คาดหวังในศตวรรษที่ 21 ท่ีเรยี นรู้ผ่านหลักสูตรท่ีเป็นสหวทิ ยาการ การบรู ณาการ จะเนน้ ดา้ นการพัฒนาทกั ษะ
ผู้เรียนประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ 2) ทักษะการใช้เทคโนโลยี 3) ทักษะการ
แก้ปัญหา 4) ทักษะการสื่อสาร 5) ทักษะชีวิตและอาชีพ ดังนั้นการให้การศึกษาในศตวรรษท่ี 21
ต้องเปล่ียนแปลงทัศนะจากกระบวนทัศน์แบบด้ังเดิม (Tradition Paradigm) ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (New
Paradigm) ที่ให้โลกของนกั เรยี นและโลกความเป็นจริงเปน็ ศูนย์กลางของกระบวนการเรยี นรู้ เป็นการเรียนรู้ท่ี
ไปไกลกว่าการได้รบั ความรแู้ บบง่ายๆไปสู่การเนน้ พัฒนาทักษะและทัศนคติ ทักษะการคิด ทกั ษะการแก้ปัญหา
ถือเป็นทักษะทีส่ าคัญจาเป็นสาหรับการเป็นนกั เรียนในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นส่ิงทท่ี ้าทายในการที่จะพัฒนาการ
เรยี นเพื่ออนาคต ให้นกั เรยี นมีทักษะทัศนคติ ค่านิยม และบุคลิกภาพส่วนบุคคล เพ่ือเผชิญกบั อนาคตด้วยภาพ
ในทางบวกทีม่ ที ้ังความสาเร็จและมีความสุข กระทรวงศึกษาธกิ าร (2554 : 77 - 87)
จากเหตุผลและความจาเป็นดังกล่าว สถานศึกษาต่างๆ จึงจาเป็นต้องมีการบริหารจัดการ
สถานศึกษาเพ่ือเตรียมพร้อมให้ผู้เรียนก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ดาเนินชีวิตอยู่ในสังคมของการ
แข่งขันอยา่ งมีประสิทธิภาพและมีทกั ษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาทรพั ยากรบุคคลให้มี
คณุ ภาพ ผวู้ ิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการบรหิ ารจัดการสถานศกึ ษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสกู่ าร
พัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษท่ี 21 ท่ีสามารถดาเนินการตามภารกิจได้สอดคล้องกับบริบทของสังคมท่ี
เปล่ียนแปลงตามกระบวนการใน ศตวรรษที่ 21 อันจะเป็นกาลังสาคัญในการพัฒนาประเทศชาติได้อย่าง
เหมาะสมตอ่ ไปในอนาคต
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
เพื่อศึกษาการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาครู
และนักเรียนในศตวรรษท่ี 21
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากรและผูใ้ หข้ อ้ มูลหลกั ประกอบดว้ ย 1) ผู้บรหิ ารการศกึ ษา 2) ผู้บรหิ ารสถานศึกษา
3) ผมู้ สี ่วนได้เสียในการจดั การศึกษา และ 4) บุคลากรทางการศึกษา จานวน 49 คน
ตัวแปรท่ีศึกษาไดแ้ ก่สภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่
การพัฒนาครแู ละนักเรียนในศตวรรษที่ 21
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
การวจิ ัยครง้ั นี้ได้ยดึ กรอบแนวคิดในการวจิ ัย ประกอบด้วย
1. กรอบแนวคิดด้านการจัดการศึกษาของสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตร
2) ด้านการจัดการเรียนรู้ 3) ด้านการวัดและประเมินผล 4) ด้านการบริหารจัดการ และ 5) ด้านการพัฒนา
วิชาชีพ
2. กรอบแนวคิดตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งประกอบด้วย1. คณุ ลักษณะ3 คุณลักษณะ ได้แก่
1) ความพอประมาณ 2) ความมีเหตุผล 3) การมีภูมิคุมกันท่ีดี 2. เง่ือนไขการตัดสินใจ 2 เง่ือนไข ได้แก่
1) เงื่อนไขความรู้ 2) เง่ือนไขคณุ ธรรม
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 91
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
ประชากรและผูใ้ ห้ขอ้ มูลหลักประกอบด้วย 1) ผูบ้ ริหารการศกึ ษา 2) ผู้บรหิ ารสถานศึกษา
3) ผู้มีสว่ นได้เสียในการจัดการศึกษา และ 4) บคุ ลากรทางการศกึ ษา จานวน 49 คน
เครื่องมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย ประกอบด้วย แบบสมั ภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประชาพจิ ารณ์
การวิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ามัธยฐาน
ค่าฐานนิยม คา่ พิสัยระหวา่ งควอไทล์ และการวเิ คราะหเ์ นือ้ หา
ข้นั ตอนการวิจัยดาเนินการวจิ ัยออกเป็น 3 ระยะ ดังน้ี
ระยะท่ี 1 การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และสภาพปัจจุบันปัญหาการบริหารจัดการสถานศกึ ษาตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาครแู ละนักเรียนในศตวรรษท่ี 21โดยศึกษาสภาพปัจจุบันและปญั หา
การบริหารจดั การศึกษาและศึกษานโยบายจากเอกสารงานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้องการสรา้ งเครื่องมือการวิจัยโดยนาผล
จากการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการศึกษาผลจากการศึกษาเอกสารที่เก่ียวข้องและเอกสาร
งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องแล้วนามาสร้างเป็นแบบสัมภาษณ์ เพื่อไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารจัดการ
สถานศกึ ษาตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงสกู่ ารพัฒนาครแู ละนักเรียนในศตวรรษท่ี 21
ระยะที่ 2 ศึกษาการบริหารจดั การสถานศกึ ษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสู่การพัฒนา
ครูและนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยการวิจัยอนาคตแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Futures
Research) มีขั้นตอนการดาเนินการวิจัยท่ีสาคัญ 2 ข้ันตอน คือ 1) สร้างเคร่ืองมือการวิจัยการบริหารจัดการ
สถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสูก่ ารพัฒนาครแู ละนกั เรียนในศตวรรษที่ 21 และตรวจสอบ
คุณภาพเคร่ืองมือ โดยผู้เช่ียวชาญ 5 คน และ 2) ประมวลภาพแนวโน้มของปรากฏการณ์การบริหารจัดการ
สถานศึกษาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสู่การพฒั นาครแู ละนักเรียนในศตวรรษที่ 21 การวิจยั ระยะ
นี้ดาเนินการ 3 รอบ คือรอบท่ี 1 การสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญ จานวน 7 คน เพื่อคาดการณ์อนาคต (Futures
scenario) ท่ีผู้เชี่ยวชาญมองภาพความเป็นไปได้โดยผู้วิจัยจะทาการติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อทาการสัมภาษณ์
รอบที่ 2 การตอบแบบสอบถาม กลุ่มผู้เช่ียวชาญกลุ่มเดียวกับรอบที่ 1 และเพิ่มจานวนขึ้นอีกเป็น 17 คน
เนื่องจากตระหนักถึงข้อจากัดของการทาวิจัยด้วยเทคนิควิธีการวิจัยอนาคตแบบ EDFR ท่ีผู้เชี่ยวชาญ
ไม่สามารถอยู่ในกลุ่มตัวอย่างได้ทุกรอบของการวิจัยด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งเทคนิคการวิจัยแบบ EDFR
นี้มีความยืดหย่นุ กบั จานวนกลมุ่ ตัวอย่างในแต่ละรอบโดยการยอมรบั สภาพความจริงทีว่ า่ ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถอยกู่ ับ
กลุ่มตัวอย่างให้ได้เสมอไป จุมพล พูลภัทรชีวิน (2535 : 260) รอบที่ 3 ประมาณค่าความสอดคล้องการบริหาร
จัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษที่ 21
โดยผู้วิจัยรวบรวมสังเคราะห์คาตอบแบบสอบถาม ในระยะที่ 2 รอบท่ี 1 ให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ
จานวน 17 คน ซ่ึงเป็นชุดเดียวกันกับการวิจัยในระยะท่ี 2 ตอบเพ่ือยืนยันรวมถึงการตัดสินใจ ตามเทคนิค
การวิจัยในอนาคตแบบ EDFR ในรอบท่ี 2 แล้วจึงเขียนสรุปความเป็นไปได้ในการบริหารจัดการสถานศึกษา
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสูก่ ารพฒั นาครแู ละนกั เรยี นในศตวรรษท่ี 21
ระยะท่ี 3 การนาเสนอการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สกู่ ารพัฒนาครูและนักเรยี นในศตวรรษที่ 21 มีข้นั ตอนในการดาเนนิ การ คือ การนาผลการวจิ ัยสู่การประชาพิจารณ์
โดยการจัดประชุมประชาพิจารณต์ ามกลุม่ เปา้ หมายจานวน 25 คนแลว้ นาผลการประชาพิจารณ์ ข้อเสนอแนะ
ให้กับผู้บริหารการศึกษาผู้บริหารสถานศึกษา และหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษานาไปใช้เป็น
แนวทางในการจดั การศกึ ษา
92 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
สรปุ ผลการวจิ ัย
1. สภาพปัจจุบันท่ีพบว่าการเปล่ียนแปลงด้านต่างๆมีความเชื่อมโยงมาสู่ภาคการศึกษา ไม่ว่าจะ
เป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ซึ่งทาให้เปา้ หมายของการปฏิรปู การศึกษาใน
ทศวรรษที่สองเนน้ ไปที่การพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา การขยายโอกาสทางการศกึ ษา และการส่งเสริมการมสี ่วน
รว่ มในการบรหิ ารและจัดการศึกษา ในส่วนของมาตรการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเรียนรู้น้ัน ควรจัด
หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน กิจกรรมการวัดและประเมินผลทุกระดับและประเภทการศึกษาท่ีมี
คุณภาพ เพ่ือเอ้ือต่อการพัฒนาผเู้ รียนอย่างรอบด้าน ให้สามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปญั หา มีคุณธรรม จริยธรรม
ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสูงขึ้น รวมทง้ั จัดบริการการศึกษาและเรียนรู้
ด้วยรปู แบบท่เี หมาะสมสาหรบั บุคคลที่มีความสามารถและศักยภาพพเิ ศษดา้ นตา่ งๆ
ปญั หาการจัดการศึกษาท่ีพบในปัจจบุ ัน คอื คณุ ภาพการศึกษาตกตา่ จงึ มีความจาเป็นทีต่ อ้ งปฏริ ูป
การเรยี นรู้ คุณภาพทางวิชาการ ความรู้ของครูผ้สู อน ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ หรือการสร้างบรรยากาศแห่ง
การเรียนรู้ ซ่ึงส่งผลทาให้ผู้เรียนมีความรู้ต่ากว่ามาตรฐาน ซ่ึงทักษะที่คาดหวังในศตวรรษท่ี 21 ที่เรียนรู้ผ่าน
หลักสูตรท่ีเป็นสหวิทยาการการบรู ณาการ จะเน้นด้านการพัฒนาทักษะผู้เรียน 5 ด้าน คือ 1) ทักษะความคิด
สรา้ งสรรค์ 2) ทักษะการใช้เทคโนโลยี 3) ทักษะการแกป้ ัญหา 4) ทักษะการสือ่ สาร 5) ทักษะชวี ิตและอาชีพ
2. การบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงสู่การพัฒนาครแู ละนักเรียนใน
ศตวรรษท่ี 21 มีองค์ประกอบที่สาคัญประกอบด้วย 1. คุณลักษณะ 3 คุณลักษณะ ได้แก่ 1) ความพอประมาณ
2) ความมีเหตุผล 3) การมีภูมิคุมกันที่ดี 2. เง่ือนไขการตัดสินใจ 2 เง่ือนไข ได้แก่ 1) เงื่อนไขความรู้ 2) เง่ือนไข
คุณธรรม และ 3. การพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตรที่มุ่งส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์มีเน้ือหาสาระ
การเรียนรู้ระดับสากล ระดับชาติ และระดับท้องถ่ิน 2) ด้านการจัดการเรียนรู้มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย มีเวทีให้ผู้เรียนได้แลกเปล่ียนเรียนรู้และแสดงออกอย่างต่อเน่ือง 3) ด้านการวัดและประเมินผล
มีการวดั และประเมินผลตามสภาพจรงิ นาผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา4) ด้านการบริหารจดั การ
มีการกระจายอานาจและนานโยบายสู่การปฏิบัติมีการส่งเสริมการวิจัยเพ่ือพัฒนาทักษะของบุคลากร และ
5) ด้านการพัฒนาวชิ าชีพ มีครูและบุคลากรเปน็ ผู้ออกแบบการเรียนรูอ้ านวยความสะดวก และเข้าใจเปา้ หมาย
ของการจดั การศกึ ษา ยอมรับสงิ่ ใหม่เขา้ รับการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี
3. ผลการนาเสนอการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การ
พัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษท่ี 21 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นด้วยกับความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการ
สถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษท่ี 21 และ
มีข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรท่ีเก่ียวข้องในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ต้องยึดหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2545 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553ในจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาที่เก่ียวข้องกับ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้ยึดหลักการมีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติมี
การกระจายอานาจไปสู่เขตพนื้ ท่กี ารศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ มีการกาหนดมาตรฐาน
การศกึ ษาและจัดระบบประกนั คุณภาพการศกึ ษาทุกระดับ
อภปิ รายผลการวจิ ยั
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษท่ี 21 ที่พบว่า สภาพปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้าน
ต่างๆมีความเช่ือมโยงมาสู่ภาคการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครองวัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อม ประชากร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัญหาการจัดการศึกษาที่พบในปัจจุบัน คือ คุณภาพ
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 93
การศึกษาตกต่า จึงมีความจาเป็นท่ีต้องปฏิรูปการเรียนรู้ คุณภาพทางวิชาการ ความรู้ของครูผู้สอน
ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ หรือการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อาจมีสาเหตุมาจากการท่ีผบู้ ริหาร ครูและ
บุคลากรทางการศึกษาให้ความสาคัญกับการทาผลงานทางด้านวิชาการหรือการเพิ่มวิทยฐานะมากเกินไป
ทาให้การบรหิ ารจัดการศกึ ษาทาได้ไมเ่ ตม็ ประสทิ ธิภาพ เพอื่ เป็นการแกไ้ ขปัญหาดังกลา่ ว ครผู ู้สอนและผบู้ ริหาร
จะต้องเตรียมความพร้อมท่ีจะพัฒนาไปสู่ศตวรรษที่ 21 คือ ทาให้นักเรียนมีทักษะ มีความรู้ที่ก้าวทันกับการ
เปลี่ยนแปลงของโลก ดาเนนิ ชีวิตอยู่ในสังคมของการแขง่ ขนั อยา่ งมีประสิทธิภาพเพอ่ื เป็นพื้นฐานในการพัฒนา
ทรัพยากรบคุ คลให้มคี ณุ ภาพ อันจะเป็นกาลงั สาคญั ในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคตไดอ้ ย่างเหมาะสม
ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และท่ี
แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 (ราชกจิ จานุเบกษา 2553 : 7-8) ในหมวดที่ 1 มาตรา 6 การจัดการศึกษา
ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม
มีจรยิ ธรรมและวฒั นธรรมในการดารงชีวติ สามารถอยู่ร่วมกับผูอ้ ่ืนได้อยา่ งมีความสุข และหมวด 4 แนวการจัด
การศึกษา มาตรา 22 ที่ได้ระบุไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ
พฒั นาตามธรรมชาติและเต็มตามศกั ยภาพ
2. จากผลการศึกษาการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การ
พัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษที่ 21 พบว่ามีองค์ประกอบท่ีสาคัญท่ีจะต้องเช่ือมโยงสัมพันธ์กันในการนาไปใช้
บริหารจัดการสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย 1. คุณลักษณะ3 คุณลักษณะ ได้แก่ 1) ความพอประมาณ
2) ความมีเหตุผล 3) การมีภูมิคุมกันที่ดี 2. เงื่อนไขการตัดสินใจ 2 เงื่อนไข ได้แก่ 1) เง่ือนไขความรู้ 2) เงือ่ นไขคุณธรรม
และ 3. การพฒั นา 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตรท่ีมุ่งส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์มีเนื้อหาสาระการเรียนรู้ระดับ
สากล ระดบั ชาติ และระดับทอ้ งถ่ิน 2) ด้านการจดั การเรียนรู้ มรี ปู แบบการจดั การเรียนรู้ทหี่ ลากหลาย มีเวทใี ห้
ผู้เรียนไดแ้ ลกเปล่ียนเรียนรูแ้ ละแสดงออกอย่างตอ่ เนือ่ ง 3) ดา้ นการวดั และประเมินผล มีการวัดและประเมนิ ผล
ตามสภาพจริงนาผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา 4) ด้านการบริหารจัดการ มีการกระจายอานาจ
และนานโยบายสู่การปฏิบัติมีการส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะของบุคลากร และ 5) ด้านการพัฒนาวิชาชีพ
มีครูและบุคลากรเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้อานวยความสะดวก และเข้าใจเป้าหมายของการจัดการศึกษา
ยอมรับส่ิงใหม่เข้ารับการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี ผลการนาเสนอการบริหารจัดการสถานศึกษา
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพฒั นาครูและนกั เรียนในศตวรรษที่ 21 ต่อผูท้ รงคุณวุฒปิ รากฏว่า
ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเห็นสอดคล้องกับความเป็นไปได้ทุกด้าน สถานศึกษาควรนาผลวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน
ปัญหามากาหนดวิสัยทัศน์ การสอนเน้นทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นการสร้างความรู้และการให้
ความหมาย (Student Learning : knowledge building and making meaning) และสอดคล้องกับ
หลกั เศรษฐกิจพอเพียง 3 ประการ 2 เงอ่ื นไข คือ ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล และความมีภมู ิคุม้ กันในตัว
ท่ีดี สานักงานคณะอนุกรรมการขับเคล่ือนเศรษฐกิจพอเพียง (2550 :13-14)สอดคล้องแนวคิดของ
กระทรวงศึกษาธิการ(2554 : 24) ที่ได้กาหนดนโยบายการศึกษาไทยตามแนวทักษะจาเป็นในศตวรรษท่ี 21
ไว้ว่า การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนประกอบด้วย ความสามารถในการส่ือสารภาษาต่างประเทศ
อย่างน้อย 1 ภาษา รวมถึงด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยี นอกจากน้ียังสอดคล้องกับข้อเสนอเชิง
นโยบายในการจัดการศึกษาเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนของสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2554 : 99-104)
เพ่ือให้ทันการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยสมบูรณ์ ได้แก่ การจัดการศึกษาเพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจและเพิ่มพูน
ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ โดยพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนท่ัวไปในทุก
ระดับ และทุกประเภทการศึกษา นอกจากนี้สถาบันคลังสมองของชาติ (2552: 4-12) ได้เสนอแนวคิด
เชิงยุทธศาสตร์การพัฒนากาลังคน ได้แก่ พัฒนา International Community School/College ซึ่งเป็นโรงเรียน
94 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
เฉพาะทางที่เน้นหลักสูตรภาษาอังกฤษ หรือภาษาประเทศเพ่ือนบ้านกลุ่มอาเซียนทสี่ อดคล้องกบั ความต้องการ
ของตลาดแรงงานในภูมิภาค เพ่ือเตรียมความพร้อมและปูพื้นฐานให้สอดคล้องกับการเป็น ASEAN Citizen
ตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษา และในทานองเดียวกันกับแนวคิดของ สุรินทร์ พิศสุวรรณ (2555 : 150)
ท่ีกล่าวถึงการเตรียมคนเข้าสู่อาเซียนว่า จะต้องผลักดันให้เด็กๆ ใช้ภาษาอังกฤษเป็น หรืออย่างน้อยๆ ขอให้
อ่านออกเขียนได้ตามหลักไวยากรณ์ เราอาจพูดไม่ได้เร็ว สาเนยี งอาจจะไม่เหมือนเจา้ ของภาษา แต่พูดถูกและ
คนฟงั เข้าใจภาษาอังกฤษดี สรา้ งความได้เปรยี บให้กบั มนุษย์คนหนง่ึ มากมายมหาศาล สอดคล้องกบั แนวคิดของ
ดวงกมล สินเพ็ง (2553 : 17) กล่าวไว้ว่า หลักสูตรสถานศึกษาและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมี
แนวทางพฒั นาผู้เรียนไปสูเ่ ป้าหมายได้หลายๆ แนวทางตามความ สามารถความถนดั และความสนใจของผูเ้ รียน
ท่ีแตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายท่ีปรากฏอยู่ในแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.2552-2559)
ของกระทรวงศึกษาธิการ (2553 : ง-ช) ซ่ึงมีเป้าหมายในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกระดับ คือ
ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ มีสมรรถนะท้ังด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
การคดิ คานวณ คิดวเิ คราะห์แกป้ ญั หา คิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรคส์ อดคล้องกบั วจิ ารณ์ พานชิ (2555 : 28-29) ท่กี ลา่ ว
ไว้ว่า โลกยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วและซับซ้อนข้ึนเรื่อยๆ คนที่อ่อนแอในดา้ นทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมจะ
เป็นคนท่ีตามโลกไม่ทัน ชีวิตก็จะยากลาบาก ดังนั้นเด็กจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะของตนเองในด้าน
การเรียนรู้ทักษะในการเรียนรู้ (Learning how to learn) และเรียนรู้ทักษะในการสร้างการเปล่ียนแปลงไป
ในทางที่ดีขึ้น (นวัตกรรม) ซึ่งประกอบไปด้วยทักษะย่อยๆ ได้แก่ 1) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical
thinking) และการแก้ปัญหา (problem solving) ซึ่งหมายถึง การคิดอย่างผู้เชี่ยวชาญ (expert thinking)
2) การสื่อสาร (communication) และความร่วมมือ (collaboration) ซ่ึงหมายถึง การส่ือสารอย่างซับซ้อน
(complex communicating) และ 3) ความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation)
ซ่ึงหมายถึง การประยุกต์ใช้จินตนาการและการประดิษฐ์ และส่ิงที่สาคัญในการบ่มเพาะทักษะทั้งสามก็คือ
การฝึกต้ังคาถาม เพราะการต้ังคาถามท่ีถูกต้องสาคัญกว่าการหาคาตอบ สอดคล้องกับแนวคิดของไพฑูรย์
สินลารัตน์ และคณะ (2554 : 68) กล่าวไว้ว่าอนาคตด้านการส่ือสารผ่านสื่อใหมๆ่ ครูและบุคลากรต้องใช้และ
เรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศทุกระบบเน้นการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน สอดคล้องแนวคิดของ
Christen (2009 : 29) ได้กล่าวไว้ว่า ในปัจจุบันน้ี นักเรียนที่มีโอกาสและความสามารถในการเข้าถึงระบบ
อินเตอร์เน็ทจะเข้าไปอยู่ในโลกแห่งการส่ือสาร และเข้าถึงโลกเสมือนท่ีจะค้นหาสารสนเทศและการศึกษาได้
อย่างไม่มีขีดจากัดและการศึกษาที่เปลี่ยนรูปแบบสาหรับนักเรียนจึงต้องมีความโดดเด่น อีกท้ังโลกแห่งงาน
ทรี่ องรับหลังจากสาเรจ็ การศึกษานั้น ผลักดันให้นกั เรียนตอ้ งแสวงหาความรยู้ ุคใหม่นอกจากนี้ยังสอดคลอ้ งกับ
กาญจณี สุวรรณโพธ์ิศรี (2557 : 134-138) ไดท้ าการวิจยั เรือ่ งการพัฒนารูปแบบการประยกุ ตใ์ ช้เคร่อื งมือแห่ง
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (ไอซีที) เพ่ือจัดการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ ด้วยโปรแกรม Scratch ผลการวิจัย
พบว่า 1) การพัฒนารปู แบบการประยุกต์ใช้เคร่ืองมือแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (ICT) เพื่อจัดการเรียนรู้
เพื่อจัดการเรียนรู้วิชาคอมพิวเตอร์ ด้วยโปรแกรม Scratch เพื่อการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์
ประกอบด้วย 5 ข้ันตอน คือ ขั้นที่ 1 กระตุ้นฝัน ข้ันท่ี 2 ระดมฝัน ขั้นที่ 3 สร้างฝันเป็นจริง ขั้นที่ 4 พาสู่โลก
กว้าง และข้ันท่ี 5 ขั้นสรุป ตามลาดับ 2) ระดับค่าเฉล่ียความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนกอ่ นเรียนหลังทดลอง
ระดับ “สูง” สูงกว่าก่อนทดลองซึ่งอยู่ระดับ “ปานกลาง” 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบท่ีพัฒนา
มีระดบั “มาก” ตามลาดับ
3. จากผลการนาเสนอการศึกษาการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงสู่การพัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษท่ี 21ต่อผู้ทรงคุณวุฒิปรากฏว่าผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็น
สอดคล้องกับความเป็นไปได้ทุกด้าน โดยต้องมีการพัฒนา 5 ด้านได้แก่ 1) ด้านหลักสูตรท่ีมุ่งส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์มีเนื้อหาสาระการเรียนรู้ระดับสากล ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ มีรูปแบบ
ปที ี่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 95
การจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย มเี วทีให้ผู้เรยี นได้แลกเปล่ียนเรียนรู้และแสดงออกอย่างต่อเน่อื ง 3) ด้านการวัด
และประเมินผล มีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงนาผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา 4) ด้านการ
บริหารจัดการ มีการกระจายอานาจและนานโยบายสู่การปฏิบัติมีการส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะ
ของบุคลากร และ 5) ด้านการพัฒนาวิชาชีพ มีครูและบุคลากรเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้อานวยความสะดวก
และเข้าใจเป้าหมายของการจัดการศึกษา ยอมรับส่ิงใหม่เข้ารับการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี
ซ่ึงสอดคล้องกับ เอกชัย พุทธสอน (2557 : 67) ได้ทาวิจัยเรื่องแนวโน้มการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ใน
ศตวรรษที่ 21 สาหรับนักศึกษาผู้ใหญ่ ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 สาหรับนักศึกษา
ผู้ใหญ่ ได้แก่ 1) ทักษะการเรียนรู้และ2) ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และ 3) ทักษะชีวิตและ
การทางาน และยังสอดคล้องกับงานวิจยั ของกัญจนา สล้างสุขสกาว (2557 : 89) ไดท้ าการวิจยั เร่อื งรูปแบบการ
ประยุกต์เครื่องมือแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (ไอซีที) ในการจัดการเรียนรู้วิชากิจกรรมการสอน
คณิตศาสตร์สาหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 เร่ืองคู่อันดบั และกราฟโดยนา ICT มาประยุกต์ใช้เพ่ือพัฒนา
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการประยุกต์ใช้เครื่องมือแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21
(ไอซีที) ในการจัดการเรียนรู้วิชากิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เร่ืองคู่
อนั ดับและกราฟโดยนา ICT มาประยกุ ต์ใช้เพื่อพฒั นาความคิดสร้างสรรค์ ประกอบดว้ ย 5 ขั้นตอน คอื ข้ันท่ี 1
สนุกคิด ข้ันที่ 2 จินตนาการสรรสร้าง ขั้นท่ี 3 ฝันให้ไกล ข้ันที่ 4 ไปให้ฮอด และ ข้ันท่ี 5 ข้ันสรุป ตามลาดับ
2) ระดับทักษะความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนหลังทดลองมีระดับ “มากท่ีสุด” สูงกว่าก่อนทดลองมีระดับ
“ปานกลาง” 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรปู แบบในระดบั “มากทส่ี ุด”นอกจากน้ี Bell (2010 : 36) ได้กลา่ ว
วา่ การเรียนร้ใู นอนาคตนน้ั การเรยี นรู้โดยโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เป็นอีกหน่ึงวิธีการสอน
ที่เป็นนวัตกรรมการสอนท่ีครูสร้างความอยากรู้อยากเรียนให้เกิดขึ้นและนักเรียนได้แสดงพลังแห่งการเรียนรู้
ผ่านทางการเสาะแสวงหาความรู้อย่างแท้จริงและสอดคล้องกับแนวคิดของทิศนาแขมมณี (2552 : 123-282)
ได้เสนอรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญในรูปแบบ CIPPA MODEL โดยยึด
องค์ประกอบสาคัญตามชื่อ CIPPA C (Construct of knowledge) คือการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยกระบวนการ
I (Interaction) คือการใหผ้ ู้เรียนมีปฏสิ ัมพนั ธ์กบั เพ่ือนบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมรอบตัว P (Process skill) คือ
ผู้เรยี นมีทักษะกระบวนการต่างๆจานวนมากเป็นเครือ่ งมือในการแสวงหาความรู้ P (Physical Participation)
คอื ผู้เรยี นมสี ว่ นรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรียนรมู้ กี ารเคลื่อนไหวทางร่างกายอย่างเหมาะสม A (Application)
คอื การนาความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตประจาวัน
ขอ้ เสนอแนะ
1. หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องควรกาหนดนโยบายการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษที่ 21และมีแผนงานรองรับเพื่อการนานโยบายไปสู่
การปฏิบัติได้อยา่ งแทจ้ ริง
2. ควรศึกษาปัจจัยอื่นๆ ท่ีส่งผลต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงสกู่ ารพฒั นาครแู ละนักเรียนในศตวรรษท่ี 21
กติ ติกรรมประกาศ
ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เช่ียวชาญทุกท่านที่ให้ความกรุณาในการให้ข้อมูล และให้
ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ในการวิจัยคุณค่าและประโยชน์ที่พึงมีของงานวิจัยฉบับน้ีขอมอบบูชาพระคุณ
บิดา-มารดา และพระคณุ ของครู-อาจารยท์ กุ ท่าน
96 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
เอกสารอ้างองิ
กาญจณี สวุ รรณโพธศ์ิ รี. การพัฒนารปู แบบการประยกุ ต์ใชเ้ คร่ืองมอื แห่งการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 (ไอซีที)
เพอื่ จัดการเรยี นรู้วชิ าคอมพิวเตอร์ ด้วยโปรแกรม Scratch ระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษปีท่ี 5 เพอื่ การ
พฒั นาทกั ษะความคดิ สร้างสรรค์. วทิ ยานิพนธ์ครศุ าสตรดุษฎีบณั ฑิต
มหาวิทยาลยั ราชภฏั ลาปาง,2557.
กญั จนา สล้างสขุ สกาว. รปู แบบการประยกุ ต์ช์เครือ่ งมอื แห่งการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 (ไอซที )ี ในการ
จัดการเรียนรู้วชิ ากจิ กรรมการสอนคณติ ศาสตร์สาหรับนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1เรอื่ งคู่
อันดบั และกราฟโดยนา ICT มาประยกุ ต์ใช้เพอื่ พฒั นาทักษะความคดิ สร้างสรรค์. วิทยานิพนธ์
ครศุ าสตรดษุ ฎบี ัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏลาปาง, 2557.
คณะอนกุ รรมการขับเคล่ือนเศรษฐกิจพอเพียง, สานักงาน. คร้ังท่ี 3 กรณศี กึ ษาชมุ ชนเศรษฐกจิ พอเพียง.
กรงุ เทพฯ: สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ, 2550.
จมุ พล พูลภทั รชีวนิ . “เทคนิคการวิจัยอนาคต แบบ EDFR,” ใน รวมบทความทีเ่ กีย่ วกบั การวิจยั ทาง
การศึกษา (เล่ม 2). 12,1 (มกราคม-มิถนุ ายน 2535):258-265.
ดวงกมลสินเพง็ . การพฒั นาผเู้ รียนสูส่ งั คมแหง่ การเรยี นรู้ : การจัดการเรยี นการสอนทเ่ี นน้ ผ้เู รยี นเปน็
ศูนยก์ ลาง : กลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม. พิมพค์ ร้ังที่ 2. กรงุ เทพฯ:
บรษิ ทั ว.ี พรนิ้ ท์ (1991) จากัด, 2553.
ทิศนา แขมมณี. รปู แบบการเรียนการสอนทางเลอื กทหี่ ลากหลาย. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั , 2552.
พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาต(ิ ฉบับท3่ี )พ.ศ.2553, ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ ที่ 127 ตอนท4่ี 5 ก. หนา้ 3.
22 กรกฎาคม 2553.
ไพฑรู ย์สินลารตั นแ์ ละคณะ. สัตตสกิ ขาทศั นเ์ จด็ มมุ มองการศกึ ษาใหม่และการเรียนการสอนนอกกรอบ 7
ประการ. พมิ พ์คร้งั ที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 2554.
เลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา, สานักงาน. การบรรยายทางวิชาการเพอ่ื สรา้ งความตระหนกั เรอ่ื ง
"การกา้ วส่ปู ระชาคมอาเซียน". กรงุ เทพฯ: สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา, 2554.
วิจารณพ์ านิช.วิถีสรา้ งการเรียนรู้เพอื่ ศษิ ย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มลู นิธสิ ดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2555.
ศกึ ษาธกิ าร, กระทรวง. การศกึ ษาเพอ่ื อาเซียน:หนงึ่ วสิ ัยทัศน์ หน่งึ อตั ตลักษณ์ หนง่ึ ประชาคม.กรงุ เทพฯ:
อมรินทร์พรน้ิ ตง้ิ แอนพบั ลชิ ชิ่ง, 2554.
--------------------. ทศวรรษท่สี องของการปฏริ ูปการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่
ประเทศไทยจากัด, 2552.
--------------------. แผนการศกึ ษาแห่งชาติ ฉบบั ปรบั ปรุง (พ.ศ.2552-2559) ฉบบั สรปุ . กรุงเทพฯ: สานักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2553.
สถาบันคลงั สมองของชาติ.ภาพอนาคตประเทศไทย 2562.กรงุ เทพฯ: สถาบนั คลังสมองของชาติ, 2552.
สุรินทร์ พิศสุวรรณ. Aseanอาเซยี นรูไ้ ว้ไดเ้ ปรยี บแน.่ กรงุ เทพฯ: อมรินทร์พร้ินต้งิ แอนด์พับลิซซ่งิ , 2555.
เอกชัย พทุ ธสอน. แนวโนม้ การเสริมสร้างทกั ษะการเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 สาหรับนกั ศกึ ษาผ้ใู หญ.่
วทิ ยานพิ นธ์ครุศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ลาปาง, 2557.
Bell, S. “Project-Based Learning for the 21st Century: Skills for the Future,” The Clearing
House: A Journal of Educational Strategies, Issues and Ideas, 83 (2) (2010): 39-43.
Christen, Amy. “Transforming the Classroom for Collaborative Learning in the 21st Century,”
Techniques: Connecting Education and Careers. (J1), v84 n1 (Jan 2009): 28-31.
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 97
98 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การพัฒนาหลกั สตู รการบรหิ ารจัดการงานวิชาการศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็
สงั กดั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
The Curriculum Development of Academic Administration of the Child
Development Centers under The Local Administrative
Organization in the Northeastern of Thailand
ปิยนนั ท์ แซ่จิว1
นวมินทร์ ประชานนั ท์2
จรสั สว่างทัพ3
บทคัดยอ่
การวิจัยคร้งั นี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1. ศึกษาขอบข่ายการบรหิ ารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็ก
เล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. พัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมการ
บริหารงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3. ศึกษาผล
การใช้หลักสูตรการฝึกอบรมการบริหารงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 4. ประเมินหลักสูตรการฝึกอบรมการบริหารงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การวิจัยได้ดาเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่เป็นปัญหาและความต้องการในการพัฒนา ประกอบด้วย
3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง 2) การศึกษาดูงานและการสัมภาษณ์หัวหน้า
ศูนย์ ครูผู้สอน คณะกรรมการบริหารศูนย์ และผู้ปกครอง จานวน 8 คน จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เป็นศูนย์
พัฒนาเดก็ เล็กตน้ แบบ 2 แหง่ ได้แก่ ศนู ย์พัฒนาเดก็ เล็กเทศบาลตาบลท่าตมู อาเภอท่าตมู จังหวดั สุรินทร์ และ
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อาเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด และ 3) การวิเคราะห์และ
สงั เคราะห์ปัญหาความต้องการในการพัฒนา ระยะท่ี 2 การสร้างหลักสตู รการฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 ข้ันตอน
ไดแ้ ก่ 1) การสร้างโครงร่างหลักสูตรการฝกึ อบรม 2) การตรวจสอบโครงรา่ งหลักสูตรการฝกึ อบรม โดยการประชุม
กล่มุ ย่อยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) การปรับปรุงโครงร่างหลักสูตรการฝกึ อบรม ระยะท่ี 3 การนาหลกั สูตรการฝึกอบรม
ไปทดลองใช้กับหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จานวน 30 คน และ ระยะท่ี 4 การประเมนิ หลกั สูตรการฝกึ อบรม ผลจากการศกึ ษาสามารถสรุปไดด้ งั น้ี
1. ขอบข่ายงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์ปกครองท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การวางแผนงานวิชาการ 3) การจดั ระบบการจัด
ประสบการณ์การเรียนการสอน 4) การประเมินผลการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน และ 5) การนิเทศ
การจดั ประสบการณก์ ารเรยี นการสอน ตามลาดบั
คาสาคญั : การพฒั นาหลกั สตู ร, การบริหารจัดการงานวชิ าการ, ศูนย์พัฒนาเดก็ เล็ก, องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่
1นกั ศกึ ษาหลกั สตู รปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั บรุ ีรัมย์ 99
2ประจาคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บรุ รี มั ย์
3ประจาคณะเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏบุรรี มั ย์
ปที ่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560)
2. หลกั สูตรการฝึกอบรมการบริหารจัดการงานวิชาการศนู ย์พฒั นาเดก็ เล็ก สงั กัดองคก์ รปกครอง
ทอ้ งถ่ินในภาตะวนั ออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 5 หน่วยการเรียน 20 หัวข้อวชิ า จานวน 23 ช่ัวโมง ซ่ึงหน่วย
การเรียน 5 หน่วย ประกอบด้วย 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การวางแผนงานวิชาการ 3) การจัดระบบ
การจัดประสบการณ์การเรียนการสอน 4) การประเมินผลการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน และ 5) การนิเทศ
การจัดประสบการณ์การสอน
3. ผลการนาหลกั สตู รการฝึกอบรมการบริหารจัดการงานวชิ าการศนู ย์พัฒนาเดก็ เล็ก สังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปทดลองใช้ พบว่า คะแนนการทดสอบของหัวหนา้ ศูนย์หลัง
การอบรมสูงกว่ากอ่ นการอบรมอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผลการประเมินความพงึ พอใจ
ของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กท่ีมีตอ่ หลักสูตรการฝึกอบรมการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
สงั กดั องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่ใู นระดบั มากทสี่ ดุ
4. ผลการประเมินหลักสูตรการอบรมซึ่งตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 17 คน ในด้านความเหมาะสม
ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และการนาไปใชป้ ระโยชน์ โดยภาพรวมและรายข้อ อยใู่ นระดับมากทีส่ ุด
Abstract
This research aimed to 1. investigate the frameworks of academic affairs of the child
development centers under the local administrative organization in the northeast of Thailand,
and 2. develop the academic administration training curriculum of the child development
centers under the local administrative organization in the northeast of Thailand, 3. study the
implementation of the academic administration training curriculum of the child development
centers under the local administrative organization in the northeast of Thailand,, and 4. evaluate
the academic administration training curriculum of the child development centers under the
local administrative organization in the northeast of Thailand. This research employed 4 phases:
phase 1: studying and analyzing the basic information related to problems and needs for
development, including 3 steps, 1.1) reviewing the related documents and previous studies,
1.2) taking a visit and interviewing 8 principals, childcare takers, committees, and child’s
parents of the best practice child development centers, namely Thatoom Municipality in
Surin province and Muang Roi Et Municipality in Roi Et province, and 1.3) analyzing and
synthesizing the problems and needs for development; phase 2: constructing the academic
administration training curriculum, including 3 steps, 2.1) drafting the academic administration
training curriculum, 2.2) examining the academic administration training curriculum by the
experts’ group discussion, and 2.3) adapting the academic administration training curriculum;
phase 3: implementing the academic administration training curriculum with 30 child
development center principals; and phase 4: evaluating the academic administration training
curriculum.
100 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
The research resulted were as follows :
1. There were 5 frameworks of academic affairs of the child development centers
under the local administrative organization in the northeast of Thailand: 1) school curriculum
development; 2) academic planning; 3) teaching and learning management; 4) teaching and
learning evaluation; and 5) teaching supervision, respectively.
2. The academic administration training curriculum of the child development centers
under the local administrative organization in the northeast of Thailand included 5 learning units
with 20 topics for 23 hours. The 5 learning units composed: 1) school curriculum development,
2) academic planning, 3) teaching and learning management , 4) teaching and learning evaluation,
and 5) teaching supervision.
3. The results of the implementation of the academic administration training
curriculum of the child development centers under the local administrative organization in
the northeast of Thailand were that the post-test mean score of the child development
center principals was higher than the pre-test mean score with statistical significant level of
.05. In addition, the child development center principals were satisfied with the academic
administration training curriculum of the child development centers under the local
administrative organization in the northeast of Thailand at the highest level.
4. The academic administration training curriculum evaluated by 17 experts had
appropriateness, possibility, correctness and implementation both in overall and each aspect
at the highest level.
Keywords : Curriculum development, Academic administration, Child development centers,
Local administrative organizations
บทนา
พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวภูมพิ ลอดุลยเดช พิธีพระราชทานปรญิ ญาบัตร
แกบ่ ัณฑิตวิทยาลัยวิชาการศึกษา มหาสารคามเมื่อ วันท่ี 8 พฤศจิกายน 2516 ณ หอประชมุ วทิ ยาลัยวิชาการ-
ศึกษา มหาสารคาม พระองค์ดารสั ว่า “ชีวติ ครูควรเป็นชีวิตทสี่ ะอาดบรสิ ุทธ์ิเป็นแบบอย่างแก่ผ้อู ื่นได้ สามารถ
ปลกู ฝังเยาวชนให้มที ั้งความรูแ้ ละคณุ ธรรมอันเหมาะสมแกก่ ารเปน็ พลเมืองดีของชาติด้วยความรู้และคุณธรรม
ซึ่งท่านท้ังหลายได้เพียรสั่งสมไว้ ครูจึงเป็นปูชนียบุคคล ก็ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยผู้อ่ืน อาชีพครูจึง
พงึ ปฏบิ ัตงิ านของตนด้วยความรอู้ นั มีคณุ ธรรมเปน็ เคร่ืองกากบั จงึ จะสมกบั การเป็นปูชนียบุคคล”
การบริหารสถานศึกษาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 10 (พ.ศ.2550 -
พ.ศ.2554) กาหนดการพัฒนาคุณภาพคนเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศชาติ ดังนั้นสถานศึกษา
จึงมีหน้าที่สาคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพโดยเฉพาะอย่างย่ิงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงาน
ทใ่ี กลช้ ิดกับประชาชนมากทสี่ ุดจะต้องปฏิบัติหน้าท่ใี นทอ้ งถ่ินเปน็ รากฐานของการพฒั นาประเทศ ฉะนน้ั องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินมสี ิทธใิ นการจัดการศึกษาระดับใดระดับหนง่ึ หรือทุกระดับกบั ความพร้อม ความเหมาะสม
และ ความต้องการภายในท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 41 และ
พระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
มาตรา 16 17 19 และ 33 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอานาจและหน้าที่ในการบริหารจัดการสถานศึกษา
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 101
เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง จึงทาใหอ้ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นจานวนมากทบ่ี ริหาร
การศึกษาของชาติ กล่าวคือ จะต้องจัดการศึกษาให้ประชาชนทุกคนในท้องถ่ินมีคุณลักษณะท่ีพึงประส งค์
ทง้ั ในฐานะพลเมืองและพลโลก คอื “คนเก่ง คนดี และมีความสุข”
การบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เมื่อนามาพิจารณาถึงลักษณะการบริหารงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
แล้วศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นลักษณะของการบรหิ ารงานทเ่ี กิดขึ้นจากชุมชนเป็นผู้จัดตง้ั มีคณะบคุ คลเป็นผดู้ ูแล
รับผิดชอบในรูปแบบคณะกรรมการ ลักษณะของการบรหิ ารศนู ย์พัฒนาเด็กเล็กจะเป็นไปตามความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการแต่ละศนู ย์ ดังน้นั จึงอาจกล่าวได้ว่า แนวทางการบริหารงานสามารถนามาใช้ไดเ้ กือบทั้งหมด
เบญจา แสงมลิ (2542 : 342) สานักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถ่ิน (2552 : 2) ได้แบ่ง
การบริหารงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการบริหารงานการจัดต้ังศูนย์พัฒนา
เด็กเล็กข้ึนอยู่กับความพร้อมของชุมชนต้องมีความพร้อมด้านงบประมาณ อาคารสถานท่ี และกาหนดให้มี
โครงสร้างส่วนราชการรวมท้ังบุคลากรท่ีรับผิดชอบได้แก่ ส่วน/กอง/สานักการศึกษา 2) ด้านการบริหาร
งบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินจากเงินรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ค่าอาหารกลางวัน
อาหาร เสริมนม ค่าตอบแทนและค่าครองชีพของบุคลากรค่าวัสดุการศึกษา 3) การบริหารงานบุคคลศูนย์
พัฒนาเด็กเล็ก มีบุคลากรประกอบไปด้วยหัวหน้าศูนย์ ครูดูแลเด็ก ผู้ช่วยผู้ดูแลเด็ก ผู้ประกอบอาหาร
ภารโรง มฐี านะเป็นข้าราชการ และพนักงานจา้ งตามภารกิจ พนักงานจา้ งท่วั ไป สงั กดั กองการศึกษากากบั ดูแล
และ 4) การบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินรับถ่ายโอน
ตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พ.ศ.2542
โดยรับถ่ายโอนจากส่วนราชการต่างๆได้แก่ กรมการพัฒนาชุมชน สานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ และ
กรมศาสนา
ก า ร บ ริ ห า รง า น วิ ชา ก าร ศู น ย์ พั ฒ น า เด็ ก เล็ ก เป็ น ก า ร พั ฒ น าท้ อ ง ถ่ิ น ที่ มุ่ งให้ ส ถ า น ศึ ก ษ า มี
ความคล่องตัวในการบริหารงานวิชาการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนชุมชนท้องถ่ิน โดยให้
ความสาคัญต่อ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งจะทาให้สถานศึกษามีความเข็มแข็งใน
การบริหารและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการการเรียนรู้ ตลอดจนการวัดผลและ
ประเมินผลได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ การบริหารงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นงานท่ีสาคัญ
ดังน้ัน จึงมีความจาเป็นที่ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการบริห ารงานวิชาการเป็นอย่างดี
สมคิด บางโม (2544 : 128) ในการบริหารงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
กรมการปกครอง (2545 : 9) มีแนวทางในการบริหารงานวิชาการการจัดกิจกรรมการพัฒนา ได้แก่ การจัด
กิจกรรมให้เด็กได้พัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง 5 และการเคล่ือนไหวต่างๆโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้สังเกต สารวจ
ค้นควา้ ทดลองแก้ปญั หา และสร้างสรรค์ผลงานดว้ ยตัวเองพร้อมทัง้ ไดเ้ รียนรจู้ ากของจริง
จากสภาพปัญหาที่กล่าวข้างต้น ผู้วจิ ัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนางานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพ่ือให้หัวหน้าศูนย์เด็กเล็กมีความรู้
ความเขา้ ใจ สามารถนาหลักสูตรการฝึกอบรมเป็นแนวทางการพัฒนาการบรหิ ารงานวิชาการในศูนยพ์ ัฒนาเด็ก
เลก็ ใหม้ คี ุณภาพ
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาขอบข่ายการพัฒนาหลกั สตู รบรหิ ารงานวิชาการศนู ย์พัฒนาเด็กเลก็ สงั กดั องค์กร
ปกครองสว่ นท้องถิน่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
2. เพ่ือพัฒนาหลกั สูตรการฝึกอบรมการการบริหารงานวชิ าการศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็
สงั กดั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
102 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
3. เพือ่ ศึกษาผลการใช้หลกั สตู รการฝกึ อบรมการบริหารงานวิชาการศนู ย์พฒั นาเดก็ เลก็ สังกัดองค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4. เพอ่ื ประเมนิ หลกั สูตรการฝึกอบรมการบรหิ ารงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครอง
ส่วนทอ้ งถ่นิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ขอบเขตของการวิจัย
1. เพื่อศกึ ษาขอบขา่ ยการพฒั นาหลกั สูตรบรหิ ารงานวชิ าการศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ สงั กัดองคก์ ร
ปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2. เพื่อพฒั นาหลักสูตรการฝกึ อบรมการบริหารงานวชิ าการศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ เล็ก สังกดั องคก์ ร
ปกครองสว่ นท้องถนิ่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3. เพื่อศึกษาผลการใช้หลักสตู รการฝึกอบรมการบริหารงานวชิ าการศนู ยพ์ ฒั นา
เดก็ เล็กสังกดั องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
4. เพ่ือประเมนิ หลักสตู รการฝกึ อบรมการบรหิ ารงานวิชาการศูนยพ์ ัฒนาเดก็ เล็ก สงั กัดองคก์ ร
ปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 103
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
สภาพปจั จบุ นั ปัญหาการบรหิ ารจัดการงาน
วชิ าการหวั หนา้ ศูนยพ์ ัฒนาเด็ก
เล็ก ทฤษฎกี ารบรหิ ารจัดการงานวชิ าการ
วิธกี ารพัฒนาการบริหารงาน ความหมายการบริหารงานวชิ าการ
วชิ าการหัวหน้าศนู ย์ศูนยพ์ ัฒนา
เด็กเล็ก การบริหารจดั การงานวชิ าการ
แนวคิดและทฤษฎที เ่ี ก่ยี วข้อง ระยะท่ี 1 การศึกษาและวเิ คราะหข์ ้อมลู พ้ืนฐานที่
กบั การบริหารจดั การงาน เปน็ ปญั หาและความตอ้ งการในการพัฒนา
วชิ าการ
การพฒั นาหลักสตู รการบริหารจัดการงาน
วชิ าการศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเล็กสังกดั องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่นิ ในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื
ระยะท่ี 2 การสรา้ งหลกั สูตรการฝกึ อบรม
ระยะที่ 3 นาหลักสตู รการฝกึ อบรมไปทดลองการฝกึ อบรม
ผลลพั ธ์ ระยะที่ 4 การประเมนิ หลกั สตู รการ
Outcome ฝึกอบรม
ประสทิ ธผิ ล หวั หนา้ ศนู ย์ไดร้ บั การพฒั นาการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
สงั กดั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
หวั หนา้ ศนู ย์มคี วามรู้ความเขา้ ใจสามารถนาความร้ไู ปพัฒนาบรหิ ารจัดการงาน
วิชาการตามขอบข่ายงานวิชาการศนู ย์พัฒนาเดก็ เล็กสงั กดั องค์กรปกครองสว่ น
ท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
104 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
วธิ ีการดาเนนิ การวจิ ัย
การดาเนนิ การวิจัยคร้ังน้มี ีขนั้ ตอนการวจิ ยั 4 ระยะ ดงั น้ี
ระยะที่ 1 การศกึ ษาและวเิ คราะหข์ ้อมลู พนื้ ฐานที่เปน็ ปัญหาและความต้องการในการพัฒนา
การดาเนินการวิจัยในระยะน้ีประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ข้ันตอนที่ 1 การศึกษาเอกสาร
และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการบริหารงานวิชาการตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการเพื่อนามาศึกษาให้
สอดคล้องกับการสร้างหลกั สตู รการฝกึ อบรม ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาดูงานศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ ท่ีเป็นศนู ย์พัฒนา
เด็กเล็กต้นแบบ และขั้นตอนที่ 3 การสังเคราะห์ปัญหาความต้องการในการพัฒนาการบริหารจัดการงาน
วชิ าการศนู ย์พัฒนาเดก็ เล็ก สงั กัดองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
กลมุ่ เป้าหมาย
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ศึกษาดูงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาล
ตาบลท่าตูม อาเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
โดยการสัมภาษณห์ ัวหน้าศนู ย์ ครผู สู้ อน คณะกรรมการบรหิ ารศูนย์ และผปู้ กครอง จานวน 8 คน
วิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์ เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลจากหัวหน้าศูนย์ ครูผู้สอน คณะกรรมการ
บริหารศูนย์ และผู้ปกครอง เก่ียวกับการบริหารจัดการบริหารจัดการงานวชิ าการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยการ
จดบันทึกและบันทกึ ภาพระหว่างการสัมภาษณด์ ้วยกลอ้ งถา่ ยรูป
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผวู้ ิจัยได้สังเคราะห์เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้องกับขอบข่ายงานวิชาการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
และวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาดูงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และข้อมูลจากจากการสัมภา ษณ์ โดยใช้การ
วเิ คราะหเ์ ชงิ เนื้อหา เพ่ือนาไปสรา้ งโครงรา่ งหลักสตู รการฝึกอบรมในระยะตอ่ ไป
ระยะท่ี 2 การสรา้ งหลกั สตู รการฝกึ อบรม
การดาเนินการวิจัยในระยะน้ีประกอบไปด้วย 3 ข้ันตอน ได้แก่ ขั้นตอนท่ี 1 การสร้างโครงร่าง
ของหลกั สตู รการฝกึ อบรม ข้นั ตอนที่ 2 การตรวจสอบโครงรา่ งหลักสตู รการฝึกอบรม และขัน้ ตอนท่ี 3 ปรบั ปรุง
โครงร่างหลักสูตรการฝกึ อบรม
กลุ่มเปา้ หมาย
หลังจากที่ผู้วิจัยได้จัดทาโครงร่างหลักสูตรการฝึกอบรมเสนอต่ออาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิ พนธ์
แล้ว ได้นามาปรับปรุงแก้ไข จากนั้นนาโครงร่างหลักสูตรการฝึกอบรมไปจัดกลุ่มสนทนา (Focus Group)
กบั ผเู้ ช่ยี วชาญ จานวน 5 คน
เครอ่ื งมือการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ ประกอบด้วย 1) โครงร่างหลักสูตรการฝึกอบรม และ 2) แบบการประเมิน
โครงร่างหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อประเมินความเหมาะสมสอดคล้องระหว่างขอบขา่ ยการบริหารจัดการงานวิชาการ
ของหลักสตู รการฝึกอบรม โดยแบง่ เป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 แบบประเมินความเหมาะสมของโครง
ร่างของหลกั สูตรการฝึกอบรม และส่วนท่ี 2 แบบประเมนิ ความสอดคล้องของโครงรา่ งหลกั สูตรการฝึกอบรม
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผูว้ ิจัยไดน้ าแบบประเมนิ ความเหมาะสมของโครงร่างของหลักสตู รการฝกึ อบรม และแบบประเมิน
ความสอดคล้องของโครงร่างหลักสูตรการฝึกอบรม ให้กับผู้เชี่ยวชาญเพ่ือประเมินตามขอบข่ายการบริหาร
จัดการงานวิชาการศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เล็ก
ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 105
การวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อมูลทไี่ ดจ้ ากแบบประเมนิ ท้งั สองส่วนนาวิเคราะห์หาความสอดคล้องของข้อคาถามกบั การพฒั นา
หลักสูตรการฝึกอบรม โดยใช้ค่าดัชนีความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity Index : CVI) เพื่อหา
ค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนาไปเทียบกับเกณฑ์ของ Waltz, & Bausell, 1986, Lynn, 1986 ;
อา้ งถึงใน เสรมิ ศักด์ิ วศิ าลาภรณ์ (2548 : 68)
ระยะท่ี 3 การนาหลกั สตู รการฝึกอบรมไปทดลองใช้
กลุ่มเปา้ หมาย
ผ้วู ิจัยนาหลักสูตรการฝึกอบรมท่ีผ่านการตรวจสอบคณุ ภาพในระยะที่ 2 ไปทดลองกบั หวั หน้าศูนย์
พัฒนาเด็กเล็ก จานวน 30 คน สังกัดเทศบาลเมือง เทศบาลตาบล ที่เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขนาดใหญ่ท่ีมี
นกั เรียน 80 คน ขนึ้ ไป ปกี ารศกึ ษา 2558
เครอ่ื งมอื การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
เครื่องมือใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) หลักสูตรการฝึกอบรม 2) แบบทดสอบ
ก่อนการฝกึ อบรมและหลงั การฝกึ อบรม และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มตี ่อหลักสูตรการฝึกอบรม
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผูว้ จิ ัยไดร้ วบรวมข้อมูลโดยเร่มิ จากการทดสอบก่อนการฝึกอบรม โดยใชเ้ วลา 50 นาที หลังจากน้ัน
ก็อบรมหลักสูตรที่สร้างข้ึน จานวน 23 ชั่วโมง และทดสอบหลังการอบรม และประเมินความพึงพอใจท่ีมีต่อ
หลักสตู รการฝึกอบรม จานวน 70 นาที รวมทัง้ สน้ิ 25 ช่ัวโมง
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
ข้อมูลท่ีได้จากการทดสอบก่อนและหลังการอบรม นามาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และ Dependent Samples t-test
ระยะท่ี 4 การประเมินหลกั สตู รการฝกึ อบรม
กลุ่มเปา้ หมาย
กลมุ่ เป้าหมายประกอบดว้ ยผูเ้ ช่ยี วชาญ จานวน 17 คน
เคร่อื งมือการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
เครื่องมือท่ใี ชใ้ นระยะน้ี ประกอบด้วย 1) หลักสูตรการฝกึ อบรม และ 2) แบบประเมินหลักสูตร
การฝึกอบรม ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ความเหมาะสม (Propriety) ความเป็นไปได้ (Feasibility)
ความถูกต้อง (Accuracy) และการใชป้ ระโยชนไ์ ดจ้ รงิ (Utility)
การเก็บรวบรวมข้อมลู
ผู้วิจยั ได้นาหลกั สูตรการฝึกอบรมและแบบประเมิน ใหก้ บั ผู้เชยี่ วชาญเพื่อประเมนิ ตามขอบขา่ ยการ
บรหิ ารจดั การงานวชิ าการศูนย์พฒั นาเด็กเลก็
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินนาวิเคราะห์หาความสอดคล้องของขอ้ คาถามกับการพัฒนาหลักสูตร
การฝึกอบรม โดยใช้ค่าดัชนีความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index : CVI) เพื่อหาค่าเฉล่ียและ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนาไปเทียบกับเกณฑ์ของ Waltz, & Bausell, 1986, Lynn, 1986 ; อ้างถึงใน
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2548 : 68) ดงั น้ี
106 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
คะแนน ความหมาย
4.50 - 5.00 มีความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ ความถูกต้อง และการนาไปใช้ประโยชนใ์ นระดับมากท่สี ุด
3.50 - 4.45 มคี วามเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และการนาไปใช้ประโยชนใ์ นระดบั มาก
2.50 - 3.49 มคี วามเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ ความถูกต้อง และการนาไปใช้ประโยชน์ในระดับปานกลาง
1.50 - 2.49 มคี วามเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ ความถูกตอ้ ง และการนาไปใชป้ ระโยชน์ในระดับน้อย
1.00 - 2.49 มคี วามเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และการนาไปใช้ประโยชน์ในระดบั น้อยท่สี ดุ
สรุปผลการวจิ ัย
1. ขอบข่ายงานวิชาการศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เล็ก สงั กัดองค์ปกครองทอ้ งถน่ิ ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับ ขอบข่ายงานวิชาการ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และผนวก
กบั การศึกษาดงู านและสัมภาษณ์ หวั หน้าศูนย์ ครูผู้สอน คณะกรรมการบริหารศูนย์ และผู้ปกครองศูนยพ์ ัฒนา
เด็กเล็ก ได้ขอบข่ายงานวิชาการ 5 ด้าน ดังนี้ 1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2) การวางแผนงานวิชาการ
3) การจัดระบบการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน 4) การประเมินผลการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน
5) การนิเทศการจัดประสบการณ์การสอน
2. ลักษณะของหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
สังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นในภาตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 5 หน่วย รวม 20 หัวข้อรายวิชา
จานวน 23 ช่วั โมง
3. ผลการนาหลกั สตู รการบริหารจดั การงานวิชาการศูนย์พฒั นาเด็กเล็กสังกดั องค์ปกครองท้องถ่ิน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปทดลองใช้กบั หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ ผลการทดสอบความรู้ความเข้าใจการ
พัฒนาการบริหารจดั การงานวิชาการ หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนการฝึกอบรม จานวน 30 คน ได้คะแนน
นอ้ ยกว่า หลังการฝึกการอบรมผลการประเมินหลังการฝึกการอบรมหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีความรู้ความ
เข้าใจการพัฒนาหลักสูตรการบรหิ ารจัดการงานวิชาการมีคะแนนมากกว่าก่อนการฝึกอบรม ผลการประเมิน
ความพึงพอใจหัวหนา้ ศนู ยพ์ ัฒนาเด็กเล็กท่ีมีต่อหลักสตู รการฝึกอบรบการพัฒนาหลกั สูตรการบรหิ ารจดั การงาน
วชิ าการหลังการเขา้ รับการฝกึ อบรมอยใู่ นระดับมากทส่ี ุด
4. การประเมินหลักสูตรการฝึกอบรม ผลการประเมินหลักสูตรการฝึกอบรม ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่
ด้านความเหมะสม ด้านความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และการนาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ด้วยผู้เชี่ยวชาญท้ัง
17 คน ไดผ้ ลการประเมนิ อย่ใู นระดับดีมาก
การอภปิ รายผลการวจิ ัย
1. ขอบขา่ ยงานวชิ าการศูนย์พฒั นาเดก็ เลก็ สงั กัดองคป์ กครองท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ซง่ึ ประกอบไปดว้ ยขอบข่ายการบรหิ ารงานวิชาการ 5 ดา้ นดงั น้ี
1.1 ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เป็นหัวใจสาคัญของสถานศึกษาเป็นกิจกรรม
ทุกกิจกรรมในการจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนตาม คุณลักษณะของหลักสูตรสถานศึกษา
ซึ่งสอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (2550 : 28-30) ที่กาหนดขอบข่ายการบริหารงานวิชาการของ
สถานศึกษา ระดับการจัดการศึกษาปฐมวัย คือ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับวุฒิภาวะของ
ผู้เรียนเปน็ สาคัญ
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 107
1.2 ด้านการวางแผนงานวิชาการ เปน็ กระบวนการพัฒนาการบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษา
ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1) การระบุเป้าหมาย 2) การจัดทาแผนกลยุทธ์ 3) การปฏิบัติงานตามแผน
4) การส่งเสริมควบคุม กากับ ติดตาม นิเทศ 5) การตรวจสอบและประเมินผล 6) การสะท้อนผลรายงานผล
การดาเนินงาน และการนาผลการประเมินไปใช้ให้ได้คุณภาพต่อการพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา
ซ่ึงสอดคล้องกับเพชริน สงค์ประเสริฐ (2550 : 246-250) ที่กล่าวว่า กระบวนการบริหารงานวิชาการมี
4 ขั้นตอน ตามวงจร PDCA ของเดมมิ่ง คือ การวางแผนงานวิชาการ การปฏิบัติตามแผนการตรวจสอบ
ประเมนิ ผล การนาผลการประเมินมาปรับปรงุ
1.3 ด้านการจัดระบบการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน การจัดระบบเป็นการกาหนด
รปู แบบในการดาเนินงานเปน็ ขน้ั ตอนการสอนระดับการจดั การสอนปฐมวยั ทีม่ ีความสาคัญยงิ่ ซ่งึ สอดคลอ้ งกับ
วิทยากร เชียงกุล (2546 : 120) ที่กล่าวว่า การเรียนการสอน เป็นการจัดระบบความเจริญงอกงามท่ีเป็น
กระบวนการเรยี นการสอน
1.4 ด้านการประเมินผลการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน เป็นกิจกรรมท่ีมีความสาคัญ
ยิ่งในการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียน ในการเรียนการสอนนั้นมีข้ันตอนของการเตรียมการอยู่หลายประการ
ซึ่งสอดคล้องกับสมนึก ภัททิยธานี (2544 : 139) ได้กล่าวไว้ว่า การประเมินผลการเรียนการสอนเป็นขั้นตอน
หน่ึงในระบบการจดั การเรียนการสอน
1.5 ด้านการนิเทศจัดประสบการณ์การเรียนการสอน เป็นความพยายามทุกอย่างของ
ผู้ประเมินทุกกิจกรรมท่ีจะให้คาแนะนาแกค่ รูผู้สอนให้มีการปรับปรุงการสอน ซึ่งสอดคล้องกับ Good (1959 : 48)
ที่กลา่ ววา่ การนิเทศการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนวา่ เปน็ การแนะนาช่วยเหลอื ของผปู้ ระเมินที่จะทาและ
นาครหู รือบคุ คลอนื่ ท่ที างานเกีย่ วกับการศกึ ษาให้รู้จักวิธกี ารปรับปรุงการสอน
2. หลกั สูตรการฝึกอบรมการพัฒนาการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด
องคป์ กครองทอ้ งถิน่ ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
ผลการศึกษาขอบข่ายงานวิชาการศนู ย์พัฒนาเด็กเล็ก ประกอบด้วย 5 หน่วย 20 หัวข้อรายวิชา
ดังนี้ หน่วยที่ 1 การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 หัวข้อรายวิชา 1) การพัฒนาหลักสูตร
สถานศึกษา ประกอบด้วย 5 หัวข้อรายวิชา 1) ความหมายของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้อง
กับธารง บัวศรี (2542 : 45) กล่าวว่า ความหมายของการพฒั นาหลักสูตร หมายถึง แผนซ่ึงได้ออกแบบจดั ทา
ขึ้นเพ่ือแสดงจุดหมายการจัดเนื้อหา สาระ กิจกรรมและมวลประสบการณ์ในแต่ละเนื้อหาสาระการเรียน
การสอน หัวข้อรายวชิ าที่ 2 หลักการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สอดคล้องกบั บุญชม ศรีสะอาด (2546 : 56)
ได้กล่าวว่า หลักการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หัวข้อวิชาท่ี 3 องค์ประกอบของการพัฒนาหลักสูตร
สถานศึกษาสอดคล้องกับธารง บัวศรี (2542 : 198-202) กล่าวว่าลักษณะสาคัญของการจัดทาหลักสูตร
สถานศึกษาแบบอิงมาตรฐาน ทุกองค์ประกอบของหลักสูตรต้องสอดคล้องสัมพันธ์กันและเช่ือมโยงกับ
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และหน่วยการจัดประสบการณ์ มาตรฐาน หัวข้อวิชาท่ี 4 การบริหาร
การจัดทาและการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สอดคล้องกับปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2546 : 6) กล่าวว่า
การบรหิ ารการจดั ทาและการพัฒนาหลักสตู รสถานศกึ ษามีหลักการบริหารสาคัญ หวั ข้อวิชาท่ี 5 การประเมิน
หลักสตู รสถานศกึ ษา สอดคล้องกบั สจุ ริ ์ ภ่สู าระ (2553 : 9) กล่าวไว้วา่ การประเมนิ หลักสูตรสถานศึกษา เป็น
การตัดสินใจหลายข้ันตอนต้ังแต่การเร่มิ ต้ังวัตถุประสงค์ท่ัวไป และวัตถุประสงค์เฉพาะการเลือกเน้ือหาให้ตรง
และครอบคลุมชนดิ ของประสบการณ์หน่วยท่ี 2 การวางแผนงานวิชาการ ประกอบดว้ ย 4 หัวข้อรายวชิ า หวั ข้อ
วิชาท่ี 1 ความหมายของการวางแผนงานวิชาการ สอดคล้องกับรุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2550 : 34) กล่าวว่า
การวางแผนงานวิชาการ หมายถึง กระบวนการบรหิ ารกิจกรรมทุกอย่างท่ีเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการเรียน
การสอนให้ดีขึ้น หัวข้อวิชาที่ 2 องค์ประกอบของการวางแผน สอดคล้องกับสานักงานสถาบันราชภัฏ (2546 : 68 - 69)
108 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
กล่าวว่า องค์ประกอบของการวางแผน เป็นการวางแผนเป็นเรื่องของอนาคต ของการปฏิบัติงานจริงหัวข้อวิชาท่ี 3
การวางแผนงานวิชาการในสถานศึกษา สอดคล้องกับ Massie & Douglas (1981 : 220 - 222) กล่าวว่า คือ
การกาหนดเป้าหมายของการทางานของ หัวข้อวิชาท่ี 4 เทคนิคสาคัญท่ีใช้ในการวางแผนงานวิชาการ
สอดคล้องกับสุวิมล โพธ์ิกลิ่น (2549 : 89 ) กล่าวว่า การใช้เทคนิคสาคัญในการแผนงานวิชาการ คือ
กาหนดการวางแผนให้มีความชัดเจน หน่วยท่ี 3 การจัดระบบการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน
ประกอบด้วย 4 หัวข้อรายวิชา หัวข้อวิชาที่ 1 ความหมายของการเรียน สอดคล้องกบั วิทยากร เชียงกุล (2546 : 120)
กล่าวว่า ความหมายถึง การเรียนการศึกษาท่ีเป็นกระบวนการซ่ึงจัดให้มนุษย์ได้รบั การเรียนการสอน หัวข้อวชิ าท่ี 2
ความหมายของการสอน สอดคล้องกับปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2544 : 10) กล่าวว่า การสอนมีคาท่ีใช้อยู่ 2 คา
ได้แก่ 1) การสอน (Teaching) หมายถึง การถ่ายทอดความรู้จากครูผู้สอนไปสู่ผู้เรียน 2) การเรียนการสอน
(Instruction) มีความหมายกว้างกว่าการสอน การจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การสอน หวั ข้อวิชาที่ 3 การนา
แนวคิดเกี่ยวกบั ระบบไปประยุกต์ใชใ้ นการเรยี นการสอน สอดคล้องกับ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2544 : 9)
กลา่ วว่า การเรยี นการสอนก็เป็นการทางานหรือเปน็ กิจกรรมเพิ่มประสทิ ธิภาพการเรียนรู้ หัวข้อวิชาท่ี 4 ระบบ
การเรียนการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน สอดคล้องกับทิศนา แขมมณี (2547 : 5)ได้กาหนด
องค์ประกอบ ของระบบการเรียนการสอนท่ีเรยี กว่า ไทเลอร์ลูป (Tyler Loop) ไว้ 3 ส่วน คือ 1) จุดมุ่งหมาย
ของการเรยี นการสอน 2) กิจกรรมการเรยี นการสอน และ 3) การประเมินผลการจดั ประสบการณ์การเรียนการ
สอน หน่วยที่ 4 การประเมินผลการเรยี นการสอน ประกอบด้วย 3 หัวข้อรายวิชา หัวข้อวิชาท่ี 1 เหตุผลและ
ความจาเป็นในการประเมินผล สอดคล้องกับสมบูรณ์ ตันยะ (2545 : 171-172) กล่าวว่าจากการได้ทาการ
วิเคราะห์ให้เห็นว่าการกาหนดจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายเป็นความต้องการ และการดาเนินงานหรือการทา
กิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือไปส่จู ุดม่งุ หมายนั้น หวั ข้อวชิ าท่ี 2 องคป์ ระกอบกระบวนการประเมนิ ผลการจดั ประสบการณ์
การเรียนการสอน สอดคล้องกับรุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2550 : 35) กลา่ ววา่ องคป์ ระกอบการสอนประกอบด้วย
จุดม่งุ หมาย การประเมินผลการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนตามเน้อื หาสาระในการจดั ประสบการณ์การ
เรียนการสอน หัวข้อวิชาท่ี 3 หลักการประเมินผลการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน สอดคล้องกับ
กระทรวงศึกษาธิการ (2546 : 43)ได้กาหนดแนวทางการประเมินพัฒนาการเด็กระดับก่อนประถม เป็น
กระบวนการต่อเนอื่ งและเป็นส่วนหนง่ึ ของกิจกรรมปกตติ ามตารางกิจกรรมประจาวัน หน่วยที่ 5 การนิเทศการ
จัดประสบการณ์การเรยี นการสอน ประกอบด้วย 4 หวั ข้อ รายวชิ า หัวขอ้ วชิ าท่ี 1 ความมงุ่ หมายของการนิเทศ
การจัดประสบการณ์การเรียนการสอนสอดคล้องกับ (Barr, 1947 : 12) กล่าวว่า การนิเทศการจัด
ประสบการณ์การเรียนการสอนคือ การบริหารทางวิชาการเก่ียวกับการศึกษา และการปรับปรงุ การเรยี นการ
สอน หัวข้อวิชาที่ 2 หลักการนิเทศการจัดประสบการณ์การสอนสอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (2550 :
29) กล่าวว่า หลักการนิเทศการศึกษาควรดาเนินการให้สัมพันธ์กับการบริหารการศึกษา หมายความว่า การ
จัดการศึกษาจะประสบความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ หัวข้อวิชาที่ 3 กระบวนการนิเทศการจัดประสบการณ์
การเรยี นการสอน สอดคล้องกับสมคิดบางโม (2544 : 213-216) กลา่ ววา่ ได้กาหนดกระบวนการนิเทศการจัด
ประสบการณ์การสอนตามลาดับต่อไปน้ี ข้ันการวางแผน เป็นขั้นเริ่มแรกของการดาเนินการนิเทศการศึกษา
ซึ่งการวางแผนเป็นการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจะทาอะไรท่ีไหน อย่างไร ใครคนทาและทาไปทาไม หัวข้อวิชาท่ี 4
เทคนิคการนิเทศการจัดประสบการณ์การสอน สอดคล้องกับ รสสุคนธ์ มกรมณี (2549 : 1-14) การใช้เทคนิคการ
ฝึกอบรมประกอบ การเสนอแนะ และ ลงมือทาเองเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นการสาธิตโดยผู้นิเทศเองส่งปัญหาให้
ครูผสู้ อนไดแ้ ก้ปญั หาการสอนใหม้ คี ณุ ภาพ
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 109
3. ผลการนาหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนา
เด็กเลก็ สงั กดั องคก์ รปกครองทอ้ งถ่นิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผลการนาหลกั สตู รการฝึกอบรมการพัฒนาการบรหิ ารจดั การงานวชิ าการศนู ย์พัฒนาเด็กเลก็ สังกัด
องค์กรปกครองท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปฝึกอบรมกับหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อนและหลัง
การฝกึ อบรมของหัวหนา้ ศูนย์พฒั นาเดก็ เล็ก พบว่าก่อนการฝึกอบรม หวั หน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีความรคู้ วาม
เข้ า ใจ ก า รพั ฒ น า ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า รงา น วิ ช า ก า รศู น ย์ พั ฒ น า เด็ ก เล็ ก สั งกั ด อ งค์ ก ร ป ก ค ร อ งท้ อ งถิ่ น ใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคะแนนน้อย แต่หลังการฝึกอบรมหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีความรู้ความเข้าใจ
การพัฒนาการหลักสูตรการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
สังกัดองค์กรปกครองท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึงเปน็ ไปตามความมุ่งหมายของการวจิ ยั ท่ีไดม้ ีความมุ่งหมายทต่ี ัง้ ไว้ ท้ังน้ีเป็นเพราะผู้วิจัย
ได้จัดทาหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาการบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กร
ปกครองท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ีเน้นให้หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้รับความรู้ความเข้าใจใน
การเข้ารับการฝึกอบรมและหัวหน้าศูนย์ได้ทากิจกรรมระหว่างการเข้ารับการฝึกอบรมด้วยตนเอง เร่ิมจาก
ทดสอบก่อนการฝึกอบรม ทากิจกรรมตามใบความรู้ ตามหน่วยและหัวข้อรายวิชาครบตามระยะเวลา
23 ช่ัวโมง ใน 8 วัน เมื่อจบการฝึกอบรมจึงทาให้หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีความรู้ความเข้าใจการพัฒนา
การบริหารจัดการงานวิชาการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สูงขึ้น ซ่ึงสอดคล้องกับ รสสุคนธ์ มกรมณี (2549 : 1-20) กล่าวว่า การจัดทาหลักสูตรการฝกึ อบรมเป็นแหล่ง
ของความรู้ความเข้าใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมท่ีสาคัญจะเป็นตัวช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นและ
สามารถนาไปปฏิบัติได้ถูกต้องมากขึ้น สอดคล้องกับ สมคิด บางโม (2544 : 20) กล่าวว่า การจัดทาหลักสูตร
การฝึกอบรมหมายถึงหนังสือท่ีให้ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการทาส่ิงใดสิ่งหน่ึงแก่ผู้ใช้โดยมุ่งหวังให้ผู้ใช้
สามารถดาเนินการในเรื่องน้ันด้วยตนเองในการพัฒนางานในองค์กรให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับอานวย
เถาตระกลู (2541 : 8-10) กล่าวว่า การสรา้ งหลักสูตรการฝึกอบรม เปน็ หนังสอื ท่ีให้แนวทางและคาแนะนาแก่
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเก่ียวกับเนื้อหาสาระ วิธีการ กิจกรรม ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งข้อมูลอ้างอิงต่างๆ
ผเู้ ข้ารบั การฝกึ อบรมสามารถนาความรูค้ วามเข้าใจไปพฒั นางานในองคก์ รใหม้ ีประสิทธิภาพ
4. ผลการประเมินหลักสูตรการฝึกอบรมการพัฒนาหลักสูตรการบริหารงานวิชาการศูนย์
พัฒนาเด็กเล็ก สงั กดั องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือได้
ผลการประเมินหลักสูตร ผลรวมทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้
ดา้ นความถกู ต้อง ดา้ นการนาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไดผ้ ลการประเมินอยูใ่ นระดับดมี าก และผลการประเมินท้ัง
4 ดา้ น เป็นรายข้อได้ผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก เน่ืองจากการสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมบริหารจัดการ
งานวชิ าการได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้องกับงานวชิ าการผนวกกับการศึกษาดูงานศูนยพ์ ัฒนาเด็กเล็กที่มี
ความเลิศในด้านการบริหารงานวิชาการหลักสูตรการฝึกอบรมสามารถนาไปบริหารจัดการงานวิชาการ
สถานศึกษาให้มคี ณุ ภาพไดจ้ ริง สอดคล้องกับปรียาพร วงศอ์ นตุ รโรจน์ (2544 : 19) ไดก้ ล่าววา่ ผลการประเมิน
หลักสูตรการฝึกอบรมท่ีผลการประเมินในดับดีมาก หมายถึง หลักสูตรการฝึกอบรมมีความเหมาะสม
110 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้จริงตามสภาพ บริบท ชุมชน ท้องถิ่น
สถานศึกษาไดอ้ ย่างมีคณุ ภาพ
ข้อเสนอแนะ
1. การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพคุณภาพ งานวิจัยครั้งต่อไปควรมีการเพิ่มทางด้านเชิง
ปรมิ าณและขยายกล่มุ ประชากรมากข้ึน เพ่ือจะพฒั นางานวิชาการใหค้ รอบคลมุ ศูนย์พฒั นาเดก็ เล็กท้ังประเทศ
2. ควรมีการศกึ ษาวิจยั การพัฒนาทักษะกระบวนการสอนครูผู้สอนศนู ย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์
ปกครองท้องถนิ่ โดยอาจเน้นการใชส้ อื่ การเรียนการสอนจากภมู ิปัญญาท้องถ่นิ ตามบรบิ ท ชุมชน และทอ้ งถน่ิ
กิตตกิ รรมประกาศ
วทิ ยานิพนธ์ฉบับนี้สาเรจ็ ได้โดยได้รับความอนุเคราะห์จากบุคคลหลายฝ่ายผู้วิจยั ขอขอบพระคุณ
รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวตั ร ปะโคทัง ประธานกรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นวมนิ ทร์
ประชานันท์ ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก และรองศาสตราอาจารย์ ดร.จรสั สว่างทัพ ท่ีปรกึ ษาวิทยานิพนธ์ร่วม
และอาจารย์ ดร.กระพัน ศรีงาน กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ท่ีกรุณาให้คาปรึกษาแนะนา ตรวจแก้ไข
ข้อบกพร่องต่างๆ ทาให้การดาเนินการวิจัยสาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างย่ิงในความ
ช่วยเหลือและคาแนะนาที่ได้รับจึงขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านเป็นอย่างสูง ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณ
ผู้เช่ียวชาญ ทั้ง 17 ท่าน ท่กี รุณาให้คาปรึกษาและให้ข้อเสนอแนะในการสรา้ ง และพัฒนาเคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการ
วิจยั ในครง้ั น้ีอย่างดี ขอขอบคุณศูนยพ์ ัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตาบลทา่ ตูม อาเภอทา่ ตมู จังหวัดสรุ นิ ทร์ และ ศูนย์
พฒั นาเดก็ เล็กเทศบาลเมอื งรอ้ ยเอ็ด อาเภอเมอื ง จงั หวัดรอ้ ยเอ็ด ทีอ่ านวยความสะดวก และใหค้ วามร่วมมอื ใน
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู และศนู ย์พัฒนาเด็กเลก็ เทศบาลตาบลกระสงั อาเภอกระสังจังหวัดบรุ รี ัมย์ ทอี่ นุเคราะห์
ในการให้ใช้สถานท่ีในการฝึกอบรม รวมทั้ง ครอบครัวท่ีคอยช่วยเหลือ และให้กาลังใจตลอดเวลา โดยเฉพาะ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพจน์ พฤกษะวัน และนางนิดดา พฤกษะวัน ท่ีคอยเป็นแรงใจให้ผู้วิจัยอย่างสม่าเสมอ
ประโยชน์และคุณค่าของดุษฎีนิพนธ์ฉบับน้ี ผู้วิจัยขอมอบบูชาพระคุณบิดา มารดา ผู้ที่ให้ชีวิตและโอกาส
ทางการศึกษา ตลอดจนบูรพคณาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธ์ิประสาท วิชาความรู้ให้แก่ผู้วิจัยได้ประสบ
ความสาเร็จในการดาเนนิ ชีวติ และความก้าวหน้าในการทางาน
เอกสารอา้ องิ
กรมการปกครอง. แนวนโยบายการจดั การศึกษาในองค์กร ปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ พ ศ.2545.
โรงพมิ พอ์ าสารกั ษาดนิ แดง, 2545.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. การวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนร้ตู ามหลักสูตรการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน. กรุงเทพฯ:โรง
พิมพ์องคก์ รรับสง่ สนิ ค้าและพสั ดภุ ัณฑ์ (ร.ส.พ.) , 2545.
ทิศนา แขมมณี. ศาสตรก์ ารสอน: องคค์ วามร้เู พื่อการจัดกระบวนการเรยี นรทู้ ี่มปี ระสิทธิภาพ.
กรงุ เทพฯ: คา่ ยสุทธา, 2547.
ธารง บวั ศร.ี ทฤษฎหี ลกั สตู รการออกแบบและการพฒั นา. พิมพ์ครงั้ ที่ 2.กรุงเทพฯ:เอราวณั การพมิ พ์,2542.
บญุ ชม ศรีสะอาด. การพัฒนาการสอน. พมิ พ์ครงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพ: ชมรมเดก็ ผู้ทรงลิขสิทธิ์, 2541.
เบญจา แสงมลิ. การจดั การศูนยแ์ ละโรงเรยี น ปฐมวยั ศึกษา. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 3. นนทบุรี:
มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2542 .
ปีท่ี 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 111
ปรยี าพร วงศอ์ นตุ รโรจน์. การบรหิ ารงานวิชาการ. กรงุ เทพฯ: พิมพ์ดี, 2546.
เพชริน สงค์ประเสรฐิ . การพฒั นารูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการโดยยึดหลกั การ
ทางานเปน็ ทีมในสถานศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานจดั องคก์ ารของวทิ ยาลยั พยาบาล. วทิ ยานิพนธ์
ปร.ด. (การบริหารการศกึ ษา) มหาวิทยาลยั นเรศวร มหาวทิ ยาลยั ทักษณิ (มกราคม –
มิถุนายน 2546) “การวิจัยทางการศึกษา” วารสารศกึ ษาศาสตร์. 6(1) : 15, 2550.
พระบรมราโชวาท. พิธีพระราชทานปรญิ ญาบัตร กิตติมศกั ดิ์แลปริญญาวิทยาลัยวิชาการแล
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ พุทธศักราช 2502-2553. กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, 2552 .
รุ่งรชั ดาพร เวหะชาต.ิ การบรหิ ารงานวชิ าการสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน. สงขลา: ศนู ย์หนงั สือ
มหาวทิ ยาลัยทักษณิ , 2550.
รสสคุ นธ์ มกรมณี. เอกสารคาสอนรายวิชาการจักการฝึกอบรมทางการศึกษา. กรงุ เทพฯ:
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัยสวนสุนนั ทา, 2549.
วทิ ยากร เชยี งกุล. อธบิ ายศพั ทก์ ารศกึ ษาและความรสู้ าขาตา่ งๆ. กรุงเทพฯ: สายธาร, 2546.
สมคดิ บางโม. การฝึกอบรมและการประชุม. พมิ พ์ ครัง้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ: จุนพลับลชิ ชง่ิ , 2547.
สมบรู ณ์ ตันยะ. การประเมินทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สุวีวิยาสาสน์ , 2545.
สวุ ิมล โพธก์ิ ล่ิน. การพัฒนารูปแบบเครอื ข่ายความร่วมมอื ทางวชิ าการเพอ่ื พฒั นาการศึกษาของ
สถานศึกษาขนั้ พ้นื ฐานขนาดเลก็ . วิทยานิพนธ์ ค.ด. พิษณโุ ลก : มหาวทิ ยาลัยนเรศวร,
2543.
สุจิร์ ภสู่ าระ. การพฒั นาหลักสตู รการปฏริ ูปการศึกษา. กรุงเทพฯ: บุ๊คพอยท์, 2553.
สานกั งานประสานและพฒั นาการจดั การศกึ ษาทอ้ งถ่นิ . กรมสง่ เสริมการปกครองทอ้ งถ่นิ . มาตรฐาน
การดาเนินงานศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเล็กขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตร, 2552.
สานักงานสภาสถาบนั ราชภฎั . เอกสารและสาระการเรียนรู้ ประกอบชดุ วชิ าหลกั เทคนิค
การบรหิ ารและการวางแผน. ฉะเชิงเทรา: คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภฎั นครนิ ทร์, 2545.
อานวย เถาตระกุล. ค่มู อื การเขียนแผนการสอนเพ่อื นาไปสูก่ ารประกันคุณภาพอาชีวศกึ ษา.15(22):
22-23, 2541.
Barr, A. S., Barlon,W.H. & Brucker, H. L. Supervision.New York : Appleton century,
1947.
Good, C.V. Dictionary for education. New York: McGraw-Hillม 1959.
Massie, J. L. & Douglas, J. Managing: A contemporary introduction. 3rd ed.
Englewood Cliffs, NJ: Prentice, 1981.
112 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
ปัญหาการดาเนนิ งานระบบดแู ลช่วยเหลือนักเรยี นของผู้บรหิ ารสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 13
Problems of Student Assistance System of the Administrators
Under of the Secondary Educational Service Area Office 13
สุนสิ า วงคน์ ้อย1
ลดาวลั ย์ แก้วสีนวล2
วนั ชัย วงศ์ศลิ ป3์
บทคัดยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. ศึกษาปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรยี นของ
ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 2. เปรียบเทียบปัญหา
การดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 13 จาแนกตามขนาดสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 จานวน 95 คน เคร่ืองมือท่ีใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรา
ส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ต้ังแต่ระดับปฏิบัติมากที่สุดถึงน้อยที่สุด ซ่ึงมีค่าความเช่ือมั่นท้ังฉบับเท่ากับ .94
สถิติทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูลได้แกค่ ่าร้อยละ ค่าเฉล่ยี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความแปรปรวนทางเดียว
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. ปัญหาการดาเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลือนักเรยี นตามความคดิ เห็นของผ้บู ริหารสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรยี น ด้านการป้องกนั และแก้ไขปัญหา ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้านการส่ง
ตอ่ นักเรยี น
2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการดาเนินงานระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรยี นตามความคดิ เหน็ ของ
ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 จาแนกตามขนาดสถานศึกษา
โดยรวมและรายดา้ นแตกต่างกนั ทกุ ด้านอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05
คาสาคัญ : ปญั หาการดาเนนิ งานระบบดแู ลช่วยเหลอื นักเรียน, ระบบดแู ลช่วยเหลือนักเรียน,
ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
1นกั ศึกษาระดับปรญิ ญาโท มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครศรธี รรมราช
2อาจารย์ท่ปี รึกษาวทิ ยานิพนธห์ ลกั
3อาจารย์ทปี่ รกึ ษาวิทยานิพนธร์ ว่ ม
ปที ี่ 17 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560) 113
Abstract
The purposes of this research were to 1. study the problems of student assistance
system of the administrators under The Secondary Educational Service Area Office 13 2. Compare
the problems of student assistance system of the administrators under The Secondary Educational
Service Area Office13 classified by school dimension. The sample groups were the 95 heads of
director in Secondary Educational Service Area Office 13. The research tools was questionnaires.
The reliability value was 0.94 The statistics used to analyze the data were percentage, mean,
standard deviation and One-way ANOVA.
The findings were as follows :
1. Problems of student assistance system according to the opinion of the administrators,
Under. The Secondary Educational Service Area Office 13 was at the medium level. When
considering each aspect in descending order from the highest to lowest include about individual
students, to promote student development, prevention and resolution, the screening of students
and forwarding of students.
2. The comparison results of problems of student assistance system according to the
opinion of the administrators, Under The Secondary Educational Service Area Office 13 classified
by school dimension, total and each item were found that was statistically significant at 0.05 level.
Keywords : Problems of student, Assistance system, Student assistance system, School administrators
บทนา
การเป็นที่ยอมรับว่าสังคมไทย ณ วันนี้ มีความสับสนวุ่นวายเช่นเดียวกับสังคมในทุก
ส่วนของโลก การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในเกือบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรม การเมืองการปกครองโดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีการสื่อสาร นับเป็นปัจจัยเร่งท่ีสาคัญทาให้โลกเกิดการไหลทะลักของข้อมูลข่าวสาร
ทั้งทางบวกและทางลบ และนับวันจะยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแ รงมากยิ่งขึ้น ปรากฏการณ์
ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวิถีการดารงชีวิตของบุคคลอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ก่อให้เกิดปัญหานานัปการ
โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชนในวัยเรียน อาทิ ปัญหาสุขภาพจิต เกิดความเครียดและปรับตัวไม่ได้
การฆ่าตัวตาย ปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิ การกลั่นแกล้งรังแก ความรุนแรงและการทารุณกรรมใน
รูปแบบต่างๆ ปัญหายาเสพติด การไม่ประสบ ความสาเร็จในด้านการเรียนและอาชีพเป็นต้น
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2546 : 3)
บุ ค ล า ก ร ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า เ ป็ น บุ ค ค ล ท่ี มี ค ว า ม สา คั ญ อี ก ก ลุ่ ม ห นึ่ ง มี ส่ ว น ส นั บ ส นุ น นั ก เ รี ย น
เพราะเป็นผลผลิตท่ีกลุ่มบุคคลอ่ืนจับตามองและเฝ้าหวังในตัวนักเรียนด้วยสังคมปัจจุบันทาให้เกิดสภาวะ
วิกฤตส่งผกระทบต่อตัวนักเรียนมากมายเช่น ภัยจากสารเสพติด ความล้มเหลวทางการเรียน ภัยทางเพศ
ความรุนแรง การกลั่นแกล้งรังแกและอุบัติภัยต่างๆ ปัจจัยเสี่ยงเหล่าน้ีก่อให้เกิดปัญหาต่อตัวนักเรียน เพื่อน
ครอบครัว โรงเรียน ชุมชนหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ ล้วนมีความ
เก่ียวข้องสัมพันธ์ มีผลกระทบซึ่งกันและกันและเป็นเหตุปัจจัยสู่สภาวะวิกฤตได้ หากไม่มีระบบการป้องกัน
ส่งเสริม หรือขจัดเงื่อนไขที่จะส่งผลที่ไม่พึงปรารถนาต่อตัวนักเรียนและสังคมโดยรวมในการพัฒนานกั เรียน
114 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
ให้เป็นบุคคลท่ีมีคุณภาพทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา มีความสามารถ มีคุณธรรม
จริยธรรม และมีวิถีชีวิตท่ีเป็นสุขตามที่สังคมคาดหวังโดยผ่านกระบวนการทางการศึกษานอกจากจะดาเนิน
การด้านการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนแล้วตอ้ งมกี ารป้องกนั และให้การช่วยเหลือในการแก้ปัญหาต่างๆ ท่เี กิด
ข้ึนกับนักเรียนเป็นส่ิงสาคัญเน่ืองจากสภาพสังคมที่เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมติ ิ ทั้งทางด้านการสอ่ื สาร
เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาครอบครัว ปัญหาการแข่งขันในทุกด้านล้วน
ก่อให้เกิดความทุกข์ความวิตกกังวล ความเครียด การปรับตวั ที่ไม่เหมาะสมที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตสขุ ภาพ
กายของบุคลากรที่เกย่ี วข้องรวมท้ังกอ่ ให้เกิดสภาวะวิกฤตทางสงั คม สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550 : 24)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545
ได้กาหนดความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ทงั้ รา่ งกาย จติ ใจสติปญั ญา ความรู้ และคณุ ธรรม มจี รยิ ธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวติ สามารถอยู่รว่ มกับ
ผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข (มาตรา 6) และแนวทางการจัดการศึกษาโดยต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมี
ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุดกระบวนการจัดการศึกษาต้อง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ (มาตรา 22) รวมท้ังการจัดการศึกษา
ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยต้องเน้นความสาคัญ ท้ังความรู้
คุณธรรม (มาตรา 23) ดังนั้นจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนรู้จัก
ประยกุ ตม์ าใช้เพ่ือปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หา ให้รจู้ ักคดิ เป็น ทาเป็น รวมท้ังปลูกฝงั คุณธรรม ค่านยิ มที่ดีงาม และ
คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ไว้ทุกวิชา อีกท้ังมีการประสานร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลท่ีอยู่ใน
ชมุ ชนทกุ ฝ่าย เพือ่ ร่วมกนั พัฒนาผ้เู รยี นตามศักยภาพ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน (2549 : 34)
การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพท้ังด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถมี
คุณธรรมจริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขตามท่ีสังคมมุ่งหวัง โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษานั้นนอกจาก
ดาเนินการด้วยการส่งเสริมสนับสนนุ นกั เรียนแล้ว การป้องกันและการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกดิ กบั นักเรียนก็เป็น
สงิ่ สาคัญ เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการสอ่ื สาร เทคโนโลยี ปญั หาเศรษฐกิจ
ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาครอบครัวปัญหาการแข่งขันทุกรูปแบบลว้ นก่อให้เกิดความทุกข์ ความ
วิตกกังวล ความเครียด การปรับตัวไม่เหมาะสม ที่มีผลเสยี ต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของทุกคนที่เก่ยี วข้อง
ทุกฝ่าย โดยเฉพาะบุคลากรครู ทุกคนในโรงเรียน เพ่ือดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิดด้วยค วามรักและ
ความเมตตาทมี่ ีตอ่ ศิษย์ และภาคภูมิใจในบทบาทท่มี สี ่วนสาคญั ต่อการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของเยาวชนใหเ้ ตบิ โต
งอกงามเป็นบุคคลทม่ี คี ณุ คา่ ของสังคมต่อไป กรมสขุ ภาพจติ (2546 : 46)
ดว้ ยเหตุดังกล่าวกระทรวงศึกษาธกิ ารจึงได้ประสานความร่วมมือกบั หน่วยงานทเ่ี กี่ยวขอ้ งโดยเฉพาะ
อย่างย่ิง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขจัดทาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนขึ้น ต้ังแต่ปี 2543
ซ่งึ เป็นผลสาเรจ็ เป็นอยา่ งดีในสถานศกึ ษาท่ดี าเนินการอย่างจรงิ จังต่อเนอ่ื งสถานศึกษาในฐานะที่เป็นหน่วยงาน
ท่ตี อ้ งรับผิดชอบในการสรา้ งเสริมคุณภาพชีวิตผู้เรียนและแก้วิกฤตสังคมจงึ ควรนาระบบดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน
มาประยุกต์ใช้ และพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง และให้บุคลากรที่เก่ียวข้องทุกคนร่วมมือกัน
ดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันการป้องกันมิให้เกิดปัญหาการส่งเสริม
การพัฒนาตามศักยภาพตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน (2550 : 15)
ระ บ บ ดู แล ช่ วย เห ลื อ นั ก เรีย น เป็ นก ารด าเนิ น งานที่ มี ป ระ สิ ท ธิภ าพ ระบ บ ห น่ึ งที่
กระทรวงศึกษาธิการโดยสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และกระทรวงสาธารณสุขโดยกรม
สุขภาพจิตได้ร่วมกันวางรากฐานเพื่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนและยังเป็นระบบที่เหมาะสมกับการพัฒนา
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 115
ป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรยี นในยุคปจั จบุ ันระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรยี นเปน็ กระบวนการดาเนินงานที่มี
องค์ประกอบสาคัญ 5 ด้าน คือด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งเสริม
พัฒนานกั เรยี น ดา้ นการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหา และด้านการส่งตอ่ นักเรียนครูท่ปี รึกษาควรเปน็ บุคลากรหลัก
ในการดาเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกคนรวมทั้งการ
สนับสนนุ จากโรงเรียน โดยการดาเนนิ การใหค้ รูทีป่ รึกษาเปน็ ผู้ท่ีมีความรแู้ ละทักษะในการดาเนินงานโดยเฉพาะ
การให้คาปรึกษาเบ้ืองต้นแก่นักเรียน เพ่ือแก้ไขปัญหาต่างๆของนักเรียนซ่ึงควรดาเนินการอย่างต่อเน่ืองและ
สมา่ เสมอ สานักงานคณะกรรมการศึกษาขน้ั พื้นฐาน (2547 : 29)
อย่างไรก็ตามการดูแลช่วยเหลือนักเรียนต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ทง้ั นักเรียน ผู้ปกครอง ชมุ ชนครูทุกคนในโรงเรียน รวมท้ังผู้บรหิ ารสถานศึกษา โดยมีครูท่ีปรึกษาเป็นบุคลากร
หลักในการดาเนินงานเพื่อให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นไปอย่างใกล้ชิดด้วยความรัก ความเมตตาท่ีมีต่อ
ศิษย์มีการประสานงานกับทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องอย่างต่อเน่ืองและสม่าเสมอ สถานศึกษาหรือหน่วยงาน
ทางการศึกษาควรจะมีบทบาทสาคัญอย่างมากในการจัดการเรียนการสอนและการแนะแนว เพื่อสร้างคนให้
เปน็ ผู้มีความรู้ความสามารถ มีบุคลกิ ภาพที่เหมาะสมกับวฒุ ิภาวะ สามารถตัดสนิ ใจเลอื กประกอบอาชีพและมี
ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข และโรงเรียนเป็นองค์การหน่ึงที่มีบทบาทสาคัญในการสร้างเยาวชนให้เป็นไป
ตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสังคม ประเทศ ชาติจึงจาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทกุ ฝา่ ยทุกคน โดยเฉพาะผบู้ ริหารและบุคลากรครูทกุ คนในโรงเรยี น สาหรับการนาระบบดูแลชว่ ยเหลือนกั เรยี น
ไปใชใ้ นโรงเรียนเพื่อให้เกิดประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลน้ัน ตอ้ งอาศัยการทางานทีม่ ีหลกั การจดั การอยา่ งเป็นระบบ
จากรายงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต13 ปรากฏว่าหลายโรงเรียนมีปัญหาคล้ายคลึงกันดังนี้ปัญหานักเรียนออกกลางคัน
ปัญหาขาดเรยี นนาน และปัญหายาเสพติด ซ่ึงปัญหาเหล่านี้แต่ละโรงเรียนมีการดาเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาท่ี
แตกต่างกันออกไป เพ่ือช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน ท้ังน้ีแต่ละโรงเรียนมีการร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าว
โดยการประชุมคณะผู้บริหาร ครูผู้รับผิดชอบงานฝ่ายระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนร่วมปรึกษาหารือ และ
แลกเปล่ียนความคิดเห็นเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา
เขต 13 (2555 : 72)
โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 13 ดาเนินงานระบบ
ดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยได้รับความร่วมมือจากคณะครู ผู้ปกครองและผู้บริหารสถานศึกษา ท้ังนี้การ
ดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่แต่ละโรงเรียนดาเนินการยังมีปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลให้การ
ดาเนินงานขาดประสทิ ธิภาพ เช่น ภาระงานของครูท่ีต้องรบั ผิดชอบจานวนมากครูขาดประสบการณ์ในการ
ทางานเน่ืองจากมีครูที่บรรจุใหม่ซึ่งยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในด้านต่างๆ
อีกท้ังครูบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนเพ่ือนาไปใช้ในการบริหาร ระบบ
ดูแลช่วยเหลือนักเรียนตอ่ ไป สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 13 (2555 : 28)
จากปญั หาดงั กล่าวผวู้ ิจัยจึงสนใจที่จะทาวิจยั เรื่องปญั หาการดาเนินงานระบบดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน
ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 ท้ังน้ีเพ่ือจะนาผลการ
ศึกษ าวิจัยท่ีได้มาศึกษาวิเคราะห์และพัฒ นาพร้อมทั้งดาเนินการปรับป รุงแก้ไขใ นระบ บการดูแลช่วยเห ลือ
นกั เรียนในสถานศึกษา สังกดั สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 13 ตอ่ ไป
116 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา
สงั กดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 13
2. เพ่ือเปรียบเทียบปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหาร
สถานศึกษาสงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 จาแนกตามขนาดสถานศึกษา
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศกึ ษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 ได้ดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนซึ่งแบ่ง
ออกเป็น 5 ด้าน คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนา
นักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา และด้านการส่งต่อนักเรียน สานักงานคณะกรรมการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน (2547 : 35) ตามกรอบแนวคิดในการวิจัย
1. ขนาดสถานศึกษา ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลชว่ ยเหลือ
2.1 ขนาดเล็ก นักเรยี น ทัง้ 5 ดา้ น
2.2 ขนาดกลาง 1. ดา้ นการรจู้ กั นักเรียนเปน็ รายบคุ คล
2.3 ขนาดใหญ่ 2. ด้านการคัดกรองนกั เรียน
3. ดา้ นการส่งเสรมิ พัฒนานักเรยี น
4. ด้านการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา
5. ด้านการส่งตอ่ นักเรยี น
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
สมมติฐานของการวจิ ยั
ปญั หาการดาเนนิ งานระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี นของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา สงั กัดสานกั งานเขต
พื้นทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 13 ที่จาแนกตามขนาดสถานศกึ ษา มีความแตกต่างกัน
ขอบเขตของการวจิ ัย
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครง้ั น้ี ได้แก่ ผ้บู ริหารสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 13 จานวน 125 คนกลุ่มตัวอย่างท่ีนามาใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ ผู้วิจัยกาหนดขนาดกลุ่ม
ตัวอย่างโดยกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie&Morgan (1970 : 607-610) โดยใช้เทคนิค
การสุ่มแบบแบ่งช้ัน (Stratified Random Sampling) ตามขนาดสถานศึกษา ที่ระดับความคลาดเคลื่อน .05
ซึง่ ไดก้ ลุม่ ตัวอยา่ ง จานวน 95 คน
ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 117
ตวั แปรทศี่ ึกษา
ตัวแปรทศี่ ึกษาคร้งั น้ี คือ ขนาดสถานศึกษา
ขอบเขตดา้ นเน้ือหา
การศึกษาวิจัยคร้ังนี้มุ่งศึกษาปญั หาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรียนของผบู้ ริหาร
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 ประกอบไปด้วย 5 ด้านคือด้านการรู้จัก
นักเรียนเป็นรายบุคคลด้านการคัดกรองนักเรียนด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียนด้านการป้องกันและแก้ไข
ปญั หาและดา้ นการส่งต่อนักเรยี น
ประโยชน์ของการวจิ ยั
1. ทราบถึงปญั หาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรยี น สังกัดสานกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 13
2. ทราบถึงปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด
สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 จาแนกตามขนาดสถานศกึ ษา
วธิ ดี าเนินการวจิ ัย
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ ผู้บริหารและรองผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขต
พื้นทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 13 จานวน 125 คนกลุ่มตัวอย่างทีใ่ ช้ในการวจิ ัยครง้ั น้ี ผู้วิจัยกาหนดขนาดกลุ่ม
ตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์การกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie&Morgan (1970 : 607-610) ที่ระดับ
ความคลาดเคล่ือน .05 ได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จานวน 95 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น
(Stratified Random Sampling) ตามขนาดสถานศึกษา
เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย
เครือ่ งมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ีไดแ้ ก่ แบบสอบถาม (Questionnaire) ซงึ่ ผู้ศึกษาวจิ ัยจัดสร้างข้ึน
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยเป็นแบบสอบถามปัญหาการดาเนนิ งานระบบดูแลช่วยเหลือ
นักเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 13
ลักษณะของแบบสอบถามทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยแบง่ ออกเป็น 2 ตอนดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ขนาดสถานศึกษาของ
ผตู้ อบแบบสอบถามลักษณะคาถามเป็นเชงิ ตรวจสอบรายการ (Check list)
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามความ
คิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 โดยครอบคลุม
แนวการดาเนินงานตามระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น 5 ด้าน คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการ
คดั กรองนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาและด้านการส่งต่อนกั เรียน
ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามแนวคิดของ Likert (1970 : 22)
อ้างถึงใน พิชิต ฤทธ์ิจรูญ (2554 : 224) ซึ่งมี 5 ระดับคือ มากที่สุดมากปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด
จานวน 40 ขอ้
การวเิ คราะห์ข้อมลู
3.1 วิเคราะห์ข้อมูลข้ันพ้ืนฐาน (ตอนที่ 1) ข้อมูลเก่ียวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบ
แบบสอบถามลักษณะแบบตรวจสอบรายการ วิเคราะห์ข้อมลู ดว้ ยการหาค่าร้อยละ (Percentage) พรอ้ มเสนอ
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยใชต้ ารางประกอบความเรียง
118 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
3.2 วิเคราะห์แบบสอบถาม (ตอนท่ี 2) ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตาม
ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 โดยรวมแต่ละ
ด้าน โดยหาค่าเฉลี่ย (x̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วนาค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบเกณฑ์
การวเิ คราะหผ์ ลการประเมินผลดงั น้ี บุญชม ศรีสะอาด (2554, 121)
3.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 โดยการจาแนกตามขนาดสถานศกึ ษาใช้
การวเิ คราะห์ด้วย (One-way ANOVA) ถ้ามนี ยั ทางสถติ จิ ะทดสอบคา่ เฉล่ยี โดยใชเ้ ซฟเฟ่ (Scheffe’)
สถติ ทิ ใ่ี ชก้ ารวเิ คราะห์ขอ้ มูล
4.1 วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 13 สถติ ทิ ่ีใช้ ไดแ้ ก่ คา่ รอ้ ยละ (Percentage)
4.2 วิเคราะห์ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหาร
สถานศกึ ษา สังกดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 13 สถติ ิทใ่ี ช้ ได้แก่ คะแนนเฉลย่ี (x̅) และสว่ น
เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
4.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 โดยการจาแนกตามขนาดสถานศึกษา
สถติ ิทใี่ ช้ ไดแ้ ก่ (One-way ANOVA)
สรุปผลการวจิ ัย
1. ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรกได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็น
รายบคุ คล ด้านการสง่ เสรมิ นกั เรยี น และด้านปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหา
2. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
นักเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13
จาแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวมและรายดา้ นแตกต่างกันทกุ ด้าน อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05
อภปิ รายผลการวิจยั
การอภิปรายผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะกล่าวถึงประเด็นท่ีได้ค้นพบจากการศึกษาตามความมุ่ง
หมายของการวจิ ยั กรอบแนวคิด และสมมตฐิ านของการศึกษาวจิ ัย ดงั รายละเอียดดงั ต่อไปน้ี
ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา
สงั กัดสานกั งานเขตพื้นการศึกษามธั ยมศกึ ษาเขต 13 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดบั ปานกลาง เมื่อพจิ ารณา
เป็นรายด้าน เรียงลาดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรกได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล
ด้านการส่งเสริมนักเรียน และด้านป้องกันและแก้ไขปัญหาตามลาดับ ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของประภาส
นาคประวัติ (2553 : 42) ศึกษาการดาเนินงานตามระบบดแู ลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรยี นท่เี ปิดสอนในช่วงชั้นท่ี 1-3
ในเขอาเภอสอยดาว สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาจันทบุรี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า การดาเนนิ งานตามระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรยี น โดยรวม พบว่า อยู่ในระดบั ปานกลาง และสอดคล้องกบั งานวิจัยของจฑุ าภรณ์ นาคประวัติ
(2553 : 38) ท่ีได้ศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการดาเนนิ งานระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนของโรงเรียน
ในเขตอาเภอสอยดาว สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาจันทบุรี เขต 2 พบว่า ปัญหาการดาเนินงานระบบ
ดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของดวงใจ หอมหวล (2555 : 42)
ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 119
ได้วิจัยเร่ือง ปัญหาการดาเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรยี นประถมศึกษาเขตอาเภอปลวก
แดงสังกดั สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผลการวจิ ัย พบวา่ โดยรวมและรายดา้ นอยู่
ในระดบั ปานกลาง
ดา้ นการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
นกั เรียนตามความคดิ เหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง และเม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ
เรียงลาดับค่าเฉล่ียจากค่ามากไปหาค่าน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ การส่งเสริมให้ครูมีข้อมูลด้านความสามารถ
ของนกั เรียนเป็นรายบคุ คล การสง่ เสรมิ เกี่ยวกับความชัดเจนของข้อมลู ในระเบียนสะสมนกั เรยี นเป็นรายบุคคล
และการส่งเสริมเก่ียวกับความชัดเจนของข้อมูลจากแบบประเมินพฤตกิ รรมนกั เรียนตามลาดับซ่ึงสอดคลอ้ งกับ
ผลการวิจัยของคมกฤช ทองนพคุณ (2556 : 16) ได้วิจัยเร่ือง ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
นกั เรียนของครทู ่ปี รึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเมืองมัธยมศึกษา การศึกษาภาคบังคับ สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับ
ปานกลาง โดยเรียงลาดับจากค่าเฉล่ียมากไปหาน้อย คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการส่งต่อ
นกั เรียน ดา้ นการป้องกัน ช่วยเหลือและแกป้ ัญหา ด้านการส่งเสรมิ นักเรียน และดา้ นการคัดกรองนักเรียนและ
สอดคล้องกับงานวิจัยของจุฑาภรณ์ นาคประวัติ (2553 : 22) ได้วิจัยเร่ือง ศึกษาปัญหาและแนวทางการ
พฒั นาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรยี นของโรงเรียนในเขตอาเภอสอยดาว สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษาจันทบุรี เขต 2 ผลการวิจยั พบว่า ปัญหาในการดาเนินงานระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนโดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่
ดา้ นการรจู้ ักนักเรยี นเป็นรายบุคคล ด้านการสง่ เสริมนักเรยี น และด้านการส่งตอ่ นกั เรยี น
ด้านการคัดกรองนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ
เรียงลาดบั ค่าเฉลี่ยจากค่ามากไปหาค่านอ้ ย 3 อันดับแรกได้แก่ การให้ความสาคัญเกี่ยวกบั ความถูกต้องของผล
การวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียนเพ่ือการแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มปกติ กลุ่มเส่ียง และกลุ่มมีปัญหา การส่งเสริมให้
ชี้แจงการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมนิ พฤติกรรมนกั เรียนให้ผู้ท่ีเกย่ี วข้องได้เข้าใจตรงกัน และการส่งเสริม
ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการคัดกรองนักเรียนเพื่อวางแผนร่วมกันในการช่วยเหลือนักเรียนตามลาดับ
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของดวงใจ หอมหวล (2555 : 44) ได้วิจัยเรื่อง ปัญหาการดาเนินงานของระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเขตอาเภอปลวกแดงสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาระยอง เขต 1 ผลการวิจยั พบว่าปญั หาการดาเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรียนในโรงเรียน
ประถมศึกษาเขตอาเภอปลวกแดงสังกดั สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเรียงตามค่าเฉล่ียรายด้านจากมากไปน้อย 3 อันดับ ดังน้ี ด้านการ
คัดกรองนักเรยี น ด้านรูจ้ กั นกั เรยี นเป็นรายบคุ คล และดา้ นการสง่ ต่อนักเรียน
ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
นักเรียนตามความคิดเห็นของผ้บู ริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง และเม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ
เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากค่ามากไปหาค่าน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ การส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมตามความ
ต้องการของนักเรียน การส่งเสริมการดาเนินการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างหลากหลาย และการ
ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมซ่อมเสริมเพื่อช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหาอย่างต่อเน่ืองและ
สม่าเสมอตามลาดับซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของจุฑาภรณ์ นาคประวัติ (2553 : 19) ได้วิจยั เรื่อง ศึกษาปัญหา
และแนวทางการพัฒนาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรยี นในเขตอาเภอสอยดาว สังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาในการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
120 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
นกั เรยี นโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรยี งค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย
3 อนั ดบั แรก ได้แก่ ดา้ นการรู้จักนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล ด้านการส่งเสริมนักเรยี น และดา้ นการส่งต่อนักเรียน
ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
นกั เรียนตามความคิดเหน็ ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยใู่ นระดับปานกลาง และเม่ือพิจารณาเปน็ รายข้อ
เรยี งลาดับค่าเฉล่ยี จากคา่ มากไปหาค่านอ้ ย 3 อันดับแรก ได้แก่ การส่งเสริมใหค้ รดู าเนินการช่วยเหลอื นักเรยี น
ด้วยวิธีการที่หลากหลาย การส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมในการดูแลอย่างใกล้ชิด และการส่งเสริมให้ครูดาเนิน
กจิ กรรมป้องกันและแกไ้ ขปญั หาอยา่ งหลากหลายตามลาดบั ซึ่งสอดคล้องกับคมกฤช ทองนพคณุ (2556 : 38)
ได้วิจัยเร่ือง ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูท่ีปรึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทาง
การศึกษา กลุ่มเมืองมัธยมศึกษา การศึกษาภาคบังคับ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
สมุทรปราการ เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลาดับจากค่าเฉล่ียมากไปหาน้อย คือ
ด้านการรูจ้ ักนักเรยี นเป็นรายบุคคล ดา้ นการส่งต่อนักเรียน ด้านการป้องกัน ช่วยเหลอื และแก้ปัญหา ดา้ นการ
สง่ เสรมิ นกั เรยี น และด้านการคัดกรองนักเรยี น
ด้านการส่งต่อนักเรยี น ผลการวิจัยพบวา่ ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรียนตาม
ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเม่ือพิจารณาเปน็ รายข้อ เรียงลาดับ
ค่าเฉลี่ยจากค่ามากไปหาค่าน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ การส่งเสริมให้มีการติดตามผลการช่วยเหลือนักเรียนที่
ได้รับการส่งต่ออย่างสม่าเสมอ การให้ความใส่ใจของครูแนะแนวในการแก้ไขปัญหานักเรียนท่ีได้รับการส่งต่อ
และการส่งเสริมให้มีการประสานคนระหว่างครูในโรงเรียนเพ่ือการส่งต่อภายในและภายนอกตามลาดับ
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของคมกฤช ทองนพคุณ (2556 : 62) ได้วิจัยเร่ือง ปัญหาการดาเนินงานระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนของครูที่ปรึกษาโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มเมืองมัธยมศึกษา การศึกษา
ภาคบังคับ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า อยู่ใน
ระดับปานกลาง โดยเรยี งลาดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านการรจู้ ักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการส่ง
ต่อนักเรียน ด้านการป้องกัน ช่วยเหลือและแก้ปัญหา ด้านการส่งเสริมนักเรียน และด้านการคัดกรองนักเรียน
และสอดคล้องกับงานวจิ ัยของดวงใจ หอมหวล (2555 : 33) ได้วจิ ัยเรื่อง ปัญหาการดาเนนิ งานของระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเขตอาเภอปลวกแดงสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผลการวิจยั พบวา่ ปญั หาการดาเนินงานของระบบดแู ลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรยี น
ประถมศึกษาเขตอาเภอปลวกแดงสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 โดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเรียงตามค่าเฉลย่ี รายด้านจากมากไปน้อย 3 อันดับ ดังนี้ ด้านการ
คัดกรองนกั เรียน ดา้ นรู้จกั นักเรยี นเป็นรายบุคคล และด้านการส่งตอ่ นกั เรยี น
ผลการเปรียบเทียบปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามความคิดเห็นของ
ผ้บู ริหารศึกษา สังกดั สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 13 จาแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวม
และรายด้านแตกต่างกันทุกด้าน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
โดยสถานศึกษาขนาดกลางน้อยกว่าสถานศึกษาขนาดใหญ่ สถานศึกษาขนาดเล็กน้อยกว่าสถานศึกษาขนาด
ใหญ่ และสถานศึกษาขนาดเล็กน้อยกว่าสถานศกึ ษาขนาดกลางซงึ่ สอดคล้องกับงานวิจัยของดวงใจ หอมหวล
(2555 : 78) ได้วิจัยเร่ือง ปัญหาการดาเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา
เขตอาเภอปลวกแดงสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า ผลการ
เปรียบเทียบปัญหาการดาเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาเขตอาเภอ
ปลวกแดงสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 จาแนกตามขนาดโรงเรียนต่างกัน
พบว่า โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 โดยท่ีโรงเรียนขนาดใหญ่มีปัญหา
มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหามากกว่าโรงเรียนขนาดกลางและสอดคล้องกับ
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 121
งานวจิ ยั ของจฑุ าภรณ์ นาคประวัติ (2553 : 60) ได้วจิ ยั เร่ือง ศกึ ษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการดาเนนิ งาน
ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในเขตอาเภอสอยดาว สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาจันทบุรี
เขต 2 ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาการดาเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในเขตอาเภอ
สอยดาว สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2 จาแนกตามประเภทโรงเรียนโดยรวมและรายด้าน
ทุกด้านมีปัญหาการดาเนนิ งานแตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาวิจัยไปใช้
1. สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 13 ควรนาผลการวิจัยไปเปน็ ขอ้ มูลเพอ่ื พฒั นาให้
การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเกิดประโยชน์กับนักเรียนและสามารถสร้างมาตรฐานการดูแลนักเรียนได้
อย่างแท้จรงิ
2. ผู้บริหารสถานศึกษาสงั กัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 13 และผทู้ ี่เก่ียวข้อง
กับการจัดการศึกษาท้ังของรัฐบาลและเอกชน ควรนาผลการวิจัยไปปรบั ประยุกตใ์ ช้ในการบรหิ ารสถานศึกษาท่ี
ตนเองปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ต่อไป
1. ควรมีการศกึ ษาและตดิ ตามการประเมินผลการดาเนนิ งานระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรียนอยา่ ง
ต่อเนื่องทุกปี เพ่อื นาขอ้ มูลมาใช้ในการปรับปรงุ และพัฒนาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรียน
2. ควรมีการศกึ ษาความสัมพันธ์ระหวา่ งโรงเรียนกบั ชมุ ชนท่สี ่งผลต่อการบริหารงานระบบดูแล
ชว่ ยเหลอื นกั เรยี นของสถานศกึ ษา สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 13
3. ควรมีการศึกษาแนวทางการจัดทาระบบเพื่อแก้ไขปัญหาการดาเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ
นักเรียนของผู้บรหิ ารสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13โดยความร่วมมือกับ
หนว่ ยงานทเ่ี กี่ยวขอ้ งแบบบรู ณาการ
เอกสารอ้างอิง
กรมสขุ ภาพจติ . คมู่ อื ครรู ะบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียนชว่ งชนั้ ท3่ี -4 (ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่1ี -6). กรุงเทพฯ:
สานักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะหท์ หารผ่านศกึ , 2546.
คมกฤช ทองนพคณุ . ปญั หาการดาเนนิ งานระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรยี นของครูทป่ี รกึ ษาโรงเรียน
ขยายโอกาสทางการศกึ ษา กลมุ่ เมอื งมธั ยมศกึ ษา การศกึ ษาภาคบงั คบั สังกดั สานกั งาน
เขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสมทุ รปราการ เขต 1.งานนพิ นธก์ ารศกึ ษามหาบัณฑติ , สาขาวิชา
การบรหิ ารการศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลยั บูรพา, 2556.
จฑุ าภรณ์ นาคประวัต.ิ ปัญหาและแนวทางการพฒั นาการดาเนนิ งานระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรียน
ของโรงเรยี นในเขตอาเภอสอยดาว สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา จันทบุรี เขต 2. งาน
นพิ นธ์การศึกษามหาบัณฑติ , สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา, คณะศกึ ษาศาสตร์, มหาวทิ ยาลัยบูรพา, 2553.
ดวงใจ หอมหวน. ปญั หาการดาเนนิ งานของระบบดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียนในโรงเรยี นประถมศกึ ษา
เขตอาเภอปลวกแดงสงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาระยอง เขต 1. งานนพิ นธ์
การศึกษามหาบณั ฑิต, สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา, คณะศกึ ษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบรู พา, 2555.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. การวิจยั เบ้ืองตน้ . พิมพค์ รงั้ ท่ี 9.กรุงเทพมหานคร : สวุ รี ิยาสาสน์ , 2554.
122 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ประภาส นาคประวัติ. ศึกษาการดาเนินงานตามระบบดแู ลช่วยเหลอื นกั เรยี นของโรงเรียนที่เปดิ สอน
ในช่วงชน้ั ที่ 1-3 ในเขตอาเภอสอยดาว สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาจนั ทบุรี เขต 2. งานนพิ นธ์
การศกึ ษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา, คณะศกึ ษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา, 2553.
พชิ ิต ฤทธ์จิ รญู . ระเบยี บวธิ ีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. พมิ พค์ ร้ังที่ 5. กรุงเทพฯ: เฮา้ ส์ ออฟเคอร์มิสท์, 2554.
พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ. (Online).Available : http//:www. Onec.go.th[2557].
สานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 13.(2556) รายงานผลการปฏบิ ัตงิ านประจาปี 2555. ตรัง : สานักงาน
เขตพนื้ ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 13, 2542.
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน. การบริหารจัดการระบบดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรียนเพือ่ พฒั นา
คณุ ภาพชวี ติ และแก้วกิ ฤตสงั คม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพช์ วนพิมพ์, 2546.
________. การดาเนนิ งานระบบการชว่ ยเหลือนกั เรยี นในสถานศกึ ษาสงั กดั สานกั งานคณะ
กรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ องคก์ ารรบั สง่ สินคา้ และพัสดุภณั ฑ์
(ร.ส.พ), 2547.
________. แนวทางการดาเนนิ งานระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรยี นสาหรบั โรงเรยี นขนาดเลก็ .
กรงุ เทพฯ : สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2549.
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน. การประชมุ ปฏบิ ตั กิ าร
พฒั นาความเข้มแข็งระบบดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี น 4 ภูมภิ าค มาตรฐานระบบการดแู ลช่วยเหลอื
นักเรยี น. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พช์ มุ ชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทยจากัด, 2550.
Sons.Krejcie,R.V.,&Mogan, D.W. Determiniting sample size for research activities.
Education and Psychological Measurement, 30(3), 607-610, 1970.
ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 123
124 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
รูปแบบการบริหารการจัดการเรยี นรว่ มในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สังกัดสานกั งาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน
Strategic Supervision for Developing the Curriculum in Small Sized
Secondary Schools
วุฒิชยั รตั นวารีพันธ1์ุ
พงษ์ธร สิงหพ์ นั ธ์2
วิสุทธ์ิ ราตร3ี
บทคดั ย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย โรงเรียน
จัดการเรียนร่วมระดับมัธยมศึกษาในเขตการศึกษาพิเศษ เขต 10 จานวน 60 โรงเรียน ผู้ให้ข้ อมูลคือ
ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการ โรงเรียนท่ีรับผิดชอบกลุ่มงานวิชาการหรือหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ
พี่เลี้ยงเด็กพิการ ครูผู้สอนกลุ่มสาระภาษาไทย และครูผู้สอนกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ โรงเรียนละ 5 คน
รวม 300 คน และการศึกษาโรงเรียนดีเด่นในการจัดการเรียนร่วม 3 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้ที่มีส่วน
เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนร่วม โรงเรียนละ 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมสนทนากลุ่ม เพื่อตรวจสอบและ
ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของร่างรูปแบบ และคู่มือดาเนินการตาม
รูปแบบ 17 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมสนทนากลุ่มเพื่อประเมินความเป็นไปได้ ความเหมาะสม
และความเป็นประโยชน์ของคู่มือการใช้รูปแบบ 21 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบ
สัมภาษณ์ และแบบประเมนิ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ สถิติท่ีใช้วิเคราะห์ข้อมลู
ประกอบดว้ ย ร้อยละ คา่ เฉล่ีย คา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหเ์ น้ือหา
ผลการวิจยั พบว่า
รูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษา ข้ันพื้นฐานมีองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ดังน้ี 1) การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านนักเรียนมี
องค์ประกอบย่อยท่ีสาคัญ คือ การวางแผน การทาความเข้าใจ การคดั กรอง การส่งเสริมพัฒนาการ การประเมิน
ปรับปรุง 2) การบริหารการจัด การเรียนร่วมด้านสภาพแวดล้อม มีองค์ประกอบย่อยที่สาคัญ คือ การวางแผน
การมหี อ้ งจัดกจิ กรรม มีสภาพแวดลอ้ มที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ครูมีความรู้เข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนร่วม
การประเมินปรับปรุง 3) การบริหารการจัด การเรียนร่วมด้านกิจกรรมการเรียนการสอนมีองค์ประกอบย่อยที่
สาคญั คือ การวางแผน แผน IEP/IIP การใชส้ ื่อสอนเสริม การมีรางวัลเสริมแรง การสร้างเครือข่าย การประเมิน
ปรับปรุง 4) การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านเคร่ืองมือในการจัดการเรียนการสอนมีองค์ประกอบย่อยที่
สาคัญคือ การวางแผน ระบบคัดแยกส่งต่อ การระดมทรัพยากร สารสนเทศ การประเมินปรับปรุง ผลการ
ประเมินรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมก าร
การศึกษาขน้ั พื้นฐานพบว่า ในภาพรวมมีความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับ
มากท่สี ดุ
คาสาคญั : รปู แบบการบริหาร, การจัดการเรยี นรว่ ม, โรงเรยี นมธั ยมศึกษา
1 นักศึกษาหลกั สตู รครศุ าสตรดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
2 สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภปัฏที อี่บุ 17ลรฉาชบธับานที ่ี
3 อาจารยท์ ีป่ รกึ ษาวทิ ยานพิ นธร์ ่วม 3 (กนั ยายน - ธนั วาคม 2560) 125
Abstract
The research aimed to construct and evaluate the administrative model for the
co-educational organization in the secondary schools under the Office of the Basic Education
Commission. The samples consisted of 10 schools that organized a co-education in the special
education zone 10. Key informants were school directors, deputy school directors, teachers of
Thai and mathematics totaling 300 and 3 schools with the best practices. 5 subjects were
concerned with the co-educational organization, 17 experts who examined and evaluated the
suitability and possibility of the model, and 17 experts who evaluated the suitability and
usefulness of the model handbook. The research instruments were a questionnaire, an interview
and an evaluation form. Statistics used in data analysis was percentage, mean, standard deviation
and content analysis.
The research findings were as follows :
The administrative model for the co-educational organization in the secondary
schools in the study consisted of four main components. 1) Administration of co-education for
the students part consisted of the key sub-components which were planning, selection,
promotion and improvement. 2) Administration of the environment had the key sub-component,
which was a plan to organize the environment favorable to learning; teachers developed a good
attitude towards co-learning. 3) Administration of instructional activities had a sub-component,
which was IEP/IIP, use of instructional media, rewards to reinforce learning, and the creation of a
network. 4) Administration of the instruments consisted of planning a recruiting system for
transferring and mobilizing information resources, evaluating and improving the evaluation results.
The results of evaluating the administrative model for co-education in the study showed that the
model was suitable, possible and useful at the highest level.
Keywords : Administrative Model, Co-educational Organization, Secondary Schools
126 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
บทนา
ปรากฏการณท์ ี่เกิดข้ึนในวงการศึกษาของประเทศไทยขณะน้ี มีนักเรียนจานวนมากแขง่ ขันกันเข้า
เรยี นในโรงเรียนกวดวิชา เพื่อเพมิ่ เตมิ ความรูข้ องตนเองนอกเหนือจากการเรียนปกติในโรงเรียน และผู้ปกครอง
ส่วนใหญ่เช่ือถือโรงเรียนกวดวิชา และการสนับสนุนให้บุตรหลานได้เรียนเสริม ว่าเป็นแนวทางท่ีจะทาให้
นักเรียนประสบความสาเร็จในการแข่งขัน เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยท่ีมีช่ือเสียง และคณะที่ตรงความต้องการ
แต่ยงั มีนกั เรียนอีกกลุ่มหนึ่ง ซ่ึงไม่มีโอกาสน้ี น่ันคือ นักเรยี นในกลุ่ม “เด็กพิการ” หรอื “เด็กทีม่ ีความต้องการ
พิเศษ” เด็กกลุ่มนี้ ขาดโอกาสในการแข่งขัน โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนเป็นการพิเศษ เป็นการเฉพาะ
ไม่ทวั่ ถงึ ทาใหเ้ ดก็ กลุ่มน้ี มีปัญหาทางดา้ นการเรยี น คณุ ภาพผเู้ รียนตา่ แมว้ ่าสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษา
ขั้นพ้ืนฐาน จะมองเห็นความสาคัญของเด็กกลุ่มนี้ โดยได้จัดทาโครงการโรงเรียนจดั การเรยี นรว่ ม เพื่อส่งเสริม
ให้เด็กกลุ่มน้ีได้มีโอกาสในการศึกษา โดยให้เข้าเรียนร่วมกับนักเรียนปกติก็ตาม ปัญหาน้ี ก็ยังคงปรากฏอยู่
ซ่ึงความคิดรวบยอดของการจัดการเรียนร่วมในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ และเพิ่งจะได้รับความ
ส น ใจ ใน ว งก า ร ศึ ก ษ า เป็ น อ ย่ า งม า ก ใน ช่ ว ง ก า ร ป ฏิ รู ป ก า ร ศึ ก ษ า โ ด ย เฉ พ า ะ ห ลั ง จ า ก ก า ร ป ร ะ ก า ศ ใ ช้
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ดังนั้นการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนจึงเช่ือมโยงกับ
ความเคลื่อนไหวใน การปฏิรูปการศึกษาในอดีต เด็กที่มีความต้องการพิเศษในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้รับ
การศึกษาในโรงเรียนพิเศษสาหรับความพิการเฉพาะด้าน เช่น โรงเรียนสอนบุคคลปัญญาอ่อน คนตาบอด
คนหูหนวก และคนท่ีมีความพิการทางร่างกาย แต่จากผลการศึกษาวิจัยที่ยืนยันว่า การจัดการเรียนร่วม
ท่ีมีประสิทธิภาพนาไปสู่การพัฒนาศักยภาพสูงสุดของเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณี
เพ่ือสิทธิคนออทิสตกิ (2548 : ออนไลน์)
เด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทบกพร่องทางการมองเห็น บกพร่องทางการได้ยิน บกพร่อง
ทางสติปัญญา และบกพร่องทางการเรียนรู้เรียนร่วมในโรงเรียน ถึงแม้จะมีหน่วยงานราชการท่ีเข้าไปให้ความรู้เบ้ืองต้น
ในการดูแล และการจดั การเรียนการสอนในโรงเรยี นแล้ว แต่ยังประสบปัญหาในเรื่องของครูที่ทาการสอนนักเรียน
ปกติเรียนร่วมกับเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษยังไม่เข้าใจการจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน คงมีแต่ครู
ทผ่ี ่านการอบรมทางการศึกษาพเิ ศษเท่านน้ั ท่ีมีความเข้าใจในเด็กกลุ่มน้ี ขาดการประสานงานอยา่ งเป็นรูปธรรม
และเน่ืองจากเป็นโรงเรียนขนาดกลางจึงมีโอกาสท่ีจะมีเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
จากแพทย์เข้าไปเรียนร่วม และโรงเรียนยังไม่สามารถที่จะคัดกรองเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจนทาให้เกิดปัญหา
ในการจัดการเรียนการสอนแก่เด็กกลุ่มน้ี สง่ ผลกระทบไปส่เู ดก็ ปกติท่ีตอ้ งเรยี นร่วมชนั้ สาหรับกลุม่ เด็กท่ีมีความ
ต้องการพิเศษที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วน้ัน เมื่อเกิดปัญหาพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการเรียน ครูท่ีไม่มีความรู้
ทางการศึกษาพิเศษท่ีต้องสอนเด็กกลุ่มนี้ด้วยน้ัน ไม่ทราบวิธีการที่จะจัดการกับพฤติกรรมน้ันในห้องเรียนได้
ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในช้ันเรียน นอกจากนี้ครูยังขาดความรู้เรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กท่ีมี
ความต้องการพเิ ศษในด้านทักษะพ้ืนฐานต่างๆ ท่ีจาเป็นต่อการเรียน เชน่ การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเลก็ ที่จาเป็น
ตอ่ การเขียน เป็นต้น นอกจากนี้ผ้ปู กครองส่วนใหญ่ยังให้ความรว่ มมือใน เร่ือง การจัดการเรียนการสอนแกเ่ ด็ก
ท่มี ีความต้องการพิเศษไมม่ ากนกั ทอดภาระการจดั การศึกษาใหก้ ับโรงเรยี น ทาใหไ้ ม่ประสบผลสาเรจ็ เทา่ ที่ควร
ในการจดั การเรียนการสอน จากปัญหาที่กลา่ วมาข้างต้น ผู้วิจัยจงึ มีความสนใจและต้องการที่จะพัฒนารูปแบบ
การบริหารการจัดการเรียนร่วม สาหรับเด็กท่ีมี ความต้องการพิเศษ เพ่ือให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนร่วม
ท่ีมปี ระสทิ ธิภาพอันจะนาไปสกู่ ารพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเด็กท่มี ีความตอ้ งการพิเศษ
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 127
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
ขอบเขตของการวิจยั
การวิจยั ครั้งน้ี ผวู้ จิ ัยไดก้ าหนดขอบเขตท่จี ะศกึ ษา ดงั น้ี
ขอบเขตด้านเนื้อหา
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการพัฒนารูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย 1) แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ 2) แนวคิดการบริหาร
การศึกษา 3) การจัดการศึกษาสาหรับเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ 4) การบริหารจัดการเรียนร่วม และ 4) งานวิจัย
ท่ีเก่ยี วข้อง
ขอบเขตดา้ นกลุ่มตัวอยา่ ง กลุ่มเป้าหมายแต่ละข้ันตอน ประกอบด้วย
ระยะท่ี 1 การศกึ ษาสภาพปจั จบุ นั ปัญหาและความต้องการ
1.1 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการบริหาร
การจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้แก่
ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการโรงเรียนท่ีรับผิดชอบกลุ่มงานวิชาการหรือหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ
พี่เล้ียงเด็กพิการ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ในโรงเรยี นมธั ยมศึกษา สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ในเขตการศกึ ษาพิเศษ เขต 10
1.2 กลุ่มเป้าหมายทใ่ี ชใ้ นกรณีศึกษาดูงานโรงเรียนดีเด่นในการจัดการเรยี นร่วม ไดแ้ ก่ โรงเรียน
มธั ยมศึกษา สงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐานทม่ี ผี ลความดีเด่นในการจัดการเรยี นรว่ ม
1.3 ประเดน็ ที่ศึกษา ได้แก่ สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการบริหารการจัดการ
เรยี นรว่ มในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน
ระยะที่ 2 การสร้างรปู แบบการบริหารการจัดการเรียนร่วม
2.1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบการ
บริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
ประเมินความเหมาะสมของคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบ ได้แก่ ผู้เช่ียวชาญประกอบด้วย นักวิชาการ
ศึกษานิเทศก์ ผบู้ รหิ ารการศกึ ษา ผบู้ ริหารสถานศึกษา และครูผูส้ อน จานวน 17 คน
2.2 ตัวแปรท่ีศึกษา ได้แก่ ความคิดเห็นเก่ียวกับความเหมาะสม และความเป็นไปของร่างรูปแบบ
การบริหาร การจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
และความคิดเห็นเก่ียวกับความเหมาะสมของคู่มือการดาเนินการตามรปู แบบการบริหารการจัดการเรียนร่วม
ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน
ระยะที่ 3 นาเสนอและประเมนิ รูปแบบการบรหิ ารโรงเรียนเพอื่ จัดการเรยี นรว่ ม
3.1 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ท่ีมีความรู้และความเช่ียวชาญด้านการบริหารการจัดการ
เรียนร่วม ประกอบด้วย นักวิชาการ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน
จานวน 21 คน
3.2 ตัวแปรที่ศึกษา ไดแ้ ก่ ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตในการใชร้ ูปแบบการบริหารการจัดการ
เรยี นร่วมในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน และความคดิ เหน็ เก่ียวกับ
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชนข์ องรูปแบบการบริหารการจดั การเรียนร่วมในโรงเรียน
มัธยมศึกษาสงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน
128 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ขอบเขตด้านระยะเวลา
ปกี ารศกึ ษา 2555 ถึง ปีการศึกษา 2558 (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ถึงเดือนมีนาคม 2559)
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
กระบวนการบรหิ าร รูปแบบการบริหารการจดั การเรยี นร่วมใน
1. การวางแผน โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา สงั กดั สานกั งาน
2. การปฏบิ ตั ิตามแผน คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
3. การตรวจสอบประเมนิ ผล
4. การปรับปรุงแกไ้ ข
การบรหิ ารการจดั การเรยี นร่วม
1. ดา้ นนกั เรยี น
2. ดา้ นสภาพแวดลอ้ ม
3. ดา้ นกจิ กรรมการเรียนการสอน
4. ดา้ นเครือ่ งมอื ในการจดั การเรียนร่วม
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการในการบริหารการจัดการเรียนร่วมใน
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน
ในขั้นตอนนีผ้ ู้วจิ ยั ไดด้ าเนนิ การศกึ ษาวิจัยตามข้นั ตอน ดังต่อไปนี้
1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2. สารวจสภาพการปฏิบัติ ปัญหาและความตอ้ งการ
3. ศกึ ษาดงู านโรงเรียนดีเด่นในการจดั การเรียนร่วม
4. ร่างรูปแบบการบรหิ ารการบริหารการจัดการเรียนรว่ มในโรงเรียนมัธยมศกึ ษา
ระยะที่ 2 การสร้างรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน
การดาเนินการร่างรูปแบบ และประเมินรูปแบบข้ันต้น ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การประมวล
ประเด็นสาคัญจากระยะที่ 1 ประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยผู้เชี่ยวชาญ และปรับปรุง
รูปแบบข้ันต้น โดยผู้วิจัยดาเนินการ ดังน้ี
1. ประมวลประเด็นสาคัญท่ีได้จากระยะท่ี 1 ผู้วิจัยวิเคราะห์ ตามกรอบแนวคิด คือ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปฏิบัติ ปัญหา และความต้องการ การบริหารการเรียนร่วม ประมวล
ประเด็นที่สาคัญจากระยะที่ 1 ที่มีค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นสูงกว่ารายการอื่น ๆ เรียงตามลาดับ และ
ความคิดเห็นข้อเสนอแนะมาสรุปผล แล้วนามาร่างเป็นรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมขั้นต้น
2. ประเมินรูปแบบข้ันต้น ผู้วิจัยนาข้อมูลที่ได้จาก ระยะที่ 1 มาจัดทาเป็นแบบสอบถาม
ความคิดเห็น เก่ียวกับดัชนีความสอดคล้องเนื้อหาสาระกับประสิทธิผล ความเหมาะสม ความเป็นไปได้
และประโยชน์ของรูปแบบจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 17 คน
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 129
ระยะท่ี 3 นาเสนอและประเมินผลรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียน
มัธยมศกึ ษา สงั กัด สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน
การนาเสนอและประเมินรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการดาเนินการเป็น 2 ขั้นตอน ดังน้ี
1. นาเสนอรปู แบบ ผู้วิจัยนาเสนอรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนรว่ มในโรงเรียนมัธยมศึกษาท่ี
ผ่านการประเมินโดยผู้เช่ียวชาญแล้ว โดยการจัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ ในลักษณะการประชุมสนทนากลุ่ม (Focus
Group Discussion) จานวน 21 คน
2. ประเมินรูปแบบ โดยประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบ โดยเป็น
แบบสอบถาม ซ่ึงมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยท่ีสุด
จากการจดั ประชุมสนทนากลมุ่ (Focus Group Discussion) จานวน 21 คน
สรปุ ผลการวจิ ยั
จากผลการดาเนินการวิจัยตามขั้นตอน 3 ระยะ ผู้วิจัยสรุปผลของการวิจัยโดยมีรายละเอียดผล
ของการวิจัย แตล่ ะขน้ั ตอนตามลาดับ ดงั ต่อไปน้ี
1. ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา และความต้องการในการบรหิ ารการจัดการเรียนร่วม
ในโรงเรยี นมัธยมศึกษา สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน มีดงั นี้
1.1 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัจจุบัน ในการบริหารการจัดการเรียนร่วมใน
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
โดยสรุปผลการศึกษาดังนี้ การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านนักเรียน พบว่า ผู้ปกครองไม่ยอมรับ
ความบกพร่องของนักเรียนด้วยกลัวเป็นปมด้อย โรงเรียนให้ความสาคัญกับการจัดการเรียนร่วมไม่มากนัก
เนื่องจากนกั เรียนเรียนร่วมมีจานวนนอ้ ย และไมถ่ งึ ขั้นพิเศษจริงๆ นกั เรียนเรยี นร่วมมนี ้อย แต่กระจายไปหลาย
ระดับชั้น จึงไม่สามารถให้ครู 1 คน ไปรับผิดชอบเต็มเวลาได้ อีกทั้งครูไม่มีความชานาญด้านท่ีพิการ
ด้วย นกั เรียนเรยี นร่วม เรียนรชู้ ้า ไม่ทันเพอื่ น และจะเข้ากลุ่มกบั เพอื่ นไมค่ ่อยได้ นกั เรียนเรยี นรว่ ม มสี ภาพทาง
สังคม ครอบครวั ท่ีแตกต่างกนั ปัญหาครอบครวั ส่งผลการบรหิ ารจัดการ ไม่ได้รับความร่วมมือในการแก้ปัญหา
โดยเฉพาะการสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนเรียนร่วมบางคน ไม่ยอมรับในสิ่งท่ีตนเองเป็น เช่น
การอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ครูผู้รับผิดชอบ ขาดความรู้ ความเข้าใจในการดูแลนักเรียน
เรียนร่วมและไมส่ ่งเสริมสนบั สนนุ ในการจดั การเรียนการสอนนักเรียนเรียนรว่ ม โรงเรยี นไม่ได้ดาเนินการเตรียม
ความพร้อมนักเรียนพิการ ตามความต้องการจาเป็นพิเศษทางการศึกษาเฉพาะบุคคล และผู้ปกครอง ชุมชน
ขาดความเข้าใจในสภาพของนักเรียนเรียนร่วม ขาดความเข้าใจในการดูแล การบริหารจัดการเรียนร่วมด้าน
สภาพแวดล้อม พบว่า โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณในการดาเนินการด้านสภาพแวดล้อมเนื่องจากต้องใช้
งบประมาณจานวนมากในการดาเนินการ เช่น ห้องส้วมคนพิการ ถนนทางลาด เป็นต้น โรงเรียนยังไม่มี
ห้องเรียนเฉพาะ สาหรับการจัดการเรียนร่วม โรงเรียนยังไม่มีการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อ เหมาะสม
กบั การจัดการเรยี นรว่ มเท่าที่ควร ไม่มีสิ่งอานวยความสะดวกในการจัดกจิ กรรมการเรียน และขาดแหล่งเรียนรู้
ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ สาหรับนักเรียนเรียนร่วม การบริหารจัดการเรียนร่วมด้านกิจกรรม การเรียน
การสอน พบว่า นักเรียนขาดจิตสานึก ในส่วนที่เป็นนักเรียนเรียนร่วม จะเป็นกลุ่มบกพร่องทางการเรียนรู้
มากกว่าพิการทางด้านร่างกาย ครูผู้สอนไม่ไดจ้ บการศึกษาพิเศษโดยตรง ครูผู้รบั ผิดชอบยังขาดความรู้ ทักษะ
และประสบการณ์ในการจัดการเรียนร่วม ครูมีความรู้ ความเข้าใจเก่ี ยวกับการจัดทาแผน IEP น้อย
ครูผ้รู ับผิดชอบไมส่ ามารถจดั การเรียนได้เต็มที่ เนือ่ งจากมภี าระการสอนนักเรยี นปกติมากกวา่ ครูกลุ่มสาระอ่ืน
ไม่ตระหนักในการแก้ไขปัญหา ปล่อยให้ครูผู้สอนภาษาไทยและครูผู้สอนคณิตศาสตร์แก้ปัญหา ครูไม่ได้
130 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
ดาเนินการตามแผนการสอนท่ีได้จัดทาไว้เป็นรายบุคคล ทาให้นักเรียนไม่พัฒนาก้าวหน้าเท่าที่ควร นักเรียน
เรียนร่วม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะอาย และไม่เข้ามารับการสอนเสริมในช่วงเวลาท่ีจัดให้เฉพาะ โรงเรียนยังไม่มี
หลักสตู รเฉพาะความพิการ กิจกรรมการเรยี นการสอนไม่กระตุน้ ให้นักเรียนเรยี นร่วมอยากรู้ อยากเรียน การจัด
กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนเรียนร่วมมีน้อย ขาดการนิเทศ กากับ ติดตามอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้
การพัฒนาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อีกท้ังขาดงบประมาณในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการเรียนร่วม
การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านเครื่องมือในการจัดการเรียนร่วม พบว่า โรงเรียนขาดงบประมาณ
ในการจัดซ้ืออุปกรณ์การเรียนการสอน โรงเรียนยังไม่มีเครื่องมือ อุปกรณ์เสริมการเรียนรู้สาหรับนักเรียนเรียนร่วม
โรงเรียนไม่มีความพร้อมในการจัดการเรียนร่วม เนื่องจากขาดเครื่องมือในการสนับสนุน โรงเรียนไม่ได้กาหนด
แนวทางการบริหารจัดการเรียนร่วมอย่างชัดเจน โรงเรียนขาดความชัดเจนในการกาหนดเป้าหมาย และ
ระยะเวลาในการจดั การเรียนรว่ มและเคร่อื งมือในการคดั กรอง และแผน IEP มีรายละเอยี ดในกรอกข้อมูลมาก
1.2 ผลการศกึ ษาความตอ้ งการ โดยสภาพความตอ้ งการในการบริหารการจดั การเรียนรว่ ม
ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุด คือ การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านกิจกรรม
การเรียนการสอน รองลงมา คือ การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านสภาพแวดล้อม และด้านเคร่ืองมือ
ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉลยี่ นอ้ ยท่สี ุด คือ การบรหิ าร การจดั การเรยี นรว่ มด้านนกั เรยี น
1.3 ผลการสังเคราะห์รูปแบบการบริหารการจัดการเรยี นร่วมในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน สรปุ ไดด้ ังน้ี รปู แบบการบริหารการจัดการเรยี นร่วมในโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก
4 องค์ประกอบ และองค์ประกอบย่อย 80 องค์ประกอบ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 การบริหารการจัดการ
เรยี นรว่ มด้านนักเรยี น องค์ประกอบที่ 2 การบริหารการจัดการเรยี นรว่ มด้านสภาพแวดลอ้ ม องค์ประกอบท่ี 3
การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านกิจกรรมการเรียนการสอน องค์ประกอบที่ 4 การบริหารการจัดการเรียน
รว่ มดา้ นเครือ่ งมือในการจัดการเรียนร่วม
2. ผลการสร้างรูปแบบการบริหารการจดั การเรยี นรว่ มในโรงเรียนมัธยมศกึ ษา สงั กดั สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน มีผลการศกึ ษา ดังตอ่ ไปนี้
2.1 ผลการสร้างรูปแบบตามองค์ประกอบของรูปแบบท่ีกาหนดไว้ คือ วัตถุประสงค์
หลกั การ วิธีดาเนินการ แนวทางการประเมินการใช้รูปแบบ และเงื่อนไขความสาเร็จ
3. ผลการประเมินรูปแบบและนาเสนอรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และ
ความเปน็ ประโยชน์ อยู่ในระดับมากทส่ี ุดทกุ ประเด็น
อภิปรายผลการวจิ ัย
จากผลการวิจยั มปี ระเด็นทจี่ ะนามาอภิปราย ดังนี้
1. จากผลการวิเคราะห์สภาพปจั จุบันปัญหาและความต้องการในการบริหารการจัดการเรียน
รว่ มในโรงเรียนมัธยมศกึ ษา สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน พบว่า สภาพปัจจุบนั ในการ
บริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ใน
ภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านท่ีมคี ่าเฉล่ียมากทสี่ ุด คือ การบริหารการ
จัดการเรียนร่วมด้านสภาพแวดล้อม รองลงมา คือ การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านนักเรียน และการ
บริหารการจัดการเรียนร่วมด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ส่วนด้านท่ีมีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสุด คือ การบริหาร
จัดการเรียนร่วมด้านเครื่องมือ ท้ังนี้ สะท้อนให้เห็นถึงผลการดาเนินการในการบริหารจัดการเรียนร่วม
ปที ี่ 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 131
ยังไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซ่ึงสภาพปัจจุบันดังกล่าวสอดคล้องกับ
งานวิจัยของบุษบา ตาไว (2550 : 92) ที่ได้ทาการศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางในการบริหารจัดการ
เรียนร่วม โดยใช้โครงสร้างซีทของโรงเรียนแกนนาจัดการเรียนร่วม จังหวัดสุโขทัย พบว่า การดาเนินงาน
ด้านนกั เรยี น ดา้ นสภาพแวดลอ้ ม ด้านกิจกรรมการเรยี นการสอน และด้านเคร่อื งมอื ในภาพรวมมีการปฏิบัตอิ ยู่
ในระดับปานกลางทุกด้าน และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของรจเลข พะยอมแย้ม (2553 : 115)
ที่ได้ทาการศึกษาการบริหารโรงเรียนแกนนาจัดการเรียนร่วมสาหรับเด็กพิการในโรงเรียนปกติ พบว่า
การบริหารโรงเรียนแกนนาจัดการเรียนร่วมสาหรับเด็กพิการในโรงเรียนปกติ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษานนทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า แต่ละด้านอยู่ในระดับ
ปานกลาง โดยสามารถลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังน้ี ด้านสภาพแวดล้อม ด้านกิจกรรมการเรียน
การสอน ดา้ นเครอ่ื งมอื และดา้ นนักเรียน
สภาพปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน พบว่า มีปัญหาในการบริหารจัดการเรียนร่วมในทุกๆ ด้าน ดังนี้
การบริหารจัดการเรียนรว่ มดา้ นนักเรียน พบว่า ผูป้ กครองไม่ยอมรับความบกพร่องของนักเรยี นด้วยกลวั เป็นปม
ด้อย โรงเรียนให้ความสาคัญกับการจัดการเรียนร่วมไม่มากนัก นักเรียนเรียนร่วมมีน้อย จึงไม่สามารถให้ครู
1 คน ไปรบั ผิดชอบเต็มเวลาได้ อีกท้งั ครูไม่มีความชานาญด้านที่พิการด้วย นักเรียนเรยี นรว่ ม เรียนรู้ช้า ไม่ทัน
เพ่ือน และจะเข้ากลุ่มกับเพ่ือนไม่ค่อยได้ ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ครูผู้รับผิดชอบ ขาดความรู้ ความเข้าใจ
ในการดูแลนักเรียนเรียนร่วมและไม่ส่งเสริมสนับสนุนในการจัดการเรียนการสอนนักเรียนเรยี นร่วม โรงเรียน
ไม่ได้ดาเนินการเตรียมความพร้อมนักเรียนพิการ การบริหารจัดการเรียนร่วมด้านสภาพแวดล้อม พบว่า
โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณในการดาเนินการด้านสภาพแวดล้อมเนื่องจากต้องใช้งบประมาณจานวนมาก
ในการดาเนินการ เช่น ห้องส้วมคนพิการ ถนนทางลาด เป็นต้น โรงเรียนยังไม่มีห้องเรียนเฉพาะ สาหรับ
การจัดการเรียนร่วม โรงเรียนยังไม่มกี ารจัดสภาพแวดล้อมให้เอ้ือ เหมาะสมกับการจัดการเรียนร่วมเท่าที่ควร
ไมม่ สี ่ิงอานวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรยี น และขาดแหล่งเรยี นรู้ท่ีเอ้ือตอ่ การจดั การเรียนรู้ สาหรับ
นกั เรียนเรียนร่วม การบริหารจัดการเรียนร่วมด้านกิจกรรมการเรียนการสอน พบวา่ นักเรยี นขาดจิตสานึกใน
นักเรียนส่วนที่เป็นนักเรียนเรียนร่วม ครูผู้สอนไม่ได้จบการศึกษาพิเศษโดยตรง ครูผู้รับผิดชอบยังขาดความรู้
ทักษะและประสบการณ์ใน การจัดการเรียนร่วม นักเรียนเรียนร่วม เม่ือเข้าสู่วัยรุ่นจะอาย และไม่เข้ามารับ
การสอนเสริมในช่วงเวลาท่ีจัดให้เฉพาะ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนเรียนร่วมมีน้อย
ขาดการนิเทศ กากับ ติดตามอยา่ งต่อเนอื่ ง อีกทัง้ ขาดงบประมาณในการส่งเสรมิ สนับสนุนการจัดการเรียนร่วม
การบริหารจดั การเรยี นร่วมด้านเครื่องมือในการจัดการเรียนร่วม พบวา่ โรงเรียนขาดงบประมาณในการจัดซื้อ
อุปกรณ์การเรียนการสอน โรงเรยี นยงั ไมม่ ีเคร่อื งมือ อปุ กรณ์เสรมิ การเรียนรู้สาหรับนกั เรียนเรยี นรว่ ม โรงเรียน
ไม่มคี วามพรอ้ มในการจัดการเรียนร่วม โรงเรียนไม่ได้กาหนดแนวทางการบริหารจัดการเรียนรว่ มอย่างชัดเจน
โรงเรยี นขาดความชัดเจนในการกาหนดเป้าหมาย และระยะเวลาในการจัดการเรยี นร่วม ทั้งนี้เน่ืองจากสภาพ
ปัญหาดังกล่าวล้วนส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรียนร่วม ทาให้เป็นอุปสรรคต่อการดาเนินงานใน
โรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับรจเลข พะยอมแย้ม (2550 : 115-117) ท่ีระบุถงึ สภาพปัญหาในการบรหิ ารโรงเรียน
แกนนาเรียนร่วม ไว้ว่า ด้านนักเรียน มีกิจกรรมที่ยังปฏิบัติได้น้อย ได้แก่ โรงเรียนมีการเตรียมความพร้อมให้
นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษมีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ครูประจาช้ัน ครูการศึกษาพิเศษก่อนเปิด
เทอม มีการจัดกิจกรมการเรยี นการสอนท่ีช่วยให้เด็กทากิจกรรมร่วมกัน เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้และช่วยเหลือ
ซง่ึ กันและกนั และโรงเรียนจัดกิจกรรมจาลองสถานการณ์ให้กับนักเรยี นท่วั ไป เพอื่ เข้าใจสภาพของนักเรียนท่ีมี
ความตอ้ งการพิเศษ ด้านสภาพแวดล้อม กิจกรรมท่ียังปฏิบัติได้น้อย ได้แก่ โรงเรียนมีการปรับสภาพแวดล้อม
ภายนอกอาคารและภายในอาคารตามเกณฑ์มาตรฐานที่กาหนด และผู้บริหารมีบทบาทสาคัญในการเป็นผู้นา
132 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
และสร้างบรรยากาศในการเรียนร่วม ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน มีกิจกรรมที่ยังปฏิบัติได้น้อย ได้แก่
ครูมีการประเมินและรายงานความก้าวหน้าของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทบทวนและปรับ
แผนการศกึ ษาเฉพาะบคุ คลอย่างน้อยปีละ 2 ครง้ั มีการจัดตารางเวลาให้บริการสอนเสริมโดยตรงกับนักเรียน
และจัดกิจกรรมการสอนนอกห้องเรียนและในชุมชน ด้านเครื่องมือ มีกิจกรรมท่ียังปฏิบัติได้น้อย ได้แก่
โรงเรียนมีการประสานความร่วมมือกับชุมชน องค์กรเอกชน และหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอรับการสนับสนุน
ช่วยเหลือ จัดบริการต่างๆ ที่ช่วยเหลือสนับสนุนการเรียนรู้ และมีการกาหนดนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ
ยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติงาน และยังสอดคล้องกับของณัชพร ศุภสมุทร์ และคณะ (2557 : 226) ที่ได้ศึกษา
สภาพการดาเนินงานตามโครงสร้างซีทในโรงเรียน สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พบปัญหา
ดังน้ี 1) การขาดความร่วมมอื ของครทู ่ีสอนในระดับช้ันตา่ งๆ 2) ครูการศึกษาพิเศษ ส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเกีย่ วกับ
ระบบการบริหารจัดการเรียนร่วมในโรงเรียน 3) ครูยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการสอนเด็กที่มี
ความต้องการพิเศษ 4) ครูยงั ไมม่ ีความพร้อมในการดแู ลเด็กที่มคี วามต้องการพิเศษ 5) มีปัญหาการดาเนินงาน
ภายในโรงเรยี นไม่ต่อเนือ่ ง 6) ต้องการการสนับสนุนความร้เู พิม่ เติมเกี่ยวกับเดก็ ที่มีความต้องการพิเศษประเภท
ต่างๆ 7) ต้องการความรู้ ความเข้าใจการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ท่ีมีประสิทธิภาพ
8) ปัญหาขาดสื่อการสอนและคู่มือท่ีใช้สอนเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ และ 9) ต้องการครูการศึกษาพิเศษ
มาช่วยสอน และต้องการความเข้าใจจากผู้ปกครองในเรื่องการเรยี นของเด็กทีม่ คี วามต้องการพิเศษ
สภาพความต้องการในการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมอ่ื พจิ ารณาเป็นรายด้าน พบวา่ ดา้ นที่มี
ค่าเฉลี่ยมากท่ีสดุ คอื การบรหิ ารการจดั การเรียนรว่ มด้านกจิ กรรมการเรียนการสอน รองลงมา คือ การบรหิ าร
การจัดการเรียนร่วมด้านสภาพแวดล้อม และด้านเครื่องมือ ส่วนด้านที่มีค่าเฉล่ียน้อยที่สุด คือ การบริหาร
การจัดการเรียนร่วมด้านนักเรียน ท้ังน้ีเน่ืองจากสภาพการดาเนินงานการจัดการเรียนร่วมมีปัญห าในการ
ดาเนินงานในทุกๆ ด้าน จึงส่งผลให้ความต้องการในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับงานวิจัยของ
บุษบา ตาไว (2550 : 92-93) ที่ระบุถึงความต้องการในการบริหารงานจัดการเรียนร่วมในทุกๆ ด้าน ดังนี้
ด้านนักเรียน ควรเตรียมความพร้อมเด็กพิเศษจัดให้เมื่ออายุยังน้อยและจัดทันทีเม่ือพบเด็กพิเศษ การเตรยี ม
ความพร้อมนักเรียนทั่วไปให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ยอมรับเด็กพิเศษ ผบู้ ริหาร ครู ผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง
ร่วมกันทางานเปน็ ทมี เปน็ ตน้ ดา้ นสภาพแวดล้อม โรงเรียนควรจัดหอ้ งเสริมวชิ าการใหเ้ ด็กพเิ ศษได้เข้าเรยี นได้
อย่างเหมาะสม ควรมกี ารจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นใหก้ ับผู้บรหิ าร ครผู ู้สอน เพ่ือให้มีความรู้ ประสบการณ์ใน
การช่วยเหลือเด็กพิเศษเป็นรายบุคคลอย่างชัดเจน เป็นต้น ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน โรงเรียนควรมี
การจัดและปรับหลักสูตรให้เหมาะกับสภาพของเด็กพิเศษให้สามารถนาไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ควรจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนท่ีหลากหลาย ควรช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคลทั้งที่บ้านและทางโรงเรียนตาม
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เพ่ือพัฒนาศักยภาพเด็กอย่างเต็มท่ี ควรมีการนิเทศ ติดตามผลงานอย่าง
จริงจังและนาผลการประเมินไปปรบั ปรงุ พัฒนางานอยา่ งต่อเนื่อง และด้านเครอ่ื งมือ ควรมีการจัดงบประมาณ
บคุ ลากรและสอื่ ให้เป็นการเฉพาะเพือ่ การจัดการเรียนรว่ มให้กับเด็กพิเศษให้มากเป็นพิเศษ ควรจดั ตั้งคณะวจิ ัย
เพื่อพัฒนารูปแบบและวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพสาหรับเด็กพิเศษประเภทต่างๆ และ
ยังสอดคล้องกบั งานวจิ ัยของรจเลข พะยอมแย้ม (2550 : 115-117) ท่ีระบุถึงแนวทางในการพัฒนาการจดั การ
เรียนร่วมในด้านต่างๆ ดังน้ี ด้านนักเรียน ควรมกี ารจดั กิจกรรมเข้าค่ายระหว่างเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับ
เด็กปกติ โรงเรียนร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน เตรียมความพร้อมเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษทุกด้าน มีการ
เตรียมความพรอ้ มนกั เรยี นปกตเิ พอื่ ให้มีความรคู้ วามเข้าใจยอมรับเด็กที่มคี วามต้องการพิเศษ และจดั กจิ กรรม
สร้างเจตคติให้กับโรงเรียน ครอบครัว ผู้นาชมุ ชน ด้านสภาพแวดลอ้ ม ควรมีการจัดสรรงบประมาณเพ่ือเตรียม
ความสถานท่ีใหม้ ีความเหมาะสมกับสภาพของเด็กท่มี ีความต้องการพเิ ศษประเภทตา่ งๆ และจัดอบรมหลักสตู ร
ปที ี่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 133
ระยะสั้นให้กับผู้บริหาร ครูผู้สอนต้องมีความรู้ความเชีย่ วชาญ เพ่ือช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง ด้านกิจกรรมการ
เรียนการสอน ควรมีการนิเทศ ติดตามผลอย่างเป็นระบบ และนาผลการประเมินไปปรับปรุงพัฒนาอย่าง
ต่อเน่ือง ควรจัดครูสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้มีภาระงานอ่ืนน้อยลง และปรับหลักสูตรให้เหมาะกับ
สภาพของเด็ก จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย รวมท้ังส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก
และด้านเครอื่ งมือ ควรติดต่อประสานงานและขอรับการสนบั สนุนจากองค์กรท่ีเกยี่ วข้องเกี่ยวกับนักวิชาชีพใน
การบาบัดฟน้ื ฟูสมรรถภาพ จัดสรรงบประมาณ บุคลากร นกั วิชาชีพ และสอื่ ให้เป็นการเฉพาะเพ่อื จดั การเรียน
รว่ ม และการกาหนดทศิ ทาง นโยบาย จุดมงุ่ หมายในการปฏิบตั งิ าน และระบบในการให้บรกิ ารสง่ิ อานวยความ
สะดวก บรกิ าร และความช่วยเหลอื อื่นใดทางการศึกษาทช่ี ดั เจนและเป็นรูปธรรม และยังสอดคล้องกบั งานวจิ ัย
ของ Mize (1984 : Abstract) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับทักษะที่จาเป็นสาหรับผู้บริหารโครงการสาหรับเด็กพิการ
พบว่า ทักษะของผู้บริหารโรงเรียนท่ีมีการระบุถึงมากท่ีสุดคือ ทักษะการประชุมเก่ียวกับโปรแกรมการศึกษา
เฉพาะบคุ คล
2. จากผลการสร้างรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน พบว่า ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ และ
องค์ประกอบย่อย 69 องค์ประกอบ ดังน้ี องค์ประกอบที่ 1 การบริหารจัดการเรียนร่วมด้านนักเรียน
องคป์ ระกอบท่ี 2 การบรหิ ารการจัดการเรียนรว่ มด้านสภาพแวดลอ้ ม องค์ประกอบที่ 3 การบริหารการจัดการ
เรียนร่วมด้านกิจกรรมการเรียนการสอนองค์ประกอบที่ 4 การบริหารการจัดการเรียนร่วมด้านเคร่ืองมือ
ในการจัดการเรียนร่วม ทั้งน้ีเนอ่ื งจากเครื่องมือในการจัดการเรียนร่วมนั้นส่งผลตอ่ การจดั การเรยี นร่วมโดยตรง
เพราะการที่จะทาให้นักเรียนท่ีมีความต้องการพิเศษบางประเภทเกิดความสะดวกในการเรียนรู้ หรือเกิดการ
รบั รู้ถงึ มวลความรู้หรือมวลประสบการณ์ที่ครูไดถ้ ่ายทอดไปนน้ั บางครง้ั ต้องอาศัยเครื่องมือเป็นตัวชว่ ย ดังนั้น
การที่โรงเรียนมีเคร่ืองมือในการจัดการเรียนร่วมที่เพียงพอและหลากหลาย ย่อมเป็นผลดีต่อการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน สอดคล้องกับงานวิจัยของบุษบา ตาไว (2550 : 98) ท่ีได้เสนอแนวทางในการบริหารจัดการ
เรียนร่วม ไว้ว่า ด้านเคร่ืองมือ การกาหนดนโยบายทิศทางในการปฏิบัติงานและระบบการให้บ ริการเรื่องส่ิง
อานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาท่ีชัดเจนเป็นรูปธรรม การจัดสรร
งบประมาณ บคุ ลากร และส่ือให้เป็นการเฉพาะเพื่อการจดั การเรยี นรว่ มใหก้ ับเด็กพิเศษ และจัดงบประมาณให้
มากเป็นพเิ ศษ จัดต้งั คณะวจิ ัยเพอื่ พัฒนารูปแบบและวธิ ีจดั การเรยี นการสอนทมี่ ีประสิทธิภาพสาหรับเด็กพิเศษ
ประเภทตา่ งๆ และยงั สอดคล้องกับงานวิจยั ของรจเลข พยอมแย้ม (2553 : 122-123) ทีไ่ ดเ้ สนอแนวทางในการ
บริหารโรงเรียนแกนนาจัดการเรียนร่วมสาหรับเด็กพิการในโรงเรียนปกติ ไว้ว่า ด้านเคร่ืองมือ ประกอบด้วย
ขอรับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกย่ี วขอ้ งกบั นักวชิ าชีพในการบาบัดฟืน้ ฟูสมรรถภาพ โรงเรียนมีการประสาน
ความร่วมมือกับชุมชน องค์กรเอกชน และหน่วยงานต่างๆ เพ่ือขอรับการสนับสนุนช่วยเหลือ จัดสรร
งบประมาณ บคุ ลากร นักวชิ าชีพ และส่ือใหเ้ ป็นการเฉพาะเพ่ือการจดั การเรียนรว่ มสาหรับเดก็ ที่มีความต้องการ
พิเศษหลากหลายประเภท การกาหนดทิศทาง นโยบาย จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติงาน และระบบการให้บริการส่ิง
อานวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม และ
ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ Bright (1986 : 124) ที่ได้ศึกษาเก่ียวกับคุณลักษณะของโครงการเรียนร่วม
ที่ประสบความสาเรจ็ มลี ักษณะสาคญั 6 ประการ ซึ่งคุณลักษณะทส่ี าคัญก็คือ การฝึกเตรยี มเพ่ือการเรียนร่วม
การสร้างเจตคติท่ีดตี อ่ การจดั การเรยี นร่วมนั้น จะเห็นไดว้ ่า นักเรียน ผูป้ กครอง มคี วามเข้าใจและมรเจตคตทิ ่ีดี
ต่อโรงเรียนในโครงการจัดการเรียนร่วม และยังสอดคล้องกับงานวจิ ัยของ Bender William (1966 : 178) ได้
ศึกษาทัศนคติของผู้ปกครองเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ ที่มีต่อการเรียนร่วมในช้ันเรียนในรัฐวิสคอนซิล
สหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่พอใจในโครงการเรียนร่วมที่จัดให้ ซ่ึงเป็นโครงการเรียนร่วมระหว่าง
เด็กพิการกับเด็กปกติ
134 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
3. จากผลการสร้างรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า รูปแบบมี 5 องค์ประกอบ 1) วัตถุประสงค์ 2) หลักการ
3) วิธีดาเนินการ 4) แนวทางการประเมนิ การใชร้ ูปแบบ และ 5) เงอื่ นไขความสาเรจ็ สรุปได้ว่า รูปแบบการการ
บรหิ ารการจดั การเรยี นร่วมในโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ท่ีสรา้ ง
ข้ึนมาน้ัน มีกระบวนการเรมิ่ ต้นจากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง หลังจากนั้นก็สรุปหลอมรวมเป็นร่าง
รูปแบบเพื่อนาไปเสนอผเู้ ชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะ และให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมและความเป็นไป
ได้ของร่างรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ทิศนา แขมมณี และคนอื่นๆ (2547 : 16) ได้กล่าวถึง
องค์ประกอบของรูปแบบไว้ว่ามีองค์ประกอบที่สาคัญ คือ 1) วัตถุประสงค์ แนวคิด 2) บริบทและเงื่อนไข
3) ยุทธศาสตร์ กระบวนการดาเนินงาน และ 4) ผลท่ีได้รับจากการนารูปแบบไปใช้ นอกจากน้ี ธีระ รุญเจริญ
(2550 : 90) ได้เสนอองค์ประกอบของรปู แบบไว้ 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วตั ถุประสงค์ 3) ระบบ
และกลไก 4) วิธีดาเนินงาน 5) แนวทางการประเมิน และ 6) เง่ือนไขของรูปแบบ และสอดคล้องกับสมาน อัศวภูมิ
(2550 : 10) ได้สรุปองค์ประกอบของรูปแบบที่สาคัญไว้ 7 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์ 2) ทฤษฎีพ้ืนฐาน
และหลักการ 3) ระบบงานและกลไก 4) วิธีดาเนินงาน 5) แนวการประเมิน 6) คาอธิบายประกอบ และ
7) ระบุเงอื่ นไขการนารูปแบบไปใช้
4. จากผลการประเมินและนาเสนอรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียน
มธั ยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยผทู้ รงคุณวุฒิ พบว่า ผลจากการประเมิน
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ผลของรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมใน
โรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พบว่า มคี วามเหมาะสม ความเป็นไป
ได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกประเด็น เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความ
เหมาะสมความเปน็ ไปได้ และความเปน็ ประโยชน์อยู่ในระดับมากทส่ี ดุ ทุกดา้ น เนอ่ื งจากรปู แบบการบริหารการ
จดั การเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ที่สร้างข้ึนมานั้น
มีกระบวนการดาเนินการท่ีเป็นขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับกา รจัด
การเรียนร่วม การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนร่วม การศึกษาดูงาน
โรงเรียนท่ีมีความดีเด่นด้านการจัดการเรียนร่วม ในระดับมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขน้ั พ้ืนฐาน การสร้างรูปแบบโดยการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้โดยผู้เชย่ี วชาญ และการประเมิน
รปู แบบ โดยผทู้ รงคณุ วฒุ ิ สง่ ผลให้รูปแบบมคี วามเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเปน็ ประโยชน์อยใู่ นระดับ
มากท่ีสุด สอดคล้องกับงานวิจัยของพงษ์ศักดิ์ ภูกาบขาว (2553 : 391) ที่ได้ศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบายเพ่ือ
ความมีประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนร่วมจังหวัดขอนแก่น มีวิธีดาเนินการวิจัย 3 วิธี คือ 1) การศึกษา
เชิงสารวจ เพ่ือศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางการแก้ปัญหา 2) การสนทนา กลุ่มเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์
จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและส่ิงคุกคาม และ 3) การศึกษาพหุกรณีสถานศึกษาต้นแบบ ผลการวิจัย พบว่า
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อความมีประสิทธิผลของโรงเรียนเรียนร่วมนี้ เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายท่ีดี มีความ
เหมาะสม สอดคล้อง มีประโยชน์ และมีความเป็นไปได้และเป็นท่ียอมรับกับบริบทของจังหวัดขอนแก่น
มีคุณค่า ต่อการบริหารจัดการเรียนร่วมในระดับสถานศึกษาของแต่ละสังกัด ระดับเขตพ้ืนที่การศึกษาและ
ระดับจงั หวัด
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 135
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนาผลวิจยั ไปใช้
1. โรงเรียนควรจัดให้มีห้องเฉพาะเพื่อเป็นศูนย์การจัดการเรียนร่วม และจัดหาวัสดุ อุปกรณ์
ท่ีสร้างบรรยากาศน่าสนใจ เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี เป็นต้น และควรมีคาส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการ
ดาเนินงานจัดการเรียนร่วม ควรจูงใจนักเรียนเรียนร่วม ท่ีเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยการให้รางวัล อาทิเช่น
อปุ กรณ์การเรียน ขนม อย่างสม่าเสมอ หน่วยงานต้นสังกดั ควรให้การสนับสนุนและส่งเสรมิ การนารปู แบบการ
บรหิ าร การจัดการเรียนร่วมในโรงเรยี นมธั ยมศึกษา สังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน ไปใช้
เพอื่ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการเรียนรว่ ม
2. สถานศึกษาควรนารูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน ไปประยกุ ต์ใช้เพ่อื เปน็ แนวทางในการบริหารจัดการเรียนร่วม
ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั คร้งั ต่อไป
1. ควรมีการศึกษาเพ่ือเป็นแนวทางในการบริหารการจัดการเรียนร่วม ในสถานศึกษาระดับอื่นๆ
เชน่ ในสถานศึกษาในสงั กดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษา หรือในสถานศึกษาสงั กดั อาชีวศกึ ษา
2. ควรมกี ารศึกษาเกยี่ วกับรูปแบบการบริหารการจัดการเรียนร่วม โดยใช้ทฤษฎีหรือหลกั การอยา่ งอื่น
กิตติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ สาเร็จได้ด้วยดีด้วยความอนุเคราะห์จากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ท้ังสอง
ทา่ นคือ อาจารย์ ดร.พงษธ์ ร สิงห์พันธ์ และ อาจารย์ ดร.วิสุทธิ์ ราตรี ที่ได้กรุณาให้คาแนะนา ผู้วิจยั รู้สกึ ซาบซ้ึง
ในความกรณุ าของท่านเป็นอยา่ งยง่ิ จงึ ขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสงู มา ณ โอกาสน้ี
เอกสารอา้ งอิง
กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณเี พอ่ื สทิ ธคิ นออทิสติก. การเคลอื่ นไหวผลกั ดนั รฐั /สงั คมทัง้ ในส่วนกลางและในพนื้ ที่.
(ออนไลน์). แหล่งทีม่ า http://www.autisticthailand.com/
aucontent/mainmenu2007.htm. วนั ทีส่ บื คน้ 21 กมุ ภาพันธ์ 2550, 2548.
ณชั พร ศภุ สมทุ ร์ และคณะ. การพฒั นาระบบการจดั การเรยี นการสอน โดยใช้โครงสร้างซีท สาหรบั เด็กที่มี
ความต้องการพเิ ศษในโรงเรยี นสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน.
สถาบันราชานกุ ูล กรมสุขภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ , 2557.
ธีระ รุญเจริญ. รูปแบบและการพัฒนารปู แบบ. เอกสารประกอบการบรรยายรายวชิ าสัมมนาการบรหิ าร
การศึกษา. 19 พฤษภาคม 2550 ; อบุ ลราชธานี. อุบลราชธานี : มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
2550.
บุษบา ตาไว. การศกึ ษาสภาพ ปญั หา และแนวทางในการบรหิ ารจดั การการเรยี นรว่ มโดยใช้โครงสร้างซที
ของโรงเรยี นแกนนาจดั การเรียนร่วมจงั หวัดสโุ ขทัย. วทิ ยานพิ นธ์ครศุ าสตรมหาบณั ฑิต
สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏพิบลู สงคราม, 2550.
พงษ์ศกั ด์ิ ภูกาบขาว. ขอ้ เสนอเชงิ นโยบายเพ่ือความมีประสิทธผิ ลของโรงเรียนเรียนรว่ มจังหวดั ขอนแก่น.
วิทยานพิ นธ์ ปรัชญาดุษฎบี ณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ , 2553.
รจเลข พยอมแยม้ . การบรหิ ารโรงเรยี นแกนนาจดั การเรยี นรว่ มสาหรับเดก็ พกิ ารในโรงเรียนปกติ.
วิทยานิพนธ์ ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 2553.
Brigt, Ester. A study of Certain Characteristics of successful miantrerming. Ph.D.
Dissertation, University of Michigan, 1986.
136 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
Mize, Jean Clark. A study of skill needed by South Carolina Principles to Administer
programs for child handicapped students. Carolina, University of Soth Carolina,
1984.
William N. Bender. Teaching students with Mild disabilities. Needham Heights. (M.A. : Allyn &
Bacon), 1996.
ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 137
138 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
รปู แบบการบริหารงานวิชาการท่มี ีประสทิ ธิผล ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามญั ศกึ ษา
ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
A Model of the Academic Affairs Management with Effectiveness for
Private School in the Northeast of Thailand
สมยั ชารมาลย1์
สายนั ต์ บญุ ใบ2
ธวัชชัย ไพใหล3
ภณั ฑร์ ักษ์ พลตอ้ื 4
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารงานวิชาการที่มี
ประสิทธผิ ลของโรงเรียนเอกชนประเภทสามญั ศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) พฒั นารูปแบบการบรหิ ารงาน
วิชาการท่ีมีประสิทธิผล ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3) ตรวจสอบ
ประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผล ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา
ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือท่ีมีความเหมาะสมโดยการยืนยันของผู้ทรงคุณวุฒิการวิจัยครัง้ นี้ เป็นการวิจัยและพฒั นา
(R&D) ดาเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมี
ประสิทธิผล ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการท่มี ีประสิทธิผล ระยะท่ี 3 การตรวจสอบและยนื ยัน
รูปแบบและนาเสนอรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการประเมินพฤติกรรมการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผล
ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาจานวน 388 คน จาแนกเป็นผู้บริหารโรงเรียน จานวน 194 คน และ
ครูที่ปฏิบัติงานหน้าที่บริหารงานวิชาการ จานวน 194 คนและผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผล ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาประกอบด้วย
แบบสมั ภาษณ์ แบบสอบถาม
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. องค์ประกอบการบริหารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผล ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา
ประกอบด้วย 12 องค์ประกอบคือ ดังนี้องค์ประกอบท่ี 1 การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา องค์ประกอบที่ 2
การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ องค์ประกอบท่ี 3 การวัดผลประเมินผลและการเทียบโอนผลการเรียน
องค์ประกอบท่ี 4 การวิจยั เพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา องค์ประกอบที่ 5 การพฒั นาสื่อนวตั กรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษา องค์ประกอบที่ 6 การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 7 การนิเทศการศึกษา องค์ประกอบที่ 8
การแนะแนวการศกึ ษา องค์ประกอบที่ 9 การพัฒนาระบบประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา องค์ประกอบท่ี 10
การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน องค์ประกอบท่ี11 การประสานความร่วมมือพัฒนางานวิชาการกับ
สถานศึกษาและองค์กรอื่น องค์ประกอบท่ี 12 การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว
องค์กร หนว่ ยงาน และสถาบนั อื่นทจี่ ัดการศึกษา
คาสาคญั : การบรหิ ารงานวิชาการ
นักศกึ ษาดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชาภาวะผ้นู าทางการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร
2อาจารยป์ ระจาหลักสตู รครุศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าภาวะผ้นู าทางการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร
3อาจารยป์ ระจาหลกั สูตรครศุ าสตรดษุ ฎีบัณฑิต สาขาวชิ าภาวะผูน้ าทางการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร
139
4รองผอู้ านวยการสานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินปธ์ุีทเขี่ ต173ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560)
2. รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผล ของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา
ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) เอกสารประกอบการพัฒนา 4) กระบวนการของ
รปู แบบ และ 5) การตดิ ตามผลและการประเมินผล
3. ผลการตรวจสอบและยืนยนั รูปแบบการบรหิ ารงานวิชาการท่ีมีประสิทธิผลของโรงเรียน
เอกชนประเภทสามญั ศึกษาพบว่าผทู้ รงคณุ วฒุ ิมีความเหน็ ว่าเหมาะสมท่ีจะนาไปพัฒนาโดยมวี ธิ ีการอบรม
เชงิ ปฏิบตั กิ ารและการพฒั นาการเรยี นรดู้ ้วยตนเองโดยใชค้ มู่ อื การพัฒนา
Abstract
The purposes of this research were to: 1) examine components of academic
administration effectiveness of Private General Education Schools in the Northeast, 2) develop
a model of academic administration effectiveness of Private General Education Schools in the
Northeast, and 3) validate the effectiveness of a model of academic administration effectiveness of
Private General Education Schools in the Northeast. The model appropriateness was verified by
scholars. This research employed Research and Development (R&D) which was divided into three
phases: Phase I was related to analyzing components of academic administration effectiveness of
Private General Education Schools; Phase II was related to developing a model of academic
administration effectiveness of Private General Education Schools; and Phase III was a validation,
confirmation and presentation of the developed model. The samples comprised 388 persons with
194 school administrators, 194 teachers working for academic affairs and ten scholars. The research
instruments were interview forms and a questionnaire form.
The research findings were as follows :
1. The components of academic administration effectiveness of Private General
Education Schools involved 12 components: Component 1-School curriculum development ,
Component 2-Learning process development, Component 3-Measurement and evaluation and
transfer of credits, Component 4-Research for developing quality education, Component 5-
Development of media, innovation and educational technology, Component 6- Learning resources
development, Component 7-Educational supervision, Component 8-Educational guidance,
Component 9-Development of school internal quality assurance system, Component 10-promotion
of academic knowledge for community, Component 11-Coordination of academic cooperation
development between academic institutions and other organizations, Component 12- Academic
promotion and support work for individual, family, organizations, and other institutions providing
education programs.
2. A model for academic administration effectiveness of Private General Education
Schools comprised: 1) principles, 2) objectives, 3) development materials, 4) model procedures,
and 5) follow-up evaluation.
140 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี