สรุปผลการวจิ ยั
1. ผลการวิเคราะหอ์ งค์ประกอบและตวั ช้วี ัดการมสี ่วนรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้
จากการท่ผี ู้วจิ ัยสังเคราะหอ์ งคป์ ระกอบและตวั ชวี้ ัดของการมสี ว่ นร่วมของผู้ปกครองในการจดั การเรยี นรู้
สรปุ ได้วา่ มอี งค์ประกอบ 2 ส่วน ดังน้ี
1.1 การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง มี 5 องคป์ ระกอบ14 ตัวช้ีวดั ได้แก่องค์ประกอบท่ี 1 การมี
ส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจมี 3 ตัวช้ีวัด องค์ประกอบท่ี 2 การมีส่วนร่วมในการวางแผนมี 3 ตัวชี้วัด
องค์ประกอบท่ี 3 การมีส่วนร่วมในการลงทุนและดาเนินการมี 3 ตัวชี้วัด องค์ประกอบท่ี 4 การมีส่วนร่วมใน
การติดตามและประเมินผลมี 3 ตัวช้ีวดั และองค์ประกอบท่ี 5 การมีสว่ นร่วมในผลประโยชน์และผลกระทบมี
2 ตวั ชว้ี ัด
1.2 การจัดการเรียนรู้ มี 4 องค์ประกอบ 12 ตัวชี้วัด ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 การกาหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้มี 3 ตัวชี้วัด องค์ประกอบท่ี 2 การกาหนดเน้ือหาสาระการเรียนรู้มี 2 ตัวช้ีวัด
องค์ประกอบท่ี 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มี 4 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบที่ 4 การวัดและประเมินผล
การเรียนรู้ มี 3 ตัวชว้ี ัด
2. ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึงประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ในการจัดการเรียนรู้ สาหรับสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ตามความ
คดิ เหน็ ของผ้บู ริหารและครพู บว่า สภาพปัจจุบันของการมีสว่ นรว่ มของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ โดยรวม
อยู่ในระดับน้อยและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Learning : L) อยู่ใน
ระดับปานกลาง ส่วนด้านการกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ (Objectives : O) ด้านการกาหนดเนื้อหาสาระ
การเรียนรู้ (Contents : C) และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (Evaluation: E) อยู่ในระดับน้อย
ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก และเมื่อพจิ ารณาเป็นรายด้านพบว่าทกุ ด้านอยใู่ นระดบั มาก
3. ผลการพัฒนาแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ สาหรับสถานศึกษา
สงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 สามารถสรปุ สาระสาคัญเก่ียวกบั แนวทางการมีสว่ นร่วม
ของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรู้ สาหรบั สถานศึกษาสงั กัดสานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 24
ได้ 4 ด้าน แต่ละด้านมี 5 ขั้นตอน และ สรุปเป็นแนวทางรวม 18 แนวทาง ได้แก่ การเยี่ยมบ้านนักเรียนเพื่อ
รบั ฟังความคิดเหน็ การร่วมกิจกรรมของชุมชนเพ่ือรบั ฟงั ความคิดเห็น วงสนทนาอย่างไมเ่ ป็นทางการ กลอ่ งรับ
ความคิดเห็น การสารวจความคิดเห็นโดยใช้แบบสารวจ การประชุมผู้ปกครองนักเรียนประจาภาคเรียน
การมีส่วนร่วมในรูปแบบคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เครือข่ายผู้ปกครองหรือสมาคมผู้ปกครอง
คณะกรรมการภาคี 4 ฝ่าย การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ การเชิญผู้ปกครองมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ใน
คณะกรรมการฝ่ายต่างๆ การเสนอแนะผ่านช่องทางจดหมายข่าวหรือวารสารหรือสื่ออื่นๆ การร่วมบริจาค
งบประมาณและวัสดุ ส่ือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการจดั การเรยี นการสอน การประสานงานและขอความชว่ ยเหลือ
จากภายนอก การเป็นวิทยากรพิเศษใหค้ วามรู้ในศาสตร์สาขาอาชีพที่เก่ียวข้อง การเป็นภมู ปิ ัญญาชาวบา้ นและ
วิทยากรทอ้ งถ่ินในการใหค้ วามรู้ตา่ งๆ การเป็นแหลง่ เรยี นรู้ให้สถานศกึ ษานานักเรยี นไปศกึ ษาได้ การร่วมกากับ
ติดตาม ผลการการเรียนของบุตรหลานตนเอง และการร่วมประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรยี น ซ่ึง
ผลการประเมินแนวทางพบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สดุ โดยแนวทาง
การมสี ว่ นร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรูส้ ามารถแสดงดังภาพประกอบ 1
ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 391
แนวทางการมีสว่ นร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรยี นรู้
การจัดการ จุดประสงค์ เนอื้ หา กิจกรรมการเรยี นรู้ การประเมนิ ผล
เรยี นรู้ (Objectives) (Contents) (Learning) (Evaluation)
มีสว่ นรว่ ม คดิ และ วางแผน ลงทนุ และ ตดิ ตามและ ผลประโยชน์
ของผู้ปกครอง ตดั สินใจ ดาเนนิ การ ประเมินผล และผลกระทบ
6, 7, 8, 9
1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 12, 11, 17, 18 6, 7, 8, 9, 10, 11
6, 7, 8, 9, 10 13, 14, 15, 16
1. การเยีย่ มบ้านนักเรยี นเพ่ือรับฟังความคดิ เหน็ 7. การมีส่วนรว่ มในรูปแบบคณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน 13. การประสานงานและขอความช่วยเหลือจากภายนอก
2. การรว่ มกิจกรรมของชมุ ชนเพ่ือรับฟังความคดิ เหน็ 8. การมีส่วนรว่ มในรูปแบบเครือข่ายผู้ปกครองหรือสมาคมผปู้ กครอง 14. การเปน็ วทิ ยาการพเิ ศษ
3. วงสนทนาอยา่ งไม่เปน็ ทางการ 9. การมีสว่ นรว่ มในรูปแบบคณะกรรมการภาคี 4 ฝา่ ย 15. การเปน็ ภมู ปิ ัญญาชาวบ้านและวิทยาการท้องถิ่น
4. กล่องรับความคดิ เหน็ 10. การใชเ้ ครือข่ายสังคมออนไลน์ 16. การเป็นแหล่งเรยี นรใู้ หส้ ถานศกึ ษานานักเรยี นไปศกึ ษาได้
5. การสารวจความคิดเห็นโดยใช้แบบสารวจ 11. การเสนอแนะผ่านช่องทางจดหมายขา่ วหรือวารสารหรือสือ่ อื่นๆ 17. การร่วมกากับ ตดิ ตาม ผลการการเรียนของบุตรหลานตนเอง
6. การประชุมผู้ปกครองนักเรียนประจาภาคเรียน 12. การร่วมบริจาคงบประมาณและวัสดุ ส่อื หรืออุปกรณ์ 18. การรว่ มประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคข์ องนักเรียน
ภาพประกอบ 1 แนวทางการมสี ว่ นร่วมของผปู้ กครองในการจัดการเรยี นรู้
อภปิ รายผลการวิจยั
ผลการวิจัยการพัฒนาแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ สาหรับ
สถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 มีข้อค้นพบที่น่านสนใจและสามารถ
อภปิ รายผล ดังนี้
1. องค์ประกอบและตัวช้ีวัดของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้จากการศึกษา
องค์ประกอบและตวั ชี้วัดของการมีสว่ นร่วมของผูป้ กครองในการจดั การเรยี นรู้พบว่ามอี งคป์ ระกอบ 2 ส่วน คือ
กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง มี 5 องค์ประกอบ 14 ตัวช้ีวัด และกระบวนการจัดการเรียนรู้
มี 4 องค์ประกอบ 12 ตัวช้ีวัด ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาและสังเคราะห์จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
แล้วประเมินยืนยันโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 7 คน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิมีความคิดเห็นว่าองค์ประกอบของการมี
ส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ โดยรวมมีระดับความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อ
พจิ ารณาเป็นรายดา้ นมีระดบั ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ทุกด้านถอื ว่ากลุ่มผู้ทรงคุณวฒุ ิมีความเห็นว่า
องค์ประกอบของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและสามารถนาไปใช้ใน
การพฒั นาแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจดั การเรียนรู้ได้ ทั้งน้ีเป็นเพราะ ผปู้ กครองมคี วามสาคัญ
และมีอิทธพิ ลตอ่ ผู้เรียนโดยตรงเน่ืองจากเป็นบุคคล ที่มีความใกลช้ ิดและรู้จักผ้เู รียนมากทส่ี ุด เน่ืองจากผู้เรียน
จะมีเวลาอยู่ท่ีบ้านมากกว่าอยู่ในสถานศึกษาหรือที่อื่นๆ ดังนั้น การมีสาวนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการ
เรียนรจู้ ึงเป็นปัจจัยสาคัญอยา่ งหน่ึงที่จะช่วยให้ผู้เรยี นสามารถเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ตรงตามความต้องการ
และเต็มตามศกั ยภาพ อนั จะสง่ ผลใหก้ ารจดั การเรียนรมู้ ีประสิทธิภาพ ประสทิ ธิผลและบรรลุตามเป้าหมายของ
การจัดการศึกษาในปัจจุบัน ซ่ึงสอดคล้องกับ Cohen and Uphoff (1980 : 67) และชาติชาย ณ เชียงใหม่
392 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
(2533 : 77) ท่ีได้เสนอแนวคิดเก่ียวกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองไว้ 4 ขั้นตอน คือ 1) ร่วมตัดสินใจ
2) ร่วมปฏิบัติการ 3) ร่วมในผลประโยชน์ และ 4) ร่วมประเมินผล เจิมศักด์ิ ปิ่นทอง (2525 : 10) กล่าวถึง
การมีสว่ นร่วมของผู้ปกครองว่ามี 4 ขั้นตอน คือ 1) ร่วมค้นหาปัญหาและสาเหตุ 2) ร่วมวางแผน 3) ร่วมลงทุน
และปฏิบตั ิงาน และ 4) รว่ มตดิ ตามและประเมนิ ผล ปาริชาตวิ ลัยเสถียรและคณะ (2543 : 29) และกรมสามัญ
ศึกษา (2544 : 38) ได้เสนอว่าการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมี5 ขั้นตอน คือ 1) ร่วมคิดริเร่ิมและตัดสินใจ
2) ร่วมวางแผน 3) ร่วมดาเนินการ 4) ร่วมประเมินผล และ 5) ร่วมรับผลประโยชน์ วิชิต นันทสุวรรณ และ
จานง แรกพินิจ (2547 : 66) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองว่ามี4 ข้ันตอน คือ 1) การร่วมคิด
2) การร่วมวางแผน 3) การรว่ มปฏบิ ัตงิ าน และ 4) การรว่ มรบั ประโยชน์ และยังสอดคล้องกบั ผลการวิจัยของ
นิตยาแก้วแสนชัย (2557 : 98) ได้ศึกษาวิจัยการบริหารแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในโรงเรียนสังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 4 : พหุกรณีศกึ ษา พบวา่ โรงเรียนมีการบริหารแบบชุมชนมีส่วน
ร่วมในการจัดการศึกษา 4 ด้านได้แก่ 1) ด้านการตัดสินใจ 2) ด้านการดาเนินการ 3) ด้านรักษาผลประโยชน์
และ 4) ด้านการติดตามประเมินผล และนัฐรียา ฉัตรรักษา (2558 : 24) ได้ทาการวิจัยการพัฒนารูปแบบ
การบริหารจัดการงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานสังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 พบว่า รูปแบบการบริหารจดั การงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมมี
6 ขั้นตอนดังนี้ 1) การร่วมค้นหา 2) การร่วมวางแผน 3) การร่วมตัดสินใจ 4) การร่วมปฏิบัติการ 5) การร่วม
ติดตามและประเมินผล และ 6) การรว่ มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
2. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้
สาหรับสถานศึกษาสังกัดสานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 24 พบวา่ สภาพปัจจบุ ันการมีสว่ นรว่ ม
ของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากน้อย และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ด้าน
การกาหนดเน้ือหาสาระการเรยี นรู้และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อยู่ในระดับน้อย ส่วนสภาพที่พึง
ประสงค์การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็น
รายด้าน พบว่า ทุกด้านอยูใ่ นระดับมากซงึ่ อธิบายได้วา่ ผบู้ ริหารและครูในสถานศกึ ษาสังกดั สานักงานเขตพืน้ ท่ี
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ตระหนักถึงความสาคัญในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการเรียนรู้
และต้องการอย่างยิง่ ที่จะให้ผู้ปกครองเข้ามามีสว่ นรว่ มในการจัดการเรียนรขู้ องสถานศึกษา ซึ่งผู้ปกครองเป็น
บคุ คลท่ีมีส่วนสาคัญท่ีจะทาให้การจัดการเรยี นรู้ประสบผลสาเร็จ ในขณะท่ีสภาพปัจจุบันการที่ผู้ปกครองจะ
เขา้ มามีสว่ นร่วมในการจัดการเยนร้อู าจมีปญั หาและขอ้ จากัดมากมายท่ีทาให้การมสี ว่ นร่วมของผู้ปกครองยังทา
ได้น้อย ตลอดจนยังไม่มีแนวทางหรือวิธีการในการดาเนินการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ในการจัดการเรียนรู้ที่ชัดเจนและเหมาะสม ท้ังท่ีเป็นเรื่องที่มีความสาคัญซึ่งสอดคล้องกับ นิตยา ประพฤติกิจ
(2539 : 48) ได้กล่าวถึงความสาคัญของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองว่าการร่วมมือระหว่างผู้ปกครองและ
โรงเรียนนาผลประโยชน์มาใหซ้ ่ึงกนั และกนั ผูป้ กครองอาจรว่ มมอื โดยเป็นผู้ชว่ ยครูเปน็ อาสาสมัครช่วยกิจกรรม
กลุ่มย่อยหรือช่วยผู้เรียนเป็นรายบุคคลและช่วยเหลืองานอ่ืนๆความช่วยเหลือเหล่านี้จะส่งผลทาให้การสอน
และการดาเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนอกจากน้ีตัวครูเองก็มีความเข้าใจคร อบครัว
และผู้เรียนได้ดีขึ้นด้วย ทั้งน้ียังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ จิรายุ พรหมจักร (2558 : 53) ได้ทาการวิจัย
การพัฒนาแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานสาหรับสถานศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลาภู เขต 2 พบว่า สภาพปัจจุบันการบริหาร
แบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและสภาพที่พึงประสงค์
โดยรวมอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับ บุษยพรรณ พันอะนันท์ (2558 : 23) ได้ทาการวิจัย แนวทาง
การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 393
การศึกษาประถมศกึ ษาอดุ รธานเี ขต 2 พบวา่ สภาพปัจจุบันการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่
ในระดับ ปานกลางและสอดคล้องกบั ปรานตี ทนน้า (2558 : 33) ได้ทาการวิจยั การมีส่วนรว่ มในการบริหาร
สถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขนั้ พื้นฐาน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 20
พบวา่ สภาพการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมอยู่ใน
ระดับปานกลาง
3. การพัฒนาแนวทางการมสี ่วนร่วมของผู้ปกครองในการจดั การเรียนรู้ สาหรับสถานศึกษาสงั กัด
สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 พบวา่ แนวทางแบ่งออกเป็น 4 ด้าน แตล่ ะด้านมี 5 ข้ันตอน
และสรุปเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้รวม 18 แนวทาง ทังนี้ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
จัดการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้น้ันต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ โดยสถานศึกษาต้องเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วน
ร่วมผ่านช่องทางและรูปแบบวิธกี ารท่ีหลากหลาย ซึ่งเร่ิมจากการเชิญชวน การประสานความร่วมมือหรือการ
ใช้ช่องทางสื่อสารต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบอย่างท่ัวถึง และท่ีสาคัญสถานศึกษาต้องสร้างความรู้
ความเข้าใจให้กับผู้ปกครองได้ทราบถึงบทบาทหน้าท่ีของตน ตลอดจนการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน
การสร้างเสริมให้ผู้ปกครองมีความเช่ือม่ันและศรัทธาต่อสถานศึกษาจะเป็นแรงดึงดูให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วน
ร่วมในการจัดการเรียนรู้ เพระหากผู้ปกครองไม่มีความรู้ความเข้าใจหรอื มีแต่ขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาใน
สถานศึกษาแล้ว การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองก็จะเป็นไปได้ยากหรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ โดยแนวทางที่
ผ้วู ิจัยได้พฒั นาขึ้นนี้ โดยรวมมีความเหมาะสมอยูใ่ นระดับมากที่สดุ และมีความเป็นไปได้ อยู่ในระดบั มากที่สุด
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจยั ของ ชตุ ิพนธ์ นามวงค์ (2556 : 45) ได้ศกึ ษาแนวทางการบริหารแบบมสี ่วนร่วม ของ
โรงเรียนวชิรวทิ ย์ฝ่ายประถมศึกษาผลการวิจัยพบว่าแนวทาง การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนวชริ วิทย์
ฝ่ายประถมศึกษา ในด้านความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์พบว่าโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด
คงคา วงค์อามาตย์ (2559 : 28) ได้ทาการวิจัยเร่ืองการพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม
สาหรบั สถานศกึ ษาขนาดเล็กสังกัดสานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษารอ้ ยเอด็ เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า
แนวทางการบริหารงานวชิ าการแบบมีสว่ นร่วมโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและเม่อื พิจารณาเป็น
รายด้านพบว่าทุกด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และรวีแก่นอาสา (2559 : 55) ได้ทาการ
วิจัยเร่ืองการพัฒนาแนวทางการมีส่วนรว่ มในการจดั การศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานสังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ผลการวิจัย พบว่า การประเมินความเหมาะสมและ
ความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา
ขัน้ พนื้ ฐานโดยรวมมีความเหมาะสมอย่ใู นระดับมากท่สี ดุ และมคี วามเปน็ ไปไดใ้ นระดบั มากท่สี ุด
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้
1. สถานศึกษาจะต้องสร้างความรู้ความเขา้ ใจใหก้ ับทกุ ฝ่ายทีเ่ กีย่ วข้อง โดยเฉพาะผปู้ กครองตอ้ ง
เขา้ ใจบทบาทหนา้ ทีข่ องตนเองในการมีสว่ นรว่ มกบั สถานศกึ ษา
2. เนื่องจากการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมีข้อจากัด ได้แก่ ข้อจากัดเรื่องเวลา ข้อจากัดด้าน
ความรคู้ วามสามารถ และข้อจากัดด้านอ่ืนๆ สถานศึกษาจะตอ้ งมีการศึกษาขอ้ มูลและวางแผนในการขอความ
รว่ มมอื จากผ้ปู กครองในระยะเวลาท่เี หมาะสมและเปน็ ไปได้
3. สถานศึกษาต้องเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในทกุ ๆ กิจกรรม และรับฟังความคิดเห็น
ผา่ นช่องทางต่างๆ โดยตอ้ งดาเนนิ การอยา่ งสม่าเสมอ จึงจะทาให้การมสี ว่ นร่วมของผู้ปกครองมีประสิทธภิ าพ
394 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั คร้ังตอ่ ไป
1. ควรพฒั นาแนวทางการมสี ว่ นรว่ มของผปู้ กครองในด้านอนื่ ๆ สาหรบั สถานศึกษาทกุ สงั กัด
2. ควรศกึ ษาปจั จยั ที่ส่งผลใหผ้ ู้ปกครองมีหรือไม่มีส่วนรว่ มในดา้ นตา่ งๆ กบั สถานศกึ ษา
กิตตกิ รรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สาเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาอย่างสูงยิ่งจาก ผศ.ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร
ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักรศ.ดร.ประสาท เนืองเฉลิมผศ.ดร.สุวัฒน์ จุลสุวรรณ์และ ผศ.ดร.ปิยะธิดา ปัญญา
คณะกรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิและผเู้ ชี่ยวชาญทุกท่าน ท่ีได้กรุณาให้คาปรึกษาเสนอแนะ และ
ตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ยิ่ง
ขอขอบพระคุณผู้บริหารคณะครูและผู้มสี ่วนเกีย่ วข้องทกุ โรงเรยี น ทใ่ี หค้ วามอนเุ คราะหร์ ่วมมือในการทดลองใช้
เคร่ืองมือและเกบ็ รวบรวมข้อมลู ทใี่ ชใ้ นการวจิ ัยเปน็ อย่างดี คุณค่าและประโยชน์ของวิทยานิพนธ์ฉบับน้ีผู้วิจัย
ขอมอบบูชาพระคุณบิดามารดาครูอาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่มีส่วนสาคัญในการวางรากฐาน
การดาเนินชีวิตและการศกึ ษาทมี่ คี ุณภาพแกผ่ ูว้ จิ ัยมาโดยตลอด
เอกสารอา้ งองิ
กรมสามญั ศกึ ษา. ระบบการบรหิ ารแบบมีหุน้ สว่ น. กรุงเทพฯ: กรมสามญั ศกึ ษา, 2544.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542.กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ครุ สุ ภาฯ, 2542.
. พระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และทแี่ ก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545.
กรงุ เทพฯ: องคก์ ารรบั ส่งสนิ คา้ และพัสดภุ ัณฑ์, 2544.
.กลยุทธ์และแนวทางของสภาผปู้ กครองและครูแห่งประเทศไทย.(ออนไลน์) 2554
(อา้ งเมื่อ 10 กมุ ภาพนั ธ์ 2559). จาก:http://moe.go.th/moe/th/news/detail.
php?NewsID=23296&Key=news 2, 2554.
กาญจน์ เรืองมนตรี และธรนิ ธร นามวรรณ. การบริหารวชิ าการและนวตั กรรมการจดั การเรียนรู้.
มหาสารคาม : ภาควิชาการบรหิ ารการศกึ ษาคณะศกึ ษาศาสตรม์ หาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2554.
คงคา วงค์อามาตย์.การพัฒนาแนวทางการบรหิ ารงานวชิ าการแบบมีสว่ นร่วมสาหรับสถานศกึ ษา
ขนาดเลก็ สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 1.วิทยานพิ นธ์
การศกึ ษามหาบณั ฑิต มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2559.
จิรายุ พรหมจกั ร. การพัฒนาแนวทางการบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา
ข้นั พน้ื ฐานสาหรบั สถานศึกษาสงั กดั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา
หนองบวั ลาภเู ขต 2. วิทยานพิ นธ์การศกึ ษามหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2558.
เจิมศกั ด์ิ ปิน่ ทอง. การระดมประชาชนเพอ่ื การพัฒนาชนบท. กรุงเทพฯ: คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2525.
ชาติชาย ณ เชยี งใหม.่ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนและการสนบั สนนุ การพัฒนาขององคก์ รประชาชน.
กรุงเทพฯ: สานักวิจัยสถาบันพัฒนาบรหิ ารศาสตร์, 2533.
ชุติพนธ์ นามวงค.์ แนวทางการบรหิ ารแบบมสี ่วนรว่ มของโรงเรยี นวชิรวทิ ยฝ์ ่ายประถมศึกษา
อาเภอเมอื งเชยี งใหม่.การคน้ คว้าอสิ ระศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2556.
นัฐรียา ฉัตรรกั ษา.การพฒั นารูปแบบการบริหารจัดการงานวิชาการแบบมีสว่ นรว่ มของคณะกรรมการ
สถานศึกษาข้นั พน้ื ฐานสงั กัดสานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2.
วทิ ยานพิ นธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2558.
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีที่ ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 395
นิตยา แก้วแสนชยั . การบรหิ ารแบบมสี ่วนรว่ มของชมุ ชนในโรงเรียนสงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศกึ ษาขอนแกน่ เขต 4: พหกุ รณศี กึ ษา.วิทยานิพนธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ
มหาวิทยาลยั ขอนแก่น, 2557.
นติ ยา ประพฤตกิ ิจ. การพัฒนาเดก็ ปฐมวยั . กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร,์ 2539.
บญุ ชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น.พิมพค์ ร้งั ที่ 7. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น, 2545.
บุษยพรรณ พันอะนนั ท์. แนวทางการบริหารงานวชิ าการแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศกึ ษา
ขน้ั พนื้ ฐานในสังกดั สานักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาอดุ รธานีเขต 2. วิทยานพิ นธ์
การศกึ ษามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2558.
ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ. กระบวนการและเทคนิคการทางานของนักพฒั นา.กรุงเทพฯ:
สานักงานกองทุนสนับสนุนงานวจิ ยั , 2543.
ปรานตี ทนน้า. การมีส่วนร่วมในการบรหิ ารสถานศกึ ษาของคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
สงั กดั สานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษาเขต 20.วทิ ยานิพนธ์การศกึ ษามหาบณั ฑติ
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2558.
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณใ์ นพระบรมราชูปถมั ภ์. คมู่ ือการจดั ระบบการเรียนการสอนท่ยี ดึ ผเู้ รียน
เป็นศูนยก์ ลางการเรยี นร.ู้ พมิ พ์ครัง้ ที่ 1. พระนครศรอี ยุธยา: โรงพมิ พ์เทยี นวฒั นาพร้นิ ท์ต้งิ , 2553.
รวี แกน่ อาสา.การพฒั นาแนวทางการมสี ่วนร่วมในการจดั การศกึ ษาของคณะกรรมการสถานศึกษา
ขัน้ พน้ื ฐานสงั กดั สานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษายโสธรเขต 1.วทิ ยานพิ นธ์
การศึกษามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2559.
รุ่งแก้วแดง. อนาคตของโรงเรยี นเอกชน.กรงุ เทพฯ: คอมฟอรม์ , 2543.
วชิ ติ นนั ทสวุ รรณ และจานง แรกพนิ จิ .บทบาทของชมุ ชนกับการศึกษา. กรงุ เทพฯ : สานกั งาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน, 2547.
สานกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24. รายงานการนิเทศการศึกษา ปกี ารศึกษา 2558.
กาฬสนิ ธ์ุ : กล่มุ นิเทศ ตดิ ตามและประเมินผลการจดั การศึกษา, 2559.
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน. คู่มอื การปฏิบัติงานคณะกรรมการสถานศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2547.
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ.คู่มือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2545.
อัญชลี ธรรมะวิธกี กุล. เทคนคิ การนเิ ทศ: การสอนงาน (Coaching). (ออนไลน์) 2552
(อา้ งเมอื่ 23 กรกฎาคม 2559).จาก: http://panchalee.wordpress.com/2009/07/27/coaching, 2552.
Cohen, J. M. and Uphoff, N. T. Effective Behavior in Organizations. New York:
Richard D. Irwin Inc,1980.
396 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
ยุทธศาสตรก์ ารบริหารงานวิชาการแบบมีสว่ นรว่ มของโรงเรียนมธั ยมศึกษา
สงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
The Strategies for a Participatory Academic Administration of the
Secondary Schools under the Jurisdiction of the Secondary
Education Service Office
วิโรจน์ ม่นั ธรรม1
พงษ์ธร สิงหพ์ ันธ์2
สมาน อศั วภูม3ิ
บทคัดย่อ
การวจิ ัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือสรา้ งและประเมินยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วน
ร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้ แก่ ผู้บริหาร
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และครูโรงเรยี นมัธยมศึกษา สังกัดสานักเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
จานวน 371 คน โรงเรียนกรณีศึกษา 3 แห่ง โดยมีผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อานวยการสถานศึกษา จานวน 3 คน
รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ จานวน 3 คน หัวหน้างานวิชาการ จานวน 3 คน หัวหน้ากลุ่มสาระ จานวน 24 คน
ครูผู้สอน จานวน 3 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จานวน 6 คน รวม 42 คน ผู้เช่ียวชาญในการสนทนากลุ่ม
จานวน 17 คน และผู้เชียวชาญในการประเมินยุทธศาสตร์ จานวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินยุทธศาสตร์ข้ันต้น และแบบประเมินความ
เหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สถิติท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย
คา่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการวิเคราะหเ์ นอื้ หา
ผลการวิจัยพบวา่
ยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม 6 ด้าน ดังนี้ ด้านการบรหิ ารจดั การ
งานวิชาการ เน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการบริหารจัดการงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ ด้านหลักสูตร
สถานศึกษา เนน้ การมีส่วนรว่ มในการพฒั นาหลักสูตรสถานศกึ ษาท่ีสามารถตอบสนองความต้องการของผเู้ รียนและ
ชุมชน ด้านการจัดการเรียนรู้ เน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้านการ
วดั ผลและประเมิน เน้นการมสี ่วนร่วมการพัฒนาการระบบการประกันคณุ ภาพการศกึ ษาเหมาะสมกับธรรมชาติ
ของผู้เรียน ด้านการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการระบบ
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาท่ีมีประสิทธิภาพ ด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เนน้ การมสี ่วนร่วมในการ
จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนท่ีส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจ และด้านครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา เนน้ การมีส่วนรว่ มในการพฒั นาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาใหม้ ีศักยภาพตามความสามารถและ
ความถนัด ผลการประเมินยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พบว่า ในภาพรวม มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็น
ประโยชน์ อย่ใู นระดับมากทส่ี ุด
คาสาคัญ : ยทุ ธศาสตร์, การบรหิ ารงานวชิ าการ, การมีสว่ นรว่ ม
1 หลักสตู รครศุ าสตรดษุ ฏีบณั ฑิต สาขาการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
2 คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
3 คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปที ่ี 17 ฉบบั ที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 397
Abstract
The research aimed to construct and evaluate the strategies of a participatory
academic administration system of the secondary schools under the jurisdiction of the Secondary
Education Service Office. The subjects were administrators, committee members of the primary
schools, and teachers of the secondary schools totaling 371 and 3 case study schools. Informants
were 3 school administrators, 3 deputy administrators, 24 teachers responsible for the learning
group, 3 teachers, and 6 school committee members, 17 experts in the focus group, and
23 experts in evaluating the strategy.
The research findings were as follows :
The research instruments were the questionnaire, the interview and the evaluation
form for suitability, possibility and usefulness. Statistics used in data analysis was mean, standard
deviation, and content analysis. The strategies for a participatory academic administration system
of the secondary schools under the jurisdiction of the Secondary Education Service Area Office
consisted of six aspects. In academic administration: emphasis was on participation in the
development of an efficient academic administration. In the school curriculum: emphasis was
placed on participation in the curricular development, the schools could satisfy the needs of the
learners and communities. In learning management: emphasis was focused on learner-centered
management. In measurement and evaluation: emphasis was focused on the participation in the
development of educational quality assurance systems to commensurate with the nature of
learners. In the school internal quality assurance: emphasis was on the participation in the
development of the efficient school internal quality assurance systems. In learner development
activities: emphasis was on participation in organizing the activities to develop the learners
according to their aptitude and interest. On teachers and personnel: emphasis was in
participation in developing teachers and educational personnel to their full potential.
The evaluation of the strategies for a participatory academic administration in the secondary
schools found that the guidelines were overall suitable, possible and useful at the highest level.
Keywords : Strategies, Academic Administration, Participation
บทนา
กระทรวงศึกษาธิการดาเนินการปฏิรูปการศึกษา เป็นการเปล่ียนแปลงท่ีเป็นระบบเปล่ียนแปลง
ท้งั วัฒนธรรมของความเช่ือ ความคิดและการกระทาทตี่ ้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝา่ ยท่ีเกี่ยวข้องการศกึ ษา
จึงจะสาเร็จตามเป้าหมาย ซ่ึงหากพิจารณาจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพ่ิมเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 กาหนดให้สถานศึกษาต้องปฏิรูปหรือ
เปล่ียนแปลงในหลายด้าน เช่น มาตรา 9 การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยดึ หลกั การ
มเี อกภาพดา้ นนโยบายหลากหลายในการปฏิบัติ มีการกระจายอานาจไปสูเ่ ขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาและ
398 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน มีการกาหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
มกี ารส่งเสริมมาตรฐานวิชาชพี และพัฒนาครู คณาจารย์และบคุ ลากรทางการศกึ ษาระดมทรัพยากรจากแหล่ง
ต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษาและการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัวชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ
สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่นๆ มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียน
ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถอื ว่าผู้เรียนมีความสาคญั มากทีส่ ุดต้องส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี น
สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศกึ ษาหรือ
หน่วยงานที่เก่ียวขอ้ ง ดาเนนิ การจัดเนอื้ หาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจความถนัดของผเู้ รียน
โดยคานึงถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล ฝกึ ทกั ษะกระบวนการคิดการจดั การเผชญิ สถานการณ์ จดั กิจกรรมให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงจัดการเรียนการสอน โดยผสมผสานสาระความรู้ต่างๆ รวมท้ังปลูกฝัง
คณุ ธรรมค่านิยมที่ดีงาม และจดั การเรียนรใู้ ห้เกิดข้ึนทกุ เวลาทุกสถานท่ี มาตรา 39 ให้กระทรวงกระจายอานาจ
การบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารบุคคลและการบริหาร
ทั่วไป ไปยังคณะกรรมการและสานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาและสถานศึกษาในเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาโดยตรง และ
ความในมาตราที่ 40 กาหนดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาเพ่ือทาหน้าที่กากับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการ
ของสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร (2546 ง : 6-20)
จากสภาพปัญหาและความต้องการในการจดั การศึกษาจึงจาเป็นต้องมียุทธศาสตรเ์ พ่ือปรบั เปลี่ยน
วัฒนธรรมการบริหารโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารท่ีกาหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2545 ท่ีเน้นการบริหารโดยให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน
องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชนองค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา
สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอ่ืนเข้ามามสี ่วนรว่ มในการบริหารจัดการมากขึ้น น่ันคือ การบริหารโดย
องค์คณะบุคคล คือ การบรหิ ารแบบมีสว่ นรว่ ม ธรี ะ รญุ เจรญิ (2545 : 138-139) ซง่ึ ผู้วจิ ยั มีความสนใจปัญหาน้ี
และได้ทาการศึกษาสภาพปัญหาของระบบการบริหารสถานศึกษาจากเอกสาร ตารา และข้อเสนอแนะ
ในการแก้ปัญหาดา้ นการบริหารจัดการศึกษาจากนักวชิ าการ นกั การศึกษา และผลงานวิจยั ของศรชัย เขม้ แข็ง
(2550 : 56-57) ศึกษาปัญหาและแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา
ขนั้ พ้ืนฐาน โรงเรยี นเมืองพัทยา 6 (วัดธรรมสามคั คี) พบวา่ ปญั หาด้านวิชาการ คณะกรรมการสถานศึกษาไม่มี
ส่วนร่วมในการวางแผนปฏิบัติการงานวิชาการการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมที่
เสริมสร้างพฒั นาการของนกั เรยี นจากที่กลา่ วมาข้างตน้ และจากประสบการณ์ในการบริหารจัดการงานวชิ าการ
แบบมีส่วนร่วมที่ได้นาเสนอมาโดยลาดับแล้วนั้น การบริหารจัดการงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา
ขน้ั พ้ืนฐาน ยังมปี ัญหาสาคญั ควรได้รับการปรบั ปรงุ และพัฒนา
จากท่ีกล่าวมาข้างต้นน้ี ช้ีให้เห็นว่าการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐานซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศในช่วงเวลาท่ผี ่านมาสถานศึกษาส่วนใหญ่ยังขาด
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดการศึกษา ซึ่งยังขาดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของผู้ที่มี
สว่ นเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการศกึ ษา เป็นเหตุหนง่ึ ที่ทาให้ผลผลติ จากสถานศกึ ษายังมคี ุณภาพไมเ่ ปน็ ไปตาม
ความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและการพัฒนาประเทศ ดังนั้นในฐานะผู้วิจัยดารงตาแหน่งเป็นครูผู้สอน
ซ่ึงมีหน้าท่ีที่ต้องรับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ให้
ประชากรในวัยเรยี นได้รับการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ จึงสนใจท่ีจะศึกษาปรากฏการณแ์ ละ
กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการศึกษา เพ่ือให้ได้มาซึ่งยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการ
แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ซึ่งมีประสิทธิภาพ
เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาผลผลิตทางการศึกษาท่ีมีคุณภาพตามมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการและ
ความพึงพอใจของผทู้ ม่ี สี ่วนเกีย่ วขอ้ งและผู้ใช้บรกิ ารทางการศึกษาในโอกาสตอ่ ไป
ปีที่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 399
วตั ถุประสงค์การวิจยั
1. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่เก่ียวกับการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มธั ยมศึกษา สังกดั สานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษา
2. เพ่ือสร้างยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา
3. เพ่ือนาเสนอและประเมินยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา
ขอบเขตของการวจิ ัย
ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
ขัน้ ตอนที่ 1 การสารวจความคดิ เห็น สภาพปัจจุบนั ปัญหาการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนรว่ ม
จาก ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี อานาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร
ในปีการศึกษา 2557 จานวน 371 คน ได้มาโดยการกาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น
(Stratified Random Sampling) กรณีศึกษาสถานศึกษาตัวอย่างในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม
ท่ีประสบผลสาเรจ็ เป็นแบบอย่าง จานวน 3 โรงเรยี น
ข้ันตอนท่ี 2 สร้างยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาโดยการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ของร่าง
ยุทธศาสตร์ และร่างคู่มือการดาเนินการตามยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มธั ยมศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เป็นผ้เู ชีย่ วชาญประกอบดว้ ย อาจารย์มหาวิทยาลัย
ที่มีประสบการณแ์ ละเชย่ี วชาญการจดั การ จานวน 17 คน
ข้ันตอนที่ 3 การนาเสนอและประเมินยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของ
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา โดยการประชุมประชาพิจารณ์ (Public
Hearings) ผู้เช่ียวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของยุทธศาสตร์ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความ
เปน็ ประโยชนข์ องยุทธศาสตร์ พรอ้ มให้ข้อเสนอแนะเพ่มิ เตมิ เพ่ือยืนยนั ยทุ ธศาสตร์ จานวน 23 คน
เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
ขั้นตอนท่ี 1 ประกอบด้วย เครื่องมือ 2 ฉบับ คือ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพ
ปจั จบุ ัน ปัญหาการบริหารงานวิชาการแบบมสี ่วนร่วม จากผู้บริหารสถานศึกษา ครผู ู้สอน และคณะกรรมการ
สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในโรงเรียนมัธยมศึกษาศึกษา มีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating Scale) มีค่าน้าหนัก 5 ระดับ 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) เกี่ยวกับยุทธศาสตร์
การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนรว่ มของโรงเรียนมัธยมศึกษา สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเป็น
แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ซึ่งใช้คาถามเก่ียวกับแนวทางในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของ
โรงเรยี นมธั ยมศึกษา สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา
ข้นั ตอนที่ 2 ประกอบด้วยเครื่องมือ 2 ฉบับ คอื 1) แบบประเมินความเหมาะสมและความเปน็ ไป
ได้ของรา่ งยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมสี ่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษาลักษณะเป็นแบบประเมิน
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มคี ่าน้าหนัก 5 ระดบั 2) แบบบันทกึ การสนทนากลมุ่
400 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
ข้ันตอนที่ 3 แบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็น
ประโยชน์ของยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศกึ ษาลักษณะเป็นแบบประเมินมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) มคี ่าน้าหนัก
5 ระดบั
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ขั้นตอนท่ี 1 สอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหาการบริหารงานวิชาการแบบมี
สว่ นร่วม จากผู้บริหารสถานศึกษา ครูผสู้ อน และคณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน สาหรบั การวจิ ยั ในครั้งน้ี
ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยขอหนังสือราชการจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
ราชภฎั อุบลราชธานี เพ่ือขออนญุ าตผู้บริหารสถานศกึ ษาในโรงเรียนกลุ่มตัวอยา่ งเข้าเก็บข้อมูล หลังจากน้ันนา
ข้อมูลมาวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ ส่วนกรณีศึกษาสถานศึกษาตัวอย่าง ผู้วิจัยดาเนินการเก็บข้อมูลด้วย
ตนเองจากผู้ให้ข้อมูลหลัก โดยการใช้แบบสัมภาษณ์ที่เตรียมไว้ และใช้การจดบันทึก ใช้เคร่ืองบันทึกเสียง
และกล้องถา่ ยภาพดจิ ติ อล
ขั้นตอนที่ 2 ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในขั้นตอนการร่างยุทธศาสตร์และรา่ งคู่มือยทุ ธศาสตร์
การบริหารงานวชิ าการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา
โดยการสนทนากลุ่ม จากผเู้ ช่ียวชาญ จานวน 17 คนในดา้ นความเหมาะสม และความเป็นไปได้
ขัน้ ตอนที่ 3 การประเมินผลการใชย้ ุทธศาสตรก์ ารบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศกึ ษา โดยการประชุมประชาพิจารณ์ จากผูท้ รงคุณวุฒิ
จานวน 23 คนในดา้ นความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเปน็ ประโยชนข์ องยทุ ธศาสตร์
การวิเคราะหข์ ้อมูล
1. นาข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจบุ ัน ปัญหาการบริหารงานวิชาการ
แบบมีส่วนร่วม จากผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน มาทาการ
วิเคราะห์โดยข้อมูลท่ีเป็นแบบเลือกตอบใช้วิธีแจกแจงความถ่ี และค่าร้อยละส่ วนท่ีเป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณค่า ใช้การหาคา่ เฉลี่ย (Mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ส่วนขอ้ มูลจากการ
กรณีศึกษาสถานศึกษาตัวอย่าง ผู้วิจัยได้ทาการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสมั ภาษณ์ โดยการสร้างข้อสรุปจาก
การวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) การสัมภาษณ์และจัดกลุม่ เนื้อหาจากข้อมูลท่ีเกบ็ รวบรวมได้นามา
หาข้อสรุปเก่ียวกับแนวทางที่ใช้ในยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมเพ่ือเป็นข้อมูลพื้นฐานใน
การสร้างยทุ ธศาสตร์
2. นาข้อมูลจากแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของร่างยุทธศาสตร์การ
บริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา
จากความคิดเหน็ ของผเู้ ชีย่ วชาญ ใช้การหาค่าเฉลยี่ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. นาข้อมูลจากแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของ
ยทุ ธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา
มธั ยมศึกษา จากความคดิ เหน็ ของผเู้ ช่ยี วชาญ มาวิเคราะห์ หาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
สถิตทิ ี่ใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม คือ ค่าเฉล่ีย (Mean : ) และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation : ) ข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์ใช้วิธีการสังเคราะห์ข้อมูลโดยการ
วิเคราะห์เนือ้ หา (Content Analysis) โดยการหลอมรวมประเด็น
ปที ่ี 17 ฉบับปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 401
วิธดี าเนินการวจิ ยั
ขั้นตอนท่ี 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานท่ีเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ดังนี้ 1) การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
จากเอกสาร ตารา และงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม 2) ศึกษาความคิดเห็น
สภาพปัจจุบัน ปัญหาการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม จากผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และ
คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ในโรงเรียนมัธยมศึกษาศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มัธยมศกึ ษา 3) ศึกษาสถานศกึ ษาตัวอย่างและสัมภาษณ์ผู้บริหารทเี่ ปน็ ตน้ แบบในการบริหารงานวชิ าการแบบ
มสี ่วนร่วม โดยเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ผ่านการประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษารอบท่ี 3 หรือได้รับรางวลั โรงเรยี น
รางวัลโรงเรียนรางวัลพระราชทานหรือโรงเรียนดีเด่นท่ีมีผลการประเมินด้านการมีส่วนร่วมในการบรหิ ารงาน
วิชาการในระดับดขี ้นึ ไป 4) สังเคราะหย์ ุทธศาสตรก์ ารบริหารงานวชิ าการแบบมีสว่ นรว่ ม
ข้ันตอนท่ี 2 สร้างยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกดั สานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา ดังน้ี
1. การจัดยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศกึ ษาฉบับร่าง
2. ยกร่างยทุ ธศาสตรก์ ารบริหารงานวิชาการแบบมสี ่วนรว่ มของโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สงั กดั
สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษา
3. จดั ทาคมู่ ือประกอบการดาเนินการของยุทธศาสตร์การบรหิ ารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของ
โรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษา
4. ประเมนิ ความเหมาะสมของคู่มือฯ โดยผเู้ ช่ียวชาญ จานวน 17 คน
ข้ันตอนท่ี 3 นาเสนอและประเมนิ ยทุ ธศาสตรก์ ารบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มธั ยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา ดงั นี้
1. นาเสนอรูปแบบ โดยการประชาพิจารณ์ (Public Hearings) โดยผ้ทู รงคณุ วุฒทิ ่เี ก่ียวข้องกบั
การจดั การศกึ ษาจานวน 23 คน เพ่อื ประเมินคุณภาพของยุทธศาสตร์ ในด้านความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้
และความเป็นประโยชนข์ องยุทธศาสตร์ พรอ้ มให้ข้อเสนอแนะเพิม่ เติม
2. สรปุ ผลการนาเสนอและประเมนิ คุณภาพของยทุ ธศาสตร์แลว้ ปรบั ปรงุ เพือ่ ยืนยันยุทธศาสตรซ์ ง่ึ
จากข้ันตอนการวิจยั สามารถเขยี นเป็นแผนภูมิไดด้ งั นี้
สรุปผลการวิจยั
1. ผลการศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษา พบว่ามีระดับการมีส่วนร่วมของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ครผู ู้สอน และ
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน โดยรวมมีการปฏิบัติอยูใ่ นระดับปานกลาง เมือ่ พจิ ารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า
ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสงู สุด คือ ด้านระบบการประกันคุณภาพการศกึ ษา ส่วนด้านที่มีคา่ เฉล่ียต่าสุดคอื ด้านกจิ กรรม
พัฒนาผู้เรียน ส่วนผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลศึกษาสถานศึกษาตัวอย่างและสัมภาษณ์ผู้บริหารท่ีเป็น
ต้นแบบในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม พบว่า โรงเรียนท้ัง 3 แห่ง ได้มีการจัดการศึกษาโดยการ
บริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม เพ่ือพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานวิชาการที่มีประสิทธิภาพ พัฒนา
หลักสูตรสถานศึกษาท่ีสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและชุมชน เน้นการจัดการเรียนรู้ที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญ พัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจ
ใช้วธิ ีการวัดผลและประเมนิ ผลที่เหมาะสมกับธรรมชาตขิ องผเู้ รยี น โดยจดั ระบบการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาท่ี
มปี ระสทิ ธิภาพ และมสี ่งเสริมครูและบุคลากรทางการศกึ ษาครูและบุคลากรโดยการมสี ่วนร่วม
402 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
2. ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างยุทธศาสตร์และร่างคู่มือยุทธศาสตร์
การบรหิ ารงานวชิ าการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา
ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ คือ 1) ด้านการบริหารจัดการงานวิชาการ 2) ด้านหลักสูตรสถานศึกษา
3) ด้านการจัดการเรียนรู้ 4) ด้านการวัดผลและประเมิน 5) ด้านการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
6) ด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 7) ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา จากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งผลจากการประชุม
สนทนากลุ่มและการประเมนิ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของยุทธศาสตร์ มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่
ในระดับมากท่ีสุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการงาน
วิชาการ และด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา มีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือ ด้านหลักสูตรสถานศึกษา และมีความ
เป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการ
บรหิ ารจัดการงานวิชาการ และด้านครูและบคุ ลากรทางการศึกษา ส่วนดา้ นทีม่ คี ่าเฉลย่ี ต่าสุดคอื ดา้ นหลักสตู ร
สถานศกึ ษา
3. ประเมินความเหมาะ ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของยุทธศาสตร์การบริหารงาน
วิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา สรุปได้ว่า
โดยรวมของยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา มีความเหมาะ ความ
เปน็ ไปได้ และความเปน็ ประโยชนโ์ ดยรวมอยใู่ นระดับมากท่สี ุด
อภิปรายผลการวิจยั
1. ยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของ
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ คือ
1) ด้านการบรหิ ารจัดการงานวิชาการ 2) ด้านหลักสูตรสถานศึกษา 3) ด้านการจัดการเรียนรู้ 4) ด้านการวัดผล
และประเมิน 5) ด้านการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 6) ด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 7) ด้านครูและ
บุคลากรทางการศึกษา ซ่ึงยุทธศาสตรก์ ารบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาน้ัน มีความสาคัญมากในการจัดการศึกษา ดังท่ีรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2550 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่มิ เติม (ฉบับที่
2) พ.ศ.2545 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 8 (2) กล่าวถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ
จัดการศึกษา มาตรา 9 (1) กล่าวถึงเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ (2) กล่าวถึง
การกระจายอานาจไปสู่เขตพื้นท่ีการศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) กล่าวถึงการ
ก า ห น ด ม า ต ร ฐ า น ก า ร ศึ ก ษ า แล ะ จั ด ร ะ บ บ ป ร ะ กั น คุ ณ ภ า พ ก า ร ศึ ก ษ า ทุ ก ร ะ ดั บ แ ล ะ ป ร ะ เภ ท ก า ร ศึ ก ษ า
(4) กล่าวถึงการระดมทรัพยากรจากแหล่งตา่ งๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา (5) กล่าวถึงการสนับสนุน ส่งเสริม
การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน
สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอืน่ นอกจากน้นั ยังเนน้ รูปแบบการจัดการศึกษา โดยมกี าร
ใชค้ าว่า “การมสี ่วนร่วม” โดยระบุว่า ในการจัดการศึกษาที่ยึดหลักการให้สงั คมมีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
และกลา่ วถึงหนา้ ที่ของสถานศึกษาในการจดั การศึกษาใหก้ ับชุมชนวา่ “ให้สถานศกึ ษารว่ มกับบุคคล ครอบครัว
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ
สถาบันสังคมอ่ืน สง่ เสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชนให้สอดคล้องกบั สภาพ
ปญั หาและความต้องการ รวมท้งั หาวธิ ีการสนับสนุนให้มีการแลกเปล่ียนประสบการณ์การพัฒนาระหวา่ งชุมชน”
สอดคล้องกับ Gold. (2000 : 259) ได้ศึกษาการเข้ามามสี ่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศกึ ษาระดบั โรงเรียน
มัธยมศกึ ษา โดยเน้นการ ให้ความร่วมมือระหวา่ งชุมชน ผู้ปกครอง และนักการศึกษา ซ่ึงถือเป็นส่วนหนึ่งของ
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ี่317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 403
การปฏิรูปการศึกษาในรัฐฟิลลาเดลเฟีย ผลการศึกษา พบว่า การจัดการของชุมชนเป็นส่ือกลางระหว่าง
ผู้ปกครอง ครอบครัวกับโรงเรียน เพ่ือเป้าหมายในการเสริมสร้างการอ่านออกเขียนได้ และการเรียนรู้ให้
สอดคล้องกับชุมชน ทาให้ผู้ปกครองได้รับความรู้เกี่ยวกับชุมชน ดังน้ันการสร้างหุ้นส่วนและความร่วมมือ
ระหว่างผู้ปกครอง นักการศึกษา ทาให้เกิดทรัพยากรที่มีคุณค่าท้ังในด้านสังคมและวัฒนธรรมให้แก่โรงเรียน
และสอดคล้องกับ จิณณวัตร ปะโคทัง (2549 : 112-114) ได้วิจัยรูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด
การศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียน (โรงเรียนกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ) ผลการศึกษาพบว่าการมีส่วนร่วม
ของชุมชนในการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียนดีเด่น มีอยู่ 5 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การมีส่วนร่วมขององค์กร
ปกครองส่วนองถ่ิน การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การมีส่วนร่วมแบบเครือข่าย
ผปู้ กครองนักเรียน การมสี ่วนร่วมในการระดมทุนและการมีสว่ นรว่ มในการสรา้ งความสัมพันธก์ ับชุมชน โดยทั้ง
5 กลมุ่ มีความเก่ยี วข้องและมีปฏิสัมพันธ์เช่ือมโยงระหวา่ งกัน และยังพบว่า มีรูปแบบท่ีเป็นกระบวนการการมี
ส่วนร่วมของชุมชนในการจดั การศึกษาขน้ั พื้นฐานของโรงเรยี นดเี ด่น 5 ประการคอื การระดมความคิด การร่วม
วางแผนการร่วมลงมอื ทา การรว่ มติดตามประเมนิ ผล และการรบั ประโยชน์ร่วมกัน ส่วนเงื่อนไขการมีสว่ นรว่ ม
ของชุมชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนดีเด่น พบว่า เง่ือนไขการมีส่วนร่วมมากของมีผู้นาทาง
ศาสนาให้การสนับสนุนและเห็นความสาคัญของการศึกษา ผู้นาองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และผู้นาชุมชน
ชว่ ยเหลือสนับสนุนอยา่ งจริงจัง การมกี ารร่วมกลุ่มกันเองในชุมชนหลายกลุ่ม คณะครูมีความสามัคคแี ละร่วม
พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และผู้บริหารเป็นที่ยอมรับของคณะครูและชุมชน ส่วนเง่ือนไขการมีส่วนร่วมน้อยของ
ชุมชนในการจัดการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พบวา่ มี 2 ประการ คือ ชุมชนขาดความรู้เรอ่ื งการดาเนินการของโรงเรียน
ในเร่อื งการจัดการเรียนการสอนและเงอื่ นไขเก่ยี วกบั ระบบราชการ
2. ผลการสร้างยทุ ธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีสว่ นร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา พบว่า รา่ งยุทธศาสตร์และร่างคูม่ อื ยทุ ธศาสตร์การบริหารงานวชิ าการ
แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย
7 ยุทธศาสตร์ คือ 1) ด้านการบริหารจัดการงานวิชาการโดยการมีส่วนร่วม 2) ด้านหลักสูตรสถานศึกษา
โดยการมสี ว่ นร่วม 3) ด้านการจัดการเรยี นรูโ้ ดยการมีสว่ นรว่ ม 4) ดา้ นการวัดผลและประเมนิ โดยการมสี ่วนรว่ ม
5) ด้านการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วม 6) ด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยการมี
ส่วนร่วม 7) ด้านครูและบคุ ลากรทางการศึกษาโดยการมีส่วนร่วม ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้
ของร่างยุทธศาสตร์และร่างคู่มือยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา จากผู้ทรงคุณวุฒิ ซ่ึงผลจากการประชุมสนทนากลุ่มและการ
ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของยุทธศาสตร์ มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
เมื่อพิจารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า ดา้ นทม่ี ีคา่ เฉลย่ี สงู สุดคือ ดา้ นการบริหารจดั การงานวิชาการ และดา้ นครูและ
บคุ ลากรทางการศึกษา มคี ่าเฉล่ยี ตา่ สุดคือ ด้านหลักสูตรสถานศึกษา และมีความเป็นไปไดโ้ ดยรวมอยใู่ นระดับ
มากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการงานวิชาการ และ
ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุดคือ ด้านหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีผลการ
ตรวจสอบและประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยภาพรวม อย่ใู นระดบั มากท่ีสุด ผลการประเมิน
ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด Bovee and others (1993 : 209)
ได้นาเสนอองค์ประกอบของแผนยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นแผนแม่บทขององค์กรจะมีโครงสร้างขององค์ประกอบที่สาคัญ
ดังต่อไปน้ี1) วิสัยทัศน์ขององค์กร2) พันธกิจขององค์กร 3) ค่านิยมร่วมขององค์กร 4) ความสามารถหลัก
5) วัตถุประสงค์หลัก 6) จุดมุ่งหมายระดับต่างๆ เช่น ระดับยุทธศาสตร์ ระดับกลวิธี ระดับดาเนินการ
7) จุดมงุ่ หมายแผนงาน เช่น ดา้ นคณุ ภาพ ด้านทรัพยากร ดา้ นงบประมาณ
404 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
3. ผลการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของยุทธศาสตรก์ ารบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม
ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา พบว่า ประเมินความเหมาะ
ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา สรุปไดว้ ่าโดยรวมของยุทธศาสตร์การบรหิ ารงาน
วิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา มีความเหมาะ ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์โดย
รวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ท้ังน้ีเน่ืองจากยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ที่สร้างขึ้นมาผ่านกระบวนการต่างๆ อย่าง
เหมาะสม อีกทัง้ ผ่านการตรวจสอบและประเมินจากผู้เช่ียวชาญท่มี ีความรู้และประสบการณ์ครอบคลุมในสาขา
ต่างๆต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนมัธยมศึกษา
จึงสามารถให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในรายละเอียดของรูยุทธศาสตร์ทาให้ ผลการตรวจสอบและประเมินโดย
ภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ซ่ึงสอดคล้องกับทัศนา แสวงศักดิ์ (2549 : 97) กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง
สถานศึกษากับชุมชนเป็นการร่วมมือกันของผู้บริหาร ครู ผู้เรียน ผู้นาชุมชนและสมาชิกชุมชน ในการ
ดาเนินการอย่างใดอย่างหน่ึงโดยการดาเนินการน้ันมลี ักษณะสัมพันธข์ องทุกฝ่ายที่เกยี่ วข้อง มีหลากหลายของ
กิจกรรมท่ีทา ซึ่งนอกเหนือจากเปน็ ประสิทธิภาพในการศึกษาแลว้ ยังสร้างความเขม็ แข็งให้กบั ชุมชนด้วย สรุป
ได้ว่าแนวคิดการมีส่วนร่วมจัดการศึกษา คือ การที่สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วน ได้เข้า
มาร่วมแสดงความคดิ เห็น ตัดสินใจ รว่ มวางแผน ร่วมดาเนินการในกิจกรรมตา่ ง ๆ ของโรงเรียนท่ีชัดเจนขนึ้ ใน
ลักษณะการมีส่วนร่วมท่ีดีควรกระทาในลักษณะการเป็นหุ้นส่วน (Partnership)ก่อให้เกิดความผูกพัน และ
เป็นไปตามความต้องการของท้องถ่ิน โดยให้สถานศึกษาใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์และส่งเสริมให้
สถานศึกษา ประชาชนร่วมมือกันพัฒนาชุมชนของตนเองและThompson and StricKland (1999 : 24)
กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ สรุปได้ดังนี้1) เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของทุกคนใน
องค์กร โดยเฉพาะในประเด็นสาคัญ“สิ่งท่ีเราพยายามจะทา และทาให้สาเร็จ”2) ทาให้ผู้บริหารมีความต่ืนตัว
ต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงและปรับแนวทางการดาเนินงานให้สอดคล้องกับโอกาสที่เกิดขึ้นใหม่ และหาทาง
หลีกเล่ยี งความเสียหายท่ีจะเกิดขึ้น3) เพื่อช่วยให้ผู้บริหารมีเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณในการลงทุน จัด
บุคลากรและทรัพยากรอ่ืน ๆ ให้เหมาะสมกับแผนงาน4) ช่วยให้บุคลากรในองค์กรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
และปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน5) ช่วยให้เกิดการวางแผนการจัดกิจกรรมล่วงหน้าและตัดสินใจในเชิงรุก
และตง้ั รับตอ่ สถานการณ์และแนวโนม้ ทจ่ี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต
ขอ้ เสนอแนะ
1. สานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐานควรนา
ยุทธศาสตร์จากการวิจัยครั้งนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการกาหนดยุทธศาสตร์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วน
ร่วมของโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา สังกัดสานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา
2. โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา ควรนายุทธศาสตร์จาก
การวิจัยครั้งน้ีไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่ วนร่วมตามความเหมาะสมจ น
ประสบผลสาเร็จ
3. การนายทุ ธศาสตรก์ ารบริหารงานวชิ าการแบบมีส่วนรว่ มของโรงเรียนมัธยมศกึ ษา สังกดั สานกั งาน
เขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา ไปใช้ ควรนาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้เหมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศึกษานั้น ๆ
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 405
กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็จได้ด้วยดีด้วยความอนุเคราะห์อย่างดีย่ิงจากคณะกรรมการท่ีปรึกษา
วิทยานิพนธ์ท้ังสองท่าน คือ อาจารย์ ดร.พงษ์ธร สิงห์พันธ์ประธานกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ และรอง
ศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ ที่ได้กรุณาให้คาปรึกษาแนะนา ตรวจทาน
แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆเป็นอย่างดียิ่ง ผวู้ ิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท้ังสองท่านเปน็ อย่างยิง่ จึงขอกราบ
ขอบพระคณุ เปน็ อย่างสงู
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. การปฏิรูประบบการบริหารการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
การศาสนา, 2542.
จิณณวัตร ประโคทัง. รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนดีเด่น
โรงเรยี นกันทรารมณ์ จงั หวดั ศรีสะเกษ.วทิ ยานิพนธก์ ศ.ด.ชลบรุ ี :มหาวิทยาลยั บูรพา, 2549.
ธีระ รุญเจริญ. ความเปน็ มืออาชีพในการจัดการและบริหารการศึกษายุคปฏิรปู การศึกษา.กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง,
2550.
ทัศนา แสวงศกั ดิ์.“ความสมั พันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนตามแนวทางปฏริ ปู การศึกษา,”
วารสารวิชาการ. 8, 1 (2548): 43-49.
“รฐั ธรรมแหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ ที่ 124. ตอนท่ี 47 ก.: 15-24. 24
สงิ หาคม 2550.
. พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่แี กไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพอ์ งคก์ ารรบั สง่ สินคา้ และพสั ดภุ ณั ฑ์, 2546 ค.
ศรชัย เข้มแข็ง. การศกึ ษาปัญหาและแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมจัดการศกึ ษาของคณะกรรมการ
สถานศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน โรงเรยี นเมืองพทั ยา 6 (วดั ธรรมสามัคค)ี . วิทยานพิ นธ์ กศ.ด.ชลบุรี :
มหาวทิ ยาลัยบูรพา, 2550.
Bovee, Courtland and others. Management. New York: McGraw-Hill, 1993.
Gold, S.Eva.Community Organizing at a Neighborhood High School: Promises and Dilemmas in
Building Parent-Educator Partnership and Collaborations (Abstract).Dissertations
Abstracts International.60, 7(2000): 259-A.
Thompson, Arthur A. and A. J. Strickland. Strategic Management: Concepts and
Cases.11thed. Boston: McGraw, 1999.
406 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
รูปแบบการบรหิ ารโรงเรยี นประจาในสังกดั สานกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ
An Administrative Model of the Boarding Schools
Affiliated to the Special Education Office
สุภาพร พาภกั ดี1
พงษธ์ ร สิงหพ์ ันธ์2
สวุ ิมล โพธิ์กล่ิน3
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาในสังกัด
สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างจากแบบสอบถาม จานวน 180 คน การศึกษางานจากโรงเรียนที่มี
การปฏิบัติดีเลิศ จานวน 5 แห่ง โดยทาการเก็บข้อมูลจากครู และผู้บริหารโรงเรียน จานวน 60 คน การสร้าง
รูปแบบและคู่มือได้รับการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้จากผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาขั้นต้น
จานวน 9 คน และขั้นสุดท้าย มีการประเมินรูปแบบและคู่มือ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และ
ดา้ นความเป็นประโยชน์ โดยการประชุมผทู้ รงคุณวุฒิทางการศึกษาและผู้มีส่วนเก่ียวข้อง จานวน 21 คน เครื่องมือ
ท่ีใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบเก็บข้อมูลแบบประเมินความเหมาะสม ความ
เป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คา่ ร้อยละ และการวิเคราะห์
เนอ้ื หา
ผลการวจิ ยั พบว่า
รูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีองค์ประกอบหลัก
2 องคป์ ระกอบ และมี 8 องคป์ ระกอบย่อย คือ 1. ดา้ นขอบข่ายการบริหารการศึกษา มีองค์ประกอบย่อย 4 ด้าน
คือ 1) การบริหารงานงบประมาณ มีการวิเคราะห์พัฒนาระบบ จัดทาแผนงบประมาณ และการกากับ
ติดตามแผนงบประมาณ 2) การบริหารงานบุคคล มีการจัดทาโครงสร้างระเบียบปฏิบัติ การจัดทาคู่มือ
การปฏิบัติงานและการให้ขวัญกาลังใจแก่บุคลากร 3) การบริหารงานท่ัวไป มีการจัดทาคู่มือการปฏิบัติงาน
กาหนดมาตรฐานอาคารสถานที่ พัฒนาระบบเทคโนโลยี งานธุรการ และการกากับติดตาม 4) การบริหารงาน
วิชาการ มกี ารกาหนดกรอบมาตรฐาน ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร พัฒนาสื่อการเรียนการสอน และกากบั นิเทศ
ประเมินผล 2. ด้านแนวทางการบริหารงานโรงเรียนมี 4 ด้านย่อย คือ 1) การมีส่วนร่วม มีส่วนร่วมในการ
บริหารจัดการ การบริหารงานวิชาการ การร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาโรงเรียน
(2) การทางานเป็นทีม คือ มีเป้าหมายร่วมกัน การมอบอานาจและ กระจายอานาจ 3) ภาวะผู้นาของ
ผู้บริหารมีภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง วัฒนธรรมองค์การและการเป็นแบบอย่างที่ดี 4) การนิเทศติดตามผล
มีกระบวนการติดตามประเมนิ ผลอย่างต่อเนื่อง นาผลการประเมินมาปรับปรุงแก้ไข และรายงานผลการนิเทศ
ผลการประเมินรูปแบบการบรหิ ารงานโรงเรียนประจาในสงั กัดสานักงานบริหารการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมมี
ความเหมาะสมอยใู่ นระดับมาก ความเป็นไปไดแ้ ละความเป็นประโยชนอ์ ยใู่ นระดบั มากทีส่ ุดทกุ ดา้ น
คาสาคญั : รูปแบบการบริหาร, โรงเรยี นประจา, สานักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษ
1หลักสูตรครุศาสตรดษุ ฏบี ณั ฑติ สาขาการบริหารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
2คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี
3คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
ปที ี่ 17 ฉบับท่ี 3 (กันยายน - ธันวาคม 2560) 407
Abstract
The research aimed to construct and evaluate the administrative model for the
boarding schools affiliated to the Special Education Office. A total of 180 subjects completed
the questionnaire administered in the study. Five best practice schools were studied. The data
were collected from 60 teachers and school administrators. A model and a handbook were
evaluated by nine experts. In the final step, the model and the handbook were evaluated for
suitability, possibility and usefulness by 21 experts. The research instruments were
a questionnaire and an in-depth interview. Statistics used was mean, standard deviation,
percentage and content analysis.
The research findings were as follows:
The administrative model of the boarding schools in the study consisted of
two main components and eight sub-components. They could be described as follows:
1. the scope of educational administration had 4 sub-components: 1) budget administration
included an analysis of system development, budget planning, supervision and follow-up;
2) personnel administration covered a structure of regulations, a handbook for performance
and morale and support for the personnel; 3) general administration included a handbook of
performance, setting up a standard for the premises, development of the technological system;
4) academic administration determined a standard framework, development of a curriculum and
textbooks, supervision and evaluation. 2. The guidelines for the school administration consisted of
4 aspects: 1) participation in academic administration, cooperation between parents and
communities in the school development; 2) teamwork, common goals, authorization and
power decentralization; 3) leadership of the administrators, leadership in changes, organizational
culture and a good model; 4) supervision and follow-up including a continuous evaluation,
improvement and correction of the evaluation, and report of supervision. With the administrative
model for the boarding schools under study evaluated, it was found that the model was
found suitable at a higher level and possible and useful at the highest level in all aspects.
Keywords : Administrative Models, Boarding Schools, Affiliated to the Special Education Office.
บทนา
การจัดการศึกษาในโรงเรียนศึกษาสงเคราะหห์ รอื ที่เรียกว่า โรงเรยี นประจาน้ัน เป็นการจัดการศกึ ษา
ที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ ซึ่งแตกต่างจากการจัดการศึกษาของโรงเรียนท่ัวไปในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
เพราะรับนกั เรียนอยู่ประจาในโรงเรียน โรงเรียนต้องจัดการศึกษาให้นกั เรียนมีความร้ทู ้งั วิชาสามัญวิชาชพี และ
ทกั ษะชีวิต อบรมสงั่ สอนใหน้ ักเรียนเป็นคนดมี ีศีลธรรมมีระเบยี บวินยั จัดโรงเรียนให้เสมือนบา้ นครู–อาจารยท์ า
หน้าท่ีเป็นพ่อ–แม่นักเรียนให้การอุปการะเล้ียงดูโดยจัดท่ีพักอาศัยอาหารเคร่ืองแต่งกายยารักษาโรค
408 วารสารบริหารการศึกษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
วัสดุเครื่องใช้ในชีวิตประจาวันและวัสดุอุปกรณ์การเรียนเพ่ือพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะ 3 ด้านคือการ
พัฒนาตนเองการพัฒนาอาชีพและการพัฒนาสังคม โดยมีสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นผู้ดูแล
รับผิดชอบสถานศึกษาดงั กลา่ ว ซ่ึงการจัดการศึกษาสงเคราะห์โดยจดั แบบโรงเรียนประจาในปจั จุบันมีโรงเรียน
ศึกษาสงเคราะห์และราชประชานุเคราะห์ทั้งหมด 51 แห่งท่ัวประเทศโดยจัดแบบอยู่ประจาในโรงเรียน
50 แห่ง และไปกลับ 1 แห่ง คอื โรงเรียนพิบลู ประชาสรรค์
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
เพ่ือนาเสนอรปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นประจา ในสงั กัดสานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ
ขอบเขตของการวิจัย
ม่งุ ศึกษาเฉพาะองคป์ ระกอบสาคัญของรูปแบบการบริหารโรงเรยี นประจา ประกอบด้วย แนวคิด
เกย่ี วกบั รูปแบบ กฎหมายทีเ่ กย่ี วข้องกบั การจดั การศกึ ษา การจัดการศึกษาสงเคราะห์ การบริหารสถานศึกษา
ขัน้ พนื้ ฐาน และงานวิจัยที่เก่ียวข้องเกย่ี วกับการจดั การศกึ ษาและการพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
ผู้วิจัยได้กาหนดกรอบแนวคิดในการจัดองค์ความรู้ในเรื่องการบริหารโรงเรียน ประกอบด้วย
1) ข้อมูลพื้นฐานการบริหารโรงเรียนประจา ในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) ขอบข่ายการ
บริหารงานสถานศึกษา ได้แก่ การบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการ
บริหารทั่วไป 3) แนวทางการบริหารโรงเรียนประจา ได้แก่ การมีส่วนร่วม การทางานเป็นทีม ภาวะผู้นาของ
ผู้บรหิ าร และการนเิ ทศตดิ ตาม
วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ขั้นตอนท่ี 1 ศกึ ษาสภาพปัจจบุ ัน ปัญหา และความต้องการ
ข้นั ตอนท่ี 2 สรา้ งรูปแบบการบรหิ ารโรงเรยี นประจา ในสงั กัดสานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ
ข้ันตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบการบริหาร
โรงเรยี นประจา ในสงั กัดสานกั บรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ
เคร่อื งมอื การวิจยั ที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ย
1. แบบสัมภาษณ์ เปน็ แบบสมั ภาษณแ์ บบกง่ึ มโี ครงสร้าง (Semi-Structure Interview)
2. แบบสอบถาม เปน็ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ชว่ งคะแนน
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ในการวิเคราะห์ขอ้ มูลขอ้ มูลที่ได้จากแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยการ
หาความถ่ีร้อยละและข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ
วเิ คราะหโ์ ดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปและแปลความหมายคา่ เฉล่ียโดย
ใชเ้ กณฑ์ ดังน้ี บญุ ชม ศรีสะอาด (2543 : 100)
ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 409
สรปุ ผลการวิจยั
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการรูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาใน
สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการโรงเรียน หัวหน้างาน
หรือหัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้ มีความคิดเห็นว่า สภาพปจั จุบนั และปัญหาของโรงเรียนประจาในสังกดั สานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มงาน พบว่า กลุ่มงานท่ีมี
ค่าเฉล่ียมากท่ีสุด คือ กลุ่มบริหารงานทั่วไป รองลงมาคือกลุ่มบริหารบุคคล กลุ่มบริหารวิชาการ และ
กลุ่มบริหารงบประมาณ ตามลาดบั สว่ นความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายกลุ่มงาน
พบว่า กลุ่มงานที่มีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุด คือ กลุ่มบริหารบุคคล รองลงมาคือกลุ่มบรหิ ารงบประมาณ กล่มุ บริหาร
วิชาการ และกลมุ่ บริหารงานทว่ั ไป
2. ผลการสร้างรปู แบบการบริหารโรงเรยี นประจาในสงั กัดสานักบริหารงานการศกึ ษาพิเศษ พบว่า
รูปแบบ ประกอบด้วยหลักการ วตั ถุประสงค์ วิธีดาเนินการ ตัวชี้วดั ความสาเร็จและปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จ
โดยรูปแบบมีองค์ประกอบหลัก 2 องค์ประกอบ และองค์ประกอบย่อย 8 องค์ประกอบ องค์ประกอบหลัก
ได้แก่ องค์ประกอบหลักท่ี 1 ขอบข่ายการบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 4 ประกอบ
มี 26 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย องค์ประกอบย่อยที่ 1.1 การบริหารงบประมาณ มี จานวน 6 ตัวช้ีวัด องค์ประกอบ
ย่อยที่ 1.2 การบริหารบุคคล มี จานวน 6 ตัวช้ีวัด องค์ประกอบย่อยที่ 1.3 การบริหารทั่วไป มี จานวน
7 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบย่อยที่ 1.4 การวิชาการ มี จานวน 7 ตัวชี้วัด องค์ประกอบหลักที่ 2 แนวทางการ
บริหารโรงเรียนประจา มี 4 องค์ประกอบย่อย มี 30 ตัวชี้วัด องค์ประกอบย่อยที่ 2.1 การมีส่วนร่วม
มี 7 ตัวชี้วัด องค์ประกอบย่อยท่ี 2.2 การทางานเป็นทีม มี 8 ตัวชี้วัด องค์ประกอบย่อยที่ 2.3 ภาวะผู้นา
ของผู้บริหาร มี 7 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบย่อยที่ 2.4 การนิเทศติดตาม มี 8 ตัวช้ีวัด มีวัตถุประสงค์ ดังน้ี
1) เพ่ือเป็นแนวทางในการบริหารโรงเรยี นประจา และ 2) เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาสาหรับเดก็ ด้อยโอกาส
โดยวิธีการดาเนินการมีหลักการบริหารงาน 4 ประการ คือ การมีส่วนรว่ ม การทางานเป็นทีม ภาวะผู้นาของ
ผบู้ ริหาร และการนเิ ทศติดตาม มีตัวชวี้ ัดความสาเร็จ คือ 1) ผลจากการบรหิ ารโรงเรยี นประจา ในสังกดั สานัก
บริหารงานการศึกษาพิเศษตามรูปแบบ และ 2) เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาได้รับการศึกษาที่มคี ุณภาพและ
พฒั นาไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ และปัจจัยทีส่ ่งผลตอ่ ความสาเรจ็ มี 2 ปัจจัย คือ 1) ปจั จัยภายใน ไดแ้ ก่ ผ้บู ริหาร ครู
นักเรียน และ 2) ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานภายนอก โดยผลการประเมินความ
เหมาะสมของคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบการบรหิ ารโรงเรยี นประจาในสังกัดสานักบริหาร งานการศึกษา
พิเศษ โดยรวม มคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดับมากทีส่ ุด และเมือ่ พจิ ารณาเป็นรายข้อ พบวา่ ผลการประเมินอยูใ่ น
ระดับมากทสี่ ดุ ทุกขอ้
3. ผลการประเมินรูปแบบการบรหิ ารโรงเรียนประจาในสังกัดสานกั บรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ ใน
ด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาในสังกัด
สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า โดยรวมอยู่ระดับมากที่สุด ( X = 4.62) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า มีความเหมาะสม ( X =4.60) ความเป็นไปได้ ( X =4.60) และความเป็นประโยชน์ ( X =4.65) อยู่ใน
ระดับมากทส่ี ุดทกุ ดา้ น
410 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
อภปิ รายผลการวิจยั
1. จากผลการศึกษาสภาพปัจจุบนั ปญั หาและความตอ้ งการรูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาใน
สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการโรงเรียน หัวหน้างาน
หรือหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ มคี วามคดิ เห็นวา่ สภาพปจั จุบันและปัญหาของโรงเรียนประจาในสังกัดสานัก
บรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X =3.06) ส่วนความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับ
มาก ( X =4.38) ทง้ั นี้เนื่องจาก โรงเรียนประจาในสังกดั สานักบริหารงานการศกึ ษาพิเศษ มีระบบการบรหิ ารใน
แต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดาเนินงานในแต่ละโรงเรียนมีความ
แตกต่างกัน บางโรงเรียนจัดระบบการบริหารจัดการด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานท่ี
การจดั ทาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดกระบวนการเรยี นรู้ การพฒั นาศักยภาพผู้เรียนเหมือนกับโรงเรียนทั่วไป
ในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ทาให้บุคคลทว่ั ไปคดิ ว่าระบบการบรหิ ารงานในโรงเรียน
ศึกษาสงเคราะห์เหมือนกับระบบการบริหารงานในโรงเรียนทั่วไปที่ใครก็สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็น
ผู้บริหารหรือเป็นครูได้ เป้าหมายของการจดั การศึกษาในโรงเรียนประจาในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษา
พเิ ศษน้ัน เปิดรับเด็กดอ้ ยโอกาสท่ัวไป เพ่อื ใหค้ รบตามเกณฑ์หรอื ตามแผนชั้นเรยี นที่วางไวท้ าใหก้ ารดาเนนิ งาน
ของโรงเรียนไม่เป็นไปตามวตั ถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษาสงเคราะห์แบบอยปู่ ระจา เพื่อเด็ก
ด้อยโอกาสให้เต็มตามศักยภาพ และเป็นไปตามนโยบายของสานักบริการงานการศึกษาพิเศษ นอกจากนี้
โรงเรยี นประจายงั มปี ญั หาด้านผเู้ รยี นมีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนท้ัง ๘ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ อยใู่ นระดับปรับปรุง
เพราะข้อจากัดด้านผู้เรียนเป็นชนชาติพันธ์ุ มีพื้นฐานการเรียนค่อนข้างต่า ขาดการสนับสนุนด้านวิชาการจาก
ครอบครัว และมีการปรับเปล่ียนแนวการทดสอบ รวมทั้งการปรับกระบวนการวัดผลของครู และผู้เรียนส่วน
หน่ึงขาดทักษะในกระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ครูยังขาดการประเมินแผนการ
จัดการเรียนรู้แบบวัดหรือแบบทดสอบท่ีครูพัฒ นาข้ึนให้มีความเท่ียงตรงและมี ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ
เครื่องมือท่ี สทศ. ใช้ทดสอบ ผู้บริหารยังขาดการนิเทศ กากับ ติดตาม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
การใช้สื่อประกอบการสอน การวัดผล อย่างสม่าเสมอ และตอ่ เนื่อง ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานหรือ
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้จึงมีความต้องการท่ีจะได้รูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาในสังกัดสานัก
บรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ เพ่อื นามาใช้ในการบริหารจัดการสถานศกึ ษาใหม้ ีคณุ ภาพและเกิดประสทิ ธิผลมาก
ขนึ้ อย่ใู นระดับมาก ซ่ึงเปน็ ทท่ี ราบดีว่าสถานศึกษาจะทางานให้สาเร็จได้นั้นจาเป็นทจี่ ะต้องใชป้ จั จัยหลายอยา่ ง
เข้าร่วม และในการบริหารโรงเรียนน้ัน กระบวนการบริหารท่ีจะส่งผลถึงความสาเร็จของการบริหารงานน้ัน
ประกอบด้วย 1) ผู้บริหารเป็นมืออาชีพ 2) สภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการจัดการเรียนรู้ 3) การจัดการเรียน
การสอน 4) คุณภาพชวี ิตของนักเรียนในโรงเรยี น 5) ความคาดหวงั ตอ่ นักเรยี นเมอ่ื จบการศกึ ษา 6) ความคุม้ ค่า
ในการลงทนุ และสามารถตรวจสอบได้ 7) การมวี ิสัยทศั นร์ ว่ มกัน 8) การดแู ลนกั เรียนประจา ซึง่ ส่งผลสาเรจ็ ต่อ
การบริหารงานของโรงเรยี นท้ัง 4 กลุ่มงาน คือ กลุม่ งานบริหารวิชาการ กลุ่มงานบริหารบคุ คล กล่มุ งานบรหิ าร
งบประมาณ และกลุ่มบรหิ ารงานท่ัวไป และการบริหารโรงเรยี นประจาทมี่ ปี ระสิทธิผลนัน้ จะต้องอาศัยหลักการ
ทฤษฎี เป็นกรอบในการดาเนนิ งาน และความมุ่งมั่นทุ่มเทของบุคลากรทกุ คน โดยเฉพาะผู้บริหารจะตอ้ งมีการ
บริหารจัดการที่แตกต่างจากโรงเรียนปกติทั่วไป อีกท้ังจะต้องมีรูปแบบในการปฏิบัติงานท่ีมีความกระชับ
ชัดเจน โปร่งใส มีวิสัยทัศน์ของการบริหาร การจัดการเรียนการสอน มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้
การดูแลความเป็นอย่ขู องนักเรยี นท่ีอบอุ่นเสมือนอยู่กบั ครอบครัว การดูแลขวัญกาลังใจแก่บุคลากรเพ่อื พัฒนา
คุณภาพของโรงเรียนให้ประสบความสาเร็จมีประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้ เป็นการแก้ปัญหาและ
ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ซึ่งสอคล้องกับการศึกษาของอารุง จันทวานิชและคณะ (2546 : 20-23)
ท่ไี ด้เสนอแนวคิดของโรงเรียนท่ีสมบูรณ์แบบวา่ ต้องประกอบด้วย 1) ผู้เรียนมีคุณภาพมาตรฐานมีการพัฒนาการ
ทุกด้านเป็นคนดีคนเก่งมีความสุขเรียนต่อ และประกอบอาชีพได้ 2) โรงเรียนเป็นท่ีช่ืนชมของชุมชน
ปีที่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 411
3) โรงเรียนเป็นแบบอย่างและให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนและโรงเรียนอ่ืน 4) การจัดกระบวนการเรียนรู้เน้น
ผูเ้ รียนสาคัญทส่ี ุด 5) การจัดบรรยากาศการเรียนร้เู ออ้ื ต่อการพัฒนาคณุ ภาพของผู้เรียน 6) การบรหิ ารจัดการที่
ดใี ช้โรงเรยี นเป็นฐานและเนน้ การมีส่วนร่วม7) การประกันคณุ ภาพการศึกษามีประสิทธิภาพเป็นส่วนหน่งึ ของ
ระบบบรหิ ารโรงเรียน 8) มีครูผู้บรหิ ารและบุคลากรทางการศึกษาและจานวนเพยี งพอ 9) ลักษณะทางกายภาพ
ของโรงเรียนได้มาตรฐาน 10) หลักสูตรเหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่น 11) สื่ออุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย
12) มีแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนหลากหลาย 13) งบประมาณมุ่งเน้นผลงาน 14) สภาพแวดล้อมภายนอกของ
โรงเรียนดีมีสังคมบรรยากาศสิ่งแวดล้อมเอ้ืออานวยต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ และยังสอดคล้องกับ
การศึกษาของกาญจน์ เรืองมนตรี (2547 : 217-220) ที่ไดว้ ิจัยองค์ประกอบภาวะผู้นาท่ีสง่ ผลต่อประสิทธิผล
การบริหารและการจัดการศกึ ษาสถานศกึ ษาขั้นพืน้ ฐานตามแนวปฏริ ูปการศกึ ษา:กรณีศกึ ษาเขตพื้นที่การศกึ ษา
มหาสารคาม พบวา่ องคป์ ระกอบของภาวะผู้นาของผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐานทีจ่ ะนาไปสู่ประสิทธผิ ลการ
บริหารและการจัดการศกึ ษาตามแนวปฏริ ูปการศึกษาครอบคลมุ 3 ด้าน ได้แกบ่ ุคลกิ ภาพสว่ นตวั ของผู้บริหาร
เช่น มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ มีวิสัยทัศน์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้านพฤติกรรมการปฏิบัติ
เช่นส่งเสริม และพัฒนาครูอย่างสม่าเสมอบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดบริหารโดยยึด
กระบวนการบรหิ ารครบวงจรดา้ นปัจจัยสนับสนุน เช่น ความสามคั คขี องครแู ละบุคลากรความรู้ความสามารถ
ของครูตามกลุ่มสาระการเรียนรู้วัฒนธรรมองค์การของโรงเรียนองค์ประกอบของภาวะผู้นาดังกล่าวนาไปสู่
ประสิทธิผลการบริหารและการจดั การศึกษาท้ัง 4 ด้าน คือด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านความพึง
พอใจของครูด้านคุณภาพนกั เรยี นและด้านการมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชนและยังสอดคล้องกบั การศกึ ษาของ
2. จากผลการสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
พบว่า รูปแบบ ประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดาเนินการ ตัวช้ีวัดความสาเร็จและปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ความสาเร็จ โดยรูปแบบมีองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ และองค์ประกอบย่อย 28 องค์ประกอบ
ซึ่งรูปแบบมหี ลกั การทีส่ าคัญ จานวน 4 หลักการ คือ 1) การมีส่วนรว่ ม 2) การทางานเป็นทีม 3) ภาวะผู้นาของ
ผู้บริหาร 4) การนิเทศติดตาม มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารโรงเรียนประจา และ
2) เพ่ือพัฒนาการจัดการศึกษาสาหรับเด็กด้อยโอกาส วิธีการดาเนินการเน้นการบริหารงาน 4 งาน คือ
งานบริหารวิชาการ งานบรหิ ารงานบุคคล งานบริหารงบประมาณและงานบริหารท่ัวไป มีตัวช้ีวัดความสาเร็จ
คือ 1) ผลจากการบริหารโรงเรียนประจา ในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษตามรูปแบบ และ
2) เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาได้รับการศึกษาทีม่ ีคุณภาพและพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ และปัจจยั ท่ีสง่ ผล
ต่อความสาเร็จมี 2 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน และ 2) ปัจจัยภายนอก ได้แก่
ผปู้ กครอง ชุมชน หนว่ ยงานภายนอก โดยผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบ
การบริหารโรงเรียนประจาในสังกัดสานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ โดยรวม มีความเหมาะสมอยูใ่ นระดบั มาก
ทีส่ ุด ( X =4.60) และเม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบวา่ ผลการประเมนิ อยู่ในระดบั มากท่สี ุดทกุ ขอ้ ทั้งนีเ้ น่ืองจาก
ผลของการศึกษาเอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้องพบว่ารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาโดย
ส่วนมากประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดาเนินการ ตัวชี้วัดความสาเร็จและปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ความสาเร็จ และรูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาท่ีดีน้ันต้องมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้และมี
ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน โดยหลักการกว้าง ๆ ในการสร้างรูปแบบ ประกอบด้วยหลักสาคัญ
ไดแ้ ก่ 1) รูปแบบควรประกอบขนึ้ ด้วยความสัมพันธ์อย่างมีโครงสรา้ งมากกว่าความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงธรรมดา
อย่างไรก็ตามความเชื่อมโยงแบบเส้นตรงธรรมดาแบบทั่วไปน้ัน ก็มีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษา
วจิ ัยในช่วงต้นของการพัฒนารูปแบบ 2) รูปแบบควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลท่ีจะเกิดขึ้นจากการใช้
รูปแบบได้ สามารถตรวจสอบได้โดยการสังเกตและหาข้อมูลสนับสนุนดว้ ยข้อมูลเชงิ ประจกั ษ์ได้ 3) รปู แบบควร
จะต้องระบุหรือช้ใี หเ้ หน็ ถงึ กลไกเชิงเหตุผลของเรื่องท่จี ะศกึ ษา ดังนัน้ นอกจากรูปแบบนอกจากจะเปน็ เครอื่ งมือ
412 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
ในการพยากรณ์ได้แล้ว ควรใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ได้ด้วย และ 4) นอกจากคุณสมบัติต่างๆที่กล่าว
มาแล้ว รูปแบบควรเป็นเคร่ืองมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่และการสร้างความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะใหม่
รูปแบบท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นมีหลักการท่ีสาคัญรองรับ 4 หลักการ คือ 1) การมีส่วนร่วม 2) การทางานเป็นทีม
3) ภาวะผู้นาของผู้บริหาร และ4) การนิเทศติดตาม ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ช่วยส่งเสริมให้โรงเรยี นทางานได้
สาเร็จ สอดคล้องกับองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบย่อยของรูปแบบท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้น สอดคล้องกับ
การศึกษาของ สุรัตน์ ศรีดาเดช (2549 : 193) ท่ไี ดว้ ิจยั การนาเสนอรปู แบบการบริหารงานท่มี ีประสิทธผิ ลของ
ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พบว่า รูปแ บบการ
บริหารงานที่มีประสิทธิผลของผู้บริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐานสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐานประกอบด้วยองค์ประกอบสาคัญทางการบริหาร 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) องค์ประกอบด้าน
ระบบสังคมประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 4 ประการได้แก่การปรับตวั การบรรลุวตั ถุประสงค์การบูรณาการ
และการรักษาแบบแผน 2) องค์ประกอบด้านทักษะการบริหารประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 9 ประการ
ได้แก่ ทักษะเชิงเทคนิคทักษะเชิงมนุษย์ทักษะเชิงมโนคติทักษะเชิงจริยธรรมทักษะเชิงวิชาการทักษะเชิง
เทคโนโลยีทักษะเชิงการวินิจฉยั ทักษะเชิงการติดต่อสื่อสารและทกั ษะเชิงการเมอื ง 3) องค์ประกอบด้านหน้าที่
การบริหารประกอบดว้ ยองค์ประกอบยอ่ ย 7 ประการได้แก่การวางแผนการจัดองค์การการบังคับบญั ชาการนา
การประสานงานการงบประมาณและการควบคุม 4) องค์ประกอบด้านบทบาทการบริหารประกอบด้วย
องค์ประกอบกล่มุ ใหญ่ 3 ประการโดยประกอบไปด้วยบทบาทย่อยได้ 13 ประการได้แก่กลุม่ บทบาทเชิงสมั พนั ธ์
บุคคลประกอบด้วยบทบาทเป็นสัญลักษณ์ขององค์การบทบาทเป็นผู้นาองค์การบทบาทเป็นผู้สร้าง
ความสัมพันธ์และบทบาทเป็นผู้สร้างทีมงานกลุ่มบทบาทเชิงสารสนเทศประกอบด้วยบทบาทเป็นผู้กากับ
ติดตามผลบทบาทเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบทบาทเป็นผู้ประชาสัมพันธ์และบทบาทเป็นผู้นิเทศงานกลุ่ม
บทบาทเชิงตัดสินใจประกอบด้วยบทบาทเป็นผู้ประกอบการบทบาทเป็นผู้ขจัดส่ิงก่อกวนบทบาทเป็นผู้
แก้ปัญหาบทบาทเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรและบทบาทเป็นผู้เจรจาต่อรอง และยังสอดคล้องกับการศึกษาของ
วิโรจน์ สารัตถะ (2544 : 22) ที่ได้กล่าวถึงองค์ประกอบสาคัญท่ีจะส่งผลต่อความมีประสิทธิผลของ
สถานศึกษาว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 กลุ่มใหญ่ ดังน้ี 1) องค์ประกอบด้านการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน
ประกอบด้วยการมีจดุ หมายที่ชดั เจนการมคี ่านยิ มและความเชื่อร่วมและการมีภาวะผู้นาทางด้านการเรียนการ
สอน 2) องค์ประกอบด้านบรรยากาศการเรียนรู้ประกอบด้วยการมีส่วนเก่ียวข้องและความรับผิดชอบของ
นักเรียนสภาพแวดล้อมทางกายภาพการยอมรับ และการมีสิ่งจูงใจพฤติกรรมทางกายภาพการยอมรับและ
การมีส่ิงจูงใจพฤติกรรมในทางบวกของนักเรียนการได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและผู้ปกคร อง
3) องคป์ ระกอบด้านการเรยี นรู้ประกอบด้วยหลกั สูตรการสอนการพัฒนาบุคลากรความคาดหวังในความสาเร็จ
สงู และการตดิ ตามความก้าวหน้าของนักเรียนอย่างสม่าเสมอ
3. ฆจากผลการประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษา
พิเศษ ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชนข์ องรปู แบบการบรหิ ารโรงเรียนประจาใน
สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า โดยรวมอยู่ระดับมากท่ีสุด ( X = 4.62) เม่ือพิจารณาเป็นราย
ด้าน พบว่า มีความเหมาะสม ( X =4.60) ความเป็นไปได้ ( X =4.60) และความเป็นประโยชน์ ( X =4.65)
อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ทั้งน้ีเน่ืองจาก ผู้วจิ ัยได้ดาเนินการสรา้ งและพัฒนารูปแบบตามระเบียบวิจัยอย่าง
เคร่งครัด โดยในขัน้ ตอนที่ 1 ผู้วิจัยไดท้ าการตรวจสอบข้อมลู แบบสามเสา้ โดยศึกษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎีและ
งานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอ้ ง ศึกษาสภาพปจั จบุ นั ปัญหาและความตอ้ งการโดยใชแ้ บบสอบถามและศกึ ษาโรงเรียนทีม่ ผี ล
การปฏิบัตงิ านดีเดน่ จากนน้ั สังเคราะห์ข้อมูลและวิเคราะหเ์ น้ือหาเพ่ือให้ไดอ้ งคป์ ระกอบหลักและองคป์ ระกอบ
ย่อยของรูปแบบ แล้วนาไปสร้างรูปแบบการบริหารโรงเรียนประจาในสังกัดสานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ
ซ่ึงผ่านการตรวจสอบและประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญ
ปที ี่ 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 413
จงึ ทาให้รปู แบบมีคณุ ภาพท่ีดี มีความเชอ่ื มั่นในการนาไปใช้ เม่อื ผู้เชีย่ วชาญทาการประเมนิ ในข้ันตอนท่ี 3 จงึ ทา
ให้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันว่ารูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์
โดยรวมอยู่ระดับมากท่ีสุด ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของจามจุรี จาเมือง (2548 : 144 - 147) ท่ีได้วิจัย
รูปแบบภาวะผู้นาท่ีมีประสิทธิผลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า รูปแบบภาวะผู้นาที่มี
ประสิทธิผลของผู้บริหารโรงเรยี นสงั กัดกรุงเทพมหานครมี 6 ด้านคอื 1) ด้านวิสัยทัศนค์ วรมกี ารสร้างวสิ ัยทัศน์
กาหนดวสิ ัยทัศน์ปฏบิ ัติตามวิสัยทัศน์ปรับวสิ ัยทัศน์และเสนอวิสัยทัศน์ 2) ด้านการเรียนการสอนควรมีการวาง
แนวปฏบิ ตั ขิ องโรงเรียนจดั ส่อื เทคโนโลยแี ละแหล่งเรยี นร้พู ัฒนาการเรียนรูข้ องนกั เรียนและออกแบบพัฒนาการ
เรียนการสอน 3) ด้านสภาพแวดล้อมทางการเรียนควรมีการจัดองค์การจัดระเบียบการปฏิบัติงานและจัด
ทรพั ยากร 4) ด้านชุมชนควรมีการประสานงานกับผปู้ กครองและชมุ ชนสนองความสนใจและความตอ้ งการของ
ชุมชนระดมทรัพยากรต่างๆจากชุมชนมาใช้ประโยชน์ 5) ด้านคุณธรรมควรปฏิบัติตามคุณธรรมปฏิบัติอย่าง
ยุตธิ รรมและปฏบิ ัติตามจริยธรรม 6) ดา้ นพฒั นาสังคมควรมีการเข้าใจบรบิ ทของโรงเรยี นตอบสนองต่อบริบทที่
ชัดเจนและนาศักยภาพจากบริบทมาพัฒนาโรงเรียนและสังคม โดยรูปแบบภาวะผู้นาที่มีประสิทธิผลของ
ผูบ้ ริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากท่สี ุด และ
ยังสอดคล้องกับการศึกษาของชัชภูมิ สีชมพู (2548 : 197) ท่ีได้ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ด้านคือด้านปัจจัยนาเข้าและด้านกระบวนการ
บริหารจัดการด้านปัจจัยนาเข้าจาแนกเป็นภาวะผู้นาของผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาและภาวะ
ผู้นาของคณะกรรมการของคณะกรรมการเขตพ้ืนท่ีการศึกษาด้วยกระบวนการบริหารจัดการจาแนกเป็นการ
กาหนดวสิ ัยทัศน์การกาหนดแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติ-การการบริหารตามแผนบุคลากรการบริหารตามแผน
งบประมาณการบริหารตามแผนการสง่ เสริมคณุ ภาพการจัดการศกึ ษาการวางระบบวางแนวปฏิบัติงานเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพและตรวจสอบถว่ งดุลและการรายงานผลการจัดการศึกษา โดยรูปแบบการบรหิ ารจัดการเขตพ้นื ที่
การศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ระดับ
มากทสี่ ดุ เช่นกนั
ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะเพอื่ นาผลการวิจยั ไปใชป้ ระโยชน์
ผู้อานวยการโรงเรียน คณะครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าจะนาผลการวิจัยน้ีไปใช้ ผู้วิจัยมี
ขอ้ เสนอแนะดงั น้ี
1. ในระดับเขตพ้ืนที่การศึกษา โดยสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ควรนารูปแบบการบริหาร
โรงเรียนประจาในสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ไปกาหนดเป็นนโยบายในการปฏิบัติงานของ
ผูอ้ านวยการโรงเรียนและครูในสังกัด ท้ังนี้เนื่องจากผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะดหี รือไม่ ข้ึนอยู่กับการ
ปฏิบัติงานของครูและผู้อานวยการโรงเรียน ซ่ึงจากผลการวิจัยพบว่า รูปแบบมีองค์ประกอบหลัก
2 องค์ประกอบ และองค์ประกอบย่อย 8 องค์ประกอบ องค์ประกอบหลัก ได้แก่ องค์ประกอบหลักท่ี 1
ขอบข่ายการบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 4 ประกอบ มี 26 ตัวช้ีวัด ประกอบด้วย
องค์ประกอบย่อยที่ 1.1 การบริหารงบประมาณ มี จานวน 6 ตัวชี้วัด องค์ประกอบย่อยท่ี1.2 การบริหาร
บุคคล มี จานวน 6 ตัวชี้วัด องคป์ ระกอบย่อยท่ี1.3 การบริหารท่ัวไป มี จานวน 7 ตัวชี้วัด และองค์ประกอบ
ย่อยที่ 1.4 การวิชาการ มี จานวน 7 ตัวชี้วัด องค์ประกอบหลักท่ี 2 แนวทางการบริหารโรงเรียนประจา
มี 4 องค์ประกอบย่อย มี 30 ตัวช้ีวดั องค์ประกอบย่อยที่ 2.1 การมีสว่ นร่วม มี 7 ตวั ชวี้ ัด องค์ประกอบย่อยที่
2.2 การทางานเป็นทีม มี 8 ตัวช้ีวัด องค์ประกอบย่อยท่ี 2.3 ภาวะผู้นาของผู้บริหาร มี 7 ตัวช้ีวัด และ
414 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
องค์ประกอบย่อยท่ี 2.4 การนิเทศตดิ ตาม มี 8 ตวั ชวี้ ัด ซึ่งองค์ประกอบเหล่านเ้ี หมาะสมกับการนาไปใช้เกอื บ
ทุกโรงเรยี น เนื่องจากมีคมู่ ือการใช้รูปแบบซึง่ ง่ายในการทาความเข้าใจและนาไปใช้ ดงั นั้นการนารปู แบบนี้ไปใช้
ต้องศกึ ษาคู่มือการใชร้ ูปแบบใหเ้ ข้าใจอยา่ งถอ่ งแท้ จงึ จะทาใหเ้ กดิ ประสทิ ธผิ ลในการปฏบิ ตั ิงาน
2. ในระดับสถานศึกษา โดยผอู้ านวยการโรงเรยี นและครู กอ่ นนารูปแบบนไ้ี ปใช้ควรศึกษาคูม่ อื การ
ใช้รูปแบบให้ดี อาจจะปรับประยกุ ตร์ ายละเอยี ดในคู่มือบ้างเพ่ือให้สอดคลอ้ งกับบรบิ ทของโรงเรียนตนเอง หรือ
อาจเลือกองค์ประกอบบางองค์ประกอบไปใช้ในการปฏิบัติงานก็ได้ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับสภาพปัจจุบัน ปัญหาและ
ความตอ้ งการในแตล่ ะโรงเรียน
ขอ้ เสนอแนะเพอื่ การวจิ ัยครงั้ ตอ่ ไป
จากการวิจยั ครงั้ นี้ ผู้วิจยั มขี ้อเสนอแนะเพ่อื การวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป ดังนี้
1. รปู แบบการบรหิ ารโรงเรียนประจาในสังกัดสานกั บริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นรปู แบบที่ดี ที่
ส่งผลตอ่ คุณภาพและประสทิ ธิผลของโรงเรยี น และเพือ่ ใหค้ วามความเช่ือมั่นในการนารูปแบบไปใช้ ในการวิจัย
ครงั้ ต่อไป ควรนารปู แบบการบริหารโรงเรียนประจาในสงั กดั สานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ ไปทดลองใช้กอ่ น
แลว้ นาผลการทดลองใชม้ าปรับปรุงรูปแบบใหด้ ขี น้ึ จะทาใหเ้ กดิ ความเช่อื มนั่ ในการนารปู แบบไปใชจ้ ริงมากขึน้
2. เพ่ือให้ได้สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการใช้รูปแบบท่ีใกล้เคยี งกบั กลุ่มประชากร
มากข้ึน ควรกาหนดกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพปจั จุบัน ปญั หาและความต้องการใหม้ ากขน้ึ กว่าเดมิ และให้
ครอบคลุมกลุ่มประชากรท้ังประเทศ โดยเลือกกลุม่ ตวั อยา่ งให้ครอบคลุมทุกภมู ิภาค และนอกจากนี้ควรศึกษา
เอกสาร แนวคดิ ทฤษฎที ่เี กี่ยวข้องมากข้ึน
กติ ติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ สาเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและดูแลช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจากอาจารย์
ดร.พงษธ์ ร สิงหพ์ ันธ์ และ อาจารย์ ดร.สุวิมล โพธ์ิกลน่ิ คณะกรรมการที่ปรกึ ษาวิทยานพิ นธ์ ที่ไดใ้ ห้คาปรึกษา
แนะนา ใหข้ ้อเสนอแนะ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆด้วยความเอาใจใส่ เป็นกัลยาณมิตรมาโดยตลอด จน
ทาให้วทิ ยานพิ นธฉ์ บับนสี้ าเร็จลงด้วยความสมบูรณ์ ผ้วู จิ ยั กราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูง
กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิ ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์
และ ดร.วิสุทธ์ิ ราตรี กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ทก่ี รุณาให้คาแนะนาตรวจสอบความถกู ต้องของวิทยานิพนธ์
ทาใหว้ ทิ ยานิพนธ์ฉบับนีม้ คี วามสมบูรณ์มากย่ิงขึ้น
กราบขอบพระคุณผู้เช่ียวชาญทุกท่านท่ีกรุณาตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย ให้สัมภาษณ์และให้
ขอ้ มลู ตลอดการทาวิจัยในครั้งน้ี
เอกสารอ้างองิ
กาญจน์ เรืองมนตรี. องคป์ ระกอบภาวะผนู้ าที่ส่งผลต่อประสิทธผิ ลการบริหารและการจดั การศกึ ษา
สถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานตามแนวปฏริ ปู การศกึ ษา : กรณศี ึกษาเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา
มหาสารคาม. วิทยานพิ นธ์ กศ.ด. พิษณุโลก : มหาวทิ ยาลยั นเรศวร, 2547.
จามจุรี จาเมือง. งานวจิ ัยเรอื่ ง รปู แบบภาวะผู้นาทม่ี ีประสทิ ธผิ ลของผบู้ รหิ ารโรงเรยี นสงั กดั
กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ กศ.ด. ชลบรุ ี : มหาวิทยาลยั บรู พา, 2548.
ชชั ภมู ิ สชี มภู. รูปแบบการบรหิ ารจดั การเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาตามหลกั ธรรมาภบิ าล. วทิ ยานพิ นธ์ กศ.ด.
พิษณุโลก : มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, 2548.
ธีระ รญุ เจริญ. ความเป็นมอื อาชีพในการจดั การและการบรหิ ารการศกึ ษายคุ ปฏิรปู การศกึ ษา.
กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัทสานกั พิมพข์ า้ วฟา่ ง จากัด, 2550
ปีที่ 17 ฉบับปทที ี่ ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 415
วิโรจน์ สารัตถะ. การบริหาร หลักการ ทฤษฎแี ละประเดน็ ทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ทพิ ยวสิ ทุ ธ์ิ,2542
สรุ ตั น์ ศรีดาเดช. การนาเสนอรปู แบบการบรหิ ารงานทีม่ ีประสทิ ธผิ ลของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา-ขัน้ พ้นื ฐาน
สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน. วิทยานิพนธ์ กศ.ด. พิษณโุ ลก :
มหาวทิ ยาลยั นเรศวร, 2549.
อารุง จนั ทวานชิ และคณะ. โรงเรยี นสมบรู ณ์แบบ. วารสารวิชาการ6,1 (2546) : 23
416 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
รปู แบบการบรหิ ารจดั การสานกั งานวัฒนธรรมจังหวดั ที่มปี ระสิทธิผล
The Model of Effective Administration for the Provincial
Cultural Office
ปรียากรณ์ ทะคาสอน1
นเรศ ขันธะรี2
ศกั ดา พันธ์ุเพ็ง3
บทคัดย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารจัดการสานกั งานวัฒนธรรม
จงั หวดั ท่มี ปี ระสิทธผิ ล กล่มุ ตัวอยา่ งประกอบด้วย นกั วชิ าการ จานวน 313 คน ศกึ ษาดูงานสานักงานวฒั นธรรม
จังหวัดดีเด่น จานวน 3 แห่ง โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วัฒนธรรมจังหวัด จานวน 3 คน หัวหน้าฝ่าย
ผู้อานวยการกลุ่ม จานวน 6 คน รวม 9 คน ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ของ
องค์ประกอบการดาเนินการของรูปแบบ จานวน 11 คน ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้
และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบและคู่มือ จานวน 21 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
แบบสอบถาม, แบบสัมภาษณ์, แบบการจัดกลุ่มสนทนา, แบบสังเกตและแบบบันทึก และแบบประเมินความ
เหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ สถิติท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ยั พบวา่
รูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวฒั นธรรมจงั หวดั ที่มปี ระสทิ ธิผลมี 6 องคป์ ระกอบ ดาเนนิ การ
ตามกระบวนการบริหารแบบ PODDIC คือ 1) การวางแผน ซึ่งประกอบด้วย 4 W และ 2 H คือ การวางแผน
ตามทกี่ าหนดไวว้ ่า ใครทา (Who) ทาอะไร (What) ทาทไี่ หน (Where) ทาเมือ่ ไหร่ (When) ทาอย่างไร (How)
และงบประมาณเท่าไหร่ (How much) 2) การจัดองค์การ ประกอบด้วย การจัดโครงสร้างองค์การ การแบ่งงาน
และลักษณะของงาน 3) การอานวยการ ประกอบด้วย การบริหารภารกิจโดยอาศัยภาวะผู้นา มนุษยสัมพันธ์
การจงู ใจ และการตัดสนิ ใจ 4) การกระจายอานาจ ประกอบดว้ ย การบริหารงาน 2 รูปแบบ คอื การบรหิ ารงาน
แบบรวมศูนย์ทีจ่ งั หวัด และการบรหิ ารงานแบบรวมกลุ่มอาเภอ 5) การบูรณาการ ประกอบด้วย วธิ ีการทางาน
การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และการประสานงาน ภายในและ
ภายนอกองคก์ าร และ 6) การควบคมุ งาน ประกอบด้วย เปา้ หมายหลัก แผนงานตามตวั ช้ีวัด การตดิ ตามความ
คืบหนา้ และการประเมนิ ผลงานเชงิ ประจกั ษ์
ผลการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดท่ีมีประสิทธิผล พบว่า
รูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดท่ีมีประสิทธิผล มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และ
ความเปน็ ประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดบั มากท่ีสุด และเม่ือพิจารณารายดา้ น พบว่า ความเหมาะสม ความเป็นไปได้
และความเป็นประโยชน์ทกุ ดา้ นอยใู่ นระดับมากที่สุด
คาสาคญั : รปู แบบ, การบรหิ ารจัดการ, สานักงานวฒั นธรรม, ประสิทธผิ ล
1นักศึกษาหลกั สูตรครุศาสตรดุษฎีบณั ฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี 417
2สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
3หลักสูตรรฐั ประศาสนศาสตร์ สถาบันรัชต์ภาคย์ จงั หวดั สกลนคร
ปีที่ 17 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560)
Abstract
This study aimed to set and evaluate the model of effective administration for the
provincial cultural office. the samples of this study were 313 academic staff participated in
study visits to three outstanding provincial cultural offices. indept interview with the
provincial cultural officers together with six section directors were conducted. the
appropriaateness and possibility of the model factors were examined. eleven cultural
experts evaluated the appropriateness, the possibility and the benefits of the model.
questionniares, interview questions,questionnaires focus groups, questionnaires observation
and recordingand appropriateness aveluation forms were used as research instruments.
statistics used in this study included percentage, mean and standard diviation.
The research findings were as follows :
There are six factors under the administrative model of PODDIC, including
1) P= planning of the 4Ws2Hs (Who, What, Where, When, How, and How much; 2) O= organization
management in terms of organization setup, delegation, and job description; 3) D = Direction which
means task managing skills include leadership, human relations, motivation and decision;
4) D = Distribution of power which consists of two patterns of administration namely provincial
centralized administration and district-group administration; 5) I = Integration which includes
collaborative task management among central, regional and local units along with the organization
internal and external collaboration; and 6) C = Control which consists of main goals, plan and key
performance indicators, progress follow-up, and evidential evaluation.
The result of the adminstration evaluation reveals that the effective provincial
cultural office have appropriateness, possiblity, and benefit at high level of every factors. in
each factor, all three facets of the model are at hughest level.
keywords : model, administration, cultural office, effectiveness
บทนา
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 36 กาหนดให้กระทรวง
วฒั นธรรมมีอานาจหน้าท่เี ก่ียวกบั ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม และราชการอ่นื ตามท่มี ีกฎหมายกาหนดใหเ้ ป็น
อานาจหน้าท่ีของกระทรวงวฒั นธรรมหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีการจดั ตั้งสานักงาน
วฒั นธรรมจังหวัดเป็นหน่วยงานราชการบริหารส่วนภูมิภาคในสังกดั สานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ต้ังอยู่
ทุกจังหวัดของประเทศ (สานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 2550 : 70)และนโยบายรัฐบาล จากการประชุม
คณะรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2549 พิจารณาเห็นว่าการพัฒนาและนาระบบใหม่มาใช้ในส่วนราชการ สานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. ควรดาเนินการพัฒนาระบบราชการอย่างต่อเน่ืองใน 3 เร่ือง
หลัก คือ การปรับโครงสร้างระบบราชการ การจัดองค์การบริหาร และการนาเครื่องมือ เทคนิคการบริหาร
จัดการและการประเมินผลมาใช้การจัดตั้งสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมได้สรุป
ปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานไว้ 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านโครงสร้างสานักงาน พบว่า โครงสร้างและสายการ
บังคับบัญชาไม่ชัดเจน ภารกิจท่ีได้รับมอบหมายไม่คลอบคลุม ทาให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุวัตถุประสงค์
418 วารสารบริหารการศึกษาบวั บัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
เท่าที่ควร 2) ด้านบริหารงานบุคคล พบว่า จานวนบุคลากรไม่เพียงพอในการดาเนินงาน การปฏิบัติงานของ
บคุ ลากรต้องแยกส่วนปฏิบตั ทิ ั้งในจงั หวดั และอาเภอ ขาดขวัญกาลังใจในการปฏิบัติงาน 3) ด้านการบริหารงาน
ทั่วไป พบว่า ขาดการวางระบบของการบริหารให้ชัดเจน แนวทางการประสานงานหรืออานวยการในเรื่องต่างๆ
ท่ีได้รับมอบหมายยังซ้าซ้อนและขั้นตอนการดาเนินงานมากเกินไป ภารกิจบางเรอื่ งไม่มีผู้รับผิดชอบงานในแต่ละ
เรอ่ื งโดยตรง เนื่องจากไม่มีการจดั ตัง้ ฝ่ายหรือกลุ่มงานรบั ผิดชอบไว้ การปรบั เปล่ยี นโครงสร้าง ภารกิจ อานาจ
หน้าท่ี และจัดทาแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อการให้บริการประชาชนอย่างใกล้ชิด
มีประสิทธิภาพและประโยชน์สุขแกป่ ระชาชนตามบทบาทตามสิทธิทบ่ี ัญญัติไว้ในรฐั ธรรมนูญให้เกิดสัมฤทธิผล
สว่ นราชการควรมีบทบาทหน้าที่ไม่ซ้าซ้อนกัน มีความกะทัดรัด คล่องตัว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่อิง
หลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีตามหลักประชาธิปไตย โดยการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ประชาชนและ
ชุมชนมีบทบาทมากข้ึน สามารถร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจ เพ่ือตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและ
สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศและการบริหารแบบบูรณาการในจังหวัด โดยเน้นการบริหารจัดการ
แบบมีส่วนร่วมและการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง กระทรวงวัฒนธรรม (2548 : 57–59)จากการดาเนินงาน
และปญั หาดงั กล่าว การแสวงหาแนวทางการบรหิ ารงานจัดการทด่ี ี เพื่อนามาซึ่งประสิทธิผลสงู สุดขององค์การ
ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษารูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดท่ีมีประสิทธิผล ซึ่งจะช่วย
พัฒนา ปรบั ปรงุ การปฏิบัติงานของสานกั งานวัฒนธรรมจังหวัดได้อย่างชดั เจนและเป็นองค์การทมี่ ีคุณภาพย่ิงขึน้
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพือ่ ศกึ ษาสภาพปจั จุบัน ปญั หา และความต้องการในการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจงั หวัด
2. เพือ่ สร้างรปู แบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจงั หวัดท่มี ปี ระสทิ ธิผล
3. เพือ่ ประเมินและนาเสนอรูปแบบการบริหารจดั การสานักงานวัฒนธรรมจังหวดั ทีม่ ปี ระสิทธิผล
ขอบเขตของการวิจัย
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ประกอบดว้ ย
1) กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร ผู้วิจัยได้ศึกษาและสังเคราะห์แนวคิดเก่ียวกับกระบวนการ
บรหิ ารของนักการศึกษาท่เี ก่ียวข้องและสรุปเป็นกรอบของกระบวนการบรหิ ารแบบ PODDIC ประกอบด้วย 1)
Plan2) Organizing3) Directing4) Decentralization5) Integrationและ 6) Controlling
2) กรอบแนวคิดเก่ียวกับการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด ผู้วิจัยศึกษาแนวคิด
ขอบขา่ ย ภารกิจงานของสานกั งานวฒั นธรรมจังหวัดและสรุปเป็นภารกจิ งาน 4 ดา้ น คือ 1) งานบริหารจดั การ
2) งานยุทธศาสตร์ วชิ าการ และสารสนเทศ 3) งานส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม
และ4) งานประสานงานและพฒั นาเครือขา่ ยวัฒนธรรม
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง ท่ีใช้ในการวจิ ัยมี 3 ขัน้ ตอน ดังน้ี
ข้ันตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด 1)ประชากรที่ใช้ใน
การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด เป็นนกั วิชาการ
ท่วั ประเทศ 76 จังหวัด จานวน 1,740 คน 2)กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความ
ต้ อ งก ารก า รบ ริห ารจั ด ก ารส า นั ก งาน วั ฒ น ธร รม จั งห วั ด เป็ น นั ก วิช าก าร ท่ี ป ฏิ บั ติ งา น ใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จานวน 313 คน ประกอบด้วยนักวิชาการวัฒนธรรม นักจัดการงานท่ัวไป
นักวิชาการเงินและบัญชี กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางKrejcie and Morgan (สมบัติ ท้ายเรือคา
2543 : 50) การได้มาของกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้น (Multistage Random Sampling)3)ผู้ให้
ข้อมูลในการสัมภาษณ์เชิงลึก การบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดท่ีมีประสิทธิผล จานวน 3 แห่ง
ปีที่ 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 419
ได้แก่ สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดอานาจเจรญิ สานักงานวัฒนธรรมร้อยเอ็ด และสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
หนองบัวลาภู ประกอบด้วย วัฒนธรรมจังหวัด จานวน 3 คน หัวหน้าฝ่าย ผู้อานวยการกลุ่ม จานวน 6 คน
รวม 9 คนขั้นตอนท่ี 2 การสร้างรูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่มีประสิทธิผลเป็น
ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการบริหารองค์การ และผู้บริหารระดับนโยบายของกระทรวง
วัฒนธรรม ตรวจสอบความเหมาะสม และความเปน็ ไปได้ ขององค์ประกอบการดาเนนิ การของรูปแบบ จานวน
11 คน และข้ันตอนท่ี 3 การประเมินรูปแบบและการนาเสนอรปู แบบการบรหิ ารจัดการสานักงานวัฒนธรรม
จังหวัดที่มีประสิทธิผล เป็นผู้เช่ียวชาญประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของ
รปู แบบและค่มู ือ จานวน 21คน
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ
2) แบบสัมภาษณ์ เก่ียวกับสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดดีเด่น3)แบบการจัดกลุ่มสนทนา เกี่ยวกับสานักงาน
วัฒนธรรมจังหวัดดีเด่น4)แบบสังเกตและแบบบันทึก เกี่ยวกับสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดดีเด่นและ
5) แบบประเมนิ ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ และความเป็นประโยชน์ของคมู่ ือ
สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation) และ การวเิ คราะห์ข้อมลู โดยการวเิ คราะห์เน้อื หา (ContentAnalysis)
วิธีดาเนินการวิจัยดาเนินการ 3 ข้ันตอน คือข้ันตอนท่ี 1 ศึกษาสภาพการบริหารจัดการสานักงาน
วฒั นธรรมจงั หวัด แบ่งเป็น 4 ส่วน คอื 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎงี านวิจัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง 2) สอบถามสภาพปจั จุบัน ปัญหา
ความต้องการในการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด 3) ศึกษาดูงานสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดดีเด่น
จานวน 3 แห่ง และ 4) สังเคราะห์องค์ประกอบการดาเนินงานของรูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรม
จังหวัดที่มีประสิทธิผล ข้ันตอนท่ี 2 สร้างรูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่มีประสิทธิผล
โดยจัดสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญท่ีมีความรู้ความสามารถทางด้านการบริหารองค์การหรือผู้บริหารระดับนโยบายของ
กระทรวงวัฒนธรรมวิพากษ์และเสนอแนะขั้นตอนที่ 3 ประเมินรูปแบบและนาเสนอรูปแบบการบริหารจัดการ
สานักงานวฒั นธรรมจังหวัดทมี่ ีประสทิ ธิผล โดยจดั สนทนากล่มุ ผูเ้ ช่ียวชาญวพิ ากษ์และเสนอแนะ
สรปุ ผลการวิจัย
จากการดาเนนิ การวิจยั 3 ขน้ั ตอน สรุปผลการวิจัยแตล่ ะขั้นตอน ดงั น้ี
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรม
จังหวัดพบว่า สภาพการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดในภาพรวมมีการดาเนินการอยู่ในระดับมาก
เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านทกุ ด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้านของการ
บริหารจัดการ พบว่า สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดบริหารงานตามบริบทพ้ืนที่ โครงสร้างการปฏิบัตงิ านของบุคลากร
แต่ละจังหวัดแตกต่างกัน โดยมีความต้องการให้มีโครงสร้างการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมท่ีชัดเจน
การปฏิบัติงานระดับอาเภอ ควรจัดสรรงบประมาณ บุคลากรและวัสดุอุปกรณ์เพ่ือให้การบริหารจัดการงานเกิด
ประสิทธิผลด้านยุทธศาสตร์ วิชาการ และสารสนเทศ พบว่า ขาดการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ก่อนการปฏิบัติงาน
บุคลากรขาดโอกาสในการนาความรู้ความสามารถมาใช้ในการปฏิบัติงาน และนักวิชาการไม่ได้รับการฝึกอบรมทาง
วิชาการสารสนเทศอย่างต่อเนื่องโดยมีความต้องการให้นานโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงมาเป็นหัวใจสาคัญที่
กาหนดทิศทางในการบริหารจัดการงาน จัดทาองค์ความรู้ให้ได้มาตรฐาน และมีข้อมูลสารสนเทศ ด้านศาสนา ศิลปะ
และวัฒนธรรมสามารถเผยแพร่ได้หลายช่องทางด้านการส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่งานศาสนา ศิลปะ
วัฒนธรรมพบว่า ภารกิจงานท่ีรับผิดชอบเป็นงานลักษณะเฉพาะของท้องถ่ิน ผู้รับผิดชอบงานต้องมีความรู้ความ
เข้าใจเป็นอย่างดีย่ิงในวิถีชีวิตของท้องถ่ินโดยมีความต้องการให้ส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่งานศาสนา ศิลปะ
วฒั นธรรมสร้างสื่อให้หลากหลาย ด้านการประสานงานและพัฒนาเครือข่ายวัฒนธรรม พบว่า การประสานงานและ
420 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
พัฒนาเครือข่ายวัฒนธรรมต้องมีวัสดุอุปกรณ์และบุคลากรในการดาเนินงานต่อเนื่องโดยมีความต้องการให้เพ่ิม
บทบาทสาคญั ในการประสานงาน ส่งเสริม สนับสนนุ พัฒนาเครอื ข่ายวัฒนธรรมให้เข้มแข็ง
2. ผลการสร้างรูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ท่ีมีประสิทธิผล พบว่า รูปแบบการ
บริหารสานักงานวัฒนธรรมจังหวดั ท่ีมีประสิทธิผลมี 6 องค์ประกอบ โดยดาเนินการตามกระบวนการบริหารจัดการ
แบบ PODDIC คือ 1) การวางแผน ซึ่งประกอบด้วย 4 W และ 2 H คือ การวางแผนตามท่ีกาหนดไว้ว่า ใครทา (Who)
ทาอะไร (What) ทาที่ไหน (Where) ทาเมื่อไหร่ (When) ทาอย่างไร (How) และงบประมาณเท่าไหร่ (How much)
2) การจัดองค์การ ประกอบด้วย การจัดโครงสร้างองค์การ การแบ่งงาน และลักษณะของงาน 3) การอานวยการ
ประกอบด้วย การบรหิ ารภารกิจโดยอาศัยภาวะผูน้ า มนษุ ยสัมพันธ์ การจูงใจ และการตัดสินใจ 4) การกระจายอานาจ
ประกอบด้วย การบริหารงาน 2 รปู แบบ คือ การบรหิ ารงานแบบรวมศูนย์ทจี่ ังหวัด และการบริหารงานแบบรวมกลุ่ม
อาเภอ 5) การบูรณาการ ประกอบด้วย วธิ กี ารทางาน การเช่ือมโยงระหว่างหนว่ ยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วน
ท้องถ่ิน และการประสานงาน ภายในและภายนอกองค์การ และ 6) การควบคุมงาน ประกอบด้วย เป้าหมายหลัก
แผนงานตามตวั ชวี้ ัด การตดิ ตามความคืบหน้า และการประเมนิ ผลงานเชงิ ประจกั ษ์
3. ผลการประเมินรูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่มีประสิทธิผล พบว่า
องค์ประกอบรูปแบบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กลไกการดาเนินงานการดาเนินการ การประเมินผล และ
เง่ือนไขความสาเร็จ มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ
เม่ือพิจารณารายดา้ น พบว่า ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ และความเปน็ ประโยชนท์ ุกด้านอยู่ในระดับมากทีส่ ดุ
จากผลการวิจยั การบรหิ ารงานจดั การสานกั งานวัฒนธรรมจังหวัดท่มี ีประสิทธผิ ล การขบั เคลอ่ื นการ
ปฏิบตั งิ านใหบ้ รรลผุ ลสาเร็จ ใช้หลกั การบรหิ ารจดั การทสี่ าคัญ ตาม PODDIC MODEL ดังน้ี
A I D
I CP O
T การบริหารจัดการ P
สานกั งานวฒั นธรรม
จงั หวดั ทม่ี ีประสทิ ธิผล
D2 D1
ปีท่ี 17 ฉบบั ปทีท่ี ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 421
1. การวางแผน (Plan) หรอื P ประกอบด้วย 4 W และ 2 H คือ สมาชิกองค์การต้องมคี วามเข้าใจ
วัตถุประสงค์ เข้าใจเป้าหมายองค์การ และเข้าใจหลักการวางแผนการทางาน ซ่ึงต้องรู้ว่าใครทา (Who)
ทาอะไร (What) ทาที่ไหน (Where) ทาเมื่อไหร่ (When) ทาอย่างไร (How) งบประมาณเท่าไหร่ (How much)
และเป็นการวางเค้าโครงกิจกรรมเตรียมการก่อนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้การดาเนินการสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
อย่างมปี ระสิทธิภาพ
2. การจัดองค์การ (Organizing)หรือ Oประกอบด้วย การกาหนดโครงสร้างขององค์การ
โดยพิจารณาคนให้เหมาะสมกับงาน และการแบ่งงาน (Division of Work) โดยใหเ้ ป็นไปตามตาแหนง่ หนา้ ที่
ตามภารกิจของกรม กอง หรือฝ่าย ท่ีเก่ียวข้อง โดยอาศัยคุณลักษณะของตาแหน่งงาน คุณภาพการทางาน
หรอื จดั ตามลกั ษณะเฉพาะของงาน (Specialization) ทีไ่ ด้รับมอบหมาย
3. การอานวยการ(Directing) หรือ D1ประกอบด้วย การบริหารภารกิจโดยอาศัยภาวะผู้นา
(Leadership) มนุษยสัมพันธ์ (Human Relations) การจูงใจ (Motivation) และการตัดสินใจ (Decision
making) ของผู้บริหารองค์การในการมอบหมายผู้รับผิดชอบงานหลัก ประกอบกับการกากับ ดูแล ให้การ
ดาเนนิ งานบรรลผุ ลสาเร็จบรรลุเป้าหมาย มีสายบงั คบั บัญชาท่ีชดั เจนแบ่งงานเหมาะสมตามความถนัด ความรู้
และความสามารถของสมาชิกในองค์กร
4. การกระจายอานาจ (Decentralization) หรอื D2ประกอบดว้ ย การบริหารงาน 2 รูปแบบ คือ
1) การบริหารงานแบบรวมศูนย์ที่จังหวัด การบรหิ ารจัดการอยู่ที่จงั หวดั โดยมีวัฒนธรรมจังหวัดเปน็ ผู้บริหาร
องคก์ าร ตามสายบังคับบัญชา กระจายอานาจผ่านผ้อู านวยการกลุ่ม หัวหนา้ ฝา่ ย และผูไ้ ดร้ ับมอบหมายภารกิจ
ท่มี ีความถนดั และเหมาะสมกับภารกิจท่ไี ดร้ บั มอบหมายแตล่ ะงาน และ 2)การบริหารงานแบบรวมกลุม่ อาเภอ
การบริหารจัดการผ่านบุคลากรผู้รับผิดชอบงานอาเภอและกลุ่มอาเภอ โดยแบ่งกลุ่มอาเภอเชิงพื้นที่ตาม
ลกั ษณะการจัดเขตพ้ืนที่การศึกษาของสานกั งานเขตพื้นทกี่ ารประถมศกึ ษา หรอื พืน้ ที่ทางกายภาพทเี่ หมาะสม
5. การบูรณาการ (Integration) หรือIประกอบด้วย 1) วิธีการทางาน การเชื่อมโยงระหว่าง
หน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมภิ าค และส่วนท้องถ่ิน และ2) การประสานงาน ภายในและภายนอกองค์การ โดย
เน้นการยึดพ้ืนท่ีเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ประสานสัมพันธ์กันในการปฏิบัติงานและการใช้ทรัพยากร
ร่วมกันให้เป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
6. การควบคุมงาน (Controlling) หรือ Cประกอบด้วย 1) เป้าหมายหลักหรือข้อตกลงตามที่
กาหนดไว้ 2) แผนงานตามตัวช้ีวัด หรือ KPI หลักขององค์การซึ่งอาจกาหนดไว้ทุกระยะสาหรับทุกกิจกรรม
3) การติดตามความคืบหน้า โดยให้ทีมผูป้ ฏบิ ัติงานมีส่วนร่วมในการควบคุมกนั เอง หัวหน้างานติดตามดูอยู่ห่าง ๆ
เป็นระยะๆ และ 4) การประเมินผลงานเชิงประจักษ์ซึ่งพิจารณาจากเอกสารหลักฐานท่ีสืบค้นได้และหรือผลการ
ปฏบิ ัติงานท่เี ปน็ รปู ธรรม
อภิปรายผลการวจิ ัย
จากผลการวจิ ยั ไดข้ ้อคน้ พบซึง่ สามารถนามาอภิปรายผล ดงั นี้
1. จากผลการศึกษาผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบริหารจัดการ
สานักงานวัฒนธรรมจังหวัดในภาพรวมมีการดาเนินการอยู่ในระดับมาก การศึกษาสภาพปัญหาและความ
ต้องการในแต่ละด้านมีสภาพปัญหาการนานโยบายของต้นสังกัดไปปฏิบัติ การจัดโครงสร้างขององค์กร และ
การมีส่วนร่วมจึงมีความต้องการในเร่ืองการบริหารจัดการท่ีมีประสิทธิผลและการมีส่วนร่วมของเครือข่าย
สอดคล้องกับ วิภารัตน์ กอพยัคฆินทร์ (2547 : 78 – 86)ที่ศึกษาว่าสภาพปัญหาของสานักงานวัฒนธรรม
จังหวัดยงั ประสบปญั หาหลายประการ เช่น นโยบายการปฏบิ ัตงิ านไมช่ ัดเจน การมอบหมายงานไม่ชดั เจน ขาด
การวางแผนการปฏิบัติงานท่ีดี การจัดกลุ่มงานตามโครงสร้างของหน่วยงานไม่เหมาะสม สอดคล้องกับ
422 วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี
สายสวาท โสขวัญฟ้า (2551 : 167 - 177) ท่ีเสนอไว้ว่า การบูรณาการโครงการ/งาน/กิจกรรม ต่างๆ ต้อง
คานึงถึงความสอดคล้องกับหน่วยเหนือคานึงถึงนโยบายและจุดเน้นท่ีสอดคล้องกัน เช่น นโยบายของรัฐบาล
ยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรมซ่ึงสอดคล้องกับนิภา เจียมโฆสิต และคณะ (2551 : 36) ที่กล่าวว่า
การบริหารจดั การวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมที่ดี คนในชุมชนต้องเข้ามามีส่วนรว่ ม ในการเสนอความคิดในการ
จัดกิจกรรมของแต่ละชนชาติ วัฒนธรรมและสภาวัฒนธรรมจังหวัดเป็นเพียงท่ีปรึกษาในการจัดกิจกรรม
สอดคล้องกับอร่ามรัศมิ์ ด้วงชนะ (2547 : 78 – 80) ที่พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการเสริมสร้างเครือข่าย
ชุมชนให้ประสบผลสาเร็จ คือ ปัจจัยภายใน สมาชิกมีความสนใจร่วมกัน มีสัมพันธภาพท่ีดี และมีความเท่า
เทียมกันในการทางานและมีผู้นาตามธรรมชาติท่ีดี ส่วนปัจจัยภายนอก คือ การได้รับการสนับสนุนจาก
หน่วยงานทเ่ี ก่ียวข้องทั้งด้านองค์ความรู้และงบประมาณ ตลอดจนการมีสถานการณ์เอ้ืออานวยต่อการทางาน
สอดคล้องกับกาญจนา อาสนะคงอยู่ และเอกชัย โกมล (2553 : 200 - 205)ท่ีพบว่า การวางบทบาทภารกจิ ให้
สอดคล้องกับศักยภาพและบทบาทของวถิ ีชีวิต ประกอบด้วยภาคีเครือข่าย การมีส่วนร่วมในการวางรากฐาน
การพัฒนา การมีระบบบริหารจัดการท่ีดีในทุกระดับ จึงทาให้ได้แนวคิดและข้อมูลทาการสังเคราะห์
องค์ประกอบการดาเนินการตามขอบข่ายงานสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดมีการบริหารงาน 6 ข้ันตอน
ประกอบด้วย การวางแผน (P) การจัดองค์การ (O) การอานวยการ (D1) กระจายอานาจ (D2) การบูรณาการ
(I) การควบคุมงาน (C) หรือเรียกส้ันๆ ว่า “PODDIC” ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการบริหารองค์การ เพราะเป็น
งานท่ีเก่ียวข้องโดยตรงต่อการปฏิบัติงานให้มีศักยภาพ สอดคล้องกับแนวคิดของShermerhorn (1996 : 4)
ไดก้ ลา่ ววา่ การบรหิ ารเป็นกระบวนการของการวางแผนการจัดองคก์ รการสงั่ การการนา/สง่ั การและการควบคุม
กาลังความพยายามของสมาชิกในองค์กรและใช้ทรัพยากรอ่ืนๆเพื่อความสาเร็จตามเป้าหมายขององค์กรท่ีได้
กาหนดไว้สอดคล้องกับ Fayol (1982 : 83) ได้เขียนหลักการบริหารซึ่งถือเป็นหลักการพ้ืนฐานสากลทางการ
บริหาร และได้สรปุ เป็นทฤษฎีวา่ หัวใจของการบริหารเพอื่ ใหง้ านสาเรจ็ ตามเปา้ หมายน้ัน มีองคป์ ระกอบด้วยกัน
5 ประการ ได้แก่ การวางแผนงาน (Planning)การจัดองค์กร (Organizing)การตัดสินใจ (Deciding)
การประสานงาน (Coordinating)และการควบคุมงาน (Controlling)
2.จาก ผล การส ร้ างรู ป แ บ บ ก ารบ ริ ห ารจั ดก ารส านั ก งาน วั ฒ น ธรรม จั งห วั ดที่ มี ป ระ สิ ท ธิ ผ ล
ซ่ึงสังเคราะห์องค์ประกอบรูปแบบ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กลไกการดาเนินงาน
การดาเนินการ การประเมินผล และเง่ือนไขความสาเร็จ ซึ่งมีการบูรณาการในการบริหารจัดการสานักงาน
วัฒนธรรมจังหวัดโดยตลอด สอดคล้องกับSteiner (1990 : 38) และบุญชม ศรีสะอาด (2545: 20) กล่าวว่า
รปู แบบเปน็ การกาหนดมโนทัศน์ทเ่ี กย่ี วข้องสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบเพื่อชใี้ ห้เห็นชัดว่ารปู แบบเสนออะไร เสนอ
อย่างไร เพ่ือให้ได้อะไร และอธิบายปรากฏการณ์อะไร และนาไปสู่ข้อค้นพบอะไรใหม่ๆ โดยการศึกษาค้นคว้า
ทฤษฏี แนวคิด รูปแบบ และผลการวิจัยที่เก่ียวข้อง ซึ่งจะช่วยให้สามารถกาหนดองค์ประกอบหรือตัวแปรต่างๆ
ภายในรูปแบบ รวมทั้งลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ หรือตัวแปรเหล่านั้นตามลาดับก่อนหลังของ
แต่ละองค์ประกอบโดยใช้หลักของเหตุผลเป็นรากฐานสาคัญสอดคล้องกับสมาน อัศวภูมิ (2550 : 83-84)
ได้แยกองค์ประกอบของรูปแบบ ออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) องค์ประกอบของรูปแบบท่ีสร้างข้ึน หมายถึง
ส่วนประกอบที่เป็นตัวรูปแบบท่ีสร้างข้ึนนั้นมีอะไรบ้าง ทางานอย่างไร มีความสัมพันธ์และทางานร่วมกับ
องค์ประกอบอ่ืนอย่างไร และ 2) องค์ประกอบของเอกสารรูปแบบ หมายถึง องค์ประกอบท่ีเป็นสาระหลักในการ
นาเสนอรูปแบบที่สร้างขึ้นว่าควรจะนาเสนอเรื่องใดบ้าง และได้วเิ คราะห์รูปแบบการบริหารสถานศึกษาต้นแบบ
ได้กาหนดกรอบในการวิเคราะห์รูปแบบออกเป็น 5 องค์ประกอบ คือ 1) บริบทของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของ
รูปแบบ 3) ระบบและกลไกของรูปแบบ 4) วิธีดาเนินงานของรูปแบบ 5) แนวทางการประเมินผลรูปแบบ และ
6) เง่ือนไขของรูปแบบและยังสอดคล้องกับธีระ รุญเจริญ (2550 : 4) ได้กาหนดกรอบในการวิเคราะห์
องค์ประกอบรูปแบบสรุปไว้ 6 องค์ประกอบด้วยกัน คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ี่ ี่317(ฉกันบยบั าพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 423
3) ระบบกลไกของรูปแบบ 4) วิธีการดาเนินงานของรูปแบบ 5) แนวทางการประเมินรูปแบบ 6) เง่ือนไขของ
รปู แบบ
3. ผลการนาเสนอรูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดท่ีมีประสิทธิผล
ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กลไกการดาเนินงาน การดาเนินการ การประเมินผล
และเง่ือนไขความสาเรจ็ จากการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ และ
ความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกประเด็น และเม่ือพิจารณารายด้านมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้
และความเป็นประโยชน์ทุกด้านอยู่ในระดับมากท่ีสุดสอดคล้องกับงานวิจัยสมาน อัศวภูมิ (2537 : 146 – 154)ที่
พบว่า การพัฒนารูปแบบการบริหารการประถมศึกษาระดับจังหวัดที่เหมาะสมสาหรับการบริหารการ
ประถมศึกษาในระดับจังหวัด พบว่า ไม่มีรูปแบบทางเลือกใดที่สามารถใช้เป็นแบบทางในการบริหารการจัดการ
ประถมศึกษาของจังหวัดได้ท้ังหมด รูปแบบที่มีความเหมาะสมเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากกว่ารูปแบบอ่ืน คือ
รูปแบบท่ีกาหนดให้หน่วยบริหารที่กากับดูแลการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเป็นหน่วยงานสังกัดราชการ
ส่วนกลาง แต่ได้รับมอบอานาจเต็มในการกากับดูแลการจัดการประถมศึกษาในระบบโรงเรียนในพื้นท่ีจังหวัด
ท้งั หมดทุกประเภทท้ังของภาครฐั และของเอกชน
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
1. กระทรวงวฒั นธรรมควรนารูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด PODDIC ไปใช้
แก้ปัญหาในการบริหารงานวัฒนธรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมให้คุ้มค่า
และยัง่ ยืน และควรจะมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนในการปฏบิ ตั ิงานด้วย
2. กระทรวงวัฒนธรรมควรจัดทาหลักสูตรอบรม เพ่ิมทักษะ รูปแบบการบริหารจัดการสานักงาน
วฒั นธรรมจังหวดั ให้ผบู้ ริหารและบุคลากรทุกระดับเพอ่ื เพิ่มประสทิ ธิภาพการทางาน
3. ควรนารูปแบบไปใช้ในสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดจริงโดยเน้นการขับเคลื่อนตามขอบข่ายงาน
สานักงานวัฒนธรรมจงั หวัด และดาเนนิ การตามกรอบการบริหารจัดการงานสานักงานวัฒนธรรมจังหวัด จะทาให้
เกดิ ผลของการนารูปแบบไปใช้ได้เหมาะสม เป็นประโยชน์และเกิดประสิทธผิ ลของงานได้จริง
ข้อเสนอแนะในการทาวจิ ัยครัง้ ต่อไป
1. ควรศึกษาประสิทธิผลที่นารูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดไปใช้ใน
สานกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
2. ควรศกึ ษาวจิ ัยรปู แบบวิธีการพฒั นาสานกั งานวฒั นธรรมจังหวดั ทมี่ ีประสทิ ธิภาพในแตล่ ะด้าน
3. ควรศึกษารูปแบบการบริหารจัดการสานักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่มีประสิทธิผลแล้วนาไป
ประยุกตใ์ ชใ้ ห้เกิดรูปแบบใหมท่ ่ีสรา้ งประสิทธิผลเพม่ิ ข้ึนร่วมกับหน่วยงานในทอ้ งถ่ิน
กิตติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธฉ์ บับนี้ สาเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธีระ รุญเจริญ รองศาสตราจารย์
ดร.จิณณวัตร ปะโคทัง อาจารย์ ดร.นเรศ ขันธะรี ดร.ศักดิ์ดา พันธ์เพ็ง ท่ีได้ให้คาแนะนา ติดตามดูแล
การดาเนินการวิจัยทุกข้ันตอน จนเป็นวิทยานพิ นธ์ฉบบั สมบรู ณ์ ผูว้ ิจยั ซาบซึ้งในความเมตตากรณุ าจากทกุ ทา่ น
ขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงไว้
424 วารสารบรหิ ารการศึกษาบัวบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา อาสนะคงอยู่ และเอกชัย โกมล. การพฒั นายทุ ธศาสตร์เชิงวฒั นธรรมในเขตเมอื ง กรณศี กึ ษา
จังหวดั พษิ ณุโลก. ม.ป.ท., 2553.
กระทรวงวฒั นธรรม. ยุทธศาสตรก์ ารปฏบิ ตั ิงานวฒั นธรรมรว่ มกบั ชมุ ชน.กรงุ เทพฯ : เอกพิมพ์ไท, 2548.
ธรี ะ รุญเจริญ. ความเปน็ มอื อาชีพในการจดั และบรหิ ารการศกึ ษายคุ ปฏริ ูปการศกึ ษา. พิมพค์ รง้ั ท่ี 3,
กรุงเทพฯ: บรษิ ัทแอล.ท.ี เพรส จากดั , 2550.
นภิ า เจียมโฆสติ และคนอ่ืนๆ. การมีสว่ นร่วมของเครอื ขา่ ยวฒั นธรรมและชุมชนในการบริหารจัดการ
วัฒนธรรม : กรณศี กึ ษาประเพณบี ุญกลางบ้านอาเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบุรี. ม.ป.ท.,2551.
วภิ ารตั น์ กอพยัคฆนิ ทร.์ การประเมินประสทิ ธิภาพการบรหิ ารงานของสานักงานวฒั นธรรมจงั หวัด.
ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบรู พา, 2547.
สมบัติ ทา้ ยเรือคา. ระเบียบวิธวี จิ ยั สาหรบั มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์. พมิ พค์ ร้ังท่ี 4. มหาสารคาม:
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2553.
สมาน อศั วภูม.ิ รูปแบบและการวจิ ัยวทิ ยานพิ นธ์ระดบั ปรญิ ญาเอก. การศึกษาไทย. 4 (สิงหาคม 2550):62-67.
________. การพฒั นารปู แบบการบรหิ ารการประถมศึกษาระดบั จงั หวัด.วทิ ยานิพนธ์
ครศุ าสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2537.
สายสวาท โสขวญั ฟ้า. การประเมินประสิทธผิ ลในการดาเนนิ งานของสภาวัฒนธรรมจงั หวัดสมุทรปราการ
ปงี บประมาณ 2547–2549. ปริญญานพิ นธก์ ารศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. 2551.
สานกั งานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม. กระทรวงวฒั นธรรม 2550. กรุงเทพฯ: รุ่งศลิ ปก์ ารพิมพ์ (1977) จากัด, 2550.
อรา่ มรศั ม์ิ ด้วงชนะ. เครอื ข่ายชุมชน : ศึกษากรณจี ังหวดั สุราษฎรธ์ านี. ม.ป.ท. 2547.
Fayol, Henry. General and Industrial Management. New York : Pittnans, 1982.
Shermerhorn, J.R. Management.New York: John Wiley and Songs, 1996
Steiner, E. Educology. Indiana: Indiana University, 1990.
ปที ี่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกันบยับาพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 425
426 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
รูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา
สังกัดองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ
The Teacher’s Participation Model in Knowledge Management in the
Schools under the Local Administrative Organizations
นภัสนันท์ จิตรภักดี1
สุวมิ ล โพธ์กิ ลิน่ 2
ธนั ร์ญพรน์ ไชยพรรค3
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการ
ความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครูในสถานศึกษาสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ กล่มุ ท่ี 13 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลา่ ง 1 จานวน 336 คน ผ้ทู รงคุณวฒุ ิที่มี
ความสามารถในการจัดการความรู้ 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินรูปแบบขั้นต้น 15 คน และ
ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินรูปแบบข้ันสุดท้าย 21 คน เครอ่ื งมือท่ีใช้ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และ
แบบประเมนิ รปู แบบ สถติ ทิ ่ใี ชไ้ ด้แก่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหเ์ นื้อหา
ผลการวจิ ัย พบว่า
รูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นมี 5 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การมีส่วนร่วมในการกาหนดความรู้ประกอบด้วย การร่วมคดิ และวางแผน
ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมประเมินผลในการกาหนดความรู้ 2) การมีส่วนร่วมใน
การสร้างและแสวงหาความรู้ประกอบด้วย การร่วมคิดและวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับ
ผลประโยชน์ และร่วมประเมินผลในการสร้างและแสวงหาความรู้ 3) การมีส่วนร่วมในการเก็บความรู้
ประกอบด้วย การรว่ มคิดและวางแผน ร่วมตัดสนิ ใจร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมประเมินผลในการ
เก็บความรู้ 4) การมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประกอบด้วย การรว่ มคิดและวางแผน รว่ มตัดสินใจ ร่วม
ปฏิบัติ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วมประเมินผลในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 5) การมสี ่วนร่วมในการนาความรู้
ไปใช้ประกอบด้วย การร่วมคิดและวางแผน ร่วมตัดสนิ ใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมรบั ผลประโยชน์ และรว่ มประเมินผล
ในการนาความรู้ไปใช้ ผลการประเมินรูปแบบพบว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์
โดยรวมอยู่ในระดบั มากท่ีสดุ
คาสาคญั : การมีส่วนร่วมของครู, การจดั การความรู้, สถานศึกษาสงั กดั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
1นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
2สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี
3ศกึ ษานเิ ทศก์ องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั ศรสี ะเกษ
ปที ่ี 17 ฉบับที่ 3 (กนั ยายน - ธันวาคม 2560) 427
Abstract
The research aimed to construct and evaluate the teacher’s participation model
in knowledge management in the schools under the local administrative organizations.
The subjects consisted of 336 teachers of the schools under the local administrative organizations,
13 groups from the lower region of northeast Thailand, 5 experts capable of knowledge
management, 15 experts who evaluatedthe early stages of the model and 21 experts who
evaluated the final stage of the model. The research instruments were a questionnaire and an
evaluation form. Statistics used was standard deviation and content analysis.
The research findings were as follows :
The teacher’s participation model in knowledge management in the schools under
the local administrative organizations consisted of five main components. 1) Participation in
determiningknowledge consisted of thinking, planning, working, receiving benefits and evaluation.
2) Participation in the search of knowledge included participation in planning and making
decisions. 3) Accumulationof knowledge included planning and making decisions to gain the
benefits and to evaluate theknowledge. 4) Participation in learning consisted of a common
decision to gain the benefits and evaluatethe exchange of learning. 5) Participation included
thinking and planning to gain the benefits and evaluate the use of knowledge. The model
evaluation showed that the teacher’s participation model in knowledge management in the
schools under the local administrative organizations were suitable, possible and useful at the
highest level.
Keywords : The Teacher’s Participation in Knowledge, Management Schools under Local,
Administrative Organizations
บทนา
สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 (2549 ง : 14) กล่าวว่า การจัดการความรู้
เป็นวิธีการสาหรับสร้างความรู้ ค้นหาความรู้ ทาความเข้าใจความรู้ และใช้ความรู้ที่หามาได้นั้ นเพ่ือเป็น
ประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของโรงเรียน การจัดการความรู้ประกอบไปด้วยส่วนสาคัญ 3 ส่วนคือ ส่วนท่ี 1
ความรู้ ส่วนท่ี 2 งานและสว่ นท่ี 3 คน ซึ่งทั้งสามส่วนเกื้อกลู ซึ่งกนั และกันและเกดิ ประโยชน์ต่อสังคม ต่อเปา้ หมาย
และความใฝ่ฝนั ทย่ี ่ิงใหญ่ขององคก์ รทา้ ยสุด เมื่อทุกคนเกิดความม่งุ มัน่ และมีเป้าหมายในการพัฒนาเดียวกัน คือ
การพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรคือ เป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุข สุดท้ายบุคลากรใน
หนว่ ยงานทางการศึกษาก็สามารถจดั การความรู้ในสถานศกึ ษาได้และสาเร็จไปได้ดว้ ยดสี อดคลอ้ งกบั สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545 : 1 – 4) กล่าวว่า การจัดการความรู้ในสถานศึกษา เป็นสิ่งท่ีน่าจะ
กระทาที่สุด โดยเป้าหมายอย่ทู ผ่ี ู้เรียนเป็นหลกั ถา้ โรงเรียนทาไดป้ ระสบความสาเรจ็ โรงเรียนก็จะมชี อื่ เสยี งเป็น
ที่ยอมรับครูผู้สอนก็จะเกิดความภาคภูมิใจและเติบโตในวิชาชีพได้อย่างสมศักดิ์ศรี ซ่ึงเป็นผลจากบุคลากรใน
สถานศึกษาใช้ความรู้เป็นฐานในการทางาน หากการจัดการความรู้ในสถานศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
428 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี
ก็จะทาให้มีองค์กรความรู้ทม่ี ากพอต่อการนาไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการปฏิบตั ิงานในสถานศึกษา
อยา่ งตอ่ เนือ่ ง
อย่างไรกต็ าม ในการจดั การความรู้ของครูภายในโรงเรียน ยอ่ มเกิดจากการผสมผสานการทางาน
ของปัจจัยท่ีสาคัญกล่าว คือ 1) ด้านการจัดหาหรือการสร้างความรู้ ผู้บริหารและครูในโรงเรียนควรมีการ
วิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นกระบวนการและเปน็ ระบบที่ชัดเจนในการแก้ไขจุดบกพร่อง หรือ อาจเป็นเพราะว่า
ผู้บริหาร ส่งเสริมครูให้แสวงหาวิธีการ กระบวนการทางานใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพให้ดีข้ึนเสมอ จัดให้มี
หนังสือ วารสาร ตารา หนังสือพิมพ์ และส่ือต่างๆ ที่ทันต่อเหตุการณ์ให้ครูได้ศึกษาค้นคว้า และโรงเรียนมี
ฐานะเปน็ นิติบคุ คล มีความอิสระในการจัดหาและการสรา้ งความรู้จากแหล่งต่างๆ เพ่ือพัฒนาการเรียนรดู้ ้วย
ตนเอง ให้ก้าวสอู่ งคก์ ารเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ซ่ึงในระดบั บุคคลจะต้องอาศัยความพร้อมทงั้ ร่างกาย อามรณ์
สงั คม และสติปัญญา ความต้องการของแต่ละบุคคล การให้สิ่งเสริมแรงเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกิดความต้องการทจ่ี ะ
เรยี นรู้ ในระดับองค์การจะตอ้ งสนับสนุนส่งเสรมิ บรรยากาศเพอื่ การเรียนรู้ เพ่ือให้บุคลากรในองค์การได้เรยี นรู้
จากประสบการณ์ในการทางาน เรียนรู้จากการแก้ปัญหาเรียนรู้จาการทางานร่วมกัน และอุปสรรคของการ
เรียนร้เู กิดจากลักษณะของความเป็นปัจเจกบุคคลลักษณะการบริหารในระบบราชการ หลักวิธีคิดการพัฒนา
แบบแยกสว่ น และจากการศึกษางานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง ยงั พบว่าขอ้ จากดั การพฒั นาการเรียนรู้ดว้ ยตนเองของคน
ไทยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปลูกฝั่งการพัฒนา ในแต่ละช่วงของชีวิต เช่น จากการอบรมเล้ียงดู และระบบ
การจัดการศกึ ษาของไทย 2) ด้านการจดั เก็บความรู้ ผู้บริหารและครู ควรร่วมมือกันพฒั นาระบบความรู้อย่าง
ต่อเนื่อง มีการจัดเก็บความรู้ เอกสาร ส่ือต่างๆอย่างเป็นระบบสามารถนามาใช้ง่าย และสะดวก รวดเร็วหรือ
ได้นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นฐานข้อมูลในการจัดเก็บแหล่งเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมาย
เพ่ือศึกษาและสังเคราะห์แนวความคิดท่ีเก่ียวกับธรรมชาติความรู้ 3) ด้านการเผยแพร่ความรู้ ผู้บริหารและ
ครคู วรมีโอกาสพูดคุยเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันมีกระบวนการให้ครู แบ่งปัน แลกเปล่ียนเผยแพร่
และถ่ายโอนความรู้ ให้กันและกันหรืออาจเป็นเพราะได้นาความรู้ที่ได้เก็บไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น
จัดนิทรรศการมีแผน่ พับ การเป็นวิทยากรเพ่ือเปน็ แรงผลักดนั ใหเ้ กิดการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ และ 4) ด้านการนา
ความรไู้ ปใช้ ผู้บริหารและสามารถนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ระหว่างหน่วยงานและเครอื ข่ายให้กว้างข้นึ และนา
ความรู้ท่ีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาและสามารถนาองค์ความรู้ใน โรงเรียนไปใช้
ประโยชน์ในบริบทท่แี ตกกันต่างกนั ไดด้ ี
ดังนั้น การจัดการความรู้เพ่ือส่งเสริมความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษานั้น
การบริหารโดยใชโ้ รงเรยี นเป็นฐานเปน็ ส่ิงสาคัญ ในการดาเนินการเพือ่ แสดงความคิดเห็นในการวางแผนพัฒนา
งานของโรงเรียน เพื่อประโยชน์แก่นักเรียนเป็นสาคัญคิดวิเคราะห์เพื่อแปลงแนวคิดให้เป็นการปฏิบัติที่ได้ผล
ตามที่คิด ทางานแบบประชาธิปไตย รับฟังความคิดเห็นจากผู้ร่วมทางานทุกฝ่าย กล้าที่ จะตัดสินใจและ
เปล่ียนแปลงเพ่ือพัฒนางาน ทาตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในการทางาน สร้างความสัมพันธ์ท่ีดีกับเพื่อนครู
ผปู้ กครอง และชุมชน จัดการให้เพ่ือครูทางานร่วมกันได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ ทางานแบบรวมพลังเป็นทีมกับ
บุคลากรทุกฝ่าย ส่งเสรมิ ให้ครทู ุกคนเข้าร่วมเสนอแนะรูปแบบการบริหารด้านวชิ าการของโรงเรียนเพ่ือพัฒนา
คุณภาพของนักเรียน วางแผนบริหารงานให้เอื้อต่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของ นักเรียน ครู และ
ผบู้ ริหาร สง่ เสรมิ ให้ครทู กุ คนมสี ่วนร่วมรับรู้และดาเนนิ การจัดการทรัพยากรของโรงเรยี น ส่งเสริมให้ชุมชนเข้า
มามสี ่วนรว่ มในการพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ สนบั สนนุ ให้ครทู กุ คนมสี ว่ นร่วมในการตรวจสอบตดิ ตามผล การ
ดาเนนิ งานของโรงเรียน เผยแพรแ่ ละนาผลการประเมนิ มาใหป้ รบั ปรงุ แผนงานตอ่ ไป
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทีที่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 429
วัตถุประสงคก์ ารวิจยั
วตั ถปุ ระสงค์ทัว่ ไป
เพ่ือสรา้ งและประเมินรูปแบบการมีส่วนรว่ มของครใู นการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ
วตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ
1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการมสี ่วนร่วมของครใู นการจัดการความรู้ในสถานศกึ ษา
สังกดั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น
2. เพื่อสร้างรูปแบบการมีส่วนรว่ มของครใู นการจัดการความรู้ในสถานศกึ ษาสงั กดั องคก์ รปกครอง
สว่ นทอ้ งถ่นิ
3. เพอื่ นาเสนอและประเมนิ รูปแบบการมีส่วนรว่ มของครใู นการจดั การความรูใ้ นสถานศึกษาสังกัด
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ
ขอบเขตการวิจยั
การวจิ ยั ครงั้ นี้ ผู้วจิ ยั ไดก้ าหนดขอบเขตทจ่ี ะศกึ ษา ดังนี้
1. ขอบเขตด้านเนื้อหา
1.1 จากการศึกษาและสงั เคราะห์แนวคดิ เก่ียวกับรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้
ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมตต์ เมตต์การุณจิต 2541, ประสาน ท่าข้าม (2543 : 22)
สรุปได้ว่า กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการความรู้มี 5 ขั้นตอน คือการร่วมคิดและวางแผน การรว่ มตัดสินใจ
การรว่ มปฏบิ ัติ การรว่ มรับผลประโยชน์ และการรว่ มประเมนิ ผล
1.2 การจัดการความรู้ วิจารณ์ พานิช 2547, เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์ 2547, บุญดี บุญญากิจ
และคณะ (2547 : 27) สรุปได้ว่า การจัดการความรู้ มี 5 ด้าน คือ ด้านการกาหนดความรู้ ด้านการสร้างและ
แสวงหาความรู้ ดา้ นการแลกเปล่ียนความรู้ ดา้ นการเกบ็ ความรู้ และด้านการนาความรไู้ ปใช้
2. ขอบเขตดา้ นแหล่งข้อมลู ประกอบดว้ ย
ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศกึ ษาสงั กดั องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ กลุม่ ที่ 13 ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนล่าง 1
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 คน และครูผู้สอนที่ทาหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
รวม 336 คน
ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ข้อมูลพ้ืนฐานการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา
สังกดั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ
ระยะท่ี 2 สร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
ผ้ใู ห้ข้อมลู ได้แก่ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จานวน 15 คน
ตัวแปรท่ีศึกษา ได้แก่ ระดับความสอดคลอ้ งของรูปแบบการมีสว่ นร่วมของครใู นการจัดการความรู้
ในสถานศึกษาสังกดั องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่
430 วารสารบริหารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอบุ ลราชธานี
ระยะที่ 3 นาเสนอและประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา
สังกัดองคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ
ผใู้ ห้ข้อมลู ไดแ้ ก่ ผ้ทู รงคณุ วุฒิ จานวน 21 คน
ตวั แปรท่ีศึกษา ไดแ้ ก่ ระดบั ความเปน็ ไปได้ ความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ ความคิดเห็นและ
ขอ้ เสนอแนะในการนารูปแบบการมีส่วนรว่ มของครูในการจดั การความรู้ในสถานศึกษาสงั กัดองค์กรปกครองส่วน
ท้องถนิ่ ไปประยกุ ตใ์ ช้
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
กกการวิจัยคร้ังน้ีผวู้ ิจัยได้ใชแ้ นวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจนสามารถทาให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธิผล ซึง่ มีกรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยดงั ภาพที่ 1.1
กก
การมีสว่ นรว่ ม กก รปู แบบการมสี ว่ นร่วมของครู
- ร่วมคิดและวางแผน ในการจดั การความร้ใู นสถานศกึ ษา
- รว่ มตดั สนิ ใจ สังกัดองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่
- ร่วมปฏบิ ัติ
- ร่วมรับผลประโยชน์
- รว่ มประเมนิ ผล
การจดั การความรู้ (Knowledge
management : KM)
- การกาหนดความรู้
- การสรา้ งและแสวงหาความรู้
- การเกบ็ ความรู้
- การแลกเปลีย่ นเรยี นรู้
- การนาความร้ไู ปใช้
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ ในการ
วธิ ีดาเนินการวจิ ยั
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการมีส่วนร่วมของครใู นการจัดการความรู้
ในสถานศึกษาสงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ โดยดาเนินการ ดงั น้ี
1. วิเคราะห์เอกสารท่ีเป็นแนวคิด ทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของ
รู ป แบ บ ก า ร มี ส่ ว นร่ ว ม ขอ ง ครู ใ นก า ร จั ดก า ร คว า ม รู้
2. สอบถามข้อมูลพื้นฐานการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถิ่น
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ่ี ี่317(ฉกันบยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 431
2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ทงั้ หมด 18 กลุม่ จงั หวดั
2.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ประกอบด้วย ครูในสถานศึกษาสังกัด
องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน จานวน1 กลุ่มจังหวัด โดยการสุ่มตามขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ จานวน
42 โรงเรยี น โรงเรียนละ 8 คน รวม 336 คน
2.3 ตัวแปรที่จะศึกษา ไดแ้ ก่ ความคดิ เหน็ เก่ยี วกับสภาพข้อมูลพ้ืนฐานการมสี ว่ นรว่ มของครูใน
การจัดการความรู้ในสถานศกึ ษาสงั กดั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ
2.4 เครือ่ งมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพปัจจุบัน
ปัญหาและความต้องการการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่นิ เปน็ แบบสอบถามทผ่ี ูว้ ิจัยไดส้ รา้ งข้ึนเอง โดยแบบสอบถามมี 1 ชุด แบง่ เป็น 3 ตอน
ข้ันตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามกรอบแนวความคิดในการวิจัยและผลท่ีได้จากการศึกษาองค์ประกอบของ
รูปแบบการมีส่วนร่วมในขนั้ ตอนที่ 1
1. ข้ันตอนการสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีดงั น้ี
1.1 จดั ทาร่างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน
1.2 นามาปรึกษาอาจารย์ที่ปรกึ ษา ให้ความเห็นและปรบั ปรุงตามความเห็นของอาจารย์ที่
ปรึกษา
1.3 นาร่างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพ่ือประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรปู แบบ ขั้นตอนน้ี
เป็นขั้นตอนการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ ปรับปรุงรูปแบบและนาเสนอรูปแบบการมีส่วน
ร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การตรวจสอบโดย
ผู้เชี่ยวชาญ โดยการจัดสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจานวน 15 คน เพ่อื ศึกษาความตรงตามเนื้อหาของรูปแบบ
โดยการกาหนดเกณฑ์กลุ่มเป้าหมาย จากผู้มีความรู้และประสบการณ์ ด้านการจดั การความรู้ จานวน 3 กลุ่ม
คือ กลุ่มนโยบาย ได้แก่ กลุ่มเคยเป็นหรือเป็นผู้บริหารระดับกระทรวงศึกษาธิการและกลุ่มจังหวัด
กลุ่มนักวิชาการและกลุ่มผู้ปฏิบัติ จานวน 15 คน (รายช่ือในภาคผนวก) มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก
ผทู้ รงคณุ วุฒิ ดงั น้ี
1.3.1. นกั บรหิ ารการศึกษาทม่ี ตี าแหนง่ ไมต่ า่ กว่าผู้อานวยการสานัก
1.3.2. นกั วชิ าการและมปี ระสบการณ์ด้านการสอนสาขาการบริหารการศึกษา
1.3.3. ผู้อานวยการสานัก/กองการศึกษา
1.3.4. ผู้อานวยการสถานศึกษาท่มี ผี ลงานด้านการจดั การความรู้ที่ประสบผลสาเร็จ
1.3.5. ผู้มคี ุณวุฒกิ ารศึกษาไม่ต่ากวา่ ปรญิ ญาโท สาขาการบริหารการศึกษา
1.3.6. ครทู ่ีรับผิดชอบโครงการการจัดการความรู้ การศกึ ษาระดับปรญิ ญาโทตาแหน่ง ครู
ชานาญการพิเศษ
โดยผู้วิจัยจัดสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จานวน 1 ครั้ง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
เพอ่ื ใหผ้ ู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบรูปแบบและให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงรูปแบบตามประเด็นการมีส่วน
ร่วมในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา ผู้วิจัยได้สร้างแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ เพ่ือเป็นกรอบ
แนวทางการสนทนากลุ่มและผู้วิจัยได้บันทึกเทปและจดบันทึกสาระข้อเสนอแนะด้วยตนเอง จากน้ันปรับปรุง
432 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบัวบณั ฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
รปู แบบการมีส่วนรว่ มในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตามคาแนะนาของ
ผูเ้ ชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสม มีความเป็นไปได้ และใช้เป็นแนวทางในการจัดทาคู่มือการดาเนินการตาม
รปู แบบตอ่ ไป
1.4 จัดทาคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบการมีส่วนรว่ มของครูในการจัดการความรูใ้ นสถานศึกษา
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่ีประกอบด้วยวัตถุประสงค์ องค์ประกอบ กระบวนการและวิธีการ
ดาเนนิ การตามรปู แบบ และการรายงานผลการดาเนินงาน
1.5 การประเมินความเหมาะสมของคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูใน
การจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ผู้วิจัยได้ให้ผู้เช่ียวชาญ จานวน 5 คน
ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา จานวน 2 คน ด้านการจัดการความรู้ จานวน 2 คน และ
ด้านวิชาการ จานวน 1 คน ประเมนิ ความเหมาะสมของค่มู ือ พร้อมให้ข้อเสนอแนะ
1.6 ปรับปรุงแก้ไขคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศกึ ษาสงั กัดองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น ตามคาแนะนาของผเู้ ชี่ยวชาญ
2. ตัวแปรท่ีศึกษา ได้แก่ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของคู่มือการดาเนินการ
ตามรปู แบบการมสี ว่ นร่วมของครูในการจดั การความรูใ้ นสถานศึกษาสงั กดั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู คือ แบบสอบถามความคดิ เห็นท่ีมีต่อคู่มอื การดาเนินการ
ตามรูปแบบการมสี ่วนร่วมของครูในการจัดการความรูใ้ นสถานศกึ ษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ โดยถาม
ในประเด็นท่ีเกี่ยวกับความเหมาะสมของภาษาท่ีใช้และการเรียงลาดับของเน้ือหา การจัดพิมพ์รูปแบบ
ความสะดวกในการนาไปใช้ความชัดเจนของวัตถุประสงค์และเนื้อหา ความเป็นไปได้และประโยชน์ของคู่มือ
พร้อมท้งั ข้อคิดและขอ้ เสนอแนะ
4. การวเิ คราะห์ข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากแบบสอบถาม โดยคานวณค่าเฉลยี่ ( X ) และค่าความเบยี่ งเบน
มาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนความคดิ เห็น ซง่ึ มีเกณฑ์ในการแปลความหมายของค่าเฉล่ียที่คานวณได้ 5 ระดับ
ข้ันตอนที่ 3นาเสนอและประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของครใู นการจดั การความรใู้ นสถานศึกษา
สงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้ันตอนน้ีเป็นข้ันตอนการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความ
เป็นประโยชน์ของรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกั ดองค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่ินในสถานการณ์จริงว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์เพียงใด และมีความคิดเห็น
และข้อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ อะไรบ้าง โดยการจัดกลุ่มสนทนาย่อย (FocusGroup Discussion) ผู้ใช้รูปแบบการ
มสี ่วนรว่ มของครใู นการจดั การความรู้ในสถานศึกษาสังกดั องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน
1. กลุ่มผู้ประเมินรูปแบบ ประกอบด้วย กลุ่มผู้เช่ียวชาญ และผู้ปฏิบัติจริง จานวน 21 คน
(รายชื่อในภาคผนวก)
2. ตัวแปรท่ีจะศกึ ษา ได้แก่
2.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์
ของรปู แบบการมีสว่ นรว่ มของครูในการจดั การความร้ใู นสถานศึกษาสังกัดองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ
2.2 ปัญหาและอุปสรรค ข้อเสนอแนะในการใช้รปู แบบการมีส่วนรว่ มของครูในการจดั การความรู้
ในสถานศกึ ษาสงั กดั องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ
3. เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัยข้นั ตอนนี้ ได้แก่
3.1 แบบสอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และ
ความเป็นไปได้ของรปู แบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรใู้ นสถานศกึ ษาสงั กดั องคก์ รปกครองสว่ น
ท้องถ่ิน เป็นแบบสอบถามที่ผ้วู ิจยั สร้างขนึ้ ซง่ึ ผา่ นการตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนอื้ หา และข้อแนะนาจาก
ปีที่ 17 ฉบับปทีที่ ่ี317(ฉกนับยบั าพยิเศนษ-(ธันวาคม 2560) 433
อาจารย์ท่ีปรึกษา นามาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนนาไปใช้ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณคา่ (RatingScale) 5 ระดบั
ข้นั ตอนการวิจัย วธิ ีดาเนินการ ผลทไี่ ดร้ บั
ข้ันตอนท่ี 1 1. วิเคราะห์เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ ง สภาพปญั หาและ
ศกึ ษาสภาพปญั หาและความ 2. สอบถามสภาพปญั หาและความตอ้ งการการมี ความตอ้ งการ
ต้องการพน้ื ฐานการมสี ว่ น
ร่วมของครูในการจัดการ ส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ - ร่างรปู แบบการมสี ่วนร่วม
ความร้ใู นสถานศึกษาสงั กดั 3. สมั ภาษณ์ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ ของครูในการจัดการ
องค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ 4. สังเคราะหข์ ้อมลู องคป์ ระกอบหลกั ของรปู แบบฯ ความรู้ในสถานศึกษา
5. ตรวจสอบความเหมาะสมขององคป์ ระกอบ สังกดั องค์กรปกครองสว่ น
ข้นั ตอนที่ 2 ทอ้ งถิ่น
สรา้ งรูปแบบการมสี ่วนรว่ ม 1. จดั ทาร่างรปู แบบการมีส่วนรว่ ม
ของครใู นการจัดการความรู้ 2. นารา่ งรปู แบบการมสี ว่ นรว่ มเสนอตอ่ ผเู้ ชย่ี วชาญ - ค่มู ือประกอบการดาเนนิ การ
ในสถานศกึ ษาสังกดั องคก์ ร ตามรูปแบบฯ
ปกครองสว่ นท้องถนิ่ โดยจดั สนทนากลุ่ม จานวน15 คน
3. ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผ้เู ชย่ี วชาญ ระดับความเปน็ ไปได้
4. จดั ทาคมู่ ือรปู แบบการมสี ่วนร่วม ความเหมาะสม และความ
เปน็ ประโยชนข์ องรูปแบบ
ขั้นตอนที่ 3 1. ประเมินรปู แบบฯและแบบประเมินค่มู ือให้ การมีสว่ นร่วมของครูในการ
นาเสนอและ ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ จานวน 21 คน ประเมนิ ความ จดั การความรใู้ นสถานศกึ ษา
เปน็ ไปได้ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์ สังกัดองค์กรปกครอง
ประเมินรูปแบบการมสี ว่ น ส่วนทอ้ งถ่ินทสี่ มบรู ณ์
ร่วมของครูในการจัดการ 2. ปรับปรุงตามคาแนะนา
3. นาเสนอและสรปุ ผลการประเมินและรปู แบบ
ความรู้
การมีส่วนรว่ ม
ในสถานศึกษา
สังกดั องค์กรปกครองส่วน
ท้องถนิ่
ภาพท่ี 2 ข้ันตอนการดาเนินการวจิ ัย
สรปุ ผลการวิจัย
จากการดาเนินการวิจัย เพ่ือให้ได้องค์ประกอบหลกั ของรปู แบบ เพ่ือสร้างคู่มอื การดาเนนิ การตาม
รูปแบบ แล้วเสนอผู้เช่ียวชาญประเมินความเหมาะสมของคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบ และการประเมิน
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ผู้วิจัยได้นาเสนอผลของการวิจัย
3 ประเด็น ดังนี้ 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้
ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ผลการสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการ
434 วารสารบริหารการศกึ ษาบัวบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
ความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และ 3) ผลการนาเสนอและประเมนิ รูปแบบการมีส่วน
ร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกดั องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น มีรายละเอยี ด ดังนี้
1. ผลการศึกษาสภาพปญั หาและความต้องการการมีสว่ นร่วมของครใู นการจดั การความรู้ใน
สถานศกึ ษาสังกดั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น สรปุ ผลไดด้ งั นี้
1.1 ผลการศึกษาสภาพปัญหาการมสี ว่ นร่วมของครใู นการจัดการความรูใ้ นสถานศึกษา
สงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบวา่ ด้านท่ีมี
ค่าเฉล่ียมากที่สุด คือ ด้านการกาหนดความรู้ รองลงมา คือ ด้านการแสวงหาและสร้างความรู้ ส่วนด้านที่มี
ค่าเฉลีย่ นอ้ ยทสี่ ุด คอื ดา้ นการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้
1.2 ผลการศกึ ษาความตอ้ งการการมสี ว่ นรว่ มของครใู นการจดั การความรู้ในสถานศึกษา
ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซ่ึงเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยมากท่ีสุด คือ ด้านการนา
ความรู้ไป รองลงมา คอื ดา้ นการจดั เก็บความรู้ส่วนดา้ นท่ีมคี ่าเฉลี่ยนอ้ ยทสี่ ุด คอื ด้านการแลกเปลยี่ นเรยี นรู้
1.3 ผลการสัมภาษณ์ผ้ทู รงคุณวฒุ ิที่มีความรู้และประสบการณ์ในการจัดการความรู้ทป่ี ระสบ
ความสาเร็จ สรปุ ผลได้ดงั น้ี
1.1.1 การกาหนดความรู้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัด
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินประกอบด้วย การร่วมคดิ และวางแผนในการกาหนดความรู้ การร่วมตัดสนิ ใจในการ
กาหนดความรู้ การร่วมปฏิบตั ใิ นการกาหนดความรู้ และการร่วมประเมินผลในการกาหนดความรู้
1.1.2 การแสวงหาและสร้างความรู้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ประกอบด้วยการร่วมคิดและวางแผนในการแสวงหาและสร้าง
ความรู้ การร่วมตัดสินใจในการแสวงหาและสร้างความรู้ การร่วมปฏิบัติในการแสวงหาและสรา้ งความรู้ และ
ร่วมประเมินผลในการแสวงหาและสร้างความรู้
1.1.3 การจัดเก็บความรู้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ประกอบด้วย การร่วมคิดและวางแผนในการจัดเก็บความรู้ การร่วมตัดสินใจใน
การจัดเกบ็ ความรู้ การรว่ มปฏิบัตใิ นการจัดเกบ็ ความรู้ และการร่วมประเมนิ ผลในการจัดเกบ็ ความรู้
1.1.4 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยการร่วมคิดและวางแผนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วม
ตัดสินใจในการแลกเปล่ียนเรียนรู้ การร่วมปฏิบัติในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการร่วมประเมินผลในการ
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้
1.1.5 การนาความรู้ไปใช้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยการร่วมคดิ และวางแผนในการนาความรู้ไปใช้ การรว่ มตัดสนิ ใจใน
การนาความรู้ไปใช้ การรว่ มปฏิบัตใิ นการนาความรไู้ ปใช้ การร่วมรับผลประโยชน์ในการนาความรู้ไปใช้ และ
การร่วมประเมินผลในการนาความรไู้ ปใช้
2. ผลการสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
2.1 รปู แบบการมีส่วนร่วมของครูในการจดั การความรใู้ นสถานศกึ ษาสงั กดั องค์กรปกครอง
สว่ นท้องถ่ิน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ องค์ประกอบท่ี 1 การกาหนดความรู้ องค์ประกอบท่ี 2
การแสวงหาและสร้างความรู้ องค์ประกอบที่ 3 การจัดเก็บความรู้ องค์ประกอบท่ี 4 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
องคป์ ระกอบท่ี 5 การนาความร้ไู ปใช้ นามาบูรณาการได้ องคป์ ระกอบย่อย ได้ 21 องคป์ ระกอบ
ปที ่ี 17 ฉบับปทที ่ี ี่317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธันวาคม 2560) 435
2.2 ผลการตรวจสอบองค์ประกอบหลักของรูปแบบการมสี ่วนร่วมของครใู นการจัดการความรู้
ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการสอบถามความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
จานวน 9 คน ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรา่ งรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการ
ความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ความเหมาะสมของรูปแบบโดยรวมและ
รายองค์ประกอบอยู่ในระดับมาก และความเป็นไปได้ของรูปแบบโดยรวมและรายองค์ประกอบอยู่ในระดับ
มากท่ีสุด
2.3 ผลการสรา้ งค่มู ือการดาเนินการตามรูปแบบการมีสว่ นร่วมของครูในการจดั การความร้ใู น
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ผู้วิจัยได้นาสาระเก่ียวกับรูปแบบท่ีพัฒนาขึ้นมาสร้างคู่มือ
การดาเนินการตามรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่ิน ใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา ซ่ึงในคู่มือ
อธิบายถึงข้ันตอนของการดาเนินงานตามกระบวนการปฏิบัติงานของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่น นอกจากนเี้ พ่ือให้ผทู้ ่ีต้องการนารูปแบบไปใช้ได้มีความเข้าใจเกีย่ วกับรูปแบบน้ีชัดเจนและสามารถนา
รูปแบบไปใชใ้ นสถานศึกษาสงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินได้ ซง่ึ ประกอบด้วย สว่ นประกอบที่สาคัญ ไดแ้ ก่
1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) ข้อจากัดในการนาคู่มือไปใช้ 4) วิธีการนาคู่มือไปใช้ 5) เกณฑ์การ
ประเมินกรใช้รูปแบบ 6) แบบประเมินผลการใช้รูปแบบ 7) เงื่อนไขความสาเร็จของรูปแบบ 8) บรรณานุกรม
9) ภาคผนวก (รายละเอยี ดปรากฏในภาคผนวก)
2.4 ผลการประเมนิ ความเหมาะสมของคมู่ ือการดาเนนิ การตามรูปแบบการมีสว่ นร่วมของครู
ในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยการสอบถามความคิ ดเห็นจาก
ผู้เช่ียวชาญ และผู้มีประสบการณ์ในการจัดการความรู้ประเมินความเหมาะสมของคู่มือการดาเนินการตาม
รปู แบบ เก่ียวกับความเหมาะสมเนื้อหาสาระ รูปแบบการพิมพ์ ความสะดวกในการนาไปใช้ พบว่า คู่มือการ
ดาเนินการตามรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึ กษาสังกัดองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นท่ีจัดขึน้ โดยภาพรวม มคี วามเหมาะสมในระดับมากที่สดุ และเม่อื พิจารณาตามรายขอ้ พบวา่ มีผลการ
ประเมนิ อยู่ในระดับมากท่สี ุดทกุ ขอ้
3. ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการมีส่วนร่วม
ของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยภาพรวมท้ังหมดอยู่ในระดับมาก
ท่ีสุด และเม่ือพิจารณาตามรายด้าน พบว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ใน
ระดับมากทีส่ ดุ ทกุ ด้าน
อภปิ รายผลการวิจยั
จากผลการวจิ ัย มีประเดน็ ทีจ่ ะนามาอภปิ ราย ดงั นี้
1. จากผลการวเิ คราะห์สภาพปัญหาและความต้องการการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้
ในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นราย
ด้าน พบว่า ด้านท่มี ีค่าเฉล่ียมากท่ีสดุ คือ ด้านการกาหนดความรู้ รองลงมา คอื ดา้ นการแสวงหาและสรา้ งความรู้
ส่วนด้านท่ีมคี ่าเฉล่ีย น้อยที่สุด คอื ด้านการแลกเปล่ียนเรยี นรู้ ซึ่งสภาพปัญหาดังกล่าวอาจเปน็ เพราะสภาพการ
มีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาในปัจจุบันยังขาดการวางแผนด้านการจัดการความรู้
ในด้านการกาหนดความรู้ ผู้บรหิ ารควรเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกาหนดความรู้ท่ีใช้ในการจัดการ
เรียนการสอน ควรส่งเสริมให้ครูเข้าร่วมกิจกรรมที่เพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน
ครูควรมีวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายตามความพร้อมและความสนใจของผู้เรียน ด้านการแสวงหาและสร้าง
ความรู้ ครูควรจัดหาวิธีการที่มีความสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและสภาพแวดล้อมครอบครัว สังคม
436 วารสารบรหิ ารการศึกษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี
โดยเน้นกระบวนการปฏบิ ัติท่ีใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี ครูควรส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นได้คน้ พบโดยการแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเอง และสถานศึกษาควรมีบุคลากรรับผิดชอบในการจัดกิจกรรมสร้างความรู้ เช่น การสาธิต
การทาวิจัยในช้ันเรียน การระดมความคิดเห็น ด้านการจัดเกบ็ ความรู้ ผู้บริหารควรให้ความสาคัญและควรเป็น
ผูน้ าในการจัดเก็บความรู้ของสถานศึกษา ครูควรเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ เช่น ในแฟ้มพัฒนางาน และควร
จัดระบบสารสนเทศให้ทันสมัยอยู่เสมอตลอดเวลาด้านการแลกเปล่ียนเรียนรู้ ควรจัดกระบวนการกลุ่มให้
ครูผู้สอนในรายวิชาเดียวกันได้ระดมสมองแก้ปัญหาการเรียนการสอนร่วมกัน ควรร่วมกิจกรรมแลกเปล่ียน
เรียนรู้ท่ีชมรมทางวชิ าชีพครูจัดขึ้นอยู่เสมอ และบรรยากาศการแลกเปล่ียนความรู้ร่วมกันภายในสถานศึกษา
ควรอยู่บนพ้ืนฐานของการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์และความรู้สึก ด้านการนาความรู้ไปใช้ สถานศึกษา
ควรจัดใหค้ รูท่ีมีความรู้และทกั ษะเปน็ การเฉพาะเป็นผถู้ ่ายทอดความรู้ และครูสามารถนาความรู้ความสามารถ
ของตนไปประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้เกิดผลดีย่ิงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสุวิมล โพธิ์กล่ิน
(2549 : 28) ไดท้ าวจิ ยั เร่อื ง การพัฒนารปู แบบเครือข่ายความรว่ มมอื ทางวิชาการเพือ่ พฒั นาคุณภาพการศึกษา
สถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ขนาดเล็ก มีขั้นตอนในการสร้างและพัฒนารูปแบบ 1) ศึกษาองคป์ ระกอบของรูปแบบ
2) สรา้ งรปู แบบโดยการจัดทาร่างรูปแบบ ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ปรับปรุง
รูปแบบ จัดทาคู่มือการดาเนินการตามรูปแบบ ประเมินความเหมาะสมของคู่มือ 3) ทดลองใช้รูปแบบ
4) ประเมินผลการใช้รูปแบบ
2. ผลการสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษาสังกัดองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และสังเคราะห์รูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศกึ ษาสงั กัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบวา่ องคป์ ระกอบหลักของรูปแบบการมีส่วนรว่ มของครูในการ
จดั การความรู้ ซ่งึ ได้องคป์ ระกอบหลกั 5 องค์ประกอบและองค์ประกอบยอ่ ย 21 องค์ประกอบยอ่ ย ดงั นี้
องค์ประกอบหลักท่ี 1 การกาหนดความรู้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย การร่วมคิดและวางแผนในการกาหนดความรู้
การร่วมตัดสินใจในการกาหนดความรู้ การร่วมปฏิบัติในการกาหนดความรู้ และการร่วมประเมินผลในการ
กาหนดความรู้
องค์ประกอบหลกั ท่ี 2 การแสวงหาและสร้างความรู้ การมีส่วนร่วมของครใู นการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษาสังกดั องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น ประกอบด้วย การร่วมคดิ และวางแผนในการแสวงหาและสร้าง
ความรู้ การรว่ มตัดสินใจในการแสวงหาและสรา้ งความรู้ การร่วมปฏิบัติในการแสวงหาและสรา้ งความรู้ และ
ร่วมประเมินผลในการแสวงหาและสร้างความรู้
องค์ประกอบหลักที่ 3 การจัดเก็บความรู้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ประกอบด้วย การร่วมคิดและวางแผนในการจัดเก็บความรู้
การร่วมตัดสินใจในการจัดเก็บความรู้ การร่วมปฏิบัติในการจัดเก็บความรู้ และการร่วมประเมินผล
ในการจัดเกบ็ ความรู้
องค์ประกอบหลักที่ 4 การแลกเปล่ียนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน ประกอบด้วย การรว่ มคิดและวางแผนในการแลกเปล่ียนเรียนรู้
การรว่ มตดั สนิ ใจในการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ การรว่ มปฏิบตั ิในการแลกเปลย่ี นเรียนรู้ และการร่วมประเมินผลใน
การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้
องค์ประกอบหลักท่ี 5 การนาความรู้ไปใช้ การมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ประกอบด้วยการร่วมคิดและวางแผนในการนาความรู้ไปใช้
การรว่ มตัดสินใจในการนาความรู้ไปใช้ การรว่ มปฏบิ ัตใิ นการนาความรู้ไปใช้ การร่วมรับผลประโยชน์ในการนา
ความรไู้ ปใช้ และการรว่ มประเมนิ ผลในการนาความร้ไู ปใช้
ปีที่ 17 ฉบับปทที ่ี ่ี317(ฉกนับยบั าพยเิ ศนษ-(ธนั วาคม 2560) 437
3. ผลการนาเสนอและประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา
สังกัดองคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ
ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการมีส่วน
รว่ มของครใู นการจัดการความรู้ในสถานศกึ ษาสังกัดองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ภาพรวมทัง้ หมดอยู่ใน
ระดบั มากทีส่ ุด และเมือ่ พิจารณาตามรายด้าน พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเปน็ ประโยชน์
อยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกด้าน ท้ังนี้ เน่ืองจากรูปแบบการมีส่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินที่สร้างขึ้นมานั้นผ่านกระบวนการต่างๆอย่างเหมาะสมและผู้เชี่ยวชาญล้วน
เป็นผทู้ มี่ ีความรู้ และมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการจดั การความรใู้ นสถานศึกษา จึงสามารถใหข้ ้อเสนอแนะท่ี
นาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของสมาน อัศวภูมิ (2550 : 43)
ได้ทาวิจัยเร่ือง การพัฒนารูปแบบการบรหิ ารการประถมศึกษาระดับจังหวัด ได้แยกองค์ประกอบของรูปแบบ
ออกเป็น 2 ส่วนคือ 1) องค์ประกอบของรูปแบบที่สร้างขึ้น หมายถึง ส่วนประกอบท่ีเป็นตัวรูปแบบที่สร้างขึ้น
นั้นมอี ะไรบ้าง ทางานอยา่ งไร มีความสมั พันธแ์ ละทางานรว่ มกบั องค์ประกอบอ่นื อย่างไร และ 2) องคป์ ระกอบ
ของเอกสารรูปแบบ หมายถึง องค์ประกอบที่เป็นสาระหลักในการนาเสนอรูปแบบท่สี ร้างขนึ้ ว่าควรจะนาเสนอ
เร่ืองใดบ้าง และได้วิเคราะห์รูปแบบการบริหารสถานศึกษาต้นแบบ ได้กาหนดกรอบในการวเิ คราะห์รูปแบบ
ออกเป็น 6 องค์ประกอบ คือ 1) บริบทของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ระบบและกลไกของ
รปู แบบ 4) วธิ ีดาเนนิ งานของรปู แบบ 5) แนวทางการประเมนิ รูปแบบ และ 6) เง่ือนไขของรปู แบบ
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนาผลวจิ ยั ไปใช้
ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
1. องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น ควรนารูปแบบการมสี ว่ นร่วมของครใู นการจัดการความรู้
ในสถานศกึ ษาสงั กดั องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ที่ค้นพบจากงานวจิ ัยไปเปน็ ขอ้ มูลการมสี ว่ นรว่ มของครูในการ
จัดการความร้ใู นสถานศกึ ษาอน่ื ๆทสี่ ังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ
2. ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาควรตระหนักและนาแนวทางการมสี ว่ นรว่ มของครใู นการจดั การความรไู้ ป
ใชใ้ นสถานศกึ ษา
ขอ้ เสนอแนะในการนาไปปฏิบตั ิ
2.1 ครูควรมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจและศึกษาแนวทางการจดั การความรไู้ ปใชใ้ นสถานศกึ ษา
2.2 ครคู วรศึกษาคู่มอื การดาเนินการตามรูปแบบการมีสว่ นร่วมของครูในการจดั การความรู้ใน
สถานศึกษาสงั กดั องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยเฉพาะการมสี ่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ใน
สถานศึกษา ซ่ึงเปน็ กระบวนการทส่ี ามารถปฏบิ ัตไิ ด้
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครั้งตอ่ ไป
3.1 ควรมกี ารศกึ ษาวิจยั รปู แบบการมีสว่ นร่วมของครูในการจัดการความรู้ในสถานศกึ ษา สังกดั
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
3.2 ควรมีการศกึ ษาปัจจยั ทีม่ อี ทิ ธพิ ลต่อการมีสว่ นร่วมของครูในการจดั การความรู้ในสถานศกึ ษาสงั กดั องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น
438 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี
กติ ติกรรมประกาศ
วทิ ยานพิ นธ์ฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงดว้ ยดดี ้วยความเมตตาและความกรุณาจากคณะกรรมการที่ปรึกษา
วิทยานิพนธ์ ทั้งสองท่าน คือ อาจารย์ ดร.สุวมิ ล โพธ์กิ ล่ิน และอาจารย์ ดร.ธนั ร์ญพรน์ ไชยพรรค ที่ได้ให้การ
ดแู ลเอาใจใส่ ตลอดจนการใหแ้ นวคิด หลักการ ทฤษฎีของการมสี ่วนร่วมของครูในการจัดการความรู้ รวมทงั้ ให้
คาแนะนาตรวจสอบช่วยเหลือทางวิชาการที่เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย จนทาให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์
ย่ิงขน้ึ ผู้วิจยั ขอกราบขอบพระคุณท้งั สองทา่ นเปน็ อยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี
ขอขอบพระคุณท่าน ดร.มนต์ตรี ธนะคุณ ดร.เชษฐพงศ์ สุขปาน ดร.กฤติเดช สุขสารดร
ดร.พงษ์พมิ ล คาลอย และ ดร.รุง่ ลาวรรณ์ ครองยุติ ผเู้ ช่ียวชาญท่ีได้กรุณาตรวจสอบคุณภาพของเครอ่ื งมือวิจัย
ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สมาน อัศวภูมิประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ และผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ ดร.นิราศ จันทรจติ รกรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ภิ ายนอก
ขอขอบพระคุณ ผู้อานวยการกองการศึกษา ผู้อานวยการสานักการศึกษา สังกัดองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ิน กลุ่มที่ 13 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ที่ได้อนุญาตให้เข้าศึกษาหาข้อมูลในการวิจัย
ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญและคณะผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านท่ีได้กรุณาประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้
และความเป็นประโยชน์ของรปู แบบ
ท้ายสุด ขอขอบพระคุณคุณพ่อประพนธ์ คุณแม่สิริกาญจน์ บุตรโท ผู้มีพระคุณท่ีสุดในชีวิตและ
เป็นผู้ช้ีนาเส้นทางในการดาเนินชีวิตที่ดีตลอดมา ขอขอบคุณ พันโทจิระกิจ จิตรภักดี รองผู้บังคับการกรม
ทหารพรานท่ี 26 เดก็ ชายธนกฤต และเดก็ หญิงกัญณฐา จติ รภักดี ทีเ่ ป็นพลงั แห่งความสาเรจ็ และกาลังใจให้
ผู้วิจัยมาโดยตลอดจนสามารถดาเนินการวิจัยสาเร็จลงได้ด้วยดี ตลอดจนครู อาจารย์ทุกท่านที่ให้การศึกษา
อบรมประสทิ ธ์ปิ ระสาทวชิ าความรู้ใหแ้ ก่ผวู้ ิจยั ต้งั แตต่ น้ จนสาเรจ็ การศึกษา
เอกสารอ้างองิ
เกรยี งศกั ด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ.์ การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking). พิมพ์คร้งั ที่ 4.กรุงเทพมหานคร :
ซัคเซสมีเดยี .2547.
บุญดี บุญญากจิ และคณะ. การจัดการความรู้ ทฤษฎสี กู่ ารปฏบิ ตั .ิ กรุงเทพฯ : จิรวัฒนเ์ อก็ เพรส. 2547.
ประสาน ท่าข้าม. “ความตอ้ งการการมีสว่ นร่วมจดั การศึกษา ขององคก์ ารบริหารสว่ นตาบลใน
จังหวัดเชียงใหม่”.วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ แขนงวิชาบรหิ ารการศกึ ษา
สาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช. 2543.
เมตต์ เมตตก์ ารณุ จ์ ิต. การมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารโรงเรยี นของคณะกรรมการศกึ ษาประจา โรงเรยี น
เทศบาลในจังหวดั นครราชสมี า. วิทยานพิ นธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาบริหาร
การศึกษา,บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมธิราช. 2541.
วจิ ารณ์ พานชิ . สถานศกึ ษากบั การจดั การความรเู้ พอ่ื สังคม. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ด.ี 2547.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต.ิ ภารกิจโครงสร้างอตั รากาลงั ของสถานศกึ ษาตาม พ.ร.บ.
การศึกษาแหง่ ชาตพิ .ศ. 2542. กรงุ เทพมหานคร : วี.ท.ี ซี.คอมมวิ นเิ คชน่ั .2545.
สมาน อัศวภมู ิ. การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารการประถมศกึ ษาระดบั จังหวดั .วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฎ
อบุ ลราชธาน.ี 2(7), 83-84. 2550.
สุวิมล โพธ์ิกลิ่น. การพฒั นารูปแบบเครอื ข่ายความรว่ มมอื ทางวชิ าการเพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา
สถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานขนาดเลก็ . วิทยานิพนธป์ รญิ ญาดษุ ฎบี ัณฑติ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, 2549.
ปที ี่ 17 ฉบบั ปทที ี่ ่ี317(ฉกนับยับาพยิเศนษ-(ธนั วาคม 2560) 439
440 วารสารบรหิ ารการศกึ ษาบวั บณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี