The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ratda_Lert, 2021-10-09 19:02:54

บัวบัณฑิต ธค 2560 Kami Export - Journal_41

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

3. The results from verification and confirmation of academic administration
effectiveness of Private General Education Schools revealed that the scholars agreed that the
developed model was appropriate for further implementation through workshops and self-
learning development by using development handbooks.
Keywords : Academic administration
บทนา

การจัดการศึกษาเอกชน ถือได้ว่าเป็นการจัดการศึกษาท่ีมีโรงเรียนเอกชนทาหน้าท่ีขับเคลื่อน
กระบวนการทางการศึกษาที่นอกเหนือจากการจัดการของรัฐ โดยบทบาทสาคัญของโรงเรียนเอกชนประเภท
สามัญศึกษาประเภทสามัญศกึ ษา ประกอบด้วย สามารถแบง่ เบาภาระของรฐั ในเร่ืองการจัดการศึกษาให้เยาวชน
ซึ่งมีทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียนและการศึกษานอกระบบ เป็นโรงเรียนที่อยู่ในแหล่งชุมชนเกือบทุกชุมชน
ถือว่าเป็นโรงเรียนใกล้บ้านมีการคมนาคมท่ีสะดวก จึงสามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนและ
ผู้ปกครองสามารถให้บริการท่ีมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ สนองความต้องการของกลุ่มคนได้เป็นอย่างดี เช่น
อาหารกลางวัน พาหนะรถรับ-ส่ง สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพทัดเทียมกับโรงเรียนของรัฐ
โดยพิจารณาได้จากคะแนนผลการทดสอบระดบั ชาติ (O-NET) และจากคะแนนการทดสอบมาตรฐานอาชีวศึกษา
(V-NET) พบว่า มีคะแนนเฉล่ยี สูงกว่าโรงเรียนภาครัฐ การศึกษาเอกชนจึงมีความสาคัญอย่างยิง่ ต่อการพัฒนา
ประเทศ เนือ่ งจากการจดั การศึกษาเป็นกระบวนการสาคัญในการพฒั นาศักยภาพของคนในทุกๆ ด้าน ไม่วา่ จะ
เป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองหรือการพัฒนาด้านต่างๆ และ
ภาคเอกชนท่ีเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ได้ช่วยเสริมในส่วนท่ีภาครัฐดาเนินการไม่ทั่วถึง ช่วยสร้าง
ความหลากหลายในด้านรปู แบบและวิธกี ารจัดการศึกษา ทาใหเ้ กิดการศึกษาทางเลอื กต่างๆ ทภี่ าคเอกชนช่วย
เติมเต็มการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ดังน้ันการพัฒนาการศึกษาเอกชนจึงเป็นสิ่งสาคัญของการพัฒนา
ประเทศใหเ้ ข้มแข็งและแขง่ ขันในเวทโี ลก สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาเอกชน (2556 : 1)

ผลการจัดการศึกษาเอกชนที่ผ่านมา สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สานักงาน
ปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร ได้วิเคราะห์การจัดการศึกษาเอกชนสรุปได้ ดังนี้ สานักงานคณะกรรมการส่งเสริม
การศึกษาเอกชน (2556 : 48-55) 1) คุณภาพการศึกษาเอกชนที่ผ่านมายังไม่เป็นที่พอใจของสังคม นักเรียน
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาหลักของระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (O-NET) ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ยังมีค่าเฉล่ียต่ากว่าร้อยละ 2) ด้านสถานศึกษาพบว่ามีสถานศึกษาเอกชนขั้น
พ้ืนฐานท่ียังไม่ได้เกณฑ์มาตรฐานตามเกณฑ์การประเมินของสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศึกษา (สมศ.) 3) ปัญหาการดาเนินงานที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการพัฒนาวัสดุอุปกรณ์
มากกว่าการนาเนื้อหาสาระในสื่อเทคโนโลยีและสารสนเทศไปใช้ในการเรียนการสอน ประกอบกับสถานศึกษา
เอกชนมีจานวนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สาหรับสื่อไม่เพียงพอ ล้าสมัย รวมท้งั ครูยังไม่สามารถใช้ส่ือเทคโนโลยี
สารสนเทศเพ่ือการจัดการเรียนการสอนได้อยา่ งแท้จรงิ และผู้เรียนไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
ประกอบกบั สถานศึกษาเอกชนบางแห่งยงั ขาดส่อื ท่ีทนั สมัยและมีคุณภาพ ทาให้ไมเ่ พียงพอต่อการใชเ้ พือ่ ศกึ ษา
คน้ คว้าหาความรู้ด้วยตนเองของครูและผู้เรียน 5) ผลการวิเคราะหส์ ภาพแวดลอ้ ม (SWOT Analysis) จากการ
วเิ คราะห์การจัดการศึกษาเอกชนที่ผ่านมา และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริม
การศึกษาเอกชน พ.ศ.2556-2560 ได้มีการประเมินสถานการณ์ของการจัดการศึกษาเอกชน สรุปผลการ
วิเคราะห์ ดังนี้ จุดแข็ง (Strengths : S) ประกอบด้วย การบริหารจัดการสถานศึกษาเอกชนมีความเป็นอิสระ
และคลอ่ งตัว มีเครอื ข่ายสถานศึกษาเอกชนที่มีความเข้มแขง็ มีการประชุมหารือเพื่อพัฒนาการศกึ ษาเอกชน

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 141

ร่วมกันอย่างต่อเน่ือง หลักสูตร/โปรแกรมการเรียนการสอนมีความยืดหยุ่น หลากหลาย สอดคล้องกับ
ความต้องการของผู้เรียนมสี ถานศึกษาเอกชนที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากการรับรองของสานักงานรับรอง
มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา (สมศ.) กระจายอยูใ่ นทุกพื้นท่ี และยังสามารถเปิดรับผู้เรียนไดอ้ ีกเป็น
จานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยง่ิ สถานศึกษาขั้นพนื้ ฐาน (ระดับปฐมวัย) ผ้จู บการศกึ ษาจากสถานศึกษาเอกชนมี
คุณภาพ มีศกั ยภาพในการเขา้ ศึกษาตอ่ และมงี านทาในอตั ราที่สงู มรี ะบบดูแลช่วยเหลอื นักเรียนของสถานศึกษา
เอกชนที่มีประสิทธิภาพ จุดอ่อน (Weaknesses : W) ประกอบด้วยขาดหน่วยงานหรือบุคคลรับผิดชอบการ
กากับ ตรวจ ติดตาม นิเทศ สนับสนนุ ทางวิชาการ และประสานงานแกส่ ถานศึกษาเอกชนในระดบั พ้ืนที่ซงึ่ เป็น
ปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาเอกชนอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพระบบข้อมูลสารสนเทศ
ทางการศึกษาเอกชนยังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นระบบขาดแคลนครู ท้ังครูที่มีคุณภาพสูง ครูสาขาวิชาหลักหรือ
ครูวิชาเฉพาะระบบสวัสดิการของครูยังไม่เอ้ือต่อการสร้างแรงจูงใจหรือความม่ันคงในอาชีพให้กบั ครูเอกชนได้
ทาใหม้ กี ารลาออกเปลย่ี นงานในอัตราสูง

จากสภาพ และ ปัญหาดังกล่าวสรุปได้ว่า การศึกษาเอกชนจะบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย
ข้นึ กบั การเพ่ิมศกั ยภาพบุคลากรให้มคี วามรู้ ความสามารถในการปฏิบตั ิงานด้วยเทคนิคและวิธีการใหม่ๆ อยา่ ง
ต่อเนื่องด้วยการฝึกอบรมหรือศึกษาดูงานเพ่ือสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์ให้บุคคลากร รวมทั้งสร้าง
ขวัญและกาลังใจด้วยการยกย่อง ชมเชย ให้รางวัล เม่ือสามารถดาเนินการได้ผลสาเร็จตามเป้าหมาย และ
สถานศึกษาเอกชนทุกระดับทุกประเภทผ่านการรับรองมาตรฐานทางการศึกษา ดังนั้นงานวิชาการจึงถือเป็น
งานหลักท่ีมีความสาคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพราะเป็นหัวใจของสถานศึกษาท่ีผู้บริหารต้องให้
ความสาคัญสนับสนุนใหค้ รูจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร สง่ เสริมให้ครูมีความ
ตระหนักและร่วมมือกันพัฒนางานวิชาการอย่างจริงจังตามปรัชญาของการศึกษา นาความรู้ไปจัดกิจกรรมการ
เรยี นรใู้ หแ้ กน่ ักเรยี นอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดทัง้ การอบรมศลี ธรรมจรรยาและความประพฤติ
ของนักเรียน เพื่อให้เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถทางวิชาการ มีทักษะการดารงชีวิตอย่างมีความสุข
สานักการศึกษากรุงเทพมหานคร (2550 : 7) นอกจากนี้ การบริหารงานวิชาการยังเกี่ยวข้องกับกิจกรรม
ทุกชนิด และเป็นเคร่ืองช้ีวัดความสาเร็จและความสามารถของผู้บริหารท่ีพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีข้ึน
เรม่ิ ตง้ั แต่การกาหนดนโยบาย การวางแผน การปรับปรงุ พฒั นาการเรียนการสอน ตลอดจนการประเมินผลการ
สอนเพ่ือให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและจุดมุ่งหมายของการศึก ษาเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ
ผู้เรียน รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2550 : 29) การดาเนินกิจกรรมทางวิชาการจึงต้องอาศัยความร่วมมือจาก
ทุกฝ่าย นับต้ังแต่ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา ต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
การวางแผน การตัดสินใจ การปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบและประเมินผล เพื่อประสิทธิผลต่อผู้เรียน
ท้งั ในเชงิ คณุ ภาพและเชิงปรมิ าณ จันทรานี สงวนนาม (2551 : 149)

ดังนั้น การบริหารงานวิชาการจึงเป็นหัวใจสาคัญของการบริหารการศึกษา ท่ีมีกระบวน
การดาเนินงานอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การวางแผนการจัดระบบโครงสร้าง การกาหนดบทบาทหน้าท่ี
การจัดดาเนินงานทางวิชาการ การผลิตส่ืออุปกรณ์การสอน การวัดผลประเมินผล การนิเทศเพื่อส่งเสริมและ
พัฒนาคุณภาพงานวิชาการ การจัดแหล่งเรียนรู้ศูนย์เทคโนโลยี การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาด้วยหลักการดังกล่าว สถานศึกษาเอกชนทุกแห่งจึงต้องหารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มี
ประสิทธิภาพ ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศได้มาตรฐานสากล เพ่ือให้การจัด
การเรียนการสอนมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถพัฒนาการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา
เอกชนมีประสิทธผิ ลไดอ้ ย่างสูงสุด

142 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

ผ้วู ิจยั จึงมคี วามสนใจท่จี ะศึกษารูปแบบการบรหิ ารงานวชิ าการที่มปี ระสิทธผิ ลของโรงเรียนเอกชน
ประเภทสามัญศึกษาประเภทสามัญศึกษาประเภทสามัญศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้วิเคราะห์
สังเคราะห์แนวคิดและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง แล้วสรุปองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลของ
โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาประเภทสามัญศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพ่ือให้ได้รูปแบบการ
บริหารวชิ าการทีม่ ปี ระสทิ ธิผล ซงึ่ จะเป็นประโยชนต์ ่อการบริหารโรงเรียนเอกชน ต่อไป
ความมุ่งหมายของการวจิ ยั

ในการวิจัยครั้งนม้ี ีความม่งุ หมายของการวจิ ยั ดงั นี้
1 .เพ่ือศกึ ษาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสทิ ธผิ ลของโรงเรียนเอกชนประเภท

สามัญศึกษาในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
2. เพ่ือพัฒนารปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการทม่ี ีประสทิ ธิผลของโรงเรยี นเอกชนประเภทสามัญ

ศึกษาในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
3. เพอื่ ตรวจสอบและยนื ยันรปู แบบการบรหิ ารงานวิชาการที่มีประสทิ ธิผลของโรงเรยี นเอกชน

ประเภทสามญั ศึกษาในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ท่ีมคี วามเหมาะสม
ขอบเขตการวจิ ัย

ขอบเขตเน้ือหาทีใ่ ช้วจิ ัย
เน้ือหาท่ีใช้ในการวิจัยรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชน

ประเภทสามัญศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ผู้วิจัยได้กาหนดขอบเขตของเนื้อหาโดยศึกษาเอกสารแนวคิด
ทฤษฎแี ละงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกบั หลักการแนวคิด หลักการการบรหิ ารงานวิชาการ มี 12 องคป์ ระกอบ ได้แก่
1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) การพัฒนาส่ือการเรียนการสอน
4) การวัดผลและประเมินผลการศึกษา 5) การนิเทศการศึกษา 6) การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา
7) การพัฒนาแหล่งการเรยี นรู้ 8) การพัฒนาระบบการประกนั คุณภาพภายใน 9) การส่งเสรมิ และสนบั สนุนงาน
วิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา 10) การแนะแนวการศึกษา
11) การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน และ 12) การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับ
สถานศึกษาอื่น

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 143

กรอบแนวคิดการวจิ ยั

การบรหิ ารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศกึ ษาประเภทสามญั ศกึ ษา
ประกอบดว้ ย 12 งาน

1.การวัดผลและประเมินผลการศกึ ษา 10. การแนะแนวการศึกษา
2. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 11. การส่งเสริมความรทู้ างวิชาการแก่ชุมชน
3. การพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษา 12. การประสานความร่วมมอื ในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอ่ืน
4. การนิเทศการศึกษา
5. การวจิ ัยเพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการศึกษา
6. การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พื่อการศึกษา
7. การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้
8. การพฒั นาระบบการประกันคุณภาพภายใน
9. การส่งเสรมิ และสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครวั องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่นท่จี ัดการศึกษา

กระบวนการบริหารงานวชิ าการ การบรหิ ารงานวิชาการ
ประกอบดว้ ย 4 ข้ัน โรงเรียนเอกชนที่มีประสทิ ธผิ ล
ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
1. การวางแผน (Plan)
2. การปฏิบตั ิตามแผน (Do)
3. การตรวจสอบประเมนิ ผล (Check)
4. การปรับปรงุ /นาไปใช้ (Action)

การบรหิ ารงานวิชาการทม่ี ปี ระสิทธิผล
มี 3 องค์ประกอบ

1. ภาวะผนู้ าทางวิชาการ
2. การพฒั นาศกั ยภาพครู
3. บรรยากาศการเรียนรู้

ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

วธิ ดี าเนินการวิจยั
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และครูท่ีปฏิบัติหน้าท่ีบริหารงานวิชาการ

โรงเรียนเอกชนในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ตามประกาศของสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
เรื่อง รายชื่อโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาท่ีส่งรายงานประเมินคณุ ภาพภายในสถานศึกษา ปีการศึกษา
2557 ข้อมูล ณ วนั ที่ 28 สงิ หาคม 2558 ท้ัง 20 จงั หวดั รวมทัง้ สิน้ 583 โรง

กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บรหิ ารโรงเรียน และครูที่ปฏิบตั ิหนา้ ทบี่ รหิ ารงาน
วิชาการ โรงเรียนเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กาหนดขนาดของกลุ่มตวั อย่างโดยใช้ตารางของ (Krejcie,
R.V.,and Morgan D.W.) ได้กลุ่มตัวอย่างโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญ จานวน 194 โรง แยกเป็นผู้บริหาร

144 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

โรงเรียน จานวน 194 คน และครูท่ีปฏบิ ัติหน้าที่บริหารงานวิชาการ จานวน 194 คน รวมทั้งส้ิน 388 คน ซ่ึงหน่วย
วจิ ัยได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง

เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้
สถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test (Dependent Sample) แบ่ง
การวิจัยออกเป็น 3ระยะคือ

ระยะที่ 1 วิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของโรงเรยี นเอกชนประเภท
สามญั ศึกษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

ระยะที่ 2 นาเสนอรูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญ
ศกึ ษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื

ระยะท่ี 3 ตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชน
ประเภทสามญั ศึกษาในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
สรุปผลการวิจัย

รูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการท่ีมปี ระสิทธผิ ลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามญั ศกึ ษา
ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื มผี ลการวจิ ยั สรปุ ได้ ดังน้ี

1. องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 12 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้ 3) การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน 4) การวดั ผลและประเมินผลการศึกษา 5) การนิเทศ
การศึกษา 6) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 7) การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ 8) การพัฒนาระบบการ
ประกันคุณภาพภายใน 9) การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และ
สถาบันอ่ืนท่ีจัดการศึกษา 10) การแนะแนวการศึกษา 11) การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน และ
12) การประสานความรว่ มมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศกึ ษาอ่ืน

2. องค์ประกอบรูปแบบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผล ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญ
ศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 5 ขั้นตอนหลัก คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เน้ือหาสาระ
4) กระบวนการพฒั นา 5) ผลที่ตอ้ งการ

3. ผลการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชน
ประเภทสามัญศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังน้ี 3.1 รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลของ
โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด
ผทู้ รงคุณวุฒิท้ังหมดเห็นด้วยทุกองค์ประกอบของรูปแบบ ดังน้ี คือ หลกั การของรูปแบบ วัตถุประสงค์เนื้อหา
สาระของรูปแบบ กระบวนการพฒั นา และผลที่ต้องการ 3.2วิธีการพัฒนาการบรหิ ารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผล
ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่า สามารถจะใช้
กระบวนการพัฒนาได้ 2 กระบวนการตามที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอวิธีการพัฒนา ข้ึนอยู่กับโรงเรียนจะเลือก
นาไปใช้ตามความเหมาะสมและบริบทของโรงเรียน คือ 1) การอบรมเชิงปฏิบัตกิ าร 2) การพัฒนาเรียนรู้ด้วย
ตนเอง

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 145

อภิปรายผลการวจิ ยั
ผวู้ ิจัยไดเ้ สนอผลการอภปิ รายผลตามความมงุ่ หมายของการวจิ ัยดังน้ี
1. ผลการศึกษาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มีประสทิ ธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภท

สามัญศึกษา พบว่ามีองค์ประกอบ 12 องค์ประกอบ ดังนี้1)การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้ 3) การวัดผลประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน 4) การวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา
5) การพัฒนาส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา 6) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 7) การนิเทศการศึกษา
องค์ประกอบท่ี 8) การแนะแนวการศึกษา 9) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
10) การสง่ เสริมความร้ทู างวิชาการแก่ชมุ ชน 11) การประสานความรว่ มมือพัฒนางานวิชาการกับสถานศกึ ษา
และองคก์ รอ่ืน 12) การสง่ เสริมและสนบั สนุนงานวชิ าการแก่บคุ คล ครอบครวั องค์กร หนว่ ยงาน และสถาบัน
อ่ืนท่ีจัดการศึกษา ที่เป็นเช่นน้ีสืบเน่ืองมาจากโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาเป็นโรงเรียนท่ีมีการเน้น
บริหารจดั การในดา้ นการบรหิ ารงานวิชาการเป็นหลักสาคัญ มเี ป้าหมายเพอ่ื การพฒั นาความรู้ ความเขา้ ใจและ
มีทักษะตามเป้าหมายของหลักสูตรให้แก่ผู้เรียน มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์คือ เป็นคนดี เป็นคนเก่งและมี
ความสุขดังนั้นทุกโรงเรียนของโรงเรียนเอกชนบุคลากรที่เป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการบริหารงานวิชาการคือ
ผบู้ ริหารโรงเรยี นและครูที่ปฏิบตั หิ นา้ ท่ีบรหิ ารงานวิชาการจึงตอ้ งดาเนินการบริหารงานวิชาการที่มปี ระสทิ ธผิ ล
โดยเลือกองค์ประกอบที่โรงเรียนเอกชนประเภทสามญั ศึกษายงั มีการบริหารจัดการท่ียังไม่มปี ระสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลที่ดีพอซึ่งจากการสารวจพบว่ามี 12 องค์ประกอบสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฐิติมา สุวรรณา
(2550 : บทคัดย่อ) ไดศ้ ึกษาเรื่องสภาพการบรหิ ารวชิ าการโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาพิจิตร
เขต 1 มี 6 องค์ประกอบ คือ 1) ด้านการพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษา 2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรยี นรู้
3) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4) ด้านการพัฒนาส่ือนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
5) ด้านการนิเทศภายในมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 6) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่
บุคคล ครอบครวั องคก์ ร หน่วยงานและสถาบันอน่ื ท่ีจดั การศึกษา และสอดคล้องกับงานวจิ ัยของดวง สวุ รรณ
เกิดผล (2550, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเร่อื งสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการตามแนวปฏิรูปการศึกษาของ
สถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 มี 8 องค์ประกอบ คือ
1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 3) ด้านการวัดผลประเมนิ ผลและการ
เทียบโอนผลการเรยี น 4) ดา้ นการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา 5) ด้านการพัฒนา ใชส้ อ่ื และ
เทคโนโลยีเพอื่ การศึกษา 6) ดา้ นการพัฒนาและส่งเสรมิ ให้มีแหล่งเรียนรู้ 7) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา และ 8) ด้านการส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ และสอดคล้องกับงานวิจัยของ
วรรณรัตน์ ทายิตา (2551 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องสภาพและปัญหาการบริหารวิชาการของโรงเรียนสังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาขอนแก่นเขต 4 มี 7 องค์ประกอบ คือ 1) ด้านที่มีการบริหารวิชาการ
2) ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 3) ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 4) ด้านการพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้ 5) ด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา รองลงมาคือ 6) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุน
วิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กรหน่วยงานและสถาบันอ่ืนท่ีจัดการศึกษา และ 7) ด้านการพัฒนาส่ือนวัตกรรม
และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาและ สอดคล้องกับงานวิจัยของเกรียงศักดิ์ วงศ์รัตนะ (2557 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัย
เร่ืองรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวจิ ยั พบวา่ 1) องคป์ ระกอบภาวะผู้นาทางวชิ าการของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
สังกัดเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ การมี
วิสัยทัศน์ เป้าหมายและพันธกิจ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การบริหารจัดการหลักสูตรและการจัด
การเรียนรู้ การนิเทศ กากับ ติดตามและประเมินผล การจัดการเรียนการสอน การสร้างบรรยากาศและ
วัฒนธรรมการเรียนรู้ และการพัฒนาวิชาชีพครูสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารงานวิชาการท่มี ีประสิทธิผล ดังน้ี

146 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

Chrispeels (1990 : 2209) ศึกษาประสิทธิผลโรงเรียน ศึกษาเฉพาะกรณีในโรงเรียนประถมศึกษา ผลการศึกษา
พบว่า การเปิดโอกาสให้คณะกรรมการหลักสูตรและครูไดท้ างานร่วมกันมคี วามจาเป็นสาหรบั การเพ่ิมสัมฤทธิ์ผล
ของนักเรียน การบริหารโรงเรียนท่ีมีประสิทธิผลนั้น ครูใหญ่ต้องมีภาวะผู้นา ต้องมีวางแผนการพัฒนาบุคลากรที่ดี
และสอดคล้องกับPierce (1991 : 35) ศึกษาลักษณะการบริหารโรงเรียนท่ีมีประสิทธิผล พบว่า1) การให้ความ
เคารพกบั ความหลากหลายทางวัฒนธรรม 2) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลท่เี น้นการสร้างครูท่ีช่วยเหลือนักเรียนที่
มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม 3) หลักสูตรท่ีเน้นการบูรณาการ และพัฒนาได้มากกว่าทักษะพ้ืนฐาน
4) การส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความร่วมมอื ในการวางแผนกับครู 5) การมีส่วนร่วมในการดูแลนักเรียน ระหว่างครู
และผู้ปกครอง และSergiovanni (2001 : 258-263) ได้สรุปการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผลควรมี
องค์ประกอบ ดังน้ี 1) เน้นนักเรียนเป็นศูนยก์ ลาง 2) มแี ผนงานทางวิชาการท่ีดี 3) จดั การเรียนการสอนทส่ี ่งเสริม
การเรียนรู้ของนักเรียน 4) มีบรรยากาศของโรงเรียนในทางบวก 5) ส่งเสริมความมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันแบบ
เป็นกลุ่ม 6) มีการพัฒนาบุคลากรอย่างกว้างขวาง 7) ใช้ภาวะผู้นาแบบมีส่วนร่วม 8) ส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่าง
สร้างสรรค์ และ 9) ผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และแนวคิดของFaber and Shearon (1970 : 45)
ที่กล่าวว่างานวิชาการมีขอบข่าย ประกอบด้วย1) การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา 2) การพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้ 3) การวัดผลประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน 4) การนิเทศการศึกษา
5) การสง่ เสริมครปู ระจาการและการตั้งปรชั ญาการศกึ ษา และ 6) การต้งั วตั ถปุ ระสงคก์ ารบริหาร

2. รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา
ประกอบดว้ ยหลักการของรูปแบบวัตถุประสงค์. เนื้อหาสาระของรปู แบบกระบวนการพัฒนาและผลทตี่ ้องการ
สอดคล้องกับงานวิจัยของวารุณีงอยผาลากับ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเร่ืองรูปแบบการพัฒนาภาวะ
ผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผบู้ รหิ ารสตรสี งั กดั สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานในเขตตรวจราชการท่ี
11ผลการวิจัยพบว่า) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาประกอบด้วยหลักการวัตถุประสงค์เน้ือหากระบวนการสื่อ
และแหล่งเรียนรู้การวัดผลและประเมินผลสอดคล้องกับงานวิจัยของชริน ดาพิมพบุตร (2556 : บทคัดย่อ)
ได้ทาการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาการให้ริการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบรหิ ารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูใน
ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก เฉี ย งเห นื อ ผ ล ก า ร วิ จั ย พ บ ว่ า รู ป แ บ บ ก า ร พั ฒ น า ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ห ลั ก ก า ร จุ ด มุ่ งห ม า ย
กระบวนการพัฒนาชุดการพัฒนาและการติดตามและประเมินผลแล ะสอดคล้องกับศิริพร กุลสานต์
(2557 : 205-208) ได้ทาการวิจัยเร่ืองรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาครูในการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขยาย
โอกาสทางการศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลการวิจัยพบว่าประกอบด้วยหลักการวัตถุประสงค์เนื้อหา
กระบวนการพฒั นาและการวัดและการประเมนิ ผลและสอดคล้องกับเกรียงศักดิ์ วงศร์ ัตนะ (2557 : บทคัดย่อ)
ได้ทาการวิจัยเร่ืองรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหาร
สถานศึกษาสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการ
พฒั นาประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถปุ ระสงค์ 3) เอกสารประกอบการพัฒนา 4) กระบวนการ
ของรูปแบบ และ 5) การตดิ ตามผลและการประเมินผล

3. ผลการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มปี ระสทิ ธผิ ลของโรงเรียนเอกชน
ประเภทสามัญศึกษาผลการวิจัยพบว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดผู้ทรงคุณวุฒิท้ังหมดเห็นด้วยทุก
องค์ประกอบของรูปแบบดงั นี้คือหลักการของรูปแบบวตั ถุประสงค์เนอ้ื หาสาระของรปู แบบกระบวนการพัฒนา
และผลที่ต้องการว่าสามารถที่จะนารูปแบบดังกล่าวไปใช้พัฒนาการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของ
โรงเรียนเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับงานวิจัยของชรินดา พิมพบุตร
(2556 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาการให้ริการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร
สหกรณอ์ อมทรัพย์ครใู นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ผลการวิจัยพบวา่ ความเหมาะสมของรปู แบบการพฒั นาภาวะ
ผนู้ าการให้บรกิ ารวิเคราะห์ได้จากการตอบแบบประเมินของผูเ้ ชยี่ วชาญท้ัง9 ทา่ นโดยพิจารณาความเหมาะสม

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 147

ของรูปแบบคือหลกั การจดุ มุ่งหมายกระบวนการชดุ พฒั นาในแตล่ ะองค์ประกอบและการติดตามและประเมนิ ผล
ผลการประเมินพบว่ารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาการให้บริการมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก
(  =4.50) และหากพิจารณารายด้านคือหลักการจุดมุ่งหมายและกระบวนการพัฒนาอยู่ในระดับมากท่ีสุด
(  = 4.56, 4.67, 4.56 ตามลาดบั ) สว่ นชุดการพัฒนาในแต่ละองค์ประกอบและการติดตามและประเมนิ ผลมี
ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (  = 4.39, 4.33 ตามลาดับสอดคล้องกับเกรียงศักด์ิ วงศ์รัตนะ (2557 :
บทคดั ย่อ)ไดท้ าการวจิ ยั เร่อื งรปู แบบการพัฒนาภาวะผู้นารปู แบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวชิ าการของผู้บริหาร
สถานศกึ ษาสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบ
คือหลักการรูปแบบวัตถุประสงค์ของรูปแบบเอกสารประกอบการพัฒนาเน้ือหาส่ือและแหล่งเรียนรู้
กระบวนการพัฒนาและการติดตามและการประเมินผลซ่ึงเป็นรูปแบบท่ีมีความเหมาะสมและมีประสิทธิผลทา
ให้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาขึ้นสามารถนาไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนา
ภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรอื เขตตรวจราชการอื่นๆได้ตามความเหมาะสมและบริบทของ
สถานศกึ ษาผลการทดลองใช้รปู แบบการพฒั นาภาวะผู้นารูปแบบการพัฒนาภาวะผ้นู าทางวิชาการของผูบ้ ริหาร
สถานศึกษาสังกัดเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือพบว่าหลังสิ้นสุดระยะปฏิบตั กิ าร
(การทดลองใช้) ระดบั การใช้รูปแบบภาวะผู้นาทางวชิ าการของผ้บู ริหารสถานศึกษามกี ารเปลี่ยนแปลงและสูง
กวา่ ระยะก่อนปฏบิ ตั ิการ (กอ่ นทดลองใช้) คดิ เป็นคา่ รอ้ ยละความก้าวหน้าเทา่ กบั 14.52 และในระยะติดตามผล
เป็นการติดตามความคงสภาพของภาวะผู้นาที่มีประสิทธผิ ลของผบู้ ริหารสถานศกึ ษาสังกัดเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา
ประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่าในระยะติดตามผลภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหาร
สถานศึกษาสูงกว่าหลังสิ้นสุดระยะปฏิบัติการมีความคงสภาพคิดเป็นค่าร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 30.56
เม่ือคิดโดยรวมรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทัง้ ในระยะปฏิบัติการและระยะติดตามผลอยู่ในระดับมากที่สุดและ
สอดคล้องกับศิริพรกุลสานต์ (2557 : 205-208) ได้ทาการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาครู
ในการจัดการเรียนรูใ้ นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลการวิจัยพบว่ารูปแบบ
ก า รพั ฒ น า ภ า ว ะ ผู้ น า ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ห ลั ก ก า รวัต ถุ ป ระ ส งค์ เนื้ อ ห า ก ร ะ บ วน ก า ร พั ฒ น า แล ะ ก า รวั ด แล ะ
การประเมนิ ผลประสทิ ธผิ ลของรปู แบบมคี วามเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดบั มากทส่ี ุดและสอดคลอ้ งกบั
ขอ้ เสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
1. จากผลการวิจัย โรงเรียนเอกชนจึงควรส่งเสรมิ ใหม้ กี ารนารปู แบบการพัฒนานีไ้ ปใช้เพื่อให้เกิด
การบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ในวงกว้างมากยิ่งข้ึนและ
ทาอย่างต่อเนื่องเช่นนารูปแบบการพัฒนาและคู่มือการพัฒนาที่ได้น้ีไปใช้เป็นแนวทางในก ารพัฒนาอาจเป็น
การฝึกอบรมสมั มนา เปน็ เอกสารประกอบหลกั สตู รการอบรม เปน็ ตน้
2. จากผลการวิจัยพบว่าวิธีการพัฒนาการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของโรงเรียน
เอกชนประเภทสามัญศึกษาท่ีเหมาะสมประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการและการพัฒนาการเรี ยนรู้ด้วย
ตนเองดังนั้นควรจะมีการทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการท่มี ีประสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภท
สามญั ศกึ ษาเพ่ือหาประสทิ ธผิ ลของรปู แบบ

148 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

ข้อเสนอแนะในการทาวิจยั คร้งั ต่อไป
1. ควรวิจยั เกีย่ วกับการพัฒนาการบรหิ ารงานวิชาการที่มปี ระสทิ ธผิ ลของโรงเรยี นเอกชนประเภท
สามญั ศึกษา ในสังกดั ภาคต่าง ๆท่วั ประเทศเพื่อให้กลมุ่ ประชากรและกลุม่ ตัวอย่างมากขน้ึ
2. ควรมีการวจิ ัยเกยี่ วกบั การบรหิ ารงานทีม่ ปี ระสิทธิผลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา
ในด้านอ่ืนๆเพ่ือเพ่ิมประสทิ ธิผลในการปฏบิ ัตงิ านในโอกาสต่อไป
กติ ตกิ รรมประกาศ
วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ฉ บั บ นี้ ส า เร็ จ ล ง ได้ ด้ ว ย ค ว า ม ก รุ ณ า แ ล ะ ค ว า ม ช่ ว ย เห ลื อ เป็ น อ ย่ า งดี ยิ่ ง จ า ก
รองศาสตราจารย์ ดร.สายันต์ บุญใบ ประธานกรรมการท่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธวชั ชัย
ไพใหล และ ดร.ภัณฑ์รักษ์ พลต้ือกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ ท่ีได้สนับสนุนช่วยเหลือให้กาลังใจและ
คาแนะนาตลอดจนแก้ไขข้อบกพรอ่ งต่างๆ จนสาเรจ็ สมบูรณ์ตลอดระยะเวลาในการดาเนินงาน ผู้วิจยั ขอกราบ
ขอบพระคณุ เป็นอย่างสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี
ขอขอบพระคุณบุคลากรสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 และผู้
ขอ้ มลู ทุกท่าน ทีใ่ หค้ วามอนเุ คราะหช์ ่วยเหลอื ทุกอย่าง
เอกสารอา้ งองิ
เกรียงศักดิ์ วงศ์รัตนะ. รูปแบบการพฒั นาภาวะผนู้ ารูปแบบการพฒั นาภาวะผนู้ าทางวิชาการของผบู้ รหิ าร
สถานศกึ ษา สังกัดเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื .
วิทยานพิ นธ์ ค.ด. สกลนคร : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร, 2557.
คะนึง ภูศักดิ์. ความคิดเหน็ ของครูตอ่ การบริหารงานวชิ าการโรงเรยี นวดั บางกระดี่ สานกั งานเขต
บางขนุ เทียน กรงุ เทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ คม. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บ้านสมเดจ็
เจ้าพระยา, 2554.
จนั ทรานีสงวนนาม. ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารการศึกษา.พิมพค์ รงั้ ท่ี 2 กรงุ เทพฯ : บุ๊ค พอยท์, 2551.
ชรนิ ดา พิมพบตุ ร. รปู แบบการพฒั นาภาวะผู้นาการใหร้ ิการของเจ้าหนา้ ที่ฝ่ายบริหารสหกรณ์ออมทรพั ยค์ รู
ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื . วทิ ยานิพนธ์ ค.ด. สกลนคร : มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร, 2556.
ชุลี รุ่งพานิช. การวเิ คราะหป์ ัจจัยท่สี ่งผลต่อประสิทธิผลการบรหิ ารงานวิชาการของสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
สงั กดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา เขต 1 และเขต 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม.
อยุธยา : มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา, 2552.
ฐิตมิ า สวุ รรณา. สภาพการบริหารวิชาการของโรงเรยี นในสงั กัดสานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาพจิ ติ ร เขต 1.
วทิ ยานิพนธ์ คม. เพชรบูรณ์ : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ์, 2550.
รงุ่ ชัชดาพร เวหะชาติ. การบริหารงานวชิ าการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน. ศูนย์หนังสอื มหาวทิ ยาลยั ทักษณิ ,
2550.
วารุณี งอยผาลา. รูปแบบการพฒั นาภาวะผนู้ าการเปล่ยี นแปลงของผบู้ ริหารสตรี สังกดั สานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ในเขตตรวจราชการท่ี 11. วิทยานพิ นธ์ ค.ด. สกลนคร :
มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 2556.
ศิรพิ ร กลุ สานต์. รูปแบบการพัฒนาภาวะผ้นู าครูในการจดั การเรยี นรใู้ นโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศกึ ษา
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื . วทิ ยานิพนธ์ ค.ด. สกลนคร : มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 2557.

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 149

สมคดิ มานะคิด. การบริหารงานด้านวชิ าการของผบู้ รหิ ารโรงเรยี นในทัศนะของครูสังกดั สานกั งาน
เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาปราจนี บรุ ี.วิทยานิพนธ์ ค.ม. ปทมุ ธานี : มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชปู ถมั ภ์, 2554.

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน. การบรหิ ารงานวิชาการ. กรุงเทพฯ : สานกั วชิ าการและ
มาตรฐานศึกษา, 2550.

_______.แนวทางการยกระดบั คณุ ภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษา. จาก http://www.obec.go.th/news/48120.
เม่ือ 17 พฤศจกิ ายน 2558, 2557.

สานกั งานคณะกรรมการสง่ เสริมการศกึ ษาเอกชน. แนวดาเนนิ การเพือ่ การประกนั คณุ ภาพและรับรอง
มาตรฐานคณุ ภาพการศกึ ษาเอกชน. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพก์ ารศาสนา, 2551.

_______. การตรวจติดตามประเมนิ ผลการจดั การศึกษา โรงเรยี นเอกชนประเภทสามัญศึกษา
ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2555. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ สกสค, 2556.

_______. แผนยุทธศาสตรส์ ง่ เสรมิ การศึกษาเอกชน พ.ศ. 2556 – 2560. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ สกสค, 2556.
_______. รายช่อื โรงเรยี นเอกชนประเภทสามัญศึกษา ท่สี ่งรายงานประเมินคณุ ภาพภายในสถานศึกษา

ปกี ารศกึ ษา 2557 อัพเดท 28 สงิ หาคม 2558, 2558. จาก https://docs.google.com/a/opec.go.th/.
เม่อื 7 พฤศจิกายน 2558 Austin, G. E., & Reynolds, J. D. (1990).Managing for Improved
School Effectiveness : An International Survey. School Organization, 2558.
Chrispeels J. and Ann H. A Study of Factor Contributing to Achieving and Sustaining School
Effective in Elementary Schools. Dissertation Abstracts International, 1990.
Pierce L. V. Effective schools for national origin language minority students.
Washington, D.C. : The Mid Athantic Equity Center, 1991.
Sammonds P. Hillman, J. Mortimore and P. Key characteristics of effective school a
review of school effectiveness research. A report by the institute of education for
the office for standards in education, 1995.
Sergiovanni, T. J. The principal ship : A reflective practice perspective. Boston : Allyn and
Bacon, 2001.

150 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

บทบาทผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาทีส่ ง่ ผลต่อความผูกพันต่อองคก์ รของครใู นสถานศึกษา
ทสี่ อนเดก็ ท่มี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา สงั กัดสานักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษ
The Administrators’role Affecting Organizational Commitment of Teacher in

Educational Institution for children with Intellectual
Disabilities under Special Education Bureau

ปิยาภรณ์ วิสามารถ1
รัฐดาว พศิ าลพงศ์ 2
จติ ติรตั น์ แสงเลศิ อทุ ยั 3

บทคดั ยอ่

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาความผูกพันต่อ
องคก์ รของครู และ 3) วิเคราะห์บทบาทของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาเปน็ ปัจจัยทสี่ ่งผลตอ่ ความผกู พันตอ่ องค์กรของครู
ในสถานศกึ ษาทีส่ อนเดก็ ทมี่ ีความบกพรอ่ งทางด้านสตปิ ัญญา กลุ่มตัวอยา่ งการวจิ ัย คือ ครใู นสถานศึกษาทีส่ อนเด็กที่
มีความบกพรอ่ งทางด้านสติปญั ญา สังกัดสานกั บริหารงานการศกึ ษาพิเศษ จานวน 150 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่ม
แบบแบ่งช้ันตามสัดส่วนกระจายตามภูมิภาค เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่สร้างข้ึนโดยผู้วิจัย
มีค่าความตรงด้านเนื้อหาระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 ค่าความเท่ียงแบบสอบถามด้านบทบาทผู้บริหาร เท่ากับ 0.98
และด้านความผูกพันองค์กร เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
และการถดถอยพหคุ ูณแบบขัน้ ตอน

ผลการวจิ ัย พบว่า
1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาของสถานศึกษาที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา
อยูใ่ นระดับมาก ประกอบดว้ ย ผ้สู ่งเสริมสนับสนุน ผู้คาดการณ์ ผู้อานวยความสะดวกผ้ปู ระเมินและผ้ใู ห้คาปรึกษา
2. ความผูกพันต่อองค์กรของครู ในสถานศึกษาท่ีสอนเด็กที่มีความบกพรอ่ งทางด้านสติปัญญา อยู่ใน
ระดับมาก ประกอบด้วยความผูกพันด้านจิตใจความผูกพันด้านบรรทัดฐาน และความผูกพันด้านการคงอยู่กับ
องค์กร
3. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย ผสู้ ่งเสริมสนับสนุน (X1) ผู้คาดการณ์ (X3) ผู้อานวย
ความสะดวก (X1) ผู้ประเมิน (X2) และผู้ให้คาปรึกษา (X4) ท่ีเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของครูใน
สถานศึกษาที่สอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา (Ytot) โดยสามารถร่วมกันทานายได้ร้อยละ 29.10
อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05 สมการวิเคราะหก์ ารถดถอยคอื Ytot= 2.71 + 0.25 (X2) + 0.17(X3)
คาสาคัญ : บทบาทผูบ้ ริหาร ความผกู พนั องคก์ ร สถานศึกษาท่ีสอนเด็กท่มี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา

1 นกั ศกึ ษาหลกั สูตรครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
2 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครปฐม
3 สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม

ปที ่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 151

Abstract

The purposes of this research were to: 1) study the administrators’ role 2) study organizational
commitment of teachers; and 3) analyze the administrators’ role affecting the teacher organizational
commitment. The research sample, derived by proportional stratified random sampling as distributed
by region, consisted of 1 5 0 teachers of educational institutionsfor children with disabilities
under Special Education Bureau. The research instrument was a questionnaire constructed by
the researcher with IOC content validity between 0.67 and 1.00. The internal consistency reliability
coefficients of the questionnaire the administrators’ role were 0 .9 8 , and organizational commitment
0.89. Data analyzed with percentage, mean, standard deviation and stepwise multiple regression.

The findings of this research were as follows:
1. Overall and in specific aspects, the level of the administrators’role in educational institutions
for children with intellectual disabilities was at a high level. These aspects were as follows : promotor,
predicter, facilitater, appraiser, and consultant.
2 . Overall and in specific aspects, organizational commitment of teachers in educational
institutions for children with intellectual disabilitieswas found at a highest level. These aspects were as
follows: affective commitment, normative commitment, continuance commitment,
3.The administrators’ role in the aspects promotor(X1), predicter(X3), facilitaterX1), appraiser (X2),
and consultant ( X4) together predicted the organizational commitment of teachers ( Ytot) at the
percentage of 29.10 with statistical significance at .05. The regression equationswasYtot= 2.71 + 0.25 (X2)
+ 0.17 (X3)
Keywords : administrators’role, organizational commitment, educational institution for children with

intellectual disabilities

บทนา

ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทนี่ าสมยั ทาให้โลกยุคโลกาภวิ ัฒน์
มีการเปลี่ยนแปลงท่ีรวดเร็ว เป็นเหตุให้องค์กรต้องปรับตัวเพ่ือความอยู่รอดภายใต้สภาพการณ์การแข่งขัน
ปัจจัยสาคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้น้ันคือ การพัฒนาทุนมนุษย์ ซ่ึ งองค์กรต้อง
กาหนดความสามารถหลัก (competency) เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในดา้ น
ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน ปราชญา กล้าผจัญ และพอตา บุตรสุทธิวงศ์ (2550 : 22) โดยมีการกาหนดเป้าหมายให้
บุคลากรมีความรู้ ทักษะ รวมถึงมีเจตคติที่ดีต่อองค์กร ซึ่งถือเป็นการทาให้สมาชิกองค์กรเกิดการพัฒนาและองค์กร
กลายเปน็ องค์กรท่ีเขม้ แข็ง แต่อย่างไรก็ดีการพัฒนาบคุ ลากรใหม้ ีเพยี งทักษะความรู้คงจะไม่เป็นการเพียงพอตอ่ การ
ปฏิบัติหน้าท่ีอย่างเต็มความสามารถ หากขาดสิ่งท่ีเรียกกันว่าความผูกพันต่อ องค์กร (organizational
commitment)

152 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ความผูกพันต่อองค์กรเป็นตัวบ่งช้ีสาคัญให้เห็นประสิทธิภาพของการทางานในองค์กรได้ บุคลากรจะ
แสดงพฤติกรรมที่เป็นความรู้สึกร่วมเดียวกับองค์กร เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรกับองค์กรท่ีหากองค์กร
สามารถทาให้บุคลากรเกิดความผูกพันต่อองค์กร และต้องการที่จะทางานอยู่กับองค์กรสูง องค์กรจะต้องทาให้
บุคลากรรู้สึกว่าตนมคี ุณค่า มีความชัดเจนในบทบาทหน้าท่ี งานทีท่ ามีความท้าทาย มีโอกาสใช้ความสามารถและมี
ความรับผิดชอบในงาน จะทาให้บุคลากรมคี วามรู้สึกทางบวกกับองค์กรส่งผลให้มีความผูกพันตอ่ องค์กรเพ่ิมขน้ึ ทั้ง
ในเชิงความรู้สกึ และความต้องการอยู่กับองค์กรและทาใหเ้ กดิ สภาพแวดล้อมทเ่ี ออื้ ต่อการปฏิบัติงานสอดคล้องกับ
เป้าหมายท่ีองค์กรกาหนดไว้ ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2551 : 105-107) นอกจากนี้ ทาให้อัตราการขาด การลาออก หรือ
การเปลี่ยนแปลงงานในองค์กรนั้นมีจานวนลดลงด้วยจะเห็นว่า ความผูกพันต่อองค์กรเป็นสิ่งกระตุ้นให้สมาชิกในองค์กร
ปฏิบัตงิ านอยา่ งเต็มกาลงั ความสามารถ ทาใหอ้ งค์กรนั้นมีความเขม้ แข็งและมปี ระสทิ ธภิ าพ

ในสถานศกึ ษา ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาคอื ผู้ทีใ่ ช้อานาจตามตาแหนง่ หนา้ ท่ีท่ีดารงอยู่ นอกจากจะมีหน้าท่ี
ในการดูแลควบคุม ดาเนินงานในองค์กรให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้ว ผู้บริหารเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนา
บุคลากรอานาจและตาแหน่งหน้าท่ีในการเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน
สถานศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ในการควบคุมดูแลการบริหารงานบุคคล
การพิจารณาความดีความชอบขอบบุคลากร การส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเน่ือง การจัด
มาตรฐานและภาระงาน ตลอดจนการประเมินติดตามผลการปฏิบัติงาน กระทรวงศึกษาธิการ (2548 : 21-22)
เมื่อบุคลากรได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารด้วยการมอบอานาจและให้โอกาสแสดงความสามารถตาม
ความเหมาะสมกับขอบเขตความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน ได้รับการส่งเสรมิ สภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อให้สามารถ
ปฏิบัติงานได้บรรลุ ถึงเป้าหมายขององค์กร มีการสนับสนุนเร่ืองการจัดสรรทรัพยากร การให้ข้อมูลข่าวสาร
การสรา้ งบรรยากาศในการปฏบิ ัตงิ านท่ีมคี วามเชื่อถือไว้วางใจซ่ึงกันและกนั สร้างส่ิงแวดล้อมในการปฏิบัติงานและ
โอกาสในการไดร้ บั การพัฒนาและกา้ วหนา้ ในวิชาชีพแกพ่ นักงาน ซงึ่ ปจั จยั ดงั กลา่ วสง่ ผลใหผ้ ปู้ ฏิบัติงานเกิดแรงจงู ใจ
ในการทางาน เน่อื งจากผู้ปฏิบัติงานสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง เกิดความรู้สึกถึงความมีคณุ ค่าในตัวเองมีความสุข
จากการทางาน เกิดความพึงพอใจและส่งผลให้มีความผูกพันต่อองค์กรเพิ่มมากขึ้น Kanter (1977 : 275-281)
หากบุคลากรรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลด้านการบรรลุความสาเร็จ
และความเจริญก้าวหน้า บุคลากรจะเกิดความรู้สกึ ทม่ี คี วามหมายและมีเป้าหมายในการปฏิบัติงาน สถานศกึ ษาที่มี
ผู้บริหารหรือหัวหน้างานท่ีมีภาวะผู้นาจะมีคุณภาพงานบริการขององค์กรสูงข้ึน Steers (1977 : 125) ในสถานศึกษา
ผู้ท่ีทางานร่วมกับผู้บริหาร คือ บุคลากรครู ไม่วาจะอยู่ฝ่ายใด ตาแหน่งใด ล้วนเป็นบุคคลสาคัญที่จะร่วมมือกันกับ
ผบู้ ริหารในการผลักดันเพ่ือพัฒนาการจัดการศึกษา โดยรับผิดชอบด้านการจดั การเรียนรู้กบั ผู้เรียนให้สอดคลอ้ งกับ
นโยบายและหลักสตู รของสถานศึกษารวมถงึ แนวทางการปฏิรปู การศึกษา

สถานศึกษาที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสานักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ
ปัจจุบันมีทั้งหมด 19 สถานศึกษา รับผิดชอบในจัดการศึกษาให้แก่เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยจัด
การศึกษาพิเศษหรือการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการในหลักสูตรท่ีแตกต่างไปจากเด็กปกติ เพื่อให้สอดคล้องกับ
ความตอ้ งการทางการศึกษาที่แตกตา่ งกันของแต่ละบุคคล ในด้านการจดั หลกั สูตร กระบวนการเรียนรู้ การทดสอบ
ทางการศึกษาที่เหมะสมสอดคล้องกับความตอ้ งการและความสามารถของแต่ละบุคคล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ
การพัฒนาศักยภาพ การดารงชีวิตอิสระ การพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จาเป็น การฝึกอาชีพ สถานศึกษาจะต้องมีการ
จัดสภาพแวดล้อม ระบบสนับสนุนการเรียนการสอน บริการเทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการและ
ความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 153

พ.ศ.2551 (2551 : 3-4) ในการจดั การศึกษาสาหรบั เด็กท่ีมคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญาคอ่ นขา้ งมคี วามยากลาบาก
อนั เนื่องมาจากตัวเด็กเองที่มีข้อจากัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวติ ประจาวัน การมีส่วนร่วมทางสังคม การสื่อสาร
พูนพศิ อมาตยกุล สุมาลี ดีจงกิจ และพิมพา ขจรธรรม (2556 : 6) ทาให้เห็นถึงบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่
สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่ต้องมีการบริหารจัดการที่อาจจะมีความแตกต่างจากผู้บริหาร
สถานศึกษาท่ัวไป คือ ต้องมีความรู้ด้านนโยบาย กฎหมายเก่ียวกับการศึกษาพิเศษ เข้าใจข้อจากัดของผู้เรียน
การปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนาบุคลากรครูในสถานศึกษา
อยู่เสมอ สง่ เสรมิ ความกา้ วหน้าให้กับครูดา้ นการจัดการศกึ ษาสาหรบั คนพิการ การฝึกอบรมครเู พื่อใหส้ ถานศึกษามี
มาตรฐานและเป็นท่ียอมรับของชุมชนและสังคม การทางานร่วมกันกับผู้ปกครองและคณะสหวิชาชีพเพ่ือจัด
การศึกษาพเิ ศษ ซ่ึงเป็นภาระงานทต่ี ้องใช้เวลาและความอดทนสงู หากผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาไม่สามารถแสดงบทบาท
ของตัวเองได้ดีเท่าท่ีควร จะส่งผลให้บุคลากรครูแสดงพฤติกรรมในเชิงลบได้ทาให้การปฏิบัติงานของครูไม่มี
ประสิทธิภาพ และส่งผลต่อความผูกพันขององค์กรอีกด้วย จากสภาพปัญหาของสถานศึกษาที่สอนเด็กท่ีมีความ
บกพรอ่ งทางสติปัญญาท่ีผา่ นมา พบว่าสถานศึกษาท่ีสอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญายังคงมีข้อจากัด การ
ตง้ั เป้าหมายตามนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนทาให้ประสิทธิภาพสถานศึกษายังไม่ดี การนานโยบายต่างๆ มาสู่การปฏิบัติ
บางครงั้ ยังไม่ครอบคลุม ทาให้ภาระงานเพ่มิ ขึน้ งบประมาณยงั มีขอ้ จากดั หัวหนา้ ฝ่ายมกี ารโยกย้ายบ่อย บุคลากร
ครูยังขาดความรู้ด้านเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีการเปล่ียนแปลงการงานบ่อย ส่งผลให้การทางานไม่
ตอ่ เน่ือง สุจินต์ สว่างศรี (2557 : 60) ซ่ึงจากสภาพปัญหาดังกล่าว จะเห็นว่าสถานศึกษาท่ีสอนเด็กที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญายังคงมีปัญหาอยู่ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศนโยบายต่างๆเก่ียวกับการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการแล้ว
สิ่งเหลา่ นี้อาจจะส่งผลให้บคุ ลากรครูเกิดความรู้สกึ ผูกพันต่อองค์กรลดน้อยลงได้ การที่จะทาให้สถานศึกษาเฉพาะ
ความพิการบรรลุผลสาเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากข้ึนอยู่กับหลายปัจจัยแล้ว ตัวผู้บริหารเองเป็นปัจจัย
สาคัญในการแสดงบทบาท หากมคี วามชัดเจนในบทบาทแลว้ ความผกู พันในองคก์ รของครใู นโรงเรียนจะเพ่มิ ข้นึ

จากความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหาดังกลา่ ว ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศกึ ษา
ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของสถานศึกษาที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ เพื่อเป็นประโยชนต์ ่อผู้บรหิ ารสถานศึกษาในการใชบ้ ทบาทในการบริหาร ปรบั ปรุงและ
พัฒนารปู แบบการบรหิ ารจัดการต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อความผูกพันองค์กรของครใู นสถานศึกษาที่สอนเด็กท่ีมี
ความบกพร่องทางดา้ นสติปญั ญาตอ่ ไป

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั

1. เพื่อศึกษาระดบั บทบาทของผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาท่สี อนเดก็ ท่มี คี วามบกพร่องทางสติปญั ญา สงั กดั สานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ

2. เพ่ือศึกษาระดับความผูกพันขององค์กรครูของสถานศึกษาท่ีสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
สงั กัดสานกั บรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ

3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรครู
ของสถานศกึ ษาทีส่ อนเดก็ ทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญา สงั กัดสานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ

154 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

ขอบเขตของการวจิ ยั

ประชากร
1) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ ครูในสถานศกึ ษาทสี่ อนเด็กท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางดา้ น
สติปัญ ญ าสังกัดสานักบริหารงานการศึกษ าพิเศษ สานักงานคณ ะกรรมการการศึกษ าขั้นพื้ นฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร จากสถานศกึ ษา 19 แห่งจานวน 321 คน
ตัวแปรที่ศกึ ษา
ตวั แปรตน้ คอื บทบาทของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา ประกอบดว้ ย 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1) ผ้อู านวยความสะดวก
2) ผปู้ ระเมิน 3) ผูค้ าดการณ์ 4) ผใู้ หค้ าปรึกษา 5) ผู้ส่งเสริมสนับสนุน
ตัวแปรตาม คือ ความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษาประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่
1) ความผูกพันด้านจิตใจ 2) ความผูกพันด้านการคงอยกู่ ับองคก์ ร และ 3) ความผูกพันด้านบรรทัดฐาน

กรอบแนวคดิ การวจิ ยั ตวั แปรตาม

ตัวแปรต้น

บทบาทของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ความผกู พนั ต่อองคก์ ร
1. ผอู้ านวยความสะดวก 1. ความผกู พนั ดา้ นจิตใจ
2. ผปู้ ระเมิน 2. ความผูกพนั ดา้ นการคงอยกู่ ับองค์กร
3. ผคู้ าดการณ์ 3. ความผูกพนั ดา้ นบรรทดั ฐาน
4. ผ้ใู หค้ าปรกึ ษา
5. ผู้สง่ เสรมิ สนบั สนนุ

วิธดี าเนนิ การการวจิ ยั

ประชากร ได้แก่ ครูในสถานศึกษาท่ีสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาสังกัด สานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จากสถานศกึ ษา
19 แห่งจานวน 321 คน

กลุ่มตวั อยา่ ง ได้แก่ ครูในสถานศึกษาทส่ี อนเด็กทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางด้านสติปัญญา ในสถานศึกษาที่
สอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางดา้ นสตปิ ัญญา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จานวน 181 คนซ่งึ ได้มาด้วย
วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน กระจายตามภูมิภาค (proportional stratified random sampling)
บุญชม ศรีสะอาด (2556 : 103) ซึ่งแบ่งสถานศึกษาที่สอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ ตามภูมิภาค 6 ภาค ตามเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน ได้แก่ ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ กาหนดการสุม่ ตัวอย่างของครไู ดม้ า
โดยใช้ตารางสาเร็จรูปของ Krejecie and Morgan อ้างถึงใน สุวิมล ติรกานันท์ (2551: 179) และเทียบสัดส่วน
บัญญัติไตรยางค์จากจานวนประชากรท้ังหมด จานวน 321 คน ได้กลุ่มตัวอยา่ งครู จานวน 181 คน

ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 155

เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถามท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
มี 3 ตอน ดงั นี้

ตอนท่ี 1 สอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม มีข้อคาถามเกี่ยวกับเพศ
วุฒิการศกึ ษา ตาแหนง่ หน้าท่ี ระยะเวลาในการปฏิบตั ิงานในตาแหนง่ เป็นแบบตรวจสอบรายการ (checklist)

ตอนที่ 2 สอบถามเก่ียวกับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ในสถานศึกษาที่สอนเด็กท่ีมีความ
บกพร่องทางด้านสติปญั ญา สังกัดสานกั บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษตามแนวคิดของCaela and Beverly อ้างถึงใน
พรนิดา กีรติวทิ ยาภรณ์ (2554 : 18 ) ประกอบด้วย 1) ผู้อานวยความสะดวก 2) ผปู้ ระเมิน 3) ผคู้ าดการณ์ 4) ผู้ให้
คาปรึกษา 5) ผู้ส่งเสริมสนับสนนุ มีลักษณะเปน็ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั (rating scale)

ตอนที่ 3 สอบถามเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษาท่ีสอนเด็กที่มีความบกพร่อง
ทางด้านสติปัญญา สังกัดสานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษตามแนวคิดของ Meyer and Allen (1990: 710-720)
จาแนกเป็น 3 ดา้ น คือ 1) ความผูกพันด้านจิตใจ 2) ความผกู พนั ด้านการคงอยู่กับองค์กร และ 3) ความผูกพนั ด้าน
บรรทัดฐาน มีลกั ษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั (rating scale) การกาหนดค่าคะแนนของแบบสอบถาม
เป็น 5 ระดับ

ตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมอื
1. นากระทงคาถามที่สร้างข้ึนไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา
(content validity) ของข้อกระทงคาถาม แล้วหาดัชนีความสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อคาถามและวัตถุประสงค์ (index
of item objective congruence : IOC) เลือกข้อกระทงคาถามท่ีมีค่า IOCเท่ากับ 0.67 และ 1.00 ได้ข้อคาถาม
บทบาทผบู้ ริหาร จานวน 23 ขอ้ และข้อคาถามความผกู พันตอ่ องคก์ ร จานวน 20 ขอ้
2. แก้ไขข้อกระทงคาถาม แล้วจัดทาแบบสอบถามตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและอาจารย์ท่ี
ปรกึ ษา
3. นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (tryout) กับครูซ่ึงสอนในสถานศึกษาสาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปญั ญา ซึง่ ไม่ใชก่ ล่มุ ตัวอยา่ ง จานวน 30 คน
4. นาแบบสอบถามท่ีรับกลับคืนมาตรวจสอบคุณภาพด้านความเท่ียง (reliability) โดยใช้
ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา (α-coefficient) ของครอนบาค Cronbach (1970 : 161) อ้างถึงใน สุวิมล ติรกานันท์
(2551: 156) ได้ค่าความเที่ยงของบทบาทผู้บรหิ ารเท่ากับ 0.98 และค่าความเที่ยงของความผูกพันต่อองค์กรของ
ครเู ท่ากับ 0.89
5. ปรับปรุงแกไ้ ขและจัดทาแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ เพื่อนาไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยผา่ น
การแนะนาของอาจารย์ทีป่ รกึ ษา
การวิเคราะห์ข้อมูลมีการดาเนินการคัดเลือกแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วน แล้วนาไป
วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู ด้วยค่าสถติ ิ ดังนี้
1. การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเก่ียวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้การหาค่าความถี่
(frequency) รอ้ ยละ (percentage) และนาเสนอในรูปตารางประกอบคาบรรยาย
2. การวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาและความผูกพันต่อองค์กรของสถานศึกษา
สถานศึกษาที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ใช้การหา
ค่าเฉล่ีย (x̅) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และนาเสนอในรูปตารางประกอบคาบรรยายในการวิเคราะห์
โดยกาหนดเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉล่ียตามแนวคดิ ของ บญุ ชม ศรสี ะอาด (2556 : 121)
156 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาและความผูกพันต่อองค์กรของ
สถานศกึ ษาที่สอนเด็กที่มคี วามบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ ใชก้ ารวเิ คราะห์
สัมประสิ ทธ์ิสหสั มพั นธ์ของเพี ยร์สั น (Pearson’s product moment correlation coefficient: rxy) สาห รับ
การพิจารณาคา่ สัมประสทิ ธส์ หสัมพันธ์การแปลความหมายค่าสมั ประสิทธส์ิ หสัมพันธ์ พวงรตั น์ ทวีรตั น์ (2543 : 144)

4. การวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่สง่ ผลต่อความผูกพนั ต่อองค์กรของสถานศึกษาที่
สอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ใช้การวิเคราะห์การถดถอย
พหุคณู แบบขั้นตอน (stepwise multiple regression) นาเสนอในรูปตารางประกอบคาบรรยาย

สรปุ ผลการวจิ ัย

การวิจัยเรื่อง บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของครูในสถานศึกษา
ที่สอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สามารถสรุปผล
ตามวัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยไดด้ ังนี้

1. ระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาของสถานศึกษาท่ีสอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้าน
สติปัญญา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในด้านผู้ส่งเสริมสนับสนุน มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ
ดา้ นผูค้ าดการณ์ ด้านผู้อานวยความสะดวก ดา้ นผ้ปู ระเมนิ และด้านผู้ใหค้ าปรกึ ษา

2. ระดับความผูกพันองค์กรของครูในสถานศึกษาที่สอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา
สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ด้านความผูกพันด้านจิตใจอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความผูกพันด้านบรรทัดฐาน และด้านความ
ผกู พนั ด้านการคงอย่กู ับองค์กร

3. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของครใู นสถานศึกษาที่สอนเด็ก
ที่มีความบกพรอ่ งทางด้านสติปญั ญา สังกัดสานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยรวมมีความสัมพันธ์ในทางบวกใน
ทุกด้าน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า บทบาทของผู้บริหารแบบผู้ประเมิน และบทบาทของ
ผู้บริหารแบบผู้คาดการณ์ สามารถร่วมกันทานายความผูกพันต่อองค์กรของครูในสถานศึกษาที่สอนเด็กที่มี
ความบกพรอ่ งทางด้านสตปิ ญั ญา สงั กัดสานักบรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษไดร้ อ้ ยละ 29.10

อภิปรายผลการวิจยั

ผู้วจิ ัยไดก้ ล่าวถงึ ประเด็นสาคัญท่ีค้นพบจากการศึกษาครัง้ นี้
การวิจัยเร่ือง บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของครูในสถานศึกษา
ท่ีสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษสามารถอภิปราย
ตามวัตถปุ ระสงค์การวิจัยได้ดงั น้ี
1. ระดับบทบาทของผ้บู ริหารสถานศกึ ษาในสถานศึกษาทีส่ อนเดก็ ทมี่ ีความบกพร่องทางด้านสติปญั ญา
สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลาดับดังนี้ ด้านผู้ส่งเสริมสนับสนุน
ด้านผู้คาดการณ์ ด้านผอู้ านวยความสะดวก ดา้ นผปู้ ระเมินและดา้ นผูใ้ ห้คาปรกึ ษา ตามลาดับ เพราะว่าสถานศึกษา
ที่สอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นสถานศึกษาที่ต้องรับผิดชอบในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มี

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 157

ความบกพร่องทางสติปัญญา โดยจัดการศึกษาในหลักสูตรที่แตกต่างไปจากเด็กปกติ เพื่อให้สอดคล้องกับความ
ต้องการทางการศึกษาที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ซึ่งมีรูปแบบและวิธีการจัดท่ีหลากหลาย เพ่ือให้เด็กได้มี
ศักยภาพในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มท่ี สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2556 : คานา)เพื่อให้สามารถ
ดารงชีวิตอยู่ในสังคมเช่นคนทั่วไป ซึ่งเป็นภาระงานที่ต้องรับมือกับความคาดหวังของสังคม ผู้บริหารสถานศึกษา
สงั กัดสานักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษจึงต้องมบี ทบาทในการวางแผนการบรหิ ารระบบการจัดการศึกษาสาหรับคน
พิการท่ีสอดคล้องกับนโยบาย การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ การจัดหาส่ือและบริการต่างๆ
ทีส่ อดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพครเู พอ่ื ใหส้ อดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ ให้
การสนับสนุนในทุกๆดา้ นเพือ่ ใหค้ รปู ระสบความสาเรจ็ ในวิชาชีพและมคี วามก้าวหน้าในหน้าท่ีการงาน การที่บรหิ าร
สถานศึกษาทีส่ อนเด็กที่มคี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญาให้มีประสิทธภิ าพนน้ั ผบู้ รหิ ารจะต้องมีความรู้ ความสามารถ
และประสบการณ์ มคี วามเป็นนักบริหารและผู้นา ส่งเสริมสนับสนนุ ช่วยอานวยความสะดวก ประเมินผลบุคลากร
ครู เป็นผู้ให้คาปรึกษาท่ีดีสอดคล้องกับวาสนา บูรพา (2557 : 105) ท่ีศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของ
ผู้บริหารสถานศึกษากับการดาเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามทัศนะของครูสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดปทุมธานี พบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก
เรยี งตามลาดบั ดงั น้ี ผสู้ ง่ เสรมิ สนบั สนุน ผู้ใหค้ าปรึกษา ผ้ปู ระเมนิ ผูค้ าดการณแ์ ละผ้อู านวยความสะดวก

2. ระดับความผูกพันองค์กรของครูในสถานศึกษาที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัด
สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความ
ผูกพันต่อองค์การของครูในสถานศึกษา ด้านความผูกพันด้านจิตใจอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความ
ผกู พันด้านบรรทัดฐาน และด้านความผูกพันด้านการคงอยู่กับองค์กร อยู่ในระดับมากตามลาดับ ตามรูปแบบของ
ความผูกพันต่อองค์การของ ALLen and Meyer (1990 : 1-18) ท่ีมีด้านจิตใจ ด้านการคงอย่แู ละด้านบรรทัดฐาน
ท้ังนี้เนื่องจากความผูกพันด้านจิตใจเป็นความผูกพันท่ีเกิดจากความรู้สึก รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหน่ึงในองค์กร
สอดคล้องกับ พิมลรัตน์ สายจันทดี (2546 : 22-23) พรกนก จันทรศาลทูล (2549 : 19) Mayer and Allen
(1990 : 464-465) และ Dunham et al (1994 : 370) ท่ีกลา่ วตรงกันว่า ความผูกพันด้านจิตใจเป็นความผูกพันท่ี
เกี่ยวกับความรู้สึกของแต่ละบุคคลที่รู้สึกว่าตัวเองมีบทบาทร่วมในการเป็นส่วนหน่ึงขององค์กร ซ่ึงในส่วนของ
สถานศึกษาท่ีสอนเด็กทมี่ คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา เม่ือพจิ ารณารายด้าน 3 อนั ดับแรก พบวา่ มีความเตม็ ใจที่จะ
ช่วยเหลือให้โรงเรียนบรรลุเป้าหมายที่ต้ังไว้ มีความเต็มใจที่จะทุ่มเทอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อโรงเรียน และปฏิบัติ
หน้าท่ีในวันหยุดด้วยความเต็มใจ อาจเป็นเพราะความผูกพันท่ีมีต่อสถานศึกษา มีความยึดติดกับสถานศึกษา
มคี วามรู้สกึ ปลอดภัยเม่ืออยใู่ นสถานศกึ ษานั้น สถานศึกษาท่ีสอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา เป็นลกั ษณะ
โรงเรียนประจา จึงมีเด็กพักประจาท่ีหอพักของโรงเรียน ประกอบกับบุคลากรครูส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีความรู้
ด้านการศึกษาพิเศษร่วมอยู่กับเด็กด้วย จึงมีความเข้าใจพัฒนาการของเด็ก สามารถปรบั พฤติกรรมเด็กได้ มีความ
พร้อมทีจ่ ะทุ่มเทเพื่อพฒั นาเดก็ ทม่ี ีความบกพร่องทางสติปัญญาเพ่อื การดารงชวี ิตกบั คนท่ัวไปแม้วา่ จะเป็นวันหยุดก็ตาม

3. ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของครูใน
สถานศึกษาท่ีสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยรวมมี
ความสัมพันธ์ในทางบวกในทุกด้าน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า บทบาทของผู้บริหารแบบผู้
ประเมิน และบทบาทของผู้บริหารแบบผู้คาดการณ์ สามารถร่วมกันทานายความผูกพันต่อองค์กรของครูใน
สถานศกึ ษาท่ีสอนเดก็ ท่ีมีความบกพรอ่ งทางด้านสตปิ ัญญา สังกดั สานกั บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษได้ รอ้ ยละ 29.10
โดยบทบาทผปู้ ระเมนิ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (2548 : 21-22) กาหนดวา่ ใหผ้ ู้บรหิ ารสถานศึกษามีอานาจหนา้ ท่ี
158 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ในการประเมินติดตามผลการปฏิบัติงานบุคลากรครู โดยจัดให้มีการประเมินอย่างเป็นระบบเพ่ือพิจารณาความดี
ความชอบ อาจจะเป็นเพราะว่าการประเมินในแต่ละครั้ง ผู้บริหารสถานศึกษาท่ีสอนเด็กท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปัญญามกี ารแจง้ ใหผ้ ูใ้ ตบ้ ังคบั บญั ชาทราบและหลังการประเมินทุกครั้ง ผู้บรหิ ารมคี ุณธรรมจริยธรรมต่อวิชาชพี ใน
การประเมินผู้ใต้บังคับบัญชา มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มีการแจ้งรายละเอียดเก่ียวกับมาตรฐานการประเมิน
ปฏิบัติงานแกบ่ ุคลากรทุกคร้งั ให้ความเห็นเก่ยี วกับการปฏิบัติงานที่ควรต้องปรบั ปรุง ซ่ึงสอดคล้องกับ Caela and
Beverly อ้างถึงใน พรนิดา กีรติวิทยาภรณ์ (2554 : 27) และอุทัย ธรรมเดโช (2543 : 21) อ้างถึงใน วาสนา
ชัยมงคลชาติ (2553 : 13-14) ซ่ึงส่งผลให้เกิดความผูกพันต่อองค์การของครู ครูเกิดความเช่ือม่ันและม่ันใจในตัว
ผู้บริหาร ส่วนบทบาทผู้คาดการณ์ เป็นบทบาทท่ีผู้บริหารใช้ข้อมูลปัจจุบัน อาจจะเป็นงานวิจัยหรือผลสารวจ
ประกอบการตัดสนิ ใจในการบริหารการจัดการศกึ ษา การชี้ให้เห็นแนวโน้มที่จะเกิดขน้ึ หรือความเปล่ียนแปลงและ
การพัฒนาใหม่ๆท่ีมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา อาจจะเป็นเพราะว่า ผู้บริหารส ถานศึกษา
ท่สี อนเด็กที่มคี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญามีความใกล้ชิดกับครูมาก เพราะตอ้ งมีการทางานกับครูตลอดเวลา มีการ
พูดคุยเก่ียวกับการพฒั นาใหม่ๆที่สามารถนามาเสรมิ สร้างกจิ กรรมการเรยี นรู้ หรือการพฒั นาสือ่ การสอนสาหรบั เด็ก
ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารสาคัญต่างๆในวงการการศึกษาพิเศษกับครู ทาให้
ครูเกิดความเชือ่ ใจในตวั ผู้บริหาร มีความรกั และผูกพนั และพร้อมที่จะปฏบิ ัตงิ านดว้ ยความเต็มใจ และนาพาองค์กร
สูเ่ ป้าหมายท่ีวางไว้ แสดงใหเ้ ห็นว่า หากผู้บริหารมีบทบาทด้านผู้ประเมินและดา้ นผู้คาดการณท์ ่ีชัดเจน จะสง่ ผลต่อ
ความผูกพนั องคก์ รของครดู ขี ึ้นดว้ ย

