ขน้ั ตอนที่ 2 การวางแผน (planning) จดั ประชุมเชงิ ปฏิบัตกิ ารเพอื่ ให้มีการศึกษาวเิ คราะหใ์ หท้ ราบถึง
สภาพที่เคยเป็นมาสภาพในปัจจุบันสภาพท่ีคาดหวังสภาพปัญหาอุปสรรคของการพัฒนางานที่เป็นภาพรวม
การประเมนิ เพื่อกาหนดประเด็นปญั หาที่ตอ้ งการปรับปรงุ แก้ไขหรือพัฒนาการจัดทาแผนปฏบิ ัติการ (action plan)
เพ่ือดาเนินงานการวางแผนเพื่อหาแนวทางในการทางานร่วมกัน และสรุปผลการวิจัยระยะที่ 1 โดยการแบ่งทีม
รับผิดชอบโครงการ/กิจกรรมตามแผนปฏิบัติการเพ่ือร่างหลักสูตรท้องถ่ินท่องเที่ยวชัยภูมิที่เหมาะสมกับบริบท
ในเขตพื้นท่ีต้นแบบนาร่อง(การสร้างเคร่ืองมือ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเป็นทรัพยากรในการสร้าง
หลกั สูตร )
2. งานระยะท่ี 2 (ใชเ้ วลา 6 เดือนในการนาํ หลักสูตรไปใช้ในโรงเรียนนาํ รอ่ ง)
ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติ (acting) โดยแต่ละทีมนาหลักสูตรท่ีรับผิดชอบไปปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ
ท่ีจดั ทาขน้ึ เพอ่ื ใหบ้ รรลุผลในระหวา่ งเดือน ม.ค. – มี.ค. 2558
ข้ันตอนท่ี 4 การสังเกตผล (observing) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินผลท่ีเกิดข้ึน
(summative evaluation) ท้ังผลท่ีคาดหวังและที่ไม่คาดหวังและการตคี วามปรากฏการณ์ต่างๆจากกิจกรรมหรือ
กระบวนการปฏิบัตงิ านว่าได้องคค์ วามรใู้ หมท่ ฤษฎีใหมห่ รือเกดิ การเรียนรใู้ หมอ่ ะไรบา้ ง หลังสิ้นสดุ การดาเนนิ งาน
ข้ันตอนที่ 5 การสะท้อนผล (reflecting) ประชุมทีมย่อยของแต่ละทีมเพื่อสรุปผลการดาเนินงาน
ท่ผี ่านมาทั้งหมดผลการเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้นและข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแกไ้ ขแล้วผู้วจิ ัยนามาสงั เคราะห์เขียนเป็น
สรปุ ผลการดาเนินงานท่ผี ่านมาโดยภาพรวมผลการเรียนรทู้ เ่ี กดิ ขึ้นและข้อเสนอแนะเพอื่ การปรับปรงุ แก้ไข
ขน้ั ตอนท่ี 6 การวางแผนใหม่ (re- planning) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษาทบทวนผลการ
ดาเนนิ งานและจดั ทาแผนปฏบิ ตั ิงานใหม่ ระหว่างเดือนเมษายน 2558
ข้ันตอนที่ 7 การปฏิบัติการใหม่ (acting) แต่ละทีมปัญหานาแผนปฏิบัติการที่จัดทาข้ึนไปปฏิบัติให้
บรรลุผลมแี นวการดาเนินงานเหมอื นกับขัน้ ตอนท่ี 3 ระหว่างเดือนพ.ค. – ก.ค. 2558
ข้ันตอนที่ 8 การสังเกตผลใหม่ (re-observing) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินผลท่ีเกิดขึ้น
(summative valuation) ท้ังผลทคี่ าดหวังและที่ไม่คาดหวังทั้งทางบวกและลบและการตีความปรากฏการณ์ต่างๆ
จากกิจกรรม หรือกระบวนการปฏิบัติงานวา่ ได้องค์ความรู้ใหม่หรอื เกิดการเรยี นรู้ใหม่อะไรบา้ งเก่ียวกับพัฒนางาน
วิชาการโดยใชห้ ลกั การบูรณาการมีแนวทางปฏบิ ัติเหมอื นกบั ขนั้ ตอนท่ี 4
ขนั้ ตอนที่ 9 การสะทอ้ นผลใหม่ (re- reflecting) ดาเนนิ การวจิ ยั เหมือนกับข้ันตอนที่ 5 คือจัดประชุม
ทีมย่อยของแต่ละทีมหลังวันจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติในขั้นตอนที่ 8 เพ่ือสรุปผลการดาเนินงานท่ีผ่านมาทั้งหมดการ
เรยี นรู้ที่เกิดขึ้นและขอ้ เสนอแนะเพอ่ื ปรบั ปรุงแก้ไขแลว้ ผวู้ จิ ยั นามาสังเคราะห์เขียนเป็นสรปุ ผลการดาเนนิ งานทีผ่ า่ น
มาโดยรวมการเรียนรู้ทีเ่ กดิ ขึ้นและข้อเสนอแนะเพ่ือปรับปรุงแก้ไขแล้วจัดทาเป็นเอกสารโดยใช้แนวคดิ และข้อสรุป
ในการดาเนินงานเช่นเดียวกบั การดาเนนิ การในขน้ั ตอนที่ 5
ขั้นตอนท่ี 10 การสรุปผล (conclusion) มีสองระยะคือจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ 1 วันเพ่ือถอด
บทเรียน (After Action Research: AAR) ศึกษาทบทวนผลการดาเนินงานในข้ันตอนที่ 6 - 9 และระยะที่ 2
จัดประชุมเชิงวิชาการ “การประชุมเชิงวชิ าการ: การวิจัยเพ่ือการพัฒนาครูของครูผ่านกระบวนการสรา้ งหลักสูตร
ปีท่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 41
ทอ้ งถ่ินทอ่ งเทีย่ วจังหวดั ชัยภมู ิ จานวน 1 วัน โดยมีการจัดประชมุ เชงิ ปฏิบัติการสรุปผลการวิจยั ตั้งแต่ข้ันตอนท่ี 1 - 9
พร้อมแสดงข้อมูลสถิติภาพถ่ายเอกสารผลการดาเนินงานที่ผา่ นมาท้ังการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนการเรียนรู้องค์ความรู้
จากการเรียนรู้ซ่ึงผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ตกลงร่วมกันจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิ บัติการเพ่ือหาข้อสรุปในประเด็น
ต่างๆดังนี้ 1) การเปลี่ยนแปลงจากการปฏิบัติจริง 2) การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและ 3) องค์ความรู้จากการ
ปฏบิ ตั ิจรงิ สาหรับกิจกรรมในขั้นตอนนี้ประกอบดว้ ยการประชุมปฏิบัติการ และการฉายภาพวดิ ีทศั น์
เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย
ในการวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action
research: PAR) ท่ี วิโรจน์ สารรัตนะ (2553 : 13) ได้ทาการศึกษาและพัฒนาข้ึนมาใช้เป็นแนวคิดหลักและเสริม
ด้วยแนวคิดของ Car (2006 : 22) Seymour – Rolls & Hughes (2000 : 33) Mills (2007 : 43) Quixley (2008 : 34)
James, Milenkiewicz & Bucknam (2008 : 46) Creswell (2008 : 21) และ McTaggart (2010 : 34) จากนั้ นจึงได้
กาหนดเครอื่ งมือเพ่อื ใช้ในการวจิ ยั ตามกรอบแนวคิดของ Mills (2007) ซ่งึ จาแนกเป็นสามกลุม่ ดงั น้ี คือ
กลุ่มท่ี 1 แบบสังเกต (observation form) มี 1 ฉบับ คือ เครื่องมือวิจับฉบับที่ 2 แบบบันทึกการ
สังเกตความกา้ วหน้าของโครงการ/กจิ กรรม
กลุ่มท่ี 2 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in – depth interview) มี 1 ฉบับ คือ เครื่องมือการวิจัย ฉบับท่ี 4
ซ่ึงแบบสัมภาษณ์เชิงลึกนใี้ ช้สาหรับการสัมภาษณ์ทีมแกนนาในขั้นตอนการปฏิบัติ (acting) ภายหลงั จากท่ีได้มีการ
นาแผนปฏบิ ัตกิ าร (action plan) ลงสกู่ ารปฏิบัตแิ ล้ว โดยมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือศกึ ษาปรากฏการณข์ องการปฏบิ ัติการ
เปล่ียนแปลง การเรียนรู้จากการกระทาทั้งระดับตัวบุคคล ระดับกลุ่มบุคคล และระดับองค์การ และความรู้ใหม่ที่
เกิดขนึ้ จากการใช้แผนปฏบิ ตั กิ าร
กลมุ่ ที่ 3 แบบตรวจสอบหรอื บันทกึ (examining / records) ได้แก่1) บนั ทึกอนทุ ิน (journals)
2) แผนที่ (maps)3) เคร่ืองบันทึกเสียงและบันทึกภาพ (audiotapes and videotapes)4) หลักฐานสิ่งของ
(artifacts)5) บนั ทกึ ภาคสนาม (field notes) และ 6) แบบประเมินสภาพการดาเนินงาน
ผ้วู จิ ัยและผู้รว่ มวิจยั ต่างมีบทบาทหนา้ ท่ีในการเก็บรวบรวมข้อมูลในส่วนที่เกยี่ วข้องกบั ตนเอง โดยเริ่ม
จากการปฏิบัติภาคสนามในโรงเรียนที่เป็นศูนย์อาสาการปฏิบัติการหลักสูตรท้องถิ่นจานวน 4 หลักสูตร ในช่วง
เดือนมีนาคม 2558 – เดอื นสิงหาคม 2558 โดยแบ่งเวลาในการปฏบิ ัติงานตามตารางกาหนดวันและเดือนเพ่อื ให้
เห็นสภาพข้อเท็จจริงท้ังในส่วนที่เห็นชัดเจนและแฝงเร้นจากขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ทง้ั 10 ขนั้ ตอน
การวเิ คราะห์ข้อมลู
ข้อมูลที่ไดจ้ ากเคร่ืองมือท่ีเลือกใช้ในการวจิ ัยที่ได้จากการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง 10 ขั้นตอน จะนามา
วเิ คราะหร์ ว่ มกนั เป็นระยะ ๆ ดงั นี้
จัดทาข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ โดยพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นหลักในการแบ่ง
ปรากฏการณแ์ ละหาความถ่ีของปรากฏการณ์ที่เกิด โดยแบ่งออกเปน็ 6 สถานการณ์ คือ (1) การกระทา (acts) คือ
การใช้ชีวิตประจาวัน การกระทาหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ของบุคลากรท่ีใช้ในการวิจัย (2) กิจกรรม (activities) คือ
42 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การกระทา หรือพฤติกรรมที่เป็นกระบวนการท่ีมีขั้นตอนและมีลักษณะต่อเนื่อง (3) ความหมาย (meaning) คือ
คาอธิบายของบุคคลเก่ียวกับการกระทาหรือกิจกรรม เพ่ือทราบโลกทัศน์ ความเช่ือม และทัศนคติของทีม
(4) ความสัมพันธ์ (relationship) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในชุมชนท่ีเกี่ยวข้อง จะได้ทราบความสัมพันธ์
ความขัดแย้ง และความเกย่ี วโยงของบุคลากร (5) การมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรม (participation) คอื การปรบั ตวั บุคคล
การใหค้ วามรว่ มมอื และยอมเป็นส่วยของโครงสร้างกิจกรรมการบรหิ าร พร้อมจะเป็นพวกเดยี วกันซง่ึ จะทาให้ทราบ
ความขัดแย้งและความราบร่ืนได้ชัดเจน และ (6) สภาพสังคม (setting) คือ ภาพรวมทุกแง่มุมท่ีสามารถบันทึก
จากภาคสนามเก่ยี วกบั กิจกรรมใน 10 ขั้นตอนของการวจิ ยั เชิงปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนร่วม
จัดแบง่ ขอ้ มลู จากบันทึกภาคสนามของผวู้ ิจัยในส่วนทเ่ี ป็นขอ้ ความพรรณนาเหตุการณเ์ กีย่ วกับกิจกรรม
ใน 10 ขัน้ ตอนของการวจิ ยั เชิงปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนรว่ ม
การวิเคราะห์ข้อมูล ทาให้เป็นสภาพปัจจุบันจากข้อความพรรณนาเหตุการณ์เก่ียวกับกิจกรรมใน
10 ข้ันตอน ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนรว่ ม โดยนารายงานการวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละวัตถุประสงค์
ของการวิจัยที่วิเคราะห์แล้ว ไปให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ ช่วยยืนยันตรวจแก้ไขผลการวิเคราะห์ และ
คาแนะนาเพ่ือปรับปรงุ รายงานให้ถูกต้องสมบูรณ์มากข้ึน การตรวจสอบข้อมูลจะใช้บุคลากรหลายคนในเหตุการณ์
ของกิจกรรม
สรุปผลการวิจัย
เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ของการปฏิบัติการเปล่ียนแปลงการเรียนรู้จากการกระทาทั้งระดับตัวบุคคล
ระดบั กลุ่มบุคคลและความรู้ใหม่ที่เกิดข้ึนจากกิจกรรมการวางแผนการนาแผนไปปฏิบัติการสังเกตและการสะท้อน
ผลของการวิจัยเชิงปฏบิ ตั ิการแบบมีสว่ นร่วม
1. จากปรากฏการณข์ องการปฏบิ ตั ิการเปลย่ี นแปลงการเรียนรจู้ ากการกระทา ท้ังระดบั ตวั บุคคลระดับ
กลุ่มบุคคลดังนน้ั กระบวนการจากโครงการวจิ ัยสามารถพัฒนาครูของท้องถิ่นท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมายของการวิจัยให้มี
ทักษะด้านการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นการท่องเท่ียวในจังหวัดชัยภูมิเป็นส่ือหลักในกระบวนการวิจัย ทาให้
กลุ่มเป้าหมาย มีทักษะการทางานเป็นทีม และได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทุกข้ันตอนจากการทางานด้วย
กระบวนการวิจัยผ่านกิจกรรมการวางแผนการนาแผนไปปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผลของการวิจัยเชิง
ปฏบิ ตั ิการแบบมสี ่วนรว่ ม
2. กระบวนการวิจัยเป็นหนึ่งในแนวทางการประชาสัมพันธ์และพัฒนาแหล่งท่องเทย่ี วในจังหวัดชัยภูมิ
จากการกระจายหลักสตู รหน่วยการเรยี นรูท้ ี่ผลิตได้สู่การปฏิบัติการสอนจรงิ ในโรงเรยี น และนักเรียนทีเ่ ป็นเยาวชน
ในชุมชนท้องถิ่น ได้เรียนรู้จริงจึงเป็นการปลูกฝังจิตสานึกรักบ้านเกิด จึงถือเป็นแนวทางการปลูกฝังและส่งเสริม
กระบวนการท่องเทยี่ วอยา่ งย่ังยนื สบื ต่อไป
3. การวิจัยถูกบูรณาการสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษาที่นักศึกษา
ตอ้ งเรียนรู้กระบวนการวิจยั จงึ เปน็ การบูรณาการการวิจัยกับการเรยี นการสอน การทางานเป็นทมี และการเรียนรู้
จากการปฏิบัติ และการนาแผนงานทางวิชาการลงสู่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งสอดคลอ้ งกบั ตามเจตนารมย์และปรัชญาของ
การจัดการศกึ ษาเพ่ือชุมชนท้องถนิ่
ปีท่ี 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 43
4. กระบวนการจากโครงการวิจัยสามารถพัฒนางานวิจยั เครอื ข่ายท่ีมีประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่น
และการพัฒนาประเทศ เพราะกลุ่มเป้าหมายของการวิจัยเกิดองค์ความรู้จากการปฏิบัติจริง มีทักษะต่างๆจาก
กระบวนการ การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ การแสดงเหตผุ ล ในการวิพากษ์ และรวมถึงการยึดหลักการประชาธปิ ไตย
ในการเคารพ และยอมรับมติของกลุ่ม และนอกจากนนั้ องค์ความรูจ้ ากกระบวนการวิจยั สามารถนาไปใช้จริงใน
การพัฒนางานวิทยานิพนธ์ของตนเอง ซง่ึ ถอื ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แก่นกั ศกึ ษาทจ่ี ะเปน็ นักวจิ ยั ในโอกาสตอ่ ไป
เพื่อพัฒนาครูของท้องถิ่น ด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรท้องถิ่น “ท่องเท่ียวจังหวัด
ชัยภมู ิ" อยา่ งเปน็ ระบบจากการใชห้ ลกั การของการวิจยั เชิงปฏิบัติการ พบวา่ การพฒั นาบคุ ลากรทางการศกึ ษาซ่ึงผู้
รว่ มวจิ ัยเป็นบคุ ลากรท่ีมคี วามร้คู วามสามารถและมีความเข้าใจในหลักการบริหารจัดการและเทคนิคเชงิ วชิ าการเป็น
พน้ื ฐานจึงควรกระตุ้นใหม้ ีการนาเอาหลักการทฤษฎแี ละแนวปฏิบัตทิ ี่เปน็ องคค์ วามรูท้ ีซ่ ่อนเร้น (tacit knowledge)
อยู่ในตัวบุคคลแต่ละคนออกมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ให้มกี ารคิดอย่างเป็นระบบอย่างเป็นผู้รอบรู้อย่างเป็น
องค์รวมอย่างเป็นทมี งานและอย่างริเร่ิมสร้างสรรคโ์ ดยเฉพาะในขั้นตอนวางแผนปฏิบัติการ สง่ ผลตอ่ ความสาเร็จ
แทบทุกประการตามทค่ี าดหวังก่อให้เกดิ ผลการเปลย่ี นแปลงในทางที่ดขี ้ึนทั้งในระดับบุคคลและระดับสถานศึกษา
รวมท้งั ก่อให้เกิดการเรียนรแู้ ละองคค์ วามรู้จากการปฏบิ ัตโิ ดยเฉพาะหลักการที่ให้ “ความเปน็ ประชาธิปไตย” กบั ผู้มี
ส่วนร่วมทุกฝ่ายดังน้ันในการพัฒนาส่ิงใดๆต้องตระหนักถึงศักยภาพที่มีอยู่ว่าสามารถจะกระตุ้นออ กมาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ต่อการบรหิ ารงานใดๆในสถานศกึ ษาไดใ้ นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในขณะเดียวกันก็ต้องมุ่ง
พัฒนาตนเองใหไ้ ด้รบั องค์ความร้ใู หม่จากภายนอกเพอื่ บรู ณการเขา้ กับศกั ยภาพของตัวเองใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพสูงสุด
อภปิ รายผลการวจิ ยั
การอภิปรายผลการวิจยั ผู้วิจัยขอนาเสนอผลการวิจัยจากจุดประสงค์หลกั เพราะจุดประสงค์รองเกิด
จากผลพลอยได้จากกระบวนการวิจัย ดังนั้นหัวใจของการวิจัยในคร้ังนี้ จึงเกิดจากปรากฏการณ์ของการปฏิบัติ
การเปลีย่ นแปลงการเรียนรจู้ ากการกระทาท้งั ระดับตัวบคุ คลระดบั กลมุ่ บคุ คลดังนี้ คือ
1. กระบวนการจากโครงการวิจัยสามารถพัฒนาครูของท้องถิ่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการวิจัยให้มี
ทักษะด้านการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นการท่องเที่ยวในจังหวัดชัยภูมิเป็นสื่อหลักในกระบวนการวิจัย ทาให้
กลุ่มเป้าหมาย มีทักษะการทางานเป็นทีม และได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจากการทางานด้วย
กระบวนการวิจัยผ่านกิจกรรมการวางแผนการนาแผนไปปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผล ท้ังนี้
อาจเนื่องมาจากรูปแบบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพราะทุกคนทุกฝ่ายได้เรียนรู้จากขั้นตอนการ
สร้างแผนการทางานจากโครงการวิจัย โดยมีจุดประสงค์หลักเพ่ือให้ทีมผู้ร่วมวิจัยมีกรอบการดาเนินงานตาม
กระบวนการวิจยั เชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมสี ่วนร่วม เพ่ือพฒั นาตน พัฒนาทีม การสรา้ งมิตรภาพ และแลกเปลีย่ นเรียนรู้
และสร้างความตระหนักและความเขา้ ใจร่วมกันระหว่างการวิจัย แล้วผู้วจิ ัยและผู้รว่ มวจิ ัยได้ร่วมกันจัดทาแผนการ
ทางานเพ่ือการวจิ ยั ที่มขี อ้ ความประกอบด้วยจะทาอะไร เมื่อไร ใครจะเปน็ คนทา และทาอย่างไร สิง่ เหล่าน้ีเป็นการ
เกดิ ขน้ึ ในระดับบุคคล นอกจากนั้นการเรียนรู้ที่เป็นองค์ความรจู้ าการปฏิบตั ิจรงิ จากกระบวนการเรียนรทู้ ี่เกดิ ขึน้ จาก
โครงการวิจัยของผู้เข้าร่วมวจิ ัย ทาใหส้ ามารถคิดวิเคราะห์โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ของตนเองในการสารวจ
ข้อมูล ตัดสิน ประเมนิ หาข้อสรปุ อยา่ งมเี หตุผล และถูกต้องเพื่อจะนาไปสู่การกาหนดแนวทางในการแก้ปัญหา และ
พัฒนาตนเองและทีมได้อย่างเหมาะสม Car (2006 : 22) Seymour – Rolls & Hughes (2000 : 33) Mills (2007 : 43)
44 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
Quixley (2008 : 34) James, Milenkiewicz & Bucknam (2008 : 46) Creswell (2008 : 21) แ ล ะ McTaggart
(2010 : 34) ผ้วู จิ ัยได้เน้นใหท้ ีมวิจยั ใช้กระบวนการคิดวเิ คราะหซ์ ่ึงประกอบดว้ ย 1) เป็นผู้มใี จกวา้ งคือยอมรบั ฟงั และ
พิจารณาความคิดเห็นของผู้อื่นไม่ยึดมั่นถือม่ันความคิดของตนเองเป็นหลักและตัดสินใจด้วยการมีข้อมูลประกอบ
เพียงพอ 2) มีความไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น 3) เปลี่ยนความคิดที่ตนมีอยู่ได้ถ้ามีข้อมูลหรือเหตุผลมากกว่า
4) กระตือรือร้นในการค้นหาข้อมูลและความรู้ 5) เป็นผู้มีเหตุผล จากหลักการดังกล่าวทาให้กลุ่มเป้าหมายท่ีร่วม
วจิ ัย ได้รับการพัฒนาท้ังความรู้ ความเข้าใจกระบวนการทางานแบบมีส่วนร่วม และรวมถงึ ทักษะความสามารถที่
เกิดจากประสบการณ์ตรงของกระบวนการวิจัย เช่น การวางแผนงาน การหาแนวทาง วิธีการแก้ไข การรวบรวม
ข้อมูล การสังเกต และการสะท้อนผลการปฏิบตั ิ การพัฒนาในระดบั บุคคลและกลุ่มคนน้ี ซ่ึงปรากฎการณ์ดังกลา่ ว
เป็นไปตามหลักการของวิโรจน์ สารรัตนะ (2553 : 75) ยังได้กล่าวถึงหลักการ 10 ประการ เพ่ือการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดังนี้ คือ 1) บริบทเฉพาะ 2) มุ่งเปลี่ยนแปลง 3) มุ่งการกระทาเพ่ือบรรลุผล 4) มุ่งเกิด
การเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ 5)ทัศนะที่หลากหลาย 6)รับฟังความคิดเห็นจากผู้ร่วมวิจัย 7)ตระหนักใน
ศักยภาพความเป็นผู้เชี่ยวชาญ และ ความเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของผู้ร่วมวิจัย 8) วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์
ตนเอง 9) มกี ารบันทึกของผู้รว่ มวิจัยทุกคน เช่น การเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม และการปฏิบัติ ความสัมพนั ธ์ทางสังคม
และรูปแบบองค์การ การเรยี นรู้ในตนเองที่เกิดขึ้น และ 10) นาไปสูก่ ารพัฒนาทย่ี ง่ั ยนื
2. การพัฒนาตนเองของกลุ่มเป้าหมายตามหลักการการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Learning by
Doing) ของ Dewey วิธีการน้ีไดนามาทดลองใชในบรบิ ท (context) ตางๆทางสังคมที่เช่อื มโยงใหมีการปฏิบัติการ
โดยใหคนในชุมชนองคกร หรือ หน่วยงานมีสวนรวม (participation) เปนการอาศัยบุคคลที่อยูกับปญหา
(problems people) เขาไปเปนผูรวมเพื่อการพัฒนาในขณะที่ Stephen Kemmis and Robin McTaggart
ไดเขียนตาราเรื่อง The Action Research Planer ซ่ึงทาใหผูคนรูจักมากข้ึนในนามของวงจร PAOR ( plan,
action, observation and reflection) ซ่ึงเปนรูปแบบหน่ึงท่ีเปนท้ังการวิจัยและการพัฒนาและเปนการวิจัยที่
สนองตอบการพัฒนาท่ีเขาถงึ สาธารณชน เพื่อพฒั นาหนวยงานของตนโดยเฉพาะในดานการศึกษา ซึ่งในปจจุบัน
ได นามาใช ในการบริหารงานในสถานศึกษาและในการปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน นอกจากน้ัน Zuber-
Skerritt (1991,1992 : 35) กล่าวว่า การวจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ ารอยางมีสวนรวมนั้นการศึกษาบริบท เปนส่ิงสาคัญและ
จาเปนนักวิจัยจะตองรูจัก คาวา identify need & problem ตองรูจักคาวา่ การศึกษาบริบททวั่ ไปและบริบทวิจัย
การวิเคราะหชมุ ชนเพ่ือคนหาโจทยหรือความจาเปน (need) ซง่ึ เปนการมีสวนรวมในแนวราบของผูเก่ียวของคือคน
ในระบบที่เราจะเขาไปไมได หมายถึงวาจะเอาคนในระบบน้ันมาฝกใหเปนผูวิจัยรวม แตเปนมากกว่านั้น การมี
สวนรวมน้ันจะตองมีสวนรวมทุก ข้ันตอนไมใชบางตอนเพราะฉะนั้นการพัฒนาโจทยวิจัย เขาตองมีสวนรวมหากมี
การ implement อะไรเขา จะตองมีสวน contribute ดวยจึงเปนเร่ืองที่วาดวยการมีสวนรวมเปนการเรียนรูรวม
กนั นักวจิ ัยไดอะไรคาตอบ คือ ไดองคความรู ผูคนทั้งหลายท่เี ก่ียวของ (stakeholder) ใน system ไดอะไรคาตอบ
คือไดความรูในเร่อื งของเขา และไดมีการ transformation สู่การพัฒนาทย่ี ง่ั ยืนจากข้อสรปุ และหลกั การดงั กลา่ วจะ
เห็นไดว้ ่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research: PAR) เป็นการวิจัยท่ีเน้นการมี
สว่ นรว่ ม (participation) ของทกุ ฝา่ ยทั้งผู้วจิ ัย (researcher) และผ้รู ่วมวิจยั (participants) ที่ได้รว่ มมอื กนั เพื่อหา
แนวทางหรอื วิธแี กไ้ ขปญั หาที่เกิดข้ึนในชมุ ชนหรือองค์กรตามที่ได้รว่ มกนั วนิ ิจฉยั ไว้แล้ววา่ เปน็ ปัญหาในลักษณะของ
การร่วมมือกันในทุกขั้นตอนของการวิจัยโดยมีมุมมองร่วมกันว่างานวิจัยในคร้ังนี้คืองานวิจัยของพวกเขาทาเพื่อ
ผลประโยชน์ของพวกเขาและเป็นส่ิงที่พวกเขาจะสามารถท่ีจะมีผลกับส่ิงน้ันได้ท้ังนี้ในการดาเนินการวิจัยผู้มีส่วน
รว่ มทุกคนจะมคี วามเสมอภาคกนั ในทุกข้ันตอนของกระบวนการวิจัยในลักษณะท่ีเป็นวงจรของการวจิ ัย 4 ข้ันตอน
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 45
เหมือนกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research: AR) โดยเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกัน (planning
participation) ต่อด้วยการลงมือ ป ฏิ บั ติร่วม กัน (acting participation) การสั งเกต ร่วมกั น (observing
participation) และการสะทอ้ นผลรว่ มกัน (reflecting participation) ตามลาดับ
3. เป้าหมายสุดท้ายคือเพ่ือให้เกิดการเปล่ียนแปลงในสภาพความจริงของสังคมนั้นอย่างยั่งยืน
(sustainable) ซึ่งการดาเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนั้นอาจกระทาได้หลายรอบวง (cycle) ซ่ึงอาจ
มากกวา่ สองรอบหรือสามรอบวงจนกวา่ ปญั หาจะได้รับการแก้ไขแต่ก็มนี ักวิชาการบางท่านเช่น Seymour-Rolls &
Hughes (2000 : 33) ที่ให้ทัศนะว่าการวิจัยเชิงปฏิบัตกิ ารแบบมีส่วนร่วมควรเริ่มจากการสะทอ้ นผล (Reflection)
เป็นอันดับแรกแล้วจึงเร่ิมลงมือในข้ันตอนต่อไปตามลาดับและ James, Milenkiewicz&Bucknam (2008 : 46)
ไดน้ าเอาการวิจัยเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารแบบมีส่วนรว่ มไปประยกุ ต์ใชใ้ นวงการศึกษาพร้อมทั้งได้ปรับถ้อยคาทใี่ ชเ้ รียกขนั้ ตอน
ตามวงจรเสียใหม่คือขั้นแรกเรียกว่าข้ันวินิจฉัย (diagnose) ต่อด้วยขั้นลงมือปฏิบัติ (act) ข้ันวัดผล (measure)
และขั้นสะทอ้ นผล (reflection)ตามลาดบั แตแ่ นวคิดตามขนั้ ตอนต่างๆก็ยังคงมีแนวคดิ คล้ายคลึงกับขั้นตอนของการ
วจิ ัยเชิงปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นร่วมโดยทั่วไป นอกจากนนั้ ยังมีผลการวจิ ัยที่เก่ียวข้องยืนยัน อาทิเช่น Battison (1991 : 54)
ไดศ้ ึกษาวจิ ัยเร่ือง “บรบิ ทในการพิจารณากรณีศึกษาในการพฒั นาหลักสูตรท้องถิน่ ” โดยศึกษาโครงการปรับปรงุ หลักสตู ร
ท้องถ่ินในโรงเรียนประจาท้องถิน่ 3 แห่งในรัฐโอไฮโอเพื่อหาลักษณะของรปู แบบในการตัดสินใจโดยใชแ้ นวปฏิบัติ
ของ (Schwab) ร่วมกับการใช้แนวคิดตามวิธีการของ (Walker)ผลการศึกษาวิจัยพบว่าโรงเรียนประจาท้องถิ่นทั้ง
3 แห่ง ท่ีเลือกศกึ ษาจะมีครูผู้สอนและผ้บู รหิ ารเปน็ คณะกรรมการปรบั ปรงึ หลกั สูตรซ่างครผู ู้สอนจดั วา่ เปน็ ตัวแทนที่
สาคัญเพราะครูผู้สอนจะต้องเกี่ยวข้องกับการประชุมพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียนในแต่ละคร้ังอยู่แล้ว
ตามหลักการปฏิบัติของหน่วยงานการศึกษาส่วนรูปแบบการเป็นผู้นาของผู้บริหารจะมีอิทธิ พลอย่างสูง
ต่อการอภิปรายในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับนโยบายซึ่งเป็นส่วนสาคัญที่สุดที่จะช้ีนาแนวทางการทางานของ
คณะกรรมการประจาท้องถ่ิน และ Mouton (1989 : 22) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การทดสอบผลจากการมีส่วนร่วม
ของครูในการพัฒนาหลักสูตร” เพ่ือสารวจว่ามีส่วนร่วมของครูในการพัฒนาหลักสูตรและผลกระทบของการมีส่วน
รว่ มของครตู อ่ การปรับปรุงหลกั สูตรใหม่ผลการศกึ ษาวจิ ัยพบวา่ ครูใช้เวลา 6 เดอื นเขียนหลักสูตรใหม่และมสี ่วนรว่ ม
ในการปรับปรุงหลักสูตรมีผลการสอนท่ีดีกว่าครูที่อยู่ในกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวแทนของหลักสูตรและครูไม่มีผล ต่อ
ทัศนคตขิ องครูเก่ียวกบั หลกั สูตรใหมแ่ ละกระบวนการปรับปรงุ หลักสตู รแตจ่ านวนปีของประสบการณ์ในการเป็นครู
ระดับของการเข้าไปมีสว่ นร่วมในการปรับปรุงหลักสูตรและทศั นคติของครูต่อหลักสูตรมีผลกระทบต่อการปรบั ปรุง
หลักสตู รใหม่จากผลการศึกษางานวจิ ัยท่ีเก่ียวขอ้ งดังทีก่ ล่าวมาข้างต้นจะเหน็ ได้ว่าโรงเรยี นส่วนใหญ่จะนาภูมปิ ญั ญา
ท้องถนิ่ หลายๆประเภทมาใชใ้ นกระบวนการพัฒนาหลักสตู รท้องถิ่นและการจดั การเรียนการสอนซ่ึงข้ึนอยู่กับว่าภูมิ
ปัญญาประเภทไหนมีความน่าสนใจและมลี ักษณะเดน่ ในแตล่ ะทอ้ งถนิ่ ทีส่ าคัญจะตอ้ งสอดคลอ้ งกับสภาพปัญหาและ
ความต้องการของผูเ้ รียนและชุมชนท้องถ่ินนั้นด้วยแตใ่ นอีกด้านหน่ึงในการนาภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ มาใชจ้ ัดการศึกษา
ทุกระดับการศึกษายงั คงพบปัญหาอย่หู ลายประการท้ังดา้ นผบู้ ริหารครูผสู้ อนปราชญ์ชาวบ้านท่ียงั ขาดประสบการณ์
และทกั ษะในการนาเอาภูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ มาจัดทาหลกั สูตรซง่ึ ก็เป็นอีกสาเหตุหนง่ึ ทเี่ กดิ ข้ึนซึ่งสอดคลอ้ งกับหลกั การ
พฒั นาหลักสูตรตามแนวปฏิรูปของรุจิร์ ภู่สาระ (2545 : 82) รวมถึงผลการติดตามหลักสูตรของนงลักษณ์ วริ ัชชัย
และสุวิมล ว่องวาณิช (2548 : 20) ดังน้ันเพ่ือให้บุคลากรท่ีเก่ียวข้องทุกฝ่ายมีความตระหนักและเห็นความสาคัญ
ของภมู ิปัญญาท้องถ่ินท่ีมตี ่อการพัฒนาการศกึ ษาและเพื่อแกป้ ัญหาการนาเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนา
หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนรัฐบาลและส่วนราชการท่ีเกี่ยวข้องควรจะจัดให้มีการอบรม ให้ความรู้
เพอื่ พัฒนาบุคลากรเหล่านีใ้ หม้ ีทักษะความรูค้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกับการพัฒนาหลักสูตรทอ้ งถน่ิ ในเรอื่ งทกี่ ล่าวมาโดยให้
46 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจังเพ่ือให้สามารถนาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรและการ
จดั การเรยี นการสอนอย่างมคี ุณภาพทั้งน้เี พอ่ื เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มคี วามรู้ความเข้าใจมเี จตคติท่ดี ีต่อภมู ิปัญญา
ท้องถิน่ ของตนเองและเหน็ คุณคา่ ของภมู ิปัญญาไทยต่อไป
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเพื่อนาํ ผลการวจิ ยั ไปใช้
1. ในการพัฒนาบุคลากรทางการศกึ ษาซึง่ ผู้ร่วมวิจัยเป็นบุคลากรท่ีมคี วามรู้ความสามารถและมีความ
เข้าใจในหลักการบริหารจัดการและเทคนคิ เชิงวชิ าการเปน็ พ้ืนฐานจึงควรกระตนุ้ ให้มีการนาเอาหลักการทฤษฎแี ละ
แนวปฏิบัติที่เป็นองค์ความรู้ที่ซ่อนเร้น (tacit knowledge) อยู่ในตัวบุคคลแต่ละคนออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์
อย่างเต็มทีใ่ ห้มกี ารคดิ อยา่ งเปน็ ระบบอย่างเป็นผู้รอบรู้อย่างเปน็ องค์รวมอยา่ งเปน็ ทีมงานและอย่างริเร่มิ สรา้ งสรรค์
โดยเฉพาะในขนั้ ตอนวางแผนปฏิบตั ิการ
2. ในขั้นตอนสังเกตหรือประเมินผลการดาเนินงาน (observing) ตามวงจรการปฏิบัติงานแบบมี
ส่วนร่วมควรคานึงถึงการกากับติดตามและการประเมินผลการพัฒนาไปพรอ้ มกนั โดยเน้นหลักการมีส่วนรว่ มท้ังใน
การกาหนดเทคนิควิธีการพฒั นาเครือ่ งมือในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ผลและการแปลผลในทุกโครงการ
หรือกิจกรรมซึ่งจะทาให้ผู้ร่วมวิจัยเกิดความร้สู ึกมสี ่วนรว่ มเป็นเจ้าของเกดิ ความกระตือรือรน้ ที่จะนาเอาผลท่ีได้ไป
ทาการปรบั ปรุงแกไ้ ขเพื่อดาเนนิ การในวงจรต่อไป
3. จากผลการวิจยั ทพ่ี บว่าการพัฒนาบุคลากรดว้ ยกระบวนการวิจัย จะประสบผลสาเร็จตามที่คาดหวัง
ไว้เกือบทุกประการแต่ยังมีการจัดกิจกรรมการเรียนท่ียังไม่ประสบผลสาเร็จท้ังในระยะแรกและในระยะที่สองของ
การดาเนินการวจิ ยั ควรหาทางปรับปรงุ แก้ไขต่อไปอย่างตอ่ เน่ืองและจรงิ จัง
4. ผลจากการวิจัยพบว่าบุคลากรผู้ร่วมงานวิจัยเกิดการเรยี นรู้เพิ่มขึ้นดังน้ันการพัฒนางานใดๆโดยใช้
กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัตกิ ารจะต้องคานงึ ถึงผลที่เกิดขึ้นต่อการพัฒนาวิชาชีพหรอื ความก้าวหนา้ ทางวิชาการของ
บคุ ลากรไปด้วยโดยอาจจัดใหม้ ีโครงการพัฒนางานต่างๆหลายโครงการแตล่ ะกจิ กรรม มีผรู้ ับผิดชอบมีบุคลากรอ่นื ๆ
เป็นผู้ร่วมวิจัยและสลบั เปล่ียนกันไปในรูปแบบนี้จะทาให้เกิดโครงการร้อยรัดหลายโครงการที่บุคลากรเป็นนกั วิจัย
เจ้าของโครงการและสามารถนาไปเปน็ ผลงานทางวชิ าการเพอ่ื ความก้าวหน้าในวิชาชีพตอ่ ไปไดด้ ้วย
5. จากการใช้หลักการของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ พบว่า ส่งผลต่อความสาเร็จแทบทุกประการตามท่ี
คาดหวังและระดับส ถานศึกษารวมทั้งก่อให้เกิดผ ลการเปลี่ยนแปล งในทางท่ี ดีขึ้นท้ังในระดับบุคคลและระดับ
สถานศึกษารวมทั้งก่อให้เกิดการเรียนรู้และองค์ความรู้จากการปฏิบัติโดยเฉพาะหลักการที่ให้ “ความเป็น
ประชาธิปไตย” กับผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายดังนั้นในการพัฒนาสิ่งใดๆต้องตระหนักถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวบุคคลที่จะ
สามารถจะกระตุ้นออกมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพสูงสดุ
6. จากผลการใช้กระบวนการวิจยั เชิงปฏบิ ัติการได้มุ่งเน้นท่ีผลลัพธ์ 3 ประการท่สี าคัญ คือ 1) เพอ่ื การ
เปลย่ี นแปลง 2) เพื่อการเรียนรทู้ ั้งระดบั บุคคลและสถานศึกษา และ 3) เพ่อื กอ่ ให้เกิดองค์ความรใู้ หมจ่ ากการบรู ณา
การของภาพที่เป็นประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติและภาคที่เป็นทฤษฎีของผู้วิจัยพบว่าได้รับผลลัพธ์ตามท่ีคาดหวังแต่
อาจเพิ่มใหค้ วามสาคัญกบั การเรยี นรูท้ ีเกิดขึน้ ระหวา่ งกลุ่มทเ่ี ขา้ มามีสว่ นร่วมในการวจิ ยั ด้วยและนอกจากนน้ั จะตอ้ ง
คานึงถึง“ เปา้ หมายสุดท้าย” ของการพัฒนางานใดๆในสถานศกึ ษาว่าจะตอ้ งมงุ่ ใหเ้ กิดผลการเปลี่ยนแปลงในทาง
ที่ดีใหเ้ กิดกับเด็กนกั เรียนเป็นสาคัญ
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 47
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอ่ ไป
1. การใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพ่ือพัฒนางานใดๆควรศึกษาหลักการจรรยาบรรณและบทบาทของ
ผวู้ จิ ยั ใหเ้ ขา้ ใจและนาไปใชอ้ ย่างเชื่อม่นั ในหลักการมสี ว่ นรว่ มวา่ จะสง่ ผลดตี ่อการพัฒนาไดม้ ากกว่า
2. กาหนดจุดมงุ่ หมายในการวิจัยเชิงปฏิบัติการไปใช้เป็นกระบวนการพัฒนางานนอกจากจะมุ่งให้เกิด
การเปลยี่ นแปลงในทางท่ดี ขี ้ึนแล้วจะตอ้ งม่งุ เพอ่ื ให้เกดิ การเรียนรู้และเกิดองค์ความรใู้ หม่ๆขึ้นดว้ ย
3. ควรคานึงถงึ หลกั การอ่นื หรอื นวตั กรรมอนื่ ๆมาใชเ้ ป็นตวั สอดแทรก (intervention) เพือ่ การพัฒนา
หรอื การเปลย่ี นแปลงใดๆทสี่ ามารถนามาบูรณาการใชใ้ นการวิจยั ได้
4. การจัดกิจกรรมพฒั นาบุคลากรในหน่วยงานใดก็ตามควรใช้กิจกรรมการพฒั นาที่หลากหลายและจัด
ให้สอดคล้องกับความตอ้ งการของบคุ ลากรในหน่วยงานควรใหบ้ ุคลากรมสี ว่ นรว่ มในทุกกิจกรรม
5. กระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริงควรเน้นการบูรณาการระหว่างความรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ความรู้
และพัฒนาการทางจิตใจสิ่งท่ีเรยี นกับสิง่ ที่เป็นอยู่ในชีวิตประจาวันและ การบูรณาการระหว่างเนื้อหากับกิจกรรม
ต่างๆทส่ี อดคลอ้ งกบั ความสนใจของทีมผู้ร่วมวจิ ัย
6. ควรใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการในการพัฒนางานด้านอ่ืนๆของสถานศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพการจัด
การศึกษาของสถานศึกษา
7. ควรมกี ารศึกษาปญั หากอ่ นทกุ ครั้งเพอ่ื เปน็ แนวทางในการเลือกใช้กลยทุ ธแ์ ละแนวทางที่เหมาะสมใน
กระบวนการดาเนนิ การ
8. จุดเน้นของการสะท้อนผล ควรมุ่งเน้นหลักการความย่ังยืน และองค์ความรู้ใหม่ท่ีได้จาก
กระบวนการวิจัย
เอกสารอ้างอิง
โกวิทย์ ประวาลพฤกษ์. การพฒั นาวชิ าชีพครใู นแนวคิดและนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร.กรุงเทพฯ :
ครุ สุ ภาลาดพร้าว, 2541.
นงลักษณ์ วริ ชั ชัย และสวุ ิมล วอ่ งวาณชิ .การตดิ ตามและประเมนิ ผลการปฏริ ปู การศกึ ษาตามแนวนโยบายพน้ื ฐาน
แหง่ รฐั และพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ. วารสารวิธีวิทยาการวิจัย. 18,1 (ม.ค.-เม.ย.48)
93-124, 2548.
รจุ ิร์ ภูส่ าระ. การพฒั นาหลกั สตู รตามแนวปฏิรปู การศึกษา. กรุงเทพฯ: บุค๊ พอ้ ยท์, 2545.
วิโรจน์ สารรัตนะ. กระบวนการนโยบายทางการศึกษา. กรงุ เทพฯ: อักษราภพิ ฒั น์, 2539.
________. การบริหารการศึกษา หลกั การและววิ ฒั นาการของทฤษฎกี ารบริหาร หนา้ ท่ีทางการบริหาร
ประเดน็ ทางการบรหิ าร ขอ้ เสนอกรอบแนวคดิ เพือ่ การวจิ ัย. ขอนแกน่ :
สาขาวิชาการบริหารการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , 2553.
อาภารตั น์ ราชพัฒน์. โมเดลความสัมพันธืโครงสรา้ งตวั บ่งช้ีภาวะผู้นาํ ของครใู นสถานศึกษาข้ันพืน้ ฐาน.
วทิ ยานิพนธ์ ดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาการบรหิ ารการศึกษา บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, 2554.
อรพนิ เสียงหวาน. คูม่ ือกระบวนการเรียนรภู้ ูมิปัญญาทอ้ งถ่ินในสถานศึกษา.แพร่: หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศน์.สานกั งาน
ประถมศึกษาจงั หวัดแพร่, 2546.
48 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
Battison, S.B. “The Context of Deliberation Cass Studies in Local Curriculum Development,”
Dissertation Abstract International. 51 (5) : 2522 – A, 1991.
Carr, W. Philosophy, Methodology and Action Research. Journal of Philosophy of
Education,40(4), 421 – 435, 2006.
Coghlan, D & Brannick, T. Doing action research in your own organization.2nd ed. London:
Sage, 2007.
Creswell, J. W. Educational research : Planning, conducting, and evaluating Quantitative
and qualitative research.3rd ed. Upper Saddle River, NJ : Pearson Education,
2008.
Hughes, L. Action research and practical inquiry: How can I meet the needs of the
High – ability students within my regular educational classroom. Journal for the Gifted, 22,
282 – 297, 1999.
Jackson, R.K. Eminent teachers' views on teacher education and development. Action in
teacher education,20(3), 15-29, 1998.
James, E.A., Milenkiewicz, M.T., &Bucknam, A. Participatory action research for educational
leadership. Califormia : Sage, 2008.
McKernan, J. Curriculum action research. London : Kogan Page.(1996). Curriculum action
research: A handbook of methods and resources for the reflective
practitioner.2nd ed. London: Kogan Page, 1991.
MaNiff, J. Action research for professional development. Retrieved August 28, 2014,from
http://www.jeanmcniff.com/booklet1.html, 2002.
McTaggart, R. 16 tenets of participatory action research. Retrieved August 28, 2014,from
http://www.scu.edu.au/schools/gcm/ar/ari/p-ywadsworth98.html, 1989.
________. Participatory action research or change and development.
Townsville,Australia: James Cook University, 2010.
Mills, G. E. Action research: A guide for the teacher researcher. New Jersey: Merrill
Prentice Hall, 2000.
Owens, R.G. Organizational behavior in education: Instructional leadership and social
reform. Boston: Allyn& Bacon, 2001.
Quixley, S. Participatory action research: A brief outline of the concept. Canberra:[n.p.],
2008.
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 49
Seymour-Rolls K., & Hughes I. Participatory action research: Getting job done.Retrieved
September 20, 20014, from http://www.2.fhs.usyd.edu.au/arow/o/m01/Rseymour.htm,
2000.
Zuber-Skerritt, O. Action research for change and development. Aldershot,Brookfield:
Avebury, 1991.
________. Action research in higher education: Examples and reflections. London : Kogan
Page, 1992.
________. Professional development in higher education: A theoretical framework for
action research. London: Kogan Page, 1992.
50 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก
สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
The Development of a Management Model of Internal Quality Assurance
in Small Education Institutes under the Office of the
Basic Education Commission
สมประสงค์ ยมนา1
จิณณวตั ร ปะโคทัง2
อศั วฤทธิ์ อทุ ัยรัตน์3
บทคัดย่อ
การวิจัยครงั้ นี้มวี ัตถุประสงค์เพื่อพฒั นาและประเมินรปู แบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย
สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานขนาดเล็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมท้ังส้ิน 364 แห่งสถานศึกษากรณีศึกษา
3 แห่ง โดยมีผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ิน ผู้แทนสานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษา รวม 24 คน ผูท้ รงคุณวุฒใิ นตรวจสอบรปู แบบโดยการสนทนา
กลุ่ม 12 คน และผู้ทรงคุณวุฒิผู้เช่ียวชาญ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการสัมมนาและประเมินรูปแบบ 21 คน
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบวิเคราะห์เน้ือหาของเอกสาร แบบสัมภาษณ์แบบมี
โครงสร้าง แบบบันทึกการสังเกต และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์
สถิติทีใ่ ช้วเิ คราะห์ขอ้ มูลประกอบดว้ ย ค่าเฉล่ยี สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหเ์ นอื้ หา
ผลการวิจัย พบว่า
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัด
สานักงานคณ ะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีองค์ประกอบรูป แบบ 6 องค์ประกอบ ได้แก่
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ แนวคิดและหลักการของรูปแบบ กลไกการดาเนินงานของรูปแบบ เงื่อนไขการนา
รูปแบบไปใช้ คาอธิบายรูปแบบ และแนวการประเมินรูปแบบ มีกลไกดาเนินงาน 3 ข้ันตอน ได้แก่ 1) การเตรียมการ
ประกอบด้วย การตกลงร่วมกัน 2) การดาเนินการประกอบด้วย การออกแบบกิจกรรม การลงมือปฏิบัติ
การประเมินผล 3) การรายงาน ประกอบด้วย การนาเสนอ การทบทวนผลปฏิบัติงาน ทุกข้ันตอนขับเคลื่อน
ดว้ ยหลักการมสี ่วนร่วม การทางานเป็นทีม ความรับผิดชอบ การกระจายอานาจ และมีเงอ่ื นไข ปจั จยั สนับสนุน
ความสาเร็จได้แก่ ภาวะผู้นา ความตระหนักรู้ การมีส่วนร่วม คณะกรรมการดาเนินงาน ความเป็น
กัลยาณมิตร และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานด้านความเหมาะสม
ดา้ นความเป็นไปได้ และดา้ นประโยชน์ของรูปแบบ โดยผู้มีเช่ียวชาญ ผมู้ ีสว่ นได้สว่ นเสยี พบว่า โดยภาพรวมดา้ น
ความเหมาะสม ดา้ นความเปน็ ไปได้ และดา้ นประโยชน์ มรี ะดบั มากท่สี ุดทกุ ดา้ น
คาสาคัญ : การพฒั นารปู แบบ, รปู แบบการบรหิ ารจัดการ, ประกนั คณุ ภาพ, สถานศกึ ษาขนาดเล็ก
1นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี 51
32ศสกาึ ขษาาวนชิ ิเทากศากร์ อบงรคิห์กาารรกบารรหิ ศาึกรษสา่วนคจณังหะควัดรุศศราสีสะตเรก์ ษมหาวทิ ยาลยั ราชปภทีฏั อี่ 1ุบ7ลฉราบชับธาทน่ี ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560)
Abstract
This study aims at developing the management model of internal quality assurance
in small education institutes under the Office of the Basic Education Commission. In the samples
of this study, there were 364 small education institutes in North-Eastern Thailand, and three
institutes were selected as the main samples. The key informants included: school directors,
teachers, students, parents, school committees as well as the representatives from the external
sectors such as the local administrative organization and the Office of the Basic Education
Commission, totaling 24 people. There were twelve scholars assessing the model via a group
discussion and twenty-one participantsincluding scholars, experts, and stakeholders participating in
the seminar and in the model evaluation process. The research instruments in this study were
questionnaires, document analysis forms, structured interviews, observation forms and evaluation
forms regarding appropriateness, possibility and beneficial values. The research also employed
statistical tools in the data analysis such as mean and standard deviation.
The findings were as follows :
The development of the Management Model for the internal quality assurance in
small education institutes under the Office of the Basic Education Commission also known as
“ADDARR Model” consisted of six main components which were : 1. purposes, 2. concepts
and principles, 3.mechanical processes, 4. implementation conditions, 5. model explanation and
6. evaluation. Also the mechanical processes were achieved by using three processes:
1) preparation, process making and mutual agreement, 2) working process, activity design,
practice and evaluation and 3) reporting process presentation, reviewing the working results.
The three processes were used in the cooperative contribution, team building, responsibility,
decentralization as well as conditions and factors contributing to the successful models such as
leadership, awareness, participatory culture, friendliness, and ongoing assessment. According
to the evaluation by the 21 stakeholders participating in the seminar to ward the ADDARR
Model in the three dimensions of appropriateness, possibility and benefits were shown in the
results
Keywords : The Development Model, The Management Models, Assurance, Small Education
บทนา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ที่บัญญัติไว้ใน หมวด 6 มาตรา 47 บัญญัติไว้ว่า ให้มีระบบการประกันคุณภาพ
การศึกษา ท้ังการประกันคุณภาพภายในและการประกันคุณภาพภายนอก เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน
การศึกษาทุกระดับและต้องเป็นไปตามที่กฎกระทรวงกาหนดประกอบกับ มาตรา 48 ที่บัญญัติไว้ว่า
ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการ
ประกันคณุ ภาพภายในเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการบริหารการศึกษาท่ีต้องดาเนนิ การอย่างต่อเนอื่ งโดยมีการ
จัดทารายงานประจาปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน
เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอก
สานกั ทดสอบทางการศกึ ษา (2553 : 5)
52 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
อย่างไรก็ตามจากการสรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบท้ัง 3 รอบ ในรอบ 15 ปี ของ
สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) พบว่า ระดับการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐานมีสถานศึกษาที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จานวน 20,376 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.04 ไม่ผ่าน
การรบั รองมาตรฐาน จานวน 12,468 หรือคิดเป็นร้อยละ 37.96 และยงั ระบุวา่ สถานศึกษาในสงั กัดสานกั งาน
คณะกรรมกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานท่ีไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มากที่สุด คือกลุ่มสถานศึกษาขนาดเล็ก
อีกทง้ั ยังระบุด้วยวา่ ปัญหาการศึกษาไทยจากการประเมนิ 15 ปี พบ 3 ปัญหาใหญ่ท่ีฉุดรั้งการศึกษาไทย ได้แก่
1) การขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย 2) การขาดการกากับเชิงปริมาณ และ 3) การขาดการควบคุมคุณภาพ
ดังเช่นนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ขาดความชัดเจน ในขณะที่
สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีมากถึงประมาณ 20,000 แห่ง พร้อมท้ังแนะรัฐบาลเร่งสร้าง
มาตรฐานสถานศึกษาด้วยกลยุทธก์ ารปรับวกิ ฤตให้เป็นโอกาส เพื่อสรา้ งความพร้อมในการกา้ วไปข้างหน้า ซ่ึง
สถานศึกษาตอ้ งมวี ัฒนธรรมคุณภาพโดยการทาให้การประกันคณุ ภาพกลายเป็นสว่ นหนึ่งของวฒั นธรรมองค์กร
(http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1444805347)
จากข้อมูล เหตผุ ล และปัญหา ดงั กล่าวข้างต้น เป็นสง่ิ สะท้อนไดว้ ่า ปัจจบุ นั คุณภาพการศึกษาของ
ไทยตกต่าต่อเน่ืองมาโดยตลอด ดังน้ัน สถานศึกษาทุกแห่ง โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็ก จาเป็นต้องให้
ความสาคัญของการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาอย่างเร่งด่วน โดยให้มีการดาเนินการประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษาอย่างเปน็ ระบบและมีประสิทธิภาพ อย่างตอ่ เน่ืองและเข้มแข็งสอดคล้องกับบริบท เพื่อเป็น
กลไกขับเคล่ือนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอันจะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้บริหาร
สถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ขนาดเล็กได้ตระหนักและเห็นความสาคัญของวัฒนธรรมคุณภาพ รวมท้ังเช่ือว่าการ
ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเป็นกลไกสาคัญและจาเป็นในการขับเคล่ือนสถานศึกษาขนาดเล็กให้มี
คุณภาพอย่างยั่งยืนได้ ดังน้ัน จึงสนใจที่จะศึกษาและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานท่ีมีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ล สามารถพัฒนาคณุ ภาพของสถานศกึ ษาขนาดเล็กใหม้ ีคุณภาพอย่างย่ังยืน อนั จะสง่ ผลต่อคุณภาพ
การศึกษาของชาติโดยรวมให้สงู ขน้ึ ตอ่ ไป
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั
ในการวิจัยครัง้ น้ไี ดก้ าหนดวตั ถปุ ระสงค์ไว้ 2 สว่ น ดงั นี้
1. วัตถุประสงค์หลกั
เพ่ือพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัด
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
2. วตั ถปุ ระสงค์เฉพาะ
2.1 ศึกษาสภาพปัจจบุ ันและปญั หาการบรหิ ารจัดการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาขนาด
เลก็ สังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
2.2 เพอื่ สร้างรปู แบบการบรหิ ารจดั การการประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษาขนาดเล็กสังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน
2.3 เพ่ือประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรปู แบบการบริหารจัดการ
การประกันคณุ ภาพภาพภายในสถานศกึ ษาขนาดเล็ก สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน
ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 53
ขอบเขตของการวิจยั
1. ดา้ นเนอื้ หา การศึกษาครั้งน้ีมุ่งศึกษากระบวนการพัฒนารปู แบบการบริหารจัดการการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน โดยอิงกรอบ
กฎกระทรวงว่าด้วย ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพ พ.ศ.2553เฉพาะหมวด 2 การประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษา ส่วนท่ี 1 การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และเช่ือมโยงสัมพันธ์กับมาตรฐานเพื่อการประกัน
คณุ ภาพภายใน ระดับการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐานกระทรวงศึกษาธิการ
2. ดา้ นแหลง่ ขอ้ มลู ประกอบดว้ ย
2.1 ขั้นตอนการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการดาเนินการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาขนาดเลก็ ทาการศึกษาขอ้ มลู 2 แหลง่ ดงั นี้
2.1.1 ศึกษาความคิดเห็นโดยใช้แบบสอบถามการดาเนนิ การประกันคุณภาพภายใน
สถานศกึ ษาขนาดเล็ก สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน
2.1.2 ศึกษาวิธีปฏิบัติท่ีเป็นเลิศ (Best Practices) ในโรงเรียนกรณีศึกษาต้นแบบการ
ประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษาขนาดเลก็ โดยผู้วิจัยคัดเลือกตามเกณฑ์จานวน 3 โรงเรียน
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
1. หลักการ แนวคิด ทฤษฎี ระเบยี บ กฎหมายและงานวิจัยที่เกีย่ วข้อง
2. ระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
3. มาตรฐานการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานเพอื่ การประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา
4. รูปแบบการบรหิ ารจดั การการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเลก็ สังกดั สานกั งาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
วธิ ดี าเนินการวิจยั
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
ขนาดเลก็ สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐานผวู้ จิ ัยใช้ระเบียบวธิ ีการวจิ ัยแบบผสานวิธี (Mixed
Method)
ประชากร ท่ีใช้ในการศึกษา ขั้นตอนท่ี 1 จากแบบสอบถามการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก ครั้งนี้ใช้โรงเรียนเป็นหน่วยวิเคราะห์ ได้แก่ สถานศึกษา
ขนาดเลก็ สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานทง้ั หมด จานวน 15,369 แห่ง
กลุ่มตัวอย่าง ทีใ่ ชใ้ นการศึกษา ข้ันตอนท่ี 1 ผู้วิจัยกาหนดหน่วยการสมุ่ คือ ระดับประเทศ ระดับ
ภูมิภาค และระดับโรงเรียน โดยใช้การสุ่มแบบหลายข้ันตอน(Multi-stage Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่าง
ต้ังแต่เร่ิมต้นกลุ่มใหญ่ท่ีสุดจนกระทั่งสิ้นสุดที่กลุ่มตัวอย่างท่ีต้องการตามความเหมาะสม โดยดาเนินการ
3 ขัน้ ตอน ดังนี้
ข้ันตอนท่ี 1 สุ่มแบบกลุ่มจาแนกตามเขตการปกครองส่วนภูมิภาค 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ
ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ และ ภาคใต้ สมุ่ ตัวอย่างได้ ภูมภิ าคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มาโดยการ
สุ่มอยา่ งง่าย (Simple Random Sampling) มีสถานศกึ ษาขนาดเล็ก สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขน้ั พ้ืนฐานทั้งหมดจานวน 6,969 แหง่
ขน้ั ตอนท่ี 2 สุ่มตัวอย่างหน่วยโรงเรยี น โดยใช้ตารางกาหนดขนาดตัวอย่างของ R.V. Krejcie และ
D.W. Morgan อ้างถงึ ใน ธรี วุฒิ เอกะกุล (2550 : 143) ไดข้ นาดตวั อย่างสถานศึกษาขนาดเลก็ 364 แหง่
54 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
ข้ันตอนที่ 3 สุ่มตัวอย่างหน่วยโรงเรียน โดยผู้วิจัยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) ซึ่งเป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยพิจารณาจากลักษณะของกลุ่มที่เลือกท่ีเป็นไปตามวัตถุประสงค์
ของการวจิ ยั และจานวนขนาดของกลมุ่ ตวั อยา่ ง
เครือ่ งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
1. แบบสอบถาม การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
ขนาดเลก็ สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ซงึ่ ผู้วจิ ยั ได้จดั ทาขนึ้ ซ่งึ แบ่งเป็น 3 ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ 1 สอบถามข้อมูลท่ัวไปของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างท่ีมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบ
รายการ (Checklist)
ตอนที่ 2 สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาการดาเนินการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แบบมาตราส่วน
ประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของ Likert มีค่าน้าหนักเป็น 5 ระดับ ตามเกณฑ์ของ บุญชม ศรีสะอาด
(2538: 100)
ตอนท่ี 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะท่ีมีลักษณะเป็นข้อคาถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ตอบได้
แสดงความคิดเห็นเพ่ิมเติมอย่างอิสระ เก่ียวกับรูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายใน
สถานศกึ ษาขนาดเลก็ สังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน
2. แบบวิเคราะห์เน้ือหาของเอกสารเป็นการศึกษาเอกสารท่ีเป็นประเด็นหลักการ แนวคิด ทฤษฎี
ระเบียบ กฎหมาย และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง แนวทางการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาท่ี
โรงเรยี นดาเนินการ แล้วดาเนนิ การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ ประเดน็ ทเ่ี หมือนและแตกต่างกัน ใหไ้ ดข้ ้อสรปุ เนื้อหา
สาระและประเด็นที่เกี่ยวขอ้ งกบั วิธีการ การบรหิ ารจดั การการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก
3. แบบสมั ภาษณ์แบบมโี ครงสร้าง ผวู้ ิจยั ได้สร้างแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกบั สภาพปัจจบุ ันและปัญหา
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก และความคิดเห็นอ่ืน ๆ โดยกาหนดโครงสร้างการสัมภาษณ์
ตามกรอบแนวคิดการวจิ ัย
4. แบบบันทึกการสังเกต ผู้วิจัยได้สร้างแบบสังเกตเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กกรณีศึกษา และความคิดเห็นอ่ืน ๆ โดยกาหนดโครงสร้างการสัมภาษณ์
ตามกรอบแนวคดิ การวจิ ัย
การสรา้ งและหาคุณภาพเครอื่ งมอื การวิจยั
1. แบบสอบถาม ผวู้ จิ ยั ได้ดาเนนิ การสร้างและพัฒนา ตามลาดับดงั นี้
1.1 ศึกษาเอกสารที่เป็นแนวคดิ หลักการ ทฤษฎี ระเบียบ กฎหมาย งานวิจยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
1.2 กาหนดรายละเอยี ดขอ้ คาถามทส่ี อดคลอ้ งสัมพันธ์กบั ขอบเขตด้านเน้ือหา
1.3 สร้างแบบสอบถาม จานวน 91 ข้อ โดยครอบคลุมรายละเอียดตามขอบเขตด้านเน้ือหา
นาเคร่ืองมือไปขอคาแนะนาและข้อคิดเห็นจากคณะกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจแก้ไข แล้วนามา
ปรบั ปรงุ แกไ้ ข
1.4 นาแบบสอบถามท่ีคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจสอบแล้ว ไปให้ ผู้เชี่ยวชาญ
ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จานวน 5 คน ท่ีมีความรู้ความสามารถและ
ประสบการณใ์ น 3 ด้าน คือ ด้านการวจิ ยั ทางการศกึ ษา ด้านการบรหิ ารการศึกษา และด้านการบรหิ ารจัดการ
สถานศึกษาขนาดเล็ก เป็นผู้ตรวจสอบ โดยคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ ดังน้ี1) มีวุฒิการศึกษา ไม่ต่ากว่าปริญญาโท
2) ปฏิบัติงานในตาแหน่งผู้บริหารการศึกษา นักวิชาการศึกษาหรือ ศึกษานิเทศก์ 3) ปฏิบัติงานบริหาร
สถานศึกษาขนาดเล็ก พิจารณาความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา ซ่ึงความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามที่สร้างข้ึนกับ
ปที ่ี 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 55
เน้ือหา โดยการนานิยามและคาถาม ให้ผู้เชยี่ วชาญพิจารณาลงความเห็นว่าคาถามแต่ละข้อวัดได้ตามนิยามที่
กาหนดไว้หรือไม่ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์ (Index of Item Objective
Congruence : IOC) โดยใช้คะแนน ดังน้ี หากสอดคล้องกับเนื้อหา ให้คะแนน 1 ไม่สอดคลองให้คะแนน – 1
และไมแ่ น่ใจใหค้ ะแนน 0
1.5 คดั เลอื กข้อคาถามท่ีมีดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างคาถามกับนยิ ามที่มีค่าต้ังแต่ 0.5 ขึ้นไป
(พวงรัตน์ ทวีรตั น์ 2543 : 117) จึงจะถือได้วา่ ข้อคาถามนั้นมีความเที่ยงตรงเชิงเนอื้ หาข้อคาถามใดมีค่าดัชนี
ความสอดคล้องต่ากว่า 0.5 ข้อคาถามนั้นต้องนาไปปรับปรุงหรือตัดออกไปตามคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญ
แล้วเลือกข้อท่ีได้ค่า IOC ต้ังแต่ 0.60-1.00 มาเป็นแบบสอบถาม ซ่ึงการวิจัยคร้ังน้ี ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.60-
1.00 จานวน 80 ข้อค่าเฉลี่ยเท่ากบั 0.92
1.6 ปรับปรุงแบบสอบถามตามคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญภายใต้การแนะนาให้คาปรึกษา
ของคณะกรรมการทีป่ รกึ ษาดษุ ฎีนิพนธ์
1.7 นาไปทดลองใช้ (Try Out) กับข้าราชการครู ในโรงเรียนขนาดเล็กท่ีไม่ได้เป็นโรงเรียน
กลุ่มตัวอย่างและกลุ่มเป้าหมาย จานวน 30 คน ในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาอุบลราชธานี เขต 3
1.8 นาแบบสอบถามไปหาคา่ ความเชือ่ มั่น (Reliability) โดยวิธกี ารใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา
ของ Cronbach (Cronbach’s Alpha Coefficient) ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปทางสถิติซ่ึงสามารถ
วเิ คราะห์ไดค้ ่าความเชือ่ มน่ั ของแบบสอบถามท้งั ฉบับ เท่ากับ 0.82 และรายด้าน เท่ากบั 0.78 - 0.89 จึงได้ผล
สรปุ วา่ แบบสอบถามเช่ือถือได้
1.9 จัดพมิ พ์แบบสอบถามฉบบั สมบรู ณ์
1.10 นาแบบสอบถามฉบับสมบรู ณ์ไปใชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มูลภาคสนาม
2. แบบวิเคราะหเ์ นอ้ื หาของเอกสาร ผูว้ จิ ยั ได้ดาเนนิ การสร้างและพฒั นาตามลาดับ ดงั น้ี
2.1 ศึกษา เอกสารงานวจิ ัยที่เก่ยี วขอ้ งหลกั การทฤษฎเี ก่ยี วกับการสรา้ งเครือ่ งมือ
2.2 กาหนดขอบข่ายของเคร่ืองมือในการวิจัยโดยขอคาแนะนาจากคณะกรรมการท่ีปรึกษา
ดษุ ฎีนพิ นธ์เพ่อื ให้ครอบคลุมประเดน็ ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
2.3 สร้างแบบวิเคราะหเ์ อกสาร
2.4 นาแบบวิเคราะห์เอกสารไปให้คณะกรรมการท่ีปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องปรับปรุง
แก้ไขแล้วนาไปให้ผ้ทู รงคณุ วุฒิ ตรวจสอบขอขอ้ เสนอแนะและปรบั ปรงุ ตามขอ้ เสนอแนะ
2.5 นาแบบวเิ คราะห์เอกสารที่ปรับปรงุ ใหส้ มบูรณแ์ ลว้ ไปเก็บข้อมูล ตอ่ ไป
3. แบบสมั ภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้วิจยั ได้สร้างแบบสมั ภาษณ์เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหา
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก และความคิดเห็นอื่นๆ โดยกาหนดโครงสร้างการสัมภาษณ์
ตามกรอบแนวคิดการวจิ ยั ซ่งึ มีขั้นตอนดาเนนิ การสรา้ งและพัฒนา ตามลาดบั ดงั นี้
3.1 ศกึ ษาเอกสาร งานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวขอ้ งหลกั การทฤษฎเี กีย่ วกบั การสรา้ งแบบสมั ภาษณ์
3.2 กาหนดขอบข่ายของเคร่ืองมือในการวิจัยโดยขอคาแนะนาจากคณะกรรมการท่ีปรึกษา
ดุษฎนี ิพนธ์เพือ่ ใหค้ รอบคลมุ ประเดน็ ในการพัฒนารูปแบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา
3.3 สร้างแบบสัมภาษณ์เป็นแบบคาถามปลายปิด จานวน 53 ข้อ และปลายเปิด 25 ข้อ
เพื่อใหผ้ ตู้ อบได้แสดงความคดิ เห็นเพิ่มเตมิ อย่างอิสระ
3.4 นาแบบสัมภาษณ์ไปให้คณะกรรมการท่ีปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ตรวจสอบความถูกต้อง
เพื่อปรับปรุงแก้ไข แล้วนาไปให้ผู้เช่ียวชาญ 5 คน ตรวจสอบความถูกต้องและความเที่ยงตรง โดยใช้เทคนิค
IOC (Index of Item-Objective Congruence : IOC)
56 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
3.5 คัดเลือกข้อคาถามปลายปิดท่ีมีดัชนีความสอดคล้องระหว่างคาถามกับนิยามที่มีค่าตั้งแต่
0.5 ขน้ึ ไป พวงรัตน์ ทวรี ัตน์ (2543 : 117) จงึ จะถอื ได้วา่ ขอ้ คาถามนั้นมีความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาขอ้ คาถามใด
มีค่าดัชนีความสอดคล้องต่ากว่า 0.5 ข้อคาถามน้ันต้องนาไปปรับปรุงหรือตัดออกไปตามคาแนะนาของ
ผู้เช่ียวชาญ แล้วเลือกข้อท่ีได้ค่า IOC ตั้งแต่ 0.60-1.00 มาเป็นแบบสอบถาม ซ่ึงการวิจัยครั้งนี้ ได้ค่า IOC
ระหว่าง 0.60-1.00 จานวน 53 ขอ้ ปรากฏว่า ทุกขอ้ มคี ่าดัชนีความสอดคล้อง 0.5 ข้นึ ไป คา่ เฉลี่ยเท่ากับ 0.82
3.6 นาแบบสัมภาษณท์ ี่ปรบั ปรุงให้สมบูรณแ์ ล้วไปเกบ็ ขอ้ มลู กับกลุม่ เป้าหมาย ตอ่ ไป
4. แบบบันทึกการสังเกต ผู้วิจัยได้สร้างแบบสังเกตเก่ียวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก และความคิดเห็นอ่ืน ๆ โดยกาหนดโครงสร้างการสัมภาษณ์ตามกรอบ
แนวคดิ การวิจยั ซ่ึงมีขั้นตอนดาเนินการสรา้ งและพัฒนา ตามลาดบั ดงั น้ี
4.1 ศกึ ษาเอกสาร งานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ งหลักการทฤษฎเี กีย่ วกบั การสรา้ งแบบสงั เกต
4.2 กาหนดขอบข่ายของเคร่ืองมือในการวิจัยโดยขอคาแนะนาจากคณะกรรมการที่ปรึกษา
ดษุ ฎนี ิพนธเ์ พอ่ื ให้ครอบคลมุ ประเดน็ ในรูปแบบการบรหิ ารจัดการการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศึกษา
4.3 สร้างแบบสังเกต โดยกาหนดประเด็นสังเกต แหล่งข้อมูล 19 แหล่ง 51 ประเด็นสังเกต
และข้อมูลทีต่ ้องการ เพ่ือความครอบคลุมบริบทสถานศกึ ษาขนาดเล็ก ตน้ แบบทกุ ดา้ น
4.4 นาแบบสังเกตไปให้คณะกรรมการที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ตรวจสอบความถูกต้อง
เพื่อปรับปรุงแก้ไข แล้วนาไปให้ผู้เช่ียวชาญ 5 คน ตรวจสอบความถูกต้องและความเท่ียงตรง โดยใช้เทคนิค
IOC (Index of Item Objective Congruence : IOC)
4.5 คัดเลือกประเด็นสังเกต แหล่งข้อมูล ข้อมูลท่ีต้องการ ท่ีมีดัชนีความสอดคล้องระหว่าง
คาถามกับนิยามท่ีมีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543 : 117) จึงจะถือได้ว่าข้อคาถามน้ันมีความ
เที่ยงตรงเชิงเนื้อหาข้อคาถามใดมีค่าดัชนีความสอดคล้องต่ากว่า 0.5 ประเด็นสังเกต แหล่งข้อมูล ข้อมูล
ท่ีต้องการน้ันต้องนาไปปรบั ปรุงหรือตัดออกไปตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญ แล้วเลือกข้อที่ได้ค่า IOC ต้ังแต่
0.60-1.00 มาเป็นแบบสอบสังเกต ซ่ึงการวิจัยครั้งน้ี ปรากฏว่า ทุกข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.5 ข้ึนไป
ค่าเฉลย่ี เท่ากับ 0.80
4.6 นาแบบสงั เกตที่ปรบั ปรงุ ใหส้ มบรู ณแ์ ลว้ ไปเกบ็ ข้อมูลกบั โรงเรยี นเปา้ หมาย ต่อไป
การเก็บรวบรวมข้อมลู
ผวู้ จิ ยั ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยมขี นั้ ตอน ดงั นี้
1. ติดตอ่ บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี เพอ่ื ขอความร่วมมือทาหนงั สอื ขอ
ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามที่ใช้ในการวิจัย ถึง ผอู้ านวยการโรงเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล แล้วนาสง่ และส่งกลับพร้อมกับแบบสอบถาม ทางไปรษณียล์ งทะเบยี น
2. ผู้วจิ ัย เกบ็ รวบรวมแบบสอบถามท่สี ่งกลบั เลือกฉบับทส่ี มบูรณ์ มาวเิ คราะห์ข้อมูลต่อไป
3. ติดต่อคณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี ทาหนงั สอื ขอความรว่ มมือในการศึกษา
วธิ ีปฏบิ ตั ิทเี่ ปน็ เลศิ ถึงผอู้ านวยการโรงเรยี นทเ่ี ปน็ โรงเรยี นเปา้ หมายเกบ็ ขอ้ มลู วเิ คราะห์ข้อมลู ต่อไป
การวิเคราะหข์ ้อมูล
จากแบบสอบถาม จานวน 364 ฉบับ เก็บคืนได้และมีความสมบูรณ์ จานวน 273 ฉบับ คิดเป็น
ร้อยละ 75 จดั กระทาขอ้ มูลตามประเภทของขอ้ มลู และเครื่องมอื ก่อนทาการวเิ คราะหแ์ ละแปลผลดงั นี้
1. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 1 ข้อมูลเป็นแบบตรวจสอบรายการ ใช้วิธีแจกแจง
ความถ่ี และคา่ ร้อยละเกย่ี วกับข้อมลู ของสถานศกึ ษา
ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 57
2. วเิ คราะห์ข้อมลู จากแบบสอบถามตอนท่ี 2 ได้ดาเนนิ การตรวจสอบคาตอบของกลุ่มตัวอยา่ งทุก
ชุด ท่ีเก็บคืนได้ และตรวจสอบความสมบูรณ์ของคาตอบ แล้วนามาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเคร่ืองคานวณ
คอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู
3. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามตอนท่ี 3 ได้วิเคราะห์เน้ือหาท่ีเป็นข้อความซ้ากัน หรือ
คล้ายกัน แล้วประมวลผลสรปุ เปน็ ประเด็นสาคัญ
4. วิเคราะห์เน้ือหาของเอกสารจากแบบวิเคราะห์เอกสาร และจากการศึกษาวิธปี ฏิบัติที่เป็นเลิศ
(Best Practices) ในโรงเรียนเป้าหมาย 3 โรงเรียน จากข้อมูลการสังเกตบริบททั่วไป สอบถาม สัมภาษณ์
สนทนากับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักเก็บข้อมูลจากเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สรุปผล โดยแยกเป็นประเด็นท่ี
เก่ยี วข้องกับแนวทางในการพัฒนาระบบประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา และแนวทางการประเมินคุณภาพ
ตามมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกนั คุณภาพภายในของสถานศึกษาระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานที่โรงเรียน
ดาเนินการ แล้วรวบรวม จาแนก ประเด็นที่เหมือนและแตกต่างกัน ให้ได้ข้อสรุปเน้ือหาสาระในประเด็นท่ี
เก่ียวข้องกับรูปแบบการบริหารจัดการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาดาเนินการวิเคราะห์ สังเคราะห์
เชิงเนือ้ หาเพ่ือเตรยี มจดั ทารา่ งรปู แบบ
สถติ ทิ ่ใี ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล
การวิเคราะห์ขอ้ มูลแบบสอบถาม โดยทาการวิเคราะห์หาค่าสถิติพ้ืนฐาน ได้แก่ ค่าเฉล่ีย (Mean)
และ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ด้วยเครอื่ งคานวณคอมพวิ เตอรโ์ ดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูป
ข้ันตอนการวิจัยการวิจัยคร้ังนี้ เป็นการพัฒนารูปแบบการบริหารการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบ
ผสานวธิ ี (Mixed Method) โดยได้ดาเนินการวจิ ยั เปน็ 3 ขน้ั ตอน ดงั น้ี
ขนั้ ตอนที่ 1 ศึกษากรอบสาระเพื่อประกอบการพิจารณาสร้างรปู แบบระบบการประกันคุณภาพ
ภายในสถานศกึ ษาขนาดเล็ก สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานดาเนนิ การ ดังนี้
1. ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ที่เป็นแนวคิด ทฤษฎี ระเบียบกฎหมาย และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
องคป์ ระกอบของระบบประกนั คุณภาพภายใน
2. สรา้ งแบบสอบถามตามกรอบแนวคิดและขอบเขตการวิจัยประกอบการพิจารณาสร้างรูปแบบ
การบรหิ ารจัดการการประกันคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาขนาดเลก็
3. ศกึ ษาความคิดเห็นสภาพปัจจุบนั และปญั หาการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษา
ขนาดเล็ก โดยผู้วจิ ัยได้ดาเนินการกาหนดกล่มุ ตัวอย่าง กาหนดกลมุ่ เป้าหมายและกลมุ่ ผู้ใหข้ ้อมูลสาคญั กาหนด
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย สร้างเครื่องมือในการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และใช้สถิติในการ
วิเคราะห์ขอ้ มลู
4. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม สังเคราะห์เอกสาร ท่ีเป็นหลักการ แนวคิด ทฤษฎี ระเบียบ
กฎหมาย และงานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้องกับองค์ประกอบของระบบประกนั คณุ ภาพภายใน
5. ศกึ ษาวิธปี ฏบิ ัติท่ีเป็นเลิศ (Best Practices) โรงเรียนต้นแบบระบบการประกนั คุณภาพภายใน
ของสถานศึกษาขนาดเล็ก ซึ่งผูว้ ิจัยคัดเลือก 3 โรงเรียน ได้แก่ 1) โรงเรยี นบา้ นดวนบากน้อย สังกัดสานกั งาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 2) โรงเรียนบ้านดู่ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษารอ้ ยเอ็ด เขต 1 3) โรงเรยี นบา้ นนาแก สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสกลนคร
เขต 1
58 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ข้ันตอนที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
ขนาดเล็กสงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐานดาเนนิ การดังน้ี
1. การสร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน โดยดาเนินการตามลาดับ ดังนี้
1.1 รา่ งรปู แบบการประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก เบือ้ งต้นโดยนาผลจาก
การศึกษาตอนท่ี 1 ตอนที่ 2 มาดาเนินการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเดน็ ที่เหมือนและแตกต่างกัน แล้วนาเสนอ
คณะกรรมการท่ปี รกึ ษาดษุ ฎีนิพนธเ์ พื่อขอคาแนะนาเพม่ิ เตมิ และปรับปรุงแก้ไข
1.2 นาร่างรูปแบบการบริหารจัดการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัด
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน ทป่ี รบั ปรุง แกไ้ ขแลว้ นาเสนอรปู แบบต่อคณะกรรมการท่ปี รึกษา
ดษุ ฎีนพิ นธ์และผู้แทนสาขาการบริหารการศึกษา เพ่อื ขอคาแนะนา ขอ้ เสนอแนะเพิ่มเตมิ อกี ครั้ง
1.3 นาเสนอร่างรูปแบบ เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรา่ งรปู แบบการ
บริห ารจัดก ารการป ระกันคุณ ภาพ ภ ายในสถานศึ กษ าขนาดเล็ ก สังกัดสานั กงานคณ ะ กรรมก ารการศึก ษ า
ข้ันพ้ืนฐาน ตามความคดิ เห็นของผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จานวน 12 คน โดยใชว้ ิธีการสนทนากล่มุ (Focus Group) ครั้งท่ี 1
2. สร้างคู่มือการใช้รูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก
สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานโดยผู้วิจัยสร้างข้ึนตามองค์ประกอบของรูปแบบ ซ่ึงมี
รายละเอียดและลักษณะเป็นชุดฝึกอบรมเชงิ ปฏิบัติการท่ีมีลักษณะบูรณาการองค์ความรู้ วิธกี าร แนวทางการ
พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษามีความยืดหยุ่นท้ังเนื้อหาสาระและวิธกี ารเพ่ือให้สามารถปรับ
ใช้ได้อยา่ งเหมาะสมกับบรบิ ทของสถานศึกษาขนาดเล็ก
3. กลุ่มเป้าหมาย
3.1 ผู้ทรงคุณวุฒิในการจัดประชุมสนทนาแบบศึกษาเจาะลึกเฉพาะกลุ่ม (Focus Group
Discussion) จานวน 12 คน จาแนกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งมเี กณฑ์การคัดเลอื ก ดงั น้ี
3.1.1 นกั วชิ าการด้านการบรหิ ารการศกึ ษา ทจ่ี บการศกึ ษาระดับปริญญาเอก หรือ
มีตาแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขึ้นไป และมีความเชี่ยวชาญด้านการประกันคุณภาพภายใน
สถานศกึ ษา จานวน 2 คน
3.1.2 ผู้บริหารการศึกษา ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก หรือมีวิทยฐานะเช่ียวชาญ
ข้ึนไป และมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจดั การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน จานวน 3 คน
3.1.3 ผู้บริหารสถานศึกษา ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก หรือมีวิทยฐานะเช่ียวชาญ
ขึ้นไป และมีความเชยี่ วชาญด้านการบริหารจัดการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานในสถานศึกษาขนาดเลก็ จานวน 5 คน
3.1.4 ศึกษานิเทศก์ ท่ีจบการศึกษาระดับปริญญาโท ข้ึนไป หรือมีวิทยฐานะเช่ียวชาญ
ขนึ้ ไป และมีความเชย่ี วชาญด้านการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา จานวน 1 คน
3.1.5 ครูผสู้ อน ท่จี บการศกึ ษาระดับปรญิ ญาเอก ข้นึ ไป หรือมีวทิ ยฐานะเช่ียวชาญข้ึนไป
และมคี วามเชย่ี วชาญดา้ นการประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษา จานวน 1 คน
ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบ ดาเนนิ การ ดงั นี้
1. นาเสนอร่างรูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ท่ีแก้ไขปรับปรุงจากข้ันตอนท่ี 2 ต่อที่ประชุมสนทนากลุ่ม
(Focus Group Discussion) เพ่ือตรวจสอบและประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์
โดยดาเนนิ การตามลาดบั ดงั นี้
ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 59
1.1 สรา้ งแบบตรวจสอบและประเมนิ ความเหมาะสมของรปู แบบโดยใชแ้ บบตรวจสอบและ
ประเมินความเหมาะสม เพ่ือสอบถามระดับความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบการ
ประกันคุณภาพภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ั นพื้นฐาน ซ่ึง
กาหนดเกณฑ์การประเมิน เป็นมาตรฐาน 3 ด้าน ประยุกต์จาก Madaus, Scriven and Stufflebeam ดังน้ี
Madaus, Scriven and Stufflebeam (1983 : 399–402)
1.2 จดั ประชมุ สัมมนาแบบศกึ ษาเจาะลึกเฉพาะกลุ่ม ครั้งท่ี 2 โดยผู้เช่ยี วชาญและผู้มสี ่วน
ไดส้ ่วนเสีย จานวน 21 คนได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัย
เพ่ือตรวจสอบและประเมินรูปแบบรวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารจัดการการประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ADDARR Model)
ตามองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ ดังน้ี คือ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) แนวคิดและหลักการของรูปแบบ
3) กลไกการดาเนินงานของรูปแบบ 4) เง่ือนไขการนารูปแบบไปใช้ 5) คาอธิบายรูปแบบ และ 6) แนวการ
ประเมินรูปแบบ รวมท้ังความคิดเห็นท่ัวไป ข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยผู้วจิ ัยและคณะ เก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนา
ผลการสนทนากลุ่มมาสรุปเป็นภาพรวม
1.3 ปรบั ปรงุ รูปแบบตามขอ้ เสนอแนะของที่ประชุมสัมมนา
2. การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการจัดประชุมสนทนาแบบ
ศกึ ษาเจาะลกึ เฉพาะกลมุ่ จานวน 21 คน จาแนกเปน็ 5 กลมุ่ ซงึ่ มเี กณฑก์ ารคัดเลือก ดังนี้
2.1 นกั วชิ าการดา้ นการบริหารการศกึ ษา ทีจ่ บการศกึ ษาระดับปรญิ ญาเอก หรอื มตี าแหน่ง
ทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขึ้นไป และมีความเช่ียวชาญด้านการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
จานวน 5 คน
2.2 ผู้บริหารการศึกษา ท่ีจบการศึกษาระดับปริญญาเอก หรือ มีวิทยฐานะเช่ียวชาญข้ึนไป
และมคี วามเชี่ยวชาญดา้ นการบริหารจดั การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน จานวน 5 คน
2.3 ผู้บริหารสถานศึกษา ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือมีวิทยฐานะเช่ียวชาญขึ้นไป
และ มคี วามเช่ยี วชาญด้านการบรหิ ารจัดการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานในสถานศกึ ษาขนาดเล็ก จานวน 5 คน
2.4 ศึกษานิเทศก์ ที่จบการศกึ ษาระดับปรญิ ญาโท ขึ้นไป หรอื มี วทิ ยฐานะเชี่ยวชาญข้ึนไปและ
มีความเชย่ี วชาญดา้ นการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จานวน 3 คน
2.5 ครูผู้สอน ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ข้ึนไป หรือมีวิทยฐานะเชี่ยวชาญข้ึนไป และ
มคี วามเช่ยี วชาญด้านการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศึกษา จานวน 3 คน
3. นาเสนอรูปแบบ ADDARR Model ที่จัดเนื้อหาไว้ตามลาดับข้ันตอนอย่างเป็นระบบต่อคณะกรรมการ
ทป่ี รกึ ษาดุษฎนี ิพนธ์และผู้แทนสาขาการบรหิ ารการศึกษา
4. ปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัด
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐานให้เป็นรูปแบบทส่ี มบรู ณ์ เผยแพรต่ อ่ สาธารณชน
สรปุ ผลการวจิ ยั
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มีองคป์ ระกอบรูปแบบ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วตั ถุประสงค์
ของรูปแบบ 2) แนวคิดและหลกั การของรปู แบบ 3) กลไกการดาเนินงานของรปู แบบ 4) เง่ือนไขการนารูปแบบ
ไปใช้ 5) คาอธิบายรูปแบบ และ 6) แนวการประเมินรูปแบบ มีกลไกดาเนินงาน 3 ข้ันตอน ได้แก่
1) การเตรียมการ ประกอบด้วย การตกลงร่วมกัน 2) การดาเนินการประกอบด้วย การออกแบบกิจกรรม
การลงมือปฏิบัติ การประเมินผล 3) การรายงาน ประกอบด้วย การนาเสนอ การทบทวนผลปฏิบัติงาน
60 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ทุกขั้นตอนขับเคล่ือนด้วยหลักการมีส่วนร่วมการทางานเป็นทีม ความรับผิดชอบ การกระจายอานาจ และ
มเี งอ่ื นไข ปจั จัยสนับสนุนความสาเร็จ ได้แก่ ภาวะผ้นู าความตระหนักรกู้ ารมีส่วนรว่ มคณะกรรมการดาเนินงาน
ความเป็นกัลยาณมิตรและการปรับปรุงอยา่ งต่อเน่อื งผลการประเมนิ องคป์ ระกอบรูปแบบการประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านความเหมาะสม
ด้านความเป็นไปได้ และด้านประโยชน์ของรูปแบบ พบว่าโดยภาพรวม ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็น
ไปได้ และด้านประโยชน์ มีระดับมากท่ีสดุ ทุกดา้ น ทกุ องค์ประกอบ
อภิปรายผลการวิจยั
จากสรปุ ผลการวจิ ัยมปี ระเด็นสาคัญท่คี วรอภิปรายผล ดังนี้
จากการวิเคราะห์สภาพการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็กประกอบกับ
การวิเคราะห์เอกสาร เคร่อื งมือวจิ ยั สภาพจรงิ เพื่อพฒั นารปู แบบท่พี บวา่ รปู แบบการบรหิ ารจัดการการประกัน
คณุ ภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ช่ือย่อวา่ ADDARR
Model มีองค์ประกอบของรูปแบบ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) แนวคิดและ
หลักการของรูปแบบ 3) กลไกการดาเนนิ งานของรูปแบบ 4) เงื่อนไขการนารูปแบบไปใช้ 5) คาอธิบายรูปแบบ
และ 6) แนวการประเมินรูปแบบ มีความสอดคล้องกับ ธีระ รุญเจริญ (2550 : 4) ที่สรุปองค์ประกอบรูปแบบไว้
6 องค์ประกอบด้วยกันคือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ระบบกลไกของรูปแบบ
4) วิธีการดาเนินงานของรูปแบบ 5) แนวทางการประเมินรูปแบบ 6) เงื่อนไขของรูปแบบ ทานองเดียวกัน
สมาน อัศวภูมิ (2549 : 83) ได้สรุปเกี่ยวกับองค์ประกอบรูปแบบไว้ว่า รูปแบบท่ีดีควรมีองค์ประกอบ
7 องค์ประกอบดังนี้ คือ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) ทฤษฎีพ้ืนฐานและหลักการของรูปแบบ3) ระบบงาน
และกลไกของรูปแบบ 4) วิธกี ารดาเนินงานของรปู แบบ 5) แนวการประเมินรปู แบบ 6) คาอธิบายประกอบรูปแบบ
7) ระบุเง่ือนไขการนารูปแบบไปใช้อีกทั้งยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ บุญชม ศรสี ะอาด และคนอื่น (2552 : 24)
ที่ได้สรุปการสร้างและพัฒนารูปแบบ การประเมินว่า จาเป็นต้องศึกษาหลักการ แนวคิดและทฤษฎีการประเมิน
เพ่ือเป็นความรู้พื้นฐานในการดาเนินงานเช่นเดียวกัน โดยมีขั้นตอนคือออกแบบรูปแบบตามสมมุติฐานของ
ผู้ศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสิ่งที่มุ่งประเมิน ส่วนการพัฒนารูปแบบ
การประเมินท่ีได้ออกแบบขึ้น มีวิธีการและขั้นตอนหลากหลาย ท้ังน้ีขึน้ อยู่กับกรอบแนวคิดและสมมตุ ิฐานการ
วจิ ัย ซึง่ สรุปได้วา่ มีวิธีการคือ การตรวจสอบและหาประสทิ ธิ ภาพของรูปแบบโดยการวิจารณ์และเสนอแนะของ
ผู้เชี่ยวชาญ ทดลองใช้ ปรับปรุงพัฒนา และนาเสนอรูปแบบ เป็นต้น จึงสรุปได้ว่า รูปแบบการบริหารจัดการ
การประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้ผ่าน
กระบวนการวิธีการสร้างที่หลากหลายเป็นรูปแบบที่จะสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจดั การประกัน
คุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ให้มีประสิทธภิ าพ
และประสิทธผิ ลได้
ส่วนผลการวิจัยท่ีพบว่าผลการประเมินองค์ประกอบของรูปแบบ รูปแบบการบริหารจัดการ
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
ดา้ นความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และดา้ นประโยชน์ของรปู แบบ โดยผ้เู ช่ียวชาญและผู้มีสว่ นได้ส่วนเสีย
เข้าสัมมนาจานวน 21 คน โดยภาพรวม ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านประโยชน์ มีระดับ
ความคิดเห็นมากท่ีสุดทุกด้านและทุกองค์ประกอบ นั้นอาจเน่ืองมาจากรูปแบบมีความสอดคล้องกับความ
ต้องการและประสบการณ์จริงของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการบริหารจัดการสถานศึกษา
ขนาดเล็ก ท่ีมีความแน่ใจว่ารูปแบบมีความเหมาะสมท้ังในด้านกฎหมาย ศีลธรรมจรรยา หลักการ ทฤษฎี
มีความเป็นไปได้จริงในสภาพการนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นสถานศึกษาขนาดเลก็ และเป็นประโยชน์ สะดวกในวิธกี าร
ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 61
นาไปสู่การปฏิบัติจรงิ ในสถานศึกษาขนาดเล็ก ซึ่งสอดคลอ้ งกับ ทวีศักด์ิ นามศรี ท่ีศึกษารูปแบบการบริหาร
และจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กที่มีประสิทธิผล ท่ีพบว่า ด้านกลไกการดาเนินงานระดับสถานศึกษา ได้แก่
กาหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาขนาดเล็ก จัดทาแผนงานโครงการ และกิจกรรมของสถานศึกษา
ขนาดเล็ก ดาเนินการตามแผนงานโครงการและกิจกรรม จัดระบบกากับติดตาม และนิเทศภายใน พัฒนา
สมรรถนะผู้บริหาร ครู และผู้เก่ียวข้อง ประกอบกับเครื่องมือประเมินรูปแบบท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นท่ีประยุกต์ให้
สอดคล้องกับแนวทางและมาตรฐานการประเมินรูปแบบของ Madaus, Scriven and Stufflebeam
Madaus, Scriven and Stufflebeam (1983 : 399–402) ที่ยึดมาตรฐานท้ัง 3 ด้าน กล่าวคือ 1) มาตรฐาน
ด้านความเป็นประโยชน์ (Utility standards) เป็นเกณฑ์ท่ีช่วยให้แน่ใจได้ว่าการประเมินน้ันสนองตอบความ
ต้องการในการนาผลการประเมินไปใช้ได้จริง 2) มาตรฐานด้านความเป็นไปได้ (Feasibility standards)
เป็ นเกณ ฑ์ ท่ีช่ วย ให้แน่ ใจ ได้ว่า กา รประ เมิน นั้น เป็ นเร่ืองที่เป็น ไป ได้จ ริง 3)มา ตรฐ า นด้า น ความ เห มา ะ ส ม
(Propriety standards) เปน็ เกณฑท์ ช่ี ว่ ยให้แนใ่ จได้ว่า การประเมนิ ครั้งน้นั มีความเหมาะสมทั้งในดา้ นกฎหมาย
และศลี ธรรมจรรยาและในทานองเดยี วกัน ไมตรี บญุ ทศ (2554 : 55-56) ไดท้ าการวิจยั เร่ือง การพัฒนารปู แบบ
การบริหารเพื่อการประกันคุณภาพภายในท่ีส่งผลต่อคุณภาพโรงเรียน สังกัดสานักงาน คณะกรรมการ
การศึกษา ข้ันพื้นฐาน พบว่า ผลการตรวจสอบรูปแบบโดยผู้เช่ียวชาญ มีความเห็นว่า กลไกการดาเนินงานของ
รูปแบบการบริหารเพื่อการประกันคุณภาพภายในท่ีส่งผลต่อคุณภาพโรงเรียน โดยรวมและมีความเหมาะสม
และความเป็นไปไดใ้ น ระดับมาก และมีผลการแก้ไขรา่ งรูปแบบ แก้เพ่ิมเป็นมีโครงสรา้ ง Model เป็น 3 ข้ันตอน
คือ ขั้นตอน 1 P เตรียม คือเตรียมด้วย 3 ต. ขั้นตอน 2 D ดาเนินการ คือดาเนินการด้วย 3 ล.และ
ข้ันตอน 3 R รายงาน คือรายงานด้วย 3 ร. และผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบการบริหารเพื่อการประกัน
คุณภาพภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพโรงเรียน พบว่า ผลการป ระเมินความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ
โดยบุคลากรโรงเรียนทดลองใช้รูปแบบ และผลประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วท้ัง
บคุ ลากรโรงเรยี นทดลองใช้และผเู้ ช่ยี วชาญเห็นว่ารปู แบบมีความเป็นประโยชน์ในระดบั มากทสี่ ดุ
ข้อเสนอแนะ
ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษา ควรได้ศึกษารายละเอียดของคู่มือแล้วพิจารณา
นาไปประยุกต์ใช้ดาเนินการวางแผนในการบริหารจัดการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยใช้ ADDARR
Model ตามข้อค้นพบ รูปแบบและแนวทางการวิจัยครั้งนี้ อาจจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาใน
สถานศึกษาขนาดเล็กให้สูงขึ้นได้
กติ ตกิ รรมประกาศ
วทิ ยานิพนธ์น้ีสาเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์ของบุคคล และหน่วยงานที่เก่ียวข้องหลายแห่ง ซ่ึงไม่อาจ
นามากล่าวไว้ ณ ที่นี้ได้ทั้งหมด ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณท่าน รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง
ประธานกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ เป็นอย่างสูงย่ิง ทไ่ี ดใ้ ห้ความช่วยเหลือให้คาปรึกษาคาแนะนาอย่างดียิ่ง
อีกทั้งเอาใจใส่ตรวจแก้ไขวิทยานิพนธ์มาโดยตลอดเพื่อให้สมบูรณ์ที่สุด ตลอดจนคอยให้กาลังใจตลอดมา
และขอกราบขอบพระคุณท่าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุศักด์ิ เกตุสิริ ท่านรองศาสตราจารย์ ดร. อัศวฤทธิ์
อุทัยรัตน์ กรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิผู้แทนสาขาการบริหาร
การศึกษา ท่านศาสตราจารย์ ดร. ธีระ รุญเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ช่วยเหลือให้คาปรึกษา คาแนะนาในการ
ปรบั ปรุงแกไ้ ขงานให้มีความสมบูรณม์ ากยงิ่ ขึ้น
62 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
ขอขอบพระคุณคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ทุกท่าน ท่ีกรุณาให้ข้อเสนอแนะแก้ไขร่างรูปแบบ รวมท้ังคณะ
ผู้เช่ียวชาญผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกท่าน ท่ีกรุณาประเมินความความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็น
ประโยชน์ของรปู แบบและใหข้ ้อเสนอแนะที่เปน็ ประโยชนใ์ นการปรบั ปรุง แก้ไขขอ้ บกพร่องต่างๆ
ขอขอบพระคุณผู้อานวยการโรงเรียนทุกโรงเรียนที่ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เป็นอย่างดีรวมทั้งครอบครัวที่อบอุ่น ท่ีคอยให้กาลังใจเสมอมา คุณค่าและประโยชน์ของวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี
ผู้วิจัยขอมอบบูชาพระคุณบิดา มารดา ครูอาจารย์ทุกท่าน ที่ได้อบรมส่ังสอน ประสาทวิชาความรู้สติปัญญา
จนผู้วิจัยประสบความสาเร็จจึงขอกราบขอบพระคณุ ทุกทา่ นทีเ่ อ่ยนามและทีไ่ มอ่ าจเอ่ยนามไดท้ ง้ั หมดไว้ ณ ทีน่ ้ี
เอกสารอ้างองิ
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สานักงาน. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแก้ไข
เพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ.2553. กรุงเทพฯ: สานกั นายกรัฐมนตร,ี 2553.
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน, สานักงาน. การประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา. (ออนไลน์) ม.ป.ป.
(อ้างเมื่อ 18 เมษายน 2558). จาก :www.onesqa.or.th/upload/217/FileUpload
/1670_2661.ppt
.นวัตกรรมการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กปีงบประมาณ 2550.
กรงุ เทพฯ: สานกั นโยบายและแผนพฒั นาการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน, 2550.
ทวีศักดิ์ นามศรี. การศึกษารูปแบบการบริหารและจัดการสถานศึกษาขนาดเล็กท่ีมีประสิทธิผล .
วิทยานิพนธ์ครศุ าตรดษุ ฎบี ัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี, 2554.
ทดสอบทางการศึกษา, สานกั งาน.การประเมนิ คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาข้นั พื้นฐานเพื่อการประกัน
คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์สานักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาต,ิ 2553.
. คมู่ อื ดาเนนิ การโครงการประเมนิ ผลสมั ฤทธน์ิ ักเรียน ระดบั การศึกษาขัน้ พื้นฐานปีการศกึ ษา
2558. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพค์ รุ สุ ภาลาดพร้าว, 2558.
ธีรวฒุ ิ เอกะกลุ . ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์.กรุงเทพฯ: วิทยาออฟเซทการพิมพ์,
2550.
บญุ ชม ศรีสะอาด. วิธีการทางสถิติสาหรบั การวจิ ัย (พิมพค์ รง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: สริ ิวทิ ยาสาส์น, 2538.
พินจิ ภาคภูมิ. การใชว้ งจรคณุ ภาพในมาตรฐานด้านกระบวนการของการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาของ
ผู้บรหิ ารโรงเรยี นประถมศกึ ษาสงั กดั สานกั งานการประถมศกึ ษาจงั หวัดกาญจนบุรี.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏกาญจนบรุ ,ี 2550.
พวงรตั น์ ทวีรตั น์. วธิ กี ารวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์. พิมพ์ครงั้ ท่ี7. กรุงเทพฯ: สานัก
ทดสอบทางการศกึ ษาและจติ วิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2543.
ไมตรี บุญทศ. การพัฒนารูปแบบการบริหารเพ่ือการประกันคุณภาพภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพโรงเรียน
สังกัดสานักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน . วิทยานิพนธ์ครุศาตรดุษฎีบัณฑิต
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธาน,ี 2554.
เลขาธิการคุรุสภา, สานักงาน. ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561).
กรุงเทพมหานคร: พรกิ หวานกราฟฟคิ , 2552.
วิษณุ ทรัพย์สมบัติ. การสังเคราะห์รูปแบบและแนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของ
สถานศกึ ษาท่ีมีการปฏิบตั ิดสี ังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน. สานกั ทดสอบ
ทางการศกึ ษา, ม.ป.ป.
ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 63
สมศ.เผยผลการประเมิน 15 ปี พบ 3 ปัญหาฉุดร้ังการศึกษาไทย แนะรัฐเร่งสรา้ งมาตรฐานสถานศกึ ษา.
ประชาชาตธิ ุรกจิ (หนังสือพิมพอ์ อนไลน์)14 ตลุ าคม 2558 (อ้างเมอ่ื 23 ตุลาคม 2558) จาก
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1444805347, 2558.
สุเทพ พงศ์ศรีวฒั น์. คุณลักษณะภาวะผู้นาเปล่ียนแปลงในสถานศึกษา. (ออนไลน์) (อ้างเม่ือ 24 เมษายน
2558) จาก : http://suthep.ricr.ac.th, 2558.
สุเมษา จารูญศิริ. การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)(ออนไลน์) 2558 (อ้างเม่ือ 30 มกราคม
2558). จาก: https://www.gotoknow.org/posts/450366, 2558.
สวุ มิ ล โพธกิ์ ลิน่ . การพฒั นารปู แบบเครอื ขา่ ยความร่วมมอื ทางวิชาการ เพ่ือพฒั นาคณุ ภาพ การศกึ ษาของ
สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานขนาดเล็ก. วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎบี ัณฑิต มหาวิทยาลยั นเรศวร,
2549.
เสนอ ภริ มจติ รผ่อง. การจัดการคุณภาพในสถานศึกษา. อุบลราชธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, ม.ป.ป.
เสรี ชัดแช้ม. แบบจาลอง. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2538.
อศั วฤทธิ์ อทุ ัยรัตน์, อนุศกั ด์ิ เกตสุ ิริ และจณิ ณวัตร ปะโคทัง.เหลยี วหลังแลหน้าการประกัน คุณภาพการศกึ ษา
ไทย.อบุ ลราชธานี: มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธาน,ี 2550.
Madaus, G.F., Scriven, M.S., & Stufflebeam, D.L. Evaluation models viewpoints on
educational and human services evaluation. 8 th ed. Boston: Khuwer-Nijhoff
Publishing, 1983.
64 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
การศกึ ษาความพงึ พอใจทม่ี ีต่อการปรึกษาวทิ ยานิพนธด์ ้วยแอพพลิเคชนั่ ไลน์ของนักศกึ ษา
ระดบั บณั ฑติ ศกึ ษาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต การบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยพิษณุโลก
The study of Satisfaction with ApplicationLine usage of Academicadvisor of
Graduate school student toward Educational Administration of
PhitsanulokUniversity
วนิ จิ คนขยัน1
บทคัดย่อ
การวิจัยมวี ัตถปุ ระสงค์เพ่ือ 1. ศึกษาความพึงพอใจท่ีมีตอ่ การปรกึ ษาวิทยานพิ นธ์ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์
2. เปรียบเทียบความพึงพอใจที่มตี ่อการปรึกษาวทิ ยานพิ นธ์ด้วยแอพพลเิ คชัน่ ไลน์ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
จาแนกตามเพศ อายุ สถานภาพประสบการณ์ การศึกษาและหน่วยงานและ 3. ศึกษาหาความสัมพันธ์ภายใน
ความพงึ พอใจการใช้แอพพลิเคช่นั ไลน์ในการรับคาปรึกษาการทาวิทยานิพนธ์ระหว่างตัวแปรตามทุกตวั ประชากร
เป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต การบริหารการศึกษารุ่น16 ไลน์กลุ่มสัมมนา ป.โท
รุ่น 19/1 ไลน์กลุ่ม 3 ผู้ใช้ไลน์ห้องส่วนบุคคล รุ่น 5,7 และรุ่นอ่ืนอีกจานวนหนึ่ง รวม 75 คน กลุ่มตัวอย่างสุ่มด้วย
การใช้ตารางสุ่ม โดยกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ 63 คน ซึ่งเลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก
(Convenience Sampling) เปน็ การวิจยั เชิงสารวจ เครอ่ื งมือท่ีใชเ้ ป็นแบบสอบถาม มีความเชื่อมนั่ 0.96 วเิ คราะห์
ข้อมลู โดยใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรปู สถิติทใ่ี ชไ้ ดแ้ ก่ ค่าความถี่ ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉล่ีย สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ัย พบว่า
1. ความพึงพอใจท่ีมีต่อการปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วยแอพพลิเคชน่ั ไลน์ โดยภาพรวมพบวา่ อยู่ในระดับ
มากดา้ นท่ีมรี ะดับความคิดเห็นสูงท่สี ุดคือด้านการใช้ประโยชน์การใช้งานรองลงมาคือความสามารถในการควบคุม
การใชง้ านและดา้ นท่มี รี ะดับความคิดเหน็ ตา่ ทสี่ ุดคือการให้การยอมรับคาปรกึ ษาด้วยแอพพลเิ คชั่นไลน์
2. เปรียบเทียบความพึงพอใจการปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ จาแนกตามเพศ อายุ
สถานภาพ ประสบการณ์ การศกึ ษาและหนว่ ยงาน โดยภาพรวมพบว่า ไม่แตกตา่ งกนั ยกเว้นด้านการศึกษาแตกต่าง
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ี .05 เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า เพศ อายุ สถานภาพ และหน่วยงานที่แตกต่างกนั มี
ความคิดเหน็ ไมแ่ ตกต่างกันผมู้ ีประสบการณ์ทแ่ี ตกตา่ งกัน พบวา่ ไมแ่ ตกต่างกัน ยกเวน้ ด้านความคมุ้ ค่าทางการเงิน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05ผู้ที่มีการศึกษาแตกต่างกันมีความคิดเห็นด้านการให้การยอมรับ
คาปรึกษาด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์และด้านการให้ประโยชน์การใช้งานแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 สว่ นด้านอื่นๆ ไมแ่ ตกต่างกัน
3. ผลการหาค่าความสันพันธ์ภายใน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) ระหว่างตัวแปรตาม
ทุกตัวโดยภาพรวม พบว่ามคี วามพึงพอใจการใช้แอพพลิเคชน่ั ไลน์ซ่งึ มีความสัมพันธท์ างบวกกับการให้การยอมรับ
คาปรกึ ษาด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์และตวั แปรตามด้านอืน่ อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ .01 มคี วามสัมพนั ธ์กันค่อนขา้ งสูง
โดยภาพรวมมรี ะดับความสัมพันธส์ งู มาก ถงึ 85.5 %
คาสาคัญ : ความพงึ พอใจ, แอพพลเิ คชั่นไลน์
ปที ่ี 17 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 65
Abstract
The purposes of this research were to 1. studentstudy of Satisfaction with Application
Line use of Academic advisor of Graduate school and 2. compare the opinions study of
Satisfaction with Application Line 3. study to correlation Coefficients between satisfaction with
application lineand others dependent variances toward educational administration, classified by
gender, age, status, experience, education and office. The study was survey research and the
tool used for collect data was a questionnaire and reliability total 0.961. The population from
graduate of administrate studies that usage group and person line of period19/1,16, 5,7 and
others in namely the Seminar and Thesis No.3 of group line and others for this study were 75
persons and propose to random sampling 63 persons and analyzed statistics by using the
computer program and the data were frequency ( f) , percentage ( %) , mean ( X ), standard
deviation ( SD) , t-test ( Independent sample test) , F- test ( One way Anova) and Pearson
Correlation Coefficients : r
The findings were as follows :
1. The overall and the study of Satisfaction with Application Line usage of Academic
advisor of Graduate school toward educational administration was high level, and when consider
the Usefulness of line aspect was high level, the second was Context Controllability aspect, and
Adoption of line as pect was lowest.
2. The overall and aspects of comparison the study of Satisfaction with Application
Line usage of Academic advisor of Graduate school student toward educational administration,
classified by gender, age, status, experience and office there was no significant, but by education
there was significant at .05 level. When consider aspects found that classified by gender, age,
status, and office was no significant, and by experience there was no significant, except the
Monetary Value aspect was significant at and for by education of Adoption of line and
Usefulness of line aspect there were significant at .05 level, except the others aspect was no
significant
3. The overall and aspects of Pearson correlation coefficients (r) between the study of
Satisfaction with Application Line usage of Academic advisor and dependent variances (DV) there
were positive correlation with Adoption of line and others aspects there were significant at .01
level, and had correlation high level, the overall highest level 85.5 %
Keyword : satisfaction, academic advisor, application line
66 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
บทนา
ประเทศไทยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเป็นระดับสูงสุดท่ีมุ่งในการผลิต
บัณฑิตทาการวิจยั ให้บริการวิชาการแกส่ ังคมและทะนุบารุงศิลปวฒั นธรรมไทยการทาวิทยานิพนธ์เป็นกระบวนการ
เรียนรรู้ ว่ มกนั ระหว่างอาจารยท์ ป่ี รึกษากบั นสิ ิตนกั ศกึ ษาในความดูแลหากทงั้ สองฝ่ายเต็มใจทจ่ี ะเรยี นรวู้ ธิ กี ารทางาน
ร่วมกันจะทาให้การทาวิทยานิพนธ์เป็นประสบการณ์ที่มีความสุขและสร้างสรรค์อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์
จึงต้องรู้จักใช้หลักจิตวิทยาที่จะช่วยให้สามารถเรียนรู้และทาความเข้าใจนิสิตนักศึกษาท้ังในด้านวิชาการและ
อปุ นสิ ยั สว่ นตน ชนติ า รักษ์พลเมือง และสมหวัง พิธิยานุวฒั น์ (2549 : 37)
การส่ือสารเป็นเคร่ืองมือที่เป็นส่ือกลางท่ีมนุษย์ใช้ติดต่อสื่อสารเพ่ือแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด
ความรู้สึกนึกคิดความเข้าใจการส่ือสารจึงเป็นส่ิงจาเป็นในการดารงชีวิตอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมการสื่อสาร
จึงเป็นปัจจัยสาคัญในการถ่ายทอดความรู้วิทยากรเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนอย่างต่อเนื่องกันและมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่ตู ลอดเวลาการสือ่ สารจึงไม่มจี ดุ เรมิ่ ตน้ และจุดส้นิ สดุ ประทมุ ฤกษ์กลาง (2557 : 42)
การสื่อสารในปจั จุบันได้ก้าวเข้าสูย่ ุคของโลกดิจิตอลทาให้ผ้คู นสามารถติดตอ่ สื่อสารกันได้ง่ายด้วยไลน์
(Line) เป็นแอพพลิเคช่ันสาหรับการสนทนาบนอุปกรณก์ ารส่ือสารรูปแบบตา่ งๆได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถ
หลากหลายเป็นรูปแบบการส่ือสารออนไลน์รูปแบบใหม่ท่ีถือว่ากาลังได้ รับความนิยมเป็นอย่างมากเป็นรูปแบบ
การสื่อสารในลักษณะของส่ือใหม่ที่มีจุดเด่นตรงที่เป็นรูปแบบการสื่อสารออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ ที่ผู้ใช้บริการ
สาม ารถนา ติดตั วไป ได้ ทุ ก ที่ ไล น์ ก็มี ย อดก ารดาวน์ โห ล ดเพ่ิ มม าก ข้ึ นแซ งห น้าแอ พ พ ลิ เคชั่ นก ารสนทนาบ น
โทรศพั ทม์ ือถืออน่ื ๆ ทิพาพร ฉนั ชัยพัฒนา และแอนนา จมุ พลเสถียร (2559 : 55)
ผู้วิจัยสนใจศึกษาความพึงพอใจท่ีมีต่อการปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ ของนักศึกษา
ระดบั บณั ฑิตศึกษาซ่งึ สภาพการใหค้ าปรกึ ษารูปแบบปจั จบุ นั มปี ญั หาและอปุ สรรคที่มขี อ้ จากัดหลายอย่างโดยเฉพาะ
หน้าท่ีการงานและภูมิลาเนาของนักศึกษาแต่ละบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกันมากและมีกระจายอยู่เกือบ
ทัว่ ประเทศ ดงั นัน้ เพอ่ื เป็นการบรรเทาปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวผู้วิจัยได้ประยุกต์เอาเทคโนโลยีนาแอพพลิเคช่ัน
ไลน์มาใช้ประโยชน์ในการให้คาปรึกษาวิทยานพิ นธ์ที่กา้ วหนา้ ดว้ ยเทคโนโลยที ่ีทนั สมยั และชว่ ยพฒั นาประสิทธิภาพ
ประสทิ ธิผลการสอนโดยเฉพาะการทาวิทยานพิ นธ์ใหม้ คี วามน่าสนใจเพิ่มมากข้นึ
วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย
1. เพือ่ ศกึ ษาความพึงพอใจทมี่ ีต่อการปรึกษาวทิ ยานพิ นธด์ ว้ ยแอพพลเิ คช่ันไลน์ ของนกั ศึกษาระดับ
บณั ฑิตศึกษา ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ การบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั พิษณโุ ลก
2. เพอื่ เปรยี บเทียบความพึงพอใจทม่ี ีต่อการปรกึ ษาวทิ ยานพิ นธ์ดว้ ยแอพพลเิ คชั่นไลน์ ของนกั ศกึ ษา
ระดบั บณั ฑิตศกึ ษา จาแนกตามเพศ สถานภาพ อายุ ประสบการณ์การศึกษาและหน่วยงาน
3. เพื่อศึกษาหาความสัมพันธภ์ ายในความพึงพอใจการใช้แอพพลิเคชั่นไลนข์ องนกั ศึกษาในการรับ
คาปรกึ ษาการทาวิทยานพิ นธ์ระหว่างตวั แปรตามทกุ ตัว
ขอบเขตการวจิ ัย
ประชากรคือผู้ใช้แอพพลิเคชนั่ ไลน์เปน็ ชอ่ งทางในการใช้ไลน์รบั คาปรึกษาการทาวทิ ยานิพนธ์ กับผวู้ จิ ัย
ที่เป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต รุ่น 16 ช่ือไลน์กลุ่มสัมมนา ป.โท ไลน์กลุ่มสารนิพนธ์
กลมุ่ 3 ผใู้ ช้ไลนห์ ้องส่วนบุคคลอกี รนุ่ 7,5 และรนุ่ อ่ืนอีก รวมประชากร 75 คน
ปที ่ี 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 67
ตัวแปรที่ศึกษาตัวแปรอิสระมี 6 ตัวแปรคือ ตัวแปรเพศ สถานภาพ อายุ การศึกษา ประสบการณ์
และหน่วยงานตัวแปรตามมี 7 ตวั คือ ตัวแปรความพึงพอใจการใช้งานการให้การยอมรบั การใช้ประโยชน์ในการใช้
งานความง่ายในการใช้งานความสามารถในการควบคุมการใช้งานความคุ้มค่าทางการเงินและความพร้อมของ
ผู้ใชง้ านแอพพลเิ คชนั่ ไลน์
กรอบแนวคดิ การวิจัย
ศึกษาวรรณกรรม ทฤษฎีและงานวิจยั ที่เก่ียวข้องนามาใช้เป็นกรอบแนวคิดการศกึ ษาความพงึ พอใจที่มี
ต่อการปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วยแอพพลิเคช่ันไลน์ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาซ่ึงมีตัวแปรอิสระท่ีเป็นตัวแปร
ภูมิหลังมี6 ตัวคือตัวแปรเพศ อายุ สถานภาพ การศึกษา ประสบการณ์และหน่วยงาน ตัวแปรตาม 7 ตัว คือ
ความพึงพอใจการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ การให้การยอมรบั การใช้งาน ความพร้อมของผู้ใช้งานการให้ประโยชน์ใน
การใชง้ านความงา่ ยในการใช้งานความสามารถในการควบคมุ การใช้งานและความคมุ้ ค่าทางการเงิน
วธิ ีดาเนินการวจิ ัย
ประชากร
ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไลนเ์ ปน็ ช่องทางในการรับคาปรึกษาการทาวิทยานพิ นธ์กบั ผวู้ จิ ยั ทีเ่ ปน็ นักศกึ ษาระดับ
บณั ฑิตศึกษารนุ่ 16 รุ่น19/1 กลุม่ 3ผู้ใช้ไลน์ห้องส่วนบุคคลรุ่น 7,5 และรนุ่ อืน่ อีกรวม75 คน เป็นนักศึกษาที่ได้สอบ
ไปเรยี บร้อยแลว้ ทผี่ วู้ ิจยั เปน็ อาจารย์ให้คาปรึกษาโดยการใชแ้ อพพลิเคชนั่ ไลน์ด้วยทกุ คน
กลุม่ ตัวอย่าง
ใช้การสมุ่ แบบไมใ่ ช้ทฤษฎีความนา่ จะเปน็ (Non – Probability Sampling) เลือกกลุ่มตวั อยา่ งตาม
ดุลพินจิ ของผู้วิจัยเพ่อื ใหไ้ ด้กลุ่มเปา้ หมายท่ีเหมาะสมกบั ประเภทของการวจิ ยั พภัชเชดิ ชูศลิ ป์ (2557 : 3) โดยเลอื ก
นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์โดยได้กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสุ่มของ ได้ 63 คน
(Robert V. Krejcie and Earyle W.Moorgan.1970 อ้างใน ธรี วุฒิ เอกะกุล, 2543 http://3.bp.blongsport.com/-) และ
ต่อจากนน้ั จึงใชว้ ิธกี ารสมุ่ ตัวอย่างแบบตามความสะดวก (Convenience Sampling)
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ เปน็ แบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วจิ ัยสรา้ งข้นึ เองแบ่งเปน็ 3 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 1 สถานภาพของผู้ตอบ ทีเ่ ป็นตวั แปรอิสระเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list)
ตอนท่ี 2 ความคิดเห็นทเี่ กี่ยวกบั ตัวแปรตาม7 ด้านลักษณะเปน็ มาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั
ของลเิ คอรท์ (Likert Scale)
ตอนที่ 3 ศึกษาหาคา่ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งตวั แปรตาม ทง้ั 7 ตวั โดยหาค่าสมั ประสิทธส์ หสมั พันธ์
ภายใน (r: Pearson Correlation Coefficient)
ตอนที่ 4 ความคิดเห็นแบบปลายเปดิ จะเปน็ เชิงคุณภาพซ่ึงหากข้อมูลนมี้ ไี มถ่ งึ ร้อยละ 5 ของผู้ตอบ
ผู้วิจยั จะไม่นาสว่ นนีม้ าวเิ คราะห์
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
1. สถติ ิหาคณุ ภาพเคร่อื งมอื คา่ ดัชนีความสอดคล้อง (คา่ IOC) และคา่ ความเชือ่ มนั่ โดยใชส้ มั ประสิทธ์ิ
อลั ฟา(Alpha coefficient)ของครอนบัค (Cronbach)
2. สถติ พิ ื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่คา่ ร้อยละคา่ เฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.)
68 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
3. สถติ กิ ารเปรยี บเทียบ โดยใช้สถติ ิค่าที t-test (Independent Sample Test) และค่าเอฟ F-test
(One – Way Anova) ตามการจาแนกกลมุ่ ของตวั แปรอิสระ
4. สถิติหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตัวแปรการวิจัย โดยใช้สถิติ Pearson Correlation Coefficient : r
ข้ันตอนการวิจยั การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ มีขัน้ ตอนลาดบั การสรา้ ง ดงั น้ี
1. ศกึ ษาเอกสารหลกั การแนวคดิ ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ งกาหนดกรอบแนวคดิ ในการสร้าง
เคร่ืองมือ
2. เสนอร่างเครอื่ งมือต่อผูเ้ ช่ยี วชาญตรวจสอบความตรงเชงิ เนื้อหา (Construct Validity)ไดค้ า่ ความ
เท่ยี งตรง(ค่า IOC ไมน่ ้อยกวา่ .60 อ้างถึง ทองใบ สดุ ชารี 2546 : 81-87)ตอ้ งอยรู่ ะหวา่ ง .60-1.00 ทกุ ขอ้
3. นาเครอ่ื งมอื ไปทดลองใช้ (Try out) กับนักศึกษาที่อยูน่ อกพืน้ ท่ที ี่ทาการวจิ ัยอีกกลุม่ หน่งึ ท่ีเป็น
สมาชกิ ไลน์เช่นกันจานวน 20 คนได้รับกลบั คนื มา 17 ฉบับ
4. หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability)ท้งั ฉบับโดยการหาคา่ สัมประสิทธอิ์ ัลฟา (Alpha coefficient)
ของครอนบัค (Cronbach) คา่ ความเชื่อม่ันรวมตอ้ งไม่น้อยกวา่ 0.7 ขน้ึ ไป ได้ค่าความเชือ่ ม่นั เท่ากับ .961
5. ทาแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพือ่ เก็บขอ้ มลู จากกลุ่มตัวอย่าง ซ่งึ ผวู้ ิจยั ประสานงานกับนักศึกษาท่ี
เคยสอนทใ่ี ชไ้ ลน์อยู่กอ่ นน้ีโดยตรง สง่ และเกบ็ คืนดว้ ยแอพพลเิ คชัน่ ไลน์ ในไลนก์ ลมุ่ และไลนห์ ้องส่วนบุคคลทีม่ อี ยู่
แลว้ สง่ ไป 63 คน ตอบกลบั มา 57 คนคิดเป็นร้อยละ 90.48
สรุปผลการวจิ ัย
1. ผลการศึกษาโดยภาพรวมพบวา่ ผูต้ อบมีความคิดเห็นต่อการศึกษาความพงึ พอใจท่ีมีต่อการปรกึ ษา
วิทยานิพนธ์ด้วยแอพพลิเคชนั่ ไลน์ระดับบัณฑติ ศกึ ษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากด้านทมี่ รี ะดบั ความคดิ เหน็ สงู ที่สุด
คอื การใช้ประโยชน์ในการใช้งานแอพพลิเคช่นั ไลน์รองลงมาคือความสามารถในการควบคุมการใช้งานและดา้ นท่ีมี
ระดบั ความคดิ เหน็ ต่าท่สี ุดคือการใหก้ ารยอมรับคาปรึกษาดว้ ยแอพพลิเคชั่นไลน์
2. เปรียบเทียบความพึงพอใจการปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ จาแนกตามเพศ อายุ
สถานภาพ ประสบการณ์ การศกึ ษาและหนว่ ยงาน โดยภาพรวมพบว่า ไม่แตกต่างกนั ยกเว้นดา้ นการศึกษาแตกต่าง
กันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติท่ีระดับ.05
2.1 เปรียบเทียบตามเพศ พบว่าผู้มีเพศท่ีแตกต่างกันมีความคิดเห็นโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน
ซึง่ ไม่สอดคล้องกับสมมุติฐานทีต่ ั้งไว้ เมื่อพิจารณารายดา้ นพบว่า ด้านการใช้ประโยชน์ในการใช้งานมีคา่ เฉลี่ยสูงสุด
โดยมคี า่ เฉล่ยี เพศชายสงู กวา่ เพศหญงิ
2.2 เปรียบเทียบตามอายุ พบว่าผู้มีอายุที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน
เม่ือพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการให้ประโยชน์ในการใช้งานมีค่าเฉล่ียสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ยผู้ท่ีมีอายุ 21-35 ปี
สงู กว่าอายุ 36 ปี
2.3 เปรยี บเทียบตามประสบการณ์ พบว่าผู้มีประสบการณท์ ่แี ตกต่างกนั มคี วามคิดเหน็ โดยภาพรวม
ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความคุ้มค่าทางการเงิน มคี วามคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สอดคล้องกับสมมุตฐิ านที่ตง้ั ไว้ เมื่อพจิ ารณารายด้านพบวา่ ดา้ นการใหป้ ระโยชน์การใช้งานมีคา่ เฉลี่ยสงู ที่สดุ โดยมี
ค่าเฉล่ียผทู้ ีม่ ีประสบการณ์มากกว่า 16 ปี สงู กวา่ ประสบการณ์น้อยกว่า 15 ปี
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 69
2.4 เปรียบเทยี บตามการศึกษา พบวา่ ผู้มีการศึกษาแตกต่างกันมคี วามคิดเห็นโดยภาพรวมแตกต่าง
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมตุ ิฐานทต่ี ้ังไว้ เม่ือพิจารณารายด้านพบว่าดา้ นการให้
การยอมรับคาปรกึ ษาด้วยแอพพลิเคช่ันไลน์ด้านการให้ประโยชน์การใช้งานแตกต่างกัน ส่วนด้านอน่ื ๆ ไม่แตกต่าง
กันโดยด้านที่มคี ่าเฉลยี่ สงู สดุ คอื ดา้ นการให้ประโยชน์การใชง้ านผู้มีวฒุ ิปรญิ ญาตรีมคี า่ เฉลย่ี สงู กวา่ ปริญญาโท
2.5 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตามสถานภาพ พบว่ามคี วามพึงพอใจท่ีมตี ่อการปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วย
แอพพลิเคชั่นไลน์อยู่ในระดับมากทสี่ ุดเกือบทุกสถานภาพ ในประเด็น(1)ด้านความสามารถในการควบคมุ การใช้งาน
(2) ด้านการให้การยอมรับคาปรึกษาด้วยแอพพลิเคช่ันไลน์ (3)ด้านความคุ้มค่าทางการเงิน แต่ประเด็นท่ีเกี่ยวกับ
(4) ด้านความพร้อมของผู้ใช้งาน มีค่าเฉล่ียค่อนข้างน้อย ในภาพรวมพบว่า ผู้ท่ีมีสถานภาพหม้าย /หย่าร้าง
มีค่าเฉลี่ยมากที่สดุ เกือบทุกด้าน ยกเว้นดา้ นความพร้อมของผู้ใช้งานกับดา้ นความพึงพอใจการใช้แอพพลเิ คชั่นไลน์
อยู่ในระดับมากเมื่อเปรียบเทียบรายด้าน พบว่า มีความพึงพอใจที่มีต่อการปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วยแอพพลิเคชั่น
ไลน์ ท้งั 7 ด้านผู้มสี ถานภาพแตกต่างกนั มคี วามคิดเหน็ ไมแ่ ตกตา่ งกัน
2.6 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจาแนกตามหน่วยงาน พบว่ามีความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ใน
ระดับมากในประเด็น (1) ด้านความสามารถในการควบคุมการใช้งาน (2) ด้านความพร้อมของผู้ใช้งาน
(3) ด้านความคุ้มค่าทางการเงินแต่ประเด็นด้านการให้การยอมรับคาปรึกษาด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ มีค่าเฉล่ีย
ค่อนข้างต่า เม่ือพิจารณาในภาพรวมพบว่า ผู้ที่หน่วยงานสังกัดเทศบาล/กทม.มีค่าเฉล่ียมากที่สุดเม่ือเปรยี บเทียบ
รายด้าน พบว่า นักศกึ ษาผู้ตอบมีระดบั ความพึงพอใจทีม่ ีต่อการปรึกษาวทิ ยานิพนธ์ดว้ ยแอพพลิเคชั่นไลน์ทงั้ 7 ดา้ น
ทม่ี หี นว่ ยงานสงั กดั แตกตา่ งกนั มคี วามคิดเหน็ ไม่แตกต่างกัน
3. ผลวเิ คราะห์คา่ ความสันพนั ธภ์ ายใน สัมประสิทธิ์สหสัมพนั ธ์แบบเพยี ร์สัน (r) ระหว่างตัวแปรตามทุก
ตัวโดยภาพรวม พบว่าความพึงพอใจการใช้แอพพลิเคช่ันไลน์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการให้การยอมรับ
คาปรึกษาด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์และตัวแปรตามอื่นทุกด้านอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี 01 มีความสัมพันธ์กัน
คอ่ นขา้ งสงู โดยภาพรวมมรี ะดบั ความสมั พนั ธส์ งู มากถงึ 85.5%
อภิปรายผลการวจิ ัย
1. ผลการศึกษาโดยภาพรวมทีพ่ บว่าผตู้ อบแบบสอบถามมคี วามพงึ พอใจท่มี ีตอ่ การปรึกษาวิทยานพิ นธ์
ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ระดับบัณฑิตศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากด้านที่มีระดับความพึงพอใจสูงที่สุด คือ
การใช้ประโยชน์การใช้งานรองลงมาคอื ความสามารถในการควบคุมการใช้งานและด้านที่มรี ะดับความพึงพอใจต่า
ที่สุดคือการให้การยอมรบั คาปรึกษาด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์อาจเน่ืองจากนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ต่างมองเห็น
ความสะดวกสบายและมีความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีท่ีตนเองมีอยู่แล้ว เป็นส่ือรูปแบบใหม่ที่เกิด
ข้ึนมาในยุคท่ีเทคโนโลยีเติบโตไปพร้อมกับชีวิตประจาวันให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง สอดคล้อง กับ
จรัส โพธ์ิจันทร์ 2527 อ้างใน นิรชรา ไชยแสง และ ศศิธร ดลปัดชา (2554 : 12) กล่าวถึงความพึงพอใจว่าเป็น
ความรู้สกึ ของบุคคลตอ่ หน่วยงานซ่งึ อาจเปน็ ความรู้สกึ ในทางบวกทางเป็นกลางหรอื ทางลบความรสู้ กึ เหลา่ นี้มผี ลต่อ
ประสิทธิภาพในการปฏิบตั ิหน้าท่ีกลา่ วคือหากความรู้สึกโน้มเอียงไปในทางบวกการปฏิบัติหน้าที่จะมีประสิทธภิ าพ
สูงแต่หากความรู้สึกโนม้ เอียงในทางลบการปฏบิ ัติหนา้ ท่จี ะมีประสทิ ธภิ าพต่า
2. เปรียบเทียบตามเพศ พบว่าผู้ที่มีเพศท่ีแตกต่างกันมีความคิดเห็นโดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่
แตกตา่ งกันเม่อื พิจารณารายด้านพบวา่ ด้านการใช้ประโยชน์การใช้งานมคี ่าเฉลี่ยสงู สุดโดยมคี ่าเฉล่ียเพศชายสงู กว่า
หญิง อาจเพราะว่า เพศหญิงและชายมีความรู้ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลอย่างไร้พรมแดน มีความสนใจ
70 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
สื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในการใช้เทคโนโลยีอย่างเสมอภาคและเท่ าเทียมกัน สอดคล้องกับทัศนะของ
Shakeshaft 1992 อ้างใน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกฎุ ราชวทิ ยาลัย (2556 : 32) ท่กี ล่าวถงึ ภาวะผ้นู า
ไว้ว่าแม้วา่ ปัจจุบันสังคมไทยจะเป็นประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกนั แตร่ ะดับภาวะผู้นาระหว่างเพศ
กับมีความแตกต่างกัน โดยเห็นได้ จากพฤติกรรมการติดต่อส่ือสาร การสร้างความสมั พันธ์ การรับฟังความคิดเห็น
การเปน็ ผ้นู าการเปลี่ยนแปลงหรือความรับผิดชอบ การมคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรม การเปน็ ผ้นู าทางวิชาการ ซ่ึงสุภาพสตรี
จะมภี าวะผนู้ าทสี่ ูงกว่า แตถ่ า้ เปน็ การใชอ้ านาจทม่ี าจากลกั ษณะสว่ นตวั บุรุษจะมีภาวะผนู้ าแบบนีส้ งู กว่า
3. เปรียบเทียบตามอายุ พบว่าผู้ที่มีอายุท่ีแตกต่างกันมีความพึงพอใจโดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่
แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการให้ประโยชน์การใช้งาน มีค่าเฉล่ียสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ยผู้มี
อายุ 21-35 ปี สูงกว่าอายุ 36 ปีอาจเน่ืองจากอายุของคนในยุคปัจจุบันกับการเรียนร้ไู ม่ใช่ส่ิงสาคัญของบุคคลที่มี
การเรียนร้ตู ลอดชีวติ อีกต่อไป อายุจึงอาจเปน็ เพียงตวั เลขเท่านั้นไม่เป็นปญั หาสาหรบั ผู้ใฝ่การเรยี นรู้ สอดคล้องกับ
งานวิจัยของ กิรณา สมวาทสรรค์ (2559 : บทคัดย่อ) วิจัยเร่ืองการศึกษาพฤติกรรมการส่ือสารกับการสง่ ต่อข้อมูล
ผา่ นไลน์ของผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้งานแอพพลิเคชั่นไลน์ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อาชีพพนักงานรฐั วิสาหกิจ
ข้าราชการ มีการศกึ ษาในระดับปริญญาตรี รายได้เฉลยี่ ส่วนใหญอ่ ยทู่ ่ี 30,000 บาท ขึ้นไป การใช้งานไลน์ส่วนใหญ่
เพ่ือติดต่อสื่อสารกับลูกหลาน ญาติพี่น้องที่มีการใช้งานผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือจานวนมากที่สุด โดยเรียนรู้
ทักษะการใชง้ านและมีการสนทนากับลูกหลาน เพ่ือนร่วมงานและคนร้จู ัก โดยจะใช้งานในทุกๆ วนั คร้งั ละประมาณ
30 นาที ซ่ึงระยะเวลาในการเรียนรู้และเร่ิมใช้งานไลน์มากกว่า 2 ปี ไม่นิยมส่งข้อความเสียง และไม่นยิ มการใช้ไลน์
ในการซ้ือสินค้าออนไลน์ แต่ไม่นิยมส่งคลิปวิดีโอจากลิงก์ยูทูป โดยส่วนมากเชื่อว่าการใช้ไลน์จะทาให้เป็นคนท่ี
ทนั สมยั ทันตอ่ เหตุการณ์
4. เปรียบเทียบตามประสบการณ์ พบว่าผู้ท่ีมีประสบการณ์ท่ีแตกต่างกันมีความคิดเห็นโดยภาพรวม
ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านความคุ้มค่าทางการเงิน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่.05
เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการให้ประโยชน์การใช้งาน มีค่าเฉล่ียสูงที่สุด โดยมีค่าเฉล่ียผู้ที่มีประสบการณ์
มากกว่า 16 ปี สงู กวา่ ประสบการณ์น้อยกวา่ 15 ปี อาจเนื่องจากนกั ศกึ ษาเป็นผู้ทตี่ ระหนักถึงความสาคัญในการใฝ่
การเรียนรู้ ยอมรบั การใชง้ านเทคโนโลยีที่มีการแข่งขันกันสูงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากคนยุค1.0 ไปสู่ 4.0 และ
เตรียมตัวสู่ 5.0 ในอกี เร็ววันใหไ้ ด้ มีการเพิ่มพูนทกั ษะชีวิตและส่ังสมประสบประการณ์อย่างไม่หยุดนง่ิ สอดคล้องกับ
www.kroobannok.com.:http://www.thaigov.go.th ท่ีกล่าวไว้ว่า บนโลกที่มีพลวัตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
แห่งศตวรรษท่ี 21 ถ้ามีโทรศัพท์แค่ใช้งานเพียงเพื่อการส่ือสารพ้ืนฐานคงเป็นเพียง คนไทย 1.0 ถ้าสามารถสร้าง
รายได้ สรา้ งอาชีพเสริม สร้างเครือขา่ ย สร้างนวัตรกรรมใหม่ ๆ นาไปสู่การผลิตด้วยความรู้เหล่านั้น ทางานนอ้ ยลง
แต่ได้ผลผลิตมากขึ้นเมื่อเทยี บกบั ช่วงทีผ่ ่านมา ไดช้ ่ือวา่ เปน็ คนไทย 4.0
5. เปรียบเทียบตามวุฒิการศึกษา พบว่า ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาท่ีแตกต่างกันโดยภาพรวมมีความคิดเห็น
แตกต่างกันอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านการใหก้ ารยอมรับคาปรึกษาด้วย
แอพพลเิ คชัน่ ไลน์และดา้ นการใหป้ ระโยชน์การใชง้ านแตกต่างกัน อาจเป็นเพราะวา่ เทคโนโลยีทนี่ ามาใช้ของแต่ละ
บุคคลมีคุณลักษณะเฉพาะมีคุณภาพ ประสิทธภิ าพที่สูงต่าแตกต่างกันไป ส่วนด้านอื่นๆ ไม่แตกต่างกันโดยดา้ นที่มี
ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการให้ประโยชน์การใช้งาน ผู้มีวุฒิปริญญาตรีมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าปริญญาโท อาจเน่ืองจาก
นักศึกษาปริญญาตรีและโทได้รับการยอมรับในผลการปฏิบัติงานอันเกิดจากความรู้ความเข้าใจความสามารถ ใน
การปฏิบัติงานแบบมีส่วนร่วมได้เรียนรู้งานด้วยกันได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติงานร่วมกัน สอดคล้องกับ
Rigopoulos and Askounis 2007 อ้างใน อรวรรณ สุขยานี (2558 : 45) พบว่า พฤติกรรมของผู้ใช้งานใน
ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 71
การศึกษาของเขาได้รับอิทธิพลจากการรับรู้ถึงประโยชน์และการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานซ่ึงพฤติกรรมของ
ผูใ้ ช้งานจะสง่ ผลโดยตรงตอ่ การใชง้ านท่ีแท้จริงของผู้ใช้งานการรบั รู้ถึงความง่ายในการใช้งานปจั จัยด้านการรับรู้ถึง
ความง่ายในการใช้งานด้านการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานระบบสารสนเทศการบริหารทรัพยากรบุคคล
ในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับปานกลางในรายละเอียดพบว่าในทุกข้อคาถามอยู่ในระดับปานกลาง และพบว่า
ระดับความคิดเห็นดา้ นความง่ายในการใชง้ านอยใู่ นระดับปานกลาง ซึง่ ขดั แย้งกับงานวิจยั ของ วัลยา เจริญศรสี ันต์
(2553 : 84-85) พบว่า ระดับความคิดเห็นต่อข้อคาถามปัจจัยการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานระบบบริหารการ
วางแผนทรัพยากร (Enterprise Resource Planning System) ของพนักงานบริษัทจัดจาหน่ายเวชภัณฑ์แห่งหนึ่ง
มีระดับความสาคญั อยใู่ นระดับมาก (http://itc.nida.ac.th/home/images/research/research-2558.pdf)
6. เปรียบเทียบค่าเฉล่ียจาแนกตามสถานภาพ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเกือบทุก
สถานภาพ ใน 1) ดา้ นความสามารถในการควบคมุ การใช้งาน 2) ดา้ นการให้การยอมรับคาปรึกษาด้วยแอพพลิเคชั่น
ไลน์ 3) ด้านความคุ้มคา่ ทางการเงิน 4) แต่ด้านความพรอ้ มของผู้ใช้งานไลน์ มีค่าเฉล่ียค่อนขา้ งน้อย เม่ือพิจารณา
ในภาพรวม พบว่า ผู้ท่ีมีสถานภาพหม้าย/หย่าร้าง มีค่าเฉล่ียมากที่สุดเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านความพร้อมของ
ผู้ใช้งานกับด้านความพึงพอใจการใชแ้ อพพลเิ คชน่ั ไลน์ อยู่ในระดบั มาก อาจเนื่องมาจาก สถานภาพของบุคคลไม่
เป็นอุปสรรคหรือปัญ หาในการรับ รู้การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ แอพพ ลิเคช่ันไลน์ ใน
การศึกษาวิจัย สอดคล้องกับ พภัช เชิดชูศิลป์ (2557 : บทคัดย่อ) ศึกษาพฤติกรรมการใช้ไลน์ที่มีผลต่อ
ความพงึ พอใจและการใชป้ ระโยชน์ของนกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั ศรีปทมุ พบว่านักศึกษาสว่ นใหญม่ วี ัตถุประสงค์การใช้
คือการพูดคุยติดต่อระหว่างบุคคลรองลงมาคือพูดคุยในกลุ่มเพื่อติดต่อสื่อสารโดยใช้ไลน์เป็นเวลาไม่แน่นอนมาก
ท่สี ุดจานวนคนท่ีใช้ติดต่อสือ่ สารมากท่ีสุดคือจานวน1-3 คน มีระยะเวลาการใชโ้ ดยเฉลยี่ 10-20 นาทีสถานท่ีใช้งาน
มากท่ีสุดคือที่พักหรือหอพักรองลงมาคือสถานศึกษา เครื่องมืออุปกรณ์ในการใช้คือโทรศัพท์มือถือ /สมาร์ทโฟน
รูปแบบการใช้งานมากท่ีสุดคือสนทนากับเพ่ือนมีความพึงพ อใจและ การใช้ประโยชน์ในไลน์โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดบั มากท่สี ุดโดยด้านท่ีมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดคอื รปู แบบการใชง้ านและด้านทม่ี ีความพงึ พอใจอยูใ่ น
ระดบั มากคอื ด้านการออกแบบแอพพลเิ คชนั่ และด้านการใหบ้ รกิ าร
เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีระดับความพึงพอใจไลน์ ทั้ง 7 ด้านที่มีสถานภาพแตกต่างกัน มีความ
คิดเห็นไม่แตกต่างกัน อาจเนื่องจาก ผู้ท่ีมีสถานภาพท่ีแตกต่างกันมีความตระหนักรู้และให้ความสาคัญกับสื่อ
เครือข่ายสังคม เพ่ือการศึกษาวิจัยของตนเองมีมุมมองท่ีเหมือนกันได้ เพราะการใช้การปรึกษาด้วยระบบเก่ามี
ข้อจากัดหลายประการซ่ึงขัดแย้งกับงานวิจัยของ บุษรา ประกอบธรรม (2556 : 46) ศึกษาการยอมรับเครือข่าย
สังคมออนไลน์ของนักศึกษา : กรณีศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพพบว่าการรับรู้ความง่ายในการใช้งานการรับรู้
ประโยชน์ในการใชง้ านและอิทธิพลของสังคมมีอิทธพิ ลต่อทศั นคติที่มตี ่อการใช้เครือขา่ ยสังคมออนไลน์ของนักศึกษา
และทัศนคติท่ีมีต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อความต้ังใจ ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง มี
นยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ.01
7. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจาแนกตามหนว่ ยงานมีความพึงพอใจมีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดบั มากใน
1) ด้านความสามารถในการควบคุมการใช้งาน 2) ด้านความพรอ้ มของผู้ใช้งาน 3) ด้านความคุ้มค่าทางการเงินแต่
ด้านการให้การยอมรับคาปรึกษาด้วยแอพพลิเคช่ันไลน์ มีค่าเฉลี่ยค่อนข้างต่า ภาพรวมพบว่า ผู้ท่ีหน่วยงานสังกัด
เทศบาล/กทม.มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด อาจเน่ืองมาจากนักศึกษาในแต่ละหน่วยงานตระหนักเห็นความสาคัญของสื่อ
ออนไลน์มีการนามาบูรณาการใช้กับการศึกษาวิจัยของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ
พรพิมล บูรณเบญญา และเพญ็ จิรา คันธวงศ์ (2557 : 19) ศึกษาปจั จยั ทมี่ ผี ลตอ่ การรับรูค้ วามพึงพอใจของผู้ใช้งาน
72 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
แอพพลิเคช่ันไลน์ซึ่งศึกษาจากปัจจัยทุนทางสังคมเชื่อมโยง (Bridging Social Capital) หน้าท่ีการใช้งานของไลน์
(LINE Functions) การรับรู้ความเสี่ยงของส่ือสังคมออนไลน์ (Risk Perception) คุณภาพของระบบ (System
Quality) และประโยชน์ของการโต้ตอบทางสังคม (Benefits of Social Interaction) ท่ีส่งผลต่อการรับรู้
ความพึงพอใจของผู้ใช้ (Perceived User Satisfaction) ในกลมุ่ ผู้ใช้วัยทางานพบว่ามเี พยี งปจั จยั ด้านประโยชนข์ อง
การโต้ตอบทางสังคมและคุณภาพของระบบที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้วัยทางานอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ิที่ระดับ.05
เมื่อเปรียบเทียบรายด้าน พบว่า มรี ะดับความพึงพอใจไลน์ ท้ัง 7 ด้านท่ีมีหน่วยงานสังกัดแตกต่างกัน
มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่อาจเน่ืองจากนักศึกษาแต่ละหน่วยงานมีการศึกษาอบรม
พัฒนาตนเองจากสอื่ สังคมออนไลน์ได้ในทุกทท่ี ุกโอกาส หน่วยงานต้นสังกัดมีการนาส่ือไอทีมาใช้และจดั ทาโครงการ
พฒั นาบคุ ลากรของตนเองในการใช้เทคโนโลยที ีท่ นั สมัยมาใชใ้ นองคก์ รมากขนึ้ ทสี่ ะทอ้ นถึงความพึงพอใจ ซงึ่ ขัดแย้ง
กับงานวิจัยของ ศักรินทร์ ตันสุพงษ์ (2558 : บทคัดย่อ) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับแอพพลิเคชั่นไลน์มี
ท้ังหมด 8 ปัจจัยคือประโยชน์ในการใช้งานความง่ายในการใช้งานความสามารถในการควบคุมการใช้งานความ
คุ้มค่าทางการเงินความสนุกสนานเครือข่ายทางสังคมความครบถ้วนด้านมีเดียและความคิดเห็นที่มีต่อไอทีพบว่า
เครือข่ายทางสังคมความครบถ้วนด้านมีเดียความสนุกสนานและความคิดเห็นที่มีต่อไอทีส่งผลต่อการยอมรับ
แอพพลิเคชั่นไลน์อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติ ปัจจัยดา้ นประโยชนใ์ นการใช้งานความง่ายในการใช้งาน ความสามารถ
ในการควบคมุ การใชง้ านและความคุ้มคา่ ทางการเงินไม่ส่งผลตอ่ การยอมรบั แอพพลิเคช่ันไลน์
8. วิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ภายใน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r)ระหว่างตัวแปรตามทุกตัว
โดยภาพรวม พบว่าความพึงพอใจการใช้ไลน์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการให้การยอมรับคาปรึกษาด้วยแอพพลิเคชันไลน์
และตัวแปรตามอื่นทุกด้านอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .01มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างสูง โดยภาพรวมมีระดับรวม
ความสัมพันธ์สูงมาก ถึง 85.5 %อาจเนื่องจาก นักศึกษาต่างมีความคิดเห็นท่ีตระหนักถึงความจาเป็นยอมรับการนา
เทคโนโลยีมาใช้ และให้ความสาคัญของเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ท่ีมี การพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สามารถเข้าถึงเลือกใช้
ส่ือได้อย่างง่าย มองเห็นความจาเป็นที่จะนามาใช้พัฒนาตนเองและองค์กร โดยเฉพาะอย่างย่ิงไลน์ Line PC ท่ีนักศึกษา
ในยุค 4.0 ทุ กคนให้การยอมรับนามาใช้และพึงพอใจท่ีสูงมาก สอดคล้องกับอุทัยพรรณสุดใจ (2545 อ้างใน
http;//www.ssru.ac.th p.15) กล่าวว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งใดสิ่งหน่ึงโดยอาจเป็นไป
ในเชิงประมาณค่าวา่ ความรู้สกึ หรือทัศนคติต่อสงิ่ หนึ่งส่งิ ใดนั้นเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะท่วั ไป
นัก ศึ ก ษ ามี กา รใช้งา นผ่ านไล น์ เป็ นจา นวนม าก ข้ึน ควรมี ก ารเพิ่ ม พู นทั ก ษ ะควา มรู้ให้ บุ คล าก รและ ใน
ขณะเดียวกันคณะอาจารย์ที่มีบทบาทในการเป็นท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ ยังมีการประยุกต์ใช้ไลน์มีน้อยมากยังไม่
เติบโตก้าวทันเครือข่ายสังคมออนไลน์ซึ่งจากผลท่ีได้จากการศึกษาน้ีมหาวิทยาลัยควรหากลยุทธ์ที่เหมาะสม
ในการจงู ใจให้มีการใช้ไลนม์ ากขน้ึ
ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยคร้งั ต่อไป
ควรมีการศกึ ษาพฤติกรรมการใชง้ าน ศึกษาเปรยี บเทียบระหวา่ งนักศกึ ษารุ่นอื่นหรือคณะอน่ื ท่ีใช้งานไลน์
และไม่ใช้งานไลน์ในการทาวิทยานิพนธ์ ในด้านการเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการให้คาปรึกษา
วทิ ยานพิ นธใ์ ห้สูงขึน้ ไป
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 73
กติ ติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้ สาเร็จลุล่วงไปด้วยดีเน่ืองจากได้รับความอนุเคราะห์จาก อาจารย์สุนทร รักเลี้ยง
อุปนายก และ ผศ.ดร.ประภาพรรณ รักเล้ียง อธิการบดีมหาวิทยาลัยพิษณุโลก ที่สนับสนุนทุนโครงการวิจัย
กราบขอบพระคณุ ผู้ทอ่ี ยเู่ บ้ืองหลัง ท่ีได้กรณุ าให้คาแนะนาข้อเสนอแนะตดิ ตามจนงานฉบับนสี้ าเรจ็ ไดโ้ ดยสมบูรณ์
ขอขอบพระคุณท่าน ดร.ชวลิต จันทร์ศรี ดร.ประยูร เครื่องกัณฑ์ ดร.สัมฤทธ์ ทองทับ ดร.คัมภีรพจน์
สายเพ็ชร และ ผศ.ดร.สุดาพร ตังควณิชย์ ที่เป็นผู้เช่ียวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือและคาแนะนา
โดยสง่ ขอ้ มูลผ่านระบบไลนท์ ีใ่ ช้ในการศกึ ษาคร้ังนี้
ขอขอบคุณยิ่งคณะนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต การบริหารการศึกษา ที่ให้
ข้อมูลทดลองใช้เคร่ืองมือที่ตอบแบบสอบถามผ่านไลน์กลุ่มทุกๆ คนและไลน์กลุ่มรุ่น16 สารนิพนธ์กลุ่ม 3 (ป.โท
PLU M.Ed.19/1) และรุ่นอนื่ อีกจานวนหน่ึงทใี่ ชก้ ารปรึกษาวิทยานิพนธ์กบั ผู้วจิ ัยดว้ ยแอพพลิเคช่ันไลน์ ทีใ่ ห้ขอ้ มูล
ในการเปน็ ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ งทกุ ๆ คนทใ่ี หค้ วามร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมลู อย่างดยี ง่ิ
ขอขอบคุณเว็บไซต์ต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านทฤษฎีทุกๆ ท่าน ขอบคุณแอพพลิเคชั่นไลน์ท่ีได้ให้
ความสะดวก รวดเร็วและสง่ ผ่านขอ้ มลู ดา้ นต่าง ๆ จนงานวิจยั เรอื่ งนสี้ าเรจ็ ลุลว่ งด้วยดี กราบขอบพระคุณคณาจารย์
ทกุ ท่านอยา่ งสงู ย่ิงท่ีให้ความรู้ใหก้ ารอบรม ส่ังสอน ทักษะส่ังสม ประสบการณ์ ใหแ้ กผ่ ูว้ ิจัย
คุณค่าและประโยชน์จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาขอมอบเป็นเคร่ืองบูชาพระคุณครู อาจารย์
ผปู้ ระสทิ ธ์ิ ประสาทความรแู้ ก่ผู้ศกึ ษาอยา่ งเต็มศักยภาพ
เอกสารอ้างองิ
กิรณา สมวาทสรรค์. การศึกษาพฤตกิ รรมการสอ่ื สาร กบั การสง่ ตอ่ ขอ้ มลู ผา่ นแอพพลเิ คชนั่ ไลน์ของ
ผสู้ ูงอาย.ุ ประชุมสัมมนาวชิ าการระดับชาติ ประจาปี 2559 คณะนิเทศศาสตร์และนวตั กรรมการ
จดั การ สถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์ (1 ก.ค. 2559), 2559.
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฎุ ราชวิทยาลัย. ข้อคดิ และแนวการทาวทิ ยานพิ นธ์ของ
นกั ศกึ ษาปริญญาโทสาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา (กรณกี ารวจิ ยั เชงิ สารวจ), 2556.
นริ ชรา ไชยแสง และศศธิ ร ดลปดั ชา. ความพงึ พอใจของนกั ศกึ ษาที่มตี อ่ การใหบ้ รกิ ารของคณะและคณุ ภาพการ
สนบั สนนุ กิจกรรมพฒั นาคณุ ภาพบณั ฑติ ทพ่ี งึ ประสงคค์ ณะศกึ ษาศาสตรม์ หาวิทยาลยั ขอนแกน่
ประจาปกี ารศกึ ษา 2554, 2554.
ชนติ า รกั ษพ์ ลเมือง และสมหวัง พธิ ิยานวุ ฒั น.์ อาจารย์ทป่ี รกึ ษาวิทยานพิ นธ์ : หน้าท่แี ละบทบาท.โครงการจัดทา
ตาราเพื่อการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาสานกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2549.
ทพิ าพรฉันชยั พฒั นาและรศ.แอนนาจุมพลเสถียร. ความคาดหวงั และความพึงพอใจต่อแอพพลเิ คชนั่ ไลน์ (LINE)
ในรูปแบบของการสอ่ื สารผา่ นบัญชอี ยา่ งเป็นทางการ(Official Accounts LINE).สาขาวิชา
สอื่ สารมวลชนคณะวารสารศาสตรแ์ ละส่อื สารมวลชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559.
ทองใบ สดุ ชี. การวจิ ยั ธุรกิจ : ปฏบิ ตั ิการวจิ ยั นอกเหนือตารา. พมิ พค์ ร้ังที่ 1. อบุ ลราชธานี : คณะบรหิ ารธุรกจิ การ
จัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2546, 2546.
บษุ รา ประกอบธรรม. การศกึ ษาการยอมรบั เครอื ข่ายสงั คมออนไลน์ของนกั ศกึ ษา:กรณศี กึ ษามหาวทิ ยาลัย
กรุงเทพ.สทุ ธปิ รทิ ัศน์, 27(81), 93-108, 2556.
74 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
ประทุม ฤกษก์ ลาง. (ม.ป.ป.). ทฤษฎีการสือ่ สาร.ในเอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าทฤษฎีการส่ือสาร.
ความหมายโทรศพั ท์มอื ถือ. (2557).จากhttp://ammpachareeporn.wordpress.com/, 2557.
พภชั เชดิ ชูศลิ ป์. พฤตกิ รรมการใช้ไลนท์ มี่ ีผลตอ่ ความพงึ พอใจและการใชป้ ระโยชน์ของนกั ศกึ ษา
มหาวิทยาลัยศรปี ทุม. ค้นจาก http://www.spu.ac.th/commarts/files/2014/.pdf, 2557.
พรพมิ ล บูรณเบญญา และเพ็ญจิรา คันธวงศ์. ปัจจัยท่ีมีผลต่อการรบั รคู้ วามพึงพอใจของ
ผูใ้ ช้ส่ือสังคมออนไลน์ของคนวยั ทางาน: กรณศี กึ ษาแอพพลิเคชนั่ “ไลน”์ ทเี่ ปน็ เครอื ขา่ ยสงั คม
ออนไลน.์ ในการประชุมวิชาการระดบั ชาตปิ ระจาปี 2557(442-453). กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรังสิต, 2557.
วัลยา เจรญิ ศรีสนั ต์. http://itc.nida.ac.th/home/images/research/research-2558.pdf, 2553.
ศกั รนิ ทร์ตันสพุ งษ์. ปจั จยั ที่ส่งผลตอ่ การยอมรบั แอพพลิเคชั่นไลน์. ปรญิ ญาวิทยาศาสตรมหาบณั ฑิตเทคโนโลยี
สารสนเทศและการจดั การ,สงิ หาคม 2558, มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ, 2558.
อุทัย พรรณสุดใจ. (http;//www.ssru.ac.th p.15), 2545.
Rigopoulos, G. and Askounis, D. A TAM Framework to Evaluate Users’ Perception Towards Online
Electronic Payments. Journal of Internet Banking and Commerce. 12 (3): 1-6.อ้างถึงใน
อรวรรณสุขยานี.ความตั้งใจในการใชร้ ะบบสารสนเทศการบริหารทรัพยากรบุคคลของบุคลากรสถาบัน
บัณฑิตพฒั นบริหารศาสตร์ : การประยกุ ตใ์ ช้ตวั แบบการยอมรบั เทคโนโลยี. 2558, 2007.
Robert V. Krejcie and Earyle W.Moorgan. ธีรวุฒิ เอกะกลุ , 2543http://3.bp.blongsport.com/-
www.kroobannok.com.อา้ งถงึ ใน http://www.thaigov.go.th
www.dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/1260/1/sakarin.tans.pdf, 1970.
ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 75
76 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
The Development of Speaking and Listening Chinese Skills Applying
Communicative Language Teaching Approach
WuYue1
Tanawan Asawarachan2
บทคดั ย่อ
ในปัจจุบันนี้รูปแบบการสอนตามแนวสื่อสารได้กลายเป็นรูปแบบการสอนท่ีผู้สอนนามาใช้อย่าง
กว้างขวางโดยเฉพาะการนามาใชใ้ นการสอนภาษาท่ีสองให้กบั ผู้เรียน เนื่องจากรปู แบบการสอนนี้เปิดโอกาสให้
ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในการส่ือสาร โดยเน้นที่โครงสร้างไวยากรณ์และคาศัพท์ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพ่ือเปรียบเทียบการสอนภาษาจีนในประเทศไทยโดยใช้รูปแบบการสอนแบบการสอนตามแนวส่ือสาร
(Communicative Language Teaching) โดยมุ่งเน้นที่ทักษะการฟังและการพูด นอกจากน้ันและการสอน
แบบทั่วไปในชั้นเรียน และ 2. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนท่ีมีต่อการจัดการเรียนการสอนตามแนว
สอ่ื สาร (CLT) กล่มุ ตวั อยา่ งในงานวิจัยนี้คอื นักเรียนระดับชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ในโรงเรยี นเอกชนแห่งหนึ่งใน
กรุงเทพมหานคร เคร่ืองมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย แผนการสอนตามแนวส่ือสาร (CLT) และแผนการ
สอนทั่วไป, แบบทดสอบก่อน-หลัง โดยแบ่งเป็น แบบทดสอบด้านการฟัง และแบบทดสอบด้านการพูด และ
แบบสารวจความพึงพอใจของผู้เรียน สาหรับสถิติทใี่ ช้ในงานวจิ ัยนี้ คอื ค่าเฉลยี่ รอ้ ยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และ t-test
คำสำคญั : การพฒั นาทักษะการพดู , การฟังทกั ษะการใช้ภาษาจนี
1 Graduate student, Faculty of Education, Rangsit University
2 Department of Bilingual Education, Faculty of Education, Rangsit University
Abstract
As a communicative approach became a main teaching approach in Thailand,
Chinese teaching has moved from traditional approach to CLT approach. The objectives of this
study were to examine CLT approach at a Chinese teaching classroom in Bangkok, to investigate
what were the differences in achievement of listening and speaking between students in a CLT
approach and students in a traditional approach, and to investigate students’ satisfaction of
CLT approach in Chinese listening and speaking.
This was a quantitative research, an experimental design was applies to this
research. The experimental group and control group were selected according to a purposive
sampling method from Grade 3 students at a private primary school in Bangkok. The lesson
ปีที่ 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560) 77
plans of 8 teaching periods were designed for both experimental group and control group. The
experimental group was treatment with 8 lesson plans in a CLT approach, whereas the control
group was treatment with 8 lesson plans in a traditional approach. The research instruments
were designed as a listening test, a speaking test and a satisfaction questionnaire. The data
came from listening and speaking test were analyzed by using independent t-test in SPSS, and
the mean, standard deviation and significance were compared in both listening and speaking
test between experimental group and control group. The data came from satisfaction
questionnaire which was analyzed by using descriptive statistics in SPSS, the level of
satisfaction was found out according to the results of analyzing in mean and standard deviation.
All data collected according to the objectives of this study, the outcomes of this research
wished to enhance speaking and listening skills in teaching Chinese as a foreigner language for
Thai primary students.
Keywords : The Development of Speaking, Listening Chinese Skills Applying
Introduction
Teaching Chinese as a foreign language is to teach the Standard Chinese “Mandarin”
to non-Native speakers. It became a school subject and has developed fast in Thailand in
recent years. The numbers of Thai students learning Chinese in Thai schools has increased fast
from 2003 (Wang, 2015). Chinese teaching is supported by native speakers in Thailand, and
there are some problems during the development. There is no effectiveness of teaching and
learning in Chinese, as students do not know how to communicate in a real situation, and
teachers do not have enough competencies in teaching and cannot keep students’ interest in
order to pay attention to study MasuntisuK (2009 : 19).
In China, many teachers are utilizing a traditional approach. But in Thailand, the
language educational objective is trying to move forward to a communicative approach. To
development of language communicative skills for learners and workers is a vital need in Thai
language teaching objectives. CLT approach is focused on meaningful language understanding
and pays attention to student needs. In the teaching process, let students understand the
meaningful language, and to make conversation according to the real situation, it is a student
centered approach, and it benefits the development of real conversational skills that students
could apply in daily life after they studied in a classroom.
Background of the Study
The CLT approach is used as a teaching approach which was built from the end of
the 1960s, and it has become a popular and successful teaching approach in Western countries,
as well as in Singapore and Malaysia too. Today, it has many mixed methodologies and
theories, such as language learning theories, social learning theories, cognitive theories,
constructive theories and behavior theories. It could be used in native language teaching and
78 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
teaching a language as a second language. It focuses on all skills of language learning, speaking,
listening, reading and writing. Canale and Swain (1980 : 22) and Widdowson (1989 : 42) claimed
that communicative language teaching is an important approach for language learning. Ying
(2010 : 11) also said that CLT approach is the most influential approach in this world by now.
Larsen-Freeman and Anderson (201 1 : 18) said that “One of the basic assumptions of CLT is
that by learning to communicate, students will be more motivated to study another language
since they will feel they are learning to do something useful” (p.163).
CLT approach is focused on the development of communicative skills in the real
situation, in the teaching process, the grammar teaching is involved, but it is just for improving
the expression of language in communication. It can be understood “as a set of principles
about the goals of language teaching, how learners learn a language, the kinds of classroom
activities that best facilitate learning, and the roles of teachers and learners in the classroom”
(Richards, 2006, p.2). As well as the classroom activities which include pair work activities, role
plays, games, and group work activities.
The goal of the CLT approach is communicative competence Richards (2006 : 22),
which could be understood as the ability that people make a successful communication in
the society activities. Richards (2 0 0 6 : 46) defined the communicative competence as the
ability which was able to apply the language in various different language objectives and
functions; the ability which was able to apply different language types in different society
interaction processes and in different society situations, for example, people were able to talk
in different language types depending on the people who they were talking with or depending
on which kind of communication it was; the ability which was able to create language and go
through the different style of texts in communication, for example, people knew how to give
a speech or introduction; and the ability which was able to achieve successful communication,
though people may have limited knowledge of the language.
The traditional approach include Audiolingualism and Structural-Situational Approach
Richards (2006 : 57), which were based on grammatical competence. In the teaching process,
teachers focus on teaching grammar and to build correct sentence according to grammar rules.
And traditional approach is a teacher centered approach. One problem of a traditional approach
is that students almost cannot make a conversation in the real situation after a few years of study.
There is a summary of differences between the CLT approach and traditional approach
as below, the comparison include the opinions of Finocchiaro and Brumfit in 1983 (as cited in
Richards & Rodgers, 1999) who made a comparison between the Audio-lingual and CLT approach.
Table 1: The differences between CLT approach and traditional approach
CLT approach Traditional approach
ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 79
Table 1 : The differences between CLT approach and traditional approach
CLT approach Traditional approach
Communicative competence Grammatical competence
Understanding Meaning of language is most Make a correct sentence according to grammar
important rules is most important
Encourage students creative language and Remember the vocabularies, grammar rules
discover how to acquire the knowledge of and dialogues
language The study content is basic on grammar
The study content is must connect to real teaching, it is not necessary connect to real
situation situation
language learning objectives is to Language learning is to learn vocabularies and
communication in the daily life to build a correct sentence
Students interaction with teacher, and gain Students listen to teacher, teacher deliver the
the knowledge in their own way knowledge
To achieve communication is a process step Trying to communicative from the beginning of
by step, it includes many practices and language learning
training Translation always used in teaching activities
Translation may use depend on students’ Learning is learning
needs To achieve accuracy is first and then to
Learning is through doing achieve fluency
To achieve fluency is first, then to achieve Teaching role is a teacher’s center
accuracy, sometimes to achieve fluency is Teacher always order all students to study in
more important than to achieve accuracy same way and ignore students’ needs
Teaching role is a student’s center Students is ordered to avoid mistakes from the
Teacher pay attention to students’ own way beginning of study
of study and their basic needs Learning material are almost textbooks
Students make mistakes is seen as a nature Students repeat language with teacher and
outcome of learning they do excise by themselves in most time
Learning material could be anything that it Judging students only from test scores
aims to improve students language acquisition
Students are involved in classroom activities
and to learn language through interaction with
other students and teachers
Judging students is not only from the test
scores, it also from the performance of
students in learning process
80 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
Objectives
There were two objectives in this research:
1. To compare the effects of using CLT approach and traditional approach in
a Chinese teaching classroom.
2. To find out students’ satisfaction of CLT approach in Chinese listening and
speaking.
Research Questions
This research had two questions:
1. What were the differences in achievement of listening and speaking between
students in a CLT approach and students in a traditional approach?
2. What were students’ satisfactions in a CLT approach?
Methods and Instruments
This study was an experimental design, as it was a type of quantitative research.
5.1 Participants
There were 6 8 participants Grade 3 students at a private primary school in
Bangkok. The participants were divided into two groups, experimental group and control group,
each group had 34 students. All participants were Thai national students who studied Chinese
as a foreign language in school.
5.2 Instruments
The research instruments were followed as below:
5.2.1 Tests
Listening and speaking tests were given to the experimental group and control
group. The objectives of the tests were to find out the different achievements between students
in a CLT approach and students in a traditional approach. Test questions were designed according
to the Chinese subject syllabus of Grade 3, such as learning contents, learning objectives and task
skills. The listening test included 15 questions and the speaking test included 10 questions.
To ensure the quality of tests, tests were analyzed for validity. The IOC analysis
was applied for doing validity.
5.2.2 Satisfaction questionnaire
A satisfaction questionnaire was given to the experimental group. The objectives of
satisfaction questionnaire were to find out the satisfaction of students in a CLT approach. This
satisfaction questionnaire included 10 items of close-ended questions. The questions were designed
on a CLT approach, and the content of questions included CLT language teaching goals, students
learning ways, activities in classroom and the roles of teacher and students.
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 81
The questions were set according to a 5 - point Likert rating scale, and the
requirement of questions was set as five levels from 5 to 1: 5=highest; 4=high; 3=average; 2=low;
and 1=lowest.
5.2.3 Lesson plan
For Grade 3 students, Chinese had 1 60-minute period per week. This research
included 8 teaching periods, researchers designed 8 lesson plans in CLT approach, and another
8 lesson plans in traditional approach, there were totally 16 lesson plans. Each lesson plan in
both CLT approach and traditional approach was used in 1 period. Those 8 periods teaching
were finished in 8 weeks (consecutively).
The content of both CLT approach lesson plans and traditional lesson plans
were designed according to the subject’s syllabus of Grade 3 and followed with students’
textbook. Students’ textbook was made by the Thailand Education Ministry, and it was used
in many primary schools in Thailand now.
Results
The quantitative data was collected from the listening test, speaking test and satisfaction
questionnaire, all data was analyzed to answer of questions of this research.
6.1 The data analysis of achievement tests
The first question of this study was what were the different achievements of listening
and speaking between students in a CLT approach and students in a traditional approach. To find
out the answer of this question, the data came from both listening and speaking tests which were
analyzed and compared between the experimental group and control group. The analysis was
done by using independent t-test in SPSS, and the mean, standard deviation and significance were
compared in both the listening and speaking test between two groups.
6.1.1 Listening test comparison between the experimental group and
control group
The listening test scores of two groups were compared, Table 2 shows the
result of comparison.
Table 2. The listening test comparison between the experimental and control group
Group Mean Mean Sig. t S.D Sig.
Experimental difference 0.23 (2-tailed)
13.29 0.79 1.80 1.57 0.08
Control 12.50 1.80 2.05
Significance level: >0.05= not significant (no difference) <0.05=significant (difference)
82 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
Table 2 shows that the mean of experimental group was 1 3 . 2 9 , and the mean of
control group was 12.50, the mean difference between two groups was 0.79. The significance
(2-tailed) was 0.08, 0.08>0.05, it means the results was not statistically different between the
experimental group and control group in the listening test, and the students who were in
experimental group had similar ability with students who were in control group in listening.
6.1.2 The speaking test comparison between the experimental group and
control group
The speaking test scores of two groups were compared, Table 3 shows the
result of comparison.
Table 3. The speaking test comparison between the experimental and control group
Group Mean Mean Sig. t S.D Sig.
Experimental difference 2.24 (2-tailed)
6.65 1.62 0.85 2.98 0.03
Control 5.03 2.24 2.98
Significance level: >0.05= not significant(no difference) <0.05=significant(difference)
Table 3 shows that the mean of experimental group was 6.65, and the mean of
control group was 5.03, the mean difference between two groups was 1.62. The significance
(2-tailed) was 0.03, 0.03<0.05, it means the results was statistically different between the
experimental group and control group in the speaking test, and the students who were in
experimental group had higher ability than the students who were in control group in
speaking.
6.2 The data analysis of Satisfaction questionnaire
The second question of this study was what were students’ satisfactions in a
CLT approach. To find out the answer of this question, the data came from satisfaction
questionnaire were analyzed in SPSS, and the mean, standard deviation and level of
satisfaction were found out according to the results of analyzing. The table 4 shows the
analysis results of satisfaction questionnaire as below:
Table 4. The analyze results of satisfaction questionnaire:
Item Mean S.D Level of Satisfaction
Satisfaction form 4.39 0.84 Very satisfied
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 83
The level of satisfaction was considered according to the range as below:
1. 4.51-5.00 extremely satisfaction
2. 3.51-4.50 very satisfied
3. 2.51-3.50 moderately satisfied
4. 1.51-2.50 slightly satisfied
5. 0.00-1.50 not at all satisfied
According to the data that came from table 4, the mean of satisfaction questionnaire was
4.39, the S.D of satisfaction questionnaire was 0.84, the level of satisfaction was very satisfied.
6.2.1 The satisfaction of teacher and satisfaction of students
The researcher divided satisfaction questionnaire into two parts, the
satisfaction of teacher’s performance and the satisfaction of students’ performance. And the
questionnaire of both parts were analyzed in SPSS, the mean, standard deviation and level of
satisfaction were found out according to the results of analyzing. Table 5 shows the analysis
results of satisfaction of teacher’s performance and the table 6 shows the analysis results of
satisfaction of students’ performance as below:
Table 5. The analyze results of satisfaction of teacher’s performance
Item Question Mean S.D Level of
Satisfaction
1 Teacher provides good learning materials and 4.71
activities. 4.47 0.52 extremely
4.53 satisfaction
2 Teacher gives me enough time to practice.
3 Teacher listens to students’ ideas. 0.66 very satisfied
0.61 extremely
4 Teacher pays attention to my individual 4.47
problems and helps me to improve. 4.29 satisfaction
4.49 0.79 very satisfied
5 Teacher is fair to all students. 1.06 very satisfied
Average 0.73 very satisfied
Data from table 5 shows that the range of mean from question 1 to question 5 were
from 4.29 to 4.71, the range of S.D. from question 1 to question 5 were from 0.52 to 1.06, the
average mean of 5 questions was 4.49, and the average S.D was 0.73. According to the range
of satisfaction level, the satisfaction of teacher’s performance was very satisfied.
84 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
Table 6. The analyze results of satisfaction of students’ performance
Item Question Mean S.D Level of
Satisfaction
6 I know how to make sentences by myself. 4.06
7 I get feedback from teacher in the learning 4.38 0.85 very satisfied
4.24 0.99 very satisfied
process. 4.32 0.96 very satisfied
8 I learn from other students in the classroom 4.41 1.01 very satisfied
4.28 0.92 very satisfied
activities. 0.94 very satisfied
9 I enjoy with the classroom activities.
10 I feel safe and respected in the classroom.
Average
Data from table 6 shows that the range of mean from question 6 to question 10 were
from 4.06 to 4.41, the range of S.D. from question 6 to question 10 were from 0.85 to 1.01,
the average mean of 5 questions was 4.28, and the average S.D. was 0.94. According to the
range of satisfaction level, the satisfaction of students’ performance was very satisfied.
Discussion
CLT approach is focused on language meaningful understanding and to teach
students how to communicate in a real situation. The learning materials and activities have to
match with the real world and teacher should give students enough time to practice language
in a classroom. According to the data analysis from the satisfaction questionnaire, students
who were in a CLT approach said they knew how to make sentences by themselves, teacher
provided good learning materials and activities, and teachers gave them enough time to
practice. All those could be seen as factors that students improved their speaking ability in a
CLT approach more than students in a traditional approach. Ying (2010 : 54) also said that the
real communicative activities teacher made in a classroom would improve students’ language
skills in a CLT approach. Chang & Goswami (2 0 1 0 : 87) also found that enough teaching
materials prepared by teachers supported successful teaching in a CLT approach.
CLT approach is a way to learn language as interaction: students interaction with
teachers and interaction with other students in a classroom. It is an approach that includes
social learning theory. Social learning theory is believing learning happened in an interaction
between people in a social situation. According to the results of data analysis from the
satisfaction questionnaire, students who were in a CLT approach said that they enjoyed
classroom activities and they learned from other students in the learning process. They also
said that the teacher paid attention to their individual problems and gave feedback to them
in the learning process. So students had good interactions with the teacher and other students
in a CLT approach classroom. It could be seen as a reason why students had higher speaking
ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 85
achievement in a CLT approach than students in a traditional approach. Learning as an
interaction between people gave benefits to students’ speaking ability in a CLT approach
classroom. Chang & Goswami (2010 : 66) found that in the English learning process, students
needed to be a participator in the classroom activities and students need to be communicative
in the target language in a classroom, the interaction happened in a classroom would affect
to students’ language learning.
CLT approach is a student centered approach, it pays attention to students’ basic
needs in the teaching process. According to the analysis results of the satisfaction questionnaire,
students in a CLT approach said that the teacher listened to students’ ideas and was fair to all
students, and they felt safe and respected in the classroom. According to those sounds, it
could be said that the researcher did a student centered approach in a CLT approach
classroom. And students had comfortable feelings when they were learning Chinese in a CLT
approach. The student centered approach could be seen as a reason why students enjoyed
study and had a higher speaking achievement in a CLT approach than students in
a traditional approach. In the research of Zeeshan (2 0 1 6 : 30) , most students also gave high
support to a student centered approach. And in the research of Wu (2010 : 37), most students
preferred student centered approach too, and the student centered approach provided more
practice opportunities in the English learning process. The student centered approach could
be seen as a way to improves students’ learning interest and a way to give students more
chance to practice language. The learning interest and more practice are positive effects in a
students’ learning achievement.
There are other researchers who did research in English language learning. Saeed &
Congman (2013 : 21) and Akram & Mehmood (2011 : 31) said that, the students had better
English learning achievement in a CLT approach than students in a traditional approach. Akram
& Mehmood (2011 : 42) also said CLT approach improved students’ learning confidence, and
kept students’ interest on learning. CLT approach gave both satisfaction to students on their
learning way and to teachers on their teaching way, and the CLT approach connected the
language learning with the experience of students and with the real situation of world. Those
were the reasons why students had better language achievements in a CLT approach.
The Students had a similar listening achievement in a CLT approach with the
students in a traditional approach. Table 2 shows that the significance (2 - tailed) was 0 . 0 8 , it
means the results was statistically no different in listening achievement between the
experimental group and control group, but the researchers found the mean difference was
0.79 between two groups, the mean of experiment group was statistically 0.79 higher than the
mean of control group. The results showed no different between two groups that maybe
because there were only 8 teaching periods in this study, the experimental was done in a
limited and shorted time, and in a traditional approach teaching classroom, students were
always asked to repeat with the teacher and to answer the teacher’s questions, they were all
good ways to train students’ listening skills.
86 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
There were ten questions in the satisfaction questionnaire, the level of satisfaction
of each question was very satisfied or an extremely satisfied, the satisfaction of teacher’s
performance and the satisfaction of students’ performance all were very satisfied. It could be
concluded that the students were very satisfied with a CLT approach.
Recommendations
This study examined the CLT approach at a Chinese teaching classroom in Bangkok.
The researchers would like to find a way to improve Thai students Chinese listening and speaking
skills in a CLT approach. In addition, it also tries to improve students’ communicative abilities in
real-life situations according to the CLT approach.
It was found that the students had higher speaking ability in a CLT approach than the
students in a traditional approach, and the students were very satisfied with a CLT approach. From
the findings of this study, the researchers would like to make recommendations as below:
1. The CLT approach could be used to teach Chinese in Thai schools.
2. In a CLT approach, a teacher needs more teaching materials or equipment to support
teaching. The teaching materials and equipment may be lacking in a school, a financial support to
purchase teaching materials and equipment is necessary.
3 . Researchers could examine longer teaching periods to see what are different
achievements in Chinese listening between students in a CLT approach and students in a traditional
approach.
References
Akram, M. & Mehmood, A. The need of communicative approach (in ELT) in teacher
training program in Pakistan. Language in India, 11(5), 172-178, 2001.
Canale, M., & Swan, M. Theoretical basis of communicative approaches to second
language learning and testing. Applied Linguistics, 1, 1-47, 1980.
Chang Ming., Goswami Jaya S. Factors Affecting the Implementation of Communicative
Language Teaching in Taiwanese College English Classes. English Language
Teaching, 4(2). doi:10.5539/elt.v4n2p3, 2010.
Finocchiaro, M., and Brumfit C. The Functional-Notional Approach: From
Theory to Practice. New York: Oxford University Press. In Richards, 1983.
J., & Rodgers, T. Approach and methods in language teaching. New York: Cambridge
University Press, 1999.
Larsen-Freeman Diane, Anderson Marti. Techniques & Principles in Language Teaching
(3th ed). Oxford: Oxford University Press, 2011.
Masuntisuk Ronnaphol. Chinese Language Teaching in Thailand at the Primary and
Secondary Education Levels. Retrieved from
www.thaiworld.org/upload/question/file_827.pdf, 2009.
ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 87
Richards Jack C. Communicative Language Teaching Today(4th ed) Cambridge :
Cambridge University Press. Retrieved from
www.cambridge.org/elt/teacher-support/pdf/Richards-Communicative-
Language.Pdf, 2016.
Saeed Ahmad., Congman Rao. Applying Communicative Approach in Teaching English as
a Foreign Language: a Case Study of Pakistan. Porta Linguarum 20, Junio,
187-203, ISSN: 1697-7467. Retrieved from
www.ugr.es/~portalin/articulos/PL_numero20/12%20%20Saeed.pdf, 2013.
Wu Kun-huei. The Relationship between Language Learners’ Anxiety and Learning
Strategy in the CLT Classrooms. International Education Studies, 3(1). doi:
http://dx.doi.org/10.5539/ies.v3n1p174, 2010.
Widdowson, H. G. Knowledge of language and ability for use. Applied Linguistics, 10,
128-37, 1989.
Wang Lingling. Chinese Education in Thailand and the Global Spread of
Chinese Language & Culture. Retrieved from
http://www.vijaichina.com/sites/default/files/2.%20Chinese%20
Education%20in%20 Thailand%20and%20the%20Global%20Spread%
20of%20Chinese% 20language%20%26%20Culture_Dr.%20
Wang%20lingling.pdf, 2015.
Ying, Luo. Communicative activities in ELT classrooms in China.
Unpublished master dissertation, University of Wisconsin-Platteville. Retrieved from
https://minds.wisconsin.edu/bitstream/handle/1793/43589/Luo,%20Ying.pdf?sequence=1,
2010.
Zeeshan Muhammad. Pakistani Government Secondary Schools Students’
Attitudes towards Communicative Language Teaching and Grammar
Translation in Quetta, Balochistan. English Language Teaching, 9(3). doi:
10.5539/elt.v9n3p258, 2016.
88 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
การบริหารจดั การสถานศกึ ษาตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สกู่ ารพัฒนาครูและนกั เรยี นในศตวรรษที่ 21
The Education Institution Administration under the Philosophy of
Sufficiency Economy for the Development of Teachers and students
in the 21st Century
กฤติเดช สุขสาร1
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 7 คน
ตรวจสอบและยืนยันดว้ ยเทคนิค EDFR จากผเู้ ชยี่ วชาญ จานวน 17 คน และ ประชุมประชาพิจารณ์ผู้เช่ยี วชาญและ
ผมู้ สี ่วนเกี่ยวข้อง จานวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบ
ประชาพิจารณ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ามัธยฐาน ค่าฐานนิยม ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และ
การวเิ คราะห์เน้อื หา
ผลการวจิ ยั พบวา่
การบรหิ ารจัดการสถานศกึ ษาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสกู่ ารพัฒนาครูและนกั เรียน
ในศตวรรษท่ี 21 มีองค์ประกอบท่ีสาคัญที่จะต้องเช่ือมโยงสัมพันธ์กันในการนาไปใช้บริหารจัดการสถานศึกษา
ซ่ึงประกอบด้วย 1. คุณลักษณะ 3 คุณลักษณะ ได้แก่ 1) ความพอประมาณ 2) ความมีเหตุผล 3) การมีภูมิ
คุมกันท่ีดี 2. เง่ือนไขการตัดสินใจ 2 เง่ือนไข ได้แก่ 1) เง่ือนไขความรู้ 2) เงื่อนไขคุณธรรม และ 3. การพัฒนา
5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตร ท่ีมุ่งส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ มีเนื้อหาสาระการเรียนรู้ระดับสากล ระดับชาติ
และระดับท้องถิ่น 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย มีเวทีให้ผู้เรียนได้
แลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงออกอย่างต่อเนื่อง 3) ด้านการวัดและประเมินผล มีการวัดและประเมินผลตาม
สภาพจริง นาผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา 4) ด้านการบริหารจัดการ มีการกระจายอานาจและ
นานโยบายสู่การปฏิบตั ิ มีการส่งเสริมการวิจยั เพื่อพัฒนาทักษะของบคุ ลากร และ 5) ด้านการพฒั นาวิชาชีพ มีครู
และบคุ ลากรเป็นผูอ้ อกแบบการเรียนรู้ อานวยความสะดวก และเข้าใจเป้าหมายของการจัดการศึกษา ยอมรับ
ส่ิงใหม่เข้ารับการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี ผลการนาเสนอการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสกู่ ารพัฒนาครูและนักเรียนในศตวรรษท่ี 21 ตอ่ ผทู้ รงคุณวุฒิปรากฏว่าผู้ทรงคุณวุฒิ
มคี วามเหน็ สอดคล้องกับความเป็นไปได้ทุกด้าน
คาสาคญั : การบริหารการศึกษา, เศรษฐกจิ พอเพยี ง, ศตวรรษที่ 21
1ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านชีทวน สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
ปีที่ 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 89
Abstract
The objective of this research was study the education institution administration
under the philosophy of sufficiency economy for the development of teachers and students
in the 21st century. The samples were 7 experts for interviews, confirm with EDFR technique
from 17 experts and public hearings with 25 experts and involved. The research instrument
was an in-depth interview, a questionnaire anda public hearing. Statistics used were median,
mode, inter -quartile range and content analysis.
The research resulted were as follows :
The education institution administration under the philosophy of sufficiency economy
for the development of teachers and students in the 21st century in the study consisted of
3 features : 1) tolerable 2) rational 3) are immune, 2 Conditional decisions : 1) cognition 2) virtue,
and 5 developments : 1) Curriculum; the course aims to foster creativity ; substantive involved
learning in international, national and local levels, 2) Learning management; learn a variety of
management styles; continuous learning exchange and expression continued, 3) Measurement and
Evaluation; authentic evaluation; be evaluated for use to the development of education,
4) Management; decentralization and applying policy into practice; permit the research to develop
the skills, and 5) Professional development; teachers and staffs are learning designer ; improve
the use of technology. Based on the results of experts and involved confirm with all the
possibilities.
Keywords : Administration, Sufficiency Economy, The 21st Century
บทนา
ความเปล่ียนแปลงในปัจจุบันที่ส่งผลต่อการศึกษา มีหลายด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ประชากร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซ่ึงสานักงานเลขาธิการสภา
การศึกษา (2554 : 10) ได้จัดทาแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.2552-2559) ข้ึน เพ่ือใช้เป็น
แนวทางในการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป
ซ่งึ สอดคลอ้ งกับเป้าหมายของการปฏิรปู การศกึ ษาในทศวรรษท่ี 2 คอื การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา การขยาย
โอกาสทางการศึกษา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา ในส่วนของมาตรการเพื่อ
พัฒนาคุณภาพการศึกษาและเรียนรู้น้ัน ได้กล่าวถึงเรื่องหลักสูตรไว้ว่า จัดหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน
กิจกรรมการวัดและประเมินผลทกุ ระดับและประเภทการศึกษาทม่ี ีคณุ ภาพ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาผูเ้ รยี นอยา่ ง
รอบด้าน ทั้งรา่ งกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ให้สามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปญั หา มคี ุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
และคุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ มผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนสูงขนึ้ รวมท้ังจดั บรกิ ารการศึกษาและเรียนรดู้ ้วยรปู แบบ
ทเี่ หมาะสมสาหรบั บคุ คลทม่ี ีความสามารถและศกั ยภาพพิเศษด้านตา่ งๆ กระทรวงศึกษาธิการ (2552 : 11-15)
จากสภาพท่ีเกดิ ขน้ึ ได้สะท้อนใหเ้ หน็ ว่าไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คม และการศกึ ษาอย่ใู นระดับ
คอ่ นขา้ งตา่ กว่าประเทศอ่ืนท่มี ีประชากรและทรพั ยากรในระดบั ที่ใกลเ้ คยี งกัน และในมมุ มองทางการศกึ ษา พบว่า
คุณภาพการศึกษาพืน้ ฐานตกต่าจึงมคี วามจาเป็นท่ตี ้องปฏริ ูปการเรยี นรู้ หมายถึง คณุ ภาพทางวิชาการ และองค์
ความรู้ท่ีมีอยู่ในระบบการศึกษาต่ากว่ามาตรฐาน ระบบการถ่ายทอด ความรู้ของครูผู้สอน ระบบสนับสนนุ การ
เรียนรู้ หรือการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลทาให้ผู้เรียนมีความรู้ต่ากว่ามาตรฐาน ซึ่งทักษะที่
90 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี