The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ratda_Lert, 2021-10-09 19:02:54

บัวบัณฑิต ธค 2560 Kami Export - Journal_41

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

3. ผู้เรียนที่มุ่งเน้นในการเรียนดนตรีไทยและดนตรีพ้ืนบ้านมักไม่ให้ความสาคัญในรายวิชาทฤษฏี
ดนตรสี ากลเบอ้ื งต้นเนื่องจากพน้ื ฐานทม่ี ีนอ้ ยและคดิ ว่าจะไมไ่ ด้ใชป้ ระโยชน์

4. การเรียนแบบบรรยายประกอบการทาแบบฝึกหัดทาให้ผู้เรียนขาดการร่วมมือกัน ส่งผลให้
ผู้เรียนที่ท่ีมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีดนตรีสากลสามารถทาแบบฝึกหัดได้และทาคะแนนสอบได้ดี
ส่วนผู้เรียนที่ขาดความเข้าใจจะไม่สามารถทาแบบฝึกหัดและทาคะแนนสอบได้น้อย รวมถึงส่งผลต่อการนา
ความรดู้ า้ นทฤษฏดี นตรสี ากลไปประยุกตใ์ ช้ในการฝึกซอ้ มและการนาไปใช้ในการประกอบอาชพี ในอนาคต

จากสาเหตุของปัญหาที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความคิดที่จะนาผู้เรียนที่มีความ
แตกต่างกันในเรื่องความรู้ความเข้าใจในทฤษฏีดนตรีสากลเร่ืองบันไดเสียงเมเจอร์มาเรียนรู้แบบร่วมมือกัน
(Cooperative Learning) ซ่ึงการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ที่มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีส่วนร่วมในการเรียนโดยใช้กจิ กรรมกลุ่มเรียนรู้รว่ มกันเป็นกลุ่มอย่างมีประสิทธภิ าพ
โดยอาศัยหลักพึ่งพากัน เพ่ือความสาเร็จร่วมกันในการทางาน มีปฏิสัมพันธ์กันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ข้อมูล และการเรียนรู้ต่าง ๆ ซ่ึงเป็นการพัฒนาทักษะทางสังคม รวมท้ังทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการ
ทางาน ทักษะการคิด และการแก้ปัญหา ดวงกลม สินเพ็ง (2553 : 185) การเรียนรู้แบบร่วมมือไม่ใช่ส่ิงใหม่
หรือเปน็ ทฤษฏีการเรียนรู้ที่ผู้ใดผู้หน่ึงคิด และพัฒนาข้ึนมา การเรียนรูแ้ บบร่วมมอื เกิดขน้ึ ยอ้ นหลงั ไปในยุคกรีก
ตอนต้น แต่การเรียนรู้แบบร่วมมือได้รับความนิยมอีกคร้ังหน่ึงในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะหลังปี คศ.1990
น้ันเป็นผลมาจากการศึกษาของนักจิตวิทยาการศึกษา และนักทฤษฏีทางการศึกษาท่ีนาเอาการเรียน
แบบร่วมมือมาใช้เป็นที่แพร่หลาย และทาให้เป็นท่ียอมรับในวงการศึกษา Gunter and other (1990: 222
อ้างถงึ ใน ศิริมา พนาภนิ ันท์ (2552 : 11)

เนอื่ งจากการเรียนร้แู บบร่วมมือจะชว่ ยเพ่ิมประสิทธภิ าพของผู้เรียนที่ให้ดีข้ึน จึงทาให้ผู้วิจัยสนใจ
นาทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมอื มาใช้แทนการสอนแบบบรรยายประกอบการทาแบบฝกึ หัดในเร่ืองของบันได
เสียงเมเจอร์คาดวา่ จะมีผลดีต่อผู้เรียนโดยตรงในด้านตา่ ง ๆ ดังนี้ ชว่ ยพัฒนาความคดิ ความเช่ือม่ันของผู้เรียน,
ส่งเสริมทักษะการทางานร่วมกันและทักษะทางด้านสังคมทาให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์หรือมุมมองกว้างขวาง,
สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง, ชว่ ยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน,
มีกิจกรรมหลากหลาย ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล สุวิทย์ มูลคาและอรทัย มูลคา (2546 : 161)
การเรียนรู้แบบร่วมมือจะทาให้ผู้เรียนท่ีมีความสามารถแตกต่างกันได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายหรือจุดประสงค์ของกิจกรรม ซ่ึงน่าจะส่งผลผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของบันไดเสียง
เมเจอร์ มากย่ิงข้ึน จนสามารถทาให้ผลคะแนนในการสอบดีข้ึนและสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการฝึกซ้อม
ดนตรีรวมถงึ รายวชิ าอน่ื ๆ ท่ีเกีย่ วข้องกับดนตรไี ด้ดยี งิ่ ขึ้น

จากการศกึ ษาพบว่ามีผ้วู ิจยั จานวนมากทน่ี าวธิ ีการสอนแบบร่วมมอื มาใช้ในการทดลองงานวิจัยท้ัง
ในรายวิชาดนตรีและรายวิชาอื่น ๆ ซึ่งส่วนมากการใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือจะได้ผลการทดลองในทางที่ ดี
ยกตัวอย่างเช่น ศิริมา พนาภินันท์ (2552 : 60) ทาวิจัยเร่ือง “ชุดการสอนวิชาทฤษฏีดนตรีสากล 2 เร่ืองทรัยแอต
ผ่านการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน” ผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนรายวิชาทฤษฏีดนตรีสากลเร่ืองทรัยแอต
มปี ระสิทธิภาพ 80.19/80.18 สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนด 80/80 และจิรศักด์ิ อุดหนนุ (2550 : บทคัดย่อ) ทาวิจัย
เรื่อง “การนาเสนอรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือบนเว็บวิชาการประพันธ์เพลงสาหรับนิสิต นักศึกษา
ระดบั ปริญญาบัณฑิต ระดับอดุ มศกึ ษาต่างสถาบนั ” ผลการวิจัยพบวา่ กล่มุ ตวั อย่างท่ีเรียนดว้ ยรูปแบบการเรียน
แบบร่วมมือบนเว็บ วิชาการประพันธ์เพลงสาหรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต ระดับอุดมศึกษาต่าง
สถาบัน มีคะแนนผลงานการประพันธ์เพลงในระดับดี และอินทิรา ศรีสว่าง (2549: 97) ทาวิจัยเร่ือง
“การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เร่ืองการอ่านและเขียน คาควบกล้า ร ล ว โดยใช้แบบฝึกทักษะและ
กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนพยัคฆภูมิพิสัย สานักงานเขตพ้ืนท่ี

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 291

การศึกษามหาสารคาม เขต 2” ซึ่งผลการวิจัยพบว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดทาข้ึนมีประสิทธิภาพเท่ากับ
85.55/88.61 ซึ่งสูงกวา่ เกณฑ์ 80/80 ทตี่ ้งั ไว้

จากการศึกษายังไม่พบว่ามีผู้วิจัยทาเร่ืองการสร้างชุดการสอนวิชาทฤษฏีดนตรีสากลพื้นฐาน
เรื่องบันไดเสียงโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยคาดว่าชุดการสอนท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนจะช่วยทาให้ผู้เรียนมี
ความรู้ความเขา้ ใจในเรื่องของบันไดเสียงเมเจอรม์ ากย่ิงขึ้น สามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้ในการการฝกึ ซ้อม พัฒนา
ศักยภาพของตนเองในการประกอบอาชีพทางด้านครูดนตรตี ่อไปในอนาคตได้ อีกทั้งจะทาให้ผมู้ ีเรยี นมีทัศนคติ
ท่ดี ตี ่อการการทางานรว่ มกบั ผู้อืน่
วตั ถปุ ระสงค์ของงานวจิ ัย
1. เพอ่ื สร้างชดุ การสอนวิชาทฤษฏีดนตรสี ากลเบอ้ื งต้นเรอื่ งบนั ไดเสยี งเมเจอร์โดยใช้วธิ กี ารเรียนรู้แบบรว่ มมือ
2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนวิชาทฤษฏีดนตรีสากลเบอ้ื งต้นเร่ือง บันไดเสียงเมเจอร์โดยใช้วธิ ีการ
เรยี นรู้แบบรว่ มมอื
3. เพือ่ ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรยี นท่ีมีต่อการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื
ขอบเขตของโครงการวิจยั

1. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
เริม่ ต้ังแต่เดือนมนี าคม 2557 – มนี าคม 2558
1. ขอบเขตดา้ นเนือ้ หา
ศึกษาโครงสร้างของบนั ไดเสยี งเมเจอร์ท้ังทางชารป์ และทางแฟลต
2. ขอบเขตดา้ นพ้นื ที่
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ศรสี ะเกษ
กรอบแนวความคดิ ในการวจิ ยั
สมมตุ ฐิ าน
1. ชุดการสอนวิชาทฤษฏีดนตรีสากลเบื้องต้นเร่ืองบันไดเสียงเมเจอร์โดยใช้วิธีการเรียนรู้
แบบรว่ มมอื ทผี่ ้วู จิ ยั สร้างขนึ้ มีประสิทธภิ าพมากกวา่ หรอื เทา่ กบั 80/80
2. ผูเ้ รียนมคี วามพงึ พอใจตอ่ การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื โดยมีค่าเฉล่ียมากกว่าหรอื เทา่ กบั 3.50
วิธีดาเนินวิจัย
ขั้นตอนที่ 1 ศกึ ษาเอกสาร
ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับชุดการสอน บันไดเสียงเมเจอร์ และทฤษฏีการเรียนรู้แบบร่วมมือ
จากเอกสารตาราและงานวจิ ัยที่เกีย่ วขอ้ ง
ขั้นตอนที่ 2 สรา้ งเครื่องมือ
1. สร้างชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากลพ้ืนฐานเร่ืองบันไดเสียงเมเจอร์โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบ
รว่ มมือ ซ่งึ ประกอบไปดว้ ย เนอ้ื หาวิชา คมู่ อื ผู้สอน ค่มู ือผเู้ รยี น และแผนการจดั การเรียนรจู้ านวน 3 คาบ
2. สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกัน โดยมีลักษณะเป็น
การเตมิ คาตอบลงใตข้ อ้ การสรา้ งบันไดเสียงเมเจอรล์ งในบรรทัด 5 เส้น และการเขียนเครอื่ งหมายประจาเสยี ง
เมเจอร์

292 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. สร้างแบบทดสอบระหว่างเรียนโดยมีลักษณะเป็นเติมคาตอบลง ใต้ข้อ การสร้างบันไดเสียง
เมเจอรล์ งในบรรทัด 5 เสน้ และการเขยี นเครือ่ งหมายประจาเสียงเมเจอร์

4. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่ม่ีต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยลักษณะของ
แบบสอบถามลเิ คริ ต์ (Likert Scale)

ข้ันตอนท่ี 3 ตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมอื
1. นาชุดการสอนทส่ี รา้ งขึ้นไปใหผ้ ู้เชย่ี วชาญ 5 ท่านตรวจ แกไ้ ข และให้คาแนะนา
2. ปรบั ปรุงชุดการสอนตามคาแนะนาของผู้เชยี่ วชาญ
ขัน้ ตอนที่ 4 การนาชุดการสอนไปใช้จรงิ
นาชุดการสอนที่ปรับปรุงแล้วไปทาการทดลองกับนักศึกษาสาขาวิชาดนตรีศึกษาชั้นปีท่ี 1
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ศรสี ะเกษ เพอ่ื เกบ็ รวบรวมข้อมลู และวิเคราะหผ์ ล
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากร ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาดนตรีศึกษา ช้ันปีท่ี 1 คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะ
เกษ ที่ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาท่ี 1/2557 จานวน 55 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาดนตรศี ึกษา ชน้ั ปีที่ 1 คณะครุศาสตรม์ หาวทิ ยาลัยราชภัฏ
ศรีสะเกษ ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาทฤษฏีดนตรีสากลพ้ืนฐาน 1094101 โดยเลือกจากการสุ่มเลือก
นักศึกษาจานวน 25 คน และทาการแบ่งกลุ่มนักศึกษาออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน โดยประกอบไปด้วย
นักศึกษาเก่ง 1 คน นักศึกษาปานกลาง 2 คน และนักศึกษาอ่อน 2 คน การจัดกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการ
เรยี งลาดับคะแนนของผลการสอบกลางภาคในรายวิชาทฤษฏดี นตรีสากลพ้ืนฐาน
เคร่อื งมือท่ีใช้ในการวิจยั
เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั มีดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ชดุ การสอนทฤษฏีดนตรีสากลพ้ืนฐานเรอื่ งบนั ไดเสยี งเมเจอรโ์ ดยใช้วธิ ีการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ
2. แบบทดสอบระหว่างเรยี น
3. แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลงั เรยี น
4. แบบสอบถามความพงึ พอใจ
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลมี 2 ขน้ั ตอน ดังนี้
1. ขัน้ ตอนกอ่ นการดาเนินการทดลอง

1.1 ทดสอบนักศึกษาดว้ ยแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อนาคะแนนมาแบ่งกลุ่มนักศึกษาในการทา
การทดลองด้วยชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากลพ้ืนฐาน โดยที่แต่ละกลุ่มประกอบด้วย นักศึกษาเก่ง 1 คน
นักศึกษาปานกลาง 2 คน นักศกึ ษาออ่ น 2 คน

1.2 ชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ เกีย่ วกบั การทดลองทั้งหมด
2. ขน้ั ดาเนินการทดลอง
ดาเนินการทดลองชุดการสอนท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นใช้เวลาทั้งหมด 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 คาบ
คาบละ 180 นาที รวมทง้ั ส้นิ 3 คาบดังนี้

2.1 คาบท่ี 1 เป็นการบรรยายเร่ืองระยะห่างระหว่างตวั โน้ต โครงสรา้ งของบันไดเสียงเมเจอร์
และการสรา้ งบนั ไดเสียงเมเจอร์จากโครงสรา้ ง

ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 293

2.2 คาบที่ 2 เป็นการบรรยายเรอื่ งการเรียกช่ือบันไดเสยี งเมเจอร์ ความหมายและโครงสร้าง
ของเททราคอร์ด การสรา้ งบันไดเสียงใชเ้ คร่ืองหมายชารป์ จากการย้ายเททราคอรด์ และการสรา้ งบันไดเสียงใช้
เครือ่ งหมายแฟล็ตจากการย้ายเททราคอรด์ และทาการทดสอบด้วยแบบทดสอบระหว่างเรยี นครั้งท่ี 1

2.3 คาบที่ 3 เป็นการบรรยายเร่ืองเคร่ืองหมายประจากุญแจเสียง และทาการทดสอบด้วย
แบบทดสอบระหว่างเรียนครง้ั ที่ 2

หลังจากเสรจ็ สนิ้ การทดลองผู้วิจัยจะทาการนดั นักศึกษาเพือ่ ทาการทดสอบด้วยแบบทดสอบหลัง
เรียน เพื่อนามาวิเคราะห์ผลประเมินประสิทธิภาพของชุดการสอน และแจกแบบสอบถามความพึงพอใจให้
นกั ศึกษาเพ่อื ศึกษาความพึงพอใจตอ่ การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือหลังจากท่ไี ดผ้ ่านการทดลอง

การวเิ คราะห์ข้อมลู
1. หาประสิทธิภาพของชุดการสอนตามเกณฑ์ 80/80 โดย 80 แรก หมายถึง คะแนนเฉล่ียรวม
จากการประเมินระหว่างเรียนมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 80 ส่วน 80 หลัง หมายถึง คะแนนเฉล่ียรวมจาก
การประเมินหลงั เรียนมคี ่ามากกว่าหรอื เทา่ กบั 80
2. คานวณค่าสถิติพ้ืนฐานของแบบสอบถามความพึงพอใจ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย และ
ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน
สรุปผลการวิจยั
จากการวเิ คราะห์ข้อมลู ชุดการสอนทฤษฏีดนตรสี ากลเบ้อื งต้นเรื่องบนั ไดเสียงเมเจอร์โดยใช้วิธกี าร
เรยี นรแู้ บบร่วมมอื สรุปผลได้ดงั น้ี
1. ชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากลเบอ้ื งต้นเรื่องบนั ไดเสยี งเมเจอรโ์ ดยใชว้ ิธีการเรียนรูแ้ บบร่วมมือมี
ประสทิ ธิภาพ 85.20/84.50 ซ่งึ สงู กว่าเกณฑ์ท่ีตั้งไวท้ ี่ 80/80
2. นักศึกษาทีเ่ รียนด้วยชดุ การสอนทฤษฏดี นตรีสากลเบื้องต้นเร่ืองบันไดเสียงเมเจอร์โดยใชว้ ธิ ีการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ มีค่าความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยมีค่าเฉลยี่ เท่ากับ 4.35 สูงกว่าเกณฑ์ที่ต้ังไว้ท่ี
3.50
อภปิ รายผลการวจิ ัย
จากการศึกษาผลการศึกษาชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากลเบ้ืองต้นเรื่องบันไดเสียงเมเจอร์โดยใช้
วิธกี ารเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือครั้งนี้ มปี ระเดน็ ทนี่ ่าสนใจในการอภิปรายผลดงั นี้
1. ชดุ การสอนทฤษฏีดนตรสี ากลเบอื้ งต้นเรื่องบันไดเสยี งเมเจอรโ์ ดยใช้วิธีการเรียนรแู้ บบร่วมมือมี
ประสิทธภิ าพ 85.20/84.50 ซึ่งสงู กวา่ เกณฑ์ท่ีตง้ั ไว้ที่ 80/80 อาจเนอื่ งมาจากปจั จยั ดังต่อไปนี้

1.1 มีการเปล่ียนนักศึกษาเพ่ือออกมานาเสนอหรือเฉลยแบบฝึกหัดในทุกกิจกรรมการเรียนรู้
ส่งผลให้นักศึกษาทุกคนต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา พยายามทาความเข้าใจและฝึกทาแบบฝึกหัดด้วยตนเองทุก
คร้งั หากมีข้อสงสยั นกั ศกึ ษาจะใหป้ รึกษากนั ในกลมุ่ รวมถึงเพ่ือน ๆ ในกลุ่มท่มี พี ัฒนาการที่ไวกว่าจะช่วยเหลือ
เพื่อนในกลุ่มที่ได้รับมอบหมายให้ออกมานาเสนอหรือเฉลยแบบฝึกหัดให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพ่ือให้
กลุ่มสามารถผ่านกิจกรรมการเรียนรู้นั้นๆ ไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Arends (1994 : 33) อ้างถึงใน ศิริมา พนาภินันท์
(2552 : 17-19) ที่ได้กล่าวถึงลักษณะสาคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ว่า ในการเรียนแบบร่วมมือ สมาชิกกลุ่ม
ต้องมีความสมั พันธ์ทีด่ ีต่อกนั กลุ่มจะสาเรจ็ หรือล้มเหลวนัน้ ขึ้นอยกู่ ับทุกคน ถ้ากล่มุ ประสบความสาเร็จทุกคน
ย่อมประสบความสาเร็จด้วย ถ้ากลุ่มล้มเหลว ทุกคนก็ต้องถือว่าล้มเหลวด้วย ทุกคนในกลุ่มจะต้องเรียนรู้
บทเรียนที่ได้รับ และต้องแน่ใจว่าสมาชิกทุกคนสามารถเรียนรู้บทเรียนน้ัน การที่จะแน่ใจว่าเพื่อนสมาชิก
รู้บทเรียน ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน มีความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน มีลักษณะความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน

294 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

สมาชิก แต่ละคนต้องยอมรับว่าผลงานของคนอื่นมีความสาคัญตอ่ ตนเอง และต่อกลมุ่ และผลงานของตนเองก็
มคี วามสาคัญต่อคนอ่นื และตอ่ กลมุ่ ดว้ ย

1.2 มีการสร้างสิ่งเร้าเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้นักศึกษามีความตั้งใจในการเรียนมากย่ิงขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ผู้วิจัยได้ วางเง่ือนไขว่าถ้ากลุ่มไหนมีผลคะแนนการทดสอบท่ีดีจะมีของรางวัลให้ และในการ
ทดสอบแต่ละครั้งหากกลุ่มไหนได้คะแนนรวมสูงสุดจะพาไปเล้ียงข้าว อีกทั้งยังมีการพูดชมเชยกลุ่มท่ีมี
พัฒนาการดีขึ้นบ่อยคร้ังขึ้นโดยใช้การพูดให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่ม ที่มีพัฒนาการดีข้ึน เพื่อเป็นแรง
กระตุ้นให้กลุ่มอ่นื มีพัฒนาการท่ดี ขี ึ้นตาม สอดคลอ้ งกับหลักทฤษฏที างจิตวิทยาการเสรมิ แรง แบบปฐมภูมิและ
ทุติยภมู ขิ องสกินเนอร์ พงษพ์ ันธ์ พงษ์โสภา (2542 : 42) อา้ งถงึ ใน ดนชุ า สมใจดี (2553 : 105)

2. ความพงึ พอใจของนักศึกษาทีม่ ีตอ่ การเรยี นร้แู บบร่วมมอื ค่าเฉล่ยี เท่ากับ 4.35 สงู กวา่ เกณฑท์ ี่ต้ัง
ไวท้ ี่ 3.50 สามารถอภปิ รายผลไดด้ งั นี้

2.1 ประเด็นท่ีมีคะแนนเฉลี่ยมากท่ีสุดคือข้อท่ี 5 “ท่านมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ” เป็นข้อที่นักศึกษาที่เรียนด้วยชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากลเบื้องต้นเรื่องบันไดเสียงเมเจอร์โดยใช้
วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือมีความคิดเห็นตรงกันคือมีความพึงพอใจมากท่ีสุด 12 คน และมีความพึงพอใจมาก
13 คน โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.48 อาจเน่ืองมาจากการเรียนรู้ แบบร่วมมือส่งผลให้นักศึกษามีความรู้ความ
เข้าใจในเร่ืองบันไดเสยี งเมเจอร์มากย่งิ ขึ้น การได้ฝึกทางานร่วมกัน ไดฝ้ ึกแกป้ ัญหา การช่วยเหลอื ซึ่งกันและกัน
ในกลุ่มเพื่อให้ผ่านในแต่ละกิจกรรมการเรียนรู้ การยอมรับความคิดเห็นของผู้อ่ืน ซึ่งสอดคล้องกับ บุญชม
ศรีสะอาด (2537 : 122) ที่ได้กล่าวถึงข้อดีของการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยว่าผู้เรียนได้เรียนร่วมกันทาให้
เกิดการเรียนรู้ได้ดีการซักถามทาให้เกิดความกล้า และได้คาตอบในเร่ืองที่ตนสนใจหรือยังไม่กระจ่าง
การอธบิ ายให้เพื่อนฟังจะทาให้ผอู้ ธิบายมคี วามแม่นยาในเรื่องท่เี รียนมากขนึ้ เพือ่ นๆ ทฟ่ี งั เกดิ ความเขา้ ใจอย่าง
ชัดแจ้ง ผู้เรียนได้พัฒนาการทางานเป็นกลุ่มให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน คนอ่อนได้เรียนรู้จากคนท่ีเก่งกว่า
โดยคนที่เกง่ กว่าจะมีความตง้ั ใจช่วยเหลอื เพ่ือน ๆ เพื่อยกระดับผลงานของกลุ่มให้สงู ข้ึน ซ่ึงจะสง่ ผลกับสมาชิก
ทุกคนในกลุ่ม

2.2 ประเด็นท่ีมีคะแนนเฉล่ียมากท่ีสุดคือข้อที่ 2 “การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยทาให้ท่านเกิด
ทักษะด้านการทางานร่วมกับผู้อื่นไดด้ ีขึ้น” โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.24 อาจเนื่องมาจากปกตกิ ารเรียนการสอน
จะเป็นการเป็นแบบบรรยายประกอบการทาแบบฝึกหัดมากกว่าการให้นักศึกษาทางานเป็นกลุ่ม และพัฒนา
ของแตล่ ะคนไมม่ ผี ลตอ่ คนอ่นื จงึ ส่งผลให้การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นเร่ืองใหมแ่ ละไมค่ นุ้ เคยสาหรับนกั ศกึ ษา

3. ประเดน็ ขอ้ สงั เกตจากผูว้ จิ ัย
3.1 ความกระตือรือร้นและความรับผิดชอบของแต่ละกลุ่ม สังเกตได้จากการเข้าเรียนของ

นักศึกษาที่ตลอดการทดลองงานวิจัยไม่มีนักศึกษาขาดเรียน รวมถึงการเข้าช้ันเรียนก่อนถึงเวลาทดลอง และ
การทาใบงานสง่ ของแตล่ ะกลุ่ม

3.2 นักศึกษาทม่ี ีความสามารถด้านดนตรีไทยและดนตรีพ้นื บ้านมีพฒั นาการท่ีดขี ้นึ มาก สังเกต
จากคะแนนของแบบทดสอบท่ีมีคะแนนสูงขึ้น รวมถึงบ่อยครั้งที่สอบถามในเรื่องที่สงสัย ต่างจากนกั ศึกษาท่ีมี
ความถนัดในด้านดนตรสี ากล

3.3 การกล่าวคาชมเชยสง่ ผลต่อความกระตอื รือร้น สงั เกตจากเมอ่ื ผูว้ ิจัยกลา่ วชมนักศกึ ษาหรือ
กลุ่มใดเป็นพิเศษ นักศึกษาหรือกลุ่มนั้นจะมีความต้ังใจในการเรยี นและการทากิจกรรมการเรียนรู้มากข้ึนเป็น
พิเศษ

3.4 ปญั หาด้านการพัฒนาการช้า อาจเน่ืองมาจากการท่ีนักศึกษาแตล่ ะคนมคี วามถนัดในด้าน
ดนตรีที่แตกต่างกัน คือ ในการทดลองคร้ังน้ีมที ้ังนักศึกษาที่มีความถนัดดา้ นดนตรีสากล ดนตรีไทย และดนตรี
พ้นื บ้าน

ปีท่ี 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 295

ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะจากผลการวจิ ยั
1. ควรแบ่งเวลาในการทดลองในแต่ละคาบใหน้ ้อยลง เนื่องจากการทดลองคาบละ 180 นาที มผี ล

ต่อสมาธแิ ละการรบั ฟังเนือ้ หาของนกั ศกึ ษา จงึ ควรลดเวลาในการทดลองในแตล่ ะคาบลงและเพม่ิ จานวนคาบให้
มากขน้ึ

2. ควรเพิ่มการฟังบันไดเสียงและฝึกทักษะในการเล่นบันไดเสียง เนื่องจากในการทดลองคร้ังน้ีมี
ระยะเวลาของการให้นักศึกษาฝึกฟงั นอ้ ยเกินไปและไม่ครอบคลุมกบั ทุกกิจกรรม สง่ ผลให้นกั ศึกษาได้ความรู้ใน
ด้านเนื้อหามากกว่าฟงั

3. ควรมีการบันทึกวิดีโอทุกคร้ังท่ีนักศึกษานาเสนอและอธิบายการทาแบบฝึกหัด เนื่องจาก
นักศกึ ษาจานวนมากไม่รู้ข้อผิดพลาดในการพูดหน้าชั้นเรียน หากมีการบันทึกวิดีโอไว้ นักศึกษาย่อมนาข้อมูล
ดงั กล่าวมาใชใ้ นการพัฒนาการพดู และการนาเสนอหน้าชน้ั เรยี นไดด้ ียง่ิ ขึ้น

ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้งั ต่อไป
1. ควรมีการนาแนวทางในการสร้างชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากลเบื้องต้นเรอื่ งบันไดเสียงเมเจอร์
โดยใช้วิธกี ารเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ไปปรับใชก้ ับรายวิชาดนตรีอ่ืน ๆ
2. ควรมีการนาเทคนิคในการเรียนรู้แบบร่วมมือท่ีมีความหลากหลายมาปรับใช้ในแต่ละกิจกรรม
การเรียนรู้ เพ่ือให้นกั ศกึ ษาเกิดทกั ษะการทางานกลุ่มได้ดียงิ่ ขน้ึ
เอกสารอ้างอิง
จริ ศกั ดิ์ อุดหนุน. การนาเสนอรปู แบบการเรยี นการสอนแบบร่วมมือบนเว็บ วชิ าการ
ประพนั ธเ์ พลงสาหรบั นิสติ นกั ศึกษาระดบั ปรญิ ญาบัณฑิต ระดบั อดุ มศกึ ษาต่างสถาบนั .
(วทิ ยานิพนธ์ครศุ าสตรมหาบณั ฑติ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย), 2550.
ดนชุ า สมใจด.ี การสรา้ งชดุ การสอนดนตรีไทยภาคปฏิบตั ซิ ออแู้ ละซอดว้ งเพลงแป๊ะสามช้นั
สาหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่5 : กรณศี ึกษาโรงเรยี นวัดทา่ ต้นกวาว.
(วิทยานพิ นธศ์ ลิ ปะศาสตร มหาบัณฑิตมหาวทิ ยาลัยพายัพ), 2553.
บุญชม ศรสี ะอาด. การพฒั นาการสอน. กรุงเทพฯ : สุรวี ิยาสาสน์ , 2537.
ศิริมา พนาภนิ ันท์. ชุดการสอนวชิ าทฤษฏีดนตรสี ากล 2 เรื่อง ทรัยแอต ผา่ นการเรียนรแู้ บบรว่ มมือกนั
กรณศี ึกษามหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสวนสุนนั ทา. (วทิ ยานิพนธม์ หาบัณฑิตวทิ ยาลัยดรุ ยิ างคศิลป์
มหาวิทยาลยั มหิดล), 2552.
สวุ ทิ ย์ มูลคาและอรทยั มูลคา. 19 วิธจี ัดการเรียนรู้ เพือ่ พัฒนาความร้แู ละทกั ษะ. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์
ภาพพมิ พ์, 2546.
อินทริ า ศรีสว่าง. การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรือ่ ง การอ่านและเขียน คาควบกล้า ร ว ล
โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะและกระบวนการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4
กลมุ่ โรงเรียนพยคั ฆภูมพิ ิสัย สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามหาสารคาม เขต 2.
(วทิ ยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม), 2549.

296 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

รปู แบบการบรหิ ารตามหลักธรรมาภบิ าล ของสานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษา
The Model of Good Governance Administration
of the Educational Service Area Office

วิระ แข็งกสิการ1

บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวตั ถุประสงค์เพ่ือวเิ คราะห์องคป์ ระกอบและสร้างรูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภบิ าล
ของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้าง ใช้กลุ่ม
ตัวอย่าง จานวน 10 คน 2. แบบสอบถามการวิจัย ท่ีมีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงแบบอัลฟ่า เท่ากับ 0.978
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยจานวน 475 คน 3. แบบการสัมมนาองิ ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตวั อย่างเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
จานวน 10 คน และ 4. แบบประเมินรูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษา กลุ่มตัวอยา่ ง จานวน 10 คน
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. องค์ประกอบของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประกอบด้วย 7 ปจั จัยหลกั 67 ประเดน็ ไดแ้ ก่ 1) ด้านหลกั นิตธิ รรม มีประเดน็ สาคัญ 16 ประเด็น 2) ด้านการมี
ส่วนร่วม มีประเด็นสาคัญ 12 ประเด็น 3) ด้านการส่ือสาร มีประเดน็ สาคัญ 6 ประเด็น4) ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้
มีประเด็นสาคัญ 12 ประเด็น 5) ดา้ นหลักความโปร่งใส มีประเด็นสาคัญ 8 ประเด็น 6) ด้านภาวะผู้นา มีประเดน็ สาคัญ
8 ประเดน็ และ 7) ด้านการบูรณาการ มีประเด็นสาคญั 5 ประเดน็
2. รปู แบบการบรหิ ารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา

2.1 รูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประกอบด้วย
7 ด้าน 54 แนวทางการบริหาร ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม มี 15 แนวทาง ด้านการมีส่วนร่วม มี 7 แนวทาง ด้านการ
ส่ือสาร มี 6 แนวทาง ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้ มี 7 แนวทาง ด้านหลักความโปร่งใส มี 7 แนวทาง ด้านภาวะผู้นา
มี 7 แนวทาง และดา้ นการบรู ณาการ มี 5 แนวทาง

2.2 ผลการประเมนิ รูปแบบการบรหิ ารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษา
ในภาพรวมและรายด้านพบว่า มีความเหมาะสม เป็นไปได้ ถูกต้อง และสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง โดยมีผลการ
ประเมินรอ้ ยละ 80 ขึ้นไปทุกดา้ น
คาสาคญั : รูปแบบการบรหิ ารตามหลกั ธรรมาภบิ าล, สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษา

1หลักสูตรครุศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์

ปที ่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560) 297

Abstract
The purposes of this study was twofold: firstly, to analyze the factors of the model of good
governance administration of the Educational Service Area Office (ESAO); and secondly, to create the
model of good governance administration of the ESAO. The data were obtained by using the
research instruments as follows: 1. the semi-structure interview 2. The questionnaire with alpha
reliability coefficient value at 0.978. It was used with 475 participants. 3. The data obtained
from connoisseurship technique and the evaluation form of the administration model based
on good governance of the ESAO.It was used to obtain data from 10 specialists. The results of
this research indicated that:
The factors of the model of good governance administration of the ESAO consisted of
7 main factors with 6 7 important issues: 1 ) the regulation with 1 6 important issues
2 ) the participation with 1 2 important issues 3 ) the communication with 6 important issues
4) the learning organization with 12 important issues 5) the transparency with 8 important issues
6) the leadership role with 8 important issues and 7) the integration with 5 important issues.
The findings were as follows :
1. The model of good governance administration of the ESAO consisted of 7aspects and
56 administrative principles as follows: 1) the regulation with 15 guidelines 2) the participation with
7 guidelines 3) the communication with 6 guidelines 4) the learning organization with 7 guidelines
5) the transparency with 7 guidelines 6) the leadership role with 7 guidelines and 7) the integration
with 7 guidelines.
2 . The evaluation result of the model of good governance administration of the ESAO
principle in overall aspects indicated that the model was appropriate, possible, and useful for an
implementation in real situation, more than 80% in overall aspects.
Keywords : The Model of Good Governance Administration, Educational Service Area Office
บทนา
จากการดาเนินงานของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่า
ผลการปฏบิ ตั งิ านของเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาแตล่ ะแหง่ ยงั ไม่สามารถบรหิ ารจดั การได้อย่างมีประสิทธภิ าพ มรี ะดับ
ผลสัมฤทธิ์ท่ีแตกต่างกัน และมีแนวโน้มท่ีจะแตกต่างกันมากข้ึนในอนาคต ขณะเดียวกันสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาในปัจจุบันต้องพัฒนาเป็นองค์การทางสังคม เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้และเป็น
หน่วยงานทางการศึกษาท่ีต้องพัฒนาไปสู่องคก์ ารแหง่ คุณภาพ แม้ว่าในทางการบรหิ ารได้นามาประยุกต์ใช้ใน
การบริหารแลว้ กต็ ามที แตเ่ ม่ือมีการปฏริ ูปการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆท้ังดา้ น หลักการ แนวคิด
ในการบริหารจัดการศึกษาใหม่ การบริหารงานของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา จึงจาเป็นต้องปรับเปลี่ยน
แนวทาง โดยมงุ่ ความมีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลให้มากข้ึน ภายใต้หลักการพื้นฐานของแนวทางการกระจาย
อานาจ โดยมีผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาเป็นผู้นาทางการศึกษา ต้องใช้ศักยภาพความเป็นผู้นา
ทักษะทางการบริหาร บทบาทเชิงการบริหารปฏิบัติงานในหน้าท่ีบริหารนาองค์การไปสู่ความก้าวหน้า ได้คุณภาพ

298 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

และมาตรฐานตามความคาดหวังของการปฏิรูปการศึกษา จึงต้องมีรูปแบบหรือนวัตกรรมทางการบริหารที่มี
ประสทิ ธผิ ลเพอ่ื นาไปใช้ในการบริหารจัดการสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั

1. เพอ่ื วิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารตามหลกั ธรรมมาภบิ าล ของสานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษา
2. เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารตามหลักธรรมมาภบิ าล ของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ขอบเขตของการวจิ ยั
ประชากร ได้แก่ ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาผู้อานวยการกลุ่ม/หนว่ ย และผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา จานวน 32,994 คน
ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของ
รูปแบบการบรหิ ารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษา
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย

แนวคิดทฤษฎีและงานวจิ ยั
เกีย่ วกับหลกั
ธรรมาภบิ าล

การบรหิ ารงานของ รปู รแูปบแบบกบากราบรบรรหิ ิหาารร แนวคิดทฤษฎแี ละ
สานกั งานเขตพืน้ ท่ี พตขขตอา้ือนามงงมทสหสหี่กาลำลกนมำนักัการัการกธัยศภงศรยงาึกบิ กึรำยนาษมษนนเลขำาานเขตภนพตบิ ธืน้ ราทรล่ี งานวิจยั เกยี่ วกับการ
บรหิ ารแบบมีส่วนร่วม
การศึกษา

แนวคดิ ทฤษฎีและงานวิจัย แนวคิดทฤษฎีและ
เก่ยี วกับการบรหิ ารด้วย งานวจิ ัยเกี่ยวกับการ

ระบบคณุ ธรรม บรหิ ารท่โี ปรง่ ใส

วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั
ประชากร ได้แก่ ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา รองผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่

การศึกษาผู้อานวยการกล่มุ /หน่วย และผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา จานวน 32,994 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มตัวแทนประชากรตามการกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตาราง

สาเร็จรูปของ (Krejcie& Morgan) สาธร ทรัพย์รวงทอง (2557 : 85-86) ท่ีระดับความเช่ือมั่น 95% ได้กลุ่ม
ตัวอย่างรวม จานวน 380 คน และจากแนวคิดของแฮร์ (Hair, 2006, น. 741) ท่ีกล่าวว่าการวิเคราะห์พหุตัวแปร
(Multivariate analysis) ทใี่ ชป้ ระมาณในพารามเิ ตอร์ ควรใช้ขนาดกลุม่ ตวั อย่าง 400 คนขึ้นไป ผวู้ จิ ัยจงึ เกบ็ ขอ้ มูล
จากกลุม่ ตวั อย่าง จานวน 500 คน

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 299

เคร่ืองมือที่ใช้ในการวจิ ัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสรา้ ง (Semi-Structuredinterview)
แบบสอบถามความคิดเห็น (Questionnaires)และแบบสัมมนาอิงผู้เช่ียวชาญ และการตรวจสอบคุณภาพ
เคร่ืองมือโดยการสัมภาษณก์ ่ึงโครงสร้าง สอบถามการวิจยั และบนั ทึกการสัมมนาอิงผ้เู ชี่ยวชาญ

การวิเคราะห์ข้อมูลมี2ขั้นตอน คือ วิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล
ของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และสร้างรูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษา
สรุปผลการวิจยั

1. ศกึ ษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจยั ขอ้ ที่ 1 “เพื่อวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบของการบริหารตาม
หลักธรรมาภบิ าล ของสานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษา”พบวา่

องค์ประกอบของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มี 7 องคป์ ระกอบ มีประเด็นสาคัญจานวน 67 ประเด็น ประกอบด้วยองค์ประกอบที่ 1 หลักนิติธรรม จานวน
16 ประเด็น องค์ประกอบท่ี 2 หลักการมีส่วนร่วม จานวน 12 ประเด็น องค์ประกอบท่ี 3 หลักการสื่อสาร
จานวน 6 ประเด็น องค์ประกอบที่ 4 หลักองคก์ รแห่งการเรียนรู้ จานวน 12 ประเด็น องค์ประกอบท่ี 5 หลัก
ความโปร่งใส จานวน 8 ประเด็น องค์ประกอบที่ 6 หลักภาวะผู้นา จานวน 8 ประเด็น และองค์ประกอบท่ี 7
หลกั การบูรณาการ จานวน 5 ประเด็น

2. ศกึ ษาตามวัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ข้อที่ 2 “เพอ่ื สร้างรูปแบบการบริหารตามหลกั ธรรมา
ภิบาลของสานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา” พบว่า

การ หลกั
บูรณาการ นิติธรรม

ภาวะผู้นา รปู แบบการบรหิ าร การมี
ตามหลกั ธรรมาภบิ าล ส่วนรว่ ม
ของสานกั งานเขต การส่อื สาร

พ้นื ท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษา

หลกั ความ องค์กรแหง่
โปร่งใส การเรยี นรู้

รปู แบบการบรหิ ารตามหลักธรรมาภบิ าลของสานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษา

300 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

รูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ผ่านการสัมมนาอิง
ผู้เช่ียวชาญ (Connoiseurship) ซึ่งได้พิจารณาตัดสิน ให้ข้อเสนอแนะ พร้อมสรุป ความเห็นยืนยันแล้ว
ประกอบดว้ ย 7 ด้าน 54 แนวทางการบริหาร ไดแ้ ก่

2.1 ด้านหลักนิติธรรม มี 15 แนวทาง ได้แก่ 1) วางแผน กาหนดเป้าหมาย ผลการดาเนินงาน ทั้งด้าน
ปรมิ าณและคุณภาพ ของการปฏิบตั ิงานให้ชัดเจน 2) ออกกฎ ระเบียบ แนวทางปฏิบัตติ ่างๆ โดยอาศัยอานาจ
ตามกฎหมาย 3)กาหนดขอบเขตอานาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ในการปฏิบัตใิ ห้ชดั เจน 4) จัดทามาตรฐานการ
ปฏิบัติงานของบุคลากรทุกกลุ่มงาน 5) กาหนดแนวทางการดาเนินงานที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้ 6) กาหนด
หลักเกณฑ์และแนวทางการประเมินประสิทธิภาพการทางานของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาให้
ชัดเจน 7) ศึกษาและดาเนินการตามคาสั่งคณะรักษาความงบแห่งชาติ ที่ออกตามความในมาตรา 44 ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย ท่ีเกี่ยวข้องกับการบรหิ ารเขตพื้นท่ีการศึกษา8)ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบเป็นไปตาม
กฎหมายและสอดคล้องกับระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ 9) ใช้อานาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับใน
การบริหารราชการด้วยความเป็นธรรม 10) บริหารงบประมาณและทรัพยากรให้เป็นไปตามระเบียบของราชการ
11) ปฏิบัติตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและแผนปฏิบัติการประจาปี 12) บริหารทรัพยากร บุคคล ภาระงาน
และงบประมานโดยการมีส่วนร่วม 13)นิเทศ กากับติดตามอย่างเป็นระบบตอ่ เน่ือง และมีความเปน็ กลั ยาณมิตร
14) จัดทารายงานผลการปฏิบัติราชการประจาปีที่สะท้อนผลการดาเนินงานของเขตพื้นที่การศึกษาในทุกมิติและ
15) นาปัญหา อุปสรรคท่ีเกิดจาก การดาเนินงานเป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุง พัฒนา การบริหารจัดการให้เกิด
ประสิทธิผล

2.2 ดา้ นหลักการมีสว่ นร่วมมี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ในระดบั นโยบาย และแสดงความคดิ เหน็ ได้อย่างอิสระ 2) เปิดโอกาสใหบ้ คุ ลากรมสี ่วนร่วมในการกาหนดทิศทาง
และวางแผนงานการบริหารจัดการ ร่วมตัดสินใจในการดาเนินงานแต่ละขั้นตอนจนกว่าการดาเนินงานจะบรรลุผล
เสร็จสมบูรณ์ 3) รับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนท้ังเจ้าหน้าท่ีรัฐและบุคคลท่ัวไป 4) เปิดโอกาสให้บุคลากรมี
ส่วนร่วมในการกาหนดเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงาน 5) เปิดโอกาสให้บุคลากรแสดงความคิดเห็นในการ
มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ เพ่ือแบ่งงานแก่บุคลากร และผู้ท่ีเก่ียวข้องให้เหมาะสมตามความรู้ ความสามารถ
6) เน้นการทางานเป็นทีม และสร้างเครือข่ายในการทางาน และ 7) รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพ่ือนามา
ปรับปรุงการทางานใหม้ ีประสิทธภิ าพ

2.3 ด้านการส่ือสาร มี 6 แนวทาง ได้แก่ 1) เผยแพร่ ส่ือสาร และทาความเข้าใจในวิสัยทัศน์
พันธกิจ และเป้าหมายของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ให้แก่บุคลากรในหน่วยงานและสาธารณชนโดยทั่วไป
รบั ทราบ 2) ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจบทบาท ภารกิจการบริหารงานของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
อย่างต่อเนื่อง 3) เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาให้แก่บุคลากรได้รับทราบอย่างทั่วถึง
4) บุคลากรและสาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาได้ตามความเหมาะสม
5) ส่ือสารหรือแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานให้แก่บุคลากรอย่างสม่าเสมอ และ
6) รายงานผลการปฏิบัติราชการประจาปตี ่อสาธารณชน

2.4 ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้ มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) ร่วมกับสถาบัน องค์กร หน่วยงานอื่นใน
การพัฒนาความรู้ ทักษะของบุคลากรเพ่ือการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2) ส่งเสริม สนับสนุนการเข้ารับการ
ฝึกอบรม การเรียนรู้และพัฒนาตนเองของบุคลากร 3) ส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ การทางานเป็นทีม และสร้าง
เครอื ขา่ ยการทางานให้มีประสทิ ธิภาพ 4) เปดิ โอกาสใหบ้ ุคลากรหรือหนว่ ยงานที่เกีย่ วขอ้ งแสดงความคิดเหน็ ร่วม
แก้ไขปัญหา และนาข้อมูลที่ได้มาปรับใช้ในการบริหารงาน 5) ส่ือสาร สร้างความเข้าใจกับบุคลากรอย่างท่ัวถึง
6) ส่งเสริม สนับสนุนให้มีกระบวนการจัดการความรู้ในสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา และ 7) ส่งเสรมิ สนับสนุน
การพัฒนางานในสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาด้วยกระบวนการ PLC

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 301

2.5 ด้านหลักความโปร่งใส มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) บริหารจัดการ บังคับใช้กฎ ระเบียบ และ
แนวปฏิบัติในสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาด้วยความเป็นธรรม 2) ตระหนักถึงสิทธิ ความเท่าเทียมกันของ
ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาและผู้มีส่วนได้เสีย 3) สร้างวัฒนธรรมองค์กรท่ีเน้นคุณธรรมจริยธรรม 4)
ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความโปร่งใส ซ่ือสัตย์สุจริต ถูกต้องทั้งตามหลักกฎหมายและระเบียบวินัย 5) บริหารงานด้วย
ความโปรง่ ใส เปน็ ไปตามระเบยี บ สามารถตรวจสอบได้ 6) บรหิ ารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มจี ากดั เพื่อให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม และ 7) เปิดเผยข้อมูล สารสนเทศท่ีถูกต้อง เป็นจริงแก่บุคลากร ผู้เก่ียวข้องและ
สาธารณชน

2.6 ด้านภาวะผู้นา มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) เสียสละทั้งด้านกาลังกาย กาลังทรพั ย์และกาลังสติปัญญา
เพ่ือประโยชน์ของส่วนร่วม 2) ตัดสินใจโดยใช้การมีส่วนร่วมและเสียงข้างมาก 3) ใช้เวลาในการตัดสินใจที่เหมาะสมกับ
สถานการณ์ 4) สื่อสารและทาความเข้าใจแผนการดาเนินงานแก่ทุกคนท่ีรับผิดชอบให้เกิดความชัดเจน
5) ตระหนักในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนและหน้าท่ีต่อสังคม รวมทั้งพร้อมรับการตรวจสอบ 6) มีความ
ยืดหยุ่นในการทางาน โดยเปิดรับข้อมูลมุมมองความคิดเห็นใหม่ๆ เพ่ือนามา ประยุกต์ใช้กับงานในหน้าที่และ 7) กากับ
ติดตามให้ความช่วยเหลือและประเมินผลการปฏบิ ัติงานของบุคลากร

2.7 ด้านการบูรณาการ มี 5 แนวทาง ได้แก่ 1) กาหนดระเบียบ กฎเกณฑ์ วิธีการประเมินผลงานของ
บคุ ลากรท่ีชัดเจน 2) มอบอานาจการตัดสินใจไปสู่บุคลากรให้มีความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้ 3) กาหนด
ผลตอบแทนให้แก่บุคลากรท่ีปฏิบัติงานเป็นผลสาเร็จ และมีประสิทธิภาพสูง 4) เอาใจใส่ดูแล สร้างขวัญ
กาลังใจ บุคลากรทุกคนอย่างเป็นธรรม และ 5) บริหารจัดการโดยเช่ือมประสานงานทุกงานในสานักงานเขต
พ้ืนท่กี ารศึกษาอย่างเปน็ ระบบ

ผลการประเมินรูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ของสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา พบว่า
รปู แบบมีความเหมาะสม เป็นไปได้ ถูกต้อง และสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบวา่ ทั้ง
ด้านหลักนิติธรรม ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการสื่อสาร ด้านหลักความโปร่งใส ด้านภาวะผู้นา ด้านองค์กรแห่งการ
เรียนรู้ และด้านการบูรณาการ ผู้ประเมินทุกคนเห็นว่ามีความเหมาะสม เป็นไปได้ ถูกต้อง และสามารถใช้
ประโยชน์ได้ โดยมีผลการประเมินร้อยละ 80 ข้นึ ไปทกุ ด้าน
อภปิ รายผลการวจิ ยั

