The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ratda_Lert, 2021-10-09 19:02:54

บัวบัณฑิต ธค 2560 Kami Export - Journal_41

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

เพ่ือให้ผู้เข้ารบั การอบรมเกิดการพัฒนาให้มากท่ีสุด ระยะเวลาการฝึกอบรมใช้เวลา 19 ช่ัวโมง โดยที่วทิ ยากร
ควรนาเสนอแนวคิดท่ีสาคัญในแต่ละเร่ือง หลังจากน้ันให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้มีการทากิจกรรมตามใบงาน
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน และออกมานาเสนอผลงานของกลุ่ม ส่วนการวัดและประเมินผล ได้นา
การประเมินแบบ 360 องศา ท่ีเปน็ ลักษณะของการใช้วิธีการประเมินรอบด้าน ทั้งการประเมินตนเองของผู้เข้า
รับการฝึกอบรม และประเมินโดยบุคคลอ่ืนๆ ได้แก่ การประเมินโดยผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา
มกี ารประเมินท้ังก่อนและหลังการฝึกอบรม โดยมีเกณฑ์สาหรับการประเมนิ ทีช่ ัดเจนซ่งึ สอดคล้องกับการวิจัย
ของกัณฑ์กณัฐ สุวรรณรัชภมู ์ (2557: 185-186) ท่ีวิจัย เร่ืองการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างภาวะ
ผู้นากลยุทธ์สาหรับพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขจังหวัด
กรุงเทพมหานครและสอดคล้องกับงานวิจัย Zentis (2007 : 122) พบว่า การประเมินป้อนกลับแบบ
360 องศาสนบั สนนุ ความเตม็ ใจของบุคคลท่จี ะเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมในระหว่างกระบวนการพฒั นาภาวะผูน้ า

3. การประเมินการใช้หลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขา วิชาใน
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล โดยผู้วิจัยนาหลักสูตรที่พัฒนาขน้ึ ไปทดลองใช้ฝึกอบรมหัวหน้าสาขาวิชาใน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น จานวน 30 คนผลการประเมินภาวะผู้นาเชิงกล
ยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลโดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมประเมินตนเอง และ
ประเมินโดยบุคคลอื่น ได้แก่ การประเมินโดยผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา พบว่า หัวหน้าสาขาวิชามี
ภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์โดยรวมอยู่ในระดับมากซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของตวัญลักษณ์ พวงนิล (2555 : 501-503)
พบว่า ผลการประเมินหลังการทดลองโปรแกรมการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์สาหรับผู้บริหารสถานศึกษา
ข้ันพื้นฐานทุกประเภทสูงข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ กัณฑ์กณัฐ
สุวรรณรัชภูม์ (2557: 185) พบว่าพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสังกดั กรมการแพทย์มีความรู้ความเขา้ ใจและ
เจตคติต่อภาวะผู้นากลยุทธ์อยู่ในระดับมากสอดคล้องกับงานวิจัยของพิมพ์พิศา ชัชชวพันธ์ (2559 : 229)
พบวา่ ผ้บู ริหารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษามภี าวะผูน้ าเชิงกลยุทธ์อย่ใู นระดับมาก

การเปรียบเทียบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของหัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
กรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรมประเมินตนเอง และประเมินโดยบุคคลอื่น ได้แก่ การประเมินโดยผู้บังคับบัญชา
และผู้ใต้บงั คบั บัญชา ก่อนและหลังการฝกึ อบรมโดยรวม พบว่า ภาวะผนู้ าเชิงกลยทุ ธ์หลงั การฝึกอบรมสูงขึ้น
กว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุวัฒน์จุลสุวรรณ (2554 :
159-160) วจิ ัยเรื่องการพัฒนาภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลงผบู้ ริหารสายสนบั สนุนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ พบว่า
ผเู้ ข้ารบั การพัฒนาประเมินตนเอง และประเมินโดยกลุ่มบุคคลอื่นมภี าวะผู้นาการเปล่ยี นแปลงหลังการพัฒนา
สงู กวา่ ก่อนการพฒั นาอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .01

การประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมต่อ วิธีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของ
หัวหน้าสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พบว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความพึงพอใจต่อวิธีการ
ทผ่ี ู้วิจยั ได้พัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากทั้งนอ้ี าจเนื่องจากผวู้ ิจยั ได้มกี ารสารวจความสาคญั หรือความต้องการ
ในการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ทาให้ได้ข้อมูลนามาจัดทาเนื้อหาและวิธีการพัฒนา ดังนั้นผลการประเมิน
ความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมจึงมีความพึงพอใจต่อวิธีการพัฒนา และเห็นว่าเน้ือหาสอดคล้องกับ
ความตอ้ งการของหนว่ ยงาน

ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 241

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้
1. มหาวิทยาลัยควรสนับสนุนให้มีการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์แก่หัวหน้าสาขาวิชาอย่างเป็น

ระบบ โดยมีการกาหนดแนวทางการพัฒนาไว้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนในแผนงานและโครงการพัฒนา
บุคลากรของมหาวิทยาลยั ควรใหก้ ารสนับสนุนการดาเนนิ การและงบประมาณอยา่ งตอ่ เนือ่ ง

2. มหาวิทยาลัยควรจัดให้มีระบบการติดตามประเมินผลการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์
อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ และควรมีการจัดกิจกรรมเพ่ือกระตุ้นให้หัวหน้าสาขา วิชามีความตระหนักใน
ความสาคัญของภาวะผู้นาเชงิ กลยทุ ธ์

ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การวจิ ัยต่อไป
1. ควรวิจัยเพ่ือค้นหาองค์ประกอบภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของบุคลากรผู้บริหารกลุ่มอื่น เช่น
กลุ่มผบู้ ริหารสายสนับสนนุ
2. ควรศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยอ่ืนๆ หรือในสถาบัน
อาชีวศึกษาเพือ่ หาความสาคัญการพฒั นาภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์วา่ มีความเหมือนหรอื แตกต่างกันหรือไม่รวมถึง
วิธีการ และระยะเวลาที่เหมาะสมในการพัฒนา เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างสอดคล้องกับบริบทของ
หนว่ ยงาน
กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานพิ นธ์ฉบบั น้สี าเร็จสมบรู ณไ์ ด้ด้วยความกรณุ าและคาแนะนาอันมีคา่ จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์
ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานท่ีสนับสนุนงบประมาณในการจัดโครงการเพ่ือนา
หลักสูตรไปใช้ฝึกอบรม ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.เนตร์พัณณา ยาวริ าช และผู้ทรงคณุ วุฒิทุกท่าน
ท่ใี ห้สัมภาษณ์ ขอขอบพระคุณทุกท่านท่ีใหค้ วามชว่ ยเหลอื ในการวจิ ัยครั้งนี้ คณุ ค่าและประโยชน์ของวิทยานพิ นธ์
ฉบบั น้ี ผู้วจิ ยั ขอมอบบชู าพระคณุ บิดา มารดา ครอู าจารย์ตลอดจนผมู้ พี ระคุณทกุ ทา่ น
เอกสารอ้างอิง
กัณฑ์กณัฐ สวุ รรณรัชภูม.์ การพฒั นาหลกั สตู รฝกึ อบรมเพอื่ เสรมิ สร้างภาวะผ้นู ากลยทุ ธ์สาหรบั พยาบาล
วชิ าชพี โรงพยาบาลสงั กัดกรมการแพทยก์ ระทรวงสาธารณสุขจงั หวัดกรงุ เทพมหานคร.
ปรญิ ญานพิ นธก์ ารศกึ ษาดษุ ฎบี ณั ฑติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, 2557.
ชชู ยั สมทิ ธไิ กร.การฝกึ อบรมบคุ ลากรในองคก์ าร. พิมพค์ รงั้ ท่ี 9. กรุงเทพฯ:จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั ,
2558.
ตวัญจล์ ักษณ์ พวงนลิ . โปรแกรมพฒั นาภาวะผ้นู าเชิงกลยทุ ธ์สาหรบั ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน.
วิทยานิพนธป์ รัชญาดษุ ฎบี ณั ฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2555.
เนตรพ์ ัณณา ยาวริ าช. ภาวะผู้นา และผ้นู าเชิงกลยทุ ธ.์ พิมพ์ ครง้ั ท่ี 8. กรงุ เทพฯ: เซ็นทรลั เอก็ ซ์เพรส,

2556.
บุญชม ศรสี ะอาด. การวจิ ัยเบื้องตน้ .พิมพ์ คร้งั ที่ 8. กรุงเทพฯ: สุวรี ิยาสาสน,์ 2553.
พมิ พพ์ ิศา ชัชชวพันธ์. การพฒั นาโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผนู้ าเชงิ กลยทุ ธข์ องผบู้ รหิ ารโรงเรียน.

วิทยานพิ นธก์ ารศึกษาดุษฎีบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2559.
ไพโรจน์ ปยิ ะวงศ์วัฒนา. การจดั การเชงิ กลยทุ ธ์. พมิ พค์ รัง้ ที่ 2. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย,

2556.

242 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

สวุ ฒั น์ จุลสุวรรณ. การพฒั นาภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลงผบู้ รหิ ารสายสนบั สนนุ สถาบนั อดุ มศกึ ษาของรฐั .
วทิ ยานิพนธก์ ารศกึ ษาดษุ ฎีบัณฑติ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2554.

Adair, J.Strategic Leadership : How to Think and Plan Strategically and Provide
Direction. London : Kogan Page, 2010.

Giber, D., Lam, S., Goldsmith, M. andBourke, J. (eds.). Linkage Inc.’s Best Practicesin
Leadership Development Handbook: case studies, instruments, training.2nd
ed. San Francisco, CA: Pfeiffer, 2009.

Hitt, M. A., Ireland, R. D. and Hoskisson, R. E.Strategic Management: Competitiveness
and Globalization.8th ed. Cincinnati: South-Western / Cengage Learning, 2009.

Morrill, R. L.Strategic Leadership: Integrating Strategy and Leadership in Colleges
andUniversities. Maryland: Rowman&Littlefiled Publishers, 2010.

Pearce , J. A., and Robinson, R. B.Strategic Management: Strategy Formulation,
Implementation, and Control.12th ed.Chicago, IL: R. D. Irwin,2011.

Robbins, S. P., and Coulter, M.Management.11thed. New Jersey: Prentice Hall, 2012
Zentis, N.L.R.The impact of 360-degree feedback on leadership development.

Dissertation Degree Doctor of Philosophy Cappella University, 2007.

ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 243

244 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์และความสามารถดา้ นทักษะการแกป้ ัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นฆงั คะทวศี ิลป์ ท่ีไดร้ บั การจัด

การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความร้เู สรมิ ด้วยการใช้ปญั หาเปน็ ฐาน
A study on science learning achievement and problem solving skills of
Mattayomsuksa 1 of Khangkataweesin School by Inquiry cycle learning

with problem-based learning

จตุพร เล่ือนกะฐิน1
จติ นวนแก้ว2

หสั ชยั สิทธิรกั ษ์3

บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์1)เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีได้รับการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคร้ังนี้ คือ
นกั เรยี นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนฆังคะทวีศลิ ป์ จังหวดั นครศรีธรรมราช จานวน 1 ห้อง โดยการเลือกแบบสมุ่ อย่าง
ง่าย (Simple Random Sampling) จานวน 32 คน ปีการศึกษา 2560 ภาคเรียนท่ี 1 จานวน 32 คน เนื้อหาในการ
วิจัยเป็นเน้ือหากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551
สาระที่ 1 ส่ิงมีชีวิตกับกระบวนการดารงชีวิต หน่วยการเรียนรู้กระบวนการดารงชีวิตของพืช เวลา 15 ชั่วโมง
ระยะเวลา 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ช่ัวโมงเคร่ืองมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ชนิดคือแผนการจัดการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใช้ปั ญหาเป็ นฐานเพื่ อพัฒ นาความส ามารถในการแก้ ปั ญหาทางวิทยาศาสตร์
เร่ือง กระบวนการดารงชีวิตของพืช จานวน 5 แผนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
จานวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการสถิติแบบ t-test Dependent Sample โดยตั้งระดับนัยสาคัญ
ทางสถิตไิ วท้ ีร่ ะดบั .05 แลว้ นามาเปรยี บเทียบด้วยการเปดิ ตาราง t
ผลการวิจยั พบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ทไ่ี ดร้ บั การจัดการเรียนรู้
โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05
คาสาคญั : การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้, การใช้ปัญหาเป็นฐาน, ทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์

1นักศกึ ษาหลกั สตู ร ครุศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิทยาศาสตร์ 245
2ประธานกรรมการทีป่ รึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรธี รรมราช
3 กรรมการท่ีปรึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช

ปีท่ี 17 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน - ธนั วาคม 2560)

2. ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่ได้รับ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี นอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05

Abstract
The objectives of this research were 1) to compare on science learning achievement of
Mattayomsuksa 1 of Khangkatawees in School. Using by problem-based learning with inquiry cycle
learning (5Es) 2) to compere science problem solving skills of Mattayomsuksa1 of Khangkatawees
in school are taking by problem-based learning with inquiry cycle (5Es). The sample of this research
were 32 students (1classroom) of Mattayomsuksa 1 of Khangkatawees in school, NakhonSi
Thammarat, are studying in the first semester of the 2017 academic year. The sample was selected
based on simple random sampling. The content used in research is content in the learning
substance of science is according to The Basic Education Core Curriculum B.E. 2551 (A.D.2008),
strand 1 : Living and Family, Unit : Life process of plants, that include are role and essential
components, factors essential for growth photosynthesis and plant response to stimulus in the
first semester of the 2017 academic year used 15 hours in 5 week (3hours per week). Instruments
use included 5 lesson plans using the inquiry cycle learning with problem-based learning for
developing skills in science : plants life, a test of learning achievement in the learning substance of
science, and a test of ability to science problem solving skills. Statics employed was t-test that set
to compare by 0.05 level of significance with chart “t”
The research resulted were as follows :
1. The students of Mattayomsuksa 1 after learning by problem-based learning with
inquiry cycle learning (5Es) had posttest score on science studying achievement higher than
pretest score at 0.05 level of significance.
2. The students of Mattayomsuksa 1 after taking by problem-based learning with
inquiry cycle learning (5Es) had posttest score on problem solving skills higher than pretest
score at 0.05 level of significance.
Keywords : inquiry-based learning, problem-based learning, problem solving skills
บทนา
การจัดการเรียนการสอนจึงได้บรรจุวิชาวิทยาศาสตร์ไว้ในหลักสูตรทุกระดับช้ันโดยจุดมุ่งหมาย
มุ่งเน้นให้นักเรียนคิดเป็นทาเป็นแก้ปญั หาเปน็ สามารถนาความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้ซง่ึ วิธีการสอนแบบสืบ
เสาะหาความรเู้ ป็นวธิ ีการสอนทม่ี ุ่งพัฒนาจุดมุ่งหมายดังกลา่ วคอื เป็นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปญั หา
ต่างๆด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นด้วยการแสวงหาแล้วนาไปสู่การค้นพบหลักเกณฑ์ต่างๆ ท่ีเป็น
วิทยาศาสตร์เป็นการสอนท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีบทบาทในการค้นคว้าพิสูจน์ทดลองหาความจริงตาม
หลักเกณฑ์ที่ต้ังไว้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษามีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยเี ปน็ ผ้รู บั ผดิ ชอบในการพฒั นาบทเรยี นและคมู่ ือครูโดยยึดแนวการสอนแบบสืบเสาะหา

246 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

การติดตามผลของการนาหลังสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พบว่า
กระบวนการจัดการเรียนรใู้ นโรงเรียนส่วนใหญ่ยงั ไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณภาพตามเจตนารมณ์ของ
หลักสูตรที่จัดทาข้ึนมาได้ โดยเฉพาะความสามารถด้านการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ หลังจากผู้วิจัยได้ลงเก็บ
ข้อมูลโดยนาแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนโดยศึกษา
ตัวอย่างจากแบบทดสอบความสามารถด้านการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีการยกสถานการณ์ และ
บทความส้ันๆให้นกั เรยี นพิจารณาและหาคาตอบ ใหน้ ักเรียนระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนฆงั คะทวีศิลป์
จานวน 32 คน แบบทดสอบ 20 ข้อ 20 คะแนนได้ฝึกทาเพื่อวัดผลความสามารถด้านการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนและเป็นแนวทางในการจัดทาแผนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน พบว่าคะแนน
สงู สุดอยู่ท่ี 19 คะแนน คะแนนต่าสุดอยู่ท่ี 9 คะแนน ซ่ึงจากการทาแบบทดสอบดังกลา่ วพบวา่ นักเรียนยังคง
ขาดทักษะความสามารถด้านการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์การขาดทักษะดังกล่าวยังส่งผลถึงผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐานของนักเรยี นอีกดว้ ย เนื่องจากเน้อื หาของรายวิชาจะเก่ียวขอ้ งกับการอธิบาย
หาสาเหตุ ปัจจัย ผลกระทบ และส่งผลถึงการเรียนในระดับชั้นที่สูงข้ึน จะเห็นได้จากผลการทดสอบทาง
การศึกษาระดับชาติข้ันพ้ืนฐาน (O-NET) ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ได้รายงานผลการทดสอบ
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรข์ องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ปี พ.ศ.2555 โดยภาพรวมระดับประเทศ
พบว่าการทดสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนฆังคะทวีศิลป์
อย่ใู นระดบั พอใช้

การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ให้กับนักเรียนจะทาให้นักเรียนได้มี
พัฒนาการทางความคิดมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลของปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากปรากฏการณ์
ธรรมชาติในโลกท่ีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้และมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆเกิดขึ้น การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบสืบเสาะมาใช้และเผยแพร่ให้ครูทั่วไปพร้อมกับเสนอแนะแนวทางขั้นตอนในการจัดการเรียน
การสอนเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1)ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)2) ขั้นสารวจ และค้นหา (Exploration)
3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) และ5)ขั้นประเมิน
(Evaluation)ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ มนมนัสสุดสิน (2543 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทาง
วิทยาศาสตรแ์ ละความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอน
แบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบการเขียนแผนผังมโนมติโดยทาการศึกษากับนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ 2
ภาคเรยี นที 1 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนสาธติ สถาบันราชภัฏสวนสุนันทาเขตดุสิตกรุงเทพฯจานวน 60 คน
ผลการศกึ ษาพบวา่ นกั เรยี นท่ไี ด้รับการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ประกอบการเขยี นแผนผงั มโนมติกับการสอน
ตามคู่มือครูมีผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ด้านความรู้ความจาด้านความเข้าใจด้านนาไปใช้ด้านทักษะ
กระบวนการทางวิทยาสาสตร์และมีความสมารถในการคิดวิเคราะห์วิจารณ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติทีระดับ .01 และสอดคล้อยกับการวิจัยของอาภาพรสิงหราช (2545 : บทคัดย่อ) ได้ทาการศึกษา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู้ประกอบการใช้ห้องเรียนจาลองธรรมชาติกับการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิซึมโดยทาการศึกษากับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนศรีลาจารพิพัฒน์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 จานวน 72 คน
ผลการศกึ ษาพบว่าผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรยี นที่ได้รับการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ประกอบการใช้
ห้องเรียนจาลองธรรมชาติกับการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิซึมแตกต่างกันอย่า งมีนัยสาคัญทางสถิติทีระดับ
.05 และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบการใช้ห้องเรียน
จาลองธรรมชาติกับการสอนตามแนวคอนสตรคั ตวิ ซิ มึ แตกต่างกนั อยา่ งไมม่ ีนัยสาคัญทางสถติ ิ

ปที ี่ 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 247

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นวธิ ีหนึง่ ทไี่ ด้รับการกลา่ วถึงอย่างมากในชว่ ง 25 ปที ่ผี า่ นมาเป็น
วธิ ีการเรียนรู้ท่แี ตกต่างไปจากวิธีด้ังเดิมท่เี นน้ ตัวสาระความรู้และมุง่ เน้นที่ผู้สอนเปน็ สาคัญแต่ทต่ี ่างออกไป คือ
การเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานน้ันใช้นักเรียนเป็นสาคัญโดยมุ่งที่ใชป้ ัญหาจริงหรือสถานการณ์จาลองเป็นตัว
เร่ิมต้นกระตุ้นการเรียนรู้เพ่ือให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดวิจารณญาณในขณะที่นักเรียนทางานโดยใช้ปัญหา
เปน็ ศูนย์กลางหลงั จากทน่ี ักเรียนได้ใช้ความรู้พืน้ ฐานในการทาความเขา้ ใจและอธิบายแนวคิดต่อปัญหาน้ันแล้ว
ส่งิ ท่ียังหลงเหลืออยู่ในปัญหา ซึ่งนักเรียนไมเ่ ข้าใจจะเป็นประเด็นที่ต้องเรียนรูต้ ่อไปเพื่อใหไ้ ด้ความรู้มาอธิบาย
และแก้ปัญหาโดยนักเรียนจะพฒั นาแผนการเรียนรู้ทีจ่ ะนาไปสู่การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งตา่ งๆเพ่ือการเรียนรู้
ในส่วนย่อยๆท่ีเกย่ี วข้องกับส่ิงท่ีไม่เข้าใจในปัญหาในการสืบค้นนักเรียนจะได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคลหรือ
กลุ่มให้ทาการสืบค้นซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของทิวาวรรณ จิตตะภาค (2548 : บทคัดย่อ) ได้ทาการศึกษา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการสื่อสารด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยา ศาสตร์แบบใช้ปัญหาเป็นฐานโดย
ทาการศึกษากับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชันปีท่ี 2 (ปวช. 2) โรงเรียนไทยบริหารธุรกิจและ
พณิชยการเขตบางเขนกรุงเทพฯสังกัดสานักงานการศึกษาเอกชนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 จานวน
30 คน ผลการวจิ บั พบว่านักเรยี นที่เรียนด้วยการจดั การเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ บบใชป้ ัญหาเป็นฐานมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 เละนักเรียนท่ี
เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีทักษะการสื่อสารทางวิทยา ศาสตร์หลังการ
เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ เมธาวี พิมวัน
(2549 : 34-35) อ้างถึงใน Elshafei (1998 : Online) ได้ทาการศึกษาเพ่ือเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของ
นักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐานกบั การเรียนแบบปกติในวิชาพีชคณิต 2 โดยได้ทาการวิจัย
ก่ึงทดลองกับนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในรัฐแอตแลนตาจานวน 15 ห้องนักเรียน 342 คน
แบ่งเป็นห้องเรียนแบบปกติ 8 ห้องและเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 7 ห้องผลการวิจัยพบว่านักเรียนท่ีเรียน
ดว้ ยวิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานจะมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นสูงกวา่ นักเรียนทเี รียนด้วยวธิ ีการเรียนแบบ
ปกตอิ ยา่ งมีนยั สาคัญซึ่งเปน็ ผลมาจากการทน่ี ักเรียนเรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐานสามารถสร้างองค์ความร้ไู ดด้ ้วย
ตนเองมีการรวมกลุ่มกนั แก้ปญั หาและสามารถคดิ คน้ วิธกี ารแกป้ ัญหาไดด้ ีกว่านักเรยี นท่ีเรยี นแบบปกติ

เพ่ือเป็นการส่งเส ริมความสามารถทั้งด้านผ ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แล ะความส ามารถในด้าน
การแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ผู้วิจัยได้ศึกษาวิธกี ารสอนโดยเสริมการเรียนร้อู ีกวิธีมาใช้คือเทคนิคการใชป้ ัญหา
เป็นฐาน ในรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงมุ่งให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าหาความรู้สามารถ
แก้ปัญหาและสรุปแนวคิดได้ด้วยตนเองเพราะการใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นเทคนิคท่ีช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด
ทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหารวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษาด้วยการเรียนรู้
โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจงึ เปน็ ผลมาจากกระบวนการทางานท่ตี อ้ งอาศัยความเข้าใจและการแกป้ ัญหาเปน็ หลกั

จากปัญหาและความเป็นมาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงจัดทางานวิจัยเร่ือง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถด้านทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนฆังคะทวีศิลป์
ที่ได้รับการจัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใชป้ ัญหาเป็นฐานซง่ึ เห็นว่าวิธีสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู้เสริมด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้แบบหนึ่งที่จะสามารถส่งเสริมให้นักเรียนได้
คน้ คว้าหาความรู้ด้วยตนเองและมีการพัฒนากระบวนการคิดและพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตร์
พื้นฐานตอ่ ไป

248 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั
1. เพอื่ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1 ทไี่ ดร้ ับ

การจดั การเรียนร้โู ดยใช้ปญั หาเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้
2. เพือ่ เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่

1 ทไ่ี ด้รับการจัดการเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐานร่วมกบั การจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้
ขอบเขตของการวิจยั

ประชากร คือ นกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2559 โรงเรียนฆังคะทวีศิลป์
จงั หวดั นครศรีธรรมราช

ตัวแปรท่ศี ึกษา
ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่ การจดั การเรียนร้จู าแนกเป็น
1. การจดั การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐานร่วมกับการเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้
ตวั แปรตาม ได้แก่
1. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์
2. ความสามารถในการแก้ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์
กรอบแนวคิดในการวิจัย

การจดั การเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ ความสามารถในการแก้ปัญ หาทาง
เสรมิ ด้วยการใช้ปญั หาเป็นฐาน วิทยาศาสตร์

วิธีดาเนินการวิจัย
ประชากร ไดแ้ ก่ นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 จานวน 125 คน
กลมุ่ ตัวอยา่ ง ได้แก่ นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 จานวน 32 คน ซึ่งไดม้ าโดยการสุม่ อย่างง่าย
เครื่องมือท่ใี ช้
1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐานเพ่ือพัฒนา

ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชีวิตของพืช จานวน 5 เวลา 15 ช่ัวโมง
แผนทุกแผนการจัดการเรียนรู้มีโครงสร้างของการจัดการเรียนรู้ ดังน้ี 1) ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง
2) สาระสาคัญ 3) สาระการเรยี นรู้ 4) สมรรถนะสาคัญ 5) กระบวนการจดั การเรยี นรู้

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ในเรื่องการดารงชีวิตของพืช ก่อนเรียน
และหลงั เรยี น จานวน 40 ขอ้ แบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก มคี ่าความยากงา่ ย (p) ตั้งแต่ 0.22 – 0.75
มีค่าอานาจจาแนก (r) ตั้งแต่0.22 – 0.50 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
โดยใชส้ ตู ร KR-20 ของ Kuder Richardson (1937 : 34) มีค่าความเชื่อมนั่ 0.81

3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ในเรื่องการดารงชีวิตของพืช
จานวน 20 ข้อ หาค่าความยากต้ังแต่ 0.20 ถึง 0.80 ค่าอานาจจาแนกต้ังแต่ 0.20 ถึง 1.00 และมีค่าความ
เช่อื มนั่ ของแบบทดสอบวดั ความคิดวิจารณญาณ โดยใช้วธิ ขี อง Cronbach (1970 : 25) มคี ่าความเช่อื ม่นั 0.76

การวเิ คราะห์ข้อมลู ใชว้ ิธกี ารสถิตแิ บบ t-test Dependent Sample โดยตัง้ ระดบั นัยสาคัญทางสถิติ
ไวท้ ่รี ะดับ .05 แล้วนามาเปรยี บเทียบดว้ ยการเปิดตาราง t

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 249

ข้ันตอนการวิจัย
1. ทาการทดสอบก่อนเรียน โดยให้ผูเ้ รยี นทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิทยาศาสตร์
ในเร่อื งการดารงชวี ติ ของพชื
2. ดาเนินการแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐานเพ่ือ
พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง การดารงชีวิตของพืช จานวน 5 แผน เวลา15
ชวั่ โมง ได้แก่หน้าท่แี ละส่วนประกอบของพืช ปัจจัยท่จี าเป็นต่อการเจริญเตบิ โตของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง
และการตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้า
3. ทาการทดสอบนักเรียนดว้ ยแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ใน
เร่ืองการดารงชีวิตของพืช แล้วทาการตรวจข้อสอบเพื่อนาคะแนนไปวิเคราะห์ ค่าเฉล่ีย ร้อยละของค่าเฉลี่ย
และคา่ ที (t-test)

สรปุ ผลการวจิ ัย
ผู้วิจัยนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปของตารางวิเคราะห์ 2 ตอนตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

โดยลาดับดงั นี้ คอื
1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนฆังคะทวีศิลป์

จังหวัดนครศรีธรรมราชภายหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐานใน
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 เป็นไปตามสมมติฐานดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 ท่ีได้รบั การจดั การเรียนรู้
โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานร่วมกับการจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้

ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น จานวน ค่าเฉล่ีย คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน t p
วทิ ยาศาสตร์ (n) (x) (S.D.) 10.52 0.000
กอ่ นการจดั การเรยี นรู้ 40 17.44 3.33
หลงั การจดั การเรยี นรู้ 40 26.30 6.97
*มนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05

จากตารางท่ี 1 พบวา่ ภายหลังการทดลองนักเรียนทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบจัดการ
เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานร่วมกบั การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เรื่อง การดารงชีวิตของพืชสงู กว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 17.44 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เทา่ กับ 3.33 และหลงั เรยี นมีคะแนนเฉลย่ี เท่ากับ 26.03ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 6.97 ตามลาดับ

2. ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนฆังคะ
ทวีศิลป์ จังหวัดนครศรีธรรมราชภายหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใช้ปัญหา
เป็นฐานในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติทีร่ ะดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานปรากฏผลดังตารางที่ 2

250 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะหค์ ะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษา
ปีที่ 1 ทไ่ี ด้รบั การจัดการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐานรว่ มกบั การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้

การคิดวิจารณญาณ จานวน ค่าเฉลีย่ คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน t
กอ่ นการจดั การเรียนรู้ (n) (x) (S.D.) p
20 10.75 2.32
14.40 3.54 8.24
หลังการจดั การเรียนรู้ 20 0.000*

*มนี ัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05

จากตารางท่ี 2 พบว่า ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปที ี่ 1 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกบั การจัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ โดยก่อน
เรียนมีคะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 10.75คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กับ2.32 และหลงั เรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากบั 14.40
คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กับ3.54 ซึง่ สูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติทรี่ ะดับ .05

อภิปรายผล
จากการผลการวจิ ยั เร่อื งการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใชป้ ัญหาเปน็ ฐานใน

การพัฒนาความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนฆังคะทวีศิลป์
จงั หวดั นครศรธี รรมราชอภปิ รายไดด้ งั ต่อไปนี้

1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาวิทยาศาสตร์
สาระที่ 1 ส่ิงมีชีวิตกับกระบวนการดารงชีวิต หน่วยการเรียนรู้กระบวนการดารงชีวิตของพืช โรงเรียน
ฆังคะทวีศิลป์ จังหวัดนครศรีธรรมราชจานวน 32 คน โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉล่ียเท่ากบั 17.43 ค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐานเทา่ กับ 3.33 และหลงั เรียนมคี ะแนนเฉลีย่ เทา่ กับ 26.03คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ6.97สงู กว่าก่อน
ไดร้ ับการจดั การเรยี นรู้โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐานร่วมกับการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้สถิติ t-test
dependent ที่ระดับนยั สาคัญ .0.5

เนือ่ งจากนกั เรยี นไดร้ ับการจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้เป็นการจัดการเรยี นรทู้ ี่เน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองผู้เรียนมีความเข้าใจด้านกระบวนการดารงชีวิต
ของพชื ได้แกห่ นา้ ท่แี ละส่วนประกอบของพชื ปัจจยั ทจี่ าเป็นตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื การสังเคราะห์ดว้ ยแสง
และการตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้าการจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความร้เู สริมดว้ ยการใช้ปัญหาเป็นฐานใน
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนยก์ ลางของการปฏิบตั ิกิจกรรม
ของการเรียนการสอนและมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าหาความรู้และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมี
เหตุผลโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยผู้สอนมีหน้าท่ีจัดบรรยากาศการสอนให้เอ้ือต่อการเรียนรู้
ซึ่งประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์
คิดแก้ปญั หาโดยใช้การทดลองและอภิปรายซกั ถามเป็นกิจกรรมหลักในการจัดการเรียนรู้ โดยแบง่ ขน้ั ตอนของ
การเรียนรู้ดังน้ีขั้นตอนท่ี 1 ขั้นสร้างความสนใจ ครูนาภาพการเกิดการดารงชีวิตของพืชท่ีสามารถพบเจอใน
ชวี ิตประจาวันมาให้นกั เรยี นดู จากนั้นสุ่มนักเรยี น 4-5 คนใหต้ อบคาถาม โดยครใู ช้คาถามเป็นสงิ่ กระตุ้น โดยใช้
คาถามดังนี้นักเรียนคิดว่า ราก ลาต้น ใบ ดอก และผล เป็นโครงสร้างภายนอกของพืชที่ทาหน้าท่ีแตกต่างกัน
ทาให้พืชสามารถดารงชีวิตอยู่ได้ได้อย่างไรหากมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจะ เกิดข้ึนอะไรกับพืชและ

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 251

การดารงชีวิตของพืช ข้ันตอนท่ี 2 ข้ันสารวจและค้นหา ให้นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่องการดารงชีวิตของพืช
ได้แก่ หน้าท่ีและส่วนประกอบของพืช ปัจจยั ท่ีจาเป็นตอ่ การเจริญเติบโตของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง และ
การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้า โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มกลุ่มละ 4-5 คน ทาการทดลองตามขั้นตอน
วิทยาศาสตร์ ข้ันตอนท่ี 3 ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนาเสนอผลการทดลอง
โดยนักเรียนและครรู ่วมกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากผลการทดลอง ขน้ั ตอนท่ี 4 ขัน้ ขยายความรูโ้ ดยข้ันนี้ครู
จะมีการแทรกกิจกรรมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 5 ขั้นดังนี้ขั้นค้นพบความจริง ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น
กลมุ่ กลุ่มละ 4-5 คน โดยให้นกั เรียนแต่ละกลุม่ ศึกษาสถานการณ์พรอ้ มท้ังระบขุ ้อมลู ท่ีพบเจอในสถานการณ์ข้ัน
การค้นพบปัญหา ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มระบุปัญหาท่ีเกิดขึ้นในสถานการณ์ขั้นการต้ังสมมติฐาน ครูให้
นักเรยี นภายในกลุ่มร่วมกันเสนอแนวทางในการแก้ปญั หาจากปัญหาทกี่ ลุ่มของตัวเองกาหนดไว้ขั้นการค้นพบ
คาตอบ ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาที่ดีท่ีสุดมา 1 แนวทางพร้อมทั้งให้เหตุผล
ประกอบ และแตล่ ะกลุม่ สง่ ตวั แทนนาเสนอแนวทางในการแกป้ ัญหาพรอ้ มทั้งเหตุผลประกอบจากสถานการณ์
ท่ีกาหนดให้และข้ันยอมรับการค้นพบ ครูกับนักเรียนร่วมกันสรุปแนวทางในการแก้ปัญหาพร้อมท้ังเหตุผล
ประกอบจากสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ขั้นตอนที่ 5 ขัน้ ประเมิน ครูให้นักเรียนทาแบบทดสอบวดั ความสามารถ
ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ จึงทาให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีสูงข้ัน มีการแก้ไข
ปัญหาในการทดลองได้อย่างถูกต้อง สนุกและกระต้นื ร้ืนร้นในการเรียนในห้องเรียนและมีความเข้าใจในเนอื้ หา
ท่ีเรียนทาให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึนด้วย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยข อง มนมนัสสุดสิน
(2543 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์และความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบการเขียนแผนผังมโนมติโดย
ทาการศึกษากับนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรียนที 1 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนสาธิตสถาบัน
ราชภัฏสวนสุนันทาเขตดุสิตกรุงเทพฯ จานวน 60 คนผลการศึกษา พบว่า นักเรียนท่ีได้รับการสอน
แบบสืบเสาะหาความรูป้ ระกอบการเขียนแผนผังมโนมติกบั การสอนตามคู่มือครูมีผลสัมฤทธทิ์ างวิทยาศาสตร์
ดา้ นความรู้ความจาด้านความเขา้ ใจด้านนาไปใช้ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาสาสตร์และมคี วามสมารถใน
การคดิ วิเคราะหว์ ิจารณแ์ ตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิตทิ รี ะดบั .01

2. ความสามารถในการแกป้ ัญหาทางวิทยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1โรงเรียนฆังคะ
ทวีศิลป์ จังหวดั นครศรีธรรมราชภายหลังการจัดการเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการใช้ปัญหาเป็น
ฐานในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โดยก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.75
ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ2.32 และหลังเรียนมีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 14.40ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ
3.54 ซ่ึงสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05

เนอ่ื งจากการนาการใช้ปัญหาเปน็ ฐานในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์
เป็นการจัดสภาพการณ์ของการเรียนการสอนท่ีใช้ปัญหาเป็นเคร่ืองมือในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเ รียนรู้
ตามเป้าหมายโดยผู้สอนอาจนาผ้เู รียนไปเผชิญสถานการณ์ปญั หาจริงหรอื ผู้สอนอาจจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียน
เผชิญปัญหาและฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหาแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งในการวิจัยครั้งน้ีผู้สอนให้
นักเรียนทาการทดลองทางวิทยาศาสตร์ตามบทเรียนและเหมือนเกิดปญั หากใ็ ห้ผเู้ รียนได้แก้ไขปญั หาดว้ ยตนเอง
เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่ถูกต้อง ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในปัญหานั้นอย่างชัดเจนได้เห็นทางเลือกและ
วิธีการที่หลากหลายในการแก้ปัญหานั้นรวมท้ังช่วยให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้เกิดทักษะกระบวนการคิดและ
กระบวนการแกป้ ัญหาต่างๆโดยเน้นให้ผู้เรยี นเป็นผตู้ ัดสินใจในสิ่งที่ตอ้ งการแสวงหาความรูด้ ้วยตนเองและรจู้ ัก
การทางานร่วมกันภายในกลุ่มผู้เรียนด้วยกันโดยผู้สอนมีส่วนร่วมน้อยที่สุดซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ
ทิวาวรรณ จิตตะภาค (2548 : บทคัดย่อ) ได้ทาการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและทักษะการส่ือสาร
ด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบใช้ปัญหาเป็นฐานโดยทาการศึกษากับนักเรียนระดับประกาศนียบัตร

252 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

วิชาชีพช้ันปีท่ี 2 (ปวช. 2) โรงเรียนไทยบริหารธุรกิจและพณิชยการเขตบางเขนกรุงเทพฯสังกัดสานักงาน
การศึกษาเอกชน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 จานวน 30 คน ผลการวิจับพบว่านักเรียนที่เรียนด้วย
การจดั การเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ บบใช้ปญั หาเปน็ ฐานมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรห์ ลังเรยี นสงู กว่า
ก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05 เละนักเรียนท่ีเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบใช้
ปั ญ ห า เป็ น ฐ า น มี ทั ก ษ ะ ก า รส่ื อ ส า รท า ง วิท ย า ศ า ส ต ร์ ห ลั งก า รเรี ย น สู งก ว่ า ก่ อ น เรีย น อ ย่ า งมี นั ย ส า คั ญ
ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05
ขอ้ เสนอแนะ

ข้อเสนอแนะสาหรบั การนาผลการวจิ ยั ไปใช้
1. ผสู้ อนควรนาวิธกี ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้เสรมิ ด้วยการใชป้ ัญหาเป็นฐานในการ
พฒั นาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ไปใชใ้ นการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ทงั้ นีเ้ พราะสง่ ผล
ให้นกั เรียนประสบความสาเร็จในการเรียนรู้ พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรยี น และกระตุ้นให้นักเรียน
กล้าแสดงออกทางความคิดและสรา้ งแรงจงู ใจในการเรยี นรู้
2. การเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
จะกระตุ้นในผู้เรียนมีทักษะทางวิทยาศาสตร์มากข้ึน มีความเข้าใจในเนื้อหา และลาดับข้ันตอนกระบวนการ
เรียนรทู้ ดลองอยา่ งเป็นระบบ สง่ เสรมิ ให้ผเู้ รยี นเปน็ นักวิทยาศาสตรท์ ด่ี ีในอนาคต
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ต่อไป
1. ควรนาวธิ ีการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้เสรมิ ดว้ ยการใช้ปัญหาเป็นฐานในการพัฒนา
ความส ามารถในการแก้ปัญ หาทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนก ารสอนในกับนักเรียน
ในทุกระดับชน้ั
2. ควรมกี ารศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจดั การเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้เสริมด้วยการใช้
ปัญหาเปน็ ฐานในการพฒั นาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อความสามารถในด้านอ่นื ๆ
ของนักเรียนเพื่อพฒั นาการเรยี นการสอนของครูให้มศี กั ยภาพตอ่ ไป
กิตตกิ รรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้ ต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงในความ
อนุเคราะห์ของ ดร.จิต นวนแก้ว ประธานอาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หัสชัย
สิทธริ กั ษ์ อาจารย์ทีป่ รกึ ษาที่คอยดูแลเอาใจใส่ใหค้ าปรึกษา และแนะนาในการแก้ไขข้อบกพร่องทุกข้นั ตอนเป็น
อยา่ งดยี ิ่งผู้วิจยั จงึ ขอขอบพระคุณไว้ ณ ท่นี เี้ ปน็ อยา่ งสงู
ขอขอบพระคุณ คุณสิยะ หวันเหล็ม ครูชานาญการพิเศษ โรงเรียนท่าศาลาประสิทธ์ศึกษา
คุณบุญเสริม ด้วงสงค์ ครูชานาญการพิเศษ โรงเรียนท่าศาลาประสิทธ์ศึกษา และคุณอรทัย ภิรมย์รส
ครชู านาญการพเิ ศษ โรงเรียนวัดกลาง ผเู้ ช่ียวชาญทรงคุณวฒุ ิท่ีให้ความอนุเคราะห์ ตรวจ แก้ไข ปรบั ปรุง และ
ใหข้ ้อเสนอแนะตา่ งๆ ในการสรา้ งเครือ่ งมือวิจยั ครัง้ น้ี
ขอขอบพระคุณผู้บริหาร ครูผู้สอนและนักเรียนโรงเรียนฆังคะทวีศิลป์ ทุกท่านในการให้ความร่วมมือ
ทาให้ได้ข้อมูลสาหรับการวิจัยในครั้งน้ีและนาไปใช้ในการวิจัยได้อย่างถูกต้อง ขอขอบคุณฝ่ายประสานงาน
บัณฑิตวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ท่ีกรุณาอานวยความสะดวก และ
ขอขอบคุณเพ่ือนๆในสาขาวิทยาศาสตรร์ ุ่น 3/2556 ทกุ ท่าน ที่ได้ให้ความร่วมมือตลอดมารวมท้ังขอบคุณบิดา
มารดาที่ให้การสนับสนุนการศึกษาตลอดมา ท้งั แรงใจความห่วงใยและกาลังใจจากครอบครัว ตลอดจนทุกทา่ น
ทีใ่ หค้ วามช่วยเหลอื จนทาใหว้ ิทยานิพนธฉ์ บบั น้สี าเร็จลงไดด้ ้วยดี

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 253

เอกสารอา้ งองิ
ทิวาวรรณ จิตตะภาค. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการสื่อสารด้วยการจัดการเรียนรู้

วิทยาศาสตร์แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning/PBL). ปริญญานิพนธ์
การศึกษามหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒประสานมิตร, 2548.
มนมนัส สุดสิน. การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์
วจิ ารณ์ของนักเรยี นของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทไี่ ด้รับการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้
ประกอบการเขียนแผนผังมโนมติ. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒประสานมิตร, 2543.
เมธาวี พิมวัน. ชุดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเรื่องพื้นที่ผิวระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 3. ปริญญา
นิพนธ์การศกึ ษามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒประสานมิตร, 2549.
สานกั งานทดสอบทางการศกึ ษา กรมวชิ าการ.รายงานโครงการประเมนิ คณุ ภาพการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน
เพอ่ื ประกนั คณุ ภาพผู้เรยี นปกี ารศกึ ษา 2550. (อ้างเมือ่ 28 มนี าคม 2558).
จาก http://bet.obec.go.th, 2550.
อาภาพร สิงหราช. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเจตติทางวิทยาศาสตร์ของ
นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ท่ีได้รับการสอนแบบสบื เสาะหาความรูป้ ระกอบการใชห้ ้องเรียน
จาลองธรรมชาติกับการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิซึม.ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒประสานมิตร, 2545.

