The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ratda_Lert, 2021-10-09 19:02:54

บัวบัณฑิต ธค 2560 Kami Export - Journal_41

องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนการสอนของครู สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หน้า 671-683

ยุทธศาสตร์สู่ความสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบริหารในสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
A Strategy of Enabling the Success of Administration
Decentralization in Basic Education School

บวร พิมพภ์ ู1
สมาน อศั วภูม2ิ
จิณณวตั ร ปะโคทงั 3

บทคดั ย่อ
การวจิ ยั ครั้งนี้มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อสรา้ งยทุ ธศาสตรส์ ู่ความสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบรหิ ารใน
สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานและเพื่อนาเสนอยุทธศาสตร์สู่ความสาเร็จในการกระจายอานาจการบริหารใน
สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คอื ผู้บริหารสถานศกึ ษาสังกัดสานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา
เขต 5, 11, 27และ 36 จานวน 248 คน เคร่ืองมอื ท่ีใช้ คอื แบบสอบถามสภาพและปัญหาการกระจายอานาจ
การบริหารในสถานศึกษาข้ันพื้นฐานในเชิงกระบวนการบริหารจัดการ 4 ข้ันตอนคือการวางแผน การจัด
องค์การ การนาและการควบคุมในการบริหารงานตามภารกิจ 4 ด้านคือ การบริหารงานวิชาการ
การบรหิ ารงานงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานบริหารทว่ั ไป และแบบสมั ภาษณ์เชิงลึก
ผบู้ ริหารสถานศึกษาแกนนาปฏิรูปการศึกษา 4 แหง่ รวม 4 คน สถติ ิที่ใชค้ อื ค่าเฉลี่ย ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
และการวเิ คราะหเ์ น้อื หา
ผลการวิจยั พบว่า
ยทุ ธศาสตรส์ ู่ความสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบริหารงานในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ด้านการ
บริหารงานวิชาการ และด้านการบริหารงานบริหารทั่วไป มีลักษณะการกระจายอานาจแบบให้อานาจแบบ
เบด็ เสร็จใหค้ รูมีอิสระและคลอ่ งตัวในการวางแผนและการจัดองค์การ ผู้บริหารสถานศึกษาใช้ภาวะผ้นู าในการ
จูงใหค้ รปู ฏิบัตงิ านให้บรรลเุ ป้าหมาย และควบคุม โดยมอบอานาจใหค้ ณะกรรมการตรวจ ประเมินสว่ นด้านการ
บริหารงานงบประมาณ และด้านการบริหารงานบุคคลมีลักษณะการกระจายอานาจแบบมอบอานาจให้
คณะกรรมการในการวางแผนและการจัดองค์การ ผู้บริหารสถานศึกษาใช้ภาวะผู้นาในการอานวยการและ
ประสานงานให้การปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย ยุทธศาสตร์สู่ความสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการ
บริหารในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 4 ด้าน คือ 1) ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารตนเอง
2) ยุทธศาสตร์ด้านการมีส่วนร่วมมี 3) ยุทธศาสตร์ด้านการมอบหมายงาน และ 4) ยุทธศาสตร์ด้านการ
ตรวจสอบและถ่วงดุลจากผลการสัมมนาโดยอิงผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า ยุทธศาสตร์สู่ความสาเร็จในการกระจาย
อานาจในสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐานมคี วามเหมาะสมและเปน็ ไปได้โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก
คาสาคญั : ยทุ ธศาสตร์สคู่ วามสาเรจ็ , การกระจายอานาจ, การบรหิ ารสถานศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน

1นกั ศึกษาหลกั สูตรครศุ าสตรดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
2สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
3สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

ปที ่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 441

Abstract
The research aimed to build and propose the success strategies in the distribution of
the administrative authority in the primary schools. The subjects were 248 school administrators
under the jurisdiction of the Office of the Secondary Education Service Areas 5, 11, 27 and 36.
The research instrument was a questionnaire. The administrative process was divided into four
stages: planning, organizing, leading and controlling. The administrative mission was classified into
four aspects: academic issues, budget, personnel and general administration. Four school
administrators were interviewed. Statistics used was mean, standard deviation and content analysis.
The research findings were as follows:
The success strategies in the distribution of the administrative authority in terms of
academic issues, and general administration were characterized by giving the total authority to
teachers to create freedom and flexibility in planning and organizing. The school administrators
used their leadership to persuade teachers to carry out their assigned tasks to achieve their goals.
As regards the budget and personnel administration and operation the authority delegated to the
committee to plan and organize. The administrators used their leadership to facilitate the
teachers according to the rules and law. The strategies in the study consisted of four aspects:
1) self-administration, 2) participation, 3) assignment and 4) checks and balances. The seminar
results showed that the success strategies in the distribution of the administrative authority in the
primary schools were found to be suitable and feasible at a higher level.

Keywords : Success Strategies, Distribution of Authority, Administration of the Primary Schools.

บทนา
การกระจายอานาจเป็นนโยบายหลักสาคัญของรัฐบาลต่างๆ มาตลอดจนกลายเป็นกระแสหลักท่ี

ควบคู่กับกระแสโลกาภิวัตน์โดยขณะท่ีกระแสโลกาภิวัตน์ส่งเสริมความเป็นนานาชาติและสากลนิยม กระแส
การกระจายอานาจเป็นกระแสหลักที่ผูกติดกับท้องถนิ่ นิยม และส่งเสริมการมีสว่ นร่วมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ซ่ึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) โดยตรงในแต่ละเร่ืองในแต่ละพื้นที่ ในขณะท่ีความจริงในปัจจุบัน
เปน็ ท่ียอมรบั วา่ อานาจทางการเมืองและการบรหิ ารของไทยยงั มีความเข้มข้นสงู และกระจุกตัวอยูส่ ่วนกลางใน
ขณะทข่ี ้อเรียกร้องให้มีการกระจายอานาจยังไม่ประสบผลสาเร็จมากนัก

เน่อื งจากสถานศึกษาเปน็ หน่วยงานระดับปฏิบตั ิจัดการศกึ ษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบญั ญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 ที่ต้องการให้สามารถบริหารงานต่างๆ
ได้อย่างคล่องตัว และเสร็จส้ินในองค์กรของตนเองใด้มากที่สุด การกระจายอานาจการบริหารและการจัด
การศึกษาไปยังสถานศึกษามีลักษณ ะเป็นการบริหารท่ีให้สถานศึกษาเป็นฐาน (School–Based
Management : SBM) ใน 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ งบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป
ดังนนั้ จึงกล่าวได้ว่าสถานศกึ ษามคี วามเป็นอสิ ระในการดาเนินการจดั การศึกษาเนื่องจากมีอานาจในการกาหนด
เปา้ หมายและทิศทางในการจดั การศกึ ษาของตนเอง มอี านาจในการกาหนดหลกั สูตรของตนเองให้เปน็ ไปตาม
เป้าหมายท่ีกาหนดไว้ มีอานาจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้
สอดคล้องกับหลักสูตร มีอานาจในการวดั ผลและประเมนิ ผลการจดั การศึกษามีอานาจในการบริหารจัดการกับ

442 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ทรัพยากรทางการบริหาร ประกอบดว้ ย คน เงิน วัสดอุ ุปกรณ์ของสถานศึกษาและยังเปิดโอกาสใหช้ ุมชนเข้ามา
มีอานาจในการเขา้ รว่ มจดั การศกึ ษาในสถานศึกษาดว้ ย

จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่จี ะศึกษา สถานศึกษาขนั้ พ้ืนฐานและการกระจายอยู่
ท่ัวทุกพื้นท่ขี องประเทศยังไมส่ ามารถดาเนินการจัดการศึกษาตามบทบาทหน้าท่ีจะต้องปฏบิ ัติตามนโยบายการ
ปฏิรูปการศึกษาให้มีประสิทธิผลตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 รวมท้งั การกระจายอานาจการบรหิ ารและการจัดการศึกษาไปยังสถานศึกษาท้ัง
4 ด้านคือด้านการบริหารงานวิชาการการบริหารงบประมาณการบรหิ ารงานบริหารบุคคลและการบรหิ ารงาน
บริหารทั่วไปดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติที่จะแปลงนโยบายการกระจายอานาจทาง
การศึกษาไปสู่การปฏิบัติท่ีมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาในระดับการศึกษา
ขัน้ พื้นฐาน ผู้วจิ ัยได้ศึกษาและตระหนกั ถึงความสาคัญและความจาเป็นท่ีจะต้องมีการกระจายอานาจทางการ
บริหารการศึกษาในสถานศึกษาข้ันพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรมการวิจัยในคร้ังนี้จึงมุ่งเน้น นาเสนอยุทธศาสตร์สู่
ความสาเร็จในการกระจายอานาจการบริหารการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการ
นาไปใช้ปฏิบตั ิจริงในสถานศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานตอ่ ไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวจิ ัยเรือ่ งยทุ ธศาสตรส์ ู่ความสาเร็จในการกระจายอานาจการบริหารจดั การศึกษาใน
สถานศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน โดยมีวัตถปุ ระสงค์ดังนี้

1. เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน
2. เพื่อสร้างยทุ ธศาสตรส์ ู่ความสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศึกษาข้นั พืน้ ฐาน
3. เพื่อนาเสนอยุทธศาสตรส์ ู่ความสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ขอบเขตของการวจิ ัย
การวจิ ยั ครัง้ นผี้ วู้ จิ ัยดาเนนิ การเป็น 4 ระยะ ซึง่ กาหนดขอบเขตในการวิจยั ดงั นี้
1. ประชากร เป็นผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา 2548 ผู้วิจัยใช้วิธีเลือกกลุ่ม
ตวั อย่างแบบสุ่มหลายข้ันตอน (Multi-stage Sampling) ได้กลุ่มตัวอยา่ งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพ้ืนที่
การศึกษามัธยมศกึ ษาใน 4 ภูมิภาคภาคละ 1 เขตพน้ื ที่การศึกษาประกอบด้วย ภาคกลาง (สพม.5) ภาคเหนือ
(สพม.36) ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื (สพม.27) ภาคใต้ (สพม. 11)
2. ตัวแปรทศี่ ึกษา เปน็ ตัวแปรเกี่ยวกบั การกระจายอานาจกระบวนการบริหาร ประกอบด้วย การ
วางแผน การจัดองคก์ าร การนา และการควบคมุ ท่สี ง่ ผลตอ่ ความสาเร็จในการบรหิ ารงานตามตามภารกิจของ
สถานศึกษา 4 ด้าน คือการบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการ
บริหารงานบรหิ ารทั่วไป

ปีที่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 443

กรอบแนวคดิ การวิจัย การวางแผน (Planning)
การจัดองค์กร(Organizing)
แนวคิด / ทฤษฎี การบริหาร การนา (Leading)
Robbins and การควบคุม (Controlling)

Coulter(1996) การแบ่งอานาจ (Deconcentration) SWOT ยุทธศาสตร์
สู่ความสาเรจ็
แนวคดิ / ทฤษฎี การมอบอานาจ (Delegation) ในการกระจาย
การกระจายอานาจ อานาจการบรหิ าร
การให้อานาจแบบเบด็ เสร็จ(Devolution) ในสถานศกึ ษา
ทฤษฎีการบริหารเชิง ข้นั พืน้ ฐาน
ยทุ ธศาสตร์ การวเิ คราะหส์ ภาพแวดล้อม (Environment
Analysis)
Certo& Peter (1991) การจดั วางทิศทางขององคก์ ร (Establishing
Organization Direction)
การกาหนดยุทธศาสตร์(Strategic Formulation)
การปฏบิ ตั ิตามยทุ ธศาสตร์ (Strategic
Implementation)
การควบคมุ ยทุ ธศาสตร์ (Strategic Control)

อานาจหน้าทข่ี องสถานศึกษา การบริหารงานวิชาการ
ขัน้ พ้นื ฐาน การบริหารงานงบประมาณ
การบรหิ ารงานบคุ คล
การบริหารงานบริหารทวั่ ไป

ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

444 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ระยะท่ี 1 ศึกษาสภาพและปัญหาการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน

โดยดาเนนิ การ 3 ข้ันตอน ดังนี้
ขนั้ ตอนท่ี 1 การเก็บขอ้ มูลในสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
การดาเนินการในข้ันตอนนี้ เป็นการศึกษาสภาพและปัญหาการกระจายอานาจการบริหารใน

สถานศึกษาข้ันพื้นฐานโดยสารวจความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา จากโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขต
พน้ื ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต27 จานวน 60 โรงเรยี น

ข้ันตอนที่ 2 ศึกษาสภาพการกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศกึ ษาแกนนาปฏริ ปู การศกึ ษา
ศึกษ ายุทธศาสตร์สู่ความสาเร็จในการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึก ษาขั้นพื้นฐาน
โดยการสมั ภาษณ์ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาแกนนาปฏิรูปการศึกษาจานวน 4 แห่ง
ขั้นตอนที่ 3 วเิ คราะหย์ ทุ ธศาสตร์
นาข้อมูลท่ีได้จากการดาเนินการวิจัยข้ันตอนที่ 1 และ 2 คือ ผลการศึกษาสภาพและปัญหาการ
กระจายอานาจการบริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาแกนนาปฏิรูป
การศึกษามาวิเคราะห์และสรุปตามกรอบแนวคิดการวิจัยซ่ึงประกอบด้วย การกระจายอานาจการบริหาร
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล
และดา้ นการบริหารท่ัวไป
ระยะที่ 2 การวเิ คราะหอ์ านาจหนา้ ทข่ี องสถานศกึ ษาตามกฎหมายการศกึ ษา
ข้นั ตอนท่ี 1 ศึกษากฎหมายทางการศึกษาทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั การกระจายอานาจทางการศกึ ษา
ขัน้ ตอนที่ 2 วิเคราะห์อานาจหน้าท่ีของสถานศึกษาตามกฎหมายการศึกษาที่ได้จากข้ันตอนที่ 1
ตามภารกิจงาน 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารงาน
บุคคล และด้านการบริหารงานบริหารทัว่ ไป
ข้นั ตอนท่ี 3 วิเคราะห์อานาจหน้าท่ีของสถานศกึ ษาตามกฎหมายตามข้นั ตอนท่ี 2 ว่าแตล่ ะภารกิจ
งานมขี อบขา่ ยงานยอ่ ยทกี่ าหนดในกฎหมายใหก้ ารกระจายอานาจมาส่สู ถานศกึ ษาน้นั ผู้บริหารสถานศึกษาอาจ
กระจายอานาจให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับอานาจหน้าท่ีไปปฏิบตั ิแบบใด แยกเป็น การแบ่ง
อานาจ การมอบอานาจ การใหอ้ านาจอสิ ระ
ระยะท่ี 3 การสร้างยทุ ธศาสตร์สคู่ วามสาเร็จในการกระจายอานาจการบริหารในสถานศกึ ษา
ข้นั พน้ื ฐาน สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษามัธยมศกึ ษา สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
ดาเนินการเป็น 4 ขน้ั ตอน
ขั้นตอนท่ี 1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกของสถานศึกษา
ขน้ั พื้นฐาน ไดจ้ ากการศึกษาสภาพและปัญหาการกระจายอานาจการบรหิ ารสถานศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ผู้วิจัยไดน้ า
ขอ้ มูลจากระยะท่ี 1-3 แล้วนามาวิเคราะห์เป็นสภาพแวดล้อมภายใน โดยใช้ตัวแบบ 7 ปัจจัย (McKinsey 7Ss
Framework) ของ R. Waterman ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ โครงสร้างการบริหาร ระบบขององค์การ ทกั ษะ
ของบุคลากร คา่ นิยมขององค์กร ทีมงาน รูปแบบการทางานขององคก์ รที่แสดงจดุ แข็ง จุดอ่อน และวเิ คราะห์
สภาพแวดลอ้ มภายนอก โดยใช้ตวั แบบ C-PEST ประกอบดว้ ย ลูกคา้ หรือผู้ใชบ้ ริการ สถานการณ์ทางการเมือง
สภาพเศรษฐกจิ สภาพแวดลอ้ ม สภาพสงั คม และเทคโนโลยีทแี่ สดงโอกาส และอุปสรรค
ขั้นตอนที่ 2 การสังเคราะห์หาความสัมพันธ์ของข้อมูลจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค
ของการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ที่ได้จากข้ันตอนที่ 1 โดยใช้วิธีเมตริกของกลุ่ม
(Boston Consulting Group share Matrix ; BCG) ด้วยการจับคู่

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 445

ขั้นตอนที่ 3 รา่ งยุทธศาสตร์สู่ความสาเร็จการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษา
ขั้นพนื้ ฐาน

ระยะที่ 4 ตรวจสอบและประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของยุทธศาสตร์โดยใช้
เทคนิคองิ ผูท้ รงคุณวุฒิ (Connoisseurship) มีข้ันตอนการดาเนนิ การ 5 ขนั้ ตอน ด้งั น้ี

ข้ันตอนท่ี 1 จัดทาเครื่องมือและกาหนดวิธกี าร
ขั้นตอนที่ 2 ดาเนินการตรวจสอบและประเมนิ ยทุ ธศาสตร์สู่ความสาเร็จในการกระจายอานาจการ
บริหารในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ด้านความเหมาะสมและ ความเป็นไปได้ของยุทธศาสตร์โดยสัมมนา
ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จานวน 17 คน
ข้ันตอนที่ 3 วิเคราะหแ์ ละสังเคราะหข์ ้อมูลจากการสัมมนาผ้ทู รงคุณวุฒิ
ขั้นตอนที่ 4 ปรับปรุงยุทธศาสตร์ดาเนินการปรับปรุงแก้ไขยุทธศาสตร์สู่ความสาเร็จตาม
ขอ้ เสนอแนะของผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
ขัน้ ตอนที่ 5 สรปุ และรายงานผลการวิจยั ในระยะที่ 3
สรปุ ผลการวจิ ยั
ระยะท่ี 1 ผลการศกึ ษาวิเคราะหส์ ภาพการกระจายอานาจเชงิ บรหิ ารจัดการในการบรหิ าร
สถานศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน

1.1 การกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานเชงิ บรหิ ารจดั การด้านการวางแผน
พบว่ามี การปฏิบัติในระดบั มากที่สุด .โดยผู้บริหารจะมอบอานาจใหค้ ณะทางานนาแผนพฒั นาประจาปีท่ีได้รับ
การพิจารณาเห็นชอบแล้ว มาจัดทาแผนปฏิบัติการประจาปี ให้สอดคล้องสัมพันธ์กับระบบการเงินและ
งบประมาณ และนาเสนอต่อคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน

1.2 การกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานเชิงบริหารจัดการด้านการจัด
องค์การ พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาจะแบ่งอานาจให้คณะทางานออกแบบโครงสร้างการบริหารสถานศึกษา
โดยมีรองผู้อานวยการสถานศึกษา เป็นประธาน และมีตัวแทนครูท่ีมีความรู้ความสามารถด้านบริหารจัดการ
เป็นคณะทางาน และจดั ใหม้ ที ีมประสานงาน ทาหนา้ ท่ีเชอื่ มโยงความคดิ จากกลุ่มงานอานวยการไปสู่การปฏบิ ัติ
ในกลุ่มงานต่างๆ และผู้บริหารสถานศึกษาจัดวางตัวบุคคลทุกคนในแต่ละกลุ่มงานให้เหมาะสม ตรงกบั ความรู้
ความสามารถ และต้องทางานหลักตามบทบาทหน้าท่ีความรับผิดชอบในโครงสร้างการบริหารปกติของ
สถานศึกษา

1.3 การกระจายอานาจการบริหารสถานศึกษาขน้ั พนื้ ฐานเชงิ บรหิ ารจดั การดา้ นการนา พบวา่
มีการปฏิบัติในระดับมากผู้บริหารสถานศึกษาจะแบ่งอานาจให้คณะกรรมการเฉพาะกิจประเมินผลการ
ปฏิบัติงานเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการเล่ือนขั้นเงินเดือนครูและบุคลากรในสถานศึกษา และแต่งตั้ง
คณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยคานึงถึงการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์และความสามัคคีใน
สถานศกึ ษา

1.4 การกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานเชิงบริหารจัดการด้านการควบคุม
พบว่า มกี ารปฏิบัตใิ นระดับมากท่สี ุด ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาให้อานาจแก่ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาปรับปรุง
แก้ไขการปฏิบัติงานทั้งด้านความรู้ความสามารถและทักษะการปฏิบัติงาน โดยการฝึกอบรม ศึกษาดูงาน
เน้นการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าตนเองมีความสาคัญและเป็น
ส่วนหนึ่งของสถานศกึ ษาทตี่ นเองปฏิบัตงิ านอยู่

446 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

ระยะที่ 2 ผลการศึกษาวิเคราะห์สภาพและปัญหาการกระจายอานาจการบริหารงานตาม
ภารกจิ ในสถานศึกษาขั้นพืน้ ฐาน สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน

2.1 การกระจายอานาจการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพบว่า1).ด้านการวางแผนผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาให้อานาจแบบเบด็ เสร็จแก่ครู
และบุคลากรทางการศึกษาในการนาแผนไปปฏิบัติ 2) ด้านการจัดองคก์ ารผบู้ ริหารสถานศึกษาใหอ้ านาจแบบ
เบ็ดเสร็จแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาปฏิบตั ิหน้าที่และรับผดิ ชอบงานวิชาการตามขอบเขตและปริมาณที่
ได้รับมอบหมาย 3) ด้านการนา ผู้บริหารสถานศึกษาใช้ภาวะผู้นาในการจูงใจครูให้ปฏิบัติงานวิชาการ
4) ด้านการควบคุม ผู้บริหารสถานศึกษามอบอานาจให้คณะกรรมการกาหนดมาตรฐานการปฏิบัตงิ าน เพ่อื ใช้
วัดระดับการปฏิบัติงานวชิ าการ และพบวา่ มปี ญั หา 1) ผู้รับอานาจมีภาระงานทตี่ ้องรับผดิ ชอบมากอย่แู ลว้ ไม่มี
เวลาทจ่ี ะบริหารงานวชิ าการ 2) ผรู้ บั อานาจขาดความร้คู วามสามารถในการบรหิ ารงานวชิ าการ

2.2 การกระจายอานาจในการบริหารงานงบประมาณในสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐาน สังกัดสานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพบว่า 1) ด้านการวางแผนผู้บริหารสถานศึกษาให้อานาจแบบเบ็ดเสร็จแก่ครู
และบุคลากรทางการศึกษาในการนาแผนงานบริหารงบประมาณไปปฏิบัติ 2) ด้านการจัดองค์การผู้บริหาร
สถานศึกษ าให้อ านาจ แบบ เบ็ ดเสร็จแก่ครูแล ะบุคล ากรท างการศึ กษ าป ฏิบั ติ ห น้าที่แ ละรับ ผิดชอบงาน
งบประมาณตามขอบเขตและปริมาณที่ไดร้ บั มอบหมาย 3) ด้านการนา ผู้บริหารสถานศึกษาใช้ภาวะผู้นาในการ
นิเทศงานงบประมาณ 4) .ด้านการควบคมุ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษามอบอานาจให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา
จัดทารายงานผลการปฏิบัติการบริหารงานงบประมาณ ตามสภาพจริ งและพบว่ามีปัญหาเก่ียวกับ ระเบียบ
กฎหมาย ไมเ่ อื้อต่อการกระจายอานาจด้านการบรหิ ารงานงบประมาณในสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน

2.3 การกระจายอานาจในการบรหิ ารงานบุคคลของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน สงั กดั
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพบว่า 1) ด้านการวางแผนผู้บริหารสถานศึกษาให้อานาจแบบ
เบ็ดเสร็จแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในการนาแผนงานบริหารบุคคลไปปฏิบัติ 2) ด้านการจัดองค์การ
ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาให้อานาจแบบเบด็ เสรจ็ แก่ครแู ละบุคลากรทางการศึกษาปฏบิ ัติหน้าที่และรับผิดชอบงาน
บรหิ ารบคุ คลตามขอบเขตและปรมิ าณที่ได้รับมอบหมาย 3) ด้านการนา ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษามอบอานาจให้แก่
ครูและบุคลากรทางการศึกษาชักจูงและส่งเสรมิ บุคคลอนื่ ปฏิบตั ิงานบริหารบุคคล 4) ดา้ นการควบคุม ผู้บริหาร
สถานศึกษามอบอานาจใหแ้ ก่ครูและบคุ ลากรทางการศึกษาเปรียบเทียบผลงานบริหารบุคคลกับมาตรฐานเพ่ือ
ปรับปรงุ แก้ไขและพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับผู้รับอานาจขาดความเป็นอสิ ระในการปฏบิ ัติงานบริหารบุคคลเพราะ
ผู้บริหารคอยตรวจติดตามอยู่เสมอ

2.4 การกระจายอานาจการบริหารงานบริหารท่ัวไป ในสถานศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน สงั กัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พบว่า 1) ด้านการวางแผนผู้บริหารสถานศึกษาให้อานาจแบบ
เบ็ดเสร็จแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในการนาแผนงานบริหารท่ัวไปไปปฏิบัติ 2) ด้านการจัดองค์การ
ผ้บู ริหารสถานศึกษาใหอ้ านาจแบบเบด็ เสรจ็ แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาปฏบิ ัติหน้าท่ีและรับผิดชอบงาน
บริหารทั่วไปตามขอบเขตและปริมาณท่ีได้รับมอบหมาย 3) ด้านการนา ผู้บริหารสถานศึกษาใช้ภาวะผู้นาทา
การนิเทศเก่ียวกับงานบริหารท่ัวไป 4) ด้านการควบคุม ผู้บริหารสถานศึกษามอบอานาจให้แกค่ รแู ละบคุ ลากร
ทางการศึกษาจดั ทารายงานผลการปฏิบตั งิ านบริหารท่ัวไปตามสภาพจริงและพบว่ามีปญั หาผู้รับอานาจมีภาระ
งานทตี่ ้องรบั ผดิ ชอบมากอย่แู ลว้ ไมม่ ีเวลาที่จะบรหิ ารงานบริหารทัว่ ไป

ปที ี่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 447

ระยะท่ี 3 ผลการศกึ ษาวเิ คราะห์สภาพแวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกของ
สถานศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน

3.1 สภาพแวดล้อมภายในทมี่ ีผลกระทบตอ่ ต่อการกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศกึ ษา
ข้ันพื้นฐาน สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พบว่า จุดแข็งของสถานศึกษาประกอบด้วย
สถานศึกษา มวี ิสัยทัศน์ พันธกิจเปา้ ประสงค์ และกลยุทธ์ ชดั เจน มีการปฏบิ ัติตามตามแผนปฏิบตั กิ ารประจาปี
บรรลุผลสาเรจ็ ตามเป้าหมาย มีสายบังคับบญั ชาตามโครงสร้างระบบราชการ การจดั กลุ่มงานมีความสอดคล้อง
กับหน้าท่ีความรับผิดชอบ ตัวป้อน กระบวนการ และผลผลิต มีกฎ ระเบียบและหลักเกณฑ์ปฏิบัติท่ีชัดเจน
มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIS) มาใช้ในการทางาน. มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานขอครูและ
บคุ ลากรชดั เจน. ครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ไดป้ ฏบิ ัติงานตามความรู้ ความสามารถและความถนดั ครูและ
บุคลากรทางการศกึ ษามีความคดิ สร้างสรรค์สถานศึกษามวี ฒั นธรรมองค์กรทม่ี ุ่งเน้นการสร้างคณุ ภาพการศกึ ษา
ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความศรัทธาในวิชาชีพ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ทีมงานเฉพาะปฏิบัติตาม
ภารกิจอย่างเข้มแข็ง ครูและบุคลากรทางการศึกษามีปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งบุคคลภายในสถานศึกษาอย่างดียิ่ง.
สถานศึกษาใช้หลักการบริหารแบบโรงเรียนเป็นฐาน (School Base Management :SBM ผู้บริหารให้
ความสาคัญและใส่ใจในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร มีการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษา
กับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ส่วนจุดอ่อนของสถานศึกษา คือ ขาดการส่ือสาร
วิสัยทัศน์ ทาให้บุคลากรไม่ทราบทิศทางการพัฒนาท่ีชัดเจนอย่างทั่วถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาคนหน่ึง
ต้องรับผิดชอบงานหลายด้าน กฎ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ท่ีกาหนดจากหน่วยเหนือบางเรื่อง ไม่เอื้อต่อการ
กระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางคนไม่ต้ังใจทางานเต็ม
ความสามารถ ครูผู้ปฏิบัตกิ ารสอนบางคนยังไม่ยอมเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมการสอนที่เน้นการบรรยายครูและ
บุคลากรทางการศึกษาแต่ละคนเป็นกรรมการหลายคณะ และครูและบุคลากรทางการศึกษาบ างส่วนยังไม่
เขา้ ใจบทบาทในอานาจหน้าทีท่ ตี่ นเองได้รับ

3.2 สภาพแวดล้อมภายในที่มีผลกระทบตอ่ ตอ่ การกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศึกษา
ขั้นพื้นฐาน สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พบว่าส่วนที่เป็นโอกาสของสถานศึกษา คือ
นักเรียน ผู้ปกครอง และชมุ ชนใหค้ วามร่วมมอื กับสถานศกึ ษาอย่างดยี ิ่ง บุคคลที่เรียนจบช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6
และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จะเรียนต่อระดับสูงขึ้นมีจานวนมาก.รัฐบาลให้ความสาคัญต่อการจัดการศึกษา.มี
กฎหมายทางการศกึ ษาท่ีสง่ เสริมการกระจายอานาจในระดับปฏิบตั หิ ลายฉบบั . มนี ักการเมืองทอ้ งถน่ิ ทีเ่ ป็นศิษย์
เก่าของสถานศึกษา. เป็นชุมชนเมือง มีสถานท่ีประกอบการทางธุรกิจ การค้าหลากหลายประเภท เศรษฐกิจ
หมนุ เวียนในชุมชนเพราะมีเส้นทางคมนาคมสะดวกในการรบั ส่ง ซ้อื ขายสินค้าอปุ โภคและบรโิ ภค สถานศึกษา
ต้ังอยู่ในชุมชนที่มีวัฒนธรรมและประเพณีท้องถ่ินท่ีเข้มแข็ง มีศาสนสถานเป็นศูนย์รวมความสามัคคีและ
ความสัมพันธท์ ี่ดีต่อกันชุมชนสามารถใชง้ านบริการเครอื ขา่ ยของชุมชนสามารถใช้งานบริการเครือข่ายของการ
ส่ือสารผ่าน โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและส่วนที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มี
ความรู้น้อย ไม่สามารถช่วยผู้เรียนเมื่อมีปัญหาทาการบ้านอยู่ที่บ้านพัก ผู้ปกครองไม่มีเวลากากับดูแลเด็กใน
ปกครองใหส้ นใจใฝเ่ รยี น กฎหมายทางการศึกษาบางเร่ืองไม่เอือ้ ต่อการกระจายอานาจในสถานศึกษา เศรษฐกิจ
ตกต่า ค่าครองชีพแพงกว่าชุมชนในชนบท. ผู้ปกครองไม่มีเวลาเลี้ยงดูบุตรหลาน เพราะไปทางานในตัวเมือง
หรอื ต่างจงั หวัด ทาให้เด็กในปกครองมีพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ เชน่ มีเพศสมั พนั ธก์ ่อนเวลาอันควร หรอื การ
ใชส้ ารเสพตดิ มีความเสีย่ งท่ีผเู้ รยี นจะเขา้ ไปร่วมในแหล่งอบายมุข ยาเสพตดิ และสิง่ ยว่ั ยุให้มพี ฤติกรรมอันไมพ่ ึง
ประสงค์ มกี ลุม่ มจิ ฉาชีพใชค้ วามรดู้ า้ นเทคโนโลยีการส่ือสารเป็นเครื่องมือกระทาสิ่งผิดกฎหมาย

448 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

4. สรปุ ผลการพฒั นายทุ ธศาสตรส์ ่คู วามสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศึกษา
ข้นั พน้ื ฐาน สงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน

การสร้างยุทธศาสตร์สู่ความสาเร็จในการกระจายอานาจการบริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืน สังกัด
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน โดยผ่านกระบวนการ 3 ข้ันตอน คือ การพฒั นายุทธศาสตรฉ์ บับ
ร่างโดยผู้วิจัยเอง การตรวจสอบโดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ และการประเมินผลโดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนามา
ปรับปรุงเป็นฉบับสมบูรณ์ ผูว้ ิจัยจงึ นาสาระสาคัญของยุทธศาสตร์ ยุทธวธิ ีและแผนปฏิบัติการมาสรุปประเด็น
4 ด้าน ดังต่อไปนี้

1. ยุทธศาสตร์การบริหารตนเอง เป็นยุทธศาสตร์ที่มีลักษณะการกระจายอานาจแบบให้อานาจ
แบบเบด็ เสรจ็ สามารถตดั สินใจได้ด้วยตนเอง ปรบั เปลี่ยนการปฏิบัติจากทรี่ อรับแนวทางดาเนินการเชิงนโยบาย
จากหน่วยงานบังคับบัญชาเหนือขึ้นไป เปล่ียนเป็นนานโยบายมาวิเคราะห์และดาเนินการเองให้สอดคล้องกับ
นโยบายหน่วยงานบังคับบญั ชา มียทุ ธวิธดี าเนนิ การ ดงั ต่อไปนี้

ยทุ ธวิธที ี่ 1.1 จัดระบบบรหิ ารจัดการระดมทรพั ยากรการบรหิ ารการศึกษาโดยอาศัย
เครอื ข่ายผู้ปกครอง และชมุ ชน ตามอานาจหนา้ ท่ีและความรับผดิ ชอบของสถานศึกษา

ยทุ ธวิธีท่ี 1.2 การสง่ เสรมิ ใหค้ รแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาทกุ คนมอี สิ ระ และคลอ่ งตัวในการ
ทางานตามอานาจหนา้ ทีแ่ ละความรบั ผดิ ชอบ

ยทุ ธวธิ ที ่ี 1.3 ส่งเสริมให้ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาปฏบิ ัติงานตามอานาจหน้าทแ่ี ละ
ความรับผดิ ชอบด้วยวิธที ีมีเอกภาพในนโยบายแตห่ ลายหลายการปฏบิ ตั ิ

ยุทธวธิ ีที่ 1.4 ส่งเสริมความเขม้ แขง็ และมอี ิสระในการตดั สินใจภายใตก้ ารบรหิ ารในรปู ของ
องคค์ ณะบุคคล

2. ยทุ ธศาสตร์การมีส่วนร่วม เปน็ ยุทธศาสตร์ท่ีลักษณะการกระจายอานาจเป็นแบบมอบอานาจใน
การตัดสินใจในรูปของคระกรรมการ ยึดหลักร่วมคิด ร่วมทา และร่วมใช้ เพ่ือให้เกิดความรู้สึกว่าทุกคนมี
ความสาคญั มีความเป็นเจ้าของสถานศึกษาร่วมกัน มียทุ ธวิธีดาเนนิ การ ดงั ต่อไปน้ี

ยทุ ธวิธที ี่ 2.1 การเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน
ได้มสี ่วนร่วมในการกาหนดนโยบาย เปา้ หมายและวตั ถปุ ระสงค์ของการจัดการศึกษา

ยุทธวิธีท่ี 2.2 การสร้างแรงจูงใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และ
ชมุ ชน มคี วามต้องการอยากเข้ามามสี ่วนรว่ มในการบรหิ ารสถานศึกษา

ยุทธวธิ ที ่ี 2.3 สง่ เสรมิ ใหม้ ีการยืดหยุ่นเพอ่ื เปดิ โอกาสให้ครแู ละบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน
ผ้ปู กครองและชมุ ชน เข้าไปมสี ่วนรว่ มในการบริหารสถานศึกษา

ยทุ ธวธิ ที ่ี 2.4 การสรา้ งเสรมิ พลงั อานาจ (Empowerment) ใหค้ รูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษา นกั เรียน ผปู้ กครองและชมุ ชน เขา้ ไปมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศกึ ษา

3..ยทุ ธศาสตรก์ ารมอบหมายงาน เป็นยุทธศาสตร์ทมี่ ีลักษณะการกระจายอานาจแบบแบ่งอานาจ
โดยกระจายงานจากผ้บู ริหารสถานศกึ ษาไปสู่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในฝา่ ยงานตา่ ง ๆ เพ่ือแตล่ ะบุคคล
ได้รับทราบอานาจหนา้ ทแี่ ละความรับผิดชอบของตนเองอย่างชดั เจน มียุทธวธิ ีดาเนินการ ดังน้ี

ยุทธวธิ ีท่ี 3.1 สร้างความไว้วางใจซง่ึ กันและกัน สนบั สนุนให้ข้าราชการครูและบคุ ลากร
ทางการศกึ ษาไดร้ ับการมอบหมายงานตามความรู้ ความสามารถและความถนัด

ยทุ ธวธิ ที ี่ 3.2 การสอนงานหรอื ฝกึ อบรมให้ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาไดร้ ับกอ่ นการ
มอบหมายงานตามท่สี ถานศกึ ษากาหนด

ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกนับยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 449

ยทุ ธวิธีท่ี 3.3 การขออาสาสมัครในการปฏิบตั งิ าน เป็นยทุ ธวิธที ี่ผ้บู รหิ ารมนั่ ใจว่าจะมผี ู้อาสา

ทางานให้ หรือรอู้ ย่แู ล้วว่ามีผู้สามารถทางานนัน้ ได้ แต่ต้องการใหเ้ กียรติเขา ให้เขาร้สู กึ ภูมใิ จที่จะทางานให้

ยุทธวิธีที่ 3.4 การสรา้ งทีมงาน เป็นการมอบหมายงานบางอยา่ งทตี่ ้องมผี ปู้ ฏิบตั ริ ว่ มกัน

หลายคนโดยคานงึ ถึงหลกั การทางานร่วมกันเป็นองค์คณะบุคคล

4.ยุทธศาสตร์การตรวจสอบและถ่วงดุล เป็นยุทธศาสตรท์ ี่มีลักษณะการกระจายอานาจแบบมอบ

อานาจ โดยใช้ยทุ ธวิธเี ปน็ เครือ่ งมอื ในการตรวจสอบผลการดาเนินงานของฝ่ายงานตา่ ง ๆ ว่าเปน็ ไปตามกรอบที่

กาหนด หรอื ไดม้ าตรฐานตามเกณฑท์ ก่ี าหนดไว้หรอื ไม่ มียทุ ธวิธดี าเนนิ การ ดงั นี้

ยุทธวิธีที่ 4.1 จัดระบบควบคมุ กากับ ตดิ ตาม ประเมินผลการปฏบิ ตั ิงานการบริหาร

สถานศึกษาตามภารกิจ ท้ัง 4 ด้าน คือ การบริหารงานวชิ าการ งานงบประมาณ งานบริหารบุคคล และงาน

บรหิ ารทวั่ ไป

ยทุ ธวธิ ที ี่ 4.2 พฒั นาสมรรถนะและขีดความสามารถของครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษาใน

การปฏิบัตงิ านใหเ้ ปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐานการกาหนดตาแหน่ง .

อภิปรายผลการวจิ ัย
จากผลการวิจัยเรื่อง ยทุ ธศาสตรส์ ่คู วามสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษา

ขั้นพ้นื ฐาน สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐานพบประเดน็ ทจ่ี ะนามาอภิปราย ดงั ตอ่ ไปน้ี
การกาหนดทิศทางถือว่าเป็นการสร้างแนวทางนาไปสู่ความสาเร็จในการบริหารจัดการของ

หน่วยงานทั้งราชการและเอกชน เป็นเข็มทิศบอกทางเดินไปสู่ความสาเร็จขององค์การ Certo and Peter,
1991 อ้างถึงใน สุเมธ แสงนาธร (2547 : 287) องค์กรใดมีการบริหารจัดการโดยมีทิศทางของการดาเนินการ
ถือว่าองค์กรนั้นดาเนินการแบบมียุทธศาสตร์ ซ่ึงมี 5 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การกาหนด
ทิศทางขององคก์ ร การกาหนดยทุ ธศาสตร์ การปฏิบัติตามยทุ ธศาสตร์ และการควบคุมยุทธศาสตร์

การกาหนดยุทธศาสตร์ส่คู วามสาเรจ็ ในการกระจายอานาจบริหารสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
ควรต้องยึดหลักการกระจายงาน กระจายทรัพยากร กระจายอานาจการตัดสินใจ และการบริหารในรูปของ
คณะกรรมการ โดยให้สถานศกึ ษามอี ิสระในการบริหารจัดการ บรหิ ารโดยใช้หลักการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียกับการจัดการศึกษา และมีการตรวจสอบได้ รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ (2550 : 22) และการกระจาย
อานาจในสถานศึกษาต้องครอบคลุมทั้งในหน้าที่การจัดการศึกษาและภารกิจการบริหารตามแนวทาง
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่กาหนดไว้ โดยมุ่งหวังให้มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและลดขั้นตอนการบริหาร
เป็นการใช้ทรัพยากรเป็นการใช้ทรัพยากรในองค์กรอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
มากทส่ี ุด ธีระ รญุ เจรญิ (2545:15)

ผู้วิจยั ได้กาหนดทิศทางในการกระจายอานาจการบริหารในสถานศึกษาข้นั พื้นฐานต้องดาเนินการ
แบบมยี ทุ ธศาสตร์ โดยกาหนดยุทธศาสตร์สคู่ วามสาเรจ็ ในการกระจายอานาจการบริหารสถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
สังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน ประกอบดว้ ยประเดน็ ยทุ ธศาสตร์ 4 ประเด็น คือ

1. ยุทธศาสตร์การบรหิ ารตนเอง
2. ยทุ ธศาสตร์การมสี ว่ นรว่ ม

450 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

3. ยุทธศาสตร์การมอบหมายงาน
4. ยทุ ธศาสตร์การตรวจสอบและถว่ งดุล

ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 1 การบริหารตนเอง มี 4 ยุทธวธิ ี คอื
ยทุ ธวธิ ที ี่ 1.1 จัดระบบบรหิ ารจดั การตนเอง ดว้ ยการระดมทรัพยากรการบรหิ ารการศกึ ษา
โดยอาศัยเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชน ตามอานาจหน้าท่ีและความรับผิดชอบของสถานศึกษา ยุทธวิธีนี้
สอดคล้องกับกับหลักการบริหารแบบใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Base Management) ซึ่งประกอบด้วย
หลักการกระจายอานาจ หลักการมีส่วนร่วม หลักการคืนอานาจให้ประชาชน หลักการบริหารตนเอง และ
หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล .ในการบริหารตนเองด้านการบริหารงานวชิ าการมีลักษณะการกระจายอานาจ
แบบเบ็ดเสร็จ ให้อสิ ระแก่ครูในการวางแผนสร้างทีมงานของตนเอง โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาคอยอานวยการ
และประสานงาน และตรวจติดตามผลการบริหารตนเองของทีมงานวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณมี
ลักษณะการกระจายอานาจแบบมอบอานาจให้คณะกรรมการปฏิบัติตามระเบียบหรอื แนวปฏิบตั ิ โดยคานงึ ถึง
ความถูกต้อง ตรวจสอบได้ การบริหารตนเองด้านการบริหารบุคคลมีลักษณะการกระจายอานาจแบบมอบ
อานาจให้คณะกรรมวางแผนพ่ึงพาตนเองในการปฏิบัติงาน ส่วนการบริหารตนเองด้านการบริหารท่ัวไปมี
ลักษณะการกระจายอานาจแบบเบ็ดเสร็จ มีคณะทางานท่ีมีอิสระและคล่องตัวในการวางแผนและนาแผนไป
ปฏิบัติ โดยมีผู้บริหารเป็นผู้นาวิธีการใหม่ๆ มาใช้พัฒนาการจัดการศึกษาสอด คล้องกับผลการวิจัยของ
วสิ ทุ ธิ์ วจิ ติ รพัชราภรณ์ (2547 : 290-295) ไดว้ ิจัยเรอื่ งการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาแบบกระจายอานาจ
ในสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานตามแนวพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 พบว่า ดา้ นบรหิ ารงานวิชาการ
ได้แก่งานพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา งานจัดกระบวนการเรียนการสอน และงานการวัดผลและประเมินผล
มีลักษณะการกระจายอานาจแบบเบด็ เสร็จ งานบรหิ ารงบประมาณและงานบรหิ ารบคุ คลมลี กั ษณะการกระจาย
อานาจแบบมอบอานาจ ส่วนงานบริหารทั่วไปมีลักษณะกระจายอานาจหลายรูปแบบท้ังแบ่งอานาจ
มอบอานาจและให้อานาจแบบเบ็ดเสร็จ
ยุทธวิธีที่ 1.2 การสง่ เสริมให้ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาทุกคนมีอิสระ และคล่องตวั ใน
การทางานตามอานาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยบุคลากรแต่ละงานแต่ละฝ่ายร่วมกันวางแผนดาเนินการ
และประเมินผลการปฏิบัติของตนอย่างครบวงจร สอดคล้องกับ พวงเพ็ญ ชุณหปราณ (2549 : 64) ที่กล่าวว่า
ความสุขในการทางาน คือ การมีอิสระ การมีความรู้ในเร่ืองท่ีปฏิบัติ ความสุขในการทางานจะเกิดขึ้นได้ข้ึนอยู่
กับตัวบุคคลและองค์การ สอดคล้องกับ Heylighen. (1999 : Online) ที่กล่าวว่า ปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ
ความสุขในการทางานปัจจัยหน่ึงคือการมีอสิ ระส่วนบุคคล (Personal Freedom) และสอดคล้องกับงานวิจัย
ของ เทพวรินทร์ เขื่อนปัญญา (2553 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่อง รูปแบบการบริหารท่ีเน้นการกระจายอานาจ
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า วิธีปฏิบัติเม่ือมีการกระจายอานาจทางการบริหารที่เน้นการกระจายอานาจ
ในการปฏิบัติหน้าท่ี ความสอดคล้องกับระเบียบ กฎหมาย ความเป็นเอกภาพด้านมาตรฐานและนโยบาย
การศึกษา ความเปน็ อิสระและคลอ่ งตัวในการบริหารและจัดการศึกษา การมสี ว่ นร่วมของชุมชนและผู้มสี ว่ นได้
ส่วนเสียในพ้ืนท่ี การมุ่งผลสาเร็จแก่สถานศึกษา คุณภาพการศึกษา และ ความรับผิดชอบในการตัดสินใจ

ปีท่ี 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 451

มีกระบวนการบริหารสถานศึกษา 6 ข้ันตอน ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การนา การควบคุม
การประเมนิ ผล การรายงาน

ยทุ ธวิธีท่ี 1.3 ส่งเสริมให้ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาปฏบิ ัติงานตามอานาจหน้าท่ีและ
ความรับผิดชอบด้วยวิธีทีมีเอกภาพในนโยบายและมีความหลายหลายในทางปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติงานตาม
นโยบายทเี่ ป็นอนั หน่ึงอันเดียวกันแต่ผู้ปฏิบตั ิจะกระทาหรือดาเนนิ การอย่างไรแล้วแต่จะเลือกปฏิบัติ สอดคล้อง
กับหลักการจัดการศึกษาที่กาหนดไว้ในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
(1) มเี อกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ และสอดคลอ้ งกับผลการวจิ ัยของ เทพวรินทร์
เขื่อนปัญญา (2553 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่อง รูปแบบการบริหารที่เน้นการกระจายอานาจในสถานศึกษาขั้น
พ้ืนฐาน พบว่า การกระจายอานาจทางการบริหารท่ีเน้นการกระจายอานาจในการปฏิบัติหน้าท่ี มีความ
สอดคล้องกบั ระเบียบ กฎหมาย ความเปน็ เอกภาพดา้ นมาตรฐานและนโยบายการศึกษา

ยุทธวิธีที่ 1.4 สง่ เสรมิ ความเขม้ แขง็ และมีอิสระในการตดั สนิ ใจภายใต้การบรหิ ารในรปู ของ
องค์คณะบุคคล เป็นการกระจายอานาจแบบมอบอานาจให้คณะบุคคลในสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานท่ีเรียกชื่อต่าง ๆ
เช่น คณะทางาน ทีมงาน คณะกรรมการ ให้ปฏิบัติงานบางอย่างและให้มีอานาจในการตัดสินใจร่วมกัน
สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และ
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2551 ในการบริหารงานในสถานศึกษา
ขัน้ พื้นฐานทกี่ าหนดให้การจัดการศึกษาต้องคานึงถึงการมสี ่วนร่วมของบคุ คล ครอบครวั ชุมชน องค์กรชุมชน
ตลอดจนการมีส่วนร่วมในรูปคณะกรรมการในระดับสถานศึกษ า ท้ังด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ
ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารทั่วไป สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Mankoe and Maynes (1994 : 45)
ได้วิจัยเรื่อง การศึกษาถึงกระบวนการตัดสินใจในการกระจายอานาจทางการศึกษา พบว่า 1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยตรงอาจมองไมเ่ หน็ ถงึ ระดับของการกระจายอานาจให้และความเป็นเจ้าของอานาจในการตัดสนิ ใจท่ีมีความ
เช่ือมโยงกับการกระจายอานาจ 2) ผู้กาหนดนโยบายการศึกษาอาจมีการตอบสนองเม่ือแน่ใจว่าการกระจาย
อานาจสามารถยกระดับคุณภาพของการศึกษาได้ 3) การกระจายอานาจการตัดสินใจเป็นเคร่ืองมือในการ
ปฏิรูปการศึกษาได้ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการบริหารการศึกษา 4) โครงสร้างของการ
กระจายอานาจอยใู่ นลักษณะของการเขา้ มามสี ่วนรว่ มของประชาชน

ยุทธศาสตรท์ ี่ 2 การมีส่วนร่วม มี 3 ยุทธวิธี คือ
ยุทธวิธที ่ี 2.1 การเปิดโอกาสให้ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา นักเรียน ผู้ปกครอง และชมุ ชน
ได้มีส่วนร่วมในการกาหนดนโยบาย เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา เพราะการเปิดโอกาส
ดงั กลา่ วเปน็ การส่ือสารทดี่ ี สามารถแลกเปล่ียนประสบการณใ์ นการทางานรว่ มกัน เสรมิ สรา้ งความสัมพันธ์ท่ีดี
ตอ่ กัน สอดคล้องกบั สุรัตน์ ก้อนนาค (2554 : บทคดั ยอ่ ) ทาการวจิ ัยเรืองแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ
ชุมชนในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จังหวัดชัยนาททพี่ บว่า การมีส่วนร่วมในการกาหนดแผน นโยบายและยุทธศาสตร์ ควรคัดเลือกผู้ทรงคณุ วุฒิใน

452 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

ชุมชนเป็นกรรมการ จัดให้มีการอบรมให้ความรู้ในบทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการ และจัดให้มีกิจกรรมตาม
บทบาทหนา้ ท่แี ละภารกิจอย่างตอ่ เนอ่ื ง

ยุทธวิธีท่ี 2.2 การสร้างแรงจูงใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และ
ชมุ ชน มีความตอ้ งการอยากเข้ามามีส่วนร่วมในการบรหิ ารสถานศึกษา เพราะการบริหารงานใหบ้ รรลุเปา้ หมาย
ขององค์การอันสาคัญย่ิง คือ ทาให้บุคคลในองค์การน้ันมีความรู้สึกต้องการท่ีจะปฏิบัติหน้าที่และอุทิศตน
เพ่ือผลสาเร็จของงานอย่างแท้จริง สอดคล้องกับแนวคิดของ ชูชาติ โชติเสน (2551 : 21) ที่กล่าวว่า เป็นส่ิง
สาคัญท่ีผู้บริหารจะต้องเอาใจใส่การใช้กาลังบังคับ อาจทาให้ประสิทธิภาพของงานต่า ไม่ใช่วิธีแก้ปั ญหาที่
ถูกต้องแต่อย่างใด การจูงใจแบบปฏิบัติเป็นส่ิงที่ผู้บริหารจะต้องสนใจศึกษาถึงปัจจัยในอันท่ีจะก่อให้เกิด
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ดีอยู่เสมอ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ บรรพต จันทร์ดาเสือ (2552 : บทคัดย่อ)
ได้ศึกษา เร่ือง การบริหารเชิงบูรณาการในสถานศึกษานาร่องการกระจายอานาจทางการศึกษา : กรณีศึกษา
โรงเรียนมัญจาศึกษา พบว่า การบริหารงานบุคคล ครูมีความรู้ ความสามารรถ มีความสามัคคี ทางานเป็นทีม
ได้เข้มแข็ง มีอิสระ มีการพัฒนาตนเองสูง แต่ครูยังขาดการเสรมิ แรง ขาดขวัญและกาลังใจ ขาดความยุติธรรม
ในการปฏบิ ัติใหเ้ ทา่ เทียมกัน

ยุทธวิธีท่ี 2.3 การสรา้ งเสรมิ พลังอานาจ (Empowerment) ใหค้ รูและบุคลากรทางการ
ศึกษา นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชน เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา สอดคล้องกับ Diane Tracy
(1990 : 163) ได้กาหนดขั้นตอน 10 ขั้นของการสร้างเสริมพลังอานาจ ประกอบด้วย ให้ความชัดเจนในความ
รบั ผิดชอบ มอบอานาจหน้าที่ในการปฏิบัติงาน กาหนดมาตรฐานของงาน ฝึกอบรมและพัฒนา การให้ความรู้
และสารสนเทศ ให้ข้อมูลย้อนกลบั ให้การยอมรับ ใหค้ วามไว้วางใจ ยอมรบั ข้อผิดพลาด ให้เกียรติและเคารพ
ในการตัดสินใจ และสอดคลอ้ งกับผลการวิจัยของ สอดคล้องกบั ผลการวิจัยของ Kim (1999 : 2797) ได้ศึกษา
เรือ่ ง โครงสร้างภาวะผูน้ าและวฒั นธรรมการบริหารโดยใช้สถานศึกษาเปน็ ฐาน พบว่าโครงสรา้ งการบริหารทีใ่ ช้
สถานศึกษาเป็นฐานของรัฐต้องเช่ือมโยงกับการพัฒนาภาวะผู้นาภาวะผู้นาต้องเช่ือมโยงกับวัฒนธรรม
สถานศกึ ษาวฒั นธรรมสถานศึกษาต้องเชือ่ มโยงกับความสาเร็จ

ยุทธศาสตรท์ ่ี 3 การมอบหมายงาน มี 4 ยุทธวิธี คือ
ยทุ ธวธิ ที ่ี 3.1 สรา้ งความไวว้ างใจซง่ึ กนั และกนั สนับสนนุ ใหข้ า้ ราชการครแู ละบคุ ลากร
ทางการศึกษาได้รับการมอบหมายงานตามความรู้ ความสามารถและความถนัดเป็นการกระจายอานาจการ
บริหารในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแบบแบ่งอานาจให้บุคคลและมอบอานาจให้องค์คณะบุคคล ไปปฏิบัติ
สอดคล้องกับ Brown Thomas. (2006) ที่สรุปว่า ถ้าผู้บริหารมอบหมายงานให้ลูกน้องทาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ผู้บริหารก็สามารถลดภาระงานและความเครียดความไวว้ างใจมีมากข้ึน ลูกน้องจะมีแรงจูงใจใน
การทางานมากข้ึน องค์กรก็จะลดค่าใช้จ่ายและได้งานที่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลโดยรวมเพิ่มข้ึน
และสอดคล้องกับ Magnone (1990 : Abstract) ที่ศึกษาตัวแปรท่ีมีผลกระทบต่อการกระจายอานาจให้แก่
ผู้บรหิ ารสถานศึกษาและศกึ ษาธิการ พบว่า กระบวนการต่างๆ มีลักษณะเปน็ กระบวนการต่อเน่ือง โดยมีตัว
แปรที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 4 ตัวแปร คือ ระบบสังคม ระบบราชการ สิ่งแวดล้อมและผลกระทบท่ีเกิดขึ้น

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 453

และพบว่าตวั แปรระบบสงั คม เป็นผลกระทบมาจากปรัชญาและแนวคดิ การกระจายอานาจทางการศกึ ษาและ
ความไว้วางใจในองค์คณะบคุ คล

ยุทธวิธีที่ 3.2 สนบั สนุนให้ครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาได้รบั การสอนงาน (coaching)
หรือฝึกอบรมก่อนการมอบหมายงานตามท่ีสถานศึกษากาหนด เม่ือสถานศึกษารับบุคลากรใหม่เข้ามาทางาน
หรือมีงานใหมท่ ่ียงั ไม่มบี ุคลากรทมี่ ที ักษะความชานาญในการปฏบิ ัติ จาเป็นตอ้ งสอนงานหรือฝึกอบรมบุคลากร
ที่รับงานใหม่ให้เป็นแรงขับเคล่ือนหรือคลื่นลูกใหม่ขององค์กร สอดคล้องกับแนวคิดของ คณะครุศาสตร
มหาวิทยาลัยนครราชสีมา (2556 : บทคดั ย่อ) ได้วิจัยเรอ่ื ง การพฒั นาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบพี่เล้ียง
พบว่า สมรรถนะพ้นื ฐานดา้ นความรขู้ องครหู ลังเขา้ ร่วมโครงการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสรา้ งระบบพ่เี ลี้ยง
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01จึงอาจกล่าวได้ว่าการสอนงานเป็นวิธีการท่ีจะช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
ประสบความสาเรจ็ ในการทางานอย่างเปน็ อิสระและมปี ระสิทธภิ าพ

ยทุ ธวธิ ีที่ 3.3 การสรา้ งทีมงาน เป็นการมอบหมายงานบางอย่างทต่ี ้องมีผู้ปฏบิ ัติร่วมกันหลาย
คนโดยคานึงถึงหลักการทางานร่วมกันเป็นองค์คณะบุคคล เป็นการการกระจายอานาจแบบมอบอานาจให้
ปฏบิ ัติหนา้ ทแี่ ละความรับผิดชอบในการตัดสินใจรว่ มกันเป็นคณะ สอดคลอ้ งกับ บรรพต จันทรด์ าเสือ (2552 :
บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่อง การบริหารเชิงบูรณาการในสถานศึกษานาร่องการกระจายอานาจทางการศึกษา :
กรณีศึกษาโรงเรียนมัญจาศึกษา พบว่า องค์ประกอบด้านหลักการ ประกอบด้วย การกระจายอานาจด้านการ
ทางานเปน็ ทมี ดา้ นการการบริหารแบบมีส่วนร่วม และ ด้านการบริหารเชิงระบบ

ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 4 การตรวจสอบและถ่วงดุล มี 2 ยทุ ธวิธี คือ
ยุทธวธิ ีที่ 4.1จัดระบบควบคุม กากบั ตดิ ตาม ประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ านการบริหาร
สถานศึกษาตามภารกิจ ท้ัง 4 ด้าน คือ การบริหารงานวิชาการ งานงบประมาณ งานบริหารบุคคล และงาน
บรหิ ารท่ัวไป เป็นการกระจายอานาจแบบมอบอานาจให้ปฏบิ ัติหน้าทีแ่ ละรับผิดชอบตัดสนิ ใจร่วมกนั ในรปู องค์
คณะบุคคล เพ่อี ตรวจประเมินผลการปฏิบัตงิ านตามภารกจิ ของสถานศึกษาข้ันพนื้ ฐานท้งั 4 งาน สอดคล้องกบั
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 47 ที่กาหนดให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อ
พฒั นาคุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษา
ยุทธวธิ ีท่ี 4.2 พฒั นาสมรรถนะและขีดความสามารถของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการ
ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการกาหนดตาแหน่งเป็นการกระจายอานาจแบบแบ่งอานาจให้ฝ่าย
งานบริหารงานบุคคลไปดาเนินการและรายงานผลให้ผู้บริหารสถานศึกษาทราบเป็นระยะ สอดคล้องกับ
ชรอยวรรณ ประเสรฐิ ผล ที่ไดศ้ ึกษาวิจัยเร่ือง รูปแบบการพฒั นาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูใหมใ่ น
โรงเรียนเอกชน ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาสมรรถนะของครูใหม่ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
1) วัตถุประสงค์การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่
3) สมรรถนะดา้ นการจัดการเรียนรขู้ องครูใหม่ 4) หลกั การในการพัฒนาสมรรถนะดา้ นการจดั การเรียนรขู้ องครู
ใหม่ และ 5) เง่ือนไขแห่งความสาเร็จในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูใหม่ และสอดคล้องกับ
สุเมธ แสงนาทร. (2548 : 293) ท่ีได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการบัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือตอนล่าง พบว่า การพัฒนาบุคลากรถือเป็นกลยุทธ์อย่างหน่ึงของการบริหาร

454 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

จัดการในองค์การ เพราะเป็นการพัฒนาคนให้เกิดทักษะ เพิ่มความชานาญให้เกิดศักยภาพ เกิดความม่ันใจใน
การทางานให้มปี ระสทิ ธิภาพย่ิงขึ้น

ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะสาหรบั สถานศึกษา
1. ยุทธศาสตรส์ คู่ วามสาเร็จในการกระจายอานาจการบริหารสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐาน สามารถ

นาไปประยกุ ต์ใช้ในสถานศึกษาได้ทกุ สังกัด
2. สถานศึกษาสามารถนายทุ ธศาสตร์สูค่ วามสาเรจ็ นาการบริหารสถานศึกษาขนั้ พน้ื ฐานท่กี าหนด

ยุทธศาสตรไ์ ว้ 4 ดา้ น อาจประยุกตเ์ พ่มิ เตมิ ประเดน็ ของยทุ ธศาสตร์ให้สอดคล้องกบั บริบทของสถานศกึ ษาแต่
ละแห่งตามความเหมาะสม

ขอ้ เสนอแนะสาหรับการวจิ ยั คร้ังต่อไป
1. ควรศกึ ษาวิจัยการพฒั นารปู แบบของการกระจายอานาจทางการศึกษาในระดบั การศึกษาอ่ืน
เชน่ อาชีวศกึ ษา หรืออดุ มศกึ ษา
2. ควรศึกษาวจิ ัยการพฒั นายุทธศาสตรก์ ารกระจายอานาจการบริหารสถานศกึ ษาเปรยี บเทียบ
ตามขนาดของสถานศกึ ษา
3. ควรศกึ ษาวิจัยปจั จยั ทส่ี ง่ ผลกระทบต่อการกระจายอานาจการบรหิ ารในสถานศึกษาข้นั พนื้ ฐาน

กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์นี้สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาอย่างย่ิงจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิ

ประธานกรรมการทปี่ รึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง ท่ีกรุณาได้ให้คาแนะนาตดิ ตาม ปรบั ปรุง
และแก้ไขวิทยานิพนธ์คร้ังนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่านเป็นอย่ างย่ิง
ผู้วิจัยขอขอบคุณคณาจารย์ทุกท่านท่ีได้กรุณาให้คาแนะนาปรับปรุงแก้ไขงานวิจัย และเป็นแรงผลักดัน แรงใจ
ในการศึกษาจนจบหลักสูตร คุณค่าและประโยชน์อันพึ่งมี จากการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยขอมอบให้กับทุกๆท่านท่ีมี
ส่วนช่วยผลกั ดันใหง้ านวจิ ัยในคร้ังนจี้ นประสบความสาเร็จลลุ ว่ งไปด้วยดี

เอกสารอ้างอิง
รุง่ ชชั ดาพร เวหะชาต.ิ การบรหิ ารงานวิชาการสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน. สงขลา : ศูนยห์ นังสอื มหาวทิ ยาลยั

ทักษณิ . 2550.
ธรี ะ รญุ เจริญ. การบรหิ ารโรงเรยี นยคุ ปฏิรปู การศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : ข้าวฟา่ ง. 2546.

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 455

456 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

ปจั จัยทีส่ ่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรยี นทจ่ี ัดการศึกษา โดยใชก้ ารบรหิ ารโรงเรยี นเปน็ ฐาน
สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

Factors Affecting the Effectiveness of Educational Management of
Schools based on the Secondary Educational Service Area in
Northeastern Thailand

เรอื งชัย ปริบาล1
ไพวฒุ ิ ลังกา2

จณิ ณวตั ร ปะโคทงั 3

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนเป็น
ฐานในสถานศึกษา 2. ทดสอบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเสน้ ระหว่างปัจจัยทสี่ ่งผลต่อประสิทธผิ ลการบริหาร
โรงเรยี นเปน็ ฐานกับประสิทธิผลของโรงเรียน และ 3. ศึกษาอิทธพิ ลทางตรง อทิ ธพิ ลทางอ้อม และอิทธิพลรวม
ของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนเป็นฐานกับประสิทธิผลของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ใน
การวิจัยคร้ังนี้ คือ ผู้อานวยการโรงเรียนในสังกัดเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จานวน 290 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งช้ันภูมิ (stratified random sampling) เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี
เป็นแบบสอบถาม 3 ตอนสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
การวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบเชิงยืนยัน ค่าสัมประสิทธิส์ หสมั พันธแ์ บบเพียรส์ นั การวเิ คราะห์ความสมั พันธ์เชิงสาเหตุ
ด้วยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์สาเรจ็ รปู
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. ปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนเป็นฐานในสถานศึกษา มีดังน้ี โครงสร้างการ
บริหารโรงเรียน รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรยี นเป็นฐาน ภาวะผนู้ าทางการบริหารมาตรฐานการปฏบิ ัติงาน
ของครูบทบาทของผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสียในการจดั การศึกษา และทรพั ยากร เทคโนโลยี และสารสนเทศสนบั สนุน
พบวา่ ทุกปจั จัยมีคา่ เฉลีย่ อย่ใู นระดบั มาก และระดับการปฏบิ ตั ิตามปจั จัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลไม่แตกตา่ งกัน
2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันโมเดลการวัดตัวแปรปัจจัยแฝง พบว่า โมเดลมีความ
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาได้จาก ค่าไค-สแควร์ (Chi-square) มีค่าเท่ากับ 29.658 ท่ีองศา
อิสระ (Degree of freedom) เท่ากับ 23 ความน่าจะเป็น (P-value) เท่ากับ 0.159 ค่าดัชนีวัดความ
สอดคล้องเชิงสัมบูรณ์ GFI เท่ากับ 0.982 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องเชิงสัมบูรณ์ท่ีปรับแก้แล้ว AGFI เท่ากับ
0.965 รากที่สองของค่าเฉล่ียความคลาดเคลื่อนกาลังสองของการประมาณค่า (RMSEA) เท่ากับ 0.028 และ
ดัชนีวัดความสอดคล้องในรูปของคา่ เฉลี่ยของความคลาดเคลื่อน (RMR) เทา่ กับ 0.021
คาสาคญั : ปจั จัย, ประสิทธิผล, โรงเรยี นเปน็ ฐาน

1นักศึกษาหลักสตู รครศุ าสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาบรหิ ารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
2สาขาบรหิ ารการศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
3สาขาบรหิ ารการศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

ปีที่ 17 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน - ธนั วาคม 2560) 457

3. อทิ ธิพลทางตรง อิทธพิ ลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหาร
โรงเรียนเป็นฐานกับ ประสิทธิผลของโรงเรียนพบ ว่า ผลการวิเคราะห์โมเดลท่ีไม่ มีการกาหนดเงื่อนไขบังคั บ
มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ แสดงว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามปัจจัยที่ระดบั นัยสาคัญทางสถติ ิ .05
หรอื โมเดลปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนที่จดั การศึกษาโดยใช้การบรหิ ารโรงเรียนเป็นฐานตามตัว
แปรแฝงมีรูปแบบโมเดล และพารามิเตอรข์ องโมเดลเดยี วกนั พบว่า โมเดลมีความแปรเปลยี่ นของพารามิเตอร์
น้าหนกั องคป์ ระกอบ และพารามิเตอรอ์ น่ื ๆ

Abstract
The purposes of this research were to 1. study the factors affecting the effectiveness
of school-based management in educational institutions 2. Test of linear structural relationships
among the factors that affect the effectiveness of school-based management on school
effectiveness and 3. study direct influence indirect influence and total influence of factors
influencing the effectiveness of school-based management on school effectiveness.
The sample used in this study were The director of the school under the secondary
education area in the Northeast, 290 people were randomly stratified. The tools used in this
research is testing 3 episodes. The statistics used for data analysis were frequency, percentage,
average , standard deviation , the confirmatory factor analysis correlation coefficient of Pearson
and analysis of the causal relationship the computer program.
The research findings were as follows :
1. Factors affecting the effectiveness of school-based administration in schools are
as follows ; school administration structure, school-based management model, executive
leadership, teacher performance standards, role of stakeholders in educational management
and resource, information and technology support. It was found that all factors were at high
level. And the level of compliance factors that affect the effectiveness is no different.
2. Confirmatory factor analysis models find that the model is consistent with empirical
data Consider it from chi-square was 29.658 at the degree of freedom of 23, p-value was 0.159,
GFI was 0.982, AGFI adjusted index was 0.965, the square root of the mean square error of the
estimation (RMSEA) was 0.028 and the consistency index in the form of mean error (RMR)
was 0.021.
3. Direct influence, indirect influence and the combined influence of factors
affecting school-based management effectiveness on school effectiveness found that the
results of the analysis models without mandatory conditions is consistent with empirical
data. Show that the model does not vary according to the factors at statistically significant
level .05 or factor models that affect the effectiveness of schools that provide education
using school-based administration based on latent variables has modeled models. And
458 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

parameters of the same model it was found that the model had the variation of the
component weight parameters and other parameters.
Keywords : factors, effectiveness, school-based management
บทนา

จากการปฏิรูปการศึกษาเพ่ือพัฒนาให้เด็กเยาวชนและคนไทยในอนาคตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ทง้ั ร่างกายจิตใจสติปัญญามีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม และวัฒนธรรมในการดารงชีวติ สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับ
สถานการณ์ โล กแล ะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการปรับวิธีคิดในการจัดการศึกษาปรั บโครงสร้างการจัด
การศกึ ษาปรบั รูปแบบวิธกี ารเรียนรู้ปรับปรุงคุณภาพครูผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษารวมท้ังการจดั ให้มี
อุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการศึกษาท่ีเหมาะสมเพียงพอเพื่อส่งเสริมให้ผลผลิตทางการศึกษามีคุณภาพ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้ให้ความสาคัญกับการปฏิรูปด้านต่างๆ ได้แก่การปฏิรูประบบการศึกษา
การปฏิรูปการเรียนรูก้ ารปฏิรปู ระบบบริหารและการจดั การศึกษาการปฏิรปู ครูคณาจารยแ์ ละบคุ ลากรทางการ
ศึกษาและการปฏิรูประบบทรัพยากรและการลงทุนเพ่ือการศึกษา สานักงานปฏิรูปการศึกษา (2545 : 2-6)
กล่าวโดยสรุปสาระสาคัญในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมีหลักการจัดการศึกษา 3 ประการคือ
1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิต 2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและ 3) การพัฒนาสาระและ
กระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและได้กาหนดหลักการการจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการ
ศึกษาสรุปในประเด็นสาคัญได้ว่าให้ยึดหลักการกระจายอานาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาสถานศึกษาองค์การ
ปกครองส่วนท้องถ่ินและการมีสว่ นรว่ มของบุคคลองคก์ รเอกชนองค์กรวิชาชพี และสถาบันศาสนา เป็นตน้

จากการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กาหนดให้จัดระบบโครงสร้าง
และกระบวนการจดั การศกึ ษาของประเทศไทยให้มีเอกภาพเชงิ นโยบายและมคี วามหลากหลายในทางปฏิบัติ
มีการกระจายอานาจไปสู่เขตพื้นท่ีการศึกษาและสถานศึกษาเน่ืองจากการบริหารจัดการศึกษาไทยแต่เดิมใช้
รูปแบบของการรวมอานาจการบริหารและการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง มีการมอบอานาจการบริหารและการ
ตัดสินใจเพยี งบางส่วนไปให้หน่วยราชการที่รับผดิ ชอบการบริหารการศึกษาในส่วนภูมภิ าคและสถานศึกษา แต่
แนวปฏริ ูปการศึกษาตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาตไิ ด้มีข้อกาหนดใหก้ ระจายอานาจ การบริหาร และ
การตัดสินใจไปให้หน่วยงานระดับปฏิบัติ อันได้แก่ โรงเรียนและเขตพื้นท่ีการศึกษาให้มากท่ีสุด โดยราชการ
บริหารส่วนกลางจะทาหน้าที่เพียงการกาหนดนโยบาย การวางแผน การจัดสรรงบประมาณ การกาหนดและ
ประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาเป็นประการสาคัญ ส่วนการบริหารงานวิชาการ การบริหารงาน
งบประมาณและการเงิน การบริหารงานบุคคลและการบรหิ ารทัว่ ไป จะมกี ารกระจายอานาจไปใหโ้ รงเรียนและ
เขตพื้นที่การศึกษารับผิดชอบดาเนินการเองเป็นสาคัญ โดยรูปแบบของการบริหารและการจัดการศึกษาตาม
ข้อกาหนดดังกล่าวนี้ จัดเป็นรูปแบบใหม่ของการบริหารจัดการท่ีเรียกว่า การบริหารจัดการศึกษาในรูปแบบ
ของการใช้โรงเรียนเปน็ ฐาน ปรชั ญา เวสารชั ช์ (2545: 1)

สถานศึกษาเป็นหน่วยงานหลักที่จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนใหม้ ีคุณภาพตาม
จุดมุ่งหมายการศึกษาดาเนินการบริหารโดยผู้อานวยการสถานศึกษากากับโดยคณะกรรมการสถานศึกษา
มรี ะบบประกันคณุ ภาพท่ีจะใช้เป็นแนวทางพัฒนาให้การบริการด้านการเรียนการสอนมีคุณภาพผู้อานวยการ
สถานศึกษามีอานาจการบริหารอย่างมากท้ังอานาจท่ีกาหนดไว้ในกฎหมายและได้รับมอบจากผู้มีอานาจ
โดยต้องรับผดิ ชอบต่อผลการบริหารสถานศึกษาซ่ึงตอ้ งมีดัชนีช้ีวัดผลสัมฤทธข์ิ องงานและการประกันคุณภาพ
ของสถานศกึ ษาแสดงผลงานความก้าวหน้าในการบริหารโรงเรียนตามเป้าหมายทีก่ าหนดยุทธศาสตรส์ าคัญใน
การดาเนินการดังกล่าวเรียกวา่ การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management) ถือวา่ เป็น

ปีที่ 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 459

นวัตกรรมทางการบรหิ ารรปู แบบหนงึ่ ทนี่ ามาใชใ้ นการปฏิรปู การศึกษาหลายประเทศทัว่ โลกรวมทัง้ ประเทศไทย
ด้วยดังน้นั สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานจึงตอ้ งมีการบรหิ ารจัดการศึกษาทสี่ อดคลอ้ งกบั แนวทางการปฏิรูปการศกึ ษา
ดังกลา่ วข้างต้นโดยจะต้องมีการจัดการศึกษาแบบกระจายอานาจทั้งในหน้าที่การจัดการศึกษาและภารกจิ การ
บริหารตามแนวทางพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่กาหนดไว้โดยมุ่งหวังให้มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและ
ลดข้ันตอนการบริหารเป็นการใช้ทรัพยากรในองคก์ รอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
มากที่สุดโดยท่ีการกระจายอานาจการบริหารสถานศึกษาจะเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนมากกว่าที่ผ่านมา
ธรี ะ รญุ เจริญ (2550 : 3)

การบรหิ ารโดยใช้โรงเรียนเปน็ ฐานเป็นกระบวนการบริหารอย่างมีสว่ นร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัด
การศึกษา ในการกาหนดนโยบาย การวางแผนการตัดสินใจในภารกิจและพันธกิจของโรงเรียนการส่งเสริมให้
สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพด้วยการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้เข้มแข็ง ดังน้ัน
จงึ ต้องกาหนดแผนงานและวธิ ีการส่งเสรมิ สถานศึกษาที่มีการพัฒนางานเป็นระบบ สง่ ผลถึงการยกระดับให้สูงขึ้น
ช่วยเหลือสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็งในทุกด้าน การกระจายอานาจการบริหารและการตัดสินใจไปให้
หน่วยงานระดับปฏิบัติอันได้แก่โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาให้มากที่สุดโดยการบริหารส่วนกลางจะทา
หน้าท่ีเพียงการกาหนดนโยบายการวางแผนการจัดสรรงบประมาณการกาหนดและประเมินคุณภาพ และ
มาตรฐานการศึกษาเป็นประการสาคัญส่วนการบริหารงานวิชาการการบริหารงานงบประมาณและการเงิน
การบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไปจะมีการกระจายอานาจไปให้โรงเรียนและเขตพ้ืนที่การศึกษา
รับผิดชอบดาเนินการเองเป็นสาคัญ ดังนนั้ ผู้บริหารทง้ั ในระดบั โรงเรยี น ระดับเขตพื้นทีก่ ารศึกษา และเหนือเขต
พื้นท่ีจาเป็นจะต้องมีความรู้และความเข้าใจแนวคิดหลักการปัจจัยท่ีจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหาร
โรงเรียน และรูปแบบการบริหารจัดการท่ีใช้โรงเรียนและเขตพื้นท่ีการศึกษาเป็นฐานลักษณะแนวทางและ
เทคนิคการบริหารงาน

จากความเป็นมาและความสาคัญดังท่ีกล่าวมาสถานศึกษาท่ีผู้ปกครองตั้งความหวังไว้อย่างสูงว่า
เป็นที่ประสทิ ธปิ ระสาทวชิ าความรู้ อบรมบ่มนิสัยลูกหลานให้มคี วามรู้ คณุ ธรรมจริยธรรมท่ีดี เป็นสมาชกิ ที่ดี
ของสังคม ต้ังแต่ครอบครัวจนถงึ ประเทศชาติ แต่จากการศึกษาวิเคราะห์สภาพการดาเนินงานตามแผนและ
ข้นั ตอนการกระจายอานาจพบปญั หาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการจัดการศึกษาของโรงเรียน ดังนั้น
ผวู้ ิจัย จึงมีความสนใจที่จะศึกษาปัจจัยการบริหารโดยใชโ้ รงเรียนเป็นฐานในการจัดการศึกษาของโรงเรียนใน
สังกดั สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานในเขตภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ เพือ่ ใหท้ ราบถงึ สภาพปัจจัย
ท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยใช้การบริหารโรงเรียนเป็นฐานเพ่ือเป็นข้อมูลในการ
ปรับปรงุ แกไ้ ข และพฒั นาการบรหิ ารจัดการศกึ ษาให้มปี ระสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธิผลและบรรลผุ ลตามจุดม่งุ หมาย
ของการปฏิรูปการศึกษา คือ คณุ ภาพผู้เรียนเปน็ สาคัญ
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั

1. เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนเป็นฐานในสถานศึกษาสังกัด
สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

2. เพ่ือทดสอบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นระหว่างปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหาร
โรงเรยี นเปน็ ฐานกบั ประสทิ ธผิ ลของโรงเรียน

3. เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธพิ ลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยท่ีส่งผลตอ่ ประสิทธิผล
การบรหิ ารโรงเรยี นเป็นฐานกบั ประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี น

460 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑติ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

ขอบเขตของการวิจยั
ประชากร ผบู้ รหิ ารโรงเรียนสงั กัดสานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ

จานวน 933 แหง่
ตวั แปรทศ่ี กึ ษา
1. ตัวแปรปจั จัยที่สง่ ผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยใช้การบริหารโรงเรียนเป็น

ฐานมี 6 ตัวแปร ประกอบด้วย 1) โครงสรา้ งการบริหารโรงเรียน 2) รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
3) ภาวะผู้นาทางการบริหาร 4) มาตรฐานการปฏิบัติงานของครู 5) บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัด
การศึกษา และ 6) ทรพั ยากร เทคโนโลยี และสารสนเทศสนับสนุน

2. ตวั แปรประสทิ ธิผลของโรงเรียนท่จี ัดการศึกษาโดยใชก้ ารบรหิ ารโรงเรยี นเป็นฐานตามมาตรฐาน
การปฏิบัติงานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ.2552ประกอบด้วย 1) ด้านงานแผนงานและประกันคุณภาพ
2) ด้านงานวิชาการ3) ด้านงานกิจการนักเรียน 4) ด้านงานบุคคล5) ด้านงานธุรการ 6) ด้านการเงินและพัสดุ
7) ดา้ นงานบรกิ ารอาคารสถานท่ีและสภาพแวดลอ้ มและ 8) ดา้ นงานชมุ ชนและภาคเี ครือขา่ ย
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

ปัจจยั ท่ีสง่ ผลตอ่ ประสทิ ธิผลของ ประสทิ ธิผลของโรงเรียน
โรงเรยี นทีจ่ ดั การศกึ ษาโดยใชก้ าร ท่จี ัดการศึกษาโดยใช้การบรหิ าร

บริหารโรงเรียนเปน็ ฐาน โรงเรยี นเป็นฐาน

ปจั จยั ท่ีสง่ ผลตอ่ ประสิทธผิ ล มาตรฐานการปฏบิ ัติงาน
(6 ปัจจยั ) โรงเรียนมัธยมศกึ ษา (8 งาน)

วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ป ระชาก ร ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษ า

ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ จานวน 933 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาในภาค

ตะวันออกเฉียงเหนอื ซ่ึงไดม้ าโดยการผู้วิจัยได้ใช้วิธีการของ Hair (1998 : 22) ท่ีได้กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง
สาหรับการวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงเหตุผลไว้ 5 -10 เท่าของเส้นพามิเตอร์ท่ีมีการประมาณค่า
ซ่ึงในการวิจัยครั้งน้ีกาหนดเส้นพารามิเตอร์ไว้ 29 เส้น ผู้วิจัยจึงกาหนดกลุ่มตัวอย่างในจานวนสูงสุดเป็น
ผู้บริหารโรงเรียน จานวน 290 คน จาก 290 โรงเรียนโดยการสุ่มแบบแบ่งช้ันภูมิ (stratified random
sampling) กาหนดให้ผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้ใหข้ อ้ มลู หลกั (Key Informant)

เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดงั น้ี ตอนที่ 1 สอบถาม
สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสารวจรายการ (Checklist)ตอนที่ 2 สอบถาม
ระดับปฏิบัติตามปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสทิ ธิผลของโรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยใช้การบรหิ ารโรงเรยี นเป็นฐานมี

ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 461

ลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) ตอนที่ 3 สอบถามประสิทธผิ ลของโรงเรียนทจ่ี ัดการศึกษา
โดยใช้การบริหารโรงเรียนเป็นฐาน มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) การตรวจสอบ
คุณภาพเคร่ืองมือโดยการวิเคราะห์ 1)ความตรง (Validity) ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity)และ
ความตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) 2) ตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) ด้วยวิธีสัมประสิทธ์ิ
(Cronbach’s AlphaCoefficient)

การวิเคราะหข์ อ้ มูล ใชส้ ถติ ิบรรยาย การวเิ คราะห์สหสัมพนั ธ์ การตรวจสอบความตรง และความ
ไม่แปรเปล่ยี นของโมเดล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ าเร็จรปู

ขั้นตอนการวิจัยนาแบบสอบถามที่สร้างขึ้นพร้อมหนังสือในการขอเก็บรวบรวมข้อมูลจาก
มหาวิทยาลัยไปขอความอนุเคราะห์จากต้นสังกัดของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาและจัดส่งทางไปรษณีย์พร้อมซอง
ไปรษณยี ต์ อบรบั ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม ดาเนนิ การวิเคราะห์ขอ้ มูล แปรผล และสรุป
สรปุ ผลการวจิ ยั

1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนเป็นฐานในสถานศึกษา มีดังน้ี 1) โครงสร้าง
การบริหารโรงเรียน 2) รปู แบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 3) ภาวะผู้นาทางการบริหาร4) มาตรฐาน
การปฏบิ ัตงิ านของครู 5) บทบาทของผู้มสี ว่ นไดส้ ว่ นเสียในการจัดการศึกษา 6) และทรัพยากร เทคโนโลยี และ
สารสนเทศสนับสนุนพบว่า ทุกปัจจัยมีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก และระดับการปฏิบัติตามปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ประสิทธิผลไม่แตกต่างกัน

2. ความสมั พันธโ์ ครงสรา้ งเชิงเสน้ ระหวา่ งปัจจยั ที่สง่ ผลต่อประสทิ ธิผลการบรหิ ารโรงเรยี นเป็นฐาน
กบั ประสทิ ธผิ ลของโรงเรียน

2.1 ผลการสร้างโมเดลปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนท่ีจัดการศึกษาโดยใช้การ
บริหารโรงเรียนเป็นฐาน พบว่า มีตัวแปรแฝงที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนท่ีจัดการศึกษาโดยใช้การ
บริหารโรงเรียนเป็นฐาน 7 ตัว จาแนกเป็นตัวแปรแฝงภายนอก 3 ตัว ได้แก่ 1) โครงสร้างการบริหารโรงเรียน
2) รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานและ 3) ทรัพยากร เทคโนโลยี และสารสนเทศสนับสนุนตัวแปร
แฝงภายใน 4 ตัว ได้แก่ 1) ภาวะผู้นาทางการบริหาร 2) มาตรฐานการปฏิบัติงานของครู 3) บทบาทของผู้มี
สว่ นได้ส่วนเสียในการจัดการศกึ ษา และ 4) ประสิทธิผลของโรงเรยี น ขณะท่ีตวั แปรแฝงทั้ง 7 ตวั วัดไดจ้ ากตัว
แปรสังเกตได้ จานวน 23 ตัวจากผลการสร้างโมเดลปัจจัยมีความสัมพันธ์กันแต่ไม่สามารถระบุทิศทาง
ความสัมพันธ์ได้ จึงมที ศิ ทางเป็นไปได้ทัง้ สองทาง

2.2 ผลการพัฒนาโมเดลปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนเป็นฐานกับ
ประสิทธิผลของโรงเรียนพบว่าแสดงผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหวา่ งตัวแปรแฝงโดยใช้ค่าสหสัมพันธ์
แบบเพียร์สัน พบว่า ตัวแปรท่ีบ่งชี้ปัจจัยคุณลักษณะตัวแปรแฝง ได้ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ 65 คู่ มีค่า
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 จานวน 48 คู่ และท่ีระดับ.05
จานวน 17 คู่ คิดเป็นร้อยละ 19.83 และ 7.02 ตามลาดับ ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ส่วนใหญ่ มีทิศทางบวก
ขนาดต่ามากถึงสูงมาก มีคา่ พิสยั ตง้ั แต่ .95 ถงึ -.42 โดยตัวแปร ท่ีมีความสมั พนั ธ์กบั ตัวแปรอน่ื อยา่ งมีนัยสาคัญ
ทางสถิติมากท่ีสุดได้แก่ ตัวแปรด้านความรู้ทักษะ (kls) รองลงมา ได้แก่ ตัวแปรชุมชนเป็นหลัก (com) และ
ตวั แปรกลมุ่ บริหารวิชาการ(aca) กลมุ่ บริหารบุคคล (per)กลมุ่ บรหิ ารทว่ั ไป(gen) ผู้บริหารเป็นหลัก(man) ด้าน
การควบคมุ (con) มคี วามสัมพนั ธ์เท่ากัน ตามลาดับ และ ตวั แปรด้านการปฏบิ ตั ิงาน (ope) มีความสมั พันธ์กับ
ตัวแปรอ่ืนน้อยท่ีสุด โดยค่า Bartlett’s Test of Sphericity = 1,801.88, df = 231, p = .00, KMO = .68
ส่วนผลการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบเชิงยนื ยันโมเดลการวดั ตวั แปรปัจจัยแฝง พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับ
ข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาได้จาก ค่าไค-สแควร์ (Chi-square) มีค่าเท่ากับ 29.658 ท่ีองศาอิสระ (Degree

462 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี

of freedom) เท่ากับ 23 ความน่าจะเป็น (P-value) เท่ากับ 0.159 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องเชิงสัมบูรณ์
GFI เท่ากับ 0.982 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องเชิงสัมบูรณ์ท่ีปรับแก้แล้ว AGFI เท่ากับ 0.965 รากที่สองของ
ค่าเฉลยี่ ความคลาดเคล่ือนกาลังสองของการประมาณค่า (RMSEA) เท่ากับ 0.028 และดชั นีวัดความสอดคลอ้ ง
ในรูปของคา่ เฉลีย่ ของความคลาดเคลื่อน (RMR) เท่ากบั 0.021

3. อทิ ธพิ ลทางตรง อทิ ธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหาร
โรงเรียนเป็นฐานกับประสิทธิผลของโรงเรียนพบว่าผลการวิเคราะห์ โมเดลท่ีไม่มีการกาหนดเงื่อนไขบังคับมี
ความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ แสดงว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามปัจจัยท่ีระดับนัยสาคัญทางสถิติ .05
หรอื โมเดลปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนที่จดั การศึกษาโดยใช้การบรหิ ารโรงเรียนเป็นฐานตามตัว
แปรแฝงมีรูปแบบโมเดลและพารามิเตอร์ของโมเดลเดียวกัน พบว่าโมเดลมีความแปรเปล่ียนของพารามิเตอร์
นา้ หนกั องค์ประกอบ และพารามิเตอร์อนื่ ๆ
อภิปรายผลการวิจัย

1. ปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบรหิ ารโรงเรยี นเป็นฐานในสถานศึกษา มีดังน้ี โครงสร้างการ
บริหารโรงเรียน รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรยี นเป็นฐาน ภาวะผนู้ าทางการบริหาร มาตรฐานการปฏิบัตงิ าน
ของครู บทบาทของผมู้ สี ว่ นได้ส่วนเสยี ในการจัดการศึกษา และทรพั ยากร เทคโนโลยี และสารสนเทศสนับสนุน
พบว่าทุกปัจจัยมีคา่ เฉลี่ยอยู่ในระดับมากและระดับการปฏิบัติตามปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลไม่แตกตา่ งกัน
สอดคล้องกับผลการศึกษาของWilson, Robert James (2001:337) ท่ีระบุว่าความสาเร็จของการบริหาร
โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเกิดจากผู้นาในโรงเรียนมีบทบาทในการตัดสินใจเพ่ิมบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชน
และพัฒนาการส่ือสาร ผู้นาใช้ภาวะผู้นาแบบเก้ือหนุนหรืออานวยความสะดวก ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร
โรงเรียนร้สู กึ พอใจกบั การบรหิ ารโดยใชโ้ รงเรยี นเป็นฐาน

2. ความสัมพนั ธโ์ ครงสรา้ งเชงิ เส้นระหว่างปัจจัยท่ีสง่ ผลต่อประสิทธผิ ลการบริหารโรงเรียนเป็นฐาน
กับประสิทธิผลของโรงเรียน พบว่า ผลการพัฒนาโมเดลปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน
เป็นฐานกับประสิทธิผลของโรงเรียนพบว่าแสดงผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่แฝง
โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ส่วนใหญ่มีทิศทางบวกขนาดต่ามากถึงสูง
มาก สว่ นผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันโมเดลการวัดตัวแปรปัจจยั แฝง พบวา่ โมเดลมคี วามสอดคล้อง
กับข้อมูลเชิงประจักษ์ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Kim, Heung - Hoi (1998 : 192) ที่ระบุว่าโครงสร้าง
องค์กร ภาวะผู้นา และวัฒนธรรมมีผลต่อความสาเร็จในการบริหารโดยใช้โรงเรียน เป็นฐาน และ
Adler, Arnold N. (1999 : 168) พบว่า 1) การให้อานาจในโรงเรียนคือการให้ครูมีส่วนร่วมในการบริหารการ
สนับสนุนและการทางานเปน็ ทมี 2) ปจั จัยกระตนุ้ ใหค้ รมู ีส่วนรว่ มใน SBM คอื การรว่ มมือทางานความก้าวหน้า
ทางอาชีพของครูการพัฒนาของโรงเรยี นและการส่ือสารของโรงเรยี น 3) ส่ิงท่ีท้าทายให้ครมู ีส่วนร่วมใน SBM
คือครูได้ร่วมสร้างฉันทามติในเรื่องสาคัญของโรงเรียน 4) การตัดสินใจในระดับโรงเรียนมี 5 ด้าน คือ
การวางแผนการดาเนินงานการพัฒนาครูการบริหารบุคคลและการบริหารงบประมาณ 5) สิ่งท่มี ีอิทธิพลต่อการ
ทางานของทีมงาน SBM คือการสื่อสารการสนับสนุนและการอานวยความสะดวกโดยผู้บริหารโรงเรียน
6) ปัจจัยสาคัญต่อการตัดสินใจในโรงเรียนคือการมีส่วนร่วมของบุคลากร 7) ครูมีความรู้สึกว่าได้รับอานาจ
เนอ่ื งจากไดม้ ีส่วนรว่ มใน SBM และได้รับการสนับสนนุ จากคณะกรรมการโรงเรยี น

3. อิทธพิ ลทางตรง อทิ ธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวมของปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหาร
โรงเรียนเป็นฐานกับประสิทธิผลของโรงเรียนพบว่าผลการวิเคราะห์ โมเดลที่ไม่มีการกาหนดเงื่อนไขบังคับมี
ความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ แสดงว่าโมเดลไม่แปรเปล่ียนตามปัจจัยท่ีระดับนัยสาคัญทางสถิติ .05
หรือโมเดลปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนท่ีจดั การศึกษาโดยใช้การบรหิ ารโรงเรียนเป็นฐานตามตัว

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 463

แปรแฝงมรี ูปแบบโมเดลและพารามิเตอร์ของโมเดลเดียวกัน พบว่า โมเดลมีความแปรเปล่ียนของพารามิเตอร์
น้าหนักองค์ประกอบและพารามเิ ตอร์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ตัวแปรปจั จัย ดังน้ี

3.1 ปัจจัยภาวะผู้นา มีตัวแปรท่ีสามารถตอบคาถามในการวิจัย ประกอบด้วย ด้านความรู้
ทกั ษะทางการบริหาร ด้านการควบคุม ด้านการตัดสินใจ ด้านแรงจูงใจ และด้านการติดต่อสื่อสาร สอดคล้อง
กบั ผลการศึกษาที่ระบุว่า คุณลักษณะฯ จานวน 5 ด้านไดแ้ ก่ 1) ดา้ นความรู้ 2) ด้านทักษะ 3) ด้านทัศนคติ4)
ด้านคุณธรรมจริยธรรมและ 5) ด้านบุคลิกภาพคุณลักษณะ6) การตัดสินใจ 7) การสื่อสารตัวแปรเกี่ยวกับ
คุณลักษณะการเป็นผู้นาของผู้บริหารมีอิทธิพลต่อการบริหารงานของโรงเรียนทุกด้าน ท้ังจิตสานึก ความ
ต่อเนื่องและการปรบั จุดเนน้ ของโรงเรยี น และปจั จัยสาคัญในการบริหารได้แก่การสือ่ สารภาวะผ้นู าการแนะนา
การสนับสนุนการร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องความไว้วางใจความกล้าเสี่ยง ประสิทธิ์ เขียวศรี (2544 : บทคัดย่อ)
ธวัช กรุดมณี (2550 : บทคัดย่อ) James (1992 : 1746-A) Claybar, Kathryn Reed (1994 : 1431)
Brown, Johnnie Anthony (1998 : 153) จะเห็นว่าประสิทธิผลของโรงเรียนการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็น
ฐานทาให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับรู้หรือเรียนรู้การบริหารโรงเรียนเพิ่มข้ึนและทาให้ประสิทธิผลของโร งเรียน
สูงขนึ้

3.2 ปัจจัยมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู มีตัวแปรท่ีสามารถตอบคาถามในการวิจัย
ประกอบดว้ ย ด้านมาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ์วชิ าชีพ ด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน และด้านมาตรฐาน
การปฏิบัติตน สอดคล้องกับผลการวิจัยที่ พบว่า 1) การให้อานาจในโรงเรียนคือการให้ครูมีส่วนร่วมในการ
บริหารการสนับสนุนและการทางานเป็นทีม 2) ปัจจัยกระตุ้นให้ครูมีส่วนร่วมใน SBM คือการร่วมมือทางาน
ความก้าวหน้าทางอาชีพของครูการพฒั นาของโรงเรยี นและการสื่อสารของโรงเรยี น 3) สิ่งท่ีท้าทายให้ครมู ีสว่ น
ร่วมใน SBM คือครูได้ร่วมสรา้ งฉันทามติในเร่ืองสาคัญของโรงเรียน 4) การตัดสินใจในระดบั โรงเรียนมี 5 ด้าน
คือ การวางแผนการดาเนนิ งานการพฒั นาครูการบริหารบุคคลและการบริหารงบประมาณ 5) ส่ิงที่มีอทิ ธิพลต่อ
การทางานของทีมงาน SBM คือการส่ือสารการสนับสนุนและการอานวยความสะดวกโดยผู้บริหารโรงเรียน6)
ปัจจัยสาคัญต่อการตัดสินใจในโรงเรียนคือการมีส่วนร่วมของบุคลากร 7) ครูมีความรู้สึกว่าได้รับอานาจ
เนอ่ื งจากได้มีสว่ นร่วมใน SBM และไดร้ ับการสนับสนนุ จากคณะกรรมการโรงเรียนจะสง่ ผลต่อประสิทธิผลการ
บริหารโรงเรียนเป็นฐาน สุชาติ การสมบัติ (2544 : บทคัดย่อ) สมุทร ชานาญ (2546 : บทคัดย่อ) Dondero,
Grace Marie (1993 : 1607) Adler, Arnold N. (1999 : 168) ซึ่งแสดงว่าผลการดาเนินงานกระบวนการ
ปฏิรูปโรงเรียนโดยใช้การบริหารฐานโรงเรียน คุณภาพของโรงเรียนส่งผ่านปัจจัยด้านพฤติกรรมของครูใน
โรงเรียน การพฒั นาบุคคล การประเมินผลการปฏบิ ตั ิงานของบคุ คลในโรงเรยี น ประสิทธผิ ลของโรงเรียนข้ึนอยู่
กับกลมุ่ ครูทเ่ี ป็นคณะทางานและมสี ว่ นร่วมโดยตรงในการบริหารอกี ทงั้ มีระดับความพึงพอใจในการทางาน
ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะสาหรบั การนาผลการวจิ ยั ไปใช้ประโยชน์
1. ระดับกระทรวง ควรจัดวางระบบแบบแผน และดาเนินการกระจายอานาจไปยังเขตพ้ืนท่ีและ
สถานศกึ ษาใหช้ ดั เจนและเป็นรปู ธรรม
2. ระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษาควรวางข้อกาหนด รูปแบบ วิธีการ ข้ันตอนในการพัฒนาการศึกษา
เพอ่ื นาไปสู่การ3ปฏิบัตใิ นการสร้างเสริมประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลสงู สุดในการจดั การศกึ ษา
3. ระดับสถานศึกษา ควรสร้างความตระหนักและรับผิดชอบในการจัดการศึกษาของผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย (Stakeholder) เพือ่ สรา้ งความรว่ มมือในการพัฒนาการจัดการศึกษา

464 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

4. หน่วยงานระดับต่างๆ ควรกาหนดแนวทางในการพัฒนาปัจจัยด้านภาวะผู้นาทางการบริหาร
และมาตรฐานการปฏิบัติงานของครูเพราะจากผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรดังกล่าวมีความสัมพันธ์ต่อ
ประสทิ ธิภาพการจดั การศกึ ษา

5. สถานศึกษาควรพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานด้านการกระจายอานาจและการ
บรหิ ารจัดการตนเอง เพ่อื ความสะดวกคลอ่ งตวั เปน็ อสิ ระสนองความตอ้ งการของผู้เรยี น ผู้ปกครองและชุมชน
และยงั สง่ ผลทางบวกตอ่ ประสิทธิผลตอ่ การบริหารงานของโรงเรียนเพื่อใหท้ ีย่ อมรับของสงั คมและชมุ ชน

ขอ้ เสนอแนะสาหรับการวิจยั ครงั้ ต่อไป
1. นาผลการศึกษาวิจยั ครง้ั น้ีไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการศึกษาวิจยั เก่ยี วกบั รปู แบบที่ส่งเสริมหรือ
รูปแบบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกในการทาวิจัยเพื่อให้ได้รูปแบบหรือยุทธศาสตร์ส่งเสริมการทาวิจัยท่ี
ปฏบิ ตั ิไดจ้ รงิ มคี วามเหมาะสมและสอดคลอ้ งกับบริบทแตล่ ะพน้ื ท่ี
2. ควรนาปัจจัยที่ได้จากการศึกษาเชิงปริมาณในครั้งนี้ไปศึกษาต่อในเชิงคุณภาพเพ่ือให้ได้
ข้อเท็จจริงและมมุ มองเชิงลกึ ท่คี รอบคลมุ ปัจจยั ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจัดการศกึ ษา
3. ควรนาตัวแปรท่ีส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ประกอบด้วย
ด้านภาวะผู้นาทางการบริหารและด้านมาตรฐานการปฏิบัติงานของครูไปศึกษาแนวทางการพัฒนาปัจจัย
ดงั กลา่ ว
4. ควรนาปัจจัยท่ีได้จากการศึกษาครั้งน้ีไปศึกษากับประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ีมีความ
เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ในระดบั เขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาระดับจังหวดั หรอื สถานศึกษา
5. ควรศึกษาดัชนีหรือเกณฑ์ในการคานวณประสิทธิผลของการจัดการศึกษาที่มีความสอดคล้อง
และทันสมยั กับการวจิ ัยในสถานการณป์ จั จุบนั ซึ่งอาจจะส่งผลตอ่ ความสามารถในการอภิปรายความแปรปรวน
ของประสิทธิภาพของการจัดการศกึ ษาที่สูงข้นึ ได้
กิตตกิ รรมประกาศ
วทิ ยานิพนธ์ฉบบั นส้ี าเรจ็ ได้ด้วยความอนุเคราะหอ์ ยา่ งดีย่งิ จากคณะกรรมการท่ปี รกึ ษาวิทยานิพนธ์
ทั้งสองท่าน คือ อาจารย์ ดร.ไพวุฒิ ลังกา ประธานกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ และรองศาสตราจารย์
ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง กรรมการที่ปรึกษาท่ีได้เสยี สละเวลาอันมคี ่าเพ่ือให้คาปรกึ ษา แนะนาตรวจสอบแก้ไข
ข้อบกพร่องต่างๆ ของวทิ ยานิพนธด์ ้วยความเอาใจใส่อย่างดีย่ิง
ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ อาจารย์ ดร.พงศธร สิงห์พนั ธ์ ประธาน
กรรมการ และผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรียม์ าศ สุขกสิ กรรมการผูท้ รงคุณวุฒภิ ายนอก ท่ีกรณุ าตรวจสอบและ
ใหค้ าแนะนาใหว้ ิทยานพิ นธ์ฉบบั นส้ี าเร็จลงไดด้ ว้ ยดี
ขอกราบขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ รองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.อนุศักดิ์ เกตุสิริ อาจารย์ ดร.สุวิมล โพธิ์กล่ินอาจารย์ ดร.อมรรัตน์ พันธ์งาม ผู้อานวยการสุรเวศ มณีภาค
และผู้อานวยการนายเชาวลิต ขัมภรัตน์ ท่ีได้ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขเคร่ืองมือ
ท่ีใช้ในการวิจัยในคร้ังน้ี

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 465

เอกสารอา้ งอิง
ธวัช กรดุ มณ.ี การวเิ คราะหป์ ัจจัยที่สง่ ผลตอ่ ความมปี ระสิทธผิ ลองคก์ ารของโรงเรยี นทบี่ รหิ ารโดยใช้

โรงเรยี นเปน็ ฐาน สงั กัดสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน. ครศุ าสตรดษุ ฎีบณั ฑติ
สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2550.
ธรี ะ รญุ เจรญิ . การบรหิ ารโรงเรยี นยคุ ปฏริ ปู การศกึ ษา. กรุงเทพฯ: ข้าวฟา่ ง, 2550.
ปรชั ญา เวสารัชช์. ชุดฝึกอบรมครู :ประมวลสาระหลกั การจัดการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร :
หา้ งหุ้นสว่ นจากัดภาพพิมพ,์ 2545.
ประสทิ ธ์ิ เขยี วศรี. การนาเสนอแบบจาลองการพฒั นาภาวะผนู้ าของผบู้ รหิ ารโรงเรยี นทบ่ี ริหารโดยใช้
โรงเรยี นเป็นฐาน. วิทยานิพนธ์ิ ค.ด. (การบรหิ ารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑติ วทิ ยาลยั
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544.
สมทุ ร ชานาญ. การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นทีบ่ ริหารโดยใชโ้ รงเรียนเปน็ ฐาน. วทิ ยานิพนธ์ (กศด.)
มหาวิทยาลยั บูรพา, 2546.
สชุ าติ การสมบัต.ิ การศกึ ษาความสัมพันธเ์ ชงิ สาเหตุระหวา่ งองคป์ ระกอบในโมเดล กระบวนการปฏิรปู
โรงเรียนโดยใช้การบริหารฐานโรงเรยี น:การวิเคราะหแ์ ละสังเคราะห์ รายงานของโรงเรยี นใน
โครงการปฏริ ปู การเรยี นรเู้ พอื่ พฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น. วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาครุศาสตร์มหาบณั ฑิต
สาขาวิชาวิจัยการศึกษา คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2544.
สานกั งานปฏิรปู การศกึ ษา. เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาสู่การปฏิบตั ิ. กรุงเทพฯ:บริษทั พิมพด์ ีจากัด, 2545.
Adler, Arnold N.A Study of Teachers’ Perceptions of School-Based Management‘s Impact
on Teacher Empowerment. Dissertation Abstracts International. 60-11A :168,
1999.
Brown, Johnnie Anthony. An Evaluation of the Effects of School-Based Management on
Perceived Principal and School Effectiveness at a Public Middle School.
Dissertation Abstracts International.59-10A : 153, 1998.
Claybar, Kathryn Reed. School-Based Management :A Study of Organizational Change in
Decision-Making and Factors Influencing the Institutionalization of the
Process. Dissertation Abstracts International,55-06A:1431, 1994.
Dondero, Grace Marie. School–Based Management. Teacher’ Decisional Participation
Levels, School Effectiveness, and Job Satisfaction. Dissertation Abstracts
International. 54, 054: 1607, 1993.
Hair, J. F.; Anderson, R.E.; Tatham, R. L.; & Black, W.C.. Multivariate data analysis. (5th ed.).
Upper Saddle River, New Jersy : Prentice – Hall, 1998.
James, T. K. The factors affection in implementation of site – based management and
the role of the principal. Dissertation Abstracts International, 53(6), 1746-A, 1992.
Kim, Heung-Hoi.Structure, Leadership and Culture in School-Based Management School.
Dissertation Abstracts International .59-08A :192, 1998.
Wilson, Robert James. School-Based Management in Alberta: Perceptions of Public
School Leaders 1994-1997. Dissertation Abstracts International. 62-03 A.337,
2001.

466 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี

การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าชีววิทยา การคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณและ
เจตคติต่อวิชาวทิ ยาศาสตร์ นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ระหวา่ งการจดั การเรียนรู้

โดยใช้ปญั หาเป็นฐานและการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขัน้
Comparisons of Learning Achievement in Biology, Critical Thinking, and
Attitude Towards Sciences of Matthayomsuksa 4 Students Between who

Learned Based on Problem – Based Learning and Inquiry
with 7Es Approach

นฤมล โสรสาน1
สรุ ชา อมรพนั ธ2ุ์

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งน้ีจึงมีความมุ่งหมาย 1. เพ่ือพฒั นาแผนการจดั การเรยี นรู้วิชาชีววิทยาเรือ่ งระบบย่อย
อาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี4โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน ท่ีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพ่ือศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการ
จัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของ
นักเรียนระหว่างกลุ่มท่ี ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหา
ความรู้ 7 ข้ันกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม
อาเภอกระนวน จังหวดั ขอนแก่นในภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2556 จานวน 2 ห้องๆ ละ 45 คน รวม 90 คน
ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ันแบบละ9 แผน
2) แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าชวี วิทยาจานวน 40 ข้อมีค่าอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.22 ถึง
0.71 และค่าความเชื่อม่ันท้ังฉบับเท่ากับ 0.79 3) แบบทดสอบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณจานวน 30 ข้อมี
ค่าความยาก(p) อยู่ระหว่าง0.31 ถึง 0.71 ค่าอานาจจาแนก(r) อยู่ระหว่าง0.33 ถึง 0.69 และค่าความเชื่อมั่น
ทั้งฉบบั (KR-20) เท่ากับ 0.87 และ4) แบบวัดเจตคติตอ่ วิชาวิทยาศาสตร์จานวน 20 ขอ้ มีค่าอานาจจาแนก(rxy)
อยู่ระหวา่ ง0.38 ถงึ 0.67 และมคี ่าความเชอื่ มน่ั ทั้งฉบับ (α) เท่ากับ 0.89 สถติ ทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู ไดแ้ ก่
รอ้ ยละคา่ เฉลี่ยสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานและทดสอบสมมุตฐิ านดว้ ยสถติ ิ F-test (One-way MANOVA)
คาสาคญั : การจดั การเรยี นร้โู ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน, การจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น,
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน, การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ, เจตคตติ อ่ วิชาวทิ ยาศาสตร์

1หลักสูตรการศกึ ษามหาบัณฑติ สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
2คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม

ปีท่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 467

ผลการวจิ ยั พบว่า
1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน
เรื่องระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.11/77.61 และ
79.95/76.06 ตามลาดบั
2. ดชั นีประสทิ ธผิ ลของแผนการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน และการจัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ 7 ขั้นเร่ืองระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์มีค่าเท่ากับ 0.79 และ 0.73
แสดงวา่ นกั เรยี นมคี วามกา้ วหนา้ ทางการเรียนคดิ เปน็ ร้อยละ 79.49 และ 73.44 ตามลาดับ
3. นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรยี นรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน และการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ 7 ขั้นเร่ืองระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์ มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การคิด
อยา่ งมีวิจารณญาณและเจตคติต่อวิชาวทิ ยาศาสตร์ไมแ่ ตกต่างกัน

Abstract
The purposes of this study were: 1. to develop plans for learning management
based on Problem – Based Learning and inquiry with 7Es approach, entitled Digestive system
and cells dissolution of food, for Matthayomsuksa 4 level, with the required criterion efficiency of
75/75, 2. to find out the effectiveness indices of those mentioned plans for learning
management, and 3. to compare learning achievement, critical thinking, and attitude towards
sciences between those two groups of students. The sample used in this study consisted of 90
students in Matthayomsuksa 4 level which were divided in two groups, with 45 students in each
group, who studied in the second semester of the academic year of 2 0 1 3, and attending in
Srikranuanwittayakom school, Srikranuan District, Khon Kean Province, which were obtained
using the cluster random sampling technique. The instruments used for the study
comprised of : 1) two types of lesson plans based on Problem – Based Learning and inquiry
with 7Es approaches, those provided for 8 plans with 16 hours in each approach ; 2) a 40- item
test of learning achievement with discriminating powers (B) ranging 0.22 - 0.71 and a reliability
(rcc) of 0.79 ; 3) a 30 – item test of critical thinking with difficulties (p) ranging 0.31 -0.71,
discriminating powers (r) ranging 0.33 -0.69, and a reliability (KR-20) of 0.87 and, 4) a 20 – item
scales of attitude towards sciences with discriminating powers (rxy) ranging 0.38 – 0.67 and a
reliability (α) of 0.89. The statistics used for analyzing data were percentage, mean, standard
deviation, and the F-test (One-way MANOVA) was employed for testing hypothesis.
Keywords : Learning management based on Problem – Based Learning, Learning
management based on inquiry with 7Es approach, Learning achievement,
Critical thinking, Attitude towards sciences

468 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

The results of the study revealed as follows :
1 . The plans for learning management based on Problem – Based Learning and
inquiry with 7Es approaches, entitled Digestive system and cells dissolution of food, for
Matthayomsuksa 4 level showed the efficiencies of 79.11/77.61 and 79.95/76.06 respectively.
2 . The plans for learning management based on Problem – Based Learning and
inquiry with 7Es approaches, entitled Digestive system and cells dissolution of food, for
Matthayomsuksa 4 level showed the effectiveness indices of 0.7949 and 0.7344, indicating
that the students had learning progress in science at79.49and73.44 percent respectively.
3. The students who learned based on Problem – Based Learning and inquiry with
7Es approaches, entitled Digestive system and cells dissolution of food, did not reveal
different of learning achievement, critical thinking, and attitude towards sciences.
บทนา
วทิ ยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญและมีความเก่ยี วขอ้ งกับทกุ คนท้งั ในชีวติ ประจาวนั และการงานอาชีพ
ตลอดจนเทคโนโลยีเคร่ืองใช้และผลผลิตตา่ งๆทมี่ นุษย์ได้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในเรอ่ื งดังกล่าว ซ่ึงเป็นผล
ของความรูว้ ิทยาศาสตร์ผสมผสานกบั คดิ สรา้ งสรรค์และศาสตร์อ่ืนๆ สานกั งานวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา
(2551 : 1) รวมทั้งยังเสริมสร้างให้คนเราสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลท่ีหลากหลายและมีข้อมูลหลักฐาน
ส นั บ ส นุ น ท่ี ต ร วจ ส อ บ ได้ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ จึ ง เป็ น วั ฒ น ธ ร รม ข อ ง โล ก ส มั ย ให ม่ ที่ เป็ น สั งค ม แ ห่ งก า ร เรี ย น รู้
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 92) ดังนั้น วิทยาศาสตร์จึงมีความสาคัญและจาเป็นท่ีจะต้องจัดไว้ในระบบ
การศึกษาเพราะเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาประชากรให้มีคุณภาพทุกด้านท้ังด้านแสวงหาความรู้การแก้ปัญหา
การคดิ อย่างมีเหตุผลและการคิดริเริม่ สรา้ งสรรค์ที่ชว่ ยใหส้ ามารถปรับตัวให้ทนั ตอ่ สถานการณ์ท่ีเปล่ยี นแปลงไป
อย่างรวดเร็วเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบรูณ์ทั้งร่างกายจิตใจสติปัญญาความรู้และคุณธรรมมี
จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข และในพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ ได้กาหนดสาระสาคัญในการเสริมสร้างให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ ความรูวทิ ยาศาสตร์ยงั ช่วยให้ผเู้ รยี นเกดิ องค์ความรู้ มคี วามเขา้ ใจปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ละมี
การพัฒนาเทคโนโลยี ควบคูก่ บั การพัฒนาวธิ ีคิดได้แก่ การคิดเป็นเหตเุ ป็นผล คดิ สร้างสรรค์ คิดวเิ คราะห์และ
คิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งการไดม้ าของความรทู างวทิ ยาศาสตร์ต้องอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อ
ชว่ ยให้เกิดทักษะในการคน้ คว้าหาความร้คู วามสามารถในการแกปัญหาอยา่ งเป็นระบบ สามารถตดั สินใจโดยใช้
ข้อมูลหลากหลายเชิงประจักษ์ที่สามารถตรวจสอบได้รวมถึงมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นและ
จัดการขอ้ มลู ขา่ วสารความรู้ทม่ี ีคณุ คา่ (สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี2546 :1)
วิชาชีววิทยานั้นมีบทบาทสาคัญยิ่งสาหรับผู้เรียน เพราะมีความเก่ียวข้องกับคน ส่ิงมีชีวิตและ
สง่ิ แวดล้อม อีกท้ังยงั เป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีชวี ภาพ ซ่ึงเปน็ ประโยชน์ในการปรับปรุงผลผลติ ทางการเกษตร
อุตสาหกรรม การสาธารณสุข และส่ิงแวดล้อมซ่ึงทาให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีข้ึนกว่าท่ีเป็นอยู่ การจัดการ
เรียนวิชาชีววิทยามุ่งเน้นเพื่อพัฒนากระบวนการคิด จินตนาการ จิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และ
ความสามารในการแก้ปญั หา การจดั การทักษะการส่ือสารและความสามารในการตดั สินใจ สถาบันส่งเสริมการ
สอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยกี ระทรวงศึกษาธิการ (2553 : 1) อกี ทัง้ วิชาชวี วิทยายงั เปน็ การพัฒนาผู้เรียนให้
ได้รบั ความรู้ทักษะ กระบวนการและเจตคติผู้เรียนทุกคนจึงควรได้รับการกระตุ้นให้กระตือรือร้นในการเรียนรู้
มีความสงสัย เกิดคาถามในสิ่งต่างๆท่ีเก่ียวกับสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอ้ มรอบตัว มีความมุ่งมั่นและความสขุ ที่จะ
ค้นคว้าสืบเสาะความรู้รวบรวมข้อมลู วเิ คราะหผ์ ล นาไปสู่คาตอบของคาถาม สามารถตดั สินใจด้วยการใชข้ อ้ มูล

ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 469

อยา่ งมีเหตุผล สามารถส่ือสารคาถาม คาตอบ ข้อมูลและสิ่งค้นพบจากการเรียนรู้เพ่ือสื่อสารให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้
ถูกตอ้ งมีความนา่ เช่อื ถือ สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2553 : 4)

ในปจั จบุ นั สถานศึกษาจานวนมากกาลังเผชิญปัญหาชอ่ งว่างดา้ นผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนกับเกณฑ์
ที่ต้องการทั้งระดับสถานศึกษาและระดับชาติและนอกจากน้ีนักเรียนท่ีได้คะแนนต่ากว่าเพ่ือนในการประเมิน
คุณภาพผลการเรียนทุกระดับ ท่ีฉุดร้ังความสามารถของนักเรียนโดยรวมประกอบกับผลการประเมินความรู้
ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และด้านการคิดของนักเรียนในทุกระดับยังประสบกับปัญหาไม่บรรลุผลตาม
เกณฑ์ จากการรายงานการทดสอบระดบั ชาติข้ันพ้ืนฐาน (O-NET) วิชาวทิ ยาศาสตร์นกั เรียนมัธยมศึกษาปที ่ี 6
ในปีการศึกษา 2554-2555 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 27.00 และ 33.05 และมีคะแนนเฉลี่ยต่ากว่าร้อยละ 50
รวมทั้งความสนใจใฝ่รู้ความสามารถทางสติปัญญา และความเป็นนักวิทยาศาสตร์ควรได้รับการเสริมสร้างและ
สนับสนุนให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียน สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา.
(2555 : 47) จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ยังจาเป็นท่ีจะต้องได้รับการ
พฒั นาให้มคี ุณภาพยง่ิ ขึน้ อกี ทง้ั การศึกษาทางด้านทกั ษะกระบวนการคิดยังอยู่ในระดับต่ากว่าเกณฑ์ ผูว้ ิจัยเห็น
ว่าแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ท่ีมุง่ เน้นด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ยังมีความสาคัญ
ในวิชาวิทยาศาสตร์และธรรมชาตขิ องการเรียนรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์นัน้ ต้องใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เป็นส่วนสาคัญในการแสวงหาความรู้ใชค้ วามสามารถดา้ นความคดิ ใชเ้ หตุผลในการแกป้ ญั หาด้วยการพจิ ารณา
สถานการณ์อยา่ งรอบคอบเก่ียวกับข้อมูลสถานการณ์ที่ปรากฏ ข้อโต้แย้งหรือขอ้ มูลที่คลุมเครือ โดยใช้ความรู้
ความคิดและประสบการณ์ของตนเองในการตัดสินใจลงข้อสรุปท่ีสมเหตุสมผล สามารถนาไปใช้แก้ปัญหาใน
ชีวิตประจาวันได้เป็นอย่างดี จึงควรส่งเสริมผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพเกิดทักษะการคิดอย่างมี
วิจารณญาณขึ้น เพ่ือเตรียมพร้อมกับปัญหาที่จะเผชิญได้อย่างรอบคอบ สามารถแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนด้วยวิธีที่
สร้างสรรค์ รวมท้ังได้รับการฝึกและพัฒนาความคิดไปใช้พิจารณาการตัดสินใจอย่างถูกต้อง เพ่ือให้สามารถ
ดารงชีวิตอยู่ในสถานการณ์ท่ีแปรเปลี่ยนของโลกปัจจุบันและอนาคตได้สาเร็จ ซ่ึงการจัดการเรียนรู้ของ
สถานศึกษาและหน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งจึงดาเนินการฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการการเผชิญสถานการณ์
และประยุกต์ความรู้มาใชเ้ พื่อป้องกันและการแกป้ ัญหา ในการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ท่ีเหมาะสมยิ่งขึน้ ตามกรอบ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ท่ีกาหนดให้ผู้เรียนต้องเรียนและกาหนดให้จัดการ
เรยี นที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรยี นรแู้ ละค้นพบด้วยตนเองมากท่ีสดุ ผู้เรียนจึงมีส่วนร่วมในการเรยี นรู้ทุกข้ันตอนได้ทา
กิจ กรรม ห ลาก ห ลา ยทั้ งเป็ นกลุ่ มและ รายบุคคลโดยอาศั ยแห ล่ง เรียนรู้ท่ี เป็ นสาก ล แล ะท้ องถิ่ นนอ กจ าก นี้
การจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีเจตคติค่านิยมท่ีเหมาะสมต่อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและ
ส่ิงแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 21) ซึ่งการกาหนดส่ิงเหล่าน้ีจะต้องสอดคล้องกับหลักการจัด
การเรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตรธ์ รรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์และให้ความสาคญั กับผเู้ รยี นมากท่สี ดุ

จากการศึกษาองค์ความรู้และแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องในการจัดการเรียนรู้เพ่ือนามาใช้เป็นกรอบ
การแก้ปัญหาการเรียนและเสริมสรา้ งให้ผู้เรียนมีความรู้ทางปัญญาสูงข้ึนผู้วิจัยเห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้
ปัญหาเป็นฐานยังเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีสนับสนุนให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและเชื่อมโยงบริบทของ
สถานการณ์การเรียนรูท้ ุกมิติผ่านกระบวนการคิดแก้ปัญหาและค้นหาคาตอบอย่างเป็นระบบด้วยตนเองและ
ควบคู่กับกลุ่มสนับสนนุ ผ่านสถานการณ์ปัญหาประกอบการดูแลกากบั ช่วยเหลือผู้เรียนเม่ือตอ้ งการแกป้ ัญหา
จากผู้สอนหรือผู้เรียนสามารถคิดออกแบบและปรับกิจกรรมและวิธีการค้นหาคาตอบของปัญหาด้วยตนเอง
ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจความคดิ รวบยอดของบทเรยี นได้ดขี ึ้น รวมท้ังยังเปิดโอกาสให้นกั เรียนเผชิญกับ
ปญั หาในสถานการณ์ท่ัวไป และใช้ความคิดในการไตร่ตรองอย่างรอบคอบเพ่ือค้นหาหาแนวทางการแก้ปัญหา
ดว้ ยการลงมือปฏิบัติ สืบค้นด้วยตนเองและกับกลุ่มเพ่ือนให้บรรลุผล เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เปน็ ฐาน จะส่งผลใหผ้ เู้ รยี นสรา้ งความรู้จากปญั หาท่ีเผชิญอยา่ งมีความหมาย นิราศ จันทรจติ ร (2553 : 293)

470 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

ส่วนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เห็นว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีมีเป้าหมาย
เพอ่ื กระต้นุ ใหเ้ ดก็ ไดม้ ีความสนใจและทา้ ทายการเรียนอีกทั้งยงั สามารถปรับประยกุ ตส์ ิง่ ที่ได้เรยี นรไู้ ปสูก่ ารสรา้ ง
ประสบการณ์ของตนเองโดยจะเน้นการถ่ายโอนการเรียนรู้และให้ความสาคัญในการตรวจสอบความร้เู ดิมของ
ผู้เรียน ประสาท เนืองเฉลิม (2554 : 230) ซึ่งการแก้ปัญหาทางการเรียนนั้นมีหลายวิธีแต่วิธีท่เี หมาะสม ได้แก่
การจัดการเรียนท่ียึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเป็นแนวคิดที่มีมาเป็นระยะเวลานานแล้วแต่ยังไม่เกิดผลปฏิบัติ
มากเท่าที่ควรจึงได้มผี ู้แสวงหาหลกั การรูปแบบแนวทางใหม่ที่ไดร้ ับความสนใจอย่างกว้างขวาง ได้แก่ หลกั การ
จดั การเรียนรู้ทย่ี ดึ ผเู้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลางแบบวัฏจักรการเรียนรู้เป็นยุทธวธิ ีในการจดั การเรียนรู้ทเ่ี น้นผเู้ รียนสรา้ ง
องค์ความรู้ด้วยตนเองเกิดการเรียนรู้ร่วมกันและประเมินผลไปพร้อมด้วย จะเห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้
ทั้งส องแบบเป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีมีคุณ ภาพ แล ะน่าส นใจเหมาะ สาหรับการนาปรับใช้ในส ถานการณ์
การเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเพ่ือเสริมสร้างความรูค้ วามเข้าใจความสามารถ
ด้านการคิดและ เจตคติต่อวชิ าวทิ ยาศาสตร์ของผูเ้ รียนใหบ้ รรลผุ ล

จากเหตุผลและความสาคัญดังกลา่ ว ผ้วู ิจยั ในฐานะท่ีรบั ผิดชอบการจดั การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จงึ มี
ความสนใจและต้องการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อวิชา
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4 เพิ่มขึ้น ผ่านการศึกษาโดยใช้แบบแผนการจัดการเรยี นรู้โดยใช้
ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้นั เพ่ือเป็นแนวทางการเสริมสร้างการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตรท์ ่ีมีประสิทธิภาพและเป็นข้อสนเทศในการค้นคว้าวิจัยในสว่ นที่เกีย่ วข้อง ประกอบการพัฒนาการ
เรียนวิทยาศาสตร์ของผเู้ รยี นให้ประสบผลสาเร็จยงิ่ ข้ึนตอ่ ไป
วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย

1. เพ่ือพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยาเรื่องระบบยอ่ ยอาหารและการสลายสารอาหาร
ระดับเซลล์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน
ทมี่ ีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 75/75

2. เพื่อศึกษาดัชนปี ระสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรูว้ ิชาชีววิทยา เร่ืองระบบย่อยอาหารและ
การสลายสารอาหารระดับเซลล์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ 7ข้นั

3. เพ่ือเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าชวี วทิ ยา การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณและเจตคตติ ่อ
วชิ าวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ระหว่างกลุ่มท่ีได้รับการจดั การเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน
และการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
ขอบเขตของการวจิ ัย

ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากรท่ใี ช้ในการวจิ ัยคร้งั น้ี ไดแ้ ก่ นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม
อาเภอกระนวนจังหวัดขอนแก่น สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา
2556 จานวน 300 คน จากห้องเรียน 6 ห้อง ที่จัดชั้นเรียนคละความรู้ความสามารถพ้ืนฐานด้านผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นในระดับทใี่ กล้เคยี งกัน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนศรีกระนวนวทิ ยาคม
จานวน 90 คน จาก2 ห้องๆ ละ 45 คน ประกอบด้วยห้อง 4/10 และห้อง 4/8 ซ่ึงได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม
(Cluster Random Sampling) และจบั สลากห้องเรียนเพ่อื กาหนดเป็นกล่มุ ทดลองการจัดการเรียนรู้แตล่ ะแบบ

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 471

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง ใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา การคิดอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อวิชา
วิทยาศาสตร์ของนกั เรียนสองกลุ่ม สาหรบั จัดการเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ 7 ข้ัน
วิธดี าเนินการวิจัย

เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจยั เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ยั ครัง้ น้มี ี 3 ชนิด ประกอบดว้ ย
1.แผนการจดั การเรียนร้โู ดยใช้ปัญหาเป็นฐานและแผนการจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้
7ขน้ั เรอื่ งระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดบั เซลล์ ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 แบบละ9แผน ใช้เวลา
เรยี นแผนละ 2 ช่วั โมงรวมเวลาเรียนแบบละ 18 ช่ัวโมง
2. แบบทดสอบสาหรบั การจดั เก็บขอ้ มูล ประกอบดว้ ย

2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาเร่ืองระบบย่อยอาหารและการสลาย
สารอาหารระดับเซลล์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 40 ข้อมีค่าอานาจจาแนกอยู่
ระหวา่ ง 0.22 ถึง 0.71 และค่าความเชอ่ื มน่ั ทง้ั ฉบบั เท่ากบั 0.79

2.2. แบบทดสอบวดั การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ เปน็ แบบเลอื กตอบ 4 ตวั เลอื กจานวน 30 ขอ้
มีคา่ ความยาก (p) อยู่ระหว่าง0.31 ถึง 0.71 ค่าอานาจจาแนก(r) อยูร่ ะหว่าง0.33 ถงึ 0.69 และ
ค่าความเชอ่ื มัน่ ทง้ั ฉบับ(KR-20) เท่ากับ 0.87

3. แบบวัดเจตคติตอ่ วชิ าวทิ ยาศาสตร์ เป็นแบบมาตรประมาณคา่ 5ระดับจานวน 20 ข้อ
มีค่าอานาจจาแนก (rxy) อยรู่ ะหว่าง0.38 ถึง 0.67 และมีคา่ ความเชอื่ ม่นั ทง้ั ฉบับ (α) เทา่ กบั 0.89

การดาเนินการจัดเก็บข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดาเนินการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยากับนักเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการ
เรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขัน้ ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2556 จานวนกลุม่ ละ 9 แผน รวมเวลาเรียน
ท้ังหมดกลุ่มละ 18 ชั่วโมง ตามแบบแผนการวิจัยแบบก่ึงทดลอง (Quasi – Experimental Research ) และ
ใช้เครอื่ งมอื เกบ็ รวบรวมข้อมลู ก่อนและหลงั การจดั การเรียนรูท้ ัง้ 2 แบบ ดงั นี้
1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่างท้ังสองกลุ่มด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นที่ผ้วู จิ ัยสรา้ งขึ้น จานวน 40 ขอ้ ใชเ้ วลา 1 ชัว่ โมง
2. ดาเนินการทดลองจดั การเรียนรู้ตามกาหนดโดยกลุ่มนักเรียนหอ้ ง 4/10ใชก้ ารจัดการเรยี นร้โู ดย
ใช้ปัญหาเป็นฐาน และใช้กล่มุ นักเรียนห้อง4/8 ใช้จดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้7 ขั้น จานวนแบบละ 9
แผน รวมเวลาเรียนกลุ่มละ 18 ช่ัวโมงพร้อมจัดเก็บข้อมูลผลการจัดกิจกรรมระหว่างเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรม
การเรียน ผลการปฏิบัติกิจกรรมหรือผลงาน และผลการทดสอบย่อยในบางแผนเพื่อนามาวิเคราะห์
ประสทิ ธภิ าพกระบวนการของแผนการจัดการเรยี นรู้
3. ทดสอบหลังเรยี น (Posttest) หลังจากจดั การเรียนรู้ส้นิ สดุ ลงด้วยทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการ
เรียน จานวน 40 ขอ้ เวลา 1 ช่ัวโมง ซ่งึ เปน็ ฉบับเดียวกับการทดสอบก่อนเรียน
4. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จานวน 30 ขอ้ ใช้เวลา 40 นาทีและ
จดั ใหน้ กั เรยี นทาแบบวัดเจตคตติ อ่ วชิ าวทิ ยาศาสตร์ จานวน 20 ขอ้ ใช้เวลา 30 นาที

472 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู คร้ังนี้ ผวู้ ิจยั จะดาเนินการวเิ คราะห์ข้อมลู ตามความมงุ่ หมายการวิจัย ดังนี้
ตอนที่ 1 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและ
แผนการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขนั้ เร่ือง การย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดบั เซลล์
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 75/75 โดยใชส้ ูตรคานวณหาคา่ ประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรยี นรู้
ตอนท่ี 2 การวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและ
แผนการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขัน้ เร่ือง การย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดบั เซลล์
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 โดยใชส้ ตู รหาดัชนปี ระสิทธผิ ล
ตอนที่ 3 การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ
เจตคตติ ่อวิชาวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ทีไ่ ดร้ ับการจดั การเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐานและ
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน โดยตรวจสอบข้อตกลงเบื้องตน้ เกี่ยวกบั การวิเคราะห์
ความแปรปรวนพหุคูณทางเดยี วด้วยการหาความสมั พันธ์ระหว่างตัวแปรตามทั้งสามตัวก่อนทดสอบด้วยสถิติ
F-test (One-way MANOVA)
สรปุ ผลการวิจยั
ผลการวิจยั การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณและเจตคตติ ่อวิชา
วทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ที่ได้รบั การจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้นั
และการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน สรุปผลไดด้ ังนี้
1. แผนการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นและการจดั การเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน
เร่ืองระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ
79.11/77.61ซึ่งสงู กวา่ เกณฑ์ท่ตี ั้งไว้ และ 79.95/76.06เปน็ ไปตามเกณฑท์ ี่กาหนด ตามลาดับ
2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นและการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเร่ืองระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์มีค่าเท่ากับ 0.7949
และ0.7344แสดงวา่ นักเรยี นมีความกา้ วหน้าทางการเรยี นคิดเปน็ รอ้ ยละ79.49และ 73.44ตามลาดบั
3. นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ทไ่ี ดร้ ับการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ 7 ขัน้
และการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเร่ืองระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์มี
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและเจตคติต่อวชิ าวทิ ยาศาสตร์ไมแ่ ตกต่างกนั
อภิปรายผลการวิจยั
จากผลการวิจยั สามารถอภปิ รายผลได้ดงั นี้
1. ประสทิ ธภิ าพของแผนการจดั การเรียนรู้

1.1 การหาประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ันวชิ าชีววทิ ยา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.11/77.61ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ที่ต้ังไว้ หมายความว่า นักเรียนได้
คะแนนการสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนและคะแนนใบงานท้ายแผนท้ัง 9 แผน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 79.11และคะแนน
จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรียนคิดเป็น ร้อยละ 77.61 แสดงวา่ ประสิทธิภาพกระบวนการ
และประสิทธิภาพผลลัพธ์สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 ซ่ึงการที่ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้เน่ืองมาจากกิจกรรมการ
เรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ 7 ข้ัน สนับสนุนให้ผู้เรยี นได้เผชิญสถานการณ์ปัญหาหรือเหตุการณ์ท่ีต้องการให้
ผู้เรียนค้นหาคาตอบตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ปญั หาเช่อื มโยงกับความรู้
พื้นฐานและคาดการณ์คาตอบท่ีต้องการ พร้อมทั้งการตรวจสอบกระบวนการค้นหาคาตอบว่ามีความถูกต้อง

ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 473

เหมาะสมและจะต้องปรับปรงุ ทบทวนการปฏิบัตใิ นเรื่องใดบ้าง เพื่อยืนยันความถูกต้องในการค้นหาคาตอบให้มี
ความม่ันใจมากข้ึน สอดคล้องกับความเห็นของ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 17) ที่อธิบายว่า การแก้ปัญหา
ที่เหมาะสมกับธรรมชาติผู้เรียน เป็นวิธีการแนะนาผู้เรียนในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการจัดการ
เรยี นรทู้ ี่ดี จะให้ความสาคัญกระบวนการคิด กระบวนการปฏบิ ัติเพ่ือสร้างความร้ดู ้วยตนเอง สามารถนาความรู้
ที่ได้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูควรใช้วิธีการจัดกจิ กรรมให้ผ้เู รียนเกิดความอยากรู้ในการเสาะหาความรู้จาก
แหลง่ เรียนรู้ตา่ งๆ โดยจัดการเรียนร้ผู ่านกระบวนการท่หี ลากหลาย โดยเฉพาะกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
ที่มุ่งให้ผู้เรียนค้นหาความรู้ใหม่ด้วยตนเอง ท้ังน้ีกิจกรรมการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ จะช่วยจัด
ประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการสร้างความรู้อย่างมีความหมายและด้วยความท้าทายจาก
เงือ่ นไขและปจั จัยดงั กล่าวจงึ สง่ ผลให้การเรยี นรขู้ องผู้เรียนได้รับการจดั การเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพในระดับค่อนข้างสูง ดังที่ปรากฏในผลการวิจัยคร้ังนี้ ซึ่งสอดคล้องกับ
ผลการวจิ ยั ของ ปัญญฎา อินทวงศ์ (2554 : 125) ที่พบวา่ แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้
7 ขั้น วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.53/78.31 สอดคล้องกับผลการวิจัย
ของ แววยุรีใบภักดี (2553 : 138-139 ) ท่ีพบว่าแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน วิชา
วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 มปี ระสิทธภิ าพเท่ากับ 83.62/82.38 และสอดคล้องกับผลการวิจยั ของอ
ลิศราศรีสร้อย (2554 : 80-87) ที่พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นวิชา
วทิ ยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 มคี า่ เท่ากบั 89.37/80.10

1.2 การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานวิชาชีววิทยา
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.95/76.06 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกาหนด หมายความว่า
นักเรียนได้คะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนและคะแนนใบงานท้ายแผนแต่ละแผน คิดเป็นร้อยละ
79.95และคะแนนจากการทดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลงั เรียนคดิ เปน็ ร้อยละ 76.06 ซง่ึ เปน็ ประสิทธิภาพ
ของแผนการจัดการเรียนรใู้ นระดับค่อนข้างสูง การท่ีผลวิจัยปรากฏเช่นนี้อาจเนื่องมาจากกิจกรรมการเรียนรู้
ตามหลักการของการใช้ปัญหาเป็นฐาน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการเผชิญปัญหาและค้นหาคาตอบ
ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาด้วยวิธที ี่ถกู ต้องเหมาะสม ซ่ึงมที างเลือกในวิธกี ารแกป้ ัญหาทหี่ ลากหลายพร้อมกับ
มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพ่ือนหากมีข้อสงสัยหรือแก้ปัญหาไม่สาเร็จ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้กาหนดขั้นตอนหรือ
กระบวนการแก้ปัญหาในบทเรียนผ่านกิจกรรม 6 ข้ัน ได้แก่ ขั้นกาหนดปัญหา การทาความเข้าใจกับปัญหา
การศึกษาค้นคว้า การสังเคราะห์ความรู้ การสรุปประเมินคาตอบ การนาเสนอและประเมินผลงานนักเรียน
สอดคล้องกับความเห็นของ Parke & Gauvain (2009 : 334) ที่อธิบายว่า กระบวนการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์
ปัญหาจะช่วยเสริมสร้างโอกาสและให้ความเป็นอิสระในการแก้ปัญหา สนับสนุนการระบุเป้าหมายในการปฏิบัติ
และค้นหาคาตอบให้บรรลุผล ผ่านการออกแบบรายละเอียด ขั้นตอนหรือวิธีการเพื่อให้สามารถบรรลุ
ความสาเร็จในการค้นหาคาตอบดังกล่าว โดยจะจัดระบบการแก้ปัญหาให้เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมาย
ท่มี ปี ระสิทธิภาพ ดงั น้ัน กระบวนการเรยี นรู้ผ่านสถานการณ์ปญั หายังช่วยกระตุ้นจูงใจใหผ้ ู้เรียนมคี วามอยากรู้
อยากเรียน มคี วามเข้าใจและเห็นคณุ ค่าในส่ิงท่ีตนเองเรียนรมู้ ากขึ้น และเป็นเงื่อนไขส่งผลช่วยเสริมสร้างเจต
คติต่อการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนอีกทางหนึง่ ด้วยจากเง่ือนไขปัจจัยดงั กล่าวจงึ ส่งผลให้นักเรียนมีผล
การเรียนระหว่างเรยี นและหลังเรียนอยูใ่ นระดับค่อนข้างสงู ดงั ผลทีป่ รากฏผลในการหาประสทิ ธิภาพของการ
จัดการเรียนรู้คร้ังน้ี ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของอุไร คามณีจันทร์ (2552 : 97) ที่พบว่า แผนการจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน วิชาวิทยาศาสตร์ มีประสทิ ธิภาพเทา่ กบั 84.03/83.54

2. ดัชนีประสทิ ธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้
2.1 ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน วิชาชีววิทยา

ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4มีค่าเท่ากับ 0.7949 หรือนักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 79.49

474 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

การที่ผลการวิจัยปรากฏเช่นนี้เนื่องมาจาก การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน ได้คานึงถึง
ความสาคัญในการตรวจสอบความรู้เดิมของผู้เรียน และเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีลาดับขั้นตอนต่อเน่ืองเป็น
ระบบ โดยจัดกจิ กรรมทเ่ี น้นผเู้ รียนสนใจและท้าทายการคิดหาคาตอบ รวมท้ังยังสามารถประยุกต์ใช้แบบแผน
ทไ่ี ด้เรียนรไู้ ปสปู่ ระสบการณข์ องตนเอง ซงึ่ การสบื เสาะความรู้ เป็นวธิ กี ารจัดการเรยี นรทู้ ี่ใหค้ วามสาคญั กับการ
สร้างความคิดรวบยอด บนพื้นฐานของความแข็งแกร่งและเชื่อถือได้ ที่นาไปสู่ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้าน
เนื้อหาและการพัฒนาความสามารถด้านการให้เหตผุ ล โดยทวั่ ไปในการเรยี นรเู้ พ่ือเสริมสร้างความคิดรวบยอด
มักจะให้ความสาคัญกับการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด ใช้คาถามและสารวจค้นหาความคิดในสถานการณ์ต่างๆ
และการสืบเสาะความรู้ต้องการให้ผู้สอนสนับสนุนผู้เรียนค้นพบเน้ือหาสาระสาคัญในบทเรียนด้วยการสารวจ
และการค้นหาคาตอบด้วยการคิดอย่างมีวิจารณญาณ Good & Brophy (1994), cited in Lasley II et al. (2002 : 142)
รวมทั้ง Henson (1996 : 75) ได้อธิบายการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ไว้ว่า เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อ
เสรมิ สร้างความเข้าใจของผู้เรียน ท่ีจัดให้ผู้เรียนได้อธิบายเหตุการณ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลุ่มลึก ผู้เรียน
ได้สนทนาเกีย่ วกับประสบการณ์ของตนผ่านกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ รวมทง้ั จัดให้ผู้เรียนไดอ้ ธบิ ายและประยุกตใ์ ช้
ความรู้ความคิดรวบยอดในแนวทางที่หลากหลาย จากเงอื่ นไขและปัจจยั ดังกล่าว จงึ ส่งผลให้ดัชนปี ระสิทธิผล
ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ มีค่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ
ปัญญฎา อินทวงศ์ (2554: 125)ที่พบว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน มีดัชนี
ประสิทธิผลเท่ากับ 0.6891แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 68.91 คล้องกับผล
การศึกษาของ แววยุรี ใบภักดี (2553 : 138-139) ทีพ่ บว่า ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจดั การเรียนรแู้ บบสืบ
เสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง ส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดลอ้ มช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 มีคา่ เท่ากับ 0.5982 และสอดคล้อง
กับผลการวิจัยของ อลิศรา ศรีสร้อย (2554 : 87) ที่พบว่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้แบบวัฎจักร
การเรยี นรู้ 7 ขั้นมีคา่ เทา่ กบั 0.6971

2.2 ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4
มคี ่าเทา่ กบั 0.7344 หรือนักเรยี นมคี วามกา้ วหนา้ ในการเรียนคิดเปน็ ร้อยละ 73.44 ทป่ี รากฏผลการวิจยั เช่นนี้
เนอ่ื งมาจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ได้ออกแบบกิจกรรมการเรยี นทีช่ ่วยกระต้นุ ให้ผู้เรียนสร้าง
ความเข้าใจปัญหาและมูลเหตุของปัญหา แล้วคดิ หาแนวทางหรือกลไกการแก้ปัญหาน้ันด้วยการค้นหาความรู้
พื้นฐานที่เก่ียวข้องกับปัญหาเพื่อนาไปสู่การค้นหาคาตอบตามแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งตรวจสอบ
คาตอบท่ไี ด้จากการแกป้ ัญหาดังกล่าว เพ่ือยืนยันความถูกต้องให้มีความม่ันใจในกระบวนการแก้ปญั หามากขึ้น
ซ่ึง Hall, Quinn, & Gollnick (2014 : 401) เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐาน
เป็นกจิ กรรมทม่ี ุ่งใหผ้ เู้ รยี นค้นหาคาตอบของสถานการณ์ปญั หา ดว้ ยกระบวนการปฏบิ ตั จิ ริง ท่ีช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิด
ความเข้าใจการสร้างความหมายของเหตุการณ์ที่ปฏิบัติและกระทาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนผ่าน
ประสบการณ์ ที่ผู้เรียนได้นาความรู้ที่มีอยู่มาจัดระบบโครงสร้างหรือแบบแผนทางความคิดใหม่ เมื่อได้เผชิญ
สถานการณ์ปัญหานั้น เป็นกิจกรรมที่นาผู้เรียนประสบผลสาเร็จ ผ่านการสร้างผลผลิตทางกายภาพหรอื ด้าน
สติปัญญา ทาให้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้มีประโยชน์และคุณคา่ เหมาะสมสาหรบั การเรียนรู้ของผู้เรียน และ
สง่ ผลต่อความสามารถการคิดแก้ปัญหาและผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเพิม่ ขนึ้ จากเง่อื นไขและปัจจัยดังกล่าวจึง
ส่งผลให้ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการวิจัย มีค่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูง
ซ่ึงสอดคล้องกับผลการวิจัยของ อุไร คามณีจันทร์ (2552 : 107) ท่ีพบว่า ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัด
กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน วิชาวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 มีค่าเทา่ กับ .7476

3. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น และ
การจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานเร่อื งระบบยอ่ ยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์มีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น การคิดอย่างมวี จิ ารณญาณและเจตคติต่อวิชาวทิ ยาศาสตร์ไมแ่ ตกตา่ งกันการทปี่ รากฏผลของการ

ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 475

วิจัยเช่นน้ี เนื่องมาจากบริบทการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งสองกลุ่มมีกิจกรรมสาคัญที่นักเรียนสัมผัสและ
ปฏบิ ัตริ ะหว่างเรยี น ได้สง่ ผลต่อการเสรมิ สร้างผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น การคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ และเจตคติ
ตอ่ วิชาวิทยาศาสตรใ์ นระดบั ใกลเ้ คยี งกัน ซง่ึ ผู้วจิ ยั ไดอ้ อกแบบกจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
ไว้ 7 ข้ัน ประกอบด้วย ขั้นตรวจสอบความรู้เดิม ขั้นสร้างความสนใจ ข้ันสารวจและค้นหา ขั้นอธิบายความรู้
ข้ันขยายความรู้ ขั้นประเมินผล และข้ันประยุกต์ใช้ความรู้ ขณะที่การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ข้ัน ได้แก่ ข้ันกาหนดปัญหา ขั้นทาความเข้าใจกับปัญหา ขั้นดาเนินการ
ค้นคว้า ข้ันสังเคราะห์ความรู้ ขั้นสรุปประเมินคาตอบ และข้ันนาเสนอและประเมินผลงาน หากเม่ือพิจารณา
สาระสาคัญของกิจกรรมการเรียนทั้งสอบแบบท่ีนามาใช้กับผู้เรียน จะมีลักษณะที่ส่งผลต่อการเรียนวิชา
วทิ ยาศาสตรข์ องผู้เรยี นในระดับที่ใกล้เคียงกัน เพราะเป็นกิจกรรมทไ่ี ด้จัดใหผ้ ู้เรียนเผชิญเหตกุ ารณ์ปัญหาหรือ
สถานการณ์บทเรียนในเบื้องต้นเช่นเดียวกัน และให้ปฏิบัติค้นหาคาตอบหรือแนวทางแก้ปัญหาในบริบท
ท่ีเช่ือมโยงกบั ประสบการณ์ความรู้พื้นฐาน จากนั้นให้นกั เรยี นอธบิ ายผลการปฏิบัติหรือการแกป้ ัญหา เพ่ือสรุป
สร้างความเข้าใจ เพียงแต่กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบสืบเสาะความรจู้ ะเพ่ิมการประยุกตใ์ ช้ความรู้ในสถานการณ์
อน่ื ท่ีเกี่ยวข้อง ในลักษณะของตัวอย่างการใช้ความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับเนื้อหาในบทเรียนประกอบการวิจัย
คร้ังน้ี ได้แก่ เรื่องระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์ ยังไม่มีความซับซ้อนท่ีจะต้องจัด
กจิ กรรมเสริมให้ผู้เรยี นเกิดความลุ่มลึกในองค์ความรู้มากกว่านี้ จึงเป็นเง่ือนไขสง่ ผลให้นักเรียนทั้งสองกลุ่มมี
พฒั นาการด้านผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ไม่แตกต่าง
กัน ดังความเห็นเก่ียวกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ของ Suchman (1962), cited in Joyce,
Weil & Calhoun (2010 : 177) ที่ให้ความสาคัญกับกระบวนการค้นหาคาตอบด้วยวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน
มากกว่าการได้คาตอบทเ่ี ปน็ เนอื้ หาในบทเรยี น โดยผูส้ อนจะจดั สถานการณแ์ บบปลายเปิดไวเ้ พือ่ จูงใจให้ผเู้ รียน
ต้องการค้นหาคาตอบควบคู่กับการใช้คาถามและกิจกรรมการสารวจหาความรู้ กิจกรรมดังกล่าวจะช่วย
เสรมิ สร้างให้ผูเ้ รยี นเข้าใจกรอบโครงสรา้ งองคค์ วามรทู้ ี่เปน็ นามธรรมได้ถ่องแท้ โดยเฉพาะวธิ ีการคดิ ที่สามารถ
จาแนกข้อเทจ็ จริง ความคดิ เหน็ ค่านยิ ม และการคดิ ในเชงิ อตั วิสยั (subjectivity) และการคิดในเชิงวัตถุวสิ ยั ท่ี
ยึดความถูกต้องของข้อมูลหลักฐานสนับสนุนขณะท่ี Stripling & Hughes-Hassell (2003 : 4) เห็นว่าการ
จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ เป็นกระบวนการเรยี นรู้ทมี่ ีมาตรฐาน ทีเ่ ริ่มจากการจัดให้ผู้เรียนรู้จักคาถาม
สร้างความสนใจในปญั หาดังกล่าว โดยเฉพาะประเดน็ ท่ียังไม่เข้าใจแล้วคน้ หาคาตอบ เพ่ือสรา้ งความเขา้ ใจใหม่
และส่อื สารสร้างความเขา้ ใจร่วมกับผู้อนื่ ด้วยความกระตือรอื รน้ และสนใจที่จะเรยี นรู้ในการแกป้ ัญหาใหป้ ระสบ
ผลสาเร็จ อีกทั้ง Demir&Abell (2010 : 731) เห็นว่ากระบวนการสืบเสาะความรู้ เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียน
ค้นหาความรู้หรือคาตอบด้วยตนเอง ผ่านการใช้ปัญหาแบบปลายเปิด ที่จะจูงใจให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้
โดยการนาพาตนเองในการเรยี นรูเ้ นื้อหาในบทเรียนใหบ้ รรลุผลด้วยความเขา้ ใจ ซึ่งการจดั การเรียนรู้ตามกรอบ
แนวคิดน้ีจะสง่ ผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและเจตคตติ ่อวิชาวิทยาศาสตร์ท่ีได้ผล
ค่อนข้างมาก ขณะท่ีกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน จะให้ความสาคัญและสนับสนุนให้ผู้เรียน
แก้ปัญหา ด้วยกระบวนการค้นหาคาตอบตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ โดยวิเคราะห์เส้นทางวธิ ีการปฏิบัติ
เพื่อดาเนนิ การให้บรรลุเป้าหมายท่ีตอ้ งการ เนื่องจากการแกป้ ัญหาในสถานการณ์ทวั่ ไปผเู้ รยี นไมส่ ามารถคิดหา
วธิ ีแกป้ ัญหาที่ถูกต้องมีคุณภาพได้รวดเร็ว จึงจาเป็นจะต้องคิดไตร่ตรองใชก้ ระบวนการคิดแก้ปัญหาในระดับสูง
ซึ่งกระบวนการแก้ปัญหาท่ีดีนักเรียนจะต้องคดิ ให้เหตผุ ลประกอบเพื่อคน้ หาคาตอบให้ประสบผลสาเร็จและมี
ความถูกต้อง Eysenck & Keane (2010 : 463)นอกจากนี้กระบวนการแก้ปัญหายังสนับสนุนให้ผู้เรียน
วิเคราะห์ทาความเข้าใจ ค้นหาแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลท่ีเก่ียวข้องด้วยความเข้าใจใน
ประเด็นปญั หาให้สามารถมองเหน็ แนวทางการคน้ หาคาตอบท่ีชัดเจน และมีความหมาย สาหรบั การแกป้ ัญหา
ในครั้งน้ัน Mumford et al (2012 : 9) จากเหตุผลและเงื่อนไขดังกล่าว จึงอาจส่งผลให้ผู้เรียนท่ีได้รับการ

476 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

จดั การเรียนรู้ทั้งสองแบบในวิชาชีววทิ ยา มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อ
วิชาวิทยาศาสตร์ไม่แตกต่างกนั
ขอ้ เสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้
1. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น และการจัดการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็น
ฐาน สามารถนาไปปรับใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนวชิ าชีววิทยา ให้บรรลุผลในด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
การคิดอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์โดยพิจารณากาหนดตามประเด็นตัวแปรท่ีปรากฏ
ในผลการวิจยั คร้ังน้ี
2. ครคู วรจัดกิจกรรมใหน้ กั เรยี นได้ลงมือปฏิบตั ิจริงและมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมมากทส่ี ุดท่ัวถึงทุกคน
โดยให้นักเรยี นได้ใช้ทกั ษะกระบวนการในการคน้ หาความรู้ เพือ่ ใหส้ ามารถค้นพบความรู้ และสรุปความคิดรวบ
ยอดหรอื องค์ความรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง
3. ควรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เป็นกันเองกับนักเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มี
ปฏสิ ัมพันธ์กับเพ่อื นและมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมการเรยี นทุกขัน้ ตอน
4. ครูควรมีการเสริมแรงให้กับนักเรียนเพื่อจะทาให้นักเรียนกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น และ
เป็นการเพ่มิ ความมัน่ ใจให้กับนกั เรยี น
ข้อเสนอแนะในการทาวิจัยคร้ังต่อไป
1. ควรนากลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ข้ัน และการจัดการเรียนรู้
โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน รวมท้ังแนวคิดกลวิธกี ารจัดการเรียนรแู้ บบอื่นทน่ี ่าสนใจ ไปปรับใช้และประยุกต์ใช้ศึกษา
ประกอบการวจิ ยั กบั รายวิชาชวี วิทยา หรือกับนกั เรียนในระดบั ชนั้ อนื่ ๆ
2. ควรศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามเง่ือนไขปัจจัยดังกล่าว ท่ีมีผลต่อตัวแปรตามอ่ืนท่ีน่าสนใจ
ได้แก่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิทางการเรียนการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์ เจตคติเชิงวิชาวิทยาศาสตร์ทักษะชีวิต
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ความฉลาดทางอารมณ์ และความเชอื่ มน่ั ในตนเอง ในโอกาสตอ่ ไป
กิตตกิ รรมประกาศ
วิทยานิพนธฉ์ บับน้ีดาเนินการได้สาเร็จสมบรู ณ์ด้วยความกรณุ าและความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก
รองศาสตราจารย์ สุรชา อมรพันธุ์ อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก รองศาสตราจารย์ วิโรจน์ มุทุกันต์
อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์รอง รองศาสตราจารย์ ดร.นิราศ จันทรจิตร ประธานกรรมสอบวิทยานิพนธ์
อาจารย์ ดร.ธนดล ภูสีฤทธิ์ และอาจารย์ ดร.สุวิมล โพธิ์กลิ่น กรรมการสอบ ท่ีได้กรุณาให้คาปรึกษา แนะนา
ตลอดจนช่วยแกไ้ ขข้อบกพร่องต่างๆ ในเล่มรายงานการวจิ ยั ตง้ั แต่ต้นจนสาเร็จ ผู้วิจยั ขอกราบขอบพระคุณเป็น
อยา่ งสงู ไว้ ณ ที่น้ี
เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มอื การจัดการเรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์องคก์ าร
รับส่งสนิ คา้ และพสั ดุภณั ฑ์ , 2545.
กระทรวงศึกษาธิการ. ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลางกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรต์ ามหลกั สตู ร
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย จากัด, 2551.
นิราศ จันทรจิตร. การเรยี นรู้ ดา้ นการคดิ . มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2553.

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 477

ประสาท เนอื งเฉลมิ . วจิ ยั การเรียนการสอน. มหาสารคาม: สานักพิมพ์ มหาวทิ ยาลยั มหาคาม, 2554.
ปัญญฎา อินทวงศ์.การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและเจตคตเิ ชงิ วิทยาศาสตร์ของนกั เรียนชน้ั

มธั ยมศึกษาปีที่ 4 โดยประยกุ ตใ์ ช้ทฤษฎีพหุปญั ญาระหวา่ งการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบสบื
เสาะหาความรู้ 5 ขนั้ และการจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขน้ั .วทิ ยานิพนธ์
กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม , 2554 .
พิมพันธเ์ ดชะคุปต์. การเรียนการสอนทเ่ี นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคญั : แนวคดิ วิธีและเทคนคิ การสอน 1.กรุงเทพฯ :
เดอะมาสเตอรก์ รุ๊ปแมเนจเมน้ ท์, 2544.
สานกั งานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา.รายงานการประเมินของสานกั งานรบั รอง
มาตรฐานและประเมินคณุ ภาพการศกึ ษา.กรงุ เทพฯ :โรงพิมพ์ สกสค., 2555.
แววยุรี ภกั ดใี บ.ผลการจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ 7 ขนั้ เร่ืองส่งิ มีชวี ติ กบั ส่ิงแวดล้อมชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2553.
สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีกระทรวง ศกึ ษาธิการ.การจัดสาระการเรียนรู้กลมุ่ .
วิทยาศาสตรห์ ลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2544.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรสุ ภา
ลาดพรา้ ว, 2546.
. ค่มู อื ครู รายวิชาพ้นื ฐานชีววทิ ยา สาหรับนกั เรยี นทเ่ี น้นวิทยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ : พิมพ์ท่โี รง
พิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว, 2553 .
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา.ตวั ชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตรต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : โรง
พิมพ์ชุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากัด, 2551.
อลศิ ราศรสี ร้อย.การเปรยี บเทยี บความสามารถในการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและ
เจตคตติ อ่ การเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ท่ีเรยี นร้แู บบวฏั จกั รการ
เรียนรู้ 7 ขน้ั การเรยี นรแู้ บบการใชป้ ญั หาเปน็ ฐานและการเรียนรู้แบบปกติ.วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม.
มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,2554.
อุไร คามณีจันทร.์ การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นความสามารถในการแกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตร์
และเจตคตติ อ่ การเรียนวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ระหว่างการจดั การ
เรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (PBL)กับการจดั การเรยี นรแู้ บบวัฏจักรการสบื เสาะหาความรู้ 5
ขนั้ . วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2552.
Cohen, Louis, Lawrence Manion, Keith Morrison, & Dominic Wyse. A Guide to Teaching
Practice. 5th ed. London :Routledge, 2010.
Demir, A., &Abell, S. K. “Views of inquiry: Mismatches between views of science education
faculty and students of an alternative certification program,” Journal of
Research in Science Teaching. 47(6) : 716-741, 2010.
Eysenck, Michael W. & Keane, Mark T. Cognitive Psychology : A Student’s
Handbook. 6thed. New York : Psychology Press, 2010.
Hall, Gene E., Linda F. Quinn, & Donna M. Gollnick. Introduction to Teaching : Making a
Difference in Students Learning. Thousand Oaks, CA : SAGE, Publication ;Inc.
2014.
Henson, Kenneth T. Methods and Strategies for Teaching in Secondary and Middle
Schools. 3rded., White Plains, N.Y. : Longman, 1996.

478 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

Joyce, Bruce ; Marsha Weil ; Emily Calhoun. Models of Teaching. Boston MA : Pearson
Education, Inc., 2010.

Lassey II, Thomes J, ThomasJ.Matczynski, & James B. Rowley. Instructional Models :
Strategies for Teaching in a Diverse Society. 2nded., Belmont CA : Wadsworth,
2002.

Mumford, Michael D. “Creativity in Organizations : Importance and Approaches,” Handbook
of Organizational Creativity.Edited by Michael Mumford.Boston : Elsevier Inc.
p.3–11., 2012.

Parke, R. D. &Gauvain, M. Child psychology : A contemporary viewpoint. 7thed. Boston :
McGraw-Hill, 2009.

Stripling, B. K., & Hughes-Hassell, S. Curriculum connections through the library. Libraries
Unlimited Inc., 2003.

ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 479

480 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี

กลวธิ ีการสร้างเครื่องแต่งกายทางด้านนาฏศิลป์ไทยของอาจารย์ธารีพรสังขมรรธร
Thai Dance Costume Design Techniques
by ThareepornSangkamathtorn

นันทิตา พึง่ พงษ์1
สุภาวดี โพธเิ วชกุล2

บทคดั ย่อ
การศึกษากลวิธีการสร้างเครื่องแต่งกายทางด้านนาฏศิลป์ไทยของอาจารย์ ธารีพรสังขมรรธรมี
วัตถุประสงค์เพ่ือ 1. ศึกษาลักษณะผลงานการสร้างเคร่ืองแต่งกายของอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรและ
2. ศึกษาแนวคิดและกลวิธีการสร้างเครื่องแต่งกายของอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรโดยมีขอบเขตเน้ือหาเฉพาะ
ผลงานการออกแบบองค์ประกอบต่างๆในชุดเครื่องแตง่ กายนาฏศิลปไ์ ทยสวนสนุ ันทาท่ีอาจารยธ์ รีพรไดส้ รา้ งไว้
ให้แก่ภาควิชา ได้แก่ 1) ผ้าสะพักบ่า 2) กรองคอ 3) ห่มนาง 4) ผ้านุ่งโขมพัสตร์ซ่ึงอุปกรณ์เครื่องแต่งกาย
ดังกล่าวได้รับคัดเลือกออกนาแสดงอยู่บ่อยคร้ังมากกว่าเครื่องแต่งกายชุดอ่ืนๆและในชิ้นงานดังกล่าว
ยังมีรายละเอียดเทคนคิ การสรา้ งเครือ่ งแต่งกายของการออกแบบทง้ั ในเรือ่ งลวดลายในเรอื่ งของการปัก
ผลการศกึ ษา พบวา่
แนวคดิ และกลวิธีการสร้างเครื่องแตง่ กายอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรได้ใช้โครงสรา้ งเครือ่ งแตง่ กาย
นาฏศลิ ป์ไทยแบบกรมศลิ ปากรหรือเคร่ืองแตง่ กายท่ีมมี าแต่เดิมนามาออกแบบให้มีความเหมาะสมกบั การแสดง
จึงได้ปรับเปล่ียนในการออกแบบวัสดุในการปักลวดลายท่ีหาซ้ือได้ง่ายใช้ผ้าหลากชนิดกันในแต่ละแบบ
เพอื่ ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดระยะเวลาในการทาผ้าโขมพัสตร์อาจารย์ธารีพรได้นาส่วนต่างๆ มาตัดต่อลายให้
กลายเป็นผ้านุ่งผนื ใหม่ทต่ี ่างไปจากผ้าลายเดมิ ส่วนผ้าสะพักบ่าอาจารย์ธารพี รได้แนวความคดิ ในการออกแบบ
ทาเครอื่ งแตง่ กายผา้ สะพักบ่าโดยนาเนื้อหาเครือ่ งแต่งกายของเจ้านายสวนสุนันทามาศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของสวนสุนันทาโดยใช้เปน็ ลายดอกแก้วเจ้าจอมซ่ึงเป็นดอกไม้
ประจาสวนสุนนั ทาแทนลายกนกหรอื ลายประจายามซ่ึงใชก้ ันทั่วไปโดยออกแบบใหม้ ีลายดอกแก้วเจ้าจอมเป็น
ลายเครือเถาเชอ่ื มต่อกนั ทัง้ ผนื ส่วนหม่ นางเปน็ เครอื่ งแต่งกายท่ีอาจารย์คมศรธนธรรมเมธไี ดส้ ร้างขน้ึ ใหม่แตย่ ังมี
บางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์สาหรับตัวนางลายของผ้าห่มนางหยาบไม่ค่อยละเอียดจึงทาให้ไม่สวยมากนักจึงได้คิด
ลวดลายเพ่อื ปักลูกปัดและเลื่อมลงไปบนหม่ นางให้เกดิ ความงามยิ่งขึน้
คาสาคัญ : กลวิธี, นาฏศลิ ป์ไทย

1ปริญญามหาบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสุนันทา
2ประจาสาขาวชิ าศลิ ปะการแสดง (นาฏศลิ ปไ์ ทย) คณะศลิ ปกรรมศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา

ปที ่ี 17 ฉบับท่ี 3 (กนั ยายน - ธนั วาคม 2560) 481

Abstracts
The study of Thai costume dance techniques by ThareepornSangkamathtorn aimed
to 1. study the characteristics of costume creation by Thareepornsangkamathtorn and 2. The
costume design method of Thareepornsangkamathtorn g with the content. Only the design
elements in the Thai costume dance SuanSunandha. At the teacher Throne. Created for the
department include: 1) cloth shoulder 2) neck filter 3) blanket 4) The costume accessories.
More often than not, the cast is more often cast than the costume, and the specimen also
details the costume design techniques of the design. In the pattern In the matter of
embroidery.
The research findings were as follows :
The study found that the concept and strategy of costume creation. Thareepornsangkamathtorn has
used the traditional Thai dance costume as a department of fine arts or costume. Designed to fit
the show. It has been modified in design. Embroidery materials are easy to find. Use a variety of
fabrics in each. To save money And reduce the time to do. Clothespotting teacher Thareeporn
I have to cut the pieces. To become a new outfit from the original fabric. Cloth shoulder Teacher
Thareeporn The concept of costume design is a mustache. By wearing the costumes of the boss
SuanSunanta to study. The purpose is to organize Thai dance performances. The unique of
SuanSunandha.By using a glass of chamomile. It is a flower of the garden. Or a regular pattern.
By design, the flowers are a pattern of flowers, vineyards connected to each other. The cloak is
the costume that Professor KomsornTanathametee has created. But there are some that are
still incomplete. For the lady of the blanket she is not very rough, so it is not very pretty.
So I thought of the pattern to put beads and sequins into her cloak to be more beautiful.
Keywords : Techniques, Thai Dance

บทนา
การแต่งกายของนาฏศิลป์ไทยมีจารีตแบบแผนกาหนดตายตัวโดยเฉพาะนาฏศิลป์ในราชสานัก

จาพวกโขนละครในระเบงกุลาตไี ม้เป็นต้นตั้งแตอ่ ดีตถงึ ปัจจุบันนาฏศิลป์ไทยมีการพัฒนารูปแบบเครื่องแต่งกาย
มาโดยตลอดเพ่ือให้เกิดความสวยงามเหมาะสมตามยุคสมัยดังนั้นการออกแบบสร้างสรรค์เคร่ืองแต่ งกาย
ทางด้านนาฏศิลป์จึงมิใช่เรื่องแปลกใหม่แต่กลวิธีและแนวคิดการออกแบบเคร่ืองแต่งกายนั้นกลับเป็นส่ิงท่ี
น่าสนใจในการศึกษาเสมือนการออกแบบเพื่อหาเอกลักษณ์ให้กับคณะละครหรือหน่วยงานของตนให้เกิดมี
รปู แบบเฉพาะ

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเป็นสถานศึกษาที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของไทยกาเนิดข้ึนโดยพระราช
ประสงค์ของรชั กาลที่ 5 ให้เป็นเขตพระราชอุทยานในพระราชวังดุสิตมาแต่เดิมและเป็นที่ประทับของเจา้ จอม
มารดาและข้าราชบริพารต่อมาได้เกิดโรงเรียนในพระราชฐานสวนสุนันทาคือโรงเรยี นนิภาคารและต่อมาเป็น
โรงเรยี นสวนสุนันทาวทิ ยาลัยวทิ ยาลัยครูสวนสุนันทาสถาบนั ราชภัฏสวนสุนนั ทาและมหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวน
สุนันทาตามลาดับ ศริ วิ ัฒน์ ขาเกดิ (2558 : 1-2) การแสดงนาฏศิลปข์ องสวนสุนันทาเรม่ิ ตน้ ตงั้ แตย่ ังมฐี านะเป็น
ที่ประทับของเจ้านายฝ่ายในช่วงปีพ.ศ. 2493-2515 ซ่ึงเป็นช่วงท่ีคุณหญิงกรองแก้วปทุมานนท์รับหน้าท่ีเป็น

482 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาคณุ หญิงกรองแก้ว ไดจ้ ัดให้มกี ารแสดงละครประจาปอี ย่างต่อเนอ่ื งการแสดงละครดงั กลา่ ว
ทาให้นาฏศิลป์สวนสุนันทาเป็นที่รู้จักและเป็นท่ียอมรับของบุคคลภายนอกมากขึ้นจนสามารถเปิดหลักสูตร
ปริญญาตรนี าฏศิลปเ์ ป็นแห่งแรกของประเทศ เรือ่ งเดียวกัน (2558 : 277)

การแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยของสวนสนุ นั ทาเน้นการสร้างสรรค์ราระบาและละครชุดใหม่ๆส่วนมากเป็น
ละครพันทางและละครนอกเนื่องจากละครและการแสดงดังกลา่ วสามารถที่จะปรบั เปลี่ยนรูปแบบการแสดงได้
สะดวกตัดทอนบทละครสอดแทรกมุกตลกได้รวมถึงการออกแบบเครอ่ื งแต่งกายยังสามารถทาได้หลากหลาย
กว่าการแสดงละครในหรือโขนสาหรับด้านเครื่องแต่งกายแต่เดิมในสมัยคุณหญิงกรองแก้วฯเป็นผู้บริหาร
สถานศึกษาอาจารย์ทองย้อยเครือวัลย์ (ถึงแก่กรรม) เป็นผู้ดูแลการออกแบบเครื่องแต่งกายต่อมาเป็น
อาจารย์ธารีพรสังขมรรธรและอาจารย์ศากุลเมืองสาครช่วยกันดูแลการออกแบบและสร้างเครอื่ งแต่งกายการ
แสดงของสวนสุนันทาสืบมาจนอาจารย์ธารีพรเกษียณอายุราชการ (พ.ศ.2554) และอาจารย์ศากุลเป็นผู้ดูแล
ต่อมาจนถงึ ปจั จุบัน ศากุลเมอื งสาคร, สัมภาษณ์มกราคม 14 (2559 : 24)

อาจารย์ธารีพรสังขมรรธรเข้ารับราชการท่ีวิทยาลัยครสู วนสุนันทาในปี พ.ศ.2515 ดารงตาแหน่ง
อาจารย์ประจาสาขาวิชานาฏศิลป์ไทยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาปัจจุบันท่านเกษียณอายุราชการ
ในปี พ.ศ.2545 อาจารย์ธารีพรมีความชอบทางด้านงานประดิษฐ์เย็บปักถักร้อยและชอบออกแบบเครื่องแต่งกาย
ท่านไดร้ ับช่วงดแู ลการออกแบบและสร้างเครอ่ื งแต่งกายการแสดงของสวนสนุ ันทาต่อจากอาจารยท์ องยอ้ ยเครือวัลย์
ที่เกษียณอายรุ าชการไปในปี พ.ศ.2528 ลักษณะงานออกแบบของท่านเน้นโครงสร้างเครือ่ งแต่งกายนาฏศิลป์
แบบเดิมแต่แตกต่างด้วยวัสดุลวดลายรวมถึงมีวิธีการพลิกแพลงการสร้างเครื่องแต่งกายต่างๆ เช่น กรองคอ
มกี ารถักเม็ดลูกปดั และเล่ือมเป็นลักษณะตาข่ายซึ่งแตกตา่ งกับกรองคอนาฏศิลป์ไทยทั่วไปท่ีเปน็ ผ้าแล้วปักดิ้น
โปรง่ หรืออัญมณีลงไปการออกแบบลวดลายสไบสาหรับตัวนางเป็นลายดอกแก้วเจ้าจอมซ่ึงเป็นดอกไม้ประจา
สวนสนุ นั ทาแทนลายกนกหรือลายประจายามซ่ึงใช้กนั ทั่วไปโดยออกแบบให้มลี ายดอกแก้วเจ้าจอมเชื่อมต่อกัน
ท้งั ผนื ผสมกับลายเครอื เถาหรือการตัดต่อลายผ้าโขมพัสตร์ให้กลายเป็นผ้านุ่งผนื ใหม่ท่ีมลี ายแปลกใหม่สาหรับ
ด้านงบประมาณก็เช่นกันงบในการสร้างเคร่ืองแต่งกายของนาฏศิลป์สวนสุนันทามีไม่มากจึงทาให้เกิดการ
ปรับเปล่ียนวัสดุท่ีนามาใช้ในการออกแบบเน่ืองจากมีราคาย่อมเยาว์กว่าวัสดุที่อาจารย์ธารพี รนามาออกแบบ
ประดบั ส่วนมากเป็นงานปักเลือ่ มมีการนาลกู ปัดหรืออญั มณีต่างๆมาถกั สานเปน็ เครื่องประดับซ่ึงแสดงถึงความ
สร้างสรรค์และการมีวิธีพลิกแพลงปรับเปล่ียนการสร้างเคร่ืองแต่งกายให้คงสวยงามประณีตตามอย่าง
นาฏศิลปไ์ ทย ธารีพรสังขมรรธร, สมั ภาษณ์ธนั วาคม 6 (2558 : 48)

เคร่ืองแต่งกายที่อาจารย์ธารีพรออกแบบไดน้ าไปใชใ้ นการแสดงนาฏศลิ ป์สวนสุนันทาเป็นสว่ นมาก
เช่นการแสดงในงานเปิดท่าอากาศยานของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและงานเดินขบวนในการ
ประกวดนางสาวไทยปี พ.ศ.2535 รวมถึงการแสดงในงานสาคัญต่างๆท้ังในและต่างประเทศตลอดระยะเวลา
ท่ี อ าจ ารย์ธารีพ รได้ ป ฏิ บั ติ ห น้ า ท่ี ในส วนสุ นั นท าท่ า นต้ อง ก ารส ร้างเคร่ื อ งแต่ งก ายล ะ ครส วนสุ นั นทาให้ มี
เอกลักษณ์เป็นของตนเองทาให้ตลอดระยะเวลา 17 ปนี าฏศิลป์สวนสุนนั ทาได้รบั อิทธิพลในการออกแบบและ
สรา้ งเครื่องแต่งกายมาจากอาจารย์ธารพี รเป็นอย่างมาก

ผลงานของอาจารย์ธารีพรแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือประเภทพัตราภรณ์ได้แก่ 1) ผ้าสะพัก
2) กรองคอ 3) ห่มนาง 4) ผ้านุ่งโขมพัสตร์ประเภทถนิมพิมพาภรณ์ได้แก่ 1) อินทรธนู 2)ข้อมือและประเภท
อุปกรณ์การแสดงได้แก่หมอนขวานแต่ละประเภทมีจานวน 1 ช้ินบ้าง 3-5 ชิ้นบ้างตามแต่ความจาเป็นในการ
สร้างเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์การแสดงในสมัยนั้นๆและในจานวนผลงานด้านการ สร้างเครื่องแต่งกายของ

ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 483

อาจารย์ธารีพรทั้ง 3 ประเภทพบว่ามีจานวนทั้งหมด 4 ชิ้นท่ีนับได้ว่าเป็นงานช้ินเย่ียมของอาจารย์ธารีพร
ทัง้ ด้านความงามและการประยุกต์ใช้โดยมีผู้นาไปใช้เป็นแบบอย่างในการสร้างเคร่ืองแต่งกายของสถานศึกษา
มากมายหลายแห่งได้แกโ่ รงเรยี นมัธยมสาธิตสวนสุนันทาและโรงเรียนศรียาภัยเป็นต้นผลงานท้ัง 4 ชิ้นนัน้ คือ
1) ผา้ สะพกั 2) กรองคอ 3) ห่มนาง 4) ผา้ ถงุ โขมพัสตร์

ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษากลวิธีการสร้างเครื่องแต่งกายทางด้านนาฏศิลป์ไทยของอาจารย์ธารีพรสัง
ขมรรธรซ่ึงมีวิธีการออกแบบเครื่องแต่งกายท่ีเหมาะสมกับสภาวการณ์โดยรอบซ่ึงจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
สาหรับการพัฒนางานทางด้านนาฏศิลป์ไทยเป็นแบบอย่างให้ผู้ที่สนใจนาองค์ความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ถือเป็น
การอนุรักษ์และสรา้ งสรรคศ์ ิลปะของไทยอกี ทางหน่ึงขณะน้ีแมว้ า่ อาจารย์ธารพี รสังขมรรธรได้เกษยี ณจากสวน
สุนันทาไปแล้วแตย่ ังมีความพรอ้ มทั้งทางด้านคณุ วุฒแิ ละวัยวุฒทิ ี่จะถ่ายทอดภูมิความรูเ้ หล่านี้ไว้เพื่อประโยชน์
กบั วงการนาฏศิลป์สืบไปหากไม่มีการศึกษาไว้ความรู้อันทรงคุณค่าเหล่าน้ีจะสูญหายไปตามกาลเวลาอย่างน่า
เสียดาย
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย

1. ศึกษาลกั ษณะผลงานการสรา้ งเครื่องแตง่ กายของอาจารย์ธารีพรสังขมรรธร
2. ศกึ ษาแนวคิดและกลวธิ ีการสร้างเครอ่ื งแตง่ กายของอาจารยธ์ ารีพรสังขมรรธร
ขอบเขตของการวิจัย
จากการศึกษาขอ้ มลู และเอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งผวู้ จิ ัยสามารถกาหนดขอบเขตแบ่งไดเ้ ป็น 3 ด้านดงั นี้
1. ขอบเขตด้านเนื้อหา
ผู้วิจัยมุ่งศึกษาในเรอ่ื งผลงานการออกแบบองค์ประกอบต่างๆในชุดเครื่องแต่งกายนาฏศิลป์ไทย
สวนสุนนั ทาท่ีอาจารย์ธรีพรได้สร้างไว้ใหแ้ กภ่ าควิชาได้แก่ 1) ผ้าสะพักบา่ 2) กรองคอ 3) ห่มนาง 4) ผ้านุ่งโขม-
พัสตร์ ซ่ึงอุปกรณ์เครอื่ งแต่งกายดังกลา่ วได้รับคัดเลือกออกนาแสดงอยบู่ ่อยครั้งมากกวา่ เคร่ืองแตง่ กายชุดอื่นๆ
และในช้ินงานดังกล่าวยังมีรายละเอียดเทคนิคการสร้างเครื่องแต่งกายของการออกแบบทัง้ ในเรื่องลวดลายใน
เรื่องของการปัก
2. ขอบเขตดา้ นเวลา
ผู้วจิ ัยกาหนดระยะเวลาการศึกษาชิ้นงานในช่วงท่ีอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรดารงตาแหน่งอาจารย์
ประจาสาขาวชิ านาฏศิลป์ไทยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาตั้งแต่ปพี .ศ.2528-2554 ซ่ึงเป็นปีที่อาจารย์ธารี
พรไดร้ บั หนา้ ทดี่ ูแลการออกแบบเคร่ืองแต่งกายของสาขาวิชานาฏศลิ ปจ์ นถงึ เกษียณอายุราชการ
วธิ ดี าเนินการวจิ ัย
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยศึกษาเก่ียวกับกลวิธีการสร้างเครื่องแต่งกายนาฏศิลป์
ไทยของอาจารย์ธารพี รสังขมรรธรผ้วู จิ ยั ไดแ้ บง่ ขนั้ ตอนในการดาเนินการวิจยั ออกเปน็ ขั้นตอนตา่ งๆดงั น้ี
1. ประชากรที่ใช้ในการวจิ ยั
ผู้ให้ข้อมลู หลัก
- อาจารย์ธารีพรสังขมรรธรข้าราชการบานาญอดีตอาจารย์ประจาสาขาวิชาศิลปะการแสดง
(นาฏศลิ ปไ์ ทย) คณะศลิ ปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสนุ ันทา

484 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ผูใ้ ห้ขอ้ มูลรอง
ผู้วิจัยได้คัดเลือกจากเพ่ือนร่วมงานของอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
โดยใช้เกณฑก์ ารคัดเลอื กดังนี้
1) อาจารย์สาขาวิชาศิลปะการแสดงมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาท่ีเป็นเพ่ือนร่วมงานขณะท่ี
อาจารย์ธารพี รสงั ขมรรธรไม่น้อยกวา่ 7 ปี
2) เป็นบุคคลที่มีโอกาสได้ร่วมงานการออกแบบและสร้างเคร่ืองแต่งกายร่วมกับอาจารย์
ธารพี รสังขมรรธร
3) เป็นบุคคลที่ได้นาการแสดงหรือชุดการแสดงท่ีอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรได้สร้างขึ้นนาไป
เผยแพร่ในงานสาคัญตา่ งๆ
จากเกณฑ์การคัดเลอื กดงั กลา่ วผ้วู จิ ยั ไดผ้ ูใ้ ห้ขอ้ มูลรองดงั ต่อไปนี้
1. ศาสตราจารย์ดร.ชมนาดกิจขันธ์ข้าราชการบานาญอดีตประธานหลักสูตรศิลปศาสตร มหาบัณฑิต
สาขาศิลปะการแสดงบณั ฑติ วิทยาลัยมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์บัวรอดอาจารย์ประจาสาขาวิชาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย)
คณะศลิ ปกรรมศาสตรม์ หาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
3. อาจารย์ศากุลเมืองสาครอาจารย์ประจาสาขาวิชาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) คณะ
ศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสนุ นั ทา
4. ผูร้ ว่ มงานดา้ นเครอ่ื งแตง่ กายนาฏศิลป์ไทยท่านอื่น
5. ผ้ทู ่นี าชดุ การแสดงไปใช้
2. เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั

2.1 แบบสมั ภาษณ์
ผ้วู ิจัยใช้แบบสัมภาษณผ์ ู้ทรงคุณวุฒทิ ี่มสี ว่ นเกี่ยวขอ้ งโดยมีประเดน็ ในการสมั ภาษณ์ ดังนี้
2.1.1 ผลงานของอาจารยธ์ ารพี รสงั ขมรรธร
2.1.2 เครือ่ งแต่งกายนาฏศลิ ป์ท่ีอาจารยธ์ ารีพรสงั ขมรรธรคิดและสรา้ งสรรค์และได้นาออก

แสดงในงานระดับชาตหิ รอื นานาชาติมีการแสดงชุดใดบ้าง
2.1.3 แนวคิดวิธีการดัดแปลงหรือสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายนาฏศิลป์ไทยรวมถึงการ

ออกแบบรูปทรงการออกแบบลายปักการเลือกวัสดุอุปกรณ์วิธีการปักในการสร้างเครื่องแต่งกายของอาจารย์
ธารพี รสงั ขมรรธรมีอะไรบา้ ง

2.2 แบบสังเกตการณ์
ใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเนื่องจากข้อมูลโดยมากเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เป็นส่ิงท่ี
เกิดขึ้นแล้วดังนั้นผวู้ ิจยั จึงเลอื กใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนรว่ มในการหาข้อมูลเช่นการสังเกตจากเครอื่ งแต่งกาย
ท่ีอาจารย์ธารีพรออกแบบสร้างไว้การสังเกตจากวีดีโอหรือรูปภาพการแส ดงโดยสังเกตการณ์นาไปใช้ในการ
แสดงในงานตา่ งๆประกอบกบั การสัมภาษณ์เพ่มิ สะดวกต่อการวเิ คราะหข์ ้อมูลตอ่ ไป

ปที ี่ 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 485

3. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
ผู้วิจัยจักรวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และนาข้อมูลท่ีเก็บได้ทั้งหมดนามาวิเคราะห์ โดยการ
ค้นหาข้อมูลผู้วิจัยได้ค้นคว้าข้อมูลท้ังที่เป็นเอกสารและการสัมภาษณ์จากสถานที่ต่างๆรวมถึงผู้ที่เก่ียวข้อง
เพ่อื นาข้อมลู มาวเิ คราะห์ตามวัตถุประสงค์ดังน้ี

3.1 การศกึ ษาเอกสาร
คน้ หาขอ้ มูลจากเอกสารตาราและงานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งรวมไปถงึ สจู บิ ัตรการแสดงภาพถ่ายส่อื
วีดีโอการแสดงและนาข้อมูลดงั กลา่ วมาจัดกล่มุ ขอ้ มูลไวเ้ ปน็ ส่วนๆสาหรับนาเสนอตอ่ ไปโดยการคน้ หาข้อมูลจาก
เอกสารผู้วจิ ัยได้ค้นหาตามสถานทตี่ า่ งๆเช่น
- หอสมุดแหง่ ชาติกรุงเทพฯ
- หอสมดุ กลางมหาวิทยาลัยศลิ ปากร
- หอสมดุ คณะศิลปกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย
- หอสมดุ กลางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
- หอสมดุ กลางมหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา
- หอสมุดศลิ ปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนสุนันทา
3.2 การสัมภาษณผ์ ทู้ รงคุณวุฒิ 2 กลมุ่
- ผู้ให้ข้อมูลหลัก
- ผใู้ ห้ข้อมูลรอง
3.3 การสงั เกตการณ์ใชก้ ารสงั เกตแบบไมม่ สี ว่ นร่วมจากการชมการแสดง
3.4 การศกึ ษาจากวดี ิทัศน์การแสดงนาฏศลิ ป์ไทยของภาควิชาศิลปะการแสดง (นาฏศิลปไ์ ทย)
คณะศลิ ปกรรมศาสตร์มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนนั ทา
4. การตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมลู
การตรวจสอบความน่าเช่ือถือของข้อมูลผู้วิจัยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธี “สามเส้า”
(Triangulation) ด้วยวิธีการรวบรวมข้อมูล (Methodological Triangulation) คือการใช้วิธีเก็บรวบรวม
ข้อมูลต่างๆกันเพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกันเช่นใช้วิธีการสังเกตควบคู่กับการซักถามพร้อมกันน้ันก็ศึกษา
ข้อมูลจากแหล่งเอกสารประกอบด้วยแล้วจากน้ันจึงนาขอ้ มูลท่ีเช่ือถอื ได้ไปทาการวเิ คราะหต์ อ่ ไป
สรปุ ผลการวิจัย
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ผู้ วิ จั ย ได้ ก า ห น ด ร ะ ย ะ เว ล า ก า ร ศึ ก ษ า ชิ้ น ง า น ก า ร อ อ ก แ บ บ ข อ ง อ า จ า ร ย์
ธีราพรสังขมรรธร ต้ังแต่ปี พ.ศ.2528-2544 ได้รับช่วงดูแลการออกแบบและสร้างเคร่ืองแต่งกายการแสดงของ
สวนสุนันทาต่อจากอาจารย์ทองย้อยเครือวัลย์ท่ีเกษียณอายุราชการไปในปี พ.ศ.2528 ผู้วิจัยพบว่าลักษณะ
ผลงานออกแบบของอาจารย์ธารีพรแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทพัตราภรณ์ ได้แก่ 1) ผ้าสะพักบ่า
2) กรองคอ 3) ห่มนาง 4) ผ้านุ่งโขมพัสตรป์ ระเภทถนิมพิมพาภรณ์ ได้แก่ 1) อินทรธนู 2) ข้อมือและประเภท
อปุ กรณก์ ารแสดง ไดแ้ ก่หมอนขวานแต่ละประเภท มีจานวน 1 ช้นิ บา้ ง 3-5 ช้นิ บ้างตามแตค่ วามจาเป็นในการ
สรา้ งเคร่ืองแต่งกายและอุปกรณ์การแสดงในสมัยนั้นๆและในจานวนผลงานด้านการสร้างเครื่องแต่งกายของ
อาจารย์ธารีพรทั้ง 2 ประเภท พบว่า มีจานวน ทั้งหมด 4 ช้ินที่นับได้ว่าเป็นงานช้ินเย่ียมของอาจารย์ธารีพร
ท้ังด้านความงามและการประยุกต์ใช้โดยมีผู้นาไปใชเ้ ป็นแบบอย่างในการสร้างเคร่ืองแต่งกายของสถานศึกษา

486 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี

มากมายหลายแห่งได้แกโ่ รงเรียนมัธยมสาธติ สวนสุนันทาและโรงเรียนศรียาภัยเป็นต้นผลงานทั้ง 4 ชิ้นน้ัน คือ
1) ผา้ สะพกั 2) กรองคอ 3) หม่ นาง 4) ผา้ ถุงโขมพัสตร์

แนวคดิ และกลวิธกี ารสร้างเครื่องแต่งกายอาจารย์ธารีพรสงั ขมรรธรได้ใช้โครงสรา้ งเครอื่ งแต่งกาย
นาฏศิลป์ไทยแบบกรมศลิ ปากรหรอื เครอื่ งแต่งกายที่มีมาแตเ่ ดิมนามาออกแบบใหม้ ีความเหมาะสมกับการแสดง
จึงได้ปรับเปลี่ยนในการออกแบบวัสดุในการปักลวดลายท่ีหาซ้ือได้ง่ายใช้ผ้าหลากชนิดกันในแต่ละแบบ
เพือ่ ประหยดั คา่ ใชจ้ ่ายและลดระยะเวลาในการทาเช่นได้นาลูกปดั เลื่อมและอญั มณีรูปทรงต่างๆปักลงบนกรอง
คอซึ่งกรองคอท่ัวไปท่ีนิยมปักด้วยดิ้นหรือเล่ือมผ้าโขมพัสตร์อาจารย์ธารีพรได้นาส่วนต่างๆมาตัดต่อลายให้
กลายเป็นผ้านุง่ ผนื ใหม่ทตี่ ่างไปจากผ้าลายเดมิ ส่วนผา้ สะพักบ่าอาจารย์ธารีพรได้แนวความคิดในการออกแบบ
ทาเครอื่ งแต่งกายผ้าสะพักบ่าโดยนาเนื้อหาเครอ่ื งแต่งกายของเจา้ นายสวนสุนันทามาศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์
เพ่ือจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยท่ีเป็นเอกลักษณ์ของสวนสุนันทาโดยใช้เป็นลายดอกแก้วเจ้าจอมซึ่งเป็นดอกไม้
ประจาสวนสุนันทาแทนลายกนกหรอื ลายประจายามซึ่งใชก้ ันทั่วไปโดยออกแบบใหม้ ีลายดอกแก้วเจ้าจอมเป็น
ลายเครือเถาเช่อื มต่อกันทั้งผนื ส่วนห่มนางเปน็ เครื่องแต่งกายที่อาจารย์คมศรธนธรรมเมธีได้สร้างขน้ึ ใหมแ่ ต่ยังมี
บางส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์สาหรับตัวนางลายของผ้าห่มนางหยาบไม่ค่อยละเอยี ดจึงทาให้ไม่สวยมากนักอาจารย์
ธารีพรสังขมรรธรจงึ ได้คิดลวดลายเพื่อปักลกู ปดั และเลื่อมลงไปบนห่มนางให้เกิดความงามยิ่งข้ึนเนื่องจากด้าน
งบประมาณในการสร้างเคร่ืองแต่งกายของนาฏศิลป์สวนสุนันทามีไม่มากจึงทาให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัสดุท่ี
นามาใช้ในการออกแบบเน้นในเร่ืองของความประหยัดและสวยงามวัสดุท่ีอาจารย์ธารีพรนามามาใช้ปักบน
เครอ่ื งแต่งกายส่วนมากจึงเป็นงานปักลกู ปัดและเล่อื มหรืออัญมณีตา่ งๆหรือนามาร้อยแทนการใช้ผ้าซึ่งแสดงให้
เห็นถึงความสร้างสรรคแ์ ละการปรบั เปล่ียนการสรา้ งเครอ่ื งแตง่ กายนาฏศลิ ป์ไทยท่ีแปลกตาไปจากเดมิ
อภิปรายผลการวิจัย

กลวิธีการสร้างเคร่ืองแต่งกายนาฏศิลป์ไทยของอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรจากการศึกษาค้นคว้า
วเิ คราะห์ผลงานการสรา้ งเครอ่ื งแต่งกายของอาจารยธ์ ารีพรสังขมรรธรผูว้ จิ ัยพบว่าผลงานของอาจารยธ์ ารีพรสัง
ขมรรธรแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือประเภทพัตราภรณ์ได้แก่ 1)ผา้ สะพักบ่า 2) กรองคอ 3) ห่มนาง 4) ผ้านุ่ง
โขมพัสตร์ประเภทถนิมพิมพาภรณ์ได้แก่ 1) อินทรธนู 2)ข้อมือและประเภทอุปกรณ์การแสดงได้แก่หมอน
ขวานผลงานทีย่ อมรบั และได้รบั การคัดเลือกให้ออกแสดงบ่อยมากที่สุดคือประเภทพัตราภรณ์รวมถงึ การแสดง
ในงานสาคัญต่างๆท้ังในและต่างประเทศเช่นการแสดงเปิดสนามบินที่ประเทศลาวในปี พ.ศ.2534 ได้เข้า
ร่วมงานแลกเปล่ียนศิลปวัฒนธรรมไทยณประเทศแม็กซิโกและปี พ.ศ.2535 เข้าร่วมขบวนแห่ในประกวด
นางงามจักรวาลนางสาวอรอนงค์ปัญญาวงศ์การออกแบบเคร่ืองแต่งกายท่ีใช้ในการแสดงนาฏศิลป์มากท่ีสุด
ได้แก่ 1) กรองคอ 2) ผ้าถุงโขมพัสตร์ 3)ผ้าสะพักบ่า 4)ห่มนางกลวิธีในการสร้างเคร่ืองแต่งกายของอาจารย์
ธารีพรสงั ขมรรธรสรุปได้ ดงั น้ี

ประเด็นที่ 1 แนวคดิ ท่ใี ช้ในการออกแบบเครือ่ งแต่งกายของอาจารย์ธารีพรสงั ขมรรธรมแี นวคิดมา
จากเครื่องแตก่ ายที่มมี าอยู่เดิมแล้วนามาดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้ในงานแสดงตา่ งๆกรองคอสว่ นใหญ่จะ
ใช้ในการแสดงระบาเบ็ดเตล็ดอาจารย์ธารีพรจึงนาโครงสร้างเดิมท่ีใช้ในการแต่งกายตามจารีตโขนละครมา
ปรับเปล่ียนในการออกแบบลายการใชว้ สั ดุในการปักรวมถึงผ้าท่นี ามาใช้ตัดเย็บเป็นกรองคอเนือ่ งด้วยการแสดง
สว่ นใหญ่จะเปน็ ระบาเบ็ดเตล็ดเลยสามารถดัดแปลงไดง้ า่ ยผ้าถุงโขมพัสตร์ไดไ้ ด้แนวการคิดออกแบบผ้านงุ่ ผืนนี้

ปีที่ 17 ฉบับปทีที่ ี่317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 487

มาจากอาจารย์จักรพันธ์โปรษยกฤตท่ีได้ออกแบบผ้าโขมพัสตร์เป็นผ้าสไบให้เจ้าหญิงจุฬาภรณ์ใส่ในงานวไล
ราตรผี ้าสะพกั บ่าแรงบนั ดาลใจในการสรา้ งมาจากการแต่งกายของเจา้ นายฝ่ายในราชสานักโดยนาเน้อื หาเครอื่ ง
แต่งกายของเจ้านายสวนสุนันทามาศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทยโดยการออกแบบ
เครือ่ งแต่งกายทั้งหมดตอ้ งมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณท์ ่ีแสดงถงึ นาฏศลิ ป์ไทยมหาวิทยาลัยราชภฎั สวนสุนันทา

ประเดน็ ที่ 2 การออกแบบรูปทรงรูปทรงทใ่ี ช้ในการออกแบบเครอ่ื งแต่งกายของอาจารยธ์ ารพี รสัง
ขมรรธรจะใชโ้ ครงสรา้ งเดมิ ของเครอ่ื งแตง่ กายนาฏศิลป์ทว่ั ไปเชน่ วงกลมไดแ้ กก่ รองคอทั้ง 5 แบบสีเ่ หลี่ยมไดแ้ ก่
สะพกั บา่ และผ้าถุงโขมพสั ตร์เป็นต้น

ประเด็นท่ี 3 การออกแบบลายปักลายปักท่ีใช้ในการออกแบบเคร่ืองแต่งกายของอาจารย์
ธารพี รสงั ขมรรธร แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คือ ลายไทยลายเลขาคณิตและลายดอกไม้ลายพเิ ศษ

- ลายไทยได้แก่ลายกระจังตาอ้อยลายกระจังฟันปลาซึ่งจะพบมากในการออกแบบกรองคอ
ลายหน้ากระดานลายกรวยเชิงจะพบในส่วนของผ้าถุงโขมพัสตร์โดยลายดังกล่าน้ันมีอยู่ติดกับเนื้อผ้าถุงมา
แต่เดมิ แลว้ โดยอาจารย์มาปกั ลายเพ่ิมเตมิ ใหเ้ ด่นชัดขนึ้

- ลายเลขาคณิตการออกแบบเครื่องแต่งกายของอาจารย์ธารพี รสังขมรรธรเป็นลายที่พบมาก
ที่สุดในกรองคอเช่นลายเสน้ โค้งลายสเ่ี หลยี่ มขา้ วหลามตัดลายวงกลมลายสามเหล่ยี มลายหยดนา้ ลายครงึ่ วงกลม
ลายขดลายดาวหกแฉกลายขดเปน็ ต้นนามาวางซา้ สลับกันไปมาจนเตม็ พน้ื ท่ขี องกรองคอ

- ลายดอกไม้จะพบเป็นลายรองจากลายรูปทรงเลขาคณิตโดยจะพบมากที่สุดในส่วนของ
ผ้าสะพักบ่าเป็นลายที่เลียนแบบดอกแก้วเจ้าจอมท้ังน้ีเพื่อให้สอดคล้องกับดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาส่วนลายดอกไม้ในกรองคอจะไม่มีลายที่ชัดเจนเช่นลายแก้วเจ้ าจอมจะเป็น
เพียงลายท่มี ลี กั ษณะคลา้ ยดอกไมเ้ นอื่ งด้วยมีการทาเกสรอย่ตู รงกลางลาย

- ลายพิเศษจะเป็นลาย "ส" ที่เป็นอักษรย่อของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาวางอยู่ใน
ลายของสะพกั บา่ แบบท่ี 2 โดยต้องการใหผ้ ้าสะพักบา่ แสดงถึงมหาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา

ประเด็นท่ี 4 การเลือกใช้วัสดุที่ใช้ในการปักอาจารย์ธารีพรสังขมรรธรได้เลือกใช้เลื่อมจาน
ปลอ้ งออ้ ยลกู ปัดลกู ปัดหยดนา้ พลอยพลาสตกิ ผา่ ซีกเลอื่ มดอกไมเ้ ทปแขกเลื่อมใบไมผ้ ้าตาข่ายสีทองผ้าตาดทอง
เปน็ ตน้ เนอื่ งด้วยวัสดดุ ังกล่าวเป็นวสั ดทุ ี่สามารถหาไดง้ า่ ยและราคาถกู อีกทั้งคุณสมบัตขิ องวัสดุเหล่าน้ยี ังมคี วาม
เงาวาวอยใู่ นตัวด้วยเม่ือรวมกันอยู่ภายในช้ินงานแล้ว

ประเด็นท่ี 5 วิธีการปักการปักลายในเคร่ืองแต่งกายแต่ละชนิดโดยมากจะเป็นการปักแบบหน้า
เดียวจะปักต่อเน่ืองกันไปตามลายที่กาหนดข้ึนโดยการปักเลื่อมจานหรือเลื่อมแบนมีอยู่ 2 แบบคือการนาเอา
ลูกปัดมาปักตรึงตรงกลางรูเลื่อมซึ่งจะพบในกรองคอผ้านุ่งโขมพัสตร์และห่มนางส่วนการปักเลื่อมโดยใช้ด้าย
ค่อมเลื่อมจะพบในการปกั ผ้าสะพักบ่าแบบที่ 1 ลักษณะการปกั จะมีท้ังปักเรยี งกันไปตามลายการปักเฉพาะจุด
และการปักซ้อนกันแบบเกล็ดปลา
เอกสารอา้ งองิ
ชลธิชา บรรเทาทกึ . ฉยุ ฉายพราหมณ.์ ศลิ ปะนิพนธ์ตามหลกั สูตรศลิ ปะบัณฑิตภาควชิ านาฏศลิ ปไ์ ทยคณะศิลปะ

นาฏดรุ ยิ างคส์ ถาบนั บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์, 2550.
ดารงราชานุภาพ, สมเด็จฯกรมพระยา. ตานานละครอเิ หนา.กรงุ เทพฯ: คลังวิทยา, 2508.
________. ละครฟอ้ นราาประชมุ เรอื่ งละครฟ้อนรากับระบาราเต้น.กรุงเทพฯ:

488 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี

มลู นิธิสมเด็จฯกรมพระยาดารงราชานุภาพจัดพมิ พร์ ่วมกับสานกั พิมพ์มติชน, 2546.
________. เรอ่ื งอเิ หนาพระราชนพิ นธร์ ัชกาลที่ 2 ฉบับหอสมุดแหง่ ชาต.ิ กรุงเทพฯ: ศลิ ปาบรรณาการ,

2514.
ธนติ อยโู่ พธ์ิ. ศิลปละคอนราหรอื ูคม่ อื นาฏศิลปไ์ ทย.กรงุ เทพฯ: พระเจ้าวรวงศเ์ ธอพระองคเ์ จ้าเฉลิมพลฑิฆมั พร

โปรดให้พมิ พใ์ นงานฉลองพระชนมายุ 5 รอบ ณ วันท่ี 29 เมษายน พ.ศ.2516, 2516.
นริศรา นุวดั ติวงค์, สมเดจ็ ฯเจ้าฟ้ากรมพระยา. บทละครดึกดาบรรพ์ฉบบั เพมิ่ เตมิ .

พมิ พเ์ ป็นมติ รพลใี นงานศพหม่อมหลวงวงษ์กมลาสนณ์ วดั มกุฏกษตั ริยาราม, 2550.
นาฏศิลป, วิทยาลัย. (ม.ป.ป.).ูคม่ ือประกอบการสอนวชิ านาฏศิลป์ไทยระดบั ช้ันกลาง.

หมวดวิชาละครภาควิชานาฏศลิ ปไ์ ทยวิทยาลัยนาฏศลิ ปสถาบนั นาฏดรุ ิยางคศิลป์
กรมศิลปากร.
ประทิน พวงสาลี. หลกั นาฏศิลป.์ พระนคร: แผนกการพิมพว์ ิทยาลัยครูสวนสนุ ันทา, 2509.
พนิดา สิทธวิ รรณ, ราไทยและเบกิ โรงมหรสพ.กรงุ เทพฯ: คณะบา้ นปลายเนิน, 2522.
รชั ดา พรสคุ โต. ราฉยุ ฉายพราหมณ.์ ปรญิ ญานิพนธ์ตามหลักสตู รศิลปกรรมศาสตร-
บัณฑติ ภาควิชานาฏยศิลปค์ ณะศลิ ปกรรมศาสตรจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2542.
เรณู โกศนิ านนท์. สบื สานนาฏศลิ ป์ไทย.กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช, 2542.
รุจี ศรีสมบตั ิ. สารานกุ รมนาฏศิลปไ์ ทย.กรงุ เทพฯ: ธนรัชการพมิ พ์, 2547.
สุรพล วิรฬุ รักษ.์ ววิ ัฒนาการนาฏยศลิ ป์ไทยในกรุงรตั นโกสนิ ทรพ์ .ศ. 2325-2477.
กรุงเทพฯ: สานักพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย, 2543.
สภุ าวดี โพธเิ วชกุล. (2539). จารตี การใช้อปุ กรณก์ ารแสดงละครเรือ่ งอเิ หนา.วทิ ยานพิ นธ์
ตามหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบณั ฑิตภาควิชานาฏยศลิ ป์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2550.
Chanticha Relief.Glorious Brahman. Art by the Graduate Program in Thai Dramatic
Arts Faculty of Performing Arts NIDA Institute, 2007.
His Majesty the King, Prince of Phraya. Bangkok: Warehouse, 1965.
________. Dancing with the Dance Dance. Bangkok: Somdej Foundation.
Department of Phraya DamrongRajanuppi published with Matichon publishing
house, 2003.
________. The Adonis celebrates the reign of the second edition of the National
Library. London: Shilpa tribute, 2514.
Thanit Na Pho. Art of dance or Thai dance. Bangkok: The Princess Mother
HRH Prince ChalermpolThaiporn Please print at the 80th anniversary celebration
at 29 April 1973, 2516.
Naris Ranuuptiwat, HRH Princess Chulabhorn More primetime plays.
Printed friendly in the funeral at Wong Kamsalam funeral at Wat Ma Kiattariya
Ram, 1957.
Prinin Punchalee. Principles of dance.PhraNakhon: Printing Department, Suan
Sunandha Teachers College, 1966.

ปที ่ี 17 ฉบบั ปทที ี่ ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 489

Panida Sutthawan, Thai dance and entertainment. Bangkok: Faculty of Ban Tai Hill,
1979.

Ratchada PorSutoto. Brahma Glorious Brahman. A thesis based on the Arts -
Graduate School of Dance Faculty of Arts Chulalongkorn University, 1966.

Renu Kosiyanont. Thai traditional dance. Bangkok: Thailand WattanaPanich, 1999.
Rujitsri Sombat. Thai Dance Drama Encyclopedia. Bangkok: Thanachart Printing ,

2004.
SurapolWiraruk The evolution of dance.Thailand in Rattanakosin era. 2325-2477.

Bangkok: Chulalongkorn University Press, 2000.
Supavadee Pothavejkul. Conservative use of theatrical equipment.thesis

According to the Master of Arts Program. Department of DanceChulalongkorn
University, 1996.

490 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี


Click to View FlipBook Version