1. จากผลการวิจัยที่พบว่า องค์ประกอบของการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของสานักงานเขต
พื้นท่กี ารศึกษา ประกอบด้วย 7 ปัจจัยหลัก ได้แก่ หลักนิตธิ รรม การมีส่วนร่วม การสื่อสารองค์กรแห่งการเรียนรู้
หลักความโปร่งใส ภาวะผู้นา และการบูรณาการ ท้ังนี้อาจเป็นเพราะ การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลมี
หลากหลายประเด็น นอกเหนือจากท่ีกาหนดของสานกั ตามระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรีว่าดว้ ยการสร้างระบบบริหาร
กจิ การบ้านเมืองและสังคมท่ีดี พ.ศ.2542 โดยมีหน่วยงานและนักวิชาการได้กาหนดไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีประเด็นที่
เป็นองค์ประกอบเพ่ิมเติมจากการศกึ ษาคือ ภาวะผู้นา และการบูรณาการ อยา่ งไรก็ตามประเด็นหลักๆ ท่เี ป็น
องค์ประกอบยังคงมคี วามใกล้เคียงกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวจิ ัยของ Kimmet (2005 : 42) ไดว้ ิจยั เรื่องการ
นาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในระบอบการเมือง การปกครองในอาเซียน 4 ประเทศ ที่พบว่า ในประเทศที่มีการ
พฒั นาแล้ว ได้มีการนาหลกั ธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงานมากกว่าประเทศที่กาลงั พัฒนาและประเทศที่
ด้อยพัฒ นา โดยเป็นการนาหลักธรรมาภิบาลไปประยุกต์ใช้ในเร่ืองของนโยบายการบริหารงาน
โดยทาการศึกษาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ 4 ประเทศนี้ ไดแ้ ก่ ฟลิ ิปปินส์ ไทยมาเลเซียและอนิ โดนีเซีย
พบว่า เมื่อมีการศึกษารายกรณีแล้ว พบว่าแต่ละประเทศท่ีกล่าวมาได้มีการนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้อย่าง
แพร่หลายมากข้ึน และไดร้ บั การพฒั นาอย่างกว้างขวาง ไม่วา่ จะเปน็ การพฒั นาดา้ นการเมอื ง การบริหารซงึ่ เป็น
แนวทางในการพฒั นาบ้านเมือง กอ่ ใหเ้ กิดการบรหิ ารในรูปแบบใหมแ่ ละเปน็ การพฒั นาประชาธิปไตยอย่างดีย่ิง

302 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Nanda (2006 : 55) ได้ทาการวิจัย เรื่อง จุดเน้นในเชิงเทคนิคของตัวแบบ
ธรรมาภิบาล ท่ีพบว่า ถึงแม้ว่าจุดเน้นในเชิงเทคนิคจะแตกต่างกันระหว่างองค์การท่ีมีวัตถุประสงค์ต่างกัน
แต่หลกั ธรรมาภิบาลท่ีกาหนดระเบียบปฏบิ ัติ (Procedure) โดยส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกบแนวทางเสรีนยิ ม
ประชาธปิ ไตย ได้แก่ หลักการมสี ว่ นรว่ ม หลกั ความโปรง่ ใส หลกั ความรบั ผดิ ชอบ เปน็ ตน้

2. จากผลการวจิ ยั ทพี่ บวา่ องค์ประกอบของการบรหิ ารเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษา ตามหลัก
ธรรมาภิบาล ด้าน “หลักนติ ิธรรม” เป็นองคป์ ระกอบนี้มีความสาคญั เป็นอันดบั 1 ทั้งน้ีอาจเปน็ เพราะ เขตพืน้ ที่
การศึกษาจะให้ความสาคัญกับระเบียบ กฎหมาย ที่เก่ียวข้องกับการบริหารเขตพื้นท่ีการศึกษา และกาหนด
ขอบเขตอานาจหน้าท่ีในการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ออกกฎ ระเบียบต่างๆ ขององค์กรอาศัยอานาจ
ตามกฎหมาย ใช้อานาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับในการบริหารราชการด้วยความเป็นธรรม
ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของสุรเดช ปนาทกูล (2556 : 18) ได้ทาวิจัยเร่ือง การพัฒนารูปแบบการบริหาร
เขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ท่ีพบว่า รูปแบบในการพัฒนาเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ท่ีสามารถ
ยกระดับคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการศึกษา คือ เพ่ิมอานาจหน้าท่ีและความรับผิดชอบให้แก่
คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษาให้สามารถกากบั ดูแล ตดิ ตามตรวจสอบงานท้ัง 4 ด้าน ได้อยา่ ง
ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ คือ งานด้านวิชาการ งานด้าน งบประมาณ งานด้านบริหารบุคคล และงานด้าน
บรหิ ารท่ัวไป โครงสร้างองคค์ ณะบคุ คล/คณะกรรมการให้มเี พียงองคค์ ณะเดียวและเชอ่ื มโยงองค์คณะบคุ คลให้
เป็นทีมงานเดียวกนั เพอ่ื ความเปน็ เอกภาพและเพมิ่ ประสิทธิภาพการทางาน

3. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า รูปแบบการบริหารเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล
องคป์ ระกอบดา้ นการมีส่วนร่วม มคี วามสาคญั เป็นอนั ดับ 2 โดยมปี ระเด็นสาคญั จานวน 12 ประเดน็ และประเด็นท่ี
มีค่าน้าหนักองค์ประกอบมากท่ีสุดได้แก่ ผู้บริหารสานักงานเขตพ้ืนที่รับฟงความคิดเห็นจากผูมีสวนเก่ียวของ
เพอื่ นามาปรับปรุงการทางานให้มปี ระสทิ ธภิ าพ ท้ังนอ้ี าจเปน็ เพราะ การปฏบิ ตั ิงานท่จี ะเกิดผลสัมฤทธิ์ ประเด็น
ทสี่ าคัญคือการมีสว่ นร่วม โดยเฉพาะการรว่ มคดิ ร่วมทาของผู้ปฏิบัตงิ านในองคก์ าร ถ้าผู้บังคบั บญั ชาเปดิ โอกาส
ให้ได้ร่วมคิดและแสดงความเห็น เป็นปัจจัยให้บุคลากรรู้สึกเป็นเจ้าขององค์การ ทาให้ปฏิบัติงานอย่างเต็ม
ความสามารถด้วยความทุ่มเท ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของปาริชาติ ชมชื่น (2555 : 23) ทาการศึกษาเร่ือง
รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีประสิทธิผลในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษา ที่พบวา่ การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวชิ าการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีประสทิ ธิผล
ในสถานศึกษา มีการดาเนินการ 4 ขั้นตอน สรุปผลได้ดังน้ี 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความ
ต้องการในการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีประสิทธิผล พบว่า ได้แนวคิดและข้อมูลเพ่ือการ
สงั เคราะห์องค์ประกอบหลักในการบริหารงานวิชาการ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและการนา
หลักสูตรไปใช้ การพัฒนากระบวรการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา การ
วางแผนและพัฒนาการส่งเสริมทางวิชาการ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การนิเทศภายในและการวัดและ
ประเมินผล 2) ผลการสร้างรูปแบบการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีประสิทธิผลในสถานศึกษา
มีองค์ประกอบของรูปแบบ 6 ขั้นตอน ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย กลไกการดาเนินการ การดาเนินการ
การประเมินผล เง่ือนไขความสาเร็จ โดยรูปแบบประกอบด้วยองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการ
7 องค์ประกอบหลัก 63 องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบผู้มีส่วนร่วม 8 องค์ประกอบหลัก
57 องค์ประกอบย่อย 3) ผลการนารูปแบบการบรหิ ารงานวชิ าการแบบมีสว่ นร่วมของชุมชนท่มี ีประสิทธิผลใน
สถานศึกษาไปใช้ในสภาพจรงิ พบว่า การขับเคล่ือนเพื่อให้เกิดการพัฒนาตามกระบวนการวิจยั ปฏบิ ัติการซ่ึงมี
4 ข้ันตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผล จานวน 2 วงรอบ ทาให้ได้รูปแบบ
ที่มปี ระสทิ ธผิ ลเพ่ือใช้เป็นแนวทางในการบรหิ ารงานวชิ าการแบบมีสว่ นร่วมของชุมชน และ 4) ผลการนาเสนอ
การใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนท่ีมีประสิทธิผลในสถานศึกษา พบว่า รูปแบบ

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 303

มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์โดยภาพรวม อยใู่ นระดับมากท่ีสุด และเมื่อพิจารณา
เป็นรายด้าน พบว่า ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ด้านเง่ือนไขความสาเร็จและความเป็นประโยชน์ในด้าน
กลไกการดาเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด และสอดคล้องกับผลการวิจยั ของสมหมาย เทยี นสมใจ (2556 : 89)
ได้ทาการวิจัยเร่ือง รูปแบบการบริหารงานท่ีมีประสิทธิผลของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ทีพ่ บว่า 1) องค์ประกอบการบริหารงานท่ีมีประสทิ ธิผลของสานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา ประกอบดว้ ย
6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง 2) การวางแผนกลยุทธ์ 3) องค์การแห่งการเรียนรู้
4) วัฒนธรรมองค์การ 5) เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 6)สนับสนุนการมีสว่ นรว่ ม และสอดคล้องกับผลการวิจัย
ของ Blumel (2000 : 38) ได้ทาการวิจัยเร่ือง ความช่วยเหลือระหว่างประเทศความร่วมมือกันระหว่าง
นักสังคมสงเคราะห์ และการนาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ (ประเทศเคนยา) พบว่า หลักธรรมาภิบาลได้มีความ
จาเป็นอย่างยง่ิ ต่อความร่วมมือ ต่องานความช่วยเหลือระหว่างประเทศของนักสังคมสงเคราะห์ต่างๆ เน่ืองจาก
เปน็ กระบวนการทางานทีต่ ้องอาศัยความมีสว่ นรว่ มและการตรวจสอบอันจะเปน็ แนวทางทกี่ ่อให้เกิดประโยชน์
อย่างสูงสุด ส่วนปัจจัยอื่นๆ ท่ีช่วยเสริมสร้างการทางานร่วมกัน ระหว่างนักสังคมสงเคราะห์เหล่าน้ีในประเทศ
เคนยา (Kenya) ก็คือ ความสามารถของนักสังคมสงเคราะห์ในการเข้าถึงวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี และ
รวมไปถึงการปรบั ตัวเข้าหากนั เพ่ือทจ่ี ะสร้างความร่วมมือเป็นกลุ่มยอ่ ยๆ ก่อให้เกิดประโยชน์ในการส่ือสารและ
การแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Grace (2002 : 21) ศึกษาเกี่ยวกับความเป็น
อิสระเชิงวิชาชีพ (Professional autonomy) และการร่วมมือปฏิบัติงานในภาควิชาของ สถาบันอุดมศึกษา กล่าว
ว่าภาควิชาในสถาบันอุดมศึกษาต้องเชื่อมโยงกัน ทั้งภาควิชาอื่นภายใน สถาบันและภายนอกสถาบัน โดยเพ่ิม
การติดต่อประสานงาน ผู้บริหารต้องบริหารด้วยความ โปร่งใสและมีส่วนร่วม (Transparent and participative
style) ผลการวจิ ัยช้ีว่า ความเปน็ อิสระ ของคณะวชิ า (Faculty Autonomy) เป็นการจูงใจทม่ี ีความจาเปน็ ต่อ
การปฏิรูปสถาบันอุดมศึกษา และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Marcella (2005 : 81) ได้ศึกษาการบริหาร
ปกครองด้านการศึกษาของเขตพื้นท่กี ารศึกษาของโมรอนโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่า การรับรูก้ ารมีส่วนร่วม
ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิผลของการปกครองทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโมรอนโก ข้อมูลท่ีได้รับมีการ
เปรียบเทียบกับวรรณกรรมที่ทาการศึกษาเอกสาร ไดจ้ ัดหัวข้อท่ีสอดคล้องดว้ ยกันและเช่ือมโยงสิ่งเหล่าน้ีไปสู่การ
เป็นตัวบ่งชึ้พฤติกรรมของผู้บริหารตามหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ
บริหาร เหล่านี้จะนาไปสู่ความสาเร็จในการบริหารเขตพืน้ ที่การศึกษาจนบรรลุ เป้าหมาย อีกทง้ั การวิจัยครง้ั นี้
ยงั ได้สนับสนุนการศึกษาค้นควา้ บทบาทของผู้นา ในการเป็นผู้บรหิ าร สถานศึกษา ความทุ่มเท เพ่ือตอบสนอง
ความต้องการของผู้เรียนและระดับความสาเร็จท่ีสูงขึ้นนาไปสู่การปรับโครงสร้างและปรับเปล่ียนในสิ่งท่ีควรจะเป็น
เพอื่ นาไปสกู่ ารบรหิ ารจดั การศกึ ษาใหม้ ีประสิทธิภาพสูง

4. จากผลการศึกษาที่พบว่า รูปแบบการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประกอบด้วย 7 ด้าน 54 แนวทางการบริหาร ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม มี 15 แนวทาง ด้านการมีส่วนร่วม มี 7 แนวทาง
ด้านการส่ือสาร มี 6 แนวทาง ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้ มี 7 แนวทาง ด้านหลักความโปร่งใส มี 7 แนวทาง ด้านภาวะ
ผู้นา มี 7 แนวทางและด้านการบูรณาการ มี 5 แนวทาง ผลการวิจัยน้ีทาให้เห็นถึงแนวทางการปฏิบัติหลากหลาย
แนวทางในแต่ละด้านท่ีผู้ปฏิบัติสามารถนาไปเป็นแนวทางการบริหารเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ รูปแบบ
การบริหารทั้ง 7 ด้านเป็นแนวทางการดาเนินการที่หลายหน่วยงานหลายองค์ การใช้เป็นแนวดาเนินการ ถึงแม้จะไม่
ครอบคลุมหรือเหมือนกันทุกด้าน แต่อาจมีความใกล้เคียงกัน ซ่ึงผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ
Ross (2002 : 91) ได้ทาการวิจัย เร่ือง การนิเทศการศึกษาและภาวะผู้นาท่ีเก่ียวกับการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล
ที่พบว่า ในยุคคอมมิวนิสต์เป็นการปกครองแบบศูนย์รวมในลักษณะของระบบราชการ (Bureaucracy) ทาให้
สถาบันอุดมศึกษาขาดความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Accountability) ขาดการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ รวมทั้งขาด
ความเป็นอิสระ (Autonomy) ถือเป็นความบกพร่องของสถาบันอุดมศึกษา และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Thabet

304 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

(2002 : 46) ได้ทาการวิจัยเร่ือง ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมให้มีการใช้หลักการบริหารแบบธรรมาภิบาล
ผลการวิจัยพบว่า มีปัจจัยหลายประการท่ีมีความสมั พันธ์กันอยา่ งมีนัยสาคัญกบั การสง่ เสริมให้มกี ารใช้หลักการบรหิ าร
แบบธรรมาภิบาล โดยเฉพาะปัจจัยด้านแรงกดดันจากบริษัทคู่แข่งและกฎระเบียบในการควบคุมดูแลของรัฐบาลซ่ึง
พบว่า มีอทิ ธพิ ลในระดบั สูงต่อการตัดสนิ ใจเลอื กที่จะส่งเสรมิ ให้มีการใช้หลกั การบรหิ ารแบบธรรมาภบิ าล
ขอ้ เสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะเพอื่ นาผลการวจิ ยั ไปใช้
1. หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องควรให้ความสนใจโดยนาเอาผลท่ีได้รับจากการวิจัยน้ีไปวิเคราะห์และ
เตรียมการพัฒนาคุณภาพผู้บรหิ ารเขตพื้นที่การศึกษาและนาส่กู ารปฏิบตั ทิ ่เี ป็นรปู ธรรม
2. กระทรวงศึกษาธิการ หรือ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องกาหนดยุทธศาสตร์
ดา้ นการบรหิ ารเขตพ้ืนที่การศึกษาท่ีให้ความสาคัญกบั หลักนิตธิ รรม
3. หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องควรให้ความสนใจโดยนาเอาผลท่ีได้รับจากการวิจัยน้ีไปวิเคราะห์และ
เผยแพรแ่ นวทางการบริหารจดั การ
ขอ้ เสนอแนะเพ่อื การวจิ ยั ครง้ั ต่อไป
1. ควรศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลขององค์ประกอบที่ค้นพบว่าองค์ประกอบใดบ้างท่ีส่งผลต่อ
ประสทิ ธิผลของสานักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษา
2. ควรเพิ่มขั้นตอนการศึกษาในข้ันการนาผลท่ีได้จากการศึกษาไปใช้จริง เพ่ือสามารถประเมินผล
รูปแบบการบรหิ ารได้เป็นรูปธรรมยงิ่ ขน้ึ
กิตติกรรมประกาศ
การวจิ ัย “รูปแบบการบรหิ ารสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา ตามหลักธรรมาภบิ าล”ฉบับน้ี
สาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับ ความอนุเคราะห์และการดูแลให้ความช่วยเหลืออย่างดีย่ิง จาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สาธร ทรัพย์รวงทอง คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ และ
รองศาสตราจารย์ ดร.นันทยิ า น้อยจนั ทร์คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งทั้งสองท่านเป็น
อาจารย์ท่ีปรึกษา ให้คาแนะนาและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ในทุกข้ันตอนของการดาเนินการวิจัย จึงขอกราบ
ขอบพระคุณทงั้ สองท่านเป็นอย่างสงู มา ณ โอกาสนี้
ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ดร.ปัญญา แก้วกียูร อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการรองศาสตราจารย์ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์รอง
ศาสตราจารย์ดร.ธานี เกสทองรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ดร.อนุชา กรพ่วง รองอธิการบดี
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ผศ.ดร.ไชยรตั น์ ปราณี ผู้อานวยการสถาบันวจิ ัยและพัฒนา มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
นครสวรรค์ รองศาสตราจารยด์ ร.สมบัติ ท้ายเรือคา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิยาลัยมหาสารคามดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร
รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนายโรจนะ กฤษเจริญ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐานดร.พิธาน พื้นทอง ที่ปรึกษาสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนางสาววีณา อัครธรรม อดีตท่ี
ปรึกษาระดับ 10 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานดร.วสันต์ นาวเหนียว ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 และผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา อีกหลายท่านที่ไม่
สามารถเอ่ยนามได้ท้ังหมด ซึ่งทุกท่านกรุณาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สละเวลาอันมีค่าในการตรวจสอบคุณภาพของ
เครอ่ื งมือการวจิ ัย ให้สัมภาษณต์ ลอดจนใหข้ อ้ เสนอแนะที่มคี ณุ ค่าย่ิงต่อการวิจยั

ปีท่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 305

ขอขอบคุณผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา รองผู้อานวยการสานักงาน
เขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา ผู้อานวยการกลมุ่ ในสานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาทเ่ี ป็นกลุ่มตัวอยา่ งทุกท่าน ทใี่ ห้ความ
อนุเคราะห์ ประสานงานการเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยและขอขอบคุณผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนท่ีสละเวลาให้ข้อมูลอัน
เปน็ ประโยชนส์ าหรับการวิจัย

ประโยชนแ์ ละคณุ คา่ ทพ่ี งึ มจี ากงานวิจยั ฉบับน้ี ผู้วจิ ัยขอยกให้เป็นคุณงามความดีของผู้เกยี่ วขอ้ งทุกคน
และขอมอบสกั การะแด่บดิ า มารดา ครู คณาจารย์และผู้มีพระคณุ ทุกท่าน
เอกสารอ้างอิง
บุษบงชัยเจรญิ วฒั นะ และบุญมีล้.ี รายงานการวิจัยตวั ช้ีวดั ธรรมาภิบาล.พิมพคร้งั ที่ 2.กรุงเทพฯ:

สถาบนั พระปกเกลา, 2546.
ปารชิ าติชมชื่น.รูปแบบการบรหิ ารงานวชิ าการแบบมีส่วนรว่ มของชมุ ชนทม่ี ีประสทิ ธผิ ลในสถานศกึ ษา

สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษา.วิทยานพิ นธค์ รุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาผนู้ า
การบรหิ ารการศึกษา. อุบลราชธานี : บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี, 2555.
สมหมาย เทยี นสมใจ. รปู แบบการบรหิ ารงานทีม่ ีประสิทธผิ ลของสานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษา
ประถมศกึ ษา. วิทยานพิ นธ์ปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา. นครปฐม: บณั ฑิต
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, 2556.
สาธร ทรัพย์รวงทอง.วธิ ีวิทยาการวจิ ัยทางการศึกษา.นครสวรรค:์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์. 2557.
สทิ ธิชยั ธรรมเสน่ห.์ รายงานการวจิ ัย การศึกษาแนวทางพฒั นาการประกอบธุรกิจตามแนวพระราชดาริ
ด้านสังคมตามหลกั ธรรมาภิบาลและธรรมาภบิ าล.มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ นั ทา. 2549.
สดุ จิต นมิ ติ กุล.กระทรวงมหาดไทยกับการบริหารจดั การทดี่ ี การปกครองท่ดี ี (good governance).
กรุงเทพฯ: บพธิ การพิมพ์, 2543.
สุรเดช ปนาทกูล. การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา.ปรญิ ญาการศึกษา
ดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร.์ ชลบรุ ี: บัณฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลยั บูรพาม 2556.
สานกั นายกรฐั มนตร.ี ระเบยี บสานกั นายกรัฐมนตรวี า่ ด้วยการสรา้ งระบบบรหิ ารกจิ การบา้ นเมืองและ
สงั คมทด่ี ี.ราชกิจจานุเบกษา, 2542.
Blumel,C.M.“Foreign Aid,Donor Coordination and the Pursuit of Good Governance
(Kenya),”Dissertation. University of Maryland, 2000.
Grace,K.A. Professional Autonomy and Collective Endeavor in Academic Department:A
Study of Department Identity and practice the benefit the Scholar.
The institute and the public. Retrieved 12, From http://www.lib.com/disssertations/fullcit,
2002.
Hair, J. F., Black, W. C., Babin, B. J., Alderson, R. E., &Tatham, R. L.Multivariate
Data Analysis (6thed.). New Jersey: Pearson, 2006.
Kimmet ,Philip. The Polities of Good Governance in the Asean 4.Master’s Thesis. Griffith
University, 2005.
Marcella,C.C. Educational Governance of the Morongo Unifired School
District(California).From http://www.lib.com/disssertations/preview, 2005.

306 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

Ross. Supervision and Instructional Leadership:A developmental Approach. P.2447 – A. 2002.
Thabet, A.Factor related to the implementation of corporate good governance.

Retrieved form http://www.od.arcnrru.ac.th/detial.nsp, 2002.

ปีท่ี 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 307

308 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ภาวะผู้นาการบริหารแบบมีสว่ นร่วมท่ีสง่ เสรมิ ความสุขในโรงเรยี น
Leadership in Participatory Management
Support School Happiness

ภานุมาศ จนิ ารตั น์1
พงศกรณ์ พลิ าบตุ ร2
พศิ ษิ ฐ์ ขาวจนั ทร3์

พนมพร ชว่ งชงิ 4

บทคัดย่อ
งานวิจัยเชิงปริมาณน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือนาเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการบริหารแบบมี
สว่ นร่วมท่ีส่งเสริมความสุขในโรงเรียน โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นผู้บริหารและครใู นสังกดั โรงเรียน
ที่ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินความปลอดภัยและสุขภาพอนามยั ดี ของสานักความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการ
และสุขภาพแรงงาน จานวน 283 ตัวอยา่ งแล้วนามาวิเคราะห์ผลดว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถติ ิ
ผลวจิ ยั พบวา่
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการบริหารแบบมีส่วนร่วมท่ีส่งเสริมความสุขในโรงเรียนมีปัจจัย
อิทธิพลประกอบด้วย การติดตามผลปฏิบัตงิ าน การสอื่ สารแบบเปิด และความผูกพันต่อภาระงาน โดยปัจจัย
ทั้งสามมีอิทธิพลรว่ มกันต่อความสุขในโรงเรียนได้ร้อยละ 71.4 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05 ในขณะท่ีปัจจัย
อนั เป็นองคป์ ระกอบของภาวะผู้นา ซงึ่ ประกอบด้วยความศรทั ธา สานึกรับผิดชอบ การเปิดโอกาส การเรียนรู้
และพัฒนา มีอิทธิพลร่วมกันต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมร้อยละ 87 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05
ส่วนองค์ประกอบการบริหารแบบมีส่วนร่วมมีอิทธิพลต่อความสุขในโรงเรียนร้อยละ 97 อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ .05 โดยมีองค์ประกอบ ประกอบด้วย การกระจายอานาจ การตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ การส่ือสาร
แบบเปิด การสนับสนุนทรัพยากร ความผูกพันต่อภาระงาน และการติดตามผลปฏิบัติงาน ประเด็นค้นพบ
สาคัญคือ ภาวะผู้นามีอิทธิพลทางตรง และทางอ้อมต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมและความสุขในโรงเรียน
อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติ .05
คาสาคัญ : ภาวะผู้นา, การบริหารแบบมีส่วนรว่ ม, ความสุขในโรงเรียน

______________________________

1คณบดีบัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั การจัดการและเทคโนโลยีอสี เทริ น์
2หลักสตู รศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยอี สี เทิรน์
3ผอู้ านวยการโรงเรียนบ้านนาจาน อ.พิบลู ฯ อุบลราชธานี
4ผู้อานวยการโรงเรยี นบา้ นนาผาง อ.ปทุมราชวงศา อานาจเจรญิ

ปีที่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560) 309

Abstract
This quantitative research aimed to provide a guideline for the leadership participatory
of development that promotes school happiness. The collecting data from the sample of
administrators and teachers in the schools under the criteria of safety and health assessment
of the Labour Safety, Department of Welfare and Labour Health 283 samples.
The findings were as follows :
The analyze with statistical software and the results found that Leadership
Development Model for Participatory Management that promotes Happiness in Schools, there were
influential factors such as performance follow-up, open communication and commitment to
workload. There were three common influence factors for happiness in schools 71.4 percentage
were statistically significant .05. While the factors of leadership, which consists of faith, recognize,
responsibility, learning and opportunities development. There were influence on participatory
management 87 percentage were statistically significant .05.The participatory management had a
statistically significant influence on school happiness 97 percentage were statistically significant .05.
The composition consists of decentralization, independent decision, open communication,
resource support, commitment to workload and performance follow-up. The key findings were
leadership has direct and indirectly influential for participatory management and school happiness
statistically significant .05
Keyword : Leadership, Participatory Management and, School Happiness
บทนา
การจดั การศึกษาในโรงเรียนให้มคี ณุ ภาพไดต้ ามแนวคดิ การปฏริ ูปการศึกษาจาเปน็ ตอ้ งอาศัยปัจจัย
สาคัญด้านการบริหาร ด้านการจดั การเรียนการสอน และดา้ นการจดั สภาพแวดลอ้ มการเรียนรใู้ ห้ส่งผลต่อการ
ยกระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียนให้สูงข้ึน นักเรียนมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ที่สามารถนาไป
ประยุกต์ใช้ในการดารงชีวิตประจาวันตามสภาพสังคมจริงปัจจุบัน หากแต่ประเด็นสาคัญอยู่ที่การขับเคล่ือน
และผลักดันของปัจจยั อทิ ธิพลนาเข้า กระบวนการ โดยเฉพาะปัจจัยด้านภาวะผนู้ าและกระบวนการบริหารจัด
การศึก ษาในโรงเรียนยังคงอยู่ในสภาพ ที่อ่อนด้อยต่อ ความ สาเร็ จด้านการจัดการศึกษ าอย่างมี ความสุขใน
โรงเรียน การบริหารความสุขในองค์กรใหเ้ ป็นวัฒนธรรมย่อมส่งผลตอ่ การเพิม่ ผลผลิต และลดอัตราการสูญเสีย
จากการผลิตขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ Quinn & Duckworth (2007 : 22) กล่าวถึงแนวคิดด้านการ
เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการจัดการศึกษาระดับโรงเรยี นท่ีอาศัยปจั จัยดา้ นการบรหิ าร โดยเฉพาะ
ภาวะผ้นู าผสมผสานกบั การจัดการเรียนการสอนที่ดมี ีประสทิ ธิภาพของครเู พื่อยกระดับความสาเร็จของการจัด
การศึกษาในโรงเรียนไดอ้ ย่างมีความสขุ จากแนวคิดดังกลา่ วน้ี สามารถสรุปได้ในเบอ้ื งต้นว่า ความสาเร็จระดับ
โรงเรียนประกอบดว้ ยความเปน็ อยู่ท่ีดีของสมาชิกภายในโรงเรียน (well-being) และผลการเรียนรู้ทางวิชาการ
(Academic Achievement) เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการโรงเรียนอย่างชาญฉลาดจาเป็นต้องอาศัยปัจจัย
ด้านภาวะผู้นาผลักดัน และขับเคล่ือนกระบวนการบริหารจัดการศึกษาให้มีผลต่อความสาเร็จของโรงเรียน
Malone & Fry (2003 : 43) นาเสนอแนวทางการยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลการจัดการศึกษาใน
โรงเรียนโดยนาเอาแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นาเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Leadership) มาใช้เป็นพลังในการ
310 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ขับเคลื่อนทิศทางการจัดการศึกษา โดยเชื่อว่าปัจจัยดา้ นภาวะผู้นาซึ่งประกอบด้วยการแบ่งปันวิสัยทัศน์ และ
การเน้นประโยชน์ส่วนรวมมากกวา่ ประโยชน์ตนเองมีผลกระทบให้กระบวนการบริหารจัดการศึกษาได้พัฒนา
ครูให้มีผลปฏิบัติงานดา้ นการจัดการเรยี นรทู้ ี่ส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิตทางการศึกษา ท้ังการลดปญั หาด้านการ
เรียนรขู้ องนักเรียน รวมไปถึงการทางานอย่างมคี วามสุขในโรงเรียนของครู จากแนวทางดังกล่าวช้ีได้ชัดเจนถึง
อิทธิพ ลของภาวะ ผู้นาของผู้บริหารโรงเรียนมีผ ลต่อก ารผลักดันคุณ ภ าพก ารจัดการเรียนก ารสอนของครู
ซ่ึงหมายถึงการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งท่ีมีจุดมุ่งหมายต่อการเพ่ิมผลผลิต
แก่นักเรียนอันเป็นเป้าหมายสาคัญเชิงประสิทธิผลของการจัดการศึกษาทุกระดับในประเทศ นอกจากนี้แล้ว
Dockery (2010 : 52) ยังสนับสนุนแนวคิดดา้ นการส่งเสริมความสุขในทท่ี างานของครูว่าเกี่ยวข้องกับการเพ่ิม
ประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ซ่ึงโดยปกติแล้วการจัดการศึกษาท่ัวไปต่างมุ่งพัฒนาชีวิตคนให้มีสภาพที่ดีข้ึน
ท้งั ในดา้ นการมีวชิ าความรู้ ไปจนถึงการมีทกั ษะสาหรับการประกอบอาชีพ และการนาไปใช้ประโยชน์ประกอบ
ชีวิตหลักของแต่ละคน เพราะฉะนั้นแล้วความสุขในที่ทางานของครูมีความเก่ียวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจใน
การดารงชีวิต และถูกใช้เป็นพลังในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะต่อการจัดการเรียนการสอนให้ปรากฏผลต่อผล
ต่อการยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างความสุขให้เป็นวัฒนธรรม
องค์กรยังจาเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นาและกระบวนการบริหารเป็นกลไก ในการขับเคลื่อนความสุขในโรงเรียน
ปัญหาที่แท้จรงิ ของการจัดการศึกษาให้ประสบความสาเร็จอยู่ท่ีกุญแจสาคญั สาหรับไขประตูไปสู่ความสาเร็จ
ตามเป้าหมาย ในท่ีนี้หมายถึงคุณภาพชีวิตครูซึ่งยังคงต้องเผชิญอยู่กับปัญหาหน้ีสิน ปัญหาการจัดการเรียน
การสอนให้ประสบความสาเร็จ ปัญหาความกดดันจากผู้บริหารโรงเรียน ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ไปจนถงึ ปัญหาความสามารถดา้ นการเรยี นรู้ของนกั เรียนแต่ละคน ประเด็นปัญหาเหล่านี้ลว้ นสง่ ผลต่อความรู้สึก
พึงพอใจต่อการดารงชีวิตในฐานะครู ผู้ซึ่งต้องทาหน้าท่ีรับผิดชอบผลิตนักเรียนให้มีคุณภาพได้ตาม
ความต้องการของสังคม และจากสภาพปัญหาดังกล่าวหากได้รับการพัฒนาโดยปัจจัยด้านการบริหารตาม
หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมย่อมเชื่อได้ว่าสามารถเพ่ิมพลังความสุขจากการทางาน ในโรงเรียนของครูให้มี
ผลกระทบต่อการความพงึ พอใจของผู้เรียน Williams et al (2015 : 77) สรุปวา่ การพัฒนาความเป็นอยูท่ ีดแี ก่
ครูของผู้บริหารโรงเรียนสามารถเปล่ียนแปลงผลปฏิบัติงานในระดับโรงเรยี นได้ ท้ังน้ีเน่ืองจากความอยู่ดีกินดี
หรือ การมีความสุขในที่ทางานมีผลกระทบต่อความสาเร็จในการปฏิบัติหน้าท่ี และมีอทิ ธพิ ลต่อพฤติกรรมการ
ทางานทส่ี ามารถสร้างความพึงพอใจแกน่ กั เรียนไดใ้ นลาดบั ตอ่ ไป เพราะฉะนนั้ การสรา้ งความสขุ ในโรงเรียนเป็น
หน้าท่ีสาคัญของผู้บริหารโรงเรียนท่ีต้องตระหนักและนาไปดาเนินการให้ปรากฏเป็นผลเชิงรูปธรรมชัดเจน
นอกจากภาวะผู้นาท่ีมีอทิ ธผิ ลต่อการสรา้ งความสขุ ในโรงเรียนแล้ว Williams et al (2015 : 34) ยงั จาเป็นต้อง
อาศัยปัจจัยด้านกระบวนการบริหารโรงเรียนอีกปัจจัยหนึ่งด้วย ในที่น้ีหมายถึงการบริหารแบบมีส่วนร่วม
Barker & Martin (2011 : 31) กล่าวถึงอิทธิพลการมีส่วนร่วมมีผลกระทบต่อระดับความพึงพอใจอันเป็นตัว
แปรวัดสาคัญเกี่ยวกับความสุขในที่ทางานของบุคลากรว่า การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และร่วมดาเนิ น
กิจกรรมกับทีมงานสามารถสร้างความสนิทสนม เชื่อมั่นศรัทธา และการยอมรับซึ่งกันและกันได้ในหมู่คณะ
หากแต่ต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากผู้นาองค์กรท่ีพิจารณาเห็นถึงความสาคัญเก่ียวกับความสุขในท่ีทางาน
ของบุคลากร โดยเฉพาะความสุขจากการได้ทางานร่วมกันของครูในโรงเรียนซ่ึงถือว่าเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อ
ความสาเร็จระดับโรงเรียน และสามารถนาไปชี้วัดถึงประสิทธิผลการปฏิบัติงานระดับโรงเรียนได้ใน
ขณะเดยี วกัน ดังนน้ั ภาวะผู้นาการบริหารแบบมีส่วนรว่ มเปน็ ปจั จยั ท่ีสง่ ผลต่อการพัฒนาความสุขในโรงเรียนแก่
ครู ซึ่งมีอิทธิพลต่อการยกระดับความสาเร็จในโรงเรียนท้ังผลสัมฤทธ์ิทางวิชาการ และประสิ ทธิผลการ
ปฏบิ ัตงิ านท้ังโรงเรยี นอนั เปน็ ตัวแปรต่อเนื่องจากความพงึ พอใจในชีวติ การทางาน การมคี ุณภาพชีวติ ตลอดจน
ความสุขท่ีได้จากการทางานในโรงเรียนของครูจากการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึก ษาโรงเรียน
(Aberi et al (2015 : 66) ภาวะผู้นาของผู้บริหารโรงเรียนนาเสนอแนวคิดจิตวิทยามนุษย์อธิบายความสัมพันธ์

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 311

ระหว่างพฤติกรรมผู้นามีผลกระทบต่อความรู้สึกพึงพอใจ หรือวิตกกังวลต่อความรับผิดชอบในหน้าท่ีงาน
Liu et al (2006 : 22) สรุปแนวคดิ เกย่ี วกับอิทธพิ ลพฤติกรรมผู้นานน้ั มีผลต่อความพงึ พอใจในการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี
ของผู้ตาม ผู้ตามได้รับการทานุบารุงและ เอาใจใส่ต่อสภาพชีวิต โดยเฉพาะการกินดีอยู่ดี (Well-being)
จากพฤติกรรมอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ (Idealization) และการพิจารณาเป็นรายบุคคล (Individual
Consideration) อันเป็นสององค์ประกอบสาคัญของรูปแบบภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง นอกจากน้ันแล้ว
องค์ประกอบด้านการสรา้ งแรงบันดาลใจ และการกระตุ้นสติปัญญา ยังเปน็ องค์ประกอบที่มผี ลต่อความศรัทธา
ท่ีมีต่อตัวผู้นา และยังส่งเสริมให้ผู้ตามสามารถนิยามความหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานท่ีบรรลุผลได้
(Mehari, 2015 : 51)ดังน้ันแนวคิดสาคัญท่ีสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นาและการสร้าง
ความสุขในสังคมได้ชัดเจนน้ัน มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมอิทธิพลอย่างใด อย่างหนึ่งของผู้บริหารที่มีต่อ
ทมี งาน ซึง่ อาจเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นา ทีม่ ตี อ่ ความรบั ผดิ ชอบตอ่ การขบั เคล่อื นความสาเรจ็ ของ
องค์กรตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์ท่ีดผี ่านพฤตกิ รรมผ้นู าโรงเรียนมีอิทธิพลต่อความร่วมมือ และช่วยเหลือ
กันเพือ่ ขับเคลือ่ นความสขุ จากการทางานในโรงเรียน Abdullah & Ling (2016 : 71)

ภาวะผู้นา (Leadership) คือ คุณลักษณะหรือพฤติกรรมอันมีอิทธิพลของผู้บริหารต่อการคิดค้น
หรือแสวงหาแนวทางใหม่สาหรับการปฏิบัติงานให้ประสบความสาเรจ็ ของผู้ตามอย่างมีคณุ ค่า มีความสุข และ
ความพึงพอใจในการได้ร่วมปฏิบัติงานกับองค์กร Kanokorn et al 2013, Mubarake (2014 : 40) โดยมี
องค์ประกอบอิทธิพลประกอบด้วย ความสานึกรับผิดชอบ ความศรัทธา การเปิดโอกาส รวมถงึ การเรยี นรแู้ ละ
พัฒนา

การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participatory Management) คือ หลักการ และวิธีการทางาน
รว่ มกันระหว่างผู้บริหารและครูในการจัดการศึกษาใหป้ ระสบความสาเร็จตามความคาดหวงั ของสังคม วิธีการ
ทางานที่ต้องอาศัยหลักการบริหารมากกว่ากระบวนการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมท่ีมุ่งให้ความสาเร็จใน
โรงเรียนขยายตัวกว้างออกไปสู่สังคม สามารถสร้างสังคมแห่งความสุขได้ Gamage & San Antonio 2006,
Shagholi et al 2011, Chidakwa (2016 : 33) โดยมีปัจจัยอิทธิพลประกอบด้วย การกระจายอานาจ การ
ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ การสื่อสารแบบเปิด การสนับสนุนทรัพยากร ความผูกพันต่อภาระงาน และการ
ติดตามผลปฏิบัติงาน ความสุขในโรงเรียน (School Happiness) คือ ความสุขกาย สบายใจในท่ีทางานของ
ผู้บริหารและครูที่ได้ร่วมกันจัดการศึกษาในโรงเรียนให้ประสบความสาเร็จ บรรลุเป้าหมายของโรงเรียน
ไม่เบยี ดเบียนผู้อนื่ ให้เดือดร้อน หากแต่เป็นผู้สรา้ งประโยชน์ต่อสังคม Williams et al 2015, Abdullah et al
(2016 : 19) ประกอบดว้ ย ความสุขด้านคุณลกั ษณะความเป็นครู ความสุขด้านลักษณะความสัมพนั ธท์ างสังคม
และความสขุ ดา้ นสง่ิ อานวยความสะดวกในชวี ติ
วิธีดาเนนิ การวิจยั

งานวจิ ัยเชิงปรมิ าณนี้ออกแบบจากผลการทบทวนวรรณกรรม และการนยิ ามตวั ช้ีวดั สาหรับนามา
พัฒนาเปน็ แบบสอบถามความคิดเห็นผบู้ รหิ ารและครูในสังกัดโรงเรยี นที่ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ความปลอดภัย
และสุขภาพอนามัยดีของสานักความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จานวน 283
เป็นผ้ใู ห้ข้อมลู เพราะฉะนน้ั งานวจิ ยั ปริมาณน้ีประกอบด้วย

ประชากร (Population) ใช้โรงเรียนเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล (Unit of Analysis) โดยมี
ผู้บริหาร และครสู ังกัดโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดีของสานักความ
ปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จานวน 254 โรงเรียนเป็นผู้ให้ข้อมูล (สานักความ
ปลอดภัยแรงงาน, www.oshthai.org) สว่ นขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) จากจานวนโรงเรียนท่ีนามาใช้
เป็นหน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล 254 โรงเรียนได้นามากาหนดขนาดตัวอย่างตามสูตรของ Yamane

312 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

ท่ีระดับความเชื่อม่ัน ร้อยละ 95 ได้ขนาดตัวอยา่ ง จานวน 155 โรงเรียนตามหลักการคลาดเคล่ือนจากการสุ่ม
ตัวอย่างตามหลกั ความน่าจะเป็น ได้ขนาดตัวอยา่ ง จานวน 376 ตัวอย่างแล้วนาไปสุ่มตัวอย่างแบบงา่ ยจนครบ
ตามจานวนตัวอย่างท่ีต้องการ การพัฒนาแบบสอบถามสาหรับเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลน้ันผู้วิจัย
เริ่มต้นจากการทบทวนวรรณกรรมแล้วนาไปนิยามกรอบแนวคิดวิจัย วิเคราะห์โครงสร้างองค์ประกอบ และ
นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการสาหรบั นามาร่างเป็นแบบสอบถามจานวน 64 ข้อคาถามแล้วนาไปทดสอบความตรง
เชิงเน้ือหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน เพื่อวิเคราะห์คา่ ความตรงเชงิ เนอ้ื หาได้คะแนนระหว่าง .95 ถึง 1.0
จึงสรุปว่าแบบสอบถามมีความตรงเชิงเน้ือหา ส่วนการทดสอบความเชื่อมั่นน้ันผู้วิจัยได้นาแบบสอบถามไป
ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 30 ฉบบั ได้ผลทดสอบความเชื่อม่ันรายกรอบแนวคิดภาวะผู้นา ร้อยละ 95
กรอบแนวคิดการบริหารแบบมีส่วนร่วม ร้อยละ 97 และกรอบแนวคิดวิจัยความสุขในโรงเรียน ร้อยละ 91
ส่วนความเช่ือม่ันทั้งฉบับอยู่ที่ร้อยละ 98 ในขณะที่ค่าความสัมพันธ์รายข้อต่อคาถามท้ังชุดมีค่าต้ังแต่
ร้อยละ 34 ขึ้นไป ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าแบบสอบถามงานวิจัยมีความตรงเชิงเน้ือหา และความเชื่อมั่น
เพยี งพอสาหรบั นาไปใช้รวบรวมขอ้ มูล

ผู้วิจยั ดาเนินการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการจัดส่งทางไปรษณีย์ไปยงั โรงเรียนกล่มุ ตัวอย่างตามจานวนที่
ได้กาหนดขนาดตัวอย่างไว้ และเมื่อสังเกตพบว่ายังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลกลับคืนมาได้ครบตามจานวน
ผู้วิจัยได้ดาเนินการส่งไปรษณีย์รอบที่สอง แต่หากยังได้ข้อมูลไม่ครบผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
แล้วนามาสารวจความสมบูรณ์ของข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมกลับคืนมาได้ พบว่ามีข้อมูลที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พอ
สาหรับการวิเคราะห์ข้อมูล จานวน 283 ฉบับ จากจานวนที่ต้องการ 376 ฉบับคิดเป็นร้อยละ 75.26
จากจานวนขอ้ มลู ทงั้ หมดท่ตี อ้ งการใชใ้ นการวเิ คราะหผ์ ล

การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยใช้สถิติวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหลักทั้งสามตัว
แปร และใช้สถิติวเิ คราะห์ถดถอยพหุคณู ระหว่างตวั แปรพยากรณ์และตัวแปรผล ในการวิเคราะห์แนวทางการ
พฒั นาภาวะผ้นู าการบรหิ ารแบบมีส่วนร่วมทีส่ ่งเสรมิ ความสขุ ในโรงเรียน
สรปุ ผลการวจิ ัย

1) กลุม่ ตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผูน้ าและองค์ประกอบอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉล่ีย
ภาวะผู้นา = 4.18 (SD. 61) และมคี า่ เฉลยี่ องค์ประกอบด้านการเปดิ โอกาสสงู เป็นอันดับหนึ่ง = 4.21 (SD. 69)
ในขณะทีอ่ งค์ประกอบดา้ นการเรียนร้แู ละพัฒนามคี า่ เฉลี่ยต่าทีส่ ดุ โดยมคี ่าเฉลีย่ = 4.10 (SD. 71)

กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมและองค์ประกอบอยู่ในระดับมาก
โดยมีค่าเฉล่ียการบรหิ ารแบบมีส่วนรว่ ม = 4.21 (SD. 57) ในขณะท่อี งค์ประกอบด้านการสื่อสารแบบเปิดและ
ความผกู พนั ต่อภาระงานมีคา่ เฉล่ียสูงเทา่ กัน คอื มคี า่ เฉลยี่ = 4.25 (SD. 59 และ .62)

กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความสุขในโรงเรียนและองค์ประกอบทั้งสามด้านอยู่ในระดับ
มาก โดยมีค่าเฉลี่ยความสุขในโรงเรียน = 4.32 (SD. 54) และมีค่าเฉลี่ยขององค์ประกอบเรียงตามลาดับจาก
มากไปหาน้อยดังนี้ ลักษณะความเป็นครู มีค่าเฉล่ีย = 4.42 (SD. 59) ความสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ย = 4.39
(SD. 59) และสง่ิ อานวยความสะดวกในชีวติ มคี ่าเฉลยี่ = 4.13 (SD. 67)

2) ภาวะผู้นาและการบริหารแบบมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันอยู่ในระดับมาก
ท่ีสุดอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ .01 โดยมีค่าความสมั พันธ์ r = .87

ภาวะผู้นาและความสุขในโรงเรียนมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันอยู่ในระดับมากอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติ .01 โดยมคี ่าความสมั พันธ์ r = .67

การบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วมและความสขุ ในโรงเรียนมีความสัมพันธไ์ ปในทิศทางเดียวกันอย่ใู นระดับ
มากทส่ี ดุ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิ .01 โดยมีค่าความสมั พนั ธ์ r = .81

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 313

3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งเสริมความสุขในโรงเรียน
ประกอบด้วยปัจจัยด้านภาวะผู้นาและปัจจัยดา้ นการบริหารแบบมสี ่วนร่วม โดยทั้งสองปจั จัยสามารถอธิบาย
ความแปรปรวนร่วมกันได้ร้อยละ 71.4 ผา่ นตัวแปรการตดิ ตามผลปฏบิ ัตงิ านรอ้ ยละ 43.9 การสื่อสารแบบเปิด
ร้อยละ 31.8 และความผกู พันต่อภาระงานร้อยละ 14.9 อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติ .05 แตอ่ ย่างไรก็ตามตัวแปร
ภาวะผู้นามีอิทธิพลต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมและความสุขในโรงเรียนท้ังทางตรงและทางอ้อมอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ ิ .05
อภปิ รายผลการวจิ ัย

ผลวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการบริหารแบบมีส่วนร่วมท่ีส่งเสริมความสุขใน
โรงเรียนประกอบดว้ ยปัจจัยด้านภาวะผู้นาและปัจจัยด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วม โดยทั้งสองปัจจัยสามารถ
อธิบายความแปรปรวนร่วมกันได้รอ้ ยละ 71.4 ผ่านตัวแปรการติดตามผลปฏิบัติงานรอ้ ยละ 43.9 การส่ือสาร
แบบเปิดร้อยละ 31.8 และความผูกพันต่อภาระงานร้อยละ 14.9 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05 แต่อย่างไรก็ตาม
ตัวแปรภาวะผู้นามีอิทธิพลต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมและความสุขในโรงเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมี
นยั สาคญั ทางสถิติ .05 ดงั ภาพประกอบ

.67*

ภาวะผนู้ า .87* การบริหารแบบ .97* ความสุขในโรงเรยี น
(Leadership) มสี ว่ นร่วม (School Happiness)

(Participatory
Management)

*P<.05

ภาพท่ี 1 อิทธพิ ลภาวะผู้นาการบริหารแบบมีส่วนร่วมต่อความสขุ ในโรงเรียน
จากภาพประกอบพบว่าภาวะผู้นามีอิทธิพลทางตรงต่อการบริหารแบบมีส่วนร่วมร้อยละ 87

อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05 ในขณะที่มีอิทธิพลทางตรงต่อความสุขในโรงเรียนร้อยละ 67 อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ิ .05 ซึ่งนอ้ ยกว่าอิทธพิ ลการบริหารแบบมีส่วนรว่ มทีม่ ีผลกระทบต่อความสุขในโรงเรยี นที่ระดับร้อยละ
97 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05 เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามอิทธิพลท้ังสองตัวแปรมีผลต่อความสุขใน
โรงเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05 เพราะฉะนั้นแนวทางการพัฒนาตัวแปรพยากรณ์ท้ังสองตัวแปร
ประกอบด้วย

1) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาด้านการเปิดโอกาสถือเป็นกุญแจสาคัญสาหรับนาไปไข
ความสาเรจ็ จากการบรหิ ารแบบมีส่วนร่วมในองค์กรทุกประเภท โดยเฉพาะองค์กรประเภทจดั การศึกษา หรือ
โรงเรียนท่ียังคงยึดติดอยู่กับอานาจแบบรวมศูนย์ (Centralization) แล้วไปกระจายอานาจการตัดสินใจ
ดาเนินการ ไปจนถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดข้ึนจากกระบวนการจัดการศึกษาในโรงเรียน นอกจากนั้น
แล้วแนวทางการนาไปลงมือปฏิบัติเกี่ยวกับการเปิดโอกาสเป็นไปได้เฉพาะทฤษฎี หากแต่ในทางปฏิบัติกลับ
พบวา่ ประสบกบั ปญั หาความยงุ่ ยาก มคี วามสลบั ซบั ซ้อนเกินกวา่ จะนาผลไปใช้ในทางปฏบิ ัติ ท้ังนี้อาจเน่ืองจาก
หลากหลายสาเหตุที่มีผลกระทบต่อความล้มเหลวเก่ียวกับการเปิดโอกาสของผู้นาโรงเรียน Gamage & San

314 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

Antonio (2006 : 83) สรุปชัดเจนว่าการเปิดโอกาส และความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้มีส่วนได้เสียจากการจัด
การศึกษาในโรงเรยี น ครู ผ้ปู กครอง นักเรยี น และชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการทางธุรกิจนั้นสง่ ผลโดยตรงต่อ
ประสิทธผิ ลโรงเรยี น ประเด็นสาคัญอยู่ที่การเปิดโอกาสในการจัดประชุมครู ผู้ปกครอง นักเรียน ตลอดจนผู้มี
ส่วนเก่ียวข้องทุกฝ่ายช่วยให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับข้อมูลเพียงพอสาหรับการจัด การศึกษาตามความต้องการ
ของสังคม ดงั นั้นแนวทางพฒั นาการเปดิ โอกาส ผู้บริหารโรงเรียนสามารถนาไปลงมือปฏบิ ัตไิ ดอ้ ย่างหลากหลาย
โดยเฉพาะการจดั ประชมุ ครโู ดยมวี ัตถปุ ระสงค์ที่จะมุง่ มน่ั ให้มกี ารแลกเปล่ียนแนวคดิ ความรู้ มวลประสบการณ์
ด้านการจดั การเรียนการสอนทนี่ าไปสู่การยกระดบั ผลการเรียนรูน้ ักเรยี น ปญั หาในทางปฏบิ ตั ิมกั พบวา่ การจัด
ประชุมของผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่ให้ความสาคัญต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน การแก้ไขปัญหาใน
ชั้นเรยี น ตลอดจนถึงการพัฒนานักเรียนให้มีคุณสมบัติเพียงพอต่อความต้องการในการดารงชวี ิตอยู่ได้ในสังคม
จริง ผู้บริหารโรงเรียนยังจาเป็นต้องจัดให้มี การประชุมโดยมุ่งนิเทศตดิ ตามงาน จัดประชุมแลกเปล่ียนความรู้
แนวคิด และประสบการณ์ดา้ นการสอน การจดั ประชุมเพือ่ ให้ข้อเสนอแนะ ใหค้ าปรึกษา ตลอดจนแนวทางการ
แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน นอกจากนี้แล้วผู้บริหารโรงเรียนอาจใช้รูปแบบการจัดประชุมเพ่ือส่งเสริม
คุณลักษณะผู้นาแก่ครูท้งั โรงเรียน โดยเชอ่ื ว่าภาวะผู้นาของครูช่วยให้ครูได้คิด และตัดสินใจลงมือแก้ไขปญั หา
การจัดการศึกษาในโรงเรียนไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนเี้ น่ืองจากกระบวนการคิดตดั สินใจ และลงมือ
แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเองเป็นผลจากการกระจายอานาจอันเป็นแนวคิดรากฐานสาคัญของการบริหารแบบมี
ส่วนร่วมท่ีผลักดันโดยตรงจากภาวะผู้นาของผู้บริหารโรงเรียน สอดคล้องกับผลวิจัยของ Mokoena (2012 : 42)
ทคี่ ้นพบว่าผูน้ าโรงเรยี นจาเป็นต้องยกระดับความศรัทธาทีม่ ีต่อผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศกึ ษาในโรงเรียน เนื่องจาก
ความศรทั ธาของผปู้ กครอง นักเรียน ครู ผู้นาชุมชนมีความสัมพันธก์ ับประสิทธภิ าพการบริหารแบบมีสว่ นร่วม
ในโรงเรียน เพราะฉะน้ัน ผู้บริหารโรงเรียนจาเปน็ ตอ้ งจัดให้มีกจิ กรรมแลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างผบู้ ริหาร
ทกุ ระดับและครู โดยเน้นการพิจารณาข้อคิดเห็นที่แตกต่างหากแต่ต้ังอยู่บนพ้ืนฐานความจรงิ ซ่ึงสามารถนาไป
ลงมอื ปฏบิ ตั ิในโรงเรยี นแล้วสง่ ผลให้ครู นักเรียน ผ้ปู กครองรูส้ กึ พงึ พอใจตอ่ การจัดการศึกษาในโรงเรียน การจัด
กิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นท่ีแตกต่างหากแต่มีความจริงท่ีนาไปสู่ความสุขของทุกคนในโรงเรียนได้ย่อม
เปน็ ทางเลือกสาคัญสาหรบั ผบู้ ริหารโรงเรยี นในการตดั สินใจนาไปลงมือปฏิบตั ิ รวมถงึ ผบู้ รหิ ารและครรู ว่ มกนั จัด
เครือขา่ ยวชิ าชพี ครู เพือ่ นาไปสู่การสรา้ งโอกาสทด่ี ีดา้ นการเรยี นรู้ การพฒั นาตนเองของผู้บริหารและครู พัฒนา
กระบวนการจดั การเรยี นรูท้ ี่มุ่งสู่คุณภาพ และความสาเร็จของผู้เรยี น โรงเรยี น การจัดกิจกรรมในรูปเครือข่าย
จาเป็นต้องอาศัยจิตสานึกรับผิดชอบ และการนาไปลงมือปฏิบัติให้ปรากฏผลชัดเจนเชิงรูปธรรมท้ังที่มี
ผลกระทบต่อการยกระดับคุณภาพชีวติ ครู และนักเรียนดังเช่นผลวิจัยของ Aberi et al (2015 : 31) ที่ค้นพบ
ความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ .05 ระหว่างประสิทธิภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมในโรงเรียนและ
ความพึงพอใจในการทางาน รวมถึงระดับคุณภาพชีวิตครูในโรงเรียน นอกจากนั้นแล้วยังสรุปถึงผลกระทบท่ี
เกิดข้ึนจากการมรี ะดับคุณภาพชีวิตท่ีแตกต่างกันของครูมีผลต่อระดับประสิทธิภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วม
ในโรงเรียนเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่ผู้บริหารจัดให้มีการฝึกอบรมภาวะผู้นาแก่ครูโดยเน้นการปฏิบัติงาน
เป็นทีม การทางานเป็นหมู่คณะอาจจาเป็นต้องจาแนกชัดเจนเก่ียวกับระดับความรู้ ทักษะ และความสามารถ
หากแตป่ ระเด็นท่ีควรปลูกฝังเป็นอยา่ งมากแก่คณะครูในกรณีการทางานเป็นทีม คือทัศนคตติ ่อการทางานเป็น
ทีมที่ตอ้ งอาศัยรปู แบบภาวะผู้นาท่ีเช่ือมัน่ ศรัทธา และยอมรบั ในศักยภาพของสมาชิกในทมี งาน การบรหิ ารจัด
การศึกษาแบบทีมมีผลต่อการมีส่วนร่วมและกระทบต่อไปถึงความสุขจากการทางานในโรงเรียนของครู และ
ดว้ ยเหตุน้ีการจัดกจิ กรรมฝกึ อบรม และพัฒนาภาวะผู้นาแก่ครูทั้งแบบทางการ และมาเป็นทางการส่งผลให้ครู
รสู้ ึกพึงพอใจต่อการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาอยา่ งมคี ุณภาพ ตลอดจนถึงผู้บริหารโรงเรียนสามารถสร้างโอกาส
หลากหลายในการนาเสนอแนวทาง หรือวิธีการปฏิบัติงานใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมหากแต่บรรลเุ ป้าหมายได้
เช่นเดียวกัน การสร้างโอกาส และทางเลือกใหม่ที่หลากหลายเพ่ือท้าทายให้ครูได้ปฏิบัติงานเพ่ือให้บรรลุ

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 315

ความสาเร็จ ซึง่ นอกจากช่วยใหค้ รรู สู้ ึกพึงพอใจในชีวิตการทางานแล้ว ยังส่งเสริมภาวะผนู้ าของครูในการทางาน
เปน็ ทีม เนื่องจากต้องใช้กจิ กรรม และกระบวนการในการแลกเปลี่ยนความคดิ เห็น แนวทางปฏิบัติงาน รวมถึง
การยอมรับในเป้าหมายของหมคู่ ณะ ประเดน็ สาคัญคือการจัดกิจกรรมของผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะการจัด
ประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกทดลองวิธีการ การพัฒนางานวิจัย การเรียนรู้ ไปจนถึงการฝึกประดิษฐ์คิดค้น
ผลงานสาหรับนาไปใช้จัดการศึกษาในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากกิจกรรมน้ีแล้ว ผู้บริหาร
จาเปน็ ต้องพจิ ารณาปรับกฎระเบียบในการปฏบิ ตั ิงาน ปรับข้อบงั คับ ตลอดจนปรับวัฒนธรรมองคก์ รให้มีสภาพ
ที่ยืดหยุ่นรองรับความหลากหลายของวิธีทางานครู ทั้งน้ีการบริหารจัดการศึกษาให้ประสบความสาเร็จได้ใน
ยุคแห่งการเปล่ียนแปลงจาเป็นต้องอาศัยโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กรท่ีปรับตัวได้ มีความยืดหยุ่น
เพียงพอสาหรับการยกระดับประสิทธิภาพการทางานของครูทั้งโรงเรียน ซ่ึงอาจจาเป็นต้องมีการปรับ
กฎระเบียบ ขอ้ บังคับการปฏิบัติงานไปจนถงึ พิจารณาทบทวนประเพณี และวัฒนธรรมองค์กรเดิมให้สอดคลอ้ ง
กบั การเปลย่ี นแปลงของธรรมชาติการทางานครูเพ่ือให้สง่ ผลต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการจัดการศกึ ษา
ในโรงเรียนไดต้ ามความต้องการของสังคม โดยเฉพาะท่ีเป็นผลจากความผูกพันต่อภาระงานของครูในโรงเรียน
Asgari & Mahjoob (2013 : 12)

2) แนวทางการพัฒนาการบรหิ ารแบบมสี ่วนรว่ มใหม้ ีผลกระทบต่อความสุขในโรงเรยี น ผลวิจัยพบ
อิทธิพลสาคัญเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมในโรงเรียนนั้นประกอบด้วยอิทธิพลด้านการติดตามผล
ปฏิบัติงาน ความผูกพันต่อภาระงาน และการส่ือสารแบบเปิด เพราะฉะน้ันแนวทางการพัฒนาโดยการนา
กจิ กรรมไปลงมอื ปฏิบัติให้ปรากฏผลชดั เจนได้ ตอ่ ไปนี้

ผู้บริหารเปิดช่องทางในการรับรายงานผลปฏิบัติงานของครูหลากหลายช่องทางทั้งแบบทางการ
และไม่เป็นทางการ โดยมุ่งเพื่อลดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการทางานของครู หากแต่ช่วยให้ครูตัดสินใจ
จัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเพ่ิมมากขึ้น การเปิดหลายช่องทางของผู้บริหารโรงเรียนช่วยให้
กระบวนการสื่อสารภายในโรงเรียนมีความชัดเจน และสามารถนาไปลงมือปฏิบัติได้ด้วยความเข้าใจอันเป็น
ปญั หาท่วั ไปของโรงเรียนทม่ี คี วามบกพรอ่ งด้านคุณภาพการจัดการศึกษา รวมถึงผบู้ รหิ ารรว่ มมือกับครูด้านการ
ทากิจกรรมออกเย่ียมบ้านนักเรียน การปฏิบัติงานร่วมกันนอกจากสามารถสร้างขวัญและกาลังใจในการ
ปฏบิ ัตงิ านแก่ครไู ด้เป็นอย่างดแี ลว้ ยังชว่ ยให้ผูบ้ ริหารโรงเรยี นเขา้ ใจถึงความจาเปน็ ที่มผี ลตอ่ ความล้มเหลวของ
การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะทเ่ี ก่ียวกับความต้องการของนักเรยี น และผ้ปู กครอง ความตอ้ งการ
จดั การเรียนการสอนของครู รวมไปถงึ ความจาเป็นในการจัดกจิ กรรมนอกหลักสูตร เพราะฉะนั้นความรว่ มมือ
จัดกิจกรรมนอกสถานศึกษาของผู้บริหารและครูที่มีเป้าหมายชัดเจนด้านการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
เช่นเดียวกับผลวิจยั ของ Chidakwa (2016 : 52) ที่ค้นพบประสิทธิภาพภายในโรงเรียนมีความสมั พันธ์กับการ
ทางานเปน็ ทมี ภาวะผูน้ าของผ้บู รหิ ารโรงเรียน และความศรทั ธา ความผกู พันต่อภาระงานของครู ด้วยผลวิจัย
น้ีสามารถ สรุปผลได้ชัดเจนว่าการยกระดับประสิทธิภาพภายในโรงเรียนได้นั้นต้องผ่านกระบวนการบริหาร
โรงเรียนแบบมีส่วนร่วมของครู เน่ืองจากการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษามีผลต่อระดับความศรัทธา
และรู้สึกผูกพันต่อภาระงานท่ีครูรับผิดชอบ เพราะฉะน้ันการท่ีผู้บริหารโรงเรียนจัดให้มีการประชุมอย่าง
สม่าเสมอ และต่อเน่ืองของคณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และ
คณะกรรมการอืน่ เท่าท่ีจาเปน็ ตอ้ งการจัดการศึกษาอยา่ งมีคุณภาพ ประเดน็ สาคัญคือการนามติในที่ประชุมมา
ดาเนินการให้ปรากฏผลชัดเจนเชิงรูปธรรม การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้ส่งผลให้ครูมีความสุขจากการ
ทางานในโรงเรียน อันเป็นผลต่อเน่ืองจากการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกฝ่ายที่เก่ียวข้องในรูปของ
คณะกรรมการ หรือการที่ผบู้ ริหารโรงเรยี นจัดให้มกี ารประชาสัมพันธก์ จิ การ และผลลัพธ์จากการจดั การศึกษา
อย่างชัดเจน โดยถือว่าการให้ข้อมูลข่าวสารสู่ภายนอก โดยเฉพาะการให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองนักเรียนเป็น
ช่องทางสาคัญท่ีนามาสู่ความสาเร็จของการจัดการศึกษาในโรงเรียน การส่ือสารข้อมูลด้วยระบบออนไลน์

316 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

การใช้เทคโนโลยีเพื่อการส่ือสารท่ีทันสมัย ผสมผสานการเอาใจใส่ด้านการให้ข้อมูลท่ีเป็นปัจจุบันสามารถลด
ปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรลงได้ อันเป็นการเพิ่มความสุขในโรงเรียนได้โดยอ้อม เพราะฉะน้ันภาระกิจ
การประชาสัมพนั ธ์ การใหข้ อ้ มลู ขา่ วสารเป็นหวั ใจของการบริหารแบบสว่ นรว่ มทส่ี ามารถสร้างใหเ้ ปน็ วฒั นธรรม
องคก์ รทีม่ ีประสทิ ธภิ าพได้ภายในโรงเรยี น Buthelezi (2016 : 88)

นอกจากน้ีแล้ว การท่ีผ้บู ริหารโรงเรียนมีนโยบาย และกาแนวปฏิบัติงานดา้ นการวิจัยชุมชนโดยมุ่ง
นาผลวิจัยมาจัดการศกึ ษาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ทั้งนี้เน่ืองจากการแสวงหาความร่วมมือมี
ผลกระทบต่อการเพ่มิ ประสิทธิภาพ และประสิทธผิ ลการจดั การศกึ ษาในโรงเรียนไดอ้ ยา่ งมีคณุ ภาพ นอกจากนน้ั
แลว้ ยังสามารถระดมความชว่ ยเหลอื จากทรัพยากรภายนอกสาหรบั การจดั การศึกษาในโรงเรยี นไดโ้ ดยตรงและ
โดยออ้ ม เพราะฉะน้ันแนวทางการนาไปลงมือปฏิบัติให้ปรากฏผลชัดเจนเชิงรูปธรรมเก่ียวกับการบรหิ ารแบบมี
ส่วนร่วมของสถานศึกษาอยู่ที่นโยบายและแนวปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมงานวิจัยร่วมกับชุมชน โดยเฉพาะ
ชุมชนโดยรอบโรงเรียน และชมุ ชนหา่ งไกล การบริหารแบบมีส่วนรว่ มในโรงเรยี นควรมีหลกั การ คณะกรรมการ
ขอบข่ายการบริหาร และกระบวนการบริหารจดั การท่ีมีรูปแบบแนน่ อนชดั เจน จรี ะพงษ์ หอมสุวรรณ และคณะ
(2556 : 21)

ส่วนการพัฒนาความผกู พนั ตอ่ ภาระงาน สามารถนาไปดาเนนิ การได้ต่อไปน้ี
ผูบ้ ริหารโรงเรยี นรว่ มกบั ครูในการตัดสินใจกาหนดเป้าหมาย และทิศทางการจัดการศึกษา โดยถือ
ว่าการยอมรับต่อเป้าหมายร่วมกันของผู้บริหารและครูส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกาลัง
ความสามารถ นอกจากน้ันแล้วการรว่ มมือกนั แกไ้ ขปัญหา ขจดั ขอ้ ขัดแยง้ รวมไปถึงร่วมกนั กาหนดแนวทางการ
ปฏบิ ัติงานยังส่งผลตอ่ ความสาเรจ็ และความสุขจากการจัดการศกึ ษาในโรงเรียน ประเดน็ อยู่ท่ีการมีสว่ นร่วมคิด
ตดั สินใจ ร่วมกันวางแผน ร่วมกันดาเนินงาน และร่วมแบ่งปันผลประโยชน์อันเกิดข้ึนจากผลการจัดการศึกษา
อย่างมีคุณภาพท้ังผู้บริหารโรงเรียนและครู อีกทั้งผู้บริหารโรงเรียนใช้ข้อมูลในการพิจารณาความดีความชอบ
การให้รางวัลแก่ครูด้านความสาเร็จจากการจัดการเรียนการสอน โดยถือว่าความสาเร็จจากการจัดการเรียน
การสอนเปน็ ผลจากการทุ่มเทพลงั ความสามารถของครแู ตล่ ะคน เพราะฉะน้ันการให้รางวลั ตอบแทน การใหค้ า
ยกย่อง ช่ืนชมต่อความสาเร็จจากการจัดการเรียนการสอนของครูอย่างเหมาะสมมีผลท้ังต่อการมีส่วนร่ วม
รบั ผิดชอบต่อภาระงาน รวมถึงส่งเสริมให้ครูมีความรู้สึกผูกพันต่อภาระงานด้านการเรียนการสอนเชิงรูปธรรม
ชัดเจน สอดคล้องกับผลวิจัยของ สมคิด หาแก้ว (2558 : 24) ท่ีค้นพบว่าการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
จาเป็นต้องดาเนินการภายใต้รูปแบบท่ีมีหลักการ และกระบวนการอย่างชัดเจนทั้งในด้านการบริหารงาน
วชิ าการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานท่ัวไปของสถานศึกษา ด้วยผลวิจัยน้ี ผู้บริหาร
โรงเรียนกาหนดนโยบาย และสนับสนุนงบประมาณ ส่ืออุปกรณ์สาหรับการพัฒนาสื่อการเรียน สื่อการสอน
เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ โดยเน้นให้ครูได้เป็นผู้ลงมือผลิตส่ือการเรียนรู้น้ันด้วยตนเอง ซึ่งนอกจากช่วยให้
ประหยดั งบประมาณในการจัดการศึกษาแล้ว ยังส่งเสริมให้ครูเสยี สละตนเองเพื่อการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
อันเป็นหลักสาคัญของการบริหารโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมอย่างมีความสุขของผู้บริหารและครูในโรงเรียน
รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนกาหนดนโยบาย และแนวทางการตัดสินใจแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้เรียนให้อยู่ภายใน
ขอบเขตการตัดสินใจของครู โดยถือว่าการแก้ไขปัญหาการเรียน การเข้าเรียน พฤติกรรมการเรียนรู้ของ
นักเรียนเป็นหน้าท่ีสาคัญของครูท่ีต้องดาเนินการให้ประสบความสาเร็จ โดยอาจจาเป็นต้องลดหย่อน
กฎระเบียบในการปฏิบัติงาน ตลอดจนข้อบังคับของสถานศึกษาให้เอ้ือต่อความสาเร็จของการแก้ไขปัญหา
ผู้เรียนท่ีครูเป็นผู้ตัดสินใจดาเนินการ เพ่ือให้การบรหิ ารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมประสบผลสาเร็จไดอ้ ย่างมี
ประสิทธิภาพโดยเฉพาะดา้ นองค์ประกอบของการสร้างบรรยากาศองค์กร การมีส่วนร่วมของสมาชิกในองค์กร
และการสนับสนุนทรัพยากรแกผ่ รู้ ว่ มงาน ภชั รกร ปยุ สุวรรณ และคณะ (2557 : 56)

ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 317

ดังน้ัน การที่ผู้บริหารโรงเรียนให้การสนับสนุนด้านการศึกษาต่อ การฝึกอบรมที่เก่ียวข้องกับ
วิชาชีพครู ตลอดจนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งใน
โรงเรียน และนอกโรงเรยี น โดยถือวา่ ประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลการจดั การศกึ ษาในโรงเรียนเป็นผลจากการ
พัฒนาตนเองของครูอย่างต่อเนื่อง และมีทิศทางที่สอดคล้องกับการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของครูใน
โรงเรียนการสนับสนุนให้ครูได้รับการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเน่ือง เป็นระบบ มีกระบวนการมีผลต่อ
การบริหารแบบมีส่วนร่วมอยา่ งมคี วามสุขในโรงเรียนได้อย่างมีนัยสาคญั ชัดเจน โดยเฉพาะท่ีกระทบตอ่ ผลดา้ น
การเพ่มิ มลู ค่าของทรัพยากรมนษุ ย์ในโรงเรียน อธิคณุ สินธนาปญั ญา และคณะ (2557 : 40)
บรรณานกุ รม
จรี ะพงษ์ หอมสุวรรณ สาราญ มีแจ้ง วทิ ยา จันทร์ศลิ า และผดุงชยั ภูพ่ ัฒน.์ การพฒั นารปู แบบการบริหารแบบ

มีส่วนร่วมในสถานศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, วารสารศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, 15, 2556.
ภัชรกร ปุยสุวรรณ นพดล เจนอักษร และปิลัญ ปฏิพิมพาคม. แนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
สถานศกึ ษาของสมาคมผ้ปู กครองและครทู ีเ่ หมาะสมกบั สงั คมไทย, สุทธปิ ริทัศน์, 28(87), 2557.
สมคิด หาแกว้ . การพฒั นารูปแบบการบริหารการมสี ่วนรว่ มของชมุ ชนในการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษา
สงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน, Journal of Community
Development Research (Humanities and Social Sciences), 8(1) , 2558.
อธิคุณ สินธนาปัญญา อภิธรี ์ ทรงบัณฑิตย์ ราชันย์ บุญธิมา และวีระ สุภากิจ. การบริหารความสุขในโรงเรียน,
สทุ ธิปริทัศน์, 28(88), 2557.
Abdullah, A.G.K., & Ling, Y.L. Understanding workplace happiness in schools: the relationships
between workplace happiness, teachers' sense of efficacy, affective commitment
and innovative behavior, Academy of Social Science Journal, 1(4), 2016.
Aberi, G., Amiri, E., &Hashemi, S.A. The relationship between job satisfaction and participatory
management and the quality of working life of first and second grade among
secondary school teachers in school year 2014-2015, International Journal of
Review in Life Sciences, 5(1), 474-477, 2015.
Asgari, M.H., &Mahjoob, S.H. Relationship between participatory management and teacher's
organizational commitment, International Research Journal of Applied and Basic
Sciences, 4(2), 471-476, 2013.
Barker, C., & Martin, B. Participation: the happiness connection, Journal of Public
Deliberation, 7(1), 2011.
Buthelezi, A.B. Participative management at secondary schools in the Uthungulu district,
(Doctoral dissertation, University of Zululand), 2016.
Chidakwa, C. Enhancing the school's internal efficiency through participatory management:
voices from three rural primary schools in the Mashonaland provinces of
Zimbabwe, Proceedings of INCEDI 2016 Conferences, 633, 2016.
Dockery, A.M. (2010).Education and happiness in the school-to-work transition, National
Centre for Vocational Education Research Ltd, Po Box 8288, Station and Arcade,
Nalaide SA 5000, Australia, 2010.

