The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ratda_Lert, 2021-10-09 19:02:54

บัวบัณฑิต ธค 2560 Kami Export - Journal_41

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตาม
1. ประสบการทางาน การบริหารความขดั แย้งของโรงเรยี น
1.1 นอ้ ยกวา่ 10 ปี ประถมศกึ ษา สงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ฐาน
1.2 ต้ังแต่ 10 ปขี นึ้ ไป การศกึ ษา สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา
2. ขนาดสถานศกึ ษา ประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1
2.1 ขนาดใหญ่ (นกั เรยี น 500 ข้ึนไป) 1. การเอาชนะ (Competition)
2.2 ขนาดกลาง (นักเรยี น 201-499 คน) 2. การร่วมมอื (Collaboration)
2.3 ขนาดใหญ่ (นักเรียน 1-200 คน) 3. การประนีประนอม (Compromising)
4. การหลกี เลยี่ ง (Avoidance)
5. การยอมรับ (Accommodation)

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
วธิ ีดาเนินการวจิ ัย

ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี
เขต 1 จานวน 103 โรงเรยี นและ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บรหิ ารการศึกษา นักวิชาการ และกรรมการสถานศกึ ษา
ขน้ั พนื้ ฐานในการสัมภาษณ์

กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เป็นโรงเรียนจานวน 31 โรงเรยี นโดยมี
ผบู้ รหิ ารและครเู ปน็ ผู้ให้ขอ้ มลู จานวน 234 คน และผ้ทู รงคุณวุฒิ จานวน 10 คน

เคร่ืองมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบและเป็นมาตรวัด (Scale)
5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ท่ีเป็นคาถามปลายเปิด ท่ีผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นเองโดยตรวจสอบคุณภาพ
เคร่ืองมือด้วยความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาตามเทคนิค IOC เป็นรายข้อมีค่า ต้ังแต่ 0.67 – 1.00และค่าความ
เช่ือมั่น 0.92 ตามแบบของครอนบาค (Cronbach) สาหรับแบบสอบถาม ส่วนแบบสัมภาษณ์มีความเที่ยงตรง
เชงิ เนอ้ื หา (Content Validity) ตามเทคนิค IOC เป็นรายขอ้ มคี ่าตัง้ แต่ 0.67 – 1.00

การวเิ คราะห์ข้อมูล.โดยใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์สาเร็จรปู สถิติท่ใี ช้ได้แก่ความถี่ ร้อยละ คา่ เฉลี่ย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t – test และการทดสอบค่า F – test เม่ือพบความแตกต่างจึงทา
การทดสอบเปน็ รายคู่ โดยใชเ้ ทคนคิ LSD และการวิเคราะหเ์ นื้อหา

ข้นั ตอนการวิจัยดาเนินการตามขั้นตอนตามลาดับ คือการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วข้อง
การกาหนดช่ือเร่ือง ปัญหาการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวจิ ัยการกาหนดกรอบความคิดในการวิจัยการสร้าง
และพฒั นาเคร่ืองมือการเกบ็ รวบรวมข้อมูลการวเิ คราะห์ข้อมูลการสรุปผลการวิจัยและจดั ทารายงานการวิจัย
บทความวิจัยและเผยแพร่

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 191

สรปุ ผลการวจิ ัย
1. ระดับการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายวิธี มีการปฏิบัติตามโอกาส โดยวิธีการประนีประนอม และ
วิธีการร่วมมอื มีการปฏิบัติบ่อยครงั้ สว่ นวิธกี ารยอมให้ และวิธีการเอาชนะ มีการปฏิบัตติ ามโอกาส และวิธีการ
หลีกเลี่ยง มีการปฏิบัตินานๆ ครั้ง เมื่อพิจารณาเป็นรายวิธี พบว่า วิธีการเอาชนะมีการปฏิบัติตามโอกาส
โดยการดาเนินการท่ีมุ่งตามความต้องการของตนเองในระดับสูง แต่ให้ความสาคัญต่อผู้อ่ืนในระดับต่า มีการ
ปฏิบัติบ่อยคร้ัง ส่วนการใช้อานาจบังคับให้ผู้อื่นยอมรับความคิดเห็นของตน ไม่ค่อยปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติเลย
วธิ ีการร่วมมอื มกี ารปฏบิ ตั ิบ่อยครง้ั โดยพฤตกิ รรมทีม่ ุ่งขจดั ความขดั แยง้ โดยตอ้ งการใหเ้ กิดความพอใจทั้งตนเอง
และผู้อื่น มีการปฏิบัติบ่อยคร้ัง ส่วนการพยายามทาให้เห็นว่าปัญหาท่ีเกิดข้ึนเป็นเรื่องเล็กน้อยพยายามหา
ทางเจรจาต่อรองและมีข้อแลกเปล่ียนให้แก่คู่กรณี มีปฏิบัติตามโอกาสวิธีการประนีประนอมมีการปฏิบัติ
บอ่ ยครัง้ โดยการดาเนินการให้เกิดความพอใจของคู่กรณีทงั้ สองฝ่ายมีการปฏิบัตเิ ป็นประจา สว่ นการให้คู่กรณี
ส่งตัวแทนมาเจรจาต่อรองเพ่ือหาวิธีแก้ปัญหาที่ไม่เป็นอุปสรรคและทั้งสองฝ่ายยอมรับได้มีการปฏิบัติตามโอกาส
วิธีการหลีกเล่ียงมีการปฏิบัตินานๆ ครั้ง โดยการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือการโต้เถียงในเหตุการณ์ท่ีเป็น
ความขัดแย้ง มีการปฏิบัติตามโอกาส ส่วนการวางเฉย ปฏิบัติตนเหนือความขัดแย้งไม่ค่อยปฏิบัติหรือ
ไม่ปฏิบัติเลย วธิ ีการยอมให้มกี ารปฏิบัติตามโอกาสโดยการใช้ความพยายามที่จะลดความเห็นท่ีแตกต่างกันลง
มกี ารปฏิบัตบิ ่อยครั้ง สว่ นการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมเสยี สละเพ่ือสัมพันธภาพอันดีกับอีกฝ่ายหน่ึงมีการปฏิบัติ
ตามโอกาส

2. ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตามประสบการณ์ของผู้บรหิ ารและขนาดของโรงเรยี น
โดยรวมและทกุ วธิ ไี ม่แตกตา่ งกัน

3. แนวทางการพัฒนาการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1ประกอบด้วย 1) การใช้อานาจบังคับให้ผู้อ่ืนยอมรับความคดิ เห็นของตน
แนวทางการพัฒนาคือ ผู้บริหารต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและมากพอที่จะใช้อานาจในการแก้ไขปัญหาที่ทาให้
ทง้ั 2 ฝ่ายยอมรับตามเหตุและผล มากกว่าการใชท้ ัศนคติของตนเองตัดสินและควรมีการตัดสินชี้ขาดหาบุคคล
ผิดหรือถูก และต้องเกดิ ผลทุกคนยอมรับได้ 2) การให้คู่กรณีสง่ ตัวแทนมาเจรจาตอ่ รองเพื่อหาวธิ ีแก้ปัญหาที่ไม่เป็น
อุปสรรคและทั้งสองฝ่ายยอมรับได้แนวทางการพัฒนาคือ ผู้บริหารควรมีวิธีการที่จะทาให้ทั้งสองฝ่ายที่มีความ
ขัดแย้งกัน ได้รับผลประโยชน์ที่ต่างคนต่างพอใจ โดยให้ทั้งคู่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพ่ือหาวิธีให้ได้รับ
ผลประโยชน์ร่วมกันตามที่ตอ้ งการ 3) การวางเฉยปฏบิ ัติตนเหนอื ความขัดแย้งแนวทาการพัฒนา คือ ผบู้ ริหาร
ควรมีการแกป้ ญั หาตอ่ เนอื่ งอยา่ งสมเหตสุ มผลและไมป่ ล่อยให้ผูอ้ ่ืนมามอี ทิ ธพิ ลมากกวา่ ตัวเอง
อภปิ รายผลการวจิ ยั

1. จากผลการวิจัยทพี่ บว่า ระดับการบริหารความขดั แย้งในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายวิธีมีการปฏิบัติตามโอกาส โดยวิธีการ
ประนีประนอม และวิธีการร่วมมือมีการปฏิบัติบ่อยครั้ง ส่วนวิธีการยอมให้ และวิธีการเอาชนะ มีการปฏิบัติ
ตามโอกาส และวิธีการหลีกเลี่ยง มีการปฏิบัตินานๆ ครั้งทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ปัญหาท่ีเกิดขึ้นมีลักษณะท่ี
หลากหลาย ผู้บริหารจึงต้องใช้วิจารณญาณในการแก้ไขปัญหาแตกต่างกันออกไปตามสถานการณ์ที่เกิดข้ึน
ซึ่งอาจต้องใชห้ ลากหลายวิธีร่วมกันก็ได้ตามโอกาส โดยวิธีการประนีประนอมและวิธกี ารร่วมมือ มีการปฏิบัติ
บ่อยครัง้ นัน้ เนื่องจากวิธีน้ีนา่ จะลดความรุนแรงของปัญหา และยงั สามารถชว่ ยรักษาความสัมพนั ธข์ องทกุ ฝา่ ยได้
ดีทสี่ ุด สว่ นวธิ ีการยอมให้และวธิ ีการเอาชนะ มีการปฏิบัตติ ามโอกาส อาจเน่ืองมาจาก ผู้บรหิ ารอาจจาเปน็ ต้อง

192 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

เลือกใช้วิธีน้ีเพื่อยุติปัญหา และความพยายามท่ีจะลดความเห็นที่แตกต่างกันลงโดยเร็ว นอกจากนี้ วิธีการ
หลีกเลี่ยง ที่มีการปฏิบัตินานๆ ครั้ง อาจเน่ืองมาจาก การหลีกเล่ียงเป็นวิธีการที่จะบรรเทาหรือยุติปัญหาลง
เพียงชัว่ ขณะ แต่ไมอ่ าจยุตไิ ดอ้ ย่างถาวร ซง่ึ อาจจะเกดิ ปัญหาอนั เกิดจากความไม่พอใจ คุกรุน่ และรุนแรงได้ใน
ภายหลัง จึงน่าจะเป็นวิธีการสุดท้ายที่ผู้บริหารจะปฏิบัติ หากไม่สามารถใช้วิธีการท่ีดีอื่นๆ สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ ศจี เปล่งเมือง (2556 : 89) ที่ศึกษาเรื่องพฤติกรรมการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนของ
ผูบ้ ริหารสถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ผลการวจิ ยั พบวา่ พฤติกรรมการบริหาร
ความขัดแย้งโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการร่วมมือและด้านการ
ประนีประนอม อย่ใู นระดับมาก สว่ นด้านการยอมให้ อยูใ่ นระดบั ปานกลาง ด้านการเอาชนะและการหลีกเลยี่ ง
อยใู่ นระดบั นอ้ ย

2. จากผลการวิจัยที่พบว่า การบริหารความขัดแย้งด้วยวิธีการเอาชนะมีการปฏิบัติตามโอกาส
โดยการดาเนินการที่มุ่งตามความต้องการของตนเองในระดับสูง แต่ให้ความสาคัญต่อผู้อื่นในระดับต่า มีการ
ปฏิบัติบ่อยครั้ง ส่วนการใช้อานาจบังคับให้ผู้อื่นยอมรับความคิดเห็นของตน ไม่ค่อยปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติเลย
ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจาก วิธีการท่ีจะเอาชนะผู้อื่นที่เป็นคู่กรณีน้ัน ผู้บริหารจะต้องใช้เหตุผล ความต้องการของ
ตนเองหรือโรงเรียนเป็นเป้าหมายสาคัญ ที่จะควบคุมปัญหาความขัดแย้ง ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยให้
คู่กรณียอมรับด้วยศรัทธา บารมี หรืออานาจหน้าที่อย่างเหมาะสมเท่าที่จาเป็นเท่าน้ัน เพราะ การใช้อานาจ
บังคับอาจอาจทาให้เกิดความไม่พึงพอใจต่อกัน และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในโรงเรียนในภายภาคหน้า
สอดคล้องกับแนวคิดของ Rahim (1983 : 83–85) อ้างถึงใน เสริมศกั ดิ์ วศิ าลาภรณ์ (2552 : 407-408) ท่กี ลา่ วว่า
การเอาชนะ (Dominating) เป็นแบบท่ีมุ่งตนเองในระดับสูงแต่มุ่งผู้อื่นในระดับต่าเป็นแบบของการแก้ปัญหา
แบบแพ้–ชนะโดยใชอ้ านาจหรือกาลังเพ่ือการมีชัยบุคคลท่ีแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบเอาชนะจะใชท้ ุกวิธีท่ีจะ
ทาให้ตนเองเป็นฝ่ายชนะโดยไม่สนใจความต้องการหรือความคาดหวังของผู้อื่นการจัดการกับความขัดแย้ง
ตามแบบนีเ้ หมาะกับความขัดแยง้ ที่ไม่ใชเ่ รื่องสาคัญหรือต้องรีบตัดสินใจอยา่ งรีบด่วนหรือต้องกระทาในสงิ่ ท่คี น
อ่นื ๆไมค่ ่อยเห็นดว้ ยเช่นการลดงบประมาณเป็นตน้ เป็นแบบทีเ่ หมาะสมในการดาเนินการตามคาสั่งหรือนโยบาย
ของผูบ้ รหิ ารระดับสูง

3. จากผลการวิจัยที่พบว่า การบริหารความขัดแย้งโดยวิธีการร่วมมือมีการปฏิบัติบ่อยครั้ง
โดยพฤติกรรมที่มุ่งขจัดความขัดแย้งโดยต้องการให้เกิดความพอใจทั้งตนเองและผู้อ่ืน มีการปฏิบัติบ่อยครั้ง
ส่วนการพยายามทาให้เห็นว่าปัญหาท่ีเกิดขึ้นเป็นเร่ืองเล็กน้อยพยายามหาทางเจรจาต่อรองและมีข้อ
แลกเปลย่ี นให้แก่คู่กรณี มีปฏิบัตติ ามโอกาส ทัง้ นอ้ี าจเน่ืองมาจาก วิธกี ารรว่ มมอื จะทาให้คขู่ ดั แย้งได้ร่วมมอื กัน
แก้ปัญหาให้เกิดความพึงพอใจท้ังสองฝ่าย จะชว่ ยใหล้ ดความขดั แย้งลงได้ อย่างไรก็ตามในการยุติข้อขัดแยง้ น้ัน
คูก่ รณีและผู้บริหารจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ ในการพิจารณาแก้ปัญหา ไม่ควรละเลยเร่ืองเล็กๆน้อยๆ
ในการเจรจาต่อรองและพยายามหาข้อยุติได้อย่างสมบูรณ์อย่างแท้จริง สอดคล้องกับแนวคิดของ Thomas
and Kilmann (1987 : 11-16) อ้างถึงใน เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2552 : 404-405) ที่กล่าวว่าการร่วมมือ
(Collaboration) เป็นพฤติกรรมท่มี ุ่งขจัดความขัดแยง้ โดยต้องการให้เกิดความพอใจทง้ั แกต่ นเองและผู้อืน่ เป็น
ความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาทม่ี ุ่งให้เกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นลักษณะชนะ –ชนะ
(Win-Win)

4. จากผลการวิจยั ทีพ่ บว่า การบริหารความขัดแย้งดว้ ยวธิ กี ารประนีประนอมมีการปฏิบตั ิบ่อยครั้ง
โดยการดาเนินการใหเ้ กิดความพอใจของคู่กรณที ้ังสองฝา่ ยมกี ารปฏิบตั ิเป็นประจา ส่วนการให้คู่กรณีสง่ ตัวแทน
มาเจรจาต่อรองเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่ไม่เป็นอุปสรรคและท้ังสองฝ่ายยอมรับได้มีการปฏิบัติตามโอกาส ทั้งนี้อาจ
เน่ืองมาจากผู้บริหารอาจจะพิจารณาว่า วธิ ีการดังกล่าวน้ีจะสามารถลดความขัดแย้งและความแตกต่างลงได้
อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมยอมความน้ัน จะมฝี ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตอ้ งลดความต้องการของตนลง เพื่อใหไ้ ด้

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 193

ข้อยตุ ิ จึงมีทั้งฝา่ ยไดแ้ ละฝ่ายเสยี ผลประโยชน์ ดงั น้นั การจะยตุ ิปญั หาได้อยา่ งสมบูรณ์ที่สุด คู่เจรจาจึงควรเป็น
ค่กู รณี ไม่ควรใช้ตัวแทนในการเจรจาต่อรอง ซึ่งอาจจะเกดิ ปัญหาในการส่ือสารระหว่างตัวแทนกบั คู่กรณี ที่ไม่
เข้าใจตรงกัน แทนท่ีจะยุติปัญหาได้ ก็อาจจะเกิดปัญหาบานปลายใหญ่โตได้ สอดคล้องกับแนวคิดของสุธาวี
ชนิ ลาภากุล (2556 : ออนไลน์) ท่กี ล่าวว่า การลดข้อขัดแยง้ โดยการประนปี ระนอมกัน (Compromise) วิธีการ
นี้ตอ้ งใชค้ นกลาง หรอื ใหค้ กู่ รณสี ่งตวั แทนมาเจรจาตอ่ รองกนั โดยท้ังคจู่ ะมีบางส่วนได้บางสว่ นเสยี

5. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า การบริหารความขัดแย้งด้วยวิธีการหลีกเลี่ยงมีการปฏิบัตินานๆ
คร้ัง โดยการหลีกเลี่ยงการเผชิญหนา้ หรอื การโต้เถยี งในเหตกุ ารณ์ที่เป็นความขดั แย้ง มีการปฏิบัติตามโอกาส
ส่วนการวางเฉย ปฏิบัติตนเหนือความขัดแย้งไม่ค่อยปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติเลย ท้ังน้ีอาจเนื่องมาจาก การ
เผชิญหนา้ และการโตเ้ ถียงอาจทาให้ความขดั แย้งนั้นรุนแรงและบานปลายข้ึนไปอกี จงึ ตอ้ งหลีกเลีย่ งบ้างในบาง
โอกาส ส่วนการวางเฉย ปฏิบัติตนเหนือความขัดแย้งน้ัน เป็นการกระทาท่ีไม่สมควรปฏิบัติ เพราะการละเลย
วางเฉย หลีกหนีปัญหา จะทาให้ปญั หาน้ันไมไ่ ด้รับการแก้ไข และจะทาใหผ้ ู้รว่ มงานขาดความศรทั ธา ลดบารมี
และความเป็นผู้นาของผู้บริหาร สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศจี เปล่งเมือง (2556 : 89) ที่ศึกษาเร่ืองพฤติ
กรรมการบรหิ ารความขัดแย้งในโรงเรียนของผู้บรหิ ารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์
เขต 2 ผลการวจิ ัยพบวา่ ด้านการหลกี เลยี่ งอยูใ่ นระดบั นอ้ ย

6. จากผลการวจิ ัยที่พบว่า การบรหิ ารความขัดแย้งดว้ ยวิธกี ารยอมให้มีการปฏิบตั ติ ามโอกาส โดย
การใช้ความพยายามท่ีจะลดความเห็นท่ีแตกต่างกันลง มีการปฏิบัติบ่อยครง้ั ส่วนการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอม
เสยี สละเพื่อสัมพันธภาพอันดีกบั อีกฝ่ายหน่ึงมีการปฏิบตั ติ ามโอกาสทัง้ นีอ้ าจเนื่องมาจาก การใช้ความพยายาม
ทจ่ี ะลดความเห็นที่แตกต่างกนั ลง จะทาให้สัมพันธภาพที่ดีขนึ้ แกค่ ู่กรณี อันอาจจะสามารถลดความรนุ แรงของ
ปัญหาและนาไปสู่การแก้ปัญหาได้ง่ายข้ึน ด้วยความยินยอมพร้อมใจกัน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารจะต้องหา
วธิ ีการอืน่ ๆ รว่ มด้วยให้เป็นท่ีพอใจทั้งสองฝ่าย โดยไมค่ วรใหฝ้ ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต้องเปน็ ฝ่ายเสียสละมากเกินไป
สอดคล้องกับแนวคิดของ Rahim (1983 : 83–85) อ้างถึงใน เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2552 : 407-408)
ท่ีกล่าวว่าการยอมตามเป็นแบบทมี่ ่งุ ตนเองในระดับตา่ แต่มุง่ ผู้อนื่ ในระดับสูงเป็นแบบท่ีพยายามจะลดความเห็น
ที่แตกต่างกันลงและเน้นส่ิงที่มีความเห็นพ้องกันเพ่ือที่จะทาให้ผู้อื่นพอใจบุคคลท่ีแก้ปัญหาความขัดแย้ง
แบบยอมตามจะไม่เน้นความสนใจของตนเองทั้งนี้เพื่อท่ีจะทาความพอใจใหก้ ับผู้อื่นการจดั การกบั ความขัดแย้ง
แบบท่ีเหมาะกับสถานการณ์ท่ีเห็นว่าฝ่ายหนึ่งอาจจะผิดและเป็นเร่ืองท่ีสาคัญยิ่งของอีกฝ่ายหน่ึงอาจเป็นวิธีท่ี
เหมาะสมกับการที่ฝ่ายหน่ึงยอมแพ้หรือยอมตามอีกฝ่ายหนึ่งโดยหวังวา่ จะได้รับอะไรเป็นการแลกเปล่ียนหรือ
ตอบแทนจากอกี ฝา่ ยหน่งึ บ้าง
ขอ้ เสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
1. ผู้บรหิ ารควรใช้วิธีการบรหิ ารความขดั แย้งวิธีการต่าง ๆ ที่จะสามารถยุตปิ ัญหาไดอ้ ย่างแท้จริง
อย่างมเี หตุผลความจาเปน็ และควรใชว้ ิธกี ารหลกี เล่ียงเทา่ ทจ่ี าเป็นเท่านน้ั
2. ผบู้ ริหารควรมีภาวะผู้นาและศิลปะในการใชว้ ิธีการเอาชนะ เพ่ือแก้ปัญหาความขดั แยง้ ใหอ้ ยใู่ น
ระดับท่ีเหมาะสม ใชอ้ านาจหน้าทแี่ ก้ไขปัญหาเทา่ ทจ่ี าเปน็ เท่านัน้
3. ผบู้ ริหารควรให้คูก่ รณีหาแนวทางแก้ไขปญั หารว่ มกัน ในรายละเอียดรอบดา้ น ไม่ละเลยแม้เรอ่ื ง
เลก็ ๆ นอ้ ยๆ เพ่อื ให้เกดิ ความพงึ พอใจในข้อยุติอยา่ งแทจ้ ริง
4. ผู้บริหารควรเปน็ คนกลางในการเจรจาประนีประนอมยอมความระหว่างคู่กรณีโดยตรง เพือ่ ให้
ท้งั สองฝา่ ยพอใจและยตุ ิปญั หาได้อยา่ งสมบรู ณ์

194 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

5. ผบู้ ริหารควรสรา้ งสัมพันธภาพท่ีดรี ะหว่างคู่กรณีหรอื บุคลากร เพ่ือนาไปสู่การใช้วิธีการยอมให้
ในการแก้ปญั หาความขัดแยง้

6. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดอบรมและพัฒนาให้ผู้บริหารมีความเข้าใจธรรมชาติของ
ความขัดแยง้ มองความขดั แย้งไปในทางบวก หรอื เชงิ สร้างสรรค์ เพ่ือความเจริญก้าวหน้าขององค์กร

ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั คร้งั ตอ่ ไป
1. ควรทาการศึกษาการใช้วิธีการบริหารความขัดแย้งในลักษณะของการทา (กรณีศึกษา)
Case Study เพือ่ การเขา้ ใจหรอื ทราบสาเหตคุ วามขดั แยง้ ในเชิงลึก
2. ควรศึกษาปัญหาท่ีนาไปสู่ความขัดแย้งในโรงเรียนของผู้บริหารและผู้ร่วมงานเพ่ือให้เห็น
ภาพรวมท้ัง 2 ด้าน
3. การวิจัยเชิงคุณภาพแนวทางการพัฒนาการบริหารความขัดแย้งในโรงเรียนประถมศึกษาของ
ผู้บริหารโรงเรยี นสงั กดั สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาปทมุ ธานเี ขต 1
กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ด้วยดีโดยได้รับความกรุณาจาก รองศาสตราจารย์
ดร.สัมมา รธนิธย์ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซ่ึงคอยตรวจสอบและให้คาแนะนาขอขอบพระคุณ
คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์รองศาสตราจารย์ ดร. ประกอบคุณารักษ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์
ยิกุสังข์ และ ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบเครื่องมือ รองศาสตราจารย์ ดร. วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์ ดร.ธัญสิณี เล่าสัม
นายเชาวพงษ์ ทีวะรัตน์ รวมทั้งผู้ท่ีให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามเพื่อนร่วมงาน และเจ้าหน้าท่ี
ทกุ ทา่ นทค่ี อยสนบั สนุนใหค้ วามชว่ ยเหลือ ในการทาวทิ ยานพิ นธน์ ใ้ี หส้ าเรจ็ ไปได้ด้วยดี
เอกสารอา้ งอิง
กญั ฐภรณ์ นามฉมิ . การบรหิ ารความขัดแย้งของผบู้ ริหารสถานศกึ ษาสังกดั สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา
ประถมศกึ ษาปทมุ ธานี เขต 2. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
มหาวทิ ยาลยั อสี เทริ ์นเอเชีย, 2557.
จริ ารัตน์ เขยี นรปู ครุฑ. การบรหิ ารความขดั แยง้ ของผบู้ ริหารสถานศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพนื้ ท่ี
การศึกษาประถมศึกษาชลบรุ ี เขต 3. ปริญญาการศึกษามหาบณั ฑิต สาขาวิชาการบริหาร
การศึกษา มหาวิทยาลยั บรู พา, 2558.
มยรุ ี สนทิ กุล. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการบริหารความขดั แยง้ ของผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษากบั ประสทิ ธิผลของ
สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมเขต 4.ปรญิ ญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาเทคโนโลยีการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตรอุสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลธญั บุรี, 2557.
วนั ชัย ทองพรม. การบริหารความขดั แย้งในสถานศึกษาของผ้บู ริหารสถานศกึ ษา สงั กัดสานกั งานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาอานาจเจริญ. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการบริหาร
การศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี, 2558.
สมั มา รธนธิ ย.์ หลัก ทฤษฎแี ละการปฏิบัตกิ ารบรหิ ารการศึกษา. (พมิ พ์คร้งั ท่ี 4). กรุงเทพฯ : ขา้ วฟ่าง, 2560.
สธุ าวี ชินลาภากลุ .เทคนคิ การจัดการความขดั แยง้ . จาก
http://pg352leadership.blogspot.com/2013/02/53101010407.html, 2556.

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 195

เสรมิ ศักดิ์ วศิ าลาภรณ์. ความขัดแย้ง : การบรหิ ารเพือ่ ความสรา้ งสรรค์. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2 กรุงเทพฯ :
ตน้ อ้อแกรมม,ี่ 2545.

________“ภาวะผู้นา” ในประมวลสาระชุดวิชาทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบรหิ ารการศึกษาหน่วยท่ี 5-8.
พิมพค์ รั้งท่ี 9. นนทบรุ ี: มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, 2552.

ศจี เปล่งเมือง. พฤตกิ รรมการบรหิ ารความขดั แยง้ ในโรงเรียนของผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สานักงาน
เขตพื้นที่การศกึ ษาบุรีรมั ย์ เขต 2. ปริญญาครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบรุ ีรัมย์, 2556.

Cronbach, L. J. Coefficient Alpha and the Internal Structure of Tests. Psychometrika, 1951.
Shine. แนวคิดและทฤษฎีการบรหิ ารความขดั แย้ง. จาก http://shine-management-tips.blogspot.com/

2007/10/blog-post.html, 2550.

196 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

ธรรมาภิบาลของผู้บรหิ ารโรงเรยี น สังกัดสานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษา
อุบลราชธานี เขต 1

The good governance of administratorin basic school under the
Ubon Ratchathani Primary Educational Service Area Office 1

องั กลู สมคะเนย์1
จริ วัฒน์ กติ พิ เิ ชฐสรรค2์

พทิ ยา รักพรหม3

บทคัดยอ่
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
โรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1 2. เปรียบเทียบการบริหารโดย
ใชห้ ลักธรรมาภิบาลของผบู้ ริหารโรงเรียน สังกดั สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษา อบุ ลราชธานี เขต 1
จาแนกตามขนาดของโรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1จานวน 327 คน จาแนกเป็นครูโรงเรียนขนาดใหญ่ 61 คน โรงเรียน
ขนาดกลาง 112 คน และโรงเรียนขนาดเล็ก154 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม
แบ่งเป็นสองตอนตอนท่ี 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ระดับการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล
ของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1 เป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณค่า (Rating scale) 5ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และทดสอบสมมตฐิ านโดยใช้ One-way ANOVA
ผลการวิจัย พบวา่
1. การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภบิ าลของผู้บริหารโรงเรยี น สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา
ประถมศกึ ษา อุบลราชธานี เขต 1 โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก รายดา้ นอยใู่ นระดับ มากทกุ ดา้ น เรยี งลาดับ
จากคา่ เฉลย่ี สูง ไปหาต่า ได้แก่ หลกั การมสี ่วนรว่ มหลกั ความโปรง่ ใสหลักความรบั ผิดชอบหลักนติ ธิ รรม หลัก
คณุ ธรรม และหลักความคุ้มคา่ ตามลาดับ
2. เปรียบเทียบการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1จาแนกตามขนาดของโรงเรียนโดยภาพรวมและรายด้าน
แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05
คาสาคัญ : ธรรมาภิบาลม, ธรรมาภิบาลของผบู้ รหิ ารโรงเรียน

1สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์และศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทมุ ธานี
2สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตรแ์ ละศลิ ปศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสมี า
3สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์และศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั ปทุมธานี

ปีที่ 17 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 197

Abstract
This research purpose to 1. Study thegood governance of administrator in basic school
under the Ubon Ratchathani Primary Educational Service Area Office 1 2. To comparison thegood
governance of administrator in basic school under the Ubon Ratchathani Primary Educational
Service Area Office 1 classified by school sized. The sample were teachersin theschool under the
Ubon Ratchathani Primary Educational Service Area Office 1, totaling 327teachers classified in large
sized school 61teachers, medium sized school112teachers andsmall sized school154teachers. The
instrument used for collecting the data was a questionnaire which was divided into two parts, part
one was the check list and part two was a 5-point rating scale. The statistics used for analyzing the
collected data were percentage, mean, standard deviation and One-way Anova.
The findings were as follows :
1. Thegood governance of administrator in basic school under the Ubon Ratchathani
Primary Educational Service Area Office 1 overall was at the high level each part ranking by mean
value from high to low of mean were the principal inparticipation, theprincipal in transparency,
theprincipal inAccountability,theprincipal in rule of law, the principal in morality,and the principal in
worthiness respectively.
2. Comparison thegood governance of administrator in basic school under the Ubon
Ratchathani Primary Educational Service Area Office 1 classified by school sized overall and each
part were statistic different at .05 level of significant.
Keywords : Goodgovernance, Goodgovernance of school administrator
บทนา
ธรรมาภิบาล (Good Governance) ในภาคราชการ เกิดจากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจท่ีเกิดขึ้น
อย่างรุนแรงของไทยในปี พ.ศ.2540 ซึ่งภาควิชาการและผู้ได้รับผลกระทบ เห็นว่า สาเหตุส่วนหน่ึงเกิดจาก
ความหย่อนประสิทธิภาพของกลไกการบริหารกิจการบ้านเมือง การบริหารราชการ การกาหนดนโยบาย
สาธารณะ และการทุจริตมิชอบในวงราชการ อันเป็นความรบั ผิดชอบของภาคราชการ ท้งั ฝา่ ยการเมืองและฝ่าย
ประจา ขณะเดียวกันในภาคประชาชนอันเป็นพลังสาคัญก็มีความจาเป็นที่จะต้องสร้างความต่ืนตัวและ
รับผิดชอบต่อสังคมตลอดจนตระหนักในสิทธิ์และ หน้าที่ของแต่ละฝ่ายเพ่ิมขึ้น หากความอ่อนแอและหย่อน
ประสิทธิภาพดังกล่าว ไม่ได้รับการจัดการแกไ้ ขอย่างแท้จรงิ และรบี ด่วน โอกาสท่ีจะนาพาประเทศฟ้ืนตัวจาก
วิกฤติย่อมเป็นไปได้ยากท้ังอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองประเทศ
ยงิ่ ขึน้ อีกดว้ ย คณะรฐั มนตรไี ด้มีมตเิ ห็นชอบกบั ข้อเสนอแนะให้ออกเปน็ ระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรเี พ่ือใหส้ ว่ น
ราชการถือปฏิบัติ เมื่อวันท่ี22 พฤษภาคม 2542 สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) (2545 : 47)
ธรรมาภบิ าล เมอ่ื เข้ามาแพรห่ ลายในประเทศไทยไดม้ ีการบัญญตั ศิ ัพท์ไทยขน้ึ มาหลายคา อาทิเช่น ธรรมาภบิ าล
ประชารัฐ ธรรมรฐั ระบบบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งและสังคมท่ีดี การปกครองโดยธรรม กรอบการกากับดูแลที่ดี
บรรษัทภบิ าล เปน็ ต้น ซ่งึ มกี ารตกลงโดยคณะรฐั มนตรี เม่อื เดอื นพฤษภาคม 2542 ให้ใชค้ าวา่ ระบบการบรหิ าร
และการจัดการบ้านเมืองท่ีดีหรือธรรมาภิบาลธรรมาภิบาลให้ความหมายไปในทางบริหารราชการเพื่อให้
แตกต่างจากบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ซึ่งความหมายของคาว่าธรรมาภิบาล หรือการบริหาร
198 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

จัดการที่ดี คือ ระบบโครงสรา้ ง กระบวนการต่างๆ ทีไ่ ด้วางแนวปฏบิ ัติหรือวางกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่าง
เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เพื่อให้ส่วนต่างๆ ของสังคมมีการพัฒนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและ
เปน็ ธรรม เนอ่ื งจากการบริหารกจิ การบ้านเมืองและสังคมที่ดี ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเปน็ กลไกภาครฐั ภาคธรุ กิจ
เอกชน หรือภาคประชาชน ต่างก็เปน็ องค์กรรวมในการแสดงความคิดเห็นเพราะประชาชนเป็นผู้รบั ประโยชน์
โดยตรงจากที่รัฐบาลประกาศ “วาระแห่งชาติด้วยด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริตและ
ประพฤติมิชอบในภาคราชการ” ทาให้คาว่า ธรรมาภิบาล ได้ถูกหยิบยกข้ึนมาสร้างความเข้าใจในระดบั บุคคล
คือขา้ ราชการท่ีมุ่งเน้นปลกู ฝงั อดุ มการณ์คุณธรรมและจรยิ ธรรมให้หย่ังลึกลงไปในจิตใจ เพื่อสร้างเสริมศักด์ิศรี
และคุณค่าชีวิต ตลอดจนสร้างความเข้าใจร่วมกันเป็นแบบอย่างท่ีดี (Best Practice) เพื่อประโยชน์สุขของ
ประชาชน ศุภมาส นอ้ ยจันทร์ (2552 : 25) ประกาศระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรีว่าด้วยการสรา้ งระบบบริหาร
กจิ การบ้านเมืองและสังคมท่ีดี พ.ศ.2542 และเร่มิ มีผลบังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐ ต้ังแต่ 11 สิงหาคม 2542
ซึ่งนับได้ว่าเปน็ ก้าวแรกหรือเรยี กได้ว่าเปน็ การวางฐานในการบริหารราชการแนวใหม่ ซง่ึ มีรายละเอียดเกยี่ วกับ
ธรรมาภิบาล ดังน้ี 1) หลักนติ ิธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎขอ้ บงั คบั ต่างๆ ใหท้ ันสมยั และเป็นธรรม เปน็ ท่ี
ยอมรับของสังคมและสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับเหล่าน้ี โดยถือว่าเป็น
การปกครองภายใต้กฎหมายมิใชต่ ามอาเภอใจหรืออานาจของตัวบุคคล 2) หลักคุณธรรม ได้แก่ การยึดมั่นใน
ความถูกต้องดีงาม โดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดหลักน้ีในการปฏิบัติหน้าท่ีให้เป็นตัวอย่างแก่สังคมและ
ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน
มีระเบยี บวินยั ประกอบอาชพี สจุ ริตเป็นนสิ ัยประจาชาติ 3) หลักความโปร่งใส ไดแ้ ก่ การสรา้ งความไว้วางใจซ่ึง
กันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทางานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส มีการเปิดเผย
ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาท่ีเข้าใจง่าย ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
สะดวกและมกี ระบวนการใหป้ ระชาชนตรวจสอบความถกู ตอ้ งชดั เจนได้ 4) หลักความมสี ่วนร่วม ไดแ้ ก่ การเปิด
โอกาสใหป้ ระชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสาคัญของประเทศ ไมว่ ่าด้วยการ
แจ้งความเห็น การไต่สวนสาธารณะ การแสดงประชามติ หรืออ่ืนๆ 5) หลักความรับผิดชอบ ได้แก่
การตระหนักในสทิ ธิหน้าที่ความสานึกในความรับผดิ ชอบต่อสงั คม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมอื งและ
กระตอื รือร้นในการแกป้ ญั หา ตลอดจนการเคารพในความเห็นท่ีแตกตา่ ง และความกลา้ ท่ีจะยอมรบั ผลจากการ
กระทาของตน 6) หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจากัดเพื่อให้เป็นประโยชน์
สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัดใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้า และบริการที่มี
คุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน สานักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี (2552 : 31) การทาให้ระบบการบริหารจัดการท่ีดีท้ังภาครัฐและเอกชน เกิดจากความสานึก
ความรสู้ ึกของภาคนนั้ ๆ เพื่อประโยชนข์ องการอยู่ร่วมกัน โดยไมใ่ ชอ้ านาจรัฐไปทาใหเ้ กิดขึน้ การสร้างธรรมรัฐ
จึงขึ้นอยู่กับข้าราชการและนักการเมือง ท้ัง 2 ฝ่ายต้องเป็นคนดี มีความโปร่งใส โดยเฉพาะนักการเมืองต้อง
โปร่งใสในด้านการแก้ปญั หาคอรัปชั่น ประชาชนต้องรว่ มมือต่อส้กู ับความไมเ่ ป็นธรรม หากเกิดการเร่ียไร รดี ไถ
เงิน หรือทุจริตของวงราชการให้ร้องเรียนไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
กล้านรงค์ จันทิก (2541 : 3) ธรรมาภิบาลจึงมีความถูกต้องเป็นธรรมในสามเร่ืองใหญ่ๆ ด้วยกันคือ มีการเมืองท่ี
โปร่งใส รับผิดชอบ สังคมต้องตรวจสอบได้ และมีสังคมที่เข้มแข็งมีความเป็นประชาสังคม (Civil Society)
สามารถตรวจสอบภาครฐั ได้ ประเวศวะสี (2548 : 3)

จากการปรบั เปล่ยี นโครงสร้างการบรหิ ารการศกึ ษาโดยเนน้ การกระจายอานาจเพื่อใหป้ ระชาชนได้มี
ส่วนรวมในการจัดการศึกษานั้นทาให้สถานศึกษาต้องตระหนักในการบริหารใหม่ให้มีความโปร่งใส และ
มีความรับผิดชอบทาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเกิดความเชื่อถือสร้างความเป็ นธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมทุกส่วน คือจุดมุ่งหมายของธรรมาภิบาล ที่มี 3 ส่วนที่เช่ือมโยงกันคือการมีส่วนรวมของทุกภาค

ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 199

ในการบริหารจัดการสังคม (Participation) ความโปร่งใสและกระบวนการตัดสินใจ (Transparency) และ
ความรับผิดชอบ (Accountability) บวรศักดิ์ อุวรรณโน (2542 : 31) การนาหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการ
บริหารงานในระดับโรงเรียน มีการการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโรงเรียนเพื่อกาหนดแผนการดาเนินงาน
และช่วยตัดสินใจจะเป็นปัจจัยหน่ึงท่ีจะช่วยดูแลการบริหารในรูปแบบเป็นธรรมรัฐและผลงานท่ีมีประสิทธภิ าพ
เจอื จนั ทร์ จงสถิตอยู่ (2544 : 5) การบริหารโรงเรยี นในระบบใหมน่ ้ันจะไมใ่ หผ้ ู้อานวยการบรหิ ารเองคนเดียวหมด
ทุกอย่างจะให้ผู้แทนประชาชนมาเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานเพ่ือสะท้อนความต้องการ
ในการจดั การเรียนการสอนของโรงเรียน เหน็ ไดว้ ่าปัจจุบนั นั้นได้เนน้ หลักธรรมาภิบาลในการบรหิ ารสถานศึกษา
โดยใช้หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า
เกษม วัฒนชัย (2546 : 14) นักรัฐประศาสนศาตร์ส่วนหนึ่งยังมองว่าธรรมาภิบาลเป็นมิติใหม่ท่ีเน้นบทบาทของ
ผบู้ ริหารในการท่ีจะปฏิบัติงานให้มีประสิทธิผล มีการตรวจสอบ สามารถประเมินผลงานได้อย่างชัดเจน และมี
การแข่งขันเพื่อการจัดการการบริการที่ดีขึ้น Agere (2000 : 49) ผู้บริหารจะต้องเป็นบุคคลที่มีการเรียนรู้
ตลอดเวลาท้ังขอ้ กฎหมายกฎข้อบังคับองค์ความรู้ทาง การบริหารในด้านตา่ งๆเพ่ือสร้างเสริมประสบการณ์ใน
การบริหารเน่ืองจากการบริหารแบบธรรมาภิบาลนั้นผบู้ ริหารจะต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์
ซึ่งจะทาให้การตัดสินใจการวางแผนในการปฏิบตั ิงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและผู้บริหารจะต้องยึดหลัก
พทุ ธศาสนาในการบริหารโดยนาหลกั ธรรมมาบูรณาการกบั การบริหารแบบธรรมาภิบาลซ่ึงจะทาใหก้ ารบริหาร
มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของคนในองคก์ าร ซึง่ หลักธรรมที่สาคัญที่ควรนามาใช้ในการบรหิ ารควบคู่กบั หลัก
ธรรมาภบิ าลคือหลักทศพธิ ราชธรรมเพราะจะทาให้ผบู้ ริหารเปน็ บุคคลท่หี นา้ เชือ่ ถือมคี วามรอบคอบมีคุณธรรม
และมีความยตุ ิธรรมในการบรหิ าร

สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 มีข้อมูลเมื่อ วันท่ี 15 กรกฎาคม
2560 มีสถานศึกษาสังกัด ทั้งสิ้น 249 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ 4 โรงเรียน โรงเรียนขนาดกลาง
58 โรงเรียน โรงเรียนขนาดเล็ก 187 โรงเรียน มีครูท้ังส้ิน 2,187 คน จาแนกเป็นครู โรงเรียนขนาดใหญ่
410 คน โรงเรียนขนาดกลาง 750 คน และโรงเรยี นขนาดเล็ก 410 คน มนี ักเรียนทั้งส้ิน 34,537 คน สานักงาน
เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 (2560 : 31)

จาก ความ เป็ นม าแล ะปั ญ ห าดั งก ล่ าวข้ างต้ นผู้ วิ จั ยจึ งมี ความ สน ใจศึ กษ า ก ารบ ริ ห ารโดยใช้
หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1
ว่าได้มีการใช้หลักธรรมาภิบาลมาปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษาอย่างไร เพื่อประโยชน์แก่สถานศึกษา ที่จะ
ชว่ ยเพ่มิ ศักยภาพในการศึกษา การทางานของผูบ้ รหิ ารโรงเรียน เกิดการบริหารท่มี ีความโปร่งใส ทุกภาคส่วนมี
สว่ นร่วมในการบริหารและเปน็ แนวทางในการพัฒนาศาสตรท์ างการบรหิ ารการศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด
ในอนาคตตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงค์

1. เพ่ือศึกษาระดับการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขต
พ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษา อุบลราชธานี เขต 1

2. เพื่อเปรยี บเทียบระดับการบริหารโดยใชห้ ลักธรรมาภิบาลของผบู้ ริหารโรงเรียน สังกดั สานักงาน
เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา อบุ ลราชธานี เขต 1 จาแนกตามขนาดของโรงเรยี น

200 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

สมมติฐานของการวจิ ยั
เปรียบเทียบระดับการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสานักงาน

เขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต1จาแนกตามขนาดของโรงเรียน แตกต่างกนั

ขอบเขตการวิจยั
ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี

เขต 1 จานวน 2,187 คน
ตวั แปรทศ่ี กึ ษา
ตัวแประอสิ ระ ไดแ้ ก่ สถานภาพของครผู ู้สอนจาแนกเปน็ 1.ประสบการณ์การทางาน 1.1 ตา่ กว่า

15 ปี และ 1.2 15 ปีขนึ้ ไป 2.ขนาดโรงเรียน 2.1 โรงเรียนขนาดเลก็ 2.2 โรงเรียนขนาดกลาง 2.3 โรงเรยี น
ขนาดใหญ่ ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ การบริหารโดยใช้หลกั ธรรมาภบิ าลของผบู้ ริหารโรงเรียน สังกดั สานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1 ใน 6 ดา้ น คือ 1. ด้านหลกั นิตธิ รรม 2. ด้านหลักคณุ ธรรม
3.ดา้ นหลกั ความโปรง่ ใส4.ดา้ นหลกั การมสี ่วนรวม 5.ด้านหลกั ความรบั ผิดชอบ และ 6. ด้านหลักความคุม้ คา่

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
ใช้กรอบเน้ือหาหลักธรรมาภิบาลของ บวรศักด์ิ อุวรรณโน (2542 : 31) เกษม วฒั นชัย (2546 : 14)

มีหลักสาคัญ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลกั ความโปร่งใส หลักการมีส่วนรวม หลักความรับผิดชอบ หลัก
ความค้มุ ค่า สรปุ เป็นกรอบแนวคิดของการวจิ ยั ดังภาพข้างลา่ ง

ตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม
สถานภาพของครู การบรหิ ารโดยใชห้ ลักธรรมาภบิ าลของผู้บรหิ าร
โรงเรียน สังกดั สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา
1.1 ประสบการณก์ ารทางาน ประถมศกึ ษา อบุ ลราชธานี เขต 1ใน 6 ด้าน คอื
จาแนกเป็น น้อยกวา่ 15 ปี และ
มากกว่า 15 ปี 1. ดา้ นหลักนิติธรรม
2. ด้านหลักคณุ ธรรม
1.2 ขนาดของสถานศึกษา จาแนก 3.ด้านหลักความโปร่งใส
เป็น ขนาดเล็กขนาดกลาง และขนาด 4.ด้านหลกั การมีสว่ นรวม
ใหญ่ 5.ด้านหลักความรบั ผิดชอบ
6.ดา้ นหลกั ความคุม้ คา่

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 201

วิธดี าเนนิ การวจิ ัย
ประชากรได้แก่ครูผสู้ อนในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาอุบลราชธานี

เขต1ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2560 จานวน 2,187 คน จาแนกเป็นครูโรงเรียนขนาดใหญ่ 410 คน
โรงเรยี น ขนาดกลาง 750 คน และโรงเรยี นขนาดเล็ก 410 คน

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
อุบลราชธานี เขต 1 ภาคเรียนท่ี1 ปีการศึกษา 2560 ได้มาโดยการสุ่มแบบช้ันภูมิ ชนิดสัดส่วน (Proportion
Stratified Random Sampling) ตามขนาดโรงเรียนกาหนดขนาดของกล่มุ ตัวอย่างโดยใช้ตารางสาเร็จรูปของ
Krejcie. and Morgan (1970 : 45) ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 327 คน จาแนกเป็นครูผู้สอนในโรงเรียน
ขนาดใหญ่ 61 คน โรงเรียนขนาดกลาง 112 คน และโรงเรียนขนาดเลก็ 154 คน

เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เครื่องมือท่ีใชก้ ารเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยคร้ังนี้เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับระดับการบริหาร
โดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี
เขต 1 ผ้วู จิ ยั ไดส้ รา้ งขึ้นเองมี 2 ตอนดงั นี้
ตอนท่ี 1 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบตรวจ
รายการ (checklist) สอบถามเก่ียวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ ประสบการณ์ในการทางาน
และขนาดของโรงเรยี น
ตอนท่ี 2 เป็นแบบสอบถามเก่ียวกับระดับการบรหิ ารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานีเขต1ลักษณะคาถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของ Likert ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีการปฏิบัติ มากที่สุดระดับ 4 หมายถึง
มีการปฏิบัติ มากระดับ 3 หมายถึง มีการปฏิบัติ ปานกลางระดับ 2 หมายถึง มีการปฏิบัติ น้อยระดับ 1
หมายถึง มกี ารปฏิบัติ นอ้ ยท่ีสดุ
การสร้างและหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ
เครอ่ื งมือในการใช้วิจยั ครัง้ นผ้ี วู้ จิ ัยมีขัน้ ตอนในการดาเนินการสรา้ งเคร่อื งมือดังนี้
1. ศกึ ษาเอกสารและผลงานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ งกับหลักธรรมาภิบาลของผู้บรหิ ารโรงเรียน
2. กาหนดกรอบแนวคิดและนยิ ามศัพท์ตวั แปรหลักธรรมาภิบาลของผบู้ รหิ ารโรงเรียน
3. นาข้อมูลที่ได้ไปสร้างแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าฉบับร่างตามวิธีของลิเคิร์ท
(Likert) ให้ครอบคลมุ ตามกรอบแนวคดิ และนยิ ามศัพท์
4. นาแบบสอบถามไปไปใหผ้ ้ทู รงคณุ วฒุ ิจานวน3คนเพ่อื หาความเที่ยงตรง (Validity) โดยใชค้ า่
IOC มีคา่ IOC ระหว่าง 0.67-1.00
5. นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try - Out) กับครูที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาใน
สถานศกึ ษาสงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต1จานวน30 คนแล้วนามาหาค่า
ความเช่ือม่นั โดยวิธีการหาค่าสมั ประสทิ ธ์ิแอลฟา (α - Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) ใชโ้ ปรแกรม
คอมพิวเตอร์สาเร็จรูปได้ค่าความเช่ือมั่นของแบบสอบถามท้ังฉบับเท่ากับ0.886รายด้านเท่ากับ 0.852,
0.792,0.865, 0.892, 0.829 และ 0.853
6. จัดพิมพ์และนาแบบสอบถามไปเก็บรวบรวมข้อมลู จากกลุ่มตัวอย่างจากครูในสถานศกึ ษาสังกัด
สานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต 1

202 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
1. ทาหนังสือถึงผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
เพ่ือแนะนาตัวผู้วิจัยและขอความอนุเคราะห์ออกหนังสอื จากสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาอบุ ลราชธานี
เขต 1 ถงึ ผู้อานวยการโรงเรียนทมี่ ีครูเป็นกลมุ่ ตวั อย่าง
2. ส่งแบบสอบถามพร้อมหนังสือขอความร่วมมือไปยังกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาคือครูผู้สอน
สถานศกึ ษาสงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานีเขต1โดยผู้วิจยั ไดส้ ่งแบบสอบถามและ
เก็บคืนด้วยตัวเองและทางไปรษณี ย์จากการส่งแบบสอบถามไป 327 ฉบับ ได้รับกลับคืน 327 ฉบั บ
คิดเป็น ร้อยละ100
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. วเิ คราะหข์ อ้ มูลในแบบสอบถามตอนที่1 เกี่ยวกับสถานภาพของผตู้ อบแบบสอบถามโดยการ
แจกแจงความถี่(Frequency)และหาค่าร้อยละ (Percentage)
2. วเิ คราะห์ขอ้ มูลในแบบสอบถามตอนท่ี2 ระดบั การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภบิ าลของผ้บู รหิ าร
โรงเรียนสังกัดสานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต1โดยการหาค่าเฉลย่ี (  ) และค่า
เบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และนาคา่ เฉล่ยี มาแปลความหมายตามเกณฑ์ต่อไปนี้
(ยุทธ ไกยวรรณ์. 2550)
คา่ เฉลย่ี 4.51 - 5.00 มกี ารปฏิบตั ิอยูใ่ นระดบั มากที่สดุ
ค่าเฉลย่ี 3.51 - 4.50 มกี ารปฏบิ ัติอยู่ในระดบั มาก
คา่ เฉลยี่ 2.51 - 3.50 มกี ารปฏิบตั ิอยใู่ นระดับปานกลาง
คา่ เฉล่ีย1.51 - 2.50มกี ารปฏบิ ตั ิอยูใ่ นระดับน้อย
คา่ เฉลยี่ 1.00 - 1.50 มีการปฏบิ ตั อิ ยูใ่ นระดับน้อยท่ีสดุ
3. วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน สังกัด
สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1 จาแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยใช้สถิติ
ทดสอบสมมตฐิ าน One-way ANOVA
สรุปผลการวจิ ยั
1. การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน
โดยเรียงลาดับตามค่าเฉลี่ยจากสงู ไปหาต่า คือ หลักการมสี ว่ นรว่ มหลักความโปร่งใสหลกั ความรบั ผดิ ชอบ หลัก
นติ ธิ รรม หลักคุณธรรม และหลักความคมุ้ ค่า ตามลาดับ

1.1 ด้านหลักนิติธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมากโดยสามลาดับแรกคือผู้บริหารโรงเรียนเปิด
โอกาสให้บุคลากรไดม้ ีสว่ นรวมในการกาหนดกฎระเบียบรองลงมาคือผบู้ รหิ ารโรงเรยี นมกี ารกาหนดกฎระเบียบ
ขอ้ บังคับในการปฏิบัติชัดเจนและผู้บรหิ ารโรงเรียนชีแ้ จงแนวทางปฏิบัติตนให้ถูกตอ้ งตามกฎระเบียบข้อบงั คับ
ให้บุคลากรมีความเข้าใจตรงกันส่วนการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารงานในโรงเรียนตามหลักนิติธรรมอยู่ใน
ระดบั ปานกลางและค่าเฉล่ียต่าสุดคอื ผู้บริหารโรงเรียนประพฤติปฏบิ ตั ิตนอยูใ่ นกฎระเบียบวนิ ยั เป็นแบบอยา่ งท่ี
ดีต่อบุคลากร

1.2 ด้านหลักคุณธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมากโดยสามลาดับแรกคือผู้บริหารโรงเรียนมี
อธั ยาศัยดีมีน้าใจเอ้ือเฟื้อเผ่อื แผ่แก่ผู้รว่ มงานอย่างจริงใจรองลงมาคือผ้บู ริหารโรงเรียนปฏบิ ัติตนเปน็ แบบอยา่ ง
ที่ดีปลูกฝังให้บุคลากรมีความรักสามัคคีกันและผู้บริหารโรงเรียนประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร

ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 203

ด้วยความยุติธรรมส่วนการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารงานในสถานศึกษาตามหลักคุณธรรมอยู่ในระดับ
ปานกลางที่มีค่าเฉลี่ยตา่ สดุ คือผู้บริหารโรงเรยี นปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ดี ว้ ยความซ่ือสตั ยส์ ุจริต

1.3 ด้านหลกั ความโปร่งใส โดยรวมอยู่ในระดับมากลาดบั แรกคอื ผู้บรหิ ารโรงเรียนมีการแตง่ ต้ัง
คณะกรรมการเบิกจ่ายถูกต้องตามระเบียบส่วนการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารงานในสถานศึกษาตามหลัก
ความโปร่งใสอยู่ในระดับปานกลางที่มีค่าเฉล่ียต่าสุดคือผู้ผู้บริหารโรงเรียนมีการควบคุมกากับดูแลตรวจสอบ
การทาบญั ชที ะเบียนการเงนิ และพัสดุใหถ้ กู ตอ้ งและเปน็ ปจั จุบัน

1.4 ด้านหลักการมีส่วนร่วม โดยรวมอยู่ในระดับมากโดยสามลาดับแรกคือผบู้ ริหารโรงเรียนมี
ความตระหนักและเห็นความสาคัญของการมีสว่ นร่วมของบุคลากรและชุมชนรองลงมาคอื ผู้บรหิ ารโรงเรียนเปิด
โอกาสบุคลากรและชุมชนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษาและผู้บริหารโรงเรียน
เปดิ โอกาสให้บุคลากรมสี ่วนรวมในการกาหนดนโยบายการดาเนินงานของสถานศึกษาส่วนการใช้ธรรมาภิบาล
ในการบรหิ ารงานในสถานศึกษาตามหลักคณุ ธรรมอยู่ในระดับปานกลางทมี่ ีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือผู้บริหารโรงเรียน
เปดิ โอกาสใหบ้ คุ ลากรมสี ่วนร่วมในการเสนอข้อมูลเพอ่ื ตัดสินใจ

1.5 ด้านหลักความรับผิดชอบ โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุดโดยสามลาดับแรกคือผู้บริหาร
โรงเรียนดาเนินการปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเน่ืองรองลงมาคือ ผู้บริหารโรงเรียน
จัดระบบสารสนเทศไว้อย่างเป็นระบบ สามารถนามาใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและผู้บริหารโรงเรียนส่งเสริ ม
สนบั สนนุ ใหค้ รจู ัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรยี นเป็นสาคญั สว่ นการใช้ธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารงาน
ในสถานศึกษาตามหลักคุณธรรมอยู่ในระดับปานกลางท่ีมีคา่ เฉลี่ยต่าสดุ คือผบู้ รหิ ารโรงเรียนมีการจัดสวัสดิการ
ใหบ้ คุ ลากรอย่างเหมาะสม

1.6 ด้านหลักความคุ้มค่า โดยรวมอยู่ในระดับมากโดยสามลาดับแรกคือผู้บริหารโรงเรียน
มีการรณรงค์ให้บุคลากรครูและนักเรียนชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรองลงมาคือผู้บรหิ าร
โรงเรียนควบคุมดูแลบารุงรักษาตกแต่งและซ่อมแซมอาคารให้อยู่ในสภาพท่ีใช้งานได้อยู่เสมอและผู้บริหาร
โรงเรียนเปิดโอกาสให้ชุมชนใชอ้ าคารสถานท่ีรวมท้ังวสั ดอุ ุปกรณ์ของโรงเรียนในการจัดกิจกรรมต่างๆส่วนการ
ใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารงานในสถานศึกษาตามหลักคณุ ธรรมอยู่ในระดับปานกลางที่มีค่าเฉล่ียต่าสุด คือ
ผู้บรหิ ารโรงเรยี นมีการรณรงคใ์ หบ้ ุคลากรมีการใช้น้าอย่างประหยัด

2. เปรียบเทยี บการบริหารโดยใช้หลกั ธรรมาภบิ าลของผู้บรหิ ารโรงเรียน สงั กดั สานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1จาแนกตามขนาดของโรงเรยี นโดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่าง
กนั อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05
อภปิ รายผลการวจิ ัย

1. การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน
โดยเรียงลาดับตามค่าเฉล่ียจากสูงไปหาต่า คือ หลักการมีส่วนร่วมหลักความโปร่งใสหลักความรับผิดชอบ
หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม และหลักความคุ้มค่า ตามลาดับ เป็นไปแนวทางของ Klarke (2001 : 35)
ผลการวิจัยพบว่า ในประเทศที่ด้อยพัฒนาการปกครองตามระบบอประชาธปิ ไตยได้มีการกระจายอานาจจาก
สว่ นกลางไปสสู่ ว่ นทอ้ งถน่ิ โดยใหป้ ระชาชนมสี ว่ นร่วมมากข้นึ ทาใหเ้ กิดกลยุทธก์ ารพฒั นาที่เปน็ จรงิ เป็นจัง มีการ
ปรับตัวในการปฏิบัติงานต่างๆ ของท้องถิ่นโดยใช้หลักธรรมาภิบาลให้เหมาะสมกับท้องถิ่นจนถือเป็นกุญแจ
สาคัญในการพัฒนาประเทศ การใช้หลักธรรมาภิบาลทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงไปในทางที่ดีข้ึนแต่ก็ยังคงมี
ปัญหาอยู่จากการถือพรรคถือพวกพ้อง Marcella (2005 : 3) ตัวบ่งช้ีพฤติกรรมของผู้บริหารตามหลักธรรมาภิบาล
โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการบริหาร ซ่ึงจะนาไปสู่ความสาเร็จในการบริหารเขตพื้นที่การศึกษา

204 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

จนบรรลุเป้าหมาย และการวิจัยครั้งน้ียังได้สนับสนุนการศึกษาค้นคว้าบทบาทของผู้นาในการเป็นผู้บริหาร
สถานศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และระดับความสาเร็จที่สงู ข้ึนนาไปสู่การปรับโครงสร้าง
และการปรับเปล่ียนในสิ่งท่ีควรจะเป็นเพื่อนาไปสู่การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูง สุดสอดคล้องกับ
การวิจัยของ นิกร นวโชติรส (2550 : ง) ผลการวิจยั พบว่า ทั้งผู้บรหิ ารและครูผ้สู อนมีความพงึ พอใจตรงกันว่า
ทุกโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่นได้มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากในทุกๆ องค์ประกอบ และประยุทธ
บญุ ชู (2550: 101) ผลการวิจัย พบว่า การปฏบิ ัตงิ านตามแนวทางการบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งท่ดี ีของผบู้ ริหาร
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 3โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากไพฑูรย์
บัวชดิ (2550: ง) ผลการวจิ ัย พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเม่ือพิจารณารายด้านอยู่ในระดบั มากทุกด้าน
โดยเรียงลาดับค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่าสุดคือ ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความคุ้มค่า
ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักนิติธรรม และด้านหลักการมีส่วนร่วมตามลาดับและยังสอดคล้องกับ วิจิตราภรณ์
ไชยโคตร (2550 : ง) พบว่า การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตาบลบรบือ โดยรวมและทุกด้าน อยู่
ในระดบั ปานกลาง แต่สมาชกิ สภาเทศบาลเห็นว่าการบริหารโดยรวมและเกอื บทุกด้านอยู่ในระดับมาก และยัง
สอดคล้องกบั กาญจนา พรมลักษณ์ (2559 : 98) ผลการวิจัยพบวา่ ความคิดเห็นของครตู ่อพฤตกิ รรมการบรหิ าร
ตามหลักธรรมาภบิ าลของผู้บรหิ ารสถานศึกษากลมุ่ เครือข่ายโรงเรียนท่ี51 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร มี
ความคิดเห็นโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากธวัชชัย นิลประดับณัฐพล ชุมวรฐายีและวัชรพงษ์
แพร่หลาย (2559 :125) พบว่าการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารในทัศนะของครูสังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานครโดยรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากดารินทร์ สงมะเริง
(2559: 114) พบว่า การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในเขตอาเภอเมือง จังหวัด
จันทบุรี สังกัดสานักงานท่ีการศึกษาประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ
ซารลี า่ ลาหมีด, วชิ ัย รัตนกีรณวร และรชั ตา ธรรมเจริญ (2559 : 117) พบว่า การบริหารตามหลกั ธรรมาภบิ าล
ของผู้บริหาร ตามทัศนะของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดส านักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด
สตูลโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านหลักคุณธรรม หลักความคุ้มค่า
หลักนิติธรรม หลักความมีส่วนร่วม และหลักความรับผิดชอบ อยู่ในระดับมากรัตนาภรณ์ ส่งเสริมและสุวิมล
โพธ์ิกล่ิน, (2559 : 125) พบว่า ครูมีความคิดเห็นต่อการบริหารโรงเรียนตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
สถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยหลัก
คุณธรรมอยู่ในลาดับแรกรองลงมาคือ หลักนิติธรรม หลักความรับผิดชอบหลักความโปร่งใส หลักความมี
สว่ นรว่ ม ส่วนหลกั ความคมุ้ คา่ อยู่ในลาดบั สุดทา้ ย

2. เปรียบเทยี บการบรหิ ารโดยใช้หลักธรรมาภบิ าลของผ้บู รหิ ารโรงเรียน สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษา อบุ ลราชธานี เขต 1 จาแนกตามขนาดของโรงเรยี นโดยภาพรวมและรายด้าน แตกตา่ ง
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ ประยุทธ บุญชู (2550 : 101) ครูใน
สถานศึกษาขนาดเล็กมีความคิดเห็นสูงกว่าครูในสถานศึกษาขนาดใหญ่อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01
และ ไพฑรู ย์ บัวชิด (2550, : ง) ผลการเปรยี บเทียบการใช้หลักธรรมาภบิ าลในการบริหารจดั การสถานศกึ ษา
ข้ันพ้ืนฐานระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กกับสถานศึกษาขนาดใหญ่ พบว่า ท้ังโดยรวมและรายด้านทุกด้าน
แตกตา่ งกันอย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05

ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 205

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลวิจัยไปใช้
1. ผู้บริหารหรือผู้เก่ียวข้องควรวางแผน และกาหนดนโยบาย ท่ีชัดเจนในการบริหารสถานศึกษาสู่

ความเปน็ สังคมธรรมาภิบาล ของโรงเรียน สังกัดสานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต 1
เพ่อื ให้มีประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลของผเู้ รยี น

2. การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นสังคมธรรมาภิบาล ผู้บริหารและผู้เก่ียวข้อง ควรให้
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองของนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาได้อย่างมี
คุณภาพ

ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป
1. ควรวจิ ัยการใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารสถานศึกษาสังกดั สานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
2. ควรวิจัยการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
อุบลราชธานี
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยนี้สาเร็จลงได้ด้วยความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยปทุมธานี ที่
สนับสนุนทุนวิจัยน้ี ขอขอบคุณผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ทุกท่านท่ี
กรุณาตอบแบบสอบถาม จนสามารถนามาวิเคราะห์ขอ้ มลู และรายงานผลวจิ ัยครงั้ นส้ี าเร็จลงดว้ ยดที กุ ประการ
เอกสารอ้างองิ
กาญจนา พรมลักษณ์. ความคดิ เห็นของครตู อ่ พฤตกิ รรมการบรหิ ารตามหลักธรรมาภิบาลของผบู้ รหิ าร
สถานศกึ ษา เครอื ข่ายโรงเรียนท่ี 51 เขตคลองสามวา กรงุ เทพมหานคร. วทิ ยานพิ นธ์
ศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2559.
กล้านรงค์ จนั ทิก. ธรรมรฐั ภาคราชการ. วฏั จักร, 41(6) , 3, 2541.
เกษม วฒั นชัย. ธรรมาภิบาลกบั บทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนื้ ฐาน. กรุงเทพมหานคร : พมิ พ์ดี,
2546.
เจอื จนั ทร์ จงสถติ อยู่. คนเดน่ . วารสารนกั บรหิ าร, 44 (21), 6, 2544.
ซารีลา่ ลาหมีด, วิชยั รตั นกีรณวร และ รัชตา ธรรมเจริญ . การบริหารตามหลักธรรมาภบิ าลของผบู้ ริหาร
ตามทัศนะของครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอสิ ลาม สงั กดั สานกั งานการศกึ ษาเอกชนจงั หวัด
สตูล.วทิ ยานิพันธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยหาดใหญ่,
2559.
ดารินทร์ สงมะเริง. การบรหิ ารงานตามหลกั ธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรยี นเอกชน ในเขตอาเภอเมือง
จงั หวดั จันทบุรี สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1. วิทยานิพนธ์
กศ.ม. (บรหิ ารการศกึ ษา)มหาวทื ยาลยั บูรพา, 2559.
นิกร นวโชติรส. การบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น. รายงาน
การศกึ ษาอิสระศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , 2550.
บวรศักดิ์ อวุ รรณโณ. การสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย. กรงุ เทพมหานคร: วิญญชู น, 2542.
ประเวศ วะสี. การสร้างธรรมาภิบาลในกระบวนการพัฒนา. กรงุ เทพมหานคร : สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน,
2548.

206 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

ประยุทธ บุญชู. การศึกษาการปฏิบัติงานตามแนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดีของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาเพชรบุรี เขต 1. ปริญญานิพนธ์การศึกษา
มหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2550.

ไพฑูรย์ บัวชิด. การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสานักงาน
เขตพืน้ ที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบณั ฑิต,
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม, 2550.

รัตนาภรณ์ ส่งเสริม และสุวิมล โพธิ์กลิ่น. ความคิดเห็นการบริหารโรงเรียนตามหลักธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ
อบุ ลราชธาน,ี 2559.

วิจิตราภรณ์ ไชยโคตร. การประเมินการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลบรบือ อาเภอบรบือ
จังหวัดมหาสารคาม. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏ
มหาสารคาม, 2550.

ศุภมาส น้อยจันทร์. รายงานการประชุมเลขาธิการรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิกระหว่างวันท่ี 8-9 กรกฎาคม
2552 ณ กรงุ โซล สาธารณรฐั จาก http://www.parliament.go.th/
ewtadmin/ewt/parliament_parcy/download/article/article_20100429134126.pdf
สบื ค้นเมอื่ 14 มิถุนายน 2560, 2552.

สถาบันพฒั นาข้าราชการพลเรอื น (ก.พ.). (2545). Good Governance กบั การพฒั นาข้าราชการ.
กรุงเทพฯ : ไอเดียสแควร์, 2545.

สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1. ข้อมูลโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1. อุบลราชธานี สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 1, 2560.

สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. ธรรมาภิบาลในประเทศไทย. จาก [email protected] สืบค้นเมื่อ 14
มิถุนายน 2560, 2552.

Agere, Sam. Promoting Good Governance: Principle, Practices and Perspective. London :
Commonwealth Secretariat, 2000.

Klarke, Vicki Clinell. In Search of Good Governance: Decentralization and Democracy
In Ghana. Dissertation Abstracts International Northern Illinois University, 2001.

Marcella, Casey-Cooper. Education Governance of the Morongo United School
Districts California. from http://www.lib.umi.com/dissertations/preview/3166794
Retrieved July 7,2017, 2005.

ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 207

208 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ผลการใช้รูปแบบการเรยี นรู้บนพน้ื ฐานการเล่นทมี่ ีต่อการใช้กลวิธีในการปฏิบตั ิภาระงาน
The Effect of Play-Based Learning Model on
Students’ Performance Task Strategies

ปริญา ปรพิ ฒุ 1
ธปู ทอง กว้างสวาสด์ิ2

บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบการใช้กลวิธีด้านปัญญา กลวิธีด้าน
แรงจูงใจ และกลวิธีด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติภาระงานตามกระบวนการกากับตนเอง 3 ข้ันตอน คือ
ขั้นวางแผน ข้ันตรวจสอบ และข้ันประเมินผลของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้บนพ้ืนฐานการเล่น
กลมุ่ ตัวอย่างคือนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 จานวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการวิจัย
กลุ่มตัวอย่างเดียววัดซ้าในการวัดความสามารถในการใช้กลวิธีท้ัง 3 ด้านเพื่อให้การปฏิบัติภาระงานประสบ
ความสาเรจ็ เครอ่ื งมอื ท่ีใช้คอื แผนการจดั การเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์เกยี่ วกับการใช้กลวธิ ใี นการปฏบิ ัตภิ าระ
งานแต่ละคร้ังซง่ึ การปฎบิ ัตภิ าระงานในที่นค้ี ือการแก้ปัญหาในการเล่นสืบสวน โดยสัมภาษณ์นักเรยี นแตล่ ะคน
หลังการเลน่ สืบสวนซึ่งมีการเล่นสืบสวน ทั้งหมด คนละ 3 ครัง้ แล้วให้คะแนนตามเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ สถิติทีใ่ ช้
ในการวเิ คราะห์ข้อมูล ไดแ้ ก่ คา่ ความถ่ี คา่ ร้อยละ และสถติ ทิ ดสอบ Friedman Test
ผลการวจิ ัย พบวา่
นักเรียนใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานโดยรวมในแต่ละครั้งเพ่ิมสูงขึ้นจาก ร้อยละ 50.31
เป็น ร้อยละ 62.73 และร้อยละ 76.40 ตามลาดับ และนักเรียนมีพัฒนาการของการใช้กลวิธีในการปฏิบัติ
ภาระงานสงู ข้นึ อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .05
คาสาคญั : รูปแบบการเรียนรู้, การเรียนรู้บนพื้นฐานการเล่น, กลวิธีการเรียนรู้, กลวธิ ใี นการปฏบิ ตั ิภาระงาน
กลวิธกี ารเรียนร้กู ารกากับตนเอง

1 หลักสตู รปรชั ญาดษุ ฏบี ณั ฑิต สาขาวิชาหลกั สตู รและการสอน มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
2 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม

ปีที่ 17 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 209

Abstract
This purposes of this research were to examine and compare the use of play-
based learning model to enhance students’ strategies for completing tasks. Three strategies
(cognitve, motivational and environmental nature strategies) were used through three step of
self-regulated learning process (plan, monitor and evaluation). Samples used in this study
were seven grade one students, selected through purposive sampling. The researchers used
repeated measurement design to measure the students’ ability to use the three strategies
in order to complete three tasks. To collect data, the researchers interviewed the students.
Each student had to answer questions after he/she had finished each task. The questions
focuded on the three strategies that each student used during performing three tasks.
To define the quality of answering questions, the researchers used scoring rubrics. Statistics
used to analyzed data were frequency and percent. A non-parametric Friedman test
of differences among repeated measures was conducted to determine a statistical difference
between three measurements.
The results of the research were as follows:
The results of measurement of student’s ability to use the three strategies
in order to complete the three tasks were at 50.31 percent, 62.73 percent and 76.40 percent
for the first, second and third time respectively. The use of Friedman test to compare three
times of the measurement found that in the overall there was a significant difference
at a level of .05.
Key words : Learning model, Play-based learning, Learning strategies, Task performance

strategies, Self-regulated learning strategies
บทนา

กลวิธีมีความสาคัญในการปฏิบัติภาระงาน กล่าวคือในการที่ผู้เรียนจะปฏิบัติภาระงานให้ประสบ
ผลสาเร็จได้นั้นต้องเป็นผู้เรียนท่ีมีกลวิธี (Strategic Learner) คือไม่ใช่เพราะผู้เรียนมีความรู้เก่ียวกับกลวิธีใน
การปฏิบัติภาระงานเท่าน้ัน หากแต่ยังต้องมีความสามารถในการนาความรู้ดังกล่าวมาปฏิบัติภาระงานผ่าน
กระบวนการกากับตนเอง (Self-regulation) 3 ข้ันคือขั้นวางแผน (Plan) ข้ันตรวจสอบ (Monitor) และ
ขัน้ ประเมินผล (Evaluation) แล้วสะทอ้ นผล (Reflection) เพือ่ สะสมกลวิธีท่ใี ชแ้ ล้วทาใหป้ ระสบผลสาเร็จ ไว้
ในคลังความรู้เพื่อใช้ในการปฏิบัติภาระงานคร้ังต่อไป Ertmer and Newby (1996 : 3-20) การที่จะเป็น
ผเู้ รียนทีส่ ามารถใช้กลวิธไี ด้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพกต็ อ้ งได้รบั การฝกึ ฝนอย่างต่อเนอื่ ง ซงึ่ การฝึกฝนทาใหส้ ามารถ
ใช้กลวิธีได้อย่างหลากหลาย ส่งผลให้การปฏิบัติภาระงานบรรลุเป้าหมาย (Lovett 2008 : 11 ; Stein 2017: 85)
ทาให้มีแรงบันดาลใจ (Motivation) ในการเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ Van Blerkom (2012 : 112-119) จนสามารถเรียนรู้
ด้วยตนเอง กลายเป็นเจ้าของการเรียนรู้ และมีความพร้อมในการเรียนรู้ตลอดชีวิต Bray and McClaskey
(2015 : 163-165)

