การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 123
เครื่องมือวัดคนใช้ทางจิตเวช เพื่อตัดสินความรุนแรงของความบกพร่องได้อย่างอย่างถูกต้อง และยังต้องการ
พัฒนาการประเมินที่เป็นรูปธรรมเพื่อรู้ถึงความเปล่ียนแปลงที่เกิดจากการทาจิตบาบัด และตัวแปรอ่ืน ๆ ใน
ชีวิตของคนไข้เดิมแบบทดสอบมีข้อความ 1,000 ข้อ ได้มีการปรับตัดออกมาเหลือ 564 ข้อ มีทั้งข้อความด้าน
บวกและลบ สมดุลกันไม่ซ้าซ้อน ได้ทดลองใช้กับคนไข้ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมินนิโซดา เพ่ือน และญาติ
คนไขท้ ่ีเตม็ ใจจะทาแบบทดสอบ ชาย 226 คน หญิง 315 คน และได้เอากลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนปกติเข้ามาเพิ่ม
เชน่ นกั ศึกษา คนที่มาเย่ียมไข้ ข้อความในแบบทดสอบซ่ึงสามารถแยกแยะระหวา่ งคนปกติและคนไข้จิตเวชจะ
เก็บไว้ เช่น ฉันปวดหัวระบมอยูแ่ ทบตลอดเวลา คนไข้ Hypochondriasis จะตอบวิจรงิ 12% คนปกติจะตอบ
วา่ จริงเพียง 4% เป็นต้น (J R Gratham, 1979) เนื้อหาส่วนใหญ่ของคาถามครอบคลุมเน้ือหาด้านต่าง ๆ เช่น
การเจ็บป่วยทางสุขภาพเนื่องมาจากสาเหตุทางจิตใจ (Psychosomatic) ความผิดปกติทางประสาท การ
เคลื่อนไหว การแสดงออกของพฤติกรรมโรคจิต โรคประสาทต่าง ๆ เช่น สภาวะย้าคิดย้าทา หลงผิด ประสาท
หลอน ตลอดจนภูมิหลังในด้านต่าง ๆ ได้แก่ อายุ การศึกษา สถานภาพการสมรส อาชีพ สุขภาพ ศาสนา
การเมอื ง
ลกั ษณะของแบบทดสอบ
มาตราวดั ความตรง (Validity Scale)
เป็นคะแนนตรวจสอบความสะเพร่า ความเข้าใจผิด การเสแสร้ง ประกอบด้วยมาตราที่สาคัญ 3
มาตรา คือ Lie (L) Infrequency (F) และ Correction (K) และมีมาตรา 1 เพิ่มเข้ามา คือ ข้อท่ีไม่ตอบ
MMPI-2 มีมาตราความตรงใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา Fb(การตอบสนองที่ไม่ปกติ ไม่สม่าเสมอ Unusal Response
Inconsistency) VRI (การตอบสนองที่หลากหลาย ไม่สม่าเสมอ Variable Response Inconsistency) ผล
การสอบจะพจิ ารณาความตรง ขอ้ ท่ไี มต่ อบจะเกนิ 30 ไมไ่ ด้ และมาตราความตรงอนื่ ๆ อยู่ในเกณฑป์ กติ
มาตรา L (Lie)
มี 15 ข้อ ใช้วัดลักษณะความเปิดเผยของผู้ตอบหรือแนวโน้มที่จะตอบ โดยมองตัวเองหรือสภาวะ
ต่าง ๆ ดีเกินความเป็นจริง เช่น ฉันไม่เคยโกรธเลย แสดงว่าคนไข้มองตัวเองอาจโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่าตนเอง
สมบรู ณ์แบบ คะแนนต่าเปิดเผย ยอมรับขอ้ ผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ผอ่ นคลาย เชื่อในตนเอง
มาตรา F (Infrequency)
มี 64 ข้อ ไม่ได้วัดลักษณะ แต่เป็นลักษณะคาตอบท่ีไม่สม่าเสมอ น้อยกว่า 10% ของประชากร
ปกติ มีคะแนนสูงในมาตราน้ี เป็นเคร่อื งชี้วัดว่าผู้ตอบได้เลือกข้อท่ีมีปัญหาทางจิตวิทยาท่ีรนุ แรงหลายข้อ และ
อาจมีเหตผุ ลว่าทาไมคะแนนในมาตรานี้สูง
ความผิดพลาดจากคะแนนอาจเกิดจากปัญหาการอ่านทาความเข้าใจ หรือพยายามทาให้ดูแย่กว่า
ความเป็นจริง หรือสับสน หรอื หลงผิด
124 Testing and Assessment for Psychology
แบบแผนการตอบอาจเป็นการขอความช่วยเหลือจากคนไข้ที่แสดงอาการมากกว่าความเป็นจริง
คะแนนของวัยรุน่ อาจบอกถึงความรุนแรง ปฏิกิริยาทางลบ ปฏิเสธไมใ่ หค้ วามร่วมมือ28
มาตรา K (Correction)
เป็นการวัดปกป้องตนเองปฏิเสธปัญหา มองตนเองดีเกินจริง มี 30 ข้อ ครอบคลุมเน้ือหากว้าง
ขว้าง คะแนนต่าแสดงถึงพยายามอย่างจงใจที่ตะให้ดูแย่ แต่ในบางครั้งอาจแสดงถึงแนวโน้มของพยาธิภาพใน
การเป็นคนท่ีวิตกวิจารณ์เก่ียวกับตนเองป้องกันไม่ให้คนสังเกตหรือสนใจตน คนที่มาจากฐานะเศรษฐกิจสังคม
การศึกษาสูงมักจะมีค่า K สูงกว่ากลุ่มอื่น คนที่ K เหมาะสมแสดงถึงความสามารถเข้าใจเร่ืองต่าง ๆ มีการ
ตัดสินใจท่ดี ี มีความพอใจในตนเอง สขุ ภาพจิตดี ใช้ตรวจสอบคนไข้ที่มองตัวเองดมี ากไป คลา้ ย L Scale แต่ K
Scale มีประสิทธิภาพกว่าการวิเคราะห์เส้นภาพ (Profile) เป็นโครงร่างการแปลความหมายแบบทดสอบท่ี
สาคัญ วิธีการที่เป็นมาตรฐานในการแปลความหมายเส้นตรง โดยดูจากมาตราทางคลินิกท่ีสูงที่สุด 2 อันท่ีมี
คะแนน T สูงกวา่ 70 และ 2 มาตรา มีคะแนน T หา่ งจากกันอยูใ่ นช่วง 10T คะแนนท่ีสูงที่สดุ จะเขียนไว้ลาดับ
แรก อย่างไรก็ตามแบบแผนหรือเส้นภาพจะเป็นประโยชน์และมีความตรงมากกว่าพิจารณาเพียงมาตราหนึ่ง
มาตราใด และดคู วามสมั พนั ธ์ของมาตราตา่ ง ๆ
ได้มีการปรับมาตราเพ่ิมขึ้นใน MMPI-2 ได้แก่ ความวิตกกังวล ความกลัว ย้าคิด ซึมเศร้า ห่วงใย
สุขภาพ พฤติกรรมแปลกๆ ความโกรธ ชอบเยาะเย้ยถากถางผู้อื่น ต่อต้านสังคม พฤติกรรมแบบ A (Type A)
ความภาคภูมใิ จตนเองต่า ปรับตวั ในสังคมลาบาก (Social Discomfort) มีปัญหาในครอบครวั เปน็ ตน้
มาตราคลินกิ
1) Hs-Hypochondriasis มี 32 ข้อใช้วัดลักษณะความวิตกกังวลเก่ียวกับสุขภาพและคุณค่าของ
ตนเองมากเกินไป คะแนนสูง ข้ีบ่น ก้าวร้าวแบบซ่อนเร้น คาบ่นมักสัมพันธ์กับปัญหาทางสุขภาพ เรียกร้อง
ความสนใจ วพิ ากษ์วจิ ารณค์ นอืน่ ด้อื รั้น มองโลกในแง่รา้ ย หลงตวั เอง
2) D-Depression ซึมเศร้ามี 57 ข้อ ใช้วัดซึมเศร้า ปฏิเสธความสุข และคุณค่าของตนเอง ขาด
ความสนใจ ถอยหนี คะแนนสูง เป็นไปได้ที่จะฆ่าตัวตาย เผชิญปัญหาด้วยการมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกส้ินหวัง
ช่วยตวั เองไม่ได้ ขาดความเช่อื มัน่
3) Hy-Hysterical มีอาการทางกาย 60 ข้อ บ่นเกี่ยวกับอาการทางกายเฉพาะด้าน เช่น นอนไม่
หลับ ปวดหัว เจ็บหน้าอก หัวใจ มีปัญหาทางอารมณ์ รู้สึกไม่สบายใจ อึดอัดในสภาพการณ์ทางสังคมมีความ
ยากลาบากในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หลีกเล่ียงความรับผิดชอบ ต้องการพึ่งพา และต้องการความ
สนใจจากคนอน่ื
4) Pd-Psychopathic อาชญากรมี 56 ข้อ เป็นการประเมินการปรับตัวทางสังคม ไม่สนใจสังคม
ต่อต้านอานาจ มีความรู้สึกแปลกแยกทั้งกับตนเองและสังคม ขาดจริยธรรม ไม่สามารถเรียนรู้จากความ
ผดิ พลาดทผ่ี า่ นมา หุนหันพนั แลน่ กา้ วร้าว ทาอะไรตามความพอใจของตน
28 Graham, JR., (1979), The MMPI: A Practical Guide, NY: Oxford University Press.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 125
5) Me-Femininity – Masculinity ความเป็นหญิงเป็นชายมี 60 ข้อ ใช้วัดความสนใจตาม
ลักษณะทางเพศ ไม่ใช่มาตราทางคลินิกเหมือนมาตราอื่น ๆ ชายคะแนนสูง อ่อนไหว สับสนในเอกลักษณ์ทาง
เพศ เฉื่อยชา ละเอียดอ่อนแบบผู้หญิง สนใจเพศตรงข้ามต่า หญิงคะแนนสูงสนใจกิจกรรมเพศชาย การทางาน
ของเพศชาย เข้มแขง็ ก้าวรา้ ว เชอ่ื ม่นั ตรงไปตรงมา ชอบแขง่ ขัน มีเหตุผล ไม่ละเอียดออ่ น
6) Pd-Paranoid 40 ข้อ หลงผิดว่ามีใครจะทาร้าย ได้รับอันตราย หลงตัวเอง หวาดระแวง ขี้สงสัย
เจ้าคดิ เจ้าแคน้ อ่อนไหวเกย่ี วกบั ความสมั พันธร์ ะหว่างบุคคล เช่อื วา่ ตนมคี วามถูกต้องเหมาะสมในทางศีลธรรม
7) Pt-Psychasthenia 48 ข้อ ไม่พอใจกับชีวิตโดยท่ัวไป มีปัญหาในเร่ืองสมาธิ ตัดสินใจไม่ได้ สงสัย
ไมแ่ นใ่ จเก่ยี วกบั ตนเอง ย้าคิด รู้สึกผิด ขาดความมน่ั คงทางจิตใจ เครียด กลัว ขาดความเชอ่ื มน่ั ไมย่ ดึ หยุน่
8) Sc-Schizophrenia จิตเภทมี 78 ข้อ รู้สึกตัวเองแตกต่าง รู้สึกแยกตัว มีกระบวนการทาง
ความคิดแปลก ๆ ไม่เหมือนใคร ความสัมพันธ์ในครอบครวั ไม่ดี มีแนวโน้มจะถอยหนี หลงผิด ประสาทหลอน
อารมณ์ไม่เหมาะสม ถดถอย มีปัญหาในการควบคุมความรุนแรงกระตุ้น ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง ไม่ไว้วางใจ
คะแนนตา่ ร่าเริง เป็นมติ ร นา่ เช่อื ถือ ปรับตวั ไดด้ ี ไมม่ จี นิ ตนาการ
9) Ma-Hypomania 46 ข้อ ควบคุมตัวเองไม่ได้ อยู่น่ิง ๆ ไม่ได้ ทาอะไรไม่สาเร็จ พลุ่งพล่าน ขุ่น
เคือง ควบคมุ แรงกระตุ้นได้ต่า ความคดิ จะชนอยู่เรื่อย วางโตรูส้ ึกตนเองสาคญั พดู มาก อารมณ์เปล่ยี นแปลงได้
งา่ ย
10) Si-Social Introversion เก็บตัว พัฒนาจากการตอบสนองของนกั ศึกษามหาวิทยาลัยเกยี่ วกับ
แนวโน้มแยกตัวจากคนอื่น รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยทางสังคม พัฒนาทักษะทางสังคมได้ยาก ถอยหนี ขี้อาย
เครียด ขาดความยดึ หย่นุ ยินยอม ตัดสินใจไม่ได้ ใจร้อน เจ้าก้เี จ้าการ คะแนนสูง เกบ็ ตวั ข้ีอาย ควบคุมตนเอง
คะแนนต่า ชอบสงั คม ชอบแสดงออก สนกุ สนาน
ตารางท่ี 3.9 มาตรา MMPI
สญั ลกั ษณ์มาตราความตรง ชอ่ื จานวนข้อ การแปลความหมาย
L Lie Scale 15 พยายามทาดเี กนิ จรงิ
K K Scale 30 ปกป้อง
F F Scale 64 พยายามแย่กวา่ เป็นจรงิ
มาตราคลนิ ิก
1. (Hs) Hypochondriasis 33 บน่ เร่ืองทางกาย
2. (D)
3. (Hy) Depression 60 ซมึ เศรา้ ถอยหนี
4. (Pd)
Hysterical 60 ไมม่ ีวฒุ ิภาวะ
5. (Mt)
Psychopathic Device 50 ต่อต้านสงั คมรนุ แรง
ขัดแยง้ กับอานาจ
Masculinity–Femininity 60 สนใจเพศชายเพศหญงิ
126 Testing and Assessment for Psychology
สญั ลกั ษณ์มาตราความตรง ช่อื จานวนขอ้ การแปลความหมาย
6. (Pd) Paranoid 40 สงสัย รนุ แรง
18 วิตกกังวล
7. (Pt) Psychasthenia 78 แปลกแยก ถอยหนีสบั สน
46 พลงั งานสูง
8. (Sc) Schizophrenia 70 เกบ็ ตวั อาย
9. (Ma) Hypomania
10. (Si) Social Introversion
การทามาตรฐานใหม่ในปี 1984-1988 ได้มีการทาเกณฑ์ปกติใหม่ ข้อคาถามเดิม 566 ข้อ มีการ
นามาปรับปรุงใหม่ 50 ข้อ และเพิ่มเติมเข้าไป 138 ข้อ ทาให้มีทั้งหมด 704 ข้อ กลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นตัวแทน
ประชากรโดยแยกตามอนั ตรภาคช้นั มจี านวน 2,600 ราย
คณุ สมบัตขิ องแบบทดสอบ
โครงสรา้ งขององค์ประกอบแบบทดสอบใหม่ ฉบับปรับปรงุ และแบบทดสอบเดมิ มีความคล้ายคลึง
กัน สาหรับค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ความเที่ยงโดยวิธีการทดสอบซ้า (Test-Retest) อยู่ในช่วง .50-.90
(Median .80) แม้ความเท่ียงจะไม่สูงเท่ากับแบบวัดเชาว์ปัญญา แต่เมื่อเทียบกับแบบวัดบุคลิกภาพด้วยกัน
MMPI มีความเที่ยงสงู มาก และสูงถึง .90
ปัญหาของ MMPI อยู่ที่การสร้างมาตราตั้งแต่ในระยะต้น หลายข้ออยู่มากกว่า 1 มาตรา บางข้อ
อยู่ถึง 6 มาตรา มาตรา 8 มีจานวนข้อคาถามมากท่ีสุด (78 ข้อ) มีเพียง 16 ขอ้ ที่เป็นคาถามเฉพาของมาตรานี้
เน่ืองจากข้อคาถามมีความซ้าซ้อนกันมาก ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างมาตราต่าง ๆ จึงสูงมาก
ยกตัวอย่างมาตรา 7 และ 8 ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง .64-.87 ด้วยเหตุท่ีมาตราต่าง ๆ มีความ
ซ้าซ้อนกันมาก แบบแผนการวิเคราะห์ความตรงจึงเป็นท่ีน่าสงสัย ปัญหาอีกประการหนึ่งของการ MMPI คือ
ความไม่สมดุลของคาตอบข้อคาถามต่าง ๆ หลายคนมีแบบในการตอบสนองแบบทดสอบหรือมีอคติ จึงมี
แนวโน้มท่ีจะตอบแบบทดสอบไปในทศิ ทางใดทศิ ทางหนงึ่ โดยไม่คานงึ เนื้อหาคาถาม แนวโนม้ ทจ่ี ะยินยอมเห็น
ด้วยหรอื ตอบวา่ จริง นี่คือความเป็นไปได้ของแนวโน้มในการตอบ เราคงคาดหวงั ว่าตวั เลือกตอบว่า จริง ไม่จริง
มีสดั ส่วนเท่ากนั แต่หากเปน็ เช่นนัน้ ไม่ ทกุ ขอ้ ในมาตรา L และ 29 ใน 30 ขอ้ ในมาตรา K คาตอบคอื ไมจ่ รงิ
มาตรา 7, 8 และ 9 สัดส่วนของจริง ไม่จริงเท่ากับ 3: 1 ในการแปลความหมาย MMPI ควรจะ
พิจารณาลักษณะของประชากรประกอบไปด้วย ได้แก่ อายุ เช้ือชาติ ถ่ินที่อยู่อาศัย การศึกษา สถานภาพ
เศรษฐกิจสังคม มีความสมั พันธ์กับมาตราของ MMPI สาหรบั แหล่งข้อมลู เกี่ยวกับความตรงของ MMPI มาจาก
ผลงานการศึกษาวิจัยมากมายที่อธิบายถึงลักษณะเฉพาะของแบบแผนเส้นภาพ เช่นใน MMPI ใน Volume II
ได้อา้ งอิงถงึ งานวจิ ยั ประมาณ 6,000 เรื่อง และในปัจจบุ นั ไดม้ ีผนู้ า MMPI ไปทาวิจยั มากข้นึ ทุกปี เปน็ ตน้
3.5.8 California Psychological Inventory (CPI)
ตรงข้ามกับ MMPI ที่เดิมพัฒนามาจากกลุ่มประชากรที่เป็นคนไข้โรคจิต แต่ California
Psychological Inventory ใช้ประเมินบุคลิกภาพของคนปกติ แบบแผนบุคลิกภาพที่ทาเป็นป กติวิสัย
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 127
ความรู้สึก ความคิดเห็น เจตคติสัมพันธ์กับสังคม จริยธรรม และครอบครัว CPI เน้นในการวินิจฉัยและเข้าใจ
พฤติกรรมเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของประชากรปกติ ใช้กับคนอายุ 12-17 ปี ระดับการศึกษา
ตั้งแต่ประถมศึกษาที่ 4 ขึ้นไป CPI เป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากจะเป็นรองก็แต่
MMPI โดยนาไปใช้ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย อแนสตาซี (Anastasi, 1986)29 ประเมินว่า CPI เป็นแบบวัด
บคุ ลิกภาพที่ดีที่สุดอันหน่ึงท่ีมีอยู่ในขณะน้ี เป็นแบบทดสอบท่ีสร้างขึ้นโดย HARRISON GOUGH, (1957) เพื่อ
ใช้ประเมินบคุ ลกิ ภาพของชาวอเมริกัน และได้มนี ักจติ วิทยาไดน้ าเอา CPI ไปทดลองใช้กับกลุ่มคนในวัฒนธรรม
อ่ืนและได้ผลดีเช่นกัน ในประเทศไทย จันทรพร หะรินสุด, (2513)30 ได้นามาใช้ในการวิจัยลักษณะบุคลิกภาพ
เด็กวัยรุ่นไทยอายุ 13-17 ปี จานวน 1,000 คน ชาย 500 หญิง 500 และได้สร้างเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบ
CPI เป็นแบบทดสอบแบบมีโครงสร้าง
ประกอบด้วยข้อความ (Item) ท้ังหมด 462 แบบทดสอบ CPIเป็นแบบทดสอบที่ผู้ถูกทดสอบ
สามารถทดสอบได้ด้วยตนเอง (Self-Admins Testing) โดยอ่านข้อความที่พมิ พไ์ ว้ในแบบทดสอบทลี ะข้อ แล้ว
ผู้ตอบพิจารณาข้อความนั้นว่า “จริง” หรือ “ไม่จริง” สาหรับตัวของเขา ผู้ตอบกาเครื่องหมายคาตอบลงใน
กระดาษคาตอบซ่ึงทาเป็นพิเศษ เพื่อสะดวกในการใช้กับเครื่องมือตรวจคะแนน (Key) 11 ใน 20 มาตราของ
CPI ได้มีการนามาปรับปรุงใหม่ในปี 1987 กลุ่มท่ีเป็นเกณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น เพศชาย-เพศหญิง ชายชอบเพศ
เดียวกัน ชายชอบเพศตรงข้าม ประเด็นสาคัญของแบบทดสอบเน้นใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) เก็บตัว แสดงตัว
(Extroversion Introversion) 2) เป็ น ไป ต าม แบ บ แ ผ น ไม่ เป็ น ไป ต าม แ บ บ แ ผ น (Conventional
Unconventional) 3) ตระหนักถึงตนเองและมีสานึกในการบูรณการ (Self-Realization and Sense of
Integration) และมากกว่า 1 ใน 3 ส่วนของข้อคาถามใน CPI ใกล้เคียงกับ MMPI คาตอบ CPI เช่นเดียวกับ
MMPI ท่ีมักจะขาดความสมดุลอย่างมาก ยิ่งกว่าน้ันค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ความเท่ียงก็มีความใกล้เคียงกับ
MMPI ในการหาสัมประสทิ ธิ์สหสัมพันธ์ความเท่ียงโดยวิธกี ารทดสอบซ้าระยะส้นั ได้ผลระหว่าง .38-.77 วิธีการ
สร้างกลุ่มที่เป็นเกณฑ์ของ CPI ยังเป็นที่น่าสงสัย ยกตัวอย่างเช่น ในบางมาตรากลุ่มท่ีเป็นเกณฑ์ใช้พนื้ ฐานจาก
การประเมินจากเพื่อน อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของ CPI ในฐานะที่เป็นเครอ่ื งวัดมีความเหมาะสมกับมาตรฐาน
ในปจั จบุ ันน้ี เมอ่ื เทยี บกบั แบบทดสอบบคุ ลิกภาพอ่ืน ๆ ที่ใช้กนั อยอู่ ยา่ งกวา้ งขวาง
ข้อได้เปรียบของ CPI คือ สามารถนาไปใช้กับประชากรปกติ ขณะที่ MMPI ไม่ค่อยเหมาะสมนัก
CPI ใช้ประเมินถึงประสิทธิภาพของการมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการควบคุมจากภายในของบุคคล
และการควบคุมจากภายในของบุคคล โดยปกติ CPI มีประโยชน์อย่างยิ่งในเร่ืองพัฒนาการทางอาชีพและการ
คัดเลอื กบคุ ลากร
29 Anastasi, A., (1986), Evolving Concepts of Test Validation, Annual Review of Psychology,
37(February), 1-15.
30 จนั ทรพร หะรินสดุ , (2513), อ้างองิ ใน ณรงค์ศกั ดิ์ จันทร์นวล และคณะ, (2523), การประเมินบุคลกิ ภาพโดย
ใชแ้ บบทดสอบ CPI, วารสารจติ วิทยาคลินกิ 11(2).
128 Testing and Assessment for Psychology
ตารางท่ี 3.10 มาตรายอ่ ย CPI
กลุม่ (Cluster) มาตรา (Scales) คาอธิบาย
ประสิทธภิ าพในการมี ชอบมอี านาจเหนือผู้อืน่ วดั ความสามารถในการเป็นผนู้ า
ความสัมพนั ธ์ระหว่าง (Dominance) (Do)
บุคคล แบบ และ ความสามารถเกย่ี วกับสถานภาพ ประเมนิ ความสัมพนั ธ์ของระดบั รายได้ การศกึ ษา
ความเหมาะสม (Capacity for Status) (Cs) ชอ่ื เสียงและอานาจท่ีมาจากสภาพแวดลอ้ มทาง
ความสามารถทางสังคม สังคม
(Sociability) (Sy) ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลท่ชี อบพบปะพูดคุยกบั
คน แสดงตวั และมีความสามารถทางสงั คมกับคนท่ี
วัดระดบั การแสดงตวั ทางสังคม เกบ็ ตวั และมีความสามารถทางสงั คมกับคนที่เก็บ
(Social Presence) (Sp) ตวั ถอยหนี ชอบหลีกเลย่ี งการพบปะผคู้ น
ความสงบเชอ่ื มัน่ สามารถควบคุมตนเองได้อยา่ ง
ยอมรบั ตนเอง เหมาะสม แม้ในสภาพการณ์ท่ียากลาบาก ร่าเริง มี
(Self Acceptance) (Sa) ชีวาเปน็ ธรรมชาตใิ นการปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสงั คม
ความเปน็ อยอู่ นั ดี วดั ความร้สู กึ ถงึ คุณคา่ ของตนเอง การยอมรบั ตนเอง
(Well-being) (Wb)
ความสามารถในการมคี วามคิด การกระทาทีเ่ ป็นตัว
การควบคุมเกี่ยวกับ ความรบั ผิดชอบ ของตัวเอง
ความสัมพันธ์ระหวา่ ง (Responsibility) (Re) เปน็ การประเมินระดับการปรับตวั ของบุคคลอย่าง
บุคคล คา่ นยิ ม แบบ คร่าวๆ วัดวา่ บคุ คลแสดงถงึ ความใส่ใจ เออ้ื อาทร
และความเช่อื รับผิดชอบ สามารถพง่ึ พาได้ แสดงอย่างชดั เจนวา่
คานกึ ถึงกฎระเบยี บ และเชื่อว่าชีวิตควรปกครองกัน
กระบวนการเรียนรทู้ างสังคม อยา่ งมีเหตุผล
(Socialization) (So) วัดระดับทบ่ี ุคคลยอมรับ และยดึ มั่นในบรรทดั ฐาน
การควบคมุ ตนเอง ของสังคม
(Self Control) (Se) วัดระดับทบ่ี คุ คลให้แนวทางพฤติกรรมของตน
ความอดทนและใจกว้าง
(Tolerance) (To) วดั ระดับความไม่อดทนทางสังคม ตรงข้ามกบั การ
ยอมรับยินยอม ไม่ตดั สนิ ความเชื่อ และเจตคตทิ าง
สามารถสร้างความประทบั ใจ สังคม
(Good Impression) (Gi) ใหร้ ู้ถงึ การแสร้งเปน็ คนดี
การปฏบิ ัตติ นในการอยรู่ ่วมกนั
วัดระดับทบี่ ุคคลมองสิง่ แวดลอ้ มของคนในวิถที างที่
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 129
กลมุ่ (Cluster) มาตรา (Scales) คาอธิบาย
คลา้ ยคลึงกบั บุคคลอ่นื
จุดยนื ทางปญั ญา (Communality) (Cm) การวดั ระดบั ความชอบของบคุ คลทจี่ ะมเี กณฑใ์ น
สัมฤทธ์ผิ ลและ สมั ฤทธ์ิผลจากการปฏบิ ตั ิตาม (Ac) การกระทาท่ชี ัดเจนและเฉพาะเจาะจงจากภายนอก
ความสามารถทาง เจาะจงจากภายนอก
วชิ าการ กฎเกณฑใ์ นสังคม
ความสนใจ (Achievement Via วดั ระดบั ทบ่ี ุคคลไดร้ บั รางวลั ในการเรียนรู้และความ
แนวความคดิ Independence) เป็นความอิสระแกต่ น
สัมฤทธผ์ิ ลจากความเปน็ อสิ ระแกต่ น วัดประสทิ ธิภาพของบคุ คลในการใช้ปญั ญา
(Ai)
ประสทิ ธภิ าพในการใชป้ ญั ญา ความสามารถในการรับรู้
ความคดิ ความต้องการและแรงจงู ใจ
(Ie) (Intellectual Efficiency) วัดความยดึ หยุ่น ความสามารถในการปรับตัว
ความใส่ใจปัญหาดา้ นจติ ใจผอู้ ืน่ เปลย่ี นแปลงความคิด พฤติกรรมและอารมณข์ อง
(Py)(Psychological Mindedness) บคุ คล
ความยึดหยนุ่ (Fx) วดั จิตใจทีเ่ ปน็ หญงิ หรือเป็นชาย โดยไม่คานงึ ถึงเพศ
(Flexibility)
ความเปน็ หญงิ (F)
(Femininity)
ประโยชนข์ อง CPI
ใช้ทานายผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คะแนนของ CPI บางมาตรา เช่น มาตรา Ac Ai และ le
สามารถนามาใช้ทานายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการเรียน เช่น ทานายผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนใน
โรงเรยี นและมหาวทิ ยาลยั
การพัฒนาแบบทดสอบบคุ ลกิ ภาพโดยการรายงานหรอื สารวจด้วยตนเอง31
แบบทดสอบบุคลิกภาพเป็นแบบทดสอบ หรือเคร่ืองมือสาหรับวัดหรือสารวจอารมณ์ แรงจูงใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เจตคติตลอดจนอุปนิสัยโดยแยกออกจากแบบทดสอบความสามารถทั่ว ๆ ไป ใน
ที่นี้จะกล่าวถึง แบบทดสอบบุคลิกภาพที่เราเรียกการตอบหรือการรายงานด้วยตนเอง (Self-Report
Inventories) ในการพัฒนาและสร้างแบบสารวจบุคลิกภาพนี้ ได้มีการคัดเลือกคาถามต่าง ๆ โดยวางอยู่บน
พ้ืนฐานของเน้ือหา เกณฑ์จากภายนอก การวิเคราะห์ตัวประกอบตลอดจนทฤษฎีบุคลิกภาพต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น แบบสารวจ Mooney Problem Check List เน้นในเรื่องของแต่ละบุคคลในด้านการรับรู้
31 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์ครั้งท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หนา้ 210-231.
130 Testing and Assessment for Psychology
เกีย่ วกบั ตนเอง (Self-perceived) การรายงานปัญญาอน่ื ๆ และจากการทาการสารวจ พบว่า มปี ระมาณ 20-
30 ปัญหาที่นักเรียนเลือก ซงึ่ จากผลเป็นการแสดงว่าแบบสารวจที่ใช้ รวมเอาปัญหาท่ีนักเรียนยินดีจะตอบอยู่
ดว้ ย และข้อมูลบางอย่างใน Concurrent validity ซ่ึงได้จากการเปรยี บเทียบจากลุ่มทตี่ ่างกันก็รายงานปัญหา
ในเน้อื หาท่เี ราไม่คาดคิดไว้ด้วยเช่นเดยี วกนั
แบบสารวจอีกชนิดหน่ึงท่ีคล้ายคลึงกัน แต่เหมาะสมสาหรบั ช้ัน 7-12 คือ STS Youth Inventory
โดยมีข้อคาถาม 167 ขอ้ ท่ีเก่ียวข้องกับโรงเรียน ตัวเอง การเข้ากับผู้อื่น ๆ ท่ัว ๆ ไป ในการตอบแบบสารวจนี้
เป็นการตอบลงในช่องสีเหลี่ยม ซ่ึงมีขนาดตา่ ง ๆ กัน และในการตอบก็ตอบตามความมากนอ้ ยของปัญหา เช่น
แสดงไว้ในภาพท่ี 3.5 และคู่มือของแบบสารวจจะแสดงให้ทราบถึงเปอร์เซ็นต์ของคาตอบที่มีคนตอบไว้เองแต่
ละขอ้
As you mark each statement, use three boxes to show the way feel about it
1. If you feel that it is one of you most serious problem, mark the big box.
2. If you feel that it is a moderate problem for you mark the middle box.
3. If you feel that it is a small-occasional problem, mark the small box.
4. If the statement does express the way you feel, mark the circle.
5. I wish I knew how to study better.
6. I am self-conscious at social affairs.
ภาพท่ี 3.4 ลักษณะแบบสารวจของ STS Youth Inventory Form G
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 131
ตัวอย่างของแบบสารวจชนิดสุดท้าย คือ California Test of Personality ซ่ึงใช้ได้ 5 ระดับ
ดว้ ยกัน แต่ละระดับมี 2 ชุด จากระดับอนุบาลจนถึงนักศึกษาและผู้ใหญ่ทั่ว ๆ ไป โดยกล่าวถึงเรื่องของคุณค่า
ของแต่ละคน แนวโน้มท่ีจะแยกตนเอง สังคม และความสัมพันธ์ในโรงเรียน โดยที่คะแนนรวมท้ังหมดมาจาก
เร่ืองของการปรับตัวของบุคคลและสังคม แต่อย่างไรก็ตามที่น่าสังเกตว่า ในแบบสารวจเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้ว
จะมีการแสดงถึงเรื่องความเที่ยงตรงของคะแนนในแต่ละปัญหา แบบทดสอบทางบุคลิกภาพในปัจจุบันน้อย
มากท่จี ะยอมรับวา่ แบบทดสอบนนั้ มคี วามตรงในเน้อื หาท้งั หมด (Content Validity)
การเลอื กขอ้ ความจากเกณฑภ์ ายนอก
เรอ่ื งของการเลือกข้อความจากเกณฑ์ภายนอก เป็นคาที่มีความหมาย และหมายถึงการพัฒนาของ
การให้คะแนนโดยใช้เกณฑ์จากภายนอก ซ่ึงรวมถึงการเลือกข้อความ การให้น้าหนักของคะแนนแต่ละข้อด้วย
โดยท่ีวิธีการของการใช้วิธีน้ีคือ ลักษณะพฤติกรรมใดที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนท่ีปกติบ่อยครั้ง ไม่สามารถจะเป็น
เคร่ืองบง่ ชี้ถงึ ความผิดปกติได้ วิธีเปรียบเทยี บความแตกต่างระหวา่ งกลมุ่ ก็ไดน้ ามาใช้ในการเลือกคาตอบ โดยท่ี
เลือกเก็บแต่ข้อความท่ีคนเป็นโรคประสาทตอบอย่างน้อย 2 เท่าของคนปกติเท่าน้ันท่ีแบบสอบถามนี้จะเลือก
เก็บเอาไว้
แบบทดสอบ A-S Reaction Study เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความโน้มเอียงของคนในการใช้
อานาจข่มขผู่ ู้อื่นหรือการยอมให้ผู้อ่นื มีอาจเหนอื ในการเผชิญหน้ากับผู้อื่นในชวี ิตประจาวัน โดยเร่ิมคาถามด้วย
การบรรยายสถานการณ์สั้น ๆ ที่คนพบบ่อย ๆ ในเวลาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน รถเมล์ หรือในร้านต่าง ๆ
โดยมีคาตอบให้เลือก เม่ือพบสถานการณ์น้ัน ๆ โดยให้คาตอบเป็น 2 หรือ 4 คาตอบ หรือให้ผู้ถูกทดสอบระบุ
คาตอบท่ีใกล้เคียงกับปฏิกิริยาของเขามากที่สุด ซ่ึงคาตอบเหล่าน้ีจะแตกต่างกันมากน้อยตามการใช้อานาจ
ข่มขู่ผู้อ่ืน หรือการยอมให้ผู้อ่ืนและให้น้าหนักของคะแนนต่างกันด้วย น้าหนักของคะแนนได้จากการประมาณ
ค่าเกณฑ์ที่คนในกลุ่มตัวอย่างมาตรฐานผู้เลือกแต่ละคาตอบได้รับค่าเกณฑ์ของแต่ละคนเป็นค่าเฉล่ียของการ
ประมาณค่า 5 คร้งั ที่เกี่ยวกับการใชอ้ านาจเหนือผูอ้ ่ืนทางสังคม ซ่ึงรวมถึงการประมาณค่าตนเองหนึ่งคร้ังและ
ประมาณค่าโดยผู้อื่นอีก 4 คร้ัง ภายหลังจากท่มี ีการพมิ พ์แบบสารวจนี้แลว้ A-S Reaction Study ยังมีอทิ ธพิ ล
ต่อการพัฒนาการสารวจอ่ืน ๆ อีกเป็นจานวนมาก และเป็นที่น่าสังเกตว่า การมีอานาจเหนือผู้อ่ืนนั้นได้พิสูจน์
แล้วว่าเป็นลักษณะหน่ึงที่พบบ่อยท่ีสุดและเป็นลักษณะที่เด่นชัดในการวิเคราะห์ด้วยตัวประกอบของ
บคุ ลิกภาพในภายหลัง
แ บ บ ท ด ส อ บ M.M.P.I. (The Minnesota Multiphase Personality Inventory) เป็ น
แบบทดสอบบุคลิกภาพ เป็นข้อสอบแบบสารวจตนเอง นิยมใช้กันแพร่หลายมาก ใช้เป็นแบบทดสอบสาหรับ
การค้นคว้าทางวิชาการ ช่วยกระตุ้นให้มีการวิจัย ข้อทดสอบนี้สร้างขึ้นเพื่อทดสอบลักษณะผิดปกติทางจิต
ผู้สร้างคือ Stark R. Harthaway and J. Chanely McKinley, M.D. โดยทาแบบสอบถามประกอบด้วย
ข้อความ 550 ข้อ ซ่ึงผู้ถูกทดสอบจะตอบว่า จริง ไม่จริง หรือตัดสินใจไม่ได้ การให้ตอบเช่นนี้เพื่อจะกันไม่ให้
คาถามได้เกิดการสูญเปล่า คาถามเป็นหนังสือและมีคาตอบ IBM ต่างหาก ถ้าทดสอบเป็นรายบุคคลจะมีการ
132 Testing and Assessment for Psychology
พมิ พ์ข้อความแต่ละข้อในการ์ดซ่ึงแยกจากกัน ข้อทดสอบนี้ใช้สาหรับบุคคลที่มีอายุ 16–55 ปี แต่มีคนนาไปใช้
กับคนอายุน้อยกว่าก็ได้ผล ตัวอย่างเช่น แบบทดสอบ C.P.I. (California Psychological Inventories)ใช้กับ
ประชากรปกติอายุตั้งแต่ 13 ปีข้ึนไป โดยดึงเอาข้อสอบกระทงความของM.M.P.I. ไปใช้ได้ผล เน้ือหา
ประกอบด้วยเรื่องเก่ียวกับสุขภาพ อาการของโรคต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางสังคมและพฤติกรรมผิดปกติ การ
ปรับตัว ในระยะต่อมาได้มีการพัฒนาแบบมาตราใหม่ ๆ ข้ึน เพื่อวัดบุคลิกภาพท่ีไม่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยและ
นาไปประยุกต์ใช้กับคะแนนของกลุ่มตัวอย่าง มาตรฐานดังเดิมที่เป็นคนปกติใน M.M.P.I. ซึ่งช่วยให้ได้ข้อมูล
ปกติวิสัย เช่นเดียวกับมาตราโรคจิตฉบับแรก มาตราใหม่ ๆ เหล่านี้ประกอบด้วย การมีกาลังจิต การไม่เป็น
เอกเทศ การมีอานาจเหนือบุคคลอ่ืน อคติ และสถานภาพทางสังคม ดังนั้น M.M.P.I. จึงเป็นรากฐานของการ
พฒั นาการสารวจอน่ื ๆ ซ่ึงใช้กันมากตอ่ ๆ กนั มา
ดังนั้น M.M.P.I เป็นแบบทดสอบที่ประกอบด้วยข้อความบอกเล่า จานวน 550 ข้อ คลอบคลุม
เน้ือหาต่าง ๆ เช่น สุขภาพอาการไซโคโซมาติค ความผิดปกติทางประสาท ความไม่ปกติทางการเคลื่อนไหว
(Motor) ทัศนคติเก่ียวกับเพศ ศาสนา อาชีพ การเมือง และสังคม คาถามเก่ียวกับ การศึกษา ครอบครัว และ
การแต่งงาน ตลอดจนการแสดงออกของพฤตกิ รรมโรคประสาทและโรคจิตที่รู้จกั กันดีต่าง ๆ เช่น สภาวะย้าคิด
ย้าทา การหลงผดิ ประสาทหลอน และอาการกลัวตา่ ง ๆ
คะแนนในการทดสอบ M.M.P.I. แบบมาตราเชงิ คลินกิ (Clinical Scale) 10 ประเภท คือ
1. HS: Hypochondriasis สนใจสุขภาพของตนเอง รสู้ ึกเหนื่อยออ่ นตลอดเวลา
2. D: Depression สภาวะซมึ เศรา้
3. HY: Hysteria มีความผดิ ปกติทางรา่ งกาย แตห่ าสาเหตุไม่พบ และไม่มีพยาธิสภาพที่ทาใหเ้ กิด
4. PD: Psychopathic deviate มีพฤตกิ รรมทขี่ ดั แยง้ กบั สงั คม
5. MF: Masculinity-femininity วัดลกั ษณะความเปน็ ผูช้ าย ผหู้ ญงิ
6. Pa: Paranoia สภาวะหวาดระแวง หลงผิด
7. Pt: Psychasthenia มอี าการทางประสาท แบบย้าคดิ ยา้ ทา มคี วามวติ กกังวล
8. Sc: Schizophrenia มคี วามคิดทีไ่ มเ่ หมาะสมกับสถานการณ์ทเ่ี ปน็ จริง
9. Ma: Hypomania ตื่นเต้นมาก ๆ
10. Si: Social Introversion ไม่เขา้ สังคม
คาถาม 550 ข้อ จะคลอบคลุมเนื้อหา 10 ประการน้ี คะแนนจะเป็นเครื่องช้ีบ่งช้ีว่าผู้ถูกทดสอบมี
ความผิดปกตใิ นด้านใด มากนอ้ ยแค่ไหน ลกั ษณะคาถามจะเป็นแบบสัน้ ๆ อา่ นเข้าใจงา่ ย เชน่
- ฉนั ไมร่ ู้สึกเหน่อื ยง่าย
- ฉนั รักทุกคนในโลก
- ฉนั เชื่อว่ามีคนประทษุ รา้ ยฉัน
- ฉนั กังวลเก่ยี วกับเรื่องเพศ
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 133
ลักษณะของคาตอบ จะแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ จริง (True) ไม่จริง (False) และตันสินใจ
ไมไ่ ด้ (?)
แบบทดสอบ M.M.P.I. ใช้ได้กับทั้งหญิงและชายที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป แต่สามารถจะใช้ได้ผลกับเด็ก
วยั ร่นุ และเดก็ ท่ีมีอายุตา่ กว่านีซ้ ง่ึ คณุ สมบัตขิ องผทู้ ่จี ะทาแบบทดสอบนี้คือ อายุ 16 ปี เรียนหนงั สอื มาแลว้ 6 ปี
ผู้ท่ีเข้าทาการทดสอบควรจะได้รับทราบว่าแบบทดสอบน้ีเหมาะสมกับเขาหรอื ไม่ ผู้ทาการทดสอบควรอธิบาย
และถามคาถามบางอยา่ งก่อน เช่น ให้ผู้ทาการทดสอบกรอกอายุ การศึกษา อาชีพ ลงในกระดาษคาตอบ และ
รูปแบบทดสอบและกาคดิ คะแนน M.M.P.I. คอื
1) ใช้การ์ด (Card) เป็นแผ่นๆ บรรจุคาถาม 550 คาถาม ด้านบนและดา้ นข้างทางขวามือมสี ีทีม่ อง
เห็นชัด วธิ ีใหค้ ะแนนมี 3 ขนั้ ตอน คือ
- แยกกระดาษการ์ดออกเป็น 3 กอง ให้ตรงประเภทคาตอบวาตอบ “จริง” “ไม่จริง” และ
“ตดั สินใจไมไ่ ด้”
- ใส่แผ่นกระดาษลงใน Record Form
- เอา Scoring templates ใส่ใน Record Form
วิธีทาบันทกึ (Record) คาตอบ “ตัดสินใจไม่ได้” โดยใช้เครอื่ งหมาย ? สดี าลงไปทางขวามือของ
กระดาษบันทึก(Record Form) เพื่อแยกออกจากอีก 2 กลุ่ม จากนั้นเอาคาตอบ “จริง” ออกเป็น 2 กอง คือ
กองที่ตัดมุมด้านล่างซ้าย และกองที่ตัดมุมทางด้านขวา แล้วบันทึกกองที่ตัดมุมด้านล่างขาวในเครื่องหมายสี
แดง สว่ นกองท่ีตดั มุมดา้ นซ้ายไมต่ ้องบนั ทึกเม่ือเสร็จแล้วกส็ บั การด์ ทั้งหมดแลว้ บรรจุในกล่องไว้ตามเดิม
2) สมุดคาถาม (Booklet Form) มีคาถามต่าง ๆ อยู่ในหนังสือเป็นเล่มและมีกระดาษคาตอบแยก
ต่างหาก เดิมมีคาถาม 550 คาถาม แต่ต่อมาได้เพิ่มข้ึนอีก 16 คาถาม รวมเป็น 566 คาถามใช้ IBM 805 หรือ
IBM 1230 ในการให้คะแนนสว่ นการใหค้ ะแนนด้วยการตรวจมือ กอ่ นที่จะใหค้ ะแนนตอ้ งแยกกระดาษตามเพศ
กอ่ น หากมีการตอบ 2 คาตอบในข้อเดียวกันก็ถือว่าตอบไม่ได้ และถ้ามีลักษณะ 366 รายการ คะแนนดิบควร
แจกจ่ายไปให้ครบ 550 รายการ (คะแนนดิบสมมติ = 550 รายการ จากคะแนนดิบจริง 366 รายการ) จาก
คะแนนดบิ กแ็ ปลงเปน็ T-Score ภายหลงั
3) Form R. เร่ิมใช้ในปี ค.ศ. 1966 เดิมมี 399 คาถาม ข้อทดสอบนี้เหมาะท่ีจะใช้ทดสอบใน
สถานทแ่ี คบ ๆ ไมต่ ้องใช้โตะ๊ ผ้ทู ดสอบอาจใหค้ ะแนนเอง โดยไมต่ ้องตรวจด้วยเคร่อื ง
ในการทดสอบโดยปกติแล้ว M.M.P.I. ให้คะแนน 14 มาตรา ซึ่งรวมแบบมาตราเชิงคลินิกเดิม 9
ฉบับ แบบมาตรา Si และแบบมาตราความตรง 4 ฉบบั ปกติวสิ ัยจากกลุ่มควบคุมดั้งเดิมมีประมาณ 700 คน ก็
มีไว้ให้ในรูปคะแนนมาตรฐาน ซึ่งมีค่ามัชฌิมเป็น 50 และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเป็น 10 คะแนนมาตรฐาน
เหล่าน้ีนาไปใช้ในการพล็อตสัณฐานคะแนนใดที่มีค่า 70 หรือสูงกว่า ที่ตกอยู่เหนือค่ามัชฌิม ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานหรือมากกว่า จะถอื ว่าเป็นท่จี ดุ ทบี่ ่งถึงความผิดปกติ อยา่ งไรก็ตามเป็นท่ีน่าสงั เกตว่า ความสาคญั ทาง
โรคจิตของคะแนนเดียวกัน อาจต่างกันไปในแบบมาตราหนึ่งๆ เช่น คะแนน 75 จากมาตรา Hypo-
chondriasis และแบบมาตรา Schizophrenic อาจจะไม่ได้บ่งถึงความผดิ ปกตทิ ี่มคี วามรนุ แรงเทา่ กัน เปน็ ตน้
134 Testing and Assessment for Psychology
ขอ้ ดแี ละขอ้ เสียของแบบทดสอบ M.M.P.I.
ข้อดี
1. สามารถที่จะทดสอบบุคลิกภาพได้หลาย ๆ ด้าน เพราะเป็นแบบทดสอบที่มีเน้ือหากว้าง มี
คาถามสน้ั ๆ ง่ายแก่การเขา้ ใจ ไมท่ าให้เกดิ ปัญหาแกผ่ ู้รับการทดสอบ
2. สะดวกทจี่ าทาการทดสอบเพราะมีอุปกรณ์ไมม่ าก
3. ประหยดั ท้ังเวลา และอปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการทดสอบ เพราะสามารถท่จี ะทดสอบได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ
4. เป็นแบบทดสอบท่ีมีหมวดคะแนนสาหรบั ทดสอบความเท่ียงตรงของคาถาม คาถามหมวดตา่ ง ๆ
เพอื่ ป้องกนั คาตอลบทไี่ มต่ รงกบั ความเปน็ จริงและการแสร้งตอบตา่ ง ๆ
ขอ้ บกพร่อง
1. เปน็ แบบสารวจตวั เอง ผู้ตอบมักจะมีแนวโนม้ เขา้ ข้างตวั เองอย่แู ล้ว
2. การตีความหมายแบบมาตราเชิงคลินิกเป็นส่ิงท่ีทาได้ยาก อาจตีความหมายไปโดยไม่ตรงกับ
สภาพท่ีแท้จรงิ ถา้ ผทู้ าการทดสอบไม่มปี ระสบการณ์ หรอื มีความชานาญอยา่ งเพยี งพอ
3. เก่ยี วกับสภาวะแวดล้อมทางสงั คม ขนบธรรมเนียมประเพณี ท่ีแตกตา่ งกันทาให้นาแบบทดสอบ
มาใช้ไมไ่ ด้ผลดีเทา่ ที่ควร
การประเมินผลแบบสารวจบุคลิกภาพ (Evaluation of Personality)
ทางปฏบิ ัติจะเห็นว่า การสร้างและการใช้แบบสารวจเป็นสิ่งท่ียุ่งยากเป็นพิเศษ ปญั หาเก่ียวกับการ
แกล้งตอบหรือการเสแสร้งมีมากกว่าการทดสอบความถนัดมาก พฤติกรรมที่แบบทดสอบบุคลิกภาพวัดก็
เปล่ียนไปตามกาลเวลาได้ง่ายกว่าพฤติกรรมที่วัดโดยแบบทดสอบความสามารถ ซ่ึงทาให้หาความเช่ือมั่นได้
ยงุ่ ยากขนึ้ ความเฉพาะของสถานการณ์ของการตอบแบบสารวจบุคลิกภาพ เช่น คน ๆ หนงึ่ อาจจะเป็นคนที่เข้า
สังคมเก่งและเป็นคนเปิดเผยในท่ีทางาน แต่ค่อนข้างข้ีอายและเก็บตัวเม่ือไปงานสังคมท่ีค่อนข้างเป็นทางการ
ซึ่งความเฉพาะนี้เป็นการยากในการที่จะจัดกลุ่มให้รวมเป็นประเภทหรือลักษณะบุคลิกภาพท่ีเห็นได้ชัด
เพราะฉะนั้นการแบ่งประเภทของบุคลิกภาพจึงทาได้น้อยกว่าความถนัด ซึ่งต้องตระหนักว่า การสารวจ
บุคลิกภาพเป็นเคร่ืองมือที่หยาบและการนาไปใช้ก็ต้องจากัดตามนั้นด้วย และปรับปรุงการสารวจให้ดีขึ้น เช่น
อาจเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบ เพ่ือให้ได้ประเภทของลักษณะที่มีระบบข้ึน การใช้เทคนิคบังคับให้
เลือกตอบ การเตรยี มข้อคาถามที่ลึกซ้งึ แตก่ ็ไม่ไดใ้ ช้แกป้ ญั หาได้อย่างสมบูรณ์
ทางทฤษฎี ปัญหาที่พบเสมอ ๆ คือ ชนิดของความรู้ท่ีรายการสารวจบุคลิกภาพต้องการดีงออกมา
และความกากวมของคาตอบแบบสารวจ เปน็ ต้น
ดังนั้น แบบทดสอบบุคลิกภาพแบบการรายงานหรือสารวจด้วยตนเองถูกสร้างขึ้นจากการ
พัฒนาการ โดย 4 วิธี คือ จากความตรงของเน้ือหา แบบทดสอบที่มีชื่อเสียงสร้างโดยวิธีนี้ได้แก่ Mooney
Problem Check List วิธีท่ีได้จาการเลือกข้อความจากเกณฑ์ภายนอกได้แบบทดสอบ MMPI และวิธี Factor
Analysis แบบทดสอบเช่น Guilford-Zimmerman Temperament Survey และวิธีสร้างจากทฤษฎี
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 135
บุคลิกภาพ ได้แก่ EPPS แบบทดสอบบุคลิกภาพแบบรายงานด้วยตนเองทาให้ศึกษาบุคลิกภาพได้กว้างขวาง
มากขึน้
สรุป32 การวัดบุคลิกภาพเป็นการวัดคุณลักษณะรูปแบบในด้านอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด การวัด
บุคลิกภาพทาได้หลายวิธี ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การวัดแบบไม่รู้ตัว แบบทดสอบสถานการณ์ การ
รายงานตนเอง และเทคนคิ การฉายออก
ทฤษฎีที่ใช้ในการสรา้ งเครอื่ งมือวดั บคุ ลกิ ภาพจานวนมาก ไดแ้ ก่
1) ทฤษฎีจติ วเิ คราะห์ เป็นทฤษฎีบุคลิกภาพที่กล่าวถึงโครงสร้างจิต 3 ประการ ได้แก่ id ego และ
superego เป็นตัวกาหนดบุคลิกภาพ แนวคิดนี้ชือ่ ว่า พฤติกรรมของบุคคลส่วนใหญ่เกดิ ขึน้ ในขน้ั ที่ตา่ กวา่
2) ทฤษฎีรูปแบบบุคลิกภาพ เป็นทฤษฎีที่จาแนกบุคคลเป็นประเภทต่าง ๆ ที่แยกจากกันตาม
รูปแบบบคุ ลกิ ภาพ การวัดบุคลิกภาพตามแนวคิดนจ้ี ะจดั แบ่งบคุ คลตามประเภทของบุคลกิ ภาพท่ตี นมีอยู่
3) ทฤษฎีคุณลักษณะ เป็นทฤษฎีท่ีมีแนวคิดว่าบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นส่ิงที่ผสมผสานกันของ
คุณลักษณะต่าง ๆ ท้ังด้านการรู้คิด อารมณ์ความรู้สึก และร่างกาย โดยแต่ละคนจะมีคุณลักษณะเหล่าน้ีใน
ปริมาณท่ีแตกต่างกัน การวัดบุคลิกภาพตามแนวคิดนี้ส่วนใหญ่ใช้แบบสารวจบุคลิกภาพ โดยอาศัยหลักการ
วเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบในการพัฒนาแบบสารวจ
4) ทฤษฎีพฤติกรรม เป็นทฤษฎีท่ีเชื่อว่าสภาพแวดล้อมเป็นตัวกาหนดและคงพฤติกรรมของบุคคล
และพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากการเรียนรู้ แนวคิดน้ีทาให้เกิดการวัดพฤติกรรมโดยตรงในการศึกษาเร่ือง
บุคลิกภาพ
5) ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าการรู้คิดมีอิทธิพลท่ีสาคัญในการกาหนด
พฤติกรรม แนวคิดนี้ทาให้มีการพัฒนาเคร่ืองมือวัดบุคลิกภาพท่ีอาศัยการรู้คิด เป็นส่วนสาคัญในการกาหนด
พฤตกิ รรม
6) ทฤษฎีปรากฏการณ์ เป็นทฤษฎีท่ีเน้นในเรื่องประสบการณ์ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวเป็น
ตัวกาหนดพฤตกิ รรม แนวคิดน้ีทาให้การพฒั นาเครื่องมอื วดั บุคลิกภาพทใ่ี ช้ความร้สู ึกและทัศนคติต่อตนเอง
7) เครื่องมือวัดบุคลิกภาพแบบรายงานตนเองมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น แบบสารวจ แบบวัด
แบบทดสอบ และแบบสอบถามเป็นเครื่องมือวัดที่มีโครงสร้างสูงมาก เป็นการเสนอส่ิงเร้าที่ไม่คลุมเครือ และ
เฉพาะเจาะจงต่อผู้ตอบ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยข้อความ ซึ่งผู้ตอบต้องรายงานตนเองตามความเป็นจริงตาม
ตวั เลอื กทีก่ าหนดไว้ วธิ ีการน้ีมีการใหค้ ะแนนเป็นปรนัย และโดยปกติเป็นการรวมคะแนนจากรายข้อ ซ่ึงมีวธิ ีใน
การสรา้ งเครอ่ื งมอื วัดบุคลกิ ภาพทเี่ ป็นแบบรายงานตนเอง เปน็ ต้น
32 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วิจยั พฤตกิ รรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, หนา้ 25-26.
เ ็หน ้ดวย136 Testing and Assessment for Psychology
อย่าง ่ิยง
เ ็หนด้วย3.5.9 แบบวัดเจตคติ (Attitude Scle)33
ไม่แ ่นใจแบบวัดเจตคติ (Attitude Scle) เป็นชุดข้อคาถามด้านความรู้สึกท่ีมีต่อสิ่งหน่ึงส่ิงใดในทางบวก
ไม่เ ็หนด้วยหรอื ทางลบ ซ่ึงมีการกาหนดระดับของคาตอบไว้เปน็ ช่วง ๆ (Interval) ให้กลุ่มตวั อย่างเลอื กตอบตามความรสู้ ึก
ไ ่มเ ็หนด้วยทแ่ี ทจ้ ริง ซ่งึ เจตคติจะประกอบด้วยองคป์ ระกอบ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้
อย่าง ่ิยง1) ส่วนที่เป็นความรู้สึกหรือการประเมิน (Feeling or Evaluacting Component) ซึ่งเป็นกิริยา
ทา่ ทีท่ีแสดงออกว่าชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไมด่ ตี ่อสิง่ เร้าน้ัน
2) ส่วนท่ีเป็นความรู้หรือความเช่ือ (Cognitive or Belief Component) ซ่ึงเป็นการรับรู้หรือ
ความเชอื่ ของบุคคลตอ่ สิ่งเร้านั้น
3) ส่วนที่เป็นแนวโน้มการเกิดพฤติกรรม (Behavioral Component) ซ่ึงเป็นความโน้มเอียงท่ีจะ
กระทาหรือจะปฏบิ ัตอิ ย่างใดอย่างหนึ่งต่อสงิ่ เร้า
ฉะน้ันการวัดเจตคติจึงต้องวัดทั้ง 3 องค์ประกอบของเจตคติและจะต้องวัดเป็นภาพรวมๆ โดย
พิจารณากิริยาท่าทีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าในหลายด้าน หลายประการรวมกัน มิใช่วัดจากการกระทาหรือ
พฤติกรรมอย่างเดยี ว นอกจากนั้นการวัดเจตคติยงั ต้องบง่ บอกทง้ั ปริมาณความมากน้อยของเจตคตทิ ี่มตี ่อส่ิงเร้า
และทศิ ทางที่บอกว่ามีเจตคตไิ ปในทางบวกหรือลบดว้ ย
แบบวัดเจตคติท่ีนิยมใช้จะเป็นของลิเคิร์ท (Likert’ s Scale) แบบวัดเจตคติของลิเคิร์ท
ประกอบด้วย ขอ้ คาถามทแี่ สดงเจตคติ หรือความร้สู ึกต่อส่ิงหนงึ่ สิ่งใดในทางบวก ในแบบวดั จะต้องประกอบไป
ดว้ ยท้งั ข้อคาถามทางบวกและข้อคาถามทางลบในจานวนพอๆ กนั ระดับเจตคติตามแบบของลเิ คริ ์ทที่นิยมแบ่ง
ออกเป็น 5 ระดับ (Scale) คือ เห็นด้วยอย่างย่ิง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าเป็น
ข้อคาถามทางบวกจะมีคะแนน 5 4 3 2 1 (หรือ 4 3 2 1 0) ถ้าเป็นข้อคาถามทางลบจะมีคะแนน 1 2 3 4 5
(หรือ 0 1 2 3 4) ตวั อยา่ งแบบสอบถามเจตคติ ดังตอ่ ไปน้ี
ตารางที่ 3.11 การวดั เจตคตติ อ่ การเรียนวิชาคณติ ศาสตร์
ข้อคาถาม
องค์ประกอบที่ 1
ข้าพเจา้ เชื่อวา่ เพราะวชิ าคณติ ศาสตร์จึงทาใหข้ า้ พเจา้ คดิ อยา่ งเป็นระบบ
องค์ประกอบที่ 2
ขา้ พเจ้ารู้สกึ มีความสุขเมือ่ ไดท้ าการบ้านเกย่ี วกบั ตวั เลข
องคป์ ระกอบท่ี 3
เม่ือถงึ เวลาเรียนวิชาคานวณข้าพเจา้ จะมาถึงหอ้ งเรยี นเป็นคนแรก
33 สมบัติ ท้ายเรือคา, (2559), การพัฒนาแบบสอบถามและแบบวัดทางจิตวิทยา, วารสารวิจัยเพ่ือสังคมและ
ชมุ ชน (มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม), 3 (1)(5), 36-37.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 137
ในการสร้างหรือเขียนข้อคาถามในแต่ละข้อ ควรประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ประธาน + ตัวบ่งช้ี
ของตัวแปรทีต่ ้องการวัด (จากนิยามศัพทเ์ ฉพาะ) + สถานการณ์ สว่ นการตอบจะใหผ้ ู้ตอบตอบทุกข้อโดยแตล่ ะ
ข้อเลือกระดับที่ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง หรือตรงกับความเป็นจริงของตนเองมากที่สุด ผู้ตอบได้คะแนนตาม
ระดบั ที่เลอื กตอบแตล่ ะขอ้ แลว้ นามาหาค่าเฉล่ยี ไดเ้ ปน็ คะแนนเจตคติของผนู้ ้นั
องค์ประกอบของเจตคติ34
นักจติ วิทยาแตล่ ะท่านได้เสนอองค์ประกอบของเจตคตไิ ว้ 3 แนวคดิ
แนวคิดที่ 1 คือ เจตคติมีสามองค์ประกอบ แนวคิดน้ีระบุไว้ว่าเจตคติมี 3 องค์ประกอบนี้ได้แก่
องคป์ ระกอบด้านปัญญา องคป์ ระกอบดา้ นอารมณค์ วามรูส้ ึก และองคป์ ระกอบดา้ นพฤติกรรม
แนวคิดที่ 2 คือ เจตคติมีสององค์ประกอบ แนวคิดนี้ระบุว่าเจตคติมี 2 องค์ประกอบ คือ
องคป์ ระกอบ ด้านสตปิ ัญญา และองคป์ ระกอบด้านอารมณ์ความร้สู ึก
แนวคิดที่ 3 คือ เจตคติมีองค์ประกอบเดียว แนวคิดนี้ระบุว่าเจตคติมีองค์ประกอบเดียว คือ ด้าน
อารมณ์ความร้สู กึ ในทางชอบหรอื ไมช่ อบท่ีบุคคลมีต่อเปา้ หมายของเจตคติ
ปจั จบุ นั มแี นวคิดของนักจิติวทยามคี วามเห็นแตกต่างกัน 3 เรือ่ ง ได้แก่
1. เจตคติมีองค์ประกอบเดียว ตามความคิด กลุ่มน้ีจะมองเจตคติเกิดจากการประเมินเป้าของเจต
คติว่ารู้สึกชอบหรือไม่ชอบ นักจิตวิทยากลุ่มนี้ ได้แก่ เทอร์สโตน (Thurstone, 1931) แอลพอร์ต (Allport,
1935) และคนอื่น ๆ อกี หลายคน
2. เจตคติมีสององค์ประกอบ ตามแนวคิดนี้มองเจตคติประกอบด้วย องค์ประกอบด้านสติปัญญา
(Cognitive) และด้านความรู้สึก (Affective) นักจิตวทิ ยาทส่ี นบั สนุนการแบง่ เจตคตเิ ป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่
แคทซ์ (Katz, 1960)
3. เจตคติมีสามองค์ประกอบ แนวความคิดน้ีเช่ือว่าเจตคติมี 3 องค์ประกอบ หรือ 3 ส่วน (Three
componens) ได้แก่ (1) ด้านสติปัญญา (Cognitive component) ประกอบไปด้วยความรู้ ความคิดและ
ความเช่ือท่ีผู้น้ันมีต่อเปา้ เจตคติ (2) ดา้ นความรสู้ ึก (Affective component) หมายถึง ความรู้สึกหรืออารมณ์
ของคนใดคนหนึ่งที่มีต่อเป้าเจตคติ ว่ารู้สึกชอบหรือไม่ชอบสิ่งน้ัน พอใจหรือไม่พอใจ หลังจากการสัมผัสหรือ
รับรู้เป้าเจตคติแล้ว สามารถแสดงความรู้สึกโดยการประเมินสิ่งน้ันว่าดีหรือไม่ดี (3) ด้านพฤติกรรม
(Behavioral component) บางทีเรียกว่า Actioncomponent เป็นด้านแนวโน้มของการจะกระทาหรือจะ
แสดงพฤติกรรม เจตคติเป็นพฤติกรรมซ่อนเร้น ในขั้นน้ีเป็นการแสดงแนวโน้มของการกระทาต่อเป้าเจตคติ
เท่าน้ันยังไม่แสดงออกจริงจัง แนวคิดท้ัง 3 ประการน้ีเป็นของโรเซ็นเบิร์กและโฮพแลนด์ (Rosenberg &
Hovland, 1960) แนวคิดนี้มีท้ังคนยอมรับและไม่ยอมรบั การศึกษาความสัมพันธ์ภายใน 3 ส่วนจะเป็นเคร่ือง
ตัดสิน
34 ธรี ภทั ร สุดโต และอภนั ตรี นาคอาไพ, (2560), การวดั เจตคต,ิ วารสารการวัดผลการศึกษา, 34 (96), 1-9.
138 Testing and Assessment for Psychology
ลกั ษณะของการวัดเจตคติ
เจตคติเป็นความโน้มเอียงจากการประเมิน มีทิศทาง มีความเข้มข้น มีความคงเส้นคงวา มี
ความสมั พันธ์ภายในทเี่ ปล่ียนแปลงไปตามกลุ่มและขึน้ อยู่กับเป้าเจตคตหิ รือกลุ่มส่งิ เรา้ เฉพาะอย่าง
ชอว์และไรท์ (Shaw & Wright, 1967 อ้างถึงในล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2542, หน้า
57-58) ได้สรุปถงึ ลกั ษณะของเจตคติ ดังน้ี
1) เจตคติขึ้นอยู่กับการประเมินมโนภาพของเจตคติ แล้วเกิดเป็นพฤติกรรมแรงจูงใจ เจตคติเป็น
เพียงความรู้สึกโน้มเอียงจากการประเมินยังไม่ใช่พฤติกรรม ตัวเจตคติเองไม่ใช่แรงจูงใจ แต่เป็นตัวการทาให้
เกิดแรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมแต่ถ้าแสดงออกเป็นพฤติกรรมแล้วจะเป็นลักษณะ 4 กลุ่มคือ Positive-
approach ตัวอย่างเช่น ความเป็นเพื่อน ความรัก ฯลฯ Negative-approach ตัวอย่างเช่น การโจมตี ด่าว่า
ตอ่ สู้ ฯลฯ Negative-avoidance ตัวอย่างเชน่ ความรกั ความเกลียด ฯลฯ ประเภทนี้เป็นเจตคติที่ไม่ดแี บบไม่
อยากพบเห็นหน้าคืออยากหลีกให้ไกลนั่นเองและอีกกลุ่มหนึ่งคือ Positive-avoidance เป็นลักษณะเจตคติดี
ทางบวกแต่กอ็ ยากจะหลบหลีกหรือไมร่ บกวน ตวั อยา่ งเชน่ การปลอ่ ยใหเ้ ขาอยู่เงียบ ๆ เมอ่ื เขามีทุกข์ เปน็ ตน้
2) เจตคติเปล่ียนแปรความเข้มข้นตามแนวของทิศทาง ต้ังแต่บวกจนถึงลบน่ันคือเป็นการแสดง
ความรู้สึกว่าไปทางบวกมากหรือน้อย ไปทางลบมากหรือน้อยความเข้มข้นศูนย์ก็คือไม่รู้สึกนั่นเอง หรือเป็น
กลางระหว่างบวกกับลบ แตจ่ ุดท่ีเป็นกลางนนั้ เป็น ปญั หาต่อการแปลผล เพราะตามธรรมดาจะทาใหเ้ กิดความ
คลาดเคล่อื นในการตอบ (Central error) บางคนไมค่ ดิ อะไรมักจะขีดลงตรงกลางก็มีมาก
3) เจตคติเกิดจากการเรียนรู้มากกว่ามีมาเองแต่กาเนิด เจตคติเกิดจากการเรียนรู้สิ่งท่ีปฏิสัมพันธ์
รอบตัวเรา ซ่ึงเป็นเป้าเจตคติทั้งหลาย ถ้าเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าก็จะเกิดเจตคติทางดี ถ้าเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นไม่มี
คุณค่าก็จะเกิดเจตคติไม่ดี สิ่งใดเราไม่เคยรู้จักไม่เคยเรียนรู้เลยจะไม่เกิดเจตคติ เพราะไม่ได้ศึกษารายละเอียด
ของสิ่งน้ันการเรยี นรู้เป้าเจตคตอิ าจผา่ นตัวจรงิ หรอื ผ่านสือ่ ทั้งหลายที่มีต่อเป้าเจตคตติ ัวจริงกไ็ ดส้ ามารถเกดิ เจต
คติขึ้นได้4) เจตคติข้ึนอยู่กับเป้าเจตคติหรือกลุ่มส่ิงเร้าเฉพาะอย่าง ส่ิงเร้าทั้งหลายอาจเป็นคน สัตว์ ส่ิงของ
สถาบัน มโนภาพ อุดมการณ์ อาชีพหรือสิ่งอ่ืน ๆ ก็ได้ เจตคติจะมีลักษณะอย่างไรจึงข้ึนอยู่กับเป้าเจตคติที่ได้
สัมผสั เรียนรู้มามากน้อยแตกต่างกนั เป็นสาคัญเป้าเจตคติทีม่ ีลักษณะเป็นกลุ่มใกล้เคียงกัน จะมีเจตคติแตกต่าง
จากเป้าเจตคตทิ มี่ ลี ักษณะของกลุ่มแตกตา่ งกันมาก
5) เจตคติมีค่าสหสัมพันธ์ภายในเปล่ียนแปลงไปตามกลุ่ม น่ันคือกลุ่มที่มีลักษณะเดียวกัน
เจตคตจิ ะมีความสัมพันธก์ ันสูง กลมุ่ ที่มลี ักษณะตา่ งกันจะมคี วามสมั พันธ์กันต่า แสดงใหเ้ ห็นวา่ กลุ่มท่ีมเี จตคติดี
ตอ่ สง่ิ เดียวกันย่อมมีความสัมพนั ธ์กันด้วย
6) เจตคติมีลักษณะม่ันคงและทนทานเปลี่ยนแปลงยากนั่นคือ ถ้าเป็นเจตคติจริง ๆ แล้ว การ
เปล่ียนแปลงจะช้าและทาไดย้ าก เช่น เรารักใครคนหน่ึง เม่ือรักแล้วก็ยังรักอยู่ไม่วา่ ใครจะให้ข้อมูลไมด่ ีอย่างไร
หรือแม้แต่คนทีเ่ รารกั มีความผดิ พลาดเรอื่ งใด เราก็ยังรกั อยู่ แต่ถ้าพฤตกิ รรมของคนที่เรารักเบี่ยงเบนไปบอ่ ย ๆ
นาน ๆ เขา้ เจตคติก็เปลย่ี นแปลงจากรกั ไปเป็นเกลียดได้
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 139
ประโยชน์ของเจตคติ
เจตคติสามารถบ่งบอกถึงพฤติกกรมความรู้สึกของบุคคลท่ีแสดงต่อส่ิงอื่นและยังส่งเสริมให้แสดง
ออกมาจากเจตคติ รวมถึงสะท้อนโลกทัศน์ของบุคคลนั้นด้วย วิเชียร อินทรสมพันธ์ (2558, หน้า 11) ได้สรุป
ประโยชน์ของเจตคตไิ ว้ ดังน้ี
1) เจตคติใช้อธิบายความรู้สึกที่ครอบคลุมพฤติกรรมต่าง ๆ ไดม้ าก เชน่ ถ้าเราบอกว่าเขามเี จตคติ
ทีด่ ตี อ่ มหาวิทยาลัย ซึง่ หมายถึง เขาชอบมหาวิทยาลัย ใช้เวลาเรียนอยา่ งมีความสุขในมหาวิทยาลยั มีความสขุ
ทไ่ี ด้อย่ใู นมหาวทิ ยาลยั มีความรสู้ กึ ที่ดีต่อมหาวิทยาลยั คิดร่วมกจิ กรรมของมหาวทิ ยาลยั เปน็ ต้น
2) เจตคติที่ใชพ้ ิจารณาสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคล ที่มีต่อสง่ิ อนื่ หรือที่มีตอ่ เป้าเจตคติ ดังนั้น
การทร่ี จู้ กั เจตคติของบุคคลสามารถสง่ เสรมิ หรอื ยับย้ังส่ิงท่ีเขาจะแสดงออกมาได้
3) เจตคติเป็นส่งิ ท่คี งเส้นคงวา ดังนน้ั พฤติกรรมของบุคคลทแี่ สดงออกมาจากเจตคติ จงึ สามารถ
นามาอธิบายความคงเสน้ คงวาของสังคมได้
4) เจตคตเิ กดิ จากพันธุกรรมและส่งิ แวดลอ้ ม ดงั น้นั การให้การศึกษาเพื่อให้เกิดเจตคติทด่ี ีงามตอ่
สงั คม จึงตอ้ งศกึ ษาพนั ธุกรรมและสิง่ แวดล้อม เพ่ือให้มีอิทธิพลต่อเจตคติ ต่อบุคคลตามที่ต้องการได้
5) เจตคติมีความดีงานอยูใ่ นตัว เจคติของบุคคลที่มตี อ่ เป้าเจตคตริ อบ ๆ ตวั จะสะท้อน ใหเ้ หน็ โลก
ทศั นข์ องคน ๆ นน้ั ด้วย
6) เจคติเป็นศนู ย์กลางของความคิดและเปน็ พื้นฐานของพฤติกรรมสังคม ตามแนวคิดทางสงั คม
วิทยา การจะปรบั ระบบกลไกของสังคม จงึ ควรต้องเปลีย่ นแปลงเจตคติของแต่ละบุคคลด้วย
วธิ กี ารวัดเจตคติ
การวัดเจตคติสามารถเลอื กวดั ได้หลายวิธีขน้ึ อยูก่ ับว่าต้องการวดั เจตคติด้านไหน เช่น การพูดคยุ ตั้ง
คาถามเพื่อวัดความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้ตอบ การสังเกตพฤติกรรมที่ส่งมาจากเจตคติ เพ่ือศึกษาอุปนิสัย
ของบุคคล การรายงานตนเองเพื่อที่จะเข้าถึงบุคคลท่ีเราจะต้ังคาถามให้ผู้ตอบแสดงความรู้สึกต่อสิ่งเร้าท่ี
ส่งออกมา การใช้สถานการณ์ ในสิ่งต่างท่ีไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพ่ือให้บุคคลใช้จินตนาการนาไปตีความหมาย
แสดงออกทางด้านเจตคติ การวัดสรีระภาพเป็นการวัดโดยใช้เครื่องมือทางไฟฟ้า เพ่ือวัดพลังงานไฟฟ้าใน
รา่ งกายเปลี่ยนแปลงตามความรู้สึกเป็นพลังงานไฟฟ้า ซ่ึงล้วน สายยศ, (2543, หน้า 43) และธีรวุฒิ เอกะกุล,
(2548, หน้า 18) อ้างถงึ ใน วิเชยี ร อนิ ทรสมพันธ์, (2558, หน้า 9-10) ไดเ้ สนอวธิ ีการวัดเจตคติสรุปได้ ดงั นี้
1) การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นวิธีท่ีง่ายและตรงไปตรงมามากที่สุด การสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์
จะต้องเตรียมข้อรายการที่จะซักถามไว้อย่างดี ข้อรายการน้ันต้องเขียนเน้นความรู้สึกท่ีสามารถวัดเจตคติให้
ตรงเป้าหมาย ผู้สัมภาษณ์จะได้ทราบความรู้สึก หรอื ความคิดเห็นของผู้ตอบที่มีต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึง แต่มีข้อเสียว่า
ผู้ถามอาจจะไม่ได้รับคาตอบท่ีจริงใจจากผู้ตอบเพราะผู้ตอบอาจบิดเบือนคาตอบ เน่ืองจากอาจเกิดความเกรง
กลัวต่อการแสดงความคิดเห็น วิธีแก้ไขคือ ผู้สัมภาษณ์ต้องสร้างบรรยากาศในการสัมภาษณ์ให้เป็นกันเอง ให้
ผตู้ อบร้สู กึ สบายใจไม่เคร่งเครียดเปน็ อิสระ และแนใ่ จว่าคาตอบของเขาจะเปน็ ความลบั
140 Testing and Assessment for Psychology
2) การสังเกต (Observation) เป็นวิธีการที่ใช้ตรวจสอบบุคคลอ่ืนโดยการเฝ้ามองและ จดบันทึก
พฤติกรรมของบุคคลอย่างมีแบบแผน เพื่อจะได้ทราบว่าบุคคลที่เราสังเกตมีเจตคติ ความเชื่ออุปนิสัยเป็น
อย่างไร ข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตจะถูกต้องใกล้เคียงกับความจริง หรือเป็นท่ีเชื่อถือได้เพียงใดนั้น มีข้อควร
คานึงหลายประการ กล่าวคือ ควรมีการศึกษาหลายๆ ครั้ง ทั้งนี้เพราะเจตคติของบุคคลมากจากหลายๆ
สาเหตุ นอกจากน้ีตัวผู้สังเกตเองจะต้องทาตัวเป็นกลาง ไม่มีความลาเอียง และการสังเกต ควรสังเกตหลายๆ
ชว่ งเวลาไมใ่ ชส่ งั เกตเฉพาะเวลาใดเวลาหน่งึ
3) รายงานตนเอง (Self-Report) วิธีน้ีต้องการให้ผู้ถูกสอบวัดแสดงความรู้สึกของตนเอง ตามสิ่ง
เร้าที่เขาได้สัมผัส นั่นคือ สิ่งเร้าที่เป็นข้อคาถามให้ผู้ตอบแสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา
แบบทดสอบหรือมาตรวัดที่เป็นของแนว เทอร์สโตน (Thurstone) กัทท์แมน (Guttman) ลิเคิร์ท (Likert)
และออสกูด (Osgood) นอกจากท่ีกล่าวมายังมีแบบให้ผู้สอบมารายงานตนเอง และอื่น ๆ อีกมาก แล้วแต่
จดุ มุ่งหมายของการสร้างและการวัด
4) เทคนิคจินตนาการ (Projective Techniques) วธิ ีนี้อาศยั สถานการณ์หลายอย่างไปเร้าผู้สอบ
เช่น ประโยคไม่สมบูรณ์ ภาพแปลกๆ เรื่องราวแปลกๆ เม่ือผู้สอบเห็นสิ่งเหล่าน้ีจะจินตนาการออกมาแล้ว
นามาตคี วามหมาย จากการตอบน้นั ๆ พอจะไดร้ ู้ว่ามีเจตคติตอ่ เป้าหมายอยา่ งไร
5) การวัดทางสรีระภาพ (Physiological Measurement) การวัดด้านน้ีอาศัยเคร่ืองมือไฟฟ้า
แต่สร้างเฉพาะเพื่อจะวัดความรู้สกึ อนั จะทาให้พลงั ไฟฟ้าในรา่ งกายเปล่ียนแปลง เชน่ ถ้าดีใจเข็มจะชอี้ ย่างหน่ึง
เสียใจเข็มจะช้ีอีกอย่างหน่ึง ใช้หลักการเดียวกันกับเคร่ืองจับเท็จเครื่องมือแบบนี้พัฒนาไม่ดีพอจึงไม่นิยมใช้
เทา่ ใดนัก
อนุวฒั ิ คูณแกว้ 35 ไดก้ ล่าวไวว้ า่ การสร้างเคร่ืองมอื วัดด้านจติ พสิ ยั น้นั มขี ัน้ ตอนการสร้างดังน้ี
1) กาหนดคุณลักษณะ หรอื เปา้ ท่ีจะวดั หรือสง่ิ ที่จะวัด โดยระบุชัดเจนวา่ ต้องการวัดอะไร เชน่
เจตคตติ ่อวชิ าชพี ครู คา่ นิยมในวฒั นธรรมไทย เปน็ ตน้
2) นิยามความหมายของสิ่งที่จะวัดให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบส่ิงที่จะวัดคืออะไร ประกอบด้วย
คุณลักษณะใดบ้าง การนยิ ามความหมายของส่ิงท่ีจะวัด ทาได้โดยการวิเคราะหค์ ุณลักษณะของสง่ิ ท่ีจะวดั ว่าแต่
ละคณุ ลักษณะเหลา่ นัน้ เป็นอย่างไร โดยการศึกษาค้นควา้ จากเอกสาร การถามผรู้ ู้หรอื ผมู้ ีประสบการณ์เกย่ี วกับ
คณุ ลักษณะนั้น เพ่ือให้ได้ขอบเขตรายละเอยี ดทเ่ี กย่ี วข้องกับคณุ ลักษณะของสง่ิ ท่ีจะวัด
3) สร้างขอ้ ความ โดยเขียนให้ครอบคลุมคุณลักษณะทกุ ดา้ น และในคณุ ลักษณะแตล่ ะดา้ นควรมี
4) ทดลองเครื่องมือ นาเครื่องมือท่ีสร้าง ไปทดลองสอบกับนักเรียนว่ามีความรู้สึก หรือความ
คิดเห็นอย่างไร เช่น เห็นด้วยอยา่ งย่ิง-ไม่เห็นดว้ ยอยา่ งย่ิง ยอมรับ-ไม่ยอมรบั แล้วนามาวิเคราะห์ตามเทคนิควิธี
ของแต่ละชนิดของเคร่ืองมือวัด
35 อนวุ ฒั ิ คณู แก้ว, (2558), การวดั ผลและประเมนิ ผลการศึกษาแนวใหม่, (พมิ พ์ครั้งที่ 2), กรงุ เทพมหานคร: โรง
พมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , หน้า 109.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 141
5) ปรับปรงุ คุณภาพของเครื่องมือตามผลการวิเคราะห์ แลว้ นาไปทดลองใช้ แล้วนามาวิเคราะห์จน
แนใ่ จในคณุ ภาพ
6) สรา้ งเกณฑใ์ นการใหค้ ะแนน พรอ้ มทัง้ เขียนค่มู ือการใช้เครอื่ งมือดังกลา่ ว
วธิ ีวัดด้านเจตคติที่นิยมใช้กันมากวิธีหนึ่งคือ แบบวัดแบบลิเคิร์ท (Likert scales) ข้อคาถามที่ถาม
จะต้องครอบคลุมเจตคติที่ต้องการจะทราบ และสามารถชี้บ่งบอกถึงเจตคติที่มีอยู่ หรือระดับความเข้มของ
ความรสู้ ึกได้ ระดบั ความร้สู ึกท่ใี ชก้ ันท่วั ๆ ไป ไดแ้ ก่
- เห็นดว้ ยน้อยทส่ี ุด เหน็ ดว้ ยน้อย เหน็ ด้วย เห็นดว้ ยมาก และเห็นด้วยอยา่ งยง่ิ
- ชอบนอ้ ยทสี่ ุด ชอบนอ้ ย ไม่แน่ใจ ชอบมาก และชอบมากทีส่ ดุ
- ไมป่ ฏบิ ตั ิเลย ปฏบิ ัตเิ พียงเล็กนอ้ ย ปฏบิ ตั ิเปน็ ครงั้ คราว ปฏิบัติบ่อย ๆ และปฏิบัติเป็นประจา
การตอบน้ัน จะให้ผู้เลือกตอบเลือกระดับความรู้สึกจากมากไปหาน้อย เช่น เห็นด้วยน้อยที่สุด เห็น
ด้วย น้อย เห็นด้วย เห็นด้วยมาก และเห็นด้วยอย่างย่ิง โดยให้คะแนนเป็น 5 4 3 2 และ 1 ถ้าข้อคาถามนั้นเป็น
บวก ส่วนถ้าข้อคาถามเป็นลบ ให้คะแนนเป็น 1 2 3 4 และ 5 การแปลผลให้รวมคะแนนท้ังหมดของแบบวัด
แล้วหาคา่ เฉล่ยี ถา้ มีคะแนนสงู แสดงวา่ มเี จตคตติ ่อสิง่ นน้ั ในทางบวก
การสร้างเครื่องมือแบบลิเกิต (Likert’s Method) เคร่ืองมือวัดเจตคติแบบลิเกิตบางทีเรียกว่า
Summated Rating Method ลิเกิต และเป็นวิธีการสร้างที่ง่ายกว่าวิธีของเทอร์สโตน มีความเช่ือมั่นสูงและ
พัฒนาเพื่อวัดด้านความรู้สึกได้หลายอย่าง การสร้างเคร่ืองมือวัดเจตคติแบบน้ีเป็นวิธีการประเมินน้าหนัก
ความรู้สึกของขอ้ ความในตอนหลงั คอื หลังจากเอาเคร่อื งมือไปสอบวัดแล้ว ซ่ึงตรงข้ามกับแบบของเทอรส์ โตน
ที่กาหนดค่าน้าหนักของข้อความไว้ก่อนการนาไปสอบ การสร้างข้อความที่แสดงความรู้สึกต่อเป้าเจตคติ
จะต้องให้ครอบคลมุ และสมั พันธ์ซงึ่ กันและกัน ขอ้ ความอาจจะเปน็ ทางบวกหมด หรอื ทางลบหมด หรือผสมกัน
ก็ได้ การนาคะแนนข้อท่ีเห็นด้วยหรือข้อท่ีไม่เห็นด้วยมาพล๊อตกราฟจะเป็นรูปแบบ Monotonous คือ เป็น
ลกั ษณะท่ีไปดว้ ยกนั
ข้ันตอนการสร้างเครื่องมือวดั เจตคตแิ บบลเิ กติ มดี งั น้ี
1) เลือกชื่อเป้าเจตคติ (Attitude Object) ก่อน เป้าหมายของเจตคติอาจจะเป็นคน วัตถุ ส่ิงของ เป็น
ตน้ แลว้ แตจ่ ะเลอื ก ย่งิ แคบก็ยง่ิ ดี ยง่ิ กาหนดชว่ งเวลาด้วยแล้ว การแปลผลจะมคี วามหมายดีขน้ึ
2) เขียนข้อความแสดงความรู้สึกต่อเป้าเจตคติโดยวิเคราะห์แยกแยะดูให้ครอบคลุม ลักษณะของ
ขอ้ ความควรเป็นดังนี้
(1) เปน็ ขอ้ ความท่แี สดงความเช่ือและรสู้ ึกต่อเป้าทต่ี ้องการ
(2) ไม่เปน็ การแสดงถึงความเปน็ จรงิ
(3) มคี วามแจ่มชดั ส้ัน ใหข้ อ้ มูลพอตัดสนิ ได้
(4) ไมค่ รอบคลุมท้งั ทางดแี ละไม่ดีหรือทง้ั ทางบวกและลบ
(5) ควรหลีกเลี่ยงคาปฏิเสธซ้อน ข้อความอ้างอิงในอดีตที่ผ่านมา ข้อความที่มีคาว่า ทั้งหมด
เสมอ ๆ ไม่เคย ไมม่ ีเลย เพยี งเทา่ น้นั
142 Testing and Assessment for Psychology
(6) ขอ้ ความเดยี วควรมคี วามเชอื่ เดียว
3) การตรวจสอบข้อความ เป็นการตรวจสอบขั้นแรก เพ่ือดูให้แน่ชัดว่าข้อความน้ันเขียนไว้
เหมาะสมดีหรือไม่ การตอบจะให้ตอบว่า ชอบ-ไม่ชอบ ดี-ไม่ดี หรือเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ควรใช้มาตรา 3
มาตรา 4 มาตรา หรือ 5 มาตรา เป็นต้น การเขียนการแสดงออกในมาตราวัดแบบลิเกิต แต่จะเป็นลักษณะ
อื่น ๆ ก็ได้ แล้วแต่ข้อความที่แสดงความรู้สึก บางทีแต่ละข้อยังใช้คาตอบไม่ค่อยจะเหมือนกันก็มี ใช้ท่ีรับกับ
ข้อความถือว่าดีท่ีสุด ในกรณีผสู้ อบรู้จักเป้าเจตคติทกุ คน ดงั นั้นคาตอบที่เร้าให้ตอบควรเป็นแบบคู่ไม่ควรมีตรง
กลาง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดความรู้สกึ หรือไม่แน่ใจ นอกจากจะไม่ค่อยได้สัมผัสกับเป้าตัวนั้น การใช้ตัว
เร้าคู่จงึ เป็นการให้ตัดสนิ เพยี ง 2 อยา่ งใหญ่ ๆ คือ เหน็ ดว้ ยหรือไม่เหน็ ด้วย ชอบหรอื ไมช่ อบ แล้วค่อยแปลงเป็น
4 หรือ 6 ตามความตอ้ งการ
4) การใหน้ า้ หนักคะแนน จะเป็น 2 3 4 5 นน้ั แล้วแตค่ วามเหมาะสม
5) การทดลองคุณภาพเบื้องต้น ในระยะน้ีต้องการศึกษาว่าข้อความแต่ละข้อมีอานาจจาแนกผู้ที่มี
เจตคติสูงกับมีเจตคติต่าแตกต่างกันหรือไม่ นั่นคือความพยายามหาว่าข้อความข้อน้ัน ถ้าใครตอบมาตราสูง
แสดงว่ามีเจตคติสูง ถ้าใครตอบมาตราต่าจะเป็นคนมีเจตคติต่าจริงหรือไม่นั่นเอง การจะสามารถบอกได้
ดังกล่าวมาแล้ว จะตอ้ งเอาข้อความทั้งหลายไปทดสอบกับกลุ่มตวั อย่าง อย่างน้อยก็ 100 คนข้นึ ไปจึงจะดี เมื่อ
สอบเสร็จแล้วนามาตรวจให้คะแนนแต่ละข้อ อย่าลืมกลับค่ามาตราในกรณีเป็นข้อความกล่าวในทางลบ แล้ว
รวมคะแนนของแต่ละคน กรณีข้อสอบมี 100 ข้อ มีค่ามาตรา 4 ค่า แปลว่าคนได้เจตคติน้อยที่สุด ได้คะแนน
100 คนได้คะแนนสูงสุด 400 เอาคะแนนแต่ละคนเรียงกันตามลาดบั แลว้ ตัดกลุ่มได้คะแนนสงู 25% และกลุ่ม
ได้คะแนนต่า 25% ต่อจากนั้นเอาแต่ละข้อมาแจกแจงความถ่ีว่าแต่ละข้อ แต่ละมาตราของตัวเลือกมีจานวน
คนกลมุ่ สงู ตอบเท่าไร คนกลุ่มตา่ ตอบเท่าไร
6) การจัดแบบทดสอบ เมื่อได้ข้อสอบที่มีอานาจจาแนกดีแล้ว พิจารณาว่าจะกาหนดกี่ข้อ ตาม
หลักการถ้าข้อความมีคุณภาพสูงมากจะใช้ 10 – 15 ข้อก็ได้ แต่โดยท่ัวไปแล้วจะมีตั้งแต่ 20 ข้อขึ้นไป เพราะ
ถา้ จานวนข้อน้อยความเชื่อมั่นมักจะมีค่าน้อย ความเท่ียงตรงก็ไม่ดี อาจจะเป็นเพราะขอ้ ความแสดงความรู้สึก
หรือความเช่อื ตอ่ เป้าอาจไม่ครอบคลุมทุกอย่างในเปา้ แบบทดสอบวัดเจตคติบางฉบับจึงมีเป็น 100 ข้อ การให้
จานวนข้อควรคานึงถึงกลุ่มตัวอย่างและระดับอายุ ความสามารถในการอ่านอาจทาให้เกิดความเบื่อหน่ายใน
การตอบ ระดบั เด็ก ๆ จึงไม่ควรมีหลายข้อจนเกนิ ไป
7) การตรวจให้คะแนน การให้คะแนนให้ตามมาตราท่ีกาหนดแต่ละข้อ ถ้าเป็นข้อความเปลี่ยนมา
เป็นตัวเลข แต่ถ้าเป็นตัวเลขแล้วก็นาตัวเลขที่ผู้ตอบเลือกมารวมเลย กรณีข้อความเป็นความรู้สึก ทางลบ
จะต้องกลับตวั เลขกนั กับข้อความท่ีเป็นทางบวก ถ้าตวั เลือกเป็นการอธบิ ายหรอื บรรยาย เชน่
[ ] เห็นดว้ ยอยา่ งยิง่
[ ] เห็นดว้ ย
[ ] ไม่เห็นดว้ ย
[ ] ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 143
ขีดตอบตรงเห็นดว้ ยอย่างยิ่งก็เป็น 4 คะแนน ดังนี้เปน็ ต้น ถ้าตัวเลอื กกาหนดตัวเลือกเป็น [1] [2]
[3] [4] ขีดตอบ 4 ก็ได้คะแนน 4 คะแนน การแปลคะแนนจะแปลจากผลรวมของทุกข้อก็ได้ เช่น แบบทดสอบมี
10 ขอ้ มมี าตรา 4 มาตรา สอบเสร็จแล้วหาคะแนนเฉลี่ยได้ 25.0 คะแนน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) ได้ 5.514
คะแนน จะต้องเทียบคะแนนจากคนสอบได้ต่าสุด 10 คะแนน สูงสุด 40 คะแนน แต่ถ้าอยากแปลผลให้เป็น
ตัวเลขมาตรา 4 ก็ให้เอาจานวนข้อไปหาร จานวนคะแนนเฉลี่ยและคะแนนส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลจะออกมา
เหมือนกับคะแนนของคนสอบเพียงข้อเดียวนั่น คือ กลุ่มตัวอย่างกลุ่มน้ีได้ คะแนนเฉล่ีย 2.50 คะแนน ส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.5514 คะแนน
8) การหาคุณภาพอื่น เช่น ความเชอ่ื ม่นั และความเท่ียงตรง
3.6 สรปุ
สาหรับกระบวนการสร้างแบบวัดทางจิตวิทยา/พฤติกรรม ก็จะต้องเร่ิมจาก กาหนดประเภทแบบ
วัด กาหนดลักษณะ (Attribute) ของแบบวัด ทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวขอ้ ง นิยามความหมายเชิงทฤษฎี/เชิง
ปฏิบัติการ นิยาม Construct/Attributive (คุณลักษณะโครงสร้างเนื้อหา) ตรวจสอบความตรง/ความเที่ยง
ของนิยาม สร้างรูปแบบ/โครงสร้างเครื่องมือ/แบบวัด ตรวจสอบคุณภาพแบบวัด (Face Validity, IOC, CVI
และ Cronbach) การนาไปทดลองใช้ Try Out การใช้ วิเคราะห์ดัชนคี วามมปี ระสทิ ธภิ าพ ปรับปรุง/พฒั นา
และนาไปใช้วัดคณุ ลักษณะ/พฤติกรรมตามท่ีตอ้ งการ ซ่ึงจะแบ่งประเภทของเครือ่ งมือทดสอบและประเมนิ ทาง
จติ วิทยาสามารถแบ่งตามลกั ษณะ คือ 1) ทางจิตวทิ ยาที่ใชว้ ัดได้แก่ แบบวัดผลสมั ฤทธ์ิ (Achievement Test)
เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความเข้าใจตามพุทธิพิสัย (Cognitive domain) แบบทดสอบความถนัด
(Aptitude Test) แบบทดสอบบุคคล-สังคม (Personal-Social Test) เปน็ แบบทดสอบที่ใช้วัดบุคลิกภาพและ
การปรับตัวเข้ากับสังคมของบุคคล 2) แบ่งตามรูปแบบของการถามและการตอบ แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่
แบบวัดความเรียง (Essay Test) เลือกตอบ (Multiple Item) แบบให้ตอบสั้น (Short Answer Item) แบบ
จัดคู่ (Matching Test) 3) แบ่งตามลักษณะของการตอบ ได้แก่ แบบทดสอบปฏิบัติ (Performance Test)
การทดสอบเขียนตอบ (Paper-pencil Test) แบบทดสอบปากเปล่า (Oral Test) 4) แบง่ ตามเวลาที่กาหนดให้
ตอบ จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบท่ีใช้ความเร็ว (Speed Test) และแบบทดสอบให้เวลามาก
(Power Test) 5) แบ่งตามลักษณะท่ีใช้วัดจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion-
Referenced Test) และแบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm-Referenced Test) เป็นตน้ กระบวนการสร้างเครื่องมือ
ไม่ได้สิน้ สุดลงเมื่อผวู้ ิจัยสร้างข้อคาถามเสร็จ แต่ยังคานึงถึงคุณภาพของเครื่องมือทส่ี ร้างขึ้นมาด้วย สาหรับการ
วัดคุณภาพของเครื่องมือวัดจะมีลักษณะดังต่อไปน้ี มีความเที่ยง (Reliability) มีความตรง (Validity) มีความ
เป็นปรนัย (Objectivity) มีความยากง่ายพอเหมาะแก่กลุ่มเป้าหมาย มีความยาวพอเหมาะกบั เวลาและเน้ือหา
สามารถแบ่งแยกความแตกต่างในกลุ่มเป้าหมายท่ีศึกษา มีลาดับของคาถามเหมาะสม เป็นเคร่ืองมือท่ีถูกต้อง
ตามจริยธรรม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นเครื่องมือที่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตอบทุกท่าน ดังน้ันส่ิงที่
สาคัญสาหรับการวิจัยเชิงปริมาณอีกประการหน่ึงคือ การนิยามเชิงปฏิบัติการ แบบทดสอบและแบบวัดทาง
144 Testing and Assessment for Psychology
จิตวิทยาท่ีมีมาตรฐานที่นักวิชาการได้สร้างและพัฒนามา ได้แก่ แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาชนิดต่าง ๆ
แบบทดสอบทางสติปัญญา และแบบทดสอบบุคลิกภาพ เป็นต้น แบบวัดเหล่านี้จะประกอบด้วย ความหมาย
นิยาม เกณฑ์การให้คะแนน องค์ประกอบของเชาวน์ทางปัญญาตามแนวคิดของนักวิชาการต่าง ๆ เช่น เทอร์
สโตน และการ์ดเนอร์ เป็นต้น แนวการวัดและเคร่ืองมือวัด รวมไปถึงทฤษฎีที่ใช้ในการวัด เพ่ือให้การ
ประเมินผลได้ข้อสรุปหรือผลประเมินที่เป็นมาตรฐาน ขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ ต้องอาศัยหลักเกณฑ์
และการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือก่อนทจี่ ะนาไปวัดประเมินผล เป็นตน้
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 145
คาถามทบทวนบทท่ี 3
1) จงอธิบายหลักการสร้างเครอ่ื งมือวัดทางจิตวิทยา
2) จงอธิบายหลกั การสรา้ งเครื่องมือแบบทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา
3) จงอธบิ ายหลักการทว่ั ไปของการสร้างเครือ่ งมือ
4) จงบอกประเภทของเครอ่ื งมือทดสอบและประเมนิ ทางจิตวิทยา
5) จงอธิบายประเภทของเครื่องมือวัดทางจติ วิทยา
6) คณุ ลกั ษณะของเคร่ืองมือวดั ที่ดี ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
7) จงยกตวั อยา่ งนิยามเชงิ ปฏิบัตกิ าร และวิธีการสรา้ งข้อคาถาม (items) ทัง้ ข้อคาถามเชงิ บวกและเชิงลบ
8) จงอธิบายความหมายของแบบทดสอบทางจติ วิทยาทีม่ ีมาตรฐาน
9) จงยกตัวอย่างแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาชนิดต่าง ๆ (ความหมาย วิธีการวัด การประเมิน และการ
ตคี วามหมาย)
10) จงยกตวั อยา่ งแบบวดั คา่ นิยม และความสนใจ (ความหมาย วธิ ีการวดั การประเมนิ และการตีความหมาย)
11) จงยกตัวอย่างแบบทดสอบบุคลกิ ภาพ (ความหมาย และวธิ ีการวดั การประเมนิ และการตคี วามหมาย)
146 Testing and Assessment for Psychology
เอกสารอา้ งองิ ประจาบท
ขวัญหล้า ประสาทเขตการณ์. (2547). บุคลิกภาพกับระดับความเครียดในการปฏิบัติงาน ของผู้พิพากษาศาล
ยุติธรรมในศาลช้ันต้น : กรณีศึกษาผู้พิพากษาสังกัดสานักศาลยุติธรรมประจาภาค 1 .
กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
โครงการจัดทาและพัฒนาหลักสูตร. (2559). พุทธจิตวิทยากับสังคมและวัฒนธรรมไทย. เอกสารประกอบการ
สอน รหัสวิชา 300 303 หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต วิชาพระพุทธศาสนาประยุกต์ . สานัก
อธิการบดี: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั .
ชัยพร วชั ชาวธุ . (2523). การวิจัยเชิงจติ วิทยา. กรงุ เทพมหานคร: บริษัท สานกั พมิ พ์ ไทยวัฒนาพานชิ จากัด.
ณรงค์ศักดิ์ จันทร์นวล และคณะ. (2523). การประเมินบุคลิกภาพโดยใช้แบบทดสอบ CPI. วารสารจิตวิทยา
คลนิ ิก ปที ี่ 11 ฉบบั ท่ี 2.
เทคนิคการออกข้อสอบ. สืบค้น 16 พฤษภาคม 2563 จาก https://www.trueplookpanya.com/educa
tion/content/68600/-teaartedu-teaart-teaarttea-
ธีรภัทร สดุ โต และอภันตรี นาคอาไพ. (2560). การวดั เจตคติ. วารสารการวดั ผลการศึกษา. ปีท่ี 34 ฉบับท่ี 96,
1-9.
นภัทร์ แก้วนาค. เครื่องมือการวิจัยและการหาคุณภาพ (Improve Version). เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ าสถิตชิ ั้นสูง. (เอกสารสารอัดสาเนา).
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2542). เทคนิคการสร้างเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลสาหรับการวิจัย. (พิมพ์คร้ังที่ 5).
กรุงเทพมหานคร: เจรญิ ดีการพิมพ.์
พรวิไล อุรัจฉัทชัยรัตน์. (2540). การพัฒนามาตรวัดแบบบุคลิกภาพของไมเยอร์-บริขช์ ฟอร์มอี ฉบับภาษาไทย
เพ่ือศึกษาบุคลกิ ภาพพยาบาลไทย. (วิทยานพิ นธ์ วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการปรึกษา).
กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
พรเพ็ญ เพชรสุขศิร.ิ (2540). การสรา้ งมาตรวัด. (พิมพค์ รง้ั ที่ 2). กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พโ์ กลบอลพร้ิน.
วิจิตพาณี เจริญขวัญ. (2554). การทดสอบทางจิตวิทยา. (พิมพ์คร้ังที่ 8). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2556). ทฤษฎีการทดสอบแบบด้ังเดิม. (พิมพ์คร้ังท่ี 7). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ศิริบูรณ์ สายโกสุม. (2549). การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพมหานคร:
สานกั พิมพ์มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์. (2562). การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพ่ือเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ ๔.๐. (ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาพทุ ธจิตวทิ ยา). บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 147
สมชาย รัตนทองคา. (2556). การวัดและประเมินผลทางการศึกษา. เอกสารประกอบการสอน 475 788 การ
สอนทางกายภาพบาบัด ภาคตน้ ปกี ารศกึ ษา 2556.
สมบัติ ท้ายเรือคา. (2559). การพัฒนาแบบสอบถามและแบบวัดทางจิตวิทยา. วารสารวิจัยเพ่ือสังคมและ
ชมุ ชน มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม. ปีท่ี 3 ฉบบั ที่ 1(5), 36-37.
สักกพัฒน์ งามเอก. แบบวัดทางจิตวิทยา. บทความสารคดีทางวิทยุ รายการ “จิตวิทยาเพ่ือคุณ” วิทยุจุฬาฯ
FM 101.5 MHz. สืบค้น 2 พฤษภาคม 2563 จาก http://smarterlifebypsychology.com/
2018/01/09
สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2552). การศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะของคนไทยที่พึง
ประสงค์: เชาว์ท างปัญ ญ า (Intelligence Quotient: IQ). รายงานน้ีเป็ นส่วนหน่ึงของ
โครงการวิจัยเร่อื ง การพฒั นาเกณฑ์มาตรฐานที่ 1 คุณลักษณะของคนไทยท่ีพงึ ประสงคท์ ั้งในฐานะ
พลเมอื งและพลโลก. (พมิ พค์ รั้งท่ี 1). กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัท พรกิ หวานกราฟฟิค จากัด.
สิริอร วิชชาวุธ. (2544). จิตวิทยาการอุตสาหกรรมและองค์การเบ้ืองต้น. กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์.
สุชาติ ประสิทธ์ิรัฐสินธุ์. (2558). การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และแบบผสมที่
ถกู ตอ้ งไดม้ าตรฐานสากล. กรุงเทพมหานคร: หา้ งหุน้ ส่วนจากัดสามลดา.
สชุ ีรา ภัทรายตุ วรรตน์. (2556). คมู่ ือการวดั ทางจติ วทิ ยา. (พิมพค์ รงั้ ที่ 5). กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ.
สวุ ิมล ติรกานันท์. (2557). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
อนุวัฒิ คณู แก้ว. (2558). การวัดผลและประเมินผลการศึกษาแนวใหม่. (พมิ พ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์.
กรงุ เทพฯ: สถาบันวจิ ัยพฤตกิ รรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร.
อุบลวรรณา ภวกานันท์ และคณะ. (2554). จิตวิทยาท่ัวไป. (พิมพ์คร้ังที่ 7). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
Aiken LR. (1994). Psychological Testing and Assessment. (8nd ed.). Boston: Allyn and Bacom.
Anastasi A., (1986). Evolving Concepts of Test Validation. Annual Review of Psychology. 37, 1-
15.
Chris Spatz, Edward P Kardas. (2008). Research Methods in Psychology. New York: McGraw-
Hill Companies, Inc.
Cronbach L.J. (1960). Essential of Psychological Testing. New York: Harper & Row Publishers.
Eble R.L. (1978). Essrmtial of Educational Measurement. Prentice-Hall, Inc.
148 Testing and Assessment for Psychology
Garcher H, Kornhaber M, & Wake W. ( 1996) . Intelligence Multiple perspectives. Fort Worth:
Harcourt Brace.
Graham JR. (1979). The MMPI: A Practical Guide. NY: Oxford University Press.
Hathway S.R. McKinly J.C. (1976). MMPI Minnesota Multiphasic Personality Inventory.
Ivancevich, J. M. & Matteson, M. T. (1980). Stress and work: A managerial perspective. Tucker, GA:
Scott Foreman and company.
Kaplan R.M. & Saccuzzo. (1997). Psychological Testing. California: Brooks/Cole Co.
Kretch Crutchfield & Ballachey. (1963). Individual, in Society. New York: McGraw-Hill.
Mehrens W.A., and I.J. Lehmann. (1978). Measurement and Evolution in Education and
Psychology. Holt, Rinehart and Winston.
Monroe W.S., and R.E. Carter. (1923). The Use of Different Types of Thought Questions in
Secondary Schools and Their Relative Difficulty for Students. Urbana: University of
Illinois Bulletin. 20(34).
Myers Isabel Briggs and McCaulley Mary H. (1988). Manual: A Guide to the development and use
of the Myers-Briggs Type Indicator. Calif: Counselling Psychology Press.
Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo. (2009). Psychological Testing. International Student
Edition. USA: Wadsworth. Cengage Learning.
Schaerbroeck, J., Cotton, J. L., & Jennings, K. R. (1989). Antecedents and consequences of rote
stress: A covariance structure analysis. Journal of Organizational Behavior, 10, 35-58.
Vitaliano, P.P., Russo, J., Weker, L., & Celun, C. (1993). What Is Coefficient Alpha? – CiteSeerX.
Journal of Applied Psychology, 78(1), 98.
William G. Zikmund. (1994). Business Research Methods. (Fourth Edition). TX: The Dryden
Press.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 149
แผนการสอนประจาบทท่ี 4
เนือ้ หาสาคัญการเรียนร้ปู ระจาบท
บทท่ี 4 การสร้างมาตรวัดทางจติ วทิ ยาและสถติ ิพน้ื ฐานในการทดสอบ
4.1 ความหมายของมาตรวัดประเมินค่า
4.2 ระดับการวดั ทางจติ วทิ ยา
4.3 ประเภทของมาตรวัดท่ีสาคัญ
4.3.1 มาตรประมาณคา่ เทอร์สโตน
4.3.2 มาตรประมาณค่าลิเกริ ์ต
4.3.3 มาตรประมาณค่ากัตตแ์ มน
4.3.4 มาตรวดั การจาแนกแบบ S-D Scale
4.4 รูปแบบคาถามของมาตรประมาณคา่
4.5 การกาหนดมาตรให้กบั วัดประมาณค่า
4.6 สถติ พิ ้ืนฐานในการทดสอบ
4.6.1 สถิตเิ ชิงพรรณนา
4.6.2 สถิติเชงิ อนุมาน
4.7 สรปุ
คาถามทบทวนบทที่ 4
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
วัตถุประสงค์การเรยี นรู้
หลงั จากเรียนจบบทนี้ นสิ ิต
1. รู้ เข้าใจ และสามารถอธบิ ายลกั ษณะของมาตรวัดลกั ษณะทางจิตวทิ ยา ระดับการวดั ทางจติ วทิ ยา
2. รู้ เข้าใจ และสามารถจาแนกประเภทของมาตรวดั ทสี่ าคัญ
3. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายถงึ คณุ ลักษณะรูปแบบคาถามของมาตรประมาณคา่
4. รู้ เขา้ ใจสามารถการกาหนดมาตรให้กับวดั ประมาณค่า
5. รู้ เข้าใจสามารถอธบิ ายสถติ ิพ้นื ฐานในการทดสอบ
150 Testing and Assessment for Psychology
วธิ กี ารสอนและกจิ กรรม
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 4 การสรา้ งมาตรวดั ทางจิตวิทยาและสถิตพิ นื้ ฐานในการทดสอบ
2. วธิ ีสอนแบบอภิปรายเน้อื หา/ชักถาม/และทาคาถามทบทวนในช้นั เรียน
3. ศกึ ษาดว้ ยตนเอง
4. รายงานผลตามกลมุ่ หนา้ ชน้ั เรียนเป็นลายลกั ษณอ์ กั ษรและวาจา
5. ร่วมวเิ คราะหเ์ อกสารจาก PowerPoint หน้าชัน้ เรียน
6. สรุปเน้ือหาทีเ่ รยี นในการสอนแต่ครั้ง
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลังเรียน แล้วนาผลท่ีได้มาวิเคราะห์พ้ืนฐานความเข้าใจในหลักการ
สอบทางจติ วิทยา
สอ่ื การเรียนการสอน
1. เอกสารคาสอนบทท่ี 4
2. ประเมนิ ผลก่อน/หลงั เรยี น
3. แบบฝึกปฏิบัติ
4. PowerPoint
5. เครือ่ งคอมพวิ เตอร์
การวดั ผลและประเมินผล
1. สังเกตการณ์มสี ว่ นรว่ มการปฏิบัติของนิสติ
2. สงั เกตการณแ์ สดงความคิดเห็นตามกลุ่มของนสิ ติ
3. ศึกษาจากการประเมนิ ผลก่อนและหลังเรยี น
4. สังเกตความต้ังใจเรยี น ความสนใจทจ่ี ะฟังคาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนทา้ ยบท
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 151
บทท่ี 4
การสร้างมาตรวดั ทางจิตวิทยาและสถติ พิ นื้ ฐานในการทดสอบ
ก่อนจะดาเนินการสร้างมาตรวัดเราจาเป็นต้องเข้าใจความหมายของมาตรวัดประเมินค่าในแต่ละ
ประเภท แตล่ ะประเภทก็มีลักษณะ และการนาไปใช้ท่ีแตกต่างกนั รวมไปถึงวิธกี ารที่จะนาไปใช้วัดประเมินทาง
จิตวิทยา รูปแบบคาถามในแบบทดสอบและแบบสอบถามก็มีความสาคัญอย่างยิ่ง ในการกาหนดมาตร
ประมาณค่า เพราะจะนาไปสู่การวิเคราะห์และประเมินผลด้วยสถิติ ซ่ึงสถิติพื้นฐานในการทดสอบ จะ
ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การหาค่าความถ่ี ร้อยละ พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่า
เปอร์เซ็นต์ไทล์ ค่าสหสัมพันธ์ เป็นต้น และสาหรับสถิติเชิงอนุมาน ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน เช่น T- test,
F-test (ANOVA, ANCOVA) เป็นต้น รายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้
4.1 ความหมายของมาตรวดั ประเมนิ คา่
มาตรวัดเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลและการสร้างแบบสอบถาม เม่ือนักวิจัยได้ตัวแปรท่ีใช้
ในการวิจัยเรียบร้อย งานขั้นตอนที่สาคัญต่อไป คือ การสรา้ งเครอื่ งมือท่ีใช้วัดตัวแปรเหล่านั้น แต่ต้องพึงระวัง
วา่ ตัวแปรทีน่ ามาสร้างต้องถูกกาหนดข้ึนมาอย่างถูกตอ้ ง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัย ซึ่ง
เป็นผลท่ีได้จากการที่ผู้วิจัยทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวข้องอย่างละเอียดถ่ีถ้วนและอย่างรอบคอบเกี่ยวกับประเด็น
ปัญหาการวิจัย การสร้างเครื่องมือท่ีใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจึงเป็นกระบวนการหน่ึงของความพยายามในการวัด
ตัวแปรที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา และผลท่ีได้จากการวัดตัวแปร เราเรียกกันว่า “ข้อมูล” ข้อมูลที่ผู้วิจัยเก็บ
รวบรวมด้วยตนเองเพ่ือใช้ในการวิจัย เรียกว่า ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ส่วนข้อมูลท่ีผู้วิจัยไม่ได้เก็บ
รวบรวมด้วยตนเอง แต่เป็นการใช้ข้อมูลท่ีมีอยู่แล้ว ได้แก่ ข้อมูลจากงานวิจัยอ่ืน เอกสาร หลักฐาน ระเบียน
ประวัติ เป็นตน้ เรียกขอ้ มลู ชนิดน้วี ่า ขอ้ มูลทตุ ิยภูมิ (Secondary data) แหลง่ ของข้อมูลทุติยภูมติ อ้ งมคี ณุ ภาพ
หรือผู้วิจัยอาจจะต้องใช้แหล่งของข้อมูลหลายแหล่งด้วยกันเพ่ือตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่จะนามา
วเิ คราะหต์ อ่ ไป1 กอ่ นทีจ่ ะกลา่ วถึงการสร้างเครือ่ งมอื ขอทาความเข้าใจเก่ยี วกับความหมายของคาต่อไปน้ี
การวัด (Measurement) หมายถึง การกาหนดค่าให้กับสิ่งใดสิ่งหน่ึงอย่างมีหลักเกณฑ์และเป็นท่ี
ยอมรับ โดยคา่ ท่ไี ดม้ ที ั้งเป็นตวั เลขและไมเ่ ปน็ ตัวเลข
การประเมิน (Evaluation) หมายถึง การกาหนดค่าให้กับสิ่งใดสิ่งหน่ึง โดยอาศัยผลจากการวัดมา
ประกอบพิจารณาควบคกู่ บั เกณฑ์ หรือมาตรฐานท่ีกาหนดขึน้
1 สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวธิ ีการวจิ ัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, หน้า 101-126.
152 Testing and Assessment for Psychology
การวัดเปน็ การกาหนดจานวนตัวเลขใหก้ ับสงิ่ ใดสง่ิ หน่ึง หรือเหตุการณ์เร่ืองราวตา่ ง ๆ โดยมีเกณฑ์
ต้ังไว้ การวัดพฤติกรรมต่าง ๆ ตามเกณฑ์เพื่อจัดลาดบั ความมากน้อยของพฤติกรรม การวัดจะมีระบบท่เี รียกว่า
มาตรา (Scale) เป็นการบอกถึงระดับของความแตกต่างในการวัด2
4.2 ระดบั การวัดทางจิตวทิ ยา
มาตรวัด (Scales of Measurement)3 การวัดด้วยมาตรเป็นวิธีการที่ใช้กันมากในการวิจัยทาง
สังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ เหมาะสมกับข้อมูลท่ีเป็นคุณลักษณะทางจิตที่เป็นนามธรรม มาตร
ประกอบด้วยชดุ ของขอ้ คาถามหรือสถานการณ์ทีเ่ ป็นส่ิงเร้าให้ผู้ให้ขอ้ มูลแสดงการตอบสนองความเป็นจริง มีการ
กาหนดช่วงของการตอบสนอง และกาหนดค่าตัวเลขตามเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ ให้ค่ าตัวเลขแทนระดับของ
คุณลักษณะที่ต้องการ เน่ืองจากมีการสร้างมาตรวัดจิตลักษณะขึ้นเป็นจานวนมากจึงอาจเลือกใช้มาตรวัดท่ีมี
ผู้สร้างไว้แล้วหรือจะสร้างข้ึนเองก็ได้ วิธีการดาเนินการวัดด้วยมาตรต้องปฏิบัติตามข้อกาหนดของการใช้มาตร
น้ันเช่นเดียวกับการดาเนินการทดลองเม่ือจาแนกประเภทของมาตรตามระดับการวัดของมาตร และจาแนกตาม
ประเภทของขอ้ มลู ออกได้เปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี
4.2.1 มาตรวัดจัดประเภท (Categorical scales) มาตรประเภทนี้มีการเสนอส่ิงเร้าให้ผู้ตอบสนอง
โดยการจัดประเภทคาตอบ เช่น ให้ตอบว่า ถูก/ผิด เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย มาก/ปานกลาง/น้อย เป็นต้น มาตร
ประเภทน้จี าแนกตามข้อมลู ท่ตี ้องการวดั ได้ดังน้ี
1. มาตรวัดอัตมโนทัศน์ (Self-concept scales) ส่ิงเร้าเป็นขอ้ ความเกี่ยวกับความรู้สึกนึก
คิดของตนเองหลายข้อความ ให้ผู้ตอบตอบว่าข้อความใดตรงกับความคิดเห็นของผู้ตอบ นบั คะแนนรวมจากข้อที่
ตรงกับความคิดเหน็ ผู้ตอบ นามาจัดกลุ่มอัมโนทศั น์ของผูต้ อบได้ว่าอยู่กลุ่มใด
2. มาตรวัดความสนใจ (Interest scales) ส่ิงเร้าเป็นเรื่องหรือสถานการณ์ด้านต่าง ๆ ท่ี
ต้องการวัดว่าผู้ตอบมีความสนใจเรื่องใดบ้าง การตอบเพียงแต่ตอบว่า ใช่/ไม่ใช่ นับคะแนนรวมมาจัดกลุ่มได้ว่า
ผ้ตู อบมคี วามในในเรอื่ งใด
3. มาตรวัดค่านิยม (Value scales) ส่ิงเร้ามักจะเป็นสถานการณ์ มีตัวเลือกที่แสดงถึง
ค่านยิ มประเภทตา่ ง ๆ ใหผ้ ู้ตอบเลอื ก เมอื่ พจิ ารณาตัวเลอื กท้ังหมดจะระบุไดว้ ่าผู้ตอบมีค่านิยมแบบใด
4. มาตรวัดการรับรู้ (Perception scales) ส่ิงเร้าเป็นรายการคาคุณศัพท์ให้ผู้ตอบทา
เคร่อื งหมายหนา้ คาทต่ี รงกับการรับรู้ของตนเอง
2 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2556), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, หนา้ 33.
3 สัมฤทธิ์ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง, (2560), การวิจัยแบบผสมวิธี: กระบวนทัศน์การวิจัยในศตวรรษท่ี 21,
(พมิ พ์คร้งั ที่ 3), ขอนแกน่ : ห้างหุ้นส่วนจากดั อภชิ าตการพิมพ์, หนา้ 114-115.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 153
4.2.2 มาตรอันดับ หรือมาตรเรียงลาดับ (Ordinal scales) มาตรเรียงอันดับ มีการเสนอส่ิงเร้า
ในรูปข้อความ สถานการณ์แล้วให้ผู้ตอบตอบสนองสิ่งเร้าโดยการจัดเรียงอันดับการตอบสนอง มาตรท่ีเป็นที่
ร้จู ักกนั ดไี ดแ้ ก่
1. มาตรวัดความต้องการหรือความต้องการจาเป็น (Needs) ในกรณีท่ีมีการวัดความ
ตอ้ งการในการประกอบอาชีพ ความต้องการในการศึกษาตอ่ และอ่ืน ๆ อาจใชร้ ายการทางเลือกที่คาดวา่ จะเป็นไป
ไดท้ ้งั หมดเปน็ สงิ่ เรา้ ใหผ้ ู้ตอบเรียงอนั ดับวา่ ตอ้ งการสิง่ ใดจากมากไปน้อย
2. สังคมมิติ (Sociometry) สังคมมิติเป็นวิธีท่ีอาจจัดเข้าเป็นมาตรเรียงอันดับ วิธีการที่
สาคัญคือการให้สิ่งเร้าในรูปคาสั่งให้บุคคลระบุชื่อบุคคลท่ีมีความสัมพันธ์ทางสังคม ตามลักษณะท่ีนักวิจัย
ต้องการศึกษา เช่นให้ระบุชื่อเพ่ือนสนิทที่สุด 2 คน เป็นต้น แล้วนาข้อมูลจากบุคคลทั้งกลุ่มมาเสนอในรูป
ตาราง หรือแผนภูมิสังคม (Sociogram) ให้เห็นว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเสนอชื่อบุคคลใด มีการรวมตัว และการ
กระจายของสมาชกิ ในกลมุ่ อย่างไร
3. มาตรอันตรภาค (Interval scales) มาตรประเภทนี้มีการเสนอ สิ่งเร้าให้ผูต้ อบสนองมี
ระดับแตกต่างกัน โดยแต่ละระดับมีช่วงความแตกต่างเท่ากัน มาตรประเภทนี้ใช้มากทางสังคมศาสตร์และ
พฤติกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาจิตวิทยา เหมาะสาหรับการรวบรวมข้อมูลประเภทคุณลักษณะทางจิต เช่น
ทัศนคติ ความรู้สึก แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ เป็นต้นมาตรอันตรภาคท่ีรู้จักกันได้แก่ มาตรประเมินค่ารวมของ
Likert(Likert’s summated rating scales) มาตรอันตรภาคเท่าของ Thurstone (Thurstone’s equal
appearing interval scales)มาตรนัยจาแนกของ Osgood (Osgood’s semantic differential scales)
มาตรวัดของคูม (Coomb’s Folding and Unfolding Scales)และ มาตร Guttman (Guttman’s scales)
เป็นต้น
4.3 ประเภทของมาตรวัดท่ีสาคญั
มาตรประเมนิ คา่ (Rating Scale) เป็นการสร้างขอ้ คาถามให้อยูใ่ นรปู แบบของข้อความแล้วกาหนด
เป็นมาตรคา่ ใหผ้ ทู้ าตอบทาการประเมิน มาตรวดั ประมาณค่าท่ีนยิ มใช้มีดงั นี้
4.3.1 มาตรประมาณค่าเทอรส์ โตน (Thurstone’s Method)
มาตรประมาณค่าเทอร์สโตนThurstone (Thurstone’s equal appearing interval scales)
เป็นเครื่องมือวัดทัศนคติแบบหน่ึง ประกอบด้วยข้อความที่มีคะแนนน้าหนักประจาข้อ การกาหนดค่าน้าหนัก
ประจาข้อโดยการให้ผเู้ ช่ยี วชาญพิจารณาประเมนิ ว่าข้อความแต่ละข้อแสดงถึงทัศนคตริ ะดบั ใด การสร้างมาตร
วัดแบบน้ี นักวิจัยต้องเลือกข้อความที่ผู้เช่ียวชาญเห็นพ้องกัน และเลือกข้อความที่มีค่าน้าหนักประจาข้อ
หลากหลายตั้งแต่ค่าน้อยไปมาก ผู้ตอบเพียงแต่เลือกข้อความมาพียง 3 ข้อที่ตรงกับความรู้สึกของตนเอง ผล
การวัดได้จากการหาค่าเฉล่ียของค่าน้าหนักประจาข้อที่ผู้ตอบเลือกไว้ มาตรชนิดนี้เป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพ
แต่ใช้เวลา ความรู้ความชานาญพิเศษในการสร้าง หรืออาจสรุปได้ว่า วิธีของเทอร์สโตน (Thurstone’s
154 Testing and Assessment for Psychology
Method)4 เป็นวิธีการสร้างมาตรวัดทัศนคติออกเป็นปริมาณ แล้วเปรียบเทียบตาแหน่งของทัศนคติไปในทาง
เดยี วกนั และเสมือนวา่ เปน็ scale ท่มี ชี ว่ งห่างเทา่ ๆ กัน (Equal-appearing intervals)
มาตรประมาณค่าของ Thurstone (Thurstone-type) ในปี ค.ศ. 1929 Thurstone ได้คิดมาตร
ประมาณค่าแบบน้ีข้ึน จนทาให้บางครั้งเรียนมาตรแบบน้ีว่า ThurstoneScale แนวคิดของการวัดแบบนี้คือ
คุณลักษณะใด ๆ ในความรู้สึกของคนเรานั้น จะมีต้ังแต่เห็นด้วยน้อยท่ีสุด (most unfavorableness) ไปจนถึง
เห็นด้วยมากท่ีสุด (most favorableness) และช่วงความรู้สึกดังกล่าวนั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 11 ช่วงเท่า ๆ กัน
ดงั น้ี
เห็นด้วยมากทสี่ ุด เห็นด้วยนอ้ ยทส่ี ุด
ABCDEFGH I J K
ลกั ษณะ
มีคาถามให้อ่าน แล้วใหป้ ระเมิน โดยแต่ละข้อจะมีค่าของมาตร (Scale value) ประจาข้ออยู่ซ่ึงแต่
ละขอ้ จะเทา่ กนั หรือไมเ่ ท่าก็ได้ เช่น
ข้อคาถาม ค่าประจาขอ้
1. .................................................................. ......................................................
2. .................................................................. ......................................................
3. .................................................................. ......................................................
4. ................................................................... ......................................................
ข้นั ตอนการสร้าง
1) สรา้ งข้อคาถามใหส้ อดคล้องกับจุดประสงค์ของการวิจยั
2) กาหนดกลุ่มตัดสิน โดยให้ผู้ตอบทาทีละคน โดยการจัดเรียงลาดับแต่ละข้อคาถามออกเป็น 11
กล่มุ (A ถึง K) ตามลาดบั ของความชอบ/เหน็ ด้วย (favorableness) หรอื ไม่ชอบ/ไม่เห็นด้วย (favorableness)
3) นาแต่ละขอ้ มาพลอ๊ ตคา่ กระจาย (จาก 1-11) ซ่งึ ได้จากการตัดสนิ ของผู้ทา แลว้ คานวณค่ามัธยฐาน
ของแต่ละขอ้
4) ตดั ขอ้ ท่มี คี ่า Q (semi-interquartile rang) มาก ๆ ออก
5) จดั รวบรวมขอ้ คาถามทค่ี ัดแล้วว่ามีความเหมาะสม แลว้ ทาการจัดพมิ พ์ไปใช้ในการจัดข้อมลู ต่อไป
4 พรเพ็ญ เพชรสขุ ศริ ิ, (2540), การสร้างมาตรวัด, (พมิ พ์ครง้ั ที่ 2), พษิ ณุโลก: โรงพิมพโ์ กลบอลพรน้ิ ท์, หน้า 1.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 155
ตัวอย่างที่ 4.1 การคานวณค่าประข้อ จากการสร้างแบบวัดพฤติกรรมก้าวร้าว (คัดลอกบางส่วนจากฉบับเต็ม
จานวน 58 ขอ้ )
ค่าประจาขอ้ ข้อที่ ข้อความ
(0.1) 1 เมอ่ื มีเร่อื งขดั แยง้ กับเพ่อื น ฉนั มกั จะโตถ้ ียงเพ่อื เอาชนะ
(0.9) 2 ถา้ ครูหรอื ผใู้ หญ่ส่งั ให้ทาในส่งิ ที่ฉนั ไมช่ อบ ฉนั จะขดั ขืนไมท่ าตาม
(2.0) 3 เมอ่ื มเี พ่อื นตกั เตือนในเรอื่ งสว่ นตวั ฉนั จะไมพ่ อใจและพูดว่า
(2.7) 4 ถ้าฉันไม่พอใจเพ่ือนหรือบุคคลอ่นื ฉันจะพดู ประชดเพ่ือใหเ้ ขาร้สู กึ ตัว
(3.4) 5 ฉันเคยทาเสยี งดงั รบกวนขณะครูสอน
(3.9) 6 เม่อื มใี ครหา้ มฉันไม่ใหท้ าบางส่ิง แตเ่ ขาทาในสงิ่ นนั้ ฉันจะพูดย้อนวา่ เขา
(5.8) 7 เมือ่ ฉันทาผดิ และไม่อยากใหค้ นอื่นรู้ ฉันจะพดู โกหก
(6.2) 8 ฉนั จะพดู จาเยอะเยย้ ผ้ทู ่เี คยตาหนคิ วามผดิ พลาดของฉนั เมือ่ เขาทาผิดพลาดบ้าง
(7.9) 9 บางครัง้ ฉันจะพดู จาให้เพือ่ นโกรธเพราะสนกุ ดี
(9.4) 10 ถ้าใครแกล้งฉนั ฉนั จะพูดไมด่ กี ับเขา เพราะไม่พอใจ
(9.6) 11 ถ้าสงิ่ ของของฉนั ถูกทาใหเ้ สียหายโดยไม่รู้วา่ ใครทา ฉันจะพูดสาปแช่งคนทท่ี า
(11.0) 12 หากฉนั ร้วู ่าคนอ่ืนแอบไปนินทา ฉันจะพูดไม่ดกี บั เขา
4.3.2 มาตรประมาณค่าลิเกริ ต์ (Likert’s Method)
มาตรประเมินค่ารวมของ Likert (Likert’s summated rating scales) เป็นมาตรวัดทัศนคติ
ประเภทหนึ่ง ประกอบด้วยข้อคาถามหรือข้อความ ชุดหนึ่ง ซึ่งครอบคลุมทัศนคติทุกมิติท่ีต้องการวัดน้าหนัก
ความสาคัญของข้อคาถามแต่ละข้อเท่าเทียมกันผู้ตอบประเมินความเข้มตามความรู้สึกของตนเองท่ีมีต่อข้อ
คาถามเหล่าน้ันเรียงจากมากไปน้อย โดยมีการประเมินค่าบอกระดับทัศนคติของผู้ตอบแต่ละคน ซึ่งวิธีของลิ
เกิร์ต (Likert’s Method)5 เป็นมาตรวัดทส่ี ร้างง่ายใช้สะดวกประหยดั เวลา ผู้ตอบสามารถแสดงทัศนคติในทาง
ช่ืนชอบหรือไม่ชอบ โดยจัดอันดับความช่ืนชอบหรือไม่ชอบ ย่ิงไปกว่าน้ันการตรวจคะแนนง่าย และสะดวก
เป็นต้น
โดยท่ีวิธีของ Thurstone ค่อนข้างยุ่งยากในการสร้าง โดยเฉพาะขั้นตอนของการหาค่าประจาข้อ
วธิ ีการของ Rensis Likert จะใชว้ ิธีการกาหนดคา่ ในการประมาณให้กับทุก ๆ ข้อที่เท่ากัน เช่น 5, 7, 11 มาตร
เป็นต้น (แต่ที่นิยมใช้กันคือ 5 มาตร) โดยค่าการประเมินจะมีตั้งแต่ เห็นด้วยอย่างย่ิง – ไม่เห็นด้วยอย่างย่ิง
(หรืออาจตรงกันข้ามก็ได้) พบว่า มาตรประมาณค่าของ Likert ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดในการวัด
พฤติกรรมทางสังคมศาสตร์ (Isaac & Michael, 1981) เนื่องจากไม่ยุ่งยากในการสร้าง มีความสะดวก สร้าง
5 พรเพญ็ เพชรสขุ ศิริ, (2540), การสรา้ งมาตรวัด, (พมิ พ์ครง้ั ท่ี 2), พษิ ณุโลก: โรงพิมพโ์ กลบอลพริ้นท์, หน้า 4.
156 Testing and Assessment for Psychology
ง่าย มีความเช่ือมั่นสูง และสามารถได้คาตอบที่ครอบคลุม (ถ้าสร้างได้ดี) Likert ได้พัฒนามาตรวัดทัศนคติขึ้น
ในปี ค.ศ. 1932 ซ่ึงเป็นมาตรวัดท่ีประกอบด้วยชุดของข้อคาถามเก่ียวกับเรื่องใดเร่ืองหนึ่งที่มีจุดหมายเพ่ือวัด
ความคิดเห็นของบุคคลต่อเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง มีจานวนข้อคาถามทางบวกและทางลบ การตอบข้อคาถามอาจ
เปน็ ทงั้ เห็นด้วยหรอื ไม่เห็นด้วยกับข้อความดังกลา่ ว และคะแนนรวมทั้งหมดท่ไี ด้จากการวดั จะแสดงถึงทัศนคติ
ของบุคคลต่อส่ิงนั้น เป็นการอาศัยรูปแบบค่ารวม (Summative model) เป็นหลัก ซ่ึง Likert เชื่อว่าทัศนคติ
ของบุคคลมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ (Normal distribution) ซ่ึงสามารถใช้หน่วยความเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เป็นเกณฑใ์ นการวัดไดด้ ังน้ี
ดังน้ันจึงได้ใช้หนว่ ยความเบ่ยี งเบนมาตรฐานเป็นเกณฑ์ในการประเมินความเขม้ ของทัศนคติ โดยมี
ข้อตกลงเบอ้ื งต้น 3 ประการ คือ
1) การตอบสนองต่อข้อคาถามแต่ละข้อในมาตรวัด จะมีลักษณะคงท่ี (Monotonic trace line)
แตท่ ัง้ นีไ้ ม่ไดห้ มายความว่า ลักษณะการตอบในทกุ ๆ ขอ้ จะเหมือนกันหรอื เทา่ กัน
2) ผลรวมของลักษณะคงท่ีของการตอบสนองในข้อความทั้งหมดของแต่ละบุคคลจะมลี ักษณะเป็น
เส้นตรงหรือเกือบเป็นเส้นตรง เพราะถึงแม้ว่าลักษณะคงท่ีในทุก ๆ ข้อ คาถามจะไม่เหมือนกันหรือเท่ากัน แต่
เมื่อนาคา่ คงทมี่ ารวมกนั แล้ว สว่ นท่ีเกนิ หรือนอ้ ยกวา่ คา่ ความคงทกี่ จ็ ะหักลบกนั ไป
3) ผลรวมของลักษณะคงท่ีจองการตอบสนองในข้อหนง่ึ ๆ จะมอี งค์ประกอบร่วมกันอยู่หนง่ึ ตัว น่ัน
คือผลรวมนี้จะแทนค่าลักษณะท่ีวัดได้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว (Kerlinger, 1985) ดังน้ัน จาก
ขอ้ ตกลงเบอื้ งต้นดังกล่าว มาตรวัดทศั นคติแบบลเิ คิร์ท จะสามารถวัดทัศนคติในเรื่องใดเรือ่ งหนึ่งได้โดยการรวม
คะแนนทงั้ หมด ของแตล่ ะบุคคลทไ่ี ดส้ นองตอบคาถามทกุ ๆ ขอ้ เขา้ ดว้ ยกนั
Likert พบว่า ค่าของหน่วยการวัด ซ่ึงใช้หน่วยความเบยี่ งเบนมาตรฐานเป็นเกณฑ์น้นั เมอื่ เทยี บกับ
คะแนนที่จัดอันดับของการตอบสนองแบบ 1, 2, 3, 4, 5 นั้น มสี หสัมพนั ธ์กันสูงมากถงึ .99 ซึง่ สามารถใช้แทน
กนั ไดด้ ังน้ี
ไมเ่ หน็ ด้วยอยา่ งย่ิง เหน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่
1 2 3 45
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 157
ซง่ึ แตล่ ะขอ้ งของทศั นคตจิ ะเปน็ สเกลมรี ะยะหา่ งเท่ากนั ดังน้ี
ไมเ่ หน็ ด้วยอย่างยิ่ง ไม่เห็นด้วย ไมส่ นใจ เห็นด้วย เห็นดว้ ยอย่างย่ิง
5
1234
การสร้างมาตรวดั ทศั นคตแิ บบลิเคิรท์
การสร้างมาตรวดั ทศั นคตแิ บบลิเคิรท์ ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สัมพันธก์ ันดังนค้ี ือ การสร้างข้อคาถาม
การให้คะแนนข้อคาถาม และการคัดเลือกข้อคาถาม สาหรับการสร้างข้อคาถาม (Item construction) มี
เกณฑ์การพจิ ารณาดงั น้ี
1) สร้างขอ้ คาถามเชงิ ความคิดเหน็ ความเชอื่ ความรู้สึก ไมค่ วรเป็นขอ้ คาถามทเี่ ปน็ ข้อเท็จจริง
2) ใช้ข้อความท่ีชัดเจน ถามตรงประเด็น และหลีกเล่ียงข้อความท่ีมีความหมายกากวมคาถามแต่
ละข้อควรวัดประเดน็ เดยี ว
3) ควรมีข้อคาถามท้ังทางบวก (positive item) และทางลบ (negative item) ในจานวนที่
ใกล้เคียงกัน เน่ืองจากมาตรวัดทัศนคติที่มีคาตอบในแต่ละข้อเหมือนกันทั้งหมดน้ัน เช่น มีคาตอบในสเกลท่ีมี
นา้ หนักลดหลัน่ กนั ลงมาตามลาดบั นัน้ ทาให้ง่ายตอ่ การแกล้งตอบไปในทศิ ทางใดทิศทางหน่ึง
4) ไม่ควรสร้างข้อความในรูปแบบถามความคิดที่เป็นกลาง หรือรุนแรงเพราะจะทาให้ไม่ทราบ
ความแปรปรวนในการวดั
5) กาหนดระดบั (scale) ของการตอบสนองในแต่ละขอ้ ความหรอื ตัวเลือกท่ีให้ผู้ตอบเลือกตอบ
การให้คะแนน6
1) ถ้าเป็นข้อความทเ่ี หน็ ด้วย (favorableness) 1
ใหค้ ะแนน 5 4 3 2
2) ถ้าเป็นขอ้ ความที่ไม่เหน็ ดว้ ย (Unfavorableness)
ให้คะแนน 5 4 3 2 1
ขัน้ ตอนการสร้าง
1) เลอื กคาถามและรวบรวมขอ้ ความคิดเห็น
2) กาหนดตัวแปรของทศั นคติ
3) เลอื กคาถาม
4) สรา้ งข้อกระทงสาหรบั ถามคิดเห็นหรอื ทัศนคติ
6 สุชรี า ภทั รายุตวรรตน์, (2556), คู่มือการวัดทางจติ วิทยา, กรุงเทพมหานคร: ตรเี ทพ, หนา้ 157-181.
158 Testing and Assessment for Psychology
การเลอื กข้อคาถาม (Item selection) การเลอื กขอ้ คาถามสามารถกระทาได้ ดงั นี้
1) Cronbach (1970) ได้ให้ข้อเสนอแนะเก่ียวกับการคัดเลือกข้อคาถามไว้ว่าการตัดเลือกข้อ
คาถามสามารถทาได้โดย การหาค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนแต่ละข้อกับคะแนนเฉล่ียรวมทุกข้อ เป็นการ
วิเคราะห์โดยใช้เกณฑ์ความคงท่ีภายใน (Criterion of internal consistency) ถ้าได้ค่าสหสัมพันธ์สูง ข้อ
คาถามข้อนั้นก็สามารถนามาใชไ้ ด้ ในทางตรงกันข้ามข้อความท่ีมีสหสัมพันธ์ต่าก็จะถูกตัดออก หลังจากการตัด
ข้อความดงั กลา่ วออกไปแล้ว ก็คานวณคา่ สหสัมพันธ์ระหวา่ งข้อคาถามกับคะแนนรวมใหม่ เพอ่ื เก็บขอ้ ความที่มี
ค่าสหสัมพันธ์สูงไว้ (Mclver and Camines, 1981)
2) การคานวณค่า t-test ระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มท่ีได้คะแนนสูงกับกลุ่มท่ีได้คะแนนต่าโดยการ
ทดสอบทลี ะข้อจนครบทุกข้อ ข้อใดท่ีให้ค่า t เท่ากับ หรือมากกวา่ 1.75 ถือว่าข้อนั้นสามารถจาแนกกลุ่มคนท่ี
เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกจากกันได้ น่ันคือ ข้อคาถามข้อนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่นามาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม Likert
แสนอว่าการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์จะให้ผลดีกว่า แต่จากการศึกษา พบว่า การวิเคราะห์โดยการหาค่า
สหสัมพันธ์และการหาคา่ t-test มคี วามสัมพันธก์ ันสูงถึง 0.91 ดงั น้ัน จงึ สามารถเลอื กใช้วธิ ใี ดก็ได้
การแปลความหมาย
เนื่องจากมาตรวัดทัศนคติแบบลิเคิร์ท ใช้ในการพิจารณาคะแนนของผู้ตอบเป็นรายบุคคล โดยดู
จากคะแนนรวมข้อคาถามท้ังฉบบั เป็นตัวบ่งช้ที ศั นคตขิ องผู้ตอบที่มีต่อส่ิงที่ตอ้ งการวัด ซึ่งการแปลความหมายน้ี
จะบอกได้เพียงว่า ผู้ตอบมีความรู้สึกอย่างไรมากกว่าที่จะทาการสรุปว่าเขามีความรู้สึกจริง ๆ อย่างไร และใน
กรณีทีผ่ ู้ตอบสองคนได้คะแนนเท่ากัน ไม่ไดห้ มายความว่าบุคคลท้ังสองจะมีทัศนคติเหมือนกัน ซึ่งจากข้อจากัด
ดังกล่าว การแปลความหมายของคะแนนท่ีได้จากมาตรวัดทัศนคติแบบลิเคิร์ทส่วนมากจึงใช้การคิดคะแนน
เฉลี่ย (Mean) ของกลุ่มท่ีศึกษา โดยพิจารณาว่าคะแนนเฉล่ียตกอยู่ในส่วนใดของสเกล โดยดูจากคะแนนค่า
กลางเป็นหลัก
4.3.3 มาตรประมาณค่ากัตตแ์ มน (Guttman’s Scale)
การวัดทัศนคติแบบกัตต์แมนเป็นวิธกี ารวัดทัศนคติในแนวเดียวกัน และสามารถจัดอันดับข้อความ
ทัศนคติสูงตา่ แบบเปรียบเทยี บกันและกนั ได้จากอันดับต่าสุดถงึ สูงสดุ และแสดงถึงการสะสมของข้อแสดงความ
คิดเห็น
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 159
ตัวอย่างท่ี 4.2 มาตรวัดทัศนคติท่ีสมบูรณ์ (Perfect Guttman Scale) หรือแบบในอุดมคติ (Ideal Pattern)
มีลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้
ตัวอยา่ งรายที่ A ขอ้ คาถาม (Item) G H รวม
BCDE F
1 00000000 0
2 10000000 1
3 11000000 2
4 11100000 3
5 11110000 4
6 11111000 5
7 11111100 6
8 11111110 7
9 11111111 8
รวม 8 7 6 5 4 3 2 1
error 0 0 0 0 0 0 0 0 0
จากตารางตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ตัวอย่างรายที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับข้อ Item ใดเลย รายที่ 2 เห็นด้วย
ดับ item A รายท่ี 3 เห็นด้วยกับ itemA, B และคนท่ี 4 เห็นด้วยกับ item 3 items ก็ทายว่าเขาจะต้องเห็น
ด้วยกับ itemA และ itemB ด้วยและเช่นเดียวกันถ้ารายท่ี 5 เห็นด้วยกับ 4 item ก็ทายได้ว่าเขาจะต้องเห็น
ด้วยกับ item 3 items ในอันดบั แรกๆ คือ itemA, B, C ด้วย หรือถ้าใครเห็นด้วยกับ itemB ก็จะเห็นด้วยกับ
itemA ดว้ ยเช่นกนั
ตัวอย่างที่ 4.3 สมมติข้อความท่ีใช้มีอยู่ 4 ข้อความ และมีจานวนผู้ตอบ 20 คน ตารางต่อไปนี้เป็นตารางที่
แสดงการกระจายตัวของคะแนนโดยเรียงลาดับรายช่ือของผู้ที่ได้คะแนนรวมมากท่ีสุดไปยังต่าสุด และ
กาหนดให้
0 แทน ไมเ่ หน็ ด้วย
จุดตดั ไดแ้ สดงดว้ ยเส้นขีดแนวราบ
จุดตัดทุกอันอยู่ในตาแหน่งท่ีมีจานวนข้อผิดพลาดน้อยท่ีสุด และจานวนข้อผิดพลาดแต่ละข้อมี
จานวนนอ้ ยกว่าขอ้ ท่ไี มผ่ ดิ พลาด
160 Testing and Assessment for Psychology
เพราะฉะนั้น จุดตัดตามที่กาหนดไว้น้ีใช้ได้ถูกต้องตามเงื่อนไขท่ีได้กล่าวไว้ข้างต้น ทาการคาควณ
หาค่า R
จาก R = 1 - จานวนขอ้ ผดิ พลาด
จานวนข้อความ X จานวนผู้ตอบ
แทนค่า R = 1 - 12
= 4 X 20
85
ค่า R ท่ีได้มามีค่าน้อยกว่า .90 ดังนั้นในกรณีนี้จะต้องทาการปรับใหม่หรืออาจจะต้องตัดบางขอ้ ท้ิง
ไป
ในทางปฏิบัติการคานวณดังกล่าวกระทาได้โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป เช่น SPSSx ค่าที่ได้จากการ
คานวณที่สาคัญต้องพิจารณาคือ ค่าสัมประสิทธ์ิการถ่ายแบบ (R)และค่าสัมประสิทธิ์ความเป็นมาตรวัด
(Coefficient of Scalability: C) ค่า R ต้องสูงกว่า .90 จึงถือว่าเป็นมาตรวัดที่ตรง (Valid Scale) ส่วนค่า C
ต้องสูงกว่า .60 จึงจะถอื วา่ เป็นมาตรวดั ที่มีมติ เิ ดยี วอย่างแทจ้ ริง และคะแนนของแต่ละขอ้ นามารวมกนั ได้อยา่ ง
ไม่ขัดแย้ง (Truly Unidimensional and Cumulative) ถ้าค่า R และ C ไม่ได้ดังกล่าวจะต้องพิจารณาตัด
ข้อความที่มีข้อผิดพลาดสูงทิ้งจากมาตรวัดแล้วคานวณใหม่ ปรับเช่นน้ีจนได้ค่า R และ C ตามเกณฑ์จึงใช้
ข้อความทีค่ ัดเลือกได้นเี้ ป็นมาตรวดั ทัศนคตติ ่อไป
อยา่ งไรก็ตามมาตรวัดแบบกตั ตแ์ มนมิได้แตกต่างจากมาตรวัดลิเคิรท์ เพยี งว่าข้อคาตอบมีจานวนตัว
เลือกตอบมากน้อยต่างกันเท่าน้ัน แต่มาตรวัดแบบกัตต์แมนยังมีคุณสมบัติทาให้ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ได้ว่า
กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติระดับใด ข้อคาถามแต่ละข้อของมาตรวัดแบบกัตต์แมนยังชี้ให้เห็นระดับความเข้มของ
ทศั นคติอีกดว้ ย เปน็ ต้น
ลาดบั ของการสร้างมาตรวัดทศั นคติแบบกัตตแ์ มน มีดงั นี้
1) หาข้อความที่แสดงถึงพฤติกรรมอันข้ีไปในแนวทางเก่ียวกับทัศนคติที่ต้องการวัดประมาณ 10-
15 ข้อ กาหนดให้ผู้ตอบมีข้อเลือกตอบเพียง 2 ข้อ คือ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” การให้คะแนนให้ 0
หรือ 1 ตามแตข่ อ้ คาถามเป็นไปในเชิงบวกหรือลบ ถา้ มที ัศนคตทิ ี่ดใี หค้ ะแนน 1 ถา้ ตรงข้ามให้ 0
2) นาข้อคาถามไปทดสอบให้กลุ่มตัวอย่างประมาณ 50-100 คน เพ่ือคัดเลือกข้อคาถามที่มี
คณุ ภาพดไี วใ้ ช้เท่าน้นั
3) เพื่อวัดความสามารถใช้ข้อคาถามต่าง ๆ เป็นมาตรวัดได้ (Scalability of items) กล่าวคือ ถ้า
ใช้วัดแล้วคะแนนของตัวอย่างที่ได้ จะสามารถทานายแบบแผนลาดับช้ันทัศนคติของเขาได้ (Response
pattern) ดังน้ัน จึงต้องคานวณค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายแบบ (R, Reproducibility) โดยการวิเคราะห์คาตอบ
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 161
ของกลุ่มตัวอย่างตามหลักการของมาตรวัดทัศนคติที่สมบูรณ์ ถ้าคาตอบใดผิดไปจากแบบแผนย่อมถือว่าเป็น
ความผดิ พลาด (Error) ซ่งึ หาค่า R ตามสตู รดงั ต่อไปน้ี
จาก R = 1 - จานวนขอ้ ผดิ พลาด (E)
จานวน item X จานวนผตู้ อบ
4.3.4 มาตรวดั การจาแนกแบบ S-D Scale (Semantic Differential Scale)
เป็นวิธีการวัดทัศนคติโดยอาศัยคู่คาคุณศัพท์ที่มีความหมายตรงข้ามกับ (Bipolar Adjective) เช่น ดี-
เลว, ขยัน-ข้ีเกียจ เป็นต้น ซึ่งท้ังน้ีได้ศึกษา “Semantic” (ความหมาย) และคาว่า “Differentia” ซ่ึงแสดงถึง
ความหมายส่ิงเร้าในมิติต่าง ๆ ซ่ึงแตกต่างกัน โดยปกติ Concept หน่ึงจะมีความหมาย 2 อย่าง คือ ความหมาย
ตรง (Denotation) และความหมายตามความรสู้ ึก (Connotative Meaning) ซึง่ มมี ติ ิพนื้ ฐานอยู่ 3 มติ ิ
1) ดา้ นการประเมนิ (Evaluative Dimension) ซง่ึ ได้แก่ตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้
ดี - เลว
ซือ่ สตั ย์ - คดโกง
โง่ - ฉลาด
สุภาพ - หยาบคาย เป็นตน้
2) ด้านอานาจ (Potency) ซึ่งเป็นคุณศัพท์ หมายถึง นาหนัก คือ ปริมาณของสิ่งเร้าหรือ object
ท่แี สดงทศั นคติ เช่น คาว่า
ตน่ื - ลึก
หนกั - เบา
ใหญ่ - เลก็
เข้มงวด - ผอ่ นปรน
แข็งแรง - ออ่ นแอ เป็นตน้
3) ดา้ นกิจกรรม (Activity) ซ่ึงเปน็ คุณศพั ทท์ ่แี สดงกริ ิยาอาการ เชน่
เร็ว - ช้า
ตนื่ เต้น - สงบ
ร้อน - เย็น
คล่อง - เฉ่อื ยชา เป็นต้น
162 Testing and Assessment for Psychology
ตัวอย่างท่ี 4.4 Profile ที่แสดงถึงการนาค่าเฉลี่ยของแต่ละมาตรไปพล๊อตกราฟ ซ่ึงเป็นการศึกษาประสิทธิผล
ทางการเรยี นของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษา ระหวา่ งกล่มุ ท่ีมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนสงู และตา่ 7
4.4 รปู แบบคาถามของมาตรประมาณค่า
แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า ประกอบด้วยข้อคาถามที่เป็นประโยคซ่ึงได้จากนิยาม
ปฏิบัติการของตัวแปร โดยครอบคลุมถึงองค์ประกอบของตัวแปรในงานวิจัย รวมข้อคาถามเป็นด้านหรือใน
ภาพรวมซึ่งแบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือสอบวัดประเภทหนึ่งที่มีการให้คะแนนแบบประมาณค่าเป็นระดับ
คะแนน โดยมีการให้คะแนนตามระดับความเข้ม เช่น 1 2 3 4 5 โดยกา หนดให้ 5 คอื คะแนนสูงสุดที่บ่งบอก
ถึง ส่ิงท่ีมีอยู่ หรือ ส่งที่พอใจมากท่ีสุด และคะแนน 1 คือคะแนนต่าสุดท่ีบ่งบอกถึง สิ่งที่มีอยู่หรือ ส่ิงที่พอใจ
น้อยที่สุด หรือบางทีไม่มีการกา หนดเป็นคะแนน แต่กาหนดเป็นความเข้มของระดับความรู้สึก ระดับความ
พอใจ หรือ ระดับของส่ิงท่ีสังเกตได้ เช่น มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยท่สี ุด หรือ เห็นด้วยอย่างย่ิง เห็น
ด้วย เฉยๆ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นต้น แบบสอบถามที่ดี หรือมีคุณภาพจะต้องมีความเท่ียงตรง
(Validity) และมคี วามเชื่อมัน่ (Reliability) เชน่ เดียวกบั แบบสอบทดสอบชนิดอื่น ๆ ความเทีย่ งตรง (Validity)
หมายถึง แบบสอบถามน้ันสามารถวัดได้สอดคล้องกับส่ิงท่ีต้องการวัด ดังน้ัน แบบสอบถามใดก็ตามจะมีความ
ตรงหรอื ไม่น้ันจะต้องตรวจสอบกับจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์เฉพาะของแบบทดสอบที่สร้างข้ึน (สุชรี า ภทั รา
ยุตวรรตน์, 2545: 79) ความเท่ียงตรง โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา
(Content Validity) 2) ความเท่ียงตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion Related Validity) 3) ความเท่ียงตรง
ตามโครงสรา้ ง (Construct Validity)
7 สัมฤทธิ์ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง, (2560), การวิจัยแบบผสมวิธี: กระบวนทัศน์การวิจัยในศตวรรษที่ 21,
(พมิ พ์คร้งั ท่ี 3), ขอนแก่น: ห้างหนุ้ ส่วนจากัด อภิชาตการพิมพ,์ หน้า 114-115.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 163
ความเท่ียงตรงตามเน้ือหา (Content Validity) หมายถึง แบบทดสอบหรือแบบสอบถาม วัดได้
ตรงกับจุดมุ่งหมาย หรือ จุดประสงค์ (เนื้อหาของแบบทดสอบ) ความเท่ียงตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion
Related Validity) หมายถึง ค่าสหสัมพันธ์ของคะแนนที่ได้จากการวัดโดยแบบทดสอบหรือแบบสอบถาม กับ
คะแนนที่สอบวัดโดยวิธีอ่ืน ๆ ที่นา มาเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (Construct
Validity) หมายถึง แบบทดสอบหรือแบบสอบถามวัดได้ตรงกับคุณลักษณะพฤติกรรมท่ีได้กา หนดไว้ เช่น
แบบสอบถามเพื่อวัดเจตคติต่อเรื่องใด ๆ แบบทดสอบสามารถสะท้อนส่ิงที่วัดได้ตรงกับพฤติกรรม ท่ีมีอยู่ในแต่
ละคนได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น ความเช่ือม่ัน (Reliability) หมายถึง ความคงท่ีแน่นอนของแบบสอบถามหรือ
แบบทดสอบ ไม่ว่าจะมีการวัดก่ีครั้งก็ตามในกลุ่มเดิม สิ่งที่วัดได้ยังคงมีค่าเท่าเดิม หรือใกล้เคียงกับค่าเดิม เช่น
การสอบวัดเจตคตติ ่อเรอ่ื งใด ๆ ของนักเรียนกล่มุ หน่ึง ไม่วา่ จะสอบวดั กี่ครั้งกต็ าม คนทีม่ ีเจตคติเชงิ บวก ก็ยังวัด
ได้ เชิงบวก เหมือนเดิม และคนที่มีเจตคติเชิง ลบ ก็ยังวัดได้ เชิงลบ เหมือนเดิม แสดงว่า แบบทดสอบมีความ
เชื่อมัน่ สูง
4.5 การกาหนดมาตรใหก้ บั วดั ประมาณคา่ 8
มาตราประมาณค่า เป็นมาตราวัดท่ีนิยมใช้กันมากในการประเมินพฤติกรรม บุคลิกภาพ และ
ทัศนคติของบุคคล โดยทั่วไปมาตราประมาณค่าประกอบด้วยข้อความที่ให้ผู้ประเมินใช้ดุลยพินิจตัดสินท่ี
ประเมินว่าอยู่ในระดับใดตามความต่อเนื่องของมาตรา มาตราประมาณค่านี้มีหลายประเภท เช่น มาตรา
ประเมินค่าเชงิ ตวั เลข มาตราความแตกต่างทางภาษา มาตราประเมินค่าแบบกราฟ มาตราประเมินค่ามีข้ัวการ
วัดเชิงพฤติกรรมและมาตราประเมินค่าแบบบังคับเลือกตอบ มาตราประเมินค่าจะมีค่าความเชื่อถือหรือความ
เท่ียงสงู ถ้าพยายามขจดั ความคลาดเคลือ่ นต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนจากผู้ประเมิน และขจัดความคลมุ เครือของภาษาที่
ใชม้ าตราประเมนิ ค่า
4.6 สถติ ิพน้ื ฐานในการทดสอบ
ค่าสถติ ทิ สี่ าคัญในการวจิ ยั
1. ค่า IOC (0.50/0.65) โดยผู้เชีย่ วชาญมากกวา่ หรอื เทา่ กับ 5 คน
2. คา่ CVI (0.80) โดยผูเ้ ชย่ี วชาญมากกวา่ หรือเท่ากบั 5 คน
3. คา่ Cronbach (0.85) (30 คน)
4. คา่ Effect size= G*Power
5. ค่า Start: Advance Research Methodology
6. จานวนการสมั ภาษณ์ 17 คน
7. จานวนการ Focus Group 9-12 8o
8 อรพินทร์ ชูชม, (2546), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วจิ ัยพฤตกิ รรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร, หนา้ 11.
164 Testing and Assessment for Psychology
8. EDFR. ผู้เชยี่ วชาญ 17 คน/Md. 3.5, IR 1.5
9. วัดผลโปรแกรมวดั ดว้ ย t-test/F-test
10. Goodness of fit:
- x2 test, RMSE / RMS 0.50
- KMO 0.80
- x2 / df 2
- GFI/AGFI 0.90
การใชส้ ถิติในการวิเคราะห์ข้อมลู 9
เม่ือผู้วิจัยสร้างเคร่ืองมือเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ จะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของ
เครื่องมือด้านความเชื่อม่ัน (Reliability) และความเท่ียงตรง (Validity) ก่อนที่จะนาเคร่ืองมือไปใช้กับกลุ่ม
ตัวอย่างหรือประชากรที่เป็นเป้าหมายของการวิจัย ผลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาด้วยเครื่องมือท่ีสร้างขึ้น
เรียกว่า “ข้อมลู ”
ข้อมูล (Data) ที่เก็บรวบรวมมาได้ยังมีรูปแบบท่ีกระจัดกระจายเป็นรายบุคคล รายข้อ ไม่เป็น
ระบบ จาเป็นต้องมีกระบวนการจัดกระทาข้อมูลเหล่าน้ันให้เป็นระบบหรือเป็นหมวดหมู่ เกิดเป็นสารสนเทศ
(Information) ที่สามรถนาไปใช้ประโยชน์ หรือเป็นการจัดเป็นหมวดหมู่ก่อนนาไปทดสอบเพ่ือสรุปอ้างอิงไป
ยังประชากรต่อไป ศาสตรท์ ี่ถูกนาเข้ามาช่วยในข้ันตอนของการตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือไปจนถึงการอ้างอิง
เหลา่ นี้ เรียกว่า สถิติ (Statistics)
4.6.1 สถิติเชิงพรรณนา การหาค่าความถ่ี ร้อยละ พิสัย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การหาค่า
เปอรเ์ ซน็ ต์ไทล์ ค่าสหสัมพนั ธ์ ฯลฯ
สถิติพรรณนาหรือสถิติบรรยาย (Descriptive statistics)10 เป็นสถิติบรรยายท่ีมุ่งบรรยาย
ลักษณะข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่จากัดขนาด และไม่นาผลท่ีคานวณได้ไป
สรุปอ้างอิงถึงกลุ่มอื่น สถิติบรรยายนิยมใช้กันมากเพราะเป็นสถิติท่ีมักจะสอดคล้องกับการตอบวัตถุประสงค์
ของการวิจัยหลายเร่ือง และข้อมูลวิจัยโดยท่ัวไปซึ่งเน้นการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ของกลุ่มตัวอย่างและ
ปรากฏการณ์ของประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่เลอื กมา ใช้ประโยชน์ในการบรรยายหรืออธิบายลกั ษณะของส่ิง
ทตี่ ้องการศึกษากลุ่มใดกลุ่มหนึง่ โดยเฉพาะ สถติ ิประเภทน้ีเป็นสถิติท่เี ก่ียวขอ้ งกับเรือ่ งการแจกแจงความถี่ การ
9 สวุ ิมล ตริ กานนั ท,์ (2557), ระเบยี บวธิ ีการวิจัยทางสงั คมศาสตร:์ แนวทางสู่การปฏบิ ตั ิ, กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, หนา้ 183-188.
10 กุลชลี จงเจริญ และนิตยา ภัสสรศิริ, การออกแบบและการวางแผนการวิจัย, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิ-
ราช, สืบค้น 26 กนั ยายน 2560 จาก www:edu.stou.ac.th/UploadedFile/9.pdf
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 165
คานวณค่าร้อยละ การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง การวัดการกระจาย และการคานวณค่าสหสัมพันธ์11 ซึ่ง
ประกอบด้วย
1. การแจกแจงความถ่ี (Frequency Distribution): การแจกแจงความถี่เป็นการจดั กลุ่มข้อมูล
ท่ีเก็บรวบรวมมาได้ให้อยู่ในชุดเดียวกัน โดยใช้วิธีแจงนับ ท้ังการแจกแจงความถ่ีท่ีไม่จัดกลุ่มข้อมูล และการแจก
แจงความถ่ีท่ีจัดกลุ่มข้อมูล เหมาะกับข้อมูลท่ีอยู่ในมาตรานามบัญญัติ เช่น ถ้าต้องการทราบเก่ียวกับตัวแปร เพศ
ตาแหน่งทางวิชาการ ว่าจากการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ มีเพศชาย-เพศหญิงกี่คน คิดเป็นร้อยละเท่าใด หรือ
ตาแหนง่ ทางวิชาการ แตล่ ะตาแหน่งมมี ากน้อยเพียงใด ซึ่งจะใชร้ อ้ ยละ (Percentage) เปน็ สถิติบรรยาย
2. การคานวณค่าร้อยละ: เป็นการคานวณค่าสัดส่วนที่มีส่วนหรือฐานเป็น 100 เป็นการคานวณ
ค่าสถิติท่ีนิยมใช้มากในการวิจัย เน่ืองจากการที่งานวิจัยมักมีส่วนท่ีเป็นความประสงค์ในการรวบรวมข้อมูล
เบื้องต้น และต้องการทราบค่าร้อยละเพื่อนามาใช้ข้อมูลพ้ืนฐานในการทางานอ่ืนหรือเพ่ือการตัดสินใจบาง
ประการซ่ึงเป็นตัวเลขท่ีเข้าใจง่าย สาหรับวิธีคานวณร้อยละ ใช้การเปรียบเทียบระหว่างค่าความถ่ีของรายการ
ยอ่ ยกับค่าความถี่ของจานวนทป่ี รับฐานเป็น 100 ดงั ตอ่ ไปน้ี
ค่าร้อยละ = ความถท่ี ี่ต้องการเปรยี บเทยี บ
X 100
ความถท่ี ้งั หมด
3. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measure of Central Tendency): การวัดแนวโน้มเข้าสู่
ส่วนกลาง ใช้เพื่อคานวณหาค่าหน่ึงคา่ จึงแสดงลักษณะแทนค่าของกลุ่มตัวอย่างท้ังกลุ่ม เป็นการหาค่ากลางๆ
ท่ีใช้เป็นตัวแทนของข้อมูลท้ังหมดท่ีเก็บรวบรวมมา จาแนกเป็น 5 ชนิด คือค่าเฉล่ีย (Mean) ค่ามัธยฐาน
(Median) ฐานนิยม (Mode) ตัวกลางเลขคณิต (Geometric Mean) และตัวกลางฮาร์โมนิก (Harmonic
Mean) ค่าสถิตทิ ่ีนิยมใชโ้ ดยทั่วไปมี 3 ชนดิ คอื มัธยฐาน ฐานนยิ ม และค่าเฉลี่ย
3.1 มัธยฐาน (Median): หมายถึง คา่ ของขอ้ มลู ที่อยู่ตาแหน่งกลางของข้อมูลแตล่ ะชดุ ในการ
คานวณค่ามัธยฐานต้องนาขอ้ มูลมาเรียงลาดับคา่ ก่อน
3.2 ฐานนิยม (Mode): หมายถึง ค่าของข้อมูลท่ีมีความถี่สูงสุดในแต่ละชุด ถ้าข้อมูลชุดใดมี
ค่าความถส่ี ูงสดุ มากกว่า 1 คา่ ขอ้ มูลชดุ น้ันกม็ ีค่าฐานนิยมมากกวา่ 1 คา่ หรือเทา่ จานวนความถสี่ งู สดุ
3.3 ค่าเฉล่ีย (Mean): การคานวณค่าเฉล่ียเปน็ การนาค่าคะแนนทุกตัวมารว่ มกันแล้วหารด้วย
จานวนข้อมูลทั้งหมด ค่าเฉลี่ยที่ได้คือตัวแทนคะแนนของข้อมูลชุดนั้น สาหรับค่าคะแนนตัวแทนหรือตัวกลาง
แบบน้ีมีท้ังข้อดีและจุดอ่อน ค่าเฉลี่ยสามารถทาให้การแปลผลใกล้เคียงความจริงหรือถกู ต้องมากที่สุดก็ต่อเมื่อ
คะแนนของข้อมูลแต่ละตัวมีความแตกตา่ งกนั ไมม่ ากนัก กรณีที่คะแนนของข้อมูลส่วนใหญ่มีค่านอ้ ย แต่คะแนน
11 จิตราภา กุณฑลบุตร, (2557), การวจิ ัยเชิงบรรยาย จาก ทฤษฎสี ู่การปฏบิ ตั ิจรงิ , (พิมพค์ ร้ังท่ี 2), สมุทรสาคร:
โรงพมิ พ์ บริษทั แปลน พริ้นต้ิง จากดั , หน้า 393-394.
166 Testing and Assessment for Psychology
ของข้อมูลบางตัวมีค่าโด่งผิดปกติ คะแนนของข้อมูลตัวแทนกจ็ ะมีแนวโน้มเคลือ่ นมาสู่คะแนนค่าโด่งน้ัน กรณีนี้
อาจคานวณค่าคะแนนตัวกลางโดยเลือกใช้วิธีคานวณค่ามัธยฐานจะมีความเหมาะสมมากกว่า การคานวณ
คา่ เฉลยี่
4. การวัดการกระจาย (Measure of Variation): เป็นการคานวณเพ่ือตอบคาถามว่าข้อมูล
ต้ังแต่ 2 ชุดข้ึนไป มีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ถ้าข้อมูลมีค่าการกระจายมาก็แสดงว่าลักษณะของ
ข้อมลู แต่ละตัวในกลุ่มน้ันมคี วามแตกตา่ งกนั มาก ถ้าขอ้ มูลมคี ่าการกระจายน้อยก็แสดงวา่ ลกั ษณะของข้อมลู แต่
ละตัวในกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันน้อย การวัดการกระจายจะช่วยให้การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางมี
ความหมาย อธิบายได้ชัดเจนและมีประโยชน์มากขึ้น ซ่ึงเป็นสถิติท่ีแสดงให้เห็นความแตกต่างกันหรือการผัน
แปรของข้อมูลในกลุ่ม เป็นค่าที่บอกให้ทราบว่าข้อมลู ที่เก็บรวบรวมมาไดน้ ้ันแตกต่างกันมาน้อยเพยี งใด สถิติท่ี
ใช้วัดการกระจาย ได้แก่ ค่าพิสัย (Range) ส่วนเบี่ยงเบนควอไทล์ (Quartile Deviation) ส่วนเบ่ียงเบนเฉลี่ย
(Mean Deviation) ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และคา่ ความแปรปรวน (Variance)
5. การวัดความสัมพันธ์: การคานวณค่าสหสัมพันธ์เป็นการหาความสัมพันธ์ข้อมูลต้ังแต่ 2 กลุ่มขึ้น
ไปซึ่งทาใหท้ ราบทศิ ทางและขนาดความสัมพันธ์ของตัวแปร สถิติที่ใช้หาความสมั พันธ์ระหว่างตวั แปรเปน็ สถิติท่ีใช้
หาความสัมพันธ์ เรียนว่าสหสัมพันธ์ (Correlation) บางครั้งในการทาวิจัยเรายงั ต้องการท่ีจะอธบิ ายความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรด้วยว่าตัวแปรที่เราเลือก มาศึกษาน้ัน มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ซ่ึงลักษณะการศึกษาหา
ความสัมพนั ธ์มหี ลายลักษณะ ดังนี้
5.1 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเพียง 2 ตัว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาว่าตัวแปรท้ัง
สองนน้ั มีความสัมพนั ธก์ ันหรือไม่ มีลกั ษณะสาคัญดงั น้ี
- ถ้าขอ้ มูลทั้งสองชุดนั้นเป็นขอ้ มูลชนิดอันตรภาคหรืออัตราส่วน (Ratio data) สถิติทใี่ ช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมูล คือสัมประสิทธ์ิสหพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson product Moment Correlation
Coefficient)
- ถ้าข้อมูลเป็นข้อมูลชนิดจัดอันดับใช้การหากค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ สเปียร์แมน
แรงค์ (Spearman Rank Correlation Coefficient) เช่นการศึกษาระหว่างผลความสอดคล้องระหว่างการ
ตัดสนิ ประกวดภาพวาดของกรรมการ 2 คน เปน็ ตน้
- ถ้าข้อมูลชุดหน่ึงเป็นข้อมูลอันตรภาคและอีกชุดหนึ่งเป็นข้อมูลนามบัญญัติ (Nominal
data) ชนิดที่มีเพียง 2 ค่าใช้การหาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบพ้อยท์ไบซีเรียล (Point Biserial
Correlation Coefficient) เช่นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับ
เพศขอ้ งนกั ศึกษาทเ่ี รียนวชิ าคณิตศาสตร์ เปน็ ตน้
- ถ้าข้อมูลท้ัง 2 ชุดเป็นข้อมูลนามบัญญัติทั้งคู่ ใช้การหาค่าไคสแคว์ (Chi square) เช่น
การศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งฐานะทางเศรษฐกิจกบั ความชอบในด้านดนตรีเป็นตน้
5.2 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรมากกว่า 2 ตัว บางครั้ง การวิจัยเชิงสารวจต้องการ
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม เช่น ต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 167
ทางการเรยี นกับองค์ประกอบที่เก่ียวขอ้ งกับตัวนักเรียน องค์ประกอบด้านโรงเรียน เป็นตน้ ลักษณะเช่นนี้ การ
วเิ คราะหข์ อ้ มลู ควรหาคา่ สมั ประสทิ ธิ์สหสัมพันธ์พหคุ ณู (Multiple Correlation Coefficient)
5.3 การศึกษาความสัมพันธ์และการพยากรณ์ของตัวแปร การศึกษาท่ีต้องพยากรณ์ค่าของตัวแปร
ตาม เม่ือทราบค่าตัวแปรอิสระหลายตัว ต้องใช้การวิเคราะห์ถดถอย (Regression Analysis) โดยมีลักษณะ
สาคญั ดังน้ี
- ถ้าตัวแปรอิสระ 1 ตัว ตัวแปรตาม 1 ตัวควรใช้วิธีการวิเคราะห์ถดถอยอย่างง่าย
(Simple Regression Analysis)
- ถา้ ตัวแปรอิสระมากกว่า 2 ตวั ขนึ้ ไป ตัวแปรตาม 1 ตัวควรใช้วิธกี ารวิเคราะห์การถดถอย
พหุคูณ (Multiple Regression Analysis)
การศกึ ษาความสัมพนั ธ์และการพยากรณ์ค่าของตัวแปรตามโดยวิธวี เิ คราะห์การถดถอยน้ัน
มีข้อตกลงเบื้องต้นว่า ตัวแปรอิสระแต่ละตัวเป็นอิสระต่อกัน ถ้าตัวแปรอิสระเหล่าน้ันมีความสัมพันธ์ซึ่งกัน
และกนั ควรใชว้ ธิ ีอน่ื การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
5.4 การศึกษาความสัมพันธ์ในเชิงสาเหตุ (Causal Relationship) เป็นการศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรอิสระหลายตัวกับตัวแปรตาม โดยตัวแปรอิสระนั้น มีความสัมพันธ์กันและมีการจัดลาดับเวลา
และลาดับความสาคัญของตัวแปร ซึง่ ความสัมพันธ์น้ัน อยู่ในลักษณะเป็นเหตเุ ป็นผลซึ่งกนั และกนั แต่ละตัวแปร
มีอิทธิพลส่งผลซึ่งกันและกัน ลักษณะความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่สามารถใช้วิเคราะห์การถดถอยพหุคูณได้ต้องใช้
การวิเคราะหเ์ สน้ ทาง (Path Analysis)
4.6.2 สถติ เิ ชงิ อนุมาน
สถิติอ้างอิง12 (Inferential statistic) คือ สถิติที่นาค่าสถิติพรรณนามาสรุปอ้างอิงจากค่าของ
กลุ่มตัวอย่างแล้วนาผลอ้างอิงไปยังกลุ่มประชากร สถิติอ้างอิงน้ีก่อนนาไปอ้างอิงกลุ่มประชากรต้องมีการ
ทดสอบทางสถิติก่อนทุกครั้งจึงสามารถอ้างอิงประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงจะต้องใชส้ ถิติอย่างใดอย่าง
หนึ่งใน 2 ประเภท คือ สถิติมีพารามิเตอร์ (Parametric Statistics) และสถิติแบบนอนพารามิเตอร์
(Nonparametric statistics) เพื่อสรุปอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างไปสู่ประชากรโดยทั่วไปสถิติอ้างอิงจะใช้ในการ
ทดสอบสมมุติฐานเพ่ือพิสูจน์และลงสรุปว่าสมมุติฐานที่ต้ังไว้น้ันเป็นจริงหรือไม่ หากเป็นจริงก็จะยอมรับ
(Accept) สมมุติฐาน Ho แต่ถ้าไม่เป็นจริงก็จะปฏิเสธ (Reject) สมมุติฐาน Ho อย่างไรก็ตามการตัดสินใจ
ยอมรับหรือปฏิเสธสมมุติฐานมีโอกาสเกิดความเคลื่อนใน 2 ลักษณะคือ 1 การคลาดเคล่ือนแบบที่ 1 (type I
Error ) คอื ความคลาดเคลอื่ นอันเนื่องจากการปฏิเสธ สมมุติฐาน Ho ท่ีเป็นจริงและ 2 การคลาดเคลื่อนแบบที่
2 (Type II Error) คือความคลาดเคลื่อนอนั เนือ่ งจากการยอมรบั สมมตุ ฐิ าน Ho ทีเ่ ป็นเทจ็
12 กุลชลี จงเจริญ และนิตยา ภัสสรศิริ, การออกแบบและการวางแผนการวิจัย, นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมาธิราช, สืบคน้ 26 กันยายน 2560 จาก www:edu.stou.ac.th/UploadedFile/9.pdf
168 Testing and Assessment for Psychology
ความคลาดเคล่ือนในการตดั สนิ ใจ ข้ึนอยกู่ บั องคป์ ระกอบ 4 ประการ คอื
1) ระดับนัยสาคัญ (Level of significance) ถา้ ตง้ั ค่าระดับนัยสาคัญไว้สงู เช่น 0.1 แสดงถึงการให้
เกิดความคลาดเคลื่อนมาก ถ้าต้ังไวต้ า่ กว่า 0.01 ความคลาดเคลือ่ นจะนอ้ ย
2) ขนาดของกลมุ่ ตวั อย่างถา้ มีขนาดใหญ่และไดม้ าโดยการสุม่ ความคลาดเคล่ือนจะน้อย
3) ความแปรปรวนของประชากร ถ้ามคี วามแปรปรวนมาก ความคลาดเคลื่อนกจ็ ะมาก
4) การเลือกใช้การทดสอบแบบทางเดียว (One tailed test) หรือแบบสองทาง (Two tailed
test) ถา้ ใช้การทดสอบทางเดียวจะมีโอกาสคลาดเคลื่อนนอ้ ยกวา่ การทดสอบสองทาง
สถิติอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 ประเภท คือ สถิติมีพารามิเตอร์ (Parametric Statistics) และสถิติ
แบบนอนพารามิเตอร์ (Nonparametric statistics)
ประเภทที่ 1 สถติ แิ บบพารามิเตอร์ (Parametric Statistics)
เป็นวิธีการทางสถิติท่ีใช้อ้างอิงค่าจากกลุ่มตัวอย่างไปหาค่าจากประชากร ใช้ในกรณีที่ข้อมูลเป็นมาตรา
วดั ในระดบั ช่วงข้นึ ไป (Interval) และมาตราอัตราสว่ น (Ratio) โดยอาศัยสถติ ิทดสอบ 4 ตวั คือ t, z, และ F
1. หลักในการใช้สถิติทดสอบท้ัง 3 ตัว มีดังน้ี คือ ก) ต้องศึกษาข้อตกลงเบ้ืองต้นของสถิติทดสอบ
แต่ละตัวก่อน ข) เลือกสถิติทดสอบให้เหมาะสมกับเง่ือนไขของการวิจัย เช่น จานวน ตัวแปร จานวนกลุ่ม
ตัวอย่างและมาตราวัดข้อมลู และ ค) ต้องรู้ลกั ษณะการแจกแจงของสถิติทดสอบแต่ละตวั
2. ขอ้ ตกลงเบอ้ื งต้นของสถิติทดสอบ
ก. สถิตทิ ดสอบ t และ z มีข้อตกลงเบือ้ งตน้ ดงั น้ี
(1) การแจกแจงของประชากรเปน็ โคง้ ปกติ
(2) ขอ้ มูลทีม่ จี ัดอยู่ในมาตรทว่ี ัดได้
(3) กลมุ่ ตัวอย่างได้จากการส่มุ จากประชากร
(4) ถา้ ศกึ ษาจากหลายกลุ่ม ความแปรปรวนของประชากรก็ต่างกัน
ข. สถิตทิ ดสอบ และ F มีขอ้ ตกลงเบื้องตน้ ดังน้ี
(1) การแจกแจงของประชากรเป็นโคง้ ปกติ
(2) ข้อมูลท่มี จี ดั อยใู่ นมาตรท่วี ัดได้
(3) กลุ่มตวั อย่างไดจ้ ากการสมุ่ จากประชากร
(4) คา่ เฉลีย่ ของประชากรมคี ่าไมต่ ่างกนั
3. การเลอื กสถิตทิ ดสอบให้เหมาะสมสรปุ ได้ดังน้ี
ก. เมื่อมีตัวแปร 1 ตัวหรอื มีกลมุ่ ตัวอย่าง 1 กลุ่ม สามารถเลอื กใช้
(1) t-test เม่ือทดสอบเกย่ี วกับค่าเฉลย่ี ของประชากร
(2) z-test เมื่อทดสอบเก่ียวกบั คา่ เฉลีย่ ของประชากร
(3) -test เม่อื ทดสอบเก่ียวกับความแปรปรวนของประชากร
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 169
ข. เมอ่ื มตี ัวแปร 1 ตวั และกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มทีส่ ัมพนั ธ์กัน สามารถเลือกใช้
(1) t-test เม่อื ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียของประชากร 2 กลุ่ม
(2) z-test เมือ่ ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียของประชากร 2 กลมุ่
(3) -test เม่อื ทดสอบความแตกต่างของความแปรปรวนของประชากร 2 กลุ่ม
ค. เมื่อมีตวั แปร 1 ตวั และกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุม่ ท่เี ป็นอิสระตอ่ กนั สามารถเลือกใช้
(1) t-test เมือ่ ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลมุ่
(2) z-test เมอื่ ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียของประชากร 2 กลุ่ม
(3) F-test เมอื่ ทดสอบความแตกต่างของความแปรปรวนของประชากร 2 กลมุ่
ง. เมื่อมีตัวแปร 1 ตวั แลกกลมุ่ ตวั อยา่ งหลายกลมุ่ สามารถเลือกใช้
(1) t-test เม่อื ทดสอบค่าสัมประสิทธ์สิ หสมั พันธข์ องตวั แปรในประชากร
(2) F-test ใน ANOVA และ ANCOVA เม่ือทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียของกลุ่ม
ตวั อย่างหลายกลมุ่
จ. เมอื่ มีตัวแปร 1 ตวั และกลุม่ ตวั อย่าง 2 กลุม่ ท่ีสมั พนั ธก์ ัน สามารถเลอื กใช้
1) สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเก่ียวกับความแตกต่างของค่าเฉล่ีย 2 กลุ่ม การทดสอบความ
แตกต่างของค่าเฉล่ีย 2 กลุ่ม นิยมใช้สถิติ t-test แต่ในกรณีท่ีกลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ (n1 และ n2 มากกว่า
หรือเท่ากับ 30) จะใช้ –test หรือ t-test ก็ได้ แต่ถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก (n1 และ n2 น้อยกว่า 30) ใช้ t-
test
- กรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระแก่กัน เช่น วัดจากกลุ่มเดิม 2 ครั้ง ค่า มีค่า 2 ค่า หรือ
ข้อมูลมีลักษณะเหมือนกันเป็นคู่ ๆ แล้วจับแยกคู่ออกเป็น 2 กลุ่ม การทดสอบความแตกต่างลักษณะน้ี กลุ่ม
ตัวอย่างมักมีขนาดเล็ก จึงใช้สถิติทดสอบ t-test (t-test for dependent groups) ซ่ึงการทดสอบค่าทีสาหรับ
กลุ่มตัวอย่างสองกลมุ่ ทไี่ ม่เป็นอิสระจากกัน
(1) การคานวณค่าความแตกตา่ งระหว่างคา่ เฉล่ีย (t-test)13
ขอ้ ตกลงเบ้ืองต้น
1) กลุ่มตัวอยา่ งสมุ่ มาจากประชากรทมี่ ีการกระจายเปน็ ปกติ
2) กลุ่มตวั อย่างทงั้ สองมคี วามสัมพันธ์กัน (dependentsample)
การทดสอบ ใชส้ ูตรต่อไปนี้
t = 1 2
s12 s22 2r12s1s2 / n
13 จติ ราภา กุณฑลบตุ ร, (2557), การวจิ ัยเชิงบรรยาย จาก ทฤษฎีสู่การปฏบิ ัติจริง, (พมิ พ์คร้ังท่ี 2), สมุทรสาคร:
โรงพิมพ์ บรษิ ทั แปลน พรน้ิ ตง้ิ จากดั , หนา้ 418-439.
170 Testing and Assessment for Psychology
โดย r12 แทน ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันสองชุดหรือใช้
สตู ร
t = 1 2
D2 D2 / n / nn 4
= 1 2
s2d /n
D แทน ผลต่างระหวา่ งข้อมลู แตล่ ะคู่
s2d แทน ความแปรปรวนของ D
การแจกแจงทางสถติ ิ เปน็ แบบ t-distribution ท่ชี ั้นแหง่ ความเปน็ อิสระเทา่ กบั n-1
ลกั ษณะของการทดสอบ ใช้แบบสองทางหรอื ทางเดียวแล้วแต่กรณี
ระดบั นัยสาคัญ ตามทตี่ ั้งไว้
(2) การคานวณค่าความแตกต่างระหว่างสัดส่วน เม่ือสัดส่วนทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน
(Correlateddata)
ข้อตกลงเบ้ืองต้น: การกระจายของประชากรเป็นปกติ และไม่ทราบความแปรปรวนของ
ประชากร แต่คาดการณว์ า่ ความแปรปรวนเท่ากนั แต่ข้อมลู มคี วามสมั พนั ธก์ ัน
การทดสอบ ใชส้ ูตรตอ่ ไปน้ี
= a d 2
ad
เมอ่ื a และ d เปน็ ความถ่ที ไ่ี ด้จากการนบั ขอ้ มลู ตามตาราง แบบ 2X2 ดงั นี้
เรื่องท่ี 2 เร่ืองที่ 1
ab
cd
การแจกแจงทางสถติ ิความแตกตา่ งระหว่างสัดส่วนสองค่า มีลักษณะการกระจายเป็นโค้ง
ปกติ
ลักษณะของการทดสอบใชแ้ บบสองทางหรือทางเดียวแลว้ แต่การตัง้ สมมติฐาน
ระดบั นยั สาคญั ตามที่ตง้ั ไว้
การตัดสินใจ ไมย่ อมรบั สมมติฐาน H0 ถา้ ค่า Z ทคี่ านวณไดม้ ากกวา่ ค่าทไ่ี ดจ้ ากตาราง
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 171
- กรณีกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระจากกัน (Independence) เช่นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
จากประชาการเดียวกันหรือ กลุม่ 2 กลุ่ม จากประชากร (ชาย-หญิง) นอกจากนี้ ยังใช้ข้อสมมุติ (Assume) ว่า
ความแปรปรวนเทา่ กันหรอื ความแปรปรวนไม่เทา่ กันใชส้ ตู ร z-test (ซง่ึ มีสตู ร 2 สตู รข้นึ อยูก่ ับการทราบหรอื ไม่
ทราบค่าความแปรปรวน) แต่ในกรณีท่ีกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก (n ในแต่ละกลุ่มน้อยกว่า 30) ใช้ t-test (t-
test for independent groups) ซ่งึ การทดสอบคา่ ทีสาหรับกลมุ่ ตวั อย่างสองกลมุ่ ทีเ่ ปน็ อสิ ระจากกัน
(1) การคานวณค่าความแตกต่างระหวา่ งค่าเฉล่ีย (t-test)14
ข้อตกลงเบือ้ งต้น
1) กลุ่มตวั อย่างทั้งสองกลุม่ มากจากประชากรสองกลุ่มโดยแต่ละกลุ่มมีการกระจายเป็นปกติ
2) กลุ่มตวั อยา่ งทั้งสองเป็นอสิ ระต่อกัน (Independent sample)
การทดสอบ
1) ในกรณีท่ีทราบค่าความแปรปรวนของประชากรท้ังสองกลุ่ม
2) ในกรณีที่ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากรทั้งสองกลุ่มแต่สามารถคาดการณ์ได้
ว่าเทา่ กนั ( 2 2 ) โดยใชค้ วามแปรปรวน ในการคานวณคา่ Standard error และใชส้ ตู รดังต่อไปนี้
1 2
t = 1 2
n12 s12 n22 s22
n1 n2 2 n1 n2
n1 n2
3) ถ้าไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากรท้ังสองกลุ่ม แต่ สามารถคาดการณ์ได้ ว่า
ความแปรปรวนของประชากรท้ังสองกลุ่มมีค่าไมเ่ ท่ากัน ( 2 2 ) ใช้สูตรต่อไปน้ี
1 2
t = 1 2
s12 s22
n1 n2
ในกรณีน้ีถ้าจานวนข้อมูลในแต่ละกลุ่มตัวอย่างมีน้อย ขั้นแห่งความเป็นอิสระ (df) ควร
คานวณจากสูตรต่อไปนี้
s12 s22
n1 n2
d=
s12 2 s22 2
n1 n2
n1 1 n2 1
การแจกแจงทางสถิติ เปน็ แบบ t-distribution
14 จติ ราภา กณุ ฑลบตุ ร, (2557), การวจิ ัยเชิงบรรยาย จาก ทฤษฎีส่กู ารปฏิบตั ิจริง, (พิมพ์คร้ังที่ 2), สมุทรสาคร:
โรงพิมพ์ บริษทั แปลน พร้ินติง้ จากดั , หน้า 418-439.
172 Testing and Assessment for Psychology
ลักษณะของการทดสอบ ใชแ้ บบสองทางหรอื ทางเดยี วแลว้ แต่กรณี
ระดบั นัยสาคัญ ตามทตี่ ้ังไว้
(2) การคานวณค่าความแตกต่างระหว่างสัดส่วน เมื่อสัดส่วนทั้งสองเป็นอิสระจากกัน
(Uncorrelated)
ข้อตกลงเบ้ืองต้น: การกระจายของประชากรเป็นปกติ และไม่ทราบความแปรปรวนของ
ประชากร แตค่ าดการณ์ว่าความแปรปรวนเท่ากนั
การทดสอบ ใช้สตู รตอ่ ไปนี้
Z = P1 P2
pq 1 1
n1 n2
P1 แทน สดั สว่ นจากขอ้ มลู กลุม่ ท่ี 1
P2 แทน สดั สว่ นจากข้อมลู กลมุ่ ท่ี 2
P แทน สัดส่วนรวมท้ังสองกลมุ่ หาได้จากสูตร
P = n1xp1 n2 xp2 หรือ f1 f2
n1 n2 n1 n2
n1 และ n2 แทน จานวนกลมุ่ ตัวอย่างในแตล่ ะกลุ่ม
f1 และ f2 แทน จานวน (ทจ่ี ะนามาคิดสดั สว่ น) ในแต่ละกล่มุ
การแจกแจงทางสถติ ิ ความแตกตา่ งระหวา่ งสดั ส่วนสองค่า มลี ักษณะการกระจาย
เปน็ โค้งปกติ
ระดับนัยสาคญั ตามทต่ี ง้ั ไว้
การตัดสินใจ ไม่ยอมรบั สมมตฐิ าน H0 ถา้ ค่า Z ทีค่ านวณไดม้ ากกว่าค่าจาก
ตารางตามระดับนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ตง้ั ไว้
2) สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐานเกยี่ วกับความแตกตา่ งระหว่างค่าเฉล่ียของกลุ่ม 3 กลุ่มข้ึนไป ใช้
เทคนิควิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) หรือเรียนย่อว่า ANOVA หรือ F-test การวิเคราะห์
ความแปรปรวนทาได้ 2 แบบคอื
(1) การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว (One way Analysis of Variance หรือ One-way
ANOVA) หรือแบบมีปัจจัยเดียว (Single-factor ANOVA)) เป็นการวิเคราะห์ความผันแปรของตัวแปรเพียง
หน่ึงตัวเช่น การวิเคราะห์ว่า วุฒิของครู 3 ระดับคือ อนุปริญญา ปริญญาตรี และปริญญาโท ทางคณิตศาสตร์
สง่ ผลต่อผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณิตศาสตรข์ องนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 หรือไม่