กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียนในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้สามารถตอบสนองเป้าหมายแต่ล่ะกลุ่มได้
หากจดุ มุ่งหมายของหลักสูตรมุ่งหวังเพียงพฒั นาผู้เรยี นสู่ความเป็นเลิศโดยไม่คานึงถึงศักยภาพและความพร้อม
ของผู้เรียนแต่ละคนแล้วเน้ือหาสาระของหลักสูตรท่ีจัดทาขึ้นก็ไม่มีความหมาย อีกทั้งวิธีการถ่ายทอดความรู้
ไปสูผ่ ้เู รียนขาดการนาไปสกู่ ารคดิ วเิ คราะห์และการฝกึ ปฏบิ ตั ิ
ในด้านสื่อและเทคโนโลยที างการศึกษา พบปัญหาในโรงเรยี นขนาดเลก็ จะขาดแคลนสอ่ื และวัสดุ
อปุ กรณ์การเรยี นการสอน โดยเฉพาะสื่อและเทคโนโลยีมรี าคาแพง ทง้ั นเ้ี นื่องจากเกณฑก์ ารจัดสรรงบประมาณ
ส่วนใหญใ่ ชจ้ านวนนักเรยี นเปน็ เกณฑใ์ จการจัดสรรเท่านน้ั
2. การพฒั นารปู แบบการบริหารจัดการเพอ่ื พัฒนาประสทิ ธิภาพโรงเรยี นขนาดเลก็ ในเขตพืน้ ที่
การศกึ ษาประถมศกึ ษาจังหวัดศรสี ะเกษ และจังหวดั ยโสธร
จากข้อมูลเชิงปริมาณ คุณภาพ การศึกษากรณีศึกษาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กท่ีเป็น
โรงเรียนต้นแบบและการศึกษาเอกสารดังกล่าวข้างต้น ปัจจัยด้านต่างๆ ท้ัง 8 ด้าน ได้ถูกนามาใช้ในการ
กาหนดการพัฒนารูปแบบเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กท้ัง 4 รูปแบบ และเสนอเป็นนโยบาย
การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กพบว่าประสิทธิภาพโรงเรียนหรอื คุณภาพผู้เรียน
ส่งผลต่อประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กซ่ึงผู้วจิ ัยไดอ้ ้างอิงจากงานวจิ ยั ของพิธาน พื้นทอง (2548 : 22) สมั ฤทธ์ิ
กาเพ็ง (2551 : 42) นงลักษณ์ เรือนทอง (2550 : 19) กมลวรรณ รอดจ่าย (2552 : 91) ภูดิศ พัดพิน (2555 : 75)
พณิ สุดา สิริธรังศรี (2556 : 56) และเป็นผลมาจากปัจจัยหรือองค์ประกอบที่สาคัญ 7 ด้านคือ ปัจจัยดา้ นภาวะ
ผู้นาของผู้บริหารปัจจัยด้านสมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศึกษาปัจจัยด้านการจัดสภาพแวดล้อม
เพ่ือการเรียนรู้ปจั จยั ด้านการมสี ่วนร่วมของชุมชนปัจจัยด้านการนานโยบายสู่การปฏิบตั ิปัจจัยด้านการบรหิ าร
จดั การปจั จัยด้านการจัดการเรียนรู้จากการสอบถามและการสัมภาษณ์แบบไม่มโี ครงสรา้ งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้
แสดงความคิดเห็นว่าปัจจัยท้ังหมดที่กล่าวมามีความสาคัญต่อคุณภาพผเู้ รียนเป็นอยา่ งยงิ่ ผลจากการประเมิน
รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อพฒั นาประสทิ ธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาจงั หวัด
ศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร ทั้ง 4 รูปแบบพบว่าผู้ทรงคุณวุฒิเห็นด้วยในเร่ืองของ แนวคิด หลักการ วิธีการ
ข้อดีของรูปแบบ ข้อจากัดของรูปแบบ เง่ือนไขของรูปแบบทุกรูปแบบ ซ่ึงแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการบริหาร
จัดการเพื่อเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กในเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ
และจังหวัดยโสธร ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นอยู่ในระดับดีมาก สามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้กับโรงเรียนประถมศึกษ า
ขนาดเล็กในสภาพท่ีเป็นจริงในปัจจุบนั และอนาคตได้ทุกรูปแบบ
ขอ้ เสนอแนะ
การนาเสนอในตอนน้ี แบ่งออกเป็น 2 สว่ น ได้แก่ การนาข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
และ ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจยั คร้งั ต่อไป โดยมีรายละเอียดดังน้ี
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
1. จากผลการวิจัย พบว่า รูปแบบท่ีควรนาไปใช้เพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก
ควรพัฒนาครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้และประสบการณ์วิชาชีพได้มาตรฐานตามท่ี
พระราชบัญญตั สิ ภาครูและบุคลากรทางการศึกษากาหนด สนับสนุนให้เข้ารับการอบรมความรู้ทางวชิ าการดา้ น
การจัดการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียน เช่น การสอนคละชั้น การบูรณาการ
สาระในหลักสูตร และการรูจ้ ักประยกุ ต์ใชส้ อ่ื เทคโนโลยแี ละแหล่งเรียนรใู้ นท้องถิ่น
2. จากผลการวิจัย พบว่า ปัจจยั ด้านการจัดการเรียนร้เู ป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ
โรงเรียนขนาดเล็กโดยตรง ดงั น้ัน รูปแบบท่ีโรงเรยี นนาไปใช้ควรใหค้ วามสาคญั กบั การจดั การเรียนรู้ทเี่ หมาะสม
สอดคล้องกับบริบทและสามารถแก้ไขปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็ก และเน้นการพัฒนานวัตกรรมการจัด
ปีท่ี 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 341
การเรียนรู้ใหม่ๆ เช่น การสอนแบบคละชั้น การบรู ณาการหลักสูตร โรงเรียนแม่ข่าย ลูกข่าย การใชเ้ ทคโนโลยี
ในการจัดการเรียนการสอน การใช้ DLTV การใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถ่ิน หรืออาจจะผสมผสาน
เทคนคิ วธิ กี ารตา่ งๆ เข้าด้วยกนั เป็นต้น
3. จากผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยการนานโยบายสู่การปฏิบัติส่งผลต่อการดาเนินการพัฒนา
ประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เกิดผลต่อรูปแบบการบริหารจัดการและรูปแบบการจัดการความรู้ของ
โรงเรียนมากกว่าคุณภาพนักเรียนโดยตรง เช่น สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาเข้ามามีบทบาทประสานให้
โรงเรียนขนาดเล็กสามารถรวมกลุม่ เปน็ เครือข่าย หรือสง่ เสรมิ สนับสนุนงบประมาณให้โรงเรยี นขนาดเล็กพัฒนา
นวัตกรรมการเรยี นการสอนทเี่ หมาะสม เป็นต้น
4. จากผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยการมีส่วนร่วมชุมชนส่งผลต่อปัจจัยการจัดการเรียนรู้ ดังนั้น
ชมุ ชนควรเขา้ มามีบทบาทกาหนดรปู แบบการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและวิธกี ารจัดการเรยี นรทู้ ่ีสอดคลอ้ งกับ
ความต้องการของชุมชน และช่วยระดมทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง วัสดุอุปกรณ์ หรือ
การเข้าร่วมเปน็ ภมู ิปญั ญาท้องถิ่นให้กับโรงเรยี นเพื่อสนบั สนุนและส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการ
สอนเปน็ หลัก เพื่อนาไปสกู่ ารพัฒนาประสิทธภิ าพโรงเรยี นขนาดเล็ก
ข้อเสนอแนะในการทาวิจยั ครง้ั ต่อไป
1. เน่ืองจากการศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่เี ก่ียวข้องกับรปู แบบเพ่อื พัฒนาประสิทธิภาพ
โรงเรียนขนาดเล็ก และขอ้ เสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญในการจัดกระบวนการสนทนากลุ่ม พบว่า มปี ัจจัยทางการ
บริหารจัดการบางด้านท่ีผู้วิจัยยังไม่ได้นามาศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ ดังนั้น ควรมีการศึกษาปัจจัยที่คาดว่าจะ
นามาพฒั นารูปแบบเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กเพ่ิมเติม เช่น มาตรฐานวิชาชีพครู การปฏิบัติที่
เป็นเลิศ เป็นตน้
2. จดั ให้มีการศึกษาเปรียบเทยี บและสมั ฤทธิ์ผลที่เกิดจากการบรหิ ารจัดการโรงเรียนขนาดเลก็ ใน
รปู แบบต่างๆ ดงั กล่าว เพื่อการพฒั นานโยบายการพฒั นารูปแบบเพื่อพฒั นาประสิทธิภาพโรงเรียนขนาดเล็กที่
เหมาะสมและความเป็นไปได้ ท่ีก่อให้เกิดประสิทธิภาพทั้งด้านความประหยัด คุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดทาง
การศกึ ษาและการพัฒนาคุณภาพของผ้เู รียน
3. จัดให้มีการวิจัยประเมินผลการนารูปแบบแต่ละรูปแบบไปใช้ในการบริหารจัดการโรงเรียน
ขนาดเล็ก ท่ีเหมาะสมกับบรบิ ท ความพร้อมของสถานศกึ ษา ท้งั ด้านปจั จัยท่ีส่งผลต่อความสาเรจ็ และไมส่ าเร็จ
และผลกระทบท่เี กิดข้ึนในการบรหิ ารจดั การโรงเรยี นขนาดเลก็ แต่ละรปู แบบ
เอกสารอา้ งองิ
กมลวรรณ รอดจา่ ย.การวเิ คราะหป์ จั จยั ทสี่ ่งผลต่อประสิทธภิ าพโรงเรยี นขนาดเลก็ .วิทยานิพนธ์ปริญญา
ดุษฎีบณั ฑติ ภาควิชานโยบาย การจัดการ และความเป็นผนู้ าทางการศกึ ษา คณะครุศาสตร์
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2552.
กติ ตพิ งศ์ โด่งพิมาย.(2551). การศกึ ษาสาเหตทุ ่โี รงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนจัดการศึกษาได้มาตรฐาน
อยู่ในระดบั ดี. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญาดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาการบริหารการศึกษาคณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั วงษช์ วลติ กลุ , 2551.
กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือการประเมินสถานศกึ ษาแบบอยา่ งการจดั การเรียนการสอน และบริหารจัดการ
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงปงี บประมาณ 2552.กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ,
2552.
342 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน,สานักงาน. แนวทางการพฒั นาโรงเรยี นเข้าส่มู าตรฐานการศกึ ษา
ขั้นพน้ื ฐาน. กรุงเทพมหานคร : สานักงานนโยบายและแผนการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน, 2552.
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน,สานักงาน. สานกั งานติดตามและประเมินผลการจดั การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน.
รายงานวจิ ัยเร่ืองการศกึ ษาแนวทางการพฒั นาคณุ ภาพของโรงเรียนขนาดเลก็ ทไี่ ดร้ บั
งบอดุ หนุนค่าใช้จ่ายในการจดั การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน (คา่ ใชจ้ า่ ยรายหัว) สว่ นเพ่ิม (top up)
สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน.กรุงเทพมหานคร: สานักงานติดตามและ
ประเมินผลการจดั การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน, 2547.
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน,สานักงาน. สานักงานนโยบายและแผนการศึกษาข้ันพื้นฐาน. แผนกล
ยุทธศาสตร์เพ่ือการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก ปี 2558-2561. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
ชุมชน สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากัด, 2558.
พธิ าน พ้ืนทอง. 2548.ขอ้ เสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื .
วิทยานพิ นธป์ ริญญาดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาการบรหิ ารการศกึ ษาบัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยขอ่ นแก่น
2548.
พณิ สดุ า สิริรังศรี. รายงานการวิจยั ประกอบรา่ งพระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ....ประเดน็
การกระจายอานาจการบรหิ ารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : พรน้ิ ติง้ , 2551.
สมศักด์ิ ดลประสทิ ธ.์ิ โครงการวิจยั และพฒั นารปู แบบการบรหิ ารจดั การสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน.
(เอกสารอดั สาเนา), 2555.
สัมฤทธิ์ กางเพ็ง. ปัจจัยทางการบริหารที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน: การพัฒนาและการ
ตรวจสอบความตรงของตัวแบบ. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัยมหาวทิ ยาลยั ขอ่ นแกน่ , 2551.
ภูดิส พัดพิน. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงของ
โรงเรียนสังกัดสานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา
มหาวทิ ยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์, 2555.
อุทัย บญุ ประเสริฐ.(2553). การศกึ ษาแนวทางการบริหารและจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษาในรูปแบบการ
บริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน. กรุงเทพมหานคร.โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,Angel
Gurria.OECD Education
Gibson,J.L.;Ivanceyicn, J.M.,& Donnelly, J.H. Oraganization.6thed.Texas: Business Publications, 1988.
Good, C. V. Dictionary of Education. New York: Mc Graw-Hill, Book Company, 1973.
Luenburg, F.C and Ornstein,A.C. Educational AdministrationConcepts and Practices. 4thed.
Belmont, Calif : Thomson, 2004.
McMillan , J.M. & Schmache , S . Research in education . London :Longman, 2001.
Tosi and Carroll,ST. Management. New York: John Wiley and SonsWiller, 1982.
Scientific Sociology. Theory and Method. Englewood cliff,NJ.: Prentice- Hall, 1986.
Terry, G.R. Principles of Managements.7thed. Homewood: Irwin. UNESCO.ESD in Thai
(online).Bangkok:UNECOBKK.ORG(Distributor).Availablefrom : http://www.unescobkk.org
(2015, December 20), 1977.
Yamane, Taro. Elementary Sampling Theory. N.J.: Prentice – Hall, 1067.
ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 343
344 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารงานของสถานศกึ ษาเอกชนขนั้ พ้ืนฐานท่มี ปี ระสิทธผิ ล
The Development Model of Effective Administration for the
Private Basic Educational Schools.
ทัศนยี ์ รตั นสุวรรณ1
อรณุ จตุ ิผล2
สมาน อศั วภูม3ิ
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพและปญั หาการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชน
ขั้นพน้ื ฐาน 2. พัฒนารูปแบบการบรหิ ารของสถานศกึ ษาเอกชนข้ันพื้นฐานที่มปี ระสทิ ธิ์ผล และ 3. เพ่อื ประเมิน
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบ ดาเนินการวจิ ัยเป็น 3 ขั้นตอน คอื 1) ศกึ ษาสภาพ
และปัญหาในการบริหารสถานศึกษาเอกชนข้ันพื้นฐาน 2) สร้างรปู แบบการบรหิ ารงานของสถานศึกษาเอกชน
ข้ันพ้ืนฐานท่ีมีประสิทธิผล และ 3) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และประโยชน์ของรูปแบบ โดย
ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้รับใบอนุญาต ผู้อานวยการและรองผู้อานวยการ
สถานศกึ ษา หัวหนา้ ฝา่ ยวิชาการ คณะกรรมการบริหารโรงเรียน รวมทั้งสิ้น 96 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
ค่าเฉลี่ย คา่ ความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน คา่ ความถี่ ค่าร้อยละ การวเิ คราะหเ์ ชงิ เน้ือหา
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. สภาพและปัญหาการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนขั้นพ้ืนฐานใช้รูปแบบการบริหารงาน
เชิงระบบโดยมีนโยบาย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรมของลูกค้าเป็นบริบท ยุทธศาสตร์เป็นกระวน
การแปลงสภาพ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับความพึงพอใจของผู้ปกครองเป็นผลผลิต ปัญหาสาคัญคือ
ความไม่ยง่ั ยนื และการเปล่ยี นแปลงบุคลากรบ่อย
2. รูปแบบการบริหารของสถานศึกษาเอกชนขั้นพ้ืนฐานที่มีประสิทธิผล ประกอบด้วย 1) บริบท
ได้แก่การเมืองและนโยบายของรัฐบาล กฎหมายและข้อบังคับ เศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรมของผู้รับบริการ
2) ปัจจัยนาเข้าได้แก่อุปกรณ์การสอนและเทคโนโลยี ผู้อานวยการสถานศึกษา ครู หลักสูตร งบประมาณ
คณะกรรมการสถานศึกษา 3) กระบวนการดาเนนิ งานแปลงสภาพ ไดแ้ ก่ การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียน
การสอน การวัดผลและประเมินผลการเรยี น การดาเนินงานบริหารซึง่ เป็นการบูรณาการตามวงจรคณุ ภาพของ
เดม่ิง กับการบริหารเชิงกลยุทธ์ และ 4) ผลผลิต ได้แก่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความพึงพอใจของ
ผูป้ กครองนักเรยี น
ผลการประเมินความเหมาะสมความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ พบว่า
โดยภาพรวมแล้วอยูใ่ นระดบั มากท่ีสดุ ทุกดา้ น
คาสาคญั : รูปแบบ, การบรหิ ารงานของสถานศึกษาเอกชนขั้นพื้นฐาน, ประสทิ ธผิ ล
_________________
1หลักสูตรปรชั ญาดุษฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฎนครศรธี รรมราช
2สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษาบณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช
3สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
ปีท่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 345
Abstract
The purposes of this research were 1. to study states and problems of administration in
Private Basic Education Schools, 2. to develop an Effective Administration Model for Private Basic
Education Schools, and 3. To evaluate suitability, feasibility, and utility of the model. Three steps
of conducting this research were 1) study states and problems related to administration of private
basic education schools, 2) construct an effective administration model for private basic education
schools, and 3) evaluate the suitability, feasibility, and utility of the model by experts judgment.
The sample group consisted of school licensers, directors or director assistants, academic heads,
and presidents of school committee, totally 96 persons. Data were analyzed by frequency
percentage, mean, standard division, and content analysis.
The research results were as follow :
1. The states and problems related to administration of private basic schools revealed
that it had been done by using systems model, with government policy, politic economy, social,
and customers behaviors as contexts, strategic management as a transformational process, and
student achievement and parents’ satisfaction as outputs. Crucial problems were unstable and
in-continuous personnel.
2. The main components of the model were the contexts, which included government
policies, laws and regulations, economic and social states, and customers’ needs; the inputs
included directors teachers, curriculum, instructional material and technology, budgets, and school
committee; the transformational process was the integration of Deming Quality Cyele and
strategic management; and the outputs were students’ achiever and parents’ satisfaction.
3. The evaluation of the model’s suitability feasibility and utility revealed that all
aspects were perceived by experts as the highest levels.
Keywords : Model, Administration for Private Basic Education School, Effective
บทนา
การศึกษามาเป็นปัจจัยท่ีมีความสาคัญอย่างย่ิงในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุ ณภาพ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2550 มาตรา 48 ระบุไว้วา่ “บุคคลย่อมมีสทิ ธิเสมอกันในการ
รับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างท่ัวถึงและมีคุณภาพ” มาตรา 80 (3) ระบุไว้ว่า
“รัฐต้องพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบให้สอดคล้องกับความ
เปลี่ยนแปลงทางสังคม การศึกษามีความหมาย คือ การพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ และเป็นการพัฒนา
บุคคลผู้รับการศึกษาให้มีองค์ความรู้ ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม ทักษะชีวิต บุคลิกภาพ
คุณธรรมและจริยธรรมให้สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปล งทางด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ส่งผลกระทบตอ่ วิถีชวี ิตและการปรบั ตัวของมนษุ ย์
สถานศึกษาเอกชนเป็นนิติบุคคลท่ีมีคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้รับ
ใบอนุญาต ผู้จัดการ ผู้อานวยการสถานศึกษา ผู้แทนครู ผู้แทนผู้ปกครองนักเรียน ผู้แทนองค์กรชุมชนและ
ผู้ทรงคุณวุฒิ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 42 และมาตรา 45 กาหนดให้
346 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาตามท่ีกฎหมายกาหนด โดยรัฐต้อง
กาหนดนโยบายและมาตรการที่ชดั เจนเกย่ี วกบั การมีส่วนรว่ มของเอกชนในด้านการศกึ ษา การกาหนดนโยบาย
และแผนการจัดการศึกษาของรัฐของเขตพ้ืนที่หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับฟังความคิดเห็นของเอกชน
และประชาชนประกอบการพิจารณาด้วย มาตรา 46 กาหนดให้รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านเงินอุดหนุน
การลดหย่อนหรือการยกเว้นภาษีและสิทธิประโยชน์อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ในทางการศึกษาแ ก่สถานศึกษา
เอกชนตามความเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการให้สถานศึกษาเอกชนมีมาตรฐานและ
สามารถพึ่งตนเองได้ รัฐบาลกาหนดนโยบายเรียนเรียนฟรี 15 ปี สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่สถานศึกษาและ
นกั เรยี นทุกคนได้รบั เงินชว่ ยเหลือรายปีเปน็ ค่าอปุ กรณ์การเรียน ค่าหนังสอื เรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียนและค่า
กจิ กรรมพฒั นาผ้เู รยี นตั้งแต่ชนั้ อนุบาลจนถึงมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ทาการประเมินคุณภาพ
การศึกษาภายนอกรอบสามพบว่าโรงเรียนเอกชนได้รับการรบั รองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา จานวน 2,240
โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 88.05 ดังน้นั สถานศกึ ษาเอกชนตอ้ งศกึ ษาและพฒั นารูปแบบการบรหิ ารสถานศึกษา
เอกชน ท่ีมีประสิทธิผล โดยผู้วิจัยนาทฤษฎีระบบ (System Theory) ของ W.K. Hoy and C.G. Miskel
(2012 : 28) ท่ีว่า “สถานศึกษาเป็นระบบสังคมที่เป็นองค์การในระบบทีเ่ ป็นทางการ (Formal Organization)
ประกอบด้วย ปัจจัยนาเข้า (Inputs) ทรัพยากรการบริหาร คือ นโยบายสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา
บคุ ลากร ทุน เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ รวมถงึ กระบวนการแปลงสภาพ (Trans formation Process) ได้แก่
กระบวนการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอน กระบวนการจัดและประเมินผล
การเรียน ผลผลติ (Outputs) ไดแ้ ก่ ความสาเร็จของผู้เรียนในระดบั ต่างๆ ตามเกณฑห์ รือมาตรฐานทีก่ าหนดไว้
ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อการปฏิบัติงานของครูและบุคลากร คุณภาพของสถานศึกษาและ
สิ่งแวดล้อมท่ีมีผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกจิ ของสถานศกึ ษา รวมถึงขอ้ มูลป้อนกลับ (Feedback) ท่ีช้ใี หเ้ ห็น
ถึงความมีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล การดาเนินงานของสถานศึกษาว่าบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพยี งใด มี
อุปสรรคและข้อบกพร่องอะไรบ้าง ผลการวิจัยจะเป็นเคร่ืองมือยืนยันว่าการบริหารสถานศึกษาเอกชนขั้น
พ้นื ฐานที่มีประสิทธิผลต้องพัฒนารปู แบบการบรหิ ารสถานศึกษาเอกชนโดยใช้ทฤษฎีระบบ (System Theory)
ของ (W.K. Hoy and C.G. Miskel)
วตั ถปุ ระสงคใ์ นการวจิ ัย
1. เพอ่ื ศกึ ษาสภาพการบรหิ ารงานของสถานศึกษาเอกชนขน้ั พน้ื ฐาน
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบรหิ ารงานของสถานศกึ ษาเอกชนขัน้ พ้นื ฐานที่มปี ระสิทธผิ ล
3. เพ่ือประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการ
บริหารงานของสถานศกึ ษาเอกชนขั้นพื้นฐานทมี่ ปี ระสทิ ธผิ ล
ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตด้านเนือ้ หา
ผู้วิจัยนาทฤษฎีระบบ (System Theory) W.K. Hoy and J. C. Miskel (2012 : 28) มาเป็นกรอบ
แนวคิดดาเนินการวิจัย ซึ่งองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1. ปัจจัยนาเข้า (Input) ได้แก่ สภาพแวดล้อมของ
สถานศึกษา แหล่งเรียนรู้ของชุมชน นโยบายของรฐั บาล กฎหมายและข้อบังคับ หลักสตู ร ผู้บริหารสถานศึกษา
ครู ผู้เรียน งบประมาณ 2. กระบวนการแปลงสภาพ (Transformation Process) ได้แก่ การบริหารหลักสูตร
การจัดการเรียนการสอนและกิจกรรม การวัดผลและประเมินผลการเรียน 3. ผลผลิต (Outputs) ได้แก่
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ความพึงพอใจต่อคุณภาพการศึกษาของผูป้ กครองนกั เรียน
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 347
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากร จาก 7 จังหวัด จานวน 24 โรงเรียนๆ ละ
4 คน รวมท้งั สิน้ 96 คน ผู้วิจัยทาการสุม่ ตัวอย่างสถานศึกษาตามเกณฑ์ทผ่ี ู้วิจัยกาหนด คอื ก. สถานศึกษาที่ได้รับ
การประเมินภายนอกรอบสามจากสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา องค์การมหาชน
(สมศ.) ระดับ ดีมาก ทุกมาตรฐาน ข. สถานศึกษายอดนิยมท่ีผู้ปกครองจองท่ีน่ังเรียนล่วงหน้าปีการศึกษา
แรกเข้าเรียน ค. สถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทานจากการประเมินคุรภาพการศึกษาของสานักงาน
คณะกรรมการสง่ เสรมิ การศกึ ษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธกิ าร
ขอบเขตดา้ นเวลาทาการวจิ ยั
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2559
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
ผู้วิจัยอาศัยแนวคิดทฤษฎีระบบ (System Theory) ของ W.K. Hoy and C.G. Miskel (2012 : 26)
เกี่ยวกับระบบเปิดสาหรับสถานศึกษา (Open Social – System Model For Schools) ทาการวิจัยเรื่องนี้
เนื่องจากแนวคิดรูปแบบระบบเปิดเป็นแนวคิดท่ีต้ังอยู่บนพ้ืนฐานการพ่ึงพาระหว่างองค์กรกับสภาพแวดล้อม
กาหนดองค์ประกอบสาคัญ คือ ปัจจัยป้อน (Inputs) คือ กรอบสภาพแวดล้อม (Environment constrains)
กระบวนการแปลงสภาพ (Transformation process) ซึ่งเป็นกระบวนการของระบบสังคมในสถานศึกษา
(The school as a social system) เกี่ยวกับการบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดผลและ
ประเมินผลการเรียน ผลผลิต (Outputs) ปัจจัยแห่งประสิทธิผลของสถานศึกษา 2 ประการ คือ ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและความพงึ พอใจของผูป้ กครองนกั เรียนต่อคุณภาพการศึกษา
วิธีดาเนนิ การวิจัย
การวิจยั เรอื่ งการพัฒนารูปแบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนขน้ั พ้ืนฐานท่ีมีประสิทธิผล
เป็นการวิจัยในลักษณะการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) มีวัตถุประสงค์พัฒนารูปแบบ
การบรหิ ารงานของสถานศึกษาเอกชนข้ันพนื้ ฐานทีม่ ีประสิทธิผล แบง่ วิธีดาเนินการวิจยั ออกเป็น 3 ขั้นตอน
ขนั้ ตอนที่ 1 ศึกษาสภาพและปัญหา
ในการศึกษาสภาพแกละปัญหาผู้วิจัยดาเนินการโดยสารวจความคิดเห็นของประชากรท่เี กี่ยวข้อง
มกี ารดาเนนิ งาน ดังนี้
1.1 ทบทวนทฤษฎี แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาความต้องการที่จาเป็นของการ
บริหารงานสถานศึกษาเอกชนขั้นพื้นฐาน ทาการสังเคราะห์เนื้อหา (Content synthesis) สร้างองค์
ความรู้ (Knowledge Body) กาหนดตัวแปรองค์ประกอบสร้างแบบสอบถาม (Questionnaire)
1.2 ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคาถามในแบบสอบถามการวิจัย (Questionnaire)
โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 9 คน เพื่อหาค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity
Index : CVI)
1.3 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามการวิจัย (Questionnaire) ไปทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่ม
ทดลองที่ไม่ใช่กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จานวน 30 คน เพื่อวิเคราะห์หาค่าความเช่ือมั่น
(Reliability) ของแบบสอบถาม โดยคานวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Cronbach’s Alpha Coeffcient
: - Coefficient) ตามวิธีการของ (Lee J. Cronbach)
348 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
ขน้ั ตอนที่ 2 สรา้ งรูปแบบการบรหิ ารงานสถานศกึ ษาเอกชนขนั้ พ้ืนฐานท่มี ีประสิทธิผล
2.1 สร้างรูปแบบการบริหารงานสถานศึกษาเอกชนขั้นพื้นฐานท่ีมีประสิทธิผล โดยการหา
ความสัมพันธ์ของรูปแบบการบริหารงานสถานศึกษาเอกชน ศึกษาความสอดคล้องของข้อมูลจากข้อมูลเชิง
ประจกั ษ์ ใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูปออกมาเปน็ รูปแบบการบริหารงานสถานศกึ ษาเอกชนที่ไดจ้ ากการวจิ ยั
2.2 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานสถานศึกษาเอกชนขั้นพื้นบาน ผู้วิจัยพัฒนารูปแบบ
ด้วยระดมความคิดเห็นจากการสนทนากลุ่มผู้เช่ียวชาญ ผู้ชานาญการและผู้ทรงคุณวุฒิ (Focus Group
Discussion : FGD) ยืนยนั รูปแบบการบรหิ ารงานสถานศกึ ษาเอกชนขั้นพื้นฐานท่ีมีประสิทธิผลจากผลการวิจยั
ข้ันตอนที่ 3 การประเมินความเหมาะสม (Suitability) ความเป็นไปได้ (Feasibility) และความ
เปน็ ประโยชน์ (Utility)
ผู้วิจัยจัดการสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิ (Connoisseurship) จานวน 9 คน พิจารณารูปแบบการ
บริหารงานสถานศึกษาเอกชนขน้ั พ้นื ฐานทม่ี ีประสิทธผิ ล 4 ด้าน คือ ความเหมาะสม (Suitability) ความเป็นไป
ได้ (Feasibility) และความเปน็ ประโยชน์ (Utility)
ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง
1. ประชากร คือ ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ผู้อานวยการสถานศึกษา ครูและคณะกรรมการ
สถานศึกษาของโรงเรียนเอกชนภาคใต้ตอนบน 7 จังหวัด ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบ่ี และ
นครศรีธรรมราช
2. กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ผู้อานวยการสถานศึกษา ครูและคณะกรรมการ
สถานศกึ ษาของโรงเรียนเอกชนภาคใต้ตอนบน 7 จังหวดั จานวน 24 โรงเรียน อาศยั หลักเกณฑก์ ารคัดเลอื กกลุ่ม
ตัวอย่าง 3 ประการ ดังนี้ ก. สถานศึกษาเอกชนทไี่ ด้รับการประเมนิ ภายนอกจากสานกั งานรับรองมาตรฐานและ
ประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ระดับดีมาก ทุกมาตรฐาน ข. สถานศึกษายอดนิยมทผ่ี ู้ปกครองจองท่นี ัง่ เรยี น
ล่วงหน้าปีการศึกษาแรกเข้าเรียน ค. สถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทานจากการประเมินคุณภาพการศึกษา
ของสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย มี 3 รูปแบบตามลักษณะการรวบรวมข้อมูล มีองค์ประกอบ 2 ส่วน
ประกอบดว้ ย
1. แบบสอบถาม (Questionnaire) ประกอบด้วย
ก. ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ตาแหน่งหน้าท่ี
ประสบการณ์ทางาน การประมวลขอ้ มูลใชค้ า่ ความถี่ (Frequency) และคา่ ร้อยละ (Percentage)
ข. ข้อคิดเห็นเก่ียวกับองค์ประกอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนข้ันพ้ืนฐานที่มี
ประสิทธิผลคาถามแต่ละข้อมีคาตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับตามหลักการ และ
แนวคิดของ (RensisLikert)
1. แบบสัมภาษณ์ไม่มีโครงสรา้ ง (Unstructured interview form)
2. แบบตรวจสอบรายการ (Check Listform)
ผู้วิจยั สร้างแบบตรวจสอบรายการ จานวน 1 ฉบบั แบ่งออกเป็น 2 สว่ น
ส่วนท่ี 1 การตรวจสอบความคิดเหน็ เกี่ยวกบั รูปแบบการบริหารงานสถานศึกษาเอกชนขั้นพน้ื ฐานท่ี
มปี ระสทิ ธผิ ล
ส่วนที่ 2 ข้อคิดเห็นจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษายอดนิยมดี เด่น ข้อเสนอแนะจาก
ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชานาญการและผู้ทรงคุณวุฒิที่แสดงความคิดเห็นในลักษณะกลุ่มอภิปราย (Focus group
discussion) เพ่อื นามาปรบั ปรงุ รปู แบบการบรหิ ารงานสถานศกึ ษาเอกชนขน้ั พน้ื ฐานทม่ี ีประสิทธผิ ล
ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 349
สถิตทิ ่ใี ช้ในการวิจยั
1. การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ศึกษาทฤษฎี หลักการ แนวคิดและผลงานวิจัย
ที่เกี่ยวขอ้ งเพือ่ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ บรู ณาการและสรุปเป็นตวั แปรที่ใชใ้ นการวิจยั
2. วิเคราะหข์ ้อมูลสถานภาพท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย เพศ อายุ วฒุ ิการศึกษา
ตาแหนง่ หน้าที่ ประสบการณ์ทางาน ใช้คา่ สถติ ิ ความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage)
3. วิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารงานสถานศึกษาเอกชนข้ันพ้ืนฐานท่ีมีประสิทธิผล
ใช้ค่าสถิติ ค่าเฉล่ียเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) หลักเกณฑ์
การวเิ คราะห์ข้อมูลตามแนวคดิ ของ (John W. Best)
4. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบรูปแบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนข้ันพ้ืนฐานท่ีมี
ประสิทธิผล ผู้วิจัยจัดการสัมมนาอิงผู้เช่ียวชาญ ผู้ชานาญการและผู้ทรงคุณวุฒิทาการวิเคราะห์และสังเคราะห์
(Connoisseurship) พิจารณาแยกแยะความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนข้ัน
พน้ื ฐานท่ีมปี ระสทิ ธผิ ล จากการวิจัยดา้ นความเหมาะสม (Propriety) ความเป็นไปได้(Feasibility) ความสอดคล้อง
(Congruity) และความเป็นประโยชน์ (Utility)ประมวลข้อมูลด้วยค่าสถิติ ความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ
(Percentage)
สรปุ ผลการวจิ ยั
1. สภาพและปัญหาการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนข้ันพื้นฐานใช้รูปแบบการบริหารงาน
เชิงระบบโดยมีนโยบาย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรมของลูกค้าเป็นบริบท ยุทธศาสตร์เป็นกระวน
การแปลงสภาพ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับความพึงพอใจของผู้ปกครองเป็นผลผลิต ปัญหาสาคัญคือ
ความไมย่ ั่งยนื และการเปลีย่ นแปลงบุคลากรบอ่ ย
2. รูปแบบการบรหิ ารงานของสถานศึกษาเอกชนท่มี ปี ระสิทธิผล มี 4 องค์ประกอบดงั น้ี
2.1 บริบท ได้แก่การเมอื งและนโยบายของรัฐบาล กฎหมายและขอ้ บงั คับ เศรษฐกจิ สังคม
พฤติกรรมของผรู้ ับบรกิ าร เปน็ ต้น ซงึ่ เป็นสิง่ แวดล้อม (Environment) นอกสถานศึกษา
2.2 ปัจจัยนาเข้า (Input) ผู้อานวยการสถานศึกษา ครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา
หลักสตู ร อาคารเรียน อปุ กรณ์การสอนและเทคโนโลยีและงบประมาณ
2.3 กระบวนการแปลงสภาพ (Transformationprocess) การบริหารหลักสูตรที่มีความ
เหมาะสมสอดคล้องหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ใช้กระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้น
ผเู้ รียนเปน็ สาคญั หลากหลายวธิ สี อน ประเมนิ ผลจากการปฏบิ ตั จิ ริง (Authentic Assessment)
2.4 ผลผลติ (Outputs)
2.4.1 ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นตามเป้าหมายทกี่ าหนด นกั เรียนมคี ุณภาพวิชาการ
คุณธรรม จริยธรรม ทักษะชีวิตและคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงคข์ องหลกั สตู ร
2.4.2 ผปู้ กครองนักเรียนมคี วามพึงพอใจในคุณลกั ษณะของนกั เรียนและศรทั ธาตอ่ คุณภาพ
การศึกษาของสถานศกึ ษา
3. ผลการประเมินรูปแบบพบว่า รูปแบบที่พัฒนาข้ึนมาจากการวิจัยคร้ังน้ีตามความเห็นของ
ผทู้ รงคุณวุฒิ พบว่ามีความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ และเป็นประโยชน์ อยใู่ นระดบั มากทสี่ ุด
350 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
อภิปรายผลการวิจยั
ผลการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนข้ันพ้ืนฐานท่ีมี
ประสิทธผิ ลมปี ระเดน็ ทีค่ ้นพบจากงานวจิ ัย ซง่ึ ผ้วู จิ ยั นามาอภปิ รายผลดงั นี้
ทฤษฎีระบบ (System Theory) ตามแนวคิดของดับบลิว เค ฮอย และ ซี จี มิสเกล (W.K. Hoy
and C.G. Miskel) เป็นทฤษฎีที่มีความเหมาะสมนามาเปน็ รูปแบบ (Model) การบรหิ ารงานสถานศึกษา เพราะ
ทฤษฎีระบบ (System Theory) มีองค์ประกอบต่าง ๆ ซ่ึงสัมพันธ์กับระบบสังคมของสถานศึกษาอย่างชัดเจน
(School as Social System) ระบบต่างๆ ท่ีปฏิสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทฤษฎีระบบ (System
Theory) จึงเป็นกรอบขับเคล่ือนสถานศึกษาเข้าสู่เป้าหมายองค์ประกอบท่ี 1 ปัจจัยนาเข้า (Input)
สภาพแวดล้อมของสถานศึกษาเป็นปัจจัยสาคัญ สถานศึกษาต้องห่างไกลแหล่งอบายมุข อาคารเรียนมีความ
มนั่ คง แขง็ แรง ปลอดภยั และสาธารณปู โภคครบครัน เทคโนโลยีทันสมัย สอดคลอ้ งกบั แนวคิดของ นพวรรณ เชาว์
ดารงกุล นพวรรณ เชาว์ดารงกุล (2546 : 102) ท่ีกล่าวว่า “การพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา
ให้มีความปลอดภัยห่างไกลอบายมุข มีเทคโนโลยีทันสมัย ห้องเรียนมีความพร้อมต่อการส่งเสริมพัฒนาการของ
ผู้เรียน” อานวย ทองโปร่ง อานวย ทองโปรง่ (2533 : 29) กล่าวถึงแหล่งเรียนรใู้ นชมุ ชนตอบสนองความต้องการ
ของผู้เรยี นวา่ “สถานศกึ ษาจะบรหิ ารงานใหบ้ รรลุเป้าหมายหรอื มปี ระสทิ ธิผลต้องสนองความตอ้ งการของนักเรยี น
และผู้ปกครองนักเรียน” ความต้องการการของนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนเป็นไปตามพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขฉบับท่ี 2 พุทธศกั ราช 2545 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 29
ท่ีระบุว่า “สถานศึกษาต้องร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็ง
ของชุมชน โดยการจดั กระบวนการเรียนร้ใู นชมุ ชน เพ่ือให้ชุมชนมกี ารจัดการศกึ ษาอบรม แสวงหาความรู้ ข้อมูล
ขา่ วสารและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนนุ ให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชมุ ชน
สถานศกึ ษาบรหิ ารหลักสตู ร จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนสอดคล้องกบั นโยบายและมาตรฐานการศึกษาของชาติ”
องค์ประกอบที่ 2 กระบวนการแปลงสภาพ (Transformation process) คือการบริหารหลักสูตร การจัดการ
เรียนการสอนท่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญ ประเมินผลการเรยี นรตู้ ามสภาพจริง (Authentic Assessment) วิธีการวัด
และประเมินผลหลากหลายวิธี รายงานผลต่อผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ องค์ประกอบท่ี 3 ผลผลิต (Outputs)
คือ ก. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสงู กว่าเกณฑ์ท่ี สมศ. กาหนด ข. ผู้ปกครองนกั เรียนซ่ึงมคี วามช่นื ชมรกั และศรทั ธา
ต่อคุรภาพการศึกษาของสถานศึกษา สนับสนุนการดาเนินงานของสถานศึกษาในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
(Stakeholders) นอนจากนั้นผู้บริหารสถานศึกษาต้องระดมสรรพกาลังบุคคลภายนอกท่ีมีส่วนได้ส่วนเสียกับ
สถานศึกษา เช่น ชุมชน สถาบัน สถานประกอบการ สถาบันศาสนา เป็นต้น สอดคล้องกับแนวคิดของ
อุทัย บุญประเสริฐ อทุ ัย บุญประเสรฐิ (2552 : 63) ท่ีกล่าวว่า “องค์การหรือหน่วยงานต้องจัดการบริหารแบบมี
ส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการประสานสัมพันธ์ในการปฏิบัติงานอย่างสามัคคีมีน้าใจในการอุทิศตนเพื่อองค์กร ”
การบริหารงานสถานศึกษาลักษณะนี้เป็นการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Base
Management : SBM)
รูปแบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนขัน้ พนื้ ฐานที่มปี ระสิทธิผล ซ่งึ เป็นองคค์ วามรู้ท่ีเกิดขึ้นจาก
การวิจัยน้ัน ได้รับการตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญ ผู้ชานาญการและผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 9 คน สรุปผลการ
ตรวจสอบของผู้เช่ียวชาญ ผู้ชานาญการและผู้ทรงคุณวุฒิ คือ มีความเหมาะสม (Propriety) กับบริบท ความ
เป็นไปได้ (Feasibility) ในการนาไปใช้ มีความถูกต้องสอดคล้อง (Congruity) ตามหลักการเชิงทฤษฎี
มีประโยชน์ (Utility) ตอ่ สถานศกึ ษาในการนาไปใช้พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา
ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 351
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
ส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษาเอกชนนารูปแบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนที่มี
ประสทิ ธิผลไปปรับใช้เพ่ิม คณุ ภาพการศึกษาตามกรอบแนวคิดทฤษฎรี ะบบ (System Theory)
ขอ้ เสนอแนะเชงิ บรหิ ารสถานศึกษาเอกชน
พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีสมรรถนะสูงสุดด้วยการนาผลการวิจัยเร่ืองน้ีไปตรวจสอบ ปรับปรุง
และพัฒนากระบวนการหลัก 3 ประการตามทฤษฎีระบบ (System Theory) คือ ปัจจัยนาเข้า (Inputs)
กระบวนการแปลงสภาพ (Transformational Process) และผลผลิต (Outputs) โดยใช้วงจรเดมมิ่ง (Deming
Quality Cycle)
ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้งั ตอ่ ไป
การวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนขั้นพ้ืนฐานท่ีมีประ สิทธิผลที่
เหมาะสมกับภมู ิภาคต่างๆ ผู้วจิ ัยควรศกึ ษาบรบิ ทของสถานศกึ ษา ซึ่งผนั แปรตามปจั จัยนาเขา้ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ
สังคม เทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้รับบริการ กระบวนการแปลงสภาพเก่ียวกับการบริหารหลักสูตร
การจดั การเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผลการเรียน ผลผลิตเก่ยี วกับความเช่ือถือและศรัทธาคุณภาพ
การศกึ ษาของผู้ปกครองนักเรียน
กติ ตกิ รรมประกาศ
วทิ ยานพิ นธเ์ รื่อง การพฒั นารปู แบบการบริหารงานของสถานศึกษาเอกชนขั้นพ้ืนฐานท่ีมปี ระสิทธิผล
สาเร็จลุลว่ งตามเป้าหมายทุกประการ ผวู้ ิจยั ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.อรุณ จุติผล ประธานกรรมการที่ปรึกษา
วิทยานิพนธ์ รองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิ กรรมการท่ีปรึกษาวิทยานพิ นธ์ ผูเ้ ช่ยี วชาญหรอื ผู้ชานาญการ
และผทู้ รงคุณวุฒิ ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง คณาจารย์ บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช
เอกสารอา้ งอิง
ธรี ะ รญุ เจริญ. รูปแบบและองคป์ ระกอบของรปู แบบ. อุบลราชธานี : มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี,
2550.
นพวรรณ เชาว์ดารงสกุล. การพฒั นารปู แบบการจดั การสิ่งแวดลอ้ มในสถาบนั ราชภัฏ.
วทิ ยานพิ นธ์ครุศาสตรดษุ ฎีบณั ฑิต (อดุ มศกึ ษา). บัณฑติ วทิ ยาลยั .
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.2546.
สมาน อัศวภูม.ิ การบรหิ ารสถานศกึ ษาตามแนวการปฏริ ปู การศกึ ษายคุ ใหม.่ (ฉบับปรบั ปรุง).
อบุ ลราชธานี : อุบลกิจ ออฟเซท การพิมพ,์ 2557.
อุทยั บุญประเสรฐิ . คิดอย่างเปน็ ผนู้ าและผู้ตาม. กรุงเทพมหานคร : เอส พี การพมิ พ.์ 2552.
อานวย ทองโปร่ง. การบรหิ ารทรพั ยากรและการจดั การศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พข์ า้ วฟ่าง.
2553.
Hoy, W.K, and C.G. Miskel. Educational Administration: Theory, Research, and
Practice. (9th ed.) New York: McGraw-Hill, 2012.
Lunenburg, Fred and C.Ornstein Allan. Educational Administration : Concept
and Practice. (2nd ed.). New York: Wadsworth Publishing Company, 2012.
352 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การพัฒนารูปแบบการจดั ระบบสารสนเทศเพอื่ การบริหารจดั การของโรงเรยี นสองภาษา
The Development Model of an Information System
for Bilingual School Management
สณิ ฏั ฐา ถริ วิทยว์ รกลุ 1
อรุณ จตุ ผิ ล2
สมาน อัศวภมู 3ิ
บทคัดยอ่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาและตรวจสอบ ยืนยันรูปแบบการจัดระบบสารสนเทศ
เพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการ ผู้ดูแลโครงการ
English Program และผู้ดูแลระบบสารสนเทศ โดยการเลือกแบบเจาะจง จานวนท้ังสิ้น 132 คน ปรับปรุง
รูปแบบโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน และประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ซึ่งมี
คุณสมบัติคือ เป็นผู้มีความรู้ด้านการบริหารการศึกษา ทั้งองค์การจากหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ผู้บริหาร
โรงเรียนสองภาษา และผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดระบบสารสนเทศ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถ่ี ค่าร้อยละ
คา่ เฉลยี่ คา่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะห์เนื้อหา
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. รูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษามี 4 องค์ประกอบ ได้แก่
1) ปัจจัยนาเข้า ประกอบด้วย นโยบายสถานศึกษา การบริหารจัดการ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ นวัตกรรม ส่ือ และ
วัสดุอุปกรณ์ ธรรมชาติของผู้เรียน หลักสูตร และการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากร 2) การประมวลผลประกอบ ด้วย
การบริหารการจัดระบบสารสนเทศ การจัดการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ การจัดการความรู้ การวัดและวิเคราะห์ผล
และการประกนั คุณภาพ 3) ผลผลิตสารสนเทศ ประกอบดว้ ย สารสนเทศของสถานศึกษา ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ความพึง
พอใจของผู้ปกครอง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ฐานข้อมูล และ 4) การนาไปใช้ ประกอบด้วย การตัดสินใจ การวางแผน
และการพัฒนา 2. ผลการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียนสอง
ภาษา โดยการสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ ต่างเห็นพ้องกันว่า มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ มีความ
สอดคลอ้ ง และมีความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากทส่ี ุด
คาสาคญั : การจัดระบบสารสนเทศ, การบรหิ ารจดั การโรงเรียนสองภาษา
_____________________________
1หลกั สตู รปรัชญาดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรีธรรมราช
2สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช
3สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
ปีที่ 17 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 353
Abstract
The purposes of this research were todevelop and prove model of an information
system for bilingual school management. The samples were school directors, school directors,
vice-directors, project heads and information systems administrator, 132 persons totally.
The research protocols consisted of in-depth interview, factors synthesis, focus group discussion
and connoisseurship. The research instruments were questionnaires, interview and evaluated
format. The statistics for data analysis were frequency distribution, percentage, mean, standard
deviation and content analysis.
The findings were as follows :
1. In overall, the current situations of information system management are varying in
practical and operation, when considered in operational systems found in moderated practical
level. The model of an information system for bilingual school management consisted of
4 factors; 1) Input consisted of school ‘policy, administration, learning activities, innovation,
teaching material, learners’ nature, curriculum and participation. 2) Process consisted of
information system management, learners’ centered, knowledge management, evaluated and
monitoring and quality assurance. 3) Output consisted of management information system in
school, students’ achievement, stakeholder’s satisfaction and data base administration.
4) Application consisted of decision making, planning and development. 2. The approved results
found that all factors suited in propriety, feasibility, congruity and utility.
Keywords : Information System, Bilingual School Management
บทนา
เมอ่ื กลา่ วถึงสังคมปัจจุบันในขณะนจ้ี ะพบวา่ เป็นยคุ แหง่ การเปล่ยี นแปลงในหลายๆ ดา้ น ไม่วา่ จะ
เป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เช่ือมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน
หน่วยงานเอกชน รัฐวิสาหกิจและรัฐบาลเข้าไว้ด้วยกัน จึงทาให้ทุกๆ ประเทศต้องเผชิญกับสภาวะ
การเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นวิธีการที่ดีท่ีสุดก็คือการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) คือ การพัฒนาคนเพื่อให้มีคุณภาพ สามารถทันคน ทันโลกทันเหตุการณ์และ
ทันสมัย ทาให้มีกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เกิดข้ึนหลากหลายวิธีเพ่ือตอบโจทย์ในการพั ฒนา
ซึ่งสถานศึกษาเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่สาคัญที่สุดจึงได้นาเอานโยบายทางการศึกษาของทุกระดับ
ไปบริหารจัดการในสถานศึกษา เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ
ดังนั้นสถานศึกษาสามารถท่ีจะกาหนดแนวทางการปฏิบัติในการนาระบบสารสนเทศเข้ามาเป็นตัวช่วย
ในการบริหารจัดการในสถานศึกษาเพื่อท่ีจะได้สอดคล้องตามข้อกาหนดของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับท่ี 3 พ .ศ.2553 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
(2553 : 37 - 38) ได้ให้ความสาคัญกับมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาในหมวด 6 มาตรา 50
ให้สถานศกึ ษาใหค้ วามรว่ มมือในการจดั เตรยี มเอกสารหลักฐานตา่ งๆ ที่มีข้อมูลเก่ียวขอ้ งกบั สถานศึกษา ตลอดจน
ให้บุคลากร คณะกรรมการของสถานศึกษารวมทั้งผู้ปกครองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา ให้ข้อมูล
เพิ่มเติมในส่วนท่ีพิจารณาเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจของสถานศึกษา ตามคาร้องขอของสานักงาน
354 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
รับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สานักงานดังกล่าวรับรอง
ท่ีทาการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาน้ัน จะเห็นได้ว่า ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ท่ีทางสถานศึกษา
ต้องมีการจัดเตรียมเพ่ือใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ อยู่บนหลักการ หลักฐานและข้อเท็จจริงท่ีมีเหตุมีผล
รองรับและเปิดเผยต่อสาธารณชนรับทราบได้ทุกเวลา สถานศึกษาจึงสามารถที่จะนาระบบสารสนเทศเข้ามาเป็น
เครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลได้ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในหมวด 9 มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากร
ท้งั ด้านผู้ผลิตและผู้ใชเ้ ทคโนโลยีทางการศึกษา เพ่ือให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการ
ใชเ้ ทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มาตรา 67 รฐั ต้องส่งเสรมิ ใหม้ ีการวิจัยและพัฒนาการผลิต
และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการใช้เทคโนโลยี
เพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ท่ีคุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย จะเห็นได้ว่ารัฐได้มีการ
สนับสนุนบุคลากรในองค์กรให้มีการพัฒนาตนเองในด้านเทคโนโลยีทั้งฐานะผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีทาง
การศึกษาพร้อมท้ังการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการใช้ ซ่ึงจะเป็นตัวช่วยในการพัฒนาความสามารถ
ของบุคลากรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังสามารถนาความรู้ไปถ่ายทอดได้อีกด้วย จากความสาคัญดังกล่าวจะ
เห็นได้ว่า การท่ีจะพัฒนาคนในชาติให้ต่อสู้กับการเปล่ียนแปลงนั้น ก็ต้องอาศัยระบบการศึกษาเป็นสาคัญ
เราจาเป็นต้องพัฒนาการศึกษาทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างรีบด่วน โดยมีครูและผู้บริหารสถานศึกษา
เป็นองค์ประกอบที่สาคัญไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือการศึกษานอกระบบโรงเรียน และ
ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีทันสมัยเพียงใดก็ตาม ครูและผู้บริหารยังมีความสาคัญและจาเป็นอย่างย่ิงสาหรบั การเรียน
การสอนโดยเฉพาะยิ่งในอนาคต ครูและผู้บริหารสถานศึกษาย่ิงมีบทบาทสาคัญมากขึ้นต่อความสาเร็จของ
การพัฒนาประเทศ กนกอร สมปราชญ์ (2559 : 15)
ทั้งน้ี การบริหารจัดการระบบสารสนเทศไม่สามารถตอบโจทย์การจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญเพ่ือนาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่องเพราะไม่สามารถนาข้อมูลสารสนเทศท่ีเป็น
ข้อเท็จจริงของโรงเรียนมาวางแผน วิเคราะห์ ประเมินแล้วนาไปสู่การพัฒนาให้เป็นไปตามเป้า หมาย
เพื่อคณุ ภาพของผู้เรียนเป็นที่ยอมรับ อีกท้ังการจัดระบบสารสนเทศของโรงเรียนสองภาษายังไม่มีความชดั เจน
และสอดคล้องว่าระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจดั การท่ีเหมาะสมตอ้ งมีสารสนเทศท่จี าเปน็ อยา่ งไร สืบเนือ่ ง
อาจจะเป็นเพราะโรงเรียนสองภาษามีความหลากหลายองค์กรเลยทาให้หลายแห่งยังไม่ได้มีรูปแบบการ
จดั ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจดั การอย่างเป็นรูปธรรม อกี ประการหน่ึงคอื เทคโนโลยีและนวัตกรรมทาง
การศึกษาในปจั จุบันสมัยข้นึ อยตู่ ลอดเวลา แตก่ ารท่ีจะพัฒนาบุคลากรให้ตามทันเทคโนโลยีตลอดเวลาน้ันเป็น
เร่อื งยากจงึ นับเป็นอกี ปัญหาทีส่ าคญั อย่างหน่งึ ที่แตล่ ะโรงเรียนได้ประสบปัญหาอยูต่ ลอดมา ท้ังนี้ปัญหาดังกล่าว
นับเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความยากลาบากสาหรับการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียนสองภาษา และ
เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในองค์กร ซึ่งมีความจาเป็นต้องการใช้ระบบสารสนเทศ
เพื่อการบริหารจัดการท่ีรวดเร็ว สะดวก เน้ือหาถูกต้องแม่นยา ตรงต่อความต้องการ อีกทั้งเป็นประโยชน์
ต่อการพัฒนาองค์กร
จากปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นจะทาให้ขาดการนาระบบสารสนเทศที่มีอยู่ เพ่ือไปใช้ในการ
บริหารจัดการ ซ่ึงอาจจะส่งผลกระทบทาให้เกิดความล่าช้า และอาจไม่ทันต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ท่ีสามารถนามาพัฒนาระบบสารสนเทศให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร ดังนั้น การจัดระบบสารสนเทศ
เพ่ือการบริหารจัดการจะก่อให้เกิดระบบสารสนเทศท่ีมีความจาเป็นอย่างย่ิงต่อการบริหารจัดการ ตลอดจน
การวางแผน การดาเนินงานพัฒนาโรงเรียนของผู้บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานท่ี
เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ สามารถปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงเห็น ว่าต้องมีการวิจัย
“การพัฒนารูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา” ที่ตรงตามความ
ตอ้ งการและสามารถนาไปใช้เพื่อการจดั การและบริหารโรงเรียนตอ่ ไป
ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 355
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา
2. เพ่อื ตรวจสอบและยืนยันรปู แบบการจดั ระบบสารสนเทศเพ่อื การบรหิ ารจัดการของโรงเรียนสองภาษา
ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตพ้ืนที่ได้แก่ โรงเรียนที่มีโครงการจดั การเรยี นการสอนตามหลกั สูตรกระทรวงศกึ ษาธิการ
เป็นภาษาอังกฤษ (English Program) หรือโรงเรียนสองภาษา ในเขตภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่
ชุมพร สรุ าษฏรธ์ านี ระนอง พังงา ภเู กต็ กระบี่ และนครศรีธรรมราช จานวน 35 โรงเรยี น
ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ โครงสร้างการบริหารงานของสถานศึกษาในปัจจุบัน ซ่ึงแบ่งงานออกเป็น
4 ด้านหลัก คือ การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคลากร การบริหารงานท่ัวไป และการบริหารงาน
งบประมาณ ซ่ึงแต่ละงานมีความสาคัญแตกต่างกันไป โดยจะต้องมีการดาเนินการอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
พร้อมทั้งเป็นปัจจุบัน เพื่อให้มีความสอดคล้องและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาศัยองค์ประกอบของกระบวนการ
ในการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล การจัดประมวลข้อมูล
การนาเสนอขอ้ มูลและสารสนเทศ การเก็บรักษาขอ้ มลู และสารสนเทศ
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะผ้บู ริหาร ประกอบด้วยผู้อานวยการ รองผอู้ านวยการ ผูด้ ูแล
โครงการ English Program และผู้ดูแลระบบสารสนเทศ โดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
จากการศึกษาเอกสารข้อมูลจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการจัดระบบ
สารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา ผู้วิจยั ได้บูรณาการและสงั เคราะหเ์ นอื้ หาและกาหนดเป็น
กรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้ 1) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ 2) แนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
3) แนวคิดเกี่ยวกับการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบรหิ ารจัดการในสถานศึกษา และ 4) แนวคิดเกี่ยวข้องกับการ
จดั การศกึ ษาระบบสองภาษา (MIS - School)
วธิ ีดาเนินการวิจยั
การดาเนินการวจิ ัย แบ่งออกเปน็ 4 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 การกาหนดกรอบแนวคิดเพื่อพัฒนารปู แบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบรหิ ารจัดการ
ของโรงเรียนสองภาษา โดยศึกษาจากหลักการ แนวคิดทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
การทบทวนวรรณกรรมท้ังในและตา่ งประเทศที่เก่ียวขอ้ ง เพ่ือนามากาหนดจุดมุ่งหมายและกรอบแนวคิดและเป็น
แนวทางการสร้างแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อานวยการ รองผู้อานวยการ ผู้ดูแล
โครงการ English Program และผู้ดูแลระบบสารสนเทศ โดยการเลือกแบบเจาะจง เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลเป็นแบบบันทึกการศึกษาเอกสาร และแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง วิเคราะห์ขอ้ มูลด้วยการ
วเิ คราะห์เน้ือหา และการเก็บข้อมลู จากการสัมภาษณ์
ตอนท่ี 2 การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของ
โรงเรียนสองภาษา กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะผู้บริหาร ประกอบด้วยผู้อานวยการ รองผู้อานวยการ ผู้ดูแลโครงการ
English Program และผู้ดูแลระบบสารสนเทศ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
โรงเรียนละ 4 คน รวมท้ังสิ้น 140 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล
โดยการหาคา่ ร้อยละ คา่ เฉลย่ี คา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
356 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
ตอนท่ี 3 การพัฒนารูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา
นาข้อมูลจากสภาพปัจจุบันและปัญหาของการจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการ ที่ได้จากการศึกษาใน
ขั้นตอนที่ 1 และข้ันตอนที่ 2 มายกร่างรูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ และปรับปรุง
รูปแบบ พิจารณาความเหมาะสมของรูปแบบโดยการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้เข้าร่วม
สมั มนาคือ ผู้ทรงคุณวฒุ ิ จานวน 11 คน ใช้เกณฑ์ในการพิจารณา คือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา
ผูท้ รงคณุ วุฒิที่ปฏิบัตงิ านในด้านการจดั ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการ วเิ คราะห์ข้อมลู ด้วยการวิเคราะห์
เนื้อหา โดยการพิจารณาฉันทามติ พิจารณาความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของการจัดระบบสารสนเทศ
เพ่ือการบริหารจดั การ พรอ้ มนาข้อเสนอแนะมาปรับปรุง
ตอนท่ี 4 การตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของ
โรงเรียนสองภาษา โดยการจัดสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เช่ียวชาญ (Connoisseurship) จานวน 7 คน ซ่ึงใช้
เกณฑ์ในการพิจารณา คือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เช่ียวชาญ ท่ีมีคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา ท้ังองค์ การ
จากหน่วยงานภาครัฐและหรือเอกชน ผู้บริหารโรงเรียนสองภาษา และผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญท่ีปฏิบัติงานใน
ด้านการจัดระบบสารสนเทศของโรงเรียนสองภาษา เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ รูปแบบการจัดระบบ
สารสนเทศ เพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษาและแบบประเมินรูปแบบ โดยมีเกณฑ์พิจารณา
ตรวจสอบรูปแบบ 4 ด้าน คือ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ ด้านความสอดคล้อง ด้านความเป็น
ประโยชนว์ เิ คราะห์ข้อมลู ด้วยการวิเคราะหเ์ นอื้ หา คา่ รอ้ ยละ และบรรยายสรุปเป็นความเรียงในประเด็นที่สาคัญ ๆ
สรุปผลการวิจัย
1. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา นาผล
จากขั้นการกาหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย และขั้นการวิเคราะห์การจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการ
มาใช้เป็นข้อมูลในการจัดทา (ร่าง) รูปแบบ หลังจากนั้นนาร่างรูปแบบฯ ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 11 คน
ให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมโดยการจัดสนทนากลุ่ม ก่อนนาไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ย่ิงข้ึนโดยมีส่วนประกอบท่ีสาคัญ
4 ส่วน ดังนี้ 1) ปัจจัยนาเข้า คือ ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการนาไปใช้เป็นสารสนเทศในการบริหารหรือ
การตัดสินใจภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย นโยบายสถานศึกษา การบริหารจัดการ กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้
นวัตกรรม ส่ือและวัสดุอุปกรณ์ ธรรมชาติของผู้เรียน หลักสูตร และการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากร
2) การประมวลผล คือ กระบวนการในการเปล่ียนแปลงข้อมูลท่ีมีอยู่ให้เป็นสารสนเทศเพ่ือเป็นประโยชน์แก่การ
ใช้งาน ประกอบด้วย การบริหารการจัดระบบสารสนเทศ การจัดการเรียนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ การจัดการ
ความรู้ การวัดและวิเคราะห์ผล และการประกันคุณภาพ 3) ผลผลิตสารสนเทศ คือ ผลท่ีได้จากการจัดระบบ
ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ภายในสถานศึกษา สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์กรต่อไป
ประกอบด้วย สารสนเทศของสถานศึกษา ผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียน ความพึงพอใจของผู้ปกครอง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
และฐานข้อมูล และ 4) การนาไปใช้ คือ การนาข้อมูลสารสนเทศท่ีผ่านการจัดระบบและตรวจสอบแล้วไปใช้
ประโยชนใ์ นด้านต่างๆ ประกอบดว้ ย การตดั สนิ ใจ การวางแผน และการพฒั นา
2. ผลการตรวจสอบประสิทธภิ าพและยืนยันรูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ
ของโรงเรียนสองภาษาได้จากการตรวจสอบประสิทธิภาพและยืนยันรูปแบบการจัดระบบสารสนเทศ
เพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา โดยการจัดสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ เพ่ือพิจารณาในด้านความ
เหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ ด้านความสอดคล้อง และด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบและข้อคิดเห็นอื่นๆ
ผลการตรวจสอบยืนยันรูปแบบพบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เช่ียวชาญทุกคน มีความคิดเห็นสอดคล้องกันโดยมีความ
คิดเห็นว่ารูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรยี นสองภาษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก
ท่ีสุด
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 357
อภิปรายผลการวิจัย
1. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษาจาแนก
ตามองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คือปัจจัยนาเข้า การประมวลผล ผลผลิตสารสนเทศ การนาไปใช้ พบว่า
เป็นองค์ประกอบที่ถกู ตอ้ งตามหลักการ แนวคดิ ทฤษฎีทางบริหาร และเป็นองค์ประกอบที่มีความจาเป็นอยา่ งยิ่ง
ต่อการจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา ทั้งน้ีใน 4 องค์ประกอบนี้ไม่ได้มีความ
แตกต่างกันมากเพราะเป็นผลจากบริหารจัดการ แต่จะเห็นได้ว่าความพึงพอใจของผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วน
เสยี เป็นสงิ่ สาคัญประการหนึ่ง เนื่องจากการที่จะทาอย่างไรใหผ้ ู้ปกครองไดร้ ู้ว่าเมื่อผู้เรียนมาเรียนในหลักสตู รสอง
ภาษาแล้ว ผเู้ รยี นสามารถส่อื สารภาษาต่างประเทศไดด้ ี มีผลสัมฤทธ์ใิ นดา้ นทักษะทางภาษาระดับท่ีสามารถนาไป
ตอ่ ยอดและใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน โดยจะต้องควบคุมการวางแผนและพัฒนาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนมากที่สุด
ซึ่งจะเห็นได้ว่า รูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา มีความเป็นไปได้
สามารถพัฒนาและทาได้จริงทุกองค์ประกอบ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสถานศึกษา องค์ประกอบท่ี 1 ปัจจัย
นาเข้า (Inputs) ประเดน็ สาคัญ ๆ ที่ค้นพบคือ นโยบายจะต้องสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เน้น
ทักษะทางดา้ นภาษา ตามบริบทของสถานศกึ ษา สอดคล้องกบั Tondeur (2006 : 59) ทไี่ ดท้ าการวิจยั เร่ือง การใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศในชั้นเรียน : ความท้าทายศักยภาพนโยบายการบริหารงานของโรงเรียน ผลการวิจัย พบว่า
นโยบายของโรงเรียนมีส่วนสาคัญต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียน การวางแผนการให้
การสนับสนุนและการฝึกอบรมมีความสาคัญต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในห้องเรียน ทั้งน้ี
พบว่าในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารของโรงเรียน ควรมีบทบาทการพัฒนาหรือปรบั แผน
นโยบายอย่างต่อเน่ืองจะทาให้การนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้าน
หลักสูตร จะต้องมีจุดเด่นที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญจะต้องสอดคล้องกับ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและ
เทคโนโลยที ท่ี ันสมัย การวัดและประเมินผลการใช้หลกั สูตร และการพฒั นาหลกั สตู รอย่างต่อเน่ือง
องค์ประกอบที่ 2 การประมวลผล (Process) ประเด็นสาคัญ ๆ ท่ีค้นพบ คือ สถานศึกษามีโครงสร้างหรือ
ระบบบริหารงานของสถานศึกษาท่ีเอื้อต่อการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา อาจมแี นว
ดาเนินการจัดระบบบริหารและสารสนเทศ พร้อมส่งเสริมให้บุคลากรนาข้อมูลสารสนเทศ ไปใช้ ในการจัดเก็บ
รวบรวมและปรับปรุงเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา และมีการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านการจัดระบบ
สารสนเทศ เพ่ือการประกันคุณภาพการศึกษาให้ทราบทั้งในและนอกหน่วยงาน สอดคล้องกับทวี หาแก้ว
(2557 : 90) ท่ีได้พบว่า แต่ละสถานศึกษามีความต้องการข้อมูลสาหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือการ
ประกันคุณภาพภายในระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน อาทิ ด้านข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา ด้านแผนพัฒนา
คณุ ภาพ การศึกษาประจาปี ด้านข้อมูลการดาเนินงานการประกันคุณภาพภายใน ด้านผลการจัดการเรียนรู้ตาม
หลักสูตรสถานศึกษา ด้านสรุปผลการดาเนินงาน เพื่อสามารถนามาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรให้เกิด
ประโยชน์ และยังสอดคล้องกับนิพนธ์ คาแตง (2553 : 73) ท่ีได้ศึกษาระบบสารสนเทศเพื่อการประกันคุณภาพ
การศึกษาที่พัฒนาข้ึนครอบคลุมในด้านการนาข้อมูลเข้า การประมวลผลและการแสดงผล สามารถนาไป
ประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้บริหารนาข้อมูลไปวางแผนในการทาประกันคุณภาพการศึกษาในปีต่อไป และสถานศึกษา
จะต้องมีการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยความต้องการของผู้เรียนเป็นประการสาคัญและสามารถพัฒนาองค์
ความรู้ได้อย่างเต็มที่ เน้นกระบวนการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนจัดให้กับผู้เรียน รวมถึงเก็บข้อมูลของผู้เรียนเป็น
รายบุคคลเพ่ือสามารถวัดและประเมินผลได้ พร้อมทั้งมีการปฏิบัติงานตามวงจรคุณภาพ PDCA ในทุกภาระงาน
เพ่ือให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนอันจะส่งผลให้ผู้เรยี นได้รบั การพัฒนาเตม็ ตามศักยภาพ จึงจะเห็น
ได้ว่า ทฤษฎีระบบเริ่มต้นด้วยปัจจยั นาเข้า นาไปสู่กระบวนการแปลงสภาพของปัจจัยนาเข้า ก่อให้เกิดผลผลิตที่
ต้งั เป้าหมายของความสาเร็จหรือคุณภาพของผลผลิตไว้ ดงั น้ันปัจจัยนาเข้าท่ีมีคุณภาพดี ย่อมจะส่งผลให้เกิดผล
ผลิตท่ีเปิดประโยชน์ สอดคล้องกับ KheFoon Hew and Brush (2007 : 33) ได้ศึกษาเรื่อง การประยุกต์ใช้
358 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
เทคโนโลยีในการเรียนการสอนในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สามารถนามาใช้ในการเรียนการสอน
และช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ดี โดยเน้นไปที่การนาเทคโนโลยีไปใช้ ไม่ใช่เพียงแผนของการจัดการ
อปุ กรณ์เทคโนโลยี
องค์ประกอบที่ 3 ผลผลิตสารสนเทศ (Output) ได้จากการประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูลใน
แต่ละองค์ประกอบ ก่อนที่จะจัดทาใหเ้ ป็นรูปแบบและคุณสมบัติพร้อมที่จะนาไปใชต้ ามความเหมาะสมของแต่ละ
การนาไปใช้งาน สอดคล้องกับ ปัญจรักษ์ สอนโต (2551 : 29) ได้ศึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการ
จดั การ พบว่า ระบบที่พัฒนาข้ึนครอบคลุมท้ังในด้านการนาข้อมูลเขา้ การประมวลผลการแสดงผล สามารถนาไป
ประยุกตใ์ ชเ้ พือ่ สนับสนุนการทางานของผูป้ ฏิบตั ิงานและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ปฏบิ ัตงิ านไดเ้ ป็นอยา่ งดี
องค์ประกอบท่ี 4 การนาไปใช้ (Application) เป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญท่ีสุดของการจัดระบบ
สารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา เนื่องจากสภาพปัญหาในการบริหารจัดการและพัฒนา
ผู้เรียนที่เกิดข้ึนน้ันเกิดจากการบริหารจัดการตามกระบวนการรูปแบบเดิม ๆ ไม่ได้เน้นบริหารไปตามผลของ
ข้อมูลสารสนเทศและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น แค่เพียงจัดทาเป็นรูปแบบเอกสารข้อมูลสารสนเทศเท่าน้ัน แต่ถ้ามี
การพัฒนาในจุดท่ีเกดิ ปญั หาก็จะทาให้การบริหารมีความสะดวกมากยิ่งขน้ึ สอดคล้องกบั มนัสนันทน์ บุญปาลวงศ์
(2550 : 20) ที่ได้วิจัยการพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารงานบุคลากร พบว่าระบบสารสนเทศเพ่ือการ
บริหารงานบุคลากรท่ีพัฒนาข้ึนช่วยให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มได้รับความสะดวกรวดเร็วในการสืบค้นข้อมูลที่ต้องการและ
นาไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีที่ต้องการ ความพึงพอใจเฉล่ียในด้านภาพรวม ด้านการนาข้อมูลสู่ระบบ ด้านการ
แสดงผลด้านการทางานของระบบ ผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก และด้านส่วนประสานงานกับผู้ใช้กับด้าน
ประโยชน์ทีไ่ ดร้ ับอยใู่ นระดบั ดี
2. ผลการตรวจสอบและยืนยันรูปแบบการจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการของโรงเรียน
สองภาษา พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เช่ียวชาญ ทั้ง จานวน 9 คน มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า รูปแบบ
การจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการของโรงเรียนสองภาษา มีความเหมาะสมกับบริบท มีความเป็นไป
ได้ในการนารูปแบบไปใช้ มีความถูกต้องตามหลักการในเชิงทฤษฎี มีประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการนาไปใช้
พัฒนาคุณภาพการศกึ ษาให้เกดิ ประโยชน์และองค์ความรู้ใหม่ๆ
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การนาผลวจิ ัยไปใช้
โรงเรียนท่ีดาเนินการโครงการโรงเรียนสองภาษาแล้ว หรือกาลังจะเปิดดาเนินการโครงการ
โรงเรียนสองภาษา ควรปรบั เปล่ียนให้สอดคล้อง เหมาะสมกบั บรบิ ทของแต่ละโรงเรยี น
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ต่อไป
ควรมีการวิจัยโดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานระดับผู้กาหนดนโยบาย จากส่วนกลางเพื่อสามารถ
นาการจัดระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการที่พัฒนาขนึ้ มา สามารถท่ีจะนาไปใช้กับโรงเรียนสองภาษาหรือ
โครงการจดั การเรยี นการสอนเปน็ ภาษาองั กฤษได้ทัว่ ประเทศ
กิตติกรรมประกาศ
ดุษฎีนิพนธ์นี้สาเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจาก อาจารย์ ดร.อรุณ จุติผล ประธาน
กรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิ กรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ ที่ได้
กรุณาให้คาแนะนา แก้ไข และปรับปรุงข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ตลอดจนให้การ
สนบั สนุนและช่วยเหลอื ผ้วู ิจยั มาโดยตลอด จนทาให้ดุษฎีนพิ นธ์ฉบับนส้ี าเรจ็ ลุลว่ งเป็นอยา่ งดี
ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 359
เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวง. พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาตพิ .ศ.2542 และแกไ้ ขเพิ่มเตมิ
พ.ศ.2553 (ฉบบั ท3ี่ ). กรงุ เทพฯ : ครุ สุ ภาลาดพร้าว, 2553.
กนกอร สมปราชญ์. ภาวะผนู้ าและภาวะผนู้ าการเรยี นรู้สาหรบั ผ้บู ริหารสถานศกึ ษา. ขอนแก่น:
โรงพิมพ์คลังนานาวทิ ยา, 2559.
ทวี หาแก้ว. “การพฒั นาระบบสารสนเทศเพือ่ การประกันคณุ ภาพภายในระดบั การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน:
กรณีศกึ ษาสานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาพิจติ ร เขต 2” วารสารวชิ าการและวจิ ยั
สังคมศาสตร.์ 9, 25 (มกราคม–เมษายน 2557) : 35-50, 2557.
นิพนธ์ คาแตง. การพฒั นาระบบสารสนเทศเพื่อการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา กรณีศกึ ษาคณะ
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏกาญจนบรุ ี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร
อตุ สาหกรรมมหาบัณฑติ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าธนบรุ ี, 2551.
ปญั จรกั ษ์ สอนโต. การพัฒนาระบบสารสนเทศ เพ่อื การจัดการหลกั สตู รปรัชญาดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชา
นวัตกรรมการเรียนรู้ทางเทคโนโลยี คณะครศุ าสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัย
เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าธนบรุ ี. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. 2551.
มนสั นันทน์ บุญปาลวงศ์. การพัฒนาระบบสารสนเทศเพอ่ื การบริหารงานบคุ ลากร:กรณศี กึ ษา มหาวทิ ยาลยั
เทคโนโลยรี าชมงคลตะวันออก วทิ ยาเขตจนั ทบรุ .ี วิทยานพิ นธ์การศกึ ษามหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2551.
Jo Tondeur. ICT intergration in the classroom : Challenging the potential of a school
policy.Ghent University Belgium, 2006.
KheFoon Hew and Brush, T. Integrating technology into K-12 teaching and learning:
Current knowledge gaps and recommendations for future research, Education
Technology Research Development, 2007
360 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
หลักธรรมาภบิ าลสาหรับผบู้ ริหารสถานศึกษา สานักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษา
มัธยมศึกษา เขต 28
Good Governance For School Administrations Under The Office Of
The Secondaty Education Service area 28
สำเรจ็ ธงศร1ี
ประวิทย์ หลักบญุ 2
บทคดั ยอ่
งำนวิจัยนี้มวี ัตถุประสงค์เพอ่ื 1. ศึกษำองค์ประกอบหลกั ธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำ
สำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 และ 2. ศึกษำระดับควำมคิดเห็นหลักธรรมำภิบำลสำหรับ
ผบู้ ริหำรสถำนศกึ ษำ สำนักงำนเขตพน้ื ที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 กลุ่มตัวอย่ำง คือ ผู้บรหิ ำรสถำนศึกษำ
ครูและบคุ ลำกรในสถำนศกึ ษำสำนกั งำนเขตพ้นื ที่กำรศกึ ษำมัธยมศึกษำ เขต 28 ไดจ้ ำกกำรเปิดตำรำง (Krejcie
& Morgan) จำนวน 69 โรง เครื่องมือท่ใี ช้ในกำรวิจยั คือ แบบสอบถำมมีลักษณะเป็นแบบมำตรำสว่ นประมำณ
ค่ำ 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ มีค่ำควำมตรงเชิงเนื้อหำระหว่ำง 0.60 - 1.00 และค่ำควำมเช่ือมั่น เท่ำกับ 0.96
วเิ ครำะห์ข้อมูลโดยใช้กำรวิเครำะห์องค์ประกอบเชงิ สำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) ด้วยวธิ ีกำร
วิเครำะห์องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis) และหมุนแกนองค์ประกอบแบบต้ังฉำก
(Orthogonal Rotation) ด้วยวธิ ี (Varimax Rotation)
ผลการวิจัย พบวา่
องค์ประกอบธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ
เขต 28 มีจำนวน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักควำมมีส่วนร่วมและควำมโปร่งใส 2) หลักคุณธรรมและนิติ
ธรรม 3) หลกั ควำมรบั ผดิ ชอบ และ 4) หลักควำมคุม้ ค่ำ สำมำรถอธิบำยองค์ประกอบหลักธรรมำภบิ ำลสำหรับ
ผบู้ ริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 ได้ร้อยละ 71.62) ระดับควำมคิดเห็น
ธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 โดยรวมอยู่ใน
ระดบั มำก ( X =3.72, SD = 0.80)
คาสาคญั : ธรรมำภิบำล, สำนกั งำนเขตพื้นทกี่ ำรศึกษำมธั ยมศกึ ษำ
1มหำวิทยำลยั ปทุมธำนี
2มหำวทิ ยำลยั ปทุมธำนี
ปีที่ 17 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 361
Abstract
The purposes of this research were 1. to analyze the factors of good governance for
school administrators under the office of the Secondary Educational Service Area 28 and
2. to study the administration opinion of good governance for school administrators under the
office of the Secondary Educational Service Area28. The sampling were 69 school administrators
and teachers determined by Krejcie and Mogan table. The instrument used in this study was
5 rating scale questionnaire with 30 items. The content validity was between 0.60 – 1.00 and
reliability was at 0.96. Data were analysis by the Exploratory Factor Analysis using the Principal
Component Analysis method.
The findings were as follows :
The Orthogonal Rotation used the Varimax Rotationmethod. Results of the study
indicated 1) the component of good governance for school administrators under the office of
the Secondary Educational Service Area 28 consisted of four aspects, including (1 ) Participation and
Transparency (2) Morality and Rule of law (3) Accountability and (4) Cost Effective. Results
explained good governance for school administrators under the office of the Secondary
Educational Service Area 28 at statistic score 71.626 percent. 2) The overall results on the
opinions toward good governance for school administrators under the office of the
Secondary Educational Service Area 28 were at high level ( X =3.72, SD = 0.809)
Keywords : Good Governance, Administrations, Secondaty Education Service area
บทนา
ในช่วงของแผนพัฒนำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ประเทศไทย
จะยังคงประสบสภำวะแวดล้อมและบริบทของกำรเปลี่ยนแปลงต่ำงๆ ทอ่ี ำจกอ่ ให้เกิดควำมเส่ียงทั้งจำกภำยใน
และภำยนอกประเทศ จึงจำเป็นต้องยึดกรอบแนวคิดและหลักกำรในกำรวำงแผนท่ีสำคญั ดังน้ี 1) กำรน้อมนำ
และประยุกต์ใช้หลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง 2) คนเป็นศูนย์กลำงของกำรพัฒนำอย่ำงมีส่วนร่วม
3) กำรสนบั สนนุ และสง่ เสริมแนวคิดกำรปฏิรูปประเทศ และ 4) กำรพัฒนำสคู่ วำมมน่ั คง ม่งั คั่ง ย่ังยืน สังคมอยู่
รว่ มกันอย่ำงมีควำมสุข กำรบริหำรรำชกำรแผ่นดินที่มีประสิทธิภำพ เน้นกำรสร้ำงควำมโปร่งใสในทุกข้ันตอน
ของกำรปฏิบัตริ ำชกำร โดยให้มชี อ่ งทำงใหท้ ุกภำคส่วนสำมำรถเข้ำถึง เขำ้ ตรวจสอบข้อมลู ของภำครำชกำรและ
ร้องเรียนได้ เช่น ข้อมูลกำรประกวดรำคำจัดซ้ือ จัดจ้ำงโครงกำรของทำงรำชกำร ข้อมูลกำรประมูลโครงกำร
ผู้ชนะกำรประมูลและรำคำปิดประมูล ข้อมูลควำมก้ำวหน้ำตำมกระบวนกำรยุติธรรม เช่น คดีท่ีไม่ดำเนินกำร
ตำมหลักธรรมำภิบำล คดีทุจรติ คอร์รัปชั่นและคดที ่ีประชำชนให้ควำมสนใจในแต่ละยุคสมัย ฯลฯ ทิศทำงของ
แผนพฒั นำเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชำติ ฉบบั ท่ี 12 (2560-2564 : 22)
กำรบริหำรกำรศึกษำจะได้คณุ ภำพจำเป็นต้องอำศัย ผู้บรหิ ำรที่มีวสิ ัยทัศน์ ควำมรู้ ควำมสำมำรถ
และมีคณุ ธรรมในกำรดำเนินกำร จึงจะทำใหอ้ งค์กำร ประสบควำมสำเร็จตำมควำมมุ่งหมำยที่คำดไว้ ศรีพัชรำ
สิทธกิ ำจร แก้วพิจิตร (2551 : 1) กระบวนกำรบรหิ ำรเปน็ กระบวนกำรเสริมเพ่อื ให้กำรเรยี นกำรสอนดำเนินไป
อย่ำงดีและมีประสิทธิภำพ ซ่ึงในปัจจุบันกำรบริหำรทำงด้ำนกำรศึกษำนับวันจะมีงำน เพ่ิมมำกขึ้นเพรำะ
เกีย่ วพันกบั คน เงิน และวัสดุอปุ กรณ์เป็นจำนวนมำก จดุ มุ่งหมำยของกระบวนกำรบรหิ ำร ก็คือ กำรดำเนินกำร
362 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
ให้กระบวนกำรต่ำงๆ ของโรงเรยี นบรรลเุ ป้ำหมำยไดอ้ ย่ำงดีและมีประสิทธิภำพ ซ่ึงรูปแบบของกำรบริหำรจะ
เป็นไปในลกั ษณะใดยอ่ มเปน็ ไปตำมปรชั ญำกำรศึกษำของแต่ละสำขำ ไพฑรู ย์ สินลำรัตน์ (2552: 23)
กำรบรหิ ำรจัดกำรศึกษำ จำเป็นต้องดำเนินกำรตำมหลักธรรมำภบิ ำล จงึ จะเป็นกำรบริหำรจัดกำร
ท่สี อดคล้องกับแนวโน้มสภำพปัญหำ และควำมต้องกำรในยคุ โลกำภิวฒั น์ นำไปสู่ประสิทธิภำพและประสทิ ธิผล
ขององคก์ รหรือหน่วยงำน และเปน็ หลกั ประกันควำมสำเรจ็ ในกำรบรหิ ำรจดั กำร และเปน็ ทีย่ อมรบั โดยทว่ั กนั ว่ำ
กำรนำหลักธรรมำภิบำลมำใช้เป็นแนวทำงในกำรบริหำรจัดกำรเป็นสิ่งท่ีจำเป็น และมีควำมสำคัญต่อ
ควำมสำเรจ็ ขององค์กรทุกประเภท ทุกระดับ ไม่ว่ำจะเป็นองค์กรธุรกิจองค์กรทำงกำรศึกษำ องค์กรทำงสังคม
ต่ำงๆ ทั้งนี้เพรำะหลักธรรมำภิบำลเป็นกำรบริหำรจัดกำรท่ีดีเป็นกำรบริหำรจัดกำรท่ีสร้ำงประโยชน์และ
ควำมเปน็ ธรรมต่อทุกฝ่ำยทเี่ ก่ยี วข้อง และนำไปส่คู วำมเจริญร่งุ เรอื งท้ังมวล ธีระ รุญเจริญ (2550 : 194)
กำรมีธรรมำภิบำลในโรงเรียนถือเป็นส่ิงท่ีมีควำมจำเป็นและมีควำมสำคัญ เพรำะธรรมำภิบำล
กับกำรจัดกำรในภำคกำรศึกษำนั้นถือเป็นส่ิงสำคัญที่จะทำให้กำรจัดบริกำรทำงกำรศึกษำเป็นไปได้ อย่ำงมี
ประสิทธิภำพ Wang (2007 : 134) ทำให้กำรบริหำรงำนของโรงเรียนเป็นกำรบริหำรที่ตั้งอยู่ บนพื้นฐำนของ
หลักนิติธรรม หลักกำรมีส่วนร่วม หลักควำมโปร่งใส หลักควำมรับผิดชอบ เป็นอย่ำงน้อย เพรำะหลักกำร
ดังกล่ำวข้ำงต้นถือเป็นจุดร่วมที่สำคัญของธรรมำภิบำล ซึ่งกำรมีธรรมำภิบำลน้ี จะนำไปสู่เป้ำหมำยคือ
กำรพัฒนำและอยู่ร่วมกันอย่ำงสันติสุข บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2542 : 31) ของทุกภำคสว่ น ซึง่ คำวำ่ กำรพัฒนำ
ในโรงเรียนนัน้ อำจหมำยถึงกำรท่ีผู้เรยี นได้รบั กำรพัฒนำให้เป็นผู้เรียนท่ีมีคุณภำพ คอื เป็นทั้งคนดี คนเกง่ และ
คนมีควำมสุข และอำจรวมไปถึงกำรแก้ปัญหำต่ำงๆ ภำยในโรงเรียนได้อีกด้วย ส่ิงเหล่ำนี้คือข้อดีของกำรที่
โรงเรียนมกี ำรบริหำรตำมหลกั ธรรมำภิบำลซ่งึ จะแตกตำ่ ง ไปจำกโรงเรียนท่ีบรหิ ำรงำนทไี่ ม่ยดึ หลกั ธรรมำภบิ ำล
กำรบริหำรงำนตำมหลกั ธรรมำภิบำลของผบู้ ริหำรสถำนศึกษำ พบว่ำมีปัญหำ ดังน้ี 1) ด้ำนหลักนิติธรรม
พบวำ่ ผ้บู ริหำรสถำนศึกษำขำดกำรให้ควำมสำคัญกับกำรออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่บคุ ลำกรทุกคนให้กำรยอมรับ
และพร้อมท่ีจะปฏิบัติตำมด้วยควำมเต็มใจ และผู้บรหิ ำรสถำนศกึ ษำ กำกบั ดูแล ตักเตอื น หรอื ลงโทษบุคลำกร
ท่ีไม่ปฏิบัติตำมกฎระเบียบ ข้อบังคับ ข้อตกลงของสถำนศึกษำอย่ำงเสมอภำคและเป็นธรรม 2) ด้ำนหลัก
คณุ ธรรม พบวำ่ ผ้บู ริหำรสถำนศกึ ษำไม่ประพฤติปฏิบัติตนเปน็ แบบอยำ่ งท่ดี ตี ำมหลักศลี ธรรมจรรยำ ปลกู ฝงั ให้
บุคลำกรมีควำมรักสำมัคคีกัน อยู่ร่วมกันอย่ำงสงบสุข 3) ด้ำนหลักควำมโปร่งใส พบว่ำ ผู้บริหำรสถำนศึกษำ
ขำดกำรจัดใหม้ ีกำรปรบั ปรุงข้อมูลสำรสนเทศให้มีควำมถูกต้อง เป็นปจั จบุ ัน ตรงกับควำมเปน็ จรงิ และพร้อมท่ี
จะเปดิ เผยแก่บุคลำกรท่ัวไป 4) ด้ำนหลักกำรมีสว่ นร่วม พบวำ่ ผู้บริหำรสถำนศึกษำยังขำดกำรจัดช่องทำงกำร
สื่อสำรเพ่ือรับฟังควำมคิดเห็น และข้อเสนอแนะจำกบุคคลทั้งภำยในและภำยนอกสถำนศึกษำ 5) ด้ำนหลัก
ควำมรับผิดชอบ พบว่ำ ผบู้ รหิ ำรสถำนศึกษำขำดกำรสร้ำงจิตสำนึกและส่งเสรมิ ให้ชุมชน เกิดสำนกึ รกั และเป็น
เจ้ำของสถำนศึกษำ และ 6) ด้ำนหลักควำมคุ้มค่ำ พบว่ำ ผู้บริหำรสถำนศึกษำขำดกำรกำหนดมำตรกำร
ประหยัดทรัพยำกรของสถำนศึกษำ ประหยัดเวลำ และบรรลุวัตถุประสงค์ภำยในระยะเวลำท่ีเหมำะสม
สุพรรณำ พวงทอง (2554 : 133-135) พิชำกรณ์ นำคเนยี ม (2556 : 30)
เพ่ือให้ประเทศมกี ำรเตรียมควำมพร้อมท่ีจะเผชิญกับควำมเปล่ียนแปลงที่เกดิ ข้ึน เคร่ืองมือหนึ่งที่
ภำครัฐให้ควำมสำคัญ คือ กำรปฏิรูปกำรศกึ ษำ ประเทศไทยมีกำรปฏริ ปู กำรศึกษำมำแล้ว 3 คร้ัง โดยเรมิ่ ต้งั แต่
สมยั ลน้ เกล้ำรชั กำลท่ี 5 ไดท้ รงปฏิรปู กำรศึกษำ โดยมุ่งสรำ้ งควำมทันสมัย และธำรงควำมเป็นเอกรำชของชำติ
ส่วนคร้ังท่ี 2 เมื่อ พ.ศ.2520 หลังเหตุกำรณ์ 14 ตุลำคม พ.ศ.2516 อันเป็นผลมำจำกกำรเปลี่ยนแปลงทำง
สังคม กำรปฏิรูปกำรศึกษำจึงเป็นกำรมุ่งสร้ำงกำรศึกษำ เพื่อชีวิตและสังคม และในคร้ังท่ี 3 เม่ือ พ.ศ.2542
มีกำรตรำพระรำชบัญญัติกำรศึกษำแห่งชำติ พุทธศักรำช 2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักรำช
2545 เป็นกำรมุ่งสรำ้ งสังคมแห่งกำรเรียนรู้ในกระแสโลกำภิวัฒน์ ควบคู่ไปกับกำรยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อกำรพัฒนำที่ย่ังยืน และกำรปฏิรูปครั้งท่ี 4 ในปี พ.ศ.2552 มุ่งเน้นกำรพัฒนำคุณภำพ และมำตรฐำน
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 363
กำรศึกษำ กำรเพ่ิมโอกำสทำงกำรศึกษำ และกำรเรียนรู้ ส่งเสริมกำรมีส่วนรว่ มของทุกคน กำรมีส่วนร่วมของ
ทุกภำคส่วน เพื่อให้คนไทยทุกคนไดเ้ รียนรตู้ ลอดชีวิต ท้ังในระบบ นอกระบบ และตำมอัธยำศัยอยำ่ งมีคุณภำพ
และเท่ำเทียมกัน ในทุกระดับ ทุกประเภทกำรศึกษำ จะเห็นได้ว่ำตั้งแต่กำรปฏิรูปกำรศึกษำปี พ.ศ.2552
เปน็ ต้นมำ ภำครัฐจะให้ควำมสำคญั กับกำรพฒั นำคนเป็นหลัก ในทุกๆ ปี ภำครัฐจะทุ่มงบประมำณจำนวนมำก
เพอ่ื กำรพฒั นำครู บคุ ลำกร และโดยเฉพำะผูบ้ ริหำร เพ่ือให้เกดิ คณุ ภำพ เพรำะเชือ่ วำ่ คน โดยเฉพำะในส่วนของ
ผู้บริหำร ถือเป็นบุคคลสำคัญของหน่วยงำนต่ำงๆ เพรำะเป็นหัวหน้ำของหน่วยงำน ที่ต้องทำหน้ำที่ควบคุม
ดูแล ดำเนินกำรให้เป็นไปด้วยควำมรำบร่ืน และลุล่วงสำเร็จตำมเป้ำหมำยท่ีตั้งไว้ ดังน้ัน ผู้บริหำรที่ดีจึงควรมี
กำรตัดสนิ ใจทถ่ี ูกต้อง และบรหิ ำรงำนดว้ ยควำมโปร่งใส สุจริต สำมำรถตรวจสอบได้ ผ้บู รหิ ำรตอ้ งเป็นบคุ คลที่มี
คุณภำพในทุกด้ำน ท้ังด้ำนวิชำกำร และด้ำนคุณธรรม ซ่ึงสอดคล้องกับคำกล่ำวที่ว่ำ "คุณภำพของผู้บริหำร
สถำนศึกษำ หมำยถงึ ควำมพรอ้ มในกำรบรหิ ำรจัดกำรที่มคี ุณภำพของผบู้ ริหำรสถำนศกึ ษำ โดยจะแสดงให้เห็น
ถึงศักยภำพกระบวนกำรพัฒนำคุณภำพ และกำรควบคุมคุณภำพของผู้บริหำรสถำนศึกษำ" วีระยุทธ์
ชำตะกำญจน์ (2552 : 38)
พระรำชกฤษฎีกำว่ำด้วยหลักเกณฑ์และวิธีกำรบริหำรกิจกำรบ้ำนเมืองท่ีดีพุทธศักรำช 2546
มีสำระสำคัญมุ่งเน้นให้หน่วยงำนของรัฐดำเนินงำนตำมภำระหน้ำท่ีโดยยึดหลักบนพ้ืนฐำน 6 ประกำร ได้แก่
หลกั นติ ิธรรม หลักคุณธรรม หลักควำมโปรง่ ใส หลักควำมมีส่วนรว่ ม หลกั ควำมรับผิดชอบ และหลักควำมคมุ้ ค่ำ
โกวิทย์ พวงงำม (2553 : 17-18) และจำกกำรศึกษำเอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมำภิบำลใน
สถำนศึกษำ สรุปเป็นองค์ประกอบได้ 6 ด้ำน คือ 1) หลักนิติธรรม 2) หลักคุณธรรม 3) หลักควำมโปร่งใส
4) หลักกำรมีส่วนร่วม 5) หลักควำมรับผิดชอบและ 6) หลักควำมคุ้มค่ำ UN/ESCAP 2003, Graham 2003,
Wagener 2004, Shalendra D. Sharma 2007, กัมปนำท วัชรธนำคม 2553, วิภำส ทองสุทธ์ิ 2551,
เอกชัย กี่สุขพันธ์และคณะ 2553, ปรำรถนำ โกวิทยำงกูร 2551, สุธรรม ธรรมทัศนำนนท์ 2554 และ
ธีระ รุญเจรญิ และคณะ (2554 : 44)
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่ือศึกษำองค์ประกอบหลักธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพ้ืนที่
กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28
2. เพ่ือศึกษำระดับควำมคิดเห็นที่มีต่อหลักธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำน
เขตพ้ืนทก่ี ำรศกึ ษำมธั ยมศึกษำ เขต 28
ขอบเขตของการวิจยั
ประชำกร ได้แก่ ผบู้ ริหำรสถำนศึกษำ ครแู ละบคุ ลำกรทำงกำรศกึ ษำในสถำนศึกษำ สำนกั งำนเขต
พ้ืนท่ีกำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 จำนวน 83 โรง โดยกำหนดสถำนศึกษำเป็นหน่วยของกำรวิเครำะห์
(Unit of analysis) จำนวน 69 โรง
ตัวแปรท่ีศึกษำ ได้แก่ หลักธรรมำภิบำลในสถำนศึกษำ ได้จำกกำรศึกษำเอกสำรและงำนวิจัยท่ี
เกี่ยวข้องสังเครำะห์และสรุปเป็นองค์ประกอบได้ 6 ดำ้ น คือ 1) หลักนิติธรรม 2) หลักคุณธรรม 3) หลักควำม
โปรง่ ใส 4) หลักกำรมสี ว่ นร่วม 5) หลักควำมรับผดิ ชอบและ 6) หลักควำมคมุ้ ค่ำ
364 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
กรอบแนวคดิ การวิจัย
กำรวิจัยครั้งนี้เป็นกำรวิจัยเพ่ือวิเครำะห์หลักธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำสำนักงำน
เขตพื้นท่ีกำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28ซึ่งได้จำกกำรศึกษำเอกสำรและงำนวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ ง สรุปเป็นองค์ประกอบได้
6 ด้ำน คือ 1) หลักนิติธรรม 2) หลักคุณธรรม 3) หลักควำมโปร่งใส 4) หลักกำรมีส่วนร่วม 5) หลักควำมรับผิดชอบ
และ 6) หลั กควำมคุ้ มค่ ำ UN/ESCAP 2003, Graham 2003, Wagener 2004, Shalendra D. Sharma
2007, กัมปนำท วัชรธนำคม 2553, วิภำส ทองสุทธิ์ 2551, เอกชัย ก่ีสขุ พันธแ์ ละคณะ 2553, ปรำรถนำ โกวิท
