บทบรรณาธกิ าร
วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิตฉบบั นก้ี ้าวเขา้ สูป่ ที ี่ 17 ฉบบั พเิ ศษ เดอื นธนั วาคม 2560
บทความในวารสารฉบับน้ีประกอบไปด้วย บทความทางวิชาการ จ�านวน 2 เร่ือง และบทความวิจัย
จา� นวน 60 เรอ่ื ง รวม 62 บทความ
กองบรรณาธิการขอขอบคุณทุกท่านท่ีกรุณาให้ความไว้วางใจในการส่งบทความลงตีพิมพ์
เพื่อเผยแพร่ในวารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต ขอขอบคณุ ทกุ ค�าตชิ มและคา� แนะนา� ในการปรับปรุง
การดา� เนนิ การจัดท�าวารสารจากผ้อู า่ นและผ้ทู รงคณุ วุฒิทกุ ท่าน
ทา้ ยสดุ น ้ี กองบรรณาธกิ ารพรอ้ มเปดิ รบั ผลงานจากบรรดานกั วชิ าการ นสิ ติ นกั ศกึ ษา และบคุ คล
ท่ัวไปทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีท่ีต้องการน�าเสนอผลงานทางวิชาการ
ทั้งทีเ่ ปน็ บทความวิชาการ บทความวิจยั หรอื บทวิจารณ์หนังสือดว้ ยความยนิ ดียง่ิ
รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทงั
บรรณาธิการ
2 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ
BUABANDIT JOURNAL OF EDUCATIONAL ADMINISTRATION (BUAJEAD)
ปีท่ี 17 ฉบับพิเศษ เดือนธันวาคม 2560
Vol. 17 Special Issue December 2017
บทบรรณาธิการ 1
บทความวิชาการ
แกะรอย สะเตม็ ศึกษา
(นวิ ฒั น ์ สาระขันธ์)
การปกครองท้องถิน่ ของไทย 11
(คงฤทธิ์ กุลวงษ ์ และคณะ)
บทความวจิ ยั
การจัดการเรียนรเู้ สริมสรา้ งความสามารถการอา่ นเพอื่ ความเข้าใจและการเขยี นภาษาองั กฤษ 21
ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคลซ้ และการใช้ปญั หาเป็นฐานของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ ี 3
(นิราศ จนั ทรจิตร และคณะ)
การวิจัยเพอ่ื สรา้ งกระบวนการเรียนรูผ้ า่ นหลกั สูตรทอ้ งถิน่ “ท่องเท่ียวจังหวัดชยั ภมู ”ิ 37
(เพยี งแข ภผู ายาง และคณะ)
การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารจดั การการประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก 51
สงั กดั สา� นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน
(สมประสงค์ ยมนา และคณะ)
การศกึ ษาความพึงพอใจท่มี ตี อ่ การปรึกษาวทิ ยานพิ นธด์ ้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ของนักศกึ ษา 65
ระดบั บณั ฑิตศกึ ษา ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ การบริหารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั พษิ ณุโลก
(วนิ ิจ คนขยัน)
The Development of Speaking and Listening Chinese Skills Applying Communicative 77
Language Teaching Approach
(WuYue และคณะ)
การบริหารจัดการสถานศกึ ษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สกู่ ารพัฒนาครูและนักเรียน 89
ในศตวรรษท ี่ 21
(กฤติเดช สุขสาร)
การพัฒนาหลกั สูตรการบริหารจดั การงานวิชาการศนู ย์พัฒนาเดก็ เล็ก สงั กัดองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ 99
ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
(ปิยนันท ์ แซ่จิว และคณะ)
ปญั หาการด�าเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี นของผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา สังกดั ส�านกั งาน 113
เขตพืน้ ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 13
(สุนิสา วงค์นอ้ ย และคณะ)
ปีที่ 17 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2560) 3
รูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมธั ยมศึกษา สังกัดสา� นักงานคณะกรรมการ 125
การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน 139
(วฒุ ชิ ัย รัตนวารพี นั ธ์ุ และคณะ) 151
163
รปู แบบการบริหารงานวิชาการทีม่ ปี ระสทิ ธผิ ล ของโรงเรยี นเอกชนประเภทสามญั ศกึ ษา 177
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 187
(สมยั ชารมาลย์ และคณะ) 197
209
บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาทสี่ ่งผลต่อความผกู พันต่อองคก์ รของครูในสถานศึกษา 219
ท่ีสอนเดก็ ท่ีมีความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา สังกดั ส�านกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ 231
(ปิยาภรณ ์ วสิ ามารถ และคณะ) 245
การดา� เนินงานมาตรฐานการศึกษาศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษเพ่อื การประกนั คุณภาพภายใน 255
สงั กัดสา� นักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษ 267
(กัณหา คงหอม และคณะ)
ความสมั พันธ์ระหว่างทักษะการบรหิ ารของผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษากบั ประสิทธิภาพการสอน
ตามการรับร้ขู องครูสงั กัดส�านกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 11 ในจังหวัดชมุ พร
(สรุ ชั ดา จนั ทรเ์ พชร และคณะ)
การบรหิ ารความขัดแยง้ ในโรงเรยี นประถมศกึ ษา สังกดั ส�านกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษา
ปทมุ ธาน ี เขต 1
(จุฑาพร จา� ปาหอม และคณะ)
ธรรมาภบิ าลของผ้บู ริหารโรงเรยี น สังกดั สา� นักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา
อบุ ลราชธาน ี เขต 1
(องั กูล สมคะเนย ์ และคณะ)
ผลการใชร้ ูปแบบการเรยี นรบู้ นพืน้ ฐานการเลน่ ทมี่ ีต่อการใชก้ ลวิธีในการปฏบิ ตั ิภาระงาน
(ปริญา ปรพิ ุฒ และคณะ)
รปู แบบการพฒั นาอาจารยข์ องสถาบันอดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน
(เติน ฮวางฮวิ และคณะ)
การพัฒนาภาวะผนู้ �าเชิงกลยทุ ธ์ของหัวหนา้ สาขาวิชา ในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล
(จรญู รัตน์ วัฒนศกั ดิศ์ ิร ิ และคณะ)
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถด้านทักษะการแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที ่ 1 โรงเรียนฆังคะทวศี ิลป ์ ทไ่ี ดร้ บั การจดั การเรยี นรู้แบบสบื เสาะ
หาความรู้เสริมด้วยการใช้ปัญหาเปน็ ฐาน
(จตพุ ร เล่ือนกะฐนิ และคณะ)
การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสคู่ วามเป็นเลิศ
(ภาวินทร ์ ณ พทั ลุง และคณะ)
รูปแบบการบริหารจดั การช้ันเรยี นแนวใหม ่ โรงเรยี นสังกัดองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
(สุรัชดา จึงสทุ ธวิ งษ ์ และคณะ)
รปู แบบการพัฒนาภาวะผู้นา� ของทนายความในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือของประเทศไทย 277
(สงิ หราช สิทธริ ัตน์ ณ นครพนม และคณะ) 289
297
การสร้างชุดการสอนทฤษฎดี นตรีสากลพน้ื ฐานเรื่องบันไดเสียงเมเจอร์ โดยใชว้ ธิ กี ารเรยี นรู้แบบรว่ มมอื 309
(วัชระ โสฬสพรหม และคณะ) 321
รปู แบบการบรหิ ารตามหลักธรรมาภบิ าล ของส�านักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา 345
(วริ ะ แขง็ กสกิ าร) 353
361
ภาวะผนู้ า� การบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วมที่ส่งเสริมความสุขในโรงเรียน 375
(ภานมุ าศ จินารตั น ์ และคณะ)
385
การพฒั นารูปแบบการบรหิ ารจัดการเพอ่ื พฒั นาประสทิ ธิภาพโรงเรยี นขนาดเลก็ ในเขตพน้ื ท ่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาจังหวัดศรีสะเกษและจังหวดั ยโสธร 397
(นพเรศวร ์ ธรรมศรัณยกุล)
407
การพัฒนารูปแบบการบรหิ ารงานของสถานศึกษาเอกชนข้นั พน้ื ฐานทม่ี ีประสทิ ธผิ ล 417
(ทศั นยี ์ รัตนสุวรรณ และคณะ) 427
441
การพัฒนารูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบรหิ ารจัดการของโรงเรียนสองภาษา
(สิณัฏฐา ถริ วทิ ยว์ รกุล และคณะ)
หลกั ธรรมาภบิ าลส�าหรบั ผู้บริหารสถานศกึ ษา สา� นักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 28
(ส�าเรจ็ ธงศร ี และคณะ)
การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และเจตคติตอ่ การเรยี นทัศนศลิ ปข์ องนกั เรยี น
ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐานประกอบกลุ่มร่วมมอื
(กรรัตน ์ จลุ ตามระ และคณะ)
การพัฒนาแนวทางการมสี ว่ นรว่ มของผปู้ กครองในการจดั การเรยี นรู้ สา� หรับสถานศกึ ษา
สังกัดส�านักงานเขตพ้นื ที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 24
(วิวัฒพงษ ์ พัทโท และคณะ)
ยทุ ธศาสตร์การบรหิ ารงานวิชาการแบบมีสว่ นร่วมของโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา สังกดั ส�านกั งาน
เขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา
(วโิ รจน ์ ม่ันธรรม และคณะ)
รปู แบบการบรหิ ารโรงเรียนประจ�าในสงั กดั ส�านักบรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ
(สภุ าพร พาภกั ด ี และคณะ)
รูปแบบการบริหารจัดการสา� นักงานวัฒนธรรมจังหวัดทมี่ ีประสทิ ธิผล
(ปรียากรณ ์ ทะคา� สอน และคณะ)
รปู แบบการมสี ว่ นร่วมของครูในการจดั การความรใู้ นสถานศกึ ษาสังกดั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ
(นภัสนันท์ จติ รภักด ี และคณะ)
ยทุ ธศาสตร์สูค่ วามส�าเรจ็ ในการกระจายอ�านาจการบริหารในสถานศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน
(บวร พมิ พภ์ ู และคณะ)
ปัจจัยทีส่ ง่ ผลตอ่ ประสิทธิผลของโรงเรียนท่จี ัดการศึกษา โดยใช้การบริหารโรงเรียนเป็นฐาน 457
สังกดั สา� นกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
(เรอื งชยั ปริบาล และคณะ)
การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาชีววทิ ยา การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณและ 467
เจตคตติ ่อวชิ าวิทยาศาสตร ์ นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ระหว่างการจัดการเรียนรู้
โดยใช้ปญั หาเป็นฐานและการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขน้ั
(นฤมล โสรสาน และคณะ)
กลวิธีการสร้างเคร่ืองแต่งกายทางดา้ นนาฏศิลปไ์ ทยของอาจารยธ์ ารีพรสงั ขมรรธร 481
(นนั ทิตา พ่ึงพงษ ์ และคณะ)
การจัดการแสดงนาฏศิลปไ์ ทยในพระราชพิธพี ระราชทานเพลงิ พระศพ 491
สมเด็จพระเจ้าภคนิ เี ธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสริ โิ สภาพัณณวดี
(จินตวฒั น์ ช้างหราย และคณะ)
การพัฒนาชุดฝึกอบรมสัปปรุ สิ ธรรม 7 สา� หรบั ผู้น�าเยาวชนในโรงเรยี นมัธยมศึกษา 505
สังกัดส�านักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน
(วรรณยุพา กาญจนพงศ์ และคณะ)
รปู แบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยทีม่ ปี ระสิทธผิ ล 517
(สุพจนีย พัดจาด)
ภาวะผูน้ า� การเปลี่ยนแปลงของบคุ ลากรทางการศึกษาในโรงเรยี นประถมศกึ ษาสังกัดส�านักงาน 527
เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาปทมุ ธานี เขต 1
(อรุณี ต่างประโคน และคณะ)
การพัฒนาภาวะผูน้ �าของผูบ้ ริหารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาแขวงสะหวนั นะเขต 537
สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว
(วินยั สุขราช และคณะ)
การบรหิ ารกิจการนกั เรียนของโรงเรยี นประถมศึกษา สังกัดส�านกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษา 551
ประถมศกึ ษาปทมุ ธาน ี เขต 1
(วชั โร บญุ นาค และคณะ)
การบริหารงานบคุ คลตามหลกั ธรรมาภิบาลของโรงเรียน สังกดั ส�านักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา 563
ปทุมธานี เขต 1
(สกุ ัญญา ค�าเนา และคณะ)
การพัฒนาโปรแกรมพฒั นาครดู ้านการจัดกจิ กรรมการเรียนรู ้ โดยใช้สมองเปน็ ฐาน (BBL) 575
ของโรงเรยี นในสังกัดส�านักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาร้อยเอด็ เขต 3
(อรโุ ณทยั ระหา และคณะ)
การทา� งานเป็นทีมทส่ี ่งผลต่อสมรรถนะประจา� สายงานของครูโรงเรียนเอกชน 585
ในเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาราชบรุ ี เขต 2
(นอ้ งนชุ เฟอื่ งไกรศรี และคณะ)
สมรรถนะของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาท่ีส่งผลตอ่ การบรหิ ารงานวชิ าการของโรงเรยี นเอกชน 597
ในเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาราชบุรี เขต 2 609
(รงุ่ พร นลิ บด)ี 619
629
การจัดการความรู้ของศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอ�าเภอ 639
สงั กดั สา� นกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย จังหวัดอบุ ลราชธาน ี 649
(พทิ ยา รักพรหม) 657
669
Enhancing Team Building Leadership Skills of Primary School Administrators Under 685
the Jurisdiction of the Office of the Basic Education Commission 701
(Boonchauy Sairam and other) 713
727
กลยทุ ธก์ ารบริหารจดั การความเสยี่ งทางการศกึ ษาของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก
สงั กัดส�านกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษานครราชสมี า
(ปรีชา มณฑาทพิ ย ์ และคณะ)
รูปแบบการพัฒนาพฤตกิ รรมภาวะผู้นา� แบบมสี ว่ นรว่ มของผูบ้ ริหารโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเลก็
ในจังหวดั นครราชสมี า
(วริ ชั คุ้มกลาง และคณะ)
การพฒั นาบทเรียนการต์ ูนมลั ติมเี ดียเร่ืองการออกเสยี งพินอิน วิชาภาษาจนี
ส�าหรับนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี ่ 3 โรงเรยี นอัสสมั ชัญศรรี าชา
(Li Yan และคณะ)
ผลการจัดการเรยี นรเู้ ชิงรุกโดยการสอดแทรกกระบวนการจติ ตปัญญาศึกษาของนิสติ
การศกึ ษามหาบณั ฑิต สาขาการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยพะเยา
(ธิดาวลั ย์ อุ่นกอง และคณะ)
องคป์ ระกอบภาวะผนู้ �าการเรยี นรขู้ องผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาท่สี ่งผลตอ่ สมรรถนะการจัดการเรียนการสอน
ของครสู งั กดั องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดนครราชสมี า
(รตั นด์ า เลิศวิชยั และคณะ)
The Relationship Between Teaching Methods and Student Achievement of English
Learning in Thai Secondary Schools
(Wilaiwan Promseemai)
การวิจัยประเมินหลกั สตู รครศุ าสตรบัณฑิต การศกึ ษาปฐมวัย คณะครุศาสตร ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
(เสท้ือน เทพรงทอง และคณะ)
ความพงึ พอใจของผปู้ กครองตอ่ การบริหารสถานศกึ ษาสงั กดั ส�านักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษา
นครศรธี รรมราช เขต 2
(กิ่งนภา เมอื งจนั ทร ์ และคณะ)
การพัฒนารูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการในวทิ ยาลยั การอาชพี กลมุ่ ภาคเหนือ
ดว้ ยหลักการทา� งานเปน็ ทีม
(วันชาติ สารใจ และคณะ)
ค�าแนะน�าในการเสนอบทความเพ่อื การตีพมิ พ์ในวารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ 737
ขน้ั ตอนการสง่ บทความเพื่อตพี มิ พ์วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต 741
แบบเสนอบทความเพอื่ พจิ ารณาตีพิมพใ์ นวารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต 743
แกะรอย สะเต็มศึกษา
นวิ ฒั น์ สาระขันธ1์
บทนา
เป็นท่ีทราบกันดีว่า แนวคิดว่าด้วย STEM Education มีต้นกาเนิดท่ีประเทศสหรัฐอเมริกา
เพ่ือแก้ปัญหาของอเมริกาเอง นั่นคือ การสร้างกระบวนการเรียนการสอนที่จูงใจเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้หันมา
สนใจเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยการทาให้เป็นเร่ืองสนุกและเป็นเรื่องใกล้ตัว ทาผู้เรียนมองเห็น
คุณประโยชน์ของวิชาเหล่านี้ว่า รวมท้ังสามารถนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจรงิ เช่น ประดิษฐ์นวัตกรรม
ใหม่ๆหลังจากน้ัน STEM ถูกนาไปใช้อย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย มีการนา STEM
ศกึ ษามาถ่ายทอดสู่โรงเรียนต่างๆโดย สสวท. โดยคัดเลือกโรงเรยี นชั้นนาในภูมิภาคต่างๆเป็นแม่ข่ายและแพร่
ขยายเครือขา่ ยไปตามโรงเรยี นในพ้นื ทีใ่ กล้เคยี ง
ในโอกาสที่คณะทางานจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้รับมอบหมายจาก สพฐ.ให้จัดการฝึกอบรม
เชิงปฏิบัติการด้านสะเต็มศึกษาแก่ครูทั่วประเทศ จึงมีการ “แกะรอย” โรงเรียนบางแห่งที่นาสะเต็มไปใช้ใน
การเรียนการสอน เพื่อนาความรู้จากการปฏิบัติจริง มาประกอบสร้างเป็นหลักสูตรฝึกอบรม “สะเต็มศึกษา
ตน้ กลา้ .....”
มงุ่ สโู่ รงเรยี นส่วนบุญโญปถมั ภจ์ งั หวัดลาพูน
ข้อมลู เบื้องตน้ จากสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ระบุว่าโรงเรียนสว่ นบญุ โญปถมั ภ์
จงั หวัดลาพูนเป็นโรงเรยี นทน่ี าสะเต็มศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนมาเป็นเวลา ๒ ปีแลว้ และประสบ
ความสาเร็จเป็นที่นา่ พอใจในระดบั หนงึ่ ข้อมูลดงั กล่าวทาให้ผู้เขียนอยากร้เู พ่ิมเติม จงึ ขอให้ฝ่ายจัดการโครงการ
ช่วยติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนและช่วยจัดการเรื่องการเดินทางเพื่อไปเยี่ยม การทางานอย่างมี
ประสิทธภิ าพ ทาให้ผู้เขยี นเดนิ ทางถึงสนามบินเชียงใหม่และมี อ.อเนก หัวหน้าหมวดวชิ าคณติ ศาสตรม์ ารอรับ
เพื่อเดนิ ทางต่อไปยังจังหวดั ลาพนู ซ่ึงอยู่ห่างออกไปไม่เกิน ๓๐ กม.