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเพือ่ การนาไปใช้
1. ผู้บริหารสถานศกึ ษาควรเพิม่ บทบาทด้านผู้ให้คาปรึกษาเพอื่ สรา้ งสมั พันธ์อันดีตอ่ ครู มกี ารชี้แจง
มาตรฐานและเปา้ หมายการดาเนินของสถานศกึ ษาด้วยวตั ถุประสงคท์ ี่ชดั เจน ชใี้ ห้ครูเห็นถึงปัจจัยท่ีจะนาพาให้การ
ดาเนินงานต่างๆประสบความสาเรจ็ รวมถงึ การเปิดโอกาสให้ครไู ด้มสี ่วนรว่ มในกิจกรรมต่างๆท่ีสาคัญตอ่ การพฒั นา
สถานศกึ ษา เสนอแนะความคิดเหน็ เก่ียวกับการดาเนนิ งานของสถานศึกษา เชน่ การพัฒนาแผนงาน เปน็ ตน้
2. ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาบทบาทของตัวเองเพ่ือให้ระดับความผูกพันองค์กรของครูด้านการ
คงอยู่กับองคก์ รในสถานศึกษาทส่ี อนเด็กทม่ี คี วามบกพร่องทางสตปิ ญั ญาสงู ขน้ึ
ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวจิ ยั ครั้งตอ่ ไป
1. ควรศึกษาเก่ียวกับการพัฒนาการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีส่งผลต่อ
ความผูกพันองค์กรของครูในโรงเรียนเฉพาะความพิการที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ
2. ควรศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของครูในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสานัก
บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 159

กติ ตกิ รรมประกาศ

วทิ ยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดีเน่ืองจากได้รับความอนุเคราะห์จาก ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.รฐั ดาว
พิศาลพงศ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ ที่ได้กรุณาให้คาแนะนา แก้ไข
ตรวจสอบสิ่งท่ีบกพร่องต่างๆ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการทาวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี ผู้วิจัย
ขอขอบพระคณุ ทา่ นเป็นอยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสน้ดี ้วยความเคารพอย่างยง่ิ

ขอขอบพระคุณ อาจารย์ ดร.นภาเดช บุญเชิดชู อาจารย์ประจาคณะครุศาสตร์ ประธานกรรมการ
สอบ และอาจารย์สถาพร วิสามารถ ผู้อานวยการโรงเรียนสุพรรณบุรีปัญญานุกูล จังหวัดสุพรรณบุรี กรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความกรุณามาเป็นกรรมการสอบ พร้อมท้ังให้แนวคิด คาแนะนา ในการทาวิทยานิพนธ์เป็นอย่างดีย่ิง
ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สายสุดา เตียเจริญ อาจารย์ ดร.ดวงใจ ชนะสิทธิ์ และ อาจารย์ ดร.นะรงษ์
ชาวเพ็ชร ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย และเสียสละเวลาในการให้
ข้อเสนอแนะ ตลอดจนคาปรึกษาท่ีเป็นประโยชน์สาหรับการทาวิทยานิพนธ์ให้มีความสมบูรณ์ย่ิงข้ึน ขอขอบคุณ
คณะครูโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาทุกโรงเรียน ท่ีเป็นโรงเรียนทดลองใช้
เคร่ืองมือ และโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ซ่ึงข้อมูลท่ีได้เป็นประโยชน์
ตอ่ งานวิจัยเปน็ อย่างยิ่ง

สุดทา้ ยนี้ ขอกราบขอบพระคุณบดิ าและมารดา ทเี่ ป็นทกุ ส่ิงทกุ อย่างให้กบั ขา้ พเจา้ ขอขอบคุณเพื่อนใน
ชั้นเรียน สาขาวิชาการบริหารการศึกษาทุกท่าน และ ดร.เมธาวี ภุมรนิ ทร์ ที่คอยเป็นท่ีปรึกษาให้คาแนะนาต่างๆ
อีกทง้ั ยังใหก้ าลงั ใจที่ดแี กข่ า้ พเจ้ารวมทง้ั ได้ช่วยตรวจทานแก้ไขวิทยานพิ นธ์ฉบับน้ีให้มคี วามสมบูรณ์และถูกต้องและ
ขอขอบคุณเพ่อื นรว่ มงานในสถานศกึ ษา ทีใ่ ห้กาลงั ใจผวู้ จิ ัยมาโดยตลอด

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. แนวทางการปฏบิ ัตติ ามระเบยี บว่าดว้ ยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2548.
กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย, 2548.

ณฏั ฐพันธเ์ ขจรนันทน.์ กลยุทธก์ ารเปลยี่ นแปลงและพัฒนาองคก์ ร. กรุงเทพฯ: บริษัทเอ็กซ์เปอร์เน็ท, 2551.
บุญชม ศรีสะอาด. วิธีการทางสถิติสาหรบั การวจิ ยั เลม่ 1.พมิ พ์ครงั้ ท่ี 9. กรงุ เทพฯ :สวุ ีริยาสาสน,์ 2556
ปราชญา กล้าผจัญและพอตา บุตรสทุ ธิวงศ์. การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย.์ กรุงเทพฯ:ก.พลการพิมพ์, 2550.
พมิ ลรตั น์ สายจนั ทด.ี การตดั สนิ ใจเข้ารบั การสงเคราะห์ในสถานสงเคราะหค์ นชราเฉลมิ ราชกมุ าร(ี หลวงพ่อเปน่ิ

อปุ ถมั ภ์)จังหวดั นครปฐม. หลกั สตุ รปริญญารัฐศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาการบรหิ ารทวั่ ไป
มหาวทิ ยาลัยบูรพา. 2546.
พรนดิ า กรี ติวิทยาภรณ์. บทบาทผบู้ ริหารกับมาตรฐานดา้ นกระบวนการทางการศกึ ษาของสถานศกึ ษา
สงั กดั เทศบาลกลมุ่ พฒั นาท้องถนิ่ ท่ี1. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการ
บรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2554.
พรกนก จนั ทรศาลทูล. ความผูกพนั ต่อองค์การของพนกั งานการเคหะแห่งชาติ ศึกษาเฉพาะกรณี พนกั งาน
สว่ นกลางสานักงานใหญก่ รงุ เทพมหานคร. ภาคนพิ นธค์ ณะพฒั นาสังคมและส่งิ แวดล้อม. สถาบัน
บัณฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร.์ 2549
พูนพศิ อมาตยกลุ สุมาลี ดจี งกจิ และพมิ พา ขจรธรรม. ความรูพ้ ื้นฐานเร่อื งความพกิ ารและคนพิการ(ขน้ั แนะนา).
กรงุ เทพฯ: บริษทั โรงพิมพเ์ ดือนตุลา, 2556.
160 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

พวงรตั น์ ทวรี ัตน์. วธิ ีการวจิ ัยทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ (พมิ พ์ครง้ั ที่ 7). กรงุ เทพ: สานกั ทดสอบ
ทางการศึกษาและจิตวทิ ยา มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, 2543.

วาสนา ชยั มงคลชาติ. การเปรยี บเทียบบทบาทท่คี าดหวังกับบทบาททีป่ ฏบิ ัติจรงิ ของผูบ้ รหิ ารในการ
พฒั นาครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาราชบรุ ี เขต 1.วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั หมูบ่ ้านจอมบงึ , 2553.

สจุ ินต์ สว่างศร.ี “การพฒั นารปู แบบการจัดการศึกษาสาหรบั บคุ คลทมี่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา
ในประเทศไทย.” วารสารวทิ ยาลยั ราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพกิ าร. 10, 13
(มกราคม – ธันวาคม2557): 60, 2557.

สุวิมล ติรกานนั ท์. ระเบียบวิธกี ารวิจยั ทางสงั คมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏบิ ตั ิ. (พมิ พค์ รัง้ ที่ 7). กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ,2551.

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน.การศกึ ษาสภาพการจัดการศกึ ษาในโรงเรยี นเฉพาะความพกิ าร.
สานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ.กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2556.

สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ. พระราชบญั ญตั กิ ารจดั การศึกษาสาหรับคนพกิ าร พ.ศ.2551. กรงุ เทพฯ:
กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551.

Allen, N.J. and Meyer,J.P. The measurement and antecedent of affective, acontinuance
And normative commitment to the organization. Journal of Occupational
Psyhology, 1990.

Caela ,Farren and Kaye L. Beverly.“New Skills Leadership Roles” The Leader of The Future ,
3 rd ed. NewYork : The Drucker Foundation, 1996.

Dunham, R.B., Gube, J.A.&Castaneda, M.B.Organizational Commitment: the Utility of an integrative
Definition. Journal of Applied Psychology, 79 pp. 370, 1994.

Kanter, R.M.Men and woman of the corporation. New York: Basic Book, 1977.
Steers Richard M. Antecedents and outcome of organizational commitment.

Administrative science quarterly, 1977.
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 161

162 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

การดาเนนิ งานมาตรฐานการศึกษาศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษเพื่อการประกนั คณุ ภาพ
ภายในสังกดั สานักบริหารงานการศกึ ษาพิเศษ

Implementation of Education Standards of special Education Center
for Internal Quality Assurance under special Education Bureau

กัณหา คงหอม1
นภาเดช บุญเชดิ ช2ู

ดวงใจ ชนะสทิ ธ์ิ3

บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์
การศึกษาพเิ ศษ 2. เปรียบเทียบระดบั การดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษ จาแนกตาม
สถานภาพส่วนบุคคล ลักษณะและทาเลที่ต้ังของศูนย์ 3. ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการดาเนินงานตาม
มาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ และ 4. ศึกษาแนวทางการพัฒนาการดาเนินงานตามมาตรฐาน
การศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยมี 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้ตอบแบบสอบถาม
ประกอบดว้ ยผู้อานวยการรองผูอ้ านวยการฝา่ ยวชิ าการครูหัวหน้าฝา่ ยวชิ าการ ผ้รู บั ผดิ ชอบการดาเนินงานตาม
มาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ จานวน 144 คน ได้มาโดยการสุ่มแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตาม
ภมู ิภาค และกลุ่มที่2 ผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วยผู้อานวยการศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ จานวน 9 คน ได้มา
โดยการเลือกแบบเจาะจง เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวิจัย ไดแ้ ก่แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ท่สี รา้ งขนึ้ โดยผู้วิจัย
มคี ่าความตรงด้านเนอื้ หาระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 ค่าความเท่ียงเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาร้อยละ
ค่าเฉล่ีย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน และการวิเคราะห์เน้อื หา
ผลการวจิ ยั พบว่า

1. สภาพการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ อยู่ในระดับมากที่สุด
ประกอบด้วยมาตรฐานท่ี3 ผู้บรหิ ารปฏิบตั งิ านตามบทบาทหนา้ ที่อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและเกิดประสิทธิผล และ
อยู่ในระดับมาก ประกอบด้วยมาตรฐานที่ 4 การจัดทาหลักสูตรการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและระบบการ
ให้บริการผู้เรียนตามภาระหน้าที่ที่กาหนด มาตรฐานที่ 6 การประกันคุณภาพภายในตามที่กาหนดใน
กฎกระทรวง มาตรฐานที่ 5 การส่งเสริมให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มาตรฐานท่ี 2 ครูปฏิบัติงานตามบทบาท
หนา้ ท่ีอยา่ งมีประสิทธภิ าพและเกิดประสทิ ธิภาพและมาตรฐาน ท่ี 1 ผู้เรียนมพี ัฒนาการเต็มศกั ยภาพของแต่ละ
บุคคล

2. การเปรียบเทียบระดบั การดาเนินงานตามมาตรฐานการศกึ ษาศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ จาแนกตาม
ตาแหน่งหน้าท่ี และการมปี ระสบการณ์การเข้าอบรมเกีย่ วกับมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศกึ ษาพิเศษ พบว่า
มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ส่วนสถานภาพวุฒิการศึกษา ประสบการณ์
การปฏิบัตงิ าน ลกั ษณะและทาเลทต่ี ั้งของศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ พบว่า ไม่แตกต่างกัน

คาสาคญั : มาตรฐานการศึกษา, ศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษ, การประกนั คณุ ภาพภายใน

1หลกั สตู รครศุ าสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าบริหารการศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครปฐม 163
2คณะครศุ าตร์ สาขาวชิ าบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครปฐม
3คณะครศุ าตร์ สาขาวชิ าบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครปฐม

ปที ี่ 17 ฉบบั ที่ 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560)

3. ปัญหาและอุปสรรคของการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประกอบด้วย 1) บุคลากรมีการสับเปล่ียนหรือโยกย้ายทาให้ขาดความรู้ความเข้าใจกระบวนการทางาน
การดาเนินงานไม่ต่อเนื่อง 2) บุคลากรมีภาระหน้าท่ีงานอ่ืนๆ มากและจานวนบุคลากรยังไม่เพียงพอ
3) คณะกรรมการการประเมินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในมีหลายชุด การให้แนะนาหรือการตรวจ
เอกสารแต่ละชุดก็ไม่เหมือนกัน ทาให้เป็นอุปสรรคในการจัดทาเอกสาร 4) ขาดการมีส่วนร่วมของผู้เก่ียวข้อง
ทุกฝ่าย การนิเทศติดตามงานและความต่อเน่ือง และ 5) มีการนาข้อมูลสารสนเทศมาใช้พัฒนาระบบประกัน
คุณภาพน้อย

4. แนวทางการพัฒนาการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ ประกอบด้วย
1) การจดั กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียนแบบบูรณาการ 2) การระดมทุนจ้างครูเพิ่ม และอาสาสมัครชว่ ยสอน 3) จัดทา
แผนพัฒนาฯ และแผนปฏิบัติการ และจัดทาวิจัยพัฒนาสถานศึกษา 4) ผู้ปกครอง และคณะกรรมการ
สถานศึกษามีส่วนวิเคราะห์สภาพบรบิ ทของศนู ย์ฯ จดั สภาพแวดล้อม ผลิตสื่อ ออกแบบการเรียนให้สอดคล้อง
กับผู้เรียนและมีการกากับติดตามอย่างเนื่อง 5) จัดทาแผนกลยุทธ์และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน และ
อาสาสมัครร่วมกนั พัฒนาผู้เรียน และ 6) ผูป้ กครองและคณะกรรมการรว่ มคดิ ร่วมทา ร่วมพัฒนาสถานศกึ ษา

Abstract
The objectives of this research were to: 1) study the implementation conditions in
accordance with educational standards of special education center; 2) compare the educational
performance levels of educational standards of educational centers as classified by personal status,
characteristics and the center’s location; 3) study the problems, obstacles and 4) study guidelines
for implementation of educational standards of special education centers; The research sample
was divided into 2 groups. The first group, derived by proportional stratified random sampling as
distributed by regional size was 144 questionnaire respondents consisted of directors, deputy
directors of academic affairs, head of academic affairs and teachers responsible for the
implementation of educational standards. The second group, derived by purposive sampling
was 9 informants consisted of directors of Special Education Centers. Instrument used to collect
data was a questionnaire and interview from constructed by the researcher with the IOC content
between 0.67 to 1.00 and internal consistency reliability coefficients of 0.96. Data were analyzed
with percentage, mean, standard deviation, t-test, and one-way analysis of variance and content
analysis.
The findings of this research were as follows :
1. The study the implementation conditions in accordance with educational
standards of special education center were as follows: Standard 3: Performance management’s
effectiveness and efficiency were at a highest level. Whereas there were at a high level in
Standard 4: organizing curriculum, activities for student development, student services in
accordance with the prescribed duties, Standard 6: internal quality assurance system as
specified by the ministerial regulations, Standard 5: promotion of learning society, Standard
2: teacher’s role performance effective and efficient, and Standard 1: leareners developed in
their full potential.

164 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

2. Compare regarding the levels of educational standards of educational centers as
classified by working position and training experience were found differences with
statistical significance at .05, whereas there were no difference as classified by educational level,
working experience, and the centers’ characteristics and location.
3. Problems and obstacles of the operation according to the educational standards of
the special education center were that: 1) personnel were shuffled or relocated caused them
lacking of work processes understanding and continuity of work, 2) working duties were found
overloaded with limited number of personnel, 3) dued to many internal assessment committees
caused it more difficult to compile documents and suggestions, 4) lacking of internal collaboration,
supervision and continuity, 5) implementation of informational technology for internal assurance
were limited.
4. The guidelines for the implementation of the educational standards of special
education centers were as follows: 1) integrated student development activities; 2) raising fund for
hiring more personnel and teaching volunteers, 3) organizing development plan, performance plan
and conducting the centers research and development, 4) parents and school board members
analyze the context of the center, organize the media production environment, design the learning
in accordance with the learner, and regularly follow up evaluation,5) conducting strategic plan and
provide opportunities for parents, the community and volunteers to collaborate in learners
development, and 6) co-thinking, co-operating co-performing of parents, board committees,
to develop the center.

Keywords : Education Standards, Special Education Center, Internal Quality Assurance

บทนา
การศึกษาเป็นกระบวนการทที่ าให้คนมคี วามรแู้ ละคุณสมบตั ิตา่ งๆ ที่ช่วยให้คนนั้นอยรู่ อดในโลกได้

เป็นประโยชนต์ ่อตนเอง ครอบครัว และสังคมส่วนรว่ ม ดงั นน้ั คุณภาพการศึกษาจึงสะท้อนถึงคณุ ภาพของคนท่ี
เป็นผลิตผลของการจัดการศึกษา การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ท้ัง
รา่ งกาย จติ ใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชวี ิต สามารถอยู่รว่ มกับ
ผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นกลไกสาคัญท่ีจะขับเคล่ือนการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาให้ดาเนินการอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นใจว่าสถานศึกษาจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้ตาม
มาตรฐานที่กาหนด กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกัน
คณุ ภาพการศกึ ษา พ.ศ. 2553 ที่กาหนดใหส้ ถานศึกษาตอ้ งพฒั นาระบบการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา
โดยดาเนินการดังต่อไปนี้ กาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จัดทาแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของ
สถานศกึ ษาท่ีมุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาของสถานศึกษา จัดระบบบริหารและสารสนเทศ ดาเนินงาน
ตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศกึ ษา จัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา จัดให้มีการ
ประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จดั ทารายงานประจาปีที่เปน็ รายงานประเมิน
คุณภาพภายใน และจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงศึกษาธิการ (2553 : 15)
การกาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาเป็นสิ่งที่แสดงให้ถึงเป้าหมายของการจัดการศึกษาของ

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 165

สถานศึกษาและมีแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาท่ีนาไปสู่มาตรฐานที่กาหนดไว้ ซึ่งจะปรากฏอยู่ใน
แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของแตล่ ะสถานศึกษา ระบบประกนั คุณภาพภายในเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา
และมาตรฐานการศึกษาทุกระดับของสถานศกึ ษาประกอบด้วย 1) การประกันคุณภาพภายใน 2) การตดิ ตาม
ตรวจสอบคุณภาพการศึกษา และ 3) การพัฒนาคุณ ภาพการศึกษา กระทรวงศึกษา (2553 : 2)
กระทรวงศึกษาธิการไดต้ ระหนกั ถึงความสาคัญและสิทธิของคนพกิ ารในการรับบริการทางการศกึ ษา เพอ่ื ให้คน
พิการทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ให้คนพิการได้รับ
การศึกษาอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของแต่ละประเภทความพิการในทุกระบบและรูปแบบ
การศึกษาอย่างท่ัวถึง และเสมอภาค ซ่ึงสอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาสาหรับคนพิการใน
ทศวรรษท่ีสอง (พ.ศ.2552-2561) มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การเพ่ิมโอกาสทาง
การศึกษาและการเรียนรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพ่ือให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิต
อยา่ งมคี ณุ ภาพ ศูนย์การศกึ ษาพิเศษอยู่ภายใตส้ ังกัดสานกั บรหิ ารงานการศึกษา ซ่งึ เป็นสถานศึกษาของรัฐทีจ่ ัด
การศึกษาสาหรับคนพิการ นอกระบบและตามอัธยาศัย ต้ังแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิตด้วย
รูปแบบการบริการที่หลากหลายเพ่ือให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเ ศษของคนพิการ
และจัดการศึกษาอบรมให้แก่ผู้ดูแลคนพิการ ครู บุคลากรและชุมชนทสี่ อดคลอ้ งกับการจัดการศึกษา สามารถ
เขา้ ถึง สื่อการเรยี นรู้ เทคโนโลยสี ่ิงอานวยความสะดวกบริการและความช่วยเหลืออื่นใด โดยใหค้ นพกิ ารมีสิทธิ
ทางการศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา และคนพิการทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาท่ีมีคุณภาพและได้
มาตรฐาน อกี ท้งั ศูนย์การศึกษาพิเศษให้บริการช่วยเหลอื ระยะแรกเริม่ แกเ่ ด็กพิการ ซ่ึงเด็กพิการแต่ละบุคคลมี
ประเภทและลักษณะความพิการที่หลากหลาย การพัฒนาหลักสูตร คุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการบริหาร
จัดการจึงมีความแตกต่างกัน (สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ2556: 5-6) ดังนั้น กระทรวงศึกษาจึงได้
ประกาศให้ใช้มาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษเพื่อการประ กันคุณ ภาพ ภายในเพ่ือเป็นข้อกาหนด
เกยี่ วกบั คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงคท์ ่ีต้องการให้เกิดข้ึนในศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษโดยกาหนดไว้ 6 มาตรฐาน 33 ตัว
บ่งชี้ ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 ด้านคุณภาพผู้เรียน มี 2 ตัวบ่งช้ี มาตรฐานท่ี 2ด้านครูมี 9 ตัวบ่งชี้ มาตรฐานที่ 3
ดา้ นผ้บู ริหาร มี 6 ตวั บ่งชี้ มาตรฐานท่ี 4 ด้านการจัดการศึกษา มี 7 ตวั บ่งชี้ มาตรฐานท่ี 5 ด้านการสร้างสังคม
แห่งการเรยี นรู้ 3 ตัวบ่งช้ี และมาตรฐานที่ 6 ด้านการประกนั คุณภาพ6 ตัวบ่งชี้ มาตรฐานถูกกาหนดข้ึนเพื่อใช้
เป็นหลักเทียบเคียงสาหรับการส่งเสริมและกากับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกนั คุณภาพ
การศึกษา สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (2557: 10-11) เป็นมาตรฐานที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของ
การจดั การศึกษาโดยองค์รวม การกาหนดใหม้ ีมาตรฐานการศึกษาทาให้เกดิ โอกาสที่เท่าเทียมกันในการพัฒนา
คุณภาพที่แท้จริงอยู่ท่ีใด การกาหนดมาตรฐานการศึกษาจึงเป็นการให้ความสาคัญกับการจัดศึกษา มีเกณฑ์
เปรียบเทียบมาตรฐานค่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความเข้าใจชัดเจนว่าจะพัฒนาการศึกษาไปในทิศทางใด
สานกั ทดสอบทางการศึกษา (2554 : 2) อยา่ งไรกต็ ามสถานการณ์ปจั จุบนั ศูนย์การศกึ ษาพิเศษ เป็นสถานศึกษา
ท่ีจดั การศึกษาสาหรับคนพิการ ต้องมีรปู แบบการบริการทห่ี ลากหลายเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกบั ความ
ต้องการจาเป็นพเิ ศษของคนพกิ าร ผลการจากการนเิ ทศการจัดการศกึ ษาศูนย์การศึกษาพิเศษ พบว่า สว่ นใหญ่
ยังมีความเหลื่อมล้าและแตกต่างกัน ท้ังในด้านงบประมาณ คุณภาพ บุคลากร หรือแม้แต่ปัจจัยด้านผู้เรียน
รวมทั้งปจั จยั เอือ้ อน่ื ๆ เช่น ความร่วมมอื ของคณะกรรมการสถานศึกษา การสนับสนุนจากชุมชน หนว่ ยงานหรือ
องค์กรทอี่ ยู่ใกล้ชิดและผลจากออกเย่ยี ม ติดตาม ตรวจสอบการประเมินฯ โดยตน้ สังกัด เก่ียวกบั ปญั หาการนา
มาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษสู่การปฏิบัติภายในสถานศึกษา พบว่า บุคลากรเกิดความเข้าใจท่ี
คลาดเคลอื่ นเก่ียวกบั มาตรฐานการศกึ ษา การมสี ่วนรว่ มของบุคลากรอยู่ในระดับน้อย บคุ ลากรท่ีรบั ผิดชอบงาน
มาตรฐานการศึกษามีภาระงานมากทาให้ปฏิบัติงานได้ไม่เต็มท่ี และมีการดาเนินงานล่าช้ากว่าท่ีกาหนด
ขาดงบประมาณในการสนบั สนุน ผบู้ ริหารขาดความตระหนักในหน้าท่ีความรับผิดชอบและไม่เห็นความสาคัญ

