The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamalas Phoowachanatipong, 2021-07-04 05:35:09

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา (Testing and Assessment for Psychology)

เอกสารประกอบคำสอนรายวิชา การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา เล่มนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นคู่มือการค้นคว้าและประกอบการเรียนการสอนสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำหรับนิสิตที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา ได้แบ่งเนื้อหาเป็น 10 บท มุ่งเน้นให้นิสิตและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ แนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการทดสอบ หลักการออกแบบเพื่อการสร้างและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา ประมวลการใช้เครื่องมือในแบบทดสอบทางจิตวิทยา มาตรวัดตัวแปร การหาคุณภาพ การวิเคราะห์ผลแบบทดสอบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบและการประเมินผลทางจิตวิทยา

Keywords: การทดสอบ, การประเมินทางจิตวิทยา

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 173

(2) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two way Analysis Variance หรือ Two-
way ANOVA) เป็นแบบท่ีมีตัวแปรอิสระ 2 ตัวจึงต้องการทดสอบดูว่า ตัวแปรท้ังสองนั้นจะมีปฏิสัมพันธ์กัน
และร่วมกันส่งผลต่อตัวแปรตามหรือไม่ เช่น จากคาถามในข้อ 1 ผู้วิจัยอาจอยากทราบว่านอกจากวุฒิครูแล้ว
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนจะเป็นผลท่มี าจากวิธีการสอนที่ครูใชด้ ้วยหรอื ไม่

การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนมีเง่ือนไขหรือขอ้ ตกลงเบ้ืองตน้ 15 ดงั น้ี
1) การสุ่มตัวอยา่ งแตล่ ะกลุ่มต้องสุ่มอยา่ งเป็นอสิ ระกัน จากประชากรทมี่ ีการแจกแจงแบบปกติ
2) คา่ ความแปรปรวนของประชากรแต่ละกลุ่มต้องเท่ากัน (Homogeneity of variance)

ท้ังนี้ในการวิเคราะห์ความแปรปรวน หากมีการเปรียบเทียบภายในกลุ่มเดียวกัน หรือเป็นการ
เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่เกิดจากการจับคู่กัน (Within subjects or matched groups) ก็จะต้องใช้สถิติ
ทดสอบเป็น One-way repeated measures analysis of variance หรือ One-way repeated measures
ANOVA และ Two-way repeated measures analysis of variance หรือ Two-way repeated measures
ANOVA

3) สถิติท่ีใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับความแตกต่างและความสัมพันธ์ในกรณีข้อมูลอยู่ในรูป
ความถ่ี ใช้ ทดสอบซึ่งมี 2 ประเภทคือ กลุ่มตัวอย่างเดียวและกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มข้ึนไป ซ่ึงใช้สูตร
คานวณตา่ งกัน

ประเภทท่ี 2 สถติ ิแบบนอนพารามเิ ตอร์ (Nonparametric Statistics)
เป็นวิธีการทางสถิติท่ีสามารถนามาใช้ได้โดยปราศจากข้องตกลงเบื้องต้น เป็นวิธีการอนุมานข้อมูล
จากตัวอย่างไปอธิบายลักษณะของประชากร ในกรณีที่ข้อมูลไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือข้อกาหนดตามวิธีการ
อนุมานแบบพารามิเตอร์ เช่นไม่ทราบค่าข้อมูลของประชากร ไม่ทราบว่ามีการแจกแจงแบบใด เป็นสถิติที่ไม่มี
ข้อจากัดเก่ียวกับการแจกแจงของประชากร (Distribution-Free Statistic) ซ่ึงการแจกแจงอาจเป็นโค้งปกติ
หรือไม่ก็ได้ วิธีการทดสอบของสถิติแบบนอนพารามิเตอร์มีหลายแบบและมีจุดมุ่งหมายในการใช้แตกต่างกัน
ตัวอย่างของสถิติแบบนอนพารามิเตอร์ เชน่
1. Binomial Test ใชท้ ดสอบเกี่ยวกับโอกาส 1 ใน 2 อย่างทอ่ี าจเกดิ ขึน้

2. - Goodness of Fit ใช้ทดสอบว่า ความถี่ที่ได้จากการสังเกตเท่ากับความถี่ที่ได้จากทฤษฎี
หรือไม่และ - Independence ใช้ทดสอบความแตกตา่ งตามเกณฑ์บางอย่างจากกลุม่ ทเี่ ปน็ อสิ ระจากกนั

3. Kruskal Wallis test ใช้ทดสอบความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่มท่ีเป็นอิสระ
จากกันว่ามาจากกลุม่ ประชากรที่เหมอื นกันหรือไม่ ฯลฯ

15 นวลฉวี ประเสริฐสุข, (2557), จิตวิทยาการทดลอง: หลักการและการปฏิบัติ, (พิมพ์ครั้งที่ 2), นครปฐม: โรง
พิมพม์ หาวิทยาลยั ศิลปากร, หนา้ 248.

174 Testing and Assessment for Psychology

โดยปกติแล้วนักวิจยั นิยมใช้สถิติมีพารามิเตอร์ท้ังน้ีเพราะผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้สถิติมีพารามิเตอร์
มีอานาจจากทดสอบ (Power of Test) สูงกว่าการใช้สถิติแบบนอนพารามิเตอร์เนื่องจากสถิติมีพารามิเตอร์
เปน็ การทดสอบที่ได้มาตรฐาน มีขนั้ ตอนต่าง ๆ ทีส่ มบรู ณ์ในการทดสอบสมมุติฐาน

สรุปความแตกต่างระหว่าง Parametric Statistics และ Nonparametric Statistics ในเบื้องต้น
ไดด้ งั ตารางท่ี 4.1

ตารางที่ 4.116 สรปุ ความแตกต่างระหว่างสถติ ิพารามเิ ตอร์และนอนพารามเิ ตอร์

Parametric Statistics Nonparametric Statistics

1. การคานวณ อาจมีความซับซ้อนสามารถใช้ 1. การคานวณง่าย สามารถใช้โปรแกรมสาเร็จรูป

โปรแกรมสาเรจ็ รูปวเิ คราะหข์ อ้ มูลได้ วิเคราะหข์ ้อมูลได้

2. กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการวิเคราะหม์ ักมีขนาดใหญ่ 2. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวเิ คราะห์มกั มขี นาดเล็ก

3. ประชากรมกี ารแจกแจงปกติ 3. ประชากรมกี ารแจกแจงแบบใดกไ็ ด้

4. สามารถใช้กับตัวแปรท่ีอยู่ในมาตรอันตรภาคและ 4. จะใช้กับตัวแปรที่อยู่ในมาตราจัดประเภทและ

มาตราอัตราสว่ น มาตรการเรียงลาดับ แต่ไม่สามารถใช้ได้กับตัว

แป รที่ อยู่ใน มาตราอัน ตรภ าคและม าต รา

อตั ราส่วน

5. ประสิทธิภาพในการทดลองสูง แต่ในกรณีที่ข้อมูล 5. ประสทิ ธิภาพในการทดลองไมส่ ูง แต่หากข้อมูลไม่

ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติท่ีเลือกใช้ เป็นไปตามข้อตกลงเบ้ืองต้นของสถิติพารามิเตอร์

จะเกิดความคลาดเคลื่อนในการแปลผลและ การเลือกใช้สถิตินอนพารามิเตอร์จะช่วยเพ่ิม

วิเคราะห์ข้อมูล อานาจในการวิเคราะห์ขอ้ มูลและแปลผล

ตัวอยา่ งการวเิ คราะห์ผลแบบวัดความสุขเชงิ พุทธ17
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเบื้องต้น
1. การแจกแจงความถแี่ ละร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม

ข้อมูลพื้นฐานของกลุม่ ตวั อยา่ งประกอบไปด้วยตัวแปรเพศ อายุ สถานภาพ ระดบั การศึกษา อาชีพ
รายได้ต่อเดือนและภูมภิ าค รวมทง้ั คา่ สถิตพิ ้ืนฐานของตัวแปรที่สังเกตได้ท้ังสองกลุ่ม ซ่ึงมีรายละเอียดดงั ตาราง
1

16 จิตราภา กณุ ฑลบุตร, (2557), การวิจัยเชิงบรรยาย จาก ทฤษฎสี ู่การปฏิบัตจิ ริง, (พมิ พ์คร้ังที่ 2), สมุทรสาคร:
โรงพิมพ์ บริษทั แปลน พริ้นตงิ้ จากดั , หนา้ 418.

17 พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ, (2559), การสร้างและพัฒนาตัวช้ีวัดความสุขตามหลักพระพุทธศาสนา,
(รายงานวิจยั ), สถาบันวจิ ยั พุทธศาสตร์. พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 175

ตารางท่ี 4.2 ขอ้ มูลพ้นื ฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม

ตวั แปร ความถี่ ร้อยละ
200.0 47.5
เพศ เพศชาย 215.0 51.1
เพศหญงิ 6.0 1.4
เพศท่ี 3 421.0 100.0
รวม 146.0 34.7
137.0 32.5
อายุ 18 – 25 ปี 66.0 15.7
สถานะภาพ 26– 35 ปี 52.0 12.4
36 – 45 ปี 15.0 3.6
46 – 55 ปี 5.0 1.2
56 –65 ปี 421.0 100.0
มากกว่า 66 ปี 288.0 68.4
รวม 118.0 28.0
โสด 9.0 2.1
สมรส 6.0 1.4
หยา่ ร้าง 421.0 100.0
แยกกนั อยู่ 421 100
รวม
รวม

จากตารางท่ี 4.2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูลส่วนมากเป็นเพศหญิงร้อยละ 51.1เพศชาย
ร้อยละ47.5 และเพศที่ 3 ร้อยละ 1.1 ส่วนมากมีอายุอยู่ระหว่าง 18 – 25 ปี ร้อยละ 34.7 และ 26– 35 ปี
รอ้ ยละ32.5 สว่ นมากมีสถานภาพโสดร้อยละ 68.4 และสถานภาพสมรส รอ้ ยละ 28.0 เปน็ ตน้

ตารางท่ี 4.3 ความถ่ี ร้อยละ ของประสบการณเ์ ก่ียวขอ้ งกบั ความสขุ ในชีวติ

ตวั แปร ความถ่ี ร้อยละ
213 50.6
- ประสบความสาเร็จในหนา้ ทกี่ ารงาน 201 47.7
- ประสบความสาเรจ็ การศกึ ษา 92 21.9
- ไดเ้ ลือ่ นตาแหน่ง 114 27.1
- ไดข้ ้นึ เงนิ เดอื น 241 57.2
- มีครอบครวั ท่ดี ี 167 39.7
- มีคนรักที่ดี

176 Testing and Assessment for Psychology

ตวั แปร ความถี่ รอ้ ยละ
223 53.0
- มเี พอื่ นที่ดี 213 50.6
- มีสุขภาพจติ ทดี่ ี 153 36.3
- ไดร้ ับการยอมรบั ท่ีดี 241 57.2
- มีสขุ ภาพรา่ งกายทแ่ี ข็งแรง 22 5.2
- อนื่ ๆ

จากตารางท่ี 4.3 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์เก่ียวข้อกับความสุขในชีวิตมากท่ีสุดคือ การมี
ครอบครัวท่ีดีและการมีสุขภาพร่างกายท่ีแข็งแรงคิดเป็นร้อยละ 57.2 รองลงมาได้แก่ การมีเพื่อนที่ดี คิดเป็น
รอ้ ยละ 53.0 การประสบความสาเรจ็ ในหน้าทก่ี ารงาน คิดเป็นรอ้ ยละ 50.6 การประสบความสาเร็จการศึกษา
คิดเป็นร้อยละ47.7 และการมีคนรักที่ดี คิดเป็นร้อยละ 39.7 ตามลาดับ โดยประสบการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับกับ
ความสุขในชีวติ นอ้ ยทสี่ ดุ คือ การไดเ้ ลื่อนตาแหน่ง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 21.9

ตารางที่ 4.4 ความถี่ รอ้ ยละ ของประสบการณ์เก่ียวข้องกบั ความทุกขใ์ นชวี ิต

ตัวแปร ความถ่ี ร้อยละ
184 43.7
- การสูญเสียบคุ คลใกล้ชิด 128 30.4
- มปี ัญหาด้านการเงนิ มีหนี้สนิ 48 11.4
- ไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม 56 13.3
- ถกู โกง 79 18.8
- ไม่ประสบความสาเรจ็ ในอาชีพ 97 23.0
- มปี ัญหาครอบครัว 123 29.2
- มสี ุขภาพไมด่ ี 105 24.9
- ไม่สามารถเรียนร้ไู ด้ตามทปี่ รารถนา 124 29.5
- ไมไ่ ดท้ าในสิ่งทอี่ ยากจะทา 158 37.5
- เสียดายเวลาท่ีเสียไป 19 4.5
- อื่น ๆ

จากตาราง 4.4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับความทุกข์ในชีวิตมากที่สุดคือ การ
สูญเสียบุคคลใกล้ชิด คิดเป็นร้อยละ 43.7 รองลงมาได้แก่ การเสียดายเวลาท่ีเสียไป คิดเป็นร้อยละ 37.5 มี
ปัญหาด้านการเงิน มีหนี้สิน คิดเป็นร้อยละ 30.4 ไม่ได้ทาในส่ิงที่อยากจะทา คิดเป็นร้อยละ 29.5 มีสุขภาพไม่
ดีคิดเป็นรอ้ ยละ 29.2 ไม่สามารถเรยี นรูไ้ ด้ตามท่ีปรารถนา คดิ เป็นร้อยละ 24.9 มีปัญหาครอบครวั คดิ เป็นรอ้ ย
ละ 23.0 โดยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับความทุกข์ในชีวิตท่ีน้อยที่สุดคือ การไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม คิด
เปน็ รอ้ ยละ 11.4

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 177

2. ขอ้ มลู พื้นฐานของตัวแปร
ตัวแปรแฝงและตัวแปรที่สงั เกตไดท้ ใ่ี ช้ในการวิจัยมีดงั น้ี

ตารางที่ 4.5 ค่าเฉล่ียเลขคณิต ( ) ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD.) ค่าความเบ้ (Skewness) ค่าความโด่ง
(Kurtosis) ตวั บ่งช้ขี องตวั แปรการมีสว่ นร่วมของกลุ่มตวั อย่างทีใ่ ช้ในการวิจัย

องคป์ ระกอบและตวั บง่ ช้ี N Mean SD. Sk. Ku.

สุขทางกายภาพ

สขุ ทางกาย

1. การไม่มีโรคภยั ไขเ้ จบ็ 421 4.42 0.830 -1.625 2.860

2. การมีสขุ ภาพแขง็ แรง สมบูรณ์ 421 4.34 0.803 -1.187 1.420

3. การดแู ลสุขภาพร่างกาย 421 3.95 0.829 -.353 -.427

4. การบรโิ ภคอาหารแบบพอดี 421 3.94 0.806 -.491 .285

ความสมั พันธ์ตอ่ สิ่งแวดล้อมทางวตั ถุ

1. การรู้เทา่ กันการใช้เทคโนโลยี 421 3.99 0.739 -.487 .566

2. การรจู้ กั พิจารณากอ่ นการบริโภคใชส้ อย 421 4.00 0.749 -.586 .734

สิง่ ของในชีวติ ประจาวัน

สภาพแวดลอ้ มทีด่ ี

1. อาศยั อยู่ในสภาพแวดล้อม ดนิ ฟา้ อากาศทด่ี ี 421 4.22 0.759 -.780 .682

และเหมาะสม

2. สมาชิกในสังคมเปน็ คนดี 421 3.82 0.851 -.396 .0.48

3. การมปี ัจจยั 4 (อาหาร เสื้อผ้า ที่อยอู่ าศยั ยารกั ษาโรค) 421 4.14 0.813 -.772 .582

การจัดการทรพั ย์สนิ โดยชอบธรรม

1. การหาทรพั ย์มาด้วยความขยันหมน่ั เพยี ร ไม่ 421 4.35 0.771 -1.064 .839

เบยี ดเบียนผ้อู น่ื

2. การใช้จ่ายทรัพยเ์ พื่อตนเอง 421 4.16 0.858 -.908 .593

3. การใชจ้ า่ ยทรัพย์เพ่ือครอบครัว 421 4.14 0.892 -.901 .396

4. การไม่มภี าระหน้ีสิน 421 3.99 1.043 -.884 .1630

สขุ ทางสงั คม

ครอบครัวเปน็ สขุ

1. การเสยี สละ มนี ้าใจ เกือ้ กูลกัน 421 4.27 0.801 -.896 .169

2. การมีธรรมะเปน็ เครอ่ื งยึดเหน่ยี วจิตใจใน 421 4.27 0.774 -.855 .378

ครอบครวั

3. การมคี วามอดทนและใหอ้ ภยั กนั 421 4.34 0.773 -1.142 1.365

178 Testing and Assessment for Psychology N Mean SD. Sk. Ku.

องค์ประกอบและตวั บ่งชี้ 421 4.16 0.750 -.745 1.056
ความรักสามัคคใี นสงั คม
421 4.08 0.783 -.711 .661
1. ความประพฤติดงี าม มรี ะเบียบวินยั ในการอยู่
รว่ มกนั 421 4.33 0.724 -.810 .133

2. การมสี ว่ นร่วมในการแสดงความเหน็ ที่ 421 4.24 0.724 -.621 -.090
ถกู ต้อง มีประโยชนต์ อ่ สงั คม 421 4.30 0.747 -.894 .650
421 4.14 0.732 -.545 .240
สขุ ในสงเคราะหต์ ่อผูอ้ ่ืน 421 3.87 0.860 -.456 .051
1. การแบง่ ปนั สง่ิ ของและใหค้ วามช่วยเหลอื
เก้ือกูลผ้อู ื่น 421 4.39 0.677 -.860 .336
2. การพดู จาปลอบโยน ให้กาลงั ใจผอู้ ื่น 421 4.41 0.707 -1.104 1.274
3. การเป็นคนดี ทาประโยชนต์ ่อสังคม 421 4.22 0.786 -.816 .554
4. การพูดจาให้เกยี รติกนั ตอ่ ผู้อ่นื
5. ความเปน็ ธรรม เสมอภาค ไม่เอาเปรยี บผ้อู ื่น 421 4.16 0.740 -.590 .024
421 4.18 0.786 -.739 .430
ความปลอดภัยในชวี ิตและทรัพย์สนิ 421 4.10 0.752 -.570 .265
1. การไมเ่ บยี ดเบียนชวี ิตผู้อืน่
2. การไมเ่ บยี ดเบยี นทรัพย์สินของผอู้ ่ืน 421 4.12 0.817 -.617 -.127
3. การอยู่ในสงั คมท่ีไม่หวาดระแวงต่อกัน 421 4.33 0.745 -.862 .133

สขุ ทางจิตใจ 421 4.22 0.732 -.741 .597
สุขภาพจิตเข็มแขง้ 421 4.31 0.713 -.722 -.001
421 4.19 0.759 -.558 -.363
1. การมอี ารมณแ์ จม่ ใส จิตใจเบิกบาน 421 4.21 0.731 -.498 -.490
2. การมองโลกในแง่ดี
3. การมจี ิตใจปลอดโปรง่ ผ่อนคลาย ไม่เศรา้ 421 4.30 0.727 -.8200 .360
421 4.29 0.749 -.861 .571
หมอง 421 4.52 0.656 -1.209 .905
4. การควบคุมต้นเองในการกระทาสิ่งไม่ดีงาม
5. การมคี วามเชอ่ื มั่นว่าตนเปน็ ที่พ่งึ แหง่ ตนได้
สมรรถภาพจติ ดี
1. ความขยนั หมนั่ เพียรในการทางาน
2. ความอดทนในการดาเนินชีวติ
3. การมีสมาธแิ น่วแนใ่ นการทางาน
4. การมีสตทิ ่ีดีในการดาเนินชีวิต
คุณภาพจิตดี
1. ความเอื้อเฟอ้ื เผือ่ แผ่และโอบอ้อมอารีตอ่ ผู้อนื่
2. ความกรณุ าอยากชว่ ยเหลือให้ผอู้ ่ืนพ้นทกุ ข์
3. การระลกึ ถึงและตอบแทนบุญคณุ ผอู้ ื่น

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 179

องค์ประกอบและตัวบง่ ช้ี N Mean SD. Sk. Ku.

4. การยกย่องและช่นื ชมคณุ คา่ แห่งการกระทา 421 4.40 0.657 -.855 .517

ความดีของผู้อื่น

5. การใช้วาจาแนะนาใหผ้ ู้อื่นกระทาความดี 421 4.29 0.724 -.686 -.139

ความภาคภูมใิ จและความเชอ่ื มน่ั ในศักยภาพของตนเอง

1. การมีคุณค่าต่อสงั คม 421 4.25 0.668 -.484 -.135

2. ความเชื่อมนั่ ในการแก้ปัญหา 421 4.14 0.750 -.482 -.361

3. ความพอใจในสถานะทางสังคม เช่น 421 4.22 0.800 -.956 1.191

เกยี รติยศ ฐานะตาแหนง่ หนา้ ที่การงาน

บรวิ ารท่ตี นเองไดม้ าอยา่ งชอบธรรม

สขุ ทางปญั ญา

คณุ คา่ ในพฒั นาคุณภาพชีวติ

1. การแสวงหาความรู้สิง่ ใหมๆ่ 421 4.26 0.723 -.598 -.348

2. การเรง่ ขวนขวายทาความดี 421 4.20 0.705 -.462 -.310

3. การใช้ชวี ติ แบบไมป่ ระมาท 421 4.28 0.695 -.655 .090

การเสียสละเพือ่ ความสุขส่วนรวม

1. การเสยี สละผลประโยชนส์ ว่ นตน เพอ่ื 421 4.26 0.680 -.552 -.020

ส่วนรวม

2. การบาเพญ็ ประโยชนเ์ พือ่ ส่วนรวม 421 4.31 0.703 -.674 -.1090

3. การช่วยเหลือผู้อืน่ ใหพ้ น้ ทุกข์ 421 4.38 0.674 -.765 .053

การรูเ้ ท่าทนั ในการใช้ชีวติ

1. การรู้เท่าทันและเหน็ โทษในการเสพความสขุ เกินความ 421 4.23 0.700 -.468 -.404

พอดี

2. การยอมรับความเปล่ียนแปลงของชวี ติ และ 421 4.25 0.687 -.408 -.676

การรบั รู้สิง่ ตา่ ง ๆ ตามความเปน็ จริง

3. การรกั ษาใจให้น่ิงสงบและปล่อยวาง 421 4.13 0.733 -.427 -.360

การร้จู กั ใชช้ ีวติ แบบพอเพียง

1. การรู้จกั พจิ ารณา ร้จู กั คิดอยา่ งมีเหตผุ ลใน 421 4.16 0.759 -.533 -.299

การดาเนินชวี ิตแบบพอเพียง

2. การไม่ยึดติดกบั วัตถุ ไมต่ กเป็นทาสของวตั ถุ 421 4.12 0.768 -.500 -.339

3. ความพอประมาณในการบริโภคปัจจัย 4 421 4.21 0.725 -.525 -.311

การมีหลกั ธรรมะในการดาเนนิ ชวี ติ

1. การมีคุณธรรมเปน็ เครือ่ งยึดเหนยี่ วในการดาเนินชวี ิต 421 4.24 0.721 -.621 -.060

2. การประพฤติตนในกรอบศลี 5 421 4.17 0.778 -.678 .148

180 Testing and Assessment for Psychology

องคป์ ระกอบและตัวบ่งช้ี N Mean SD. Sk. Ku.
3. การฝึกอบรมสมาธิ 421 4.00 0.858 -.550 -.244
4. การไมก่ ระทาบาปทัง้ ทางกายและทางใจ 421 4.15 0.767 -.557 -.268
ความสุขสงบในทางธรรม
1. การศรทั ธาเล่ือมใสในคาสอนของ 421 4.31 0.765 -.845 .199

พระพทุ ธเจา้ 421 4.45 0.644 -.849 .158
2. ความซาบซึ้งในการกระทาความดี 421 4.12 0.747 -.472 -.073
3. การไมย่ ึดถอื ยึดตดิ กับสง่ิ ทคี่ วามชอบหรือสง่ิ ทีช่ งั 421 4.25 0.745 -.583 -.523
4. การมคี วามสขุ ในการใชช้ วี ิตอยา่ งสงบ 421 3.89 0.923 -.580 .051
5. การไม่หวนั่ ไหวต่อสงิ่ ต่างที่มากระทบ 421 4.01 0.884 -.539 -.416
6. การมจี ติ ใจอิสระ สงบเยน็ ไมพ่ ึ่งพาวัตถุ

ภายนอก

จากตารางท่ี 4.5 พบว่าตัวแปรท่ีสังเกตกลมุ่ ตัวอย่างมคี ่าเฉล่ียอยู่ระหว่าง 3.82 ถึง 4.52 มีค่าส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานอยูร่ ะหวา่ ง 0.644 ถึง 1.043 มีค่าความเบ้ระหว่าง -1.625 ถงึ -0.353มคี า่ ความโดง่ ระหวา่ ง
–0.676 ถึง 2.860 โดยจาแนกเป็นตัวแปรสังเกตตามตวั แปรแฝงทีก่ าหนดไว้ต่าง ๆ ดังน้ี

ตัวแปรสังเกตได้ของตัวแปรแฝง สุขทางกาย มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.94 ถึง 4.42 โดยมีตัวแปร
สังเกตท่ีมีค่าเฉล่ียมากท่ีสุดคือ การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าเฉลี่ยน้องท่ีสุดคือ การบริโภค
อาหารแบบพอดี โดยมีค่าความเบ้ระหวา่ ง -1.625 ถงึ -0.353 และมีค่าความโดง่ ระหว่าง -0.427 ถึง 2.860

ตวั แปรสงั เกตได้ของตัวแปรแฝง ความสัมพันธ์ตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มทางวตั ถุ มีค่าเฉล่ียอยู่ระหวา่ ง 3.99
ถึง 4.00 โดยมีตัวแปรสังเกตที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ การรู้จักพิจารณาก่อนการบริโภคใช้สอยส่ิงของใน
ชีวิตประจาวันและตัวแปรสังเกตท่ีมีค่าเฉลี่ยน้องท่ีสุดคือ การรู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี โดยมีค่าความเบ้
ระหวา่ ง -0.487 ถึง -0.586 และมคี ่าความโด่งระหว่าง 0.566 ถึง 0.734

ตวั แปรสงั เกตได้ของตวั แปรแฝง ส่งิ แวดล้อมท่ีดี มีค่าเฉลี่ยอย่รู ะหวา่ ง 3.82 ถงึ 4.22 โดยมีตัวแปร
สังเกตที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ การอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อม ดินฟ้า อากาศท่ีดีและเหมาะสม และตัวแปร
สงั เกตที่มคี ่าเฉล่ยี น้องทสี่ ุดคือ สมาชกิ ในสังคมเป็นคนดี โดยมีค่าความเบ้ระหว่าง -0.780 ถึง -0.396 และมีค่า
ความโดง่ ระหวา่ ง 0.048 ถงึ 0.682

3. การวิเคราะห์องคป์ ระกอบเชิงยนื ยันของตวั แปรความสุขเชงิ พุทธ

ในการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงโครงสร้างในการวัดความสุขเชิงพุทธ ด้วยการวิเคราะห์
องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่ 2 (Second-order Confirmatory Factor Analysis : CFA) ด้วยโปรแกรม
การวิเคราะห์โมเดลลิสเรล (Linear Structural Relationship Model: LISREL) สาหรับงานวิจัยน้ี ผู้วิจัยได้
ทาการวิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบแนวคิดและโมเดลสมมุติฐานการวิจัยเป็นลาดับแรก และเม่ือทาการทดสอบ

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 181

แล้วพบว่าแบบจาลองโครงสร้างท่ีผู้วิจัยกาหนดไว้ไม่กลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผู้วิจัยจะทาการปรับ
แบบจาลองโดยอาศัยพื้นฐานของแนวคดิ ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ งมาเป็นขอ้ มูลพจิ ารณาประกอบการปรับ
แบบจาลองการวดั ตัวแปรความสุขตามหลกั คาสอนทางพระพุทธศาสนา โดยมีรายละเอียดตา่ ง ๆ ดงั นี้

ตารางที่ 4.6 แสดงการประเมนิ ความสอดคลอ้ งของโมเดลการวดั ของโครงสร้างการวดั ความสขุ เชงิ พทุ ธ

Latent Observed Latent Construct Observed Variables
Construct Variables Construct Variance
Reliability Extracted Standardized Measurement Reliability
PHY A1
A2 0.80 0.50 Loading Error2 (Cronbach)
SOCIAL A3
A4 0.85 0.58 0.796
MIND
B1 0.90 0.69 0.69 0.53
INTEL B2
B3 0.95 0.68 0.69 0.53
B4
0.70 0.50
C1
C2 0.75 0.44
C3
C4 0.836

D1 0.65 0.57
D2
D3 0.74 0.45
D4
D5 0.89 0.21
D6
0.75 0.43

0.896

0.83 0.31

0.84 0.29

0.85 0.29

0.81 0.35

0.925

0.81 0.34

0.83 0.31

0.82 0.33

0.85 0.28

0.83 0.31

0.80 0.36

จากตารางที่ 4.6 แสดงการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดั บท่ี 2 (Second order -
Confirmatory Factor Analysis: CFA) ในการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity)
ของตัวแปรความสุขเชิงพุทธ ผลการทดสอบพบว่า องค์ประกอบของการวัดความสุขเชิงพุทธมีด้วยกัน 4
องค์ประกอบได้แก่ สุขทางกายภาพ (PHY) สุขทางสังคม (SOCIAL) สุขทางจิตใจ (MIND) และสุขทางปัญญา
(INTEL) โดยผู้วิจัยได้ทาการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงโครงสร้างในแต่ละองค์ประกอบ ด้วยการวิเคราะห์ค่า

182 Testing and Assessment for Psychology

ความเชื่อม่ันของตัวแปรแฝง (Construct Reliability) พบว่ามีค่าความเชื่อม่ันอยู่ระหว่าง 0.80 ถึง 0.95 และ
มีค่าความแปรปรวนท่ีสกัดได้ (Average Variance Extract) อยู่ระหว่าง 0.50 ถึง 0.69ในส่วนของคุณภาพ

เคร่ืองมือวัดทั้งฉบับพบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ครอนบาร์คแอลฟ่า (Cronbach Alpha : ) เท่ากับ
0.974 และมีคา่ สมั ประสทิ ธ์สิ หสมั พนั ธข์ องเคร่ืองมือแต่ละชุดอยรู่ ะหว่าง 0.796 ถึง 0.925

ตารางที่ 4.7 แสดงค่าดัชนคี วามกลมกลนื ของแบบจาลองโครงสร้างการวัดโครงสร้างการวัดความสขุ เชงิ พทุ ธ

ดัชนีทีใ่ ชใ้ นการพิจารณา เกณฑ์การพจิ ารณา ค่าสถติ ิ แปลผล

ดชั นีความกลมกลนื แบบสมบูรณ์ ไมม่ นี ัยสาคญั ทางสถิติ 2 = 416.09; df = 131; P <.01 ไม่กลมกลนื
(Absolute Fit Index) < .08 0.072 มีความกลมกลืน
> .90 0.90 มีความกลมกลืน
1. Chi-Square (2)
2. RMSEA > .90 0.99 มีความกลมกลนื
3. GFI > .90 0.98 มคี วามกลมกลืน
ดัชนีความกลมกลนื เชงิ เปรยี บเทยี บ
(Comparative Fit Indexes) < .05 0.015 มีความกลมกลืน
1. CFI < .05 0.037 มีความกลมกลนื
2. NNFI
ดัชนใี นกลุ่มเศษทเี่ หลือ มีค่าใกล้ 1 0.69 มคี วามกลมกลนื
(Comparative fit Index)
1. RMR
2. SRMR
ดชั นีโมเดลเชิงประหยัด
(Parsimony fit Indices)
1. PGFI

จากตาราง 4.7 การวิเคราะห์ความสอดคล้องของแบบจาลองการวัดกับข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า

แบบจาลองการวัดมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (2 = 416.09; df = 131; <.01, RMSEA = 0.072,
GFI = 0.90, CFI = 0.99, NNFI = 0.98) ในส่วนของคา่ ไค – สแควร์ (Chi-Square) พบวา่ ไม่มนี ยั สาคญั ทางสถิติ
เน่ืองจากได้รับอิทธิพลความแปรปรวนจากขนาดของกลุ่มตัวอย่างท่ีมีขนาดใหญ่ ผู้วิจัยจึงพิจารณาดัชนีช้ีวัด
ความกลมกลืนอ่ืนพบว่า มีแบบจาลองการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในทุกดัชนี โดยมีค่า
สมั ประสิทธ์นิ ้าหนกั องคป์ ระกอบมาตรฐานในอนั ดบั ที่ 2 อยู่ระหวา่ ง 0.89 ถึง 0.95 และมีคา่ สัมประสิทธิ์น้าหนัก
องค์ประกอบมาตรฐานของตวั แปรสังเกตอยู่ระหว่าง 0.65ถึง 0.89 ดังแสดงในแผนภมู ิ 4.1

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 183

0.53 A1 0.69 PHY
0.53 A2 0.89
0.50 A3 0.69
0.44 A4 0.70
0.75

0.57 B1 0.65 SOCIAL 0.92
0.45 B2 0.74
0.21 B3 0.89 HAPPY 1.00
0.43 B4 0.75
0.96
0.31 C1 0.83 MIND
0.29 C2 0.84
0.29 C3 0.85 0.94
0.35 C4 0.81
INTEL
0.34 D1 0.81
0.31 D2 0.83
0.33 D3 0.82
0.28 D4 0.85
0.31 D5 0.83
0.36 D6 0.80

แผนภูมิท่ี 4.1 แสดงแบบจาลองการวดั ความสุขเชงิ พุทธดว้ ยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชงิ ยนื ยนั อันดบั ท่ี 2

จากแผนภูมิที่ 4.1 จากการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบเชิงยินยันอนั ดับท่ี 2 พบวา่ ตัวแปรแฝงความสุข

ทางจิตใจ มีค่าสัมประสิทธ์ิน้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานมากท่ีสุด MIND = 0.95 รองลงมาได้แก่ ตัวแปร

แฝงความสุขทางปัญญา มีค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบมาตรฐาน INTEL = 0.94 ความสุขทางสังคม

มีค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบมาตรฐาน SOCIAL = 0.92 และความสุขทางกาย มีค่าสัมประสิทธิ์

น้าหนักองคป์ ระกอบมาตรฐาน PHY = 0.89 ตามลาดบั

ในลาดับต่อไปเป็นการวิเคราะห์ค่าน้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานของตัวแปรแฝงในแต่ละ
องค์ประกอบ โดยผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันในอันดับท่ี 1 พบว่า ตัวแปรแฝงความสุขทางกาย
(PHY) ประกอบไปด้วยตัวแปรสังเกตท่ีเป็นตัวบ่งช้ี 4 ตัวซ่ึงตัวแปรแฝงความสุขทางกาย มีค่าความเชื่อมั่นของ
ตัวแปรแฝงเท่ากับ 0.80 และมีค่าความแปรปรวนที่สกัดได้เท่ากับ 0.50 โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิน้าหนัก
องค์ประกอบมาตรฐานของตัวแปรสังเกตได้ท่ีเป็นตัวบ่งช้ีมีค่าตั้งแต่ 0.69 ถึง 0.75 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .01 ทุกค่า ตัวแปรสังเกตทคี่ ่าสัมประสิทธ์นิ ้าหนักองค์ประกอบมากทส่ี ุดคือ ตัวแปรการจัดการทรพั ย์สิน

184 Testing and Assessment for Psychology

โดยชอบธรรม (A4 = 0.75) และตัวแปรท่ีมีค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบน้อยท่ีสุดคือ ตัวแปรสุขทาง

กายและความสมั พนั ธต์ อ่ สิ่งแวดล้อมทางวัตถุ (A1 และ A2 = 0.69)

ตัวแปรแฝงความสุขทางสังคม (SOCIAL) ประกอบไปด้วยตัวแปรสังเกตท่ีเป็นตัวบ่งช้ี 4ตัว ซึ่งตัว
แปรความสุขทางสงั คม มีคา่ ความเช่อื มั่นของตัวแปรแฝงเท่ากับ 0.85 และมีค่าความแปรปรวนทส่ี กัดได้เท่ากับ
0.58 โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิน้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานของตัวแปรสังเกตได้ที่เป็นตัวบ่งช้ีมีคา่ ต้ังแต่ 0.65 ถึง
0.89 อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .01 ทุกค่าตัวแปรสังเกตท่คี ่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบมากท่ีสุด

คือ ตัวแปรสุขในการสงเคราะห์ต่อผู้อื่น (B3 = 0.89) และตัวแปรท่ีมีค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบ

น้อยทส่ี ดุ คอื ตัวแปรครอบครวั เป็นสขุ (B1 = 0.65)

ตวั แปรแฝงความสขุ ทางจิตใจ (MIND) ประกอบไปดว้ ยตัวแปรสังเกตท่ีเป็นตัวบ่งชี้ 4 ตัว ซ่ึงตวั แปร
ความสขุ ทางจิตใจ มคี ่าความเชือ่ มนั่ ของตัวแปรแฝงเทา่ กบั 0.90 และมีค่าความแปรปรวนที่สกดั ไดเ้ ท่ากบั 0.69
โดยมีค่าสัมประสิทธ์นิ ้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานของตัวแปรสงั เกตได้ท่ีเป็นตวั บ่งชี้มีค่าต้ังแต่ 0.81 ถึง 0.85
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกค่า ตัวแปรสังเกตที่ค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบมากท่ีสุดคือ

ตัวแปรคุณภาพจิตดี (C3 = 0.65) และตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบน้อยที่สุดคือ ตัวแปร

ความภาคภูมใิ จและความเชอ่ื มนั่ ในศักยภาพของตนเอง (C4 = 0.81)

ตัวแปรแฝงความสุขทางปัญญา (INTEL) ประกอบไปด้วยตัวแปรสังเกตที่เป็นตัวบ่งช้ี 6 ตัว ซ่ึงตัว
แปรความสุขทางปัญญา มีค่าความเช่ือมั่นของตัวแปรแฝงเท่ากับ 0.95 และมีค่าความแปรปรวนที่สกัดได้
เท่ากับ0.68 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์น้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานของตัวแปรสังเกตได้ที่เป็นตัวบ่งช้ีมีค่าต้ังแต่
0.80 ถึง 0.85 อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01 ทกุ คา่ ตัวแปรสงั เกตทคี่ า่ สัมประสทิ ธิ์น้าหนักองค์ประกอบ

มากที่สุดคือ ตัวแปรคุณภาพจิตดี (D4 = 0.85) และตัวแปรท่ีมคี ่าสมั ประสิทธ์ิน้าหนักองค์ประกอบน้อยท่ีสุด

คอื ตัวแปรความภาคภมู ิใจและความเช่อื มัน่ ในศกั ยภาพของตนเอง (D6 = 0.80)

ตารางที่ 4.8 เมทรกิ ซส์ ัมประสิทธ์สิ หสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปรแฝงในลาดับท่ี 2 กับตวั แปรความสุขเชงิ พุทธ

PHY SOCIAL MIND INTEL HAPPY

PHY 1.00
SOCIAL
MIND 0.82 1.00
INTEL
HAPPY 0.86 0.89 1.00

0.83 0.87 0.91 1.00

0.89 0.92 0.96 0.94 1.00

ตารางท่ี 4.8 จากผลการทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรแฝงในลาดับท่ี 2พบว่าตัวแปรแฝงภายใน
ทุกตัวมีความสัมพันธ์กับความสุขเชิงพุทธทุกคู่ อย่างมีนัยสาคัญท่ีระดับ .01 โดยคู่ความสัมพันธ์ของตัวแปรแฝง
ภายในที่มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มากที่สุดได้แก่ ความสุขทางใจกับความสุขเชิงพุทธ (r = 0.96) รองลงมา

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 185

ได้แก่ ความสุขทางปญั ญากับความสุขเชงิ พุทธ (r = 0.94) และความสุขทางใจกบั ความสขุ ทางปญั ญา (r = 0.91)
ตามลาดับ โดยคู่ของตัวแปรแฝงภายในท่ีมีความสัมพันธ์น้อยท่ีสุดคือ ความสุขทางกายกับความสุขทางสังคม (r
= 0.82) เปน็ ต้น

4.7 สรปุ

หลังจากนักวิจัยได้ตัวแปรท่ีใช้ในการวิจัยเรียบร้อย งานขั้นตอนท่ีสาคัญต่อไป คือ การสร้าง
เครื่องมือที่ใช้วัดตัวแปรเหล่าน้ัน นักวิจัยจะต้องมีเคร่ืองมือในการรวบรวมข้อมูลและการสร้างแบบสอบถาม
น่นั ก็คือ มาตรวดั ประเมินค่า ตัวแปรท่ีนามาสร้างต้องถูกกาหนดข้ึนมาอย่างถูกตอ้ ง สอดคล้องกับวตั ถุประสงค์
และสมมติฐานการวิจัย จากการทบทวนเอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ ง สามารถจาแนกประเภทของมาตรตามระดับการวัด
ของมาตร และจาแนกตามประเภทของข้อมูลออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ มาตรวัดจัดประเภท (Categorical
scales) (ประกอบด้วย มาตรวัดอัตมโนทัศน์ (Self-concept scales) มาตรวัดความสนใจ (Interest scales)
มาตรวัดค่านิยม (Value scales) และ มาตรวัดการรับรู้ (Perception scales)) มาตรอันดับ หรือมาตร
เรียงลาดับ (Ordinal scales) (ได้แก่ มาตรวัดความต้องการหรือความต้องการจาเป็น (Needs) สังคมมิติ
(Sociometry) และมาตรอันตรภาค (Interval scales) เป็นต้น) วิธีการวัดของมาตรวัดท่ีสาคัญ ได้แก่ วิธีของ
เทอร์สโตน (Thurstone’s Method) วิธีของลิเกิร์ต (Likert’s Method) วิธีกัตต์แมน (Guttman’s Scale)
และ วิธีการจาแนกแบบ S-D Scale (Semantic Differential Scale) เป็นต้น ในแต่ละประเภทก็จะมีวิธีการ
สร้างมาตรวัดและการแปลผลท่ีแตกต่างกันไป สาหรับรูปแบบคาถามของมาตรประมาณค่า เป็นมาตราวัดท่ี
นิยมใช้กันมากในการประเมินพฤติกรรม บุคลิกภาพและทัศนคติของบุคคล มาตราประเมินค่ามีหลายประเภท
เช่น มาตราประเมินค่าเชิงตัวเลข มาตราความแตกต่างทางภาษา มาตราประเมินค่าแบบกราฟ มาตราประเมิน
ค่าที่มีข้ัวการวัดเชิงพฤติกรรม และมาตราประเมินค่าแบบบังคับเลือกตอบ เป็นต้น สาหรับสถิติพื้นฐานพ้ืนฐาน
ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ พิสัย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การหาค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ ค่าสหสัมพันธ์ ฯลฯ และ

สาหรับสถิติเขิงอนุมารหรือสถิติทีใ่ ช้ในการทดสอบ ได้แก่ IOC, CVI,  Cronbach, Effect size= G*Power,
Start: Advance Research Methodology ผ ล โป ร แ ก ร ม วั ด ด้ ว ย t-test/F-test, Goodness of fit:
x2  test, RMSE / RMS , KMO, r, x2 / df และ GFI/AGFI เป็นต้น ซึ่งจะต้องเลือกสถิติที่เหมาะสมกับ
มาตรวัด และสมมตฐิ านการวิจยั เพ่ือให้สามารถตอบโจทย์ และวตั ถุประสงคท์ แ่ี ท้จริงของงานวิจยั ได้ เปน็ ตน้

186 Testing and Assessment for Psychology

คาถามทบทวนบทท่ี 4

1) อธิบายความหมายของของมาตรวดั ประเมินคา่
2) จงอธบิ ายลกั ษณะของมาตรวดั ลักษณะทางจติ วทิ ยา และระดับการวัดทางจิตวทิ ยา
3) จงจาแนกประเภทของมาตรวัดท่ีสาคญั และอธิบายความหมายของมาตรวัดแต่ละประเภท
4) จงยกตวั อยา่ งข้อคาถามท่ใี ช้มาตรประมาณค่าเทอรส์ โตน
5) จงยกตัวอย่างขอ้ คาถามทใ่ี ชม้ าตรประมาณค่าลิเกริ ต์
6) จงยกตัวอยา่ งขอ้ คาถามท่ีใช้มาตรวดั นยั จาแนก
7) อธบิ ายรปู แบบคาถามของมาตรประมาณคา่ และยกตวั อย่างคาถามของมาตรวัดประมาณคา่
8) การกาหนดมาตรใหก้ ับวดั ประมาณค่า
9) จงยกตัวอย่างสถติ ิพื้นฐานในการทดสอบสมมตฐิ านในการงานวจิ ัย และอธิบายเหตุ
10) จงยกตัวอย่างการใช้สถิติเชิงพรรณนาในงานวจิ ัย
11) อธิบายการใชส้ ถิติเชิงอนุมาน เช่น T test

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 187

เอกสารอา้ งอิงประจาบท

กุลชลี จงเจริญ และนิตยา ภัสสรศิริ. (2560). การออกแบบและการวางแผนการวิจัย . นนทบุรี:
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สืบค้น 26 กันยายน 2562 จาก www:edu.stou.ac.th/
UploadedFile/9.pdf

จิตราภา กุณฑลบุตร. (2557). การวิจัยเชิงบรรยาย จาก ทฤษฎีสู่การปฏิบัตจิ ริง. (พิมพ์คร้ังท่ี 2). สมุทรสาคร:
โรงพิมพ์ บรษิ ทั แปลน พรน้ิ ตง้ิ จากดั .

นวลฉวี ประเสริฐสุข. (2557). จติ วิทยาการทดลอง: หลักการและการปฏิบัติ. (พิมพ์ครง้ั ท่ี 2). นครปฐม: โรงพมิ พ์
มหาวิทยาลัยศิลปากร.

พรเพญ็ เพชรสขุ ศริ ิ. (2540). การสรา้ งมาตรวดั . (พมิ พค์ รัง้ ที่ 2). พษิ ณโุ ลก: โรงพิมพโ์ กลบอลพรน้ิ ท์.
พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ. (2559). การสร้างและพัฒนาตัวช้ีวัดความสุขตามหลักพระพุทธศาสนา.

(รายงานวิจัย). สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์. พระนครศรีอยุธยา: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย.
ศิริบูรณ์ สายโกสุม. (2556). การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
สมั ฤทธ์ิ กางเพง็ และสรายุทธ กันหลง. (2560). การวิจัยแบบผสมวธิ ี: กระบวนทศั น์การวิจัยในศตวรรษที่ 21.
(พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3). ขอนแก่น: หา้ งหุ้นส่วนจากัด อภชิ าตการพิมพ์.
สุชรี า ภทั รายตุ วรรตน์. (2556). คูม่ ือการวดั ทางจิตวิทยา. กรงุ เทพมหานคร: ตรเี ทพ.
สวุ ิมล ติรกานันท์. (2557). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
อรพินทร์ ชูชม. (2545). เอกสารประกอบคาสอน วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤตกิ รรมศาสตร์.
กรงุ เทพมหานคร: สถาบนั วิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร.
Guilford, J. P. & Fruchter, B. (1978). Fundamental Statistics in Psychology and Education.
Singapore: McGraw Hill.
Mehrens, W. A. & Lehmann, I. J. (1973). Standardized Test in Education. New York: Holt, Rinehart
& Wiston.
Robert, M. Kaplan & Dennis, P. Saccuzzo. (2009). Psychological Testing. International Student
Edition. USA: Wadsworth, Cengage Learning.

188 Testing and Assessment for Psychology

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 189

แผนการสอนประจาบทที่ 5

เนอ้ื หาสาคญั การเรยี นรปู้ ระจาบท

บทที่ 5 การสร้างแบบทดสอบและแบบสอบถาม

5.1 แบบทดสอบ
5.1.1 ความหมายของแบบทดสอบ
5.1.2 ประเภทของแบบทดสอบ
5.1.3 ลกั ษณะของแบบทดสอบ
5.1.4 คณุ ลกั ษณะของแบบทดสอบทีด่ ีและแบบทดสอบท่ีมีอคติ
5.1.5 แบบทดสอบทม่ี อี คติ
5.1.6 การสรา้ งและพัฒนาแบบทดสอบ
5.1.7 แหลง่ ขอ้ มูลเก่ยี วกับแบบทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา
5.1.8 ตัวอย่างแบบทดสอบทางจิตวิทยา

5.2 แบบสอบถาม
5.2.1 ความหมายของแบบสอบถาม
5.2.2 ประเภทของแบบสอบถาม
5.2.3 ลักษณะของแบบสอบถามท่ีดี
5.2.4 การสรา้ งแบบสอบถาม
5.2.5 วธิ กี ารใชแ้ บบสอบถาม
5.2.6 ขอ้ ดีและข้อจากดั ของการใชแ้ บบสอบถาม
5.2.7 ตัวอย่างแบบสอบถามทางจติ วทิ ยา

5.3 สรุป
คาถามทบทวนบทที่ 5
เอกสารอ้างองิ ประจาบท

190 Testing and Assessment for Psychology

วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้

หลงั จากเรียนจบบทนี้ นิสิต
1. รู้ เข้าใจและสามารถอธบิ ายความหมายของแบบทดสอบ
2. รู้ เข้าใจและสามารถอธิบายถงึ ประเภทของแบบทดสอบและ คณุ ลกั ษณะของแบบทดสอบที่ดี
3. รู้ เขา้ ใจและสามารถการสร้างและพฒั นาแบบทดสอบ
4. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธิบายถงึ แบบทดสอบทม่ี อี คติ
5. สามารถเรยี นร้แู ละสบื ค้นแหลง่ ข้อมลู เก่ยี วกับแบบทดสอบและเคร่อื งมือวัดทางจติ วิทยา
6. รู้ เขา้ ใจและสามารถอธบิ ายหลักพ้นื ฐานสรา้ งแบบประเมินทางจิตวิทยา

วธิ ีการสอนและกิจกรรม

1. ศกึ ษาเอกสารคาสอนบทที่ 5 เทคนิคการสรา้ งและพฒั นาแบบทดสอบทางจิตวิทยา
2. วธิ ีสอนแบบอภปิ รายเนื้อหา/ชกั ถาม/และทาคาถามทบทวนในช้ันเรยี น
3. ศกึ ษาดว้ ยตนเอง
4. รายงานผลตามกลมุ่ หนา้ ชนั้ เรียนเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรและวาจา
5. ร่วมวเิ คราะห์เอกสารจาก PowerPoint หน้าช้ันเรียน
6. สรปุ เน้ือหาที่เรียนในการสอนแต่ครั้ง
7. ทาคาถามทบทวนท้ายบทหลงั เรียน แลว้ นาผลท่ีไดม้ าวิเคราะห์พนื้ ฐานความเข้าใจใน

กระบวนการวัดพฤติกรรมทางจิตวทิ ยา

สอ่ื การเรยี นการสอน

1. เอกสารคาสอนบทที่ 5 การสร้างแบบทดสอบและแบบสอบถาม
2. ประเมินผลก่อน/หลงั เรียน
3. แบบฝกึ ปฏบิ ัติ
4. PowerPoint
5. เครือ่ งคอมพิวเตอร์

การวดั ผลและประเมนิ ผล

1. สงั เกตการณ์มสี ่วนรว่ มการปฏบิ ัติของนสิ ติ
2. สังเกตการณ์แสดงความคิดเหน็ ตามกล่มุ ของนสิ ติ
3. ศึกษาจากการประเมนิ ผลกอ่ นและหลังเรยี น
4. สงั เกตความตั้งใจเรียน ความสนใจทจ่ี ะฟงั คาถามและตอบปัญหา
5. การทาคาถามทบทวนทา้ ยบท

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 191

บทท่ี 5

การสร้างแบบทดสอบและแบบสอบถาม

แบบสอบถาม (Questionnaires) และแบบวัดทางจิตวิทยา (Psychological Test) เป็นเครื่องมือ
ใช้ในการรวบรวมขอ้ มูลสาหรับการวจิ ยั (Tool or Instrument) ซงึ่ ประกอบดว้ ยชดุ ของขอ้ คาถามทีต่ อ้ งการให้
กลุ่มตัวอย่างตอบ หรือกรณีท่ีกลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ยากอาจใช้วิธีสัมภาษณ์ตาม
แบบสอบถาม แบบสอบถามนิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่ไม่ซับซ้อนของบุคคล แต่กรณีที่
เปน็ แบบวัดทางจิตวิทยาใช้วดั เกีย่ วกับคุณลักษณะทางจิต (Psychology Trail) ของบุคคล เป็นต้น ในการสร้าง
แบบทดสอบและแบบสอบถามดังกล่าว จะเป็นจะต้องรู้ถึงความหมาย หลักพ้ืนฐานในการสร้าง ประเภท
ลกั ษณะ รวมไปถึงแบบทดสอบและแบบสอบถามจะต้องได้มาตรฐานเป็นแบบทดสอบและแบบสอบถามที่เป็น
ที่ยอมรับมีลักษณะท่ีดีและไม่มีอคติ แบบสอบทดสอบและแบบสอบถามต่างก็มีข้อจากัดต่าง ๆ และมี
นักวิชาการได้สร้างและพัฒนาต่อเน่ืองกันมา ดังน้ันการนาแบบทดสอบและแบบสอบถามไปใช้ในงานวิจัย
ตา่ ง ๆ จงึ ต้องเข้าใจ และนาไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ามวัตถปุ ระสงค์เปน็ ต้น รายละเอียดดังตอ่ ไปนี้

5.1 แบบทดสอบ (Questionnaires)

5.1.1 ความหมายของแบบทดสอบ
นิยามการทดสอบทางจิตวิทยา (Psychological Test - A definition)
ปัจจุบันมีแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่ใช้กันทั่ว โลกมากกว่า 1,000 แบบทดสอบ การวัดทาง
จิตวิทยาจาเป็นที่จะต้องมีนิยามการวัด Murphy & Davidshofer (1991) นิยามการวัดทางจิตวิทยาว่า
หมายถึง ลกั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
1) แบบทดสอบทางจิตวิทยา เป็นการวัดตัวอย่างพฤติกรรม (sample of behavior) ท่ีเป็น
ตวั แทนของพฤติกรรมทต่ี อ้ งการวดั
2) ขบวนการวัดที่จดั อย่ใู นภาวการณ์ทมี่ ีความเปน็ มาตรฐาน (Standardized conditions)
3) การให้คะแนน (Scoring) และการตีความหมายของคะแนน (Interpretation) มีความเป็น
ปรนยั (Objectivity)
แบบทดสอบ (Test) แบบทดสอบเป็นเคร่ืองมือที่วัดทักษะของผู้ตอบโดยการชักนาให้ผู้ให้ข้อมูล
หรือกลุ่มตัวอย่างตอบคาถามด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งสามารถนาไปจัดเรียงเป็นคะแนนได้ ข้อมูลท่ีได้จาก
แบบทดสอบซ่ึงประกอบด้วยชุดของข้อคาถามท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน จะสะท้อนคุณลักษณะท่ีนักวิจัยต้องการวัด
ยกตัวอย่างเช่น แบบทดสอบการสะกดเพ่ือวัดว่าสามารถสะกดให้ดีเพียงใด หรือสามารถเรียนรู้การสะกดชุด

192 Testing and Assessment for Psychology

ของคาให้มากเท่าใด ครูใช้แบบทดสอบเพ่ือวัดว่านักเรียนมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ซ่ึงข้อคาถามเป็นส่ิง
เรา้ กระตนุ้ ให้แสดงพฤติกรรมการตอบสนอง ซงึ่ สามารถนามาใหค้ ะแนนหรอื ประเมิน1 เปน็ ตน้

แบบทดสอบทางจิตวิทยา2 คือ การวัดตัวอย่างของพฤติกรรมอย่างมีหลักเกณฑ์และมีมาตรฐาน (A
Psychological Test is essentially an objective and standardized measure of a sample of behavior)
แบบทดสอบทางจิตวิทยาก็เหมือนกับแบบทดสอบทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ที่เป็นผลมาจากการสังเกตตัวอย่าง
พฤติกรรมบางอย่างของแต่ละบุคคล เช่น นักเคมีทดสอบเลือดของคนไข้ หรือการทดสอบเก่ียวกับความสะอาด
ของน้าประปาที่ใช้ เราก็จะตักน้ามาเป็นตัวอย่างในการทดสอบ ในทานองเดียวกัน ถ้านักจิตวิทยาต้องการดู
ความสามารถของเด็กในเร่ืองคาศัพท์ ความสามารถของเสมียนในการคิดเลข หรือความสามารถของนักบินใน
การทางานประสานกันของตากับมือ นักจิตวทิ ยาจะดูจากกลุ่มของคาถามปัญหาเลขคณิต หรือทดสอบอวัยวะ
ต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม บางคร้ังแบบทดสอบนั้นอาจจะทดสอบบุคคลครอบคลุมส่ิงท่ีต้องการ แต่บาง
แบบทดสอบจะมีน้อยเกินไป เพราะฉะน้ัน คุณค่าของการทานาย (Predictive value) ของแบบทดสอบขึ้นอยู่
กับระดับความสัมพันธ์ของแบบทดสอบนั้นกับพฤติกรรที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ตามการท่ีเด็กสามารถจะจา
คาศัพท์ได้หมดทุกคาในแบบทดสอบ หรือเสมียนทาแบบทดสอบได้ถูกต้องหมดก็ไม่ได้เป็นท่ีน่าสนใจเท่ากับว่า
ผลจากแบบทดสอบเป็นการทานายความสามารถของเด็กในเร่ืองคาศัพท์จริง ๆ เพราะฉะนั้นแบบทดสอบทาง
จิตวิทยาไม่ว่าจะเปน็ ชนิดใดก็ตาม ควรที่จะมีคุณคา่ ของการทางาน (Predictive value) พอสมควร เพราะการ
วัดหรือการทดสอบทางจิตวิทยาน้ัน เพื่อท่ีจะศึกษาหรือทานายพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าท่ีจะ
สนใจในสภาวการณ์ปัจจบุ ัน เป็นต้น และจุดสาคัญท่ีเราจะต้องพิจารณาด้วยก็คือ Capacity เช่น เราตอ้ งการที่
จะทราบว่า เด็กคนนี้จะสามารถเรียนภาษาฝรั่งเศสได้ดีแค่ไหน ก่อนหน้าท่ีเขาจะเริ่มเรียนด้วยซ้าไป
เพราะฉะน้ันแบบทดสอบชุดนี้ก็จาเป็นท่จี ะตอ้ งมีข้อทดสอบซึ่งรวมเอาพฤติกรรมที่จะสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่
รวมอยู่ด้วย โดยที่แบบทดสอบน้ันอาจจะไม่มีเรื่องราวภาษาฝรั่งเศสอยู่ด้วย เราก็สามารถที่จะพูดได้ว่า
แบบทดสอบน้ันวัดความสามารถท่ีแท้จริง (Capacity) หรือศักยภาพ (Potentiality) ของแต่ละบุคคลในการ
เรียนภาษาฝรั่งเศส พูดง่าย ๆ วา่ ตัวอย่างพฤติกรรมท่ีเราทดสอบนั้นเป็นตัวแทนและเป็นตัวช้ีวัดของพฤติกรรม
อื่น ๆ และพฤติกรรมในอนาคต เราก็พูดได้ว่าแบบทดสอบนั้นวัดความสามารถที่แท้จริง ไม่มีแบบทดสอบทาง
จติ วิทยาชนิดใดทจี่ ะทาไดม้ ากกว่าการวัดพฤติกรรม

หรืออาจกล่าวได้ว่าแบบทดสอบทางจิตวิทยาและการศึกษา3 เป็นชุดของคาถามสร้างข้ึนเพ่ือวัด
ลักษณะต่าง ๆ ของมนุษย์ท่ีแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม พฤติกรรมมีหลายชนิด พฤติกรรมภายนอก เป็นส่ิงท่ี
สามารถสังเกตได้ แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็นความพยายามจะวัดพฤติกรรมภายนอกหรือความสามารถได้

1 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2549), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, (พิมพ์คร้ังท่ี 1), กรุงเทพมหานคร:
สานักพิมพม์ หาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หนา้ 1.

2 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์ครั้งท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หนา้ 20-21.

3 อ้างแล้ว, ศริ ิบรู ณ์ สายโกสมุ , (2549), การใชแ้ บบทดสอบในการใหค้ าปรึกษา, หนา้ 1.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 193

โดยตรง ยกตัวอย่างเช่น ความคิด ความรู้สึก แบบทดสอบอาจวัดพฤติกรรมปัจจุบัน อดีต หรืออนาคต ซ่ึงการ
วัดพฤติกรรมในอดีตเป็นความพยายามประเมินสิ่งที่บุคคลทาเรียบร้อยแล้ว เม่ือครูวัดเน้ือหาที่เรียนในตารา
เป็นการประเมินพฤติกรรมภายนอกและภายในท่ีผ่านมาว่าเกิดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด การวัดพฤติกรรม
ปจั จบุ ัน เป็นความพยายามตัดสนิ สภาวะปจั จบุ ัน เพื่อดูวา่ นกั เรียนสามารถจดจาและเข้าใจส่ิงท่เี รียนได้เพยี งใด
และท้ายสุดแบบทดสอบอาจพยายามตัดสินถึงพฤติกรรมในอนาคต เป็นการพยากรณ์ ความน่าจะเป็น เช่น
อาจคาดคะเนความน่าจะเปน็ เก่ียวกับความสามารถท่จี ะเรยี นโปรแกรมการศึกษาได้สาเร็จ เปน็ ตน้

หลักพืน้ ฐานในการสร้างแบบทดสอบทางจิตวิทยา
แบบทดสอบทางจติ วทิ ยา4 ถกู อธิบายในฐานะของการวดั มาตรฐาน (Standardization Measure)
ซ่ึง Standardization หมายถึง เคร่ืองมือท่ีมีแบบแผน (Uniformity of procedure) ในการใช้และให้คะแนน
ถ้าคะแนนได้จากหลาย ๆ คนมาเปรียบเทียบกัน สถานการณ์ในการทดสอบต้องเหมือนกันทุก ๆ คน ซึ่งเป็น
ส่ิงจาเป็นในการควบคุมสถานการณ์ในการสังเกตทางวิทยาศาสตร์ในสถานการณ์ท่ีกาลังทดสอบตัวแปรอิสระจะมี
ไดเ้ พียงตวั เดียวคือ แต่ละบคุ คลที่ถกู ทดสอบเทา่ น้ัน
ในการที่จะทาให้แบบทดสอบนั้นเป็นเครื่องมือท่ีมีแบบแผน แบบทดสอบน้ันจะต้องบอกถึงวิธีการใน
การใช้แบบทดสอบไว้อย่างละเอยี ด ซ่ึงแบบทดสอบท่ีมมี าตรฐานจะตอ้ ง
1) กาหนดเวลาในการทาแบบทดสอบ
2) การออกคาส่งั ใหแ้ กผ่ ถู้ กู ทดสอบ
3) ตวั อยา่ งในการตอบ
4) การใหค้ ะแนนทแี่ นน่ อน
5) เกณฑ์ปกติ (Norms)

5.1.2 ประเภทของแบบทดสอบ
1) การจาแนกประเภทของแบบทดสอบ (Classification of Tests) การที่จะกาหนดว่า

แบบทดสอบจาแนกออกเป็นกป่ี ระเภทนนั้ คงจะบอกแน่นอนได้ยาก อยา่ งไรก็ตาม มีเกณฑ์ในการแบง่ กว้าง ๆ ดงั น้ี
(1) ใช้เกณฑ์ความเป็นมาตรฐาน โดยเกณฑ์นี้สามารถแบ่งออกเป็นแบบทดสอบท่ีเป็น

มาตรฐาน (Standardized test) และแบบทดสอบทย่ี งั ไม่เป็นมาตรฐาน (nonstandardzed test)
(2) ใช้เกณฑ์ตามจานวนของผู้ถูกวัด โดยเกณฑ์นี้สามารถแบ่งออกเป็นแบบทดสอบ

รายบคุ คล (individual test) และแบบทดสอบแบบกลุม่ (group test)
(3) ใชเ้ กณฑ์ความเป็นปรนัย โดยเกณฑ์นี้สามารถแบ่งออกเป็นแบบทดสอบที่เป็นปรนัย

(Objective test) และแบบทดสอบที่ไม่เป็นปรนัย (nonobjective test) หรือท่ีเรียกว่าแบบทดสอบ

4 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์ครั้งท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง, หน้า 20-21.

194 Testing and Assessment for Psychology

subjective test ความเป็นปรนยั ก็คอื ความเปน็ ปรนัยในการใหค้ ะแนน การใหค้ าส่ัง และการแปลความหมาย
ของคะแนนการทดสอบ

(4) ใช้เกณฑ์พิจารณาจากขบวนการทดสอบ โดยเกณฑ์น้ีสามารถแบ่งออกเป็น
ขบวนการทดสอบที่เน้นการใช้คาพูด (verbal test) และขบวนการทดสอบที่เน้นทักษะการกระทา
(performance test)

(5) ใช้เกณฑ์การพจิ ารณาจากเนื้อหาของแบบทดสอบ โดยเกณฑน์ ้ีสามารถแบ่งออกเป็น
เนือ้ หาการทดสอบท่ีเน้นขบวนการทางความคิด (Cognitive test) และเนือ้ หาการทดสอบที่เนน้ ขบวนการทาง
จติ ใจ (Affective test)

สาหรับการจัดประเภทแบบทดสอบทางจติ วิทยาและแบบทดสอบทางการศึกษา ซ่ึง The
Mental Measurements Yearbook ไดท้ าการจดั จาแนกไวน้ น้ั ปรากฏดังตารางท่ี 5.1 และ 5.2

ตารางท่ี 5.1 การจัดประเภทของแบบทดสอบตาม The Mental Measurements Yearbook

ประเภท จานวนแบบทดสอบ %

Vocational 100 25.3
School Subjects 96 24.2
Personality 72 18.2
Miscellaneous 47 11.8
Developmental 31 7.8
Intelligence & Scholastic Aptitude 28 7.1
Speech and hearing 22 5.6
396 100
รวม

ทมี่ า: Conoley & Kramer, 1986 in Rogers, 1995, p. 49 อ้างอิงใน สชุ ีรา ภทั รายตุ วรรตน์

ตารางท่ี 5.2 การจัดประเภทของแบบทดสอบตาม The Eleventh Mental Measurements Yearbook

สาขา แบบทดสอบ

1. Achievement 12. Neuropsychological

2. Developmental 13. Personality

3. Education 14. Reasoning

4. English 15. Science
5. Fine Arts 16. Sensory Motor

6. Foreign Languages 17. Social Studies

7. Intelligence & Scholastic Aptitude 18. Speech & Hearing

8. Mathematics 19. Vocation

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 195

สาขา แบบทดสอบ
20. Behavior Assessment
9. Miscellaneous Assessment
10. Multi Aptitude

ทมี่ า: The Eleventh Mental Measurements Yearbook, 1992 อ้างอิงใน สุชีรา ภทั รายุตวรรตน์

หมายเหตุ การแบ่งประเภทที่ 11 ไม่มีกาหนดไว้ในการแบ่งส่วนการจัดประเภทของแบบทดสอบ
ทางจิตวิทยาเมื่อจาแนกตามสาขา สามารถแยกไดด้ ังตารางท่ี 5.3

ตารางที่ 5.3 ประเภทของแบบทดสอบทางจติ วทิ ยา จาแนกตามสาขา

สาขา แบบทดสอบ
1. Clinical Psychology - Assessment of intelligence
- Assessment of psychology
2. Counseling Psychology - Neuropsychological assessment
3. Industrial/Organizational Psychology - Assessment of career interests
- Assessment of skills
4. School Psychology - Assessment of social adjustment
- Assessment of managerial potential
- Assessment of training needs
- Assessment of cognitive and psychomotor ability
- Assessment of ability and readiness for school
- Assessment of handicapped children

ท่ีมา: Murphy KK. & Davidshofer CO., Psychological Testing: Principle & Applications, (2nded.).
Ner Jersey: Prentice Hall, (1991) p. 12. อา้ งองิ ใน สุชีรา ภัทรายตุ วรรตน์

สาหรบั ประเภทของแบบทดสอบที่นิยมใชใ้ นหมู่นักจิตวทิ ยาคลินิกอเมริกัน ปรากฏดังตารางที่ 5.4

ตารางที่ 5.4 แบบทดสอบทางจติ วทิ ยาที่นิยมใชก้ นั ในหมนู่ กั จิตวิทยาคลนิ ิก

แบบทดสอบ อันดับความนิยม

Wechsler Adult Intelligence Scale 1
Minnesota Multiphasis Personality Inventory 2
Bender Gestalt Test 3
Rorschach Inkblot Test 4
Thematic Apperception Test 5
Wechsler Intelligence Scale for Children-Revised 6

196 Testing and Assessment for Psychology

แบบทดสอบ อนั ดับความนิยม

Peabody Picture Vocabulary Test 7.5
Sentence Completion Test (all kinds) 7.5
House-Tree-Person Test 9
Draw-a-Person Test 10
Wechsler Memory Scale 11
Potter Sentence Completion Test 12
Memory for Designs 13
Vineland Social Maturity Scale 14
Stanford-Binet Intelligences Scale 15
Strong Vocational Interest Blank-Men 16
Bender Visual Retention Test 17.5
Edwards Personal Preference Schedule 17.5
Strong Vocational Interest Blank-Woman 19
Children Apperception Test 20.5
Progressive Matrices 20.5
Kuder Preference Record 22
Porteus Mazes 23
Differential Aptitude Test 25
Gray Oral Reading Testing 26
Wechsler-Bellevue Intelligence Scale 27
Cattell Infant Intelligence Test 28
Goldstein-Scherer Test of Abstract and Concrete Thinking 29
Blacky Pictures 30

ทม่ี า: Lubin, B., Larsen, R.M. & Matarazzo, J.D., (1984), Patterns of psychological test usage in
the United States: 1935-1982, American Psychologist, 39(4): 451 อ้างอิงใน สุชรี า ภัทรายตุ วรรตน์

สาหรับแบบทดสอบทางจติ วทิ ยาท่ีนยิ มใช้กันในหมู่นักจิตวทิ ยาให้คาปรึกษาอเมริกัน ปรากฏดังตาราง
ที่ 5.5

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 197

ตารางที่ 5.5 แบบทดสอบทางจติ วทิ ยาทีน่ ยิ มใช้กันในหมู่นักจติ วทิ ยาใหค้ าปรึกษา

แบบทดสอบ อนั ดบั ความนิยม

Minnesota Multiphasic Personality Inventory 1
Wechsler Adult Intelligence Scale-Revised 2
Strong-Campbell Interest Inventory 3
Sentence Completion Blanks 4
Bender-Gestalt Test 5
Wechsler Intelligence Scale for Children-Revised 6
House-Tree-Person Test 7
Draw-a-Person Test 8
Thematic Apperception Test 9
Rorschach Inkblot Test 10.5
Sixteen Personality Factor Questionnaire 10.5
Wide Range Achievement Test 12
Edwards Personal Preference Schedule 13.5
Kuder Occupational Interest Survey 13.5
California psychological Inventory 15
Wechsler memory Scale 16
Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence 17
Differential Aptitude Test 18

จากการสารวจของ Buros และ Michell ว่าแบบทดสอบ ทางจิตวิทยาแต่ละชนิดได้ถกู นาไปใช้ใน
การวิจยั มากนอ้ ยเพยี งใดน้นั ผลปรากฏดังตารางที่ 5.6 ซ่ึงแสดงผลการสารวจในช่วง ปี ค.ศ. 1991

ตารางท่ี 5.6 แบบทดสอบทางจิตวิทยาที่นิยมใช้เป็นเคร่ืองมือในการวิจัยแสดงผลการสารวจในช่วง ปี ค.ศ.
1978 ถงึ กลางปี ค.ศ. 1991

ลาดับท่ี ช่ือแบบทดสอบ จานวน

1 Minnesota Multiphasic Personality Inventory (MMPI, MMPI-II) Rorschach 6,019
5,021
2 Thematic Apperception Test 2,058
1,883
3 Weehsler Intelligence Scale for Children and Revision 1,720
1,648
4 Strong Vocational Interest Inventory

5 Edwards Personal Preference Schedule

6 Stanford-Binet Intelligence Scale- Third Revision

198 Testing and Assessment for Psychology

ลาดับท่ี ชื่อแบบทดสอบ จานวน

7 Sixteen personality Factor Questionnaire 1,625
1,584
8 Wechsler Adult Intelligence Scale and Revision 1,580
1,447
9 California Psychological Inventory 1,082
1,027
10 Bender Visual-Motor Gestalt Test
903
11 Study of Values 813
809
12 Kuder Preference Record-Vocational 766
681
13 College Board Scholastic Aptitude Test 671

14 Eysenk Personality Inventory

15 Progressive Matrices
16 Illinois Test of Psycholinguistic Abilities

17 Maudsley Personality Inventory

18

ทม่ี า: Walsh, W.B., & Betz, N.E., (1995), Tests and Assessment, (2nded.),
New Jersey: Prentice Hall, p. 10.

2) ประเภทของแบบทดสอบ5 ได้แก่
(1) แบบทดสอบรายบุคคล/กลุ่ม (Individual/group tests) แบบทดสอบรายบุคคล

หมายถึง เครื่องมีท่ีใช้ในการทดสอบที่มีผู้สอบเพียงคนเดียว มีการกาหนดการสอบตัวต่อตัว ใช้มากในการ
ทดสอบทางจิตวิทยาซึ่งนักวัดผลต้องการสังเกตพฤติกรรมของผู้สอบด้วย ส่วนแบบทดสอบเป็นกลุ่มใช้มากใน
สาขาการศึกษา และสังคมศาสตร์ เหมาะสาหรับการรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลจานวนมากตัวอย่างเช่น
แบบทดสอบเชาวนป์ ัญญาของบเิ นต ไซมอน

(2) การทดสอบแบบปากเปล่า/เขียนตอบ (Oral/written tests) การทดสอบแบบ
ปากเปล่าใช้การซักถามตอบด้วยวาจา ระหว่างผู้ทาการสอนและผู้สอบ เหมาะสาหรับการทดสอบที่มีผู้สอบ
จานวนน้อย ผู้ทาการทดสอบสามารถต้ังคาถามต่อเนื่องเพ่ิมเติมได้ แต่ผลท่ีได้ของผู้สอบแค่ละคนอาจจะ
เปรยี บเทียบกันได้ยากเพราะคาถามต่อเนื่องอาจจะแตกต่างกัน ส่วนการทดสอบแบบเขียนตอบผู้สอบทุกคนจะ
ได้รับแบบทดสอบที่มีลักษณะเดียวกัน และตอบข้อคาถามโดยการเขียนตอบ เหมาะสาหรบั การสอนท่ีมีผู้สอบ
จานวนมาก ตัวอยา่ งเช่นครูทาการทดสอบนักเรยี นทั้งชน้ั ในคราวเดียวกนั เช่น แบบทดสอบอลั ฟา่ ของกองทัพ

5 สัมฤทธ์ิ กางเพ็ง และ สรายทุ ธ กันหลง, (2560), การวิจยั แบบผสมวธิ ี: กระบวนทัศน์การวิจัยในศตวรรษท่ี 21,
(พมิ พ์ครั้งที่ 3), ขอนแกน่ : หา้ งหุน้ ส่วนจากัด อภชิ าตการพิมพ,์ หนา้ 113-114.

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 199

3) รปู แบบของแบบทดสอบ ประกอบดว้ ย
(1) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) และแบบทดสอบท่ีครูสร้างเอง

(Constructed or teacher made test) แบบทดสอบมาตรฐานเป็นผลงานของนักวัดผลท่ีเป็นมืออาชีพ
จงึ มีคุณภาพทง้ั ดา้ นความเทย่ี ง และความตรงดกี ว่าแบบทดสอบท่ผี ใู้ ช้สรา้ งเอง

(2) แบบทดสอบจาแนกตามจุดมุ่งหมายของการทดสอบ อาจแบ่งเปน็ แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ (Achievement test) แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ ยังแยกออกเป็น 7 แบบตามระดับสัมฤทธ์ิผล คือ
ความรู้ความจา (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การนาไปใช้ (Application) การวิเคราะห์
(Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) และการประเมินค่า (Evaluation) ส่วนแบบวัดเชาว์ปัญญาและความ
ถนัด (Intelligence and aptitude test) ซึ่งแบบวัดความถนัดแบ่งออกเป็น 5 แบบ ตามมิติในทฤษฎีหลาย
องค์ประกอบ (Multiple factor theory) คือแบบทดสอบด้านภาษา (Verbal) ด้านจานวน (Number) ด้าน
ความจา (Memory) ด้านความคล่องในการใช้คา (Word fluency) ด้านการให้เหตุผล (Reasoning) ด้านมิติ
สมั พนั ธ์ (Spatial) และด้านการรบั รู้ (Perception) และแบบทดสอบบุคลกิ ภาพ (Personality test) เป็นต้น

(2.1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ (Achievement test) เป็นแบบทดสอบที่มี
จุดมุ่งหมายในการวัดความสามารถ ด้านวิชาการของแต่ละบุคคลเป็นแบบทดสอบ ที่ใช้วัดผลการเรียนรู้ใน
สถาบันการศึกษาหรือวัดผลการเรียนรตู้ ามวัตถุประสงค์รายวิชาของหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งหลักสูตรในระบบโรงเรียน
และหลักสูตรนอกระบบโรงเรียน โดยท่ัวไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion
referenced test) เป็นแบบทดสอบท่ีสร้างขึ้นตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนเกณฑ์สาหรับตัดสินระดับ
ความรู้ของผู้เขา้ รบั การทดสอบได้และ แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm referenced test) เป็นแบบทดสอบท่ีสร้างข้ึน
ตามตารางวเิ คราะหห์ ลักสูตร มุ่งวัดผลทีค่ รอบคลุมหลักสูตร เน้นความสามารถในการจาแนกผู้สอบตามสถานภาพ
ความเก่ง เมื่อเปรียบเทียบกบั บุคคลอืน่ ในกลุ่มเดียวกัน

(2.2) แบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญาและความถนัด (Intelligence and aptitude
test) เป็นแบบทดสอบท่ีมีจุดมุ่งหมายในการวัดสมรรถภาพทางสมองและความถนัดของแต่ละบุคคล ซ่ึงอาจเป็น
ผลในการทานายความสาเร็จของการเรียนและการเลือกประกอบอาชีพในอนาคต ตลอดจนเป็นข้อมูลสาหรับการ
พัฒนาบุคคลได้ ตัวอย่างแบบทดสอบเชาว์ปัญญาเด็กของของเวคสเลอร์ (Wechsler Intelligencescale for
Children) แบบทดสอบสแตนฟอร์ด-บิเนต์ (Standford-Binet Scale) แบบทดสอบความถนัดทางดนตรีของ
ซีชอร์ (Seashore Measures of Musical Talents) แบบทดสอบวัดความถนัดทางศิลปของไมออร์ (Meier
Art Judgment) เป็นต้น

(2.3) แบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality test) เป็นแบบทดสอบที่มีจุดมุ่งหมาย
วดั ลักษณะในตัวบุคคล เช่น แบบทดสอบวัดความวิตกกังวล แบบทดสอบวัดความเป็นผู้นา แบบทดสอบวัดความ
มมี นุษยส์ มั พนั ธ์ เปน็ ต้น

200 Testing and Assessment for Psychology

(3) แบบทดสอบอัตนัยและแบบทดสอบปรนัย (Subjective and Objective test)
สาหรับแบบทดสอบอัตนัยนั้น ผู้สอบต้องเรียบเรียงคาตอบด้วยตนเองเพ่ือตอบคาถามในกระดาษคาตอบโดยเสรี
ส่วนแบบทดสอบปรนัยนั้นผู้สอบเพียงเลือกคาตอบท่ีที่ตนเห็นว่าถูกต้อง จากรายการคาตอบที่มีให้เลือก
แบบทดสอบปรนัยแบ่งประเภทย่อยออกเป็น แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching) แบบถูกผิด (True-false) แบบ
เลือกตอบ (Multiple choices) แบบเติมคา (Completion) เป็นต้น นอกจากนี้แบบทดสอบประเภทแบบ
เลือกตอบยังแยกออกได้เป็นหลายชนิด เช่น แบบคาตอบที่ดีท่ีสุดคาตอบเดียว แบบเติมคา แบบเรียงลาดับ
แบบอนุกรมชนิดตอ่ อนกุ รม แบบหาสาเหตุและผล แบบตวั เลือกคงที่ เปน็ ตน้

จุดเด่นในการใช้แบบทดสอบ คือ ความเหมาะสมที่จะใช้รวบรวมข้อมูลที่เป็นลักษณะ
แฝงเพราะแบบทดสอบเป็นส่ิงเร้าให้ผู้สอบแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นรูปแบบเดียวกับลักษณะกับลักษณะแฝงที่
ต้องการวัด และได้ผลการวัดมีคุณภาพ ข้อจากัดวิธีน้ีคือ การสร้างแบบทดสอบต้องอาศัยความรู้ความชานาญ
และการดาเนินการสอบค่อนข้างย่งุ ยากกวา่ การรวบรวมข้อมูลดว้ ยแบบสอบถาม

5.1.3 ลักษณะของแบบทดสอบ6

โดยปกติแล้วงานของการทดสอบทางจิตวิทยา คือ การวัดความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือวัด
ปฏิกิริยาชองคนคนเดียว แต่ในกรณีหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ระยะแรกของการพัฒนาแบบทดสอบทาง
จิตวิทยา คือ การที่พยายามจะบ่งลักษณะเด็กปัญญาอ่อน แต่ปัจจุบันความพยายามในการแบ่งแยกลักษณะ
ของปัญญาอ่อนก็ยังเป็นงานที่สาคัญของแบบทดสอบทางจิตวิทยาบางชนิด และเก่ียวข้องกับคลินิกในการใช้
แบบทดสอบ ซง่ึ รวมถึงการตรวจสอบความผิดปกตใิ นด้านการปรบั อารมณ์ บุคลกิ ภาพผิดปกติ และลักษณะอื่น
ของความผิดปกติของด้านอารมณ์และจิตใจ การพัฒนาแบบทดสอบเร่ิมมาจากปัญหาที่เกิดข้ึนในด้าน
การศึกษาในปัจจุบันน้ี โรงเรียนเป็นสถานที่ทมี่ ีการใช้แบบทดสอบมากท่สี ุด เพราะมีทง้ั แบบทดสอบสาหรับวชิ า
ต่าง ๆ ของครู แบบทดสอบที่ใช้กับเด็กที่มีปัญหาต่าง ๆ ในด้านการเรียน ตลอดจนแบบทดสอบที่ใช้เพื่อการ
แนะแนวทางการศึกษาและแนวทางอาชีพ ในระยะหลังแบบทดสอบทางจิตวิทยาไดข้ ยายวงออกไปจนถึงมีการ
ทดสอบเลือกบุคคลเข้าทางาน แบบทดสอบได้มีการพัฒนาการอย่างมากในระยะสงครามโลกครั้งที่ 1 และ
พัฒนาย่ิงขึ้นในสมัยสงครามโลกคร้ังที่ 2 เพื่อใช้ประโยชน์ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ในกองทัพ ซ่ึงการใช้
แบบทดสอบทางจิตวิทยาก็ยังใช้เป็นพ้ืนฐานในวิจัยต่าง ๆ เช่น ในจิตวิทยาความแตกต่างที่จาเป็นท่ีต้องใช้
แบบทดสอบเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล เพ่ือใช้ศึกษาธรรมชาติและขอบเขตของความแตกต่างแต่ละ
บุคคล ใช้ในการบอกลักษณะทางจิตวิทยาในการวัดความแตกต่างของกลุ่ม ใช้สารวจหาข้อมูลทางเสรีวิทยา
และทางวัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับพฤติกรรมท่ีแตกต่าง และยังเป็นเคร่ืองมือท่ีมีมาตรฐานทีใช้สารวจปัญญาอ่ืน ๆ
เช่น ปัญหาการเปลย่ี นแปลงของอายุแต่ละบุคคล ผลสะท้อนทางการศกึ ษาตา่ ง ๆ ผลของการทาจิตบาบัด และ
การโฆษณาชวนเชือ่ ตลอดจนใช้สารวจหาส่งิ ทม่ี ีผลหรืออทิ ธพิ ลตอ่ พฤติกรรมอ่นื ๆ

6 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หนา้ 4-14.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา 201

ดังน้ันการทดสอบทางจิตวิทยา เป็นการวัดความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือวัดปฏิกิริยาของคนๆ
เดียวกัน แต่ในกรณีหรือสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซ่ึงในระยะเริ่มแรกของการทดสอบน้ัน เร่ิมจากปัญหา
ทางด้านการศึกษา ได้แก่ การจัดชั้นเรียนให้กับเด็ก ดังน้ัน แบบทดสอบชุดแรกที่เกิดข้ึนคือแบบทดสอบ
สติปัญญา โดยบีเน่ท์และซิมองค์ (Binet-Simon Scale, 1905) และต่อมาได้ปรับปรุงจนเป็นแบบทดสอบที่
รู้จักกันในปัจจุบันช่ือของ Standford-Binet Intelligence Scale (1916) และได้มีการแนะนาคาว่า I.Q. หรือ
Intelligence Quotient หรืออัตราส่วนระหว่างอายุสมอง (Mental Age) และอายุจริง (Chronological
Age) เป็นคร้ังแรก ในระยะต่อมาแบบทดสอบชนิดต่าง ๆ ได้ถูกสร้างท้ังแบบวัดความสัมฤทธ์ิผล และ
แบบทดสอบบุคลิกภาพ แหล่งที่สามารถค้นคว้าข้อมูลเก่ียวกับแบบทดสอบ ได้แก่ Mental Measurement
Year Books ซงึ่ พิมพ์โดยบรโู ร (Buros, 1965) ซ่ึงเปน็ หนังสือท่อี อกเปน็ ประจาทุกปี เปน็ ต้น

5.1.4 คณุ ลกั ษณะของแบบทดสอบทดี่ ีและแบบทดสอบท่ีมอี คติ
1) คณุ ลักษณะของแบบทดสอบทดี่ ี
แบบทดสอบที่ดี7ต้องมีคุณสมบัติที่ดีในการออกแบบ และคุณสมบัติทางการวัดท่ีดีได้แก่

ความเทียงตรง เชอื่ ถือได้ และมีค่าสถติ ิรายข้อที่ดี สาหรับแบบทดสอบมีอยู่มากมายด้วยกัน ผู้ใช้จึงควรใช้ดุลย
พินิจในการคัดเลือกว่าแบบทดสอบใดท่ีเหมาะสม มีคุณค่าควรแก่การนาไปใช้ ในที่น้ีจะกล่าวถึงเกณฑ์กว้าง ๆ
ในการพิจารณา 2 ประการคือ เกณฑ์การออกแบบ (Design Properties) และเกณฑ์ของมาตรวัด
(Psychometric Properties)

ประการที่ 1 เกณฑ์การออกแบบ (Design properties) ในส่วนของเกณฑก์ ารออกแบบอาจ
พิจารณาถงึ ปจั จัยต่อไปน้ี

(1) แบบทดสอบนั้น ควรมีการกล่าวถึงจุดประสงค์การวัดที่แนช่ ัด
(2) มเี นือ้ หาการวดั ท่ีเฉพาะเจาะจงและเปน็ มาตรฐาน
(3) มีขบวนการสอบท่ีเปน็ มาตรฐาน
(4) มีกฎเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนที่แน่นอนและเปน็ มาตรฐาน

ซงึ่ ผู้ใช้แบบทดสอบอาจตั้งคาถามดง้ั น้ี คือ
ก. จุดประประสงค์ของการวดั คืออะไร
ข. ใครสมควรจะได้รับการทดสอบ
ค. ผลของคะแนนการทดสอบจะไปใชไ้ ด้อย่างไร

7 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วจิ ยั พฤตกิ รรมศาสตร์, กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร, หน้า 4.

202 Testing and Assessment for Psychology

ประการท่ี 2 เกณฑ์ของมาตรวดั (Psychometric Properties) แบบวัดที่ดีควรจะออกแบบ
ให้มีความถูกต้องแน่นอน ในแง่น้ีก็คือส่ิงที่แบบทดสอบควรมี ซึ่งลักษณะของแบบทดสอบท่ีครบเกณฑ์การวัด
ควรประกอบด้วยส่งิ ต่อไปนี้

(1) มคี วามเที่ยง (Reliability) คือความคงที่ในการวัด
(2) มีความตรง (Validity) คอื มีคุณสมบัติวดั ได้ตรงตามความต้องการท่ีจะวดั
(3) มีการวิเคราะห์ข้อกระทรง (Item analysis) ของแบบทดสอบท่ีนามาปรับปรุง และคัดเลือก
ขอ้ กระทรงทเ่ี หมาะสมไปใชต้ อ่ ไป

5.1.5 แบบทดสอบที่มอี คติ

แบบทดสอบท่ีมีอคติ เป็นแบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนในแนวทางที่คนบางคนได้เปรียบมากกว่าคนอ่ืน
ท้ังท่ีมีความรู้ความสามารถเท่ากัน ความอคติอาจปรากฏอยู่ในเน้ือหา ภาษา โครงสร้างและการพยากรณ์
ดังนั้น ในการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบตอ้ งพยายามขจัดอคตเิ หล่านี้

โดย Devellis (1991) ได้ให้การสนับสนุนและกระตุ้นให้แนวทางการสร้างรายการในแบบทดสอบ
นีม้ ีควรคา่ แก่การพจิ ารณา โดยทาการเสนอแนวทาง 6 หัวขอ้ ดังน้ี8

1) ส่ิงท่ีจะประเมินควรถูกกาหนดไว้อย่างชัดเจน ผู้พัฒนาการทดสอบควรใช้ทฤษฎีสาระเป็น
แนวทางและควรพยายามทาให้รายการมีความเฉพาะเจาะจงมากที่สุด

2) นกั พฒั นาการทดสอบควรทจ่ี ะหลกี เล่ียงรายการทย่ี าวเป็นพเิ ศษ
3) ระดบั ความยากในการอา่ นควรเหมาะสมกับผู้ทจ่ี ะเขา้ รับการทดสอบ
4) นักพัฒนาการทดสอบควรแบ่งกลุ่มของรายการโดยแบ่งออกเป็น 3 หรือ 4 รายการไว้เพ่ือที่จะ
เก็บนาไปใช้ในขั้นตอนสุดท้าย พวกเขาควรหลีกเล่ียงรายการซ้าซ้อนและใส่ใจในการเลือกเพ่ือให้รายการน้ัน
เกดิ ประโยชน์
5) หลีกเล่ียงคาถามซ้อนคาถาม เพราะรายการดังจะกล่าวถ่ายทอดแนวคิดตั้งแต่สองแนวคิดไป
พรอ้ มกัน
6) รายการแนวคิดเชิงลบและแนวเชิงบวกควรผสมรวมกัน เป็นสิ่งจาเป็นในการตรวจสอบชุดการ
ตอบสนองของการยอมรับซ่ึงบ่งช้ีว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีแนวโน้มท่ีจะเห็นด้วยกับประเด็นส่วนใหญ่แบบ
ใหนมากที่สุด เพ่ือตรวจสอบหรือหลีกเลี่ยงการตอบสนองดังกล่าว ผู้พัฒนาการทดสอบควรเขียนรายการ
เดียวกันในทิศทางเชิงลบ ตัวอย่างเช่น ในการเขียนรายการเกยี่ วกบั ภาวะซึมเศร้า รายการเชิงบวกจะเป็น: “ฉัน
รูส้ กึ เศร้า” ในขณะที่รายการเชิงลบจะเปน็ : “ฉนั รสู้ กึ มีความสขุ และมีความหวัง”

นอกเหนือจากคาแนะนากว้าง ๆ เหล่านี้ ผู้พัฒนาการทดสอบควรสงั เกตวา่ เมื่อเวลาผ่านไปวา่ 12%
ของรายการจะมคี วามนา่ เชื่อถอื นอ้ ยลงในช่วงเวลาน้ี ทีม่ ุ่งเน้นไปท่ีความหมายของแนวคดิ มากกว่า

8 Arun Kumar Singh, (2 0 1 3 ) , Tests, Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences, NewDelhi: Bharati Bhawan, pp. 26-30.

การทดสอบและการประเมินทางจติ วทิ ยา 203

5.1.6 การสร้างและพัฒนาแบบทดสอบ

การสร้างแบบทดสอบการศึกษาและจิตวิทยาจะต้องใช้ความพยายามมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
เป้าหมายและชนิดของแบบทดสอบ ครูส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่มากในการเตรียมข้อสอบอัตนัย หรือการตอบ
คาถามสั้นๆ เพื่อดูความก้าวหน้าของผู้เรียน ในขณะท่ีการออกแบบแบบทดสอบวัดความสามารถและ
บุคลิกภาพท่ีสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญต้องใช้ความร่วมมือกันในการทางานของบุคคลหลายคนเป็นช่วงเวลา
ต่อเน่ืองกัน ซึ่งวิธีการท่ีใช้สร้างแบบทดสอบก็เช่นกันแตกต่างไปตามชนิดและเป้าหมายของผู้ใช้ การเตรียม
แบบวัดความถนัด ไม่วา่ ชนิดหรือเป้าหมายการทดสอบจะเป็นเช่นไร การวางแผนเน้ือหาเป็นส่ิงจาเป็นก่อนจะ
ได้มีการเขียนข้อคาถาม ซ่ึงการสร้างแบบทดสอบต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเก่ียวกับเป้าหมายเฉพาะของ
แบบทดสอบ แบบทดสอบตอบสนองหน้าท่ีหลายอย่าง และกระบวนการในการสร้างแตกต่างกันออกไปตาม
เป้าหมายเฉพาะของแบบทดสอบนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น การสร้างแบบทดสอบสัมฤทธ์ิผล เชาวน์ปัญญา ความ
ถนัดเฉพาะ หรือบุคลิกภาพย่อมมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามการสร้างแบบทดสอบต้องเริ่มจากการ
นิยามตวั แปรตา่ ง ๆ หรือส่งิ ท่ที ตี่ อ้ งการจะวดั และวางโครงรา่ งเนอ้ื หา เปน็ ต้น9

1) แบบทดสอบ10

เป็นเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์ชนิดหนึ่งท่ีมีระบบในการวัดความสามารถ ทักษะ
คณุ ลักษณะ และผลการปฏิบัตงิ านของบุคคล แบบทดสอบเป็นการวัดกลุ่มตัวอย่างพฤติกรรม ท่ีมีระบบในการ
สรา้ งและพัฒนาแบบทดสอบ มีการดาเนนิ การสอบท่ีเป็นมาตรฐาน มรี ะบบการใหค้ ะแนนและแปลความหมาย
ของคะแนน ซ่ึงแบบทดสอบสามารถจาแนกได้หลายประเภท เช่น แบ่งประเภทตามจุดมุ่งหมายของการสอบ
แบ่งตามรปู แบบคาถามและคาตอบ แบ่งตามรูปแบบการดาเนินการสอน แบ่งตามลักษณะการเปรียบเทียบผล
ของคะแนน และแบ่งตามความเร็วในการทาแบบทดสอบ การจาแนกประเภทของแบบทดสอบทาให้ทราบ
จุดมุ่งหมายและลักษณะของแบบทดสอบประเภทต่าง ๆ เพ่ือประโยชน์ในการนาไปใช้ ซึ่งลักษณะต่าง ๆ ของ
แบบทดสอบประเภทหนง่ึ อาจรวมลกั ษณะของแบบทดสอบประเภทอ่นื ได้ดว้ ย

2) ขัน้ ตอนการพัฒนาแบบทดสอบมาตรฐาน11
สมาคมการวิจัยทางการศึกษาอเมริกัน (American Educational Research Association, 1985
อ้างใน Drummond, 1988) ให้แนวทางการสร้างแบบทดสอบไว้ว่าต้องแสดงหลักฐานของความตรงและความ
เที่ยงของแบบทดสอบ ซึ่งตอบสนองต่อจดมุ่งหมายในการสร้าง จะต้องมีคู่มือการใช้แบบทดสอบ ที่จะช่วยให้
ผู้ใช้และผู้บริหาร แบบทดสอบคิดคะแนน แปลความหมายของแบบทดสอบ ควรคาดการณ์ว่าจะมีการเอา

9 ศิริบูรณ์ สายโกสุม, (2549), การใช้แบบทดสอบในการให้คาปรึกษา, (พิมพ์ครั้งที่ 1), กรุงเทพมหานคร:
สานกั พิมพม์ หาวทิ ยาลัยรามคาแหง, หนา้ 13.

10 อรพินทร์ ชูชม, (2545), แผนการสอนวิชา วป 502 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดทางพฤติกรรมศาสตร์,
สถาบนั วิจยั พฤตกิ รรมศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร, หนา้ 4-5.

11 อ้างแลว้ , ศริ ิบูรณ์ สายโกสมุ , (2549), การใชแ้ บบทดสอบในการใหค้ าปรึกษา, หนา้ 31-33.

204 Testing and Assessment for Psychology

แบบทดสอบไปใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ผู้พัฒนาแบบทดสอบมีความรับผิดชอบท่ีจะเสนอข้อมูลท่ี
สามารถค้นหาได้ รวมทั้งการสรุปและแปลความหมาย เพ่ือช่วยให้ผู้ใช้ทบทวนและประเมินแบบทดสอบ
กระบวนการในการพฒั นาแบบทดสอบอาจแตกต่างกันไปขึ้นอย่กู ับประเภทของแบบทดสอบดังข้ันตอนต่อไปน้ี
ซง่ึ เป็นการพัฒนาแบบทดสอบสัมฤทธ์ิผลและความถนดั

ระยะที่ 1 ระบคุ วามตอ้ งการ
(1) พจิ ารณาความตอ้ งการแบบทดสอบทั้งเปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ
(2) สารวจความตอ้ งการ
(3) ทบทวนและวเิ คราะหแ์ บบทดสอบท่ใี กล้เคยี งกัน

ระยะท่ี 2 ระบคุ วามต้องการ
(1) วางเปา้ หมายแบบทดสอบ ใครเป็นผู้ใชแ้ ละทาไม
(2) นิยามเปา้ หมายผ้สู อบ
(3) อภปิ รายวา่ แบบทดสอบจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผู้ใช้และผสู้ อบอย่างไร
(4) พิจารณารูปแบบและจานวนคาถาม

ระยะที่ 3 คณะกรรมการทป่ี รึกษา
(1) คดั เลอื กกลุ่มผู้เช่ียวชาญ (เชน่ ครู ผบู้ รหิ าร ผู้เชีย่ วชาญเฉพาะทาง)
(2) ทบทวนจุดมงุ่ หมาย เปา้ หมายและขอบเขตของแบบทดสอบ
(3) พจิ ารณาแผนการสาหรบั การทดสอบ

ระยะที่ 4 เขียนคาถาม
(1) ผเู้ ช่ียวชาญในสาขานน้ั หรอื ผูเ้ ชี่ยวชาญด้านแบบทดสอบเขยี นขอ้ คาถาม
(2) ผู้เช่ียวชาญด้านการวัดผลทบทวนดูข้อคาถามก่อนทาการทดสอบภาคสนามและ
ประชุมทบทวนว่าแบบทดสอบวัดในสิ่งท่ีตั้งใจจะวัด ข้อคาถามสอดคล้องกับที่
กาหนดไว้ในแผน

ระยะที่ 5 ทดสอบภาคสนาม
(1) กลุ่มตัวอย่างซึ่งจะทดลองทาแบบทดสอบใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมายที่จะนา
แบบทดสอบไปใช้
(2) คานวณความยากของข้อคาถาม และดชั นกี ารแยกแยะ (discrimination indices)

ระยะที่ 6 ทบทวนข้อคาถาม
(1) ตรวจสอบอคติทางเพศ วฒั นธรรม ความเสียเปรียบ
(2) ขจัดข้อคาถามทีอ่ าจไมย่ ตุ ธิ รรม หรอื ต่อตา้ นคนบางกลุ่ม

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 205

ระยะที่ 7 การรวบรวมงานในขนั้ ตอนสุดทา้ ย
(1) แน่ใจว่าชนิดและจานวนข้อคาถามครอบคลุมท่ีกาหนดไว้ในแผนการสร้าง
แบบทดสอบ
(2) ตรวจสอบความตรงของกญุ แจคาตอบโดยผตู้ ดั สนิ เป็นอสิ ระจากกัน
(3) ทบทวนแบบทดสอบโดยกรรมการภายนอกและภายใน

ระยะที่ 8 จดั ทาข้อมลู ทางเทคนคิ ให้เกดิ ความเช่อื ม่นั
(1) กาหนดวธิ กี ารหากล่มุ ตัวอย่าง
(2) การบริหารและใหค้ ะแนนทดสอบ
(3) คานวณความตรงและความเทยี่ งแบบทดสอบ
(4) พัฒนาเกณฑ์ปกตทิ ่เี หมาะสม

ขน้ั ตอนท่ัวไปของการสร้างการทดสอบ12
ก่อนที่การสร้างการทดสอบจะเร่ิมต้นข้ึน ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเป็นออกเป็นวงกว้าง ๆ โดยการ
ตัดสินใจเบ้ืองต้นเหล่าน้ีมีผลท่ีตามมาต่องาน อย่างการที่ผู้สร้างการทดสอบจะต้องทาการสรุปวัตถุประสงค์
หลักของการทดสอบ และระบุจานวนคนที่จะเขา้ รว่ มการทดสอบ
นอกจากน้ียังต้องมีการระบุเงื่อนไขที่เป็นไปได้ของการทดสอบที่สามารถการใช้งานได้ และมี
ความสาคัญ ยกตัวอย่างเช่น ผู้พัฒนาการทดสอบอาจตัดสินใจสร้างแบบทดสอบสติปัญญาสาหรับนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 10 ที่มุ่งเป้าไปที่การวินิจฉัยความสามารถในการบิดเบือนและความสามารถในการ
จดั ระเบียบของนกั เรยี น
เมอ่ื ได้ทาการวินิจฉยั ในเบ้ืองต้นแลว้ กต็ ้องดาเนินการขั้นตอนตอ่ ไปตามหวั ข้อดังนี้
(1) การวางแผนการทดสอบ

กระบวนการแรกในการสร้างการทดสอบคือ การวางแผนอย่างรอบคอบ โดยในข้ันตอนนี้
ผู้สร้างการทดสอบจะทาการระบุวัตถุประสงค์ของแบบทดสอบอย่างชัดเจน ดังเช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับ
ลกั ษณะของเน้ือหาหรือรายการต่าง ๆ, ประเภทของคาแนะนา, วิธีการสุ่มตัวอย่าง, การจัดเตรียมรายละเอียด
สาหรับการบริหารขนั้ ต้นและการบริหารขั้นสดุ ท้าย, ระยะเวลาท่ีน่าจะเป็นและระยะเวลาท่สี ิ้นสุดการทดสอบ,
วธิ ีการทางสถิติท่จี ะนามาใช้ , การทดสอบทจ่ี ะทาซา้ ทงั้ หมด และรวมถึงการจัดเตรยี มทาคู่มอื เปน็ ต้น

(2) การเขียนรายการ
กระบวนการต่อมาในการสร้างการทดสอบคือ การเตรียมรายการของการทดสอบ ตามที่ได้

ระบุไว้โดย Bean (1953:15) ว่า “รายการจะถูกกาหนดให้เป็นคาถามเดียวหรือเป็นงานท่ีไม่ค่อยจะถูกแบ่ง

12 Arun Kumar Singh, (2013), Test, Measurements and Research Methods in Behavioral
Sciences, NewDelhi: Bharati Bhawan, pp. 26-30.

206 Testing and Assessment for Psychology

ออกเป็นหน่วยย่อย ๆ” การเขยี นรายการจะเร่ิมต้นได้จากการท่ไี ด้กล่าวไป ต่อมาในส่วนของการเตรยี มรายการ
ของการทดสอบ จะถูกกาหนดโดยผู้สร้างการทดสอบ โดยถ้าผู้สร้างการทดสอบตัดสินใจที่จะเตรียมการ
ทดสอบแบบเรียงความ รายการชนิดแบบเรียงความถูกเขียนลงไป อย่างไรกต็ าม ถ้าเขาตัดสินใจที่จะสร้างการ
ทดสอบตามวัตถุประสงค์ รายการวตั ถุประสงค์ก็จะถูกจดลงไปเช่น การตอบแบบทางเลือก, การจับคู่รายการ,
รายการแบบปรนัย, การเติมรายการให้สมบูรณ์, การเติมรายการแบบสั่นๆ, รายการที่แบบรูปภาพ ฯลฯ เป็น
ตน้

การเขียนรายการเรียกได้ว่าเป็นเป็นศิลปะในเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่กาหนดไว้อย่าง
ตายตัวว่า การเขียนรายการแบบใหนถึงจะออกมาดี หลายอย่างข้ึนอยู่กับสัญชาตญาณ , จินตนาการ,
ประสบการณ,์ การฝกึ ฝน และความเฉลยี วฉลาดของผเู้ ขียน

อย่างไรก็ตาม มีข้อกาหนดเบื้องต้นท่ีจาเป็นบางประการ ที่จะต้องปฏิบัติตามหากต้องการให้
การเขยี นรายการออกมาให้ดีและมคี วามเหมาะสม โดยขอ้ กาหนดเหลา่ น้มี กี ารแจกแจงดงั น้ี

1) ผู้เขียนรายการต้องมีความรู้และความเช่ียวชาญเก่ียวกับหัวข้อท่ีจะเขียน กล่าวอีกนัยหน่ึง
เขาต้องมีความคุ้นเคยกับข้อเท็จจริง, หลักการ และมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนเพ่ือท่ีเขาจะได้สามารถเขียน
รายการทด่ี แี ละมคี วามเหมาะสมได้

2) ผู้เขียนรายการต้องตระหนักดีถึงบุคคลที่จะทาการทดสอบ กล่าวคือ ต้องรู้ถึงระดับ
สติปญั ญาของบุคคลเหลา่ น้ัน เพื่อทจี่ ะไดจ้ ดั ระดบั ความยากของรายการและปรับเปลีย่ นให้เหมาะสมตามระดับ
ความสามารถของพวกเขา

3) ผู้เขียนรายการต้องคุ้นเคยกับรายการประเภทต่าง ๆ พร้อมกับพร้อมกับข้อดีและข้อเสีย
ของรายการนั้น โดยมีความจาเป็นท่ีต้องตระหนักถึงลักษณะเฉพาะของรายการท่ีดีและข้อผิดพลาดที่น่าจะ
เปน็ ไปไดท้ ่วั ไปในการเขียนรายการ

4) ผู้เขยี นรายการต้องมคี วามรู้ในการใช้คาศัพท์ไดอ้ ย่างหลากหลาย ต้องรู้ความหมายต่างๆ ท่ี
สามารถถ่ายทอดความหมายของรายการออกมาให้สามารถเข้าใจได้ง่ายและไม่ซับซ้อน เพื่อหลีกเล่ียงความ
สบั สนให้แก่ผู้อ่าน

5) หลงั จากท่ีไดท้ าการเขยี นรายการเรียบร้อยแลว้ ควรจะสง่ ไปใหผ้ ู้เช่ียวชาญทาการตรวจทาน
เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพ่ือให้งานได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง อีกท้ังผู้เขียนรายการยังต้อง
ปลูกฝังแหล่งความคิดที่หลากหลายสาหรับรายการ ท่ีเกดิ โดยต้องการปัจจัยหรือส่ิงเรา้ บางอยา่ ง ได้แก่ หนังสือ
เรียน, วารสารการอภิปราย, คาถามสัมภาษณ์, โครงร่างหลักสูตร และวัสดุการเรียนการสอนอ่ืน ๆ เป็นต้น
หลังจากเขียนรายการเสร็จเรียบร้อยแล้วบางคนจะให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบรายการเหล่าน้ันอีกทีก่อนท่ีจะ
จัดเรียงตามลาดบั รายการที่จะถูดจดลงการทดสอบ โดยรายการจะถูกจัดเรียงตามลาดบั ขั้นท่ีเพ่ิมขนึ้ ตามความ
ยากและรปู แบบของเน้อื หาที่มเี หมือนกนั

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 207

(3) การบริหารการทดสอบเบื้องต้น

หลังจากที่รายการได้ถูกเขียนลงไปและถูกแก้ไขปรับเปล่ียนตามคาแนะนาได้รับจาก
ผู้เช่ียวชาญ การทดสอบการทดลองก็พร้อมท่ีจะเริ่มขึ้น Conrad (1951) กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการ
ทดลองทางจิตวิทยา และการศกึ ษาจะตอ้ งมหี ัวข้อดังต่อไปนี้

1) ค้นหาจุดสาคัญเช่น ค้นหาจุดอ่อน, ความคลุมเครือ, และความไม่เพียงพอของรายการ
กล่าวอกี นัยหนึ่งคือ การทดลองจะชว่ ยในการระบุรายการท่ีไมช่ ัดเจนและไมม่ ีความแนน่ อนได้

2) การกาหนดค่าความยากของแต่ละรายการ ที่ช่วยในการเลอื กรายการสาหรับการกระจายที่
สมา่ เสมอและเหมาะสมไวใ้ นรปู แบบสุดท้าย

3) การกาหนดความถูกต้องของแต่ละรายการ การทดลองจะช่วยในการกาหนดอานาจการ
เลือกปฏิบัติของแตล่ ะรายการ อานาจการเลือกปฏิบตั ิในท่ีนี้ หมายถึงการกาจัดขอบเขตรายการใด ๆ ระหว่าง
รายการทม่ี ีคุณลกั ษณะเหมือนในปรมิ าณมาก กับรายการทม่ี ลี กั ษณะเหมือนกนั ในปริมาณน้อย

4) การกาหนดขดี จากดั เวลาทเี่ หมาะสมของการทดสอบ
5) การกาหนดความยาวของการทดสอบให้เหมาะสม กล่าวคือจะช่วยในการกาหนดจานวน
รายการทีจ่ ะรวมไว้ในแบบฟอร์มสุดทา้ ย
6) กาหนดความสัมพันธข์ องรายการเพอ่ื หลกี เลีย่ งการทับซ้อนต่อกัน
7) ระบจุ ุดอ่อนและความคลุมเครือในทิศทางต่าง ๆ หรอื คาแนะนาในการทดสอบและตัวอยา่ ง
คาถามในการทดสอบ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการทดลองทดลอง Conrad (1951) ได้แนะนาให้มีทาการทดสอบ
เบ้ืองต้นอย่างน้อยสามครั้ง จุดมุ่งหมายของการทดลองแรกคือ การตรวจหาข้อบกพร่องและความคลุมเครือ
ของรายการ ท่ีเรียกได้อีกอย่างคือเป็นการทดลองก่อนเร่ิมกระบวนการ การทดลองคร้ังท่ีสองคือ การใช้ข้อมูล
สาหรับการวิเคราะห์รายการ โดยกาหนดไวว้ า่ ตอ้ งมีผเู้ ข้าสอบอย่างน้อยจานวน 400 คน โดย Conrad ได้เรียก
การทดลองครง้ั ที่สองน้วี า่ “เป็นการทดลองใชง้ านท่ีเหมาะสม” โดยตวั อย่างสาหรับการทดสอบนี้จะต้องคล้าย
กบั วตั ถุประสงค์สาหรับการทดสอบ การวิเคราะหร์ ายการเปน็ เทคนิคในการเลอื กปฏิบัตสิ าหรบั รายการที่จะใช้
เป็นองค์ประกอบสุดท้ายของการทดสอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับข้อมูลสามประเภทเกี่ยวกับรายการ: (1) ค่า
ความยากของรายการ, (2) ดัชนกี ารเลอื กปฏบิ ตั ขิ องรายการ และ (3) ประสทิ ธิผลของสิ่งรบกวนสมาธิ

การทดลองขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการทดลองเพื่อตรวจหาพบข้อบกพร่องที่อาจไม่ได้รับการ
ตรวจพบในสองขั้นตอนท่ีผ่านมา Conrad เรียกการทดลองน้ีว่า “การบริหารการทดลองขั้นสุดท้าย” ใน
ขั้นตอนนี้ รายการจะถูกเลือกหลังจากผ่านการวิเคราะห์และทาการรวบรวมลงในการทดสอบสุดท้ายแล้ว โดย
การทดลองขั้นสดุ ท้ายนี้จะเป็นตัวบ่งช้วี ่าการทดสอบจะมีประสิทธิผลจริง ๆ มากเพียงใด เมือเทียบกับตัวอย่าง
เบ้ีองต้นที่ต้ังใจไว้ตอนแรก หลังจากการบริหารการทดลองขั้นสุดท้ายส้ินสุดลง โดยปกติแล้วจะไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงรายการใด ๆ ในข้อสอบอีกทั้งส้ิน ถึงแม้ว่าขั้นตอนที่ทาง Conrad ได้แนะนาสาหรับการบริหาร

208 Testing and Assessment for Psychology

เบื้องตน้ จะได้รับการชน่ื ชมอย่างกว้างขวางมากก็ตาม แตก่ ็ไม่ได้ข้อกาหนดท่ีต้องปฏิบัตติ ามกฎอย่างตายตัว ซึ่ง
ตามความเป็นจริงแล้ว จานวนการบริหารเบื้องต้นและจานวนผู้เข้าสอบสาหรับการบริหารแต่ละครั้งน้ัน
แตกต่างกันอย่างมากท่ีขึ้นอยู่กับลกั ษณะของการทดสอบและวตั ถุประสงค์ของการทดสอบนน้ั เอง

(4) ความนา่ เชื่อถอื ของการทดสอบขั้นสุดท้าย

เม่ืออยู่บนรากฐานของการทดลองทดลองหรือการทดลองเชิงประจักษ์ที่รวบรวมรายการที่
เลือก การทดสอบขั้นสุดท้ายจะดาเนินการกับตัวอย่างใหม่อีกครั้งเพ่ือคานวณค่าสัมประสิทธิ์ความน่าเช่ือถือ
โดยขนาดของตัวอย่างเพื่อจุดนี้ไม่ควรน้อยกว่า 100 ความน่าเช่อื ถือคือความสัมพันธ์ในตนเองของการทดสอบ
และแสดงถึงความสม่าเสมอของคะแนนในการทดสอบ มีสามวธิ ีทวั่ ไปหรือการคานวณค่าสัมประสิทธ์ิของความ
นา่ เชอื่ ถือคอื วิธีทดสอบ-ทดสอบซา้ , วิธีการแบ่งคร่ึง และวธิ รี ปู แบบเทียบเทา่

(5) ความเท่ียงตรงของการทดสอบข้ันสดุ ท้าย

ความเทยี่ งตรงหมายถึงถึงสิ่งท่ีใช้วัดการทดสอบว่าผลลัพธ์ออกมาได้ดีเพียงได้ กล่าวคือหากผล
การวัดตรงตามวัตถุประสงคท์ ว่ี างไว้ การทดสอบจะมีความเท่ียงตรง

หลงั จากการประมาณคา่ สมั ประสิทธค์ิ วามความเที่ยงตรงของการทดสอบ ผู้พัฒนาการทดสอบ
จะตรวจสอบเกณฑ์อิสระภายนอกเพ่ือเปรียบเทียบกับเกณฑ์ของการทดสอบ ดังนั้น ความเที่ยงตรงของการ
ทดสอบจะถกู กาหนดให้เป็นความสัมพนั ธข์ ท่เี กยี่ วขอ้ งกับเกณฑ์อสิ ระภายนอกบางอยา่ ง

ความเที่ยงตรงควรคานวณจากข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างอื่นนอกเหนือจากตัวอย่างที่ใช้ในการ
วเิ คราะห์รายการ ข้นั ตอนนีถ้ กู เรียกวา่ Cross-validation

ความเท่ียงตรงมีสามประเภทหลัก:ความถูกต้องของเน้ือหา, ความถูกต้องของโครงสร้าง และ
ความถูกต้องที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ เทคนิคทางสถิติตามปกติท่ีใช้ในการคานวณค่าสัมประสิทธิ์ความถูกต้องคือ
Pearsonian r, biserial r, pointbiserial r, chi square,phi coefficient ฯลฯ

ตาราง abac ได้ถูกเตรียมโดย Flanagan สาหรับการอ่าค่า biserial r, pointbiserial r และ
phi coefficient เม่ือทราบถึงสัดส่วนของผู้ที่ผ่านรายการในกลุ่มล่างและกลุ่มบน (การอภิปรายโดยละเอียด
เก่ียวกบั ความถกู ตอ้ งและเทคนคิ ทางสถิติประเภทน้ีปรากฏในบทที่ 6)

(6) บรรทัดฐานของการทดสอบขัน้ สดุ ทา้ ย

บรรทัดฐานถูกกาหนดให้เป็นค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพ หรือคะแนนของตัวแทนกลุ่มตัวอย่าง
จานวนมากของประชากรท่ีระบุ บรรทัดฐานถูกเตรียมข้ึนเพื่อตีความคะแนนที่ได้จากการทดสอบอย่างมี
ความหมาย อย่างที่ทราบว่า คะแนนที่ได้จากการทดสอบนั้นส่ือถึงความหมายเกี่ยวกับความสามารถหรือ
ลกั ษณะทีว่ ัดได้

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 209

บรรทัดฐานทั่วไปท่ีไม่เหมาะสมสาหรับการทดสอบมีอยู่ส่ีแบบคือ บรรทัดฐานอายุ, บรรทัด
ฐานของคะแนน, บรรทัดฐานเปอร์เซ็นต์ไทล์ และบรรทัดฐานคะแนนมาตรฐาน เมื่อคานึงถึงวัตถุประสงค์และ
ประเภทของการทดสอบ ดงั นั้นผู้พัฒนาการทดสอบตอ้ งพัฒนาบรรทัดฐานท่ีเหมาะสมสาหรบั การทดสอบ

ดังน้ันข้อพิจารณาเบื้องต้นในการพัฒนาบรรทัดฐานคือ กลุ่มตัวอย่างต้องเป็นตัวแทนของ
ประชากรท่ีแท้จริง, ต้องสุ่มเลือก และควรแสดงถึงภาคตัดขวางของประชากร (คาอธิบายโดยละเอียดเก่ียวกับ
บรรทดั ฐานประเภทต่าง ๆ ปรากฏในบทท่ี 7)

(7) การจัดทาคมู่ ือและการทาแบบทดสอบซ้า

ขัน้ ตอนสุดทา้ ยในการสร้างการทดสอบคอื การจัดทาคู่มือการทดสอบ โดยผู้พัฒนาการทดสอบ
ต้องรายงานคุณสมบัติไซโครเมทริกของการทดสอบ, บรรทัดฐาน และการอ้างอิงลงในคู่มือ ที่บ่งช้ีถึงความ
ชัดเจนเก่ียวกับขั้นตอนการบริหารการทดสอบ, วิธีการให้คะแนน และข้อจากัดข้อเวลาสอบ นอกจากนี้ยัง
รวมถึงคาแนะนาและรายละเอียดของการจดั เรยี งสว่ นประกอบ

โดยท่ัวไป คู่มือการทดสอบควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวอย่างมาตรฐาน, ความน่าเช่ือถือ,ความ
เที่ยงตรง, การให้คะแนน ตลอดจนข้อควรพิจารณาในทางปฏิบัติ และข้ันตอนสุดท้ายจะเป็นการตีพิมพ์การ
ทดสอบและคู่มอื

การใช้และข้อจากดั ของการทดสอบและการทดสอบทางจติ วิทยา

การทดสอบทางจิตวิทยาถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ โดยมี
วัตถปุ ระสงค์การใช้ดงั น้ี

1) ในการจาแนกประเภท: การทดสอบทางจิตวิทยาท่ีนิยมใช้ในการจาแนกบุคคล กล่าวคือ การ
มอบหมายบุคคลให้อยู่ในประเภทหน่ึงแทนท่ีจะเป็นอีกประเภทหนึ่ง การจาแนกประเภทมีหลายประเภท แต่
ละประเภท ประเภทที่สาคัญมี การจัดวาง และใบรับรองการตรวจคัดกรอง ซ่ึงการทดสอบทางจิตวิทยามี
บทบาทสาคัญในแตล่ ะประเภทเหลา่ นี้

การจัดตาแหน่งหมายถึงการจัดเรียงบุคคลลงในโปรแกรมที่เหมาะสมตามความต้องการหรือ
ทักษะ ด้วยความช่วยเหลือของการทดสอบทางจิตวิทยาที่เหมาะสม เช่น ช่วยให้อาจารย์สามารถจัดแจงคณะ
แกน่ กั เรียนตามความเหมาะสมของความสามารถ

การตรวจคัดกรองหมายถึงขั้นตอนการระบุตัวบุคคลที่มีลักษณะหรือความต้องการพิเศษ ด้วย
ความช่วยเหลือของการทดสอบทางจิตวิทยา นักจิตวิทยามักจะคัดกรองบุคคลแบ่งเป็นประเภทท่ีมีความคิด
สร้างสรรค์ และบุคคลท่ีมีความสามารถพิเศษในการให้เหตุผลเชิงนามธรรม พวกเขาสามารถคัดกรองบุคคล
แบง่ เปน็ ประเภททตี่ อ้ งการได้

การรับรองและการคัดเลือกสามารถทาได้โดยใช้การทดสอบทางจิตวิทยา การรับรองในที่น้ี
หมายถึงบุคคลอย่างที่อย่างน้อยมีความสามารถขั้นต่าในด้านวินัยหรือกิจกรรมบางอย่าง เม่ือบุคคลผ่านการ
ทดสอบการรับรอง บุคคลน้ันจะได้รับสทิ ธิพิเศษบางอย่างโดยอัตโนมัติ ตัวอยา่ งเชน่ เมื่อบุคคลสอบใบขบั ข่ีผา่ น

210 Testing and Assessment for Psychology

ก็ได้จะรับใบอนุญาต ในส่วนของการการคัดเลือกจะมีความคล้ายคลึงกันมากกับการรับรอง เพราะมันกระทบ
ต่อสิทธิ์บางประการของผู้ที่ได้รับการคัดเลือก เช่น ผู้ท่ีได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรใดหลักสูตรหน่ึง
จากผลของคะแนนสอบเป็นต้น

2) ในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา: การทดสอบทางจิตวิทยามีบทบาทสาคัญในการวินิจฉัย
และวางแผนการรักษาอย่างมาก การวินิจฉัยหมายถึงการกาหนดลักษณะของพฤติกรรมที่ผิดปกติของบุคคล
และการจาแนกรูปแบบพฤตกิ รรมภายในระบบท่ยี อมรบั

การทดสอบสติปัญญาถือเป็นส่ิงสาคัญสาหรับการวินิจฉัยเด็กท่ีมีความบกพร้องทางสติปัญญ า
ในทานองเดียวกันการทดสอบทางจิตวิทยาสามารถวินิจฉัยความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้ด้วย MMPl ที่
สามารถวินิจฉัยบุคคลท่ีมีลักษณะทางพยาธิวิทยาได้อย่างง่ายดาย โปรแกรมการวินิจฉัยที่เหมาะสมไม่เพียงแต่
ช่วยให้แบ่งกลุ่มผู้ป่วยได้ เชน่ เม่ือเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญาหรือมีความบกพร่องใน
การเรียนรู้ การวางแผนสาหรบั การรกั ษาของเขาจะเป็นไปเพอื่ ใหส้ ามารถชว่ ยเหลอื ได้อย่างสูงสดุ

3) ในความรู้ด้วยตนเอง: แบบทดสอบทางจิตวิทยายังมีประโยชน์ในการให้ความรู้ในตนเองแก่
ผูส้ อบในขอบเขตท่คี วามรู้ดงั กลา่ วมแี นวโน้มที่สามารถเปลี่ยนเสน้ ทางอาชพี ของตัวผู้สอบได้

การทดสอบทางจิตวิทยาทุกคร้ังจะให้ผลย้อนกลับแก่ผู้ทาแบบทดสอบในแง่ของระดับ
ความสามารถในการฝึกอบรมที่ได้รับการประเมิน เป็นผลให้สามารถนาผลลัพธ์ที่ได้ไปเปลี่ยนแปลงเส้นทาง
อาชีพตวั เองใหด้ ีขึ้น

4) ในการประเมินโครงการ การทดสอบทางจิตวิทยามักใช้ในการประเมินโครงการศึกษาและ
โครงการสังคมประเภทต่าง ๆ ในโรงเรียนและวิทยาลัยจะมโี ครงการประเภทตา่ ง ๆ เพือ่ เพิ่มผลสัมฤทธทิ์ างการ
เรียน ส่ิงเหล่านี้สามารถประเมินได้อย่างง่ายดายด้วยความช่วยเหลือของการทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ประเภทตา่ ง ๆ

5) ในสาขาการวิจัยพฤติกรรมเชิงทฤษฎีและเชิงประยุกต์: การทดสอบทางจิตวิทยามีประโยชน์
มากในการวิจัยทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงประยุกต์ ยกตัวอย่าง Witkin (1949) ผู้ที่พัฒนา tilting room-tilting-
chair test (TRTC) อันท่ีจริง TRTC สนับสนุนการวิจัยมากมายเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ แต่ไม่ค่อย
นาไปใช้กบั ปัญหาการทดสอบในทางปฏบิ ตั ิ

ยกตัวอย่างด้านที่ถูกประยุกต์ สมมติว่านักประสาทวิทยาต้องการไม่ให้มีสมมติฐานท่ีว่าการดูดซึม
สารตะก่ัวในระดับต่าจะก่อให้เกิดความบกพร่องทางพฤติกรรมในเด็ก สมมติฐานน้ีสามารถทดสอบได้อย่าง
ง่ายดายโดยการตรวจสอบเด็กท่ีมีสารตะก่ัวในร่างกายและเด็กปกติทั่วไปโดยใช้การทดสอบทางจิตวิทยา
หลังจากการทดสอบทางจิตวิทยาประเภทต่าง ๆ มีรายงานว่าการดูดซึมตะกั่วในระดับต่าในเด็กทาให้ไอคิว
ลดลงและส่งผลพฤติกรรมการเรียนได้ สิ่งนี้แสดงให้เหน็ ไดเ้ ลยว่าการทดสอบทางจติ วิทยามปี ระโยชน์ต่อด้านท่ี
นาไปใช้

การทดสอบและการประเมินทางจิตวทิ ยา 211

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เก่ียวกับการทดสอบทางจิตวิทยาหาได้จากห้าแหล่งคือ แคตตาล็อกของผู้
จัดพิมพ,์ หนังสืออ้างองิ , วารสาร และจากฐานขอ้ มลู และค่มู ือการทดสอบ

แม้การทดสอบจะถูกนาไปใช้ในงานที่หลากหลาย แต่มีข้อจากัดที่สาคัญบางประการทีควรพึงระวัง
ดงั น้ี

1) การทดสอบทางจติ วิทยาแสดงถงึ การบุกรุกความเปน็ ส่วนตัว: การทดสอบทางจิตวิทยาอาจเป็น
การบุกรุกความเป็นส่วนตัวต่อผู้ทดสอบได้หากใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทดสอบ ดังนั้นควรจะได้รับ
อนุญาตจากผู้ทดสอบกอ่ นนาขอ้ มูลทส่ี าคัญไปใช้

2) การจัดประเภทบุคคลในการทดสอบทางจิตวิทยา: บนพื้นฐานของผลการทดสอบทางจิตวิทยา
ผไู้ ด้รบั การทดสอบหรือผสู้ อบจะได้ถูกแบ่งประเภทเช่น ผ้มู ีปญั หาทางปัญญา, ผูม้ ีพรสวรรค์ ฯลฯ

3) แบบทดสอบทางจิตวิทยาจะวัดพฤติกรรมท่ีจากัดและเป็นประโยชน์เท่านั้น: ว่ากันว่าการ
ทดสอบทางจิตวิทยาไม่สามารถวัดลักษณะที่สาคัญท่ีสุดของมนุษย์ได้ แบบทดสอบส่วนใหญ่มักจะบังคับให้
ผูส้ อบตัดสนิ ใจตอบตามเกณฑท์ ี่ผวิ เผนิ และค่อนขา้ งไมส่ าคัญ

4) การทดสอบทางจิตวิทยาสร้างความวิตกกังวล: มีรายงานว่าเม่ือผู้สอบทาการประเมินการ
ทดสอบทางจิตวิทยา มีโอกาสที่ผู้สอบจะรู้สึกวิตกกังวลและทาใหส่งกระทบต่อประสิทธิภาพในการทดสอบได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าสอบท่ีคุ้นเคยกับการทดสอบบางประเภท จะมีความกังวลน้อยกว่าผู้สอบทั่วไป (Sax,
1974)

5) การทดสอบทางจิตวิทยาไม่ตอบสนองต่อผู้เข้าสอบท่ีฉลาดและสร้างสรรค์: การทดสอบทาง
จติ วิทยามักจะไม่ตอบสนองตอ่ การตอบแบบท่ัวไปและตอบแบบสร้างสรรค์ คาตอบดังกลา่ วไม่ค่อยถูกให้เครดิต
มากนักตอ่ ผู้สอบท่ีมคี วามสามารถ

หลกั เกณฑ์ทั่วไปสาหรบั การเขียนรายการ

รายการประเภทต่าง ๆ ท่ใี ช้ในทางจิตวิทยา, สังคมวิทยา, งานวิจยั ทางการศกึ ษา และแนวทางการ
เขียนเฉพาะบางประการสาหรับการเขียนรายการ นอกจากหลักเกณฑ์เฉพาะเหล่าน้ีแล้ว ผู้เขียนรายการต้อง
คานงึ ถงึ หลกั เกณฑ์ทว่ั ไปบางประการซง่ึ จาเป็นสาหรับการเขียนรายการที่ดี มีรายการดงั ตอ่ ไปนี้

1) ความชัดเจนในการเขียนรายการในข้อสอบเป็นหน่ึงในข้อกาหนดหลักที่ไว้พิจารณาว่ารายการ
ใหนดี พวกเขาจะต้องสามารถแยกแยะระหว่างผู้ทมี่ ีความสามารถและผูท้ ่ไี ม่มคี วามสามารถ ส่ิงนจี้ ะเกิดข้นึ ได้ก็
ต่อเม่ือรายการนั้นถูกเขียนด้วยภาษาที่เรียบง่ายและมีความชัดเจน โดยรายการนั้นจะต้องไม่ใช่การทดสอบ
ความสามารถในการเขา้ ใจในดา้ นภาษา

ผู้เขียนรายการควรระมัดระวังเป็นอย่างย่ิง โดยเฉพาะการเขียนรายการวัตถุประสงค์ หาก
วัตถุประสงค์คลุมเครือ จะทาให้เกิดความยุ่งยากในการทาความเข้าใจ ความเที่ยงตรงของรายการจะถูก
บิดเบือนไป ความคลุมเครือในการเขียนรายการโดยส่วนใหญ่จะมาจากการคิดไม่รอบคอบ หรือความไร้
ความสามารถของตัวผเู้ ขียนรายการเอง

212 Testing and Assessment for Psychology

2) ต้องไม่ใสค่ าทไี่ ม่เก่ียวข้องในรายการ เพราะจะทาใหค้ วามเท่ยี งตรงของรายการลดลงไป คาทไ่ี ม่
เกี่ยวข้องน้ันหมายถึงคาไม่ที่ไม่ส่วนร่วมไปสู่ทางเลือกเหมาะสมหรือความตอบท่ีถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของ
ผู้เขียนรายการ ซ่ึงโดยส่วนใหญ่แล้วทางผู้เขียนรายการมักจะรวมคาเหล่าน้ีลงไปด้วยเพื่อสร้างความสับสน
ใหแ้ กผ่ สู้ อบและเบยี่ งเบนจากคาตอบทถ่ี กู ได้

3) ผู้เขียนรายการต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้หลีกเลี่ยงความไม่เกี่ยวข้องลงในรายการ เพราะ
บางครง้ั มันจะสะท้อนถงึ กระบวนการคิดทที่ าให้ผูเ้ ขา้ สอบตีความไปผดิ ได้

4) รายการต้องไมง่ ่ายหรือยากเกนิ ไปสาหรับผู้สอบ ระดับความยากของรายการควรปรับให้เข้ากับ
ระดับของความเข้าใจของผู้สอบ ถึงแม้ว่าจะมีการตัดสินใจท่ีแน่นอนเกี่ยวกับค่าความยากของรายการ ท่ี
สามารถทาได้หลังจากใช้เทคนิคทางสถิติบางอย่างแล้ว แต่ผู้เขียนรายการท่ีมีประสบการณ์จะสามารถควบคุม
คา่ ความยากไว้ล่วงหน้าและทาให้สามารถปรับใช้เขา้ กับผู้สอบได้ทันที ยกตัวอย่างของรูปแบบบางรายการเช่น
แบบปรนัย หรอื การเลอื กจบั ครู่ ายการ จะสามารถปรบั ลด หรือเพิ่มระดับความยากอยา่ งง่ายดาย

โดยท่ัวไป เมื่อทางเลือกในการตอบถูกทาให้มีความคล้ายคลึงกัน ระดับความยากก็จะเพ่ิมข้ึน
แต่ถ้าทางเลอื กในการตอบไม่มคี วามคลา้ ยคลึงกัน หรือแตกตา่ งกัน ผู้สอบส่วนใหญ่มักจะเลือกคาตอบท่ีถูกตอ้ ง
ได้ในไม่ช้า

ฉะนั้นผู้เขียนรายการต้องคานึงถึงลักษณะของท้ังผู้สอบในทางอุดมคติและผู้สอบท่ัวไป ถ้าเขา
เลือกท่ีจะเลือกเน้นไปท่ีผู้สอบทั่วไป และเพิกเฉยต่อผู้สอบในอุดมคติ ส่วนใหญ่แล้วรายการทดสอบจะออกมา
ยากเกนิ พอสมควร

5) ต้องหลีกเล่ียงการใช้คาแบบตายตัว หรือการให้เลือกตอบแบบทางเลือก เพราะจะเป็นการ
สนับสนุนให้ผู้สอบสามารถเดาคาตอบได้ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การใช้คาเหล่านี้จะทาใหเ้ ราแยกแยะได้ยากว่าใคร
ที่ร้เู รอื่ งนีจ้ ริง

ดงั นนั้ คาพูดแบบตายตัวไมไ่ ดใ้ ห้ความหมายที่เพยี งพอท่ใี ชเ้ ป็นตัวช้วี ัดได้ โดยวิธีทชี่ ัดเจนทสี่ ดุ ใน
การกาจัดคาเหล่าน้ีคือการถอดความคาในลักษณะท่ีต่างออกไป เพื่อให้ผู้ท่ีรู้คาตอบจริง ๆ สามารถเข้าใจ
ความหมายได้

6) ต้องหลีกเล่ียงคากากวมท่ีไม่เกี่ยวข้อง คากากวมเหล่านี้บางครั้งมีให้เห็นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
อาการคิดสัมผัสเสียง, การเชื่อมโยงทางภาษา, ความยาวของคาตอบ ฯลฯ โดยท่ัวไปเง่ือนงาดังกล่าวมักจะลด
ระดบั ความยากของรายการเพราะเงื่อนงาสามารถช้ีนาไปยังคาตอบที่ถกู ต้องได้

ข้อสังเกตได้ท่ัวไปคือ ผู้เข้าสอบท่ีไม่ทราบคาตอบท่ีถูกต้องจะเลือกเงอ่ื นงาที่ไม่เก่ียวข้องเหล่านี้
และตอบตามรากฐานเท่านั้น ผู้เขียนรายการจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพ่ือหลีกเล่ียงสถานการณ์ดังกล่าว
เก่ยี วกบั เงื่อนงาทไ่ี มเ่ กยี่ วขอ้ ง โดยเฉพาะการใหเ้ ลอื กตอบแบบ ไม่เคย, เสมอ หรือทัง้ หมด เป็นต้น

7) หลีกเลี่ยงรายการท่ีเชื่อมต่อกัน รายการท่ีเชื่อมต่อกันหรือท่ีเรียกว่ารายการท่ีสัมพันธ์กันเป็น
รายการทีส่ ามารถตอบได้โดยการอ้างอิงจากรายการอ่ืน

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา 213

5.1.7 แหลง่ ข้อมลู เกี่ยวกบั แบบทดสอบและการประเมินทางจติ วิทยา13

แบบทดสอบทางจิตวิทยา ได้มีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในทุก ๆ สาขา ไม่ว่า
จะเป็นแบบทดสอบที่ใช้ในการแนะแนว คลินิก การศึกษา หรือการคัดเลือกบุคคลเข้าทางานก็ตาม ดังน้ัน จึง
เป็นส่ิงจาเป็นในการที่ผู้ใช้แบบทดสอบจะต้องติดตามศึกษาแบบทดสอบใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งผู้ใช้แบบทดสอบที่
จะติดตามหาแหล่งของแบบทดสอบจาก Mental Measurements Yearbooks ซึ่งพิมพ์โดยบรูโร (Buros,
1965) ซึ่งเป็นหนังสือรายปี เล่มน้ีได้พิมพ์เกี่ยวกับแบบทดสอบด้านต่าง ๆ ท่ีได้ถูกสร้างข้ึนมาเป็นภาษาอังกฤษ
ทัง้ ดา้ นจิตวทิ ยา การศึกษา และแนะแนวอาชพี

นอกจากน้ียังมีวารสารทางจิตวิทยา และการศึกษา คือ Educational and Psychological
Measurement ก็ได้อธิบายถึง การเลือกใช้ การใช้ และการประเมินผล จากแบบทดสอบตลอดจนบอกให้
ทราบถึงความเท่ียงตรงต่าง ๆ ของแบบทดสอบซึ่งจะช่วยให้เราได้เข้าใจถึงแบบทดสอบเฉพาะอย่างต่าง ๆ ได้
เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือท่ีจะบอกให้ผู้ทดสอบทราบถึงแบบทดสอบทุกประเภทท่ีพิมพ์ออกในแต่
ละปอี ยา่ งละเอยี ดก็คอื Mental Measurement Yearbook

ดงั นั้น งานของการทดสอบทางจิตวิทยา ก็คอื การวัดความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลหรือวัดปฏิกิริยา
ของคน ๆ เดียวกัน แต่ในกรณีหรือสถานการณ์ท่ีแตกต่างกัน โดยในระยะเร่ิมแรกของการทดสอบนั้น เร่ิมจาก
ปัญหาทางด้านการศึกษา ซึ่งได้แก่ การจัดช้ันเรียนให้กับเด็ก ดังนั้น แบบทดสอบชุดแรกที่เกิดขึ้นได้แก่
แบบทดสอบสติปัญญา โดยบีเน่ท์และซิมอต์ (Binet-Simon Scale, 1905) และต่อมาได้ปรับปรุงจนเป็น
แบบทดสอบที่รู้จักกันในปัจจุบันในชื่อของ Standford – Binet Intelligence Scale (1916) และได้มีการ
แนะนาคาว่า I.Q. หรือ Intelligence Quotient หรืออัตราส่วนระหว่างอายุสมอง (Mental Age) และอายุ
จริง (Chronological Age) เป็นครั้งแรก ในระยะต่อมาแบบทดสอบชนิดตา่ ง ๆ ได้ถูกสรา้ งข้ึนท้ังแบบทดสอบ
สติปัญญาแบบเป็นกลุ่ม แบบทดสอบความถนัดความสามารถพิเศษ แบบทดสอบความสัมฤทธ์ิผล และ
แบบทดสอบบคุ ลิกภาพ เปน็ ต้น

5.1.8 ตัวอย่างแบบทดสอบทางจิตวิทยา (ทีม่ ีมาตรฐาน)

สาหรับแบบทดสอบทางจิตวิทยา คือ การวัดตัวอย่างของพฤติกรรมอย่างมีหลักการและมี
มาตรฐาน แบบทดสอบทางจติ วิทยากเ็ หมือนกบั แบบทดสอบทางวิทยาศาสตรอ์ น่ื ๆ ที่เป็นผลมาจากการสงั เกต
ตัวอย่างพฤติกรรมบางอย่างของแต่ละบุคคล แบบทดสอบนั้นอาจจะทดสอบบุคคลครอบคลุมส่ิงท่ีต้องการ แต่
บางแบบทดสอบอาจจะมีน้อยเกินไป เพราะฉะน้ันคุณค่าของการทานายของแบบทดสอบข้ึนอยู่กับระดับ
ความสัมพันธข์ องแบบทดสอบน้ันกับพฤติกรรมท่ีต้องการ แบบทดสอบทางจติ วิทยา ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม
ควรมีคุณค่าทางการทานายพอสมควร เพราะการวัดหรือการทดสอบทางจิตวิทยานั้น เพื่อที่จะศึกษาหรือ
ทานายพฤติกรรมที่จะเกิดข้ึนในอนาคตมากกว่าที่จะสนใจในสภาวการณ์ปัจจุบัน แบบทดสอบทางจิตวิทยาน้ี

13 วิจิตพาณี เจริญขวัญ, (2554), การทดสอบทางจิตวิทยา, (พิมพ์คร้ังท่ี 8), กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, หน้า 13-14.

214 Testing and Assessment for Psychology

ถูกอธิบายในฐานะการวัดมาตรฐาน ซ่ึงมาตรฐาน หมายถึง เครื่องมือที่มีแบบแผนในการใช้และการให้คะแนน
ถ้าคะแนนได้จากหลาย ๆ คนมาเปรียบเทียบกัน สถานการณ์ในการทดสอบต้องเหมือนกันทุก ๆ คน ซ่ึงเป็น
สิ่งจาเป็นในการควบคุมสถานการณ์ในการสังเกตทางวิทยาศาสตร์ในสถานการณ์ท่ีกาลังทดสอบตัวแปรอิสระ
จะมีได้เพียงตัวเดียว คือ แต่ละบุคคลที่ถูกทดสอบเท่าน้ัน และแบบทดสอบที่มีมาตรฐานจะต้องมี 1)
กาหนดเวลาในการทาแบบทดสอบ 2) การออกคาสั่งให้แก่ผู้ถูกทดสอบ 3) ตัวอย่างในการตอบ 4) การให้
คะแนนทแี่ น่นนอน 5) เกณฑ์ปกติ

ตวั อย่างท่ี 5.1 แบบประเมนิ ความเครยี ด14

นยิ าม ความเครียดเกิดข้นึ ได้กับทุกคน สาเหตุท่ีทาให้เกิดความเครยี ดมีหลายอย่างเช่น รายได้ท่ีไม่
พอเพียง หนี้สิน ภัยพิบัตติ ่าง ๆ ที่ทาให้เกิดความสูญเสีย ความเจ็บป่วยเป็นต้น ความเครียดทั้งประโยชน์ และ
โทษหากมากเกินไปจะเกิดผลเสียต่อร่างกายและจิตใจของท่านได้ ขอให้ทา่ นลองประเมินตนเองโดยให้คะแนน
0-3 ท่ตี รงกบั ความรสู้ ึกของท่าน

คะแนน 0 หมายถงึ แทบไม่มี
คะแนน 1 หมายถึง เปน็ บางครั้ง
คะแนน 2 หมายถึง บอ่ ยครัง้
คะแนน 3 หมายถงึ เป็นประจา

ข้อที่ อาการหรือความรูส้ กึ ท่เี กิดในระยะ 2-4 สปั ดาห์ คะแนน
0123
1 มปี ญั หาการนอน นอนไมห่ ลับหรอื นอนมาก
2 มีสมาธินอ้ ยลง
3 หงดุ หงดิ /กระวนกระวาย/วา้ วุ่นใจ
4 รสู้ กึ เบอ่ื เซง็
5 ไม่อยากพบปะผู้คน

การแปลผล
คะแนน 0-4 เครียดน้อย
คะแนน 5-7 เครยี ดปานกลาง
คะแนน 8-9 เครยี ดมาก
คะแนน 10-15 เครยี ดมากที่สดุ

14 กรมสุขภาพจิต, (2545), แบบประเมินความเครียด, กรุงเทพมหานคร: กระทรวงสาธารณสุข, สืบค้น 26
ธนั วาคม 2562 จาก https://www.programmerthailand.com/health/self-check/stress

การทดสอบและการประเมินทางจิตวิทยา 215

ตวั อย่างท่ี 5.2 ดชั นีชว้ี ดั ความสขุ คนไทย (Thai Happiness Indicators (THI – 15))15
ดัชนีชี้วัดความสุขคนไทยเป็นแบบประเมินความสุขด้วยตนเองซึ่งสร้างข้ึนภายใต้กรอบแนวคิดคา

จากัดความของความสุขหมายถึงสภาพชวี ิตที่เป็นสุขอันเป็นผลจากการมีความสามารถในการจัดการปัญหาใน
การดาเนินชีวิตมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตท่ีดีโดยครอบคลุมถึงความดีงามภายในจิตใจ
ภายใตส้ ภาพสังคมและส่ิงแวดลอ้ มทเ่ี ปลี่ยนแปลงไป

คณุ สมบตั ิของเคร่อื งมือ
1) เน่ืองจากเครอื่ งมือนี้สรา้ งขึ้นโดยใช้กล่มุ คนเป็นมาตรฐาน (Normative model) ในการกาหนด
เกณฑ์ปกติ (norm) เพราะยังไม่มีการตรวจมาตรฐาน (gold standard) ใด ๆ ที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ว่า
บคุ คลใดมคี วามสขุ มากน้อยเพยี งใด
2) การศึกษาความตรงตามเนื้อหา (content validity) โดยการทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องและ
ประชุมร่วมกับผ้ทู รงคุณวฒุ ทิ างดา้ นสขุ ภาพจิตเพ่ือพจิ ารณาความตรงตามเน้ือหาท่ตี ้องการประเมินจานวน 10 ครัง้
3) การศึกษาความตรงตามโครงสร้าง (construct validity) ศึกษาความตรงตามโครงสร้างโดย
การวิเคราะห์ปัจจัย (factor analysis) และพิจารณาลดข้อคาถามโดยคัดเลือกเฉพาะข้อคาถามท่ีมีค่า factor
loading ตั้งแต่ 0.40 ข้ึนไป (ยกเว้นข้อคาถามท่ีผู้ทรงคุณวุฒิลงความเห็นว่าจาเป็นต้องมีข้อนี้ค่า factor
loading อาจต่ากว่า 0.40) โดยทาการศึกษาความตรงเชิงโครงสร้างถึง 2 คร้ังในการศึกษาน้ีโดยลดข้อคาถาม
จาก 157 ข้อเหลือเพียง 85 ข้อในคร้ังท่ี 1 และจาก 85 ข้อเหลือเพียง 66 ข้อ (ฉบับสมบูรณ์) และ 15 ข้อ
(ฉบบั สั้น) ในครัง้ ที่ 2
4) การศึกษาความตรงร่วมสมัย (concurrent validity) ในการศึกษาคร้ังนี้ได้ทาการศึกษาความ
ตรงร่วมสมยั โดยใช้ดัชนชี ว้ี ัดสุขภาพจิตของอมั พรโอตระกลู และคณะจานวน 12 ข้อทาการศกึ ษาควบคู่กนั ไปใน
ช่วงเวลาเดียวกันผลการศึกษาพบว่าดัชนีช้ีวัดความสุขคนไทย 15 ข้อกับดัชนีช้ีวัดสุขภาพจิตของอัมพรโอ
ตระกูลและคณะมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลางอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่า
สัมประสทิ ธ์สิ หสัมพนั ธอ์ ันดบั ของสเปยี ร์แมน (Spearman’s correlation coefficient) เทา่ กับ 0.49
5) การศึกษ าค่าความ เชื่อม่ัน ของเครื่องมื อ (reliability) โดยมี ค่า cronbach’s alpha
coefficient เทา่ กับ 0.70

วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อประเมินภาวะความสุขของคนไทยในประชาชนท่ัวไปซึ่งจะเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพจิต
ตนเองเมอื่ ผลของแบบประเมินพบว่าอยู่ในกล่มุ ท่ีมภี าวะความสุขต่ากวา่ คนทัว่ ไป

15 อภิชัย มงคล, วัชนี หัตถพนม, ภัสรา เชษฐ์โชติศักด์ิ, วรรณประภา ชะลอกุล, ละเอียด ปัญโญใหญ่, (2544),
การศึกษาดัชนชี วี้ ดั สุขภาพจิตคนไทย (ระดับบคุ คล), (รายงานผลการวิจัย), ขอนแก่น: โรงพยาบาลจติ เวชขอนแกน่ .

216 Testing and Assessment for Psychology

วธิ กี ารนาไปใช้ ดัชนชี ้ีวัดความสขุ คนไทยนสี้ ามารถนาไปใช้กับ

1) ผู้ท่อี ยู่ในวยั 15-60 ปีโดยไมจ่ ากัดเพศ
2) สามารถอ่านออกเขียนได้ในกรณีที่ไม่สามารถอ่านด้วยตนเองได้อาจใช้วิธใี ห้บุคคลอน่ื อ่านใหฟ้ ัง
และผูต้ อบแบบประเมินเปน็ ผ้เู ลือกคาตอบด้วยตนเอง
3) สามารถนาไปใช้ประเมินระดับความสุขของกลุ่มคนในหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ หรือคนในชุมชน
ในช่วงเวลาที่ต่างกันเพื่อดูระดับความสุขของกลุ่มคนนั้น ๆ เป็นการเฝ้าระวังภาวะสุขภาพจิตขององค์กรนั้นใน
อกี รูปแบบหนึ่งโดยควรใชป้ ระเมินในระดบั กลุ่มคนปีละ 1 – 2 คร้งั
4) ในการนาดัชนีช้ีวัดความสุขคนไทยไปใช้เพ่ือประเมินซ้าว่าตนเองมีระดับความสุขเปล่ียนแปลง
ไปจากเดิมหรอื ไมอ่ ย่างเร็วควรประเมินซ้าอีก 1 เดอื น

การให้คะแนน

การให้คะแนนดัชนีชี้วัดความสุขคนไทย (THI – 15) มีการให้คะแนนแบบประเมินโดยแบ่งเป็น 2

กล่มุ ดังน้ี

กลุม่ ที่ 1 ได้แก่ข้อ กล่มุ ท่ี 2 ได้แก่ข้อ

124567 3 8 12
9 10 11 13 14 15

ในแต่ละกล่มุ ให้คะแนนดังน้ี กลมุ่ ท่ี 2 แตล่ ะข้อใหค้ ะแนนดงั ต่อไปนี้
กลุ่มท่ี 1 แตล่ ะข้อให้คะแนนดงั ตอ่ ไปน้ี ไม่เลย ให้ 3 คะแนน
ไม่เลย ให้ 0 คะแนน เลก็ นอ้ ย ให้ 2 คะแนน
เลก็ นอ้ ย ให้ 1 คะแนน มาก ให้ 1 คะแนน
มาก ให้ 2 คะแนน มากทีส่ ดุ ให้ 0 คะแนน
มากที่สดุ ให้ 3 คะแนน

การแปลผลการประเมิน

ดัชนีช้ีวัดความสุขคนไทย 15 ขอ้ มีคะแนนเตม็ 45 คะแนนเม่อื ผตู้ อบไดป้ ระเมินตนเองแล้วและรวม
คะแนนทกุ ข้อได้คะแนนเท่าไรสามารถเปรียบเทียบกับเกณฑป์ กติท่ีกาหนดดังนี้

คะแนน 33 – 45 คะแนน หมายถึง มีความสุขมากกว่าคนทั่วไป (good)
คะแนน 27 – 32 คะแนน หมายถึง มีความสขุ เท่ากบั คนท่ัวไป (fair)
26 คะแนนหรือน้อยกวา่ หมายถึง มีความสขุ น้อยกวา่ คนท่วั ไป (poor)

ในกรณีที่มคี ะแนนอยู่ในกลุ่มทีม่ ีความสขุ น้อยกว่าคนท่ัวไปอาจชว่ ยเหลอื ตนเองเบ้อื งตน้ โดยขอรบั
บรกิ ารการปรึกษาจากสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านได้

การทดสอบและการประเมนิ ทางจติ วทิ ยา 217

ดัชนีชว้ี ดั ความสุขคนไทยฉบับ 15 ขอ้

คาช้ีแจง

กรุณากาเครื่องหมาย  ลงในชอ่ งท่มี ีข้อความตรงกับตัวท่านมากทส่ี ุด

คาถามต่อไปนี้จะถามถึงประสบการณ์ของท่านในช่วง1 เดือนที่ผ่านมาให้ท่านสารวจตัวท่านเอง

และประเมินเหตุการณ์อาการหรือความคิดเห็นและความรู้สึกของท่าน ว่าอยู่ในระดับใดและตอบลงในช่อง
คาตอบที่เปน็ จริงกับตัวทา่ นมากที่สุดโดยคาตอบจะมี 4 ตัวเลือกคอื

ไมเ่ ลย หมายถงึ ไมเ่ คยมเี หตกุ ารณอ์ าการความร้สู กึ หรอื ไม่เหน็ ดว้ ยกับเรื่องนั้น ๆ
เล็กนอ้ ย หมายถึง เคยมีเหตุการณอ์ าการความรู้สึกในเรื่องนน้ั ๆ เพียงเลก็ น้อยหรอื เห็นด้วย

กับเร่ืองน้นั ๆ เพยี งเลก็ นอ้ ย
มาก หมายถึง เคยมีเหตุการณ์อาการความร้สู ึกในเร่ืองน้ัน ๆ มากหรือเหน็ ดว้ ยกับเรื่องนั้น ๆ

มาก

มากทสี่ ุด หมายถงึ เคยมีเหตกุ ารณอ์ าการความรสู้ กึ ในเร่ืองนั้น ๆ มากท่ีสุดหรือเหน็ ด้วยกับ
เร่ืองนนั้ ๆ มากท่สี ุด

การให้คะแนนและการแปลผลค่าปกตขิ องดัชนีชี้วดั ความสุขคนไทย (15 ข้อ)

การให้คะแนนแบ่งออกเป็น 2 กล่มุ ในการให้คะแนนดังต่อไปน้ี

กลุม่ ท่ี 1 ได้แก่ ข้อ 1 2 4 5 6 7 9 10 11 13 14 15

แต่ละข้อให้คะแนนดังตอ่ ไปน้ี เลก็ นอ้ ย 1 คะแนน
ไมเ่ ลย 0 คะแนน มากที่สุด 3 คะแนน
มาก 2 คะแนน

กลุ่มที่ 2 ได้แก่ขอ้ 3 8

แต่ละข้อให้คะแนนดังตอ่ ไปน้ี เล็กนอ้ ย 2 คะแนน
ไมเ่ ลย 3 คะแนน มากท่สี ดุ 0 คะแนน
มาก 1 คะแนน

เมอื่ รวมคะแนนทุกข้อแลว้ นามาเปรยี บเทยี บกับเกณฑป์ กติทก่ี าหนดดงั นี้

คะแนน 33-45 คะแนน หมายถงึ มคี วามสุขมากกวา่ คนทั่วไป (good)

คะแนน 27-32 คะแนน หมายถึง มีความสขุ เท่ากับคนทว่ั ไป (fair)

26 คะแนน หรอื น้อยกวา่ หมายถึง มีความสุขน้อยกบั คนทว่ั ไป (poor)

ในกรณที ่ีทา่ นมีคะแนนอยูใ่ นกลุ่มทีม่ ีความสุขน้อยกวา่ คนทั่วไปท่านอาจชว่ ยเหลอื ตนเองเบอ้ื งตน้ โดย
ขอรบั บริการการปรึกษาจากสถานบริการสาธารณสุขใกลบ้ า้ นของทา่ นได้

218 Testing and Assessment for Psychology

ขอ้ คาถาม ไม่ เล็กนอ้ ย มาก มาก
เลย ท่ีสดุ

1 ท่านรู้สกึ ว่าชีวิตของท่านมีความสขุ

2 ท่านรสู้ ึกภมู ิใจในตนเอง

3 ทา่ นตอ้ งไปรับการรักษาพยาบาลเสมอๆเพ่ือให้สามารถดาเนิน

ชีวติ และทางานได้

4 ท่านพึงพอใจในรูปรา่ งหนา้ ตาของทา่ น

5 ทา่ นมสี ัมพันธภาพทด่ี ีกบั เพ่ือนบ้าน

6 ท่านรสู้ กึ ประสบความสาเร็จและความก้าวหน้าในชวี ิต

7 ทา่ นมน่ั ใจทีจ่ ะเผชญิ กบั เหตุการณร์ ้ายแรงที่เกดิ ขึ้นในชวี ิต

8 ถา้ ส่ิงตา่ ง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังท่านจะรู้สกึ หงุดหงดิ

9 ท่านสามารถปฏบิ ตั ิกจิ วตั รประจาวนั ต่าง ๆ ด้วยตวั ท่านเอง

10 ทา่ นรู้สึกเป็นสขุ ในการชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื ท่มี ีปญั หา

11 ทา่ นมีความสุขกบั การรเิ ร่ิมงานใหมๆ่ และมุ่งม่นั ท่จี ะทาให้

สาเรจ็

12 ทา่ นรู้สึกว่าชีวิตของท่านไร้คา่ ไมม่ ปี ระโยชน์

13 ทา่ นมเี พื่อนหรือญาติพ่นี ้องคอยชว่ ยเหลอื ทา่ นในยามทท่ี ่าน

ตอ้ งการ

14 ทา่ นม่นั ใจว่าชุมชนทท่ี า่ นอยู่อาศัยมีความปลอดภัยต่อทา่ น

15 ทา่ นมโี อกาสได้พักผ่อนคลายเครยี ด

ตัวอยา่ งท่ี 5.3 แบบคดั กรองภาวะซึมเศร้าในเด็ก Children’s Depression Inventory (CDI) ฉบับภาษาไทย16

ความรู้สึกเศร้า หรือไม่มีความสุขเป็นส่ิงท่ีพบได้เสมอในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็นในผู้ใหญ่ หรือ
เด็ก การมีความรู้สึกเศร้าในช่วงระยะสั้น ๆ และเป็นคร้ังคราวนั้นถือว่าเป็นส่ิงปกติ แต่ถ้าความรู้สึกเศร้าน้ันมี
อยู่เป็นระยะเวลานาน และรุนแรง จนส่งผลกระทบถึงการปฏบิ ตั ิหน้าท่ีในชีวติ ประจาวัน ก็จัดวา่ เป็นภาวะปกติ
ในทางคลินิก ภาวะซึมเศร้าดังกล่าวน้ีมีหลายแบบขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ ความรุนแรง เช่น ภาวะซึมเศร้าอัน
เป็นผลมาจากความผิดปกติในการปรับตัวต่อความเครียด (Adjustment disorder) โรคซึมเศร้าเร้ือรัง
(Dysthymia) และโรคซึมเศร้ารุนแรง (major depression) เปน็ ตน้

16 อมุ าพร ตรงั คสมบตั ิ และดสุ ติ ลขิ นะพชิ ิตกลุ , (2539), อาการซมึ เศร้าในเดก็ : การศึกษาโดยใช้ Children’s
Depression Inventory, วารสารสมาคมจติ แพทยแ์ ห่งประเทศไทย, 41(4), 221-230.

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 219

อาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นความรู้สึก หรือสภาวะท่ีเกิดขึ้นภายในที่รับรู้ได้
เฉพาะตัวผู้ป่วย ยากแก่การสังเกตของผู้คนรอบข้าง เฉพาะเม่ืออาการน้ันมีความรุนแรง จึงจะปรากฏชัดต่อ
สายตาของผู้ใกล้ชิด เช่น ความรู้สึกเบ่ือหน่ายต่อส่ิงรอบตัว (Anhedonia) ถ้าเป็นน้อยผู้ป่วยอาจเพียงแต่รู้สึก
ไม่ค่อยสนุกกับส่ิงที่เคยสนุก ถ้าเป็นมากผู้อน่ื อาจสังเกตได้ว่าผู้ป่วยหงอยแยกตัวไม่ค่อยทาอะไร หรือยุ่งกับใคร
ความรู้สึกผิดก็เช่นกัน ถ้าเป็นไม่มากผู้ป่วยอาจเพียงรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไม่ดี แต่ความรู้สึกน้ีอาจแสดงออกไม่
ชัด จนกระท่ังอาการทวีความรุนแรง และความรู้สึกผิดน้ันออกมาในรูปของความหลงผิด หรือหูแว่วเป็นเสียง
คาหนิว่าผู้ป่วยไม่ดี เป็นต้น แบบคัดกรองภาวะซึมเศรา้ หรือ Children’s Depression Inventory: CDI ฉบับ
ภาษาไทยเป็นแบบวดั ที่ศาสตราจารย์แพทย์หญิงอุมาพร ตรังคสมบัติ แปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้น
โดย Maria Kovacs โดยดัดแปลงมาจาก Beck Depression Inventory แบบวัดนี้ประกอบด้วยคาถาม 27
ข้อ เกี่ยวกบั อาการซมึ เศรา้ ในด้านต่าง ๆ ทีพ่ บในเดก็ แตล่ ะคาถามประกอบดว้ ยตัวเลือก 3 ข้อ ซึ่งบอกถึงความ
รุนแรงของภาวะซมึ เศร้าในช่วง 2 สปั ดาห์ท่ผี ่านมา แตล่ ะตวั เลอื กจะมคี ะแนนความรุนแรงของอาการ

คะแนน 0 หมายถงึ ไมม่ ีการอาการเศร้าเลยหรอื มีนอ้ ย
คะแนน 1 หมายถงึ มีอาการบ่อย ๆ
คะแนน 2 หมายถงึ มีอาการตลอดเวลา

คะแนนรวมของ CDI มีตั้งแต่ 0-52 เน่ืองจากความรู้สึก และความนึกคิดของผู้ป่วยเป็นส่ิงสาคัญ
ในการประเมินภาวะซึมเศร้า จึงควรมีการประเมินศึกษาความรู้สึก และความคิดของผู้ป่วยด้วย
นอกเหนือไปจากการสังเกตของแพทย์ หรือผู้ตรวจ ดังน้ัน เครื่องมือท่ีประเมินความรู้สึก และความคิดของ
ผู้ป่วยจึงมคี วามสาคญั เป็นอย่างยงิ่ ที่จะชว่ ยใหค้ ะแนนประเมนิ เป็นไปอย่างครบถ้วน

การแปลผล
ผทู้ ี่ได้คะแนนรวมสูงกวา่ 15 ขน้ึ ไป จากการคดั กรองถือวา่ มีภาวะซึมเศร้าท่ีมีนัยสาคัญทางคลินิก

คุณสมบตั ิของเครื่องมือ

จากการวิจัยพบว่า CDI ฉบับภาษาไทย มีค่าอานาจจาแนกระหว่างเด็กปกติท่ีมีภาวะซึมเศร้าอย่าง

มีนัยสาคัญทางสถิติที่ <10 กาลัง 6 การศึกษาในเด็กไทยพบว่า Reliability coefficient (Alpha)=0.83
และมีความตรงในการจาแนก (Discriminant validity) สูงจาก receiver Operating characteristic cure
คะแนนที่เป็นจุดตัดแยกภาวะซึมเศร้าที่มีความสาคัญทางคลินิก คือ 15 คะแนนขึ้นไปที่คะแนนน้ี CDI ฉบับ
ภาษาไทยมี sensitivity= 78.7% specificity= 91.3% และมีaccuracy=87% อย่างไรก็ตาม สาหรับการคัด
กรองทางระบาดวทิ ยาสามารถใชจ้ ุดตดั ท่ี 19 หรือ 21 คะแนนได้

การนาไปใชป้ ระโยชน์
1) ใชเ้ พื่อคัดกรองภาวะซึมเศรา้
2) ใชเ้ พ่อื ประกอบการวินจิ ฉัยโรคซึมเศรา้

220 Testing and Assessment for Psychology

3) ใช้เปน็ เคร่ืองมอื สาหรับติดตามผลการบาบดั รักษา

ขอ้ จากดั
1) กลุม่ เปา้ หมายต้องอา่ นหนังสือออก และเล่าเร่ืองราวเกี่ยวกบั ตนเองได้
2) ในกลมุ่ เปา้ หมายท่ีเปน็ วยั รนุ่ อาจมีข้อคาถามท่ไี ม่เหมาะสมกับอายุ ดังนั้นอาจพจิ ารณา

ใชแ้ บบคัดกรอง CES-D แทนได้

แบบวดั คดั กรองภาวะซึมเศรา้ ในเดก็ (Children’s Depression Inventory: CDI) ฉบับภาษาไทย17

เลือกประโยคท่ีตรงกับความรู้สึกหรือความคิดของท่านมากที่สุดในระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาโดยทา
เครอ่ื งหมาย  ลงในช่อง 

1. ⎕ ก. ฉันรสู้ กึ เศรา้ นาน ๆ ครัง้ ⎕ ข. ฉันรู้สกึ เศร้าบ่อยคร้ัง
⎕ ค. ฉนั รสู้ ึกเศร้าตลอดเวลา

2. ⎕ ก. อะไร ๆ ก็มีอปุ สรรคไปเสยี หมด ⎕ ข. ฉนั ไม่แน่ใจว่าส่งิ ตา่ ง ๆ จะเป็นไปด้วยดี
⎕ ค. สงิ่ ตา่ ง ๆ จะเป็นไปดว้ ยดสี าหรับฉัน

3. ⎕ ก. ฉันทาอะไร ๆ ได้คอ่ นข้างดี ⎕ ข. ฉันทาผดิ พลาดหลายอยา่ ง
⎕ ค. ฉันทาอะไรผิดพลาดไปหมด

4. ⎕ ก. ฉนั รูส้ ึกสนกุ กบั หลายส่ิงหลายอย่าง ⎕ ข. ฉันรูส้ กึ สนุกกบั บางสิ่งบางอย่าง
⎕ ค. ไมม่ อี ะไรสนุกสนานเลยสาหรบั ฉนั

5. ⎕ ก. ฉันทาตวั ไมด่ ีเสมอ ⎕ ข. ฉันทาตัวไมด่ บี อ่ ยครง้ั
⎕ ค. ฉันทาตัวไม่ดนี าน ๆ ที

6. ⎕ ก. นาน ๆ ครั้งฉนั จะคิดถงึ สง่ิ ไมด่ ที ี่อาจเกิดขน้ึ กบั ฉัน ⎕ ข. ฉนั วติ กวา่ จะมสี ่ิงไมด่ ีเกิดขึน้ กบั ฉนั
⎕ ค. จะตอ้ งมสี ิง่ เลวรา้ ยเกิดข้ึนกบั ฉันแน่ ๆ

7. ⎕ ก. ฉันเกลียดตวั เอง ⎕ ข. ฉันไมช่ อบตัวเอง
⎕ ค. ฉันชอบตัวเอง

8. ⎕ ก. ฉนั ส่ิงเลวรา้ ยทง้ั หมดที่เกดิ ขนึ้ เป็นความผิดของฉัน
⎕ ข. ส่งิ เลวรา้ ยหลายสง่ิ ทเ่ี กดิ ข้ึนเปน็ ความผิดของฉัน
⎕ ค. ส่ิงเลวรา้ ยท่ีเกิดขึ้นมักไมใ่ ช่ความผดิ ของฉัน

9. ⎕ ก. ฉันไมค่ ดิ จะฆ่าตัวตาย ⎕ ข. ฉนั คดิ ถึงการฆา่ ตัวตาย
⎕ ค. ฉนั ตอ้ งการฆา่ ตัวตาย

17 กรมสุขภาพจิต, (2545), โครงการจัดทาโปรแกรมสาเร็จรูปในการสารวจสุขภาพจิตในพ้ืนท่ี, กรุงเทพมหานคร:
กระทรวงสาธารณสขุ .

การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวทิ ยา 221

10. ⎕ ก. ฉันรสู้ กึ อยากรอ้ งไห้ทุกวนั ⎕ ข. ฉันรู้สึกอยากร้องไหบ้ อ่ ยคร้ัง
⎕ ค. ฉนั รสู้ ึกอยากร้องไหน้ าน ๆ ครัง้

11. ⎕ ก. ฉันรู้สึกหงุดหงดิ ใจตลอดเวลา ⎕ ข. ฉนั รูส้ ึกหงุดหงิดใจบ่อยคร้งั
⎕ ค. ฉันรู้สึกหงุดหงิดใจนาน ๆ ครั้ง

12. ⎕ ก. ฉนั ชอบอยกู่ บั คนอน่ื ⎕ ข. ฉนั ไมค่ ่อยชอบอยกู่ ับคนอนื่
⎕ ค. ฉนั ไมต่ อ้ งการอยูก่ บั ใครเลย

13. ⎕ ก. ฉนั ไมส่ ามารถตัดสินใจอะไรต่าง ๆ ด้วยตนเอง ⎕ ข. ฉันตัดสินใจเร่ืองตา่ ง ๆ ได้ลาบาก
⎕ ค. ฉนั ตดั สนิ ใจเรอื่ งตา่ ง ๆ ได้งา่ ย

14. ⎕ ก. ฉนั เป็นคนหน้าตาดี ⎕ ข. ฉนั เป็นคนหนา้ ตาไม่คอ่ ยดี
⎕ ค. ฉันเป็นคนหน้าตานา่ เกลยี ด

15. ⎕ ก. ฉันตอ้ งใช้ความพยายามอยา่ งหนกั ทุกคร้งั ทที่ าการบ้าน
⎕ ข. ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างหนักบอ่ ยครั้งเวลาทาการบา้ น
⎕ ค. การทาการบ้านไม่ใชป่ ัญหาใหญส่ าหรับฉนั

16. ⎕ ก. ฉันนอนไมห่ ลบั ทกุ คืน ⎕ ข. ฉนั นอนไมห่ ลบั หลายคืน
⎕ ค. ฉันนอนหลับสบาย

17. ⎕ ก. ฉนั รสู้ ึกเหน่อื ยนาน ๆ คร้ัง ⎕ ข. ฉนั รู้สกึ เหน่อื ยบ่อยครั้ง
⎕ ค. ฉนั ร้สู ึกเหน่อื ยตลอดเวลา

18. ⎕ ก. มหี ลายวนั ท่ีฉันไมร่ ูส้ ึกอยากกนิ อาหาร ⎕ ข. มีบางวันที่ฉนั ไม่รู้สึกอยากกนิ อาหาร
⎕ ค. ฉนั กนิ อาหารได้ดี

19. ⎕ ก. ฉนั ไม่กงั วลกบั การเจ็บปว่ ย ⎕ ข. ฉนั กังวลกับการเจบ็ ป่วยบอ่ ยคร้งั
⎕ ค. ฉนั กงั วลกับการเจ็บปว่ ยตลอดเวลา

20. ⎕ ก. ฉันไมร่ ู้สกึ เหงา ⎕ ข. ฉันรู้สึกเหงาบอ่ ย ๆ
⎕ ค. ฉันรู้สกึ เหงาตลอดเวลา

21. ⎕ ก. ฉนั ไม่รสู้ ึกสนกุ เลยเวลาอย่ทู ่โี รงเรยี น ⎕ ข. ฉนั รสู้ ึกสนกุ นาน ๆ ครงั้ เวลาอยทู่ ่ีโรงเรียน
⎕ ค. ฉนั รสู้ ึกสนกุ บอ่ ยครง้ั เวลาอยทู่ ี่โรงเรยี น

22. ⎕ ก. ฉนั มเี พ่ือนมาก ⎕ ข. ฉนั มีเพือ่ นไม่ก่คี น และอยากมมี ากกว่านี้
⎕ ค. ฉนั ไม่มีเพอ่ื นเลย

23. ⎕ ก. การเรียนของฉนั อยใู่ นขน้ั ใชไ้ ดด้ ี ⎕ ข. การเรียนของฉันไมค่ ่อยดีเหมือนเม่อื กอ่ น
⎕ ค. การเรียนของฉนั แย่ลงมาก

222 Testing and Assessment for Psychology

24. ⎕ ก. ฉนั ทาอะไรไม่ได้ดเี ทา่ คนอน่ื ⎕ ข. ฉันทาอะไร ไดด้ ีเท่าคนอน่ื ถ้าฉันพยายาม
⎕ ค. ฉนั ทาไดด้ ีพอ ๆ กบั คนอื่นอยู่แลว้

25. ⎕ ก. ไม่มใี ครรกั ฉันจริง ⎕ ข. ฉนั ไมแ่ นใ่ จวา่ มใี ครรกั ฉนั หรือเปล่า
⎕ ค. ฉันไม่เคยทาตามคาสง่ั

26. ⎕ ก. ฉันทาตามคาส่ังท่ีไดร้ บั เสมอ ⎕ ข. ฉันไม่ทาตามคาสง่ั บอ่ ยครง้ั
⎕ ค. ฉันไมเ่ คยทาตามคาสง่ั

27. ⎕ ก. ฉนั เข้ากบั คนอื่นไดด้ ี ⎕ ข. ฉันทะเลาะกบั คนอืน่ บ่อยคร้ัง
⎕ ค. ฉันทะเลาะกบั คนอืน่ ตลอดเวลา

การให้คะแนน แบ่งออกเป็น 2 กล่มุ ดังน้ี

กล่มุ ที่ 1 ได้แก่ 1 3 4 6 12 14 17 19 20 22 23 26 27

แตล่ ะข้อให้คะแนนดังน้ี ค. ให้ 2 คะแนน
ก. ให้ 0 คะแนน ข. ให้ 1 คะแนน

กลมุ่ ที่ 2 ได้แก่ 2 5 7 8 11 13 15 16 18 21 24 25

แต่ละข้อให้คะแนนดังนี้ ค. ให้ 0 คะแนน
ก. ให้ 2 คะแนน ข. ให้ 1 คะแนน

ทงั้ น้ี แตล่ ะขอ้ คาถามจะให้คะแนนความรุนแรงของอาการ ในแตล่ ะข้อ ดงั น้ี

คะแนน 0 หมายถงึ ไมม่ ีการอาการเศร้าเลย
คะแนน 1 หมายถงึ มีอาการบ่อย ๆ
คะแนน 2 หมายถึง มอี าการตลอดเวลา

การแปรผล
เมือ่ รวมคะแนนทุกข้อแล้วนามาเปรียบเทยี บเกณฑ์ทีป่ กตดิ ังน้ี
คะแนนสูงกว่า 15 คะแนนขน้ึ ไปจากการคดั กรองถือว่า มภี าวะซึมเศรา้ ที่มีนัยสาคญั ทางคลนิ ิก

ตัวอยา่ งที่ 5.4 แบบคดั กรองโรคซมึ เศรา้ 2 คาถาม (2Q)

คาถาม มี ไมม่ ี
1. ใน 2 สปั ดาหท์ ผ่ี า่ นมา รวมวนั น้ี ทา่ นรู้สกึ หดหู่ เศร้า หรอื ท้อแทส้ นิ้ หวัง หรอื ไม่
2. ใน 2 สปั ดาห์ทผ่ี า่ นมา รวมวนั นีท้ า่ นรูส้ ึก เบื่อ ทาอะไรก็ไม่เพลิดเพลนิ หรือไม่


Click to View FlipBook Version