ยำงกรู 2551, สธุ รรม ธรรมทศั นำนนท์ 2554 และธีระ รญุ เจริญ และคณะ (2554 : 44)
หลักนติ ิธรรม
หลักคณุ ธรรม
หลกั ควำมโปร่งใส หลกั ธรรมาภิบาล
หลักกำรมสี ่วนรว่ ม สาหรับผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
หลักควำมรบั ผิดชอบ
หลกั กำรมีสว่ นรว่ ม
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดกำรวจิ ยั
วธิ ดี าเนนิ การวิจยั
ประชำกร ได้แก่ ผู้บริหำรสถำนศึกษำ ครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำในสถำนศึกษำ สำนักงำน
เขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 จำนวน 83 โรง โดยกำหนดสถำนศึกษำเป็นหน่วยของกำรวเิ ครำะห์
(Unit of analysis) จำนวน 69 โรง
กลมุ่ ตัวอย่ำง ได้แก่ ผู้บริหำรสถำนศกึ ษำ ครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำในสถำนศกึ ษำ สำนกั งำน
เขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 จำนวน 69 โรง ได้มำโดยกำรกำหนดขนำดกลุ่มตัวอย่ำงจำกตำรำง
Krejcie and Morgan (พรรณี ลกี ิจวัฒนะ 2553 :150) โดยใช้วิธกี ำรสุ่มตัวอย่ำงอย่ำงง่ำย (Simple Random
Sampling) จำนวน 69 โรง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บรหิ ำรสถำนศึกษำ จำนวน 1 คนครูและบุคลำกร จำนวน 2 คน
รวมท้งั ส้นิ 207 คน
เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถำม แบ่งเปน็ 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 สอบถำมสถำนภำพของผตู้ อบแบบสอบถำม
ตอนท่ี 2 สอบถำมควำมคิดเห็นผู้บริหำรและบุคลำกรเก่ียวกับหลักธรรมำภิบำลสำหรับสำนักงำน
เขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 กำรตรวจสอบคุณภำพของเคร่ืองมือ ด้ำนเท่ียงตรงเชิงเน้ือหำ
(Content Validity) โดยผู้เช่ียวชำญ จำนวน 5 คน เลือกข้อคำถำมที่มีค่ำ IOC 0.60-1.00 และหำค่ำ
ควำมเชื่อม่ันของเคร่ืองมือ (Reliability) ทั้งฉบับ โดยคำนวณค่ำสัมประสิทธ์ิแอลฟำ (Alpha-Coefficient)
ตำมวธิ ีของครอนบำค พรรณี ลีกจิ วัฒนะ (2553 : 197) ไดค้ ่ำสมั ประสทิ ธิ์แอลฟำท้งั ฉบับเท่ำกบั 0.96
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 365
กำรเก็บรวมรวมข้อมูล จัดส่งถึงผู้บริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพื้นท่ีกำรศึกษำมัธยมศึกษำ
เขต 28 จำนวน 69โรง โดยกำรส่งและตอบรับท่ีสำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 ได้รับ
แบบสอบถำมกลบั คืนมำ จำนวน 195 ฉบบั คดิ เป็นร้อยละ 94.20
สถิติท่ีใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ำมัชฌิมเลขคณิต (Mean = X ) และค่ำเบ่ียงเบนมำตรฐำน
(S.D.) กำรวิเครำะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) ด้วยวิธีกำรวิเครำะห์
องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis) และหมุนแกนขององค์ประกอบแบบต้ังฉำก
(Orthogonal Rotation) ด้วยวธิ ีกำรวำริแมกซ์ (Varimax Rotation)
สรปุ ผลการวจิ ัย
1. องค์ประกอบหลักธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพื้นท่ีกำรศึกษำ
มัธยมศึกษำ เขต 28 มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 มีค่ำน้ำหนัก 0.623-0.841 องค์ประกอบท่ี 2
มีค่ำน้ำหนัก 0.535-0.858 องค์ประกอบที่ 3 มีค่ำน้ำหนัก 0.716-0.777และองค์ประกอบที่ 4 มีค่ำน้ำหนัก
0.749-0.849 โดยพิจำรณำตัวแปรที่มีค่ำน้ำหนัก 0.30 ข้ึนไป จำกตัวแปร 30 ตัว ปรำกฏว่ำ วิเครำะห์จัดเข้ำ
องค์ประกอบใหม่ได้ 28 ตัว ส่วนองคท์ ี่ 5 มีตวั แปร 2 ตวั ไม่เปน็ ไปตำมหลักเกณฑ์จงึ ตอ้ งตัดทิ้งไป ดงั น้ี
องค์ประกอบท่ี 1 มี 10 ตัวแปร คือ ข้อ 18,17,19,16,20,13,14,15,11 และ 12 ผู้วิจัยต้ังช่ือ
องค์ประกอบนีว้ ำ่ หลักควำมมีส่วนร่วมและควำมโปรง่ ใสมตี ัวแปรดังน้ี
- ผู้บริหำรสนับสนนุ ใหบ้ ุคลำกรมอี สิ ระในควำมคิด สำมำรถแสดงควำมคิดเหน็ และเสนอแนะ
สำมำรถตรวจสอบได้
- ผู้บริหำรเปดิ โอกำสให้ครู นกั เรยี น ผปู้ กครอง และ ชมุ ชน มีสว่ นรว่ มในกำรดำเนินงำนต่ำงๆ
ของโรงเรยี น
- ผู้บริหำรเปดิ โอกำสใหค้ รู นกั เรียน ผ้ปู กครอง ชมุ ชน ได้เสนอควำมคิดเห็นในกำรแกป้ ญั หำ
- ผ้บู รหิ ำรเปิดโอกำสให้ครู นักเรยี น ผู้ปกครอง และ ชมุ ชน มีส่วนร่วมในกำรกำหนดนโยบำยของ
โรงเรียน
- ผบู้ ริหำรรบั ฟงั ควำมคดิ เห็น ขอ้ เสนอแนะ ต่ำงๆ แล้ว ดำเนินกำรอยำ่ งรวดเร็วและเตม็
ควำมสำมำรถ
- ผบู้ รหิ ำรกำกับ ติดตำม ตรวจสอบ ในกำรปฏิบตั งิ ำนต่ำง ๆ ถกู ตอ้ งครบถ้วน และเปน็ ปัจจุบัน
- ผู้บริหำรมีกำรกำหนดตัวช้ีวัดกำรปฏิบัติงำนและจัดทำรำยงำนผลกำรปฏิบัติงำนที่เป็นรูปธรรม
เปดิ เผยข้อมลู ขำ่ วสำรต่อสำธำรณะอยำ่ งตรงไปตรงมำ
- กำรประเมินผลกำรปฏิบัติงำนบุคลำกรตำมระเบียบ อย่ำงสุจริต เท่ียงตรง และอธิบำยเหตุผล
ตำมข้อเท็จจรงิ ได้
- ผู้บริหำรจัดให้มีกำรตรวจสอบผลกำรดำเนินงำนทุกขั้นตอน มีเกณฑ์ตัวชี้วัดผลกำรปฏิบัติงำนท่ี
เป็นรูปธรรมและเปดิ เผยต่อสำธำรณะ
- ผูบ้ รหิ ำรบรหิ ำรงำนตำมแผนทก่ี ำหนดเป็นระบบและตรวจสอบได้
องค์ประกอบท่ี 2 มี 8 ตัวแปร คือ ข้อ 9,10,8,7,6,5,4 และ 3 ผู้วิจัยตั้งชื่อองค์ประกอบน้ีว่ำ
หลกั คณุ ธรรมและนติ ธิ รรม มีตวั แปรดังนี้
- ผู้บริหำรพิจำรณำควำมดีควำมชอบ และควำมก้ำวหน้ำในวิชำชีพ แก่บุคลำกรอย่ำงเหมำะสม
และเป็นธรรม
- ผู้บรหิ ำรส่งเสริม สนับสนุนใหบ้ ุคลำกรปฏิบัตงิ ำนด้วยควำมซือ่ สตั ย์และจรงิ ใจ
366 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
- ผ้บู รหิ ำรปฏบิ ตั ิต่อผ้ใู ต้บงั คับบัญชำดว้ ยควำมเสมอภำค ทำให้องค์กรมีเสถยี รภำพอยูก่ ันอย่ำงสงบ
สุข ดว้ ยควำมมีระเบยี บวนิ ยั
- ผบู้ รหิ ำรมีกำรบรหิ ำรงำนและปฏบิ ัตหิ น้ำที่ด้วยควำมขยนั หม่นั เพยี ร อุทศิ ตนและเสยี สละ
- ผู้บรหิ ำรมีกำรบรหิ ำรงำนโดยยดึ หลักควำมถูกตอ้ ง และเปน็ ธรรม
- ผู้บรหิ ำรดำเนินกำรจัดทำมำตรฐำน ภำระงำน สำหรับบุคลำกรในโรงเรียนเป็นไปตำมสำยงำน
และมคี วำมชัดเจน
- ผบู้ รหิ ำรมกี ำรส่งเสรมิ และพัฒนำใหบ้ คุ ลำกร ประพฤตปิ ฏิบตั ิตำมระเบียบ วินัย มำตรฐำนและ
จรรยำบรรณวชิ ำชีพ
- ผบู้ ริหำรสง่ เสริมใหบ้ คุ ลำกรมีระเบยี บ วนิ ัย และจรรยำบรรณในวิชำชีพ
องค์ประกอบท่ี 3 มี 5 ตัวแปร คือ ข้อ 23,22,24,25 และ 21 ผู้วิจัยตั้งช่ือองค์ประกอบนี้ว่ำหลัก
ควำมรับผดิ ชอบมตี ัวแปรดังนี้
- ผู้บริหำรกำรจัดทำขอ้ มูลสำรสนเทศ แหล่งสนบั สนุนงบประมำณและทรัพยำกรทำงกำรศึกษำ
- ผู้บริหำรมีกำรพัฒนำกำรบริหำรงำนให้มีประสิทธิภำพอย่ำงต่อเนื่องทำให้คุณภำพของงำน
ทั้งดำ้ นปรมิ ำณมีควำมถกู ตอ้ ง ครบถว้ น
- ผู้บรหิ ำรจัดให้มีกำรฝึกอบรม และพัฒนำบุคลำกรเพ่ือพัฒนำประสทิ ธิภำพกำรปฏิบัติงำนอย่ำง
ต่อเนือ่ ง
- ผู้บริหำรมีกำรวัดประเมินผลประสิทธิภำพกำรปฏิบัติงำนของครูและบุคลำกร และนำผลกำร
ประเมนิ ไปปรับปรงุ พัฒนำงำนอยำ่ งต่อเนื่อง
- ผู้บริหำรมีกำรกำกับนิเทศติดตำม กำรปฏิบัติงำนของบุคลำกรอย่ำงเป็นระบบและสม่ำเสมอ
ทำให้ผลกำรปฏบิ ตั ิงำนบรรลุตำมวัตถปุ ระสงคท์ ี่กำหนดไว้
องค์ประกอบที่ 4 มี 5 ตัวแปร คือ ข้อ 27, 30, 26, 28 และ 29 ผู้วิจัยต้ังช่ือองค์ประกอบนี้ว่ำ
หลกั ควำมคมุ้ คำ่ มตี วั แปรดังนี้
- ผบู้ รหิ ำรมีกำรบริกำรดำ้ นแหลง่ เรยี นรู้ อำคำรสถำนที่ วสั ดคุ รุภณั ฑแ์ กบ่ ุคลำกรและชุมชน
- ผบู้ ริหำรดำเนินกำรมอบหมำยกำรปฏบิ ัติงำน โดย คำนึงถงึ ควำมสำมำรถของบคุ ลำกร
- ผู้บริหำรมีระบบกำรดูแลรักษำทรัพยำกรของสถำนศึกษำ และใช้ประโยชน์จำกวัสดุ ครุภัณฑ์
อำคำรสถำนท่ขี องสถำนศกึ ษำอยำ่ งประหยดั และคมุ้ คำ่
- ผู้บรหิ ำรมีกำรดำเนินแผนงำนโครงกำรและกิจกรรมต่ำงๆเท่ำท่ีจำเป็นเพื่อประโยชน์สูงสุดของ
ส่วนรวม และมีกำรแต่งต้ังคณะกรรมกำรติดตำมประเมินผลกำรใช้จ่ำยงบประมำณและโครงกำรต่ำงๆของ
สถำนศึกษำ
- ผ้บู รหิ ำรกำกับ ควบคุม ให้ใช้ทรพั ยำกรอย่ำงประหยัดและเกิดประโยชน์สงู สุด รำยละเอียด
ดงั ตำรำงท่ี 1
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 367
ตารางท่ี 1 ค่ำนำ้ หนกั องคป์ ระกอบหลักธรรมำภบิ ำลสำหรับผูบ้ รหิ ำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพ้นื ท่กี ำรศึกษำ
มัธยมศกึ ษำ เขต 28 หลังหมุนแกนของตัวแปรที่ศึกษำ
องค์ องค์ องค์ องค์
ประกอบ ประกอบ ประกอบ ประกอบ
ตวั แปร ที่ ท่ี ท่ี ที่
1234
ผบู้ รหิ ำรสนับสนุนให้บคุ ลำกรมีอิสระในควำมคดิ สำมำรถแสดง .841
ควำมคดิ เห็นและเสนอแนะ สำมำรถตรวจสอบได้
ผู้บริหำรเปดิ โอกำสใหค้ รู นกั เรยี น ผปู้ กครอง และ ชุมชน มี .825
ส่วนร่วมในกำรดำเนินงำนต่ำงๆของโรงเรียน
ผู้บริหำรเปิดโอกำสให้ครู นักเรยี น ผปู้ กครอง ชุมชน ได้เสนอ .799
ควำมคดิ เห็นในกำรแก้ปญั หำ
ผู้บริหำรเปิดโอกำสให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และ ชุมชน มี .793
สว่ นรว่ มในกำรกำหนดนโยบำยของโรงเรียน
ผบู้ ริหำรรบั ฟงั ควำมคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตำ่ งๆ แลว้ .784
ดำเนนิ กำรอย่ำงรวดเร็วและเต็มควำมสำมำรถ
ผบู้ ริหำรกำกับ ตดิ ตำม ตรวจสอบ ในกำรปฏบิ ตั ิงำนต่ำง ๆ .740
ถูกตอ้ งครบถ้วน และเปน็ ปัจจุบนั
ผู้บริหำรมีกำรกำหนดตัวช้ีวดั กำรปฏิบัติงำนและจัดทำรำยงำน .718
ผลกำรปฏิบัติงำนที่เป็นรูปธรรม เปิดเผยข้อมูลข่ำวสำรต่อ
สำธำรณะอยำ่ งตรงไปตรงมำ
กำรประเมินผลกำรปฏิบัติงำนบุคลำกรตำมระเบียบ อย่ำง .655
สุจรติ เทย่ี งตรง และอธบิ ำยเหตุผลตำมขอ้ เทจ็ จริงได้
ผบู้ ริหำรจัดให้มีกำรตรวจสอบผลกำรดำเนินงำนทุกขัน้ ตอน มี .628
เกณฑ์ตัวช้ีวัดผลกำรปฏิบัติงำนที่เป็นรูปธรรมและเปิดเผยต่อ
สำธำรณะ
ผู้บรหิ ำรบริหำรงำนตำมแผนท่ีกำหนดเปน็ ระบบและตรวจสอบ .623
ได้
ผู้บริหำรพิจำรณำควำมดีควำมชอบ และควำมก้ำวหน้ำใน .858
วชิ ำชีพ แก่บคุ ลำกรอยำ่ งเหมำะสมและเปน็ ธรรม
ผู้บริหำรสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ใหบ้ ุคลำกรปฏิบตั ิงำนดว้ ยควำม .848
ซ่อื สัตยแ์ ละจรงิ ใจ
ผบู้ ริหำรปฏิบตั ิต่อผใู้ ตบ้ ังคบั บัญชำดว้ ยควำมเสมอภำค ทำให้ .835
องค์กรมีเสถียรภำพอยกู่ ันอย่ำงสงบสุข ด้วยควำมมีระเบยี บ
วินยั
ผู้บรหิ ำรมกี ำรบรหิ ำรงำนและปฏบิ ัตหิ นำ้ ทด่ี ว้ ยควำม .823
ขยนั หมัน่ เพียร อทุ ศิ ตนและเสยี สละ
368 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
ตารางท่ี 1 (ตอ่ )
องค์ องค์ องค์ องค์
ประกอบ ประกอบ ประกอบ ประกอบ
ตวั แปร ที่ ท่ี ท่ี ท่ี
ผู้บรหิ ำรมกี ำรบรหิ ำรงำนโดยยดึ หลกั ควำมถูกต้อง และเปน็ 1234
.782
ธรรม
ผู้บริหำรดำเนินกำรจัดทำมำตรฐำน ภำระงำน สำหรับบุคลำกร .658
ในโรงเรียนเป็นไปตำมสำยงำน และมีควำมชดั เจน
ผบู้ รหิ ำรมกี ำรส่งเสรมิ และพฒั นำให้บคุ ลำกร ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ .591
ตำมระเบียบ วินัย มำตรฐำนและ จรรยำบรรณวชิ ำชีพ
ผู้บรหิ ำรกำรจดั ทำข้อมลู สำรสนเทศ แหลง่ สนบั สนุน .777
งบประมำณและทรพั ยำกรทำงกำรศึกษำ
ผู้บริหำรมีกำรพัฒนำกำรบริหำรงำนให้มีประสิทธิภำพอย่ำง .753
ต่อเนื่องทำให้คุณภำพของงำนท้ังด้ำนปริมำณมีควำมถูกต้อง
ครบถว้ น
ผู้บริหำรจัดให้มีกำรฝึกอบรม และพัฒนำบุคลำกรเพ่ือพัฒนำ .746
ประสทิ ธิภำพกำรปฏบิ ตั ิงำนอย่ำงต่อเนือ่ ง
ผู้บริหำรมีกำรวัดประเมินผลประสิทธิภำพกำรปฏิบัติงำนของ .739
ครูและบุคลำกร และนำผลกำรประเมินไปปรับปรุงพัฒนำงำน
อยำ่ งตอ่ เนือ่ ง
ผบู้ ริหำรมีกำรกำกับนิเทศติดตำม กำรปฏิบัติงำนของบุคลำกร .716
อย่ำงเป็นระบบและสม่ำเสมอ ทำให้ผลกำรปฏิบัติงำนบรรลุ
ตำมวัตถุประสงคท์ ี่กำหนดไว้
ผู้บรหิ ำรมีกำรบรกิ ำรดำ้ นแหล่งเรยี นรู้ อำคำรสถำนที่ วัสดุ .849
ครุภณั ฑ์แกบ่ คุ ลำกรและชุมชน
ผูบ้ ริหำรดำเนนิ กำรมอบหมำยกำรปฏบิ ตั งิ ำน โดย คำนงึ ถึง .790
ควำมสำมำรถของบุคลำกร
ผบู้ ริหำรมีระบบกำรดแู ลรักษำทรัพยำกรของสถำนศึกษำ และ .783
ใช้ประโยชน์จำกวัสดุ ครุภัณฑ์ อำคำรสถำนท่ีของสถำนศึกษำ
อย่ำงประหยัดและค้มุ คำ่
ผบู้ ริหำรมีกำรดำเนินแผนงำนโครงกำรและกิจกรรมตำ่ งๆเท่ำท่ี .782
จำเป็นเพ่ือประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม และมีกำรแต่งต้ัง
คณะกรรมกำรติดตำมประเมินผลกำรใช้จ่ำยงบประมำณและ
โครงกำรตำ่ งๆของสถำนศกึ ษำ
ผบู้ ริหำรกำกับ ควบคมุ ใหใ้ ช้ทรัพยำกรอยำ่ งประหยัดและเกิด .749
ประโยชน์สงู สุด
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 369
2. ผู้บริหำรสถำนศึกษำ ครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำมีควำมคิดเห็นต่อหลักธรรมำภิบำลสำหรับ
ผู้บริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28โดยรวมอยู่ในระดับมำก ( X =3.72,
SD = 0.809)
อภิปรายผลการวจิ ยั
1. กำรวิเครำะห์องค์ประกอบหลักธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำสำนักงำนเขตพ้ืนท่ี
กำรศึกษำมธั ยมศกึ ษำ เขต 28 พบวำ่ ตัวแปรท้ัง 30 ตัวแปร สำมำรถจัดกลุ่มเป็นองค์ประกอบ 4 องค์ประกอบ
ผวู้ ิจัยขออภปิ รำยผล ดงั น้ี
องคป์ ระกอบท่ี 1 หลักควำมมีสว่ นร่วมและควำมโปร่งใส
ผู้บริหำรสนับสนุนให้บุคลำกรมีอิสระในควำมคิด สำมำรถแสดงควำมคิดเห็นและเสนอแนะ
สำมำรถตรวจสอบได้เปิดโอกำสให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และ ชุมชน มีส่วนร่วมในกำรดำเนินงำนต่ำงๆ
ของโรงเรียนเสนอควำมคิดเห็นในกำรแก้ปัญหำมีส่วนร่วมในกำรกำหนดนโยบำยของโรงเรียนผู้บริหำรรับฟัง
ควำมคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ต่ำงๆ แล้ว ดำเนินกำรอย่ำงรวดเร็วและเต็มควำมสำมำรถผู้บริหำรกำกับ ติดตำม
ตรวจสอบ ในกำรปฏิบัติงำนต่ำง ๆ ถูกต้องครบถ้วนและเป็นปัจจุบันมีกำรกำหนดตัวชว้ี ัดกำรปฏิบัติงำนและ
จัดทำรำยงำนผลกำรปฏิบัติงำนที่เป็นรูปธรรม เปิดเผยข้อมูลข่ำวสำรต่อสำธำรณะอย่ำงตรงไปตรงมำมีกำร
ประเมินผลกำรปฏิบตั ิงำนบคุ ลำกรตำมระเบียบ อยำ่ งสุจรติ เทย่ี งตรงและอธบิ ำยเหตผุ ลตำมขอ้ เท็จจรงิ ได้มีกำร
ตรวจสอบผลกำรดำเนินงำนทุกขั้นตอน มีเกณฑ์ตัวชี้วัดผลกำรปฏิบัติงำนท่ีเป็นรูปธรรมและเปิดเผยต่อ
สำธำรณะและผู้บริหำรบริหำรงำนตำมแผนท่ีกำหนดเป็นระบบและตรวจสอบได้สอดคล้องกับบุญเสริม เก้ือสังข์
(2551 : 62 -75) ได้วิจัยกำรศึกษำกำรใช้หลักธรรมำภิบำลของผู้บริหำรสถำนศึกษำ สังกัดเทศบำลนครตรัง
ผลกำรวิจัยพบว่ำ ต้องให้ชุมชนเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรวำงแผน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบและร่วมช่ืนชม
ผลงำนสอดคล้องกับ Wessling (2005 : 60) ได้ศึกษำกำรเข้ำไปมีส่วนร่วมของชุมชนในกำรพัฒนำกำรศึกษำ
ขน้ั พืน้ ฐำนของโรงเรยี นวอลดอรฟ์ ของมหำวิทยำลยั มิสซูร่ี-เซนต์หลยุ เพอ่ื ศึกษำกำรมีส่วนรว่ มของชุมชน พบว่ำ
กำรที่จะเรียนรู้อย่ำงได้ผลนั้นจะต้องมีควำมสอดคล้องกันระหว่ำงโรงเรียนและชุมชน โดยจัดรูปแบบ
ควำมสัมพันธ์ให้ควำมไวว้ ำงใจระหว่ำงชุมชนและโรงเรียน โรงเรียนมีส่วนกระตุ้นกำรเปลี่ยนแปลงชุมชนน้ันได้
และมีส่วนสำคัญในกำรพัฒนำด้ำนต่ำงๆ ของโรงเรียนด้วยและสอดคล้องกับสันถวันท์ พยำเล้ียง (2552 : 73-93)
ได้ศึกษำกำรบริหำรโรงเรียนตำมหลักธรรมำภิบำลในโรงเรียนประถมศึกษำ สังกัดสำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำ
กรุงเทพมหำนคร เขต 1 พบว่ำ ผู้บริหำรควรอดทนด้วยควำมจริงใจ ผู้บริหำรต้ังคณะกรรมกำรบริหำรโดยมี
บคุ ลำกรในชมุ ชนเข้ำร่วม ผบู้ ริหำรตง้ั คณะกรรมกำรโดยมีคณะครู ผู้ปกครองและชุมชนมำร่วมประเมนิ ในกำร
บริหำรโรงเรยี น
องคป์ ระกอบท่ี 2 หลกั คุณธรรมและนิติธรรม
ผบู้ ริหำรพิจำรณำควำมดคี วำมชอบ และควำมกำ้ วหน้ำในวิชำชีพ แกบ่ ุคลำกรอย่ำงเหมำะสมและ
เป็นธรรมส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลำกรปฏิบัติงำนด้วยควำมซื่อสัตย์และจริงใจปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชำ
ดว้ ยควำมเสมอภำค ทำให้องค์กรมเี สถยี รภำพอยูก่ นั อย่ำงสงบสุข ด้วยควำมมรี ะเบยี บวนิ ัยมีกำรบริหำรงำนและ
ปฏิบัติหนำ้ ทด่ี ้วยควำมขยันหม่นั เพียร อุทศิ ตนและเสียสละกำรบริหำรงำนยดึ หลักควำมถกู ตอ้ ง และเปน็ ธรรม
มีกำรจดั ทำมำตรฐำน ภำระงำน สำหรับบุคลำกรในโรงเรียนเป็นไปตำมสำยงำน และมีควำมชดั เจนส่งเสรมิ และ
พัฒนำให้บุคลำกร ประพฤติปฏิบัติตำมระเบียบ วินัย มำตรฐำนและ จรรยำบรรณวิชำชีพ และส่งเสริมให้
บุคลำกรมีระเบียบ วินัย และจรรยำบรรณในวิชำชีพ สอดคลอ้ งกบั บุญเสรมิ เกื้อสังข์ (2551 : 62 -75) ไดว้ ิจัย
กำรศึกษำกำรใช้หลกั ธรรมำภบิ ำลของผู้บรหิ ำรสถำนศกึ ษำ สงั กัดเทศบำลนครตรงั ผลกำรวจิ ัยพบว่ำ ผู้บริหำร
370 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
ต้องยึดหลักระเบียบและปฎิบัติตนเป็นแบบอย่ำงที่ดี ด้ำนหลักคุณธรรม ต้องยืนหยัดในควำมถูกต้อง และ
สอดคล้องกบั บรรจง เจรญิ สุข (2552 : บทคดั ย่อ) ได้ทำกำรวิจัยเร่อื ง กำรพฒั นำรปู แบบกำรบริหำรสถำนศึกษำ
ตำมหลักธรรมำภิบำลในสถำนศึกษำข้ันพ้ืนฐำน เขตจังหวัดภำคใต้ตอนบน พบว่ำกำรกำหนดหลักเกณฑ์และ
แนวทำงในกำรพิจำรณำควำมดีควำมชอบอย่ำงชัดเจนเปน็ รปู ธรรม มกี ำรเปิดเผยผลกำรประเมินกำรปฏบิ ัตงิ ำน
ของบุคลำกรทกุ ข้นั ตอน เปดิ โอกำสใหบ้ คุ ลำกรมสี ว่ นรว่ มในกำรบรหิ ำรบคุ คล
องคป์ ระกอบที่ 3 หลักควำมรบั ผิดชอบ
ผู้บริหำรกำรจัดทำข้อมูลสำรสนเทศ แหล่งสนับสนุนงบประมำณและทรัพยำกรทำงกำรศึกษำ
มีกำรพัฒนำกำรบริหำรงำนให้มปี ระสทิ ธิภำพอยำ่ งต่อเนื่องทำให้คุณภำพของงำนท้ังด้ำนปริมำณมีควำมถกู ต้อง
ครบถว้ นจัดใหม้ ีกำรฝึกอบรม และพัฒนำบคุ ลำกรเพ่ือพัฒนำประสิทธิภำพกำรปฏิบัติงำนอย่ำงต่อเนื่องมีกำรวัด
ประเมินผลประสทิ ธภิ ำพกำรปฏิบตั งิ ำนของครแู ละบุคลำกร และนำผลกำรประเมินไปปรับปรุงพฒั นำงำนอยำ่ ง
ต่อเนื่อง และผู้บริหำรมีกำรกำกับนิเทศติดตำม กำรปฏิบัติงำนของบุคลำกรอย่ำงเป็นระบบและสม่ำเสมอ
ทำให้ผลกำรปฏิบัติงำนบรรลุตำมวัตถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้ สอดคล้องกับบุญเสริม เก้ือสังข์ (2551: 62 -75)
ได้วิจัยกำรศึกษำกำรใช้หลักธรรมำภิบำลของผู้บริหำรสถำนศึกษำ สังกัดเทศบำลนครตรัง ผลกำรวิจัยพบว่ำ
ผบู้ รหิ ำรตอ้ งเปน็ แบบอย่ำงทีด่ ี ด้ำนหลกั ควำมคุ้มคำ่ ผู้บรหิ ำรได้ใช้ทรัพยำกรเกิดประโยชน์สูงสุดแตค่ วรเพิม่ กำร
ปฏิบัติให้ตอ่ เน่ืองและสม่ำเสมอและสอดคล้องกับศรพี ัชรำ สิทธิกำจรแก้วพิจิตร (2551 : บทคัดยอ่ ) ได้ทำกำร
วิจัยเรื่อง กำรใช้หลักธรรมำภิบำลในสถำบันกำรศึกษำเอกชน ผลกำรวิจัยแสดงให้เห็นว่ำ กำรใช้หลักธรรมำภิบำล
ในสถำนศึกษำเอกชน ไปประยุกต์ใช้ในกำรบรหิ ำรงำนของมหำวิทยำลัยเอกชน พร้อมท้ังกำรสร้ำงควำมรคู้ วำมเข้ำใจ
แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝำ่ ย และมีกำรติดตำมประเมินผลในกำรนำไปใชเ้ ป็นระยะๆ เพ่ือปรบั ปรุงและพัฒนำคุณภำพ
มหำวิทยำลยั ใหไ้ ด้ตำมมำตรฐำนทกี่ ำหนด
องค์ประกอบที่ 4 หลกั ควำมค้มุ คำ่
ผ้บู รหิ ำรมกี ำรบรกิ ำรดำ้ นแหล่งเรียนรู้ อำคำรสถำนที่ วัสดคุ รุภณั ฑ์แกบ่ ุคลำกรและชมุ ชนผู้บริหำร
มอบหมำยกำรปฏิบัติงำน โดย คำนึงถึงควำมสำมำรถของบุคลำกรมีระบบกำรดูแลรักษำทรัพยำกรของ
สถำนศึกษำ และใช้ประโยชน์จำกวัสดุ ครุภัณฑ์ อำคำรสถำนที่อย่ำงประหยัดและคุ้มค่ำมีกำรดำเนินแผนงำน
โครงกำรและกิจกรรมเพ่ือประโยชน์สูงสดุ ของส่วนรวม และมกี ำรแต่งตั้งคณะกรรมกำรติดตำมประเมินผลกำร
ใช้จ่ำยงบประมำณและโครงกำรต่ำงๆของสถำนศึกษำ และผู้บริหำรกำกับ ควบคุม ให้ใช้ทรัพยำกรอย่ำง
ประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับบุญเสริม เก้ือสังข์ (2551: 62 -75) ได้วิจัยกำรศึกษำกำรใช้
หลักธรรมำภิบำลของผบู้ ริหำรสถำนศึกษำ สงั กัดเทศบำลนครตรัง ผลกำรวจิ ัยพบว่ำ ผู้บรหิ ำรได้ใชท้ รัพยำกร
เกิดประโยชน์สูงสุดแต่ควรเพิ่มกำรปฏิบตั ิให้ต่อเน่ืองและสมำ่ เสมอและสอดคลอ้ งกับ บรรจง เจรญิ สขุ (2552 :
บทคัดยอ่ ) ไดท้ ำกำรวจิ ัยเรอื่ ง กำรพฒั นำรูปแบบกำรบริหำรสถำนศกึ ษำตำมหลกั ธรรมำภบิ ำลในสถำนศกึ ษำขั้น
พ้ืนฐำน เขตจังหวัดภำคใต้ตอนบน พบว่ำ มีกำรสร้ำงวัฒนธรรมกำรทำงำนด้ำนควำมซื่อสัตย์ สุจริต และยึด
ประโยชน์ส่วนร่วม มีกำรเปิดเผยรำยได้ของสถำนศึกษำทุกประเภท มีกำรจดั ซื้อจัดจ้ำงที่โปร่งใสตรวจสอบได้
ทุกขั้นตอนตลอดเวลำ
2. ระดับควำมคิดเห็นหลกั ธรรมำภบิ ำลสำหรับผ้บู ริหำรสถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพ้นื ที่กำรศกึ ษำ
มธั ยมศึกษำ เขต 28
หลังจำกกำรจดั กลุ่มองค์ประกอบแล้วพบว่ำระดับควำมคิดเห็นหลักธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำร
สถำนศึกษำ สำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 28 โดยรวมอยู่ในระดับมำก ( X =3.72,
SD=0.809) สอดคล้องกับ อริศรำ ขำวพล (2552 : 138-164) ได้ศึกษำกำรบริหำรงำนตำมหลักธรรมำภิบำล
ของสถำนศึกษำเอกชน สงั กดั สำนกั งำนเขตพน้ื ที่กำรศกึ ษำ สมุทรปรำกำรเขต 1 ผลกำรวิจยั พบวำ่ กำรบรหิ ำรงำนตำม
หลักธรรมำภิบำล ของสถำนศึกษำเอกชนสังกัดสำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำสมุทรปรำกำร เขต 1 โดยภำพรวม
ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 371
และรำยด้ำนมีกำรปฏิบัติในระดับมำก สอดคล้องกับ สมคิด มำวงศ์ (2554 : 71-79) ได้ศึกษำกำรศึกษำ
กำรบริหำรงำนตำมหลักธรรมำภิบำลของผู้บริหำรโรงเรียนตำมควำมคิ ดเห็นของครูสังกัดโรงเรียนเทศบำล
ในจังหวัดระยอง จนั ทบุรี ผลกำรวจิ ัยพบว่ำ 1) กำรบริหำรงำนตำมหลักธรรมำภบิ ำลของผู้บรหิ ำรโรงเรียนตำม
ควำมคิดเห็นของครู สังกัดโรงเรียนเทศบำล ในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตรำด โดยรวมอยู่ในระดับมำก และ
สอดคลอ้ งกับ บงั อร จันกรม (2552 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษำเรอื่ งกำรบริหำรโรงเรียนโดยใชห้ ลักธรรมำภิบำลของ
ผ้บู ริหำร สังกัดสำนักงำนเขตพื้นท่ีกำรศึกษำสมุทรปรำกำร เขต 1 ผลกำรวิจัย พบว่ำครูมคี วำมคิดเหน็ ต่อกำร
บรหิ ำรโรงเรียนโดยใชห้ ลักธรรมำภบิ ำลของผบู้ รหิ ำร ในภำพรวมอยใู่ นระดับมำก
ขอ้ เสนอแนะ
1. สถำนศึกษำสังกัดสำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำเขตอื่น ๆ สำมำรถนำผลกำรวิจัยไป
ใชใ้ นกำรพฒั นำหน่วยงำนเพ่ือเพม่ิ ประสทิ ธิภำพและประสิทธิผล
2. ควรศึกษำตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อหลักธรรมำภิบำลสำหรับผู้บริหำรสถำนศึกษำทุกสังกัดให้มี
ประสทิ ธิภำพมำกย่งิ ขึ้น
เอกสารอ้างองิ
ทิศทำงของแผนพฒั นำเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชำติ ฉบบั ท่ี 12 (ออนไลน์)
http://www.sukhothai.go.th/mainredcross/7I.pdf วนั ท่สี ืบคน้ 2560, มถิ นุ ำยน 1, 2560.
ธีระ รณุ เจริญ. ประสิทธภิ าพการนาธรรมาภบิ าลมาใช้ในการบรหิ ารจดั การการศกึ ษาในโรงเรียน,
วารสารศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ . 30(1) : 22, 2550.
ธีระ รุญเจรญิ , กำญจน์ เรืองมนตรี และธรินธร นำมวรรณ. ยุทธศาสตร์การบรหิ ารจัดการ
การศึกษาขององคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ (อปท.). กรงุ เทพฯ : ข้ำวฟ่ำง, 2554.
บรรจง เจรญิ สุข. “การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารสถานศกึ ษาตามหลกั ธรรมาภบิ าลในสถานศกึ ษา
ข้นั พนื้ ฐาน เขตจังหวดั ภาคใตต้ อนบน.” ดุษฎีนพิ นธป์ รญิ ญำปรัชญำดษุ ฎบี ณั ฑิต, สำขำ
กำรบรหิ ำรกำรศึกษำ, มหำวิทยำลยั รำมคำแหง, 2552.
บวรศกั ด์ิ อุวรรณโณ. นานา...ทศั นะ/ประสบการณ.์ ใน Good Governance กับการพฒั นา
ขา้ ราชการ, หน้า 33. กรงุ เทพมหำนคร: สถำบนั พฒั นำขำ้ รำชกำรพลเรอื น สำนกั งำน ก.พ,
2545.
บญุ เสรมิ เกอ้ื สงั ข์. การศกึ ษาการใชธ้ รรมาภบิ าลของผบู้ ริหารสงั กดั เทศบาลตรัง. วิทยำนิพนธ์ปริญญำ
ครศุ ำสตร มหำบัณฑิต สำขำบริหำรกำรศกึ ษำ มหำวิทยำลัยรำชภัฏภเู กต็ , 2551.
บงั อร จนั กรม. การบริหารโรงเรียนโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผ้บู รหิ าร ตามความคดิ เหน็ ของครู
สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาสมทุ รปราการ เขต 1. วทิ ยำนิพนธ์
ปริญญำครศุ ำสตรมหำบณั ฑติ สำขำวชิ ำกำรบริหำรกำรศึกษำ มหำวทิ ยำลัยรำชภฏั ธนบุรี, 2552.
ปรำรถนำ โกวทิ ยำงกูร. การพฒั นารปู แบบการประเมินธรรมาภบิ าลในมหาวิทยาลยั ของรัฐ, 2551
พชิ ำกรณ์ นำคเนยี ม. การใช้หลกั ธรรมาภิบาลของผบู้ ริหารสถานศกึ ษาในอาเภอเมอื ง จังหวดั ยะลา
สงั กดั สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษายะลา เขต 1. บัณฑติ วิทยำลัย
มหำวิทยำลยั รำชภัฏยะลำม, 2556.
พรรณี ลีกิจวฒั นะ. วิธีวจิ ัยทางการศกึ ษา. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 5. กรงุ เทพฯ : คณะครุศำสตร์, 2533.
ไพฑรู ย์ สินลำรัตน.์ ปรชั ญาการศกึ ษาเบอ้ื งตน้ . พิมพค์ รั้งท่ี 6. กรงุ เทพมหำนคร:
โรงพิมพ์ แห่งจุฬำลงกรณม์ หำวิทยำลัย, 2552.
372 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
วิภำส ทองสุทธิ.์ การบรหิ ารจัดการทด่ี .ี กรุงเทพฯ: อินทภำษำ, 2551.
วรี ะยทุ ธ ชำตะกำญจ.์ (2552). เทคนิคกำรบรหิ ำรสำหรับนกั บรหิ ำรมอื อำชีพ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จฬุ ำลงกรณ์
มหำวิทยำลัย, 2552.
ศรพี ัชรำ สทิ ธกิ ำจร แก้วพิจติ ร. การใชห้ ลักธรรมาภิบาลในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน.ปรัชญำดษุ ฎีบัณฑิต
บณั ฑติ วทิ ยำลยั มหำวิทยำลยั ศิลปำกร, 2551.
สมคิด มำวงศ์. การศึกษาการบริหารงานตามหลกั ธรรมาภิบาลของผบู้ รหิ ารโรงเรียนตามความคดิ เห็น
ของครูสังกดั โรงเรยี นเทศบาล ในจงั หวดั ระยอง จนั ทบุรีและตราด. วทิ ยำนิพนธป์ รญิ ญำ
ครุศำสตรมหำบณั ฑติ สำขำวชิ ำกำรบรหิ ำรกำรศกึ ษำ มหำวทิ ยำลยั รำชภัฏรำไพพรรณ,ี 2554.
สันถวันท์ พยำเลี้ยง. การบริหารโรงเรียนตามหลกั ธรรมาภิบาลในโรงเรยี นประถมศกึ ษา
สังกดั สานกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษากรุงเทพมหานคร เขต 1. วทิ ยำนพิ นธป์ รญิ ญำครุศำสตร
มหำบัณฑิต สำขำวิชำกำรบรหิ ำรกำรศกึ ษำ มหำวิทยำลัยรำชภัฏธนบรุ ี, 2552.
สุพรรณำ พวงทอง. การบรหิ ารงานตามหลักธรรมาภบิ าลของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา สังกดั
สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษากาแพงเพชร เขต 1. วิทยำนิพนธ์บณั ฑติ ศกึ ษำ มหำวทิ ยำลัย
รำชภฏั กำแพงเพชร, 2554.
อริศรำ ขำวพล. การบรหิ ารโรงเรียนตามหลกั ธรรมาภบิ าลของโรงเรยี นเอกชนสังกัด
สานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาสมุทรปราการ เขต 1. วทิ ยำนิพนธ์ปรญิ ญำครุศำสตรมหำบณั ฑิต
สำขำวิชำกำรบรหิ ำรกำรศกึ ษำ มหำวิทยำลยั รำชภัฏธนบุรี, 2552.
เอกชยั กส่ี ขุ พนั ธแ์ ละคณะ. หลกั การบริหารทัว่ ไป. กรุงเทพมหำนคร. อนงค์ศลิ ป์ กำรพิมพ์, 2553.
Graham, J., Amos, B., and Plumptre, T. Principles for Good Governance in the
21st Century. Policy Brief No. 15. August 2003.
Shalendra D. Sharma. "Democracy, Good Governance and Economic
Development". Taiwan Journal of Democracy. 3, 1: 29-6, 2007
United Nation Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UN/ESCAP).
What is Good governance?. Retrieved 16 December 2016. From
http://www.unescap.org/huset/gg/governance.htm, 2003.
Wagener, Hans-Jurgen “Good Governance, Welfare, and Transformation,”
European Journal of Comparative Economics, Vol. 1, No. 1, pp. 127-143, 2004.
Wang, Lianqin. Education in Sierra Leone Present Challenges, Future
Opportunities. Washington, D.C.: The World Bank, 2007.
Wessling, A.B. “A Case Student of Life History of Waldorf School
Though the Lens of Parental Participation,” Dissertation Abstracts International.
66(5) : 1627-A, 2005.
ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 373
374 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน และเจตคติตอ่ การเรียนทศั นศลิ ปข์ องนกั เรียน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ดว้ ยการจัดการเรยี นรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐานประกอบกล่มุ รว่ มมือ
The Development of Achievement and Attitudes Toward Learning on
Visual Arts Based on Brain-Based Learning with Cooperative
Approach For Mathayomsuksa 3 Students
กรรัตน์ จลุ ตามระ1
ศริ ิศักดิ์ จนั ฤาไชย2
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีความมุ่งหมายเพ่ือ1)หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ด้วยการจัดการเรยี นรู้โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกล่มุ รว่ มมือตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษา
ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็น
ฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและศึกษา
เจตคติต่อการเรียนทัศนศิลป์ ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็น
ฐานประกอบกลมุ่ ร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นขามแก่นนคร
จานวน 1 ห้อง นักเรียน 33 คน ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2559 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster
Random Sampling)เคร่ืองมือที่ใช้จัดเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
ประกอบกลุ่มร่วมมือ จานวน10 แผน เวลา 20 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิด
เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ มีค่าอานาจจาแนกต้ังแต่ 0.25 ถึง 0.63 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ
เท่ากับ 0.86 3) แบบประเมินทักษะด้านทัศนศลิ ป์ เป็นแบบวัดภาคปฏิบัติ จานวน 8 รายการ 4) แบบวัดเจต
คติต่อการเรียนทัศนศิลป์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 15 ข้อมีค่าอานาจจาแนก (rxy)
ตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.87 และมีค่าความเช่ือมั่นทั้งฉบับ (α) เท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
รอ้ ยละ ค่าเฉลย่ี ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมตุ ฐิ านดว้ ย t-test (Dependent Sample)
ผลการวิจยั พบว่า
1. แผนการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมอง
เปน็ ฐานประกอบกลมุ่ รว่ มมอื มปี ระสิทธภิ าพเท่ากับ 85.18/83.13 ซงึ่ สงู กวา่ เกณฑ์ 80/80 ทกี่ าหนดไว้
2. ดัชนีประสทิ ธิผลของการจดั การเรียนรู้ทศั นศลิ ป์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้
โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ มีค่าเท่ากับ 0.6924 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน
คิดเปน็ ร้อยละ 69.24
3. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่ม
ร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และมีเจตคติต่อ
การเรียนทัศนศลิ ป์ในระดบั ดีมาก
คาสาคญั : การจัดการเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐานประกอบกลุ่มรว่ มมอื , ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน,
เจตคติต่อการเรยี นทัศนศิลป์
1มหาบัณฑติ สาขาวิชาหลกั สตู รและการสอนมหาวิทยาลยั มหาสารคาม 375
2คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ปที ่ี 17 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560)
Abstract
The purposes of this study were as follows; 1) to find out the efficiency of lesson plans
for learning management based on Brain-Based Learning with cooperative approach in
Mathayomsuksa 3 level, with the established criterion of 80/80, 2) to studythe effectiveness index
of learning management based on Brain-Based Learning with cooperative approach in Visual arts for
Mathayomsuksa 3 level, 3) to study for the development in achievement and attitudes toward
learning Visual Arts of the students who learned based on Brain-Based Learning with cooperative
approach. The sample in this study consisted of 33 students in Mathayomsuksa 3 level, who study
in first semester of the academic year of 2016 at Khamkeannakorn School, which obtained using
cluster random sampling. The instruments were used in this research included of; 1) The learning
management plansbased on Brain-Based Learning with cooperative approach inVisual arts for
Mathayomsuksa 3 level with 10 plans, for 20 hours of learning, 2) Learninga chievement testin
visual arts with 30 items, revealed the discriminating power of 0 .2 5 to 0 .6 3 , and the reliability of
0 .8 6 , 3) The performance test on practical skills in visual arts, consisted of 8 item tests, and
4) The 15 item scales of attitude toward visual arts learning, with the discriminating power of 0.31
to 0.87, and a reliability (α )of 0.80. The statistics used for data analysis were percentage, mean,
standard deviation and t-test (Dependent Samples) was employed for testing the hypothesis.
The research results were as follows :
1 . The lesson plans for visual arts learning management based on Brain-Based Learning
with cooperative approach in Mathayomsuksa 3 level, revealed the efficiency of 8 5 .1 8 / 8 3 .1 3 ,
which higher than the establishment criterion of 80/80.
2. The visual arts learning management based on Brain-Based Learning with cooperative
approach in Mathayomsuksa 3 level, had effectiveness index at 0 .6 9 2 4 , which indicated that
the students had learning progress with 69.24percent.
3. The students who learned based on Brain-Based Learning with cooperative
approachshowed higher of learning achievement than before learning at the .05 level of
significance, and had attitude towards visual arts learning at an excellent level.
Keywords : Learning management based on Brain-Based, Learning with cooperative
approach, Learning achievement, Attitude towards Visual Arts learning
บทนา
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทาง
ศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนงต่างๆ
การเรียนรู้ด้านทัศนศิลป์ จึงมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและ
นาเสนอผลงานทางทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ท่ีเหมาะสม รวมท้ังสามารถใช้เทคนิค
วิธีการของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศลิ ป์เข้าใจ
ความสมั พันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวตั ิศาสตร์ และวฒั นธรรม เห็นคุณค่างานศลิ ปะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
376 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 25)
อีกทั้งสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ทัศนศิลป์ ประกอบด้วย มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตาม
จนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์วเิ คราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทศั นศลิ ป์ ถ่ายทอดความรู้สกึ ความคิด
ต่องานศิลปะอย่างอิสระ ช่ืนชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันมาตรฐาน ศ 1.2เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง
ทัศนศลิ ป์ ประวัตศิ าสตร์ และวัฒนธรรม เหน็ คุณคา่ งานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาไทย และสากล คุณภาพผู้เรียนเม่ือจบช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3จากการเรียนรู้ทัศนศิลป์ รู้และเข้าใจ
เร่ืองทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการสร้างงานทัศนศิลป์ 2 มิติ และ 3 มิติ
เพื่อสื่อความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์รูปแบบเนื้อหาและประเมินคุณค่างาน
ทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อ่ืน สามารถเลือกงานทัศนศิลป์โดยใช้เกณฑ์ท่ีกาหนดข้ึนอย่างเหมาะสม สามารถ
ออกแบบรูปภาพ สญั ลักษณ์ กราฟิกในการนาเสนอข้อมูลและมีความรู้ ทกั ษะท่ีจาเป็นดา้ นอาชีพท่เี กี่ยวข้องกัน
กับงานทัศนศิลป์รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศลิ ป์ของชาติและทอ้ งถิ่น เห็นคุณค่า
งานทัศนศลิ ป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรยี บเทียบงานทศั นศิลป์ท่มี าจากยุคสมัยและวัฒนธรรมต่างกัน
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน (2551 : 4-5)
การเลือกแบบแผนกลวิธีการจัดการเรียนรู้ของครูจึงมีส่วนสาคัญในการพัฒนาผู้เรียน และจาเป็น
อย่างยง่ิ ในการจดั การเรียนรู้ และส่งผลโดยตรงตอ่ การเรียนรขู้ องผู้เรียน ทิศนา แขมมณี (2551 : 3-4) เชอ่ื ว่า
การจัดการเรียนรู้ท่ีมีระบบแบบแผนตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลกั การ แนวคิด หรือความเชอ่ื โดยอาศัยวิธีการ
จดั การเรียนรู้เข้ามาชว่ ยให้สภาพการเรยี นการสอนเป็นไปตามหลักการที่ยึดถอื ดังนั้น คุณลักษณะสาคัญของ
รปู แบบการจัดการเรียนรู้ จึงต้องประกอบดว้ ยเงือ่ นไขต่างๆ ต่อไปน้ี 1) มปี รชั ญาหรือทฤษฎีหรอื หลักการหรือ
แนวคิดหรอื ความเช่ือที่เป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักการของรปู แบบนั้น 2) มีการบรรยายหรอื อธิบายสภาพหรือ
ลกั ษณะของการจัดการเรยี นรู้ 3) มกี ารจดั ระบบท่มี ีองคป์ ระกอบและความสมั พนั ธ์ ขององคป์ ระกอในระบบให้
สามารถนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบน้ัน ดังนั้น
รปู แบบการเรียนรู้ จึงเป็นสภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้อย่างเป็นระเบียบตามหลัก
ปรัชญา ทฤษฎี แนวคิดหรือความเชื่อ โดยมกี ารจัดกระบวนการข้ันตอนในการเรียนการสอน โดยอาศัยวิธีการ
จดั การเรียนรู้และเทคนิคต่าง เข้ามาช่วยทาให้สภาพการเรียนรู้เปน็ ไปตามหลักการท่ยี ึดถือ ซงึ่ ได้รบั การพิสจู น์
ทดสอบหรือยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนในการเรียนรู้ให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะของ
รูปแบบ ซง่ึ แต่ละรูปแบบมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรทู้ ี่เน้นการพัฒนา
ดา้ นพุทธิพิสัย (cognitive domain) การพัฒนาด้านจิตพิสยั (affective domain) การพัฒนาดา้ นทักษะพิสัย
(psychomotor domain) การพัฒนาด้านทักษะกระบวนการ (process skills) หรือ การบูรณาการ ท้ังนี้
การจัดการเรียนรู้แต่ละคร้ังควรมีองค์ประกอบท้ังด้านพุทธิพสิ ัย จิตพิสัย ทกั ษะพสิ ยั รวมทั้งทักษะกระบวนการ
ทางสตปิ ัญญา และการจัดการเรยี นรู้แตล่ ะแบบแผนล้วนเปน็ การเรยี นทเ่ี นน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคัญ
ผู้วิจัยเห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-based learning หรือ
BBL) เป็นแนวทางจัดการเรียนรู้ทส่ี อดคล้องกบั วิถีการทางานของสมอง และธรรมชาติสมองของเด็กแต่ละคน
โดยเชอื่ ว่า มนุษยท์ ุกคนสามารถเรียนรู้ได้ เราสามารถเปล่ยี นโครงสร้างการทางานของสมองด้วยการกระตุ้นที่
เหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ โดยปัจจัยท่ีมีผลต่อการเรยี นรู้ แนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผเู้ รยี นเป็น
สาคญั ตามหลักการของสมองกบั การเรียนรูต้ อ้ งใช้ทกุ สว่ นท้ังการคดิ ความรูส้ ึกและการลงมอื ปฏิบตั ิไปพรอ้ มกัน
ซ่งึ เปน็ การเรยี นรู้ท่ีเหมาะกับธรรมชาติของการจัดการเรียนรทู้ ัศนศิลป์ เนอื่ งจากการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลปใ์ น
ระดับช้ันมัธยมศึกษาศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนขามแก่นนคร ยังขาดความสมบูรณ์ในการเรียนรู้ท่ีดี โดยเฉพาะ
นักเรียนบางส่วนยังไม่สนใจและกระตอื รือรน้ ในการใช้ทักษะกระบวนการปฏิบัติงานเท่าทค่ี วรรวมท้ังผู้เรียนยัง
ไมก่ ลา้ แสดงออกทางดา้ นทัศนศลิ ป์ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญข่ าดโอกาสแสดงความสามารถทางด้านทัศนศิลป์
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 377
ของตนเองเต็มศักยภาพ ซ่ึงส่งให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนต่า และมีเจตคติท่ีไม่ดีต่อการเรียน
ทศั นศลิ ป์ กลุม่ วชิ าการโรงเรยี นขามแก่นนคร (2557 : 5)
ประกอบกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการร่วมมือกันเรียนรู้ (Cooperative Learning)
เป็นกระบวนการเรียนผ่านกลุ่มผู้เรียนที่มุ่งให้ความสาคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กันแบบใกล้ชิด การมี
ปฏิสมั พนั ธก์ ันในด้านบวก การกาหนดหน้าที่ความรับผดิ ชอบของสมาชิก การทากิจกรรมกลุ่มร่วมกนั ให้สาเร็จ
และการใช้ทักษะทางสังคมเข้าช่วยสนับสนุนในการเรียน ปัจจัยดังกล่าวจะเสริมสร้ างการเรียนรู้ท่ีมี
ประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นวิธีการเรยี นที่จัดให้นักเรียน
ท่ีมีความสามารถแตกต่างกัน ร่วมทางานกันเป็นกลุ่มย่อย คละความสามารถ เก่ง ปานกลาง และอ่อน
โดยกาหนดกิจกรรมให้สมาชิกรับผิดชอบงานของกลุ่ม มีการหมุนเวียนหน้าที่ในการทางานอย่างทั่วถึง
มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด มีการช่วยเหลือกัน เป็นการปลูกฝังคุณธรรมที่ดีงาม พัฒนาทักษะ
การทางาน และทักษะทางสังคม การจัดกิจกรรมจะเน้นการมีสว่ นร่วมของสมาชิกทุกคน ความสาเรจ็ ของกลุ่ม
จะขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความสามารถของสมาชิกในกลุ่มทุกคน สมาชิกแต่ละคนจะมีหน้าที่
ความรับผิดชอบท่ีจะเรียนรู้กระบวนการแก้ปัญหาร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะต้องรับผิดชอบและคอย
ช่วยเหลือเพ่ือนนักเรียนซึ่งกันและกัน พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 37-38) อีกท้ังเม่ือนักเรียนได้ทากิจกรรม
กลุ่มร่วมกัน จะส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นได้พฒั นาทง้ั ดา้ นสตปิ ญั ญาและสงั คม ไดศ้ ึกษาค้นคว้าและฝึกแก้ไขปญั หาดว้ ย
ตนเอง นาไปสู่การเพ่ิมประสิทธิภาพในด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนให้สูงข้ึน ดังน้ันหากผู้วิจัยสามารถนา
แนวคิดการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือมาออกแบบเชื่อมโยงเป็น
กรอบกระบวนการเรียนรู้ทัศนศิลป์ ในมุมมองท่ีตอ้ งการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรดู้ ้วยตนเองจนเกิดความคิด
รวบยอด และเรียนรผู้ ่านกลมุ่ ร่วมมือในมุมมองที่แตกตา่ งคาดว่าจะส่งผลต่อความสาเรจ็ ในการเรียนทัศนศิลป์
ตามวตั ถปุ ระสงค์ได้
จากเหตุผลและความสาคัญดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาพัฒนาการด้าน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนทัศนศิลป์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัด
การเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ เพื่อเป็น
แนวทางในการพัฒนาผลการเรียนทัศนศลิ ป์ และส่งเสริมทกั ษะกระบวนการทางานของผู้เรียน ให้เกดิ ประโยชน์
และเป็นแนวทางในการพฒั นาการจัดการเรยี นรทู้ ัศนศลิ ป์ ให้มีประสทิ ธภิ าพย่ิงขึน้
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพ่ือหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการ
จัดการเรยี นร้โู ดยใชส้ มองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือตามเกณฑ์ 80/80
2. เพ่ือศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการ
จัดการเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเป็นฐานประกอบกลุม่ ร่วมมือ
3. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและศึกษาเจตคติต่อ การ
เรียนทัศนศิลป์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่ม
รว่ มมือ
378 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
ขอบเขตของการวิจยั
ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 จานวน326 คน โรงเรยี นขามแก่นนคร สานักงานเขต
พ้ืนทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 25 ในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2559
กลมุ่ ตวั อย่างท่ใี ช้ในการวจิ ัยในคร้งั น้ี ได้แก่ นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3/3 โรงเรียนขามแก่นนคร
จานวน 33 คน ในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2559 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุม่ (Cluster Random Sampling)
ตัวแปรทศี่ กึ ษา
1. ตวั แปรอสิ ระ ไดแ้ ก่ การจัดการเรียนรูโ้ ดยใชส้ มองเป็นฐานประกอบกล่มุ รว่ มมือ
2. ตวั แปรตาม ได้แก่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น และเจตคติตอ่ การเรยี นทัศนศิลป์
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
การวิจัยครงั้ นี้ได้ใช้กระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง เพ่ือศึกษาพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
และเจตคตติ อ่ การเรยี นทัศนศลิ ป์ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ดว้ ยการจัดการเรียนรู้โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน
ประกอบกลุม่ ร่วมมือ ซึ่งเป็นการวิจัยสาหรับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ที่มีการจัดกระทาตัวแปรกับกลุ่มตัวอย่าง
และมีการศึกษาผลตัวแปรตามโดยเปรยี บเทียบระหว่างก่อนและหลังเรียน ด้วยตัวแปรอิสระการจดั การเรียนรู้
โดยใช้สมองเปน็ ฐานประกอบกลุ่มรว่ มมอื
วธิ กี ารดาเนนิ งานวิจัย
เครือ่ งมือท่ีใช้ในการวิจยั ประกอบดว้ ย
1. แผนการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือจานวน 10 แผนรวมเวลาเรียน
20 ช่วั โมง มีผลการประเมินรายแผนของผเู้ ชยี่ วชาญอยรู่ ะหวา่ ง3.51ถึง 5.00
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 30 ข้อ มีค่าอานาจ
จาแนกตง้ั แต่ 0.25 ถงึ 0.63 และค่าความเชอื่ มัน่ ทั้งฉบับเท่ากบั 0.86
3. แบบประเมินทกั ษะปฏิบัติ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณคา่ 4 ระดบั จานวน 8 ขอ้
4. แบบวัดเจตคติต่อการเรยี นทศั นศิลป์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั จานวน 15 ข้อมคี ่า
อานาจจาแนกรายขอ้ (rxy) ตั้งแต่ 0.31 ถงึ 0.87 และมีคา่ ความเชื่อมน่ั ทงั้ ฉบบั (α) เทา่ กบั 0.80
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
1.การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้
สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 และสถิติพื้นฐานได้แก่ ร้อยละ
ค่าเฉลีย่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
2.การวิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้สมอง
เป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือด้วยสูตรคานวณค่าดัชนีประสิทธผิ ล
3. การวิเคราะห์ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียน(Pre-test)และหลังเรียน
(Post-test)ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ
ด้วยค่าเฉลี่ยส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) และศึกษา
เจตคตติ ่อการเรยี นทัศนศลิ ปข์ องนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3ทีเ่ รียนดว้ ยการจัดการเรยี นรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐาน
ประกอบกลมุ่ ร่วมมือด้วยสถติ พิ น้ื ฐานได้แก่ ค่าเฉล่ียและสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 379
สรุปผลการวจิ ัย
1. แผนการจดั การเรยี นรู้ทศั นศลิ ป์ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชส้ มองเปน็
ฐานประกอบกลุ่มร่วมมอื มีประสทิ ธิภาพเทา่ กบั 85.18/83.13 ซึ่งสงู กวา่ เกณฑ์ 80/80 ทีก่ าหนดไว้
2. ดัชนีประสิทธผิ ลของการจดั การเรยี นรู้ทัศนศลิ ป์ โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลมุ่ ร่วมมอื มคี ่า
เทา่ กบั 0.6924แสดงว่านักเรยี นมีความกา้ วหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 69.24
3. นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ท่ีไดร้ ับการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้สมองเปน็ ฐานประกอบกลุม่ ร่วมมอื
มผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเพ่ิมข้นึ อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 และนกั เรยี นมีเจตคติตอ่ การเรยี น
ทัศนศิลป์ ภายหลังการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุม่ ร่วมมืออยู่ในระดบั ดีมาก
อภปิ รายผลการวิจัย
จากการวจิ ยั สามารถอภปิ รายผลได้ดังน้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้
สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.18/83.13 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ที่ต้ังไว้ 80/80
ท่ีปรากฏผลเช่นน้ีเน่ืองมาจาก ผู้วิจัยได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนที่สนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความ
ถนัดและสนใจ จนเกิดความรู้ความเข้าใจในส่ิงที่เรียน ผสานกับหลักการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ ที่เปิด
โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เป็นกลุ่ม สนับสนุนให้ช่วยกันคิดและปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจน
ประสบผลสาเร็จ หลักการเรยี นรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานจะเสริมสร้างให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสาทการ
รบั ร้อู ย่างรอบดา้ น ดว้ ยกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนร้ทู ี่ดี อีกทั้งกิจกรรม
การเรียนรู้โดยใช้แนวคิดสมองเป็นฐาน จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสาเร็จในการเรียน เม่ือผู้สอนออกแบบ
กิจกรรมให้สอดคล้องกับบทบาทหนา้ ที่ของสมองอย่างรอบด้าน และใช้กิจกรรมท่ีหลากหลาย ผเู้ รียนแต่ละคน
จะมีความแตกต่างในการใช้สมองเพ่ือการเรียนรู้ ผู้สอนจึงควรวิเคราะห์ธรรมชาติของสมองผู้เรียนให้เข้าใจ
เพ่ือจะได้ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม และควรสร้างบรรยากาศของการเรียนท่ีผ่อนคลาย พยายามสร้าง
ความสนใจ กระตุ้นจูงใจและอารมณ์ที่ดีของผู้เรียนในสถานการณ์การเรียนรู้ แล้วจะส่งผลให้ผู้เรียนประสบ
ความสาเรจ็ ในการเรยี นได้ Woolfolk (2010 : 309) เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีต้ังไว้หมายความว่านักเรยี นไดค้ ะแนน
จากการทดสอบย่อยการประเมินผลทักษะปฏิบัติงานตามใบงาน การประเมินคุณ ลักษณะอันพึงประสงค์
ท้งั 10 แผน คดิ เปน็ ร้อยละ 85.18และคะแนนจากการทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังเรยี นคดิ เปน็ รอ้ ย
ละ 83.13 แสดงว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความมุ่ง
หมายที่ตั้งไว้ ซงึ่ สอดคลอ้ งกับผลการวจิ ัยของวิลาวัณย์ พิมพ์สักกะ (2555 : 92-95) ได้ศึกษาผลการจดั กจิ กรรม
การเรียนร้โู ดยใชส้ มองเป็นฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า
แผนการจดั กิจกรรม การเรยี นรู้โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน มีประสทิ ธิภาพเทา่ กับ 82.91/81.78
2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรยี นรู้ทัศนศลิ ป์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3ดว้ ยการจดั การเรียนรโู้ ดย
ใช้สมองเป็นฐานประกอบกลมุ่ ร่วมมือ มีค่าเท่ากบั 0.6924 แสดงวา่ นกั เรียนท่ีเรียนทนั ศิลป์ มคี วามก้าวหน้าใน
การเรียนคิดเป็นร้อยละ 69.24ท่ีปรากฏผลเช่นนี้เนื่องจาก กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการใช้สมองเป็น
ฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ ได้นาหลกั การการเรียนรู้ที่สนับสนนุ ใหผ้ ู้เรียนมโี อกาสเรียนรู้และปฏิบัติผ่านประสาท
การรับรู้ที่มีความหลากหลายรอบด้าน ได้แสดงออกที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนมากขึ้น ประกอบกับ
การแลกเปลย่ี นเรยี นรู้กบั เพื่อนในกลมุ่ จึงส่งผลให้ผู้เรยี นบรรลุผลตามเป้าหมายและวตั ถปุ ระสงคม์ ากขึ้น ท้ังนี้
การเรยี นรู้ตามกรอบการวิจยั คร้งั น้ี เป็นการจัดกิจกรรมท่ีสนบั สนุนและเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนได้ใชพ้ ฒั นาการและ
ธรรมชาติของสมอง ประกอบการทากิจกรรมการเรียนท่ีมีความหลากหลาย กระตุ้นให้ผูเ้ รียนมีความต่ืนตัวใน
การเรียนทกุ โอกาส กิจกรรมท่ีจัดให้ผเู้ รียนส่วนมากจะเออ้ื ต่อบทบาทหน้าทข่ี องสมองสองซกี ประกอบกบั หาก
380 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
จัดให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์ และมีกิจกรรมเพ่ิมความท้าทาย สร้างสรรค์ เร้าความสนใจให้
ผู้เรียนทากิจกรรมท่ีสอดรับความต้องการและตื่นตัวอย่างต่อเน่ืองจะเป็นเง่ือนไขท่ีส่งผลให้การเรียนรู้ตาม
แนวคิดสมองเป็นฐานมีคุณภาพ ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในความคิดรวบยอดและเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นสงู ขนึ้ นริ าศ จันทรจิตร (2553 : 295) อกี ทง้ั การจัดการเรียนร้ดู ว้ ยกลุม่ ร่วมมือยังช่วยสนับสนนุ ให้
ผู้เรียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนาไปสู่การปรับปรุงแก้ไขผลงานท่ีปฏิบัติ ให้มีความหมายและ
มีคุณค่ามากข้ึน ทั้งน้ีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นวิธีการเรียนรู้ที่จัดให้
นกั เรยี นที่มีความสามารถแตกตา่ งกนั ร่วมทางานกนั เปน็ กล่มุ ยอ่ ย คละความสามารถ เกง่ ปานกลาง และออ่ น
โดยกาหนดกิจกรรมให้สมาชิกรับผิดชอบงานของกลุ่ม มีการหมุนเวียนหน้าท่ีในการทางานอย่างท่ัวถึง มีการ
แลกเปล่ียนความรู้ ความคิด มีการช่วยเหลือกัน ช่วยพัฒนาทักษะการทางาน และทักษะทางสังคม การจัด
กิจกรรมจะเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน ความสาเร็จของกลุ่มจะขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความรู้
ความสามารถของสมาชิกในกลมุ่ สมาชิกแต่ละคนจะรับผิดชอบการเรยี นรู้กระบวนการแกป้ ัญหาร่วมกัน และ
คอยช่วยเหลอื เพ่ือนนักเรียนซึง่ กนั และกัน พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 37-47) จากเง่ือนไขและปัจจัยดังกล่าว
จึงสง่ ผลใหก้ ารจัดการเรียนรู้ทศั นศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3ดว้ ยการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐานประกอบ
กลุ่มร่วมมือ มีดัชนีประสิทธิผลในระดับที่ค่อนช้างสูง ตามที่ปรากฏในผลการวิจัยครั้งนี้ ซ่ึงสอดคล้องกับ
ผลการวิจัยของน้าฝน สิทธิศรี (2555 : 106) ท่ีพบว่า ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน มีค่าเท่ากับ 0.5781 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ
57.81และสอดคล้องกับผลการวิจัยของพรรณนิภา สุทธิสนธิ์ (2555 : 83) ที่พบว่า ดัชนีประสิทธิผลของ
แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยใช้สมองเปน็ ฐานมีคา่ เท่ากับ 0.78
3. นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีได้รับการจดั การเรียนรู้โดยใชส้ มองเป็นฐานประกอบกลุ่มรว่ มมอื มี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีเจตคติต่อการเรียนทัศนศิลป์
ภายหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมืออยู่ในระดับดีมาก ที่ปรากฏผลเช่นน้ี
เน่ืองมาจาก การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ตามแนวคิดใช้สมองเป็นฐาน มีลักษณะที่หลากหลาย ทั้งแบบรายบุคคล
และแบบกลุ่ม เน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ได้ปรึกษาเพื่อนและครู เมื่อมีปัญหาหรือไม่
เขา้ ใจในเนอื้ หาบทเรียนการจัดกจิ กรรมการเรียนร้ตู ามแนวคดิ สมองเป็นฐานยังเปน็ กิจกรรมการเรยี นรูท้ มี่ ่งุ เน้นให้
ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง รู้จักศึกษาค้นคว้า สร้างองค์ความรู้หรือผลงาน โดยร่วมคิดและแลกเปล่ียน เรียนรู้
ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกความสามารถหรือทักษะและมีการเรียนรู้ผ่านการใช้กิจกรรมทบทวนซ้าในกรณีที่การ
เรียนรู้คร้ังน้ันยังไม่สมบูรณ์ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้งานอย่างเป็นระบบด้วยตนเอง จึงช่วยให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้
ที่ถาวรมากขึ้น (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. 2551: 67) อีกท้ังความเห็นตามแนวคิดของ Caine et al. (2009 : 4-5)
ที่อธิบายวา่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรตู้ ามแนวคิดสมองเป็นฐาน จะมุ่งเน้นให้ผเู้ รียนใช้สตปิ ัญญาช่วยในการคิด
วิเคราะห์ เช่ือมโยง การลงความเห็นเพ่ือนาไปสู่การปฏิบัติจริงท่ีหลากหลาย สอดคล้องกับธรรมชาติ
ความสามารถ ความสนใจรวมทั้งความอยากเรียนรู้ของผูเ้ รยี น โดยใช้คาถามจูงใจให้ผู้เรียนได้คิดเชื่อมโยงค้นหา
คาตอบอย่างต่อเน่ือง เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติในเหตุการณ์จริงตามหลักการของสมองกับการเรียนรู้ ช่วยให้เกิด
ปัญญาการคิดวิเคราะห์ และอารมณ์จะเป็นส่วนสาคญั ในการเรยี นรู้ทุกขน้ั ตอน นอกจากนี้การเรียนรู้ตามแนวคิด
สมองเป็นฐานเสริมสร้างให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านกิจกรรมท่ีหลากหลาย นาข้อมูลเนื้อหาบทเรียนผ่านไปยังหน่วย
ความรู้ความจาที่มีความหมาย สามารถเข้าใจได้ลุ่มลึกและชดั เจนมากกว่า เพราะธรรมชาติการเรียนรู้ท่ีดีจะเปิด
โอกาสให้ผู้เรียนใช้ประสาทการรบั รูห้ ลายดา้ น มีความเช่ือมโยงกับข้อมูลใหม่กับข้อมูลความร้เู ดมิ ท่ีมคี วามหมาย
ผ่านการลงมือปฏิบัติค้นคว้าท่ีท้าทายประกอบกับ การจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือในลักษณะกลุ่มย่อยที่มี
สมาชกิ ในกลมุ่ เหมาะสมจานวน 4-6 คน ตามบรบิ ทของการเรียน จะช่วยสนับสนุนและกระตุ้นให้ผเู้ รยี นประสบ
ผลสาเร็จในการเรียน ทง้ั ในด้านการรู้คิด ด้านคุณลักษณะหรือพฤติกรรมท่ีเหมาะสม ซ่ึงกลมุ่ ผเู้ รยี นในแต่ละกลุ่ม
ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 381
นน้ั จะใช้ความรู้ความสามารถ เพ่ือร่วมกันปฏิบัติงานของกลุ่มท่ีได้รับมอบหมายให้บรรลุผล โดยใช้เวลาปฏิบัติ
กจิ กรรมท่พี อเพียงกับงานให้สาเร็จอย่างเป็นระบบ ท้ังนี้ ความสาเร็จของกลุ่มจะข้นึ อยู่กบั ความสามารถในการ
เรียนรูร้ ายบุคคลท่ีเป็นสมาชิกของกลมุ่ องค์ประกอบสาคญั ที่สนบั สนนุ ให้การเรยี นมปี ระสิทธิภาพ ไดแ้ ก่ การจัด
สถานการณ์การเรียนให้น่าสนใจสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน เสริมสร้างให้ผู้เรียนมีความสัมพันธ์กัน
อย่างใกล้ชิดในด้านบวก รวมทั้งความรับผิดชอบของผู้เรียนแต่ละคนท่ีชัดเจน เพื่อนาไปสู่ความสาเร็จใน
การปฏิบัติงานกลุ่ม ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและการใช้กระบวนการกลุ่ม Ong & Yue (2006 : 110)
จากเงื่อนไขปัจจัยดังกล่าว จึงส่งผลให้นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่ม
ร่วมมือ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนเพ่ิมข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ และนักเรียนมีเจตคติต่อการเรียน
ทศั นศลิ ป์ อย่ใู นระดบั ดมี าก
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้
1. ก่อนจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ตามแผนการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้สมองเปน็ ฐานประกอบกลุ่มร่วมมือ
ครูควรช้ีแจงรายละเอียดกิจกรรมสาคัญในการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าใจและเตรียมพร้อมในการปฏิบัติงานใน
บริบทของกลุ่มร่วมมือ
2. ในการจดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐานประกอบกลุ่มร่วมมือควรให้เวลาทากิจกรรม
ภาคปฏิบัติรายบุคคลให้เหมาะสมผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงดว้ ยตนเอง มีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่มสนับสนุนที่
เพยี งพอและยืดหยุ่นทว่ั ถึงทกุ คน กระต้นุ ใหน้ กั เรียนได้คดิ สรา้ งสรรค์ในทุกโอกาสทเี่ หมาะสม
3. ควรจัดกิจกรรมที่หลากหลายวิธีและให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจ และมีอิสระ
ในการทากิจกรรมเพอ่ื กระต้นุ การทาหน้าทข่ี องสมองทกุ สว่ นที่เหมาะสม
4. ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีปฏสิ ัมพันธ์กับเพือ่ นและมีส่วนร่วมในกิจกรรมแลกเปล่ียนเรยี นรู้
และชว่ ยเหลอื ซงึ่ กันและกัน
5. ครูควรกระตุ้นให้นักเรียนกล้าแสดงออกกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าวิเคราะห์วิจารณ์ผลงาน
ของตนเองและคนอนื่ เพ่อื นาไปสูก่ ารอภปิ รายและการสรุปที่ถกู ตอ้ ง
ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ัยครัง้ ต่อไป
1 ควรนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานไปใช้ศึกษาเปรียบเทียบผลการวิจัยกับ
วิธีการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบอนื่ เช่นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน การใช้แนวคิดทฤษฎี
คอนสตรักตวิ ิสท์ การใชว้ ิธีการอุปนยั และนิรนยั หรอื การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบโครงงาน
2. ควรศกึ ษาตัวแปรตามของผลการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ของนกั เรียนดา้ นอนื่ เพิม่ เติม เชน่
การคดิ อย่างมวิ จิ ารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแกป้ ญั หา
3. ควรสอดแทรกหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เขา้ ไปในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ด้วย
เพือ่ ฝกึ ใหน้ ักเรยี นเหน็ ความสาคัญของการดารงชวี ิตอย่างพอเพียง ในบริบททเี่ หมาะสม
382 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
กิตตกิ รรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จสมบูรณ์ ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงย่ิงจาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิราศ จันทรจิตรรองศาสตราจารย์ศิริศักด์ิ จันฤาไชยอาจารย์ ดร.สุรเชต น้อยฤทธ์ิ และ
อาจารย์ ดร.สุวิมล โพธิ์กล่ิน ที่ได้กรุณาให้คาปรึกษาแนะนา ตลอดจนช่วยแกไ้ ขข้อบกพร่องต่างๆ ตงั้ แต่ต้นจนสาเร็จ
ผู้วจิ ัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสน้ี รวมท้ังขอขอบพระคุณ ผู้เช่ียวชาญที่ได้กรุณาให้ความอนุเคราะห์
ในการตรวจสอบประเมินคณุ ภาพเครื่องมือ สาหรับใช้จัดเก็บข้อมูลในการวิจัยที่เหมาะสมและมีคณุ ภาพ จนส่งผลให้
การดาเนนิ การวิจัยของผวู้ ิจัยครัง้ น้ี ประสบความสาเรจ็ ไดด้ ้วยดี
เอกสารอา้ งอิง
กลุ่มวิชาการโรงเรียนขามแกน่ นคร. รายงานผลสัมฤทธิท์ างการเรียน. ขอนแกน่ :เอกสารวิชาการ, 2557.
ทศิ นา แขมมณ.ี 14 วธิ สี อนสาหรับครูมอื อาชพี .กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2551.
นิราศ จันทรจติ ร.การเรยี นรู้ด้านการคดิ . มหาสารคาม : สานกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2553.
พรรณนภิ า สุทธสิ นธิ.์ การพฒั นากิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้สมองเปน็ ฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
เรอ่ื ง สานวนไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4. วิทยานพิ นธ์ กศ.ม.มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม, 2555.
พิมพพ์ ันธ์ เดชะคปุ ต.์ การเรียนการสอนทีเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั : แนวคดิ วธิ แี ละเทคนคิ การสอน2.
กรงุ เทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ, 2544.
วมิ ลรตั น์ สุนทรโรจน.์ นวัตกรรมเพ่อื การเรียนร.ู้ มหาสารคาม : สานกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2551.
วลิ าวัณย์ พมิ พส์ ักกะ. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น การคดิ วเิ คราะห์ และแรงจูงใจใฝ่สมั ฤทธิ์
ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ระหวา่ งการจัดกิจกรรมการเรยี นร้รู ปู แบบซปิ ปากบั การจดั
กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชพี และเทคโนโลยี.
วิทยานพิ นธ์ กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2555.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน. ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้
ศิลปะ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์
ชมุ นุมสหกรณแ์ หง่ ประเทศไทย, 2551.
Caine, Renate Nummella; Geofffrey Caine; Carol McClintic; and Karl J. Klimek.
12 Brain/Mind Learning Principles in Action : Developing Executive Functions
of the Human Brain. 2nd ed., Thousand Oaks, CA : Crown Press, 2009.
Ong & Yue. “Enhancing Thinking Through Cooperative Learning.” n Teaching Strategies
that Promote Thinking : Model and Curriculum Approaches. Edited By
Ai-Choo Ong and Gary Borich, Singapore : McGraw – Hill Education (Asia), 2006.
Woolfolk, Anita. Educational Psychology. 11th ed., Upper Saddle River, NJ : Pearson
Education, Inc., 2010.
ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 383
384 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
การพัฒนาแนวทางการมสี ่วนรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรู้ สาหรับสถานศึกษา
สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 24
The Developing Guideline of Parents to Participate In Lerning
Management for the School In The Secondary Education
Service Area Office 24
ววิ ฒั พงษ์ พัทโท1
พชรวทิ ย์ จันทรศ์ ิริสิร2
บทคดั ย่อ
การวจิ ยั คร้ังนี้มวี ตั ถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือศกึ ษาองค์ประกอบและตัวชวี้ ัดการมีส่วนรว่ มของผู้ปกครองใน
การจัดการเรียนรู้ 2. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึงประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ในการจัดการเรียนรู้ และ 3. เพื่อพัฒนาแนวทางของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ ซงึ่ การ
วิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1) ศึกษาองคป์ ระกอบและตัวชี้วัดการมีส่วนรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรู้
แล้วประเมินความเหมาะสม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการมี
ส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ โดยสอบถามจากกลุ่ม ตัวอย่างท่ีเป็นผู้บริหารและครู ใน
สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ปีการศึกษา 2559 จานวน 332 คนและ
3) การพัฒนาแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรู้ โดยการสัมภาษณ์เชงิ ลกึ ผทู้ รงคุณวุฒิ
7 คน และประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวฒุ ิ 7 คน สถิตทิ ี่ใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู ได้แก่ค่าเฉลี่ยส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐานและดชั นคี วามต้องการจาเปน็ PNI และ PNImodified
ผลการวิจยั พบวา่
1. การมีสว่ นร่วมของผปู้ กครองในการจัดการเรยี นรู้ มอี งค์ประกอบ 2 ส่วน คือ 1) การมสี ่วนร่วม
ของผู้ปกครอง มี 5 องค์ประกอบ14 ตัวชี้วัด 2) การจัดการเรียนรู้ มี 4 องค์ประกอบ12 ตัวช้ีวัด
2. สภาพปัจจบุ ันของการมีส่วนรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรูโ้ ดยรวมอยู่ในระดับนอ้ ยและสภาพท่ีพึง
ประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากและทุกด้านอยู่ในระดับมาก 3. แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ในการจัดการเรียนรู้ ที่เหมาะสมและเป็นไปได้ พบว่า มี 4 ด้าน 5 ขั้นตอน และสรุปเป็นแนวทาง รวม 18
แนวทาง ซึ่งผลการประเมนิ แนวพบวา่ โดยรวมมคี วามเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุดและมีความเป็นไปได้อยู่
ในระดับมากที่สุด
คาสาคัญ : แนวทาง, การมีสว่ นร่วม, ผปู้ กครอง, การจัดการเรียนรู้
1สาขาวชิ าการบริหารและพัฒนาการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
2ภาควชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ปีท่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 385
Abstract
The objectives of the research; 1) To study the factors and indicators of the parents’
participation in learning management, 2) To study the current status and the expectation of the
parents’ participation in learning management for theschools in the Secondary Educational
Service Area Office 24 and 3) To develop the parents’participationguideline forthe schools in the
Secondary Educational Service Area Office 24. Research methodology usesresearch and
development by using mixed methodology both quantitative and qualitative.
The research results were as follow :
1. Study the factors and indicators of the parents’ participation in learning management.
Research informantssuch as 7 experts and research tools are the proper assessment of the factors
and indicators. 2. Study of current status and the expectation of parents’ participation in learning
management. Research samples are school administrators and teachers, 332 people in year 2016
and the research tools are current status questionnaire and the expectation of parents’
participation in learning management and 3) The development of parents’ participation guideline in
learning management. The informants in this study such as two group experts are 14 people. There
are 7 in-depth interviews experts and 7 guidelines’ assessment experts. Statistics used in data
analysis are frequency, percentage, mean, standard deviation and demand indices indispensable
PNImodifiedandPNI. The results are as follows: 1. The factors and indicators of the parents’
participation in learning management. It has two components: 1.1 The parents’ participation
consists of 5 components and 14 indicators include: 1) 3 indicators of participation in thinking and
decision making. 2) 3 indicators of participation in planning. 3) 3 indicators of participation in
investment and implementation. 4) 3 indicators of participation, monitoring and evaluation and
5) 2 indicators of participation in benefits and impacts. 1.2 The learning management consist of
4 components and 12 indicators are: 1) 3 indicators of setting objectives. 2) 2 indicators of setting
content. 3) 4 indicators of learning activities and 4) 3 indicators of measurement and evaluation of
learning. 2. Current status and the expectation of parents’ participation in learning management
found that: The overall level of current status of parents’ participation in learning management is
very high and the overall levels of the expectation are very high. 3. The parents’ participation
guideline in learning managementAppropriate and it's possible to find that There are 4 sides 5
steps and summarized as a total of 19 guidelines. The evaluation results of guideline for the overall
was appropriate to the highest level and the highest possible.
Keywords : Guideline, Participate, Parents, Learning Management
386 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
บทนา
การศึกษาเป็นความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคล
เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตกระทรวงศึกษาธิการจึงได้กาหนดนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาให้
ท้องถิ่นชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงานของโรงเรียนทั้งส่งเสริมให้วทิ ยากรท้องถ่ินมาเป็นครูผู้สอนให้
ชุมชนและเอกชนมีส่วนร่วมในการจดั การศึกษาให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของบุคคลตอ่ การพัฒนาท้องถ่ิน
และพัฒนาประเทศส่งเสริมสนับสนุนให้มีการระดมและใช้ทรัพยากรร่วมกันท้ังภาครัฐและเอกชนเพ่ือให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมรวมทั้งกิจกรรมของชุมชน กระทรวงศึกษาธิการ (2542 : 32)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติมได้ระบุในมาตรา 40 สรุปได้ว่าให้มีคณะกรรมการ
สถานศึกษา ซ่ึงหนงึ่ ในน้นั ประกอบดว้ ยผู้แทนผปู้ กครองรว่ มระดมทรพั ยากรบคุ คลในชุมชนทม่ี ีความรอบรู้ความ
ชานาญและนาภูมิปัญญาท้องถ่ินเข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษาในการจัดการศึกษา(กาญจน์เรืองมนตรี และ
ธรินธร นามวรรณ (2554 : 22) การปฏิรูปการศึกษาซึ่งมุ่งเน้นให้บรรลุวัตลุประสงค์คือคุณภาพการศึกษา
โดยยึดหลักการกระจายอานาจไปสู่เขตพื้นท่ีการศึกษาเพื่อให้บุคคลครอบครัวองค์กรชุมชนและองค์กรต่างๆ
มีสว่ นร่วมในการจัดการศกึ ษา สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน (2547 : 78)
นโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทางการศึกษา ได้มีการกาหนดไว้อย่างชัดเจน
ตอ่ เนื่อง แตจ่ ากการประเมนิ ผลของพัฒนาการศึกษาทีผ่ า่ นมาพบวา่ ภาคส่วนต่างๆ ยงั เข้ามามีสว่ นรว่ มทางการ
ศึกษาน้อยมาก กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 31) ปัญหาท่ีเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนล้วนมีพ้ืนฐานมาจาก
ครอบครัวซ่งึ ปัญหาเหลา่ นีต้ ้องไดร้ ับการแก้ไขและป้องกันตัง้ แต่เริม่ แรกด้วยการดงึ ผู้ปกครองและครูเขา้ มาร่วม
แก้ไขปญั หาโดยคานึงถึงคุณภาพผูเ้ รยี นและส่งเสริมให้เกิดการแสวงหาความรู้อีกทั้งปลูกฝังให้เด็กมีทกั ษะชีวิต
ทพี่ ร้อมนาไปใช้ในการดารงอยใู่ นสังคมได้อย่างไม่เกิดปัญหา กระทรวงศึกษาธกิ าร (2554 : 20) ซ่ึงผู้ปกครอง
ส่วนมากเข้าใจว่าการจัดการศึกษาเป็นเรื่องของโรงเรียนกับครูเท่าน้ันแท้ที่จริงแล้วผู้ปกครองเป็นบุคคลที่มี
บทบ าทและมีความ สาคัญ ที่สุดในการให้ การศึ กษาแก่บุ ตรหลานขอ งตนเองเป็นครูคนแรกท่ี จะช้ีโลก กว้าง
ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกเป็นครูตลอดชีวิตท่ีจะให้ความรัก ความรู้ความเอาใจใส่และความห่วงใยต่อ
บุตรหลานของตนเอง รุ่งแก้วแดง (2543 : 98) ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงไม่อาจปฏิเสธการมีส่วนร่วมของ
ผปู้ กครองหรอื ชุมชนได้
การจัดการเรียนรู้เป็นการตั้งใจกระทาให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งในปัจจุบันนี้กระบวนการเรียนรู้มิได้
จากัดว่าจะต้องเกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนเท่านนั้ ดังนนั้ การจัดการเรยี นรู้ไม่ใช่เปน็ เพียงการถ่ายทอดเนื้อหาวิชา
โดยใช้วิธีการบอกให้จดจาและนาไปท่องจาเพ่ือการสอบเท่านั้นแต่การจัดการเรียนรู้เป็นศ าสตร์อย่างหน่ึงซึ่ง
หมายถึงวิธีการใดก็ตามท่ีผู้สอนนามาใช้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ใน
พระบรมราชูปถัมภ์ (2553 : 35) ซึ่งการจดั การเรียนรู้จะตอ้ งยึดหลักวา่ ผู้เรียนทกุ คนสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้ ผู้เรียนแต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ท้ังด้านวัย วุฒิภาวะ ความถนัด ความสนใจ วิธีการเรียนรู้
ตลอดจนมีการดาเนินชีวิตและส่ิงแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซ่ึงส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการจัดการ
เรยี นรูจ้ ึงต้องยดึ ผู้เรียนเป็นสาคัญ เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรยี นได้พฒั นาความสามารถของตนเอง เต็มตามศกั ยภาพท่ีมี
อยู่ และเรยี นรู้อย่างมีความสุข อัญชลี ธรรมะวธิ ีกุล (2552 : 45) การจัดการเรียนรู้ของสถานศกึ ษาต้องจดั ให้
ผู้ เรี ย น ได้ เรี ย น รู้ จ า ก แห ล่ ง ก า ร เรี ย น รู้ ตล อ ด ชี วิ ต ทุ ก รู ป แ บ บ ที่ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ บ ริ บ ท แ ล ะ ส ภ า พ แว ด ล้ อ ม
อย่างพอเพียงมปี ระสทิ ธิภาพและต้องส่งเสริมความเข้มแขง็ ของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน
เพื่อให้ชุมชนมสี ่วนร่วมในการจดั การอบรมและวิทยาการต่างๆแก่ผู้เรียนเพราะผู้เรยี นไดเ้ รียนรู้สภาพแวดล้อม
ในโรงเรียน ในชมุ ชนและธรรมชาติ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545 : 21)
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 387
จากรายงานประจาปีการศึกษา 2558 สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 พบว่า
การจัดการศึกษาขาดมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
จดั การเรียนร้มู ีนอ้ ยมาก ขาดการบูรณาการกบั ภาคสว่ นตา่ งๆเมือ่ มกี ารเสนอความคิดเหน็ เสนอแนะ ผู้ปกครอง
มกั จะมอบหมายใหส้ ถานศกึ ษาดาเนนิ การเอง โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่ทาหน้าท่ีเพยี งส่งบตุ รหลานเขา้ เรยี นและ
มีส่วนร่วมในส่วนของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เมื่อได้รับการประสานงานจากสถานศึกษาเท่านั้น และ
สถานศึกษาก็ไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในส่วนของการจัดการเรียนการสอนเท่าที่ควร
สานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 24 (2559 : 15)
ด้วยปัญหาและเหตุผลทางวิชาการดังท่ีกล่าวมาแล้วจึงทาให้ผู้วิจยั เล็งเห็นถึงปัญหาการมีสว่ นร่วม
ของผูป้ กครองในการจัดการเรียนรู้ เกิดแนวคดิ และความสนใจทจ่ี ะศึกษา และเสนอแนวทางการมสี ่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ สาหรับสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24
โดยมีพื้นฐานความคิดว่า การมีส่วนร่วมของผูป้ กครองจะเป็นปัจจัยท่ีส่งผลให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างมี
คุณภาพ ซ่ึงผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนาไปในการบริหารสถานศึกษา ให้เกดิ ประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ล
และเกิดการพัฒนาอยา่ งเป็นระบบครอบคลุมทวั่ ทงั้ สถานศึกษาตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. องค์ประกอบและตัวช้ีวัดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย
อะไรบ้าง
2. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้
สาหรบั สถานศึกษาสังกัดสานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 24เป็นอยา่ งไร
3. แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจดั การเรยี นรู้ สาหรับสถานศึกษาสังกัดสานักงาน
เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 ทเ่ี หมาะสมเปน็ อย่างไร
ขอบเขตของการวจิ ยั
1. ขอบเขตด้านเน้อื หา
1.1 กระบวนการมีสว่ นร่วมของผูป้ กครอง มี 5 ขัน้ ตอนไดแ้ ก่ 1) การมสี ่วนร่วมในการคิดและ
ตดั สินใจ 2) การมีส่วนร่วมในการวางแผน 3) การมีส่วนร่วมในการลงทุนและดาเนินการ 4) การมีส่วนร่วมใน
การตดิ ตามและประเมินผลและ 5) การมสี ว่ นร่วมในผลประโยชน์และผลกระทบ
1.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอนได้แก่ 1) การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้
2) การกาหนดเน้อื หาสาระการเรียนรู้ 3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
2. ขอบเขตประชากร
ระยะที่ 1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่เี กีย่ วขอ้ ง และสังเคราะห์เพ่ือสรา้ งกรอบแนวคิดในการ
วิจยั กลมุ่ ผใู้ หข้ ้อมูลคอื ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ จานวน 7 คน
ระยะท่ี 2 การศึกษาสภาพปจั จุบันและสภาพท่ีพงึ ประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การจดั การเรยี นรู้ สาหรับสถานศกึ ษาสงั กดั สานักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 24
ประชากรได้แก่ ผู้บริหารและครู ในสถานศึกษาสงั กัดสานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
เขต 24 ปกี ารศึกษา 2559 จานวน 2,211 คน จาก 55 โรงเรยี น
ระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางการมสี ่วนรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 กลุ่ม คือผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์เชิงลึก จานวน
7 คน และผูท้ รงคณุ วฒุ ใิ นการประเมินแนวทาง จานวน 7 คน
388 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง และสังเคราะห์เพ่ือสร้างกรอบ
แนวคิดในการวิจัย ซึง่ สามารถสรุปไดเ้ ป็นกรอบแนวคิด 2 สว่ น ดังนี้
1. กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง มี 5 ข้ันตอนได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในการคิดและ
ตัดสินใจ 2) การมีส่วนร่วมในการวางแผน 3) การมีส่วนร่วมในการลงทุนและดาเนินการ 4) การมีส่วนร่วมใน
การติดตามและประเมนิ ผลและ 5) การมีส่วนร่วมในผลประโยชนแ์ ละ
2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้
2) การกาหนดเนื้อหาสาระการเรียนรู้ 3) การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้และ 4) การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
ผ้วู จิ ยั ได้กาหนดวิธกี ารวิจยั 3ระยะ ดังน้ี
ระยะท่ี 1การศึกษาองค์ประกอบและตัวช้วี ัดการมีสว่ นร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้
1. กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ (นักวิชาการด้านการบรหิ ารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา
หรือผบู้ ริหารการศกึ ษา ศึกษานิเทศก์และนักวชิ าการด้านหลักสตู รและการสอน) จานวน 7 คน
2. เครอื่ งมือท่ีใช้ คอื แบบประเมนิ ความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวช้ีวดั การมีสว่ นร่วมของ
ผ้ปู กครองในการจดั การเรยี นรู้
3. การวิเคราะห์ข้อมูล โดยนาผลท่ีได้มาจัดกระทาโดยการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนของ
แบบประเมิน ตรวจให้คะแนนเป็นรายข้อและนามาแจกแจงคะแนนตามเกณฑ์การให้คะแนน แล้ววิเคราะห์
หาค่าเฉล่ียและสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานรายข้อรายด้านและโดยรวม
4. ขัน้ ตอนการวิจัย ในการวจิ ยั ในระระที่ 1 มขี น้ั ตอนการวจิ ัย ดังนี้
4.1 ศึกษาตารา เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
4.2 สงั เคราะหอ์ งคป์ ระกอบและตัวชวี้ ดั การมีสว่ นรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้
4.3 ประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ และตัวช้วี ัดของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การจดั การเรยี นรโู้ ดยผู้ทรงคุณวฒุ ิ จานวน 7 คน
ระยะที่ 2การศึกษาสภาพปัจจบุ ันและสภาพที่พึงประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผปู้ กครองในการ
จดั การเรยี นรู้ สาหรับสถานศกึ ษาสงั กัดสานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 24
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและครู ในสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 24 ปกี ารศึกษา 2559 จานวน 2,211 คน จาก 55 โรงเรยี น
1.2 กลุ่มตัวอยา่ ง ได้แก่ ผู้บริหารและครู ในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มธั ยมศึกษา เขต 24 ปีการศึกษา 2559 จานวน 332 คน จาก 16 โรงเรียนซ่ึงกาหนดขนาดกล่มุ ตัวอย่างโดย
เทียบจานวนประชากรกับตารางสาเร็จรูป Krejcie and Morgan
2. เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงคข์ องการมีส่วนร่วมของ
ผ้ปู กครองในการจัดการเรยี นรู้
3. การวิเคราะห์ข้อมูล นาแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการมีส่วนร่วม
ของผ้ปู กครองในการจัดการเรยี นรู้ มาตรวจใหค้ ะแนน และคานวณหาค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
4. ขน้ั ตอนการวิจยั ในการวิจยั ในระระท่ี 2 มขี ้นั ตอนการวิจัย ดงั น้ี
4.1 นาองค์ประกอบและตัวช้ีวัดที่ได้ จากระยะที่ 1 มาสร้างแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและ
สภาพทพี่ งึ ประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจดั การเรียนรู้
ปที ี่ 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 389
4.2 เกบ็ ขอ้ มูลจากกลุ่มตัวอย่างท่เี ปน็ ผ้บู ริหาร และครู ของสถานศึกษา จานวน 332 คน
4.3 วิเคราะห์หาค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึง
ประสงคข์ องการมสี ว่ นรว่ มของผปู้ กครองในการจดั การเรยี นรู้
ระยะท่ี 3 การพัฒนาแนวทางการมีส่วนรว่ มของผปู้ กครองในการจดั การเรยี นรู้
1. กลุ่มผู้ใหข้ อ้ มูล ได้แก่ ผทู้ รงคณุ วุฒิ 2 กลุ่ม คือ
1.1 ผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์เชิงลึก (นักวิชาการด้านการบริหารการศึกษา ผู้บริหาร
สถานศกึ ษา ศกึ ษานเิ ทศกแ์ ละผู้ปกครอง) จานวน 7 คน
1.2 ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินแนวทาง (นักวิชาการด้านการบริหารการศึกษา ผู้บริหาร
สถานศกึ ษาหรอื ผู้บรหิ ารการศึกษา ศึกษานเิ ทศก์และนักวิชาการดา้ นหลักสตู รและการสอน) จานวน 7 คน
2. เครื่องมือท่ีใช้ ไดแ้ ก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไป
ได้ของแนวทาง
3. การวเิ คราะห์ข้อมลู
3.1 นาผลการวิจัยจากระยะที่ 2 มาวิเคราะห์ความต้องการจาเป็น (Needs Assessment)
โดยคานวณหาคา่ ดัชนีความตอ้ งการจาเป็น PNI และPNImodifiedเพ่อื จดั ลาดับความต้องการจาเป็น
3.2 นาผลการสมั ภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ มาการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยใช้การ
บรรยายเชิงพรรณนา แลว้ สังเคราะห์ข้อมูลเพอ่ื รา่ งแนวทาง
3.3 นาคะแนนที่ได้จากแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางโดย
ผู้ทรงคณุ วุฒมิ าทาการวเิ คราะห์หาค่าเฉลีย่ และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
4. ข้ันตอนการวิจัย ในการวจิ ยั ในระระท่ี 3 มีข้ันตอนการวจิ ัย ดงั น้ี
4.1 นาผลการวจิ ัยที่ไดจ้ ากระยะท่ี 2 มาวิเคราะห์หาคา่ ดชั นคี วามต้องการจาเป็น
4.2 สัมภาษณ์เชิงลึก (In–depth Interview) ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม
ผู้ปกครองในการจดั การเรยี นรู้
4.3 รา่ งแนวทางการมีสว่ นร่วมของผปู้ กครองในการจดั การเรยี นรู้
4.4 การประเมินแนวทางโดยผทู้ รงคุณวฒุ ิ จานวน 7 คน
ในการวเิ คราะหข์ ้อมูลท้ัง 3 ระยะ กาหนดเกณฑ์การแปลความหมายตามเกณฑ์ดงั น้ี
บญุ ชม ศรีสะอาด (2545 : 42)
ค่าเฉล่ีย ความหมาย
4.51 – 5.00 ระดับมากทีส่ ุด
3.51 – 4.50 ระดบั มาก
2.51 – 3.50 ระดบั ปานกลาง
1.51 – 2.50 ระดับน้อย
1.00 – 1.50 ระดบั นอ้ ยที่สุด
390 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี