การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 223
การแปรผล
1) ถา้ คาตอบ ไมม่ ี ทงั้ 2 คาถาม ถอื ว่า ปกติ ไมเ่ ปน็ โรคซึมเศร้า
2) ถา้ คาตอบ มี ข้อใดข้อหนึง่ หรือทั้ง 2 ข้อ (มีอาการใด ๆ ในคาถามท่ี 1 และ 2) หมายถึง “เป็น
ผู้มคี วามเส่ียง” หรอื “มีแนวโนม้ ทีจ่ ะเปน็ โรคซึมเศรา้ ” ให้ประเมนิ ต่อด้วยแบบประเมนิ โรค
ซมึ เศรา้ 9Q
แบบประเมินโรคซมึ เศร้า 9 คาถาม (9Q)
ในช่วง 2 สัปดาห์ท่ีผา่ นมารวมท้งั วนั น้ที ่านมอี าการเหลา่ นี้ ไม่มี เปน็ บางเวลา เป็นบอ่ ย เป็นทกุ
บ่อยแคไ่ หน เลย 1-7 วนั > 7 วัน วนั
3
1. เบ่อื ไม่สนใจอยากทาอะไร 01 2 3
2. ไมส่ บายใจ ซึมเศร้า ท้อแท้ 3
3. หลับยากหรือหลบั ๆ ต่นื ๆ หรอื หลบั มากไป 01 2 3
4. เหนอ่ื ยงา่ ยหรือไมค่ ่อยมีแรง 3
5. เบือ่ อาหารหรือกนิ มากเกนิ ไป 01 2 3
6. รสู้ กึ ไม่ดกี ับตัวเอง คดิ วา่ ตัวเองล้มเหลวหรอื ครอบครวั ผิดหวัง 3
01 2
7. สมาธิไม่ดี เวลาทาอะไร เช่น ดูโทรทัศน์ ฟงั วิทยุ หรือทางาน 3
ทต่ี อ้ งใช้ความตัง้ ใจ 01 2
8. พูดช้า ทาอะไรชา้ ลงจนคนอ่นื สังเกตเห็นได้ หรอื 3
กระสบั กระส่ายไมส่ ามารถอยู่นงิ่ ได้เหมือนที่เคยเป็น 01 2
9. คิดทาร้ายตนเอง หรือคิดว่าถา้ ตายไปคงจะดี
01 2
01 2
01 2
คะแนนรวมทงั้ หมด
คะแนนรวม การแปลผล
<7 ไม่มีอาการของโรคซึมเศรา้ หรือมีการอาการของโรคซึมเศรา้ ระดับนอ้ ยมาก
7-12 มอี าการของโรคซึมเศร้า ระดับน้อย
13-18 มอี าการของโรคซมึ เศรา้ ระดับปานกลาง
19 มีอาการของโรคซมึ เศร้า ระดับรุนแรง
คะแนน 9Q 7 ใหป้ ระเมินแนวโนม้ การฆา่ ตวั ตาย ด้วย 8Q
224 Testing and Assessment for Psychology
แบบประเมนิ การฆา่ ตัวตาย ดว้ ย 8 คาถาม (8Q)
ลาดบั ระยะเวลา คาถาม ไมม่ ี มี
คาถาม 01
1 คิดอยากตาย หรอื คดิ วา่ ตายไปจะดกี วา่
2 อยากทาร้ายตัวเอง หรือทาให้ตัวเองบาดเจบ็ 02
3 คดิ เกีย่ วกับการฆ่าตัวตาย 06
ในช่วง 1 เ ืดอน ่ทีผ่านมารวม ัวนน้ี
(ถา้ ตอบว่าคิดเกยี่ วกับฆ่าตวั ตายใหถ้ ามต่อ).... ทา่ นสามารถควบคุม ได้ ไม่ได้
ความอยากฆา่ ตวั ตายท่ีท่านคิดอยู่น้นั ได้หรือไม่ หรอื บอกได้ไหมวา่ คง 0 8
จะทาตามความคิดนน้ั ในขณะนี้
4 มแี ผนการทจี่ ะฆา่ ตวั ตาย 08
5 ไดเ้ ตรียมการท่จี ะทารา้ ยตนเองหรอื เตรยี มการจะฆา่ ตัวตายโดยต้ังใจ 0 9
วา่ จะให้ตายจรงิ ๆ
6 ไดท้ าให้ตวั เองบาดเจ็บแต่ไม่ต้ังใจท่ีจะทาให้เสียชวี ติ 04
7 ได้พยายามฆา่ ตัวตายโดยคาดหวัง/ตงั้ ใจท่ีจะให้ตาย 0 10
04
8 ตลอดชีวติ ท่านเคยพยายามฆา่ ตวั ตาย
ที่ผา่ นมา
คะแนนรวมท้งั หมด
คะแนนรวม การแปลผล
0 ไม่มีแนวโน้มฆ่าตัวตายในปจั จุบนั
1-8 มีแนวโน้มทีจ่ ะฆา่ ตวั ตายในปัจจุบัน ระดับน้อย
9-16 มแี นวโน้มทจ่ี ะฆา่ ตวั ตายในปัจจบุ ัน ระดบั ปานกลาง
17 มแี นวโนม้ ทจ่ี ะฆา่ ตวั ตายในปัจจบุ ัน ระดบั รุนแรง
คะแนน 8Q 17 สง่ ต่อโรงพยาบาลมจี ิตแพทย์ดว่ น
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 225
5.2 แบบสอบถาม
แบบสอบถาม (Questionnaires) และแบบวดั ทางจิตวิทยา (Psychological Test)18
เป็นเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมในการรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงสารวจ ในกรณีท่ีกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่ม
ประชากรที่จะรวบรวมข้อมูลน้ันอยู่ในลักษณะที่กระจัดกระจายกันมาก ๆ ประกอบกับผู้วิจัยมีงบประมาณ
และเวลาในการวิจัยค่อนข้างจากัด ซ่ึงเครื่องมือดังกล่าวจะประกอบด้วยชุดของคาถามที่ต้องการให้กลุ่ม
ตัวอย่างตอบ โดยกาเครอ่ื งหมายหรือเขียนตอบ หรือกรณีที่กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ยากอาจ
ใช้วิธสี ัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม แบบสอบถามนิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและความคิดเห็นท่ีไม่ซับซ้อนของ
บุคคล แต่กรณีท่ีเป็นแบบวัดทางจิตวิทยาใช้วัดเก่ียวกับคุณลักษณะทางจิต (Psychology Trail) ของบุคคล
โครงสรา้ งของแบบสอบถามและแบบวดั โดยทั่วไปจะมีโครงสร้างหรือส่วนประกอบ 3 สว่ น ดังนี้
1. คาช้ีแจงในการตอบ ท่ีปกของแบบสอบถามและแบบวัดจะเป็นคาชี้แจง ซ่ึงมักจะระบุถึง
จุดประสงค์ในการให้ตอบ หรือจุดมุ่งหมายของการทาวิจัย โดยจะอธิบายลักษณะของเคร่ืองมือ วิธีการตอบ
พรอ้ มตวั อย่าง
2. สถานภาพส่วนตัวผู้ตอบ ส่วนที่ 2 ของแบบสอบถาม หรือแบบวัดมักจะให้ตอบเก่ียวกับ
รายละเอียดสว่ นตัว เช่น เพศ อายุ ระดับการศกึ ษา อาชพี แลว้ แตก่ รณี
3. ข้อคาถามเก่ียวกับข้อเท็จจริง ความคดิ เห็นที่ต้องการถาม หรือคุณลักษณะที่ต้องการวัด ซ่ึงเป็น
สว่ นท่สี าคญั ทส่ี ุดซง่ึ จะชว่ ยใหไ้ ดข้ ้อมูลหรือรายละเอยี ดเกย่ี วกับเร่ืองท่ีตอ้ งการศึกษา
ชนดิ ของแบบสอบถามและแบบวัดทางจติ วิทยา จาแนกได้เปน็ 2 ชนดิ ใหญ่ๆ คอื
1. แบบสอบถามแบบปลายเปิด (Open-Ended Questionnaires) เป็นคาถามที่ไม่ได้กาหนด
คาตอบไวใ้ หเ้ ลือก แต่เปิดโอกาสให้ผตู้ อบแบบสอบถามตอบโดยใช้คาพดู ของตนเอง คาถามแบบปลายเปดิ นี้จะ
เสียเวลาในการตอบมาก และสรุปผลการวิจัยได้ยาก ถ้าใช้ควบคู่กับแบบอื่น ๆ แล้วผู้ตอบส่วนใหญ่มักไม่ตอบ
แบบปลายเปิด หรือตอบเพียงเล็กน้อย ในการสร้างแบบสอบถามหรือแบบวัดครั้งแรก ผู้วิจัยอาจสร้างแบบ
ปลายเปิดแลว้ นาไปทดลองใชเ้ พือ่ จะไดค้ าตอบต่าง ๆ ซ่งึ จะนามาสร้างเป็นแบบปลายปิดในภายหลัง
2. แบบสอบถามแบบปลายปิด (Close-Ended Questionnaires) เป็นคาถามที่มีคาตอบให้
ผู้ตอบเขียนเครื่องหมาย ลงหน้าข้อความหรือในช่องท่ีตรงกับความเป็นจริง หรือความคิดเห็นของตน ซ่ึง
แบบสอบถามหรือแบบวดั แบบปลายปดิ มีหลายรูปแบบ ได้แก่
18 สมบัติ ท้ายเรอื คา, (2559), การพัฒนาแบบสอบถามและแบบวัดทางจิตวิทยา, วารสารวิจัยเพื่อพัฒนาสังคม
และชุมชน (มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม), 3(1)(5), 35-36.
226 Testing and Assessment for Psychology
2.1 แบบให้เลือกตอบตัวเลือกที่ตรงกับความเป็นจริง หรือความคิดเห็นของตนเพียงคาตอบ
เดียวจาก 2 คาตอบ ดงั ตวั อย่าง
การคุมกาเนดิ ขัดต่อพุทธศาสนาหรือไม่ ขดั ไมข่ ัด
ท่านเห็นว่าเดก็ หญงิ ควรเรียนวชิ าฟตุ บอลหรอื ไม่ ควร ไมค่ วร
ปกตทิ า่ นสอนใหบ้ ุตรหลานของท่านทางานบ้านหรือไม่ สอน ไมส่ อน
2.2 แบบให้เลือกคาตอบท่ีตรงกับความเป็นจริงหรือความคิดเห็นของตนเพียงคาตอบเดียว
จากหลายคาตอบ (มากกวา่ 2 คาตอบ) ดงั ตัวอย่าง
ท่านชอบรายการโทรทศั น์ประเภทใดมากทส่ี ดุ
ดนตรี เกมโชว์ ข่าว
ละครโทรทัศนห์ ลงั ขา่ ว ภาพยนตร์เร่ืองยาว
2.3 แบบให้เลือกคาตอบท่ีตรงกับความเป็นจรงิ หรือความคิดเห็นของตนได้หลายคาตอบ ดัง
ตัวอย่าง ทา่ นเคยได้รบั ความรเู้ กย่ี วกับโรคมะเร็งจากทีใ่ ดบา้ ง (ตอบไดห้ ลายคาตอบตามความเปน็ จริง)
บิดา – มารดา วารสาร หนังสือ ตาราต่าง ๆ
วิทยุ คร-ู อาจารย์
โทรทัศน์ เพ่ือน
หนงั สือพมิ พ์
2.4 แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยให้ผู้ตอบเลือกตอบตามระดับความ
คดิ เห็นของตน หรอื คุณลกั ษณะท่ตี วั เองเป็น ดังตัวอยา่ ง
1. อาจารย์ทีส่ อนในระดับปริญญาตรี ควรมวี ุฒไิ มต่ ่ากวา่ ปรญิ ญาโท
เห็นดว้ ยอย่างย่ิง เห็นดว้ ย ไมแ่ น่ใจ ไมเ่ ห็นด้วย ไมเ่ หน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่
ลกั ษณะของคาถามแบบนอ้ี าจจัดให้อยใู่ นรูปของตารางก็ได้
รายการ เ ็หนด้วยอ ่ยางยิ่ง
เห็นด้วย
ไ ่มแ ่นใจ
ไ ่มเห็นด้วย
ไ ่มเห็นด้วยอย่างย่ิง
1.อาจารยท์ ี่สอนในระดบั ปริญญาตรคี วรมีวฒุ ิการศึกษาไมต่ ่ากว่า
ปรญิ ญาโท
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 227
5.2.1 ความหมายของแบบสอบถาม
แบบสอบถาม (Questionnaire)19: ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิ ตยสถานให้ความหมายของ
แบบสอบถามหรือแบบข้อคาถามว่า หมายถึง แบบรายการคาถามที่ให้บุคคลต่าง ๆ กรอกคาตอบเพื่อหาข้อมูล
แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือซ่ึงประกอบด้วยชุดข้อมูลที่ต้องการให้ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างตอบหรือกรอก
ขอ้ มูลคาตอบในรูปแบบต่าง ๆ
แบบสอบถาม20 เป็นเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์ชนิดหนึ่งที่ทาให้ได้ข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ
เกี่ยวกับบุคคล โดยการสอบถามจากผู้ตอบโดยตรงมากกว่าการใช้การสังเกต และการสุ่มตัวอย่างพฤติกรรม
ผ้ตู อบจะเป็นผู้บันทึกคาตอบในแต่ละข้อคาถามเอง ซึ่งรูปแบบคาถามท่ีใช้ในแบบสอบถามมีหลายแบบ ได้แก่
คาถามที่ถามโดยตรงหรือโดยอ้อม คาถามที่เป็นประโยคคาถามหรือข้อความ และคาถามที่กาหนดไว้ตายตัว
หรือคาถามขึ้นอยู่กบั คาตอบทใี่ ห้ และสาหรบั คาตอบทใี่ ช้ในแบบสอบถามมหี ลายแบบดังต่อไปน้ี
1) แบบคาตอบทไี่ มม่ โี ครงสร้างหรอื คาถามปลายเปดิ
2) แบบใหต้ อบโดยการเตมิ คาตอบลงในช่องวา่ ง
3) แบบใหต้ อบโดยการเติมคาตอบลงในตาราง
4) แบบคาตอบที่เปน็ มาตรา
5) แบบคาตอบแบบจดั ลาดบั
6) แบบคาตอบชนดิ ตรวจสอบรายการ
7) แบบคาตอบชนดิ ตอบรบั หรอื ปฏเิ สธ
8) แบบคาตอบชนดิ เลือกตอบได้หลายตวั เลอื ก
9) แบบเลือกตอบ
การเลือกรูปแบบคาตอบใดนั้น อาจพิจารณาข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน เช่น ประเภทข้อมูลท่ี
ต้องการ ความยืดหยุ่นของคาตอบ ความสะดวกในการให้คะแนน และกลุ่มผู้ตอบ เป็นการกาหนดแนวทางใน
การเลือกรูปแบบคาตอบ สาหรับ กระบวนการสร้างแบบสอบถามมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ได้แก่ กาหนด
จุดมุ่งหมายของแบบสอบถาม กาหนดขอบเขตหรือโครงสร้างของสิ่งที่ต้องการวัดในแบบสอบถาม กาหนด
จานวนข้อคาถาม กาหนดรปู แบบคาถามและคาตอบ การจัดทาแบบสอบถาม การทดลองใชแ้ บบสอบถามและ
การตรวจสอบคุณภาพ และการเขียนขอ้ คาถาม ควรหลีกเลี่ยงสิง่ ต่อไปนี้ ได้แก่ คาถามที่ช้ีแนะคาตอบ คาถาม
ทม่ี หี ลายใจความ คาถามประเภทใช้ประโยคปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ คาถามท่ีกอ่ ให้เกดิ ความลาบากใจแก่ผู้ตอบ คา
นามธรรมหรอื ศพั ท์วชิ าการ และการใช้คาย่อตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
19 จิตราภา กุณฑลบุตร, (2557) , การวิจัยเชิงบรรยาย จาก ทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง, (พิมพ์คร้ังที่ 2) ,
สมุทรสาคร: โรงพมิ พ์ บริษทั แปลน พรนิ้ ตง้ิ จากัด, หนา้ 310-313.
20 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วิจยั พฤตกิ รรมศาสตร์, กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร, หนา้ 7-8.
228 Testing and Assessment for Psychology
5.2.2 ประเภทของแบบสอบถาม
1. ประเภทของคาตอบในแบบสอบถาม: คาตอบท่ผี ตู้ อบแบบสอบถามหรือกรอกมี 2
ประเภทใหญ่ๆ คือ
1) ข้อเท็จจริง (Fact) ข้อมูลท่ีตอบ ในส่วนนี้มักเป็นข้อมูลที่ตอบคาถามเกี่ยวกับ
รายละเอียดส่วนตัว (Personal data) เช่น เพศ สถานภาพการสมรส วุฒิการศึกษา เป็นต้น ท่ีเกิดข้ึนตาม
ความเป็นจรงิ
2) ข้อมูลท่ีเป็นความคิดเห็น (Opinionnaire) ข้อมูลที่ตอบในส่วนนี้เป็นความคิดเห็น
หรือทัศนคติของผ้ตู อบ รวมทง้ั เจตคตใิ นดา้ นตา่ ง ๆ ดว้ ย
2. ชนิดหรอื รูปแบบแบบสอบถาม โดยทั่วไปมี 3 ชนดิ ได้แก่
1) แบบสอบถามประเภทปลายปิด (Closed form) เป็นแบบสอบถามท่ีจากัดคาตอบให้ผู้
ถูกถามเลือกตอบ มักมีรายการคาถามและตอบได้ ผู้ตอบเลือกตอบหรือเขียนสัญลักษณ์จากตัวเลือกท่ีกาหนด
ตัวเลือกอาจมี 2, 3 ตัวเลือกหรือมากกว่าน้ันก็ได้ การเลือกอาจกาหนดให้เลือกเพียงคาตอบเดียวหรือหลาย
คาตอบกไ็ ด้ ขึ้นอยกู่ บั วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยและประเด็นสาระทตี่ ้องการคาตอบ
2) แบบสอบถามประเภทปลายเปิด (Open form) เป็นแบบสอบถามท่ีไม่กาหนดคาตอบ
ผู้ตอบมอี สิ ระในการตอบและใช้คาพูด มกั ใชก้ บั คาถามท่ีไมม่ ีกรอบชดั เจน
3) แบบสอบถามประเภทรูปภาพ (Picture form) แบบสอบถามประเภทน้ีจะใช้รูปภาพ
แทนภาษา ข้อมูลเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับความชัดเจนของรูปภาพ เหมาะสาหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่
เป็นเดก็ หรือผู้ทอ่ี ่านหนังสือไมอ่ อก
แบบสอบถามโดยทั่วไปมักผสมกันทั้งประเภทปลายเปดิ และปลายปดิ ซงึ่ แต่ละประเภทก็
มีท้ังข้อดีและจุดอ่อน นักวิจัยต้องตัดสินใจว่าจะใช้แบบสอบถามแบบใด จึงจะได้ข้อมูลตอบคาถามวิจัยหรือ
วัตถุประสงค์ของการวิจัยตรงตามประเด็นทีต่ ้องการ
5.2.3 ลักษณะของแบบสอบถามท่ดี ี
กระบวนการสร้างเคร่ืองมือไม่ได้สิ้นสุดลง เมื่อผู้วิจัยสร้างข้อคาถามเสร็จ แต่ยังคานึงถึง
คุณภาพของเครือ่ งมือท่ีสร้างขึ้นมาด้วย เพราะคุณภาพของงานวิจัยส่วนหนึ่งขึ้นอยกู่ ับเครอ่ื งมือท่ีใช้ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล เครื่องมือท่ีถูกสร้างข้ึนมาจะต้องมีวิธีการสร้างที่มีหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ควร มี
ลักษณะ
1) มีความเทีย่ ง (Reliability)
มีความเท่ียง (Reliability) หมายถึง มีความคงท่ีของผลท่ีได้จากการวัดตัวแปร ด้วย
เคร่ืองมือชุดเดียวกันในเวลาท่ีต่างกัน สาหรับนิยามเชิงทฤษฎีของความเท่ียง21 หมายถึง ความคงท่ีได้จากการ
21 สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , หน้า 152-164.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 229
วัดด้วยเครือ่ งมือชุดเดียวกันกบั คนกลุ่มเดียวกัน ในเวลาที่ต่างกันจากนิยามเชิงทฤษฎีทาให้นักวิชาการพยายาม
หาวิธีที่เป็นรูปธรรมมาใช้ประมาณค่าความคงที่น้ีด้วยการใช้เทคนิคทางสถิติมาบ่งบอกระดับความสัมพันธ์ของ
คะแนนทั้ง 2 ครงั้ ทาให้ได้นิยามเชิงปฏิบัติการของความเช่ือม่ัน คือ ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนน
จากการใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง แต่เน่ืองจากการใช้แบบสอบกับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน 2 คร้ัง มักจะพบว่ามี
จุดอ่อนเน่ืองจากการสอบ 2 คร้ัง ทาให้นักวิชาการได้พยายามพัฒนาสูตรในการประมาณค่าความเที่ยง เพื่อแก้ไข
จดุ อ่อนท่ีพบในเบ้ืองต้นนี้ และทาใหไ้ ดส้ ตู รทีใ่ ช้ในการประมาณค่าความเที่ยงหลายสูตรทม่ี ีวิธีการใช้แตกต่างกัน
ออกไป
ความเที่ยงหรอื ความเชื่อม่ัน22 หมายถึง คุณสมบัติที่แสดงว่าการวัดส่ิงที่ต้องการวัดไม่ว่า
จะวัดกี่ครั้งหรอื วัดในสภาพการณท์ แี่ ตกต่างกันก็ยังคงได้ผลการวดั คงเดิม
ในการประมาณค่าความเที่ยงสามารถทาได้หลายวิธี และในแต่ละวิธีก็มีข้อจากัดท่ี
แตกต่างกัน การท่ีจะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความมุ่งหมาย ลักษณะของคะแนนคาตอบและชนิดของ
แบบสอบถามท่ีใช้ (Guilford)23 โดยท่ัวไปวิธีการประมาณค่าความเช่ือม่ันมี 3 รูปแบบ (Mehrens and
Lehmann)24 คื อ การวัดค วาม ค งท่ี (Measure of Stability) ก ารวัดความสมมู ลกั น (Measure of
Equivalence) และการวัดความสอดคล้องภายใน (Measure of Internal Consistency) ซึ่งเทคนิคทางสถิติที่ใช้
ได้แก่ (วิธีแบ่งคร่ึงข้อสอบ (Split-half) วิธีของคูเดอร์-ริชาร์จสัน (Kuder-Richardson estimates) และ
สมั ประสิทธแ์ิ อลฟา (Alpha-coefficient) เป็นตน้
2) มีความตรง (Validity)
มีความตรง (Validity) หมายถึง เครื่องมือน้ันสามารถวัดเนื้อหาตรงตามตัวแปรท่ี
ต้องการจะวัด ซ่ึงความตรงของผลการวัด25 หมายถึง คุณสมบัติที่วัดสิ่งท่ีต้องการวัดได้ถูกต้องแม่นยาตาม
ความหมายนี้ นักวิจัยต้องการทราบอย่างชัดเจนว่าสิง่ ที่ตอ้ งการวัดด้วยเครือ่ งมือวัดนั้นมีลกั ษณะ ธรรมชาตแิ ละมี
นิยามอย่างไร จึงจะตรวจสอบได้ว่าเคร่ืองมือน้ันและผลการวัดมีความตรงมากน้อยเพียงใด สัดส่วนความ
แปรปรวนขององค์ประกอบร่วมเป็นค่าบอกระดับความตรง หรือเป็นค่าที่แสดงว่าเคร่ืองมือวัดน้ันให้ผลการวัด
ตามเกณฑ์ได้จริงเพียงใด และมีค่าเป็นไปได้ต้ังแต่ 0 ถึง 1 เมื่อถอดรากที่สองจะได้ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์
22 สัมฤทธิ์ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง, (2560), การวิจัยแบบผสมวิธี: กระบวนทัศน์การวิจัยในศตวรรษที่ 21,
(พมิ พค์ รงั้ ที่ 3), ขอนแกน่ : หา้ งหุ้นสว่ นจากัด อภิชาตการพิมพ์, หน้า 132.
23 Guilford, J.P. & Fruchter, B., (1978), Fundamental Statistics in Psychology and Education, (Sixth
Edition), New York: McGraw Hill, p. 414.
24 Mehrens, W.A. & Lehmann, I.J., (1973), Standardized Test in Education, New York: Holt, Rinehart
&Wiston, p. 84 อ้างอิงใน สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ,
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, หนา้ 153.
25 อ้างแล้ว, สัมฤทธ์ิ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง, (2560), การวิจัยแบบผสมวธิ ี: กระบวนทัศน์การวิจัยในศตวรรษ
ท่ี 21, หนา้ 132.
230 Testing and Assessment for Psychology
ระหว่างผลท่ีได้จากการวัดกับส่ิงที่เป็นเกณฑ์ ซึ่งใช้เป็นค่าดัชนีบอกความตรงได้อีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบค่าความ
ตรงกับความเท่ียง จะเห็นได้ว่าค่าความตรงในรูปของของสัดส่วนความแปรปรวนขององค์ประกอบร่วมมีค่าน้อย
กว่าหรือเท่ากับค่าความเที่ยง ถ้าการวัดไม่มีความคลาดเคลื่อนเลยการวัดมีความเท่ียงสูง แต่ความตรงอาจจะสูง
หรือหรือต่าก็ได้ ขึ้นอยู่กับค่าของสัดส่วนความแปรปรวนขององค์ประกอบร่วมว่ามีค่ามากน้อยเพียงใดความตรง
อาจแบ่งออกได้อย่างประเภทแตกต่างกันตามเกณฑ์ท่ีใช้วัดความเที่ยง เน่ืองจากนักวัดสร้างเครื่องมือข้ึนใช้โดยมี
วัตถุประสงค์แตกต่างกัน เมื่อจะวัดความตรงจึงต้องพิจารณากาหนดเกณฑ์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่
ตอ้ งการด้วย ลักษณะของเกณฑท์ ก่ี าหนดแตกตา่ งกนั ทาใหว้ ิธกี ารหาคา่ ความตรงทาได้แตกตา่ งกันไปดว้ ย
ความตรงของเครื่องมือ จาแนกออกได้หลายวิธี ท้ังนข้ี ้ึนอยู่กับจุดมุ่งหมายของการวัด ใน
การวัดทางการศึกษาและจติ วทิ ยาแบง่ ความตรงออกเป็น 3 ประเภท (Mehrens and lehmann)26
(1) ความตรงตามเน้ือหา (Content validity): เป็นความตรงท่ีเก่ียวกับการวิเคราะห์
ตรวจสอบเนื้อหาของเครอ่ื งมอื วา่ เน้อื หาของคาถามวัดได้ตรงตามเนอ้ื หาของตัวแปรทีต่ ้องการวัดหรือไม่ ความ
ตรงชนิดน้ีนิยมใช้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาการนั้น ๆ ตรวจสอบโดยการพิจารณาจากนิยามเชิงทฤษฎี นิยามเชิง
ปฏิบัติการและตารางแสดงประเด็นหลักและประเด็นย่อยหรือพฤติกรรมบ่งช้ีควบคู่กับคาถามว่าเครื่องมือนั้นมี
ความครบถ้วนสมบูรณ์ ครอบคลุมเนื้อเรือ่ งทัง้ หมดหรอื ไม่
วิธีการตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา: การตรวจสอบความตรงตามเน้ือหาจะต้อง
ดาเนินการก่อนนาไปทดลองใช้ ทาได้โดยการนานิยามเชิงทฤษฎี นิยามเชิงปฏิบัติ และโครงสร้างคาถามควบคู่
กับเครื่องมือให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความสอดคล้อง การให้โครงสร้างข้อคาถามแก่ผู้เช่ียวชาญทาให้
ผู้เช่ียวชาญทราบที่มาของคาถามแต่ละข้อ ว่ามาจากประเด็นใด สอดคล้องกับนิยามเชิงทฤษฎี นิยามเชิง
ปฏิบัติการและครอบคลุมเน้ือหาในตัวแปรนั้นหรือไม่ จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญกรอกแบบฟอร์มผลการพิจารณา
เม่ือได้รับผลการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยจะนามาคานวณค่าดัชนีความสอดคล้องด้วยดัชนีความ
สอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับประเดน็ ที่ต้องการทราบ โดยค่า IOC มีคา่ ระหว่าง -1 ถึง 1 ข้อคาถามท่ีดีควรมี
ค่า IOC ใกล้ 1 สว่ นท่มี คี ่า IOC ตา่ กวา่ 0.5 ควรมกี ารปรับปรุงแกไ้ ข ในกรณขี ้อท่คี วรปรบั ปรงุ แก้ไข เป็นต้น
(2) ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-related validity) เป็นการหาความตรง
ของเคร่ืองมือว่าเคร่ืองมือน้ันวัดได้ตรงตามพฤติกรรมที่ต้องการวัดหรือไม่ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ที่เก่ียวข้องว่า
เครื่องมือนั้นจะใช้ทานายพฤติกรรมของบุคคลในสภาพเฉพาะเจาะจงตามความต้องการหรือไม่ ในการ
ประมาณค่าความเที่ยงตรงชนิดน้คี านวณจากความสมั พันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากเคร่ืองมือกับคะแนนการวัด
ที่ไดจ้ ากเกณฑภ์ ายนอกทอี่ ิสระซง่ึ ความเท่ยี งตรงตามเกณฑส์ มั พันธจ์ าแนกไดเ้ ป็น 2 ชนดิ คอื 27
26 Mehrens, W. A. & Lehmann, I. J., (1973), Standardized Test in Education, New York: Holt, Rinehart
& Wiston, pp. 109, สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , หนา้ 145.
27 Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo., (2009), Psychological Testing, International Student
Edition, USA: Wadsworth, Cengage Learning, p. 137.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 231
(2.1) ความตรงร่วมสมัย (Concurrent validity) หมายถึง ความตรงของเครื่องมือ
ท่ีจะบ่งบอกส่ิงท่ีวัดได้ถูกต้องตามสภาพที่แท้จริงในปัจจุบันโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนของเคร่ืองมือ
กับคะแนนเกณฑ์ซึ่งได้กาหนดขึ้นในขณะนั้น เช่น ความเท่ียงตรงร่วมสมัยของแบบวัดทักษะในการคานวณ อาจใช้
เกณฑ์สัมพันธ์จากวิธีการสังเกตการทาแบบฝึกหัดเลขในชั่วโมงสอนเป็นเวลาสองเดือน ถ้าคะแนนท่ีผู้สอบได้จาก
แบบวัดทักษะในการคานวณให้ผลสอดคล้องกับเกณฑ์สัมพันธ์แสดงว่า เคร่ืองมือน้ีสามารถวัดทักษะในการ
คานวณของผู้สอบไดต้ รงตามสภาพปจั จบุ นั วิธกี ารตรวจสอบ
(2.2) ความตรงเชิงทานาย (Predictive validity) หมายถึง ความสามารถของ
เครื่องมือท่ีจะบ่งบอกผลท่ีวัดในขณะนั้นได้ถูกต้องตามสภาพท่ีแท้จริงในอนาคต โดยอาศัยความสัมพันธ์
ระหว่างคะแนนของเคร่ืองมือกับคะแนนเกณฑ์สัมพันธ์ซ่ึงจะปรากฏในอนาคต เช่น ความตรงเชิงทานาย
แบบทดสอบความถนัดทางวิชาการที่สร้างข้ึนเพื่อทานายผลการเรียนในอนาคต ก็อาจใช้คะแนนเฉล่ียสะสมปี
สุดท้ายเป็นเกณฑ์สัมพันธ์ ซึ่งการคานวณหาความตรงเชงิ พยากรณ์น้ีต้องอาศัยเวลารอคอย เพราะคะแนนของ
แบบทดสอบกบั เกณฑ์สัมพันธ์ได้มาคนละเวลา ความตรงเชงิ ทานายเป็นคุณภาพท่ีใช้กับเครือ่ งมอื วดั ความถนัด
ชนดิ ตา่ ง ๆ และเครื่องมืออน่ื ทต่ี อ้ งการวดั เพือ่ ทานายผลในอนาคต28
(3) ความตรงตามภาวะสันนิษฐาน (Construct validity) เป็นความตรง ท่ีแสดงให้
เห็นว่า เคร่ืองมือนั้นสามารถวัดได้ครอบคลุมขอบเขตของความหมายหรือครบ ตามคุณลักษณะประจาตาม
ทฤษฎที ่ีใช้สร้างเคร่ืองมือหรอื ไม่ โดยปกตคิ วามตรงตามภาวะสันนิษฐานจะใชก้ ับตัวแปรท่ีเป็นภาวะสนั นิษฐาน
(Construct) หรือตัวแปรแฝง (Latent trait) เช่น เจตคติ ความเช่ือ ค่านิยม เชาว์ปัญญา เพ่ือตรวจสอบว่า
แบบวดั น้นั วัดคณุ ลกั ษณะไดต้ รงตามทฤษฎี หรือตรงตามภาวะสนั นิษฐานท่ีสรา้ งขนึ้ หรอื ไม่
3) มีความเป็นปรนัย (Objectivity) หมายถึง การท่ีเคร่ืองมือมีคาถามท่ีชัดเจนสามารถ
เข้าใจได้ตรงกันทั้งผู้ถามและผู้ตอบ และเข้าใจผลท่ีวัดได้ตรงกันหรือให้คะแนนตรงกันไม่ว่าใครจะเป็นผู้ให้
คะแนน ประเด็นสาคัญของเรื่องนี้คือการใช้ภาษาไทย โดยมากมักจะเป็นการใช้ภาษากากวม ทาให้การ
ตีความหมายแตกต่างกัน ผู้วิจัยควรมีการทดลองใช้ในเบ้ืองต้นเสียก่อนเพ่ือแก้ไขก่อนนาไปตรวจสอบความเที่ยง
และความตรง
4) มีความยากง่ายพอเหมาะแก่กลุ่มเป้าหมายที่จะนาเครื่องมือน้ันไปใช้เช่น ถ้าคาถามน้ัน
ใช้กับชาวชนบท ลักษณะคาพูดต้องเป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์ทางวิชาการ เช่น คาว่า
“บรโิ ภค” กต็ อ้ งเปล่ียนเป็น “ด่มื กนิ หรือรบั ประทาน” แทน
5) มีความยาวพอเหมาะกับเวลาและเนื้อหาที่ต้องการวัด สาหรับความยาวของ
แบบสอบถามต้องเหมาะสมกับเวลาที่ควรใช้ ในขณะเดียวกันก็ต้องครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการวัดประเด็นน้ี
ตรวจสอบได้โดยการทดลองใชเ้ ช่นกนั
28 Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo, (2009), Psychological Testing International Student
Edition, USA: Wadsworth, Cengage Learning, p. 118.
232 Testing and Assessment for Psychology
6) สามารถแบ่งแยกความแตกต่างในกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา เนื่องจากเครื่องมือท่ีสร้างขึ้น
ต้องการวัดตัวแปร ผลท่ีได้จากการวัด จึงต้องมีค่าที่แปรผัน หากผลท่ีได้จากการวัดมีค่าเดียวหรือมีค่าที่ใกล้เคียง
กันมากจนไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ เคร่ืองมือน้ันย่อมมีคุณภาพไม่ดีพอที่จะใช้วัดตัวแปร การตรวจสอบใน
เร่ืองนี้ต้องอาศัยเทคนิคทางสถิติเข้ามาช่วย ได้แก่ การแจกแจงความถ่ี การวัด การกระจาย การใช้ t-test เป็นต้น
7) มีลาดับของคาถามเหมาะสมไม่สร้างความสับสนแก่ผู้ตอบ ข้อคาถามแต่ละข้อต้องมี
การจัดลาดับ เช่น การจัดลาดับตามเหตุการณ์ การจัดลาดับตามความยากง่าย เพ่ืออานวยความสะดวกแก่
ผ้ตู อบ และป้องกนั ความคลาดเคลอ่ื นเนอ่ื งจากความสบั สนของข้อคาถาม
8) เป็นเคร่อื งมอื ท่ถี ูกต้องตามจรยิ ธรรม ไมล่ ะเมิดสิทธิส่วนบคุ คล
9) เป็นเครอ่ื งมือทใี่ ห้ความยตุ ธิ รรมแก่ผตู้ อบทกุ ทา่ น
5.2.4 การสร้างแบบสอบถาม
ผู้วิจยั จะตอ้ งเร่มิ ต้นจากการพิจารณาวิเคราะห์ตวั แปรทต่ี อ้ งการวัดว่าเปน็ ตวั แปรชนดิ ใด
ดงั ต่อไปน้ี
ข้ันที่ 1 การนิยาม (Definition) ตัวแปรรวม
การนิยามตัวแปรรวม เป็นการให้ความหมายของตัวแปรเพ่ือให้เกิดความเข้าใจตัวแปรที่
ต้องการศึกษาหมายถึงอะไร มีลักษณะอย่างไรบ้าง ประกอบด้วยตัวแปรย่อย ๆ อะไรบ้าง มีความคล้ายคลึง
หรือแตกต่างกบั ตัวแปรเดียวกันในงานวิจัยอ่ืน ๆ อย่างไร นยิ มนิยามใน 2 ระดับด้วยกัน เพือ่ ให้เห็นลาดับความ
เป็นมาชัดเจน คอื
ระดับท่ี 1 นิยามเชิงทฤษฎี (Conceptual definition) เป็นการให้ความหมายตาม
ทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง ทาให้เข้าใจถึงลักษณะและความหมายของตัวแปรดังกล่าวมากข้ึน แต่ยัง
ไมแ่ สดงถงึ สว่ นประกอบทช่ี ดั เจน จงึ มีลักษณะเปน็ นามธรรม
ระดับที่ 2 นิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational definition) เป็นการให้ความหมายหรือ
ให้รายละเอียดท่ีสืบเนื่องมาจากนิยามเชงิ ทฤษฎี เป็นการระบุถึงส่วนประกอบย่อย ๆ หรือลักษณะย่อย ๆ ของ
ตัวแปรน้นั ซง่ึ ทาใหผ้ ู้วิจัยสามารถสงั เกตหรอื วดั จากส่วนประกอบย่อย ๆ เหล่าน้นั ได้อยา่ งครบถ้วน
ตัวอยา่ งตัวแปรทางจิตหรือพฤตกิ รรมทางจิตวทิ ยา
1. ตวั อย่าง การนิยามตวั แปร:
นิยามเชงิ ทฤษฎี
การพัฒนาตัวบ่งช้ี หมายถึง กระบวนการเพ่ือให้ได้มาซึ่งองค์ประกอบที่ประกอบด้วยตัวแปร
ยอ่ ย ๆ รวมกันเพื่อแสดงคณุ ลักษณะของสง่ิ ที่ตอ้ งการบ่งชี้
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 233
พุทธจิตวิทยา หมายถึง การนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิต ได้แก่
อริยสัจ 4 หนทางพ้นทุกข์ และมรรคมีองค์ 8 เพื่อความเข้าใจในเร่ืองทุกข์และการหาทางแก้ไขทุกข์ พัฒนา
จติ ใจของของตนเอง เพอ่ื สรา้ งภูมคิ ้มุ กนั เม่อื ตอ้ งเผชญิ กบั ภาวะวิกฤติ
นิยามเชงิ ปฏบิ ตั ิการ
ภาวะวิกฤติชีวิต หมายถึง สภาวะท่ีเกิดข้ึนกับวัยผู้ใหญ่เม่ือเผชิญกับเหตุการณ์ท่ีไม่คาดคิดว่าจะ
เกิดขึ้น หรอื เหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้ึนทนั ทีทนั ใด และไม่สามารถปรบั ความสมดลุ ให้รบั กับวิกฤตทิ ี่เกดิ ข้ึนได้ ทาใหเ้ กิด
ความทกุ ขท์ ั้งทาง
2. ตัวอย่าง การนยิ ามตัวแปร:29
นิยามปฏบิ ัตกิ าร
ภูมิคมุ้ กันเพือ่ การเผชญิ วกิ ฤติ หมายถงึ ความสามารถในการรับมือกับความทุกข์ทีผ่ า่ นเข้ามาใน
ชีวิต โดยการปรับชีวติ และจติ ใจ เปล่ียนวธิ ีคดิ มีโลกทศั น์ในการมองปัญหาอยา่ งเป็นจริง และใชส้ ติปัญญาใน
การหาหนทางแก้ปญั หา เพอื่ สรา้ งภูมิคมุ้ กันใหเ้ พิ่มขึน้
สร้างขอ้ คาถามตัวแปรลกั ษณะทางกายภาพท่เี ป็นตัวแปรเดี่ยวและทีเ่ ป็นตัวแปรรวม มีลักษณะของ
ขอ้ คาถาม 2 แบบ คือ
1) คาถามปลายปิด (closed-ended question) เป็นคาถามท่ีผู้วิจัยเตรียมคาตอบให้ผู้ตอบได้
เลอื กตอบ แบ่งเป็น
1.1) แบบตอบรับหรือปฏเิ สธ เช่น
(ข้อ 1) ท่านเคยปฏิบัติธรรมหรือไม่
( ) เคย ( ) ไม่เคย
1.2) แบบเลือกตอบ ลักษณะมคี าตอบให้เลอื กตอบไดห้ ลายคาตอบแบ่งเป็น
(1) เลอื กตอบเพียงคาตอบเดียว เชน่
(ข้อ 1) วธิ กี าหนดการบรกิ รรมการปฏิบัตธิ รรม
( ) กาหนดพองหนอ ยุบหนอ ( ) กาหนดพุทโธ
( ) ไม่ไดก้ าหนด ( ) อน่ื ๆ ระบุ.......
(2) เลอื กตอบเพยี งคาตอบเดยี ว เช่น
(ข้อ 1) ประสบการณ์เก่ียวขอ้ งกบั ความสขุ ในชวี ติ ของทา่ น
(ท่านสามารถเลอื กตอบไดห้ ลายข้อ)
( ) ประสบความสาเรจ็ ในหน้าทกี่ ารงาน ( ) ประสบความสาเรจ็ การศึกษา
29 ทิพย์ธิดา ณ นคร, (2563), การพัฒนาตัวบ่งช้ีภูมิคุ้มกันเพ่ือการเผชิญวิกฤติตามแนวพุทธจิตวิทยาสาหรับวัย
ผใู้ หญ่, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดษุ ฎีบณั ฑิต). พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ., หน้า 6.
234 Testing and Assessment for Psychology
( ) ได้เลื่อนตาแหนง่ ( ) ได้ขน้ึ เงินเดือน
( ) มีครอบครัวทดี่ ี ( ) มคี นรักทด่ี ี
( ) มเี พ่ือนดี ( ) มีสุขภาพจิตดี
( ) ไดร้ ับการยอมรบั ทด่ี ี ( ) มีสขุ ภาพร่างกายท่ีแขง็ แรง
( ) อื่น ๆ โปรดระบุ…………………………………………..………………………………..
(3) เลือกตอบได้หลายคาตอบและเรยี งลาดับตามความสาคัญจากมากไปน้อยหรือจากน้อย
ไปมาก เช่น
(ขอ้ 1) บคุ คลทที่ ่านไว้วางใจในการปรึกษาหารอื เพือ่ แกไ้ ขปญั หาชวี ติ หรือเพ่มิ
ความสขุ ของชวี ติ (ท่านสามารถเลอื กตอบไดห้ ลายข้อ)
( ) พ่อ-แม่ ( ) เพอื่ น
( ) คนรกั ( ) ญาติ/คนในครอบครัว
( ) พระสงฆ์/ผนู้ าศาสนา ( ) แพทย์
( ) ผบู้ รหิ าร/ผู้นาในองค์กร ( ) กลุม่ คนในชุมชน/องค์กร/หมอด/ู โหร
( ) อ่ืน ๆ โปรดระบุ…………………………………………..………………………………..
2) คาถามปลายเปิด (Open-ended question) เป็นคาถามท่ีผู้วิจัยต้องการให้ผู้ตอบตอบด้วย
ตนเองอย่างอสิ ระ มีการเวน้ เน้ือที่ไว้ใหส้ าหรบั คาตอบ เชน่
2.1) เว้นเนื้อทไ่ี วใ้ หโ้ ดยมีการระบขุ อ้ กากับดว้ ย เพื่อใหผ้ ูต้ อบแยกประเด็นในการตอบ เชน่
ข้อ 1. ท่านมวี ิธีการรับมอื กับภาวะวกิ ฤติทีเ่ กิดขน้ึ อย่างไร
1 .........................................................................................
2 .........................................................................................
2.2) เว้นเน้อื ท่ีไว้โดยไม่มีการระบขุ ้อกากบั ดว้ ย เช่น
ขอ้ 1. ท่านมีวิธีการรับมอื กับภาวะวกิ ฤติท่เี กดิ ขึ้นอย่างไร
.............................................................................................
.............................................................................................
ลักษณะของคาถามปลายเปิดที่มีการกากับข้อไว้อาจทาให้ผู้ตอบเข้าใจผิดและพยายามตอบให้ได้
จานวนขอ้ ตามตัวเลขที่ระบุไว้ ซึ่งทาให้ได้คาตอบที่อาจจะมากกวา่ หรือน้อยกว่าความเปน็ จรงิ ได้ นอกจากน้กี าร
รวบรวมคาตอบจากคาถามปลายเปิดเพื่อนามาวิเคราะห์ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากและอาจเกิดความ
คลาดเคลอื่ นจากความเข้าใจของผตู้ อบหรอื ผ้วู ิเคราะหไ์ ด้
สาหรับตัวแปรท่ีมีลักษณะเป็นภาวะสันนิษฐาน (construct) หรือเป็นคุณลักษณะแฝง (latent trait):
ตัวแปรชุดน้ีเป็นคุณลักษณะท่ีแฝงอยู่หรือภาวะท่ีสันนิษฐานว่ามีในตัวบุคคล เป็นตัวแปรท่ีเราไม่สามารถสังเกตได้
โดยตรงแต่เชื่อได้ว่ามีลักษณะน้ันอยู่ในตัวบุคคล โดยผู้วิจัยสามารถสรุปได้ จากพฤติกรรมการแสดงออก
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 235
ความรู้สึก และความคิดเห็นของบคุ คล ตัวแปรเหล่าน้ี ได้แก่ ความเชื่อ ความสนใจ ความวิตกกังวล ความกลัว
ค่านิยม เจตคติ ความคิดเห็น การยอมรับ เป็นต้น ตัวแปรเหล่านี้มีความสาคัญในการวิจัยทางสังคมศาสตร์
อย่างยิ่ง เพราะเป็นลักษณะท่ีมีอยู่ในตัวบุคคลและเป็นตัวแปรท่ีก่อให้เกิดความแตกต่างขึ้นในตัวบุคคล
นอกจากนยี้ ังสง่ ผลให้เกิดความแตกตา่ งในตวั แปรอื่น ๆ ที่เก่ียวข้อง ไดแ้ ก่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนคณิตศาสตร์
จะข้นึ อยกู่ บั ความถนัดหรอื ข้ึนอยู่กับความสนใจ นอกจากน้ีตัวแปรลกั ษณะนี้ยังส่งผลต่อการพยายามให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาว่าจะสาเร็จหรือไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ การคุมกาเนิดในชนบท หากจะ
ให้ได้ผลแล้วประชาชนในชนบทต้องยอมรับความสาคัญในการคุมกาเนิดเสียก่อน การยอมรับจึงเป็นตัวแปรท่ี
สาคญั ของการคุมกาเนิดในชนบท ตวั แปรเหล่านีม้ ลี ักษณะทสี่ าคญั คอื
1) เป็นลกั ษณะท่ีเกีย่ วกบั อารมณห์ รือความรสู้ ึก เช่น ความคดิ เหน็ เจตคติ ความเช่อื ความสนใจ
2) เป็นลักษณะที่มีเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล เช่น เจตคติของคนแต่ละคนต่อส่ิงหนึ่งๆ ย่อม
แตกตา่ งกันไป
3) มีทศิ ทางการแสดงออก เช่น ความคิดเห็นทีม่ ีทงั้ เห็นดว้ ยและไม่เหน็ ด้วย
4) มโี อกาสทจี่ ะเปลย่ี นแปลง เชน่ การเปลี่ยนแปลงเจตคตเิ น่ืองจากสภาพสงั คมท่ีเปล่ยี นแปลงไป
5) มีระดับความมากน้อยของลักษณะน้ันแตกต่างกัน เช่น ความคิดเห็นแต่ละคนท่ีเห็นด้วย มี
ระดบั ความเหน็ ด้วยที่แตกตา่ งกนั
6) เป็นลักษณะของอารมณ์และความรู้สึกต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่ง เช่น เจตคติต่อนักการเมือง ความเชื่อ
ทางศาสนา
สว่ นประกอบทส่ี าคญั ของตัวแปรภาวะสนั นษิ ฐาน มี 3 ส่วน คือ
1) ภาวะท่คี าดหวงั เช่น ความสนใจ เจตคติ
2) สว่ นทเ่ี ป็นกรรม เชน่ การเลอื กตงั้ การศกึ ษา
3) กลุ่มเปา้ หมาย เช่น คนในชนบท เยาวชนไทย
จากทั้ง 3 ส่วน เม่ือมารวมกันจะเกิดเป็นตัวแปรขึ้น ได้แก่ ความสนใจการเลือกตั้งของคนไทยใน
ชนบทหรือเจตคติต่อการศึกษาของเยาวชนไทย เป็นต้น หากผู้วิจัยกาหนดตัวแปรนี้โดยขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง
โดยเฉพาะกลมุ่ เปา้ หมาย จะทาให้เขา้ ใจความหมายของ ตัวแปรไม่ชดั เจน ทาใหก้ ารสรา้ งเครื่องมอื ผดิ พลาด
การสร้างเคร่ืองมือท่ีใช้วัดตัวแปรท่ีเป็นภาวะสันนิษฐาน นิยมเรียกว่า “แบบวัด” ท้ังน้ีเพราะแบบ
วดั ทผี่ ้วู ิจัยสร้างขึ้น จะเปน็ มาตรวัดตวั แปรท่มี ลี ักษณะค่อนขา้ งเฉาะเจาะจงในงานวิจยั แต่ละงานไมใ่ ช่มาตรวดั ที่
ใช้กันอยู่ทั่วไป แบบวัดถูกสร้างข้ึนเพื่อใช้วัดคุณลักษณะที่คาดว่ามีในตัวบุคคล ลักษณะของคาตอบในมาตรวัด
ต้องสอดคล้องกับลักษณะของตัวแปรดังกล่าวข้างต้น คือ จะต้องมีความเข้มและทิศทางของคาตอบ วิธีการ
สร้างมาตรวัดท่ีนิยมใช้มหี ลายแบบด้วยกนั ได้แก่ วิธีของ Osgood วธิ ขี อง Likert วิธีการของ Turnstone เป็น
ต้น ในบางลักษณะได้มีการพัฒนาจนเป็นแบบวัดมาตรฐาน คือ การสร้างแบบวดั ที่ผ่านกระบวนการทดลองใช้
236 Testing and Assessment for Psychology
และตรวจสอบคุณภาพ ตลอดจนมีสร้างเกณฑ์ปกติข้ึนเพ่ือแปลผลท่ีได้จากการวัดอีกด้วย เช่น แบบวัดเชาว์
อารมณ์
5.2.5 วธิ กี ารใช้แบบสอบถาม
แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวัดชนดิ หนง่ึ ท่ที าให้ได้ข้อมลู ในประเด็นต่าง ๆ เกยี่ วกบั บคุ คล โดยการ
สอบถามจากผู้ตอบโดยตรงมากกวา่ การใชก้ ารสงั เกต และการสุ่มตัวอยา่ ง ผ้ตู อบจะเป็นคนบนั ทึกคาตอบในข้อ
คาถามเอง สาหรับรูปแบบที่ใชม้ หี ลายแบบ ได้แก่ คาถามท่ีถามโดยตรงหรือโดยอ้อม คาถามที่มคี วามเฉพาะ
หรอื คาถามท่วั ไป คาถามท่ีถามขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื คาถามทถี่ ามความคิดเห็น คาถามทีเ่ ปน็ ประโยคคาถามหรือ
ขอ้ ความ และคาถามที่กาหนดไว้ตายตัวหรือคาถามขนึ้ อยู่กับคาตอบท่ใี ห้
รูปแบบคาตอบท่ีใชใ้ นแบบสอบถามมหี ลายแบบ ดงั น้ี
1) แบบคาตอบทีไ่ ม่มีโครงสร้างหรือคาถามปลายเปิด
2) แบบให้ตอบโดยการเติมคาตอบลงในชอ่ งว่าง
3) แบบให้ตอบโดยการเติมคาตอบลงในตาราง
4) แบบคาตอบท่เี ป็นมาตรา
5) แบบคาตอบแบบจดั ลาดบั
6) แบบคาตอบชนดิ ตรวจสอบรายการ
7) แบบคาตอบชนดิ ตอบรบั หรอื ปฏิเสธ
8) แบบคาตอบชนดิ เลือกตอบไดห้ ลายตวั เลอื ก
9) แบบเลือกตอบ
การเขียนข้อคาถาม ควรหลีกเลี่ยงส่ิงต่อไปนี้ ได้แก่ คาถามท่ีชี้แนะคาตอบ คาถามที่มีหลาย
ใจความ คาถามประเภทใช้ประโยคปฏิเสธ คาถามท่ีก่อให้เกิดความลาบากใจแก่ผู้ตอบ คานามธรรมหรือศัพท์
วิชาการ และการใช้คาย่อต่าง ๆ สาหรับการเลือกรูปแบบคาตอบ อาจจะต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน
เช่น ประเภทข้อมลู ทีต่ ้องการ ความยึดหย่นุ ของคาตอบ ความสะดวกในการใชค้ ะแนน และกลุ่มผู้ตอบเป็นการ
กาหนดแนวทางในการเลือกรปู แบบของคาตอบเป็นตน้ 30
5.2.6 ขอ้ ดแี ละขอ้ จากดั ของการใช้แบบสอบถาม
ข้อดีหรือประโยชน์ของการใชแ้ บบสอบถาม
1) ส้นิ เปลืองเวลาน้อย โดยสามารถใช้ถามคนจานวนมาก ๆ ในเวลาเดยี วกนั ได้
2) สามารถใหผ้ ตู้ อบเลือกตอบได้ตามเหตผุ ลของตนเองมที างทจี่ ะปรบั ปรงุ แบบสอบถาม ให้
ดขี ึ้นได้โดยใชเ้ ทคนิคทางสถิติ
30 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, หนา้ 7.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 237
ข้อจากดั ของการใช้แบบสอบถาม
1) ไมอ่ าจหวงั ในความร่วมมือจากผ้ตู อบได้เต็มท่ี
2) ขอ้ คาถามมโี อกาสตคี วามไดห้ ลายแงห่ ลายมมุ
3) บางคร้ังอาจต้องใช้คาถามยาว ๆ หลาย ๆ ข้อ จึงจะครอบคลมุ เนอ้ื หาท่ีตอ้ งการ ซึ่งทาให้
เกดิ ความราคาญแก่ผตู้ อบและเสยี เวลาในการตอบ
4) การตอบคาถามข้ึนอยู่กับความจรงิ ใจของผตู้ อบ ถ้าผตู้ อบตอบดว้ ยความไม่จรงิ ใจ ก็จะได้
ขอ้ มลู ท่ีเช่ือถือไม่ได้
5.2.7 ตัวอย่างแบบสอบถามทางจติ วิทยา
ตัวอย่างท่ี 5.5 เครือ่ งมือชวี้ ัดคุณภาพชีวติ ขององค์การอนามยั โลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQO:-BREF-
THAI)31
ประกอบดว้ ยข้อคาถาม 2 ชนิดคือแบบภาวะวิสยั (Perceived objective) และอัตวิสัย (self-
report subjective) จะประกอบด้วยองค์ประกอบของคุณภาพชีวติ 4 ดา้ นดังน้ี
1. ด้านร่างกาย (physical domain) คือการรับรู้สภาพทางด้านร่างกายของบุคคลซึ่งมีผลต่อ
ชีวิตประจาวันเช่นการรับรู้สภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายการรับรู้ถึงความรู้สึกสุขสบายไม่มีความ
เจ็บปวดการรับรู้ถึงความสามารถท่ีจะจัดการกับความเจ็บปวดทางร่า งกายได้การรับรู้ถึงพละกาลังในการ
ดาเนินชีวิตประจาวันการรับรู้ถึงความเป็นอิสระที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นการรับรู้ถึงความสามารถในการเคล่ือนไหว
ของตนการรับรู้ถึงความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจาวันของตนการรับรู้ถึงความสามารถในการทางาน
การรบั รวู้ า่ ตนไมต่ ้องพง่ึ พายาตา่ ง ๆ หรือการรักษาทางการแพทย์อ่ืน ๆ เป็นตน้
2. ด้านจิตใจ (psychological domain) คือการรับรู้สภาพทางจิตใจของตนเองเช่นการรับรู้
ความรู้สึกทางบวกท่ีบุคคลมีต่อตนเองการรับรู้ภาพลักษณ์ของตนเองการรับรู้ถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง
การรับรู้ถึงความมั่นใจในตนเองการรับรู้ถงึ ความคิดความจาสมาธิการตัดสินใจและความสามารถในการเรียนรู้
เร่ืองราวต่าง ๆ ของตนการรับรู้ถึงความสามารถในการจัดการกับความเศร้าหรือกังวลการรับรู้เก่ียวกับความ
เช่ือตา่ ง ๆ ของตนทมี่ ีผลต่อการดาเนินชีวติ เชน่ การรับรู้ถึงความเช่อื ด้านวิญญาณศาสนาการให้ความหมายของ
ชีวติ และความเช่ืออ่ืน ๆ ที่มีผลในทางท่ีดตี อ่ การดาเนินชีวติ มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรคเป็นต้น
3. ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม (social relationships) คือการรับรู้เรื่องความสัมพันธ์ของตนกับ
บุคคลอื่นการรับรถู้ ึงการท่ีได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคมการรับรู้ว่าตนได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ
บคุ คลอนื่ ในสงั คมด้วยรวมทง้ั การรับรู้ในเรอื่ งอารมณ์ทางเพศหรือการมีเพศสมั พนั ธ์
4. ด้านส่ิงแวดล้อม (environment) คือการรับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการดาเนินชีวิตเช่น
การรบั รู้ว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างอิสระไมถ่ ูกกักขงั มีความปลอดภัยและม่ันคงในชีวิตการรบั รู้ว่าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อม
31 โครงการจัดทาโปรแกรมสาเร็จรูปในการสารวจสุขภาพจิตในพ้ืนท่ี, (2545), เคร่ืองชี้วัดคุณภาพชีวิตของ
องคก์ ารอนามัยโลกชดุ ย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL–BREF–THAI), สบื คน้ 10 พฤษภาคม 2562.
238 Testing and Assessment for Psychology
ทางกายภาพที่ดีปราศจากมลพิษต่าง ๆ การคมนาคมสะดวกมีแหล่งประโยชน์ด้านการเงินสถานบริการทาง
สุขภาพและสังคมสงเคราะห์การรับรู้ว่าตนมีโอกาสท่ีจะได้รับข่าวสารหรือฝกึ ฝนทักษะต่าง ๆ การรับรู้วา่ ตนได้
มีกจิ กรรมสันทนาการและมกี จิ กรรมในเวลาว่างเป็นตน้
การให้คะแนน
การใหค้ ะแนนแบบวัดคณุ ภาพชวี ิต WHOQOL – 26 ขอ้ คาถามท่ีมคี วามหมายทางบวก 23 ข้อ
และข้อคาถามที่มีความหมายทางลบ 3 ขอ้ คอื ขอ้ 2 9 11 แต่ละข้อเปน็ มาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับให้
ผูต้ อบเลือกตอบ
การแปลผล
คะแนนคุณภาพชีวิตมคี ะแนนตั้งแต่ 26 – 130 คะแนนโดยเมอ่ื ผตู้ อบรวมคะแนนทุกข้อได้คะแนน
เทา่ ไรสามารถเปรียบเทยี บกับเกณฑ์ปกตทิ ่ีกาหนดดงั นี้
คะแนน 26 – 60 คะแนนแสดงถงึ การมีคุณภาพชีวติ ทไ่ี ม่ดี
คะแนน 61 – 95 คะแนนแสดงถงึ การมคี ุณภาพชวี ิตกลางๆ
คะแนน 96 – 130 คะแนนแสดงถึงการมีคณุ ภาพชีวิตทดี่ ี
แบง่ ระดบั คะแนนคุณภาพชีวิตแยกออกเปน็ องค์ประกอบต่าง ๆ ไดด้ ังน้ี
องค์ประกอบ การมีคณุ ภาพชวี ิตท่ไี มด่ ี คุณภาพชวี ติ กลาง ๆ คุณภาพชีวติ ทด่ี ี
1. ด้านสุขภาพกาย 7 – 16 17 – 26 27 - 35
2. ด้านจติ ใจ 6 – 14 15 – 22 23 - 30
3. ด้านสัมพันธภาพทางสงั คม 3–7 8 – 11 12 - 15
4. ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม 8 – 18 19 – 29 30 – 40
คุณภาพชวี ิตโดยรวม 26 – 60 61 – 95 96 - 130
องคป์ ระกอบด้านสุขภาพกายได้แก่ขอ้ 2, 3, 4, 10, 11, 12, 24
องค์ประกอบด้านจิตใจได้แก่ข้อ 5, 6, 7, 8, 9, 23
องค์ประกอบดา้ นสมั พันธภาพทางสังคมไดแ้ ก่ขอ้ 13, 14, 25
องค์ประกอบดา้ นสิง่ แวดลอ้ มไดแ้ ก่ข้อ 15, 16, 17, 18, 19, 20, 21, 22
ส่วนข้อ 1 ข้อ 26 เปน็ ตัวชี้วัดท่ีอยูใ่ นหมวดคณุ ภาพชวี ิตและสขุ ภาพโดยรวมจะไม่รวมอยู่ใน
องค์ประกอบทั้ง 4 ดา้ นน้ี
การนาเสนอผลจะต้องนาเสนอในรูปของคะแนนเฉล่ียทงั้ หมดและคะแนนของแตล่ ะองค์ประกอบ
ด้วยเพอื่ ใช้เปรยี บเทียบกับการศกึ ษาอนื่ ๆ
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 239
เครื่องชีว้ ัดคุณภาพชีวติ ขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย
(WHOQOL - BREF – THAI)
คาชีแ้ จง ข้อคาถามต่อไปน้ีจะถามถงึ ประสบการณอ์ ย่างใดอย่างหน่ึงของทา่ นในชว่ ง 2 สปั ดาห์ทผ่ี ่านมาให้ทา่ น
สารวจตัวท่านเองและประเมินเหตุการณ์หรือความรู้สึกของท่านแล้วทาเครื่องหมาย ในช่องคาตอบที่
เหมาะสมและเปน็ จริงกับตัวทา่ นมากท่ีสุดโดยคาตอบมี 5 ตวั เลอื กคือ
ไมเ่ ลย หมายถงึ ทา่ นไมม่ คี วามรู้สกึ เช่นนน้ั เลยรสู้ ึกไม่พอใจมากหรือรสู้ ึกแย่มาก
เล็กนอ้ ย หมายถึง ทา่ นมคี วามรสู้ ึกเชน่ นนั้ นาน ๆ ครั้งร้สู กึ เชน่ น้ันเล็กนอ้ ยร้สู ึกไม่พอใจหรอื รู้สกึ แย่
ปานกลาง หมายถงึ ทา่ นมคี วามรู้สึกเชน่ น้นั ปานกลางรูส้ ึกพอใจระดบั กลางๆหรือร้สู กึ แยร่ ะดับกลางๆ
มาก หมายถึง ทา่ นมีความรสู้ กึ เช่นนนั้ บอ่ ย ๆ รู้สกึ พอใจหรือรสู้ ึกดี
มากทีส่ ุด หมายถึง ท่านมคี วามรสู้ กึ เช่นน้นั เสมอรู้สกึ เช่นนน้ั มากที่สดุ หรือรสู้ กึ วา่ สมบรู ณร์ ู้สึกพอใจมาก
รสู้ ึกดมี าก
ข้อท่ี ในช่วง 2 สปั ดาหท์ ี่ผา่ นมา ไมเ่ ลย เล็ก ปาน มาก มาก
น้อย กลาง ท่ีสุด
1 ท่านพอใจกบั สขุ ภาพของทา่ นในตอนนเี้ พียงใด
2 การเจ็บปวดตามร่างกายเชน่ ปวดหัวปวดทอ้ งปวดตามตัวทาให้ท่าน
ไม่สามารถทาในสงิ่ ท่ีตอ้ งการมากนอ้ ยเพยี งใด
3 ทา่ นมกี าลงั เพยี งพอทจ่ี ะทาส่งิ ตา่ ง ๆ ในแตล่ ะวันไหม (ทงั้ เร่อื งงาน
หรือการดาเนินชวี ติ ประจาวนั )
4 ท่านพอใจกบั การนอนหลบั ของท่านมากน้อยเพียงใด
5 ทา่ นรู้สกึ พงึ พอใจในชวี ติ (เชน่ มคี วามสขุ ความสงบมคี วามหวงั ) มาก
นอ้ ยเพยี งใด
6 ท่านมสี มาธิในการทางานตา่ ง ๆ ดเี พยี งใด
7 ท่านรูส้ ึกพอใจในตนเองมากนอ้ ยแคไ่ หน
8 ท่านยอมรบั รปู รา่ งหนา้ ตาของตวั เองได้ไหม
9 ทา่ นมีความรสู้ ึกไมด่ เี ช่นร้สู ึกเหงาเศรา้ หดห่สู ้ินหวังวิตกกังวลบอ่ ยแค่
ไหน
10 ท่านรสู้ กึ พอใจมากนอ้ ยแคไ่ หนท่สี ามารถทาอะไร ๆ ผา่ นไปไดใ้ นแต่
ละวนั
11 ท่านจาเปน็ ตอ้ งไปรบั การรักษาพยาบาลมากน้อยเพยี งใดเพื่อท่จี ะ
ทางานหรือมีชีวิตอยู่ไปได้ในแตล่ ะวนั
12 ท่านพอใจกับความสามารถในการทางานได้อยา่ งท่ีเคยทามามากน้อย
เพียงใด
240 Testing and Assessment for Psychology
ข้อท่ี ในชว่ ง 2 สัปดาห์ท่ผี า่ นมา ไม่เลย เล็ก ปาน มาก มาก
น้อย กลาง ท่ีสดุ
13 ท่านพอใจต่อการผกู มติ รหรอื เข้ากับคนอ่ืนอยา่ งทีผ่ า่ นมาแคไ่ หน
14 ท่านพอใจกบั การช่วยเหลอื ท่เี คยได้รับจากเพ่ือน ๆ แค่ไหน
15 ท่านรสู้ ึกวา่ ชีวติ มคี วามมั่นคงปลอดภยั ดไี หมในแตล่ ะวนั
16 ท่านพอใจกบั สภาพบา้ นเรือนทอี่ ยตู่ อนนมี้ ากน้อยเพียงใด
17 ทา่ นมีเงนิ พอใช้จ่ายตามความจาเปน็ มากนอ้ ยเพียงใด
18 ท่านพอใจทจี่ ะสามารถไปใช้บรกิ ารสาธารณสขุ ไดต้ ามความจาเปน็
เพยี งใด
19 ท่านไดร้ ู้เร่ืองราวขา่ วสารทจี่ าเปน็ ในชวี ติ แตล่ ะวนั มากนอ้ ยเพยี งใด
20 ทา่ นมโี อกาสไดพ้ ักผอ่ นคลายเครยี ดมากน้อยเพียงใด
21 สภาพแวดลอ้ มดีตอ่ สขุ ภาพของท่านมากนอ้ ยเพยี งใด
22 ทา่ นพอใจกับการเดนิ ทางไปไหนมาไหนของท่าน (หมายถงึ การ
คมนาคม) มากนอ้ ยเพยี งใด
23 ทา่ นรู้สกึ วา่ ชวี ติ ท่านมีความหมายมากน้อยแค่ไหน
24 ท่านสามารถไปไหนมาไหนดว้ ยตนเองไดด้ ีเพยี งใด
25 ท่านพอใจในชวี ิตทางเพศของท่านแคไ่ หน? (ชีวิตทางเพศ หมายถงึ
เม่อื เกดิ ความรสู้ ึกทางเพศข้นึ แล้วท่านมีวธิ ีจัดการทาให้ผอ่ นคลาย
ลงไดร้ วมถึงการชว่ ยตัวเองหรอื การมีเพศสมั พนั ธ์)
26 ท่านคดิ วา่ ทา่ นมีคณุ ภาพชวี ิต (ชวี ติ ความเปน็ อยู่) อยูใ่ นระดับใด
5.3 สรปุ
ดังนั้นการสร้างและการใช้แบบสอบถาม (Questionnaires) และแบบวัดทางจิตวิทยา
(Psychological Test) โดยแบบทดสอบทางจติ วิทยา เปน็ การวัดตัวอย่างของพฤติกรรมอย่างมหี ลกั เกณฑ์และ
มีมาตรฐาน (A Psychological Test is essentially an objective and standardized measure of a
sample of behavior) อาจกล่าวได้ว่าแบบทดสอบทางจิตวิทยาและการศึกษา เป็นชุดของคาถาม สร้างขึ้น
เพ่ือวัดลักษณะต่าง ๆ ของมนุษย์ที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรม แบบทดสอบทางจิตวิทยาถูกอธิบายในฐานะ
ของการวัดมาตรฐาน (Standardization Measure) ซึ่ง Standardization หมายถึง เคร่ืองมือที่มีแบบแผน
(Uniformity of procedure) ในการใช้และให้คะแนน ถ้าคะแนนได้จากหลาย ๆ คนมาเปรียบเทียบกัน
สถานการณ์ในการทดสอบต้องเหมือนกันทุก ๆ คน ซึ่งเป็นสิ่งจาเป็นในการควบคุมสถานการณ์ในการสังเกต
ทางวิทยาศาสตร์ในสถานการณ์ท่ีกาลังทดสอบตัวแปรอิสระจะมีได้เพียงตัวเดียวคือ แต่ละบุคคลที่ถูกทดสอบ
เท่านั้น แบบทดสอบท่ีมีมาตรฐานจะต้อง มีการกาหนดเวลาในการทาแบบทดสอบ มีการออกคาสั่งให้แก่ผู้ถูก
ทดสอบ มีตัวอย่างในการตอบ มีการให้คะแนนท่ีแน่นอน และเป็นเกณฑ์ปกติ (Norms) ซ่ึงมีอยู่หลายประเภท
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 241
ดว้ ยกนั ได้แก่ แบบทดสอบรายบุคคล/กลุ่ม (Individual/group tests) การทดสอบแบบปากเปล่า/เขยี นตอบ
(Oral/written tests สาหรับรูปแบบของแบบทดสอบ ประกอบด้วย แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized
tests) และแบบทดสอบที่ครูสร้างเอง (Constructed or teacher made test) และแบบทดสอบจาแนกตาม
จุดมุ่งหมายของการทดสอบ อาจแบ่งเป็น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ (Achievement test) แบบทดสอบ
ผลสัมฤทธิ์ ยังแยกออกเป็น 7 แบบตามระดับสัมฤทธ์ิผล คือ ความรู้ความจา (Knowledge) ความเข้าใจ
(Comprehension) การนาไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) และ
การประเมินค่า (Evaluation) สว่ นแบบวดั เชาวป์ ญั ญาและความถนัด (Intelligence and aptitude test) ซึ่ง
แบบวัดความถนัดแบ่งออกเป็น 5 แบบ ตามมิติในทฤษฎีหลายองค์ประกอบ (Multiple factor theory) คือ
แบบทดสอบด้านภาษา (Verbal) ด้านจานวน (Number) ด้านความจา (Memory) ด้านความคล่องในการใช้คา
(Word fluency) ด้านการให้เหตุผล (Reasoning) ด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial) และด้านการรับรู้ (Perception)
และแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality test) เป็นต้น แบบทดสอบที่ดีต้องมีคุณสมบัติท่ีดีในการออกแบบ
และคุณสมบัติทางการวัดที่ดีได้แก่ ความเทียงตรง เช่ือถือได้ และมีค่าสถิติรายข้อที่ดี สาหรับแบบทดสอบที่มี
อคติ เป็นแบบทดสอบที่สร้างข้ึนในแนวทางที่คนบางคนได้เปรียบมากกว่าคนอ่ืน ท้ังที่มีความรู้ความสามารถ
เท่ากัน ความอคติอาจปรากฏอยู่ในเนื้อหา ภาษา โครงสร้างและการพยากรณ์ ดังน้ัน ในการสร้างและพัฒนา
แบบทดสอบต้องพยายามขจดั อคตเิ หล่านี้
แบบสอบถามและแบบวัดทางจิตวิทยา จาแนกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ แบบสอบถามแบบ
ป ล า ย เปิ ด (Open-Ended Questionnaires) แ ล ะ แ บ บ ส อ บ ถ า ม แ บ บ ป ล า ย ปิ ด (Close-Ended
Questionnaires) แบบสอบถามเปน็ เครอื่ งมือวดั ทางพฤติกรรมศาสตร์ชนิดหนึง่ ทท่ี าให้ไดข้ ้อมลู ในประเดน็ ต่าง
ๆ เกี่ยวกับบุคคล โดยการสอบถามจากผู้ตอบโดยตรงมากกว่าการใช้การสังเกต และการสุ่มตวั อย่างพฤติกรรม
ผู้ตอบจะเป็นผู้บันทึกคาตอบในแต่ละข้อคาถามเอง ซึ่งรูปแบบคาถามที่ใช้ในแบบสอบถามมีหลายแบบ ได้แก่
คาถามที่ถามโดยตรงหรือโดยอ้อม คาถามท่ีเป็นประโยคคาถามหรือข้อความ และคาถามท่ีกาหนดไว้ตายตัว
หรือคาถามขึ้นอยกู่ ับคาตอบท่ีให้ และสาหรบั คาตอบท่ีใช้ในแบบสอบถามมีหลายแบบ ได้แก่ 1) แบบคาตอบที่
ไม่มีโครงสร้างหรือคาถามปลายเปิด 2) แบบให้ตอบโดยการเติมคาตอบลงในช่องว่าง 3) แบบให้ตอบโดยการ
เติมคาตอบลงในตาราง 4) แบบคาตอบที่เป็นมาตรา 5) แบบคาตอบแบบจัดลาดับ 6) แบบคาตอบชนิด
ตรวจสอบรายการ 7) แบบคาตอบชนิดตอบรับหรือปฏิเสธ 8) แบบคาตอบชนิดเลือกตอบได้หลายตัวเลือก
และ 9) แบบเลือกตอบ การเลือกรูปแบบคาตอบใดนั้น อาจพิจารณาข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน เช่น
ประเภทข้อมูลที่ต้องการ ความยืดหยุ่นของคาตอบ ความสะดวกในการให้คะแนน และกลุ่มผู้ตอบ เป็นการ
กาหนดแนวทางในการเลอื กรูปแบบคาตอบ สาหรับกระบวนการสร้างแบบสอบถามมีข้ันตอนดังต่อไปน้ี ได้แก่
กาหนดจุดมุ่งหมายของแบบสอบถาม กาหนดขอบเขตหรือโครงสร้างของสิ่งท่ีต้องการวัดในแบบสอบถาม
กาหนดจานวนข้อคาถาม กาหนดรูปแบบคาถามและคาตอบ การจัดทาแบบสอบถาม การทดลองใช้
แบบสอบถามและการตรวจสอบคุณภาพ และการเขียนข้อคาถาม ควรหลีกเล่ียงส่ิงต่อไปน้ี ได้แก่ คาถามที่
ชี้แนะคาตอบ คาถามที่มีหลายใจความ คาถามประเภทใช้ประโยคปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ คาถามท่ีก่อให้เกิดความ
242 Testing and Assessment for Psychology
ลาบากใจแก่ผู้ตอบ คานามธรรมหรือศัพท์วิชาการ และการใช้คาย่อต่าง ๆ เป็นต้น สาหรับ ลักษณะของ
แบบสอบถามที่ดี ต้องคานึงถึงคุณภาพของเครื่องมือ ควรมีลักษณะ มีความเที่ยง (Reliability) มีความตรง
(Validity) ได้แก่ 1) ความตรงตามเนื้อหา (Content validity) 2) ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-
related validity) ได้แก่ ความตรงร่วมสมัย (Concurrent validity) ความตรงเชิงทานาย (Predictive validity)
ความตรงตามภาวะสันนิษฐาน (Construct validity) มีความเป็นปรนัย มีความยากง่ายพอเหมาะแก่
กลุ่มเป้าหมายท่ีจะนาเครื่องมือน้ันไปใช้ มีความยาวพอเหมาะกับเวลาและเน้ือหาที่ต้องการวัด สามารถ
แบง่ แยกความแตกตา่ งในกลมุ่ เป้าหมายทศ่ี ึกษา มลี าดบั ของคาถามเหมาะสมไม่สรา้ งความสบั สนแกผ่ ตู้ อบ เป็น
เคร่ืองมือท่ีถูกต้องตามจริยธรรม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นเครื่องมือที่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตอบทุก
ท่าน เป็นต้น ส่วนการสร้างแบบสอบถาม ผู้วิจัยจะต้องเร่ิมต้นจากการนิยาม (Definition) ตัวแปรรวม นิยม
นิยามใน 2 ระดับ คือ ระดับท่ี 1 นิยามเชิงทฤษฎี (Conceptual definition) และระดับท่ี 2 นิยามเชิง
ปฏบิ ัติการ (Operational definition)
รูปแบบคาตอบที่ใช้ในแบบสอบถามมีหลายแบบ ได้แก่ แบบคาตอบท่ีไม่มีโครงสร้างหรือคาถาม
ปลายเปิด แบบให้ตอบโดยการเติมคาตอบลงในช่องว่าง แบบให้ตอบโดยการเติมคาตอบลงในตาราง แบบ
คาตอบที่เป็นมาตรา แบบคาตอบแบบจัดลาดับ แบบคาตอบชนิดตรวจสอบรายการ แบบคาตอบชนิดตอบรับ
หรอื ปฏเิ สธ แบบคาตอบชนิดเลือกตอบไดห้ ลายตัวเลือก และแบบเลือกตอบ เปน็ ตน้
การเขียนข้อคาถาม ควรหลีกเลี่ยงส่ิงต่อไปน้ี ได้แก่ คาถามที่ชี้แนะคาตอบ คาถามท่ีมีหลาย
ใจความ คาถามประเภทใช้ประโยคปฏิเสธ คาถามท่ีก่อให้เกิดความลาบากใจแก่ผู้ตอบ คานามธรรมหรือศัพท์
วชิ าการ และการใช้คาย่อต่าง ๆ สาหรับการเลือกรูปแบบคาตอบ อาจจะต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน
เชน่ ประเภทขอ้ มูลท่ีต้องการ ความยึดหยุ่นของคาตอบ ความสะดวกในการใช้คะแนน และกลุ่มผู้ตอบเป็นการ
กาหนดแนวทางในการเลือกรปู แบบของคาตอบ เปน็ ต้น
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 243
คาถามทบทวนบทท่ี 5
1) จงอธิบายความหมายของแบบทดสอบ
2) จงบอกประเภทของแบบทดสอบ
3) จงอธบิ ายลักษณะของแบบทดสอบ
4) จงยกตัวอย่างลักษณะของแบบทดสอบท่ดี ีและแบบทดสอบทีม่ ีอคติ
5) จากเปรียบเทยี บความแตกต่างระหว่างแบบทดสอบทางจติ วทิ ยาและแบบสอบถาม
6) จงอธบิ ายประเภทของแบบสอบถาม
7) จงสรา้ งแบบสอบถาม โดยกาหนดนยิ าม ปฏิบตั ิการ แนวคดิ ทฤษฎี ข้อคาถาม การแปลผล และกาหนด
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน มา 1 ตัวอย่าง
8) จงอธิบายความแตกต่างระหวา่ งการวัดทางกายภาพและการวดั ทางจิตวิทยา
9) จงยกตวั อย่างข้อดีและข้อจากดั ของการใชแ้ บบสอบถามท่ีทา่ นสรา้ งขึน้ จากขอ้ 7
244 Testing and Assessment for Psychology
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
กรมสุขภาพจิต. (2545). โครงการจัดทาโปรแกรมสาเร็จรูปในการสารวจสุขภาพจิตในพ้ืนที่. กรุงเทพมหานคร:
กระทรวงสาธารณสุข.
_________. (2545). (2545). แบบประเมินความเครียด. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้น 26
ธนั วาคม 2562. จาก https://www.programmerthailand.com/health/self-check/stress
_________. (2545). แบบประเมินภาวะซมึ เศร้า. โครงการจัดทาโปรแกรมสาเร็จรูปในการสารวจสุขภาพจิตใน
พนื้ ที่ปี พ.ศ. 2545. กรงุ เทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข.
กุลชลี จงเจริญ และนิตยา ภัสสรศิริ. (2560). การออกแบบและการวางแผนการวิจัย . นนทบุรี:
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สืบค้น 26 กันยายน 2562 จาก www:edu.stou.ac.th/
UploadedFile/9.pdf
โครงการจัดทาโปรแกรมสาเร็จรูปในการสารวจสุขภาพจิตในพ้ืนท่ี. (2545). เครื่องช้ีวัดคุณภาพชีวิตของ
องค์การอนามัยโลกชดุ ยอ่ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL–BREF–THAI), สืบคน้ 10 พฤษภาคม 2562.
จติ ราภา กุณฑลบุตร. (2557). การวิจัยเชิงบรรยาย จาก ทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง. (พิมพ์คร้ังที่ 2). สมุทรสาคร:
โรงพิมพ์ บรษิ ทั แปลน พร้ินติง้ จากดั .
ทิพย์ธิดา ณ นคร. (2563). การพัฒนาตัวบ่งช้ีภูมิคุ้มกันเพ่ือการเผชิญวิกฤติตามแนวพุทธจิตวิทยาสาหรับวัย
ผู้ใหญ่. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย.
นวลฉวี ประเสริฐสุข. (2557). จิตวิทยาการทดลอง: หลักการและการปฏิบตั ิ. (พิมพ์ครงั้ ที่ 2). นครปฐม: โรงพมิ พ์
มหาวิทยาลยั ศิลปากร.
วิจิตพาณี เจริญขวัญ. (2554). การทดสอบทางจิตวิทยา. (พิมพ์คร้ังท่ี 8). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ศิริบูรณ์ สายโกสุม. (2549). การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา. (พิมพ์ครั้งท่ี 1). กรุงเทพมหานคร:
สานักพิมพ์มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
_________. (2556). การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคาแหง.
สมชาย รัตนทองคา. (2556). การวัดและประเมินผลทางการศึกษา. เอกสารประกอบการสอน 475 788 การ
สอนทางกายภาพบาบดั ภาคตน้ ปีการศกึ ษา 2556.
สมบัติ ท้ายเรือคา. (2559). การพัฒนาแบบสอบถามและแบบวัดทางจิตวิทยา. วารสารวิจัยเพ่ือพัฒนาสังคม
และชุมชน มหาวทิ ยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. 3(1)(5), 35-36.
สัมฤทธิ์ กางเพ็ง และ สรายุทธ กันหลง. (2560). การวจิ ยั แบบผสมวิธี: กระบวนทัศน์การวจิ ัยในศตวรรษท่ี 21.
(พิมพ์ครั้งท่ี 3). ขอนแกน่ : หา้ งหุ้นส่วนจากัด อภชิ าตการพิมพ์.
สุชรี า ภัทรายุตวรรตน.์ (2556). คู่มือการวัดทางจิตวทิ ยา. (พิมพ์คร้งั ท่ี 5). กรงุ เทพมหานคร: ตรีเทพ.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 245
สวุ ฒั น์ มหัตนิรันดร์กุล, ปรทิ รรศ ศลิ ปะกิจ และวนิดา พมุ่ ไพศาลชัย. (2541). คณุ ภาพชีวติ ของคนไทยในภาวะ
วกิ ฤตเศรษฐกิจ. (รายงานผลการวจิ ยั ). กรมสขุ ภาพจติ . เชยี งใหม่: โรงพยาบาลสวนปรงุ .
_________. (2540). เปรียบเทียบแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกทุก 100 ตัวชี้วัดและ 26
ตวั ชว้ี ัด. (รายงานผลการวิจยั ). กรมสขุ ภาพจิต. เชยี งใหม่: โรงพยาบาลสวนปรุง.
สวุ ิมล ติรกานันท์. (2557). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
อภิชัย มงคล, วัชนี หัตถพนม, ภัสรา เชษฐ์โชติศักด์ิ, วรรณประภา ชะลอกุล, ละเอียด ปัญโญใหญ่. (2544).
การศึกษาดัชนีชี้วดั สขุ ภาพจิตคนไทย (ระดบั บุคคล) .(รายงานผลการวิจยั ). ขอนแกน่ : โรงพยาบาล
จิตเวชขอนแก่น.
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤตกิ รรมศาสตร์.
กรุงเทพมหานคร: สถาบนั วจิ ยั พฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร.
อุมาพร ตรังคสมบัติ และดุสิต ลิขนะพิชิตกุล. (2539). อาการซึมเศร้าในเด็ก: การศึกษาโดยใช้ Children’s
Depression Inventory. วารสารสมาคมจิตแพทย์แหง่ ประเทศไทย. 41(4), 221-230.
Arun Kumar Singh. (2013). Tests Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences. Bharati Bhawan: NewDelhi.
Guilford, J. P. & Fruchter, B. (1978). Fundamental Statistics in Psychology and Education.
(Sixth Edition). New York: McGraw Hill.
Mehrens, W.A. & Lehmann, I.J. (1973). Standardized Test in Education. New York: Holt, Rinehart &
Wiston.
Robert, M. Kaplan & Dennis, P. Saccuzzo. (2009). Psychological Testing. International Student
Edition. USA: Wadsworth, Cengage Learning.
246 Testing and Assessment for Psychology
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 247
แผนการสอนประจาบทที่ 6
เน้ือหาสาคญั การเรียนรูป้ ระจาบท
บทท่ี 6 การสัมภาษณ์และการสังเกต
6.1 การสมั ภาษณ์
6.1.1 ความหมายการสมั ภาษณ์
6.1.2 ประเภทของการสมั ภาษณ์
6.1.3 ขั้นตอนในการสมั ภาษณ์
6.1.4 ขอ้ ดแี ละข้อจากดั ของการสมั ภาษณ์
6.1.5 ความเท่ียงตรงละความเชือ่ มั่นของการสัมภาษณ์
6.1.6 ตวั อย่างแนวคาถามในการสมั ภาษณ์
6.2 การสังเกต
6.2.1 ความหมายของการสงั เกต
6.2.2 ประเภทของการสังเกต
6.2.3 ส่วนประกอบของการสังเกต
6.2.4 ขน้ั ตอนการสงั เกต
6.2.5 เครือ่ งมือที่ใช้ประกอบการสังเกต
6.2.6 คุณสมบัติของการสังเกต
6.2.7 ขอ้ เสียของการสงั เกต
6.2.8 การใชก้ ารสังเกตเป็นวธิ กี ารเกบ็ ข้อมลู
6.3 ตัวอย่างแบบสงั เกตและวิธีวัดพฤติกรรม
คาถามทบทวนบทที่ 6
เอกสารอ้างอิงประจาบท
วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้
หลังจากเรยี นจบบทนี้ นสิ ิต
1. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายความหมายของการสัมภาษณ์
2. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายถึงประเภทของการสัมภาษณ์
3. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธิบายถงึ ข้ันตอนในการสมั ภาษณ์
4. รู้ เขา้ ใจสามารถอธบิ ายขอ้ ดแี ละขอ้ จากดั ของการสัมภาษณ์
5. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายถงึ ความเท่ยี งตรงละความเชือ่ ม่ันของการสมั ภาษณ์
248 Testing and Assessment for Psychology
6. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายแหลง่ ความคลาดเคล่อื นในการสัมภาษณ์
7. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายความหมายของการสังเกต และคณุ สมบัตขิ องการสงั เกต
8. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธิบายถึงประเภทของการสงั เกต
9. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธิบายถึงข้นั ตอนการสังเกต
10. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายถึงขอ้ ดแี ละข้ดจากัดของการสังเกต
11. รู้ เข้าใจและสามารถอธบิ ายความเที่ยงตรงและความเชอ่ื มัน่ ของการสงั เกต
วิธีการสอนและกิจกรรม
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 6 การสมั ภาษณแ์ ละการสงั เกต
2. วธิ ีสอนแบบอภปิ รายเนื้อหา/ชักถาม/และทาคาถามทบทวนในชนั้ เรยี น
3. ศกึ ษาด้วยตนเอง
4. รายงานผลตามกลมุ่ หน้าช้ันเรยี นเป็นลายลกั ษณอ์ กั ษรและวาจา
5. รว่ มวเิ คราะห์เอกสารจาก PowerPoint หน้าช้นั เรยี น
6. สรปุ เน้อื หาทเ่ี รียนในการสอนแตค่ รัง้
7. ทาคาถามทบทวนทา้ ยบทหลงั เรียน แล้วนาผลท่ไี ด้มาวเิ คราะห์พืน้ ฐานความเข้าใจในการ
สัมภาษณ์และการสงั เกต
สอ่ื การเรียนการสอน
1. เอกสารคาสอนบทที่ 6
2. ประเมนิ ผลก่อน/หลงั เรยี น
3. แบบฝึกปฏบิ ตั ิ
4. PowerPoint
5. เคร่อื งคอมพวิ เตอร์
การวดั ผลและประเมินผล
1. สงั เกตการณม์ ีสว่ นร่วมการปฏิบัติของนิสิต
2. สงั เกตการณ์แสดงความคดิ เห็นตามกลมุ่ ของนสิ ิต
3. ศึกษาจากการประเมนิ ผลก่อนและหลงั เรียน
4. สงั เกตความตัง้ ใจเรยี น ความสนใจทจี่ ะฟงั คาถามและตอบปญั หา
5. การทาคาถามทบทวนทา้ ยบท
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 249
บทที่ 6
หลักการสาคญั ของวดั และการประเมินทางจติ วิทยา
การสมั ภาษณ์และการสังเกต เป็นเครื่องมอื ในการศึกษาพฤติกรรมของมนษุ ย์ โดยการเกบ็ รวบรวม
ขอ้ มูลท่ีสาคญั อีก 2 วธิ ี ในบทน้ีจะกล่าวถึง คือ การสัมภาษณ์ (Interview) และการสังเกต (Observation) ทั้ง
สองวิธีมีเทคนิคและวิธีการแตกต่างไปจากการใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังจะเสนอ
รายละเอยี ดดังน้ี
6.1 การสมั ภาษณ์
การสัมภาษณ์1 การสมั ภาษณ์เป็นกระบวนการติดต่อส่ือสารความหมายระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้
ถูกสัมภาษณ์ โดยใช้ภาษาเป็นส่ือ การสัมภาษณ์เป็นรูปแบบหน่ึงของแบบสอบถามท่ีใช้คาพูดสื่อสารแทนการ
เขียนตอบสัมภาษณ์ และการสัมภาษณ์2 เป็นการเก็บรวบรวมท่ีมีการนามาใช้บ่อบในการวิจัย โดยท่ัวไปการ
สัมภาษณ์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง หรือการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ
(Structured interview or Formal Interview) และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Non -Structured
interview) ซึ่งในท่ีน้ีจะขอกล่าวเฉพาะในส่วนของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง ซ่ึงเป็นการเก็บรวบรวม
ขอ้ มลู ทีม่ กี ารใช้บ่อยในการวิจยั เชิงคณุ ภาพ
6.1.1 ความหมายการสัมภาษณ์ (Interview)
การสมั ภาษณ์ เป็นเทคนิคในการเกบ็ ขอ้ มูล อย่างหนึ่งทีน่ ิยมใช้ในการวจิ ยั การเกบ็ ขอ้ มูลชนดิ นเี้ ป็น
วิธีการท่ีผู้ถามและผู้ตอบต้องเผชิญหน้ากันพูดคุย ซักถามหรือสนทนากัน โดยมีจุดมุ่งหมายกาหนดไว้ล่วงหน้า
ส่วนประกอบท่ีสาคัญในการสัมภาษณ์ คือ 1) บทบาทของผู้สัมภาษณ์ 2) พฤติกรรมของผู้ถูกสัมภาษณ์ 3)
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการสัมภาษณ์ 4) สถานการณ์ในการสัมภาษณ์ คุณภาพของข้อมูลขึ้นอยู่กับส่วนประกอบท้ัง 4
ส่วน ดงั น้ี
1. บทบาทของผสู้ มั ภาษณ์ ประกอบดว้ ย
1.1 บทบาทท่ีเกิดจากจานวนผู้สัมภาษณ์: การใช้ผู้สัมภาษณ์เพียงคนเดียวจะทาได้เม่ือตัวอย่างมี
จานวนไม่มากนัก แต่ก็อาจมีปัญหาได้เช่นกัน ถ้าผู้สัมภาษณ์ ไม่จัดปริมาณงานให้เหมาะสมในแต่ละวัน เพราะ
1 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วจิ ยั พฤตกิ รรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร, หน้า 15-16.
2 กรแก้ว จันทภาษา, การสัมภาษณ์, สืบค้น 8 มิถุนายน 2564 จาก https://home.kku.ac.th/korcha/obs1.
html
250 Testing and Assessment for Psychology
การสัมภาษณ์คนจานวนมากทาให้การสัมภาษณ์ตอนท้าย ๆ เกิดความคลาดเคลื่อน อันเนื่องมาจากความล้าของผู้
สัมภาษณ์ได้ และเม่ือมีตัวอย่างจานวนมากจาเป็นตอ้ งใช้ผู้สัมภาษณ์จานวนมาก การทาให้ผู้สมั ภาษณ์ทุกคนอยู่
ในมาตรฐานเดียวกันเป็นเร่ืองสาคัญ ควรมีการฝึกฝนซักซ้อมความเข้าใจของผู้สัมภาษณ์จนแน่ใจได้ว่าอยู่ใน
มาตรฐานเดียวกัน ก่อนที่จะไปปฏิบัติงานจริง ผู้สัมภาษณ์ใหม่แม้จะได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ยังอาจเกิด
ปัญหาในการปฏิบตั จิ รงิ ได้
1.2 บทบาทที่เกิดจากบุคลิกภาพของผู้สัมภาษณ์: บุคลิกและอัธยาศัยของผู้สัมภาษณ์ มีผลต่อ
การตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้วิจัยพึงระลึกเสมอวา่ การสมั ภาษณ์เป็นการรวบรวมขอ้ มูลที่ต้องอาศัยความร่วมมือ
จากผู้ตอบ ทาให้ผู้ตอบต้องเสียเวลาสาหรับกิจวัตรอ่ืน ๆ ควรให้เกียรติผู้ถูกสัมภาษณ์ให้ความเป็นกันเองและให้
ความสนใจคาตอบที่ได้รับ ไม่แปลความหมายของคาตอบด้วยความรู้สึกส่วนตัว และสิ่งท่ีสาคัญ คือ มีความม่ันคง
ไม่อ่อนไหวไปกับผู้ใหส้ ัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์จะต้องกระตุ้นให้ผถู้ ูกสัมภาษณ์อยากตอบคาถามและมีความคงเส้นคง
วาในการตอบคาถาม ผู้สัมภาษณ์ต้องต้ังคาถามให้น่าสนใจไม่ปล่อยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พาออกนอกประเด็นการ
สมั ภาษณ์
1.3 บทบาทท่ีเกิดจากความรับผิดชอบ: การนาเสนอข้อมูลท่ีได้สัมภาษณ์มาต้องตรงตามความ
จริง ไม่มีการต่อเติมหรือสร้างเร่ืองขึ้นเอง ไม่มีการสัมภาษณ์ตัวอย่างด้วยการชักจูงให้ตอบตามเป้าหมายของ
ตนเอง ดงั นน้ั ผู้สมั ภาษณจ์ ะตอ้ งเป็นผูท้ ี่มคี วามรับผดิ ชอบและมคี วามซ่ือสตั ยใ์ นการปฏิบัติงาน
1.4 บทบาทท่ีเกิดจากการฝึกอบรม: การฝึกอบรมเป็นวิธีการเพิ่มทักษะในการสัมภาษณ์ท่ีใช้
ระยะเวลาน้อยและสามารถฝึกอบรมได้คราวละมาก ๆ ในการฝึกอบรมต้องมีการชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการ
วิจัยและจุดมุ่งหมายในการทางาน ความหมายของข้อคาถามแต่ละข้อและลักษณะของคาตอบที่คาดหวัง เพ่ือ
ความรอบคอบในการสัมภาษณ์และนาผู้ตอบไปสู่ประเด็นท่ีต้องการ ลาดับข้อคาถามอย่างถูกต้อง สภาพพื้นที่
ปฏิบัติงาน และกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย วิธีการทางานเป็นหมู่คณะ เทคนิคการสัมภาษณ์ เช่น วิธีการซักถาม การ
ป้อนคาถาม การบันทึก การแปลความหมายของข้อมูลท่ีสังเกตได้ บุคลิก ท่าทาง ตลอดจนแรงจูงใจ และการ
รักษาระเบียบวินัยในการทางาน บทบาทของผู้สัมภาษณ์เป็นสิ่งสาคัญ และผู้วิจัยสามารถดาเนินการเพื่อให้
เป็นไปตามท่ีต้องการได้ โดยการวางแผนคัดเลือกบุคคลท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสมมาฝึกฝนให้เกิดทักษะก่อนการ
ปฏิบตั ิงาน
2. พฤติกรรมของผู้ถูกสัมภาษณ์: ผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นส่วนท่ีสาคัญเช่นกัน การควบคุมที่ตัวผู้ถูก
สมั ภาษณ์เพ่ือไมใ่ ห้เกิดความคลาดเคล่ือนทาได้ยาก แม้จะมีการวางแผนเป็นอย่างดี เนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างผู้
สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีผลกระทบต่อความถูกต้องของข้อมูลท่ีได้ค่อนข้างมาก ผู้สัมภาษณ์ต้องมี
ความสามารถในการพิจารณาลักษณะตามธรรมชาติของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่มีต่อบุคคลแปลกหน้า การศึกษาใน
เบื้องต้นเก่ียวกับธรรมชาติและสภาพสังคมของกลุ่มตัวอย่างจะเป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อการวางแผนและการ
เตรียมผู้สัมภาษณ์ก่อนการปฏิบัติงานจริง ผู้วิจัยจึงควรมีการระบุกลุ่มตัวอย่างที่ชัดเจน เพ่ือไม่ให้เกิดการสับสน
ในการเตรียมการเร่อื งนี้ นอกจากน้ี ความรู้ของผู้ถูกสัมภาษณ์ ความสนใจต่อเรื่องท่ีถามและการให้ความร่วมมือ
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 251
ในการตอบคาถามด้วยความเต็มใจ โดยมักจะพบเสมอว่าถ้าเป็นการสัมภาษณ์ในเร่ืองที่ผู้ถูกสัมภาษณ์มีความรู้
หรือมีความสนใจ หรือเป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องโดยตรง จะได้รับความร่วมมือและมีความเต็มใจในการตอบคาถาม
ทาให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนน้อยลงไปด้วย
3. เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการสัมภาษณ์
3.1 การสร้างเคร่ืองมือทาเช่นเดียวกับการสร้างแบบสอบถาม คือ การพิจารณาชนิดของตัวแปร
การให้นยิ ามเชิงทฤษฎีและการให้นิยามเชิงปฏบิ ัติการ จากน้ันเรียบเรยี งประเดน็ ทตี่ ้องการถาม
3.2 ความยาวของแบบสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ต้องคานึงถึงเวลาท่ีใช้ในการสัมภาษณ์ หากแบบ
สมั ภาษณย์ าวมากจะใชเ้ วลานาน อาจทาให้ผถู้ กู สมั ภาษณ์เกิดความเบื่อหน่ายได้
3.3 ข้อคาถามควรมีลักษณะดังน้ีคือ เป็นข้อความท่ีเข้าใจง่าย ไม่ต้องเสียเวลาในการอธิบาย
หลายครั้ง มีใจความหลักเพียงอย่างเดียวเพื่อไม่ให้ผู้ตอบสับสนว่าจะตอบประเด็นใด เป็นคาถามที่น่าสนใจ
สาหรบั ผู้ถูกสมั ภาษณ์ ไม่เปน็ ข้อความที่ล่วงละเมดิ สิทธิของผ้อู ื่น ไม่เป็นคาถามท่ีชักนาใหผ้ ู้ถูกสมั ภาษณ์เอนเอยี ง
ไปดา้ นใดดา้ นหนงึ่ มีการจดั เรียงลาดับอย่างต่อเนอื่ ง
4. สถานการณใ์ นการสัมภาษณ์
4.1 รปู แบบการสมั ภาษณ์ ผวู้ ิจยั สามารถดาเนนิ การการสัมภาษณ์ดงั น้ี
1) แบง่ ตามรปู แบบการสัมภาษณ์
(1) การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ เป็นการสัมภาษณ์ท่ีผู้ถูกสัมภาษณ์รู้ตัวล่วงหน้ามี
การนัดหมายอย่างเป็นทางการ นิยมใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง เช่น การสารวจความคิดเห็นของ
ประชาชนในเรื่องต่าง ๆ การเก็บข้อมูลในลักษณะเป็นทางการทาให้สามารถควบคุมเวลาการเก็บข้อมูลได้ แต่การ
สัมภาษณ์แบบนี้อาจทาให้เกิดความกดดันแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์ ทาให้คาตอบที่ได้อยู่ในวงจากัด และในบางครั้งเป็น
คาตอบทีไ่ มต่ รงกับความเปน็ จริง
(2) การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการเป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่รู้ตัว ผู้
สัมภาษณ์จะต้ังคาถามคล้ายกับการสนทนากันท่ังไป ผู้สัมภาษณ์ต้องได้รับการยอมรับจากผู้ถูกสัมภาษณ์จึงจะได้
ข้อมูลที่ต้องการ เน่ืองจากไม่มีการใช้แบบสัมภาษณ์ทาให้ได้ข้อมูลไม่จากัด แต่ผู้สัมภาษณ์จะต้องถามให้ครบทุก
ประเดน็ เพราะถ้าถามไม่ครบผสู้ ัมภาษณต์ ้องกลับไปสัมภาษณใ์ หม่ ซึง่ เป็นเรือ่ งทที่ าได้คอ่ นข้างยากและอาจจะ
ได้ข้อมูลท่ีไม่สอดคล้องกับข้อมูลเดิม วิธีการน้ีนิยมใช้มากในการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยทางมนุษย์วิทยา
ในการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการต้องใช้เวลามากกว่า การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ นอกจากนี้ การทา
ความคุน้ เคยกับผู้ถูกสัมภาษณอ์ าจเป็นสาเหตุให้ผ้สู มั ภาษณเ์ กิดความลาเอียงได้เช่นกนั
2) แบง่ ตามจานวนผถู้ กู สมั ภาษณ์
(1) การสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล เป็นการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายทีละคนในช่วงเวลา
เดียวกัน หรือสัมภาษณ์แต่ละบุคคลเป็นระยะอย่างต่อเน่ือง เพ่ือศึกษาพัฒนาการ เช่น การศึกษาลักษณะการ
252 Testing and Assessment for Psychology
ปรับตัวของพนักงานใหม่ ต้องสัมภาษณ์พนักงานแต่ละคนในช่วงเวลาต่าง ๆ เพ่ือศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกดิ ข้นึ
(2) การสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม เป็นการสัมภาษณ์กลุ่มบุคคลที่เก่ียวข้องกับประเด็นท่ีต้องการ
ศึกษา เช่น การศึกษาลักษณะการพัฒนาอุตสาหกรรมในครัวเรือน การสัมภาษณ์ต้องทาการสัมภาษณ์สมาชิก
ท้ังหมด เพราะสมาชิกแต่ละคนมีตาแหน่งหน้าที่การผลิตที่แตกต่างกัน ทาให้การแสดงออกของบทบาทแตกต่าง
กันไปด้วย จะต้องนาขอ้ มลู จากสมาชิกทุกคนมาพจิ ารณาร่วมกัน
การที่ผู้วิจัยเลือกใช้การสัมภาษณ์ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จะทาให้ผู้วิจัยมีโอกาส
สังเกตรายละเอียดเก่ียวกับกิริยาอาการและพฤติกรรมของผู้ถูกสัมภาษณ์ ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาเลือกวิธีการ
จากส่วนประกอบทัง้ 4 มาผสมกันให้สอดคลอ้ ง โดยมเี ป้าหมายเพอ่ื ใหไ้ ด้รายละเอียดทเี่ ป็นข้อเทจ็ จรงิ
4.2 เวลาทใ่ี ชใ้ นการสัมภาษณ์ การใช้เวลามากจะมีผลต่อความรู้สกึ ของผู้ถกู สัมภาษณ์ทาให้เกิด
ความเบือ่ หน่าย แตถ่ า้ ใช้เวลาอย่างเหมาะสมไมม่ ากจนเกนิ ไป ผตู้ อบจะใหค้ วามสนใจทาให้ได้ขอ้ มลู ที่นา่ เชอื่ ถือ
มากกว่า เช่นเดียวกับการเลือกช่วงเวลาเพ่ือทาการสัมภาษณ์จะต้องไม่กระทบต่อภารกิจประจาวันของผู้ถูก
สมั ภาษณ์ ไมว่ า่ จะเป็นเวลาการทางานหรือเวลาพักผ่อน
4.3 สถานท่ีที่ทาการสัมภาษณ์ ต้องเป็นที่เหมาะสมและอานวยความสะดวกแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์
เช่น ท่บี ้านผู้ถกู สมั ภาษณ์ ในขณะเดยี วกันต้องคานงึ ถึงความปลอดภัยของผสู้ มั ภาษณ์ด้วย
6.1.2 ประเภทของการสมั ภาษณ์
การสมั ภาษณแ์ บ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ ตามลักษณะของการสมั ภาษณ์ ดังนี้
1) แบบของแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างหรือมีคาถามที่แน่นอน (Structured or formal
interview)
2) แบบของแบบสัมภาษณ์แบบไม่มโี ครงสร้างแน่นอน (Unstructured or formal interview) คือ
การสัมภาษณ์ที่ต้องการข้อมูลท่ีละเอียดลึกซ้ึง เป็นการสัมภาษณ์แบบเปิดกว้าง ไม่จากัดคาตอบ บางคร้ังจึง
เรียกว่า การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ เนื่องจากเป็นการสัมภาษณ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง การสัมภาษณ์แบบ
ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured or formal interview) ท่ีมีจุดความสนใจเฉพาะ เรียกว่า การสัมภาษณ์แบบ
เจาะลึก (In-depth Interview)
1. การสัมภาษณแ์ บบเจาะลึก (In-depth Interview)
คือการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) เป็นการซักถามพูดคุยกัน
ระหว่างผู้สมั ภาษณ์และผ้ใู ห้สัมภาษณ์เป็นการถามเจาะลึกล้วงคาตอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนการถามนอกจากจะ
ให้อธิบายแล้วจะต้องถามถึงเหตุผลด้วยการสัมภาษณ์แบบนี้จะใช้ได้ดีกับการศึกษาวิจัยฝนเร่ืองที่เก่ียวกับ
พฤติกรรมของบคุ คลเจตคตคิ วามต้องการความเช่ือค่านิยมบุคลิกภาพในลักษณะตา่ ง ๆ
ขอ้ ดีของวธิ กี ารสมั ภาษณแ์ บบเจาะลึก
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 253
1) เปน็ วธิ ีการที่ทาใหผ้ ้สู ัมภาษณ์ไดพ้ ดู อย่างละเอยี ดและลกึ ในหัวขอ้ เฉพาะท่ีต้องการ
2) เป็นการติดต่อส่ือสารโดยตรงสามารถทาให้เข้าใจในข้อมูลระหว่างกันและกันได้ดีถ้ามีความ
เขา้ ใจผดิ ก็สามารถแก้ไขไดท้ ันที
3) มีลักษณะยืดหยุ่นได้มากสามารถดดั แปลงและแก้ไขคาถามจะกวา่ ผ้ตู อบจะเข้าใจคาถาม
4) ขณะทท่ี าการสมั ภาษณ์ผวู้ จิ ยั สามารถใช้วธิ กี ารสังเกตไปด้วยได้ว่าผ้ตู อบมีความจรงิ ใจกับการ
ตอบหรอื ไม่
2. ขอ้ จากัดของวธิ ีการสัมภาษณแ์ บบเจาะลกึ
1) ความสัมพนั ธ์ทใ่ี กลช้ ดิ กบั ผถู้ ูกสัมภาษณแ์ ละความไวว้ างใจอาจมผี ลต่อการให้ข้อมูล
2) การที่ผใู้ หส้ ัมภาษณ์ไม่สนใจมติของเวลาอาจหลงลืมเล่าบางอย่างหรอื คิดว่าเป็นเรอ่ื งธรรมดา
หรอื ไมส่ าคญั อย่างท่ีผูส้ ัมภาษณ์มองเห็นเขากจ็ ะไมเ่ อ่ยถึงทาให้เกิดการละทิง้ รายละเอียดต่าง ๆ ไปมาก
3) ตอ้ งระวงั ไมใ่ ส่ความคิดของตนเองลงไปในความคิดของผู้ถูกสัมภาษณ์
4) ส้นิ เปลอื งคา่ ใช้จา่ ยมาก (ใชเ้ วลางบประมาณและพลงั งานมาก)
5) ข้อมูลท่ไี ด้จากการสัมภาษณ์จะเช่ือถอื ได้หรือไมข่ ้ึนอยู่กบั ความรว่ มมือและความเต็มใจของผู้
ถกู สัมภาษณ์
6) ความสาเรจ็ ในการเกบ็ ขอ้ มลู วิธีนีข้ น้ึ อย่กู บั ความสามารถของผู้สมั ภาษณ์
7) การสมั ภาษณ์ข้ึนอยูก่ ับสภาพทางอารมณ์ซ่งึ อาจสง่ ผลใหเ้ กิดการบิดเบอื นได้
8) การสัมภาษณ์บางคร้ังขน้ึ อยู่กับการตัดสนิ ใจทันทีทันใดและความจาของผูถ้ ูกสัมภาษณ์ทาให้
ข้อมูลอาจผิดพลาดได้
อย่างไรก็ตามปัจจุบันนักวิจัยส่วนใหญ่ เช่น Berg3 Merriam4และ Nachmias and Nachmaias5
เป็นต้น มักแบง่ ประเภทของการสมั ภาษณ์ออกเป็นประเภทใหญ่ๆ และประเภทของแบบสัมภาษณ์ก็สอดคล้อง
กบั ประเภทของการสมั ภาษณ์ กลา่ วคอื การสัมภาษณ์ควรแบง่ เป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1) การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างหรือแบบมาตรฐาน (Standardized or formal or structure
interview)
2) การสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงการหรือแบบไม่มาตรฐาน (Unstandardized or informal or
unstructured interview)
3 Berg, B.L., (2010), Qualitative Research Methods, (5th Edition), USA: Peason.
4 Merriam, S. B., (2001), Qualitative Research and Case Study Applications in Education, San
Francisco: Jossey-Bass. [2010, February, 25].
5 Nackmias, C. F. and Nackmaias, D., (2000), Research Methods in Social Science, (4th Edition),
New York: Worth Publish.
254 Testing and Assessment for Psychology
3) การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้างหรือแบบก่ึงมาตรฐาน (Semi Standardized or guided-
semi structure or focused interview)
สาหรับแบบสัมภาษณ์แบบก่ึงมีโครงสร้างนั้น การกาหนดข้อคาถามที่แน่นอนจะมีน้อยกว่าแบบ
สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้สัมภาษณ์มีความยึดหยุ่นในกระบวนการสัมภาษณ์และการใช้แบบสัมภาษณ์
มากกว่าการใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แต่ก็ยังมีกรอบของข้อคาถามมากกว่าแบบสัมภาษณ์แบบไม่มี
โครงสร้าง เปน็ ต้น
6.1.3 ขนั้ ตอนในการสัมภาษณ์
1. การเตรียมการสมั ภาษณ์ ได้แก่ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง (ใครจานวน) การวางแผนการสัมภาษณ์
(แนวคาถามกาหนดเวลาในการสัมภาษณ์นัดหมาย) และเตรียมอุปกรณ์การจดบันทึกให้เหมาะสมกับ
สถานการณ์
2. การเริ่มสัมภาษณ์ ไดแ้ ก่ แนะนาตนเอง สร้างบรรยากาศให้รสู้ ึกเป็นกนั เอง บอกวัตถุประสงค์ใน
การมาสมั ภาษณ์ และถ้าตอ้ งจดบนั ทกึ หรือใชเ้ ครือ่ งบันทกึ เสยี งต้องแจ้งใหผ้ ้ถู กู สัมภาษณ์ทราบ
3. การสัมภาษณ์ ได้แก่
1) ใช้แนวคาถาม (Interview Guide) ท่ีเตรียมมา (แนวคาถามคือรายการหัวข้อและคาถามท่ี
นักวิจัยสร้างข้นึ และจดั ลาดับไว้เพ่ือใช้เปน็ แนวทางในการสมั ภาษณ)์
2) ฟงั อย่างต้ังใจใส่ใจและป้อนคาถามเหมาะสมกบั เวลา
3) เปน็ ผู้ถูกถามบา้ ง (Two ways)
4) หดั มองไมเ่ หน็ บา้ ง (Expressing cultural ignorance)
4. การบันทึกข้อมูลและการสิ้นสุดการสัมภาษณ์ โดยรีบทาการบันทึกให้สมบูรณ์หลังจากการ
สัมภาษณเ์ สร็จสิน้
6.1.4 ข้อดีและข้อจากัดของการสมั ภาษณ์
การสมั ภาษณท์ ี่ดีควรคานึงถึงการดาเนินการอย่างมีข้นั ตอนดังต่อไปนี้
1. การเตรียมการสัมภาษณ์ ให้มีความชัดเจนในเร่ืองจุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์ ศึกษาข้อมูลผู้
ถกู สัมภาษณ์ สร้างแบบสมั ภาษณแ์ ละทดลองใชแ้ บบสัมภาษณ์
2. การดาเนินการสัมภาษณ์ ส่ิงสาคัญคือผู้สัมภาษณ์จะต้องสร้างบรรยากาศของความคุ้นเคยเป็น
มิตรและไว้วางใจระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์ การดาเนินการสัมภาษณ์จะต้องมีขั้นตอนการเปิด
สัมภาษณร์ ะหว่างการสมั ภาษณ์และการปิดสมั ภาษณ์
3. ระหวา่ งการสมั ภาษณ์ ผสู้ ัมภาษณ์ตอ้ งตั้งคาถามให้ตรงประเด็นและชดั เจน ใชภ้ าษา สภุ าพ ควร
ใช้คาถามบางคาถามตรวจสอบความจริงของคาตอบ หลักเล่ียงการถามนา สามารถชักจูงให้ผู้ถูกสัมภาษณ์
กลบั มาตอบในสิง่ ทต่ี อ้ งการได้ และบนั ทึกผลการสมั ภาษณต์ ามความเป็นจรงิ
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 255
4. การสัมภาษณ์ต้องการผู้สัมภาษณ์ที่มีทักษะและมีประสบการณ์ มีความเป็นปรนัย มีความไว
และไม่มีอคติ ดังนั้น ผู้สัมภาษณ์ท่ียังไม่มีประสบการณ์ต้องได้รับการฝึกทักษะและเทคนิคต่าง ๆ ในการ
สัมภาษณ์ เช่น การพัฒนาความคุ้นเคย เทคนิคการตั้งคาถาม และการเตรียมการสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่
เที่ยงตรงเปน็ ปรนัยและเชอื่ ถอื ได้
6.1.5 ความเทีย่ งตรงละความเชื่อมน่ั ของการสัมภาษณ์
ความเท่ียงตรงและความเช่ือมั่นของการสัมภาษณ์ข้ึนอยู่กับการได้รับข้อมูลต่าง ๆ ตามที่ต้องการ
โดยมีคาถามต่าง ๆ ที่สอดคล้องตรงตามวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ ความเชื่อถือได้ของการสัมภาษณ์เป็น
ความคงเส้นคงวาของการตอบ อาจตรวจสอบได้จากการภามซ้าแบบเดิมหรือในรูปแบบท่ีแตกต่างกันเล็กน้อย
ในภายหลังหรือใช้ผู้สัมภาษณ์หลายคน หรือดูความเชื่อถือได้ของการสัมภาษณ์และการให้คะแนนการ
สัมภาษณ์มีประโยชน์ท่ีทาให้ทราบข้อมูลเก่ียวกับความรู้สึก ความคิด การกระทาและทัศนคติเพ่ิมเติม
นอกเหนือจากคาตอบ แตก่ ารสมั ภาษณส์ ้นิ เปลอื งเวลาและคา่ ใช้จา่ ยมาก
1. ประโยชนข์ องการสัมภาษณ์
1) สามารถนาไปใชไ้ ดก้ ับคนทุกกลุ่ม ทกุ เพศ ทกุ วัย ไม่มปี ญั หาจากการอา่ น และเขียน
2) สามารถดดั แปลงและปรบั ปรุงวิธกี ารสัมภาษณ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ทเ่ี กิดข้ึนได้ตลอดเวลา
การสมั ภาษณ์ และสามารถอธบิ ายคาถามที่ผถู้ ูกสมั ภาษณ์ไมเ่ ข้าใจได้
3) ทาให้ได้จานวนตัวอย่างมากกวา่ การใช้แบบสอบถามทางไปรษณยี ์
4) ได้ข้อมูลที่ผู้วิจัยไม่ได้วางแผนก่อน เพราะการสัมภาษณ์ทาให้กลุ่มตัวอย่างเปิดเผยข้อมูล
มากกว่าและยงั สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลไดใ้ นระหว่างการสมั ภาษณ์
5) สามารถสังเกตกิริยาอาการของผู้ถูกสัมภาษณ์ในขณะสัมภาษณ์ ซ่ึงจะนาไปสู่การพิจารณา
ความน่าเช่ือถอื ของขอ้ มูลทไ่ี ด้
6) ทาให้รายละเอียดเก่ียวกับตัวแปรด้านอารมณ์ และตัวแปรความรู้สึกมากกว่าการใช้
แบบสอบถาม
2. จุดออ่ นของการสัมภาษณ์ในการเกบ็ ขอ้ มูล
1) คุณภาพของข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ขน้ึ อยู่กับประสบการณ์และบุคลิกภาพของผู้สัมภาษณ์ใน
งานวิจัยหน่ึง ๆ จะมีผู้สัมภาษณ์ท่ีมีคุณสมบัติตามที่ต้องการไม่มากนัก ต้องอาศัยการฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ีอ่ืน ซ่ึงยัง
ไม่มีประสบการณ์เข้ามาช่วย อาจทาให้ผลการสัมภาษณ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการได้ ส่วนการจ้างบุคลากรท่ีมีความ
ชานาญก็เท่ากับเปน็ การเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นเช่นกนั
2) การควบคุมให้ผู้สัมภาษณ์ทุกคนอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เป็นอีกปัญหาหน่ึงของการปฏิบัติงาน
สนาม แม้ว่าจะมีการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี หากเกิดการเหน็ดเหน่ือยจากการทางานติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน
ยอ่ มส่งผลต่อการสัมภาษณ์
3) ใชเ้ วลาและค่าใชจ้ ่ายมากกว่าการใช้แบบสอบถาม
256 Testing and Assessment for Psychology
4) หากกลุ่มตวั อย่างมีลักษณะกระจดั กระจาย จะทาให้การเกบ็ ข้อมูลต้องใชเ้ จา้ หน้าทเ่ี พ่มิ ขน้ึ ซึ่ง
เทา่ กับเปน็ การเพิ่มค่าใชจ้ า่ ยอกี เช่นกนั
5) มีปัญหาในการควบคุมผู้ถูกสัมภาษณ์ให้ตอบอย่างคงเส้นคงวาตลอดระยะเวลาของการ
สมั ภาษณ์
6) เม่ือผู้ถูกสัมภาษณ์รู้ตัวว่าถูกสัมภาษณ์จะพยายามตอบทางด้านบวกเท่านั้น ทาให้ได้ข้อมูลที่
คลาดเคลือ่ นจากความเป็นจริง6
6.1.6 ตัวอย่างแนวคาถามในการสัมภาษณ์7
แนวคาถามสาหรบั ผู้วจิ ัย
การพฒั นาตัวบ่งชภี้ มู ิคุ้มกนั เพื่อการเผชิญวกิ ฤตตามแนวพุทธจิตวิทยาสาหรบั คนวัยผใู้ หญ่
นางสาวทพิ ย์ธดิ า ณ นคร
นกั ศึกษาปริญญาเอก มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
นักวิจยั ผู้ปฏบิ ตั หิ น้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจะตอ้ งอธิบายรายละเอียดของโครงการวจิ ัยครง้ั นี้
ตามรายการดังตอ่ ไปนี้
1) ให้นักวิจัยแนะนาตนเองพร้อมกับอธิบายวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างละเอียดให้กับผู้ให้
ขอ้ มูลรับทราบ พร้อมทั้งอธิบายถึงเหตุผลในการสัมภาษณ์คร้ังนี้ ถ้าหากว่าระหว่างการสนทนารู้สึกไม่สบายใจ
หรือตดิ ภารกิจเร่งดว่ น ผู้ใหข้ อ้ มลู สามารถหยุดการใหส้ ัมภาษณ์และออกจากวงสนทนาไดท้ กุ เมอื่
2) ให้นักวิจัยอธิบายว่าข้อมูลท่ีได้จากการสนทนาจะนาไปใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลตาม
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัยข้างต้น ข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์จะถูกเก็บเป็นความลบั มิได้นาไปใชใ้ นเหตุผลอื่น
และจะใชใ้ นการวจิ ัยนเ้ี ทา่ น้ัน
3) ช้ีแจงว่าจะมีการบันทึกเสียงตลอดการสนทนาเพ่ือใช้เป็นหลักฐานในการนาเสนอข้อมูล และ
ถอดเทปเป็นร้อยแก้วที่จะนาไปสู่ขอ้ มูลเน้ือหา และใชส้ าหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจงึ ขออนุญาตบันทึกเสียงด้วย
(จะมีการใช้ช่ือสมมติในรายงานการวจิ ัย จะไม่มีการถ่ายภาพระหว่างการสัมภาษณ์มีเพียงการอัดเสียงเพ่ือเก็บ
ข้อมลู เท่านน้ั )
6 สุวิมล ติรกานันท์, (2557), ระเบยี บวิธีการวิจยั ทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , หน้า 102-144.
7 ทิพย์ธิดา ณ นคร, (2563), การพัฒนาตัวบ่งชี้ภูมิคุ้มกันเพ่ือการเผชิญวิกฤติตามแนวพุทธจิตวิทยาสาหรับวัย
ผู้ใหญ่, (ปริญญานพิ นธป์ รญิ ญาดษุ ฎีบณั ฑิต), พระนครศรีอยุธยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 257
4) ขอให้ผู้ให้ข้อมูลเซ็นเอกสารยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยพร้อมท้ังเชิญชวนผู้ให้ข้อมูลกล่าวว่า
ตนเองว่ายนิ ดีใหส้ มั ภาษณ์และบนั ทกึ เสยี ง
5) เร่ิมถามคาถามนาเพื่อสร้างสัมพันธภาพ ได้แก่ การพูดถึงอาชีพ ลักษณะทางเศรษฐกิจและ
สังคม หรอื ประเดน็ อืน่ ๆ ที่ไมใ่ ช่ประเดน็ หลกั ของการรวบรวมขอ้ มูลครั้งนี้
การพฒั นาตัวบง่ ชภี้ มู ิคุ้มกนั เพ่ือการเผชิญวิกฤตตามแนวพทุ ธจิตวทิ ยาสาหรับคนวยั ผใู้ หญ่
นามสมมุต.ิ ............................................ผู้ให้ขอ้ มลู รายท่ี ......................................................................
วัน/เดอื น/ปี ........................ เวลา .......................................................................................................
สถานทแ่ี ละบรรยากาศ
..............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................
สว่ นที่ ๑ แบบบันทกึ ข้อมูลส่วนบคุ คล
ผูใ้ ห้ข้อมลู เลขท.ี่ .................. นามสมมติ............................................... เพศ.............. อาย.ุ ............... ปี
สถานภาพ........................... อาชพี ................................................ศาสนา.............................................
การศึกษา ............................สมาชิกในครอบครัวมจี านวน ........... คน ไดแ้ ก.่ ......................................
....................................................................................... .......................................................................
............................................................................................................................. .................................
สว่ นท่ี ๒ แนวคาถามในการสัมภาษณ์
ก. ประสบการณ์การเผชิญวิกฤต 1) รายละเอยี ดของเหตุการณ์วกิ ฤตเปน็ อย่างไรบ้าง ท่าน
[รายละเอียดของวิกฤต] ทราบเร่ืองน้ีได้อยา่ งไร
[สภาพจติ ใจเมอ่ื เผชิญวิกฤต] 2) ขณะท่ีไดร้ ับทราบว่าวิกฤตเกิดขน้ึ ท่านจัดการกับ
สถานการณน์ ้นั อย่างไร สภาพจิตใจของท่านในตอนนั้นเป็น
ข. การจัดการกบั วกิ ฤตท่เี กดิ ขนึ้ อย่างไร
[การจัดการกับวิกฤต]
3) ทา่ นมวี ิธีการจัดการกับความรู้สกึ ทเ่ี กิดขนึ้ ยังไงบ้าง และ
ผ่านพน้ วกิ ฤตเหลา่ นี้ได้อย่างไร
258 Testing and Assessment for Psychology
[ระยะเวลาทีใ่ ช้เผชิญวกิ ฤต] 4) ทา่ นใช้เวลานานเทา่ ไหร่ ในการจัดการปัญหาและ
ความรสู้ กึ ภายในท่เี กิดข้ึน
ค. องคป์ ระกอบของภูมคิ ุ้มกันเพ่ือการเผชญิ วกิ ฤต
[องค์ประกอบหลกั ] 5) อะไรท่ีมสี ่วนชว่ ยให้ท่านหายจากความทุกข์ทเ่ี กิดขน้ึ
[ปจั จยั ภายใน] 6) ทา่ นคดิ ว่าคณุ สมบัติอะไรในตวั ของทา่ นที่ช่วยใหท้ ่านผ่าน
อปุ สรรคคร้ังนี้ไปได้ กรุณาเล่ารายละเอยี ด
[ปัจจัยภายนอก] 7) นอกจากคุณสมบตั ภิ ายในตวั แล้ว มอี ยา่ งอ่นื ทช่ี ว่ ย
สนบั สนุนให้ผ่านพ้นวกิ ฤตครง้ั นไี้ ปไดห้ รือไม่ ถ้ามีไดแ้ ก่
อะไรบา้ ง และชว่ ยไดอ้ ยา่ งไร
ง. แนวคิดและการดาเนนิ ชวี ติ ทเ่ี ปลี่ยนไปหลังจากการเผชญิ วกิ ฤต
[สภาพจิตใจหลงั จากการเผชญิ วิกฤต] 8) ทุกวนั นที้ ่านมีความรสู้ ึกอย่างไรบ้างเก่ียวกบั เหตุการณ์ใน
คร้งั นั้น มีบา้ งไหมท่ีใจยอ้ นกลบั ไปถงึ เรื่องราววิกฤตเหล่าน้นั
ถ้ามี ทา่ นมวี ิธจี ดั การกับความรสู้ ึกที่เกิดขึน้ อยา่ งไร
[แนวคดิ ที่เปลี่ยนไป] 9) ทา่ นได้เรยี นร้อู ะไรบ้างจากวิกฤตครั้งนี้ ทา่ นมีวธิ ีคิดท่ี
เปล่ยี นไปหรือไม่อยา่ งไร
[การดาเนินชวี ติ ท่ีเปล่ยี นไป] 10) หลงั จากวิกฤตผา่ นไปแลว้ ทา่ นมกี ารดาเนินชวี ิต
เปล่ยี นแปลงไปอย่างไร
จ. แนวทางในการสร้างเสรมิ ภมู คิ มุ้ กันเพื่อการเผชญิ วกิ ฤต
[ภมู ิหลังทีเ่ สริมสรา้ งภูมิคมุ้ กันฯ] 11) ชวี ิตในวัยเดก็ รวมถึงประสบการณ์ชวี ิตทผี่ ่านมามผี ลกับ
การเอาชนะอปุ สรรคคร้ังนีห้ รือไม่ มีรายละเอียดอย่างไร
[แนวทางในการสรา้ งเสริมภมู ิคุ้มกนั ฯ] 12) ท่านจะแนะนาวธิ กี ารเตรียมตนเองใหพ้ ร้อมรับมือวกิ ฤต
ใหก้ ับคนทั่วไปอย่างไร
6.2 การสงั เกต
การสังเกต (Observation)8 เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล โดยใช้ประสาทสัมผัสศึกษา
พฤติกรรมมนุษย์ การสังเกตหรือเฝ้าดูเหตุการณ์พฤติกรรมของผู้ถูกสังเกต เพ่ือให้ได้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์
ของผู้สังเกต คือ การพิจารณาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนเพื่อค้นหาความจริงจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดย
อาศัยประสาทสมั ผสั ทง้ั 5 ของผสู้ งั เกตโดยตรง
8 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วจิ ัยพฤติกรรมศาสตร์, กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, หน้า 17-18.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 259
6.2.1 ความหมายของการสังเกต
การสังเกต9 เป็นเครื่องมือข้ันแรก สาหรับการทางานวิจัย กล่าวคือ เป็นวิธีพื้นฐานสาหรับการใช้
วิธีการอื่น ๆ การสังเกต หมายถึง การเฝ้าอย่างเอาใจใส่แล้วจดบันทึกพฤติกรรมของบุคคลท่ีถูกสังเกตหรือเฝ้าดู
อย่างมีระบบ ฉะนั้นการสังเกตต้องมีแบบบันทึกการสังเกตทุกคร้ัง จะเห็นว่าการสังเกตต้องใช้สมาธิโดยอาศัยหูฟัง
และตาดูเป็นสาคัญ แต่เป็นการฟังและดูที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนแน่นอน การสังเกตโดยธรรมชาติและโดยลักษณะ
ของวิธีการหรือที่เรียกว่า Traditional observation นั้น มีลักษณะของการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็น
ธรรมชาติ ไม่ไปจัดสถานการณ์หรือไม่ไปแก้ไขการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของแหล่งข้อมูล (Adler and Adler)10
ซ่ึงวัตถุประสงค์ของการสังเกต คือ การช่วยให้เกิดความเข้าใจและรู้จักผู้ถูกสังเกตได้ดีขึ้น ตลอดจนเป็นการ
รวบรวมข้อมูลสาหรับเป็นแนวทางการศึกษาที่ลึกซึ้งต่อไป โดยทั่วไปนิยมการสังเกตประเภท สังเกตโดยตรง
(Direct observation) คือ การที่ผู้สังเกตเฝ้าดูพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนในสถานการณ์ใดสถานการณ์
หนง่ึ แล้วบันทึกสิง่ ท่สี งั เกตในแบบสงั เกตอย่างเพยี งพอทาให้ได้ข้อมูลแบบปฐมภูมิ ซึง่ มคี วามนา่ เชอื่ ถือ เปน็ ตน้
การสังเกตเป็นกระบวนการที่ผู้สังเกตทาการเก็บรวบรวมข้อมูลโดย การจดบันทึกพฤติกรรมของ
กล่มุ ตวั อยา่ งในสถานการณ์ใดสถานการณห์ น่ึงทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั ประเด็นทศ่ี ึกษา11
● วิธีการสังเกตพฤติกรรม12 มุ่งศึกษาพฤติกรรมภายนอก ซ่ึงเป็นพฤติกรรมท่ีสามารถสังเกตได้
ส่วนการศึกษาพฤติกรรมภายในน้ัน สามารถศึกษาได้โดยสันนิษฐานจากพฤติกรรมภายนอก มีหลักสาคัญ
เบ้ืองต้นก่อนจะเริ่มทาการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม คือ ผู้สังเกตและผู้บันทึกพฤติกรรม ซ่ึงอาจจะมี 1 คน
หรือมากกว่า 1 คน จะต้องกาหนดลักษณะพฤติกรรมท่ีจะสังเกต และบันทึกพฤติกรรมให้ถูกต้องแน่นอนและ
ชัดเจน เพ่ือให้สามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมที่ผู้ถูกสังเกตแสดงออก และสามารถบันทึกพฤติกรรมท่ีแสดงออก
น้ันได้ตรงประเด็น นอกจากน้ีผู้สังเกตและบันทึกพฤติกรรมจะต้องกาหนดเวลา และสถานท่ีของการสังเกตให้
แน่นอน ตลอดท้ังเลือกลักษณะของการบันทึกพฤติกรรม และวิธีการบันทึกพฤติกรรมให้เหมาะสมกับ
พฤตกิ รรมที่ต้องการที่ตอ้ งการจะสงั เกตและบันทกึ ด้วย
9 จติ ราภา กณุ ฑลบตุ ร, (2557), การวิจัยเชิงบรรยาย จากทฤษฎ.ี .สู่การปฏิบตั ิ, (พิมพค์ รงั้ ที่ 2), สมุทรสาคร: โรง
พิมพ์ บรษิ ทั แปลน พร้นิ ทต์ ้ิง จากัด, หน้า 343-345.
10 Adler, P. A. and Adler, P. (1994). Observational techniques. In N.K. Denzin and Y.S. Lincoln
(eds.). (Handbook of Qualitative Research). London: SAGE, p. 378.
11 สวุ มิ ล ตริ กานนั ท์, (2557), ระเบียบวิธกี ารวิจยั ทางสังคมศาสตร:์ แนวทางสกู่ ารปฏิบัติ, กรงุ เทพมหานคร: โรง
พมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หนา้ 102-144.
12 ผอ่ งพรรณ เกิดพิทักษ์, (2560), การสงั เกต, วารสารจิตวทิ ยา (มหาวทิ ยาลยั เกษมบัณฑิต), 7(2), 1-18.
260 Testing and Assessment for Psychology
6.2.2 ประเภทของการสังเกต
ประเภทของการสงั เกตสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามเกณฑ์ตอ่ ไปนี้
1) แบ่งตามการใช้เคร่ืองมอื
(1) การสังเกตอย่างมีโครงสร้าง (Structured observation) เป็นการสังเกตโดยมีรายการ
และการสงั เกตทีถ่ กู จดั ทาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ
(2) การสังเกตอย่างไม่มีโครงสร้าง (Unstructured observation) เป็นการสังเกตท่ีมีแต่
หวั ข้อการสังเกต แตไ่ มม่ ีรายละเอยี ด ตอ้ งอาศัยตวั ผู้สังเกตเองในการกาหนดรายละเอียด
2) แบ่งตามบทบาทของผสู้ งั เกต
(1) การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (Participant observation) ผู้สังเกตจะเข้าไปอยู่รวมใน
กลุ่มผถู้ กู สงั เกต และทาการสงั เกตโดยกลุม่ เป้าหมายไม่รตู้ ัว
(2) การสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วม (Nonparticipant observation) ผู้สังเกตจะไม่เข้าไปอยู่รวม
ในกลมุ่ ผ้ถู ูกสงั เกต และทาการสังเกตโดยกลุ่มเป้าหมายไม่รตู้ ัววา่ ถูกสงั เกต
การจดั ประเภทข้างตน้ เม่อื นามาพจิ ารณาพรอ้ มกันจะได้การสังเกต 4 ประเภท ดงั แสดง
ในเมตรกิ ซต์ อ่ ไปน้ี
มีโครงสร้าง ไม่มีโครงสร้าง
มสี ว่ นร่วม แบบท่ี 1 แบบท่ี 2
ไมม่ สี ่วนรว่ ม แบบที่ 3 แบบท่ี 4
แบบท่ี 1 เป็นการสงั เกตอย่างมโี ครงสร้างและมีส่วนร่วมในกลุม่ ที่ถกู สงั เกต
แบบท่ี 2 เปน็ การสงั เกตอยา่ งไม่มีโครงสร้างและมสี ่วนร่วมในกล่มุ ทีถ่ ูกสังเกต
แบบท่ี 3 เปน็ การสังเกตอย่างมีโครงสร้างและไมม่ สี ว่ นรว่ มในกลมุ่ ท่ีถูกสังเกต
แบบท่ี 4 เปน็ การสังเกตอย่างไมม่ โี ครงสรา้ งและไม่มสี ่วนรว่ มในกลุ่มทถี่ กู สงั เกต
6.2.3 สว่ นประกอบของการสังเกต ในการสังเกตมสี ว่ นประกอบทีส่ าคัญ คอื
1) บทบาทของผูส้ ังเกต
(1) การเข้าไปมีส่วนร่วม สามารถจาแนกบทบาทตามระดับการเข้าไปมีส่วนร่วมใน
กล่มุ เปา้ หมายได้ดังนี้
(1.1) การเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสมบูรณ์ ผู้สังเกตจะเข้าไป มีส่วนร่วมในกลุ่มด้วย
การมีบทบาทเป็นสมาชกิ คนหน่งึ ในกลุ่ม ทาการสงั เกตโดยที่กล่มุ เป้าหมายไม่รู้ตัว ลักษณะนี้ทาให้ได้ข้อมูลมาก
แตค่ วามผูกพนั ระหวา่ งผูส้ งั เกตกับกลมุ่ อาจเกิดความลาเอียงไปตามกลุ่มได้
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 261
(1.2) การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม ผู้สังเกตจะเข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มและทาการสังเกต
โดยท่กี ลมุ่ เป้าหมายรตู้ ัว ลักษณะนไี้ ด้ข้อมลู น้อยกว่าวธิ ีแรก แคผ่ ู้สงั เกตสามารถทาตวั ใหค้ ุ้นเคยกบั กลุ่มไดแ้ ละมี
โอกาสลาเอยี งได้เชน่ กัน
(1.3) การสังเกตมีเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีส่วนร่วมในกลุ่มเป้าหมายและทาในขณะท่ี
กลุ่มเปา้ หมายไมร่ ตู้ ัว ลักษณะนี้ไดข้ อ้ มูลมาก แตจ่ ะมปี ัญหาการวางตัวในกลมุ่ เป้าหมาย
(1.4) การสังเกตเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีส่วนร่วมในกลุ่มเป้าหมาย โดยท่ี
กลุ่มเป้าหมายรู้ตัว เป็นลักษณะท่ีด้วยท่ีสุดใน 4 แบบ เน่ืองจากกลุ่มเป้าหมายรู้ตัวว่าถูกสังเกต การแสดงออก
จึงผิดไปจากปกติ
ส่วนใหญ่ผู้สังเกตจะเลือก 3 แบบหลัง เนื่องจากข้อจากัดในด้านเวลาและค่าใช้จ่าย
และเพอ่ื หลีกเลยี่ งความผพู้ นั ทีอ่ าจเกดิ ขน้ึ ได้
(2) ความตั้งใจของผู้สังเกต ผู้สังเกตจะต้องมีสมาธิต่อเป้าหมายท่ีต้องการสังเกต ไม่ทา
ให้การสังเกตเกดิ การขาดตอนหรือลมื สงั เกตในบางขณะ ซ่งึ จะทาใหข้ ้อมลู ที่ได้เกดิ ความคลาดเคลื่อน
(3) ประสาทสัมผัสของผู้สังเกต จะต้องทางานเป็นปกติ หรือผู้สังเกตต้องมีสุขภาพดี
และมีความไวตอ่ สิ่งทสี่ ังเกต
(4) การรับรู้ของผู้สังเกต ต้องมีความไวในการรับรู้ต่อส่ิงที่กาลังสังเกต ข้อมูลที่ได้จาก
การสังเกตจะต้องมีการแปลความหมายรวดเร็วและถูกต้อง ไม่ลาเอียงหรือใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการแปล
ความหมายสิ่งท่สี งั เกตได้
2) สถานการณใ์ นการสังเกต
(1) สถานการณ์จรงิ เป็นการสังเกตคน สิ่งของ และสถานการณ์ส่ิงแวดล้อมตามท่ีเป็นจริง
ตามธรรมชาติ โดยท่ผี ู้ถูกสงั เกตอาจจะรตู้ วั หรอื ไม่รตู้ ัว ทั้งน้ขี ้ึนกับประเด็นทตี่ อ้ งการสังเกต
(2) สถานการณ์ที่สร้างขึ้น เป็นการจาลองสถานการณ์จริง ส่วนใหญ่จะใช้กับ
สถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง และผู้วิจัยไม่มีเวลามากพอ แต่วิธีนี้อาจได้ข้อมูลไม่ตรงกับสถานการณ์จริงได้
แมจ้ ะชว่ ยประหยดั เวลาก็ตาม
3) เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต โดยท่ัวไปผู้วิจัยจะใช้แบบสังเกตเป็นเคร่ืองมือ แบ่งเป็น 2
แบบ คือ
(1) แบบสังเกตท่ีมีโครงสร้าง (Structured observation from) เป็นแบบสังเกตท่ีมี
รายการการสังเกตท่ีถูกจัดทาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ตามวิธีการสร้างแบบสอบถาม มีการตรวจสอบคุณภาพก่อน
นาไปใช้ แบบสังเกตอย่างมีโครงสร้างเป็นการเตือนความจาของผู้สังเกตไม่ให้ลมื ประเด็นในการสังเกต แต่อาจทา
ใหไ้ ม่สังเกตประเดน็ อนื่ ทีค่ วรสนใจนอกเหนือจากท่ีกาหนดในแบบสังเกต และต้องเสียเวลาในขน้ั ตอนการสรา้ ง
และตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมอื ท่นี ิยมใชม้ ี 2 แบบคอื
262 Testing and Assessment for Psychology
(1.1) แบบตรวจสอบรายการ (Check-list) จะประกอบด้วยข้อความต่าง ๆ ท่ีระบุ
พฤติกรรมในเร่ืองท่ีต้องการศึกษา เพื่อตรวจสอบว่ามีการเกิดพฤติกรรมขึ้นหรือไม่ มีความถ่ีในการเกิดเป็น
อย่างไร และเวลาทเี่ กิดพฤตกิ รรมน้ัน
(1.2) แบบประเมินค่า (Rating scale) เปน็ แบบสงั เกตทผ่ี ู้สังเกตตอ้ งประเมินค่าสงิ่ ท่ี
สังเกตได้ โดยมีหลกั เกณฑ์ในการประเมินค่ากาหนดไวล้ ว่ งหนา้
(2) แบบสังเกตท่ีไม่มีโครงสร้าง (Unstructured observation from) เป็นการสังเกตที่
มีแต่หัวข้อการสังเกต โดยไม่มีรายละเอียด ต้องอาศัยตัวผู้สังเกตเอง ในการกาหนดรายละเอียดและบันทึกข้อมูล
วิธกี ารนีน้ ักวิจัยตอ้ งมคี วามรอบคอบ และมีความละเอยี ดในการบันทกึ ข้อมูล
4) การบันทกึ การสงั เกต
(1) ความถูกต้องในการบนั ทกึ ข้อมลู เป็นส่งิ สาคญั ผวู้ ิจยั จงึ ควร
(1.1) มีการวางแผนการบันทึกไว้ล่วงหน้าจะเป็นประโยชน์อยา่ งย่ิง
(1.2) มีการบนั ทกึ ควรให้เสร็จวนั ต่อวัน จะช่วยลดการสญู หายของข้อมูลได้มาก
(1.3) ระบุวนั เวลาของการสงั เกต
(1.4) บรรยายรายละเอียดใหไ้ ด้มากท่ีสดุ
(1.5) มีการตรวจสอบความถกู ตอ้ งของการสงั เกต
(2) รายละเอียดทค่ี วรมีการบันทกึ ไดแ้ ก่
(2.1) รูปแบบพฤติกรรม
(2.2) ระยะเวลาทเี่ กดิ พฤตกิ รรม
(2.3) ความถี่ของพฤติกรรม
(2.4) สาเหตุและผลของพฤติกรรม
(2.5) สภาพแวดลอ้ มท่ีทาให้เกดิ พฤติกรรม
(2.6) ความเก่ียวข้องและการเช่ือมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่
เกดิ ขน้ึ
6.2.4 ขัน้ ตอนการสังเกต
1) การเตรียมเคร่ืองมือ เป็นการกาหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตให้สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย จัดเตรยี มแบบสงั เกตหรือหวั ข้อการสังเกตทแี่ บง่ ข้อมูลการสงั เกตเปน็ หมวดหมู่
2) ระบุพื้นที่เป้าหมายและสารวจพ้ืนท่ีเบ้ืองต้น ศึกษาสภาพกลุ่มเป้าหมายในเบ้ืองต้น
เปน็ ขอ้ มลู ทีจ่ ะทาให้ผูส้ งั เกตสามารถสร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มเปา้ หมายได้
3) ฝึกอบรมผู้สังเกตทุกคนให้มีมาตรฐานเดียวกัน ท้ังด้านการสังเกตและการบันทึก
ขอ้ มลู
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 263
4) ปฏิบัติงานภาคสนาม มีการปรับตัวให้เกิดความคุ้นเคยกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้
กลุ่มเป้าหมายมีการแสดงออกตามปกติ ในขณะเดียวกันผู้สังเกตต้องทาการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายท่ี
เฉพาะเจาะจงพิจารณาดว้ ยความละเอียดถ่ถี ว้ น
5) บันทกึ การสังเกตเพ่ือเป็นหลักฐานและใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู ต่อไป การบันทกึ ควร
บันทึกตามความเปน็ จรงิ และอยูใ่ นลักษณะท่ชี ดั เจนเข้าใจไดง้ า่ ย
6) ตรวจสอบความครบถว้ นและความถูกตอ้ งก่อนออกจากพื้นที่
6.2.5 เคร่ืองมือที่ใชป้ ระกอบการสังเกต
1) แบบตรวจสอบรายการ (Check – Lists) แบบตรวจสอบรายการ มีลักษณะเป็นชุดของ
ข้อความ (Statement) ท่ีบ่งถึงพฤติกรรมบุคลิกลักษณะหรือกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ ผู้สังเกตจะขีดบันทึกเฉพาะ
พฤติกรรมท่ีสังเกตเห็นว่าเกิดข้ึนในตัวผถู้ ูกสังเกตและการบันทึก ซ่ึงมักจะบันทึกในแง่ ม-ี ไม่มี ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่
จริง โดยใช้วิธกี ารทาเคร่อื งหมาย หรือ ลงหนา้ ข้อพฤติกรรมน้นั ๆ จึงเปน็ วิธีทีส่ ะดวกมาก
2) มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) มาตราส่วนประมาณค่ามีลักษณะเป็นชุดของ
คาถาม หรือข้อความที่บอกระดับมากน้อย โดยท่ัวไปนิยมใช้ตั้งแต่ 3 ระดับขึ้นไป มาตราส่วนประมาณค่าท่ีใช้
ในรูปของแบบสอบถามต่างกับมาตราส่วนประมาณค่าท่ีใช้ประกอบการสังเกตตรงที่ว่า ถ้าใช้ในรูป
แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างจะเป็นผู้ให้ข้อมูลโดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บันทึกเองหรือให้ผู้สอบถามบันทึกให้ตาม
คาบอกเล่า แตถ่ ้าใชป้ ระกอบการสังเกตผู้สังเกตจะเป็นผูบ้ นั ทึกและประเมินผลเอง
6.2.6 คุณสมบตั ิของการสังเกต
การสังเกตทด่ี ีทีจ่ ะทาให้ได้ขอ้ มลู ถูกต้องเท่ียงตรง และเชื่อถอื ได้น้นั ข้ึนอยกู่ ับคุณสมบัตขิ องผู้สังเกต
และมีหลกั ในการสงั เกต ดงั นี้
1) ผู้สังเกตที่ดีต้องมีความเป็นปรนัยปราศจากอคติ มีความเอาใจใส่ในเร่ืองท่ีสังเกต มีความ-
สามารถในการใช้ประสาทสัมผัสและมคี วามสามารถในการรบั รู้
2) หลักการสังเกต มีการกาหนดจุดมุ่งหมายท่ีจะสังเกต มีการวางแผนการสังเกตอย่างมีระบบ
ข้อมูลการสังเกตสามารถตรวจสอบได้ มีการบันทึกข้อมูลท่ีได้จากการสังเกต และควรมีการฝึกฝนการสังเกต
ก่อยไปสงั เกตจรงิ
เครื่องมือท่ีช่วยในการบนั ทึกการสังเกตทน่ี ิยมใชไ้ ดแ้ ก่ แบบตรวจสอบรายการ และมาตราประเมิน
คา่ ได้แก่
1) แบบตรวจสอบรายการ เป็นการแสดงรายการพฤติกรรมต่าง ๆ ท่ีกาหนดไว้ โดยผู้สังเกต
พฤติกรรมอาจตรวจสอบดูว่าพฤติกรรมที่ปรากฏน้ีมีหรือไม่มี หรือใช้แบบตรวจสอบแตกต่างกันเพ่ือให้ผู้สังเกต
เปน็ ผูป้ ระเมิน
264 Testing and Assessment for Psychology
2) มาตราประเมินค่า ประกอบด้วยข้อความท่ีบรรยายพฤติกรรมหรือสถานการณ์ต่าง ๆ โดยที่แต่
ละข้อความมีมาตราประเมินค่าที่แสดงระดับปริมาณหรือคุณภาพของพฤติกรรมท่ีแตกต่างกันเพื่อให้ผู้สังเกต
เป็นผู้ประเมนิ
6.2.7 ขอ้ เสียของการสังเกต
1) ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการสังเกตข้ึนอย่กู ับประสบการณ์และความสามารถส่วนตัวของผสู้ ังเกตเป็นอย่าง
มาก
2) การสงั เกตไม่สามารถทาได้ทุกเรื่อง ถา้ เร่อื งที่สังเกตไม่ไดเ้ กดิ ข้นึ ในชว่ งเวลาที่สังเกต
3) บางคร้ังผู้สังเกตไม่อาจทราบไดว้ ่า ส่ิงท่ีต้องการสังเกตนั้นจะเกิดขึน้ หรอื ไม่ทาให้ต้องเสยี เวลาใน
การรอคอยรวบรวมข้อมูล หรอื ในทางตรงกนั ข้ามบางคร้ังเหตุการณ์ตา่ ง ๆ ท่ีตอ้ งการสงั เกตเกิดขน้ึ พรอ้ ม ๆ กัน
จนไมส่ ามารถสงั เกตไดท้ ั่วถึง
4) พฤตกิ รรมบางอยา่ งทีบ่ คุ คลแสดงออกมาบางครง้ั ยากแก่การเข้าใจ
5) พฤติกรรมเดียวกัน ถ้าผู้สังเกตต่างกันอาจรับรู้ต่างกันได้ ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับอารมณ์ขณะท่ีสังเกต
แรงจงู ใจในการสงั เกต ระดับความสามารถ ความรสู้ กึ สว่ นตวั ตอ่ ผูถ้ กู สังเกต เป็นตน้
การสังเกตทาให้ได้ข้อมูลทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ รายละเอียดอย่างลึกซ้ึง แต่การสังเกต
ต้องการผ้สู งั เกตทีม่ ีความสามารถและทักษะในการสังเกต
การวดั พฤตกิ รรมเป็นการวัดทอ่ี าศัยแนวคิดโครงสร้างและการสุ่มตัวอย่าง วิธกี ารวัดพฤติกรรมอาจ
ใช้วิธีการสังเกตโดยตรงหรือวิธีการรายงานตนเอง การวัดพฤติกรรมโดยวิธีการรายงานตนเอง และอาศัย
แนวคดิ โครงสรา้ งบางครงั้ นัน้ ยากทจี่ ะแยกระหวา่ งการวดั พฤตกิ รรมและการวดั บคุ ลกิ ภาพ
6.2.8 การใชก้ ารสังเกตเปน็ วิธีการเก็บข้อมูล ไดแ้ ก่
1) ปัญ หาเรื่องความเที่ยงและความตรง (Reliability and validity) ของการสังเกต อัน
เน่ืองมาจากปัญหาของการมีอคติของผู้สังเกต ท้ังในการเลือกส่ิงท่ีจะสังเกตในปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ และในการ
เลอื กที่จะทาความเข้าใจและตีความปรากฏการณ์ ผ้วู ิจัยควรพิจารณาใช้การสงั เกตร่วมกบั การสัมภาษณ์เพื่อให้
มัน่ ใจไดม้ ากขนึ้ ได้มากขึ้นในการทาความเข้าใจและการตีความข้อมูล
2) การสังเกตไม่สามารถเก็บข้อมูลท่ีต้องการหากเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้นในเวลาที่ต้องการเก็บ
ข้อมูล นอกจากนว้ี ิธีนย้ี ังถกู จากัดเน่อื งจากระยะเวลาของเหตุการณ์
3) การสังเกตไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมของเหตุการณ์เพราะบางคร้ังมี
เหตกุ ารณ์เกิดขน้ึ พรอ้ ม ๆ กันหลายเหตกุ ารณ์
4) ในกรณีท่ีผู้ถูกสังเกตรตู้ ัวว่าถูกสังเกต อาจทาให้ผู้ถกู สงั เกตเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมไม่เป็นไปตาม
ธรรมชาติได้ ข้อมูลอาจบดิ เบือนจากความเป็นจรงิ
5) ปัญหาจากการจดบันทึกข้อมลู เมื่อทาการสังเกต นักวิจัยต้องผ่านการฝึกอย่างดีเพื่อป้องกันการ
บันทึกขอ้ มูลคลาดเคลื่อน จากเหตกุ ารณ์ทเี่ กิดข้ึนหลายเหตกุ ารณใ์ นช่วงเวลาเดียวกนั
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 265
6.3 ตวั อยา่ งแบบสงั เกตและวิธวี ัดพฤตกิ รรม
1. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมตามหลักภาวนา 413
ผ้วู ิจัยได้สรา้ งแบบสังเกตพฤตกิ รรมจากตัวบ่งชีต้ ามหลักภาวนา 4 ประกอบดว้ ย สมรรถนะทางกาย
สมรรถนะทางสังคม สมรรถนะทางจิตใจ สมรรถนะทางปัญญา ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญสอดคล้อง
กับงานวิจัยในคร้ังเป็นลักษณะแบบสังเกตแบบท่ีมีโครงสร้าง (Structured Observation Form) เป็นแบบ
มาตรวดั ประเมินค่า (Scale Rating) หลักภาวนา 4 รายละเอียดดงั นี้
1) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านกาย หมายถึง การกระทาท่ีแสดงออกการรู้จักดูแลร่างกาย แต่งกาย
เหมาะสมกับการปฏิบัติกิจกรรม รู้จักดูแลรักษา ส่ิงแวดล้อม สถานที่ในการทากิจกรรม รู้จักใช้และจัดเก็บ
อุปกรณ์ในการกิจกรรมอย่างเรียบร้อย และมีการสารวมในการเดิน การยืน การน่ัง การนอน ในทากิจกรรม
ร่วมกัน มีเกณฑ์ระดับมาตรวัดคือ การปฏิบัติกิจกรรมไม่เหมาะสม การปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม การ
ปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมเกือบทุกครั้ง การปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมทุกคร้ัง โดยให้เกณฑ์
คะแนน 0-4 คะแนนตามลาดับ ระดับคุณภาพ คือ 3 หมายถึง ดีมาก 2 หมายถึง ดี 1 หมายถึง พอใช้ 0
หมายถงึ ปรับปรุง โดยมีคะแนนรวม 12 คะแนน มเี กณฑแ์ ปลผลคะแนน
คะแนน 0-3 คะแนน หมายถึง ปรับปรงุ
คะแนน 4-6 คะแนน หมายถึง พอใช้
คะแนน 7-9 คะแนน หมายถงึ ดี
คะแนน 10-12 คะแนน หมายถงึ ดมี าก
2) แบบสงั เกตพฤติกรรมด้านสังคม หมายถึง การกระทาที่แสดงออกการควบคุมการพูด เฉพาะคา
ที่เป็นประโยชน์ ควบคุมตนเองให้อยู่ในกฎกติกาและระเบียบวินัยของส่วนรวม มีปฏิสัมพันธก์ ับผู้อ่ืนได้ มีส่วน
ร่วม ให้ความร่วมมือ มีเกณฑ์ระดับมาตรวัดคือ การปฏิบัติกิจกรรมไม่เหมาะสม การปฏิบัติกิจกรรมได้อย่าง
เหมาะสม การปฏิบัตกิ ิจกรรมได้อย่างเหมาะสมเกอื บทุกคร้ัง การปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมทุกคร้งั โดย
ให้เกณฑ์คะแนน 0-4 คะแนนตามลาดับระดับคุณภาพ คือ 3 หมายถึง ดีมาก 2 หมายถึง ดี 1 หมายถึง พอใช้
0 หมายถึง ปรบั ปรงุ โดยมคี ะแนนรวม 9 คะแนนมเี กณฑแ์ ปลผลคะแนนดังนี้
คะแนน 0-3 คะแนน หมายถึง ปรบั ปรุง
คะแนน 4-5 คะแนน หมายถงึ พอใช้
คะแนน 6-7 คะแนน หมายถึง ดี
คะแนน 8-9 คะแนน หมายถงึ ดีมาก
13 ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์, (2562), การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต), พระนครศรีอยุธยา:
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
266 Testing and Assessment for Psychology
3) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านจิตใจ หมายถึง การกระทาที่แสดงออกมีความอดทน อดกล้ัน ในรับ
ฟังผ้อู ่ืน มีการช่วยเหลอื เกื้อกูลกนั ระหว่างเพ่ือนในกลุ่ม มีอารมณร์ ่าเริง เบิกบาน ในการทากจิ กรรมรว่ มกัน มี
ความต้ังใจ มีจิตใจจดมีเกณฑ์ระดับมาตรวัดคือ การปฏิบัติกิจกรรมไม่เหมาะสม การปฏิบัติกิจกรรมได้อย่าง
เหมาะสม การปฏิบัตกิ ิจกรรมไดอ้ ย่างเหมาะสมเกือบทุกคร้ัง การปฏิบัติกจิ กรรมได้อย่างเหมาะสมทุกคร้ัง โดย
ให้เกณฑ์คะแนน 0-4 คะแนนตามลาดับระดับคุณภาพ คือ 3 หมายถึง ดีมาก 2 หมายถึง ดี 1 หมายถึง พอใช้
0 หมายถงึ ปรับปรุง โดยมคี ะแนนรวม 9 คะแนน มเี กณฑ์แปลผลคะแนนดงั น้ี
คะแนน 0-3 คะแนน หมายถึง ปรบั ปรุง
คะแนน 4-5 คะแนน หมายถึง พอใช้
คะแนน 6-7 คะแนน หมายถงึ ดี
คะแนน 8-9 คะแนน หมายถงึ ดีมาก
4) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านปัญญา หมายถึง การกระทาท่ีแสดงออกถึงความสามารถในการ
ถา่ ยทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจของตนเอง โดยใช้ภาษาอยา่ งเหมาะสม มคี วามเข้าใจตนเอง และเข้าใจ
ผอู้ ื่นตามความเป็นจรงิ ได้ระหว่างการทากิจกรรม สามารถใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาในการทากิจกรรมร่วมกัน
กับผ้อู นื่ สามารถอภปิ ราย สะทอ้ นความคิดในการประยุกตห์ ลักธรรมระหว่างการทากจิ กรรมได้
ลกั ษณะของแบบสังเกตประกอบด้วยวันที่สังเกต ช่วงเวลาท่ีสงั เกต สถานที่ โดยให้ผู้วิจยั และผู้ชว่ ย
วิจัยจะสังเกตพฤตกิ รรมตามกรอบภาวนา ทาเคร่อื งหมาย 3 ลงในช่องที่ตรงกบั ระดบั คณุ ภาพตามตัวบง่ ชีท้ ่ีระบุ
ตามกรอบนิยามศัพท์เชิงปฏิบัตกิ าร ดังตัวอย่างข้อคาถาม
ตารางที่ 6.1 ตวั อย่างแบบสงั เกตพฤติกรรม
ระดบั คุณภาพ
สมรรถนะ รายการประเมนิ ดีมาก ดี พอใช้ ปรบั สรปุ ผล
ด้านกาย (3) (2) (1) ปรงุ การ
(0) ประเมนิ
00.รจู้ ักดแู ลรา่ งกาย แต่งกายเหมาะสม ดีมาก
กบั การปฏบิ ัตกิ จิ กรรม
ดี
พอใช้
ปรับปรุง
01.ร้จู ักดแู ลรักษา สิ่งแวดล้อม สถานทใี่ น
การทากจิ กรรม
02.ร้จู ักใช้และจัดเก็บ อุปกรณ์ในการ
กจิ กรรมอยา่ งเรยี บรอ้ ย
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 267
ผู้วิจัยได้นาแบบสังเกตไปผ่านการหาค่าความเที่ยงเชิงเน้ือหาจากผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คน
ปรับปรุงประเด็นการประเมินตามผู้เช่ียวชาญ ประกอบด้วย ด้านพระพุทธศาสนา ด้านจิตวิทยา และด้านการ
วัดและการประเมิน นาเก็บข้อมูลทดลองใช้ (try out) โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยผู้วิจัย โดยวิธีสังเกตพฤติกรรม
ระหว่างอบรมในช่วงศึกษานาร่อง กับกลุ่มตัวอย่างท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริงจานว น 10 คน แล้วบันทึก
พฤติกรรมท่ีสังเกตได้ ท้ังนี้ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยมีอิสระในการบันทึกและไม่มีการปรึกษาระหว่างการบันทึก
จากน้ันนาข้อมลู มาวิเคราะหค์ ่าความเชื่อมั่นของสังเกต (interobserve reliability) โดยใช้สตู รของวลิ เลยี ม เอ
สกอตต์ (William A.Scott) ได้ค่าความเช่ือม่นั ของแบบสังเกตทั้งฉบับ เท่ากับ 0.93 และได้ค่าความเชอ่ื มั่นราย
ดา้ น
1) แบบสังเกตด้านพฤติกรรมทางกาย เทา่ กบั 0.87
2) แบบสังเกตด้านพฤตกิ รรมทางสงั คม เทา่ กับ 0.81
3) แบบสังเกตพฤติกรรมทางจิตใจ เท่ากบั 0.81
4) แบบสังเกตพฤตกิ รรมทางปญั ญา เทา่ กับ 0.80
การหาความเช่ือม่ันของแบบสังเกต (interobserve reliability) โดยสูตรของวิลเลียม เอ สกอตต์
(William A. Scott)
Reliability =
เม่ือ Po แทน อัตราส่วนของความน่าจะเป็น (probability) ของการสังเกตพฤติกรรมได้ตรงกัน
ของผู้สังเกต 2 คน คิดจาก Po = 1.00- (ผลรวมของความแตกต่างระหว่างจานวนร้อยละของพฤติกรรมที่ได้
จากการสงั เกตของผสู้ ังเกตท้ัง 2 คน)
Pe แทน อตั ราสว่ นความนา่ จะเปน็ ของการสงั เกตพฤติกรรมได้ตรงกันท่ีเกิดขึน้ โดยบังเอิญ คิดจาก
Pe = (สัดส่วนของความถี่ของพฤติกรรมที่มีจานวนสูง)2 + (สัดส่วนของความถี่ของพฤติกรรมท่ีมีจานวน
รองลงมา)2 โดยเลือกจากผลการสังเกตของผู้สังเกตคนใดคนหนง่ึ
นอกจากนผ้ี ู้วิจยั ไดส้ รา้ งเครอื่ งมอื วจิ ยั ได้แก่
1) สมุดสมุดบันทึกส่วนตัว เพ่ือประเมินกิจกรรมและบันทึกสิ่งที่ได้รับในแต่ละกิจกรรม มีประเด็น
ขอ้ คาถาม ได้แก่ (1) กิจกรรมสอนให้ฉันเรียนรวู้ ่า (2) ส่ิงท่ีฉันรสู้ ึกชอบที่สดุ จากกิจกรรมน้ี (3) คาพูด หรือ คา
สาคัญ ที่สะดุดใจฉันท่ีสุดในกิจกรรมนี้คือ (กรุณาระบุ “คา” และเหตุผล) (4) ข้อคิดหรือหลักธรรมที่ฉันตั้งใจ
จะนาพฒั นาตนเองใหม้ ีความสุข (5) จากกิจกรรมน้ี เกิดคาถามในใจของฉนั 3 ข้อ
2) สมุดบันทึกคิดดี พูดดี ทาดี เพื่อประเมินตนเองหลังจากเข้าร่วมโปรแกรม ประเด็นข้อคาถาม
ได้แก่ (1) 1 เหตุการณ์ กับ 1 วิธคี ิด ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจาวัน (2) วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการต่อ
เหตุการณน์ ้ีอย่างไร ยกตวั อยา่ งเหตุการณ์ คิดดตี อ่ ตวั เอง คิดดีต่อผอู้ น่ื การแสดงออกที่ดีต่อเหตุการณ์นอ้ี ยา่ งไร
268 Testing and Assessment for Psychology
ผ้วู ิจยั ไดน้ าเครื่องมือวจิ ัยท่ีสร้างข้ึนจากกรอบแนวคิดการพัฒนาตนตามหลกั พุทธจิตวิทยา นาไปให้
กรรมการท่ีปรึกษาตรวจสอบความถูกต้อง ปรับปรุงเน้ือหาให้สอดคล้องกับนิยามปฏิบัติการท่ีกาหนดไว้และ
จุดประสงคใ์ นการวดั
คาถามทบทวนบทที่ 6
1) เทคนคิ การสัมภาษณ์ (Interview) ในการวจิ ัย ผู้วจิ ัยควรคานึงถงึ อะไรบา้ ง เพอ่ื ใหเ้ ข้าถึงข้อมลู ไดด้ ี
2) การใชเ้ ทคนิคการสังเกต (Observation) มีกปี่ ระเภท ใช้การสงั เกตในงานวจิ ยั ประเภทอะไรบ้าง
3) เครอ่ื งมือในการสังเกต มีอะไรบา้ ง อธบิ ายพอสงั เขป
4) ขัน้ ตอนในการสมั ภาษณ์ ผ้วู จิ ัยจะต้องเตรียมตวั อย่างไร เพื่อให้การสัมภาษณไ์ ด้ขอ้ มลู ท่นี า่ เชือ่ ถือ
5) การสมั ภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview)
6) การสัมภาษณ์ทดี่ ีควรคานึงถึงการดาเนินการอย่างมีข้ันตอนอยา่ งไร
7) คุณสมบัติของการสงั เกตมีอะไรบ้าง
8) ประเภทของการสงั เกตท่ีใช้ในงานวิจัยมอี ะไรบา้ ง
9) ส่งิ ทค่ี วรตระหนักในการใชก้ ารสังเกตเป็นวธิ กี ารเก็บข้อมูล ควรคานงึ ถึงประเด็นอะไรบ้าง
10) ความเทยี่ งตรงละความเชือ่ มน่ั ของการสัมภาษณ์
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 269
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
กรแก้ว จันทภาษา. การสัมภาษณ์. สืบค้น 8 มิถุนายน 2564 จาก https://home.kku.ac.th/korcha/obs1.
html
จิตราภา กุณฑลบุตร. (2557). การวิจยั เชิงบรรยาย จาก ทฤษฎีสู่การปฏิบัตจิ ริง. (พิมพ์คร้ังท่ี 2). สมุทรสาคร:
โรงพิมพ์ บรษิ ัท แปลน พริน้ ต้งิ จากดั .
ทิพย์ธิดา ณ นคร. (2563). การพัฒนาตัวบ่งชี้ภูมิคุ้มกันเพ่ือการเผชิญวิกฤติตามแนวพุทธจิตวิทยาสาหรับวัย
ผู้ใหญ่. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั .
ผอ่ งพรรณ เกดิ พทิ ักษ์. (2560). การสังเกต. วารสารจิตวทิ ยา (มหาวทิ ยาลยั เกษมบัณฑิต), 7(2), 1-18.
ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์. (2562). การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพ่ือเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต).
พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สวุ ิมล ติรกานันท์. (2557). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรง
พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์.
สถาบันวิจยั พฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร.
Adler, P. A. and Adler, P. (1994). Observational techniques. In N.K. Denzin and Y.S. Lincoln
(eds.). (Handbook of Qualitative Research). London: SAGE.
Alaszwski, A. (2006). Using Diaries for Social Research. (1st Edition). UK: SAGE.
Berg, B.L. (2010). Qualitative Research Methods. (5th Edition). USA: Peason.
Ivancevich, J. M. & Matteson, M. T. (1980). Stress and work: A managerial perspective.
Tucker, GA: Scott Foreman and company.
Merriam, S.B. (2001). Qualitative Research and Case Study Applications in Education. San
Francisco: Jossey-Bass. [2010, February, 25].
Nackmias, C.F. and Nackmaias, D. (2000). Research Methods in Social Science. (4th Edition).
NewYork: Worth Publish.
Puchta, C. and Potter, J. (2006). Focus Group Practice. (2nd Edition). UK: SAGE.
Schaubroeck, J. Cotton, J. L. and Jennings, K. R. (1989). Antecedents and Consequences of Role
Stress: A Covariance Structure Analysis. Journal of Organizational Behavior, 10(1), 35-
58.
Vitaliano, P. P., Russo, J., Weber, L., & Celum, C. (1993). The Dimensions of Stress Scale:
Psychometric properties. Journal of Applied Social Psychology, 23(22), 1847–1878.
270 Testing and Assessment for Psychology
William G, Zikmund. (1994). Business Research Methods. (Fourth Edition). TX: The Dryden
Press.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 271
แผนการสอนประจาบทท่ี 7
เนือ้ หาสาคญั การเรียนรปู้ ระจาบท
บทที่ 7 การตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมือ
7.1 ความเทยี่ ง (Reliability)
7.1.1 ความหมายของความเทยี่ ง
7.1.2 ทฤษฎีที่อยเู่ บื้องหลงั ความเที่ยง
7.1.3 ความคลาดเคลื่อนในการวัด
7.1.4 ประเภทของความเทย่ี ง
7.1.5 ความเทยี่ งของแบบทดสอบองิ เกณฑ์
7.1.6 ปัจจยั ทสี่ ่งผลตอ่ คา่ ความเที่ยง
7.1.7 ตัวอยา่ งการวเิ คราะหค์ วามเท่ียงเชิงโครงสร้างโดยใชโ้ ปรแกรม spss
7.2 ความตรง (Validity)
7.2.1 ความหมายของความตรง
7.2.2 ทฤษฎีที่อยูเ่ บื้องหลงั ความตรง
7.2.3 ประเภทของความตรง
7.2.4 กระบวนการวดั ความตรงเชงิ โครงสรา้ ง
7.2.5 ปจั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความตรง
7.3 การวิเคราะหร์ ายขอ้ (Item Analysis)
7.3.1 ความหมายของการวเิ คราะห์รายข้อ
7.3.2 ความสาคัญของการวิเคราะห์รายข้อ
7.3.3 การวเิ คราะห์อานาจจาแนกรายข้อ
7.4 การวเิ คราะห์ขอ้ กระทงโดยการแบง่ กลุ่มสูงและกลมุ่ ต่า
7.4.1 คา่ ระดับความยากง่าย (Level of Difficulty หรอื P)
7.4.2 คา่ อานาจจาแนก (Discrimination)
7.4.3 การหาคา่ ดชั นีการจาแนกการใช้ t-test
7.4.4 ดัชนีการจาแนกข้อกระทง
7.4.5 ตวั ลวง (Distractor)
7.5 ทฤษฎตี อบสนองรายข้อ (Item Response Theory หรือ IRT)
7.6 สรุป
คาถามทบทวนบทท่ี 7
272 Testing and Assessment for Psychology
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
หลังจากเรยี นจบบทนี้ นิสติ
1. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายความหมายของความเท่ียงทฤษฎีท่ีอยู่เบ้ืองหลังความเท่ียงความ
คลาดเคลอ่ื นในการวัด
2. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายถึงประเภทของความเท่ยี ง
3. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายถึงความเท่ียงของแบบทดสอบอิงเกณฑ์ และปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า
ความเทย่ี ง
4. รู้ เข้าใจสามารถอธิบายความหมายของความตรง ทฤษฎที ่ีอยู่เบ้ืองหลงั ความตรง และความคลาด
เคลือ่ นในการวดั
5. รู้ เข้าใจและสามารถอธบิ ายถงึ ประเภทของความตรง
6. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายกระบวนการวัดความตรงเชิงโครงสร้าง และปัจจัยที่ส่งผลต่อความ
ตรง
7. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายความหมายของการวิเคราะห์รายข้อความสาคัญของการวิเคราะห์
รายขอ้ และการวิเคราะห์อานาจจาแนกรายขอ้
8. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายการวิเคราะห์ข้อกระทงโดยการแบ่งกลุม่ สูงและกลุม่ ตา่
วธิ ีการสอนและกิจกรรม
1. ศึกษาเอกสารคาสอนบทที่ 6 การหาคุณภาพเคร่ืองมอื
2. วิธีสอนแบบอภิปรายเนอ้ื หา/ชักถาม/และทาคาถามทบทวนในชั้นเรยี น
3. ศึกษาด้วยตนเอง
4. รายงานผลตามกลุ่มหน้าช้ันเรียนเปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษรและวาจา
5. รว่ มวิเคราะห์เอกสารจาก PowerPoint หนา้ ชัน้ เรียน
6. สรุปเนือ้ หาทีเ่ รยี นในการสอนแต่คร้งั
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลังเรยี น แลว้ นาผลทีไ่ ด้มาวิเคราะห์พน้ื ฐานความเขา้ ใจใน
กระบวนการวัดพฤติกรรมทางจิตวิทยา
ส่ือการเรยี นการสอน
1. เอกสารคาสอนบทท่ี 6
2. ประเมนิ ผลก่อน/หลงั เรียน
3. แบบฝกึ ปฏบิ ัติ
4. PowerPoint