อนันต์
ยวิธีกลุม่ สูง-กลมุ่ ตา่ t p-value ผา่ นสถิติ CITC CITC ผ่าน
กลุ่มต่า (N=49) ทดสอบ รวม 25 ข้อ รายด้าน เกณฑ์
(N=100) (N=100)
Mean SD. t
2.68 .471 14.280* .000 ✓ .551 ✓
2.00 .000 20.164* .000 ✓ .383 .590 ✓
2.84 .367 17.240* .000 ✓ .289 .327 ✓
2.94 .248 26.443* .000 ✓ .170 .507 ✓
2.00 .000 20.046* .000 ✓ .287 .521 ✓
2.88 .372 18.931* .000 ✓ .613 .479 ✓
1.87 .346 15.372* .000 ✓ .431 .424 ✓
1.82 .391 17.521* .000 ✓ .431 .470 ✓
ขอ้ ทิศ การวเิ คราะหด์ ว้ ย
ทาง กล่มุ สูง (N=51)
Mean SD.
9. ท่านรับผิดชอบต่องานในวิชาชีพของตนอย่างซ่ือตรง บวก 3.17 .376
คานึงถึงความปลอดภัยของสาธารณขนและสงิ่ แวดล้อม บวก 4.00 .000
10.ท่านระมัดระวังการใช้คาพูดสอเสียด เหน็บแหนม
ทาให้ผู้อืน่ ทุกข์ใจ บวก 4.00 .000
ด้านท่ี 3 สมรรถนะทางจิตใจ บวก 3.36 .482
11.ท่านชื่นชมยินดีกับความสาเร็จและความก้าวหน้ า บวก 4.00 .000
ของคนอ่ืน บวก 3.33 .473
12.ท่านมคี วามสุข ทไี่ ด้ช่วยเหลือผอู้ ่ืนที่มปี ญั หาทุกขใ์ จ บวก 4.00 .000
13.เมื่อมีผู้อ่ืนทาให้ท่านทุกข์ใจท่านสามารถทาใจปล่อย บวก 4.00 .000
วางและใหอ้ ภัยผู้นนั้ ได้ บวก 4.00 .000
14.มีความม่ันใจว่าสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี
เมอื่ เผชิญกับความกดดนั ในสถานการณบ์ ีบค้นั
15.ท่านมีความแน่วแน่ ม่ันคง เพื่อบรรลุเป้าหมายของ
งาน
16.ท่านเช่ือว่าอุปสรรคเป็นส่ิงท้าท้ายความสามารถท่ี
จะตอ้ งเอาชนะให้ได้
17.ทา่ นรู้สึกสนกุ กับการทางาน
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 323
ยวิธีกลมุ่ สูง-กลมุ่ ตา่ t p-value ผ่านสถิติ CITC CITC ผ่าน
กลมุ่ ตา่ (N=49) ทดสอบ รวม 25 ข้อ รายดา้ น เกณฑ์
(N=100) (N=100)
Mean SD. t
1.88 .327 16.903* .000 ✓ .529 .448 ✓
2.82 .446 13.308* .000 ✓ .504 .521 ✓
2.86 .395 18.640* .000 ✓ .583 .599 ✓
1.96 .192 14.553* .000 ✓ .543 .430 ✓
2.73 .504 12.078* .000 ✓ .533 .526 ✓
1.88 .338 13.956* .000 ✓ .408 .361 ✓
2.83 .456 15.380* .000 ✓ .326 .362 ✓
2.74 .501 13.035* .000 ✓ .630 .552 ✓
2.78 .417 13.973* .000 ✓ .291 .214 ✓
324 Testing and Assessment for Psychology
ข้อ ทิศ การวเิ คราะหด์ ้วย
ทาง กลมุ่ สงู (N=51)
Mean SD.
18.ท่านมีอารมณร์ า่ เริง เบิกบานใจ แจ่มใส บวก 3.19 .395
19. ท่านมคี วามสบายใจ จติ ใจปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย บวก 4.00 .000
ด้านที่ 4 สมรรถนะทางปัญญา บวก
20. ท่านสามารถนาความรู้ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆมา บวก 3.18 .388
ประยกุ ต์ใชพ้ ัฒนางานใหด้ ขี ึ้น บวก
21. ท่ าน สามารถสร้างสรรค์ สิ่ งใหม่ ๆ เพื่ อเพ่ิ ม บวก 4.00 .000
ประสทิ ธิภาพการทางาน บวก
22. ท่านสามารถใช้เหตผุ ลในการแก้ปัญหาเก่ียวกับตนเอง บวก 4.00 .000
ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม
23. ท่านมีข้อคิดเตือนใจหรือมีคุณธรรมเป็นเคร่ืองยึด 3.20 .401
เหนยี่ วในการดาเนนิ ชีวิตอย่างถูกต้อง
24. ท่านยอมรับความเปล่ียนแปลงของชีวิตและการรับรู้ 3.18 .383
สิ่งต่าง ๆ ตามความเปน็ จรงิ
25. ท่านสามารถรักษาใจให้น่ิงสงบและปล่อยวางต่อทุก 3.17 .378
เร่ืองทีม่ ากระทบตัวทา่ น
ยวธิ ีกลุ่มสงู -กลมุ่ ต่า t p-value ผ่านสถิติ CITC CITC ผา่ น
กลุ่มตา่ (N=49) ทดสอบ รวม 25 ข้อ รายด้าน เกณฑ์
(N=100) (N=100)
Mean SD. t
1.86 .354 17.365* .000 ✓ .331 .343 ✓
2.86 .346 17.010* .000 ✓ .578 .615 ✓
1.96 .209 14.490* .000 ✓ .630 .600 ✓
2.83 .379 15.082* .000 ✓ .570 .504 ✓
2.78 .449 12.146* .000 ✓ .627 .481 ✓
1.96 .204 14.530* .000 ✓ .669 .578 ✓
1.885 .326 15.332* .000 ✓ .109 .232 ✓
1.89 .323 17.019* .000 ✓ .261 .364 ✓
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 325
7.6 สรุป
การวัดและประเมินผลจะมีความถูกต้องขึ้นอยู่กับเคร่ืองมือที่ใช้ในการวัดว่ามีคุณภาพมากน้อย
เพียงใด เครื่องมือวัดและการประเมินผลที่ดีจะต้องเป็นเคร่ืองมือที่มีคุณภาพจึงจะช่วยให้การวัดผลมีความ
ถกู ตอ้ งเชอ่ื ถือได้ และผลการประเมนิ ท่ไี ด้ยอ่ มเช่อื ถือได้ด้วย การตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือเป็นการตรวจสอบ
คุณสมบัติของเครื่องมือต้องมีการหาคุณภาพรายข้อและรายฉบับ เช่น ความเที่ยง (Reliability) ความตรง
(Validity) ความยากง่าย และอานาจจาแนก ความเป็นปรนัย เป็นต้น การหาคุณภาพของเครื่องมือแต่ละ
ประเภท มีวิธีการตรวจสอบคุณภาพท่ีแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับจุดมุ่งหมายของการวัด วิธีการวัด ซ่ึงปัจจุบันมี
โปรแกรมสาเร็จรูป ท่ีสร้างขึ้นเพ่ือมาใช้ในการช่วยคานวณหาคุณภาพเคร่ืองมือ วัดผลได้ถูกต้องและสะดวก
รวดเรว็ ยง่ิ ขึ้น ดังนน้ั การสรา้ งเคร่ืองมือในการประเมิน ก่อนจะนาไปใช้จรงิ จึงควรตรวจสอบคุณภาพเครอื่ งมือ
วา่ มีคุณภาพเคร่ืองมอื เหมาะสมหรอื ไม่
คาถามทบทวนบทที่ 7
1) จงอธบิ านความหมายของความเท่ียง (Reliability) และประเภทของความเที่ยง
2) จงอธิบายปจั จัยท่สี ง่ ผลต่อค่าความเทย่ี ง
3) จงอธบิ ายความหมายของความตรง (Validity)และประเภทความตรง
4) จงอธิบายปจั จยั ทส่ี ่งผลต่อความตรง
5) จงเปรียบเทยี บคุณภาพเครอ่ื งมือระหวา่ งความเท่ยี ง (Reliability) และความตรง (Validity)
6) จงอธบิ ายความหมายและความสาคัญของการวเิ คราะห์รายขอ้
7) จงอธิบายประเภทการวิเคราะห์อานาจจาแนกรายข้อ (Biserial Correlation และ Point Biserial
Correlation)
8) จงอธบิ ายการวิเคราะหข์ ้อกระทงโดยการแบง่ กลุ่มสงู และกลมุ่ ต่า
9) จงอธิบายคา่ ระดับความยากง่าย และยกตัวอยา่ งแบบทดสอบที่ใช้วิเคราะห์ความยากงา่ ย และอธิบาย
เหตผุ ล
10) จงอธิบายค่าอานาจจาแนกวา่ ใชใ้ นหาคุณภาพเคร่ืองอยา่ งไร และคา่ อานาจจาแนกแสดงถงึ อะไร
11) จงอธบิ ายการหาค่าดชั นีการจาแนกการใช้ t-test
326 Testing and Assessment for Psychology
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ และคณะ. (2562). โครงการนวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบาบัดเพื่อลด
ปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของเยาวชนไทย. (รายงานผลการวิจัย). คณ ะมนุษยศาสตร์.
พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
โครงการจัดทาโปรแกรมสาเร็จรูปในการสารวจสุขภาพจิตในพ้ืนท่ี ปี พ.ศ. 2545. (2545). เคร่ืองช้ีวัดคุณภาพ
ชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL–BREF–THAI) สืบค้น 10
พฤษภาคม 2562.
ชัยพร วิชชาวธุ . (2523). การวิจยั เชงิ จิตวทิ ยา. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สานกั พิมพ์ ไทยวฒั นาพานชิ จากัด.
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2528). การวัดและการประเมนิ ผลทางการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: ไทยวฒั นาพานิช.
_________. (2528). ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอิงเกณฑ์. วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาสารคาม 4(2).
ประคอง กรรณสูตร. (2524). สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
พรเพญ็ เพชรสุขศิริ. (2540). การสร้างมาตรวัด. (พิมพค์ รัง้ ท่ี 2). พษิ ณุโลก: โรงพิมพโ์ กลบอลพร้ินท์.
รัตน์นที วิโรจน์ฤทธิ์. (2559). การพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขในความรักตามหลักพุทธ
จติ วิทยา. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑติ ). พระนครศรอี ยุธยา: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั .
วิจิตพาณี เจริญขวัญ. (2544). การทดสอบทางจิตวิทยา. (พิมพ์ครั้งท่ี 8). กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2556). ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม. (พิมพ์คร้ังที่ 7). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ศิลป์ชัย สีมาวงศ์อนันต์. (2562). การพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาตนตามหลักพุทธจิตวิทยาเพ่ือเสริมสร้าง
สมรรถนะของบุคลากรสายวิศวกรรมในยุคไทยแลนด์ 4.0. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต).
พระนครศรอี ยุธยา: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
สมชาย วรกิจเกษมสกุล. (2553). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 2).
อุดรธานี: อักษรศลิ ป์การพิมพ์.
สมั ฤทธิ์ กางเพ็ง และสรายุทธ กันหลง. (2560). การวิจัยแบบผสมวิธี: กระบวนทศั น์การวิจัยในศตวรรษท่ี 21.
(พมิ พค์ รั้งท่ี 3). ขอนแก่น: ห้างหุ้นส่วนจากัด อภิชาตการพิมพ.์
สชุ าดา สกลกิจรุ่งโรจน์. (2558). การประยุกต์โมเดลการตอบสนองข้อสอบในการพัฒนามาตรวัดความสุขของ
คนไทย: การทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต),
ชลบรุ ี: วิทยาลยั วทิ ยาการวิจยั และวิทยาการปญั ญา มหาวทิ ยาลยั บรู พา.
สชุ ีรา ภทั รายุตวรรตน.์ (2556). คูม่ อื การวัดทางจิตวทิ ยา. (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 5). กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ.
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 327
สุวิญ รักสัตย์. (2559). ปัจจัยท่ีมีผลต่อความคลาดเคล่ือนของการวัด. เอกสารประกอบการอบรมโครงการ
ฝึกอบรม “สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่” (ลูกไก่). เครือข่ายมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
รว่ มกับสานักงานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ (วช.).
สุวิมล ติรกานันท์. (2557). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
เสี่ยงภาวะซึมเศร้าของเยาวชนไทย. (2562). สานักงานกองทนุ สนับสนุนการสร้างเสริมสขุ ภาพและสถาบันวจิ ัย
พทุ ธศาสตร์: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครือ่ งมือวดั ทางพฤติกรรมศาสตร์.
สถาบนั วิจยั พฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร.
อารยา องค์เอ่ียม, พงศ์ธารา วิจิตเวชไพศาล. (2561). การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย. วารสารวิสัญญี
สาร. 44(1), 36-42.
Anastasi A. (1986). Evolving Concepts of Test Validation. Annual Review of Psychology. 37, 1-
15.
Anastasi A. (1982). Psychological Testing. U.S.A.: Macmillan Publishing Company.
Arun Kumar Singh. (2013). Tests. Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences. New Delhi: Bharati Bhawan.
Chris Spatz, Edward P Kardas. (2008). Research Methods in Psychology. New York: McGraw-
Hill Companies, Inc.
Cohen, R. J. & Swerdlik, M. E. (2002). Psychological testing and assessment: An introduction
to tests and measurement. (5th ed.). New York: McGraw-Hill.
Crocker, L. and Algina, J. (1 9 8 6 ). Introduction to Classical and Modern Test Theory. New
York: CBS College Publishing.
David Thissen, Lynne Steinberg, Thomas Pyszczynski, Jeff Greenberg. (1983). An Item
Response Theory for Personality and Attitude Scales: Item Analysis Using
Restricted. Factor Analysis. Journal of Applied Psychological Measurement. 7(2),
214-225 Retrieved from http://citeseerx.ist.psu.edu/viewdoc/download?doi=10.1.1.
466.3520&rep=rep1&type=pdf
Gibbons, R. D., Weiss, D.J., Kupfer, D. J, Frank, E., Fagiolini, A. Grochocinski, V. J., Bhaumik, D.
K., Stover, A., Bock, R. D., & Immekus, J. C. (2008). Using Computerized Adaptive
Testing to Reduce the Burden of Mental Health Assessment. Psychiatric Services,
59(4), 361–368
328 Testing and Assessment for Psychology
Goodwin, C. J. (1995). Research in Psychology: Methods and Design. New York: John Wiley
and Son.
Guilford, J.P. &Fruchter, B. (1978). Fundamental Statistics in Psychology and Education. (6th
ed). Singapore: McGraw Hill.
Hambleton, R. K. Swaminathan, H. & Rogers, H. J. (1 9 9 1 ). Fundamentals of item response
theory. United States of America: Sage Publications.
Mehrens W. A., & Lehmann, I. J. (1973) . Standardized Test in Education. New York: Holt,
Rinehart and Winston.
Messick, S. (1989). Validity. In R. L. Linn (Ed.). Educational measurement. (3rded.). New York:
American Council on education and Macmillan.
Margare Bevans Ph.D. (2013). Patient–Reported Outcome Measurement Information System
(PROMIS): Efficient, standardized tools to measure self-reported health and
quality of life. Retrieved from https://www.sciencedirect.com/science/article/abs
/pii/S002965541400 1067
Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo. (2009). Psychological Testing. International Student
Edition. USA: Wadsworth, Cengage Learning.
Trochim WMK. (2017). Reliability & Validity. Research Methods Knowledge Base. Jan 20.
Available from: http://www.socialresearchmethods.net/kb/relandval.php
Wainer, Howard and Braun, Henry I. (1988). Test Validity. U.S.A.: Lawrence Erlbaum
Associates, Inc.