318 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

Hakaew, S. A Development of management model for community participation in education
of the school under jurisdiction of the office of the basic education commission,
Journal of Community Development Research (Humanities and Social
Sciences), 8(1), 2015.

Homsuwan, C., Meejang, S., Jansila, V., &Pupat, P. The development of participatory
management model for colleges in the vocational education commission, Journal
of Education Naresuan University, 15, 2013.

Gamage, D.m& San Antonio, D. Effective participatory school administration, leadership, and
management: does it affect the trust levels' of stakeholders? International
Journal of Educational Leadership Preparation, 1(2), n2, 2006.

Kanokorn, S., Wallapha, A., &Ngang, T.K. Indicators of ethical leadership for school principals
in Thailand, Procedia-Social and Behavioral Sciences, 93, 2085-2089, 2013.

Liu, J., Siu, O.L., & Shi, K. (2006). Transformational leadership and employee well-being: the
mediating role of trust in the leader and self-efficacy, Applied Psychology, 59(3),
454-479, 2006.

Malone, P., Fry, L.W. Transforming schools through spiritual leadership: a field experiment,
Academy of Management, Seattle, WA, 2003.

Mehari, B. Transformational leadership and well-being: the mediating role of trust in
leadership meaningfulness and job satisfaction, 2015.

Mokoena, S. Effective participative management: does it affect trust levels of stakeholders in
schools?,J SocSci, 30(1), 43-52, 2012.

Mubarake, E. Leadership behaviors and its effects on employees’ happiness, International
Journal of Scientific & Engineering Research, 5(10), 622-624, 2014.

Puisuwan, P., Chenaksava, N., &Patipimpakorn, P. The Appropriate to Thai society guidelines
for participation in school administration of parent teacher association,
Suthiparithat, 28(87), 2014.

Quinn, P.D., & Duckworth, A.L. Happiness and academic achievement: evidence for reciprocal
causality, In the Annual Meeting of the American Psychological Society,
(Vol.24, No.27, p.2007), 2007.

Shagholi, R., Hussin, S., Siraj, S., Naimie, Z., Acsadzedeh, F., & Al-Hejaily, H. Investigation on
participatory management and identity the constraints, Procedia-Social and
Behavioral Sciences, 2(2), 378-382, 2010.

Sintanapanya, A., Songbundit, A., Boonthima, R., &Supakit, V. Happiness management in
school, Suthiparithat, 28(88), 2014.

Williams,P., Kern, M.L., & Waters, L. A longitude examination of the association between
psychological capital, perception of organizational virtues and work happiness in
school staff, Psychology of Well-being: a Springer Open Journal, 5(5), 2015.

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 319

320 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

การพัฒนารูปแบบการบรหิ ารจัดการเพื่อพัฒนาประสทิ ธิภาพโรงเรยี นขนาดเล็กในเขต
พืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาจงั หวัดศรีสะเกษและจงั หวัดยโสธร

Model Development in Administration Management for Effectiveness
Develop Small–sized Schools in the Primary Educational Service Area

inSisaket Province and Yasothon Province

นพเรศวร์ ธรรมศรัณยกลุ 1

บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1. ศึกษาสภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กปัจจุบัน
ในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร 2. พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ
เพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัด
ยโสธรกลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นต้นแบบและโรงเรียนปฏิบัติที่เป็นเลิศ สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจังหวดั ยโสธร จานวน 50 โรงเรยี น วิธีดาเนนิ การวิจยั ประกอบดว้ ย
4 ข้ันตอน ดังนี้ ขั้นตอนท่ี 1 การศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพ
โรงเรียนขนาดเล็ก โดยศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ศึกษาความคิดเห็นของ
ผู้อานวยการเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ครูวิชาการ และ
ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 75 คน และศึกษาดูงานโรงเรียนขนาดเล็กจานวน 7 โรงเรียน ข้ันตอนที่ 2 ศึกษาสภาพ
การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กปัจจุบันในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัด
ยโสธร ตรวจสอบความเหมาะสมโดยอ้างอิงผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC เท่ากับ
0.999 ข้ันตอนท่ี 3 การสร้างรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ตรวจสอบ
ความเหมาะสมและความเป็นไปได้และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียน
ขนาดเล็ก การพิจารณารูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กใช้รูปแบบอ้างอิง
ผู้ทรงคุณวุฒิ (Connoisseurship) เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียน
ขนาดเล็ก ข้ันตอนท่ี 4 การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก
ประเมินโดยสมั มนาอิงผู้เช่ียวชาญจานวน 13 คน และผู้อานวยการโรงเรียนขนาดเล็ก จานวน 50 คน เครื่องมือ
ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง (structured interview)
แบบสอบถามเก่ยี วกับสภาพการบรหิ ารจัดการโรงเรียนขนาดเลก็ สถิตทิ ่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู ได้แก่ ค่าความถี่
(frequency) ค่าร้อยละ(percentage) ค่ามัชฌิมเลขคณิต (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard
deviation) ค่า (IOC) ค่าการวิเคราะห์องค์ประกอบ(exploration factor analysis) และวิเคราะห์เน้ือหา
(content analysis)
คาสาคัญ : การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารจดั การพฒั นาประสิทธิภาพโรงเรยี นขนาดเลก็

1สาขาวชิ าหลกั สตู รและการสอน มหาวิทยาลยั ราชภฎั ศรีสะเกษ

ปีที่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 321

ผลการวิจัย พบว่า
1. สภาพการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร ในปัจจุบัน พบว่า ผลรวมสภาพการบริหารจัดการโรงเรียน
ขนาดเล็กท่ีมีความเหมาะสมและเป็นไปได้เฉล่ียอยู่ในระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานมีความใกล้เคียงกัน
เมอ่ื พิจารณาเป็นรายด้าน พบวา่ ปัจจัยที่มีความเหมาะสมและเปน็ ไปได้มากทีส่ ุด คอื ปจั จัยด้านภาวะผนู้ าของ
ผู้บริหาร รองลงมา คือ ปัจจัยด้านสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษาปัจจัยด้านการบริหารจัดการ
ปัจจัยด้านการจัดสภาพแวดลอ้ มเพื่อการเรยี นรู้ ปัจจัยด้านการมสี ่วนร่วมของชุมชนปัจจัยด้านการนานโยบาย
สู่การปฏิบัติและปัจจัยท่ีมีความเหมาะสมและเป็นไปได้น้อยท่ีสุดคือ ปัจจัยด้านการจัดการเรียนรู้ ส่วนผลรวม
คณุ ภาพนักเรยี นมีความเหมาะสมและเป็นไปได้เฉลย่ี อยู่ในระดบั มาก ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานมีความใกล้เคียงกัน
2. รปู แบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรยี นขนาดเล็ก เป็นรูปแบบทมี่ ีองค์ประกอบ
8 ปัจจัย คือ 1) ภาวะผู้นาของผู้บริหาร 2) สมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศึกษา 3) การบริหารจัดการ
4) การจดั การเรียนรู้ 5) การจัดสภาพแวดล้อมเพือ่ การเรียนรู้ 6) การมีส่วนรว่ มของชุมชน 7) การนานโยบายสู่การ
ปฏิบัตแิ ละ 8) ประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กหรอื คุณภาพผู้เรียน ซึง่ มีความเหมาะสม ความถูกต้อง ความเป็นไปได้
และสามารถนาไปใช้ประโยชน์ของรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรี ยนขนาดเล็ก
โดยอ้างองิ ผเู้ ช่ยี วชาญ โดยรวมและรายด้านทุกดา้ นอย่ใู นระดับมากที่สดุ
3. รูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาจงั หวดั ศรีสะเกษ และจังหวดั ยโสธร ทพี่ ฒั นาขึ้นประกอบดว้ ย
กลุ่มที่ 1 กลุ่มทพี่ ัฒนาขน้ึ จากรูปแบบท่ีบริหารจดั การอยเู่ ดิม ประกอบดว้ ย 2 รูปแบบ คือ

รูปแบบที่ 1 รูปแบบการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ข้อดีของรูปแบบ คือชุมชน และท้องถ่ิน เข้ามามีส่วนในการจัดการศึกษาซ่ึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ
รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ 2542 และนโยบายทางการศึกษาของรฐั

ขอ้ จากัดของรูปแบบ คือ ตอ้ งใช้เวลาในการสร้างชมุ ชนให้เขม้ แขง็ และต้องมเี วลาตดิ ตอ่
ส่ือสารกบั หน่วยงานภายนอก เพ่อื ใหเ้ กิดความร่วมมือในทกุ ด้าน

รูปแบบท่ี 2 รูปแบบการบริหารจัดการแบบยดึ พน้ื ทีเ่ ปน็ ฐาน
ขอ้ ดีของรูปแบบ คือทุกองค์กรมีโอกาสได้เรียนรู้การจัดการเรียนการสอนร่วมกันเกดิ การผนึก
กาลงั และร่วมมือกนั จดั การศึกษาเพือ่ ท้องถ่ิน เพอ่ื การพฒั นาคุณภาพผ้เู รยี น
ข้อจากัดของรูปแบบ คือสถานศึกษายังยึดต้นสังกัดเดิมท่ีมีนโยบายทางการบริหารท่ีอาจ
แตกต่างกัน จาเป็นต้องใชเ้ วลาในการเตรียมตัวและทาความเข้าใจกบั การบริหารจัดการในรูปแบบดังกลา่ ว
กลมุ่ ที่ 2 กลุ่มท่ีพฒั นาขน้ึ ใหม่ ประกอบดว้ ย 2 รปู แบบ คือ
รปู แบบท่ี 3 รูปแบบการบรหิ ารจัดการแบบการจดั การความรู้
ข้อดีของรูปแบบ คือเป็นการเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งการบริหารจัดการความรู้ของสถานศึกษา
เพ่ือพัฒนาคุณภาพผู้เรยี นอนั จะกอ่ ให้เกดิ การศึกษาทย่ี ง่ั ยนื
ข้อจากัดของรปู แบบ คอื สถานศึกษาต้องดูแลตนเองเป็นดา้ นหลกั การสนับสนุนจากต้นสังกัด
ภายนอกอาจยังไมเ่ พียงพอ ทาใหภ้ าระงานทางการบริหารเพม่ิ ข้นึ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความโปร่งใส

322 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

รปู แบบที่ 4 รปู แบบการบรหิ ารจัดการแบบโรงเรียนทางเลือกศนู ยเ์ ครอื ขา่ ย
ข้อดีของรูปแบบ คือผู้เรียนและประชาชนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างแท้จริง สามารถ
เสนอความต้องการทางการศกึ ษาของตนและชุมชน กอ่ ให้เกดิ ความพึงพอใจ นาไปส่ปู ระสทิ ธผิ ลของการศกึ ษา
ขอ้ จากัดของรูปแบบ คือระบบของราชการอาจเปน็ อุปสรรคต่อการบริหารจัดการในรูปแบบ
แม่ข่ายลูกข่ายที่ต้องการความคล่องตัวต้องมีการนานโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดความรวดเร็วจากเขตพื้นที่
การศึกษา

Abstract
The purposes of this research were 1. to study the state management for small–sized
schools of the Primary Educational Service area in Sisaket province and Yasothon; and
2. to develop model management effectiveness for small-sized schools of the Primary
Educational Service Area in Sisaket province and Yasothon.The research samples were small-
sized schools in management model and the best practices schools under the Office of Sisaket
Primary Educational Service Area and Yasothon Primary Educational Service Area totally
50 schools. The research methodology consisted of 4 steps: Step 1) to studying components of
model management to develop effectiveness for small-sized schools studying idea, theory,
and related literatures reviews, studying opinion’s directors of the office of primary educational
service areas, supervisors, small-sized school directors, academic teachers, and qualified totally
75 people and took a field trip in small-sized schools totally 7 schools. Step 2) to studying state
of management in small-sized schools currently in an area of Sisaket Primary Educational Service
Area and Yasothon was checked by 5 experts. There was an Index of Item-Objective Congruence
equal to 0.999. Step 3) Model building of management to develop effectiveness for small-sized
schools was checked appropriate and possibility and to develop model management
effectiveness for small-sized schools, considering model management to develop effectiveness
for small-sized schools by using connoisseurship in order to build model management to
develop for small-sized schools. Step 4) to evaluating model management to develop for small-
sized schools was assessed by 13 experts and 50 small-sized school directors. The research tools
used for data collection were documentary analysis, structured interview, and questionnaire
about state of small-sized school management. Statistics used for data analysis were frequency,
percentage, mean, standard deviation, IOC, exploration factor analysis and content analysis.
The findings were as follows :
1. the state management to develop effectiveness for small-sized schools in Sisaket
Primary Educational Service Area and Yasothon today, it was found that overall, the state
management for small-sized schools which appropriate and possibility in average was at a high
level. Standard deviation was equally Individual consideration, it was found that appropriate and
possibility factors were at a high level, it was school directors leadership competency of teachers
and educational personnel management environment management for learning community
participationpolicy implementation and the less appropriate and possibility factors were

ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 323

knowledge management. But the quality of the students in overall that appropriate and
possibility were in average at the high level. Standard deviation was equally.

2. Model management to develop effectiveness for small-sized schools consisted of
8 factors; 1) administrators leadership, 2) competency of teachers and educational personnel,
3) management, 4) learning management, 5) environment management for learning,
6) community participation, 7) policy implementation, and 8) effectiveness of small–sized schools
or quality of students that appropriate, correct, possible and be able to use for model
management to develop effectiveness for small-sized schools by quotation from experts in
overall and individual were at the a high level.

3. Model management to develop effectiveness for a small-sized school under
Primary Educational Service Area in Sisaket Province and Yasothon was developed consist as
follows: The first group: the developed group from the original model was consisted of 2 models:

The 1st Model: management model for community participation
The advantage of the model was the community and local participated in
educational management that coherent with intentions of constitution of Kingdom of Thailand,
National Education B.E 2542 Act, and the State Educational Policy.
Limitation of the model was to spend time for making sustainable community
and take time to communicate with outsides originations for cooperation in every sector.
The 2nd Model: Area based school management model
The advantage of the model was to have opportunity to cooperative learning,
co-operated in educational management for local in order to the quality of students.
Limitation of the model was the schools still under original educational service
area that the policy was different. It needs to take time for preparing and make understanding
the model as mentioned. The second group: the newly-developed group consisted of 2 models:
The 3rd model: Knowledge management model
The advantage of the model was to empower and strength of knowledge
management in schools for improving the quality of the students that make sustainable
education.
Limitation of the model was self supported, insufficient from outside original
organization, administrative workload for transparency.
The 4th model: Net working management model
The advantage of the model was as the learners and people can access
education, be able to submit educational needs, satisfied, leading to success of education.
Limitation of the model was as the official system may obstacle in main
management, policy implementation rapidly from educational service area.
Keywords : Model development, Administration Management, Small-sized schools
development Effective

324 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

บทนา
หัวใจของการพัฒนาการศึกษาคือการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและ

สอดคล้องกับความต้องการของสังคมเพ่ือเป็นกาลงั สาคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตสอดคล้องกับ
แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปรับปรุง (พ.ศ.2552-2559)ยึดหลักและกรอบแนวคิดตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงมุ่งพัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ท้ังทางร่างกายจิตใจสติปัญญาความรู้และคุณธรรมมี
จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผอู้ ื่นได้อย่างมีความสุขรวมทั้งพัฒนาสังคมไทยให้
เปน็ สงั คมทม่ี ีความเข้มแข็งและมดี ลุ ยภาพใน3ด้านคือเป็นสังคมคณุ ภาพสงั คมแห่งภมู ิปญั ญาและการเรยี นรูแ้ ละ
สังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกันนาสู่ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561)
และนโยบายของรฐั บาลที่มุ่งเน้นให้คนไทยได้เรียนรตู้ ลอดชีวิตอยา่ งมีคณุ ภาพโดยมเี ป้าหมายหลักสามประการ
คือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรยี นรูข้ องคนไทยเพ่ิมโอกาสทางการศกึ ษาและเรียนรูอ้ ยา่ ง
ท่ัวถึงและมีคุณภาพและส่งเสรมิ การมีส่วนรว่ มของทกุ ภาคส่วนของสังคมในการบริหารและจัดการศึกษาซ่ึงได้
กาหนดประเด็นสาคัญของระบบการศึกษาและเรียนรู้ท่ีต้องการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน4ประการพร้อมกลไก
เพอื่ ขับเคล่ือนการดาเนนิ งานตามแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติสกู่ ารปฏิบัติเป็นกรอบแนวทางการปฏิรปู การศึกษาใน
ทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561) ดังนี้ 1.พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่พัฒนาคุณภาพการศึกษาและเรียนรู้
ผลิตและพัฒนากาลังคนท่ีมีคุณภาพ มีสมรรถนะและความรู้ความสามารถ 2.พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่พัฒนา
ระบบผลิตครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาการพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาการใช้
ครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา 3.พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่เพ่ือพัฒนา
คณุ ภาพสถานศึกษาทุกระดับทุกประเภทให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อ่ืนๆ
สาหรับการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในระบบนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการเรยี นรู้ของ
ผู้เรียนอย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิตและมีคุณภาพ 4.พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่กระจายอานาจการ
บริหารและการจัดการศกึ ษาให้สถานศึกษาพัฒนาระบบบริหารจัดการมคี วามโปรง่ ใสเปน็ ธรรมและมรี ะบบการ
ตรวจสอบท่ีมปี ระสิทธิภาพ เพ่ือเพ่ิมโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพเพื่อส่งเสรมิ สนับสนุนการมีส่วนร่วม
ของประชาชนภาคเอกชนและทุกภาคสว่ นในการจัดการศกึ ษาและสนบั สนนุ การศกึ ษาและเรียนรใู้ หม้ ากขึ้นและ
พัฒนาระบบบรหิ ารจดั การทรัพยากรเพือ่ การศกึ ษาให้มปี ระสิทธิภาพ

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานมีภารกิจหลักคอื จดั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานอย่างท่ัวถึง
และมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรปัจจบุ ันสานักงานคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐานมี
สถานศึกษาในสังกัด 30,922 แห่งสถานศึกษาดังกล่าวนี้เป็นสถานศึกษาที่มีนักเรียนต่ากว่า 120 คน ลงมา
15,506 แหง่ คดิ เป็นรอ้ ยละ 50.15 และในจานวนนเี้ ป็นสถานศึกษาท่มี ีขนาดเล็กมากกล่าวคือมีนกั เรียนตา่ กว่า
100 คนลงมา ถึง 13,104 แหง่ ) (ศนู ย์ปฏบิ ตั ิการ สพฐ. ข้อมูล ณ เดอื นมีนาคม 2558) จากข้อมูลดงั กล่าวเป็น
ปัจจัยท่ีสาคัญท่ีส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรท่ีไม่คุ้มค่า การจัดสรรอัตรากาลังครู งบบุคลากร และการยกระดับ
คุณภาพการศกึ ษาทาให้โรงเรียนขนาดเลก็ สว่ นใหญม่ สี ภาพปญั หา ดังน้ี 1) ปญั หาดา้ นคณุ ภาพการจัดการศึกษา
ค่อนข้างต่า ดังจะเห็นได้จากผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสอง พบว่าโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียน
ตา่ กวา่ 300 คน) มจี านวนร้อยละ 2 อยู่ในระดับปรับปรงุ รอ้ ยละ 67.91 อยู่ในระดับพอใช้และ ร้อยละ 29.99
อยู่ในระดับดี และเม่ือศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กในทุก ช่วงช้ันใน
ทุกพ้ืนท่ีมีค่าเฉล่ียผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ ต่ากว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดอ่ืน 2) ปัญหาด้านการบริหาร
จัดการ สภาพบริบทของการคมนาคมท่ีผ่านมานับว่าไม่ค่อยสะดวกมากนัก รัฐบาลจึงจาเป็นจัดต้ังโรงเรยี นให้
ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประชากรท่ีอาศัยอยู่ แต่ปัจจุบันความจาเป็นดังกล่าวได้ลดลงเน่ืองจากการคมนาคม
สะดวกข้ึน ประกอบกับประชากรมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลทาให้ขนาดของโรงเรียนปรับเปล่ียน
เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนครูต่อนักเรียน และนักเรียนต่อห้องต่ากว่ามาตรฐาน

ปีที่ 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 325

ค่าใช้จ่ายต่อนักเรียน 1 คน สูงกว่าโรงเรียนขนาดอื่น ๆ นอกจากนี้โรงเรียนขนาดเล็กจานวนหนึ่งอยู่ในพ้ืนที่
ลักษณะพิเศษ อยู่ในพ้ืนที่ห่างไกลความเจริญ อยู่บนภูเขาสูง บนเกาะ นักเรียนมีปัญหาในการเดินทาง
นอกจากน้ีผบู้ ริหารโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดทักษะในการบริหารจดั การโรงเรียน และปัญหาอีกประการ
หน่ึงคือ การอพยพเคล่ือนย้ายของประชากรวัยเรยี นที่ย้ายติดตามผู้ปกครองไปรับจ้างทางานต่างถ่ินทาให้เกิด
ปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานของโรงเรียนเปน็ อย่างยงิ่ 3) ปัญหาด้านการเรยี นการสอน พบวา่ ครูสว่ นใหญ่
ขาดทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสภาพท่ีครูไม่ครบช้ันและมีจานวนนักเรียนน้อยในแต่ละชั้น
ครูสอนไม่เต็มเวลาเต็มความสามารถเพราะครูมีภารกิจอื่นที่นอกเหนือจากการสอนเป็นจานวนมาก หลักสูตร
และแผนการจัดการเรียนร้ไู ม่ค่อยสอดคลอ้ งกับบริบทโรงเรียน สื่อการเรียนการสอนและแหล่งเรยี นรู้มีจานวน
จากัดซึ่งสาเหตุมาจากได้รับงบประมาณน้อย สื่อเทคโนโลยีและการส่ือสารมีใช้อย่างจากัดและที่มีอยู่ก็ไม่
สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนขนาดเล็ก ประชากรมีฐานะ
ยากจนทาให้ไม่มีศักยภาพ ในการระดมทรัพ ยากรเพื่อนามาช่วยสนับส นุนการจัดการศึกษาให้กับโรงเ รียน
5) ปัญหาที่เด่นชัดอีกประการหน่ึงของโรงเรียนขนาดเล็ก คือ การขาดแคลนครูทั้งๆท่ีอัตราส่วนครูต่อนักเรียน
ของทั้งประเทศก็ไม่ต่างจากอัตราส่วนของประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย จานวนครูไม่ครบช้ัน ครูไม่ครบตาม
รายวิชาเอก ต้องใชค้ รูวิชาเอกอย่างหนึ่งไปสอนอีกวชิ าหน่ึงมีปัญหาครูย้ายออกบ่อย ครูขาดขวัญและกาลังใจ
และครูไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีหลากหลายได้ จึงส่งผลทาให้ประสิทธิภาพและคุณภาพของ
การจดั การศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กไม่เป็นไปตามเปา้ หมายนอกจากน้พี ิณสุดา สิรธิ รงั สี (2556 : 31) สรุปว่า
สภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานมีการบริหารจัดการท้ังที่เป็นสถานศึกษาขนาดเล็กขนาดกลาง
ขนาดใหญ่และขนาดใหญพ่ ิเศษด้านความพร้อมของสถานศึกษายงั ไมพ่ ียงพอโดยเฉพาะ สถานศึกษาขนาดกลาง
และขนาดเล็กในชนบทท้ังด้านครูและบุคลากรเงินและงบประมาณความรู้ในการบริหารจัดการ การเรียน
การสอนและเครือขา่ ยเทคโนโลยีดา้ นกฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ งและนโยบายการบรหิ ารจดั การจากสว่ นกลางส่งไปยัง
สถานศึกษายังเป็นรูปแบบเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ท้ังด้านวิชาการการบริหารงานบุคคล และงบประมาณส่ง
ผลกระทบตอ่ ปญั หาการบริหารจดั การของสถานศกึ ษาที่มคี วามแตกต่างกันทงั้ ดา้ นบริบทขนาดและความพรอ้ ม
ดงั กล่าวขา้ งต้นเพ่อื แก้ปัญหาทางการบริหารดังกล่าวพบว่าสถานศึกษาภายใตก้ ารกากับสนับสนุนของต้นสังกัด
ไดม้ ีการบริหารจัดการ ทั้งรูปแบบมสี ่วนร่วมของชุมชนรปู แบบเครือขา่ ยรูปแบบพี่เลี้ยงและรปู แบบแม่ขา่ ยและ
ลูกข่ายรวมทั้งสถานศึกษาในกากับของรัฐในการนพ้ี บว่ารูปแบบการบรหิ ารจัดการสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม
ของชมุ ชนเป็นฐานสาคัญของการบริหารจดั การสถานศกึ ษาทีน่ าไปสู่ความสาเร็จทง้ั ในเมืองและชนบทท้ังที่เป็น
สถานศึกษาขนาดเลก็ ขนาดกลางขนาดใหญ่และขนาดใหญพ่ เิ ศษเปน็ ต้น

จากท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยเห็นความสาคัญของการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ซ่ึงมี
แนวโน้มเป็นปัญหาสาคัญของการจัดการศึกษาในระดับขั้นพ้ืนฐานทั้งในด้านคุณภาพการศึกษาของประเทศ
ดา้ นคุณภาพของผเู้ รียนซึง่ เป็นกาลังสาคญั ของการพัฒนาประเทศ ดา้ นประสิทธภิ าพ จงึ สนใจศกึ ษาทจ่ี ะพฒั นา
รูปแบบการบริหารจดั การเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาจังหวัด
ศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร และนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นการพัฒนาประสิทธภิ าพของโรงเรยี นขนาดเล็ก รวมท้ัง
เป็นข้อมลู ให้กบั หน่วยงานทางการศึกษาในระดบั กระทรวง เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษา โรงเรยี น ในการกาหนดนโยบาย
และแนวทางการเพ่ิมประสทิ ธภิ าพของโรงเรียนขนาดเลก็ ตอ่ ไป

326 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาสภาพการบรหิ ารจัดการโรงเรียนขนาดเลก็ ปัจจุบันในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา

จงั หวดั ศรีสะเกษ และจงั หวดั ยโสธร
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนท่ี

การศกึ ษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ศรสี ะเกษ และจงั หวดั ยโสธร
สมมติฐานของการวิจยั

1. สภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กปัจจุบันในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัด
ศรสี ะเกษ และจังหวดั ยโสธร เป็นอยา่ งไร

2. รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจงั หวัดยโสธร เปน็ อยา่ งไร

3. รูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจังหวดั ยโสธร มคี วามเหมาะสมและมคี วามเป็นไปได้อย่ใู นระดับใด
ขอบเขตของการวิจัย

1. ประชากรและกลุ่มผูใ้ หข้ อ้ มูลท่ีใชใ้ นการศกึ ษาครัง้ นี้ ประกอบด้วย
1.1 ประชากร ได้แก่ โรงเรียนต้นแบบขนาดเล็กนาร่องที่เข้าร่วมดาเนินโครงการตามแผน

ยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนที่พร้อมรับการพัฒนาในเขตพื้นการศึกษาประถม ศึกษา
จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร จานวน 579 โรงคอื จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 จานวน 155 โรง เขต 2 จานวน
110 โรง เขต 3 จานวน 91 โรง เขต 4 จานวน 87 โรง และ จังหวัดยโสธร เขต 1 จานวน 136 โรง

1.2 กลุ่มตัวอย่าง ไดแ้ ก่ โรงเรยี นต้นแบบขนาดเลก็ นารอ่ งและโรงเรยี นที่ปฏบิ ตั เิ ปน็ เลศิ
ทเี่ ขา้ รว่ มดาเนนิ โครงการตามยทุ ธศาสตร์เพ่อื พัฒนาโรงเรียนขนาดเลก็ เป็นโรงเรียนท่ีพรอ้ มรับการพัฒนาในเขตพื้น
การศึกษาประถม ศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ จานวน 41 โรง และจังหวัดยโสธร จานวน 9 โรงรวม 50 โรง โดยใช้
วิธีการเลือกแบบเจาะจง

2. ผู้ให้ข้อมูลในการศึกษาคร้ังนี้ ได้แก่ ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ฝ่ายแผนและ
นโยบาย ผ้อู านวยการโรงเรียนขนาดเลก็ ครใู นโรงเรยี นขนาดเล็ก และศึกษานเิ ทศก์ในพน้ื ทีท่ ศี่ กึ ษา

3. ขอบเขตดา้ นพนื้ ท่ี
โรงเรียนขนาดเล็กในเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาศรีสะเกษท้งั 4 เขตจานวน 91 โรง
จังหวัดศรีสะเกษและโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธร จังหวัดยโสธร เขต1
จานวน 9 โรง รวม 50 โรง
4. ขอบเขตด้านเนื้อหาตัวแปรท่ใี ช้ในงานวิจัย มดี ังนี้
ปัจจัยด้านภาวะผู้นาของผู้บริหาร ปัจจัยด้านสมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ปัจจัย
ดา้ นการบริหารจดั การ ปัจจยั ด้านการจดั การเรยี นรู้ ปัจจัยด้านการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ปัจจัยด้าน
การมสี ่วนรว่ มของชุมชน ปัจจัยด้านการนานโยบายส่กู ารปฏบิ ัตแิ ละประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเลก็ หรือคณุ ภาพ
ผเู้ รยี น
การทบทวนวรรณกรรม
1. แนวคดิ เกย่ี วกบั รปู แบบ และการพฒั นารปู แบบ
2. แนวคดิ เชงิ ระบบองคก์ ารและประสิทธภิ าพองค์การ
3. การบริหารจัดการโรงเรยี นขนาดเลก็ ตามยทุ ธศาสตร์ของ สพฐ.

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 327

4. แนวคิดเกย่ี วกบั ปัจจยั ที่สง่ ผลต่อประสิทธภิ าพของโรงเรียนขนาดเลก็
5. งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
ระเบียบวิธีวิจัย
การวิจัยคร้ังน้ีใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ระหว่างวิจัยเชิงคุณภาพ
(qualitative research) และวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) ที่มีแบบแผนการวิจัยแบบลักษณะ
ของกลุ่มตัวอย่างเดียว ท่ีศึกษาสภาวการณ์โดยไม่มีการทดลอง (the one-shot, non-experimental
case study)

R หมายถงึ กล่มุ ตัวอยา่ งทีไ่ ดจ้ ากการสุ่ม
X หมายถงึ ตวั แปรตา่ งๆ ท่ีนามาศึกษาตามกรอบแนวคิดของการวิจยั
O หมายถึง ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษา
1. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)
กลมุ่ ตวั อยา่ งในการวจิ ยั คร้งั นี้ แบง่ ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังน้ี
1.1 กลุ่มตัวอย่างท่ีเก็บข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพท่ีเป็นกรณีศึกษาด้วยการศึกษาภาคสนาม
เพื่อศกึ ษาสภาพการบริหารจดั การโรงเรียนขนาดเล็กปัจจุบันในจังหวัดศรสี ะเกษ ทั้ง 4 เขต และจังหวัดยโสธร
จานวน 50 แห่ง โดยเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ทรงคุณวุฒทิ างการศกึ ษา จานวน 7 คน
เชิญมาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพ่ือเสนอรายช่ือโรงเรียนต้นแบบนาร่อง เขต
พนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา เขตละ 10 แห่ง
1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบด้วยการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่
ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 13 ท่าน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อใช้ในการตรวจ
สอบความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ของรูปแบบ
กลุ่มตัวอย่างที่ตรวจสอบคุณภาพรปู แบบด้วยการเก็บข้อมูลวจิ ัยเชิงปรมิ าณ ไดแ้ ก่ ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน จานวน 50 แหง่ ซึ่งได้รับ
การคดั เลอื กจากผู้ทรงคณุ วุฒขิ องเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาจานวน 7 คน
เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการเก็บข้อมูลมี 3 ประเภท ดังน้ี
1. แบบศึกษาเอกสาร แบ่งออกเปน็ 2 ฉบบั มรี ายละเอียด ดังน้ี
1.1 แบบศึกษาเอกสารทางวชิ าการที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้จากเอกสาร
ทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบ การบริหารจัดการ และประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ท่ีเป็น
เนอ้ื หาเกี่ยวกับปัจจยั หรอื องคป์ ระกอบทค่ี รอบคลุมการบริหารจัดการโรงเรยี นขนาดเลก็ ซง่ึ ผา่ นการตรวจสอบ
ความตรง จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน จากเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าอยู่
ระหว่าง 0.60-1.00
1.2 แบบศึกษาเอกสารของโรงเรียนขนาดเล็ก ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลท่ีเป็นเน้ือหา เอกสารที่
เกยี่ วกบั สภาพการบริหารจดั การโรงเรียนขนาดเลก็ ในปัจจบุ ัน และประเด็นปัญหาในการบริหารจัดการโรงเรยี น
ขนาดเล็ก จานวน 50 แห่ง ผ่านการตรวจสอบ ความตรงเชิงเน้ือหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ในประเด็น

328 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ความเหมาะสมของข้อคาถาม ภาษาที่ใช้ แก้ไขสานวนภาษา จากน้ันให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ตรวจสอบความตรง
เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ค่าดัชนีความ
สอดคลอ้ งทไ่ี ดค้ อื 0.999

2. แบบสัมภาษณ์เก่ียวกับประเด็นท่ีต้องการศึกษาข้อมูลภาคสนาม เพ่ือใช้ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลสภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กท่ีเป็นกรณีศึกษาทั้ง 50 แห่ง เพื่อศึกษาสภาพการบริหาร
จัดการในปัจจุบัน สภาพปัญหา และความตอ้ งการในการบริหารจัดการโรงเรยี นขนาดเล็ก ผา่ นการตรวจสอบ
ความตรงเชิงเน้อื หาจากผ้เู ชย่ี วชาญรว่ มในประเด็นความเหมาะสมของข้อคาถาม ภาษาท่ีใช้ แกไ้ ขสานวนภาษา
จากน้ันให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ตรวจสอบความตรง เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เครื่องมือ
มีคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องอยรู่ ะหวา่ ง 0.60-1.00

3. แบบร่างประเด็นในการสนทนากลุ่ม ท่ีผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาในประเด็น
ความเหมาะสมของข้อคาถาม ภาษาท่ีใช้ แกไ้ ขสานวนภาษา จากผูท้ รงคุณวุฒิ 5 ท่าน ของเขตพื้นท่ีการศกึ ษา
เพื่อหาค่าดัชนคี วามสอดคล้อง (IOC) เครอื่ งมือมคี า่ ดัชนีความสอดคลอ้ งอยู่ระหวา่ ง 0.60-1.00

การวิเคราะหข์ อ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูลดว้ ยการเก็บขอ้ มลู วิจัยเชิงปริมาณ ท่ไี ด้จากการสอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับ
สภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในปัจจุบัน การสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนท่ีใช้เป็นพื้นท่ีท่ีศึกษา
ภาคสนาม และผู้ทรงคุณวุฒิ เพือ่ สอบถามผลการวิจยั ใชก้ ารวิเคราะห์เน้อื หา และสังเคราะห์สรปุ รปู แบบการ
บริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรยี นขนาดเล็ก ในเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวดั ศรีสะเกษ
และจังหวัดยโสธร และนาข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ นาเสนอใน
รูปแบบตารางด้วยค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า (IOC) และบรรยายสรุปเป็นความเรียง
เกณฑ์ท่ีใชใ้ นการแปลผลคา่ เฉล่ียท่ีมีความเห็นว่ามีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ เกณฑ์การแปลผล ใช้
เกณฑ์ตาม Scales, Terry and Torres (2009 : 44)
ในส่วนข้อมลู ความคดิ เห็น และขอ้ เสนอแนะใช้ในการวเิ คราะห์เน้ือหา (Content analysis)
หาความถี่ เพอื่ เรียงลาดับความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะ ท่มี คี วามถม่ี ากไปหาความถ่ีนอ้ ยตามลาดบั
สถติ ิท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ความถ่ี ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉลีย่ ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่า ( IOC ) การวิเคราะห์และ
สังเคราะห์เน้ือหา
2. การวิจยั เชงิ คณุ ภาพ (qualitative research)
ขอบเขตดา้ นเนอื้ หาตวั แปรท่ใี ชใ้ นงานวจิ ยั มดี ังนี้
ปจั จัยด้านภาวะผู้นาของผู้บรหิ าร ปัจจัยด้านสมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ปัจจัย
ดา้ นการบริหารจัดการ ปจั จัยดา้ นการจัดการเรียนรู้ ปจั จยั ด้านการจัดสภาพแวดล้อมเพ่ือการเรียนรู้ ปัจจยั ดา้ น
การมีส่วนร่วมของชุมชน ปัจจัยด้านการนานโยบายสู่การปฏิบัติและประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กหรือ
คณุ ภาพผู้เรียน
เคร่ืองมอื และกจิ กรรม
1. แบบสอบถาม
2. แบบสมั ภาษณ์
3. แบบร่างประเด็นสนทนากลมุ่
4. เครอื่ งอดั เสียง บทถอดเทป
5. ภาพถา่ ย
6. การศกึ ษาภาคสนาม การสงั เกต

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 329

7. รา่ งรปู แบบการบรหิ ารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ในการวิจัยคร้ังน้ีมีขั้นตอนในการวิจัยทั้งหมด 4 ข้ันตอน คือ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการ
โรงเรียนขนาดเล็กในปัจจุบัน ในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร
2) การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาจังหวดั ศรีสะเกษ และจังหวดั ยโสธร ฉบบั รา่ ง 3) การตรวจสอบประเมินรูปแบบบริหารจัดการเพื่อ
พฒั นาประสิทธภิ าพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาจงั หวดั ศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร
4) การปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาจังหวัดศรีสะเกษ และจงั หวัดยโสธร ฉบับสมบูรณ์
1. การศกึ ษาสภาพการบริหารจัดการโรงเรยี นขนาดเลก็ ในปัจจบุ ัน ในเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษา
ประถมศึกษาจังหวดั ศรีสะเกษ และจงั หวัดยโสธร ดงั น้ี

1.1 ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพที่เป็นกรณีศึกษา
ด้วยการศกึ ษาภาคสนาม เพ่ือศกึ ษาสภาพการบริหารจดั การโรงเรียนขนาดเลก็ ปัจจบุ นั โดยประเมินดว้ ยคา่ IOC

1.2 ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฏี และงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วกบั การพัฒนารูปแบบการบริหาร
จัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และ
จังหวดั ยโสธร

1.3 ศึกษาและวิเคราะห์เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกีย่ วข้องลงในแบบศกึ ษาเอกสาร ทางวิชาการ
เพอ่ื สรา้ งกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั จากการวิเคราะหเ์ นื้อหา (Content analysis)

1.4 สังเคราะห์องค์ประกอบและปจั จัยท่ีส่งผลต่อการการพัฒนารปู แบบการบริหารจัดการ
เพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัด
ยโสธร

1.5 ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือการวิจัยเชิงคุณภาพที่เป็นกรณีศึกษาด้วย
การศกึ ษาภาคสนาม เพ่ือศึกษาสภาพการบริหารจดั การโรงเรียนขนาดเล็กปัจจุบนั โดยประเมนิ ด้วยคา่ IOC
มคี า่ อย่รู ะหง่าง 0.60 – 1.00

1.6 นาแบบสอบถามเก็บข้อมูลสภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในปัจจุบัน
องค์ประกอบ ท่ีส่งผลต่อการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กจากสภาพท่ีเป็นจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการ
บริหารจดั การโรงเรียนขนาดเลก็ จากผู้บริหารโรงเรยี นขนาดเล็กทง้ั 50 โรง โดยผู้วิจยั นาไปสง่ ดว้ ยตนเอง

2. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษาจังหวดั ศรีสะเกษ และจงั หวดั ยโสธร ฉบับรา่ ง

2.1 สรา้ งแบบสอบถามเก่ียวกับประเด็นทต่ี ้องศึกษาขอ้ มลู ภาคสนามตามกรอบแนวคิดในการวจิ ยั
2.2 ศกึ ษาภาคสนามกรณศี ึกษา (Case study) ในโรงเรยี นผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน และไดร้ ับ
คัดเลือกเป็นสถานศึกษาต้นแบบนาร่องในการจัดกระบวนการเรียนการสอน และการบริหารการจัดการ
ปี 2557-2558 และเป็นโรงเรยี นท่ีมีผลการประเมินรอบปัจจุบัน จากสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
คณุ ภาพการศกึ ษา (สมศ.) ระดับดขี ึ้นไปรอบสาม จานวน 50 แหง่ ดว้ ยวิธกี ารสมั ภาษณเ์ ชิงลกึ ผ้บู ริหารโรงเรียน
2.3 วิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากกรณีศึกษาภาคสนามโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเพ่ือสังเคราะห์
องค์ประกอบที่ส่งผลต่อการการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา จังหวัด
ศรีสะเกษ และจงั หวดั ยโสธร

330 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

2.4 เก็บข้อมูลจากสภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในปัจจุบันองค์ประกอบ
ท่ีส่งผลต่อการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กจากสภาพที่เป็นจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ
โรงเรยี นขนาดเล็ก

2.5 นาสารสนเทศจากแบบศึกษาเอกสารทางวิชาการ แผนยุทธศาสตร์โรงเรียนขนาดเล็ก
จดั ประชุมกลุ่มโดยผูเ้ ชีย่ วชาญ13 ท่าน ท่ีได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพ่ือพัฒนา
รูปแบบการบริหารจดั การเพื่อพัฒนาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเลก็ ในเขตพื้นทีก่ ารศึกษประถมศกึ ษา จังหวัด
ศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2559 ณ ห้องประชุมพอเพียง สานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 1 จังหวัดศรีสะเกษ และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559
ณ ห้องประชุมฝ่ายนิเทศและติดตามประเมินผล สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถม ศึกษายโสธร เขต 1
จงั หวัดยโสธร และเสนอร่างรปู แบบการบรหิ ารจัดการเพื่อพัฒนาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กฉบับร่างที่ 1
โดยเสนอผ้ทู รงคุณวฒุ ิของเขตพืน้ ที่การศกึ ษา เพอ่ื รบั ฟังข้อเสนอแนะ
การวเิ คราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลดว้ ยการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงคณุ ภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ แบบสอบถามแบบ
สัมภาษณ์ แบบร่างประเด็นสนทนากลุ่ม เครื่องอัดเสียง บทถอดเทป ภาพถ่าย การศึกษาภาคสนาม
การสังเกตการณ์ ร่างรูปแบบการบรหิ ารจดั การโรงเรยี นขนาดเล็ก จากกลุ่มตวั อย่างและโรงเรยี นทใ่ี ช้เปน็ พื้นท่ีที่
ศึกษาภาคสนาม และผู้ทรงคุณวุฒิ เพ่ือสอบถามผลการวิจัย ใช้การวิเคราะห์เน้ือหา และสังเคราะห์สรุป
รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร จากข้อมูลบทสัมภาษณ์โดยการนาข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมาถอดความ
แล้วนามาแยกหมวดหมู่ จดั ประเภท และหาขอ้ สรุปจากส่ิงท่ีค้นพบตามกรอบแนวคิดในการวิจัย และนาเสนอ
ในรูปแบบความเรียงในส่วนข้อมูลความคิดเห็น และข้อเสนอแนะใช้ในการวิเคราะห์เน้ือหา (Content
analysis) หาความถี่ เพื่อเรยี งลาดับความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ที่มคี วามถี่มากไปหาความถนี่ อ้ ยตามลาดบั

สถติ ิที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ความถ่ี ค่ารอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน คา่ มธั ยฐาน ค่า (IOC) การวเิ คราะหแ์ ละ
สังเคราะหเ์ นอ้ื หา
3. การตรวจสอบและการประเมนิ รปู แบบ
การตรวจสอบและการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขต
พ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาจังหวดั ศรสี ะเกษ และจังหวดั ยโสธรมี 5 ข้ันตอนดังน้ี

3.1 ตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาฉบับร่างท่ี 1 โดยการจัดสนทนากลุ่ม
(Focus group) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 13 ท่านที่ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพ่ือเป็น
การประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธภิ าพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขต
พืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวดั ยโสธร ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559 ณ หอ้ งประชุม
พอเพียง สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จังหวัดศรีสะเกษ และในวันที่
13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ณ ห้องประชุมฝ่ายนิเทศและติดตามประเมินผล สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษายโสธร เขต1 จังหวัดยโสธร (ดูจากภาคผนวก)

3.2 ผวู้ ิจยั นาข้อเสนอแนะจากผทู้ รงคณุ วฒุ ิมาวิเคราะห์เนื้อหาปรบั ปรุงเสรมิ และพัฒนาใหเ้ ป็น
รูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
จังหวัดศรสี ะเกษ และจังหวดั ยโสธร

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 331

3.3 ต รว จ ส อ บ รู ป แ บ บ เชิ งป ริม า ณ ด้ วย ก า รวิจั ย เชิ งส า รวจ (Survey research)
เพ่ือ ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบรหิ ารจัดการเพือ่ พัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียน
ขนาดเล็กเพ่อื พฒั นาประสทิ ธิภาพโรงเรยี นขนาดเล็ก ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาจงั หวัดศรีสะเกษ และ
จงั หวดั ยโสธร ฉบบั ร่างที่ 2 โดยผบู้ ริหารโรงเรียนท่ีเป็นกลมุ่ ตวั อยา่ งจานวน50 คน

4. การปรบั ปรงุ แกไ้ ขรูปแบบการบรหิ ารจดั การเพ่ือพฒั นาประสทิ ธภิ าพโรงเรยี นขนาดเล็กเพ่ือ
พัฒนาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาจังหวดั ศรสี ะเกษ และจงั หวดั ยโสธร
ฉบบั สมบูรณ์

4.1 ผวู้ จิ ยั นาผลสรปุ จากการวจิ ยั เชงิ สารวจมาปรับปรงุ แก้ไขและพฒั นาให้เปน็ รปู แบบการ
บรหิ ารจัดการเพ่อื พฒั นาประสิทธภิ าพโรงเรยี นขนาดเลก็ ในเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ
และจังหวดั ยโสธรฉบบั สมบรู ณ์

4.2 นาเสนอรูปแบบการบริหารจดั การสถานศกึ ษาเพ่อื พฒั นาประสทิ ธภิ าพโรงเรียนขนาดเลก็
ในเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจงั หวัดยโสธรฉบบั สมบูรณ์
การวิเคราะหข์ ้อมลู

เครอื่ งมือท่ใี ช้ในการตรวจสอบ มี 2 ฉบบั ได้แก่
1. แบบประเมิน เป็นรูปแบบเชิงคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่านเพื่อประเมิน
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของรูปแบบบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถม
ศึกษาจงั หวัดศรสี ะเกษ และจงั หวดั ยโสธร ทผ่ี ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผเู้ ชี่ยวชาญในประเด็น
ความเหมาะสมของข้อคาถาม ภาษาท่ีใช้ และการแก้ไขสานวนภาษา ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ของเขตพื้นท่ี
การศึกษา ตรวจสอบความตรง ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 แบบประเมิน
แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ 1) ข้อมูลพื้นฐานของผู้ทรงคุณวุฒิ 2) องคป์ ระกอบและปัจจัยของรูปแบบการบรหิ าร
จัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร
3) การประเมนิ รปู แบบโดยผู้ทรงคณุ วฒุ ิ
2. การประเมินรูปแบบเชิงปริมาณ โดย 1) ผู้ทรงคุณวุฒิของเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
จังหวดั ศรสี ะเกษ ละจงั หวดั ยโสธร จานวน 13 คน 2) ผู้บริหารโรงเรยี นขนาดเลก็ จงั หวัดศรสี ะเกษและจังหวัด
ยโสธร ตามเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ 50 แห่ง เพ่ือประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และการใช้ประโยชน์ของ
รูปแบบ ผู้วิจัยนาแบบประเมินรูปแบบเชิงปริมาณ หาค่าความตรง (Validity) ของแบบประเมินโดยให้
ผู้เช่ียวชาญ ตรวจสอบแก้ไข สานวนภาษา และนาเครื่องมือมาตรวจสอบความตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน
ของเขตพ้ืนที่การศึกษา เพ่ือค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง
0.60-1.00 จากนั้นนาแบบประเมินที่ผ่านการตรวจสอบและได้ปรับปรุงแล้ว ไปให้ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก
จงั หวดั ศรีสะเกษ และจังหวดั ยโสธร ตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้ 50 แห่ง เพื่อประเมนิ ความเหมาะสม ความเป็นไป
ได้และการใช้ประโยชน์ของรูปแบบ แบบประเมินรูปแบบบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจังหวัดยโสธร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลพนื้ ฐาน
เกย่ี วกับผู้บริหารโรงเรยี น ส่วนที่ 2 การประเมินความเหมาะสม และความเปน็ ไปได้ การใช้ประโยชน์ ของของ
รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรยี นขนาดเล็ก ในเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจังหวัด
ยโสธร ส่วนที่ 3 ข้อมลู ความคิดเห็น และขอ้ เสนอแนะเพ่ิมเตมิ
3. ผวู้ จิ ยั นาผลสรุปจากการวิจัยเชงิ สารวจมาวเิ คราะห์ สังเคราะห์เน้อื หา เพอื่ การพฒั นารูปแบบ
การบริหารจดั การเพือ่ พฒั นาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาจงั หวัดศรีสะเกษ
และจงั หวัดยโสธรฉบับสมบรู ณ์

332 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

4. นาเสนอรปู แบบการบริหารจดั การสถานศึกษาเพือ่ พฒั นาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเลก็
ในเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจงั หวัดยโสธรฉบบั สมบรู ณ์

สถิตทิ ่ีใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
คา่ (IOC ) การวิเคราะห์และสังเคราะหเ์ นอื้ หา

สรปุ ผลการวิจัย
1. ผลการศกึ ษาสภาพการบริหารจดั การโรงเรียนขนาดเลก็ ในเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา

จงั หวัดศรสี ะเกษ และจงั หวดั ยโสธร
1.1 ประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเลก็
ประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในการศึกษาคร้ังน้ี พิจารณาจากเป้าหมายสาคัญท่ีสุดของ

โรงเรียน คือ คุณภาพของนักเรียน วัดจากองค์ประกอบ ได้แก่ คุณภาพของผู้เรียน สมรรถนะท่ีสาคัญ และ
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1.2 สภาพการบรหิ ารจดั การโรงเรียนขนาดเลก็ ในปัจจบุ ัน
ผลจากการศึกษาสภาพการบริหารจดั การเพ่ือพัฒนาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาจงั หวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร ในปัจจุบัน พบว่า ผลรวมสภาพการบริหารจัดการ
โรงเรียนขนาดเล็กท่ีมีความเหมาะสมและเป็นไปได้เฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานมีความ
ใกลเ้ คยี งกัน (xˉ= 3.99, S.D = .76)เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายด้าน พบว่า ปัจจัยที่มคี วามเหมาะสมและเปน็ ไปไดม้ าก
ท่ีสุด คือ ปัจจัยด้านภาวะผู้นาของผู้บริหาร (xˉ= 4.19, S.D = .79) รองลงมา คือ ปัจจัยด้านสมรรถนะครูและ
บุคลากรทางการศึกษา (ˉx= 4.06, S.D = .79) ปัจจัยด้านการบรหิ ารจัดการ (xˉ= 4.03, S.D = .77) ปัจจัยด้าน
การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (ˉx= 3.97, S.D = .77) ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน (ˉx= 3.94,
S.D = .75) ปัจจัยด้านการนานโยบายสู่การปฏิบัติ(xˉ= 3.93, S.D = .71) และปัจจัยท่ีมีความเหมาะสมและ
เป็นไปได้น้อยที่สุดคือ ปัจจัยด้านการจดั การเรียนรู้ (ˉx= 3.79, S.D = .73) ส่วนผลรวมคุณภาพนักเรยี นมีความ
เหมาะสมและเป็นไปไดเ้ ฉล่ยี อยู่ในระดับมาก ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานมีความใกล้เคียงกนั (xˉ= 3.88, S.D = .69)
ปจั จยั และองค์ประกอบท่ีเก่ียวข้องตอ่ ประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อนาไปร่างรปู แบบที่ผ่าน
กระบวนการสนทนากลุม่ ของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและปรับปรุงแก้ไขแล้ว ประกอบด้วย ปัจจัยด้านภาวะ
ผนู้ าของผ้บู รหิ าร ปัจจัยดา้ นสมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ปจั จยั ดา้ นการบรหิ ารจัดการ ปจั จัย
ด้านการจัดการเรียนรู้ ปัจจัยด้านการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน
ปจั จัยด้านการนานโยบายสกู่ ารปฏิบัติ ประสิทธภิ าพโรงเรียนขนาดเลก็ หรือคุณภาพผู้เรียน โดยแต่ละปัจจัยวัด
จากสภาพความเปน็ จริงตามการรับรู้ มีองคป์ ระกอบ ดังนี้

1.2.1 ปัจจัยด้านภาวะผู้นาของผู้บรหิ าร ไดแ้ ก่ คณุ ลักษณะของผู้นา ความเข้าใจในการทา
หน้าทขี่ องการเปน็ ผู้นา ความสามารถในการติดตอ่ กับองค์กร และ ภาวะผูน้ าการเปล่ยี นแปลง

1.2.2 ปัจจัยด้านสมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วย ความรู้และ
ประสบการณว์ ิชาชีพ ทกั ษะและความสามารถ แรงจูงใจ และคณุ ลักษณะสว่ นบุคคล

1.2.3 ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ ประกอบด้วย การกาหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และ
เปา้ หมายการประกนั คณุ ภาพ การตรวจสอบได้และความน่าเช่อื ถอื

1.2.4 ปัจจัยด้านการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย การจัดการหลักสูตรและการสอน
การใช้นวตั กรรม และเทคโนโลยี การพฒั นาตนเองของบคุ ลากร การเปน็ เครอื ข่ายการจัดการเรียนรู้

1.2.5 ปัจจัยด้านการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ประกอบ สื่อเทคโนโลยี วัสดุ
อุปกรณ์ อาคารสถานที่ แหลง่ เรียนรู้

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 333

1.2.6 ปจั จัยดา้ นการมสี ว่ นร่วมของชุมชน ประกอบด้วยการบริหารในรูปของคณะกรรมการ
สถานศึกษา และการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรของรัฐและองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น

1.2.7 ปัจจัยด้านการนานโยบายสู่การปฏิบัติ การบริหารงบประมาณ การบริหารงาน
วิชาการ การบรหิ ารงานบคุ คล การบริหารทัว่ ไป

1.2.8 ประสิทธิภาพโรงเรยี นขนาดเล็ก ได้แก่ คุณภาพของผู้เรียน สมรรถนะที่สาคัญ และ
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

2. ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู เบื้องตน้ ของกลมุ่ ตวั อยา่ งและค่าสถติ พิ ื้นฐาน
2.1 การเก็บข้อมูลแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนที่

การศกึ ษาประถมศึกษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจังหวดั ยโสธร จากกล่มุ ตวั อย่างจานวน 50 คน พบวา่ ส่วนใหญ่เป็น
เพศชาย เพศหญิง จานวน 17 คน อายุ 41-50 ปี จานวน 30 คน รองลงมา อายุ 51 ปีขึ้นไป จานวน 13 คน และ
อายุนอ้ ยท่ีสุดต่ากว่า 30 ปี จานวน 2 คน สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จานวน 40 คน รองลงมา คือ สาเร็จ
การศึกษาระดบั ปริญญาตรหี รือเทยี บเท่า จานวน 8 คน สาเรจ็ การศกึ ษาต่ากว่าปรญิ ญาตรีและสาเร็จการศกึ ษาสูง
กว่าปริญญาโทมีจานวนเท่ากัน คือ 1 คน ดารงตาแหน่งเป็นผู้อานวยการสถานศึกษา จานวน 37 คน รองลงมา
ดารงตาแหน่งครู จานวน 10 คน มีระยะเวลาดารงตาแหน่งมากกว่า 10 ปีขึ้นไป จานวน 31 คน รองลงมาตั้งแต่
56-10 ปี จานวน 17 และน้อยกว่า 5 ปี จานวน 2 คน สังกัดจังหวัดศรีสะเกษ จานวน 41 คน และจังหวัดยโสธร
จานวน 9 คน ขนาดสถานศึกษาขนาดเล็ก (นักเรยี นต้งั แต่ 1-120 คน) จานวน 35 คน และขนาดสถานศึกษาขนาด
ใหญ่ (นักเรียนตั้งแต่ 501-1,500คน) จานวน 8 คน และขนาดกลาง (นักเรียนตั้งแต่ 121-500 คน) จานวน 7 คน
ระดับท่ีจัดการศึกษาประถมศึกษา จานวน 49 คน และระดับปฐมวัย จานวน 1 คน สังกัดโครงการพิเศษ สพฐ.
จานวน 5 คน กรมการศาสนา และโครงการ สพป. มจี านวนเทา่ กนั คอื 1 คน ตามลาดบั

2.2 ผลการวิเคราะห์ระดบั การรบั รู้ตามสภาพความเปน็ จรงิ เกี่ยวกบั ดา้ นปัจจัยท่ีเกี่ยวขอ้ งกับ
สภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัด
ยโสธร พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ตามสภาพความเป็นจริงภาพรวมเกี่ยวกับปัจจัยท่ีเกี่ยวกับ
ประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กสงู กวา่ คา่ เฉลี่ยสงู สดุ ปัจจัยท่ีมีความเหมาะสมและเป็นไปไดม้ ากทส่ี ดุ คือ ปัจจัย
ด้านภาวะผู้นาของผู้บริหาร รองลงมา คือ ปัจจัยด้านสมรรถนะครูและบุคลากรทางการ และปัจจัยท่ีมีความ
เหมาะสมและเปน็ ไปได้น้อยทส่ี ุดคอื ปัจจยั ด้านการจดั การเรียนรู้

2.3 ผลการวเิ คราะหร์ ะดับการรบั รูต้ ามสภาพความเปน็ จรงิ เก่ยี วกบั ด้านปัจจัยที่เก่ียวขอ้ งกับ
สภาพงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัด
ยโสธร พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ตามสภาพความเป็นจริงเก่ียวกับประสิทธิภาพโรงเรียนขนาด
เล็กด้านคุณภาพผู้เรียนอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉล่ียของกลุ่มตัวอย่าง โดยพบว่า คุณภาพนักเรียนที่มีความ
เหมาะสมและเป็นไปได้มากท่ีสุด คือ นักเรียนมีความซอ่ื สตั ย์สุจริตรองลงมา คุณภาพนักเรยี นมีคา่ เฉลี่ยเทา่ กัน
คือ นักเรียนช่ืนชม ร่วมกิจกรรม ผลงานด้านกีฬา นันทนาการ และนักเรียนรู้สึกมีสุขภาพจิตท่ีดีและ
มีสุนทรียภาพ และคุณภาพนักเรียนที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้น้อยท่ีสุด คือ นักเรียนสามารถใช้ภาษา
เพอ่ื การสื่อสารได้ทัง้ ภาษาไทยและภาษาตา่ งประเทศ

334 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. ผลจากข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเก่ียวกับองค์ประกอบหรือปัจจัยเพื่อร่างรูปแบบ
เพอ่ื พฒั นาประสิทธภิ าพโรงเรียนขนาดเลก็

กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นโรงเรียนนาร่องของโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นท่ีประถมศึกษาจังหวัด
ศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร เป็นผู้อานวยการโรงเรียนจานวน 50 คน และศึกษานิเทศก์เขตพ้ืนท่ีละ 3 คน
รวม 15 คน ได้แสดงความคิดเห็นว่า องค์ประกอบของหรอื ปัจจัยเพ่ือรา่ งรูปแบบมีความเหมาะสมครอบคลุม
ทกุ ประเด็น มีความเป็นไปได้มากเพราะการพฒั นาโรงเรียนขนาดเล็กจาเป็นตอ้ งพัฒนาให้ครอบคลุมทุกประเด็น
และเห็นว่าองค์ประกอบเพื่อยกร่างรูปแบบที่มีความสาคัญมากท่ีสุด 4 ด้านคือ คุณภาพของผู้เรียน การจัด
การเรียนรู้ สมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา การบริหารจัดการ การจัดสภาพแวดล้อมเพ่ือการเรียนรู้
รองลงมาคือ ภาวะผนู้ าของผู้บริหาร การมีสว่ นรว่ มของชุมชน และการนานโยบายสูก่ ารปฏิบัติ สว่ นใหญ่แสดง
ความคิดเห็นว่า การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ควรสนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้
โรงเรียนขนาดเล็กพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และนาไปสู่โรงเรียนต้นแบบหรือโรงเรยี นปฏิบัติเป็นเลิศในด้านการ
จดั การเรียนการสอนอย่างแทจ้ รงิ

4. ข้อคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญเก่ียวกับองค์ประกอบหรือปัจจัยเพื่อร่างรูปแบบเพ่ือพัฒนา
ประสิทธภิ าพโรงเรยี นขนาดเลก็

ผู้เช่ียวชาญท่ีเข้าร่วมสนทนากลุ่ม ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่หลากหลายเกี่ยวกับ
ประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก เพ่ือปรับปรุงองค์ประกอบหรือปัจจัยให้เหมาะสมกับความต้องการพัฒนา
รูปแบบของโรงเรยี นขนาดเลก็ ทุกๆ ดา้ นกอ่ นทจี่ ะพฒั นารปู แบบหรือยกรา่ งรูปแบบ

5. การศกึ ษาองค์ประกอบของการพฒั นารปู แบบเพื่อพัฒนาประสทิ ธภิ าพโรงเรยี นขนาดเล็กท่ี
ผา่ นกระบวนการสนทนากลุ่มและจากการสัมภาษณ์

องค์ประกอบของการพฒั นารูปแบบเพอ่ื พัฒนาประสิทธภิ าพโรงเรียนขนาดเลก็ ในการวิจัยคร้ัง
นี้ พิจารณาจากข้อคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญทีเ่ ข้าร่วมการสนทนากลุ่มท่ีมคี วามสอดคลอ้ งกนั โดยส่วนใหญ่เห็นว่า
องค์ประกอบของประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ควรจัดการประสิทธิภาพด้านผู้เรียน คื อ คุณภาพของ
นักเรียนซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และปัจจัย จานวน 10 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะที่
สาคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ความมีจิตสานึกในการอนุรกั ษ์และพัฒนาสง่ิ แวดล้อม ทักษะในการทางาน
ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การแกป้ ัญหา ความรู้และทักษะท่ีจาเป็นตามหลักสตู ร ทักษะในการแสวงหา
ความรูด้ ้วยตนเอง ทกั ษะในการใชช้ วี ติ ความมสี ขุ นสิ ยั มจี ติ สาธารณะ จิตรู้เคารพ และการรจู้ กั ตนเอง

6. องค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กท่ีผ่าน
กระบวนการสนทนากลุ่ม

อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ข อ ง ก า ร พั ฒ น า รู ป แบ บ เพ่ื อ พั ฒ น า ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ โร ง เรี ย น ขน า ดเล็ ก ท่ี ผ่ า น
กระบวนการสนทนากลุ่มของผเู้ ชี่ยวชาญและปรับปรุงแกไ้ ขแลว้ มี 8 ปจั จยั ดังน้ี

1. ปัจจัยดา้ นองค์กรแห่งการเรยี นรู้
2. ปจั จัยดา้ นสมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศกึ ษา
3. ปจั จยั ด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วม
4. ปัจจัยดา้ นภาวะผู้นาของผูบ้ รหิ าร
5. ปจั จัยการบริหารจดั การเชงิ กลยุทธ์
6. ปจั จยั ดานการจดั สภาพแวดล้อมเพอ่ื การเรยี นรู้
7. ปจั จยั ด้านการบรหิ ารจัดการตามยทุ ธ์ศาสตร์
8. คณุ ภาพนักเรยี นหรอื ประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเลก็

ปที ี่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 335

การแสดงความคิดเห็นความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และการใช้ประโยชน์
ต่อองค์ประกอบของรปู แบบทั้ง 8 องคป์ ระกอบ ผลจากการแสดงความคิดเห็น ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้
ความถูกต้อง และการใช้ประโยชน์ต่อองค์ประกอบของรูปแบบทั้ง 8 องค์ประกอบของผู้เชี่ยวชาญ
จานวน 15 คน แสดงให้เห็นว่า ทุกองค์ประกอบของรูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง
และการใช้ประโยชน์ทุกองค์ประกอบต่อการพัฒนารปู แบบเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขต
พนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวดั ยโสธรอย่ใู นระดับดี

ผลการพัฒนารปู แบบการบริหารจัดการเพอ่ื พฒั นาประสิทธภิ าพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพืน้ ที่
การศึกษาประถมศกึ ษาจงั หวดั ศรีสะเกษ และจังหวดั ยโสธร

จากผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู เชงิ ปริมาณ การสัมภาษณ์ การสอบถามความคิดเห็น กรณีศกึ ษาเชิงลึก
และการสังเคราะห์ข้อมูลการบรหิ ารจัดการเพื่อพฒั นาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเลก็ ของไทยและตา่ งประเทศ
รวมท้ังการประชุม สัมมนากลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิของเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ท้ัง ๔ เขต และจังหวัดยโสธร 1 เขต พบว่า ได้พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพ
โรงเรียนขนาดเล็กที่พัฒนาข้ึนใหม่ มีทั้งเป็นรูปแบบท่ีมีอยู่เดิมแต่ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมองค์กรที่เกี่ยวข้อง
สาระและวิธีการท่ีเหมาะสมกับบริบทโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ และนามาใช้แล้วประสบ
ผลสาเร็จ และรูปแบบท่พี ฒั นาขน้ึ ใหม่ ดงั น้ี

336 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

กลมุ่ ที่ 1 กลุม่ ที่พัฒนาข้นึ จากรูปแบบทีบ่ ริหารจดั การอยู่เดมิ ประกอบดว้ ย 2 รูปแบบ คอื
รูปแบบท่ี 1 รูปแบบการบริหารจดั การแบบมีส่วนรว่ มของชมุ ชน

กระบวนการแบบการมีส่วนรว่ ม

ผูป้ กครอง ครู/ผบู้ รหิ าร/ ตวั แทนขา้ ราชการ
ชมรมศิษย์เก่า กรรมการ กระทรวงศึกษาธกิ าร
สถานศึกษา ในจังหวัด
องคก์ รในชุมชน

ศูนย์ศลิ ปะวัฒนธรรม/ สถานศกึ ษา แหล่งเรียนรู้/
ศนู ย์สุขภาพ/กีฬา พิพิธภณั ฑ์/
ภูมิปัญญา

โรงเรยี น / อบต. อบจ./ บ้าน /วัด/ศาสนาสถาน/
มหาวทิ ยาลัย พระ/กานัน/ผูใ้ หญ่บา้ น
ผ้นู าเยาวชน
หน่วยงานภาครฐั /
เอกชน

สาระของการมีส่วนรว่ มยึดแนวคดิ ตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง

การกาหนดปญั หาและความต้องการการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมดา้ นบริหารจัดการ

การมสี ว่ นรว่ มดา้ นการจัดการเรยี นรู้ -เครอื ขา่ ยอนิ เตอร์เนต็ ที่มคี ุณภาพเอกชน
การกาหนดปัญหาและความตอ้ งการการเรียนรู้ -ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ

การจดั การหลกั สูตรและการสอน TOT / CAT / 3BB / DLTV

การจดั กระบวนการเรยี นรู้ - งบประมาณ เครือข่ายโรงเรยี นพ่ีเล้ียง
การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้ - วิชาการ ขนาดใหญ่ /ขนาดกลาง
- บคุ ลากร - สายอาชพี
สาระของรูปแบบ - บรหิ ารทว่ั ไป เทคนคิ /อาชวี ศึกษา

เป็นรูปแบบท่ีมีการบริหารจัดการในลักษณะร่วมกันของกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู 337
ชุมกชลนมุ่ แทลี่ 2ะผกู้มลีส่มุ ่วทนพ่ี ไัฒด้สน่วาขน้นึเสใีหยม(่Sปtaรkะeกhอoบlดdว้eยr) ๒เชร่นปู แตบัวบแทคนือพ่อแม่ผู้ปกครอง ชมรมศิษย์เก่า สมาคม
ผู้ปกครอง และองค์กรของรัฐ และเอกชน ในชุมชนการมีส่วนรว่ มการบรหิ ารจดั การเรียนรูก้ ารมีสว่ นร่วมทาง
บริหารจัดการงบประมาณ บุคลากร วิชาการ บริหารท่ัวไป การร่วมสนับสนุนทรัพยากร ได้แก่ เครือข่าย
อินเตอร์เน็ตทีม่ คี ณุ ภาพของเอกชน

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560)

กลุ่มที่ 2 กลุ่มทพี่ ฒั นาขึ้นใหม่ ประกอบด้วย ๒ รปู แบบ คอื
รูปแบบท่ี 2 รูปแบบการบริหารจดั การแบบยึดพน้ื ทีเ่ ป็นฐาน

สาระของรปู แบบ
เป็ นการบ ริห ารจัด การแ บ บ ยึ ดพื้ นท่ี เป็ นตั วตั้ ง ห รือ ใช้ พ้ื นท่ี เป็ นฐาน ( area–based
management) โดยไม่คานึงถึงสังกัด แต่เป็นการรวมตัวกันบริหารจัดการกันทางวิชาการเพ่ือการพัฒนา
คุณภาพทางการศึกษาท่ีเน้นผ้เู รียนหรือประชากรของสถานศึกษาในพ้ืนทเ่ี ดียวกันหรอื ทีใ่ กล้เคยี งกันเป็นสาคัญ
เช่น พื้นท่ีตาบล พื้นท่ีอาเภอ เป็นต้น และนาทรัพยากรทางการบริหารบางส่วนมาร่วมมือกันใช้การศึกษา
ทางไกล DLTV ช่วยแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบครบทุกชั้น ทุกวิชา มีหลักฐาน
เชิงประจักษ์

338 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

รูปแบบท่ี 1 รูปแบบการบริหารจดั การแบบการจัดการความรู้

สาระของรปู แบบ
สถานศกึ ษาเป็นหนว่ ยงานโดยตรงที่จะบรหิ ารจดั การศกึ ษาให้ประสบผลสาเร็จ สอดคล้องกับความ
ตอ้ งการของผู้เรียน ประชาชน ทค่ี วรมีบรบิ ททางการจัดการความรูเ้ ป็นของตนเอง และมโี รงเรียนท่ีเปน็ ศนู ย์
การทางวชิ าการ มีส่ือเทคโนโลยสี ารสนเทศ

เขตพื้นท่กี ารศึกษา

การจดั การ
ความรู้

นักเรียน สถานศกึ ษาท่ี สื่อและ ชุมชนและ
เป็นศูนยก์ ลาง เทคโนโลยี เครือขา่ ยให้

ครูและ การสนบั สนุน
บุคลากร

สาระของรปู แบบ
สถานศึกษาเป็นหน่วยงานโดยตรงที่จะบรหิ ารจดั การศึกษาใหป้ ระสบผลสาเรจ็ สอดคล้องกับความ
ต้องการของผู้เรยี น ประชาชน มี HOME SCHOOL เปน็ โรงเรยี นทางเลอื ก ท่ีควรมีบริบททางการจัดการความรู้
เป็นของตนเอง และมีโรงเรียนท่ีเป็นแม่ข่ายและลูกข่ายทางวิชาการ การบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ขนาดเล็ก ท่ีขาดแคลนทรัพยากร จาเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการ งบประมาณ การบริหารงาน
บุคคล และการบริหารงานท่ัวไป จากโรงเรียนแม่ข่ายเพ่ือให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
ประสิทธิภาพ และประสบปัญหานอ้ ยทสี่ ุด

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 339

รูปแบบที่ 2 รูปแบบการบริหารจดั การแบบโรงเรียนทางเลอื กศนู ยเ์ ครือข่าย

โรงเรยี นลกู โรงเรยี น โรงเรียนลูก
ขา่ ย ลกู ขา่ ย ขา่ ย
โรงเรียนลกู สโถรางนเรศียึกนษวงัา โรงเรียนลกู
ข่าย ไแกมล่ขก่าังยวล ขา่ ย

DLTV
HOME

SCHOOL

นกเรยี น

อภิปรายผลวิจัย
1.สภาพการบรหิ ารจดั การโรงเรยี นขนาดเลก็ ในเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาจงั หวัด

ศรสี ะเกษ และจงั หวดั ยโสธร
จากข้อค้นพบของผลการวิจัย พบว่า สภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กปัจจัยท่ีมี

ความเหมาะสมและเป็นไปได้น้อยที่สุด คือ ปัจจัยด้านการจัดการเรียนรู้ มีผลต่อประสิทธิภาพโรงเรียน
ขนาดเล็ก สอดคล้องกับงานวิจัยของ พิณสุดา สิริธรังศรี (2556 : 28) ว่าเมื่อพิจารณาในด้านของการจัด
การเรียนการสอน ด้วยวธิ ีการเรียนการสอนที่เรียนแต่ในห้อง ท่องจาตารา เพื่อนาไปสอบแข่งขัน นอกจากไม่
เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงที่สามารถนามาปฏิบัติ นามาใช้ในชีวิตได้แล้ว ยังสร้างความเห็นแก่ตัว เกิดการ
แข่งขันในลู่ทางการศึกษาสูงข้ึน จุดประสงค์ในการเรียนการสอนเปล่ียนไปตามกระแสสังคมทุนนิยมอย่าง
ชัดเจน ผู้สอนจัดการสอนเพ่ือกวดขันวชิ ามากกว่าสอนเพ่อื นาไปประยุกตใ์ ช้ ผู้เรียนก็มวี ตั ถุประสงค์ในการเรยี น
เพียงสอบแข่งขันเพียงเท่านั้น จึงเกิดภาวะที่ผู้เรียน เรียนหนังสือจนไม่รู้จักมนุษย์ ไม่รู้จักโลก ขาดทักษะชีวิต
ขาดคุณธรรม และขาดจิตอาสา ภาพรวมของผลผลิตของระบบการศึกษาเป็นลักษณะที่สังคมไม่พึงประสงค์
เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นแต่ทฤษฏีไม่เน้นการปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ยังพบปัญหาด้าน
เนอื้ หาวิชา บางวชิ าเนื้อหามาก และบางวิชาเน้ือหาเปน็ นามธรรมยากแก่การเข้าใจ ดังนัน้ หลักสูตรการศึกษา
ท่ีพึงประสงค์ นอกจากจะต้องลดจานวนสาระการเรียนรู้ท่ีไมจ่ าเป็นแต่ละระดับลงแล้ว ยังตอ้ งปรับให้สอดคล้อง

340 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี


Click to View FlipBook Version