The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamalas Phoowachanatipong, 2021-07-04 05:35:09

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา (Testing and Assessment for Psychology)

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Keywords: การทดสอบ, การประเมินทางจิตวิทยา

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 73

รวบรวม ข้อมูลจากตัวอย่างพฤติกรรมที่สังเกตได้ นาไปสรุปอ้างอิงเป็นค่าของคุณลักษณะภายในที่ไม่สามารถ
สังเกตได้โดยตรง3

การวดั ทางจิตวทิ ยาและการศึกษามีธรรมชาตทิ ส่ี าคัญดงั น้ี
1. เป็นการวัดหรือสังเกต “ทางอ้อม” (Indirect observation) ตอ้ งอาศัยส่ิงเรา้ หรือ ตัวกระตุ้นใน
การวัด ซ่ึงอาจใช้ข้อคาถามหรือข้อสอบ เพ่ือให้บุคคลสนองตอบออกมาเป็นข้อเขียน คาพูด หรือพฤติกรรมที่
สงั เกตได้
2. การวัดหรือการสังเกตแต่ละคร้ังเป็นการรวบรวมข้อมูลเพียงบางส่วนของพฤติกรรม หรือ กลุ่ม
ตัวอย่างของพฤติกรรม ไม่สามารถวัดพฤติกรรมได้ทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้จึงเป็นการรวบรวมข้อมูล พฤติกรรม
ตัวอยา่ งทใี่ ชเ้ ป็นตวั แทนของสิง่ ท่ตี ้องการวดั ท้งั หมด
3. ผลท่ีได้จากการวดั เป็นคณุ ลกั ษณะใน เชงิ สัมพทั ธ์ (Relative) หรอื เปรยี บเทียบคา่ ตัว เลขที่ไดย้ ัง
มิใช่ค่าสัมบูรณ์ในตัวเอง จึงต้องนาไปเปรียบเทียบตีความหมายกับผลการวัดของบุคคลอ่ืน หรือเกณฑ์
มาตรฐานท่ีกาหนดไว้
4. การวัดมีความคลาดเคล่ือน (Error) เกิดข้ึนเสมอ การวัดจึงต้องใช้ทฤษฎีการวัดที่ดี พัฒนา
เครื่องมือที่มีคุณภาพ เพื่อลดความคลาดเคล่ือนให้เกิดข้ึนน้อยที่สุด จากธรรมชาติของการวัดดังกล่าว การวัด
ค่าคุณลกั ษณะภายในบุคล หรอื คุณลกั ษณะใด ๆ ก็ตาม ผู้วัดจะตอ้ งมีความเข้าใจที่ชดั เจนเกี่ยวกับส่ิงทมี่ ุ่งวดั คือ
อะไร? และควรวัดส่ิงนั้นอย่างไร? และควรแปลความหมายว่าอยา่ งไรซึง่ แสดงเปน็ กรอบแนวคดิ ไดด้ ังน้ี4

สาหรบั กระบวนการสร้างแบบวัดทางจิตวทิ ยา/พฤติกรรม5
1. กาหนดประเภทแบบวัด
2. กาหนดลักษณะ (Attribute) ของแบบวดั
3. ทบทวนวรรณกรรมทีเ่ กี่ยวข้อง
4. นิยามความหมายเชงิ ทฤษฎี/เชิงปฏบิ ัติการ
5. นิยาม Construct/Attributive (คณุ ลกั ษณะโครงสร้างเนื้อหา)
6. ตรวจสอบความตรง/ความเทย่ี งของนยิ าม
7. สร้างรปู แบบ/โครงสร้างเครือ่ งมอื /แบบวัด
8. ตรวจสอบคณุ ภาพแบบวัด
9. การนาไปทดลองใช้ Try Out การใช้

3 ศิริชัย กาญจนวาสี, (2556), ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม, (พิมพ์ครั้งท่ี 7), กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , หน้า 26.

4 เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า 28.
5 นภัทร์ แก้วนาค, เคร่ืองมือการวิจัยและการหาคุณภาพ (Improve Version), เอกสารประกอบการสอน
รายวิชาสถติ ิช้นั สงู , (เอกสารสารอดั สาเนา).

74 Testing and Assessment for Psychology

10. วเิ คราะห์ดัชนคี วามมปี ระสทิ ธิภาพ
11. ปรับปรุง/พัฒนา
12. นาไปใช้วดั คุณลักษณะ/พฤตกิ รรมตามทตี่ อ้ งการ

3.2 ประเภทของเคร่ืองมอื วัดทางจิตวิทยา

ประเภทของเครอ่ื งมอื ทดสอบและประเมินทางจติ วทิ ยาสามารถแบ่งตามลักษณะดังต่อไปน้ี6

1. แบง่ ประเภทตามลักษณะทางจิตวิทยาทใี่ ชว้ ดั ได้ 3 ประเภท ดังต่อไปน้ี
1.1) แบบวัดผลสมั ฤทธิ์ (Achievement Test) เปน็ แบบทดสอบทีใ่ ช้วัดความรูค้ วามเขา้ ใจตาม

พทุ ธิพิสยั (Cognitive domain) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ แบบทดสอบประเภทน้ีแบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ ไดแ้ ก่
(1) แบบทดสอบท่ีครูสร้างเอง (Teacher-Made Test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างกัน

โดยทั่วไป เมื่อต้องการใช้ก็สร้างขึ้น ใช้แล้วก็เลิกกัน ถ้านาไปใช้อีกก็ต้องดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไข เพราะเป็น
แบบทดสอบทีส่ ร้างข้ึนใชเ้ ฉพาะครง้ั อาจยังไม่มกี ารวเิ คราะหห์ าคณุ ภาพ

(2) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardize Test) เป็นแบบทดสอบที่ได้มีการพัฒนาด้วย
การวิเคราะห์ทางสถิติมาแล้วหลายครั้งหลายหน จนมีคุณภาพสมบูรณ์ทั้งด้านความตรงและความเที่ยง ความ
ยากง่าย อานาจจาแนก ความเป็นปรนัยและมีเกณฑ์ปรกติ (Norm) ไว้เปรียบเทียบด้วย รวมความแล้วต้องมี
มาตรฐานทงั้ ดา้ นการดาเนินการสอบและแปลผลคะแนนที่ได้

1.2) แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดสมรรถภาพทางสมอง
ของคนว่ามีความรู้ ความสามารถมากน้อยเพียงใด และมีความสามารถทางด้านใดเป็นพิเศษ แบบทดสอบ
ประเภทน้ีแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด คอื

(1) แบบทดสอบความถนัดทางการเรยี น (Scholastic Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบ
ความถนัดทว่ี ดั ความสามารถทางวชิ าการว่ามคี วามถนดั ในวิชาอะไร ซ่ึงจะแสดงถึงความสามารถในการเรียนต่อ
แขนงวิชาน้ัน และจะสามารถเรียนไปได้มากน้อยเพยี งใด

(2) แบบทดสอบความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัด
ความสามารถพิเศษของบุคคล เชน่ ความถนดั ทางดนตรี ทางการแพทย์ ทางศลิ ปะ เปน็ ตน้

1.3) แบบทดสอบบุคคล-สังคม (Personal-Social Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดบุคลิกภาพ
และการปรับตัวเข้ากบั สงั คมของบคุ คล

2. แบ่งตามรูปแบบของการถามและการตอบ แบง่ ได้ 2 ประเภท ดังตอ่ ไปน้ี
2.1) แบบวัดความเรียง (Essay Test) แบบนี้จะกาหนดคาถามให้ผู้ตอบจะต้องเรียบเรียงคา

ตอบเอง การวัดความรู้ด้วยคาถามแบบความเรียงหรือที่รู้จักว่า เป็นแบบอัตนัย รูปแบบจะมีเฉพาะตัวคาถาม

6 บุญธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธิ์, (2542), เทคนิคการสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลสาหรับการวิจัย, (พิมพ์ครั้งที่ 5),
กรงุ เทพมหานคร: เจรญิ ดกี ารพิมพ์.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 75

เท่านั้น ส่วนคาตอบจะเว้นท่ีว่างหรือกาหนดกระดาษให้ไว้เป็นพิเศษ สาหรับให้ผู้ตอบเขียนคาตอบลงไปเอง
ผู้ตอบมีอิสระในการตอบคาถามแบบน้ีจะมีปัญหาในการตรวจให้คะแนนท้ังความเป็นธรรมและความสะดวก
รวดเร็ว ฉะน้นั จังไมน่ ิยมไปใช้เป็นเครือ่ งมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

สาหรับแบบทดสอบอัตนัย คือ แบบทดสอบที่มีลักษณะ ผู้ตอบต้องเขียนบรรยายตอบ
ผู้ตอบมีสิทธิจะเขียนตอบอย่างเสรี อาจจะมีคาตอบถูกหลาย ๆ ทาง คาตอบของข้อสอบข้อเดียวกัน อาจจะมี
ความแตกต่างทั้งในดา้ นคุณภาพและความถูกต้อง แบบทดสอบอตั นยั แบง่ ประเภทได้ ดงั น้ี

(1) แบบไม่จากัดตอบ (Extended response) ข้อสอบอัตนัยแบบไม่จากัดคาตอบนี้ให้
อิสระแก่นักเรียนอย่างเต็มท่ี ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลเท็จจริงต่าง ๆ มาใช้ในการ
สอน โดยท่ัวไปข้อสอบแบบน้ีจะให้นักเรียนแสดงความสามารถ ซึ่งจาเป็นต้องอาศัยการสังเคราะห์และการ
ประเมินผล ข้อสอบนน้ี บั วา่ มคี ุณค่าอย่างย่ิงในการวดั ประบวนการทางสมองท่ีสงู ขนึ้ ตัวอย่างเช่น

- จงอธิบายทฤษฎกี าเนดิ ชนชาติไทยมา 1 ทฤษฎี
- จงยกตัวอย่างงานวิจัยเชิงปฏิบัติการมา 1 งานวิจัยพร้อมวิพากษ์วิธีการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูล
(2) แบบจากัดคาตอบ (Restricted response) ข้อสอบแบบน้ีมักจะกาหนดขอบเขต
แบบฟอร์มและเนื้อหาเฉพาะให้นักเรียนไม่มีอิสระในการตอบมากนัก แบบทดสอบน้ีให้ตอบส้ันกว่าแบบแรก
คาตอบอยู่ภายในขอบเขตที่กาหนดไว้ในวงจากัด โดยทั่วไปแล้วจะกาหนดขอบขา่ ยและความยาวในการตอบไว้
ด้วยตัวอย่างเชน่
- จงอธบิ ายสาเหตขุ องการเกิดสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 มา 3 ประการ
- จงยกตัวอย่างการกระทาท่แี สดงถึงความรักชาตมิ า 5 ข้อ

(3) แบบอัตนัยประยุกต์ หรือเรียกทั่วไปว่า MEQ (Modified Essay Question) เป็น
แบบทดสอบคาถามปลายเปิดเสนอกรณีศึกษา ตามลาดับเหตุการณ์ และให้ข้อมูลเป็นตอนๆ แล้วมีคาถาม
แทรกเป็นระยะ ๆ ข้อมูลนั้นเก่ียวสัมพันธ์กับคาถามมากหรือน้อย ผู้ตอบต้องตัดสินใจเลือกข้อมูลสังเคราะห์
คาตอบ คาถามแต่ละข้อเป็นอิสระกัน ข้อสอบแบบ MEQ กาหนดให้ผู้สอบทาข้อสอบโดยใช้ข้อมูลเฉพาะหน้า
น้ัน ๆ มใิ หย้ ้อนกลบั ไปแกข้ ้อสอบท่ีทาไปแล้วหรอื เปดิ ไปดขู ้อมลู ขา้ งหน้า

แบบทดสอบ MEQ มีข้อดีคือ สามารถวัดความสามารถในกระบวนการแก้ปัญหา มี
ความเป็นปรนัยสูง มีประสทิ ธภิ าพบนพน้ื ฐานของการปฏบิ ัติจริง วัดความสามารถในการกาหนดปัญหาและวาง
แผนการจัดการปัญหา เปิดโอกาสให้ได้ตรวจสอบเจตคติ เหมาะกับการสอบเอาปัญหาเป็นตัวต้ัง และการสอบ
แบบบูรณาการ การใช้แบบทดสอบ MEQ ในรูปแบบคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนจะสามารถช่วยทง้ั ผู้เรียนและผู้สอน
ได้ และสาหรบั แบบทดสอบ MEQ มีทั้งขอ้ ดีและข้อเสีย รายละเอยี ดดังตารางต่อไปนี้

76 Testing and Assessment for Psychology

ตารางท่ี 3.1 ข้อดแี ละข้อเสียของแบบทดสอบอัตนยั หรือแบบทดสอบ MEQ

ขอ้ ดี ข้อเสีย

ใช้ทดสอบเก่ียวกับความสามารถในการวิเคราะห์ของ การตรวจให้คะแนนมักจะเป็นจุดอ่อนของข้อสอบ

ผ้เู รยี นได้ แบบน้ี ผู้ตรวจที่ไม่ได้รับการฝึก มักให้คะแนนโดยอิง

ตนเองเป็นหลัก

ส่งผลประทบต่อผู้เรียน ผู้สอน และหลักสูตรใน บางครั้งผู้ตอบที่ช่างอ่านจะได้คะแนนสูง ทั้งท่ีมี

ภายหลัง น้ันคือ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสามารถใน ความร้ใู นเรอ่ื งน้ันไม่มากหนัก

ระดบั ท่ีสงู กวา่ ความจา

ผู้สอบแสดงความสามารถในการเขียน การรวบรวม ผู้ตอบท่ีเขียนยาวๆ หรือท่องจามาอาจจะได้คะแนน

ความคิดและนาเสนอในรูปแบบภาษาเขยี นได้ สูง

ทดสอบได้หลายเน้ือหาและหลายจุดหมายในเวลา จานวนข้อสอบไม่มากนักอาจจะไม่ครอบคลุม

เดียวกนั ประเดน็ ย่อย ๆ ทัง้ หมด

2.2) แบบทดสอบส้ันและเลอื กตอบ (Short Answer and Multiple Choice Test) หรอื ท่ีรู้จัก
กันทั่วไปคือ แบบปรนัย (Objective Test) แบบนี้จะกาหนดคาถามให้ และกาหนดให้ตอบส้ันๆ หรือกาหนด
คาตอบมาใหเ้ ลอื ก ผู้ตอบจะต้องเลอื กตอบตามนัน้ แบง่ เปน็

(1) แบบถกู -ผิด (True-False Item) กาหนดข้อความมาให้และให้ตอบว่า ถูก หรือ ผิด ใช่
หรือ ไมใ่ ช่ จรงิ หรอื ไมจ่ รงิ อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่

- แบบข้อความเดียวกับรูปแบบท่ีพบกันท่ัวไป คือ กาหนดข้อความที่สมบูรณ์มาให้

ผ้ตู อบ ตอบวา่ ถกู หรือ ผดิ เช่น

......ประเทศไทยไมน่ ับรวมจังหวัดนราธิวาส

......การศึกษาของไทยมกี ารปฏิรปู การศกึ ษา มาแลว้ 3 ครง้ั

- แบบสองข้อความสัมพันธ์กัน รปู แบบน้ีกาหนดข้อความมาให้ สองขอ้ ความ การตอบ

ขอ้ ความทั้งสองสัมพันธก์ ันตามหลกั วิชาการให้ตอบถกู ถ้าไม่สัมพนั ธ์ให้ตอบผิด เชน่

......แมน่ ้าปิ้ง นครสวรรค์

......แม่น้าแคว เชียงใหม่

.....แมน่ า้ เจ้าพระยา กาญจนบรุ ี

- แบบข้อความหลักตามหลักด้วยข้อความย่อย รูปแบบนี้ตัวคาถามเป็นข้อความหลัก

และตัวคาตอบเป็นข้อความย่อย แต่ละข้อความหลักจะมีหลายข้อความย่อย ที่มีทั่งถูกละ ผิด คละกัน เช่น

ตวั อยา่ ง จังหวดั เชียงราย

......อยทู่ ่ีเหนอื สุดของประเทศ

......มีพืน้ ทสี่ ว่ นหนงึ่ ตดิ กับทะเล

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 77

(2) เลือกตอบ (Multiple Item) รูปแบบท่ัวไปของแบบวัดชนิดเลือกตอบจะมีคาถามซ่ึง
เขยี นเป็นประโยคสมบูรณ์และมีตัวเลือกตอบ กาหนดไว้ให้เลอื กตอบอาจจะมี 3 4 5 หรือ 6 ตวั เลือก ในส่วนที่
เป็นตัวเลือกตอบประกอบดว้ ยตวั ถูกและตัวลวง เปน็ ต้น

(3) แบบให้ตอบส้ัน (Short Answer Item) เป็นแบบที่ผู้ตอบต้องคิดหาคาตอบเอง แต่
จากัดคาตอบที่สัน้ ๆ เท่านนั้ มี 3 รปู แบบ ดงั ต่อไปน้ี

- แบบข้อคาถามสมบูรณ์ (Completion Item) รูปแบบการถามจะใช้ประโยคที่มี
เน้อื หาสมบรู ณแ์ ตใ่ หต้ อบส้ันๆ เพียงคาตอบเดียว เชน่ มุมในส่เี หลย่ี มรวมกันเปน็ กอ่ี งศา...........

- แบบข้อความไม่สมบูรณ์ (Incompletion Item) รูปแบบการถามจะใช้ประโยคที่
เป็นข้อความไม่สมบรู ณ์ เมือ่ เติมคาหรือวลลี งไปจะทาให้ประโยคสมบรู ณ์ เช่น มุมในส่เี หลี่ยมรวมกนั เปน็ ...........
องศา

- แบบเติมคาท่ีมีความสัมพันธ์ รูปแบบการถามจะด้วยประโยคหลักแล้วตามด้วยหรือ
ข้อความต่าง ๆ เว้นวา่ งไวใ้ ห้หาคาตอบเติม คาตอบทจี่ ะเติมต้องสมั พันธ์เกย่ี วข้องกับคาหรือข้อความย่อยนัน้ ๆ

(4) แบบจัดคู่ (Matching Test) เป็นแบบทดสอบท่ีมีลักษณะการนาเสนอด้วยคาวลีหรือ
ข้อความ 2 ส่วน เพื่อจับคู่กัน ส่วนท่ี 1 คือ คาถามท่ีมีลักษณะเป็นคาถามหรือข้อความซ่ึงเป็นมโนทัศน์เขียน
เรยี งเป็นแนวตง้ั 1 แถว ส่วนที่ 2 คือ คาตอบซงึ่ เปน็ คาถามหรือข้อความทีส่ ัมพันธ์หรอื เก่ียวข้องกับปญั หาเขียน
เรยี งเป็นแนวตั้งอีกแนว โดยท่ัวไปจานวนขอ้ ของคาตอบจะมมี ากกวา่ คาถาม การสร้างแบบทดสอบแบบจบั คูใ่ ห้
มีคณุ ภาพ มีหลักการดังต่อไปน้ี

(1) ควรเลือกข้อความในหัวข้อหรอื เนอ้ื หาเดยี วกนั มาสรา้ งแบบทดสอบ
(2) ข้อความมีความยาวใกล้เคียงกัน โดยทั่วไปจะใช้ข้อความที่ยาวกว่าเป็นชุดของ
คาถาม สว่ นข้อความทส่ี นั้ กว่าจะเปน็ ชุดของคาตอบ
(3) ตอ้ งมีจานวนขอ้ ความทเี่ ปน็ คาตอบมากกว่าข้อความท่เี ป็นคาถาม
(4) ข้อความที่เป็นคาถามและคาตอบจะต้องสั้น กะทัดรัด มีความชัดเจน และเป็น
สาระสาคัญ ตวั อย่างแบบทดสอบแบบจดั คู่

ตวั อย่างท่ี 3.1 คาชี้แจง จงเลือกคาจากทางขวามือที่มีความสัมพันธ์กนั มากที่สุดกับข้อความทางซ้ายมือ แล้ว

นาตวั อักษรหนา้ คาขวามอื เขยี นลงในช่องวางทางซ้ายมอื ที่มคี วามสมั พนั ธก์ ัน

........1. มีความยาวเท่ากนั ทงั้ ส่ดี ้านและมุมเปน็ มุมฉาก ก. รปู สี่เหล่ยี มจัตรุ ัส

........2. มีความยาวเท่ากันทั้งสด่ี ้านและมุมไมเ่ ปน็ มุมฉาก ข. รูปสี่เหล่ียมผนื ผ้า

........3. มดี ้านตรงข้ามยาวเทา่ กันและมมุ เปน็ มมุ ฉาก ค. รปู ส่เี หล่ยี มคางหมู

........4. .......... ง. รูปส่ีเหล่ียมรปู ว่าว

จ. รูปส่ีเหลยี่ มดา้ นขนาน

78 Testing and Assessment for Psychology

3. แบง่ ตามลักษณะของการตอบ จะแบง่ เปน็ 3 ประเภท

3.1) แบบทดสอบปฏิบัติ (Performance Test) เป็นแบบทดสอบด้วยการใหป้ ฏิบัติทาจริง เช่น
การแสดงละคร การชา่ งฝีมือ การพมิ พ์ดีด การทดลอง เปน็ ตน้

3.2) การทดสอบเขียนตอบ (Paper-pencil Test) เปน็ แบบทดสอบทใ่ี ชก้ นั ท่ัวไป ซึง่ ใช้กระดาษ
และดนิ สอหรือปากกาเปน็ อปุ กรณ์ช่วยตอบผูต้ อบต้องเขียนตอบทัง้ หมด

3.3) แบบทดสอบปากเปล่า (Oral Test) เป็นการทดสอบท่ีให้ผู้ตอบพูดแทนการเขียนมักจะ
เปน็ การพดู คยุ กนั ระหว่างผู้ถามกับผตู้ อบ เชน่ การสอบสัมภาษณ์ การสอบวทิ ยานพิ นธ์ของทางสถาบัน

4. แบง่ ตามเวลาทีก่ าหนดให้ตอบ จะแบง่ เปน็ 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

4.1) แบบทดสอบที่ใช้ความเร็ว (Speed Test) เป็นแบบทดสอบที่กาหนดเวลาให้จากัด ต้อง
ตอบภายในเวลานั้น มกั จะมจี านวนคาถามมาก ๆ แตใ่ ห้เวลานอ้ ย ๆ

4.2) แบบทดสอบให้เวลามาก (Power Test) เป็นแบบทดสอบที่ไม่กาหนดเวลา ให้เวลาตอบ
อย่างเตม็ ที่ ผูต้ อบจะใชเ้ วลาเท่าใดก็ได้ เสร็จแล้วเป็นเลิกกัน

5. แบง่ ตามลักษณะทใ่ี ช้วดั จะแบ่งเปน็ 2 ประเภท ดงั ตอ่ ไปน้ี

5.1) แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced Test) เป็นแบบทดสอบท่ีสอบวัดตาม
จุดประสงค์ของการเรยี นรู้ หรอื ตามเกณฑภ์ ายนอก ซึง่ เป็นเน้อื หาของวิชาการเปน็ หลกั

5.2) แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm-Referenced Test) เป็นแบบทดสอบท่ีเปรียบเทียบผล
ระหวา่ งกล่มุ ที่สอบดว้ ยกัน

แบบทดสอบอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ การวัดความรู้ ต้องกาหนดวัตถุประสงค์ของการวัดว่า ต้องการ
แปลความหมายของผลการวัดเป็นแบบอิงเกณฑ์หรืออิงกลุ่ม ถ้าต้องการแปลเป็นแบบอิงกลุ่มลักษณะข้อ
คาถามที่สร้างต้องเป็นเน้ือหาองค์ความรู้ในเรื่องนั้นแบบท่ัว ๆ ไป ข้อคาถามท่ีต้ังขั้นต้องมีความยากง่าย
พอเหมาะกับกลมุ่ ท่ีตอ้ งการใหต้ อบ เพราะว่าตอ้ งการนาผลการวัดของแต่ละคนเปรียบเทียบกัน ข้อคาถามแบบ
นี้เม่ือเลือกรวมเป็นแบบวัด เรียกว่า แบบวัดอิงกลุ่ม และถ้าต้องการนาผลการวัดไปเทียบกับมาตรฐานหรือ
วัตถุประสงค์ว่ามีความรู้อยู่ในระดับท่ียอมรับได้มากน้อยเพียงใด โดยการกาหนดจุดคัดของคะแนนท่ีต้องการ
ทาได้สาหรับใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ข้อคาถามในลักษณะนี้เม่ือเลือกรวมเป็นแบบวัดเรียกว่า แบบวัดอิง
เกณฑ์ ซ่ึงแสดงความแตกตา่ งระหว่างแบบวัดองิ กลุ่มและอิงเกณฑด์ งั ตารางท่ี 3.2

ตารางท่ี 3.2 แสดงความแตกตา่ งระหว่างแบบวดั องิ กลุ่มและแบบวดั องิ เกณฑ์

แบบวัดอิงกลุ่ม แบบวัดอิงเกณฑ์

มีการจาแนกผู้เรียนออกจากกันได้ มกี ารจาแนกผู้เรียนออกจากเกณฑห์ รือมาตรฐานได้
เหมาะที่จะใช้ในการทดสอบหลังเรยี น เหมาะท่จี ะใชก้ บั การทดสอบระหว่างเรยี น

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 79

แบบวดั อิงกลุ่ม แบบวัดอิงเกณฑ์

ใหค้ าตอบวา่ ในกลมุ่ นี้ใครเก่งกวา่ กนั ให้คาตอบวา่ กลมุ่ นี้มีคนกี่คนที่ผา่ นเกณฑ์
เหมาะกับการประเมนิ สรปุ เหมาะกับการประเมนิ ความรอบรู้
การสรุปผลขน้ึ อยกู่ ับกลมุ่ และลกั ษณะของกลุ่ม การสรปุ ผลข้ึนอยูก่ ับเกณฑแ์ ละความชัดเจนของเกณฑ์

3.3 คณุ ลกั ษณะของเคร่ืองมือวดั ที่ดี7

กระบวนการสร้างเครอื่ งมือไมไ่ ด้สิน้ สดุ ลงเมือ่ ผู้วิจัยสร้างข้อคาถามเสร็จ แตย่ ังคานงึ ถึงคุณภาพของ
เคร่ืองมือที่สร้างขึ้นมาด้วย เพราะคุณภาพของงานวิจัยส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมลู เครอื่ งมือท่ถี กู สรา้ งขน้ึ มาจะต้องมีวิธีการสรา้ งที่มหี ลักเกณฑด์ งั กลา่ วข้างตน้ นอกจากนี้ควรมลี กั ษณะ

1. มีความเที่ยง (Reliability) หมายถึง มีความคงที่ของผลท่ีได้จากการวัดตัวแปรด้วยเครื่องมือชุด
เดยี วกนั ในเวลาที่ต่างกนั

2. มคี วามตรง (Validity) หมายถงึ เครือ่ งมือนั้นสามารถวดั เนอ้ื หาตรงตามตัวแปรทต่ี อ้ งการจะวดั
3. มีความเป็นปรนัย (Objectivity) หมายถึง การที่เคร่ืองมือมีคาถามท่ีชัดเจนสามารถเข้าใจได้
ตรงกันทงั้ ผู้ถามและผู้ตอบ และเข้าใจผลทว่ี ัดได้ตรงกนั หรือให้คะแนนตรงกันไมว่ า่ ใครจะเป็นผู้ให้คะแนน
4. มีความยากง่ายพอเหมาะแก่กลุ่มเป้าหมายท่จี ะนาเคร่ืองมือนนั้ ไปใช้
5. มีความยาวพอเหมาะกบั เวลาและเน้อื หาทต่ี อ้ งการวัด
6. สามารถแบ่งแยกความแตกต่างในกลมุ่ เปา้ หมายท่ีศึกษา
7. มีลาดบั ของคาถามเหมาะสมไมส่ รา้ งความสบั สนแก่ผู้ตอบ
8. เป็นเครอ่ื งมือทถี่ กู ตอ้ งตามจรยิ ธรรม ไม่ละเมิดสทิ ธสิ ว่ นบุคคล
9. เปน็ เครือ่ งมือที่ใหค้ วามยุตธิ รรมแกผ่ ู้ตอบทกุ ท่าน

คณุ ลกั ษณะ: แบบวดั ทางจิตวิทยา8

1. แบบสงั เกตพฤติกรรม…………………………….

2. แบบทดสอบวัดความรู้……………………………
3. แบบสอบถาม...............................................
4. แบบสารวจรายการ......................................
5. แบบประเมินค่า (3, 5 ระดับ).......................
6. แบบสงั เกตพฤตกิ รรม…………….……………….

7 สุวมิ ล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวธิ ีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏบิ ัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หนา้ 101-126.

8 นภัทร์ แก้วนาค, เคร่ืองมือการวิจัยและการหาคุณภาพ (Improve Version), เอกสารประกอบการสอน
รายวิชาสถติ ชิ ้ันสูง, (เอกสารสารอดั สาเนา).

80 Testing and Assessment for Psychology

3.4 คานิยามนาม คานิยามจรงิ และคานยิ ามปฏิบตั กิ ารที่ใช้ในการสร้างมาตรวัด9

การให้นิยามตัวแปรทางจิตวิทยาในการสร้างมาตรวัด ข้ึนอยู่กับวิธีการใช้ในการสังเกตหรือการ
จัดเก็บข้อมลู เพ่ือนามาสร้างตัวแปรเชน่ ทัศนคติ หรอื พฤติกรรม ทเี่ ป็นเปา้ หมายของการศึกษา กระบวนการท่ี
มีความถูกต้องและเช่ือถือได้ในการวัดทัศนคติหรือตัวแปรที่แตกต่างกัน จะให้ค่าของตัวแปรที่แตกต่างกันซึ่งมี
ผลต่อความถูกต้องของการวิจัย เมือ่ ได้คณุ สมบัตขิ องตัวแปรมาแล้วยังต้องผ่านการดาเนินการอกี หลายขั้นตอน
ท่ีถูกต้องตามหลักวิชาการ การวัดแนวคิด (Concept) หรือตัวแปรหลักที่จะใช้ในการศึกษาได้โดยตรง จะต้องวัด
จากซ่ึงท่ีตัวแปรนั้นแสดงออกเรียกว่า ตัวแปรประจักษ์ (Manifest variables) ซ่ึงจะต้องมีการให้คานิยามจริง และ
คานิยามปฏิบัติการ โดยท่ีผู้วิจัยจะต้องเรียนรู้ถึงความหมายและความแตกต่างของการนิยามต่าง ๆ ที่ใช้ในการ
วจิ ยั ซง่ึ แบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ประเภทคือ คานยิ ามนาม คานยิ ามจรงิ และคานยิ ามปฏิบัติการ

1) คานิยามนาม (Nominal definition) คือ คานิยามศัพท์เพ่ือให้คนเข้าใจความหมายเบ้ืองต้น
ของตัวแปรน้ันแบบง่าย ๆ โดยใช้คาท่ีง่าย ๆ กว่า (Primitive terms) แต่ไม่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการ
สร้างมาตรวัดได้ มีเพียงแต่เนื้อหาใจความเบื้องต้นเท่านั้น แต่ถงึ กระน้ันการได้ซึ้งมาคานิยามนามท่ีถูกต้องต้อง
อาศัยการศึกษาคน้ คว้าเอกสาร บทความทางวชิ าการหรอื พจนานกุ รม

2) คานิยามจริง (Real definition) เป็นคานิยามที่มีความเป็นวิชาการมากกว่าคานิยามนาม
เพราะต้องมีความเป็นรปู ประธรรมสูงเกย่ี วกบั คุณสมบัตขิ องตัวแปรนั้นว่ามคี ุณสมบัติอะไรท่เี ป็นสาระสาคัญใน
บ้างครั้งอาจเรยี กสาระสาคัญคุณสมบตั ิเหล่านี้ได้ว่าเป็นองค์ประกอบ (Components) หรอื มติ ิ (Dimensions)
ของตัวแปรน้ันซ่ึงกวา่ จะได้มาซง่ึ คานิยามจริง ต้องทาการทบทวนวรรณกรรมวจิ ัยที่เขียน โดยนักวิชาการท่ีเป็น
เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มากมายเพียงพอไม่น้อยกว่า 5-10 เร่ืองเพ่ือความมั่นใจในความถูกต้องและความ
ครบถ้วนของนิยามจริงเม่ือทราบองค์ประกอบ หรือมิติของตัวแปรแล้วก็สามารถท่ีจะให้คานิยามที่มีความเป็น
รูปธรรมมากขึ้นและได้มาตรฐานสากลและเป็นจุดสาคัญที่ผู้วิจัยจะได้แสดงถึงความเข้าใจท่ีแท้จริงในเชิง
วิชาการเกี่ยวกบั ความหมายของ ตัวแปรนัน้

ตวั อย่างการสรา้ งมาตรวัด “ความเครียด” ไดม้ าจาก นิชากร เพิ่มพรสกลุ (2557) ท่ีทาการศึกษา
วจิ ยั เร่อื งความขัดแยง้ ระหว่างชวี ิตครอบครัวกบั ชีวิตการทางานที่มีผลตอ่ คุณภาพของชีวติ การพยาบาลวิชาชีพใน
โรงพยาบาลชุมชน เขตตรวจราชการสาธารณสุข 6 ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมหาคานิยามจริง ผู้วิจัยได้
พบว่านักวิชาการท่ีมีช่ือเสียงหลายท่าน (Schaerbroeck, Colton, & Jennings, 198910, Ivanseevich, &

9 สชุ าติ ประสทิ ธร์ิ ัฐสนิ ธ์,ุ (2558), การเขียนข้อเสนอโครงการวจิ ยั เชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และแบบผสมทถี่ กู ตอ้ ง
ได้มาตรฐานสากล, กรงุ เทพมหานคร: ห้างหุ้นสว่ นจากัดสามลดา, หน้า 49-53.

10 Schaerbroeck, J., Cotton, J. L., & Jennings, K. R., (1989), Antecedents and consequences of rote
stress: A covariance structure analysis, Journal of Organizational Behavior, 10, 35-58.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 81

Matteron, 198011; Vitaliano, Russo, Weker, & Celun, 1993)12 ที่มีความเครียดเป็นตัวแปรตัวหน่ึงที่ต้องใช้
ในการวิจัย ได้ให้คานิยามจริงว่าความเครียดมี 4 องค์ประกอบ คือ (1) ความเครียดด้าน การรับรู้ (Cognitive
stress) (2) ความเครียดด้านอารมณ์ (Emotional stress) (3) ความเครียดด้านร่างกาย (Physical stress)
และ (4) ความเครยี ดดา้ ยพฤติกรรม (Behavioral stress) ดังภาพที่ 3.1

ร่างกาย จิตใจ

ความเครียด

อารมณ์ พฤตกิ รรม

ภาพท่ี 3.1 องค์ประกอบของความเครียด
ที่มา: สชุ าติ ประสิทธร์ิ ฐั สนิ ธุ์13 2558, หน้า 51
3) คานิยามปฏิบัติการ หมายถึง กระบวนการระบุรายการท่ีบ่งชี้คุณลักษณะของส่ิงใดสิ่งหน่ึงท่ี
ต้องการวดั ท่สี ามารถนาไปใช้จดั เก็บขอ้ มลู เกยี่ วกับคุณสมบัตขิ องหน่วยวเิ คราะหท์ ต่ี ้องการศกึ ษา กระบวนการท่ี
ถูกต้องจะทาให้ได้มาซึ่งรายการที่เกี่ยวกับสภาพของคุณสมบัติท่ีมีอยู่ และปริมาตรของคุณสมบัตินั้น ๆ ได้อย่าง
ถูกต้อง (Valid) แม่นยา (Accurate) และเช่ือถือได้ (Reliable) เช่น การวัดน้าหนักของเด็กว่ามีสภาพเป็น
อย่างไร โดยใช้กระบวนการช่ังบนตาชั่งน้าหนักซ่ึงเป็นท่ีย อมรับกันว่าเป็นกระบวนการท่ีถูกต้อง
(Measurement validity) น้าหนักจะเป็นผลของกระบวนการวัดน้าหนักบนตาชั่งท่ีมีมาตรฐานที่เป็นท่ียอมรับ
ผูอ้ ่ืนท่ใี ชก้ ระบวนการเดียวกัน จะได้ผลอยา่ งเดียวกัน ถ้าตาชัง่ นั้นมีความเช่ือถือได้ (Reliability) ซึ่งกระบวนการ
นสี้ ามารถทีจ่ ะทาซา้ โดยใครก็ได้
การให้คานิยามปฏิบตั ิงานเป็นสิ่งจาเปน็ พ้ืนฐานของการวิจัยเชงิ ปรมิ าณท่ีตอ้ งการจัดเก็บขอ้ มลู ใน
ภาคสนามที่ต้องมีการแจกแจงรายละเอียดของมาตรวัด อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน (A clear and Concise
definition of measure) ว่าจะต้องมีขั้นตอนอะไรและแต่ละขั้นตอนจะต้องทาอะไร และทาอย่างไร ก่อนที่

11 Ivancevich, J. M. & Matteson, M. T., (1980), Stress and work: A managerial perspective, Tucker, GA:
Scott Foreman and company.

12 Vitaliano, P.P., Russo, J., Weker, L., & Celun, C., (1993), What Is Coefficient Alpha? – CiteSeerX,
Journal of Applied Psychology, 78(1), 98. อ้างอิงใน สชุ าติ ประสทิ ธิร์ ฐั สินธุ์, (2558), การเขยี นขอ้ เสนอโครงการวิจัยเชงิ
ปรมิ าณ เชิงคณุ ภาพ และแบบผสมทีถ่ กู ต้องได้มาตรฐานสากล, กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นสว่ นจากัดสามลดา, หนา้ 51.

13 อา้ งแล้ว.

82 Testing and Assessment for Psychology

ผวู้ ิจัยจะนาเนนิ การจดั เกบ็ ข้อมูลเพ่ือใช้ในการวจิ ยั ทกุ คนที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัย ผู้สัมภาษณ์ ผู้ให้สมั ภาษณ์ และ ผู้อื่น
ท่ีจะใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ต้องมีความเขา้ ใจเหมือนกันและเห็นด้วยกับกระบวนการสร้างคานิยามปฏิบัติการ
ทุกขั้นตอนวา่ ถูกต้อง และใชก้ ารได้

Wadsworth Cengage Learning (2012) ได้ให้ความหมายของคานิยามปฏิบัติการ (Operational
definition what is it?) กระบวนการให้คานิยามการปฏิบัติการเป็นกระบวนการที่ต้องการวัดอย่างมีวัตถุวิสัย
(Objective measure) หากมองในภาพกว้าง การให้คานิยามปฏิบัติการ เป็นกระบวนการที่กาหนดความหมาย
ของตัวแปร (Giving the variable meaning) ในขอบเขตของการศึกษาน้ัน โดยเฉพาะ (Within a particular
study) ข้ึนความหมายของตัวแปรท่ีต้องการจะวัด ถ้าต่างบริบทกันต้องใช้คานิยามปฏิบัติการท่ีแตกต่างกันให้
เหมาะสมกับบริบท ดังเช่น คานิยามปฏิบัติการ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ จะแตกต่างจากคานิยามปฏิบัติการ
คุณภาพชีวิตของเด็กท่ีป่วยเป็นโรคเบาหวานโดยส้ินเชิง ผู้วิจัยจะนาคานิยามปฏิบัติการเดียวกันมาใช้โดยไม่มีการ
ดัดแปลงให้เข้ากับบริบทไม่ได้เป็นอันขาด เพราะมีผลต่อความถูกต้องของการวิจัย จึงจะได้คานิยามปฏิบัติการท่ี
ถูกตอ้ งแมน่ ยา และเช่อื ถอื ได้

3.5 แบบทดสอบทางจิตวทิ ยาที่มีมาตรฐาน

แบบวัด/แบบทดสอบทางจติ วิทยา เชน่

1. แบบวัดความรู้ 10. แบบวัดการปรับตวั
2. แบบวดั เจตคติ 11. แบบวัดการรู้ประสิทธภิ าพแห่งตน
3. แบบวัดคา่ นิยม 12. แบบวัดการเรยี นรูต้ ลอดชีวติ
4. แบบวัดทกั ษะ 13. แบบวดั การเห็นคุณค่าในตัวเอง
5. แบบวดั ภาวะความเป็นผู้นา 14. แบบวัดการใช้เหตผุ ล
6. แบบวดั สมรรถนะความสามารถ 15. แบบวัดความเสมอภาค
7. แบบวัดความวติ กกงั วล 16. แบบวดั ความเครียด
8. แบบวัดการควบคุมตนเอง 17. แบบวดั ความสนใจ
9. แบบวดั กระบวนการตัดสินใจ 18. แบบวดั ความสามารถในการจัดการตนเอง

แบบทดสอบ14 เป็นเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์ชนิดหนึ่งที่มีระบบในการวัดความสามารถ
ทกั ษะ คุณลักษณะ และผลการปฏิบตั ิงานของบุคคล แบบทดสอบเป็นการวัดกลุ่มตัวอย่างพฤติกรรมทีม่ ีระบบ
ในการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบมีการดาเนินการสอบท่ีเป็นมาตรฐานมีระบบการให้คะแนนและแปล
ความหมายของคะแนน แบบทดสอบท่ีดีต้องมีคุณสมบัติที่ดีในการออกแบบ และคุณสมบัติทางการวัดที่ดี
ได้แก่ ความเท่ียงตรง เช่ือถือได้ และมีค่าสถิติรายข้อที่ดี แบบทดสอบสามารถจาแนกได้หลายประเภท เช่น

14 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วิจยั พฤตกิ รรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, หน้า 4-5.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 83

แบง่ ประเภทตามจุดมงุ่ หมายของการสอบ แบง่ ตามรูปแบบคาภามและคาตอบ แบง่ ตามรปู แบบการดาเนนิ การ
สอน แบ่งตามลักษณะการเปรียบเทียบผลของคะแนน และแบ่งตามความเร็วในการทาแบบทดสอบ การ
จาแนกประเภทของแบบทดสอบทาให้ทราบจุดมุ่งหมายและลักษระของแบบทดสอบประเภทต่าง ๆ เพ่ือ
ประโยชน์ในการนาไปใช้ ซ่ึงลักษณะต่าง ๆ ของแบบทดสอบประเภทหน่ึงอาจรวมลักษณะของแบบทดสอบ
ประเภทอื่นไดด้ ้วย

กระบวนการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบโดยทั่วไปประกอบด้วยข้ันตอนดังต่อไปน้ี คือ การ
กาหนดจดุ มุ่งหมายของแบบทดสอบ การนิยามสิ่งท่ีวดั การเตรียมตารางแสดงโครงสร้างรายละเอียด การสร้าง
ข้อสอบ การทดลองใช้เบื้องต้น การดาเนินการใช้แบบทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ การตรวจสอบ
คุณภาพของแบบทดสอบ และการจัดทาคู่มือการใช้แบบทดสอบ สาหรับแบบทดสอบท่ีมีอคติ จะเป็น
แบบทดสอบท่ีสรา้ งขึ้นในแนวทางท่ีคนบางคนได้เปรยี บมากกวา่ คนอน่ื ทั้งทม่ี ีความรคู้ วามสามรถเท่ากัน ความ
อคติอาจปรากฏอยู่ในเนือ้ หา ภาษาโครงสรา้ งและการพยากรณ์ ดงั นั้น ในการสร้างและพฒั นาแบบทดสอบตอ้ ง
พยายามขจัดอคติเหล่านี้

3.5.1 แบบทดสอบเชาวนป์ ญั ญาชนดิ ต่าง ๆ
ความหมายของเชาวน์ทางปัญญา

เชาวน์ปัญญา หรอื บางคนเรยี กว่า สติปญั ญา15 ตรงกับภาษาอังกฤษวา่ Intelligence เปน็ ส่ิงท่ีมีผู้
กล่าวกันมาไม่น้อยว่าสองพันปีแล้ว นักจิตวิทยาได้หันมาทาการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรอื่ งเชาว์ปัญญา เม่ือต้น
ศตวรรษท่ี 20 แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปท่ีชดั เจนลงตัวทีเดียวได้ นักจติ วิทยาแต่ละท่านที่ศึกษาเรื่องน้ีต่างก็
มีความเห็นแตกต่างกันออกไป พรอ้ มกับได้ใหค้ วามหมายของเชาวป์ ัญญาไว้หลายแง่มุม ซงึ่ ปจั จบุ ันนกั จิตวิทยา
ส่วนใหญ่ต่างก็ยอมว่า “เชาว์ปัญญา” เป็นแนวโน้มในการใช้ความสามารถใน 3 ด้าน คือ 1) ความสามารถใน
การเรียนรู้ 2) ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล สามารถคิดในสิ่งท่ีย่งุ ยากซับซ้อน และท่ีเป็นนามธรรม 3)
ความสามารถในการปรับตัวต่อสิง่ แวดลอ้ ม เป็นต้น

เชาวน์ทางปัญญา (Intelligence Quotient: IQ)16 หรือเชาวน์ปัญญา หรือความฉลาดทางปัญญา
หรือความสามารถทางสติปัญญา หรือไอคิว หมายถึง ความสามารถทางสมองที่แสดงถึงความสามารถของ
บุคคลในด้านการเรียนรู้ การเก็บรักษาความรู้ และรู้จักนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาอย่างมี

15 โครงการจดั ทาและพัฒนาหลักสตู ร, (2559), พุทธจติ วิทยากับสังคมและวฒั นธรรมไทย, เอกสารประกอบการ
สอน รหัสวิชา 300 303 หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต วิชาพระพุทธศาสนาประยุกต,์ สานักอธกิ ารบดี: มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย, หนา้ 213- 214

16 สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, (2552), การศึกษาองค์ความรู้เก่ียวกับคุณลักษณะของคนไทยท่ีพึง
ประสงค์: เชาว์ทางปัญญา (Intelligence Quotient: IQ), รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเร่ือง การพัฒนาเกณฑ์
มาตรฐานท่ี 1 คุณลักษณะของคนไทยท่ีพึงประสงค์ท้งั ในฐานะพลเมืองและพลโลก, (พิมพค์ ร้ังท่ี 1), กรุงเทพมหานคร: บริษัท
พริกหวานกราฟฟคิ จากัด, หนา้ (ข) – (ช).

84 Testing and Assessment for Psychology

ประสิทธิภาพ สามารถคดิ วิเคราะห์ เขา้ ใจเหตุผลและการะทากิจกรรมตา่ ง ๆ ได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย มีลักษณะท่ี
จะเรยี นรใู้ นสง่ิ ท่ีเป็นนามธรรมและมีความซับซ้อนได้

เชาวน์ปัญญาหรือไอคิว ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงในความหมายซ่ึงเกี่ยวข้องกับคะแนนที่ได้จากการวัด

หรือการทดสอบเชาว์ทางสติปัญญาซึ่ง IQ ท่ีได้จากแบบทดสอบเชาวน์ทางสติปัญญาแต่ละชนิดมีความหมาย

แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของแบบทดสอบนั้น เช่น การจัดจาแนกระดับเชาวน์ทางสติปัญญาจาก

แบบทดสอบของเวคสเลอร์ (Wechsler)

IQ ระดบั เชาวนท์ างปัญญา

130 ข้ึนไป อัจฉริยะ

120-129 ฉลาดมาก

110-119 คอ่ นข้างฉลาด

90-109 ปานกลาง

80-89 ปัญญาทึบ

70-79 คาบเสน้ ปญั ญาออ่ น

ตา่ กว่า 69 ปญั ญาออ่ น

องคป์ ระกอบของเชาวนท์ างปญั ญาตามแนวคิดของเทอร์สโตน ประกอบด้วย
1) ความสามารถท่ีจะใช้ถ้อยคาสื่อความหมายและเข้าใจความหมายของถ้อยคา รวมทั้งการเขียน
และการพูด
2) ความสามารถทจ่ี ะเลือกหาถอ้ ยคาใช้ได้อยา่ งรวดเรว็ และเหมาะสม
3) ความสามารถในเรื่องเก่ยี วกับตัวเลข
4) ความสามารถทจี่ ะมองเหน็ ความสมั พนั ธ์ของรูปร่างในมิติตา่ ง ๆ
5) ความสามารถในการจา
6) ความสามารถในการท่จี ะรับรู้รายละเอียดของส่ิงเร้า ได้แก่ ความแตกต่างและความเหมือนของ
ส่งิ เรา้
7) ความสามารถในการหากฎเกณฑ์ หลักการ และความคิดรวบยอดในการเข้าใจปญั หาอนั จะเป็น
แนวทางในการแก้ปัญหาได้

สาหรับการด์ เนอร์แบ่งความสามารถทางสตปิ ญั ญาออเปน็ 8 ด้าน ดังตอ่ ไปนี้
1) ความสามารถด้านภาษา หมายถงึ ความสามารถในการใช้คาและภาษา ใชค้ วามสัมพันธ์ระหว่าง
คาต่าง ๆ มีสัมผัสด้านภาษา บทกวี และใช้ภาษาสื่อความหมายทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง มีทักษะการฟัง รวมไป
ถึงทักษะการพดู และภาษาพูดท่ีดี มกี ารคดิ เปน็ คามากกวา่ ภาพ
2) ความสามารถด้านตรรก-คณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถในการคิดอยา่ งเป็นเหตุเปน็ ผลหรือ
แนวความคิดเชิงนามธรรม มีทักษะสูงในด้านเหตุผลตรรก การแก้ปัญหา ตัวเลข การนับ การคานวณ การ

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 85

จัดการ การคิดเชิงตรรก การคิดในเขชิงวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ความคิดอย่างเป็นหลักเกณฑ์อย่างเป็น
ระบบ มีความสนใจส่ิงรอบตวั จดจอ่ ได้ดี ชอบถามต่าง ๆ

3) ความสามารถด้านมิติ ทิศทาง การกาหนดที่ว่าง หมายถึง ความสามารถด้านจินตภาพ การใช้
สายตา การรับภาพ การกาหนดทิศทาง เป็นความสามารถสร้างจินตภาพหรือคิดเป็นภาพ มองเห็นวัตถุ มอง
ภาพสามมิติต่าง ๆ อยา่ งทะลุปรโุ ปร่ง สร้างภาพในใจไดด้ ี หรือคิดแกป้ ัญหาในใจโดยไม่ใช้สายตาได้ดี รู้ท่ีต้งั ของ
สถานท่ีต่าง ๆ สนใจเคร่ืองกลไก อ่านแผนที่ แผนภูมิ ดูภาพประกอบ วิดีทัศน์ ภาพยนตร์ บรรยายหรือ
พรรณนาด้วยมติ ไิ ด้ดี

4) สามารถด้านดนตรี หมายถึง ความสามารถในการสร้างสรรค์และซาบซึ้งในดนตรี คดิ ในแบบใน
แบบของเสียงหรือจังหวะ ตอบสนองต่อดนตรีได้ดี ไวต่อโทรเสียง จดจาลักษณะเสียง ระดับเสียง จังหวะ พลัง
อารมณแ์ ละโครงสรา้ งดนตรที ซี่ บั ซ้อน เข้าใจดนตรี แยง่ แยกองคป์ ระกอบและประเภทดนตรี

5) ความสามารถด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย หมายถงึ ความสามารถในการแสดง การควบคุมการ
เคล่ือนไหวของร่างกาย ส่ืออารมณ์ เล่นเกม การตอบสนองการโต้ตอบ การประสานการทางานของร่างกาย
และจิตใจ มีทกั ษะดใี นด้านการประสานมอื กับสายตา ควบคมุ สมดุลของรา่ งกาย

6) ความสามารถด้านการปฏิสมั พันธห์ รอื ทักษะระหว่างบุคคล หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจ
และสร้างความสัมพันธ์ความสนิทสนมกบั ผู้อ่ืน ความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคลมีความพยายามที่จะ
เข้าใจในมุมมองความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่น สื่อสารอย่างเข้าใจผู้อ่ืน รู้สึกไวต่อความรู้สึกของผู้อ่ืน รับรู้
ความรู้สึกได้เร็ว เป็นนักจัดการที่ดี เป็นผู้สร้างความสงบสุขในกลุ่มและประสานงานความร่วมมือโดยใช้ท้ัง
ภาษาพดู และภาษากาย เป็นผู้นามีบุคลิกภาพดี ตอบสนองดี สามารถควบคุมคุณภาพความขัดแย้ง การตัดการ
และการจัดเวลาไดด้ ี

7) ความสามารถดา้ นการเรียนรู้เร่ืองตนเองหรอื ทกั ษะภายในบุคคล หมายถึง ความสามารถในการ
เข้าใจความรู้สึกและแรงจูงใจภายในของตนเอง ความสามารถในการค้นหาและสารวจจิตใจตนเอง สามารถ
สะท้อนภาพของตนเองและความเป็นไปของตนเอง ตระหนักรู้ในตนเอง เข้าใจความคิด ความรู้สึก และการ
ตอบสนองอารมณ์ของตนเองได้ดี รวมไปถึงความฝันความสัมพันธ์กับคนอ่ืนจุดแข็งขุดอ่อนของตนเองมีทักษะ
ในการจดจอ่ ตนเองวิเคราะห์ตนเอง

8) ความสามารถด้านธรรมชาติ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะลักษณะต่าง ๆ ตาม
ธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันจะพบการใช้ความสามารถด้านธรรมชาติในเรื่องของความสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อม และ
คนที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้เร็วจะสามารถแยกแยะข้อแตกต่างระหว่างของ 2 อย่างได้อย่าง
รวดเร็ว

แนวการวัดและเครือ่ งมือวัดเชาวนท์ างปญั ญา

การวัดเชาวน์ทางปัญญาเป็นการวัดความสามารถทางสติปัญญาของบุคคลท่ีติดตัวมาโดยใช้
แบบทดสอบ ซ่ึงแบบทดสอบท่ีนิยมใช้ในการวัด เช่น Stanford- Binet From L-M, WISC, WAIS, WPPSI,

86 Testing and Assessment for Psychology

DDST, CPM, SPM, APM โดยแบบทดสอบแตล่ ะชุดมีองคป์ ระกอบในการวดั ความสามารถทางสตปิ ัญญาในแต่
ละด้าน เช่น องค์ประกอบของแบบทดสอบความสามารถทางสติปัญญา WISC III ประกอบด้วย 13
แบบทดสอบย่อย ซึ่งวดั ความสามารถทางสติปัญญาในแต่ละองค์ประกอบ ได้แก่ การหาส่วนที่หายไปของภาพ
ความร้ทู ั่วไป การลอกตามแบบ ความเหมือนของคาสองคา การเรียงรูปภาพคณิตศาสตร์ การต่อลูกบาศก์เป็น
รปู ทรง คาศัพท์ การประกอบชิ้นสว่ น ความรคู้ วามเขา้ ใจ การหาสญั ลกั ษณ์ การจาตวั เลข และเขาวงกต

สาหรับในประเทศไทยมีแบบทดสอบวัดเชาวน์ทางปัญญาที่ใช้ในหน่วยงานจิตเวชทั้งภาครัฐและ
เอกชน ดงั ตวั อย่างตอ่ ไปนี้

1. Arthur Point Scale
2. Culture-Fair Intelligence Test
3. Gesell Developmental Schedule
4. Leiter International Performance
5. Revised Beta Examination
6. Chicago Non – Verbal Examination
7. Vineland Social Maturity Scale
8. WISC – R
9. WAIS – R
10. WISC – III
11. Cattell Infant Intelligence Scale
12. Standford – Binet IV
13. Otis – Lennon Mental Ability Test
14. Porteus Maze Test (1965)
15. K – ABC
16. Goldstein – Scheerer Object Sorting Set
17. Lorge – Thorndike Intelligence Test
18. Modified Alpha Examination Form 9
19. Leiter Adult Intelligence Scale (LAIS)

สาหรับทฤษฎีท่ีนิยมใช้ในการวัดความสามารถทางสติปัญญาของบุคคล ได้แก่ ทฤษฎีพหุปัญญา
ของการ์ดเนอร์ แนวคิดนี้มีจุดเด่นในเรื่องการใช้ความสามารถทางสติปัญญาในด้านต่าง ๆ ของตนเอง ซึ่งแบ่ง
ความสามารถทางสตปิ ัญญาหรอื พหุปัญญาออกเป็น 8 ด้าน ดงั น้ี

1. ความสามารถดา้ นภาษา
2. ความสามารถด้านตรรก– คณิตศาสตร์
3. ความสามารถดา้ นมิติ ทศิ ทาง การกาหนดที่วา่ ง

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 87

4. ความสามารถด้านดนตรี
5. ความสามารถด้านการเคลื่อนไหว
6. ความสามารถดา้ นการปฏสิ ัมพันธ์หรอื ทักษะระหวา่ งบุคคล
7. ความสามารถดา้ นการเรยี นรู้เรอื่ งตนเองหรือทักษะภายในบุคคล
8. ความสามารถด้านธรรมชาติ

3.5.2 แบบทดสอบสติปญั ญา17

1. แบบทดสอบสตปิ ญั ญาแสตนฟอร์ด-บีเนท่ ์

สาหรับแบบทดสอบสติปัญญาแต่ละบุคคลท่ีเป็นท่ีนิยมใช้กับเด็ก ๆ ได้แก่ แบบทดสอบ
สติปญั ญาแสตนฟอรด์ -บีเน่ท์ ซ่ึงถกู นามาดัดแปลงแก้ไขในปี ค.ศ. 1916 โดยเทอร์แมนซึ่งได้ดัดแปลงแก้ไขจาก
แบบทดสอบของบีเน่ท์ซงึ่ สร้างไวใ้ นฝรัง่ เศสและไดม้ ีการปรับปรุงแก้ไขใหม่และพิมพ์เผยแพร่โดยเทอร์แมนและ
เมอร์ริล (Terman & Merrill) และได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่อีกในปี ค.ศ. 1960 และหลังสุดในปี ค.ศ. 1973
ซ่ึงในแบบทดสอบชุดสุดท้ายน้ีได้เริ้มต้นรู้จักในชุด L-M ซึ่งได้แบ่งชุดของแบบทดสอบย่อยของ 20 ระดับของ
ความสามารถโดยเร่ิมต้นจากระดับอายุ 2 ปี จนถึงระดับ Superior Adults (SA) เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึง
ลักษณะความแตกต่างของเนื้อหาของแบบทดสอบจะได้ยกตัวอย่างโดยเลือกข้อคาถามจาก 4 ระดับอายุ
ดงั ตอ่ ไปนี้

ตวั อย่างแบบทดสอบ

อายุ 2 ½ ปี
1. ใหบ้ อกช่ือสิง่ ของที่มไี วส้ าหรับใช้ (จะมกี ระดานซง่ึ มีของ 6 อย่างตดิ อยู่)

“ชีส้ ่ิงทีเ่ ราใช้ด่มื ”
ถ้าตอบได้ 3 อย่าง จาก 6 อยา่ ง จะถอื วา่ ไดค้ ะแนน
2. บอกสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย (รปู ต๊กุ ตากระดาษตวั ใหญ)่
“ชผ้ี มของตกุ๊ ตาใหด้ หู นอ่ ยสิ”
ถา้ ตอบไดท้ ั้ง 6 อย่าง จะถือวา่ ไดค้ ะแนน
3. บอกช่อื สงิ่ ของบางอยา่ ง (มี 5 ชนิด)
“นคี้ ืออะไร” (เก้าอ้ี, รถยนต์)
ถา้ ตอบไดค้ รบ 5 อยา่ ง อยา่ งถือว่าไดค้ ะแนน
4. คาศพั ทโ์ ดยใช้รูปภาพ (18 รปู )
“นี่คอื อะไร” “เราเรียกวา่ อะไร”

17 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์ครั้งท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง, หน้า 103-116; Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo, (2009), Psychological Testing,
International Student Edition, USA: Wadsworth, Cengage Learning, p. 232.

88 Testing and Assessment for Psychology

ถา้ ตอบได้ 8 อยา่ ง จาก 18 อย่างถอื ไดค้ ะแนน
5. พดู ดว้ ยเลขซา้ 2 ตวั

“ฟงั นะ พูดว่า 4, 7”
ถ้าตอบได้ 1 จาก 3 ถอื วา่ ไดค้ ะแนน
6. ให้ทาตามคาสง่ั (มีของ 4 อย่างวางบนโตะ๊ )
“หยบิ สนุ ขั ใหฉ้ ันสิ”
หยบิ กระดมุ ใส่ลงไปในกลอ่ ง
ถ้าทาได้ 2 จาก 3 ถือว่า ได้คะแนน

อายุ 8 ปี
1. คาศพั ท์ (มี 45 คา)

“เวลาที่ฉันพดู คาอะไรออกมาใหบ้ อกว่ามนั แปลวา่ อะไร” “อะไรคือสม้ ?”
ถา้ ตอบได้ 6 ถอื ว่า ได้คะแนน
2. ความแตกต่าง
“ให้บอกถึงความแตกตา่ งของนกและสนุ ัข” “ไม้กับแก้ว”

3. รปู ภาพท่ีมีบางส่วนขาดหายไป (5 ภาพ)
“บอกวา่ อะไรในภาพทีข่ าดหายไป”
ถา้ ตอบได้ 4 ภาพ จาก 5 ภาพ ถอื วา่ ได้คะแนน

4. ความรู้เกยี่ วกับตัวเลข (ก้อนเหลี่ยม 12 อัน)
“หยบิ มาให้ 3 อัน แล้ววางไว่ทีน่ ่ี”
ถา้ ตอบได้ 4 ภาพ จาก 5 ภาพ ถือว่า ไดค้ ะแนน

5. ความคลา้ ยคลึง
“โตะ๊ ทาดว้ ยไม้ หน้าตา่ งทาดว้ ย....”
“นกบิน ปลา.....”
ถา้ ตอบได้ 3 ภาพ จาก 4 ภาพ ถอื ว่า ได้คะแนน

6. เขาวงกต (เรมิ่ จากจดุ เริม่ ต้น ไปยงั จดุ หมายปลายทาง)
“เดก็ ผชู้ ายคนหนงึ่ ต้องการไปโรงเรียนโดยทางที่สั้นท่สี ดุ โดยที่ไมอ่ อกนอกเสน้ ทาง”
ถา้ ทาได้ ถกู 2 ใน 3 ถือว่าได้คะแนน

อายุ 12 ปี
1. คาศพั ท์ (เหมือนกบั ของระดบั อายุ 6 ป)ี

ถ้าตอบได้ 15 คาจาก 45 คา ถอื ว่า ไดค้ ะแนน

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 89

2. ประโยคทีไ่ มถ่ กู ต้อง (5 ประโยค)
“ผู้พพิ ากษา พดู กบั จาเลยว่า คณุ จะต้องถูกแขวนคอ และฉนั หวังว่ามันจะเปน็ สงิ่ ชว่ ย
เตอื นคุณ”
ถา้ สามารถอธบิ ายไดถ้ ูกต้อง 4 ประโยค จาก 5 ถอื วา่ ได้คะแนน

3. รูปภาพท่ีไม่ถกู ต้อง (5 ประโยค)
“ผูพ้ พิ ากษา พดู กบั จาเลยวา่ คุณจะตอ้ งถูกแขวนคอ และฉันหวงั วา่ มนั จะเปน็ สิ่งชว่ ย
เตอื นคณุ ”
ถา้ สามารถอธบิ ายให้ถกู ตอ้ ง 4 ประโยค จาก 5 ถอื วา่ ได้คะแนน

4. พูดด้วยเลขยอ้ นหลัง 5 ตวั
ถ้าตอบได้ 1 ใน 3 ถอื วา่ ได้คะแนน

5. คานามธรรม
“น่าสงสาร หมายความวา่ อยา่ งไร”
ถ้าตอบได้ 3 จาก 4 ถือว่าไดค้ ะแนน

6. เติมคาลงในประโยคเพอื่ ใหป้ ระโยคนั้นสมบูรณ์
เขยี นคาทข่ี าดหายไปในประโยค โดยใชค้ าเพยี งคาเดยี ว
ถ้าตอบได้ 3 จาก 4 ถือวา่ ไดค้ ะแนน

SA II
1. คาศพั ท์ (เหมือนกบั ของระดับอายุ 6 ป)ี

ถ้าตอบได้ 26 คาจาก 45 คา ถอื วา่ ได้คะแนน
2. ทาเหตผุ ล (2 สว่ น)

“ใหเ้ หตผุ ลมา 3 อยา่ งวา่ ทาไมคนทีท่ าผิดกฎหมายอยา่ งรุนแรงควรถูกลงโทษ”
ถา้ ใหเ้ หตุผลไดห้ มด จึงได้คะแนน
3. อปุ มาอปุ มัย ให้บอกความหมาย
“ไก่ได้พลอย”
ถา้ ตอบได้ 1 จาก 2 คา ถอื ว่า ไดค้ ะแนน
4. แสดงวธิ ีคดิ
“มีกระปอ๋ งขนาด 5 ลติ รอยู่ 1 ใบ และกระปอ๋ งขนาด 3 ลิตร 1 ใบ ทาอยา่ งไรจงึ จะได้นา้
2 ลติ ร”
ถ้าตอบไดท้ ั้งหมด 3 ขอ้ ถอื วา่ ได้คะแนน
5. ความแตกต่าง
บอกความแตกต่างทสี่ าคญั ของ “งาน” กับ “การเลน่ ”

90 Testing and Assessment for Psychology

ถา้ ตอบได้ถูกหมด 3 ข้อ ถอื ว่า ไดค้ ะแนน
6. ความเขา้ ใจในการอ่าน เกย่ี วกบั เรอ่ื งคุณค่าของชวี ิต

บอกความคิดเห็นทสี่ าคัญ ๆ 4 อย่างจาก 7 อยา่ งได้ ถือว่าไดค้ ะแนน

การหาอายุฐาน อายุเพดาน อายุสมอง และ I.Q. ของแบบทดสอบแสตนฟอร์ด-บเี นท่ ์
1) การหาอายุฐาน (Basal Age) และอายุเพดาน (Ceiling Age)

ในการคานวณหาอายสุ มอง โดยใชเ้ ร่ืองของอายุฐาน (Basal Age) ในฐานะของระดบั อายทุ ่ผี ถู้ ูก
ทดสอบทาแบบทดสอบผ่านหมดรวมไปจนถึงระดับอายุท่ีผู้ถูกทดสอบทาข้อสอบไม่ได้เลย คืออายุเพดาน
(Ceiling Age) แตใ่ นบางครั้งอาจจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกดิ ขน้ึ อนั ได้แก่ ผถู้ ูกทดสอบทาแบบทดสอบผ่านหมดใน
ระดับอายุท่ีสูง แต่กลับทาไม่ได้ในข้อคาถามที่อยู่ในระดับอายุต่ากว่า เช่น ผู้ถูกทดสอบเป็นเด็กอายุ 11 ปี ผู้
ทดสอบจะเริ่มทดสอบจากระดับอายุ 10 ปี ซึ่งในระดับอายุนี้ ผู้ถูกทดสอบทดสอบผ่านหมด แต่ปรากฏว่าทา
แบบทดสอบในเร่ืองการวาดภาพจากความทรงจา ซึ่งเป็นของระดับอายุ 11 ปี และเหมือนกับอายุ 9 ปีไม่ได้
ถา้ เป็นเช่นนี้ ผทู้ ดสอบมีความจาเป็นทจ่ี ะต้องทาแบบทดสอบยอ้ มกลับลงไปเพื่อที่จะหาระดบั อายุฐานท่ีแท้จริง
หรือไม่ คาตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ทดสอบ ซึ่งเป็นส่วนที่สาคัญที่ไปมีผลต่อการวินิจฉัยด้วย เม่ือ
มาถึงจุดน้ี ผู้ทดสอบอาจจะให้ผู้ถูกทดสอบทาแบบทดสอบระดับอายุ 11 ปีต่อไป และข้ึนอยู่ว่า ส่วนใหญ่ของ
แบบทดสอบนั้น ผู้ถูกทดสอบทาได้หรือไม่ได้ สมมุติว่า ผู้ถูกทดสอบทาแบบทดสอบของระดับอายุ 11 ปี ได้
เพียง 2 ขอ้ กพ็ อท่ีจะแน่ใจได้ว่า ถ้าผู้ถูกทดสอบทาการทดสอบย้อนกลับลงไปจะเป็นอายุฐานที่น่าเชอื่ ถือ และ
พบว่าระดับอายุ 7 ปี เป็นระดับที่ผู้ถูกทดสอบทาผ่านหมด และทาไม่ได้เลยในระดับอายุ 13 ปี ซึ่งจาก
เหตุการณ์น้ีผู้ทดสอบต้องทราบแล้วว่าแบบทดสอบอยู่ในระดับที่ใกล้กับความวามสามารถสูงสุดท่ีแท้จริงของผู้
ถูกทดสอบ เพราะฉะน้ันการย้อนกลับไปสู่ระดับอายุต่าลงกว่าอายุ 10 ปี จะได้ผลที่ใกล้เคียงกับระดับ
สตปิ ญั ญาท่ีแทจ้ ริง ส่วนอายุเพดานนน้ั คอื ระดับอายุทผี่ ู้ถูกทดสอบทาแบบทดสอบไม่ได้เลย และผู้ทดสอบหยุด
การทดสอบ เปน็ ตน้

วิธีคดิ หาอายสุ มอง จาแบบทดสอบแสตนฟอรด์ -บเี น่ท์

อายุสมอง (Mental Age, MA) ของแนวทดสอบแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ โดยการคิดจากอายุฐาน
(Basal Age) รวมกับคะแนนที่ทาได้ในแต่ละระดับอายุจนถึงอายุเพดาน (Ceiling Age) แบบทดสอบบีเน่ท์
แบง่ เป็นดังนี้

1) อายุ 2 ถึง 5 ปี แบ่งเปน็ ชว่ งละครึ่งปีคือ 2, 2½, 3, 3½, 4, 4½, 5 ปี แต่ละช่วงอายมุ ีคาถาม
6 ข้อ แตล่ ะข้อไดค้ ะแนนในชว่ งน้คี ดิ เป็น 1 คะแนน เท่ากบั 1 เดอื น

2) จากอายุ 6 ถึงอายุ 14 ปี แบ่งเป็นช่วงละ 1 ปี แตล่ ะช่วงอายุ จะมีข้อคาถาม 6 ข้อแต่ละข้อ
ท่ไี ด้คะแนนในช่วงอายนุ ้ี คิดเปน็ 1 คะแนน เทา่ กบั 2 เดอื น

3) ต่ออายุ 14 ปี เป็น A4 (Adult Average) จะมีข้อคาถาม 6 ข้อ แต่ละข้อท่ีได้คะแนนของ
ช่วงอายุ 1 คะแนนเท่ากับ 2 เดอื น

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 91

4) ต่อจากอายุ A4 จะเป็น SA I (Superior Adult I) จะมีข้อคาถาม 6 ข้อ แต่ละข้อท่ีได้
คะแนนของชว่ งอายุนี้ 1 คะแนน เท่ากับ 4 เดือน

5) ต่อจากSA I เป็น SA II จะมีข้อคาถาม 6 ข้อ แต่ละข้อที่ได้คะแนนของช่วงอายุนี้ 1 คะแนน
เท่ากบั 5 เดือน

6) ต่อจาก SA II เป็น SA III จะมีข้อคาถาม 6 ข้อ แต่ละข้อท่ีได้คะแนนของช่วงอายุน้ี 1
คะแนน เทา่ กับ 6 เดือน

ตวั อย่างที่ 3.2 แสดงวิธคี ดิ คะแนนของอายสุ มอง (MA) ของเดก็ อายุ 4 ปี

ระดับอายุ จานวนข้อทดสอบทสี่ อบผ่าน จานวนเดอื นทไี่ ด้ รวม
ต่อ 1 ข้อ
3 ปี 6 (อายฐุ าน) ปี เดอื น
3-6 5 -
43 1 3-
4-6 2 1 -5
52 1 -3
61 1 -2
70 2 -2
2 -2
-0
รวม
3 14

ดงั น้ันอายุสมอง 4 ปี 2 เดอื น

ตวั อย่างที่ 3.3 แสดงวธิ ีคดิ คะแนนของอายสุ มองของผู้มอี ายุ 18 ปีขึ้นไป

ระดับอายุ จานวนข้อทดสอบที่สอบผา่ น จานวนเดอื นท่ีได้ รวม
ตอ่ 1 ขอ้ ปี เดอื น
2 ถึง 14 ไมไ่ ด้ทดสอบ
AA 8 สมมตวิ า่ ผ่านหมด 14
SA I 5 2 16
SA II 6 4 20
SA III 3 5 30
6 18

รวม 14 84

ดงั น้ัน อายุสมอง 21 ปี

92 Testing and Assessment for Psychology

ตวั อย่างท่ี 3.4 แสดงวธิ ีคิดคะแนนของอายสุ มองของผู้มีอายุ 10 ปี

ระดบั อายุ จานวนข้อทดสอบท่ีสอบผา่ น จานวนเดือนท่ีได้ รวม
ตอ่ 1 ขอ้
8 6 (อายฐุ าน) ปี เดอื น
95 -
10 6 2 8-
11 5 2 10
12 3 (จากการทดสอบ 5 ขอ้ ) 2 12
13 2 2.4 (เฉล่ีย) 10
14 1 2 7.2
AA 1 2 4
SA I 0 2 2
SA II 1 - 2
SA III 0 (Ceiling Age) 5 -
- 5
-

รวม 8 52.2

ดงั นั้น อายสุ มอง 12 ปี 4 เดือน

จากตัวอย่างที่ 3.4 ในกรณีที่ได้เริ่มต้นทดสอบท่ีระดับอายุ 10 ปี และผู้ถูกทดสอบทาในระดับ
11 ปี ไม่ผ่านในข้อท่ีไปเหมือนกับข้อทดสอบในระดับอายุ 9 ปี ส่วนในระดับอายุ 12 ปี ผู้ถูกทดสอบไม่
สามารถทาแบบทดสอบส่วนที่เป็นประโยคที่ไม่ถูกต้องได้เลย คือ ไม่ได้คะแนนในส่วนน้ี จึงจาเป็นต้องละ
แบบทดสอบส่วนนี้ไว้ และคะแนนเท่ากับ 2 เดือน รวมท้ังหมด 12 เดือน แบบทดสอบเหลือ 5 ข้อ คิดเป็นข้อ
ละ 2.4 เดือน คิดจาก 12/5 = 2.4 เดอื น และท่ีในระดับ AA กับ SA II ได้คะแนน จึงต้องนามาคิดด้วยเป็นต้น
(ทมี่ า Stanford-Binet Intelligence Scale 1972. Norm Edition)

2) การหาค่า I.Q. จากแบบทดสอบของบีเนท่ ์

การหาค่าอายุสมองหาได้จากการแสดงให้ดูในตอนต้น ส่วน CA หรือ Chronological Age
หรอื อายุตามปฏิทิน คิดจากอายุจริงของผู้ถูกทดสอบ เชน่ 10-2 ปี คือ 10 ปี 2 เดือน ถ้าผูถ้ ูกทดสอบมีอายุ 10
ปี 1 เดอื น 16 วัน เราจะคดิ วา่ CA คอื 10 ปี 2 เดือน แต่ถา้ ผ้ถู ูกทดสอบมอี ายุ 10 ปี 1 เดือน 15 วัน เราจะคิด
ว่า CA คือ 10 ปี 1 เดือน แต่ถ้าผู้ถูกทดสอบอายุตามปฏิทินเกิน 18 ปี ให้คิดเป็น 18 ปี เสมอในการหา I.Q.
น้ันหาได้จากสตู ร

I.Q. = MA x100

CA

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 93

โดยท่ี MA คือ Mental Age หรอื อายุสมอง
CA คอื Chronological Age หรอื อายจุ ริงตามปฏิทิน

หรือการหาค่า I.Q. อาจเปิดดูได้จากตารางแสดงแบบทดสอบสติปัญญาแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ ซึ่ง
หามาไดจ้ ากอายสุ มองท่ีได้จากการแก้ไขปรบั ปรุง ในปี ค.ศ. 1960 ชุด L และ M

ตารางท่ี 3.3 แสดงตวั อยา่ งการหาคา่ I.Q. ของแบบทดสอบสตปิ ญั ญาแสตนฟอรด์ -บเี นท่ ์

I.Q เปอรเ์ ซนต์ ประเภท
0.03
160-169 0.2 ฉลาดมาก ( Very Superior)
150-159 1.1
140-149 3.1 ฉลาด (Superior)
130-139 8.2
120-129 18.1 สูงกวา่ ระดับเฉลีย่ ( High Average)
110-119 23.5 ระดับเฉลยี่ (Normal Average)
100-109 23.0
90-99 14.5 ต่ากว่าระดบั เฉลย่ี (Low Average)
80-89 5.6 คาบเส้น (borderline defective)
70-79 2.0
60-69 0.4 ปญั ญาอ่อน (Mentally defective)
50-59 0.2
40-49 0.03
30-39

ท่มี า: Stannford-Benet Interlligence Scale, (1972), Norms Edition หน้า 18.18
ตารางแสดงคา่ กระจา่ ยของ I.Q ของกลุ่มตัวอย่างของแบบทดสอบแสตนฟอร์ด บีเน่ท์ ปี 1937

ความน่าเชื่อถือหรือความเที่ยง (Reliability) และความตรง (Validity) ของแบบทดสอบ
สติปญั ญาแสตนฟอรด์ -บเี น่ท์

(1) ความน่าเช่ือถือหรือความเท่ียง (Reliability) ของแบบทดสอบสติปัญญาแสตนฟอร์ด-บี
เน่ท์

18 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังที่ 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หนา้ 12.

94 Testing and Assessment for Psychology

ในปี ค.ศ. 1937 ความเที่ยงของแบบทดสอบสติปัญญาแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ได้จากสหสัมพันธ์
ระหว่างชุด L และ M ซึ่งทากับกลุ่มตัวอย่างในระยะเวลาที่ห่างกันไม่เกิน 1 สัปดาห์ ซึ่งการหาค่าความเที่ยง
ของแบบทดสอบนี้ นอกจากจะสนใจศึกษาในด้านความคงที่ความเสมอภาคของแบบทดสอบแล้ว ยังศึกษาถึง
ระดับอายุกับระดับสติปัญญาด้วย โดยทั่วไปแล้วแบบทดสอบของบีเน่ท์ มีแนวโน้มที่จะน่าเชื่อถือสาหรับคน
อายุสูงมากกว่าคนอายุน้อยและสาหรับผู้ท่ีมีสติปัญญาต่า มากกว่าพวกที่มีสติปัญญาสูง ในระดับอายุ 2 ½ ถึง
5 ½ปี ความน่าเช่ือถืออยู่ระหว่าง .83 - .91 (สาหรับ I.Q. 60-69) ระดับอายุ 6 ถึง 13 ปี ความน่าเช่ือถือ อยู่
ระหว่าง .91-.97 ในทุกระดับสติปัญญา และระดับอายุ 14 ถึง 16 ปี ค่าความน่าเชื่อถืออยู่ระหว่าง .95 - .98
เป็นต้น ซึ่งค่าความเช่ือถือจะเพิ่มมากขึ้น ตามการเพ่ิมขึ้นของผู้ถูกทดสอบ ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะผู้ทดสอบ
สามารถทจี่ ะควบคมุ สถานการณ์ในการทดสอบท่ีอายุสูงขึ้นได้ดกี ว่า โดยเฉพาะเม่ือเปรียบเทียบกับผ้ถู ูกทดสอบ
ระดับก่อนเข้าโรงเรียน และอกี อยา่ งกค็ อื อัตราการพัฒนาการท่ีเพิ่มขึ้นน้อยลงทาให้ความน่าเชอ่ื ถือทไี่ ดจ้ ากการ
ทดสอบซา้ ในคนท่มี ีการพัฒนาการชา้ จะไมแ่ สดงให้เหน็ ถึงการเปลยี่ นแปลงต่าง ๆ ท่เี กดิ ข้นึ มากนกั

ในการทคี่ วามน่าเชอื่ ถือสูงในพวกที่ I.Q. ต่า อาจเปน็ ได้ทล่ี ักษณะของแบบทดสอบของบเี น่ท์ทา
ให้เปน็ เช่นน้นั คงจะจาไดว้ ่าจานวนข้อในระดับอายทุ ี่ต่างกนั ในแต่ละข้อท่ไี ด้คะแนน มีน้าหนักเท่ากับ 1 เดือน
ในระดับอายุต่าท่ีสุด (2 ถึง 5 ปี) และมีน้าหนักเท่ากับ 2 เดือน ในระดับอายุท่ีสูงข้ึน และมีน้าหนัก 4, 5 และ
6 ในระดับอายุที่สูง (15-18 ปี) ซึ่งการที่น้าหนักของคะแนนท่ีได้ระดับอายุที่สูงท่ีสุดน้ี ทาให้เกิดเป็นความ
ผดิ พลาดในการวัด (Error of Measurement) ขึ้นมาได้ เพราะการผ่านหรอื ไมผ่ า่ นข้อทดสอบข้อใดข้อหน่ึง ไป
มีผลอย่างย่ิงต่อคะแนนรวมท้ังหมด จากอายุจริงท่ีสูง และระดับ I.Q ท่ีสูง ทาให้ผู้ถูกทดสอบได้รับการทดสอบ
ที่ระดับอายุที่สูงขึ้น ค่า I.Q. ก็จะมีความผิดพลาดในการวัดมากข้ึน ทาให้ค่าความน่าเชื่อถือน้อยลง อาจกล่าว
ได้ว่า การรายงานผลความน่าเช่ือถือของแบบทดสอบสติปัญญาของแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ ในทุกระดับ และ I.Q.
จะมากกว่า .90 โดยการคานวณแต่ละกลุ่มของระดับอายุ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 16 และ
ความผิดพลาดในการวัดประมาณ 5 คะแนน I.Q. แต่อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดในการวัดนี้จะพบสูงกว่าใน
เด็กเลก็ มากกวา่ ในเดก็ โตและเดก็ ที่ฉลาดมากกว่าในเด็กท่ีฉลาดน้อย

(2) ความตรง (Validity) ของแบบทดสอบสตปิ ัญญาแสตนฟอรด์ -บเี นท่ ์

ความตรงของเนื้อหา (Content Validity) ดูได้จากลักษณะงานในแต่ละคาถามซึ่งเริ่มจาก
งานท่ีง่ายไปสู่งานที่ยาก ในระดับต้น ๆ ของการทดสอบ แบบทดสอบจะมุ่งไปท่ีการประสานงานของมือ ตา
การรับรู้ความแตกต่าง ความสามารถในการเข้าใจคาส่ังรวมถึงความสามารถในการชี้บอกลักษณะของวัตถุ
ง่าย ๆ ซง่ึ แสดงในรูปของเล่นหรือรปู ภาพและในแบบทดสอบของเด็กท่ีโตขนึ้ น้ี การให้ความสนใจกบั การตัดสิน
ตา่ ง ๆ และสามัญสานึก นอกจากน้ีแลว้ ยังมีแบบทดสอบท่ีเกี่ยวข้องกับความจา ความสามารถในโรงเรียน เช่น
การอ่านและคณิตศาสตร์ ก็จะพบในระดับขั้นที่สูงข้ึน แบบทดสอบท่ีมักจะพบในระดับที่สูง ๆ ขึ้น มักจะ
เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา เช่น คาศัพท์ อุปมาอุปมัย การเติมประโยคให้สมบูรณ์ การเรียงประโยค ให้นิยาม
เฉพาะเป็นต้น ในแบบทดสอบนี้จะเน้นหนักในด้านความสามารถทางด้านภาษา (Verbal ability) ซ่ึงแสดงได้

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 95

จากค่าสหสัมพันธ์จากแบบทดสอบของบีเน่ท์ และแบบทดสอบอื่นท่ีทดสอบเก่ียวกับสิ่งเหล่าน้ี น่ันคือมีค่า
สหสัมพันธ์ .71, .83, .86 และ .83 สาหรับผู้ถกู ทดสอบอายุ 8, 11, 14 และ 18 ปี ซ่งึ ส่ิงเหล่าน้ีท่ีกล่าวมาเป็น
สิ่งท่ีซึ่งถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของส่ิงที่เรียกว่า “สติปัญญา” หรือ “Intelligence” ดังน้ันจึงอาจกล่าวได้ว่า
แบบทดสอบนีม้ ีความตรงของเน้อื หา

ความตรงเชิงทานาย (Criterion-Related Validity)ในเรื่องความตรงเชิงทานายทั้ง
Concurrent และ Predictive ได้มาจากความสัมฤทธิ์ผลในการเรียน นับแต่ปี ค.ศ. 916 ค่าสหสัมพันธ์
ระหว่าง I.Q. จากแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ และผลท่ีได้จากการเรียน หรือการประเมินท่ีครูให้คะแนนจาก
แบบทดสอบความสัมฤทธิ์ผล จะตกอยู่ระหว่าง .40 ถึง .75 ความก้าวหน้าในการเรียนดูเหมือนว่าระดับชั้น
เรียน และในเด็กท่ีเรียนข้ากว่าระดับเฉล่ีย แต่อย่างไรก็ตามแบบทดสอบสติปัญญาของแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ ก็
คลา้ ยกบั แบบทดสอบสติปญั ญาอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์สงู กับวิชาท่ีเรียนในชั้นเรยี น โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในวิชาที่
เกยี่ วกบั ภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ประวัตศิ าสตร์ เชน่ จากการศึกษากับเด็กนักเรยี นพบวา่ ความสมั พันธ์เท่ากับ
.73 ระหว่างสติปัญญาจาก Form L กับการเข้าใจในการอ่าน .54 กับชีววิทยา และ .48 กับตรีโกณมิติ และมี
ค่าสหสมั พนั ธ์ .50 และ .60 ในนกั ศึกษามหาวทิ ยาลัย

ในการแปลค่า I.Q. จะต้องจาไว้ว่าแบบทดสอบสติปัญญาแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ เป็นการวัด
เกี่ยวกบั ความถนดั ในโรงเรียน ดังน้ัน จงึ เน้นอย่างมากในด้านภาษา โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในระดับชัน้ ท่สี ูงขน้ึ ผถู้ ูก
ทดสอบที่มีปญั ญาทางด้านภาษา หรอื ผ้ทู ีถ่ นดั ในด้านการกระทามากกวา่ จะได้คะแนนตา่ ในแบบทดสอบน้ี

ความตรงของโครงสร้าง (Construct Validity) มีข้อมูลที่จะสนับสนุนได้แก่ 1) ความแตกต่าง
ของอายุ 2) ความคงท่ีภายใน ลักษณะข้อสอบฉบับแก้ไขในปี ค.ศ. 1960 มีค่าสหสัมพันธ์เฉลี่ยระหวา่ งขอ้ สอบ
ต่าง ๆ และแบบทดสอบเป็น .66 แสดงว่าข้อทดสอบของแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ มีความเป็นเอกพันธ์
(Homogeneity) 3) จากการวิเคราะห์ตัวประกอบ (Factor Analysis) และ 4) กลุ่มระดับอายุ 7, 9, 11 และ
13 ปรากฏว่ามีความสามารถแตกต่างกันชัดเจนแต่สัมพันธ์กันหลายอัน ความสามารถเหล่าน้ีมีท้ังด้านภาษา
ความจา การใช้เหตุผล การรับรู้ เป็นต้นดังน้ันสรุปได้ว่าแบบทดสอบมีส่วนร่วมกันอยู่มากและความสามารถ
พิเศษบางอย่างก็มีอิทธิพลต่อการทาข้อสอบ และความสามารถพิเศษน้ีมีส่วนประกอบที่ต่างกันไปตามระดับ
อายุ เป็นตน้

ตัวอย่างที่ 3.5 แสดงค่าการกระจายของ I.Q. ของกลุ่มตัวอย่างของแบบทดสอบแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ ในปี ค.ศ.
1937 ทมี่ าจาก: Stanford-Benet Intelligence Scale 1972, Norms Edition หนา้ 18

I.Q. % ประเภท

160-169 0.03
150-159 0.2 ฉลาดมาก (Very Superior)
140-149 1.1

96 Testing and Assessment for Psychology

I.Q. % ประเภท

130-139 3.1 ฉลาด (Superior)
120-129 8.2
110-119 18.1 สูงกวา่ ระดบั เฉลยี่ (High Average)
100-109 23.5 ระดบั เฉลีย่ (Normal, Average)
90-99 23.0
80-89 14.5 ต่ากวา่ ระดับเฉลย่ี (Low Average)
70-79 5.6 คาบเสน้ (Borderline defective)
60-69 2.0
50-59 0.4 ปัญญาอ่อน (Mentally defective)
40-49 0.2
30-39 0.03

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าแบบทดสอบสติปัญญาแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยอัลเฟรด บี
เน่ท์ ในปี ค.ศ. 1905 และได้ดัดแปลงแก้ไขในปี ค.ศ. 1916 โดยเทอร์แมนและเมอร์ริล และได้มีการปรับปรุง
แก้ไขอกี ในปี ค.ศ. 1960 และ ในปี ค.ศ. 1973 โดยแบ่งชุดแบบทดสอบย่อย 20 ระดับของความสามารถ โดย
เร่มิ ตน้ จากระดบั อายุ 2 ปี จนถึงระดบั Superior Adults (SA) โดยแบง่ ตามอายดุ ังตอ่ ไปนี้

1) อายุ 2-5 ปี แบง่ เป็นช่วงครึ่งปี ไดแ้ ก่ 2, 2 ½, 3, 3 ½, 4, 4 ½, 5 ปี โดยแตล่ ะช่วงอายุมีข้อ
คาถาม จานวน 6 ข้อ แต่ละขอ้ ได้คะแนนในช่วงน้คี ดิ เปน็ 1 คะแนนเท่ากบั 1 เดือน

2) อายุ 6-14 ปี แบง่ เป็นช่วงละ 1 ปีและมขี อ้ คาถาม จานวน 6 ขอ้ แต่ละขอ้ คิดเป็น 1 คะแนน
เท่ากบั 2 เดือน

3) อายุ 14 ปี เป็น AA (Adult Average) มีข้อคาถาม จานวน 8 ข้อ แต่ละข้อคิดเป็น 1
คะแนนเท่ากับ 2 เดอื น

4) SA I มีข้อคาถาม จานวน 6 ข้อ แต่ละข้อท่ีได้คะแนนของช่วงอายุนี้ 1 คะแนนเท่ากับ 4
เดอื น

5) SA II มขี อ้ คาถาม จานวน 6 ขอ้ แต่ละข้อทไี่ ดค้ ะแนนของช่วงอายุน้ี 1 คะแนนเท่ากบั 5
6) SA III มีขอ้ คาถาม จานวน 6 ขอ้ แต่ละขอ้ ทไ่ี ด้คะแนนของช่วงอายนุ ี้ 1 คะแนนเทา่ กับ 6

ในการทดสอบแบบทดสอบแสตรฟอร์ด-บีเน่ท์ เพื่อหาอายุสมอง จะเริ่มจากอายุฐาน (Basal
Age) ซ่ึงเป็นช่วงอายุของแบบทดสอบท่ีผู้ถูกทดสอบทาแบบทดสอบได้หมดทุกข้อ และจะหยุดทาการทดสอบ
เม่ือผู้ถูกทดสอบทาแบบทดสอบในช่วงอายุนัน้ ไม่ได้เลย ซึ่งเรยี นกวา่ อายุเพดาน (Ceiling Age) ผลรวมของอายุ
สมองจะทาใหส้ ามารถนาไปคดิ หาค่า I.Q. ไดโ้ ดยสูตร

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 97

I.Q. = MA x100

CA

โดยที่ MA คอื Mental Age หรืออายุสมอง
CA คือ Chronological Age หรอื อายจุ รงิ ตามปฏิทิน

2. แบบทดสอบสตปิ ัญญาทไี่ มใ่ ชภ้ าษาและอืน่ ๆ19

แบบทดสอบทางสติปัญญาส่วนใหญ่จะพบว่า ภาษาเป็นส่ิงสาคัญและมักจะรวมเข้าเป็นส่วน
หนึ่งของการทดสอบนอกจากน้ียังมีส่วนของวัฒนธรรมเข้าไปเก่ียวข้องอีกด้วย การแสดงออกของผู้ถูกทดสอบ
โดยการผ่านการภาษาและวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่กระทาได้ไม่ยากนัก แต่ในบางกลุ่มหรือบางพวกที่ไม่ได้ใช้
ภาษาเช่นเดียวกับของแบบทดสอบหรอื ไม่นิยม การใช้ภาษาย่อมจะเปน็ การยากลาบากถ้าได้รับคาสั่งให้กระทา
แบบทดสอบโดยใช้ภาษาเป็นตวั กลาง หรือในด้านวฒั นธรรม ถา้ ผถู้ ูกทดสอบไมไ่ ด้อยใู่ นวัฒนธรรมน้ัน ๆ หรือมี
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท่ีต่างกันออกไป ก็ไม่อาจจะทราบหรือเข้าใจในบางส่ิงบางอย่างท่ีมีอยู่
ในแบบทดสอบน้ันได้ ดังน้ันการจะใช้แบบทดสอบกับบุคคลเหล่าน้ี ผสู้ ร้างแบบทดสอบจึงไดส้ ร้างแบบทดสอบ
นี้ใช้ในการวัดสติปัญญาเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีเรื่องของภาษาหรือเฉพาะเจาะจงวัฒนธรรมน้ันถ้าจะกล่าวว่า
แบบทดสอบสติปัญญานี้เข้าอยู่ในลักษณะใด เม่ือเทียบกับของบีเน่ท์ แบบทดสอบนี้ก็เป็นส่วนทางการกระทา
ในฐานะทเี่ ป็นภาษาเฉพาะแตเ่ พียงเป็นคาส่ังนี้ สามารถท่จี ะแปลไปเป็นภาษาอ่ืน ๆ ได้ทุกภาษา แบบทดสอบท่ี
เป็นที่รู้จัก และน่ากล่าวถึงได้แก่ Progressive Matrices Test, Goodenough-Harris Drawing Test และ
Culture-Fair Testing

Progressive Matrices Test เป็นแบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนโดย J.C. Raven ได้รับการพิมพ์
เผยแพร่คร้ังแรกใน ค.ศ. 1938 และปี ค.ศ. 1947 โดย Psychological Corporation โดยผู้ถูกทดสอบจะต้อง
แก้ปัญหาโดยการดูภาพหลายภาพว่าภาพใดที่เก่ียวข้องกับภาพที่ให้ไว้ แบบทดสอบนี้มี 3 ชดุ ได้แก่

ชุดที่ 1 สาหรับชั้น 8 (อายุ 12 ปีข้ึนไป) จนถึงผู้ใหญ่ประกอบไปด้วยภาพขาวดา 5 ชุด ชุดละ
12 ปัญหา

ชุดท่ี 2 ของปี ค.ศ. 1947 มี 3 ชุด สาหรับเด็กอายุ 5 ½ ปีถึง 11 ปี เป็นภาพสี ใช้กับเด็ก
ปัญญาออ่ น

ชุดที่ 3 เรียกว่า Advanced Form ใช้กับคนที่มีระดับสติปัญญาระหว่าง 100-119 ขึ้นไป โดย
แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดท่ี 1 มี 12 ข้อ ต้องทาผ่าน 10 ข้อจึงจะทาชุดท่ี 2 มีข้อทดสอบรวมท้ังหมด 36 ข้อ การทา
แบบทดสอบท้ัง 3 ชุดน้ีไมม่ ีการกาหนดเวลาแต่โดยท่ัวไปจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที สาหรับชุดท่ี 1 (1938) และ

19 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง, หนา้ 145-156.

98 Testing and Assessment for Psychology
ชุดท่ี 2 (1947) โดยใช้เวลา 15-30 นาที ปัจจุบันนี้ใช้คะแนนดิบที่ทดสอบได้ไปเทียบกับตารางสติปัญญาของ
แบบทดสอบของเวคสเลอร์ สาหรับลกั ษณะแบบทดสอบของ Progressive Matrices Test ดไู ด้จากภาพท่ี 3.2

ภาพที่ 3.2 แสดงลักษณะแบบทดสอบของ Progressive Matrices Test
ท่มี า: Measurement and Evolution in Psychology and Education 4th edition, (1977), หน้า 312

ภาพท่ี 3.3 แสดงลักษณะแบบทดสอบของ Progressive Matrices Test
ทีม่ า: Psychological Testing and Assessment, 3rd edition, หนา้ 131
Goodenough-Harris Drawing Test โดย F.L. Goodenoughและ D.B. Haris พิมพ์ออก
เผยแพร่โดย Psychological Corporation ปี ค.ศ. 1963 แบบทดสอบนี้ดัดแปลงมาจาก Good enough
Draw-a-Man Test ซ่ึงคล้าย ๆ กับ Draw-a-Woman Scale และ Experimental Self-Drawing Scale ซง่ึ ผู้
ถูกทดสอบจะถูกขอร้องให้วาดรูป และการให้คะแนนให้จาก รูปร่าง รายละเอียดของเสื้อผ้า สัดส่วนของ
รูปภาพ และอ่ืน ๆ มากกว่าที่จะให้คะแนนในด้านศิลปะหรือความสวยงามไม่มีการกาหนดเวลาในการทา
แบบทดสอบ แต่โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เกณฑ์ปกติจากเด็กอายุ 3 – 15 ปี ในลักษณะของ

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 99

คะแนนมาตรฐาน (Z-Score) และเปอรเ์ ซ็นไตล์ แต่แบ่งตามเพศด้วย ถึงแม้ว่าในการสร้างแบบทดสอบครั้งแรก
จะคิดว่าการวาดภาพจะไม่มีเรื่องของวัฒนธรรมเข้ามาเก่ียวข้อง แต่ในปัจจุบันน้ีก็พบว่าการวาดภาพก็ได้รับ
อิทธิพลจากวัฒนธรรมได้เช่นกัน Culture-Fair Testing เป็นแบบทดสอบซ่ึงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีใน
สหรัฐอเมรกิ า สร้างโดย R.B Cattellและ K.S. พิมพอ์ อกเผยแพรโ่ ดย Institute for Personality and Ability
Testing ปี ค.ศ. 1949 และ ค.ศ. 1957 แบบทดสอบชุดนี้ประกอบด้วย 3 ชุด ชุดท่ี 1 สาหรับเด็กอายุ 4-8 ปี
และสาหรับผู้ใหญ่ปัญญาอ่อน ชุดที่ 2 สาหรับเด็กอายุ 8-14 ปี และผู้ใหญ่ระดับเฉล่ีย และชุดท่ี 3 สาหรับ
นักศกึ ษามหาวิทยาลยั และพวกทีม่ ีสตปิ ัญญาดี ลกั ษณะของแบบทดสอบดูได้จากภาพท่ี 3.2

3. แบบทดสอบสตปิ ญั ญาแบบการกระทาของเด็กพกิ าร20
แบบทดสอบสติปัญญาต่างถูกดัดแปลงแก้ไขเพ่ือที่จะใช้กับเด็กพิการให้ได้ดีเท่า ๆ กับเด็กปกติ

เชน่
- แบบทดสอบของแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์ ดัดแปลงมาใช้กับคนตาบอดคือ Interim Hayes-Binet

ได้ถูกพิมพ์ออกมาใชค้ รง้ั แรกในปี ค.ศ. 1942
- แบบทดสอบเวสและวีส ให้มีการแบ่งลักษณะของแบบทดสอบออกเป็นส่วนของการกระทา

และเหมาะที่จะดดั แปลงมาใชก้ ับคนทม่ี ีปญั หาทางดา้ นภาษา รา่ งกาย และวัฒนธรรม
- แบบทดสอบของเวคเล่อร์ในส่วนของการกระทาเหมาะท่ีจะดัดแปลงมาใช้วัดความสามารถ

ของคนหูหนวก และคนที่มีความแตกต่างในด้านวัฒนธรรม ในขณะที่ส่วนของคาพูดหรือภาษา เหมาะที่จะใช้
กับคนตาบอดแบบทดสอบ Haptic Intelligence Scale for Adult Blind เป็นแบบทดสอบทางด้านการ
กระทาท่อี อกแบบสาหรบั ใชส้ ่วนของภาษา

4. แบบทดสอบสาหรับเด็กออ่ นและเด็กเล็ก21
การสร้างแบบทดสอบเพ่ือทดสอบเด็กอ่อน อายุ 0 - 1½ ปี และเด็กก่อนเข้าโรงเรียน (1 ½ -5

ปี) เป็นสิ่งท่ีทาได้ยากท้ังนี้เพราะในเด็กเล็ก ๆ มีความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ในช่วงเวลาอันสั้น ตลอดจนมีความ
เหน่ือยงา่ ย และในเดก็ เล็กเองก็ไม่มีอะไรเป็นแรงจูงใจให้เด็กอยากทาแบบทดสอบอีกด้วย ดังนั้นค่าความเที่ยง
และความตรงของแบบทดสอบสาหรับเด็ก ๆ จึงมักจะต่ากว่าค่าจากแบบทดสอบที่สร้างขึ้นสาหรับเด็กใน
โรงเรียน แบบทดสอบวัดสติปัญญาของเด็กอ่อนจะไม่สามารถทานายพัฒนาการของสติปัญญาใดได้ พบว่าค่า
สหสัมพันธ์ของแบบทดสอบสตปิ ัญญาของเดก็ เล็กกับของเด็กกลุม่ นัน้ เมื่อโตข้นึ จะตา่ มาก

เหตุผลอันหนึ่งของการท่ีค่าสหสัมพันธ์ระหว่างผลของการทดสอบเด็กเล็กกับแบบทดสอบ
สติปัญญาของบีเน่ท์ต่า (ประมาณ .10-.50) ท้ังน้ีเพราะแบบทดสอบทั้ง 2 ชนิด ไม่ได้วัดเรื่องเดียวกันใน

20 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังที่ 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง, หนา้ 149.

21 เร่อื งเดียวกัน, หน้า 150-156.

100 Testing and Assessment for Psychology

แบบทดสอบของเด็กเล็กมักจะวัดพัฒนาการของอวัยวะสัมผัสและอวัยวะมอเตอร์ ในขณะที่แบบทดสอบ
สติปัญญาของบีเน่ท์จะวัดความสามารถทางภาษาแต่อย่างไรก็ตามแบบทดสอบสาหรับเด็กอ่อนหรือเด็กเล็กมี
ประโยชนใ์ นการวนิ จิ ฉัยเก่ียวกบั การออกเสียงของเดก็ ปัญญาออ่ น และสมองพกิ าร รฐั บาล บริษทั เอกชนต่าง ๆ
ได้มองเห็นความสาคัญในการพัฒนาแบบทดสอบเหล่าน้ีมากขึ้น การวิจัยทางด้านน้ีได้เริ่มข้ึนจากผลงานของ
Armold Gesell และคณะแห่งมหาวิทยาลัยเยลใน Gesell Development Schedule (1947) ซ่ึงวัดการ
พัฒนาการของอวัยวะมอเตอร์ การปรับปรุงของพฤติกรรมพัฒนาการทางด้านภาษาตลอดจนพฤติกรรมการ
ติดต่อสัมพันธ์กับสังคมซ่ึงเป็นท่ีนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้แล้วยังมีแบบทดสอบชุดอ่ืน ๆ ได้แก่
Merrill-Palmer Pre-School Performance (1926-31) Minnesota Pre-School Scale (1932-40) และ
Cattell Infant Intelligence Scale (1940-1960) ทั้งแบบทดสอบ Merril และ Minnesota ถูกสร้างข้ึน
สาหรับเด็กอายุ 18 เดือน ถึง 6 ปี ในขณะที่ของ Cattellสาหรับ 3 เดือน ถึง 2 ½ ปี ซึ่งคะแนนของ Cattell
มกั นยิ มนามาใชส้ าหรับสถานเล้ยี งเด็กกาพรา้ หรอื สถานรบั เลย้ี งเด็กต่าง ๆ เป็นตน้

5. แบบทดสอบวดั ความเสอ่ื มของสตปิ ัญญา

แบบทดสอบสติปัญญานอกจากจะสร้างขึ้นเพ่ือวัดสติปัญญาแล้ว ยังสามารถนามาใช้ในการ
วนิ ิจฉัยสภาพของโรคบางอย่างได้ โดยการพจิ ารณาเร่ิมจากความไม่สม่าเสมอของคะแนนท่ีได้จากแบบทดสอบ
ย่อยแต่ละชุด เราพอท่ีจะต้ังเปน็ ขอ้ สังเกตได้ว่าลักษณะของความผดิ ปกติท่ีเราจะพบมีอยู่ 2 ลกั ษณะ คือ

5.1) สติปัญญาเส่ือม ทั้งน้ีอาจเป็นผลมาจาก สมองได้รับการกระทบกระเทือนทาให้เน้ือสมอง
ผิดปกติ ความผิดปกติทางจติ หรอื พยาธิสภาพอ่นื ๆ พวกนี้มกี ารลดลงของสตปิ ัญญาจากระดับทีเ่ คยเป็น

5.2) ปัญญาอ่อน หมายถึง พวกที่มีสติปัญญาต่ากว่าปกติมาแต่กาเนิด ปัญญาจะเกิดขึ้นตรง
ความสามารถในการแยกความแตกต่างระหว่างพวกปัญญาอ่อน หรือสติปัญญาเสื่อที่มีผลมาจากความผิดปกติ
ของเนื้อสมองกับปัญญาอ่อนที่มีผลมาจากส่ิงแวดล้อมหรือความแตกต่างทางวัฒนธรรม ดังนั้นในการทดสอบ
เพ่ือแยกบุคคล 2 ประเภทน้ี จึงได้มีการสร้างแบบทดสอบข้ึนได้แก่ แบบทดสอบเกี่ยวกับการรับรู้และความจา
แบบทดสอบเก่ยี วกับความคิดรวบยอด เปน็ ต้น

ดังนั้น แบบทดสอบสติปัญญาน้ันพบว่าภาษาเป็นส่ิงสาคัญมากและมักจะรวมอยู่ในแบบทดสอบ
ดว้ ย ซึ่งมีผลทาให้การทดสอบคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกับที่ใช้ในแบบทดสอบมปี ัญหา ซึ่งรวมไปถึงวัฒนธรรมที่
ต่างกันของผู้ถูกทดสอบอีกด้วย ดังน้ัน นักจิตวิทยาจึงได้สร้างแบบทดสอบที่ไม่ใช่ภาษาขึ้นจะมีภาษาท่ีใช้ก็
เฉพาะคาสั่งเท่านั้น ซ่ึงสามารถแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ได้ทุกภาษา แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษาท่ีมีช่ือเสียงเป็นที่
รู้จักได้แก่ Progressive Matrices Test นอกจานั้นแล้วยังมีแบบทดสอบสาหรับเด็กพิการเช่นเด็กตาบอด
ไดแ้ ก่ แบบทดสอบ Haptic Intelligence Scale for Adult Blind ซ่งึ จะเนน้ ดา้ นการกระทามากกวา่ ภาษาพูด
หรือเขียน สาหรับเด็กเล็กและเด็กอ่อนนั้นวัดสติปัญญาค่อนข้างยาก ดังนั้นแบบทดสอบส่วนใหญ่จะเป็นการดู
การพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กมากกว่า เช่น Gesell-Development Schedule (1947) และสุดท้าย

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 101

แบบทดสอบสติปัญญาท่ีใชเ้ กี่ยวกับการวัดความเสื่อมทางสติปัญญานน้ั จะเน้นในด้านสติปัญญาเสื่อและปัญญา
อ่อนทีม่ ีชือ่ เสียงได้แก่ Bender-Gestalt Test

6. แบบทดสอบสตปิ ัญญาแบบกล่มุ
ลักษณะโดยท่ัวไปของแบบทดสอบสติปัญญาแบบกลุ่มเป็นอนุกรมของการตอบโดยมีตัวเลือก
หลาย ๆ ตัว โดยท่ีแบบทดสอบบางอันอาจจะมีลักษณะรวม ๆ กัน โดยเรียงลาดับจากง่ายไปยาก ข้อท่ีมีความ
ยากพอ ๆ กันอยู่ในหมวดเดียวกัน หรืออาจมีลักษณะเป็นแบบทดสอบย่อย โดยที่แต่ละชุดมีการกาหนดเวลา
แบบทดสอบสติปัญญาแบบเป็นกลุ่มชนิดต่าง ๆ ท่ีเป็นท่ีรู้จักในปัจจุบัน เช่น Otis- Lennon, Kuhlmann-
Anderson, Lorge-Thorndike, Hennon-Nelson และ Califoenia Test of Mental Maturityแบบทดสอบ
สติปัญญาแบบเป็นกลุ่มนี้ที่ดัดแปลงมาจากแบบทดสอบสติปัญญาแบบแต่ละบุคคลและเป็นแบบทดสอบเป็น
กลุ่มที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เช่น Otis ได้ดัดแปลงแบบทดสอบแต่ละบุคคลของแสตนฟอร์ด-บีเน่ท์มาเป็น
Army Beta เพื่อใชใ้ นการคดั เลือกทหารในสมัยสงครามโลกครัง้ ที่ 1 ลักษณะโดยท่ัวไปของแบบทดสอบชนิดน้ี
จะเป็นอนุกรมของการตอบ โดยมีตัวเลือกหลายๆ ตัว หรือมีลักษณะรวมหลายๆ อย่าง หรือเป็นแบบทดสอบ
ย่อย แบบทดสอบแบบเป็นกลุ่มท่ีรู้จักกัน เช่น Otis- Lennon Mental Ability, Cognitive Ability Test
(CAT) และ Kuhlmann-Finch Test

สรุป22 สติปัญญาเป็นความสามารถของบุคคลที่จะเรียนรู้ได้จากประสบการณ์และปรับตัวได้กับ
สภาพแวดล้อม การวัดสติปัญญาไม่สามารถวัดได้โดยตรง เพราะสติปัญญาเป็นโครงสร้างสมมติท่ีกาหนดข้ึน
แนวคิดสติปัญญาท่ีแตกต่างกันจะทาให้การวัดสติปัญญาแตกต่างไปตามนิยามเชิงปฏิบัติการของสติปัญญาน้ั น
สตปิ ัญญาสามารถวดั ได้โดยใชแ้ บบทดสอบ

แนวคิดโครงสร้างของสตปิ ญั ญา ได้แก่
1) องค์ประกอบทั่วไปของสเปียร์แมนเชื่อว่า สติปัญญาประกอบด้วยความสามารถทั่วไป และ
ความสามารถท่ีเฉพาะ
2) ทฤษฎีหลายองค์ประกอบเช่ือวา่ สติปัญญามีหลายประเภทแตกต่างกัน เช่น ความสามารถของ
สมองขนั้ พ้นื ฐานของเธอร์สโตน และโมเดลโครงสรา้ งสตปิ ญั ญาของกลิ ฟอรด์
3) ทฤษฎีสติปัญญา 3 แบบของสเตอร์เบอร์ก มีรากฐานมาจากทฤษฎีการประมวลผลข้อมูล
สติปัญญาประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ สติปัญญาส่วนประกอบ สติปัญญาเชิงประสบการณ์และสติปัญญาเชิง
บรบิ ท
4) ทฤษฎีพัฒนาการรู้คิดของเปียเจย์ การรู้คิดเป็นผลมาจากการกระทาท่ีปรับตัวให้เข้ากับ
ส่ิงแวดลอ้ มภายนอก การรู้คิดมลี าดับขั้นการพัฒนาเปน็ 4 ข้ัน ตามลาดบั คอื ประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว

22 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วิจัยพฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, หนา้ 19-20.

102 Testing and Assessment for Psychology

กอ่ นปฏิกริ ยิ า ปฏิบตั กิ ารเชิงรปู ธรรม และปฏิบตั ิการเชิงนามธรรม
5) แบบทดสอบสติปัญญาเป็นรายบุคคล เป็นแบบทดสอบท่ีดาเนินการสอบกับผู้สอบท่ีแต่ละคน

ใช้เวลาในการสอบมาก แต่ผู้ดาเนินการสอบสามารถให้ความใส่ใจกับผู้สอบ และสังเกตผู้สอบได้อย่างใกล้ชิด
เชน่

- Standford-Binet Intelligence Scale เป็นแบบทดสอบที่จัดกลุ่มตามระดับอายุ แบ่ง
คะแนนออกเปน็ 4 กลมุ่ ได้แก่ การให้เหตุผลทางภาษา การให้เหตผุ ลทางนามธรรม/การรับรู้ การใหเ้ หตุผลเชิง
ปริมาณ และความจาระยะสั้น

- Wecsler Intelligence Scale เป็นแบบทดสอบทจ่ี ัดกลมุ่ ตามเนื้อหามีคะแนนเบ่ียงเบน IQ 3
ประเภท ได้แก่ ดา้ นภาษา ด้านการปฏบิ ัติ และด้านรวม

6) แบบทดสอบสติปัญญาเป็นรายกลุ่ม เป็นแบบทดสอบที่สามารถดาเนินการสอบกับกลุ่มผู้สอบ
จานวนมากในเวลาเดียวกัน และมีการให้คะแนนเป็นแบบปรนัย เช่น Ravan Progressive Matrices เป็น
แบบทดสอบทไี่ มใ่ ชภ้ าษา ที่อาศัยส่ิงเรา้ จากรูปภาพในการใหเ้ หตุผลเชิงอุปมาน

7) แบบสติปญั ญาในประเทศไทยส่วนใหญ่พัฒนามาจากแบบทดสอบสติปัญญาในต่างประเทศ

3.5.3 แบบวัดค่านิยม และความสนใจ

แบบทดสอบมาตรฐานความสนใจ

ความสนใจ เจตคติ แรงจูงใจ และค่านิยมมีความสาคัญต่อส่วนหน่ึงของบุคลิกภาพซึ่งไปมีผลถงึ กับ
การปรบั ตัวทางดา้ นการศึกษาและอาชีพ ความสัมพนั ธ์กบั บุคคลอ่ืน ตลอดจนเรื่องอ่นื ๆ ในชวี ติ ประจาวนั ได้มี
การสร้างแบบทดสอบสาหรับวัดส่ิงต่าง ๆ เหล่าน้ี แต่เราก็ยังคงไม่สามารถที่แยกจากกันได้อย่างเดด็ ขาด เพราะ
ยังมีบางส่วนที่ซ้าซ้อนกันอยู่ การศึกษาทางด้านความสนใจได้รับการกระตุ้นจากการแนะแนวการศึกษาและ
อาชีพ การคัดเลือกและจัดประเภทบุคคลตามอาชีพ ซึ่งมีส่วนให้มีการพัฒนาแบบทดสอบทางด้านน้ีจาก
แนวความคิดของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ที่เห็นว่า ความสนใจมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการท่ีจะประสบ
ความสาเร็จน้ัน เร่ืองของเจตคติ และความสนใจมีความเกี่ยวข้องด้วยเป็นอย่างย่ิง แต่อย่างไรก็ตาม บางคน
อาจจะประสบความสาเร็จในทางการศึกษา อาชีพ หรือสนทนาการ โดยท่ีไม่มีความสนใจสอดคล้องกันก็ได้
หรอื อาจจะสนใจแตท่ ดสอบความถนัดในด้านนั้น เพราะฉะน้นั ทั้ง 2 ตัว จึงช่วยพยากรณ์การประกอบการอย่าง
ได้ผลมากกว่าจะใช้ตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว การประเมินความคิดเห็นและเจตคติ (Opinions and
Attitude) เป็นปัญหาสาคัญของจิตวิทยาสังคม เจตคติต่อกลุ่มท่ีต่างกันมีความสัมพันธ์กันด้วย ซึ่งในเร่ือง
เหลา่ นี้เปน็ เรอ่ื งที่นักจิตวิทยาสังคมให้ความสาคัญ

1. Strong Vocational Interest Blank (SVIB)

แบบทดสอบความสนใจที่ใช้กันอย่างกว้างขวางคือ Strong Vocational Interest Blank
(SVIB) ซ่ึงพิมพ์คร้ังแรกในปี ค.ศ. 1927 ฉบับที่ใช้ปัจจุบันพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1966 มี 399 ข้อ จัด
หมวดหมู่เป็น 8 ภาค ใน 5 ภาคแรก ให้ผู้เข้าสอบตอบวัตถุประสงค์ โดยเขียนวงกลมรอบตัว L (Like-ชอบ) I

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 103

(Indifferent-เฉย) และ D (Dislike-ไมช่ อบ) แตล่ ะสว่ นใน 5 ภาคนีเ้ ก่ียวข้องกบั อาชีพ วิชาของโรงเรยี น บนั เทิง
กิจกรรม (เช่น ซ่อมนาฬิกา พูดในท่ีสาธารณะ หาเงินเพื่อการกุศล) และประเภทของบุคคล ส่วนท่ีเหลืออีก 3
ภาคของ SVIB ให้ผู้ทดสอบจัดอันดับกิจกรรมที่ชอบ เปรียบเทียบความสนใจของผู้ถูกทดสอบกับส่ิงอ่ืน และ
ประเมนิ ความสามารถปัจจุบนั และลักษณะอื่น ๆ ของตนเอง

แบบทดสอบนี้ให้คะแนนต่าง ๆ กันตามอาชีพ ปัจจุบันน้ี มีทั้งหมด 54 มาตราสาหรับใช้กับ
ผู้ชาย และ 32 มาตราสาหรับผู้หญิง ซึ่งมาตราเหล่าน้ีได้มีการพัฒนาการมาเป็นระยะ ๆ เม่ือได้ข้อมูลเกี่ยวกับ
อาชีพต่าง ๆ เพ่ิมมากข้ึน ในการพัฒนามาตราเหล่านี้ได้เอาคาตอบของผู้ท่ีประสบความสาเร็จในแต่ละอาชีพ
มาเปรยี บเทยี บคาตอบของผู้ชายทั่ว ๆ ไป (หรือผูห้ ญิงทวั่ ๆ ไป) ตัวอย่างจากตารางท่ี 3.4

ตารางที่ 3.4 แสดงน้าหนกั ของคะแนนอาชพี วศิ วกรของ SVIB

นกั แสดง (ไม่ใชภ่ าพยนตร์) %ของวศิ วกร % ของผู้ชาย ความแตกต่างของ % น้าหนักคะแนน
คนโฆษณา ทว่ั ๆ ไป ระหวา่ งผูช้ ายท่ัวๆ ไปกับ ความสนใจของ
สถาปนิก LID
ทหาร 21 32 47 LID วศิ วกร วศิ วกร
นักศลิ ปะ 33 38 29 9 31 60 L ID L ID
นักดาราศาสตร์ 37 40 23 14 37 49 -12 -1 +13 -1 0 1
นกั ยิมนาสตกิ 22 29 39 58 32 10 -19 -1 +20 -2 0 2
นกั ขายหนงั สือพิมพ์ 24 50 36 31 33 36 +21 -8 -13 2 -1 -1
นักประพนั ธ์ 26 44 30 28 39 33 +9 +4 -13 1 0 -1
นกั เขยี นหนงั สือวชิ าการ 26 41 33 38 44 18 +4 -1 -3 0 00
8 27 65 15 51 34 +12 0 12 1 0 -1
32 28 30 1 16 83 -11 +10 +1 -1 1 0
31 41 28 22 44 34 -7 -11 +18 -1 -1 2
59 32 9 -10 +6 +4 -1 1 0
+28 -9 -19 3 -1 2

ท่มี า: Strong, (1943), หน้า 75, Cronbach, (1960)

ข้อเลือกสาหรับ SVIB น้ีคัดเลือกและให้น้าหนักโดยใช้มูลฐานความแตกต่างระหว่างความถี่ที่
ผูช้ ายท่ัว ๆ ไป กับผู้ชายในวิชาชีพนัน้ เลือก เช่น ตัวอย่างมาตราวัดของวิศวกร คะแนน +1 แสดว่าคาตอบของ
วิศวกรเกิดข้ึนถ่ีมากกว่าคะแนน -1 แสดงว่าเกิดขึ้นถ่ีน้อยกว่าคาตอบของชายทั่ว ๆ ไป คาตอบที่แยกวิศวกร
ออกจากผู้ชายท่ัว ๆ ไปไม่ได้ จะไม่มาแสดงให้เห็นอยู่ในตารางของวิศวกร โดยไม่คานึงถึงว่าวิศวกรจะ
เลือกตอบเท่าไร คะแนนดิบรวมของแต่ละคนในมาตราอาชีพหนึ่ง กค็ ือผลรวมของพีชคณิตของผลบวกและลบ
และคะแนนดิบนี้จะเปลี่ยนเป็นคะแนนมาตรฐานซ่ึงมีค่าเฉลี่ย 50 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10 ใน
การกระจายของคะแนนในกลมุ่ อาชีพ มกี ลมุ่ ตวั อย่าง 30 คน อายุระหว่าง 25-55 ปที างานในอาชพี นนั้ ๆ มา

104 Testing and Assessment for Psychology

ไม่ต่ากว่า 3 ปี และเป็นผู้ทีพ่ อใจในอาชพี ของตน

เพ่ือช่วยให้การตีความหมายคะแนน จึงใช้ A แทนคะแนนตง้ั แต่ ½SD ขึ้นไป นั่นคือ เหนือจุดน้ี
มีกลุ่มอาชีพน้ัน ๆ ประมาณ 69% ได้คะแนน และกลุ่มที่อยู่ต่าสุดของค่า B อยู่ที่ -2SD แบะคะแนนต่ากว่า -2SD
เป็นค่า C การตีค่าให้เป็น C จึงหมายถึงบุคคลที่ได้คะแนนต่าในอาชีพน้ัน ๆ ต่ากว่าประมาณร้อยละ 98 ของ
ตัวอย่างอาชีพเดียวกัน สาหรับกลุ่มที่ใช้โดยท่ัวไปของแบบทดสอบ SVIB มักจะเป็นวิชาชีพต่าง ๆ อย่าง
กว้างขวางและเปน็ อาชีพท่ีนกั ศกึ ษาสมคั รตามปกติทวั่ ๆ ไป ตัวแทนประชากรทใี่ ช้นนั้ พบว่า ส่วนรวมแล้วได้ผล
น้อยในการแยกความสนใจที่แตกต่างกันของแต่ละอาชีพออก ความสนใจของนักธุรกิจและวิชาชีพชายทั้งกลุ่ม
จากตา่ งความสนใจของช่างผมี ือมาก แตค่ วามแตกตา่ งระหว่างอาชีพสูงดว้ ยกัน ไมเ่ ห็นได้ชดั สาหรับ SVIB ของ
แต่ละบุคคลจะให้คะแนนเฉพาะอาชีพเดียวก็ได้ เพ่ือเป็นการคัดเลือก เช่น ต้องการจะดูว่า ความสนใจของ
ผู้สมัครจะเหมือนกบั ความสนใจของผู้ประกอบอาชีพ เชน่ ประสบความสาเรจ็ ในอาชีพน้ัน ๆ ซ่ึงได้มีการนามา
เปน็ แนวทางในการแนะแนว เปน็ ต้น

นอกจากแบบทดสอบของ SVIB แล้ว ยังมีแบบทดสอบท่ีสนใจคล้ายๆ กับ SVIB ซ่ึงพัฒนาข้ึน
สาหรับการใช้กับช่างฝีมือ และก่ึงฝีมือได้แก่ Minnesota Vocational Interest Inventory ซ่ึงประกอบด้วย
มาตราของ 21 อาชีพ เช่น ช่างทาขนม คนขับรถส่งนม ช่างท่อน้า และคนแก้วิทยุโทรทัศน์ และยังมีอีก 9
มาตรา ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ เชน่ ช่างกล บริการอาหาร และพวกไฟฟ้า ขอ้ ความเปน็ Minnesota Vocational
Interest Inventory จะเน้นหนักทางกิจกรรมมากกว่าของ SVIB และทุกข้อ เป็นแบบบังคับให้เลือก การแยก
ความแตกต่างระหว่างอาชีพไม่ได้ทาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ความแตกต่างของแบบวัดทั้ง 2 น้ี เกิดจาก
ธรรมชาติของอาชีพเหล่าน้ีเอง แต่อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นได้ว่า ยิ่งอยู่ในอาชีพท่ีสูงข้ึนเท่าใด
(วิชาชีพ ผู้จัดการ หรืออ่ืน ๆ) ความพอใจในงานนั้นอยู่ที่จิตใจ แต่ถ้าอยู่ในระดับท่ีต่ากว่าแล้ว จะมีเรื่องอื่นเข้า
มาเก่ียวข้อง เช่น การจ่ายค่าแรงงาน ความมั่นคง สังคม และการยกย่อง (Darley & Hagenah, 1955)
เพราะฉะนั้นการวดั ความสนใจในงานอาชพี อาจจะไมน่ ่าสนใจ ถา้ เรานาเอาแบบวดั มาวดั กับอาชพี ระดบั ตา่

2. Strong Vocational Interest Blank (SVIB)

แบบทดสอบของคูเดอร์ (Kuder) น้ีสร้างขึ้นหลัง SVIB โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือช้ีความสัมพันธ์
ของความสนใจในด้านกวา้ งๆ มากกว่าที่จะชี้เฉพาะเร่ืองอาชีพ ขอ้ คาถามสร้างข้นึ และจัดเป็นกลุ่ม ตรงตามเน้ือ
เร่ือง ข้อคาถามใน Kuder-Vocational เป็นชนิดบังคับเลือกจาก 3 ตัวเลือกผู้ถูกทดสอบต้องเลือกข้อที่ชอบ
มากทีส่ ุด และขอ้ ทีไ่ ม่ขอบมากทีส่ ุดตามตวั อย่าง 3.8แบบทดสอบมมี าตราความสนใจ 10 มาตรา รวมทั้งมาตรา
ท่ีมีไว้เพ่ือตรวจสอบความผิดพลาด ความเข้าใจผิด สะเพร่า และเลือกตามสังคม มาตราความสนใจ รวมถึง
กลางแจ้ง (เกษตรกรรม ธรรมชาติ) เครื่องยนต์ คานวณ วิทยาศาสตร์ ชักชวน ศิลปะ วรรณคดี ดนตรี บริการ
สังคม และเสมียน มีการแยกเพศของเกณฑ์ปกติสาหรับนักเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย และกลุ่มวัยรุ่น คะแนน
รวมท่ไี ด้ท้งั 10 ความสนใจถูกจดุ ลงในแบบของเปอรเ์ ซน็ ตไ์ ทล์ ตามภาพประกอบที่ 3.3

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 105

ตารางท่ี 3.5 แสดงการเลอื กข้อมูลของผูถ้ ูกทดสอบในข้อคาถามของแบบทดสอบของ Kuder

O

P ไปเท่ียวหอศิลป OPO นอ้ ยที่สุด
Q คน้ หนังสือในห้องสมดุ O QO
R ไปพิพธิ ภณั ฑ์ มากทส่ี ดุ ORO

S สะสมลายเซ็นมากทส่ี ดุ มากที่สุด OSO
T สะสมเหรียญ OTO
U สะสมผเี ส้ือ OVO น้อยทสี่ ุด

หมายเหตุ: ผ้ตู อบเลือกทางซ้ายของ R แสดงว่าชอบมากทสี่ ุด และเลอื กทางขวาของ Q แสดงว่าชอบน้อยท่ีสุด
และในคาถามต่อมากเ็ ช่นเดยี วกนั

ภาพที่ 3.4 แสดงความสัมพันธ์ของคะแนน SVIB กับโอกาสทอี่ ยู่ในอาชีพนัน้ ๆ 18 ปี
หลงั จากท่ที าการทดสอบของนักศึกษา

ทมี่ า: Strong & Campbell, (1966), หน้า 44

ส รุ ป ว่ า แ บ บ ท ด ส อ บ ค ว า ม ส น ใจ แ ล ะ เจ ต ค ติ จั ด อ ยู่ ใน ก า ร ท ด ส อ บ บุ ค ลิ ก ภ า พ ช นิ ด ห น่ึ ง
แบบทดสอบมาตรฐานของการทดสอบความสนใจนน้ั ทีม่ ชี ่ือเสียงมี 2 ชุด ไดแ้ ก่ SVIB และ Kuder ซ่ึงจะเน้นใน
ด้านความสนใจในการประกอบอาชีพ ในส่วนของเจตคติมีวิธีการท่ีใช้การรายงานด้วยตนเอง 3 วิธีคือ การ
สารวจโดยการสัมภาษณ์ มาตราส่วนต่าง ๆ ท่ีเป็นท่ีรู้จักได้แก่ Likert Scale และวิธีการพิเศษ เช่น การ
ทดสอบโดยวิธีใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพบางชนิด เช่น TAT, Rorschach lnk-blot Test และ Semantic
Differential Scale ซึ่งมาตรวดั ตา่ ง ๆ เหล่าน้จี ะทาให้สามารถวดั เจตคตไิ ดห้ ลายแง่มมุ เป็นตน้

106 Testing and Assessment for Psychology

3.5.4 แบบทดสอบบคุ ลกิ ภาพ (Personality Test)

บุคลิกภาพเป็นลักษณะพิเศษด้านต่าง ๆ ท่ีบุคคลมี เป็นผลให้คนเราแตกต่างจากกัน เช่น ลักษณะ
เฉพาะท่ีบุคคลแสดงออก พลัง เจตคติ อารมณ์ ความเฉลียวฉลาด ความรู้สึกและพฤติกรรมท่ีแสดงออก การ
ประเมินบุคลกิ ภาพมีความสาคัญในการอธบิ ายและทาความเข้าใจพฤตกิ รรม และเป็นด้านที่ยังคงมีขอ้ ถกเถียง
กันมาก แบบทดสอบบุคลิกภาพเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ ซ่ึงความตรงและความเที่ยงเทียบไม่ได้กับ
แบบทดสอบความถนัดและสัมฤทธ์ิผล ซึ่งเป็นการวดั ดา้ นพุทธพิสัย ช่วยใหเ้ ราเหน็ ภาพ สภาพ และใชใ้ นบริบท
การแนะแนวและการให้คาปรึกษา เช่นเดียวกับแบบทดสอบความสนใจที่เป็นเครื่องมือสาคัญในการให้การ
ปรึกษาด้านอาชีพ ผู้ให้การปรึกษาใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ เพื่อวัดความแตกต่างระหว่างบุคคลเกี่ยวกับ
ลักษณะทางสังคม ความต้องการ แรงจูงใจ แรงกระตุ้น เจตคติ และการปรับตัว ช่วยให้บุคคลมีความเข้าใจใน
พฤติกรรมของตนอยา่ งลึกซงึ้ สามารถนาไปประเมินการเปล่ียนแปลงหลังจากการบาบัด การทากลุม่ พัฒนาตน
การฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก แบบทดสอบช่วยอธิบายตัวบุคคลอย่างเป็นระบบระเบียบ ช่วยวินิจฉัยปัญหา
ชี้ถึงความเจริญงอกงาม หรือการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม และพยากรณ์พฤติกรรม และมีการนาไปใช้ใน
การศึกษาวิจัยเป็นจานวนมากครอนบาทค (Cronbach, 1970) แนะนาว่าการใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ ใช้
เหมือนกับแบบทดสอบวัดความสนใจ เป็นเสมือนกระจกท่ีช่วยตรวจสอบการมองตนเอง แบบทดสอบ
บุคลิกภาพช่วยให้หัวข้อเพ่ือกระตุ้นการสนทนาคล้ายกับแบบทดสอบวัดความสนใจ การอภิปรายจะช่วยย้า
หรือขัดแย้งกับผลการทดสอบ ผู้มีวิชาชีพในการให้ความช่วยเหลือซึ่งวางแผนจะใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ
จะต้องได้รบั การฝึกมาก่อน ผู้ใช้แบบทดสอบได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพควรมปี ระสบการณ์ในการฝึกปฏบิ ัติภายใต้
การนิเทศของผู้มีความชานาญด้านนี้ ควรมีการฝึกใช้แบบทดสอบเป็นพิเศษภายในหน่วยงาน แม้ในกลุ่มผู้มี
ประสบการณ์ก็เป็นส่ิงมีคุณค่าเพราะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดข้ึนตลอดเวลา ซ่ึงทฤษฎีช่วยให้โครงการร่าง
ความคิดและแปลความหมายพฤติกรรม แบบทดสอบบุคลิกภาพหลายอนั มพี น้ื ฐานมากจากทฤษฎบี คุ ลิกภาพ23

เฮนรี เอ เมอรเ์ รย์ (Henry A Murray)

เมอร์เรย์มีอิทธิพลอย่างมากต่อการประเมินบุคลิกภาพในศตวรรษน้ี ในหนังสือการค้นหา
บุคลิกภาพ (Exploration in Personality) เขาได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพไว้ว่าพ้ืนฐานของ
บุคลิกภาพไม่ได้มาจากทางชีววิทยาเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย เขามองว่าบุคคลได้รับ
ผลกระทบจากพลังภายนอก ขณะเดียวกันเจตคติ ค่านิยม และความต้องการของบคุ คลมีอทิ ธพิ ลต่อปฏิกริ ิยาที่
เขาแสดงต่อโลกรอบ ๆ ตัวเขาด้วยทฤษฎีของเมอร์เรย์ได้ศึกษาความต้องการอย่างใกล้ชิด เขานิยามว่าความ
ตอ้ งการ (need) เปน็ ผู้สร้าง เปน็ พลงั ที่บคุ คลจัดระเบียบรวบรวม การรับรู้ การแปลความหมาย การหาเหตผุ ล
และมคี วามเขา้ ใจอย่างแจ่มชัด รวมท้ังการกระทาซึ่งส่งผลต่อสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ หรอื สภาพการณ์ท่ีไม่น่าพึง
พอใจ ความต้องการทาให้บุคคลแสดงหา หรือหลีกเล่ียงท่ีจะเผชิญหรือตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อม ความ

23 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2549), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, (พิมพ์คร้ังท่ี 1), กรุงเทพมหานคร:
สานกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หน้า 159-161.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 107

กดดัน และพลงั ตา่ ง ๆ เขาเขียนรายงานของความตอ้ งการไว้ดงั น้ี สัมฤทธิ์ผล (Achievement) ความปรารถนา
สัมพันธภาพ (Affiliation) ความก้าวร้าว (Aggression) ความเป็นอิสระแก่กัน (Independence) หลีกเล่ียง
การถูกกล่าวโทษ (Blame Avoidance) การเปลี่ยนแปลง (Change) ค้นคว้าหาความรู้ (Cognizance) สร้าง
(Construction) ปฏิบัติตน (Deference) ครอบงา (Dominance) อธิบาย (Exposition) ความต่ืนเต้น
(Excitement) เพศ (Sex) ให้ความช่วยเหลือ (Succorance) หลีกเล่ียงจากอันตราย (Harm Avoidance)
ดูแล (Nurturance) ยอมรับสภาพ (Passivity) ต่อต้าน (Counteraction) เล่นอย่างมีความสุข (Play Mirth)
เปน็ ทีร่ ู้จัก (Recognition) ปฏเิ สธ (Rejection) เก็บรักษา (Retention) และความเข้าใจ (Understanding)

เมอร์เรย์เห็นว่าบริบททางสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสาคัญที่กดดันมนุษย์ให้แสดงพฤติกรรม โดยแบ่ง
ออกเป็น 2 ด้าน คอื บุคคลมีการรับรู้ต่อแรงกดดนั น้ันอย่างไร และในความเป็นจริงมันเป็นอย่างไร ปฏสิ ัมพันธ์
ระหวา่ งความต้องการและแรงกดดนั มีผลใหเ้ กดิ หน่วยของพฤตกิ รรม หรอื แบบแผนพฤตกิ รรมตดิ ตามมา

แบบทดสอบ TAT (Thematic Apperception Test)

TAT สร้างขึ้นโดยเมอร์เรย์และคณะ (Murry et al) ซึ่งมีพ้ืนฐานมาจากทฤษฎีของเขา TAT เป็น
แบบทดสอบบุคลิกภาพแบบไม่มีโครงสร้างเป็นการฉายภาพจิต (Projection Personality Test) เพื่อให้ล่วงรู้
ถึงความปรารถนาท่ีซ่อนอยู่ในจิตใจ เป็นการวัดเป็นรายบุคคล ประกอบด้วยภาพ 20 ภาพ ซึ่งเป็นภาพท่ีมี
ความคลุมเครอื ผู้ถูกทดสอบจะต้องเลา่ เหตุการณ์ท่ีเกิดขนึ้ ในภาพ ภาพจะนาไปสู่สภาพการณ์ที่เกิดข้นึ ของผู้ถูก
ทดสอบ และสิ่งท่ีเกิดข้ึนในอนาคต ภาพมีความแตกต่างกันตามอายุและเพศของผู้สอบ และมีภาพหนึ่งเป็น
กระดาษว่างเปลา่ เพ่ือทดสอบแตง่ เรื่องขึ้นเอง ในการแปลความหมายผลการทดสอบผูเ้ ล่าเหตุการณ์ทีเ่ บีย่ งเบน
ไปจากความเป็นจริงจะช่วยให้รู้ถึงลักษณะของผู้สอบ ภาพแรกเป็นภาพเด็กชายกาลังนั่งพิจารณาไวโอลินท่ีอยู่
บนโต๊ะเบื้องหน้าเขา เรื่องท่ีผู้สอบเล่าอาจเล่าว่าเด็กผู้ชายกาลังฝันกลางวันว่าคนจะเป็นนักไวโอลิ นท่ียิ่งใหญ่
ดงั นั้นเขาได้ขอร้องพ่อแม่ให้ซ้อื ไวโอลนิ ให้เขา และให้เรียนไวโอลิน พ่อแมไ่ ดอ้ ุตส่าห์เก็บสะสมเงนิ จนในท่ีสุดซื้อ
ไวโอลินให้เขาได้ แต่เม่ือไหร่ที่พ่อแม่ได้ยินเขาซ้อม พ่อมักจะคิดว่าน่าจะเอาเงินไปซื้ออย่างอ่ืนมากกว่าซื้อ
ไวโอลินตัวน้ี

เรื่องราวเก่ียวกับภาพเป็นเรื่องเก่ียวกับปฏิกิริยาต่อต้าน กบฏจากการถูกพ่อแม่หรือผู้มีอานาจ
บังคับให้เล่นไวโอลิน หรือเก่ียวกับการให้แรงจูงใจให้แก่ตนเองในการฝันกลางวันว่า ในวันหนึ่งจะได้เป็นนัก
ไวโอลิน ประเด็นทั่วไปของภาพน้ีเป็นเรื่องการต่อสู้ระหว่างแรงกระตุ้นและการควบคุม หรือความขัดแย้ง
ระหว่างความต้องการส่วนตนกับบิดามารดาว่าพ่อแม่เป็นคนท่ีครอบงา ขู่เข็ญ (Domineering) ควบคุม
(Control) หรือเฉย (Indifferent) ให้ความช่วยเหลือ เข้าใจ หรือปกป้อง เรื่องราวท่ีเล่าจะช้ีถึงความต้องการ
สัมฤทธ์ิผล และบรรลุความปรารถนานี้อย่างไร เป็นที่น่าเสียดายว่าวิธีการในการให้คะแนนไม่เป็นมาตรฐาน
และไม่สามารถทาให้นักจิตวิทยาทั้งหลายยอมรับได้ เมอร์เรย์ใช้วิธีการให้คะแนนเชิงคุณภาพและเน้นที่ 5 มิติ
ดว้ ยกันกล่าว คือ 1) วีรบุรุษ 2) แรงกระตุ้น แนวคิดและความรู้สึกของวีรบุรุษ (ความต้องการ) 3) ความกดดัน
ทีไ่ ด้รับจากส่ิงแวดล้อม 4) แก่นของเร่ือง และผลลัทธ์ 5) ความสนใจ และความรู้สึกในใจเก่ียวกับบางสิ่ง เมอร์

108 Testing and Assessment for Psychology

เรย์เช่ือว่าผู้สอบจะมองตนเองเป็นวีรบุรุษในภาพและถ่ายโยงความต้องการ เจตคติ รวมทั้งความรู้สึกไปสู่ตัว
บคุ คลในภาพ

เมอร์เรย์พยายามจะให้มีการบอกระดับความต้องการที่บ่งช้ีออกมาในแต่ละภาพ เพ่ือเป็นการวัด
เชิงปริมาณโดยนับจานวนความถี่ท่ีระบุความต้องการออกมา วิธีการน้ีใช้กับความกดดันเช่นกัน ผู้ทาการ
ทดลองจะต้องตัดสินลักษณะและแบบแผนความต้องการของวีรบุรุษเมอร์เรย์เช่ือว่าการใช้ส่ิงเหล่านี้ผนวกเข้า
ดว้ ยกันทาให้เห็นประเด็น แต่แนวทางในการวิเคราะห์ประเด็นออกมาค่อนขา้ งจะคลุมเครือ ไม่ชดั เจน อย่างไร
กต็ ามอาจแบง่ ประเดน็ ออกเปน็ 5 ดา้ นดังตอ่ ไปนี้

1) บรรลผุ ลสาเร็จหรอื ลม้ เหลว มคี วามสุข/ไมม่ ีความสขุ มคี วามเพียรพยายาม/เฉ่ือยชา
2) ถูกและผิด การพิจารณาโดยใช้พื้นฐานจากจริยธรรม ความรสู้ กึ ผดิ
3) ความสัมพนั ธร์ ะหว่างบุคคล
4) ปฏกิ ิรยิ าตอ่ ความยากลาบาก
5) ความสนใจและความรสู้ กึ ต่าง ๆ

แบบทดสอบทม่ี พี ืน้ ฐานจากทฤษฎอี ่ืน ๆ24

Personal Orientation Inventory – POI
มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow) แสดงถงึ ความต้องการ วัดค่านิยม และพฤตกิ รรมที่
มีความสาคัญต่อการพัฒนาการประจักษณ์ในตน มีมาตราต่าง ๆ ได้แก่ สัดส่วนเวลา (Time Ratio) สัดส่วน
การสนับสนุน (Support Ratio) ค่านิยม (Value) การประจักษณ์ในตน (Self-Actualization) ภวนิยม
(Existentiality) ปฏิกิริยาทางความรู้สึก (Feeling Reactivity) ความทันที (Spontaneity) การนับถือตนเอง
(Self-Regard) การนับถือตนเอง (Self-Regard) การยอมรับตนเอง (Self-Acceptance) ความพยายามบรรลุ
เป้าหมาย (Synergy) ยอมรับความก้าวร้าว (Acceptance of Aggression)และความสามารถในการมีความ
ใกล้ชิด (Capacity of Intimate Contact) เครื่องมือมีประโยชน์ในการประเมินการบาบัด และสุขภาพจิตของ
บุคคล
แบบทดสอบเรื่องราวของภาพสดี า (Black Picture Story Test)
เป็นการฉายภาพมีพื้นฐานจากทฤษฎีของฟรอยด์ ประกอบด้วยภาพการ์ตูน รูปสุนัข 11 ภาพ ใน
ภาพการณ์ต่าง ๆ ซ่งึ สัมพนั ธก์ บั พฒั นาการทางเพศ
เทคนิคการวดั บุคลกิ ภาพ
เทคนิคการวัดบุคลิกภาพโดยใช้คาพูด (Verbal) การดู (Visual) ภาพวาด (Drawing) การจัด
กระทา (Manipulative) วัตถุวสิ ัย (Objective) เทคนิคทางคาพูดเป็นวธิ ีการที่ใชก้ ารกระตุ้นด้วยภาษาพูดและ
ตอบสนองด้วยการพูด สง่ิ เร้าและการตอบสนองอาจเป็นการพูด ส่ิงเร้าและการตอบสนองอาจเป็นการพูดหรือ

24 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2549), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, (พิมพ์ครั้งท่ี 1), กรุงเทพมหานคร:
สานักพมิ พม์ หาวิทยาลัยรามคาแหง, หนา้ 162-168.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 109

การเขียน การใช้เทคนิคน้ีผู้สอบควรจะมีทักษะทางภาษาท่ีดี และควรจะสามารถฟังหรืออ่านคา และอธิบาย
เก่ียวกับตนเองทางคาพูดหรือการเขียน แบบทดสอบเช่นน้ีควรให้ตัวอย่างการเขียนและการพูดเพิ่มเติมจาก
เนอ้ื หาการตอบสนอง

คาถามการฉายภาพ (Projection Question)
เทคนคิ แบบไม่เป็นทางการ ยกตวั อยา่ งการใชค้ าถามการฉายภาพงา่ ย ๆ

ถ้าคณุ ไดเ้ ร่มิ โปรแกรมการศึกษาใหม่อกี ครง้ั คณุ จะเลือกวิชาเอกเหมอื นเดมิ ไหม
ถา้ คุณสามารถที่จะเปน็ อะไรก็ได้ คุณจะเป็นอะไร
ถ้าคณุ ขอพรได้ 3 ประการ คณุ จะขออะไร
ถ้าชอบอะไรเก่ยี วกบั โรงเรียนมากทส่ี ุด
คณุ ชอบอะไรเกีย่ วกบั โรงเรยี นนอ้ ยท่ีสุด
การทาประโยคใหส้ มบรู ณ์
วิธีการทาประโยคให้สมบูรณ์เป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพอีกอันหน่ึง รอตเตอร์ และแรพเฟอร์ต้ี
(Rotter and Rafferty 150) ได้พิมพ์การเติมประโยคให้สมบูรณ์ของรอตเตอร์ (Rotter Incomplete
Sentence Blank-ISB) มี 3 รูปแบบ คือ นกั เรยี นมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย และผ้ใู หญ่ แตล่ ะรูปแบบมี 40
ข้อ แบบทดสอบสามารถทาเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่มหรือบริหารด้วยตัวเอง อาจใช้วิธีการปากเปล่าให้ด้วย
คาถามสร้างขึ้นเพื่อวัดเจตคติต่อครอบครัว เพื่อน โรงเรียน งาน ความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด และความไม่
สามารถทางกายภาพ
ISB
ใช้ได้หลายวิธี อาจวิเคราะห์เนื้อหาของการตอบ คุณภาพของภาษา โครงสร้างประโยค ศัพท์ การ
สะกด ลายมือ รอตเตอร์ได้ให้ระบบการให้คะแนนโดยประเมินประโยคท่ีสมบูรณ์จากมาตราจากมาตรา 7
หน่วย ซึ่งจะเปิดเผยถึงระดับของความขดั แย้ง การตอบสนอง อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คอื การตอบสนองที่
สุขภาพจิตไม่ดี เป็นกลาง สุขภาพจิตดี หรือเป็นไปในทางบวก ISB ยังเป็นประโยชน์ช่วยละลายพฤติกรรมใน
รายท่ีลังเล และไม่ตอบออกมาทันที แบบทดสอบจะช่วยให้ขอ้ มูลท่ีไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ และอยู่ในจิตใต้
สานึกเล็กน้อย
การทาเร่อื งใหส้ มบูรณ์ (Story Completion)
มาดเดอลินโทมัส (Madeline Thomas) ได้พัฒนาชุดของเร่ือง 15 เร่ือง เพื่อทดสอบเด็กที่มีช่วง
อายุเท่ากันและเพศเดียวกัน ตัวอย่างของเรื่องเช่น เด็กผู้ชายนั่งอยู่ท่ีโต๊ะกับพ่อ ทันใดนั้นอยู่ ๆ พ่อแสดงความ
โกรธ ทาไม เพราะเหตุใด เรื่องราวที่ให้ทาเพื่อตรวจสอบความฝัน จิตนาการ เจตคติ กลไกป้องกันตนเอง และ
สามารถนามาวเิ คราะห์ประเดน็ สาคัญ (Major Themes)
เทคนิคการวาดภาพ (Drawing Techniques)
แบบทดสอบการวาดภาพเพ่ือประเมินบุคลิกภาพท่ีมีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ได้แก่ House-
Tree-Person Test, Draw-A-Person Test, Bender Visual Motor-Gestalt Test, Draw-A-Family Test

110 Testing and Assessment for Psychology

และ Kinetic Family Drawing Test การวาดภาพเป็นส่ือกลางในการให้เด็กแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ
และศิลปะช่วยให้เราเข้าใจอยา่ งลกึ ซ่ึงถงึ กระบวนการภายใน การวาดภาพเป็นเทคนิคการฉายภาพโดยผู้รับการ
ปรึกษาได้บอกถึงการรับรู้ และปฏิกิริยาที่เขามีต่อโลกรอบ ๆ ตัว แบบ วิธีวาดภาพที่วาดของแต่ละบุคคลมี
ความแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง วิธีที่บุคคลใช้ในการวาดภาพสะท้อนถึงวิธีการที่เขาใช้ในสภาพการณ์ต่าง ๆ
ของชีวิต (Growth-Mamreat,1984) ส่ิงที่ช้ีถึงอารมณ์ของเด็กในการวาดภาพ 30 อย่าง (Koppitz, 1968
cited in Drummand, 1996) สิ่งบ่งช้ีตามท่ีสะท้อนออกมาอาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ผู้ท่ีมีสัมฤทธ์ิ
ผลต่า (ร่างกาย) มือ หรือปาก บุคคลท่ีก้าวร้าว ภาพอาจแสดงรูปร่างใหญ่โต โปร่ง ตาเหล่ ฟัน แขนยาว มือ
ใหญ่ หรืออวัยวะเพศ ลักษณะเด็กท่ีเศร้าซึม แยกตัว จะวาดภาพรูปร่างเล็ก แขนสั้น ไม่มีตา เจตคติอื่นท่ี
สามารถบอกจากการวเิ คราะห์ภาพทีว่ าด คือ ขาดความมนั่ คง วติ กกงั วล ขีอ้ าย หนุ หันพลันแล่น

ภาพวาดครอบครัว ช่วยให้รับรู้ตาแหน่งของบุคคลในครอบครัว Kinetic Family Drawing Test
(KFD) KFD จะให้วาดรูปทั้งครอบครัวกาลังทาอะไรบางอย่าง ในการวิเคราะห์ภาพจะดูว่าใครอยู่ในภาพ และ
ใครหายไปจากภาพหรือมีสิ่งมาทดแทน ขนาดมองภาพสาคัญเท่ากับตาแหนง่ ระยะห่าง การปฏิสัมพันธต์ ่อกัน
สิง่ ที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษคือภาพทว่ี าดของตวั บคุ คลนนั้

แบบทดสอบบ้าน – ต้นไม้ – บุคคล (House – Tree – Person Test - HTP) ให้วาดภาพบ้าน
ต้นไม้ และบุคคล แฮมเมอร์(Hammer 1985) กล่าวว่า บ้านเป็นตัวแทนของการท่ีบุคคลมองสถานการณ์ ใน
ครอบครัว และความสัมพันธ์ในครอบครัว ภาพวาดอาจวิเคราะห์จากขนาด รูปร่าง คุณภาพของลาต้น กิ่ง ใบ
และพื้นดินท่ีต้นไม้ต้ังอยู่ สี ด้านต่าง ๆ เหล่านี้บอกถึงความรู้สึกส่วนลึกท่ีอยู่ในจิตใต้สานึก ภาพของบุคคลเป็น
ความคดิ ของบุคคลตอ่ ตนเอง และสิ่งแวดล้อม

ตารางท่ี 3.6 แนวทางทว่ั ไปในการแปลความหมายภาพวาด

มติ ิ การแปลความหมาย

ตาแหน่ง การจดั ลาดับ แสดงแรงขับ การใช้กลไกปอ้ งกันทางจติ การปรับตวั
ความยับย้ังชัง่ ใจ การแสดงความรสู้ กึ
กลาง ปกติ มีเหตผุ ล
บนขวา มแี นวโน้มมองทุกอย่างเป็นเหตแุ ละผล
บนซ้าย รนุ แรง หุนหันพลนั แลน่
ตอบสนองความพงึ พอใจความตอ้ งการของตนโดยทันที มงุ่ ไปยงั อดีต
ตอนบนกระดาษ แรงบันดาลใจสูง มองโลกทางบวกอยา่ งมาก
ตอนลา่ งกระดาษ ขาดความมั่นคงปลอดภยั ภาคภูมใิ จในตนเองต่า
มแี นวโนม้ ซึมเศรา้ รสู้ ึกพา่ ยแพ้
ตา่ ลงมาตดิ ขอบกระดาษตอนลา่ ง ตอ้ งการสนับสนนุ ขาดความเชอ่ื มนั่

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 111

มิติ การแปลความหมาย

ขนาด ความภาคภูมิในตนเอง ความเพอ้ ฝัน
ใหญ่ผดิ ปกติ กา้ วร้าว มแี นวโนม้ วางโต พดู มาก นา้ ลายแตกฟอง แสดงอารมณ์ แสดง
ศกั ยภาพ
เลก็ ผดิ ปกติ มปี มด้อย ขอ้ี าย ขาดความมน่ั คง ไม่มปี ระสิทธภิ าพ ยบั ยงั้ ชั่งใจ ซึมเศรา้
เวลามีความกดดนั
นา้ หนกั ดินสอ แปลความหมายคล้ายขนาด คุณภาพของเสน้
หลากหลาย ยดึ หยุน่ สามารถปรบั ตัว
หนกั สัญญาณของความเครียด ระดบั พลังงานสงู รนุ แรง
เบา หวัด ชอบใช้กาลงั มีแนวโน้มชอบแสดงออก ลงั เล ตัดสินใจไมไ่ ด้ ขีอ้ าย ขาด
ความมนั่ คงปลอดภยั
เส้นแรงเงา มคี วามยบั ยงั้ ชัง่ ใจ พลังงานตา่
เสน้ ยาว วติ กกงั วล
เสน้ ส้นั มกี ารควบคุมพฤติกรรม มคี วามยับย้งั ชวั่ ใจ
เสน้ ตรงไม่มสี ะดุด ควบคุมตนเองไม่ได้
การจดั ระเบียบ ความสมดุล กลา้ แสดงออก ตดั สินใจแน่วแน่
แปลกประหลาด มแี นวโน้มจติ เภท
มีเครอ่ื งกนั้ ตกี รอบ ชถ้ี งึ ความยากลาบากในการควบคมุ ชวี ติ
แบ่งแยกเปน็ สว่ นๆ ต้องการเอาส่วนท่เี ปน็ ความขดั แยง้ ออกไปจากชีวิต
เอาสว่ นสาคญั ไวใ้ นพ้ืนทเี่ ลก็ ๆ ขาด คิดย้ายา้ ทา ปกปอ้ งตนเองอย่างมาก เยน็ ชา ทาตัวอยู่ห่าง ๆ มแี นวโนม้
ความสมดลุ อยา่ งมาก ต้องการความสมบูรณแ์ บบ
ลบกระดาษอยา่ งมาก ความเครียดสงู ความกดดนั สูง
ไมแ่ น่ใจ ตัดสนิ ใจไมไ่ ด้ พักผอ่ นไมไ่ ด้ บคุ ลิกภาพ
มีการปรบั ตาแหนง่ ที่ต้งั เปน็ บางคร้ัง ยา้ คดิ ย้าทา
รายละเอยี ด กงั วลใจเกย่ี วกับความหมายของตาแหนง่ ทีเ่ ขยี น
ไมม่ ี
มากเกนิ ไป ความเครียดสงู หรอื ซมึ เศรา้ แยกตวั
มีแนวโนม้ ยา้ คดิ ยา้ ทา ไมย่ ดื หยนุ่ และ/หรือ
ประหลาด วิตกกังวล เจา้ อารมณ์
วาดให้เหน็ อวยั วะภายใน ช้ีถึงภาวะโรคจิต (Psychosis)
หลงผดิ เก่ยี วกบั เรือ่ งรักใคร่ จิตเภท หรอื มภี าวะวิตกกงั วล หรือตนื่ เตน้ สงู
(Manic) การใชค้ วามคดิ

112 Testing and Assessment for Psychology

มติ ิ การแปลความหมาย
เส้อื ผ้าภายนอก
บิดเบอื นจากความเปน็ จริงหรือไมม่ ี พจิ ารณาตดั สินไมด่ ี บกพร่องทางเพศ ชี้ใหเ้ หน็ อวัยวะเพศ มีแนวโนม้ ชอบ
แอบดูกจิ กรรมทางเพศของคนอื่น หรอื ชอบแสดงอวัยวะเพศในท่ี
การเขียนภาพ 3 มติ ิให้มสี ่วนลกึ สาธารณะ เพราะมปี ัญหาทางจติ
มองจากข้างลา่ ง
ระยะไกล สบั สน โรคจติ จติ เภท ขัดแยง้ ใจ ปฏิเสธ ไม่มีความสุข รู้สึกด้อย ถอยหนี
ใกล้ รู้สกึ มคี วามเหนอื กวา่ ชดเชยความรู้สึกไม่เหมาะสม
เงา ยากเกดิ กว่าท่ีจะพยายามหรือจะเขา้ ใจ ถอยหนี
บริเวณท่เี ป็นเงา มีความอบอนุ่ เป็นมิตร เปน็ คนทีเ่ ข้าใจได้ง่าย
ไมป่ รากฏเลย
สี วติ กกังวล
ดา ลักษณะทบ่ี กพรอ่ ง
แดง ซมึ เศร้า เกบ็ กด ยบั ยง้ั ช่งั ใจ ไมเ่ หมาะสม
ไม่ยอมรับตนเอง
สม้ มีปัญหาหรอื อันตราย ความโกรธ ความรุนแรง
ต้องการความรักความอบอนุ่
เหลือง แสดงตัว มกี ารตอบสนองทางอารมณก์ ับโลกภายนอก
พยายามต่อสรู้ ะหวา่ งความเปน็ กับความตาย ไม่แน่ใจ
สีเขียว รู้สึกสองฝกั สองฝา่ ย
ร่าเรงิ มแี นวโนม้ มองทกุ อย่างในแง่เหตผุ ล
น้าเงนิ ขาดความยับย้ังชง่ั ใจ พดู มาก วติ กกังวล
มว่ ง มัน่ คง สงบ สุขภาพจติ ดี มแี นวโน้มจะควบคุม
ความรู้สึก
นา้ ตาล เงยี บ สงบ ควบคุมตวั เองไดด้ ี อย่หู ่างๆ แยกตวั
อารมณ์ความรูส้ ึกไดร้ ับการกระตุ้นจากภายใน
เทา ตอ้ งการครอบครอง ควบคมุ ขา้ งนอกดูกลา้ ไมเ่ กรงขาม
ขาว พงึ พอใจในการรบั สมั ผสั มั่งคงปลอดภัย
ติดขน้ั พัฒนาการ ไมย่ ึดหย่นุ ใกลช้ ิดธรรมชาติ
ไมเ่ กย่ี วขอ้ ง เก็บกด ปฏิเสธ ปฏิกิรยิ าทางอารมณ์ท่เี ปน็ กลาง เฉย
เฉื่อยชา วา่ งเปล่า ไมค่ อ่ ยอยูก่ ับความเป็นจริง ไมม่ ีความเปน็ สว่ นตวั

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 113

3.5.5 แบบทดสอบเบนเดอร์เกสตัลท์ (Bender Gestalt Test)25

The Bender Visual Motor Gestalt Test ประกอบด้วยบัตร 9 ใบ ประกอบด้วยภาพแอ๊บ

แสตรคน์ (Abstract) ให้ผู้สอบลอกลงกระดาษเปล่าเพ่ือทดสอบการประสานงานกับของมือและตา ใช้กับเด็ก

อายุ 5-11 ปี ช่วงระยะเวลาท่ีมีการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวและการรับรู้ ถ้าใช้กับเด็กโตเพ่ือตรวจสอบ

ปัญหาการรับรู้ทางตา การเคล่ือนไหวอันเป็นผลมาจากการเนิ่นช้าของพัฒนาการ หรือความบกพร่องทางด้าน

การมองเห็นและการเคลื่อนไหว คอพพิทซ์ (Koppitz, 1975 cited in Drummand 1996, p. 211) ได้เสนอ

มาตราท่ีนามาใช้ควบคู่ไปกับแบบทดสอบของเบนเดอร์และบอกถึงตัวช้ีลักษณะอารมณ์ 12 แบบ ท่ีจะพบใน

ภาพ Abstract ท่คี ดั ลองลงไป

1. สบั สนไมเ่ ปน็ ระเบยี บ บอกถึงสภาพจติ ใจที่สบั สน การจัดระเบียบและการวางแผนไมด่ ี

2. เสน้ คดเคยี้ ว การประสานงานของกล้ามเนอื้ ไมด่ ี และ/หรอื อารมณ์ไม่มั่นคง

3. ใช้เสน้ ประแทนวงกลม ขาดความสนใจหรือทาตามความปรารถนาในทนั ทีโดยไม่คดิ

4. เพมิ่ ขนาด อดทนต่อความคับข้องใจต่า อารมณร์ นุ แรงพรอ้ มจะระเบดิ

5. ขนาดใหญ่ อารมณ์รุนแรง ชอบแสดงออก

6. ขนาดเล็ก วิตกกังวล ถอยหนี อาย เขม้ งวดกับตนเอง

7. เสน้ บาง อาย ถอยหนี

8. งานสะเพร่า มีเสน้ เพ่ิมเตมิ ทาโดยไมค่ ิด กา้ วร้าว แสดงความรู้สกึ

9. พยายามจะวาดรปู รา่ ง ทาโดยไมค่ ดิ ทาตามใจ ก้าวรา้ ว ชอบแสดงออก

เปน็ ครัง้ ท่ี 2

10. ทากรอบลอ้ มรอบรูป พยายามควบคมุ แรงกระตนุ้ การควบคุมภายในออ่ นแอ

มากกวา่ หน่งึ ตอ้ งการโครงสรา้ งและจากการควบคุมจากภายนอก

11. เพ่ิมเป็น 2 หน้า ขยาย ชองแสดงออก

หรอื มากกว่านั้น

12. เพิ่มเตมิ จากแบบมี คอ่ นข้างอยกู่ บั ความคิดที่ไมป่ กตขิ องตน กลวั วิตกกงั วล มปี ัญหา

รายละเอยี ดเพ่มิ เตมิ ทางอารมณท์ ่สี าคญั

เทคนคิ การวดั ทเี่ ป็นรูปธรรม (Objective Techniques)

เทคนิคการวัดบุคลิกภาพท่ีใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด และกว้างขวางมากที่สุดคือ การใช้
แบบสอบถามเพื่อวัดบุคลิกภาพ ใช้ได้ท้ังเป็นกลุ่มและรายบุคคล ง่ายในการใช้และการให้คะแนน
แบบสอบถามที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันวัดมิติต่าง ๆ ของบุคลิกภาพต่างกัน เช่น เจตคติ การปรับตัว อารมณ์
ค่านิยม แรงจงู ใจ พฤตกิ รรมในดา้ นจรยิ ธรรม ความวิตกกังวล

25 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2549), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, (พิมพ์คร้ังที่ 1), กรุงเทพมหานคร:
สานักพมิ พ์มหาวิทยาลัยรามคาแหง, หนา้ 168-182.

114 Testing and Assessment for Psychology

แบบวัดบุคลิกภาพที่คิดคะแนนด้วยคอมพิวเตอร์ และไม่คิดคะแนนคอมพิวเตอร์จะยกมาเป็น
ตวั อย่างดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้

EDWARDS PERSONSL PREFERENCE SCHEDULE (EPPS)

(ตารางความชอบส่วนบุคคลของเอด็ เวิร์ด (EPPS))

EPPS วัดตัวแปรทางด้านบุคลิกภาพ 15 ตัว โดยมีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีเก่ียวกับความต้องการของ
เมอร์เรย์เครื่องมือสร้างขึ้นเพ่ือใช้วัดตัวแปรต่าง ๆ ของบุคลิกภาพปกติ เพื่อจุดมุ่งหมายในการให้การปรึกษา
และทาวิจัย แบบทดสอบไม่มีกาหนดเวลา แต่สามารถทาในระยะเวลาประมาณ 40 นาที คิดคะแนนด้วย
คอมพิวเตอร์หรือด้วยมือ ตัวแปรบุคลิกภาพ 15 ตัว ที่วัดโดย EPPS (Edwards, 1959) ได้แก่ สัมฤทธิ์ผล
(Achievement) เป็นความต้องการจะทางานให้บรรลุผล คล้อยตาม (Deference) ความต้องการจะคล้อยตาม
ขนบธรรมเนียมประเพณี และบุคคลอ่ืน ๆ ระเบียบ-ความต้องการท่ีจะมีการวางแผนการอย่างดี จัดให้เป็น
ระบบระเบียบเปิดเผย แสดงออกเป็นเป้าสายตา (Exhibit) ต้องการเป็นจุดสนใจของกลุ่ม เป็นอิสระแต่ตน
(Autonomy) ต้องการเป็นอิสระจากความรับผิดชอบการบังคับ ความผูกพัน (Affiliation) – ความต้องการมี
ความผูกพันใกล้ชิด มิตรภาพ ความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interception) ความต้องการวิเคราะห์พฤติกรรม
และความรู้สึกของผู้อ่ืน ตอ้ งการความช่วยเหลือ (Succorance) ต้องการการสนับสนนุ และความใสใ่ จจากผู้อ่ืน
ครอบงา (Dominance) ต้องการเป็นผู้นาและมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น อ่อนน้อมถ่อมตน (Abasement) ต้องการ
เป็นผู้นาและมีอิทธิพลเหนือผู้อ่ืน อ่อนน้อมถ่อมตน (Abasement) ต้องการการว่ากล่าวประณามในปัญหา
และการสารภาพผิดต่อผู้อ่ืน เล้ียงดู (Nurturance) ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ความเปลี่ยนแปลง (Change)
ต้องการประสบการณ์ที่แปลกใหม่หลากหลาย อดทน (Endurance) ต้องการทางานให้ลุล่วงไปทางานท่ีได้รับ
มอบหมายเสร็จสมบูรณ์ สามารถมีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม (Heterosexually) ต้องการมีความสัมพันธ์
และดงึ ดูดเพศตรงขา้ ม ความกา้ วร้าว (Aggression) ตอ้ งการแสดงความคดิ เหน็ และวิพากษ์วิจารณ์ผู้อ่นื

แบบทดสอบประกอบด้วยข้อความท่ีเป็นคู่กัน สัมพันธ์กับความต้องการเชื่อมโยงกับตัวแปรแต่ละ
ตัว ในการทาแบบทดสอบให้บุคคลเลือกข้อความท่ีเป็นคุณลักษณะของตนมากกว่าข้อความบางคู่ให้ตอบ
เหมอื นหรอื ไม่เหมือกนั ดังตวั อย่างตอ่ ไปนี้

A ฉนั ชอบพดู เรื่องตนเองกบั คนอื่น
B ฉนั ชอบทางานเพอ่ื ไปส่เู ป้าหมายท่ีฉนั ต้งั ไวส้ าหรับตนเอง

และข้อความคกู่ นั ให้บคุ คลอธิบายความร้สู ึก ดงั แสดงในตวั อยา่ ง
A ฉนั รู้สกึ ซมึ เศร้าเมอ่ื ฉนั พบความลม้ เหลว
B ฉันรู้สกึ ประสาท เมอ่ื ต้องพูดตอ่ หนา้ กลมุ่

เมือ่ บคุ คลเลอื กข้อความเหลา่ นี้ เป็นการชถี้ ึงความต้องการโดยใช้เครือ่ งมือในการวดั ดังนัน้ บุคคลท่ี
เลอื กข้อความซ่งึ สมั พันธก์ ับตัวแปรด้านสมั ฤทธ์ผิ ล อาจมีความต้องการความสาเร็จอย่างมาก ยอมรับในอานาจ

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 115

แก้ปัญหายากๆ สาหรับผู้ท่ีเลือกข้อความสัมพันธ์กับความช่วยเหลือ อาจมีความต้องการอย่างแรงกล้าท่ีจะ
ได้รับความชว่ ยเหลอื และแสวงหากาลงั ใจจากผ้อู น่ื

การแปลความหมาย EPPS
EPPS รายงานผลเป็นเปอร์เซ็นไทล์ (Percentiles) ดังแสดงในภาพประกอบที่ 3.5 สาหรับ
นักศึกษามหาวิทยาลัย และผู้ใหญ่ทั่วไปโดยมีเกณฑ์ปกติ แยกเพศความคงท่ีของตัวแปรใช้ตัดสินว่าแบบ
แผนการตอบสม่าเสมอพอทจ่ี ะพจิ ารณาไว้วา่ สมเหตุสมผล

ตารางท่ี 3.7 รายการและคาอธบิ ายความตอ้ งการทางจติ ใจของเมอรเ์ รย์

ความตอ้ งการ คาอธบิ าย

1. ยินยอม การยินยอมต่อพลังอานาจภายนอก ยอมรับความเจ็บปวด การกล่าวโทษ
(Abasement) การประณามวิพากษ์วิจารณ์ การลงโทษ ยอมแพ้ ล้มเลิกต่อโชคชะตา
ยอมรับความผดิ พลาด ความดอ้ ยกวา่ การทาผิด ความพา่ ยแพ้ การลงโทษ
2. สัมฤทธ์ิผล ตนเอง เห็นตนเองด้อยค่า ทาลายตัวเอง แสวงหา และชอบความเจ็บปวด
(Achievement) การถกู ลงโทษ โชครา้ ย ความเจบ็ ปวด
สมารถทางานที่ยากลาบากไดส้ าเร็จ สามารถจัดกระทา จดั ระเบยี บ จัดการกับ
3. สมั พันธภาพกับผู้อื่น วัตถุ มนุษย์หรือความคิด สามารถทาไดอ้ ยา่ งรวดเร็วด้วยตนเอง สามารถฝ่าฟัน
(Affiliation) อุปสรรคต่าง ๆ บรรลุมาตรฐานที่สูง ได้รับชัยชนะ และประสบความสาเร็จ
มากกว่าผู้อ่ืน เพ่ิมพูนความนับถือตนเองโดยการประสบความสาเร็จในการ
แสดงศักยภาพ
การมีมิตรภาพความสัมพันธ์ การทักทาย ร่วมมือ และอยู่กับผู้อ่ืน การมี
ความสามารถทางสงั คมกับบคุ คลอื่น สามารถที่จะรกั และเข้ารว่ มกลุม่

4. ความก้าวรา้ ว เอาชนะฝ่ายตรงข้าม ต่อสู้ แก้แค้นท่ีได้รับความเจ็บปวด โจมตี ทาให้
(Aggression) บาดเจ็บ ฆา่ อีกฝา่ ย ต่อตา้ นอยา่ งรนุ แรง หรือลงโทษ
ความเป็นอิสระจากการกดข่ี การออกจากการกักขัง การต่อต้าน การบีบ
5. ความเป็นอสิ ระแกต่ น บังคับ ความเข้มงวด การหลีกเล่ียง เลิกทากิจกรรมที่ผู้มีอานาจออกคาส่ัง
(Autonomy) การเป็นอิสระจากแรงกระตุ้น ไม่ผูกติดกับส่ิงใด ไม่ระมัดระวัง ปฏิเสธ
กฎเกณฑ์
6. หลกี เลย่ี งการถูกตาหนิ หลีกเลี่ยงการถูกตาหนิ ลงโทษ โดยยับยั้งแรงกระตุ้นที่ไม่เป็นไปตามแผน
(Blame Avoidance) ทาการกฎหมาย ประพฤตดิ ี
ปฏิเสธความพ่ายแพ้ โดยการตอบโต้ ใช้ความพยายามอีกครั้ง การกระทา
7. ความต้องการเอาชนะ เพอ่ื ปกปอ้ งศักดิศ์ รี
(Counteraction) ปกป้องตนเองจากการกล่าวโทษ หรือความรู้สึกไร้คุณค่า โดยการอธิบาย
ให้เหตุผลแกต้ วั ตอ่ ตา้ นการซักถาม
8. ความตอ้ งการปกป้อง
(Dependence)

116 Testing and Assessment for Psychology

ความต้องการ คาอธิบาย

9. ความนับถือ ยอมรับความคิดเห็น ช่ืนชม สนับสนุนว่าผู้อื่นเหนือกว่า ชมเชยให้เกียนติ ช่ืนชมอย่างมาก
(Deference) ยนิ ยอมตอ่ อิทธพิ ลของผู้อ่ืน ทาตามประเพณี
การมีอิทธิพลควบคุมผู้อ่ืน ชักชวน ออกคาสั่ง ห้ามทาให้ แนวทางป้องกัน
10. ตอ้ งการมอี ทิ ธพิ ลเหนือผู้อื่น ไม่ใหท้ าอนั ตราย จัดระเบยี บพฤติกรรมกลมุ่
(Dominance) สร้างความประทับใจให้ผู้อ่ืนเห็น ได้ยิน ทาให้ผู้อื่นตื่นเต้น ประหลาดใจ
ตกใจ ขบขัน รน่ื เริง สนใจอยา่ งมาก ชกั ชวน หรอื วางแผนให้ได้รบั อนั ตราย
11. ตอ้ งการแสดงตนเองต่อสาธารณะ หลีกเลี่ยงความเจ็ดปวด บาดเจ็ด ความเจ็บป่วย และความตาย หลีกเล่ียง
(Exhibition) จากสภาพการณ์ท่เี ปน็ อันตราย มาตรการระมัดระวัง
ช่วยเหลอื ปกป้องผ้ทู ีช่ ว่ ยตนเองไมไ่ ด้ แสดงความสงสารอุปการะเลี้ยงดู
12. หลีกเลยี่ งอันตราย การทาใหเ้ ปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย สะอาด สมดลุ ลงตัว ประณีต
(Ham Avoidance) ผ่อนคลาย รื่นเริง แสวงหาความหลากหลายความบันเทิง สนุกสนาน
หวั เราะ ตลก หลกี เลี่ยงจากความเครียด
13. ชว่ งเหลือดูแล (Nurturance) เฉย ไม่สนใจ ไมใ่ หม้ สี ว่ นรว่ ม
14. ออกคาสงั่ (Order) แสวงหา รื่นรมย์กับสิง่ ที่ประทบั ใจ
15. เล่น (Play) มคี วามสัมพนั ธ์ทางเพศ
แสวงหาความช่วงเหลอื การปกปอ้ ง ความสงสาร
16. ปฏิเสธ (Rejection)
17. ความร้สู กึ ตอ่ บางสิง่ (Sentience) สมั พันธ์ สงั เคราะหค์ วามคิด
18. เพศ (Sex)
19. ตอ้ งการความช่วยเหลอื

(Succorance)
20. ความเขา้ ใจ (Understanding)

ทีม่ า: R.M. Kaplan/Dennis P. Saccuzo, (1997) Psychological Testing ed. 6th Boston: Brooks/Cole.

3.5.6 แบบทดสอบบคุ ลิกภาพ MBTI

ทฤษฎีของจงุ มีอิทธิพลต่อการพฒั นาแบบวัดบุคลิกภาพ Myer-Briggs Type Indicator (MBTI) จุง
ได้เสนอโครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลแบ่งเป็น 4 มิติ คือ 1) เปิดเผย แสดงตัว (Extroversion) – เก็บตัว
(Introversion) 2) ใช้ประสาทสัมผัส (Sensing) – หย่ังรู้ (Intuition) 3) ใช้ความคิด (Thinking) – ใช้
ความรู้สึก (Feeling) 4) ตดั สนิ (Judgement) – รับรู้ (Perception)

แคทเธอรีนบริกส์และอิซาเบล ไมเยอร์ (Katherine Briggs and Isabel Myers) ได้สร้างแบบวัด
บุคลิกภาพตามแนวคิดของ จุง เรียกว่า Myers-Bridds Type Indicator (MBTI) ในปี ค.ศ. 1762 ซึ่ง
แบบทดสอบน้ีได้มีการพัฒนาปรับปรุงหลายฉบับจนกระทั่งระหว่างปี ค.ศ. 1975-1977 ไมเยอร์และบริกส์ ได้
พัฒนาเป็น MBTI Form G ซึ่งเป็นแบบวัดท่ีได้รับการยอมรับ และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
(Myers and McCaulley, 1988)

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 117

MBTI เป็นแบบทดสอบท่ีกาหนดตัวเลือกแบบรายงานตนเอง ฟอร์ม F มีคาถาม 166 ข้อ ฟอรม์ G
มี 166 ข้อข้อมูลมาตรฐานของ MBTI ประกอบด้วยเกณฑ์ปกติเป็นเปอร์เซ็นไทล์ สาหรับคะแนนท้ัง 4 กลุ่ม
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมและนักศึกษามหาวิทยาลัย ค่าสัมประสิทธิ์ความเท่ียงด้วยวิธีการแบ่งคร่ึงของ
มาตรท้ัง 4 คือ .70 และ .80 การศึกษาความตรงของแบบทดสอบยังมีน้อย การแปลความหมายเพ่ือจาแนก
ประเภทบุคลิกภาพยังไม่ได้รับการตอบรับจากนักจิตวิทยาที่เน้นในด้านการวัดผลเท่าไหร่ ปัญหาประการหนึ่ง
คอื การแปลความหมาย ดูงา่ ย ไม่ต้องใช้ความพยายามและดูธรรมดาไป การวิจัยในระยะหลังได้แสดงการแปล
ความหมาย MBTI ดว้ ยวธิ ีการทซ่ี ับซ้อนยิ่งข้นึ แมว้ า่ MBTI จะไมไ่ ดเ้ ปน็ หนงึ่ ในแบบทดสอบที่มกี ารนามาใช้มาก
ที่สุด แต่เป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพที่สามารถนามาใช้พยากรณ์ความชอบทางอาชีพ ร่วมกับแบบทดสอบวัด
ความสนใจ และแบบทดสอบวัดความสามารถ ใชใ้ นการใหค้ าปรึกษาสว่ นบคุ คล การใหก้ ารปรกึ ษาการแตง่ งาน
MBTI ใช้ในองค์กรธุรกจิ หรอื อตุ สาหกรรมเพ่อื เป็นเคร่อื งมอื ช่วยให้คนในองค์กรเขา้ ใจตนเองและบคุ คลอ่นื และ
ช่วยจัดการกับปัญหาในรูปแบบต่าง ๆ แบบทดสอบช่วยในการวางแผนและพัฒนาอาชีพ ปรับปรุงการทางาน
เป็นทีม แก้ไขความขัดแย้ง และช่วยให้มีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพต่อกันมากยิ่งขึ้น เช่น กับเพื่อน
ผรู้ ว่ มงาน ผู้นเิ ทศ ยกตัวอยา่ งเชน่ ผลจากการทาแบบทดสอบ แบบของบคุ ลิกภาพออกมาเป็น ESTJ มลี ักษณะ
ดงั ต่อไปน้ี

ESTJ เป็นผู้นาท่ีออกคาส่ังสามารถจะใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ในอดีตมาแก้ปัญหา ตัดสินใจ
รวดเร็ว ชอบทางานโดยเน้นท่ีงาน มีระบบระเบียบ มีโครงสร้าง ให้รางวัลเมื่อบรรลุเป้าหมาย ชอบเพ่ือน
ร่วมงานที่ทางานหนักและต้องการให้งานออกมาถูกต้อง บุคคลท่ีมีศักยภาพในด้านปัญญามีแนวโน้มจะ
ตัดสินใจรวดเร็ว จนขาดวิธีการทางการทูตในการทางานร่วมกับผู้อ่ืนเพ่ือจะให้งานเสร็จส้ินลง บางครั้งมองไม่
เหน็ ความจาเปน็ ในการเปลยี่ นแปลง

ESTS ควรจะพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์และเห็นประโยชน์ของการ
เปลี่ยนแปลง เขาควรแน่ใจว่าได้แสดงความประทับใจในตัวบุคคลอ่ืน และให้เวลาสาหรับการสะท้อนถึง
ความรู้สึกและคุณค่าของบุคคล แบบวัดบุคลิกภาพ MBTI นี้ จะวัดบุคลิกภาพของบุคคลเป็น 4 สเกล (Scale)
ซึง่ แต่ละสเกลได้มาจากการจับคู่ของตัวแปร 8 ประการ โดยเป็นตัวแปรท่ีนามาจากความคิดของจุง 6 ประการ
คือ Extravert, Introvert, Sensing, Intuition, Feeling, Thinking และเพิ่มเติมขึ้นใหม่อีก 2 ประการ คือ
JudgementและPerception (Myers 1962; McCaullcy, 1988 อ้างถึงในพรวิไล อุรัจฉัท 2540) บุคลิกภาพ
ของบุคคลท่ีได้จะอธิบายถึงความโน้มเอียง หรือมีแนวโน้ม (Preference) แห่งบุคลิกภาพท่ีบุคคลมีความพึง
พอใจในแตล่ ะสเกลดงั ต่อไปน้ี

คู่ที่ 1 สเกล E-1 (Extravert-Introvert) สเกลนี้แสดงถึงลักษณะเจตคติของบุคคลในการใช้
พลงั งาน

Extravert (E) หมายถึง ลักษณะของการใช้พลังงานของบุคคลท่ีได้รับการกระตุ้นจากภายนอก
ตนเอง การใชพ้ ลงั งานแบบ E มแี นวโน้มท่ีจะสัมพนั ธ์ และเกีย่ วข้องกบั ส่ิงแวดลอ้ ม หรือบคุ คลอ่ืน ๆ รอบ ๆ ตัว

118 Testing and Assessment for Psychology

สนใจท่จี ะสังสรรค์สมาคม ชอบทากิจกรรม ชอบอยู่กับคนอน่ื และสนใจทุกอย่างที่พบเหน็
Introvert (I) หมายถึง ลักษณะของการใช้พลังงานท่ีได้รับการกระตุ้นจากภายในตนเอง เช่น

ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกท่ีฝังอยู่ในจิตใจของตน มีความสุขถ้าได้ทางานที่ต้องใช้ความรู้สึกนึกคิดข้างใน
ตนเอง จะเป็นบคุ คลท่เี งยี บขรมึ สมถะ ไม่ชอบสงุ สิงกับใคร ชอบคิดอะไรลกึ ซ้งึ และมกั จะเปน็ คนคดิ ก่อนทา

คู่ท่ี 2 สเกล S-N (Sensing-Intuition) สเกลนี้จะแสดงถึงลักษณะการแสวงหาข้อมูลและการ
เรียนรขู้ ้อมูลของบุคคล

Sensing (S)หมายถึงลักษณะของบุคคลที่เช่ือถือ หรือไว้ใจในการรับร้ขู ้อมูลจากประสาทสัมผัสท้ัง
ห้า ท้ังจากภายในตนเอง และภายนอกตัว การใช้สัมผัสเป็นการรับรู้สภาวะของสิ่งต่าง ๆ ท่ีเกิดตามความเป็น
จริง บุคคลกลุ่มน้ีมักจะชอบทางานที่เป็นลักษณะอยู่กับความเป็นจริง (Practical) มีความอดทนเป็นพิเศษกับ
รายละเอยี ด และขอ้ เทจ็ จรงิ เฉพาะหน้า

Intuition (I) หมายถึง ลักษณะของบุคคลท่ีเชอ่ื มั่น หรือพึงพอใจที่จะรบั รู้แสวงหาข้อมูลโดยใชก้ าร
คาดการณ์ มองการณ์ไกล มองเลยไปจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่ไปสู่ความน่าจะเป็นไปได้ แสวงหาวิธีการใหม่ๆ ใน
การทางาน หรอื การแกป้ ญั หา มีความคิดริเรมิ่ มจี ินตนาการ และมีแรงบนั ดาลใจสงู

คู่ท่ี 3 สเกล T-F (Thinking-Feeling) สเกลน้จี ะแสดงถงึ ลักษณะของการตดั สินใจของบคุ คล
Thinking (T) หมายถึง บุคคลท่ีตัดสินใจโดยใช้กระบวนการทางความคดิ ที่มเี หตุผล มีระเบียบและ
เป็นข้ันตอน ก่อนปฏิบัติการข้ันหนึ่งใดลงไป ตัวเลือกจะถูกนามาชั่งน้าหนักวิเคราะห์ตามกฎเกณฑ์อย่าง
ยตุ ธิ รรม ปราศจากความรู้สึกส่วนตัวเขา้ มาเก่ียวข้อง มีบุคลิกภาพที่เป็นงานเปน็ การไม่เยิ่นเย้อ ปฏิบัตติ อ่ ทุกคน
อย่างยตุ ธิ รรม
Feeling (F) หมายถึง บุคคลท่ีมีแนวโน้มที่จะใช้ความรู้สึก ค่านิยม เป็นตัวกาหนดในการตัดสินใจ
ให้ความสาคญั กบั ความรสู้ ึกของตนเองและผู้อื่น ชอบทางานกบั คน มแี นวโน้มที่จะสงสารและให้กาลงั ใจคนอื่น

ท่ี 4 สเกล J-P (Judgement-Perception) สเกลน้ีจะแสดงถึงแบบแผนการดาเนินชีวิตของ
บุคคล

Judgement (J) หมายถึง บคุ คลท่ีดาเนินชวี ิตอยา่ งมรี ะเบียบแบบแผนเป็นขั้นตอน จดั การควบคุม
ชวี ติ ของตนเองได้ ทางานไดอ้ ย่างสมบูรณใ์ นแต่ละเรือ่ ง ชอบใช้ชวี ติ อยา่ งมโี ครงสรา้ ง มีข้นั ตอน

Perception (P) หมายถึง บุคคลท่ีดาเนินชีวิตแบบสบายๆ ยึดหยุ่นเป็นธรรมชาติพร้อมท่ีจะ
ปรบั เปลี่ยน หรือยืดหยนุ่ ได้ตามสถานการณ์ มีบุคลิกภาพไม่ชอบความเป็นระเบียบ หรือเคร่งครดั มาก ชอบการ
ตอบสนองที่เปน็ ธรรมชาติ ต้องการเข้าใจคนมากกวา่ การไปควบคมุ คน และพรอ้ มทจ่ี ะรบั สถานการณอ์ ะไรที่จะ
เกิดข้ึนได้เสมอ

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 119

การผสมผสานของตัวแปรทั้งหมด 8 ตัว ในแต่ละสเกล จะทาให้ได้ชนิดของบุคลิกภาพ 16
ประเภท (16 Type) โดยท่ีบคุ ลกิ แตล่ ะประเภท จะแสดงถงึ ลักษณะทางบคุ ลกิ ภาพท่ีแตกต่างกันออกไปดงั น้ี26

1) ISTJ มีลักษณะจริงจัง เงียบขรึม ประสบความสาเร็จได้จากความต้งั ใจจริง และมีความละเอียด
รอบคอบ เป็นคนพูดจรงิ ทาจรงิ มีระเบียบ มีข้ันตอนในการทางาน ยึดถือสิ่งที่เห็นจริง และไว้ใจได้ จะควบคุม
ใหท้ ุกส่ิงท่ีตนรบั ผิดชอบได้รับการจัดการโดยเรยี บรอ้ ย มคี วามรบั ผิดชอบ มักตัดสนิ ใจโดยตนเองว่าสง่ิ ใดควรให้
ความเอาใจใส่ หรือสง่ิ ใดควรจัดการทาใหส้ าเร็จ และจะดาเนินงานไปจนบรรลุวัตถุประสงค์น้ัน โดยไม่สนใจต่อ
ส่ิงท่ีจะมารบกวน หรือคาทักท้วงใด ๆ

2) ISTP มีลักษณะภายนอกดูเยือกเย็น เงียบ สารวม ช่างสังเกต และวิเคราะห์ชีวติ ด้วยความสนใจ
ใคร่รู้ และมักจะมีมุขตลกขบขันของตนเอง แสดงออกมาโดยไม่คาดคิด ปกติสนใจในเร่ืองที่มีเหตุผล มักจะมี
คาถามว่าอยา่ งไร และทาไมจึงเป็นเชน่ นนั้ และในการพิจารณาความจริง จะยดึ หลกั ตรรกของเหตุและผล

3) ISFJ เงียบขรึม เป็นมิตร มีความรับผิดชอบ และมีคุณธรรม ทางานอย่างอุทิศตนเพ่ือให้งาน
บรรลุวัตถุประสงค์ มักให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่ม หรือโครงการต่าง ๆ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นคน
ละเอียดรอบคอบ ระมัดระวงั และแม่นยา ความสนใจมักจะไม่ใชเ่ รอื่ งของเทคนิค สามารถจดจารายละเอียดท่ี
จาเป็นได้ดี มคี วามซ่อื สัตย์ เกรางใจผู้อน่ื มคี วามเขา้ ใจในชีวิตและใหค้ วามสาคัญตอ่ ความรสู้ ึกของผู้อืน่

4) ISFP มีลักษณะสงบเสง่ียม ดูเป็นมิตรอามรณ์อ่อนไหว มีเมตตา ถ่อมตัวในเร่ืองความสามารถ
มกั หลบหลีกการโต้แยง้ จะไมบ่ ีบบงั คบั ความคิดเห็นหรือค่านิยมของตนเองกับผู้อ่ืน ไม่ชอบเปน็ ผู้นา แตล่ ะเป็น
ผู้ตามท่ีดี การทางานให้สาเร็จจะทาตามสบาย เพราะจะสนุกอยู่กับภาวะปัจจุบัน และจะไม่ยอมให้ทาให้เสีย
ความรู้สกึ ไปโดยความเรง่ รีบ หรอื การบบี บังคับ

5) INFJ มีลักษณะเป็นผู้นามีความพากเพียรสูง ริเร่ิม และมุ่งมั่นท่ีจะกระทาในส่ิงที่ปรารถนาให้
สาเร็จ จะทมุ่ เทความสามารถทั้งหมดในการทางาน เด็ดเดี่ยว ซ่ือตรง หว่ งใยผูอ้ นื่ เช่อื มัน่ ในหลักการของตนเอง
จึงมกั จะได้รบั เกยี รตแิ ละความเชอื่ ถือจากผอู้ น่ื ในการตัดสนิ ใจ โดยเชือ่ วา่ จะนาไปส่ผู ลดีในทีส่ ดุ

6) INFP มีลักษณะเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและจริงใจ ซ่ือสัตย์ แต่จะถ่อมตัว ไม่ค่อยพูด มัก
สนใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ ความคิด ภาษา และโครงการอสิ ระทีต่ ัวเองรเิ ร่ิมข้ึน ดูเหมอื นว่าจะทางานมากเกินไป
แต่ในที่สุดก็ทาทุกส่ิงจนสาเร็จ เป็นมิตร แต่ไม่ค่อยแสดงออกให้ปรากฏแก่สายตาผู้อื่น ไม่ค่อยยึดติดหรือให้
ความสาคญั กับวตั ถแุ ละส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ

7) INTP มีลักษณะเงียบ สารวม และระมัดระวัง สนใจเฉพาะเรื่องราวเก่ียวกับทฤษฎีหรือ
วิทยาศาสตร์ชอบการแก้ปัญหาและแบบตรรก และการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้ความคิดและเหตุผล ให้ความ

26 Myers, Isabel Briggs and McCaulley Mary H., (1988), Manual: A Guide to the development and
use of the Myers-Briggs Type Indicator, Calif: Counselling Psychology Press, pp. 20-21; พรวิไล อุรัจฉัทชัยรัตน์ ,
(2540), การพัฒนามาตรวัดแบบบุคลิกภาพของไมเยอร์-บริขช์ ฟอร์มอี ฉบับภาษาไทยเพื่อศึกษาบุคลิกภาพพยาบาลไทย,
(วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑิต), กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคาแหง, หน้า 23-27.

120 Testing and Assessment for Psychology

สนใจในงานสังคมหรือการพูดคุยเพียงเล็กน้อย มีแนวโน้มท่ีจะให้ความสนใจส่ิงต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ มีความ
ตอ้ งการอาชพี ท่ีสอดคลอ้ งกับความสนใจเพ่ือที่จะนาความสนใจนน้ั มาใช้ให้เกดิ ประโยชน์

8) INTJ มีลักษณะเป็นตัวของตัวเองสูง มีพลังความคิด และจุดมุ่งหมายในส่ิงที่ตนสนใจ จะมีพลัง
ในการจัดการเพ่ือทางานน้ันให้สาเร็จ อาจจะโดยขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หรือปราศจากความช่วยเหลือ
จากผู้อ่ืนก็ได้ เป็นคนช่างสงสัย ช่วงพินิจพิเคราะห์ รักอิสระ มีความมุ่งมั่นจนกระทั่งบางครั้งดูเหมือนดันทุรัง
เรียนรู้ท่ีจะมองขา้ มส่ิงเล็กน้อยเพอ่ื จะประสบความสาเรจ็ ในส่งิ ทสี่ าคญั กว่า

9) ESTP มีลกั ษณะเช่ียวชาญในการแกป้ ัญหาได้ตรงประเด็น ไม่ค่อยวติ กกังวล สนุกกับเรื่องตา่ ง ๆ
ที่ผ่านเข้ามา มีแนวโน้มที่จะชอบเคร่ืองจักรกล และการกีฬาที่มีผู้อื่นร่วมกิจกรรมด้วย ปรับตัวง่าย อดทน ให้
คุณค่าแนวอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบการอธิบายสิ่งต่าง ๆ ยืดยาว มักเป็นเลิศในเรื่องของการควบคุมดูแลอุปกรณ์
เคร่อื งจักร

10) ESFP มีลักษณะชอบสมาคม เข้ากับคนง่าย มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สนุกสนานได้กับทุกสิ่ง
สามารถทาให้ผู้อื่นสนุกสนาน ชอบการกีฬา และกระทาส่ิงต่าง ๆ ให้เป็นจริงข้ึนมา รับรู้ สนใจเหตุการณ์ท่ี
เกิดขนึ้ และมักชอบเข้าไปมีสว่ นร่วมอย่างกระตือรือรน้ มักเป็นบุคคลที่สามารถจดจาสิ่งต่าง ๆ ไดม้ ากกวา่ การ
เข้าใจทฤษฎี เป็นเลิศในสภาพการณ์ที่ต้องใช้สามัญสานึก และมีความสามารถในการปฏิบัติท่ีเก่ียวข้องกับ
บุคคลไดด้ พี อๆ กับวัตถุ

11) ESTJ มีลักษณะเป็นคนพูดจริงทาจริง นิยมส่ิงที่จับต้องได้ และท่ีมีสาระความจริง โดยท่ัวไปมี
หัวคิดด้านธุรกิจ หรือด้านเครื่องจักรกล ไม่ค่อยสนใจวิชาการท่ีเห็นว่าไม่มีประโยชน์ แต่สามารถปรับตัวและ
ทางานน้ันไดเ้ ม่ือจาเป็น ชอบในการจดั การและดาเนินกจิ กรรมต่าง ๆ จึงอาจจะเปน็ นกั บริหารท่ีดีได้ ถ้าเขาจะ
คานึงถึงความร้สู กึ และความคิดเหน็ ของผอู้ ื่นบ้าง

12) ESFJ มีลักษณะจิตใจโอบอ้อมอารี ช่างพูด มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ซ่ือตรงชอบที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
จึงเป็นสมาชิกกลุ่มที่มีความกระตือรือร้น ต้องการความปรองดอง และอาจจะเป็นผู้สร้างบรรยากาศน้ันให้
เกิดขึ้น ชอบทาสิ่งท่ีดีให้กับบุคคลอื่น จะทางานได้ดีเมื่อได้รับคาชม หรือได้รับการสนับสนุน ความสนใจส่วน
ใหญก่ ับสงิ่ ที่มผี ลโดยตรง หรอื รับร้ไู ด้ชดั เจนวา่ เกีย่ วขอ้ งตอ่ ชวี ิตผู้อน่ื

13) ENFP มีลักษณะกระตือรือร้น มองโลกในแง่ดี ช่างคิดช่างฝัน สามารถทาได้เกือบทุกอย่างที่
สนใจ มักแก้ปญั หาทย่ี ากได้อย่างรวดเรว็ และสามารถช่วยเหลือผูอ้ ่ืนในการแกป้ ัญหามักชอบทางานท่ีจะตอ้ งใช้
ความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่าวางแผน มีความสามารถในการหาเหตุผลโน้มน้าว
จติ ใจผอู้ ่ืน เพือ่ ใหไ้ ดใ้ นสงิ่ ท่ตี นตอ้ งการ

14) ENTP มีลักษณะคลอ่ งแคล่ว ชา่ งคิด มักเก่งในหลายๆ ด้าน มีอิทธิพลต่อกลุ่มสูง มีความตืน่ ตัว
มักเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก อาจโต้เถียงกับผู้อ่ืนอย่างข้างๆ คูๆ เพ่ือความสนุก มีสติปัญญาดีในการแก้ไข
ปัญหาใหม่ๆ และท้าท้าย แต่จะไม่ให้ความสาคัญต่องานท่ีทาเป็นแบบแผนซ้า ๆ อาจจะไปหาความสนใจใหม่
คร้ังแลว้ ครั้งเล่า หรือมักจะเปล่ียนความสนใจไปสู่สิ่งใหม่ๆ เสมอ เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยทักษะในการคิดอย่าง
เปน็ เหตุเปน็ ผลต่อส่ิงทตี่ นตอ้ งการ

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 121

15) ENFJ มีลักษณะชอบโต้ตอบ มีความรับผิดชอบสูง โดยที่แท้จริงแล้วจะเป็นผู้ที่ห่วงใยต่อ
ความคิดและความต้องการของผู้อนื่ และจะพยายามทีจ่ ัดการส่งิ ต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจและเตม็ ที่ โดยคานงึ ถึง
ความรู้สึกของผู้อื่น สามารถแสดงความคิดเห็น หรือนาการอภิปรายกลุ่มอย่างคล่องแคล่วและมีหลักการ เป็น
คนชอบเขา้ สังคม กวา้ งขวาง มีความเห็นอกเห็นใจผูอ้ ื่น มกั มคี วามอ่อนไหวตอ่ คาชม และคาวพิ ากษ์วจิ ารณ์

16) ENTJ มีลักษณะจริงใจ เปิดเผย ตัดสนใจเด็ดขาด มีลักษณะของผู้นา มักมีความสามารถใน
เรื่องของการพูดอยา่ งมีเหตุผล และชาญฉลาด เช่น การพูดในท่ีชมุ ชน สนใจข่าวสารรอบตัว และสนใจเพ่ิมพูน
ความรู้ให้กับตัวเองเสมอ บางคร้ังอาจแสดงความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่าประสบการณ์ท่ีตนเองมีอยู่
จรงิ

ตารางท่ี 3.8 อาชีพทเ่ี หมาะสมกับลักษณะบคุ ลกิ ภาพ ตามแนวคดิ ของ MBTI

Type อาชีพทเ่ี หมาะสมกบั บคุ ลกิ ภาพ
ISTJ (1)
นักบัญชี นกั ธรุ กิจ นักกฎหมาย นิติกร ผพู้ ิพากษา ทนั ตแพทย์ ทหาร โปรแกรมเมอร์ ผูป้ ฏบิ ตั งิ านทว่ั ไป
ISTP (2) นักเศรษฐศาสตร์
นักบัญชี นกั ธรุ กิจ นักกฎหมาย นิติกร ผพู้ ิพากษา ทันตแพทย์ ทหาร โปรแกรมเมอร์ ผูป้ ฏิบตั งิ านทวั่ ไป
ESTP (3) นกั เศรษฐศาสตร์
ตารวจ คนขับรถ นักสบื โปรแกรมเมอร์ นักวเิ คราะห์ นกั สถติ ิ วศิ วกร นกั แสดง ชา่ งไม้ ชา่ งกล
ESTJ (4) ผปู้ ระพนั ธ์เพลง นักบนิ นักกีฬา ศลิ ปนิ นกั ลงทนุ
ISFJ (5) นกั ลงทนุ ตารวจทที่ างานศนู ย์บญั ชาการ ตารวจสบื สวนนักกฬี า นกั แสดง
ผ้นู าทหาร ผูจ้ ดั การ ตารวจปฏบิ ตั กิ าร ผู้บญั ชาการตารวจ ครู ผูพ้ พิ ากษา นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์
ISFP (6) นักธุรกิจ พยาบาล บรรณาธกิ าร บรรณารกั ษ์ พระ หมอสอนศาสนา นักบญั ชี นกั ตกแต่งภายใน
ESFP (7) เลขานุการ
นักดนตรี ครู ศลิ ปนิ บรรณารกั ษ์ นกั สงั คมสงเคราะห์ ผู้แตง่ เพลง นักเขียน
ESFJ (8) ครูอนุบาล ครปู ระถม ผดู้ แู ลเดก็ นักสังคมสงเคราะห์ ศลิ ปิน นกั แสดง ผอู้ อกแบบแฟชนั่ นักตกแต่ง
ภายใน นักรอ้ ง นกั ออกแบบ ผกู้ ากบั เวที
INFJ (9) พยาบาล ครปู ระถมศึกษา นกั บญั ชี นักเศรษฐศาสตร์ เลขานกุ าร นกั กายภาพบาบัด ผทู้ างานดา้ น
INFP (10) ศาสนา เจ้าหนา้ ท่ีการบนิ ผูท้ างานดา้ นสขุ ภาพ ผู้ทางานธนาคาร
ENFP (11) เสมียน นกั จิตวิทยา จิตแพทย์ นกั ดนตรี นักเขียน นกั สงั คมสงเคราะห์ ครู แพทย์ ศลิ ปิน
ENFJ (12) ครู นกั ดนตรี นักแสดง นักหนงั สอื พมิ พ์ นักแปล นกั จิตบาบัด พระ นกั วจิ ัยทางวทิ ยาศาสตร์
INTP (13) นกั ลงทนุ นักจติ วทิ ยา นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักการเมอื ง ครู นกั วิทยาศาสตร์ วศิ วกร
นักจิตวทิ ยา พระ ครู นักสังคมสงเคราะห์ นกั การเมือง นักการทูต ผูใ้ หค้ าปรกึ ษา
ENTP (14) นกั วิทยาศาสตร์ นักคณติ ศาสตร์ อาจารยม์ หาวทิ ยาลัย วิศวกร แพทย์ นักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นกั
เศรษฐศาสตร์ นักประดิษฐ์ ผ้นู าทหาร ผู้พพิ ากษา นักกฎหมาย
นักวิทยาศาสตร์ สถาปนกิ อาจารยใ์ นมหาวิทยาลัย แพทย์ นักเคมี นักกฎหมาย ครู นกั ชีววิทยา นัก

122 Testing and Assessment for Psychology

Type อาชีพท่เี หมาะสมกบั บคุ ลิกภาพ
ENFJ (15)
ENTJ (16) คณิตศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ (Software) วศิ วกร (ออกแบบ พฒั นาส่งิ ใหม่)
นักวิจัยดา้ นวิทยาศาสตร์ นักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นักกฎหมาย นักออกแบบซอฟท์แวร์ อาจารย์
มหาวิทยาลยั นักประดิษฐ์ วิศวกร นกั ลงทุน นกั ถ่ายรูป นักแสดง ตวั แทนฝา่ ยขาย
นักบรหิ ารในองค์กร นักวทิ ยาศาสตร์ นกั โปรแกรมคอมพิวเตอร์ นกั กฎหมาย ผู้พิพากษา นกั ลงทนุ
อาจารยม์ หาวิทยาลัย

ที่มา: ศรีเรือน แก้วกงั วาน, (2544), ลกั ษณะบุคลิกภาพของนักศึกษาไทย 6 อาชีพ (กฎหมายคอมพิวเตอร์
แพทย์ศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วศิ วกรรมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร)์ , (กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาจติ วทิ ยา คณะ

ศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์).

บุคลิกลกั ษณะของบุคคลท้ังหมดดังกลา่ วมสี ว่ นเกี่ยวข้องกบั การทางานอย่างน้อย 2 ประการ27 คอื
1) ความสอดคล้องระหว่างลักษณะกับอาชีพการงาน บุคคลท่ีมีบุคลิกลักษณะสอดคล้องในอาชีพ
จะทาใหเ้ ขามีความเชือ่ มนั่ ในตนเอง และมคี วามพงึ พอใจในงานท่ที า
2) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีลักษณะท่ีต่างกันในการทางาน ร่วมกับบุคลิกลักษณะจะมี
อิทธิพลต่อการทางานกับผู้อ่นื

3.5.7 แบบทดสอบบุคลิกภาพ MMPI- 2 (Minnesota Multiphasic Personality Inventory
2)

MMPI-2 เป็นแบบทดสอบบุคลิภาพที่มีการใช้บ่อยท่ีสุดและแพร่หลายมากท่ีสุด สร้างขน้ึ ในปี ค.ศ.
1940 โดยฮาร์ธาเวย์และแม็คคินลีย์ (S R. Harthway and J C Mckinley) และได้มีการนามาปรับปรุงในปี
1989 โดยมีการนามาหาเกณฑ์ปกติใหม่ มีการอับเทปเพ่ือใช้กับคนตาบอด คนไม่รู้หนังสือ หรือคนพิการ และ
ยงั มีรูปแบบท่ีเป็นกล่อง แต่ละข้อจะมีบัตรคาตอบแยกจากกันให้เลือก จริง-ไม่จริง แบบทดสอบอาจตรวจด้วย
มือหรือเครื่อง แบบทดสอบใช้สาหรบั บคุ คลที่มีอายุ 16 ถงึ 55 ปี และเรยี นหนังสืออยู่ในโรงเรยี นไม่ตา่ กว่า 6 ปี
ผู้สอบควรมคี วามสามารถในการอ่านอย่างเหมาะสม และมีเกณฑ์ภาคเชาวน์ 80 ข้ึนไป คะแนนดิบจะแปลเป็น
T-Score มัชฌิมเลขคณิตเท่ากับ 50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10 (ลออ พงษ์พานิช, 2540 และเจมส์บุทเชอร์
(James Butcher) ได้นามาแปลงเป็นภาษาไทยในปลายปี 2523 นามาใช้ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็น
แห่งแรกในประเทศไทย

MMPI เปน็ แบบวัดบุคลกิ ภาพทีม่ ีผลงานการวจิ ัยทพ่ี ิมพ์ออกมาใชอ้ ้างอิงกว่า 8,000 เรื่อง นอกจาก
จะใช้ประโยชน์ทางคลินิกแล้ว ยังเป็นเคร่ืองมือที่ใช้วัดในการทาวิจัยด้วย เดิมแบบทดสอบมีจุดมุ่งหมายเป็น

27 สิริอร วิชชาวุธ, (2544), จิตวิทยาการอุตสาหกรรมและองค์การเบ้ืองต้น, กรุงเทพมหานคร:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ้างอิงใน ขวัญหลา้ ประสาทเขตการณ์, (2547), บคุ ลกิ ภาพกบั ระดบั ความเครยี ดในการปฏิบัติงาน
ของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมในศาลชั้นต้น : กรณีศึกษาผู้พิพากษาสังกัดสานักศาลยุติธรรมประจาภาค 1, กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.


Click to View FlipBook Version