วิธีดาเนินการวจิ ยั
ผวู้ จิ ัยไดด้ าเนนิ การวจิ ัยโดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยมีรายละเอียดในการดาเนินงานตามลาดบั
ข้นั ตอน ดงั น้ี
ระยะที่ 1 การศกึ ษาภาวะผ้นู าของผบู้ รหิ ารโรงเรยี นมธั ยมศึกษา สังกดั แผนกศกึ ษาธกิ ารและ
กีฬาแขวงสะหวันนะเขต
ผูว้ จิ ยั ทาการศกึ ษาเอกสาร และงานวิจัยทีเ่ กีย่ วของ วเิ คราะหส์ งั เคราะห์ แนวคิดทฤษฎี ภาวะผู้นา
การพฒั นาภาวะผู้นา โดยผ้วู ิจัยนาการศึกษาค้นหวา้ จากตารา เอกสาร ผลงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวข้องทั้งในประเทศ
และต่างประเทศ จากแหล่งความรู้ ห้องสมุด และการสืบค้นข้อมูลทาง อนิ เทอร์เน็ต นาผลการศึกษามากาหนด
เปน็ กรอบความคิดการวจิ ัย
เคร่อื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั
เคร่ืองที่ใช้ในการวิจัยระยะท่ี 1 เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ซ่ึงเป็นแบบสอบถาม
ที่ปรับปรุงจากแบบสอบถามภาวะผู้นาพหุปัจจัย (Multifactor Leadership Questionnaire: MLQ) ที่สร้าง
และพัฒนาจาก Mok (2013) และแยกแบบสอบถามเป็นสองแบบ คือ แบบสอบถามสาหรับผู้บริหารประเมิน
ตนเอง มีจานวนท้ังหมด 30 ข้อ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการทาตัวเป็นตัวอย่างเพ่ือให้กาลังใจกับ
เจา้ หนา้ ท่ี 2) ด้านการแปลงวสิ ัยทัศนส์ กู่ ารปฏบิ ัติ 3) ดา้ นการสรา้ งการมีสว่ นร่วมจากเจ้าหนา้ ที่อย่างยัง่ ยืน และ
4) ด้านการผูกน้าใจเจ้าหน้าที่กับการดาเนินการร่วมกันและแบบสอบถามสาหรับอาจารย์ผู้สอนประเมิน
ผูบ้ ริหารมจี านวนทั้งหมด 30 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ดา้ นการทาตัวเป็นตวั อย่างเพอ่ื ความเขม้ แข็งองค์กร
2) ด้านการผูกน้าใจเจ้าหน้าที่กับการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของโรงเรียน และ 3) ด้านการแปลงวิสัยทัศน์
สู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งแต่ละแบบสอบถามแบ่งอกเป็น 3 ส่วนคือ แบบตรวจสอบรายการ (Check List)
แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (5-rating scale) ของ Likert บุญชม ศรีสะอาด (2553 : 102)
และแบบสอบถามชนดิ ปลายปิดผู้วิจยั ได้หาคุณภาพของแบบสอบถามโดยการหาความเทย่ี งตรงเชงิ เนื้อหา (Content
Validity) ด้วยวิธีการหาดัชนีความสอดคล้องท่ีเรียกว่า IOC (Index of Item Objective Congruence) โดยผู้วิจัยได้
นาเครือ่ งมือทเี่ ปน็ แบบสอบถามส่งให้อาจารย์ท่ีปรกึ ษาวิทยานิพนธ์ตรวจสอบความถูกตอ้ งและความเหมาะสมของ
ข้อคาถาม แล้วส่งให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คน เพ่ือตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคาถามกับวัตถุประสงค์
พบว่า แบบสอบถามสาหรับผู้บริหารมีความเท่ียงตรงตามเกณฑ์ จานวน 30 ข้อ โดยมีความสอดคล้องต้ังแต่
0.60-1.00 ส่วนแบบสอบถามสาหรับอาจารย์ผู้สอนมีความเท่ียงตรงตามเกณฑ์ จานวน 30 ข้อ โดยมีความ
สอดคลอ้ ง ตั้งแต่ 0.80-1.00 โดยสรุปถอื วา่ ใช้ได้
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผวู้ ิจัยไดด้ าเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ด้วยตนเองตามขัน้ ตอน ดังนี้
1. ผู้วิจัยทาหนังสือเสนอขอความร่วมมือในการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือจากบัณฑิต
วิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เพื่อขอให้ออกหนังสือถึงโรงเรียนมัธยมศึกษาเพ่ือขอความอนุเคราะห์
ทดลองเครอ่ื งมอื การวจิ ยั
2. ผู้วิจัยได้นาเคร่ืองมือที่สร้างไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนโรงเรียน
มัธยมศึกษา จานวน 3 แห่ง ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนมัธยมม่วงสุม โรงเรียนมัธยมขัวโดน และ
โรงเรียนมัธยมชนเผ่าคาม่วน เมืองท่าแขก แขวงคาม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จานวน
30 คน เพื่อหาความเชื่อม่ันของแบบสอบถาม ด้วยการคานวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (⍺ Coefficient)
ตามวิธีการของ Cronbach (1984 : 126) พบว่า ความเชื่อม่ันของแบบสอบถามสาหรับผู้บริหารมีค่าเท่ากับ
.904 และความเชื่อม่ันของแบบสอบถามสาหรับอาจารย์ผู้สอน มีค่าเท่ากับ .953 ถือว่าแบบสอบถามท้ังสอง
ฉบับมีค่าความเช่ือม่นั สูง สามารถนาไปใชไ้ ด้
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 541
3. ขอหนังสือจากบณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภฏั บุรีรัมย์ ถงึ แผนกศกึ ษาธิการและกฬี า
แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อขออนุญาต และออกหนังสือแจ้งถึงห้อง
การศึกษาธิการและกีฬาอาเภอ และโรงเรียนมัธยมศึกษา ท้ัง 6 อาเภอ เพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการตอบ
แบบสอบถามของกลุ่มตวั อยา่ ง โดยมกี ารนดั หมาย วัน เวลา ในการไปเก็บข้อมลู ภายในสามสปั ดาห์
4. ผู้วิจยั ติดตามการส่งแบบสอบถามกลบั คืน และดาเนินการติดตามแบบสอบถามทยี่ ังไม่ได้รับคืน
ด้วยตนเองบางส่วน ไดร้ ับแบบสอบถามคือ 376 ฉบับ คิดเป็นรอ้ ยละ 100
การวิเคราะหข์ อ้ มลู
ผวู้ ิจัยประมวลผล และวิเคราะหข์ อ้ มูล โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป เพื่อหาค่าสถติ ิ ได้แก่ คา่ รอ้ ยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพ่ืออธิบายระดับภาวะ
ผู้นาภาวะ ในแต่ละองค์ประกอบของกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา แล้วนาไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์
มาตรฐานของ แบบสอบถามภาวะผู้นาพหุปัจจัย (MLQ-Norm) เพื่อทราบระดับภาวะผู้นาในแต่ละ
องค์ประกอบว่ามรี ะดับสงู หรอื ต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานมากน้อยเพียงใด
ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการพฒั นาภาวะผ้นู าของผูบ้ รหิ ารโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา
ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวิธีการดาเนินการตามข้ันตอน คือ ขั้นการสร้างรูปแบบการ
พัฒนาภาวะผู้นาโรงเรียนมัธยมศกึ ษา ขนั้ การตรวจสอบ และประเมนิ รูปแบบ การพัฒนาภาวะผนู้ าของผูบ้ ริหาร
โรงเรยี นมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี
1. นาคณุ ลักษณะภาวะผู้นาของผบู้ ริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาท่ีได้จากการดาเนนิ การศึกษาวิจัยใน
ขน้ั ตอนที่ 1 มาทาการสังเคราะห์เพ่ือกาหนดรูปแบบในการพัฒนาภาวะผู้นาของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศกึ ษา
2. นาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาภาวะผู้นาและหลักการในกา รสร้าง
รปู แบบมากาหนดองค์ประกอบโครงสร้าง กาหนดความสัมพันธ์กิจกรรมในการดาเนินการของรูปแบบในแต่ละ
ข้นั ตอน กาหนดรายละเอียดการดาเนนิ การพัฒนาที่เหมาะสมกบั คุณลกั ษณะภาวะผู้นาทีไ่ ดศ้ ึกษาวิจัยได้กาหนด
ขอบข่ายเนื้อหาของการพัฒนาวัตถุประสงค์ วิธีการพัฒนา การประเมินผล และรายละเอียด ตลอดจน
กระบวนการในรูปแบบการดาเนินการตามข้ันตอนนี้แล้ว จะได้ร่างรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของผู้บริหาร
โรงเรียนมัธยมศึกษา โดยจดั ทาเครอ่ื งมอื แบบบนั ทึกรายการด้วยความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็น
ประโยชน์
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในระยะที่ 2 ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและอาจารย์ผู้สอน จานวน 12 คน
จากโรงเรียนมัธยมศึกษา จานวน 3 แห่ง จานวนแห่งละ 4 คน ได้แก่ โรงเรียนมัธยมสะหวนั โรงเรียนมัธยม
โพนสะหวนั และโรงเรียนมธั ยมอุทุมพร ไดม้ าโดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
วิธีการเก็บรวบรวมและวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ผู้วิจัยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม โดยนาประเด็นท่ีมีค่าคะแนนเฉล่ียสูงสุดและต่าสุดในแต่ละด้านของ
ภาวะผ้นู าทไ่ี ดจ้ ากผลการศกึ ษาระยะที่ 1 จากแบบสอบถาม จานวน 2 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามสาหรับผู้บรหิ าร
และอาจารย์ผู้สอน รวมท้งั ส้นิ 7 ประเด็นจากนานาข้อมูลทีเ่ กบ็ รวบรวมไดน้ ามาวิเคราะหเ์ ชงิ เนอ้ื หา (Content
analysis)
542 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
สรุปผลการวิจยั
1. ภาวะผนู้ าของผู้บรหิ ารโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธปิ ไตย
ประชาชนลาว
1.1 ภาวะผู้นาของผบู้ ริหารโรงเรียนมธั ยมตามความเห็นของผบู้ รหิ าร
ภาวะผู้นาของผูบ้ รหิ ารโรงเรยี นมัธยมตามความเห็นของผ้บู ริหาร แสดงดงั ตาราง 1
ตาราง 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็นของผู้บริหารตอ่ ภาวะผูน้ าของผูบ้ รหิ ารใน
โรงเรียนมธั ยมศึกษา แขวงสะหวนั นะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ภาวะผู้นา ̅ S.D. การแปลความหมาย
1. การทาตัวเป็นตวั อยา่ งเพ่ือให้กาลงั ใจกบั เจา้ หนา้ ท่ี 4.51 0.35 ดมี าก
2. การแปลงวิสยั ทศั น์สูก่ ารปฏิบตั ิ 4.52 0.35 ดมี าก
3. การสรา้ งการมีส่วนรว่ มจากเจา้ หน้าที่อย่างยัง่ ยืน 4.43 0.39 ดี
4. การผกู นาใจเจ้าหนา้ ท่กี ับการดาเนนิ การร่วมกนั 4.39 0.45 ดี
4.46 0.35 ดี
คา่ เฉลย่ี รวม
จากตาราง 1 แสดงใหเ้ ห็นวา่ ภาวะผู้นาของผู้บรหิ ารในโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามความคิดเหน็ ของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดบั ดี เมื่อพิจารณาเป็น
รายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ รองลงมา คือ ด้านการทาตัว
เปน็ ตวั อย่างเพ่ือให้กาลังใจกบั เจา้ หน้าท่ี ดา้ นการสร้างการมสี ่วนรว่ มจากเจา้ หน้าทอี่ ยา่ งยงั่ ยืน และการผกู นา้ ใจ
เจา้ หนา้ ท่กี บั การดาเนินการรว่ มกัน ตามลาดับ
1.2 ภาวะผูน้ าของผบู้ ริหารโรงเรียนมัธยมตามความเหน็ ของอาจารย์ผ้สู อน
ภาวะผนู้ าของผบู้ ริหารโรงเรยี นมัธยมตามความเห็นของอาจารยผ์ สู้ อน แสดงดงั ตาราง 2
ตาราง 2 ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนส่วนมาตรฐาน ระดับความคิดเห็นของอาจารยผ์ ูส้ อนต่อภาวะผ้นู าของผ้บู ริหาร
ในโรงเรยี นมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
ภาวะผนู้ า ̅ S.D. การแปลความหมาย
1. การทาตัวเป็นตวั อย่างเพื่อความเข้มแข็งองคก์ ร 4.45 0.4 ดี
2. การผูกนา้ ใจเจ้าหน้าทก่ี ับการปฏบิ ตั ติ ามยุทธศาสตร์ของ 4.30 0.44 ดี
โรงเรียน
3. การแปลงวสิ ัยทศั นส์ ู่การปฏบิ ัตทิ ่ีถกู ต้อง 4.37 0.55 ดี
4.37 0.44 ดี
ค่าเฉลย่ี รวม
จากตาราง 2 พบวา่ ภาวะผู้นาของผู้บริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวนั นะเขต สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามความคิดเห็นของอาจารย์ผู้สอน โดยรวมอยู่ในระดับดี เม่ือพิจารณาเป็น
รายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ การทาตัวเป็นตัวอย่างเพื่อความเข้มแข็งองค์กรรองลงมา คือ
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 543
การแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบตั ิที่ถูกต้อง และการผกู นา้ ใจเจ้าหน้าท่ีกบั การปฏิบัติตามยทุ ธศาสตร์ของโรงเรียน
ตามลาดับ
2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาของผู้บริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต
สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
จากการศึกษาได้แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาของผู้บริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวัน
นะเขต สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาวดังน้ี
2.1 ด้านการทาตัวเป็นตัวอย่างเพ่ือให้กาลังใจต่อเจ้าหน้าท่ี โดย 1) ผู้อานวยการควรส่งเสริม
สิทธิให้เสมอภาคระหว่างหญิงกับชาย 2) ผู้อานวยการควรเชื่อม่ันในความสามารถของตนเอง 3) ควรจัด
โครงการเก่ียวกับการสร้างความเข้มแข็งในการทางานแก่ผู้หญิง เพ่ือแสดงให้รู้ว่าผู้หญิงมีความสนใจ และ
4) ควรจดั กิจกรรมการแข่งขนั ทักษะความรรู้ อบตัวใหก้ บั บุคลากรในโรงเรียน
2.2 ด้านการแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ โดย 1) ผู้อานวยการควรสง่ เสริมการปฏิบัติงานของ
องค์กรจัดต้ังมหาชนในโรงเรียน 2) ผู้อานวยการควรกาหนดทิศทางหรือแผนยุทธศาสตร์ในพัฒนาโรงเรียน
มธั ยมศึกษาให้ก้าวไปสู่ความมีคุณภาพในอนาคต 3) ควรจัดโครงการอบรมภาวะผ้นู าใหแ้ ก่ ผบู้ รหิ ารงานของแต่
ละองคก์ ร และ 4) ควรจดั โครงการทัศนศกึ ษาโรงเรยี นที่ดีเด่น ภายในและ/ตา่ งจงั หวดั ต่างประเทศ
2.3 ด้านการสร้างการมีส่วนร่วมจากเจ้าหน้าท่ีอย่างย่ังยืน โดย 1) ผู้อานวยการควรปฏิบัติต่อ
บคุ ลากรดว้ ยการใหเ้ กียรติ และเคารพซึ่งกันและกนั 2) ผู้อานวยการควรกาหนดทิศทางหรือแผนยทุ ธศาสตร์ใน
พฒั นาโรงเรยี นมัธยมศึกษาให้ก้าวไปสคู่ วามมคี ุณภาพในอนาคต 3) ควรจัดกิจกรรมสนั ทนาการและ 4) ควรจัด
ประชมุ ประจาภาคเรียนหรอื ประจาปีแกผ่ ู้บรหิ ารโรงเรยี น
2.4 ด้านการผกู น้าใจเจ้าหน้าทีก่ ับการดาเนนิ การร่วมกัน โดย 1) ผู้อานวยการควรคานึงถึงการ
มีคุณธรรมและจรยิ ธรรมในการตดั สินใจ 2) ผู้อานวยการควรชี้แจงเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรียนในอนาคต
3) ควรจดั โครงการเผยแพรค่ ุณธรรมและจรยิ ธรรมในโรงเรยี น และ 4) ควรจดั โครงการประชุมทกุ ๆ
ต้นปีการศึกษา และต้นภาคเรียน เพ่ือแจ้งให้ผู้บริหาร อาจารย์ผู้สอน และเจ้าหน้าท่ีรับทราบถึงวัตถุประสงค์
ของแผนพฒั นาโรงเรียน
2.5 ด้านการทาตัวเปน็ ตัวอยา่ งเพื่อความเข้มแข็งองคก์ ร โดย 1) ผู้อานวยการควรส่งเสริมเสมอ
ภาคระหว่างหญิงและชาย 2) ผู้อานวยการควรเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาโรงเรียน 3) ควรจัด
โครงการสร้างความเข้มแข็งในการทางานแก่ผู้หญิง และ 4) ควรจัดโครงการอบรมการสรา้ งแผนการปฏิบัตงิ าน
ของโรงเรียนแกผ่ ้บู ริหารในแต่ละระดับ
2.6 ดา้ นการผูกนา้ ใจเจ้าหน้าท่กี ับการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของโรงเรียน โดย 1) ผอู้ านวยการ
ควรส่งเสริมการปฏิบัติงานขององค์กรจัดตั้งมหาชนในโรงเรียน 2) ผู้อานวยการควรเอาใจใส่ในการจัดการกับ
ปัญหาความผิดพลาดและความล้มเหลวของหน่วยงานอย่างจริงจัง 3) ควรจัดโครงการอบรมภาวะผู้นาให้แก่
ผู้บริหารงานของแต่ละองค์กร และ 4) ควรจัดโครงการประชุมแลกเปลี่ยนบทเรียนหรือประสบการณ์ในการ
ทางานกับทุกหน่วยงานในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
2.7 การด้านการแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติท่ีถูกต้อง โดย 1) ผู้อานวยการควรปฏิบัติต่อ
บุคลากรด้วยการให้เกียรติ และเคารพกันและกัน 2) ผู้อานวยการควรพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือ
ระหว่างบุคลากรในที่ทางาน 3) ควรจัดโครงการทัศนศึกษาโรงเรียนท่ีดีเด่น ภายในและ/ต่างจังหวัด
ตา่ งประเทศ และ 4) ควรจดั โครงการประกวดอาภรณ์ลาว/งานประกวดการแตง่ กายชดุ เผา่ ตา่ งๆ ของลาว
544 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
อภิปรายผลการวิจยั
1. ภาวะผูน้ าของผู้บรหิ ารโรงเรียนมธั ยมศกึ ษาแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว
1.1 ภาวะผ้นู าของผ้บู ริหารโรงเรยี นมัธยมตามความเห็นของผูบ้ ริหาร
ภาวะผู้นาดา้ นท่ี 1 การทาตัวเป็นตัวอยา่ งเพ่อื ใหก้ าลงั ใจกับบคุ ลากร ประกอบด้วย 7 ด้าน
โดยด้านการเป็นผู้ท่ีแสดงวิสัยทัศน์ท่ีชัดเจนในการพัฒนาโรงเรียนมีระดับความคิดเห็นสูงสุด สอดคล้องกับ
แนวคิดของพอดซาคอฟ และคณะ Podsakff et.al (1996 : 31) ระบุว่า การแสดงวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตท่ี
ชัดเจนการจดั เตรียมตน้ แบบการสง่ เสรมิ การยอมรับเป้าหมายของกลุ่ม การกาหนดความหวังผลการปฏิบัติงาน
ในระดับสงู การสนับสนุนผู้ปฏบิ ัติงานและสมาชกิ ทมี เป็นรายบคุ คลการเตรียมการกระต้นุ การใช้ปญั ญา
ภาวะผู้นาด้านที่ 2 การแปลงวสิ ยั ทัศน์สู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย 9 ด้าน โดยด้านการชแ้ี จงถึง
เป้าหมายการพัฒนาโรงเรยี นตนในอนาคตมีระดับความคดิ เห็นสงู สุด ตรงกับแนวคิดของ Bennis and Nanus
(1985 : 2-3) ท่ีนาเสนอว่างานของผู้นา คือ การแสดงวิสัยทัศน์และค่านิยมอย่างชัดเจนในการดารงชีวิต และ
เป็นแบบอย่างท่ีดีให้แก่สมาชิก และยังได้กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้นาการเปลี่ยนแปลง คือ เน้นให้ผู้นาเป็น
ต้นแบบ การสรา้ งแรงบนั ดาลใจ เนน้ จิตวญิ ญาณของทมี จงู ใจใหค้ วามหมายและการท้าทายนอกจากน้ีการเป็น
ผู้นาที่ให้ความสาคัญกับผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ตรงกับแนวคิดของ Boyett
(2006 : 31) ท่ีเน้นว่าผู้นาท่ีมีประสิทธิผลมีความชัดเจนในพันธกิจเป้าประสงค์ และค่านิยม ปฏิบัติตาม
เป้าประสงค์และค่านิยมมุ่งมั่นท่ีจะบรรลุเป้าประสงค์ที่สาคัญและยินดีที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพ่ือให้
บรรลเุ ป้าหมายซ่ึงจะทาให้ผ้ปู ฏิบัติงานภมู ิใจทีไ่ ด้มีความสมั พันธ์และทางานร่วมกับผ้นู า
ภาวะผู้นาด้านที่ 3 การสร้างการมีส่วนรว่ มจากเจ้าหน้าที่อย่างยัง่ ยืนประกอบด้วย 8 ด้าน ซึ่ง
ดา้ นการรับฟงั แนวความคดิ เห็นท่ีหลากหลายจากส่วนต่างๆ มีระดับความคดิ เห็นสูงสุด สอดคลอ้ งกับ การศึกษา
ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ (Ohio State Leadership Studies) ได้ค้นคว้ามิติทางพฤติกรรมของผู้นา
พบว่า พฤติกรรมของผ้นู าสามารถอธิบายได้ใน 2 มติ ิ คือ การมุง่ คนและการม่งุ งาน โดยผู้นาทีใ่ ห้ความสาคญั กับ
ความสมั พนั ธ์ด้าน จิตใจของผตู้ าม เช่น การรบั ฟังความคิดเหน็ ของผตู้ าม ปฏบิ ตั ิกับผู้ตามอย่างเท่าเทียมกัน ถ้า
มกี ารเปลย่ี นแปลงจะบอกใหท้ ราบลว่ งหนา้ ใสใ่ จกับความเป็นอย่ขู องผ้ตู าม ยกยอ่ งผูต้ าม เปน็ มติ รกบั ผ้ตู าม
เปน็ ต้นผูน้ าประเภทน้จี ะคานงึ ถงึ ผตู้ ามเปน็ สาคัญ
ภาวะผู้นาด้านท่ี 4 ด้านการผูกน้าใจเจ้าหน้าท่ีกับการดาเนินการร่วมประกอบด้วย 6 ด้าน
ซึ่งด้านการเป็นผู้ที่คานึงถึงผลด้านคุณธรรมและจริยธรรมในการตัดสินใจ มีระดับความคิดเห็นสูงสุด เป็น
องค์ประกอบของความฉลาดทางอารมณ์และภาวะผู้นาการเปลีย่ นแปลงมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก รวมทั้ง
สอดคลอ้ งกบั ผลการศึกษาของแฟรโ์ ฮลม์ (Fairholm, 1994)ซึง่ พบว่า ผอู้ านวยการเชื่อมโยงประสทิ ธผิ ลของงาน
ท่ีมากข้นึ กบั การมีเหตผุ ลทางจริยธรรมท่ีสูงขึ้น
1.2 ภาวะผู้นาของผู้บริหารโรงเรยี นมัธยมตามความเหน็ ของอาจารย์ผสู้ อน
ภาวะผู้นาด้านที่ 1 การทาตัวเป็นตัวอย่างเพื่อความเข้มแข็งองค์กรประกอบด้วย 8 ด้าน
โดยด้าน การทาตัวเป็นตัวอย่างเพ่ือความเข้มแข็งองค์กร มีระดับความคิดเห็นสูงสุด อาจารย์ผู้สอนจะเห็น
ความสาคญั สามารถสรา้ งและใช้ความไวว้ างใจ ความเช่ือมนั่ ให้เป็นกลไกสาคัญท่กี อ่ ใหเ้ กิดความเข้มแขง็ องคก์ ร
ซงึ่ มผี อู้ านวยการมีความร้แู จ้งเกี่ยวกับภาวะผนู้ าการศกึ ษาเป็นผู้ทาให้เกิดความไว้วางใจในองค์กร ซงึ่ เป็นไปตาม
แนวคิดของ Podsakff et.al (1996 : 24) ท่ีเน้นว่าความไว้วางใจและความพึงพอใจเป็นส่ือกลางท่ีสาคัญ
ระหวา่ งพฤติกรรมภาวะผ้นู าการเปลีย่ นแปลง และพฤตกิ รรมการทางานของผู้ตาม
ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 545
ภาวะผู้นาด้านที่ 2 การผูกน้าใจเจ้าหน้าท่ีกับการปฏิบัติตามยุ ทธศาสตร์ของโรงเรียน
ประกอบดว้ ย 12 ด้าน โดยดา้ นการได้มีการชีแ้ จงถึงเป้าหมายการพฒั นาโรงเรยี นตนในอนาคตของผู้อานวยการ
มีระดับความคิดเห็นสูงสุด แสดงถึงการมีวิสัยทัศน์สาหรับอนาคตตรงกับแนวคิดของ Bass (1985 : 41)
ท่ีกล่าวว่าผู้นาจะมีพฤติกรรมภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงที่แสดงถึงการมีวิสัยทัศน์สาหรับอนาคตท่ีแรงกล้า
บนฐานของค่านยิ มและอดุ มคติ มุ่งเน้นการกระตุน้ ความกระตอื รือร้น และดลใจโดยใช้การกระทาเชงิ สัญลักษณ์
และภาษาในการชักชวนท่มี ปี ระสิทธผิ ลจะสรา้ งแรงบันดาลใจ โดยการพัฒนาและแสดงออกอยา่ งชัดเจนในการ
ทาให้เกดิ วิสัยทัศน์สาหรับอนาคต ศรัทธาอย่างแรงกลา้ ในวิสัยทัศน์ คิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี สร้างเจตคติ
ท่ีดี และแสดงความกระตอื รอื รน้ ส่งเสริมให้ผ้ตู ามสามารถทาใหบ้ รรลุวิสัยทศั น์ดงั กล่าวได้
ภาวะผู้นาด้านที่ 3 การแปลงวสิ ยั ทัศนส์ ่กู ารปฏิบตั ิท่ถี กู ต้องประกอบด้วย 10 ดา้ น โดยด้าน
การแปลงวสิ ัยทัศน์สู่การปฏิบัติท่ีถูกต้อง มีระดับความคิดเห็นสูงสุดอาจารย์ผู้สอนและผู้อานวยการได้พัฒนา
ความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือระหว่างบุคคลที่ทางานร่วมกัน โดยผู้นาที่มีความฉลาดทางอารมณ์ตระหนักรู้
และควบคุมอารมณ์ตนเอง ไวต่อความรู้สึกและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อืน่ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างดี ซ่ึงตรง
กับแนวคิดของ Goleman, Boyatzis&Mckee (2002 : 54) ท่ีระบุว่าผู้นาใช้ความฉลาดในการพัฒนา
ความสมั พันธ์ไปพร้อมกันกบั องคก์ าร โดยการสร้างความผกู พนั ทางอารมณ์ในสถานการณท์ เี่ ปลย่ี นแปลงและไม่
แน่นอน ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาจะตอ้ งมีทกั ษะในการสร้างความสัมพนั ธ์ซ่ึงกนั และกนั สงู
ผู้บริหารสถานศึกษาได้พัฒนาความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือระหว่างบุคคลท่ีท่านทางาน
ร่วมกัน โดยคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลประกอบด้วยสมรรถนะที่สาคัญ คือ การสนับสนุนรายบุคคล
การกาหนดเป้าหมายเส้นทางอาชีพ การสอนแนะ การเป็นพ่ีเลี้ยง ซ่ึงเป็นไปตามแนวความคิดของ
Bass & Avolio (1990 : 61) ที่ระบุว่าภาวะผู้นาเป็นกระบวนการท่ีประกอบด้วยการคานึงถงึ ความเป็นปัจเจก
บุคคล และสอดคล้องกับแนวคิดของ Leithwood, Jantzi&Steinbach (1999 : 6) ที่เน้นว่า ผู้นามีพฤติกรรมภาวะ
ผู้นาการเปล่ียนแปลงที่แสดงถงึ การเอาใจใสผ่ ตู้ ามเป็นรายบุคคล สนใจความตอ้ งการจาเป็นของผู้ตามแตล่ ะคน
2. แนวทางการพฒั นาภาวะผนู้ าของผ้บู ริหารในโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา แขวงสะหวนั นะเขต
สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว
2.1 แนวทางดาเนินการด้านการทาตัวเปน็ ตัวยา่ งเพอื่ ให้กาลงั ใจตอ่ เจา้ หน้าท่ี 1) ผู้อานวยการ
ควรส่งเสริมสิทธิให้เสมอภาคระหว่างหญิงกับชาย 2) ผู้อานวยการควรเชื่อม่ันในความสามารถของตนเอง
3) ควรจัดโครงการเก่ียวกับการสรา้ งความเข้มแข็งในการทางานแก่ผู้หญิงเพื่อแสดงให้รวู้ ่าผู้หญิงมีความสนใจ
และ 4) ควรจดั กจิ กรรมการแข่งขนั ทักษะความรู้รอบตวั ให้กบั บคุ ลากรในโรงเรยี น ปัจจบุ ันบุคลากรท่ีประกอบ
เป็นผู้บริหารท่ีเป็นหญิงมีน้อยมาก การส่งเสริมให้ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจึงเป็นเร่ืองท่ีจาเป็น
เพราะฉะนั้นกระทรวงศกึ ษาธิการจงึ มีนโยบายให้มีผหู้ ญิงบรรจุเข้าในผู้บรหิ ารโรงเรียนในแตล่ ะขั้นเพ่ือ
การสง่ เสรมิ สทิ ธใิ ห้เสมอภาคระหว่างหญงิ กับชาย
2.2 แนวทางดาเนินการด้านการแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ 1) ผู้อานวยการควรส่งเสริม
การปฏิบัติงานขององค์กรจัดตั้งมหาชนในโรงเรียน 2) ผู้อานวยการควรกาหนดทิศทางหรือแผนยุทธศาสตร์
ในพัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษาให้ก้าวไปสู่ความมีคุณภาพในอนาคต 3) ควรจัดโครงการอบรมภาวะผู้นาให้แก่
ผู้บริหารงานของแต่ละองค์กร และ 4) ควรจัดโครงการทัศนศึกษาโรงเรียนที่ดีเด่นภายในและ/ต่างจังหวัด
ต่างประเทศ การส่งเสริมการปฏิบัติงานขององค์กรจัดตั้งมหาชนในโรงเรียน เป็นการสร้างความไว้วางใจแก่
บคุ ลากรในโรงเรยี นในความพึงพอใจในการปฏิบัติหนา้ ที่ของตนถ้าขาดการไวว้ างใจซึ่งกันและกันจะกลายเป็น
ปัจจัยท่ีมีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิผลของผู้บริหาร พฤติกรรมการทางานและความพึงพอใจของ
ผู้ปฏิบัติงานสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Politis (2008 : 66) ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงสัมพันธ์กับการ
เสริมสรา้ งสภาพแวดลอ้ มในการทางานกระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความคิดสร้างสรรคแ์ ละสรา้ งวฒั นธรรมความร่วมมอื
546 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
2.3 แนวทางดาเนินการด้านการสรา้ งการมีสว่ นร่วมจากเจา้ หน้าท่ีอย่างย่ังยืน 1) ผอู้ านวยการ
ควรปฏิบตั ติ ่อบุคลากรดว้ ยการให้เกยี รติ และเคารพซึ่งกันและ 2) ผอู้ านวยการควรมคี วามร้แู ละประสบการณ์ท่ี
เหมาะสมกับตาแหน่งของงาน 3) ควรจัดกิจกรรมสันทนาการ และ 4) ควรจัดประชุมประจาภาคเรียนหรือ
ประจาปแี ก่ผู้บริหารโรงเรียน
การจดั กองประชมุ เพอื่ แลกเปลย่ี นบทเรียนในการบรหิ ารในแต่ละครัง้ เป็นการประเมินผลใน
การปฏบิ ัติงานของผู้บริหารโรงเรียนเพื่อให้ทุกคนเห็นได้ถึงผลงานของตนที่ได้กระทาผ่านมา โดยมีการยกย่อง
สรรเสรญิ ผ้ทู มี่ ีผลงานประจักษท์ ง้ั น้เี พ่ือเปน็ การให้เกียรตแิ ละเคารพซึง่ กันและกนั
2.4 แนวทางดาเนินการด้านการผูกน้าใจเจ้าหน้าท่ีกับการดาเนินการร่วมกัน 1) ผู้อานวยการ
ควรคานึงถึงการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการตัดสินใจ 2) ผู้อานวยการควรชี้แจงเป้าหมายในการพัฒนา
โรงเรียนในอนาคต 3) ควรจัดโครงการเผยแพร่คุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน และ 4) ควรจัดโครงการ
ประชุมทุกๆ ต้นปีการศึกษา และต้นภาคเรียน เพื่อแจ้งให้ผู้บริหารอาจารย์ผู้สอน และเจ้าหน้าท่ีรับทราบถึง
วตั ถุประสงค์ของแผนพัฒนาโรงเรยี น การผูกน้าใจสมาชิกในการทางานผู้บริหารต้องแสดงให้เห็นถึงเปา้ หมาย
ของการบริหารงานโรงเรียนให้ครูได้รับทราบเพ่ือสะดวกในการทางานได้ตรงกับแนวคิดของ Bennis and
Nanus (1985, : 2-3) ที่นาเสนอว่างงานของผู้นา คือ การแสดงวิสัยทัศน์และค่านิยมอย่างชัดเจนในการ
ดารงชีวิตและเป็นแบบอยา่ งที่ดีใหแ้ กส่ มาชกิ
2.5 แนวทางดาเนินการด้านการทาตัวเป็นตัวอย่างเพื่อความเข้มแข็งองค์กร 1) ผู้อานวยการ
ควรส่งเสริมสิทธิเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย 2) ผู้อานวยการควรเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ท่ีชัดเจนในการพัฒนา
โรงเรียน 3) ควรจัดโครงการสร้างความเข้มแข็งในการทางานแก่ผู้หญิง และ 4) ควรจัดโครงการอบรมการ
สร้างแผนการปฏิบัติงานของโรงเรียนแก่ผู้บริหารในแต่ละระดับ การส่งเสริมสิทธิ์เสมอภาคระหว่างหญิงชาย
เป็นหน้าท่ี ท่ีผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสาคัญ เพราะทุกสถานศึกษาล้วนแต่มีผู้หญิงเข้ามามีส่วน
เกี่ยวข้อง แต่ท่ีผ่านมาบุคลากรท่ีเป็นผู้หญิงที่มีตาแหน่งผู้บริหารในสถานศึกษาท่ีสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาวมีน้อย และยังเป็นเพศที่มีความสงบเสงี่ยม ไม่กล้าจะเผชิญกับเหตุการณ์ที่ท้าทายในงาน
เพราะฉะนนั้ จึงมคี วามจาเปน็ ทีจ่ ะสรา้ งให้ผู้หญิงเข้ามามบี ทบาทในสังคมเท่าเทียมกบั ผ้ชู าย
2.6 แนวทางดาเนินการดา้ นการผกู น้าใจเจ้าหน้าท่กี ับการปฏบิ ตั ิตามยทุ ธศาสตรข์ องโรงเรยี น
1) ผู้อานวยการควรส่งเสริมการปฏิบัติงานขององค์กรจัดตั้งมหาชนในโรงเรียน 2) ผู้อานวยการควรเอาใจใส่
การจัดการกับปัญหาความผิดพลาดและความล้มเหลวของหน่วยงานอย่างจริงจัง 3) ควรจัดโครงการอบรม
ภาวะผู้นาให้แก่ผู้บริหารงานของแต่ละองค์กร และ 4) ควรจัดโครงการประชุมแลกเปลี่ยนบทเรียนหรือ
ประสบการณ์ในการทางานกับทุกหน่วยงานในโรงเรียนอย่างเป็นรปู ธรรม การจดั อบรมภาวะผนู้ าใหแ้ ก่ผู้บรหิ าร
งานของแตล่ ะองค์กรเพอ่ื ใหผ้ อู้ านวยการมคี วามรู้แจ้งเกี่ยวกบั ภาวะผนู้ าการศึกษาเปน็ ผู้ทาให้เกิดความไวว้ างใจ
ในองค์การ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ Podsakff et.al (1996 : 19) ท่ีเน้นว่าความไวว้ างใจและความพึงพอใจ
เป็นสื่อกลางที่สาคญั ระหว่างพฤตกิ รรมภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง และพฤติกรรมการทางานของผตู้ าม
2.7 แนวทางดาเนนิ การดา้ นการแปลงวสิ ัยทัศน์สู่การปฏิบตั ทิ ่ีถูกตอ้ ง1) ผู้อานวยการควรปฏิบัติ
ตอ่ พนกั งานด้วยการให้เกยี รติ และเคารพกนั และกัน 2) ผู้อานวยการควรพฒั นาความสัมพันธ์ดา้ นความร่วมมือ
ระหว่างบุคลากรในท่ีทางาน 3) ควรจัดโครงการทัศนศึกษาโรงเรียนที่ดีเด่น ภายในและ/ต่างจังหวัด
ต่างประเทศ และ 4) ควรจัดโครงการประกวดอาภรณ์ลาว/งานประกวดการแต่งกายชุดเผ่าต่างๆ ของลาว
ผอู้ านวยการควรพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความร่วมมือระหว่างบุคคลที่ทางานร่วมกัน โดยผู้นาท่ีมีความฉลาด
ทางอารมณ์ตระหนักรู้และควบคุมอารมณ์ตนเอง ไวต่อความรู้สึกและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นสามารถ
ปฏิบัติงานได้อย่างดี ซ่ึงตรงกับแนวคิดของ Goleman, Boyatzis&Mckee (2002 : 40) ที่ระบุว่าผู้นาใช้ความ
ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 547
ฉลาดในการพัฒนาความสัมพันธ์ไปพร้อมกันกับองค์การ โดยการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ในสถานการณ์
ทเี่ ปล่ยี นแปลงและไมแ่ นน่ อน ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาจะตอ้ งมที ักษะในการสรา้ งความสมั พนั ธซ์ งึ่ กนั และกนั สูง
ข้อเสนอแนะ
1. แผนกศึกษาธิการและกีฬาแขวง ห้องการศึกษาและกีฬาเมือง ควรจัดทาแผนงานโครงการ
ให้สอดคล้องกับโรงเรียน ให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในสังกัดในการพัฒนาโรงเรียน ร่วมท้ังส่งเสริม ผู้บริหาร
และครูผู้ทม่ี ีหนา้ ที่รบั ผิดชอบให้ตระหนักถงึ การปฏิบัตงิ านเพือ่ เนน้ การพฒั นาอยา่ งตอ่ เน่ืองและสม่าเสมอ
2. ผู้บริหารโรงเรียนควรนาแนวทางในการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นาของผู้บริหารในโรงเรียน
มัธยมศึกษา ไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มี
การเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา และสามารถดาเนินงานให้บรรลเุ ป้าหมายทตี่ ้ังไว้
กิตติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จไดโ้ ดยได้รับความอนุเคราะห์จากบคุ คลหลายฝ่าย ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ
อาจารย์ ดร. โกวิท วัชรินทรางกูร อาจารย์ที่ปรกึ ษาวิทยานิพนธ์หลัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นวมนิ ทร์ ประชานันท์
อาจารยท์ ี่ปรึกษาวิทยานิพนธร์ ่วม รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง ประธานสอบวทิ ยานิพนธ์ และอาจารย์
ดร.กระพัน ศรีงาน กรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์ ท่ีกรุณาให้คาปรึกษา แนะนา ตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต้ังแต่ต้น
จนสาเรจ็ เรยี บรอ้ ย
เอกสารอ้างองิ
กระทรวงศกึ ษาธิการและกฬี าคมู่ ือผบู้ ริหารการศกึ ษา เล่ม 6.นครหลวงเวียงจันทร์ : วิสาหกจิ
โรงพมิ พศ์ กึ ษา.2007.
_________.กฎหมายวา่ ดว้ ยการศกึ ษาแหง่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว.นครหลวง
เวยี งจันทน์: วสิ าหกิจโรงพิมพ์ศึกษา.2008.
_________.แผนยทุ ธศาสตรก์ ารจัดการศึกษา ปี 2001 – 2020. นครหลวงเวยี งจันทน์ : วสิ าหกจิ
นครหลวงเวียงจันทน์ กระทรวงศึกษาธกิ าร.2010.
_________.มาตรฐานคณุ ภาพการศกึ ษา สาหรบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษา. นครหลวงเวยี งจันทน์ : Unicef.2013.
วิสัยทัศนร์ อบปี 2030 ยทุ ธศาสตรร์ อบปี 2025 และ แผนพฒั นาแขนงการศกึ ษาและกฬี า 5 ปี ครง้ั ท่ี 8
(2016-2020). นครหลวงเวยี งจนั ทน์ : Australian Aid &
EuropeanUnion.2015.
ชารี มณีศรีการนิเทศการศกึ ษา.พมิ พค์ ร้ังท่ี 4. กรงุ เทพฯ : ศลิ ปาบรรณาการ.2542.
ธงชยั สนั ติวงษ.์ พฤติกรรมองคก์ าร.กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.2535.
บุญชม ศรีสะอาด. วจิ ยั เบอื้ งตน้ .พมิ พ์ครง้ั ที่ 8. กรงุ เทพฯ : สุวรี ิยาสาส์น.2553.
Avolio, B.J. Full leadership development. California: SAGE Publication 1999.
Bass, B.M. Leadership and performance beyond expectation. New York : Free
Press. 1985.
Bass, BM. & Avolio, B.J. The implications of transactional and transformational
leadership for individual, team, and organizational development. Research in
Organizational change and Development.1990.
Bennis, W. &Nanus, B.Leader. New York : Harper & Row.1985.
548 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
Boyett, J.H. “The proof that transformational leadership works.” The Science of
Leadership, 36, pp. 13-24.2006.
Fairholm, G. Leadership and the culture of trust.Wostport :Praegert.
Goleman, D. R., Boyotzis, M. &Mckee, D. (2002).Primal leadership.Boton, MA :Harvard
Business SchoolPress.1994.
Jones,G.R.&George, J.M. “The Experience and Evolution of Trust : Implication for
Cooperation and Teamwork,” Academy of Management Review.23, pp.3-20.
Leithwood, K., Jantzi, D. and Steinbach, R. Changing Leadership for Changing
Times. Buckingham : Open University Press.1999.
Podsakoff, P. et al. “Transformational Leader Behaviors and Their Effects on
Followers’ Trust in Leader, Satisfaction and Organizational CitizenshipBehavior.”
Leadership Quarterly.1,2: 107-142.1996.
Politis, John D. “Transformational and transactional leadership predictors ofthe
stimulant determinants to creativity in organizational work environments.”The
Electronic Journal of Knowledge management. [online]. Accessed 5 January
2017. Available from www.ejkm.com.2008.
Sarom, M. Perceptions on Cambodian high school directors’ leadership behaviors. PhD
(Educational Administration), Buriram : BuriramRajabhat University.2013.
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 549
550 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การบรหิ ารกจิ การนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา สงั กัดสานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
Student Affairs Administration of Schools Under Pathumthani Primary
Education Service Area Office 1
วชั โร บญุ นาค1
สัมมา รธนธิ ย2์
บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสารวจแบบผสมผสานมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1. ศึกษาระดับ
2. เปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียน จาแนกตามขนาดของโรงเรียน และ 3. เสนอแนวทางการ
พัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
ปทมุ ธานี เขต 1 ประชากรเป็นโรงเรยี นประถมศึกษาจานวน 103 โรงเรียน กลมุ่ ตัวอย่าง คอื โรงเรียนประถมศึกษา
จานวน 31 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้บริหารและครู จานวน 237 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย
ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถ่ี
รอ้ ยละค่าเฉล่ียส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าเอฟ เม่ือพบความแตกต่างจึงทาการทดสอบโดยใช้เทคนิค
LSD และการวเิ คราะห์เนอ้ื หา
ผลการวจิ ัย พบว่า
1. ระดับการบรหิ ารกิจการนักเรียนโดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติบ่อยครง้ั โดยด้านการปกครอง
นกั เรียนมีค่าเฉล่ียสงู ทส่ี ุด ส่วนดา้ นการแนะแนวมีค่าเฉลี่ยต่าที่สุด 2. ผลการเปรียบเทยี บระดับการบริหารกิจการ
นกั เรียน จาแนกตาม ขนาดของโรงเรยี นโดยรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกันทุกด้าน โดยโรงเรียนขนาดกลาง
กับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนทุกด้านมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก อย่างมีนัยทางสถิติที่ .05
3. แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนประกอบด้วย 3.1) ควรมีแผนปฏิบัติการประจาปีที่ชัดเจน
3.2) ควรจัดระเบียนสะสมให้เป็นระบบเพอ่ื ประสานงานกับครูประจาชั้นได้อย่างเหมาะสม 3.3) ควรเชิญวิทยากร
ผู้เช่ียวชาญให้มาเป็นผู้แนะแนวด้านอาชีพและศึกษาต่อท่ีหลากหลายเพ่ือเป็นแนวทางในการเลือกของผู้เรียน
3.4) ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้ปฏิบัติในกิจกรรมสภานักเรียน 3.5) สารวัตรนักเรียนควรมาจาก
การเป็นจิตอาสา มีจิตสานึกในการให้บริการ 3.6) ควรมีการประกันผู้เรียนในทุกสาเหตุ 3.7) ควรติดต่อกับ
หน่วยงานด้านสาธารณสุข เพ่ือให้ดูแลการตรวจโรคต่างๆ 3.8) ควรอาศัยความร่วมมือกับผู้ปกครองช่ืนชมเด็กท่ี
แต่งตัวถูกระเบียบ 3.9) การให้คาปรึกษากับนักเรียนควรมีความเข้าใจถึงความต้องการและปัญหาของนักเรียน
และมีหลักจิตวิทยาในการชว่ ยเหลือ
คาสาคญั : การบรหิ ารกิจการนักเรียน
1 หลกั สูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยอีสเทริ น์ เอเชีย
2 สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา คณะบณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั อีสเทิรนเ์ อเชยี
ปที ่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 551
การบรหิ ารกจิ การนกั เรยี นของโรงเรียนประถมศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1
Student Affairs Administration of Schools Under Pathumthani Primary
Education Service Area Office 1
วัชโร บญุ นาค1
สมั มา รธนิธย2์
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงสารวจแบบผสมผสานมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับ
2. เปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียน จาแนกตามขนาดของโรงเรียน และ 3. เสนอแนวทางการ
พัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ปทุมธานี เขต 1 ประชากรเป็นโรงเรยี นประถมศึกษาจานวน 103 โรงเรียน กลุ่มตวั อยา่ ง คือโรงเรียนประถมศึกษา
จานวน 31 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้บริหารและครู จานวน 237 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย
ข้ันตอน เครื่องมือท่ีใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่
ร้อยละค่าเฉล่ียส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าเอฟ เมื่อพบความแตกต่างจึงทาการทดสอบโดยใช้เทคนิค
LSD และการวิเคราะหเ์ น้อื หา
ผลการวจิ ัย พบวา่
1. ระดับการบรหิ ารกิจการนักเรียนโดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติบ่อยครง้ั โดยด้านการปกครอง
นักเรียนมีค่าเฉล่ียสูงทส่ี ุด สว่ นด้านการแนะแนวมีค่าเฉลี่ยต่าท่ีสุด 2. ผลการเปรียบเทยี บระดบั การบริหารกิจการ
นกั เรียน จาแนกตาม ขนาดของโรงเรียนโดยรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกนั ทุกด้าน โดยโรงเรียนขนาดกลาง
กับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนทุกด้านมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก อย่างมีนัยทางสถิติที่ .05
3. แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนประกอบด้วย 3.1) ควรมีแผนปฏิบัติการประจาปีท่ีชัดเจน
3.2) ควรจัดระเบียนสะสมใหเ้ ป็นระบบเพ่ือประสานงานกับครูประจาช้ันได้อย่างเหมาะสม 3.3) ควรเชิญวิทยากร
ผู้เช่ียวชาญให้มาเป็นผู้แนะแนวด้านอาชีพและศึกษาต่อท่ีหลากหลายเพ่ือเป็นแนวทางในการเลือกของผู้เรียน
3.4) ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้ปฏิบัติในกิจกรรมสภานักเรียน 3.5) สารวัตรนักเรียนควรมาจาก
การเป็นจิตอาสา มีจิตสานึกในการให้บริการ 3.6) ควรมีการประกันผู้เรียนในทุกสาเหตุ 3.7) ควรติดต่อกับ
หน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อให้ดูแลการตรวจโรคต่างๆ 3.8) ควรอาศัยความร่วมมือกับผู้ปกครองชื่นชมเด็กท่ี
แต่งตัวถูกระเบียบ 3.9) การให้คาปรึกษากับนักเรียนควรมีความเข้าใจถึงความต้องการและปัญหาของนักเรียน
และมีหลักจิตวทิ ยาในการช่วยเหลือ
คาสาคัญ : การบริหารกจิ การนกั เรยี น
1 หลกั สตู รศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลยั อีสเทิร์นเอเชีย
2 สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะบณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยอสี เทริ นเ์ อเชยี
552 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
Abstract
The purposes of this survey research were: 1. to study, 2. to compare divided by
school size, and 3ใ to approach the development guidelines of Student Affairs Administration of
Schools under Pathumthani Primary Education Service Area Office 1. 237 questionnaires which
204 completed returning (86.08 percentage) were used to collect the data during 2-16 May 2017
from the administrators and teachers informants of 31 school samples from 103 schools by
multistage sampling. And also interviewed the administrators. The data was analyzed by
frequency, percentage, mean, standard deviation, one way ANOVA and LSD technique was used
when the difference was founded and content analysis.
The research findings revealed as follows:
1. The level of student affairs administration overall and each aspects operated
oftentimes. The student governance aspects was at the highest and the guidance aspect was at
the lowest comparing with the other aspects. 2. The comparison of student affairs administration
divided by school size overall and each aspects were difference which the big school size and
medium school size has operated the student affairs administration every aspects more than the
small school size. 3. The development guidelines of student affairs administration composed that
the reshould 3.1) have clearly annual operation plan, 3.2) arrange the cumulative record
systematically for coordinating with the mentor teacher suitably,( 3.3) invite an expert to be
counselling man for the various career and extending study guidance. 3.4)have a chance for every
student to join in student council activity, 3.5) appoint the student inspector from the public
minded student, 3.6) have students’ insurance in any case, 3.7) cooperate with the healthy
service centre to take care the various disease examining. 3.8) cooperate with the parents to
cheer up the suitable uniform wearing students.3.9) shouldunderstand students’ need and
problem and use psychological principle for counselling.
Keyword : Student Affairs Administration
บทนา
การบริหารกิจการนักเรียนเป็นเรื่องท่ีเก่ียวข้องกับนักเรียนโดยเฉพาะ รวมทั้งเป็นภารกิจอันเป็นหน้าที่
ของผู้บริหารท่ีจะต้องดาเนินการ เพ่ือให้กิจการนักเรียนดาเนินไปได้ด้วยดีมีประสิทธิภาพ ด้วยการจัดการบริหารที่ดี
และเหมาะสม ซ่ึงควรจะสรรค์สร้างลักษณะนิสัยที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับคนอ่ืน และสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์
ให้กับโรงเรียนได้อีกด้วย ดังน้ันหากโรงเรียนสามารถจัดการบริหารกิจการนักเรียนได้ดี มีสัมฤทธิผลที่ทัดเทียมกับ
งานด้านอื่นๆ ของโรงเรียนแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นในโรงเรียนอย่างแน่นอน เน่ืองจากงานบริหาร
กิจการนกั เรียนมปี ระโยชนต์ ่อโครงการบริหารโรงเรยี นหลายประการ มหาวิทยาลัยรามคาแหง (2557 : ออนไลน์)
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีสถานศึกษาในสังกัด จานวน 103
โรงเรียน ตั้งอยู่ในพื้นที่ 4 อาเภอ คือ อาเภอเมือง อาเภอคลองหลวง อาเภอสามโคก และอาเภอลาดหลุมแก้ว โดยมี
โรงเรียนขนาดต่างๆ แบ่งเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีบุคลากรที่เป็นผู้บริหาร ครูและ
บุคลากรทางการศึกษา จานวนท้ังสิ้น 1,926 คน จากการสังเกตประกอบการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครู พบว่า
ปีท่ี 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 553
การดาเนินการในกิจกรรมต่างๆ ในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
เขต 1 ส่วนใหญ่ยังคงเน้นและให้ความสาคัญในงานวิชาการและกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ที่เก่ียวข้อง กิจกรรมใน
งานบริหารกิจการนักเรียนบางกิจกรรมท่ีสาคัญๆ จะถูกละเลยไม่ได้ให้ความสาคัญมากนัก อาทิ กิจกรรมแนะแนว
กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น แม้ว่าสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี เขต 1 จะมี
นโยบายและแนวปฏิ บั ติ ในก ารส่ งเส ริ มงานกิ จการนั กเรี ยนโดยให้ ทบ ทวนป รั บ ป รุ งห ลั กสู ตรการศึ กษ า
(1) ลดเวลาเรียนต่อวัน ลดการบ้านนักเรียน นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข ไม่มีกิจกรรม เพ่ิมภาระนักเรียนในเวลา
ทเ่ี หลือ (2) ให้ผ้เู รยี นไดใ้ ชเ้ วลานอกหอ้ งเรยี นเพือ่ การเรยี นรู้ และเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรยี นจัดขน้ึ ตามความถนัดและ
ความสนใจของผู้เรียนให้มากข้ึน เพื่อให้ผ่อนคลายและมีความสุข (3) ให้ผู้เรียนได้รู้จักคิดปฏิบัติมากกว่าท่องจา
เพ่ือการสอบอย่างเดียวเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับเด็กยุคโลกไร้พรมแดนก็ตาม แผนปฏิบัติการสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาระถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 (2559 : 16) สอดคล้องกับงานวิจัยของนิพนธ์ ก้องเวหา (2556 : 15)
ทศี่ ึกษาวิจัยเร่ือง การบริหารกิจการนักเรียนโดยใชก้ ิจกรรมนกั เรยี นเป็นฐาน เพ่อื ส่งเสรมิ ความเป็นพลเมืองดีตามวิถี
ประชาธิปไตย โรงเรียนมัธยมวัดดาวคะนอง สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ที่พบว่า กระบวนการ
จัดการเรียนร้ขู องโรงเรียน มีปัญหาท้ังสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนมีน้อย
นักเรียนขาดความสนใจในการเรียน สถิติการหนีเรียนและการติดศูนย์ ร.มส. มีค่อนข้างมาก การจัดกิจกรรมพัฒนา
ผู้เรียนมีการจัดกิจกรรมตามโครงสร้างหลักสูตร กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมบาเพ็ญ
ประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมนักเรยี นมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสภานักเรียน และมีการบรหิ ารงานกิจการนักเรียนใน
รปู ของสภานักเรียนแต่ไม่ได้เปิดให้คณะกรรมการมีเอกภาพในการบริหาร การดาเนินการยังเป็นการส่ังการของครูท่ี
ปรึกษา คณะกรรมการสภานักเรียน และนักเรียนโดยรวมยังขาดความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมในการจัด
กิจกรรม ผู้ศึกษาได้ประชุมครูร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษาอภิปรายปัญหา สาเหตุและแนวทางแก้ไข โรงเรียน
ต้องเร่งรัดพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการบริหารจัดการให้มีคุณภาพในทุกด้าน และเปิดโอกาสให้นักเรียน
ครู เครือข่ายผู้ปกครองและภาคีภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานให้มากยิ่งขึ้น ตลอดท้ังการจัดมวล
ประสบการณ์ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงเพ่ือเสริมสร้างให้นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองท่ีดีตามวิถี
ประชาธิปไตย โดยโรงเรียนต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแนวทางต่างๆ ท้ังในรูปของงานวิชาการ และ
ให้รูปของงานกิจการนักเรียน ประกอบกับข้อเสนอแนะจากสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศึกษา การประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 3 ให้โรงเรียนส่งเสริมให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดและบริหารงาน
กิจการนักเรียนเพ่ือเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่าน้ียังคงเป็นปัญหา
ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี เพราะนักเรียนจะต้องได้เรียนรู้เก่ียวกับกิจการนักเรียน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียน
มีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดีตามวถิ ีประชาธิปไตย
ปัญหาการบริหารกิจการนักเรียนท่ีเป็นภารกิจหนึ่งที่สาคัญในการบริหารสถานศึกษา ท่ีมุ่งให้เกิดผล
สูงสุดต่อนักเรียนซ่ึงเป็นกลุ่มเป้าหมายของการจัดการศึกษา การเรียนอยใู่ นโรงเรียนนั้นนอกจากจะเก่ยี วข้องกับงาน
วชิ าการแล้วยังต้องมีงานกิจการนักเรียนเป็นกิจกรรมเสริมให้งานวิชาการของนักเรียนบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์
ฉะน้ันงานด้านวิชาการกับงานกิจการนักเรียนจึงมีความสาคัญต่อนักเรียนไม่น้อยไปกว่ากัน เปรียบเสมือน
ด้านทั้งสองของเหรียญในการบริหารจัดการการศึกษา ผู้บริหารและครูจึงควรตระหนักถึงความสาคัญของการบริหาร
กิจการนักเรียน จึงควรมีการจัดดาเนินการกิจกรรมต่าง ๆ พัฒนาหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เช่น การ
จัดกิจกรรมนักเรียน การบริการจัดสวัสดิการ การปกครองนักเรียน และการแนะแนว เป็นต้น เพ่ือส่งเสรมิ การเรียน
การสอนในโรงเรียน ตลอดจนความเป็นอยู่ของตัวนักเรียนซึ่งจะทาให้นักเรียนสามารถดาเนินไปอย่างเป็นปกติด้วยดี
และมุ่งที่พัฒนาบุคลิกภาพตลอดจนการมีระเบียบวินัยและการปรับตัวของนักเรียนให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมและ
ความสนใจตลอดจนถึงความถนัด ของนักเรียนให้เกิดความก้าวหน้าและเข้ากับสังคม ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะ
ศึกษาเก่ียวกับการบริหารกิจการนักเรียนของสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
554 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 เพ่ือให้ได้ข้อมูลและสารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัด
สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาปทมุ ธานี เขต 1 ให้มีประสทิ ธิภาพตอ่ ไปในอนาคต
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
1. เพ่ือศึกษาระดับการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1
2. เพ่ือเปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตามขนาดของโรงเรยี น
3. เพ่ือเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากรได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 ปกี ารศึกษา 2560 รวมทงั้ สิน้ 1,926 คน
ตัวแปรท่ีศึกษา ได้แก่ เน้ือหาในการศึกษาวิจัย ประกอบด้วย การบริหารกิจการนักเรียนของ
โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ประกอบด้วย
1) การจัดกิจกรรมนักเรยี น 2) การบรกิ ารและจดั สวสั ดกิ าร 3) การปกครองนักเรยี น 4) การแนะแนว
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
ผ้วู จิ ยั ไดศ้ ึกษาแนวคิด ทฤษฎเี กี่ยวกับการบริหารกิจการนกั เรยี นและงานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง ผู้วจิ ัยทาการ
วิเคราะห์เนื้อหา(Content Analysis) แล้วสรุปเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษาการบริหารกิจการนักเรียนของ
โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1 ได้ดงั ภาพ 1 ต่อไปนี้
ตัวแปรอสิ ระ ตัวแปรตาม
1. ขนาดสถานศึกษา การบริหารกิจการนักเรยี น
1.1 ขนาดเลก็ 1. การจัดกจิ กรรมนกั เรียน
1.2 ขนาดกลาง 2. การบริการและจดั สวสั ดิการ
1.3 ขนาดใหญ่ นกั เรยี น
3. การปกครองนักเรียน
4. การแนะแนวนกั เรียน
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวจิ ยั
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 555
วิธดี าเนนิ การวิจัย
ประชากรได้แก่ ผู้บริหารและครูของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ในปีการศึกษา 2559 รวม 1,926 คน และนกั วิชาการทางการบริหาร ผู้บริหาร
โรงเรียนประถมศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รองผู้อานวยการ หัวหน้ากลุ่มงาน 4 ฝ่าย และหัวหน้าระดับเป็น
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการสัมภาษณ์
กลุ่มตวั อย่าง ได้แก่ ผ้บู รหิ ารและครู จานวน 237 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขนั้ ตอน และ
นักวิชาการทางการบริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รองผู้อานวยการ หัวหน้ากลุ่ม
งาน 4 ฝ่าย และหวั หนา้ ระดับ จานวน 10 คน
เคร่ืองมือท่ีใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ และเป็นมาตรวัด (Scale) 5
ระดับ และแบบสัมภาษณ์ท่ีเป็นคาถามปลายเปิด ท่ีผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นเอง โดยสร้างและพัฒนา
แบบสอบถาม ให้มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ได้คา่ IOC เป็นรายข้อระหว่าง 0.67 – 1.00
และค่าความเช่ือมั่น (Reliability) โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha – Coefficient) ตามแบบของ
ครอนบาค (Cronbach) α= 0.86 ส่วนแบบสัมภาษณ์ มีความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ได้ค่า
IOC เป็นรายขอ้ ระหวา่ ง 0.67–1.00
การวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปสถติ ิที่ใช้ คอื ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ีย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ (F-test) เมื่อพบความแตกต่างจึงทาการทดสอบโดยใช้เทคนคิ LSD
และการวิเคราะหเ์ น้ือหา (Content Analysis)
ขัน้ ตอนการวิจัยดาเนินการตามข้ันตอนตามลาดับ คือการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกีย่ วข้อง
การกาหนดชื่อเรื่อง ปัญหาการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัยการกาหนดกรอบความคิดในการวิจัยการสร้าง
และพัฒนาเคร่ืองมือการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมลู การสรุปผลการวิจัยและจดั ทารายงานการวิจัย
บทความวจิ ยั และเผยแพร่
สรุปผลการวจิ ยั
1. ระดบั การบริหารกิจการนักเรยี นของโรงเรียนประถมศึกษา สังกดั สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติบ่อยคร้ังเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ทกุ ดา้ นมกี ารปฏิบัตบิ ่อยครัง้ โดยดา้ นการปกครองนักเรียนมีค่าเฉลี่ยสงู ที่สุด ส่วนด้านการแนะแนวมีคา่ เฉลีย่ ต่า
ท่สี ุด เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดกิจกรรมนักเรียน โดยรวมและรายข้อ มีการปฏิบัติบ่อยคร้ัง
โดยกิจกรรมชมุ นุมต่างๆ มีคา่ เฉลยี่ สูงท่สี ุด ส่วนกิจกรรมสภานักเรียนมีค่าเฉลี่ยต่าท่ีสุด ด้านการบรกิ ารและจัด
สวัสดิการนักเรียน โดยรวมและรายข้อ มีการปฏิบัติบ่อยครั้งเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การบริการ
หอ้ งสมดุ หนังสือยืมอ่านมีคา่ เฉล่ยี สงู ท่ีสุด ส่วนการบรกิ ารประกันอุบตั ิเหตุมีค่าเฉลีย่ ต่าที่สุด ด้านการปกครอง
นกั เรียน โดยรวมและรายข้อ มีการปฏิบัติบ่อยครั้ง เมื่อพจิ ารณาเป็นรายข้อ พบว่า การประสานกับครูประจา
ช้ันให้รายงานพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ของนักเรียนแก่ผู้บริหารมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนการควบคุมการปฏิบัติตน/
พฤติกรรมนักเรียนตามกฎระเบยี บของโรงเรียนมีค่าเฉลี่ยต่าท่ีสุด ด้านการแนะแนว โดยรวมและรายข้อ มีการปฏิบัติ
บ่อยครั้งเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การติดต่อข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ/อาชีพมีค่าเฉลี่ยสูงท่ีสุด
สว่ นการให้คาปรกึ ษาแก่นักเรยี นในด้านการเรียน/ความประพฤติ/ครอบครัว/ทักษะชวี ิต/การพฒั นาบุคลิกภาพ
มคี า่ เฉลี่ยตา่ ท่สี ดุ
556 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
2. ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสานักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 จาแนกตาม ขนาดของโรงเรียนโดยรวมและรายด้าน มีความ
แตกต่างกนั ทุกด้าน โดยโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรยี นขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนกั เรียนทกุ ด้านมากกว่า
โรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1. ด้านการจัดกิจกรรมนักเรียน โดยรวม ในโรงเรียนขนาดกลาง
กับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า
1) โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการจัดกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์มากกว่า
โรงเรียนขนาดเล็ก 2) โรงเรียนขนาดใหญ่มีการจดั กิจกรรมสภานักเรียน และกิจกรรมกีฬาและกรีฑาโรงเรียน
ขนาดเลก็ และ 3) โรงเรียนขนาดกลางมีการจัดกิจกรรมท่ีเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทยมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก
2. ด้านการบริการและจัดสวัสดิการนักเรียน โดยรวม ในโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหาร
กจิ การนักเรียนมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เม่ือพิจารณาเปน็ รายข้อ พบว่า 1) โรงเรยี นขนาดกลางกับโรงเรียน
ขนาดใหญ่ มีการบริการจัดสภาพห้องเรียนการบริการทุนการศึกษา และการบริการตรวจสุขภาพมากกว่า
โรงเรียนขนาดเล็ก 2) โรงเรียนขนาดกลางมีการบริการประกันอุบัตเิ หตุและการบริการเกี่ยวกับกีฬาและสนาม
กีฬามากกว่าโรงเรยี นขนาดเลก็ และ 3) ด้านการปกครองนักเรียน โดยรวม ในโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรยี น
ขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนมากกว่าโรงเรยี นขนาดเล็ก เมอ่ื พจิ ารณาเปน็ รายข้อ พบว่า 1) โรงเรียน
ขนาดใหญ่มีการควบคุมการแต่งกายของนักเรียนตามระเบียบของโรงเรียนและการให้คาแนะนาแก่สภา
นัก เรีย น /ส ารวัต รนั กเรีย น ใน ก ารป ฏิ บั ติ งาน ด้ าน ระเบี ย บ วินั ย ขอ งนั กเรีย น ม ากก ว่าโรงเรีย น ขน าด เล็ ก
2) โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการจัดสารวัตรนักเรียนดูแล ความเรียบร้อยต่างๆ เช่น การใช้
โรงอาหารการมาเรยี นตรงเวลาการทากิจกรรมหน้าเสาธง การเข้าออกของนกั เรยี นตรวจบัตรเดินทางกลบั บา้ น
ตลอดจนเดินแถวกลับบ้านการให้คาชีแ้ นะว่ากล่าวตักเตือนและติดตามนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมการ
ส่งเสริมพฤติกรรมที่มีคณุ ธรรมจริยธรรมให้สามารถอย่รู ่วมกับผู้อนื่ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุขการประสานกับครปู ระจา
ช้นั รายงานพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนแก่ผู้บริหาร และการประสานกับฝ่ายอาคารสถานที่ในการ
ดูแลความเรียบร้อยความสะอาดของอาคารเรียนและบริเวณสนาม มากกว่าโรงเรียน ขนาดเล็ก 3) โรงเรียน
ขนาดกลางมีการประสานงานกับฝ่ายสัมพันธ์ชุมชนเชิญผู้ปกครองของนักเรียนที่พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ม า
ร่วมกันแก้ปัญหาของนักเรียนโรงเรียนใหญ่ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 4) ด้านการแนะแนว โดยรวม
ในโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อ
พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการจัดทาปฏิทินแนะแนวประจาปี
การศึกษา การมอบหมายครูประจาชั้นในการโฮมรูม การติดต่อข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ/อาชีพ และการแนะ
แนวอาชีพต่างๆแก่นักเรยี นมากกว่าโรงเรียนขนาดเลก็ อยา่ งมีนัยทางสถติ ทิ ี่ .05
3. แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ประกอบด้วย 1) ควรมีแผนปฏิบัติการประจาปีที่ชัดเจน
จัดระเบียนสะสมให้เปน็ ระบบเพื่อประสานงานกับครูประจาชั้นไดอ้ ย่างเหมาะสม เชิญวทิ ยากรผเู้ ชี่ยวชาญให้มา
เปน็ ผู้แนะแนวดา้ นอาชีพและศกึ ษาต่อท่หี ลากหลายเพ่ือเป็นแนวทางในการเลือกของผู้เรียน 2) ควรเปิดโอกาส
ให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้ปฏิบัติในกิจกรรมสภานักเรียนสารวัตรนักเรียนควรมาจากการเป็นจิตอาสา
มีจิตสานึกในการให้บริการ 3) ควรมีการประกันผู้เรียนในทุกสาเหตุควรติดต่อกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข
เพ่ือให้ดูแลการตรวจโรคต่างๆ 4) ควรอาศัยความร่วมมือกับผู้ปกครองช่ืนชมเด็กท่ีแต่งตัวถูกระเบียบครู
ผูป้ กครองและชุมชนควรมีส่วนร่วมป้องกันและแก้ปัญหานักเรียนอย่างเต็มที่ 5) การให้คาปรึกษากับนักเรียน
ควรมีความเข้าใจถึงความตอ้ งการและปัญหาของนักเรยี น และมหี ลกั จิตวิทยาในการชว่ ยเหลอื
ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 557
อภปิ รายผลการวิจัย
1. จากผลการวิจยั ที่พบว่า ระดับการบริหารกิจการนักเรยี นของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติบ่อยครั้งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติบ่อยครั้ง โดยด้านการปกครองนักเรยี นมีคา่ เฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนด้านการแนะแนวมีค่าเฉล่ีย
ต่าท่ีสุด ท้ังนี้อาจเน่ืองมาจาก ทุกโรงเรียนให้ความสาคัญกับกิจกรรมที่จะหล่อหลอม ส่งผลต่อการความประพฤติ
และปฏิบัติตนของนกั เรียนโดยตรง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของโรงเรยี นและอนาคตของผเู้ รยี นโดยทาง
โรงเรยี นจะดูแลพฤติกรรมของนกั เรยี น ซง่ึ อาจจะส่งผลกระทบกับทัง้ ตัวนกั เรียนและโรงเรียนเปน็ พิเศษ ส่วนการแนะ
แนวนักเรียนน้ันยังอาจจะมีความสาคัญต่อนักเรียนในระดับประถมศึกษาไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการแนะแนวใน
การเลอื กเรียนต่อในระดับสูงข้ึน โดยขึ้นอยู่กับผู้ปกครองจะตัดสินใจ สอดคล้องกับงานวิจัยของ สพุ ิชญ์ ประจญยุทธ
(2552 : บทคัดย่อ) ศึกษาวิจัยเร่ือง การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการครูมีความเห็นต่อการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของ
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 โดยรวม ทั้งด้านกิจกรรมแนะแนวและ
ดา้ นกิจกรรมนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด
2. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน
ประถมศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตาม ขนาดของโรงเรียน
โดยรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกันทุกด้าน โดยโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการ
นักเรียนทุกด้านมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1) ด้านการจัดกิจกรรมนักเรียน
โดยรวม ในโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก
เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า 1) โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการจัดกิจกรรมชุมนุมและกิจกรรม
บาเพ็ญประโยชน์มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก 2) โรงเรียนขนาดใหญ่มีการจัดกิจกรรมสภานักเรียน และกิจกรรมกฬี า
และกรีฑามากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก และ 3) โรงเรียนขนาดกลางมีการจัดกิจกรรมท่ีเก่ียวกับศิลปวัฒนธรรมไทย
มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจาก โรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียน
ขนาดใหญ่ มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรทีจ่ ะดาเนนิ การและงบประมาณทส่ี นับสนนุ อย่างเพียงพอในการจัดกิจกรรม
อย่างหลากหลายเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชุมนุมและบาเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมกีฬาและกรีฑา สภานักเรียน
และอน่ื ๆ มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก
3. จากผลการวิจัยที่พบว่า ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน
ประถมศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตาม ขนาดของโรงเรียน
โดยรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกันทุกด้าน โดยโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหาร
กิจการนักเรียนทุกด้านมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 2) ด้านการบริการและจัด
สวัสดิการนักเรียน โดยรวม ในโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนมากกว่า
โรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า 1) โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่ มีการบริการจัด
สภาพห้องเรียนการบริการทุนการศึกษาและการบริการตรวจสุขภาพมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก 2) โรงเรียน
ขนาดกลาง มีการบริการประกันอุบัติเหตุและการบริการเก่ียวกับกีฬาและสนามกีฬามากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจาก โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่ มีงบประมาณเพ่ือ
ดาเนนิ การทัง้ จากการสนับสนนุ จากรฐั บาลและการระดมทุนจากผเู้ กี่ยวข้องมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก สง่ ผลใหม้ ีการ
บริการจัดสภาพห้องเรียนการบริการทุนการศึกษาและการบริการตรวจสุขภาพ การบริการประกันอุบัติเหตุและการ
บรกิ ารเก่ยี วกับกฬี าและสนามกีฬาและกจิ กรรมอื่นๆ ท่มี ีความพรอ้ มมากกวา่
558 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
4. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน
ประถมศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตาม ขนาดของโรงเรียน
โดยรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกันทุกด้าน โดยโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการ
นักเรียนทุกด้านมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน 3) ด้านการปกครองนักเรียนโดยรวม ใน
โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรยี นขนาดใหญ่มีการบรหิ ารกิจการนักเรียนมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็น
รายข้อ พบว่า 1) โรงเรียนขนาดใหญ่มีการควบคุมการแต่งกายของนักเรียนตามระเบียบของโรงเรียนและการให้
คาแนะนาแก่สภานักเรียน/สารวัตรนักเรียนในการปฏิบัติงานด้านระเบียบวินัยของนักเรียนมากกว่าโรงเรียน
ขนาดเล็ก 2) โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการจัดสารวัตรนักเรียนดูแลความเรียบร้อยต่างๆ เช่น
การใช้โรงอาหารการมาเรยี นตรงเวลาการทากิจกรรมหน้าเสาธง การเข้าออกของนกั เรียนตรวจบัตรเดินทางกลบั บ้าน
ตลอดจนเดินแถวกลับบ้านการให้คาชี้แนะว่ากล่าวตักเตือนและติดตามนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมการ
ส่งเสริมพฤติกรรมท่ีมีคุณธรรมจริยธรรมให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุขการประสานกับครูประจาชั้น
รายงานพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ของนักเรียนแก่ผู้บริหาร และการประสานกับฝ่ายอาคารสถานที่ในการดูแลความ
เรียบร้อยความสะอาดของอาคารเรียนและบริเวณสนาม มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก 3) โรงเรียนขนาดกลาง
มีการประสานงานกับฝ่ายสัมพันธ์ชุมชนเชิญผู้ปกครองของนักเรียนที่พฤติกรรมไม่พึงประสงค์มาร่วมกันแก้ปัญหา
ของนักเรียนโรงเรียนใหญ่ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05 ทั้งนี้ อาจเน่ืองมาจาก โรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียน
ขนาดกลางมีจานวนนักเรียนมาก ปัญหาต่างๆ เก่ียวกับการปกครองนักเรียนก็มากเช่นกัน ทาให้ผู้บริหารและครู
รวมถึงผู้เก่ียวข้องอาจจาเป็นจะตอ้ งร่วมมือในการดูแล สอดส่องพฤติกรรมในทางที่ไม่ดีของนักเรียนอย่างเคร่งครัดกว่า
โรงเรียนท่ีมีขนาดเล็กสอดคล้องกับงานวิจัยของ ศิริชัย โอมฤก (2554 : บทคัดย่อ) ศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาสภาพ
ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานกิจการนักเรียน โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จังหวัดนครราชสีมา
ผลการวิจัย พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดเล็ก มีปัญหาการบริหารงานกิจการ
นกั เรียน 4 ด้าน แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05
5. จากผลการวิจัยที่พบว่า ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน
ประถมศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตาม ขนาดของโรงเรียน
โดยรวมและรายด้าน มีความแตกต่างกันทุกด้าน โดยโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการ
นักเรียนทุกด้านมากกวา่ โรงเรียนขนาดเล็ก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน 4) ด้านการแนะแนว โดยรวม ในโรงเรียนขนาด
กลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการบริหารกิจการนักเรียนมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า
โรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มีการจัดทาปฏิทินแนะแนวประจาปีการศึกษา การมอบหมายครูประจา
ชั้น ในการโฮมรูม การติดต่อข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ/อาชีพ และการแนะแนวอาชีพต่างๆแก่นักเรียนมากกว่า
โรงเรียนขนาดเลก็ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 ท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากโรงเรียนขนาดกลางกับโรงเรียนขนาดใหญ่มี
จานวนครู นักเรียน และภารกิจท่ีจะต้องปฏิบัติในเร่ืองต่างๆ มากมาย จึงต้องมีระบบข้อมูล สาระสนเทศและแนว
ปฏิบัติในการดาเนินงานอย่างชัดเจน อาทิ ปฏิทินและการมอบหมายงานต่างๆในการแนะแนวการศึกษาและดาชีพ
และอ่ืนๆ เพื่อป้องกันการสับสนของผู้ปฏิบัติงาน ขณะท่ีโรงเรียนขนาดเล็กอาจมีข้อจากัดอยู่บ้าง ทั้งในเรื่องผู้ที่จะ
รับผิดชอบดูแลระบบ จานวนข้อมูล ตลอดจนงบประมาณที่จะใช้ในการจัดระบบ จึงมีความแตกต่างกันดังกล่าว
สอดคล้องกับงานวิจัยของ โกวิทย์ ก่ิงก้าน (2551 : บทคัดย่อ) ศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาสภาพการดาเนินงาน
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียนด้านกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการครูที่มีตาแหน่งต่างกันมีความคิดเห็นต่อสภาพ
การดาเนินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านกจิ กรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียนสถานศึกษาข้ึนพื้นฐานสังกัด
สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 แตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05
ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 559
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้
1. ครูควรทาหน้าท่ีเป็นผู้ประสานงานท่ีใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองในการร่วมมือ
สอดส่อง ดูแล แก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนในการปกครองนักเรียนอย่างทันท่วงที ไม่ละเลย
จนก่อให้เกดิ เหตกุ ารณท์ ี่ส่งผลกระทบตอ่ ครอบครวั สังคม และประเทศชาติ
2. โรงเรียนควรเลือกจัดกจิ กรรมที่เหมาะสมกบั นักเรียน และสภาพความพร้อมด้านตา่ งๆ ทจี่ ะทา
ใหน้ กั เรียนได้เรยี นร้อู ยา่ งเต็มศักยภาพ พร้อมสนับสนุนดา้ นงบประมาณหรอื บุคลากรในโรงเรียนและจากชมุ ชน
เช่น ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน ทั้งสามารถปรับพ้ืนที่ว่างให้เป็นพ้ืนที่ทางการเกษตร หรือช่องทางอ่ืน
เพ่อื ช่วยเหลือด้านงบประมาณโรงเรยี นท่ีมขี นาดเล็ก
3. โรงเรียนขนาดเล็กควรแสวงหาวิธีการระดมทุนและทรัพยากรหรือความร่วมมือจากหน่วยงาน
ในท้องถ่นิ เพอ่ื ให้บริการและจัดสวสั ดิการท่ีจาเปน็ แก่นกั เรียน
4. โรงเรียนขนาดเล็กควรจัดระบบและมอบหมายงานให้ครูและบุคลากรร่วมปฏิบัติงานด้านการ
ปกครองนักเรียนอยา่ งชัดเจน เพือ่ เพิม่ ประสิทธิภาพการปฏิบตั งิ าน
5. โรงเรียนขนาดเล็กควรประสานงานเปน็ เครือขา่ ยในการจัดทาระบบฐานขอ้ มูลด้านการแนะแนว
การศึกษา แก่นักเรียนกับโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีระบบท่ีสมบูรณ์และทันสมัยท่ีสาคัญ
ควรขออตั รากาลงั สาขาแนะแนวโดยตรง เพื่อเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพดา้ นแนะแนวของโรงเรยี นมากยิ่งขึ้น
6. หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องควรกาหนดนโยบาย แนวทาง และงบประมาณ
ในการสนับสนุนการบริหารกิจการนักเรียนทุกระดับ ทุกขนาด ให้สามารถให้เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อ
พัฒนาคุณลักษณะของนักเรียนไดอ้ ย่างชัดเจน
ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั คร้ังต่อไป
1. ควรศกึ ษาปัจจัยท่สี ่งผลต่อการบริหารกจิ การนักเรยี นของโรงเรยี นประถมศึกษา
2. ควรศึกษาวิจัยการบริหารกิจการนักเรียนในบริบทอืน่ ๆ เช่น ตามสังกดั ตา่ งๆ
3. การศึกษาวิจัยและพฒั นารูปแบบการบรหิ ารกจิ การนักเรยี นที่มปี ระสิทธภิ าพ
กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จโดยได้รับคาแนะนาจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สัมมา รธนิธย์
อาจารย์ท่ีปรึกษาวทิ ยานพิ นธ์และขอขอบพระคณุ คณะกรรมการสอบ รองศาสตราจารย์ ดร.ประกอบ คณุ ารกั ษ์
ดร.ชาญวิทย์ ยิกุสังข์ และผู้เชี่ยวชาญ ตรวจเคร่ืองมือ รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย สิกขาบัณ ฑิต
ดร.ธญั สณิ ี เล่าสมั ผอ.งามเนตร เบญ็ มาศ ทีช่ ่วยตรวจสอบเคร่อื งมอื ในการทาวจิ ยั ในครัง้ น้ี
เอกสารอา้ งองิ
โกวทิ ย์ กิ่งก้าน. การศกึ ษาสภาพการดาเนินงานกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนด้านกิจกรรมตามความถนัดและความ
สนใจของผ้เู รยี นสถานศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาอุบลราชธานี
เขต 2. วทิ ยานิพนธป์ ริญญาครศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา.
มหาวทิ ยาลัยราชภัฎสกลนคร, 2551.
นิพนธ์ ก้องเวหา. การบริหารกจิ การนกั เรยี นโดยใชก้ ิจกรรมนกั เรยี นเปน็ ฐาน เพ่อื สง่ เสรมิ ความเป็นพลเมืองดตี ามวิถี
ประชาธปิ ไตย โรงเรียนมธั ยมวัดดาวคนอง สานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 1. สืบค้น
จาก http://tdc.thailis.or.th/tdc/dccheck=184&RecId=250&obj_id=2577&showmenu=no,2556.
560 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
มหาวิทยาลยั รามคาแหง. การบรหิ ารงานกิจการนกั เรยี น. สืบค้นจาก e-book.ram.edu/e-book/e/EA635/EA635-
1.pdf. 2557.
ศริ ิชัย โอมฤก. การศกึ ษาสภาพปัญหาและแนวทางการแกป้ ัญหาการบรหิ ารงานกจิ การนักเรยี น โรงเรียนระดบั
มัธยมศึกษา จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร
การศกึ ษา. มหาวิทยาลัยราชภฎั นครราชสมี า, 2554.
สานกั งานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1. แผนปฏิบัตกิ ารประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2559.
กล่มุ นโยบายและแผนงาน.
สุพิชญ์ ประจญ. การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
อุบลราชธานี เขต 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา.
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสกลนคร, 2552.
ปีที่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 561
562 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การบริหารงานบคุ คลตามหลกั ธรรมาภิบาลของโรงเรยี น
สังกดั สานกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาปทมุ ธานี เขต 1
Human Resource Management in Accordamce with good Governance
Principles of School Under Pathumthani Primary Education
Service Area Office 1
สกุ ญั ญา คาเนา1
สัมมา รธนิธย์2
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงสารวจแบบผสมผสาน มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือ 1. ศึกษา และ 2. เสนอแนวทาง
การพัฒนาการบริหารงานบคุ คลตามหลักธรรมาภบิ าลของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษา
ปทุมธานี เขต 1 ประชากร เป็นโรงเรียนจานวน 103 โรงเรยี น กล่มุ ตัวอย่าง คือ โรงเรียนจานวน 31 โรงเรียน
โดยมีผู้ให้ข้อมูลเป็น ผู้บริหารและครู จานวน 234 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ได้รับ
แบบสอบถามที่สมบูรณ์คืนทั้งสิ้น 207 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 88.46 เครื่องมือท่ีใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และ
แบบสัมภาษณ์ โดยเก็บข้อมูล ระหว่างเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2560 และวิเคราะห์ข้อมูล โดย ความถ่ี
ร้อยละ และวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา
ผลการวิจยั พบว่า
1. การบริหารงานบคุ คลตามหลักธรรมาภบิ าล โดยรวมมีการปฏิบตั ิมากกวา่ ไม่ปฏิบัติเม่ือพิจารณา
เป็นรายหลักการ พบว่า หลักความรับผิดชอบมีการปฏบิ ัติสูงที่สุด ส่วนหลักการมีส่วนร่วมมีการปฏบิ ัติต่าท่ีสุด
2. แนวทางพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย 1) ควรปฏิบัติตามกฎหมาย
กฎระเบียบ ข้อบังคับ และรักษาวินัยของข้าราชการอย่างเคร่งคัด ถือปฏิบัติร่วมกันอย่างเสมอภาคและ
เป็นธรรม 2) ควรยึดม่ันในคุณธรรมพึงปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์ ให้ความเป็นธรรมกับบุคลากร
ทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคกัน 3) ควรมีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างจริงจัง เปิดเผยข้อมูลให้ทราบอย่าง
ทั่วถึงและมีกระบวนการในการดาเนินพิจารณาทุกข้ันตอนอย่างชัดเจน 4) ควรให้คาปรึกษา แนะนาเร่ือง
เสริมสร้างและพัฒนาวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 5) ควรให้ครูบุคลากรและคณะกรรมการ
สถานศกึ ษามีส่วนรว่ มในการแสดงข้อคดิ เห็น ร่วมวางแผน ร่วมปฏบิ ัติกจิ กรรมต่างๆ ในโรงเรียน 6) ควรส่งเสริม
ให้บุคลากรยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ปฏิบัติตามวินัยมีความรับผิดชอบในหน้าท่ีของตนเอง 7) ควรให้
บุคลากรตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานข้าราชการ 8) ควรส่งเสริมให้บุคลากรได้แสวงหาความรู้
อยา่ งหลากหลายเพ่อื พัฒนางาน ปฏบิ ัติงานอย่างมีคณุ ภาพมีประสิทธิภาพเกิดความค้มุ ค่า
คาสาคญั : การบริหารงานบุคคล, หลกั ธรรมาภบิ าล
1 หลักสตู รศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั อีสเทิร์นเอเชีย 563
2 สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะบณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั อีสเทริ น์เอเชีย
ปีที่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560)
Abstract
The purpose of this mixed method survey research were: 1) to study, and 2) to propose
a developing guidelines of human resource management in accordance with the good governance
principles of schools under pathumthani primary education service area office 1. The research
instrument were a set of questionnaires and the interviewing form. The 234 questionnaires which
207 completed returning (88.46 percentage) were used to collect the data from the administrators
and teachers informants of 31 school samples from 103 schools by multistage sampling. And also
interviewed the administrators. The data obtained during April-May 2017 was analyzed by using
frequency, percentage, and content analysis.
The research findings revealed as follows:
1) Human resource management overall and each principle revealed evidence.
The responsibility principle have been operated at the highest operation and the participation
principle have been operated at the lowest operation comparing with the other principles.
2) The development guidelines of personnel administration’ good governance composed:
(1) Should strictly abide by the laws, rules, regulations and discipline of government officials.
Adherence to equality and fair treatment.(2) Should adhere to the virtue. To perform duties with
integrity, integrity, fairness with all personnel equally. (3) Should evaluate the performance
seriously. To disclose information thoroughly and have a clear process of conducting all stages.
(4) Should give advice, advise about story reinforce and develop government servant teacher
discipline and way education personnel. (5) Should teachers and school board personnel involved
in the planning joint activities in conjunction comment. (6) Encourage personnel to adhere to
professional ethics, Follow the discipline has the responsibility in the duty of oneself. (7) Should
give the personnel realizes duty role in work government servant practice. (8) Should encourage
give the personnel has sought for variously knowledge, for develop the work, work of good quality
effective born the worthiness.
Keywords : Human Resource Management, Good Governance Principles.
บทนา
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564) ได้จัดทาข้ึนในช่วงเวลาของ
การปฏิรูปประเทศทา่ มกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเรว็ และเชื่อมโยงกันใกลช้ ิดกันมากข้ึน โดยได้
น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานาทางในการพัฒนาประเทศต่อเน่ืองจากแผนพัฒนาฯ
ฉบับท่ี 9-11 เพ่ือเสรมิ สร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างม่ันคงเกิดภูมิคุ้มกัน และมี
การบริหารจดั การความเสยี่ งอยา่ งเหมาะสม ส่งผลใหก้ ารพฒั นาประเทศสคู่ วามสมดุลและยงั่ ยืน
ระบบการบริหารจัดการในภาครัฐท่ีขาดประสิทธิภาพเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศท่ีสาคัญ
ประการหน่ึงมาอย่างต่อเนื่อง ท้ังในเรื่องการขับเคลื่อนการบริหารจัดการภาครัฐให้บรรลุเป้าประสงค์ที่วางไว้
การใหบ้ ริการประชาชนยงั ไม่ได้มาตรฐานสากล การบังคบั ใช้กฎหมายท่ีขาดประสิทธภิ าพ การบริหารจัดการและ
การให้บริการของท้องถ่ินที่ยังขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใส กระบวนการท่ีเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม
564 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
ในการตดั สินใจการใช้งบประมาณยังไมเ่ พียงพอ ระบบและกระบวนการยุตธิ รรมไม่สามารถอานวยความยตุ ธิ รรมได้
อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม รวมทัง้ การขาดธรรมาภบิ าลในสังคมไทยทาใหก้ ารทจุ ริตประพฤติมิชอบยงั เป็นปัญหา
สาคัญของประเทศ ในช่วง 5 ปตี ่อจากนไ้ี ปจึงเป็นชว่ งเวลาสาคญั ที่ตอ้ งเรง่ ปฏิรูปการบรหิ ารจดั การภาครฐั ใหเ้ กิดผล
สัมฤทธ์ิอย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นปัจจัยสนับสนุนสาคัญท่ีจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศในทุกด้านให้ประสบ
ผลสาเร็จบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ทั้งการบริหารจัดการภาครัฐ ให้โปร่งใสมี
ประสิทธิภาพ รับผิดชอบ ตรวจสอบได้อย่างเป็นธรรม และประชาชนมีส่วนร่วม มีการกระจายอานาจ และแบ่ง
ภารกิจรับผิดชอบท่ีเหมาะสม ระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถ่ินและวางพื้นฐานเพ่ือให้บรรลุตามกรอบ
เป้าหมายอนาคตในปี 2579 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 พ.ศ. 2560-2564 (2559 : 129)
การบรหิ ารกิจการขององค์กรหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนโดยใชห้ ลักการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดีหรือ
หลักธรรมาภิบาลจึงเป็น เรื่องที่ผู้บริหารจะต้องตระหนักและนาไปใช้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนของการดาเนินงาน
ไปส่เู ปา้ หมายท่ตี อ้ งการ
ธรรมาภิบาล หมายถึงการบริหารการจัดการดูแลประโยชน์ของส่วนรวม และการรกั ษาผลประโยชน์
ซึ่งกันและกนั ระหว่างภาครัฐ ภาคสังคม ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปในทุก ๆ ด้านและทุก ๆ ระดับ เพอ่ื ให้มี
การวางกรอบการทางานอย่างเป็นระบบที่มีความสัมพันธ์ วิธีการ และมีเครื่องมือที่ก่อให้เกิดระบบการบริหาร
จัดการทดี่ ีดว้ ยความเป็นธรรม เคารพสทิ ธอิ ย่างเสมอกนั มีระบบและการใชก้ ฎหมายท่ียุติธรรม มีความรับผิดชอบ
เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมีความโปร่งใส มีความคงเส้นคงวา สามารถตรวจสอบได้ รับรู้ได้ เม่ือตัดสินใจ
แล้วเปิดเผยเหตุผลได้ การใช้อานาจมีที่มาท่ีไปอย่างเปิดเผยชัดเจน และสามารถก้าวก่ายส่ังการได้อย่างไม่มี
ข้อจากัด สัมมา รธนิธย์ (2560 : 162) สอดคล้องกับระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างระบบบริหาร
กิจการบา้ นเมืองและสงั คมทด่ี ี พ.ศ. 2542, (2542 : 26) ท่กี าหนดแนวทางของธรรมาภิบาลไวว้ า่ การบรหิ ารกจิ การ
บ้านเมืองและสังคมท่ีดีเป็นแนวทางสาคัญในการจัดระเบียบให้สังคมรัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน
ซง่ึ ครอบคลุมถึงฝ่ายวชิ าการฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายราชการ และฝ่ายธุรกจิ สามารถอยู่ร่วมกนั อย่างสงบสุข มีความรู้รัก
สามัคคีและร่วมกันเป็นพลัง ก่อให้เกดิ การพัฒนาอย่างย่ังยืน และเป็นส่วนเสริมความเข้มแขง็ หรือสรา้ งภูมิคุ้มกัน
แก่ประเทศ เพ่ือบรรเทาป้องกันหรือแก้ไขเยียวยาภาวะวกิ ฤติ ภยันตรายที่หากจะมีมาในอนาคต เพราะสังคมจะ
รู้สึกถึงความยุติธรรม ความโปร่งใสและความมีส่วนร่วม อันเป็นคุณลักษณะสาคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข สอดคล้องกับความเป็นไทย
รัฐธรรมนญู และกระแสโลกยุคปัจจุบนั
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีโรงเรียนในสังกัด จานวน 103 โรงเรียน
ต้ังอยู่ในพื้นท่ี 4 อาเภอ คือ อาเภอเมือง อาเภอคลองหลวง อาเภอสามโคก และอาเภอลาดหลุมแก้ว มีครูและ
บุคลากรทางการศึกษา จานวนทั้งส้ิน 1,926 คน จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูของโรงเรียนประถมศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 พบว่า การบริหารงานบุคคลในโรงเรียน ยังคง
ประสบปัญหาในการจัดอัตรากาลัง การสรรหาบรรจุแต่งตั้งครูท่ีไม่เพียงพอกับความต้องการของโรงเรียน
ครมู ีภาระหน้าท่ีมากกว่างานสอน ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนไม่บรรลุเป้าหมาย ขาดการนิเทศ
กากับ ติดตามผลการปฏิบัติงานทาให้ขาดประสิทธิภาพในการพัฒนาการศึกษา อนั เป็นผลสะท้อนให้เห็นถึงการ
บริหารงานบุคคลที่จะนาเอาหลักธรรมาภิบาล ไปใช้ในการบริหารงาน เพ่ือเป็นแนวทางให้โรงเรียนได้พัฒนาการ
บริหารงานบุคคลท่ีดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งข้ึนต่อไป (ผู้ให้สัมภาษณ์คนท่ี 1, 15 กุมภาพันธ์ 2560,
การสัมภาษณ์, ผู้ให้สมั ภาษณ์คนที่ 2, 23 กุมภาพันธ์ 2560, การสัมภาษณ์, ผู้ให้สัมภาษณ์คนที่ 3, 28 กุมภาพันธ์
2560, การสัมภาษณ์) สอดคล้องกับงานวิจัยของบุษกร อุ่นติ๊บ (2555 : บทคัดย่อ) ท่ีศึกษาเรื่องการบริหารงาน
บคุ คลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาเชียงราย
เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันในการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ในภาพรวมสภาพ
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 565
การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1) สภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียง
ตามลาดับของค่าเฉล่ียจากมากไปน้อยได้ ดังน้ี หลักความคุ้มค่า หลักความโปร่งใส หลักความคุณธรรม หลักนิติ
ธรรม หลักความรับผิดชอบและหลักความมีส่วนร่วม 2) แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล คือ
สง่ เสริมบุคลากรเข้ารับการอบรมเพ่ือพัฒนาทางวิชาชีพตามฝ่ายงานที่เก่ียวข้อง โดยเสมอภาคมีการดาเนินการตาม
ความต้องการขาดแคลน โดยให้คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการพิจารณางานด้านบุคคลมีการจัดทา
ขอ้ มลู บคุ ลากร/มอบหมายงานให้เหมาะสมกับความถนัดของแต่ละบุคคล ส่งเสรมิ ให้บุคลากรปฏิบัติตามวินัยและ
การรักษาวินัยของข้าราชการและส่งเสริมให้บุคลากรยืดม่ันในจรรยาบรรณวิชาชีพและงานวิจัยของประยงค์
แดงบุสดี (2558 : บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาวิจัยเร่ืองการศึกษาสภาพการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
โรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการ
บริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลาดับ
ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ ด้านหลักนิติธรรม,ด้านหลักธรรม, ด้านหลักความรับผิดชอบ และ
ด้านหลักความโปร่งใส, หลักความคุ้มค่าตามลาดับ 2) ผู้บริหารและครูได้เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการ
บริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน เรียงลาดับตามความถ่ีจากมากไปหาน้อย 3 ลาดับแรก คือ
ควรสง่ เสริมพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเน่ือง ควรเปิดโอกาสให้บุคลากรเขา้ มามีส่วนร่วมและควรรับฟังความคดิ เห็น
ของบุคลากรในการบริหารงานตามลาดบั
ผู้วิจัยจึงเห็นความสาคัญท่ีควรจะศึกษาวิจัยเก่ียวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล
ของผู้บริหารและครูในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 เพ่ือศึกษา
การบริหารงานบุคคลและเสนอแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ท่ีให้ผู้บริหาร
และหน่วยงานท่เี ก่ียวข้องสามารถนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นการพิจารณาหาทางเสรมิ สร้างการบรหิ ารงานให้เป็นไปตาม
หลักธรรรมาภิบาลเพม่ิ มากข้ึนอันจะทาให้เกิดระบบบริหารจัดการทดี่ ีตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1
2. เพ่ือเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนสังกัด
สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
ขอบเขตของการวิจัย
ประชากรประชากรในการวิจัยในคร้ังนี้ ได้แก่ โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จานวน103 โรงเรยี น โดยมผี ู้ใหข้ ้อมูลไดแ้ ก่ ผู้บริหารและครู จานวน 1,926 คน
ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนสังกัดสานักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ประกอบด้วย 1) การบริหารงานบุคคลตามหลักนิติธรรม
2) การบริหารงานบุคคลตามหลักคุณธรรม 3) การบริหารงานบุคคลตามหลักความโปร่งใส 4) การบริหารงาน
บุคคลตามหลักการมีสว่ นร่วม 5) การบรหิ ารงานบคุ คลตามหลกั ความรับผิดชอบ 6) การบรหิ ารงานบคุ คลตาม
หลักความคมุ้ คา่
566 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
กรอบแนวคิดในการวิจัย
กรอบแนวคิดการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล
และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัยทาการวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) แล้วสรุปเป็นกรอบแนวคิดการใน
การศึกษาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล ของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 ไดด้ ังภาพ 1 ดงั ต่อไปน้ี
การบริหารงานบุคคล การบริหารงานบคุ คล การบรหิ ารงานบุคคล
ตามหลกั ความคมุ้ ค่า ตามหลกั นติ ธิ รรม ตามหลกั คุณธรรมธรรม
การบริหารงานบคุ คล การบริหารงานบคุ คล การบริหารงานบคุ คล
ตามหลกั ความ ของโรงเรยี นสังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ตามหลักความโปร่งใส
รับผดิ ชอบ
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
ตามหลักธรรมาภิบาล
การบรหิ ารงานบุคคล
ตามหลักการมสี ่วนร่วม
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย
วิธดี าเนนิ การวจิ ัย
ประชากร ได้แก่โรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
จานวน 103 โรงเรยี น มผี บู้ ริหารและครูเป็นผใู้ ห้ข้อมูลจานวน 1,926 คน และผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารการศึกษา
นกั วชิ าการ และกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานในการสัมภาษณ์
กลุ่มตวั อย่าง ได้แกโ่ รงเรยี นสงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1โรงเรียน
31 โรงเรียน มีผู้บริหารและครู จานวน 234 คน เป็นผู้ให้ข้อมูลโดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายข้ันตอน และ
ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารการศึกษา นักวิชาการ และกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จานวน 10 คน ในการ
สัมภาษณ์โดยการเลือกแบบเจาะจง
เครือ่ งมอื ท่ีใช้ ไดแ้ ก่ แบบสอบถามทีม่ ีลกั ษณะเปน็ แบบเลือกตอบทวลิ ักษณะ ตามสภาพที่ปฏบิ ตั ิจริง
ในโรงเรยี น (ปฏิบตั /ิ ไม่ปฏบิ ัติ) และแบบสัมภาษณท์ ่ีมลี กั ษณะเปน็ คาถามปลายเปิด ทีผ่ ู้วจิ ยั สรา้ งและพัฒนาข้นึ เอง
โดยตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือด้วยความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ตามด้วยเทคนิค IOC ได้ค่า IOC เป็นรายข้ออยู่
ระหว่าง 0.67-1.00 ท้งั แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์
การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูป สถิติท่ีใช้ ได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ และ
การวิเคราะหข์ ้อมลู
ข้ันตอนการวิจัยดาเนินการตามข้ันตอนตามลาดับ คือ การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
การกาหนดชื่อเรื่อง ปัญหาการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัยการกาหนดกรอบแนวคิดการวิจัย การสร้างและ
พัฒนาเคร่ืองมือ การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลการสรุปผลการวิจัยและจัดทารายงานการวิจัย
การจัดทาบทความวจิ ัยและเผยแพร่
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 567
สรุปผลการวจิ ยั
1. การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 โดยรวมและรายหลกั การ พบวา่ การบริหารงานบคุ คลหลักความรบั ผิดชอบมีการ
ปฏิบัติสูงท่ีสุด ส่วนการบริหารงานบุคคลตามหลักการมีส่วนร่วมมีการปฏิบัติต่าท่ีสุด เมื่อพิจารณาเป็นราย
หลักการพบว่า การบริหารงานบุคคลตามหลักนิติธรรม เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า เร่ืองการวางแผน
อตั รากาลังมีการปฏบิ ัติสงู ทีส่ ดุ สว่ นเร่ืองการรายงานการดาเนินการทางวินัยและการลงโทษมกี ารปฏบิ ัตติ ่าท่ีสุด
การบริหารงานบุคคลตามหลักคุณธรรม เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า เร่ืองการวางแผนอัตรากาลังมีการ
ปฏิบัตสิ ูงที่สุด ส่วนเรอ่ื งการดาเนินการเกย่ี วกบั การเล่ือนขัน้ เงินเดือนมกี ารปฏิบัติต่าทีส่ ุด การบรหิ ารงานบคุ คล
ตามหลักความโปร่งใส เมือ่ พิจารณาเปน็ รายขอ้ พบวา่ เร่ืองการสง่ เสริมการประเมินวิทยฐานะขา้ ราชการครแู ละ
บุคลากรทางการศึกษา และเรื่องการส่งเสริมวินัย คุณธรรมและจริยธรรมสาหรับข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา มกี ารปฏบิ ัติสูงท่ีสุด ส่วนเรอ่ื งการดาเนินการเก่ยี วกบั การเล่ือนข้ันเงนิ เดือน มีการปฏิบตั ิต่าทส่ี ุด
การบรหิ ารงานบุคคลตามหลักการมีส่วนร่วมเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า เร่ืองการสรรหาและบรรจแุ ต่งตั้ง
และเรื่องการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรมีการปฏิบัติสูงที่สุด ส่วนเรื่องการเปลี่ยนตาแหน่งให้สูงข้ึน
การย้ายขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา และเร่ืองการดาเนินการทางวนิ ัยและการลงโทษมกี ารปฏบิ ัติ
ตา่ ทส่ี ุด การบริหารงานบุคคลตามหลักความเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า เร่อื งการสง่ั พักราชการและการส่ัง
ใหอ้ อกจากราชการไวก้ อ่ นมกี ารปฏิบัติสงู ทสี่ ุด สว่ นเรอ่ื งการเปล่ียนตาแหน่งให้สูงขึ้น การย้ายขา้ ราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษา เรอื่ งการออกจากราชการ และเร่ืองการรายงานการดาเนนิ การทางวินยั และการลงโทษ
มกี ารปฏิบตั ิตา่ ทส่ี ดุ การบริหารงานบุคคลตามหลกั ความคุม้ ค่า เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า เรื่องการส่งเสริม
และยกยอ่ งเชดิ ชูเกยี รตมิ กี ารปฏิบตั ิสูงที่สดุ ส่วนเรอ่ื งการริเรมิ่ สง่ เสริมการขอรบั ใบอนุญาตมีการปฏบิ ตั ิต่าที่สุด
2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบคุ คลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนสังกดั สานักงานเขต
พน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 ประกอบดว้ ย 1) ควรปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ
และรักษาวินัยของข้าราชการอย่างเคร่งคัด ถือปฏิบัติร่วมกันอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม 2) ควรยึดมั่นใน
คุณธรรม พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ซ่ือสัตย์ ให้ความเป็นธรรมกับบุคลากรทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคกัน
3) ควรมกี ารประเมินผลการปฏบิ ตั ิงานอยา่ งจริงจัง เปดิ เผยข้อมลู ให้ทราบอยา่ งท่ัวถึงและมีกระบวนการในการ
ดาเนินพิจารณาทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน 4) ควรให้คาปรึกษา แนะนาเรื่องเสริมสร้างและพัฒนาวินัยข้าราชการ
ครูและบุคลากรทางการศึกษา 5) ควรให้ครูบุคลากรและคณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการแสดง
ข้อคดิ เห็น ร่วมวางแผน ร่วมปฏบิ ัติกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน 6)ควรส่งเสริมให้บุคลากรยึดมั่นในจรรยาบรรณ
วิชาชีพ ปฏิบตั ิตามวินัยมีความรบั ผิดชอบในหน้าท่ีของตนเอง 7) ควรให้บุคลากรตระหนกั ถึงบทบาทหน้าที่ใน
การปฏิบัติงานข้าราชการ 8) ควรส่งเสริมให้บุคลากรได้แสวงหาความรู้อย่างหลากหลาย เพ่ือพัฒนางาน
ปฏิบตั งิ านอย่างมีคณุ ภาพมีประสิทธภิ าพเกิดความค้มุ คา่
อภปิ รายผลการวิจยั
1. จากผลการวิจัยท่ีพบว่าการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายหลักการ พบว่า การบรหิ ารงาน
บคุ คลหลักความรับผิดชอบมีการปฏิบัติสูงที่สุด ส่วนการบริหารงานบุคคลตามหลักการมีส่วนร่วมมีการปฏิบัติ
ต่าที่สดุ ทง้ั นีอ้ าจเนอื่ งมาจากผู้บรหิ ารสนบั สนนุ บคุ ลากรในโรงเรียนมกี ารปฏบิ ตั ิงานตามหลกั ธรรมาภบิ าลอยา่ ง
ชัดเจน ตระหนักในสิทธแิ ละหน้าที่ของบุคลากร โดยกระจายงานในความรบั ผิดชอบให้กับบุคลากร ได้ชว่ ยกัน
รบั ผิดชอบ และมอบงานให้ทาตามความรู้ความสามารถ ความถนัดและประสบการณใ์ นการทางาน สง่ เสริมครู
และบุคลากรยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ มีจิตสานึกในความรับผิดชอบต่อสังคมและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง
568 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
สว่ นการบริหารงานบุคคลตามหลกั การมสี ่วนร่วม อาจเนอ่ื งมาจากครแู ละบคุ ลากรในโรงเรียนขาดความศรัทธา
ในหลักการของผู้บริหาร หรือมีอคติในแนวทางการปฏิบัติที่มีการวางกรอบไว้มากเกินไป และผู้บริหารไม่เปิด
โอกาสให้ครูและบุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงาน การแสดงความคิดเห็นการวางแผน จึงทาให้
โรงเรียนขาดการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของครูและบุคลากร สอดคล้องกับงานวิจัยของ บุษกร อุ่นติ๊บ
(2555 : บทคัดย่อ) ที่ศึกษาวิจัยเร่ืองการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนประถมศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ที่พบว่า สภาพปัจจุบันในการบริหารงาน
บุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
เชียงราย เขต 3 พบว่า สภาพปจั จบุ ันในการบริหารงานบุคคลตามหลกั ธรรมาภิบาลของโรงเรียนประถมศึกษา
สังกดั สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ในสภาพรวมสภาพการปฏิบัตอิ ยู่ในระดบั มาก
เมอื่ พิจารณาเปน็ รายด้าน พบวา่ สภาพการปฏิบัตอิ ยู่ในระดับมากทกุ ดา้ น เรยี งตามลาดบั ของค่าเฉล่ยี จากมาก
ไปน้อยได้ ดังนี้ หลกั ความคมุ้ ค่า หลักความโปร่งใส หลักคุณธรรม หลกั นติ ิธรรม หลักความรับผิดชอบและหลัก
ความมสี ่วนรว่ ม
2. จากผลการวิจัยที่พบว่าการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน สังกัด
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 การบริหารงานบุคคลตามหลัก นิติธรรม
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า เร่ืองการวางแผนอัตรากาลังมีการปฏิบัติสูงที่สุด ส่วนเรื่องการรายงาน
การดาเนินการทางวินยั และการลงโทษมีการปฏิบัติต่าทส่ี ุด ท้ังนี้อาจเน่อื งมาจากการวางแผนอัตรากาลงั มีการ
กาหนดกฎเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนเป็นลาดับขั้นตอน อาทิ กาหนดจานวนอัตรากาลังของสถานศึกษาตามเกณฑ์
จัดทาแผนอตั รากาลงั เสนอแผนอัตรากาลงั เพอื่ ขอความเหน็ ชอบ การเสนอขอกาหนดตาแหน่ง การสรรหาด้วย
ขั้นตอนวิธีการตามที่กาหนดไว้ จึงมีการปฏิบัติสูงท่ีสุด ส่วนการดาเนินการทางวินัยและการลงโทษ
สภาพปัจจุบันการลงโทษทางวินัย มีกฎ ระเบียบ ท่ีกาหนดไว้อย่างชัดเจน หากมีบุคลากรในโรงเรียนกระทา
ความผิด ผู้บริหารจะแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ไม่ปรากฏ
ความผิด ผู้บริหารสามารถยุติการดาเนินการทางวินัยและการลงโทษได้ทันที สอดคล้องกับงานวิจยั ของประยงค์
แดงบุสดี (2558 : บทคัดย่อ) ที่ศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาสภาพการบรหิ ารงานบคุ คลตามหลักธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 ที่พบว่า สภาพการ
บริหารงานบคุ คลตามหลกั ธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรยี น สังกัดสานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษา
กาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยรวมและรายด้านทุกด้านอยใู่ นระดับมาก เรยี งลาดับค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย 3 อันดับ
แรก คอื ดา้ นหลักนติ ิธรรมดา้ นหลกั คุณธรรม, ด้านหลกั ความรบั ผดิ ชอบ และด้านหลักความโปรง่ ใส, หลักความ
คุ้มคา่ ตามลาดบั
3. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า การบริหารงานบคุ คลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนสังกัดสานักงานเขต
พืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 การบรหิ ารงานบุคคลตามหลกั คุณธรรม เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า
เรื่องการวางแผนอัตรากาลังมีการปฏิบัติสูงที่สดุ ส่วนเร่ืองการดาเนินการเกี่ยวกับการเล่ือนขั้นเงินเดือนมีการปฏิบัติ
ต่าที่สุด ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากการวางแผนอัตรากาลัง เป็นการปฏิบัติตามกรอบและวิธีการท่ีกาหนดไว้อย่างชัดเจน
จึงให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลทั่วไปได้อย่างชัดเจนเท่าเทียบกัน ส่วนการดาเนินงานเกี่ยวกับการเล่ือนข้ันเงินเดือน
นนั้ เป็นการดาเนินการโดยใช้ดุลยพินิจของผู้บรหิ าร พจิ ารณาแล้วนาเสนอเพ่ือให้บุคลากรได้รับ ซ่ึงอาจจะเหมาะสม
หรือไม่ขึ้นกับดุลยพินิจของผู้บริหาร สอดคล้องกับงานวิจัยของกิตติคุณ เกลี้ยงเกลา (2554 : บทคัดย่อ)
ที่ศึกษาวิจัยเรื่องสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในรูปแบบการบริหารองค์คณะบุคคลในสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 5ทพี่ บว่า สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษาอุบาลราชธานี เขต 5 มีสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในรูปแบบการบริหารองค์
คณะบุคคล โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 569
4. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 การบริหารงานบุคคลตามหลักความโป ร่งใส
เม่อื พิจารณาเป็นรายขอ้ พบว่า เรอ่ื งการส่งเสรมิ การประเมนิ วทิ ยฐานะข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา
และเร่ืองการสง่ เสริมวินยั คณุ ธรรมและจริยธรรมสาหรับข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษามีการปฏิบัติ
สูงที่สุดส่วนเรื่องการดาเนินการเก่ียวกับการเล่ือนข้ันเงินเดือนมีการปฏิบัติต่าที่สุดท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากการ
ประเมนิ วทิ ยฐานะเปน็ เรื่องท่จี ะตอ้ งปฏิบัตติ ามระเบยี บแบบแผนของทางราชการ อย่างตรงไปตรงมา มีเอกสาร
หลักฐานท่ีสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ มีการแจ้งผลการประเมินอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการส่งเสริม
วนิ ัย คุณธรรมและจริยธรรมสาหรับขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สว่ นการดาเนินงานเกี่ยวกับการ
เลือ่ นขั้นเงินเดอื นในหลาย ๆ กรณีท่อี าจดาเนนิ การทางลบั โดยอาศยั เหตุผลของผบู้ ริหารท่ีต่างกนั ไป รวบไปถึง
การใช้ดลุ ยพนิ ิจของผบู้ ริหารตดั สนิ ใจ ซงึ่ อาจะขาดความโปร่งใสไปบา้ งไมม่ ากก็นอ้ ย สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ
สุรพล เคยบรรจง (2554 : บทคดั ย่อ) ที่ศึกษาวิจยั เรื่องการบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักธรรมาภบิ าลสานกั งาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ท่ีพบว่า ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีต่อ
การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาเพชรบุรีและสานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประจวบคีรีขนั ธ์ ในภาพรวมอย่ใู นระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก
เรียงลาดับจากมากไปหาน้อย มากท่ีสุด ได้แก่ ด้านหลักความโปร่งใส รองลงมา ได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม และ
ลาดับสุดท้าย ไดแ้ ก่ ด้านหลกั ความคมุ้ ค่า
5. จากผลการวิจัยที่พบว่า การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 การบริหารงานบุคคลตามหลักการมีส่วนร่วม
เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายข้อพบว่า เรือ่ งการสรรหาและบรรจแุ ตง่ ตั้ง และเรือ่ งการพัฒนาขา้ ราชการครูและบคุ ลากร
มีการปฏิบัติสูงท่ีสุด ส่วนเรื่องการเปล่ียนตาแหน่งให้สูงข้ึน การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
และเร่ืองการดาเนินการทางวนิ ยั และการลงโทษมีการปฏิบตั ิตา่ ทสี่ ุด ทัง้ นีอ้ าจเน่อื งมาจากการสรรหาและบรรจุ
แต่งตั้ง เพ่ือให้ได้มาซ่ึงบุคคลจะต้องอาศัยความรว่ มมือจากผู้เก่ียวขอ้ งท้ังระดับบุคคลและหน่วยงาน ส่วนการ
พฒั นาบุคลากรให้มีคุณภาพเหมาะสมยิ่งข้ึนจะต้องเปิดเปดิ โอกาสให้ครูและบุคลากรมีส่วนร่วมในการวางแผน
เสนอความคิดเห็นประกอบการตัดสินใจ กาหนดแนวทางและวิธีการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรอย่าง
เหมาะสม ส่วนการเปล่ียนตาแหน่งให้สูงขึ้น การย้าย และการดาเนินการทางวินัยและการลงโทษเป็นไปตาม
ระเบียบขั้นตอนที่โรงเรียนจะต้องพิจารณาดาเนินการตามปกติ โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมในระดับต่าดังกล่าว
สอดคล้องกับงานวิจัยของพระศรีพรรณ โชติปัญโญ (สุวรรณแสง) (2556: บทคัดย่อ) ที่ศึกษาวิจัยเรื่องการ
บริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อาเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ทีพ่ บว่า การบรหิ ารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผูบ้ ริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยรวมอยูใ่ นระดบั มาก
เมอื่ พิจารณารายด้านพบว่าอย่ใู นระดับมากทุกข้อเรียงจากมากไปหานอ้ ย ด้านหลักนิตธิ รรม ด้านหลกั คณุ ธรรม
ดา้ นหลกั การมสี ่วนร่วม ดา้ นหลักความโปร่งใส ดา้ นหลักความคุ้มคา่ ด้านหลกั ความรับผดิ ชอบ
6. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 การบริหารงานบุคคลตามหลักความรับผิดชอบ
เม่ือพจิ ารณาเปน็ รายขอ้ พบว่า เรอื่ งการส่งั พกั ราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนมีการปฏิบัตสิ งู ทส่ี ุด
ส่วนเร่ืองการเปล่ียนตาแหน่งให้สูงขึ้น การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เร่ืองการออกจาก
ราชการ และเร่ืองการรายงานการดาเนินการทางวนิ ัยและการลงโทษมกี ารปฏบิ ัติตา่ ท่ีสุด ทั้งนีอ้ าจเน่ืองมาจาก
การสั่งพักราชการและการสงั่ ให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นการตัดสินชะตาชีวิตในราชการของบคุ ลากร ดังนั้น
การดาเนินในเรื่องดังกล่าวน้ี ผู้บริหารและผู้เก่ียวข้องจะต้องสอบสวนมีข้อมูลประจักษ์ชัดเจน และต้อง
รับผิดชอบต่อการตัดสินใจดาเนินการเป็นอย่างสูง เพราะการตัดสินใจลงโทษที่ผิดพลาด ย่อมหมายถึง
570 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
การตัดสินอนาคตทางราชการของบุคลากรน้ัน ๆ ทันที ส่วนการเปลยี่ นตาแหนง่ ระดับสูงและการย้ายมจี านวน
ท่ีจากัดส่งผลให้การดาเนินการล่าช้า การออกจากราชการย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และการ
ดาเนินการทางวินัย การลงโทษ ผบู้ ังคับบัญชาจะวา่ กล่าวตกั เตือนเป็นเบื้องต้น แต่ยังไม่ดาเนินการรายงานทาง
วนิ ัย สอดคล้องกับงานวิจยั ของจารุณี คะตะโคตร์ (2557: บทคัดย่อ) ที่ศกึ ษาวิจัยเรื่องการใช้หลกั ธรรมาภบิ าล
ในการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมนครพนม เขต 2 ท่ีพบว่า
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมอื่ พิจารณารายด้านพบวา่ ด้านทีม่ ีค่าเฉลย่ี เรยี งจากมากไปหานอ้ ย คอื ด้านหลัก
นิตธิ รรม ด้านหลักความรับผดิ ชอบ ดา้ นหลักความโปรง่ ใส ด้านหลักการมสี ว่ นร่วม ด้านหลกั คุณธรรม และด้าน
หลกั ความคุม้ คา่ ตามลาดับ
7. จากผลการวิจยั ที่พบวา่ การบรหิ ารงานบุคคลตามหลักธรรมาภบิ าลของโรงเรียน สงั กดั สานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 การบริหารงานบุคคลตามหลักความคมุ้ ค่า เมือ่ พิจารณาเป็น
รายขอ้ พบว่า เรื่องการส่งเสริมและยกย่องเชดิ ชูเกยี รติมีการปฏิบัติสงู ท่ีสุด สว่ นเรอ่ื งการริเริม่ ส่งเสรมิ การขอรับ
ใบอนุญาตมกี ารปฏิบตั ิตา่ ทส่ี ุด ทั้งนีอ้ าจเนือ่ งมาจากการส่งเสริมและยกยอ่ งเชิดชูแกบ่ คุ ลากรจะสามารถส่งเสริม
ขวญั และกาลังใจในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี โดยไม่ตอ้ งลงทุนใช้งบประมาณมากมาย นบั ว่าเป็นการกระทา
ที่ค้มุ คา่ ท่ีสดุ ทผี่ บู้ รหิ ารจะสามารถทาได้ สว่ นการรเิ ริม่ สง่ เสรมิ การขอรับใบอนุญาต ผบู้ รหิ ารอาจจะไมไ่ ด้มีหนา้ ท่ี
โดยตรงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของครูที่ต้องดาเนินการผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับงานวิจัยของ
บุษกร อุ่นติ๊บ (2555: บทคัดย่อ) ที่ศึกษาวิจัยเรื่องการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียน
ประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ที่พบว่า สภาพปัจจุบันในการ
บริหารงานบุคคลตามหลักธรมาภิบาลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ในสภาพรวมสภาพการปฏิบัติอยใู่ นระดับมาก เม่ือพจิ ารณาเป็นรายดา้ น พบว่า
สภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลาดับของค่าเฉล่ียจากมากไปน้อยได้ ดังนี้หลักความคุ้มค่า
หลกั ความโปรง่ ใส หลกั คุณธรรม หลักนิติธรรม หลกั ความรับผดิ ชอบและหลกั ความมสี ่วนร่วม
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้
1. ผู้บริหารควรปฏิบัติตามระเบียบ กฎเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ โดยเคร่งครัด พิจารณาด้วยเหตุผล
ตามความเป็นจรงิ อยา่ งเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ดาเนนิ การทางวนิ ัย และการลงโทษ
2. ผู้บริหารควรดาเนินการเกี่ยวกับการเล่ือนขั้นเงินเดือนของบุคลากรอย่างมีระบบขั้นตอนอย่าง
ชดั เจนเหมาะสมด้วยความเปน็ ธรรม สามารถชี้แจงแกบ่ ุคลากรได้
3. ผบู้ รหิ ารควรใช้หลกั การมสี ่วนรว่ ม เป็นหลักการสาคญั ในการสร้างความรว่ มมือจากบคุ ลากรทุก
ฝา่ ยในกจิ กรรมตา่ งๆ ตามความเหมาะสม
4. ผู้บริหารควรบริหารงานบุคคลตามหลักความรับผิดชอบ ประกอบหลักนิติธรรมและคุณธรรม
หรือหลักธรรมาภิบาล อันอย่างเหมาะสมในการดาเนินการเก่ียวกบั เร่ืองที่อาจมีผลกระทบต่อบุคลากรและคน
ในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องการพกั ราชการและสงั่ ให้ออกจากราชการ
5. ผู้บริหารควรให้บริหารงานบุคคลตามหลักความคุ้มค่าในกิจกรรมต่างๆ โดยยึดหลัก
ความประหยัด แต่เกดิ ประโยชนส์ งู สุด
6. สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องควรมี
นโยบายและแนวทางดาเนนิ การท่ีชัดเจนให้โรงเรยี นนาหลักธรรมาภบิ าลไปใชใ้ นการบริหารงานบุคคล
ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 571
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
1. ควรศึกษาการบริหารงานบคุ คลตามหลักธรรมาภิบาลของผูบ้ ริหารโรงเรียนประถมศกึ ษาโดยใช้
ระเบียบวธิ วี จิ ยั เชิงคณุ ภาพ เพือ่ ให้ได้ขอ้ มลู เชิงลึกนามาพัฒนาการบรหิ ารงานบคุ คล
2. ควรศึกษาการบรหิ ารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรยี นประถมศึกษาในบรบิ ทตา่ งๆ
3. ควรศึกษาปจั จัยที่มผี ลตอ่ การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภบิ าลท่ีกอ่ ใหเ้ กิดประสิทธิผลใน
การปฏิบตั ิงานของสถานศกึ ษาต่าง ๆ ทงั้ ของรัฐและเอกชน
กติ ติกรรมประกาศ
วทิ ยานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จได้ โดยได้รับความอนเุ คราะห์ในการให้คาแนะนาจาก รองศาสตราจารย์ดร.
สมั มา รธนิธย์ อาจารยท์ ีป่ รึกษาวทิ ยานิพนธ์ และขอขอบพระคุณคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์รองศาสตราจารย์
ดร.ประกอบ คุณารกั ษ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ ยิกสุ ังข์ และผู้เช่ียวชาญตรวจเครื่องมอื รองศาสตราจารย์
ดร.วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์ ดร.ธัญสินี เล่าส้ม นายเชาวพงษ์ ทีวะรัตน์ ที่ช่วยตรวจสอบเครื่องมือในการทาวิจัยในครง้ั นี้
สุดท้ายน้ี คุณค่าและประโยชน์ที่พึงเกิดจากวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี ผู้วิจัยขอกราบบูชาเป็นกตัญญูตาแด่บิดา มารดา
ของผู้วิจัย ที่ให้การสนับสนุนในด้านการศึกษา ตลอดจนผู้มีพระคุณทุกท่าน ท่ีทาให้ผู้วิจัยมีกาลังใจจนสามารถ
จัดทาวทิ ยานิพนธฉ์ บบั นเ้ี สรจ็ สมบรู ณ์
เอกสารอ้างองิ
กิตติคุณ เกล้ียงเกลา. สภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในรูปแบบการบริหารองค์คณะบุคคลใน
สถานศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5. วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญา
ครศุ าสตร มหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี, 2554.
กลมุ่ นโยบายและแผน, สานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1. แผนปฏบิ ตั ิการประจาปี
งบประมาณ 2559. ปทมุ ธานี: สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1. 2559.
จารุณี คะตะโคตร์. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานของผู้บรหิ ารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษานครพนม เขต 2. วิทยานิพนธป์ ริญญาครุศาสตรมหาบัณฑติ
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสกลนคร, 2557.
บุษกร อุ่นตบ๊ิ . การบริหารงานบุคคลตามหลกั ธรรมาภิบาลของโรงเรยี นประถมศึกษาสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศกึ ษาประถมศึกษาเชยี งราย เขต 3. วิทยานิพนธป์ รญิ ญาครุศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาราชภฎั เชียงราย, 2555.
ประยงค์ แดงบุสดี. การศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัด
สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2. วทิ ยานิพนธป์ ริญญาครุศาสตรมหาบณั ฑิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 2558.
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564).ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม 13 ตอนท่ี
115 ก. หนา้ 129. 30 ธันวาคม 2559.
พระศรีพรรณ์ โชติปัญโญ (สุวรรณแสง). การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน
มัธยมศึกษา อาเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2556.
572 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
สมั มา รธนิธย.์ หลักทฤษฎีและการปฏบิ ตั กิ ารบริหารการศกึ ษา. พมิ พ์ครงั้ ท่ี 4. กรุงเทพฯ: ขา้ งฟ่าง, 2560.
สุรพล เคยบรรจง. การบริหารงานบุคคลโดยใช้หลักธรรมาภิบาลสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาเพชรบุรี และ
ประจวบคีรีขันธ์. วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาครุศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบรุ ี, 2554.
สานักนายกรัฐมนตรี. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมท่ีดี
พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: สานกั นายกรัฐมนตรี, 2542.
ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 573
574 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การพัฒนาโปรแกรมพฒั นาครูด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL)
ของโรงเรยี นในสงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษารอ้ ยเอ็ด เขต 3
A Developing Program for Teacher Training on Learning Activity
Management by Using The Brain Base Learning Method for Primary
Schools In Roi – Et Educational Area 3
อรโุ ณทัย ระหา1
ภมรพรรณ์ ยุระยาตร์2
บทคดั ย่อ
การวิจัยครง้ั นี้มีความมุ่งหมายเพ่ือ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของโปรแกรม
พัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษารอ้ ยเอ็ด เขต 3 2. เพื่อพัฒนาโปรแกรมพัฒนาครดู ้านการจัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้
สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนระดับปฐมวัยของโรงเรยี นในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จานวน 248 คน แยกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จานวน 48 คน และ
ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จานวน 200 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งช้ัน โดยวิธีการกาหนดขนาดกลุ่ม
ตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan และผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินความเหมาะสมและความ
เป็นไปได้ จานวน 5 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์
และแบบประเมิน ซ่ึงทดสอบค่าความเชื่อม่ันอยู่ท่ี .95 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย
และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ัย พบว่า
1. สภาพปัจจุบันจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์จัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
(BBL) โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกด้านและผล
การศึกษาลาดับความต้องการจาเป็นในการพัฒนาโปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรยี นในสังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาร้อยเอ็ด เขต 3 เรียงลาดับ
ตามความต้องการจาเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ด้านหนังสือเรียนและใบงาน ด้านห้องเรียนเปลี่ยนสมอง
ดา้ นสนามเดก็ เล่น ด้านพลิกกระบวนการเรียนรู้ และ ด้านส่ือและนวัตกรรมการเรียนรู้
คาสาคญั : การพฒั นาโปรแกรมพฒั นาครู, การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน, โรงเรียนในสงั กัด
สานักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษารอ้ ยเอด็ เขต 3
1หลักสตู รปรญิ ญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 575
2สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
ปีท่ี 17 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560)
2. โปรแกรมพัฒนาครูด้านการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนใน
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีองค์ประกอบดังน้ี 1) ท่ีมาและความสาคัญ
ของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3) เป้าหมาย 4) วิธีการพัฒนา 5) องค์ประกอบของโปรแกรม
6)รายละเอียดของเนื้อหามีองค์ประกอบ 5 ด้าน ประกอบด้วย 6.1) ด้านสนามเด็กเล่น 6.2) ด้านห้องเรียน
เปลี่ยนสมอง 6.3) ด้านพลิกกระบวนการเรียนรู้ 6.4) ด้านหนังสือเรียนและใบงาน และ 6.5) ด้านสื่อและ
นวัตกรรมการเรียนรู้ 6.7) แนวการจัดกิจกรรม 6.8) เทคนิคและเครื่องมือ และ 6.9) การประเมินผล และผล
การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 พบว่า
มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดบั มากทสี่ ุดทุกองคป์ ระกอบ
Abstract
The purposes of this research were to : 1. examine current conditions and desirable
conditions of A Developing Program for Teacher Training on Learning Activity Management by Using
The Brain Base Learning Method for Primary Schools in Roi – Et Educational Area 3, 2. construct
A Developing Program for Teacher Training on Learning Activity Management by Using The Brain
Base Learning Method for Primary Schools in Roi – Et Educational Area 3. The sample consisted of
248 school administrators and teachers, consisting of 48 administrators and 200 teachers in Primary
Schools in Roi – Et Educational Area 3 by stratified random sampling, obtained using Krejcie and
Morgan and 5 experts to evaluate. The instruments used in collecting data were a questionnaire, an
interview form, and evaluation form. The Cronbarch’s alpha reliability coefficient of the
questionnaire was .95. The statistics used for analyzing data were percentage, mean, and
standard deviation.
The result of the research were as follows :
1. The current condition of learning activity management in brain base learning
was in the high level. The desirable conditions of learning management in brain base learning
was in the highest level and need analysis of A Developing Program for Teacher Training on
Learning Activity Management by Using The Brain Base Learning Method for Primary Schools
in Roi – Et Educational Area 3. The result were found book and learning resources/ brain
move classroom/ playground/ learning process/ and resource and innovation.
2. A Developing Program for Teacher Training on Learning Activity Management by
Using The Brain Base Learning Method for Primary Schools in Roi – Et Educational Area 3
consisted of six components include 1) statement of the program 2) the objective of the
program 3) the goal of the program 4) process 5) components of program 6) description of
program include 6.1) playground 6.2) book and learning resources 6.3) brain move classroom
6.4) learning process 6.5) resource and innovation 6.6) guideline activity 6.7) instrument and
technique 6.8) evaluation.
576 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
The result of the appropriateness and feasibility evaluation of A Developing Program
for Teacher Training on Learning Activity Management by Using The Brain Base Learning
Method for Primary Schools in Roi – Et Educational Area 3, the total score was at the highest
level.
Keywords : A Developing ProgramforTeacher Training on Learning Activity Management,
The Brain Base Learning Method, Primary Schools In Roi – Et Educational Area 3
บทนา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศกั ราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พุทธศกั ราช
2545 ได้กาหนดความมุ่งหมายและหลักการในการจัดการศึกษาในหมวด 4 มาตรา 6 ไว้ว่า การจัดการศึกษา
ต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้คุณธรรมมี
จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุขและยังได้กาหนดแนว
ทางการจัดการศึกษาไว้ในมาตรา 24 (5) กาหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถ
จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ส่อื การเรียน และอานวยความสะดวก เพื่อใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรียนรู้และมีความ
รอบรู้ ทั้งน้ีผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปด้วยกัน จากส่ือการเรียนการสอน และแหล่งจิตวิทยาการประเภท
ต่างๆ กรมวิชาการ (2545 : 12-14) รัฐให้ความสาคัญกับการจดั การศึกษาโดยสนับสนุนให้มกี ารจัดการเรียนรู้
ให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง โดยครูต้องมีการเตรียมการจัดการเรียนการสอนก่อนที่จะ
ดาเนินการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น
ดงั นน้ั ครูจึงมีความสาคัญอย่างมากในการวางแผนการจัดการเรยี นการสอนโดยครูต้องไดร้ ับการพฒั นาศักยภาพ
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2548 : 45) การที่จะบรรลุความสาเร็จตามพระราชบญั ญัติการศึกษา
แหง่ ชาตดิ ังกล่าว จาเป็นตอ้ งมีความและบุคลากรทางการศึกษาทมี่ ีคุณภาพและมาตรฐานเหมาะสมกับการเป็น
วิชาชีพชั้นสูง เพราะครูเป็นปัจจัยสาคัญในกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน รวมทั้งในการจัดการ
เรียนการสอนต้องมีเนื้อหาสาระและกิจกรรมสอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนตามความ
แตกต่างระหว่างบุคคล จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นการผสมผสานสาระความรู้
ด้านตา่ งๆ ที่เกดิ ข้ึนในการจัดการเรยี นการสอนและช่วยพัฒนาตนเองให้สามารถจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเพราะครูเป็นผู้ทราบปัญหาของตนได้ดีท่ีสุด สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2545 :
135-139) ดังน้นั การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรใช้เทคนิคการสอนหลากหลายวิธี ที่มุ่งให้นักเรียนได้
รว่ มทากิจกรรมโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เน้นการจัดการเรียนรู้ทีเ่ อาชวี ิตจรงิ และกาหนดเงื่อนไขการรับร้ขู อง
นกั เรียนเป็นตัวตงั้ นักเรียนมอี ิสรภาพและควรได้รับการส่งเสรมิ ใหพ้ ัฒนาเต็มศักยภาพของความเป็นมนุษยท์ ั้ง
จิตใจ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม นักเรียนควรไดร้ ับการพัฒนาแบบองค์รวม (สภุ รณ์ สภาพงศ์ (2545 : 16)
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain – Based - Learning) เป็นการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับการ
ทางานของสมอง ผู้เรยี นเรียนรู้ด้วยอารมณ์ทางบวก เรียนรจู้ ากประสบการณ์เดิม การปฏิบตั ิเชื่อมโยงกับองค์
ความรู้ใหม่ โดยการจัดกิจกรรมท่หี ลากหลายให้ผู้เรยี นไดส้ ร้างสรรค์ความรู้ ผลงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สามารถจาได้นานแม่นยานาไปใช้ได้ทันที การฝึกกระบวนการคิดเพื่อสร้างความรู้และกระบวนการสมองเป็น
ศูนย์กลางการบัญชาการของร่างกาย ทาหน้าที่ควบคุมการทางานทุกส่วนของร่างกายและเรียนรู้สภาวะ
แวดลอ้ มรวมทัง้ การคดิ คน้ สงิ่ ใหมๆ่ สมองจะประกอบดว้ ยเซลล์หลายพันล้านเซลล์ ทาหน้าที่รบั และสง่ สัญญาณ
ประสาทจากเซลล์อื่นๆ ในรูปของคล่ืนไฟฟ้า ทางานโดยผ่านเซลล์หน่ึงไปยังอีกเซลล์หนึ่งต่อเนื่องกันเป็นวงจร
ซ่ึงจะเปน็ สะพานไฟฟา้ ให้วง่ิ ไดร้ วดเร็วขึ้น การกระตุ้นเซลล์สมองโดยการเรียนรูจ้ ากการกระทา สมองจะบันทึก
ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 577
ไวเ้ ม่ือมกี จิ กรรมนซี้ า้ อีกสมองกจ็ ะบนั ทึกไว้ซา้ อกี เมือ่ ทาบ่อยๆ ดว้ ยกจิ กรรมที่แตกตา่ งกันหรือในเร่ืองเดียวกัน
จะทาให้สมองบันทึกไว้แล้วส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทั กษะการเรียนรู้ได้อย่างแม่นยาและจาได้ยาวนาน
โกวิท ประวาลพฤกษ์ (2547 : 11-16) การเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญคือมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง
ด้วยกระบวนการศกึ ษาคน้ คว้าตา่ งๆ การเรยี นรแู้ บบกลุ่มรว่ มมือ ผเู้ รียนไดร้ ่วมมอื กนั ศกึ ษาคน้ ควา้ จนได้ความรู้
และผลงาน การเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิดช่วยส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ทาให้เข้าใจและจาเร่ืองท่ีเรียนได้
การจัดกิจกรรมโดยเกมส่งเสริมให้ผู้เรียนร่วมกันเรียนรู้สงู สุดเพ่ือชัยชนะของกลุ่ม และการเรยี นร้โู ดยใชส้ มอง
เป็นฐานเป็นการสอนย้า ซ้า ทวน ด้วยกิจกรรมหลากหลาย โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเป็นระบบด้วย
ตนเอง ซึง่ ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ถาวร การจัดกจิ กรรมทั้ง 8 ขั้นตอนนี้เป็นหลักการท่ีมุง่ ให้ผู้เรียนได้ลง
มือทาเอง ได้ฝึกฝนในเรื่องเดิมทาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และจดจาได้อย่างแม่นยา ซึ่งสอดคล้องกับการ
จดั การเรียนร้ทู เ่ี น้นผู้เรียนเป็นสาคัญและยงั สอดคล้องกบั หลักการเรียนของ BBL (Brain – Based - Learning)
คือการเรียนเร่ืองเดิมโดยให้นักเรียนร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย เพ่ือช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่แม่นยาและจาได้นาน
ผู้สอนสามารถปรับกิจกรรมโดยลดหรือเพิ่ มและปรับใช้ส่ือได้อย่างหลากหลาย ซ่ึงผู้สอนสามารถยืดหยุ่น
กระบวนการเรยี นรไู้ ด้ตามความเหมาะสมของเน้อื หาสาระในกล่มุ ประสบการณต์ า่ งๆ ผู้สอนสามารถนาแนวคิด
โดยใช้สมองเปน็ ฐานไปใช้ในการจดั กิจกรรมการเรียนรไู้ ด้ทกุ กล่มุ สามารถเรียนรู้ทุกเน้อื หาวชิ าและทกุ ช่วงช้ัน
วมิ ลรัตน์ สนุ ทรโรจน์ (2554 : 64-65)
กระบวนการในการศึกษาค้นคว้าผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมอง
เป็นฐาน โดยยึดกรอบการศึกษาของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ
(2558 : 1) ซึ่งใช้กระบวนการพัฒนาตามแนวคิด Brain-Based-Learning แบ่งขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ในรูปแบบของกุญแจ 5 ดอก คือ กุญแจดอกที่ 1 สนามเด็กเลน่ กุญแจดอกท่ี 2 หอ้ งเรียนเปลี่ยนสมอง กุญแจ
ดอกที่ 3 พลิกกระบวนการเรยี นรู้ กุญแจดอกท่ี 4 หนังสือเรยี นและใบงาน กุญแจดอกที่ 5 ส่ือและนวัตกรรม
การเรียนรู้ ซ่ึงได้มาจากแนวคิดการเรียนรูโ้ ดยใช้สมองท่ีจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรยี นเป็นสาคัญคือมุ่งให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยกระบวนการศึกษาค้นคว้าต่างๆ ดังน้ันครูผู้สอนจึงมีหน้าที่ในการสร้าง
ส่ิงแวดล้อมในการเรียนรู้แก่ผู้เรียนในลักษณะท่ีทันสมัย เพลิดเพลิน แต่ท้าทาย และชวนให้หาคาตอบ
เพอื่ กระต้นุ ให้ผ้เู รียนเกิดการต่นื ตัวแบบผ่อนคลายมากกวา่ ความรู้สึกเครียด กังวลและกดดนั เพราะสง่ิ แวดลอ้ ม
ดงั กล่าวอาจทาให้เกิดผลลัพธ์การเรยี นรู้ทางลบแกผ่ ู้เรียนได้ สิ่งสาคญั คือ ผู้สอนควรมีการจัดกิจกรรมที่บรู ณา
การระหว่างกิจกรรมหลายๆ รูปแบบเขา้ ด้วยกันและเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนเลือกท่ีจะทากิจกรรมใดกิจกรรมหน่ึง
ตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ รวมถงึ เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้เรียนรตู้ ามอตั ราความกา้ วหน้าของ
การเรยี นรขู้ องผู้เรยี น วโิ รจน์ ลักขณาอดิศร (2550 : เวบ็ ไซต)์
จากการสารวจสภาพปัจจุบันและปัญหาของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้ นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ผู้วิจัยได้เห็นว่าควรมีการส่งเสริม สนับสนุนให้ครูมีความตระหนัก ให้มีความรู้
ความเข้าใจหลักการจดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based-Learning : BBL) และสามารถ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีขอบข่ายตามแนวทางพัฒนาการทางสมองในรูปแบบของกุญแจ 5 ดอก เพื่อให้
นักเรียนมีความพร้อมทุกด้านมีพัฒนาการทางสมองเต็มตามศักยภาพและเหมาะสมตามวัยจึงได้ศึกษาและ
พัฒนาโปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนในสังกัด
สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 เพ่อื นาไปเป็นแนวทางในการนาไปประยกุ ตใ์ ช้การจัด
กิจกรรมการเรยี นรอู้ ยา่ งเหมาะสมต่อไป
578 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั
1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึงประสงค์ของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
(BBL) ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
2. เพ่ือพัฒนาโปรแกรมพัฒนาครูดา้ นการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐาน (BBL) ของโรงเรียน
ในสงั กดั สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาร้อยเอด็ เขต 3
ขอบเขตของการวิจัย
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย การวจิ ัยครัง้ นไี้ ดย้ ึดกรอบแนวคิดในการวิจยั ประกอบด้วย
กรอบแนวคิด Brain–Based-Learning ผู้วิจัยได้ศึกษาและสรุปกรอบของ Brain–Based-
Learning จากกรอบแนวคิด ทฤษฎที ี่เกี่ยวข้อง และสรปุ สาระสาคัญท่ีนามาใช้ คือแบ่งขั้นตอนการจัดกจิ กรรม
การเรียนรู้ในรูปแบบของกุญแจ 5 ดอก ดังน้ี กุญแจดอกท่ี 1 สนามเด็กเล่น กุญแจดอกท่ี 2 ห้องเรียนเปล่ียน
สมองกุญแจดอกที่ 3 พลิกกระบวนการเรยี นร้กู ญุ แจดอกท่ี 4 หนงั สอื เรียน และใบงาน และกญุ แจดอกที่ 5 สื่อ
และนวัตกรรมการเรียนรู้
วิธีดาเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนระดับปฐมวัยของ
โรงเรียนในสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จานวน 248 คน แยกเป็นผ้บู รหิ าร
สถานศึกษา จานวน 48 คน และ ครูผูส้ อนระดับปฐมวัย จานวน 200 คน ไดม้ าโดยการสมุ่ ตัวอย่างแบบแบ่งช้ัน
โดยวธิ ีการกาหนดขนาดกล่มุ ตวั อย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan
เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั ไดแ้ ก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ และ3) แบบประเมิน
สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ร้อยละ (Percentage) 2) ค่าเฉลี่ย (Mean) 3) ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation) และ 4) การวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยการวิเคราะหเ์ น้อื หา (Content Analysis)
ผลการวิจยั การวิจัย
ในการสรุปผลการวจิ ัย ผู้วจิ ยั ได้นาเสนอผลของการวิจยั ดงั นี้
1. สภาพปัจจุบันจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์จัดการเรียนรู้โดยใช้สมอง
เป็นฐาน (BBL) โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสดุ และเม่ือพจิ ารณาเป็นรายด้านพบวา่ อยู่ในระดับมากที่สุดทกุ ดา้ น
และผลการศึกษาลาดบั ความต้องการจาเปน็ ในการพฒั นาโปรแกรมพฒั นาครดู า้ นการจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดย
ใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
เรียงลาดับตามความต้องการจาเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านหนังสือเรียนและใบงาน ด้านห้องเรียน
เปลีย่ นสมอง ดา้ นสนามเด็กเล่น ดา้ นพลกิ กระบวนการเรยี นรู้ และ ด้านสือ่ และนวัตกรรมการเรยี นรู้
2. โปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนใน
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีองค์ประกอบดังน้ี 1. ที่มาและความสาคัญ
ของโปรแกรม 2. วัตถุประสงคข์ องโปรแกรม 3. เปา้ หมาย 4. วิธกี ารพัฒนา 5. องค์ประกอบของโปรแกรมและ
6. รายละเอียดของเน้ือหา มีองค์ประกอบ 5 ด้าน ประกอบด้วย 6.1) ด้านสนามเด็กเล่น 6.2) ด้านห้องเรียน
ปที ี่ 17 ฉบับพเิ ศษ (ธันวาคม 2560) 579
เปลี่ยนสมอง 6.3) ด้านพลิกกระบวนการเรียนรู้ 6.4) ด้านหนังสือเรียนและใบงาน และ 6.5) ด้านสื่อและ
นวตั กรรมการเรียนรู้
อภิปรายผลการวิจัย
ผลจากการวิจัยครั้งนี้มีประเด็นสาคัญท่ีค้นพบจากการพัฒนาโปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัด
กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรยี นในสังกดั สานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษา
รอ้ ยเอ็ด เขต 3 และสามารถนามาอภปิ รายผลได้ ดงั น้ี
1. สภาพปัจจุบันจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้านพบวา่ ทุกดา้ นอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพทีพ่ ึงประสงค์จัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐาน
(BBL) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกด้าน และ
ผลการศึกษาลาดบั ความต้องการจาเป็นในการพัฒนาโปรแกรมพฒั นาครูด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3
เรียงลาดับตามความต้องการจาเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านหนังสือเรียนและใบงาน ด้านห้องเรียน
เปลยี่ นสมอง ด้านสนามเด็กเล่น ด้านพลิกกระบวนการเรียนรู้ และ ด้านสื่อและนวัตกรรมการเรยี นรู้ และจาก
ผลการศึกษาดังกล่าวจึงจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องมีการพัฒนาครูในด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
(BBL) ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ไพรินทร์ หลอมประโคน (2555 : 44) ได้สรุปว่าการเรียนรู้โดยใช้สมอง
เปน็ ฐานมีความสาคัญในการจัดกระบวนการเรยี นรูและการออกแบบการเรียนรูเพื่อให้ผู้เรยี นพัฒนาสมองด้าน
ต่างๆ เปน็ การตระหนกั ถึงความสาคัญของการพฒั นาศักยภาพสมองในแต่ละช่วงวยั อยา่ งเหมาะสม จึงนามาซึ่ง
กระบวนการจัดการและกระตุ้นการเรียนรูตามแนวทางพัฒนาการและการเรียนรูที่สอดคล้องกับสมองเพ่ือให้
เดก็ มีระดับสติปัญญาและวุฒภิ าวะทางอารมณ์สูงขนึ้ สามารถปรับตัวเข้ากบั สงิ่ แวดล้อมได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
เป็นพลังขับเคล่ือนประเทศชาติไปสู่โลกอนาคตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ
วิลาวัณย์ บุญเพียง (2555 : 86) พบว่า ระดับความรู้ของครู ที่สอนในระดับปฐมวัย อยู่ในระดับปานกลาง
แยกเป็นประเด็นต่างๆ เรียงลาดับ ดังน้ี ความร้เู รอื่ งการจดั การศึกษาระดบั ปฐมวัย ความรเู้ ร่ืองการเรยี นรู้โดยใช้
สมองเปน็ ฐาน ความรู้เร่อื งแนวการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง พัฒนาการ
ดา้ นอารมณ์ จติ ใจ และสังคม ความรู้เรื่อง แนวการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ท่ีสอดคล้องกับพัฒนาการทาง
สมอง พัฒนาการ ด้านสติปัญญา ความรู้เรือ่ งแนวการจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ท่ีสอดคลอ้ งกับพัฒนาการทาง
สมอง พัฒนาการทางด้านร่างกาย ความรู้เรื่องหลักการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน และผลการศึกษา
ระดับความตอ้ งการในการเขา้ รบั การฝึกอบรมเฉลี่ยอยใู่ นระดับมาก
2. โปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของโรงเรียนใน
สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาร้อยเอ็ด เขต 3 มีองค์ประกอบดังน้ี ท่ีมาและความสาคัญของ
โปรแกรม วัตถุประสงค์ของโปรแกรม เป้าหมาย วิธีการพัฒนา องค์ประกอบของโปรแกรม รายละเอียดของ
เนื้อหามีองค์ประกอบ 5 ด้าน ประกอบดว้ ย 1) ด้านสนามเด็กเล่น 2) ดา้ นห้องเรียนเปล่ียนสมอง 3) ด้านพลิก
กระบวนการเรียนรู้ 4) ด้านหนังสือเรียนและใบงาน และ 5) ด้านส่ือและนวัตกรรมการเรียนรู้ แนวการจัด
กิจกรรม เทคนิคและเคร่ืองมือ และ การประเมินผล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปะรินทร ชินกลาง (2554 : 125)
580 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
ไดศ้ ึกษาการพัฒนาบุคลากรในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน ศนู ย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบรหิ าร
ส่วนตาบลไร่น้อย อาเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ผลการพัฒนากลุ่มเป้าหมายด้านการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานในวงรอบที่ 1 ดาเนินโดยใช้กลยุทธ์ในการพัฒนา 2 กลยุทธ์ กลยุทธ์แรก ได้แก่
การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากลุม่ เป้าหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การ
เรียนรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐาน สามารถเขียนและนาแผนการจัดประสบการณ์ตามกิจกรรมประจาวันไปใช้ในชั้น
เรียนได้โดยเชิญวิทยากรที่มีความเช่ียวชาญมาบรรยายให้ความรู้ ความเข้าใจ และเทคนิควิธีการจัด
ประสบการณ์ พบวา่ กลุ่มเป้าหมายทงั้ 6 คน มีความรู้ ความเขา้ ใจ และสามารถเขยี นแผนการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานได้ กลยุทธ์ท่ี 2 ได้แก่การนิเทศการสอน เพ่ือให้กลุ่มเป้าหมายท้ัง 6 คน
สามารถนาแผนการจดั ประสบการณ์ระดับปฐมวัยท่ีเขียนไว้ไปใชส้ อนจริงในชน้ั เรียนได้ โดยผู้ศึกษาค้นคว้าได้
นิเทศกลุ่มเป้าหมายเป็นรายบุคคลเพื่อสร้างความม่ันใจให้ข้อเสนอแนะ ปรับปรุง และพัฒนาการจัด
ประสบการณก์ ารเรียนรู้โดยใชส้ มองเป็นฐานในช้ันเรียนได้ สว่ นขั้นตอน BBL เปน็ การเรียนรูท้ เ่ี ก่ียวกับจิตสานึก
และจิตใตส้ านึกยังไมเ่ ป็นท่ีน่าพอใจ กลุ่มเป้าหมายท่ีเป็นครผู ู้ดูแลเดก็ ยังไม่สามารถจดั กิจกรรมได้ในระดับที่น่า
พอใจ เนือ่ งจากยงั ขาดความมั่นใจ ขาดประสบการณ์ประหมา่ วิตกกงั วล และขาดเทคนคิ ในการบริหารสมอง
การใชเ้ พลงประกอบการจดั กิจกรรมกลุ่มผรู้ ่วมศึกษาค้นควา้ ได้ประชุมปรกึ ษาหารอื กนั วางแผนเพอื่ แก้ปัญหาใน
การพัฒนากลุ่มเป้าหมายในการจัดประสบการณ์ ข้ันตอน BBL เป็นการเรียนรู้ที่เก่ียวกับจิตสานึกและจิตใต้
สานึกซ่ึงเป็นประเด็นปัญหาในวงรอบท่ี 2 โดยผู้ศึกษาค้นคว้าให้คาแนะนา แก้ไขปรับปรุง จนทาให้
กลุ่มเป้าหมายสามารถจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัยตามกรอบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมอง
เป็นฐาน 12 ขนั้ ตอน ไดเ้ ป็นอย่างดี
ซ่ึงสอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ ชญานิศา ประชาโชติ (2556 : 118) ได้ศึกษาการพัฒนาครูด้านการ
จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน โรงเรียนอนบุ าลเทศบาลเมืองร้อยเอด็ อาเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานในวงรอบที่ 1
โดยใช้กลยุทธ์การประชุมปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน และการนิเทศ ทาให้ครูผู้สอนเข้าใจถึงการสอนโดยใช้
สมองเป็นฐาน แต่ยังมปี ัญหาในขั้นฝกึ ทักษะ และขั้นกจิ กรรมเกมยังทาได้ไม่ดเี ท่าท่ีควรไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ที่กาหนด กลุ่มผรู้ ่วมศึกษาค้นคว้าจึงได้ประชุมร่วมกันและลงความเห็นว่ากิจกรรมการนิเทศจึงต้องดาเนินการ
พัฒนาในวงรอบท่ี 2 โดยการใช้กลยุทธ์กิจกรรมการนิเทศแบบเข้ม พบว่า กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าได้ปรับ
แผนการพัฒนาเน้นการฝึกปฏิบัติให้มากขน้ึ พร้อมกับดาเนินการนเิ ทศด้วยดารสงั เกตการสอน และการสนทนา
ทางวชิ าการไปดว้ ยพร้อมกนั ทาให้ครูโรงเรียนอนบุ าลเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด มีความมน่ั ใจ ทกุ คนได้แลกเปลยี่ น
เรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ได้แนะนาปรึกษาหารือกัน จนบังเกิดผลดีต่อการพัฒนาการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานมากข้ึน ผลปรากฏว่าครูโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด มีความรู้
ความเข้าใจ สามารถเขียนแผนการจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้และจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
ให้นักเรยี นสามารถปฏบิ ัตติ ามข้นั ตอนไดถ้ ูกตอ้ งและรวดเร็วขึ้น
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของมาลิสา กล้าขยัน (2556 : 96) ได้ศึกษาการพัฒนาบุคลากรด้านการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน โรงเรียนองค์การบริหารส่วนตาบลโคกสะอาด อาเภอฆ้องชัย จังหวัด
กาฬสินธุ์ พบว่า 1) การพัฒนาในวงรอบท่ี 1 โดยใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัตกิ าร การศึกษาดงู านและการ
ปีท่ี 17 ฉบบั พิเศษ (ธนั วาคม 2560) 581
นิเทศ ตามขั้นตอนการวิจยั เชิงปฏิบัติการ การประชุมเชงิ ปฏบิ ัติการ ทาให้ผู้ร่วมศกึ ษาค้นคว้ามีความรู้ความ
เข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน สามารถเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การศึกษาดูงาน ทาให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีประสบการณ์ตรงจากการดู การสาธิตการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 8 ข้ันตอน การนิเทศ ทาให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าสามารถดาเนินการจัด
กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้สมองเปน็ ฐานได้ แต่ในบางข้นั ตอนยังไม่สามารถจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ได้ดีเท่าทค่ี วร
คือ ขั้นเสนอความรู้และข้ันสรุปความรู้ เนื่องจากยังไม่สามารถดาเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ ผู้ศึกษา
คน้ คว้าได้ประชมุ ร่วมกับกลุ่มผู้รว่ มศึกษาคน้ คว้าและวิทยากร โดยมีมติร่วมกันให้ดาเนนิ การพฒั นาบุคลากรดว้ ย
กจิ กรรมนิเทศอีกคร้ัง ในวงรอบท่ี 2 2) การพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์ในการนิเทศ พบว่า กลมุ่ ผู้ร่วม
ศึกษาคน้ ควา้ ได้ปรับแผนการพฒั นา เนน้ การฝึกปฏิบตั ิให้มากขึ้น ผลปรากฏวา่ กลมุ่ ผรู้ ่วมศกึ ษาค้นคว้ามีความรู้
ความเข้าใจ และสามารถจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน ส่งผลให้นักเรียนได้เรยี นรูอ้ ย่างมคี วามสุข
กล้าแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ ได้ลงมือปฏิบัตจิ ริงตามความสนใจ
ซงึ่ สอดคล้องกับงานวิจยั ของ ไพรินทร์ หลอมประโคน (2555 : 130) ได้ศึกษาการพัฒนาบุคลากร
ด้านการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based
Learning) ของโรงเรียนอนุบาลประโคนชัย สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 พบว่า
การดาเนินการพัฒนาบุคลากรในการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัย ตามแนวคิดการจัดการเรยี นร้โู ดยใช้
สมองเป็นฐาน ซึ่งการดาเนินการ 2 วงรอบ โดยวงรอบที่ 1 ดาเนินการประชมุ เชิงปฏิบัติการเพ่ือพัฒนากลุ่มผู้
ร่วมศึกษาคน้ ควา้ ให้มคี วามรู้ ความเข้าใจ สามารถเขียนแผนการจดั ประสบการณ์ และสามารถจดั ประสบการณ์
การเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนร้โู ดยใช้สมองเป็นฐานได้ ตลอดจนการนิเทศติดตามการสอนเพื่อพัฒนา
กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าสามารถนาแผนการจัดประสบการณ์ที่เขียนไว้ไปใช้สอนจริงในชั้นเรียนได้ ซ่ึงพบว่ า
กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นควา้ ยังไม่สามารถจัดประสบการณ์ได้ดีเท่าท่ีควร คือขาดความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้
โดยใช้สมองเปน็ ฐาน จึงไดด้ าเนินการพัฒนาในวงรอบท่ี 2 โดยการนเิ ทศการสอนแบบต่อเนื่อง และสร้างความ
ม่ันใจให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า ซ่ึงผลการพัฒนาพบว่า กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จานวน 8 คน มีความรู้
ความเข้าใจในการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการจดั การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน สามารถเขียนแผนการจัด
ประสบการณ์ได้ รวมทั้งสามารถจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานได้ดีขึ้น
กว่าเดมิ เป็นอยา่ งมาก ตลอดจนนาไปใช้พัฒนาการจดั ประสบการณไ์ ดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสาหรับการนาไปใช้
1. สถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ควรมีการนิเทศภายในเพ่ือพัฒนาบุคลากร
ได้ช่วยเหลือซ่ึงกันและกันสามารถนาผลที่ไดจ้ ากการเข้ารบั การพัฒนาด้วยโปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัดการ
เรียนรูโ้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน (BBL) ไปจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
2. สถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ควรกระตุ้นให้ครูปฐมวัยได้ประยุกต์ใช้กระบวนการ
เรียนการสอน ทั้ง 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านสนามเด็กเล่น 2) ด้านห้องเรียนเปล่ียนสมอง 3) ด้านพลิก
กระบวนการเรยี นรู้ 4) ดา้ นหนังสือเรียนและใบงาน และ 5) ด้านสือ่ และนวตั กรรมการเรยี นรู้
582 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
3. การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) โดยกระบวนการอบรมเชิง
ปฏบิ ตั ิการควรมผี ูเ้ ขา้ รว่ มประชมุ ไมเ่ กิน 10 คน เพราะถ้ามากกวา่ น้ีจะทาให้การประชุมน้ันไม่มีประสทิ ธภิ าพ
4. การพัฒนาครูด้านการจดั การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ควรดาเนินการในช่วงก่อนเปิด
ภาคเรยี น เพราะจะไดน้ าความรู้ ประสบการณ์ ทไ่ี ดร้ บั จากการพฒั นาไปใชจ้ ริงอย่างตอ่ เน่ือง
5. ก่อนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานครูผู้สอนจะต้อง
อธบิ ายให้นกั เรียนใหเ้ ข้าใจบทบาทและหน้าที่ของนักเรียนให้ชดั เจนและเป็นทเี่ ข้าใจก่อนจัดกจิ กรรม
ขอ้ เสนอแนะสาหรับการวิจยั ต่อไป
1. ควรศึกษาและพัฒนาโปรแกรมพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
(BBL) โดยใชร้ ูปแบบหรือกจิ กรรมอ่ืนๆ เช่น การศึกษาดงู าน การสัมมนา การวจิ ัยในชน้ั เรียนการจัดการเรยี นรู้
ท่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ การศกึ ษาเอกสารงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวข้อง
2. สถานศึกษาท่ีจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ควรพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็น
ฐาน (BBL) ใหม้ ีความรู้ความสามารถในการผลิตส่อื ผลติ เครือ่ งมอื วดั ผลและประเมินผลให้ตรงตามวัตถุประสงค์
3. ควรศึกษาตัวแปรตามอนื่ ๆ เพิ่มเติม เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ การคดิ สร้างสรรค์ และการ
ยอมรบั นบั ถอื ตนเองของนกั เรยี น
4. ควรนากิจกรรมการเรียนรู้แบบอ่ืน ๆ มาเปรียบเทียบผลการจัดประสบการณ์กับวธิ ีการจดั การ
เรียนรู้ ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานท้ัง 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านสนามเด็กเล่น
2) ดา้ นห้องเรยี นเปลี่ยนสมอง 3) ด้านพลิกกระบวนการเรียนรู้ 4) ดา้ นหนังสอื เรียนและใบงาน และ 5) ด้านสื่อ
และนวัตกรรมการเรียนรู้
5. ผู้บริหารควรส่งเสริมการทาวิจัยในชั้นเรียน เพื่อท่ีจะทาให้ครูผ้ดู ูแลเด็กทราบถึงข้อบกพร่องใน
การจดั การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ของตนเอง และสามารถดาเนินการปรับปรงุ แก้ไขให้เดก็ ได้รบั การ
พฒั นาท้ังด้านรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ัญญา
กิตติกรรมประกาศ
วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ป ริ ญ ญ า ก า ร ศึ ก ษ า ม ห า บั ณ ฑิ ต ฉ บั บ น้ี ส า เร็ จ ได้ ด้ ว ย คว า ม เม ต ต า ก รุ ณ า จ า ก
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ภมรพรรณ์ ยุระยาตร์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทรศ์ ริ ิสริ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์
ดร.ธรินธร นามวรรณ และรองศาสตราจารย์ ดร.สวุ กจิ ศรีปดั ถา ทีก่ รุณาให้คาปรกึ ษา ให้คาแนะนาให้กาลังใจ
และตรวจแก้ไขขอ้ บกพรอ่ งต่างๆจนเป็นวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ ผู้วิจัยซาบซึ้งในความเมตตากรุณาของท่าน
อาจารย์เปน็ อย่างย่ิง จงึ ขอกราบขอบพระคณุ ในความกรณุ าเปน็ อย่างสงู ไว้ ณ ทีน่ ้ี
เอกสารอา้ งองิ
กรมวชิ าการ. การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาการเรียนรู้ตามหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์คุรสุ ภา
ลาดพร้าว, 2545.
โกวทิ ประวาลพฤกษ์. แนวคิดสาหรบั ประชาชนกบั การพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบันพฒั นา
คุณภาพวชิ าการ (พว.), 2547.
สวุ ทิ ย์ มูลคา และอรอัย มลู คา. 20 วธิ ีจดั การเรียนรู้.กรุงเทพฯ : ภาพพมิ พ,์ 2545.
ปที ่ี 17 ฉบับพเิ ศษ (ธันวาคม 2560) 583
สุภรณ์ สภาพงศ์. “การเรียนรทู้ เี่ น้นผเู้ รียนสาคญั ท่สี ุด,” วารสารวชิ าการ. 5 (3) : 31-32 ;
มีนาคม, 2545.
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. แนวดาเนนิ งานศนู ยเ์ ดก็ ปฐมวัยต้นแบบ.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องคก์ ารรบั ส่งสินคา้ และพสั ดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.), 2548.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน. เอกสารประกอบการอบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารโครงการ ฝึกอบรม
หลกั สตู รการจดั การเรียนรู้ภาษาไทยตามแนวทางพฒั นาการทางสมองตามโครงการพลิกโฉม
โรงเรยี น ป.1 อา่ นออกเขยี นไดใ้ น 1 ปี
https://drive.google.com/file/d/0B9Ugsqtg7ps8UHZIdlEtX0JtY00/view, 2558.
วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. การจัดกิจกรรมการเรยี นรทู้ เ่ี นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคัญตามแนวความคิด
โดยใช้สมองเปน็ ฐาน. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2549.
วิลาวณั ย์ บุญเพียง. การพฒั นาหลกั สตู รฝึกอบรมครเู รือ่ งการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชส้ มองเป็นฐาน
สาหรบั เดก็ ปฐมวัยในสงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎ์ธานี เขต 2
วิทยานพิ นธ์ ค.ม. สรุ าษฎธ์ านี : มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สุราษฎธ์ านี, 2555.
วิโรจน์ ลกั ขณาอดิสร. Brain - based learning.2550. <http://www.funderstand.com>
30 กันยายน 2558.
ไพรินทร์ หลอมประโคน. การพฒั นาบคุ ลากรดา้ นการจดั ประสบการณส์ าหรบั เดก็ ปฐมวยั ตามแนวคิด
การจดั การเรียนรู้โดยใชส้ มองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) โรงเรียนอนุบาลประโคนชยั
สานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาบรุ รี ัมย์ เขต 2 การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2555.
ปะรณิ ทร ชินกลาง. การพฒั นาบคุ ลากรดา้ นการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐาน
องค์การบริหารสว่ นตาบลไรน่ ้อย อาเภอเมือง จังหวัดอบุ ลราชธานี.
การศกึ ษาค้นควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2550.
ชญานิศา ประชาโชต.ิ การพฒั นาครดู ้านการจัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน โรงเรียนอนบุ าล
เทศบาลเมืองร้อยเอด็ อาเภอเมอื ง จงั หวัดรอ้ ยเอด็ . วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2556.
มาลิสา กล้าขยนั . การพฒั นาบคุ ลากรด้านการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้สมองเป็นฐานโรงเรียนองคก์ ารบริหาร
สว่ นตาบลโคกสะอาด อาเภอฆอ้ งชัย จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์. การศกึ ษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2556.
584 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การทางานเปน็ ทมี ท่สี ่งผลตอ่ สมรรถนะประจาสายงานของครูโรงเรยี นเอกชน
ในเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาราชบรุ ี เขต 2
Teamworkafecting Teachers, Functional Competency Inprivate School
Suder Ratchaburi Primary Educational Service Area Office 2
น้องนุช เฟ่ืองไกรศรี1
นภาเดช บญุ เชิดช2ู
พิชญาภา ยนื ยาว3
บทคัดยอ่
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการทางานเป็นทีมของครู 2. ศึกษาระดับของ
สมรรถนะประจาสายงานของครู และ 3. วิเคราะห์การทางานเป็นทีมของครูที่ส่งผลต่อสมรรถนะประจาสายงาน
ของครูโรงเรียนเอกชน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ราชบุรี เขต 2 จานวน 291 คน ได้มาโดยการสุ่มหาสถานศึกษาเอกชนแบบ แบ่งชั้นตามสัดส่วน กระจาย
ตามขนาดของสถานศึกษา เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามท่ีสร้างขึ้ นโดยผู้วิจัยมีค่าดัชนี
ความสอดคล้องระหวา่ ง 0.67 ถึง 1.00 มีค่าความเที่ยงของ การทางานเป็นทีมเท่ากับ 0.98 และมีค่าความ
เที่ยงของสมรรถนะประจาสายงานของครูเอกชนเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหก์ ารถดถอยพหคุ ณู แบบขน้ั ตอน
ผลการวจิ ัย พบวา่
1. การทางานเป็นทีมของครูเอกชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อแยกเป็นรายด้าน พบว่า
ด้านการมีเป้าหมายอยู่ในระดับมากท่ีสุดและด้านการยอมรับนับถือด้านความร่วมมือในการทางาน และ
ด้านความไวว้ างใจอยู่ในระดับมาก
2. สมรรถนะประจาสายงานของครูเอกชนอยู่ในระดับมากทั้งภาพรวม และรายด้านประกอบด้วย
การพัฒนาการเรียนรู้ การบริหารการจัดการช้ันเรียน การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ การวิจัย การจัดการเรียนรู้
และการสรา้ งความรว่ มมือกบั ชมุ ชนตามลาดบั
3. การทางานเป็นทีมประกอบด้วยความไว้วางใจและการมีเป้าหมายร่วมกันเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อ
สมรรถนะประจาสายงานของครูโรงเรียนเอกชนโดยรว่ มกันทานายไดร้ อ้ ยละ 43.40 อย่าง มีนัยสาคญั ทางสถิติ
ทร่ี ะดับ .01 สมการวเิ คราะห์การถดถอยในรปู ของคะแนนดบิ คอื ̂ tot = 1.607 + 0.357 (X3) + 0.244 (X1)
คาสาคัญ : การทางานเปน็ ทมี , สมรรถนะประจาสายงานของครู, โรงเรียนเอกชน
_______________________
1 หลักสูตรครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครปฐม
2คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครปฐม
3 คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม