความสามารถในการวางแผนการตลาด ผู้วิจัยได้นาหลักธรรมข้อสัปปุริสธรรม 7 (ธรรมของสัตบุรุษ)มา
ประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายงานการวางแผนการตลาดที่ประกอบด้วยเครื่องมือสาคัญ 7 ประการท่ีนักการตลาด
สามารถใช้เป็นกรอบในการช่วยวางแผนการตลาดอย่างครบถ้วน ครอบคลุมการทางานในศตวรรษท่ี 21 วัด
โดยแบบวดั ทีผ่ วู้ ิจัยสรา้ งข้ึน มตี ัวชี้วัดยอ่ ย 7 ดา้ น ด้านละ 5 ข้อ รวม 35 ข้อ
2) สมรรถนะด้านเจตคติ (Affective Competencies) หมายถึง ความสามารถของ
บุคคลที่ยึดม่ันในคุณค่าและคุณธรรมและจริยธรรม มีจิตสานึก ความรู้สึก และค่านิยมต่อวิชาชีพ วัดโดยแบบ
วัดที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนจากกรอบแนวคิดจรรยาบรรณของนักการตลาด มีตัวชี้วัดย่อย 3 ด้าน ด้านละ 10 ข้อ
จานวน 30 ข้อ
3) สมรรถนะด้านทักษะ (Performance Competencies) หมายถึง ส่ิงท่ีแสดงออกถึง
ความสามารถในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมแสดงออกถึงทักษะต่าง ๆ ของนักการตลาด
วดั โดยแบบวัดทผี่ วู้ ิจยั สรา้ งขึ้นตามกรอบหลกั ภาวนา 4 และปาณิกธรรม 3 มตี วั ชว้ี ัด 4 ดา้ น ด้านละ 7 ข้อ รวม
จานวน 28 ขอ้
(1) ทกั ษะทางกายภาพ หมายถงึ ความสามารถของนักการตลาดท่ีมีความสัมพนั ธ์กับ
ส่ิงแวดล้อมทางวัตถุหรือกายภาพ ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการตลาดให้เหมาะสม ความสามารถในการสื่อสาร
กบั ผู้อืน่ ท้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ การใชเ้ ทคโนโลยีอปุ กรณ์เครอ่ื งมอื ทจ่ี าเปน็ ต่อการทางานการตลาด
(2) ทักษะทางสังคม หมายถึง ความสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ต้ังอยู่ใน
ระเบียบวินัย อยรู่ ่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลกันสร้างสรรค์สังคม อันเป็นพ้ืนฐานของการดารงอยู่ร่วมกันอย่าง
สนั ตสิ ขุ การเกื้อกลู ตอ่ กนั การมีคุณธรรมและจรยิ ธรรม
(3) ทักษะทางจิตใจ หมายถึง ความสามารถของบุคคลท่ีแสดงออกด้านคุณธรรม
ลักษณะต่าง ๆ เช่น ความขยันอดทนในการทางาน ความมีสมาธิแน่วแน่ในการทางาน สุขภาพจติ เข้มแข็ง เช่น
การมอี ารมณ์แจ่มใส จิตใจเบิกบาน การมองโลกในแง่ดี การมีความเช่อื ม่นั ว่าตนเปน็ ทพ่ี ่ึงแห่งตนได้ มีคุณภาพ
จิตดี เช่น ความเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่และโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น การยกย่องและช่ืนชมคุณค่าแห่งการกระทาความดี
ของผูอ้ นื่ การใช้วาจาแนะนาให้ผ้อู นื่ กระทาความดี
(4) ทักษะทางปัญญา หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการมีความรู้ความเข้าใจ
ในแนวคิด และทักษะทางการตลาดต่าง ๆ การเข้าถึงข้อมูลในยุคศตวรรษท่ี 21 รู้จักการแสวงหาความรู้ส่ิง
ใหม่ๆการรเู้ ท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม รู้จกั คดิ อยา่ งมีเหตผุ ลในการดาเนินชีวิตแบบพอเพียง การไม่ยึด
ติดกับวัตถุ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ รู้จักเลือกสินค้าและกาหนดราคาท่ีเหมาะสม การจัดเจนธุรกิจ รู้จักความ
เคลื่อนไหวใด ๆ ในตลาดและเข้าใจลูกค้าผู้ซ้ือเป็นอย่างดี และการลงทุนดี สร้างเป็นความเช่ือม่ันในหมู่สังคม
484 Testing and Assessment for Psychology
และแหล่งทุน สามารถทางาน CSR เพ่ือตอบแทนสังคมได้อย่างเหมาะสมชัดเจน เป็นท่ีไว้ใจของลูกค้าและ
สงั คม
ลักษณะคาถามเป็นแบบมาตรวดั ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดบั
1 แทน การมีความคดิ เห็นตามขอ้ ความนนั้ น้อยทส่ี ดุ
2 แทน การมีความคดิ เหน็ ตามข้อความนั้น น้อย
3 แทน การมีความคิดเหน็ ตามข้อความน้นั ปานกลาง
4 แทน การมคี วามคิดเหน็ ตามข้อความนน้ั มาก
5 แทน การมคี วามคิดเห็นตามข้อความนั้น มากท่สี ุด
โดยมีเกณฑ์แปลผล ผู้ที่ตอบได้คะแนนสูงกวา่ เกณฑ์เฉลี่ย เป็นผู้ที่มีสมรรถนะการตลาด
สงู กวา่ ผู้ท่ตี อบคะแนนต่ากวา่ เกณฑ์คา่ เฉลี่ย
คะแนนเฉลย่ี แปลผล
4.21 – 5.00 มีสมรรถะการตลาดตามแนวพทุ ธจิตวิทยามากท่สี ุด
3.41 – 4.20 มีสมรรถะการตลาดตามแนวพุทธจิตวทิ ยามาก
2.61 – 3.40 มสี มรรถะการตลาดตามแนวพุทธจิตวิทยาปานกลาง
1.81 - 2.60 มมี ีสมรรถะการตลาดตามแนวพุทธจติ วทิ ยานอ้ ย
1.00 – 1.80 มีสมรรถะการตลาดตามแนวพทุ ธจติ วิทยานอ้ ยท่ีสดุ
การหาคุณภาพเคร่อื งมือ ได้แก่
1) การหาคา่ ความเท่ียงตรง (Validity)
การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content validity) ของแบบสอบถาม
ความต้องการสมรรถนะ โดยผู้เช่ียวชาญทมี่ ีความเช่ียวชาญ มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีในเร่ืองเน้ือหาของสิ่งท่ี
ต้องการวัด เป็นผู้พิจารณาตรวจแก้ไขเนื้อหาเพื่อให้สามารถวัดได้เท่ียงตรงกับเร่ืองท่ีศึกษา โดยนักวิชาการ 5
ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเน้ือหา (Validity) และความเหมาะสมของภาษา แล้วนามาหาความ
เที่ยงตรงโดยใช้สูตร IOC (Item objective congruence index) ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.9 – 1 ซึ่งมีค่า
มากกวา่ 0.5 ซ่งึ ยอมรับได้ว่าแบบสอบถามชดุ นี้สามารถนาไปใช้กบั กลมุ่ ตวั อย่างได้ ได้ค่า IOC เท่ากบั 0.9
2) การหาคา่ อานาจจาแนก (Discrimination)
ผู้วิจัยนาแบบสอบถามแต่ละฉบับท่ีได้หาความเที่ยงตรงแล้ว ไปทดลองใช้กับกลุ่มท่ี
ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน นาผลที่ได้มาหาค่าอานาจจาแนกรายข้อ ใช้วิธีการหาค่าความสัมพันธ์
ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total correlation) คัดเลือกข้อท่ีมีความสัมพันธ์สูงไว้ใช้เป็น
แบบสอบถาม มีค่าจาแนกรายขอ้ อยรู่ ะหวา่ ง.024-.856
3) การหาคา่ ความเชอ่ื ม่ัน (Reliability)
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 485
ผู้วิจัยนาแบบสอบถามแต่ละฉบับท่ีได้หาความเที่ยงตรงแล้ว ไปทดลองใช้กับกลุ่มที่
ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน นาผลท่ีได้มาหาค่าความเช่ือม่ันโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
(Cronbach’s coefficient alpha) เทา่ กบั .968
2.5 แบบบนั ทึกประจาวนั
แบบบันทึกส่วนตัวแบบมีรูปแบบ (Structured Diary) ที่ได้มอบให้ผู้เข้าทดลองได้
บนั ทกึ รวมถึงความคิดเหน็ ทม่ี ตี ่อกิจกรรม ความร้สู ึกต่าง ๆ และคาแนะนาที่มีเพมิ่ เตมิ (ดูภาคผนวก)
ง. การวิเคราะห์ขอ้ มูลการวจิ ยั
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจัดกระทาข้อมูลที่รวบรวมตรวจสอบความสมบูรณ์ของคาตอบของ
เครื่องมือวัดแต่ละชุดตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์ท่ีกาหนดนาคะแนนท่ีได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ และ
สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูลที่สาคัญมีดังนี้
1. สถิติพื้นฐานท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยร้อยละ (Percentage)ค่าเฉล่ีย
(Mean)และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2. สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะหค์ ุณภาพเครือ่ งมอื
1) การหาคา่ ความเท่ียงตรง (Validity)
การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ของแบบสอบถามความ
ต้องการสมรรถนะ โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีในเร่ืองเน้ือหาของส่ิงท่ี
ต้องการวัด เป็นผู้พิจารณาตรวจแก้ไขเนื้อหาเพ่ือให้สามารถวัดได้เท่ียงตรงกับเร่ืองที่ศึกษาโดยนักวิชาการ 5
ท่าน ตรวจสอบความเท่ียงตรงของเน้ือหา (Validity) และความเหมาะสมของภาษา แล้วนามาหาความ
เท่ยี งตรงโดยใชส้ ูตร IOC (Item objective congruence index) คา่ IOC เทา่ กับ0.9
2) การหาค่าอานาจจาแนก (Discrimination)
ผู้วิจัยนาแบบสอบถามแต่ละฉบับท่ีได้หาความเท่ียงตรงแล้ว ไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน นาผลท่ีได้มาหาค่าอานาจจาแนกรายข้อ ใช้วิธีการหาค่าความสัมพันธ์ระหว่าง
คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total correlation) คัดเลือกข้อที่มีความสัมพันธ์สูงไว้ใช้เป็น
แบบสอบถาม มคี า่ จาแนกรายข้ออยูร่ ะหว่าง .042-.856
3) การหาคา่ ความเชือ่ ม่นั (Reliability)
ผู้วิจัยนาแบบสอบถามแต่ละฉบับที่ได้หาความเท่ียงตรงแล้ว ไปทดลองใช้กับกลุ่มท่ีไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 คน นาผลท่ีได้มาหาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค
(Cronbach’s coefficient alpha) เทา่ กบั .968
3. สถิตทิ ี่ใชใ้ นการทดสอบสมมุติฐาน
486 Testing and Assessment for Psychology
การวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือเปรียบเทียบผลการให้คะแนนก่อนและหลังการฝึกอบรมโปรแกรม
เพ่ือสร้างสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษที่ 21 ตามแนวพุทธจิตวิทยาโดยผู้วิจัยใช้ค่าสถิติที 2 กลุ่มสัมพันธ์
และ 2 กลมุ่ อิสระโดยใชส้ ถติ ิ Paired sample t-test
ตัวอยา่ งแบบวดั ชุดท่ี 1 สาหรับนักการตลาดทเ่ี ขา้ รบั การอบรม
ทุกคาตอบของท่านจะเปน็ ประโยชน์อยา่ งยง่ิ ต่อโครงการวิจยั กรุณาตอบตามความเปน็ จรงิ
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนกั การตลาดผู้เขา้ อบรม
คาช้แี จง โปรดทาเคร่ืองหมาย ลงใน ที่ตรงตามข้อมลู ของท่าน
1) เพศ
ชาย หญิง
2) ช่วงอายุ
21-25 ปี 26-30 ปี 31-35 ปี
36-40 ปี 41-45 ปี 46-50 ปี
51-55 ปี 56 ปีขึน้ ไป
3) ระดับการศกึ ษา(กรุณาระบุตามระดับการศกึ ษาของท่านทุกระดับท่ีผา่ นมา)
ระดับ ปวช/ปวส หลกั สตู ร/คณะ___________สาขา___________สถาบนั __________________
ระดบั ปรญิ ญาตรี หลกั สตู ร/คณะ___________สาขา___________สถาบนั __________________
ระดับ ปริญญาโท หลกั สตู ร/คณะ___________สาขา___________สถาบัน__________________
ระดับ ปริญญาเอก หลกั สูตร/คณะ___________สาขา___________สถาบนั __________________
อื่น ๆ (โปรดระบุ______________________________________________________)
4) ตาแหน่งปจั จุบัน_________________________________________________________
5) รวมระยะเวลาการทางานการตลาดโดยรวม ตง้ั แตเ่ ริม่ ต้นรวมทุกองค์กรท่ที าจนถงึ ปจั จุบัน
น้อยกวา่ 3 ปี 3-5 ปี 6-10 ปี
11-15 ปี 16-20 ปี 21 ปีขึ้นไป
6) รวมระยะเวลาท่ที ่านทางานการตลาดท่ีองคก์ รปัจจบุ นั
น้อยกวา่ 3 ปี 3-5 ปี 6-10 ปี
11-15 ปี 16-20 ปี 21 ปขี น้ึ ไป
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 487
7) องค์กรของท่านเปน็ องคก์ รสัญชาตใิ ด
บ.ไทย บ.ตา่ งชาติ บ.รว่ มหนุ้ ไทยและตา่ งชาติ
8) ยอดขายโดยรวมขององค์กรท่าน
นอ้ ยกว่า 50 ล้าน 51-100 ลา้ นบาท 101-500 ล้านบาท
500-1,000 ล้านบาท มากกว่า 1,001 ล้านบาท
9) การใช้งบการตลาดโดยรวมตอ่ ปีของทั้งองคก์ ร (โดยประมาณ)
นอ้ ยกว่า 1 ลา้ น มากกว่า 1 ถึง 10ล้านบาท มากกวา่ 10 ถึง 50 ลา้ นบาท
มากกว่า 50 ถึง 100 ล้านบาท มากกว่า 100 ล้านบาทขน้ึ ไป
10) ทา่ นเขา้ ร่วมการพัฒนาสมรรถนะนักการตลาดบ่อยเพียงใด
ปลี ะ1 ครง้ั ปลี ะ 2 ครง้ั ปลี ะ 3 คร้งั มากกวา่ ปีละ 3 ครั้ง
ไมเ่ คยเข้า อื่น ๆ (โปรดระบุ (........................................................................................)
ตอนที่ 2 คาถามเกี่ยวกับสมรรถนะนักการตลาด
คาชแี้ จง คาถามในตอนที่ 2 น้ีเป็นข้อคาถามทีม่ ีการใหค้ ะแนนแบบมาตรวัดประมาณค่า (Rating Scale) โดย
ท่านสามารถเลือกจาก 5 ระดับ โดยอธบิ ายระดับการให้คะแนนเพื่อประเมนิ ความสาคัญ ดังน้ี คอื
= 5 แทน ความคิดเหน็ ตามขอ้ ความนั้น มากที่สุด
= 4 แทน ความคิดเหน็ ตามข้อความน้นั มาก
= 3 แทน ความคดิ เหน็ ตามขอ้ ความน้ัน ปานกลาง
= 2 แทน ความคดิ เหน็ ตามข้อความนน้ั น้อย
= 1 แทน ความคิดเห็นตามขอ้ ความนนั้ นอ้ ยที่สุด
สว่ นท่ี 1/1: “ฉันรู้..........................................”
ขอ้ คาถาม 54321
รจู้ กั เหตุ
1. ฉันเข้าใจสภาพตลาดโดยรวมของสนิ ค้าท่ดี ูแลอยู่เป็นอย่างดี
2. ฉันเขา้ ใจศักยภาพคู่แข่งอย่างชัดเจน
3. ฉนั รศู้ กั ยภาพของสินค้าและของบริษัทเปน็ อย่างดี
488 Testing and Assessment for Psychology
ขอ้ คาถาม 54321
4. ฉนั วิเคราะหส์ ภาพธรุ กจิ โดยรวมไดอ้ ย่างครบถ้วน
5. ฉันสามารถวิเคราะห์หาจุดแขง็ และจดุ อ่อนของสินคา้ ค่แู ขง่ ในตลาดไดด้ ี
รจู้ ักผล
6. ฉนั สามารถกาหนดเปา้ หมายธรุ กจิ (Objectives) ได้อย่างถกู ต้อง
7. ฉันสามารถกาหนดวิสยั ทัศน์ (Vision) ของสินค้าตนเองเป็นอยา่ งดี
8. ฉันรู้พันธกิจ (Mission) ของสินค้าตนเองอย่างชัดเจน
9. ฉันรวู้ ธิ ีกาหนดกลยุทธก์ ารตลาด (Marketing Strategy) ได้อย่างถกู ต้อง
10. ฉนั รวู้ ธิ ีวเิ คราะห์แผนการตลาดของตนเองเพื่อปรับปรุงแก้ไขใหด้ ีขน้ึ อยู่
เสมอ
รจู้ กั ตน
11. ฉนั สามารถวางตาแหน่งสนิ ค้า (แบรนด์) ใหโ้ ดดเดน่ มเี อกลักษณช์ ดั เจน
เหนอื คูแ่ ข่งขัน
12. ฉนั เช่ือว่าการสร้างตาแหนง่ สินค้า(ตวั ตน)สามารถทาได้กับทุกประเภท
สนิ คา้ หรือบรกิ าร
13. ฉนั สร้างจุดขาย (Brand concept) เพื่อสร้างแบรนด์ไดอ้ ย่างแม่นยา
14. ฉนั นาจุดขายของแบรนด์มาทาการสอ่ื สารการตลาดได้อยา่ งคล่องแคล่ว
15. ฉันสามารถตรวจสอบ “สุขภาพของแบรนด์ -Brand Heath Check” ได้
ดี
รจู้ กั บคุ คล
16. ฉนั กาหนดกลุ่มลกู คา้ เป้าหมาย (Target group) ได้อย่างมหี ลักการ
17. ฉนั เข้าใจหลักธรรมข้อจริต 6 เพ่ือเขา้ ใจความแตกตา่ งของบุคคลต่างๆ ได้
ดี
18. ฉันสามารถประยุกตใ์ ช้หลกั จรติ 6 เพอ่ื ทาการตลาดได้เป็นอยา่ งดี
19. ฉนั สามารถเข้าใจความต้องการของลูกคา้ (Insight) ได้อย่างมีหลักการ
20. ฉันสามารถผสมผสานวิธีการตะวันตกและจรติ 6 ในการกาหนด
กลุ่มเป้าหมายได้
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 489
ข้อคาถาม 54321
รจู้ กั กาล
21. ฉนั วางแผนสือ่ สารการตลาด(Integrated Marketing
Communication-IMC) ตามชว่ งเวลาตา่ ง ๆ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
22. ฉนั ปรับเปลี่ยนแปลงการทางานการตลาดได้ตามยคุ และสมยั ได้อยา่ งดี
23. ฉันเข้าใจหลักธรรมข้ออายตนะ เปน็ อยา่ งดี
24. ฉนั สามารถประยุกต์งานวางแผนงานสือ่ สารการตลาดด้วยหลักอายตนะ
12
25. ฉนั สามารถควบคมุ และกาหนดระยะเวลาในปฏทิ นิ การตลาดอย่างชดั เจน
รู้จักประมาณ
26. ฉันสามารถเลอื กใชส้ อื่ ต่าง ๆ ในงานการตลาดได้อย่างเหมาะสม
27. ฉนั สามารถวางแผนงบประมาณการตลาดใหเ้ หมาะสมกับแผนการตลาด
28. ฉนั กาหนดงบประมาณการตลาดได้ดีแม้ในงบประมาณที่จากดั
29. ฉันสามารถกาหนดงบประมาณท่หี ลากหลายตา่ ง ๆ กันเพื่อเป้าหมายท่ี
ต่างกัน
30. ฉันสามารถวเิ คราะหง์ บกาไรขาดทนุ ในการวางแผนการตลาดไดด้ ี
รู้จักชมุ ชน
31. ฉนั เข้าใจความหลากหลายของชุมชนเพอื่ วางแผนการตลาดท่แี ตกต่างกนั
ได้
32. ฉนั ทางานกับองคก์ รร่วมอื่น ๆ (Partner) ที่มีเป้าหมายเดยี วกนั
33. ฉนั สร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ เพอื่ ตอบแทนชุมชนุ (CSR) ทเ่ี ราทาธุรกจิ
อยเู่ สมอ
34. ฉันเลอื กใช้ส่ือต่าง ๆ ในการทาการตลาดในแต่ละพื้นที่อยา่ งเหมาะสม
35. ฉันเชอ่ื วา่ การทางานร่วมกับทีมงานอื่นในบริษัท เป็นเร่ืองจาเป็นอย่างยงิ่
490 Testing and Assessment for Psychology
สว่ นท่ี 1/2: “ฉันเชอื่ ว่า....................................”
ขอ้ คาถาม 54321
การพัฒนาศักยภาพของตนเอง
36. ฉนั เชื่อวา่ การพฒั นาศักยภาพตนเองเปน็ ความรับผดิ ชอบของตนเองอยา่ ง
แทจ้ ริง
37. ฉนั กลา้ ทาในสิง่ ท่ีถูกต้องอยู่เสมอหากไม่ทาใหผ้ ู้อื่นเดือดร้อน
38. ฉนั เช่ือวา่ ศักยภาพนน้ั สามารถพฒั นาได้อยา่ งไม่มีขีดจากดั
39. ฉันภมู ใิ จท่ไี ด้พฒั นาศกั ยภาพของตนเองอยเู่ สมอ
40. ฉนั เชอื่ วา่ หลักธรรมสามารถเปน็ เครื่องมือสาคัญในการพฒั นาศักยภาพ
มนุษย์ได้
41. ฉันใชห้ ลกั ธรรมมาประยุกต์ใช้เพ่ือพัฒนาศักยภาพตนเองได้เป็นอยา่ งดี
ค่านิยมเชงิ จริยธรรม
42. ฉันสามารถนาหลกั จรยิ ธรรมการตลาดไปปฏิบัติได้จรงิ
43. ฉันสามารถวางแผนการตลาดแบบไม่เอาเปรียบสงั คมไดอ้ ยา่ งมนั่ ใจ
44. ฉันรู้สึกเหน็ อกเห็นใจลกู ค้าเปน็ อย่างย่งิ หากสินค้าของฉันตกมาตรฐาน
คุณภาพ
45. ฉันเชอ่ื วา่ หลักธรรมนน้ั สามารถนามาใชป้ ระยกุ ตใ์ นงานการตลาดได้อยา่ ง
แน่นอน
46. ฉันใช้หลักจรรยาบรรณการตลาดมาประกอบในการทางานเสมอ
47. แผนการตลาดของฉันต้องคานึงถึงความรับผิดชอบตอ่ สงั คมอยู่เสมอ
การทางานเป็นทมี
48. ฉันสามารถทางานร่วมกบั ผู้อนื่ ไดด้ ี
49. ฉันเช่ือว่าการทางานเป็นทมี สามารถช่วยทาให้งานสาเรจ็ ลุลว่ งได้รวดเรว็
50. ฉนั สามารถปรบั ตัวต่อการเปลยี่ นแปลงของสังคมและธุรกจิ ได้ดเี พอ่ื งาน
การตลาด
51. ฉันเชอ่ื ว่าผลของการทางานเปน็ ทมี ท่ีดีเกดิ จากทกุ คนในทีมงาน
52. ฉนั ยดึ หลักธรรมเพ่ือการทางานเป็นทีมได้เปน็ อย่างดี
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 491
ขอ้ คาถาม 54321
53. ฉันใช้หลักการมสี ติรู้คิด เป็นแนวทางแก้ไขเมื่อเกิดปญั หาในทมี
คุณธรรมในการการบรหิ ารงานการตลาด
54. ฉันหลกี เล่ยี งการลอกเลยี นสินค้าหรอื การบริการของคู่แข่งทางธรุ กจิ อยู่
เสมอ
55. ฉนั เชอ่ื ว่าการข้นึ ราคาสนิ ค้าทไี่ ม่มเี หตผุ ลท่ีสมควรเปน็ สิ่งทไ่ี ม่จาเปน็
56. ฉนั เชือ่ ในการใหบ้ รกิ ารต่อคู่ค้าทุกรายโดยเทา่ เทียมกนั
57. ฉันเชอื่ ว่าการโฆษณาท่ีอาจก่อใหล้ กู ค้าเข้าใจผดิ เป็นส่ิงที่ควรละเว้นอยา่ ง
ย่ิง
58. ฉันไมน่ าขอ้ มูลวจิ ัยลูกคา้ ไปเปิดเผยตอ่ สาธารณะอย่างเด็ดขาด
59. ฉนั เขา้ ใจอยา่ งยิ่งวา่ จรรยาบรรณนักการตลาดเปน็ จิตสานกึ หลกั ที่ต้อง
นามาปฏิบัติ
มติ ิทางกายภาพแวดลอ้ ม
60. ฉันใชเ้ ครื่องมอื และเทคโนโลยีตา่ ง ๆ ในศตวรรษท่ี 21 เพื่อชว่ ยงานได้
เปน็ อย่างดี
61. ฉันสามารถเขียนเอกสารตา่ ง ๆ ทางธุรกจิ ทุกประเภทไดเ้ ป็นอย่างดี
62. ฉันสามารถใชโ้ ปรแกรม และแอปพลิเคช่นั สาคญั เพื่อช่วยงานการตลาด
ไดด้ ี
63. ฉนั สามารถใชภ้ าษาอังกฤษเพ่ือการสื่อสารธุรกจิ ได้ดี
64. ฉนั สามารถใชโ้ ปรแกรมตัวชว่ ยทท่ี ันสมัยตา่ ง ๆ เพอ่ื เขา้ ถงึ ภาษาองั กฤษ
ได้ง่ายขึ้น
65. ฉันสามารถเข้าใจกลไกของสอื่ แนวใหม่และสื่อดจิ ติ อลตา่ ง ๆ ได้อย่างดี
66. ฉันมีเทคนิคในการค้นหาขอ้ มลู ต่าง ๆ ในระดับสากลเพ่ือชว่ ยงานได้อยา่ ง
ดี
มิติทางสังคม
67. ฉันมีระเบียบวินยั ในการทางานอยู่เสมอ
68. ฉนั สามารถทางานร่วมกบั เพอ่ื นรว่ มงานไดด้ ี
69. กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR-Corporate Social Responsibility)เปน็ ส่วน
สาคัญในการวางแผนการตลาดของฉนั
492 Testing and Assessment for Psychology
ขอ้ คาถาม 54321
70. การวางแผนดา้ นการตลาดของฉันจะต้องไมม่ ีการเอาเปรยี บสังคม
71. ฉันสามารถวางแผนการตลาดที่สมดุลระหวา่ งผลประกอบการและการ
ตอบแทนชมุ ชน
72. ฉันสามารถการวางแผนการตลาดท่ีโปรง่ ใสและตรวจสอบได้อยูเ่ สมอ
73. ฉนั มหี ลักการชัดเจนเพอ่ื สร้างสรรคก์ ิจกรรมท่ีเกื้อกลู สังคม
มติ ทิ างจติ ใจ
74. ฉนั สามารถจัดการกับปญั หาและอุปสรรคในการทางานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
75. ฉนั มสี ภาพจติ ใจเขม้ แข็งพรอ้ มที่จะทางานอยู่เสมอ
76. ฉนั มีสมาธิจดจ่อ มงุ่ มนั่ ในการทางานใหส้ าเรจ็ ไดด้ ี
77. แม้มีสถานการณ์วกิ ฤติ ฉันสามารถบรหิ ารจัดการภาวะวกิ ฤตได้
78. ฉนั มหี ลกั การท่ีสามารถจัดการความเครียดได้
79. ฉนั มีความอดทนต่อภาระการทางานไดด้ ี
80. ฉนั ยนิ ดีทีจ่ ะชว่ ยเหลือและพร้อมให้คาปรึกษาเพือ่ นร่วมงานเสมอ
มติ ิทางปญั ญา
81. ฉันสามารถเข้าใจแนวคดิ และทฤษฎีการตลาดไดด้ ี
82. ฉนั สามารถวางแผนการตลาดอย่างมหี ลักการชดั เจน
83. ฉันสามารถใช้หลกั ธรรมะขอ้ สปั ปรุ สิ ธรรม 7 มาชว่ ยวางแผนการตลาดได้
84. ฉนั สามารถนาหลักธรรมะมาประยกุ ต์ใชก้ บั งานการตลาดได้
85. ฉันสามารถรูเ้ ทา่ ทนั ความเคล่ือนไหวในตลาดและเขา้ ใจลูกค้าเป็นอย่างดี
86. ฉนั สามารถวางแผนการตลาดเพื่อผลทางธรุ กิจและทางสังคมได้อย่าง
สมดลุ
87. ฉนั สามารถดาเนินธรุ กิจเพ่อื วางแผนการตลาดแบบพอเพยี งได้
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 493
9.6 สรุป
การสร้างเคร่ืองมือประเมินทางจิตวิทยา สร้างแนวคิด ทฤษฎี หลักการ และนิยาม
ปฏิบัติการเชิงปฏิบัติการ เพ่ือใช้ในการประเมินทางจิตและพฤติกรรมของบุคคล โดยการนา
เคร่ืองมือมาใช้ ผู้วิจัยจาเป็นต้องเข้าใจท่ีมาของแบบวัด สร้างมาจากหลักการใด สร้างอย่างไร มี
คณุ ภาพเครื่องมือเป็นอย่างไร ใชก้ บั กลุ่มตวั อยา่ งใด โดยมขี ้นั ตอนดงั น้ี
1. กาหนดขอบเขตและจุดม่งุ หมายของการสรา้ ง วดั อะไร วัดใคร ลกั ษณะของผู้ถกู วัด
เป็นอยา่ งไร
2. ระบุเน้อื หาตัวแปรท่ีต้องการวัด
3. ศึกษาเอกสารที่เกีย่ วขอ้ งตัวแปรทีต่ ้องการจะวดั
4. นยิ ามปฏบิ ัติการ(operational definition) ตัวแปรทต่ี ้องการวัด
5. ในกรณีที่ไม่สามารถนิยามตัวแปรให้ชัดเจน ให้เก็บข้อมูลภาคสนาม เพ่ือนามาสร้าง
ข้อคาถาม
6. สรา้ งตารางโครงสรา้ งเน้ือหา แจกแจงเนื้อหาท่ีจะวดั ตามนิยามเชงิ ปฏิบัตกิ ารของตัว
แปรที่จะวัด
7. เลือกชนิดและรูปแบบคาถาม เติมคาตอบ เลือกคาตอบ rating scale คาถาม
ปลายเปดิ
8. สรา้ งข้อคาถาม ให้ครอบคลมุ เนื้อหาตามโครงสรา้ ง
9. ตรวจสอบคณุ ภาพด้านความตรงตามเน้อื หา ( content validity)
10. แก้ไขปรับปรงุ ขอ้ คาถามตามข้อเสนอแนะของผเู้ ชย่ี วชาญ
11. ตรวจสอบความเป็นปรนัย ( objectivity)ของคาถาม ความชัดเจนของภาษาที่
ใช้ได้
12. ทดลองใช้กับกล่มุ ตวั อย่าง ประมาณ 30-50 คน ทมี่ ีลกั ษณะคล้ายกบั กลุ่มตัวอย่าง
ที่ใช้จรงิ เพือ่ นามาวเิ คราะหค์ ุณภาพของเครือ่ งด้านความเทีย่ ง (reliability)
13. กรณแี บบทดสอบ ต้องวิเคราะหข์ อ้ สอบ ความยากอานาจจาแนก
14. ปรบั ปรงุ แก้ไขขอ้ คาถาม แล้วนาไปใชจ้ รงิ
494 Testing and Assessment for Psychology
คาถามทบทวนบทที่ 9
1) จงอธบิ ายเคร่ืองมือประเมินทางพุทธจิตวทิ ยาและมจี ุดมุง่ หมายในการวัดอยา่ งไร
2) จงอธบิ ายขัน้ ตอนการสร้างเครือ่ งมอื ประเมนิ ทางพุทธจติ วิทยา และตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ
3) ให้คานิยามเชิงปฏิบัติการ คาว่า “การสร้างภูมิคุ้มทางใจตามหลักพุทธจิตวิทยา” พร้อมยกตัวอย่างข้อ
คาถาม จานวน 10 ข้อ
4) จากกรณตี ัวอย่างในบทน้ี นสิ ิตคิดวา่ หลกั การสาคญั ของการสรา้ งขอ้ คาถาม ควรยดึ หลักการอยา่ งไร
5) จงเลือกตัวแปรทางพุทธจิตวิทยาที่สนใจ 1 ตัวแปร พร้อมกับคานิยามเชิงปฏิบัติการ และสรา้ งข้อคาถาม
ทางนยิ ามปฏบิ ตั กิ าร จานวน 10 ขอ้ ใหค้ รอบคลมุ คานยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 495
เอกสารอ้างอิงประจาบท
กมลาศ ภูวชนาธพิ งศ์ และคณะ. (2561). โครงการสุขชีววี ิถีพุทธในชมุ ชนเมือง ยุค 4.0: กระบวนการมสี ว่ นรว่ ม
ของชุมชนบ้าน วัด โรงเรียน. รายงานผลการวิจัย. (คณะมนุษยศาสตร์). พระนครศรีอยุธยา:
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
_________. (2562). โครงการนวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตบาบัดเพ่ือลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้า
ของเยาวชนไทย. รายงานผลการวิจัย. (คณะมนุษยศาสตร์). ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสานัก
สนับสนุนสุขภาวะองค์กร สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ
สถาบนั วิจยั พทุ ธศาสตร์. พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
กลั ยา วานิชยบ์ ญั ชา. (2554). สถิติสาหรับงานวิจัย. (พมิ พค์ ร้งั ท่ี 6). กรุงเทพมหานคร: ธรรมสาร.
คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2559). พุทธจิตวิทยากับสังคมและวัฒนธรรมไทย
(Buddhist Psychology and Thai Society and Culture). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
จรรย์จารี ธรรมา. (2560). การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเพอื่ สรา้ งสมรรถนะนักการตลาดในศตวรรษท่ี 21 ตาม
แนว. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดษุ ฎีบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย.
ท่านพุทธทาสภิกขุ. (2556). จิตวิทยาในพระพุทธศาสนา. สืบค้น 16 มิถุนายน 2564 จาก http://keji.siam
ganesh.com/?p=1871
นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวาณิช. (2541). การวิเคราะห์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของประเทศเอเชีย.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร: นักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติ.
ผจงจิต อินทสุวรรณ และคณะ. (2545). การสร้างและพัฒนามาตรวัดปรีชาเชิงอารมณ์ตามแนวพุทธศาสนา
สาหรับวัยรุ่นไทย. รายงานการวิจัย ฉบับท่ี 84. กรุงเทพมหานคร: สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรว์ ิโรฒ.
พนัทเทพ ณ นคร. (2562). การศึกษาคุณลักษณะนักขายที่ประสบความสาเร็จและมีความสุขตามหลักพุทธ
จติ วิทยา. (ปรญิ ญานิพนธ์ปรญิ ญาดุษฎีบัณฑิต). พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย.
พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวโส/แสนพงษ์). (2557). “จิตวิทยาแนวพุทธ: พุทธจิตวิทยา”. จิตวิทยาใน
พระไตรปิฎก. เอกสารประกอบการสอน รายวิชา 101 409 จิตวิทยาในพระไตรปิฎก. ขอนแก่น:
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่ .
496 Testing and Assessment for Psychology
พระใบฎีกากิตติพงษ์ สีลสุทฺโธ. (2560). พุทธจิตวิทยา (Buddhist Psychology). เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ า 304 307 พทุ ธจติ วทิ ยา. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระมหาสมเกียรติ รตนปัญโญ (แก้วเกาะสะบ้า). (2553). ผลของการฝึกสารวมสติและการฝึกคิดแบบโยนิโส
มนสิการปรีชาเชิงอารมณ์แนวพุทธศาสนาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนศรีอยุธยา
ในพระอุปถมั ภฯ์ . (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต). กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ.
พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และเขมณัฐ อินทรสุวรรณ. (2553). ตัวชี้วัดความสุข: กลยุทธ์การสร้างและการใช้
เพือ่ ชมุ ชนเป็นสขุ . กรงุ เทพมหานคร: ริชแมกซ์อนิ เตอร์พริ้นท์.
พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ. (2558). การสร้างและพัฒนาตัวช้ีวัดความสุขของประชาชนตามหลักคา
สอนของพระพุทธศาสนา. รายงานการวิจัย. ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย. พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
ภัทธิดา แรงทน. (2560). รปู แบบการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามหลักพุทธธรรมสาหรับสถานศึกษา สังกัด
สานั กงาน เขตพื้ น ท่ี การศึกษ ามัธยมศึกษ า . (ป ริญ ญ านิ พ น ธ์ป ริญ ญ าดุษ ฎี บั ณ ฑิ ต).
พระนครศรอี ยุธยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
ภาณุวงั โส และมนิ ชอง ชนิ . (2549). เกนิ กวา่ ฟรอยดจ์ ะจนิ ตนาการ. กรงุ เทพมหานคร: เคลด็ ไทย.
แม่ชีสุดา โรจนอุทัย. (2559). รูปแบบการพัฒนาเชาว์อารมณ์ของวัยรุ่นตามหลักพระพุทธศาสนา. (ปริญญา
นพิ นธ์ปริญญาดุษฎีบณั ฑติ ). พระนครศรีอยุธยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
ยงยุทธ วงศ์ภริ มยศ์ านติ์. (2543). คู่มือการพัฒนาตนเองแนวพุทธสาหรบั ผ้ใู ห้การปรึกษา. (ฉบบั ที่ 2). จิตวิทยา
แนวพทุ ธ. กรุงเทพมหานคร: กรมสุขภาพจติ .
โย่ง ศรีเวียน. (2560). การพัฒนาแบบประเมินเจตสิกปัจจัยเชงิ ทานายบุคลิกภาพของผู้ปฏิบัติธรรม. (ปริญญา
นิพนธ์ปรญิ ญาดุษฎีบณั ฑติ ). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
วรรณี แกมเกตุ, รศ.ดร. (2555). วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์. (2562). การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต).
พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2561). จากจิตวิทยาสู่จิตภาวนา. (พิมพ์ครั้งที่ 18).
กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พ์ผลิธมั ม์.
สุภางค์ จันทวานิช. (2540). วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์คร้ังท่ี 7). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 497
สุเมธ โสฬศ. (2560). การศึกษาเครื่องมือจาแนกจริตท่ีเหมาะสมในการเจริญสติปัฏฐาน. (ปริญญานิพนธ์
ปรญิ ญาดุษฎีบัณฑิต). พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
สวุ ัฒสัน รกั ขันโท, ดร. (2560). จิตวทิ ยาในพระไตรปฎิ ก (Psychology in Tipitaka). พระนครศรีอยุธยา: โรง
พิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
498 Testing and Assessment for Psychology
แผนการสอนประจาบทที่ 10
เน้ือหาสาคัญการเรยี นรู้ประจาบท
บทท่ี 10 การเลือกใชแ้ บบวดั ในงานวิจยั ทางพทุ ธจิตวทิ ยา
10.1 ตวั อยา่ งการเลือกใชแ้ บบวดั ทมี่ มี าตรฐานในงานวิจัยทางพุทธจิตวทิ ยา
10.2 แหลง่ ที่มาของเคร่ืองมือวจิ ยั และคุณภาพของเคร่ืองมือในงานวจิ ยั พุทธจิตวิทยา
10.3 แหลง่ ข้อมลู ค้นคว้างานวจิ ัยที่เก่ียวข้องกับการศึกษาทางจติ วทิ ยาและผลงานทางพุทธจิตวิทยา
10.4 สรปุ
คาถามทบทวนบทที่ 10
เอกสารอา้ งองิ ประจาบท
วัตถุประสงค์การเรยี นรู้
หลังจากเรียนจบบทนี้ นสิ ิต
1. รู้ เข้าใจและสามารถเลอื กใชแ้ บบวัดในงานพุทธจติ วทิ ยา
2. รู้ เขา้ ใจและสามารถการเลือกใช้แบบวัดที่มีมาตรฐานในงานวจิ ยั ทางพุทธจติ วทิ ยา
3. รู้ เข้าใจและสามารถสืบค้น และค้นคว้าแบบทดสอบและเคร่ืองมือวัดทางจิตวิทยา การประเมิน
ทางจิตวิทยาจากแหล่งข้อมูลค้นคว้างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทางจิตวิทยาและผลงาน
ทางพุทธจติ วิทยา
วธิ ีการสอนและกิจกรรม
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทท่ี 10 การเลือกใช้แบบวัดในงานวิจยั ทางพทุ ธจิตวิทยา
2. วิธีสอนแบบอภปิ รายเนอ้ื หา/ชักถาม/และทาคาถามทบทวนในช้นั เรยี น
3. ศกึ ษาด้วยตนเอง
4. รายงานผลตามกลมุ่ หน้าชั้นเรียนเป็นลายลักษณอ์ กั ษรและวาจา
5. ร่วมวเิ คราะหเ์ อกสารจาก PowerPoint หน้าชั้นเรียน
6. สรุปเนอ้ื หาท่เี รยี นในการสอนแต่ครัง้
7. ทาคาถามทบทวนทา้ ยบทหลังเรียน แล้วนาผลทไ่ี ด้มาวิเคราะห์พืน้ ฐานความเข้าใจในหลักการใช้
แบบวัดและแบบทดสอบทางจติ วทิ ยาได้
ส่อื การเรยี นการสอน
1. เอกสารคาสอนบทที่ 8
2. ประเมนิ ผลกอ่ น/หลงั เรยี น
500 Testing and Assessment for Psychology
3. แบบฝกึ ปฏบิ ตั ิ
4. PowerPoint
5. เครื่องคอมพิวเตอร์
การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สังเกตการณ์มสี ่วนร่วมการปฏบิ ัตขิ องนิสติ
2. สงั เกตการณ์แสดงความคดิ เหน็ ตามกลุ่มของนิสิต
3. ศึกษาจากการประเมนิ ผลกอ่ นและหลังเรียน
4. สังเกตความตงั้ ใจเรียน ความสนใจทจ่ี ะฟังคาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนท้ายบท
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 501
บทท่ี 10
การเลอื กใชแ้ บบวดั ในงานวจิ ยั ทางพทุ ธจิตวิทยา
ในส่วนนี้เป็นการนาเสนอตัวอย่างการใช้แบบวัดและการประเมินในงานวิจัยทางพุทธจิตวิทยา โดย
ผู้เขียนขอเสนอ คาช้ีแจง ลักษณะข้อความ ตัวอย่างงานวิจัยท่ีได้ประยุกต์ใช้แบบวัดและการประเมิน และ
แหล่งข้อมลู แบบทดสอบทางจติ วทิ ยาและทางพระพุทธศาสนา การเลือกใช้แบบวัดในงานวจิ ัยทางพุทธจติ วิทยา
แหล่งท่ีมาของเครื่องมือวิจยั และคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื และ แหล่งขอ้ มลู คน้ ควา้ งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้องกับการศึกษา
ทางจิตวิทยาและผลงานทางพุทธจตวิทยา เพ่อื เปน็ แนวทางในการคน้ ควา้ เพ่ิมเติมตอ่ ไป
10.1 ตวั อยา่ งการเลอื กใชแ้ บบวดั ท่ีมีมาตรฐานในงานวจิ ยั ทางพทุ ธจิตวทิ ยา
ตัวอย่างท่ี 10.1.1 แบบวัดสุขภาวะเชิงอัตวิสัยเป็นแบบวัดของ Ed Diener1 แบบวัดสติใช้แบบ
วัด Philadephia Mindfulness Scale (PHLMS) ของ LeeAnn Cardaciotto ในงานวิจัยเร่ือง “ผลของ
การฝึกสติและคิดบวก ที่มีต่อสุขภาวะเชิงอัตวิสัยของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนปริญญาพุทธศาสตร์”แปล
โดยนพ.สวุ ัฒน์ ธนกรนุวัฒน์
ขนั้ ตอนท่ี 1 ผู้วจิ ัยได้ค้นคว้า ศึกษา แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง แบบวัดต่าง ๆ ผู้วิจัย
ได้พัฒนาแบบวัดให้ครอบคลุมความหมายของสติและสุขภาวะเชิงอัตวิสัยของงานวิจัยน้ีพัฒนาจากแบบวัดสุข
ภาวะเชิงอัตวิสัยเป็นแบบวัดของ Ed Diener ซ่ึงมี 2 มาตรวัดย่อย ได้แก่ มาตรวัดด้านความพึงพอใจในชีวิต
(Satisfaction with life Scale : SWLS)2 และมาตรวัดด้านความรู้สึกทางบวกและทางลบ (Scale of
Positive and Negative Experience : SPANE)3 และแบบวัดสติใช้แบบวัด Philadephia Mindfulness
Scale (PHLMS) ของ LeeAnn Cardaciotto4
1 สวุ ฒั น์ ธนกรนุวฒั น,์ นพ., (2562), ผลของการฝึกสติและคดิ บวกที่มีตอ่ สุขภาวะเชิงอตั วิสยั ของบคุ ลากรใน
โรงพยาบาลชุมชน, (วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญาดุษฎบี ณั ฑติ ), พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
2 Diener, E., & Emmons, R. A., (1984), The independence of positive and negative affect,
Journal of Personality and Social Psychology, 47(5), 1105-1117.
3 Diener, E., (2009), Ed., A Primer for Report and Newxomers, Retrieved 10 June 2019, From
http://labs.psychology.illinois.edu/~ediener/faq.html
4 Cardaciotto, L.A., Herbert, T.D., Forman, E.M., Moitra, E., & Farrow, V., (2008), The assessment
of present– moment awareness and acceptance: The Philadelphia mindfulnees scale, Assessment. 15(2),
204-223.
502 Testing and Assessment for Psychology
ข้ันตอนท่ี 2 ผู้วิจัยนาแบบวัดมาแปลเป็นภาษาไทย และนาฉบับแปลภาษาไทยไปให้ผู้เช่ียวชาญ
ด้านภาษาอังกฤษ แปลกลับไปเป็นภาษาอังกฤษ (Back translation) โดย Deepa Perera อาจารย์ประจาที่
Adventist Internalional Mission School แล้วนามาตรวจความสอดคล้องโครงสร้างเชิงลึก (Deep
structure) พบวา่ ตน้ ฉบับและฉบับแปลกลบั (Back translation) มีความสอดคลอ้ งกนั
ข้ันตอนที่ 3 ผู้วิจัยได้นาแบบวัดสุขภาวะเชิงอัตวิสัยและแบบวัดสติไปทดสอบภาษากับบุคลากร
โรงพยาบาลเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จานวน 10 คน เพ่ือดูความเข้าใจภาษาและระยะเวลาในการ
ตอบแบบวัด พบว่าเวลาในการตอบแบบวัดอยู่ระหว่าง 15 นาทีถึง 30 นาที เวลาเฉลี่ย 22 นาที แล้วทาการ
รวมกลุ่มเพื่อตรวจสอบความเข้าใจภาษา (Focus group)โดยสอบถามความเข้าใจภาษาโดยการสอบถามว่า
เข้าใจหมดไหมและลองถามเป็นบางข้อ พบว่าทุกคนเข้าใจภาษาในแบบวัดทุกข้อ แสดงว่าแบบวัดนี้พร้อมใน
การตรวจสอบคุณภาพแบบวดั และนาไปใช้ในการวจิ ัยต่อไป
ข้ันตอนที่ 4 การตรวจสอบคุณภาพแบบวดั
ผู้วิจัยได้นาแบบวัดที่ผ่านการทดสอบภาษาแล้วไปตรวจสอบคุณภาพแบบวัดกับบุคลากร
โรงพยาบาลเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา และโรงพยาบาลวังม่วงสัทธรรม ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทดลอง
จานวน 45 คน เพ่ือหาความเที่ยงสัมประสิทธแ์ิ อลฟ่าของครอนบาค (Cronbach alpha coefficient) และค่า
สหสมั พันธร์ ะหวา่ งขอ้ และคะแนนรวมของข้ออืน่ ๆ (Corrected Item Total Correlation : CITC) ซ่งึ พบวา่
1. แบบวัดสุขภาวะเชิงอัตวิสัยด้านความพึงพอใจในชีวิตมีค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟ่าของครอนบาค
เท่ากับ .820 และมีค่า CITC อยู่ระหว่าง .390 ถึง .823 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงกว่าค่าวิกฤต
(critical) r (r = .23, df = 28, p < .05)
2. แบบวัดสุขภาวะเชิงอัตวิสัยด้านความรู้สึกทางบวกและทางลบมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของ
ครอนบาค เท่ากับ .826 และมีค่า CITC อยู่ระหว่าง .28 ถึง .911 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์สูงกว่าค่า
วิกฤต (critical) r (r = .23,df = 28,p < .05)
3. แบบวัดสติมีค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .855 และมีค่า CITC อยู่ระหว่าง
.282 ถงึ .667 ซึ่งมคี ่าสัมประสิทธิ์สหสมั พันธส์ งู กว่าค่าวิกฤต (critical) r (r = .23, df = 28, p < .05)
จากการตรวจสอบคุณภาพแบบวัดทั้ง 3 ชุด พบว่ามคี ุณภาพ มคี ่าพร้อมในการนาไปเก็บขอ้ มลู และ
ประเมินผลการทดลองต่อไป
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 503
1. แบบวดั สุขภาวะเชิงอัตวิสัยและสติ
Pre test/Post test …………
แบบสอบถาม
แบบวดั สตแิ ละคิดบวก
“คาถามของท่านจะเป็นประโยชนอ์ ย่างย่ิงตอ่ โครงการวิจยั กรุณาตอบตามข้อเท็จจริง”
แบบสอบถามนเ้ี ปน็ สว่ นหน่งึ ของงานดุษฎีนพิ นธ์ “ผลของการฝกึ สตแิ ละคดิ บวกที่มตี อ่
สขุ ภาวะเชิงอตั วิสัยของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน”
*อนึ่ง ข้อมูลทไี่ ดจ้ ะถูกนามาแปลผลในการวิจยั ในภาพรวม โดยจะไมเ่ ปดิ เผยรายละเอยี ดใด ๆ
ของผู้ทาแบบสอบถาม ผูว้ จิ ยั จะเกบ็ ขอ้ มูลเป็นความลับและนาไปใชป้ ระโยชน์เฉพาะงานวจิ ยั น้เี ท่านน้ั โดยไม่มี
ผลกระทบใด ๆ ต่อท่านหรือหน่วยงานของทา่ นแต่ประการใด
ขอขอบคุณมา ณ โอกาสน้ี
ผวู้ ิจัย : นพ.สุวัฒน์ ธนกรนุวฒั น์ นสิ ติ ปรญิ ญาเอก สาขาพุทธจติ วิทยา คณะมนุษยศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั E-MAIL: [email protected]
คาชแี้ จง แบบสอบถาม : โปรดเติมเครื่องหมาย และกรอกข้อความให้สมบรู ณ์
ส่วนท่ี 1 ปจั จัยชวี สังคม ข้อมูลท่วั ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม
1. ช่ือ ...........................................นามสกุล...........................................ชื่อเลน่ .................................
2. เพศ ชาย หญิง
3. อายุ ตา่ กวา่ 20 ปี 20-40 ปี 41-60 ปี 60 ปขี น้ึ ไป
4. สถานภาพสมรส โสด สมรส หมา้ ย หยา่ ร้าง
5. หนว่ ยงาน …………………………………………………………….…………………………………………………….…
6. ตาแหนง่ งาน..................................................................................................................................
7. เงินเดือน ตา่ กว่า 5,000 บาท 5,001-10,000 บาท
10,000-30,000 30,000 บาท ขึน้ ไป
8. ประสบการณ์การทางาน 1-3 ปี 3-5 ปี 5-10 ปี 10 ปี ขึ้นไป
9. ท่อี ย.ู่ ..............................................................................................................................................
10. เบอร์โทร........................................... E-mail …………………………………………………………..…………
11. Lind ID …………………………………………………………Facebook ……………………………………..………
504 Testing and Assessment for Psychology
แบบวัดสขุ ภาวะเชิงอัตวิสยั
ด้านความพงึ พอใจในชวี ิต
มาตรวดั 7 ระดับ หมายถงึ เห็นด้วยมากทสี่ ดุ
หมายถงึ เห็นดว้ ย
7 หมายถงึ ค่อนขา้ งเห็นด้วย
6 หมายถงึ เฉย ๆ ไม่ใช่ท้ังเหน็ ด้วยหรอื ไมเ่ หน็ ดว้ ย
5 หมายถึง ค่อนข้างไม่เห็นด้วย
4 หมายถงึ ไม่เหน็ ด้วย
3 หมายถงึ ไม่เหน็ ด้วยมากทสี่ ุด
2
1
ระดับความคิดเห็น
ข้อ ประเดน็ ไมเ่ ห็น ไม่เห็น คอ่ นขา้ ง เฉยๆ คอ่ นข้าง เห็นดว้ ย เห็นดว้ ย
ด้วยมาก ด้วย ไมเ่ หน็ เหน็ ดว้ ย มากทีส่ ดุ
1 ชีวติ ของฉันในภาพรวมใกล้เคยี งกบั ชวี ติ ดว้ ย
ในอุดมคติของฉัน ท่สี ุด
1234567
2 สภาพชวี ติ ตา่ ง ๆ ของฉนั ดีเย่ียม
3 ฉนั รูส้ กึ พึงพอใจในชวี ิตท่เี ป็นอยู่
4 ตลอดเวลาท่ผี า่ นมา ฉนั ได้รับสง่ิ ที่สาคัญ
ท่ฉี นั ตอ้ งการในชวี ิตแลว้
5 ถ้าฉนั สามารถยอ้ นกลบั ไปในอดีตเพ่ือ
เริ่มตน้ ชวี ติ ใหม่ ฉนั กแ็ ทบจะไม่แกไ้ ข
เปลีย่ นแปลงอะไรมนั เลย
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 505
แบบวัดสขุ ภาวะเชงิ อัตวิสัย
ดา้ นความรสู้ ึกทางบวกและทางลบ
มาตรวัด 5 ระดบั หมายถึง เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากหรอื เกดิ ขึ้นตลอดเวลา
หมายถงึ เกิดขึน้ บอ่ ยครง้ั
5 หมายถึง เกิดข้นึ เปน็ บางครง้ั
4 หมายถึง เกิดข้นึ นอ้ ยครั้ง
3 หมายถึง เกดิ ขึ้นนอ้ ยครั้งหรอื ไมเ่ คยเกดิ ขึน้ เลย
2
1
ระดับความคดิ เห็น
ข้อ ประเดน็ เกดิ ขึน้ เกิดข้ึน เกดิ ขน้ึ เกดิ ขึน้ เกดิ ขึน้
น้อยคร้ัง นอ้ ยคร้งั เป็น บ่อยครั้ง บอ่ ยครั้ง
1 ท่านมีความรสู้ ึกทางบวก หรอื ไมเ่ คย บางคร้งั
2 ทา่ นมคี วามรสู้ กึ ทางลบ เกิดขน้ึ เลย 2 4 มากหรอื
3 ทา่ นมคี วามรสู้ กึ ดี 3 เกิดขนึ้
4 ท่านมคี วามรสู้ ึกไม่ดี 1 ตลอดเวลา
5 ท่านมีความรสู้ ึกพงึ พอใจ
6 ท่านมีความรสู้ ึกไมพ่ งึ พอใจ 5
7 ท่านมีความรสู้ ึกมีความสุข
8 ทา่ นมคี วามรสู้ ึกเศรา้
9 ทา่ นมคี วามรสู้ กึ กลวั
10 ท่านมคี วามรสู้ ึกรา่ เริง
11 ท่านมีความรสู้ กึ โกรธ
12 ทา่ นมีความรสู้ กึ ยนิ ดี
506 Testing and Assessment for Psychology
แบบวดั สติ Philadelphia Mindfulness Scale
มาตรวัด 5 ระดบั
5 หมายถงึ บอ่ ยมาก
4 หมายถงึ บ่อย ๆ
3 หมายถึง บางคร้ัง
2 หมายถงึ นาน ๆ ครัง้
1 หมายถึง ไมเ่ คยเลย
ระดบั ความคดิ เห็น
ขอ้ ประเดน็ ไมเ่ คย นาน ๆ บางครงั้ บอ่ ย ๆ บ่อย
เลย คร้งั มาก
12 3 45
1 ฉันตระหนกั ถึงทุกความคดิ ท่ผี ่านเขา้ มาในจิตใจฉัน
2 ฉันพยายามทจี่ ะเบีย่ งเบนความสนใจของฉัน เวลาทฉี่ นั มคี วามร้สู กึ
ไม่พอใจ
3 เวลาทฉ่ี ันพูดคยุ กับผคู้ น ฉนั ตระหนกั รู้ถงึ การแสดงออกทางสีหนา้
และท่าทางของเขาเหลา่ นน้ั
4 มีบางมุมในตัวฉันท่ฉี ันไม่อยากคิดถงึ มัน
5 เมอ่ื ฉนั อาบนา้ ฉนั ตระหนักร้ถู ึงน้าไหลผา่ นตวั ฉนั
6 ฉันพยายามทจ่ี ะทาตวั ให้ยงุ่ อยู่เสมอ เพอ่ื ทจ่ี ะไม่ให้ความคดิ หรือ
ความรสู้ กึ ที่เขา้ มาในจิตใจของฉัน
7 เมอื่ ฉันตกใจ ฉันตระหนักรู้วา่ มสี ิง่ ใดเกดิ ขน้ึ กับร่างกายของฉัน
8 ฉันปรารถนาว่า ฉนั จะควบคมุ อารมณ์ของตัวเองได้ง่ายขน้ึ
9 เมอ่ื ฉนั ออกไปเดินข้างนอก ฉันตระหนกั รู้ถงึ กลิ่นหรอื ลมทสี่ มั ผสั
หนา้ ของฉัน
10 ฉนั บอกกบั ตัวเองวา่ ฉนั ไมค่ วรจะมคี วามคิดบางอยา่ ง
11 เมอ่ื มคี นถามฉันวา่ ฉันรู้สกึ อยา่ งไร ฉันสามารถบอกอารมณข์ องฉนั
โดยงา่ ย
12 มหี ลายสิ่งที่ฉันพยายามไมค่ ดิ ถงึ มัน
13 ฉันตระหนกั รู้ถงึ ความคดิ ทฉี่ ันกาลงั มเี ม่ืออารมณ์ของฉนั เปลยี่ น
14 ฉันบอกกับตัวเองวา่ ฉันไมค่ วรทีจ่ ะมคี วามร้สู ึกเศร้าเสียใจ
15 ฉนั สงั เกตถึงความเปลย่ี นแปลงในร่างกายของฉนั เช่น การท่หี วั
ใจเต้นเร็วขนึ้ หรือการทีก่ ลา้ มเนื้อกาลังเกรง็
16 ถา้ ฉันมบี างอย่างท่ฉี ันไม่อยากจะคดิ ถงึ ฉนั พยายามหลายอยา่ ง
เพือ่ ท่ีจะทาใหส้ ิ่งเหลา่ นั้นออกไปจากจติ ใจของฉนั
17 เมอื่ ไหร่กต็ ามอารมณข์ องฉันเปลี่ยน ฉันสามารถรูไ้ ด้โดยทนั ที
18 ฉันพยายามทจ่ี ะผลกั ปญั หาตา่ ง ๆ ทีม่ อี ยู่ ออกจากใจของฉนั
19 เวลาฉนั พดู คยุ กบั คนอ่นื ๆ ฉนั ตระหนกั รไู้ ด้ถงึ อารมณ์ท่ฉี นั ประสพ
อยู่
20 เวลาฉันมคี วามทรงจาทไ่ี ม่ดี ฉนั พยายามทจ่ี ะเบ่ียงเบนความสนใจ
ของฉันเพอ่ื ทีจ่ ะไม่คิดถึงมนั
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 507
ตัวอย่างที่ 10.1.2 แบบวัดโครงการวิจยั อัลแทร์
508 Testing and Assessment for Psychology
ตวั ย่างท่ี 10.1.3 การประยุกตใ์ ช้เครอ่ื งมอื วดั ทางจิตวิทยาดา้ นคุณภาพชวี ติ แบบวัดกรม
สุขภาพจิต
ตวั อย่างที่ แบบคดั กรองทางสขุ ภาพจิต: เครื่องชว้ี ดั คุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชดุ ย่อฉบับ
ภาษาไทย (WHOQOL-BREF–THAI) พัฒนาโดย นายสุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล, นางวิระวรรณ ตันติพิวัฒนสกุล,
นางวนิดา พมุ่ ไพศาลชยั , นางกรองจติ ต์ วงศส์ วุ รรณ และนางสาวราณี พรมานะรงั กุล
คาชี้แจง ข้อคาถามต่อไปนี้จะถามถึงประสบการณ์อย่างใดอย่างหน่ึงของท่านในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาให้ท่าน
สารวจตัวท่านเองและประเมินเหตุการณ์หรือความรู้สึกของท่านแล้วทาเคร่ืองหมาย ในช่องคาตอบที่
เหมาะสมและเป็นจริงกับตัวท่านมากที่สดุ โดยคาตอบมี 5 ตัวเลอื กคือ
ไมเ่ ลย หมายถงึ ทา่ นไม่มีความรสู้ ึกเช่นนั้นเลยรู้สกึ ไม่พอใจมากหรือรูส้ ึกแย่มาก
เล็กนอ้ ย หมายถงึ ทา่ นมีความรู้สึกเชน่ น้ันนาน ๆ คร้งั รู้สึกเช่นน้ันเล็กน้อยรู้สึกไมพ่ อใจหรือรู้สึกแย่
ปานกลาง หมายถึง ทา่ นมคี วามรูส้ ึกเชน่ น้ันปานกลางร้สู ึกพอใจระดับกลาง ๆ หรอื รู้สึกแย่
ระดบั กลาง ๆ
มาก หมายถึง ทา่ นมีความรูส้ ึกเชน่ นั้นบ่อย ๆ รูส้ ึกพอใจหรอื รู้สึกดี
มากที่สดุ หมายถงึ ทา่ นมีความรู้สึกเช่นน้นั เสมอรู้สกึ เชน่ น้ันมากทส่ี ุดหรือรู้สกึ ว่าสมบูรณ์
ร้สู ึกพอใจมากรูส้ กึ ดีมาก
ขอ้ ที่ ในชว่ ง 2 สัปดาหท์ ี่ผา่ นมา ไมเ่ ลย เล็กนอ้ ย ปาน มาก มาก
กลาง ที่สดุ
1 ท่านพอใจกับสขุ ภาพของทา่ นในตอนนีเ้ พยี งใด
2 การเจบ็ ปวดตามร่างกายเช่นปวดหวั ปวดท้องปวดตามตวั ทาใหท้ า่ นไม่
สามารถทาในส่ิงทตี่ ้องการมากน้อยเพียงใด
3 ท่านมกี าลังเพยี งพอท่จี ะทาสง่ิ ตา่ ง ๆ ในแตล่ ะวันไหม (ทงั้ เรื่องงานหรอื
การดาเนนิ ชวี ิตประจาวัน)
4 ท่านพอใจกบั การนอนหลบั ของทา่ นมากน้อยเพยี งใด
5 ทา่ นรู้สกึ พงึ พอใจในชีวิต (เชน่ มคี วามสุขความสงบมคี วามหวัง) มากนอ้ ย
เพียงใด
6 ท่านมีสมาธิในการทางานต่าง ๆ ดเี พียงใด
7 ทา่ นรูส้ กึ พอใจในตนเองมากนอ้ ยแคไ่ หน
8 ทา่ นยอมรบั รปู ร่างหน้าตาของตวั เองไดไ้ หม
9 ทา่ นมคี วามรสู้ ึกไม่ดเี ชน่ รสู้ ึกเหงาเศรา้ หดหสู่ นิ้ หวังวติ กกังวลบอ่ ยแคไ่ หน
10 ทา่ นรสู้ ึกพอใจมากน้อยแคไ่ หนทส่ี ามารถทาอะไรๆผ่านไปได้ในแต่ละวนั
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 509
ขอ้ ที่ ในชว่ ง 2 สปั ดาห์ทผ่ี า่ นมา ไมเ่ ลย เล็กนอ้ ย ปาน มาก มาก
กลาง ทสี่ ุด
11 ท่านจาเปน็ ตอ้ งไปรบั การรกั ษาพยาบาลมากน้อยเพียงใด
เพื่อทีจ่ ะทางานหรือมีชีวติ อยไู่ ปไดใ้ นแตล่ ะวนั
12 ทา่ นพอใจกับความสามารถในการทางานไดอ้ ย่างท่ีเคยทามามากนอ้ ย
เพียงใด
13 ทา่ นพอใจตอ่ การผกู มติ รหรือเข้ากบั คนอ่ืนอย่างท่ีผ่านมาแคไ่ หน
14 ทา่ นพอใจกับการช่วยเหลอื ทเี่ คยได้รบั จากเพอ่ื นๆแคไ่ หน
15 ทา่ นร้สู ึกว่าชวี ติ มีความมัน่ คงปลอดภยั ดไี หมในแตล่ ะวนั
16 ทา่ นพอใจกับสภาพบา้ นเรือนทอี่ ยู่ตอนนม้ี ากนอ้ ยเพียงใด
17 ท่านมีเงนิ พอใช้จ่ายตามความจาเปน็ มากน้อยเพียงใด
18 ทา่ นพอใจทจ่ี ะสามารถไปใชบ้ รกิ ารสาธารณสุขได้ตามความจาเป็นเพียงใด
19 ท่านได้รเู้ ร่อื งราวข่าวสารทจ่ี าเป็นในชีวิตแต่ละวัน
มากนอ้ ยเพยี งใด
20 ท่านมีโอกาสได้พกั ผอ่ นคลายเครยี ดมากนอ้ ยเพียงใด
21 สภาพแวดล้อมดตี อ่ สขุ ภาพของท่านมากน้อยเพยี งใด
22 ท่านพอใจกับการเดนิ ทางไปไหนมาไหนของท่าน
(หมายถึงการคมนาคม) มากนอ้ ยเพียงใด
23 ท่านรู้สึกว่าชวี ติ ท่านมคี วามหมายมากน้อยแค่ไหน
24 ท่านสามารถไปไหนมาไหนดว้ ยตนเองไดด้ ีเพยี งใด
25 ทา่ นพอใจในชีวติ ทางเพศของทา่ นแคไ่ หน? (ชวี ิตทางเพศหมายถงึ เมอื่
เกิดความรสู้ ึกทางเพศขน้ึ แลว้ ท่านมีวธิ ีจดั การทาใหผ้ ่อนคลายลงได้
รวมถงึ การชว่ ยตัวเองหรือการมเี พศสัมพันธ์)
26 ทา่ นคดิ ว่าทา่ นมีคณุ ภาพชวี ิต (ชวี ติ ความเป็นอยู่)
อยู่ในระดับใด
ตวั อย่างที่ 10.1.4 แบบวัดในงานวจิ ัยคา่ นยิ มและพฤติกรรมตน้ แบบใช้เครือข่ายสงั คมออนไลน์
ตามแนวพุทธจติ วทิ ยาบรู ณาการของสามเณร5 กมลาศ ภวู ชนาธิพงศ์ และคณะ
5 กมลาศ ภูวชนาธพิ งศ์ และคณะ, พระมหานันทวทิ ย์ แก้วบตุ รดี, ดร., (2559), ค่านยิ มและพฤตกิ รรมตน้ แบบใช้
เครือข่ายสังคมออนไลน์ตามแนวพุทธจิตวิทยา บูรณาการของสามเณร, (รายงานผลการวิจัย), สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์,
พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หน้า 230 สืบค้นจาก http://198.7.63.81:8080/xmlui/
handle/123456789/64
510 Testing and Assessment for Psychology
1. แบบวดั ความรคู้ วามเขา้ ใจในการใช้เครอื ข่ายสังคมออนไลน์
แบบ วัดน้ี เป็ นการวัดระดับ ความรู้ความเข้าใจการใช้ เครือข่าย สังคมออน ไ ล น์ท่ีให้ผู้เข้าร่วม
กิจกรรมรายงานความรคู้ วามเข้าใจในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ผวู้ ิจัยสร้างมาจากเนื้อหาการใช้เครือข่าย
สังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย สร้างมาจากแนวคิดแนวคิดทฤษฎีของบลูม (Benjamin S.
Bloom) และคณะ ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) และวิธีคิดด้านคุณโทษและทางออกตามหลักโยนิโส
มนสิการ
นยิ ามปฏบิ ัติการ
ความรู้และความเข้าใจในการใช้เครือข่ายสังคม หมายถึง ส่ิงที่แสดงออกถึงความรู้และความ
เข้าใจประโยชน์และโทษของเครือข่ายสังคมออนไลน์ สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดไม่ถูกตอ้ งและสิ่งใดถูกต้องถึง
วธิ ีการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คอยา่ งสร้างสรรคแ์ ละปลอดภัยในชีวิตประจาวัน เปน็ แบบวดั ประเมินค่า 6 ระดับ จาก
จริงท่ีสุด ถึง ไม่จริงเลย จานวน 10 ข้อ ข้อความทางบวกให้คะแนนจาก 6 ถึง 1 ส่วนข้อความทางลบให้
คะแนนในทิศทางตรงข้าม ผู้ตอบท่ีได้คะแนนสูงกว่าแสดงว่า มีความรู้ความเข้าใจการใช้เครือข่ายสังคม
ออนไลนม์ ากกวา่ ผ้ไู ด้คะแนนตา่ กวา่
2. แบบวดั ความมีเหตผุ ลในการคดิ
แบบวัดเหตุผลในการคิดต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นแบบวัดท่ีให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
รายงานเหตุผลในการคิดต่อการใช้เครอื ข่ายสังคมออนไลน์ สรา้ งมาจากแนวคิดทฤษฎีของบลูม (Benjamin S.
Bloom) และคณะ ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) และวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ 4 วิธี ได้แก่ วิธีคิดแบบ
เห็นคุณโทษและทางออก วธิ ีคิดแบบรู้คุณค่าแท้คุณค่าเทียม วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม วิธีคิดแบบอริยสัจ 4 และ
มเี นือ้ หาเกีย่ วกับการใชเ้ ครือข่ายสังคมออนไลน์อยา่ งสร้างสรรค์และปลอดภยั
นยิ ามปฏิบตั ิการ
เหตุผลในการคิดตอ่ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ หมายถึง ความสามารถในการคิดอย่างถูกวิธี
การคิดอย่างมีระบบ สามารถแสดงเหตผุ ลในการเลอื กตัดสินใจแก้ปัญหา จากขอ้ ความแสดงสถานการณ์การใช้
เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างถูกต้องในชีวิตประจาวันตามกระบวนการคดิ ตามหลักโยนิโสมนสิการ วิธีคิดแบบ
คุณโทษ วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้คุณค่าเทียม วิธีคิดแบบเรา้ คุณธรรม วิธีคิด
แบบอริยสัจ 4 จานวน 16 ข้อ เป็นแบบทดสอบปรนัยจานวนประกอบด้วยคาถามปลายปิดท่ีมีตัวเลือก 4
ตัวเลือกให้เลือกตอบถูก/ผิด จานวน 16ข้อ คาถามแตล่ ะข้อมคี าตอบทถี่ ูกตอ้ งเพยี งข้อเดยี ว ถ้าตอบถูกจะไดข้ ้อ
ละ 1 คะแนน ถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนนผู้ตอบที่ได้คะแนนรวมสูงกว่าแสดงว่า มีเหตุผลในการคิดต่อการใช้
เครอื ข่ายสังคมออนไลน์สงู กวา่ ผู้ไดค้ ะแนนตา่ กว่า
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 511
3. แบบวดั คา่ นิยมการใชเ้ ครอื ขา่ ยสงั คมออนไลน์
เป็นแบบวัดท่ีให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรายงาน ความเชื่อ ความรู้สึก และวิถีปฏิบัติในการใช้
เครือข่ายสังคมออนไลน์ สร้างมาจากแนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับค่านิยม ได้แก่ ทฤษฎีการทาค่านิยมให้
กระจ่างของแรท์ และแนวคิดทฤษฎีของบลูม (Benjamin S. Bloom) และคณะ ด้านจิตพิสัย (Affective
Domain) ประกอบด้วยเนื้อหาใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ท่ีสร้างสรรค์และปลอดภัยและวิธีคิดตามหลักโยนิโส
มนสกิ าร วิธีคิดแบบรคู้ ุณคา่ แทแ้ ละคณุ คา่ เทียม
นิยามปฏบิ ัติการ
ค่านิยมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ หมายถึง ส่ิงท่ีแสดงถึงความเชื่อ ความรู้สึก และวิถี
ปฏิบัติในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ มีระดับการรับรู้การคิดในเชิงประเมินค่าว่าสิ่งใดมีประโยชน์หรือโทษ
ของการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมถึงแสดงความรู้สึกพอใจประโยชน์การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ และ
ไม่พอใจในโทษของการใช้เครอื ข่ายสังคมออนไลน์ เป็นแบบวัดประเมินค่า 6ระดับ จากเห็นด้วยอย่างย่ิง ถึง ไม่
เห็นด้วยอย่างยง่ิ จานวน 10 ขอ้ ข้อความทางบวกให้คะแนนจาก6 ถึง 1 ส่วนข้อความทางลบให้คะแนนในทิศ
ทางตรงข้าม ผู้ตอบท่ีได้คะแนนสูงกว่าแสดงว่า มีค่านิยมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ทางบวกมากกว่าผู้ได้
คะแนนตา่ กว่า
4. แบบวัดการควบคมุ ตนเองต่อการใชเ้ ครือขา่ ยสงั คมออนไลน์
เป็นแบบวัดที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรายงานความสามารถในการกาหนดตนเองด้านความคิด
อารมณ์ ความรู้สกึ และการกระทาของตนเอง ตลอดจนความสามารถในการละเว้นการกระทาบางอย่างอย่างมี
เหตุผล สร้างมาจากแนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูร่า หลักอินทรีย์สังวร หลักกัลยาณมิตร
ประกอบด้วยเน้อื หาใชเ้ ครอื ข่ายสังคมออนไลน์ท่ีสร้างสรรค์และปลอดภัย
นยิ ามปฏิบัตกิ ารการ
ควบคุมตนเองต่อการใช้สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ หมายถึง ส่ิงท่ีแสดงถึงความสามารถในการ
ควบคุมความคิด ความรู้สึก การกระทาของตนเอง และตลอดจนความสามารถในการเลือกใช้เครือข่ายสังคม
ออนไลน์ท่ีเหมาะสมและละเว้นการใช้สื่อที่ไม่เหมาะสม 3 ด้าน ได้แก่ 1)ควบคุมตนเองจากอิทธิพลของเพ่ือน
เช่น การไดร้ ับแบบอย่างที่ดีจากเพื่อน 2) การควบคุมตนเองจากอิทธิพลของผู้ปกครอง เช่น การสนับสนุนการ
ใช้เครือข่ายท่ีเหมาะสมจากผู้ปกครอง 3) การควบคุมตนเองจากการรับรู้ด้วยตนเอง เช่น รู้จักควบคุมการ
กระทาด้วยตนเองในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ท่ีเหมาะสม เป็นแบบวัดประเมินค่า 6 ระดับ จากเห็นด้วย
อยา่ งยิ่ง ถึง ไม่เหน็ ด้วยอย่างยิ่งจานวน 10 ขอ้ ขอ้ ความทางบวกใหค้ ะแนนจาก 6 ถึง 1 ส่วนข้อความทางลบให้
คะแนนในทศิ ทางตรงข้าม ผูต้ อบท่ีได้คะแนนสงู กวา่ แสดงวา่ มีควบคุมตนเองต่อการใช้เครอื ขา่ ยสังคมออนไลน์
สูงกวา่ ผไู้ ด้คะแนนตา่ กว่า
512 Testing and Assessment for Psychology
5. แบบวดั พฤติกรรมการใชเ้ ครอื ขา่ ยสังคมออนไลน์ตามหลักพทุ ธจิตวิทยา
แบบวัดนี้เป็นการกระทากิจกรรมของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลบน
เครือข่ายสังคมออนไลน์เหมาะสม แบบวัดน้ีสร้างมาจากแนวคิดทฤษฎีของบลูม (Benjamin S. Bloom) และ
คณะ ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) บูรณาการหลักโยนิโสมนสิการ ได้แก่วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษ
และทางออก วิธีคิดแบบรคู้ ุณค่าแท้และคุณค่าเทียม วิธีคิดแบบเร้าคณุ ธรรม วธิ ีคิดแบบอรยิ สัจ 4 หลักอินทรีย
สังวร ภายในกรอบหลักภาวนา 4 และมีเน้ือหาเกี่ยวกับการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และ
ปลอดภัย
นิยามปฏิบัติการ
พฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ตามหลักพุทธจิตวิทยา หมายถึง การกระทาของ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมผา่ นกระบวนการคดิ อย่างมีเหตุผลในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพอ่ื แสวงหาความรู้ท่ีเป็น
โยชนเ์ พื่อพัฒนาตนเองมากกว่าการใช้เพื่อความบันเทิง มีความสามารถในการควบคุมตนเองในการใชเ้ ครอื ข่าย
สังคมออนไลน์อย่างเหมาะสม เป็นแบบวัดประเมินค่า 6 ระดับ มาตรประเมินค่าให้คะแนน 6-1 สาหรับการ
ตอบปฏิบัติเป็น “ประจา” ถึง “ไม่เคยปฏิบัติ” สาหรับข้อความทางบวก และให้คะแนนในทิศทางตรงกันข้าม
สาหรับข้อความทางลบ ผู้ท่ีได้คะแนนรวมสูงแสดงถึงการเป็นผู้ท่ีมีพฤติกรรมการใช้สื่อเครือสังคมออนไลน์ที่
เหมาะสมมากกวา่ ผทู้ ่ไี ดค้ ะแนนตา่ กวา่ ประกอบดว้ ย 4 องค์ประกอบ
1) การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ด้านกายภาพ หมายถึงการกระทาของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่าน
กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในชีวิตประจาวันอย่างเหมาะสม มีการรู้จัก
พิจารณาถึงคุณประโยชน์เพื่อพัฒนาตนเองก่อนการใช้ในแต่ละคร้งั รู้จกั ใชส้ ื่อเพ่ือพัฒนาตนเองมากกว่าการใช้เพ่ือ
ความบันเทิง มีความควบคุมตนเองการใช้เครือข่ายออนไลน์ให้ความรู้คานึงถึงประโยชน์หรือโทษต่อตนเองอย่าง
สร้างสรรค์โดยเฉพาะให้การรับรู้ทางอนิ ทรีย์ 5 คอื ดู ฟงั เปน็ ไปอยา่ งพอดีทีจ่ ะไดค้ ุณค่าท่ีเปน็ ประโยชน์จริง
2) การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ด้านสังคม หมายถึง การกระทาของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่าน
กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในชีวิตประจาวันอย่างเหมาะสม มีความ
ระมัดระวังการใช้เครือข่ายสงั คมออนไลน์ มีการใชค้ าพูดส่ือสารท่ีสุภาพ การส่งข้อความให้กาลังใจผูอ้ ่ืน การใช้
สื่อเพ่ือส่งข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มีระเบียบวินัยในการใช้ มีการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์เพ่ือการเรียนรู้
ร่วมกันในสังคม เลือกใช้ที่ปลอดภัยและสามารถป้องกันตนเองจากอันตรายจากการใช้ส่ือ การใช้สื่ออย่างถูก
กาลเทศะ เลือกใช้สอ่ื เพือ่ สร้างสมั พนั ธภาพท่ดี ีในสังคม
3) การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ด้านจิตใจ หมายถึง การกระทาของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่าน
กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในชีวิตประจาวันอย่างเหมาะสมการควบคุม
ตนเองในการใช้สื่อที่ปลอดภัย มีความเบิกบานใจที่ได้แบ่งปันข้อมูลข่าวสารท่ีเป็นประโยชน์ให้เพ่ือน มีความ
เข้มแข็งทางจิตใจในการใช้สอ่ื ที่ไม่เหมาะสม มีสติในการพจิ ารณาการใช้อย่างถูกตอ้ ง มีความมั่นคงทางจติ ใจใน
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 513
การเลือกใช้สอื่ ท่ีปลอดภัยอยา่ งสมา่ เสมอ การยกย่องและชืน่ ชมคุณค่าแห่งการกระทาความดขี องผ้อู ่ืนในการใช้
สอื่ ที่สรา้ งสรรค์และเปน็ ประโยชน์
4) การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ด้านปัญญา หมายถึง การกระทาของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่าน
กระบวนการคิดอยา่ งมเี หตผุ ลในการใช้เครอื ข่ายสังคมออนไลน์ในชีวิตประจาวันอยา่ งเหมาะสมมีความสามารถ
การใช้เพ่อื การพัฒนาตนเอง การใช้สื่อเพอ่ื แสวงหาความรู้และเทคโนโลยใี หมๆ่ มากกว่าความ พจิ ารณารู้เท่าทัน
และเห็นโทษในการเสพความสขุ เกินความพอดี รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลในการใช้ส่ืออย่างเหมาะสม ไมห่ ลงติดกับ
กระแสหรือตามสภาวะสังคม มีสติรู้เท่าทัน เห็นโทษของสิ่งท่ีไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต มีจิตใจที่เป็นอิสระ เห็น
คณุ ค่าของการใช้ส่ือเพื่อคุณค่าแท้ของชีวิต รู้จักลดความต้องการการใช้สอ่ื เพ่ือความบันเทิง และเพิ่มการใช้สื่อ
เพ่ือศกึ ษาหาความรู้ให้ตนเอง
แบบวัดชุดที่ 1 แบบสอบถามความรคู้ วามเขา้ ใจในการใช้เครือขา่ ยสงั คมออนไลน์
คาชี้แจง ในการตอบแบบสอบถามนี้เพื่อสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเขา้ ใจในการใช้เครอื ข่ายสังคมออนไลน์
ในชีวิตประจาวันของนักเรียน ขอให้นักเรียนอ่านคาถามอย่างช้า ๆ แล้วพิจารณาข้อความน้ัน ขอให้นักเรียน
เลือกตอบตามความเข้าใจของนักเรียน โดยเลือกทาเครื่องหมาย ลงในช่อง “จริงท่ีสุด” “จริง” “ค่อนข้าง
จริง” “ค่อนข้างไม่จริง” “ไม่จริง” และ “ไม่ไม่จริงเลย” ที่ตรงกับความเข้าใจของนักเรียนมากท่ีสุด เพียงแห่ง
เดียวในแต่ละประโยค (กรุณาตอบใหค้ รบ 10 ขอ้ )
ข้อคาถาม จรงิ จริง ค่อนขา้ ง ค่อนข้าง ไมจ่ รงิ ไมจ่ รงิ
ที่สุด จริง ไมจ่ ริง เลย
1 ขา้ พเจา้ มีความเข้าใจวา่ การใช้เครอื ข่ายสังคมออนไลน์ เช่น
Facebook Line ทาใหไ้ ดร้ ับความรู้และขา่ วสารตา่ ง ๆ รวดเร็ว
2 ข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่าการเล่น Line มากเกินไปจะมีผลกระทบ
ต่อผลการเรียนได้
3 ข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่าการเล่นเกมออนไลน์มากเกินไปทาให้เสีย
สุขภาพ
4 ข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่าการโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมลงใน
facebook สง่ ผลทางลบต่อตนเองและผ้อู ืน่
5 ข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่าการกด like บน pageท่ีไม่เหมาะสมใน
facebook จะทาใหผ้ ู้อืน่ มองข้าพเจา้ ในแงล่ บได้
6 ข้าพเจ้ามคี วามเข้าใจว่าการแชร์รูปภาพและข้อความท่ีเปน็ เท็จเป็น
เรอื่ งผิดกฎหมาย
7 ข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่าการเล่นเกมออนไลน์มากเกินไปเป็นการ
สิ้นเปลอื งเงนิ
8 ข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่าการติดตาม page ที่เก่ียวกับความรู้และ
นวตั กรรมใหม่ๆ จะชว่ ยใหข้ ้าพเจา้ มคี วามรู้ท่ที นั สมัยมากข้ึนได้