The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ratda_Lert, 2021-10-09 19:02:54

บัวบัณฑิต ธค 2560 Kami Export - Journal_41

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

การจดั การแสดงนาฏศิลปไ์ ทยในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
สมเด็จพระเจ้าภคินเี ธอ เจ้าฟ้าเพชรรตั นราชสดุ าสิรโิ สภาพณั ณวดี

The Management of Thai Dancing Art in Royal Funeral Ceremony for
Her Royal Highness Princess PecharatanarachasudaSirisopapanawadee

(King Wachirawut’s daughter)

จนิ ตวฒั น์ ช้างหราย1
สภุ าวดี โพธิเวชกุล2

บทคัดยอ่

การศกึ ษาเร่ืองการจัดการงานนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธถี วายพระเพลิงพระบรมศพและพระศพ
สมยั รัชกาลท่ี 9 แห่งกรุงรัตนโกสนิ ทรม์ ีจุดประสงเพื่อศึกษาวธิ ีการบริหารจดั การแสดงนาฏศิลป์ไทยในพระราช
พิธีถวายพระเพลงิ พระศพสมเด็จพระเจ้าภคนิ ีเธอเจา้ ฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพณั ณวดีพุทธศักราช 2555
ซึ่งมีขอบเขตในการศึกษาอยู่ 2 ช่วงคือ 1) ก่อนการยกเลิกนาฏศิลป์ไทยในการพระราชพิธีออกพระเมรุมาศ
2) ยุคของการร้ือฟื้นการแสดงนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระศพรัชกาลที่ 9
แหง่ กรงุ รัตนโกสินทร์

ผลการศกึ ษา พบวา่
ด้านการวางแผนงานในการจัดการแสดงนาฏศลิ ป์ไทยในครงั้ นผ้ี ้รู ับผิดชอบหลักคือสานักการสังคีต
กรมศลิ ปากรเป็นผู้จัดทาบทการแสดงทงั้ หมดด้านบคุ ลากรที่ใช้ในการจดั การแสดงในครั้งนี้สามารถแบ่งออกได้
เป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ 1 ได้แก่กลุ่มผู้บรหิ ารหรือคณะทางานมีหน้าท่ีในการดาเนินการจัดกิจกรรมการฝึกซ้อม
สามารถจาแนกหน้าที่ของแต่ละฝ่ายออกเป็น 8 ฝ่ายหลักด้านเวลาและการเตรียมงานในการจัดการแสดง
นาฏศิลป์ไทยในพระราชพธิ พี ระราชทานเพลิงพระศพฯในครั้งนแี้ บ่งเปน็ 3 ชว่ งคือชว่ งเตรียมงานช่วงดาเนินการ
ฝกึ ซ้อมช่วงปรับแก้ไขดา้ นงบประมาณในการจัดการแสดงคร้ังนี้งบประมาณท่ีใช้เป็นเงนิ โดยประมาณ 10 ล้าน
บาทโดยจะมีการจัดสรรปันส่วนของงบประมาณให้สอดคล้องกับควา มต้องการในแต่ละฝ่ายเป็นสาคัญด้าน
ปัญหาอุปสรรคในการจัดการแสดงนาฏศิลป์ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพครั้งน้ีปัญหาท่ีพบคือ
จานวนนักแสดงประกอบไม่เพียงพอดงั นนั้ ทางสานกั การสังคีตจึงไดป้ ระสานทางวิทยาลัยนาฏศลิ ป์ทง้ั 12 แห่ง
ท่ัวประเทศใหค้ ดั เลอื กนักเรียนเข้าร่วมการแสดงในคร้งั น้ีกล่าวไดว้ ่าในการจดั การแสดงนาฏศิลปไ์ ทยในพระราช
พิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี พุทธศักราช
2555 ในครง้ั น้นี อกจากเป็นการจัดตามโบราณราชประเพณีแลว้ ยงั เป็นการแสดงถงึ จารตี ต่างๆของนาฏศิลปไ์ ทย
ทั้งโขนหนังละครและหุ่นกระบอกไปในตัวอกี ดว้ ย

คาสาคญั : การจัดการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทย

1นักศึกษาปรญิ ญาโทมหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนนั ทา 491
2สาขาวิชาศิลปะการแสดง (นาฏศิลปไ์ ทย) คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสุนันทา

ปที ่ี 17 ฉบบั ที่ 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560)

Abstracts
Education Management of Thai dance In the ceremony of offering the relics and
relics. 9th reign of Rattanakosin period Has a purpose Study how to manage Thai dance
performances at the funeral pyre. Her Majesty's Sister Prince of Songkarn Rajabhat Rajasan
SiriSopha Punnawadee 2012, the scope of the study is two periods: 1) before the abolition of
Thai dance in the royal ceremony. 2) the era of reintroduction of Thai dance. In the ceremony of
offering fire.The remains of the reign of King Rama IX of Rattanakosin.
The research findings were as follows :
The study indicated that Planning In the management of Thai dance performances
this time. The main responsible person is The Fine Arts Department is responsible for the
production of all the plays. Personnel used to manage this show. Can be divided into two
groups: Group 1 is the management team or the team. Has the duty to conduct rehearsal
activities. The duties of each party can be classified into eight main divisions, time and
preparation. In the management of Thai dance performances in the royal cremation ceremony,
this is divided into 3 sessions, the preparatory stage. Practice period The budget adjustment
phase for this show. The budget is about 10 million baht, with the allocation of budget allocated
to each party's needs. Barriers In the management of dance performances in the royal cremation
ceremony. This is the problem. Not enough actors. So the Office of Harmony. He has
collaborated with 12 dance schools nationwide to select students to attend the show. Said that
in the management of Thai dance performances in the royal funeral pyre, her sister. Prince of
Diamonds Rattana Rajasri Siri Sopana Navarat 2012 This is in addition to the ancient tradition.
It also represents various traditions. Of Thai dance, both pantomime, drama, and puppetry.
Keyword : The Management of Thai dancing
บทนา
ประเทศไทยเป็นอีกหน่ึงประเทศบนโลกที่มปี ระวตั ิศาสตร์ที่ยาวนานและเป็น 1 ใน 30 ประเทศที่
เป็นสมาชิกของสหประชาชาติท่ียังคงมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข วาสนา ปิยะบวรนัท (2555 : 24)
ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยท่ีเหล่านักวิชาการนักโบราณคดไี ด้รวบรวมหาหลักฐานเท่าที่ค้นพบในด้านของ
ระบบการปกครองประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบบกษัตริย์ท่ีสืบทอดมานานกว่า 700 ปีตามหลักฐาน
ที่ค้นพบโดยเริ่มจากสมัยสุโขทัยเป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันมีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์น้ันเป็นดั่งเทวราช
หรือสมมติเทพ (God King) ระบบความเชอ่ื ของขอมมารวมกับระบบความเช่ือของไทยดังน้ันพระมหากษัตริย์
จะมีสถานะเป็นดัง่ เทวราชาและทรงถือตามพระธรรมศาสตร์เป็นตน้ จากคติความเช่อื เร่อื งสมมตเิ ทพสง่ ผลใหว้ ิถี
ชีวิตหรือปัจจัยสี่ของพระมหากษัตริย์มีความพิเศษกว่าสามัญชนท่ัวไปเป็นอย่างมากอาทิเช่นภาษาใช้เป็นคา
ราชาศัพท์เคร่ืองราชูปโภคปราสาทราชวังต่างๆจะมีความงดงามวิจิตรบรรจงอีกท้ังธรรมเนียมประเพณีและ
492 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

พระราชพิธีต่างๆที่ได้แทรกความหมายของการเป็นสมมติเทพอยู่แทบท้ังส้ินหน่ึงในนั้นคือพระราชพิธี
พระราชทานเพลิงพระบรมศพหรอื พระศพโดยเปน็ พระราชพิธที ส่ี ะท้อนความเชือ่ เร่ืองสมมติเทพได้เป็นอย่างดี
พธิ ีกรรมท่เี ก่ียวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเก่ียวเนอ่ื งกับคติหรือสัญลกั ษณ์ทางศาสนาในหลาย
ลทั ธหิ ลายนกิ ายท้ังพุทธราชาเทวราชมีรากฐานมาจากศาสนาพราหมณ์ทั้งไศวนกิ าย (นับถือพระศิวะเป็นใหญ่)
และไวษณพนิกาย (นับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่) คติความเช่ือกับแนวคิดทางการปกครองได้ผสมเป็นจนเป็น
เนื้อเดียวกันเป็นพิธีกรรมท่ีเหมาะสมต่อการสร้างสญั ลักษณ์เร่ืองความเป็นสมมติเทพของพระมหากษตริย์เป็น
อย่างดี

เม่ือมีการสวรรคตเกิดข้ึนและนั่นหมายถึงการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ต้อง
แสดงแสนยานภุ าพและบุญบารมใี ห้บรรดาประเทศตา่ งๆเห็นถึงความยง่ิ ใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ความพรอ้ ม
ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติความพร้อมด้านกาลังพลฯลฯในด้านความหมายและความเชื่อ เม่ือมี
พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์เสยี ชีวิตลงจะเรียกวา่ สวรรคตหมายถึงไปสู่สวรรค์เม่ือสวรรคตวิญาณ
จะเสด็จกลับสู่สวรรค์ณท่ีประทับบนเขาไกรลาศหรือเขาพระสุเมรุในตานานได้กล่าวไว้ว่าเป็นภูเขาลูกหนึ่ง
เป็นทต่ี ้ังของเมืองสวรรค์ช้ันดาวดึงส์เปน็ ท่ีอยู่ของเหล่าเทวดาทวยเทพต่างๆอีกท้ังยงั เปน็ ศูนย์กลางของจักรวาล
อีกด้วยเหตุเมอื่ กษัตริย์สวรรคตจะต้องทาการปลูกสร้างพระเมรุมาศด้วยมีความสอดคลอ้ งกับคติความเช่อื ทส่ี ืบ
ทอดตอ่ กันมาเมื่ออญั เชญิ พระบรมศพขนึ้ ไปประทับยังพระเมรุมาศพระบรมศพก็เปรียบเสมือนพระอินทร์หรือ
เทพเจ้าที่นับถือ (พระศิวะพระนารายณ์พระพรหม) เมื่อถึงเวลาถวายพระเพลิงดวงวิญญาณก็จะเสด็จกลับ
สวรรคณ์ ดนิ แดนเขาพระสุเมรุดงั เดิมหรอื แสดงให้เห็นวา่ พระบรมศพของพระมหากษตั รยิ ์ไทยไดม้ กี ารประกอบ
พระราชพิธีถวายพระเพลิงกันบนยอดเขาพระสุเมรุอีกทั้งให้มกี ารสมโภชด้วยการละเล่นต่างๆเป็นจานวนมาก
หน่ึงในนั้นมีนาฏศิลป์ไทยรวมอยู่ด้วยจากความหมายและความเป็นมามีพ้ืนฐานมาจากอินเดียท่ีเช่ือกันว่าการ
ฟ้อนราน้ันเปน็ ของเทพเจ้าใครไดฟ้ ้อนราตามเทวบัญญัติก็จะเชื่อวา่ ได้รับประโยชน์และจะไดไ้ ปสู่สคุ ติเปน็ เบื้อง
หน้าหรือดังที่ภูษิตาอุดมอักษร-ภาดา (2551 : 3) ให้ความเห็นว่ามนุษย์จาเป็นต้องใช้ศิลปะการแสดง
ประกอบการบวงสรวงบชู าสิ่งศักดิส์ ิทธเ์ิ พ่ือแสดงความเคารพต่อเทพเจา้ เม่ือระบบราชสานักท่มี ีพระมหากษตั ริย์
เป็นสมมตเิ ทพจึงเกดิ การใช้ศลิ ปะประเภทนาฏศลิ ปใ์ นการปรนนบิ ัตริ บั ใชพ้ ระมหากษัตรยิ ์แทนเทพเจา้

ดว้ ยเหตุดังกล่าวนาฏศิลป์ไทยกับความศักด์ิสิทธิ์จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างปฏิเสธไม่ได้นาฏศิลป์
ไทยเป็นส่ิงทแี่ สดงถึงความรื่นเริงสนุกสนานสว่ นในงานศพจะเต็มไปด้วยบรรยากาศของความเศรา้ สลดเสยี ใจทั้ง
สองสงิ่ น้ใี หค้ วามรู้สกึ และอารมณ์ทแ่ี ตกต่างกนั โดยส้นิ เชิงแตเ่ มื่อมงี านถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือในงานศพ
ของชาวบ้านเม่อื ใดก็จะพบว่ามกี ารแสดงนาฏศิลป์เขา้ รว่ มด้วยเชน่ ในบันทึกการเดนิ ทางของบาทหลวงตาชาร์ด
สมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชในพิธีปลงศพพบว่ามีการฟอ้ นรากบั ละครตลกและโขนหรือในภาคใต้ของไทย
งานนาฏศิลป์จะจัดตามฐานะของเจ้าภาพเช่นหนังตะลงุ มโนห์รากาหลอฯลฯเม่ือพิจารณาจากเอกสารคาบอก
เล่าเร่ืองต่างๆในอดีตของคนไทยนั้นเป็นพวกรักสนุกชีวิตเต็มไปด้วยความสนุกสนานร่ืนเริงไม่ว่าจะมีพิธีอะไร
เดือนไหนหรือฤดูใดก็จะมีงานสนุกสนานรื่นเรงิ กนั ได้ตลอดเวลาซง่ึ นาฏศิลป์น้นั สามารถนาไปใช้ได้กับทกุ ชนช้ัน
และทุกโอกาสเชน่ การเกดิ ก็มกี ารทาขวัญการโกนผมไฟการโกนจุกหรือโสกนั ต์ในสถาบันพระมหากษัตริย์กจ็ ะมี
การจดั งานที่ใหญ่โตมีการจาลองเขาพระสุเมรุมมี หรสพสมโภชตา่ งๆเปน็ จานวนมากตลอดจนการตายหรอื พระ
ราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรูปแบบการจัดงานกจ็ ะองิ ความเชื่อเรอ่ื งสมมติเทพเปน็ สาคัญจึงมีการสร้าง
พระเมรุที่มีขนาดใหญ่รวมทั้งมีงานนาฏศิลป์เป็นจานวนมากอีกด้วยและเม่ือนาลักษณะพื้นฐานของคนไทยใน
อดีตมาผนวกกับความเชื่อของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพถือว่าเป็นงานปลดทุกข์คลายความโศกเศร้า

ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 493

จึงทาให้นาฏศิลป์ไทยและงานศพหรือพระราชพธิ ีถวายพระเพลิงพระบรมศพจงึ มคี วามสอดคลอ้ งไปในทิศทาง
เดียวกนั

นาฏศิลปไ์ ทยในพระราชพธิ ถี วายพระเพลิงพระบรมศพในสงั คมไทยเร่ิมต้นพบหลักฐานคอื งานพระ
บรมศพของพระยาจักรพรรดิจากวรรณกรรมเรือ่ งไตรภูมิพระรว่ งในสมยั สุโขทยั แต่ไมป่ รากฏบนั ทึกเกี่ยวกบั งาน
ทางด้านนาฏศิลป์ซึ่งสมัยที่มีบันทึกเกี่ยวกับงานนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพบใน
สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถปรากฏเพียงคาว่านางระบาอันมโหราฬมหรสพท้ังปวงจะเห็นภาพของการแสดง
นาฏศิลไทยและการละเล่นต่างๆ เป็นจานวนมากและในสมยั สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 เจา้ ฟ้าดอกมะเด่ือ
มกี ารระบุประเภทของนาฏศิลป์ไทยไว้อย่างละเอียดได้แก่โขนหนังละครหุน่ มอญราระบาเทพทองโมงครุม่ ผาลา
คลุ าตไี มเ้ ป็นตน้ ในสมัยกรุงธนบุรเี ป็นสมยั ทีอ่ ย่ใู นระหวา่ งการกอบกู้อาณาจักรหลังจากกรุงศรอี ยธุ ยาแตกคร้ังท่ี
2 และเป็นราชวงศ์ที่ไม่มีการสืบทอดราชสมบัติทาให้สมัยธนบุรมี ีกษัตริย์เพียงแค่พระองค์เดียวคือสมเด็จพระ
เจ้าตากสินมหาราชงานถวายพระเพลิงพระบรมศพน้ันจึงพบเพียง 4 ครั้งและพบนาฏศิลป์อยู่ด้วยกัน 8 ชนิด
คือ โขนงว้ิ หนัง (ไทย, จนี ) ห่นุ (ไทย, ลาว, ยวน, มอญ) ราหญิงละครละครเขมรรามญั เทพทอง เป็นตน้ ในสมัย
กรงุ รัตนโกสินทร์เร่ิมด้วยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในงานถวายพระเพลิงพระ
บรมอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกมีการพรรณาถงึ นาฏศิลป์ไทยไว้ละเอียดที่สุดซ่ึงปรากฏนาฏศิลปไ์ ทย
ทั้งหมด 10 รายการไดแ้ ก่โขนละครในละครชาตรีห่นุ (ไทย, จนี , ลาว, มอญ, ทวาย,และห่นุ พม่า) ง้วิ ระบามอญ
ราโมงครุ่มระเบงเทพทองเป็นต้นในรัชกาลน้ีนับเป็นแบบอย่างการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ตามโบราณราชประเพณีในรัชกาลถัดไปจนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวธรรม
เนียมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่คติความเชื่อเรื่องสมมติเทพได้ลดลง
ตั้งแต่คร้ังสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเร่ือยมาโดยปรับจากพระมหากษัตริย์คือสมมติเทพให้
กลายเปน็ มหาบุรุษผู้ปกปอ้ งศาสนาและประชาชนในการจัดงานพระราชพธิ ีทใี่ หญ่โตมโหราฬธรรมเนียมการไว้
ทกุ ข์แบบเดิมตลอดจนบรรยากาศของความรน่ื เริงหรอื การปลดทกุ ขไ์ ด้ส้ินสดุ ลงและมีการแก้ไขข้ึนใหม่อาทิเช่น
ยกเลิกการโกนผมไว้ทุกข์งดการปลูกพระเมรุที่มีขนาดใหญ่เท่าโบราณขบวนแห่อัญเชิญพระบรมศพให้ใช้เป็น
ทหารเจา้ นายหรอื ข้าราชการแทนการใช้รูปสตั วใ์ นหิมพานต์และการแต่งกายเปน็ เทวดาตลอดจนให้มกี ารยกเลิก
งานเฉลิมฉลองต่างๆจึงเป็นเหตุทาให้นาฏศิลป์ไทยและมหรสพประเภทอื่นๆ ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุที่มี
การเปล่ียนแปลงธรรมเนียมคร้ังใหญ่นี้ประการหนึ่งมาจากพระราชดาริของพระบิดาคือพระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและอีกประการหน่ึงคือการปรับตัวให้เข้ากับโลกสมัยปัจจุบันซึ่งพระองค์ได้ศึกษาต่อยัง
ประเทศอังกฤษแนวคิดจึงหันเหไปในทางวัฒธรรมตะวนั ตกเป็นส่วนมากคืองานศพมใิ ชก่ ารรื่นเริงแบบท่ีมีมาแต่
ก่อนแต่งานศพคือการไว้ทุกข์สงบโศกเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงคร้ังสาคัญนี้ทาให้พระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระบรมศพเปน็ แบบอยา่ งทางโบราณราชประเพณีท่ปี ฏบิ ัตสิ บื ต่อกนั มาจนยคุ ปัจจุบนั

จากรชั กาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัวท่ีมีพระราชดารัสให้ยกเลกิ มหรสพทกุ ชนิดใน
งานพระราชพิธีถวายพระเพลงิ เม่ือรัตนโกสินทรศ์ ก 129 (2453) จนถงึ รัชกาลท่ี 9 ของกรุงรตั นโกสินทร์ยังคงใช้
ธรรมเนียมในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ ัวซ่ึงในรัชกาลท่ี 9 นีไ้ ด้มกี ารจัดพระราชพิธีถวายพระ
เพลงิ พระบรมศพ ดังนี้

494 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

1. พระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสยามินทราธิราช
(พ.ศ.2493)

2. พระราชทานเพลงิ พระศพจอมพลสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอเจ้าฟา้ กรมพระนครสวรรค์วรพนิ ติ พลเอก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าพวงสรอ้ ยสอางค์
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอพระองคเ์ จา้ ประภาพรรณพไิ ลย (พ.ศ.2493)

3. พระราชทานเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวีพระพันวสาอัยยิกาเจ้า
(พ.ศ.2499)

4. พระราชทานเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าราไพพรรณีพระราชราชินีในรัชกาลที่ 7
(พ.ศ.2528)

5. พระราชทานเพลงิ พระบรมศพสมเดจ็ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พ.ศ.2538)
6. พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนากรมหลวงนราธิวาส
ราชนครินทร์ (พ.ศ.2551)
7. พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี
(พ.ศ.2555)
จากงานพระราชทานเพลิงพระบรมศพและพระศพมที ้ังหมด 7 ครั้งดว้ ยกันโดย 4 ครง้ั แรกน้ันจาก
การค้นควา้ เอกสารจากจดหมายเหตุยงั ไม่พบว่ามีการแสดงนาฏศิลป์ไทยเข้าร่วมสมโภชในพระราชพธิ ีดังกล่าว
งานนาฏศิลป์ไทยเพ่ิงจะรือ้ ฟื้นอีกคร้ังในพุทธศักราช 2539 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระ
ศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนรี วมแล้วเป็นระยะเวลา 105 ปีท่ีมกี ารขาดช่วงการสืบทอดงานทางด้านนาฏศิลป์ไทย
ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นที่น่าสนใจวา่ ในระยะเวลาดังกล่าวท่ีขาดช่วงไปจนถึงการรอ้ื ฟ้ืน
ข้นึ ใหม่ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบการแสดงอาทิเช่นสานักการสังคีตกรมศิลปากรมีแนวทางในการจัดการงาน
นาฏศิลป์ไทยอย่างไรเพ่ือรักษาจารีตโบราณราชประเพณีดั้งเดิมไวอ้ ีกทั้งเป็นพระราชพิธที ่ีมีนาฏศิลป์ร่วมแสดง
อยู่เป็นจานวนมากใช้ระยะเวลาในการแสดงท่ียาวนานกว่าการแสดงท่ัวไปหลายเท่าตัวจานวนนักแสดงทีมงาน
ก็จะต้องมากตามมาด้วยมีคากล่าวที่ว่านักแสดงเป็นหัวใจของการแสดงและเป็นผู้ที่สวมบทบาทเป็นตัวละคร
เพ่ือถ่ายทอดเร่ืองราวและความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่ในบทมาสู่ผู้ชมเราสามารถตัดทุกส่ิงทุกอย่างออกได้แต่ไม่
สามารถตัดนักแสดงได้เพราะถ้าขาดนักแสดงก็คงไม่มีการแสดงให้ผู้ชม สดใส พันธุโกมล (2529 : 34) ในการ
จั ด ก า ร ก า ร แ ส ด ง ที่ มี จ า น ว น ที่ ม า ก จ า เป็ น ต้ อ งมี ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ท่ี ดี มี ก า ร จั ด ว า ง อ งค์ ป ร ะ ก อ บ ท่ี ดี
วิมล ศรีอุปรมัย (2553 : 254) ได้กล่าวว่ากระบวนการสร้างงานการละครมีขอบเขตท่ีกว้างมากขณะเดียวกัน
งานแต่ละดา้ น กต็ อ้ งอาศยั ความละเอียดลกึ ซึ้งเกินกว่าที่พรรณาไว้ซ่ึงโดยปกตผิ ฝู้ ึกซ้อมการละครหรอื กากบั การ
แสดงจะไมเ่ ขยี นวธิ กี ารบรหิ ารงานการละครไวใ้ ห้ใครเรียนรู้
จากที่ไดก้ ล่าวมาขา้ งต้นผวู้ ิจยั ได้เล็งเห็นถงึ ความสาคญั นาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระบรมศพในสมัยรัชกาลที่ 9 แหง่ กรุงรัตนโกสินทรซ์ ง่ึ ร้ือฟ้นื ธรรมเนยี มเดิมท่ีสูญหายไปเป็นระยะเวลา 105 ปี
ให้กลับมามีชีวิตข้ึนใหม่ในพุทธศักราช 2539 ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนคริน
ทราบรมราชชนนี โดยพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีซึ่งหน้า
ในการรื้อฟ้ืนนาฏศิลป์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงนั้นอยใู่ นความรับผิดชอบของกรมศิลปากรสามารถรื้อฟื้น
นาฏศลิ ป์หลักของไทยมาได้ 4 ประเภทคือโขนละครนอกหุ่นกระบอกและหนังใหญน่ ับเป็นแบบตามโบราณราช
ประเพณีเร่ือยมาจนกระทั่งในงานถวายเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 495

สิริโสภาพัณณวดีพุทธศักราช 2555 เป็นพระราชพิธที ่ีผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาวธิ ีการบริหารจัดการแสดง
นาฏศิลปไ์ ทยเนื่องด้วยเป็นพระราชพิธีที่เกิดขึ้นในระยะเวลาท่ีใกล้เคยี งกับยคุ ปัจจุบันมากท่ีสุดและในพระราช
พิธีถวายพระเพลิงพระศพฯในสมัยดังกล่าวมีการแสดงนาฏศิลป์ไทยท่ีเป็นของราชสานักครบถ้วนกว่าใน
พทุ ธศักราช 2539 และพุทธศักราช 2551 อีกท้ังใช้ผู้แสดงเป็นจานวนมากและระยะเวลาในการแสดงนานกว่า
10 ชั่วโมงด้วยเหตนุ ี้จึงเป็นที่น่าสนใจว่าทางหนว่ ยงานท่ีรับผิดชอบจะมีวิธีการบริหารจัดการแสดงนาฏศิลป์ใน
พระราชพธิ ถี วายพระเพลิงพระศพฯอยา่ งไรใหป้ ระสบความสาเร็จ

ดังน้ัน ผู้วิจัยใช้กระบวนการจัดการ 4 M ซ่ึงได้แก่คนเงินวัสดุและการจัดการมาเป็นแนวทางหลัก
ในการวิเคราะห์การจัดการนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯท้ังน้ีผลของการวิจัยจะเป็น
แนวทางในการบริหารจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยให้ประสบความสาเร็จได้อย่างมีคุณภาพและถูกต้อง
ตามขนบธรรมเนยี มประเพณใี นการแสดงนาฏศิลปไ์ ทยเพื่ออนุรักษ์ไวใ้ หค้ งอยสู่ บื ไป
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย

ศกึ ษาวธิ ีการบริหารจดั การแสดงนาฏศิลปไ์ ทยในพระราชพธิ ีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้า
ภคนิ ีเธอเจา้ ฟ้าเพชรรัตนราชสดุ าสิรโิ สภาพณั ณวดพี ุทธศักราช 25555
ขอบเขตการวจิ ัย

ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่
ครอบคลุมและสอดคล้องตามวตั ถุประสงค์ผู้วิจัยไดก้ าหนดขอบเขตไว้เป็น 4 ด้านคือดา้ นเนื้อหาด้านระยะเวลา
ดา้ นประชากรและด้านพืน้ ท่ี

1. ขอบเขตด้านเน้อื หา
1.1 ศึกษาความเป็นมาประเภทและองค์ประกอบของการแสดงนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธี

ถวายพระเพลิงพระศพฯทั้งนี้ผลของการศึกษาจะนาไปสู่วัตถุประสงค์ของการศึกษาในเรื่องของการบริหาร
จดั การนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริ
โสภาพณั ณวดแี บง่ ออกเป็น 2 ช่วงดงั น้ี

1.1.1 กอ่ นการยกเลกิ นาฏศลิ ปไ์ ทยในการพระราชพิธอี อกพระเมรมุ าศ
1.1.2 ยุคของการร้ือฟ้ืนการแสดงนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
และพระศพรชั กาลท่ี 9 แหง่ กรุงรัตนโกสนิ ทร์
1.2 ศึกษาวิธีการจัดการงานนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพสมเด็จ
พ ระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพ ชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณ ณ วดีโดยใช้ทฤษฎีกระบวนการบริหารจัดการของ
4M ไดแ้ ก่ การบรหิ ารกาลังคน (Man) การบริหารเงนิ (Money) การบริหารวสั ดุในการดาเนินงาน (Materials)
และการจดั การ (Management)
2. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
พุทธศักราช 2555 ในพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
สิริโสภาพัณณวดีเน่ืองด้วยมีการแสดงนาฏศิลป์ของราชสานักมากขึ้นกว่าปีอ่ืนๆอีกทั้งเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นใน
ระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับยุคปัจจุบันมากท่ีสุดซ่ึงข้อมูลความรู้หรือกระบวนความรู้ต่างๆตลอดจนเอกสาร
หลกั ฐานต่างๆมคี วามสมบูรณม์ ากกวา่ พระราชพิธีถวายพระเพลงิ พระศพท่ีเกิดข้ึนในอดตี

496 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. ขอบเขตดา้ นประชากร
คัดเลือกจากหน่วยงานท่ีมหี น้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธี
ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดีซ่ึงได้แก่สานักการ
สังคตี กรมศลิ ปากรและสถาบันบัณฑิตพฒั นศิลป์
4. ขอบเขตดา้ นพ้นื ท่ี
ผ้วู จิ ัยเลือกศึกษาเฉพาะการพระ
ราชพิธีที่จัดข้ึนณท้องสนามหลวงเน่ืองด้วยเป็นสถานท่ีใช้จัดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จ
พระเจา้ ภคินเี ธอเจา้ ฟา้ เพชรรัตนราชสุดาสิรโิ สภาพณั ณวดี
วธิ ดี าเนินการวจิ ัย
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งต้องอาศัยหลักฐานจาก
เอกสารทางวชิ าการเชน่ จดหมายเหตุพงศาวดารเอกสารต่างๆที่เก่ียวข้องตลอดจนข้อมลู ที่ได้จากการสัมภาษณ์
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวัตถุประสงค์เพือ่ ศกึ ษาความเปน็ มาของนาฏศิลปไ์ ทยในพระราชพิธถี วายพระเพลิงพระ
บรมศพและพระศพโดยค้นควา้ ตงั้ แต่สมัยเรม่ิ มนี าฏศลิ ป์ไทยเข้ามาร่วมสมโภชในพระราชพธิ ถี วายพระเพลิงพระ
บรมศพจากอดีตเพ่ือเป็นแนวทางในการศึกษาองคป์ ระกอบและวธิ ีการบริหารจัดการนาฏศิลป์ไทยในพระราช
พธิ ีถวายพระเพลงิ พระศพสมเดจ็ พระเจ้าภคนิ เี ธอเจ้าฟ้าเพชรรตั นราชสดุ าสิริโสภาพณั ณวดีพุทธศกั ราช 2555
เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งน้ีผู้วิจัยได้ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
และไมม่ โี ครงสร้างดังตอ่ ไปนี้
1. โครงสร้างหัวข้อในการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมสร้างข้ึนมาเพ่ือใช้ศึกษาองค์ประกอบของการ
แสดงนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริ
โสภาพณั ณวดีพุทธศกั ราช 2555 โดยศึกษาจากวีดีทัศน์ท้งั น้ีโครงสรา้ งในแบบสังเกตสร้างข้นึ จากแนวคิดทฤษฎี
ตลอดจนวรรณกรรมทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั องคป์ ระกอบของการแสดงนาฏศิลป์ไทยโดยโครงสร้างของแบบสอบถามมี 6
ประเด็นดงั ต่อไปน้ี

1.1 บทละคร / โครงเรื่อง
1.1.1 ใช้บทอะไรในการแสดงนาฏศลิ ป์ในครง้ั น้บี ้าง
1.1.2 มกี ารใชบ้ ทเด่นเฉพาะตวั ละครหรอื ไม่
1.1.3 ลกั ษณะของการดาเนนิ เรอื่ งราว
1.1.4 บทละครทั้งหมดแบ่งเป็นกอี่ งค์ก่ฉี าก
1.1.5 มกี ารปรบั ปรุงบทขน้ึ ใหมห่ รือไม่

1.2 ผแู้ สดง
1.2.1 จานวนของผแู้ สดงในแตล่ ะบทแต่ละองค์
1.2.2 จานวนของผูแ้ สดงหลกั ในแตล่ ะบทแต่ละองค์
1.2.3 ลักษณะของการแสดง

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 497

1.3 เคร่ืองแตง่ กาย/อุปกรณ์
1.3.1 ลักษณะของการแต่งกายมีอะไรแปลกไปจากเดิมหรือไม่
1.3.2 การใชอ้ ุปกรณป์ ระกอบการแสดงมอี ะไรทพี่ ิเศษไปจากเดมิ

1.4 เวที /ฉากทใ่ี ชใ้ นการแสดง
1.4.1 ลกั ษณะและขนาดของเวทีทใ่ี ช้
1.4.2 ลักษณะของฉาก (ฉากหลักฉากประกอบ) ทีใ่ ช้
1.4.3 ประเภทของเวทแี ละฉาก
1.4.4 วธิ ีการสลับฉากในการดาเนินเรื่องราว
1.4.5 ตาแหน่งและการใช้พืน้ ทบ่ี ทเวที

1.5 ดนตรที ่ใี ช้ในการแสดง
1.5.1 ประเภทของวงดนตรที ใี่ ช้ในการแสดง
1.5.2 ประเภทของเพลงทีใ่ ช้ในการแสดง

1.6 เวลาในการแสดง
1.6.1 ระยะเวลาของการแสดงทงั้ หมด
1.6.2 ระยะเวลาของการแสดงในแต่ละองค์

2. โครงสร้างคาถามทใี่ ช้ในแบบสัมภาษณเ์ ก่ียวกับการวางแผนการจัดการนาฏศิลปไ์ ทยในพระราช
พิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเดจ็ เจ้าฟ้าภคินเี ธอเจา้ ฟ้าเพชรรัตนราชสดุ าสริ ิโสภาพณั ณวดี พ.ศ.2555

2.1 การจัดการ (Management)
2.1.1 นโยบายหลกั ของการจัดการแสดงนาฏศิลปไ์ ทยในพระราชพิธถี วายพระเพลงิ พระศพ

สมเด็จพระเจ้าภคนิ เี ธอเจ้าฟ้าเพชรรตั นราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี (2555)
2.1.2 มีการจดั โครงสร้างการทางานแตล่ ะฝา่ ยอยา่ งไร
2.1.3 มแี นวคดิ ในการเลอื กชดุ การแสดงอยา่ งไรใชอ้ ะไรเป็นเกณฑใ์ นการพิจารณา
2.1.4 แนวทางในการปฏิบตั งิ านร่วมกันซ่ึงในการจัดการคร้ังนี้ใชผ้ ู้เก่ยี วขอ้ งเป็นจานวนมาก

ท่านมีแนวทางในการจัดการอยา่ งไร
2.1.5 มีการสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานใดบ้าง
2.1.6 จากท่ีได้ศึกษาข้อมูลในประวัติศาสตร์เม่ือนามาเทียบกับปัจจุบันพบว่ามีการแสดง

หลายอย่างทไี่ มป่ รากฏในการแสดงครงั้ นเ้ี พราะเหตุใดถึงเปน็ เชน่ นั้น
2.1.7 ในการเตรียมการจัดการแสดงนาฏศิลป์ในพระราชพิธีฯมีเวลาในการจัดเตรียมมาก

น้อยเพียงใดและแบ่งเป็นทั้งหมดกี่ระยะแต่ระยะน้ันใช้เวลาเท่าใดเช่นการเตรียมองค์ประกอบการแสดงการ
ประชมุ การฝกึ ซอ้ มการก่อสรา้ งฯลฯ

2.2 คน (Man)
2.2.1 จากโครงสร้างหน้าท่ีที่ได้กาหนดไว้ท่านมีแนวคิดใดในการคัดเลือกบุคลากรมารับ

หนา้ ท่ดี ังกล่าว
2.2.2 อานาจหนา้ ท่คี วามรบั ผิดชอบของแต่ละฝ่ายเปน็ อย่างไร
2.2.3 โครงสร้างการจดั การของแตล่ ะฝา่ ยเป็นอย่างไรบา้ ง
2.2.4 แตล่ ะหน่วยงานมกี ารประสานงานกนั อยา่ งไร

498 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

2.3 วัสดุ (Materials)
2.3.1 มกี ารจัดการองคป์ ระกอบของการแสดงอยา่ งไร
2.3.2 มีการจดั การกบั สถานท่เี วทใี นการแสดงอยา่ งไร

2.4 เงนิ (Money)
2.4.1 ในการจัดการแสดงนาฏศิลป์ในพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพฯมีการใช้งบประมาณ

อยา่ งไร
สรุปผลการวิจยั

ในการดารงชีวติ ของคนไทยในสมยั กอ่ นนอกจากปัจจัยสที่ ่ีสาคัญต่อการดารงชีวิตท่ีไม่สามารถขาด
ได้แล้วนาฏศิลป์ก็เช่นกันจากหลักฐานในอดีตนาฏศิลป์ไทยนั้นอยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไท ยมาอย่างช้านานทุก
กิจกรรมของมนษุ ยต์ ั้งแต่เกิดจนกระท่ังวาระสุดท้ายของชีวิตต้องมีนาฏศลิ ปไ์ ทยเขา้ ร่วมดว้ ยเสมอนาฏศิลป์ไทย
มลี มหายใจอยูม่ าหลายรอ้ ยปีน่นั ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคณุ ของพระมหากษตั ริยไ์ ทยทกุ ยุคทกุ สมัยทีท่ รงอุปถัมภ์
ค้าชูนาฏศิลป์ไทยมาอย่างต่อเนื่องเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะนาฏศิลป์ไทยเปรียบเป็นอีกเสมือนหนึ่งเคร่ือง
ราชปู โภคของพระมหากษัตรยิ ์เป็นทรพั ย์สินของพระมหากษัตริย์โดยศิลปินจะมาตระกลู ขุนนางมหาดเล็กรวม
ไปถึงข้าราชบริพารต่างๆนาฏศิลป์เมื่อเป็นเสมือนหนึ่งเคร่ืองราชูปโภคของพระมหากษัตรยิ ์แล้วเม่ือมีงานพระ
ราชพิธีใดๆของราชสานักเช่นพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษกพระราชพิธีโสกันต์พระราชพิธแี ห่พระสนานใหญ่หรือ
แม้กระท่ังพระราชพิธีออกพระเมรุมาศหรือพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพก็มีนาฏศิลป์เข้าร่วม
การสมโภชด้วยเช่นกัน

นาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพปรากฏหลักฐานช้ินแรกในสมัยสมเด็จพระ
เอกาทศรถในงานออกพระเมรุของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชปรากฏการแสดงท่ีชัดเจนคือระบาและปรากฏ
รายละเอยี ดชัดเจนอกี คร้ังในสมยั สมเด็จพระบรมราชาธริ าชท่ี 4 (เจา้ ฟา้ ดอกมะเด่ือ/เจา้ ฟา้ อุทมุ พร) ในงานพระ
เมรมุ าศของสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวบรมโกศปรากฏการแสดง 8 ชนดิ ด้วยกันคอื โขนหนังใหญ่ละครหุ่นโมงครุม่ กุลา
ตีไม้เทพทองง้ิวมอญราในสมัยธนบุรีมีรายละเอียดของการแสดงเพ่ิมเติมจากสมัยอยุธยาเช่นการแสดงหนังมี
หนังไทยหนังจีนการแสดงหุ่นได้แก่หุ่นยวนหุ่นลาวหุ่นมอญหุ่นจีนและหุ่นไทยหุ่นพม่าเป็นต้นการแสดงละคร
มลี ะครเขมรจะเห็นได้ว่าการแสดงมหรสพในสมัยธนบรุ ีน้ันมกี ารแสดงของต่างชาติเข้ารว่ มสมโภชเป็นอย่างมาก
ท้ังน้ีเน่ืองด้วยมาจากสภาพสังคมในระยะเวลาน้ันมีหมู่บ้านของชนเผ่าต่างๆอยู่อย่างแพร่หลายสืบเน่ืองมาใน
สมยั กรงุ รตั นโกสินทร์รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีประวตั กิ ารจัดงานพระเมรมุ าศ
ด้วยกัน 5 ครั้งโดยงานท่ีมีการจดบันทกึ ที่ละเอียดที่สดุ คืองานพระเมรพุ ระบรมอัฐสิ มเดจ็ พระปฐมบรมมหาชนก
โดยจดั สมโภชตามแบบโบราณราชประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยามีการจดบันทึกถึงเรื่องท่ีแสดงด้วยพบการแสดง
นาฏศิลป์ทั้งหมด 10 ชนิดอาทิเชน่ โขนแสดงตอนหนุมานถวายแหวนตอนศึกอินทรชิตโขนกลางแปลงเล่นตอน
ยกรบการแสดงหนังแสดงเรอ่ื งรามเกียรติ์ตอนมณโฑหุงน้าทิพย์และตอนศึกไมยราพการแสดงละครไดแ้ กล่ ะคร
ชาตรเี ล่นเรอ่ื งพระรถเสนการแสดงละครเล่นเรือ่ งอุณรฑุ ตอนศุภลกั ษณอ์ ุ้มสมและเล่นเรอื่ งอิเหนาตอนลักบษุ บา
การแสดงหุ่นได้แก่หุ่นลาวหุ่นมอญหนุ่ ไทยเลน่ เรอ่ื งโสวดั และเรอ่ื งไชยทัดหุ่นจีนหนุ่ ทวายและหนุ่ พม่ามีการแสดง
โมงครมุ่ เทพทองงิ้วระบาและมอญราเป็นต้นซึ่งมหรสพในพระราชพิธีออกพระเมรุในรัชกาลน้ีสันนิษฐานได้ว่า
มหรสพหลักอาทิโขนละครในเป็นบทที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นอย่างเช่นรามเกียรติ์และเร่ืองอุณรุฑส่วนอิ เหนา
นน้ั ได้ทรงดัดแปลงแก้ไขจากเค้าเรือ่ งเดมิ ครั้งกรงุ ศรอี ยธุ ยา

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 499

ธรรมเนียมการแสดงนาฏศิลป์ในงานออกพระเมรุต้ังแต่รชั กาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยจนกระท่ังถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนับว่าเป็นบทบาทคร้ังสุดท้ายของ
นาฏศลิ ป์ในการสมโภชในงานออกพระเมรุเน่ืองด้วยถูกยกเลกิ ไปในสมัยรชั กาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัวด้วยการแสดงนาฏศิลป์สมโภชในงานออกพระเมรุน้ันขัดต่อแนวคิดของทางชาวตะวันออกเป็นอย่าง
มากโดยเฉพาะพวกสอนศาสนาจากทางยุโรปทเ่ี ขา้ มามีบทบาทตอ่ ราชสานกั ไทยในขณะนัน้ ซึ่งถือว่าการจัดงาน
ศพน้ันควรสุขุมไม่ควรมีการรื่นเริงอย่างเช่นที่สังคมไทยเปรียบเสมือนว่าการทาศพการออกพระเมรุ คือ
การปลดทุกข์เพราะส่งเทวดากลับสวรรค์เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยความขัดแย้งทางการตีความในครั้งน้ี
ทางรัฐบาลไทยจึงประกาศให้งดการร่ืนเรงิ ในงานศพเพ่ือเป็นการแสดงความเคารพต่อผูท้ ี่ล่วงลบั ไปโดยแทจ้ ริง
จึงถอื เป็นการปดิ ฉากของนาฏศิลป์สมโภชในงานพระเมรุโดยแทจ้ รงิ

จากคาส่ังยกเลิกอย่างเป็นทางการเม่ือรัตนโกสินทร์ศก 129 หรือราวๆพุทธศักราช 2453 จนถึง
พุทธศักราช 2539 ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพระ
มารดาของกษตั ริย์องค์ท่ี 9 แห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ได้มีการประกาศให้มมี หรสพขนึ้ อกี คร้ังหนึ่งนบั ว่าเป็นการเร่ิม
บทบาทครั้งใหม่ของงานนาฏศิลป์ในพระราชพิธีสาคัญของประเทศเช่นน้ีโดยรับส่ังของสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสดุ าสยามบรมราชกุมารใี หท้ างสานักการสังคีตกรมศิลปากรหนว่ ยงานหลักของวงการนาฏศิลป์ไทยได้
รอ้ื ฟื้นการแสดงนาฏศิลป์ข้นึ มาอีกครัง้ โดยลงพื้นท่ีศกึ ษาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดพระแก้วและได้เลือก
การแสดงหลักของไทยซ่ึงได้แก่โขนละครนอกหนังใหญ่และหุ่นกระบอกซึ่งทางสานักการสังคีตกรมศิลปากรนั้น
มีความพร้อมในการจัดการแสดงอยู่แล้วท้ังบทละครบทโขนเคร่อื งแต่งกายอุปกรณ์การแสดงตัวหนังใหญ่ตัวหุ่น
กระบอกหรือแม้กระทั่งบุคลากรที่มีศักยภาพโดยแสดงตั้งแต่ 18 นาฬิกาเรื่อยไปจนถึง 6 นาฬิกาหรือเช้าวัน
ถัดไปบทบาทครงั้ ที่ 2 คือในพระราชพิธีพระราชทานเพลงิ พระศพสมเด็จพระเจ้าพ่นี างเธอเจา้ ฟ้ากัลยานวิ ฒั นา
กรมหลวงนราธวิ าสราชนครินทร์พทุ ธศักราช 2551มีการเพิ่มเติมธรรมเนยี มการแสดงมหรสพอกี คร้งั คือการให้
เหล่าบรรดาศิลปินของสานกั การสังคตี กรมศิลปากรแสดงต่อหน้าพระที่นง่ั เน่อื งดว้ ยพระองค์ทรงโทมนสั ไมเ่ สด็จ
พระราชดาเนินกลับพระราชวังด้วยเหตุน้ีทางสานักพระราชวังจึง ให้ศิลปินจากสานักการสังคีตกรมศิลปากร
แสดงโขนเร่ืองรามเกียรติ์ถวายเพื่อทอดพระเนตรในครง้ั น้ันแสดงเร่ืองขับพเิ ภกอีกทัง้ ได้มกี ารเปิดโอกาสให้การ
แสดงของคณะเอกชนอาทิคณะหนุ่ ละครเล็กนาฏยศาลาหุ่นละครเล็กหรือหุ่นละครเลก็ โจหลุยสไ์ ดแ้ สดงต่อหน้า
พระที่นั่งดว้ ยเหตุเพราะสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจา้ ฟ้ากัลยานิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครนิ ทร์พระองค์
ท่านทรงเป็นองค์อุปถมั ภอ์ ยูใ่ นขณะนน้ั

บทบาทครั้งท่ี 3 พุทธศักราช 2555 ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ
เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดีทางสานักการสังคีตกรมศิลปากรได้จัดการแสดงนาฏศิลป์สนองพระเดช
พระคณุ ราชสานักอีกคร้ังได้แก่การแสดงโขนการแสดงละครการแสดงหุ่นกระบอกและการแสดงหนงั ใหญ่โดย
ครั้งนี้แนวคิดหลักในการคัดเลือกบทคัดเลือกชนิดการแสดงนั้นจะใช้บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัวเป็นหลักเน่ืองจากสมเดจ็ พระเจ้าภคนิ เี ธอเจา้ ฟ้าเพชรรตั นราชสดุ าสริ ิโสภาพัณณวดีนัน้ เป็น
พระราชธดิ าในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยบทโขนจะใช้การแสดงที่มาจากบทพระราชนิพนธ์
ทง้ั หมด 8 ชดุ ไดแ้ ก่ 1) ชุดสีดาหายตอนท่ี 1 สูรปะนกั ขาหึง 2) ชุดปราบพญาขรพญาฑษู ณ์ 3) ชุดสีดาหายตอน
ที่ 2 ตามกวาง 4) พเิ ภษณถ์ ูกขับ – สวามิภักด์ิ 5) จองถนน 6) ศขุ ะสารัณปลอมพล 7) องค์ส่อื สาร 8) นาคบาศ
ใช้บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลท่ี 1 และ 2 คือตอนศึกทศกัณฐ์คร้ังแรก (สิบขุนสิบรถ) และตอนพระรามคนื นคร
และการแสดงอีก 2 ชุดคือระบาวานรพงศ์ และระบาอสุระพงศ์เป็นบทระบาท่ีประพันธ์ขึ้น โดยนายเสรี

500 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

หวงั ในธรรมเวทีในการแสดงโขนครั้งน้ีอยู่บริเวณฝ่ังสะพานพระปิ่นเกล้าอีกท้ังยังมีการแสดงหน้าพระเมรุด้วย
เชน่ กันคือตอนนางลอยจะเป็นการใช้บทพระราชนิพนธ์ของทั้ง 3 พระองค์รวมกันโดยมีการใช้การเจรจาดน้ สด
แบบ โบ ราณ อีกด้วย อีกทั้ งยั งมี การแสดงละ ครเร่ืองศกุนตลาโดยการแ ส ดงเรื่องน้ีทั้ งบ ทและกระบ วนท่ ารา
ตลอดจนรปู แบบการแสดงเครอ่ื งแต่งกายตามแบบพระราชนยิ มน้ันเปน็ ไปตามรูปแบบของพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งส้ินทั้งน้ีเน่ืองด้วยทางสานักการสังคีตกรมศิลปากรต้องการที่จะ สนองพระมหา
กรุณาธคิ ณุ ของพระองคท์ ่ีเปน็ กษัตรยิ ์ผู้ทรงวางรากฐานทมี่ ั่นคงให้แก่วงการนาฏศลิ ป์ไทยมาจนถึงปัจจบุ นั นีแ้ ละ
จงึ เปน็ หน้าทีส่ าคญั ท่ขี ้าราชการจะแสดงความกตัญญูในครั้งน้ีส่วนในการแสดงหนังใหญ่และหุ่นกระบอกนั้นเป็น
การแสดงทม่ี ีอยตู่ ามโบราณราชประเพณีแต่เดิมแลว้ จึงนามาร่วมแสดงดว้ ยประกอบกับความพรอ้ มในทุกๆด้าน
ของสานักการสงั คตี กรมศิลปากร
อภิปรายผลการวจิ ยั

จ า ก ก า ร วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ก า ร วิ จั ย เร่ื อ ง ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร แ ส ด ง น า ฏ ศิ ล ป์ ไท ย ใน พ ร ะ ร า ช
พิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดีพุทธศักราช
2555 มีประเด็นที่นา่ สนใจดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1 การวางแผนงานในการจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยในครั้งน้ีผรู้ ับผิดชอบหลักคือสานัก
การสงั คีตกรมศลิ ปากรเป็นผู้จัดทาบทการแสดงท้ังหมดเชน่ บทโขนเรื่องรามเกียรติ์บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง
บทละครเรอื่ งศกนุ ตลาตลอดจนบทการแสดงหุ่นกระบอกเร่ืองพระอภัยมณีโดยทัง้ นีเ้ หตุผลในการเลือกชุดการ
แสดงทงั้ หมดโดยเนน้ ไปทผี่ ลงานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั เป็นหลกั โดยทางสานกั การสังคีต
จะรับผิดชอบในเรื่องของการแสดงหนังใหญ่การแสดงโขนและการแสดงหุ่นกระบอกส่วนการแสดงละคร
นอกนัน้ ทางสานักการสังคีตกรมศิลปากรได้จัดทาบทละครนอกเรอื่ งสังข์ทองท้ังหมด 6 ตอนแล้วส่งมอบให้ทาง
สถาบนั บัณฑติ พฒั นศลิ ปเ์ ปน็ ผ้ดู าเนินการฝกึ ซอ้ มต่อไป

ประเดน็ ท่ี 2 บุคลากรบคุ ลากรทีใ่ ช้ในการจดั การแสดงในครัง้ นี้สามารถแบ่งออกได้เปน็ 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มท่ี 1 ได้แก่กลุ่มผู้บรหิ ารหรือคณะทางานมีหน้าท่ีในการดาเนินการจัดกิจกรรมการฝึกซอ้ มสามารถจาแนก
หนา้ ทขี่ องแต่ละฝา่ ยออกเปน็ 8 ฝ่ายหลักไดแ้ ก่

1) ฝ่ายอานวยการทาหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจกรรมทั้งหมดตาแหน่งย่อยในฝ่ายอานวยการนี้
จะเป็นหัวหน้ากลุ่มต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแสดงเช่นผู้อานวยการสานักการสังคีตหัวหน้ากลุ่มดนตรี
หัวหน้ากลุ่มนาฏศิลป์หัวหน้ากลุ่มดุริยางค์สากลหัวหน้างานพัสตราภรณ์และเคร่ืองโรงหั วหน้ากลุ่มวิจัยและ
พัฒนาการสังคีตหัวหน้ากลุ่มโรงละครแห่งชาติหัวหน้างานช่างเทคนิคหัวหน้ากลุ่มโรงละครแห่งชาติ
ภาคตะวันตกจังหวัดสุพรรณบุรีหัวหน้ากลุ่มโรงละครแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดนครราชสีมา
หัวหน้ากลุ่มงานศิลปกรรมหัวหน้าประสานกิจการโรงละครหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไปหัวหน้างานธุรการ
หัวหนา้ งานการเงินและพัสดุหวั หน้าหมวดสถานท่ี/อานวยความสะดวก

2) คณะทป่ี รกึ ษามหี น้าทใี่ นการชว่ ยเหลอื ฝา่ ยอานวยการประสานงานกับผู้ปฏบิ ตั งิ านในแต่ละกลุ่ม
และฝกึ ซอ้ มการแสดงโดยกลุ่มคณะท่ปี รึกษาประกอบด้วยผู้อานวยการฝึกซอ้ มการแสดงท่ีปรึกษาผู้อานวยการ
สังคีตผู้อานวยการฝึกซ้อมการบรรเลงผู้อานวยการฝึกซ้อมการขับร้องที่ปรกึ ษากลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต
และที่ปรึกษากลุ่มโรงละครแห่งชาติท้ังนี้ผู้ที่รับผิดชอบในกลุ่มนี้จะเป็นผู้อาวุโสและผู้เช่ียวชาญของสานักการ
สังคตี กรมศลิ ปากรเป็นหลกั

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 501

3) กลุ่มผู้ปฏิบัติบุคคลในกลุ่มน้ีจะประกอบไปด้วยกลุ่มมีหน้าท่ีในการปฏิบัติแผนการท่ีได้
ดาเนินการไว้มีด้วยกนั ดงั นี้

3.1) กลุ่มนาฏศิลป์ประกอบไปด้วยผู้ช่วยกากับการผู้ประสานงานการแสดงควบคุมการจัด
เคร่ืองแต่งกายธุรการงานพั สตราภรณ์ จัดเคร่ืองแต่งกาย /แต่งกายผู้จัดเก็ บอุ ปกรณ์ แล ะนักแส ดงตลอดจ น
ผ้บู อกบท

3.2) กลุ่มดุริยางคไ์ ทยเป็นกลุ่มของนักดนตรีท่ีแสดงในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ
ประกอบดว้ ย 3 วงดว้ ยกนั คือแสดงหน้าพระเมรุแสดงเวทหี ลักและแสดงเวทีหุ่นกระบอกประกอบไปด้วยหวั หน้า
วงผชู้ ่วยหัวหนา้ วงขบั ร้องจัดเครื่องดนตรคี ุมเครือ่ งดนตรีตลอดจนธุรการกลุ่มดรุ ิยางค์ไทย

3.4) กลุ่มโรงละครแห่งชาติจะมีหน้าที่เกี่ยวเนื่องกับสถานท่ีเวทีและงานทางด้านเทคนิคต่างๆ
ประกอบด้วยงานเคร่ืองปรบั อากาศงานไฟฟ้าเวทงี านควบคุมเสียงศิลปกรรมช่วยกากับเวทีธรุ การกล่มุ โรงละคร
แห่งชาติประสานงานโรงละครแหง่ ชาติบริกรงานสถานท่บี ริกรงานเทคนคิ และช่วยประสานธรุ การโรงละคร

3.5) กลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีตมีหน้าที่ในการประสานงานเวทีการแสดงในเร่ืองต่างๆ
การบันทึกขอ้ มูลและจัดทารายงานผลประกอบด้วยประสานงานเวทีโขนประสานงานเวทีหนุ่ กระบอกผู้บันทึก
ข้อมูลผู้จดั ทารายการแสดงผู้ประกาศผูต้ รวจสจู ิบตั รผู้ประสานงานดนตรีไทยและธรุ การกลุ่มวิจยั และพัฒนา

3.6) ฝ่ายดุรยิ างค์สากลซงึ่ จะเป็นนักดนตรีมีหน้าท่ีในการประสานงานประจาเวทีของการแสดง
ดนตรีสากล

3.7) ฝ่ายบริหารงานทั่วไปได้แก่ฝ่ายธุรการฝ่ายสวัสดิการฝ่ายการเงินพนักงานขับรถยนต์
เจา้ หน้าท่ีทาความสะอาดเป็นต้น

จากบุคลากรในฝ่ายตา่ งๆที่รบั ผิดชอบน้ันเกณฑใ์ นการคัดเลอื กนน้ั จะอ้างองิ จากตาแหน่งหนา้ ทีก่ าร
ทางานของต้นสังกัดเป็นหลักเช่นนักแสดงก็จะเป็นนาฏศิลปินที่ดารงตาแหน่งเดิมอยู่แล้วและปัจจุบันก็เป็น
ผู้แสดงในบทบาทนั้นๆอีกด้วยเช่นนาฏศิลปินชายตาแหน่งโขนพระก็จะได้รับบทบาทเป็นพระรามพระลักษมณ์ฯลฯ
นาฏศิลปินหญิงละครนางก็จะได้รับบทบาทอาทิเช่นนางสีดานางเบญกายนางตรีชฎาตลอดจนเทพบุตรและนางฟ้า
เป็นตน้ อีกทง้ั นกั แสดงประกอบอาทิเช่นเสนายกั ษเ์ สนาลงิ โขนยกั ษ์เขนลิงและเทวดานางฟา้ ในพระราชพธิ คี ร้งั น้ี
มีการใช้ตัวละครจานวนมากดังน้ันทางสานักการสังคีตจึงประสานงานขอความร่วมมือจากวิทยาลัยนาฏศิลป์
12 แหง่ ท่ัวประเทศใหด้ าเนินการคดั เลอื กนักแสดงสมทบและฝกึ ซอ้ มทนั ที

ประเด็นท่ี 3 เวลาและการเตรยี มงานในการจัดการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยในพระราชพธิ ีพระราชทาน
เพลิงพระศพในครง้ั นีแ้ บง่ เปน็ 3 ชว่ งคอื

ช่วงเตรียมงานการประชุมในระดับอธิบดีการเพ่ือแจกแจงหน้าที่ต่างๆทางสานักการสังคีตกรม
ศิลปากรเมอ่ื ได้ขอ้ สรปุ เป็นที่เรียบรอ้ ยแล้วมีการเรยี กประชมุ ผู้ทรงคุณวฒุ ิในการจัดทาบททั้งหมดละครทั้งหมด
จากนัน้ แยกหนา้ ท่ีรับผิดชอบในการฝึกซอ้ มการคัดเลอื กบุคลากรและนักแสดงเพอื่ ดาเนนิ การในข้นั ตอนต่อไป

ช่วงดาเนินการฝึกซ้อมข้ันตอนนี้ทางทางหน่วยงานงานท่ีรับผิดชอบด้านการแสดงจะดาเนินการ
ฝกึ ซอ้ มอยู่ตลอดเวลาซ่ึงทางสานักการสังคีตน้ันจะมีการฝกึ ซ้อมอยู่ตลอดเวลาไม่มีการกาหนดวันซอ้ มท่ีชัดเจน
ส่วนทางสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จะดาเนินการซ้อมละครในช่วงเวลา 16 นาฬิกาจนถึง 18 นาฬิกาในการ
ฝึกซ้อมการแสดงน้ันจะมีการซ้อมย่อยโดยเร่ิมจากซ้อมเฉพาะตัวเอกซ้อมแยกเป็นชุดซ้อมเฉพาะทัพซ้อม
รวมตอนจนกระท่ังซ้อมทั้งเรื่องโดยสถานท่ีที่ใช้ในการฝึกซ้อมการแสดงโขนนั้นจะเลือกใช้วิทยาลัยนาฏศิลป์

502 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ศาลายาเนื่องด้วยเป็นสถานที่ที่ใกล้สานักการสังคีตผู้จัดงานหลักแล้วยังมีบริเวณกว้างซ่ึงรองรับต่อฉากที่มีผู้
แสดงเป็นจานวนมากโดยการซ้อมท้งั หมดจะอยูใ่ นการดูแลจากผเู้ ชี่ยวชาญทางดา้ นนาฏศิลป์ไทย

ชว่ งปรับแกไ้ ขหลงั จากการซอ้ มทกุ ครงั้ โดยผ่านการพิจารณาจากผู้เชีย่ วชาญทางด้านนาฏศิลปไ์ ทย
แล้วเมื่อพบว่ามีข้อบกพร่องทางผู้กากับและผู้ช่วยผู้กากับจะต้องดาเนินการแก้ไขข้อผิดพลาดของการแสดง
โดยใหก้ ารแสดงนัน้ ครบถ้วนดว้ ยจารีตประเพณขี องการแสดงมากทสี่ ดุ

ประเด็นที่ 4 งบประมาณในการจัดการแสดงคร้ังน้ีงบประมาณท่ีใช้เปน็ เงนิ โดยประมาณ 10 ล้าน
บาทโดยจะมีการจัดสรรปนั ส่วนของงบประมาณให้สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการในแตล่ ะฝ่ายเป็นสาคัญ

ประเดน็ ที่ 5 ปัญหาอุปสรรคในการจัดการแสดงนาฏศิลปใ์ นพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
คร้ังน้ีปัญหาที่พบคือจานวนนักแสดงประกอบไมเ่ พียงพอดังนน้ั ทางสานักการสังคตี จึงไดป้ ระสานทางวิทยาลัย
นาฏศิลปท์ งั้ 12 แห่งท่ัวประเทศใหค้ ดั เลือกนักเรียนเข้าร่วมการแสดงในครัง้ น้ี

ประเด็นท่ี 6 ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จในการแสดงครั้งน้ีคือราชสานักในคร้ังน้ีสมเด็จพระเทพ
พระรตั นราชสดุ าสยามบรมราชกุมารที รงเปน็ องค์ประทานในการจัดงานฉะนั้นเมื่อมีหมายรับสั่งมาทุกคนที่เป็น
ข้าราชบรพิ ารต้องตอบสนองราชสานักซึ่งหน่วยงานของสานักการสังคีตกรมศลิ ปากรเป็นหน่วยงานของรฐั บาล
อีกทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดีพระองค์ท่านทรงเป็นพระราชธิดา
ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วยดังน้ันด้วยความจงรักภักดีและเป็นการแสดงความกตัญญู
กตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ที่มีคุณูปการต่อกรมศิลปาการอย่างล้นหลามฉะนั้นเวล าท่ีได้แสดงในพระราชพิธีฯ
ไม่ว่าพระราชพิธีใดๆก็ตามทุกคนจะเต็มใจและทาอย่างเต็มที่อุปสรรคเล็กน้อยจะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ทุกคนพร้อมทจ่ี ะใหอ้ ภัยซ่ึงกนั และกันซ่ึงเปน็ การแสดงออกถึงความจงรกั ภักดี

กล่าวไดว้ ่าในการจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยในพระราชพิธพี ระราชทานเพลงิ พระศพสมเด็จพระเจ้า
ภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิรโิ สภาพณั ณวดีพุทธศักราช 2555 ในครง้ั นี้นอกจากเป็นการจดั ตามโบราณ
ราชประเพณีแล้วยังเป็นการแสดงถึงจารีตต่างๆของนาฏศิลปไ์ ทยทัง้ โขนหนังละครและหุ่นกระบอกไปในตัวอีก
ด้วยในด้านการจดั การแสดงนับวา่ เปน็ การจัดการแสดงที่ใหญ่ทส่ี ุดของการแสดงนาฏศลิ ป์งานหน่งึ มกี ารทางาน
รว่ มกันหลายฝา่ ยอกี ทั้งใช้นักแสดงจานวนมากจากทั่วภูมภิ าคดังนน้ั ตาแหน่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคร้ัง
น้ีจะเปน็ การยึดหลกั จากระบบการทางานของเดิมจากสานกั การสงั คีตเปน็ หลกั ซงึ่ เป็นการจัดการทมี่ ีความพรอ้ ม
อยแู่ ลว้ ทงั้ บคุ ลากรอปุ กรณฯ์ ลฯเป็นตน้
เอกสารอ้างองิ
ประทนิ พวงสาลี. หลกั นาฎศิลป์ .พิมพค์ รั้งท่ี 4. กรุงเทพฯ : ไทยมิตรการพิมพ์, 2514.
เรณู โกศินานนท์. ราไทย.กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว, 2520.
________. นาฏศิลป์ไทย.กรุงเทพฯ : วัฒนาพานชิ , 2535
วิมล ศรอี ปุ รมัย. นาฏกรรมและการละคร.พมิ พค์ ร้งั ที่2. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์หนอน, 2526.
สรุ พล วิรฬุ ห์รกั ษ์. นาฎยศลิ ป์ปรทิ รรศน์.กรงุ เทพฯ: ภาควิชานาฎยศลิ ป์คณะศลิ ปกรรมศาสตร์

จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2543.
________. นาฏยศิลป์รชั กาลที่9.กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2549.
สุริยา บรรพลา. สนุ ทรยี ภาพด้านนาฎศลิ ป์ .เลยสถาบันราชภฎั เลย, 2551.
อมรา กล่าเจรญิ . สุนทรยี ะนาฏศลิ ป์ไทย.กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร,์ 2526.

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 503

________. สุนทรยี นาฏศลิ ปไ์ ทย.พระนครศรีอยุธยา : โอเดียนสโตร,์ 2535.
________. วิธีสอนนาฏศลิ ป์.กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์, 2535.
อาคม สายาคม. คาอธิบายนาฎศลิ ป์ไทยตอนต้น.กรงุ เทพฯเอกศลิ ป์การพมิ พ์, 2509
Pratin Bhangklang, Bangkok Art Director. Bangkok: Thai Mitr Printing, 2514.
Renu Gosinanont Bangkok: Printing House, Teachers Council, Ladprao, 2520.
________. Bangkok: WattanaPanich, 2535.
Vimol Siramomai. Drama and drama.2nd Edition. Bangkok: Worm Printing Office, 1983.
Surapon Wirunrak Bangkok: Faculty of Fine Arts, Faculty of Fine and Applied Arts.

Chulalongkorn University, 2000.
________. Rama IX Dance. Bangkok: Chulalongkorn University, 2006.
Suriyabalapa: Aesthetics of theatrical art at Rajabhat Institute.
Amaranth Charoen. Aesthetics of Thai dance. Bangkok: Odean Store, 1983.
________. Aesthetics Thai: PhraNakhon Si Ayutthaya: Odean Store, 2535
________. How to teach dance Bangkok: Odean Store, 1992.
Art Bazaar Description of Early Thai Art Bangkok. Printing, 1966

504 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

การพฒั นาชุดฝกึ อบรมสัปปรุ ิสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชนในโรงเรียนมัธยมศึกษา
สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน

Development of The Sappurisa-dhamma 7 Training Package for Youth
Leader in Secondary Schools under The Office of
The Basic Education Commission

วรรณยพุ า กาญจนพงศ1์
ณรงค์ พุทธชิ ีวิน2
ชูศักด์ิ เอกเพชร3

บทคดั ย่อ

การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชน
เพ่ือสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน และเพื่อทดลองใช้ชุดฝึกอบรม

สปั ปุริสธรรม7สาหรบั ผู้นาเยาวชนวิธดี าเนินการวิจัยกาหนดเปน็ 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศกึ ษาสภาพการปฏบิ ัติตน
ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนโดยศึกษาจากประชากรคือผู้นาเยาวชน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่าย

ได้จานวน 270 คน นาข้อมูลท่ีได้มาจัดลาดับองค์ประกอบหลักสัปปุริสธรรม7และกาหนดเนื้อหา เวลาในการจัดหน่วย
ฝึกอบรม ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมหลักสัปปุริสธรรม 7สาหรับผู้นาเยาวชน ประกอบด้วยหน่วย

ฝกึ อบรม 7 หน่วย ซ่ึงผ่านการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจานวน 7 คน แล้วนาไปทดลองใช้กับผู้นาเยาวชน
ระยะท่ี 3 ทดลองใช้ชุดฝึกอบรมหลักสัปปุริสธรรม7สาหรับผู้นาเยาวชน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการทดลองคือ นักเรียน
ผู้นาเยาวชนช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี จานวน 30 คน โดยเลือกแบบเจาะจง

ดาเนินการตามกระบวนการฝกึ อบรม
ผลการวจิ ัย พบวา่
ระยะท่ี 1 การปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 มีการปฏิบัติเรียงลาดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้

1) การเปน็ ผู้รจู้ ักตน 2) การเป็นผู้รู้จกั บุคคล 3) การเป็นผู้ร้จู กั ผล 4) การเปน็ ผู้รู้จกั กาล 5) การเปน็ ผู้รู้จกั ประมาณ

6) การเป็นผู้รู้จักชุมชน 7) การเป็นผู้รู้จักเหตุระยะท่ี 2 ผลการสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมหลักสัปปุริสธรรม 7
สาหรับผู้นาเยาวชน แบ่งเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 การสร้างชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน

ประกอบด้วยหน่วยฝึกอบรมหลักสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน 7 หน่วย ส่วนตอนท่ี 2 การพัฒนาชุด
ฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน ผลการวิจัยมี 2 ส่วน ส่วนท่ี 1 คือ ผลการประเมินความเหมาะสม

ชดุ ฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรบั ผนู้ าเยาวชนโดยผเู้ ช่ยี วชาญ มีความเหมาะสมมาก ค่าเฉลยี่ 4.38 และส่วนที่ 2
คอื ผลการทดสอบความรู้

คาสาคัญ : หลกั สัปปรุ ิสธรรม 7, ผ้นู าเยาวชน, ชดุ ฝกึ อบรม

1นกั ศึกษาหลักสตู รครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาภาวะผนู้ าทางการจดั การศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสุราษฎร์ธานี

2สาขาภาวะผ้นู าทางการจัดการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มมหหาาววทิิทยยาาลลยััยรราาชชภภัฎฎั สสุรุรปาาษษที ฎฎี่ รร1์ธ7์ธาานนฉีี บบั ที่ 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560) 505
3สาขาภาวะผู้นาทางการจัดการศกึ ษา คณะครุศาสตร์

ก่อนและหลังจากการทดลองใชช้ ุดฝึกอบรมหลักสปั ปุริสธรรม 7 สาหรบั ผู้นาเยาวชน มีคะแนนเพม่ิ ข้ึนในระดับ
ดีระยะท่ี 3 การทดลองใช้ชุดฝึกอบรมหลักสัปปุริสธรรม 7สาหรับผู้นาเยาวชนมีการประเมิน 4 ส่วน คือ
1) ผลการเปรยี บเทยี บคะแนนแบบทดสอบความรู้กอ่ นและหลังการฝึกอบรมมคี ะแนนเพิ่มขน้ึ ในระดับดี 2) ผลการ
เปรียบเทียบเจตคติต่อการปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้เข้าฝึกอบรม
หลังการฝึกอบรมผู้นาเยาวชนมีค่าเฉล่ียของเจตคติสูงกว่าก่อนเข้าอบรม 3)ผลการประเมินความพึงพอใจการเข้า
ฝึกอบรมผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ในระดับมากท่ีสุด ค่าเฉล่ีย 4.65 และความพึงพอใจการเข้า
ฝึกอบรม รายด้าน โดยรวมอยใู่ นระดับมากที่สุด 4) ผลการเปรยี บเทียบคณุ ลักษณะผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปรุ ิสธรรม 7
โดยบุคคลผู้เก่ียวข้องกับผู้นาเยาวชนผู้ผ่านการอบรม 3 ฝ่ายคือ ครู เพื่อนสมาชิกห้องเรียน และผู้ปกครอง
ผ้นู าเยาวชนมคี ุณลักษณะผ้นู าเยาวชนตามหลกั สัปปุรสิ ธรรม 7 เพมิ่ ขึน้ สงู กว่าเกณฑ์ทุกคน

คาสาคญั : หลักสปั ปุรสิ ธรรม 7, ผู้นาเยาวชน, ชุดฝึกอบรม

Abstract
The objectives of this research were: 1. to study the self practices in the Sappurisa-
dhamma 7 for youth leaders; 2. to invent and develop theSappurisa-dhamma 7 training package
for youth leaders; and 3. to assess and evaluate the Sappurisa-dhamma 7 training package for
youth leaders. The research procedure was divided into three phases. Phase 1 was used to study
the current self practices in the Sappurisa-dhamma 7 for youth leaders and to collect data from
the sample of 270 youth leaders selected by simple random sampling. Then, the data were used
to sequence the primary components of the Sappurisa-dhamma 7 and to determine contents
and time allotment for training units. Phase 2 was used to design and develop the Sappurisa-
dhamma 7 training package which consisted of seven training units validated by seven experts
and tested with the youth leaders. Phase 3 was used to test the Sappurisa-dhamma 7 training
package. The sample included 30 upper secondary youth leaders, selected by purposive
sampling, from Muang Suratthani School, who were all engaged in the training process
throughout the entire duration.
The research results are as follows :
In phase 1, the self practices associated with Sappurisa-dhamma 7, as used with the
study's sample, can be ranked in descending order in terms of relative importance: 1) knowing
oneself, 2) knowing the individual, 3) knowing the meaning, 4) knowing the proper time,
5) knowing moderation,6) knowing the assembly, and 7) knowing the cause, respectively. In phase
2, the design and development of the Sappurisa-dhamma 7 training package was divided into
two parts. Part 1 was used to design the training package's content, which culminated in the
production of seven training units according to the principles of Sappurisa-dhamma 7, and

506 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

part 2 was used to develop the training package in terms of best practices teaching methodology
which consisted of two principle steps. Step 1 showed that the congruence of the training
package validated by experts was very high with a mean value of 4.38 and step 2 showed that
the posttest score of the sample, after engaging in the training package, was higher than the
pretest score, showing a commendable gain among participants. In Phase 3, the assessment of
the Sappurisa-dhamma 7 trainingpackage, was divided into four parts. Part 1 involved
a comparison between pretest and posttest scores, as mentioned above. Part 2referred to the
comparison between the attitudes towards the performance which showed that the attitudes
after the sample used the package was higher.Part 3 involved an assessment of participant
satisfaction towards the use of the training package as an instructional regimen. A mean value of
4.65 shows a high degree of satisfaction among participants towards both the training package as
a whole and specific components within the package.Part4 referred to the comparison of youth
leader characteristics according to the Sappurisa-dhamma 7, which was assessed by three groups
of people: teachers, classmates, and parents. The characteristics according to the Sappurisa-
dhamma 7 of the samplewere higher than the criteria.

Keyword : The Sappurisa-dhamma 7, Youth Leader, Training Package

บทนา
สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะการรับวัฒนธรรมต่างชาติซ่ึงส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่

และความรูส้ ึกนึกคิดของเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเรว็ ตามไปดว้ ยก่อเกิดปัญหาอุปสรรคในการสร้างคุณภาพ
ชีวิตของเยาวชนท้ังปัญหายาเสพติด อบายมุข การม่ัวสุมทางเพศ ปัญหาการใช้ความรุนแรง เยาวชนขาด
การเรียนรู้ท่ีถูกต้อง สุพิวรรณ นาท้าว (2555 :1) สอดคล้องกับประเวศวะสี (2547 : 71) ได้กล่าวว่าสังคมไทยใน
ปัจจุบันมีปัญหาเกิดข้ึนมากมาย ได้แก่ ปัญหายาเสพติด โสเภณีเด็ก การทุจริต เป็นต้น สังคมไม่มีพลังในการ
แก้ปัญหาเพราะขาดจุดมุ่งหมายร่วมกันและขาดการรวมพลังที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แสดงถึง
สภาวะบกพร่องในภาวะผู้นาในสังคมไทยอย่างท่ัวถึงกันในทุกระดับ สอดคล้องกับเกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์
(2558 : 44) ได้กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยจานวนมากไม่ปรารถนาจะเป็นผู้นาและไม่มีภาวะผู้นา
ดงั นนั้ การสรา้ งให้เด็กมีภาวะผู้นาน้ัน ควรเริ่มต้ังแต่วัยเด็ก สอดคลอ้ งกับ สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน (2557 : 23) กล่าวว่า
ถงึ เวลาแล้วท่สี งั คมไทยต้องเอาจรงิ เอาจังเร่ืองการสร้างผ้นู ารุน่ ใหม่ใหแ้ กบ่ ุคคลตัง้ แต่เยาวว์ ัยและมุ่งเน้นให้เยาวชน
เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง

เจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับท่ี11 พ.ศ.2555-2559 ดงั ท่ีกาหนดวิสัยทศั น์ว่า “คนไทยได้
เรยี นรู้ตลอดชวี ิตอย่างมีคุณภาพ เปน็ คนดี มีความสุข มภี ูมิค้มุ กนั ร้เู ท่าทันในเวทโี ลก” กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2555 : 13)
และ วชิ ญาภา เมธีวรฉัตร (2558 : 71) ได้สรปุ ว่าการศึกษาเป็นส่วนหนึง่ ในการพัฒนาคนให้มีความรูม้ ากข้ึนมีจิตใจ
สงู ขึ้นมีคณุ ธรรมสามารถทางานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพดังน้ันกระทรวงศกึ ษาธิการซ่ึงมีหน้าท่ีในการพฒั นาเยาวชนที่เป็น

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 507

ผ้นู า ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกดั คณะกรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ได้มีการแบ่งห้องเรียน ซ่ึงมีหัวหนา้ ห้องเรียน
เป็นผูม้ ีบทบาทสาคัญในการดูแลหอ้ งเรยี นประสานงานต่างๆ กบั ครแู ละนักเรยี นในห้องเรียนให้งานต่างๆเปน็ ไป
ตามนโยบายของโรงเรียนรวมท้ังปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแก่เพ่ือนๆคาว่าหัวหน้าห้องเรียนในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัย
เรยี กว่า “ผู้นาเยาวชน”เพ่ือให้ผู้นาเยาวชนมีความม่ันใจในการปฏิบัติหน้าท่ี ดังน้ัน ผู้วจิ ัยจงึ สร้างชดุ ฝึกอบรมขึ้น
โดยนาหลกั ธรรมในพระพุทธศาสนา คือ หลักสัปปุริสธรรม 7 (ธรรมะของคนดี) ซ่ึงประกอบด้วยการเป็นผู้รู้จักเหตุ
การเป็นผู้รู้จักผล การเป็นผู้รจู้ ักตน การเป็นผู้รจู้ ักประมาณ การเป็นผู้รู้จักกาล การเป็นผู้รู้จักชุมชนและการเป็น
ผู้รู้จักบุคคลนาความรู้ทั้งสองเรื่องดังกล่าวมาผนวกเป็นองค์ความรู้ เพ่ือจัดทาเป็นชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7
สาหรับผู้นาเยาวชนแล้วจัดฝึกอบรมให้แก่ผู้นาเยาวชน โดยใช้ชุดฝึกอบรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและพัฒนาแล้ว จะ
ช่วยส่งเสริมให้ผู้นาเยาวชนมีความรู้และเกิดความม่ันใจในการเป็นผู้นาท่ีดี สร้างประโยชน์ทั้งต่อตนเองและ
ส่วนรวมได้อย่างแท้จริง การจัดทาชุดฝึกอบรมดังกล่าว จะเป็นแนวทางให้แก่โรงเรียนมัธยมศึกษาได้นาไปใช้
เพอื่ พฒั นาผนู้ าเยาวชน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด

สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน
2. เพ่ือสร้างและพฒั นาชุดฝกึ อบรมสปั ปรุ สิ ธรรม 7 สาหรบั ผู้นาเยาวชน
3. เพอื่ ทดลองใช้ชุดฝกึ อบรมสัปปรุ สิ ธรรม 7 สาหรบั ผนู้ าเยาวชน

ขอบเขตของการวจิ ยั
ในการวจิ ยั ครงั้ น้ีเป็นการวจิ ยั และพัฒนา ผูว้ ิจยั ไดก้ าหนดขอบเขตการวจิ ัยไว้ดังนี้
ระยะท่ี 1เป็นการศึกษาสภาพการปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนในโรงเรียน

มัธยมศกึ ษาสงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานในภาคใต้กลุ่มตวั อย่าง จานวน 270 คน
ระยะท่ี 2 เป็นการสร้างและพัฒนาชดุ ฝกึ อบรมสัปปรุ สิ ธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน
ระยะที่ 3 เปน็ การทดลองใช้ชดุ ฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผนู้ าเยาวชน กลมุ่ เป้าหมายที่ทาการวจิ ัย

ในครั้งน้ี โดยเลือกแบบเจาะจงผู้นาเยาวชน ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนมัธยมศึกษา อาสาสมัครมาเป็น
กลมุ่ ตัวอย่าง จานวน 30 คน

กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
ในการสร้างชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน โดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ซ่ึงมี

องคป์ ระกอบ 7 ประการ ผนวกกับเนือ้ หาบทบาทหนา้ ที่ผ้นู าเยาวชน สรา้ งเปน็ องค์ความรชู้ ดุ ฝึกอบรมเพ่ือให้
ผู้นาเยาวชนมีแนวปฏบิ ตั ิตามหลักธรรมสัปปุรสิ ธรรม7 ดงั กรอบแนวคดิ ของการวิจัย ดงั นี้

508 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

หลักสัปปรุ ิสธรรม 7 บทบาทหนา้ ท่ีของผู้นาเยาวชน ชุดฝึกอบรม
1. การเป็นผู้รจู้ กั เหตุ ตามหลักสปั ปุรสิ ธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7
2. การเป็นผู้รจู้ ักผล
3. การเป็นผู้รจู้ ักตน 1. ปฏิบตั ติ นตามระเบยี บกฎเกณฑข์ องสังคม สาหรับ
4. การเป็นผ้รู ู้จักประมาณ 2. วางแผนการทางานลว่ งหนา้ ยึดหลกั เหตผุ ล ผนู้ าเยาวชน
5. การเป็นผรู้ จู้ กั กาล 3. รบั ผดิ ชอบการทางานตามศักยภาพของตนเอง
6. การเป็นผรู้ ูจ้ ักชมุ ชน 4. สรา้ งแผนการทางานใหค้ ุ้มคา่ กบั ทุน เวลา คน
7. การเป็นผรู้ ู้จกั บุคคล 5. แบ่งเวลาในการใช้ชีวติ โดยใชว้ ธิ ีการทเ่ี กดิ ประโยชน์

บทบาทหน้าที่ สูงสดุ
ของผูน้ าเยาวชน 6. ปฏบิ ตั ติ นเข้ากบั คนในชมุ ชน

7. ปฏิบัติตนเข้ากบั บคุ คลทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับตน

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดของการวจิ ัย

วธิ ดี าเนินการวจิ ัย
ระยะท่ี 1 ศึกษาสภาพการปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนในโรงเรียน

มธั ยมศกึ ษาสังกัดสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดาเนินการดงั นี้
วิจยั เชงิ สารวจเพ่ือศึกษาสภาพการปฏิบัติตนตามหลกั สปั ปุรสิ ธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนในโรงเรียน

มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ด้วยเครื่องมือท่ีสร้างข้ึน กลุ่มเป้าหมายท่ีทา
การวิจัย ได้แก่ ผู้นาเยาวชนท่ีเป็นหัวหน้าห้องเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จานวน 27 โรงเรยี น รวมทัง้ สิ้น 270 คน

ระยะที่ 2 สรา้ งและพฒั นาชดุ ฝึกอบรมสปั ปุรสิ ธรรม 7 สาหรบั ผนู้ าเยาวชนดาเนินการดังนี้
1. สร้างชุดฝึกอบรมสปั ปรุ ิสธรรม 7 สาหรบั ผู้นาเยาวชนดังน้ี

1.1 จากผลการศึกษาการปฏิบตั ิตนตามหลกั สปั ปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชน ผู้วิจัยนาผลการ
ปฏิบัติตนหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนมาดาเนินการ 2 ประการ คือ 1) จัดลาดับองค์ประกอบ
หลักสัปปุริสธรรม 7 จากมากไปหาน้อย 2) กาหนดเน้ือหา และเวลาของหน่วยฝึกอบรมองค์ประกอบที่มี
ค่าเฉลย่ี การปฏบิ ตั ติ นต่าจะจดั เน้อื หาและเวลามากกวา่ องค์ประกอบท่ีมีค่าเฉล่ียการปฏบิ ัตติ นสงู กว่า

1.2 กาหนดช่ือของหน่วยฝกึ อบรม 7 หน่วยได้แก่ หน่วยที่ 1 การเป็นผู้รู้จักตนน้ันสาคญั …ไฉน
หน่วยที่ 2 รู้จักคนรู้จักงาน...เบิกบานท้ังสังคม หน่วยที่ 3 รู้จักผลย่อมเข้าใจเหตุ หน่วยท่ี 4 ผู้รู้จักกาล...สานสู่
ความเจรญิ หนว่ ยที่ 5 รจู้ กั ประมาณ...บนั ดาลสขุ หน่วยท่ี 6 ผู้นาด.ี ..สร้างวถิ ีชวี ิตงาม หนว่ ยที่ 7การสร้างเหตุดี
ย่อมสาเรจ็

1.3 กาหนดองค์ประกอบของหน่วยฝึกอบรมสัปปุรสิ ธรรม 7 สาหรับผูน้ าเยาวชนได้แก่ ชื่อเรอ่ื ง
หลกั การวตั ถปุ ระสงคส์ าระการเรยี นรกู้ ิจกรรมการเรียนรู้สือ่ /อปุ กรณก์ ารประเมนิ ผล

ปีท่ี 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 509

2. พัฒนาชดุ ฝกึ อบรมสปั ปรุ ิสธรรม 7 สาหรบั ผู้นาเยาวชน ดาเนินการดังน้ี
2.1 การประเมินความเหมาะสมชุดฝึกอบรม โดยผู้เช่ียวชาญโดยใช้แบบสอบถามความ

เหมาะสมของชุดฝึกอบรมแล้วรับรองชุดฝึกอบรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สาหรับผู้เช่ียวชาญ จานวน7 คน
ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา 2 คน ผู้เช่ียวชาญด้านการฝึกอบรม 3 คน ผู้เช่ียวชาญด้านการ
ปกครองดูแลนักเรียน 2 คน

2.2 การทดลองใช้ชุดฝึกอบรมกับกลุ่มเล็ก (Small Group Tryout)เป็นการทดลองใช้ชุดฝึก
อบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชนกับผู้นาเยาวชนอาสาสมัคร จานวน 15 คน ที่ไมใ่ ช่กลุม่ ตัวอยา่ งด้วย
วิธีแบบเจาะจง (Purposive-Sampling) การฝึกอบรมและปฏิบัติกิจกรรม ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มหน่วยฝึกอบรม
จานวน 2 หน่วย คือ หน่วย 1 และหน่วย 6 การประเมินผลด้วยการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลัง
การฝกึ อบรม

ระยะท่ี 3 ทดลองชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม7 สาหรับผู้นาเยาวชนโดยนาชุดฝึกอบรมไปทดลองใช้
กับกลุ่มผู้นาเยาวชน ซ่ึงเป็นกลุ่มตัวอย่างในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน โดยใช้แบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 30 คน (Field Tryout) ดาเนินการ
ตามกระบวนการฝึกอบรม โดยใช้ชุดฝึกอบรมหลักสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชนท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นและ
พัฒนาแล้ว

สรปุ ผลการวิจัย
1. ผลการศึกษาสภาพการปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนในโรงเรียน

มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานสรุปผลได้ว่า องค์ประกอบหลักสัปปุริสธรรม 7
ประกอบด้วย 7 ประการ ตามลาดับ คือ การเป็นผู้รู้จักตน เป็นองค์ประกอบที่ผู้นาเยาวชนมีการปฏิบัติตนเป็น
อันดับ 1 การเป็นผู้รู้จักบุคคล เป็นองค์ประกอบที่ผู้นาเยาวชนมีการปฏิบัติตนเป็นอันดับ 2 การเป็นผู้รู้จักผล
เป็นองค์ประกอบที่ผู้นาเยาวชนมีการปฏิบัติตนเป็นอันดับ 3 การเป็นผู้รู้จักกาล เป็นองค์ประกอบที่ผู้นา
เยาวชนมีการปฏิบัติตนเป็นอันดับ 4 การเป็นผู้รู้จักประมาณ เป็นองค์ประกอบที่ผู้นาเยาวชนมีการปฏิบัติตน
เปน็ อนั ดับ 5 การเป็นผู้รจู้ กั ชมุ ชนเป็นองค์ประกอบท่ีผนู้ าเยาวชนมีการปฏิบตั ิตนเป็นอนั ดับ6การเป็นผู้ร้จู กั เหตุ
เป็นองค์ประกอบที่ผู้นาเยาวชนมกี ารปฏิบตั ติ นเปน็ อนั ดบั 7

จากผลการศึกษาระดับการปฏิบัติตนของผู้นาเยาวชนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ผ้วู จิ ัยดาเนินการ 2 ประการ คอื ประการแรก จัดลาดับองคป์ ระกอบจาก
มากไปหาน้อย ได้ดังนี้ 1) การเปน็ ผู้ร้จู ักตน 2) การเปน็ ผู้รู้จกั บุคคล 3) การเป็นผู้รู้จกั ผล 4) การเป็นผ้รู ้จู ักกาล
5) การเป็นผู้รู้จักประมาณ 6) การเป็นผู้รู้จักชุมชน 7) การเป็นผู้รู้จักเหตุส่วนประการท่ีสอง คือ การกาหนด
เน้อื หาและเวลาของหน่วยฝึกอบรม องค์ประกอบท่ีมกี ารปฏบิ ัตติ นต่า ไดแ้ ก่ การเป็นผ้รู ูจ้ ักเหตุ การเป็นผู้รู้จัก
ชุมชน การเป็นผู้รู้จักประมาณ การเป็นผู้รู้จักกาล ผู้วิจัยจึงจัดเนื้อหาและเวลามากกว่าองค์ประกอบ
ที่มกี ารปฏบิ ตั สิ ูงกวา่ สว่ นการกาหนดเวลาการฝกึ อบรม หน่วยละ 2 ช่ัวโมง ถึง 2 ชัว่ โมง 30 นาที

510 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

2. ผลการสร้างและพัฒนาชดุ ฝกึ อบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรบั ผู้นาเยาวชนในโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน สรปุ ผลได้ดังน้ี

2.1 ผู้วจิ ยั ได้กาหนดส่วนประกอบของชดุ ฝึกอบรม มี 3 สว่ น ได้แก่ 1) สว่ นหน้า ประกอบดว้ ย
บทนา ความเป็นมา วัตถุประสงค์ องค์ประกอบชุดฝึกอบรม คาชี้แจงการใช้ชุดฝึกอบรมเพ่ือเป็นแนวทาง
สาหรับวิทยากรและผู้ท่ีเกี่ยวข้อง 2) ส่วนหน่วยฝึกอบรม ประกอบด้วย 7 หน่วยตามหลักสัปปุริสธรรม 7
ภายในหนว่ ยฝกึ อบรมมีองค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือ/
อุปกรณ์ ประเมินผล 3) ส่วนประเมินผล มี 4 แบบ ประกอบด้วย 1) การทดสอบก่อน(Pretest) และ
หลงั (Posttest) การทดลองใช้ชุดฝึกอบรมหลกั สปั ปรุ ิสธรรม 7 สาหรบั ผู้นาเยาวชน 2)การเปรยี บเทียบเจตคติ
ต่อการปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ก่อนและหลังการฝึกอบรม
3) แบบประเมินความพึ งพอใจต่อการเข้าฝึกอบรมของผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุ ริสธรรม 7
4) การเปรยี บเทยี บคุณลักษณะผูน้ าเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 กอ่ นและหลังการฝกึ อบรม

2.2 การพัฒนาชุดฝกึ อบรมสัปปุรสิ ธรรม 7 สาหรบั ผูน้ าเยาวชนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน สรปุ ผลได้ดงั น้ี

2.2.1 การประเมินชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน โดยอิงผู้เชี่ยวชาญ
จานวน 7 คน ให้ความเหน็ แตล่ ะองค์ประกอบ พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมในระดบั มาก

2.2.2 การทดลองใช้ชุดฝึกอบรมกับกลุ่มเล็ก (Small Group Tryout)เป็นการทดลองกับ
ผู้นาเยาวชนอาสาสมัคร จานวน 15 คน โดยใชว้ ธิ ีการสุม่ หน่วยฝึกอบรม จานวน 2 หนว่ ยประเมนิ ผล โดยการ
เปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรมพบว่า ผู้นาเยาวชนมีคะแนนผลการสอบเพิ่มข้ึนอยู่ใน
ระดับดี จานวนมากทสี่ ดุ

3. ผลการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชนโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานสรุปไดด้ ังนี้

3.1 การทดลองใช้ชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน กับผู้เข้าฝึกอบรมจานวน
30 คนเป็นผู้นาเยาวชน ซ่ึงทาหน้าท่ีหัวหนา้ ห้องเรียนในชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี
พบวา่ 1) ผลการเปรียบเทียบคะแนนทดสอบความรกู้ ่อนและหลงั การทดลองใช้ชุดฝึกอบรมของผู้นาเยาวชนผู้
ผ่านการฝึกอบรม มีคะแนนเพิม่ ข้ึน ในระดับดี 2) ผลการเปรยี บเทียบเจตคติต่อการปฏิบัติงานในบทบาทหนา้ ที่
ผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุรสิ ธรรม 7 ของผเู้ ขา้ ฝึกอบรม หลังการฝึกอบรมผู้นาเยาวชนมีค่าเฉล่ียของเจตคติสูง
กว่าก่อนเข้าอบรม 3) ผลการประเมินความพึงพอใจการเข้าฝึกอบรมผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7
หลังการอบรมมีค่าเฉล่ีย 4.65 และ 4) ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7
ก่อนและหลังการฝึกอบรมโดยบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับผู้นาเยาวชนผู้ผ่านการอบรม 3 ฝ่ายคือ ครู เพื่อนสมาชิก
หอ้ งเรียน และผูป้ กครอง ผู้นาเยาวชนมคี ุณลักษณะผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 เพิ่มข้ึนสงู กวา่ เกณฑ์
ทุกคน

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 511

อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการวิจยั มีประเดน็ ท่จี ะนาผลการวิจยั มาอภปิ ราย ดงั นี้
1. จากวัตถุประสงค์ข้อแรก เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นา

เยาวชนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานผลการวิจัย พบว่า
การปฏิบัติตนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้นาเยาวชนมีลาดับองค์ประกอบจากมากไปหาน้อย ดังน้ี
1) การเป็นผู้รู้จักตน 2) การเป็นผู้รู้จักบุคคล3) การเป็นผู้รู้จักผล 4) การเป็นผู้รู้จักกาล 5) การเป็นผู้รู้จัก
ประมาณ 6) การเป็นผู้รู้จักชุมชน 7) การเป็นผู้รู้จักเหตุข้อค้นพบน้ีสอดคล้องกับงานวิจัยท่ีผู้วิจัยได้ศึกษา
สอดคล้องกับ พระไพรวัลย์ธมฺมวโร วงค์ภักดี (2555 : 22) ได้ศึกษาเร่ืองศึกษาพฤติกรรมด้านมนุษย์สัมพันธ์
ของผู้บรหิ ารตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ที่ได้ค้นพบว่า ความคิดเห็นของครูด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารตาม
หลักสัปปุริสธรรม7โดยภาพรวมมีพฤติกรรมอยู่ในระดับมากเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าพฤติกรรม
เรียงลาดับ ดังน้ี 1) ด้านรู้จักบุคคล 2) ด้านรู้จักชุมชน 3) ด้านรู้จักตน 4) ด้านรู้จักประมาณ 5) ด้านรู้จักผล
6) ด้านรู้จักกาล และ 7) ด้านรู้จักเหตุตามลาดับ งานวจิ ัยนี้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมด้านมนุษย์สัมพันธ์ของ
ผนู้ าตามหลักสัปปรุ ิสธรรม 7

2. จากวัตถุประสงค์ข้อที่สอง เพ่ือสร้างและพัฒนาชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นา
เยาวชนแบ่งเป็น 2 ตอน ดังน้ี

ตอนที่ 1 จากผลการวิจยั พบวา่ การสรา้ งชุดฝึกอบรมสัปปุรสิ ธรรม 7 สาหรับผ้นู าเยาวชนแบ่งเป็น
3 ส่วน คือ 1) ส่วนหน้า ประกอบด้วย บทนา ความเป็นมา วัตถุประสงค์ องค์ประกอบชุดฝึกอบรม คาช้ีแจง
การใช้ชุดฝึกอบรมซึ่งมีความสาคัญสาหรับวิทยากรและผู้เก่ียวข้องในการฝึกอบรม 2) ส่วนหน่วยฝึกอบรม
ประกอบด้วย 7 หน่วย สาหรับหัวใจสาคัญของชุดฝึกอบรม คือ แต่ละหน่วยฝึกอบรมมีองค์ประกอบ ได้แก่
หลักการ วัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือ/อุปกรณ์ ประเมินผล 3)ส่วนการประเมินผล
สอดคล้องกับงานวิจัยบางส่วนของ นนั ทวัฒน์ ภทั รกรนันท์ (2555 : 26) ได้ศกึ ษาเร่ือง การพฒั นาชุดฝึกอบรม
โดยใชก้ ระบวนการเรยี นรู้จากประสบการณ์เพ่ือเสริมสรา้ งจิตสาธารณะสาหรบั อาสากาชาด มีหนว่ ยการเรียนรู้
8 หน่วย แต่ละหน่วยมีองค์ประกอบได้แก่ สาระสาคัญ เน้ือหา วัตถุประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้ และ
ประเมินผล การจัดองค์ประกอบหน่วยมีความสาคัญคือเป็นการจัดองค์ความรู้ท่ีนาไปสู่การเรียนรู้และ
ประสบการณข์ องผูเ้ ขา้ อบรม

ตอนท่ี 2 จากผลการวิจัยพบว่าการพัฒนาชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน
ได้ดาเนินการ เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 การประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกอบรมโดยผู้เช่ียวชาญ พบว่า
ผเู้ ชี่ยวชาญมีความคิดเห็นในภาพรวมว่ามีความเหมาะสมในระดับมากซ่ึงสอดคล้องกับเกณฑ์การยอมรับการ
ประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน และ ส่วนท่ี 2 การทดลองใช้
ชุดฝึกอบรมกับกลุ่มเล็ก (Small Group Tryout) พบว่า ผลการทดสอบความรู้ก่อนและหลังการทดลองใช้
ชุดฝึกอบรมผู้นาเยาวชนมีคะแนนเพ่ิมขึน้ ภาพรวมอยใู่ นระดับดี แสดงให้เหน็ ว่า กระบวนการสรา้ งและพัฒนา
ชดุ ฝึกอบรมสปั ปรุ สิ ธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน ดาเนนิ ตามกระบวนการดังกลา่ วแลว้ มคี วามเหมาะสมใช้ได้จริง

512 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. จากวัตถุประสงค์ข้อท่ีสาม เพื่อทดลองใช้ชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชน
ปรากฏผลการทดลอง ดงั น้ี

3.1 การเปรียบเทียบคะแนนทดสอบความรู้ก่อนและหลังการฝึกอบรม ผู้เข้าอบรมมีความรู้
เพม่ิ ขน้ึ ผา่ นเกณฑท์ ่ผี วู้ จิ ยั ไดก้ าหนดไวจ้ ากผลการประเมินพบวา่

1) ผู้เข้าอบรมมีความรู้เพ่ิมขึ้นในระดับดี และระดับดีมากท้ังนี้เน่ืองจากชุดฝึกอบรมนี้
ภายในหน่วยฝึกอบรมใช้วิธีการจัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งใช้เทคนิคการฝึกอบรม สร้างประสบการณ์การ
เรียนรู้ ให้ผู้เข้าอบรมเกิดความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาสาระของหน่วยฝึกอบรม และการส่ือความรู้ด้วยส่ือ/
อปุ กรณท์ ี่มีความสอดคล้องกับเนื้อหา เชน่ การใชส้ ่ือกรณีศกึ ษาจากวิดีทัศน์ และเทคนคิ การฝึกอบรม มีความ
เหมาะสมกับวัยของผเู้ ขา้ ฝึกอบรม เช่น เทคนิคการแสดงบทบาทสมมติ การระดมพลังสมอง และการอภิปราย
กลุ่ม เป็นต้น นอกจากนั้น ในหน่วยฝกึ อบรมทุกหน่วยมีเอกสารประกอบการฝึกอบรม ให้แก่ผู้เข้าฝึกอบรมได้
อ่านทบทวนหลังการฝกึ อบรม จงึ ทาให้ ผู้เข้าอบรมมีความรูเ้ พ่ิมขน้ึ มผี ลการสอบผ่านเกณฑท์ ผ่ี วู้ จิ ัยได้กาหนดไว้
ผลการวิจัยคร้ังนี้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ณรงค์ ทีปประชัย (2557 : 83) ได้ศึกษาเร่ือง การพัฒนาชุด
ฝกึ อบรมเร่อื งการวเิ คราะหข์ ้อสอบสาหรับครู พบวา่ ครมู คี ่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการฝึกอบรมสูงกว่ากอ่ นการ
ฝึกอบรม และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของพระราชรัตนมงคล มนตรี ยางธิสาร (2554 : 82) ได้ศึกษา
เร่ือง การพัฒนาการหลักสูตรฝึกอบรมวิธีสอนศีลธรรมระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของพระสอนศีลธรรมตาม
โครงการของกระทรวงศกึ ษาธิการ พบว่าผ้เู ขา้ รบั การอบรมมีความร้เู พมิ่ ข้ึนกวา่ ก่อนการฝึกอบรม

2) วิทยากร เป็นผู้ดาเนินการอบรม เป็นผู้มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เข้าอบรม
เป็นอย่างมาก ผู้วิจัยให้ความสาคัญกับคุณสมบัติของวิทยากรผู้ถ่ายทอดให้ผู้เข้าอบรมได้รับการเรียนรู้ เกิด
ประสบการณ์ ถ่ายทอดความรู้ ตรงกับเนื้อหาในหน่วยฝึกอบรม โดยผู้วิจัยร่วมประชุมกับคณะวิทยากรเพ่ือ
ความเข้าใจในวัตถุประสงค์สอดคล้องกับงานวิจัยของ เขมจิรา กุลขา (2559 : 181) ได้กล่าวถึงวิทยากรไว้ว่า
วทิ ยากรเป็นผ้มู ีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ตรงกับเน้ือหาในหนว่ ยการเรยี นรู้ ไดศ้ ึกษาขอ้ มูลก่อนการ
ฝกึ อบรมล่วงหน้าเป็นอย่างดี สามารถใช้ประสบการณ์ในการถ่ายทอดความรู้ กระตุ้น จูงใจ โน้มน้าวให้ผู้เข้า
อบรมมีส่วนร่วมในการฝึกอบรมด้วยความเต็มใจ จึงสามารถดึงศักยภาพของผู้เข้าอบรมออกมาช่วยให้ผู้เข้า
อบรมทุกคนร้สู ึกมคี วามสุข

3.2 การเปรยี บเทียบเจตคตติ ่อการปฏิบัตงิ านในบทบาทหน้าทีผ่ ู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7
ก่อนและหลังการฝึกอบรมด้วยการใชช้ ุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชนพบว่า ผลการประเมินเจตคติ
หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนเข้าฝึกอบรม แสดงให้เห็นว่า ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้ และได้แนวคิด
แนวทางปฏิบัติตนเพ่ือนาไปใช้ในการพัฒนาตน และพัฒนาบทบาทหน้าที่ของผู้นาเยาวชนในการดารงฐานะ
ผนู้ าของตน สอดคล้องกับงานวิจยั ของประภาศรี พิทอนวอน (2559 : 88) ทีไ่ ด้พัฒนาหลักสตู รฝกึ อบรมการนา
ASEAN curriculum sourcebook ไปใช้ในสถานศึกษาสาหรบั ครูผู้สอน ในสังกัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา
ประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 การประเมินเจตคตขิ องครทู ่ีเข้ารับการพฒั นาต่อประชาคมอาเซียน พบว่า ผเู้ ข้ารับ
การอบรมมีเจตคติต่อประชาคมอาเซียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ค่าเฉล่ีย 4.74 แสดงให้เห็นว่า
ผู้เข้าอบรมตามหลักสูตรมีเจตคติที่ดีต่อประชาคมอาเซียน โดยมีผลจากหลักสูตรฝึกอบรมได้ให้ความรู้ความ
เขา้ ใจเป็นพืน้ ฐาน

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 513

3.3 การประเมินความพึงพอใจต่อการเข้าฝกึ อบรมของผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุรสิ ธรรม 7
พบว่า อยู่ในระดับมากท่ีสุด แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อการฝึกอบรม ทาให้ได้รับความรู้
ซึง่ สามารถนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวันได้ เกิดการแลกเปล่ียนประสบการณ์และความคิดเห็น และยังเปดิ โอกาส
ให้ผเู้ ขา้ อบรมไดล้ งมือปฏิบตั จิ รงิ วิทยากรมีความเหมาะสมในการดาเนินกิจกรรม นา่ สนใจที่จะเรยี นรู้ ส่งผลให้
ผูเ้ ขา้ อบรมคิดจะนาความรูท้ ่ีไดร้ ับไปสอนผู้อ่ืนได้อีกด้วย การเขา้ อบรมคร้งั นี้ได้รบั ประโยชน์คือ ได้ร้จู ักตนเอง
ทาให้มีการพัฒนา ด้านบุคลิกภาพของตนเองและการปฏิบัติตนต่อบุคคลอื่น การพัฒนาความสามารถของ
ตนเอง มีความเช่ือม่ันในตนเองต่อบทบาทผู้นา การให้ความสาคัญกับเร่ืองเวลา การให้ความสาคัญเรื่องเหตุ
และผล สอดคล้องกบั งานวิจยั ของ Powel (2013 : 19) ได้ศึกษาการประยุกตใ์ ชท้ ักษะผ้นู าในการทากจิ กรรม
สาธารณะประโยชน์ (Civic Engagement) เป็นกรณีศึกษาเยาวชนที่เคยเข้าร่วมโครงการผู้นาเยาวชนในเขต
แบลคเบลท์ รีเจียน (Black Belt Region) รัฐอลาบามา (Alabama) สรุปผลได้ว่า ผู้นาเยาวชนที่ผ่านการ
ฝึกอบรมมีแรงจูงใจ ความมั่นใจ การเคารพตนเอง และทักษะปฏิสัมพันธ์ เพ่ิมขึ้นเนื่องจากการได้รบั อิทธพิ ล
จากโครงการอบรมภาวะผู้นาและได้ถูกนาไปใช้ในชุมชนจริง และในบริบทชุมชนชนบทจะมีประสิทธิภาพ
มากกว่า

3.4 การเปรียบเทียบคุณลักษณะผู้นาเยาวชนตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ก่อนและหลังจาก
การฝึกอบรมสิ้นสุดลงเป็นเวลา 1 เดือน ผู้วิจัยได้ดาเนินการติดตามผู้นาเยาวชนกลุ่มตัวอย่างเพื่อทราบ
พัฒนาการพฤตกิ รรมของผู้นาเยาวชนท่ีผ่านการอบรม จากบุคคลผู้เกีย่ วข้องกับผู้เข้าอบรม 3 ฝ่าย ได้แก่ ครูท่ี
ปรึกษา เพื่อสมาชิกห้องเรียนและผู้ปกครอง พบว่า ผู้นาเยาวชนมีคุณลักษณะตามหลักสัปปุริสธรรม 7 หลัง
การฝึกอบรมเพิ่มขึ้นสูงกว่าเกณฑ์ทุกคน แสดงให้เห็นว่า ภายหลังการอบรมผู้เข้าอบรม ได้รับความรู้มีความ
เข้าใจบทบาทหน้าที่ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 นาสู่การเปลี่ยนแปลงความคิดไปสู่การปฏิบัติตนตาม
หลักสัปปุริสธรรม 7 ผู้เข้าอบรมมีพฤติกรรมคุณลักษณะผู้นาเยาวชนเด่นชัดข้ึน ซ่ึงเห็นได้อย่างชัดเจน
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ไพศาล มั่นอก (2557 : 24) ได้ศึกษาเรื่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมสี ่วนรว่ มใน
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา : กรณีศึกษาของนักเรียนโรงเรียนวิเศษชัยชาญ
วิทยาคม พบว่า หลังการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมด้วยกลยุทธ์ ท้ัง 5 กลยุทธ์โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในดับ
มากที่สุดและเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดท้ัง 4 ด้านได้แก่ 1) การมีความ
ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ 2) การมีความขยันอดทน 3) การมีสตปิ ญั ญาและ 4) การมีความเพยี ร

ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการทดลองไปใช้
1. โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถนาชุด

ฝึกอบรมหลักสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผนู้ าเยาวชนปรับใช้กับการฝึกอบรมผู้นาเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นสถาบัน
สงั กดั กรมอาชวี ศกึ ษา โรงเรยี นเอกชน รวมท้งั ผ้นู าเยาวชนห้องเรียนของการศึกษานอกระบบ

2. ในการใช้ชุดฝึกอบรมสัปปุริสธรรม 7 สาหรับผู้นาเยาวชนควรใช้วิธีการแข่งขันกิจกรรม
การเรียนรูแ้ ต่ละหน่วยฝึกอบรมซง่ึ เป็นส่งิ เร้าทาให้ผ้เู ขา้ อบรมรสู้ ึกต่ืนเตน้ มีความกระตือรอื ร้นในการเรยี นรแู้ ละ

514 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

การใชส้ มดุ บนั ทกึ ให้ผ้เู ข้าอบรมได้ใช้สมุดบันทกึ เพื่อบันทกึ ความรู้ ประสบการณ์ และความรู้สกึ ต่างๆ ท่ีได้จาก
ระหว่างการฝกึ อบรม ซง่ึ มผี ลตอ่ การนากลบั ไปทบทวนและเปน็ การสรา้ งความรูท้ ่ีย่งั ยืนให้กบั ผู้เข้าอบรม

ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวิจยั
1. ควรศกึ ษาวจิ ยั องค์ประกอบภาวะผู้นาเยาวชนเพื่อจะนาไปพัฒนาผู้นาเยาวชนต่อไป
2. ควรศกึ ษาวจิ ัยรปู แบบการพฒั นาภาวะผ้นู าเยาวชนในระดบั มัธยมศกึ ษา
3. ควรศึกษาวิจัยเรื่องผู้นาเยาวชนตามหลักธรรมในศาสนาอื่นๆ ตามที่ผู้วิจัยสนใจ เช่น ศาสนา
อิสลาม ศาสนาคริสต์ เปน็ ตน้

กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบับน้ี สาเร็จได้ด้วยความเมตตาของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ พุทธิชีวิน และ

รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักด์ิ เอกเพชร ทกี่ รณุ าให้คาปรึกษา จนงานวจิ ัยนสี้ าเรจ็ สมบรู ณ์
ขอขอบคุณผู้อานวยการคณะครแู ละนักเรยี นโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการ

การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐานท่ีกรุณาให้ข้อมูล ผู้เชยี่ วชาญทุกท่านท่กี รุณาให้ความรว่ มมือในการทาวิจัยคร้ังน้ีอย่างดียิ่ง
ขอขอบคุณผอู้ านวยการโรงเรียนเมอื งสรุ าษฎร์ธานีท่กี รุณาให้ความช่วยเหลือ อนุเคราะห์ในการทาวจิ ัยครง้ั น้ี

เอกสารอ้างองิ
เกรยี งศกั ด์ิ เจรญิ วงศ์ศักด.ิ์ ยุควกิ ฤตเด็กและเยาวชน…ขาดภาวะผนู้ า.(ออนไลน์) 2558

(อา้ งเมื่อ 21 กรกฎาคม 2558) จากhttps://www.kriengsak.com/node/49, 2558.
เขมจริ า กลุ ขา. การพัฒนาภาวะผ้นู าใฝ่บรกิ ารสาหรับผบู้ รหิ ารโรงเรยี นนานาชาติ.ปริญญาดุษฎนี ิพนธ์

มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั สรุ าษฎร์ธานี, 2559.
ณรงคท์ ปี ประชัย.การพฒั นาชดุ ฝึกอบรมเรอื่ งการวิเคราะหข์ ้อสอบสาหรับครู.นนทบรุ ี : โครงการวจิ ัยบรกิ าร

วชิ าการแกส่ งั คมมหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2557.
นันทวฒั น์ ภทั รกรนนั ณ์.การพัฒนาชดุ ฝึกอบรมโดยใช้กระบวนการเรยี นรู้จากประสบการณ์เพือ่ เสริมสร้าง

จติ สาธารณะสาหรับอาสากาชาด.ปริญญานพิ นธก์ ารศึกษาดุษฎบี ัณฑิต มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, 2555.
ประภาศรี พทิ อนวอน. พัฒนาหลกั สตู รฝกึ อบรมการนาASEANcurriculumsourcebook ไปใช้ในสถานศึกษา
สาหรับครูผสู้ อน ในสังกดั สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาชลบุรี เขต 1.ปรญิ ญานพิ นธ์
ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลยั บูรพา, 2559.
ประเวศวะสี. ผนู้ า.กรงุ เทพฯ : มติชน, 2547.
พระไพรวัลย์ธมมฺ วโร (วงค์ภักด)ี .ศกึ ษาพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพนั ธข์ องผูบ้ ริหารตามหลกั สปั ปรุ ิสธรรม 7 ในทัศนะ
ของครสู งั กัดสานักงานเขตบางคอแหลมกรงุ เทพมหานคร.ปรญิ ญานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2555.
พระราชรตั นมงคล (มนตรี ยางธิสาร).การพัฒนาการหลักสูตรฝกึ อบรมวิธีสอนศลี ธรรมระดบั มธั ยมศกึ ษา
ตอนต้นของพระสอนศีลธรรมตามโครงการของกระทรวงศกึ ษาธิการ. ปริญญานพิ นธ์ดษุ ฎี
บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, 2554.

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 515

ไพศาลม่นั อก.การวิจัยเชิงปฏบิ ตั กิ ารแบบมสี ว่ นร่วมในการพัฒนาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมของนักเรยี นระดับ
มัธยมศึกษาขนาดเล็ก : กรณีศกึ ษาของนักเรยี นโรงเรียนวิเศษชยั ชาญวทิ ยาคม. ปริญญานิพนธ์ดุษฎี
นิพนธ์ มหาวิทยาลัยธุรกจิ บณั ฑติ ย์, 2557.

วชิ ญาภา เมธีวรฉตั ร. รูปแบบการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยเ์ ชิงพทุ ธของมหาวิทยาลัยราชภัฎภาคเหนือ
ตอนล่าง 2.ปรญิ ญาพุทธศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2558.

สุพวิ รรณ นาทา้ ว.ศกึ ษาหลกั พุทธธรรมทมี่ ผี ลต่อความสาเรจ็ ของโครงการอบรมเยาวชนจิตอาสาศนู ย์
พฒั นาคณุ ธรรมปา่ ดงใหญ่ วังอ้อ จังหวดั อบุ ลราชธาน.ี มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2555.

สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน. ขา่ วท่ีสรา้ งความฮือฮาตอ่ สังคมไทยอยา่ งมากเพราะเปน็ เร่อื งท่ีไมเ่ คยเกดิ ขน้ึ กบั
สงั คมไทย.(ออนไลน์) 2558 (อ้างเมอ่ื 15 กรกฎาคม 2558) จาก : http://www.manager.co.th/, 2558.

ศึกษาธกิ าร, กระทรวง. แผนพัฒนาการศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธิการฉบับที่สบิ เอด็ พ.ศ.2555–2559.
กรงุ เทพฯ :สานักปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2555.

Powel, C.S. Applying Leadership Skills for Civic Engagement : A Case Study of Alumni
Who Participated in Youth Leadership Program in Alabama Black Belt Region.
Doctoral Dissertation. Capella University, 2013.

516 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

รูปแบบการบริหารโรงเรยี นเทศบาล 2 วดั ดอนมลู ชัยท่ีมีประสทิ ธผิ ล
The Effective Model of Administration of
Tessaban 2 Watdonmoonchai School

สุพจนยี พดั จาด1

บทคดั ย่อ
การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหาร 2. เพ่ือสรา้ งและตรวจสอบรูปแบบการ
บริหาร 3. เพ่ือทดลองใช้รูปแบบการบริหาร และ 4. เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อผลการดาเนินงานตาม
รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผลการดาเนินการวิจัย4 ขั้นตอน ดังน้ี 1)
การศกึ ษาสภาพการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยกลมุ่ ผูใ้ ห้ข้อมูล ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา
ข้ันพื้นฐาน ครู และผู้ปกครอง จานวน 212 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติท่ีใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2) การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหาร
โรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผลด้วยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่
ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคือประเด็นการสัมมนา ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการ
วิเคราะหเ์ น้อื หา 3) การทดลองใช้รปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นเทศบาล 2 วัดดอนมูลชยั ที่มีประสิทธิผลด้วยการ
สนทนากลุ่มกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศกึ ษา ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระ
การเรียนรู้ และตัวแทนผู้ปกครอง จานวน 30 คน 4) การประเมินความพึงพอใจต่อผลการดาเนินงานตาม
รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผลกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ คณะกรรมการ
สถานศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน ครู และผู้ปกครอง จานวน 212 คนเครื่องมือที่ใชใ้ นการวจิ ัยคือแบบทดสอบ สถติ ิที่ใช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมลู ได้แก่ คา่ เฉล่ียและสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจยั พบวา่
1. ผลการศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย พบว่าสภาพการบริหาร
โรงเรยี น โดยภาพรวม อย่รู ะดับมาก
2. ผลการสรา้ งและตรวจสอบรปู แบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชยั ที่มปี ระสทิ ธผิ ล
พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารโรงเรียน
ประกอบด้วย 11 มิติ ประเดน็ ยุทธศาสตร์ 7 ประเด็น และแนวทางการพฒั นา 16 แนวทาง
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผล พบว่า
การดาเนนิ งานตามคมู่ ือการใช้โดยภาพรวม อยู่ในระดบั มากที่สุด
4. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อผลการดาเนินงานตามรูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2
วัดดอนมลู ชยั ทมี่ ปี ระสิทธิผลพบว่า มคี วามพงึ พอใจตอ่ ผลการดาเนินงานโดยภาพรวม อย่รู ะดับมาก
คาสาคญั : รูปแบบการบริหารโรงเรยี น, ประสิทธผิ ล

1โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดดอนมูลชยั สังกัดเทศบาลเมืองตาก จงั หวดั ตาก

ปที ี่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 517

Abstract
The purpose of this research was 1. to study the administrative situation, 2). to establish
and examine the management model, 3. to use the management model, and 4. to evaluate the
satisfaction of the management's performance the effective model of administration of the
Tessaban 2 Watdonmoonchaischool. The 4 steps of the research are as follows:1) The study of
the state of administration of the Tessaban 2Watdonmoonchai school, the informants were the
basic school board, teachers and parents. The research instrument was a questionnaire. Statistics
used in data analysis include mean and standard deviation.2) The creation and review of the
effective model of administration of the Tessaban 2Watdonmoonchai school, by expert panelists.
The Connoisseurship of 5 experts. Use data analysis with content analysis.3) Experimental use of
the effective model of administration of the Tessaban 2Watdonmoonchaischool.by group
discussion. The informant group consists of the school board. Educational Manager Head of
Learning Group And 30 parent representatives.4) Satisfaction evaluation on performance of the
effective model of administration of the Tessaban 2Watdonmoonchaischool. The data was
composed of 212 primary school principals, teachers, and parents. Statistics used in data analysis
include mean and standard deviation.
The research results are as follows :
1. The results of the study on the condition of the effective modelof administration
of the Tessaban 2Watdonmoonchai school showed that the overall school management was at
a high level.
2. The results of the creation and validation of the effective model of administration
of the Tessaban 2Watdonmoonchaischool, found that the format was appropriate and feasible.
The composition of the school administration model consists of 11 dimensions, 7 strategic issues
and 16 development approaches.
3. The results of the trial using the effective model of administration of the Tessaban
2Watdonmoonchai school of the implementation of the instruction manual as a whole. At the
highest level
4. The results of the satisfaction assessment on the performance of the effective
model of administration of the Tessaban 2 Watdonmoonchaischool, were found to be
satisfactory to the overall performance at a high level.
Keywords : model of administration of school, Effective

518 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

บทนา
การศกึ ษาเปน็ เครอ่ื งมอื ในการปลูกฝงั ใหเ้ ยาวชนเปน็ บุคคลท่มี ที ักษะทจี่ าเปน็ ในการดารงอย่ใู นกระแส

การเปล่ียนแปลงต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ เป็นสมาชิกท่ีดีของสังคม และสามารถนาความรู้ไปพัฒนาสังคมและ
ประเทศชาติให้มีความก้าวหน้าม่ันคง จดุ มุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม
ฉบับท่ี 2 พ.ศ.2545) คือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม
มจี ริยธรรม และวัฒนธรรม ในการดารงชวี ิต สามารถอยูร่ ่วมกบั ผอู้ ่นื ได้อย่างมีความสุข มีความรู้อันเปน็ สากล ใฝ่รู้
และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง กระบวนการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางปัญญาท่ีพัฒนาบุคคลอย่างตอ่ เน่ือง
ตลอดชีวิต ให้ผู้เรยี นมที ักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรมู้ าใช้เพ่ือ
ป้องกันและแก้ไขปัญหา และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ดังกล่าว ได้กาหนดลักษณะกระบวนการเรยี นรู้ที่
พึงประสงค์ไว้ว่าเป็นกระบวนการทางปัญญาท่ีพัฒนาบุคคลอย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกท่ี ทุก
เวลา เป็นกระบวนการเรียนร้ทู ่ีมีความสุข บูรณาการเน้ือหาสาระตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา เพื่อให้
ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม สาระการเรียนร้สู อดคล้องกับความสนใจของ
ผู้เรยี น ทันสมัย เนน้ กระบวนการคิด และการปฏิบตั ิจรงิ ได้เรยี นรูต้ ามสภาพจริง และสามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้
อย่างกว้างไกล เป็นกระบวนการที่มีทางเลือกและมีแหล่งเรียนรู้หลากหลาย น่าสนใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้
รว่ มกัน โดยมีผ้เู รยี น ครแู ละผู้มีส่วนเก่ียวข้องทกุ ฝา่ ยรว่ มจัดบรรยากาศให้เอ้อื ตอ่ การเรียนรู้ และมงุ่ ประโยชน์ของ
ผูเ้ รียนเปน็ สาคัญ ไพพรรณ เกยี รติโชติชัย (2545 : 60)

การศึกษาถือเป็นเครื่องมือสาคัญในการพัฒนาศักยภาพของคน เพราะการจัดการศึกษาเป็นปัจจัย
หลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด และคุณธรรมของบุคคล เป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและสร้างภูมิ
ปัญญาให้แก่บุคคล การจัดการศึกษาท่ีมคี ุณภาพจะช่วยให้ประชาชนมีคณุ ธรรม สามารถดารงอยู่ร่วมกันในสังคม
ได้อยา่ งมีความสุข มีความรู้ความสามารถและทักษะในการแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวติ ทนั ต่อการ
เปลย่ี นแปลงของสังคมในอนาคต มีความสามารถในการประกอบอาชีพพ่ึงตนเองได้ดารงชีวิตอย่างมคี วามสุขและมี
ศกั ด์ิศรี สามารถพัฒนาตนเองและร่วมพัฒนาสงั คมได้อย่างเหมาะสม วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ (2550 : 1)

การศกึ ษาถอื วา่ เป็นบรกิ ารสาธารณะประเภทหน่ึงทอ่ี งคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ จัดดาเนินการ ภายใต้
ขอ้ กาหนดของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแกไ้ ขเพ่ิมเติมว่า “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหน่ึงหรือทุกระดับ ตามความพร้อมและความต้องการภายในท้องถิ่น ”
ประกอบกับ พระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ.2542 ไดก้ าหนด อานาจ บทบาทหน้าทข่ี ององค์กรปกครองปกครองส่วนท้องถ่ิน ในดา้ นการจัดการศึกษา ดังน้ี
มาตรา 16 (9) ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตาบลมีอานาจและหน้าที่ในการจัดบริการ
สาธารณะด้านการจัดการศึกษาเพ่ือประโยชน์ของประชาชนในทอ้ งถน่ิ ของตนเอง มาตรา 17 (6) ให้องค์การบริหาร
ส่วนจังหวัดมีอานาจและหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะด้านการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนใน
ท้องถ่ินของตนเอง จากกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่า มีเจตนารมณ์ ที่จะให้ท้องถ่ินเข้ามามีบทบาทในการ
ส่งเสริม สนับสนนุ ช่วยเหลือ ตลอดทั้งเป็นผู้จัดการศกึ ษาได้ในทอ้ งถ่ินของตนเอง ทั้งน้ีตามความพร้อมขององคก์ ร
ปกครองสว่ นท้องถิ่น ตามความตอ้ งการของประชาชนและตามความเหมาะสมด้านอ่ืนๆด้วย ศุภชัย ไพโรจน์พิริยะกุล
(2558 : 41)

จากการศึกษาของสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2554 : 31) เรื่อง การวิจัยประเมินผลการจัด
การศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า เทศบาล มีปัญหาการบริหารจัดการศึกษาหลายประการ เช่น
ผบู้ ริหารเทศบาลขาดความรู้ความเข้าใจด้านการศึกษา ไม่เหน็ ความสาคัญของการจัดการศึกษา ขาดความต่อเนอื่ ง
ทางการเมือง ครูขาดขวัญกาลังใจและความก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพ เทศบาลมีรายได้ไม่เพียงพอ ยังต้อง
พ่ึงพิงงบประมาณจากส่วนกลาง ทาให้ไม่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน

ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 519

การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ.2554-2558) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนวัดดอนมูลชัย
สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (2554 : 4-5) ที่ปรากฏผลการประเมินในตัวบ่งช้ีที่ได้
คะแนนต่าที่สดุ คอื ตัวบง่ ชท้ี ี่ 7 ประสทิ ธภิ าพของการบรหิ ารจัดการและพัฒนาสถานศกึ ษา

ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้มีบทบาทสาคัญอย่างย่ิงในการพัฒนาการศึกษาและสร้างความมี
ประสิทธิผลของโรงเรียน จึงควรนาหลักการบริหารแนวใหม่มาบูรณาการในการบริหารและจัดการศึกษาเพ่ือ
เสริมสร้างความเข้มแขง็ ให้กบั โรงเรยี นเนอื่ งจากการบรหิ ารงานโรงเรียนโดยใชห้ ลักการบรหิ ารแนวใหม่ เป็นเทคนิค
วิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่นามาประยุกต์เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการบริหารงานใน
โรงเรียนเพราะเป็นการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นผลการปฏิบัติการเพื่อให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
เป็นการปรับปรุงผลการดาเนินงานขององค์กรท่ีทุกคนต้องมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการทางานท่ีมีประสิทธิภาพ
ประสทิ ธผิ ลและทาใหก้ ารบรหิ ารการศกึ ษามกี ารพัฒนาไปในทิศทางทดี่ ียิง่ ขึ้น ศกั ด์ิดา แดงเถนิ (2555 : 83)

ดังน้ัน เมื่อผู้วิจัยเม่ือดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนวัดดอนมูลชัย ต้ังแต่ปีการศึกษา 2556
ได้ตระหนักถึงความสาคัญและปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงวิจัยและพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2
วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผล เพื่อนามาใช้ในการบริหารสถานศึกษารูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและลดปัญหาดังกล่าวข้างต้น ซ่ึงรปู แบบท่ีได้จะเป็นนวตั กรรมทางการบริหาร
สถานศึกษาท่มี คี วามเหมาะสมกบั บริบทของทอ้ งถิ่น
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั

1. เพ่อื ศึกษาสภาพการบรหิ ารโรงเรยี นเทศบาล 2 วดั ดอนมูลชัย
2. เพอื่ สร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วดั ดอนมูลชัยทม่ี ปี ระสทิ ธิผล
3. เพ่อื ทดลองใชร้ ปู แบบการบริหารโรงเรยี นเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมปี ระสทิ ธผิ ล
4. เพ่ือประเมินความพึงพอใจต่อผลการดาเนินงานตามรูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2
วดั ดอนมลู ชัยที่มีประสทิ ธิผล
วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั
ข้นั ตอนท่ี 1 การศึกษาสภาพการบรหิ ารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ครู และผู้ปกครอง ใน ปีการศึกษา 2558-2559 จานวน 212 คน
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (5 Rating Scales) สถิติทใ่ี ช้ในการ
วิเคราะหข์ ้อมลู ไดแ้ ก่ ค่าเฉลยี่ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ข้ันตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มี
ประสิทธิผล เป็นการยกร่างรูปแบบท่ีได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง มาวิเคราะห์และ
ประมวลผลรว่ มกับในขัน้ ตอนที่ 1 มาสังเคราะห์และยกร่างรูปแบบและคมู่ ือการใช้รปู แบบการบริหารโรงเรียน
เทศบาล 2 วัดดอนมลู ชยั ทมี่ ีประสิทธิผล แลว้ ให้ผู้ทรงคุณวฒุ ิจานวน 5 ท่าน พจิ ารณาความเป็นไปไดแ้ ละความ
เหมาะสม และให้ข้อเสนอแนะเพ่ือการปรับปรุงพัฒนารูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียน
เทศบาล 2 วดั ดอนมลู ชยั ทีม่ ีประสทิ ธผิ ล โดยวธิ กี ารสัมมนาอิงผู้เชยี่ วชาญ (Connoisseurship)
ขั้นตอนท่ี 3 การทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผล
(DONMOONCHAI Model) เป็นการนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผล
และคู่มือการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผลในข้ันตอนท่ี 2 มาดาเนินการทดลองใช้
รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผล เป็นเวลา 1 ปีการศึกษา (ปีการศึกษา 2559)
แล้วประเมินระดับการปฏิบัติงานตามคู่มือฯ โดยคณะกรรมการติดตามและประเมินผลรูปแบบ ซ่ึงประกอบด้วย

520 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้และตัวแทนผูป้ กครอง จานวน 25 คน
โดยการสนทนากลุ่ม เม่ือวันที่ 7 เมษายน 2559 ระหว่างเวลา 13.00 น.-16.45 น. ณ ห้องประชุม โรงเรียน
เทศบาล 2 วดั ดอนมลู ชัย จังหวัดตาก

ข้ันตอนท่ี 4 การประเมินความพึงพอใจต่อผลการดาเนินงานตามรูปแบบการบริหารโรงเรียน
เทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผลกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ครู และ
ผู้ปกครอง จานวน 212 คนเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบทดสอบ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน

สรปุ ผลการวจิ ยั
1. ผลการศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยพบว่า สภาพการบริหาร

โรงเรยี นโดยภาพรวมมคี ่าเฉลย่ี อยใู่ นระดบั มาก (µ=4.07,  =0.25)
2. ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหารโรงเรยี นเทศบาล 2 วัดดอนมลู ชัยที่มปี ระสิทธิผล

พบว่า รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วดั ดอนมลู ชัยที่มปี ระสิทธผิ ล แสดงในภาพท่ี 1

มติ ใิ นการพฒั นา ประเดน็ แนวทางการพฒั นา
ยทุ ธศาสตร์
1.1 จดั หาครทู ี่มีความสามารถในการปฏิบตั ิการ
D Direction ชี้นาทางสร้าง 1.การพฒั นาครู สอนในวิชาทร่ี ับผิดชอบได้
ความรู้ 1.2 พฒั นาและส่งเสริมครูให้มคี ุณลักษณะความ
เป็นครู
O Offer พัฒนาครูรอบ 1.3 เสริมสรา้ งความสัมพันธ์ระหวา่ ง ครู กับ
ด้าน นักเรียนและผู้ปกครอง
1.4 ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมครู
สืบสานตาม
2.1 จดั หาและพัฒนาสอ่ื การเรยี นการสอนและ
N Norm แบบอย่าง แหลง่ การเรียนรู้
ศาสตร์
3.1 จัดการเรียนการสอนตามความต้องการของ
พระราชา ท้องถิ่น
3.2 จัดการศกึ ษาให้เกดิ การเรียนรู้ตลอดชวี ติ
พฒั นาสือ่ และ 2.การพัฒนาความ 4.1 พฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
4.2 เตรยี มความพร้อมในการรบั ตลาดเสรแี รงงาน
M Media แหล่งเรียนรู้ พร้อมของสอ่ื การ อาเซียน
ครบครัน เรียนการสอนและ

O Open เปิดสวรรค์แหง่ แหล่งการเรียนรู้
การศึกษา

O Overcome พัฒนาไม่ 3.การพฒั นา
หยุดยง้ั กระบวนการเรยี น

N Niceness สร้างพลงั แหง่ การสอน
ความดี ให้เกดิ การเรียนรู้

C Clean วิถีเด็กไทย ตลอดชวี ิต
food แกม้ ใส

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 521

4.การพัฒนา 5.1 พฒั นาคณุ ธรรมนกั เรียน

คุณภาพผเู้ รียน 5.2 สง่ เสรมิ การอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและ

5.การพัฒนา สิ่งแวดล้อม

พฤตกิ รรมนักเรยี น 5.3 สง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รยี นกล้าแสดงออก

5.4 สง่ เสริมสขุ ภาพนักเรยี น

พฒั นาการ 6.การพฒั นาความ 6.1 พฒั นาและส่งเสรมิ ความเข้มแขง็ ของ

H Home สมวยั รว่ ม เข้มแข็งของ คณะกรรมการสถานศึกษา
สร้าง/ใช้ทาง คณะกรรมการ 7.1 ส่งเสริมให้สงั คมทอ้ งถ่ินมคี วามเข้มแข็ง

“บวร” สถานศกึ ษา 7.2 ส่งเสรมิ การรกั ท้องถิ่น

A Assistance ช่วยกันสอนทงั้ 7.การส่งเสริมความ
ชมุ ชน ภูมิใจในความเปน็

I Integrated บนวถิ บี ูรณา ทอ้ งถิน่
การ

ภาพท่ี 1 รปู แบบการบริหารโรงเรยี นเทศบาล 2 วัดดอนมลู ชัยทม่ี ปี ระสทิ ธิผล (DONMOONCHAI Model)

สาหรบั ผลการตรวจสอบความเหมาะสมรูปแบบและคูม่ อื การใชร้ ูปแบบการบรหิ ารโรงเรยี นเทศบาล 2
วดั ดอนมูลชัยที่มปี ระสทิ ธผิ ล (DONMOONCHAI Model)จากผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน พบว่ามีความเหมาะสม
โดยรวมอย่ใู นระดับมาก ( X =4.41, S.D.=0.43)

3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการบรหิ ารโรงเรยี นเทศบาล 2 วดั ดอนมูลชยั ทีม่ ปี ระสิทธผิ ล พบว่าการ
ดาเนนิ งานตามคู่มือการใช้โดยภาพรวม อยูใ่ นระดับมากทีส่ ดุ ( X =4.54, S.D.=0.27)

4. ผลการประเมินความพึงพอใจต่อผลการดาเนนิ งานตามรูปแบบการบริหารโรงเรยี นเทศบาล 2 วัด
ดอนมลู ชยั ทมี่ ีประสทิ ธิผลพบว่าความพึงพอใจต่อผลการดาเนินงานตามรูปแบบการบริหารโรงเรยี นเทศบาล 2 วัด
ดอนมลู ชัยท่ีมีประสทิ ธิผล โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมากท่ีสุด (µ =4.47, =0.26)

อภปิ รายผลการวิจัย
จากการพฒั นารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นเทศบาล 2 วัดดอนมลู ชัยท่มี ปี ระสทิ ธิผล (DONMOONCHAI

Model) มีประเดน็ ทน่ี ามาอภิปรายผลได้ ดังนี้
1. รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผล (DONMOONCHAI

Model) ท่ีพัฒนาข้ึน เปน็ รูปแบบการบรหิ ารโรงเรียนท่ีมีความเหมาะสมและเป็นไปไดใ้ นระดับมาก รวมทั้งคมู่ ือ
การบรหิ ารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธผิ ล (DONMOONCHAI Model) มีความเหมาะสมอยู่
ในระดับมากเช่นเดียวกัน ท้ังน้ี เพราะผู้วิจัยได้ทาการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
การศึกษา การบริหารโรงเรียนท่ีมีประสิทธิผล รวมทั้งแนวคิดเก่ียวกับการบริหารคุณภาพสู่ความเป็นเลิศตาม
เกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของไทย (PMQA) รวมท้ังการศึกษาพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 แนวนโยบายการปฏิรูปการศึกษา
มาตรฐานการศึกษาของชาติ และแนวคิดการประกันคุณภาพการศึกษา ท้ังการประกนั คณุ ภาพภายในและการ
ประกันคุณภาพภายนอกมาเป็นเป้าหมายของการพัฒนาโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยให้ประสบ

522 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

ความสาเร็จ และได้สังเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผลของนักวิชาการมากาหนด
เป็นมิติของรูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผล (DONMOONCHAI Model)
ทง้ั นี้ไดน้ าสภาพการบรหิ ารโรงเรียนเทศบาล 2 วดั ดอนมลู ชัยท่ีมีประสทิ ธผิ ล (DONMOONCHAI Model) และ
มิติการพัฒนามาเป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการยกร่างรูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มี
ประสิทธิผล (DONMOONCHAI Model) ก่อนนาเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิทาการตรวจสอบคุณภาพในด้าน
ความเป็นไปได้และความเหมาะสม และได้จัดทาคู่มือการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมี
ประสิทธิผล (DONMOONCHAI Model) เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2
วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผล (DONMOONCHAI Model) สู่การปฏิบัติ จึงส่งผลให้สามารถนารูปแบบ
การบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มีประสิทธิผล (DONMOONCHAI Model) ลงสู่การปฏิบัติได้
อย่างครบถ้วน ก่อให้เกิดผลการพัฒนาโรงเรียนและนักเรียนอย่างมีประสิทธิผล นาชื่อเสียงมาสู่โรงเรียนและ
ท้องถิ่นได้ ท้ังน้ีเพราะผู้วิจัยได้ดาเนินการพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยที่มี
ประสิทธิผล (DONMOONCHAI Model) โดยใช้แนวคิดการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผลของ Cheng, อ้างถึงใน
วิโรจน์ สารัตถะ (2544 : 30-35) ที่ได้ทาการวิจัยและเสนอรูปแบบการบริหารโรงเรียนที่มีประสิทธิผลใน
8 รปู แบบ คือ

1. รูปแบบเป้าหมาย (Goal model) ซ่ึงนิยามประสิทธิผลของโรงเรียนว่า เป็นโรงเรียนที่สามารถ
ดาเนินการบรรลุผลตามเป้าหมายทุกข้อที่กาหนด เงื่อนไขของการประเมินตามโมเดลน้ีอยู่ที่โรงเรียนต้องมี
เปา้ หมายของโรงเรียนชัดเจน และเป็นทย่ี อมรับของทุกฝ่ายซ่ึงในทางปฏิบัติจรงิ เป็นไปได้ยาก เพราะครอู าจารย์
หรือผู้ปกครองอาจกาหนดเป้าหมายของโรงเรียนต่างกันก็ได้ เช่นครูเน้นการพัฒนาให้นักเรียนมีคุณธรรม
จริยธรรม ในขณะท่ีผู้ปกครองอาจต้องการเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นต้น ตัวบ่งชี้ท่ีใช้ในการประเมิน
โมเดลนี้ คือวัตถุประสงคห์ รือเป้าหมายทีโ่ รงเรยี นกาหนด

2. รปู แบบทรัพยากรปัจจัยป้อน (Resource input model) นิยามประสิทธิผลของโรงเรียนว่าเป็น
โรงเรียนท่ีสามารถจัดหาทรัพยากรหรือสามารถได้ปัจจัยป้อน (เช่น นักเรียน)ท่ีมีคุณภาพ เงื่อนไขของการ
ประเมินตามโมเดลนี้อยู่ที่แน่ใจว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรในการดาเนินงานกับผลผลิต และโรงเรียน
อยู่ในสภาพที่ขาดแคลนทรัพยากร หากโรงเรยี นสามารถจัดหาทรัพยากรเข้าโรงเรยี นได้ตามทต่ี ้องการ ก็แสดง
ว่าโรงเรยี นประสบความสาเร็จในการดาเนินงาน ตัวบ่งชี้ที่ใช้ประเมิน คือ ทรัพยากรต่างๆ ที่จัดหาได้ ปัญหา
ของโมเดลนี้คือ การเน้นที่ทรัพยากรและปัจจัยป้อนมากเกินไปจนไม่ได้ให้ความสาคัญกับกระบวนการ
ดาเนินงาน

3. รูปแบบกระบวนการ (Process model) นิยามประสิทธิผลของโรงเรียนว่า เป็นโรงเรียนท่ีมี
กระบวนการดาเนินงานภายในราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการบริหารจัดการ การจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอน โมเดลน้ีจะใช้ได้ดีถ้าแน่ใจวา่ มีความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากร ในการดาเนินงานกับผลผลิตจริง ตัวบ่งชี้
ทีใ่ ชใ้ นการประเมนิ คือ ภาวะความเป็นผนู้ า วธิ ีการตดิ ต่อ ส่ือสารท่ีใช้ การมสี ่วนรว่ มในการทางานของทุกฝ่าย

4. รูปแบบความพึงพอใจ (Satisfaction model) นิยามประสิทธิผลของโรงเรียนว่าการบริหาร
โรงเรียนที่มีประสิทธิผลการดาเนินงานดี คือ สามารถดาเนินงานให้ได้ผลเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง
โดยเฉพาะหน่วยงานท่ีมีบทบาทหน้าท่ีในการบริหารโรงเรียนแต่หากผู้เก่ียวข้องมีความต้องการท่ีแตกต่างกัน
โมเดลน้กี ไ็ ม่เหมาะสมท่ีจะนาไปใช้เพราะเป็นการยากสาหรับโรงเรียนทีจ่ ะดาเนนิ งานให้สนองความต้องการของ
ทุกฝ่ายหรือเป็นท่ีพอใจของทุกฝ่ายตัวบ่งชี้ท่ีใช้ในการประเมิน ได้แก่ ความพึงพอใจของหน่วยงานหรือ
คณะกรรมการ หรอื กลมุ่ ต่างๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 523

5. รูปแบบการดาเนินงานถูกต้องตามหลักการ (Legitimate model) นิยามประสิทธิผลของ
โรงเรียนว่าการบริหารโรงเรียนท่มี ปี ระสิทธผิ ลการดาเนินงานดี คอื โรงเรียนทสี่ ามารถแข่งขนั ในการดาเนินงาน
ในทุกวิถีทางที่จะทาให้โรงเรียนอยู่รอดได้โดยไม่ผิดหลักการเงื่อนไขของการใช้รูปแบบนี้อยู่ที่สภาพ
ความเปลีย่ นแปลงภายนอกท่กี ดดนั ให้โรงเรียนต้องดาเนนิ งานใหอ้ ยไู่ ด้ โดยเฉพาะการแสวงหาทรพั ยากรต่างๆ
ท่ีใช้ในการดาเนินงาน รูปแบบนี้จึงยอมให้โรงเรียนมีการใช้ต่อเมื่อมีการประเมินเพ่ือนาผลไปใช้ในการตัดสิน
อนาคตของโรงเรียนว่าควรปรับขยายดาเนินการต่อไป หรือยกเลิกหากดาเนินการไม่ได้ผล ตัวบ่งช้ีท่ีใช้ในการ
ประเมิน คอื ภาพลักษณ์ของโรงเรียน ชื่อเสยี งกติ ติศพั ท์ เปน็ ตน้

6. รูปแบบเน้นการดาเนินงานที่ยังไม่บรรลุผล (Ineffectiveness model) นิยามประสิทธิผล
โรงเรียนว่าเป็นโรงเรียนท่ีสามารถดาเนินงานให้ปลอดจากคุณลักษณะท่ีไม่พึงประสงค์ได้ เง่ือนไขของการใช้
โมเดลน้ีอยู่ท่ีโรงเรียนไม่สามารถระบุได้ชัดเจนหรือครบถ้วนว่าเป้าหมายที่พึงประสงค์ของโรงเรียนคืออะไร
แต่บอกได้ว่าลักษณะอะไรบ้างท่ีไม่ควรปรากฏอยู่ในโรงเรียน เช่น ส่ิงเสพติดของนักเรียนถือว่าเป็นส่ิงที่ไม่พึง
ประสงค์ หากโรงเรียนสามารถดาเนินงานและแสดงผลการดาเนินงานไดว้ ่านักเรียนในโรงเรียนปลอดจากส่ิงเสพ
ติดจริง แสดงว่าโรงเรียนดาเนินงานได้ประสบความสาเร็จ ตัวบ่งชี้ท่ีใช้ในการประเมิน คือ สภาพปัญหาต่างๆ
ทีเ่ กิดขน้ึ ปัญหาและจดุ อ่อนในสถานศกึ ษา

7. รูปแบบการเรียนรู้ขององค์การ (Organizational learning model) นิยามประสิทธิผลของ
โรงเรียนที่สามารถพัฒนาองค์การให้เกิดการเรียนรู้ได้สามารถปรับเปลี่ยนการดาเนินงานให้ทันต่อการ
เปล่ียนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก เงื่อนไขการใช้โมเดลนี้อยู่ท่ีการเกิดการเปล่ียนแปลงของ
สภาพแวดลอ้ มภายนอกซ่ึงกดดันใหโ้ รงเรยี นตอ้ งปรบั ตัว ตวั บ่งช้ที ่ใี ช้ในการประเมิน คือ ความตระหนักถึงความ
ต้องการจาเป็นภายนอก การกากับติดตามงาน การวางแผนพัฒนา และการประเมนิ การทางานตา่ งๆ

8. รูป แบ บ การบ ริห ารคุ ณ ภ าพ โดยรวม (Total quality management model) นิ ยาม
ประสิทธิผลโรงเรียนว่าเป็นโรงเรียนที่สามารถบริหารจัดการโดยรวมให้สนองความต้องการของทุกฝ่าย
ท่เี กี่ยวข้องและประสบผลตามเป้าหมายที่กาหนด เงือ่ นไขของการใช้โมเดลน้ีอยู่ท่ีวา่ ตอ้ งมีความสอดคลอ้ งของ
เป้าหมายหรือความต้องการจาเป็นของทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง ตัวบ่งชี้ท่ีใช้ในการประเมินคือ ความเป็นผู้นา
การบรหิ ารจัดการ กระบวนการทางาน และผลงาน

นอกจากน้ี ผู้วิจัยได้ใช้มาตรฐานการศึกษาของสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศึกษา (องค์กรมหาชน) รอบสาม พ.ศ.2554-2558 เป็นเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ
โรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย และบูรณาการแนวคิดการพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การภาครัฐของไทย
(PMQA) และนโยบายการปฏิรูปการศึกษา มาเป็นกรอบในการกาหนดมิติและยุทธศาสตร์การดาเนินงาน
บรหิ ารโรงเรียน

รปู แบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผล (DONMOONCHAI Model)
มีมิติและยุทธศาสตร์การดาเนินงานท่ีสอดคล้องกับคอร์โครานและวิลสัน Corcoran and Wilson (1985)
อ้างถึงใน เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ และคณะ (2546 : 152-153) ท่ีได้ทาการศึกษาประสิทธผิ ลของการบริหาร
โรงเรียนทไี่ ดร้ บั การยกยอ่ งให้เปน็ สถาบันชั้นนา จานวน 202 โรงเรียนจากทุกรฐั ของสหรัฐอเมรกิ า พบว่าปัจจัย
ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของการบริหาร โรงเรียน ได้แก่ 1) โรงเรียนมีเป้าหมายชัดเจนและเป้าหมายได้รับ
ความเห็นพ้องจากผู้เกี่ยวข้อง 2) โรงเรียนต้ังความหวังทุกเร่ืองไว้สูง 3) ผู้เก่ียวข้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
4) ความเปิดเผยและความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันระหว่างครูกับนักเรียน 5) การใช้การบริหารการเปล่ียนแปลง
6) ความเป็นผู้นาที่เข้มแข็งด้านการเรียนการสอน 7) ชุมชนมีส่วนร่วมสูง 8) ผู้เก่ียวขอ้ งมีส่วนร่วมในกิจกรรม
เสริมหลักสูตรมาก และ 9) ความสมดุลของการใช้อานาจแบบควบคมุ กับแบบมอบอานาจ และผลการวจิ ัยของ
Brophy and Good (1986 : 328-375) อ้างถึงใน ธดิ าวัลย์ เสตะจนั ทร์ (2541 : 39-40) ได้สงั เคราะห์รายงาน

524 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี

การวิจยั ทีเ่ ก่ยี วกับลกั ษณะบางประการที่ไดพ้ บในสถาบันการศกึ ษาทม่ี ปี ระสทิ ธิผล คือ ผลติ นกั เรียนท่มี คี วามรู้ดี
ออกสู่ชุมชน ดังต่อไปนี้ 1) สถาบันที่ผู้บริหารเน้นความเป็นเลิศทางวชิ าการ 2) บรรยากาศในโรงเรียนมีความ
ปลอดภัย ม่ันคงทางจิตใจ อารมณ์ สังคมและ ความเป็นอยู่ของครู นักเรียน 3) ครูอาจารย์มีทัศนคติที่ดีต่อ
นักเรียนมีความเป็นกันเอง 4) ดาเนินการสอนตามหลักสูตรโดยใช้วิธีสอนหลายรูปแบบ 5) ติดตาม
ความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนตลอดเวลา 6) ผ้ปู กครองให้ความรว่ มมือกับทางโรงเรียนอยา่ งเขม้ แข็ง
และ7) เนน้ ใหเ้ หน็ ความสาคัญของความสาเรจ็ ทางวิชาการเสมอ

2. จากการพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมีประสิทธิผล
(DONMOONCHAI Model) ส่งผลให้นักเรียน บุคลากรและโรงเรียนมีผลงานเป็นท่ีประจักษ์และได้รับการ
ยอมรับโดยท่ัวไป ท้ังน้ี เพราะโรงเรียนได้นารูปแบบการบริหารโรงเรียน เทศบาล 2 วัดดอนมูลชัยท่ีมี
ประสิทธผิ ล (DONMOONCHAI Model) ท่ีผา่ นการพัฒนาจนมีคุณภาพและเปน็ รูปแบบทีม่ ีมิติและยทุ ธศาสตร์
การดาเนนิ งานทีค่ รอบคลมุ ขอบข่ายและภารกิจการบรหิ ารสถานศึกษาข้ันพนื้ ฐานท้ัง 4 กลมุ่ งานและตอบสนอง
ตอ่ นโยบายการปฏิรปู การศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแก้ไขเพ่มิ เตมิ (ฉบับท่ี 2)
พ.ศ.2545 มาตรฐานการศกึ ษาท้องถิ่น มาตรฐานการศึกษาของสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศึกษา(องค์กรมหาชน) มาใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการโรงเรียน โดยการนารูปแบบมาใช้ให้เกิด
ประสิทธิภาพ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมุ่งม่ันพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ
ของชุมชน โดยเฉพาะด้านความรู้และทักษะที่จาเป็นตามหลักสูตร โดยสร้างพลังความร่วมมือในการจัด
การศึกษาจากท้ังบุคลากรภายในและภายนอกสถานศึกษา และผู้บรหิ ารต้องตระหนักในความสาคัญของงาน
วิชาการโดยมุ่งเน้นการพัฒนาการบริหารงานวิชาการให้มีคุณภาพ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นาทางวิชาการ
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา นอกจากน้ีสถานศึกษา
ควรจดั ระบบการปฏบิ ตั งิ านและการจัดการเรียนการสอนท่ีเอ้อื ใหค้ รไู ดป้ ฏิบตั งิ านดา้ นการเรยี นการสอนโดยตรง
โดยการมอบหมายงานให้สอดคล้องกับวิชาเอก ความถนัด หรือความเชี่ยวชาญของครูและลดภาระงาน
ที่ไม่เก่ียวข้องไม่ให้เป็นภาระของครูและเสริมสร้างความเข้าใจให้ผู้ปกครองตระหนักในความสาคัญของ
การศึกษา เพ่ือใหเ้ กิดความรว่ มมือและการสร้างเครอื ข่ายการเรยี นรู้ร่วมกันระหว่างผู้ปกครองในการดแู ลเอาใจ
ใสก่ ารศกึ ษาของบุตรหลาน ตลอดจนจดั ให้มีการนเิ ทศภายในสถานศึกษาท่ีเขม้ แขง็ โดยเน้นการนิเทศการเรยี น
การสอน เพื่อให้ช่วยเหลือให้คาปรึกษาแนะนาครใู นการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและเน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ รวมท้ังส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการท่ีหลากหลายและการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม
การเรยี นการสอนใหส้ อดคล้องกับความศกั ยภาพ ความถนัดและความสนใจของผเู้ รยี น
ขอ้ เสนอแนะ

1. ควรมีการศกึ ษาและพัฒนาองค์ประกอบท่ีสง่ ผลต่อคุณภาพการศึกษา เพ่ือให้ได้แนวทางในการ
พฒั นาคณุ ภาพสถานศกึ ษาใหเ้ หมาะสมกบั บริบทของสถานศกึ ษาต่อไป

2. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลแต่ละประเภท
เพื่อใหไ้ ด้ขอ้ มูลสาหรับส่งเสริมการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับเทศบาลแตล่ ะประเภท

3. ควรวิจัยและพัฒนารูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัด
เทศบาล ทั้งเครือข่ายในเทศบาลเองหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินอื่นๆ และเครือข่ายระหว่างเทศบาลกับ
หน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานอ่ืนๆ เพ่ือให้เกิดการประสานความร่วมมือ ส่งเสริมสนับสนุนการจัด
การศกึ ษาและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

4. ควรมีการวิจัยศึกษาการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่ประสบความสาเร็จเพื่อค้นหาแบบปฏิบัติท่ีดี
(Best Practice) โดยสงั เคราะห์เปน็ รปู แบบจดั การศกึ ษาเทศบาลที่ประสบความสาเรจ็

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 525

5. เน่ืองจากการจัดองค์กรทางการศึกษาและการแบ่งส่วนการบริหารงานภายในองค์กรมีความ
หลากหลายและหลายระดับ ประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน เทศบาล
ต้นสังกัด สานัก/กองการศึกษา และ สถานศึกษา ทาให้มีปัจจัยที่ส่งผลท้ังทางบวกและทางลบต่อการ
บริหารงานและการจัดการศึกษา ประเด็นดังกล่าวนี้ควรมีการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลหรืออิทธิพลต่อการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาในแต่ละหน่วยงานโดยอาจจะประยุกต์ใช้การวิเคราะห์พหุระดับ (HLM: Hierarchical
Linear Model) เพ่ือให้ได้สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน สาหรับใช้ในการวางแผนและพัฒนาการ
ส่งเสริมการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาในแตล่ ะหน่วยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งอยา่ งชัดเจน
เอกสารอ้างองิ
ธิดาวัลย์ เสตะจนั ทน์.ความสมั พันธ์ระหว่างพฤตกิ รรมความเปน็ ผนู้ าทางวชิ าการของผนู้ ิเทศภายในโรงเรียน

กบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรียนในโรงเรยี นประถมศึกษาสังกดั สานกั งานการ
ประถมศึกษาจงั หวดั นครปฐม.วทิ ยานพิ นธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิตมหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2541.
ไพพรรณ เกยี รตโิ ชติชัย.กระบวนทัศน์ใหมแ่ ห่งการศกึ ษาในศตวรรษที่ 21.กรุงเทพฯ: พมิ พ์ลกั ษณ,์ 2545.
วิโรจน์ สารตั ถะ. โรงเรียน: องคก์ ารแหง่ การเรยี นรู้. กรงุ เทพฯ: ทพิ ย์วสิ ทุ ธิ,์ 2544.
วรี ะยทุ ธ ชาตะกาญจน.์ ระบบบรหิ ารจดั การของสถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน. นครศรีธรรมราช: สถาบันวิจยั และ
พัฒนา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, 2550.
ศักดด์ิ า แดงเถิน. การบริหารงานโรงเรียนโดยใชห้ ลกั การบรหิ ารแบบมุ่งผลสัมฤทธขิ์ องผบู้ รหิ ารโรงเรียน
ตามทศั นะของครู ในสานกั งานเขตภาษีเจรญิ สงั กดั มหาวิทยาลัยราชภฏั ธนบรุ .ี กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั ราชภัฏธนบุร,ี 2555.
ศุภชยั ไพโรจนพ์ ิรยิ ะกลุ . “กลยุทธ์การพฒั นาบุคลากรด้านการวิจัยเชิงปฏิบตั กิ ารของโรงเรียนเทศบาล ๑
กติ ติขจร สงั กัดเทศบาลเมืองตาก จงั หวัดตาก.”วารสารศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร.
17,3(กรกฎาคม-กนั ยายน 2558): 41-51.
สานักงานรับรองมาตรฐานการประเมินคุณภาพการศกึ ษา (องคก์ ารมหาชน).รายงานการประเมนิ คณุ ภาพ
ภายนอกรอบสาม : โรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย. กรงุ เทพฯ, 2554.
สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. การวิจัยประเมินผลการจดั การศกึ ษาขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ
(รายงานการวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์).กรุงเทพฯ: พรกิ หวานกราฟฟิค, 2554.
เสรมิ ศักด์ิ วิศาลาภรณ์ และคณะ. หน่วยท่ี 4 การบริหารการเปล่ียนแปลง. ประมวลสาระชุดวิชา
ประสบการณ์วชิ าชีพประกาศนียบัตรบัณฑิตทางการบรหิ ารการศึกษา สาขาวชิ าศึกษาศาสตร.์
นนทบรุ ี: มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช, 2546.

526 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

ภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา
สงั กัดสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1

Transformation Leadership of Personnel School Spersonneunder
Pathumthaniprimary Education Service Areaoffice 1

อรุณี ต่างประโคน1
สมั มา รธนธิ ย2์

บทคัดยอ่
การวิจัยครงั้ น้ีเป็นการวิจัยเชิงสารวจแบบผสมผสาน มีวตั ถุประสงค์เพ่ือ 1. ศึกษาภาวะผู้นาการ
เปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนประถมศกึ ษา 2. เปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลง
จาแนกตามขนาดของโรงเรียนและประสบการณ์ และ 3. เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง
ของบคุ ลากรทางการศกึ ษาในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี
เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครู จานวน 248 คน จากประชากร 1,926 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่าง
แบบหลายขั้นตอน เคร่ืองมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลระหว่าง 1-16
พฤษภาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ การทดสอบ ค่าไคสแควร์ (2–test) และ
วเิ คราะหเ์ น้อื หา
ผลการวิจัย พบวา่
1. ภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศกึ ษาในโรงเรยี นประถมศึกษา สงั กดั สานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านทุกด้านมีการปฏิบัติมากกว่าไม่ปฏิบัติ
2. ผลการเปรียบเทียบ 2.1)จาแนกตามประสบการณ์ของบุคลากร พบว่าแตกต่างกันในเร่ืองการเสียสละ
ประโยชน์ส่วนตน การปฏิบัติงานทีม่ ุ่งมนั่ กระตือรอื ร้น ทมุ่ เทอย่างเต็มท่ี การมวี ิสัยทัศน์ที่สามารถถ่ายทอดไป
ยังผู้ร่วมงานได้อย่างชัดเจน ความสามารถทาให้ผู้ร่วมงานมีความคิดเห็นเป็นหน่ึงเดียวกัน การแสดงความ
เชอ่ื มั่นในศกั ยภาพของผู้รว่ มงาน การกาหนดมาตรฐานในการทางานทีท่ ้าทายความสามารถของผู้ร่วมงาน การ
ส่งเสริมความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ของผู้ร่วมงาน การกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานคิดค้นวิธีการใหม่ๆ การกระตุ้นให้
ผู้ร่วมงานพัฒนาตนเอง การเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้าพบพูดคุยตัวต่อตัว การให้ความสนใจแก่
ผู้ร่วมงานอย่างท่ัวถึงเท่าเทียมกัน การส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานสนใจพัฒนาจุดเด่นของตนเองด้วยวิธีการต่างๆ
2.2) จาแนกตามขนาดของโรงเรียนพบว่าแตกต่างกันในเรื่องการประพฤติตนเป็นแบบอยา่ งที่ดี การกระตุ้นให้
ให้ผู้รว่ มงานตระหนักถึงการทางานให้บรรลุเป้าหมายอย่างต่อเน่ืองการกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานแสดงความคิดเห็น
หลากหลายอย่างมีเหตุผลการส่งเสรมิ ให้ผู้ร่วมงานพัฒนาการทางานโดยการวิเคราะหป์ ัญหาและอปุ สรรคด้วย
ข้อมูลหลกั ฐานการกระต้นุ ใหผ้ ู้ร่วมงานพฒั นาตนเองการให้กาลังใจผู้ร่วมงานที่พยายามหาทางแกป้ ัญหาด้วยวิธี
ใหมๆ่ การตั้งเป้าหมายของการเปลีย่ นแปลงท่ีชัดเจนร่วมกบั ผูร้ ่วมงาน การเปิดโอกาสใหเ้ ลือกแนวทางปฏิบัติ
คาสาคญั : ภาวะผู้นาการเปลีย่ นแปลงบุคลากรโรงเรียนประถมศึกษา

1หลกั สตู รการศกึ ษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทริ น์ เอเชีย

ปีท่ี 17 ฉบบั ท่ี 3 (กันยายน - ธนั วาคม 2560) 527

2สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะบัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั อีสเทริ ์นเอเชีย

โดยการมีส่วนร่วม การสื่อสารถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้ร่วมงาน การลดแรงต่อต้านการ
เปลี่ยนแปลงจากผู้ร่วมงานด้วยการยกย่อง ชมเชย การยอมรับ หรือผลประโยชน์ตอบแทนต่างๆ อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ี 0.05 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษา
ประกอบดว้ ย 1) ควรรว่ มกิจกรรมทที่ างโรงเรียนจัดขน้ึ ดว้ ยความเสียสละท่มุ เท 2) ควรทางานดว้ ยความซ่ือสตั ย์
สุจริตเปน็ แบบอย่างท่ดี ี 3) ควรใชส้ ติในการเผชิญปัญหาดว้ ยความสุขมุ รอบคอบ 4) ควรวางตัวเปน็ กลาง ปฏบิ ัติ
หน้าที่โดยยึดหลักธรรมภิบาลเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 5) ควรเปิดโอกาสและรับฟังความคิดเห็นของทุกคน
6) ควรกาหนดและมอบหมายงานท่ีท้าทาย 7) ควรสร้างเจตคติท่ีดีพร้อมต้ังเป้าหมายที่คาดการณ์ไปข้างหน้า
8) ควรกระตุ้นให้คิดรอบด้านประกอบด้วยข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจร่วมกันกาหนดกลยุทธ์ เป้าหมาย
เกณฑ์และแนวทางให้ชัดเจนเพ่ือการปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน 9) ควรส่งเสริมให้คิดวิเคราะห์ปัญหาและ
อุปสรรคเพื่อการแก้ไขและพัฒนา และ 10) ควรร่วมกันกาหนดกลยุทธ์ เปา้ หมาย เกณฑ์และแนวทางให้ชดั เจน
เพอื่ การปฏิบตั ิในทิศทางเดยี วกัน

Abstract
The purpose of this survey research were: 1. to study, 2. to compare divided by
personnel’s experience and school size, and 3. to approach the developing guidelines of
transformational leadershipof primary schools’personnel under the Office of Pathumthani Primary
Education Service Area 1.248 questionnaires which 248 completed returning (100 percentage) were
used to collect the data during 10-20 May 2017 from the administrators and teachers informants of
31 school samples from 103 schools by multistage sampling. And also interviewed the
administrators.The data was analyzed by frequency, percentage, chi-square test ( 2–test) and
content analysis.
The research findings revealed as follows :
1. The transformational leadershipof primary schools’personnel overall and each
aspects operated. The idealized influenceaspects was at the highest operation and the
individualized consideration aspect was at the lowest. 2. The comparison of personnel’s
transformational leadership classified by 2.1) personnel’s experience. There were different in
the topics of devoting their own advantage, being engrossed in operation, eagering,
devotingfor the faith of staff, having the vision which could be disseminated to staff clearly,
ability could make the unique staff thinking, the faith of staff potential, setting the work
standard challenging staff capability, promoting staff’s creative thinking, motivating staff to
search the new method, motivating staff to be improved themselves,having a chance to
meet staff individually, paying attention though out staff ,promoting staff to develop their
own prominent point with the various method. 2.2) Forschool size’s comparison, there were
different in the topics of behaving the mselves to be the good model, motivating staff to
realize to the working target’saccomplishment continuously, motivating staff to show the
various thinking reasonly, promoting staff to improve working by analysing problem and
obstruction with dataevidence, motivating staff to be improved the mselves, cheering up

528 วารสารบริหารการศึกษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

staff to find out the new method for solving problem, setting the change target clearly
together, having a chance to select the participative working guideline, communicating about
the advantageof change, and decreasing the resistant statistically significant at 0.053)
The development guidelines of transformational leadershipof primary schools’personnel
composed: personnel should 1) participate school activities setting with sacrifice, 2) operate with
honesty , be the good model 3) confront the problems prudently 4)act neutrally, work on
duty with good governance principle, 5) have a chance and accept the individual opinion,
6) set anddelegate the challenging task, 7) build the good attitude and the forward target,
8) motivate the thinking around with enough data before making decision, 9) promote staff
to use the analytical thinking about problems and obstructions for solving and developing,
and 10) participate to set strategy, target, norms and guideline clearly for the same direction
of operation.
keywords : Transformational leadership, Primary schools’personnel
บทนา

การศึกษาภาวะผู้นานับต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนาการทางแนวคิดตามลาดับนับต้ังแต่
การศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะภาวะผู้นา การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมภาวะผู้นา การศึกษาเก่ียวกับแบบของ
ผนู้ า การศกึ ษาเก่ยี วกับภาวะผูน้ าตามสถานการณ์ และการศกึ ษาเก่ยี วกบั ผูน้ าการเปล่ียนแปลงทีเ่ ปน็ การศึกษา
หาวิธีการประพฤติปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้นาในกลุ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและเหมาะสมกับ
ลักษณะกิจกรรมของกลุ่มอันเป็นแนวโน้มท่ีสาคัญท่ีทุกองค์กรมุ่งเน้นเพื่อมุ่งสู่ความสาเร็จในการบริหารงาน
องค์การให้ประสบผลสาเร็จตามมุ่งหมาย อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สัมมา รธนิธย์ (2556 : 50) บุคลากร
ทั้งองค์กรหรือสถานศึกษารวมทั้งผู้บริหารและผู้เก่ียวข้องจึงจาเป็นต้องปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมหรือเอกลักษณ์
เฉพาะตัวทบ่ี ุคคลสามารถเป็นผ้นู าที่จะร่วมกันดาเนินงานใหป้ ระสบผลสาเรจ็ ตามมุง่ หมายของสถานศึกษาอย่าง
มปี ระสิทธิภาพสูงสุด บนพ้ืนฐานของแนวคิดที่เช่ือว่าภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากร ที่ประกอบด้วย
การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงดลใจ การกระตุ้นการใช้ปัญญา และการคานึงถึงปัจเจกบุคคล
Bass (1999 : 11) จะส่งผลต่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง การพัฒนาแก้ไขสภาพปัญหาการบริหารจัดการ
การศึกษาระบบการจัดการและกระบวนการผลิตการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตลอดจน
คุณภาพการศกึ ษาโดยรวมซงึ่ ลว้ นเปน็ ผลสืบเนอื่ งมาจากโรงเรียนที่เปน็ หน่วยปฏบิ ัตกิ ารเกิดการเปลย่ี นแปลงอัน
เน่ืองมาจากแรงผลักดันร่วมกันของบุคลากรที่มีภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงทั้งโรงเรียน ให้เกิดความก้าวหน้า
เกดิ การพัฒนาการปรับตัวและนาไปสูก่ ารพฒั นาโรงเรยี นในทส่ี ุด

สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 มีโรงเรียนในสังกัด จานวน
103 โรงเรยี น ตั้งอยู่ในพ้ืนท่ี 4 อาเภอ คอื อาเภอเมือง อาเภอคลองหลวง อาเภอสามโคก และอาเภอลาดหลุม
แก้วโดยมีโรงเรียนขนาดต่างๆ คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่มีบุคลากรที่เป็นผู้บริหาร ครูและ
บุคลากรทางการศึกษา จานวนท้ังส้ิน 1,926 คน ผลการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ.) รอบสาม พบว่า
โรงเรียนได้รับการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ.) รอบสาม จานวน 103 โรงเรียน มีผลการประเมินอยู่ใน
ระดับดี จานวน 91 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 88.35 ระดับพอใช้ จานวน 12 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 11.65
รับรองผล จานวน 86 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 83.50 ไม่รับรอง จานวน 17 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 16.50
แผนปฏิบัติการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 (2559 : 6) อันอาจเป็นผลสืบ

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 529

เนื่องมาจากการปฏิบัตงิ านร่วมกันของผูบ้ รหิ าร บุคลากรและผเู้ ก่ียวข้องท่ียังมีภาวะผู้นาการเปลยี่ นแปลงอยใู่ น
ระดับที่แตกต่างหลากหลาย ท่ีประกอบด้วยการมีอุดมการณ์ การสร้างแรงดลใจ การกระตุ้นการใช้ปัญญา
การคานึงถึงปัจเจกบุคคล และการบริหารการเปลย่ี นแปลงในการปฏบิ ัติงานอย่างเหมาะสมกบั การเปล่ียนแปลง
ของบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโรงเรียน สอดคล้องกับงานวิจัยของเกษมศักดิ์ศรีทอง (2554 : 4)
ท่ีศึกษาวิจัยเรื่องภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานตามการรับรู้ของครูกลุ่มกรุงธนใต้
สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า 1) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการคานึงถึง
ความเป็นปจั เจกบคุ คลมากที่สดุ 2) ครูมปี ระสบการณใ์ นการปฏิบตั กิ ารสอนตา่ งกันมีการรบั ร้เู ก่ยี วกบั ภาวะผู้นา
การเปลีย่ นแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมอ่ื พิจารณาเปรยี บเทียบเป็นรายด้าน
พบว่า ระดับการรับรู้ในด้านการคานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .05
โดยครูทมี่ ีประสบการณ์ในการปฏิบัตกิ ารสอนต้ังแต่ 10 ปีข้ึนไปมีระดบั การรับรู้มากกว่าครทู ่ีมปี ระสบการณ์ใน
การปฏิบัติการสอนน้อยกว่า 10 ปี ท่ีส่วนอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน และงานวิจัยของวาสนา พันธ์สุโพธ์ิ (2557 : 4)
ท่ีศึกษาวิจัยเรื่องภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศกึ ษาของแกน่ เขต 5 พบว่า 1) ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา มีภาวะผ้นู าการเปล่ยี นแปลงโดยรวมใน
ระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัด
สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 เมื่อจาแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมไม่
แตกต่างกัน และรายด้านพบว่าด้านการสร้างแรงบันดาลใจ แตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
ผู้วจิ ยั จึงมีความสนใจทจี่ ะศึกษาและ เปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปลีย่ นแปลงของบคุ ลากรทางการศกึ ษาจาแนก
ตามประสบการณก์ ารปฏบิ ัติงานของบุคลากรและขนาดของโรงเรียนตลอดจนแนวทางการพัฒนาภาวะผ้นู าการ
เปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 เพ่ือให้ได้ข้อมูลและสารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ต่อการบริหารโรงเรียน
ประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ให้มีประสิทธิภาพต่อไปใน
อนาคต
วัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั

1. เพื่อศึกษาภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรยี นประถมศึกษา ใน
สังกดั สานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1

2. เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน
ประถมศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จาแนกตามประสบการณ์
ของบคุ ลากรและขนาดของโรงเรียน

3. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาของ
โรงเรยี นประถมศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1
ขอบเขตการวจิ ยั

ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรของโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาปทมุ ธานี เขต 1 ในปีการศึกษา 2559รวม 1,926 คน

ตัวแปรที่ศึกษา ประกอบด้วย 1) ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาด
สถานศึกษา และ 2) ตัวแปรตามได้แก่ ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน
ประถมศึกษา ประกอบด้วย 2.1)การมีอิทธพิ ลอย่างมีอดุ มการณ์ 2.2)การสร้างแรงดลใจ 2.3)การกระตุน้ การใช้
ปญั ญา 2.4)การคานึงถึงปัจเจกบุคคล และ 2.5) การบรหิ ารการเปล่ียนแปลง

530 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษา

จาก วิศวกร ชัยเชิดชู (2554 : 16) สุกัญญา แช่มอินทร์ (2555 : 22) ปราณี พึ่งฉิม (2556 : 24) วาสนา พันธ์สุโพธิ์
(2557: 80) อรทัยป้องเคน (2555 : 41) สัมมา รธนิธย์ (2556:114) Bass1999 : 11 อ้างถึงใน วาสนา พันธ์สุโพธิ์
(2557 : 70) สรุปเปน็ กรอบแนวความคิดในการศึกษาวจิ ัยดังภาพ 1 ต่อไปน้ี

ตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม

1. ขนาดสถานศกึ ษา ภาวะผนู้ าการเปลยี่ นแปลงของบุคลากร
1.1 ขนาดเล็ก ทางการศึกษาประกอบด้วย
1.2 ขนาดกลาง
1.3 ขนาดใหญ่ 1. การมีอทิ ธพิ ลอย่างมีอดุ มการณ์
2. ประสบการณ์ในปฏิบัติงาน 2. การสร้างแรงบันดาลใจ
2.1 นอ้ ยกวา่ 5 ปี 3. การกระตนุ้ การใชป้ ัญญา
2.2 ตั้งแต่ 5 ปี ข้ึนไป 4. การคานงึ ถงึ ปัจเจกบคุ คล
5. การบรหิ ารการเปลย่ี นแปลง

ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
วิธีดาเนนิ การวจิ ัย

ประชากร ได้แก่ บุคลากรของโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ในปีการศึกษา 2560 รวม 1,926 คนกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้บริหารการศึกษา นกั วชิ าการ และกรรมการสถานศึกษาขนั้ พื้นฐานในการสมั ภาษณ์

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่บุคลากรของโรงเรียนประถมศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1จานวน 248 โดยการสุ่มแบบหลายข้ันตอนและผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร
การศกึ ษา นักวชิ าการ และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการสมั ภาษณจ์ านวน 10 คน

เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ได้แก่ แบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบทวิลักษณะ ตามสภาพ
ท่ีปฏิบัติจริงในโรงเรียน(ปฏิบัติ/ไม่ปฏิบัติ) และแบบสัมภาษณ์ท่ีเป็นคาถามปลายเปิด ท่ีผู้วิจัยสร้างและ
พฒั นาข้ึนเอง โดยตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือด้วยความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ตามเทคนิค
IOCเปน็ รายข้ออย่รู ะหว่าง 0.67 – 1.00ทั้งแบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์

การวิเคราะห์ข้อมูล..ผู้วิจัยทาการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปสถิติ
ท่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล คือ ค่าความถี่ คา่ ร้อยละคา่ ไคสแควร์ (Chi-Square)และการวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา

ข้ันตอนการวิจัยดาเนินการตามขัน้ ตอนตามลาดับ คือการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
การกาหนดชื่อเร่ือง ปัญหาการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวจิ ัยการกาหนดกรอบความคิดในการวิจัยการสร้าง
และพัฒนาเครื่องมือการเกบ็ รวบรวมข้อมูลการวเิ คราะห์ข้อมูลการสรุปผลการวจิ ัยและจดั ทารายงานการวิจัย
บทความวจิ ยั และเผยแพร่

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 531

สรปุ ผลการวิจยั
1. ภาวะผูน้ าการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศกึ ษาในโรงเรยี นประถมศึกษา สงั กัดสานกั งาน

เขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายดา้ นทุกด้าน มกี ารปฏบิ ัติมากกว่าไมป่ ฏบิ ัติ
2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาจาแนกตาม

ประสบการณ์ของบุคลากร พบว่า ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ แตกต่างกันในเรื่อง การเสียสละ
ประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อนื่ หรอื ของกลุ่ม การปฏิบัติงานท่มี ุ่งม่ัน กระตือรือรน้ ทุ่มเทอย่างเต็มท่ีให้
ผู้ร่วมงานยอมรับ ศรัทธา และไว้วางใจในความสามารถ การมีวิสัยทัศน์ท่ีสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ร่วมงานได้
อย่างชัดเจน และความสามารถทาให้ผู้ร่วมงานมีความคิดเหน็ เป็นหน่ึงเดียวกันไดอ้ ย่างเหมาะสมด้านการสร้าง
แรงดลใจในเรื่อง การแสดงความเช่ือมั่นในศักยภาพของผู้ร่วมงานโดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมแสดง
ความสามารถในการทางานอย่างเต็มที่และเป็นกันเอง การกาหนดมาตรฐานในการทางานที่ท้าทาย
ความสามารถของผู้ร่วมงานและการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โดยการกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานทดลอง
ปฏิบัติงานในโครงการใหม่ ๆ ที่ท้าทายความสามารถใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย ด้านการกระตุ้นทางปัญญาในเรื่องการ
กระตุ้นให้ผู้ร่วมงานคิดค้นวิธีการใหม่ๆด้วยการมอบหมายงาน คาถามหรือประเด็นใหม่ๆ ที่ท้าทาย และการ
กระตุ้นให้ผู้ร่วมงานพัฒนาตนเองโดยการวิเคราะห์ใช้หลักเหตุผลในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้านการ
คานึงถึงปัจเจกบุคคล ในเรื่อง การเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้าพบ พูดคุยตัวต่อตัวเพ่ือปรึกษาหารือ
รับฟังเร่ืองราว ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ การให้ความสนใจแก่ผู้ร่วมงานอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันด้วย
บรรยากาศความอบอุ่น คุน้ เคย ในการให้คาแนะนา และการส่งเสรมิ ให้ผูร้ ่วมงานสนใจพฒั นาจุดเด่นของตนเอง
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การฝึกอบรม การศึกษาต่อ การศึกษาดูงาน กา รเข้าร่วมประชุมสัมมนาต่างๆ
อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ 0.05

3. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาจาแนกตามขนาด
ของโรงเรียนพบว่าด้านการมีอิทธพิ ลอยา่ งมีอุดมการณ์ แตกตา่ งกนั ในเรื่องการประพฤติตนเปน็ แบบอย่างท่ีดีจน
เป็นทยี่ อมรับจากผ้รู ่วมงาน ด้านการสร้างแรงดลใจ ในเรอ่ื งการกระตนุ้ ใหใ้ ห้ผู้ร่วมงานตระหนกั ถงึ การทางานให้
บรรลเุ ป้าหมายอยา่ งต่อเน่ืองโดยใชร้ างวัลและผลตอบแทนเป็นแรงจูงใจ ด้านการกระตุ้นการใช้ปญั ญา ในเรือ่ ง
การกระตนุ้ ให้ผูร้ ่วมงานแสดงความคิดเห็นหลากหลายในการทางานอย่างมีเหตุผลเพ่ือหาวิธีการใหม่ ๆ ในการ
แกป้ ัญหาหรอื พัฒนาหนว่ ยงาน การสง่ เสริมให้ผรู้ ว่ มงานพัฒนาการทางานโดยการวเิ คราะหป์ ัญหาและอุปสรรค
โดยใชข้ ้อมลู หลักฐานในการแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ การกระตุ้นให้ผู้รว่ มงานพัฒนาตนเองโดยการวิเคราะห์
ใชห้ ลกั เหตุผลในการแกป้ ัญหาอย่างสรา้ งสรรค์ และการให้กาลงั ใจ ผรู้ ่วมงานทีพ่ ยายามหาทางแก้ปัญหาดว้ ยวิธี
ใหม่ๆไม่วพิ ากษ์วิจารณ์แม้วา่ ความคดิ นั้นจะแตกต่างไปจากความคิดของผูอ้ ่นื ด้านการบรหิ ารการเปลย่ี นแปลง
ในเรื่องการตง้ั เป้าหมายของการเปลีย่ นแปลงท่ชี ัดเจนรว่ มกับผรู้ ว่ มงานเกีย่ วกับการเปลย่ี นแปลงตา่ งๆ การเปิด
โอกาสให้เลือกแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการเปล่ียนแปลงต่างๆโดยการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น สร้างและ
กาหนดทางเลือกการกาหนดกฎเกณฑท์ ่ีเก่ียวข้องเพ่ือให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติให้เกิดการเปล่ียนแปลงตามทต่ี ้องการ
การส่ือสารถึงประโยชน์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแก่ผู้ร่วมงานเพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงส่ิงท่ีองค์กรจะดาเนินการ
ร่วมกันและการลดแรงต่อต้านการเปล่ียนแปลงจากผู้ร่วมงานด้วยการยกย่อง ชมเชยการยอมรับ หรือ
ผลประโยชนต์ อบแทนทีเ่ ปน็ สวัสดิการตา่ งๆ อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05

4. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วย
1) ควรร่วมกิจกรรมท่ีทางโรงเรียนจัดขึ้นด้วยความเสียสละทุ่มเท 2) ควรทางานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตเป็น
แบบอย่างท่ีดี 3) ควรใช้สติในการเผชิญปัญหาด้วยความสุขุมรอบคอบ 4) ควรวางตัวเป็นกลาง ปฏิบัติหน้าที่
โดยยึดหลักธรรมภิบาลเพ่ือประโยชน์ส่วนรวม 5) ควรเปิดโอกาสและรับฟังความคิดเห็นของทุกคน

532 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

6) ควรกาหนดและมอบหมายงานทท่ี า้ ทาย 7) ควรสร้างเจตคตทิ ี่ดพี ร้อมตัง้ เป้าหมายที่คาดการณ์ไปขา้ งหนา้ 8)
ควรกระตนุ้ ให้คิดรอบด้านประกอบด้วยข้อมูลครบถว้ นก่อนตัดสนิ ใจ 9) ควรส่งเสริมให้คิดวเิ คราะห์ปัญหาและ
อปุ สรรคเพื่อการแกไ้ ขและพัฒนา และ 10) ควรรว่ มกันกาหนดกลยุทธ์ เปา้ หมาย เกณฑ์และแนวทางให้ชัดเจน
เพอ่ื การปฏบิ ตั ใิ นทศิ ทางเดียวกนั
อภปิ รายผลการวจิ ยั

1. จากผลการวิจัยท่ีพบว่า ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน
ประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านทุกด้าน
มีการปฏิบัติมากกว่าไม่ปฏิบัติ ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากบริบทของสังคมที่เก่ียวข้อง กับการจัดการศึกษา
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยกระแสของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษา
จะต้องปรับตัวเกิดการตื่นตัวที่จะเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับ สภาวการณ์ของสังคม
ท่เี ปลี่ยนแปลงไป สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิศวกร ชัยเชิดชู (2554 : 4) ศึกษาวิจัยเร่ืองการศึกษาภาวะผู้นา
การเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาระยอง เขต 1 พบว่า
ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาระยอง
เขต 1 ทว่ี ่าโดยรวมและรายดา้ นอย่ใู นระดบั มาก

2. จากผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาจาแนก
ตามประสบการณ์ของบุคลากร พบว่า ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ แตกต่างกันในเร่ือง การเสียสละ
ประโยชนส์ ่วนตนเพ่ือประโยชน์แกผ่ ู้อนื่ หรอื ของกลุ่ม การปฏิบตั ิงานท่มี ุ่งมั่น กระตอื รือร้น ทุ่มเทอย่างเต็มท่ีให้
ผู้ร่วมงานยอมรับ ศรัทธา และไว้วางใจในความสามารถ การมีวิสัยทัศน์ท่ีสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ร่วมงานได้
อย่างชัดเจน และความสามารถทาให้ผู้ร่วมงานมีความคิดเห็นเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างเหมาะสม ท้ังนี้
อาจเนื่องมาจากบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมาเป็นเวลานานจะเป็นผู้ท่ีส่ังสมประสบการณ์
มีวิสัยทัศน์ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ให้เกิดศรัทธา มีอิทธิพลแก่ผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติตามอย่าง
กระตือรือร้น ทุ่มเทเสียสละ สอดคล้องกับงานวิจยั ของ วันเพ็ญ รตั นอนันต์ (2555 : 4) ทศี่ ึกษาวิจัยเรื่องภาวะ
ผนู้ าการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา 2
พบว่า มากกว่า 5 ปีขึ้นไป มีภาวะผนู้ าการเปลี่ยนแปลงมากกวา่

3. จากผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาจาแนกตาม
ประสบการณ์ของบุคลากร พบว่า ดา้ นการสร้างแรงดลใจแตกต่างกนั ในเรื่อง การแสดงความเชื่อม่ันในศักยภาพ
ของผู้ร่วมงานโดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมแสดงความสามารถในการทางานอย่างเต็มท่ีและเป็นกันเอง
การกาหนดมาตรฐานในการทางานที่ท้าทายความสามารถของผู้ร่วมงานและการส่งเสริมความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์โดยการกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานทดลองปฏิบัติงานในโครงการใหม่ ๆ ที่ท้าทายความสามารถให้บรรลุ
เป้าหมาย อย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่ี 0.05 ทั้งน้ี อาจเน่ืองมาจาก บุคลากรทมี่ ีประสบการณใ์ นการทางานเป็น
เวลานานกับเพื่อนร่วมงานจะทาให้ทราบถึงศักยภาพของสมาชกิ แต่ละคนท่ีรว่ มงานกัน ทาให้เกิดความเชือ่ ม่ัน
ในตัวผู้ร่วมงาน สามารถทางานร่วมกันอย่างเป็นกันเอง กาหนดมาตรฐานการทางานตลอดจนกระตุ้น
ใหเ้ พอื่ นร่วมงานปฏิบัติงานตามศกั ยภาพของแตล่ ะบคุ คลได้เปน็ อย่างดี

4. จากผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาจาแนก
ตามประสบการณ์ของบุคลากร พบว่า ด้านการกระตุ้นทางปัญญาแตกต่างกนั ในเรื่องการกระตุ้นให้ผู้รว่ มงาน
คิดค้นวิธีการใหม่ๆด้วยการมอบหมายงาน คาถามหรือประเด็นใหม่ๆที่ท้าทาย และการกระตุ้นให้ผู้ร่วมงาน
พฒั นาตนเองโดยการวิเคราะห์ใชห้ ลักเหตุผลในการแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ 0.05
ทัง้ นีอ้ าจเน่ืองมาจากบุคลากรทีม่ ีประสบการณ์ในการปฏบิ ตั งิ านมาเปน็ เวลานาน ผา่ นการปฏิบัตงิ านดว้ ยวธิ ีการ

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 533

ต่าง ๆ มาอย่างมากมายย่อมจะสามารถเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมท่ีจะกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานคิดหาวิธีการ
ท่เี หมาะสมในการปฏิบตั งิ าน ตลอดจนการพฒั นาตนเองในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกบั งานวจิ ัย
ของวันเพ็ญ รัตนอนันต์ (2555: 4) ที่ศึกษาวิจัยเรื่องภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา 2 พบว่ารายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 ผู้บรหิ ารทีด่ ารงตาแหน่งผู้อานวยการสถานศึกษาและมปี ระสบการณ์ในการดารงตาแหน่ง
ผู้บริหารมากกว่า 5 ปีขึ้นไป มีภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงมากกว่ารองผู้อานวยการสถานศึกษาและผู้บริหาร
สถานศึกษาทีม่ ปี ระสบการณ์ตา่ กวา่ 5 ปี

5. จากผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาจาแนกตาม
ประสบการณ์ของบุคลากร พบว่า ด้านการคานึงถึงปัจเจกบุคคล แตกต่างกันในเรื่อง การเปิดโอกาสให้
ผู้ร่วมงานสามารถเข้าพบ พูดคุยตัวต่อตัวเพ่ือปรึกษาหารือ รับฟังเร่ืองราว ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ
การให้ความสนใจแก่ผ้รู ่วมงานอยา่ งท่ัวถึงเท่าเทยี มกันด้วยบรรยากาศความอบอุ่น คุ้นเคย ในการให้คาแนะนา
และการส่งเสรมิ ให้ผู้ร่วมงานสนใจพัฒนาจุดเด่นของตนเองด้วยวิธีการตา่ ง ๆ เช่น การฝึกอบรม การศึกษาต่อ
การศึกษาดูงาน การเข้าร่วมประชุมสัมมนาต่างๆ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 ทั้งน้ีอาจเน่ืองมาจาก
บคุ ลากรทม่ี ีประสบการณ์ในการปฏบิ ัตงิ านมาเปน็ เวลานานจะทราบดวี ่าการปฏบิ ัติงานที่จะประสบความสาเร็จ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมในปัจจุบันจะต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่ายใน
โรงเรียนปฏิบัติงานร่วมกัน สามารถปรึกษาหารือเพ่ือสรุปเป็นแนวทางการทางานร่วมกันอย่างคุ้นเคยเป็น
กันเอง เพ่อื ส่งเสรมิ ให้ผู้รว่ มงานไดแ้ สดงศกั ยภาพสว่ นตัวไดอ้ ย่างเต็มที่

6. จากผลการเปรยี บเทียบระดบั ภาวะผูน้ าการเปลย่ี นแปลงของบุคลากรทางการศกึ ษาจาแนกตาม
ขนาดของโรงเรียน พบว่า ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ แตกต่างกันในเร่ืองการประพฤติตนเป็น
แบบอย่างท่ดี ีจนเปน็ ท่ยี อมรบั จากผ้รู ่วมงาน ดา้ นการสร้างแรงดลใจ ในเรื่องการกระตุ้นใหใ้ หผ้ ูร้ ว่ มงานตระหนัก
ถึงการทางานให้บรรลุเป้าหมายอย่างต่อเน่ืองโดยใช้รางวัลและผลตอบแทนเป็นแรงจูงใจ ด้านการกระตุ้น
การใชป้ ัญญา ในเรอ่ื งการกระต้นุ ใหผ้ ู้ร่วมงานแสดงความคิดเห็นหลากหลายในการทางานอยา่ งมีเหตุผลเพ่ือหา
วิธีการใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาหน่วยงาน การส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานพัฒนาการทางานโดยการ
วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคโดยใช้ข้อมูลหลักฐานในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การกระตุ้นให้ผู้ร่วมงาน
พัฒนาตนเองโดยการวิเคราะหใ์ ชห้ ลักเหตุผลในการแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ และการให้กาลังใจ ผู้ร่วมงานท่ี
พยายามหาทางแก้ปญั หาดว้ ยวธิ ีใหม่ๆไมว่ ิพากษ์วิจารณ์แม้ว่าความคิดน้ันจะแตกตา่ งไปจากความคิดของผู้อ่ืน
อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติที่ 0.05 ทง้ั น้ีอาจเนือ่ งมาจากบคุ ลากรในโรงเรยี นทีม่ ีขนาดต่างๆกัน จะมีบคุ ลากรมาก
นอ้ ยต่างกันและมคี วามหลากหลายทง้ั ทางความคดิ และการปฏบิ ัติ สง่ ผลให้ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงในเร่ือง
ตา่ ง ๆ ดังกล่าวขา้ งตน้ มคี วามแตกต่างกัน ไมว่ ่าจะเป็นการประพฤติตนเป็นแบบอย่าง การกระตุ้นในเร่ืองต่างๆ
ให้เกดิ แรงบันดาลใจและอนื่ ๆ สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ อรัญญา โตค้างพลู (2556 : 4) ศึกษาวิจัยเรือ่ งภาวะ
ผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของข้าราชการครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษาปราจนี บุรี เขต 2 ท่ีพบวา่ โดยรวมและรายดา้ นตามขนาดของสถานศึกษา ว่า ภาวะผู้นา
การเปล่ียนแปลง แตกต่างกันอยา่ งไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ และสุกญั ญา เริ่มรัตน์ (2555 : 4) ท่ีศึกษาวิจัยเร่ือง
การศึกษาภาวะผู้นาของผู้บริหารโรงเรียนในอาเภอเลาขวัญ สังกัดสานักงานกาญจนบุรี เขต 4 พบว่าการ
กระตุ้นการใช้ปัญญา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ.05 โดยโรงเรียนขนาดใหญ่มีภาวะ
ผู้นามากกว่าผูบ้ รหิ ารโรงเรียนขนาดเล็ก

7. จากผลการเปรยี บเทยี บระดับภาวะผู้นาการเปล่ยี นแปลงของบุคลากรทางการศกึ ษาจาแนกตาม
ขนาดของโรงเรียน พบว่า ด้านการบริหารการเปล่ียนแปลง ในเร่ืองการต้ังเป้าหมายของการเปล่ียนแปลงท่ี
ชัดเจนร่วมกับผู้ร่วมงานเก่ียวกับการเปล่ียนแปลงต่างๆ การเปิดโอกาสให้เลือกแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับ

534 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

การเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น สร้างและกาหนดทางเลือกการกาหนดกฎเกณฑ์
ทเี่ กยี่ วข้องเพ่ือให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามท่ีต้องการ การสื่อสารถงึ ประโยชน์เกี่ยวกับการ
เปล่ียนแปลงแก่ผู้ร่วมงานเพ่ือให้ทุกคนเข้าใจถึงส่ิงท่ีองค์กรจะดาเนินการร่วมกันและการลดแรงต่อต้านการ
เปลยี่ นแปลงจากผรู้ ่วมงานด้วยการยกย่อง ชมเชยการยอมรับ หรือผลประโยชน์ตอบแทนท่ีเป็นสวัสดิการตา่ งๆ
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 ทั้งนี้ อาจเน่ืองมาจากโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีบุคลากรจานวนมากน้อย
ต่างกัน มีภารกจิ ท่ีตอ้ งปฏิบตั ิมากน้อยตา่ งกนั อาจจะทาให้เกดิ ความแตกตา่ งในการบริหารงานให้สอดคลอ้ งกับ
การเปลย่ี นแปลงต่าง ๆ แตกต่างกันไป โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในเร่ืองการตัง้ เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงท่ีชดั เจน
การมีสว่ นร่วมในการเลือกแนวทางการเปลย่ี นแปลงต่างๆ การสื่อสารให้เข้าใจถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง
และการลดแรงตอ่ ต้านในการเปลี่ยนแปลงในเรอื่ งตา่ งๆ ของโรงเรยี น
ขอ้ เสนอแนะ

. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้
1. โรงเรียนควรมีฐานข้อมลู และสารสนเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เป็นปัจจุบันทันสมัย
ใหบ้ ุคลากรสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้ตลอดเวลา เพ่ือใหบ้ ุคลากรตระหนักถึงความสาคญั ของการเปล่ียนแปลง
ต่างๆ ทีม่ ผี ลต่อการปฏบิ ัติงานในโรงเรยี น
2. โรงเรียนควรส่งเสริมและเชิดชูเกียรติบุคลากรที่มีอุดมการณ์ในการทางานสามารถเป็น
แบบอย่างในการปรบั ตัวอย่างเหมาะสมกบั การเปลยี่ นแปลงตา่ งๆ ของโรงเรียน
3. โรงเรียนควรเปิดโอกาสใหบ้ ุคลากรมีสว่ นรว่ มแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ สร้างมาตรฐานในการ
ทางานทที่ ้าทายความสามารถและส่งเสรมิ ความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรคใ์ นโครงการใหม่ๆ ทท่ี า้ ทายความสามารถ
4. โรงเรียนควรมีการวางแผนในการดาเนินการเพื่อการบริหารการเปล่ียนแปลงอย่างมีระบบ
เปิดโอกาสใหบ้ คุ ลากรมีส่วนรว่ มในทุกขนั้ ตอนเพือ่ ลดแรงต่อต้านการเปลย่ี นแปลงและสามารถรกั ษาผลของการ
เปลยี่ นแปลงท่ดี ไี วใ้ นโรงเรยี น
5. สานักงานเขตพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีนโยบายและแนวทางในการนาเอา
คณุ ลักษณะของผู้บริหารการเปล่ียนแปลงไปใช้กาหนดเป็นเกณฑ์ในการเข้าสู่ตาแหน่งของผู้บริหาร ตลอดจน
มีแผนพัฒนาผู้บริหารที่ชัดเจนให้มีภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง เพ่ือให้สามารถพัฒนาโรงเรียนเป็นผลสาเร็จ
ตามเป้าหมาย
ข้อเสนอแนะสาหรับการทาวิจัยครัง้ ต่อไป
1. ควรศึกษาภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาในบริบทอื่นๆ เช่น เขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษา สงั กดั ภูมิภาคต่าง ๆ เป็นตน้
2. ควรศกึ ษาปัจจัยทส่ี ่งผลตอ่ ภาวะผ้นู าการเปลยี่ นแปลงของบุคลากรทางการศึกษา
3. ควรศึกษาเปรียบเทยี บภาวะผนู้ าการเปล่ียนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาระหว่างโรงเรียน
ภาครัฐบาลกบั โรงเรยี นเอกชน
กติ ตกิ รรมประกาศ
วทิ ยานิพนธ์ฉบบั นีส้ าเร็จลลุ ่วงอย่างสมบูรณ์โดยได้รับความกรณุ าจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมั มา
รธนิธย์ อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์และผู้เช่ียวชาญตรวจเครื่องมือ
ซงึ่ ได้เสียสละเวลาอันมคี ่าตรวจสอบและใหค้ าแนะนาคุณค่าและประโยชน์ทีพ่ ึงเกิดจากวทิ ยานิพนธฉ์ บบั นีผ้ ูว้ จิ ัย
ขอกราบบูชาพระคุณบิดามารดาของผู้วิจัยและครูอาจารย์รวมถึงผู้ท่ีมีพระคุณทุกท่านท่ีมีส่วนช่วยทาให้
วทิ ยานพิ นธ์ฉบบั นสี้ มั ฤทธผ์ิ ลดว้ ยดี

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 535

เอกสารอา้ งอิง
ปราณี พึ่งฉิม. ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร
การศกึ ษา. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสุนันทา. 2556.
วันเพ็ญ รัตนอนันต์. ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา 2. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร
การศึกษา.มหาวทิ ยาลยั บูรพา, 2555.
วาสนา พันธ์สโุ พธิ์. ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลงของผูบ้ ริหารสถานศึกษาข้นั พืน้ ฐานสังกดั สานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาของแก่น เขต 3. ปริญญาการศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ
บริหารการศกึ ษา.มหาวทิ ยาลัยบูรพาม 2557.
วิศวกร ชยั เชิดชู. ภาวะผู้นาการเปลีย่ นแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่ี
การศึกษาระยอง เขต 1.ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา.
มหาวิทยาลยั บรู พา, 2554.
สมั มา รธนธิ ย.์ ภาวะผู้นาของผู้บรหิ าร. พมิ พ์ครงั้ ที่ 3. กรงุ เทพฯ : ขา้ วฟ่าง.2556.
สุกัญญา แช่มอินทร์. ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาสังกัด
กรุงเทพมหานคร กลุ่มกรุงเทพใต้. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา.
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนนั ทา, 2555.
อรัญญา โตค้างพลู. ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของข้าราชการครู.
ปรญิ ญาการศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาวทิ ยาลยั บูรพา. , 2556
อรทยั ป้องเคน. ภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลงของผบู้ ริหารโรงเรียนกล่มุ โรงเรยี นศรรี าชา 1 สงั กดั นักงานเขต
พ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต 3.ปริญญาการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ าร
การศึกษา. มหาวทิ ยาลัยบรู พา. 2555.
Bass, B.M. From Transactional to Transformational leadership : learning to share the vision.
Organizational Dynamic, 18 (3thed. ), 1999, 19 -31, 1999.

536 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

การพฒั นาภาวะผูน้ าของผบู้ ริหารโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาแขวงสะหวนั นะเขต
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

Leadership Development of Secondary School Administrators in
Savannakhet Province, Lao People’s Democratic Republic

วนิ ัย สขุ ราช1
โกวทิ วัชรินทรางกูร2
นวมินทร์ ประชานันท์3

บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นาของผู้บริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษา
แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาของ
ผบู้ รหิ ารในโรงเรียนมัธยมศกึ ษาแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลมุ่ ตัวอย่างทใ่ี ช้
ในการวิจัยเชิงปริมาณคร้ังน้ี ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จานวน 68 คน และอาจารย์ผู้สอน จานวน 308 คน
รวมทั้งสิ้น 376 คน จากโรงเรียนมัธยมศึกษา จานวน 23 แห่ง สังกัดแผนกศึกษาธิการและกีฬาแขวงสะหวันนะเขต
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปีการศึกษา 2559 กาหนดขนาดของกลุ่มตวั อย่างท่ีเปน็ ผู้บริหารโรงเรียนใช้
เทคนิคร้อยละ 50 และการสุ่มอย่างง่ายส่วนอาจารย์ผู้สอนได้กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างได้ใช้ตารางของ
เครจซ่ีและมอร์แกน จากนั้นทาการสุ่มแบบแบง่ ข้ันภูมิและการสุ่มอย่างงา่ ย ตามลาดบั ส่วนกลุ่มตัวอยา่ งที่ใชใ้ น
การวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและอาจารย์ผู้สอนจานวน 12 คน จากโรงเรียนมัธยมศึกษา
จานวน 3 แห่ง จานวนแห่งละ 4 คน ได้มาโดยมาเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็น
แบบสอบถามจานวน 2 ชุด สาหรับผู้บริหาร 1 ชุด และอาจารย์ผู้สอน 1 ชุด ซ่ึงได้ปรับปรุงมาจาก
แบบสอบถามภาวะผู้นาพหุปัจจัยและการสนทนากลุ่ม ข้อมูลจากแบบสอบถามนามาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย
และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ส่วนขอ้ มลู ทใี่ ชใ้ นการสนทนากล่มุ นามาวเิ คราะหโ์ ดยใชว้ ธิ ีการวิเคราะหเ์ ชงิ เน้อื หา
ผลการวจิ ัย พบวา่
1. ผบู้ รหิ ารโรงเรียนมภี าวะผูน้ าตามความคิดเหน็ ของผ้บู ริหารโรงเรยี นอยู่ในระดับมาก โดยมภี าวะ
ผู้นาแบ่งเปน็ 4 ดา้ น เรียงลาดับตามค่าเฉล่ยี จากมากท่ีสุดไปหานอ้ ยทีส่ ุด ได้แก่ 1) ด้านการทาตัวเป็นตัวอย่าง
เพ่ือให้กาลังใจกับเจ้าหน้าที่ 2) ด้านการแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ 3) ด้านการสร้างการมีส่วนร่วมจาก
เจา้ หน้าที่อยา่ งยงั่ ยนื และ 4) ดา้ นการผูกน้าใจเจ้าหนา้ ทก่ี บั การดาเนินการรว่ มกนั ส่วนภาวะผนู้ าของผบู้ รหิ าร
โรงเรียนตามความคิดเห็นของอาจารย์ผู้สอนอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน โดยมีภาวะผู้นาเป็น 3 ด้าน
เรียงลาดับตามค่าเฉลี่ยจากมากท่ีสุดไปหาน้อยท่ีสุด ได้แก่ 1) การทาตัวเป็นตัวอย่างเพ่ือความเข้มแข็งของ
องค์กร 2) การแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติท่ีถูกต้อง และ 3) การผูกน้าใจเจ้าหน้าที่กับการปฏิบัติตาม
ยุทธศาสตรข์ องโรงเรียน ตามลาดบั
คาสาคัญ : ภาวะผนู้ า, ผู้บรหิ ารโรงเรียนมธั ยมศึกษา, แขวงสะหวนั นะเขต

1หลกั สตู รปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบรหิ ารการศกึ ษามหาวทิ ยาลัยราชภฏั บุรีรัมย์ 537
2สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั บรุ ีรมั ย์
3สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั บรุ รี ัมย์

ปีที่ 17 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560)

2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วยการดาเนินโครงการและกิจกรรมตา่ งๆ เพื่อส่งเสริมและสร้างความ
เข้มแข็งใหผ้ ู้บรหิ ารโรงเรียนมภี าวะผนู้ าในทกุ ด้าน

Abstract
The purposes of this research were 1) to investigate the leaderships of secondary
school administrators in Savannakhet Province, Lao People’s Democratic Republic (Lao PDR). and
2) to ascertain the leadership development of secondary school administrators and 308 school
teachers in a total of 376, from 23 secondary schools under the supervision of Savannakhet
Education an Sports Division, Lao PDR; academic year 2016. The school administrators were
determined by using the table of Krejcie and Morgan, stratified random sampling, and simple
random sampling, respectively. In addition, the samples for qualitative data were 12 school
administrators and teachers from 3 schools; 4 from each school. They were chosen by purposive
sampling technique. The research instruments consisted of two sets of questionnaires;
for school administrators and teachers, developed from Multifactor Leadership Questionnaire
(MLQ), and focus group discussion. The questionnaire data were analyzed by mean and standard
deviation while the focus group discussion data were analyzed by content analysis technique.
The research findings revealed as follows :
1. The leadership of secondary school administrators in Savannakhet Province, Lao’s
PDR as perceived by the school administrators was at a high level, including 4 aspects ranked
from the highest to lowest mean score were 1) Being a good model, 2) Transforming a vision into
action.3) Sustaining willing participation, and 4) Engaging with office personnel in cooperation. In
addition, the leadership of secondary school administrators in Savannakhet Province, Lao’s PDR
as perceived by the school teachers was at a high level, including 3 aspects ranked from the
highest to lowest mean score were 1) Being a good model to strengthen deliverables,
2) Transforming a vision into proper action, and 3)Engaging with office personnel to follow an
organizational strategy, respectively; and
2. The leadership development of secondary school administrators in Savannakhet
Province, Lao’s PDR included the determination of projects and activities in order to support and
consolidate those leadership aspects.
Keywords : Leaderships, Secondary school administrations, Savannakhet Province

538 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

บทนา
ปจั จบุ นั การเปลี่ยนทางสังคมโลกเปน็ ไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ทาให้ประชากรของแต่ละประเทศ

เผชิญกับภาวะการแข่งขันทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นต้น จึงเกิดมี
การแสวงหาผลประโยชน์ของบรรดานานาประเทศจากทรัพยากรธรรมชาติทงั้ ภายในและต่างประเทศโดยไม่มี
ขอบเขตจากัด ประเทศทม่ี ีความเจริญทางเศรษฐกิจ มคี วามก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีย่อมได้เปรียบ
ประเทศท่ีด้อยกว่าตนเสมอ การท่ีจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ต้องพึ่งการศึกษาเป็นหลัก เพราะการศึกษาเป็น
กระบวนการวิวัฒน์แห่งการเรียนการสอน ทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสังคม และการค้นคว้าทฤษฎีทาง
พฤติกรรมเป็นเคร่อื งมือสาคัญในการพัฒนาความรู้ ทัศนคติ ความประพฤติค่านยิ มและคณุ ภาพชีวิตของบุคคล
ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ท่ีมีความหลากหลาย ในสถานการณ์ท่ีมีการ
เปล่ียนแปลงดังกล่าว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ถอื ให้การศึกษาเป็นภารกจิ หลักใน การพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ สร้างคนให้มีความรู้ความสามารถ มีศีลธรรม โดยได้พัฒนาการศึกษาเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่
1) ลักษณะชาติ (National character) 2) ลักษณะวิทยาศาสตร์และทันสมัย (Scientific and Advance
Character) และ 3) ลักษณ ะมหาชน (Public character) และ 5 หลักเบ้ืองต้นของการศึกษา คือ
1) คุณ สมบัติศึกษา (Moral Education) 2) ปัญ ญ าศึกษา (Intellectual Education) 3) ศิลปศึกษ า
(Aesthetic Education) 4) พลศึกษา (Physical Education) และ 5) แรงงานศึกษา (Labour Education)
พร้อมทั้งได้ดาเนินการปฏิรปู การศึกษาแห่งชาติโดยให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานการศึกษาของภาคพ้ืนและสากลที
ละก้าว สามารถตอบสนองบุคลากรในระดับต่างๆ ให้กับองค์การจัดตั้งทั้งภาครัฐและเอกชนในสังคม ดังนั้น
ในปีท่ีผ่านมารัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณ ประจาปีให้แก่แขวงการศึกษาร้อยละ 11 – 15 ของรายจ่าย
รัฐบาล เพ่อื ใชใ้ นการบริหารและพัฒนาโครงสร้างพนื้ ฐานด้านการศึกษา และปรับปรุงระบบการเรยี นการสอน
ตั้งแต่ระดับการศึกษาก่อนวัยเรียนถึงระดับการศึกษาขั้นสูง (กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา, 2015 : 2)
การบรหิ ารเป็นกระบวนการที่สาคัญในการจัดการศึกษา ผู้บริหารมีบทบาทสาคัญยิ่งในฐานะที่เป็นผู้นาองค์กร
เป็นผทู้ ่ีมบี ทบาทในการพัฒนาคุณภาพของคนในองค์กรน้ันๆ เพราะปัจจัยท่ีสาคัญทสี่ ุดในการบริหารงานต่างๆ
คอื ผู้นาหน่วยงานใดก็ตามท่ีมีผู้นาที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน หน่วยงานน้ันย่อมประสบความสาเร็จใน
การบริหาร ชารี มณีศรี (2542 : 135) การบริหารงานในปัจจุบัน จะม่งุ เน้นทางการพัฒนาดา้ นพฤติกรรมของ
ผู้นาเป็นสว่ นใหญ่ เพราะปัจจัยท่มี ผี ลกระทบต่อประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผลของผู้นาส่วนใหญเ่ ปน็ พฤตกิ รรม
ผู้นา ซ่ึงหมายถึง การแสดงออกของผู้นาที่มีความเหมาะสม เพื่อเอาชนะใจลูกน้อง ธงชัย สันติวงษ์ (2535 : 204)
จะเห็นได้ว่า ความมีภาวะผู้นาเป็นสิ่งท่ีสาคัญต่อความสาเร็จในด้านต่างๆ ผู้นาท่ีไม่มีความสามารถจะเป็นผู้ทาลาย
ขวัญและกาลังใจของลูกน้อง ซึ่งเป็นผลทาให้การทางานของลูกน้องขาดประสิทธิภาพ ธงชัย สันติวงษ์
(2535 : 401) การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาจะมีประสิทธิภาพและดาเนินไปตามวัตถุประสงค์มากน้อย
เพียงใดขึน้ อยู่กับว่าผบู้ ริหารแห่งน้นั มที ักษะในการบริหารเหมาะสมกับหน้าท่ีที่ตนรบั ผดิ ชอบเพียงใด ภาวะผ้นู า
นน้ั มีลกั ษณะเปน็ ระบบซึง่ จะทาให้มองภาวะผู้นาที่กวา้ งและลกึ เพียงพอ จงึ จะสามารถพัฒนาภาวะผู้นาไดอ้ ยา่ ง
มีประสิทธภิ าพและประสิทธิผล

จากความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถ้าหากได้พัฒนาภาวะผู้นาของ
ผู้บริหารโรงเรียนมธั ยมศึกษาในสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นระบบ โดยการศึกษาวิเคราะหบ์ ทบาท
คณุ ลักษณะและพฤติกรรมภาวะผู้นาท่ีสามารถใช้พัฒนาบุคลากรได้อย่างเปน็ รปู ธรรมจะช่วยให้ผู้บริหารและอาจารย์
ผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาดาเนินกิจกรรมท่ีตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมายของการศึกษาใน
ระดับชาตไิ ด้ ผู้วิจยั จึงสนใจศึกษาพฤตกิ รรมภาวะผนู้ าของผูบ้ รหิ ารในโรงเรียนมัธยมศกึ ษา ว่าภาวะผนู้ าในรูปแบบใด
ท่ีสง่ ผลต่อความสาเรจ็ ในการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา และเป็นท่ีพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของ
อาจารยผ์ สู้ อนในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว

ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 539

วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. เพ่ือศกึ ษาภาวะผนู้ าของผูบ้ ริหารในโรงเรยี นมธั ยมศึกษา แขวงสะหวนั นะเขต สาธารณรฐั

ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
2. เพือ่ หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นาของผ้บู รหิ ารในโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ขอบเขตของการวจิ ัย

ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการศกึ ษาภาวะผู้นาของผูบ้ ริหารในโรงเรยี นมธั ยมศึกษา สังกัดแผนกศึกษาธกิ าร
และกฬี าแขวงสะหวนั นะเขต สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แก่ ผู้อานวยการ รองอานวยการ และ
อาจารย์ผู้สอน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดแผนกศึกษาธิการและกีฬา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจาปีการศึกษา 2559 จาก 51 โรง รวมทั้งส้ิน 1,745 คน โดยเป็นผู้บริหาร
จานวน 135 คน และอาจารย์ผสู้ อน จานวน 1,610 คน
ตวั แปรที่ศกึ ษา
ตัวแปรที่เกี่ยวกับภาวะผู้นาผู้บริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แก่ ตัวแปรต้น ประกอบด้วยผู้บริหาร และอาจารย์ผู้สอน ส่วนตัวแปรตาม
ประกอบด้วย ภาวะผู้นาของผู้บริหารตามความคิดเห็นของผู้บริหาร และตามความคิดเห็นของครูและแนว
ทางการพฒั นาภาวะผู้นาของผูบ้ รหิ าร
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั

ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม

1. ผบู้ ริหาร ความคิดเหน็ เกย่ี วกับภาวะผ้นู าของผบู้ ริหาร
2. ครผู สู้ อน 1. ความคิดเห็นของผู้บริหาร

1.1 ด้านการทาตวั เป็นตัวอยา่ งเพ่อื ให้กาลังใจกบั เจา้ หน้าที่
1.2 ดา้ นการแปลงวิสัยทศั น์สกู่ ารปฏบิ ตั ิ
1.3 ด้านการสร้างการมสี ว่ นร่วมจากเจ้าหน้าทอ่ี ยา่ งย่ังยนื
1.4 ด้านการผูกน้าใจเจา้ หน้าที่กบั การดาเนินการร่วมกนั
2. ความคิดเห็นของครู
2.1 การทาตัวเป็นตัวอยา่ งเพ่อื ความเข้มแขง็ ขององค์กร
2.2 การแปลงวสิ ัยทัศน์สู่การปฏบิ ตั ิท่ีถกู ตอ้ ง
2.3 การผูกนา้ ใจเจ้าหน้าทก่ี บั การปฏบิ ัตติ ามยทุ ธศาสตร์ของ
โรงเรยี น

540 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี


Click to View FlipBook Version