254 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

การพฒั นารปู แบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสคู่ วามเป็นเลิศ
A Development Model for Private Schools
Administration to Excellence

ภาวนิ ทร์ ณ พทั ลงุ 1
อรุณ จุติผล2

สมาน อัศวภูม3ิ

บทคัดย่อ
การวิจัยในครง้ั นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ
แบ่งขั้นตอนการวิจัยออกเป็น 4 ตอน คือ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน เอกสาร แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้อง 2. สังเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ 3. พัฒนา
รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม (Focus
GroupDiscussion) และ 4. ตรวจสอบ ยืนยันรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ โดยการ
สัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ (Connoisseurship) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถ่ี ค่าร้อยละ
ค่าเฉลีย่ ค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย พบวา่
1. สภาพปัจจุบัน ปัญหาของการบรหิ ารสถานศึกษาเอกชน โดยภาพรวมมีแนวคิดอย่างหลากหลาย
เช่น แนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับการพัฒนาคุณภาพองค์การ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความเป็นเลิศของสถานศึกษา
ประเด็นปัญหาท่ีค้นพบจากการดาเนินการวิจัย คือ การบูรณาการสู่การปฏิบัติท่ียังไม่มีระบบ กลไกและ
กระบวนการที่ชัดเจน 2. องค์ประกอบรปู แบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนที่เป็นเลิศ ทสี่ ามารถบูรณาการสู่
การปฏบิ ัตไิ ด้ มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) การดาเนนิ งาน การปฏิบัติการอย่างมืออาชีพ 2) ความพยายาม/ความ
ตระหนัก 3) วสิ ยั ทศั น์ 4) การบรู ณาการ และ 5) นโยบายการจดั การศกึ ษาของชาติ และ 3. รปู แบบการบริหาร
สถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ ท่ีสามารถนาไปบูรณาการเพ่ือนาไปสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งผู้วิจัยเรียกว่า
“PAWIN Model” มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) มีการดาเนินงาน การปฏิบัติการอย่างมืออาชีพ (Professional)
ได้แก่ การกาหนดทิศทาง วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ค่านิยม ความคาดหวัง การสร้างคุณค่าและผลการ
ดาเนินการ และความสาเร็จของสถานศึกษา 2) มีความพยายาม/ความตระหนัก (Attempt & Awareness)
ได้แก่ การจัดตัง้ ทีมงานคณะกรรมการโดยผูบ้ รหิ ารสนับสนนุ และพฒั นา หรือให้มีความรคู้ วามสามารถในงานท่ี
ได้รับมอบหมาย และมอบอานาจในการตัดสินใจ 3) วิสัยทัศน์กว้างไกล (World Wide Vision) ได้แก่
ความมุ่งมั่นในเป้าหมายท่ีชัดเจนทางการจัดการศึกษา การทาแผนกลยุทธ์เพื่อผลสัมฤทธ์ิในการปฏิบัติงาน
4) มีการบูรณาการ (Integrated)ได้แก่ การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรที่ยั่งยืน และปรับปรุงผล
การดาเนนิ งานใหบ้ รรลุพันธกิจ
คาสาคัญ : การบรหิ ารสถานศกึ ษาเอกชน, ความเปน็ เลศิ

1นกั ศึกษาหลกั สูตรปรชั ญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรธี รรมราช 255
2สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรธี รรมราช
3สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

ปีท่ี 17 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน - ธนั วาคม 2560)

และวัตถุประสงค์ เชิงกลยุทธ์ มนี วตั กรรมในการพฒั นาสถานศึกษาที่พรอ้ มจะแข่งขันกับสถานศึกษาอื่นๆ และ
5) ตอบสนองต่อแนวนโยบายการจัดการศึกษาของชาติ (National Education) ได้แก่ การส่งเสริมให้ครูมี
ความเช่ยี วชาญในการพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รียนทุกด้านตามมาตรฐานการศกึ ษา การจดั ประสบการณ์ใหค้ รูมีความรู้
ความเข้าใจ เรื่องหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษาอยา่ งชดั เจน ผลการตรวจสอบและยืนยนั รปู แบบ
การบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่ามีความ
เหมาะสม มีความเป็นไปได้ มีความสอดคลอ้ ง และมคี วามเป็นประโยชนท์ ุกดา้ น

Abstract

The major purpose of this research was to develop model for private schools
administration to excellence. The research procedure comprised of 4 steps; 1. studying the states
the current situations of private schools administration by review the literatures. 2. investigating
core components of model for private schools administration to excellence. 3. developing the
model for private schools administration to excellence and 4. verifying and confirming.
The research protocols consisted of in-depth interview, factors analysis, focus group discussion
and connoisseurship. The statistics for data analysis were frequency distribution, percentage,
mean, standard deviation and content synthesis.

The research resulted were as follows :
1. in overall, the current situations of private schools administration are varying in driven
educational administration and strategic planning. When considered in operational systems found in
moderated practical level. 2. The factors analysis of core component model for private schools
administration to excellence suited for feasibility and implementationconsisted of 5 factors;
1) Professional: the main ideas are vision, mission, goal value and expectation setting. 2) Attempt &
Awareness: the main ideas are team working, work authorized and decision making. 3) World Wide
Vision: the main ideas are clear in goal setting and strategy plans. 4) Integrated: the main ideas are
sustainable development and adopt to reach the achievement and 5) National Education:
the main ideas are teachers and curriculum development according to national education
standard. 3. The approval results found that all factors suited in propriety, feasibility, congruity and
utility.

Keywords : Private Schools Administration, Excellence.

บทนา
ประเทศไทยจาเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเช่นเดียวกับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เนื่องจากการประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา การศึกษาวิจัยทิศทางการศึกษาและปัจจัย
ท่ีส่งผลต่อการศึกษาไทยในอนาคต ทั้งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
นโยบายการศึกษาของรัฐบาลปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชากร พลังงาน
และสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ จึงมีกรอบแนวคิดและกรอบการปฏิรูป
การศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552 – 2561) 4 ประการคือ พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ พัฒนาครูยุคใหม่

256 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ กนกอร
สมปราชญ์ (2559 : 1)

ความเป็นเลิศของโรงเรียนเป็นการพัฒนาด้านคุณภาพของโรงเรยี นให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์การจัด
การศึกษาของระบบสากล เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นาเกณฑ์การจัดการศึกษา ตามรางวัลคุณภาพแหง่ ชาติ
(MBNQA) เป็นแบบอย่างในการพัฒนาโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาประเทศพัฒนาแล้วท่ัวโลกได้นา
แนวคิดดังกล่าวมาใช้จนเกิดผลสาเร็จ เชน่ สงิ คโปร์ ญีป่ ุ่น ออสเตรเลยี ฮ่องกง ส่วนประเทศไทย ได้นามาปรับใช้ใน
การศึกษาเช่นเดียวกัน เรียกว่า เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติประเทศไทย โดยสานักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ
ภายใต้การบริหารจัดการของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ นาเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติไปพัฒนาศักยภาพ
ระบบการบริหารจัดการให้สูค่ วามเป็นเลศิ โชตชิ ่วง พันธเุ วส (2551 : 117)

สภาพปัจจุบันการจัดการศึกษามีความสาคัญและจาเป็นต้องดาเนินการเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพใน
การบริหารจัดการของโรงเรยี นน้ัน สิ่งทีมีความสาคัญในการที่จะนานโยบายทางการศึกษาไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้
บรรลุตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กาหนดได้หรือไม่น้ันขึ้นอย่กู ับกระบวนการบริหารของโรงเรียนเป็นสาคัญ
โดยท่ีพฤติกรรมตามกระบวนการบริหารของโรงเรียนจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสาเร็จหรอื ความล้มเหลวและส่งผลถึง
ความมีคุณภาพหรือไมม่ คี ุณภาพของสถานศกึ ษา ซงึ่ หมายถึงความมปี ระสิทธิผลของโรงเรยี นนั้นเอง นอกจากน้ีใน
ดา้ นนโยบายของการกระจายอานาจดา้ นการบริหารท่ียึดการใช้รูปแบบของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ซ่ึง
ต้ังอยู่บนหลกั การพื้นฐานเดียวกันทุกโรงเรียนต้องใช้ในการบริหารงานคือ การกระจายอานาจจัดการศึกษาให้กับ
ประชาชนและโรงเรียนมีอิสระการบริหารด้วยตนเองมากข้ึน อีกทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องในการกาหนด
นโยบายและวางแผนการบริหารโรงเรียนด้วย โรงเรียนจึงตอ้ งสร้างผู้บริหารท่ีมีภาวะผูน้ าแบบเก้ือหนุนที่พร้อมจะ
ให้การสนับสนุนและอานวยความสะดวกต่อการพัฒนามาตรฐานพร้อมที่รับการตรวจสอบได้ เพ่ือให้เป็นไปตาม
มาตรฐานทีก่ าหนดไว้ ธีระ รญุ เจริญ (2545 : 166)
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย

การวจิ ยั ในคร้งั นมี้ วี ตั ถุประสงค์หลักเพอื่ พฒั นารูปแบบการบริหารสถานศกึ ษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ โดยมี
วัตถุประสงคย์ ่อย ดังน้ี

1. เพือ่ ศกึ ษาสภาพปัจจุบนั ปญั หาในการบริหารสถานศกึ ษาเอกชน
2. เพื่อศกึ ษาองคป์ ระกอบรปู แบบของการบรหิ ารสถานศกึ ษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ
3. เพอื่ พัฒนารปู แบบการบรหิ ารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเปน็ เลศิ
4. เพื่อตรวจสอบประสิทธภิ าพและยืนยันรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลศิ
ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตเน้ือหา ใช้แนวคิดเกณฑ์การประเมินผลความเป็นเลิศที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย
ได้แก่ แนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับการพัฒนาคุณภาพองค์การ แนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับความเป็นเลิศของสถานศึกษา
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกบั การบริหารโรงเรียนคณุ ภาพในประเทศไทย แนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกบั ความเป็นเลศิ เฉพาะทาง
ของโรงเรียนเอกชน การศึกษาวเิ คราะห์ สังเคราะห์ เอกสาร แนวคิด ทฤษฏี งานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ
และความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ ผู้ทรงคณุ วุฒิ

ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 257

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร คือ ผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาเอกชนในภาคใต้
ตอนบน ประกอบดว้ ย 7 จังหวัด ได้แก่ ชมุ พร สรุ าษฏร์ธานี ระนอง พังงา ภเู กต็ กระบ่ี และนครศรีธรรมราช
2. กลุ่มตัวอย่าง คือ ผรู้ ับใบอนญุ าต ผบู้ ริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาเอกชนในภาคใต้
ตอนบน จานวน 32 โรง โดยเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ท่ีกาหนด คือ 1) เป็นสถานศึกษาเอกชนท่ีได้รับการ
ประเมินรอบ 3 ระดับดีมากทุกมาตรฐาน จากสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
องค์การมหาชน (สมศ.) 2) เป็นสถานศกึ ษายอดนิยมท่ีได้รบั การแนะนาจากสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
เอกชน (สช.) และ 3) เป็นสถานศึกษาเอกชนท่ีมีผลการทดสอบและประเมินผลทางการศึกษาระดับชาติตาม
มาตรฐานการศึกษา จากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สูงกว่าสถานศึกษาของ
รัฐบาล
กรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ” ผวู้ ิจัยได้ศึกษา
วเิ คราะห์ สังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฏี เอกสาร งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือกาหนดเป็นกรอบแนวคิดของการวิจัย
ดังนี้ แนวคดิ ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพองค์การ, แนวคิด ทฤษฎีเก่ียวกับความเป็นเลิศของสถานศึกษา
1) รูปแบบความเป็นเลิศประเทศสิงคโปร์ 2) รางวัลความเป็นเลิศประเทศออสเตรเลีย 3) รางวัลความเป็นเลิศ
ประเทศฮ่องกง 4) แนวคิดความเป็นเลิศของ Tomas J. Peters & Robert H. Waterman, Jr. และ 5)
การบริหารโรงเรยี นสู่ความเป็นเลิศของสานักงานเลขาธิการครุ ุสภา
วิธดี าเนนิ การวจิ ัย
ตอนท่ี 1 ศกึ ษา เอกสาร แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวข้อง
เพ่ือให้การวจิ ัยดาเนินไปตามระเบียบวิธีวิจัยและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กาหนดไว้
ผูว้ จิ ัยกาหนดวิธกี ารดาเนินการวจิ ยั ในตอนน้ี ดงั น้ี
1) ศึกษาสภาพปัญหาและความจาเป็นของการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ
ดว้ ยการศกึ ษาวเิ คราะห์ สังเคราะห์ แนวคดิ ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เก่ียวขอ้ งต่างๆ แล้วนาข้อสรุปที่ได้มาทา
การสังเคราะห์เนื้อหา ให้เป็นองค์ความรู้ เพ่ือนามากาหนดเป็นตัวแปรองค์ประกอบและใช้เป็นกรอบ
ในการสร้างแบบสอบถาม และการสมั ภาษณ์แบบไม่มีโครงสรา้ ง
2) นาแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง ไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ และ
ผ้ทู รงคณุ วุฒิ เก่ยี วกับองค์ประกอบการบริหารสถานศกึ ษาสถานศกึ ษาเอกชนสู่ความเป็นเลศิ โดยการเลอื กแบบ
เจาะจง
ตอนท่ี 2 วิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเปน็ เลิศ
1) นาตัวแปรองค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศท่ีได้จากตอนที่ 1
มาพฒั นาเป็นเครื่องมือการวจิ ัยในลกั ษณะแบบสอบถาม
2) ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคาถามโดยใช้คา่ ดชั นคี วามตรงเชงิ เนือ้ หา (Content Validity
Index : CVI) โดยผูเ้ ช่ียวชาญและผู้ทรงคุณวฒุ ิ จานวน 9 คน
3) ทดลองใช้ (try out) กับกลุ่มตัวอย่าง ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเดียวกันกับการวิจัยครั้งน้ี จานวน 30 คน
รวบรวมข้อมลู ทัง้ หมดวเิ คราะห์หาค่าความ เช่อื มัน่ (reliability) ของแบบสอบถาม ด้วยการคานวณหาคา่ สัมประสิทธิ์
แอลฟา ( - Coefficient) ตามวธิ ีการของ (Cronbach's Alpha Coefficient)

258 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

4) นาแบบสอบถามทีจ่ ัดทาสมบูรณ์แบบไปเก็บขอ้ มูลแล้วสงั เคราะหอ์ งค์ประกอบ เพื่อได้องค์ประกอบ
การบรหิ ารสถานศึกษาเอกชนสูค่ วามเป็นเลศิ

ตอนที่ 3 ร่างและพฒั นารปู แบบการบริหารสถานศกึ ษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ
กาหนดวิธกี ารดาเนินการวจิ ัย ในตอนน้ี 2 ข้ัน ดังนี้
ข้ันที่ 1 การสร้าง(ร่าง) รูปแบบ
1) ร่างรูปแบบการบรหิ ารสถานศกึ ษาเอกชนสูค่ วามเปน็ เลิศ โดยการหาความสมั พนั ธ์ของรูปแบบ
2) นาร่างรูปแบบไปเข้าโปรแกรมสาเรจ็ รูป เพื่อศึกษาความสอดคล้องของข้อมูลเชิงประจักษ์ และเป็น
รูปแบบทไี่ ด้จากการศกึ ษาของผู้วิจัย
ขั้นท่ี 2 การพฒั นารปู แบบ
1) ตรวจสอบความเหมาะสมของร่างรูปแบบที่ไดจ้ ากขั้นที่ 1 นามาประชมุ เพอื่ ระดมความคิดเหน็ ของ
การสนทนากล่มุ (Focus Group Discussion : FGD) และยืนยนั เป็นรูปแบบที่ไดจ้ ากการศกึ ษาของผู้วจิ ัย
2) ปรับปรุง แก้ไข ตามข้อเสนอแนะท่ีได้จากการสนทนากลุ่ม เพ่ือให้ได้เป็นรูปแบบการบริหาร
สถานศกึ ษาเอกชนส่คู วามเป็นเลิศ และทาการศึกษา ตรวจสอบ ยืนยนั ภาคสนามกับผทู้ ีเ่ กยี่ วขอ้ ง
ตอนท่ี 4 ตรวจสอบและยนื ยนั รูปแบบการบริหารสถานศกึ ษาเอกชนสคู่ วามเปน็ เลศิ
ผู้วิจัยกาหนดวิธีการตรวจสอบและยืนยนั รูปแบบโดยการจัดสัมมนากับผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญ
(Connoisseurship) เพ่ือพิจารณาในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ด้านความสอดคล้อง และความเป็น
ประโยชน์
สรปุ ผลการวิจยั
ผลการวิจัยเร่ือง “การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ” ผู้วิจัยขอสรุป
ผลการวจิ ยั ซง่ึ แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น ดังน้ี
1. สภาพปัจจุบัน ปัญหาของการบริหารสถานศึกษาเอกชน โดยภาพรวมมีแนวคิดอย่าง
หลากหลาย เช่น แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพองคก์ าร แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความเป็นเลิศของ
สถานศึกษา ประเด็นปัญหาทีค่ ้นพบจากการดาเนินการวจิ ัย คือการบูรณาการสู่การปฏิบัติท่ียังไมม่ ีระบบ กลไก
และกระบวนการที่ชัดเจนสอดคล้องกบั แนวคดิ ของธีระ รญุ เจรญิ (2545 : 166) ท่ีกลา่ วว่า กระบวนการบรหิ าร
ของโรงเรียนเป็นจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสาเร็จหรือความลม้ เหลวและสง่ ผลถึงความมีคุณภาพหรือไมม่ ีคณุ ภาพ
ของสถานศึกษา ซึ่งหมายถึงความมีประสิทธิผลของโรงเรียนนั้นเอง นโยบายการบริหารต้องต้ังอยู่บนหลักการ
พ้ืนฐานเดียวกันทุกโรงเรียน คือ การกระจายอานาจจัดการศึกษาให้กับประชาชน และโรงเรียนมีอิสระ
การบริหารด้วยตนเองมากข้ึน อีกทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องในการกาหนดนโยบายและวางแผนการ
บริหาร ต้องสร้างผู้บริหารที่มีภาวะผู้นาแบบเกื้อหนุนท่ีพร้อมจะให้การสนับสนุนและอานวยความสะดวกต่อ
การพฒั นามาตรฐานพรอ้ มทร่ี บั การตรวจสอบได้ เพ่ือใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานที่กาหนดไว้
2. องค์ประกอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศประกอบด้วย
5 องค์ประกอบ คือ 1) การดาเนินงาน การปฏิบัติการ อย่างมืออาชีพ 2) มีความพยายาม/ความตระหนัก
3) วิสัยทัศน์กว้างไกล 4) การบูรณาการ และ 5) แนวนโยบายการจัดการศึกษาของชาติ ท้ังนี้การได้มาของ
องค์ประกอบดังกล่าว ผู้วจิ ัยได้ศึกษา สงั เคราะหเ์ อกสาร แนวคิดความเป็นเลิศของโรงเรยี นเป็นการพฒั นาด้าน
คณุ ภาพของโรงเรยี นใหไ้ ด้มาตรฐานตามเกณฑก์ ารจัดการศึกษาของระบบสากล เช่น ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ได้
นาเกณฑ์การจัดการศึกษา ตามรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (MBNQA) เป็นแบบอย่างในการพัฒนาโรงเรียนใน
ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกได้นาแนวคิดดังกล่าวมาใช้จนเกิ ดผลสาเร็จ เช่น
สิงคโปร์ ญป่ี นุ่ ออสเตรเลีย ฮอ่ งกง และประเทศไทย

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 259

3. ผลการวิจยั เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการบรหิ ารสถานศึกษาเอกชนส่คู วามเป็นเลิศ”ทส่ี ามารถนาไป
บูรณาการเพ่ือนาไปสู่การปฏิบัติได้จริง (Feasibility for Implementation) ซ่ึงผู้วิจัยเรียกว่า “PAWIN
Model” มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) มีการดาเนินงาน การปฏิบัติการอย่างมืออาชีพ (Professional) ได้แก่
การกาหนดทิศทาง วิสัยทัศน์ พนั ธกจิ เป้าหมาย คา่ นิยม ความคาดหวัง การสรา้ งคุณค่าและผลการดาเนนิ การ
และความสาเร็จของสถานศึกษา 2) มีความพยายาม/ความตระหนัก (Attempt & Awareness) ได้แก่
การจัดตั้งทีมงานคณะกรรมการโดยผู้บริหารสนับสนุนและพัฒนา หรือให้มีความรู้ความสามารถในงานที่ได้รับ
มอบหมาย และมอบอานาจในการตดั สินใจ 3) วสิ ัยทศั นก์ วา้ งไกล (World Wide Vision) ไดแ้ ก่ ความมุง่ มน่ั ใน
เปา้ หมายท่ีชดั เจนทางการจัดการศกึ ษา การทาแผนกลยุทธ์เพื่อผลสัมฤทธิใ์ นการปฏิบตั ิงาน 4) มีการบรู ณาการ
(Integrated) ได้แก่ การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรที่ยงั่ ยืน และปรับปรุงผลการดาเนินงานใหบ้ รรลุพันธ
กิจและวัตถุประสงค์ เชิงกลยุทธ์ มีนวัตกรรมในการพัฒนาสถานศึกษาที่พร้อมจะแข่งขันกับสถานศึกษาอ่ืนๆ
และ 5) ตอบสนองต่อแนวนโยบายการจัดการศกึ ษาของชาติ (National Education) ได้แก่ การส่งเสรมิ ให้ครูมี
ความเชีย่ วชาญในการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรียนทกุ ดา้ นตามมาตรฐานการศกึ ษา การจัดประสบการณ์ใหค้ รมู ีความรู้
ความเขา้ ใจ เรือ่ งหลักสตู รแกนกลาง และหลักสูตรสถานศกึ ษาอยา่ งชัดเจน

4. ผลการตรวจสอบ ยืนยัน รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ ในด้าน
ความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ ด้านความสอดคล้อง และด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ และ
ขอ้ คิดเห็นอื่นๆ พบว่า รูปแบบการบริหารสถานศกึ ษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ มีความถูกต้อง เหมาะสม เปน็ ไป
ได้ และเป็นประโยชน์
อภปิ รายผลการวจิ ัย

ผลการวิจัยในครัง้ น้ี มีประเดน็ สาคญั ทีค่ ้นพบจากรปู แบบการบรหิ ารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศ และ
สามารถนามาอภปิ รายผลตามวตั ถุประสงค์ของการวิจัยได้ ดังน้ี

1. สภาพปัจจุบัน ปัญหาของการบริหารสถานศึกษาเอกชน โดยภาพรวมมีแนวคิดอย่างหลากหลาย เช่น
แนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับการพัฒนาคุณภาพองค์การ แนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับความเป็นเลิศของสถานศึกษา ประเด็น
ปญั หาท่ีค้นพบจากการดาเนินการวิจัย คือการบูรณาการสู่การปฏิบัตทิ ่ียังไม่มีระบบ กลไกและกระบวนการท่ีชัดเจน
สอดคล้องกับแนวคิดของธีระ รุญเจริญ (2545 : 166) ท่ีกล่าวว่า กระบวนการบริหารของโรงเรียนเป็นจะเป็นตัว
บ่งชี้ถึงความสาเร็จหรือความล้มเหลวและส่งผลถึงความมีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสถานศึกษา ซ่ึงหมายถึง
ความมีประสิทธิผลของโรงเรียนนั้นเอง นโยบายการบริหารต้องต้ังอยู่บนหลักการพื้นฐานเดียวกันทุกโรงเรียน
คอื การกระจายอานาจจัดการศึกษาให้กบั ประชาชน และโรงเรยี นมีอิสระการบรหิ ารด้วยตนเองมากขึ้น อกี ท้งั การมี
ส่วนร่วมของผู้ที่เก่ียวข้องในการกาหนดนโยบายและวางแผนการบริหาร ต้องสร้างผู้บริหารที่มีภาวะผู้นาแบบ
เกื้อหนุนท่ีพร้อมจะให้การสนับสนุนและอานวยความสะดวกตอ่ การพัฒนามาตรฐานพร้อมท่ีรับการตรวจสอบได้
เพ่ือใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานทกี่ าหนดไว้

2. องค์ประกอบรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิศประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
1) การดาเนนิ งาน การปฏิบัตกิ าร อยา่ งมืออาชพี 2) มีความพยายาม/ความตระหนกั 3) วสิ ัยทศั น์กว้างไกล 4) การบูรณา
การ และ 5) แนวนโยบายการจัดการศึกษาของชาติ ท้ังนี้การได้มาขององค์ประกอบดังกล่าว ผู้วิจัยได้ศึกษา สังเคราะห์
เอกสาร แนวคดิ ความเป็นเลศิ ของโรงเรยี นเปน็ การพฒั นาด้านคณุ ภาพของโรงเรียนให้ไดม้ าตรฐานตามเกณฑ์การจัด
การศึกษาของระบบสากล เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นาเกณฑ์การจัดการศึกษา ตามรางวัลคุณภาพแห่งชาติ
(MBNQA) เป็นแบบอย่างในการพัฒนาโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกได้นา
แนวคดิ ดงั กล่าวมาใชจ้ นเกดิ ผลสาเร็จ เช่น สิงคโปร์ ญี่ป่นุ ออสเตรเลยี ฮอ่ งกง และประเทศไทย

260 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. ผลการวิจัยเรื่อง “การพฒั นารูปแบบการบรหิ ารสถานศึกษาเอกชนสคู่ วามเป็นเลิศ”ท่ีสามารถนาไป
บูรณาการเพื่อนาไปสู่การปฏิบัติได้จริง (Feasibility for Implementation) ซ่ึงผู้วิจัยเรียกว่า “PAWIN
Model” มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) มีการดาเนินงาน การปฏิบัติการอย่างมืออาชพี (Professional) 2) มีความ
พยายาม/ความตระหนัก (Attempt & Awareness) 3) วิสัยทัศน์กว้างไกล (World Wide Vision) ได้แก่
4) มีการบูรณาการ (Integrated) และ 5) ตอบสนองต่อแนวนโยบายการจัดการศึกษาของชาติ (National
Education) รายละเอียด สามารถอภปิ รายได้ ดังนี้

3.1 องค์ประกอบที่ 1 การดาเนินงาน การปฏิบัติการอย่างมืออาชพี โดยรวมมีระดับความคิดเห็น
อยู่ในระดับมาก เมือ่ พิจารณาเปน็ รายข้อท่มี ีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทีส่ ุด พบว่าข้อท่ี 1) การกาหนด
ทิศทาง วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ค่านิยม ความคาดหวัง การสร้างคุณค่าและผลการดาเนินการ และ
ความสาเรจ็ ของสถานศึกษา ข้อ 2) การกาหนดทิศทางโดยคานึงถึงความต้องการความจาเป็น และตอบสนอง
ต่อการคาดหวังของนักเรียน ผู้ปกครองและผู้เก่ียวข้อง และข้อ 3) สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาและเข้าร่วมกิจกรรมสาคัญต่างๆ ที่ชุมชนได้จัดข้ึนอย่างสม่าเสมอท้ังน้ี เป็นท่ียอมรับกันว่าผู้บริหาร
สถานศกึ ษา เปน็ ผกู้ าหนดทศิ ทางของโรงเรียน มบี ทบาทสาคญั ในการเป็นผูเ้ ชื่อมโยงกบั ครู เพ่ือนานโยบายไปสู่
การปฏิบัติ ได้อย่างมีคุณภาพ มีบทบาทในการควบคุม กากับการดาเนินงาน และรับผิดชอบต่อผลสาเร็จของ
โรงเรียน สอดคล้องกับงานวิจัยของวันเพ็ญ บุรีสูงเนิน (2552 : 52) เร่ืองปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการ
บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพัฒนาพ้นื ท่ีชายฝงั ทะเลตะวันออก พบว่าพฤติกรรมผู้นาของผบู้ ริหารเปน็ ตัว
แปรท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการบริหาร การบริหารโรงเรียนปัจจุบันจาเป็นต้องกาหนดแผนงานเป้าหมาย
วตั ถุประสงค์ และโครงการปฏิบัติงานไว้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับบทบาทภาระหน้าท่ีของครูและบุคลากรใน
โรงเรยี น ผบู้ รหิ ารจะต้องเปน็ ผู้ประสานงาน ควบคุม กากับ ติดตามผลการดาเนินงานและขอความร่วมมือจาก
ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาร่วมกิจกรรมการบริหารโรงเรียน โดยผู้บริหารจะต้องอาศัยความรู้ ความสามารถของ
ตนเอง กระตุ้นให้ครู บุคลากรทุกคน เกิดความเข้าใจถึงระบบงาน สอดคล้องกับธีระ รุญเจริญ (2545 : 166)
ที่กล่าวว่า การจัดการศึกษามีความจาเป็นต้องอาศัยผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ
จึงจะทาให้การบริหารจัดการศึกษาประสบผลสาเร็จและเป็นไปตามแนวทางท่ีพึงประสงค์ นอกจากน้ี
ยังสอดคล้องกับการศึกษาของ Sammaonds, Hillman and Mortimore (1995 : 33) ได้ศึกษาวิจัย
องคป์ ระกอบทสี่ ง่ ผลถึงความสาเรจ็ หรอื ความมปี ระสิทธผิ ลของโรงเรยี น ประกอบด้วย 11 องคป์ ระกอบ และท่ี
สาคญั ทส่ี ดุ คือความเป็นผ้บู รหิ ารมอื อาชีพ

3.2 องค์ประกอบที่ 2 มีความพยายาม/ความตระหนักโดยรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับ
มากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อท่ีมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด พบว่าข้อที่ 5) มีการจัดต้ังทีมงาน
คณะกรรมการโดยผ้บู ริหารสนบั สนุนและพัฒนา หรือให้มีความรู้ความสามารถในงานที่ได้รับมอบหมาย และ
มอบอานาจในการตัดสินใจ ข้อ 6) ผู้บริหารสถานศึกษา มีการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลการดาเนินการ
ของฝ่ายบริหาร เพ่ือนาผลการประเมินไปพัฒนาและปรับปรุง ประสิทธิผลของการดาเนินการท้ังระบบ และ
ข้อ 11) มีแผนยุทธศาสตร์ ท้ังระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีแผนปฏิบัติการท่ีรองรับ
การเปลีย่ นแปลง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ไดบ้ ัญญัตใิ ห้มีคณะกรรมการ
บรหิ ารโรงเรยี น มีอานาจหน้าที่อย่างเปน็ อสิ ระในการบรหิ ารจัดการโรงเรียน สอดคล้องกับแนวคดิ ของบณั ฑิต
ศรีพุทธางกูร (2553 : 29) ท่ีกล่าวว่า ภายในปี 2558 ประเทศไทยต้องทาบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัด
การศึกษารว่ มกนั กบั กลมุ่ ประเทศอาเซียน เพ่ือรองรับการเล่อื นไหลของประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียน ทาให้
เกิดการแข่งขันสูง ท้ังกับตัวเอง ท้ังภายในและภายนอก ทางสถานศึกษาเองต้องหาจุดเด่นท่ีแตกต่าง
จากสถานศึกษาอื่น

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 261

3.3 องค์ประกอบที่ 3 วิสัยทัศน์กว้างไกล โดยรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อที่มีระดับความคิดเห็นอยใู่ นระดับมากท่ีสุด พบวา่ ข้อที่ 2) มีการวางแผนการประชมุ ไว้
อย่างชดั เจนตลอดทั้งปี ข้อท่ี 17) มีความมุ่งมั่นในเป้าหมายที่ชดั เจนทางการจัดการศึกษา ข้อท่ี 1) จัดให้มีการ
ประชุมระดับองค์กร ระดับแผนก ระดับกลุ่ม เพ่ือผลักดนั นโยบายไปสู่การปฏิบัติ และข้อ 16) ทาแผนกลยุทธ์
เพื่อผลสัมฤทธ์ิในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เป็นท่ียอมรับกันว่าองค์การหรือสถานศึกษาท่ีมีคุณภาพเป็นท่ียอมรับ
ของชุมชนและสงั คม หัวใจสาคญั ก็คือผู้นาหรือผ้บู ริหารสถานศกึ ษา ท่จี ะเป็นตัวจักรสาคัญในการบรหิ ารจดั การ
เกิดการขับเคลื่อน ซ่ึงประกอบไปด้วยคน งบประมาณ และการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้นาหรือ
ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาจงึ เปน็ ผมู้ ีบทบาทสาคญั ท่ีจะช้ีเป็นชี้ตายต่อองค์กรเพ่ือตอบสนอง นโยบาย หลักสตู ร และ
ความคาดหวงั ของสงั คมไดต้ ามความคาดหวงั หรอื ไม่ ดังคากล่าวท่ีวา่ “การปลกู พืชจะเจริญงอกงามตอ้ งเหน็ เงา
ของผู้ปลูกฉันใด โรงเรียนจะมีคุณภาพต้องเห็นเงาผู้บริหารฉันน้ัน”ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ อรุณ จุติผล
(2559 : 29) ที่ได้อธิบายว่า สถานการณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง
ส่ิงแวดล้อม และเทคโนโลยี ฯลฯ เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องบริหารแบบรู้เท่าทัน ทันการณ์ มีวิสัยทัศน์
โดยใช้พ้ืนฐานความรู้เดิมเป็นตัวต้ัง แล้วนามาวิเคราะห์เรียบเรียง เพ่ือศึกษาและทาความเข้าใจ แล้วจัดการ
กาจัดจุดอ่อนและเพิ่มจุดแขง็ ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สุด ภาวะผนู้ าเปน็ กระบวนการที่ผู้นาหรือท่มี ภี าวะผู้นา เปน็ ผู้ที่
ชกั นา จูงใจ ชนี้ า ใช้อทิ ธิพล หรืออานาจทม่ี ีอยู่ในรูปแบบตา่ ง ๆ ทาให้หรอื กระตุ้นใหห้ รอื ชน้ี าใหเ้ พ่ือนร่วมงาน
หรือผู้ใต้บังคับบัญชาให้ยินดี เต็มใจ พร้อมใจ ยินดีในการกระทา สอดคล้องกับงานวิจัยของขัตติยา
ด้วงสาราญ (2552 : 44) เรื่อง รูปแบบการบรหิ ารเชิงกลยทุ ธ์สาหรับโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า องค์ประกอบท่ี
สาคัญเป็นอันดับที่ 1 คือ การวางแผนกลยุทธ์ ซึ่งส่งผลสาคัญต่อการปฏิบัติตามกลยุทธ์ของโรงเรียน
การวางแผน (planning) ควรมีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในการวางแผนกลยุทธ์ และมีการ
ประชุม ปรึกษาหารือ เม่ือเกิดปัญหาอุปสรรค หาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมคัน จัดให้มีการประชุมปฏิบัติการ
เพ่ือกาหนดวัตถุประสงค์และกาหนดคัวชี้วัดความสาเร็จที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์ในแต่ละด้าน เปิดโอกาส
ระดมความคิดร่วมวางแผน หาจุดอ่อนจดุ แข็ง ทบทวนวสิ ยั ทัศน์ พันธกิจ เปา้ ประสงค์ของโรงเรยี นให้ชัดเจน นา
เทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นมามีส่วนร่วมในการวางแผน ผลการวิจัยครั้งน้ียังสอดคล้องกับ เกณฑ์รางวัล
ความเป็นเลศิ ของประเทศฮอ่ งกง และรางวัลคุณภาพแห่งยโุ รป

3.4 องค์ประกอบที่ 4 การบูรณาการ โดยรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากท่ีสุด
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อที่มีระดบั ความคิดเห็นอยู่ในระดับมากท่ีสุด พบว่า ข้อท่ี 2) พัฒนาสถานศึกษาให้เป็น
องค์กรท่ีย่ังยืน และปรับปรุงผลการดาเนินงานให้บรรลุพันธกิจและวัตถุประสงค์ เชิงกลยุทธ์ มีนวัตกรรม
ในการพัฒนาสถานศึกษาที่พร้อมจะแข่งขันกับสถานศึกษาอื่นๆ ข้อที่ 1) ให้ความสาคัญกับงานวิชาการ และ
เน้นกระบวนการเรียนรู้ ท่ีครูผู้สอนจัดให้กับนักเรียน ข้อที่ 8) การออกแบบภาระงาน ขอบข่ายงาน แนวทาง
ปฏิบัติงาน โดยแบง่ ภาระงานออกเป็น 4 ดา้ น คอื งานวิชาการ งานการเงนิ การบุคลากร และงานบรหิ ารทั่วไป
อย่างชัดเจน และข้อท่ี 13) พฒั นาระบบสารสนเทศ มกี ารประชาสมั พนั ธ์ข่าวสาร ให้บรกิ ารนักเรยี น ผปู้ กครอง
และผูเ้ กีย่ วขอ้ งทราบ เป็นระยะ ๆ อย่างสมา่ เสมอ ทัง้ น้ีสอดคล้องกับสานกั งานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา
เอกชน (2559 : 29) ท่ีได้ระบุถึงบทบาทของสถานศึกษาเอกชนว่า สถานศึกษาเอกชนมีการบริหารจัดการที่มี
ความคล่องตัว เนื่องจากมีการบริหารจัดการท่ีมีอิสระ โดยบริหารอย่างระบบธุรกิจซ่ึงคล่องตัวมากกว่าระบบ
ราชการ จึงสามารถลดข้ันตอนและระเบียบวิธีการในการสั่งการ บังคับบัญชา สามารถตัดสินใจปรับปรุง
เปล่ียนแปลงการบริหารงานด้านต่าง ๆ ตลอดจนบุคลากรและทรัพยากรอื่นๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการจัด
การศึกษาได้อย่างเต็มที่ ทาให้ประหยัดเวลา งบประมาณและกาลังคน สอดคล้องกับงานวิจัยของ Caron
Elizabeth A. &Mc Laughlin (2002 : 89) และงานวิจัยของKa - ho Mok(2003) ท่ีพบว่าการบริหาร
ทรพั ยากรบุคคล เปน็ องค์ประกอบสาคัญของระบบการบริหารท่ีมุง่ สู่ความเปน็ เลิศ ซึ่งประกอบดว้ ย การพัฒนา

262 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

ทรัพยากรบุคคลทีมงานคุณภาพ การสนับสนุนให้ทางานพรอ้ มกัน การสร้างขวัญและกาลังใจให้บุคลากร การ
สนับสนุนช่องทางการสื่อสารความร่วมมือและการแบ่งปันความรู้ การมอบอานาจใหก้ ับพนักงานได้มีส่วนร่วม
และ รับผิดชอบในระบบ การปรับปรุงโรงเรียนและการให้รางวัลที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของโรงเรียน และ
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ทรงพล เจริญคา (2552 : 74) เรื่อง รูปแบบความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัด
กรุงเทพมหานคร พบว่า องค์ประกอบหลักของระบบการบริหารท่ีมุ่งเน้นความเปน็ เลิศของสถานศึกษาเอกชน
มี 9 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 5 คือ การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยท่ีสาคัญ ผู้บริหารไม่ถือตัว
ทางานเป็นระบบ มคี วามยืดหยนุ่ ในการทางานและเกิดความผูกพันระหว่างตนเองและครู

3.5 องค์ประกอบที่ 5 แนวนโยบายการจัดการศึกษาชาติ โดยรวมมีระดับความคดิ เหน็ อยู่ในระดับ
มากที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อที่มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด พบว่า ข้อที่ 4) ส่งเสริมให้ครูมี
ความเช่ียวชาญในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกด้านตามมาตรฐานการศึกษา ข้อท่ี 1) สร้างความร่วมมือกับ
เครือข่ายทางการศึกษา (ผู้ปกครอง, กลุ่มสถานศึกษาสมาคม หรือชมรมท่ีเกี่ยวกับการศึกษา) ในการแสวงหา
ความร่วมมือในการสนับสนุนการศึกษาของสถานศึกษา และข้อท่ี 5) จัดประสบการณ์ให้ครูมีความรู้ ความ
เข้าใจ เร่ืองหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษาอย่างชัดเจน ท้ังน้ีเป็นที่ยอมรับโดยท่ัวไปว่า
สถานศึกษาไม่ว่าเป็นของรัฐหรือเอกชน จาเป็นต้องดาเนินงานตามนโยบายการศึกษาชาติ พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน และข้อกาหนดอนื่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารสู่ความ
เป็นเลิศ ตามแนวคิดของ Peter and Waterman (1982) ที่กล่าวว่าการบรหิ ารจัดการ ผู้บริหารควรสัมผสั กับ
ปฏิบัติงานจริง ๆ ไม่ใช่นั่งอยู่ในสานักงานเท่าน้ัน ควรใช้นโยบายเปิดกว้าง เพ่ือทราบข้อเท็จจริง สนับสนุนให้
บุคลากรรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิดแก้ปัญหา ใช้เทคนิคการประเมินผลอย่างสร้างสรรค์ไม่เป็นทางการ
เพ่ือให้เกิดความรู้สึกท่ีดี แลกเปล่ียนข่าวสารอย่างไม่เป็นทางการอยู่เสมอ จึงก่อให้เกิดประโยชน์ในการ
ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับรางวลั คุณภาพแห่งชาติ และรางวลั คุณภาพแห่งยุโรป มีเกณฑก์ ารประเมิน
ในหมวดที่ 6 คือ การบริหารกระบวนการ (Process Management) เป็นการประเมิน การจัดการกระบวนการ
การให้บริการ และกระบวนการอน่ื ที่ช่วยสร้างคุณค่าแก่ผู้รบั บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกระบวนการ
สนับสนุน เพ่ือให้บรรลุพันธกิจขององค์การ สอดคล้องกับงานวิจัยของ MC. Carthy ที่ได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับ
บทบาทการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในรัฐนิวเจอร์ซี่ ผลการวิจัยพบว่า การ
สนับสนุนทางสังคมของครู ด้านการชื่นชมนับถือ ยอมรับ เห็นด้วย และช่วยเหลือโดยตรง ทาให้เกิดขวัญ
กาลังใจมีประสิทธิภาพ สอดคล้อง Russel& others (1997 : 22) ที่พบว่าครูได้รับการสนับสนุนจากสังคม
ผ้บู ริหาร เป็นตวั แปรสาคญั ทจี่ ะส่งผลต่อการทางานให้บรรลุผลสาเร็จอย่างตอ่ เนอื่ ง

4. ผลการยืนยันรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเอกชนสู่ความเป็นเลิ ศ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญ
ท้ัง จานวน 9 คน มีความคิดเหน็ สอดคล้องกันว่า รูปแบบการบริหารสถานศกึ ษาเอกชนสู่ความเปน็ เลิศมีความ
เหมาะสมกับบริบท มีความเป็นไปไดใ้ นการนาไปใช้ มีความถูกต้องตาม หลักการในเชิงทฤษฎี มีประโยชน์ต่อ
สถานศึกษาในการนาไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา นอกจากนี้ หลายท่านยังได้เสนอความคิดเห็นเพ่ิมเติมว่า
องคป์ ระกอบของรูปแบบการบรหิ ารสถานศึกษาเอกชนสคู่ วามเปน็ เลิศ เปน็ องค์ประกอบทเ่ี ก่ียวข้องโดยตรงกับ
ผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะผู้เรียนซ่ึงเป็นตัวบ่งช้ีถึงคุณภาพหรือ
ความคาดหวงั ตอ่ ความสาเรจ็ ในการบรหิ ารจัดการของผบู้ ริหาร ตลอดจนผู้บรหิ ารสถานศึกษามอี ทิ ธิพลโดยตรง
ต่อกระบวนการการบรหิ ารทรัพยากรบคุ คล การวางแผนกลยทุ ธ์และ กระบวนการบรหิ ารจดั การ และมอี ิทธิพล
โดยอ้อมต่อกระบวนการจัดการเรียนรูข้ องครู ซ่ึงถ้าผู้บรหิ ารมกี ระบวนการบริหารจัดการท่ีดี มีการวางแผนกล
ยุทธ์ก็จะส่งผลให้กระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู มุ่งสู่เป้าหมาย คือ ความสาเร็จของผู้เรียนท่ีมีคุณภาพ
เช่นเดียวกับองค์ประกอบ กระบวนการบริหารจัดการและการวางแผนกลยุทธ์มีอิทธิพลโดย ตรงต่อ
ความคาดหวังตอ่ ความสาเร็จของผ้เู รียน และการวางแผนกลยทุ ธ์จะมีอิทธิพลทางตรงต่อการบรหิ ารทรัพยากร

ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 263

บคุ คล และกระบวนการบริหารจัดการ ซง่ึ ทุกองค์ประกอบจะมีอทิ ธิพลโดยตรงและโดยอ้อม ต่อความคาดหวัง
ต่อความสาเร็จของผู้เรียน หมายถึง ส่งผลต่อความสาเร็จในการบริหารสถานศกึ ษา โดยผู้บริหารสถานศึกษานา
นโยบายสู่การปฏิบัตไิ ดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิผล
ขอ้ เสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะทั่วไป
1. หน่วยงานระดับนโยบาย ควรส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาให้ผู้บริหารมีความเป็นมืออาชีพ
มคี วามตระหนัก มีวิสัยทศั น์ มกี ารบูรณาการ และจดั การศกึ ษาตามนโยบายการศึกษาชาติ เพอ่ื นาสถานศึกษาสู่
เป้าหมายอย่างมีประสิทธภิ าพ
2. หน่วยงานต้นสงั กดั ควรสง่ เสริม สนับสนุน จัดอบรมเชิงปฏิบัตกิ ารใหค้ วามรู้เรอื่ งการวางแผน
กลยทุ ธ์สคู่ วามเปน็ เลศิ และนาแผนไปปฏิบตั ิ
ข้อเสนอแนะในการวิจัยคร้ังต่อไป
1. ควรศกึ ษาวิจัยเก่ียวกับรูปแบบการบริหารสถานศกึ ษาอน่ื ๆ เช่น สถานศึกษาของรัฐ
2. ควรศกึ ษาวจิ ัยองค์ประกอบต่าง ๆ ของการบรหิ ารสถานศกึ ษาส่คู วามเปน็ เลศิ ทง้ั เชิงปรมิ าณและ
เชงิ คุณภาพ
กิตติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จได้ ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากอาจารย์ ดร.อรุณ จุติผล ประธาน
กรรมการท่ีปรึกษา และรองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิ กรรมการท่ีปรึกษา ได้กรุณาให้คาแนะนา
ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพรอ่ ง เพื่อให้งานวิจัยฉบับน้ีมีความสมบูรณ์และมีความชัดเจนทางด้าน
วชิ าการไดม้ ากที่สุด
เอกสารอ้างอิง
กนกอร สมปราชญ์. ภาวะผู้นาและภาวะผู้นาการเรียนรู้สาหรบั ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา. ขอนแกน่ :
โรงพิมพค์ ลังนานาวิทยา, 2559.
โชตชิ ว่ ง พันธเุ วส. แมแ่ บบการจัดการศึกษาเชงิ คุณภาพ SIPPO MODEL.กรุงเทพมหานคร : ศนู ยส์ อ่ื และ
สงิ่ พมิ พ์แก้วเจ้าจอม มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนสุนันทา, 2551.
ธีระ รุญเจริญ. รายงานวิจัยสภาพและปัญหาการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาใน
ประเทศไทย. เอกสารในการสัมมนาเรอ่ื การกระจายอานาจสู่สถานศึกษา : บริหารโดยใช้โรงเรียนเป็น
พ้ืนฐาน, 8-9 กุมภาพันธ์ 2545. กรงุ เทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,
2545.
รางวลั ความเปน็ เลิศของออสเตรเลีย (Australian Excellence Awards: AEA) (ออนไลน)์ 2555
(อา้ งเมื่อ 10 มถิ นุ ายน 2559) จาก http://sai-global.com.
รางวลั คุณภาพแหง่ ชาติประเทศสิงคโปร์ (The Singapore Quality Awards: SQA) (ออนไลน)์
2555 (อ้างเมือ่ 10 มิถุนายน 2559) จากhttp://spring.gov.sq/portaI/product/awards/sqa.
รางวัลคณุ ภาพแหง่ ชาตยิ ุโรป (European Quality Award : EQA) (ออนไลน)์ 2555
(อา้ งเมอ่ื 10 มิถุนายน 2559) จาก http://sai-gbobal.com.
Adler,Amold N. AStudy of Teacher' Perceptions of School-Based Management’s Impact
On Teacher Empowerment, Dissertation Abstracts, International, 1999.

264 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

Austin and Reynolds. Managing for Improved School Effectiveness:
AnInternationalsurveySchoolOrganization.10,2/3. 1990: 151-153.

Barry, W.R.Effect of Principal's Leadership Style on School Councilmember’s Perception of
Empowerment (online) 2002 (cited21June 2015).Available form
http//www.lib.umi.com/dissertations/fullit/3050353.

Brown, Bruce Robert.An Analysis of the Perceived Effectiveness of school Based Management
by School and Community Stakeholders, Dissertation Abstracts International,
1998.

CarolM.Sheperd.AStudyoftheRelationbetweenDecisionMaking,ProfessionalZoneofAccepta
nce."JobSatisfactionandorganizationEffectivenessinaSampleofNew
JerseyElementaryTeachers. DAT50/0/01A.1990:2227.

Chester,N.M. AnIntroductiontoschool Administration. NewYork:McMillan,
Mok.DecentralizationandmercerizationofeducationinSingapore:Acasestudyoftheexc
ellencemodel.Journalofeducationaladministration.41,4 (November 2003), 1996.

McCollor FrederickMichael.CaseStudiesofSchool-BasedManagementinThree Urban
MiddleSchools.DissertationAbstractsInternational,1998.

Ministry of Ministration.The school Excellence Model: A Guide SingaporeThe School
Appraisal Branch, Schools Division, Ministry of Ministration.Singapore : Ministry
of Ministration. (online) 2000(cited 28 June 2016). Available form
http://www.oknation.net., 2000.

ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 265

266 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

รปู แบบการบริหารจัดการช้ันเรยี นแนวใหม่ โรงเรียนสงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ

A Model for Modern Classroom Management of Schools under the Local
Administrative Organization in the Northeastern Region

สรุ ชั ดา จงึ สทุ ธิวงษ1์
ศิกานต์ เพยี รธัญญกรณ์2

สายันต์ บญุ ใบ3
ธวัชชัย ไพใหล4

บทคัดย่อ
การวิจัยคร้งั นม้ี คี วามม่งุ หมายเพ่อื 1. ศกึ ษาองคป์ ระกอบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่
โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. สร้างรูปแบบการบริหารจัดการ
ชัน้ เรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื 3.หาประสทิ ธผิ ลของ
รูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือท่ีพัฒนาขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development :
R & D) ดาเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะท่ี 1 การศึกษาองค์ประกอบของการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่
ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เช่ียวชาญ และการวิจัยเชิง
สารวจ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประจาปี การศึกษา 2559 จานวน 4,834 คน จากโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ จานวน 20 จังหวัด กลุ่มตวั อยา่ ง จานวน 361 คน ในการกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
โดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan ใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale)
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การร่างและสร้าง
รูปแบบ ประกอบด้วย การร่างรูปแบบการสร้างและยืนยันรูปแบบโดยผู้เช่ียวชาญจานวน 10 คน ระยะที่ 3
การจัดสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) โดยผู้เชี่ยวชาญ จานวน 9 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
ค่าเฉล่ยี และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจยั พบวา่
1. องคป์ ระกอบของการบริหารจดั การชน้ั เรยี นแนวใหม่ โรงเรียนสงั กดั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 6 องค์ประกอบ คือ ด้านการกาหนดระเบียบปฏิบตั ิในชน้ั เรยี น ด้านการจดั การ
เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้านการจัดบรรยากาศท่ีดีในชั้นเรียน ด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
ดา้ นการจดั ทาข้อมูลสารสนเทศ ดา้ นการออกแบบการเรียนรูแ้ ละนวตั กรรมการจดั ห้องเรยี น
2. รูปแบบการบริหารจดั การชน้ั เรียนแนวใหม่ โรงเรียนสงั กัดองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กระบวนการ
ประกอบด้วย การศกึ ษาดงู าน การอบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการ การนิเทศกากบั ติดตาม และ5) การวดั และประเมินผล
คาสาคญั : การบรหิ ารจดั การช้ันเรียนแนวใหม่

1หลกั สตู รครุศาสตรดุษฎีบัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษาและภาวะผนู้ า มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร
2หลักสตู รครศุ าสตรดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวิชาภาวะผู้นาทางการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร
3หลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สสาาขขาาววชชิิ าาภภาาววะะผผู้้นนู าาททาางงกกาารรบบรริหหิ าารรปกกาาีทรร่ี ศศ17ึกกึ ษษฉาาบมมับหหทาาวว่ี ทิทิ3ยยาา(ลลกัยัยันรรยาาชชาภภยััฏฏนสสกก-ลลธนนันคครรวาคม 267
4หลักสูตรครศุ าสตรดษุ ฎีบณั ฑิต 2560)

3. ผลของการหาประสิทธผิ ลของรปู แบบการบรหิ ารจัดการชั้นเรยี นแนวใหม่ โรงเรียนสงั กัดองคก์ ร
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื พบวา่

3.1 ความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ พบวา่ รูปแบบการบริหาร
จัดการ ชน้ั เรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมอยู่
ในระดบั มาก

3.2 ผลการยืนยันความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียน
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประเมินของผู้เชี่ยวชาญในจัดการ
สนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียน
สงั กดั องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ด้านความเปน็ ประโยชน์และด้านความเป็นไปได้
โดยรวมอยู่ในระดับมาก

Abstract
The purposes of this research were to 1. examine the components of modern
classroom management pf schools under the Local Administration Organization (LAO) in the
northeastern region; 2. construct a model for modern classroom management of schools under
the LAO in the northeastern region; and 3. examine the effectiveness of the developed model.
The research methodology employed was a Research and Development (R&D) comprising three
phases. The first phase was related to examining components of modern classroom
management through document inquiries, in-depth interviews of experts, and a survey research.
In accordance to Krejcie and Morgan table, the samples of 361 teachers were drawn from the
total of 4,834 teachers teaching in the 2016 academic year from 20 schools under LAO in the
northeastern region. The research instrument utilized a five-point rating scale questionnaire. The
data analysis was done through frequency, percentage mean and standard deviation. The second
phase wasadraft and establishment of the model, coordinated this draftwith the revisions and
confirmation of ten experts. In the last phase, afocus group discussion of nine expertswas
conducted. The data was analyzed by mean and standard deviation.
The findings were as follows :
1. The six components of modern classroom management of schools under the LAO
in the northeastern region were: provision of classroom operational rules, learner-centered
instructional practices, positive classroom atmosphere, physical environment management, data
and information management, instructional design and innovative classroom arrangement.
2. The model of modern classroom management of schools under the LAO in
northeastern region comprised 1) principles, 2) objectives, 3) contents, 4) procedures include
Field study,Workshop,On-the-job-training,Supervision and 5) measurement and evaluation.

268 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

3. The effect of the effectiveness of the developed model revealed that :
3.1 The appropriateness for the user guidelines of the developed model, based on

experts’ reviews, as a whole wasrated at the highest level. In addition, the developed modelas
a whole was rated at a high level.

3.2 The effects after the confirmation of the appropriateness of the developed
model which was done through the experts’ focus group discussion revealed that the user
guidelines, and the developed model in terms of utilization and feasibility, as a whole, wasrated
at a high level.

Keyword : Modern Classroom Management

บทนา
องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ มีอานาจและหน้าทใ่ี นการจดั การศึกษา องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินจึง

ได้กาหนดภารกิจในการจัดการศึกษา ดังนี้ 1) การจัดการศึกษาปฐมวัย 2) การศึกษาข้ันพื้นฐานและแนวโน้ม
ของสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานสังกัดองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินมีจานวนเพ่ิมมากขึ้นอยา่ งรวดเร็ว ทั้งกรณีท่ีองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินจัดต้ังข้ึนเอง และกรณีโอนมาจากสานักงานเขตพื้นท่ี สอดคล้องกับสันติ บุญภิรมย์ (2557 : 113)
กล่าวว่าการบริหารจัดการช้ันเรียน เป็นวิธีการดาเนินการให้ช้ันเรียนได้อยู่ในสภาพความพร้อมที่จะดาเนิน
การเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแท้จริง
เนื่องด้วยช้ันเรยี นเป็นแหล่งการเรียนรูพ้ ื้นฐานในรายวิชาต่างๆ ท้งั ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ท้ังประกอบด้วย
ผู้เรียนท่ีมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆอย่างชัดเจน หรืออาจเรียกว่า “ความแตกต่างระหว่างบุคคล”
(Individual Difference) ช้ันเรียนที่มีการบริหารจัดการที่ดีเป็นความสามารถของผู้สอนที่ส่งผลต่อบรรยากาศ
การเรียนรู้ของผูเ้ รียนเป็นปัจจัยสาคัญของการเรียนการสอน และหมายความรวมถึง ผู้เรียนมคี วามสุขในขณะ
ท่ีอยู่ในช้ันเรียน ความสุขของผู้เรียนเป็นสิ่งท่ีสุดยอดปรารถนาของผู้สอน และผู้รับผิดชอบทางการศึกษาต้อง
พยายามจัดใหม้ ีขนึ้ โดยท่ัวกัน การบริหารจัดการชนั้ เรยี นเป็นองค์รวมของการ บรู ณาการความรู้ ความสามารถ
ของครูผู้สอน พร้อมทั้งก่อให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้เรียนได้มาโรงเรียนทุกวันอย่างมีความสุข การจัดบรรยากาศ
ในชั้นเรียน จึงเป็นสิ่งสาคัญในการช่วยส่งเสริมการเรยี นรู้ของผู้เรียนและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถรับผิดชอบ
ควบคุมดูแลตนเองได้ในอนาคต การจัดบรรยากาศมีทั้งด้านกายภาพเป็นการจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียน
ท้ังการจัดตกแต่งในห้องเรียน จัดที่น่ัง จัดมุมเสริมความรู้ต่างๆ ให้สะดวกต่อการเรียนการสอน ทางด้าน
จิตวิทยา เป็นการสร้างความอบอุ่น ความสุขสบายใจให้กับผู้เรียน ผู้สอนควรจัดบรรยากาศท้ัง 2 ด้านน้ีให้
เหมาะสม นอกจากนี้การสร้างบรรยากาศการเรียนรใู้ ห้เกิดความสุขแกผ่ ู้เรียนเป็นองค์ประกอบสาคัญประการ
หน่งึ ที่จะสรา้ งคณุ ลักษณะนิสัยของการใฝ่เรียนรู้ การมนี ิสยั รักการเรียนรู้ การเป็นคนดี และการมสี ุขภาพจิตที่ดี
สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ท้ังในปัจจุบัน และอนาคตต่อไป ซ่ึงบุคคลสาคัญท่ีจะสร้างบรรยากาศ
การเรียนรู้อย่างมีความสขุ ให้เกิดข้นึ ได้ คอื ครูผนู้ าทางการเรยี นร้นู น่ั เอง การเรียนรู้ท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพนนั้ เกดิ จาก
การเรียนรทู้ ่ีครบวงจร ซ่ึงได้แกก่ ารให้ผเู้ รียนเลอื กเร่อื งที่จะเรยี นและวธิ ีการเรียนจากนน้ั จึงลงมือปฏิบัตติ ามที่ได้
คิดไว้ โดยการเรียนรู้ร่วมกับกลุ่มแล้วสรุปความรดู้ ้วยตนเอง นอกจากนี้ประสิทธภิ าพของการเรียนรู้ยงั เกิดจาก
การสนับสนุนจากปัจจัยเอ้ือสามประการ คือการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของวัยหรือ

ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 269

พัฒนาการ ได้แก่ การเรียนรู้โดยการเคลื่อนไหวและการกระทา ปัจจัยเอ้ือประการต่อมาคือบรรยากาศ
ท่ีสนับสนุนการเรียนรู้ที่สรา้ งความรู้สึกมีความสุข ผอ่ นคลาย ไม่เคร่งเครยี ด ปลอดภัยและได้รับการยอมรบั จากกลุ่ม
ส่วนปัจจัยเอ้ือที่สามคือการดูแลสนับสนุนและอานวยความสะดวกของครูในการจัดกิจกรรมให้เด็กได้สร้างความรู้
ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กับครู และสิ่งแวดล้อม ดังน้ันการจัดบรรยากาศที่เหมาะสมจะส่งผลต่อ
ประสิทธภิ าพการเรยี นรู้ของเด็กเพราะการเรยี นท่ามกลางบรรยากาศที่มีความสุข ผเู้ รียนจะเกิดความรสู้ ึกผ่อน
คลายไม่กดดัน ทาให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับกุญชรี ค้าขาย (2551 : 4)
ได้อธิบายความหมายของการจดั การช้ันเรียน เป็นกระบวนการกระทาและการตัดสินใจใดๆในอันท่ีจะอานวย
ความสะดวกในกระบวนการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวกและปราศจากพฤติกรรมที่จะรบกวน
กระบวนการเรียนรู้ และสอดคล้องกับปริยาภรณ์ ตั้งคุณานันต์ (2557 : 143-155) กล่าวว่าในอนาคต
สื่ออิเล็กทรอนิกส์จะเป็นแหล่งรวมความรู้จานวนมหาศาลผู้เรียนมีช่องทางและวิธีการเรียนรู้ให้เลือกอย่าง
หลากหลาย ดังน้ัน นวัตกรรมการจัดการห้องเรียนในอนาคต จึงควรให้ความสนใจกับการนาแนวคิดทาง
อเิ ล็กทรอนกิ ส์มาใช้ในการจดั การห้องเรยี น เชน่ การจดั การห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) การจดั การ
ห้องเรียนอเิ ล็กทรอนิกส์ และห้องเรียนกลับทาง แต่ปัญหาหนึ่งที่พบในช้นั เรยี นโดยทั่วไป ก็คือ มีครูจานวนมาก
ที่เข้าไปสอนในชั้นเรียนโดยมีความรู้ในเน้ือหาที่สอนเป็นอย่างดี และมีวิธีการสอนที่ให้ผู้เรียนเข้าใจเน้ือหา
แต่ปราศจากกลยุทธ์ในการบริหารจัดการช้นั เรียนที่ดี มีทักษะน้อยในการแกป้ ัญหาพฤติกรรมนักเรียนที่ไม่พึง
ประสงค์ ไม่สามารถควบคุมดูแลนักเรียนให้อยู่ในระเบียบวินยั และมคี วามต้ังใจเรยี นได้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการ
เรียนรู้ของนักเรียนและส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยภาพรวมต่า ท้ังนี้จะส่งผลกระทบ
ทง้ั นกั เรยี นท่ีมพี ฤติกรรมท่พี ึงประสงค์และนกั เรียนท่ีมพี ฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงค์รวมท้ังช้ัน ก่อให้เกิดความเครียด
กบั ครู บางชั้นเรียนปัญหาเพียงเล็กน้อยในการบริหารจัดการก็สามารถรบกวนชั้นเรียน และเปน็ สาเหตุท่ีทาให้
ชัน้ เรียนล้มเหลวต่อไป จากความสาคัญและปัญหาของการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ เพื่อให้การบริหาร
จดั การช้นั เรียนแนวใหมอ่ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงมคี วามสนใจทจี่ ะศึกษารูปแบบการบริหารจัดการชนั้ เรยี น
แนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสภาพปัญห าและ
องค์ประกอบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรีย นสังกัดองค์กรป กครองส่วนท้องถ่ิน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะอย่างไร มีรูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไร ท้ังนี้เพื่อเป็นแนวทางในพัฒนารูปแบบ
การบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ต่อไป

วัตถปุ ระสงค์
1. เพอื่ ศึกษาองคป์ ระกอบการบรหิ ารจดั การช้นั เรยี นแนวใหม่ โรงเรยี นสังกดั องค์กรปกครอง

ส่วนทอ้ งถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
2. เพ่อื สร้างรปู แบบการบริหารจัดการช้นั เรียนแนวใหม่ โรงเรยี นสังกดั องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นใน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3. เพ่ือหาประสทิ ธผิ ลของรูปแบบการบรหิ ารจัดการชน้ั เรียนแนวใหม่ โรงเรยี นสงั กัดองคก์ รปกครอง

สว่ นท้องถ่ินในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือที่พฒั นาข้ึน

270 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

วธิ ดี าเนินการวจิ ัย
การวิจัยคร้ังนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R & D) โดยแบ่ง

การวจิ ยั ออกเป็น 3 ระยะ 6 ข้ันตอน ดงั น้ี
วิธีดาเนินการวิจัยระยะท่ี 1 การศึกษาองค์ประกอบของการพัฒนา โดยแบ่งออกเป็น

2 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง การศึกษาข้อมูลพ้ืนฐาน กาหนดกรอบ
แนวคิดในการวิจัย ข้ันที่ 2 การศึกษาองค์ประกอบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน ใช้การ
สมั ภาษณ์แบบมโี ครงสรา้ ง หลังจากน้ันสร้างแบบสอบถามรูปแบบการบริหารจัดการชนั้ เรียนแนวใหม่ โรงเรียน
สงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทาการวิจัยเชิงสารวจ เพ่ือสารวจสภาพปัญหา
ปจั จบุ ัน

วิธีดาเนินการวิจัยระยะที่ 2 การร่างและสร้างรูปแบบ แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ ขั้นท่ี 3
ทาการร่างรูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนาข้อมูลท่ีได้จากระยะท่ี 1 มาเป็นกรอบแนวทางในการร่างรูปแบบ และทาการ
ตรวจสอบร่างรูปแบบโดยผู้เช่ียวชาญ จานวน 10 ท่าน เพ่ือตรวจสอบร่างรูปแบบและข้อคิดเห็นเพ่ิมเติมจาก
ผูเ้ ช่ียวชาญ เพ่ือสร้างรูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรยี นสงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และจัดทาคู่มือเพ่ือเป็นแนวทางในการบริหารจัดการช้นั เรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขั้นท่ี 4 สร้างรูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่
โรงเรยี นสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื

วิธีดาเนินการวิจัยระยะท่ี 3 การยืนยันรูปแบบโดยการสนทนากลุ่มย่อย โดยแบ่งออกเป็น
2 ขั้นตอน คือ ข้ันท่ี 5 การจัดสนทนากลุ่มย่อย ( Focus Group Discussion) โดยผเู้ ชี่ยวชาญ จานวน 9 ทา่ น
และประมวลความคิดเห็นหลังจากนั้นนาข้อเสนอแนะมาปรับปรุง ข้ันที่ 6 สรุปผลรูปแบบการบริหารจัดการ
ช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสงั กัดองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
ขอบเขตของการวิจยั

1. ขอบเขตดา้ นประชากร ประชากรท่ีใช้ในการวิจยั รูปแบบการบริหารจดั การชนั้ เรยี นแนวใหม่
โรงเรยี นสังกัดองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย

1.1 ประชากรที่ใช้ในขั้นตอนการวิจัยเชิงสารวจ ได้แก่ครูในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจาปีการศึกษา 2559 จานวน 4,834 คน จากโรงเรียนสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ จานวน 20 จงั หวัด

1.2 กลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ในข้ันตอนการวิจยั เชิงสารวจ ได้แก่ครูในโรงเรียนสังกดั องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจาปีการศึกษา 2559 จานวน 361 คน จากโรงเรียนสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จานวน 10 จังหวัด ในการกาหนดขนาดของกลุ่ม
ตัวอยา่ งใชต้ ารางของ Krejcie and Morgan บญุ ชม ศรีสะอาด (2556 : 43)

2. ขอบเขตดา้ นเนอื้ หาของการวจิ ัย ประกอบด้วย
2.1 องค์ประกอบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วน

ท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1. การกาหนดระเบียบปฏิบัติในชั้นเรียน
2. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ 3. การจัดบรรยากาศท่ีดีในชั้นเรียน 4. การจัดสภาพแวดล้อม
ทางกายภาพ 5. การจัดทาขอ้ มูลสารสนเทศ 6. การออกแบบการเรยี นร้แู ละนวัตกรรมการจัดห้องเรยี น

ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 271

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

องคป์ ระกอบ การบริหารจัดการชนั้ เรียน รูปแบบการบรหิ ารจัดการชน้ั เรยี นแนว ประสิทธิผลของรปู แบบการบริหาร
แนวใหม่ ใหม่ โรงเรียนสงั กัดองค์กรปกครองสว่ น จัดการช้นั เรียนแนวใหม่โรงเรยี นสังกดั
1. การกาหนดระเบียบปฏบิ ตั ิในช้ันเรียน ทอ้ งถิน่ ในภาตะวนั ออกเฉยี งเหนอื องค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ ในภาค
2. การจดั การเรยี นรทู้ ่ีเนน้ ผูเ้ รยี นเป็น ประกอบด้วย ตะวันออกเฉียงเหนือ
สาคญั 1.หลกั การ
3. การจดั บรรยากาศทีด่ ใี นช้นั เรียน 2.วัตถุประสงค์
4. การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ 3.เนื้อหา
5. การจัดทาขอ้ มลู สารสนเทศ 4.กระบวนการ
6. การออกแบบการเรียนรแู้ ละนวัตกรรม 5.การวดั และประเมินผล
การจดั ห้องเรียน
รปู แบบและองคป์ ระกอบของการบริหาร
จัดการชัน้ เรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกดั
องค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ ในภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

สรปุ ผลการวจิ ยั
รูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน

ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สรุปผลไดด้ งั นี้
1. องค์ประกอบของการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วน

ท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 6 องค์ประกอบ คือ ด้านการกาหนดระเบียบปฏิบัติในช้ันเรียน
ด้านการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี นน้ ผ้เู รียนเป็นสาคัญ ด้านการจัดบรรยากาศท่ีดใี นช้ันเรียน ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
ทางกายภาพ ด้านการจัดทาข้อมลู สารสนเทศ ดา้ นการออกแบบการเรียนรแู้ ละนวตั กรรมการจัดหอ้ งเรยี น

2. รูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีองค์ประกอบของรูปแบบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา
4) กระบวนการ ประกอบด้วย การศกึ ษาดูงาน การอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการ การนิเทศกากับตดิ ตาม 5) การวัดและ
ประเมินผล

3. ประสทิ ธิผลของรูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองสว่ น
ทอ้ งถน่ิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตรวจสอบได้ดังนี้

3.1 ความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประเมินของผูเ้ ช่ียวชาญ พบว่า รูปแบบการบริหาร
จัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื โดยรวมอยูใ่ น
ระดับมาก (  = 4.40)

272 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

3.2 ผลการยืนยันความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียน
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประเมินของผู้เช่ียวชา ญในจัดการ
สนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียน
สงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับ
มาก (  = 3.97) และดา้ นความเปน็ ไปได้ โดยรวมอยู่ในระดบั มาก (  = 4.10)

อภิปรายผลการวิจยั
จากผลการวิจัยพบประเด็นทีค่ วรนามาอภปิ ราย ดังนี้
1. องค์ประกอบของการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วน

ท้องถ่ิน ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื มี 6 องค์ประกอบ คือ การกาหนดระเบียบปฏบิ ัติในชั้นเรียน การจัดการ
เรยี นรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ การจัดบรรยากาศท่ีดใี นชั้นเรียน การจดั สภาพแวดล้อมทางกายภาพ การจัดทา
ข้อมูลสารสนเทศ การออกแบบการเรียนรู้และนวัตกรรมการจัดห้องเรียน เม่ือพิจารณาระดับความต้องการ
บริหารจดั การชน้ั เรยี นแนวใหม่ เป็นรายดา้ น พบวา่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรยี งตามลาดับค่าเฉล่ียจากมากไป
หาน้อย 3 ลาดับแรก คือ ด้านการจัดทาข้อมูลสารสนเทศ ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และ
การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ด้านการกาหนดระเบียบปฏิบัติในช้ันเรียนที่มีค่าเท่ากัน อาจจะเป็น
เพราะว่าครูในยคุ สังคมแห่งการส่ือสารต้องมีความรู้ด้านขอ้ มูลสารสนเทศ มีความสามารถท่ีหลากหลาย และ
ครตู อ้ งจัดการเรียนการสอนใหส้ อดคลอ้ งกับความต้องการของผู้เรียน โดยจะตอ้ งจดั สภาพแวดลอ้ มใหเ้ หมาะสม
กับกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ สอดคล้องกับ วัชรีวรรณ ไชยแสนทา (2550 : 182-187)
ไดศ้ กึ ษาตัวชีว้ ดั ประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารจัดการชัน้ เรยี นสาหรบั ครูประจาชั้นระดับปฐมวยั พบว่า ประกอบดว้ ย
3 องค์ประกอบหลัก 17 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1. องค์ประกอบหลักท่ีเกี่ยวข้องกับศักยภาพและ
ความรับผิดชอบของครูป ฐมวัย ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 1) ด้านความรู้ความสามารถ
2) ด้านคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ และ 3) ด้านหน้าท่ีความรับผิดชอบของครูปฐมวัย 2. องค์ประกอบหลักที่
เก่ียวขอ้ งกับการพฒั นาผู้เรียนและการดแู ลชน้ั เรียน มี 10 องค์ประกอบยอ่ ย ดงั นี้ 1) ด้านการป้องกันพฤติกรรม
ท่ีไม่เหมาะสม 2) ด้านการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 3) ด้านการจัดชั้นเรียน 4) ด้านการสร้าง
บรรยากาศในชั้นเรียน 5) ด้านการกาหนดกฎ ข้อตกลงของห้อง 6) ด้านการกระตุ้นความสนใจของเด็ก
7) ดา้ นการบรหิ ารเวลาการกาหนดความคาดหวังและระยะเวลาในการทากิจกรรม 8) ด้านการมอบหมายงาน
9) ดา้ นการใหข้ ้อมูลป้อนกลบั 10) ดา้ นการดูแลใหเ้ ด็กมสี ่วนรว่ ม 3. องคป์ ระกอบหลกั ทเี่ ก่ียวข้องกบั พัฒนาการ
ของนักเรียน มี 4 องค์ประกอบย่อยดังน้ี 1) พัฒนาการด้านร่างกาย 2) พัฒนาการด้านสังคม 3)พัฒนาการ
ด้านจิตใจ-อารมณ์ และ 4) พัฒนาการด้านสติปัญญา สอดคล้องกับกับยุวดี ยางสวย (2550 : 41-42)
ได้สรุปไว้ว่า ในการบริหารจัดการช้ันเรียนครูผู้สอนต้องมีแผนในการจัดการชั้นเรียนประกอบไปด้วย 3 องค์
ประกอบ ดังนี้ 1) การจัดการชั้นเรียน เป็นการสนับสนุนการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนจะมี
สิ่งแวดลอ้ มในชั้นเรยี นและการปฏิบัติการในช้ันเรียน สิ่งแวดล้อมในช้ันเรียนเป็นส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ เช่น
แสง สี อณุ หภูมิ การจัดที่นั่งเรียน จัดสภาพภายในหอ้ งเรียน ไม่ว่าจะเป็นป้ายนิเทศ มุมความรู้ ส่วนการปฏิบัติ
ในช้ันเรียน ได้แก่ การกาหนดกฎระเบียบ วิธีการดาเนินการ การบันทึกเวลาเรียน การลา การส่งการบ้าน
2) การสอน ครูผสู้ อนต้องมีแผนการสอนท่ีมกี ารพัฒนาอยู่เสมอ 3) การประเมินผล เป็นการประเมนิ ทง้ั ครูและ
นักเรยี นจุดเนน้ การประเมนิ ก็เพ่อื การพัฒนา

2. รปู แบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เน้ือหา 4) กระบวนการ ประกอบด้วย
การศึกษาดูงาน การอบรมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศกากับติดตาม 5)การวัดและประเมินผล สอดคล้องกับ

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 273

กาญจนา วิเศษรินทอง (2555 : 62) องคป์ ระกอบของกลยุทธ์การบริหารจัดการช้ันเรียนสาหรับโรงเรียนขยาย
โอกาสทางการศึกษา ด้านกระบวนการ ประกอบดว้ ย 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
2) การจัดสภาพแวดล้อมทางสังคม 3) การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ 4) การกาหนด
กฎเกณฑ์ ระเบียบ กตกิ า ข้อบงั คับ 5)การจัดการพฤติกรรมนกั เรยี น 6) การจดั ทาขอ้ มลู สารสนเทศในชน้ั เรียน

3. ประสทิ ธิผลของรูปแบบการบรหิ ารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสงั กัดองคก์ รปกครองส่วน
ท้องถนิ่ ในภาคตะวันออกเฉียง เหนอื ตรวจสอบไดด้ งั นี้

3.1 ความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ พบว่ารูปแบบการบริหาร
จัดการชัน้ เรียนแนวใหม่ โรงเรยี นสงั กัดองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก

3.2 ผลการยืนยันความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียน
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประเมินของผู้เชี่ยวชาญในจัดการ
สนทนากลุ่มย่อย (Focus Group Discussion) พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียนแนวใหม่ โรงเรียน
สังกดั องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไป
ได้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซ่ึงสอดคล้องกับชวลิต เกิดทิพย์ (2549 : 98) ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบ
ภาวะผู้นาทางเทคโนโลยีการศึกษาสาหรับผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสพฐ. ในภาคใต้ ประกอบด้ว ย
9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กฎระเบียบและจริยธรรมทางเทคโนโลยีการศึกษา 2) การรู้เทคโนโลยีการศึกษา
3) การจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี 4) ค่านิยมและจิตสานึกต่อองค์กรและสังคม 5) ความรู้
ความสามารถพิเศษทางเทคโนโลยี 6) บุคลิกภาพ 7) การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการจัดการศึกษา
8) ภูมิหลังทางสังคม 9) การประเมินและการนิเทศ 2. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางเทคโนโลยีการศึกษา
สาหรับผู้บริหารโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในภาคใต้ ประกอบด้วย 6 ข้ันตอน ได้แก่ 1) ข้ันรู้และตระหนัก
2) ขั้นประเมนิ การกอ่ นดาเนินการ 3) ข้ันดาเนนิ การเปลี่ยนแปลง 4) ขัน้ ปรบั ปรุง 5) ขน้ั ประเมินหลังดาเนนิ การ
6) ข้นั คงสภาพ
ข้อเสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
รูปแบบบริหารจัดการช้ันเรียนแนวใหม่ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครูสามารถใช้แนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางในการดาเนินการบริหารจัดการช้ัน
เรยี นไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ขอ้ เสนอแนะเพ่ือการวิจัยในครั้งตอ่ ไป
ควรดาเนินการวจิ ยั การบรหิ ารจดั การช้นั เรยี นแนวใหม่ โรงเรียนสังกดั สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนาข้อค้นพบท่ีได้มาเปรียบเทียบว่ามีความเหมือนหรือ
แตกต่างกัน และควรนาไปใช้ในโรงเรียนของรัฐกับโรงเรียนของเอกชน เพื่อนาข้อค้นพบมาพัฒนาหน่วยงาน
ของตน และนาไปสู่การปฏบิ ัตทิ ี่มปี ระสทิ ธิภาพไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิผล

274 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

เอกสารอา้ งอิง
กญุ ชรี คา้ ขาย. การจัดการชน้ั เรยี นแบบสรา้ งสรรค.์ นนทบุรี: พรนิ้ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลชิ ชง่ิ , 2551.
กาญจนา วเิ ศษรินทอง. การพัฒนาระบบการบริหารจัดการชนั้ เรยี นสาหรบั โรงเรยี นขยายโอกาสทาง

การศึกษา. ปริญญาครศุ าสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2555.
ชวลติ เกดิ ทพิ ย์. รูปแบบการพฒั นาภาวะผ้นู าทางเทคโนโลยีทางการศกึ ษาสาหรับผบู้ ริหารโรงเรยี น สงั กดั

สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐานในภาคใต้. ศึกษาศาสตรดุษฎีบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั
สงขลานครนิ ทร์, 2549.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. การวจิ ยั เบือ้ งตน้ . พิมพค์ ร้งั ท่ี 9. กรงุ เทพฯ : สุวีริยาสาส์น, 2556.
ปริยาภรณ์ ตงั้ คณุ านันต์. การจดั การหอ้ งเรยี นและแหลง่ เรียนร.ู้ พมิ พค์ ร้งั ที่ 3. กรงุ เทพฯ : มนี เซอร์วสิ
ซบั พลาย, 2557.
ละม้าย กติ ตพิ ร. รปู แบบการพฒั นาภาวะผนู้ าการใหบ้ รกิ ารของบคุ ลากรในสานกั งานสง่ เสรมิ สวสั ดิการ
และสวัสดิภาพครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษากระทรวงศกึ ษาธิการ. ปรญิ ญาครุศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ
มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร, 2555.
วัชรวี รรณ ไชยแสนทา. การพฒั นาตัวช้ีวดั ประสทิ ธภิ าพการบริหารจดั การชนั้ เรียนสาหรบั ครูประจาชั้น
ระดบั ปฐมวยั ศกึ ษา โรงเรยี นวดั บางประกอก กรุงเทพมหานคร. ปริญญาศึกษาศาสตร
มหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2550.
สนั ติ บุญภิรมย์. การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรยี น.กรุงเทพฯ : ทริปเพล้ิ , 2557.

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 275

276 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

รูปแบบการพัฒนาภาวะผนู้ าของทนายความในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของประเทศไทย
Model of Leadership Development for Lawyers in
The Northeastern Region of Thailand

สงิ หราช สิทธิรตั น์ ณ นครพนม1
สวัสด์ิ โพธวิ ฒั น์2
ธวัชชยั ไพใหล3
ละม้าย กติ ตพิ ร4

บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นาของทนายความใน
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 2. สรา้ งและพฒั นารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
และ 3. ตรวจสอบประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แบ่งวิธีดาเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ ระยะท่ี 1 การวเิ คราะห์องค์ประกอบและรูปแบบการพฒั นาภาวะผู้นา
ระยะท่ี 2 การสร้างและพฒั นารูปแบบการพฒั นาภาวะผูน้ า และระยะท่ี 3 การทดลองใชร้ ูปแบบ เครื่องมอื ทีใ่ ช้
ในการวิจัย ประกอบด้วย คู่มือการพัฒนาด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง และชุดการเรียนรู้จานวน 5 ชุด
แบบทดสอบ และแบบสอบถามเพือ่ ประเมินสภาพภาวะผูน้ าและประเมนิ พฤตกิ รรมภาวะผู้นา
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. องค์ประกอบภาวะผู้นาของทนายความ ประกอบด้วย 1) ความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพ
ทนายความ 2) การพัฒนาตนเกี่ยวกับความรู้และทักษะในการว่าความ 3 บุคลิกภาพและมารยาทของ
ทนายความ 4) ความรบั ผดิ ชอบของการเป็นนักกฎหมาย และ 5) คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของทนายความ
2. รปู แบบการพฒั นาภาวะผู้นาของทนายความ ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ
2) วตั ถุประสงค์ 3) เนอ้ื หาสาระของรูปแบบ 4) กระบวนการพฒั นา และ 5) การประเมินผล
3. ประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความมีดังน้ี 1) ผลการพัฒนาด้าน
ความร้ขู องผูร้ ับการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ หลงั การพฒั นาตนเองสูงกวา่ กอ่ นการพัฒนาตนเองอย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ผลการประเมินพฤตกิ รรมการใช้ภาวะผู้นาของทนายความก่อนการพัฒนา
ตนเองโดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก หลงั การพัฒนาตนเองโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทีส่ ุด
คาสาคญั : ภาวะผู้นาของทนายความ, รูปแบบการพฒั นาภาวะผูน้ าของทนายความ

1นกั ศกึ ษาดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษาและภาวะผู้นา มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร
2หลกั สตู รครุศาสตรดุษฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษาและภาวะผูน้ า มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
3หลักสูตรครุศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษาและภาวะผู้นา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร
4หลักสูตรครศุ าสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษาและภาวะผ้นู า มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร

ปที ี่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 277

Abstract
The purposes of this research were to : 1) study and analyze components of
leadership of lawyers in the northeastern region of Thailand, 2) construct and develop
a model of leadership development for lawyers in the northeastern region of Thailand, and
3) examine the effectiveness of the developed model. The research methodology was divided
into three phases: Phase I was related to analyzing components and a model for leadership
development; Phase II was related to constructing and developing a leadership model; and
Phase III was related to implementing the developed model. The samples included 30 persons
comprising 15 lawyers from Sakon Nakhon province and 15 lawyers from Nakhon Phanom.
The research instruments comprising a handbook for self-directed learning, five volumes of
learning packages, a test, a set of questionnaire for behavior assessment, were employed to
facilitate a model development process.
The findings were as follows :
1. The components of lawyer leadership in the northeastern region of Thailand
involved five components: 1) Legal knowledge and professional experience, 2) Development
of self-advocacy knowledge and skills, 3) Personality and manners, 4) Responsibility of legal
persons, and 5) Ethics and moral.
2. The model of leadership development for lawyers in the northeastern region of
Thailand involved: 1) principles 2) objectives3) contents 4) development procedures and
5)outcomes.
3. The effectiveness of the model of leadership development for lawyers . The results
revealed that : 1) In terms of knowledge achievement, after the personal development through
self-directed learning, the participating lawyers gained higher mean scores of knowledge and
understanding than those of before the personal development through self-directed learning
period at the .01 level of statistical significance. 2) The results from the leadership behavior
assessment of lawyers in the northeastern region revealed that:The leadership behavior of lawyers
after the personal development through self-directed learning period, as a whole at the highest
level.
Keywords : Lawyer Leadership, The model of leadership development for lawyers
บทนา
กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติความสาคัญเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในกระบวนการ
ยุติธรรม ตามมาตรา 40 ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น บุคคลมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการ
ยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และท่ัวถึง ย่อมมีสิทธิท่ีจะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง
รวดเร็ว และเป็นธรรม ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทย์ จาเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับ
การปฏิบัติท่ีเหมาะสมในการดาเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่าง
ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคาเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจาเลย
278 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

มีสิทธิได้รับการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่าง
เพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจาก
ทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวช่ัวคราว และในคดแี พ่ง บุคคลมสี ิทธไิ ดร้ บั ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
อย่างเหมาะสมจากรัฐ และมาตรา 81 “รัฐต้องดาเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม”
โดยดแู ลใหก้ ารปฏิบัตแิ ละบงั คับการใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และท่ัวถึง ส่งเสริม
การให้ความช่วยเหลือ และให้ความรทู้ างกฎหมายแกป่ ระชาชน ให้ประชาชนและองค์กรวิชาชีพมีส่วนรว่ มใน
กระบวนการยตุ ธิ รรม และการชว่ ยเหลอื ประชาชนทางกฎหมาย คุ้มครองสิทธิและเสรภี าพของบคุ คลใหพ้ น้ จาก
การล่วงละเมิดทั้งโดยเจา้ หน้าท่ีของรัฐ และโดยบุคคลอนื่ และต้องอานวยความยตุ ิธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่า
เทียมกันซึ่งจะเห็นได้ว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพต่างๆ เหล่านี้เป็นมาตรฐานท่ีสูงขึ้น เป็นการคุ้มครองสิทธิ
เสรีภาพที่มีการยกระดับจากปกติมากข้นึ จึงทาให้นักกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทนายความ” ต้องตระนัก
ถึงความสาคัญในการอานวยความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ มีสภาพการ
บังคบั ได้อยา่ งเป็นรปู ธรรม

ทนายความ คอื ผทู้ ่ีมหี นา้ ทใ่ี ช้กฎหมายเป็นตวั แทนของผู้มีอรรถคดี ไมว่ ่าจะเป็นทนายความโจทย์
ทนายความจาเลย หรือฐานะอ่ืน และทาหน้าที่ทนายความภายใต้กรอบของความซ่ือสัตย์สุจริต กรอบของ
มรรยาททนายความ กรอบของวิชาชีพทนายความ และภายใต้การกากับดูแลขององค์กรวิชาชีพ คือ
สภาทนายความ ซ่งึ มีหนา้ ที่ดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความอยู่ในกรอบของจรรยาบรรณของทนายความ
มีบทลงโทษผู้กระทาผิดมรรยาททนายความ เชน่ ว่ากล่าวตกั เตอื น การห้ามเปน็ ทนายความ 3 ปี หรอื ถ้ากระทา
ผิดมรรยาททนายความร้ายแรง ก็จะถูกลบช่ือ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ทนายความเป็นบุคคลสาคัญท่ีทาหน้าท่ี
เกี่ยวกับอรรถคดีในศาล และยังทาหนา้ ทเี่ ป็นท่ีปรกึ ษากฎหมายใหก้ ับประชาชนผู้มีอรรถคดีอีกดว้ ย เป็นการทา
หน้าท่ีในฐานะทนายความเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ภายใต้กรอบของรั ฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 หรือรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซงึ่ ต่างคุ้มครองสิทธเิ สรภี าพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ของผู้ต้องขัง ผู้ต้องหา หรือจาเลย ซึ่งมีสิทธิที่จะพบ และปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว มีสิทธิที่จะไดร้ ับ
การสอบปากคาต่อหน้าทนายความ หรือผู้ท่ีได้รับความไว้วางใจ มีสิทธิท่ีจะต่อสู้ในเร่ืองการละเมิดสิทธิ
มนุษยชน ศกั ดิ์ศรคี วามเปน็ มนุษย์ หรือสิทธเิ สรีภาพดังน้ันทนายความจงึ มีความสาคญั เป็นอยา่ งมาก เป็นผ้ทู ี่ทา
ใหป้ ระชาชนสามารถเขา้ ถงึ สทิ ธิต่างๆ ตามรฐั ธรรมนญู และกฎหมายได้ เพราะเหตวุ ่าผู้ที่บังคบั ใชก้ ฎหมาย และ
อานวยความยตุ ิธรรมในกระบวนการยุติธรรมประกอบด้วย ตารวจ อัยการ ศาล ซ่งึ เป็นบุคลากรภาครัฐ มีเพียง
ทนายความเท่านั้นท่ีเป็นวิชาชีพอิสระไม่เป็นข้าราชการ ปลอดการบังคับบัญชาสั่งงานจากราชการและเป็น
อสิ ระ เพราะฉะนั้นทนายความจึงเป็นวิชาชีพอสิ ระเพียงสาขาเดียวในกระบวนการยุติธรรม ซง่ึ มสี ่วนช่วยทาให้
กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ การรักษากฎหมายมีประสิทธิภาพ และสามารถที่จะทาให้รัฐธรรมนูญในเร่อื งสิทธิ
เสรภี าพ สทิ ธขิ นั้ พนื้ ฐานตามรฐั ธรรมนญู สามารถมีชีวติ สามารถนาไปปฏบิ ตั ิ และบังคบั ใชไ้ ดอ้ ย่างท่วั ถึงเท่าเทียม

ด้วยเหตุน้ี ทนายความจะต้องพฒั นาตนเองให้มีภาวะผ้นู ามีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบตั ิงานในหนา้ ทีใ่ ห้
เกิดความยุติธรรม คณุ ธรรม และจรยิ ธรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิงตอ้ งไมฝ่ ่าฝนื หรือไมป่ ฏิบัติตามข้อบงั คบั ขอ้ ใดข้อ
หน่ึง และต้องไม่ประพฤติผิดมรรยาททนายความ ได้แก่ มรรยาทต่อศาลและในศาล มรรยาทต่อตัวความ
มรรยาทต่อทนายความด้วยกัน ต่อประชาชนผู้มีอรรถคดี หรืออ่ืนๆ มรรยาทในการแต่งกาย มรรยาทในการ
ปฏิบัติตามคาส่ังตามกฎหมายและข้อบังคับ (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 103 ตอนที่ 25 ลว.
18 กุมภาพันธ์ 2529) ในปัจจุบัน พบว่าผู้ประกอบอาชีพทนายความมีจานวนมากและแต่ละคนก็มี ความรู้
ความเข้าใจในตัวบทกฎหมายแตกต่างกัน ทักษะ และประสบการณ์พิจารณาคดีสาหรับผู้มีอรรถคดีก็มากน้อย
แตกต่างกัน ย่ิงมคี ดีความเก่ียวกบั ปัญหาการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและวฒั นธรรมในโลกยคุ โลกาภิวัตน์
ที่หลากหลายมากมายเผชิญกับสภาวะการเปล่ียนแปลง รัตติกรณ์ จงวิศาล (2550 : 1) ทั้งในด้านการศึกษา

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 279

เศรษฐกิจ สังคม การเมืองการค้า ประชากรและส่ิงแวดล้อม การศึกษาเป็นเครื่องมือสาคัญในการสร้างและ
พัฒนาคนไทยทง้ั มวล

ในการพัฒนาทนายความซ่ึงเป็นอาชพี ที่เก่ียวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในการว่าตา่ งแก้ตา่ งแก่ผู้
มอี รรถคดีในศาลถือเป็นวิชาชีพที่ใกล้ผู้คนมากที่สุดและจะช่วยผู้คนเร่ืองการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
คือวิชา ชีพ ทนายความ ลูกความ มีทั้งโจ ทก์และ จาเลยจึงต้องเตรียมพ ร้อมท้ังส องด้ านแล ะโดยเฉพ าะเร่ือง
ความขัดแย้งของผลประโยชน์ทนายความต้องรู้และยึดถือเร่ืองความซื่อสัตย์ต่อลูกความไว้เป็นส่วนสาคัญ
อย่างย่ิงยวดการอยู่ร่วมกันของประชากรจึงกลายเป็นสังคมมนุษย์ย่ิงมีจานวนประชากรมากข้ึนปัญหาหรือ
ข้อขัดแยง้ ก็จะเกิดมากด้วยเช่นกันกระบวนการทางกฎหมายมีขน้ั ตอนที่สลับซับซ้อนประชาชนผมู้ ีอรรถคดีท่ไี ม่
มีความร้ทู างดา้ นกฎหมายจงึ จาเป็นที่จะตอ้ งมีตัวแทนผ้มู ีความรคู้ วามเช่ียวชาญความชานาญและเข้าใจในดา้ น
กฎหมายท่ีเรียกว่า“ผู้ประกอบวิขาชีพทนายความ” หรือ“ทนายความ” นั่นเองต้องมีมาตรการในการพัฒนา
ทนายความให้มภี าวะผนู้ ามคี ุณธรรมจริยธรรมและรับผิดชอบต่อหนา้ ทีต่ ลอดจนช่วยแก้ปญั หาทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ กับผู้
ประกอบวิชาชีพทนายความแต่ในปัจจุบันสภาทนายและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องยังไม่ได้ดาเนินการพัฒนา
ทนายความเท่าที่ควรในปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพทนายความในประ เทศไทยมีจานวนมากรับว่าความ
ทั่วราชอาณาจักรโดยบุคคลเหล่าน้ีจะเป็นผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็น
ทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 แตใ่ นปัจจบุ นั จะพบวา่ ผู้ประกอบอาชพี ทนายความจะ
มีความรู้ความสามารถและหลักการกฎหมายในการว่าต่างแก้ต่างและเป็นตัวแทนในการใช้กฎหมายในการ
พิ จ า ร ณ า อ ร ร ถ ค ดี เห มื อ น กั น แ ต่ จ ะ แ ต ก ต่ า ง กั น ใน ด้ า น บุ ค ลิ ก ภ า พ ม า ร ย า ท คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ
ความรบั ผิดชอบนอกจากนี้ยังพบว่ามาตรฐานในการประกอบอาชพี หรือว่าความตา่ งกันอาจจะสืบเนอื่ งมาจาก
ขาดประสบการณ์ในการว่าความการฝึกฝนอบรมความร้ทู ักษะอ่ืนๆอีกท้ังยังไม่มีรปู แบบการพัฒนาทช่ี ัดเจนจึง
ทาให้ผู้ประกอบอาชีพทนายความบางรายรวมกลุ่มตั้งเป็นสานกั ทนายความที่มสี มาชกิ เป็นจานวนมากบางราย
กเ็ ปน็ ทนายความอสิ ระ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นาของ
ทนายความเป็นเบ้ืองต้นได้องค์ประกอบหลักและได้สร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของ
ทนายความ ตามองค์ประกอบท่สี ังเคราะหไ์ ด้แล้วนาไปทดลองใช้พัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ ผลของการ
ทดลองใช้รปู แบบการพัฒนาภาวะผนู้ าของทนายความจะทาให้ได้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ
ท่ีเหมาะสมและมีประสิทธิผล เป็นสารสนเทศให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ
นาไปประยุกต์ใช้ในการพฒั นาภาวะผูน้ าของทนายความต่อไป
ความมุ่งหมายของการวจิ ัย

1. เพื่อศกึ ษาและวเิ คราะห์องคป์ ระกอบภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
2. เพื่อสร้างและพฒั นารปู แบบการพฒั นาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
3. เพอ่ื ตรวจสอบประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาภาวะผ้นู าของทนายความ
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการนาไปทดลอง
ขอบเขตการวจิ ยั
การวิจยั ในครั้งน้ี ผู้วจิ ัยได้กาหนดขอบเขตการวจิ ยั ไว้ดงั น้ี
ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
1. ประชากรการวิจยั ที่ใช้ในข้ันตอนของการสารวจ ได้แก่ทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประจาปี พ.ศ. 2557 จานวน 5,779 คน โดยแบง่ เปน็ ภาค 3 จานวน 2,860 คน ภาค 4 จานวน 2,919 คน

280 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในขั้นตอนการสารวจโดยตอบแบบสอบถามได้แก่ทนายความ ใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กาหนดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสาเรจ็ รูป บุญชม ศรสี ะอาด (2543 : 38) จานวน 300 คน
แยกเป็นทนายความสังกัดภาค 3 จานวน 120 คน และ ภาค 4 จานวน 180 คน

3. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ ได้แก่ ผู้ประกอบ
อาชีพทนายความในจังหวัดนครพนมและสกลนคร จานวน 30 คน จาแนกเป็นจังหวัดนครพนม 15 คน และจังหวัด
สกลนคร 15 คน ไดม้ าโดยวธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling Random)

ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา
1. องคป์ ระกอบภาวะผู้นาของทนายความ ได้จากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์จากแนวคดิ ทฤษฎี
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (สัก กอแสงเรือง, 2550 สภาทนายความ, 2528 ข้อบังคับสภาทนายความ, 2529
ประธาน ดวงรตั น์, 2529เปรม ติณสลู านนท์, 2528) มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ดา้ นความร้แู ละประสบการณ์
ในวิชาชีพทนายความ 2) ด้านการพัฒนาตนเก่ยี วกับความรแู้ ละทักษะในการว่าความ 3) ด้านบุคลิกภาพและ
มารยาทของทนายความ 4) ด้านความรับผิดชอบของการเป็นนักกฎหมาย 5) ด้านคุณธรรมและจริยธรรมของ
ทนายความ
2. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนา
เด็กเล็ก ตรวจสอบ และประเมินความเหมาะสมโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) แบบอิง
ผู้ทรงคุณวุฒิ (The Experts Model) ท่ีเป็น ท่ีเชื่อถือ (High Credit) เป็นหลักสาคัญ สอบถามและสัมภาษณ์
กลมุ่ ตัวอยา่ ง สร้างและทดลองใช้รปู แบบกบั หัวหน้าศูนย์พัฒนาเดก็ เล็กในการบริหารจดั การศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เล็ก
สรุปได้ ดังนี้ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาสาระของรูปแบบในการพัฒนา 4) กระบวนการพัฒนา
5) การวดั และประเมินผล
วิธดี าเนนิ การวจิ ยั
การวจิ ัยคร้งั น้มี กี ารดาเนินการ 3 ระยะ ดงั น้รี ะยะท่ี 1 การวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบและรปู แบบการ
พฒั นาภาวะผู้นาของทนายความ ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนารปู แบบการพฒั นาภาวะผู้นาของทนายความ
ระยะที่ 3 การทดลองใชร้ ูปแบบการพฒั นาภาวะผนู้ าของทนายความ

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 281

กรอบแนวคดิ การวจิ ยั

องค์ประกอบภาวะผ้นู าของทนายความ 5 ดา้ น รปู แบบการพัฒนา การตรวจสอบและปรับปรุง
1. ด้านความร้แู ละประสบการณใ์ นวิชาชีพ ภาวะผู้นาของ 1.ความเหมาะสม
ทนายความ ทนายความ 2.ความเปน็ ไปได้
2. ดา้ นการพฒั นาตนเก่ียวกบั ความรู้และทักษะใน ประกอบดว้ ย 3.ความสอดคลอ้ ง
การวา่ ความ *หลัการ
3. ด้านบคุ ลกิ ภาพและมารยาทของทนายความ *วัตถปุ ระสงค์ 4.การนาไปใชป้ ระโยชน์
4. ดา้ นความรบั ผิดชอบของการเปน็ นักกฎหมาย *เน้ือหาของรปู แบบ ประสทิ ธิผลของรูปแบบ
5. ดา้ นคุณธรรมและจรยิ ธรรมของทนายความ *กระบวนการพฒั นา การพฒั นา
แนวทางการพฒั นาภาวะผูน้ าทนายความ 5 *การวดั ประเมินผล ผลการพัฒนาดา้ นความรู้
และพฤตกิ รรมการใช้ภาวะ
แนวทาง ผูน้ าของทนายความ
1. การพัฒนาด้วยตนเอง
2. การสรา้ งประสบการณ์
3. การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ภายในกลมุ่
4. การฝกึ อบรม
5. การฝึกปฏิบัติจริง

รปู แบบการพัฒนาภาวะผนู้ าของทนายความในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื

สรปุ ผลการวจิ ยั
รูปแบบการพฒั นาภาวะผ้นู าของหวั หนา้ ศนู ยพ์ ัฒนาเด็กเล็กในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

สรปุ ผลได้ ดังนี้
1. องค์ประกอบภาวะผู้นาของทนายความ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 5 องค์ประกอบ ดังน้ี

1) ความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพทนายความ 2) การพัฒนาตนเก่ียวกับความรู้และทักษะในการว่าความ
3) บุคลิกภาพและมารยาทของทนายความ 4) ความรับผิดชอบของการเป็นนักกฎหมาย 5) คุณธรรม
จริยธรรมของทนายความ 2. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ 1)หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) เน้ือหาสาระของรูปแบบ
4) กระบวนการพัฒนา 5) การวัดและประเมินผล 3. ประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของ
ทนายความ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตรวจสอบได้ ดังน้ี 1) ความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาภาวะ
ผู้นาของทนายความ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด
เห็นด้วยทุกองค์ประกอบของรูปแบบดังน้ีคือหลักการของรูปแบบวัตถุประสงค์เน้ือหาสาระของรูปแบบ
กระบวนการพัฒนาและการวัดและประเมินผล 2) การพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

282 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

ผลการวิจัยพบว่า หลังการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองสูงกว่าก่อนการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 3)ผลการประเมินพฤติกรรมการใช้ภาวะผู้นาของทนายความหลังการ
พฒั นาตนเองด้วยการเรยี นรูด้ ้วยตนเองพบว่า โดยภาพรวมอยใู่ นระดับมากท่ีสุด ( x = 4.57)
การอภปิ รายผลการวจิ ัย

ผูว้ ิจัยขอเสนอผลการอภิปรายผลตามความมุ่งหมายของการวจิ ัยดงั นี้
1. องค์ประกอบภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการศึกษาพบว่ามี
5 องค์ประกอบ คือ 1) ความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพทนายความ 2) การพัฒนาตนเกี่ยวกับความรู้และ
ทักษะในการว่าความ 3) บุคลิกภาพและมารยาทของทนายความ 4) ความรบั ผิดชอบของการเปน็ นักกฎหมาย
5) คุณธรรม จริยธรรมของทนายความ ทเ่ี ปน็ เช่นนี้สืบเนื่องมาจากผู้ที่จะประกอบวิชาชีพทนายความจะต้องมี
ภาวะผนู้ า ต้องมคี วามรู้ ความเข้าใจในตวั บทกฎหมายเปน็ อยา่ งดี เข้าใจในเนื้อหากฎหมายประเภทต่างๆต้องมี
การพัฒนาตนเองเกี่ยวกับความรู้และทักษะในการวา่ ความตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายท้ังแพ่งพาณชิ ยแ์ ละ
กฎหมายอาญา กฎหมายการปกครอง ต้องมีบุคลิกภาพท่ีดี มีมนุษยสัมพันธ์กับบุคลทั่วไปโดยเฉพาะอย่างย่ิง
ลูกความ มีความสุภาพอ่อนโยน วางตนเหมาะสมกับอาชีพ และมีมารยาทของทนายความเช่น มีมารยาท
ต่อศาล มีมารยาทต่อศาลตัวความมีมารยาทต่อทนายความด้วยกัน มีมารยาทในการแต่งกาย นอกจากน้ีส่ิง
สาคญั กค็ ือต้องเป็นผู้ทม่ี ีความรับผิดชอบของการเป็นนักกฎหมายและผูท้ ่จี ะประกอบวิชาชพี ทนายความและส่ิง
ท่ีจะขาดไม่ได้เลยคือการเป็นผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมและ จริยธรรมของทนายความ อีกทั้งต้องเป็น
แบบอย่างแก่ทนายความด้วยกันท้ังในสานักงานเดียวกันหรือทนายความท่ัวไปทเ่ี ปน็ ทนายฝึกหดั สอดคล้องกับ
แนวคิดของสมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ (2547 : 351-370) ได้ศึกษารูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะของคณบดี
ผลการวิจยั พบว่า ภาวะผู้นาของคณบดี แบ่งเป็น 4 ด้านได้แก่ ด้านบริการ ด้านวชิ าการ ด้านบุคลิกภาพและ
ด้านคุณธรรมจริยธรรม ดังน้ันในการประกอบอาชีพทนายความก็จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภาวะผู้นา ต้อง
บริหารจัดการภายในสานักงานทนายความของตนเองท่ีมีบุคลากรฝ่าย งานต่างๆซ่ึงขึ้นอยู่กับขนาดของ
สานกั งาน ภาวะผนู้ าของทนายความก็จะสามารถชว่ ยประสานความขดั แย้งตา่ งๆในหนว่ ยงานและช่วยโน้มน้าว
ชกั จงู ใหบ้ คุ ลากรทมุ่ เทความรู้ความสามารถให้หน่วยงาน
ตลอดจนเป็นทีศ่ รัทธาเชอื่ ถือของบุคคลนอกหน่วยงาน การมีภาวะผู้นาจึงส่งผลให้บังเกิดผลดีต่อ
อาชีพทนายความน่ันคือบุคคลทัว่ ไปศรทั ธา เชอ่ื ถอื ไวว้ างใจ เมื่อเกิดคดคี วามกจ็ ะสามารถพ่ึงได้ในขณะเดยี วกัน
ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความด้วยกันก็เช่ือถือ เอาเป็นแบบอย่างท่ีดีไปฝึกปฏิบัติตามเพื่อพัฒนาวิชาชีพ และ
บุคลากรในสานกั งานทนายความก็พง่ึ พาได้
2. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย
หลักการของรปู แบบวัตถุประสงค์ เน้อื หาสาระของรูปแบบ กระบวนการพัฒนา การวัดประเมินผล เป็นรูปแบบ
ท่ีพัฒนาข้ึนโดยยึดแนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับภาวะผู้นาของทนายความ ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่และ
หลักการเรียนรู้ของผู้ใหญ่โดยผู้เข้ารับการพัฒนาทาการศึกษาคู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง จนทาให้เกิดความรู้
ใหมอ่ ย่างตอ่ เนอื่ งมจี ุดประสงคเ์ พ่อื พัฒนาความร้คู วามเข้าใจ สร้างความตระหนกั และเจตคติเก่ยี วกับภาวะผนู้ า
เพ่ือพัฒนาพฤติกรรมและทักษะการใช้ภาวะผู้นาของทนายความ นาความรู้และทักษะด้านภาวะผู้นาของ
ทนายความไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเน้ือหาสาระของรูปแบบ มีจานวน
5 หน่วย ดังน้ี 1) ความรู้และประสบการณ์วิชาชีพทนายความ 2) การพัฒนาตนเกี่ยวกับความรู้และทักษะใน
การว่าความ 3) บุคลิกภาพและมารยาทของทนายความ 4) ความรับผิดชอบของการเป็นนักกฎหมาย
5) คุณธรรม จริยธรรมของทนายความ

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 283

ใชก้ ระบวนการพัฒนาประกอบด้วย การศึกษาคมู่ ือการเรยี นรู้ด้วยตัวเองจากการศึกษารายละเอยี ดจากเนือ้ หา
5 องค์ประกอบๆ ละ 1 เล่ม โดยในคู่มอื การเรียนรู้ด้วยตวั เอง ประกอบด้วยคาชแี้ จงการใชเ้ นอ้ื หา แบบทดสอบ
ก่อนเรียนรู้และแบบทดสอบหลังเรียนรู้ แบบฝึกหัดท้ายบท การติดตามและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
มีการประเมนิ พฤติกรรมการใชภ้ าวะผนู้ าของทนายความ ก่อนและหลงั การทดลองพัฒนาดว้ ยวธิ กี ารเรียนร้ดู ้วย
เอง โดยให้ทนายความกลุ่มทดลองได้ประเมินตนเองเก่ียวกับพฤติกรรมการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ
ทัง้ 5 องค์ประกอบ ผลการวจิ ัยในระยะที่ 1 ประกอบด้วยองค์ประกอบและโครงสร้างองคป์ ระกอบภาวะผู้นา
ของทนายความ ซงึ่ เป็นสารสนเทศที่เกิดจากการนาข้อมูลมาประมวลจัดหมวดหมู่โครงสรา้ งองค์ประกอบไวเ้ ป็น
ระบบและสอดคลอ้ งกบั กรอบแนวคดิ โครงสร้าง ทฤษฎี ภาวะผู้นาแนวทางในการสรา้ งรปู แบบการพฒั นาภาวะ
ผู้นาของทนายความ ได้แก่ ทฤษฎีภาวะผู้นา การสังเคราะห์โครงสร้างระบบการพัฒนาภาวะผู้นาของ
ทนายความ จากน้ันนาผลการวิจัยระยะที่ 1 มาผนวกกับวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ มาเป็น
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความต่อไป สอดคล้องกับงานวิจัยของชรินดา พิมพบุตร (2556 :
บทคัดย่อ) ได้วจิ ัยเร่ืองรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาการให้บริการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบรหิ ารสหกรณ์ออมทรัพย์
ครใู นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ผลการวิจยั พบว่ารปู แบบการพัฒนาภาวะผนู้ าการให้บริการของเจ้าหนา้ ทฝ่ี ่าย
บริหารสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยหลักการ จุดมุ่งหมาย
กระบวนการพัฒนา ชดุ การพฒั นา และการติดตามและประเมินผล และสอดคล้องกับศริ พิ ร กุลสานต์ (2557 :
205-208) ได้ทาการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาครูในการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขยายโอกาสทาง
การศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาประกอบด้วย หลักการ
วัตถุประสงค์ เน้ือหา กระบวนการพัฒนา และการวัดและการประเมินผล ประสิทธผิ ลของรูปแบบ มีความ
เหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด สอดคล้องวารุณี งอยผาลา กับ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัย
เร่อื ง รูปแบบการพัฒนาภาวะผนู้ าการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสตรี สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษา
ขั้นพ้ืนฐาน ในเขตตรวจราชการท่ี 11 ผลการวิจัยพบว่า) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาประกอบด้วยหลักการ
วตั ถุประสงค์ เนอ้ื หา กระบวนการ สื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล และสอดคล้องกบั คมพศิ ิษฐ์
ศรีบุญเรือง (2557 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเร่ืองรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางเทคโนโสารสนเทศและ
การส่ือสารเพ่ือการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวจิ ัย พบว่า รูปแบบ
การพฒั นาภาวะผนู้ าทางเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารเพอ่ื การศกึ ษาของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เน้ือหา กระบวนการ และการวัดและ
ประเมินผลและสอดคล้องกับเกรียงศักดิ์ วงศ์รัตนะ (2557 : บทคัดย่อ)ได้ทาการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนา
ภาวะผู้นารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ 3) เอกสารประกอบการพัฒนา
4) กระบวนการของรูปแบบ และ 5) การติดตามผลและการประเมินผลและสอดคล้องกับดารง มูลป้อม
(2557 : บทคัดย่อ) ไดท้ าการวิจยั เร่อื งรูปแบบการพัฒนาภาวะผนู้ าทางวิชาการของผ้บู ริหารโรงเรยี นขนาดเล็ก
เขตตรวจราชการท่ี 11 สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการ
พัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบด้วย 1) หลักการของรูปแบบ
2) จดุ มุง่ หมายของรูปแบบ 3) เอกสารประกอบการพัฒนา 4) กระบวนการของรปู แบบ และ 5) การติดตามผล
ประเมินผล ส่วนกระบวนการของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก
มี 3 ระยะ คอื ระยะก่อนปฏิบตั กิ าร ระยะปฏิบัติการ และระยะติดตามผล

284 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. ประสิทธิผลของรปู แบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตรวจสอบได้

3.1ความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ผู้ทรงคุณวุฒิท้ังหมดเห็นด้วยทุกองค์ประกอบของรูปแบบดังน้ี คือ
หลักการของรปู แบบ วตั ถปุ ระสงค์เนอ้ื หาสาระของรูปแบบกระบวนการพฒั นาและการวดั ประเมนิ ผลสอดคล้อง
กับชรินดา พิมพบุตร (2556 : บทคัดย่อ)ได้ทาการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาการให้บริการของ
เจ้าหน้าท่ีฝ่ายบรหิ ารสหกรณ์ออมทรัพยค์ รูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัย พบวา่ ผลการตรวจสอบ
ประสิทธิผลของรูปแบบโดยการทดลองใช้รูปแบบ พบวา่ รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นามีความเหมาะสมอยู่ใน
ระดับมาก และสอดคล้องกบั ศริ ิพร กุลสานต์ (2557 : 205-208) ได้ทาการวิจยั เรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะ
ผูน้ าครูในการจัดการเรียนรใู้ นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ผลการวจิ ัยพบว่า
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นามีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและสอดคล้องกับเกรียงศักดิ์
วงศ์รตั นะ (2557 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเรื่องรปู แบบการพฒั นาภาวะผู้นารูปแบบการพัฒนาภาวะผนู้ าทาง
วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือ
ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีความก้าวหน้าในการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการคิดเป็นค่าร้อยละ
ความก้าวหน้าเท่ากับ 14.52 และ ผู้บริหารสถานศึกษา มีความคงสภาพของภาวะผู้นาทางวิชาการคิดเป็น
ค่าร้อยละความกา้ วหน้าเท่ากับ 30.56 ในภาพรวมความสมบูรณถ์ กู ตอ้ งของรปู แบบอยู่ในระดบั มากท่สี ดุ

3.2 ผลการทดลองใชร้ ปู แบบการพัฒนาภาวะผนู้ าของทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผลจากการวจิ ัยพบว่า

3.2.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ของผู้รับการพัฒนาภาวะผู้นา
ของทนายความ โดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลจากการวจิ ัยพบว่า ทนายความท่ีเขา้ รับการพฒั นา
ตนเองด้วยการเรียนรดู้ ้วยตนเองมคี วามรู้ความเข้าใจในเรอ่ื งภาวะผู้นา องค์ประกอบภาวะผนู้ าของทนายความ
หลังการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ที่เป็นเช่นนี้สืบเนื่องมาจากการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความ โดยการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ด้วย
ตนเองในคร้ังนี้ ได้ยึดการพัฒนาเสริมสร้างการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความท้ัง 5 องค์ประกอบ คือ
1) ความรู้และประสบการณ์วิชาชีพทนายความ 2) การพัฒนาตนเก่ียวกับความรู้และทักษะการว่าความ
3) บคุ ลิกภาพและมารยาทของทนายความ 4) ความรบั ผิดชอบของการเป็นนักกฎหมาย 5) คุณธรรม จรยิ ธรรม
ของทนายความเป็นไปตามคู่มือการเรียนรู้และแนวทางการพัฒนาสู่ความเป็นทนายความท่ีมีภาวะผู้นาของ
ทนายความ พัฒนาตนเองให้เกิดทักษะ มีความเป็นผู้มีภาวะผู้นาของทนายความสูง และเห็นความสาคัญของ
การมีภาวะผู้นาของทนายความ ในการปฏิบัติงาน การพัฒนาเจตคติต่อพฤติกรรมการใช้ภาวะผู้นาของ
ทนายความ ในการปฏิบัติงาน เม่ือทนายความเกิดความเข้าใจในองค์ประกอบภาวะผู้นาของทนายความมาใช้
ในการปฏิบัติงานเพื่อเพิม่ ประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลของการประกอบอาชีพทนายความ ตลอดทั้งการพฒั นา
ตนเองเพ่ือให้เกิดการเปล่ียนแปลงตนเอง เปล่ียนแปลงวิธีทางาน ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทางาน
สอดคล้องกับวชิราวุธ ปานพรม (2556 : บทคัดย่อ) วจิ ัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาสาหรับผู้บริหารใน
สถานศึกษาพอเพียงสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัย
พบว่าหลังการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ภาวะผู้นาของผู้บริหารที่เข้ารับการพัฒนาโดยรวมหลังการพัฒนา
เพิ่มขึ้นก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 สอดคล้องกับธวัชชัย ไพใหล (2555 : บทคัดย่อ)
ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการของนักวิชาการศึกษาในองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่น ผลการวจิ ัยพบว่าผลการพัฒนาภาวะผู้นาทางวชิ าการของนักวิชาการศกึ ษาโดยใช้วิธีการ ฝึกอบรมและ

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 285

ศึกษาคู่มือ หลังการฝึกอบรมและการศึกษาคู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเองนักวิชาการศึกษา มีพัฒนาการดีขึ้นกว่า
กอ่ นฝึกอบรมและการศกึ ษาคู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง

3.2.2 พฤติกรรมการใช้ภาวะผนู้ าของทนายความหลังการพฒั นาตนเองดว้ ยการเรยี นร้ดู ว้ ย
ตนเอง พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.57) เรียงลาดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ การพัฒนาตนเอง
เกี่ยวกับความรู้และทักษะการว่าความรับผิดชอบของการเป็นนักกฎหมาย ความความรู้และประสบการณ์
วิชาชีพทนายความ คุณธรรม จริยธรรมของทนายความ และบุคลิกภาพและมารยาทของทนายความ
ตามลาดบั ท่ีเป็นเช่นน้ีเพราะทนายความที่เข้ารับการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองน้ัน หลังจากได้นา
ความเข้าใจในหลักการ แนวคิด ทฤษฎีภาวะผู้นา ภาวะผู้นาของทนายความและองค์ประกอบภาวะผู้นาของ
ทนายความท้ัง 5 องค์ประกอบแล้ว สามารถวิเคราะห์ให้ความคิดเห็นต่อพฤติกรรมท่ีได้พบเห็นในขณะนั้นว่า
เป็นพฤติกรรมที่ได้กระทาหรือไม่ได้กระทาในระดับใด จึงส่งผลให้การประเมินพฤติกรรมการใช้ภาวะผู้นาของ
ทนายความของทนายความ หลังการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับ
งานวิจัยของเยาวลักษณ์ สุตะโคตร (2553 : 202–203) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาภาวะผู้นาของพนักงาน
เทศบาล : กรณีสานกั งานเทศบาล เมอื งมกุ ดาหาร ผลการวจิ ยั พบวา่ หลังเขา้ รับการฝกึ อบรมพนักงานเทศบาลมี
ผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ หลักการ แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับภาวะผู้นาและการพัฒนาภาวะผู้นา หลังการ
ฝึกอบรมมีความรสู้ ูงกวา่ กอ่ นการฝึกอบรมอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ทง้ั เปน็ รายด้านและรวมทกุ ด้าน
และสอดคล้องกับ ธวัชชัย ไพใหล (2555 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทาง
วชิ าการของนักวิชาการศึกษาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนาภาวะผู้นาทางวิชาการ
โดยใช้วิธีการฝึกอบรมและศึกษาคู่มือ ปรากฏว่า หลังการฝึกอบรมและการศึกษาคู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง
มีพัฒนาการดีข้ึนกว่าก่อนฝึกอบรมและการศึกษาคู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากผลการประเมินพฤติกรรม
การใช้ภาวะผู้นาของทนายความในการประเมนิ จากการปฏบิ ัตขิ องทนายความ พบว่า มพี ฤติกรรมการใช้ภาวะ
ผู้นาในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมาก
ทกุ ด้านที่เป็นเช่นน้ี อาจเป็นเพราะหลังจากได้รับการฝึกอบรมการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความแลว้ ทาให้
ทนายความนอกจากจะมีความรู้ความเข้าใจในเรอ่ื งบทบาทหน้าที่ความรับผดิ ชอบแนวทางการจดั การศึกษาใน
โรงเรียนมาตรฐานสากลมภี าวะผนู้ าของทนายความท้งั 5 องคป์ ระกอบ
ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
1. จากผลการวิจัย พบวา่ มีองค์ประกอบท่ีมีพฤตกิ รรมใช้ภาวะผนู้ าของทนายความ 3 อันดับ
สุดท้าย ได้แก่ ความร้แู ละประสบการณว์ ชิ าชีพทนายความ คุณธรรม จริยธรรมของทนายความและ บคุ ลกิ ภาพ
และมารยาทของทนายความ ดังน้ัน สภาทนายความทีร่ ับผิดชอบในการกากับดูแลผู้ประกอบอาชพี ทนายความ
ควรจัดอบรมใหค้ วามรู้และประสบการณ์วชิ าชีพทนายความให้มากขึ้นและควรปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมของ
ทนายความและพัฒนาบุคลิกภาพและมารยาทของผู้ที่จะมาประกอบวิชาชีพทนายความให้มากข้ึน อาจใช้
วิธกี ารพัฒนาหลากหลายวิธกี าร ตามความเหมาะสม
2. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มีความเหมาะสม
ในการพฒั นาภาวะผู้นาของทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยใู่ นระดบั มากท่ีสุด ผ้ทู รงคุณวุฒิทง้ั หมด
เห็นด้วยทุกองค์ประกอบของรูปแบบ ดังนั้น สภาทนายความจึงควรสง่ เสริมให้มีการนารูปแบบการพัฒนาน้ีไป
ใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาภาวะผู้นาของทนายความในวงกว้างมากยิ่งข้ึนและทาอย่างต่อเน่ืองเช่นนารูปแบบ
การพัฒนาและคมู่ ือการพัฒนาท่ีได้น้ีไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอาจเป็นการฝึกอบรมสัมมนา เป็นเอกสาร
ประกอบหลักสูตรการอบรมทนายความ เป็นตน้

286 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจยั ครง้ั ตอ่ ไป
1. ควรทาวิจยั เกยี่ วกบั การพัฒนาภาวะผนู้ าของทนายความในสังกัดภาคตา่ งๆ ท่ัวประเทศ
เพ่อื ให้กลุ่มประชากรมากข้ึน
2. ควรมีการวจิ ยั เกยี่ วกับการพฒั นาภาวะผนู้ าของทนายความในดา้ นอ่ืนๆ เพื่อเพ่มิ ประสทิ ธิผล
ในการปฏิบตั ิงานของทนายความในโอกาสตอ่ ไป
กติ ติกรรมประกาศ
วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ฉ บั บ นี้ ส า เร็ จ ล ง ได้ ด้ ว ย ค ว า ม ก รุ ณ า แ ล ะ ค ว า ม ช่ ว ย เห ลื อ เป็ น อ ย่ า งดี ย่ิ ง จ า ก
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สวัสดิ์ โพธิวัฒน์ ประธานกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธวชั ชัย
ไพใหล และ ดร.ละมา้ ย กติ ตพิ ร กรรมการท่ีปรึกษาวิทยานพิ นธ์ ท่ีไดส้ นบั สนนุ ชว่ ยเหลือให้กาลังใจและคาแนะนา
ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ จนสาเร็จสมบูรณ์ตลอดระยะเวลาในการดาเนินงาน ผู้วิจัยขอกราบ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ีขอขอบพระคุณทนายความกลุ่มเป้าหมายและผู้ข้อมูลทุกท่าน
ทีใ่ หค้ วามอนเุ คราะห์ช่วยเหลือทกุ อย่าง
เอกสารอ้างองิ
เกรียงศกั ดิ์ วงศร์ ัตนะ. รปู แบบการพฒั นาภาวะผูน้ ารูปแบบการพฒั นาภาวะผนู้ าทางวชิ าการของผู้บรหิ าร
สถานศึกษา สงั กัดเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ด.
สกลนคร : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร, 2557.
ชรนิ ดา พมิ พบุตร. รูปแบบการพฒั นาภาวะผนู้ าการให้ริการของเจ้าหนา้ ที่ฝา่ ยบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์
ครูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วทิ ยานิพนธ์ ค.ด. สกลนคร : มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร,
2556.
ธวชั ชยั ไพใหล. รปู แบบการพัฒนาภาวะผนู้ าทางวิชาการของนกั วชิ าการศกึ ษาในองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ .
วทิ ยานิพนธ์ ค.ด. สกลนคร : มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร, 2555.
ภารดี อนันต์นาวี. หลักการแนวคดิ ทฤษฎีทางการบริหารการศกึ ษา. ชลบรุ ี : ภาควิชาบริหารการศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา, 2555.
เยาวลกั ษณ์ สุตะโคตร. การพฒั นาภาวะผนู้ าของพนักงานเทศบาล : กรณีสานักงานเทศบาลเมือง
มุกดาหาร . วิทยานิพนธ์ ค.ด. สกลนคร : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร, 2553.
ราชกิจจานุเบกษา ฉบบั พเิ ศษ เลม่ 103 ตอนที่ 25 ลว. 18 กมุ ภาพันธ์ 2529
ละมา้ ย กิตตพิ ร. รูปแบบการพฒั นาภาวะผูน้ าการใหบ้ ริการของบคุ ลากรในสานกั งานส่งเสริมสวัสดิการและ
สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษากระทรวงศึกษาธกิ าร . วิทยานิพนธ์ ค.ด. สกลนคร :
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร, 2555.
วชริ าวุธ ปานพรม. รปู แบบการพัฒนาภาวะผู้นาสาหรบั ผ้บู ริหารในสถานศึกษาพอเพียงสังกดั สานกั งานเขต
พน้ื ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื วทิ ยานพิ นธ์ ค.ด. สกลนคร :
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร, 2556.
วารุณี งอยผาลากับ. ได้ทาการวจิ ัยเร่ือง รปู แบบการพัฒนาภาวะผู้นาการเปล่ยี นแปลงของผบู้ รหิ ารสตรี
สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน ในเขตตรวจราชการที่ 11วิทยานพิ นธ์ ค.ด.
สกลนคร : มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 2556.

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 287

ศริ ิพร กลุ สานต์. รูปแบบการพัฒนาภาวะผนู้ าครใู นการจดั การเรยี นรใู้ นโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศกึ ษา
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ด. สกลนคร : มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร, 2557.

สมบูรณ์ ศริ ิสรรหริ ัญ. รปู แบบการพัฒนาคุณลกั ษณะของคณบดี. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2547.

288 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

การสร้างชุดการสอนทฤษฎีดนตรีสากลพื้นฐานเรอ่ื งบนั ไดเสยี งเมเจอร์
โดยใชว้ ธิ กี ารเรยี นรู้แบบร่วมมือ

Creating Instructional Package Music Fundamentals : Method for
Teaching Major Scale by Using Cooperative Learning

วชั ระ โสฬสพรหม1
ธัญญะ สายหมี2

สุรเชษฐ์ พรมรักษ์3
สฬุ ญิ น เทิดกจิ เจริญ4

บทคดั ยอ่

การวจิ ยั คร้ังนีเ้ ป็นการวิจัยเชงิ ทดลอง มวี ัตถุประสงค์เพอื่ สร้างและศึกษาประสิทธิภาพชดุ การสอน
ทฤษฏีดนตรสี ากลเบ้ืองต้นเรอ่ื งบันไดเสียงเมเจอร์โดยใช้วธิ ีการเรียนรู้แบบร่วมมือและศกึ ษาความพึงพอใจของ
นกั ศึกษาท่ีมีต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 25 คน แบ่งกลุ่มนักศึกษาออกเป็น 5 กลุ่ม
กลุ่มละ 5 คน โดยประกอบไปด้วย นักศึกษาเก่ง 1 คน นักศึกษาปานกลาง 2 คน และนักศึกษาอ่อน 2 คน
ระยะเวลาในการทดลองทั้งหมด 3 คาบๆ ละ 180 นาที รวม 9 ช่ัวโมง เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยได้แก่
1) ชุดการสอนทฤษฏดี นตรีสากลเบื้องตน้ เร่อื งบนั ไดเสียงเมเจอรโ์ ดยใช้วิธีการเรียนรแู้ บบร่วมมอื ซงึ่ ประกอบไป
ด้วยเน้ือหาวิชา คู่มือผู้สอน คู่มือผู้เรียน และแผนการจัดการเรียนรู้ 3 คาบ 2) แบบทดสอบก่อนเรียน
แบบทดสอบหลังเรียน และแบบทดสอบระหว่างเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อ
การเรียนรู้แบบร่วมมือ ผลการวิจัยพบว่าชุดการสอนทฤษฏีดนตรีสากลเบื้องต้นเรื่องบันไดเสียงเมเจอร์โดยใช้
วิธกี ารเรียนรู้แบบรว่ มมอื มีประสทิ ธิภาพ 85.20/84.50 สงู กวา่ เกณฑ์ท่ีต้งั ไว้คอื 80/80 ซึง่ เป็นไปตามสมมตุ ิฐาน
และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.35 สูงกว่าเกณฑ์ท่ีต้ังไว้ 3.50
ซึง่ เปน็ ไปตามสมมุตฐิ าน

คาสาคญั : บันไดเสยี งเมเจอร์, ชดุ การสอน, การเรยี นร้แู บบรว่ มมอื

1อาจารย์สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฎั ศรีสะเกษ
2อาจารยส์ าขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ศรีสะเกษ
3อาจารยส์ าขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ศรสี ะเกษ
4อาจารย์สาขาวิชาดนตรีศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฎศรีสะเกษ

ปีท่ี 17 ฉบบั ที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 289

Abstract
Experimental Research aim to study quality of Instructional Music Package
Fundamental, Method for teaching Major scale by using cooperative learning. The researcher set 3
group of sample, 25 people each group. The experiment have 3 period of 180 minutes, 9 hours in
total. The instructional package which use in this research have 3 stage. First of all, The package of
teaching Major scale by using cooperative learning include Subject matter, Teaching Instruction,
Learning Instruction and lesson setting plan for 3 period. Second, Measurement by pre-learning test,
between lesson test, after lesson test. Third, student satisfaction survey about using cooperative
learning. The result of this research have shown that the instructional package quality is higher than
standard as expected, standard is 80/80 and the result shown 85.20/84.50 Moreover,
The satisfaction survey shown that student satisfied with cooperative learning package more than
expected, the average score is 4.35 higher than standard score which 3.50
Keywords : Major scale, Instructional Package, Cooperative Learning
บทนา
ในปจั จุบันมมี หาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ ทัว่ ประเทศท่ีเปดิ สอนในสาขาทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับดนตรีเป็นจานวนมาก
ท้ังมหาวิทยาลัยของรัฐบาลและเอกชน สาขาท่ีเปิดสอนน้ันมีความหลากหลายเพ่ือรองรับความต้องการของ
ผู้เรียนยกตัวอย่างเช่น สาขาการแสดงดนตรี สาขาการประพันธ์เพลง สาขาดนตรีศึกษา สาขาธุรกิจดนตรี
เป็นตน้ จากการที่มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดสอนในสาขาที่เก่ียวข้องกับดนตรีเป็นจานวนมากสะท้อนให้เห็นถึง
แนวโน้มความต้องการในการเรยี นดนตรีของบุคคลท่ัวไปทม่ี ีมากยิง่ ขึ้น การท่ีบคุ คลท่วั ไปทต่ี ้งั ใจจะมาเรียน ดา้ น
ดนตรีในระดับอุดมศึกษานั้นย่อมมีความต้องการท่ีจะเรียนแตกต่างกันออกไป มหาวิทยาราชภัฏศรีสะเกษ
เปน็ อีกหน่ึงมหาวิทยาลยั ท่ีเปิดสอนสาขาท่ีเกี่ยวข้องกับดนตรีคือสาขาดนตรีศึกษา สังกดั ครุศาสตร์ ซง่ึ การสอน
นั้นจะเป็นการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนที่สาเร็จการศึกษาสามารถประกอบอาชีพดา้ นครูดนตรี รายวิชาในหลักสูตรจึง
ประกอบดว้ ยทงั้ ด้านดนตรีสากล ดนตรไี ทย และดนตรีพื้นบ้าน ถึงแม้วา่ ผเู้ รยี นท่ีประสงค์จะเรยี นและฝกึ ซอ้ มใน
ดนตรีที่ตนเองถนัดแต่ในรายวิชาบังคับของหลักสูตรจาเป็นต้องเรียนเหมือนกัน หนึ่งในวิชาท่ีสาคัญและ
จาเป็นตอ้ งเรยี นคอื รายวิชาทฤษฏดี นตรีสากลเบือ้ งตน้ เน่ืองจากรายวิชาทฤษฏีดนตรีสากลเบอ้ื งตน้ เปน็ พื้นฐาน
สาคัญของดนตรีสากล ดังน้ันถ้าผู้เรียนขาดความรู้ความเขา้ ใจและมีพน้ื ฐานท่ีไม่ถกู ต้องจะส่งผลต่อการเรยี นใน
รายวิชาอืน่ ๆ ของดนตรี รวมถึงทางด้านทกั ษะปฏบิ ัตดิ ้วย หนึ่งในเน้อื หาของราชวชิ าทฤษฏีดนตรีสากลท่ีสาคัญ
มากคือเรื่อง บันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scale) ซึ่งบันไดเสียงจะเป็นพื้นฐานของการหาข้ันคู่ (Interval)
ทรัยแอต (Triad) คอร์ด (Chord) รวมถงึ การเรียบเรยี งเสียงประสาน (Chorus)
โดยทั่วไปและจากประสบการณ์ตรงของผูว้ ิจัยในการเรยี นวิชาทฤษฏีดนตรสี ากลเบอื้ งตน้ อาจารย์
มักจะใช้วิธีการสอนแบบบรรยายประกอบการทาแบบฝึกหัด ซึ่งพบว่าผู้เรียนหลายคนขาดความเขา้ ใจในการ
เรียนส่งผลใหก้ ารทาแบบฝึกหัดและคะแนนในการสอบมีคะแนนที่ไม่สูงมากนัก จากการวิเคราะห์ผ้วู ิจัยคาดว่า
ปญั หาอาจจะเกิดจากปจั จยั ดังต่อไปนี้
1. ผู้เรยี นมพี ื้นฐานในเร่อื งทฤษฏดี นตรสี ากลไม่เทา่ กนั
2. ผเู้ รียนไมฝ่ กึ ทาแบบฝกึ หดั ทง้ั ในชั้นเรียนและนอกเวลาเรียน

290 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี


Click to View FlipBook Version