The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamalas Phoowachanatipong, 2021-07-04 05:35:09

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา (Testing and Assessment for Psychology)

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Keywords: การทดสอบ, การประเมินทางจิตวิทยา

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 273

5. เคร่อื งคอมพวิ เตอร์

การวดั ผลและประเมนิ ผล

1. สงั เกตการณ์มีสว่ นร่วมการปฏิบัตขิ องนสิ ติ
2. สงั เกตการณแ์ สดงความคดิ เห็นตามกลมุ่ ของนสิ ติ
3. ศกึ ษาจากการประเมินผลก่อนและหลงั เรยี น
4. สงั เกตความตงั้ ใจเรียน ความสนใจที่จะฟังคาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนท้ายบท

274 Testing and Assessment for Psychology

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 275

บทท่ี 7

การตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื

เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวัดผลการศึกษาแต่ละชนิดมีทั้งข้อดีและข้อจากัดในการใช้ ดังน้ัน การสร้าง
เคร่ืองมือแต่ละชนิดจึงต้องมีการควบคุมคุณลักษณะสาคัญหลายประการ เพื่อใหไ้ ด้เครอื่ งมือท่ีดี มีจุดอ่อนน้อย
ทส่ี ุด คุณลักษณะสาคัญของเคร่ืองมือทุกชนิดที่จะตอ้ งพิจารณาการตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ มีหลายวิธี
ได้แก่ ความเที่ยง (Reliability) ความตรง (Validity) ความเที่ยงตรง ความเช่ือม่ันความยาก อานาจจาแนก
และความเปน็ ปรนัย) การวเิ คราะหร์ ายข้อ (Item Analysis) มีรายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปนี้

7.1 ความเทย่ี ง (Reliability)

7.1.1 ความหมายของความเทย่ี ง
ความเที่ยง (Reliability)1 หมายถึง มีความหมายคล้ายคลึงกับความคงท่ีความคงตัว
ความสามารถทานายได้ ความสามารถเป็นที่พึ่งได้ ตวั อย่างเช่น เม่ือมองนาฬิกาที่แขวนไว้บนขา้ งฝาทุกตีหา้ เรา
จะได้ยินมอเตอร์ไซด์ส่งหนังสือพิมพ์ทุกวัน เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ดังน้ัน เราจะสามารถทานายได้ว่าวัน
พรุ่งนี้ตหี า้ จะได้รบั หนงั สอื พมิ พ์ เราจะมีความมั่นใจไดว้ า่ จะไมผ่ ิดหวงั หากอยากจะอ่านข่าวสาคญั ทกี่ าลงั รออยู่
ความเท่ียง (Reliability)2 หมายถึง อัตราส่วนระหว่างความแปรปรวนของคะแนนจริงกับความ
แปรปรวนของคะแนนทส่ี ังเกตได้
ความเท่ียง3 ความน่าเช่ือถือ การทดสอบต้องมีความน่าเชื่อถือ ความน่าเช่ือถือในที่นี้หมายถึง
ความสัมพันธ์ในตนเองของตัวทดสอบที่แสดงให้เห็นขอบเขตของผลลัพธ์ท่ีได้มีความสอดคล้องกันเมื่อการ
ทดสอบไดด้ าเนินการหนง่ึ ครั้ง หรือมากกวา่ หนงึ่ ครงั้ ในตวั อย่างท่เี หมือนกัน
ความสม่าเสมอในผลลัพธ์ท่ีได้รับในการบริหารเดียวคือ ดัชนีภายในต้องมีความสอดคล้องกับการ
ทดสอบและความสมา่ เสมอของผลลพั ธ์ที่ได้รับเม่ือทาการทดสอบ รวมถึงการทดสอบซา้ ที่ต้องได้รับดัชนที ี่คงที่
ความน่าเชื่อถือจึงรวมถึงทั้งสองอย่างด้วยกันคือ ความสอดคล้องภายในกับความคงเส้นคงวา รวมถึงความ

1 พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ, (2540), การสร้างมาตรวดั , (พมิ พค์ รง้ั ที่ 2), พษิ ณุโลก: โรงพิมพ์โกลบอลพริน้ ท,์ หนา้ 25-
33.

2 ศิริชัย กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบด้ังเดิม, (พิมพ์ครั้งที่ 7), กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หนา้ 58.

3 Arun Kumar Singh., (2013), Tests, Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences, New Delhi: Bharati Bhawan, pp. 3-25.

276 Testing and Assessment for Psychology

น่าเช่ือถือยังจะบ่งบอกถึงขอบเขตของคะแนนท่ีได้รับโดยปราศจากข้อบกพร่องภายในของมาตรฐาน ซ่ึงมี
แนวโนม้ ท่ีจะกอ่ ให้เกดิ ขอ้ ผดิ พลาดในการวดั ผลได้

นิยามเชิงทฤษฎีของความเท่ียง (Reliability)4 หมายถึง ความคงที่ได้จากการวัดด้วยเครื่องมือ
ชุดเดียวกันกับคนกลุ่มเดียวกัน ในเวลาท่ีต่างกันจากนิยามเชิงทฤษฎีทาให้นักวิชาการพยายามหาวิธีที่เป็น
รูปธรรมมาใช้ประมาณคา่ ความคงที่น้ีดว้ ยการใช้เทคนคิ ทางสถติ ิมาบ่งบอกระดบั ความสัมพันธข์ องคะแนนทัง้ 2
คร้ัง ทาให้ได้นิยามเชิงปฏิบัติการของความเช่ือม่ัน คือ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนจากการใช้
แบบสอบถาม 2 ครั้ง แต่เนื่องจากการใช้แบบสอบกับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน 2 คร้ัง มักจะพบว่ามีจุดอ่อน
เนื่องจากการสอบ 2 คร้ัง ทาให้นักวิชาการได้พยายามพัฒนาสูตรในการประมาณค่าความเที่ยงเพ่ือแก้ไข
จดุ อ่อนท่ีพบในเบื้องต้นน้ี และทาใหไ้ ดส้ ตู รที่ใช้ในการประมาณคา่ ความเทยี่ งหลายสูตรทมี่ วี ธิ ีการใช้แตกต่างกัน
ออกไป

7.1.2 ทฤษฎที ่ีอยูเ่ บอื้ งหลังความเที่ยง5
การวัดทุกชนิดมีความผิดพลาดในการวัด (Error of Measurement) รวมอยู่ในคะแนนท่ีได้จาก
การวัด ทุกคนท่ีตอบแบบสอบถามน้ีน้ัน คะแนนรวมท่ีได้ (X1 หรือ Total obtained score) แบ่งออกได้สอง
ส่วนคือ ส่วนท่ีเป็นคะแนนจริง X หรือ True component และส่วนที่เป็นคะแนนผิดพลาด (X1 หรือ error
component) ดังสมาการง่าย ๆ คอื

Xt = X + Xe -------------------------------------------------------(1)

ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีใครอาจทราบได้ว่าคะแนนจริง (X) นั้นจะมีค่าเท่าไรในการวัดแต่ละครั้ง แต่
ในทางทฤษฎีแล้วคะแนนจริงอาจหาได้จากค่าเฉล่ียของคะแนนจากการวัดหลายๆ คร้ัง จากเครื่องมือวัด
เดียวกันกับตวั อย่างคนเดยี วกนั ดังสมาการ

 = (X1 + X2 + X3 + X4 ………………Xn)/n

เมื่อพิจารณาถึงความแปรปรวนของคะแนนนั้นมี 2 ระบบ คือ (1) ความแปรปรวนแบบมีระบบ
(Systematic variance) และ (2) ความแปรปรวนแบบสุ่มไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ความแปรปรวนแบบมี
ระบบน้ันคะแนนส่วนใหญ่จะผันแปรไปในทิศทางเดียวกัน เช่น คะแนนมากกว่าหรือน้อยกว่าคะแนนจริงใน
ทกุ ๆ ตัวอย่าง ความผิดพลาดชนิดน้ีจะมีค่าคงท่ี ส่วนความแปรปรวนแบบสุ่มมีลักษณะท่ีคะแนนมากหรือน้อย
กวา่ คะแนนจริงในทุกๆ ตัวอย่าง ความผิดพลาดชนิดน้ีจะมีค่าไม่คงท่ี ส่วนความแปรปรวนแบบสุ่มมีลักษณะที่
คะแนนมากหรือน้อยกว่าคะแนนจริงแบบสุ่ม ซึ่งคะแนนที่มากหรือน้อยนี้จะให้เกิดการชดเชยกันเอง (self-

4 สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวิธีการวจิ ัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏบิ ัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , หน้า 152-164

5 อา้ งแล้ว.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 277

compensating) ความผิดพลาดของการวัด (Error of Measurement) เป็นความผิดพลาดแบบสุ่ม
(Random error)

หากแปรสมการ (1) เป็นสมการความแปรปรวน ผลท่ีได้คือ ความแปรปรวนของคะแนนท่ีรวมท่ีได้รับ
(Vt) เทา่ กบั ความแปรปรวนของคะแนนจริง (V) รวมกบั ความแปรปรวนผิดพลาด (Ve) ดังสมาการนี้

Vt = V + Ve …………………………………………………………………………(1)

ความแปรปรวนผิดพลาดน้อยลงเท่าใดความแปรปรวนของคะแนนที่ได้จะยิ่งใกล้เคียงกับความ
แปรปรวนของคะแนนจริง ดังน้ัน เราจึงจาเป็นต้องลดความผิดพลาดในการวัดให้มากท่ีสดุ เท่าทจี่ ะทาได้ ความ
ผิดพลาดในการวดั อาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น ข้อคาถามไมเ่ ป็นตัวแทนทีด่ ีของสงิ่ ท่ีต้องการวัด ความเบ่อื ที่
จะตอบแบบสอบถามของผู้ตอบ ความผดิ พลาดของความจา อารมณ์ของผู้ตอบหรอื ตัวแปรอื่น ๆ ดังน้ัน ความ
เท่ียงจะมีความหมายวา่ ถึงการท่ีแบบวัดปราศจากความผิดพลาดในการวัด (Errors of Measurement) ความ
เท่ยี ง (R) จึงเปน็ สดั ส่วนระหว่างความแปรปรวนของคะแนนจริงกับความแปรปรวนของคะแนนรวมที่ไดร้ ับจาก
การใช้เคร่ืองมือวัดน้ัน ดังสมการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ความแปรปรวนเท่ากับสัดส่วนของความแปรปรวน
ผิดพลาดกับสัดส่วนของความแปรปรวนของคะแนนรวมท่ีได้รับการใช้เคร่ืองมือวัดนั้นแล้ว ลบออกจาก 1.00
(1.00 ชถี้ งึ ความเท่ียงที่สมบูรณ์ หรอื Perfect reliability) ซ่งึ สรปุ เปน็ สมการดงั นี้ คอื

R = 1 Ve

Vt

โดยสรุปแล้ว จากทฤษฎีความเท่ียงดังกล่าว ความเที่ยงคือ ระดับความคงท่ีของการวัดส่ิงเดียวกัน
สองคร้ังหรือหลายครั้งด้วยเคร่ืองมือวัดเดียวกันกับคนเดียวกัน จากหลักทฤษฎีความเที่ยงนามาใช้ในการหา
ระดบั ความเท่ียงของแบบสอบถามเรียกวา่ สมั ประสิทธิค์ วามเท่ียง (Reliability coefficient)

7.1.3 ความคลาดเคล่ือนในการวดั
คุณภาพเครื่องมือวิจัยเป็นหนึ่งในปัจจัยท่ีส่งผลต่อความคลาดเคล่ือนในการวัด แต่ก็ไม่ได้
หมายความว่าเคร่ืองมือวิจัยเป็นปัจจัยเดียวท่ีส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวัด ยังมีปัจจัยอื่นอีก ซึ่ง
นกั วจิ ยั จะต้องศกึ ษาทาความเข้าใจเพ่ือเตรยี มการป้องกันเหตุทีท่ าให้การวดั เกดิ ความคลาดเคลอ่ื น
1) ความคาดเคลื่อนทเ่ี กดิ จากเครอ่ื งมือวิจัย (Instrument)

1.1) ความคลุมเครือ (Ambiguous) ของคาถาม ทาให้ผู้ตอบเข้าใจคาถามผิด เช่น คาถามเชิง
นิเสธ, คาถามใช้ Technical Term, คาถามมีหลายนยั อยู่ด้วยกนั คาถามวกวน สลบั ไปมา/ใชภ้ าษาไม่ถกู ต้อง

1.2) เคร่ืองมอื ขาดคุณภาพ ท้ังความตรงและความเทยี่ ง
- ขาดความตรง เช่น คาถามไม่ตรงทฤษฎี ไมต่ รงประเดน็ ไม่ตอบวตั ถปุ ระสงค์
- ขาดความเท่ยี ง เช่น เคร่อื งมอื วดั เสีย ขาดการนาไปทดลอง

278 Testing and Assessment for Psychology

ท้ังนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างความเที่ยงตรงและความเช่ือมั่นของเครื่องมือวิจัย Fraenkel and
Wallen (1993) สรุปไวด้ งั น้มี ดี งั น้ี6

1) เครอื่ งมือวดั ผลที่ไม่มคี วามเท่ยี งตรงย่อมไมม่ คี วามเชื่อม่นั
2) เครื่องมือวัดผลมคี วามเทยี่ งตรงและความเชื่อมัน่ ปานกลาง
3) เครอื่ งมือวดั ผลบางประเภทมีความเช่ือมั่นปานกลางแต่จะมคี วามเที่ยงตรงตา่
4) เครอ่ื งมือวัดผลบางประเภทมคี วามเชอ่ื มน่ั สูงแต่จะมคี วามเท่ียงตรงตา่
5) เคร่ืองมอื วดั ผลทีต่ อ้ งการคอื เคร่ืองมือทีม่ ีความเท่ยี งตรงสูงและความเช่ือมัน่ สูง
2) เกิดจากการใช้เคร่ืองมือ (Instrument Administration) ได้แก่ ความไม่พร้อมของผู้วิจัย
และผู้ช่วยวิจัยเช่น เมื่อยล้า กังวลเบื่อหน่ายมีโรครบกวนต้องการพักผ่อนฯ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทีมวิจัยมี
ประสบการณ์วิจัยต่างกัน ซ่ึงจะสง่ ผลให้การสังเกตต่างกันการสัมภาษณ์ตา่ งกันการแปลความหมายต่างกันการ
สนทนากล่มุ ต่างกันการบนั ทึกขอ้ มลู ตา่ งกันฯ
3) ปัญหาทักษะการใช้เคร่ืองมือ (Skill Problems) เป็นเร่อื งของการท่ีเคร่ืองมือมีความซบั ซ้อน
ต้องอาศัยผู้ชานาญการ หรือการใช้เคร่ืองมือหลายชนิด แต่มีผู้ชานาญชนิดเดียวการบันทึกพฤติกรรมทาง
จิตวิทยาท่ีต้องอาศัยผู้ชานาญการสัมภาษณ์เชิงลึกเชิงสภาวธรรม หรือเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น เคร่ืองมือ
บางอย่างมคี วามพเิ ศษต้องอาศยั ผู้เชย่ี วชาญหรอื ชานาญในการใช้เครอื่ งมือนัน้ ๆ
4) การใช้เครื่องมอื หรอื วิธีการไม่เหมาะสมกับตวั แปรที่ศึกษา (Inappropriate Method) เช่น
จะวัดพฤติกรรม แต่ใช้เครื่องมือสอบถามความคิดเห็นหรือ การวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแต่กลับให้
รายงานเองการวัดความมีศีลธรรมด้วยการทดสอบร่างกาย หรือการวัดความเข้าใจแต่ไปถามความพึงพอใจ
เป็นตน้
วิธีลดความคลาดเคลอื่ นจากการวัด
1) เกิดจากเครื่องมอื วิจยั (Instrument) ดว้ ย

- คาช้แี จงในการตอบแบบสอบถาม มคี วามชัดเจน ภาษาเขา้ ใจงา่ ยสาหรบั ผูต้ อบ
- ใชว้ ิธีรวบรวมขอ้ มูลมากกว่า 1 วิธี เชน่ สมั ภาษณ+์ สังเกต, สังเกต+ถาม, สอบถาม+วัด
- สรา้ งความพร้อมให้แก่ทีมวจิ ัยทั้งด้านความรู้ ข้อมลู สภาพรา่ งกาย จิตใจ
2) คณุ ภาพเครอ่ื งมือวิจยั ดว้ ยการสร้างเคร่ืองมือให้เทย่ี งตรง (Validity) ไดแ้ ก่
- Construct Validity: การปรบั ตวั แปรที่ใกลเ้ คียงให้เขา้ ด้วยกันดว้ ยวิธีทางสถติ ิ
- Concurrent Validity: ใชเ้ กณฑ์ปจั จบุ นั ในการวัด แบบวดั มาตรฐาน
- Predictive Validity: ทานายไดว้ ่า หากมีคาตอบเชน่ นกี้ ็จะเป็นไปตามผลทคี่ าดหมาย

6 สมชาย วรกิจเกษมสกุล, (2553), ระเบียบวิธกี ารวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสงั คมศาสตร์, (พิมพ์คร้ังท่ี 2),
อดุ รธาน:ี อกั ษรศลิ ป์การพิมพ์, หน้า 287-288.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 279

- Content Validity: ตรงตามเน้ือหา ในทฤษฎี นิยาม ตวั แปร (CVI)

เครื่องมือเที่ยง (Reliability) ได้แก่ การหาความสอดคล้องภายใน โดยใช้สูตรทางสถิติ
(Internal Consistency) การหาความคงที่ ด้วยวิธีวัดซ้า (Stability) และการหาความเท่าเทียม ด้วยวิธี
เทยี บเคียง (Equivalence)

3) แก้ปัญหาขาดทกั ษะการใชเ้ ครือ่ งมือ (Skill Problems) ดว้ ย
- หาทมี วิจยั ทมี่ ที กั ษะการใช้เคร่ืองมือ
- ขออนเุ คราะหผ์ ้ทู รงคุณวฒุ ิทีม่ ปี ระสบการณช์ ว่ ยตรวจสอบ
- หาทีมวจิ ยั ทม่ี ีประสบการณ์และความร้ใู นด้านเก่ยี วขอ้ ง

4) ลดความคลาดเคล่ือนการใช้เคร่ืองมือหรือวิธีการไม่เหมาะสมกับตัวแปรท่ีศึกษา
(Inappropriate Method) ดว้ ย

- ศกึ ษาเรียนรูแ้ ละเข้าใจเคร่อื งมือแต่ละชนิดท่ีใชก้ บั วจิ ยั แตล่ ะประเภท
- ศกึ ษา เรียนรู้ และเข้าใจเคร่ืองมือที่เหมาะสมแตล่ ะวัตถปุ ระสงค์และตัวแปร
5) ลดอคติ (Decrease Bias) เกี่ยวกับการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การคานึงถึงตัว
แปรแทรกซ้อน ซ่ึงส่ิงเหล่านี้มีเหตุมาจากอคติของผู้วิจัย ซ่ึงทาให้การเดินไปผิดทางบนหนทางแห่งการทาวิจัย
การดาเนนิ การที่ผดิ ทางส่งผลทาใหผ้ ลการวิจัยคลาดเคล่อื นจากความเป็นจริง7
7.1.4 ประเภทของความเท่ยี ง
แบบทดสอบความเท่ียง จะให้คะแนนเดิมซ้าแล้วซ้าเล่าเมื่อนาไปใช้กับการทดสอบเดียวกัน ดงั น้ัน
แบบทดสอบความเท่ียง จึงมีลักษณะคงเส้นคงวา แบบทดสอบความเที่ยง สามารถประเมินได้หลายวิธี เรา
เร่ิมต้นด้วยการอธิบายวิธีการ ท่ีส่อื ถงึ แก่นแท้ของความเท่ยี ง ไดอ้ ย่างชดั เจน
การวัดความเท่ียงแบบทดสอบซ้า เป็นวิธีหนึ่งในการพิจารณาความเช่ือถือได้ของแบบทดสอบ คือ
การวดั กับบุคคลกลมุ่ หน่ึง และหลงั จากนั้นทิ้งช่วงระยะเวลาหนึ่ง อาจจะต้ังแต่วันจนถึงเป็นเดอื น ให้วดั ซา้ พวก
เขาอีกครั้ง สิ่งน้ีเรียกว่า การวัดความเที่ยงแบบทดสอบซ้า หากเครื่องมือมีความเที่ยง และไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงบุคคล คะแนนจากเวลาท่ี 1 ถึงเวลาท่ี 2 จะสอดคล้องกัน น่ันคือบุคคลที่มีคะแนนต่าในครั้งแรก
จะได้รบั คะแนนตา่ เช่นกนั ในครั้งทส่ี อง และบุคคลท่ีได้คะแนนสงู จะได้คะแนนสูงเหมือนกนั ในครงั้ ท่ีสอง
ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์กับคะแนนการทดสอบเป็นตัวแปร x และคะแนนสอบซ้าเป็นตัวแปร y
เป็นตัววัดความสม่าเสมอของการทดสอบ ต้องมีค่าเท่าไหร่จึงสรุปได้ว่าการทดสอบมีความเที่ยง? เกณฑ์ท่ี
ยอมรับโดยทั่วไปคือแบบทดสอบมีความเที่ยง หากมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ทดสอบซ้าท่ี .80 หรือสูงกว่า

7 สุวิญ รักสัตย์, (2559), ปัจจัยที่มีผลต่อความคลาดเคลื่อนของการวัด, เอกสารประกอบการอบรมโครงการ
ฝึกอบรม “สร้างนักวจิ ยั รุ่นใหม่” (ลูกไก)่ , เครือข่ายมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ร่วมกบั สานักงานคณะกรรมการ
วจิ ัยแหง่ ชาติ (วช.).

280 Testing and Assessment for Psychology

เครื่องมือท่ีมีค่าสัมประสิทธ์ิความเท่ียงน้อยกว่า .80 จะถือว่ามีคุณภาพต่ากว่า เครื่องมือที่มีค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสมั พนั ธท์ ่ีสูงกวา่

ไม่น่าแปลกใจเลยท่ีพบว่าค่า r สูงมากสาหรับการวัดเช่นความสูง และมีค่าต่ากว่าสาหรับการวัด
เช่นความสุขและความหดหู่ใจ จอห์นสัน เออร์อัล (1985) พบว่าเมื่อวัดความสูงสองครั้งที่แตกต่างกัน ค่า r
ได้ .98 แต่พอเปน็ การทดสอบสตปิ ัญญา คา่ r ประมาณ .90 จึงเปน็ เรือ่ งปกติ การสอบเข้าวทิ ยาลัย เช่น SAT
และ ACT มีค่าสมั ประสิทธ์แิ บบทดสอบซ้าทสี่ งู กว่า .90

ในงานวิจัยจานวนมาก ข้ันตอนที่สองท่ีจะทา คือการเช็คว่าการวัดความเที่ยงแบบทดสอบซ้า นั้น
ทาได้หรือเป็นไปได้หรือไม่ สาหรับการทดลองความจาผู้เข้าร่วมทดสอบ โดยใช้บทความสามหน้าจาก
Encyclopedia Britannica พบว่าการทดสอบผู้เข้าร่วมซ้า หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงหรือหลายวันนั้นไม่
สามารถทาได้จริง ในการทดลองสังเกตสัตว์ในท่ีอยู่อาศัยตามธรรมชาติ การทดสอบซ้าเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้า
อย่างไรก็ตาม สาหรับการศึกษาท่ีเชื่อถือได้ จาเป็นต้องมีการวัดท่ีเชื่อถือได้ โชคดีท่ีความเที่ ยงสามารถ
ตรวจสอบได้จากการวัดพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว โดยวิธีการทดสอบแบบแบ่งครึ่ง (Split-half Reliability)
นักจิตวิทยาเรียกเทคนิคที่วัดความเท่ียงด้วยการทดสอบเพียงครั้งเดียวและผู้สอบกลุ่มเดียวเพื่อหาความ
สอดคล้องภายในว่า วิธีวัดความเท่ียงแบบแบ่งคร่ึง ทาโดย ให้แบ่งรายการท่ีทาการทดสอบออกเป็นสองส่วน
โดยทว่ั ไป จะทาโดยการแยกรายการท่ีเป็นเลขคู่ออกจากรายการเลขค่ี คะแนนของรายการที่เป็นเลขคอู่ าจเป็น
ตวั แปร x และคะแนนค่ีจะเป็นตัวแปร y ผูส้ อบแต่ละคนมีคะแนนสองคะแนน ค่าสหสัมพันธ์ Pearson r เป็น
การวัดระดับความสม่าเสมอระหว่างคะแนนคี่และคะแนนคู่ แม้ว่าโดยท่ัวไปแล้วคะแนนคู่จะสูงกว่าคะแนนคี่
แต่ r ก็เป็นตัววัดความสม่าเสมอ ค่าสหสัมพันธ์สูง (.80 หรือสูงกว่า) บ่งช้ีว่าการทดสอบมีความเที่ยงภายใน
ปัญหาอย่างหน่ึงของค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงแบบแบ่งครึ่ง คือค่าของมันข้ึนอยู่กับว่าคุณหารรายการด้วยเลข
ค-ู่ เลขคี่ หรอื ครึ่งหลงั -ครง่ึ แรก หรือวธิ ีอ่ืน

การวดั ความเทีย่ งภายในอื่น ๆ

การวัดความสอดคล้องภายในที่เป็นที่นิยมอีกสองประเภทคือ วิธีของครอนบาค (Cronbach's
Alpha) (หรือท่ีเรียกว่าสัมประสิทธิ์อัลฟา หรืออัลฟา) และสูตรคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) ที่รู้จัก
กนั ในช่อื K-R 20 สูตรสาหรบั วิธีของครอนบาค คือหาค่าสัมประสทิ ธ์ิท่ีเป็นค่าเฉล่ียที่ถูกต้องของค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์แบ่งครึ่งท่ีเป็นไปได้ท้ังหมด ดังน้ัน อัลฟ่าของครอนบาคจึงแก้ปัญหา “วิธีแบ่งครึ่ง” ที่เราได้กล่าวไว้
ขา้ งต้น สูตร K-R 20 มีประโยชน์เม่ือแต่ละรายการของการทดสอบ มีคะแนนว่าถูกหรือผิด หรือเป็นแบบแบบ
ปรนัยทดสอบจริง-เท็จ การวัดแบบทดสอบซ้าเพ่ือวัดความเท่ียง ถ้าค่าสัมประสิทธ์ิความสอดคล้องภายใน ที่
.80 หรือสงู กว่าบ่งชวี้ า่ การวัดมคี วามเทยี่ งท่ยี อมรับได้ ตาราสาหรบั รายวชิ าการทดสอบ และการวัดผลและการ

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 281

ประเมิน มีสูตรและคาอธบิ ายของการวดั ความเทยี่ งเหล่านี้8
ในการประมาณค่าความเท่ียงของเครื่องมือสามารถทาได้หลายวิธี และในแต่ละวิธีก็มีข้อจากัดท่ี

แตกต่างกันการท่ีจะเลือกใช้วิธีใดข้ึนอยู่กับความมุ่งหมาย ลักษณะของคะแนนคาตอบและชนิดของ
แบบสอบถามท่ใี ช้ (Guilford, 1978: 414)9

การประเมินความเที่ยงของเครือ่ งมือที่เปน็ แบบทดสอบมี 3 วธิ ี ดงั ต่อไปนี้10
1) วิธีทดสอบซ้า (Retest Method) เป็นการทดสอบกลุ่มตัวอย่างเดียวกันสองคร้ัง โดยเว้น
ระยะเวลาทดสอบห่างกันพอสมควร เช่น 7 วัน 14 วัน แล้วนาคะแนนทดสอบคร้ังท่ีหนึ่งและท่ีสองมา
คานวณหาค่าสัมประสิทธ์ิความเท่ียง โดยการคานวณหาค่าสัมประสิทธิ์ความคงที่ (Coefficient of Stability)
โดยสัมประสิทธิ์สหสมั พันธ์โดยสูตรของเพียร์สัน (Pearson product moment correlation coefficient)ถ้า
มีข้อมูลนั้นอยู่ในมาตรวัดระดับช่วง (Interval scale) หรือใช้สูตรของสเปียร์แมน (Spearman rank
correlation) ถา้ ขอ้ มลู น้นั อยู่ในมาตราเรียงอนั ดับ (Ordinal scale) ความเทยี่ งของเครอ่ื งมือโดยใช้วิธกี ารสอบ
ซ้ามักมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ไม่สูงมากนัก ในกรณีท่ีท้ิงระยะเวลาในการทดสอบคร้ังที่สองนานเกินไป
เพราะว่าอาจมีองค์ประกอบอื่นมาทาให้ผลการวัดคร้ังหลังเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ได้รับความรู้เพ่ิมเติม เกิด
ความเบือ่ หนา่ ยในการสอบซา้ เป็นต้น แต่ถา้ ทิ้งระยะเวลาในการสอบซ้าน้อยก็อาจได้คา่ สมั ประสิทธ์ิสหสมั พันธ์
ของความเช่ือม่ันสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างจาคาตอบคร้ังแรกว่าตอบอย่างไร ก็จะพยายาม
ตอบแบบเดมิ อีก เป็นตน้

การคานวณหาค่าสัมประสิทธิ์ความคงท่ี (Coefficient of Stability) โดยสัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์โดยสูตรของเพียร์สัน (Pearson product moment correlation coefficient) หรือวธิ ีการการวัด
ความคงที่ (Measure of Stability) โดยนาแบบสอบถามไปทดสอบกับผู้สอบกลุ่มเดิมสองครั้งและจะทิ้งช่วง
ระยะเวลาพอควรก่อนการสอบครั้งที่สอง แล้วนาคะแนนที่ได้จากการทดสอบทั้งสองครั้งมาคานวณค่า
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson product-moment correlation coefficient) โดยสูตร
ต่อไปนี้

8 Chris Spatz, Edward P Kardas., (2008), Research Methods in Psychology, New York: McGraw-
Hill Companies, Inc.; Cohen, R. J. & Swerdlik, M. E., (2002), Psychological testing and assessment: An
introduction to tests and measurement, (5th ed.), New York: McGraw-Hill.

9 Guilford, J. P. & Fruchter, B., (1978), Fundamental Statistics in Psychology and Education,
(Sixth Edition), New York: McGraw Hill, p. 414.

10 พรเพญ็ เพชรสขุ ศริ ิ, (2540), การสรา้ งมาตรวัด, (พมิ พ์คร้ังที่ 2), พษิ ณโุ ลก: โรงพิมพโ์ กลบอลพรนิ้ ท์, หนา้ 27.

282 Testing and Assessment for Psychology

เม่ือ แทน สมั ประสทิ ธ์ิความเท่ียงของเคร่อื งมือ
แทน จานวนตวั อย่าง
χ แทน คะแนนการสอบคร้ังที่หน่ึงของผสู้ อบแต่ละคน
У แทน คะแนนการสอบคร้งั ทส่ี องของผู้สอบแต่ละคน

การหาความเท่ียงโดยวิธีการทดสอบซ้านี้ นิยมเรียกกันว่า Test-retest method ซึ่งการ
หาความเท่ียงด้วยวิธีสอบซ้ามักจะเกิดความคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีองค์ประกอบอืน่ มาทาให้คะแนนท่ีสอบใน
ครั้งท่ีสองเปล่ียนไป การท้ิงช่วงระยะเวลาส้ัน ๆ ระหว่างการสอบครั้งท่ีหนึ่งและการสอบครั้งที่สองอาจทาให้
ผู้สอบจาได้ว่าในครั้งแรกได้ตอบคาถามไปอย่างไร ครั้งหลังก็พยายามตอบแบบเดิมโดยไม่พิจารณาว่าคาตอบ
นั้นตอบถูกหรือผิด ในลักษณะนี้จะทาให้ความเท่ียงสูงกว่าความเป็นจรงิ แต่ถ้าเวน้ ระยะเวลานานเกนิ ไปผู้สอบ
อาจเกิดการเรียนรู้มากข้ึนและมีการพัฒนาการทางสตปิ ญั ญามากขน้ึ ซ่งึ จะมีผลทาให้ความเท่ียงตา่ สาหรับการ
ทง้ิ ช่วงระยะเวลาในการสอบซ้า ยงั ไม่มีข้อมูลสรปุ ท่ีแน่นอนวา่ ควรเวน้ ระยะเวลาเท่าใดจงึ จะเหมาะสม

2) วิธีใช้แบบทดสอบคู่ขนานกัน (Parallel forms) เป็นการทดสอบความเที่ยง โดยใช้
แบบทดสอบที่เป็นฟอร์มคู่ขนานใช้ทดสอบซ้า แต่แบบทดสอบจะต้องมีฟอร์มคู่ขนานซึ่งมีความทัดเทียมกัน
จริง ๆ เช่นมีจานวนข้อสอบเท่ากัน มีเน้ือหาที่สุ่มมาจากโดเมน (Domain) เดียวกัน มีระดับความยากเท่ากัน
คะแนนเฉลย่ี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานมคี ่าเท่ากัน ความสัมพันธ์ระหวา่ งรายขอ้ มีค่าเทา่ กนั หรือแมอ้ ยา่ งน้อย
ค่าเฉล่ียของความสัมพันธ์ของข้อสอบรายข้อเท่ากัน ถ้าทดสอบไว้เว้นระยะเวลาแต่ทาสอบคู่ขนานทั้งสอง
ต่อเน่ืองไป ค่าสัมประสิทธิ์ คือ สัมประสิทธ์ิของความเท่าเทียมกัน (Coefficient of equivalence)ถ้าทดสอบ
เวน้ ระยะเวลาชว่ งทดสอบ 2 ฉบับ แบบวิธที ดสอบซ้า สัมประสิทธิ์ทีไ่ ด้คือ สัมประสทิ ธ์ิความคงที่และความเท่า
เทยี มกัน (Coefficient of Stability and Equivalence)

3) วิธีหาค่าคงท่ีภายใน (Internal Consistency) โดยการทดสอบกลุ่มตัวอย่างเพียงครั้งเดียว
จะได้ค่าสมั ประสิทธ์ิความสอดคล้องภายใน (Coefficient of Internal Consistency) วธิ ีการนี้แบ่งได้หลายวิธี
ไดแ้ ก่

3.1) หาความเที่ยงแบ่งคร่ึง (Split-half Reliability) โดยใช้แบบทดสอบ ทดสอบครั้งเดียว
แล้วแบ่งคะแนนของแล้วแบ่งคะแนนของแบบทดสอบออกเป็น 2 ส่วน เช่น แบ่งเป็นข้อคู่และข้อค่ี แล้วนามา
หาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันระหว่างแบบทดสอบชุดข้อคู่และข้อคี่ ผลท่ีได้จะเป็นค่าสัมประสิทธ์ิ
ความเท่ียงของแบบทดสอบเพียงครั้งเดียว ( rhh ) จึงนามาคานวณสัมประสิทธ์ิความเท่ียงของแบบทดสอบชุด

รวมหน่งึ ฉบับโดยแทน rhh ในสูตรของเปยี ร์แมนบราวน์ (Spearmen-Brown) ดังน้ี

r =tt 2rhh
1 rhh

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 283

เมอ่ื rtt คือ สมั ประสิทธค์ิ วามเทีย่ งของแบบทดสอบท้งั ฉบับ

rhh คอื สมั ประสิทธิค์ วามเทย่ี งของแบบทดสอบคร่งึ ฉบับ

3.2) หาความเที่ยงโดยสูตรคูเดอร์และริชาร์คสัน (Kuder and Richardson)วิธีการนี้
ทดสอบกลุ่มตัวอย่างเดียวไม่ต้องแบ่งคะแนนออกเป็นสองส่วน (ความจริงเป็นการแบ่งข้อสอบเป็น n ส่วน คือ
ข้อทดสอบหนึ่งเท่ากับหนึ่งส่วนนั้นเอง) ซึ่งวิธีของคูเดอร์และริชาร์ดสัน จะใช้ได้ในกรณีที่ระบบการให้คะแนน
เปน็ 0 กบั 1 เท่านั้น เช่น ทาถูกได้ 1 คะแนน และทาผิดได้ 0 คะแนน เปน็ ต้น และวธิ ีน้ีจะมีสูตรทใ่ี ช้ในการหา
ความเช่ือมั่นอยู่ 2 สูตร คือ KR20 และ KR21โดยท้ังสองสูตรน้ีมีข้อแตกต่างกันคือ จะใช้สูตร KR21 เมื่อมี
ข้อตกลงเบื้องต้นวา่ ทุกขอ้ คาถาม (Item) มีระดับความยากเทา่ กัน

สูตร KR20: rtt = k k 1    pq 
 1 s12 
เมื่อ rtt  
k
คือ คา่ ความเชือ่ มั่นของเครอื่ งมอื
p
คอื จานวนขอ้ ในเครือ่ งมือ
คือ สัดสว่ นของผตู้ อบถกู ในแต่ละขอ้

p = จานวนคนท่ที าถูก

จานวนคนท้ังหมด

q คือ สัดสว่ นของผตู้ อบผดิ ในแตล่ ะขอ้ (q = 1 - p)
s12 คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบของเคร่ืองมือท้ังฉบับ

การหาค่าความเท่ียงแบบคูเดอร์ริชาร์ดสัน เป็นการหาความสอดคล้องกันระหว่างข้อ
คาถามซึ่งดาเนินการสอบคร้ังเดียวและใช้แบบทดสอบชุดเดียว ความสอดคล้องกันระหว่างข้อน้ีได้รับอิทธิพล
จากแหล่งความแปรปรวนคลาดเคล่อื น 2 แหลง่ คอื

1) เนือ้ หาสมุ่
2) ความเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous) ของพฤติกรรมท่ีสุ่ม ยิ่งข้อสอบมีความเป็น
เอกพันธม์ ากความสอดคลอ้ งกันระหวา่ งขอ้ กย็ ิง่ สูง

ค่าความเที่ยงแบบคูเดอร์ริชาร์ดสันมีค่าประมาณได้กับค่าเฉลี่ยของสัมพันธ์ประสิทธ์ิ
ความเชื่อมน่ั ทไ่ี ดจ้ ากการแบ่งครึง่ แบบทดสอบดว้ ยวิธตี ่าง ๆ กัน

284 Testing and Assessment for Psychology

ข้อตกลงเบื้องตน้ ของสูตรคูเดอรร์ ชิ ารด์ สัน 20 คือ

ก. การตรวจให้คะแนนแตล่ ะข้อ ให้ 1 คะแนนเมื่อตอบถูกและให้ 0 คะแนน เม่ือตอบ
ผิด

ข. ข้อสอบในแบบทดสอบจะต้องมลี กั กษณะเปน็ เอกพนั ธ์ คอื วดั คณุ ลกั ษณะเดยี วกัน

สูตรคูเดอร์ริชาร์ดสัน 20 น้ี เหมาะที่จะหาความเช่ือม่ันของแบบทดสอบความสามารถ
(Power test) เท่านั้น ไม่เหมาะที่จะหาค่าความเชื่อม่ันของแบบทดสอบความเร็ว (Speed test) เพราะค่า p และ
q ของแต่ละข้อจะต้องเป็นค่าท่ีได้จากการท่ีผู้สอบทุกคนมีโอกาสทาข้อนั้นแล้ว ซ่ึงในเครื่องมือวัดความเร็ว ผู้สอบ
ทกุ คนมโี อกาสทาไม่ครบจนถงึ ขอ้ สดุ ทา้ ย

ต่อมาคูเดอร์และริชาร์ดสัน ได้เสนอสูตรทสี่ ามารถคานวณจากค่าเฉลี่ย โดยมีข้าตกลง
เบ้อื งต้นวา่ ข้อสอบแตล่ ะข้อจะตอ้ งมีความยากเทา่ กันหรือใกลเ้ คียงกันกส็ ามารถหาคา่ ความเชื่อม่ันโดยสตู ร KR
21 ซึ่งใช้เวลาน้อยในการคานวณ ไม่ต้องหาสัดส่วนของคนทาถูกและผิดในแค่ละข้อ เพียงทราบค่าเฉลี่ย และ
ความแปรปรวนของคะแนนสอบของเครื่องมือท้งั ฉบับ ซ่งึ กาหนดให้ค่า p คงท่ี รายละเอยี ดดังน้ี

สูตร KR21: rtt = k  x(k  x) 
1 1  ks12 
k  

เม่ือ rtt คือ คา่ ความเชื่อมนั่ ของเครอ่ื งมือ
k คอื จานวนข้อในเครอื่ งมอื

x คือ คา่ เฉล่ยี ของคะแนนรวมท่ผี ูต้ อบทั้งหมดทาได้

s12 คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบของเครื่องมือทั้งฉบับ

การประมาณค่าความเท่ียงของแบบทดสอบโดยใช้สูตร คูเดอร์-ริชารด์ สัน 21 ค่าท่ีจะ
ได้มีค่าต่ากว่าที่ประมาณด้วยสูตรคูเดอร์ริชาร์ดสัน 20 เนื่องจากข้อสอบโดยทั่วไปแต่ละข้อในเครื่องมือจะมี
ระดับความยากแตกตา่ งกัน ซึง่ ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบือ้ งต้นดังกล่าว

3.3) หาความเที่ยงโดยวิธีของครอนบาค จากสูตรสัมประสิทธ์ิ  (Coefficient’s
coefficient alpha: )การหาความเที่ยงโดยวิธีน้ี ครอนบาค (Cronbach) ได้ดัดแปลงมาจากสูตร KR20แต่
ระบบการให้คะแนนไม่จาเป็นต้องเป็นแบบ 0 – 1 เป็นแบบใดก็ได้ ใช้หา Internal consistency reliability ใช้
หาความเที่ยงของแบบทดสอบแบบความเรียง (Essay type test) เช่น ระบบการให้คะแนนเป็น 0 – 1 คะแนน
ที่ได้จากข้อสอบอัตนัย คะแนนที่แต่ละข้อให้ไม่เท่ากัน คะแนนที่ได้จากแบบวัดทัศนคติ แบบประเมินผลตาม
สเกลแบบทดสอบประเมนิ คา่ (Rating scale) เป็นต้นซง่ึ มสี ูตรในการคานวณดังน้ี

(Alpha)= k k 1  S12
1 s12

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 285

 คอื สัมประสิทธ์คิ วามเช่ือมน่ั ของเครื่องมือ

k คอื จานวนข้อ

S12 คอื ความแปรปรวนของคะแนนคาถามแตล่ ะขอ้
s12 คือ ความแปรปรวนของคะแนนรวมของผตู้ อบทง้ั หมด

การประมาณคา่ ความเที่ยงของแบบสังเกต (ชยั พร วชิ ชาวธุ , 2523: 45)11
ลักษณะของแบบสังเกตท่ีเป็นแบบ Check-list การตรวจสอบหาความเชื่อม่ันเป็นการ
คานวณหาค่าความเช่ือมั่นของผู้สังเกตเพราะใช้การเก็บข้อมูลของผู้สังเกต ผู้สังเกตจึงจัดเป็นเคร่ืองมือในการ
เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลควบคู่กบั แบบสังเกต ความเชือ่ มน่ั ทีเ่ กดิ ขึน้ เป็นความเที่ยงทีเ่ กิดจากผู้สังเกตตั้งแต่ 2 ท่านข้ึน
ไปท่ีใช้แบบทีไ่ ดเ้ รียกว่า สัมประสทิ ธิ์ความสอดคล้อง มีสตู รดงั นี้

สมั ประสทิ ธิ์ความสอดคลอ้ ง = จานวนครง้ั ทบี่ ันทึกตรงกนั
จานวนคร้งั ทบ่ี ันทึกตรงกนั +จานวนครงั้ ทีบ่ นั ทึกตา่ งกัน

คา่ สัมประสทิ ธคิ์ วามเท่ยี งทไ่ี ด้จากการคานวณในสูตรต่าง ๆ มีคา่ สูงสดุ เท่ากับ 1 โดยเม่ือค่าทไ่ี ด้
มีค่าใกล้ 1 แสดงว่าเคร่ืองมือมีความเท่ียงค้อนข้างสูง แต่มีข้อควรระวังเมื่อมีการประมาณค่าความเชื่อม่ันของ
แบบสอบถามหรอื แบบทดสอบ เพราะค่าสัมประสทิ ธทิ์ ่สี ูงอาจมผี ลเนื่องจากการใชผ้ ้สู อบจานวนมากหรือการใช้
ขอ้ คาถามจานวนมาก หรือการใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึง่ ทาให้ผู้วิจัยเข้าใจผิดคิดว่า
ค่าสมั ประสทิ ธิ์ที่ได้มาจากความเท่ียงของเครอ่ื งมือท่ีสร้างขน้ึ

ขนั้ ตอนในการประมาณค่าความเทยี่ ง
ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์รชนิยมใช้การประมาณค่าความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน
เพราะมีการทดลองใช้เพียงคร้ังเดียว ซ่ึงเหมาะกับภาวการณ์ท่ีเป็นจริงของการดาเนินงานวิจัย แต่เนื่องจากสูตรท่ี
ใชค้ านวณมีหลายสูตรด้วยกัน ผู้วิจยั จึงควรใช้สตู รคานวณให้ถูกตอ้ งตามเง่ือนไขของสูตรท่ีกาหนดไว้การตรวจสอบ
ความเชอ่ื มัน่ มวี ธิ กี ารดังนี้
1) นาเครื่องมือท่ีสร้างข้ึนไปทดลองใช้ (Tryout) กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ
กลุ่มเป้าหมาย จานวนประมาณ 30-40 คน
2) นาเครือ่ งมือทีท่ ดลองใช้มาตรวจให้คะแนน
3) พจิ ารณาสูตรทเ่ี หมาะกบั ลกั ษณะของแบบสอบถาม
4) คานวณตามสตู ร
5) หากคา่ ทไี่ ดม้ ีคา่ ค่อนข้างต่าหรือยังไม่เป็นที่พอใจของผูว้ จิ ยั จะตอ้ งดาเนินการแกไ้ ข ซงึ่ อาจ

11 ชัยพร วิชชาวุธ, (2523), การวิจัยเชิงจิตวิทยา, กรุงเทพมหานคร: บริษัท สานักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จากัด,
หนา้ 45.

286 Testing and Assessment for Psychology

เกิดข้ึนได้จากสาเหตุตอ่ ไปนี้
5.1) การใหค้ ะแนนไม่ถกู ต้อง เช่น การให้คะแนนข้อความทางลบของมาตรวัดแบบ Likertท่ี

ต้องเปลีย่ นจาก 5 4 3 2 1 เปน็ 1 2 3 4 5
5.2) ขอ้ ความทใี่ ช้ไม่ชัดเจน กากวม
5.3) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้มีการแสดงลักษณะเหมือนกัน ทาให้คาตอบที่ได้ไม่แตกต่างกัน

คะแนนทไี่ ด้จงึ ใกลเ้ คยี งกัน และเกอื บไมม่ คี วามผันแปรของผลทไ่ี ด้
6) หลังการแก้ไข ผู้วิจัยจะต้องนะไปทดลองใช้อีกครั้งหนึ่งและนาผลท่ีได้มาประมาณค่าความ

เชื่อมั่นอีกคร้ังหน่ึง หากยังไมไ่ ด้ผลตามท่ีต้องการก็ต้องมีการปรบั แก้ แต่ถ้าผลจากการทดลองใช้คร้ังแรกเป็นที่
น่าพอใจแล้วผู้วิจัยก็สามารถนาเครื่องมือนนั้ ไปใช้กบั กลุม่ เปา้ หมายหรือประชากรทตี่ ้องการได้

7.1.5 ความเที่ยงของแบบทดสอบอิงเกณฑ์

ความเท่ียงของแบบทดสอบองิ เกณฑ์ มีแนวคิด ไดแ้ ก่
1. ความเท่ยี งที่เป็นการหาความสอดคลอ้ งในการจาแนกผู้รอบรู้และผู้ไมร่ อบรู้ กลมุ่ นม้ี ีความเช่อื ว่า
แบบทดสอบท่ีมีความเท่ียงจะสามารถจาแนกผู้สอนว่า ใครเป็นผู้รอบรู้ (สอบผ่าน) ใครเป็นผู้ไม่รอบรู้ (สอบไม่
ผ่าน) ได้อย่างคงเดิม ซ่ึงวิธีการพิจารณาความสอดคล้องในการจาแนกผู้รอบรู้กับผู้ไม่รอบรู้นั้นอาจทาได้ 2 วิธี
คอื วิธแี รก โดยใช้แบบทดสอบคขู่ นาน 2 ฉบบั ทดสอบกบั กลุ่มเดยี ว

วธิ ที ีส่ อง โดยใช้แบบทดสอบฉบบั เดมิ สอบซา้ กับกล่มุ ตวั อย่างกลมุ่ เดียว
ทง้ั 2 วิธนี ้ีมีวิธีการคานวณ 3 วิธีคอื
1.1) วิธีของคาร์เวอร์ (Carver) วิธีนี้เป็นการค่าความเที่ยงของแบบทดสอบอิงเกณฑ์โดยนา
แบบทดสอบคู่ขนาน 2 ฉบับ ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว นาผลการสอบมาจัดลงในตารางและหาค่า
ความเท่ียงดังนี้

ฉบับ ข สอบไม่ผ่าน สอบผ่าน
ฉบับ ก
b a
สอบผา่ น c d
สอบไมผ่ ่าน

สตู รคานวณค่าความเที่ยง12 a+c

rcc = N

12 บุญชม ศรีสะอาด, (2528), การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา, กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช,
หน้า 80.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 287

เมอ่ื rcc แทน ความเทย่ี งของแบบทดสอบค่ขู นาน 2 ฉบับ

a แทน จานวนคนที่สอบผ่านทัง้ ฉบับ ก และ ฉบบั ข
c แทน จานวนคนทส่ี อบไมผ่ ่านทัง้ ฉบบั ก และฉบับ ข
N แทน จานวนท้งั หมดทส่ี อบหรือ a+b+c+d

หมายเหตุ จากสูตรน้ีสามารถนาไปใช้ในกรณีเดียวกับแบบทดสอบฉบับเดียว ทดสอบซ้ากับกลุ่ม
ตัวอยา่ งเดยี วก็ได้

ตัวอย่างท่ี 7.1 ผลการสอบแบบทดสอบอิงเกณฑ์แบบคู่ขนาน 2 ฉบับ ฉบับละ 20 ข้อ ของผู้สอบ 10 คน
ปรากฏดงั ต่อไปน้ี

ผูส้ อบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

คะแนนฉบบั ก 18 11 5 11 15 8 9 8 14 7
คะแนนฉบบั ข 15 10 6 7 16 12 9 11 16 8

ถา้ กาหนดคะแนนจุดตัด 10 คะแนน
จงคานวณหาคา่ ความเที่ยงของแบบทดสอบ
ข้ันตอนในการคานวณ
(1) จัดข้อมูลลงตารางดงั น้ี

ฉบบั ข สอบไม่ผ่าน สอบผ่าน
ฉบบั ก
1 4
สอบผ่าน 3 2
สอบไมผ่ า่ น

เช่น ผู้สอบผ่านฉบับ ก แต่ไม่ผ่านฉบับ ข มีจานวน 1 คน ได้แก่คนที่ 4 ผู้ที่สอบผ่านท้ัง 2 ฉบับมี
จานวน 4 คน ไดแ้ ก่ คนที่ 1 2 5 9 เปน็ ตน้

(2) คานวณค่าความเทย่ี ง

rcc = 4+3
10

ดงั นัน้ ความเทยี่ งของแบบทดสอบนี้ คอื 0.70

288 Testing and Assessment for Psychology

1.2) วิธีของแฮมเบิลตันและโนวิก (Hambleton and Novick) วิธีนี้เป็นการค่าความเท่ียง
ของแบบทดสอบอิงเกณฑ์โดยนาแบบทดสอบคู่ขนาน 2 ฉบับ ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวหรือใช้
แบบทดสอบฉบบั เดยี ว ทดสอบซ้ากบั กลุ่มตัวอย่างเดิมกไ็ ด้

หลักการและวิธีคานวณจะคล้ายกับวิธีของคาร์เวอร์มาก แตกต่างเฉพาะการใช้สัญลักษณ์
เพอ่ื แทนคา่ ในสูตร ดงั น้นั อาจใชว้ ิธีใดวิธหี น่ึงกไ็ ด้

P0 = P11 + P22 + …………………………….

เมอื่ P0 แทน ความเทย่ี งของแบบทดสอบ
P11 แทน สัดสว่ นของผ้รุ อบร้ทู ส่ี อบผา่ นทัง้ 2 คร้ัง หรือ 2 ฉบับ
P22 แทน สดั สว่ นของผุ้ไมร่ อบรู้ท่สี อบไมผ่ ่านท้ัง 2 ครงั้ หรอื 2 ฉบับ

1.3) วิธีของสวามินาธาน แฮมเบิลตัน และอัลจินา (SwaminathanHambleton and
Algina) วิธีนี้เป็นการหาความเท่ียงโดยใช้นิยามของความเท่ียงรูปแบบเดียวกันกับวิธีของคาร์เวอร์ และแฮม
เบิลตันและโนวิก แต่จะละเอียดกว่า 2 วิธีแรก เพราะทาการหักความสอดคล้องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ซง่ึ อาจไป
ปนอยกู่ ับความสอดคล้องจริง อันเปน็ เหตใุ หค้ ่าความเทยี่ งที่คานวณไดส้ ูงกวา่ ทเ่ี ปน็ จริง

ฉบับ ก (สอบคร้ังท่ี 1) สอบผา่ น สอบผ่าน สอบไมผ่ ่าน รวม
สอบไม่ผา่ น
a b a+b
รวม d c d+c
a+d b+c N

หาค่าความเท่ยี งจากสตู ร

K= P0 + Pe
1 - Pe

เม่ือ K แทน ความเท่ียงของแบบทดสอบอิงเกณฑ์
P0 แทน สัดสว่ นของความสอดคล้องในการจาแนกวา่ เปน็ ผูร้ อบรแู้ ละผ้ไู มร่ อบรู้

= a+c

N

Pe แทน สัดสว่ นของความสอดคล้องท่คี าดหวงั

= (a+c)(a+d)+(c+d)(c+d)

N2

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 289

ตัวอย่างท่ี 7.2 จากขอ้ มลู เดมิ ในตวั อยา่ งท่ี 7.1 จดั ลงตารางดงั น้ี

สอบผ่าน สอบไม่ผ่าน รวม

ฉบบั ก สอบผา่ น 4 1 5
3 5
สอบไมผ่ า่ น 2 4 10

รวม 6

หาคา่ ความเที่ยงจากสูตร

P0 = 4+3 = 0.70
10

Pe = (4+1)(4+2)+(3+1)(3+2) 0.50

100

K= 0.70 – 0.50 = 0.24
1-0.50

จะเห็นได้ว่าค่าท่ีไดต้ ่ากวา่ 2 วิธีแรก

2. ความเที่ยงท่ีเป็นการตรวจหาความสอดคล้องของคะแนนแต่ละคนที่แปรปรวนไปจากคะแนน
จุดตดั ซง่ึ มีวธิ คี านวณ ได้แก่

2.1) วิธีของลิวิงสตัน (Livingston) วิธีนี้นาแบบทดสอบอิงเกณฑ์ 1 ฉบับไปทดสอบกับ
นักเรยี นครั้งเดียว สามารถนาผลการสอบไปคานวณจากสตู รดงั น้ี

       สูตร
rcc = rcc sx2  xC 2 / S 2  xC 2
x

เมือ่ rcc แทน ความเท่ียงของแบบทดสอบอิงเกณฑ์
แทน ความเที่ยงของแบบทดสอบซ่งึ คานวณโดยวิธี KR-20 หรอื KR-21
rxx แทน ความแปรปรวนของคะแนนสอบ
แทน คะแนนเฉลี่ยของคะแนนสอบ
S 2 แทน คะแนนเกณฑ์
x

x

C

290 Testing and Assessment for Psychology

ตวั อยา่ งท่ี 7.3 จากข้อมูลในตัวอย่างที่ 7.1 ถ้าแบบทดสอบฉบับนนั้ เปน็ แบบทดสอบองิ เกณฑ์ ซึ่งมี 6 ข้อ ผู้เข้า
สอบ 5 คน กาหนดคะแนนเกณฑ์เท่ากบั 4 คะแนน

วธิ ีทา จากการคานวณ rxx โดยสตู ร KR-20 = 0.68
= 1.30
S 2 = 4.60
x =6

x

C

แทนคา่ ในสูตร rcc = (0.68(1.30)+(4.60-6)2)/(1.30+(4.60-6)2)
= 0.87

ดังนน้ั ความเท่ยี งของแบบทดสอบมคี ่า 0.87

2.2) วิธีของโลเวท (Lovett) วิธีน้ีนาแบบทดสอบอิงเกณฑ์ฉบับเดียวไปทดสอบนักเรียน
สามารถนาผลมาวเิ คราะห์ หาความเท่ยี งได้จากสตู ร ดงั นี้

 k  xi  xi2
k 1xi  c2
 สตู รrcc= 1-

เม่อื rcc แทน ความเทย่ี งของแบบทดสอบอิงเกณฑ์
k แทน จานวนขอ้
แทน คะแนนของนักเรียนแต่ละคน
xi แทน คะแนนจดุ ตัด

c

ตัวอย่างที่ 7.4 นาแบบทดสอบอิงเกณฑ์ฉบับหน่ึงซึ่งมี 5 ข้อไปทาสอบกับนักเรียน 5 คน ปรากฏผลดังใน
ตาราง ถ้ากาหนดจดุ ตดั 4 คะแนน จงหาคา่ ความเท่ยี งของแบบทดสอบนี้

นักเรียน xi xi 2 xi  c xi  c2
1
1 5 25 1 0
2 4 16 0 0
3 4 16 0 1
4 3 9 -1 4
5 2 4 -2
 xi  c2  6
 xi  18  xi2  80

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 291

วิธที า จากข้อมลู ชดุ น้ี k = 5 ขอ้ C = 4 คะแนน

หาคา่  xi  18

 xi2  80
 xi  c2 6

แทนคา่ ในสตู ร rcc = 1 5(18)  (80)

(5 1)(6)

= 0.58

ดงั นั้น ความเทย่ี งของแบบทดสอบมีคา่ 0.58

ในระหว่าง 2 วธิ ี ตามแนวคดิ นี้ จะเห็นได้วา่ วิธีของลวิ งิ สตันยงั คงอาศยั ค่าความเที่ยงของ
สูตร Kuder-Richardson ซงึ่ ถือวา่ เปน็ การคานวณความเที่ยง (Reliability) ตามแนวอิงกลุ่ม แตถ่ ้าใชว้ ธิ ีของโล
เวทพิจารณาเฉพาะความแปรปรวนของคะแนนแตล่ ะคนจากคะแนนจุดตัดเทา่ น้นั

7.1.6 ปัจจยั ที่ส่งผลต่อคา่ ความเทย่ี ง
หลักการปรบั ปรุงความเทย่ี งแบบวดั 13 หรือขอ้ สอบให้มีความเท่ยี งสงู ๆ สามารถใช้หลกั การของการ
ออกแบบการวจิ ยั หรือหลกั ระเบียบวธิ กี ารวิจัยท่กี ล่าวถึงหลกั Maxmincon principle ซ่งึ กล่าวถงึ การพยายาม
ทาให้ความแปรปรวนของตัวอย่าง (variance of individual differences) มีมากท่ีสุด และพยายามทาให้
ความแปรปรวนผิดพลาดน้อยท่ีสุด (Error variances) ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามควบคุม (Control) ตัว
แปรภายนอกท่ีคิดว่าอาจมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่เรากาลังศึกษาอยู่ ในทานอง
เดยี วกนั การสรา้ งเคร่ืองมือวัดตัวแปร ก็จาเป็นต้องทาให้เครือ่ งมอื มคี วามสามารถในการจาแนกสิ่งที่ตอ้ งการวัด
มากท่ีสุด (minimize) ด้วยการควบคุมปัจจัยหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีจะมีส่วนทาให้การใช้เคร่ืองมืออาจมี
ความเทย่ี งสงู ก็จรงิ เกิดความผิดพลาดในการวดั มากขน้ึ

ดงั น้ันหลักในการปรับปรุงความเท่ียงโดยทั่วไปงา่ ยๆ ก็เชน่ การเลือกขอ้ ความทีเ่ ป็นตัวแทนท่ีดขี อง
ส่ิงท่ีต้องการวัด คาถามท่ีใช้เป็นเครื่องมือวัดควรเป็นภาษาท่ีชัดเจนไม่วกวนเป็นที่เข้าใจได้ตรงกันทั่วไป ถ้า
เครื่องมือหรือแบบสอบถามไม่มีความเที่ยงสูงเพียงพอให้เพิ่มข้อคาถามอื่น ๆ อีก โดยมีข้อแม้ว่าข้อคาถามนั้น
จะต้องเป็นข้อคาถามที่มีคุณภาพอย่างต่าเท่ากับข้อคาถามท่ีมีอยู่เดิม นอกจากน้ีแล้วการเขียนคาช้ีแจงในการ
ตอบแบบสอบถามการใช้เคร่ืองมือจะต้องชัดเจน มีมาตรฐาน การเขียนคาชี้แจงต่าง ๆ จึงควรให้ความสนใจ
ระมัดระวังเป็นพิเศษ คาช้ีแจงท่ีไม่ชัดเจนสามารถตีความได้หลายอย่างทาให้ความแปรปรวนผิดพลาดเพิ่มข้ึน
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายกลุ่มและต่างโอกาสจะต้องพยายามควบคุมใหเ้ งื่อนไขต่าง ๆ มีมาตรฐานตรงกัน

13 พรเพญ็ เพชรสขุ ศริ ิ, (2540), การสร้างมาตรวดั , (พิมพ์ครง้ั ที่ 2), พษิ ณุโลก: โรงพมิ พโ์ กลบอลพริ้น, หนา้ 32.

292 Testing and Assessment for Psychology

ถ้าสถานการณ์การเก็บรวบรวมข้อมูลหรือการใช้เครื่องมือแตกต่างกันในแต่ละตัวอย่างที่เก็บข้อมูลจะทาให้
ความแปรปรวนผดิ พลาดเพ่ิมข้นึ

ตัวอย่างท่ี 7.5 คา่ สัมประสทิ ธ์ิความเทย่ี งสาหรบั มาตรวัดต่าง ๆ14

การทดสอบหรอื วดั คา่ สมั ประสิทธ์คิ วามเที่ยง

การทดสอบการรบั เขา้ วิทยาลัย SAT .92
การทดสอบการรับเขา้ วิทยาลัย ACT .96
Beck Depression Inventory (BDI) .86
Wechsler Adult Intelligence Scale (WAIS) .87
Minnesota Multiphasic Personality Inventory (MMPI) .84

7.1.7 ตัวอยา่ งการวิเคราะห์ความเทีย่ งเชงิ โครงสร้างโดยใช้โปรแกรม spss

การวิเคราะห์ความเท่ียงโดยใช้โปรแกรม SPSSx จะใช้เมนู Analyze เลือก Scale เลือกคาสั่ง
Reliability Analysis แล้วเลือกข้อคาถามลงใน Item Box จะมีวิธีการหาความเที่ยงได้จากคาส่ัง Modelและ
เลอื ก Statistics ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี

14 Chris Spatz, Edward P Kardas, (2008), Research Methods in Psychology, New York: McGraw-
Hill Companies, Inc., p. 110.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 293
ตัวอย่างท่ี 7.6 หาความเที่ยงโดยวิธีของครอนบาค จากสูตรสัมประสิทธ์ิ  (Coefficient’s coefficient
alpha: ) ทง้ั ฉบบั และรายข้อ จากงานวจิ ยั ของ ศลิ ป์ชยั สมี าวงศ์อนนั ต์15

15 ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์, (2562), การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพ่ือเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต), พระนครศรีอยุธยา:
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .

294 Testing and Assessment for Psychology

สรปุ คุณภาพเครือ่ งมือ
สมรรถนะทางกาย คา่ ความเช่ือม่นั ของแบบวัดดว้ ยสมั ประสิทธิ์แอลฟา่ เทา่ กับ .730

สมรรถนะทางกาย Corrected Item - Total
1. ทา่ นสามารถแบง่ เวลาในการทางานกบั การดแู ลสุขภาพของตนเองอยา่ งสมดุล Correlation (r)

.551

2. ท่านสามารถควบคมุ การใชจ้ า่ ยเงนิ ใหพ้ อเพียงกับรายได้ .590

3. ทา่ นกากบั ตนเองในการบริโภคใช้สอยท่ีจาเปน็ โดยไม่ตามกะแสทางสงั คม .327

4. ท่านสามารถประยุกต์ใช้สือ่ เทคโนโลยเี พอ่ื ประโยชนใ์ นการทางาน .507

5. ในการบรโิ ภคอาหารแตล่ ะมอื้ ทา่ นจะคานงึ ถงึ ประโยชน์ตอ่ รา่ งกาย .521

ตวั อย่างท่ี 7.7 แบบวัดตัวช้ีวดั สขุ ภาวะเชงิ พทุ ธ16
ตารางท่ี (ก) สุขภาวะทางกาย แสดงคา่ ความเช่ือมั่นของแบบวดั ด้วยสมั ประสทิ ธแ์ิ อลฟา่ เทา่ กบั .800

ตวั บง่ ชี้สุขภาวะเชิงพุทธ Corrected Item-Total
Correlation (r)

ด้านสุขภาพร่างกาย .497
1. ฉนั ออกกาลังกายเปน็ ประจา

2. ฉนั ดแู ลรักษาเส้อื ผา้ และการแตง่ กายให้สะอาดอยู่เสมอ .485

3. ฉนั ให้ความสาคัญกับการลา้ งมอื บ่อย ๆ และการใส่มาส์กปิดจมูกเพ่ือปอ้ งกนั การ .466
แพรก่ ระจายเชอื้ โรค

4. ฉันจัดสรรแบง่ เวลาในการออกกาลังกายและการพกั ผ่อน .691

5. ฉันเลอื กบรโิ ภคอาหาร โดยคานึงถงึ ประโยชน์ต่อร่างกายและปริมาณท่ีพอเหมาะ .495

ดา้ นการใช้ปจั จยั สี่ อุปกรณแ์ ละเทคโนโลยี .399
6. ฉันไมเ่ สพสารเสพตดิ ท่ีมีโทษต่อร่างกายทุกชนิด

7. ฉนั มโี ทรศัพท์มือถอื เพอื่ การแสวงการความรมู้ ากกวา่ ความบันเทงิ .453

8. ฉันแบ่งเวลาการใช้ส่ือสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ้ค ไลน์ แอพพลิเคชั่น เพื่อการ .545
แสวงหาความรู้

16 กมลาศ ภูวชนาธพิ งศ์ และคณะ, (2562), โครงการนวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวทิ ยาบาบัดเพ่ือลด
ปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของเยาวชนไทย, (รายงานผลการวิจัย), คณะมนุษยศาสตร์, พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 295

ตวั บ่งชส้ี ุขภาวะเชงิ พุทธ Corrected Item-Total
Correlation (r)
9. ฉันเลือกซื้อเสื้อผ้า เคร่ืองแต่งกาย เคร่ืองประดับโดยเลือกพิจารณาราคา .250
เหมาะสมและเหมาะกบั ตัวเอง
.501
ด้านสงิ่ แวดล้อม .382
10. ฉันเขา้ รว่ มกจิ กรรมรณรงค์รักษาส่งิ แวดล้อม เมือ่ มีโอกาส .531
11. ฉนั ไม่ท้ิงขยะบนถนนหรือในทสี่ าธารณะ .326
12. ฉนั มักจะจดั ข้าวของเคร่ืองใชภ้ ายในบ้านใหเ้ ปน็ ระเบยี บ มองสบายตาอยู่เสมอ
13. ฉันใช้ถุงผ้าและหลีกเล่ียงการใช้ถุงพลาสติก และกล่องโฟม

ตารางที่ (ข) สุขภาวะทางสังคม ค่าความเชอื่ มนั่ ของแบบวัดดว้ ยสัมประสิทธิแ์ อลฟา่ เทา่ กบั .881

ตัวบง่ ชี้สขุ ภาวะเชงิ พทุ ธ Corrected Item-Total
Correlation (r)

ด้านการปฏสิ ัมพนั ธ์

14. ฉนั ร่วมทากจิ กรรมเทคโนโลยใี หมๆ่ กับเพอื่ น .497

15. ฉนั รสู้ กึ ชื่นชมเพ่อื นในห้องเรียนทีพ่ ูดจาดี ไม่พูดถากถาง เยาะเยย้ เพือ่ นให้เจ็บใจ .352

16. ยนิ ดีให้ความร่วมมือกับเพอ่ื นและตงั้ ใจทางานกลุม่ .586

17. ฉันชักชวนเพ่ือนๆเข้าร่วมกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์ ที่โรงเรยี นหรือในชุมชนท่ีจัด .670
ขึ้น

18. เม่ือเพื่อในกลุ่มมีปัญหา ไม่เข้าใจกัน ฉันจะพยายามสื่อสารให้เพื่อนๆ หาข้อตกลงและ .697
ทางานร่วมกันอย่างสันติ

ด้านการตระหนักในหน้าท่ี

19. ฉันตั้งใจความรับผิดชอบต่อการงานของตนเองและหมู่คณะความรับผิดชอบ เมอ่ื .697
ได้รับมอบหมาย

20. ฉันจัดตารางการเรียนและการช่วยเหลืองานบ้านหลังเลิกเรียน โดยไม่ต้องกล่าว .585
ตักเตือน

21. ฉนั คน้ ควา้ อ่านหนังสือและทาการบ้าน เพอ่ื ใหพ้ ัฒนาการเรยี นใหด้ ีข้ึน .612

22. ฉันตระหนักถึงความสาคัญของการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาบาเพ็ญประโยชน์ใน .661
โรงเรยี นและชมุ ชน

296 Testing and Assessment for Psychology

ตวั บง่ ชีส้ ขุ ภาวะเชงิ พทุ ธ Corrected Item-Total
Correlation (r)

ด้านวนิ ัย

23. ฉันกาหนดเวลาในการทาการบ้านและอา่ นหนังสือทบทวนเตรียมสอบเป็นประจา .679

24. ฉนั จดั ตารางกิจวัตรประจาวันที่ดีต่อตนเองและยึดถือปฏบิ ัติเอาไว้ .607

25. ฉันทาตามกฎระเบียบของสังคมอย่างเคร่งครัดทั้งในสถานการณ์ปกติ และ ในช่วง .489
แพร่ระบาดของเช้อื โรค

26. ฉันมีการควบคุมการใช้จ่ายเงินของตัวเองซื้อสิ่งท่ีต้องการ โดยไม่เคยขอยืมเพื่อน .464
หรือรบกวนผปู้ กครอง

ตารางที่ (ค) สุขภาวะทางจิตใจ คา่ ความเชอื่ มั่นของแบบวัดด้วยสัมประสทิ ธแ์ิ อลฟา่ เท่ากับ .871

ตัวบ่งชี้สขุ ภาวะเชงิ พทุ ธ Corrected Item-Total
Correlation (r)

ด้านคณุ ภาพจติ

27. ฉนั ยนิ ดตี อ่ ผูค้ นท่ีไดร้ บั รางวัลหรือไดร้ บั คาชมเชย .500

28. ฉนั ตง้ั ใจชว่ ยเหลือผู้ทีป่ ระสบปัญหาความเดอื ดร้อน เมือ่ มีโอกาส .569

29. ฉันตงั้ ใจรับฟังปญั หาที่เพ่ือนเลา่ แล้วช่วยแนะนาให้ความเหน็ ตามเหตุและผล .595

30. ฉันสามารถตัดสนิ ใจสง่ิ ตา่ ง ๆ ในชวี ติ ด้วยตนเองได้ .604

ดา้ นสมรรถภาพจิต

31. ฉนั ควบคมุ อารมณ์โกรธของตนเองได้ เมือ่ มีเหตุการณไ์ ม่ดีมากระทบจติ ใจ .413

32. ฉันพยายามใจเย็นและใชส้ ติ เม่อื มขี อ้ ขัดแย้ง ไมพ่ อใจเกิดข้ึน .654

33. ฉนั อดทนต่ออปุ สรรคต่าง ๆ เพื่อเปา้ หมายในชวี ิตที่วางได้ .592

34. ฉันเปิดใจรบั ฟงั คาวิจารณ์และยอมรับเวลาทมี่ คี นมากล่าวติชมอยา่ งถูกตอ้ งตรง .682

ดา้ นสขุ ภาพจิต .413
35. ฉันพอใจในความเป็นอยู่สิ่งท่ฉี ันมี สง่ิ ทฉ่ี นั ไดร้ ับตามความสามารถ

36. ฉันมคี วามสขุ ปลาบปล้ืมใจท่ไี ด้แบ่งปนั สงิ่ ของจาเป็นแก่ผอู้ น่ื .617

37. ฉันเข้าใจและพยายามปรับตัวต่อการเปล่ียนแปลงของสังคมโลกที่เปล่ียนไปตามยุค .621
สมยั หรือสถานการณ์ต่าง ๆ

38. ฉนั มีอารมณ์ รา่ เรงิ เบิกบาน แจ่มใสอย่เู สมอ .516

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 297

ตารางที่ (ง) สขุ ภาวะทางปัญญา ค่าความเชอื่ ม่นั ของแบบวดั ดว้ ยสมั ประสทิ ธ์ิแอลฟ่า เท่ากับ .837

ตัวบ่งช้สี ุขภาวะเชงิ พทุ ธ Corrected Item-Total
Correlation (r)

ดา้ นการปฏบิ ัติตอ่ ความรู้

39. ฉนั ชอบทจ่ี ะค้นคว้าเรยี นรูส้ ่ิงใหม่ๆ เพื่อนามาใชใ้ นการเรียนร้พู ัฒนาตนเอง .509

40. ฉันมักจะนาความรู้จากการศึกษาเพิ่มเติมไปใช้สร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อต่อ .727
ยอดความรเู้ ดิม

41. ฉนั เขา้ ร่วมกจิ กรรมแขง่ ขันความสามารถทกั ษะดา้ นอนื่ ๆ เพอ่ื พัฒนาตนเอง .544

42. ฉนั ตง้ั เป้าหมายการเรยี นรู้ในการพัฒนาตนเองตลอดเวลา .652

ดา้ นระดับความรู้

43. ฉันพยายามใช้เหตผุ ลในการแกป้ ญั หาและหาทางออกของปญั หาไดอ้ ย่าง .674
เหมาะสม

44. ฉันสามารถแยกแยะได้วา่ ส่ิงใดเปน็ ประโยชนแ์ ละส่งิ ใดไม่มปี ระโยชนต์ ่อชวี ิต .604

45. ฉนั มขี ้อคิดเตือนใจและคณุ ธรรมทางศาสนาเปน็ สงิ่ ยึดเหน่ียวในการดาเนินชีวิต .540

46. ฉันเข้าใจว่า ความเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตไม่ว่าสิ่งร้ายหรือส่ิงดี เป็นเรื่อง .333
ธรรมดาของโลก

7.2 ความตรง (Validity)

7.2.1 ความหมายของความตรง

ความตรง (Validity) หมายถึง เคร่ืองมอื นนั้ สามารถวัดเนือ้ หาตรงตามตวั แปรท่ีตอ้ งการจะวัด ซึ่ง
ความตรงของผลการวัด17 หมายถึง คุณสมบัติท่ีวัดส่ิงที่ต้องการวัดได้ถูกต้องแม่นยาตามความหมายนี้ นักวิจัย
ต้องการทราบอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการวัดด้วยเคร่ืองมือวัดนั้นมีลักษณะ ธรรมชาติและมีนิยามอย่างไร จึงจะ
ตรวจสอบได้ว่าเคร่ืองมือนั้นและผลการวัดมีความตรงมากน้อยเพียงใด สัดส่วนความแปรปรวนของ
องค์ประกอบร่วมเปน็ ค่าบอกระดบั ความตรง หรอื เป็นค่าท่ีแสดงวา่ เคร่ืองมือวดั น้นั ให้ผลการวัดตามเกณฑ์ได้จริง
เพียงใด และมีค่าเป็นไปได้ตั้งแต่ 0 ถึง 1 เม่ือถอดรากที่สองจะได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลที่ได้จาก
การวัดกับส่ิงท่ีเป็นเกณฑ์ ซึ่งใช้เป็นค่าดัชนีบอกความตรงได้อีกด้วย เม่ือเปรียบเทียบค่าความตรงกับความเที่ยง
จะเห็นได้ว่าค่าความตรงในรูปของของสัดส่วนความแปรปรวนขององค์ประกอบร่วมมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่า
ความเท่ียง ถ้าการวัดไม่มีความคลาดเคลื่อนเลยการวัดมีความเที่ยงสูง แต่ความตรงอาจจะสูงหรือหรือต่าก็ได้

17 สมั ฤทธิ์ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง, (2560), การวจิ ัยแบบผสมวธิ :ี กระบวนทศั นก์ ารวจิ ัยในศตวรรษท่ี 21,
(พิมพ์คร้ังที่ 3), ขอนแก่น: ห้างห้นุ ส่วนจากดั อภิชาตการพมิ พ์, หนา้ 132.

298 Testing and Assessment for Psychology

ข้ึนอยู่กับค่าของสัดส่วนความแปรปรวนขององค์ประกอบร่วมว่ามีค่ามากน้อยเพียงใดความตรงอาจแบ่งออกได้
อย่างประเภทแตกต่างกันตามเกณฑ์ท่ีใช้วัดความเที่ยง เนื่องจากนักวัดสร้างเคร่ืองมือข้ึนใช้โดยมีวัตถุประสงค์
แตกต่างกัน เมื่อจะวัดความตรงจึงต้องพิจารณากาหนดเกณฑ์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการด้วย
ลักษณะของเกณฑ์ทกี่ าหนดแตกตา่ งกนั ทาใหว้ ธิ กี ารหาคา่ ความตรงทาได้แตกตา่ งกันไปด้วย

ความตรง (Validity)18 ความตรงเป็นอีกหน่ึงข้อกาหนดเบื้องต้นสาคัญสาหรับการทดสอบที่จะ
บ่งช้ีถึง ขอบเขตของมาตรการทดสอบเม่ือเปรียบเทียบกับเกณฑ์ภายนอกท่ีเป็นอิสระ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
ความสัมพันธ์ของการทดสอบกับเกณฑ์ภายนอกบางประการ ในส่วนของเกณฑ์ควรเป็นส่วนท่ีเป็นอิสระไม่
ขึ้นกับใคร และควรได้รับการพิจารณาเป็นดัชนีของคุณสมบัติท่ีดีท่ีสุดที่ไว้สาหรับวัดผลการทดสอบ โดยท่ัวไป
ความเท่ียงตรงของการทดสอบข้ึนอยู่กับความน่าเชื่อถือเพราะ การทดสอบท่ีให้ผลลัพธ์ท่ีไม่สอดคล้องกัน
(ความนา่ เชอ่ื ถอื ตา่ ) มกั จะไมส่ มั พันธ์กับเกณฑ์อิสระภายนอกบางประการ

7.2.2 ทฤษฎีท่ีอยูเ่ บือ้ งหลังความตรง
นยิ ามของทฤษฎีความตรง หมายถึง ความแม่นยาของเครื่องมือในการวดั สิ่งทตี่ ้องการจะวัดหรือสิ่ง
ท่ีเคร่ืองมือควรจะวัด และคะแนนท่ีได้จากเคร่ืองมือท่ีมีความตรงสูงสามารถบอกถึงสภาพที่แท้จริงและ
พยากรณ์ได้ถกู ตอ้ งแม่นยา เนอ่ื งจากความตรงของเคร่ืองมอื มีหลายประเภทขึ้นอยู่กบั ชนิดของเครื่องมือ และมี
วธิ ีการตรวจสอบความตรงท่แี ตกตา่ งกนั จงึ ไม่สามารถใช้นิยามเชิงปฏิบตั ิการของความตรงรว่ มกนั ได้
7.2.3 ประเภทของความตรง
ความตรงของเคร่ืองมือ จาแนกออกได้หลายวิธี ทัง้ นีข้ ึน้ อยู่กับจดุ มงุ่ หมายของการวดั ในการวดั
ทางการศึกษาและจติ วิทยาแบง่ ความตรงออกเปน็ 3 ประเภท (Mehrens and lehmann)19
1) ความตรงตามเน้ือหา (Content validity)
เปน็ ความตรงทีเ่ ก่ยี วกับการวเิ คราะห์ตรวจสอบเน้อื หาของเคร่ืองมือวา่ เน้ือหาของคาถามวดั ได้ตรง
ตามเน้ือหาของตวั แปรท่ีตอ้ งการวัดหรอื ไม่ ความตรงชนิดนีน้ ิยมใช้ผ้เู ชีย่ วชาญในสาขาวิชาการนัน้ ๆ ตรวจสอบ
โดยการพิจารณาจากนิยามเชิงทฤษฏี นิยามเชิงปฏิบัติการและตารางแสดงประเด็นหลักและประเด็นย่อยหรือ
พฤตกิ รรมบ่งชี้ควบคกู่ ับคาถามว่าเครื่องมอื นั้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ครอบคลุมเนือ้ เร่ืองท้งั หมดหรอื ไม่

สูตรการหาคา่ IOC (Index of Consistency) =  R

N

18 Arun Kumar Singh., (2013), Tests, Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences, New Delhi: Bharati Bhawan, pp. 3-25.

19 Mehrens, W.A. & Lehmann, I.J., (1973), Standardized Test in Education, New York: Holt, Rinehart
& Winston, p. 109 อ้างอิงใน สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ ,
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 145.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 299

เมอื่ กาหนดให้ IOC แทน ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหว่างข้อคาถามกับลักษณะพฤติกรรม

R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นในแต่ละข้อของผู้เชยี่ วชาญท้ังหมด

N แทน จานวนผเู้ ชี่ยวชาญ

วิธีการตรวจสอบความตรงตามเนอ้ื หา
การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจะต้องดาเนินการก่อนนาไปทดลองใช้ ทาได้โดยการนา
นิยามเชิงทฤษฎี นิยามเชิงปฏิบัติ และโครงสร้างคาถามควบคู่กับเคร่ืองมือให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความ
สอดคล้อง การให้โครงสร้างข้อคาถามแก่ผู้เช่ียวชาญทาให้ผู้เช่ียวชาญทราบที่มาของคาถามแต่ละข้อ ว่ามา
จากประเด็นใด สอดคล้องกับนิยามเชิงทฤษฎี นิยามเชิงปฏิบัติการและครอบคลุมเนื้อหาในตัวแปรน้ันหรือไม่
จากนั้นให้ผู้เช่ียวชาญกรอกแบบฟอร์มผลการพิจารณา เมื่อได้รับผลการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยจะ
นามาคานวณค่าดัชนีความสอดคล้องด้วยดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับ ประเด็นท่ีต้องการทราบ
โดยค่า IOC มีค่าระหว่าง -1 ถึง 1 ข้อคาถามท่ีดีควรมีค่า IOC ใกล้ 1 ส่วนท่ีมีค่า IOC ต่ากว่า 0.5 ควรมีการ
ปรับปรุงแก้ไข ในกรณขี อ้ ทค่ี วรปรับปรงุ แกไ้ ข เปน็ ต้น

ตัวอยา่ งท่ี 7.8 แบบประเมินความเท่ยี งตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถาม (IOC)20
คาชี้แจง ขอความกรุณาให้ผู้เชี่ยวชาญทาเคร่ืองหมาย √ ลงในช่องคะแนน (1, 0, -1) พร้อมท้ังเขียน
ข้อเสนอแนะ (ถ้าม)ี
เกณฑก์ ารให้คะแนน

1 หมายถึง ท่านแน่ใจว่าข้อความน้สี ามารถวัดได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ของแบบสอบถาม
0 หมายถงึ ท่านไมแ่ นใ่ จว่าข้อความนีส้ ามารถวดั ได้ตามวัตถุประสงค์ของแบบสอบถาม
-1 หมายถึง ทา่ นแนใ่ จว่าข้อความนี้ไมส่ ามารถวัดได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ของแบบสอบถาม
ตอนที่ 1 แบบประเมินความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถาม (IOC) สัมพันธภาพระหว่างคู่รักตามหลัก
ฆราวาสธรรม
นิยามคาศัพท์
สัมพนั ธภาพระหว่างคู่รักตามหลักฆราวาสธรรม หมายถึง ปริมาณการรบั รู้และการแสดงออกท่ีคู่รัก
มตี อ่ กนั ในดา้ นตา่ ง ๆ ตามหลกั ฆราวาสธรรม 4 ไดแ้ ก่
1) สัจจะ หมายถึง ความซ่ือสัตย์ ความจริงใจต่อคนรักของตน และไม่ประพฤตินอกใจคนรักของ
ตน ทาตนให้เป็นท่นี ่าไว้วางใจตอ่ คนรัก

20 รัตน์นที วิโรจน์ฤทธ์ิ, (2559), การพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขในความรักตามหลักพุทธ
จิตวิทยา, (ปริญญานพิ นธ์ปริญญาดษุ ฎบี ณั ฑติ ), พระนครศรีอยุธยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .

300 Testing and Assessment for Psychology

2) ทมะ หมายถึง การข่มใจ ปรับตัว ฝึกฝนตน ให้รู้จักบังคับและควบคุมอารมณ์และจิตใจของ
ตนเอง ไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ ยอมรับในข้อบกพร่องของคนรักได้ รู้จักให้อภัยกัน และปรับปรุงตนให้
เจรญิ ก้าวหนา้ ดว้ ยสตปิ ัญญาได้

3) ขันติ หมายถึง ความอดทนอดกลั้น อดทนต่อความยากลาบากที่เกิดขึ้น อดทนในการประกอบ
อาชีพการงาน โดยมุ่งอดทนทางร่างกายเปน็ หลัก รวมถึงใช้ปัญญาในการแกไ้ ขปญั หา และเป็นกาลังใจใหค้ นรัก
ในการฝา่ ฟันอปุ สรรคต่าง ๆ ได้

4) จาคะ หมายถึง ความเสียสละ ความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ แบ่งปันสิ่งของ และการมีน้าใจต่อกัน
ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขสว่ นตนได้

ข้อคาถาม คะแนน
-1 0 1
สัจจะ
1. คนรักของทา่ นแสดงให้ทา่ นรสู้ กึ ถึงความซื่อสัตย์ทม่ี ีตอ่ ทา่ น
2. ทา่ นมกั แสดงออกถึงความซอื่ สตั ย์ที่มีต่อคนรักของท่านใหเ้ ค้ารบั รู้
3. คนรกั ของท่านแสดงให้ทา่ นรสู้ กึ ถึงความจริงใจทีม่ ีตอ่ ทา่ น
4. คนรักของท่านรับรูไ้ ดถ้ งึ ความจรงิ ใจทท่ี ่านมตี ่อเขา/เธอ เพราะทา่ นมกั แสดงมนั ออกมา
5. คนรกั ของท่านให้เกยี รตแิ ละยกย่องทา่ นทงั้ ตอ่ หนา้ และลับหลังผู้อืน่ (จรงิ ใจ)
6. คนรกั ของทา่ นมกั มีพฤตกิ รรมทีท่ าใหท้ ่านไมไ่ ว้วางใจ (เชงิ ลบ)
7. ท่านเคยทาให้คนรกั ของท่านรสู้ กึ ว่าทา่ นกาลงั ออกนอกลนู่ อกทาง (เชงิ ลบ)
8. ท่านสามารถตดิ ต่อคนรักของท่านได้ตลอดเวลา ไม่วา่ เคา้ จะทาอะไรอยู่ก็ตาม
9. ทา่ นไมม่ คี วามลบั กบั คนรักของท่าน คนรักของทา่ นสามารถรูเ้ รอ่ื งของท่านไดท้ ุกเรอ่ื ง
10. คนรกั ของท่านไมเ่ คยมพี ฤตกิ รรมสนใจเพศตรงขา้ มคนอนื่ ๆ ให้ท่านเห็น
11. ทา่ นจะไม่แสดงพฤตกิ รรมทที่ าใหค้ นรกั ของทา่ นรูส้ กึ ไมไ่ วว้ างใจ
12. คนรกั ของท่านทาใหท้ ่านอนุ่ ใจว่ายงั มคี นรักและเอาใจใส่หว่ งใยท่านอยู่
13. ในการดาเนนิ ชวี ิตทา่ นมบี างเรอ่ื งท่ตี ้องเกบ็ เป็นความลบั ไมส่ ามารถใหค้ นรกั ทราบได้ (เชงิ ลบ)
14. หากมปี ัญหาหรือความลับ ทา่ นจะพดู คุยปรกึ ษากบั เพื่อนมากกวา่ คนรักของท่าน (เชิงลบ)
15. คนรักของทา่ นมกั ถือสทิ ธบิ างอยา่ งทไี่ ม่เคารพในตวั ท่าน เชน่ เชค็ โทรศัพท์ เชค็ กระเปา๋ สตางค์

เป็นตน้ (ความไวใ้ จ) (เชิงลบ)

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 301

ขอ้ คาถาม คะแนน
-1 0 1

ทมะ

1. คนรกั ของท่านสามารถควบคมุ อารมณ์ตนเองไดด้ ี เมอื่ ท่านทาใหไ้ ม่พึงพอใจ

2. ทา่ นไม่แสดงพฤตกิ รรมท่รี ุนแรง เม่อื คนรักของท่านทาให้ทา่ นโกรธ

3. ทา่ นรับรไู้ ดว้ า่ คนรักของท่านพยายามปรบั ปรุงตนเองให้เป็นคนใจเย็นข้นึ

4. ท่านมกั แสดงออกถงึ พฤติกรรมการเป็นคนใจเย็น ไมเ่ จา้ อารมณ์เมือ่ อยูก่ ับคนรกั ของท่าน

5. คนรกั ของทา่ นมกั แสดงออกถึงพฤตกิ รรมท่กี า้ วรา้ วทกุ ครั้งท่ีทะเลาะกบั ทา่ น (เชงิ ลบ)

6. เมือ่ ทะเลาะกับคนรักทา่ นมกั เงียบ และรอให้อารมณ์เย็นกอ่ นจงึ คอ่ ยคุยกนั ด้วยเหตุผล

7. เม่อื คนรกั ทาให้ทา่ นโกรธ ท่านไมส่ ามารถควบคุมอารมณข์ องตนเองได้ (เชิงลบ)

8. ท่านพยายามฝึกฝนใหร้ ูจ้ กั บังคับควบคุมอารมณ์และจติ ใจของตนเองใหด้ าเนนิ ไปในทางทด่ี ีงาม

9. ท่านยอมรบั ในขอ้ บกพรอ่ งของคนรักได้

10. คนรักของทา่ นใหอ้ ภัยทา่ นอยา่ งเตม็ ใจ เมอื่ ทา่ นทาสิ่งทผี่ ดิ พลาด

11. ท่านและคนรกั สามารถปรบั ตัวเข้ากบั สถานการณต์ า่ ง ๆ ไดด้ ี

ขนั ติ

1. ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน คนรักของทา่ นกไ็ มเ่ คยแสดงออกถึงความทอ้ แท้ ใหท้ า่ นเหน็

2. คนรักของทา่ นรบั รู้วา่ ทา่ นอดทนทางานหนกั เพอ่ื อนาคตของครอบครัว

3. ท่านไมเ่ คยแสดงความท้อแท้ เม่ือมีปัญหาในการทางานใหค้ นรักของทา่ นรบั รเู้ พราะไม่อยากให้เคา้
เครียดไปด้วย

4. ทา่ นสามารถแก้ปัญหาท่เี กดิ ขึน้ ระหว่างทา่ นกับคนรัก หรอื ครอบครวั ให้ผา่ นพน้ ไปดว้ ยดไี ด้

5. เมอ่ื มีปญั หาทา่ นและคนรกั จะปรกึ ษาหารือและแกป้ ญั หารว่ มกนั

6. คนรกั ของทา่ นเปน็ กาลงั ใจทดี่ ใี นการฟันฝา่ อปุ สรรคต่าง ๆ

7. ทา่ นให้กาลังใจคนรกั ของท่านทุกครงั้ เมือ่ คนรักของท่านประสบปัญหาและอุปสรรคตา่ ง ๆ ในชีวิต

8. คนรักของท่านมักแสดงอาการท้อแท้ หรือยอมแพ้เมอ่ื ประสบปญั หาในชีวิต (เชิงลบ)

9. เมื่อมีปัญหากบั คนรัก ทา่ นจะพยามยามอย่างเตม็ ความสามารถในการแกป้ ญั หา แมจ้ ะมีอปุ สรรคก็
ตาม

10. ไม่วา่ จะเหน่ือยแคไ่ หน ท่านและคนรักจะอดทน พยายามฟนั ฝ่าอปุ สรรคร่วมกันเพอื่ อนาคตท่ดี ี

302 Testing and Assessment for Psychology

ขอ้ คาถาม คะแนน
-1 0 1
จาคะ
1. คนรกั ของทา่ นมีน้าใจ ชว่ ยเหลอื เก้อื กลู ต่อทา่ น
2. ทา่ นยน่ื มือเข้าชว่ ยเหลอื และแสดงความมนี า้ ใจต่อคนรักโดยไม่ต้องได้รับการรอ้ งขอ
3. เม่ือทา่ นไม่สบายหรอื ติดธรุ ะ คนรกั ของทา่ นพยายามชว่ ยเหลือหรอื รับผิดชอบสง่ิ ตา่ ง ๆ ทจี่ าเปน็ แทน
4. คนรกั ของทา่ นจะคอยชว่ ยเหลือให้กาลังใจ เม่ือเกดิ วิกฤตแิ ก่ทา่ นอย่างเต็มกาลงั ความสามารถ
5. คนรักของทา่ นมกั มีของขวญั ของกานัลให้ทา่ นในโอกาสพิเศษตา่ ง ๆ
6. ท่านยอมเสียสละความสุขสว่ นตน เพือ่ ให้คนรกั ของท่านมีความสขุ ได้
7. ทา่ นมักร้สู ึกเสียใจ น้อยใจเมือ่ คนรักไม่มีเวลาให้ทา่ นแมจ้ ะรู้วา่ เคา้ ใชเ้ วลาไปในการทางานก็ตาม

(เชิงลบ)
8. เมอื่ ทา่ นเดนิ ทางไปตา่ งจงั หวดั ทา่ นมกั จะนกึ ถงึ และซ้ือของมาฝากคนรักของท่าน
9. ทา่ นยินดชี ว่ ยเหลือคนรักของทา่ นอย่างเตม็ ใจ ไม่วา่ จะประสบปัญหาเร่อื งใดกต็ าม
10. คนรกั ของทา่ นรับรู้ได้วา่ ทา่ นมีน้าใจ เอื้อเฟอ้ื ช่วยเหลอื ตอ่ เค้าอยา่ งเตม็ ใจ

ตอนท่ี 2 แบบประเมนิ ความเท่ียงตรงเชิงเนอ้ื หาของแบบสอบถาม (IOC) รูปแบบความรกั
นยิ ามคาศัพท์

รูปแบบความรัก หมายถึง เจตคติ หรือสภาพความคิด ความเข้าใจของบุคคลที่มีต่อความรัก ซ่ึง
แบง่ ออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

1) สิเนหะ หมายถึง ความรักพิศวาสที่มีต่อคนรัก เป็นความรักท่ีประกอบด้วยความเห็นแก่ตัว
ยึดถือว่าเป็นของเรา เอาอัตตาเป็นศนู ย์กลาง ม่งุ หาความสุขให้ตนเองเป็นสาคญั

2) เปมะ หมายถึง ความรักแบบสิเนหะแต่มีคุณธรรมเข้ามาควบคุม อันได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความ
เสียสละ ความมีน้าใจ ความเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ การช่วยเหลือเก้ือกูล การพูดจาไพเราะต่อกัน การทาส่ิงท่ีเป็น
ประโยชน์สขุ ต่อกัน

3) เมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดีที่จะให้คนรักมีความสุข โดยการแสดงออกด้วย
พฤตกิ รรมทางกาย และทางวาจา ไม่เอาอตั ตาเป็นศูนย์กลาง เป็นความรักความปรารถนาดดี ้วยสติปญั ญา

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 303

ข้อคาถาม คะแนน
สเิ นหะ -1 0 1

1. ทา่ นเชอ่ื วา่ ตราบเทา่ ทคี่ นรัก ไมร่ วู้ า่ ทา่ นคบคนอน่ื ด้วย ก็จะไมท่ าใหเ้ ขา/เธอ เสยี ใจหรอื น้อยใจ

2. ทา่ นเช่ือวา่ การมีเพศสัมพนั ธ์เปน็ ความพึงใจของทั้งสองฝา่ ยโดยไมต่ ้องมีการผูกมัดซึ่งกนั และกนั

3. ท่านคดิ ว่าตนเองไมม่ คี า่ หากปราศจากคนรัก

4. ทา่ นคิดวา่ คนรกั ของทา่ นมีรปู ร่างหนา้ ตาทด่ี ี เป็นทตี่ อ้ งตาตอ้ งใจกับคนท่ีพบเหน็

5. ทา่ นคิดว่า ทา่ นจะเกิดความเบอ่ื หน่ายหากคนรกั ของทา่ นมรี ปู รา่ งหนา้ ตาท่เี ปล่ยี นไปไม่เหมอื นเดิม

6. ท่านคิดวา่ เพศสมั พนั ธ์เปน็ สงิ่ สาคญั ลาดบั ตน้ ๆ ของคนทีร่ ักกนั

7. หากท่านชอบใคร ทา่ นจะพยายามทกุ วถิ ที างเพอ่ื ใหไ้ ด้คนนนั้ มาครอบครอง

8. ท่านคิดวา่ ทา่ นสามารถคบกบั คนหลายคนเพอื่ ศึกษา และเลอื กคนท่เี หมาะสมกบั ทา่ นมากทส่ี ุด

9. ทา่ นคิดวา่ คนรกั ทดี่ ีควรจะชว่ ยเหลือเมอ่ื ทา่ นเดือดรอ้ นอยา่ งไม่มเี งือ่ นไข

10. ท่านคิดวา่ คนรกั ของทา่ นจะตอ้ งทาให้ท่านมีความสุขในทุกๆวัน

11. ทา่ นคิดว่า คนรกั ของทา่ นไม่ควรท้ิงท่านไปแม้วา่ จะพบคนท่ดี ีกว่าทา่ น

12. หากท่านกบั คนรกั จะต้องเลกิ รากัน ทา่ นจะรู้สกึ หดหใู่ จจนคดิ อยากฆ่าตัวตายได้

เปมะ

1. ท่านคดิ วา่ เมือ่ ทา่ นพดู จาด้วยถอ้ ยคาที่ไพเราะกบั คนรกั ทา่ นก็คาดหวงั ให้คนรักพดู จาแบบเดยี วกัน
ตอบกลบั มาดว้ ย

2. ท่านคิดว่าท่านจะเสยี สละสิ่งของท่ที า่ นรกั ให้กบั คนรักได้ หากจะทาใหค้ นรักรกั ทา่ นมากขึน้

3. ทา่ นคดิ วา่ ท่านจะไมน่ อกใจคนรกั ของท่าน เพราะทา่ นคงทนไม่ไดห้ ากถูกนอกใจเช่นกนั

4. ท่านคดิ วา่ คนรักกนั ตอ้ งชว่ ยเหลอื เกือ้ กูลกันเสมอ เมื่อฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ เดือดรอ้ น

5. ทา่ นคิดวา่ คนรักกันควรจะซอื่ สัตย์ต่อกันทงั้ ต่อหน้าและลบั หลงั

6. ท่านคดิ ว่าคนรักกันควรจะใชถ้ ้อยคาทีไ่ พเราะตอ่ กนั ไมว่ ่าจะโกรธกันมากแค่ไหน

7. ท่านคดิ วา่ ท่านจะใหอ้ ภัยไมไ่ ดเ้ ลย หากจบั ไดว้ ่าคนรักของท่านนอกใจท่าน

8. ท่านคาดหวังวา่ จะได้รบั การดูแลเอาใจใส่จากคนรกั มากพอๆกบั ท่ที า่ นดูแลเอาใจใส่เขา/เธอ

9. ท่านรับไมไ่ ดเ้ ลย หากเปน็ ผใู้ หค้ วามรกั กับคนรกั อยเู่ พียงฝ่ายเดียว

10. ท่านคดิ ว่า ความรักทด่ี ี ควรจะมีทั้งการใหแ้ ละการรบั ในสดั สว่ นที่เทา่ ๆ กนั

304 Testing and Assessment for Psychology

ขอ้ คาถาม คะแนน
-1 0 1
เมตตา
1. ทา่ นคิดว่า ท่านยนิ ดีจะทาทกุ อยา่ งเพื่อให้คนรักของท่านมคี วามสุขโดยไม่หวงั สิง่ ตอบแทน
2. ทา่ นคิดวา่ ทา่ นจะซือ่ สัตยต์ ่อคนรกั ของท่าน เพราะทา่ นไม่อยากให้คนรกั ต้องทุกขใ์ จ
3. ท่านคิดว่า ท่านยนิ ดีจะชว่ ยเหลอื เก้อื กูลคนรกั ในทกุ เรอื่ งบนพน้ื ฐานของความถูกต้อง โดยไมห่ วงั

สง่ิ ตอบแทน
4. ท่านคิดว่า ทา่ นจะไม่พูดหยาบคายกับคนรกั แม้วา่ คนรักจะพดู หยาบคายกบั ทา่ น
5. ทา่ นคดิ วา่ ทา่ นยอมรบั ไดห้ ากคนรักของท่านตอ้ งการจะไปคบกบั คนอน่ื ซ่งึ สามารถทาใหเ้ ค้ามี

ความสขุ มากกวา่
6. ทา่ นคิดวา่ ท่านยนิ ดีใหค้ นรักทากจิ กรรมท่เี ค้าชอบ ถงึ แม้วา่ ทา่ นจะไมช่ อบกต็ าม
7. ทา่ นคิดว่า ทา่ นยังจะรกั คนรักของทา่ นเหมือนเดิม ไม่ว่ารปู ร่างหนา้ ตาคนรกั จะเปล่ียนแปลงไปตาม

กาลเวลาก็ตาม
8. ท่านคิดวา่ ท่านรกั คนรักของทา่ นเพราะนิสยั ใจคอ มากกวา่ รปู รา่ งหนา้ ตาภายนอก
9. ท่านมคี วามปรารถนาดีกับคนรักโดยไม่คาดหวงั สง่ิ ตอบแทน
10. โดยปกตทิ ่านเต็มใจที่จะเสยี สละความปรารถนาส่วนตัว เพอ่ื ให้คนรกั ของท่านได้ในส่งิ ทตี่ ้องการ
11. เมื่อคนรักของท่านโกรธ ท่านยงั คงรกั เคา้ หมดใจโดยไมม่ ีขอ้ แมใ้ ด ๆ
12. ทา่ นเข้าใจว่า ความรักเป็นสง่ิ ไม่แนน่ อน สามารถเปลยี่ นแปลงได้ตลอดเวลา

ตอนที่ 3 แบบประเมนิ ความเที่ยงตรงเชิงเนอื้ หาของแบบสอบถาม (IOC) ความสุขในความรกั

นิยามคาศพั ท์

ความสุขในความรัก หมายถึง สภาวะท่ีบุคคลรูส้ ึกสุขใจ ประสบความสาเรจ็ ภมู ิใจ พึงพอใจในชวี ิต
รัก ซ่ึงเกิดจากการพัฒนาตนเองใน 4 ด้าน คือ กาย ศีล จิต และปัญญา ตามหลักสุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ
ประกอบดว้ ย

1) กายภาวนา (Physical Development) หมายถึง การพัฒนากายให้มีความสัมพันธ์กับ
ส่งิ แวดล้อมรอบ ๆ ตัวในทางท่ีเก้ือกูลกัน ท้ังนี้หมายถึง (1) การมีความสุขในการอยู่กับสภาพแวดล้อมท่ีอยู่กับ
คนรักในปัจจุบัน (2) การมีความสุขกับการใช้ปัจจัยสี่ที่มี รวมถึงเทคโนโลยี ในการติดต่อกับคนรัก อย่างฉลาด
และสร้างสรรค์ ตรงตามประโยชน์ มีคุณค่าอย่างแท้จริง (3) การใช้หูและตา ในการฟังและมองคนรักอย่าง
ไตรต่ รองดว้ ยสติปญั ญา (4) การดูแลเอาใจใส่สุขภาพรา่ งกายท้งั ของตนเองและคนรักให้แขง็ แรงสมบรู ณ์

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 305

2) ศลี ภาวนา (Social Development) หมายถงึ การพัฒนาศลี ให้มคี วามสัมพนั ธ์กบั สงั คมรอบขา้ ง
ในทางท่ีเก้อื กลู กัน ท้ังนี้หมายถึง (1) การมีปฏิสัมพนั ธ์ และพฤตกิ รรมที่ดีงามกบั บุคคลในครอบครวั เช่น คนรัก
ของตน รวมถึง พ่อแม่ ญาติพ่ีน้องของตนเองและของตนรักด้วย (2) การปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีความ
เกรงกลวั และละอายต่อบาป อนั เปน็ การส่งเสรมิ ความสุขในชวี ติ รกั

3) จิตภาวนา (Emotional Development) หมายถึง การพัฒนาจิตใจให้เจริญงอกงาม มี
คุณธรรม สงบสุข และมีสุขภาพจิตท่ีดี ทั้งน้ีหมายถึง (1) การมีคุณภาพจิตที่ดี มีคุณธรรม เช่น มีความเมตตา
กรุณา มีความซื่อสัตย์ มีน้าใจ มีความอ่อนโยน เป็นต้น (2) การมีสมรรถภาพจิตท่ีดี มีจิตใจเข้มแข็ง อดทน มี
ความรบั ผิดชอบ มีสติควบคุมจติ ใจไม่ให้ไปในทางเสือ่ ม (3) การมีสุขภาพจิตทีด่ ี มจี ิตใจร่าเริงแจม่ ใส สงบสุข ไม่
มภี าวะกดดัน

4) ปัญญาภาวนา (Wisdom Development) หมายถึง การพัฒนาปัญญาให้รู้แจ้งส่ิงทั้งหลายตาม
ความเป็นจริงท่ีเกิดข้ึน ท้ังนี้หมายถึง (1) การรู้จักหน้าที่ของตน ในท่ีน้ีหมายถึง หน้าท่ีการเป็นคนรักท่ีดี การ
ปฏิบัติตนตามหน้าท่ีได้อย่างดี สามารถเข้าใจ พิจารณา และแก้ปัญหาได้ (2) การมีปัญญาเข้าใจความเป็นจริง
ของความรักที่เกิดข้นึ ตามเหตปุ จั จัย มจี ิตใจท่ีเปน็ อสิ ระไรท้ ุกข์

ขอ้ คาถาม คะแนน
-1 0 1
กายภาวนา
1. ทา่ นพงึ พอใจกับรปู แบบการอยรู่ ว่ มกนั ระหวา่ งท่านกับคนรกั ในปัจจุบนั (ไม่วา่ จะอยู่บา้ นเดยี วกัน

หรอื คนละบา้ นก็ตาม)
2. ท่านพึงพอใจกับสงิ่ แวดล้อมโดยรวมระหว่างท่านกับคนรัก
3. ท่านสามารถปรับตวั เข้ากบั ครอบครัวของคนรกั ได้เปน็ อย่างดี
4. ท่านสามารถดแู ล ปจั จยั ความต้องการพ้นื ฐานใหก้ ับคนรกั ไดอ้ ย่างน่าพอใจ
5. ทา่ นรูส้ กึ เบื่อหน่ายกบั การต้องติดตอ่ หาคนรักวันละหลายๆรอบตามท่ีคนรักตอ้ งการ (เชงิ ลบ)
6. ท่านรู้สกึ ดีทกุ ครัง้ ที่คนรกั ของทา่ นติดตอ่ มาหาในแตล่ ะวนั
7. ท่านเป็นกาลังใจ และผู้รับฟงั ทด่ี ี ให้กับคนรกั ได้เสมอ เมอ่ื คนรักของทา่ นมีปัญหา
8. ท่านจะไม่หเู บาเมอ่ื มีคนพูดถงึ คนรักทา่ นในทางที่ไมด่ ี แตท่ ่านจะพจิ ารณาด้วยตาของทา่ นเอง
9. เม่อื มีปัญหา ทา่ นและคนรกั จะคยุ กันดว้ ยเหตุผล จนรว่ มกนั แกป้ ัญหาใหผ้ ่านพน้ ไปไดด้ ว้ ยดี
10. ทา่ นดแู ลเอาใจใส่สุขภาพของตนเองและคนรกั เปน็ อย่างดี
11. ท่านและคนรกั มักชวนกันไปออกกาลงั กายอย่างสมา่ เสมอ

306 Testing and Assessment for Psychology คะแนน
-1 0 1
ข้อคาถาม

ศลี ภาวนา
1. ทา่ นมีปฏิสมั พันธท์ ด่ี กี ับครอบครวั ของคนรกั สามารถเข้ากับทกุ คนได้เปน็ อย่างดี
2. ทา่ นรูส้ กึ มีความสขุ เมอ่ื แวะไปเย่ยี มเยยี นครอบครวั ของคนรกั
3. ท่านพึงพอใจต่อ ปฏิสัมพนั ธท์ ค่ี นรกั ของท่านมีตอ่ บคุ คลในครอบครวั ทา่ น
4. ท่านพงึ พอใจในความสัมพันธร์ ะหว่างท่านกบั คนรกั
5. ทา่ นรสู้ กึ อึดอัดใจทจ่ี ะต้องปรบั ปรุงพฤตกิ รรมบางอยา่ งของตนเองเพอื่ คนรกั ของท่าน (เชิงลบ)
6. ท่านไมเ่ คยคิดนอกใจคนรกั ของท่าน
7. ทา่ นยังไมพ่ ร้อมท่ีจะทาอะไรดี ๆ เพือ่ นรักของท่าน (เชิงลบ)
8. ทา่ นมกั จะรูส้ ึกถูกใจคนอ่ืน ๆ มากกวา่ คนรกั ของท่าน (เชิงลบ)
9. ท่านมคี วามสขุ กบั การปฏิบตั ติ นอยูใ่ นศีลธรรมอนั ดี
10. ท่านม่ันใจว่าคนรกั ของทา่ นกป็ ฏบิ ตั ิตนอยูใ่ นศลี ธรรมอันดีดว้ ยเชน่ กัน
11. ท่านภูมใิ จท่เี ลอื กคนคนน้ีเปน็ คนรกั ของทา่ น
จติ ภาวนา
1. ทา่ นรสู้ กึ สุขใจ เมื่อเหน็ คนรักของท่านมีความสขุ
2. ท่านรู้สกึ ไม่สบายใจไปด้วยหากคนรกั ของทา่ นมีความทกุ ข์
3. ท่านรู้สึกยนิ ดเี มอ่ื คนรกั ของทา่ นประสบความสาเร็จในชวี ติ
4. ท่านจะรสู้ ึกแย่ หากคนรักของท่านได้ดีเกนิ หนา้ เกินตาทา่ น (เชงิ ลบ)
5. ทา่ นรู้สกึ ว่าตนเองต้องอดทน และต้องสู้ชวี ิตเพยี งลาพงั (เชงิ ลบ)
6. ท่านมีหลกั ยึดเหนี่ยวจติ ใจในการดาเนนิ ชีวติ ไปในทางทดี่ ีงาม
7. เม่ือมปี ัญหากับคนรกั ท่านตง้ั สตอิ ยกู่ ับสิง่ ท่ีเกิดข้ึนเพอ่ื แกป้ ญั หาได้
8. การทาให้คนรักมรี อยยม้ิ น่ันแหละคอื ความสขุ ใจของทา่ น
9. ทา่ นเปน็ คนมจี ิตใจรา่ เรงิ แจ่มใส
10. ท่านร้สู ึกกดดนั ในการใชช้ ีวติ รว่ มกับคนรัก (เชิงลบ)
11. เมื่อมีปัญหากบั คนรัก ทา่ นมกั จมอยู่กับความทุกขน์ นั้ (เชงิ ลบ)
12. ทา่ นเรยี นรแู้ บบอย่างการดาเนนิ ชวี ิตรักท่ดี จี ากคนรอบตวั
13. ท่านมคี วามสขุ มากกว่าความทุกข์

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 307

ข้อคาถาม คะแนน
-1 0 1
ปัญญาภาวนา
1. ท่านมนั่ ใจวา่ ทา่ นเปน็ คนรักทดี่ ี
2. ท่านทาหน้าทข่ี องคนรักท่ีดไี ดอ้ ยา่ งนา่ พึงพอใจ
3. การรว่ มกนั แกป้ ญั หากับคนรักเปน็ เรอ่ื งธรรมดาสาหรบั ท่าน
4. ทา่ นจะรู้สกึ หงุดหงิดมาก เม่ือเกดิ ปัญหาระหวา่ งทา่ นกับคนรกั (เชิงลบ)
5. ทา่ นเข้าใจว่าการอยู่ร่วมกนั ฉนั ทค์ นรัก จะตอ้ งมกี ารกระทบกระทั่งกนั เปน็ ธรรมดา
6. ถา้ ผดิ หวังในความรัก ท่านคงยากท่ีจะทาใจได้ (เชิงลบ)
7. ทา่ นทาใจไดไ้ มย่ าก หากมเี หตใุ หท้ ่านกับคนรกั ตอ้ งเลิกกนั
8. ท่านไมอ่ ยากมชี ีวิตอย่ตู ่อไป หากคนรักของทา่ นจากไปอย่างกะทนั หัน (เชงิ ลบ)
9. ทา่ นเขา้ ใจถงึ ความไม่แนน่ อนของชวี ิต
10. ทา่ นมีจิตใจทเ่ี ป็นอิสระ ไรท้ กุ ข์

คะแนนความคดิ เหน็ ของผเู้ ชยี่ วชาญ IOC=

ข้อที่ คนที่ 1 คนท่ี 2 คนที่ 3 คนที่ 4 คนท่ี 5 รวม  R สรุปผล
N

กายภาวนา 1... +1 +1 +1 0 +1 4 .80 ใชไ้ ด้

..................... 2... 0 +1 +1 0 +1 3 .60 ใชไ้ ด้
.....................
3... 0 -1 -1 -1 +1 -2 -.04 ใช้ไม่ได้

..........

สูตรการหาคา่ IOC (Index of Consistency) =  R

N

เมอื่ กาหนดให้ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกบั ลกั ษณะพฤติกรรม

R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นในแตล่ ะข้อของผู้เชยี่ วชาญท้ังหมด

N แทน จานวนผู้เช่ียวชาญ

308 Testing and Assessment for Psychology

วธิ กี ารคานวณดชั นี IOC

ข้อ 1 IOC = (+1+1+1+0+1)/5 = .80

ขอ้ 2 IOC = (0+1+1+0+1)/5 = .60

ขอ้ 3 IOC = (0-1-1-1+1)/10 = -.40

ค่า IOC มีค่าระหว่าง -1 ถึง 1 ขอ้ คาถามที่ดีควรมคี ่า IOC ใกล้ 1 ส่วนท่ีมีคา่ IOC ต่ากว่า 0.5 ควร
มกี ารปรับปรุงแกไ้ ข ในกรณีขอ้ ท่คี วรปรับปรุงแกไ้ ข คอื ข้อคาถามท่ี 3 เป็นตน้

2) ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-related validity) 21

เป็นการหาความตรงของเคร่ืองมือว่าเครื่องมือนั้นวัดได้ตรงตามพฤติกรรมท่ีต้องการวัดหรือไม่ โดย
พิจารณาจากเกณฑ์ท่ีเกี่ยวข้องว่า เครื่องมือนั้นจะใช้ทานายพฤติกรรมของบุคคลในสภาพเฉพาะเจาะจงตาม
ความต้องการหรือไม่ ในการประมาณค่าความเที่ยงตรงชนิดนี้คานวณจากความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนท่ีได้
จากเครื่องมือกับคะแนนการวัดที่ได้จากเกณฑ์ภายนอกท่ีอิสระซึ่งความเที่ยงตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์จาแนกได้
เปน็ 2 ชนดิ คอื

2.1) ความตรงรว่ มสมัย (Concurrent validity) หมายถึง ความตรงของเครื่องมือ ท่ีจะบ่งบอก
ส่ิงที่วัดได้ถูกต้องตามสภาพท่ีแท้จริงในปัจจุบันโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของเคร่ืองมือกับคะแนน
เกณฑ์ซึ่งได้กาหนดขึ้นในขณะน้ัน เช่น ความเท่ียงตรงร่วมสมัยของแบบวัดทักษะในการคานวณ อาจใช้เกณฑ์
สัมพันธ์จากวิธีการสังเกตการทาแบบฝึกหัดเลขในชั่วโมงสอนเป็นเวลาสองเดือน ถ้าคะแนนท่ีผู้สอบได้จากแบบ
วัดทักษะในการคานวณให้ผลสอดคล้องกับเกณฑ์สัมพันธ์แสดงว่า เคร่ืองมือน้ีสามารถวัดทักษะในการคานวณ
ของผู้สอบไดต้ รงตามสภาพปจั จุบัน

2.2) วธิ ีการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา

ความตรงเชิงทานาย (Predictive validity) หมายถึง ความสามารถของเคร่ืองมือที่จะบ่ง
บอกผลที่วัดในขณะน้ันได้ถูกต้องตามสภาพที่แท้จริงในอนาคต โดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของ
เครื่องมอื กับคะแนนเกณฑ์สัมพันธซ์ ่ึงจะปรากฏในอนาคต เช่น ความตรงเชิงทานายแบบทดสอบความถนัดทาง
วชิ าการท่สี ร้างข้ึนเพื่อทานายผลการเรยี นในอนาคต กอ็ าจใชค้ ะแนนเฉลีย่ สะสมปสี ุดท้ายเป็นเกณฑ์สมั พนั ธ์ ซ่ึง
การคานวณหาความตรงเชิงพยากรณ์น้ีต้องอาศยั เวลารอคอย เพราะคะแนนของแบบทดสอบกบั เกณฑ์สัมพันธ์
ได้มาคนละเวลา ความตรงเชิงทานายเป็นคุณภาพที่ใชก้ ับเคร่อื งมือวัดความถนัดชนิดต่าง ๆ และเคร่ืองมืออ่ืนท่ี
ตอ้ งการวดั เพ่อื ทานายผลในอนาคต

21 Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo., (2009), Psychological Testing, International Student
Edition, USA: Wadsworth, Cengage Learning, p. 137.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 309

วธิ ีประมาณค่าความตรงตามเกณฑส์ มั พนั ธ์

ในการประมาณค่าความตรงตามเกณฑส์ ัมพันธ์ สามารถวิเคราะหไ์ ด้โดยนาคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการ
ทดลองใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตวั อย่างมาคานวณคา่ สัมประสิทธส์ิ หสมั พันธ์กับเกณฑ์ ซึ่งได้แก่ คะแนนสอบใน
วิชาท่ีต้องการทานาย ผลการสอบเม่ือจบการศึกษา เป็นต้น ดังนั้น สูตรท่ีใช้จึงเป็นสูตรคานวณสัมประสิทธ์ิ
สหสมั พันธ์แบบเพียร์สัน

3) ความตรงเชงิ โครงสรา้ ง (Construct validity)
ความเท่ียงตรงด้านน้ีเป็นประเด็นของความสอดคล้องระหว่างแนวคิดระดับนามธรรมกับการวัดใน
ระดับรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนของการให้นิยามเชิงปฏิบัติการกับตัวแปรที่จะสะท้อนแนวคิดระดับ
นามธรรม (Construct) ของการวิจัยนั้น ได้ตรงตามที่ควรจะเป็นมากที่สุด จุดเริ่มต้นนี้ถือว่าสาคัญท่ีสุดของการ
วิจัย การให้นิยามท่ีต่างกันอาจจะส่งผลให้งานวิจัยสองเร่ืองที่ศึกษาตัวแปรเดียวกันและมีรูปแบบการวิจัย
เหมือนกนั แตไ่ ดข้ ้อสรปุ ต่างกันได้ (Goodwin, 1995 อา้ งถงึ Cook and Campbell, 1979)22
ตัวอย่างเช่นการวิจัยท่ีจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ความก้าวร้าวของเด็ก (Aggression) และ
ความรนุ แรงที่เสนอในส่อื มวลชน (Media violence) ทงั้ สองตัวแปรน้ีเปน็ ตวั แปรที่ยากแก่การวดั ผลการศึกษา
เชิงสหสัมพันธ์ในประเทศไทยอาจแตกต่างจากผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ เพราะการนิยาม
ปฏิบตั ิการที่แตกตา่ งกัน ทาใหม้ ีชีว้ ัดทตี่ ่างกัน แมก้ ารศึกษาในประเทศเดียวกนั ก็อาจให้ผลสรปุ ต่างกันได้เช่นกัน
โดยหลักการแล้วการตรวจสอบจากองค์ความรู้ท่ีมี ท้ังจากแนวคิด-ทฤษฎีและการวิจัย ท่ีเก่ียวข้องจะช่วยให้
นักวจิ ัยมีความกระจา่ งชดั ในการวัดตัวแปร

7.2.4 กระบวนการวัดความตรงเชิงโครงสร้าง
วิธปี ระมาณค่าความตรงเชิงโครงสรา้ งหรอื ความตรงตามภาวะสันนษิ ฐาน มีหลายวิธี เช่น
1) วิธีหลายคุณลักษณะและหลายวิธี (Multi-trait multi-method) เป็นวิธีที่ใช้หาความตรง
เม่ือมีคุณลักษณะ 2 คุณลักษณะข้ึนไป ท่ีถูกวัดตั้งแต่ 2 วิธีข้ึนไป ตามวิธีการของ Campbell & Fisk โดย
เครื่องมือคนละชนิดที่วัดคุณลักษณะเดียวกัน จะมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์สูง ส่วนเคร่ืองมือคนละชนิดที่วัด
คุณลักษณะต่างกันจะมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ต่า การประมาณค่าสัมประสิทธิ์ความตรงนี้ต้องอาศัย
เครอ่ื งมือหลายชนดิ ซ่งึ นบั ว่ามีความย่งุ ยากในทางปฏิบตั พิ อสมควร จงึ นยิ มใชว้ ธิ ที ี่ 2 มากกวา่
2) วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor analysis) แบบ exploratory factor analysis เป็น
การพิจารณาความตรงตามภาวะสันนิษฐานโดยใช้วิธีการทางสถิติท่ีเรียกว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบมาช่วย
ในการวิเคราะห์ หากข้อคาถามท้ังหมดแสดงผลได้ด้วยจานวนองค์ประกอบตามตามทีก่ าหนดในทฤษฎีที่นามา
สร้างตงั้ แต่ต้นแลว้ แสดงวา่ เครือ่ งมือน้นั มีความตรงตามภาวะสนั นิษฐาน

22 Goodwin, C. J., (1995), Research in Psychology: Methods and Design, New York: John Wiley
and Son.

310 Testing and Assessment for Psychology

การตรวจสอบด้วยการวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบ จะต้องนาเคร่ืองมือไปทดลองใชก้ ับกล่มุ ตัวอย่างซึ่งมี
จานวนไม่ต่ากว่า 20 เท่าของข้อคาถาม จากนั้นจึงนาคะแนนมาวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป
ต่าง ๆ ได้แก่ โปรแกรม SPSS for windows โปรแกรม SAS ใช้ได้ทั้งแบบทดสอบท่ีให้คะแนนแบบ .01 และ
แบบ Rating scale เริ่มจากการนาคะแนนดิบมาแปลงเป็น Variance-covariance matrix แล้วจึงนาไปสกัด
องค์ประกอบ นาผลที่ได้จากการวิเคราะห์มาเปรียบเทียบกับจานวนองค์ประกอบตามทฤษฎีแต่เน่ืองจากผล
การวิเคราะห์ไม่ได้ระบุจานวนองค์ประกอบอย่างชัดเจน ดังนั้น ก่อนท่ีนามาเปรียบเทียบจะต้องพิจารณา
จานวนองคป์ ระกอบจากการวเิ คราะหเ์ สยี ก่อน

วิธีการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชงิ โครงสรา้ ง มีวธิ กี ารตรวจสอบ ดังน้ี
1) การตรวจเชิงเหตุผล เป็นการตรวจสอบเน้ือหาของข้อคาถามว่าสอดคล้องกับกรอบ
แนวความคิด หรือทฤษฎีท่ีใช้กาหนดเป็นโครงสร้างในการวัดหรือไม่ โดยจัดทาเป็นตารางโครงสร้างให้
ผ้เู ช่ยี วชาญได้พิจารณาตรวจสอบ
2) การตรวจสอบความสอดคล้องภายใน โดยการหาค่าสัมประสทิ ธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างข้อคาถาม
แต่ละข้อกับคะแนนรวมของท้ังชุด หรือหาสหสัมพันธ์แบบไบซีเรียลระหว่างกลุ่มท่ีได้คะแนนสูง กับคะแนนต่า
ถ้าข้อใดมีค่าสัมประสทิ ธ์สิ หสมั พันธส์ งู อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติ แสดงวา่ มคี วามเทย่ี งตรงเชงิ โครงสร้าง
3) เทคนิควิธีการใช้กลุ่มท่ีคุ้นเคย (Known-Group Technique) เป็นวิธีการนาเครื่องมือชุดท่ี
ต้องการตรวจสอบไปให้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม (จานวนสมาชิกเท่ากัน)ได้ตอบคาถามโดยที่กลุ่มตัวอย่างจะมี
ลักษณะตรงกันข้าม กล่าวคือ กลุ่มแรกจะมีลักษณะสอดคล้องกับสิ่งท่ีต้องการในแบบสอบถาม ส่วนอีกกลุ่ม
หนึ่งจะมีลักษณะตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก แล้วนาข้อมูลทไี่ ดม้ าวเิ คราะห์เพอ่ื หาอานาจจาแนกเป็นรายข้อโดยใช้
การทดสอบค่าที จากสูตรโดยค่าอานาจจาแนกรายข้อท่ีได้จะต้องมีค่าtมากกว่า 1.75 จึงจะเป็นข้อคาถามท่ีมี
อานาจจาแนกคุณลักษณะของตัวแปรที่ต้องการ และเมื่อนามาพิจารณาในภาพรวมจะระบุว่าแบบสอบถาม
ฉบับนั้นมคี วามเทยี่ งตรงเชิงโครงสร้าง23

7.2.5 ปัจจยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความตรง
ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความตรงชองการวัด ได้แก่ ความเที่ยง องค์ประกอบภายในตัวแบบทดสอบ
ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการวัด ลักษณะของกลุ่มท่ีใช้ตรวจสอบความตรงและเกณฑ์ และองค์ประกอบในการบริหาร
การสอบและการใหค้ ะแนน เป็นตน้ 24

23 สมชาย วรกิจเกษมสกลุ , (2553), ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์, (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2),
อุดรธาน:ี อักษรศิลปก์ ารพิมพ์, หนา้ 268-273.

24 อรพนิ ทร์ ชูชม, (2545), เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่อื งมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วิจยั พฤตกิ รรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, หน้า 38.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 311

7.3 การวิเคราะหร์ ายขอ้ (Item Analysis)

7.3.1 ความหมายของการวเิ คราะห์รายข้อ

การวิเคราะห์รายข้อ หมายถึง การตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบเป็นรายข้อทาให้ทราบคุณภาพ
ของข้อสอบแต่ละข้อ และการตรวจสอบดังกล่าวทาให้เราสามารถนาผลการวิเคราะห์มาปรับปรุงคุณภาพของ
ข้อสอบเป็นรายข้อ เป็นต้น

7.3.2 ความสาคญั ของการวเิ คราะหร์ ายข้อ

สาหรบั จดุ มงุ่ หมายของการวิเคราะหร์ ายข้อ เปน็ การตรวจสอบคณุ สมบัตขิ องเครื่องมือวัดใน
ลักษณะเป็นรายข้อเพอ่ื ดูวา่ ข้อใดบ้างมปี ระโยชนเ์ หมาะสมทีส่ ามารถนาไปใชไ้ ด้ สมควรคัดเลือกไว้ หรอื ข้อ
ใดบา้ งทีใ่ ช้ไมไ่ ดห้ รอื ต้องปรับปรุงแก้ไข หรือขจัดออกไป ซึง่ ในการวเิ คราะห์รายข้อ ช่วยในการตัดสินใจว่าควร
จะคงหรือตดั ข้อคาถามใดทงิ้ ภายหลงั ไดท้ ดสอบ (Pre-test) แบบสอบถามหรือแบบสารวจต่าง ๆ กอ่ นจะได้
แบบสอบถามที่มีขอ้ คาถามท่ีมคี ณุ ภาพดเี พ่ือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู จรงิ ต่อไป25

7.3.3 การวิเคราะห์อานาจจาแนกรายข้อ (Biserial Correlation และ Point Biserial
Correlation)

สาหรบั การหาค่าอานาจจาแนกโดยการหาความสมั พันธ์ระหวา่ งคะแนนรายข้อกบั คะแนนรวม โดย
สามารถใช้สูตรสหสัมพันธ์แบบไบซีเรียล (Biserial Correlation) และสูตรสหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล
(Point Biserial Correlation) รายละเอียดดังตอไ่ ปนี้

การหาค่าอานาจจาแนกโดยใช้สูตรแบบพอยทไ์ บซเี รยี ล (Point Biserial Correlation) ใช้ได้ในกรณีท่ี
คะแนนรายข้อต้องแบ่งได้เป็นอย่างใดอย่างหน่ึงในสองอย่าง (dichotomous) ได้อย่างแท้จริง เช่น ได้ 0 คะแนน
(ตอบผิด) และ 1 คะแนน (ตอบถกู ) เท่าน้ัน โดยใช้สูตรนี้

rpbis  xi  x pi
st qi

เมื่อ rpbis แทน ดชั นีอานาจจาแนกรายขอ้ (สหสมั พนั ธ์รายข้อกับคะแนนรวม)
xi แทน คะแนนเฉลยี่ ของแบบทดสอบสาหรับคนที่ตอบข้อ I ถูกต้อง
x แทน คะแนนเฉล่ียของแบบทดสอบของกล่มุ
p แทน สดั สว่ นของคนที่ได้คะแนนเป็น 1 ในรายข้อน้นั
q แทน สดั ส่วนของคนที่ได้คะแนนเป็น 0 หรือ 1-p ในรายข้อน้นั

st แทน คะแนนความเบ่ียงเบนมาตรฐานของแบบทดสอบทั้งฉบบั

25 พรเพ็ญ เพชรสขุ ศิริ, (2540), การสรา้ งมาตรวดั , (พิมพค์ รั้งที่ 2), พษิ ณุโลก: โรงพมิ พโ์ กลบอลพริ้นท์, หน้า 35-
42.

312 Testing and Assessment for Psychology

การหาคา่ อานาจจาแนกท่ไี ด้จากสตู รน้ี ถือว่าข้อใดมีคา่ สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์สูงในทางบวก แสดงว่า
ข้อคาถามน้ันมีอานาจจาแนกนาไปสอบวัดได้ แต่ถ้าข้อใดมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์มีค่าเป็น 0 หรือเป็นลบ
แสดงว่ามีค่าอานาจจาแนกไม่ดี ไม่ควรนาไปใช้ในการสอบวัด โดยหลักการนี้ถ้ารายข้อจาแนกได้หมายถึงข้อ
คาถามนั้นวัดในสิ่งเดียวกันได้กับแบบทดสอบน้ีควรจะวัด (มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวม) หรือข้อคาถามน้ัน
สามารถพยากรณ์แบบทดสอบน้นั ได้หรือคนที่ได้คะแนนรายข้อสูง (ตา่ ) ได้คะแนนรวมสงู (ตา่ ) ตามไปดว้ ย

7.4 การวิเคราะห์ข้อกระทงโดยการแบ่งกลมุ่ สงู และกลุ่มตา่

7.4.1 คา่ ระดับความยากงา่ ย (Level of Difficulty หรือ P)

ระดับความยากใช้สัดสว่ นหรอื ร้อยละของผู้ท่ีเข้าสอบท้ังหมดที่ตอบข้อคาถามแต่ละข้อถูก ถ้าคา่ P
สูง แสดงวา่ มีผู้ตอบถกู มาก จงึ มีความยากต่า (งา่ ย) หาคา่ P ได้จากสตู ร ดังนี้

แบบสัดส่วน P = R
แบบร้อยละ P =
N

R x100

N

เมอื่ P แทน ระดบั ความยาก
แทน ระดบั คนตอบถูก
R แทน จานวนคนตอบท้ังหมด
N

หรืออาจจะใช้สูตรของจอนห์สัน (Johnson, 1967) ในกรณีนี้ต้องแยกกลุ่มผู้ตอบออกเป็นกลุ่มสูง

(H) และกลุม่ ต่า (H)

P= RH  RL
2f

เมอ่ื RH แทน จานวนคนตอบถูกของกลมุ่ สูง
RL แทน จานวนคนตอบถูกของกลมุ่ สงู
f แทน จานวนคนกลมุ่ แตล่ ะกล่มุ ซ่ึงเทา่ กัน เช่น กลุ่ม (สงู , ต่า)

ละ 25% หรอื 27% ของกลุ่มตวั อยา่ ง

สาหรบั เกณฑร์ ะดับความยาก ควรมสี ดั สว่ นกับข้อสอบทง้ั หมด เชน่
- ข้อสอบท่ีมีระดบั ความยาก .20 - .40 ประมาณร้อยละ 20
- ขอ้ สอบท่มี รี ะดบั ความยาก .41 - .60 ประมาณรอ้ ยละ 50 และ
- ขอ้ สอบทม่ี ีระดับความยาก .61 - .80 ประมาณร้อยละ 25

ส่วนข้อสอบคัดเลือกซึ่งจาเป็นต้องทราบคนเก่งไม่เก่งอย่างแน่ชัดจึงจาเป็นต้องกาหนดอานาจ
จาแนกสูงกวา่ ธรรมดาปกติตอ้ งเลอื กเฉพาะข้อคาถามท่มี อี านาจจาแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป ส่วนขอ้ สอบวดั ความรู้

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 313

นัน้ มีวัตถุประสงค์เพียงเพ่ือจะได้ทราบว่าผู้ตอบมีความรหู้ รือเรียนรู้ส่งิ ที่จาเปน็ เพียงใด จงึ ไม่ควรเปน็ ข้อคาถาม
ยากมาก จึงไม่คานึงถึงอานาจจาแนกมากนัก แต่ก็จะไม่เก็บข้อคาถามท่ีมีความยากมาก (ข้อคาถามที่ยากกว่า
.80 ข้ึนไป) แตข่ อ้ คาถามทีง่ า่ ย ๆ มผี ูต้ อบถูกก็เก็บไวใ้ ช้ได้

7.4.2 คา่ อานาจจาแนก (Discrimination)26
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยต้องมีอานาจจาแนก กล่าวคือ เคร่ืองมือน้ันจะต้องมีคุณสมบัติท่ีสามารถ
จาแนก แยกแยะ สิ่งที่มีลักษณะต่างกันออกจากกันได้ เช่น ข้อคาถามใสเครื่องมือนั้นสามารถแบ่งนักเรียน
ออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน หรือกลุ่มท่ีมีความรับผิดชอบกับกลมุ่ ที่ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นต้น
เครื่องมือท่ีมีอานาจจาแนกต้องบอกได้ว่าใครเป็นอย่างไร และเป็นไปตามสภาพความจริง อานาจจาแนกมี
ความสมั พันธ์อย่างมากกับความเท่ียงและความตรงตามสภาพด้วย การหาค่าอานาจจาแนกเป็นการตรวจสอบ
คุณภาพเคร่ืองมือเป็นรายข้อว่าเคร่ืองมือมีประสิทธิภาพในการจาแนกตามลักษณะที่สนใจศึกษาได้มากน้อย
เพียงใด ดังนั้นอานาจจาแนก (Power of Discrimination) คือ อานาจท่ีข้อคาถาม (Item) แต่ละข้อสามารถ
จาแนกคนได้ตามสิ่งที่ต้องการวัดหรือวัตถุประสงค์ของแบบทดสอบ ดัชนีอานาจจาแนกหาได้โดยสูตร ไฟนด์
เล่ย์ (Findley, 1967)

D = RL  RH

f

D แทน ดชั นอี านาจจาแนก
RL แทน จานวนผู้ตอบถกู ในกลุ่มต่า
RH แทน จานวนผู้ตอบถกู ในกล่มุ สงู
f แทน จานวนคนแต่ละกลุ่ม

การตัดสนิ ใจว่าควรจะเลือกหรือตัดข้อคาถามใดน้นั ขนึ้ อยกู่ บั ดัชนีความยากและดชั นีอานาจจาแนก
ของแต่ละข้อคาถาม การกาหนดว่าระดับความยากและอานาจจาแนกระดับใดจึงเหมาะสมน้ันข้ึนอยู่กับ
ประเภทและวัตถุประสงค์ของแบบทดสอบด้วยและสาหรับเกณฑ์อานาจจาแนก ของข้อสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
(Achievement test) ใหเ้ ลือกขอ้ สอบทมี่ ีอานาจจาแนกตั้งแต่ .02 ข้นึ ไป27

26 อรพินทร์ ชชู ม, (2545), เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤตกิ รรมศาสตร์,
สถาบนั วจิ ยั พฤติกรรมศาสตร์, กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, หน้า 42.

27 ประคอง กรรณสูตร, (2524), สถิติเพ่ือการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

314 Testing and Assessment for Psychology

7.4.3 การหาคา่ ดชั นกี ารจาแนกการใช้ t-test28

การวิเคราะห์ว่าข้อความใดสามารถแยกกลุ่มตัวอย่างออกได้เป็นกลุ่มตามลักษณะของตัวแปรที่
ต้องการวัดในแบบสอบถาม ซึ่งการหาค่าอานาจจาแนกรายข้อโดยใช้วิธีการทดสอบค่าทีนั้น เป็นการหาค่า
อานาจจาแนกรายข้อของเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยที่อยู่ในรูปมาตรการประเมินค่า (Rating scale) เป็น
ส่วนมาก ซง่ึ มีวธิ ี คือ

1) เรียงแบบสอบถามตามลาดับคะแนนรวม
2) แยกกลุ่มตัวอย่างตามคะแนนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสูง คือ พวกที่คะแนนรวมจาก
แบบทดสอบน้ันสูงเป็นจานวน 25% หรือ 27% ของจานวนตัวอย่าง เช่น ถ้าการทดสอบแบบสอบถามกระทา
กับตัวอย่างจานวน 100 คน ผู้ท่ีได้คะแนนสูงเรียงลาดับ 25 หรือ 27 คนแรก คือ พวกกลุ่มสูง (h) ส่วน 25
หรือ 27 คน ท่ีได้คะแนนรวมเรียงลาดับจากตา่ ที่สุดเปน็ พวกกล่มุ ตา่ (L)
3) ในแต่ละข้อคาถามใช้ t-test ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ( X ) ของกลุ่มสูงและต่าว่า
แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติหรือไม่ ถ้าข้อคาถามใดสามารถแยกผู้ตอบได้ตามตัวแปรที่ต้องการวัดได้
คา่ เฉลีย่ ของกล่มุ ตอ้ งสูงกว่าค่าเฉลีย่ ของกลุ่มตา่

t= xh  xl
sh2  sl2
nh nl

เม่อื t แทน ค่าอานาจจาแนกรายข้อของเคร่ืองมือ

xh, xl แทน คะแนนเฉล่ียรายข้อของกลมุ่ สูง และกลมุ่ ต่าตามลาดับ
sh2,sl2 แทน คะแนนความแปรปรวนรายข้อของกลุ่มสูง และกลุ่มตา่ ตามลาดับ
nh, nl แทน จานวนคนในกลุม่ สงู และกลุ่มตา่ ตามลาดับ

7.4.4 ดชั นกี ารจาแนกขอ้ กระทง

1. ความเท่ียงรายข้อ (Item-reliability) หมายถึง รายข้อนั้นมีความคงเส้นคงวาหรือสอดคล้อง
ภายใน การวิเคราะห์ความเที่ยงหรือความเช่ือมั่นรายข้อได้มาจากองค์ประกอบท่ีเป็นผลคูณระหว่างการ
กระจายคะแนนรายขอ้ กบั ความสัมพันธร์ ะหวา่ งคะแนนรายข้อกบั คะแนนรวม ซึ่งหาไดด้ งั น้ี

1) ความเที่ยงรายข้อ ของแบบทดสอบความรู้ความสามารถที่มีระบบการให้คะแนนเป็น 0 กับ
1 โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้

สตู ร ri  piqi ri

28 พรเพญ็ เพชรสขุ ศริ ,ิ (2540), การสรา้ งมาตรวัด, (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2), พิษณุโลก: โรงพมิ พโ์ กลบอลพร้นิ ท์, หนา้ 37-
38

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 315

เม่อื ri = ความเท่ยี งรายข้อ
pi = สดั สว่ นคนที่ตอบถูกI
qi = (1- pi )
ri = ค่าสมั ประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ point-biserial ระหว่าง

คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม
piqi = ความแปรปรวนรายขอ้ i

2) ความเที่ยงรายขอ้ แบบทดสอบใด ๆ ท่ีระบบการให้คะแนนไม่ใช่ 0 กับ 1 หรือคะแนนที่ไม่มี
ค่าต่อเน่ืองโดยใชส้ ตู รดังตอ่ ไปนี้

สูตร ri  Siri

เม่ือ Si = สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานข้อ i
ri = ค่าสมั ประสทิ ธ์สิ หสมั พนั ธ์แบบ point-biserial ระหว่างคะแนน
รายขอ้ กับคะแนนรวม

ค่าความเท่ียงรายขอ้ ที่ดีจะมีค่าสูงเข้าใกล้ 1 แสดงว่าขอ้ นั้นมีความสอดคล้องภายในสูงและ
มีการกระจายของคะแนนมาก การวิเคราะห์หาค่าความเท่ียงรายข้อจะมีประโยชน์ขจัดข้อท่ีมีคุณภาพไม่ดี
ออกไป (Outline) ได้แก่ ข้อท่ีควรสอดคล้องภายในต่า และการกระจายของคะแนนน้อย ซึ่งไม่ก่อให้เกิด
ประโยชน์ในการวัด และจะทาให้ความเที่ยงของแบบทดสอบทิ้งฉบับที่มีต่า สาหรับรายข้อต่าง ๆ ท่ีมีค่า
สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมเท่ากันข้อท่ีมีความแปรปรวนของคะแนนมาก จะมีค่าความ
เที่ยงรายข้อสูงกว่า ในกรณีที่การกระจายของคะแนนรายข้อต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน เช่น มีข้อสอบวัดความรู้
ความสามารถมีค่าความยากอยู่ในระดับเดียวกัน อาจไม่มีความจาเป็นต้องวิเคราะห์ความเท่ียงรายข้อ ควร
ตรวจสอบเฉพาะความสัมพนั ธร์ ะหว่างคะแนนรายข้อกบั คะแนนรวม

2. ความตรงรายข้อ (Item-validity) หมายถึง รายข้อนั้นมีความตรงตามเกณฑ์หรือความตรง
ตามสภาพ การวิเคราะห์ความตรงรายข้อได้มาจากองค์ประกอบที่เป็นผลคูณระหว่างการกระจายของคะแนน
รายข้อกบั ความสมั พันธร์ ะหวา่ งคะแนนรายขอ้ กบั เกณฑ์ ซ่ึงหาได้จาก

สูตร ความตรงรายข้อ = Siric

เมอ่ื Si = สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานข้อ i
ric = ความสมั พันธ์ระหวา่ งคะแนนรายขอ้ I กบั คะแนนเกณฑ์

การหาความตรงรายข้อเพ่ือใช้ตรวจสอบรายข้อของแบบทดสอบน้ันมีประโยชน์ในการพยากรณ์
หรือมีความตรงตามสภาพหรือไม่เพื่อเป็นประโยชน์ในการขจัดข้อ คัดเลือกข้อ หรือปรับปรุงรายข้อนั้นใหม่

316 Testing and Assessment for Psychology

เพ่ือให้เครื่องมือนัน้ มปี ระโยชน์ในทางปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั ทว่ั ไปควรมีการตรวจสอบคุณภาพรายข้อ
ทเี่ ป็นคณุ ลักษณะร่วมท่ีสาคัญ โดยมีการวิเคราะห์ค่าอานาจจาแนกรายขอ้ เป็นอย่างน้อย แต่เครอื่ งมือบางชนิด
อาจมลี ักษณะเฉพาะอย่างของเครอ่ื งมอื น้ันทไ่ี ม่ใช่ลักษณะรว่ มทั่วไปในการตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมือเปน็ ราย
ข้อ เช่น แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะต้องพิจารณาคุณภาพแบบทดสอบเป็นรายข้อในด้านความ
ยาก และอานาจของตวั ลวงเพมิ่ เติม

7.4.5 ตัวลวง (Distractor)

ตัวลวงเป็นตัวเลือกอ่ืน ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเลือกท่ีถูกต้องในแบบทดสอบวัดความรู้ความสามารถ เช่น
แบบทดสอบสัมฤทธ์ิทางการเรียน และแบบทดสอบความถนัดที่มีหลายตัวเลือกในแตล่ ะข้ออานาจตัวลวงหาได้
จากสูตรดังต่อไปนี้

อานาจตัวลวงทีค่ าดหวงั = จานวนคนท่ีตอบผดิ ในข้อนนั้
จานวนคนทัง้ หมด

อานาจตัวลวงท่ีคาดหวงั ในแตล่ ะขอ้ ควรมีจานวนคนกระจายเท่าเทียมกันในแต่ละตัวลวงในรายข้อ
การแปลความหมายว่าตัวลวงมีประสิทธิภาพหรือไม่ ให้พิจารณาอานาจตัวลวงที่แท้จริง (จานวนคนที่เลือกตัว
ลวงแต่ละตัว) เปรียบเทียบกับอานาจลวงที่คาดไว้ ถ้าตัวลวงท่ีแท้จริงไม่มีคนเลือกหรือมีคนเลือกน้อยมาก ๆ
(หรอื คนเลอื กไว้มาก ๆ) จากอานาจตัวลวงคาดหวงั แสดงวา่ ตวั ลวงน้ันไมด่ ี

7.5 ทฤษฎีการตอบสนองรายข้อ (Item Response Theory หรอื IRT)

ทฤษฎีการตอบสนองรายข้อ (Item Response Theory) หรือนิยมเรียกย่อว่า IRT มีแนวคิดที่ต่าง
จากทฤษฎีแบบเดิม (Classical Test Theory) คือ ทฤษฎีแบบเดิมทาการวิเคราะห์รายข้อ (Item analysis)
เช่น ค่าความยาก (Item Difficulty) โดยไม่ได้จาแนกตามความแตกต่างของผู้สอบแต่ละคน คือ ทดสอบ
ภายใต้สมมติฐานท่ีว่า ผู้สอบทุกคนมีความสามารถ (ลักษณะ) ที่เท่ากัน ซึ่งถือว่าเป็นข้อจากัด เนื่องจากทาง
จติ วทิ ยาเชื่อว่าบคุ คลมีความแตกต่างกนั (ความเช่ือในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล) ทฤษฎีการตอบสนอง
รายข้อนาความคิดดังกล่าวเข้ามาด้วยคือ ลักษณะที่ซ่อนเร้นภายในตัวผู้ทดสอบ ซ่ึงเรียกวิธีการน้ีว่า Latent-
Trait Method ดงั น้ันทฤษฎีการตอบสนองรายขอ้ IRC จงึ มีผู้เรียกวา่ Latent-Trail Theory29

29 David Thissen, Lynne Steinberg, Thomas Pyszczynski, Jeff Greenberg., (1983), An Item
Response Theory for Personality and Attitude Scales: Item Analysis Using Restricted. Factor Analysis,
Journal of Applied Psychological Measurement 7(2), 214-225 Retrieved from http://citeseerx.ist.psu.edu
/viewdoc/download?doi=10.1.1.466.3520&rep=rep1&type=pdf; อรพินทร์ ชูชม, (2545), เอกสารประกอบคาสอน วป
502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมอื วดั ทางพฤตกิ รรมศาสตร์, สถาบนั วจิ ัยพฤติกรรมศาสตร์, กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี คริ
นทรวิโรฒ ประสานมิตร, หน้า 368.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 317
หลักการสาคัญของทฤษฎีการตอบสนองรายข้อ ใหค้ วามสาคัญกับลักษณะโค้งของแต่ละข้อกระทง
(Item Characteristic Curve; ICC) ICC เป็นโค้งท่ีแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับของความสามารถ
(ลักษณะ) ที่ถูกวัดกับโอกาสที่ตอบถูก (probability of correct response) ลักษณะโค้งแสดงความสัมพันธ์
ระหว่างความสามารถคุณลักษณะกับโอกาสที่จะตอบข้อกระทงนั้นถูกโค้ง ดังกล่าวเรียกว่า Ogive Curve ดัง
แผนภาพที่ 7.1

แผนภาพที่ 7.1 ลักษณะโค้งแสดงความสมั พันธ์ระหว่างระดับความสามารถกับโอกาสที่ตอบถูก
พารามิเตอร์ทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบมี 3 ค่าคือ (ค่าอานาจจาแนก) (ค่าความ

ยาก) และ (ค่าการเดา) สาหรับสูตรการคานวณจะแปรเปล่ียนไปตามพารามิเตอร์ทเ่ี ข้ามาเก่ียวข้อง ดงั นี้
1. 1 – parameter normal ogive item characteristic function หรือรู้จักกันช่ือของ Rasch

Model (Rasch เปน็ ผพู้ ฒั นา) มแี ค่คา่ ai. (ค่าอานาจจาแนก) เขยี นเปน็ สมการไดด้ งั น้ี

2. 2 - parameter normal ogive item characteristic function ที 2 parameter คือ a
(ค่าอานาจจาแนก) และ b (ค่าความยาก) ไม่มีค่า c (ค่าการเดา) หรือกาหนดให้ c = o น่ันเอง เขียนในรูป
สมการไดด้ งั น้ี

318 Testing and Assessment for Psychology

3. 3 - parameter normal ogive item characteristic function มีทั้ง 3 parameter คือ a
(คา่ อานาจจาแนก) และ b (ค่าความยาก) ไม่มคี า่ c (ค่าการเดา) เขียนในรูปสมการไดด้ ังน้ี

โดยท่คี วามหมายของสญั ลักษณ์
a = ค่าอานาจจาแนก
b = ค่าความยาก
c = ค่าการเดา
P,(θ) = โอกาสของการทีบ่ คุ คลท่มี ีความสามารถ จะตอบขอ้ ถูก
θ = ความสามารถ (ลักษณะ) ของบุคคล30
ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (Item Response Theory: IRT) เป็นทฤษฎีการทดสอบแนวใหม่ซ่ึง
ได้รับความนิยมและมีการนาไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพของมาตรวัดอย่างแพร่ห ลาย ทฤษฎีน้ีมุ่งศึกษา
คุณลักษณะต่าง ๆ ท่ีซ่อนอยู่ภายในตัวบุคคล ซ่ึงเรียกว่า คุณลักษณะแฝง (Traits หรือ Latent traits) ด้วย
โมเดลคณิตศาสตร์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความน่าจะเป็น (Probability) ในการตอบข้อสอบถูก กับ
คุณลักษณะแฝงที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังการตอบข้อคาถามนั้น31 ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบมีจุดเด่นท่ี
ได้เปรียบทฤษฎีการทดสอบแบบด้ังเดิม (Classical Test Theory) หลายประการได้แก่ 1) ข้อมูลท่ีได้จากการ
ตอบข้อคาถามแต่ละข้อมีความหมายและสามารถบ่งบอกถึงระดับคุณลักษณะแฝงของบุคคลได้โดยตรง ขณะที่
ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมนั้นต้องอาศัยผลรวมคะแนนของข้อคาถามท้ังหมด จึงจะสามารถอธิบาย
ความหมายของผลคะแนนและเชื่อมโยงกับคุณลักษณะแฝงได้ คะแนนที่ได้จากข้อคาถามใดข้อคาถามหน่ึงไม่
สามารถอธิบายถึงคุณลักษณะแผงของบุคคลได้โดยตรง 2) ค่าพารามิเตอร์ของข้อคาถามไม่เปลี่ยนแปลงตาม
กลุ่มผู้ทดสอบที่เปลี่ยนไป 3) การประมาณคา่ คุณลักษณะแฝงของบุคคลไม่เปล่ียนแปลงตามมาตรวัดท่ีใช้ และ

30 สุสุชรี า ภัทรายุตวรรตน์, (2556), คู่มือการวัดทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังที่ 5), กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ., หน้า
104-106.

31 Hambleton, R. K., Swaminathan, H., & Rogers, H. J., (1991), Fundamentals of item response
theory, United States of America: Sage Publications, p. 7; Crocker, L., & Algina, J. (2008), IRTPRO 2.1,
Retrieved from http://www.ssicentral.com/irt/IRTPRO_by_SSI.pdf p. 339), อ้างถึงใน สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์,
(2558), การประยุกต์โมเดลการตอบสนองขอ้ สอบในการพัฒนามาตรวัดความสขุ ของคนไทย: การทดสอบแบบปรบั เหมาะดว้ ย
คอมพิวเตอร์, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต), ชลบุรี: วทิ ยาลยั วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา มหาวิทยาลัยบูรพา,
หนา้ 4-8.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 319

4) การตรวจสอบความเท่ียงในการทดสอบไม่จากัดอยู่เพียงการสร้างแบบทดสอบคู่ขนาน แต่ความเที่ยงตาม
แนวคดิ ของทฤษฎกี ารตอบสนองขอ้ สอบนั้นอธิบายไดด้ ว้ ยฟังกช์ ันสารสนเทศของมาตรวดั 32

การทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ (Computerized Adaptive Testing: CAT) เป็น
การทดสอบที่ใช้หลักการของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ซ่ึงสามารถประมาณค่าคุณลักษณะแฝงของบุคคล
(Proficiency หรือ Theta ซ่ึงใช้สัญลักษณ์ “θ”) ด้วยข้อมูลท่ีได้จากการตอบข้อคาถามเป็นรายข้อ
ตัวอย่างเช่น การประเมินภาวะซึมเศร้า ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบมีหลักการว่า การตอบข้อคาถามของผู้
ทดสอบในแต่ละข้อ สามารถบ่งบอกถึงระดบั ความรุนแรงภาวะซมึ เศรา้ ได้ ข้อมูลที่ได้รับจากการตอบข้อคาถาม
จึงสามารถนาไปวิเคราะห์ เพื่อประมาณค่าคุณลักษณะแฝงของบุคคลน้ัน (ระดับความรุนแรงของภาวะ
ซึมเศร้า) และเลือกข้อคาถามข้อถัดไปท่ีมีความเหมาะสมกับคุณลักษณะแฝงของผู้ทดสอบมากท่ีสุด (ข้อคาถาม
ท่มี ีสารสนเทศใกล้เคียงกับระดบั ภาวะซมึ เศร้าทปี่ ระเมนิ ได)้ 33

ดังนั้นในกระบวนการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ ผู้ทดสอบแต่ละคนจึงได้นับข้อ
คาถามที่แตกต่างกัน ซึ่งให้ข้อมูลสารสนเทศของข้อสอบสอดคล้องกับระดับคุณลักษณะแฝงของบุคคลน้ันมาก
ที่สุด ส่งผลให้จานวนข้อคาถามท่ีใช้กับผู้ทดสอบแต่ละคนมีจานวนลดลง ขณะท่ีประสิทธิภาพในการทดสอบ
เพ่ิมมากขึ้น เน่ืองจากความแม่นยาในการประมาณค่าหรือความเที่ยงของการทดสอบสามารถคานวณได้
โดยตรงจากฟังก์ชนั สารสนเทศของมาตรวัด ขณะเดียวกันฟังก์ชันสารสนเทศของมาตรวดั นั้น มกี ารแปรผกผัน
กับค่าความคลาดเคล่ือนมาตรฐานของการประมาณค่า (Standard Error of Estimation: SEE) การ
กาหนดค่าความคลาดเคล่ือนมาตรฐานของการประมาณค่าเป็นเกณฑ์การยุติการทดสอบ จึงทาให้ได้ค่าความ
เที่ยงในระดับที่ตอ้ งการ นอกจากน้ีการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอรย์ ังช่วยลดความเหนื่อยล้าจาก
การทดสอบได้อีกด้วย34 การทดสอบแบบปรับเหมาะดว้ ยคอมพวิ เตอร์ จงึ เป็นอีกทางเลอื กหน่ึงและเป็นมิติใหม่
ของการทดสอบ ทช่ี ่วยให้ประสิทธิภาพในการทดสอบดยี ่งิ ขึ้น

การทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์เร่ิมต้นใช้ในการประเมินทักษะความสามารถต่าง ๆ
เช่น ความสามารถทางด้านภาษา ความสามารถทางการคานวณ แต่ในช่วยหลายปีทีผ่ ่านมาไดม้ ีการศึกษา การ
ทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ในมิติอื่นมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โครงการ “Patient Reported

32 Hambleton, R. K., Swaminathan, H., & Rogers, H. J., (1991), Fundamentals of item response
theory, United States of America: Sage Publications, pp. 2-5; Thomas, (2011) อ้างถึงใน สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์,
(2558), การประยกุ ต์โมเดลการตอบสนองข้อสอบในการพัฒนามาตรวดั ความสุขของคนไทย: การทดสอบแบบปรบั เหมาะดว้ ย
คอมพิวเตอร์, (ปริญญานิพนธ์ปรญิ ญาดุษฎีบัณฑิต), ชลบุรี: วิทยาลัยวิทยาการวิจัยและวทิ ยาการปัญญา มหาวิทยาลัยบูรพา,
หน้า 4-8.

33 Weiss, D. J., (2011), Better Data From Better Measurements Using Computerized Adaptive
Testing, Journal of Methods and Measurement in the Social Sciences, 2(1), 1-27.

34 Gibbons et al., (2 0 0 8 ), Using Computerized Adaptive Testing to Reduce the Burden of
Mental Health Assessment, Psychiatric Services, 59(4), 361–368.

320 Testing and Assessment for Psychology

Outcomes Measurement Information System” หรือช่ือย่อว่า “PROMIS” เป็นโครงการท่ีได้รับการ
สนับสนุนทุนดาเนินงานจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัย
ในประเทศสหรฐั อเมริกาทีร่ ับผดิ ชอบด้านงานวจิ ัยของการแพทย์ PROMIS มีหน้าท่ีสาคญั ในการสร้างระบบที่มี
ประสิทธิภาพในการประเมินสุขภาพของผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ท้ังในเด็กและผู้ใหญ่ พันธ
กิจที่สาคัญประการหนึ่ง คือ การสร้างเครื่องมือวัดที่ได้มาตรฐาน โดย PROMIS ให้ความสนใจกับการพัฒนา
มาตรวัดทั้งในส่วนของการสร้างมาตรวัดในรูปแบบกระดาษ ดินสอ และการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วย
คอมพิวเตอร์ ปัจจุบัน PROMIS ได้สร้างคลังข้อคาถามซ่ึงครอบคลุมการประเมินปัญหาทางด้านสุขภาพที่
หลากหลาย เชน่ การนอนหลบั ความเจ็บปวด ความวติ กกงั วล ภาวะซึมเศรา้ ความโกรธ35

การวัดคุณลักษณะทางจิตวิทยาซ่ึงมีการบรหิ ารการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ มิได้
จากัดอยู่เพียงการวัดในลักษณะเอกมิติเท่าน้ัน โครงการการสร้างแบบวัดความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (CAT-
PD Project) เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พยายามพัฒนาวิธีการประเมินบุคลิกภาพท่ีมีประสิทธิภาพเพื่อวัด
คุณลักษณะทางจิตวิทยาท่มี ีลักษณะพหมุ ิติ ด้วยเล็งเห็นว่าภาวะบุคลิกภาพผิดปกติเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และ
สง่ ผลต่อความสามารถในการดาเนินชีวิตของบุคคล อกี ทง้ั เป็นภาวะที่มคี วามซับซอ้ นในการรักษา หากสามารถ
ประเมินได้ว่าผู้ป่วยมีคุณลักษณะเช่นใดจะช่วยให้สามารถดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น โครงการนี้แบ่ง
การศึกษาออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ 1) การระบุคุณลักษณะของบุคลิกภาพที่ต้องการศึกษา และการพัฒนาคลัง
ข้อคาถามเร่ิมต้น (Initial Item Bank) 2) การเก็บข้อมูลกับผู้ป่วยและชุมชน รวมท้ังการพัฒนามาตรวัดและ
ปรับให้สมบูรณ์ 3) การปรับเทียบมาตรฐาน (Calibration) ของชุดข้อมูลสุดท้ายด้วยทฤษฎีการตอบสนอง
ขอ้ สอบ และการจาลองสถานการณ์การทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ 4) การพัฒนาโปรแกรมการ
ทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์สาหรับการประเมินบุคลิกภาพ และ 5) การตรวจสอบคุณภาพของ
มาตรวดั และโปรแกรมคอมพิวเตอรท์ ่ีพัฒนาข้ึน36

35 Margare Bevans Ph.D. (2013). Patient–Reported Outcome Measurement Information System
(PROMIS): Efficient, standardized tools to measure self-reported health and quality of life. Retrieved from
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs /pii/S002965541400 1067

36 Simms et al., 2011 อ้างถงึ ใน สุชาดา สกลกิจรงุ่ โรจน์, (2558), การประยกุ ต์โมเดลการตอบสนองขอ้ สอบใน
การพัฒนามาตรวัดความสุขของคนไทย: การทดสอบแบบปรบั เหมาะดว้ ยคอมพวิ เตอร์, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต),
ชลบุรี: วิทยาลยั วทิ ยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา มหาวิทยาลัยบูรพา, หนา้ 4-8.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 321

322 Testing and Assessment for Psychology

ตารางที่ 7.1 การตรวจสอบคณุ ภาพแบบวัดสมรรถนะเชิงพทุ ธ ของ ศลิ ปช์ ัย สีมาวงศอ์

การวเิ คราะห์ด้วย

ข้อ ทศิ กลุม่ สูง (N=51)
ทาง
Mean SD.

ดา้ นท่ี 1 สมรรถนะทางกาย บวก 4.00 .000
1. ท่านสามารถแบ่งเวลาในการทางานกับการดูแล บวก 3.15 .360
สขุ ภาพของตนเองอย่างสมดลุ บวก 4.00 .000
2. ท่านสามารถควบคุมการใช้จ่ายเงินให้พอเพียงกับ บวก 4.00 .000
รายได้ บวก 3.51 .505
3. ท่านกากับตนเองในการบริโภคใช้สอยที่จาเป็น โดย
ไมต่ ามกะแสทางสังคม บวก 4.00 .000
4. ท่านสามารถประยุกต์ใช้สื่อเทคโนโลยีเพ่ือประโยชน์ บวก 3.26 .440
ในการทางาน บวก 3.18 .385
5. ในการบริโภคอาหารแต่ละมื้อ ท่านจะคานึงถึง
ประโยชน์ต่อร่างกาย
ดา้ นท่ี 2 สมรรถนะทางศลี
6. ท่านมีสมั พันธภาพทด่ี ีกบั เพ่ือนร่วมงานทุกคน
7. ทา่ นพอใจในการผกู มติ รกบั ผอู้ ื่นมากน้อยเพียงใด
8. ท่านรักษาระเบียบวินัยและความเรียบร้อยถูกต้องใน
การปฏิบัตงิ าน


Click to View FlipBook Version