420 Testing and Assessment for Psychology
ตวั บง่ ช้ี ค่าดชั นคี วาม
สอดคลอ้ ง
11) ข้าพเจา้ อ่ิมเอมใจทห่ี าทรัพยม์ าเพียงพอตอ่ การใชจ้ า่ ยเลี้ยงตนเองได้อย่างเป็นสุข IOC แปลผล
12) ขา้ พเจ้าภมู ิใจที่หาทรพั ย์มาเล้ียงครอบครัวได้อย่างเปน็ สุข 0.85 ผ่าน
13) ขา้ พเจ้าสขุ ใจทเ่ี ปน็ คนไม่มีภาระหนี้สน้ิ 1.00 ผา่ น
14) สมาชกิ ในครอบครวั ของข้าพเจา้ มีความเสยี สละ มนี ้าใจเก้อื กูลซ่ึงกนั และกนั 0.85 ผา่ น
15) ครอบครัวของข้าพเจา้ มธี รรมะเปน็ เครอ่ื งยึดเหนี่ยวในการอยรู่ ่วมกันอยา่ งเป็นสุข 1.00 ผ่าน
16) สมาชิกในครอบครวั ของข้าพเจ้ามีความอดทนต่อกันและใหอ้ ภัยซ่งึ กนั และกัน 0.85 ผ่าน
17) สมาชิกในสังคมของขา้ พเจ้า มคี วามประพฤติดงี าม มีระเบยี บวนิ ยั ในการอย่รู ่วมกนั 1.00 ผ่าน
0.71 ผ่าน
อยา่ งเปน็ สุข
18) ขา้ พเจา้ ภูมใิ จที่มสี ว่ นร่วมในการแสดงความเหน็ ท่ีถูกต้อง มปี ระโยชน์ เพื่อหาทาง 1.00 ผ่าน
ออกของปัญหาต่าง ๆ ของสงั คม 1.00 ผ่าน
19) ข้าพเจ้าอิ่มเอมใจ เม่ือมโี อกาสแบ่งปนั สง่ิ ของและให้ความชว่ ยเหลือเกอื้ กลู ผู้อนื่ ที่
0.71 ผา่ น
ด้อยโอกาส
20) เม่ือเหน็ ผ้อู ื่นมีปัญหาทุกข์ใจ ขา้ พเจ้าจะพูดจาปลอบโยน แนะนาวิธีแก้ปัญหา ให้ 0.85 ผา่ น
0.85 ผา่ น
กาลังใจด้วยปรารถนาดเี สมอ
21) ขา้ พเจ้าภูมใิ จทป่ี ระพฤติตนเปน็ คนดีและทาประโยชนต์ อ่ สงั คม 1.00 ผา่ น
22) ขา้ พเจา้ สขุ ใจที่คนในชมุ ชน/องค์กร/สงั คมของฉนั มกี ารพดู จาดี นา่ นับถือและให้
0.85 ผ่าน
เกียรตซิ งึ่ กนั และกนั 0.85 ผา่ น
23) สมาชกิ ในชุมชน/สงั คมของข้าพเจา้ มีความเปน็ ธรรม เสมอภาค และไม่เอารัดเอา 1.00 ผ่าน
เปรยี บกนั
24) ขา้ พเจ้าภูมิใจทไี่ ม่เบยี ดเบยี นชีวิตผอู้ ่ืน หรอื ทาให้ผูอ้ น่ื เดอื ดรอ้ น
25) ข้าพเจ้าภมู ใิ จทไ่ี มเ่ บยี ดเบียนทรพั ย์สนิ ผ้อู ืน่
26) ขา้ พเจ้าสบายใจท่อี าศยั อยใู่ นชุมชน/สังคมที่ปลอดภยั ไมต่ ้องหวาดระแวงกับความ
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 421
ตวั บง่ ช้ี ค่าดชั นีความ
สอดคลอ้ ง
ปลอดภยั ของชวี ติ และทรัพยส์ นิ IOC แปลผล
27) ข้าพเจ้าเปน็ คนมอี ารมณ์แจ่มใสและเบิกบานใจอยู่เสมอ
28) ข้าพเจ้าเป็นคนมองโลกในแง่ดี 0.85 ผ่าน
29) ข้าพเจ้าเป็นคนมีจิตใจปลอดโปรง่ ผ่อนคลาย ไม่เศรา้ หมอง 0.85 ผ่าน
30) ข้าพเจ้าควบคมุ ตนเองได้ เมื่อมีเหตุการณ์ใหก้ ระทาสิ่งไมด่ ีงาม 1.00 ผ่าน
31) ขา้ พเจ้าเชอื่ มนั่ วา่ ตนเป็นที่พงึ่ แห่งตนได้ 0.71 ผ่าน
32) ขา้ พเจ้าเปน็ คนมคี วามขยันหมัน่ เพียรในการทางานอย่างยงิ่ 1.00 ผ่าน
33) ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจทเ่ี ป็นคนมีความอดทนในการดาเนินชีวติ 0.71 ผ่าน
34) ขา้ พเจา้ มีสมาธแิ นว่ แนใ่ นการทางานอย่างเป็นสุข 1.00 ผ่าน
35) ข้าพเจา้ มีสตใิ นการดาเนินชวี ิตอยา่ งถูกต้อง 0.85 ผา่ น
36) ข้าพเจ้าเป็นคนมคี วามเอื้อเฟื้อเผอื่ แผ่ โอบอ้อมอารีตอ่ ผอู้ ืน่ 1.00 ผา่ น
37) ข้าพเจ้ามีความสุขกบั การชว่ ยเหลอื ให้ผูอ้ น่ื พ้นทุกข์ 0.85 ผา่ น
38) ขา้ พเจา้ มักจะระลกึ ถงึ บุญคณุ และตอบแทนบุญคุณผมู้ ีพระคณุ เมื่อมีโอกาส 1.00 ผา่ น
39) ข้าพเจา้ ช่นื ชมและยกยอ่ งผทู้ ่ีกระทาความดีอย่างสม่าเสมอ 1.00 ผา่ น
40) ข้าพเจา้ แนะนาให้ผู้อน่ื กระทาแต่ความดี เมื่อมีโอกาส 1.00 ผ่าน
41) ข้าพเจา้ มีความภาคภูมใิ จว่า ตนเองเปน็ คนมคี ุณค่าต่อสงั คม 1.00 ผา่ น
42) ข้าพเจ้ามีความเช่ือม่นั วา่ ฉันสามารถคิดหาทางออกของปญั หาไดด้ ว้ ยตนเอง 0.85 ผา่ น
43) ข้าพเจา้ พอใจในสถานะทางสงั คมทเ่ี ป็นอยู่ เช่น เกียรติ ฐานะ ตาแหนง่ หนา้ ท่ีการ 1.00 ผ่าน
0.71 ผา่ น
งาน บริวาร ทต่ี นเองได้มาอย่างชอบธรรม
44) ข้าพเจา้ มีความสขุ กบั การแสวงหาความรสู้ ง่ิ ใหม่ ๆ เพือ่ พัฒนาตนเองให้ 0.85 ผ่าน
เจรญิ กา้ วหนา้
422 Testing and Assessment for Psychology
ตัวบง่ ชี้ ค่าดัชนีความ
สอดคล้อง
45) ขา้ พเจ้ากระต้นุ ตนเองให้เรง่ รดั ขวนขวายทาสิง่ ท่ีควรทา และงดเวน้ สิง่ ทไ่ี ม่ควรทา IOC แปลผล
โดยไมป่ ลอ่ ยเวลาใหส้ ญู เปล่า 1.00 ผ่าน
46) ขา้ พเจา้ ภูมิใจทีใ่ ช้ชวี ติ แบบไม่ประมาท ไมป่ ล่อยให้ตัวเองถลาลงในทางทเี่ สือ่ มเสยี 1.00 ผ่าน
47) ข้าพเจา้ พอใจในการเสยี สละผลประโยชน์ของตน เพอ่ื รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม 1.00 ผา่ น
48) ขา้ พเจา้ สุขใจ เมื่อมโี อกาสบาเพ็ญประโยชนเ์ พ่ือส่วนรวม โดยไมห่ วังผลตอบแทน 1.00 ผา่ น
ใด ๆ 1.00 ผ่าน
49) ข้าพเจ้ารสู้ ึกปลาบปลมื้ ใจ เม่ือมโี อกาสชว่ ยเหลอื ผู้อนื่ ให้พ้นจากความทุกขไ์ ด้ 0.85 ผา่ น
50) ข้าพเจา้ รเู้ ทา่ ทันและเห็นโทษในการเสพความสขุ เกนิ ความพอดี 0.71 ผ่าน
51) ข้าพเจ้ายอมรบั ความเปล่ยี นแปลงของชีวิตและการรบั รู้สิ่งตา่ ง ๆ ตามความเป็นจริง 0.71 ผา่ น
52) ข้าพเจา้ รักษาใจใหน้ ่ิงสงบและปล่อยวางได้ เม่ือมีปญั หาเขา้ มาในชีวติ 0.85 ผา่ น
53) ขา้ พเจา้ พจิ ารณาและคิดอย่างมีเหตผุ ลในการดาเนินชีวติ อยา่ งพอเพยี ง 0.85 ผา่ น
54) ข้าพเจ้าภูมิใจทเี่ ป็นคนไม่ยึดตดิ กบั วตั ถหุ รือสงิ่ ของภายนอก/ไมต่ กเป็นทาสของวตั ถุ
0.71 ผา่ น
จนเกนิ ไป
55) ข้าพเจา้ มีความพอประมาณในการใช้สอยปัจจัย 4 (อาหาร เสือ้ ผา้ ท่ีอยู่อาศัย และ 0.85 ผ่าน
1.00 ผา่ น
ยารักษาโรค) อยา่ งเหมาะสม 0.71 ผ่าน
56) ข้าพเจา้ มีคุณธรรมเปน็ เคร่อื งยึดเหนยี่ วในการดาเนนิ ชวี ติ อยา่ งถูกตอ้ ง 1.00 ผา่ น
57) ข้าพเจ้ามีความสุขใจในการประพฤตติ นอย่ใู นกรอบของศลี 5 1.00 ผ่าน
58) ขา้ พเจ้ามีความสุขใจจากการฝึกอบรมสมาธิอยเู่ ปน็ ประจา 0.85 ผา่ น
59) ข้าพเจ้าหลกี เลย่ี งและไม่กระทาบาปท้งั ทางกายและทางใจต่อผู้อื่น 0.85 ผ่าน
60) ข้าพเจ้าศรัทธาเล่อื มใสในคาสอนของพระพุทธเจา้ อยา่ งลึกซึ้ง
61) ข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งในการกระทาความดี
62) ข้าพเจ้าไม่ยึดถือ ยดึ ติดกับสิง่ ท่ีความชอบหรือสงิ่ ท่ชี ัง ทีเ่ กิดข้นึ ในจติ ใจ
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 423
ตัวบง่ ช้ี คา่ ดัชนคี วาม
สอดคลอ้ ง
63) ขา้ พเจ้ามีความสุขและอิ่มเอมใจในการใชช้ วี ติ อยา่ งสงบ IOC แปลผล
64) ขา้ พเจ้าไมร่ สู้ กึ หว่ันไหวต่อสิ่งต่าง ๆ ท่ีมากระทบ เชน่ ความพลดั พรากสญู เสียท่ี 0.10 ผา่ น
0.85 ผา่ น
เกิดข้ึนในชวี ติ
65) ข้าพเจา้ มจี ิตใจอิสระ สงบเยน็ ในใจ ไม่ต้องพ่งึ พาความสุขจากภายนอก 1.00 ผ่าน
จากตารางดังกลา่ วพบวา่ ตัวบง่ ชี้ท้ังหมดผ่านเกณฑป์ ระเมินจากผู้เช่ียวชาญ โดยมคี ่าดัชนคี ่า
ความสอดคล้องด้านความตรงเท่ากับ 0.70 ข้ึนไป และผู้วิจัยได้ปรับปรุงตามคาเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ ผล
การคัดเลือกพบว่า ตวั บ่งชผ้ี า่ นเกณฑ์ทผ่ี ้วู จิ ยั ได้กาหนดไวท้ ุกขอ้ ผู้วิจยั จึงนาตัวบง่ ชไ้ี ปทดสอบกับกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ี
ใกลเ้ คียงกับกลุ่มตัวอยา่ งจริง เพ่ือหาความเช่ือม่นั ของคุณภาพเคร่ืองมือกอ่ นนาไปประเมินกับกลมุ่ ตัวอย่างจริง
ต่อไป
2) การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวัดเบ้อื งต้น โดยนาแบบวัดไปทดลองใช้กบั กลุ่มตัวอย่างที่
ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างจริง (pilot study) จานวน 100 คน นาแบบวัดมาวิเคราะห์ค่าอานาจจาแนกรายข้อ
ด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าที (t) ระหว่างกลุ่มสูงกับกลุ่มต่า ใช้ t-test independent) คัดเลือกข้อ
คาถามท่ีมีความแตกต่างระดับนัยสาคัญ .05 และ คัดเลือกข้อคาถามที่มีค่าตั้งแต่ 1.75 ขึ้นไป ตามเกณฑ์ของ
เอ๊ดเวิร์ด (Edward,1975: 153) มีข้อคาถามท่ีผ่านเกณฑ์จานวน 65ข้อ หรือผ่านเกณฑ์ทุกข้อ นั้นหมายความ
ว่า ทั้ง 65ขอ้ มีค่าอานาจจาแนกคนที่มีความสขุ เชิงพุทธสงู และตา่ ออกจากกนั อย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติ .05
3) การตรวจสอบความตรงเชงิ สัมพันธ์ นาแบบวดั ไปใชก้ ับกลุ่มตวั อย่างจริง จานวน 421 คน
วิเคราะห์หาค่าอานาจจาแนกของแบบวัด ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างรายข้อกับคะแนน
รวม วิธีการหาค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมของข้ออื่น ๆ ท่ีเหลือทั้งหมด (Item Total
Correlation) โดยใช้สูตรสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) ระหว่างราย
ขอ้ กบั ผลคะแนนรวมของข้อทเ่ี หลอื อนื่ ๆ ไม่รวมรายขอ้ น้ี
4) การหาคุณภาพของแบบวดั ท้ังฉบับ วเิ คราะหค์ ่าความเชื่อมนั่ (Reliability) โดยใช้สูตรค่า
สัมประสิทธิแ์ อลฟ่า (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach, 1970: 161) ไดค้ ่าความเชื่อมั่น เท่ากับ
0.974 ลักษณะของเครื่องมือวิจัยในคร้ังนี้เป็นแบบวัดท่ีใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีเกณฑ์การให้
คะแนนเหมือนกันทุกฉบับ และทาการวิเคราะห์คุณภาพเคร่ืองมือโดยการหาค่าความเช่ือม่ันของเครื่องมือวิจัย
424 Testing and Assessment for Psychology
ด้วยวิธีการหาค่าความเที่ยงตรงภายใน โดยวิธีการของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) ซึ่งมีรายละเอียดแต่
ละด้านดังน้ี
(1) ด้านสุขทางกายภาพ ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบได้แก่ สุขทางกาย
ความสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อมทางวัตถุสภาพแวดล้อมที่ดี และการจัดการทรัพย์สินโดยชอบธรรม โดยมี
รายละเอียดแตล่ ะองคป์ ระกอบดงั นี้
(1.1) ด้านสุขทางกาย ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 4 ข้อ มีค่าความเชื่อม่ันเท่ากับ
0.790 และมีค่าอานาจจาแนกอย่รู ะหว่าง 0.547 ถึง 0.635
(1.2) ด้านความสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อมทางวัตถุ ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 3 ข้อ มี
ค่าความเชื่อมนั่ เทา่ กับ 0.697 และมคี า่ อานาจจาแนก 0.535
(1.3) ด้านสภาพแวดล้อมทีดี ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 3 ข้อ มีค่าความเช่ือมั่น
เทา่ กบั 0.694 และมคี ่าอานาจจาแนกอย่รู ะหว่าง 0.447 ถึง 0.546
(1.4) ด้านการจัดการทรัพย์สินโดยชอบธรรม ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 4 ข้อ มีค่า
ความเชอื่ มัน่ เท่ากับ 0.781 และมคี ่าอานาจจาแนกอยู่ระหวา่ ง 0.479 ถงึ 0.615
(2) ด้านสุขทางสังคม ประกอบไปด้วย 4 องคป์ ระกอบได้แก่ ครอบครัวเปน็ สุข ความรัก
สามัคคใี นสงั คม สขุ ในสงเคราะห์ต่อผูอ้ นื่ และความปลอดภยั ในชวี ติ และทรัพยส์ ิน
(2.1) ด้านครอบครัวเป็นสุข ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 3 ข้อ มีค่าความเช่ือมั่น
เทา่ กับ 0.786 และมีค่าอานาจจาแนกอยรู่ ะหวา่ ง 0.519 ถงึ 0.702
(2.2) ด้านความรักสามัคคีในสังคม ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 2 ข้อ มีค่าความ
เชือ่ ม่นั เทา่ กบั 0.660 และมคี า่ อานาจจาแนก 0.493
(2.3) ด้านสุขในสงเคราะห์ต่อผู้อ่ืน ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 5 ข้อ มีค่าความ
เช่อื มน่ั เทา่ กบั 0.782 และมีคา่ อานาจจาแนกอยู่ระหวา่ ง 0.387 ถงึ 0.628
(2.4) ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 3 ข้อ มีค่า
ความเช่ือมั่นเทา่ กับ 0.724 และมคี ่าอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.425 ถึง 0.653
(3) ด้านสุขทางจิตใจ ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบได้แก่ สุขภาพทางจิตเข้มแข็ง
สมรรถภาพจติ ดี คณุ ภาพจิตดี และความภาคภูมิ และความเชอ่ื ม่ันในศกั ยภาพของตนเอง
(3.1) ด้านสุขภาพจิตเข้มแข็ง ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 5 ข้อ มีค่าความเชื่อม่ัน
เทา่ กบั 0.858 และมคี า่ อานาจจาแนกอยรู่ ะหว่าง 0.578 ถึง 0.727
(3.2) ด้านสมรรถภาพจิตดี ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 4 ข้อ มคี า่ ความเชอื่ มน่ั เท่ากับ
0.853 และมคี ่าอานาจจาแนก 0.656 ถึง 0.746
(3.3) ด้านคุณภาพจิตดี ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 5 ข้อ มีค่าความเชื่อม่ันเท่ากับ
0.846 และมคี า่ อานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.635 ถงึ 0.689
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 425
(3.4) ด้านความภาคภูมิในและความเชื่อม่ันในศักยภาพของตนเอง ประกอบไปด้วย
ขอ้ คาถาม 3 ข้อ มีคา่ ความเชือ่ มั่นเท่ากบั 0.724 และมคี ่าอานาจจาแนกอยูร่ ะหวา่ ง 0.425 ถงึ 0.653
(4) ด้านสุขทางปัญญา ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบได้แก่ คุณค่าในพัฒนาคุณภาพ
ชีวิต การเสียสละเพื่อความสุขส่วนรวม การรู้เท่าทันในการใช้ชีวิต การรู้จักใช้ชีวิตแบบพอเพียง การมีหลัก
ธรรมะในกรดาเนนิ ชีวติ และความสุขสงบในทางธรรม
(4.1) ด้านคุณค่าในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 3 ข้อ มีค่า
ความเชื่อมัน่ เท่ากับ 0.824 และมคี า่ อานาจจาแนกอย่รู ะหวา่ ง 0.652 ถึง 0.712
(4.2) ด้านการเสียสละเพ่ือความสุขส่วนรวม ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 3 ข้อ มีค่า
ความเชือ่ มั่นเท่ากับ 0.803 และมคี ่าอานาจจาแนกอยู่ระหวา่ ง 0.626 ถึง 0.663
(4.3) ด้านการรู้เท่าทันในการใช้ชีวิต ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 3 ข้อ มีค่าความ
เช่ือมั่นเท่ากับ 0.823 และมีค่าอานาจจาแนกอยรู่ ะหว่าง 0.642 ถึง 0.722
(4.4) ด้านการมีหลักธรรมะในการดาเนินชีวิต ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 4 ข้อ มีค่า
ความเชอื่ มน่ั เทา่ กบั 0.850 และมคี ่าอานาจจาแนกอยรู่ ะหวา่ ง 0.648 ถงึ 0.752
(4.5) ด้านความสุขสงบในทางธรรม ประกอบไปด้วยข้อคาถาม 6 ข้อ มีค่าความ
เช่ือมั่นเท่ากับ 0.841 และมีค่าอานาจจาแนกอยูร่ ะหวา่ ง 0.480 ถงึ 0.724
5) การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างในการวัดความสุขเชิงพุทธ ด้วยวิธีวิเคราะห์
องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่ 2 (Second-order Confirmatory Factor Analysis: CFA) ด้วยโปรแกรม
การวเิ คราะหโ์ มเดลลสิ เรล (Linear Structural Relationship Model : LISREL)
9.4.2 งานวิจยั เรื่อง โครงการนวัตกรรมสุขภาวะวถิ ีพุทธและพทุ ธจติ บาบัดเพื่อลดปัจจยั เส่ียงภาวะ
ซึมเศรา้ ของเยาวชนไทย34
ก. นิยามศัพท์ทใี่ ช้ในการวจิ ัย35
ปัจจัยเส่ียงภาวะซึมเศร้า หมายถึง สาเหตุท่ีเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง และ
สาเหตุอ่ืน ๆ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจการเงิน ความผิดหวัง ความสัมพันธ์ ความรัก ความสูญเสีย เป็นต้น หาก
เยาวชนไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ จะทาให้ทุกปัญหากลายเป็นสาเหตุท่ีทาให้เกิดความเครียด วิตกกังวล
34 กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ และคณะ, (2562), โครงการนวัตกรรมสุขภาวะวิถพี ุทธและพุทธจิตบาบัดเพื่อลดปัจจัย
เสยี่ งภาวะซึมเศร้าของเยาวชนไทย”, รายงานผลการวิจยั , (คณะมนุษยศาสตร์), ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสานกั สนับสนุน
สขุ ภาวะองค์กร สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบนั วจิ ยั พุทธศาสตร์, อยุธยา: มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
35 เร่ืองเดียวกัน, หน้า 6-7.
426 Testing and Assessment for Psychology
จนพัฒนาไปสูภ่ าวะซึมเศรา้ และคิดทาร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้ และอาการของโรคซึมเศรา้ ได้แก่ เศรา้ หดหู่
ซึม เบื่อหนา่ ย หงุดหงิด ฉนุ เฉยี ว ไม่มสี มาธิ นอนไมห่ ลบั มคี วามคิดอยากตาย
กลุ่มเยาวชน หมายถึง บุคคลอายุเกิน 14 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ มีลักษณะทาง
ร่างกายที่เจริญเติบโตเต็มท่ี เร่ิมมีพัฒนาการทางเพศลักษณะทางอารมณ์ ต้องการความอิสระมากขึ้น จึงมัก
ขัดแย้งกับบิดามารดาอยู่เสมอ ทาให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย มีการแสดงออกที่แข็งกร้าว เป็นการเปลี่ยนแปลง
จากวยั เด็กส่วู ัยผู้ใหญ่ ทาตามกลุม่ เพอื่ น มีความขดั แย้งกบั ผใู้ หญม่ ากข้นึ
กระบวนการให้คาปรึกษาตามหลักพุทธจิตวิทยา หมายถึง ข้ันตอนการให้การปรึกษาเป็นไป
ตามอริยสัจ 4 เพ่ือช่วยให้ผู้รับการปรึกษาได้พัฒนาตนเองในการแก้ไขปัญหาโดยใช้วิธีการปฏิบัติตามแนวทาง
มรรค คือการดาเนินชีวิตตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิปัญญา โดยผู้ให้การปรึกษาเป็นกัลยาณมิตรชี้
แนวทางให้แก่ผู้รับการปรึกษา การช่วยเหลือผู้ท่ีมาขอรับคาปรึกษาให้สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เข้าใจ
และยอมรับตนเองในด้านต่าง ๆ ตลอดจนตระหนักถงึ ความต้องการของตนเอง จึงมีความสอดคล้องกบั พุทธวิธี
ท่พี ระพทุ ธองคท์ รงมงุ่ หวงั คอื ให้เกิดการเปลย่ี นแปลงในดา้ นตา่ ง ๆ ของผูเ้ ขา้ รับคาปรกึ ษา
เทคนิคปรับวิธีคิดตามหลักพุทธจิตวิทยา หมายถึง วิธีการให้ผู้รับการปรึกษาได้พิจารณาทา
ความเข้าใจให้กระจ่าง โดยผ่านหลักสติ สมาธิ โยนิโสมนสิการกับความศรัทธาความเชื่อในหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาและนาหลักธรรมน้ันมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาความทุกข์ ท่ีเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อนให้เกิด
ภาวะวิตกกงั วล ความเครียด นาไปสภู่ าวะซมึ เศร้า
แบบประเมินสุขภาวะวิถีพุทธ หมายถึง การประเมินสุขภาวะภายใต้กรอบของมิติภาวนา 4
เป็นการรายงานการแสดงออกของบุคคลท่ีเกี่ยวข้องกับการมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตดี การ
ตระหนักรู้เท่าทันและจัดการอารมณ์ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม มีปฏิสัมพันธ์ท่ีดีและเก้ือกูลต่อ
สิ่งแวดล้อม การใช้อุปกรณ์ เทคโนโลยีตามความจาเป็น การเห็นคุณค่าชีวิตของตนเองและผู้อื่น การเข้าใจ
รู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิต สามารถปรับตัวและดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ประกอบด้วย
ตัวช้ีวัดหลัก ได้แก่ สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางสังคม สุขภาวะทางจิต และสุขภาวะทางปัญญา มีตัวช้ีวัด
ยอ่ ย จานวน 46 ข้อ
ข. การสร้างและพัฒนาเครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นงานวิจัย36
ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวบข้อมูลแบ่งเป็น 2ประเภท ได้แก่ เคร่ืองมือวิจัยเชิง
คณุ ภาพ และเครื่องมอื วจิ ัยเชงิ ปริมาณ
36 กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ และคณะ, (2562), โครงการนวัตกรรมสุขภาวะวิถพี ุทธและพุทธจิตบาบัดเพื่อลดปัจจัย
เสยี่ งภาวะซึมเศร้าของเยาวชนไทย”, รายงานผลการวิจัย, (คณะมนุษยศาสตร์), ไดร้ ับทุนอุดหนุนการวจิ ัยจากสานักสนับสนุน
สขุ ภาวะองคก์ ร สานักงานกองทุนสนบั สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบนั วจิ ยั พุทธศาสตร,์ อยุธยา: มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , หน้า 132.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 427
1. เครื่องมือวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วจิ ัยได้กาหนดแนวข้อคาถามในการสัมภาษณ์และประเด็นการ
ประชมุ กล่มุ ย่อย ดงั น้ี
1) แนวข้อคาถามในการสัมภาษณ์ (1) ปัญหา สถานการณ์ปัจจัยเส่ียงภาวะซึมเศร้าของ
เยาวชนในยุคดิจิทัล (2) เทคนิคการใช้สติและสมาธิเพ่ือลดปัจจัยเส่ียงท่ีมีต่อภาวะซึมเศร้าสาหรับเยาวชน (3)
การปรับวิธีคิดตามหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่มีต่อภาวะซึมเศร้าสาหรับเยาวชน (4) กระบวนการ
การใหค้ าปรกึ ษาเชงิ พุทธจิตวิทยาท่ีมีตอ่ ปัจจยั เสี่ยงภาวะซึมเศรา้ สาหรบั เยาวชน
2) ประเด็นการประชุมกล่มุ ย่อยประกอบดว้ ย
(2.1) การประเมินตัวช้ีวัดสุขภาวะเชิงพุทธ ในประเด็นการสร้างนิยามเชิงปฏิบัติการ
สอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีหรือไม่ โครงสร้างขององค์ประกอบครอบคลุมกับเนื้อหาหรือไม่ ตัวบ่งชี้ในแต่ละ
องค์ประกอบมีความชัดเจนหรือไม่ ข้อคาถามมีความชัดเจนครอบคลุมโครงสร้างขององค์ประกอบแต่ละด้าน
อย่างไร สานวนภาษาเหมาะสมกับเยาวชนหรือไม่ แบบประเมินน้ีมีความเป็นไปได้ในการนาไปใช้จริง เพื่อเป็น
เคร่ืองมอื ในการประเมนิ สขุ ภาวะเชิงพุทธสาหรับเยาวชนได้หรือไม่อย่างไร
(2.2) ประชุมเพ่ือสรุปแนวทางการใช้กระบวนการทางพุทธจิตวิทยาเพ่ือลดปัจจัยเสี่ยง
ภาวะซึมเศร้ามีแนวทางปฏิบัติอย่างไร เพ่ือสามารถนาไปสกัดเป็นชุดความรู้หรือชุดกิจกรรม สาหรบั การนาไป
จัดอบรมหรอื ให้ผ้ทู เ่ี กีย่ วข้องกบั เยาวชนนาไปประยุกตใ์ ช้ได้
2. เครอ่ื งมอื วิจยั เชิงปริมาณ
ผูว้ ิจัยได้พัฒนาเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้แนวคิด ทฤษฎีจากเอกสาร และงานวิจัยท่ี
เก่ียวกับแนวคิดสุขภาวะของเยาวชน ท้ังแนวคิดทางพระพุทธศาสนาและทางตะวันตก นาข้อมูลมาสังเคราะห์
เพ่ือเป็นแนวทางในการสร้างกรอบแนวคิดการสร้างตัวชี้วัด และทาการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของ
ข้อมูล ยืนยันความถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ได้แก่ ผู้เช่ียวชาญทางด้านพระพุทธศาสนา ผู้เช่ียวชาญด้าน
จิตวิทยา และผู้เช่ียวชาญด้านวัดและประเมินผล หลังจากน้ันผู้วิจัยได้สร้างกรอบแนวคิดในการวิจัย กาหนด
นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการการสุขภาวะเชิงพุทธของเยาวชน มีตัวช้ีวัด 4 องค์ประกอบ ได้แก่ สุขภาวะทางกาย
สขุ ภาวะทางสังคม สขุ ภาวะทางจิต สุขภาวะทางปัญญา
ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู พ้นื ฐาน 10 ขอ้ ประกอบดว้ ย เพศ และการศกึ ษา
ตอนที่ 2 ตัวชี้วัดสุขภาวะเชิงพุทธ ประกอบด้วย สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางสังคม สุข
ภาวะทางจติ และสขุ ภาวะทางปัญญา โดยการศึกษาครั้งนผี้ ู้วจิ ัยนามาดัดแปลงกาหนดเป็นนิยามศัพท์ในบริบท
กรอบหลักภาวนา 4 ปรับข้อคาถามจานวน 46 ข้อ มีนิยามศัพทเ์ ชิงปฏิบัตกิ าร 4 ตัวชี้วดั หลัก และตัวชว้ี ัดย่อย
ดงั น้ี
สุขภาวะเชิงพุทธ หมายถึง การแสดงออกของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการมีร่างกายแข็งแรง
สมบรู ณ์ สุขภาพจติ ดี การตระหนักร้เู ท่าทนั และจัดการอารมณ์ของตนได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม มีปฏิสมั พนั ธ์ท่ี
428 Testing and Assessment for Psychology
ดแี ละเกื้อกูลต่อสงิ่ แวดลอ้ ม การใช้อุปกรณ์ เทคโนโลยีตามความจาเปน็ การเหน็ คุณคา่ ชีวิตของตนเองและผูอ้ ื่น
การเข้าใจ รู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิต สามารถปรับตัวและดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
ประกอบตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางสังคม สุขภาวะทางจิต และสุขภาวะทางปัญญา มี
ตวั ชวี้ ัดยอ่ ย รายละเอียดดังต่อไปน้ี
1) สุขภาวะทางกาย หมายถึง ภาวะของบุคคลท่ีมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ การ
ปฏิบัติตนเก้ือกูลต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้อินทรีย์ท้ัง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่ีมีการใช้
อินทรีย์อย่างมีสติ มีโยนิโสมนสิการ มีปัญญากากับ ด้วยความรอบคอบ ใคร่ครวญไตร่ตรองดีแล้ว รู้จักใช้สอย
บริโภค ปัจจยั ส่ี อุปกรณ์เครื่องใช้ เทคโนโลยี ได้ตามความจาเป็น ไม่หลงยึดติด ไม่ประมาทจนขาดสติ จานวน
13 ข้อ ประกอบดว้ ย ตัวช้ีวดั ยอ่ ย 5 ดา้ น ไดแ้ ก่
(1.1) สุขภาพร่างกาย หมายถึง สภาพร่างกายมนุษย์มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ด้วยการ
เอาใจใส่ดูแลรักษา อย่างรู้จักคุณค่าตามสุขบัญญัติ บริโภคอาหารครบหมู่อย่างพอเพียง ออกกาลังกายอย่าง
สม่าเสมอ รักษาตนใหห้ ่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ รู้จกั ใช้รา่ งกายท้ังการทางานและพักผ่อนอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
(1.2) ปัจจัยส่ี หมายถึง สิ่งท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิตได้แก่ อาหาร ท่ีอยู่อาศัย
เคร่ืองนุ่งห่ม ยารักษาโรค มีการบริโภคใช้สอยอย่างจาเป็น รู้จักซื้ออาหารตามหลักโภชนาการอย่างประหยัด
และบรโิ ภคอย่างพอเพียงท้ังคณุ ภาพและปริมาณ ดแู ล รกั ษาความสะอาด และจัดระเบียบทพ่ี ักอาศยั เลือกซื้อ
เสอ้ื ผ้าเคร่อื งแต่งกายเท่าท่ีจาเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย ไมส่ ะสม บารุงสุขภาพตามหลกั สุขอนามยั และตรวจร่างกายตาม
กาหนด เป็นตน้
(1.3) อปุ กรณ์เคร่อื งใช้ หมายถึง สงิ่ อานวยความสะดวกในการใชช้ ีวิตประจาวันมีการใช้
สอยอย่างมีสติ ตามความจาเป็น ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ส้ินเปลือง ไม่หลงยึดติดในความสะดวกสบาย
จนเกินไป
(1.4) เทคโนโลยี หมายถึง ส่ิงที่ช่วยตอบสนองให้การดาเนินชีวิตเป็นไปอย่างสะดวก
รวดเร็ว พฤตกิ รรมการใชเ้ ทคโนโลยีอย่างเขา้ ใจ เหมาะสม และสามารถจัดสรรเวลาได้
(1.5) สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติและท่ีมนุษย์สร้างข้ึน มีการใช้ชีวิต
อย่างไม่เบียดเบียนธรรมชาติ พยายามปรับตนให้อยู่อย่างสมดุลกับธรรมชาติ ดูแลรักษา ฟื้นฟูธรรมชาติ ร่วม
กิจกรรมอนุรักษส์ ่ิงแวดล้อมไม่ทาลายธรรมชาติ ไมท่ ิง้ ขยะ ลงบนทอ้ งถนนลงแมน่ า้ ลาคลอง มีความสุข ซาบซึ้ง
ท่ีอยู่กับธรรมชาติ มีความสุขด้วยการปลูกและดูแลต้นไม้ ดอกไม้ เห็นคุณค่าของธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่าง
ประหยดั พอเพยี ง และชว่ ยเสริมสร้างทดแทน
2) สขุ ภาวะทางสงั คม หมายถึง การแสดงออกของบุคคลที่มีความประพฤติปฏบิ ัตติ ่อการใช้
ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข มีความสามารถในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพอันดี มีความตระหนักใน
บทบาทหน้าท่ีของตนและเข้าใจ รักษา กฎ ระเบียบ ประเพณี และวัฒนธรรมองค์กร จานวน 13 ข้อ
ประกอบดว้ ย ตัวช้วี ัดยอ่ ย 3 ด้าน ไดแ้ ก่
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 429
(2.1) การปฏิสัมพันธ์ หมายถึง การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเข้าใจ การยอมรับการ
เปลี่ยนแปลง และมีความสงบสุข มีทักษะการส่ือสารและบริหารความขัดแย้ง มนี ้าใจ เสียสละ การทางานเป็น
ทมี ความกระตือรือร้นตอ่ การเขา้ รว่ มกจิ กรรมพัฒนาโรงเรียน ชมุ ชน และบาเพ็ญประโยชนต์ ่อสังคม
(2.2) การตระหนักในหน้าที่ หมายถึง ความรับผิดชอบในหน้าท่ีของตนตามบทบาท
หน้าท่ีต้องกระทาในช่วงน้ัน เยาวชนยังเป็นนักเรียน ต้องรู้หน้าท่ีของตนว่าต้องตั้งใจเรียน ทาหน้าท่ีเป็น
นักเรยี นท่ีดี มคี วามรบั ผิดชอบหน้าที่ของตนและการงานท่ีหมคู่ ณะมอบหมาย
(2.3) วินัย หมายถึง ความเข้าใจและการตระหนักถึงความสาคัญต่อกฎ ระเบียบปฏิบัติ
ของครอบครวั โรงเรยี น ชุมชน และสงั คม การใหค้ วามร่วมมือตอ่ กฎระเบียบของโรงเรยี นอย่างเตม็ ใจ
3) สุขภาวะทางจิต หมายถึง สภาวะทางจิตใจของบุคคลท่ีสามารถในการรักษาจิตใจให้
ม่ันคง มีความรู้สึกด้านบวกมากกว่าด้านลบ มีความพึงพอใจต่อชีวิต มีทัศนคติและท่าทีการมองสังคมโลก
ในทางเก้ือกูลสอดคล้องกับความต้องการและความสาเร็จตามเป้าหมาย มีมุมมองสภาพแวดล้อม สถานการณ์
และประสบการณ์ในแง่ที่ดี อดทนต่อความหว้าเหว่ ใฝ่หาความสุขได้ด้วยตนเอง สามารถตระหนักรู้เท่าทัน
อารมณ์ที่มากระทบ และสามารถจัดการอารมณ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม รู้จักแสวงหาความสงบสุขทางใจ
และมีจติ ใจอาจหาญรา่ เรงิ สงบ เป็นสุข จานวน 12 ข้อ ประกอบด้วย ตัวชีว้ ัดยอ่ ย 3 ด้าน ไดแ้ ก่
(3.1) คุณภาพจิต หมายถึง จิตใจท่ีประกอบด้วยคุณธรรม เกิดการพัฒนาทัศนคติและ
ท่าทีการมองสังคมโลกในทางเกื้อกูล เอ้ืออาทรต่อสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ มีความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือ
แบง่ ปนั ผู้อืน่
(3.2) สมรรถภาพจิต หมายถงึ ความสามารถของจิตใจที่มคี วามเขม้ แขง็ มนั่ คง ตระหนัก
รู้เท่าทันและสามารถจัดการอารมณ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การตัดสินข้อขัดแย้งด้วยความใจเย็นและมีสติ
รจู้ กั สงบนิ่งกับส่งิ ที่สดุ วิสัยจะแก้ไขเปล่ียนแปลงได้
(3.3) สุขภาพจิต หมายถงึ การทม่ี ีจติ ใจอาจหาญรา่ เริง เบิกบาน สงบและเปน็ สุขมีความ
เข้าใจความรู้สึก ความคิดและอารมณ์ตามสภาพที่เป็นจริง เปลี่ยนแปลงและยืดหยุ่นอารมณ์ให้สงบ เยือกเย็น
ไดอ้ ย่างมีสติ เปน็ เหตเุ ป็นผล
4) สุขภาวะทางปัญญา หมายถึง ภาวะของการที่บุคคลเข้าใจแห่งเหตุและผล รเู้ ทา่ ทันและ
มองโลกตามความเป็นจริง ดารงชีวิตได้อย่างปกติสุข เกิดการแสวงหาความรู้ เรียนรู้ส่ิงใหม่ มีการปรับเปล่ียน
การพัฒนา การสร้างสรรค์และการเพิ่มประสบการณ์ของความรู้ จานวน 8 ข้อ ประกอบด้วย ตัวช้ีวัดย่อย 2
ดา้ น ไดแ้ ก่
(4.1) การปฏิบัติต่อความรู้ หมายถึง การแสวงหาความรู้ การเรียนรู้ส่ิงใหม่ สามารถ
สร้างแรงจงู ใจใหก้ บั ตนเองอยา่ งสร้างสรรคแ์ ละเหมาะสม
430 Testing and Assessment for Psychology
(4.2) ระดับความรู้ หมายถึง ความเข้าใจและการดาเนินชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสมการยอมรับความรู้ความสามารถของตนเองในทางบวกและทางลบ ร้ขู ้อบกพร่องและพยายามพัฒนา
ปรบั ปรุงแก้ไข การแสวงหาความสงบสขุ ของจิตใจด้วยการปฏบิ ัตธิ รรม
แบบวัดมลี ักษณะประเมนิ คา่ (Rating Scale) 5 ระดบั คือ มากทีส่ ดุ มากถงึ น้อยทีส่ ุด โดยให้
ผู้ตอบเลือกตอบเพียงระดับใดระดบั หนึง่ โดยมเี กณฑแ์ ปลผลคะแนนดงั น้ี
เกณฑ์แปลผลคะแนน ข้อความน้ีตรงกบั ความเป็นจริงของท่านอยู่ในระดับ
4 แทน เหน็ ด้วยมากทีส่ ดุ หมายถึง มากท่สี ดุ
ขอ้ ความน้ีตรงกับความเป็นจริงของท่านอยูใ่ นระดับ
3 แทน เหน็ ดว้ ยมาก หมายถงึ มาก
ข้อความนี้ตรงกับความเป็นจรงิ ของท่านอย่ใู นระดับ
2 แทน เห็นด้วยนอ้ ย หมายถึง น้อย
ขอ้ ความน้ีตรงกับความเป็นจริงของท่านอยู่ในระดับ
1 แทน เห็นดว้ ยนอ้ ยท่สี ดุ หมายถงึ นอ้ ยท่ีสุด
ค. การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมิน
1. ผู้วิจัยได้นาแบบวัดตรวจสอบปรับปรุงโครงสร้างของเนื้อหา ความถูกต้องเหมาะสม ชัดเจน
ภาษาท่ีใช้สอดคล้องกับบริบทกลุ่มตัวอย่าง เกณฑ์การให้คะแนน การแปลความหมาย ผู้วิจัยปรับปรุงตาม
ข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและเสนอท่ีประชุมประเมินตัวช้ีวัดสุขภาวะและปรับปรุงแก้ไขเพ่ิมเติม เป็นขั้น
ปรบั ปรุงครง้ั ที่ 1
2. นาแบบวัดตรวจสอบความปรนัย (objectivity) ที่พัฒนาขึ้น นาไปให้กลุ่มเยาวชนอายุ 13-
15ปี จานวน 5 คน อ่านข้อความเพื่อประเมินว่า ข้อคาถามมีความกากวมหรือไม่ มีความชัดเจนหรือไม่ มีการ
แปลความหมายตรงกับกลุ่มตัวอย่างหรือไม่ ปรบั ปรุงสานวนภาษาตามขอ้ เสนอแนะ ครั้งที่ 2
3. นาแบบวัดไปทดลองเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างท่ีใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างจริง (try out)
จานวนทั้งส้ิน 30 ฉบับ ค่าความเชื่อมนั่ ของแบบวัดด้วยสัมประสทิ ธิ์แอลฟ่าของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ .963
มีค่า CITC (Corrected Item-Total Correlation: CITC) รายข้ออยู่ระหว่าง .224-.800 และค่าสัมประสิทธ์ิ
แอลฟ่ารายด้าน ได้แก่ สุขภาวะทางกายเท่ากับ .863 สุขภาวะทางสังคมเท่ากับ .913 สุขภาวะทางจิต เท่ากับ
.952 และสุขภาวะทางปญั ญา เทา่ กบั .853 รายละเอยี ดดงั ตารางต่อไปนี้
4. ผู้วิจัยนามาตรวัดไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 120 คน จากน้ันได้ทาการวิเคราะห์
หาความเท่ียงแบบสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) โดยวิธีการหาสัมประสิทธ์ิแอลฟาครอนบาค
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 431
โดยมาตรวัดสุขภาวะทางพุทธ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาคอนบาคท้ังฉบับเท่ากับ .946 และหาค่าสัมประสิทธ์ิ
แอลฟา่ รายดา้ น สรปุ ได้ดังน้ี
(ก) สุขภาวะทางกาย
ตารางที่ 9.16 แสดงค่าความเช่อื มั่นของแบบวดั ดว้ ยสัมประสทิ ธิแ์ อลฟา่ เทา่ กับ .800
ตวั บ่งช้ีสขุ ภาวะเชิงพุทธ Corrected Item-
Total Correlation (r)
ด้านสุขภาพรา่ งกาย
1. ฉันออกกาลงั กายเป็นประจา .497
2. ฉนั ดูแลรักษาเสื้อผา้ และการแตง่ กายให้สะอาดอย่เู สมอ .485
3. ฉนั ใหค้ วามสาคญั กับการล้างมอื บ่อย ๆ และการใสม่ าส์กปิดจมูกเพอื่ ป้องกันการ .466
แพรก่ ระจายเชอ้ื โรค
4. ฉนั จัดสรรแบง่ เวลาในการออกกาลงั กายและการพักผ่อน .691
5. ฉนั เลือกบรโิ ภคอาหาร โดยคานงึ ถึงประโยชน์ตอ่ ร่างกายและปริมาณท่ีพอเหมาะ .495
ดา้ นการใชป้ จั จัยสี่ อุปกรณแ์ ละเทคโนโลยี
6. ฉันไม่เสพสารเสพติดที่มีโทษตอ่ ร่างกายทุกชนดิ .399
7. ฉันมโี ทรศัพทม์ ือถอื เพ่ือการแสวงการความรู้มากกวา่ ความบันเทิง .453
8. ฉันแบง่ เวลาการใชส้ อ่ื สังคมออนไลน์ เชน่ เฟซบุ้ค ไลน์ แอพพลิเคชนั่ เพ่ือการ .545
แสวงหาความรู้
9. ฉนั เลือกซื้อเสอื้ ผา้ เครื่องแตง่ กาย เครื่องประดบั โดยเลือกพิจารณาราคา .250
เหมาะสมและเหมาะกับตวั เอง
ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม .501
10. ฉันเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม เม่ือมีโอกาส .382
11. ฉนั ไมท่ ิ้งขยะบนถนนหรือในทสี่ าธารณะ .531
12. ฉนั มักจะจัดขา้ วของเครือ่ งใชภ้ ายในบา้ นให้เป็นระเบียบ มองสบายตาอยู่เสมอ .326
13. ฉันใชถ้ ุงผา้ และหลีกเลีย่ งการใชถ้ ุงพลาสติก และกล่องโฟม
432 Testing and Assessment for Psychology
(ข) สขุ ภาวะทางสงั คม
ตารางท่ี 9.17 แสดงค่าความเช่อื มัน่ ของแบบวัดดว้ ยสัมประสิทธิ์แอลฟา่ เท่ากบั .881
ตัวบง่ ช้ีสขุ ภาวะเชิงพุทธ Corrected Item-
Total Correlation (r)
ดา้ นการปฏิสมั พันธ์
14. ฉันรว่ มทากจิ กรรมเทคโนโลยีใหม่ๆกับเพื่อน .497
15. ฉันรสู้ กึ ช่นื ชมเพื่อนในห้องเรยี นท่ีพดู จาดี ไมพ่ ูดถากถาง เยาะเย้ยเพ่ือนให้เจ็บใจ .352
16. ยินดีให้ความร่วมมือกบั เพื่อนและต้ังใจทางานกลุ่ม .586
17. ฉนั ชักชวนเพื่อนๆเข้าร่วมกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์ ที่โรงเรียนหรือในชมุ ชนทจ่ี ัด .670
ขึ้น
18. เมื่อเพ่ือในกลุ่มมีปัญหา ไมเ่ ข้าใจกัน ฉันจะพยายามส่ือสารให้เพ่ือนๆ หาข้อตกลง .697
และทางานร่วมกันอย่างสันติ
ดา้ นการตระหนกั ในหน้าที่
19. ฉันตั้งใจความรับผิดชอบต่อการงานของตนเองและหมู่คณะความรบั ผดิ ชอบ เม่ือ .697
ได้รับมอบหมาย
20. ฉันจัดตารางการเรียนและการชว่ ยเหลืองานบ้านหลังเลิกเรียน โดยไม่ต้องกลา่ ว .585
ตกั เตือน
21. ฉันค้นคว้าอ่านหนังสือและทาการบ้าน เพื่อใหพ้ ัฒนาการเรยี นให้ดีข้ึน .612
22. ฉันตระหนักถึงความสาคัญของการเข้าร่วมกิจกรรมจติ อาสาบาเพ็ญประโยชน์ใน .661
โรงเรยี นและชุมชน
ด้านวินยั
23. ฉนั กาหนดเวลาในการทาการบ้านและอา่ นหนังสือทบทวนเตรยี มสอบเปน็ ประจา .679
24. ฉันจดั ตารางกิจวตั รประจาวันทดี่ ีต่อตนเองและยึดถือปฏิบัตเิ อาไว้ .607
25. ฉันทาตามกฎระเบยี บของสงั คมอย่างเครง่ ครดั ท้ังในสถานการณป์ กติ และในชว่ ง .489
แพร่ระบาดของเชอ้ื โรค
26. ฉนั มกี ารควบคุมการใช้จา่ ยเงนิ ของตวั เองซ้ือส่งิ ท่ตี ้องการ โดยไมเ่ คยขอยืมเพื่อน .464
หรอื รบกวนผูป้ กครอง
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 433
(ค) สุขภาวะทางจติ ใจ
ตารางที่ 9.18 แสดงคา่ ความเชื่อม่ันของแบบวัดด้วยสัมประสิทธิแ์ อลฟ่า เท่ากบั .871
ตัวบง่ ชสี้ ขุ ภาวะเชงิ พุทธ Corrected Item-
Total Correlation (r)
ดา้ นคุณภาพจิต .500
27. ฉนั ยนิ ดตี อ่ ผู้คนทไ่ี ด้รบั รางวัลหรอื ไดร้ ับคาชมเชย
28. ฉนั ต้งั ใจช่วยเหลอื ผ้ทู ปี่ ระสบปญั หาความเดือดร้อน เม่ือมโี อกาส .569
29. ฉันตั้งใจรับฟังปญั หาท่ีเพื่อนเลา่ แลว้ ช่วยแนะนาให้ความเห็นตามเหตแุ ละผล .595
30. ฉันสามารถตดั สินใจสิง่ ต่าง ๆ ในชวี ิตดว้ ยตนเองได้ .604
ดา้ นสมรรถภาพจติ .413
31. ฉันควบคุมอารมณโ์ กรธของตนเองได้ เมื่อมเี หตกุ ารณ์ไม่ดมี ากระทบจติ ใจ
32. ฉนั พยายามใจเยน็ และใช้สติ เมือ่ มีข้อขัดแย้ง ไม่พอใจเกดิ ขนึ้ .654
33. ฉนั อดทนต่ออุปสรรคต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายในชีวิตทว่ี างได้ .592
34. ฉนั เปิดใจรบั ฟังคาวจิ ารณ์และยอมรับเวลาที่มคี นมากล่าวตชิ มอย่างถูกต้องตรง .682
ด้านสุขภาพจติ .413
35. ฉนั พอใจในความเป็นอยู่สิ่งทฉ่ี ันมี สิง่ ท่ีฉันไดร้ ับตามความสามารถ
36. ฉนั มคี วามสขุ ปลาบปล้ืมใจที่ไดแ้ บง่ ปนั สิ่งของจาเปน็ แกผ่ อู้ น่ื .617
37. ฉนั เข้าใจและพยายามปรับตวั ต่อการเปลยี่ นแปลงของสังคมโลกทีเ่ ปลย่ี นไปตาม .621
ยคุ สมยั หรือสถานการณ์ตา่ ง ๆ
38. ฉนั มอี ารมณ์ ร่าเริง เบกิ บาน แจ่มใสอย่เู สมอ .516
434 Testing and Assessment for Psychology
(ง) สขุ ภาวะทางปญั ญา
ตารางท่ี 9.19 แสดงคา่ ความเช่ือมน่ั ของแบบวัดดว้ ยสมั ประสิทธแิ์ อลฟ่า เทา่ กับ .837
ตัวบ่งชสี้ ขุ ภาวะเชงิ พุทธ Corrected Item-
Total Correlation (r)
ด้านการปฏบิ ตั ิต่อความรู้ .509
39. ฉันชอบท่จี ะค้นคว้าเรียนรสู้ ิง่ ใหมๆ่ เพ่ือนามาใช้ในการเรียนรพู้ ัฒนาตนเอง .727
40. ฉันมกั จะนาความรู้จากการศึกษาเพ่มิ เตมิ ไปใชส้ ร้างประสบการณ์ใหม่เพ่ือต่อ .544
ยอดความรูเ้ ดิม .652
41. ฉันเข้าร่วมกิจกรรมแขง่ ขันความสามารถทักษะดา้ นอืน่ ๆ เพอ่ื พฒั นาตนเอง .674
42. ฉันต้งั เป้าหมายการเรยี นรู้ในการพัฒนาตนเองตลอดเวลา .604
.540
ด้านระดับความรู้ .333
43. ฉันพยายามใช้เหตุผลในการแก้ปญั หาและหาทางออกของปัญหาไดอ้ ย่าง
เหมาะสม
44. ฉนั สามารถแยกแยะไดว้ า่ สิง่ ใดเป็นประโยชนแ์ ละส่ิงใดไม่มปี ระโยชน์ตอ่ ชวี ิต
45. ฉันมขี ้อคดิ เตือนใจและคุณธรรมทางศาสนาเปน็ ส่งิ ยึดเหน่ยี วในการดาเนินชีวิต
46. ฉันเข้าใจวา่ ความเปลีย่ นแปลงท่เี กิดข้ึนกบั ชวี ติ ไมว่ า่ ส่ิงร้ายหรือสงิ่ ดี เปน็ เรือ่ ง
ธรรมดาของโลก
ง. การตรวจสอบมาตรวดั การวิเครา
ตารางที่ 9.20 การตรวจสอบมาตรวดั
ทิศ กลุ่มสูง (N=
ข้อ ทาง Mean
สุขภาวะทางกาย บวก 4.23
ด้านสุขภาพรา่ งกาย บวก 4.40
1. ฉันออกกาลังกายเปน็ ประจา บวก 4.60
2. ฉันดูแลรักษาเสือ้ ผ้า และการแต่งกายให้สะอาดอยู่เสมอ
3. ฉันให้ความสาคัญกับการล้างมือบ่อย ๆ และการใส่มาส์กปิดจมูกเพื่อ บวก 4.33
บวก 4.47
ป้องกนั การแพรก่ ระจายเชือ้ โรค
4. ฉนั จดั สรรแบ่งเวลาในการออกกาลงั กายและการพกั ผ่อน บวก 4.90
5. ฉันเลอื กบริโภคอาหาร โดยคานึงถงึ ประโยชน์ต่อร่างกายและปรมิ าณท่ี บวก 4.35
บวก 4.34
พอเหมาะ
ด้านการใชป้ จั จัยส่ี อุปกรณ์และเทคโนโลยี
6. ฉนั ไม่เสพสารเสพตดิ ท่ีมโี ทษตอ่ ร่างกายทุกชนดิ
7. ฉนั มโี ทรศัพทม์ ือถือเพ่อื การแสวงการความรมู้ ากกวา่ ความบนั เทงิ
8. ฉันแบ่งเวลาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เพชบุ้ค ไลน์ แอพพลิเคช่ัน
เพอื่ การแสวงหาความรู้
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 435
าะห์ด้วยวิธกี ลุ่มสูง-กลมุ่ ตา่ t p- ผา่ น CITC CITC ผ่าน
=61) กล่มุ ตา่ (N=59) value สถิติ รวม 46 รายด้าน เกณฑ์
ทดสอบ (N=120)
SD. Mean SD. t ขอ้
(N=120)
.423 1.75 .434 31.880*** .000 ✓ .439 .497 ✓
.516 2.00 .000 14.697*** .000 ✓ .571 .485 ✓
.507 2.00 .000 19.585*** .000 ✓ .488 .466 ✓
.476 1.83 .376 28.844*** .000 ✓ .614 .691 ✓
.505 1.96 .208 33.322** .000 ✓ .460 .495 ✓
.301 1.24 .436 34.785** .000 ✓ .364 .399 ✓
.483 1.94 .245 31.050*** .000 ✓ .484 .453 ✓
.479 1.95 .211 32.138*** .000 ✓ .521 .545 ✓
436 Testing and Assessment for Psychology
การวิเครา
ขอ้ ทศิ กล่มุ สงู (N=
ทาง Mean
9. ฉันเลือกซ้ือเสอ้ื ผา้ เครือ่ งแต่งกาย เครือ่ งประดบั โดยเลอื กพิจารณา บวก 4.45
ราคาเหมาะสมและเหมาะกบั ตัวเอง
บวก 4.27
ด้านสง่ิ แวดล้อม บวก 4.67
10. ฉันเข้ารว่ มกิจกรรมรณรงคร์ ักษาสง่ิ แวดล้อม เมอื่ มีโอกาส บวก 4.26
11. ฉนั ไม่ทงิ้ ขยะบนถนนหรอื ในท่ีสาธารณะ บวก 4.47
12. ฉันมกั จะจดั ข้าวของเครื่องใชภ้ ายในบา้ นให้เป็นระเบียบ มองสบายตา บวก 4.42
อยเู่ สมอ บวก 4.31
13. ฉันใช้ถุงผา้ และหลีกเลย่ี งการใช้ถงุ พลาสติก และกลอ่ งโฟม บวก 4.00
สุขภาวะทางสังคม บวก 4.38
ด้านการปฏสิ มั พันธ์
14. ฉนั รว่ มทากจิ กรรมเทคโนโลยใี หม่ ๆ กบั เพอ่ื น
15. ฉนั รสู้ ึกชนื่ ชมเพื่อนในหอ้ งเรียนทีพ่ ดู จาดี ไมพ่ ดู ถากถาง เยาะเยย้
เพ่ือนใหเ้ จ็บใจ
16. ยนิ ดใี หค้ วามรว่ มมือกบั เพอ่ื นและตั้งใจทางานกลมุ่
17. ฉันชกั ชวนเพื่อน ๆ เข้าร่วมกจิ กรรมบาเพ็ญประโยชน์ท่โี รงเรยี นหรือ
ในชมุ ชนท่ีจัดขน้ึ
าะห์ด้วยวธิ ีกลมุ่ สงู -กลมุ่ ต่า t p- ผ่าน CITC CITC ผา่ น
=61) กลมุ่ ต่า (N=59) value สถติ ิ รวม 46 รายด้าน เกณฑ์
ทดสอบ (N=120)
SD. Mean SD. t ข้อ
(N=120)
.522 1.82 .405 12.969*** .000 ✓ .260 .250 ✓
.451 1.88 .325 32.105*** .000 ✓ .467 .501 ✓
.516 1.67 .516 8.216*** .000 ✓ .417 .382 ✓
.445 1.94 .250 27.213*** .000 ✓ .487 .531 ✓
.512 1.90 .301 19.718*** .000 ✓ .373 .326 ✓
.502 1.97 .174 16.102*** .000 ✓ .521 .497 ✓
.479 1.56 .512 7.00*** .020 ✓ .346 .352 ✓
.000 1.67 .577 26.834*** .000 ✓ .560 .554 ✓
.492 1.92 .277 15.00*** .000 ✓ .549 .586 ✓
การวเิ ครา
ขอ้ ทิศ กลุ่มสงู (N=
ทาง Mean
18. เมอ่ื เพื่อนในกลุ่มมีปญั หาไม่เขา้ ใจกัน ฉันจะพยายามสอื่ สารให้ บวก 4.40
เพอื่ น ๆ หาขอ้ ตกลง และทางานรว่ มกันอยา่ งสันติ
19. ฉนั ตัง้ ใจความรบั ผิดชอบตอ่ การงานของตนเองและหมคู่ ณะความ บวก 4.40
รบั ผิดชอบ เม่อื ไดร้ บั มอบหมาย
20. ฉันจัดตารางการเรียนและการช่วยเหลืองานบา้ นหลงั เลิกเรียน โดยไม่ บวก 4.42
ต้องกลา่ วตักเตอื น
21. ฉันคน้ ควา้ อา่ นหนังสือและทาการบ้าน เพ่อื ให้พัฒนาการเรียนใหด้ ขี ึน้ บวก 4.32
22. ฉนั ตระหนักถงึ ความสาคัญของการเขา้ รว่ มกิจกรรมจิตอาสาบาเพ็ญ บวก 4.48
ประโยชน์ในโรงเรยี นและชุมชน
ดา้ นวนิ ยั
23. ฉนั กาหนดเวลาในการทาการบา้ นและอา่ นหนังสอื ทบทวนเตรียมสอบ บวก 4.23
เปน็ ประจา
24. ฉันจดั ตารางกิจวตั รประจาวันท่ดี ตี ่อตนเองและยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิเอาไว้ บวก 4.30
25. ฉนั ทาตามกฎระเบยี บของสังคมอยา่ งเคร่งครัดท้ังในสถานการณ์ปกติ บวก 4.17
และในชว่ งแพรร่ ะบาดของเช้ือโรค
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 437
าะห์ด้วยวิธกี ลุ่มสงู -กลมุ่ ตา่ t p- ผา่ น CITC CITC ผา่ น
=61) กลุม่ ตา่ (N=59) value สถติ ิ รวม 46 รายด้าน เกณฑ์
ทดสอบ (N=120)
SD. Mean SD. t ข้อ
(N=120)
.516 1.90 .316 14.697*** .000 ✓ .692 .670 ✓
.516 2.00 .000 24.523*** .000 ✓ .746 .697 ✓
.504 2.00 .000 23.810*** .000 ✓ .578 .585 ✓
.475 1.97 .180 28.126*** .000 ✓ .620 .612 ✓
.508 2.00 .000 25.531*** .000 ✓ .633 .661 ✓
.475 2.00 .000 23.339*** .000 ✓ .708 .679 ✓
.466 1.90 .305 13.00*** .000 ✓ .668 .607 ✓
.408 2.00 .000 13.748*** .000 ✓ .495 .489 ✓
438 Testing and Assessment for Psychology
การวิเครา
ข้อ ทิศ กลมุ่ สูง (N=
ทาง Mean
26. ฉนั มกี ารควบคุมการใช้จา่ ยเงนิ ของตัวเองซ้ือสิ่งท่ตี อ้ งการ โดยไม่เคย บวก 4.25
ขอยมื เพ่ือน หรอื รบกวนผูป้ กครอง
สุขภาวะทางจิต
ดา้ นคณุ ภาพจติ
28. ฉนั ตง้ั ใจชว่ ยเหลอื ผ้ทู ่ีประสบปัญหาความเดอื ดรอ้ น เม่ือมโี อกาส บวก 4.57
บวก 4.40
29. ฉนั ตั้งใจรบั ฟังปัญหาที่เพอ่ื นเล่า แลว้ ชว่ ยแนะนาใหค้ วามเหน็ ตามเหตุ
และผล บวก 4.40
30. ฉันสามารถตดั สนิ ใจสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตด้วยตนเองได้ บวก 4.23
ด้านสมรรถภาพจิต
31. ฉันควบคุมอารมณโ์ กรธของตนเองได้ เมอื่ มเี หตกุ ารณไ์ มด่ ีมากระทบ บวก 4.00
บวก 4.50
จติ ใจ บวก 4.50
32. ฉนั พยายามใจเยน็ และใช้สติ เมื่อมีข้อขดั แย้ง ไมพ่ อใจเกิดขนึ้
33. ฉนั อดทนต่ออปุ สรรคตา่ ง ๆ เพือ่ เปา้ หมายในชวี ติ ท่วี างได้
34. ฉนั เปิดใจรับฟงั คาวจิ ารณแ์ ละยอมรับเวลาทมี่ คี นมากลา่ วติชมอยา่ ง
ถูกต้องตรง
าะหด์ ้วยวิธกี ลุ่มสงู -กลมุ่ ตา่ t p- ผ่าน CITC CITC ผ่าน
=61) กลมุ่ ตา่ (N=59) value สถิติ รวม 46 รายด้าน เกณฑ์
ทดสอบ (N=120)
SD. Mean SD. t ขอ้
(N=120)
.463 2.00 .000 11.180*** .000 ✓ .482 .464 ✓
.535 2.00 .000 9.798** .001 ✓ .562 .569 ✓
.548 2.00 .000 14.697*** .000 ✓ .573 .595 ✓
.516 2.00 .000 17.321*** .000 ✓ .597 .604 ✓
.439 1.92 .277 13.229*** .000 ✓ .343 .413 ✓
.000 2.00 .000 15.000*** .000 ✓ .502 .654 ✓
.535 2.00 .000 12.728*** .000 ✓ .562 .592 ✓
.527 2.00 .000 13.229*** .000 ✓ .630 .682 ✓
การวิเครา
ข้อ ทศิ กลมุ่ สูง (N=
ทาง Mean
ด้านสุขภาพจิต บวก 4.00
35. ฉนั พอใจในความเป็นอยู่สงิ่ ทฉี่ นั มสี งิ่ ทฉ่ี ันไดร้ บั ตามความสามารถ บวก 4.57
บวก 4.50
36. ฉนั มีความสขุ ปลาบปลมื้ ใจทไ่ี ดแ้ บ่งปนั สิ่งของจาเป็นแก่ผอู้ ืน่ บวก 4.40
37. ฉันเขา้ ใจและพยายามปรบั ตวั ตอ่ การเปลีย่ นแปลงของสงั คมโลกท่ี บวก 4.25
เปลีย่ นไปตามยุคสมยั หรือสถานการณต์ า่ ง ๆ บวก 4.39
บวก 4.32
38. ฉนั มีอารมณ์ รา่ เริง เบิกบาน แจ่มใสอยูเ่ สมอ บวก 4.41
สขุ ภาวะทางปญั ญา
ดา้ นการปฏิบัติตอ่ ความรู้
39. ฉันชอบทจี่ ะค้นควา้ เรียนรสู้ ่งิ ใหม่ ๆ เพื่อนามาใชใ้ นการเรยี นร้พู ฒั นา
ตนเอง
40. ฉนั มักจะนาความรจู้ ากการศกึ ษาเพิ่มเตมิ ไปใช้สร้างประสบการณ์ใหม่
เพอ่ื ต่อยอดความรู้เดมิ
41. ฉันเข้ารว่ มกิจกรรมแข่งขนั ความสามารถทักษะด้านอ่ืน ๆ เพื่อพฒั นา
ตนเอง
42. ฉนั ตั้งเปา้ หมายการเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองตลอดเวลา
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 439
าะห์ด้วยวธิ กี ลมุ่ สูง-กลมุ่ ต่า t p- ผ่าน CITC CITC ผา่ น
=61) กล่มุ ต่า (N=59) value สถติ ิ รวม 46 รายด้าน เกณฑ์
ทดสอบ (N=120)
SD. Mean SD. t ข้อ
(N=120)
.000 2.00 .000 15.000*** .000 ✓ .440 .413 ✓
.535 2.00 .000 12.728*** .000 ✓ .560 .617 ✓
.535 2.00 .000 13.229*** .000 ✓ .557 .621 ✓
.507 1.93 .258 14.929*** .000 ✓ .510 .516 ✓
.447 2.00 .000 20.125*** .000 ✓ .563 .509 ✓
.502 2.00 .000 20.204*** .000 ✓ .728 .724 ✓
.477 1.86 .351 22.590*** .000 ✓ .521 .544 ✓
.507 2.00 .000 19.602*** .000 ✓ .464 .652 ✓
440 Testing and Assessment for Psychology
การวเิ ครา
ขอ้ ทิศ กลมุ่ สูง (N=
ทาง Mean
ดา้ นระดับความรู้
43. ฉันพยายามใชเ้ หตุผลในการแก้ปัญหาและหาทางออกของปัญหาได้ บวก 4.20
อยา่ งเหมาะสม
44. ฉันสามารถแยกแยะได้วา่ สิง่ ใดเปน็ ประโยชนแ์ ละสง่ิ ใดไมม่ ปี ระโยชน์ บวก 4.33
ตอ่ ชีวติ
45. ฉันมขี ้อคิดเตือนใจและคุณธรรมทางศาสนาเปน็ สิง่ ยดึ เหนย่ี วในการ บวก 4.38
ดาเนินชวี ติ
46. ฉันเข้าใจวา่ ความเปลย่ี นแปลงท่เี กดิ ขึ้นกับชวี ติ ไม่วา่ ส่งิ ร้ายหรอื สิง่ ดี บวก 4.33
เปน็ เร่อื งธรรมดาของโลก
าะหด์ ้วยวิธกี ล่มุ สูง-กลมุ่ ตา่ t p- ผา่ น CITC CITC ผา่ น
=61) กล่มุ ต่า (N=59) value สถิติ รวม 46 รายด้าน เกณฑ์
ทดสอบ (N=120)
SD. Mean SD. t ขอ้
(N=120)
.422 2.00 .000 16.500*** .000 ✓ .627 .674 ✓
.516 2.00 .000 11.068*** .000 ✓ .577 .604 ✓
.498 2.00 .000 21.926*** .000 ✓ .582 .540 ✓
.500 2.00 .000 14.000*** .000 ✓ .331 .333 ✓
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 441
จ. การตรวจสอบความตรงเชงิ โครงสร้าง
ในการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของข้อมูลท่ีได้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีตรวจสอบความตรงเชิง
โครงสร้าง (construct validity) โดยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรให้ได้เมทริกซ์สัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในแต่ละองค์ประกอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือตรวจสอบว่าเมทริกซ์สัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์แตกต่างจากศูนย์หรือไม่ ถ้าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ในเมทริกซ์ใด ไม่มีความสัมพันธ์กันหรือมี
ความสัมพันธ์กันน้อย แสดงว่าเมทริกซ์น้ันไม่มีองค์ประกอบร่วมกัน และไม่จาเป็นในการนาเมทริกซ์
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ไปวิเคราะห์องค์ประกอบ สาหรับค่าสถิติท่ีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ค่าสถิติ
Bartlett’s Test of Sphericity และค่าดัชนีไกเซอร์ เมเยอร์ – ออลคิน (Kaiser-Meyer-Olkin Measure of
Sampling Adequacy= KMO) ซง่ึ ค่า KMO ควรจะมคี า่ เขา้ ใกลห้ นงึ่ ถา้ มคี ่านอ้ ย แสดงวา่ ความสัมพันธร์ ะหว่าง
ตัวแปรมีน้อย และไม่เหมาะที่จะวิเคราะห์องค์ประกอบ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2542) รายละเอียดเกณฑ์ค่าดัชนี
KMO มดี ังนี้ (Bollen, 1989 cited in Hair et al., 1998)
ค่าดชั นี Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) ระดับความเหมาะสม
KMO >.90 ดีมาก
.80< KMO <.89 ดี
.70< KMO <.79 ปานกลาง
.60< KMO <.69 น้อย
.50< KMO <.59 นอ้ ยมาก
KMO <.50 ไมเ่ หมาะสมและไมส่ ามารถยอมรับได้
ในการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างและการวิเคราะห์เพ่ือตรวจสอบความตรงของโมเดลแบบมี
ตัวแปรส่งผ่านด้วยโปรแกรม LISREL จาเป็นต้องมีการเตรียมเมทริกซ์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของ
แต่ละองค์ประกอบ และในการแปลความหมายของค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์สาหรับการวิจัยคร้ังนี้ใช้การแปล
ความหมายของขนาดความสัมพันธ์ ดังต่อไปน้ี (Hinkle; Wiersma and Jurs, 2003: 109 อา้ งถึงในอวยพร เรือง
ตระกูล, 2553: 218)
ขนาดความสัมพนั ธ์ ความหมาย
0.0– 0.3 มคี วามสัมพันธ์กันต่ามาก
0.3– 0.5 มีความสัมพันธ์กนั ต่า
0.5– 0.7 มีความสัมพันธ์กนั ปานกลาง
0.7– 0.9 มคี วามสัมพันธก์ ันสูง
0.9– 1.0 มคี วามสัมพันธ์กนั สูงมาก
442 Testing and Assessment for Psychology
เมือ่ ได้เมทริกซ์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตวั แปรแต่ละองค์ประกอบ จากนัน้ ผู้วิจัยได้นามา
วิเคราะห์เพื่อเป็นการตรวจสอบองค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับท่ีสอง (Second Order Confirmatory Factor
Analysis) ด้วยโปรแกรมลิสเรล (Jöreskog & Sörbom, 2004) โดยใช้แบบสอบถามท่ีได้จากการเก็บรวบรวม
ข้อมลู จากกลมุ่ ตวั อยา่ ง จานวน 120 คน
9.4.3 งานวิจัยเร่ือง โครงการสุขชีวีวิถีพุทธในชุมชนเมือง ยุค 4.0: กระบวนการมีส่วนร่วมของ
ชมุ ชนบ้าน วัด โรงเรยี น37
ก. นยิ ามศพั ท์ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย38
ชุมชนในยุคไทยแลนด์ 4.0 หมายถึง วิถีชีวิตของคนที่อาศัยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมฉบับท่ี 12 ซึง่ ขบั เคลื่อนเศรษฐกิจดว้ ยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เพือ่ การเตรยี มพรอ้ มด้านกาลังคนและ
การเสริมสร้างศกั ยภาพของประชากรในทุกช่วงวัย ในที่นี้เน้นการพัฒนาคุณธรรมของคนอันกลไกสาคัญในการ
พฒั นาทรพั ยากรมนุษย์เพือ่ การพฒั นาประเทศไปสูค่ วามย่ังยนื
โครงการสุขชีวีวิถีพุทธหมายถึง การดาเนินกิจกรรมท่ีส่งเสริมสุขภาวะของคนในสังคมให้มี
คุณธรรม จรยิ ธรรมบนพ้ืนฐานหลักคาสอนทางพระพทุ ธศาสนาและส่งเสริมให้มคี ุณภาพชีวติ ท่ีดี พัฒนาตนเอง
ได้อย่างเหมาะสมกับสังคมอยู่ร่วมกับครอบครัว ผู้อื่น และสังคมอย่างมีความสุข ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม
ระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน สถาบันศึกษา ตลอดจนองค์กรธุรกิจที่มีส่วนร่วมให้การรับใช้สังคม โดยวิธีการถอด
บทเรียนและออกแบบกิจกรรมภายใต้กรอบภาวนา 4 ได้แก่ การพัฒนาทางกาย การพัฒนาทางสังคม การ
พฒั นาทางจิตใจ และการพัฒนาทางปญั ญา
สุขชีวีวิถีพุทธ หมายถึง การประเมินตนเองของบุคคลท่ีมีต่อสภาพความสุขในการดาเนินชีวิต
ภายใต้กรอบหลักภาวนา 4 วัดโดยแบบวัดความเชิงพุทธท่ีพัฒนามาจากแบบวัดความสุขเชิงพุทธ ของ พระ
มหาสทุ ิตย์ อาภากโร (อบอ่นุ ) และกมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ (2559) มี 4 องคป์ ระกอบดังน้ี
1) สุขทางกาย หมายถึง ภาวะของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุหรือทาง
กายภาพ เพื่อตอบสนองความสุข การรู้จักดูแลสุขภาพร่างกาย การพิจารณาบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 อย่าง
พอเพียง รักษาความสมดุลที่ดีระหว่างสุขภาพร่างกายกับพัฒนาคุณภาพชีวิต รู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา
ชีวิตตนเองและคุณภาพงานท่ีดีอาศยั อยใู่ นสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมปราศจากมลพิษตา่ ง ๆ
2) สุขทางสังคม หมายถึง ภาวะของบุคคลที่มีความรู้สึก ความสะดวก ปลอดภัยในการดาเนิน
ชีวิตของมนุษย์ในครอบครัว และในสังคมท่ีไม่มีการเบียดเบียน ทาร้ายซ่ึงกันและกัน ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน
37 กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ และคณะ, (2561), โครงการสุขชีวีวิถีพุทธในชุมชนเมือง ยุค 4.0: กระบวนการมีส่วน
รว่ มของชมุ ชนบ้าน วดั โรงเรียน, รายงานผลการวิจยั , (คณะมนุษยศาสตร์), พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย.
38 เร่อื งเดียวกนั , หน้า 6-8.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 443
สรา้ งสรรค์สงั คมการสัมพันธภาพทดี่ ีกับผู้อื่นในสังคม ในรปู แบบการแสดงออกทางด้านกาย วาจาที่ดีต่อผ้อู ื่น มี
ความร่วมมือในการทางานกับผอู้ น่ื รจู้ ักการชว่ ยเหลือเกอ้ื กูลผอู้ น่ื และสังคมดว้ ยปรารถนาดี
3) สุขทางจิตใจ หมายถึง ภาวะของบุคคลที่แสดงออกถึงคุณธรรมหรือคุณลักษณะการมี
ส่วนประกอบทางดา้ นคณุ ธรรม ความดงี ามภายในจติ ใจ คอื 1) ด้านคณุ ภาพจิตใจ หมายถงึ ความมีน้าใจ ความ
เอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่กับผู้อื่นในสังคม และให้อภัยผู้อ่ืน 2) ด้านสมรรถภาพจิตใจ หมายถึง การมีจิตใจแน่วแน่ หนัก
แน่นในการทางาน ความมีใจต้ังม่ัน ความพร้อมในการทางาน การบริหารจัดการอารมณ์ในการทางาน 3) ด้าน
สุขภาพจติ หมายถึง การรู้สกึ เบิกบาน คิดบวก มองโลกในแง่ดี จิตใจ ปลอดโปร่ง ไม่เครียด มจี ิตใจเข้มแข็งที่ดี
พร้อมทจ่ี ะทางาน
4) สุขทางปัญญา หมายถึง ภาวะของบุคคลท่ีแสดงออกของบุคคลท่ีมีความเข้าใจชีวิตและโลก
อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง สามารถอยู่กับความเป็นจริงของโลกและชีวิตได้อย่างปกติสุข มองเห็นและ
เข้าใจกับส่ิงต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง มีเหตุผล สามารถพิจารณาเห็นปัจจัยต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุของ
ความสุขและความทุกข์ในชีวิตได้ และมีคุณธรรมเป็นเคร่อื งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ รักษาจิตใจให้สงบ และปล่อย
วางตอ่ ทุกเรื่องท่มี ากระทบได้
การพัฒนาตนเพื่อเสริมสร้างสุขชีวีวิถีพุทธของเยาวชน หมายถึง การแสดงออกของเยาวชน
ที่สามารถในฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพให้มีภาวะผู้นาและผู้ตามท่ีดีสามารถควบคุมตนเองในการประพฤติ
ปฏิบัติบนพื้นฐานคุณธรรมจริยธรรม และการมปี ฏิสัมพนั ธ์กับผู้อืน่ เพื่อความสงบสุขในการอยู่รว่ มกันได้ ท่ีเกิด
จากการฝึกฝนเรียนรู้ เข้าใจ เสริมสร้างประสบการณ์ การฝึกฝนและการปฏิบัติจนเป็นนิสัย ส่งผลให้คุณภาพ
ชีวติ พัฒนาในทางท่ีดีงามและมีคุณค่าท้ังต่อตนเองและผู้อื่นสามารถวัดและสังเกตเห็นได้ ประกอบด้วยมิติการ
พฒั นาใน 4 มิติ วดั โดยแบบวดั ทีผ่ วู้ ิจยั สรา้ งข้ึน
1) พัฒนาตนด้านกาย การประเมินตนเองของเยาวชนท่ีสามารถใช้ชีวิตสัมพันธ์กับสภาพวัตถุ
ส่ิงแวดล้อมอย่างรู้เท่าทันและไม่ตกไปอยู่ในอานาจกระแสบริโภคนิยม การพิจารณาบริโภคใช้สอยปัจจัย 4
อย่างพอเพียง รักษาความสมดุลท่ีดีระหว่างสุขภาพร่างกายกับพัฒนาคุณภาพชีวิต รู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อการ
พฒั นาชวี ิตตนเอง
2) พัฒนาตนด้านสังคม หมายถึง การประเมินตนเองของเยาวชนท่ีสามารถการแสดงออกถึง
การสัมพันธภาพท่ีดีกับผู้อ่ืนในสังคม ในรูปแบบการแสดงออกทางด้านกาย วาจาที่ดีต่อผู้อื่น มีความร่วมมือใน
การทางานกับผู้อ่ืน รู้จักการช่วยเหลือเก้ือกูลผู้อื่นและสังคมด้วยปรารถนาดี บนพ้ืนฐานคุณธรรมจริยธรรมใน
การอย่รู ่วมกนั ในสังคม
3) พัฒนาตนด้านจิตใจ หมายถึง การประเมินตนเองของเยาวชนท่ีมีภาวะทางจิตใจด้านความ
เข้มแข็งม่ันคงของจิตใจและสภาพจิตที่ดีงาม สะท้อนคุณธรรมหรือท่ีเกี่ยวข้องกับการทางานร่วมกับผู้อื่นและ
ชวี ิตประจาวัน คือ (1) ด้านคณุ ภาพจิตใจ หมายถึง ความมีน้าใจ ความเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่กับผู้อ่ืนในสังคม และให้
อภัยผู้อื่น (2) ด้านสมรรถภาพจิตใจ หมายถึง การมีจิตใจแน่วแน่ หนักแน่นในการทางาน ความมีใจต้ังม่ัน (3)
444 Testing and Assessment for Psychology
ดา้ นสขุ ภาพจิต หมายถึง การรสู้ กึ เบกิ บาน คิดบวก มองโลกในแง่ดี จิตใจ ปลอดโปร่ง ไมเ่ ครยี ด มีจิตใจเข้มแข็ง
ท่ีดี
4) พัฒนาตนด้านทางปัญญา หมายถึง การประเมินตนเองของเยาวชนท่ีสามารถมองเห็นและ
เข้าใจกับส่ิงต่าง ๆ ท่ีเกิดขน้ึ ตามความเป็นจรงิ สามารถแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล และพัฒนาตนเองใหม้ ีคุณภาพ
ชีวิตที่ดีมีคณุ ค่าต่อตนเอง ผู้อื่น และส่วนรวม และมีคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ รักษาจติ ใจให้สงบ
วัดได้ด้วยข้อคาถาม 6 ข้อ (1) ชักชวนให้เพ่ือนนาความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ทางานกลุ่ม (2)
โน้มน้าวให้เพ่ือนคิดสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆเพื่อส่วนรวม (3) เม่ือมีปัญหาขัดแย้งในกลุ่มเพื่อน ๆ ฉันสามารถไกล่
เกล่ียและใช้เหตุผลในแก้ปัญหาน้ัน (4) มีข้อคิดเตือนใจหรือมีคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดาเนินชีวิต
(5) ฉันยอมรับความเปลย่ี นแปลงของชีวิตและการรบั รู้สง่ิ ต่าง ๆ ตามความเปน็ จรงิ (6) สามารถกระตุน้ ให้เพอ่ื น
ทาประโยชนต์ อ่ สว่ นรวม โดยไม่หวงั สง่ิ ตอบแทน
กระบวนการมีส่วนร่วมบ้าน วัด โรงเรียนหมายถึง ข้ันตอนการมีส่วนร่วมของคนในสังคมใน
การส่งเสริมความสุขในการอยู่ร่วมกัน เชื่อมโยงบุคคลในครอบครัว วัด และโรงเรียน และสถาบันศึกษาที่
มาร่วมส่งเสริมกิจกรรมเพ่ือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสุขทุกช่วงวัยผ่านกิจกรรมที่ศู นย์การเรียนรู้และ
พัฒนาสังคม วัดสุทธิวราราม และโครงการปฏิบัติธรรมนาสติ จิตประภัสสร ณ อโยธาราวิลเลจ จ.
พระนครศรอี ยุธยา
ข. การสรา้ งและพัฒนาเครื่องมือการวจิ ัย39
ผู้วิจัยได้พัฒนาเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสุขเชิงพุทธ ของพระมหาสุทิตย์
อาภากโร (อบอุ่น) และกมลาศ ภูวชนาธพิ งศ์ มีคาความจานวน 64 ขอ้ นามาพัฒนาปรบั ขอ้ ความ 46 ข้อ
ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน 10 ข้อ ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพ การศึกษา อาชีพ
ประสบการณ์การปฏิบตั ธิ รรม เปน็ ต้น
ตอนที่ 2 ความสุขในการดาเนินชีวิตประกอบด้วย โดยการศึกษาครั้งน้ีผู้วิจัยนามาดัดแปลง
กาหนดเป็นนิยามศัพท์ในบริบทกรอบแนวคิดสุขชีวีวิถีพุทธ ปรับข้อคาถามจานวน 46 ข้อ มีนิยามศัพท์เชิง
ปฏบิ ตั ิการ 4 องค์ประกอบดังนี้
1) สุขทางกาย หมายถึง ภาวะของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุหรือทาง
กายภาพ เพื่อตอบสนองความสุข การรู้จักดูแลสุขภาพร่างกาย การพิจารณาบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 อย่าง
พอเพียง รักษาความสมดุลท่ีดีระหว่างสุขภาพร่างกายกับพัฒนาคุณภาพชีวิต รู้จักใช้เทคโนโลยีเพ่ือการพัฒนา
ชีวติ ตนเองและคณุ ภาพงานที่ดอี าศยั อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มทีเ่ หมาะสมปราศจากมลพิษต่าง ๆ จานวน 9 ขอ้
39 กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ และคณะ, (2561), โครงการสุขชีวีวิถีพุทธในชุมชนเมือง ยุค 4.0: กระบวนการมีส่วน
ร่วมของชุมชนบ้าน วัด โรงเรยี น, รายงานผลการวิจัย, (คณะมนุษยศาสตร)์ , พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั , หนา้ 99-110.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 445
2) สุขทางสังคม หมายถึง ภาวะของบุคคลที่มีความรู้สึก ความสะดวก ปลอดภัยในการดาเนิน
ชีวิตของมนุษย์ในครอบครัว และในสังคมท่ีไม่มีการเบียดเบียน ทาร้ายซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน
สรา้ งสรรค์สงั คมการสมั พันธภาพทีด่ ีกบั ผอู้ ่ืนในสังคม ในรูปแบบการแสดงออกทางด้านกาย วาจาทดี่ ีต่อผู้อ่ืน มี
ความรว่ มมอื ในการทางานกบั ผูอ้ ืน่ รู้จกั การชว่ ยเหลอื เกอื้ กูลผอู้ ่นื และสังคมดว้ ยปรารถนาดีจานวน 11 ข้อ
3) สุขทางจิตใจ หมายถึง ภาวะของบุคคลที่แสดงออกถึงคุณธรรมหรือคุณลักษณะการมี
ส่วนประกอบทางด้านคุณธรรม ความดีงามภายในจิตใจ คือ (1) ด้านคุณภาพจิตใจ หมายถึง ความมีน้าใจ
ความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่กับผู้อื่นในสังคม และให้อภัยผู้อ่ืน (2) ด้านสมรรถภาพจิตใจ หมายถึง การมีจิตใจแน่วแน่
หนักแนน่ ในการทางาน ความมใี จตั้งม่ัน ความพร้อมในการทางาน การบริหารจัดการอารมณ์ในการทางาน (3)
ด้านสขุ ภาพจิต หมายถงึ การร้สู ึกเบิกบาน คดิ บวก มองโลกในแง่ดี จติ ใจ ปลอดโปร่ง ไม่เครยี ด มีจติ ใจเข้มแข็ง
ทีด่ พี ร้อมที่จะทางานจานวน 13 ข้อ
4) สุขทางปัญญา หมายถึง ภาวะของบุคคลที่แสดงออกของบุคคลท่ีมีความเข้าใจชีวิตและโลก
อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง สามารถอยู่กับความเป็นจริงของโลกและชีวิตได้อย่างปกติสุข มองเห็นแ ละ
เข้าใจกับส่ิงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนตามความเป็นจริง มีเหตุผล สามารถพิจารณาเห็นปัจจัยต่างๆ อันเป็นสาเหตุของ
ความสุขและความทุกข์ในชีวิตได้ และมีคุณธรรมเป็นเคร่อื งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ รักษาจิตใจให้สงบ และปล่อย
วางตอ่ ทกุ เรือ่ งที่มากระทบได้จานวน 13 ข้อ
แบบวัดมีลักษณะประเมินค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุดมากถึงน้อยท่ีสุด โดยให้
ผตู้ อบเลอื กตอบเพยี งระดับใดระดับหน่งึ โดยมีเกณฑแ์ ปลผลคะแนนดังนี้
เกณฑ์แปลผลคะแนน
5 เห็นด้วยมากท่สี ดุ หมายถงึ ข้อความนี้ตรงกับความเปน็ จรงิ ของทา่ นอยู่ในระดบั มากท่ีสุด
4 เหน็ ด้วยมาก หมายถงึ ข้อความนี้ตรงกบั ความเป็นจริงของท่านอยู่ในระดับมาก
3 เห็นด้วยปานกลาง หมายถงึ ข้อความน้ตี รงกับความเป็นจริงของทา่ นอยู่ในระดับปานกลาง
2 เหน็ ดว้ ยนอ้ ย หมายถึง ข้อความน้ีตรงกบั ความเปน็ จริงของทา่ นอยู่ในระดับน้อย
1 เห็นด้วยน้อยท่สี ดุ หมายถึง ข้อความน้ีตรงกบั ความเปน็ จริงของทา่ นอยู่ในระดับน้อยทีส่ ุด
ผูต้ อบท่ไี ดค้ ะแนนสงู แสดงวา่ บคุ คลมคี วามสุขโดยภาพรวมสูงกวา่ ผู้ไดค้ ะแนนต่ากว่า
การตรวจสอบคุณภาพของแบบวดั
1) ผู้วิจัยได้นาแบบวัดตรวจสอบปรับปรุงโครงสร้างของเนื้อหา ความถูกต้องเหมาะสม
ชัดเจน ภาษาท่ีใช้สอดคล้องกับบริบทกลุ่มตัวอย่าง เกณฑ์การให้คะแนน การแปลความหมาย ผู้วิจัยปรับปรุง
ตามขอ้ เสนอแนะจากผทู้ รงคณุ วุฒิและปรบั ข้อคาถามจากเดมิ 64 ข้อ เป็น 46 ข้อ เปน็ ข้นั ปรับปรงุ ครั้งที่ 1
2) นาแบบวัดตรวจสอบความปรนัย (objectivity) ท่ีพัฒนาขึ้น นาไปให้กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม
จานวน 5 คน อา่ นขอ้ ความเพ่อื ประเมนิ วา่ ข้อคาถามมีความกากวมหรือไม่ มคี วามชัดเจนหรือไม่ มีการแปล
446 Testing and Assessment for Psychology
ความหมายตรงกบั กลมุ่ ตวั อยา่ งหรือไม่ ปรบั ปรงุ สานวนภาษาตามข้อเสนอแนะ คร้งั ที่ 2
3) นาแบบวัดไปทดลองเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างจริง (try out)
จานวนท้ังส้ิน 30 ฉบับ ค่าความเช่ือมน่ั ของแบบวัดด้วยสัมประสิทธ์ิแอลฟ่าของครอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ .979
และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่ารายด้าน ได้แก่ สุขทางกายเท่ากับ.864สุขทางสังคมเท่ากับ .943 สุขทางจิตใจ
เทา่ กับ .965 และสขุ ทางปญั ญา เทา่ กับ .961
การตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง
ในการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของข้อมูลที่ได้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีตรวจสอบความตรงเชิง
โครงสร้าง (construct validity) โดยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรให้ได้เมทริกซ์สัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในแต่ละองค์ประกอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือตรวจสอบว่าเมทริกซ์สัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์แตกต่างจากศูนย์หรือไม่ ถ้าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ในเมทริกซ์ใด ไม่มีความสัมพันธ์กัน หรือมี
ความสัมพันธ์กันน้อย แสดงว่าเมทริกซ์นั้นไม่มีองค์ประกอบร่วมกัน และไม่จาเป็นในการนาเมทริกซ์
สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ไปวิเคราะห์องค์ประกอบ สาหรับค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ค่าสถิติ
Bartlett’s Test of Sphericity และค่าดัชนีไกเซอร์ เมเยอร์ – ออลคิน (Kaiser-Meyer-Olkin Measure of
Sampling Adequacy= KMO) ซึง่ ค่า KMO ควรจะมีคา่ เข้าใกลห้ น่ึง ถ้ามีค่านอ้ ย แสดงวา่ ความสัมพนั ธ์ระหว่าง
ตัวแปรมีน้อย และไม่เหมาะท่ีจะวิเคราะห์องค์ประกอบ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2542) รายละเอียดเกณฑ์ค่าดัชนี
KMO มีดงั น้ี (Bollen, 1989 cited in Hair et al., 1998)
ค่าดชั นี Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) ระดบั ความเหมาะสม
KMO > .90 ดีมาก
.80< KMO <.89 ดี
.70< KMO <.79 ปานกลาง
.60< KMO <.69 นอ้ ย
.50< KMO <.59 น้อยมาก
KMO <.50 ไม่เหมาะสมและไมส่ ามารถยอมรบั ได้
ในการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างและการวิเคราะห์เพ่ือตรวจสอบความตรงของโมเดล
แบบมีตัวแปรส่งผ่านด้วยโปรแกรม LISREL จาเป็นต้องมีการเตรียมเมทริกซ์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัว
แปรของแต่ละองค์ประกอบ และในการแปลความหมายของค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์สาหรบั การวจิ ัยคร้ังนี้ใชก้ าร
แปลความหมายของขนาดความสัมพันธ์ ดังต่อไปน้ี (Hinkle; Wiersma and Jurs, 2003: 109 อ้างถงึ ใน อวยพร
เรืองตระกูล, 2553: 218)
ขนาดความสัมพันธ์ ความหมาย
0.0 – 0.3 มีความสัมพนั ธก์ นั ต่ามาก
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 447
0.3 – 0.5 มคี วามสัมพนั ธก์ ันต่า
0.5 – 0.7 มีความสมั พนั ธ์กนั ปานกลาง
0.7 – 0.9 มีความสมั พนั ธก์ ันสูง
0.9 – 1.0 มีความสมั พนั ธ์กันสูงมาก
เมื่อได้เมทริกซ์สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแต่ละองค์ประกอบ จากนั้นผู้วิจัยได้
นามาวิเคราะห์เพ่ือเป็นการตรวจสอบองค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ด้วย
โปรแกรมลิสเรล (Jöreskog & Sörbom, 2004) โดยใช้แบบสอบถามที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่ม
ตวั อยา่ ง จานวน 120 คน แสดงผลการวิเคราะหไ์ ด้ดงั ต่อไปนี้
ความตรงเชงิ โครงสรา้ งของการพัฒนาตนตามหลกั ภาวนา
ผลการวเิ คราะห์ความสมั พันธ์ระหวา่ งตัวแปรโดยใช้ค่าสหสัมพันธ์แบบเพยี ร์สัน พบว่า ตวั แปร ท่ี
บง่ ชีอ้ งค์ประกอบการพัฒนาตนตามหลักภาวนา (PSMW) มีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ต้ังแต่ .439 ถึง .636อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกคู่ ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นความสัมพันธ์ทางบวกขนาดปาน
กลาง ตัวแปรท่ีมีความสัมพันธ์สูงที่สุดคือ การพัฒนาตนด้านปัญญา (WIS) กับการพัฒนาตนด้านสังคม (SOC)
และตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันต่าสุดคือ การพัฒนาตนด้านจิตใจ (MIND) กับการพัฒนาตนด้านร่างกาย (PHY)
เมื่อพิจารณาค่า Bartlett's Test of Sphericity มีค่าเท่ากับ 165.600 (p = .000) แสดงว่า เมทริกซ์
สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแตกต่างจากเมทริกซ์เอกลักษณ์อย่างมีนัยสาคัญ และค่าดัชนีไกเซอร์ – ไมเยอร์ – ออ
ลคิน (Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy) มีค่าเท่ากับ .799 แสดงว่า ตัวแปรสังเกตได้
ของขอ้ มลู มคี วามสัมพันธก์ นั มากพอทจ่ี ะนาไปวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบได้ ดงั แสดงในตารางท่ี 9.21
ตารางท่ี 9.21 ค่าเฉลยี่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน สมั ประสิทธิ์สหสัมพนั ธ์แบบเพียร์สันระหว่างตัวแปรในการพัฒนา
ตนตามหลกั ภาวนา
ตัวแปร PHY SOC MIND WIS
PHY 1.000
SOC .449** 1.000
MIND .439** .590** 1.000
WIS .464** .636** .608** 1.000
Mean 3.007 2.897 3.066 2.954
SD 0.407 0.487 0.443 0.446
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy = .799
Bartlett's Test of Sphericity = 165.600, df = 6, p = .000
หมายเหตุ: **p <.01; n = 120; ระดบั การให้คะแนน 5 ระดบั
448 Testing and Assessment for Psychology
ผลการวิเคราะห์ องค์ป ระกอบ ยืน ยัน ตามโมเด ลการวัด การพั ฒ นาตน ต ามห ลักภ าวน า
(PSMW) พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดี พิจารณาได้จากค่าไค – สแควร์
(2=.04, df=2, p=.982) ซึ่งแตกต่างจากศูนย์อย่างไม่มีนัยสาคัญ ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) มีค่า
เท่ากับ 1.00 ค่าดัชนวี ัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแกแ้ ล้ว (AGFI) มีค่าเท่ากับ .999 และค่าดัชนีรากของกาลัง
สองเฉลย่ี ของสว่ นท่ีเหลือ (RMR) มีค่าเทา่ กับ .003 แสดงว่า โมเดลมคี วามสอดคลอ้ งกบั ข้อมลู เชิงประจักษ์
ค่าน้าหนักองค์ประกอบของตัวแปรท้ังหมดมีค่าเป็นบวก มีขนาดต้ังแต่ .56 ถึง .80 และมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกตัว ตัวแปรที่มีน้าหนักความสาคัญมากที่สุด คือ การพัฒนาตนด้านปัญญา
(WIS) มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ เท่ากับ .80 และมีความแปรผันร่วมกับการพัฒนาตนตามหลักภาวนา
(PSMW) ร้อยละ 64.00 รองลงมาคือ การพัฒนาตนด้านสังคม (SOC) และการพัฒนาตนด้านจิตใจ (MIND) มีค่า
น้าหนักองค์ประกอบ เท่ากับ .78 มีความแปรผันร่วมกับการพัฒนาตนตามหลักภาวนา(PSMW) ร้อยละ 61.00
และตัวแปรที่มีน้าหนักความสาคัญน้อยที่สุด คือ การพัฒนาตนด้านร่างกาย (PHY) มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ
เทา่ กับ .56 และมคี วามแปรผันร่วมกับการพัฒนาตนตามหลกั ภาวนา (PSMW) ร้อยละ 31.00 แสดงให้เห็นว่า
ตัวแปรเหล่านี้เป็นตัวแปรที่สาคัญของการพัฒนาตนตามหลักภาวนา (PSMW) ดังแสดงในตารางท่ี 9.22 และ
ภาพท่ี 9.2
ตารางที่ 9.22 ผลการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบเชงิ ยนื ยันของโมเดลการวดั การพฒั นาตนตามหลักภาวนา
ตวั แปร นา้ หนักองคป์ ระกอบ t สปส.คะแนน
beta b(SE) R2 องค์ประกอบ
PHY 0.56 0.89(0.15) 6.09** 0.31 0.08
SOC 0.78 2.15(0.23) 9.35** 0.61 0.12
MIND 0.78 2.65(0.28) 9.31** 0.61 0.09
WIS 0.80 1.65(0.17) 9.59** 0.64 0.17
2 = .04, df = 2, p = .982, GFI = 1.00, AGFI = .999, RMR = .003
หมายเหตุ: **p <.01
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 449
0.69 PHY 0.56 PSMW 1.00
0.39 SOC 0.78
0.39 MIND 0.78
0.36 WIS
08.8800
Chi-Square = 0.04, df = 2, P-value = 0.98175, RMSEA = 0.000
ภาพท่ี 9.2 ผลการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยันโมเดลการวัดการพัฒนาตนตามหลักภาวนา
ความตรงเชงิ โครงสร้างของความสขุ ในการดาเนินชีวิต
ผลการวเิ คราะหค์ วามสมั พันธ์ระหว่างตัวแปรโดยใช้ค่าสหสมั พนั ธ์แบบเพียรส์ ัน พบว่า ตัวแปร ท่ี
บ่งชี้ความสุขในการดาเนินชีวิต (PSMW1) มีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ตั้งแต่ .624 ถึง .812อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติที่ระดับ .01 ทุกคู่ ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นความสัมพันธ์ทางบวกขนาดต้ังแต่ปานกลางถึง
ขนาดสูง ตัวแปรท่ีมีความสัมพันธ์สูงท่ีสุดคือ ความสุขทางปัญญา (WIS) กับความสุขทางจิตใจ (MIND) และตัว
แปรท่ีมีความสัมพันธ์กันต่าสุดคือ ความสุขทางกาย (PHY) กับความสุขทางสังคม (SOC) เมื่อพิจารณาค่า
Bartlett's Test of Sphericity มีค่าเท่ากับ 325.528 (p = .000) แสดงว่า เมทริกซ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัว
แปรแตกต่างจากเมทริกซ์เอกลักษณ์อย่างมีนัยสาคัญ และค่าดัชนีไกเซอร์ – ไมเยอร์ – ออลคิน (Kaiser-Meyer-
Olkin Measure of Sampling Adequacy) มีค่าเท่ากับ .791 แสดงว่า ตัวแปรสังเกตได้ของข้อมูลมี
ความสมั พันธก์ นั มากพอทจี่ ะนาไปวิเคราะห์องคป์ ระกอบได้ ดังแสดงในตารางท่ี 9.23
ตารางท่ี 9.23 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสมั พันธ์แบบเพียร์สันระหวา่ งตวั แปรในความสุขใน
การดาเนนิ ชีวิต
ตวั แปร PHY SOC MIND WIS
PHY 1.000
SOC .624** 1.000
MIND .639** .711** 1.000
WIS .768** .677** .812** 1.000
Mean 4.281 4.455 4.555 4.556
SD 0.560 0.454 0.445 0.394
Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy = .791
Bartlett's Test of Sphericity = 325.528, df = 6, p = .000
หมายเหตุ: **p <.01; n = 120; ระดับการใหค้ ะแนน 5 ระดับ
450 Testing and Assessment for Psychology
ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบยืนยันตามโมเดลการวัดความสุขในการดาเนินชีวิต(PSMW1)
พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดี พิจารณาได้จากค่าไค – สแควร์ (2=.70,
df=1, p=.401) ซึ่งแตกต่างจากศูนยอ์ ยา่ งไม่มีนัยสาคัญ ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) มคี ่าเท่ากับ .99
ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) มีค่าเท่ากับ .97 และค่าดัชนีรากของกาลังสองเฉล่ียของ
สว่ นทเ่ี หลอื (RMR) มคี ่าเทา่ กบั .009 แสดงว่าโมเดลมีความสอดคล้องกบั ข้อมลู เชงิ ประจกั ษ์
ค่าน้าหนักองค์ประกอบของตัวแปรทั้งหมดมีค่าเป็นบวก มีขนาดตั้งแต่ .76 ถึง .92 และมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ทุกตัว ตัวแปรที่มีน้าหนักความสาคัญมากที่สุด คือ ความสุขทางจิตใจ (MIND)
มีค่านา้ หนักองคป์ ระกอบ เทา่ กับ .92 และมีความแปรผันร่วมกับความสุขในการดาเนินชวี ิต (PSMW1) ร้อยละ
84.00 รองลงมาคือ ความสุขทางปัญญา (WIS) มีค่าน้าหนักองค์ประกอบ เท่ากับ .89 มีความแปรผันร่วมกับ
ความสขุ ในการดาเนนิ ชวี ิต (PSMW1) ร้อยละ 80.00 และตัวแปรท่ีมีน้าหนักความสาคญั นอ้ ยทสี่ ุด คือ ความสุข
ทางสังคม (SOC) มีค่าน้าหนกั องค์ประกอบ เท่ากับ .76 และมีความแปรผันร่วมกับความสุขในการดาเนินชีวิต
(PSMW1) ร้อยละ 58.00 แสดงให้เห็นว่าตัวแปรเหล่านี้เป็นตัวแปรที่สาคัญของความสุขในการดาเนินชีวิต
(PSMW1) ดังแสดงในตารางท่ี 9.24 และภาพท่ี 9.3
ตารางที่ 9.24 ผลการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบเชิงยนื ยนั ของโมเดลการวัดความสขุ ในการดาเนินชีวติ
น้าหนกั องคป์ ระกอบ สปส.คะแนน
ตัวแปร t R2 องค์ประกอบ
beta b(SE)
PHY 0.85 0.48(0.04) 10.89** 0.72 0.66
SOC 0.76 0.34(0.04) 9.59** 0.58 0.13
MIND 0.92 0.41(0.03) 12.39** 0.84 1.17
WIS 0.89 0.35(0.03) 12.09** 0.80 0.37
2 = .70, df = 1, p = .401, GFI = .99, AGFI = .97, RMR = .009
หมายเหตุ: **p <.01
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 451
0.28 PHY
–0.14 0.42 SOC 0.85
0.76 PSMW1 1.00
0.92
0.16 MIND 008.889
0.20 WIS
Chi-Square = 0.70, df = 1, P-value = 0.40137, RMSEA = 0.000
ภาพที่ 9.3 ผลการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบเชงิ ยืนยันโมเดลการวดั ความสขุ ในการดาเนินชีวิต
วเิ คราะห์ข้อมูล
การตรวจคุณภาพเคร่ืองมือ โดยการนาแบบสอบถามหาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของ
ครอนบาค หาค่าความเช่ือมั่นของแบบวัดด้วยสัมประสิทธิแ์ อลฟ่าของครอนบาคท้ังฉบบั และค่าอานาจจาแนก
รายข้อ ด้วยการหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item - total correlation) และ
ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง (construct validity) โดยค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ค่าสถิติ
Bartlett’s Test of Sphericity และค่าดัชนีไกเซอร์ เมเยอร์ – ออลคิน (Kaiser-Meyer-Olkin Measure of
Sampling Adequacy = KMO) และการตรวจสอบองค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor
Analysis: CFA) ดว้ ยโปรแกรมลสิ เรล
ระยะที่ 3 การประเมินผลสัมฤทธ์ิของโครงการรับใช้สังคม สุขชีวีวิถีพุทธในชุมชนเมือง ยุค
4.0 ด้วยกระบวนการมสี ่วนร่วมชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน
1) ข้นั ตอน
ประเมินผลก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการ และการประเมินผล ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการ
เก็บขอ้ มูลประเมนิ ผล วเิ คราะหข์ อ้ มูลเชิงปรมิ าณ และเชิงคุณภาพ เพื่อประเมนิ สัมฤทธ์ิของโครงการ
2) กลมุ่ ตวั อยา่ งแบง่ เป็น 2 กล่มุ ไดแ้ ก่
กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1) กลุ่มตัวอย่างเยาวชน ท่ีศูนย์การเรียนรู้ฯ จานวน 64 คน
วัดผลก่อนและหลังการเข้ารว่ มกิจกรรม และ 2) กลมุ่ ตัวอย่างกลุ่มผปู้ ฏิบัติธรรมวัยผู้ใหญ่ ทอี่ โยธาราวิลเลจ จ.
พระนครศรอี ยุธยา จานวน 34 คน ระหวา่ งวนั ที่ 5-12 มกราคม 2563
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ พระวิปัสสนาจารย์ 3 รูป วิทยากรอบรม 2 คน และผู้เข้าร่วมปฏิบัติ
ธรรม จติ ประภสั สร จานวน 10 คน คัดเลอื กจากผ้ทู เี่ ขา้ มาปฏิบตั ิในโครงการจิตประภสั สรมากกว่า 3 ครั้ง ตอ่ ปี
452 Testing and Assessment for Psychology
3) วิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วจิ ยั ได้เกบ็ รวบรวมข้อมูลวิจยั ตามขั้นตอนดังน้ี
(1) ผู้วิจัยได้ทาการชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัยให้กับกลุ่มตัวอย่างก่อนการเข้าร่วมการ
ทดลอง และรับสมัครกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมกิจกรรมการเสริมสร้างสุขชีวี โดยกลุ่มตัวอย่างได้ลงนามยินยอมใน
แบบฟอรม์ จรยิ ธรรมในการวิจยั ในคน จากสถาบันวิจยั พทุ ธศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
(2) ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบวัดก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการใน
ระหว่างการทดลองผู้วจิ ัยเกบ็ ขอ้ มูลด้วยวิธีการสังเกต และการสัมภาษณ์ เป็นตน้
4) เคร่อื งมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ชุดกิจกรรมการเสริมสร้าง
สขุ ชีววี ิถีพุทธ 2) เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
(1) เครื่องมอื ทใ่ี ช้รวบรวมขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ
(1.1) แบบวัดการพัฒนาตนสาหรับกลุ่มตัวอย่างเยาวชน และแบบวัดความสุขเชิงพุทธ
สาหรับกลุม่ ตัวอยา่ งผู้ปฏบิ ตั ิธรรมวยั ผใู้ หญ่
(1.2) แบบประเมินความพึงพอใจ (ทั้ง 2 แห่ง) ได้แก่ 1) แบบประเมินความพึงพอใจใน
การเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเน้ือหา ด้านวิทยากร ดา้ นระยะเวลา/สถานที่ และด้าน
การได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่/พี่เล้ียง จานวน 21 ข้อ และ 2) แบบประเมินโครงการ “จิตประภัสสร”
มขี อ้ คาถามทัง้ หมด 10 ข้อ ลักษณะข้อคาถามใหเ้ ลือก 5 ระดับ จากนอ้ ยทส่ี ดุ ไปถงึ มากทส่ี ดุ
(2) เครื่องมือท่ีใช้รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพแนวทางข้อคาถามในการสัมภาษณ์ การสังเกต
แบบมสี ว่ นรว่ ม
5) การวิเคราะห์ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลสาหรับการวิจัยในครั้งน้ี ผู้วิจัยแบ่งการวิเคราะห์
ขอ้ มลู ออกเป็น 2 ส่วน คือ การวิเคราะหข์ ้อมูลเชิงปริมาณและการวเิ คราะห์ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ ตามรายละเอยี ด
ดงั น้ี
วเิ คราะหข์ อ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ
(1) วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานได้ ร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) และค่า
เบ่ียงเบนมาตรฐาน(standard deviation) สาหรับอธิบายข้อมูลแบบสอบถามเบื้องต้นของกลุ่มตัวอย่าง และ
ใช้ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation) สาหรับอธิบายข้อมูลที่ได้จากแบบวัดการ
เสรมิ สรา้ งความสขุ ชีววี ถิ ีพทุ ธ
(2) การวิเคราะห์เพ่ือเปรียบเทียบผลการเข้าร่วมกิจกรรมการเสริมสร้างความสุขชีวีวิถี
พทุ ธ รายละเอียดดังตอ่ ไปน้ี
(2.1) การวิเคราะห์เปรียบเทยี บคะแนนเฉล่ียและความแตกตา่ งของคะแนนก่อนและ
หลังการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มทดลอง และวัดผลก่อนและหลังของกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติ Paired –
Sample t-Test
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 453
(2.2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยและความแตกต่างของคะแนนก่อนการเข้าร่วม
กจิ กรรม ระหวา่ งกลุม่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ โดยใช้สถติ ทิ ดสอบ Independent Sample t-Test
(2.3) วิเคราะห์ความแปรปรวนเปรียบเทยี บคา่ เฉลีย่ กอ่ นการทดลอง หลงั การทดลอง
ของกลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคุม โดยพิจารณาจากค่า F-test ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
(One way ANOVA)
วเิ คราะห์ขอ้ มูลเชงิ คณุ ภาพ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยการ
เก็บข้อมูลแบบการมีส่วนร่วมในกิจกรรม (Participation) ด้วยวิธีการรวบรวมข้อมูลคือ (1) การสังเกตแบบมี
สว่ นร่วมระหว่างทากิจกรรม (2) การสัมภาษณ์ (3) ประชุมกลุ่มย่อย โดยผู้วิจัยได้นาข้อมูลท้ังหมดมาวิเคราะห์
เน้ือหา (Content Analysis) และตีความ (Interpretation) จัดข้อมูลมาจัดหมวดหมู่ นาข้อมูลท่ีสอดคล้อง
หรือสนับสนนุ กันมาเป็นแนวทางการเสรมิ สร้างสุขชีวีสาหรับเยาวชนและวัยผ้ใู หญ่ และสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย
จากการเชื่อมโยงประเด็นสาคัญท่ีได้แล้วนาข้อสรุปที่ได้มาขยายความเช่ือมโยงให้เห็นเป็นภาพรวมเขียนเป็น
คาอธิบายโดยละเอียดโดยใช้คาพูดของผู้ให้ข้อมูลมาเป็นตัวอย่างเพ่ือแสดงว่าข้อมูลมีความน่าเช่ือและสามารถ
ตรวจสอบได้
การตรวจสอบขอ้ มูล แบบสามเส้า (Triangulation)
ผวู้ ิจัยไดใ้ ช้วธิ ีการตรวจสอบความนา่ เชื่อถือของข้อมลู เชงิ คุณภาพตามวธิ กี ารดังน้ี40
1) การตรวจสอบด้านผู้สังเกต (Investigator triangulation) ให้มีบุคคลที่สังเกตหลายคน
ทง้ั ผูว้ จิ ยั และผู้ช่วยวิจยั สมาชกิ ในกล่มุ วิทยากร พระวิทยากร และพเ่ี ล้ียง เพื่อตรวจสอบว่าผูส้ งั เกตแต่ละคนได้
ข้อมูลต่างกนั หรือไม่
2) การตรวจสอบวิธีการรวบรวมข้อมูล (Methodology triangulation) ใช้วิธีการรวบรวม
ข้อมูลในหลากหลายวิธีในเรื่องเดียวกัน ได้แก่ การตอบคาถามก่อนและหลังในแบบสอบถามการเสริมสร้าง
ความสุข การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง การประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์จากผู้ที่เกี่ยวข้องทกุ ฝา่ ยในการวจิ ัย
คร้งั น้ี ไดแ้ ก่ ผู้เขา้ รว่ มกิจกรรม วทิ ยากร เจ้าหน้าท่ี และพเ่ี ลีย้ ง
ผวู้ ิจยั นาขอ้ มูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ดว้ ยวิธกี ารวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุป ตามข้ันตอน
การจัดกลุ่มข้อมูล การวเิ คราะห์ปัจจัย การระบุความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ผ่านกิจกรรม การเชื่อมโยงแนวคิด
และทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ค้นพบ ประมวลข้อมูล วิเคราะห์และนาเสนอในรูปแบบเป็น
ขอ้ ความบรรยาย (Description)
40 สุภางค์ จันทวานิช, (2540), วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ, (พิมพ์ครั้งท่ี 7), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , หน้า 129-130.
454 Testing and Assessment for Psychology
9.5 การประเมินด้านอาชีพ
9.5.1 งานวิจัยเร่ือง การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพ่ือเสริมสร้าง
สมรรถนะของบคุ ลากรสายวศิ วกรรมในยคุ ไทยแลนด์ 4.041
ก. นิยามศพั ท์ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย42
บุคลากรสายวิศวกรรม หมายถึง วิศวกรเครื่องกล วิศวกรไฟฟ้า และอิเลคเทอนิกส์ วิศวกรอุต
สาหการ ผู้ออกแบบ ผู้ช่วยวิศวกรที่มีหน้าท่ีเขียนแบบ วางผัง และกลุ่มของช่างฝีมือที่มีหน้าท่ีนาแบบไป
ดาเนินการผลิต ประกอบ ติดตั้ง ตลอดจนการบารุงรักษา เพื่อร่วมกันทางานสร้างสรรค์นวัตกรรมในระบบ
อัตโนมตั ิ
โปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยา หมายถึง ข้ันตอนการฝึกอบรมตามชุด
โปรแกรมท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ หลักอิทธิบาทสี่ โยนิโส
มนสิการ กระบวนการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา กับแนวคิดการพัฒนาตนทางจิตวิทยา มีองค์ประกอบ
เน้ือหาและวธิ ีการของการฝึกอบรมหลอมรวมอยู่ด้วยกัน ได้แก่ แนวคิดและหลักการ สื่อการสอน ระยะเวลา
การอบรม วิธีการดาเนินกจิ กรรม การวดั และประเมนิ ผล
สมรรถนะของบุคลากรตามหลักพุทธจิตวิทยา หมายถึง คุณลักษณะความสามารถของบุคคล
ท่ีแสดงออกมา การประพฤติปฏิบัติตลอดจนการคิดในทางท่ีถูกต้องดีงาม มีคุณประโยชน์ท้ังตนเองและ
ส่วนรวมสามารถควบคุมตนเองในการประพฤติปฏิบัติและการปรับตัวเพื่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันได้
อย่างมีความสุข ได้มาจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ การฝึกฝน และการปฏิบัติจนเป็นนิสัย สามารถวัดและ
สังเกตเหน็ ได้ ประกอบด้วยมติ ิการพัฒนาใน 4 มิติ ได้แก่
1) สมรรถนะทางกายภาพ หมายถึง การแสดงออกของบุคคลถึง การรู้จักดูแลสุขภาพร่างกาย
การพิจารณาบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 อย่างพอเพียง รักษาความสมดุลท่ีดีระหว่างสุขภาพร่างกายกับพัฒนา
คุณภาพชีวิต รู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชีวิตตนเองและคุณภาพงานท่ีดีอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่
เหมาะสมปราศจากมลพษิ ตา่ ง ๆ
2) สมรรถนะทางสังคม หมายถึง การแสดงออกของบุคคลถึงการสัมพันธภาพท่ีดีกับผู้อื่นใน
สังคม ในรูปแบบการแสดงออกทางด้านกาย วาจาท่ีดีต่อผู้อ่ืน มีความร่วมมือในการทางานกับผู้อ่ืน รู้จักการ
ชว่ ยเหลอื เก้อื กลู ผ้อู น่ื และสังคมด้วยปรารถนาดี
41 ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์, (2562), การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต), พระนครศรีอยุธยา:
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
42 เร่อื งเดียวกัน, หน้า 7-8.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 455
3) สมรรถนะทางจิตใจ หมายถึง ภาวะของบุคคลท่ีแสดงออกถึงคุณธรรมหรือคุณลักษณะท่ี
เกี่ยวข้องกับการทางานและชีวิตประจาวัน คือ (1) ด้านคุณภาพจิตใจ หมายถึง ความมีน้าใจ ความ
เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่กับผู้อ่ืนในสังคม และให้อภัยผู้อื่น (2) ด้านสมรรถภาพจิตใจ หมายถึง การมีจิตใจแน่วแน่ หนัก
แน่นในการทางาน ความมีใจตั้งมัน่ ความพรอ้ มในการทางาน การบริหารจัดการอารมณ์ในการทางาน (3) ดา้ น
สุขภาพจติ หมายถึง การรู้สึกเบิกบาน คิดบวก มองโลกในแง่ดี จิตใจ ปลอดโปร่ง ไม่เครียด มีจิตใจเข้มแข็งที่ดี
พรอ้ มที่จะทางาน
4) สมรรถนะทางปัญญา หมายถึง การแสดงออกของบุคคลที่มองเห็นและเข้าใจกับสิ่งต่างๆที่
เกิดข้ึนตามความเป็นจริง สามารถพัฒนาตนเองเพื่อการทางานที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิต และมีคุณธรรม
เป็นเครื่องยึดเหน่ยี วทางจิตใจ รกั ษาจติ ใจใหส้ งบ และปลอ่ ยวางตอ่ ทกุ เร่อื งที่มากระทบได้
ข. เคร่อื งมือทใี่ ชเ้ ก็บขอ้ มูลและประเมนิ ผล
ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือท่ีใช้เก็บข้อมูลและประเมินผล ประกอบด้วย แบบวัดเพ่ือทดสอบผลของ
การใช้โปรแกรมการพัฒนาตนเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะได้แก่ 1) แบบวัดสมรรถนะ 2) แบบสังเกตพฤติกรรม
ตามหลักภาวนา 4 3) สมุดสมุดบันทึกส่วนตัว เพื่อประเมินกิจกรรมและบันทึกส่ิงที่ได้รับในแต่ละกิจกรรม 4)
สมดุ บนั ทกึ คิดดี พดู ดี ทาดี เพือ่ ประเมนิ ตนเองหลังจากเขา้ ร่วมโปรแกรมมีรายละเอียดดงั น้ี
1) แบบวัดสมรรถนะ
ได้พัฒนามาจากแบบวัดของกมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ (2562) จากโครงการวิจัย เร่ือง “การ
สร้างและพัฒนาแบบวัดการพัฒนาตนของประชาชนตามหลักพระพุทธศาสนา” เป็นโครงการวิจัย ของ
สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นแบบวัดที่มีคุณภาพและทดลองใช้กับ
กลุ่มตัวอย่างวัยทางาน จานวน 400 คน ได้ค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับ .86 สร้างมาจากแนวคิดการพัฒนาตนตามหลัก
พระพุทธศาสนา ตามกรอบนยิ ามศัพทข์ องหลกั ธรรมภาวนา 4 จานวน 30 ขอ้
โดยการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยนามาดัดแปลงกาหนดเป็นนิยามศัพท์ในบริบทกรอบแนวคิดการ
เสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรม ปรับข้อคาถามจานวน 25 ข้อ มีนิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ 4
องคป์ ระกอบดังน้ี
(1) สมรรถนะทางกายภาพ หมายถึง การแสดงออกของบุคคลถึง การรู้จักดูแลสุขภาพ
ร่างกาย การพิจารณาบริโภคใช้สอยปัจจัย 4อย่างพอเพียง รักษาความสมดุลที่ดีระหว่างสุขภาพร่างกายกับ
พฒั นาคุณภาพชีวิต รู้จกั ใช้เทคโนโลยเี พื่อการพัฒนาชีวิตตนเองและคุณภาพงานทีด่ ีอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อม
ทเี่ หมาะสมปราศจากมลพิษต่าง ๆ จานวน 5 ข้อ
(2) สมรรถนะทางสงั คม หมายถึง การแสดงออกของบคุ คลถึง การสัมพันธภาพท่ดี กี บั ผอู้ ืน่ ใน
สังคม ในรูปแบบการแสดงออกทางด้านกาย วาจาท่ีดีต่อผู้อื่น มีความร่วมมือในการทางานกับผู้อื่น รู้จักการ
ช่วยเหลือเก้อื กูลผู้อื่นและสงั คมด้วยปรารถนาดีจานวน 5 ขอ้
456 Testing and Assessment for Psychology
(3) สมรรถนะทางจติ ใจ หมายถงึ ภาวะของบุคคลที่แสดงออกถึงคุณธรรมหรือคณุ ลักษณะท่ี
เก่ียวข้องกับการทางานและชีวิตประจาวัน คือ 1) ด้านคุณภาพจิตใจ หมายถึง ความ มีน้าใจ ความ
เอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่กับผู้อื่นในสังคม และให้อภัยผู้อื่น 2) ด้านสมรรถภาพจิตใจ หมายถึง การมีจิตใจแน่วแน่ หนัก
แน่นในการทางาน ความมีใจต้ังม่ัน ความพร้อมในการทางาน การบริหารจัดการอารมณ์ในการทางาน 3) ด้าน
สขุ ภาพจติ หมายถึง การรู้สึกเบิกบาน คิดบวก มองโลกในแง่ดี จิตใจ ปลอดโปร่ง ไม่เครียด มีจิตใจเข้มแข็งท่ีดี
พรอ้ มที่จะทางานจานวน 9 ข้อ
(4) สมรรถนะทางปัญญา หมายถึง การแสดงออกของบุคคลท่ีมองเห็นและเข้าใจกับสิ่ง
ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง สามารถพัฒนาตนเองเพ่ือการทางานที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิต และมี
คุณธรรมเป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวทางจิตใจ รักษาจิตใจให้สงบ และปล่อยวางต่อทุกเรื่องท่ีมากระทบได้จานวน 6
ขอ้
แบบวัดมีลกั ษณะประเมินค่า (Rating Scale) 4ระดับ คอื มากท่สี ุดมาก นอ้ ย น้อยท่ีสดุ โดย
ให้ผู้ตอบเลือกตอบเพยี งระดับใดระดับหน่งึ จานวนทั้งฉบบั 25 ข้อ โดยมเี กณฑ์แปลผลคะแนนดังน้ี
4 แทน ความคดิ เหน็ ตามข้อความนนั้ มากทส่ี ุด
3 แทน ความคิดเหน็ ตามข้อความนน้ั มาก
2 แทน ความคิดเหน็ ตามขอ้ ความนน้ั น้อย
1 แทน ความคดิ เหน็ ตามขอ้ ความนั้น น้อยทส่ี ุด
ผู้ตอบท่ีได้คะแนนสูงกว่าแสดงว่า มีการพัฒนาตนเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะสูงกว่าผู้ได้คะแนน
ต่ากวา่ โดยมีขอ้ คาถามแสดงขอ้ ความตามตัวอยา่ ง ตารางที่ 9.25
2) การตรวจสอบคุณภาพของแบบวดั
(1) ผู้วิจัยได้นาแบบวัดเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบปรับปรุงโครงสร้างของเน้ือหา
ความถูกต้องเหมาะสม ชัดเจน ภาษาที่ใช้สอดคล้องกับบริบทกลุ่มตัวอย่าง เกณฑ์การให้คะแนน การแปล
ความหมาย ผู้วิจัยปรับปรุงตามข้อเสนอแนะและปรับข้อคาถามจากเดิม 30 ข้อ เป็น 25 ข้อ เป็นขั้นปรับปรุง
ครั้งที่ 1
(2) นาแบบวัดตรวจสอบความปรนัย (objectivity) ที่พัฒนาขึ้น นาไปให้กลุ่มตัวอย่าง
บุคลากรสายวิศวกรรมจานวน 3 คน อ่านข้อความเพ่ือประเมินว่า ข้อคาถามมีความกากวมหรือไม่ มีความ
ชัดเจนหรอื ไม่ มีการแปลความหมายตรงกับกลุ่มตัวอยา่ งหรอื ไม่ ปรับปรุงสานวนภาษาตามขอ้ เสนอแนะ ครั้งท่ี
2
(3) ผู้วิจัยได้ตรวจสอบคุณภาพของมาตรวัดเบื้องต้น ด้วยการนามาตรวัดที่ผ่านการปรับคร้ัง
ท่ี 2 ไปใช้กับบุคลากรสายวิศวกรรม จานวนทั้งส้ิน 100 ฉบับ เพ่ือตรวจหาค่าอานาจจาแนก และค่าสัมประ
สิทธิสหสัมพันธ์ระหว่างข้อแต่ละข้อกับคะแนนของข้อคาถามในมาตรวัด (Corrected Item-Total
Correlation: CITC)โดยมีเกณฑ์การคดั เลือก 2 ข้อ คอื 1) ข้อที่มคี ่าสัมประสิทธ์ิสหสมั พันธ์สูงกว่าค่า critical r
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 457
( r = .24, df = 98, p-value<.05) และ 2) การวิเคราะห์หารอานาจจาแนกระหว่างกลุ่มสูง-กลุ่มต่า โดย
เกณฑ์การตัดเลือกคอื ขอ้ แตล่ ะข้อจะต้องมีค่าเฉลี่ยรายข้อแตกต่างกันระหว่างกลุ่มสงู -กลุ่มต่า อยา่ งมีนยั สาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งในขณะน้ี พบว่า มาตรวัดสมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมมีจานวนที่ผ่านเกณฑ์
ท้ังส้นิ 25 ข้อ (สมรรถนะทางกาย 5 ข้อ สมรรถนะทางศีล 5 ข้อ สมรรถนะทางจิตใจ 9 ข้อ และสมรรถนะทาง
ปัญญา 6 ข้อ) โดยมีคา่ CITC รายขอ้ อยรู่ ะหว่าง .214-.615
(4) ผู้วิจัยนามาตรวัดไปเก็บข้อมูลกับบุคลากรสายวิศวกรรม จานวน 100 คน จากน้ันได้ทา
การวิเคราะหห์ าความเท่ียงแบบสอดคลอ้ งภายใน (Internal Consistency) โดยวิธกี ารหาสัมประสทิ ธิ์แอลฟาค
รอนบาค โดยมาตรวัดสมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมมีค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาคอนบาคทั้งฉบับเท่ากับ
.838 และหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟ่ารายด้าน สรุปได้ดังน้ี (1) สมรรถนะทางกาย ค่าความเชื่อม่ันของแบบวัด
ดว้ ยสมั ประสิทธิแ์ อลฟ่า เท่ากับ.730 (2) สมรรถนะทางศลี ค่าความเชื่อม่ันของแบบวัดด้วยสัมประสทิ ธิ์แอลฟ่า
เท่ากับ .708 (3) สมรรถนะทางจิตใจ ค่าความเชื่อม่ันของแบบวัดด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟ่า เท่ากับ .759 (4)
สมรรถนะทางปัญญา ค่าความเชือ่ มัน่ ของแบบวดั ด้วยสัมประสทิ ธแิ์ อลฟา่ เทา่ กับ .719
ตัวอย่างแบบประเมนิ
ตอนท่ี 1 ข้อมลู ทวั่ ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม43
1) เพศ
ชาย หญงิ อนื่ ๆ
2) ชว่ งอายุ
ต่ากว่า 21
21- 25 ปี 26-30 ปี 31-35 ปี
36-40 ปี 41-45 ปี 46-50 ปี
51-55 ปี 56 -60 ปี
3) ระดบั การศึกษา
มธั ยมศกึ ษาตอนต้นหรือตา่ กวา่
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย หรือ ปวช.
ปวส. หรอื อนปุ ริญญา
43 ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์, (2562), การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต), พระนครศรีอยุธยา:
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
458 Testing and Assessment for Psychology
ปรญิ ญาตรี
ปริญญาโท
ปริญญาเอก
4) ตาแหน่งปัจจุบนั
ช่างปฏิบตั งิ านทัว่ ไป
หัวหน้างาน/ซุปเปอร์ไวเซอร์ วศิ วกร/วศิ วกรขาย
ผูช้ ่วย/ผ้จู ดั การวศิ วกรรม ผอู้ านวยการดา้ นวิศวกรรม/ผบู้ รหิ าร
อน่ื ๆ โปรดระบุ…………………………..
5) ประสบการณ์ทางาน
นอ้ ยกวา่ 5 ปี 5 -10 ปี 11-15 ปี
16-20 ปี 21-25 ปี 26 ปีขึน้ ไป
ตอนท่ี 2 คาถามเก่ยี วกบั การประเมินสมรรถนะบุคลากรสายวศิ วกรรม
คาชแี้ จง กรุณาเลอื กคาตอบในชอ่ งทม่ี ีขอ้ ความตรงกับตวั ท่านมากทส่ี ุด ลกั ษณะข้อความมเี นอ้ื หา
สารวจตัวท่านเองและประเมินเหตุการณ์ ความคิดเห็น ความรสู้ กึ และการแสดงออกของท่านว่าอยใู่ นระดับใด
ขอ้ คาถามมีการใหค้ ะแนนแบบมาตรวดั ประมาณค่า (Rating Scale) โดยท่านสามารถเลือกจาก 5
ระดบั โดยอธิบายระดับการใหค้ ะแนนเพ่ือประเมินความสาคัญ ดังน้ี คือ
4 แทน ความคิดเห็นตามขอ้ ความนน้ั มากทสี่ ุด
3 แทน ความคดิ เห็นตามข้อความนน้ั มาก
2 แทน ความคิดเหน็ ตามขอ้ ความนัน้ น้อย
1 แทน ความคดิ เหน็ ตามข้อความนั้น น้อยทส่ี ุด
ตารางท่ี 9.25 การประเมินสมรรถนะทางกายภาพ
สมรรถนะทางกายภาพ มากทีส่ ุด ระดบั ที่ทา่ นเป็น น้อยทส่ี ุด
4 มาก น้อย 1
1. ท่านสามารถแบ่งเวลาในการทางานกับการดูแลสขุ ภาพของตนเองอยา่ งสมดุล 32
2. ทา่ นสามารถควบคุมการใช้จา่ ยเงินใหพ้ อเพยี งกบั รายได้
3. ท่านกากบั ตนเองในการบริโภคใชส้ อยที่จาเป็น โดยไมต่ ามกระแสทางสังคม
4. ทา่ นใช้เทคโนโลยเี พือ่ พัฒนาคณุ ภาพชีวติ โดยมองคณุ และโทษของส่งิ นน้ั
5. ในการบรโิ ภคอาหารแต่ละมื้อ ท่านจะคานึงถึงประโยชน์ต่อร่างกาย
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 459
สมรรถนะทางกายภาพ ระดับท่ที ่านเป็น
มากที่สุด มาก นอ้ ย น้อยทส่ี ุด
4 32 1
สมรรถนะทางศลี
6. ท่านมสี ัมพนั ธภาพทดี่ กี บั เพื่อนร่วมงานทกุ คน
7. ทา่ นพอใจในการผูกมติ รกับผู้อ่นื ในสังคม
8. ท่านรกั ษาระเบยี บวินยั และความเรยี บรอ้ ยถูกตอ้ งในการปฏิบตั งิ าน
9. ท่านรบั ผิดชอบต่องานในวิชาชีพของตนอย่างซื่อตรง คานึงถงึ ความปลอดภัย
ของสาธารณชนและสงิ่ แวดลอ้ ม
10. ทา่ นระมัดระวงั การใช้คาพดู ส่อเสียด เหน็บแหนม ทาให้ผอู้ น่ื ทุกข์ใจ
สมรรถนะทางจติ ใจ (ในช่วง 2 สัปดาหท์ ผี่ ่านมา)
11. ท่านชืน่ ชม ยินดกี บั ความสาเร็จและความก้าวหนา้ ของคนอ่ืน
12. ทา่ นมีความสุข ทไ่ี ดช้ ว่ ยเหลือผอู้ ่ืนท่มี ีปญั หาทกุ ข์ใจ
13. เมอ่ื มผี ูอ้ น่ื ทาใหท้ ่านทุกข์ใจ ทา่ นสามารถทาใจปล่อยวางและให้อภัยผู้นัน้ ได้
14. มีความมั่นใจวา่ สามารถควบคุมอารมณต์ นเองได้ดี เมอื่ เผชญิ กับความกดดัน
ในสถานการณ์บีบคั้น
15. ทา่ นมีความแนว่ แน่ มน่ั คง เพือ่ บรรลุเป้าหมายของงาน
16. ทา่ นเชื่อวา่ อปุ สรรคเปน็ ส่งิ ท้าทายความสามารถทีจ่ ะตอ้ งเอาชนะใหไ้ ด้
17. ทา่ นร้สู ึกสนกุ กบั การทางาน
18. ท่านมีอารมณ์รา่ เรงิ เบิกบานใจ แจ่มใส
19. ทา่ นมคี วามสบายใจ จติ ใจปลอดโปรง่ ผอ่ นคลาย
สมรรถนะทางปัญญา
20. ท่านสามารถนาความรู้ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆมาประยุกต์ใช้พัฒนางานให้ดี
ขนึ้
21. ทา่ นสามารถสร้างสรรคส์ ิ่งใหม่ๆเพอื่ เพิ่มประสทิ ธิภาพการทางาน
22. ท่านสามารถใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาเก่ียวกับตนเองได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
23. ท่านมีข้อคิดเตือนใจหรือมีคุณธรรมเป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวในการดาเนินชีวิต
อย่างถกู ตอ้ ง
24. ท่านยอมรับความเปล่ียนแปลงของชวี ิตและการรับร้สู งิ่ ต่าง ๆ ตามความเป็นจริง
25. ท่านสามารถรักษาใจให้นง่ิ สงบและปล่อยวางตอ่ ทกุ เรื่องทม่ี ากระทบตวั ทา่ น
460 Testing and Assessment for Psychology
นอกจากน้ผี ู้วจิ ยั ได้สร้างเคร่ืองมอื วิจยั ได้แก่
1) สมุดบันทึกส่วนตัว เพ่ือประเมินกิจกรรมและบันทึกส่ิงที่ได้รับในแต่ละกิจกรรม มีประเด็นข้อ
คาถาม ได้แก่ (1) กิจกรรมสอนให้ฉันเรียนรู้ว่า (2) ส่ิงที่ฉันรู้สึกชอบท่ีสุดจากกิจกรรมนี้ (3) คาพูด หรือ คา
สาคัญ ท่ีสะดุดใจฉันท่ีสุดในกิจกรรมนี้คือ (กรุณาระบุ “คา” และเหตุผล) (4) ข้อคิดหรือหลักธรรมที่ฉันตั้งใจ
จะนาพฒั นาตนเองใหม้ ีความสุข (5) จากกจิ กรรมน้ี เกิดคาถามในใจของฉนั 3 ขอ้
2) สมุดบันทึกคิดดี พูดดี ทาดี เพ่ือประเมินตนเองหลังจากเข้าร่วมโปรแกรม ประเด็นข้อคาถาม
ได้แก่ (1) 1 เหตุการณ์ กับ 1 วิธีคิด ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจาวัน (2) วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการต่อ
เหตกุ ารณน์ อ้ี ย่างไร ยกตวั อย่างเหตกุ ารณ์ คดิ ดตี ่อตัวเอง คดิ ดีต่อผู้อ่นื การแสดงออกท่ีดตี ่อเหตกุ ารณน์ ้อี ย่างไร
9.5.2 งานวิจยั เรอ่ื ง การศึกษาคุณลักษณะนกั ขายที่ประสบความสาเร็จและมีความสุขตามหลกั
พุทธจิตวทิ ยา44
ก. นิยามศัพท์ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย45
นกั ขายที่ประสบความสาเร็จในการทางาน คือนกั ขายที่ประสบความสาเร็จดา้ นเป้าหมายการ
ขาย และ/หรือ ด้านความรับผิดชอบ 1) ด้านเป้าหมายการขายคือการบรรลุเป้าหมายด้านยอดขายอย่าง
สม่าเสมอ 2) ด้านความรับผิดชอบ คือการได้รบั มอบหมายให้รับผิดชอบยอดขายท่ีสูงขน้ึ หรอื ได้เลื่อนตาแหน่ง
ท่สี ูงข้นึ
นักขายที่มีความสุขในการทางาน คือนักขายที่มีความรักและภาคภูมิใจในอาชีพนักขาย มี
ความสบายกายสบายใจ มีความรู้สึกที่ดีต่อการทางาน อยากทางานให้ออกมาดี มีสัมพันธภาพที่ดีต่อเพื่อน
รว่ มงาน และลูกคา้
นกั ขายทป่ี ระสบความสาเรจ็ และมีความสขุ ในการทางาน (Success) คือนักขายทปี่ ระสบ
ความสาเรจ็ ในดา้ นการบรรลุเปา้ หมายด้านยอดขาย และ/หรือ ดา้ นความรบั ผดิ ชอบ และมคี วามสุขในการ
ทางาน
นกั ขายที่ประสบความสาเร็จแตไ่ มม่ ีความสุขในการทางาน (Achieve) คือนกั ขายทปี่ ระสบ
ความสาเรจ็ ในดา้ นการบรรลุเป้าหมายด้านยอดขาย และ/หรือ ด้านความรับผดิ ชอบ แตไ่ ม่มคี วามสขุ ในการ
ทางาน
นกั ขายที่ไม่ประสบความสาเรจ็ แต่มคี วามสขุ ในการทางาน (Happy) คือนักขายท่ีไมป่ ระสบ
ความสาเร็จในดา้ นการบรรลเุ ปา้ หมายด้านยอดขาย และ ด้านความรับผดิ ชอบ แต่มีความสขุ ในการทางาน
44 พนัทเทพ ณ นคร, (2562), การศึกษาคุณลักษณะนักขายท่ีประสบความสาเร็จและมีความสุขตามหลักพุทธ
จิตวิทยา, (ปริญญานพิ นธ์ปริญญาดุษฎีบณั ฑติ ). พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
45 เร่อื งเดยี วกัน, หน้า 6-7.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 461
นกั ขายท่ไี ม่ประสบความสาเร็จและไมม่ ีความสขุ ในการทางาน (Fail) คือนกั ขายท่ีไมป่ ระสบ
ความสาเรจ็ ในด้านการบรรลเุ ป้าหมาย และ ด้านความรบั ผิดชอบ และไมม่ ีความสขุ ในการทางาน
ข. การสรา้ งและตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมอื 46
ผู้วจิ ยั ดาเนนิ การสร้างเครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ยั ตามข้นั ตอน ดังตอ่ ไปนี้
1) กาหนดกรอบในการสรา้ งเครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการรวบรวมข้อมูลภาคสนามโดยยึดกรอบของการ
สรา้ งแนวทางในการสัมภาษณ์ ตามคาถามวิจยั ที่ต้องการค้นหาคาตอบ และกรอบแนวคิดการวิจยั ท่ีสร้างจาก
การศึกษาเอกสาร
2) ตรวจคุณภาพเครอื่ งมอื ของแนวคาถามทส่ี รา้ งข้ึนหาคา่ ความเท่ียงดว้ ยวธิ ีการพนิ ิจเชิง
วิเคราะห์ (Face Validity) จากอาจารย์ที่ปรกึ ษา เพื่อตรวจสอบความครอบคลุมของข้อคาถาม ความ
เหมาะสมของปริมาณคาถาม ความชัดเจนของภาษา แลว้ จึงนาไปปรับปรงุ แก้ไข ก่อนนาไปเกบ็ ข้อมลู จากการ
สัมภาษณจ์ ริง
ผวู้ ิจัยได้นาข้อมูลจากข้ันตอนการเก็บรวบรวมข้อมลู ภาคสนามจากการสมั ภาษณ์มาทาการ
ตรวจสอบขอ้ มูล และวิเคราะหข์ อ้ มลู ตามขั้นตอนดังน้ี
1) การตรวจสอบข้อมลู เปน็ กระบวนการทใ่ี ชใ้ นการตรวจสอบข้อมลู โดยพจิ ารณาถงึ ความ
ถกู ต้อง ชดั เจนของข้อมูล ความพอเพยี งของข้อมลู กาหนดไดโ้ ดยประเดน็ คาถามท่ีผูว้ ิจยั ได้เตรียมไวก้ อ่ น
การศกึ ษาภาคสนาม
2) การวเิ คราะหข์ ้อมลู การวจิ ัยในระยะท่ี 1 นี้ เปน็ การวิจัยเชิงคณุ ภาพเพอื่ มุ่งพัฒนากรอบ
แนวคิดเชิงทฤษฎี ไดก้ าหนดขั้นตอนในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดงั นี้
ข้ันท่ี 1 นาข้อมูลท่ีได้รับจากการสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญแต่ละคนมาสรุป และจัดหมวดหมู่
ตามแตล่ ะข้อคาถาม
ขั้นท่ี 2 วิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือตอบคาถามวิจัย โดยแสดงผลการวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิด
เบือ้ งตน้ ในการวิจัย
ข้ันท่ี 3 แก้ไขข้อมูลตัวแปรตามที่ได้จากการวิเคราะห์ ตรวจสอบความถูกต้อง ความชัดเจน
และความสมบรู ณ์ของข้อมลู แล้วนาเสนอเปน็ แบบประเมินท่ีพฒั นามาจากการศึกษาด้วยวิธีการวิจยั เชงิ คณุ ภาพ
ค. เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นงานวิจยั เชงิ ปริมาณ47
โดยการสรา้ งแบบสอบถาม มีขั้นตอนการสร้าง 5 ตอน ดังน้ี
46 พนัทเทพ ณ นคร, (2562), การศึกษาคุณลักษณะนักขายที่ประสบความสาเร็จและมีความสุขตามหลักพุทธ
จติ วิทยา, (ปรญิ ญานิพนธ์ปรญิ ญาดษุ ฎีบณั ฑติ ), พระนครศรีอยุธยา: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , หนา้ 82.
47 เรือ่ งเดียวกัน, หน้า 84-87.
462 Testing and Assessment for Psychology
ตอนท่ี 1 ข้อมลู ทัว่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม จานวน 7 ข้อ ประกอบดว้ ย อายุงานในอาชีพนัก
ขายเพศ อายุ ระดับการศึกษาองค์กรของท่านเป็นองค์กรสญั ชาติใดยอดขายโดยรวมขององค์กรท่านต่อปี และ
กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีท่านปฏบิ ัติเป็นประจาเป็นแบบสารวจรายการ (Checklist) เพ่ือสารวจข้อมูล
พ้ืนฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 คาถามเกยี่ วกับข้อมูลการทางานในอาชีพงานขาย จานวน 4 ข้อ
ตอนที่ 3 คาถามเกีย่ วกับความสาคญั และการประเมินตนเองตามหลักอิทธิบาท 4 จานวน 12 ข้อ
ตอนท่ี 4 คาถามเก่ียวกับความสาคัญและการประเมินตนเองตามปัจจัยท่ีมีต่อคุณลักษณะ
นกั ขายตามหลกั จติ วิทยาจานวน 21 ขอ้
ตอนท่ี 5 คาถามเกี่ยวกับความสาคัญและการประเมินตนเองตามปัจจัยที่มตี ่อคุณลักษณะ นักขาย
จานวน 9 ขอ้
ตารางที่ 9.26 แสดงเกณฑก์ ารให้คะแนนของแบบสอบถามการศึกษาคุณลักษณะนักขายที่ประสบความสาเร็จ
และมีความสุขตามหลกั พทุ ธจิตวทิ ยา ตอนที่ 3-5
ระดับคะแนน คะแนนขอ้ คาถามเชงิ บวก คะแนนขอ้ คาถามเชงิ ลบ
เหน็ ดว้ ย มากท่สี ุด 5 1
เห็นด้วย มาก 4 2
เห็นดว้ ย ปานกลาง 3 3
เห็นดว้ ย นอ้ ย 2 4
เหน็ ดว้ ย น้อยทสี่ ดุ 1 5
ผวู้ จิ ัยดาเนินการสร้างเครอื่ งมือทใี่ ช้ในการวิจยั ตามข้นั ตอน ดงั ต่อไปนี้
ข้ันท่ี 1 การกาหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร
ในการวิจัยครั้งน้ีใช้ 2 แหล่งข้อมูลในการนามาใช้กาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ แหล่งท่ี 1ได้รับจาก
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพ่ือให้เกิดความเข้าใจในกรอบแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ท่ีนามาใช้
กาหนดกรอบแนวคิดในการวัดตัวแปรแบบร่าง แหล่งที่ 2 ได้รับจากการศึกษาด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจาก
การศึกษาภาคสนามโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากนั้นกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการโครงสร้างของตัวแปรที่
ต้องการวัด และสอบถามความคิดเห็นจากอาจารย์ท่ีปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิเพ่ือใช้เป็นแนวทางในการสร้าง
แบบสอบถาม
ข้ันที่ 2 การสร้างตารางกาหนดพฤติกรรมท่ีต้องการวัดและจานวนข้อคาถาม (Table of
Specification)
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 463
ผู้วิจัยนานิยามเชิงปฏิบัติการที่กาหนดขึ้นมาสร้างตารางกาหนดพฤติกร รมที่ต้องการวัดแล้วนาไป
ปรึกษาอาจารย์ท่ีปรึกษาเพื่อตรวจสอบความครอบคลุมของข้อคาถาม ความเหมาะสมของปริมาณคาถาม
ความชัดเจนของภาษา และรูปแบบของแบบสอบถาม แล้วจึงนาไปปรับปรุงแก้ไขแต่ในตารางนี้ไม่รวมข้อ
คาถามเก่ียวกับภูมิหลังของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด ประสบการณ์การ
ทางาน
ข้นั ที่ 3 การจัดทาร่างแบบสอบถาม
ผวู้ ิจัยดาเนินการสร้างแบบสอบถามตามตารางกาหนดพฤติกรรมที่ต้องการวัด และพิจารณาว่าข้อ
คาถามแตล่ ะข้อเป็นตวั แทนพฤตกิ รรมท่ตี ้องการวดั หรือไม่ จากนน้ั ดัดแปลงแก้ไขได้เป็นแบบสอบถามฉบับรา่ ง
ขน้ั ท่ี 4 การตรวจสอบความตรงของเนอ้ื หา (Content Validity)
การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหานั้น ผู้วิจัยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา
จานวน 8 ท่าน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวัดและประเมินผล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวจิ ัยผู้ทรงคุณวุฒิที่
มีความเชี่ยวชาญทางพุทธศาสนา ด้านจิตวิทยา เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบความเท่ียงตรงของแบบสอบถาม
(Index of Item Objective Congruence – IOC)เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในด้านความตรงเชิง
เน้ือหา (Content Validity) ความครอบคลุมของคาถาม เพื่อตรวจสอบว่าข้อคาถามแต่ละข้อเป็นตัวแทน
พฤติกรรมท่ีต้องการวดั หรือไม่ โดยมีการกาหนดการให้คะแนนของผ้ทู รงคุณวุฒิ ดงั น้ี
+1 แทน ข้อคาถามมีความสอดคล้องกับนิยามทใ่ี ช้ในการวิจัย
0 แทน ไม่แนใ่ จว่าขอ้ คาถามมคี วามสอดคลอ้ งกบั นยิ ามที่ใชใ้ นการวจิ ยั หรอื ไม่
-1 แทน ขอ้ คาถามไม่สอดคล้องกบั นิยามท่ีใช้ในการวจิ ัย
จากน้ันนาข้อคาถามไปหาคุณภาพของข้อคาถามโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคาถาม
รายข้อกบั จุดประสงค์ทีต่ ้องการวัดตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหรือค่า(IOC: Index of Item Objective
Congruence) โดยเลือกขอ้ คาถามท่ีมีคา่ IOC ตั้งแต่ 0.5 ขน้ึ ไป
ตรวจสอบความเช่ือม่ัน (Reliability) เพื่อพิจารณาว่าการวัดน้ันได้ผลแน่นอนสม่าเสมอคงเส้นคงวา
(Consistency) โดยการตรวจสอบความเช่ือม่ันแบบวัดความสอดคล้องภายใน (InternalConsistency
Reliability) ตามสูตรสัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค(Cronbach’s alphacoefficient: α) สาหรับในการ
ประเมินความเช่ือมั่นของเคร่ืองมือคร้ังนี้ พิจารณาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟาที่มากกว่า 0.80 จึงจะถือว่าใช้ได้ โดย
เกณฑ์การประเมินความเชือ่ มั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคใช้หลักแห่งความชัดเจน (Rule of Thumb) ท่ี
George and Mallery เสนอไว้ ดังน้ี
ผลการตรวจสอบเคร่ืองมอื วิจัย พบวา่ แบบสอบถามท่ีไดส้ รา้ งขึน้ มาสามารถใช้ได้ตามเกณฑ์ปรากฏ
ดว้ ยตารางที่ 9.27 ดังนี้