Weiss, D. J. (2 0 1 1 ). Better Data From Better Measurements Using Computerized Adaptive
Testing. Journal of Methods and Measurement in the Social Sciences. 2(1), 1-27.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 329
แผนการสอนประจาบทท่ี 8
เนื้อหาสาคัญการเรียนรู้ประจาบท
บทที่ 8 การพัฒนาเกณฑป์ กติ
8.1 นิยามของเกณฑ์ปกติ
8.2 ประเภทของเกณฑ์ปกติ
8.3 กระบวนการสรา้ งและพัฒนาเกณฑ์ปกติ
8.4 ประเภทของคะแนนเกณฑป์ กติ
8.5 ข้อพิจารณาในการใชเ้ กณฑ์ปกติ
8.6 การแปลงคะแนนเปอรเ์ ซ็นตไ์ ทล์
8.7 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเปอรเ์ ซ็นต์ไทลก์ ับส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
8.8 คะแนนมาตรฐาน
8.9 สรปุ
คาถามทบทวนบทที่ 8
เอกสารอ้างอิงประจาบท
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
หลงั จากเรียนจบบทนี้ นสิ ิต
1. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายความหมายของเกณฑป์ กติ
2. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายถงึ ประเภทของเกณฑป์ กติ
3. รู้ เขา้ ใจ และสามารถวเิ คราะห์กระบวนการสรา้ งและพัฒนาเกณฑ์ปกติ
4. รู้ เข้าใจ และสามารถอธิบายถึงประเภทของคะแนนเกณฑ์ปกติ และข้อพิจารณาในการใช้เกณฑ์
ปกติ
5. รู้ เขา้ ใจ และสามารถแปลงคะแนนเปอร์เซ็นตไ์ ทล์
6. รู้ เขา้ ใจ และสามารถอธิบายความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเปอร์เซน็ ต์ไทล์กบั สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
คะแนนมาตรฐาน
วธิ ีการสอนและกจิ กรรม
1. ศกึ ษาเอกสารคาสอนบทที่ 8 การพฒั นาเกณฑ์ปกติ
2. วิธีสอนแบบอภปิ รายเน้ือหา/ชกั ถาม/และทาคาถามทบทวนในช้ันเรียน
3. ศึกษาดว้ ยตนเอง
330 Testing and Assessment for Psychology
4. รายงานผลตามกลุ่มหน้าช้ันเรยี นเปน็ ลายลักษณอ์ ักษรและวาจา
5. ร่วมวเิ คราะหเ์ อกสารจาก PowerPoint หนา้ ช้ันเรียน
6. สรุปเนอ้ื หาทเี่ รยี นในการสอนแต่ครง้ั
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลังเรียน แลว้ นาผลที่ได้มาวิเคราะห์พน้ื ฐานความเข้าใจใน
กระบวนการวดั พฤติกรรมทางจิตวทิ ยา
สอ่ื การเรยี นการสอน
1. เอกสารคาสอนบทที่ 8
2. ประเมินผลก่อน/หลังเรยี น
3. แบบฝึกปฏิบตั ิ
4. PowerPoint
5. เครอ่ื งคอมพิวเตอร์
การวัดผลและประเมินผล
1. สังเกตการณ์มีสว่ นรว่ มการปฏบิ ตั ิของนสิ ิต
2. สังเกตการณแ์ สดงความคิดเห็นตามกล่มุ ของนสิ ิต
3. ศกึ ษาจากการประเมนิ ผลก่อนและหลังเรียน
4. สงั เกตความตั้งใจเรยี น ความสนใจทจ่ี ะฟงั คาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนท้ายบท
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 331
บทที่ 8
การพัฒนาเกณฑ์ปกติ
เกณฑ์ปกติ (NORM) เป็นการข้อเท็จจริงทางสถิติที่บรรยายการแจกแจงของคะแนน บอกระดับ
ความสามารถของผู้สอบอยู่ในระดับใดของกลุ่มประชากร แต่ต้องมีจานวนมากพอที่จะเป็นตัวแทนประชาการ
โดยการทดสอบจะควบคู่กับการประเมินประเมิน ภายหลังการทดสอบจะนาคะแนนไปตีความหมายต่อไป
กรอบแนวคิดของการประเมินผลแบบอิงกลุ่ม (Norm Reference measurement) กาหนดไว้ว่า คะแนนจาก
การทดสอบจะมีความหมายต่อเมื่อคะแนนของผู้รับการทดสอบได้รับการแปลงให้อยู่ในรูปของคะแนน
มาตรฐานแบบใดแบบหนึ่ง แลว้ ทาการเปรยี บเทยี บกบั กลุ่ม
8.1 นยิ ามของเกณฑป์ กติ1
เก ณ ฑ์ ป ก ติ เป็ น ก า ร แ ส ด ง ผ ล ก า ร ท ด ส อ บ ข อ ง ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ า ง ท่ี เป็ น ตั ว แ ท น ข อ ง ป ร ะ ช า ก ร ท่ี
แบบทดสอบน้ันต้ังใจจะใช้วัดกับคนกลุ่มนั้น เกณฑ์ปกติเป็นวิธีการทาให้คะแนนดิบมีความหมาย โดยมีการ
แปลงคะแนนดิบเป็นคะแนนเกณฑ์ปกติแบบต่าง ๆ ซึ่งเกณฑ์ปกติสามารถใช้บอกและเปรียบเทียบ
ความสามารถหรือคณุ ลักษณะต่าง ๆ ของบุคคลไดด้ ังนนั้ จะกล่าวไดว้ ่าเกณฑ์ปกติ หมายถึง ข้อเทจ็ จริงทางสถิติ
ท่ีบรรยายการแจกแจงของประชากรที่นิยามไว้อย่างดีแล้ว และเป็นคะแนนที่บอกถึงระดับความสามารถของ
ผู้สอบว่าอยู่ในระดับใด ของกลุ่มประชากร2 เกณฑ์ปกติเป็นสถิติหรือข้อมูลที่สรุปเก่ียวกับคะนนการทดสอบท่ี
ได้จากการทดสอบหนง่ึ ๆซึ่งเปน็ คะแนนที่บรรยายถึงค่ากลางจากการวัดสมรรถนะหรือความสามารถของกลุ่มผู้
เข้ารับการทดสอบ (Standard For Education and Psychological Testing) กาหนดพึงปฏิบัติให้ผู้สร้าง
แบบทดสอบระบุดงั น้ี
1) ใครคอื กลุ่มเกณฑป์ กติ
2) อธบิ ายการแปลงคะแนนโดยมตี ารางทีก่ าหนดให้
ในสว่ นของผใู้ ช้แบบทดสอบควรตอบขอ้ คาถามต่อไปนี้ก่อนการใชแ้ บบทดสอบ
(1) แบบทดสอบกาหนดความหมายของกลุ่มเกณฑป์ กติทีใ่ ช้เทียบหรือไม่
(2) มีจานวนกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมายมากเพียงพอที่จะเป็นตัวแทนของประชากร
หรือไม่
(3) จานวนขอ้ มลู ท่ีเกบ็ ได้จากการสุ่มตัวอย่างเพียงพอ อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ หิ รอื ไม่
1 สุชรี า ภทั รายตุ วรรตน์, (2556), คู่มือการวัดทางจติ วทิ ยา, กรุงเทพมหานคร: ตรเี ทพ, หนา้ 14.
2 ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, (2539), เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้, กรุงเทพมหานคร: ชมรมเด็ก, หน้า
313-314.
332 Testing and Assessment for Psychology
(4) คู่มือแบบทดสอบระบุความแตกต่างของเกณฑ์ปกติที่เบ่ียงเบนหรือไม่ เม่ือมีปัจจัยเรื่องอายุ
เพศ ระดับการศึกษา เชอื้ ชาติ เขา้ มาเก่ียวข้องในกลมุ่ อยา่ งทเ่ี ปล่ียนไป
(5) คู่มือแบบทดสอบ ระบุปีท่ีรายงานการเก็บตวั อย่างหรือไม่ แสดงสถิติพื้นฐานของข้อมูลและ
รายละเอียดของกลุ่มตัวอย่างเพียงพอในการประเมินกลุ่มท่ีใช้เป็นเกณฑ์ปกติ (Norm)
หรอื ไม่3
8.2 ประเภทของเกณฑป์ กติ
เกณฑ์ปกติแบ่งชนิดได้ตามลักษณะของประชากรและตามลักษณะของการใช้สถิติการเปรียบเทียบ
ดังนี้
8.2.1 การแบ่งชนิดของเกณฑ์ปกตติ ามลักษณะของประชากรได้แก่
1) เกณฑ์ปกติระดับชาติ (National norms) ต้องใช้ประชากรท่ัวประเทศ เช่น หาเกณฑ์ปกติของ
วิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ก็ต้องสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ท่ัวประเทศ หรือสุ่ม
ตัวอย่างใหค้ รอบคลมุ ทัว่ ประเทศ จานวนนักเรียนท่ีจะตอ้ งสอบจึงมีมากมาย
2) เกณฑ์ปกติระดับท้องถ่ิน (Local norms) เป็นการสร้างเกณฑ์ปกติระดับเล็กลงมาเช่นระดับ
จังหวดั หรอื ระดับอาเภอเป็นประโยชน์ในการเปรียบเทยี บคะแนนของผูส้ อบกบั คนท้ังจงั หวัดหรืออาเภอ
3) เกณฑ์ปกติของโรงเรียน (School norms)โรงเรียนบางแห่งมีขนาดใหญ่ นักเรียนแต่ละชั้นมี
จานวนมาก เวลาสรา้ งข้อสอบแต่ละวิชาแต่ละระดับชั้นไดด้ ีมมี าตรฐานแลว้ จะสร้างเกณฑป์ กติของโรงเรียน ใช้
ประเมินเปรยี บเทยี บนักเรยี นแตล่ ะคนกับนักเรยี นส่วนรวมของโรงเรยี น และใชป้ ระเมินการพฒั นาของโรงเรียน
ได้ดว้ ย โดยดไู ด้จากการศกึ ษาแตล่ ะปีว่า เด่นหรอื ดอ้ ยกว่าปที ีส่ ร้างเกณฑ์ปกตไิ ว้
8.2.2 การแบ่งชนดิ ของเกณฑ์ปกติตามลกั ษณะของการใชส้ ถิตเิ ปรียบเทียบได้แก่
1) เกณฑ์ปกติเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile norms) เกณฑ์ปกติแบบน้ีสร้างจากคะแนนดิบท่ีมาจาก
ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นตัวแทนที่ดี แล้วดาเนินการตอบวิธีการสร้างเกณฑ์ปกติทั่วไป เม่ือหาค่า
เปอร์เซ็นไทล์เสร็จก็หยุดแค่นั้น เกณฑ์ปกติแบบน้ีเป็นคะแนนจัดอันดับเท่านั้น จะนาไปบวกลบกันไม่ได้ แต่
สามารถเทียบและแปลความหมายได้ เช่น เด็กคนหน่ึงสอบได้ 25 คะแนน ไปเทียบกับเกณฑ์ปกติตรงกับ
ตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 แสดงวา่ ถา้ มคี นเขา้ สอบ 100 คน เขามีความสามารถเหนือคนอ่นื 80 คน (เขาด้อย
กว่าคนอ่ืนเพียง 20 คน)
2) เกณฑ์ปกติคะแนนที (T-score norms) นิยมใช้กันมากเพราะเป็นคะแนนมาตรฐานสามารถ
นามาบวกลบและเฉล่ียได้ มีค่าเหมาะสมในการแปลความหมาย คือมีค่าต้ังแต่ 0 ถึง 100 มีคะแนนเฉลี่ย 50
3 นันทา สู้รักษา, (2561), รู้เข้าใจ ใช้แบบทดสอบ, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
หนา้ 108.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 333
ความเบ่ียงเบนมาตรฐาน 10 เรียกคะแนนชนิดน้ีว่า คะแนน T ปกติ (Normalized T-Score) และเน่ืองจาก
เปน็ คะแนนท่นี ิยมใช้กนั มาก
3) เกณฑ์ปกติสเตไนน์ (Stanine norms) คะแนนแบบน้ีเป็นคะแนนมาตรฐานชนิดหนึ่ง แต่มี
เพยี ง 9 ตัว (Standard point) คะแนนเฉล่ยี อย่ทู ค่ี ะแนน 5 มคี วามเบี่ยงเบนมาตรฐานประมาณ 2 คะแนน
คะแนนสเตไนน์ที่ 123 4 5 6 789
รอ้ ยละของจานวนคนท่ีอยใู่ นสเตไนน์นน้ั 4% 7% 12% 17% 20% 17% 12% 7% 4%
4) เกณฑ์ปกติตามอายุ (Age norms) แบบทดสอบมาตรฐานบางอย่างหาเกณฑ์ตามอายุ เพ่ือดู
พฒั นาการในเรื่องเดียวกันว่า อายุต่างกนั จะมีพัฒนาการในเร่ืองเดยี วกนั ว่า อายุต่างกันจะมีพัฒนาการอย่างไร
หรืออายุต่างกันจะมีพัฒนาการต่างกันหรือไม่ การสร้างแบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญาและความถนัดนิยมหา
เกณฑ์ปกติโดยวิธีนี้ ส่วนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิจะหาเฉพาะแบบทดสอบวิชาที่เป็นพื้นฐานจริง ๆ เช่น
ภาษาและคณิตศาสตร์ เปน็ ตน้
5) เกณฑ์ปกติตามระดับชั้น (Grade norms) เป็นการหาเกณฑ์ปกติตามระดับช้ันเรียนใน
โรงเรียน แบบทดสอบที่จะทาเกณฑ์ปกติชนิดนี้ได้ต้องเป็นเนื้อหาเดียวกัน วิชาที่นิยมสร้างเกณฑ์ปกติชนิดนี้
มักจะเป็นวิชาพื้นฐาน เช่น คาศัพท์ คณิตศาสตร์เบื้องตน้ แบบทดสอบวัดความรู้ความสามารถที่ค่อนขา้ งกว้าง
เช่น คาศัพท์ก็ให้คลุมต้ังแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะได้กี่คะแนน ปีท่ี 2 จะได้ก่ีคะแนน ไปเร่ือย ๆ จนถึง
มัธยมศึกษาปีท่ี 6 จะได้ก่คี ะแนน ก็จะเปน็ เกณฑ์ปกติของชน้ั น้ัน ๆ
8.3 กระบวนการสรา้ งและพฒั นาเกณฑ์ปกติ
กระบวนการสร้างและพัฒนาเกณฑ์ปกติทาได้โดย กาหนดประชากรเป้าหมาย การคัดเลือกกลุ่ม
ตัวอย่างท่ีเป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมาย จัดสภาพการณ์ในการดาเนินการสอนให้เป็นมาตรฐาน แปลง
334 Testing and Assessment for Psychology
คะแนนดบิ ให้เป็นคะแนนเกณฑ์ปกติประเภทต่าง ๆ และการแปลความหมายของคะแนนเกณฑ์ โดยเกณฑ์ปกติ
ที่ดีต้องได้มาจากการสอบวัดที่เทยี่ งตรงและเชือ่ ถือได้
การสร้างเกณฑ์ปกติชนิดคะแนน T ปกติคือ การแปลงคะแนนดิบท่ีเกิดจากการสอบให้เป็น
คะแนน T ปกติ มีลาดบั ข้ันดังตอ่ ไปน้ี
ขน้ั ท่ี 1 แจกแจงความถี่ โดยเรียงคะแนนจากมากไปหาน้อย แล้วนาคะแนนของนักเรียนแต่ละมา
ลงรอยขดี (Tally)
ขั้นที่ 2 หาความถ่ี (f) และความถ่สี ะสม (cf)
ข้ันท่ี 3 หาค่า cf+1/2f (จะหาค่า cf+1/2f ของช้ันใดต้องใช้ค่า cf ท่ีอยู่ก่อนถึงชั้นน้ันแต่ใช้ค่า f
ของชัน้ นั้น)
ขั้นที่ 4 เอาค่า cf+1/2f ไปคูณด้วย 100/N ค่าท่ีได้น้ีเรียกว่า ตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile
Rank: PR)
ข้ันที่ 5 นาค่า (cf+1/2f)100/N (ตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์) ในข้ันที่ 4 ไปเทียบเป็นค่า T ปกติ จาก
ตารางสาเรจ็ รปู ดังต่อไปน้ี
ตารางท่ี 8.1 ตารางเทียบตาแหนง่ เปอรเ์ ซน็ ไทล์เป็นคะแนน T ปกติ
T0 1 2 3 4 5 6 7 8 9
1 .003 .004 .007 .011 .016 .023 .034 .048 .069 .097
2 .13 .19 .26 .35 .47 .62 .82 1.07 1.39 1.79
3 2.28 2.87 3.59 4.46 5.48 6.68 8.08 9.68 11.51 13.57
4 15.87 18.41 21.19 24.20 27.43 30.85 34.46 38.21 42.07 46.02
5 50.00 53.98 57.93 61.79 65.54 69.15 72.57 75.80 78.81 81.59
6 84.13 86.43 88.49 90.32 91.92 93.32 94.52 95.54 96.41 97.13
7 97.72 98.21 98.38 98.93 99.18 99.38 99.53 99.65 99.74 9.81
8 99.865 99.903 99.952 99.952 99.966 99.977 99.984 99.989 99.993 99.995
วิธีเทยี บเปอร์เซน็ ไทลเ์ ป็นคะแนน T ปกติ
1) ค่าของคะแนน T ตามแนวต้ัง (แถวซ้ายมือ เลข 1-8) แสดง หลักสิบ และตามแนวนอน (แถว
บน เลข 0-9) แสดง หลกั หน่วย
2) ให้นาค่าตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่คานวณได้ (cf+1/2f)100/N มาเทียบกับเปอร์เซ็นไทล์ท่ีอยู่ใน
ตารางน้ีซึ่งมีค่าทศนิยม 2 ตาแหนง่ โดยพิจารณาค่าท่ตี รงกนั (หากไมม่ คี า่ ทตี่ รงกันให้ใชค้ า่ ท่ีใกล้เคยี งทส่ี ดุ )
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 335
3) ให้อ่านคะแนน T หลักสิบ จากแนวต้ัง (แถวซ้ายมือ) และรวมกับ หลักหน่วย จากแนวนอน
(แถวบน) เช่น ถ้าตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ มีค่า 91.92 จะได้คะแนน T = 64 หรือตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์มีค่า
13.57 จะไดค้ ะแนน T = 39 เป็นต้น
4) หากค่าตาแหน่งเปอรเ์ ซ็นไทล์ท่ีคานวณได้ไม่ตรงกับค่าใด ๆ ในตารางน้ี ให้เลอื กเอาค่าในตาราง
น้ีท่ี ใกล้เคียงมากที่สุด ไม่ว่าจะใกล้เคียงกับค่าที่น้อยที่สุดหรือมากกว่าก็ตาม เช่น ถ้าตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ มี
คา่ 2.0 จะไดค้ ะแนน T = 29 (เพราะ 2.0 ใกล้ 1.79 มากกวา่ 2.28)
8.4 ประเภทของคะแนนเกณฑป์ กติ
คะแนนเกณฑป์ กตมิ หี ลายประเภทดงั ตอ่ ไปน้ี
1) อันดับที่เปอร์เซ็นต์ไทล์เป็นร้อยละของคนในกลุ่มเกณฑ์ปกติท่ีได้จากคะแนนต่ากว่าหรือ
เท่ากับคะนนที่กาหนดไว้ เปอร์เซน็ ไทลเ์ ป็นข้อมูลทอ่ี ยู่ในมาตราเรียงอันดับ ความแตกต่างระหว่างคะแนนจะมี
ม าก ที่ ต รง ค ะแ น น สุ ด โต่ งข อ งม า ต ร า ม า กก ว่ า ค ะแ น น ต ร ง กลางของมาตราเป อร์ เซ็ นไทล์ สามารถใช้ ได้ กั บ
คุณลักษณะทกุ ประเภท อนั ดบั ท่ีเปอร์เซน็ ตไ์ ทล์ แปรผนั อยรู่ ะหวา่ ง 0 ถึง 100
2) คะแนนมาตรฐาน เป็นคะแนนดิบท่ีแปลงให้อยู่ในรูปคะแนนเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานท่ีคงท่ี คะแนนมาตรฐานจะแสดงว่าคะแนนดิบของบุคคลอยู่ห่างจากค่าเฉล่ียในรูปหน่วยเบ่ียงเบน
มาตรฐาน คะแนนมาตรฐานที่นิยมใช้มี 2 ประเภท ได้แก่ คะแนนซี ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0 และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเทา่ กับ 1 และคะแนนที ซึ่งมคี า่ เฉลี่ยเท่ากับ 50 และส่วนเบย่ี งมาตรฐานเทา่ กับ 10
8.5 ข้อพจิ ารณาในการใช้เกณฑป์ กติ
การสรา้ งเกณฑป์ กติ สิ่งที่ต้องคานึงถงึ ประกอบด้วย 3 ประการ ดงั ตอ่ ไปน้ี4
1) ความเป็นตัวแทนที่ดีการสุ่มตัวอย่างของประชากรโดยอาศัยความน่าจะเป็นทาได้หลายวิธี
เช่น สุ่มธรรมดา สุ่มแบบแบ่งช้ัน สุ่มแบบเป็นระบบ หรือสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ทั้งนี้ต้องเลือกการสุ่มตามความ
เหมาะสม โดยพิจารณาจากประชากรเป็นสาคัญ ถ้าประชาพรมีลักษณะเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันไม่มีคุณสมบัติ
อะไรท่ีแตกต่างกัน ใช้วธิ ีสุ่มแบบธรรมดา (Simple Random Sampling) แต่ถ้าระหว่างประชากรกับกลุ่มย่อย
มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ขนาดโรงเรียนต่างกัน จะต้องใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งช้ัน (Stratified Random
Sampling) คือสุ่มจากประชากรทุกกลุ่มย่อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าระหว่างประชากรกลุ่มย่อยมีลักษณะ
เหมือนกัน เช่น นักเรยี นในแต่ละห้อง ซึ่งแบ่งคละระหว่างเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน การสุ่มแบบนี้ใช้วิธีการ
4 สมนึก ภัททิยธนี, เกณฑ์ปกติ, วารสารวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ภาควิชาวิจัยและพัฒนา
การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์) 4(1), 31-35 สืบค้น 20 พฤษภาคม 2563 จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/
jemmsu/article/view/154512/112416; Crocker, L., and Algina, J. (1986), Introduction to Classical and
Modern Test Theory, New York: CBS College Publishing; Howard B. Lyman., (1971), Test Scores and What
They Mean, New Jersey: Prentice-Hall.
336 Testing and Assessment for Psychology
สุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) คือสุ่มเพียงบางกลุ่มจากประชากรกลุ่มย่อย ทั้ง 3 วิธีน้ีใช้
การสุ่มเพอื่ สร้างเกณฑป์ กตมิ ากทส่ี ุด
2) มีความเที่ยงตรง ในที่นี้หมายถึงการนาคะแนนดิบไปเทียบกับเกณฑ์ปกติท่ีทาไว้แล้ว
สามารถแปลความหมายได้ตรงกับความเป็นจริง เช่น นักเรียนคนหนึ่งสอบวิชาคณิตศาสตร์ ได้ 20 คะแนน
ตรงกับคะแนนที (T) 50 แปลว่า มีความสามารถปานกลาง ความเป็นจริงจะเป็นเช่นน้ันจริงหรือไม่ ดังนั้น
ความสอดคล้องของคะแนนการสอบกับเกณฑ์ปกตติ ามความเป็นจรงิ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่สาคญั มาก
3) ความทันสมัย เกณฑ์ปกตินั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของประชากรนั้น การพัฒนาคนมีอยู่
ตลอดเวลา เทคโนโลยี สภาพแวดลอ้ ม อาหารการกนิ สิ่งเหลา่ นี้จะช่วยให้คนเก่งหรืออ่อนได้ ดังนน้ั เกณฑ์ปกติ
ท่ีเคยศึกษาไว้นานหลายปีแล้ว อาจมีความผิดพลาดจากความเป็นจริง จาเป็นต้องสร้างข้ึนมาใหม่ให้ทันสมัย
โดยท่วั ไปแล้งเกณฑ์ปกติควรเปลยี่ นทกุ ๆ 5 ปี
8.6 การแปลงคะแนนเปอรเ์ ซ็นต์ไทล์
เปอรเ์ ซ็นไทล์ (Percentile) หมายถึง ตาแหน่งท่ีแสดงใหท้ ราบวา่ มจี านวนรอ้ ยละเทา่ ไรของจานวน
คะแนนท่ีมีค่าต่ากว่าของคะแนนที่ตาแหน่งน้ัน เช่น นักศึกษาคนหน่ึงสอบวิชาภาษาไทยได้ 54คะแนนและ
คะแนน 54 นี้อยู่ตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 60 หมายความว่า ร้อยละ 60 ของนักศึกษากลุ่มน้ันได้คะแนนวิชา
ภาษาไทยต่ากวา่ 54 คะแนน
การคานวณหาค่าคะแนนท่ีตาแหนง่ เปอรเ์ ซน็ ไทล์ทก่ี าหนดให้
การคานวณหาคา่ เฉลี่ยท่ีตาแหน่งเปอรเ์ ซ็นไทล์ทีก่ าหนดให้สามารถทาได้ 2 วิธี คือ สาหรับคะแนน
ทไ่ี ม่ไดจ้ ัดหมวดหมู่ และสาหรบั คะแนนที่จัดหมวดหมู่
1) การคานวณหาคะแนนทต่ี าแหนง่ เปอรเ์ ซ็นไทล์ที่กาหนดให้สาหรับข้อมูลท่ีไม่ไดจ้ ัดหมวดหมู่
ตัวอย่าง ผลการสอบวิชาสถิติของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จานวน 20 คน
ได้คะแนนสอบดงั ตอ่ ไปน้ี
67 45 73 78 38 54 61 41 53 36
55 37 74 65 47 34 66 68 77 44
คะแนนเท่าไรท่แี สดงว่านักศกึ ษารอ้ ยละ 75 ของนกั ศกึ ษา 20 คนนไี้ ด้คะแนนต่ากวา่ คะแนน
น้นั
วิธที า ก. เรยี งลาดับคะแนนสอบจากน้อยไปหามาก ดังน้ี
34 36 37 38 41 44 45 47 53 54
55 61 65 66 67 68 73 74 77 78
การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 337
ข. หาตาแหน่งเปอรเ์ ซน็ ไทล์ท่ีกาหนดให้ จากตาแหน่งของคะแนนที่เรยี งลาดบั แล้วใน
ขอ้ 1คะแนนในตาแหน่งเปอร์เซ็นไทลท์ ี่ 75 คอื (75x20) / 100= 15
ดงั นน้ั จากคะแนนท่เี รยี งลาดับแลว้ ตาแหนง่ ที่ 15 คือคะแนน 67
2) การคานวณหาค่าคะแนนที่ตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่กาหนดให้สาหรับข้อมูลที่จัดหมวดหมู่ การ
คานวณหาคะแนนในตาแหน่งเปอร์เซน็ ไทล์ที่กาหนดสามารถทาได้ 3 วิธีคือ ใช้สูตรเทยี บบัญญัติไตรยางศ์ และ
ใช้โค้งความถี่สะสม วิธีคานวณคล้ายกับการคานวณหาค่ามัธยฐาน ต่างกันที่การหาตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ใน
คะแนนชุดน้ันจะไม่ไช้คะแนนในตาแหน่งกลาง (N/2) เหมือนกับมัธยฐาน ซ่ึงใช้สูตรในการคานวณตาแหน่ง
เปอร์เซน็ ไทล์ คือ
Pr = L + I {(Fn - F1)/(F2 - F1)}
เมอ่ื Pr = คะแนนท่ตี าแหน่งเปอร์เซน็ ไทลท์ ่ีต้องการ
L = ขีดจากดั ล่างชั้นที่มี Fn อยู่
I = ความกว้างของอันตรภาคช้นั = ขีดจากัดบน-ขีดจากดั ล่าง
Fn = ความถี่สะสมของตาแหน่งทตี่ ้องการ = (P x N) /100
F1 = ความถ่สี ะสมของชั้นท่ีอยู่ถัดจากช้ัน Fn ไปทางคะแนนน้อย
F2 = ความถ่ีสะสมชนั้ Fn
สูตร
P = (cf + 1/2f) 100
N
เมือ่ P = ตาแหน่งเปอร์เซ็นไทล์
N = จานวนข้อมูลทั้งหมด
cf = ความถสี่ ะสมของคะแนน
f = ความถ่ีของคะแนน
ขน้ั ตอนการคานวณ5
1. เรยี งลาดบั คะแนนจากสงู ไปต่า (หรือจากตา่ ไปสงู )
2. หาความถ่สี ะสม (cf)
3. หาความถ่ีสะสมท่ีแท้จริง โดยเอาความถ่ีสะสมท่ีอยู่ใต้รวมกับอีกครึ่งหน่ึงของความสะสมในช้ัน
นั้น ๆ (cf + 1/2f)
4. รวมจานวนผู้ทดสอบทั้งหมด
5. คานวณคะแนนเปอร์เซ็นไทล์
5 สุชีรา ภัทรายตุ วรรตน,์ (2556), ค่มู อื การวัดทางจิตวิทยา, (พมิ พค์ รงั้ ที่ 5), กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ, หนา้ 112.
338 Testing and Assessment for Psychology
8.7 ความสัมพนั ธ์ระหว่างเปอรเ์ ซน็ ตไ์ ทล์กบั สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
การแปลงคะแนนท่ีข้อมูลมีการแจกแจงแบบปกติ เช่น คะแนนซึ่งทาการจัดวัดจากคนกลุ่มใหญ่
ตาแหนง่ เปอรเ์ ซน็ ต์ไทล์ กับสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานสามารถเทยี บเคยี งกนั ได้ดังตารางท่ี
ตารางที่ 8.2 เปรียบเทียบคา่ ระหวา่ งตาแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทยล์กับส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน6
ตาแหน่งเปอรเ์ ซนต์ไทล์ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
99 +2.33
95 +1.65
90 +1.28
80 +0.84
70 +0.52
60 +0.25
50 +0.00
40 -0.25
30 -0.52
20 -1.84
10 -1.28
5 -1.65
1 -2.33
8.8 คะแนนมาตรฐาน
คะแนนมาตรฐาน (Standard Score) เป็นคะแนนดิบท่ีแปลงให้อยู่ในรูปของคะแนนเฉลี่ยและ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่มีค่าคงท่ี คะแนนมาตรฐานจะแสดงว่าคะแนนดิบของบุคคคลอยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยใน
รูปหน่วยเบ่ียงเบนมาตรฐาน คะแนนมาตรฐานเป็นการแปลงคะแนนดิบแบบเส้นตรง ( linear
transformation) ซ่ึงเปล่ียนคะแนนดิบให้อยู่ในหน่วยการวัดที่ต่างกัน แต่ไม่เปลี่ยนมาตราของการวัดและ
รปู ร่างของการกระจายของคะแนน ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานจะแสดงออกในรูป
เส้นตรง นอจากน้ีคะแนนมาตรฐานเปน็ คะแนนเกณฑ์ปกติท่ีอยู่ในรูปมาตราช่วง รปู แบบโดยทั่วไปในการแปลง
คะแนนดิบเชิงเส้นตรง แสดงในรูปสมการถดถอย (regression) และอัตราส่วนระหว่างการเบี่ยงเบนของ
6 สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์, (2556), คู่มือการวัดทางจิตวิทยา, (พิมพ์ครั้งที่ 5), กรุงเทพมหานคร: ตรีเทพ, หน้า
114.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 339
คะแนนจากค่าเฉล่ีย กับส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าคะแนนดิบอยู่ห่างจาก
คา่ เฉลย่ี เป็นก่หี น่วยสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนมาตรฐานทีน่ ิยมใชค้ ือ7
8.8.1 คะแนนมาตรฐานซี (Z-score) มีสูตรในการคานวณ ดังนี้8
สูตร คานวณเพ่อื แปลงคะแนนดบิ เปน็ คะแนนมาตรฐาน
z คือ คะแนนมาตรฐาน
x คอื คะแนนดบิ
x คือ คะแนนเฉลี่ยของคะแนนดิบ
S.D. คือ ความเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนนดบิ
xx
z= s
ยกตัวอย่างเช่น คะแนนมาตรฐานน้ีใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล หรือ
นักเรียนซึ่งได้คะแนน วิชาต่าง ๆ ไม่เท่ากัน หากจะนาคะแนนดิบมาเปรียบเทียบจะไม่น่าเช่ือถือ เนื่องจาก
คะแนนของแต่ละวิชามีลักษณะการเรียนการสอนความยากง่ายของข้อสอบแตกต่างกัน จึงนามาเปรียบเทียบ
กันไม่ได้ แต่ถ้าแปลงคะแนนดิบให้เป็นคะแนนมาตรฐานก่อนแล้ว จึงนามาเปรียบเทียบกัน จะมีความหมาย
มากกวา่
คณุ สมบตั ขิ องคะแนนมาตรฐานซี
1) มีค่าเฉลีย่ เป็น 0
2) คะแนนมาตรฐานจะมคี ่าเป็นบวก ถา้ คะแนนดิบมากกวา่ ค่าเฉลยี่ และจะมีคา่ เปน็ ลบ ถา้
คะแนนดิบนอ้ ยกว่าค่าเฉลย่ี
3) ความแปรปรวนและสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 1
4) คะแนนมาตรฐานของกลุม่ ตัวอยา่ งขนาดใหญม่ ีพิสยั ระหวา่ ง -3 ถึง +3
5) ผลบวกของคะแนนมาตรฐานเป็น ( )
6) ผลบวกของกาลังสองของคะแนนมาตรฐานมคี ่าเท่ากับจานวนข้อมลู (2 )
7) การแจกแจงของกาลังสองของคะแนนมาตรฐานเหมือนกับการแจกแจงของคะแนนดบิ
7 อรพินทร์ ชชู ม, (2545), เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤตกิ รรมศาสตร์,
สถาบันวจิ ยั พฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมิตร, หนา้ 398.
8 บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, (2535), การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน, กรุงเทพมหานคร: สามเจริญ
พานิช; Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo, (2009), Psychological Testing, International Student Edition,
USA: Wadsworth, Cengage Learning, p. 43.
340 Testing and Assessment for Psychology
8.8.2 คะแนนมาตรฐานที (T-score)โดยปกติค่าคะแนนมาตรฐานซีจะมีค่าเป็นทศนิยมและทีค่า
เป็นลบ ไม่สะดวกในการใช้ หรือการเปรียบเทียบ จงึ นิยมแปลงคะแนนซี ให้มีมาตราส่วนใหญ่ข้ึน ได้แก่ แปลง
ให้เป็นคะแนนมาตรฐานที (T-score) โดยใชส้ ูตร
( 2 )
คะแนนที คอื คะแนนมาตรฐานทีจะมีค่าเฉลี่ยเปน็ 50 และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเปน็ 10 สตู รท่ัวไปของ
= 50+10
เมอ่ื = คะแนนที
= คะแนนซี
ความสัมพันธ์ระหว่างอันดับที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ คะแนนซีและคะแนนทีปรากฏผลใน
ภาพประกอบ ซึ่งแสดงผลมาตราแต่ละอันภายใต้โค้งปกติ ตัวอย่าง เช่นการในแจกแจงปกติเม่ือคะแนนซีมีค่า
เท่ากับ60 หรือ อันดับที่เปอร์เซ็นต์ไทล์เท่ากับ 84 และในกรณีที่คะแนนซีมีค่าเท่ากับ -2 คะแนนทีมีค่าเท่ากับ
30 หรอื อนั ดับทเ่ี ปอร์เซ็นไทลท์ ี่ 2
ภาพประกอบที่ 8.1 ความสมั พนั ธ์ระหว่างคะแนนซี คะแนนที และอันดบั ที่เปอร์เซ็นไทล์
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 341
คะแนนซีท่ีถูกแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานอ่ืน ๆ แบบที่มีคะแนนเฉลี่ยและส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐานกาหนดไว้ตามความต้องการของผู้พฒั นาแบบทดสอบ นาเสนอไว้บางส่วนในตาราง
ตารางท่ี 8.3 คะแนนเฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนนมาตรฐานแบบอ่นื ๆ9
ประเภทการวัด ตัวอยา่ ง คะแนนเฉล่ยี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
IQ รวม
WAIS-R 100 15
IQ มาตรายอ่ ย Stanford-Binet 100 16
EQ คาศัพท์ 10 3
บคุ ลกิ ภาพ Bar On 100 15
ความถนดั MMPI 50 10
Graduate 500 100
Record Exam (GRE)
8.9 สรุป
เกณฑ์ปกติ ( NORM ) เป็นจุดหลักท่ีสร้างขึน้ มาเพ่ือใช้ในการเปรียบเทียบ แปลความคะแนนที่ได้
จากแบบทดสอบ เป็นการเสนอข้อเท็จจริงทางสถิติที่บรรยายการแจกแจงของคะแนน บอกระดับ
ความสามารถของผู้สอบอยู่ในระดับใดของกลุ่มประชากร แต่ต้องมีจานวนมากพอท่ีจะเป็นตัวแทนประชาการ
โดยการทดสอบจะควบคู่กับการประเมินประเมิน ภายหลังการทดสอบจะนาคะแนนไปตีความหมายต่อไป
กรอบแนวคิดของการประเมินผลแบบอิงกลุ่ม (Norm referenced measurement) กาหนดไว้ว่า คะแนน
จากการทดสอบจะมีความหมายต่อเม่ือคะแนนของผู้รับการทดสอบได้รับการแปลงให้อยู่ในรูปของคะแนน
มาตรฐานแบบใดแบบหนงึ่ แลว้ ทาการเปรียบเทียบกบั กลมุ่
9 อรพินทร์ ชูชม, (2545), เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่อื งมือวดั ทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบันวิจัยพฤตกิ รรมศาสตร์, กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, หนา้ 402.
342 Testing and Assessment for Psychology
คาถามทบทวนบทท่ี 8
1) จงอธบิ ายความหมาย และประเภทของเกณฑ์ปกติ (norms)
2) จงอธบิ ายความหมายของคะแนนมาตรฐาน (standard scores)
3) จงอธบิ ายกระบวนการสร้างและพฒั นาเกณฑป์ กติ เป็นอยา่ งไร พร้อมอธิบายข้ันตอนพอสงั เขป
4) ข้อพิจารณาในการใชเ้ กณฑ์ปกตมิ อี ะไรบ้าง
5) ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเปอรเ์ ซน็ ตไ์ ทลก์ บั สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเป็นอย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตวั อย่าง
6) ทาไมต้องมีการพัฒนาเกณฑป์ กตใิ ห้มคี วามเปน็ ปัจจุบัน ไม่ล้าสมยั เพราะอะไร
7) จงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเกณฑป์ กติและมาตรฐาน (standard) และอธบิ ายเหตผุ ลว่า ไม่ควร
ใช้เกณฑป์ กตขิ องแบบทดสอบเปน็ มาตรฐานของผลการวดั ที่ดี
8) ทาไมต้องใชแ้ บบทดสอบทีม่ ีกล่มุ อ้างองิ (Norm) ที่มคี วามคลา้ ยคลงึ กับกลมุ่ ตวั อย่างในงานวจิ ยั ที่ศกึ ษา
เพราะเหตุใด
เอกสารอ้างองิ ประจาบท
นนั ทา ส้รู กั ษา. (2561). ร้เู ข้าใจ ใช้แบบทดสอบ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2535). การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร: สามเจริญ
พานิช.
ลว้ น สายยศ และอังคณา สายยศ. (2539). เทคนคิ การวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร: ชมรมเด็ก.
สมนึก ภัททิยธนี. เกณฑ์ปกติ. วารสารวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ภาควิชาวิจัยและพัฒนา
การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์) 4(1), 31-35 สืบค้น 20 พฤษภาคม 2563 จาก https://so02.tci-
thaijo.org/index.php/jemmsu/article/view/154512/112416
สุชรี า ภทั รายตุ วรรตน.์ (2556). คูม่ อื การวัดทางจิตวิทยา. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรงุ เทพมหานคร: ตรีเทพ.
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์.
สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร.
Crocker, L. and Algina, J. (1 9 8 6 ). Introduction to Classical and Modern Test Theory. New
York: CBS College Publishing.
Howard B. Lyman. (1971). Test Scores and What They Mean. New Jersey: Prentice-Hall.
Robert M. Kaplan & Dennis P. Saccuzzo. (2009). Psychological Testing. International Student
Edition. USA: Wadsworth, Cengage Learning.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 343
แผนการสอนประจาบทที่ 9
เนอ้ื หาสาคัญการเรียนรูป้ ระจาบท
บทท่ี 9 การสรา้ งเครอ่ื งมือประเมินทางพุทธจิตวทิ ยา
9.1 นยิ ามการประเมนิ ทางพุทธจิตวิทยา
9.2 การประเมนิ ด้านเชาวป์ ญั ญาและอารมณ์
9.3 การประเมินด้านบุคลิกภาพ
9.4 การประเมินดา้ นความสุข
9.5 การประเมนิ ด้านอาชพี
9.6 สรปุ
คาถามทบทวนบทที่ 9
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
หลังจากเรียนจบบทน้ี นสิ ติ
1. รู้ เข้าใจวธิ ีการสรา้ งเคร่อื งมอื ประเมินทางพทุ ธจติ วิทยา
2. รู้ เขา้ ใจและสามารถใชเ้ ครอ่ื งมือประเมนิ ด้านเชาวป์ ัญญาและอารมณ์
3. รู้ เข้าใจและสามารถใชเ้ ครือ่ งมือประเมินดา้ นบุคลกิ ภาพ
4. รู้ เขา้ ใจและสามารถใชเ้ ครือ่ งมอื ประเมินดา้ นความสขุ
5. รู้ เขา้ ใจและสามารถใช้เคร่ืองมือประเมนิ ดา้ นอาชีพ
วธิ ีการสอนและกิจกรรม
1. ศกึ ษาเอกสารคาสอนบทท่ี 9 การสร้างเครื่องมือประเมินทางพุทธจติ วทิ ยา
2. วธิ สี อนแบบอภปิ รายเน้ือหา/ชกั ถาม/และทาคาถามทบทวนในชนั้ เรียน
3. ศกึ ษาดว้ ยตนเอง
4. รายงานผลตามกล่มุ หนา้ ช้ันเรียนเปน็ ลายลักษณ์อกั ษรและวาจา
5. ร่วมวเิ คราะห์เอกสารจาก PowerPoint หนา้ ช้ันเรยี น
6. สรปุ เนอื้ หาทเ่ี รยี นในการสอนแต่คร้ัง
344 Testing and Assessment for Psychology
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลังเรยี น แลว้ นาผลท่ไี ด้มาวิเคราะห์พน้ื ฐานความเขา้ ใจในการสร้าง
เคร่อื งมอื ประเมินทางพุทธจติ วิทยา
สอ่ื การเรยี นการสอน
1. เอกสารคาสอนบทที่ 9
2. ประเมินผลกอ่ น/หลงั เรยี น
3. แบบฝึกปฏิบัติ
4. PowerPoint
5. เครอ่ื งคอมพิวเตอร์
การวัดผลและประเมินผล
1. สงั เกตการณม์ ีสว่ นร่วมการปฏบิ ัตขิ องนิสติ
2. สังเกตการณแ์ สดงความคิดเห็นตามกลมุ่ ของนสิ ิต
3. ศึกษาจากการประเมินผลกอ่ นและหลังเรียน
4. สงั เกตความตง้ั ใจเรยี น ความสนใจที่จะฟงั คาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนทา้ ยบท
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 345
บทที่ 9
การสร้างเครอ่ื งมือประเมนิ ทางพุทธจติ วิทยา
จากบทข้างตน้ ทผี่ ่านมา ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการวดั และการประเมินทางจิตวิทยา ในบทนี้ขอนาเสนอ
การประเมินทางพุทธจิตวิทยา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1) การประเมินด้านเชาว์ปัญญาและอารมณ์ 2) การ
ประเมินด้านบุคลิกภาพ 3) การประเมินด้านความสุข และ 4) การประเมินด้านอาชีพ ในบทนี้ผู้เขียนนาเสนอ
ตัวอย่างการสร้างแบบประเมินทางพุทธจิตวิทยาในงานวิจัย สร้างมาจากนิยามเชิงปฏิบัติการจากการ
ประยุกต์ใช้หลักธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือประเมินทางจิตและพฤติกรรมของบุคคล ซ่ึงผู้เขียนขอสร้างความ
เข้าใจของนิยามท่ีเก่ียวข้องคาว่า “พุทธจิตวิทยา” และนาเสนอตัวอย่างแบบวัดหรือแบบประเมินทางพุทธ
จติ วทิ ยา ในประเด็น นยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติการ วธิ ีการวดั ขอ้ คาถาม การหาคณุ ภาพเคร่ืองมือ ตามลาดบั ดงั น้ี
9.1 นิยามการประเมินทางพุทธจิตวิทยา
ในทางพระพุทธศาสนาเช่ือว่า สรรพสง่ิ ท้ังหมดล้วนเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย เป็นเรอ่ื งของ
ปัจจยั สมั พนั ธ์ ทีม่ นุษยเ์ รียกกนั วา่ กฎธรรมชาติ ภาษาบาลเี รียกว่า นิยาม แปลว่า กาหนดอนั แน่นอน แนวทาง
ทีแ่ น่นอน หรอื ความเป็นไปอันเป็นระเบียบแน่นอน เพราะปรากฏให้เห็นวา่ เม่ือมีเหตปุ ัจจัยอยา่ งน้ัน ๆ แล้ว ก็
จะจะมีความเป็นไปอย่างน้ัน ๆ แน่นอน ในพุทธปรัชญาเถรวาทคาว่า “นิยาม” หรือ “กฎธรรมชาติ” มีการ
บญั ญัติเรียกว่าธรรมนิยาม 5 ประกอบด้วย 1) อตุ ุนยิ าม อันเป็นกฎธรรมชาตเิ กีย่ วกับปรากฏการณ์ในธรรมชาติ
แวดล้อม และความเปล่ยี นแปลงทางวัตถหุ รอื โลกแห่งวัตถุ 2) พชี นิยาม กฎธรรมชาติท่ีครอบคลุมความเปน็ ไป
ขอสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ กฎธรรมชาติท่ีเก่ียวกับการสืบพันธุ์ 3) จิตนิยาม กฎแห่งจิต คือ กฎธรรมชาติท่ี
เก่ียวกับกลไกการทางานของจิต ทางพระพุทธศาสนาเชอ่ื ว่า มนุษย์หรอื สัตว์ทั่วไปประกอบด้วยองค์ประกอบท่ี
สาคัญของชีวิต คือ กายและจิตใจ จิตเป็นสิ่งต่างหากจากกาย จิตมีกฎเกณฑ์ในการทางาน ลักษณะพิเศษของ
จิต สามัญลักษณะของจิต วิถีจิต ประเภทของจิต กระบวนการของความคิด การเปล่ียนแปลงและแสดง
พฤตกิ รรมเป็นแบบฉบบั เฉพาะตวั 1
พุทธจิตวทิ ยา มาจากคาวา่ พุทธ + จิต + วทิ ยา พทุ ธ (Buddhist) แปลวา่ รู้ หรอื ร้ตู ามหลกั แหง่
พทุ ธธรรม ได้แก่ รู้ในแก่นแท้ของพทุ ธศาสนาคือ อริยสัจสี่ เนน้ การใชส้ ติปัญญาในการแก้ทกุ ข์/ปญั หา ต้ังแต่
ข้ันตา่ กลาง และข้ันสูงสุด กล่าวไดว้ ่า พุทธจติ วทิ ยา (Buddhist Psychology) หมายถงึ การศึกษาวิเคราะห์
1 คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, (2559), พุทธจิตวิทยากับสังคมและวัฒนธรรมไทย
(Buddhist Psychology and Thai Society and Culture), พระนครศรีอยธุ ยา: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ,
หน้า 5-6.
346 Testing and Assessment for Psychology
จิตท่สี ัมพันธก์ ันกับทุกข์ (ปญั หา) อันเป็นสภาพท่ีแท้จริงของชวี ิต เข้าใจสาเหตขุ องทกุ ข์ (ปญั หา) เขา้ ใจถงึ
เป้าหมายท่ีแทจ้ ริงของชีวิต คือ นิโรธ (ความดับทุกข์ ดับปัญหา) รวู้ ิธีการปฏบิ ตั ิเพ่อื เผชิญปญั หาโดยไม่ถกู บบี
คน้ั จากทุกข(์ ปญั หา) ไม่เกิดความทอ้ แทส้ ้นิ หวัง ให้ตอ่ สแู้ ละเผชญิ กับทุกข์ (ปัญหา) อย่างม่นั คงตามหลักพทุ ธ
ธรรม2
นักวิชาการไทยไดใ้ ห้ทัศนะเกย่ี วกบั พุทธจิตวทิ ยา ไว้ดงั น้ี
สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต)3 จติ วทิ ยาในตะวนั ตกนัน้ เปน็ วิธีการวิทยาศาสตร์เนน้ ไป
ทางด้านวัตถุ คือ การที่จะต้องตรวจสอบทดลองให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้แสดงผลออกมาเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
บางทีดูที่พฤติกรรมภายนอก การแสดงออกทางด้านท่ีปรากฏในสังคม แต่ในพระพุทธศาสนา คาว่า
ประสบการณ์ที่เราจะมอง หมายถึง ประสบการณ์ทางจิตใจ ประสบการณ์ท่ีได้รับ ที่รู้ประจักษ์ในจิตใจของ
ตนเอง ซึ่งเทยี บกบั ทางตะวนั ตกก็คอื คือการมองจิตใจของตนเอง (introspection)
ทา่ นพทุ ธทาส4 ได้ใหน้ ิยามจิตวิทยาในพระพุทธศาสนาไว้ว่า พุทธศาสนานมี้ ันก็มจี ิตวิทยาแต่ในแง่ที่
จะดับทุกข์เท่านั้นแหละว่าจริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพูดแต่เรอ่ื งทุกข์กับดับทุกข์เท่าน้ัน เด๋ียวน้ีก็ตาม แต่
ก่อนโน้นก็ตาม เด๋ียวน้ีก็ตามพูดแต่เรอื่ งทุกข์กับดบั ทุกข์ ก็หมายความวา่ การจะพูด จะรู้ จะใช้จิตวิทยา รู้ทุกข์
กบั ดับทุกข์ จะไปใช้ประโยชน์อะไรนอกเหนือออกไปเป็นเร่ืองอาชีพ เป็นเร่ืองการงาน เป็นเรื่องอะไรอีกไม่มี รู้
เรื่องจิตวิทยา รู้เรื่องของจิตในทุกแง่ทุกมุม ที่จะเป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์ แล้วก็ดับทุกข์ได้ในที่สุด เน่ีย
แหละจติ วิทยา
พระครูปริยตั ิธรรมวงศ์5 ให้ทศั นะว่า จติ วทิ ยาแนวพุทธเปน็ คานิยมที่ใชใ้ นวงนกั วิชาการในสมัย
ปัจจุบัน มกี ารศึกษากระบวนการทางจิตและพฤติกรรมของมนุษย์ตามโครงสร้างตะวันตก แต่เน้นการนาหลกั
พระพทุ ธศาสนามาเปน็ กรอบในการอธบิ ายปรากฎการณท์ ี่เกิดขนึ้ อันเป็นสะพานเชื่อมประสานจติ วทิ ยาและ
พระพุทธศาสนาใหส้ ามารถเดินไปสเู่ ป้าหมายเดยี วกนั คือ ช่วยให้เกิดความกระจ่างแจง้ แหง่ ความเป็นไปของ
โลกและชีวิต
2 พระใบฎีกากิตติพงษ์ สีลสุทฺโธ, (2560), พุทธจิตวิทยา (Buddhist Psychology), เอกสารประกอบการสอน
รายวิชา 304 307 พทุ ธจิตวิทยา, กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หน้า 8-9.
3 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), (2561), จากจิตวิทยาสู่จิตภาวนา, (พิมพ์คร้ังที่ 18),
กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพผ์ ลิธัมม์, หน้า 12.
4 ท่านพุทธทาสภิกขุ, (2556), จิตวิทยาในพระพุทธศาสนา, สืบค้น 16 มิถุนายน 2564 จาก http://keji.siam
ganesh.com/?p=1871
5 พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวโส/แสนพงษ์), (2557), “จิตวิทยาแนวพุทธ: พุทธจิตวิทยา”, จิตวิทยาใน
พระไตรปฎิ ก, เอกสารประกอบการสอน รายวิชา 101 409 จิตวทิ ยาในพระไตรปิฎก, ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ , หนา้ 123-127.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วิทยา 347
สุวัฒสัน รักขันโท6 กล่าวว่า ลักษณะจิตวิทยาพุทธศาสนาเป็นการศึกษาเรื่องจิต เจตสิก อันเป็น
เหตุให้มนุษย์และสัตว์แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาทั้งทางกาย วาจา และทางจิต ท้ังท่ีเป็นกุศล อกุศล และ
เป็นอัพยากฤต (เป็นกลาง) ส่วนในด้านการพัฒนาบุคลิกภาพทางพุทธศาสตร์น้ันจาเป็นต้องเข้าใจว่า ทาง
พระพุทธศาสนาเน้นการสั่งสมพฤติกรรมจากอดีตส่ปู ัจจบุ นั ของบคุ คลเปน็ ไปตามเหตุปจั จัย (กฎแห่งกรรม) การ
ขดั เกลาตนเองจนติดเป็นนิสัย เป็นบุคลิกภาพของตนนั้น ต้องมคี วามเข้าใจความแตกตา่ งของบคุ ลิกภาพมนุษย์
ที่มพี ื้นฐานต่างกัน เรยี กว่า จรติ 6
ภานุวังโส7 กล่าวว่า พุทธจิตวทิ ยา คือ การศกึ ษาวิเคราะห์จิตซึ่งมีความสัมพันธ์กับปญั หา คอื ทุกข์
เพอื่ ให้เข้าใจสภาพทีแ่ ท้จริงของชีวิต เข้าถึงสาเหตุของปัญหา เขา้ ใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของชีวติ ร้วู ิธีการและ
รวู้ ธิ ีปฏิบัติเพ่ือเผชญิ ปัญหา ไม่ถูกบีบค้ันโดยปัญหา ไม่ทาให้เกิดความหดหู่ ทอ้ แท้ แต่กระตุ้นใหส้ ู้และเผชญิ กับ
ปญั หา คอื ทกุ ข์ อย่างองอาจและทระนง
ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์ิ8 ให้ทัศนะว่า พุทธจิตวิทยาเป็นการนาศาสตร์ที่ศึกษาถึงจิต และ
กระบวนการทางจิตใจ คอื จติ วทิ ยามาอธิบายกระบวนการเกิดทุกข์และการพ้นทุกข์
สรปุ ได้วา่ พุทธจิตวิทยา เปน็ การศึกษาวิเคราะหถ์ ึงความสมั พนั ธ์ของกระบวนการทางจิตทสี่ ่งผลให้
มนุษย์เกิดการเปล่ียนแปลงท้ังกายและจิตใจ จนเกิดความเข้าใจถึงเหตุแห่งปัญหาและการแก้ไขปัญหาน้ันได้
อยา่ งถอ่ งแท้
การประเมินทางพุทธจิตวิทยาถือเป็นเร่ืองใหม่ในวงการศึกษาไทย จึงยังไม่ค่อยมีหนังสือ ตารา
ออกมาให้ศึกษาค้นคว้ามากนัก ดังน้ันบทนี้ขอนาตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสร้าง การพัฒนา
เคร่ืองมือ และการประเมินทางพุทธจิตวิทยามาให้ศกึ ษาท้ัง 4 ประเดน็ ได้แก่ ประกอบด้วย 4 ดา้ น คอื 1) การ
ประเมนิ ด้านเชาว์ปญั ญาและอารมณ์ 2) การประเมินด้านบคุ ลิกภาพ 3) การประเมนิ ด้านความสุข และ 4) การ
ประเมนิ ด้านอาชพี
6 สวุ ฒั สนั รักขันโท, ดร., (2560), จิตวทิ ยาในพระไตรปฎิ ก (Psychology in Tipitaka), พระนครศรอี ยธุ ยา: โรง
พมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , หน้า ๕๓.
7ภาณุวังโส และมิน ชอง ชิน, (2549), เกนิ กวา่ ฟรอยดจ์ ะจินตนาการ, กรงุ เทพมหานคร: เคลด็ ไทย, หนา้ 43-44.
8 ยงยทุ ธ วงศภ์ ริ มยศ์ านติ์, (2543), คู่มือการพฒั นาตนเองแนวพุทธสาหรับผู้ให้การปรกึ ษา, (ฉบับท่ี 2), จติ วทิ ยา
แนวพุทธ, กรุงเทพมหานคร: กรมสขุ ภาพจติ , หนา้ 1-9.
348 Testing and Assessment for Psychology
9.2 การประเมนิ ด้านเชาว์ปัญญาและอารมณ์
9.2.1 งานวจิ ัยเรื่อง รปู แบบการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามหลักพทุ ธธรรมสาหรับสถานศกึ ษา
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา9 โดยมีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินวุฒิ
ภาวะทางอารมณ์ (Evaluation of Emotional Quotient) ตามลาดับดงั นี้
ก. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะที่ใช้ในการวจิ ยั 10
อารมณ์ หมายถึง ความรสู้ กึ เม่ือถูกสง่ิ เรา้ มากระทบจะแสดงออกทั้งดา้ นความรู้สกึ นึกคดิ ทาง
สรรี ะ และพฤตกิ รรมเปน็ ได้ท้ังทางบวกและทางลบ
วฒุ ิภาวะทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการตระหนักรู้ถึงความรสู้ ึก ความตอ้ งการของ
ตนเองและผู้อ่ืน มีความสามารถในการบริหารและจัดการอารมณ์ของตนเองโดยมีปัญญากากับ ส่งผลต่อการ
แสดงออกทางพฤติกรรมอย่างเหมาะสม เกิดสัมพันธภาพอันดีงามต่อผู้อ่ืน และดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมี
ความสุข
การตระหนักรูอ้ ารมณ์ของตนเอง หมายถึง การรับร้อู ย่างเท่าทันต่ออารมณ์ของตนเมื่อมีสิง่ เร้า
มากระทบ แล้วเกิดการยอมรับตนเอง พึงพอใจตามสภาพปัจจุบัน ทบทวน ตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด
ปฏกิ ิริยาทจี่ ะแสดงออกทั้งภายและจติ แลว้ ควบคุมตอ่ สภาวะอารมณท์ ไี่ ม่พึงประสงค์
การรู้เท่าทันต่อสภาวะทางอารมณ์ของตน หมายถึง รู้อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตนขณะ
เผชิญกับสิ่งเร้าที่มากระทบว่า เกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ อย่างไร เข้าใจความรู้สึก ความคิด และอารมณ์
ตามสภาพที่เป็นจริงอย่างมีสติ เป็นเหตุเป็นผล และรู้ว่าจะต้องทาอะไร จะแสดงออกอย่างไรได้อย่างพอเหมาะ
พอสม
การควบคุมตนเองต่อสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม หมายถึง การเรียนรู้อารมณ์ที่เกิดข้ึน
ปรบั แก้ และสร้างอารมณ์ใหมไ่ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
การยอมรับและพึงพอใจตนตามสภาพปัจจุบัน หมายถึง การยอมรับความจริงกับสภาวะท่ี
เผชิญอยู่อย่างสงบ อย่างใจกว้าง และเปิดเผย พึงพอใจต่อสภาวะที่ตนได้รับตามความเป็นจริง อย่างไม่รู้สึกต่า
ตอ้ ยดอ้ ยคา่
ความสามารถบรหิ ารจดั การอารมณ์ของตนได้อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม หมายถงึ ความสามารถ
ในการจัดการอารมณ์ต่าง ๆ หรือควบคุมอารมณ์ตนเองท่ีจะเกิดข้ึนให้แสดงออกมาได้อย่างเหมาะสมกับ
9 ภัทธิดา แรงทน, (2560), รปู แบบการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามหลักพุทธธรรมสาหรับสถานศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามัธยมศึกษา, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบณั ฑิต), พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย, หนา้ 145 - 153.
10 เร่ืองเดียวกนั , หน้า 6-9.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 349
สถานการณ์อย่างมีเหตุผลและมีสติ มีการปรับตัวและความยืดหยุ่นทางอารมณ์เพื่อการปรับเปล่ียนพฤติกรรม
ตามสถานการณ์ อดทนต่อความเครยี ดและผอ่ นคลาย พร้อมเผชิญกบั วกิ ฤติและปญั หาได้อยา่ งองอาจ
การจัดการอารมณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างมีสติ หมายถึง การจัดการอารมณ์ด้วย
ความอดทน อดกลั้นต่อแรงปะทะทางอารมณ์ได้อย่างน่งิ สงบ และไม่ยอมใหอ้ ารมณ์ทไี่ ม่ดแี สดงออกมา
การปรับตัวและการยืดหยุ่นทางอารมณ์ หมายถึง ความผ่อนคลายความตึงเครียดอย่างสงบ
เยอื กเย็น ไม่วู่วาม ยอมรบั เหตุการณ์ท่ีบางครงั้ ไม่สามารถเปล่ียนแปลงได้
การเผชิญหน้ากับวิกฤติและแก้ไขปัญหาได้อย่างองอาจ หมายถึง การตัดสินความขัดแย้ง
อย่างใจเย็นมีสติ ไมเ่ กรงกลวั ต่อปัญหาที่เกดิ เฉพาะหน้า มีความอดทนต่อความรสู้ ึกว้าเหว่ ด้วยการหาความสุข
สงบด้วยตัวของตัวเอง
การรับรู้อารมณ์และความต้องการของผู้อื่นและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม หมายถึง การ
รู้เท่าทันในความรู้สึกความต้องการ ความเดือดร้อน ความวิตกกังวลของผู้อื่นได้ ด้วยการมีความเห็นอกเห็นใจ
เอาใจเขามาใส่ใจเรา มมี ุมมองตอ่ ผู้อื่นตามทเ่ี ป็นจรงิ และสามารถแสดงออกไดอ้ ย่างเหมาะสม
การรู้เท่าทันความต้องการ ความเดือดร้อนของผู้อ่ืน หมายถึง การมีความเห็นอกเห็นใจ
ช่วยเหลอื แบ่งปนั ผู้อื่น มคี วามเมตตา ปรารถนาดี และชื่นชม ยกยอ่ งผทู้ าความดี
การเอาใจเขามาใส่ใจเรา หมายถึง การรับฟังปัญหาของผู้อื่นอย่างต้ังใจและสละเวลาส่วนตัว
ร่วมช่วยแก้ไขปัญหา รูว้ ่าตนเองไมช่ อบใจผอู้ ื่นทกี่ ระทาตอ่ เราเชน่ ไร ก็จะไม่กระทาเช่นนนั้ ตอ่ ผ้อู ื่น
การมีมุมมองต่อผู้อ่ืนตามความเป็นจริง หมายถึง การเข้าใจและรู้คุณค่าของผู้อื่น ไม่คาดหวัง
ในตวั ผู้อืน่ มากจนเกนิ ไป ไม่เหยียดหยาม ไม่ประณามความออ่ นแอหรือข้อบกพรอ่ งของผู้อ่นื
ความสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม หมายถึง
ความสามารถในการสร้างแรงกระตุ้นให้กับตนเองอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม มีการยอมรับตนเองทั้งใน
ทางบวกและทางลบ เข้าใจศักยภาพของตนเอง มีความรับผิดชอบ สร้างขวัญกาลังใจ มีความมุ่งมั่นให้บรรลุ
เป้าหมายของตนทีต่ ้ังไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
การยอมรับตนเองในทางบวกและทางลบ หมายถึง การรู้ว่าตนเองมีความรู้ ความสามารถ
ด้านใด ต้องการทาสิ่งใด, รู้ขีดความสามารถของตนเอง รู้จุดบกพร่องของตัวเองและพยายามพัฒนาปรับปรุง
และแกไ้ ข
การมีความคิดสร้างสรรค์ มีความมุ่งม่ันบรรลุเป้าหมายท่ีต้ังใจไว้ หมายถึง การรู้จักมองสิ่ง
ตา่ ง ๆ ในแงบ่ วก, มีความคิดสรา้ งสรรค์, เรยี นร้สู ่ิงใหม่, สร้างแรงจูงใจให้ตนเองอย่างสมา่ เสมอในการนาตนเอง
ไปสู่ความสาเร็จ, ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นตัวกระตุ้นให้มีความมุมานะ ตรากตรา ฟันฝ่าอุปสรรค อย่างไม่
ท้อถอย ล้มแลว้ ลกุ ขึ้นมาสู้ใหม่
350 Testing and Assessment for Psychology
ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม หมายถึง รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น เป็น
นักเรียนต้องขยันหม่ันเพียรในการศึกษา, มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากเพ่ือนหรือครู แล้ว
ทาอย่างเต็มที่เต็มกาลังความสามารถของตน, ช่วยเหลือกิจการงานของครอบครัว โรงเรียน หรือชุมชนอย่าง
เต็มท่ีเตม็ ใจ
ความสามารถสร้างและรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น หมายถึง สามารถสร้างมิตรภาพท่ีดี
ให้ความร่วมมือ ใช้การส่ือสารที่เหมาะสมกับผู้อ่ืน การทางานเป็นทีม มีน้าใจ เสียสละ ไม่มีการเอารัดเอา
เปรียบ จัดการความขัดแย้งและแกไ้ ขปญั หา มีความรบั ผิดชอบและมีจติ สานึกตอ่ สังคม เห็นไดจ้ ากการให้ความ
รว่ มมือตอ่ กฎเกณฑข์ องสงั คม ให้การสนบั สนุนและรว่ มพัฒนาชุมชน
การมีทักษะการสื่อสารและบริหารความขัดแย้ง หมายถึง การส่ือสารความรู้สึกนึกคิดกับ
ผู้อ่ืนได้ดี มีความสุภาพ อ่อนโยน ไม่ใช้ถ้อยคาเยาะเย้ย ถากถางฝ่ายตรงข้าม ไม่พูดจาส่อเสียด หาเร่ือง สร้าง
ความขัดแย้ง
การทางานเป็นทีม หมายถึง การเปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นการแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ อย่าง
เท่าเทียม รจู้ กั รกั ษานา้ ใจทีมงาน มีความรบั ผิดชอบงานทที่ ีมงานมอบหมาย
การมีน้าใจ หมายถึง การเสียสละ แบ่งปันทั้งสิ่งของ เงินทอง หรือเวลาส่วนตน การไม่เอารัด
เอาเปรียบผทู้ ด่ี ้อยกวา่ ตน
การให้ความร่วมมือต่อกฎระเบียบของสังคม หมายถึง การใหค้ วามร่วมมือและปฏิบัติตามกฎ
กติกาของสังคมอย่างเข้าใจและเต็มใจ เช่น การเข้าเรียนตรงเวลา การไม่พฤติตนผิดระเบียบที่ครู เพ่ือนร่วม
ห้อง โรงเรยี น หรอื ชมุ ชนไดอ้ อกกตกิ ารว่ มกนั เป็นต้น
การสนับสนุนและร่วมพัฒนาชุมชน หมายถึง การสนับสนุนและให้ความร่วมมือทั้งแรงกาย
แรงทรัพย์ สติปัญญา ในการช่วยเหลือ สนับสนุน พัฒนาชมุ ชน อยา่ งเต็มใจและเหมาะสมกบั ฐานะของตนเอง
องค์ประกอบของวุฒิภาวะทางอารมณ์ทม่ี ุ่งวดั หมายถึง องค์ประกอบวฒุ ิภาวะทางอารมณแ์ ต่
ละองค์ประกอบท่ีเป็นตวั แปรท่ีสงั เกตได้
ตัวแปรที่สังเกตได้ หมายถึง พฤติกรรมท่ีสามารถสังเกตและรับรู้ได้ว่า มีอารมณ์ความรู้สึก
อย่างไร คดิ อย่างไร ทาอย่างไร เชน่ ไม่พอใจ ไม่อยากเรียนหนงั สอื หนีโรงเรยี น เป็นต้น
ปัจจัยที่มีผลต่อวุฒิภาวะทางอารมณ์ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ หมายรวมท้ังบุคคล สังคม ส่ือ
สภาพแวดล้อม อนั ส่งผลต่อการส่ังสมปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรมและนิสัยท้ังด้านดีและไม่ดี มอี ยู่ 3 ด้าน แต่ละด้าน
มีลกั ษณะย่อยดงั น้ี
การอบรมเลี้ยงดู หมายถึง นักเรียนท่ีได้รับการเลี้ยงดูมาจากครอบครัวหรือผู้อุปการะ ทั้ง
การเล้ยี งดแู บบตามใจ แบบเผดจ็ การ แบบประชาธิปไตย
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 351
ประสบการณ์ในชีวิต หมายถึง นักเรียนท่ีได้รับประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้ การส่ังสม และมี
พัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
บคุ คลและสภาพแวดล้อม หมายถึง บุคคลท่ีอยู่รอบกายของนกั เรียน เช่น บิดา มารดา พ่ีน้อง
เพ่ือน ครู เป็นต้น ส่วนสภาพแวดล้อม หมายถึง สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบกายของนักเรียน เช่น บ้าน ท่ีพัก
อาศัย โรงเรียน สถานที่ทากิจกรรม สถานท่โี ดยรอบ สื่อสารมวลชน เปน็ ต้น
การวดั และประเมินผลแบบการรายงานตนเอง (Self-Report) หมายถึง การวัดและประเมิน
วุฒิภาวะทางอารมณ์โดยผู้ถูกวัดตอบแบบประเมิน แบบทดสอบหรือให้การสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง โดยที่ผู้ถูกวัด
ไม่มีความรู้สึกกดดนั ไมม่ ีคาตอบถูกหรอื ผิด เป็นการวดั เพยี งรับรู้อารมณ์ของตนเอง
การวัดและประเมินผลแบบรายงานโดยผู้อ่ืน (Others-Report) หมายถึง การวัดและ
ประเมนิ ผลดว้ ยการสอบถามบคุ คลอืน่ ที่อยรู่ อบข้างเกี่ยวกับวุฒิภาวะทางอารมณ์ของบุคคลนั้น ๆ
การวัดและประเมินผลแบบวัดความสามารถ (Ability-Measure) หมายถึง การวัดและ
ประเมินวุฒิภาวะทางอารมณ์ โดยให้ผู้ถูกวัดตัดสินเลือกตอบแบบทดสอบหรือแบบประเมินว่า จะมี
ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ แยกแยะอารมณ์และจัดการอารมณ์อย่างไร ส่วนมากเป็นการวัดตามโมเดล
ความสามารถ
ข. การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Evaluation of
Emotional Quotient)
ผู้วิจัยสร้างแบบประเมินวุฒิภาวะทางอารมณ์ข้ึน เพ่ือวัดEQ นักเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัด
สานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษา โดยมขี นั้ ตอนการดาเนินการสร้างเครอ่ื งมอื ดังน้ี
1) ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับองค์ประกอบของวุฒิภาวะทาง
อารมณ์ การสร้างแบบประเมินวุฒิภาวะทางอารมณ์ รวมถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพ่ือให้เกิดความ
เข้าใจความหมาย องคป์ ระกอบและพฤติกรรมที่แสดงออกถงึ คุณลกั ษณะทีต่ ้องการวดั
2) สังเคราะห์องค์ประกอบวุฒิภาวะทางอารมณ์ ได้องค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ คือ (1)
การตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง (2) ความสามารถบริหารจัดการอารมณ์ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม (3)
การรับรู้อารมณ์และความต้องการของผู้อื่นและสนองตอบได้อย่างเหมาะสม (4) ความสามารถสร้างแรงจูงใจ
ให้กบั ตนเองอย่างสร้างสรรคแ์ ละเหมาะสม (5) ความสามารถสรา้ งและรักษาสัมพันธภาพที่ดีตอ่ ผอู้ ่นื
3) นาองคป์ ระกอบทีไ่ ดใ้ ห้ท่ีปรึกษาดุษฎีนิพนธต์ รวจสอบและนามาปรบั ปรงุ แกไ้ ข
4) ผู้วิจัยสร้างแบบประเมินวุฒิภาวะทางอารมณ์สาหรับนักเรียนมัธยมศึกษา จานวน 61 ข้อ
จากองค์ประกอบของวฒุ ิภาวะทางอารมณ์ 5 องคป์ ระกอบ ด้วยตัวแปรท่สี งั เกตได้ 40 ตัวแปรย่อย โดยกาหนด
น้าหนักของแต่ละองค์ประกอบดังนี้ (1) การตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง จานวน 14 ข้อ (2) ความสามารถ
352 Testing and Assessment for Psychology
บริหารจัดการอารมณ์ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จานวน 9 ข้อ (3) การรับรู้อารมณ์และความต้องการ
ของผู้อ่ืนและสนองตอบได้อย่างเหมาะสม จานวน 8 ข้อ (4) ความสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองอย่าง
สร้างสรรคแ์ ละเหมาะสม จานวน 15 ข้อ (5) ความสามารถสร้างและรักษาสมั พันธภาพท่ีดีต่อผอู้ ่ืน จานวน 15
ข้อ โดยเลือกรูปแบบการประเมินเป็นแบบสถานการณ์และมีตัวเลือกให้ตอบใน 3 ประเด็นคาถามตามแนวท่ี
ผจงจิต อินทสุวรรณและคณะ11 ได้พัฒนาไว้ คือ มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร จะทาอย่างไร แล้ว
นาไปให้อาจารย์ท่ีปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ตรวจสอบความสอดคล้องของขอ้ ความกับองค์ประกอบที่มุ่งวัดและความ
เหมาะสมของภาษา จากนั้นนามาปรบั ปรงุ แก้ไข
5) นาแบบประเมินวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่สร้างขึ้น ไปให้ผู้เช่ียวชาญด้านจิตวิทยาจานวน 5
ท่าน12
5.1) เพ่ือตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา โดยเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมว่า คาถาม
แต่ละข้อนั้นได้สอดคล้องกับการมุ่งวัดแต่ละองค์ประกอบของวุฒิภาวะทางอารมณ์หรือไม่ จากนั้นนามาหาค่า
ดชั นีความสอดคล้อง (Item Objective Congruence: IOC) คัดเลือกขอ้ คาถามทีม่ ีคา่ ความสอดคลอ้ ง .60 ขึ้น
ไป สูตรในการคานวณ มดี งั น้ี
IOC = ∑R
N
IOC หมายถงึ ดัชนคี วามสอดคลอ้ งของแบบประเมนิ วฒุ ิภาวะทางอารมณ์
∑R หมายถงึ ผลรวมของคะแนนผลการตดั สนิ ของทรงคุณวุฒิ โดยให้คะแนน ดงั นี้
1 หมายถงึ แน่ใจว่าข้อคาถามน้ันสอดคลอ้ งกับองคป์ ระกอบที่มุง่ วดั
0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคาถามน้ันสอดคล้องกบั องคป์ ระกอบทม่ี ุง่ วัด
-1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคาถามน้ันไม่ได้สอดคล้องกับองคป์ ระกอบที่มงุ่ วดั
N หมายถึง จานวนผทู้ รงคุณวุฒิ
โดยมเี กณฑ์การตดั สินความตรงของข้อคาถามกบั องคป์ ระกอบวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่
มงุ่ วดั ดงั น้ี
ถ้าค่า IOC> 0.50 ถือวา่ ข้อคาถามน้นั วัดได้ตรงกบั องคป์ ระกอบท่มี ุ่งวัด
11 ผจงจิต อินทสุวรรณ และคณะ, (2545), การสร้างและพัฒนามาตรวัดปรีชาเชิงอารมณ์ตามแนวพุทธศาสนา
สาหรับวัยรุ่นไทย, รายงานการวิจัย ฉบับที่ 84, กรุงเทพมหานคร: สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์
วิโรฒ, หนา้ 75.
12 วรรณี แกมเกตุ, รศ.ดร., (2555), วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์, (พิมพ์คร้ังที่ 3), กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , หนา้ 219-221.
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 353
ถ้าคา่ IOC<0.50 ถือว่าข้อคาถามนน้ั วดั ไดไ้ ม่ตรงกับองค์ประกอบทมี่ ุ่งวัด
ผู้วิจยั ไดส้ ร้างจานวนขอ้ คาถามในแตล่ ะองคป์ ระกอบของแบบประเมินวฒุ ภิ าวะทาง
อารมณ์ แสดงได้ดังตารางที่ 9.1 ดงั น้ี
ตารางท่ี 9.1 แสดงจานวนข้อคาถามในแต่ละองคป์ ระกอบของแบบประเมินวุฒภิ าวะทางอารมณ์
องคป์ ระกอบของ EQ ตวั แปรท่สี งั เกตได้ ขอ้ คาถาม จานวนขอ้
4
1. การตระหนักรู้ 1.1 การรู้เท่าทันต่อ 1.1.1 รู้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด 1,2,3,4 5
อารมณข์ องตนเอง สภาวะทางอารมณ์ ของตน ขณะเผชิญกบั สง่ิ เร้าท่ีมา 5
ของตน กระท บ ว่า เกิ ด ค วาม พ อใจ
หรอื ไม่พอใจ อยา่ งไร 5,6,7,8,9
1.1.2 เข้าใจความรู้สึก ความคิด
และอารมณ์ตามสภาพท่ีเป็นจริง
อยา่ งมีสติ เป็นเหตุเปน็ ผล
1.1.3 รู้ว่าจะต้องทาอะไร และ 10,11,12,13,14
จะแสดงออกอย่างไร ได้อย่าง
พอเหมาะพอสม
1 .2 ก า ร ค ว บ คุ ม 1.2.1 เรียนรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นได้
ตน เองต่ อสภ าวะ เช่น รู้ว่าอารมณ์รู้สึกโกรธ เกิด
ท า งอ า ร ม ณ์ ที่ ไม่ จากอะไรเปน็ สาเหตุ
เหมาะสม 1.2.2 ควบคุมการแผ่ขยายของ
อารมณ์ได้ เช่น โกรธ เดือดดาล
รมุ่ รอ้ น
1.2.3 จัดโครงสร้างอารมณ์ไม่ดี
เช่น อารมณ์ความรู้สึกท่ีเดือด
ดาล ต้องการระบายออกอย่าง
รวดเร็วด้วยการด่าทอหรือข้าง
ปาส่ิงของ
1.2.4 ปรับแก้และสร้างอารมณ์
ใหม่ได้อย่างเหมาะสม เช่น ผ่อน
คลาย ตรึกเห็นโทษของการ
โต้ตอบ อันนามาซึ่งความรุนแรง
ไม่เกิดประโยชน์ จึงไม่ตอบโต้
กลับ ใจสงบเยอื กเยน็
354 Testing and Assessment for Psychology
องค์ประกอบของ EQ ตวั แปรท่ีสงั เกตได้ ขอ้ คาถาม จานวนขอ้
1.3 การยอมรับและ 1.3.1 ยอม รับ ความจริงกับ
พึ งพ อ ใจ ต น ต า ม สภาวะท่ีเผชิญ อยู่อย่างสงบ
สภาพปจั จบุ นั อย่างใจกว้าง และเปิดเผย
1.3.2 พึงพอใจต่อสภาวะที่ตน
ได้รบั ตามความเป็นจริง อย่างไม่
รู้สกึ ต่าตอ้ ยด้อยคา่
2. ความสามารถ 2 .1 ก า ร จั ด ก า ร 2.1.1 อดทนต่อแรงปะทะทาง 15,16,17 3
บริหารจัดการ
อารมณ์ของตนได้ อารมณ์ให้แสดงออก อารมณ์ ได้อย่างสงบนิ่ง 18,19,20 3
อย่างถูกต้อง 21,22,23 3
เหมาะสม อย่างเหมาะสมกับ 2.1.2 ควบคมุ อารมณไ์ มใ่ ห้แสดง
24,25,26 3
3. การรับรูอ้ ารมณ์ สถานการณ์อย่างมี อารมณท์ ีไ่ มด่ อี อกมา 27,28,29 3
ความตอ้ งการของ 30,31 2
ผอู้ น่ื และสนองตอบ เหตุผลและมีสติ
ไดอ้ ย่างเหมาะสม
2 .2 ป รั บ ตั ว แ ล ะ 2.2.1 ผ่อนคลายอารมณ์อย่าง
ยืดหยุ่นทางอารมณ์ สงบ เยอื กเย็น ไมว่ ู่วาม
2.2.2 รู้จักสงบน่ิงกับสง่ิ ที่สดุ วิสัย
จะแก้ไขเปล่ียนแปลงได้
2.3 การเผชิญหน้า 2.3.1 ตัดสินขอ้ ขัดแยง้ ด้วยความ
กั บ วิ ก ฤ ติ แ ล ะ ใจเย็นและมสี ติ
แก้ปัญ หาได้อย่าง 2.3.2 สามารถอดทนต่อความ
องอาจ หว้าเหว่ ใฝ่หาความสุขได้ด้วย
ตนเอง
3.1 ก ารรู้เท่ าทั น 3.1.1 มีความเห็นอกเห็นใจ
ความต้องการ ความ ชว่ ยเหลอื แบ่งปันผู้อ่นื
เดือดรอ้ นของผู้อ่ืน 3.1.2 มีความเมตตา กรุณ า
ปรารถนาดี และ ชื่นชมผู้ทา
ความดี
3.2 การเอาใจเขามา 3.2.1 รับฟังปัญหาของเพื่อน
ใสใ่ จเรา อย่างต้ังใจ และสละเวลาส่วนตัว
ชว่ ยแก้ไขปญั หาใหเ้ พือ่ น
3.2.2 ไม่ชอบใจผอู้ ืน่ ทกี่ ระทาต่อ
เรา เราก็จะไม่กระทาต่อผู้อื่น
เช่นนั้น
การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 355
องคป์ ระกอบของ EQ ตัวแปรท่สี งั เกตได้ ข้อคาถาม จานวนข้อ
3.3 การมีมุมมองต่อ 3.3.1 เข้าใจและรู้คุณค่าของ 32,33,34,35,36 5
37,38,39,40,41 5
ผู้อื่นตามความเป็น ผู้อื่น ไม่คาดหวังมากจนเกินไป 42,43,44,45,46 5
จริง ไม่เหยียดหยามและประณาม
ความอ่อนแอหรือข้อบกพร่อง
ของผอู้ นื่
4. ความสามารถ 4 .1 ก า ร ย อ ม รั บ 4 .1 .1 รู้ว่ า ต น เอ งมี ค ว าม รู้
สรา้ งแรงจูงใจ ตนเองในทางบวก ความสามารถด้านใด ต้องการ
ใหก้ ับตนเองอย่าง และทางลบ ทาสิง่ ใด
สรา้ งสรรคแ์ ละ 4.1.2 รู้จุดบกพร่องของตัวเอง
เหมาะสม แ ล ะ พ ย า ย า ม พั ฒ น า ป รั บ ป รุ ง
และแกไ้ ข
4.1.3 รู้ขีดความสามารถของ
ตนเอง ไม่หวังสูงจนเกินเอ้ือม
ช่วยลดความผิดหวังลง ชีวิตเป็น
สขุ ขน้ึ
4.2 การมีความคิด 4.2.1 รู้จักมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่
สร้างสรรค์ มีความ บวก
มุ่ ง ม่ั น บ ร ร ลุ 4.2.2 มีความคิดสร้างสรรค์
เป้าหมายท่ตี ัง้ ไว้ เรยี นรูส้ ่ิงใหม่
4.2.3 สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง
อย่างสม่าเสมอในการนาตนเอง
ไปสู่ความสาเรจ็
4.2.4 ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็น
ตั ว ก ร ะ ตุ้ น ให้ มี ค ว า ม มุ ม า น ะ
ตรากตรา ฟันฝ่าอุปสรรค อย่าง
ไม่ท้อถอย ล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้
ใหม่
4 . 3 มี ค ว า ม 4.3.1 รู้จักบทบาทหน้าที่ของ
รับผิดชอบต่อตนเอง ตนเอง เช่น เป็นนักเรียนต้อง
และสังคม ขยนั หมัน่ เพยี รในการศึกษา
4.3.2 มีความรับผิดชอบต่อ
หน้าที่ ท่ีได้รับมอบหมายจาก
356 Testing and Assessment for Psychology
องค์ประกอบของ EQ ตวั แปรท่ีสงั เกตได้ ขอ้ คาถาม จานวนขอ้
เพ่ือนหรือครู ทาอย่างเต็มท่ีเต็ม 47,48.49 3
50,51,52 3
กาลงั ความสามารถของตน 53,54,55 3
56,57,58 3
4.3.3 ช่วยเหลือกิจการงานของ
59,60,61 3
ครอบครัว โรงเรียน หรือ ชุมชน
61
อยา่ งเตม็ ท่เี ต็มใจ
5. ความสามารถ 5.1 การมีทักษะการ 5.1.1 สอ่ื สารความรู้สกึ นกึ คิดกับ
สรา้ งและรกั ษา สื่อสารและบริหาร ผอู้ ืน่ ได้ดี
สมั พันธภาพที่ดีต่อ ความขดั แย้ง 5.1.2 สภุ าพ ออ่ นโยน
ผู้อน่ื 5.1.3 ไม่ใช้ถอ้ ยคาเยาะเย้ย ถาก
ถ างฝ่ าย ต รงข้ าม ไม่ พู ด จ า
ส่อเสียด หาเรื่อง สร้างความ
ขดั แยง้
5.2 การทางานเป็น 5.2.1 เปิดใจกว้าง รับฟังความ
ทีม คิดเห็น
5.2.2 ให้การแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ
อยา่ งเทา่ เทียม
5.2.3 รูจ้ กั รกั ษาน้าใจทีมงาน
5.2.4 รับผิดชอบงานท่ีทีมงาน
มอบหมาย
5 .3 ก า ร มี น้ า ใ จ 5.3.1 การมีน้าใจ เสียสละ ไม่
เสียสละ ไม่เอารัด เอารัดเอาเปรยี บ
เอาเปรียบ
5.4 ก ารให้ ค วาม 5.4.1 การให้ความร่วมมือต่อ
ร่ ว ม มื อ ต่ อ กฎระเบียบของสังคม
ก ฎ ร ะ เบี ย บ ข อ ง
สงั คม
5.5 ให้การสนับสนุน 5.5.1 ให้การสนับสนุนและร่วม
แ ล ะ ร่ ว ม พั ฒ น า พฒั นาชุมชน
ชมุ ชน
รวมจานวนขอ้ ทัง้ หมด
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 357
ผลท่ีได้จากการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนอื้ หา ได้ดัชนีค่าความสอดคลอ้ งระหว่าง
ข้อคาถามกับการมุ่งวัดแต่ละองค์ประกอบของวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Item Objective Congruence: IOC)
ดงั แสดงในตารางที่ 9.2 ดงั น้ี
ตารางท่ี 9.2 แสดงดัชนีคา่ ความสอดคลอ้ งระหว่างขอ้ คาถามกับองค์ประกอบทม่ี ุ่งวัด
ข้อที่ ผลการพจิ ารณาของผเู้ ช่ียวชาญ รวม คา่ ความ สรุป
12345 สอดคล้อง
ผา่ นเกณฑ์
1 11111 5 1 ผ่านเกณฑ์
1 ผา่ นเกณฑ์
2 11111 5 1 ผ่านเกณฑ์
0.8
3 11111 5
4 11110 4
5 1 1 1 1 1 5 1 ผ่านเกณฑ์
6 1 1 1 1 1 5 1 ผา่ นเกณฑ์
7 1 0 1 1 1 4 0.8 ผ่านเกณฑ์
8 1 0 1 1 1 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
9 1 0 1 1 0 3 0.6 ผ่านเกณฑ์
10 -1 1 1 1 -1 1 0.2 ไมผ่ ่านเกณฑ์
11 1 1 1 1 1 5 1 ผา่ นเกณฑ์
12 1 0 1 1 1 4 0.8 ผ่านเกณฑ์
13 1 1 1 1 1 5 1 ผ่านเกณฑ์
14 1 1 1 1 1 5 1 ผ่านเกณฑ์
15 1 0 1 1 1 4 0.8 ผ่านเกณฑ์
16 1 0 1 1 1 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
17 1 1 1 1 1 5 1 ผา่ นเกณฑ์
18 1 1 1 1 1 5 1 ผ่านเกณฑ์
19 1 1 1 1 0 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
20 1 1 1 1 1 5 1 ผา่ นเกณฑ์
21 1 1 1 1 1 5 1 ผ่านเกณฑ์
22 1 0 1 1 1 4 0.8 ผ่านเกณฑ์
23 1 0 1 1 1 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
24 1 1 1 1 1 5 1 ผา่ นเกณฑ์
358 Testing and Assessment for Psychology
ข้อที่ ผลการพจิ ารณาของผูเ้ ช่ียวชาญ รวม คา่ ความ สรปุ
12345 สอดคล้อง
ผา่ นเกณฑ์
25 1 1 1 1 0 4 0.8 ผ่านเกณฑ์
1 ผา่ นเกณฑ์
26 1 1 1 1 1 5 0.8 ผา่ นเกณฑ์
1 ผา่ นเกณฑ์
27 1 -1 1 1 1 4 0.8 ผ่านเกณฑ์
0.8 ผ่านเกณฑ์
28 1 1 1 1 1 5 0.8 ผ่านเกณฑ์
1 ผ่านเกณฑ์
29 1 0 1 1 1 4 1 ผ่านเกณฑ์
1 ผ่านเกณฑ์
30 1 0 1 1 1 4 1 ผ่านเกณฑ์
0.8 ผา่ นเกณฑ์
31 1 0 1 1 1 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
0.8 ผา่ นเกณฑ์
32 1 1 1 1 1 5 0.8 ผา่ นเกณฑ์
0.8 ผ่านเกณฑ์
33 1 1 1 1 1 5 1 ผ่านเกณฑ์
0.8 ผ่านเกณฑ์
34 1 1 1 1 1 5 0.8 ผ่านเกณฑ์
1 ผา่ นเกณฑ์
35 1 1 1 1 1 5 0.8 ผ่านเกณฑ์
0.8 ผา่ นเกณฑ์
36 1 0 1 1 1 4 0.8 ผ่านเกณฑ์
0.8 ผา่ นเกณฑ์
37 1 0 1 1 1 4 1 ผ่านเกณฑ์
0.6 ผ่านเกณฑ์
38 1 0 1 1 1 4 1 ไม่ผา่ นเกณฑ์
0.4
39 1 0 1 1 1 4
40 1 0 1 1 1 4
41 1 1 1 1 1 5
42 1 0 1 1 1 4
43 1 0 1 1 1 4
44 1 1 1 1 1 5
45 1 1 1 1 0 4
46 1 1 1 1 0 4
47 1 1 1 1 0 4
48 1 0 1 1 1 4
49 1 1 1 1 1 5
50 1 0 1 1 0 3
51 1 1 1 1 1 5
52 1 0 0 1 0 2
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 359
ข้อที่ ผลการพจิ ารณาของผ้เู ชี่ยวชาญ รวม ค่าความ สรุป
12345 สอดคลอ้ ง
ผ่านเกณฑ์
53 1 0 1 1 1 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
0.8 ผ่านเกณฑ์
54 1 0 1 1 1 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
1 ผ่านเกณฑ์
55 1 0 1 1 1 4 0.8 ผา่ นเกณฑ์
0.8 ผ่านเกณฑ์
56 1 1 1 1 1 5 0.8 ผ่านเกณฑ์
1 ผา่ นเกณฑ์
57 1 1 1 1 0 4 0.8
58 1 0 1 1 1 4
59 1 0 1 1 1 4
60 1 1 1 1 1 5
61 1 0 1 1 1 4
จากตารางที่ 9.2 ผลการพจิ ารณาของผูเ้ ชี่ยวชาญ เม่ือพิจารณาจากคา่ ความสอดคล้อง
มคี ่า 0.80 แสดงว่า ข้อคาถามและองค์ประกอบที่มุ่งวัดมคี วามสอดคล้องกัน น่ันคือ แบบประเมินวุฒิภาวะทาง
อารมณ์มีความตรงเชิงเนื้อหา และผู้วิจัยได้คัดเลือกข้อท่ีเหมาะสมกับองค์ประกอบท่ีมุ่งวัดโดยพิจารณาจากค่า
ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และคาแนะนาจากผู้เช่ียวชาญด้านน้าหนักการเลือกรายข้อ ได้ออกมาจานวน 35
ข้อ และได้ปรบั ปรงุ ตามคาแนะนาของผูเ้ ช่ยี วชาญจานวน 12 ข้อ ดงั นี้
ข้อที่ 8 ปรับข้อคาถามเป็น “เมื่อถึงช่วงเวลาที่กลุ่มจะต้องออกรายงานหน้าช้ันเรียน
แต่สมาชกิ ในกลุ่มยงั มาไม่ครบ”
ข้อที่ 16 ปรับข้อคาถามเป็น “ท่านได้ถูกพ่อแม่เรียกไปดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรงใน
เร่ืองพฤติกรรมของทา่ นในโรงเรยี นโดยเปรยี บเทียบกบั พฤติกรรมลูกของคนข้างบา้ นวา่ ปฏิบตั ิตัวดีในทกุ เร่ือง”
ขอ้ ที่ 22 ปรับข้อคาถาม “ขณะท่ที ่านกาลงั แสดงละครอยู่บนเวที ไดถ้ ูกเพ่ือนร่วมแสดง
เหยียบชายเสอ้ื ของท่านจนท่านล้มลงบนพนื้ เวที”
ขอ้ ที่ 23 ปรับข้อคาถาม “โรงเรียนท่านเปิดเทอมหลายวันแลว้ แต่ท่านยังไม่ได้รับการ
ชักชวนจากเพื่อน ๆ ไปเข้ากลุ่มดว้ ยเลย”
ข้อท่ี 28 ปรับข้อคาถาม “ เครื่อง iPad ของเพ่ือนท่านหายยังหาไม่เจอ เห็นเพื่อน
กาลังน่ังร้องไห้”
ข้อท่ี 29 ปรับข้อคาถาม “เพ่ือนสนิทของท่านได้ชักชวนท่านให้ช่วยตัดต่อภาพของ
เพื่อนตา่ งกล่มุ ให้เปน็ ภาพทีไ่ มน่ ่าดู แล้วจะช่วยกันโพสตข์ ้ึนเฟสบุ๊คเพอ่ื ความสนุก”
ข้อท่ี 30 ปรับข้อคาถาม “ขณะท่านเดินขึ้นสะพานลอยได้เห็นภาพขอท่านพ่อและลูก
นั่งขอทานอยู่ทม่ี มุ สะพานลอย”
360 Testing and Assessment for Psychology
ขอ้ ท่ี 31 ปรับข้อคาถาม “ขณะท่านกาลังรับประทานอาหารกลางวันท่ีโรงอาหารไดย้ ิน
เพือ่ นๆพูดถึงนกั เรยี นหญิงทีเ่ รียนหอ้ งเกง่ ได้ต้ังท้องขณะกาลังใกล้จะเรยี นจบแล้ว”
ข้อที่ 47 ปรับข้อคาถามเป็น “ท่านถูกกล่าวหาจากเพ่ือนร่วมห้องเรียนว่า ท่านพูด
นนิ ทา ว่ารา้ ยลับหลงั เพื่อน ทง้ั ๆ ท่ที า่ นไมไ่ ด้กระทาการดังที่ถูกกล่าวหา”
ข้อที่ 50 ปรับข้อคาถามเป็น “ท่านได้รับมอบหมายจากกลุ่มให้เป็นตัวแทนในการ
นาเสนอรายงานหน้าช้นั เรียน ซง่ึ ทา่ นไม่ถนดั เรื่องการพดู หนา้ ช้ันเรยี น”
ข้อท่ี 53 ปรับข้อคาถามเป็น “ท่านกาลังรีบเดินเพ่ือให้ทันเข้าห้องเรียน ท่านเห็น
คณุ ครูกาลงั ห้วิ ของจานวนมากเดินอยูข่ า้ งหนา้ ”
ข้อท่ี 57 ปรับข้อคาถามเป็น “ทา่ นถูกคณุ ครูเรียกไปตักเตือนวา่ ท่านได้แอบสบู บุหรใี่ น
หอ้ งนา้ ”
5.2) นาแบบประเมินวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาน้าหนักคะแนนแต่ละ
ตัวเลือก โดยเกณฑ์ในการให้น้าหนักคะแนน คือ 1 หมายถึง “เป็นคาตอบท่ีไม่สมควรตอบเลย” 2 หมายถึง “
เป็นคาตอบท่ีสมควรและเหมาะสมกับสถานการณ์น้ันน้อย” 3 หมายถึง “เป็นคาตอบท่ีสมควรและเหมาะสม
กับสถานการณ์นั้น” 4 หมายถึง “เป็นคาตอบทสี่ มควรและเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นมาก” โดยมีขอ้ ตกลงว่า
น้าหนักคะแนนแต่ละค่ามีช่วงเท่ากัน แล้วคานวณค่าเฉลี่ยของน้าหนักรายคะแนนตัวเลือก แต่ละค่าของ
คะแนนมีความหมายดังนี้ คือ “คาตอบที่เหมาะสมน้อยที่สุด” มีคา่ เฉล่ยี น้าหนักคะแนนเท่ากับ 1 คา “คาตอบ
ทเ่ี หมาะสมน้อย” มีค่าเฉล่ียนา้ หนักคะแนนเทา่ กับ 2 “คาตอบที่เหมาะสมปานกลาง” มีน้าหนักคะแนนเท่ากับ
3 และ “คาตอบที่เหมาะสมมาก” มีน้าหนักคะแนนเท่ากับ 4 ผู้วจิ ัยได้คัดเลือกข้อท่ีเหมาะสมกับองค์ประกอบ
ทม่ี งุ่ วัดโดยพิจารณาจากคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) และคาแนะนาจากผู้เชีย่ วชาญด้านน้าหนกั การเลือกราย
ขอ้ ได้ออกมาจานวน 35 ข้อ วดั 5 องค์ประกอบ ดังนี้
(1) การตระหนกั รู้อารมณข์ องตนเอง ประกอบดว้ ยตัวแปรท่ีสังเกตได้ 3 ตัว ข้อคาถาม
7 ข้อ
(2) ความสามารถบริหารจดั การอารมณ์ของตนไดอ้ ย่างถกู ต้องเหมาะสม ประกอบด้วย
ตัวแปรท่สี ังเกตได้ 3 ตัว ข้อคาถาม 7 ข้อ
(3) การรบั รู้อารมณแ์ ละความตอ้ งการของผู้อื่นและสนองตอบได้อยา่ งเหมาะสม
ประกอบดว้ ยตัวแปรท่ีสังเกตได้ 3 ตัว ขอ้ คาถาม 7 ข้อ
(4) ความสามารถสรา้ งแรงจูงใจใหก้ บั ตนเองอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม
ประกอบดว้ ยตวั แปรทส่ี ังเกตได้ 3 ตัว ข้อคาถาม 7 ข้อ
(5) ความสามารถสร้างและรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อผูอ้ ่ืน ประกอบดว้ ยตัวแปรท่ีสังเกต
ได้ 5 ตัว ข้อคาถาม 7 ขอ้
การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 361
แต่ละข้อประกอบดว้ ยสถานการณท์ ี่เกยี่ วข้องกับชวี ติ ประจาวัน ถาม 3 ประเด็น แต่ละ
ประเดน็ มตี วั เลอื กให้ตอบ 4 ตัวเลอื ก มีค่าน้าหนักคะแนนจาก 1 ถงึ 4 ผตู้ อบจะไดค้ ะแนนจากการตอบแต่ละ
ข้อ ต้ังแต่ 3 ถงึ 12 คะแนน ดังนน้ั คะแนนเต็มทั้งฉบับเท่ากับ 420 คะแนน
ตวั อย่างที่ 9.1 แบบประเมินวฒุ ิภาวะทางอารมณ์13
แบบประเมนิ วุฒภิ าวะทางอารมณส์ าหรบั นักเรียนมัธยมศกึ ษา
ส่วนท่ี 2 แบบประเมนิ วุฒภิ าวะทางอารมณ์
คาชแ้ี จง
เม่ือท่านประสบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนจริงในชีวิตประจาวัน ตามท่ีปรากฏต่อไปนี้ ให้ท่าน
อ่านคาบรรยายเหตุการณ์ทีละข้อ แล้วให้สารวจตนเองว่า มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และจะทา
อย่างไร โดยเลือกคาตอบตรงตามความรู้สึก ความคิด และการกระทาของท่านอย่างแท้จริงเพียงคาถามละ
ตวั เลอื กเดยี ว ซ่ึงคาตอบเหลา่ นีไ้ มม่ ีถกู และผดิ
ตวั อยา่ งการตอบคาถาม
ขอ้ ๐๐ ขณะทา่ นกาลงั พิมพ์สนทนากบั เพื่อนทางไลน์ คุณแม่บอกใหร้ ีบไปอา่ นหนงั สือเรียน
มีอารมณ์ ความรู้สกึ อยา่ งไร คิดอยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
ก. หงุดหงดิ ก. ทาไมต้องมาจ้จู ้ี ก. ชักสหี นา้ ไมพ่ อใจ
ข. คาราญ ข. ขอผอ่ นคลายบา้ ง ข. บอกวา่ อีกสักครู่
ค. ไมพ่ อใจ ค. เราเป็นคนแยจ่ ัง ต้องใหบ้ อก ค. ลกุ ไปอ่านหนังสือ
ง. เฉยๆ ง. ขอบคณุ ท่เี ตือน เกือบเลยเวลา ง. ไม่สนใจ พมิ พ์ไลน์ต่อไป
***********************************************************************
ข้อ ๑ ทา่ นยนื รอเพื่อนอย่ทู ่ีป้ายรถเมล์ ฝนตกหนัก ทนั ใดมรี ถว่ิงผ่าน สาดนา้ กระเดน็ ใสเ่ สอ้ื ผา้ เปียก
เปรอะเปื้อน
13 ภัทธิดา แรงทน, (2560), รูปแบบการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ตามหลักพุทธธรรมสาหรับสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา, (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต), พระนครศรอี ยุธยา: มหาวทิ ยาลัยมหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , หน้า 381.
362 Testing and Assessment for Psychology
มอี ารมณ์ ความรู้สกึ อยา่ งไร คิดอยา่ งไร จะทาอย่างไร
ก. ไม่พอใจ ก. เปน็ เหตุการณ์สุดวสิ ัย ก. ตะโกนดา่ ทอตามหลัง
ข. รบี หาผ้าเชด็ นา้ ออก
ข. หงุดหงดิ ข. มโี อกาสจะเอาคืน ค. หันไปบ่นกับคนข้างเคียง
ง. หยิบสง่ิ ของขว้างตามหลัง
ค. ตกใจ ค. คนขบั รถนสิ ยั ไม่ดี
ง. มึนงง ง. คนขับรีบรอ้ นคงจะเกดิ เรื่องเดือดร้อน
9.2.2 งานวจิ ยั เร่อื ง รูปแบบการพฒั นาเชาวอ์ ารมณข์ องวัยรุ่นตามหลกั พระพทุ ธศาสนา14
ก. นิยามศพั ท์เฉพาะทใ่ี ชใ้ นการวิจัย15
รูปแบบการพัฒนาเชาวน์อารมณ์ตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง ผลของการนารูปแบบ
ก ร ะ บ ว น ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม ไป พั ฒ น า ใช้ ต า ม ก ร อ บ โค ร ง ส ร้ า ง แ บ บ แ ผ น ที่ มี อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ท่ี ส า คั ญ ต า ม ห ลั ก
พระพุทธศาสนาในการพัฒนาเชาวน์อารมณ์ได้แก่แนวคิดหลักการและวิธีการจัดการตามกร ะบวนการพัฒนา
เชาวนอ์ ารมณท์ ไ่ี ดจ้ ัดทาขึ้นท่แี สดงถึงชุดฝึกอบรมและได้รบั การตรวจสอบจากผทู้ รงคุณวฒุ แิ ลว้
เชาวน์อารมณ์ หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่จะมีปัญญารักษาความคิดความรู้สึกมีสติ
ตระหนกั รู้จกั เข้าใจอารมณแ์ ละสามารถพัฒนาสภาพจิตให้แสดงออกถึงพฤตกิ รรมที่ดงี ามเกื้อกลู และสร้างสรรค์
ต่อตนเองและผู้อ่นื ไดส้ อดคลอ้ งกับวัย
ปัญญา หมายถึง การคิดพจิ ารณาตามหลกั โยนโิ สมนสิการมลี ักษณะคือการคดิ ที่ถกู วธิ ีมีข้ันตอน
ไตร่ตรองด้วยเหตผุ ลและคดิ เอากุศลเกดิ การเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมทีด่ งี ามสรา้ งสรรค์เป็นกศุ ล
ข. การสรา้ งและตรวจสอบแบบทดสอบเชาว์อารมณ์ (EQ) และชดุ ฝึกการพัฒนาเชาวอ์ ารมณ์
3 ชุด
1) การสรา้ งและตรวจสอบแบบทดสอบเชาวอ์ ารมณ์ (EQ)
ผู้วิจัยได้นาแบบทดสอบเชาว์อารมณ์ของผจงจิต อินทสุวรรณและคณะ16 จากสถาบันวิจัย
พฤตกิ รรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ มาใช้โดยคาถามแต่ละข้อประกอบด้วยสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน
และมีความเกี่ยวข้องในชีวิตประจาวัน 3ด้าน ประกอบด้วย ความรู้สึก ความนึกคิด และพฤติกรรม (อารมณ์
ปัญญา การกระทา) จานวน 30 ข้อ แต่ละข้อประกอบด้วยคาถาม 3ข้อ ลักษณะเป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ
14 แม่ชีสุดา โรจนอุทัย, (2559), รูปแบบการพัฒนาเชาว์อารมณ์ของวัยรุ่นตามหลักพระพุทธศาสนา, (ปริญญา
นพิ นธป์ รญิ ญาดษุ ฎีบณั ฑติ ), พระนครศรอี ยธุ ยา: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , หน้า 134-145.
15 เรื่องเดยี วกนั , หนา้ 9.
16 ผจงจิต อินทสุวรรณ และคณะ, (2545), การสร้างและพัฒนามาตรวัดปรีชาเชิงอารมณ์ตามแนวพุทธศาสนา
สาหรับวยั รุน่ ไทย, (รายงานผลการวิจยั ), ฉบับท่ี 84, กรงุ เทพมหานคร: สถาบนั วิจยั พฤติกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทร์
วโิ รฒ, หน้า 40.
การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 363
ของลิเคิรท์ โดยพิจารณาค่าสถิตแิ ละเนอ้ื หาในโครงสรา้ ง ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนอื้ โครงสร้างของ
มาตรวัดฉบับนี้เป็นท่ีนา่ พอใจ เกณฑ์ปกติของคะแนนแสดงในรปู ตาแหน่งเปอรเ์ ซ็นไทล์ คะแนนซีและทีด้วยผู้ท่ี
ได้คะแนนสงู กวา่ แสดงว่ามปี รีชาเชงิ อารมณต์ ามแนวพทุ ธศาสนาในด้านนนั้ ๆ มากกว่าผูท้ ไ่ี ดค้ ะแนนตา่ กว่า
แบบทดสอบเชาว์อารมณ์นี้ได้นาไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้
วิเคราะห์หาค่าอานาจจาแนกรายข้อโดยการทดสอบ Item-total correlation และหาค่าความเช่ือมั่นครอน
บาคแอลฟา (Cronbach’s Alpha) ของแบบวัดท้ังฉบบั ได้คา่ เทา่ กับ 0.89817
ผู้วิจัยได้นาแบบทดสอบเชาว์อารมณ์ใช้กับกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยน้ีก่อนการวิจัย 1 ครั้ง
(Pre-test) และใช้แบบทดสอบเชาว์อารมณ์ภายหลังการส้ินสุดการดาเนินการการค่าย EQ วัยใสหัวใจวิถีพุทธ
1 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ต่อจากน้ันติดตามผล 2 คร้ังห่างกันคร้ังละ 1เดือน โดยคร้ังแรกติดตามจากการ
สนทนากลุ่ม จากบันทึกไดอาร่ีประจาวัน และแบบทดสอบเชาว์อารมณ์ (Post-Test ครั้งที่ 2) ส่วนการติดตาม
หลังจากนัน้ หา่ งกันอกี 1 เดือน ประเมินจากแบบทดสอบเชาว์อารมณ์ (Post-Test ครง้ั ที่ 3)
ตวั อย่างที่ 9.2 แบบประเมิน แนะนาวธิ ีตอบ
ข้ันท่ี 1 โปรดอ่านข้อความท่ีละขอ้ ให้เข้าใจและพิจารณาขอ้ ความดังกล่าววา่ นกั เรยี น “มีความร้สู ึกอย่างไร” “มี
ความคิดอย่างไร” “จะทาอย่างไร” ตามความรู้สึก นึกคิดและพฤติกรรมทีน่ ักเรียน ปฏิบัติมากท่ีสดุ ใน
ชวี ติ ประจาวนั
ข้ันที่ 2 ให้ใส่เครื่องหมาย / บนคาตอบท่ีท่านเลือกเพียง 1 คาตอบเท่านั้น ในแต่ละข้อคาถาม และกรุณาตอบ
ใหค้ รบทกุ ขอ้
ตัวอยา่ งเช่น
มคี นมาบอกวา่ ชมรมทท่ี า่ นเป็นสมาชกิ กาลงั ต้องการคนชว่ ยทางาน ท่าน
มีความรสู้ กึ อยา่ งไร มีความคิดเหน็ อยา่ งไร จะทาอย่างไร
เฉยๆ
เบื่อ จะพยายามเลย่ี ง ชว่ ยเต็มความสามารถ
ลงั เล
ถ้าวา่ งจะไปชว่ ย ขอผดั ผ่อนไปก่อน
นา่ สนใจ
จะช่วยเพราะทุกคนได้รับประโยชน์ ชว่ ยเท่าทช่ี ว่ ยได้
รว่ มกัน
ถา้ มีคนมาเรยี กจะไปชว่ ย ช่วยตามทเ่ี ขาบอกให้ทา
17 พระมหาสมเกียรติ รตนปัญโญ (แก้วเกาะสะบ้า), (2553), ผลของการฝึกสารวมสติและการฝกึ คิดแบบโยนิโส
มนสิการปรีชาเชิงอารมณ์แนวพุทธศาสนาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ,
(วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต), กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, หนา้ บทคดั ย่อ.
364 Testing and Assessment for Psychology
ดใี จ จะช่วยเพราะเป็นชมรมของเรา ตรวจดูตารางเวลาของเรากอ่ น
แบบสอบถามชดุ ที่ 1 ขอ้ มูลทั่วไป
คาชแี้ จง ขอให้นักเรียนขีด / ลงบน หรอื เตมิ ข้อความลงในช่องว่างใหค้ รบถ้วน
1. สถานศึกษา....................................................
2. ระดับการศึกษา ........................ สายวิชาท่ีเรยี น...........................................
3. เพศ ชาย หญิง
4. อาย.ุ .........................ปี
5. ผลการเรยี นเฉลยี่ เทอมลา่ สดุ ........................
6. ประสบการณ์ในการเขา้ ร่วมโครงการปฏบิ ัตธิ รรม
เคยเข้าร่วม จานวนคร้งั ........... ไมเ่ คยเข้าร่วม
7. หากเคยเขา้ ร่วมโครงการปฏบิ ัตธิ รรม บคุ คลท่ีชักชวนใหน้ ักเรียนเข้าร่วมโครงการปฏบิ ตั ิธรรม
บดิ า มารดา ครู
เพื่อน อนื่ ๆ (โปรดระบ)ุ ......................................
แบบสอบถามเชาวน์อารมณ์แนวพทุ ธศาสนา
1. อาจารย์ได้มอบหมายให้ท่านทางานร่วมกับเพ่ือนโดยที่ท่านรับหน้าท่ีเป็นคนเสนอผลงานหน้าชั้น แต่วันที่เสนอ
ผลงานในห้องเรียนท่านบงั เอญิ มาไม่ได้ ทา่ น
มีความรู้สกึ อย่างไร มคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
เฉยๆ เป็นหว่ งเพือ่ น โทรบอกเพอ่ื นใหเ้ สนองานแทน
กลัวเพอื่ นวา่ ไม่เป็นไร ชวนเพื่อนใหไ้ ปขออนญุ าตอาจารยเ์ ลอื่ นวันรายงาน
เสียใจ ดีไม่ต้องทา เตรยี มทกุ อยา่ งให้พร้อมเพอื่ ใหเ้ พอื่ นรายงานแทน
ไมส่ บายใจ เพื่อนคงเข้าใจ ปล่อยเลยตามเลย
รสู้ กึ ผดิ หาทางแก้ปญั หา ขอโทษเพอื่ นและอาจารย์
2. ขณะท่ีเพ่ือกาลงั เรยี นหนงั สืออยู่ ท่านเขา้ หอ้ งเรียนสายครึง่ ชัว่ โมง ทาให้เพ่อื นๆ ทุกคนหนั มามองทา่ น ทา่ น
มีความรสู้ ึกอยา่ งไร มคี วามคดิ เหน็ อย่างไร จะทาอย่างไร
พอใจ ทาไมตอ้ งมองดว้ ย เดนิ อยา่ งผึง่ ผายเข้าไปนงั่
ราคาญใจ เปน็ โอกาสทาใหเ้ พื่อนสนใจ ทาตามปรกติ
เฉย ๆ เปน็ เรอื่ งปรกติ หนั ไปมองเพ่ือนอย่างไมพ่ อใจ
รสู้ ึกผิด เสียใจ ควรปรับปรุงตนเอง รบี เดินไปหาทน่ี ่ังท่ใี กล้ทส่ี ุด
ละอายใจ จะไมท่ าอกี แสดงอาการขอโทษเพอื่ นและอาจารย์
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 365
3. ท่านต้องส่งรายงานอาจารย์ในเวลากระช้ันชิด ซ่ึงท่านไม่สามารถทาได้ทัน เพื่อนมาแนะนาให้ท่านคัดลอก
ผลงานของผอู้ ืน่ ทา่ น
มคี วามรสู้ กึ อยา่ งไร มคี วามคดิ เห็นอย่างไร จะทาอยา่ งไร
ไมส่ นใจ ถา้ ไมท่ นั จรงิ ๆ ค่อยลอก ลอกดว้ ยทาเองด้วย
ไม่สบายใจ ไม่ลอกแน่ ทาเองให้เตม็ ความสามารถ
ดีใจ ต้องลอก ลอกเพือ่ น
ลังเล จะดหี รือ ทาได้แคไ่ หนเอาแคน่ นั้
ไม่เห็นด้วย ไมน่ า่ ทาเชน่ นนั้ สง่ งานเกนิ กาหนด
4. ท่านต้องการสอบชิงทุนไปศกึ ษาต่อตา่ งประเทศ ซ่ึงมีเง่ือนไขว่าต้องมีความสามารถทางภาษาอังกฤษในระดับสูง
แต่ภาษาองั กฤษของท่านไมถ่ งึ เกณฑ์ ทา่ น
มีความรู้สกึ อยา่ งไร มคี วามคดิ เห็นอย่างไร จะทาอย่างไร
ผิดหวงั คงไมม่ โี อกาสได้ไป เรียนภาษาองั กฤษเพ่มิ
เฉย ๆ จะตอ้ งสอบภาษาอังกฤษให้ได้ อยู่เฉย ๆ
ทา้ ทาย ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาของเรา ตง้ั ใจพฒั นาความสามารถด้านภาษาของตน-
ใหด้ ีขึน้
กระตอื รือรน้ จะเรียนภาษาองั กฤษเพิ่ม ขยนั ใหม้ ากกว่าเดิม
ทอ้ ใจ ไม่ได้ก็ไมเ่ ป็นไร ตง้ั ใจเรยี นตามปกติ
5. มีคนมาบอกว่าชมรมท่ที ่านเป็นสมาชกิ กาลงั ต้องการคนช่วยทางาน ท่าน
มคี วามรู้สกึ อย่างไร มคี วามคิดเห็นอยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
เฉยๆ
เบอื่ จะพยายามเล่ียง ช่วยเตม็ ความสามารถ
ลังเล
น่าสนใจ ถ้าวา่ งจะไปชว่ ย ขอผัดผอ่ นไปกอ่ น
ดีใจ
จะช่วยเพราะทุกคนได้รบั ประโยชนร์ ว่ มกนั ช่วยเทา่ ที่ช่วยได้
ถ้ามีคนมาเรยี กจะไปช่วย ชว่ ยตามท่ีเขาบอกให้ทา
จะช่วยเพราะเปน็ ชมรมของเรา ตรวจดูตารางเวลาของเรากอ่ น
6. ท่านฝากให้เพื่อนคืนหนังสือห้องสมุด แต่เพ่ือนถูกขโมยกระเป๋า ทาให้หนังสือหายไปด้วย ท่านจึงถูกห้องสมุด
ปรบั 500 บาท ท่าน
มีความรสู้ ึกอยา่ งไร มคี วามคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอย่างไร
เฉยๆ ไม่น่าไว้ใจเพอ่ื น จ่ายค่าปรบั เอง
โกรธปนเหน็ ใจ เพอื่ นน่าจะระมัดระวังกวา่ น้ี จา่ ยคนละครงึ่ กับเพือ่ น
เหน็ ใจ ชา่ งมนั ไม่ใชค่ วามคิดของเพ่อื น จ่ายค่าปรับเองและถามเพอื่ นว่ามอี ะไรให-้
ช่วยบ้าง
366 Testing and Assessment for Psychology
โกรธ เปน็ คราวเคราะห์ ใหเ้ พือ่ จา่ ยคา่ ปรับให้
ไม่พอใจ
เราควรรบั ผิดชอบในงานของเราเอง จ่ายค่าปรับเองและปลอบเพอ่ื น
7. กอ่ นทจี่ ะถึงช่วั โมงเรยี นวิชาทีท่ ่านไมช่ อบ มีเพ่ือนมาชวนไปเที่ยวพอดี ท่าน
มีความร้สู ึกอยา่ งไร มคี วามคิดเห็นอย่างไร จะทาอยา่ งไร
นา่ สนใจ จะไปดหี รือไม่ไปดี ไปเทย่ี วกบั เพ่ือน
ลงั เล ไม่ควรไป เข้าเรียนอย่างไมต่ ้ังใจ
เฉยๆ อยากจะไป เขา้ เรียนตามปรกติ
ไม่พอใจ ไมไ่ ปแน่ ๆ รอดสู ถานการณ์กอ่ น
ดใี จ ตอ้ งไปแน่ ๆ ไม่ไปและชวนเพื่อนเรียนหนังสอื
8. เมื่อเพ่ือน ๆ ขอให้ท่านค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพื่อประกอบการทารายงาน เพราะท่านมีความสามารถ
ทางด้านนี้ ทา่ น
มคี วามร้สู ึกอย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไร จะทาอย่างไร
ดใี จ
ไมพ่ อใจ เราจะได้ใช้ความสามารถใหเ้ ป็นประโยชน์ ช่วยค้นเท่าท่ีทาได้
เบ่อื
น่าจะใชค้ นอืน่ ทา บอกปฏิเสธไปเลย
จะไมช่ ่วย ค้นหาขอ้ มลู ให้เต็มความสามารถ
ยินดี ดีใจท่ีได้มีโอกาสช่วยเหลอื ผอู้ น่ื บอกวธิ คี น้ ควา้ ใหเ้ ขาทา
เฉย ๆ ดูกอ่ นว่าจะมอี ะไรต้องทาหรือเปลา่ บอกให้เขาไปหาคนอืน่ ช่วย
9. สถานศกึ ษาของทา่ นจดั งานประจาปีและเชญิ ชวนให้ทกุ คนเข้ารว่ มงาน ทา่ น
มคี วามรู้สึกอยา่ งไร มีความคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
หงดุ หงิด จะไดช้ ่วยกจิ กรรมของโรงเรยี น ดเู หตกุ ารณ์กอ่ น
เบื่อ หางานให้เราทาอีกแล้ว มาร่วมงาน
ตื่นเต้น ชอบทาอะไรน่าเบอ่ื ไม่เขา้ รว่ ม
เฉย ๆ มีกิจกรรมกด็ ีนะ ถา้ บังคบั กเ็ ข้าร่วม
ดใี จ จะได้ทากิจกรรมกับเพ่อื น ๆ ร่วมทากิจกรรม
10. อาจารย์ให้ท่านทารายงานชิ้นหน่ึง ท่านพยายามทางานอย่างเต็มความสามารถ แต่อาจารย์บอกว่ารายงานท่ี
ท่านส่งไปยังไมด่ ี และใหน้ ากลบั ไปแกไ้ ขใหมห่ ลายครง้ั ทา่ น
มคี วามรู้สกึ อย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไร จะทาอย่างไร
เบื่อ ตนเองทาดแี ลว้ บอกอาจารย์วา่ ทาไดแ้ คน่ ี้
เฉย ๆ จะไม่แก้ แกไ้ ขใหมท่ ัง้ หมด
ทอ้ แท้ จะปรับปรงุ ใหม่ ไมแ่ ก้แต่สง่ ใหม่
ยนิ ดี จะเกบ็ ไวก้ อ่ น แก้ไขตามที่อาจารย์บอก
การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 367
ไม่พอใจ จะทาอยา่ งไรให้ถูกใจอาจารย์ แกไ้ ขเท่าทีท่ าได้
11. โรงเรียนของท่านกาหนดพิธีไหว้ครูเวลา 9 โมงเช้า หัวหน้าห้องขอร้องให้ท่านมาช่วยเตรียมงานตอนเช้าตรู่
ทา่ น
มีความรู้สึกอยา่ งไร มคี วามคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
ไมพ่ อใจ นา่ จะช่วย ไปตามกาหนดเวลา
ภมู ใิ จ ตอ้ งไปช่วย ขอใหเ้ พอื่ นมาแทน
เบอื่ ทาไมตอ้ งเปน็ เราด้วย ถ้าต่ืนทันกม็ า
เฉย ๆ จะไปหรอื ไม่ไปดี ไม่มาเลย
เตม็ ใจ ทาไมกาหนดเวลาเช้าตรู่ พยายามตน่ื ให้ทนั เวลา
12. อาจารย์ขอรอ้ งให้ทา่ นมาช่วยงานในวันหยดุ สดุ สปั ดาหเ์ พ่อื เตรยี มการประชุมทางวิชาการในอาทิตยห์ นา้ ท่าน
มีความรสู้ กึ อย่างไร มีความคดิ เหน็ อยา่ งไร จะทาอย่างไร
โกรธ หาทางหลีกเลีย่ ง ช่วยพอเป็นพธิ ี
ยินดี จะมาช่วยตามหน้าท่ี ช่วยเต็มที่
ดีใจ จะมาช่วยถา้ ไมต่ ิดธุระ ไมช่ ว่ ย
ไม่พอใจ จะมาชว่ ยเพอ่ื ส่วนรวม ช่วยตามหน้าท่ี
เฉย ๆ จะมาชว่ ยเพอ่ื ให้อาจารย์พอใจ ถ้าว่างกช็ ่วย
13. ท่านได้รับการชักชวนให้ไปฝึกงานท่ีเกี่ยวข้องกับวิชาที่เรียนโดยไม่มีค่าจ้างในช่วงปิดภาคเรียนและท่านกาลัง
ว่างอยู่ ท่าน
มีความรสู้ ึกอย่างไร มีความคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอย่างไร
นา่ เบ่อื ควรจะไปเพ่ือจะไดม้ เี พ่ือน บอกเขาวา่ ไมไ่ ป
น่าสนใจ ควรจะไปเพอ่ื จะไดม้ ีประสบการณ์ ต้องไป
เฉย ๆ ไม่อยากไป ควรไป
ดีใจ ถา้ ไปน่าจะมีคา่ จ้างด้วย ถา้ วา่ งกไ็ ป
เกยี จครา้ น ถา้ ว่างก็จะไป บอกเขาวา่ ไม่ว่าง
14. เพอ่ื นของท่านคนหน่งึ เรียนไมเ่ ขา้ ใจ เพราะวา่ ขาดเรียนไปหลายวนั ทา่ น
มีความรู้สกึ อยา่ งไร มคี วามคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
เบื่อ เพ่อื นนา่ จะรับผดิ ชอบ ไม่ใหค้ วามช่วยเหลือใด ๆ
เฉย ๆ ไม่ใชเ่ รอื่ งของเรา ช่วยสอนถ้าเขาต้องการ
เขา้ ใจ จะถามว่าต้องการความช่วยเหลือไหม ไมใ่ ส่ใจ
เหน็ ใจ จะต้องชว่ ยสอน ให้คาแนะนาต่าง ๆ
สมนา้ หน้า สมควรแลว้ ท่ไี ม่เข้าใจ ช่วยสอนให้เต็มความสามารถ
368 Testing and Assessment for Psychology
15. เม่ือถงึ เทศกาลหรอื วันสาคัญต่าง ๆ เช่น วนั สงกรานต์ พ่อแม่ชวนทา่ นไปเยยี่ มผู้ที่เคารพนับถอื ทา่ น
มีความรสู้ ึกอย่างไร มีความคิดเห็นอยา่ งไร จะทาอย่างไร
ดใี จ ไปก็ได้ไมไ่ ปกไ็ ด้ ไปเยยี่ มทา่ นด้วยความเคารพ
เฉย ๆ ไม่อยากไป ไมไ่ ป
ไมช่ อบ ควรจะไป ไปตามพธิ ี
ชอบ จะไป ไปเยีย่ มทา่ นเพราะจะได้ไปเทีย่ วดว้ ย
เบื่อ จะไมไ่ ป ไปอย่างขดั ไม่ได้
16. ทา่ นกับเพอ่ื นัดกนั ทางานในชว่ งเชา้ ของวันหยุด แต่ทา่ นมาในช่วงบ่าย ซ่ึงเพ่ือนทางานกันอยู่ ทา่ น
มคี วามรู้สึกอย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไร จะทาอยา่ งไร
รู้สกึ ผิด เป็นเรื่องธรรมดา บอกเพอื่ นวา่ คราวหน้าจะมาเรว็ กวา่ นี้
เสยี ใจ ไม่ควรเอาเปรียบเพ่ือน อธบิ ายเหตุผลที่มาสาย
ไม่สบายใจ จะไมม่ าสายอีกตอ่ ไป ทาตวั ตามปรกติ
เฉย ๆ มากด็ แี ล้ว ขอโทษแลว้ รบี ทางาน
กลวั เพื่อนว่า จะทางานชดเชย ทางานชดเชย
17. ทา่ นมีท่ีน่งั บนรถเมล์ ตอ่ มามีคนแกข่ ้นึ มาและยงั หาท่นี งั่ ไมไ่ ดเ้ พราะทีน่ ั่งเต็มหมด จงึ ยืนอยู่ใกล้ๆ ท่าน ทา่ น
มีความรสู้ กึ อย่างไร มคี วามคดิ เห็นอยา่ งไร จะทาอย่างไร
ไม่พอใจ เราก็มีสิทธน์ิ ง่ั ถามกอ่ นว่าจะน่งั ไหม
เหน็ ใจ ต้องลกุ ใหน้ ัง่ นั่งตอ่ ทาเป็นมองไมเ่ ห็น
ราคาญ ควรจะลกุ ให้นัง่ รีบลุกใหน้ ง่ั ทนั ที
เฉย ๆ คนอนื่ น่าจะลุกใหน้ ัง่ จะลกุ ใหน้ ง่ั ถ้าไมม่ ีใครลุก
สงสาร ต้องทาตามกระแสสังคม ดวู ่าแก่มากจงึ จะลุกใหน้ ่ัง
18. เพื่อนของทา่ นจาเป็นตอ้ งไปเยี่ยมพอ่ ซ่ึงปว่ ยหนกั อยู่ต่างจังหวดั และมาขอให้ท่านทางานแทน
มีความรู้สกึ อยา่ งไร มคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
เห็นใจ จะช่วย ชว่ ยทางานแทนเตม็ ที่
สงสาร จะไมช่ ว่ ย ช่วยทาเทา่ ทจี่ าเป็น
เบื่อ ไมอ่ ยากจะช่วย ชว่ ยเทา่ ท่ีชว่ ยได้
เฉย ๆ ถา้ ชว่ ยได้ก็จะช่วย ไปชว่ ย
ไมพ่ อใจ คิดดกู ่อน เสร็จงานของเราแลว้ จึงช่วย
การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 369
19. ท่านชอบรับอาสาทางานทุกอย่างที่มีคนขอร้องแต่ส่วนใหญ่ท่านก็ไม่สามารถทาได้สาเร็จตามที่รับปากไว้ เม่ือ
ถกู เพ่อื นตอ่ วา่
มีความรสู้ กึ อย่างไร มคี วามคดิ เหน็ อย่างไร จะทาอยา่ งไร
เบ่ือ ไม่น่ามาตอ่ ว่า บอกเหตผุ ลทท่ี าไม่สาเรจ็
รสู้ ึกผิด คิดก่อนรบั ปาก ขอเลื่อนกาหนดสง่ งานใหม่
หงดุ หงิด เป็นความผิดของเรา ขอโทษและวางแผนการทางานใหม่
เฉย ๆ ทาดีแลว้ ท้งิ งานไปเลย
เสียใจ จะทาใหเ้ สรจ็ ฟังเฉย ๆ
20. ท่านเดินมาแล้วเหน็ อาจารยเ์ ดนิ ถือของมาพะรงุ พะรงั
มีความรูส้ กึ อยา่ งไร มีความคิดเห็นอยา่ งไร จะทาอยา่ งไร
เหน็ ใจ ถ้าเขาเรียกกช็ ว่ ย ถา้ เปน็ อาจารย์ที่รู้จักก็ช่วย
สงสาร จะไม่ช่วย ไมช่ ่วย
ลังเลใจ ตอ้ งชว่ ย เดินไปบอกเพ่อื นว่าอาจารยเ์ รยี ก
เฉย ๆ จะชว่ ย ถ้าช่วยไดก้ ช็ ว่ ย
กังวลใจ ไม่อยากชว่ ย
ชว่ ยแนน่ อน
21. คนทางานบา้ นลากลับบ้านชว่ งปดิ เทอม ไม่มีใครชว่ ยทางานบ้าน แม่ขอร้องให้ท่านช่วย ท่าน
มีความรู้สกึ อยา่ งไร มคี วามคิดเห็นอย่างไร จะทาอยา่ งไร
โกรธ จะไมช่ ่วย ช่วยเม่ือแม่สัง่
ไมพ่ อใจ ควรจะชว่ ย ชว่ ยตามหน้าที่
ยนิ ดี จะช่วย ไม่ช่วย
เฉย ๆ ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งช่วย ช่วยบ้าง
ดใี จ ถา้ จาเป็นกจ็ ะช่วย ช่วยทาด้วยความเตม็ ใจ
22. สถาบันการศึกษาของท่านเชิญวิทยาการมาบรรยายพิเศษ” การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่อาชีพต่าง ๆ” ในวันหยุด
โดยใหผ้ เู้ รยี นเข้าฟงั ตามความสมัครใจ
มีความรู้สึกอย่างไร มคี วามคิดเหน็ อย่างไร จะทาอยา่ งไร
เกยี จครา้ น ถา้ วา่ งจะมาฟัง เข้าไปฟัง
ดใี จ ตัดสนิ ใจกอ่ นว่าจะมาฟงั หรือไม่ ถา้ ว่างกไ็ ป
กระตอื รอื รน้ จะมาฟัง ฟงั อยา่ งต้งั ใจ
น่าสนใจ ต้องเขา้ ฟงั ให้ได้ อยบู่ า้ นไม่ไป
เบื่อ จะไม่ฟัง อยู่บา้ นแลว้ คอ่ ยมาถามเพ่ือน