166 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

ครแู ละบคุ ลากรมีไม่เพยี งพอ ขาดการนเิ ทศตดิ ตาม และประเมินผลไม่ดาเนินการอย่างตอ่ เนื่อง สานกั บริหารงาน
การศกึ ษาพเิ ศษ (2557 : 4-5) ซ่งึ ส่ิงเหล่านสี้ ่งผลตอ่ การจัดการศึกษาของศูนย์การศกึ ษาพิเศษการประกันคณุ ภาพ
ภายในสถานศกึ ษาเป็นกระบวนการท่ีสร้างความม่ันใจแก่ทุกฝ่ายวา่ การจัดการศึกษาทุกระดับมีคุณภาพและจะ
คงไว้ซง่ึ มาตรฐาน และมาตรฐานการศึกษาของสถานศกึ ษาจึงเป็นจดุ เริ่มต้นในการพัฒนาทุนมนุษยแ์ ละเปา้ หมาย
สาคัญท่ีสุดที่ผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนในสถานศึกษาต้องรับรู้ และปฏิบัติงานในหน้าท่ีที่รับผิดชอบให้บรรลุ
เป้าหมายตามมาตรฐานการศึกษากาหนดและร่วมรับผิดชอบต่อการจัดการศึกษาท่ีเกิดขึ้น สานักทดสอบ
ทางการศกึ ษา (2559 : คานา)

จากสภาพปัญหาดังที่กล่าวมา มาตรฐานการศึกษาเป็นตัวกาหนดทิศทางการจัดการศึกษา
การประกันคณุ ภาพเป็นกลไกในการประเมิน ตรวจสอบการดาเนินงานการจดั การศึกษา ผูว้ จิ ยั จึงมีความสนใจที่
จะศึกษาสภาพการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เพ่ือการประกันคุณภาพภายใน
ศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ
เพือ่ การประกันคณุ ภาพภายใน สังกดั สานักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษ เพื่อนาไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการ
ดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีความพร้อม
และมีความม่ันใจในการเข้ารับการประเมินคุณภาพภายในจากต้นสังกัด สามารถนาผลการวิจัยไปใช้เป็นแนว
ทางการวางแผน แก้ไข ปรับปรุงการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ เพื่อการประกัน
คณุ ภาพภายในต่อไป
วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ัย

1. เพอ่ื ศกึ ษาสภาพการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษ
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ
จาแนกตามสถานภาพสว่ นบุคคล ลกั ษณะและทาเลทีต่ ั้งของศูนย์การศกึ ษาพิเศษ
3. เพอื่ ศกึ ษาปัญหาและอปุ สรรคของการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษ
4. เพอ่ื ศกึ ษาแนวทางการดาเนนิ งานตามมาตรฐานการศกึ ษาศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษ

ขอบเขตการวิจัย
ประชากร
ประชากรทใ่ี ช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ประกอบด้วย ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครู

หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษของศูนย์
การศกึ ษาพเิ ศษท้ัง 77 จงั หวัด รวมทั้งสิ้น 231 คน

ตวั แปรทีจ่ ะศึกษา
1. ตัวแปรต้น คือ สถานภาพส่วนบุคคล ประกอบด้วย วุฒิการศึกษา ตาแหน่งหน้าท่ี ประสบการณ์
การปฏิบัติงานในศูนย์การศึกษาพิเศษ และประสบการณ์การเข้าอบรมเก่ียวกับมาตรฐานการศึกษาศูนย์
การศึกษาพิเศษลักษณะของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประกอบด้วยศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัด และศูนย์
การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา และทาเลท่ีต้ังของศูนย์การศึกษาพิเศษประกอบด้วยภาคเหนือ ภาคกลาง
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือและภาคใต้
2. ตวั แปรตาม คือ มาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาเพ่ือการประกันคณุ ภาพภายในท่ีกาหนดใน
ประกาศกระทรวงการศึกษาธิการ (กระทรวงศึกษาธิการ 2554: 1-4) มาเป็นตัวแปรตามที่ใช้ในการศึกษาใน
วิจัยครั้งน้ี ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 ผ้เู รียนมีพัฒนาการเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล มาตรฐานที่ 2 ครูปฏิบัติงาน
ตามบทบาทหน้าท่ีอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล มาตรฐานที่ 3 ผู้บริหารปฏิบัติงานตามบทบาท
หน้าที่อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและเกิดประสิทธผิ ล มาตรฐานท่ี 4 ศูนย์การศึกษาพิเศษมีการจัดทาหลักสูตร การจัด

ปที ่ี 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 167

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และระบบการให้บริการผ้เู รียนตามภาระหน้าท่ีที่กาหนด มาตรฐานที่ 5 ศูนย์การศึกษา
พเิ ศษมีการสร้าง ส่งเสริม สนับสนนุ ให้เป็นสังคมแห่งการเรยี นรู้มาตรฐานที่ 6 ศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษมรี ะบบการ
ประกนั คณุ ภาพภายในตามทกี่ าหนดในกฎกระทรวง

กรอบแนวคดิ ในการวิจัย

ตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม

1. สถานภาพส่วนบุคคล มาตรฐานการศึกษาศนู ย์การศึกษาเพือ่ การประกนั
1.1 วุฒกิ ารศึกษา คุณภาพภายใน
1) ปรญิ ญาตรี 2) ประกาศนยี บตั รบัณฑติ 1. มาตรฐานท่ี 1 ผู้เรียนมีพัฒนาการเต็มศักยภาพของ
3) ปริญญาโท 4) ปรญิ ญาเอก แต่ละบุคคล
1.2 ตาแหนง่ หน้าที่ 2. มาตรฐานท่ี 2 ครูปฏบิ ัติงานตามบทบาทหน้าทีอ่ ย่างมี
1) ผอู้ านวยการ ประสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธิผล
2) รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรอื ครูหัวหนา้ ฝา่ ยวิชาการ 3. มาตรฐานที่ 3 ผู้บรหิ ารปฏบิ ัติงานตามบทบาทหนา้ ที่
3)ครูผูร้ บั ผดิ ชอบการดาเนินงานมาตรฐานการศึกษาของศนู ย์ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
การศึกษาพเิ ศษ 4. มาตรฐานท่ี 4 ศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษมกี ารจัดทาหลกั สตู ร
1.3 ประสบการณ์การปฏบิ ัตงิ านใน การจดั กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน และระบบการให้บริการ
ศนู ย์การศึกษาพิเศษ ผู้เรียนตามภาระหน้าทที่ ี่กาหนด
1) น้อยกว่า 5 ปี 2)5 - 10 ปี 5. มาตรฐานท่ี 5 ศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษมกี ารสร้าง ส่งเสรมิ
3) มากกวา่ 10 ปขี ้ึนไป สนบั สนนุ ให้เปน็ สงั คมแหง่ การเรียนรู้
1.4 ประสบการณ์การเขา้ อบรมเก่ียวกับมาตรฐานการศึกษา 6. มาตรฐานที่ 6 ศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษมีระบบการประกนั
ศนู ย์การศึกษาพิเศษ คุณภาพภายในตามท่กี าหนดในกฎกระทรวง
1) เคย
1.1) 1 ครั้ง/ปี 1.2) 2 คร้งั /ปี 1.3) 3 ครง้ั /ปี
1.4) 4 คร้ัง/ปี 1.5) 5 ครง้ั ขึน้ ไป/ปี
2) ไม่เคย
2. ลกั ษณะของศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ
2.1 ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษ ประจาจังหวัด
2.2 ศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษ เขตการศกึ ษา
3. ทาเลท่ีต้งั ของศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ
3.1 ภาคเหนือ 3.2 ภาคกลาง
3.3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.4 ภาคใต้

วิธกี ารดาเนินงานวจิ ัย
ประชากร
ประชากรท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั ครง้ั นี้ ประกอบดว้ ย ผู้อานวยการ รองผอู้ านวยการฝา่ ยวิชาการหรือครู

หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผ้รู ับผดิ ชอบการดาเนนิ งานตามมาตรฐานการศึกษาศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษของศูนย์
การศกึ ษาพเิ ศษทัง้ 77 จังหวัด รวมทั้งส้ิน 231 คน

กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี แบ่งเป็น2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มท่ี 1ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย
ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบการดาเนินงานตาม
มาตรฐานการศึกษาศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ ซึ่งได้มาโดยการส่มุ แบบช้ันภมู ิไดจ้ านวน148 คน กาหนดกลุ่มตัวอย่าง
จากตารางสาเร็จรูปของ Krejecie and Morgan (1970 : 608, อ้างถึงใน จิตติรตั น์ แสงเลิศอุทัย 2554: 124)

168 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

และกลุ่มท่ี 2 ตอบแบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย ผู้อานวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดและศูนย์
การศกึ ษาพิเศษ เขตการศึกษา จานวน9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง

เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั
เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสาหรับการวิจัยนี้ มีจานวน 2 ชุด คือแบบสอบถามและ
แบบสัมภาษณ์ ดังนี้ ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษา
พิเศษ แบ่งออกเป็น 3 ตอนได้แก่ ตอนท่ี1 สอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคล มีลักษณะคาถามเป็นแบบ
สารวจรายการ (checklist) ตอนที่ 2 สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษา
ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ มีลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scales) 5 ระดับ ตอน
ท่ี 3 สอบถามปัญหา และอุปสรรคของการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพเิ ศษมีลักษณะ
เป็นคาถามปลายเปิด (open-ended)ชุดที่ 2 แบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้าง เพื่อศึกษาแนวทางการ
พฒั นาการดาเนนิ งานตามมาตรฐานการศกึ ษาศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษเพ่อื การประกนั คุณภาพภายใน
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
เครื่องท่ีใช้ในการเก็บรวบข้อมูลครั้งนี้เป็นแบบสอบภามและแบบสัมภาษณ์ ซึ่งได้สอบความ
คิดเหน็ ของผูอ้ านวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบ ได้ค่าความ
เช่ือม่ันเท่ากับ 0.96แบบสอบถามตอนที่ 1 จาแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล ใช้การหาค่าความถ่ี
(Frequency) และค่าร้อยละ (percentage) แบบสอบถามตอนท่ี 2หาระดับการดาเนินงานตามมาตรฐาน
การศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษโดยการหาค่าเฉลี่ย(mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard
deviation) วิเคราะห์เปรียบเทียบการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษเปรียบเทียบ
ลักษณะของศูนย์การศึกษาพิเศษใช้การทดสอบที (t-test independent)เปรียบเทียบความแตกต่างวุฒิ
การศึกษา ตาแหน่งหน้าที่ ประสบการณ์การปฏิบัติงาน ประสบการณ์การเข้าอบรมเก่ียวกับมาตรฐานการศึกษา
ศูนย์การศึกษาพิเศษ และทาเลท่ีตั้งของศูนย์การศึกษาพิเศษใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว
(one-way analysis of variance) หากพบความแตกต่างจะทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ
(Sheffe')แบบสอบถามปลายเปิดและจากการสัมภาษณโ์ ดยวิธวี ิเคราะหเ์ น้ือหา (content analysis) นาเสนอ
ดว้ ยความถีแ่ ละความเรียงเชิงพรรณนา
ขน้ั ตอนการวิจยั
1. ทาหนังสือจากสานักงานบณั ฑิตศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐมเพื่อขอความอนุเคราะหไ์ ป
ยั งผู้ อ าน ว ย ก า รศู นย์ ก า ร ศึ ก ษ า พิ เศษ ท่ี เป็ น ก ลุ่ ม ตั วอ ย่ า ง ผู้ วิ จั ย ใช้ แ บ บ ส อ บ ถา ม ท าง ไป ร ษ ณี ย์ โดย วิ ธี ก า ร
ลงทะเบียน พร้อมท้งั แบบซองเปลา่ และติดแสตมปเ์ พอื่ ให้ผู้ตอบแบบสอบถามกลบั คืนผวู้ จิ ยั โดยทางไปรษณีย์
2. ดาเนินการเก็บข้อมูลและติดตามรวบรวมแบบสอบถามกลับคืน ได้แบบสอบถามกลับคืนมา
ทงั้ หมด 144 ฉบบั คิดเปน็ ร้อยละ 97.29วเิ คราะหร์ ะดับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนยก์ ารศกึ ษา
พเิ ศษ จากแบบสอบถามที่มคี า่ เฉลย่ี ต่าในแตล่ ะด้าน นามากาหนดเปน็ ประเดน็ สาคัญในการสัมภาษณ์
3. ดาเนินการสมั ภาษณ์ผู้อานวยการศูนย์การศึกษาพเิ ศษ

สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่อง การดาเนนิ งานตามมาตรฐานการศึกษาศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ เพอื่ การประกัน

คุณภาพภายในสังกัดสานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ สรุปผลตามวตั ถุประสงคข์ องการวิจัย ไดด้ ังน้ี
1. สภาพการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษตามความคิดเห็นของ

ผูอ้ านวยการ รองผู้อานวยการฝา่ ยวชิ าการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผูร้ ับผดิ ชอบฯ พบว่า โดยภาพรวมมี
ค่าเฉลยี่ อยู่ในระดับมาก เรียงตามลาดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อยดงั นี้ มาตรฐานที่ 3 ผู้บรหิ ารปฏบิ ัติงานตาม
บทบาทหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล มาตรฐานที่ 4 ศูนย์การศึกษาพิเศษ มีการจัดทา

ปที ี่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 169

หลักสตู ร การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี นและระบบการให้บริการผู้เรียนตามภาระหน้าทที่ ่ีกาหนดมาตรฐานท่ี 6
ศูนย์การศึกษาพิเศษมีระบบการประกันคุณภาพภายในตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง มาตรฐานท่ี 5
ศนู ย์การศึกษาพิเศษ มีการสร้าง ส่งเสรมิ สนับสนุน ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มาตรฐานท่ี 2 ครูปฏิบัติงาน
ตามบทบาทหนา้ ทอี่ ย่างมปี ระสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธผิ ล และมาตรฐานที่ 1 ผู้เรยี นมีพัฒนาการเตม็ ศกั ยภาพ
ของแตล่ ะบุคคลตามลาดับ

2. การเปรยี บเทียบระดบั การดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ จาแนก
ตามสถานภาพส่วนบคุ คล ลักษณะและทาเลทีต่ ้งั ของศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ ผลการวจิ ยั พบวา่

2.1 ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบ
ที่มีวฒุ ิการศึกษา ด้านมปี ระสบการณ์การปฏิบตั ิงานในศนู ย์การศึกษาพเิ ศษ ลกั ษณะและตามทาเลทตี่ ั้งของศูนย์
การศึกษาพเิ ศษต่างกัน มีความคดิ เหน็ การดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศกึ ษาพิเศษ ท้ังภาพรวม
และรายดา้ นไม่แตกต่างกัน

2.2 ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหนา้ ฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบฯ
ท่ีมีตาแหน่งหน้าที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ
ท้ังภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่มีรายด้านมาตรฐานท่ี 1
ผเู้ รยี นมีพัฒนาการเต็มศักยภาพของแตล่ ะบุคคล มาตรฐานที่ 3 ผบู้ ริหารปฏิบัตงิ านตามบทบาทหน้าที่อย่างมี
ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธผิ ล และมาตรฐานท่ี 5 ศูนย์การศึกษาพิเศษ มีการสร้าง ส่งเสรมิ สนับสนุน ให้
เป็นสังคมแหง่ การเรยี นรู้ พบว่าไมแ่ ตกตา่ งกนั

2.3 ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบ
ท่ีมีประสบการณ์การเข้าอบรมเกีย่ วกับมาตรฐานการศึกษาศนู ย์การศกึ ษาพิเศษต่างกนั มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ
การดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ ท้ังภาพรวมไม่แตกต่างกัน เม่ือพิจารณาเป็น
รายด้านมคี วามแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05

3. ปญั หาและอปุ สรรคของการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศนู ย์การศึกษาพิเศษ เพื่อการ
ประกันคณุ ภาพภายในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ดังน้ี 1) บุคลากรมีหมุนเวียนเปล่ียนแปลงบ่อย
ผู้รับผิดชอบมีการสับเปล่ียนหรือโยกย้าย ทาให้ขาดความรู้ความเข้าใจกระบวนการทางานการดาเนินงานไม่
ต่อเน่ือง 2) บุคลากรทุกคนมีภาระหน้าท่ีงานอื่นๆ มากเกินไปทาให้การทางานการศึกษาเด็กพิการได้ไม่เต็ม
และอัตรากาลังของบุคลากรยังไม่เพยี งพอ 3) คณะกรรมการการประเมินมีหลายชดุ การให้คาแนะนาหรือการ
ตรวจเอกสารแต่ละท่านก็ไม่เหมือนกัน ทาให้เป็นอุปสรรคในการจัดทาเอกสาร 4) ขาดการมีส่วนร่วมของ
ผเู้ ก่ียวข้องทุกฝ่าย และการนิเทศติดตามงานและความต่อเนื่อง 5) การนาข้อมูลสารสนเทศมาใช้พัฒนาระบบ
ประกันคณุ ภาพนอ้ ย

4. แนวทางการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ ควรดาเนินการดังนี้
มาตรฐานท่ี 1 ด้านผู้เรียนสามารถปฏิบัติตนในสงั คม โดยแสดงออกถึงความต้องการของตนเองมมี นุษย์สมั พันธ์
กับผู้อื่นและปฏิบัติตนตามมารยาทในสังคมของผู้เรียน ควรมีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบบบูรณาการ
ประชุมผู้ปกครองหาแนวทางการพัฒนาผู้เรียน และกากับติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนอื่ ง มาตรฐานที่ 2
ด้านมีครไู มเ่ พยี งพอควรมกี ารระดมทุนจา้ งครูเพมิ่ ขออาสาสมคั รชว่ ยสอน ขออตั รากาลงั จากหน่วยงานต้นสงั กัด
และสารวจข้อมูลผเู้ รียน กลุ่มเป้าหมายท่ีชัดเจนมาตรฐานท่ี 3 ด้านผู้บริหารใช้ข้อมูลสารสนเทศ และประเมิน
หรือการวิจัยเป็นฐานคดิ การพัฒนาวิชาการและการบริหารจดั การ ควรมีการจัดทาแผนพัฒนาฯ และแผนปฏบิ ัติ
การใหส้ อดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา และจัดทาวิจยั พัฒนาสถานศึกษา มาตรฐานที่ 4 ด้านสถานศึกษาเปิด
โอกาสให้ผู้ปกครองปรับสภาพแวดล้อมให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างมีความสุข ควรมีผู้ปกครองและคณะกรรมการ
สถานศึกษามีสว่ นวิเคราะหส์ ภาพบริบทของศนู ย์ฯ จดั สภาพแวดล้อม ผลิตสื่อ ออกแบบการเรียนให้สอดคลอ้ ง

170 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

กับผู้เรียนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย และมีการกากับติดตามอย่างต่อเนื่องมาตรฐานที่ 5 ด้าน
สถานศึกษาพัฒนาระบบการมีส่วนร่วมให้ผู้ปกครองและอาสาสมัครในชุมชนเข้ารว่ มรับผิดชอบและช่วยเหลือ
คนพิการภายในท้องถิ่น ควรมีการจัดทาแผนกลยุทธ์และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน อาสาสมัครร่วมกัน
พัฒนาผู้เรียน จัดทาสารสนเทศแหล่งเรียนรู้ทั้งท่ีเป็นบุคคล สถานที่ และการระดมทุนมาตรฐานที่ 6 ด้าน
สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพ ควรมีผู้ปกครองและคณะกรรมการ
สถานศึกษาร่วมคิด รว่ มทา และร่วมพัฒนาสถานศึกษา ประกาศค่าความสาเร็จตามเป้าหมายและมาตรฐาน
ของศูนย์ฯ ต่อสาธารณชน และบูรณาการโครงการต่างๆ ตามแผนฯให้สอดคล้องและตอบสนองต่อการ
ปฏิบตั ิงาน ข้อเสนอความต้องการจาเป็นของการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เพ่ือ
การประกนั คณุ ภาพภายในสังกัดสานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ ควรมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรเก่า
และบุคลากรทีเ่ ขา้ มาทางานใหม่ให้มีความรกู้ ารปฏิบัตงิ านประกันคณุ ภาพมีการนิเทศติดตามผลการดาเนินงาน
อยา่ งตอ่ เนือ่ ง และให้มรี ะบบการทางานอย่างเป็นระบบ

อภปิ รายผลการวจิ ัย
ผลการวจิ ัยเรอื่ ง การดาเนินงานมาตรฐานการศกึ ษาศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษ เพือ่ การประกันคณุ ภาพ

ภายในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประเด็นที่สามารถนามาอภิปรายเพื่อตอบวัตถุประสงค์และ
สมมตฐิ านการวจิ ัยได้ดงั นี้

1. จากผลการวิจัยพบว่า สภาพการดาเนินงานตามมาตรฐานการศกึ ษาศูนย์การศึกษาพิเศษตาม
ความคิดเห็นของผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบ ฯ
ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่เป็นเช่นนี้แสดงให้เห็นได้ว่าศูนย์การศึกษาพิเศษมีความตระหนักและให้
ความสาคัญการดาเนินงานมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ ฯ และได้ดาเนินการตามประกาศ
กระทรวงศึกษาธกิ ารที่ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ เพ่ือการประกันคุณภาพภายใน เม่ือวันที่
8 มกราคม 2554 สาหรับศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อนามาตรฐานการศึกษาไปเป็นตัวกาหนดทิศทางในการ
พัฒนาและเป็นเครื่องมือในการขับเคล่ือนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไปสู่เป้าหมายเดียวกัน สอดคล้องกับ
งานวจิ ยั ของระวีวรรณ ศรีคต (2557: 107-108) วจิ ัยเรือ่ งปัจจัยความผูกพันตอ่ องค์การที่สง่ ผลต่อประสทิ ธิภาพ
การดาเนินงานตามมาตรฐานการศกึ ษาศนู ย์การศึกษาพิเศษ พบว่า ประสิทธิภาพการดาเนินงานตามมาตรฐาน
การศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สามารถเรียงลาดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้าน
การประกนั คณุ ภาพ ดา้ นการจัดการศึกษา ดา้ นผู้บริหาร ด้านสงั คมแห่งการเรียนรู้ ด้านครู และดา้ นผู้เรยี น

2. การเปรียบเทียบระดับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อการ
ประกนั คณุ ภาพภายใน สงั กดั สานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ จาแนกตามสถานภาพสว่ นบคุ คล ลักษณะและ
ทาเลท่ีตง้ั ของศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ จะเห็นไดว้ ่า

2.1 ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝา่ ยวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวชิ าการ ครูผู้รับผิดชอบฯ
ที่มีวุฒิการศึกษา ด้านมีประสบการณ์การปฏิบัติงานในศูนย์การศึกษาพิเศษ ลักษณะ และทาเลท่ีตั้งของศูนย์
การศึกษาพิเศษ ต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ
ท้ังภาพรวมและและรายด้านไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าวุฒิการศึกษาที่ต่างกันมีความ
คิดเห็นเก่ียวกับมาตรฐานการศึกษาพิเศษการศึกษาพิเศษเป็นไปแนวทางเดียวกัน เนื่องจากผู้อานวยการ
รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบฯ มีความรู้ ความเข้าใจและให้
ความสาคัญในการดาเนนิ งานมาตรฐานการศึกษาซง่ึ ดาเนินงานตามแนวทางของมาตรฐานการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
ที่กาหนดให้สถานศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพ่ือให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการจัดการศึกษาเท่าเทียมเสมอภาคกัน
ซ่ึงสอดคล้องกบั ผลงานวจิ ัยของ ถนิมพร เปรมปราศรยั (2553: 144) ได้ทาการวิจัยเรื่องการประกันคุณภาพ
ภายในด้านการบริหารและการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน จังหวัดนครปฐม พบว่าตาแหน่ง และ

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 171

ปฏิบัตงิ านในโรงเรียนขนาดต่างกนั มกี ารดาเนินงานไม่ต่างกัน สอดคลอ้ งกับ ณปภัช บุญสมศรี (2556: 69-71)
ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองความต้องการจาเป็นของการดาเนนิ การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาบุรรี ัมย์ เขต 3 พบวา่ ผู้บริหารและครผู ูร้ บั ผดิ ชอบ ท่ีมีประสบการณ์การทางาน
ตา่ งกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการปฏิบัติงานในปัจจบุ ัน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน สอดคล้อง
กับ อานาจ จันทร์ขา (2555: 7-9) ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองการพัฒนารูปแบบการดาเนินงานประกันคุณภาพ
การศึกษาในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พบว่า การดาเนินงานประกันคุณภาพการศกึ ษาในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่มีการสร้างความตระหนักให้บุคลากรทุกฝ่ายมองเห็นคุณค่าและมีความ
เข้าใจท่ีถกู ตอ้ งเก่ียวกับการประกันคณุ ภาพไม่แตกต่างกนั

2.2 ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝา่ ยวิชาการหรอื ครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบฯ
ทมี่ ีตาแหน่งหน้าที่ตา่ งกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ
ทง้ั ภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกัน ซึง่ เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยท่ีต้งั ไว้ ผลการวิจัยดังกล่าวแสดง
ให้เห็นว่า ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบฯ มีความรู้
ความเขา้ ใจและให้ความสาคัญในการดาเนนิ งานมาตรฐานการศกึ ษาแตกต่างกัน เพราะบทบาทความรบั ผดิ ชอบ
ของแต่ละตาแหน่งต่อการบริหารงานและการดาเนินกจิ กรรมการประกันคุณภาพต่างกนั สอดคลอ้ งกบั ศริ วิ รรณ
สุขดี, สนั ติ สทิ ธิจันดา, ปุณยนชุ ปัญญาปิงและลาวัลย์ พันพิพิธ (2557: 167) ที่ทาการวจิ ัยเรื่องการศึกษาการ
ดาเนินงานประกันคณุ ภาพการศกึ ษาของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตเพชรบูรณ์ ประจาปีการศึกษา 2555
พบว่า การเปรียบเทียบความแตกต่างของการดาเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาตามความคิดเห็นระหว่าง
ผู้บริหาร ครูอาจารย์และเจ้าหน้าท่ีของสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตเพชรบูรณ์ประจาปีการศึกษา 2555มี
ความแตกต่างกนั โดยผ้บู ริหารและครูอาจารย์แตกตา่ งกับเจ้าหนา้ ทีอ่ ยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ สอดคลอ้ งกบั สดุ า
วดี จตุรงควาณิช (2555: 113) ท่ีทาการวจิ ัยเรือ่ งการศึกษาการดาเนนิ งานประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน
อสั สมั ชัญสมทุ รปราการ พบวา่ ตาแหนง่ ตา่ งกัน ส่งผลให้การศกึ ษาดาเนินงานประกันคุณภาพภายในแตกตา่ งกัน
สอดคล้องกับพัทธานันทิ์อร ยนต์ชัย (2555: 159-161) ท่ีศึกษาวิจัยเรื่องสภาพและปัญหาการดาเนินการ
ประกนั คุณภาพภายในของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 ตาแหน่ง
ผู้บริหารโรงเรียนและตาแหน่งครูวิชาการมีความคิดเห็นต่อสภาพการดาเนินการประกันคุณภาพภายในของ
โรงเรยี น สงั กัดสานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2 แตกต่างกัน

2.3 ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบฯ
ทีม่ ีประสบการณ์การเข้าอบรมเก่ยี วกับมาตรฐานการศึกษาศนู ย์การศกึ ษาพิเศษต่างกนั มีความคิดเห็นเก่ียวกับ
การดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ ท้ังภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมอื่ พิจารณาเป็นราย
ด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีพัฒนาการเต็ม
ศักยภาพของแต่ละบุคคล มาตรฐานท่ี 3 ผู้บริหารปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ีอย่างมีประสิทธิภาพและเกิด
ประสิทธิผล และมาตรฐานท่ี 5 ศูนย์การศึกษาพิเศษ มกี ารสร้าง ส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นสังคมแห่งการเรยี นรู้
และมาตรฐานท่ี 6 ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษ มีระบบการประกนั คุณภาพภายในตามท่กี าหนดในกฎกระทรวง ซึ่งผู้มี
ประสบการณ์การเข้าอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษจานวน 2 คร้ัง/ปีขึ้นไป มีความ
คิดเห็นเกยี่ วกับการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพเิ ศษแตกต่างกัน สอดคล้องกับคากล่าว
ของทววี ัฒน์ วัฒนกุลเจริญ (2555: 11) การเข้าฝึกอบรม เปน็ กระบวนการขององค์กร ในอันท่ีจะพัฒนาบคุ คล
เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระเบียบแบบแผน เพื่อให้บุคคลมีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติมีทักษะ
ความชานาญประสบการณ์ท่ีเหมาะสม หรือเข้ากับงานได้อย่างดีเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร และมี
มาตรฐานเป็นการดาเนินการต่อเนื่อง เป็นกิจกรรมที่จะนาไปสู่การแก้ไขปัญหาการทางานขององค์กร ให้มี
ประสิทธิภาพกอ่ ใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ และบรรลเุ ปา้ หมายขององค์กร

172 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

3. ปัญหา และอุปสรรคในการดาเนนิ งานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาเพื่อการประกัน
คุณภาพภายใน สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษพบว่า 1) บุคลากรมีหมุนเวียนเปล่ียนแปลงบ่อย
ผู้รับผิดชอบมีการสับเปล่ียนหรือโยกย้าย ทาให้ขาดความรู้ความเข้าใจกระบวนการทางานการดาเนินงานไม่
ต่อเน่ือง2) บุคลากรทุกคน มีภาระหน้าท่ีงานอื่นๆ มาก และจานวนบุคลากรไม่เพียงพอ 3) คณะกรรมการการ
ประเมินมีหลายชุด การให้แนะนาหรือการตรวจเอกสารแต่ละท่านก็ไม่เหมือนกัน ทาให้เป็นอุปสรรคในการ
จัดทาเอกสาร ประเมินยดึ เอกสารสอดคล้องกับผลงานวิจยั ของสานกั ทดสอบทางการศึกษา (2555 : 146-147)
ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการนามาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัติและมโนทัศน์ของผู้เกี่ยวข้อง
พบว่า ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการนามาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัติภายในสถานศึกษา บุคลากร
เกิดความเข้าใจคลาดเคล่ือนเก่ียวกับมาตรฐานการมีส่วนร่วมของบุคลากรอยู่ในระดับน้อย บุคลากรท่ี
รับผิดชอบงานมาตรฐานการศกึ ษามภี าระงานมากทาให้ปฏิบตั ิงานได้ไม่เต็มท่ี และมีการดาเนนิ งานลา่ ช้ากว่าท่ี
แผนท่กี าหนด ข้อเสนอแนะเพือ่ แก้ปญั หาทเี่ กิดข้ึน สรุปได้วา่ ควรมีการสรา้ งความตะหนักรว่ มกันของทกุ ฝา่ ยถึง
ความสาคัญของการนามาตรฐานสู่การปฏิบัติเพ่ือการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน โดยจดั อบรม ให้ความรู้อย่าง
จริงจังให้กับบุคลากรเกิดความเข้าใจอย่างเป็นธรรมเก่ียวกับการนามาตรฐานการศึกษา จัดทาเอกสาร คู่มือ
ประกอบ การปฏบิ ัติงานอย่างละเอียดชัดเจน ควรมีการนาเอาระบบประกันคุณภาพภายในให้เข้าเป็นสว่ นหนึ่ง
ในการบริหารการศึกษา ควรเพิ่มระบบการนิเทศติดตามเพื่อกระตุ้น ผลักดันควรมีการปรึกษาโรงเรียนใน
เครอื ขา่ ย ควรให้หนว่ ยงานต้นสังกดั นเิ ทศ ตดิ ตาม และมแี นวทางการดาเนินงานอยา่ งสมา่ เสมอ โดยออกพนื้ ที่
นเิ ทศ ติดตามการดาเนินงานของสถานศึกษาเป็นประจา เพ่ือให้เกิดการต่ืนตัว และเกิดความตะหนักในการนา
มาตรฐานสู่การปฏบิ ตั ิจริงๆ นอกจากนี้ ควรมีการให้ความรูโ้ ดยผูเ้ ชี่ยวชาญในการวางระบบการประกนั คุณภาพ
การศกึ ษาสกู่ ารปฏบิ ตั ิ

4. แนวทางการพัฒนาการทางการพัฒนาการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษา
พเิ ศษ เพื่อการประกนั คณุ ภาพภายใน สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบดว้ ย 1) การจัดกจิ กรรม
พัฒนาผู้เรียนแบบบูรณาการ 2) การระดมทุนจ้างครูเพ่ิม และอาสาสมคั รช่วยสอน 3) จดั ทาแผนพัฒนาฯ และ
แผนปฏบิ ตั ิการ และจัดทาวจิ ยั พัฒนาสถานศึกษา 4) ผปู้ กครอง และคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนวิเคราะห์
สภาพบริบทของศูนยฯ์ จัดสภาพแวดล้อม ผลิตส่ือ ออกแบบการเรียนให้สอดคล้องกับผู้เรียนและมีการกากับ
ติดตามอย่างเน่ือง 5) จัดทาแผนกลยุทธ์และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน และอาสาสมัครร่วมกันพัฒนา
ผู้เรียน และ6) ผู้ปกครอง และคณะกรรมการ ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมพัฒนาสถานศึกษา ข้อเสนอความต้องการ
จาเป็นการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อการประกันคุณภาพภายใน ควรมีจัด
อบรมให้ความรู้แก่บุคลากรเก่าและใหม่มีความรู้การปฏิบัติงานประกันคุณภาพ มีการนิเทศติดตามผลการ
ดาเนินงานอย่างต่อเน่ือง และให้มีระบบการทางานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ ณปภัช
บุญสมศรี (2556: 69-71) ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองความต้องการจาเป็นของการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการ
จาเป็นในการดาเนินการประกนั คุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาในภาพรวม ดา้ นการเตรียมการ และด้าน
การรายงานมีความต้องการจาเปน็ สอดคลอ้ งกับ Wood (2003 อา้ งถงึ ในพัทธานันท์ิอร ยนต์ชัย,2550: 83) ได้
ศึกษาวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการประกันคุณภาพกับการวางแผนงานด้านการพัฒนาโรงเรียน พบว่า
ควรใช้กระบวนการส่งเสริมด้านการพัฒนาโรงเรียน ควรทาความม่ันใจวา่ คณะทางานเพื่อการตรวจเย่ียมจาก
ภายนอกเป็นกลุ่มบุคคลท่ีหลากหลายซึ่งมาจากนักวิชาการผู้มีวิชาชีพท่ีน่าเช่ือถือได้และมีความเข้าใจในเรอื่ ง
เกยี่ วกบั วัฒนธรรมโรงเรยี น

ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 173

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะเพอ่ื การนาไปใช้
1. การดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์การพิเศษให้เกิดประสิทธิภาพต้องมีการประกัน

คุณภาพอย่างเป็นระบบและชัดเจน บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาต้องมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนา
มาตรฐานการศกึ ษาส่กู ารปฏบิ ัตไิ ด้

2. หน่วยงานต้นสังกัดควรมีการพัฒนารูปแบบการดาเนินงานศูนย์การศึกษาพิเศษท่ีเป็นระบบ
และชดั เจน เพ่อื ให้การดาเนินงานมาตรฐานศูนย์การศึกษาพิเศษของแตล่ ะหน่วยงานสมู่ าตรฐานเดยี วกัน

3. ควรนาเสนอผลการวจิ ัยคร้งั นีใ้ ห้หนว่ ยงานต้นสงั กดั เพอ่ื เป็นแนวทางในการกาหนดนโยบายใน
การพฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา เพ่อื ยกระดบั ใหศ้ นู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษให้มปี ระสทิ ธภิ าพยิง่ ขนึ้

ข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจยั คร้ังตอ่ ไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยเรื่องการดาเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาเพ่ือการประกันคุณภาพ
ภายในของศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ โดยการเปรียบเทียบสถานศึกษาระดบั กลมุ่ เครอื ข่ายส่งเสริมประสทิ ธภิ าพ
2. ควรมีการศกึ ษาวิจัยเร่ืองพัฒนาแนวทางการพัฒนาศนู ย์การศกึ ษาพเิ ศษสู่มาตรฐานการศึกษา
เพือ่ จะเป็นแนวทางที่หลากหลายเพ่ือเปน็ คมู่ ือแนวปฏิบัติของศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษตอ่ ไป
กิตตกิ รรมประกาศ
วิทยานิพนธฉ์ บับน้ีสาเร็จได้เน่ืองจากได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจาก อาจารย์ ดร.นภาเดช
บุญเชิดชู อาจารย์ ดร. ดวงใจ ชนะสิทธิ์ กรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โยธิน ศรีโสภา
ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ์ และอาจารย์ดร. สรัญญา จันทร์ชูสกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ ท่ีกรุณาแนะนาแก้ไข
ข้อบกพร่องและให้ความกระจ่างในเชิงวิชาการเพ่ือความถูกต้องสมบูรณ์ของวิทยานิพนธ์ขอขอบพระคุณ
ผบู้ รหิ ารและครศู นู ย์การศกึ ษาพเิ ศษ ซึง่ เป็นกลุม่ ตวั อย่างในการวจิ ัยที่ใหค้ วามรว่ มมือในการทาวิจัยครง้ั นอี้ ย่างดี
ย่ิงและขอขอบพระคุณผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนนักศึกษาบริหารการศึกษารุ่นท่ี 13 ที่ให้การ
สนับสนุนและใหก้ าลงั ใจตลอดมา
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. กฎกระทรวงว่าดว้ ยระบบ หลกั เกณฑ์ และวธิ ีการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา
พ.ศ.2553. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2553.
แนวทางการพัฒนาระบบการประกนั คุณภาพภายในของสถานศกึ ษาตามกฎกระทรวงว่า
ดว้ ยระบบ หลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา พ.ศ. 2553.เล่มที่ 1.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพช์ ชุ นสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย,2554.
จารุณี อินทรเ์ พ็ชร และกาญจนา บญุ สง่ .“ปัจจัยบรหิ ารศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ ท่สี ่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน
ตามมาตรฐานกรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์”, วารสารวชิ าการVeridianE-Journal. 9,2 (พฤษภาคม-สิงหาคม2559) : 491,
2559.
จิตติรตั น์ แสงเลิศอทุ ยั . การวิจยั ทางการศกึ ษา. นครปฐม: ครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม,
2554.
ณปภัช บุญสมศรี. ความตอ้ งการจาเปน็ ของการดาเนินการประกนั คณุ ภาพภายใน
สถานศกึ ษา สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาบรุ รี ัมย์ เขต 3.วิทยานพิ นธ์
ปรญิ ญาครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 2556.

174 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

ทวีวัฒน์ วฒั นกลุ เจรญิ . การพฒั นาชดุ ฝกึ อบรมทางไกล เร่ือง เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารทีใ่ ชใ้ น
การศกึ ษาทางไกล. ทนุ อุดหนุนการวิจัยจากงบประมาณแผน่ ดิน มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช,
2555.

ถนมิ พร เปรมปราศรยั . การประกนั คณุ ภาพภายใน ดา้ นการบริหารและการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนเอกเชน จงั หวดั นครปฐม. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครปฐม, 2556.

พทั ธานันทอ์ิ ร ยนต์ชยั . สภาพและปญั หาการดาเนนิ การประกนั คณุ ภาพภายในของ
โรงเรยี นสงั กัดสานักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสกลนคร เขต 2. วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญาครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร, 2555.

ระวีวรรณ ศรีคต. ปจั จยั ความผูกพนั ต่อองคก์ ารที่สง่ ผลตอ่ ประสิทธภิ าพการดาเนนิ งานตาม
มาตรฐานการศกึ ษาศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ.วิทยานิพนธป์ รญิ ญาศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาการบริหารการศกึ ษา ภาควิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวทิ ยาลัย
มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557

ศริ ิวรรณ สุขดี,สนั ติ สิทธจิ นั ดา, ปุณยนุช ปัญญาปงิ และคนอ่ืนๆ “การศกึ ษาการดาเนินการประกนั
คณุ ภาพการศกึ ษาของสถาบนั การพลศึกษา” วารสารวชิ าการ สถาบนั การพลศึกษาวทิ ยาเขต
เพชรบรู ณ์ ประจาปีการศึกษา 255.6,1,(มกราคม-เมษายน2557) : 167, 2557.

สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน. มาตรฐานการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานและมาตรฐานการศึกษา
ปฐมวยั เพอ่ื การประกันคณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา.กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์สานักงาน
พระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ, 2554.

สานกั บริหารงานการศึกษาพเิ ศษ.แนวทางการนิเทศการจดั การศกึ ษาศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ สังกดั สานกั
บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ รอบที่ 3.กรงุ มหานคร: กระรวงศกึ ษาธิการ, 2556.

แนวทางการประเมินคณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ เพ่ือการประกนั
คณุ ภาพภายในของศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษ เลม่ ที่ 1. กรงุ เทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธกิ าร,
2557.

รายงานสรปุ ผลการตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพการศกึ ษาและ สรปุ ผลการประเมนิ คุณภาพ
ภายในตามมาตรฐานศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ โดยตน้ สงั กดั สานกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ
ปกี ารศกึ ษา 2557.กรงุ เทพมหานคร: กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2557.

สานักทดสอบทางการศกึ ษา. แนวทางการประเมนิ คณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานเพื่อการ
ประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พส์ านกั งานพระพุทธศาสนา
แห่งชาติ, 2554.

แนวทางการนามาตรฐานการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานสกู่ ารปฏบิ ัตแิ ละโมโนทศั น์ของ
ผเู้ กย่ี วขอ้ ง: การวิจัยแบบผสม (mixed method research). กรุงเทพมหานคร: โฆสติ
การพมิ พ์, 2555.

.คู่มอื การประเมนิ คณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานเพอ่ื การประกันคณุ ภาพภายใน
ของสถานศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สานกั งานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ, 2559.

อานาจจันทร์ขา. รายงานการวิจยั เรอื่ ง การพัฒนารปู แบบการดาเนนิ งานประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา
ในสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน. กรงุ เทพฯ.สานกั งานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคณุ ภาพ
การศึกษา (องค์การมหาชน), 2555.

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 175

Wood, Douglas Aaron. Quality assurance and improvement planning : A middle level
principal perpective on the effectiveness of improving instruction practice.
Doctoral Dissertation.Loyala University of Chicago, 2003.

176 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

ความสัมพนั ธ์ระหว่างทักษะการบรหิ ารของผบู้ ริหารสถานศกึ ษากับประสทิ ธภิ าพการสอน
ตามการรบั ร้ขู องครสู งั กัดสานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 11
ในจงั หวัดชุมพร

The Relationship between Management Skills of School Administrators
and Teachers' Teaching Efficiency as Perceived by Teachers under the
Secondary Educational Service Area Office 11 in Chumphon Province

สุรัชดา จันทรเ์ พชร1
บรรจง เจริญสุข2
พรรณอร อุชุภาพ3

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษา
ประสิทธิภาพการสอนของครูการหาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับ
ประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดชุมพรกลุ่ม
ตัวอย่างได้แก่ครูผู้สอน จานวน 270 คนโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีค่า
ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพ้ืนฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและ
สถิตทิ ดสอบไดแ้ ก่ค่าสมั ประสทิ ธิ์สหสมั พนั ธ์ของเพยี ร์สัน

ผลการวิจัย พบวา่
ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษามกี ารปฏิบัตอิ ยใู่ นระดับมากท้ังโดยรวมและรายดา้ นโดย
เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ทักษะการบริหารทางด้านความคิดรวบยอดทักษะการบริหารทางด้าน
เทคนิค และทักษะการบริหารทางด้านมนุษย์สัมพันธ์และประสิทธิภาพการสอนของครูมีการปฏิบัติอยู่ใน
ระดับมาก ท้ังโดยรวมและรายด้าน โดยเรียงลาดับค่าเฉล่ียจากมากไปน้อย คือ ด้านบุคลิกภาพของครู
ดา้ นความสมั พันธร์ ะหว่างครูกบั นกั เรียน ด้านการสรา้ งบรรยากาศในหอ้ งเรียนและในสถานศึกษา และด้านการ
จัดกิจกรรมและการใช้ส่ือการเรียนการสอนและทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์
ทางบวก กบั ประสทิ ธิภาพการสอนตามการรบั รขู้ องครู สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 11
ในจงั หวดั ชุมพร อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01

คาสาคญั : ทักษะการบริหารของผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา,ประสทิ ธภิ าพการสอนของครู

1นกั ศกึ ษาหลกั สตู รครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษามหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี 177
2สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี
3สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั สุราษฎร์ธานี

ปที ี่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560)

Abstract

The purposes of this research were to study the administrative skills of school
administrators, to study the Teachers' Teaching Efficiency and the relationship between
management skills of school administrators and Teachers' Teaching Efficiency as Perceived
by Teachers under the Secondary Educational Service Area Office 11 in Chumphon Province.
The sample was 270 teachers by simple random sampling. The data were collected by using
questionnaires. The questionnaire was reliability of 0.91. The data were analyzed by using
basic statistics including mean, standard deviation and Pearson correlation coefficient.

The research results were as follows :
The administrative skills of school were at high level overall and individually,
followed by the conceptual management skills. The technical management skills and
human relationship management skills respectively. The teachers' teaching effectiveness was
at a high level overall and individually, followed by the personality of the teacher, the
relationships between teachers and students, the creation of atmosphere in the classroom
and in the school and the activities and the use of teaching media. The management skills
of the administrators were correlated in a positive way with teachers' teaching efficiency as
perceived by teachers under under the Secondary Educational Service Area Office 11
in Chumphon Province at the statistical significance level of .01.

Key words : administrative skills of school administrators, the teachers' teaching efficiency

บทนา
การศกึ ษานับเปน็ รากฐานสาคญั ในการสรา้ งสรรคค์ วามเจริญกา้ วหนา้ เปน็ เคร่ืองมือในการปลูกฝัง

คา่ นิยม เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์แก่เยาวชน เป็นกระบวนการฝกึ ฝนทักษะ
อาชีพ เป็นเคร่ืองมือในการถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาติให้สืบต่อไป เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนามนุษย์
เพ่ือนาไปสู่การพัฒนาสังคม การเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซ่ึงสอดคลอ้ งกับรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2550 มาตรา 49 บัญญัติวา่ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา
ไมน่ อ้ ยกวา่ สบิ สองปที ี่รฐั จะต้องจดั ใหอ้ ย่างทว่ั ถึงและมีคณุ ภาพ โดยไมเ่ ก็บค่าใชจ้ ่าย ผ้ยู ากไร้ ผู้พิการหรือทพุ พล
ภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลาบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหน่ึงและการสนับสนุนจากรัฐเพ่ือให้ได้รับ
การศกึ ษาโดยทดั เทียมกับบคุ คลอ่ืน

ผู้บริหารท่ีจะประสบผลสาเร็จในการบริหารงานได้นั้นจะต้องมีความชานาญในการบริหาร หลาย
ประการ ได้แก่ ความสามารถในการปฏบิ ัตกิ ารต่าง ๆ เช่น การวางแผน การทาแผน เขียนโครงการ ซึง่ เรียกว่าเป็น
ทกั ษะด้านการปฏิบัติหรือดา้ นเทคนิค นอกจากน้ันต้องมีทักษะในการปฏสิ ัมพันธ์กับผู้คนทั่วไปหรือเพื่อนร่วมงาน
ในลักษณะดคู นให้ออกว่าเป็นคนอย่างไร มีนิสัยอย่างไร บอกวิธีการทางานเองได้ ใชเ้ ขาให้เหมาะสมกบั ความสามารถ

178 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

ที่เขามี เรียกว่า ทักษะด้านมนุษย์ ผู้บริหารต้องสามารถมองภาพรวมและความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในองค์การ
ไดท้ งั้ คน เงิน ภาระงาน ชมุ ชนและสงั คม เพ่ือสามารถกาหนดนโยบายได้ เรียกว่า มคี วามคดิ รวบยอดหรอื เขา้ ใจ
ภาพรวมขององค์กร และสุดท้ายผู้บริหารต้องมีทักษะในการแสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อวางแผนและ
ตัดสินใจ วินจิ ฉยั สงั่ การเพือ่ ความสาเรจ็ ขององคก์ ร สมบัติ บญุ เรอื ง (2550 : 1)

การสอนของครูเป็นสาคัญ ครูท่ีดีมุ่งส่งเสริมให้การเรียนการสอนมีประสิทธภิ าพโดยทางตรงและ
ทางอ้อม ในทางตรงนั้น ได้แก่ การจัดกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร
การประยุกต์จิตวิทยาการเรยี นรู้มาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผลเพื่อดูความสามารถ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนในทางอ้อมน้ัน ได้แก่ บุคลิกลักษณะของครูและ
ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน นอกจากน้ี ยังพบว่าคุณลักษณะของครูท่ีมีประสิทธภิ าพ คือ ครูควรใช้ส่ือ
หลากหลายให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ สอนโดยยึดหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลไม่ใช่สอนตาม
หนังสือ การจัดการเรียนการสอนที่ท้าทายความสามารถ มีการจัดส่ิงแวดล้อมที่เหมาะสมมีปฏิสัมพันธ์ท่ีดี
ระห ว่างครูกั บ ผู้เรียนมีก ารบั นทึ กผล การเรีย นเพ่ื อพั ฒ นาและให้ ผู้ ปก ครองมีส่ วนร่วม ในกิ จก รรม ต่าง ๆ
เพญ็ ประภา วะทา (2550 : 3)

จะเห็นได้ว่า ทักษะการบริหารมีความสาคัญต่อการบริหารงานของผู้บริหารทุกคน ผู้บริหาร
สถานศึกษาท่ีประสบผลสาเร็จในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ของโรงเรียนต่างกม็ ีความรู้ความชานาญในการใช้
ทกั ษะในการบรหิ ารงาน อันเปรียบเสมือนเคร่ืองมือท่ีสาคัญท่ีจะผลักดนั ให้เกิดประสิทธิผล การปฏิบัติงานของ
สถานศกึ ษาให้ประสบความสาเร็จไดอ้ ย่างแท้จรงิ ซ่ึงมผี ู้ได้ศึกษาวจิ ัยเก่ยี วกบั ทักษะการบรหิ ารของผู้บรหิ ารซึ่งจะ
ทาให้ประสิทธิภาพการสอนของครูดีขึ้น เช่น อารียา ศิริบุญยประสิทธ์ิ (2554 : 27) สุกัญญา สิงห์เช้ือ (2555 : 33)
สายัณห์ กล่ินชาติ (2554 : 39) ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่ผู้บริหาร มีทักษะด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการคิด
รวบยอด ด้านการปฏิบัติและด้านมนุษย์อยู่ในระดับมาก สาหรับในเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11
ในจังหวัดชุมพร จากการได้สัมภาษณ์สอบถามครูผู้สอนจานวน 20 ราย (สัมภาษณ์ครูผู้สอน จานวน 20 ราย
เม่ือวันที่ 1 สิงหาคม 2559) ได้คาตอบในแนวเดียวกันว่า ผู้บริหารบางส่วนยังขาดทักษะดังกล่ าวใน
การบริหารงานหรือบางคนมีบางด้านแต่ขาดด้านอื่นๆ อยู่ ซึ่งการขาดทักษะดังกล่าวของผู้บริหารจะส่งผลให้
ประสิทธิภาพการสอนของครูดีขึ้นหรือลดลงตามภาวการณ์นั้นๆ และส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์
ของนักเรียนในท่สี ดุ

ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาวิจัยว่า ทักษะสาคัญของผู้บริหารใน 3 ด้าน คือ ทักษะด้านเทคนิค ทักษะ
ดา้ นมนุษย์ และทกั ษะความคดิ รวบยอดจะมคี วามสัมพันธก์ บั ประสทิ ธิภาพการสอนของครใู นดา้ นความสัมพนั ธ์
ของครกู ับนักเรยี น การจัดกิจกรรมและการใชส้ ่ือ การสร้างบรรยากาศในหอ้ งเรียนและบุคลกิ ภาพของครวู ่าเป็น
อย่างไร อนั จะนาผลการวจิ ยั คร้ังนี้ไปพฒั นาทักษะการบริหารและประสิทธิภาพการสอนของครูในพ้ืนท่วี ิจัยต่อไป

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 179

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพ่ือศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา

มธั ยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชมุ พร
2. เพ่ือศกึ ษาประสิทธภิ าพการสอนของครู สังกดั สานักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 11

ในจังหวดั ชุมพร
3. เพ่อื ศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างทกั ษะการบรหิ ารของผ้บู รหิ ารสถานศึกษากับประสทิ ธภิ าพ

การสอนตามการรบั รขู้ องครู สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 11 ในจังหวดั ชุมพร

ขอบเขตของการวิจยั
ประชากร ได้แก่ ครูผสู้ อน สังกัดสังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจงั หวัด

ชุมพรปีการศกึ ษา 2558 จานวน ทัง้ สิน้ 917 คน
ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 3 ทักษะ คือ

1) ทกั ษะด้านเทคนคิ 2) ทกั ษะดา้ นมนษุ ยสมั พันธ์ 3) ทักษะดา้ นความคิดรวบยอด ตวั แปรตาม ได้แก่ ประสทิ ธภิ าพ

การสอนของครู 4 ด้าน คือ 1) ด้านความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียน 2) ด้านการจัดกิจกรรมและการใช้สื่อการเรียน

การสอน 3) ด้านการสรา้ งบรรยากาศในห้องเรียนและในสถานศึกษา 4) ด้านบุคลิกภาพของครู

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

ตวั แปรอิสระ ตวั แปรตาม
ทกั ษะการบริหาร ประสิทธภิ าพการสอนของครู
ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
1. ดา้ นความสมั พนั ธ์ของครกู บั นักเรยี น
1. ทักษะด้านเทคนิค 2. ด้านการจดั กิจกรรมและการใช้สอื่ การเรยี นการสอน
2. ทกั ษะด้านมนุษยสัมพนั ธ์ 3. ด้านการสรา้ งบรรยากาศในหอ้ งเรียนและในสถานศึกษา
3. ทักษะด้านความคิดรวบยอด 4. ดา้ นบุคลกิ ภาพของครู

วิธดี าเนนิ การวิจยั
ประชากร ได้แก่ ครูผสู้ อน สงั กัดสงั กดั สานกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัด

ชุมพรปกี ารศึกษา 2558 จานวน ทง้ั สิน้ 917 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน สังกดั สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัด

ชมุ พรปกี ารศึกษา 2558 จานวน ท้งั ส้นิ 304 คน กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยกาหนดสดั สว่ น 3 : 1 เปน็ ราย
อาเภอ และทาการสมุ่ อย่างเปน็ ระบบ (Systematic Random Sampling)

180 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

การสร้างเครอ่ื งมือ
1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด หลักการและเอกสารงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับคุณลักษณะผู้บริหารมือ
อาชีพเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และแบบ
ตรวจสอบรายการ
2. นาข้อมูลท่ีได้จากการศึกษามาประมวลกาหนดขอบเขต เพ่ือดาเนินการสร้างเครื่องมือให้
ครอบคลมุ เน้อื หาและกรอบแนวคิดของการวจิ ัย
3. นาเคร่ืองมือท่ีเป็นแบบสอบถามท่ีสร้างขึ้น เสนอต่ออาจารย์ท่ีปรึกษานาแบบสอบถามที่ผ่าน
การแก้ไข ปรบั ปรุงเรยี บร้อยแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพอ่ื ตรวจสอบความเท่ียงตรง เชงิ เน้อื หา และเชิงโครงสร้าง
(Construct Validity) ความถูกต้องดา้ นภาษาและการนามาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ
4. นาเคร่ืองมือไปทดลองใช้ (Try out) กับครูผู้สอน จานวน 30 คน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนา
คะแนนที่ได้มาวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพอ่ื หาค่าความเชอ่ื ม่ัน (Reliability)
5. นาเครื่องมือที่ผา่ นการทดลองใชแ้ ล้วเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพ่ือขอคาแนะนาและ
ปรบั ปรงุ แก้ไขเพอ่ื ตรวจสอบอกี ครงั้ แล้วนาไปใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
1. วิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม คานวณหาค่าความถ่ี (Frequency) และค่าร้อยละ
(Percentage)
2. วิเคราะห์ทักษะการบริหารของผู้บริหาร และประสิทธิภาพการสอนของครูโดยคานวณหา
คา่ เฉล่ีย (Mean) ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพ
การสอนของครู ใชค้ ่าสหสัมพันธ์ของเพยี รส์ ัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient)

สรปุ ผลการวจิ ัย
1. ทกั ษะการบรหิ ารของผู้บริหารสถานศกึ ษา โดยรวมและรายด้านอย่ใู นระดบั มาก เรียงลาดับดงั น้ี

คือ ทักษะการบริหารทางด้านความคิดรวบยอดทักษะการบริหารทางด้านเทคนิค และทักษะการบริหาร
ทางดา้ นมนุษย์สัมพนั ธ์

1.1. ทักษะการบริหารทางด้านเทคนิคพบว่าโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ข้อเฉล่ียสูง
ที่สุด ได้แก่ ผู้บริหารจัดทาแผนปฏิบัติการท่ีมีรายละเอียดสมบูรณ์เป็นเคร่ืองมือในการบริหารของโรงเรียน
รองลงมาคือผู้บริหารสามารถให้คาปรึกษาเก่ียวกับโครงการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี และ
ผู้บริหารมีกระบวนการและความสามารถในการจูงใจ ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทางานร่วมกันเป็นทีมมีค่าเฉล่ีย
ตา่ ทีส่ ดุ

1.2 ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ข้อเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่
ผู้บริหารแสดงความยินดีและยกย่องชมเชยผรู้ ่วมงานท่ีประสบความสาเร็จในการปฏบิ ตั ิงานที่ได้รบั หมอบหมาย
รองลงมาคือผู้บริหารมอบหมายงานให้บุคลากรเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ และผู้บริหารจัดให้มีการ
พบปะสงั สรรคน์ อกเวลาเพอ่ื สร้างสัมพันธไมตรีอนั ดีต่อกันระหว่างบคุ ลากรระดบั ต่างๆ มคี ่าเฉล่ียตา่ ที่สุด

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 181

1.3 ทกั ษะการบริหารทางดา้ นความคิดรวบยอด โดยรวมและรายดา้ นอยูใ่ นระดับมาก ข้อเฉล่ีย
สูงที่สุด ได้แก่ ผู้บริหารมีความสามารถในการกาหนดนโยบายของโรงเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายการจัด
การศึกษาของชาติและต้นสังกัดรองลงมาผู้บริหารมีความรู้ ความเข้าใจในนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษา
ของชาติและต้นสังกัดได้อย่างถูกต้อง และผู้บริหารมีการวางแผนการนิเทศภายในอย่างเป็นระบบมีค่ าเฉล่ีย
ตา่ ท่สี ดุ

2. ประสทิ ธิภาพการสอนตามการรบั รู้ของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลาดบั ดงั นี้
คือ ด้านบคุ ลิกภาพของครู ดา้ นความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ด้านการสร้างบรรยากาศในหอ้ งเรยี นและ
ในสถานศึกษา และด้านการจัดกจิ กรรมและการใช้สอื่ การเรียนการสอนสามารถสรุปเปน็ รายดา้ นได้ดังนี้ คือ

2.1 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ข้อที่มี
ค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ครูให้กาลังใจนักเรียนในการทางานโดยไม่เลือกท่ีรักมักท่ีชัง รองลงมาให้การชมเชย
กับ นัก เรีย นที่ ท าความดี เพื่ อ ให้ นัก เรีย นเกิด ความภ าคภู มิ ใจในตนเอง และครูมอ บห ม าย งานให้ นัก เรีย น
ตามความสามารถของแต่ละบุคคลมีคา่ เฉลยี่ ต่าทีส่ ดุ

2.2 ด้านการจัดกิจกรรมและการใช้ส่ือการเรียนการสอน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
ขอ้ ทีม่ ีค่าเฉล่ียสูงสุด ได้แก่ใช้วิธกี ารวัดผลประเมินผลตามสภาพจริงรองลงมาส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นมีจริยธรรมและ
คุณธรรมควบคู่กับวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และนาเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนมคี ่าเฉล่ยี ตา่ ท่สี ดุ

2.3 ด้านการสร้างบรรยากาศในห้องเรียนและในสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับ
มาก ขอ้ ท่ีมีค่าเฉลี่ยสงู สดุ ได้แก่ครสู ่งเสริมให้นักเรยี นช่วยกันรักษาความสะอาดบริเวณห้องเรยี นและโรงเรียนมี
ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงครูสร้างบรรยากาศความเป็นมิตรระหว่างครู นักเรียนท้ังในและนอกห้องเรียน และ
ผ้เู รยี นมีสว่ นร่วมในกิจกรรม และกลา้ แสดงความสามารถและความคดิ สร้างสรรค์ มีคา่ เฉลีย่ ต่าที่สุด

2.4 ด้านบุคลิกภาพของครู โดยรวมและรายด้านอยใู่ นระดับมากที่สุดขอ้ ทม่ี ีคา่ เฉล่ียสงู สุด ไดแ้ ก่
ครูมีความรัก ศรัทธาและมีความภูมิใจในความเป็นครูมีค่าเฉลี่ยสูงท่ีสุดรองลงมาครูแต่งกายสะอาดเรียบร้อย
และถูกกาลเทศะ และครมู คี วามมนั่ คงในอารมณ์ ใช้เหตผุ ลมีค่าเฉลยี่ ต่าที่สุด

3. ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศกึ ษากับประสทิ ธิภาพการสอนตามการรับรู้ของครู สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพรมีความสัมพันธ์กันในทางบวก (r = .573)
อยใู่ นระดับปานกลาง อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .01

อภปิ รายผลการวจิ ัย
1. ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เป็นไปตาม

สมมติฐานข้อท่ี 1 ทั้งน้ีเน่ืองจากผู้บริหารได้รับการอบรมและพัฒนา ทางด้านการบริหารงานของโรงเรียน
มาโดยตลอด จึงทาให้ระดบั ทกั ษะการบริหารงานของผู้บริหารอยู่ในระดบั มาก และการที่ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
ก่อนเข้าสู่ตาแหน่งจะต้องมีการคัดเลือกผู้ท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตาแหน่งตามหลักเกณฑ์การอบรม
ตามหลักสูตรและวิธีการท่ี ก.ค. สอดคล้องกับDrake and Roe (1986 : 30) ที่พบว่าผู้บริหารจะสามารถ
บริหารงานให้ประสบผล สาเรจ็ ได้น้ันต้องอาศัยทกั ษะในการบริหารงาน ทักษะทางความร้คู วามคดิ มีสติปัญญา
และมวี สิ ัยทศั น์ ทักษะทางเทคนิคมีความรู้ท่ีเชีย่ วชาญและมีความชานาญในกจิ กรรม ทกั ษะทางมนุษย์ล้วนเป็น

182 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

ทักษะท่ีช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษาทางานอย่างมีประสิทธภิ าพสอดคล้องกับ สุกัญญา สิงห์เชื้อ (2555 : 67)
ได้ศึกษาวิจัยทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามทัศนะของข้าราชการครูในอาเภอสามโคก
สงั กดั สานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ ศิรพิ ร เจมิ ภกั ดี (2556 : 72) ได้ศึกษาวจิ ัย
การศึกษาทักษะการบรหิ ารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว
เขต 1 ผลการวจิ ยั พบวา่ ทักษะของผ้บู ริหารศึกษา โดยรวมและรายดา้ นอยใู่ นระดับมากเชน่ เดียวกนั

2. ประสทิ ธิภาพการสอนของครูพบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมาก เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 ทั้งน้ี
เนือ่ งจากครใู นปัจจุบันเปน็ ครูท่ใี ช้เทคนิคการสอนท่ีทนั สมัยด้วยการนาเทคโนโลยมี าประกอบการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนในช้ันเรียน มกี ารใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพ่ืองานวชิ าการเป็นการใช้แนวคิดการปฏิบัติ
หรือผลิตส่ือการสอนมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ นามาใช้ หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้
ทันสมัยและได้ผลดีย่ิงข้ึน เม่ือนานวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทางานน้ันได้ผลดีมีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ลสูงกว่าเดิม ทัง้ ยังช่วยประหยดั เวลา และแรงงานโดยใชส้ อื่ การสอนตา่ งๆ แหลง่ เรียนรูม้ ีการจัดการ
เรียนการสอน จดั กิจกรรมเสริมหลักสูตรตามความต้องการของผู้เรียน นาวิธีวัดและประเมินผลหลายๆ วิธใี ห้
เหมาะสมกบั ส่ิงที่จะวดั รวมถงึ ครมู ีการดูแลเอาใจใส่ผู้เรยี น มกี ารเกบ็ ข้อมลู ของนกั เรยี นรายบุคคล มีการเย่ยี ม
บ้านนักเรียน ทาให้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างใกล้ชิด อีกท้ังสถาน ศึกษามีการประชุมปฏิบัติการ
ในการปฏิบัติงานการเรียนการสอน ส่งเสริมให้ครูมีการศึกษาดูงาน อบรม ศึกษาต่อเพ่ือเป็นการเพ่ิมพูน
ความรู้ความสามารถของครผู ู้สอน และครูจะต้องผ่านเกณฑ์การประเมินเพ่ือให้ได้รับใบประกอบวิชาชพี เพื่อ
ทาให้มีประสิทธิภาพในการสอนมาก สอดคล้องกับ ทิพวรรณ สังขศิลา (2553 : 51) ได้ศึกษาวิจัย
การวิเคราะห์องค์ประกอบตัวบ่งช้ีประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพการสอนของครูวิทยาศาสตร์
เชิงสารวจประกอบด้วย 15 ด้าน คือ ด้านการให้การนิเทศและขวัญกาลังใจของครูวิทยาศาสตร์
ด้านประสบการณ์ในการสอนของครูวิทยาศาสตร์ ด้านการจัดการเรียนการสอนของครูวิทยาศาสตร์
ด้านบุคลิกภาพของครูวิทยาศาสตร์ ด้านการพฒั นาตนเองของครูวิทยาศาสตร์ ด้านการใช้ภาษาในการส่ือสาร
ของครูวิทยาศาสตร์ ด้านการเตรียมการสอนของครูวิทยาศาสตร์ ด้านการใช้จิตวิทยาการเรียนรู้ในการสอน
และด้านการเสริมแรงแก่นักเรียนของครูวิทยาศาสตร์ องค์ประกอบทั้งหมดสามารถอธิบายประสิทธิภาพ
การสอนของครูวิทยาศาสตร์ได้ร้อยละ 64.79

3. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพ
การสอนของครู สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพร พบว่าทักษะการ
บริหารของผู้บริหารทุกด้านมีความสัมพันธ์ในทางบวก กับประสิทธิภาพการสอนของครู อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 ทุกด้านตรงกบั สมมติฐานการวิจัยท่ีต้ังไว้ข้อที่ 3 แสดงว่าตวั แปรเหลา่ นม้ี ีความสัมพันธก์ ับ
ประสิทธิภาพการสอนของของครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพร
ผลการวิจัยเป็นเช่นน้ีคงเนื่องมาจากในการบริหารงานในสถานศึกษาผู้บริหารจะต้องใช้ทักษะหลายอย่าง
ประกอบกันทั้ง ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ และทักษะด้านความคิดรวบยอด เพ่ือนามา
วางแผน และดาเนินงานของสถานศึกษา ซึ่งผู้บริหารมีบทบาทสาคัญมากในฐานะผู้นาทางการศึกษาซึ่งต้องมี
ความรู้ความเขา้ ใจในการจดั การเรยี นการสอนและทาให้การจัดการเรยี น ในสถานศึกษาบรรลุตามจุดมงุ่ หมาย

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 183

ของหลักสูตร ซึ่งผู้บริหารจะต้องใช้ทักษะการบริหารมาวางแผนในการดาเนินงานเพื่อให้การจัดการเรียน
การสอนมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการท่ีก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีน้ัน ผู้บริหารควรเร่ิมต้ังแต่การกาหนด
นโยบาย ควรให้บุคลากรในโรงเรียนมีส่วนรว่ ม มกี ารนาข้อมูลจากการสารวจสภาพปจั จบุ ันมากาหนดนโยบาย
ในการแก้ปัญหาและพัฒนางาน การมอบหมายงานหรือการส่ังกายก็เป็นไปตามสายการบังคับบัญชาอย่าง
แจ่มชดั เหมาะสมกบั ความสามารถ ไมเ่ กินกาลงั มอบหมายงานแล้วตดิ ตาม ชว่ ยเหลือ ถามไถ่ ดูแลความเหน็ด
เหน่ือย ยกย่องชมเชย มีการสรา้ งขวญั และกาลงั ใจจัดสวัสดิการใหม้ ีหลาย ๆ รูปแบบ ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุน
ให้ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมซึ่งจะทาให้บรรลุเป้าหมายของโรงเรียนร่วมกัน ซ่ึงจะเห็นได้ว่า
จะต้องใช้ทักษะการบริหารทุกด้านมาใช้ในการบริหารจึงจะทาให้การทางานประสบผลสาเร็จ สอดคล้องกับ
ประวิทย์ อนิ ตายวง (2553: 72 -74) ได้กล่าวไว้ว่าผู้บริหารในฐานะผู้นาจะต้องใช้ทักษะด้านความคิดรวบยอด
ในการปรับปรุงการดาเนินงานของโรงเรียนเพ่ือความเหมาะสม จัดระบบบริหารโครงสร้างภายในโรงเรียน
กาหนดอานาจหน้าที่ของฝ่ายต่าง ๆ เช่น การพัฒนาการเรียนการสอนได้แก่ งานวชิ าการซึ่งถือว่าเปน็ งานหลัก
ของโรงเรียน ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจหลักสูตร โปรแกรมการเรียนการสอน การประเมินผล ตลอดจน
เทคโนโลยที างการศกึ ษาใหม่ ๆ เพื่อชว่ ยเหลือแนะนาครูในโรงเรียนให้เกดิ พัฒนาในด้านการเรยี นการสอนอยา่ ง
มปี ระสทิ ธภิ าพ รวมถึงการใช้ทกั ษะด้านมนุษยสัมพนั ธ์ในการให้ความเป็นกันเองกับผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา และการใช้
ทักษะด้านเทคนิคซ่ึงเป็นทักษะท่ีเก่ียวกับความสามารถในกิจกรรมเฉพาะอย่างของผู้บริหาร สถานศึกษา
ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ กระบวนการ เทคนิคต่าง ๆในการทางาน ถึงแม้ว่าผู้บริหารจะไม่ใช้ปฏิบัติ แต่ผู้บริหาร
จาเป็นต้องรู้ เข้าใจ เช่น เทคนิคการสอน เทคนิคการจัดทาแผน การรู้จักใช้อุปกรณ์โสตทัศนศึกษาต่างๆ ทั้งนี้
เพ่อื ใหค้ รูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรยี นเกิดศรัทธาและยอมรบั ในความรคู้ วามสามารถของผ้บู รหิ าร

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะสาหรบั สถานศึกษา
1. ผู้บริหารควรส่งเสริมการทางานเป็นทีมเพื่อส่งเสริมการความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างครู ผู้บริหาร

และบุคลากรให้เกิดความรู้สึกผูกพัน และสร้างความร่วมมือที่ดตี ่อกันในการร่วมกันพัฒนาสถานศึกษาให้มีความ
เจรญิ ก้าวหนา้

2. ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้ครูมีประเมินนักเรียนและแยกนักเรียนเป็นเด็กเก่ง
ปานกลาง อ่อน แล้วมอบหมายงานให้นักเรียนให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของนักเรียน และพั ฒนา
นักเรียนกลมุ่ ออ่ นให้มผี ลการเรียนทด่ี ขี ้ึน

3. ผู้บริหารสถานศกึ ษาควรสง่ เสริม ติดตาม ให้การสนับสนุนครใู นการทาวจิ ัยช้ันเรียนเพื่อพัฒนา
นักเรียนและคุณภาพทางการศึกษา และนาเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถ่ินมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน

4. ผู้บริหารสถานศึกษาควรนานักเรียนไปศกึ ษานอกสถานทีใ่ นเรือ่ งที่เป็นประสบการณ์ตรงเพื่อให้
นักเรียนได้เรยี นรู้เรื่องราวท้องถนิ่ ของตนและส่งเสริมใหค้ รมู ีการจดั การเรียนการสอนทีเ่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ ให้
ผเู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม และกลา้ แสดงความสามารถและความคดิ สรา้ งสรรค์

184 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครงั้ ตอ่ ไป
1. ควรศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อทักษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 เพ่ือจะได้ทราบว่าปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อทักษะ
การบริหารงานของผบู้ ริหาร และสง่ ผลต่อประสทิ ธิภาพในการดาเนนิ งานของสถานศกึ ษา
2. ควรศึกษาทกั ษะการบริหารของผู้บรหิ ารที่สง่ ผลต่อการส่งเสริมการการพัฒนาศกั ยภาพการทา
วิจยั ในชั้นเรียนของครูในโรงเรียน เพื่อได้นาผลการวจิ ัยมาพัฒนาการทาวจิ ยั ในชัน้ เรยี นของครูและเพม่ิ ศกั ยภาพ
ของครูในการทาวิจัยในชัน้ เรยี น
3. ควรศกึ ษาการพัฒนาบคุ ลิกภาพของครทู ีส่ ่งผลตอ่ ประสิทธิภาพการสอน เพราะจากผลการวิจัย
พบว่าบุคลิกภาพของครูมีผลต่อประสิทธิภาพการสอนมากท่ีสุด ดังน้ันควรมีการศึกษาเพื่อนามาพัฒนาครูใน
สถานศกึ ษา

กติ ติกรรมประกาศ
วทิ ยานิพนธเ์ ล่มน้ีสาเร็จสมบรู ณไ์ ด้ด้วยความกรุณาจาก ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. บรรจง เจริญสขุ

และรองศาสตราจารย์ ดร.พรรณอร อชุ ุภาพและผูท้ รงคุณวฒุ ิทุกทา่ นทไ่ี ดใ้ หค้ วามอนุเคราะห์ใหข้ อ้ เสนอแนะ
ตลอดจนตรวจแก้ไขขอ้ บกพรอ่ งด้วยความเอาใจใส่จนเปน็ วทิ ยานิพนธ์ทีเ่ สรจ็ สมบูรณ์ ซ่งึ ผวู้ จิ ยั รู้สึกซาบซง้ึ มาก
และขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งยิ่งคุณประโยชน์และคุณงามความดที ่ีเกิดจากวทิ ยานิพนเลม่ นี้ ผู้วิจัยขอมอบเปน็
กตัญญุตาแด่บิดามารดา ครแู ละบรู พาจารย์ทุกทา่ น ทไ่ี ดอ้ บรมส่ังสอนจนผู้วจิ ยั สามารถดารงตนและบรรลผุ ล
สาเรจ็ ในปัจจบุ นั

เอกสารอ้างอิง
ประวิทย์ อินตายวง. ทักษะการบรหิ ารของผบู้ ริหารโรงเรียนแมอ่ อนวิทยาลัย จังหวดั เชยี งใหม.่

วทิ ยานพิ นธศ์ ึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่,
2553.
ทิพวรรณ สังขศลิ า. การวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบตัวบง่ ชป้ี ระสทิ ธิภาพการสอนของครู วิทยาศาสตร์
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาจงั หวัดร้อยเอด็ . วทิ ยานิพนธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาการวจิ ัยการศกึ ษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2553.
ศิรพิ ร เจิมภกั ดี. การศกึ ษาทกั ษะการบรหิ ารงานของผบู้ ริหารของผู้บรหิ ารสถานศึกษา
สังกดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาสระแกว้ เขต 1. ภาคนิพนธ์การศกึ ษา
มหาบณั ฑิต สาขาการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั บรู พา, 2556.
สมบตั ิ บญุ เล้ียง. ทักษะการบรหิ าร. [Online]. เข้าถึงได้จาก : http://gotoknow.org/ blog/sombut-3/98810.
[2552, กันยายน 10] , 2550.
เพญ็ ประภา วะทา. ผลวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบประสทิ ธภิ าพการสอนของครูสังคมศกึ ษา ตามการประเมิน
ตนเองและนักเรียนโรงเรยี นมัธยมศกึ ษาและโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศกึ ษา
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษารอ้ ยเอด็ เขต 2. วทิ ยานพิ นธก์ ารศึกษา
มหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจยั การศึกษา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2550.

ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 185

สกุ ญั ญา สิงห์เชอ้ื . (2555). ทกั ษะการบริหารงานของผู้บริหารสถานศกึ ษาตามทศั นะของขา้ ราชการครใู น
อาเภอสามโคก สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1.
ภาคนพิ นธ์การศกึ ษามหาบัณฑติ สาขาการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยบรู พา, 2555.

สายณั ห์ กล่ินชาต.ิ ทักษะการบริหารของผู้บริหารโรงเรยี นประถมศกึ ษาตามทัศนะของข้าราชการ
ครใู นอาเภอวังนา้ เยน็ สงั กดั สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสระแก้ว เขต 1.
ภาคนิพนธก์ ารศึกษามหาบณั ฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยบรู พา, 2554.

อารยี า ศิริบญุ ยประสทิ ธ์ิ. การศึกษาทกั ษะการบริหารของผู้บริหารสถานศกึ ษาตามความคดิ เห็นของ
ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครผู ูส้ อนจงั หวัดจนั ทบรุ ี. วิทยานพิ นธค์ รุศาสตร มหาบณั ฑิต
สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏราไพพรรณี, 2554.

Drake, T.L., and Roe, W.H. The Principal Ship. (3thed). New York :Macmilan, 1986.

186 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

การบริหารความขัดแย้งในโรงเรยี นประถมศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพ้นื ที่
การศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1

Conflict Manangement of school under Pathum Thai Primary
Education Service Area office 1

จฑุ าพร จาปาหอม1
สมั มา รธนธิ ย2์

บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังน้ีเปน็ การวิจัยเชงิ สารวจแบบผสมผสานมวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหาร
ความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
2. เปรียบเทียบระดับการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตามประสบการณข์ องผู้บริหารและขนาดโรงเรยี น และ 3. เสนอแนวทาง
การพัฒนาการบรหิ ารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษ า
ปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายข้ันตอน ประกอบด้วยโรงเรียน
ประถมศึกษา จานวน 31 โรงเรียน จาก 103 โรงเรียนโดยมีผู้ให้ข้อมูลเป็น ผู้บริหาร จานวน 242 คน ได้รับ
แบบสอบถามท่ีสมบูรณ์ จานวน 218 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 90.08เคร่ืองมือท่ีใช้ ไดแ้ ก่ แบบสอบถาม และแบบ
สัมภาษณ์ ที่ใช้สัมภาษณ์ผู้บริหารและนักวิชาการรวม 10 คน โดยรวบรวมข้อมูลระหว่างวันท่ี 2 – 16
พฤษภาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูล โดยความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที
(t - test) และการทดสอบค่าเอฟ (F – test) เมื่อพบความแตกต่างจึงทาการทดสอบเป็นรายคู่ โดยใช้เทคนิค
LSD และการวิเคราะห์เนือ้ หา
ผลการวจิ ัย พบว่า
1. ระดบั การบริหารความขัดแย้งโดยรวม มกี ารปฏบิ ัติตามโอกาส โดยวธิ ีการประนีประนอม และ
วธิ ีการร่วมมอื มกี ารปฏิบัติบ่อยครัง้ สว่ นวิธีการยอมให้ และวธิ ีการเอาชนะ มีการปฏิบตั ิตามโอกาส และวิธกี าร
หลีกเล่ียง มีการปฏิบัตินานๆ คร้ัง 2. ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารความขัดแย้ง จาแนกตาม
ประสบการณ์ของผู้บรหิ ารและขนาดของโรงเรียนโดยรวมและทุกวิธีไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาการ
บริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
ประกอบด้วย 3.1) ควรมีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอท่ีจะใช้อานาจในการแก้ไขปัญหาท่ีทาให้ทั้งสองฝ่าย
ยอมรับตามเหตุและผล มากกว่าการใช้ความคิดส่วนตัวตัดสิน 3.2) ควรมีการตัดสินช้ีขาดและเกิดผลท่ีทุกคน
ยอมรบั ได้ 3.3) ควรมีวิธีการท่ีจะทาให้ท้ังสองฝ่ายท่ีมีความขัดแย้งกันได้รับผลประโยชน์ท่ีต่างคนต่างพอใจ โดย
ให้ท้ังคู่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพื่อหาวิธีให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันตามท่ีต้องการ 3.4) ควรมีการแก้ปัญหา
ตอ่ เนื่องอยา่ งสมเหตุสมผลและไม่ปลอ่ ยให้ผู้อ่นื มามีอิทธพิ ลมากกวา่ ตัวเอง
คาสาคญั : การบรหิ ารความขัดแย้ง, โรงเรียนประถมศกึ ษา

1นักศึกษาหลักสตู รปรญิ ญาการศึกษามหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั อสี เทริ ์นเอเชยี
2อาจารยส์ าขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั อสี เทิรน์ เอเชีย

ปที ี่ 17 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 187

Abstract
The objectives of Mix Method Survey Research were 1. to study the conflict management
in schools under PathumThani Primary Education Service Area Office 1 2. to compare the conflict
management in schools under PathumThani Primary Education Service Area Office 1 divided by the
administrator experience and the school sizeand 3. to approach the developing guidelines of
conflict management in schools under PathumThani Primary Education Service Area Office 1.
242 questionnaires with 218 completed returning ( 90.08 percentage) were used to collect data
during 2-16 May 2017 from the administrator informants of 31 schools from 103 school populations
by multistage random sampling. And also interviewed the administrators The data analysis was
analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, t– Test, F – test and LSD technique
when the differences were be found and content analysis.
The findings of this research were as follows :
1. The conflict management overall operated occasionally. The compromising
method and cooperating method operated oftentimes. The obliging method and dominating
method operated occasionally, whereas the avoiding method operated once in a while.
2. The comparison of conflict management divided by administrators’ experience and school
size overall and each method weren’t different. 3. The development guidelines of conflict
managementcomposed that schools should 3.1) have correct and adequate dataenough to
use the power solving problems in order to be accepted by the both sides reasonably more
than using their own decision making, 3.2) judge and have the result which every ones
accepted, 3.3) have the method which a conflict couple satisfied their advantageto
cooperate solving problem for searching a method to get the mutual advantage which they
wanted, and 3.4) have problem solving continuously and reasonably, and also didn’t let
anyone influencing themselves.
Keywords : Conflict Management, Primary schools
บทนา
ความขัดแย้งเป็นปรากฏการณ์ปกตขิ ององค์กรทเ่ี กดิ ขนึ้ เน่ืองจากองคก์ รได้รวมเอามนษุ ย์ทม่ี ีความ
แตกต่างกนั มาอยรู่ ่วมกนั ทางานร่วมกัน มีปฏสิ ัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แนวคิด สมัยเกา่ เชื่อว่าความขัดแย้งเป็นส่ิง
ไม่ดี เป็นเรื่องของความรุนแรงไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์การหรือหน่วยงานควรหลีกเล่ียงหรือขจัดให้หมดส้ินไป
เพราะหากมีความขัดแย้งเกดิ ขึน้ กถ็ ือวา่ เป็นความผิดพลาดในการบริหารงานอย่างใหญห่ ลวง ตอ้ งช่วยกนั ปกปิด
แต่แนวคิดสมัยใหม่เชื่อว่า ความขัดแย้งเป็นส่ิงท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่สามารถหลีกเล่ียงได้ ความขัดแย้งจะ
เป็นตัวกระตุ้น และจูงใจการทางาน ความขัดแย้งจะมีประโยชน์หรือเกิดโทษ ขึ้นอยู่กับวิธีการบริหาร
ความขัดแย้งของผู้บริหาร สัมมา รธนิธย์ (2560 : 166) ผู้บริหารจึงจาเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมของคนที่มี
ความแตกต่างกันอยู่หลายด้านไม่วา่ จะเป็นด้านร่างกายจิตใจอารมณ์คุณวุฒิวัยวุฒิ ความตอ้ งการความรู้สึกนึก
คิดการรับรู้ขอ้ มูลข่าวสารคา่ นิยมความเชอื่ ประสบการณ์ในชวี ิตประสบการณ์การทางานคุณลกั ษณะความเป็น
188 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

ผู้นาตลอดจนภูมิหลังอ่ืนๆอีกมากมายเม่ือบุคคลเหล่านี้ต้องมาทางานร่วมกันเป็นเวลานาน ๆความแตกต่าง
ดงั กลา่ วจึงอาจเป็นสาเหตุสาคญั ท่จี ะกอ่ ใหเ้ กิดความขัดแย้งขึน้ ได้โดยผู้บริหารจะตอ้ งมยี ุทธศาสตร์หรอื วิธกี ารใน
การบริหารบุคคลอย่างเหมาะสม สามารถบริหารจัดการความขัดแย้งให้อยู่ในระดับท่คี วบคุมได้อย่างเหมาะสม
ที่จะส่งผลใหก้ ารบริหารงานของโรงเรยี นบรรลุเป้าหมายและประสบผลสาเร็จสูงสุด

นอกจากความขดั แย้งดังกลา่ วในการบริหารจดั การระบบการศึกษานน้ั หากพิจารณาแลว้ จะ พบว่า
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้เกิดความขัดแย้งโดยส่งผลต่อคุณภาพการศึกษามากมายและอาจส่งผลให้เกิดความ
เสียหายความล้มเหลวหรอื ลดโอกาสที่จะบรรลุความสาเร็จตามเป้าหมายดังน้ันความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นไดจ้ าก
ปัจจัยหลายประการเช่นสภาพปัญหาการบริหารจัดการการศึกษาระบบการจัดการ และกระบวนการผลิต
การประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษานอกจากน้ันความขัดแย้งเป็นส่ิงท่ีพึงปรารถนาในทุกองค์การ
เพราะความขัดแย้งจะก่อให้เกิดความก้าวหน้า ชใ้ี ห้ทราบถึงปัญหาบอกให้ผู้เก่ียวข้องรู้ว่าควรหรือมีความจาเป็น
ท่ีจะเปลี่ยนแปลงอะไรบา้ งเพอื่ ใหอ้ งค์การอยูร่ อดและเกิดการพฒั นาเนอ่ื งจากความขดั แย้งเป็นส่งิ ชกั นาไปสกู่ าร
เปล่ยี นแปลงการเปล่ียนแปลงนาไปสูก่ ารปรับตัวและการปรับตัวนามาซึ่งการพฒั นาองคก์ าร ทง้ั นีข้ ้นึ อยู่กับการ
บรหิ ารความขดั แย้งของผู้บริหาร เสริมศักดิ์ วศิ าลาภรณ์ (2545: 24)

สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัด
จานวน 103 โรงเรียน ต้ังอยู่ในพ้ืนที่ 4 อาเภอ คือ อาเภอเมือง อาเภอคลองหลวง อาเภอสามโคก และอาเภอ
ลาดหลุมแก้วโดยมีโรงเรียนขนาดต่างๆ ท้ังขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่มีบุคลากรที่เป็นผูบ้ ริหาร ครู
และบุคลากรทางการศกึ ษา จานวนท้ังส้นิ 1,926 คน ความขัดแย้งอันเกิดจากการปฏิบัติงานรว่ มกนั ในโรงเรยี น
ทุกขนาดจึงเป็นเร่ืองปกติที่เกิดข้ึนมากน้อยต่าง ๆ กันไปโดยอาจจะมีสาเหตุจากความขัดแย้งที่เกิดภายในตัว
บุคคล หรือระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความไม่เข้าใจกัน ไม่เก้ือกูลซ่ึงกันและกัน มีความสัมพันธ์ท่ีเพิกเฉยต่อกัน
การแข่งขัน การไม่ใหค้ วามร่วมมอื ความไม่ชัดเจนในหน้าท่ี เป้าหมายการทางานไมส่ อดคลอ้ งหรอื ไม่เป็นไปใน
ทิศทางเดียวกัน ผลประโยชน์ที่ไม่สามารถตกลงกันได้หรือการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้อานาจของ
บุคคลหรือองค์กรผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
เขต 1 จึงบริหารความขัดแย้งที่เกิดข้ึนด้วยวิธีการต่าง ๆกันไปให้เป็นท่ีพอใจแก่คู่กรณีและเกิดผลดีต่อ
สถานศึกษา ดังจะเห็นได้จากผลการสัมภาษณ์ผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียนต่างๆ ในสังกัดสานักงาน
เขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 ได้ให้ความเห็นโดยสรุปไดส้ อดคล้องกันว่า ผบู้ รหิ ารโรงเรียนมี
การบริหารความขัดแย้งด้วยวิธีการต่าง ๆ หลากหลายในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในโรงเรียนมีท้ังวิธีการ
ประนีประนอมยอมความ การหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้ง การใช้อานาจหน้าท่ีในการตัดสิน การต่อรองขอ
ความร่วมมือระหว่างคู่กรณี(ผู้ให้สัมภาษณ์คนที่ 116 กุมภาพันธ์ 2560 : การสัมภาษณ์, ผู้ให้สัมภาษณ์คนที่
227 กุมภาพันธ์ 2560 : การสัมภาษณ์, ผู้ให้สัมภาษณ์คนที่ 39 มีนาคม 2560 : การสัมภาษณ์) สอดคล้องกับ
งานวจิ ัยของกญั ฐภรณ์ นามฉิม (2557 : 77) ทศ่ี ึกษาวิจยั เรอื่ งการบรหิ ารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ท่ีพบว่า ผู้บริหารและครูที่มีตาแหน่งหน้าที่
และขนาดของสถานศึกษาต่างกันมีความเห็นเกี่ยวกับการบริหารความขัด แย้งแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ผู้บริหารสูงกว่าครู และสถานศึกษาขนาดใหญ่สูงกว่าสถานศึกษาขนาดเล็ก
ตามลาดับ และจิรารัตน์ เขียนรูปครุฑ (2558 : 29) ท่ีศึกษาวิจัยเร่ือง การบริหารความขัดแย้งของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาชลบุรี เขต 3 ผลการวจิ ัยพบว่า การบริหารความ
ขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 จาแนกตาม

ปที ่ี 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 189

ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา ระหว่างประสบการณ์ตา่ กวา่ 5 ปี กับประสบการณ์ตงั้ แต่ 10 ปีข้ึนไป
โดยรวมแตกต่างน้อย และจาแนกตามขนาดโรงเรียน ระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับขนาดกลาง โดยรวมไม่
แตกต่าง ระหวา่ งโรงเรียนขนาดเล็กกับโรงเรียนขนาดใหญ่ และระหว่างโรงเรยี นขนาดกลางกับโรงเรียนขนาด
ใหญ่ โดยรวมแตกตา่ งมาก

ปญั หาความขัดแยง้ จงึ เปน็ เรื่องสาคัญท่มี กั พบว่าเกิดขนึ้ อยเู่ สมอในโรงเรยี นต่างๆ ท่ผี ู้บริหารจะต้อง
มีวิธีการบริหารความขัดแย้งที่เหมาะสมกับสาเหตุ บริบทและปัจจัยต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องจึงจาเป็นต้องตระหนัก
มีความร้คู วามเข้าใจ เรยี นรจู้ ากประสบการณ์ทีผ่ ่านมา คาดการณ์ลว่ งหนา้ หาวิธกี ารท่จี ะสามารถหลกี เลีย่ งการ
ดาเนินงานที่จะก่อให้เกิดความเสียหายผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงวิธีการจัดการความขัดแย้ง
ในการบรหิ ารโรงเรยี นประถมศกึ ษาของผู้บรหิ ารโรงเรียนการบรหิ ารความขดั แยง้ จาแนกตามขนาดของโรงเรยี น
และประสบการณ์ของผบู้ รหิ ารตลอดจนแนวทางการพัฒนาการบรหิ ารความขดั แย้งของโรงเรียนประถมศกึ ษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 เพ่ือให้ได้ข้อมูลและสารสนเทศที่เป็น
ประโยชน์ตอ่ การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาใหม้ ีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต
วัตถุประสงค์การวิจัย

1. เพ่ือศึกษาระดับการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1

2. เพื่อเปรียบเทียบระดับการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตาม ประสบการณ์ของผูบ้ รหิ ารและขนาดของโรงเรยี น

3. เพ่ือเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1
ขอบเขตการวจิ ยั

ประชากรได้แก่ โรงเรยี นประถมศกึ ษา สังกัดสานักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
เขต 1 โดยมีผูใ้ หข้ ้อมลู เปน็ ผู้บรหิ ารของโรงเรียนประถมศึกษา

ตัวแปรท่ีศึกษา ประกอบด้วย ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ประสบการณ์ทางานและขนาดสถานศึกษา
และตัวแปรตาม ได้แก่ การบรหิ ารความขัดแย้ง ประกอบด้วย 1) การเอาชนะ 2) การร่วมมือ 3) การประนีประนอม
4) การหลีกเล่ียง และ 5) การยอมให้
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารความขัดแย้งจากเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้อง แล้วทาการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จาก สุธาวี ชินลาภากุล (2556 : ออนไลน์)
วันชัย ทองพรม (2559 : 32–34) สัมมา รธนิธย์ (2560 : 170-171) Howat & London (1980 : 172-175)
อ้างถึงใน มยุรี สนิทกุล (2557 : 41) Rahim (1983 : 83–85) อ้างถึงใน เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2552 :
407-408) Owens (1991 : 248) อ้างถึงใน มยุรี สนิทกุล (2557 : 43) Johnson & Johnson (1987 : 273)
อ้างถึงใน แนวคิดและทฤษฎีการบริหารความขัดแย้ง (2550 : ออนไลน์) และ Thomas and Kilmann (1987 :
11–16) อ้างถึงใน เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2552 : 404 - 405) แล้วสรุปเป็นกรอบแนวความคิดในการวิจัยดัง
ปรากฏในภาพท่ี 1 ต่อไปนี้
190 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี


Click to View FlipBook Version