210 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

Ertmer and Newby (1996 : 9-15) กล่าวถึงผู้เรียนท่ีสามารถใช้กลวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วา่ เปน็ ผู้เรียนรูอ้ ย่างเชี่ยวชาญ (Expert Learner)คอื เปน็ ผทู้ ีม่ ีความรู้อภปิ ญั ญา (Metacognitive Knowledge)
และสามารถนาความรอู้ ภิปญั ญามาปฏบิ ัติภาระงานได้บรรลุเปา้ หมายผ่านกระบวนการกากบั ตนเอง 3 ข้นั ดังท่ี
ได้กล่าวแล้ว ซึง่ ความรู้อภิปัญญาแบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1) ความรู้ทใี่ ช้ในการปฏิบัติภาระงาน(Task
Requirement) ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับประเภทของภาระงาน (Type of Learning) และความรู้เก่ียวกับกลวิธี
การเรียนรู้ท่ีเหมาะสมในการปฏิบัติภาระงาน (Appropriate Learning Strategies) มี 3 กลวิธี ได้แก่ กลวิธี
ด้านปัญญา (Cognitive Strategies) เป็นกลวิธีท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางปัญญา เช่น กลวิธีช่วยจา
(Mnemonics Strategies) ใช้ปฏิบัติภาระงานที่เก่ียวข้องกับคาศัพท์ กลวิธีด้านแรงจูงใจ (Motivational
Strategies) เป็นกลวิธสี ร้างแรงจูงใจในการเรียนรดู้ ้วยตนเอง เช่น การกาหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเอง
(Setting Goal) และกลวธิ ีดา้ นสภาพแวดล้อม (Environmental Nature Strategies) เปน็ เง่ือนไขการเรียนรู้
ที่เหมาะกับภาระงาน เช่น ใช้กลวิธีในการจัดสถานที่บรรยากาศในการเรยี นรู้ของตนเอง (Arranging Study
Space) 2) ความรู้ของผู้ปฏิบัติภาระงาน (Personal Resources) ได้แก่ การตระหนักรู้เก่ียวกับความรู้และ
ประสบการณ์เดิม เช่น แนวทางแก้ไขปัญหาท่ีเคยประสบความสาเร็จ หรือบุคคลท่ีจะช่วยเหลือในการเรียนรู้ได้
และทักษะการใช้กลวิธกี ารเรียนรู้เฉพาะ (Specific Strategies) การที่ผู้เรียนใช้ความรู้อภิปัญญา ผ่านกระบวนการ
กากับตนเอง ทาให้สามารถเลือกใชก้ ลวิธีเพ่ือปรับปรงุ การเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ โดยการใช้
ท้ังกลวิธีด้านปัญญา กลวิธดี ้านแรงจูงใจ และกลวิธดี า้ นสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมท่สี ุดกับการปฏิบัตภิ าระงาน
และความรู้ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น ขั้นวางแผน ก่อนเร่ิมปฏิบัติภาระงาน ผู้เรียนจะต้องใช้ความรู้
อภิ ปั ญ ญ า ท่ี ก ล่า วม าข้ างต้นเพื่ อเลือก ก ล วิธีท่ี เห มา ะ ส มที่ สุดกั บก า รปฏิ บัติภ า ระ งาน แล ะ ควา มส า มา รถ
ของตนเองน้ัน นามาวางแผน และคาดคะเนภาพความสาเร็จของงานตามเป้าหมาย จากนั้นในขั้นตรวจสอบ
ผู้เรียนจะนาท้ัง 3 กลวธิ ีท่ีเลือกไปใช้ในการปฏิบัติภาระงานตามแผนท่ีวางไว้ โดยในระหว่างปฏิบัติภาระงานนั้น
ผู้เรียนจะตรวจสอบว่าตนเองว่ากาลังทาอะไร โดยย้อนกลับไปดูทุกขั้นตอนว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร
แล้วตรวจสอบความก้าวหน้าเพ่ือกาหนดการทางานให้บรรลุเป้าหมายต่อไป พร้อมทั้งสะท้อนผลให้ข้อมูล
ย้อนกลับในส่ิงที่เป็นอุปสรรค ปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเน่ืองจนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ท้ายที่สุด
ในขั้นประเมินผล เม่ือเสร็จสิ้นการปฏิบัติภาระงานตามแผนที่วางไว้ ผู้เรียนจะอธิบายผลโดยรวม ตลอดจน
กระบวนการวา่ มีอะไรบ้าง อย่างไร ปัญหาอปุ สรรคท่พี บและข้อเสนอแนะแนวทางแกไ้ ข เพื่อใหบ้ รรลุเปา้ หมาย
และสามารถนากลวิธีนั้นไปเก็บไว้ในคลังความรู้เพ่ือนาไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภาระงานอื่นในคร้ังต่อไป
จะเห็นได้ว่า การใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานท้ังกลวิธีด้านปัญญา กลวิธีด้านแรงจูงใจและกลวิธีด้าน
สภาพแวดลอ้ มนี้ เป็นการสะสมความร้อู ภิปญั ญาไว้เปรยี บเสมอื นคลังความรู้ท่ีเก็บข้อมลู จากประสบการณก์ าร
เรียนรู้ท่ีผ่านมาท้ังด้านความรู้ที่ใช้ในการปฏิบัติภาระงานและความรู้ของผู้ปฏิบัติภาระงาน ตลอดจนความรู้
เก่ียวกับกลวิธีที่ใช้ในสถานการณ์การเรียนรู้ต่างๆ รวมถึงกฎเกณฑ์ท่ีว่าเม่ือไรจะใช้กลวิธีการเรียนรู้ใด
ซ่ึงผู้เรยี นท่ีจะสามารถใช้ความรู้ในคลงั ความรู้นี้ไดเ้ ป็นอย่างดีน้ัน จาเป็นตอ้ งได้รับการฝึกฝนการใช้กลวิธใี นการ
ปฏบิ ตั ิภาระงานอยา่ งตอ่ เนื่องอยู่เสมอ

การฝึกฝนการใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานน้ันไชนน์และไชนน์ Chinn and Chinn (2009 : 1-2)
กล่าวว่า กลวิธีเป็นกระบวนการควบคุมภายในท่ีทาให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งมีความ
แตกต่างจากทักษะ (Skills) ท่ีเป็นการฝึกฝนจนเกิดความชานาญ แต่กลวิธีจะเป็นการนาความรู้ท่ีมีอยู่ไปใช้
อย่างอัตโนมัติเม่ือถึงคราวจาเป็นซ่ึงเป็นความตระหนักด้านอภิปัญญา (Metacognitive Awareness) กลวิธี
การเรยี นรู้จึงมีหลายประเภทแตกต่างกันไปตามบริบทของภาระงาน การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้กลวิธี
อย่างมีประสิทธิภาพน้ัน ครูควรช่วยเหลือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การใช้กลวิธีต่างๆ เพ่ือแสวงหากลวิธีการเรียน
ที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งครูอาจตั้งคาถามสัมภาษณ์ผู้เรียนแต่ละคน และช่วยเหลือหรือสอนแนวทางการใช้

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 211

กลวิธกี ารเรียนรทู้ ี่จาเป็นพ้ืนฐานให้แก่ผู้เรยี น เช่นเดียวกับท่ี ไซเฟิร์ท Seifert (1993 : 1-3) กล่าวว่า กลวธิ ีการ
เรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีบทบาทสาคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนจึงต้องฝึกฝน (Rehearsal) อย่างต่อเนื่อง
สอดคล้องกับแนวคิดของซัมบรันน์และคณะ Zumbrunn, Tadlock and Roberts (2011 : 11-18) ท่ีว่า
การสอนการใช้กลวิธีเป็นสิ่งสาคัญและจาเป็นท่ีครูต้องสอนเพ่ือช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้กลวิธีได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ซึ่ง Protheroe and Clarke (2008 : 33-37) ได้เสนอเทคนิคการสอนกลวิธี ดังน้ี 1) แนะนา
การใช้กลวธิ ีด้วยการยกตัวอย่างและอธิบาย 2) บอกเหตุผลจากการใช้กลวิธีที่ทาให้งานประสบความสาเรจ็ ได้
3) ฝึกฝนการสร้างกลวิธีใหม่ โดยสอนกลวิธีพ้ืนฐานท่ีเป็นประโยชน์ในการนาไปใช้เพ่ือสร้างกลวิธีใหม่
4) ช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานอย่างต่อเนื่องจนประสบ
ความสาเร็จ แนวคิดเหล่านี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของเราะห์มาน และคณะ Rahman and Others
(2011 : 645-650) ท่ีพบว่า ครูมีบทบาทสาคัญในการช่วยเหลือและกระตุ้นการใช้กลวิธีของนักเรียน
เพ่ือส่งเสริมอภิปัญญาและพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้เรียนรู้อย่างเช่ียวชาญได้ และสอดคล้องกับการศึกษาของ
Desautel (2009 : 1997-2020) ที่พบว่า การสอนกลวิธีการเรียนรู้ต่างๆ ผ่านกิจกรรมการสืบเสาะนั้น ช่วย
ส่งเสริมความรู้อภิปัญญาและการกากับตนเองให้ก้าวสู่ความเป็นผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญได้ นอกจากนี้
May (2013 : 46) ยังกล่าวว่า เด็กสามารถฝึกฝนการใช้กลวิธีการเรียนรู้ต่างๆ ผ่านกิจกรรมการเล่นที่
หลากหลายได้ ดงั น้ัน ครูจึงสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญ โดยฝึกฝนการใช้กลวิธีในการ
ปฏิบัติภาระงานจากการสอนหรือตั้งคาถามเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เรียนได้ใช้กลวิธีผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่นการเล่น
หรือกจิ กรรมการสืบเสาะทเี่ หมาะสมได้

การเรียนรู้บนพื้นฐานการเล่นตามแนวคิดของวอล์คเกอร์ (Walker Learning Approach: WLA)
ช่วยสง่ เสริมให้ผู้เรียนสามารถใชก้ ลวิธีในการปฏิบัติภาระงานได้ Walker (2011 : 85-95) ซึ่งการปฏิบัตภิ าระ
งานในท่ีนี้หมายถึงการแก้ปัญหาในการเล่นสืบสวน โดยขณะเล่นครูจะต้ังคาถามเพื่อช่วยเหลือและกระตุ้น
การใช้กลวธิ ีของผู้เรยี นในการวเิ คราะห์สถานการณ์ปัญหาในการเล่นสืบสวนเพื่อวางแผน แล้วตรวจสอบการ
เล่นของตนเองว่าเป็นอยา่ งไร ประเมินผล แล้วปรับปรุงแกไ้ ขจนกระทั่งมีความเขา้ ใจในกลวธิ ีการเล่น และใช้
กลวิธีน้ันเล่นสืบสวนจนประสบความสาเร็จ ซึ่งมีกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน ดังนี้
1) ข้นั เตรยี มการเล่น (Tuning in) ขัน้ นี้เป็นกิจกรรมทค่ี รตู ัง้ คาถามเพ่อื กระต้นุ ให้ผู้เรยี นใชค้ วามรู้อภิปญั ญาเพื่อ
ตระหนักในความรูห้ รือประสบการณ์เดิมของตนเอง โดยเลือกใชก้ ลวิธที ่ีเหมาะสมกับการเล่นและความสามารถ
ของตนเอง เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนวางแผนการเล่นสืบสวนได้ โดยครูให้ผู้เรียนทุกคนร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์
ปัญหาว่า ปัญหาท่ีเกิดข้ึนคืออะไร จะมีวิธีการแกไ้ ขอย่างไร ครูใช้คาถามให้ผู้เรียนสารวจตนเองว่า กลวิธีท่ีผู้เรียน
เคยทานั้นเหมือนหรือต่างจากการเล่นน้ีอย่างไร ต้องใช้กลวิธีใดในการเล่น ผู้เรียนมีความสามารถในการเล่นน้ี
อย่างไรบ้าง หรอื ต้องการความชว่ ยเหลืออย่างไร จากใครบ้างจึงจะสามารถเลน่ สืบสวนได้ประสบความสาเร็จ
2) ขน้ั เล่นสบื สวน (Investigative Play) ขน้ั นเ้ี ป็นกิจกรรมท่ีผู้เรียนทดลองใชก้ ลวิธีในการเลน่ สืบสวนตามแผนที่
วางไว้ โดยครูใช้คาถามเพือ่ ให้ผู้เรียนตรวจสอบว่ากลวิธีท่เี ลอื กใช้ถกู ตอ้ งหรือไม่ ผลการเลน่ เป็นอย่างไร และ
ประเมินความก้าวหน้าว่ากลวธิ ที ี่เลือกใช้นน้ั ทาให้ผลการเล่นสอดคลอ้ งกับเปา้ หมายหรือไม่ อยา่ งไร ซึ่งผู้เรียน
อาจปรับปรุงการเล่นของตนเอง จนเลือกกลวิธีท่ีดีที่สุดท่ีทาให้ประสบความสาเร็จได้ 3) ขั้นสะท้อนผล
(Reflection) ขั้นน้ีเป็นกิจกรรมที่ครูใช้คาถามเพื่อให้ผู้เรียนได้สะท้อนผลการใช้กลวิธีของตนเองหลังการเล่น
สืบสวนเสร็จแล้ว โดยให้ผู้เรียนเล่าภาพรวมการเล่นว่าเป็นอย่างไร ผู้เรียนมีปัญหาอุปสรรคในการเล่นอย่างไร
ผู้เรียนเลือกใช้กลวิธใี ดในการแกป้ ัญหา ผู้เรยี นได้เรยี นรู้การใชก้ ลวธิ ีอย่างไร และได้ประโยชนอ์ ะไรบา้ งจากการ
ใช้กลวิธีในการเล่นสืบสวนคร้ังนี้ จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้บนพื้นฐานการเล่นตามแนวคิดของวอล์คเกอร์ทั้ง
3 ขั้นตอนนี้ เป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้ครใู ช้คาถามเพ่ือกระตุ้นการใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานของผู้เรียน
อย่างต่อเน่อื งสอดคล้องกับแนวคดิ ของเอริ ท์ เมอรแ์ ละนูบี และการฝกึ ฝนการใช้กลวิธีทไ่ี ดน้ าเสนอไว้ขา้ งตน้

212 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

ด้วยเหตุน้ี ผู้วิจัยจึงได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงาน
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยแบ่งการดาเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย 1) การศึกษา
ข้อมูลพ้นื ฐาน 2) การสร้างและพฒั นารปู แบบการเรียนรู้ และ 3) การศึกษาผลการใชร้ ปู แบบการเรยี นรู้ สาหรับ
บทความนี้ผู้วิจัยขอนาเสนอเฉพาะระยะท่ี 3 ในส่วนของผลการใช้รูปแบบการเรยี นร้บู นพื้นฐานการเลน่ ที่มีต่อ
การใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงาน ซ่ึงการปฏิบัติภาระงานนี้หมายถึงการเล่นสืบสวนของนักเรียน
เพอื่ นาผลทไ่ี ด้ไปปรบั ปรงุ พฒั นาและขยายผลการใชใ้ ห้เป็นรูปแบบการเรยี นร้ทู ่มี ีคุณภาพต่อไป
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย

เพื่อศึกษาและเปรยี บเทียบพัฒนาการของการใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานของนักเรียนที่เรียน
ด้วยรูปแบบการเรียนรู้บนพน้ื ฐานการเล่น
ขอบเขตการวจิ ยั

ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธ์ุ เขต 1

ตวั แปรท่ีศึกษา ตวั แปรต้น คอื รปู แบบการเรยี นรู้บนพ้ืนฐานการเล่น และตัวแปรตาม คอื การใช้
กลวธิ ใี นการปฏบิ ตั ภิ าระงานของนกั เรยี น
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

การใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานตามแนวคิดของ (Ertmer and Newby 1996 : 9-15)
กล่าวคือผู้เรียนท่ีสามารถใช้กลวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ันเป็นผู้เรียนรู้อย่างเช่ียวชาญ คือเป็นผู้ท่ีมีความรู้
อภิปญั ญา และสามารถนาความรอู้ ภิปัญญามาปฏิบัติภาระงานได้บรรลุเปา้ หมายผ่านกระบวนการกากบั ตนเอง
3 ขั้นตอนหมายถึง การที่นกั เรียนใช้ความร้อู ภิปญั ญาคือความรู้เกี่ยวกับกลวิธีท่ีใช้ในการปฏิบตั ิภาระงานและ
ความรู้ของผู้ปฏิบัติภาระงานทั้ง 3 กลวิธี ได้แก่ กลวิธีด้านปัญญา กลวิธีด้านแรงจูงใจ และกลวิธีด้าน
สภาพแวดล้อม เพ่ือปฏิบัติภาระงานในที่นี้หมายถึงการแก้ปญั หาในการเล่นสืบสวนตามแนวคิดการเรียนรขู้ อง
วอล์คเกอร์ (Walker Learning Approach: WLA) ผ่านกระบวนการควบคุมอภิปัญญา 3 ข้ันตอน คือ
ข้นั วางแผน ขัน้ ตรวจสอบ และข้ันประเมินผล
วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั

ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ในโรงเรียน
ขนาดเลก็ จานวน 15 โรง สังกัดกลุ่มเครอื ขา่ ยพัฒนาการศึกษาสหัสขันธ์ก้าวหน้า สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา
ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 อาเภอสหสั ขันธ์ จังหวัดกาฬสนิ ธุ์

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนนิคมลาปาววิทยา จานวน 7 คน
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งมีความเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร
(Representativeness) และมีผู้วิจัยเป็นครูประจาชั้น เพ่ือให้การเก็บรวบรวมข้อมูลในส่วนของการเตรียม
ความพร้อมและขอ้ มลู นักเรียนรายบุคคลมีความสมบูรณ์มากที่สุดและสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่อาจ
เกิดขึน้ ได้

ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 213

เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เช่ียวชาญแล้ววา่ มีความเหมาะสม
อยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ จานวน 25 แผน รวมจานวน
50 ช่ัวโมง 2) แบบสัมภาษณ์การใช้กลวิธีด้านปัญญา กลวธิ ดี า้ นแรงจูงใจและกลวิธีดา้ นสภาพแวดลอ้ ม จานวน
3 ชุด ตามกระบวนการควบคุมอภิปัญญา 3 ขั้นตอนคือขั้นวางแผน ข้ันตรวจสอบ และข้ันประเมินผล
การวเิ คราะหข์ ้อมูล ไดแ้ ก่ คา่ ความถี่ ค่ารอ้ ยละ และสถิติทดสอบ Friedman Test
สรปุ ผลการวิจัย

ผลการศึกษาการใช้รูปแบบการเรียนรู้บนพ้ืนฐานการเล่นทีม่ ีต่อการใช้กลวิธใี นการปฏิบัติภาระงาน
แสดงเป็นแผนภาพไดด้ ังน้ี

ภาพท่ี 1 การใชก้ ลวิธีในการปฏิบตั ภิ าระงานของนักเรยี นในแต่ละครั้งจาแนกรายกลวธิ ี
ตามกระบวนการควบคมุ อภิปญั ญา และโดยรวม

จากภาพที่ 1 พบว่า นักเรียนใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานโดยรวมในแต่ละครั้งเพ่ิมสูงขึ้นจาก
ร้อยละ 50.31 เป็นร้อยละ 62.73 และร้อยละ 76.40 ตามลาดับ โดยนักเรียนใช้กลวิธีด้านแรงจูงใจในข้ัน
ประเมนิ ผลมากท่ีสดุ (รอ้ ยละ 100) และนกั เรยี นใชก้ ลวธิ ีด้านปญั ญาในขั้นประเมนิ ผลน้อยทส่ี ุด (รอ้ ยละ 8.93)

2. ผลการเปรียบเทียบพัฒนาการของการใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานของนักเรียน
จากการวัดซา้ ของผนู้ าการเลน่ คนเดมิ จานวน 3 คร้ัง พบความแตกตา่ งของค่าคะแนนในแต่ละครง้ั ในหลายด้าน
ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงได้วิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือเปรียบเทียบพัฒนาการจาแนกรายกลวิธีตามกระบวนการควบคุม
อภปิ ัญญา และโดยรวมด้วยสถิติทดสอบ Friedman Test ปรากฎดังแสดงในตาราง 1

214 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

ตาราง 1 ผลการเปรียบเทียบพัฒนาการของการใชก้ ลวธิ ีในการปฏบิ ัติภาระงานของนักเรยี นจาแนก รายกลวิธี
ตามกระบวนการควบคุมอภปิ ัญญา และโดยรวมดว้ ยสถติ ิทดสอบ Friedman Test

การใช้กลวธิ ีในการปฏบิ ัตภิ าระงานของนกั เรียน Mean Rank Mean S.D. p
ตามกระบวนการควบคมุ อภปิ ัญญา .019*

1. ขนั้ วางแผน 1.36 8.71 2.06
ครง้ั ที่ 1 1.86 10.14 2.04
ครง้ั ท่ี 2 2.79 11.71 1.50
ครง้ั ท่ี 3
1.1 กลวธิ ีดา้ นปญั ญา .005*
ครง้ั ที่ 1 1.29 2.86 0.38
ครง้ั ท่ี 2 1.93 4.14 1.46
ครั้งท่ี 3 2.79 5.14 0.90
1.2 กลวิธดี ้านแรงจงู ใจ
ครั้งท่ี 1 .247
ครัง้ ท่ี 2 1.64 3.00 1.00
ครัง้ ท่ี 3 2.29 3.71 0.76
1.3 กลวิธดี า้ นสภาพแวดลอ้ ม 2.07 3.71 0.49
ครั้งที่ 1
ครง้ั ท่ี 2 .305
ครง้ั ท่ี 3 2.14 2.86 1.07
2. ขน้ั ตรวจสอบ 1.64 2.29 0.49
ครง้ั ที่ 1 2.21 2.86 0.69
ครั้งท่ี 2
ครง้ั ที่ 3 .104
2.1 กลวธิ ดี ้านปัญญา 1.57 3.43 1.81
ครั้งท่ี 1 1.93 4.14 1.35
ครั้งที่ 2 2.50 5.00 1.00
ครั้งที่ 3
2.2 กลวธิ ดี า้ นแรงจงู ใจ .104
ครงั้ ที่ 1 1.57 3.43 1.81
ครั้งที่ 2 1.93 4.14 1.35
ครง้ั ท่ี 3 2.50 5.00 1.00
2.3 กลวิธดี ้านสภาพแวดล้อม
ครั้งที่ 1 .210
ครั้งที่ 2 1.64 2.86 1.21
ครั้งที่ 3 2.00 3.29 1.11
2.36 3.89 0.38

.494
1.86 3.29 1.25
1.86 3.29 1.25
2.29 3.71 0.76

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 215

ตาราง 1 (ตอ่ )

การใช้กลวธิ ีในการปฏบิ ตั ิภาระงานของนักเรยี น Mean Rank Mean S.D. p
3. ขั้นประเมินผล .002*
ครั้งท่ี 1
ครง้ั ท่ี 2 1.07 4.86 1.57
ครง้ั ท่ี 3 2.00 8.00 1.53
3.1 กลวิธีดา้ นปญั ญา 2.93 10.86 1.57
ครง้ั ที่ 1
ครง้ั ท่ี 2 .002*
คร้ังที่ 3 1.07 0.71 0.95
3.2 กลวธิ ดี า้ นแรงจูงใจ 2.07 2.71 1.50
ครง้ั ที่ 1 2.86 4.29 0.76
ครั้งท่ี 2
ครง้ั ที่ 3 .017*
3.3 กลวธิ ดี า้ นสภาพแวดลอ้ ม 1.36 2.43 0.79
คร้ังท่ี 1 2.00 3.29 0.95
ครั้งที่ 2 2.64 4.00 0.00
ครง้ั ท่ี 3
โดยรวม .097
ครง้ั ท่ี 1 1.71 1.71 0.76
ครัง้ ท่ี 2 1.93 2.00 0.00
คร้งั ที่ 3 2.36 2.57 0.98
* มีนัยสาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05
.004*
1.29 23.14 5.93
1.71 28.86 4.67
3.00 35.14 2.85

จากตาราง 1 พบว่า นักเรียนท่ีเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้มีพัฒนาการของการใช้กลวิธี
ในการปฏิบัติภาระงานโดยรวมสูงข้ึน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 เม่ือจาแนกเป็นรายกลวิธีตาม
กระบวนการควบคุมอภิปัญญา พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการของการใช้กลวิธีด้านปัญญาในข้ันวางแผน และมี
พัฒนาการของการใช้กลวิธีด้านปัญญาและกลวิธีด้านแรงจูงใจในขั้นประเมินผลสูงข้ึน อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติท่รี ะดับ .05

อภปิ รายผลการวิจัย
1. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า นักเรียนมกี ารใชก้ ลวิธใี นการปฏิบัติภาระงานโดยรวมในแตล่ ะครั้งเพ่ิม

สูงข้นึ จากร้อยละ 50.31 เป็นรอ้ ยละ 62.73 และร้อยละ 76.40 ตามลาดับ และนกั เรียนมีพัฒนาการของการใช้
กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการเรียนรู้
บนพื้นฐานการเล่นนี้สามารถส่งเสริมการใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานของนักเรียนได้จริง ท้ังนี้อาจ
เน่ืองมาจาก การจัดกิจกรรมตามรูปแบบการเรียนรู้น้ี มแี นวคิดสาคัญคือการฝึกฝนการใช้กลวิธีในการปฏิบัติ
ภาระงานซ่ึงหมายถงึ การแกป้ ัญหาในการเล่นสืบสวนท่มี คี วามเหมาะสมกบั เด็กเล็ก โดยจัดกิจกรรมให้นักเรยี น
ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตนเองทุกขัน้ ตอน ต้ังแต่การวางแผน โดยกาหนดเป้าหมาย ทดลองเล่น

216 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

สืบสวนตามแผนที่วางไว้ แล้วตรวจสอบผลการเล่นของตนเองว่ามีความก้าวหน้าหรือไม่ อย่างไร จากน้ัน
ปรับปรงุ แกไ้ ขการเลน่ ของตนเอง พรอ้ มท้ังคาดการณ์และวางแผนการเล่นในขั้นต่อไป เพ่อื ประเมนิ ผลและหา
กลวิธีการเล่นจนประสบความสาเร็จในการเล่น Walker (2011 : 85-95) ดังเช่นแนวคิดของเมย์ May (2013 : 46)
ที่ว่า เด็กสามารถฝึกฝนการใช้กลวิธีการเรยี นรู้ต่างๆ ผ่านกิจกรรมการเล่นที่หลากหลายได้ สอดคล้องกับการศึกษา
ของ Desautel (2009 : 1997-2020) ท่ีพบว่า การสอนกลวิธีการเรียนรู้ต่างๆ ผ่านกิจกรรมการสืบเสาะนั้น
ช่วยส่งเสริมความรู้อภิปัญญาและการกากับตนเองให้ก้าวสู่ความเป็นผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญได้ เช่นเดียวกับที่
Seifert (1993 : 1-3) กล่าวว่า กลวิธีการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีบทบาทสาคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
จึงต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกดิ ความชานาญในการเรยี นร้สู อดคล้องกับแนวคิดของซมั บรันน์และคณะ
Zumbrunn, Tadlock and Roberts (2011 : 11-18) ท่ีวา่ การสอนการใช้กลวธิ ี เป็นสงิ่ สาคัญและจาเป็น
ที่ครตู อ้ งสอนเพอื่ ช่วยใหผ้ ู้เรยี นสามารถใชก้ ลวธิ ไี ด้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

2. จากผลการวิจัยที่พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการของการใช้กลวิธีด้านปัญญาในขั้นวางแผน และ
ข้ันประเมนิ ผลสูงข้ึนอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05 แสดงให้เห็นว่า แมว้ ่านกั เรยี นจะมีความสามารถใน
การใช้กลวิธีด้านปัญญาต่าแต่นักเรียนยังสามารถพัฒนาการใช้กลวิธีด้านปัญญาของตนเองได้ ดังเช่นเม่ือครู
ต้ังคาถามเพ่ือกระตุ้นการใช้กลวิธีด้านปัญญาในขั้นวางแผนว่า นักเรียนรู้เป้าหมายในการเล่นครั้งนี้หรือไม่
อยา่ งไร และเมอื่ ครูตง้ั คาถามเพือ่ กระตนุ้ การใช้กลวิธีด้านปัญญาข้นั ประเมินผลวา่ นักเรยี นมีวธิ กี ารประเมินผล
การเล่นสืบสวนหรือไม่ อย่างไร น้ันพบว่า นักเรียนยังไม่ตอบคาถามในทันทีในการเล่นคร้ังท่ี 1 แต่เมื่อครูใช้
คาถามเพ่ือช่วยเหลือและเพ่ิมเวลาให้นักเรียนได้คิดหาคาตอบในการเล่น คร้ังที่ 2 ทาให้นักเรียนสามารถตอบ
คาถามได้ทนั ทีในการเล่นคร้ังที่ 3 ทั้งนี้อาจเนือ่ งมาจาก จากการเล่นสืบสวนคร้ังท่ี 1 ซึง่ เปน็ การเล่นครง้ั แรกน้ัน
นักเรียนยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติภาระงานเช่นน้ีมาก่อน จึงไม่มีประสบการณ์เดิมในคลังความรู้
ทาให้ไม่สามารถตอบคาถามได้ แต่เม่ือนักเรียนได้รับการฝึกฝนการใช้กลวิธีอย่างต่อเน่ืองครบ 3 คร้ังน้ันเป็น
การสะสมความรู้อภิปัญญา จึงสามารถเรียกใช้ความรู้นั้นและตอบคาถามได้ทันที ซ่ึงเป็นการแสดงออกถึง
พัฒนาการและเป็นข้อสรุปสาคัญที่ได้จากการศึกษาคร้ังน้ีว่า การใช้กลวิธีด้านปัญญานั้น สามารถฝึกฝนได้
ดังคากล่าวที่ว่า ครูต้องสอนกลวิธีเพ่ือช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้กลวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ Zumbrunn,
Tadlock and Roberts (2011 : 11-18) โดยแนะนาการใช้กลวิธีด้วยการยกตัวอย่างและ อธิบ าย
บอกเหตุผลจากการใช้กลวธิ ีท่ีทาให้งานประสบความสาเรจ็ ได้ ฝึกฝนการสร้างกลวิธใี หม่ โดยสอนกลวธิ ีพ้ืนฐาน
ท่ีเป็นประโยชน์ในการนาไปใช้เพื่อสร้างกลวิธใี หม่ ชว่ ยเหลือและเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนใช้กลวิธีในการ
ปฏบิ ัติภาระงานอย่างตอ่ เน่อื งจนประสบความสาเรจ็ Protheroe & Clarke (2008 : 33-37)

ผลจากการศึกษาคร้ังน้ี ได้ข้อสรุปว่า การใช้กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานน้ัน สามารถฝึกฝนและ
พัฒนาได้ ซึง่ ครูเป็นผมู้ ีบทบาทสาคัญในการชว่ ยเหลือและฝึกฝนการใชก้ ลวิธี โดยการให้ผู้เรยี นได้สนทนาหรือ
ตอบคาถามเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการกากับตนเองที่เป็น
ปัจจัยสาคัญทาให้ผู้เรียนประสบความสาเร็จในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น การฝึกฝนการใช้กลวธิ ี จึงเป็นสิ่ง
สาคัญและจาเป็นทคี่ รตู ้องสอนเพือ่ ชว่ ยให้ผู้เรียนสามารถใชก้ ลวธิ ีในการปฏิบตั ิภาระงานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ตอ่ ไป
ข้อเสนอแนะ

1. ควรมกี ารพัฒนาและขยายผลการใชร้ ปู แบบการเรียนรู้บนพน้ื ฐานการเลน่ ทม่ี ตี ่อการใช้กลวธิ ีใน
การปฏิบัตภิ าระงานของนักเรียน เพือ่ นาไปใชก้ บั กลุ่มตวั อยา่ งอน่ื หรอื ระดบั ชัน้ อืน่ ๆ ตอ่ ไป

2. ควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดอื่นๆ เพ่ือส่งเสริมการฝึกฝนการใช้
กลวิธีในการปฏิบัติภาระงานของนกั เรยี นใหม้ มี าตรฐานและมปี ระสิทธภิ าพมากขึ้น

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 217

เอกสารอ้างอิง
Bray, Barbara and McClaskey, Kathleen. Make Learning Personal. California : Corwin,

2015.
Chinn, Clark and Chinn, Lisa. Cognitive Strategies. (online) 2009 (cited 1 October 2015).

Available from://www.education.com/reference/article/cognitive-strategies
Desautel, Daric. “Becoming a Thinking Thinker : Metacognition, 2009.

Self-Reflection, and Classroom Practice,” Teachers College Record.
111, 8 (2009) : 1997–2020, 2009.
Ertmer A. Peggy and Newby J. Timothy. “The Expert Learner: Strategic, Self – regulated and
Reflective,” Instructional Science. 24, (1996) : pp. 1 – 24, 1996.
Lovett, Marsha. “Teaching Metacognition,”in Presentation to the Educause Learning
Annual Meeting. (online) 2008 (cited 30 January 2015) Available
from://serc.carleton.edu/NAGTHorkshops/metacognition/teaching_Metacognition,
2006.
May, Pamela. The Thinking Child : Laying the Foundations of Understanding and
Competence. New York : Routledge, 2013.
Protheroe, Nancy and Clarke, Suzanne. “Learning Strategies as a Key to Student
Success,” Principal. 88, 2(November/December 2008): pp.33-37, 2008.
Rahman Saemah and Others. “Metacognitive Strategies and Expertise in
Learning,” World Applied Sciences Journal.13, 4 (2011): pp.645-650, 2011.
Seifert, Tim. Learning Strategies in the Classroom. (online) 1993
(cited 1 October 2015). Available from
http://www.mun.ca/educ/faculty/mwatch/vol2/seifert.html., 1993.
Stein, Elizabeth. Creating expert learners in every classroom. (online) 2017
(cited 17 May 2017). Available from http://www.swiftschools.org/talk/creating-
expert-learners-in-every-classroom, 2017.
Van Blerkom L. Dianna. College Study Skills: Becoming a Strategic Learner.
7th edition. Wadsworth, Cengage learning, 2012.
Walker, Kathy. Play Matters: Investigative Learning for Preschool to Grade 2.
2nd edition. Victoria : ACER Press, 2011.
Zumbrunn Sharon, Tadlock Joseph and Roberts D. Elizabeth. “Encouraging
self-regulated learning in the classroom: A review of the literature,”
Metropolitan Educational Research Consortium (MERC), Virginia
Commonwealth University, 2011.

218 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

รูปแบบการพฒั นาอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษา
เวียดนามภาคกลางตอนบน

A Faculty Development Model of Higher Education Institutionsin
North Central Vietnam

เตนิ ฮวางฮิว1
สมใจ ภูมิพนั ธ2์ุ
เฉลย ภูมพิ นั ธ์ุ3

บทคัดย่อ

การวจิ ยั ครง้ั นีเ้ ป็นการวจิ ยั และพัฒนามวี ตั ถปุ ระสงค์ 1. เพื่อศกึ ษาสภาพปัจจุบนั และความต้องการ
ในการพฒั นาอาจารยข์ องสถาบันอดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน 2. เพ่ือสร้างรปู แบบการพัฒนาอาจารย์
ของสถาบันอุดมศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน และ 3. เพอื่ ประเมินรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของ
สถาบนั อุดมศกึ ษาเวียดนามภาคกลางตอนบนที่สร้างข้ึน

วิธีดาเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะประกอบด้วยระยะท่ี 1 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีหลักการและ
งานวิจัยท่เี ก่ียวข้องกับรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ในสถานศึกษาศึกษาสภาพปัจจบุ ันและความต้องการในการ
พฒั นาอาจารย์โดยใชแ้ บบสอบถามจากกลมุ่ ตัวอย่างผ้บู ริหารและอาจารย์สถาบนั อดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลาง
ตอนบนจานวน 308 คนและสัมภาษณ์ผู้บริหารเก่ียวกับสภาพปัจจุบันความต้องการและแนวทางการพัฒนา
อาจารยข์ องสถาบันอดุ มศึกษาเวยี ดนามจานวน 6 คนระยะที่ 2 การวเิ คราะห์และสังเคราะห์ขอ้ มูลจากการวิจัย
ระยะท่ี 1 นามายกรา่ งรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของสถาบนั อดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน ระยะที่ 3
ประเมินความเหมาะสมความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของ
สถาบันอดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบนโดยผู้เชย่ี วชาญ จานวน 9 คน ใช้แบบประเมินรูปแบบการพัฒนา
อาจารย์

ผลการวจิ ัยพบวา่ รูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของสถาบันอดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน
ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ 11 ด้านดังนี้องค์ประกอบการพัฒนาอาจารย์มี 4 ด้านคือด้านการสอนด้าน
การวิจัยด้านการบรกิ ารวิชาการและดา้ นการพัฒนาตนเององค์ประกอบสนับสนุนการพัฒนาอาจารย์มี 7 ด้าน
คือด้านการกาหนดนโยบายด้านการสร้างกลยุทธ์ด้านการสนับสนุนงบประมาณด้านการยกย่องสร้างขวัญ
กาลงั ใจด้านการฝกึ อบรมประชุมสมั มนาด้านการสร้างเครอื ขา่ ยและด้านการประยุกตใ์ ชผ้ ลการวจิ ัย
คาสาคญั : อาจารย,์ สถาบันอุดมศกึ ษา, รูปแบบการพฒั นาอาจารย์

1นกั ศึกษาหลกั สูตรปรัชญาดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 219
2,สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ้ ยเอด็
3สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ้ ยเอ็ด

ปีที่ 17 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน - ธนั วาคม 2560)

Abstract
This research design was research and development and the research purpose was
1) to study current conditions and needs for faculty development of higher education institutions in
north central Vietnam, 2) to construct a faculty development model of higher education
institutions in north central Vietnam and 3) to evaluate the constructed faculty development
model of higher education institutions in north central Vietnam.
Research methodology was divided into 3 phases which comprised: phase 1, reviewing
concepts, theories, principles and related research concerning faculty development models of
higher education and survey study of current conditions and needs for faculty development.
The sample was 308 administrators and faculty of higher education institutions in north central
Vietnam, including the interview of 6 higher education administrators. Phase 2, data analysis and
synthesis from phase 1 were utilized to construct a draft faculty development model of higher
education institutions in north central Vietnam. Phase 3, appropriateness, possibility and usefulness
of the constructed faculty development model was evaluated by 9 experts using a faculty
development model assessment form.
Based upon the finding of the study, it could be concluded that: a faculty development
model of higher education institutions in north central Vietnam consisted of 2 main components
with 11 parts. The first was faculty development component which divided into 4 parts, including:
1) teaching, 2) research, 3) academic service and 4) self development. The second was supported
staff development component with 7 parts, including: 1) policy formulation, 2) strategic planning,
3) budget support, 4) encouragement, 5) training meeting and seminar 6) constructing network and
7) application of research results.
Keywords : Faculty, Higher Education Institutions, Faculty Development Model
บทนา
ในสถานการณโ์ ลกาภิวัตน์ การพัฒนาอย่างรวดเร็วของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการสอ่ื สารใน
ปัจจุบัน รวมถึงความต้องการแรงงานมีคุณภาพของสังคมทาให้ระบบการศึกษาของทุกประเทศจาเป็นต้อง
ปรับตัวให้ทันกับความเปล่ียนแปลง ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานความรู้มีผลกระทบต่อความก้าวหน้าหรือ
ความลม้ เหลวของทุกประเทศ ทกุ องคก์ รและทกุ คน ทาให้ประเทศตา่ งๆ ตอ้ งกาหนดกลยุทธเ์ กีย่ วกบั การพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นเป้าหมายอันดบั แรก ดงั นน้ั นวัตกรรมทางการศกึ ษาและการฝกึ อบรมจึงเป็นเร่ืองสาคัญ
มาก ทง้ั น้เี พราะการศกึ ษาเปน็ ปจั จัยหลักในการพัฒนาคนทสี่ ่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและย่ังยืน
ของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การอยู่รอดในกลยุทธพ์ ัฒนาของแต่ละองค์กร โดยท่ัวไปในกลยุทธน์ วัตกรรม
ทางการศกึ ษามีอีกหลายประเด็นที่ต้องดาเนนิ การ ต้องแกไ้ ขอย่างลึกซึ้งและพร้อมกัน แตก่ ารพัฒนาคณาจารย์
ให้มีคุณภาพเปน็ ประเดน็ ย่งิ ใหญ่ เปน็ กลยุทธท์ ต่ี อ้ งใหค้ วามสนใจเปน็ อนั ดับแรก Vu Minh Giang (2015 : Online)

220 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ประเทศเวียดนามได้ให้ความสาคัญในด้านนวตั กรรมและระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็น
เรื่องเร่งด่วนในการกาหนดกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาประเทศท่ีปัจจุบันยังอยู่ในจุดเร่ิมต้นที่ต่ามาก จากความ
ตระหนักถึงความสาคัญของการศึกษาและฝึกอบรม พรรคการเมืองและรัฐจึงได้กาหนดให้การศึกษาอยู่ใน
สถานภาพท่ีมีความจาเป็นเร่งด่วน มติของคณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งท่ี 2
(สมยั ที่ 9) ได้ระบุวา่ การพฒั นาการศึกษาและฝึกอบรมเป็นนโยบายอันดบั แรกท่สี าคญั ของชาติ เป็นแรงจูงใจที่
สง่ เสรมิ การพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมอุตสาหกรรมและเรง่ ความทนั สมัยของประเทศสถาบนั อดุ มศึกษามีหนา้ ที่
สร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถออกไปพัฒนาประเทศ สร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัย ดังน้ัน
คณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาจึงจาเป็นจะต้องมีความรู้ความสามารถในระดับสูงเป็นคนดีมีจริยธรรม และ
ปรับปรุงตนเองให้มีความรู้ก้าวทันโลกอยู่ตลอดเวลา คณาจารย์เป็นปัจจัยที่สาคัญในการตัดสินคุณภาพของ
การศึกษา ดังนั้นความต้องการในการพัฒนาคณาจารย์ให้มีคุณภาพ และกระตือรือรน้ กบั อาชีพเพื่อตอบสนอง
ความตอ้ งการของสงั คมทีเ่ พ่ิมขนึ้ จึงมีความจาเปน็ อยา่ งย่ิง NgonHai Dang (2015 : Online)

ดว้ ยเหตุน้ีรัฐบาลจึงต้องดาเนนิ การปรับปรุงการอุดมศึกษาของประเทศให้ทันตอ่ การเปลี่ยนแปลง
ดังกล่าวโดยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงคุณภาพอาจารย์ ในด้านการสอน
การวิจัย การบริการวิชาการ และการพฒั นาตนเองอยา่ งเป็นระบบ ซึ่งจะสง่ ผลตอ่ การพัฒนาการเรยี นการสอน
และพัฒนาให้เกิดอาจารย์มืออาชีพ การพัฒนาคุณภาพอาจารย์จึงถือเป็นประเด็นสาคัญอย่างมากที่จะต้อง
นามาศึกษาวจิ ัยเพ่ือนาไปสกู่ ารพฒั นาคณุ ภาพอาจารยใ์ นสถาบนั อดุ มศึกษาภาคกลางตอนบนประเทศเวียดนาม
ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าเกิดประโยชนส์ ูงสุดกบั องค์กรเหมาะสมและมีความเป็นไปไดใ้ นทางปฏิบัติ
ท่ีสอดคล้องกับสภาพความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาเวียดนาม ทาให้ผู้วิจัยสนใจท่ีจะศึกษาและนาเสนอ
รูปแบบการพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลางตอนบนเพื่อมุ่งหวังให้ไ ด้ข้อมูล
จากการศึกษาครัง้ นไี้ ปเปน็ แนวทางทีส่ าคัญในการนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาจารย์ของสถาบนั อดุ มศึกษา
ภาคกลางตอนบนประเทศเวียดนามเพ่ือนาไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มี
คุณภาพและมีประสิทธิภาพเพ่ือผลิตบัณฑิตให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน
ตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงค์

1. เพอ่ื ศึกษาสภาพปญั หาและความตอ้ งการในการพัฒนาอาจารยข์ องสถาบนั อุดมศึกษาเวียดนาม
ภาคกลางตอนบน

2. เพ่ือสรา้ งรูปแบบการพฒั นาอาจารย์ของสถาบันอดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน
3. เพ่ือประเมนิ รปู แบบการพัฒนาอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลางตอนบนทส่ี ร้างข้ึน
วิธดี าเนนิ การวิจัย
ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ผู้วจิ ัยได้ดาเนินการวิจยั โดยแบง่ ออกเปน็ 3 ระยะดังน้ี
ระยะท่ี 1 ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี และเอกสารงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้องเพื่อกาหนดองค์ประกอบในการ
พฒั นาอาจารย์ จากนนั้ จึงศกึ ษาสภาพปจั จุบนั และความต้องการในการพัฒนาอาจารยข์ องสถาบนั อุดมศึกษา
เวยี ดนามภาคกลางตอนบน โดยแบง่ เป็น 2 ส่วน ดังน้ี
1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาอาจารย์ โดยใช้การศึกษาเชิงสารวจ
ประชากรเป็นผู้บริหารและอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลางตอนบน จานวน 1,345 คน
จาก 6 สถาบัน กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane (1973 : 727-728) อ้างถึงใน ผ่องศรี
วาณิชย์ศุภวงศ์ (2546 : 104) ที่ระดับความเช่ือม่ัน 95% ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 308 คน เครื่องมือท่ีใช้

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 221

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ หาคุณภาพเคร่ืองมือโดยให้
ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 คน ตรวจสอบความตรงของเคร่ืองมือและนาแบบสอบถามไปทดลองใช้กับประชากรที่
ไมใ่ ชก่ ลุ่มตวั อย่าง จานวน 30 คน ได้คา่ ความเชื่อม่ันของแบบสอบถามท้ังฉบบั เทา่ กบั 0.98 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
โดยใชค้ ่าเฉลี่ย ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และดชั นคี วามตอ้ งการจาเปน็ ปรบั เปลยี่ น (PNImodified)

2. ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาอาจารย์ โดยใช้การสัมภาษณ์ผู้บริหาร
ระดบั สูงของสถาบันอดุ มศึกษาเวียดนามภาคกลางตอนบน ประกอบดว้ ย อธิการบดีของมหาวทิ ยาลัย จานวน
3 คน และอธิการของวิทยาลัย จานวน 3 คน รวมท้ังหมด จานวน 6 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลเป็นแบบสัมภาษณ์กึง่ โครงสรา้ งเก่ียวกับสภาพปัจจุบนั ความตอ้ งการและแนวทางการพฒั นาอาจารย์ของ
สถาบันอุดมศึกษาเวียดนาม หาคุณภาพเคร่ืองมือโดยให้ผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน ตรวจสอบความตรงของ
เครื่องมอื และปรับปรงุ เครือ่ งมือตามคาแนะนาของผเู้ ช่ียวชาญ วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใชก้ ารวเิ คราะหเ์ นื้อหา

ระยะท่ี 2 สร้างรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลางตอนบน
ผู้วิจัยนาผลการศึกษาจากระยะท่ี 1 และคาปรึกษาจากอาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ มาวิเคราะห์และ
สังเคราะห์ข้อมูล และทาการยกร่างรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลาง
ตอนบน

ระยะท่ี 3 ประเมินความเหมาะสมความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนา
อาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลางตอนบนโดยผู้เชี่ยวชาญ จานวน 9 คน เคร่ืองมือเป็นแบบ
ประเมิน มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับและคาถามปลายเปิดเพ่ือให้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม
เกยี่ วกับรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ท่ีสร้างข้ึน หาคณุ ภาพเครื่องมือโดยให้ผเู้ ช่ียวชาญ จานวน 5 คน ตรวจสอบ
ความตรงของเครือ่ งมือการวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใช้ค่าเฉลยี่ และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน
สรุปผลการวจิ ัย

การวจิ ยั เรอ่ื ง รูปแบบการพฒั นาอาจารย์ของสถาบันอดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน
สามารถสรุปผลการวิจัยได้ ดงั นี้

1. ผลการศึกษ าเชิงสารวจ สภาพ ปัจจุบันความต้องการในก ารพัฒ นาอาจารย์ของ
สถาบนั อดุ มศกึ ษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบนพบวา่

สภาพปัจจุบนั การพฒั นาอาจารยข์ องสถาบนั อดุ มศึกษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบนโดยรวมและ
รายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการสอน ด้านการวิจัย
ด้านการบริการวิชาการ และดา้ นการพฒั นาตนเอง ตามลาดับ

ความตอ้ งการในการพฒั นาอาจารยข์ องสถาบันอดุ มศกึ ษาเวียดนามภาคกลางตอนบน โดยรวม
และรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการวิจัย ด้านการพัฒนาตนเอง
ดา้ นการสอน และด้านการบริการวิชาการ ตามลาดับ

เม่อื จดั เรยี งลาดบั ดชั นีความต้องการจาเป็นปรับเปล่ยี น (PNImodified) พบวา่ ด้านทม่ี ีความตอ้ งการ
จาเป็นในการพัฒนาสงู สุด คือ ด้านการพฒั นาตนเองรองลงมาคือด้านการบริการวิชาการดา้ นการวจิ ยั และด้าน
การสอน ตามลาดบั โดยมีรายละเอียดความตอ้ งการพัฒนาแตล่ ะดา้ น ดงั น้ี

ด้านการพัฒนาตนเอง เมื่อจัดเรียงลาดับดัชนีความต้องการจาเป็นปรับเปลี่ยน พบว่า
ความต้องการในการพฒั นาตนเอง ไดแ้ ก่ การศึกษาดงู านทางวิชาการ การฝกึ อบรมเทคนิคการทาวจิ ัยและการ
ใช้โปรแกรมทางสถติ ิใหม่ ๆ ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล การสนับสนุนให้อาจารย์ลาพักเพ่ือทาการวิจัยสร้างความรู้
ให้เช่ียวชาญในสาขาวิชาชีพของตน เทคนิคการค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการเขียนตาราและ
บทความทางวิชาการ และการศกึ ษาตอ่

222 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

ด้านการบริการวิชาการ เมื่อจัดเรียงลาดับดัชนีความต้องการจาเป็นปรับเปลี่ยน พบว่า
ความต้องการพัฒนาด้านการบริการวิชาการ ได้แก่ การตั้งหน่วยงานบริการวิชาการโดยให้อาจารย์เป็นผู้ร่วม
ใหบ้ รกิ าร การมสี ่วนรว่ มในการจดั หางานบรกิ ารวิชาการเข้ามาในสถาบัน การเป็นวทิ ยากรและทีป่ รกึ ษา ทกั ษะ
ต่างๆในการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และการจัดทาหลักสูตรการศึกษาการเขียนโครงการท่ีเหมาะสมกับ
ความต้องการของชุมชน

ดา้ นการวิจัย เมื่อจัดเรียงลาดับดัชนีความต้องการจาเป็นปรับเปลี่ยนพบว่า ความต้องการพัฒนา
ด้านการวิจัย ได้แก่ ความร้คู วามสามารถเกี่ยวกับการใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์ทใี่ ชใ้ นการทาวจิ ัย การใหร้ างวัล
ยกย่องชมเชยผลงานวจิ ัยท่ีมีคุณภาพ การแปลความหมายของข้อมูล สถติ ิที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล ข้ันตอน
และวธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั

ด้านการสอนเม่ือจัดเรียงลาดับดัชนีความต้องการจาเป็นปรับเปลี่ยนพบว่า ความต้องการพัฒนา
ด้านการสอน ได้แก่ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการเขียนตารา การให้รางวัลการสอนการได้รับคาที่ปรึกษา
จากอาจารยท์ ม่ี ปี ระสบการณ์ เทคนคิ การสอนแบบบูรณาการ การนเิ ทศการสอนและการวดั ประเมนิ ผล

ผลจากการสัมภาษณ์ผู้บรหิ ารเกี่ยวกบั สภาพปจั จบุ ันและความตอ้ งการในการพฒั นาอาจารยข์ อง
สถาบันอุดมศึกษาเวียดนาม สรุปได้ว่า ผู้บริหารทุกคนมีความคิดเห็นตรงกันว่า เพื่อให้ภารกิจทั้ง 4 ด้าน
ของอาจารย์สาเรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยดี สถาบันอุดมศึกษาจะตอ้ งมีการกาหนดนโยบายในการพัฒนาอาจารยท์ ี่ชดั เจน
มกี ารจัดทากลยทุ ธ์การพัฒนาอาจารย์ สนบั สนนุ งบประมาณ ยกย่องสรา้ งขวญั กาลงั ใจอาจารยท์ ม่ี ีผลงานดีเด่น
จัดและสนับสนุนการฝกึ อบรมประชมุ สมั มนา สรา้ งเครอื ข่าย และประยกุ ตใ์ ชผ้ ลการวจิ ยั ในกระบวนการพัฒนา
อาจารย์ทกุ ด้านเพอ่ื ใหอ้ าจารย์มีคณุ ภาพสงู ข้ึน

2. ผลการสรา้ งรูปแบบการพัฒนาอาจารยข์ องสถาบันอุดมศกึ ษาเวียดนามภาคกลางตอนบน ผูว้ จิ ัย
ทาการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้น และยกร่างรูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของ
สถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลางตนบน ประกอบด้วย2 องค์ประกอบ 11 ด้าน ได้แก่องค์ประกอบการ
พัฒนาอาจารย์ มี 4 ด้านได้แก่ การสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และการพัฒนาตนเอง ตามลาดับและ
องค์ประกอบสนับสนุนการพัฒนาอาจารย์ มี 7 ด้าน ได้แก่ การกาหนดนโยบาย การสร้างกลยุทธ์ การสนบั สนุน
งบประมาณ การยกยอ่ งสร้างขวญั กาลงั ใจ การฝึกอบรมประชุมสัมมนา การสร้างเครือขา่ ย และการประยุกตใ์ ช้
ผลการวิจัย

3. ผลการประเมินรูปแบบของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยรวม รูปแบบการพัฒนาอาจารย์ใน
สถาบนั อุดมศกึ ษาเวียดนามกลางตอนบน มีความเหมาะสมความเป็นประโยชนอ์ ยู่ในระดับมากทีส่ ดุ และมีความ
เป็นไปได้อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบการพัฒนาอาจารย์
ทง้ั 4 ดา้ น มีความเหมาะสมความเป็นไปไดแ้ ละความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก และองคป์ ระกอบสนับสนุน
การพัฒนาอาจารย์ ท้ัง 7 ด้าน มีความเหมาะสมความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากท่ีสุด
สรุปไดว้ ่า ผู้เช่ียวชาญเห็นด้วยกับรูปแบบท่ีผู้วิจัยสรา้ งขึ้น ไม่มีการปรับปรุงองคป์ ระกอบและรายด้าน รปู แบบ
การพัฒนาอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเวียดนามภาคกลางตอนบนมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้และมี
ป ระโย ชน์ กับ ก า รพั ฒ นาอ าจ าร ย์ขอ งส ถาบั นอุ ดม ศึ ก ษ า จ าก ผ ล ก ารวิ จัย ได้ รูป แบ บ ก ารพั ฒ นา อา จา รย์ ใน
สถาบันอุดมศกึ ษาเวยี ดนามกลางตอนบน ดงั ภาพ 2

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 223

ภาพที่ 2 รูปแบบการพัฒนาอาจารย์ของสถาบันอดุ มศกึ ษาเวยี ดนามภาคกลางตอนบน
อภิปรายผลการวิจยั

ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู รปู แบบการพฒั นาอาจารยใ์ นสถาบนั อุดมศกึ ษาเวยี ดนามกลางตอนบน
สามารถอภิปรายผลการวิจัยรายองค์ประกอบและรายด้านขององค์ประกอบ ดงั นี้

1. องคป์ ระกอบการพฒั นาอาจารย์
1.1 ดา้ นการสอนผลการศึกษาความต้องการในการพฒั นาอาจารยด์ ้านการสอน พบวา่

อาจารย์มีความต้องการเพ่ิมพูนความรู้ความสามารถเก่ียวกับการเขียนตารา คาปรึกษาจากอาจารย์ที่มี
ประสบการณ์ การนิเทศการสอนความรทู้ ักษะการสอนแบบบูรณาการให้เหมาะสมกับเนอื้ หาในแต่ละรายวิชา
และต้องการรางวัลการสอน ดงั นน้ั ในการพัฒนาอาจารย์ สถาบันอดุ มศึกษาควรจดั อบรมเก่ยี วกับความรู้ ทกั ษะ
ในการเขียนตารา เรียนรู้วิธีสอนใหม่ ๆเช่น การสอนแบบบูรณาการและทักษะเกี่ยวกับการเรียนการสอน
ระดับอุดมศึกษาการใช้เทคโนโลยี การใช้ภาษาอังกฤษในการสอนมีการนิเทศการสอนและจัดอาจารย์ที่มี
ประสบการณ์ในการสอนคอยให้คาปรึกษาแนะนา และมีการยกย่องให้รางวัลการสอนแก่อาจารย์ท่ีมีผลงาน
ดีเด่นซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของโสภาพร กล่าสกุล (2554 : 11) ท่ีศึกษาเรื่อง การพัฒนาสมรรถนะของ
อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบสมรรถนะด้านการสอน ได้แก่ 1) ศิลปะการ
สือ่ สารและการถา่ ยทอดภาษาในการถ่ายทอดความรู้ 2) การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน 3) การมีวิชา
ความรู้ในเน้ือหาวิชาที่สอน 4) การผลิตตาราหรือเอกสารการสอน 5) การใช้และพัฒนาส่ือเทคโนโลยีและ
นวตั กรรมทางการศกึ ษา 6) การจดั การเรยี นร้ทู ี่เน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญ 7) การบรหิ ารจัดการเรยี นรู้เพื่อให้ผู้เรยี น
เป็นทัง้ คนดแี ละคนเก่ง และ 8) การใชภ้ าษาตา่ งประเทศเพ่ือการส่ือสารและแสวงหาความรู้ สมรรถนะทัง้ 8 ข้อ

224 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

น้ีลว้ นแตเ่ ปน็ สิ่งที่อาจารย์จาเปน็ จะต้องพฒั นาให้เกิดความเช่ียวชาญทั้งนก้ี ็เพือ่ เปน็ การพฒั นาสู่ครมู อื อาชพี และ
ตอบสนองต่อภารกิจของสถานศึกษา

1.2 ด้านการวิจัยผลการศึกษาความต้องการในการพัฒนาอาจารย์ด้านการวิจัย พบว่า
อาจารย์มีความต้องการเพ่ิมพูนความรู้ทักษะเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทาวิจัยข้ันตอนและ
วิธีดาเนินการวิจัย ความรู้เกี่ยวกับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการแปล
ความหมายของข้อมลู และต้องการได้รบั รางวลั และยกยอ่ งชมเชยสาหรับผลงานวจิ ัยท่ีมคี ุณภาพ ดังน้ัน ในการ
พัฒนาอาจารย์ สถาบันอุดมศึกษาควรจัดอบรม ประชุม สัมมนาทางวิชาการ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญท่ีมี
ความร้คู วามสามารถทางการวิจัย ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกับขั้นตอนการทาวิจยั และวิธีดาเนนิ การวจิ ัย การใชโ้ ปรแกรม
ทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลความหมาย ควรวางเกณฑ์การให้รางวัลและยกย่องชมเชย
แก่อาจารย์ที่มผี ลการวิจยั ที่มคี ุณภาพ มีนโยบายในการสนับสนุนงานวิจัยจัดระบบพี่เล้ียงในการสรา้ งกลุ่มวิจัย
และเครือข่ายวจิ ัยทงั้ ภายในและภายนอกสถาบันและตา่ งประเทศเพ่ือเพิม่ พนู ความรู้ ทักษะเกี่ยวกบั การวิจยั ให้
อาจารย์ และเน้นความสามารถในการทาวิจัยสาหรับการคัดเลือกอาจารย์ใหม่ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ
ดวงดาว พันธิตพงษ์ (2542 : 9) ศึกษาเรื่อง ปัจจยั ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการทาวจิ ยั ของอาจารย์มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนางานวิจยั ในส่วนท่ีจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา
อาจารย์ด้านการวิจัย คอื 1) เปิดสอนรายวิชาเทคนิคการทาวจิ ัยสาหรับอาจารย์ 2) จดั สัมมนาหรือการประชุม
ปฏิบัติการระยะส้ันเพื่อฝึกหัดปฏิบัติในการเขียนโครงการวิจัยหรือฝึ กหัดเทคนิควิธีเฉพาะสาหรับการทาวิจัย
และ 3) เผยแพร่เอกสารเก่ียวกับเทคนิควิธีการทาวิจัยให้อาจารย์อย่างทั่วถึง โดยการแจกฟรีหรือจาหน่ายใน
ราคาลดพิเศษตลอดจนการจัดสรรเงินสนับสนนุ เพอ่ื เป็นค่าลงทะเบยี นสาหรับอาจารย์ ผ้ไู ปเข้าสัมมนาเกยี่ วกับ
การทาวิจยั นอกสถาบนั

1.3 ด้านการบรกิ ารวชิ าการผลการศึกษาความต้องการในการพัฒนาอาจารย์ด้านการบริการ
วชิ าการ พบว่า อาจารย์มคี วามต้องการให้มีหนว่ ยงานบรกิ ารวิชาการโดยอาจารยเ์ ป็นผรู้ ว่ มให้บริการ มีสว่ นร่วม
ในการจัดหางานบริการวิชาการเข้ามาในสถาบัน เป็นวิทยากรภายนอกสถาบัน ต้องการเพิ่มพูนความรู้
ความสาม ารถในการจัดทาหลักสูตรการศึกษ าให้เหม าะสมกับ ความต้องการขอ งชุมชน มีความสามารถ
ในการเขียนโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมดังน้ัน ในการพัฒนาอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาควรตั้ง
ศูนย์บริการวชิ าการโดยอาจารย์เป็นผู้ร่วมให้บริการเข้าใจบทบาทหน้าที่ของศูนย์บริการวิชาการ มีการศึกษา
ความตอ้ งการของผู้รับบริการวิชาการและมีการติดตามความพึงพอใจของผู้รับบริการวิชาการ มีการจัดอบรม
เพ่ิมพูนความรู้ ทักษะการเป็นวิทยากร เพ่ือให้บริการแก่บุคคลหรือองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก
สถาบันอุดมศึกษา จัดอบรมอาจารย์เกี่ยวกับการจัดทาหลักสูตรการศึกษาการเขียนโครงการแผนงาน
ทางวิชาการให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนมีทักษะในการประเมินผลโครงการและการแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้สถาบันอุดมศึกษาควรมกี ารส่งเสริมสนับสนุนอาจารย์เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ประยุกต์ใช้
ผลการวิจัยกับการให้บริการวิชาการแก่องค์กรและชุมชนจัดลาดับความสาคัญแต่ละโครงการบริการในการ
จัดสรรงบประมาณสาหรับกิจกรรมต่างๆ ซ่ึงสอดคล้องกับ กฎหมายการศึกษาระดับอุดมศึกษา (2012 : 24)
ของเวียดนาม มาตรา 41 ข้อท่ี 6 กาหนดว่า สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทหน้าที่ จัดศูนย์บริการวิชาการ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ ณรงค์ฤทธ์ิ ประสานตรี (2558 : 208) ศึกษาเรื่อง
รูปแบบการพัฒนาอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาอาจารย์
ด้านการบริการวิชาการควรที่จะพัฒนาในประเด็นท่ีสาคัญ เช่น ความรู้ความเข้าใจในการจัดทาหลักสูตร
การศึกษาเพ่ือให้เหมาะสมกับความต้องการของชุมชน รองลงมา คือ ความรู้ความเขา้ ใจในการเขยี นโครงการ
วิชาการแก่ชุมชนและสังคม ความรู้ความเข้าใจในการจัดโครงการให้ความรู้แก่สังคมผ่านส่ือต่า งๆ เช่น
หนังสอื พมิ พ์ วทิ ยุ โทรทศั น์ เปน็ ตน้ และความรูค้ วามเข้าใจในการประเมนิ โครงการบรกิ ารวิชาการ

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 225

1.4 ด้านการพัฒนาตนเองผลการศึกษาความต้องการในการพัฒนาอาจารย์ด้านการพัฒนา
ตนเอง พบว่า อาจารย์มีความต้องการไปเยี่ยมชมสถานศึกษาอ่ืนด้านวิชาการ การฝึกอบรมให้เป็นอาจารย์
มืออาชีพ การสนับสนุนให้ลาพักเพื่อทาวิจัยสร้างองค์ความรู้ให้เช่ียวชาญในวิชาชีพของตน สนับสนุน
งบประมาณทุนการศึกษาต่อ ดังน้ัน ในการพัฒนาอาจารย์ สถาบันอุดมศึกษาควรกาหนดกลยุทธ์พัฒนา
คณาจารย์เน้นประเด็นการพัฒนาตนเอง มีการสารวจความต้องการของสถาบันและความต้องการพัฒนาของ
อาจารย์เพ่ือเลือกรูปแบบการพัฒนาให้เหมาะสม มีการช้ีแนะแนวโน้มในการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาอย่าง
ชัดเจน จัดหาสิ่งอานวยความสะดวกให้อาจารย์ในการทางานตามภารกิจ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ
สร้างเครือข่ายเพ่ือให้อาจารย์สามารถเรียนรู้เพิ่มเติม กระตุ้นให้อาจารย์ค้นหาจุดเด่นของตนเองแล้วพัฒ นา
ตอ่ ยอด และหาจดุ ออ่ นให้พบเพือ่ ดาเนนิ การแก้ไข จดั ทัศนศึกษาสถาบนั ท่ีมีผลการดาเนินงานทางวชิ าการเป็นที่
ยอมรับเปิดโอกาสให้อาจารย์เข้าร่วมการประชุมสัมมนาทางวิชาการในระดับ ชาติและนานาชาติเพื่อเพ่ิมพูน
ความรู้ทกั ษะทางวิชาชีพ มโี ครงการความร่วมมอื กับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ สรา้ งบรรยากาศ
ทางวิชาการเพ่ือใหอ้ าจารย์ได้มีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมงาน จัดการอบรมเพื่อ
พฒั นาทักษะการส่ือสาร การใช้ภาษา การใชเ้ ทคโนโลยีใหม่เพื่อพัฒนางาน มีการส่งเสรมิ ใหอ้ าจารย์ไปศึกษา
ตอ่ ในประเทศหรือตา่ งประเทศ มีการสนับสนุนงบประมาณทุนการศึกษาต่อให้แก่อาจารยต์ ามความเหมาะสม
ในแต่ละระดับควรจัดวางเกณฑ์ ตัวบ่งชี้ในการประเมินคุณภาพของอาจารย์เกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง
ซงึ่ สอดคล้องกับ กฎหมายการศกึ ษา (2005 : 18) ของเวยี ดนาม มาตรา 72 ข้อท่ี 4 กาหนดวา่ ครูผ้สู อนมหี น้าที่
ศกึ ษาเรยี นรเู้ พิ่มเติม ฝึกอบรมอยา่ งสมา่ เสมอเพื่อยกระดับความรู้ ทกั ษะ ความสามารถทางวิชาการและวชิ าชีพ
และนวัตกรรมวิธีสอน และสอดคล้องกับงานวิจัยของกัญญนันทน์ ยุกต์แผน (2552 : 60) ศึกษาเรื่อง รูปแบบ
การพัฒนาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนไทยผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการพัฒนาอาจารย์ควรเริ่มจาก
ปรัชญาของมหาวิทยาลัย การกาหนดทิศทางว่ามหาวิทยาลัยจะเน้นจุดเด่นด้านใด เพ่ือกาหนดทิศทางการ
พัฒนาตนเองของอาจารย์ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้แก่ การฝึกอบรม การจัดงบประมาณสนับสนุน มีระบบการ
ประเมินติดตามผลและมีการปรับปรงุ กิจกรรมให้ดขี ึ้น มกี ารกาหนดภาระงานของอาจารย์ให้เหมาะสม เพ่ือให้
อาจารยม์ ีเวลาเขา้ ร่วมกจิ กรรมพฒั นาตนเองมากข้ึน ในการพัฒนาวิชาการ พัฒนาวชิ าชีพ พฒั นาด้านการสอน
และวิจัย การลาเพ่ือไปเพ่ิมพูนความรู้ทางวิชาการ การนาเสนอผลงาน มหาวิทยาลัยควรสร้างแรงจูงใจและ
ส่งเสรมิ ใหอ้ าจารย์ตระหนกั ถงึ ความสาคัญในการพัฒนาตนเอง

2. องคป์ ระกอบสนบั สนนุ การพฒั นาอาจารย์
2.1 ดา้ นการกาหนดนโยบาย ในการพฒั นาอาจารย์ สถาบันอุดมศกึ ษาควรศึกษานโยบายของ

รัฐและกระทรวงศึกษาธิการ วเิ คราะห์วัตถปุ ระสงค์ของสถาบันและสารวจความต้องการของอาจารย์ มนี โยบาย
การสรรหาคัดเลือกอาจารย์ท่ีชัดเจน นโยบายในการพัฒนาอาจารย์ให้เป็นมืออาชีพ เช่น นโยบายการพัฒนา
ด้านการสอน ด้านการวิจัย ด้านบริการวิชาการ และด้านพัฒนาตนเอง มีนโยบายพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
ของอาจารย์ นโยบายการวัดและประเมินคุณภาพการศึกษาและนโยบายสนับสนุนส่งเสริมและสร้างขวัญ
กาลงั ใจใหอ้ าจารย์ ซ่ึงสอดคล้องกับ กฎหมายการศึกษาระดับอุดมศึกษา (2012 : 38) ของเวยี ดนาม มาตรา 12
ขอ้ ท่ี 7 กาหนดว่า มีนโยบายดึงดูด การดาเนินการและสนับสนุนท่ีเหมาะสมเพ่ือสร้างและพัฒนาคุณภาพของ
คณาจารย์ เนน้ การพัฒนาอาจารยใ์ ห้มีคณุ สมบัติทางวชิ าการสูง เชน่ รองศาสตราอาจารยศ์ าสตราอาจารย์ และ
มาตรา 28 ข้อที่ 1กาหนดว่า สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทหน้าที่สร้างนโยบายพัฒนาอาจารย์ตามภารกิจของ
อาจารยใ์ นสถาบนั อดุ มศึกษา

2.2 ด้านการสร้างกลยุทธ์ ในการพัฒนาอาจารย์ สถาบันอุดมศึกษาควรมีการประเมิน
ส่ิงแวดล้อมภายในและภายนอกของสถาบัน และมีการกาหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย สร้างกลยุทธ์
ท่ีเหมาะสมชี้แนะแนวทางในการพัฒนาอาจารย์ทุกด้านเช่น สร้างกลยุทธ์พัฒนาอาจารย์ด้านการสอนให้เป็น

226 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

ผู้สอนมืออาชีพ สร้างกลยุทธ์พัฒนาอาจารย์ด้านการวิจัยให้เป็นผู้มีความสามารถและม่ันใจในด้านการวิจัย
ส่งเสริมการทาวจิ ัยเปน็ ทมี จดั การอบรม สัมมนา เผยแพร่ผลการวจิ ัย และประยุกต์ใช้ผลการวิจยั สร้างกลยุทธ์
พัฒนาอาจารย์ด้านการบริการวิชาการ สนับสนุนอาจารย์เป็นวิทยากรภายนอกสถาบัน ต้ังศูนย์การบริการ
วชิ าการใหอ้ าจารย์เปน็ ผู้ร่วมให้บริการ สร้างกลยุทธ์พัฒนาอาจารย์ด้านการพฒั นาตนเอง ส่งเสรมิ การไปศึกษา
ต่อเพือ่ ตอบสนองความต้องการของสถานศึกษาและตนเอง ใหอ้ าจารย์ไปศกึ ษาดงู านทางวชิ าการ ซ่ึงสอดคลอ้ ง
กับกลยุทธ์การพัฒนามหาวิทยาลัยของ Da Nang Education University (2016 : online) ในส่วนกลยุทธ์
การพฒั นาอาจารย์ได้ระบุไว้วา่ กลยุทธ์การพัฒนาอาจารยต์ ้องเนน้ เกณฑข์ ั้นพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ มีความรคู้ วามสมามา
รถอย่างลึกซึ้งทางวิชาการ มีคุณธรรมจริยธรรมที่ดี มีความรับผิดชอบกับภาระงาน มีความจงรักภักดี ดังนั้น
สถาบันอุดมศึกษาต้องสร้างกลยุทธ์การพัฒนาอาจารย์อย่างชัดเจน เช่น จัดทาโครงการพัฒนาอาจารย์ผู้สอน
โครงการสง่ อาจารย์ไปศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ สนับสนนุ อาจารย์ใหม้ ีโอกาสได้เรยี นรพู้ ัฒนาตนเอง
จดั การอบรมอยา่ งสม่าเสมอเน้นพฒั นาความรแู้ ละทักษะด้านการวจิ ัย

2.3 ด้านการสนับสนุนงบประมาณ ในการพัฒนาอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาควรศึกษา
ระเบียบกฎเกณฑ์การใช้งบประมาณของรัฐ ควรมีการประเมินและจัดลาดับความสาคัญความเร่งด่วนของ
แผนงานโครงการหรืองานวิจัย ควรระดมทุนจากหลายแห่งและของบประมาณจากรัฐบาล สนับสนุนในการ
เตรียมอปุ กรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนนุ การจดั ฝึกอบรม ประชมุ สมั มนาทางวชิ าการ ด้านทกั ษะการสอน
และการวิจัยให้อาจารย์ ใหท้ ุนวิจัยส่งเสริมการนาเสนอเผยแพร่ผลงานวิจัย สนับสนุนในการจัดโครงการบรกิ าร
วิชาการแก่สังคม ส่งเสริมให้อาจารย์ไปศึกษาดูงานทางวิชาการและไปศึกษาต่อ ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมาย
การศึกษาระดับอุดมศึกษา (2012 : 89) ของเวียดนาม มาตรา 12 ข้อที่ 2 กาหนดว่าเพิ่มงบประมาณให้
การศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาสถานศึกษาเป็นสถานศึกษาท่ีมีคุณภาพสูงเนน้ ดา้ นวทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน
เทคโนโลยีชนั้ สงู เศรษฐกจิ -สังคมหลักทนั สมยั และคณุ ภาพของอาจารย์

2.4 ดา้ นการยกย่องสร้างขวัญกาลังใจในการพัฒนาอาจารย์ สถาบันอุดมศกึ ษาควรสนับสนุน
สง่ เสริมและสรา้ งขวัญกาลังใจให้อาจารย์เพ่ือจูงใจให้อาจารย์เข้าร่วมกจิ กรรมหรือปฏิบัตงิ านให้มีผลสัมฤทธท์ิ ่ีดี
ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของอาจารย์ โดยมีการยกย่องเชิดชูเกียรติมอบรางวัลให้
อาจารย์ที่มผี ลงานเป็นที่ยอมรับ โดยใช้หลายเทคนิค เช่น ให้ค่าตอบแทนเปน็ เงนิ ของขวญั ยกย่องเชิญชเู กียรติ
เล่ือนตาแหน่งสูงข้ึน ในการยกย่องสร้างขวัญกาลังใจให้แก่อาจารย์ควรมีความยุติธรรม และทันเวลา
ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎีลาดับความต้องการของ Maslow’s Hierarchy of Needs จอมพงษ์ มงคลวนิช
(2555 : 217) ได้สรุปเกี่ยวกับความต้องการยกย่องนับถือของมนุษย์ไว้ว่า เป็นความต้องการความสาเร็จ
ความมีเกียรติศักด์ิศรี ความมีชื่อเสียง ซึ่งองค์กรสามารถสนองตอบความต้องการนี้ โดยการจัดงานเลี้ยงเป็น
รางวัลฉลองความสาเร็จ การให้เงินโบนัส การให้การยอมรับคาแนะนาเพื่อปรับปรุงงาน การมอบโล่รางวัล
เพอ่ื แสดงการให้เกียรตหิ รือยอมรบั และการกลา่ วยกยอ่ งถึงผลงานดีเดน่ ของบุคลากร เปน็ ต้น

2.5 ดา้ นการฝกึ อบรม ประชุม สัมมนาทางวชิ าการ ในการพฒั นาอาจารย์ สถาบันอดุ มศึกษา
ควรสารวจความตอ้ งการของสถาบันความต้องการจาเป็นของอาจารย์จะเพ่ิมพูนความรู้ทักษะอะไรบ้าง เลือก
รูปแบบการจัดการท่ีเหมาะสมกับบริบทของสถาบัน และควรมีการประเมินเพื่อจัดทาโครงการต่อไปหรือ
ปรับปรงุ โครงการให้มีประสิทธภิ าพสูงขึ้นจัดให้อาจารย์เขา้ อบรม ประชุม สัมมนาทางวิชาการ อย่างสม่าเสมอ
เช่น พัฒนาวิธีการสอนใหม่ การใช้ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีในการเรียนการสอน เชิญผู้เช่ียวชาญเป็นวิทยากร
มาให้คาปรึกษาแนะนาความรูท้ ักษะการทาวจิ ัยให้อาจารย์ จัดการฝึกอบรมเพื่อให้อาจารย์เป็นวิทยากรบริการ
วิชาการ ซึ่งสอดคล้องกับสรัญณี อุเส็นยาง (2552 : 39) ได้สรุปกิจกรรมการพัฒนาบุคลากร ประกอบด้วย
1) การประชุมเชิงปฏิบัติการ เป็นการประชุมท่ีเน้นการปฏิบัติจริง โดยให้ผู้เข้าร่วมเกิดประสบการณ์
จากงานนั้นๆ 2) การสัมมนาความมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมกันแก้ปัญหาหรือค้นคว้าร่วมกัน

ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 227

โดยอาศัยการคิดอย่างมีเหตุผลและการใช้ความคิดความรู้ท่ีมีอยู่เพื่อประโยชน์ร่วมกันและ 3) การฝึกอบรม
เพอ่ื ให้ผเู้ ขา้ ร่วมเกิดการเรียนร้จู นพัฒนาเปน็ ความรู้ ความสามารถ ทกั ษะรวมถึงการปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมไปใน
ทิศทางท่ีเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการศึกษาต่อ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การศึกษาดู
งาน และการจดั การความรู้

2.6 การสร้างเครือข่ายในการพัฒนาอาจารย์ สถาบันอดุ มศกึ ษาควรมกี ารสร้างเครือขา่ ยและ
ความร่วมมือกับสถาบันองค์กรอ่ืน ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยใช้ประโยชน์จากความเช่ียวชาญความ
เข้มแข็งของแต่ละสถาบัน ควรมีการแลกเปล่ียนด้านวิชาการ ด้านการวิจยั และแลกเปล่ียนอาจารย์ นกั ศึกษา
ร่วมกัน มีการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม ซึ่งสอดคล้องกับ กฎหมายการศึกษาระดับอุดมศึกษา
(2012 : 45) ของเวยี ดนาม มาตรา 44 กาหนดว่า สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทหน้าทจี่ ดั การฝึกอบรมร่วมกนั กับ
องคก์ ารอื่น สรา้ งความรวมมือทางวชิ าการและการวิจัยกบั สถาบันศึกษาในและต่างประเทศ สรา้ งเครือข่ายเพื่อ
แลกเปลยี่ นข้อมลู ตา่ ง ๆ ทางวิชาการ เช่น หลกั สตู ร เอกการสาร ผลการวจิ ัย และเทคโนโลยี

2.7 การประยุกต์ใช้ผลการวิจัยคือการนาผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ สามารถนาไปสู่การ
แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ในการพัฒนาอาจารย์ สถาบันอุดมศึกษาควรส่งเสริมสนับสนุนการประยุกต์ใช้
ผลการวจิ ยั กับภารกิจด้านต่างๆ ของสถาบันอดุ มศกึ ษา เชน่ การประยุกตใ์ ช้ผลการวิจยั กบั การใหบ้ รกิ ารวชิ าการ
แก่องค์กรและชุมชน การแก้ปัญหาในการบริหารจัดการของสถาบันประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เช่น
เทคนคิ การสอนใหม่ การสอนแบบบูรณาการ เทคนิคในการเขียนตารา วิธีวัดและประเมินผลการเรียนการสอน
ซ่ึงสอดคล้องกับ กฎหมายการศึกษาระดับอุดมศึกษา (2012 : 92) ของเวียดนาม มาตรา 41 ในข้อที่ 2
สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทหน้าที่ในด้านการวิจัยและประยุกต์ใช้ผลการวิจัยเพื่อสร้างภูมิปัญญาเทคโนโลยี
โซลชู น่ั ใหมต่ ่อการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม
ขอ้ เสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
1. สถาบันอดุ มศกึ ษาในประเทศเวยี ดนาม ภาคกลางตอนบนสามารถนารปู แบบการพัฒนา
อาจารย์นี้ไปประยุกต์ใช้ และนาไปเป็นแนวทางในการพฒั นาอาจารย์ใหเ้ ป็นบุคลากรมืออาชพี ไดต้ ่อไป
2. ผูบ้ ริหารสถาบนั อุดมศกึ ษาควรดาเนนิ การประเมนิ สภาพแวดลอ้ มขององคก์ รมกี ารสารวจและ
นาความต้องการของอาจารย์มาพิจารณาร่วมกับเป้าหมายท่ีกาหนดไว้เพ่ือสร้างนโยบาย การพัฒนาอาจารย์
กาหนดกลยทุ ธ์ดาเนนิ การพัฒนา และสง่ เสริมสนบั สนุนปัจจยั ที่จาเป็นต่อการพฒั นาอาจารย์ใหม้ ีคณุ ภาพ
3. อาจารย์สถาบันอุดมศึกษาสามารถนารปู แบบการพัฒนาตนเองไปใช้เป็นแนวทางในการสารวจ
และวางแผนการพฒั นาตนเองใหเ้ ปน็ อาจารย์มืออาชพี ตอ่ ไป
ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป
1. ควรมกี ารศกึ ษาวจิ ยั เกย่ี วกบั รปู แบบการพัฒนาอาจารยใ์ นเชิงลกึ ในแต่ละภาระงานท่อี าจารย์
ต้องรับผิดชอบ เพอื่ ทราบปัญหาและความตอ้ งการทีแ่ ท้จรงิ
2. ควรมีการวจิ ัยเชงิ ทดลองใชร้ ปู แบบการพัฒนาอาจารย์น้ีโดยมีการเปรยี บเทียบผลการทดลอง
ระหว่างก่อนกับหลงั การทดลองใช้ และมีการติดตามผลหลังจากการทดลองไปและระยะหน่ึงว่าอาจารย์มกี าร
พัฒนาอย่างตอ่ เนอื่ งหรือไมเ่ พ่ือวางแผนการปฏิบตั กิ ิจกรรมการพฒั นาอาจารย์ทีม่ ีคุณภาพสงู สดุ
3. ควรมกี ารวจิ ยั และพัฒนา (Research and Development) รปู แบบการพัฒนาอาจารย์ในแตล่ ะ
สถาบันอุดมศึกษาเพ่ือจะได้ทราบและมองเห็นภาพของปัญหาและความต้องการในการพัฒนาตนเองในแต่ละ
สถาบันอุดมศึกษาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินงานพัฒนาอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาของเวียดนาม
ตอ่ ไป

228 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

เอกสารอา้ งองิ
กฎหมายการศกึ ษา. รัฐสภาเวยี ดนาม. เลขท่ี 38/2005/QH11. ฮานอย : โรงพมิ พก์ ารศึกษา. 14 มิถนุ ายน,

2005.
กฎหมายการศึกษาระดับอดุ มศกึ ษา. รฐั สภาเวยี ดนาม. เลขท่ี 08/2012/QH13. ฮานอย: โรงพิมพ์การศึกษา.

18 มถิ ุนายน, 2012.
กญั ญนนั ทน์ ยุกตแ์ ผน. รูปแบบการพฒั นาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนไทย.วทิ ยานพิ นธ.์ ปรัชญาดุษฎี

บัณฑติ . สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา. มหาวทิ ยาลยั สยาม, 2552.
จอมพงษ์ มงคลวนิช. การบรหิ ารองคก์ ารและบคุ ลากรทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พจ์ ุฬาลงกรณ์

มหาวทิ ยาลยั , 2555.
ณรงคฤ์ ทธ์ิ ประสานตรี. รูปแบบการพฒั นาอาจารยม์ หาวิทยาลัยราชภัฏกล่มุ รัตนโกสนิ ทร.์ ดษุ ฎนี พิ นธ.์

ปรญิ ญาดษุ ฎีบณั ฑติ . สาขาวชิ าการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์. มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, 2558.
ดวงดาว พันธิตพงษ์. ปัจจัยทีส่ ัมพนั ธก์ บั พฤติกรรมการทาวิจัยของอาจารยม์ หาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.

วิทยานิพนธ์.ปรญิ ญาดุษฎบี ณั ฑิต. มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, 2542.
ผ่องศรี วาณิชย์ศภุ วงศ์. เอกสารคาสอนระเบยี บวิธวี ิจัยทางการศกึ ษา.พมิ พ์ครงั้ ที" 4. ปตั ตานี : ฝ่ายเทคโนโลยี

การศึกษา สานักวทิ ยบรกิ ารมหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร.์ สานกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย,
2546.
สรัญณี อเุ ส็นยาง. สภาพปญั หา ความตอ้ งการและแนวทางในการจดั การเพ่อื การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์
ของมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรวี ชิ ยั . วทิ ยานิพนธ.์ บรหิ ารธรุ กจิ มหาบณั ฑิต.
มหาวทิ ยาลยั ทกั ษิณ, 2552.
โสภาพร กลา่ สกลุ . การพฒั นาสมรรถนะของอาจารยม์ หาวทิ ยาลัยราชภัฏ. ดุษฎีนพิ นธ์. ปรชั ญาดษุ ฎีบัณฑติ .
มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 2554.
Da Nang Education University. Development Strategy of the Education University. (online)
2016. (Cited 17 May 2017). Available from: http://ued.udn.vn/ba-cong-khai/su-
mang-tam-nhin/b-chien-luoc-phat-trien-b-2099.html, 2016.
NgonHai Dang. Criteria for selecting teachers of the advanced education in the world.
(online) 2015. (Cited 21 March 2016). Available from:
https://daikynguyenvn.com/viet-nam/tieu-chi-tuyen-chon-giao-vien-cua-cac-nen-
giao-duc-tien-tien-tren-the-gioi.html, 2015.
Vu Minh Giang. Education of Vietnam in advance requires radical and comprehensive
reform. (online) 2015. (Cited 8 November 2015). Available from:
https://www.vnu.edu.vn/ttsk/, 2015.

ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 229

230 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

การพัฒนาภาวะผนู้ าเชงิ กลยทุ ธข์ องหัวหน้าสาขาวชิ า
ในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล

Strategic Leadership Development of Department Heads
In Rajamangala University of Technology

จรูญรัตน์ วฒั นศักด์ิศริ ิ¹
พชรวิทย์ จันทร์ศิรสิ ริ ²

บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้า
สาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 2. พัฒนาหลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์ของหัวหน้า
สาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และ 3. ประเมินผลการใช้หลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิง
กลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มีวิธีดาเนินการวิจัย3 ระยะ 6 ข้ันตอน
กลมุ่ ตัวอยา่ งที่เขา้ รับการฝึกอบรมภาวะผ้นู าเชงิ กลยทุ ธ์คอื หัวหน้าสาขาวชิ าในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล
อสี าน วทิ ยาเขตขอนแก่น จานวน 30 คน ใชว้ ิธีการเลือกแบบเจาะจง เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล
ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบสอบถาม และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉล่ีย
ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Independent samples t-test
ผลการวิจัย พบว่า
1. องค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์มีองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การกาหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์
การนากลยุทธ์ไปปฏิบตั ิ การควบคุมและประเมินกลยทุ ธ์ 2. หลกั สูตรการพัฒนาการพฒั นาภาวะผนู้ าเชิงกลยุทธ์
ประกอบด้วยเน้ือหา 3 หน่วยการฝึกอบรม ระยะเวลาการฝึกอบรม 19 ชั่วโมง 3. การประเมินระดับภาวะผู้นา
เชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลหลังจากการพัฒนามีภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์
สงู ข้ึนกว่ากอ่ นการพัฒนาอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .01 และผเู้ ข้ารับการพัฒนามคี วามพึงพอใจต่อหลักสตู ร
โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
คาสาคญั : การพฒั นาภาวะผ้นู า, ภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์

¹นักศกึ ษาหลักสตู รการศึกษาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารและพฒั นาการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 231
²สาขาวชิ าการบรหิ ารและพฒั นาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปีท่ี 17 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560)

Abstract
This research aimed to 1) to study the components of strategic leadership of department
heads in Rajamangala University of Technology; 2) to develop a curriculum of strategic leadership
of department heads and 3) to evaluate the implementation of strategic leadershipdevelopment
ofdepartment heads. The procedure has composed of 3 phases including with 6 stages. The 30
subjects were department heads in Rajamangala University of Technology ; Khon-kean campus
which were selected by purposive sampling. The instruments used for collecting data were semi-
structure questionnaire and a questionnaire with five rating scales. The statistics used were mean,
percentage, standard deviation and Independent Samples t-test.
The findings of this research were as follows :
1. The components of strategic leadership consisted of three components: Determining
strategic direction, Strategicin action, andStrategic control and evaluation. 2. The curriculum of
strategic leadership consisted of three training units and nineteen hours of training. 3. The results
of strategic leadership level of department heads in Rajamangala University of Technology found
that post-evaluation of developing was in higher level than pre-evaluation of developing. The level
of significance is 0.01. The finding of satisfaction level of department heads in Rajamangala
University of Technology demonstrated that it was in “much” level in overall.
Keywords : Leadership Development, Strategic Leadership
บทนา
ภาควิชาหรือสาขาวิชาของคณะตา่ งๆ ในมหาวิทยาลัยเปน็ ศูนยก์ ลางทางวชิ าการท้ังด้านการสอน
การวิจยั การให้บริการ ตลอดจนเป็นที่รวมของกิจกรรมตา่ งๆ ด้านวิชาการ การบริหารงานระดับภาควิชาหรือ
สาขาวิชาจึงมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อความสาเร็จของมหาวิทยาลัย เพราะภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย
ท้ังการผลิตบัณฑิตการวจิ ัย การให้บริการวิชาการแก่สังคม การทานุบารงุ ศิลปะและวัฒนธรรมล้วนเป็นงานที่
ปฏิบัตโิ ดยสาขาวิชาทั้งส้ิน บทบาทและภารกจิ ของหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าสาขาวิชามีทั้งด้านการบริหาร
การพัฒนาวิชาการและองค์ความรู้สู่ความเป็นเลิศ การพัฒนาอาจารย์ การพัฒนาตนเอง และยังต้องปฏิบัติ
หน้าท่ีสอน วิจัย และบริการวิชาการ การบริหารงานสาขาวิชาจะบรรลุผลสาเร็จได้จึงต้องอาศัยผู้บริหารท่ีมี
ความรูค้ วามสามารถ และมีภาวะผูน้ า ปฏิบตั ิหน้าที่ได้ตามวิสยั ทัศน์ และพันธกิจของสาขาวิชาอย่างครบถ้วน
สอดคลอ้ งกับบริบทท่ีมีการเปล่ยี นแปลง สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็วทันเวลา สามารถเช่ือมโยงนโยบาย
และแผนกลยุทธ์ของคณะและมหาวิทยาลัย ไปสู่ การปฏิบัติ นอกจากนี้จะต้องมีความสามารถในการสื่อสาร
การสรา้ งทมี งาน สร้างความมสี ว่ นร่วม และเปน็ ตัวแทนในการส่ือสารโดยตรงกบั คณบดี
การบริหารจัดการสาขาวิชาให้บรรลุผลสาเร็จได้นั้นหัวหน้าสาขาวิชาควรจะเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นา
เชิงกลยุทธ์เพราะภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ช่วยสนับสนุนในการวางแผนกลยุทธ์ ส่งเสรมิ ให้การดาเนินงานเป็นไป
ตามเป้าหมายและนาไปสู่ประสิทธิผลหรือความสาเร็จให้กับองค์กร Morrill (2010 : 19) ดังท่ี เนตร์พัณณา
ยาวิราช (2556 : 44) ได้กล่าวว่าผู้นาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Leadership) เป็นรูปแบบของผู้นาชนิดหน่ึงท่ีนา
ความเจริญกา้ วหนา้ มาสู่องค์การผู้นาขององคก์ ารหลายแห่งที่ประสบความสาเรจ็ ล้วนแต่มีความเป็นผ้นู าเชงิ กล
ยุทธท์ ัง้ สิ้น ภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์มุ่งเนน้ การปรับปรุงประสิทธิภาพการทางานโดยใช้กลยุทธ์ตา่ งๆ อยา่ งสัมพนั ธ์
กันในการไปสู่เปา้ หมายโดยไม่หยุดอยู่กับท่ีแต่มีการพัฒนาเพอื่ นาไปสกู่ ารเปลยี่ นแปลงในระดับสงู ข้นึ ไปเรื่อยๆ

232 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

ไม่ได้มุ่งเน้นอยู่แค่การพัฒนาในสิ่งท่ีกาลงั ทาแต่เป็นการยกระดับคุณค่าของการทางานให้สูงขึน้ ผู้นาที่มีภาวะ
ผนู้ าเชงิ กลยุทธ์จะต้องรจู้ กั และเขา้ ใจสภาพการณ์ขององค์การอยา่ งดี แสดงออกถึงการตดั สินใจและการควบคุม
การปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ขององค์การ กาหนดบทบาทและทิศทาง
ขององคก์ ารได้อยา่ งชดั เจน Pearce and Robinson (2011 : 360-361)

จากความสาคัญของหวั หน้าสาขาวชิ าและความสาคญั ของภาวะผูน้ าเชิงกลยุทธ์ ผวู้ จิ ยั จึงความสนใจ
ที่จะศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ และวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ด้วยหลักสูตร
ฝึกอบรม เพ่ือเป็นแนวทางให้หัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลนาไปพัฒนา และ
ดาเนินการในภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนาพาองค์การให้บรรลุเป้าหมาย วิสัยทัศน์ ของ
คณะและมหาวทิ ยาลยั ให้เป็นไปตามกรอบแผนอุดมศกึ ษาระยะยาวโดยสามารถคาดคะเนความเปลี่ยนแปลงใน
อนาคต และปรับการปฏิบัติงานภายในองค์กรให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของสั งคมได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผล
วตั ถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพ่ือศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล

2. เพ่ือพัฒนาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคล

3. เพื่อประเมินผลการใช้วิธกี ารพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคล
ขอบเขตของการวจิ ยั

ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง
ระยะท่ี 1
ข้นั ตอนการวเิ คราะหห์ าองคป์ ระกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธด์ ว้ ยการสมั ภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคณุ วุฒิ3
กลุ่ม จานวน 9 คน ดงั นี้
กลุ่มท่ี 1 กลุ่มผทู้ รงคุณวุฒดิ า้ นการบรหิ าร ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วโิ รจน์ลิม้ ไขแสง
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชนวี รรณ การคา้ และรองศาสตราจารย์ ดร.กุลธดิ า ทว้ มสขุ
กล่มุ ท่ี 2 กลุ่มผู้ทรงคุณวฒุ ดิ า้ นภาวะผนู้ า ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ชนงกรณ์ กณุ ฑลบตุ ร
รองศาสตราจารย์ ดร.เนตรพ์ ัณณา ยาวริ าช และรองศาสตราจารย์ ดร.กนกอร สมปราชญ์
กลมุ่ ท่ี 3 กล่มุ ผู้ทรงคุณวฒุ ดิ า้ นหลกั สูตรไดแ้ ก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย วงษใ์ หญ่
รองศาสตราจารย์ ดร.สมคดิ สร้อยนา้ และผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วชิ ิต สทุ ธิพร
ผู้วจิ ัยนาข้อมูลทีไ่ ด้จากการสมั ภาษณ์เชงิ ลึกมาวิเคราะหแ์ ละสรปุ เปน็ แบบประเมินความเหมาะสม
ขององค์ประกอบภาวะผนู้ าเชิงกลยุทธ์จากนั้นนาไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแล้วนาผลการประเมินมาสรุปเป็น
องคป์ ระกอบภาวะผู้นาเชงิ กลยทุ ธ์ของหวั หน้าสาขาวชิ าในมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล
ขั้นตอนการวิเคราะห์หาระดับความสาคญั ในการพัฒนาภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธ์ของหัวหนา้ สาขาวชิ า
ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลโดยบุคลากรสายวิชาการได้แก่ คณบดีรองคณบดี หัวหน้าสาขาวิชา และ
อาจารยใ์ นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จานวน 5,849 คน

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 233

ระยะท่ี 2
ขั้นตอนการประเมนิ ความเหมาะสมของวธิ ีการพัฒนาภาวะผ้นู าเชงิ กลยุทธ์ของหัวหนา้ สาขาวชิ าใน
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลโดยผทู้ รงคณุ วุฒิ จานวน 5 คน
ระยะที่ 3
ขัน้ ตอนการนาวิธกี ารพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหวั หน้าสาขาวชิ าในมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลไปใช้ โดยนาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
จานวน 30 คน

กรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับหลักการทฤษฎีภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์วิธีการพัฒนา

ภาวะผู้นา เพอื่ นามาเปน็ กรอบแนวคิดในการวิจัยดังน้ี

ภาวะผูน้ าเชงิ กลยทุ ธ์ การพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธข์ องหวั หนา้
1. การกาหนดทศิ ทางเชงิ กลยุทธ์ สาขาวชิ าในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล
2. การนากลยทุ ธ์ไปปฏบิ ัติ
3. การควบคุมและประเมินกลยทุ ธ์
(DuBrin 2010: 413 - 419, Robbins and Coulter
2012: 222 - 239, เนตร์พณั ณา ยาวิราช 2556: 44 - 56,
และ ไพโรจน์ ปิยะวงศ์วัฒนา 2556: 21 - 22)

การพัฒนาภาวะผู้นา
1. การฝกึ อบรม

วิธ32ดี.. ากกเาานรรเอนิรภียกิปนารรราู้โวดยกยจิ กรยั ณารตี ปวั ฏอบิยัต่างิ

4. การเรยี นรู้ผ่านการทางาน
5. การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ใหค้ าปรกึ ษาแนะนา
(Giber, D., Lam, S., Goldsmith, M. and Bourke, J.
(eds.) 2009: 56- 77).

ผู้วิจัยดาเนินการวิจัยในลักษณะการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยกาหนด
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั ออกเป็น 3 ระยะ 6 ขน้ั ตอน ดังนี้

ระยะท่ี 1 การศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้องกบั ภาวะผนู้ าเชิงกลยทุ ธ์และศกึ ษาขอ้ มูล
ความสาคัญในการพัฒนาภาวะผ้นู าโดยมีข้นั ตอนการวิจยั 3 ขน้ั ตอนได้แก่

ขั้นตอนท่ี 1 การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์
เพื่อนามาวิเคราะห์เป็นกรอบแนวคิด ในการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธข์ องหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคล

ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์หาองค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาใน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลโดยผู้วิจัยนาผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากข้ันตอนที่ 1 มาสร้างแบบ
สมั ภาษณ์อย่างมีโครงสร้างและนาไปสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 9 คน เกี่ยวกับองค์ประกอบภาวะ
ผ้นู าเชิงกลยุทธ์โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือใหไ้ ด้รายละเอียดเกีย่ วกับองค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ท่สี อดคล้อง

234 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

และเหมาะสมมากท่ีสุดกับบริบทของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล โดยผู้วิจัยได้นา
ข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกมาวิเคราะห์เน้ือหา จากน้ันได้ดาเนินการสร้างและพัฒนาแบบประเมิน
ความเหมาะสมขององคป์ ระกอบภาวะผนู้ าเชิงกลยุทธแ์ ลว้ นาไปให้ผู้ทรงคุณวฒุ ิทผี่ วู้ ิจัยสมั ภาษณ์เชิงลึกประเมิน
ความเหมาะสมขององคป์ ระกอบภาวะผนู้ าเชงิ กลยุทธ์

เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลในข้ันตอนน้ี คือ 1) แบบสมั ภาษณ์แบบมีโครงสรา้ ง และ 2) แบบประเมิน
ความเหมาะสมองค์ประกอบของภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ ซ่ึงเป็นคาถามท่ีประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปและความ
คดิ เห็นเกี่ยวกับองคป์ ระกอบของภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธ์

ขั้นตอนท่ี 3 การวิเคราะห์หาระดับความสาคัญ ในการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้า
สาขาวชิ าในมหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลโดยผู้วิจัยนาองค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ท่สี ังเคราะหไ์ ด้จาก
ขน้ั ตอนที่ 2 มาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถามสารวจหาองคป์ ระกอบที่มีความสาคัญ เพื่อนาไปยกร่าง
วิธกี ารพัฒนาภาวะผนู้ าเชงิ กลยุทธ์ของหวั หนา้ สาขาวิชาในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล

ประชากร คือ บุคลากรสายวิชาการประกอบด้วยคณบดี รองคณบดี หัวหน้าสาขาวิชา และ
อาจารยม์ หาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมท้ังสิ้น จานวน 5,849 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลาย
ข้ันตอน (Multi-stage sampling) การกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยการเปิดตาราง Krejcie and
Morgan บุญชม ศรสี ะอาด (2553 : 43) ได้ขนาดของกลุม่ ตวั อย่าง จานวน 360 คน

เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั ครง้ั นี้เป็นแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ตอน คอื ตอนที่ 1 เปน็ ขอ้ มลู
ส่วนบุคคล ตอนที่ 2 เป็นคาถามความสาคัญขององค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาใน
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลกั ษณะของแบบสอบถามเปน็ แบบมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale)
เคร่ืองมอื มีคา่ ความเชื่อม่ัน (คา่ สัมประสทิ ธ์อิ ัลฟา)ทง้ั ฉบบั เทา่ กบั .98 ข้อคาถามมคี ่าอานาจจาแนกอยรู่ ะหว่าง
1.85 – 10.25 ตอนท่ี 3 เปน็ ขอ้ เสนอแนะวิธกี ารพัฒนาภาวะผู้นา

ระยะท่ี 2 การสร้างวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล มขี ัน้ ตอนการวิจยั 1 ขน้ั ตอน ได้แก่

ข้ันตอนที่ 4 การยกร่างวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล โดยผู้วิจัยนาร่างวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ฯ ที่ได้พัฒนาข้ึนไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ
จานวน 5 คน ประเมนิ ความเหมาะสมและความสอดคล้องของวิธกี ารพฒั นาภาวะผ้นู าเชิงกลยุทธ์

เคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมินคือแบบประเมินความเหมาะสมของวิธีการพัฒนามีลักษณะเป็น
แบบสอบถามชนิดประมาณค่า 5 ระดับ

ระยะท่ี 3 การนาวิธกี ารพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ฯ ไปใช้ และการปรับปรุงแก้ไขวิธกี ารพัฒนา
ภาวะผ้นู าเชงิ กลยทุ ธ์ฯ มีขน้ั ตอนการวจิ ัย 2 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่

ข้ันตอนที่ 5 การนาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลไปใช้กับหัวหนา้ สาขาวิชาในมหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอีสาน จานวน 30 คนโดยใช้
วธิ กี ารสมุ่ ตัวอย่างแบบหลายขน้ั ตอน

เคร่ืองมือที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย 1) แบบประเมินภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ซึ่งมี 2 ฉบับ คือ
ฉบับผู้เข้ารับการฝกึ อบรมประเมนิ ตนเองและฉบับเพื่อนร่วมงานประเมิน 2) แบบประเมนิ ระดับความพึงพอใจ
ตอ่ วธิ ีการพัฒนาภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธ์ประกอบด้วย 3 ตอนคือตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปตอนท่ี 2 ความพึงพอใจใน
วิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ

ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 235

เพ่ิมเติมเคร่ืองมือมีค่าความเชื่อม่ัน (ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา) ท้ังฉบับเท่ากับ .94 ข้อ คาถามมีค่าอานาจจาแนก
อยู่ระหว่าง 2.40–7.20

ข้ันตอนท่ี 6 การปรับปรุงแก้ไขวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ฯโดยหลังจากนาวิธีการไป
ทดลองใช้ฝึกอบรมหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานผู้วิจัยได้นาผลการประเมิน
มาวิเคราะห์ปรับปรุงแก้ไข ซ่ึงพิจารณาจากปัญหาอุปสรรคและจากข้อเสนอแนะต่างๆในแบบประเมินการ
พฒั นาภาวะผนู้ าเชิงกลยุทธ์ฯ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมโดยนาข้อมูลดังกล่าว
มาปรับแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล

สรุปผลการวิจยั
ขน้ั ตอนท่ี 1 ผลการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้องกับภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ พบว่า

องคป์ ระกอบภาวะผู้นาเชงิ กลยทุ ธข์ องหวั หนา้ สาขาวชิ าในมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลมีองค์ประกอบหลัก
3 องค์ประกอบ คือ 1) การกาหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ 2) การนากลยุทธ์ไปปฏิบัติ 3) การควบคุมและประเมิน
กลยุทธ์

การกาหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ หมายถึงการท่ีบุคคลมีความสามารถในการกาหนดวิสัยทัศน์และ
สามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ตลอดจนจูงใจกระตุ้นผู้ร่วมงานให้ปฏิบัติตามได้อย่างสม่าเสมอสามารถวิเคราะห์
สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกเพ่ือกาหนดแผนกลยทุ ธ์ใหส้ อดคล้องกบั การเปล่ียนแปลง

การนากลยุทธ์ไปปฏิบัติหมายถึงการวางแผนตัดสินใจและดาเนินการปฏิบัติโดยใช้กระบวนการ
จัดการท่เี ป็นพืน้ ฐานขององค์การได้แก่การวางแผน การจดั องค์การ การนา และการควบคุมการปฏิบตั ิการ

การควบคุมและประเมินกล หมายถึงกระบวนการวัดการปฏิบัติงานท่ีได้มีการวางแผนไว้ เพื่อให้
เกดิ ความเช่ือมน่ั ว่าการปฏิบตั ิงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ขององคก์ ารไดแ้ ก่การวัดผลการปฏิบัติ
งานที่เกิดข้ึนจริง การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐานที่กาหนด และการแก้ไขหรือปรับปรุงส่ิงที่
ผดิ พลาดไปจากมาตรฐาน

ข้ันตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิ ชาใน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ฯ
โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นว่า องค์ประกอบหลักภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้า
สาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากและรายด้านมีความ
เหมาะสมอยู่ในระดับมาก ดงั ขอ้ มลู ในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 คา่ เฉล่ยี สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานและระดบั ความเหมาะสมขององคป์ ระกอบหลักภาวะผนู้ า
เชงิ กลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวชิ าในมหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล

องคป์ ระกอบหลกั x̅ S.D. ระดบั ความเหมาะสม

1. การกาหนดทิศทางเชงิ กลยุทธ์ 4.40 0.32 มาก
2. การนากลยทุ ธไ์ ปปฏิบัติ 4.31 0.34 มาก
3. การควบคุมและประเมนิ กลยุทธ์ 4.35 0.31 มาก
4.35 0.32 มาก
โดยรวม

236 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

ขั้นตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์หาระดับความสาคัญในการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้า
สาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพบว่า บุคลากรสายวชิ าการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
เห็นวา่ องคป์ ระกอบหลักทม่ี ีความสาคญั ในการพัฒนาภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธข์ องหวั หนา้ สาขาวิชาในมหาวทิ ยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล 3 องค์ประกอบ มีระดับมากที่สุด 1 องค์ประกอบ คือ การนากลยุทธ์ไปปฏิบตั ิ (x̅=4.59)
อยู่ในระดับมาก 2 องค์ประกอบเรียงตามลาดับค่าเฉล่ีย คือ การควบคุมและประเมินกลยุทธ์ (x̅=4.44) และ
การกาหนดทิศทางเชงิ กลยทุ ธ์ (x̅=4.37) ตามลาดบั ดังข้อมลู ในตารางท่ี 2

ตารางที่ 2 คา่ เฉลี่ย และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ความสาคัญในการพฒั นาภาวะผ้นู าเชงิ กลยทุ ธ์ของหัวหน้า
สาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลจาแนกตามองค์ประกอบหลัก

องคป์ ระกอบหลัก x̅ S.D. ระดบั ความสาคัญ

1. การกาหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ 4.37 0.66 มาก
2. การนากลยุทธไ์ ปปฏิบัติ 4.59 0.40 มาก
3. การควบคุมและประเมนิ กลยุทธ์ 4.44 0.59 มาก

ข้นั ตอนที่ 4 ผลการยกร่างวิธกี ารพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์ของหวั หน้าสาขาวชิ าในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลจากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับวธิ ีการพัฒนาภาวะผนู้ าชูชัยสมทิ ธิไกร (2558 : 1-7) สรุปถึง
วธิ ีการพัฒนาภาวะผู้นาว่าหนึ่งในกระบวนการพัฒนาภาวะผ้นู าน้ันคือการฝึกอบรมซ่งึ มีบทบาทสาคัญประการ
หนึ่งในการเพิ่มพูนปรับปรุงและเปล่ียนแปลงความรู้ทักษะและความสามารถของบุคคลเพ่ือให้สามารถ
ตอบสนองเป้าหมายและนโยบายการดาเนินงานขององค์การได้ การฝึกอบรมจึงมีความสาคัญต่อ
ความเจริญก้าวหน้าขององค์การและของตวั บคุ คล และจากการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะวิธกี ารพัฒนาภาวะผนู้ า
ในขั้นตอนการสารวจหาความสาคญั จาเป็นในการพฒั นาภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธ์พบว่าวิธกี ารพฒั นาภาวะผนู้ าด้วย
การฝึกอบรมเป็นวิธีที่เหมาะสม ด้วยเหตุน้ีเพื่อการพัฒนาภาวะผู้นาให้เกิดประสิทธิผลผู้วิจัยจึงได้ยกร่าง
วธิ ีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ในรูปแบบของหลกั สตู รการฝึกอบรม มี 3 ส่วนดังนี้ 1) โครงร่างของหลักสูตร
ประกอบด้วย สภาพปัญหาและความจาเป็นของการฝึกอบรม หลักการเป้าหมาย จุดมุ่งหมายของหลักสูตร
ระยะเวลา โครงสร้างและขอบข่ายเนอื้ หา กจิ กรรมการฝกึ อบรม เทคนิคการฝกึ อบรมส่ือประกอบการฝกึ อบรม
การวัดและการประเมินผล 2) คู่มือการฝึกอบรม ประกอบด้วย คาแนะนาสาหรับวิทยากร แนวทางในการ
ฝึกอบรม กระบวนการฝึกอบรม3)หน่วยการฝึกอบรมประกอบด้วยวัตถุประสงค์การฝึกอบรม เนื้อหาการ
ฝึกอบรม กจิ กรรม และวิธกี ารฝกึ อบรมสื่อประกอบการฝึกอบรม และการประเมนิ ผล

ผู้วิจัยนาเสนอหลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล ใหผ้ ู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน ซ่ึงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านหลักสูตร และผู้ทรงคุณวุฒิท่ี
เปน็ ผู้บริหารจากสถาบันอุดมศึกษา ประเมินหลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธฯ์ ผลการประเมินความ
เหมาะสมของหลักสูตร ผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นว่า หลักสูตรหลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ฯ โดยรวมมี
ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากซงึ่ มรี ายละเอยี ด ดงั ตารางท่ี 3

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 237

ตารางที่ 3 การประเมินความเหมาะสมของหลักสตู รการพัฒนาภาวะผู้นาเชงิ กลยทุ ธข์ องหัวหน้าสาขาวชิ าใน
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล ตามความคดิ เหน็ ผูท้ รงคณุ วุฒจิ าแนกตามองคป์ ระกอบของ
หลกั สูตรฯ

หลกั สูตรการพฒั นาภาวะผนู้ าเชิงกลยทุ ธ์ฯ x̅ ระดับความเหมาะสม
1. สภาพปัญหาและความจาเปน็ 4.13 มาก
2. หลกั การของหลักสูตร 4.10 มาก
3. เปา้ หมายของหลกั สูตร 4.07 มาก
4. จุดมุง่ หมายของหลกั สูตร 4.07 มาก
5. ระยะเวลาการฝึกอบรม 4.20 มาก
6. เนอ้ื หาของหลกั สูตร 4.13 มาก
7. กิจกรรมการฝกึ อบรม 4.00 มาก
8. เทคนิคการฝกึ อบรม 4.00 มาก
9. สอ่ื ประกอบการฝึกอบรม 4.00 มาก
10. การวดั และประเมนิ ผล 4.10 มาก
4.08 มาก
โดยรวม

ขั้นตอนที่ 5 ผลการนาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลไปใช้พัฒนาหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และได้ประเมิน
ดังนี้ 1) ประเมินและเปรียบเทียบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ฯ ก่อนและหลังการพัฒนาตามหลักสูตร 2) ประเมิน
ความพึงพอใจตอ่ วิธีการพฒั นาภาวะผ้นู าเชิงกลยทุ ธฯ์ ซง่ึ มรี ายละเอียด ดงั ตารางที่ 4 - 6

ตารางที่ 4 ผลการเปรยี บเทยี บคา่ เฉลี่ยภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์ของหวั หนา้ สาขาวชิ าในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลกอ่ นและหลงั การฝกึ อบรม กรณีผเู้ ข้ารับการฝกึ อบรมประเมินตนเอง

องคป์ ระกอบ ก่อนการฝกึ อบรม หลงั การฝกึ อบรม t p
x̅ S.D. x̅ S.D.

1. การกาหนดทิศทางเชงิ กลยุทธ์ 3.42 0.43 4.00 0.24 -4.22* .000
2. การนากลยทุ ธ์ไปปฏบิ ัติ 3.87 0.52 4.34 0.25 -5.11* .000
3. การควบคุม และประเมนิ กลยุทธ์ 3.88 0.38 4.14 0.45 -4.82* .000
โดยรวม 3.72 0.52 4.16 0.22 -3.81* .000
*มนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01

238 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

ผลการประเมินและเปรียบเทยี บภาวะผนู้ าเชงิ กลยทุ ธ์ผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรมเห็นวา่ ตนเองมภี าวะผูน้ า
เชิงกลยุทธ์โดยรวม และทุกองค์ประกอบหลักหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ิที่ระดบั .01

ตารางท่ี 5 ผลการเปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยภาวะผนู้ าเชงิ กลยุทธ์ของหัวหนา้ สาขาวิชาในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคลก่อนและหลังการฝึกอบรม กรณีประเมนิ โดยกลุ่มบคุ คลอน่ื (ผบู้ งั คับบัญชาและ
ผใู้ ต้บงั คบั บญั ชา)

องคป์ ระกอบ กอ่ นการฝกึ อบรม หลงั การฝกึ อบรม t p
x̅ S.D. x̅ S.D.

1. การกาหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ 3.57 0.42 4.06 0.21 -9.66* .000
2. การนากลยุทธ์ไปปฏบิ ัติ 3.78 0.30 4.18 0.20 -14.38* .000
3. การควบคมุ และประเมนิ กลยุทธ์ 3.29 0.28 3.91 0.15 -13.40* .000
โดยรวม 3.54 0.42 4.05 0.28 -12.27* .000
*มนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .01

ผล การประเมินแล ะเปรียบเทียบภา วะผู้นาเชิงกล ยุทธ์โดยกลุ่มบุคคลอ่ืน เห็นว่า ผู้เข้ารับกา ร
ฝกึ อบรมมีภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์โดยรวม และทุกองค์ประกอบหลักหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรม
อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .01

ตารางที่ 6 ความพึงพอใจของผู้เขา้ รับการฝกึ อบรมตอ่ วิธกี ารพฒั นาภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธข์ องหวั หนา้ สาขาวิชา
ในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล
ระดับ
ท่ี ประเด็นประเมิน x̅ S.D. ความพึงพอใจ

1 เน้อื หาและเอกสาร 4.16 0.29 มาก
2 วิทยากร 4.22 0.21 มาก
3 กิจกรรมการฝึกอบรม หนว่ ยท่ี 1 4.18 0.24 มาก
4.14 0.33 มาก
การกาหนดทศิ ทางเชิงกลยทุ ธ์ 4.13 0.36 มาก
4 กิจกรรมการฝึกอบรม หน่วยที่ 2 4.63 0.41 มากทีส่ ดุ
4.28 0.59 มาก
การนากลยทุ ธ์ไปปฏบิ ัติ 4.24 0.62 มาก
5 กิจกรรมการฝกึ อบรม หนว่ ยที่ 3

การควบคุมและประเมินกลยทุ ธ์
6 สถานทีฝ่ ึกอบรม และสิ่งอานวยความสะดวก
7 เจา้ หน้าทผ่ี ู้ประสานงานและบรหิ ารกิจกรรม

โดยรวม

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 239

ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เขา้ รบั การฝึกอบรมต่อวิธกี ารพฒั นาภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์ของ
หัวหน้าสาขาวชิ าในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพบวา่ ผ้เู ข้ารับการฝกึ อบรมมคี วามพึงพอใจต่อการพฒั นา
โดยรวมอยใู่ นระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด
1 ดา้ น คือ สถานที่ฝึกอบรมและสง่ิ อานวยความสะดวก (x̅= 4.63) และอยูใ่ นระดับมากเรยี งตามลาดับคา่ เฉลี่ย
จากมากไปหาน้อย 3 ลาดับแรก คือ เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานและบริหารกิจกรรม (x̅=4.28) วิทยากร
( x̅=4.22) และกิจกรรมการฝึกอบรม หนว่ ยที่ 1 การกาหนดทศิ ทางเชิงกลยุทธ์ (x̅=4.18)
อภิปรายผลการวิจยั

1. ภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลมอี งค์ประกอบ
หลัก3 องค์ประกอบได้แก่ 1) การกาหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ 2) การนากลยุทธ์ไปปฏิบัติ 3) การควบคุมและ
ประเมินกลยุทธ์ โดยได้มาจากผู้วิจัยศึกษาวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ
ภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ แล้วนามาสงั เคราะหอ์ งค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธ์ และสร้างแบบสมั ภาษณ์อย่างมี
โครงสร้างนาไปสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับองค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงก ลยุทธ์เพ่ือให้ได้ข้อมูล
องค์ประกอบภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธ์ที่มคี วามสอดคล้องและเหมาะสมมากที่สดุ กับบริบทของหวั หน้าสาขาวิชาใน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หลังจากนั้นผู้วิจัยได้นาข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกมาวิเคราะห์
และสรุปสร้างแบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์แล้วนาไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ
จานวน 9 คน ประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ผลการประเมินความเหมาะสม
พบว่าองคป์ ระกอบหลักภาวะผู้นาเชงิ กลยุทธม์ คี วามเหมาะสมโดยรวมอยใู่ นระดบั มากจึงสรุปไดว้ า่ องค์ประกอบ
ภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์มีความเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับ เนตร์พัณณา ยาวิราช (2556: 47) สรปุ ว่าภาวะผนู้ า
เชิงกลยุทธ์ประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ 1) การสร้างกลยทุ ธ์ 2) การนากลยุทธ์ไปปฏิบัติ 3) การควบคุมกล
ยุทธ์และสอดคล้องกับไพโรจน์ ปิยะวงศ์วัฒนา (2556 : 9) สรุปว่าภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ประกอบด้วย
องค์ประกอบ ดังน้ี 1) การกาหนดทิศทางและวิเคราะห์สภาพแวดล้อม 2) การกาหนดกลยุทธ์ 3) การกาหนด
และการควบคุมกลยุทธ์สอดคล้องกับ Hitt, Ireland andHoskisson (2009 : 2-38) ที่สรุปว่าองค์ประกอบ
ภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ ดังนี้ 1) การกาหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ 2) การบริหารทรัพยากรในองค์การ 3) การสนับสนุน
วัฒนธรรมองค์การท่ีมีประสิทธิผล 4) การปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม 5) การจัดตั้งควบคุมองค์การให้สมดุลและ
สอดคล้องกับ Adair (2010 : 8) ท่ีกล่าวถึงองค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ที่ผู้นาจาเป็นต้องมีเพ่ือใชใ้ นการ
สร้างกลยทุ ธ์ท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล ไดแ้ ก่ 1) การวเิ คราะหเ์ ชิงกลยทุ ธ์ 2) การทบทวน
กลยุทธ์ 3) การตดั สินใจเลอื กกลยทุ ธ์ 4) การนากลยทุ ธ์ไปปฏิบตั ิ

2. การจัดทาหลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล ผู้วิจัยได้พัฒนาหลักสูตรฯ ซ่ึงโครงสร้างของหลักสูตรประกอบด้วย 10 หัวข้อ ได้แก่
สภาพปัญหาและความจาเป็นของการฝึกอบรม หลักการ เป้าหมาย จุดมุ่งหมายของหลักสูตร ระยะเวลา
โครงสรา้ งและขอบขา่ ยเนอ้ื หากิจกรรมการฝึกอบรม เทคนิคการฝกึ อบรม ส่อื ประกอบการฝึกอบรม การวดั และ
ประเมินผลการฝกึ อบรม

ขอบข่ายเนื้อหาของหลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ฯ ประกอบด้วย 3 หน่วย ดังนี้
หน่วยที่ 1 การกาหนดทิศทางเชิงกลยทุ ธ์ หน่วยที่ 2 การนากลยุทธ์ไปปฏบิ ัติ และหน่วยที่ 3 การควบคุมและ
ประเมนิ กลยทุ ธ์ โดยให้ความรพู้ ้ืนฐานเกี่ยวกบั ภาวะผู้นาเชิงกลยทุ ธเ์ พือ่ ที่ผเู้ ข้ารับการอบรมจะได้มคี วามเขา้ ใจ
เก่ียวกับ ความหมาย ความสาคัญ คุณลักษณะ และองค์ประกอบของภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ แล้วจึงนาเสนอ
เรียงลาดับหัวข้อในแตล่ ะองคป์ ระกอบสาหรับการจัดกิจกรรมในการฝกึ การอบรมเน้นการนาความร้สู ่กู ารปฏิบัติ
จรงิ ดว้ ยการเรยี นรู้ร่วมกนั การทากจิ กรรมกลมุ่ กรณศี ึกษา การแกไ้ ขปัญหา การอภปิ รายและสรปุ ผลรว่ มกัน

240 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี


Click to View FlipBook Version