ครูอเนกเลา่ ให้ฟังว่า ลาพูนเป็นจังหวัดเล็กๆซ่อนตวั อยู่ในมมุ เงียบท่ามกลางความจอแจแออัดของ
เมืองเชียงใหม่ คนที่ต้องการความสงบ มักเลือกตั้งถ่ินฐานท่ีลาพูน เพราะภูมิประเทศรวมท้ังอากาศเหมือน
เชยี งใหมท่ กุ ประการ แตม่ ีความสงบสนั โดษมากกว่า วา่ กันวา่ บรรยากาศในตัวเมอื งลาพูนหลังสที่ ุ่มแทบไม่มีรถ
ราวิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม นอกเมืองลาพูนมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง โรงงานเหล่านี้เป็นแหล่ง
สร้างงานสาหรับคนท้องถน่ิ และแรงงานท่ีอพยพมาจากที่อนื่ เมอื งลาพนู จงึ ถกู บนั ทกึ วา่ เป็นจังหวัดท่มี ีรายไดต้ ่อ
หัวของประชากรสงู สุดจังหวดั หน่งึ ของประเทศไทย
เราคุยกันเร่ืองการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในภาพรวม เด็กไทยส่วนใหญ่เรียน
วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตรเ์ พื่อพิชติ ข้อสอบเข้าเรยี นคณะแพทยศาสตรห์ รอื วิศวกรรมศาสตร์ในมหาวทิ ยาลัย
ที่มีชือ่ เสยี ง เป้าหมายดังกลา่ วมาจากแรงกดดันของผู้ปกครองท่ีต้องการให้ลูกเรียนจบปรญิ ญา จบออกมามีงาน
ดีๆเงินเดือนสูง ชีวิตม่ังคง สามารถดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า แม้เด็กไม่ชอบก็ต้องฝืนใจเรียนเพื่อเอาใจพ่อแม่
เด็กไทยส่วนใหญ่จึงเอาแต่เรียนๆ โดยไม่รู้ว่าจะเอาความรวู้ ิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ไปทาอะไรนอกจากพิชิต
ข้อสอบ ผลสัมฤทธิใ์ นภาพรวมคือเด็กเก่งในการแก้โจทย์ หรือทาข้อสอบ แต่เข้าไม่ถึงปรัชญาและหัวใจสาคัญ
ของวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตรซ์ ง่ึ มุ่งสอนใหค้ นคิดเป็นและใชช้ ีวติ อย่างมเี หตุผล การมงุ่ เรยี นเพ่อื เอาชนะ
ข้อสอบอย่างเดียวจึงทาให้เดก็ ไทยแก้โจทย์เก่งแตแ่ กป้ ัญหาชีวิตของตวั เองไม่เกง่ ทง้ั นีย้ ังไม่นบั รวมถงึ การมีหัวใจ
1สาขาการประถมศกึ ษา คณะครศุ าสตรม์ หาวทิ ยาลัยราชภฎั รอ้ ยเอป็ดีที่ 17 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน - ธนั วาคม 2560) 1
สร้างสรรค์ นิยมการประดิษฐ์คิดค้นส่ิงใหม่ๆด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นหัวใจของ
การเรยี นการสอนแบบสะเต็ม
ส่วนครูก็ทาหน้าที่สอน ความสาเร็จของการสอนของครูวัดด้วยจานวนเด็กที่สอบเข้าคณะแพทย์
หรอื วิศวะครูจึงมุ่งสอนแต่ทฤษฎี มีการเปรยี บเปรยว่า ครฟู ิสิกส์สอนเร่ืองพลังงานไฟฟ้าได้ แต่ต่อวงจรไฟฟ้าใช้
เองไม่เป็น เพราะไม่เคยลงมือปฏิบัติ เวลาอปุ กรณ์ไฟฟ้าที่บ้านเสีย ก็ต้องส่งซ่อมท่ีรา้ นของช่างท่ไี มไ่ ด้เรยี นวิชา
ฟสิ ิกส์ แต่จบชน้ั ประถมและเรยี นรู้ดว้ ยการฝกึ ฝนและการสังเกตดว้ ยตัวเอง
ปัญหาพ้ืนฐานของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของประเทศไทยจึงเป็นคนละ
ปัญหาแบบอเมริกา ซึ่งเป็นต้นกาเนิดของการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษา นี่เป็นความคิดที่ผุดข้ึนระหว่าง
ทาง ซ่งึ ต้องหาขอ้ เท็จจริงมาพิสูจนก์ นั ตอ่ ไป หากมีความจาเปน็
เพียงครึ่งชว่ั โมง รถตู้ก็พาผู้เขียนมาถึงโรงเรียนส่วนบุญโยปถัมภ์โดยมีคณะผู้บริหารและคณะครูท่ี
รับผิดชอบให้เกยี รติรอตอ้ นรับที่หอ้ งประชุม โรงเรยี นตง้ั อยู่ใจกลางเมืองลาพนู พ้นื ท่ีประมาณ ๓๐ ไร่ และถูกใช้
ประโยชน์อย่างคุ้มค่า มอี าคารเรียน อาคารอเนกประสงค์เต็มพื้นท่ี แตย่ ังมพี ื้นท่ีวา่ งเพียงพอสาหรับเป็นสนาม
กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้งหน้าโรงเรียน วนั ทผี่ ู้เขียนไปถงึ นักเรยี นชายหญิงไม่ได้สวมเครอ่ื งแบบนักเรียนปกติ
แต่ใส่ชุดพื้นเมืองท่ีออกแบบอย่างสวยงามและเรียบง่าย หลังจากผู้เก่ียวข้องทั้งหมดมาครบ ผอ.เล่ ผู้บริหาร
โรงเรยี นคนขยนั ไดก้ ลา่ วตอ้ นรับ และขอใหผ้ ูเ้ ขียนให้คาแนะนาทเี่ ป็นประโยชน์แก่โรงเรยี น
ผู้เขียนออกตัวทันทีว่า ไม่ได้มาในฐานะผู้เชี่ยวชาญเพ่ือให้คาแนะนา แต่มาในฐานะผู้เรียนและ
ตอ้ งการเรียนรู้ประสบการณ์การนาสะเต็มศึกษามาใชใ้ นโรงเรยี นแห่งน้วี ่า ประสบความสาเร็จหรือมีปัญหาหรือ
ขอ้ จากดั อย่างไรบ้าง ผู้บริหาร ครู ทางานอย่างไร นกั เรยี นคิดอยา่ งไร เพื่อทจี่ ะไดน้ าขอ้ มลู ความร้เู หล่าน้ี ไปเป็น
แนวทางการสร้างหลักสูตรและกระบวนการฝึกอบรมแกโ่ รงเรียนตา่ งๆทว่ั ประเทศ ประสบการณ์ของโรงเรียน
ส่วนบุญโยปถัมภ์ จะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่คณุ ครแู ละโรงเรียนอื่นๆที่ต้องการนาสะเต็มเข้าไปเปน็ ส่วนหนึ่ง
ขอ ง ก า ร จั ด ก า ร เรี ย น ก า ร ส อ น ใ น โร ง เรี ย น ขอ ง ต น เพื่ อ พั ฒ น า เย า ว ช น ไท ย ให้ มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม ส า ม า ร ถ
ทางวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี
หลังจากทาความเข้าใจท่ีมาท่ีไปและวัตถุประสงค์ในเบ้ืองต้นแล้ว การสนทนากลุ่มก็เริ่มต้นขึ้น
อยา่ งออกรส และเป็นโอกาสใหผ้ ู้บรหิ าร ไดร้ ับฟังประสบการณ์ตรงจากครูซึ่งเปน็ คนทางานด้านสะเตม็ ศึกษามา
กบั มืออยา่ งละเอยี ด
ผอ.เล่ เริ่มต้นเลา่ ท่มี าทไ่ี ปของสะเตม็ ศึกษาในโรงเรียนว่า เปน็ ผู้ขวนขวายหาส่ิงดีๆเข้าโรงเรยี นดว้ ย
ตัวเอง โดยคร้ังแรกได้ทราบว่า สสวท. ได้เลือกโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่เป็นแม่ข่ายสะเต็ม
ศึกษาในภาคเหนือตอนบน จึงไปขอให้โรงเรยี นยพุ ราชรับโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ร่วมเป็นเครือขา่ ยหลังจาก
นั้นได้ขยับขยายบทบาทต่อด้วยการเซ็น MOU กับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซ่ึงก็ได้รับการตอบรับด้วยดี
เพราะเห็นความตั้งใจจรงิ ของผู้บริหาร
ผอ.เล่ ไดแ้ สดงทัศนะส่วนตัวว่า โรงเรยี นส่วนบญุ โยปถัมภ์ก็ถูกคาดหวังจากผปู้ กครองเช่นเดียวกับ
โรงเรยี นมธั ยมประจาจงั หวดั อื่นๆ คือ ต้องสอนใหล้ ูกเก่งวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อพชิ ิตขอ้ สอบเข้า
มหาวิทยาลัย โรงเรียนใดก็ตามท่ีสามารถสง่ เด็กเข้าเรยี นในคณะแพทย์ไดม้ ากท่ีสุด ผู้ปกครองกม็ ีแนวโนม้ ท่ีจะ
ยา้ ยลูกเข้าเรียนในโรงเรยี นน้ันๆ แมจ้ ะอยูไ่ กลจากบ้านเพียงใดก็ตาม โรงเรยี นจึงต้องบรหิ ารตามความคาดหวัง
ของผู้ปกครอง และต้องพยายามหาส่ิงที่ดีท่ีสุดให้นักเรียน ได้พัฒนาความรู้ความสามารถด้านอื่นๆ
ด้วย เชน่ เดยี วกัน
2 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
เมื่อเหน็ วา่ โครงการสะเต็มศึกษาเป็นโครงการท่ีดี ผอ.เล่จึงไม่รีรอที่จะเป็นฝ่ายเร่มิ ตน้ โดยทดลอง
เปิดเป็นโปรแกรมเมื่อปี ๒๕๕๘ รับนักเรียนช้ัน ม.๔ ปัจจุบันกลายเป็นโปรแกรมที่นักเรียนสนใจมากท่ีสุด
แต่ด้วยข้อจากัดเร่ืองกาลังคน ทาให้โรงเรียนสามารถเปิดได้เพียง ๓ ห้องเรียนเท่านั้นควรกล่าวด้วยว่า
โปรแกรมวิทย์-คณติ ในโรงเรยี นนม้ี ีทั้งหมด ๙ ห้อง ถา้ เลอื กได้ เดก็ จะเลือกเรยี นสะเตม็ เปน็ อันดับแรก
ทมี ผู้บริหารทกุ ฝ่ายมีบทบาทสนับสนุนอย่างสาคัญ แม้กระทั่งฝ่ายอาคารสถานที่ท่ีไม่เก่ียวข้องกับ
เรื่องวิชาการก็ต้องมาร่วมสนับสนุน เพราะการเรียนการสอนโปรแกรมนี้ ต้องลงมือปฏิบัติจริง ตอ้ งใช้อุปกรณ์
เครื่องมือ พื้นท่ีการปฏิบตั ิงานที่อาจตอ้ งเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ทาให้ครแู ละนักเรยี นโปรแกรมอืน่ ๆ ไม่สะดวก
ฝ่ายอาคารสถานที่ก็ต้องมาช่วยจัดหาพื้นท่ีทากิจกรรมอย่างเหมาะสม เม่ือผู้บริหารทุกระดับเอาจริง ร่วมมือ
สนับสนนุ ใหก้ าลงั ใจแกค่ ณุ ครู สะเตม็ ในโรงเรียนกเ็ ดินได้โดยไมส่ ะดดุ
ปัญหาเบ้ืองตน้ ทีผ่ ู้บริหารต้องจัดการใหไ้ ด้คือ จะทาอยา่ งไรไมใ่ ห้เกิดความรู้สกึ วา่ เปน็ การเพม่ิ ภาระ
งานใหม่ให้กับครูผู้สอนซ่ึงแบกรับความคาดหวังและความกดดันไว้เต็มบ่า วิธกี ารคือ นาสะเต็มเข้ามาแทรกอยู่
ในโครงสร้างปกติ (routine) ของหลักสูตรม.ปลายเช่น นากิจกรรมสะเต็มเข้าไปในคาบของ Independent
Study (IS) ซึ่งมีสัปดาห์ละ ๒ คาบ กุศโลบายนี้ ทาให้สะเต็มสามารถแทรกซึมเข้าไปในโปรแกรมปกติได้อย่าง
แนบเนียน จากสายวิทยาศาสตร์ที่มีท้งั หมด ๖ ห้อง และเรียน IS ทั้งหมด การเปล่ยี น IS มาเป็น STEM ก็ทาให้
สามารถเปล่ยี นจากการเรยี นทฤษฎี มาเป็นเรียนภาคปฏิบัติได้ทนั ที โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสรา้ งหลกั สตู ร
และการบรหิ ารจดั การ ด้วยกุศโลบายดังกล่าว ทาให้สะเตม็ ศกึ ษาไม่ใช่เรือ่ งใหมเ่ สยี ท้ังหมดครกู ล้าเลน่ มากข้นึ
กล่าวโดยสรุป บทบาทของผอ.โรงเรียนน้ีได้ให้บทเรียนว่า สะเต็มต้องริเริ่มโดยผู้บริหารท่ีเห็น
ความสาคัญและความจาเปน็ อ่านปรากฏการณ์ออกแมก้ ระท่ังวา่ ถ้าหากไม่มีการเปลีย่ นแปลงกระบวนวิธีการ
เรียนการสอนวิทย์-คณิต เด็กไทยก็จะมองเห็นวิชาเหล่าน้ีเป็นเพียงทางผ่านเข้าเรียนในคณะแพทย์ วิศวะใน
มหาวิทยาลัยท่ีมีชื่อเสียง มองไม่เห็นคุณค่าเพราะเช่ือมโยงกับชีวิตจริงหรือเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
แต่แท้จริงแล้ว วิชาเหล่าน้ี เปน็ วิชาที่สอนคนให้ใช้ชีวิตอยา่ งมีเหตุผล คิดและทาเป็นขั้นตอน สามารถยอ้ นกลับ
มาตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ และข้อสาคัญ เป็นพ้ืนฐานของการสร้างนวัตกรรมการดารงชีวตสมัยใหม่
ที่ตอ้ งการส่งิ ประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ หากไมป่ ลูกฝงั คา่ นิยมการเรยี นวทิ ย์-คณิตให้แก่เยาวชนอย่างถูกต้อง เขากจ็ ะ
เตบิ โตมาเป็นผู้ซื้อผลติ ภณั ฑ์จากการประดิษฐค์ ิดคน้ ของคนชาติอน่ื อย่างโงหัวไมข่ นึ้
ผู้บริหารนาสะเต็มเข้าสู่โรงเรียน แล้วใครคือผู้นาสะเต็มเข้าสู่ห้องเรียนและซึมเข้าสู่ tacit
ของนักเรียน คาตอบคอื ครู บทบาทของครูมคี วามสาคัญต่อการขบั เคล่อื นการเรียนการสอนแบบสะเตม็ ศกึ ษา
มาก ถงึ ผู้บริหารจะมีความสาคัญและออกแรงผลักดันอย่างสุดล่ิมสะเต็มก็ไปถึงแคโ่ รงเรียน แต่ยังไปไม่ถงึ เด็ก
นกั เรียน ครูจงึ เป็นตวั ละครท่ีมีความสาคัญที่รับไม้ต่อจากผู้บรหิ าร เพราะครูคอื ผู้นาสะเต็มไปถึงห้องเรียนและ
ไปถึงตัวเด็กถ้อยคาตอ่ ไปนี้ คัดลอกมาจากการพดู คยุ กบั ครูในห้องประชมุ
“การเรียนการสอนแบบสะเต็ม ครูต้องอาศัยความรู้มาจากหลายทิศหลายทาง ถ้าครูยังติดกรอบ
อยู่กับการเรียนการสอนแบบเดิม จะทาไม่ได้ ครูจึงต้องเปิดใจท่ีจะเรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่ๆโดยไม่ติดกรอบ
หรือยึดตารามากเกนิ ไป”
“ต้องสนับสนุนให้เด็กต้ังคาถาม โดยครูช่วยแนะนาให้เด็กค้นพบคาตอบดว้ ยตนเอง ด้วยการลอง
ผิดลองถูก ถา้ ไมห่ ัดใหเ้ ดก็ ตง้ั คาถาม ยงั ไงๆสะเต็มกเ็ ดินไปไมไ่ ด้”
“ครไู มใ่ ชผ่ ู้ให้คาตอบสุดท้าย แต่ทาหน้าท่เี สมอื นผเู้ รยี น เรียนรไู้ ปพรอ้ มกับนักเรียน เพื่อเดินทางไป
พบคาตอบดว้ ยกนั ซึ่งจะเหน็ วา่ บางครงั้ ครกู จ็ ะไดค้ าตอบใหมๆ่ ทไี่ มเ่ คยร้มู าก่อน”
“เราต้องเรียนรใู้ หม่ทัง้ หมด อาจหยิบยกสถานการณ์บางอยา่ งมาเปน็ โจทย์”
ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 3
ถ้อยคาที่คัดลอกมาทั้งหมด ฉายภาพให้เห็นว่า การเรียนการสอนแบบสะเต็ม มีความแตกต่าง
จากการเรยี นการสอนแบบ routine หรอื แบบท่ีทากันอยู่เป็นประจา ซึ่งแยกสอนกันเป็นรายวิชาและยึดสาระ
เน้อื หาเป็นหลกั แตก่ ารเรียนการสอนแบบสะเตม็ ต้องทาเปน็ ทมี โดยมีสถานการณ์ปัญหาบางอย่างเป็นตัวตงั้ ครู
และนกั เรยี นตอ้ งนาความรู้จากวิชาตา่ งๆ เขา้ มาชว่ ยแก้ไขปญั หาท่ีอยู่ใกล้ตัว
เช่น การนาสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาลมาเป็นโจทย์การทางาน และใช้ไม่จ้ิมฟันมาประกอบ
เป็นโครงสร้างเพ่ือทดสอบแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ทาให้นักเรียนเข้าใจความเช่ือมโยงของปัญหา
เรื่องความสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวและความเสียหายของสิ่งก่อสร้างบนพื้นผิวโลก เพราะมองเห็นด้วยตา
ตัวเองโดยไม่ตอ้ งพ่ึงภาพในใจ
สะเต็มศึกษาจึงไม่ใช่รูปแบบการเรียนการสอนที่ใหม่ท้ังหมด แต่สามารถพลิกแพลง ปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงส่ิงที่ทาอยู่เป็นประจา คุณครูท่ีมีความเช่ียวชาญในเรื่องสะเต็มอย่างลึกซึ้ง สรุปแบบฟันธงว่า
สะเต็ม สามารถใช้แทน Independent Study (IS) ได้เลย โดยนาปัญหาหรือประเดน็ (issue)ทอี่ ยใู่ กลต้ วั มาเป็น
โจทย์โดยครเู ป็นผจู้ ดั เตรยี มอุปกรณ์และเตรยี มออกแบบกระบวนการ
“ถ้าครูมีความเข้าใจมากพอ เขาสามารถหยิบอะไรมาทาให้เป็นสะเต็มก็ได้ โดยเอาความรพู้ ้ืนฐาน
มาบูรณาการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างเป็นระบบ วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน และลงมือปฏิบัติ ช่วยให้เด็ก
สามารถพูดได้ แสดงออกได้ และมีความสขุ ความภาคภมู ิใจกบั ผลงาน”
ประโยคสดุ ทา้ ยท่ีครูคนหนึ่งฝากไว้คือ “ปัจจัยเบ้ืองต้นของความสาเร็จเก่ียวกบั สะเต็มคอื ทศั นคติ
ของครู ครูต้องฟังคนอ่ืนให้เป็น ใจเปิดกวา้ ง พร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆกับนักเรียน และไม่วางตนเปน็ เจ้าของ
ความรู้ คอยช้ีผิดชถี้ กู จนนกั เรยี นไมก่ ลา้ คดิ เอง คอยแต่ฟังเฉลยจากครูว่าอะไรผดิ อะไรถูก”
อยา่ งไรก็ตาม ไม่ใช่ครูทุกคนที่จะสามารถสอนในแนวทางสะเตม็ ได้ เพราะครูส่วนหน่งึ ยังยึดติดอยู่
กับขนบการสอนแบบเตมิ ความรู้ใหน้ ักเรียน และใช้ผลสอบเป็นตัวประเมินความสาเรจ็ โชคดีท่ยี ังมีครูรุ่นใหม่ๆ
ทีต่ ้องการเห็นการเปล่ียนแปลง จงึ เลือกใช้สะเต็มศึกษาเป็นโอกาส ผลที่เกิดข้นึ คือพัฒนาการท่ีเป็นบวกของลูก
ศิษย์ที่แสดงออกในมิติต่างๆ เช่น การรู้จักต้ังคาถาม ความสามารถในการทางานกับคนอื่นและมีความสุขกับ
การเรียน
ตัวละครสุดท้ายของสะเต็มศึกษาคือนักเรียน ผู้เขียนได้มีโอกาสน่ังพูดคุยกับเด็กม.๕ ที่เรียนใน
โปรแกรมสะเต็มศึกษาจานวน ๖ คน เป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ นักเรียนสามารถตั้งคาถามและออก
ความเห็นอยา่ งอสิ ระ ความจริงผูเ้ ขียนรับทราบข้อมูลมาก่อนหนา้ นแ้ี ลว้ ว่า โปรแกรมน้ีกลายเป็นโปรแกรมยอด
ฮติ ของโรงเรยี นสว่ นบุญโญปถัมภ์ แต่การไดพ้ ูดคุยกับเด็กนักเรยี นเป็นรายบคุ คลก็ยงิ่ ทาใหเ้ ชือ่ มั่นมากยิ่งขน้ึ
“สาหรับหนู สะเต็มเปน็ วิชาที่ทาให้หนูมีโอกาสลงมือปฏิบตั ิ ครจู ะเปิดโอกาสให้หนูลองผิดลองถูก
คิดโจทย์เองตัดสนิ ใจด้วยตวั เอง ความสาเร็จของหนู หนูถือวา่ เกดิ จากความพากเพียรพยายามของตัวเองอย่าง
แท้จริง พอหนูทางานสาเร็จ ทาให้หนูมคี วามภาคภูมิใจ เฮ้ย... เน่ียงานของเราทเ่ี ราทามากบั มือ” นักเรียน ม.๕
คนหนึ่งพดู ถึงงานของตวั เองอย่างภาคภมู ใจดว้ ยสายตาเป็นประกาย
“หลายครั้งที่หนูต้องล้มเลิกความคิด เพราะมันไปต่อไม่ได้ แต่หนูก็ไม่เคยย่อท้อ นั่งคิดนอนคิด
ทดลองทาโน่นทานแ่ี บบล้มลุกคุกคลาน แต่เมอ่ื สาเร็จหนูก็ภมู ิใจกบั งานที่ตวั เองทา บางครั้งหนตู ้องอยู่ถึงมื้อค่า
ครเู ป็นคนขับรถไปส่งถึงทีบ่ า้ น ถา้ กลับกับคนอ่นื แมห่ นูจะไมย่ อม”
“สะเตม็ ทาใหผ้ มรู้วา่ ความรู้ทเ่ี รยี นมา สามารถเอาไปใช้ประโยชนอ์ ะไรไดบ้ ้าง”
“สาหรับหนู สะเต็มเหมือนละครชีวิต หนูต้องเร่ิมต้นด้วยการอภิปราย ถกเถียง การรับฟังความ
คดิ เห็นของเพอ่ื นๆและความเห็นของครู บางคร้งั หนูต้องทะเลาะกบั เพอ่ื น แตล่ ะครชีวิตของหนูก็จบลงดว้ ยการ
ตดั สินใจอย่างใดอยา่ งหน่งึ ”
4 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
ถา้ หากเปน็ จรงิ เหมือนท่ีเด็กนักเรียนเหล่านีพ้ ูด สะเต็มศึกษาจึงไม่ใช่แคเ่ ทคนิคการเรียนการสอนท่ี
ทาใหเ้ ด็กรู้ว่า จะเอาความรู้พื้นฐานไปแก้ปัญหา หรอื สร้างนวัตกรรมอยา่ งไร แต่สะเตม็ ศึกษา จะเป็น”พื้นท่ีแห่ง
การเรียนรู้” (learning space) แบบใหม่ ท่ีทาให้เด็กมีทักษะทางวิชาการ เทคโนโลยีและทักษะชีวิต
ซ่งึ ประกอบดว้ ยเนอ้ื หาดา้ นคุณธรรมและความสมั พันธ์ทางสังคมแทรกอยูภ่ ายในเน้อื หาทั้งหมด
การสนทนาตบท้ายด้วยนักเรียนแต่ละคนเล่าถึงโครงการของตัวเอง แม้จะยังไปไม่ถึงพัฒนาการ
ข้ันสุดท้าย ท่ีสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง แต่ความคิดของแต่ละคนล้วนน่าสนใจทั้งส้ิน ตัวอย่างโครงงาน
เหล่าน้ันได้แก่ เคร่ืองพ่นปูน (ใช้แทนการฉาบ) เคร่ืองตรวจควันบุหร่ี การใชเ้ ปลือกไข่ไล่มด การทาปุ๋ยชีวภาพ
อัดเมด็ การผลิตวัสดแุ ทนเนื้อไม้
ไม่วา่ โครงการเหลา่ น้ี จะประสบความสาเรจ็ มากนอ้ ยเพียงใดหรือไม่ก็ตาม แตส่ ิ่งทีผ่ เู้ ขียนได้สัมผัส
จากคาบอกเล่าของเด็กเหล่าน้ี คอื ความสุข ความภาคภูมใิ จจากการที่แต่ละคนได้ใช้ความพากเพียรพยายาม
อย่างหนกั รวมท้ังความเชอ่ื มั่นในศักยภาพของตัวเอง ผ้เู ขยี นเห็นว่า “จิตวิญญาณเชิงบวก” (Positive Mental
Attitude) มีความสาคญั กว่าชิ้นงานหรือนวตั กรรมใดๆ
จากภาคเหนอื มุง่ สู่ภาคอสี าน
จากโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ภาคเหนือตอนบน ผู้เขียนมุ่งสู่ภาคอีสานตอนล่าง เพ่ือเย่ียม
โรงเรียนเบญจะมะมหาราชท่ีจังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนมัธยมประจาจังหวดั มีนักเรียน
ราวสีพ่ นั คน นอกจากเปน็ โรงเรียนขนาดใหญ่แล้ว ยังมีชอ่ื เสยี งด้านวิชาการเป็นทย่ี อมรับ เพราะสามารถส่งเด็ก
เขา้ เรียนในคณะแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆทั้งในกรงุ เทพและต่างจังหวัด เฉพาะปีท่ี
ผา่ นมา นักเรียนทจี่ บม.๖ สามารถสอบเข้าคณะแพทย์ไดถ้ ึง ๑๘ คน แต่โรงเรียนก็แอบบ่นเบาๆว่า ยงั น้อยกว่า
โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยซ่ึงมีขนาดเล็กกว่า แต่อย่างไรก็ตาม โรงเรียนแห่งนี้ยังเป็นท่ีต้องการของผู้ปกครอง
และนักเรียนในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ในแต่ละปีมีการสอบแข่งขันแยง่ ท่ีน่ังกันอย่างเข้มข้น
ควรกล่าวด้วยว่า โรงเรียนน้ีมีโปรแกรมพิเศษ Young Scientist Program สาหรับเด็กเก่งด้านวิทยาศาสร์
เทคโนโลยี กล่าวกนั วา่ เปน็ การนาเอาหลกั สตู รแบบโรงเรยี นกาเนิดวิทย์ มาใช้เลยทีเดยี ว
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 5
ผเู้ ขยี นโทรศัพท์นัดหมาย ทางโรงเรียนมอบภารกจิ ใหก้ ับ อ.วัลภา หัวหน้าหมวดวิทย์-คณิต ให้มา
ตอ้ นรบั และอธบิ ายความเปน็ มาเป็นไปของสะเตม็ ในโรงเรยี น
โรงเรียนเบญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงเรียนที่ไม่จาเปน็ ตอ้ งขวนขวายหาสะเต็ม
เพราะเป็นผู้ถูกเลือกจาก สสวท.ให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายสะเต็มในพ้ืนท่ีภาคอีส านตอนล่าง บทเรียน
จากโรงเรียนแห่งนี้จึงค่อนข้างจะแตกต่างจากส่วนบุญโญปถัมภ์ ท่ีต้องเสาะแสวงหาเข้าสู่โครงการโรงเรียน
สะเต็มศกึ ษา โดยผูบ้ รหิ ารท่มี องเหน็ ความสาคัญ
เริ่มต้นปี ๒๕๕๗ โดยลงนาม MOU กับสสวท.ซึ่งเลือกโรงเรียนให้เป็นศูนย์สะเต็มประจา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซ่ึงประกอบด้วย โรงเรียนเบญจะมะมหาราช โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย โรงเรียน
สุรนารีและโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ซ่ึงล้วนเป็นโรงเรยี นท่ีมีช่ือเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากทา
ความตกลง สสวท.ได้ให้โรงเรียนส่งคนไปเข้าค่ายวิทย์-คณิตและเทคโนโลยีรวม ๓ คน แต่ต้องอาศัยความ
ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เช่น สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและมหาวิทยาลัย
ราชภัฎอุบลราชธานี โรงเรียนเบญจะมะมหาราช ได้เลือกโรงเรียนเครือข่ายด้วยตัวเอง ซึ่งประกอบด้วย
โรงเรียนลือคาหาญ โรงเรียนเดชอุดม เครือข่ายโรงเรียนระดับประถมประกอบด้วยโรงเรียนอนุบาล
อุบลราชธานี ส่วนโรงเรียนขยายโอกาสประกอบด้วยโรงเรียนปทุมวิทยาคาร และโรงเรียนบ้านท่าบ่อ มีการ
เปิดศูนย์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพ่ือพัฒนาการเรียนการสอนแบบบูรณาการเข้ากับกระบวนการออกแบบ
เชงิ วิศวกรรม
หลังจากสถาปนาเครอื ข่ายในระดบั ตา่ งๆแลว้ สสวท.ไดใ้ ห้ครูไปอบรมความรู้เบ้ืองตน้ วา่ จะสามารถ
จัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาได้อย่างไร ครูกลุ่มแรกท่ีไปอบรมเรียกว่า ครูผู้นาสะเต็มศึกษา ยังไม่มีการจัดทา
โปรแกรมพิเศษแต่ให้ครูนาแนวการสอนแบบสะเต็มไปใช้ในห้องเรียนก่อน โดยนาเอาสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับวทิ ย-์ คณิตและเทคโนโลยซี ่งึ ปกติไมส่ ามารถสอนในเวลาเดียวกันได้ เพ่อื ให้ครูมที ักษะการสอนด้านบูรณาการ
การสอนสามารถเลือกได้ ๒ แบบ กล่าวคือ แบบท่ีหนึ่ง ครูสอนในวชิ าเดิม แต่เอาแนวสะเต็มไปใช้
เช่นสอนเรื่องโครโมโซม แต่ลองพยายามเอาเนื้อหาทางสมการคณิตศาสตร์มาอธิบายความสัมพันธ์ของ
โครโมโซม เป็นต้น ส่วนแบบที่สองคือ ครูตั้งปัญหาสถานการณ์ขึ้นมา และมอบหมายให้เด็กไปหาความรู้
เพิ่มเติม หรือบางคร้ัง ครูพานักเรียนทากิจกรรม โดยใช้ข้นั ตอนการออกแบบ การวางแผน ทดลองปฏิบัติและ
สรุป แตก่ ารทางานตามแบบท่ีสองนี้ ครตู ้องอทุ ิศเวลาให้แก่นักเรียน มอบหมายงานแล้ว ต้องให้เด็กมารายงาน
อย่างสม่าเสมอ ไม่รอตรวจช้ินงานขั้นสุดท้ายอย่างเดียว การเรียนการสอนแบบสะเต็ม จึงสามารถทาได้ในบาง
เนอื้ หา ไม่สามารถทาได้ทุกเรือ่ งและทกุ ชว่ั โมงการสอน
แต่การนาสะเต็มเข้าสู่การเรียนการสอนก็สามารถทาได้หลายวิธี เช่น การจัดกิจกรรมค่ายบูรณา
การสาหรับนักเรียนชั้น ม.๑ ท้ังหมด โดยเชิญวิทยากรมาให้คาแนะนา ทางานร่วมกับครูที่ผ่านการอบรม
กับสสวท.และมีเพ่ือนครูมาเป็นผู้ช่วย เพื่อให้เด็กรู้จักและปฏิบัติการสะเต็มตามฐานต่างๆท่ีเตรียมไว้ ซึ่ง
โดยทั่วไปจะประกอบด้วย สถานการณ์ ความรู้ที่เก่ยี วข้องกบั การออกแบบปฏิบตั ิแล้วให้นักเรียนตัดสินใจเลอื ก
ทางเลือกที่ดีที่สุดมานาเสนอ ทาให้นักเรียนมีความเข้าใจ สามารถเชื่อมโยงความรู้พ้ืนฐานเข้ากับสถานการณ์
จริงมากขึ้น แม้ต้องใช้เวลาบ้างก็ถือว่ามีความจาเป็นที่ต้องทา เพราะเด็กได้ทดลองคิด ทดลองทาเป็นทีม
ด้วยตวั เอง แทนท่จี ะรอรบั ความร้จู ากครเู พยี งอย่างเดียว
6 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
กิจกรรมสะเต็มในปีแรก (๒๕๕๗) ปดิ ตวั ลงเมอื่ ครูไดเ้ ข้าคา่ ย มีความเขา้ ใจมากขึ้น ก็จดั อบรมใหค้ รู
ลองปฏิบัติ ขยายผลอย่างจรงิ ๆจังๆ และสามารถเป็นผู้ชว่ ยวิทยากรได้ และสามารถนาสะเต็มไปแทรกในการ
เรียนการสอนในบางสถานการณไ์ ด้
ปี พ.ศ.๒๕๕๘ โครงการสะเต็มศึกษาเดินหน้าต่อด้วยการอบรมเพ่ิมให้ครูเพ่ือให้สามารถเอาไป
สอดแทรกในการเรียนการสอนได้ทุกโปรแกรม หรอื อย่างน้อยท่ีสุด ตอ้ งรวมให้ได้ ๒ วิชาข้นึ ไป โดยครูต้ังโจทย์
ปญั หาสถานการณ์เพ่อื ให้เดก็ คิด เชน่ วิทยาศาสตรอ์ าจมีทั้งการคิดคานวณ การหาโจทยป์ ญั หาในชีวิตจรงิ ไม่ใช่
“โจทยห์ ัวโล้น” แต่ต้องมีองค์ความรทู้ างด้านวิทยาศาสตร์ผสมอยู่ด้วย เทคโนโลยี ทาให้เด็กมีอะไรตอ้ งคิดมากขึ้น
เม่ือครั้งที่ สสวท.จัดงาน Thailand STEM Festival ที่จังหวัดนครราชสีมา การพาเด็กนักเรียนไปดูก็ทาให้เห็น
กจิ กรรมทีม่ คี วามหลากหลายมากขึ้น
โรงเรียนระดับประถม ก็สามารถสอนสะเต็มได้ดีในคาบกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
แต่สาหรับโรงเรียนระดับมัธยม จะมีข้อจากัดมากกว่า เช่น ไม่มีชั่วโมงเพ่ิมเพ่ือให้ครูต่างสาขามาเจอกัน
นอกจากน้ี ครูบางรายไม่ยอมเปิดใจ เพราะเกรงว่าจะสอนเนื้อหาตามทก่ี าหนดไดไ้ มค่ รบ ครูสว่ นหน่ึงยังมีความ
กงั วลลึกๆคอื กลัวนักเรยี นของตัวเองสอบไมไ่ ด้คะแนนดี ทาใหผ้ ู้ปกครองไม่ยอมรับ แตส่ ่วนใหญ่เปน็ ความวติ ก
กงั วลท่คี ิดเอาเอง เพราะในความเป็นจริงแลว้ เด็กทเ่ี ข้าถึงสะเตม็ จริงๆจะเรยี นอย่างมีความสขุ และมผี ลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี นในระดบั ดไี ด้ เชน่ เดียวกัน
ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 7
ปี พ.ศ.๒๕๕๙ เปน็ ปีแห่งการขยายเครือข่ายสมทบรว่ มกับโรงเรียนในพืน้ ที่ มกี ารเชิญครูมารับการ
ฝึกอบรมและลองปฏิบัติดู เร่ิมต้นด้วยการให้ครูออกแบบสะเต็มศึกษาด้วยตัวเองโดยใช้กิจกรรมของ สสวท.
เป็นต้นแบบ มีการจดั ค่าย “พ่ีสอนน้อง” แตค่ รูต้องเตรียมตัวอย่างดี โดยหาปัญหาสถานการณ์มาเปิดประเด็น
การชวนคดิ ชวนคุย วางแผนแก้ปัญหา ลงมือปฏิบัติอย่างเป็นข้ันเป็นตอนแลว้ สรุปออกมา วิธีการน้ีทาให้เด็กได้
ความรู้ในสาระทตี่ ้องการ
โรงเรียนลือคาหาญเป็นโรงเรียนขนาดกลางในเครือข่ายที่นาสะเต็มไปใช้อย่างคึกคัก ผู้ปกครอง
ไม่คาดหวังในผลการสอบ ทาให้โรงเรียนสามารถเดินหน้าได้เต็มที่ ส่วนโรงเรียนเบญจะมะมหาราช ต้องแทรก
เขา้ ไปในคาบของ IS โดยครูเปน็ ฝ่ายคิดค้นหาสถานการณ์ทเ่ี ด็กสนใจมาทา้ ทาย
ในความเหน็ ของตัวแทนครูผใู้ ห้สัมภาษณ์ สะเตม็ นา่ จะใชใ้ นกระบวนการเรียนการสอนปกติ ซึ่งจะ
ทาให้ครูไม่รู้สึกว่าเป็นของใหม่ ไม่เป็นการเพ่ิมภาระเหมือนวิธีการยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (child- centered)
แต่พอมาเป็นสะเต็ม ก็เนน้ ให้เด็กปฏิบตั ิ แต่สะเต็มมากกวา่ child-centered ตรงที่ให้เด็กลงมือปฏิบตั ิมากกว่า
และใหม้ กี ารบูรณาการเชื่อมโยงได้
การเรยี นการสอนแบบสะเต็ม ครูตอ้ งเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง มีคาอธบิ ายเปน็ ขอ้ ๆ คอื
๑. ต้องทมุ่ เทเวลาในการจดั การเรียนการสอนมากขึน้
๒. ต้องสนใจองค์ความรู้ใหม่ๆ ไม่ยึดติดตารามากเกินไป
๓. เช่ือมโยงความร้พู นื้ ฐานเขา้ กบั สถานการณ์ในชวี ติ จรงิ
๔. เปิดโอกาสใหเ้ ดก็ ได้มีเวลาคิดมากข้ึน โดยไม่รบี ยดั เยียดขอ้ สรุปให้
๕. ใหเ้ ดก็ ทากิจกรรมมากขึ้น
๖. คดิ ในเชงิ บวกตลอดเวลา
สะเตม็ สง่ ผลสัมฤทธไ์ิ ปยังนักเรยี นอย่างไร มบี ทสรปุ จากการสมั ภาษณ์นักเรยี นกลมุ่ หนึง่ ครูใหเ้ วลา
พดู คุยเพยี งชวั่ โมงเศษ แตก่ พ็ อสรปุ ไดด้ งั นี้
๑. ทาให้นักเรียนมีโอกาสฝกึ ฝนกระบวนการคิดรว่ มกับคนอ่ืนมากขน้ึ การเรียนเปน็ รายวิชาทาให้
ต่างคนต่างคดิ แตเ่ ม่ือทากจิ กรรมสะเต็ม กท็ าให้เดก็ มีโอกาสถกเถียง และหาข้อยุตดิ ว้ ยเหตผุ ลท่ดี ีท่ีสดุ
๒. ได้ฉุกคิดเร่ืองใกล้ตวั กิจกรรมสะเต็มทาให้ต้องคิดรอบคอบ คิดให้ละเอียด ไม่ประมาทเลินเล่อ
มองขา้ มส่ิงเล็กๆนอ้ ยๆ ซง่ึ ถอื เปน็ ทกั ษะชีวิตอย่างหนง่ึ
8 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
๓. การอภิปรายถกเถียงทาให้รู้จักเอาเหตุผลของแต่ละคนมาเปรียบเทียบและช่ังน้าหนักและ
ตอ้ งตดั สนิ ใจ
๔. ทาให้คิดกว้างข้ึน รู้จักคิดไปข้างหน้า (forward-thinking) ไม่คิดเฉพาะเท่าท่ีต้องการ รวมท้ัง
การคดิ ถงึ ผลกระทบที่จะตามมา
๕. ทาให้ความรู้ของเรามีคุณภาพ มองเห็นทางเลือกใหม่ๆ และทาให้รู้จักเลือกทางเดินเห็น
คุณภาพใหม่ของนักเรยี นแล้ว ตอ้ งรีบทาให้สะเต็มเกิดขน้ึ จรงิ ๆในโรงเรียน เพื่อให้เด็กไทยของเรา เติบโตขนึ้ มา
อย่างมีคณุ ภาพ
เอกสารอา้ งองิ
นวิ ัฒน์ สาระขันธ์และคณะ. การพฒั นาศกั ยภาพครูในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศกึ ษา.
พิมพ์ครง้ั ท่ี ๑. กาฬสินธ์ุ : ประสานการพมิ พ,์ ๒๕๖๐.
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 9
10 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
การปกครองทอ้ งถ่ินของไทย
The Local Administration of Thailand
คงฤทธิ์ กุลวงษ1์
เขมกิ า ทองเรือง2
สรุ ศักด์ิ แสนพรหม3
นพิ นธ์ กัลยาเรือน4
สภุ ธิดา สกุ ใส5
บทนา
กฎหมายปกครอง คือ องค์รวมของกฎหมายมหาชนทั้งท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็น
ลายลักษณ์อักษรซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดโครงสร้างองค์การของฝ่ายปกครองการดาเนินกิจกรรมทางปกครอง
ตลอดจนการควบคุมตรวจสอบการดาเนนิ กิจกรรมทางปกครอง
บทความนี้นาเสนอสาระสาคัญของ ความหมายของฝ่ายปกครองลักษณะท่ัวไปของการปกครอง
และภารกิจของฝ่ายปกครองประเภทฝ่ายปกครอง บ่อเกิดของกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร บ่อเกิดของ
กฎหมายท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษร การปกครองท้องถ่ิน วิวัฒนาการการปกครองท้องถิ่น ระเบียบบริหาร
ราชการสว่ นท้องถิ่น ความหมายการปกครองท้องถ่ิน ความสาคัญของการปกครองทอ้ งถิ่น ความสาเร็จของการ
ปกครองท้องถิ่น องค์ประกอบท่ีสาคัญของการปกครองท้องถิ่น ปัจจัยที่เอ้ือต่อการปกครองท้องถ่ิน
รา่ งรัฐธรรมนญู การปกครองส่วนท้องถิน่ ดังต่อไปน้ี
1. ความหมายของ “ฝา่ ยปกครอง
เมื่อทราบความหมายเบ้ืองต้นของการปกครองแล้ว เราอาจเช่ือมโยงความหมายของการปกครอง
กบั หน่วยหรือองคก์ รของรฐั ทที่ าหน้าทีด่ ังกล่าวได้ โดยเราเรียกหนว่ ยที่ดาเนินกิจกรรมของรัฐในทางปกครองว่า
“ฝ่ายปกครอง”
โดยปกติท่ัวไป ตารากฎหมายไทยมักจะอธิบายความหมายของฝ่ายปกครองในแง่ของการจัด
องค์การ หรือพิเคราะห์ฝ่ายปกครองจากลักษณะในทางรูปแบบ ซึ่งเม่ือพิจารณาในแง่มุมน้ี ฝ่ายปกครองก็คือ
บรรดาหน่วยงาน องค์กร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกากับดูแลของ
นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนง่ึ ซ่ึงหมายถงึ
- ราชการบรหิ ารสว่ นกลาง คือ กระทรวง ทบวง กรม
- ราชการบรหิ ารส่วนภูมิภาค คือ จังหวัด และอาเภอ
1มหาวิทยาลัยนครพนม
2มหาวิทยาลยั นครพนม
3มหาวทิ ยาลยั นครพนม
4มหาวิทยาลยั นครพนม
5มหาวิทยาลยั นครพนม
ปที ี่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 11
- ราชการบริหารส่วนท้องถ่ิน คือ เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดองค์การบรหิ ารส่วนตาบล
กรุงเทพมหานคร และเมืองพทั ยา
- รัฐวิสาหกิจทีจ่ ดั ต้ังข้นึ ตามพระราชบัญญตั ิและพระราชกฤษฎกี า
- องค์การมหาชน
แต่โด ยเห ตุที่ ใน เวล าต่อ มามี การต้ังห น่วย งาน ให ม่ๆ ท่ี มีวัต ถุป ระส งค์ใน การด าเนิ น กิจ ก รรม
ทางปกครองเช่นเดียวกัน โดยหนว่ ยงานดังกล่าวเปน็ หนว่ ยงานที่ไม่ตกอยู่ภายใต้บงั คับบัญชาหรือกับกากับดูแล
ของนายกรฐั มนตรีโดยตรง แต่เปน็ กรณีทก่ี ฎหมายกาหนดใหร้ ัฐมนตรีคนใดคนหน่ึงมีอานาจเฉพาะบางประการ
เกี่ยวข้องกับกิจการของหน่วยงานน้ัน เช่น องค์การวิชาชีพ หรอื มีการจัดตั้งหน่วยงานท่ีมีความเป็นอิสระจาก
การบงั คบั บัญชาหรือกากับดูแลของนายกรัฐมนตรหี รือรัฐมนตรคี นใดคนหนึ่งอย่างสิน้ เชิง แต่หนว่ ยงานดังกล่าว
ยังปฏิบัติภารกิจในลักษณะทานองเดียวกับหน่วยงานท่ีตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาหรือกากับดูแลของ
นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเช่น หน่วยธุรการขององค์กรอิสระ หน่วยธุรการของศาล หน่วยธุรการของ
สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เราจึงจัดให้หน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ตลอดจนบุคลากรของหน่วยงานเหล่านี้
เป็นฝา่ ยปกครองเช่นเดยี วกัน
อย่างไรตาม การพเิ คราะห์ฝ่ายปกครองในทางรูปแบบหรอื พิเคราะห์ในแงก่ ารจัดองค์การ ย่อมไม่
ทาให้เห็นภาพของหน่วยท่ีปฏบิ ัติภารกจิ ทางการปกครองไดท้ ัง้ หมด เนอ่ื งจากภารกิจทางปกครองอาจได้รบั การ
ปฏิบัติโดยหน่วยหรือองค์กรเจ้าหน้าที่ของรับที่โดยปกติแล้วอาจจะไม่ได้ปฏิบัติภารกิจในทางปกครอง หรือ
อาจจะปฏิบัติภารกิจในหลายลักษณะ หรืออาจจะมีการมอบหมายอานาจทางปกครองให้กับเอกชนปฏิบัติ
ภารกิจทางปกครองบางประการแทนรฐั ได้ ดว้ ยเหตุน้ีเราจึงต้องพิจารณาฝา่ ยปกครองโดยพิจารณาจากลักษณะ
ของการกระทาหรือพิจารณาในทางเน้ือหาด้วย ซึ่งเม่ือพิจารณาในแง่นี้ องค์กรบางองค์กรซ่ึงโดยปกติไม่ถือว่า
เป็นฝ่ายปกครองในทางรูปแบบก็ถือว่าเป็นฝ่ายปกครองในทางเน้ือหา และจะต้องนาหลักกฎหมายปกครอง
ไปใชค้ วบคุมตรวจสอบการกระทาขององคก์ รเหล่านัน้ ด้วย องคก์ รที่อาจเปน็ ฝา่ ยปกครองในทางเนอ้ื หาได้ ได้แก่
1) องคก์ รของรัฐฝ่ายบริหาร ในความหมายอย่างกว้าง องค์กรของรัฐฝ่ายบริหารประกอบไปด้วย
พระมหากษตั ริย์ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี ตลอดจนบรรดาองค์กรรฐั ฝ่ายปกครองท้งั ปวงท่ีตกอยู่
ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกากับดูแลของนายกรัฐมนตรีหรือรฐั มนตรคี นใดคนหน่ึง องค์กรของรัฐฝ่ายบรหิ าร
ที่เป็นองค์กรซ่ึงกาหนดนโยบายอานวยการบริหารราชการแผ่นดินและกระทาการในทางรัฐธรรมนูญ ซ่ึงได้แก่
พระมหากษัตรยิ ์ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง องค์กรของรัฐเหลา่ นอี้ าจเป็นองค์กร
ฝา่ ยปกครอง หากการกระทาดังกล่าวมลี ักษณะเป็นการใชอ้ านาจทางปกครองหรือดาเนินกิจกรรมทางปกครอง
2) องค์กรอิสระ หมายถึง องค์กรซึ่งไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกากับดูแลของ
คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง องค์กรอิสระที่ดาเนินกิจกรรมทางปกครองใน
ระบบกฎหมายไทย เช่น คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
แห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งถือเป็นองค์กรฝ่ายปกครองที่เป็นอิสระ นอกจากองค์กรฝ่ายปกครองท่ีเป็นอิสระแล้ว
ยงั มอี งค์กรบางประเภทท่ีระบบกฎหมายไทยกาหนดใหม้ ีขึ้น เรียกว่า องค์กรอสิ ระตามรัฐธรรมนูญและองค์กร
อืน่ ตามรฐั ธรรมนูญ เชน่ คณะกรรมการการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ คณะกรรมการตรวจเงิน
แผ่นดิน ฯลฯ องค์กรเหล่านี้หากใช้อานาจทางปกครองหรือดาเนินกิจกรรมทางปกครอง ย่อมถือว่า
เปน็ ฝา่ ยปกครองในทางเนื้อหาเช่นเดยี วกัน
3) องค์กรย่อยขององค์กรนิติบัญญัติและองค์กรตุลาการ องค์กรย่อยเหล่านี้คือตาแหน่งที่ระบบ
กฎหมายจัดต้ังข้ึนเพื่อให้ดาเนินกิจกรรมขององค์กรรฐั เช่น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครอง
สูงสุด โดยปกติเราไม่ถือว่าองค์กรต่างๆเหล่าน้ีเป็นองค์กรฝ่ายปกครอง เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่
ให้กับองค์กรนิติบัญญัติและองค์กรตุลาการ เชน่ ประธานศาลฎีกา ในกรณีที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี ถือว่า
12 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
ใช้อานาจตุลาการ เป็นองค์กรในทางตุลากรอย่างไรก็ตาม อาจมีบางกรณีท่ีองค์กรเหล่านี้ใช้อานาจตาม
พระราชบัญญัติที่รัฐสภาก่อต้ังขึ้นดาเนินภารกิจในทางปกครอง เช่น ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน
คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ในกรณีน้ีย่อมต้องถือว่าการดาเนินภารกิจดังกล่าวเป็นการดาเนิน
ภารกจิ ทางปกครอง ในกรณหี ลังนจี้ งึ ตอ้ งถือวา่ ประธานศาลฎีกาเป็นฝ่ายปกครองในทางเนอื้ หา
4) เอกชนท่ีได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจปกครอง ในกรณีที่มีกฎหมายกาหนดให้เอกชนมีอานาจ
ทางปกครองในเรอ่ื งใดเร่อื งหนง่ึ ยอ่ มตอ้ งถอื วา่ ในกรณนี ้ันเอกชนเปน็ ฝา่ ยปกครองในทางเนอื้ หาเช่นเดียวกัน
ลักษณะทว่ั ไปของ “การปกครอง” และภารกิจ “ของฝา่ ยปกครอง”
2. ลกั ษณะทัว่ ไปของ“การปกครอง”และภารกจิ ของ “ฝา่ ยปกครอง”
ถึงแม้ว่าการกาหนดนิยามความหมายของการปกครองจะยังคงมีปัญหาอยู่ในทางวิชาการก็ตาม
แต่เราสามารถกาหนดลักษณะท่ัวไปของการปกครองและถือได้ว่าเป็นลักษณะทั่วไปตลอดจนภารกิจของฝ่าย
ปกครองได้ ดงั นี้
1) การปกครองเป็นเร่ืองของการจัดการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ภารกิจของฝ่ายปกครองจึง
เกยี่ วข้องกบั เรอ่ื งราวของสังคมและเก่ียวขอ้ งกบั มนุษย์ในฐานะท่ีเป็นส่วนหนงึ่ ของสงั คม
2) การปกครองเป็นการดาเนินกิจกรรมของรฐั เพ่ือประโยชน์สาธารณะ ในการดาเนินการปกครอง
ฝ่ายปกครองต้องตระหนักถึงเป้าหมายของการดาเนินงานที่จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ อย่างไรก็
ตามคาว่า “ประโยชน์สาธารณะ” เป็นคาท่ีมีความหมายกวา้ ง เน้ือความของคาน้ีอาจผันแปรเปล่ียนไปได้ตาม
สภาพของสังคม ในหลายกรณีอาจถกเถียงกันได้วา่ อะไรบ้างท่ีถือเป็นประโยชน์สาธารณะ บางครั้งประโยชน์
สาธารณะก็ต้องสอดคลอ้ งกับประโยชน์สว่ นบคุ คล บางครง้ั ก็ขดั แยง้ กับประโยชนส์ ่วนบุคคล แต่ไมว่ ่าอะไรก็ตาม
ในการดาเนินกิจกรรมทางปกครองเพื่อประโยชน์สาธารณะ ฝ่ายปกครองจะต้องคานึงถึงประโยชน์ส่วนบุคคล
ของเอกชนประกอบการตดั สินใจเสมอ จะอ้างประโยชนส์ าธารณะแตเ่ พยี งอย่างเดียวไม่ได้
3) การปกครองเป็นการดาเนินกจิ กรรมของรัฐที่ฝา่ ยปกครองบังคับการใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายและ
ฝ่ายปกครองสามารถริเร่ิมการกระทาได้เองท่ีว่าฝ่ายปกครองเป็นหน่วยงานที่บังคับให้เป็นไปตามกฎ หมาย
หมายความว่า กฎหมายทฝี่ ่ายนิตบิ ญั ญัตติ ราขึ้นเป็นเกณฑท์ ี่มีลกั ษณะเปน็ นามธรรมและใช้บังคบั เปน็ การทั่วไป
นน้ั ฝ่ายปกครองจะตอ้ งนามาปฏิบัติให้เกิดผลในทางความเป็นจริง อยา่ งไรกต็ ามภารกิจของฝ่ายปกครองไมไ่ ด้
จากดั เฉพาะการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายน้นั เนื่องจากมีภารกจิ จานวนมากท่ีไมไ่ ด้บัญญตั ไิ ว้ในกฎหมาย แต่
เป็นภารกจิ ท่ัวไปของฝา่ ยปกครอง เชน่ การสร้างถนน โรงเรียน โรงพยาบาล พพิ ธิ ภัณฑ์ ฯลฯ
ภารกจิ เหลา่ น้เี ปน็ สิ่งที่ฝา่ ยปกครองริเร่ิมดาเนนิ การได้เองภายในกรอบของกฎหมาย
การที่ ฝ่าย ปก ครอ งมีค วามส ามารถ ริเร่ิม ดาเนิ น การห ลาย ป ระ กา รด้ วยค วาม คิ ดส ร้างส รรค์
ของตนเอง ส่งผลให้กิจกรรมของรัฐด้านการปกครองต่างจากกิจกรรมของรัฐในด้านการตุลาการ องค์กรตุลา
การหรอื ศาลซ่ึงปฏิบตั ิทางตลุ าการนัน้ เป็นองคก์ รทวี่ นิ ิจฉัยชข้ี าดขอ้ พิพาททางกฎหมายใหย้ ุติเดด็ ขาด โดยการใช้
กฎหมายเป็นเกณฑ์ในการวินจิ ฉัย ศาลไม่สามารถรเิ ร่ิมดาเนินการไดเ้ อง แต่จะดาเนินกระบวนการพิจารณาคดี
ได้ก็ต่อเมื่อมีการฟ้องคดี และศาลจะดาเนินกระบวนพิจารณาในฐานะเป็นคนกลาง ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบภารกิจในด้านการปกครองกับภารกิจในด้านการตุลาการแล้วจะพบว่า งานทางด้าน
การปกครองเปน็ งานรเิ ริ่ม ฝ่ายปกครองต้องมองไปข้างหนา้ คิดสร้างสรรคส์ ่ิงตา่ งๆ ในอนาคต แต่งานทางด้าน
การตุลาการเป็นงานท่ีมองกลับไปยังข้อเท็จจริงท่ีเกิดข้ึนในอดีต เพ่ือวินิจฉัยช้ีขาดข้อพิพาทอย่างถูกต้องและ
ยุติธรรม อนั จะเกิดสันติสุขในระบบกฎหมาย
4) การปกครองเป็นการดาเนินงานของรัฐท่ีมุง่ กาหนดมาตรการท่ีเปน็ รูปธรรมให้มีผลเฉพาะกรณี
เพือ่ ให้บรรลุวตั ถุประสงค์เฉพาะทฝี่ า่ ยปกครองต้องการ ลักษณะของการปกครองข้อนส้ี ่งผลให้โดยหลกั แล้วการ
ปกครองมีความแตกต่างกับการนิติบัญญัติ เนื่องจากการนิติบัญญัติคือ การกาหนดกฎเกณฑ์ที่เป็นนามธรรม
ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 13
ใช้บังคับกับคนที่ไม่จากัดจานวน กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมข้อเท็จจริงเป็นจานวนมากและเป็น
หน้าทขี่ องฝ่ายปกครองที่จะต้องนาเอากฎเกณฑ์ที่เป็นนามธรรม ใช้บังคับการทวั่ ไป มาปรับใช้กับขอ้ เท็จจริงท่ี
เกดิ ขน้ึ เป็นรปู ธรรม
3. ประเภทของฝา่ ยปกครอง
โดยเหตุที่ภารกิจทางปกครองมีความหลากหลายมาก เราจึงสามารถจัดแบ่งประเภทของฝ่าย
ปกครองได้ในหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ในท่ีน้ีจะแยกอธิบายประเภทของฝ่ายปกครอง
จากภารกิจและวัตถุประสงค์ของการปกครองและประเภทของฝ่ายปกครองจากลักษณะของการก ระทาและ
ระดับความผกู พันต่อกฎหมาย เพ่อื ให้เห็นลักษณะของฝา่ ยปกครอง
1) ประเภทของฝ่ายปกครอง : พิจารณาจากภารกจิ และวัตถปุ ระสงคข์ องการปกครอง
การพิจารณาจากภารกิจตลอดจนวัตถุประสงค์ของการปกครองแล้ว เราอาจจะแยกแยะ
ฝา่ ยปกครองออกไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี
1) ฝ่ายปกครองท่ีทาหน้าท่ีรักษาความเป็นระเบียบในสังคม หน่วยงานทางปกครองกลุ่มนี้จะทา
หนา้ ที่รกั ษาไวซ้ ่ึงความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ ความปลอดภัยของสาธารณะ การป้องปัดภยันอันตรายท่ีมี
ตอ่ สาธารณะ เช่น รักษาความเป็นระเบียบของถนนหนทาง รักษากฎจราจร ควบคุมดูแลการประกอบกจิ กรรม
ทางธุรกิจ ป้องกันโรคระบาด เป็นต้น โดยท่ัวไปแล้วฝ่ายปกครองทาหน้าที่ในลักษณะเช่นนี้มักจะใช้อานาจ
ตามกฎหมายดาเนนิ การลว่ งสทิ ธิของราษฎรในรปู ของการกาหนดหน้าทีห่ รือภาระบางประการใหแ้ กร่ าษฎร
2) ฝ่ายปกครองที่ทาหน้าส่งเสริมคุณภาพชีวิตของราษฎร หน่วยงานทางปกครองกลุ่มน้ีจะทา
หน้าท่ีให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ตลอดจนส่งเสริมให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น เช่น การดาเนินการ
เก่ียวกับประกันสังคม การสงเคราะห์คนชรา การให้ทุนการศึกษา นอกจากนี้หน่วยงานทางปกครองกลุ่มนี้ยัง
ดาเนนิ การเกี่ยวกับการสรา้ งส่ิงสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆทีจ่ าเป็นแกก่ ารส่งเสรมิ คณุ ภาพชีวิต เช่น
การสรา้ งถนน การวางท่อประปา การเดินสายไฟฟ้า การสร้างโรงเรยี น การสร้างโรงพยาบาลฯลฯ
3) ฝ่ายปกครองที่ทาหน้าที่กากับกิจการของรัฐท่ีแปรรูปเป็นเอกชน แรกเร่ิมเดิมทีน้ัน รัฐเป็น
ผู้ดาเนินกิจการท่ีเก่ียวกับการสาธารณูปโภค การอุตสาหกรรม หรอื การพาณิชยกรรมบางประเภทด้วยตนเอง
อยา่ งไรก็ตามในเวลาต่อมารัฐได้ดาเนินการแปรรปู หน่วยงานของรัฐที่ดาเนินกิจกรรมดังกลา่ วไปเปน็ เอกชนและ
เปิดโอกาสของเอกชนรายอื่นเข้าดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจเหล่าน้ีแข่งขันกันเอง โดยรับจะเป็นเพียงผู้กากับ
โดยกาหนดกฎเกณฑ์ทางกฎหมายเทา่ ที่จาเป็น เพือ่ ให้เกิดความเปน็ ธรรมแกเ่ อกชนทดี่ าเนินกิจกรรมทางธุรกิจ
เหล่าน้ี และเพื่อคุ้มครองมิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบแก่ราษฎรซึ่งมาใช้บริการเท่านั้นหน่วยงานทางปกครอง
กลุ่มน้ีจึงเป็นฝ่ายปกครองกาหนดกฎเกณฑ์การแข่งขัน การออกใบอนุญาตประกอบกิจการ ตลอดจนการ
วนิ ิจฉัยช้ีขาดในช้ันต้นเมื่อเกิดข้อพิพาทหรอื ร้องเรยี นจากราษฎรซึ่งมาใช้บริการกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลมุ่ นี้
ได้แก่ กิจการพลังงาน กิจการโทรคมนาคมกิจการไปรษณีย์ กิจการการขนส่งมวลชน ฯลฯ มีข้อสังเกตว่า
หน่วยงานทางปกครองท่ีทาหน้าท่ีกากับการประกอบกิจการเหล่าน้ี ในหลายกรณีไม่ได้เป็นหน่วยงาน
ทางปกครองท่ีตกอยภู่ ายใต้อานาจบังคบั บัญชาหรือกากับดแู ลของคณะรัฐมนตรี หรือรฐั มนตรคี นใดคนหน่งึ แต่
จะไดร้ ับการจัดตั้งเป็นองค์กรฝ่ายปกครองที่อิสระ เช่น คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์
และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นตน้
4) ฝ่ายปกครองที่ทาหน้าท่ีสนับสนุนและควบคุมกิจกรรมในทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม
หน่วยงานทางปกครองกลุ่มน้ีจะทาหน้าท่ีวางมาตรการที่สาคัญในการกาหนดทศิ ทางเศรษฐกิจ เช่น การให้เงิน
อดุ หนุนผู้ประกอบการที่รฐั ต้องการสนับสนุนกจิ การในดา้ นนั้นเพ่ือผลประโยชนใ์ นระดับมหาภาค การสง่ เสริม
กจิ กรรมทางวัฒนธรรม เชน่ การอนุรกั ษภ์ าพยนตร์เก่า เปน็ ตน้
14 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
5) ฝ่ายปกครองท่ีทาหน้าท่ีทางการคลังและภาษีอากร หน่วยงานทางปกครองกลุ่มนี้ทาหน้าท่ี
ในดา้ นการจดั เกบ็ รายได้เข้าคลงั ไม่วา่ จะในรูปของภาษี อากร ค่าธรรมเนยี มต่างๆ
6) ฝ่ายปกครองท่ีทาหน้าที่สนับสนุนฝ่ายปกครองด้วยกันเอง หน่วยงานทางปกครองกลุ่มน้ี
ทาหน้าที่ในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนบุคลากรให้แก่ฝ่ายปกครองรวมท้ังการจัดการระบบบริหาร
บุคลากรในฝ่ายปกครอง 2 ประเภทของฝ่ายปกครอง : พิจารณาจากลักษณะของการกระทาและระดับ
ความผกู พนั ต่อกฎหมาย
หากพิจารณาจากลักษณะของการกระทาและผลในทางกฎหมายที่เกิดจากการกระทาของฝ่าย
ปกครอง ตลอดจนพิจารณาจากระดับของความผูกพันท่ีฝ่ายปกครองมีต่อกฎหมายแล้ว เราอาจแยกแยะ
ฝ่ายปกครองได้เปน็ ประเภทตา่ งๆ โดยสงั เขปได้ดังต่อไปนี้
1) ฝ่ายปกครองซึ่งใช้อานาจทางปกครองกระทบสทิ ธิราษฎร ฝา่ ยปกครองประเภทนี้จะกระทาการ
ทางกฎหมายโดยกาหนดภาระหน้าท่ีให้แก่ราษฎรคือกาหนดให้ราษฎรกระทาการ งดเว้นกระทาการ หรือ
ให้ราษฎรยอมให้ผู้อ่ืนกระทาการอันเป็นผลร้ายแก่ตนเองโดนจะต้องไม่หน่วงเหน่ียวขัดขวาง การใช้อานาจ
ทางปกครองในลกั ษณะเช่นน้ฝี ่ายปกครองจะใช้วิธกี ารออกคาส่งั อนั เปน็ การส่งั การฝ่ายเดียว ไม่ต้องได้รับความ
ยินยอมจากบุคคลผ้ตู กอยู่ภายใต้คาส่ัง เช่น ส่ังใหช้ าระค่าธรรมเนียม ส่งั ใหร้ อ้ื ถอนอาคาร สั่งหา้ มการประกอบ
ธรุ กิจ ส่งั ให้สลายการชมุ นมุ ฯลฯ
2) ฝ่ายปกครองซง่ึ กระทาการอนั มีลักษณะเปน็ การให้ประโยชน์แก่ราษฎร ฝา่ ยปกครองประเภทนี้
จะกระทาการโดยให้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆแก่ราษฎร เช่น การให้เงินอุดหนุน การออกใบอนุญาตให้
กอ่ สร้างอาคาร การใหท้ นุ การศกึ ษา การให้ข้อมูลขา่ วสาร ฯลฯ
3) ฝ่ายปกครองซ่ึงดาเนินกิจกรรมในรูปลักษณ์ของนิติบุคคลเอกชน ฝ่ายปกครองประเภทน้ีจะ
ดาเนินกิจกรรมทางปกครองโดยการก่อต้ังนิติบุคคลเอกชนให้เป็นผู้กระทา ในหลายกรณีมักจะมีการแปรรูป
หน่วยงานทางปกครองที่จดั ตั้งข้ึนในระบบกฎหมายมหาชนให้เป็นบรษิ ัทซ่ึงเปน็ นิติบุคคลเอกชนโดยรัฐบาลจะ
เป็นผู้ถือหุ้นหรือกากับการกระทาอยู่เบ้ืองหลัง โดยทั่วไปแล้วการดาเนินการโดยวิธีการเช่นน้ีจะมีลักษณะ
เปน็ การบริหารสาธารณะ เชน่ การดาเนนิ กจิ การของบรษิ ทั การบินไทยจากัด(มหาชน) เป็นต้น
4) ฝ่ายปกครองซึ่งดาเนนิ การบังคับการตามกฎหมาย เม่ือพิจารณาระดับความผกู พนั ต่อกฎหมาย
ฝ่ายปกครองประเภทนี้เป็นฝ่ายปกครองที่มีหน้าที่ในการบังคับการตามกฎหมาย กล่าวคือ ใช้และตีความ
กฎหมาย ตลอดจนใชอ้ านาจจากฐานของกฎหมายทช่ี ัดเจนเขา้ กระทาการในลักษณะท่ีเป็นการสรา้ งภาระหรือ
ประโยชนแ์ ก่ผู้ท่ีตกอยภู่ ายใต้บังคบั ของกฎหมาย แล้วแตก่ รณี
5) ฝ่ายปกครองท่ีดาเนินกิจกรรมทางปกครองโดยไม่ต้องอาศัยฐานอานาจทางกฎหมาย
เมอ่ื พิจารณาจากระดับความผูกพนั ต่อกฎหมาย ฝ่ายปกครองประเภทน้สี ามารถดาเนินกจิ กรรมทางปกครองได้
โดยไม่จาเป็นต้องอา้ งอิงหรืออาศยั ฐานอานาจทางกฎหมาย โดยปกติทั่วไปฝา่ ยปกครองประเภทน้ีจะทาหน้าที่
สง่ เสรมิ คณุ ภาพชวี ิตความเป็นอยู่ของราษฎร เชน่ ฝา่ ยปกครองทท่ี าหน้าทผี่ ลิตและให้บริการน้าประปา เป็นตน้
4. บอ่ เกิดของกฎหมาย
บอ่ เกดิ ของกฎหมายทเ่ี ป็นลายลักษณอ์ ักษร
โดยปกตทิ วั่ ไปแลว้ บรรทดั ฐานทางกฎหมายย่อมเกดิ ขน้ึ จากการบัญญตั ิ โดยผู้บญั ญัติกฎเกณฑ์นั้น
รู้สานกึ วา่ ตนมุ่งประสงคอ์ ะไร และไดแ้ สดงความประสงคข์ องตนออกมากเปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรในลักษณะทเ่ี ป็น
ประโยคทางกฎหมาย การเกิดขึ้นของกฎหมายในลักษณะเช่นน้ีเป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบัน แตกต่างจากใน
อดีตที่บรรทัดฐานทางกฎหมายจะเกิดขึ้นในรูปของกฎหมายจารีตประเพณีซึ่งค่อยๆก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างข้ึน
ตามกาลเวลา โดยการประพฤติปฏิบัติที่สม่าเสมอนมนานจนเกิดความรู้สึกสานึกโดยท่ัวไปว่า สิ่งท่ีประพฤติ
ปฏิบัตินั้นเป็นกฎเกณฑ์ท่ีถูกต้องและบุคคลย่อมผูกพันท่ีจะต้องปฏิบัติตาม การบัญญัติกฎหมายขึ้นเป็น
ปที ี่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 15
ลายลักษณ์อักษรมีข้อดีตรงทท่ี าให้เราสามารถรู้ไดอ้ ยา่ งแน่ชัดว่า กฎหมายฉบับน้ันได้รบั การตราขึ้นเมื่อใด และ
มเี น้ือหาอย่างไร ถึงแม้ถ้อยคาที่ปรากฏในกฎหมายนั้นอาจจะมีความไม่ชัดเจนและทาให้เราต้องตีความก็ตาม
แตอ่ ยา่ งนอ้ ยตัวบทของกฎหมายนั้นก็เป็นวัตถุท่แี น่นอนในการตีความ
บ่อเกดิ ของกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
บอ่ เกิดของกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรท่ียอมรับกันในประเทศไทยมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆ
คือ กฎหมายจารีตประเพณี และหลักกฎหมายทัว่ ไป
กฎหมายจารีตประเพณี หรือบางครั้งก็เรียกว่ากฎหมายประเพณี เป็นบ่อเกิดทางกฎหมายและ
ประเภทเดยี วทผ่ี ู้กอ่ ให้เกิดคือบุคคลที่ต้องตกอยู่ใต้บังคบั ของกฎหมายประเพณีนั้นเอง กฎหมายจารีตประเพณี
ถอื กนั ว่าเป็นบ่อเกิดของกฎหมายท่ีเสริมกฎหมายลายลักษณอ์ ักษร ซึ่งหมายความว่ากฎหมายจารีตประเพณีมา
อาจเกิดขน้ึ โดยขัดหรอื ขดั แย้งกบั กฎหมายลายลักษณ์อกั ษรได้
องค์ประกอบแห่งการเกิดข้ึนของกฎหมายประเพณีมี 2 ประเภทคือ 1) องค์ประกอบภายนอก
ซ่ึงได้แก่ การประพฤติปฏิบัติอย่างสม่าเสมอ นมนาน เรียกกันในภาษาละตินว่า “longa consuetudo”
2) องค์ประกอบภายใน ซึ่งได้แก่ ความรู้สึกสานึกอย่างม่ันใจของผู้ประพฤติปฏิบัติท่ัวไปว่า ตนผูกพันต้อง
ประพฤติปฏิบัติเช่นน้ันเรียนกันในภาษละตินว่า “opinio necessitatis” หรือ “opinio iuris” ในระบบ
กฎหมายไทย แนวการประพฤตปิ ฏิบตั ทิ ่ีถอื ไดว้ ่าเป็นกฎหมายประเพณีทางปกครองก็คอื การตรากฎกระทรวงที่
รัฐมนตรีผู้มีอานาจจะนาร่างกฎกระทรวงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อของความเห็นชอบก่อนท่ีตนจะลงนาม
ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรกาหนดให้ต้องกระทาเช่นนนั้ ก็ตาม ดังน้ันหากในอนาคตรัฐมนตรีคนใด
คนหน่ึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายประเพณีดังกล่าว ก็ย่อมถือว่ากฎกระทรวงนั้นได้รับการตราข้ึนโดยไม่ถูกต้อง
ตามรูปแบบขั้นตอนอนั เป็นสาระสาคัญ และต้องถอื ว่ากฎกระทรวงดังกลา่ วไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย
5. การปกครองท้องถ่ิน
การปกครองท้องถิ่น คอื การกระจายอานาจการปกครองจากรัฐบาลกลางไปยังทอ้ งถ่ินโดยตอ้ งอยู่
ภายใต้เง่อื นไขกฎเกณฑ์ท่กี ฎหมายกาหนด
ระเบียบการบริหารราชการท้องถิ่น แบ่งองค์กรท้องถิ่นไว้ ได้แก่ องค์กรบริหารส่วนจังหวัด
เทศบาล สุขาภบิ าล สภาตาบล กรงุ เทพมหานคร เมอื งพัทยา
การปกครองท้องถ่ินในปัจจุบันยังประสบปัญหามากมายหลายประการ แต่ปัญหาที่สาคัญ คือ
การขาดผบู้ ริหารท้องถนิ่ ที่มีความรู้ความสามารถอยา่ งแท้จริง และรฐั บาลยงั มิได้ให้อสิ ระแกห่ น่วยการปกครอง
ทอ้ งถนิ่ อยา่ งแท้จรงิ
1. ววิ ัฒนาการการปกครองท้องถ่นิ
ประเทศก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สภาพการปกครองเป็นการปกครองท่ีมี
พระมหากษัตริย์ทรงพระราชอานาจสิทธ์ิขาดในแผ่นดิน จนถึงรัชสมัยของพระบาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นยุคท่ีประเทศไทยได้มีการปรับปรุงประเทศในทุกๆ ด้าน
จนถอื ไดว้ ่า เป็นการปฏริ ูปครัง้ ใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะทางดา้ นการปกครองของประเทศทรงโปรดให้ปฏิรูป
การปกครองท้งั ส่วนกลาง สว่ นภูมิภาค และสว่ นทอ้ งถิ่น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกต้ังผู้ใหญ่บ้าน
ในปี พ.ศ.2435 ต่อจากนั้นจึงให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกานันอีกทอดหนึ่ง โดยโปรดฯ ให้ทดลองที่บางปะอินก่อน
ตอ่ มาในปี พ.ศ.2440 (ร.ศ.116) ทรงออกพระราชบญั ญัตกิ ารปกครองท้องถ่นิ ร.ศ.116 กาหนดให้มีการเลือกต้ัง
ผใู้ หญบ่ ้านและกานัน โดยอาศัยเสยี งข้างมากของราษฎร
16 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ปี พ.ศ.2440 ทรงโปรดฯ ให้มีการจดั การปกครองท้องถิ่นรูปแบบสุขาภบิ าลขึ้นเป็นคร้ังแรก โดยมี
การกาหนดเขตกรุงเทพฯ ให้เป็นเขตการบริหารแบบสุขาภิบาล และยกฐานะให้ตาบลท่าฉลอม จังหวัด
สมุทรสาครเป็นเขตสุขาภิบาลอีกแห่งหนึ่งใน พ.ศ. 2448 โดยให้ประชาชนเลือกเจ้าหน้าท่ีสุขาภิบาลให้มาทา
หน้าที่ดาเนินการบริหารกิจการสุขาภิบาล การบริหารสุขาภิบาลนี้ เป็นการกระจายอานาจจากส่วนกลาง
ไปสู่ทอ้ งถิ่น เพือ่ ใหป้ ระชาชนเรียนรู้การปกครองทอ้ งถนิ่ ของตนเอง
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยูห่ ัว รัชกาลที่ 7 ทรงตงั้ คณะกรรมการ เพือ่ ทาหน้าท่รี ่างพระราชบัญญัตเิ ทศบาล และต่อมาใน พ.ศ. 2476
รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยได้ออกกฎหมายจัดตั้งเทศบาล เรียกว่า พระราชบัญญัติระเบียบเทศบาล
พ.ศ.2476 โดยจัดให้มีเทศบาลนคร เทศบาลเมืองและเทศบาลตาบล ซ่ึงการก่อต้ังเทศบาลในสมัยนี้มี
วัตถุประสงค์เพ่ือต้องการสอนให้ประชาชนได้เรยี นรู้ และเข้าใจในหลักการปกครองตนเอง นอกจากการออก
พระราชบัญญัติระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 แล้วยังได้มีการนาเอาหลักการสุขาภิบาลมาใช้อีกด้วย เพื่อเป็น
การกระจายอานาจการปกครองให้แก่ท้องถ่ินรวมท้ังได้มีการต้ังองค์การบริหารส่วนจังห วัดให้เป็นหน่วยการ
ปกครองท้องถนิ่ อีกรปู แบบหนึง่ ตามพระราชบญั ญัตริ ะเบียบบริหารราชการส่วนจงั หวดั พ.ศ.2498
ปี พ.ศ.2499 กระทรวงมหาดไทย ได้จัดต้ังสภาตาบลขน้ึ ตามพระราชบัญญัตริ ะเบยี บราชการส่วน
ตาบลเพ่ือให้ประชาชนในชนบทท่ีห่างไกลได้มีโอกาสเข้าร่วมในการปกครองตนเองพระ ราชบัญญัติที่ได้
กาหนดให้มอี งค์การบริหารตาบลเปน็ หน่วยการปกครองท้องถิน่ อกี รปู แบบหนง่ึ แตภ่ ายหลงั องค์การบรหิ ารสว่ น
ตาบลดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลง ณ วันท่ี 13 ธันวาคม 2515 และ
ยงั คงให้มสี ภาตาบลไว้คงเดิม ตอ่ มาได้มีการยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 326 ซึ่งเท่ากับว่าปัจจุบันมี
สภาตาบล และองค์การบริหารส่วนตาบลดาเนนิ การอยใู่ นท้องถ่นิ
ส่วนในเมืองหลวง ได้มีการรวมเอาการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลของจังหวัดพระนครกับ
เทศบาลของจังหวัดธนบุรีเขา้ เปน็ การปกครองรปู แบบเทศบาลนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ต่อมาได้เปลี่ยนแปลง
การปกครองท้องถ่ินรูปแบบพิเศษที่เรียกว่า “กรุงเทพมหานคร” โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 335
ลงวันท่ี 13 ธนั วาคม 2515 ต่อมามีการออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335
หลังจากจากนั้นได้ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 โดยประกาศใช้
พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ.2528 แก้ไขเพ่มิ เตมิ พ.ศ.2535 และ 2539
ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2521 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
เมืองพัทยา พ.ศ.2521 เพอื่ จดั ระเบียบบริหารเมืองพัทยาเปน็ รูปแบบพิเศษอีกรูปแบบหน่งึ ที่เรยี กว่า เมืองพทั ยา
อันเป็นครัง้ แรกท่ไี ดน้ าหลักการจดั การเทศบาลแบบ “ผู้จัดการ” (City Manger) มาใช้ในประเทศไทย
2. ระเบยี บบริหารราชการสว่ นท้องถ่นิ
ระเบียบบรหิ ารราชการส่วนท้องถิ่น คอื การบรหิ ารราชการโดยการกระจายอานาจการปกครองไป
ยังท้องถิ่น ซึ่งเป็นไปตามหลักการกระจายอานาจการปกครองภายใต้เง่ือนไขและกฎเกณฑ์ของกฎหมายท่ี
เก่ียวข้องโดยรฐั บาลเป็นผอู้ านวยการ
1. องค์การบริหารส่วนจังหวัด ทากิจการส่วนจังหวัดที่อยู่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล
มสี ภาจังหวัดและผู้ว่าราชการ เป็นผู้ดาเนนิ การ สภาจงั หวดั ประกอบไปดว้ ยสมาชิกท่ีราษฎรเลอื กตัง้ ขนึ้
2. เทศบาล ในท้องถิ่นที่มีจานวนประชากร และมีความเจริญมากพอจะปกครองตนเอง
ในรูปเทศบาลไดซ้ ง่ึ อาจจัดต้งั เป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมอื ง หรือ เทศบาลตาบล
3. สุขาภิบาล จัดตั้งในท้องถิ่นท่ีเจริญพอปกครองตนเองได้ แต่ยังไม่สมควรที่จะตั้งเทศบาล
สุขาภิบาลมีคณะกรรมการสขุ าภบิ าล ทาหนา้ ทีบ่ รหิ ารกิจการสุขาภิบาล
ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 17
2.1 ความหมายการปกครองท้องถ่ิน
การปกครองท้องถ่ิน หมายถึง การทีร่ ัฐบาลในส่วนกลางยินยอมที่จะมอบหรือกระจายอานาจ
บางส่วนหรือท้ังหมดของตนไปให้ประชาชนในท้องถ่ินดาเนินการบริหารของตนเองเพื่อให้การบริหาร
แก่ประชาชนในท้องถิน่ นนั้ เปน็ ไปด้วยความรวดเร็ว สะดวก และมปี ระสิทธภิ าพการปกครองทอ้ งถ่ินจึงเปน็ การ
ปกครองตนเองของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชนในท้องถ่นิ น้ันๆ
2.2 ความสาคญั ของการปกครองท้องถน่ิ
ความสาคญั ของการปกครองท้องถน่ิ มี 4 ประการดงั นี้
1. การปกครองท้องถิ่นเป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะมี
จดุ หมายเพอื่ ให้ประชาชนรู้จกั ปกครองตนเองตามหลักการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
2. การปกครองท้องถิ่นเป็นปัจจัยสาคัญทจ่ี าเป็นตอ่ การพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมของชาติ
3. การปกครองท้องถ่ินจะส่งเสริม สนับสนุนให้การบริการสนองความต้องการของ
ประชาชนดาเนินไปไดร้ วดเรว็ มีประสทิ ธิภาพ และตรงกับความตอ้ งการของประชาชน
4. การปกครองท้องถ่ินช่วยให้กิจการของรัฐบาลในส่วนกลางลดน้อยลง ทาให้รัฐบาล
สามารถอทุ ิศเวลาเพอ่ื การปกครองและบริหารระดับชาตเิ พื่อส่วนรวมไดม้ ากยิ่งข้นึ
2.3 ความสาเรจ็ ของการปกครองทอ้ งถนิ่
ความสาเร็จของการปกครองทอ้ งถนิ่ หมายถึง การท่ีระบอบการปกครอง และการบริหาร
ท้องถิ่นสนับสนุนหลักการปกครองตนเองของประชาชน และสามารถท่ีจะแก้ไขปัญหาของประชาชนในแต่ละ
ท้องถ่ินได้ การปกครองท้องถ่ินเป็นไปตามหลักการกระจายอานาจโดยปล่อยให้ประชาชน เพื่อผู้ที่ประชาชน
เลือกตั้งสามารถกาหนดนโยบาย และตัดสินใจในกิจการของท้องถ่ินได้ด้วยตนเอง ความสาเรจ็ ในการปกครอง
ท้องถ่ินน้ันข้ึนอยู่กับส่วนกลาง ซึ่งต้องสนับสนุนหลักการปกครองท้องถ่ินอย่างต่อเนื่องจึงจะเป็นผลก่อให้เกิด
การพฒั นาท้องถ่ินไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพทงั้ ในด้านสังคม การเมอื ง และเศรษฐกจิ
2.4 องคป์ ระกอบท่สี าคญั ของการปกครองท้องถนิ่
การปกครองท้องถ่นิ มอี งคป์ ระกอบที่สาคญั ดงั นี้
1. องค์การปกครองทอ้ งถ่ินตอ้ งมีฐานะเป็นนิตบิ ุคคล คอื ตอ้ งมฐี านะเป็นองค์การที่ถกู ต้อง
ตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อองค์การนั้นจะได้มีสิทธิตามกฎหมายต่างๆ ได้แก่ สิทธิที่จะออกกฎหมาย ระเบียบ
ขอ้ บังคับต่างๆ เพ่ือการปฏิบัติงานในท้องถ่ินน้ันๆ รวมทั้งมีสิทธิที่จะทานิติกรรมสัญญาต่างๆ เช่น สัญญาจ้าง
สัญญาเช่า นอกจากนี้ องค์การปกครองท้องถิ่นยังสามารถที่จะกาหนดงบประมาณรายได้และรายจ่ายของ
ตนเองในการบริหารงานอีกด้วย
2. องค์การปกครองท้องถ่ินจะต้องมีความเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาล
ในส่วนกลาง สามารถที่จะกาหนดนโยบายวินิจฉัย สั่งการในกิจการใดๆ ตามที่ตนเห็นสมควร ขณะท่ีในการ
บริหารงานบุคคล ข้าราชการประจาท่ีปฏิบัติหน้าท่ีในแต่ละท้องถ่ินจะต้องสงั กัดองค์การปกครองท้องถิ่นได้รับ
เงนิ เดอื นจากงบประมาณท้องถน่ิ และจะต้องอยภู่ ายใต้ระเบียบ ขอ้ บังคับของท้องถ่นิ
3. ประชาชนในแต่ละท้องถ่ินมีส่วนรวมในการปกครองตนเอง ได้กาหนดให้สมาชิกสภา
ท้องถน่ิ และคณะผู้บริหารหรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถ่ินทีม่ าจากการเลือกตัง้ เป็นหลกั
2.5 ปจั จยั ท่ีเออื้ อานวยต่อการปกครองทอ้ งถิ่น
ปัจจยั ที่เอ้อื อานวยตอ่ การปกครองทอ้ งถิ่นมีอยู่ 3 ประการ คอื
1. การมีส่วนรวมในกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย
ความสาเร็จการปกครองท้องถ่ิน จาเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามกระบวนการ
ประชาธิปไตยในท้องถนิ่ น้ันๆ จะทาให้การบริหารงานของท้องถ่ินดาเนินไปอยา่ งดี มีประสทิ ธิภาพ และเป็นไป
18 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
ตามเจตจานงของประชาชน ทง้ั นี้เพราะประชาชนจะเป็นผูต้ ิดตาม สนใจ ตรวจสอบ และประเมินผลการทางาน
ของผูแ้ ทนที่ได้รับเลือกตง้ั อยู่เสมอ ทาให้ผูแ้ ทนต้องรับผิดชอบต่อประชาชน มิฉะน้นั ในคราวตอ่ ไปผ้แู ทนคนน้ัน
จะไมไ่ ด้รบั ความไวว้ างใจใหเ้ ข้าไปทาหนา้ ทีผ่ ูแ้ ทนอกี
2. ความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานปกครองท้องถ่ิน ส่วนกลางจะต้อง
มอบอานาจความเป็นอิสระในการบริหารงานในด้านต่างๆ เช่น การบริหารงานคลัง การบริหารบุคคล เป็นต้น
ถ้าหน่วยงานปกครองท้องถ่ินเป็นอิสระจากส่วนกลาง ท้ังในด้านการบริหารและการจัดการเก็บรายได้ด้วย
ตนเองแล้วก็จะทาให้การปกครองท้องถิ่นน้ันๆ ดาเนินการไปได้ด้วยดี ประสบความสาเร็จได้โดยไม่จาเป็นต้อง
ขอความชว่ ยเหลือจากส่วนกลางแต่อยา่ งใดเลย
3. ความมัน่ คงและความจริงใจของรัฐบาลในส่วนกลางที่จะสนับสนุนการปกครองท้องถ่ิน
วา่ จะสนับสนุนให้ประชาชนได้มีส่วนรว่ มในทางการเมืองระดับท้องถิ่นหรือไม่ และสนับสนุนให้หน่วยราชการ
ปกครองท้องถิน่ จะเปน็ อิสระไดเ้ พียงใด
รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย(หมวด 14) รา่ งรฐั ธรรมนญู
การปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
มาตรา 249 ภายใต้บังคับมาตรา 1 ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถ่ิน ตามหลักแห่งการปกครอง
ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถ่ิน ทง้ั นี้ ตามวิธกี ารและรปู แบบองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นท่กี ฎหมาย
บัญญัติ
การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในรูปแบบใดให้คานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นและ
ความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จานวนและความหนาแน่นของประชากรและพ้ืนที่ที่ต้อง
รบั ผิดชอบ ประกอบกัน
มาตรา 250 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าท่ีและอานาจดูแลและจัดทาบริการสาธารณะและ
กิจกรรมสาธารณะเพอ่ื ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพฒั นาอยา่ งยั่งยืน รวมทง้ั สง่ เสรมิ และ
สนบั สนุนการจดั การศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ท้ังนี้ ตามท่กี ฎหมายบัญญัติ
การจัดทาบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะใดท่ีสมควรให้เป็นหน้าท่ีและอานาจโดยเฉพาะของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินแต่ละรูปแบบ หรือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินเป็นหน่วยงานหลักในการดาเนินการ
ใด ให้เป็นเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติซ่ึงต้องสอดคล้องกับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตามวรรคส่ี และ
กฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเก่ียวกับกลไกและขั้นตอนในการกระจายหน้าท่ีและอานาจ ตลอดจน
งบประมาณและบุคลากรท่ีเกี่ยวกับหน้าที่และอานาจดังกล่าวของส่วนราชการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินด้วย
ในการจัดทาบริการสาธารณะหรือกิจกรรมสาธารณะใดท่ีเป็นหน้าที่และอานาจขององค์กรปกครอง
สว่ นท้องถิ่น ถ้าการร่วมดาเนินการกับเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐหรือการมอบหมายให้เอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ
ดาเนินการ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถ่ินมากกว่าการที่องค์กรส่วนท้องถ่ินจะดาเนินการเอง องค์กร
ปกครองส่ วนท้ องถ่ิ นจะร่ วมหรือมอบหมายให้ เอกชนหรือหน่ วยงานของรัฐด าเนิ นการน้ั นก็ ได้
รัฐต้องดาเนินการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีรายได้ของตนเองโดยจัดระบบภาษีหรือการจัดสรร
ภาษีที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาการหารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้ังน้ี เพื่อให้สามารถ
ดาเนินการตามวรรคหนึ่งได้อย่างเพยี งพอ ในระหว่างที่ยังไม่อาจดาเนินการได้ ให้รฐั จดั สรรงบประมาณเพ่อื สนับสนุน
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นไปพลางก่อน
กฎหมายตามวรรคหนึ่งและกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นต้องให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินมีอิสระในการบริหาร การจัดทาบริการสาธารณะ การส่งเสริมและสนับสนุนการจัด
การศึกษา การเงนิ และการคลัง และการกากับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ซึง่ ต้องทาเพยี งเท่าทีจ่ าเป็นเพ่ือ
การคมุ้ ครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม การป้องกนั การทุจริต
ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 19
การใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคานึงถึงความเหมาะสมและความแตกต่างขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นแตล่ ะรปู แบบ และตอ้ งมีบทบญั ญตั ิเกี่ยวกบั การป้องกนั การขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการป้องกันการ
ก้าวก่ายการปฏบิ ัติหน้าทีข่ องขา้ ราชการส่วนท้องถิน่ ดว้ ย
มาตรา 251 บริหารงานบุคคลส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ซึ่งตอ้ งใช้ระบบคุณธรรมและตอ้ งคานึงถงึ ความเหมาะสมและความจาเป็นของแต่ละท้องถ่ินและองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่นิ แต่ละรปู แบบ การจดั ใหม้ มี าตรฐานทีส่ อดคล้องกนั เพื่อให้สามารถพฒั นารว่ มกันหรือการสับเปลี่ยน
บุคลากรระหว่างองคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ ด้วยกันได้
มาตรา 252 สมาชกิ สภาทอ้ งถ่ินต้องมาจากการเลอื กตัง้
ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นหรือในกรณี
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องคานึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย
ท้งั นี้ ตามที่กฎหมายบัญญตั ิ
คุณสมบัติของผู้มีสทิ ธิเลือกต้ังและผู้มีสทิ ธิสมัครรับเลือกต้ัง และหลกั เกณฑ์และวิธีเลือกตั้งสมาชิก
สภาท้องถ่ินและผู้บริหารทอ้ งถนิ่ ใหเ้ ป็นไปตามที่กฎหมายบญั ญัติ ซึ่งตอ้ งคานงึ ถึงเจตนารมณใ์ นการปอ้ งกันและ
ปราบปรามการทุจริตตามแนวทางท่บี ัญญัติไวใ้ นรฐั ธรรมนญู ด้วย
มาตรา 253 ในการดาเนินงาน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
เปิดเผยข้อมูลและรายงานผลการดาเนินงานให้ประชาชนทราบ รวมตลอดทั้งมีกลไกให้ประชาชนในท้องถิ่นมี
ส่วนร่วมดว้ ย ทั้งน้ี ตามหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารทก่ี ฎหมายบญั ญัติ
มาตรา 254 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกันเพ่ือเสนอ
ข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกท้องถ่ิน หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักกฎเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข
ท่กี ฎหมายบญั ญัติ
เอกสารอา้ งองิ
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กฎหมายปกครองภาคทว่ั ไป นิติราษฎร์ กรงุ เทพมหานคร, 2554ใ
กมล ทองธรรมชาติและคณะ การเมอื งการปกครองของไทย กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พไ์ ทยวฒั นาพาน,ิ 2531.
รองศาสตร์ตราจารย์ ทวี ทองสวา่ ง, พ.อ. ประสงค์ ชิงชยั , วชั ระ มานติ ราษฎร์ การเมืองการปกครองของไทย
สานักพิมพศ์ นู ยส์ ง่ เสริมวิชาการ กรุงเทพฯ, 2553.
วรพจน์ วิศรตุ พิชญ์ สทิ ธเิ สรภี าพตามรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540 กรงุ เทพฯ, 2543.
คณะกรรมการร่างรฐั ธรรมนูญ สานกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร,รา่ งรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย
(ฉบบั ลงประชามต)ิ , 2559
Hartmut Maurer. AllgemeinesVerwaltungsrecht. 17. Aufl.Munchen : Beck, 2009.
20 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
การจดั การเรยี นรเู้ สรมิ สรา้ งความสามารถการอา่ นเพอ่ื ความเขา้ ใจและการเขยี นภาษาอังกฤษ
ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคลซ้ และการใชป้ ัญหาเปน็ ฐานของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
The Learning Management to Enhance Ability on Reading Comprehension
and Writing in English, Based on Cloze Procedure Mixed Problem-Based Learning
for Matthayomsuksa 3 Students
นริ าศ จันทรจติ ร1
สฤษดิ์ ศรขี าว2
จารุวรรณ เขียวน้าชุม3
บรรจบ โนนพิลา4
อชิ ยา กองชัย5
บทคัดย่อ
การวิจัยครังนีมีวัตถุประสงค์เพ่อื 1) ศกึ ษาประสิทธิภาพการจดั การเรยี นรู้เสริมสร้างความสามารถ
การอ่านเพ่ือความเข้าใจและการเขยี นภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ตามแนวคิดกระบวนการ
แบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านเพ่ือความเข้าใจและการเขียน
ภาษาอังกฤษของนักเรยี น ระหวา่ งกล่มุ ที่ได้รบั การจัดการเรยี นรู้ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้
ปัญหาเป็นฐานกับกลุ่มท่ีจดั การเรยี นรู้แบบปกติ และ 3) ศึกษาความสามารถการน้าตนเองในการเรียนรู้ของนักเรียน
ที่ได้รับการจัดการเรยี นรตู้ ามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวิจัย
ได้แก่ นักเรียนชันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมุกดาหาร อ้าเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ปีการศึกษา 2560
จ้านวน 44 คน และ 42 คน ส้าหรับใช้เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ตามล้าดับ ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ไดแ้ ก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เสริมสรา้ งความสามารถการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ
ชันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน และแผนจดั การเรียนรู้แบบปกติ
ตามแนวคิด CLT แบบละ 24 แผน เวลาเรียน 24 ชั่วโมง ซ่ึงได้สังเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขัน
ประกอบด้วย ขันสร้างความสนใจและทบทวนความรู้พืนฐาน ขันเผชิญและสร้างความเข้าใจเหตุการณ์ปัญหา
1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
3 คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
4 โรงเรียนมุกดาหาร
5 คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั นครพนม
ปที ่ี 17 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560) 21
ขันวิเคราะห์เชื่อมโยงและระบุค้าตอบ ขนั ลงความเห็นและสะท้อนผล และขันสรุปประเมินผล ขณะที่แผนแบบปกติ
ใช้กระบวนการของ CLT เวลาเรยี นแบบละ 24 ชั่วโมง 2) แบบประเมินความสามารถการอ่านเพื่อความเขา้ ใจ
และการเขยี นภาษาอังกฤษของนักเรียน ประกอบด้วยแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ จ้านวน 30 ข้อ และแบบเขียนตอบ
จา้ นวน 5 ข้อ 3) แบบประเมินการนา้ ตนเองในการเรยี นรู้ ชนิดมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดับ จ้านวน 15 ข้อ
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ร้อยละ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test
(Independent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า
1. การจัดการเรยี นรู้เสริมสร้างความสามารถการอ่านเพือ่ ความเข้าใจ และการเขียนภาษาองั กฤษ
ของนักเรียนชันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเปน็ ฐาน มปี ระสทิ ธิภาพ
เทา่ กบั 79.26/76.27
2. นักเรียนที่จัดการเรียนด้วยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความสามารถ
การอา่ นเพื่อความเขา้ ใจและการเขียนภาษาอังกฤษ มคี า่ เฉลี่ยเทา่ กบั 23.82 และ 18.14 ซ่ึงสูงกว่ากล่มุ นกั เรยี น
ทจี่ ัดการเรยี นรู้แบบปกติ อย่างมนี ัยส้าคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 ท่ีมีคา่ เฉล่ยี เท่ากบั 21.95 และ 16.59 ตามล้าดบั
3. นักเรียนท่ีจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความสามารถ
การน้าตนเองในการเรียนรู้ในระดับมาก ซึง่ มคี ่าเฉลยี่ เทา่ กับ 4.13
คาสาคญั : การจดั การเรยี นรู้ดว้ ยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปญั หาเปน็ ฐาน, ความสามารถการอ่าน
เพือ่ ความเขา้ ใจ, การเขยี นภาษาอังกฤษ
Abstract
The purposes of this research were; 1) to investigate on the efficiency of learning
management based on cloze procedure mixed problem-based learning approaches for
enhancement reading comprehension and writing ability of Matthayomsuksa 3 students,
2) to compare reading comprehension and writing ability of students between who learned
based on cloze procedure mixed problem-based learning approaches and the traditional
approach, and 3) to study on self-directed learning of students who learned with cloze
procedure mixed problem-based learning approaches. The samples in this study consisted of
two groups of Matthayomsuksa 3 students with 44 and 42 students in the academic year of
2017, which were assigned for experimental group and control group respectively those
obtained using cluster random sampling technique. The research instruments consisted of;
1) an instructional plans based on cloze procedure mixed problem-based learning approaches
22 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
and traditional approach, which included of 24 plans with 24 hours for each approach.
Whereas, the plans based on cloze procedure mixed problem-based learning approaches
were designed with 5 steps, and they composed of Engagement and reviewing of fundamental
knowledge, Probing and understanding of problems, Analyzing and connecting for identifying
solutions, Justifying and reflecting solutions, and Concluding and evaluating, and traditional
plans based on CLT approach, with 24 hours for learning in each approach, 2) the assessing
forms for reading comprehension and writing ability included of 30 items for multiple choice
and 5 items of subjective test, and 3) 15 item scales for assessing self-directed learning of
students. The statistics used for analyzing data were percentage, mean, standard deviation,
and t-test (Independent Samples) was employed for testing hypothesis.
The research findings were as follows:
1. the efficiency of learning management based on cloze procedure mixed
problem-based learning approaches, for enhancement on reading comprehension and writing
ability of Matthayomsuksa 3 students, revealed at 79.26/76.27, 2) the students who learned
based on cloze procedure mixed problem-based learning approaches showed higher of
reading comprehension and writing ability than control group at the .05 level of significance,
which had average scores on reading comprehension and writing ability of experimental
group and control group with 23.82, 18.14, and 21.95, 16.59 respectively, and 3) the students
who learned based on cloze procedure mixed problem-based learning approaches showed
self-directed learning score at a high level with average at 4.13.
Keywords : Learning management based on cloze procedure and problem-based learning
approaches, Reading comprehension, Writing ability in English
บทนา
การจัดการเรียนรู้ภาษาองั กฤษเป็นสิ่งส้าคญั ในการตดิ ตอ่ สอื่ สารระหว่างบุคคล เมอ่ื บุคคลสามารถ
ใช้ทักษะทางภาษาได้ดี ย่อมด้าเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า สื่อความหมายกับผู้อื่นได้ผลและถูกต้อง
ชัดเจนตรงประเด็น มีการใชก้ ระบวนการความคิดความเข้าใจ ผ่านการสื่อสารทางภาษา การเสริมสร้างทักษะ
การฟังการพูดและการอ่านการเขียนของผู้เรียน ด้วยการออกแบบกิจกรรมการเรียนในลักษณะท่ีหลากหลาย
มุ่งเน้นการเข้าใจความหมายของค้าศัพท์ท่ีใช้ มีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างของประโยคข้อความภาษา
การฝึกปฏิบัติใชภ้ าษาเพ่ือการสื่อสารตามบริบทความต้องการและความสนใจของผู้เรียน ซ่ึงอาจมีเง่ือนไขบาง
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 23
ประการสา้ หรับการเรียนรู้ทักษะทางภาษาให้ประสบผลส้าเรจ็ ได้แก่ ความตังใจของผู้เรียนในการรบั รู้ และจับ
ประเด็นข้อมูลข่าวสาร ตามประเด็นในบริบทของการสื่อสารทางภาษา มีการแสดงความคิดเห็นในบริบทการเรียน
การใช้ค้าถามและอธิบายเพอ่ื ความเข้าใจ การมีความร้พู ืนฐานทางภาษาท่ีเช่ือมโยงกับบทเรยี นใหม่ โดยเฉพาะ
แหล่งข้อมูลพืนฐานทมี่ าของคา้ ศัพท์ท่ีใช้ส่ือสาร การใช้ประโยคขอ้ ความส่ือสารที่ถูกต้องตามหลักภาษา การใช้
ข้อความประโยคส่วนย่อยของประโยคหลัก เพ่ือขยายความเข้าใจการส่ือสารมีความสามารถในการเช่ือมโยง
ปัญหากับแนวทางค้นหาค้าตอบที่เป็นไปได้ การแสดงความสามารถทางภาษาผ่านพฤติกรรมทางสังคม ควบคู่
การอธิบายและอภิปรายในชัน ประกอบด้วยการใช้มุมมอง การแสดงท่าทาง หรือการรับรู้ว่ามีความเข้าใจใน
เนือหาการส่อื สารแต่ละครัง (Levey and Polirstok 2011 : 179–180)
ประกอบกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีความมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติท่ีดีและสามารถ
ใช้ภาษาต่างประเทศ ส้าหรับสื่อสารในแต่ละสถานการณ์ เพ่ือแสวงหาความรู้ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อใน
ระดับสูงขึน รวมทังมีความรู้ความเข้าใจในสาระส้าคัญเนือหาและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก
และสามารถถ่ายทอดความคิด วัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกอย่างสร้างสรรค์ (กระทรวงศึกษาธิการ 2551 : 221)
รวมทังการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในปัจจุบัน มีความส้าคัญและจ้าเป็นในชีวิตจริง เนื่องจากเป็นเคร่ืองมือส้าคัญ
ในการติดต่อสื่อสาร การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเก่ียวกับวัฒนธรรมและวิสยั ทัศน์
ของชมุ ชนโลก และตระหนกั ถงึ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก และยงั มกี ารเช่อื มโยง
ติดต่อสมั พนั ธร์ ะหว่างกันอย่างรวดเร็ว การเรยี นร้อู ังกฤษเพ่ือให้คนไทย มีทักษะความรู้ ความสามารถในการใช้
ภาษาได้ และชว่ ยพฒั นาผเู้ รียนใหม้ ีความเข้าใจตนเองและผู้อืน่ มากขึน
จากผลการทดสอบระดับชาติการศึกษาขนั พืนฐาน หรือ O-Net ของนักเรียนชนั มัธยมศึกษาปีท่ี 3
ในระยะที่ผ่านมาระดับประเทศท่ีด้าเนินการทดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
หรือ สทศ. พบว่าผลการทดสอบของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ในภาพรวมทังประเทศยังมีคะแนนรายวิชา
ภาษาอังกฤษ อย่ใู นระดับตา้่ และต้องการปรับปรุงแก้ไขให้มคี ุณภาพเพิ่มขึน ตามศักยภาพของสถานศกึ ษาและ
บรบิ ทแวดลอ้ มของผู้เรียนในทกุ ทักษะ ประกอบกับผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนกั เรียนชนั มัธยมศึกษาตอนต้น
ของโรงเรียนมุกดาหาร ในระยะท่ีผ่านมาบางส่วนยังไม่อยู่ในระดับท่ีน่าพอใจ และต้องการเสริมสร้างให้ผเู้ รียน
มพี ฒั นาการในการเรยี นรู้ภาษาอังกฤษเพ่ิมขึน โดยเฉพาะทักษะด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียน ตาม
กรอบเป้าหมายของหลักสูตร จากข้อมูลผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประจ้าปีของโรงเรียน เห็นว่า
นักเรียนบางส่วนยังมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต้่ากว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนก้าหนด
ซึ่งเป็นส่ิงท่ีจะต้องปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพมากขึน โดยพยายามจัดกิจกรรมการเรียนด้วยวิธีการ
ท่ีน่าสนใจ และสอดคล้องกับความต้องการความถนัดของผู้เรียน เพ่ือเสริมสร้างความรู้ ความสามารถด้าน
ภาษาอังกฤษควบที่สอดครับกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียนในทุกโอกาส (โรงเรียนมุกดาหาร 2559 :
92-93)
24 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
ขณะที่ปรากฏข้อมลู ความรู้สนบั สนนุ วา่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ผ่านกระบวนการ
แบบโคล้ซ (Cloze Procedure) และการใช้ปัญหาเป็นฐานหรือ PBL (Problem-Based Learning) สามารถ
ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ด้านการอ่านและการเขียนให้ประสบผลส้าเร็จได้ ซ่ึง Lee (2008 : 1)
ได้ท้าการวิจัยเพื่อศึกษาความสามารถด้านการอ่าน และการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนเกรด 8 โดยใช้
กระบวนการแบบโคล้ซ (Cloze Procedure) และพบว่า ผู้เรียนมีความสามารถการเรียนภาษาอังกฤษด้านค้าศัพท์
และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึน ผู้สอนและผู้เรียนพัฒนา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรียนเพ่ิมขึน มีความสามารถ
ในการขยายความหมายของคา้ ศัพท์และข้อความในบทอ่านมากขึน อีกทัง Robinson (1965 : 42) ได้ศกึ ษาผล
การใชก้ ระบวนการแบบโคล้ซ เพ่อื เสริมสร้างความสามารถการใชภ้ าษาอังกฤษ ในบรบิ ทชนั เรียนทมี่ พี ฤติกรรม
ทางสังคมแตกต่างกันของนักเรียนอายุ 13 ปี และพบว่านักเรียนท่ีเป็นเพศชาย สามารถคิดใช้ค้าหรอื ข้อความ
ท่ีมคี วามหมายหลากหลายในสถานการณ์ของการเขียนภาษา อังกฤษได้ดีกว่า พร้อมทังสามารถอภิปรายข้อมูล
สนับสนุนประเด็นความสอดคล้องกันของข้อความ ที่ปรากฏในบทอ่านและเขียนถูกต้องเหมาะสมมากขึน
ซึง่ เปน็ การเรียนท่ีใชก้ ารวเิ คราะหค์ วามเหมือนความต่าง และข้อห้ามปฏิบัติในบรบิ ทการเขียน ตามหลักการใช้
กลุ่มค้าที่มีความหมายแตกต่าง การใช้โครงสร้างทางไวยากรณ์ เพ่ือการคาดเดาข้อมูลด้วยความรอบคอบของ
ผู้เรียน อีกทัง การใช้หลักการแนวคิดจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
มีลกั ษณะของกิจกรรมการเรียนที่สามารถช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้บรรลุผล ในบริบทการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
เป็นภาษาที่สอง (ESL หรือ EFL) โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้านการเขียนเพื่อการส่ือสาร ซ่ึง Torp and Sage
(2002 : 21) เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ PBL สามารถช่วยให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ในชีวิตจริง
ในดา้ นการเพิ่มพนู แรงจูงใจ เพือ่ ใชค้ วามมุง่ มั่นในการคน้ หาคา้ ตอบและความรู้ ผ่านสถานการณ์ในชีวติ จรงิ และ
ใช้ความสามารถด้านการคิดขันสูงที่กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหาวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเองในบริบทเหตุการณ์ตาม
สภาพจริง รวมทัง Graham (2006 : 8) เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานยังช่วยให้ผู้เรียนประสบ
ผลส้าเร็จด้านความรู้ความเข้าใจในบทเรียน สามารถใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสารข้อมูลพร้อมให้ความรู้สึก การคิด
และแนวทางปฏิบัตงิ านท่มี ีคณุ คา่ เมื่อไดใ้ ช้กระบวนการเขียนเพื่อแปลความหมายขอ้ มูลเหตกุ ารณท์ ปี่ รากฏ
จากเหตุผลและเง่ือนไขสนับสนุนดังกล่าว ผู้วิจัยพร้อมทีมงานจึงสนใจด้าเนินการพัฒนาผู้เรียน
ทีก่ า้ ลังเรยี นภาษาอังกฤษชันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ใหบ้ รรลผุ ลในด้านการอ่านเพ่ือความเข้าใจและคุณลกั ษณะดา้ น
การน้าตนเองเพื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเน่ือง โดยใช้กระบวนวิธีแบบโคล้ซ (Cloze Procedure)
ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ผ่านกระบวนการวิจัย เพ่ือเป็นข้อสนเทศในการยืนยันสนับสนุน
คณุ ภาพการจัดการเรยี นรู้ดา้ นการอา่ นเพื่อความเขา้ ใจและการเขียนภาษาองั กฤษ ให้ผ้เู รียนประสบผลในการใช้
ภาษาเพือ่ การส่ือสารมากย่งิ ขึน
ปีท่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 25
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เสริมสร้างความสามารถด้านการอ่านเพ่ือความเข้าใจ และการเขียน
ภาษาอังกฤษของนักเรยี นชันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน
ทีม่ ีประสิทธภิ าพ
2. เพอ่ื เปรียบเทียบความสามารถการอ่านเพือ่ ความเข้าใจและการเขยี นภาษาอังกฤษของนักเรียน
ระหวา่ งกลุ่มที่ได้รับการจดั การเรียนรู้ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปญั หาเป็นฐานกบั กลุม่ ทจ่ี ัด
การเรียนรู้แบบปกติ
3. เพื่อศกึ ษาความสามารถการน้าตนเองในการเรยี นรู้ของนักเรยี น ที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้ตาม
แนวคดิ กระบวนการแบบโคลซ้ และการใช้ปัญหาเป็นฐาน
ขอบเขตของการวิจยั
ประชากร ได้แก่ นกั เรียนชันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนมุกดาหาร อ้าเภอเมือง จงั หวัดมุกดาหาร
สงั กดั ส้านักงานเขตพนื ที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 22 ปกี ารศกึ ษา 2560 จ้านวน 7 ห้องเรยี น รวม 303 คน
ตัวแปรท่ศี ึกษา
ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่ การจัดการเรียนร้ตู ามแนวคดิ กระบวนการแบบโคล้ซและการใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ การเขียนภาษาอังกฤษ และความสามารถ
การนา้ ตนเองในการเรียนรู้ของนกั เรียน
กรอบแนวคิดในการวิจัย
การวิจัยครังนี ผู้วิจัยได้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้
ปัญหาเปน็ ฐาน ในวิชาภาษาองั กฤษ เปน็ ตวั แปรต้น เพือ่ ให้ส่งผลตอ่ ตัวแปรตาม ดา้ นความสามารถการอ่านเพ่ือ
ความเข้าใจ การเขียนภาษาอังกฤษ และความสามารถการน้าตนเองในการเรียนรู้ ของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ 3
โดยศึกษาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรูท้ ี่ออกแบบใช้ และเปรียบเทียบผลตัวแปรตามกับกลุ่มท่ีจัดการเรยี นรู้
แบบปกติ
วิธีดาเนนิ การวิจัย
ประชากร ไดแ้ ก่ นักเรยี นชนั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนมกุ ดาหาร อ้าเภอเมอื ง จงั หวดั มุกดาหาร
สังกดั สา้ นักงานเขตพนื ที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 22 ปีการศกึ ษา 2560 จ้านวน 7 ห้องเรียน รวม 303 คน
26 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชันมัธยมศึกษาปีท่ี 3/5 และห้อง 3/6 จ้านวน 44 คน และ 42 คน
ตามล้าดับ ส้าหรับจัดเป็นกลุ่มทดลองจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน
และจัดการเรียนร้แู บบปกติ ตามแนวคดิ CLT ซ่งึ ไดม้ าโดยการสุม่ แบบกลุม่ (Cluster Random Sampling)
เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
คณะผู้วจิ ัยได้ร่วมกันออกแบบจัดท้าเครื่องมือในการวิจัย และน้าไปทดลองใช้ เพ่ือน้าไปใช้จัดเก็บ
ขอ้ มูลกับนักเรยี นกลมุ่ ตัวอยา่ ง ดังนี
1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซ และการใช้
ปัญหาเป็นฐาน ส้าหรับนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ตามแนวคิด CLT
แบบละ 24 แผน รวมเวลาเรียนแบบละ 24 ช่ัวโมง โดยท่ีแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซ
และการใช้ปญั หาเป็นฐาน ประกอบด้วยกิจกรรม 5 ขัน ได้แก่ ขันสร้างความสนใจและทบทวนความรู้พืนฐาน
ขันเผชิญและสร้างความเข้าใจเหตุการณ์ปัญหา ขันวิเคราะห์เชื่อมโยงและระบุค้าตอบ ขันลงความเห็นและ
สะท้อนผล และขันสรุปประเมนิ ผล ส่วนแผนการจัดการเรียนรูแ้ บบปกติ ประกอบ ด้วย 4 ขัน ได้แก่ ขันเตรียม
ความพรอ้ ม ขันน้าเสนอข้อมูลความรู้ ขนั ฝึกทกั ษะและน้าไปใช้ และขนั ประเมนิ ผล
2. แบบทดสอบความสามารถการอา่ นเพอ่ื ความเข้าใจ และแบบทดสอบการเขยี นของนกั เรียน
ดังนี
2.1 แบบทดสอบความสามารถการอ่านเพ่ือความเข้าใจ เป็นแบบเลือกตอบ จ้านวน 30
ขอ้ มีค่าอา้ นาจจา้ แนกรายข้อ (B) ระหว่าง 0.31-0.69 และมีค่าความเชอื่ ม่ันทงั ฉบับ (rtt) เท่ากบั 0.89
2.2 แบบทดสอบความสามารถการเขียนชนิดอัตนัย จ้านวน 5 ข้อๆ ละ 5 คะแนน รวม
25 คะแนน
3. แบบประเมินการน้าตนเองในการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 อันดับ จ้านวน 15 ข้อ
มคี ่าอ้านาจจา้ แนกรายข้อ (rxy) อยรู่ ะหว่าง 0.37-0.61 และมคี ่าความเช่ือมัน่ ทังฉบบั ( ) เทา่ กบั 0.94
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
ผ้วู ิจยั ไดด้ ้าเนินการวเิ คราะห์ขอ้ มูลตามประเด็นวตั ถุประสงค์การวจิ ัย ดังนี
1. วิเคราะห์ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซ
และการใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยวิเคราะห์ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) จากคะแนนใบกิจกรรมระหว่างเรียน
แต่ละหน่วยย่อย จ้านวน 8 กิจกรรม (กิจกรรมละ 15 คะแนน รวม 120 คะแนน) และประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E2)
จากคะแนนความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ และการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซ และการใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียน รวมคะแนนการอ่าน
เพื่อความเข้าใจและการเขยี นภาษาอังกฤษ 55 คะแนน
ปที ี่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 27
2. เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียนภาษาอังกฤษของ
นกั เรยี น ระหวา่ งกลุ่มทจี่ ดั การเรยี นรดู้ ้วยกระบวนการแบบโคลซ้ และการใช้ปญั หาเปน็ ฐาน กับนกั เรียนที่เรียน
ตามแบบปกติ ดว้ ยสถติ ทิ ดสอบแบบ t-test (Independent samples)
3. วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของความสามารถการน้าตนเองในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียน
กลมุ่ ทดลองทไี่ ดร้ บั การจดั การเรยี นรู้ ดว้ ยกจิ กรรมกระบวนการแบบโคลซ้ และการใช้ปญั หาเป็นฐาน แล้วเทียบ
กับเกณฑก์ ารแปลความหมายค่าเฉลีย่ ตามเงอื่ นไข ทีใ่ ช้แบบวดั ชนดิ มาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดบั ของบุญชม
ศรีสะอาด (2545 : 87)
ข้ันตอนการวจิ ยั
ผวู้ จิ ยั ไดด้ า้ เนินการการวิจยั และจัดเก็บขอ้ มลู การวิจัย ดงั นี
1. วางแผนการจัดการเรียนรกู้ บั นกั เรียนกลุ่มตัวอย่าง ทังกลุ่มทดลองและกลมุ่ ควบคุม จา้ นวน
2 ห้อง ด้วยกิจกรรมตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน พร้อมกลุ่มที่จัดการเรียนรู้
แบบปกติ ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนท่ีมีคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียนภาษาอังกฤษใกล้เคียงกัน
โดยประเมินจากคะแนนเฉล่ยี ดา้ นการอ่านและการเขียนในระยะที่ผ่านมาของนักเรียนทังสองกล่มุ อยู่ในระดับ
ใกล้เคียงกัน จึงกล่าวได้ว่านักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีความรู้ความสามารถพืนฐานภาษาอังกฤษ
เท่าเทียมกนั
2. ด้าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซ และการใช้ปัญหา
เปน็ ฐาน และการจัดการเรยี นรู้แบบปกติกับนักเรียนทังสองกลุม่ ได้แก่ หอ้ ง 3/4 และ 3/5 ตามล้าดับ กล่มุ ละ
24 แผน รวมเวลาเรียนแบบละ 24 ช่ัวโมง โดยจัดเก็บคะแนนระหว่างเรียนจากกิจกรรมใบงานในแต่ละหน่วยย่อย
จ้านวน 8 หน่วยยอ่ ย และคะแนนความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียน
จ้าแนกเป็นคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจ 30 คะแนนและคะแนนประเมินการเขียน 25 คะแนน รวม 55 คะแนน
เฉพาะนักเรยี นกล่มุ ทดลองหอ้ ง 3/4 เพอื่ น้ามาวิเคราะหป์ ระสิทธภิ าพของการจดั การเรียนรู้ทพ่ี ฒั นาขนึ ใช้
3. ดา้ เนินการประเมนิ ความสามารถการอ่านเพ่อื ความเข้าใจและการเขียนของนักเรยี นทังสองกลุ่ม
หลังเรียนด้วยกิจกรรมตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซ และการใช้ปัญหาเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้
แบบปกติ โดยใชแ้ บบทดสอบการอ่านเพือ่ ความเข้าใจและการเขยี นภาษาอังกฤษ จ้าแนกเปน็ การอ่านเพ่ือความเข้าใจ
30 คะแนน และการเขยี น 25 คะแนน เพือ่ นา้ มาวเิ คราะหผ์ ลตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
4. จัดให้นกั เรียนกลุม่ ทดลองด้าเนนิ การประเมนิ การน้าตนเองในการเรยี นรู้ ภายหลงั การเรยี น
ครบทุกแผน ด้วยแบบประเมินที่จัดท้าขึนใช้ กับนักเรียนกลุ่มทดลอง เพื่อน้าผลข้อมูลมาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์
การวิจัยตอ่ ไป
28 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
สรปุ ผลการวิจัย
1. การจัดการเรยี นรเู้ สรมิ สรา้ งความสามารถการอ่านเพ่อื ความเข้าใจ และการเขียนภาษาอังกฤษ
ของนักเรยี นชนั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ตามแนวคดิ กระบวนการแบบโคล้ซและการใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน มีประสิทธิภาพ
เทา่ กับ 79.26/76.27
2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน
มีความสามารถการอ่านเพ่ือความเข้าใจและการเขียนภาษาอังกฤษค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.82 และ 18.14 ซ่ึงสูงกว่า
กลุ่มท่ีจัดการเรียนร้แู บบปกติ อย่างมีนัยส้าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่มคี ่าเฉลี่ย 21.95 และ 16.59 ตามลา้ ดับ
ดงั ปรากฏขอ้ มลู ในตาราง 1-2
ตาราง 1 การเปรยี บเทยี บคะแนนความสามารถการอา่ นเพือ่ ความเขา้ ใจ
กลมุ่ ผูเ้ รยี น n x S.D. t p
(เต็ม 30 คะแนน)
กลุม่ ทดลอง 44 23.82 3.08 3.03* .003
กลุม่ ควบคมุ 42 21.95 2.59
* มีนัยส้าคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05
ตาราง 2 การเปรียบเทยี บคะแนนการเขียนภาษาองั กฤษ
กลุม่ ผูเ้ รียน n x S.D. tp
2.63* .010
กลมุ่ ทดลอง 44 (เตม็ 25 คะแนน) 2.81
18.14 2.62
กล่มุ ควบคุม 42 16.59
* มนี ยั ส้าคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05
3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน
มีความสามารถการนา้ ตนเองในการเรยี นรใู้ นระดบั มาก ซ่งึ มีคา่ เฉลย่ี เทา่ กับ 4.13
ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 29
อภิปรายผลการวิจัย
ผู้วิจัยได้อภิปรายผลการวิจัยการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้
ปญั หาเปน็ ฐาน ส้าหรบั นักเรียนชันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ตามประเด็นผลการวิจยั ดังนี
1. การจัดการเรียนรู้เสริมสร้างความสามารถการอ่านเพ่ือความเข้าใจ และการเขียนภาษาอังกฤษ
ของนกั เรยี นชันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ตามแนวคดิ กระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน มีประสิทธิภาพ
เท่ากับ 79.26/76.27 เห็นว่าเป็นค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อเสริมสร้างความสามารถ
การอา่ นเพอื่ ความเขา้ ใจและการเขียน ในระดบั ค่อนขา้ งสูง การทีป่ รากฏผลการวิจยั เชน่ นี อาจเป็นผลเนอ่ื งมาจาก การ
จัดกิจกรรมการเรียนภาษาอังกฤษส้าหรับผู้เรียน ตามแนวคิดกระบวนวิธแี บบโคล้ซ เป็นการออกแบบกิจกรรม
เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้การวิเคราะห์ ผ่านมุมมองข้อมูลท่ีเช่ือมโยงกับบริบทของสถานการณ์ปัญหาที่เผชิญ
ขณะนัน พร้อมกับใช้ประสบการณ์ความรู้เดิมท่ีมีอยู่ ช่วยพิจารณาลงความเห็นว่าข้อมูลข่าวสารประเด็นใด
มีความถูกต้องและเหมาะสมในเหตุการณ์ของปัญหาในบทเรียน โดยท่ีผู้เรียนมีโอกาสเผชิญโครงสร้างทางภาษา
เพ่ือการสื่อสารเก่ียวข้องกับประสบการณ์ของตน ก็จะสามารถเข้าใจในข้อมูลเหตุการณ์ปัญหาที่เผชิญด้วย
ความละเอียดรอบคอบได้รวดเร็วและถกู ต้อง ซึ่ง Robinson (1965 : 2) ได้อธบิ ายว่า การน้าเสนอปัญหาให้ผ้เู รียน
ค้นหาค้าตอบในระยะแรกควรมีความแตกต่างชัดเจน ในประเด็นข้อมูลท่ีใช้เพื่อการสื่อสารในระดับเกรด 5-7
ทังเหตุการณ์ปัญหาในลักษณะประเภทหรือชนิดของกลุ่มค้า การใช้หลักภาษา เนือหาข้อความและการออกเสียง
ขอ้ ความประกอบการฟังของผ้เู รียนอีกด้วย หากผูส้ อนจัดสถานการณ์ใหผ้ ุ้เรยี นโดยใชร้ หัสท่ีไมซ่ ับซอ้ นและแบบ
ที่มีความละเอียดซับซ้อน ก็จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลส้าเร็จในการเรียนรู้ภาษาตามมา ขณะที่ Sencibaugh
(2008 : 85) เห็นว่า กิจกรรมการเรียนภาษาแบบโคล้ซ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถคิดบูรณาการการอ่าน
การเขียน และค้าศัพท์เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จนสามารถสร้างบทเขียนท่ีใช้ค้าศัพท์ในบริบทที่มีความหมายบรรลุผล
ช่วยในการรับรู้ลักษณะการจัดกลุ่มค้าและวลีผ่านการอภิปรายข้อมูลของเพ่ือนในกลุ่ม อีกทังผู้เรียนมีความสนใจ
สร้างปฏิสัมพันธ์ในกิจกรรมการเรียนแบบโคล้ซมากขึน ส่วนกระบวนการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็น
กิจกรรมการเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อผู้เกี่ยวข้องผ่านการสนทนา และการสื่อสารด้วย
ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายแบบแผน มีการเขียนบรรยายข้อมูล การมอบหมายให้ผเู้ รียนค้นคว้าหาคา้ ตอบของ
ปญั หาท่ีก้าหนด การน้าเสนอประเด็นที่ไม่เห็นดว้ ย และการประเมินการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น (Graham 2006 : 1)
นอกจากนี การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานประกอบการเรียนรภู้ าษาเพื่อการสื่อสาร ยังช่วยให้ผู้เรยี นคน้ หาเนือแท้
ขององค์ความรู้ ผ่านการรับรู้เข้าใจภาษาด้วยสติปัญญา บริบทวัฒนธรรมทางสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้ในชีวิตจริง
โดยเฉพาะการใช้ภาษาด้านการเขียน (Benesch 2001 : 45) จากเง่ือนไขและปัจจัยดังกล่าว จึงส่งผลให้ผู้เรียนมี
พฒั นาการด้านการอ่านและการเขียนเพ่ิมขึน และประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดกระบวนการแบบโคล้ซ
และการใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน อย่ใู นระดับคอ่ นขา้ งสูง ดังผลทีป่ รากฏในการวิจยั ครงั นี
2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน
มีความสามารถการอ่านเพ่ือความเข้าใจและการเขียนภาษาอังกฤษ สูงกว่ากลุ่มนักเรียนท่ีจัดการเรียนรู้แบบปกติ
30 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
อย่างมีนัยสา้ คญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05 การท่ปี รากฏผลการวิจยั เช่นนี เนื่องมาจากกิจกรรมการเรียนรู้แบบโคล้ซ
ประกอบการใช้ปัญหาเป็นฐานมีคุณภาพท่ีส่งผลให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง มีพัฒนาการด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ
และการเขียนภาษาองั กฤษ ได้ผลดกี วา่ การจดั การเรยี นรแู้ บบปกตติ ามกรอบแนวทางของ CLT ทังนีเพราะกจิ กรรม
การเรยี นรู้ภาษาแบบโคล้ซ เปน็ กระบวนการเติมเตม็ ข้อมูลความรู้ส่วนที่ขาดให้มีความสมบูรณ์ โดยเปิดโอกาส
ใหผ้ ู้เรียนค้นหาค้าตอบทเี่ ปน็ คา้ ศพั ท์หรือข้อความมาขยายข้อมูลเดมิ ท่มี ีอยู่หรือค้นหาคา้ ท่มี ีความหมายตรงขา้ มกัน
กับส่งิ ทปี่ รากฏ โดยให้ผ้อู ่านเรียนรูก้ ารใช้เหตุผลประกอบการวิเคราะห์เนือหาที่อา่ น ทงั ในมุมมองของขอ้ ความ
และการออกเสียงท่เี กีย่ วขอ้ งกันในลักษณะการขยายเนอื หา การใช้ข้อความตรงขา้ มกนั และเรียนรู้วิธี การประเมินผล
การเรียนรู้ท่ีปรากฏ (Bellon-Ham, Hoffman and Harn 2004 : 53) รวมทัง Iwata and others (2011 : 17)
เหน็ ว่า กระบวนการแบบโคล้ซ เป็นการใช้ค้าถามทแ่ี ตกต่างกัน เพื่อให้ผูเ้ รียนคน้ หาค้าตอบในบริบทที่เช่ือมโยง
กบั การอธิบายความรู้เกี่ยวกับหลักภาษาหรือไวยากรณ์ และค้าศัพท์ โดยประยุกต์ใช้คา้ ถามที่กระตุ้นให้ผเู้ รียน
วเิ คราะห์ประเด็นข้อมูลส้าคัญ ซ่ึงค้าถามท่ดี ีอาจซอ่ นค้าตอบของคา้ ถามท่ีไม่ถูกต้องสอดแทรกไวด้ ้วยหรอื เป็นคา้ ถาม
ท่สี ามารถกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนปรับเปลี่ยนคา้ ตอบจากการตอบผิดให้น้าไปสูค่ ้าตอบที่ถกู ต้องได้ในที่สดุ ดังนัน การเรยี นรู้
ผ่านกระบวนการแบบโคล้ซ จึงเสริมสร้างให้ผู้เรียนเรียนรู้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะท่ีการเรียนรู้ผ่าน
การใช้ปัญหาเป็นฐาน ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้ ทังช่วยสร้างแรงจูงใจ
กระตุ้นให้สนใจปฏิบัติ ผ่านเหตุการณ์ในชีวิตจริง อีกทังช่วยส่งเสริมการคิดขันสูงของผ้เู รียน กระตุ้นให้ผ้เู รียน
ได้เรียนรแู้ บบแผนวิธีการปฏิบตั เิ พอื่ เรียนรู้ในสถานการณ์จรงิ (Torp and Sage 2002 : 31) และ Wood and
Head (2004 : 16) เช่ือว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ช่วยสะท้อนความเข้าใจเหตุการณ์ในบริบทจริง
และสามารถคน้ หาค้าตอบของปัญหาท่ซี บั ซอ้ นได้ชดั เจน และเป็นการเรียนรภู้ าษาที่มคี วามหมายส้าหรบั ผูเ้ รียน
ผ่านการส้ารวจแหล่งขอ้ มูลในสถานการณ์การเรียนรูอ้ ย่างเข้าใจดว้ ยตนเอง มีโอกาสอ้างอิงแหลง่ ขอ้ มูลความรู้
ท่ีปรากฏได้ถูกต้องนา่ เชื่อถือ เปน็ กระบวนการคน้ หาค้าตอบด้วยการส่ือสารภาษาประกอบ การท้าความเข้าใจ
ในข้อมูลข่าวสารท่ีเก่ียวข้องทุกโอกาส จนได้ค้าตอบที่ถูกต้องของผู้เรียน ขณะท่ีการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
ทจ่ี ัดกระท้าผา่ นแนวคดิ CLT ซึ่งมุ่งเน้นการเรยี นรู้ภาษาผา่ นการรับรู้เขา้ ใจในเนือหาบทเรยี นและน้าไปฝึกปฏิบตั ิให้
เกิดทักษะ แต่ยังขาดการสร้างความเข้าใจในมุมมองการวิเคราะห์ด้วยเหตุผล และการเปรียบเทียบเชื่อมโยง
ในกรณีท่ีให้ค้าตอบในลักษณะที่ผิดหรือไม่ถูกต้อง ผู้เรียนจึงอาจยังขาดความเข้าใจในความหมายค้าศัพท์และ
หลกั การใช้ภาษาในบริบทเกี่ยวข้องท่ีแท้จริง จากเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนดังกล่าว จึงส่งผลให้นักเรียนกลุ่ม
ทดลองท่ีไดร้ ับการจดั การเรยี นรดู้ ้วยกระบวนการแบบโคลซ้ และการใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน มีความสามารถการอา่ น
เพ่ือความเข้าใจและการเขียนภาษาอังกฤษ สูงกว่ากลุ่มนักเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบปกติ ดังที่ปรากฏในผลการวิจัย
ครังนี
3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบโคล้ซและการใช้ปัญหาเป็นฐาน
มีความสามารถการน้าตนเองในการเรียนรู้ในระดับมาก การที่ผลการวิจัยปรากฏเช่นนีแสดงว่า กระบวนการเรียนรู้
แบบโคล้ซประกอบการใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นกิจกรรมท่ีมีความท้าทายและสร้างแรงจูงใจที่มีความหมาย
ปที ่ี 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 31
สา้ หรบั ผู้เรยี น สามารถน้าพาผเู้ รียนให้เกิดแรงจูงใจและต้องการท่ีจะเรียนรู้และค้นหาข้อมูลค้าตอบของปัญหา
ท่ีปรากฏอย่างตอ่ เน่ือง สอดคล้องกับความเหน็ ของ Hastie, Tibshirani and Friedman (2001 : 62) ท่ีเชือ่ ว่า
กิจกรรมการเรียนรู้แบบโคล้ซ จะช่วยจูงใจให้ผู้เรียนคิดหาค้าตอบของค้าถามท่ีจูงใจเกิดความต้องการ และใช้
ความพยายามคิดปฏิบัติสิ่งนันจนส้าเร็จ โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเช่ือมโยงความรู้ท่ีมีอยู่ และแนะน้าข้อมูล
ทจ่ี ้าเปน็ ตองใช้ประกอบเพ่ิมเติม เพื่อให้ผเู้ รียนเลือกใช้อธิบายค้าตอบที่เหมาะสม เพราะหากผ้เู รียนไม่สามารถ
ตอบค้าถามได้ถูกต้องในเบืองต้น ก็ควรกระตุ้นให้ค้นหาค้าตอบและแสวงหาข้อมูลความร้เู พิ่มเติม เพื่อน้ามาใช้
ตอบอธิบายค้าถามไดถ้ ูกต้องในระยะต่อมา อกี ทัง Zulkifli (2012 : 201) เห็นวา่ กิจกรรมการเรียนแบบโคล้ซ
สามารถสร้างความเข้าใจในเนือหาบทเรียน ผ่านการใช้ข้อมลู ข่าวสารเพื่อการเรียนรู้ด้านภาษาท่เี หมาะสม และ
เหน็ ว่าผู้เรียนสามารถเขา้ ใจความหมายของคา้ ศพั ท์ดว้ ยตนเอง เนือหาไม่ยากเกินไปจนเป็นเง่ือนไขท้าลายแรงจูงใจ
ในการเรียนรู้ของผเู้ รียน ควรใช้ข้อความภาษาทชี่ ัดเจนไม่ซับซ้อนเกินไป และเหมาะกับความสามารถ มีความน่าสนใจ
และความส้าคญั ส้าหรับผู้เรียน รวมทัง การประยุกต์แนวคิดกระบวนการแบบโคล้ช ที่น้ามาประยุกต์ใช้ในการอ่าน
ภาษาอังกฤษ โดยยึดประเด็นสาระส้าคัญของการเลือกค้าที่ต้องการให้ผู้เรียนค้นหาค้าตอบ ควรเป็นค้าที่ยาก
และมีความหมายสา้ คญั ในประโยค สามารถสะท้อนพฤติกรรมด้านความสนใจและไม่มีอคตใิ นการเรียนรู้ มกี ารตัดสิน
ลงความเห็นเบืองต้นในคุณค่าของค้าที่ค้นหาค้าตอบ และส่งผลด้านบวกในการใช้ความพยายามของผู้เรียน
ก่อนด้าเนินกิจกรรม ผู้เรียนควรมีความรู้พืนฐานในเนือเร่ืองที่จะอ่านมาก่อน เพื่อสร้างแรงจูงใจและความท้าทาย
ในการเรยี นรสู้ า้ หรับผ้เู รียน และสามารถจะคน้ หาค้าตอบไดอ้ ย่างเหมาะสม (Hall 1984 : 37)
ขณะท่ีกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ PBL มีกระบวนการส้าคัญในการสนับสนุน
ใหผ้ เู้ รียนเผชิญสถานการณ์ปัญหา แลว้ วเิ คราะหเ์ ป้าหมายที่ต้องการใหเ้ ชอื่ มโยงกบั บริบทของปญั หา เพือ่ ออกแบบงาน
ส้าหรับค้นหาค้าตอบที่มีความหมายให้บรรลุผล ด้วยวิธีการท่ีน่าสนใจและเป็นไปได้ ซ่ึงการเรียนรู้ด้านภาษา
จะต้องสนับสนุนให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้ภาษาเพื่อส่ือสารกับบุคคลอื่น พร้อมใช้ความคิด ความรู้สึกและแนวทาง
การส่ือสารท่ีน่าสนใจ โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตวั และพรอ้ มทจ่ี ะเรียนรู้ผา่ นการส่ือสารอย่างต่อเน่ือง สร้างพลัง
ในการใช้ภาษาสื่อสารตามธรรมชาติหรือในบริบทสถานการณ์จริงผ่านสื่อหรือแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยจัด
กิจกรรมควบคู่กับการเขียนภาษาส่ือสารของผู้เรียน (Graham 2006 : 9) เนื่องจากภาษาเป็นการส่ือสารความคิด
หรือความรู้สึกของบุคคลไปยงั ผอู้ นื่ รับรเู้ ข้าใจความหมายของเหตกุ ารณ์และเนือหาสง่ิ ท่ีต้องการสื่อสาร ซึ่งการส่อื สาร
ทางภาษาแต่ละครังของบุคคล จะค้านึงองค์ความรู้ด้านไวยากรณ์หลักภาษา และพฤติกรรมการแสดงออกทางสังคม
ท่ีต้องการส่ือสารไปยังผู้อื่นท่ีเช่ือมโยงกับแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ทางสังคม (Socio Constructivism)
ท่ีเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้จากประสบการณ์ของกลุ่มบุคคลท่ีน้ามาเช่ือมประสานกัน หรือเป็น
การหลอมรวมมุมมองความคิดของแต่ละบุคคล ในลักษณะของการแลกเปล่ียนเรียนรู้ (Ellis 1994 : 38 ;
Perpignan 2003 : 241) ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีเช่ือมโยงกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในสถานการณ์จริง
ของผู้เรียน อีกทังเป็นการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างต่อเน่ือง
ผา่ นสถานการณ์ปัญหาท่ีหลากหลายในชีวิตจริง จากเง่ือนไขและปัจจัยดังกล่าวจงึ ส่งผลให้ผู้เรียนที่ได้รับการเรียนรู้
32 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
ด้วยกระบวนการแบบโคล้ซ ประกอบการใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน มีพฒั นาการดา้ นความสามารถการนา้ ตนเองในการเรยี นรู้
อยู่ในระดับมาก ดงั ทป่ี รากฏตามผลการวิจัยครงั นี
ขอ้ เสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะเพื่อน้าผลการวิจยั ไปใช้
1.1 กจิ กรรมการใช้ปญั หาเป็นฐานของผ้เู รียน ควรเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนคดิ ออกแบบเอง ในลกั ษณะ
ท่เี ป็นสถานการณ์ปญั หาย่อย เพอื่ ฝึกแก้ปญั หาด้านการอ่านและการเขียน ควบคูก่ บั สถานการณ์ปัญหาที่ก้าหนด
โดยผสู้ อน
1.2 ควรให้ผู้เรียนมีโอกาสเรยี นรปู้ ัญหาและวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการคน้ หาค้าตอบผ่านสอื่ ดิจิตัล
ในบางครัง เม่อื ต้องการสรา้ งแรงจงู ใจและความท้าทายในบทเรยี นการอา่ นและการเขยี นของผู้เรียนท่ีเหมาะสม
1.3 ควรสนับสนนุ ให้ผู้เรียนไดป้ ฏิบตั หิ รือแสดงออกผ่านการสือ่ สารการฟงั และการพดู ภาษาอังกฤษ
ในโอกาสทีเ่ หมาะสม ทังรายบคุ คลและกลมุ่ ผเู้ รียน
2. ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครังต่อไป
2.1 ควรศึกษาผลการจดั การเรียนรู้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยประยุกต์ใช้แนวคิด Cloze Procedure
ในบรบิ ทของการฟงั และการพูดภาษาอังกฤษของผเู้ รยี น
2.2 ควรศึกษาผลการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนเชิงวิเคราะห์ โดยประยุกต์กรอบ
แนวคดิ อืน่ เชน่ การจดั การเรยี นร้แู บบ SQ4R แบบ CIRC หรือแบบ KWL-Plus
2.3 ควรศึกษาเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านและการเขียนระหว่างการใช้แนวคิด
Cloze Procedure กับการจัดการเรียนรู้แบบอื่น เช่น สถานการณ์จ้าลอง การใช้สื่อประสมแบบมัลติมีเดีย
การใช้ส่ือออนไลน์ พหปุ ญั ญาหรอื Active Learning
กติ ติกรรมประกาศ
งานวจิ ยั ฉบับนีส้าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความรว่ มมือ เพ่ือให้การสนับสนุนการด้าเนินการวจิ ัย
จากโรงเรียนมุกดาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรฝ่ายบริหารและฝ่ายวิชาการของสถานศึกษา และอาจารย์บรรจบ
โนนพลิ า ครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ ชนั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนมุกดาหาร ท่ไี ดใ้ หค้ วามอนุเคราะหส์ นบั สนุน
การน้าเครื่องมือการวจิ ยั และแผนการจัดการเรยี นรู้ เคร่ืองมอื จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ส่อื การเรียนและแบบประเมินผล
การเรยี นร้สู า้ หรับผเู้ รียนสนับสนุนจนบรรลุผล รวมทังคณะผู้รว่ มด้าเนินการวิจัย ได้แก่ อาจารย์ ดร.สฤษด์ิ ศรีขาว
อาจารย์ ดร.จารุวรรณ เขียวน้าชุม อาจารย์ผู้สอน และคุณอิชยา กองชัย บุคลากรคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย
นครพนม คณะผู้ร่วมด้าเนินการวิจัย ที่ได้ร่วมด้าเนินการวางแผน จัดท้าเคร่ืองมือวัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์และ
รายงานผลการวิจัย จนกระทั่งได้ด้าเนินการวิจัยประสบผลส้าเร็จ จึงใคร่ขอขอบพระคุณผู้เก่ียวข้องทุกท่านไว้
ณ โอกาสนี
ปีที่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 33
เอกสารอา้ งอิง
กระทรวงศึกษาธกิ าร. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานพทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์
ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย, 2551.
บญุ ชม ศรีสะอาด. การวจิ ยั เบอื้ งต้น. พมิ พ์ครงั ท่ี 7. กรงุ เทพฯ : สุวีรยิ าสาส์น, 2545.
โรงเรียนมุกดาหาร. รายงานประจาปขี องโรงเรียนมกุ ดาหาร. มกุ ดาหาร : โรงเรยี นมุกดาหาร สา้ นกั งาน
เขตพืนทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 22, 2559.
Bellon-Ham, Monica La, Hoffman, Paul Revere and Ham William. “Use of Cloze and Contrast
Word Procedures in Repeated Storybook Reading Targeting Multiple Domains,”
Journal of Communication Disorders. 37,1 (January-February 2004) : 23-53.
Benesch Sarah. Critical English for Academic Purposes. Mahwah, NJ : Lawrence Erlbaum,
2001.
Ellis, Rod. The Study of Second Language Acquisition. New York : Oxford University, 1994.
Graham, Leah Sharice. English Language Learning in Mexico: A Case Study of Implementing
Problem Based Learning into a Technology Enhanced Writing Curriculum.
Dissertation for the Degree of Doctor of Philosophy, The University of Texas at
Austin, 2006.
Hall, William Earl. The Cloze Procedure and Software Comprehension. Dissertation for
the Degree Doctor of Philosophy in Ohio State University, 1984.
Hastie, T., Tibshirani, R. and Friedman, J. The Elements of Statistical Learning : Data Mining,
Inference and Prediction. New York : Springer, 2001.
Iwata K, Imamura Y, and Honda K. “Physiological Mechanisms of Neuropathic Pain : the
Orfacial Region”, Int Rev Neurobiol. 97(January 2011) : 227-250.
Levey Sandra and Polirstok, Susan. Language Development : Understanding Language
Diversity in The Classroom. Thousand Oaks CA : SAGE Publications, 2011.
Perpignan, B-L. Exploring the Written Feedback Dialogue : a Research, Learning and Teaching
Practice. Language Teaching Research. 7(March 2003) : 240–258.
Robinson, W. P. “Cloze Procedure as A Technique for the Investigation of Social Class Difference
in Language Usage,” Language and Speech. 8(January-March 1965) : 42-55.
Sencibaugh, J.M. A Synthesis of Content Enhancement Strategies for Teaching Students with
Reading Difficulties at the Middle and Secondary Level. Reading Improvement,
45(February 2008) : 84–98.
34 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
Torp, L. and Sage S. Problems as Possibilities: Problem-Based learning for K-16 Education.
2nded. Alexandria, VA : Association for Supervision and Curriculum Development,
2002.
Wood, A. and Head M. “Just what the Doctor Ordered’: the Application Problem-Based
Learning to EAP,” English for Specific Purposes Journal. 23 (March 2004) : 3–17.
Zulkifli, M. S. Egypt’s Al-Gama’ah Al-Islamiyah : Prevailing Through Time. Nanyang
Technological University, Singapore, 2012.
ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 35
36 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การวจิ ัยเพ่ือสรา้ งกระบวนการเรียนร้ผู ่านหลกั สูตรท้องถ่นิ “ทอ่ งเทีย่ วจังหวดั ชัยภมู ิ”
The Research for Learning Process through Local Curriculum on
“Tourism Attractions in Chaiyaphum”
เพียงแข ภผู ายาง1
ศริ ิพร พ่ึงเพ็ชร์2
สนุ นั ท์ สพี าย3
บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1. เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ของการปฏิบัติการเปล่ียนแปลงการเรียนรู้
จากการกระทาท้ังระดับตัวบุคคลระดับกลุ่มบุคคลและความรู้ใหม่ท่ีเกิดข้ึนจากกิจกรรมการวางแผนการนาแผนไป
ปฏิบัติการสังเกตและการสะท้อนผลของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 2. เพื่อพัฒนาครูของท้องถิ่น ด้วยการ
สรา้ งกระบวนการเรยี นร้ผู ่านหลกั สูตรท้องถ่ิน “ท่องเทย่ี วจงั หวดั ชัยภูม"ิ ซ่ึงเป็นสื่อหลักในกระบวนการวิจัยอย่างเป็น
ระบบโดยมีกลุ่มเป้าหมายการวิจัย จานวนท้ังส้ิน 16 คน ผ่านการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบเข้มจาก
กระบวนการวิจัย “หลักการการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ร่วมกัน” ซ่ึงการวิจัยประกอบด้วย 2 ระยะ 10 ขั้นตอน
ผลการวิจัยตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนกระทั่งถอดบทเรียนโดยท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้รว่ มกันดาเนินการตามข้ันตอนท่ีได้
กาหนดไว้
ผลการวิจยั พบว่า
1. โครงการวิจัยก่อให้เกิดผลการเปล่ียนแปลงในทางท่ีดีขึ้นทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม และระดับ
สถานศึกษาก่อให้เกิดการเรียนรู้และองค์ความรู้จากการปฏิบัติจากหลักการ “ความเป็นประชาธิปไตย” กับผู้มี
ส่วนรว่ มทุกฝา่ ยในการพัฒนาศกั ยภาพทีม่ ีอยู่ และกระตุน้ ออกมาใชใ้ ห้เกิดประโยชนม์ ีทักษะการทางานเปน็ ทมี และ
ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทุกข้ันตอนจากการทางานแบบทีม ผ่านกิจกรรมการวางแผนการนาแผนไปปฏิบัติ
การสังเกตและการสะท้อนผลก่อให้บุคคลท่ีมีความรู้ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแสดงเหตุผลในการวิพากษ์
มีการคิดอย่างเป็นระบบ และมีความริเริ่มสร้างสรรค์โดยเฉพาะในขั้นตอนวางแผนปฏิบัติการ มีการเรียนรู้
การตัดสินใจส่วนบุคคล การม่งุ พัฒนาตัวเองและยอมรับมติของกลุ่ม เพ่ือบูรณการเข้ากับศักยภาพของตนเองและ
ทมี เพอ่ื การเรยี นรอู้ งคค์ วามรใู้ หมจ่ ากภายนอก
คาํ สาํ คญั : คร,ู หลักสตู ร, การพัฒนา, การท่องเท่ียว
1คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ชัยภมู ิ
2คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ชยั ภมู ิ
3คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏชัยภูมิ
ปที ่ี 17 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 37
2. กระบวนการจากโครงการวิจัยสามารถพัฒนาครูของท้องถิ่นท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยการเรียนรู้
จากการกระทาท้ังในระดบั ตวั บุคคลระดับกลุ่มผู้ร่วมวิจยั ไดร้ บั การพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถและมคี วามเขา้ ใจ
ในกระบวนการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นและรวมถึงองค์ความรู้และทักษะการบริหารจัดการและเทคนิคเชิงวิชาการ
ด้านการมีส่วนร่วมเป็นพื้นฐานและนอกจากน้ัน มีองค์ความรู้จากกระบวนการวิจัย สามารถนาไปใช้จริงใน
การพฒั นางานวทิ ยานพิ นธ์ของตนเอง ซง่ึ ถือว่าเปน็ การเปดิ โอกาสใหแ้ กน่ กั ศึกษาที่จะเปน็ นักวจิ ัยในโอกาสตอ่ ไป
Abstract
This research aimed to 1) study the phenomenon of practice, changes to learn from the
actions of both individuals and group, new knowledge resulting from the planned activities by
implementation of the plan into action, observation and reflection of participatory action research
2 ) the development of local teachers with the creation of the learning process through a local
courses "Tourism offense" systematic. The purposive group of research totaled 1 6 people through
the design of the curriculum of intensive research process. The principle of participation and learning
together, which consisted of two phases, 10-steps the findings from the first stage until last lessons.
The researchers and participants have jointly carried out according to procedures to be defined.
Total duration of action of 12 months.
The research findings were as follows :
1. Research program causing a change in a better way, both individuals and groups.
School level Causing learning and knowledge from the practice of the principle."Democracy" with the
participation of all parties. To develop existing potential and encouraging the group of purpose
in their benefit learning. In the operating part, skilled ,teamwork and learn from practically in every
step. The working team activities planned into action, observation and reflection that contributed
to a person with knowledge. The critical thinking and reason for the criticism could take the
knowledge inherent in the individual out to benefit fully. A system was a holistic and highly
innovative team, especially in the planning stages. The continuing self and adoption of resolutions in
order to complete the team and their potential for learning new knowledge from the utside.
2 . The process of the research project to develop, the local teachers of the target
audience. By learning from the actions of all, the joint research group had been developing the
knowledge, skills and understanding of the process of creating local programs. However the
knowledge and management skills and techniques of academic engagement were fundamental. In
addition, the knowledge of the research process could be put into developing their thesis. That was
an opportunity for students to become researchers in the future.
Keywords : steacher, Curriculum, Development, Tourism Attractions
38 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
บทนาํ
การศึกษาเปน็ คาตอบในการพัฒนาประชากรในชาติ สอดคลอ้ งกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ
พ.ศ.2542 และทีแ่ ก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2545 มาตรา 6 ระบวุ า่ “การจดั การศกึ ษาต้องเปน็ ไปเพอื่ พฒั นาคน
ไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ังร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมใน
การดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” จากข้อความดังกล่าวจึงมุ่งเน้นความสาคัญของ “คน”
ซ่ึงเป็นปัจจัยสาคัญของการพัฒนา ดังนั้น แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2545-2559) จึงเป็นแผนบูรณาการแบบ
องค์รวมซึ่งหมายถึง กระบวนการบูรณาการของชีวิตเป็นองค์รวมของการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และ
ธรรมชาติ อย่างมีสมดุล พึ่งพาอาศัยสนับสนุนซึ่งกันและกัน พัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี คนเก่ง
และมคี วามสุขทั้งกายและจิตใจ สติปญั ญา ความรู้ คุณธรรม พฒั นาสังคมให้มคี ุณภาพ เปน็ สังคมแหง่ ภูมิปัญญาและ
การเรียนรู้ เป็นสังคมทสี่ มานฉันท์ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ (2545 : ก)
จากความสาคัญทางการศึกษา และความสาคัญของการพัฒนาคน ดังกล่าวข้างต้น จึงสามารถสรุปได้ว่า
ทุกภาคส่วนและทุกคนท่ีเกี่ยวข้องต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ อย่างไรก็ตามเม่ือมองในความใกล้ชิดและมุมมองด้าน
วิชาชีพ และความสาคัญของบุคคลที่เป็นครูท่ีมีต่อความเจริญของบุคคลและชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะความ
รับผิดชอบในหน้าท่ีของครูเป็น เป็นภารกิจที่สังคมมอบหมายให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูกระทา และเป็นพันธกิจ
ท่ีผู้เป็นครูมอบให้กับสังคมดังน้ัน ครูควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง จึงจะขับเคล่ือนพัฒนาการศึกษาได้อย่าง
มีประสิทธิผลเพราะหน้าที่ของครูในแง่คุณลักษณะท่ีพึงประสงคส์ รุปไว้ดังนี้ 1) ครูเป็นผู้ท่ีสามารถให้ทางแห่งความ
รอดแก่ศษิ ย์ ความรอดมีอยู่สองทาง คอื ทางรอดทางกายและทางรอดทางใจ 2) ครตู ้องสามารถดารงความเป็นครู
อยู่ได้ทุกอริยาบท 3) ครูต้องสามารถเป็นตัวอย่างตามคาสอนแก่ศิษย์ได้ ส่วนการพิจารณาหน้าท่ีและความ
รบั ผดิ ชอบของครูในอีกด้านหนงึ่ น้ันก็เป็นการพิจารณาหน้าที่และความรับผิดชอบในเชิงของกฎระเบียบข้อบังคับที่
ค่อนข้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือบทบัญญัติต่างๆ เป็นลักษณะท่ีค่อนข้างบังคับว่าครูต้องกระทากิจเหล่าน้ันเช่น
การทาหน้าทกี่ ารจดั การเรียนการสอน การดูแลศิษย์ การมสี ่วนร่วมในกระบวนการจดั ทาหลักสตู รการเรยี นการสอน
การออกแบบการสอน ซึ่งเป็นหน้าท่ีหลักของครูที่จะต้องมีส่วนร่วมในการจัดทา จากภารกิจหลักของครู
ความจาเป็น และค่านิยมของชุมชนท่ีคาดหวังจากครูต่อการพัฒนาระบบการบริหารจัดการหลักสูตร และการจัด
การศึกษาแล้ว ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของครูเพราะภาพลักษณ์ที่ดีย่อมส่งผลดี ต่อวิชาชีพของครู ท้ังด้านความ
เชอ่ื ถือ ความศรัทธา และความไว้วางใจต่อสถานศกึ ษา ท่ีผูป้ กครองจะฝากบุตรหลานในการดูแลรับผดิ ชอบของครู
ดังนั้นความคาดหวังต่างๆจะสาเร็จได้ผู้สอนต้องเป็นครูมืออาชีพ โกวิทย์ ประวาลพฤกษ์ (2541 : 54) วิโรจน์
สารรัตนะ (2553 : 33) อาภารัตน์ ราชพัฒน์ (2554 : 78) Mckernan (1991 : 18) MaNiff (2002 : 21)
คณะผวู้ จิ ัยในฐานะบคุ ลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกบั การผลติ วิชาชีพครู จึงสนใจทจ่ี ะทาวิจยั เพ่ือให้
ครูได้ใช้กระบวนการบูรณาการองคค์ วามร้ใู นการสรา้ งหลักสูตรท้องถิน่ ท่องเที่ยวจังหวัดชัยภูมิในหลักสตู รการผลิต
ครูในระดับปริญญามหาบัณฑิต โดยได้ศึกษาศึกษาคู่มือกระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในสถานศึกษาของ
หน่วยศึกษานิเทศก์ สานักงานประถมศึกษา จังหวดั แพร่ อรพิน เสียงหวาน (2546 : 37) เป็นแนวทาง โดยเป้าหมายหลักคือ
การพัฒนาครูของท้องถิ่น ทั้งนี้ เพราะมาจากพ้ืนฐานความเช่ือวา่ ผู้เรียนเป็นครูท่ีมีประสบการณ์การสอน และการทางานใน
สถานศึกษามองเห็นขอ้ ดี และข้อจากัดของการจัดการศกึ ษาซ่ึงจะได้นาผลการศึกษาวจิ ยั ดังกล่าวมาปรับปรงุ พัฒนา
ในกระบวนการจดั การศึกษา และ หากสร้างบุคลากรเหล่านใี้ ห้เก่ง โดยผ่านกระบวนการทาโครงงานกลุ่มวิจยั ย่อย
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 39
แบบทีมคละความสามารถ (Collective Team) แต่ละคนจะได้ให้ความถนัดใช้ทักษะความสามารถของตนเองใน
การสร้างสรรค์หลักสูตรท่ีเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของงาน นอกจากกระบวนการเรียนรู้การสร้างหลักสูตรแล้ว
ผู้ร่วมวิจัยดังกล่าวยังได้กระบวนการทางานเป็นทีมอย่างแท้จริง ซึ่งจะก่อให้เกิดความผูกพัน ความสามัคคี และ
การสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการต่อไป ซ่ึงสอดคล้องกับหลักการและระบียบวิธีการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการที่มุ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและความย่ังยืน Car (2006 : 22) Seymour – Rolls & Hughes (2000 : 33)
Mills (2007 : 43) Quixley (2008 : 34) James, Milenkiewicz & Bucknam (2008 : 46) Creswell (2008 : 21)
และ McTaggart (2010 : 34) อน่ึงการพัฒนานักศึกษาผ่านกระบวนการวิจัยน้ี นวัตกรรมปลายทาง หรือหลักสูตรท่ีได้
สามารถนาไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา มหาวิทยาลัยต้นสังกัดซึ่งเป็นแหล่งวิทยาการสามารถตอบสนองพันธกิจได้
นักศึกษาผู้ร่วมทีมวิจัยได้ฝึกปฏิบัตอิ ย่างเข้มผ่านการเรยี นรู้แบบบูรณาการ โดยผลงานส่วนหนึ่งเป็นองคป์ ระกอบ
ของวทิ ยานิพนธ์ เหนือสิ่งอ่ืนใดปลายทางของการใช้หลักสูตรท้องถิ่น เรื่องท่องเที่ยวชัยภูมิ ท่ีสามารถต่อยอดใช้ได้
จริงในสถานศึกษา จะเป็นการปลูกฝังให้นักเรียน หรอื เยาวชนในชุมชนได้เกิดความตระหนัก ซาบซ้ึง รักและภมู ิใจ
ในบ้านเกดิ จงั หวัดของตนเอง ซง่ึ ตอบสนองนโยบายการผลติ คนทม่ี ีคณุ ภาพทางการศกึ ษาในทุกระดับ
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
1. เพือ่ ศึกษาปรากฏการณ์ของการปฏิบัติการเปลย่ี นแปลงการเรียนรู้จากการกระทาทง้ั ระดับตวั บุคคล
ระดับกลุ่มบคุ คลและความรู้ใหม่ที่เกิดข้ึนจากกิจกรรมการวางแผนการนาแผนไปปฏิบัติการสังเกตและการสะท้อน
ผลของการวิจยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารแบบมสี ว่ นร่วม
2. เพือ่ พฒั นาครูของท้องถน่ิ ดว้ ยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ผา่ นหลักสูตรทอ้ งถิ่น “ท่องเที่ยวจังหวัด
ชัยภมู "ิ อยา่ งเป็นระบบ
วธิ ีดําเนินการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research) โดยใช้
รูปแบบการรวมพลังร่วมไม้ร่วมมือ (collaboration) ของคณะทีมวิจัย และชุมชนเป้าหมายเป็นแนวทางในการ
ดาเนินงานวิจัย ผู้วิจัยได้กาหนดขั้นตอนและวิธีดาเนินการวิจัยประกอบด้วย 2 วงจรคือ วงจรการวิจัย และวงจร
การพัฒนา แบง่ เป็น 10 ขน้ั ตอนดาเนินการ ในแตล่ ะข้ันตอนมรี ายละเอียด ดงั นี้
1. งานระยะท่ี 1 (ใช้เวลา 6 เดอื นในการสร้างหลกั สูตร)
ขั้นตอนท่ี 1 การเตรียมการ (preparation) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือการนา
กรอบความคิดของการวจิ ัยชี้แจงต่อผู้รว่ มวจิ ยั เสนอแนะและชี้ถึงประโยชน์ท่ผี ู้ร่วมวจิ ัยจะได้รบั และยอมรับสิทธิของ
ผู้ท่ีไม่ประสงค์ที่จะร่วมวิจัยร่วมท้ังสร้างความตระหนักในการวิจัยและการปฏิบัติงานควบคู่กันไปทั้งในตัวบุคคล
กลุ่มบุคคลและองค์การตลอดจนวางแผนดาเนินงานร่วมกันตลอดระยะเวลา 1 ปีงบประมาณ(ประชุมเตรียม
คณะวจิ ยั และเปิดตวั โครงการ)
40 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี