The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รัตนา นาทอง, 2022-09-12 06:08:00

บทที่-รวม (1)_merged

บทที่-รวม (1)_merged

มงคลสตู รศึกษา

พระมหาวิเศษ ป�ฺญาวชิโร

พทุ ธศาสนาและปรชั ญา
มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั วิทยาเขตลา้ นนา

“แนวทางในการพัฒนามนุษย คือทันทีที่มนุษยรูจักคิดเขาก็เร่ิมมีการศึกษา
และเมื่อนั้นปญญาก็เกิดขึ้น ตัวแกนสําคัญของการพัฒนาก็คือปญญา เพราะทําใหรูจัก
สิ่งทงั้ หลายและรทู ี่จะปฏบิ ัตติ อสิ่งน้ันอยางไร แตพรอมกับท่ีปญญาเกิดขึ้นนั้นก็มีการปรับตัว
เกิดข้ึนท้ังองคาพยพ ทําใหเกิดการพัฒนาอยางมีดุลยภาพครบทั่วองครวม คือมิใชพัฒนา
แตปญญา พฤติกรรมก็พัฒนาดวย พฤติกรรมจะเปลี่ยนไป แลวจิตใจก็พัฒนาดวย คือจิตใจ
เปลยี่ นไป”

สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตโฺ ต)

โรงพิมพ์ ประชากร จํากดั
405/7-8-9 ถนนมหิดล ตําบลท่าศาลา อําเภอเมือง จงั หวดั เชียงใหม่

โทร. 053-308771, 098-6599415

ISBN 978-616-208-201-6

ราคา 280 บาท

1

ความรพู้ น้ื ฐาน : มงคล

2

ความรพู้ น้ื ฐาน : มงคล

มงคล

ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของ
มงคลไว้ว่า มงคล แปลว่า เหตุนําความสุขความเจริญมาให้ คือส่ิง
ท่ีนําความโชคดี ความสวัสดี และความสุขมาให้ตามท่ีปรารถนา
มงคลมี 2 อยา่ งคอื มงคลทางโลก กับ มงคลทางธรรม

มงคลทางโลก คือสง่ิ ที่เป๐นวัตถุซ่ึงชาวโลกถือว่าเป๐นมงคล
ได้แก่ส่ิงของ สัตว์ และต้นไม้บางชนิด เช่นมงคลแฝด ของขลัง
ช้างเผือก ใบเงินใบทอง รวมถึงช่ือ อักษร กาลเวลาหรือฤกษ์ยาม
เป๐นต้น เรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ มงคลนอก

มงคลทางธรรม คือมงคลท่ีเป๐นข้อปฏิบัติ ต้องทําต้อง
ปฏิบัติให้ได้จริงจึงจะเป๐นมงคล มี 38 ประการ เช่นไม่คบคนพาล
คบแต่บัณฑิต การให้ทาน การประพฤติธรรม ความกตัญํู เป๐น
ต้น เรียกอีกอย่างว่า มงคลใน หรือ มงคล 38 หรือ มงคลชีวิต ก็
เรียก

3

กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย (2550 :
5) ไ ด้ อ ธิ บ า ย ถึ ง ม ง ค ล ไ ว้ ว่ า ม ง ค ล เ ป๐ น เ ห ตุ แ ห่ ง ค ว า ม
เจรญิ ก้าวหน้า ความเจริญก้าวหนา้ นน้ั มี 3 ระดบั คอื

1. ความเจรญิ กา้ วหน้าในโลกนี้ เช่น เมื่อเป๐นเด็กก็ประสบ
ความสาํ เร็จในการศึกษาเล่าเรียน เม่ือเติบโตขึ้นก็สามารถตั้งฐานะ
ได้ มีทรัพย์สมบัติมาก มีชื่อเสียง มีตําแหน่งหน้าที่การงานดี มี
ครอบครัวดี เปน๐ ต้น

2. ความเจรญิ กา้ วหนา้ ในโลกหนา้ หมายถึง เปน๐ ผ้สู ัง่ สม
บญุ กศุ ลไว้ดี เม่อื ละจากโลกนี้ กไ็ ปเกิดในสคุ ติโลกสวรรค์

3. การบรรลุมรรคผลนพิ พาน ซึ่งเปน๐ ความเจรญิ ก้าวหน้า
ในระดบั สงู สุด

การปฏิบัติตามหลักมงคลชีวิต จะเป๐นเหตุนํามาซึ่งความ
เจรญิ ก้าวหน้าทั้ง 3 ระดบั นี้ เพราะผู้ปฏิบัติตามหลักมงคลชีวิต โดย
เนื้อหาก็คือ เป๐นการหลีกเลี่ยงเหตุแห่งความเส่ือมทั้งหลาย และทํา
ความดีด้วยกาย วาจา ใจ ท้ังเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องสูง ทํา
ให้เกิดสติและป๎ญญา อันเป๐นเคร่ืองทําลายอุปสรรคของชีวิต
ตลอดจนความช่ัวความบาปตา่ งๆ จึงส่งผลเป๐นความเจริญก้าวหน้า
ท้งั ชาติน้ี ชาติหน้า จนถึงการบรรลุมรรคผลนพิ พานในทีส่ ดุ

มงคลสตู ร

เน้อื หาในพระไตรปฎิ ก
มงคลสูตรในพระไตรปิฎกมีปรากฏอยู่ 2 แห่ง คือ ในขุททก
นกิ าย ขทุ ทกปาฐะ ข้อที่ 5 -6และขุททกนิกาย สุตตนิบาต พระสูตร
ที่ 4 ในจูฬวรรค ซง่ึ มีเนอื้ หาเป๐นแบบเดียวกันดังนี้
เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อ ฺ ตรา เทวตา อภิกฺกนฺ
ตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺป๏ เชตวนํ โอภาเสตฺวา

4

เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอ

กมนฺตํ อฏฺ าสิ เอกมนฺตํ ิตา โข สา เทวตา ภควนฺตํ คาถาย
อชฺฌภาสิ ฯ

พหู เทวา มนสุ ฺสา จ มงฺคลานิ อจนิ ฺตยุ
อากงขฺ มานา โสตฺถานํ พฺรูหิ มงคฺ ลมตุ ฺตมํ ฯ

อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตาน จฺ เสวนา
ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมมฺ งฺคลมตุ ฺตมํ ฯ

ปฏริ ปู เทสวาโส จ ปพุ เฺ พ จ กตปุ ฺ ตา
อตฺตสมมฺ าปณิธิ จ เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

พาหุสจจฺ ฺจ สปิ ฺป จฺ วินโย จ สสุ กิ ขฺ โิ ต

สุภาสิตา จ ยา วาจา เอตมมฺ งฺคลมตุ ฺตมํ ฯ

มาตาปิตุอปุ ฏฺ านํ ปตุ ตฺ ทารสสฺ สงฺคโห
อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ

ทาน ฺจ ธมมฺ จริยา จ าตกาน จฺ สงคฺ โห

อนวชฺชานิ กมมฺ านิ เอตมฺมงคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

อารตี วริ ตี ปาปา มชฺชปานา จ ส ฺ โม
อปปฺ มาโท จ ธมเฺ มสุ เอตมมฺ งฺคลมุตฺตมํ ฯ

คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฺ ี จ กต ฺ ตุ า
กาเลน ธมมฺ สฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ

ขนฺตี จ โสวจสฺสตา สมณาน จฺ ทสฺสนํ
กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงคฺ ลมตุ ฺตมํ ฯ

ตโป จ พรฺ หฺมจริย ฺจ อรยิ สจฺจาน ทสสฺ นํ

นพิ พฺ านสจฺฉกิ ริ ิยา จ เอตมฺมงคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

ผุฏฺ สฺส โลกธมเฺ มหิ จติ ฺตํ ยสสฺ น กมฺปติ
อโสกํ วริ ชํ เขมํ เอตมมฺ งฺคลมุตฺตมํ ฯ
สพฺพตฺถมปราชิตา
เอตาทิสานิ กตฺวาน ตนเฺ ตสํ มงคฺ ลมุตฺตมนตฺ ิ ฯ
สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ

5

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างน้ี สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค
ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไปเทวดาตนหนึ่งมี
รัศมีงามย่ิงนักยังพระวิหารเชตวันทั้งส้ินให้สว่างไสว เข้าไปเฝูาพระ
ผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ท่ีควรส่วนข้าง
หนึ่ง คร้ันแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า เทวดาและ
มนุษย์เป๐นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากันคิดมงคลท้ังหลาย ขอ
พระองค์จงตรัสอุดมมงคล

พระผู้มีพระภาคตรสั พระคาถาตอบว่า

“การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต และการ
บชู าบุคคลท่คี วรบูชา นเี้ ป๐นอดุ มมงคล

การอยู่ในประเทศอันสมควร ความเป๐นผู้มีบุญ
อันกระทําแล้วในกาลก่อน และการตั้งตนไว้ชอบ
นเ้ี ปน๐ อดุ มมงคล

พาหุสัจจะ ศิลปะ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว และวาจา
สุภาสิต นี้เปน๐ อดุ มมงคล

การบํารุงมารดาบิดา การสงเคราะห์บุตร การ
สงเคราะห์ภรรยา และการงานอันไม่อากูล นี้เป๐น
อุดมมงคล

ทาน การประพฤติธรรม การสงเคราะห์ญาติ
และกรรมอันไม่มโี ทษ น้เี ป๐นอุดมมงคล

การงดการเว้นจากบาป ความสํารวมจากการ
ด่ืมนํ้าเมา และความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
นเ้ี ป๐นอุดมมงคล

ความเคารพ ความประพฤติถ่อมตน ความ
สันโดษ ความกตัญํู และการฟ๎งธรรมตามกาล น้ี
เป๐นอดุ มมงคล

ความอดทน ความเป๐นผู้ว่าง่าย การได้เห็น
สมณะท้ังหลาย และการสนทนาธรรมตามกาล น้ี
เป๐นอดุ มมงคล

6

ความเพียร พรหมจรรย์ การเห็นอริยสัจ และ
การกระทาํ นิพพานใหแ้ จ้ง นีเ้ ปน๐ อุดมมงคล

จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว
ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี และ
เปน๐ จติ เกษม นี้เปน๐ อุดมมงคล

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทํามงคลเช่นน้ีแล้ว
เป๐นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความ
สวัสดีในที่ทุกสถาน น้ีเป๐นอุดมมงคลของเทวดา
และมนุษย์เหล่าน้นั ฯ”

ความเป๐นมาของมงคลสูตร
พระพุทธองค์ตรัสถึงมงคลอันสูงสุด 38 ประการ ไว้ในมงคล
สูตร ซึ่งเป๐นพระสูตรสําคัญพระสูตรหนึ่ง พระอานนทเถระได้
กล่าวถึงที่มาของมงคลสูตรว่า ท่านได้ฟ๎งมาเฉพาะพระพักตร์ของ
พระพุทธเจ้า ณ เชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี มงคลสูตรน้ีเกิดข้ึนด้วย
อํานาจคําถาม คือ พระพุทธเจ้าทรงเล่าให้พระอานนท์ฟ๎งว่า มี
เทวดาเข้ามาทูลถามพระองค์เร่ืองมงคล เพราะเกิดความโกลาหล
วุ่นวายข้ึนทั้งในหมู่เทวดาและมนุษย์ ท่ีมีลัทธิความเช่ือเร่ืองมงคล
แตกต่างกันเป๐นเวลานานถึง 12 ปี ท้าวสักกเทวราชจึงทรง
มอบหมายให้ตนมาทูลถาม พระพุทธองค์จึงตรัสตอบเร่ืองมงคล 38
ประการ ต่อจากราตรีน้ันพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเร่ืองมงคลน้ีแก่
พระอานนทอ์ ีกครงั้ หนึ่ง

แนวคิดเก่ียวกบั มงคลสูตร
พระไพบูลย์ ธมฺมวิปุโล และคณะ (2554 : 42-45) ได้กล่าว

ไว้ว่า มงคลสูตรทงั้ 38 ขอ้ น้ัน แบ่งได้เป๐น 10 หมู่ 5 หมู่แรกเป๐นข้อ
ปฏิบัติในการสร้างชีวิต เป๐นสิ่งท่ีทุกคนจะต้องพบต้องปฏิบัติ

7

ประจําวัน ส่วน 5 หมู่หลังเป๐นการฝึกใจโดยตรงซ่ึงเมื่อได้ทําตาม
หลักมงคล 5 หมู่แรกได้แล้ว ดงั น้ี

มงคลหมทู่ ่ี 1 การฝึกให้เป๐นคนดี อันประกอบดว้ ยมงคล
เหล่านี้

มงคลท่ี 1 การไม่คบคนพาล
มงคลที่ 2 การคบบัณฑิต
มงคลท่ี 3 การบูชาบคุ คลที่ควรบชู า
มงคลหมทู่ ี่ 2 การสร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง อัน
ประกอบดว้ ยมงคลเหลา่ นี้
มงคลที่ 4 การอยู่ในถนิ่ ที่เหมาะสม
มงคลท่ี 5 ความเป๐นผมู้ บี ญุ วาสนามากอ่ น
มงคลที่ 6 การตงั้ ตนไวช้ อบ
มงคลหมู่ท่ี 3 การฝึกตนใหเ้ ปน๐ คนมีประโยชน์ อนั
ประกอบดว้ ยมงคลเหล่านี้
มงคลที่ 7 เป๐นพหูสูต
มงคลท่ี 8 มศี ลิ ปะ
มงคลที่ 9 มีวนิ ยั
มงคลท่ี 10 วาจาสุภาสิต
มงคลหมู่ท่ี 4 การบําเพญ็ ประโยชน์ตอ่ ครอบครวั อัน
ประกอบดว้ ยมงคลเหลา่ น้ี
มงคลท่ี 11 การบํารุงมารดาบดิ า
มงคลที่ 12 เลี้ยงดูบุตรธิดา
มงคลท่ี 13 การสงเคราะห์สามภี รรยา
มงคลท่ี 14 การงานอันไม่คั่งค้าง

8

มงคลหมูท่ ่ี 5 การบําเพ็ญประโยชน์ตอ่ สงั คม อนั
ประกอบดว้ ยมงคลเหลา่ นี้

มงคลท่ี 15 การบาํ เพญ็ ทาน
มงคลที่ 16 การประพฤติธรรม
มงคลท่ี 17 การสงเคราะหญ์ าติ
มงคลท่ี 18 การทาํ งานทไี่ มม่ ีโทษ
มงคลหมู่ที่ 6 การปรบั เตรียมสภาพใจให้พรอ้ ม อัน
ประกอบดว้ ยมงคลเหลา่ น้ี
มงคลท่ี 19 การงดการเวน้ จากบาป
มงคลที่ 20 ความสํารวมจากการด่ืมน้ําเมา
มงคลท่ี 21 ความไมป่ ระมาทในธรรม
มงคลหมทู่ ี่ 7 การแสวงหาธรรมเบื้องต้นใสต่ ัว อนั
ประกอบด้วยมงคลเหล่านี้
มงคลที่ 22 ความเคารพ
มงคลท่ี 23 ความประพฤติถ่อมตน
มงคลที่ 24 ความสันโดษ
มงคลท่ี 25 ความกตัญํู
มงคลท่ี 26 การฟ๎งธรรมตามกาล
มงคลหมู่ท่ี 8 การแสวงหาธรรมเบ้ืองต้นใส่ตัวให้เต็มท่ี อนั
ประกอบด้วยมงคลเหลา่ นี้
มงคลท่ี 27 ความอดทน
มงคลที่ 28 ความเป๐นผูว้ า่ งา่ ย
มงคลที่ 29 การได้เหน็ สมณะทั้งหลาย
มงคลท่ี 30 การสนทนาธรรมตามกาล

9

มงคลหมู่ที่ 9 การฝึกภาคปฏบิ ัติเพ่ีอกําจดั กิเลสใหส้ ิน้ ไป
อันประกอบด้วยมงคลเหลา่ นี้

มงคลที่ 31 บาํ เพ็ญตบะ
มงคลท่ี 32 ประพฤตพิ รหมจรรย์
มงคลท่ี 33 การเห็นอริยสจั
มงคลท่ี 34 การกระทาํ นิพพานใหแ้ จง้
มงคลหม่ทู ่ี 10 ผลจากการปฏบิ ัตจิ นหมดกิเลส อนั
ประกอบด้วยมงคลเหลา่ นี้
มงคลที่ 35 จิตไมห่ วัน่ ไหวในโลกธรรม
มงคลที่ 36 จิตไม่เศร้าโศก
มงคลที่ 37 จติ ปราศจากธลุ ี
มงคลท่ี 38 จติ เกษม
สําลี รักสุทธี (2550 : คํานํา) ได้กล่าวถึงสารัตถะมงคลชีวิต
ในมงคลสูตรไว้ว่า มีสาระท่ีสามารถแยกกันได้เป๐น 2 ส่วน คือ
มงคล 18 ข้อแรกเป๐นเรื่องของการปฏิบัติตน เพื่อการดํารงชีวิตใน
สังคมได้อย่างมีความสุข ถือเป๐นฝุายรูปธรรม ส่วน 20 ข้อหลังเป๐น
เร่ืองของการฝึกปฏิบัติด้านจิตใจ ขัดเกลาจิตวิญญาณของตนเอง
เพือ่ ลดละกิเลสตัณหาอปุ าทานจากใจ ถอื เปน๐ ฝุายนามธรรม
อร่าม อินพุ่ม (มปพ. : คํานํา) ได้กล่าวถึงความสําคัญของ
มงคลสูตรไว้ว่า ป๎จเจกชน สังคม ตลอดจนถึงประเทศชาติ ต่าง
คาดหวังความเจริญก้าวหน้าด้วยกันท้ังส้ิน เหตุที่จะนํามาซ่ึงความ
เจริญก้าวหนา้ นนั้ ในทางพระพุทธศาสนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้า ได้ตรัสแสดงถึงเคร่ืองมือที่จะทําให้ถึงความเจริญก้าวหน้าไว้
พระองค์ทรงเรียกเครื่องมือน้ีว่า “มงคลสูตร” มงคลสูตรนี้มีท้ังหมด
38 ประการ อนั เปน๐ ข้อธรรมท่ีทรงแสดงให้เป๐นข้อปฏิบัติตามลําดับ

10

ขนั้ ตั้งแต่งา่ ยไปหายากหรือตง้ั แตโ่ ลกยี ธรรมไปจนถึงโลกุตรธรรม
เพอ่ื สะดวกแกผ่ ศู้ กึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามอปุ นสิ ัยของแต่ละบุคคล อันจะ
นํามาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของชีวิต รวมไปถึงสังคม และ
ประเทศชาตเิ ป๐นท่ีสุด

ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เกิดจากการประพฤติปฏิบัติของ
ตนเองทั้งส้ิน หาได้เกิดจากผู้อื่น สิ่งอ่ืน หรือวัตถุโชคลางใดๆ จาก
ภายนอกมงคล หมายถึง เหตุทั้งหลายอันจะทําให้บรรลุถึงความ
เจริญแห่งสมบัติท้ังปวง เหตุแห่งความเจริญหรือทางก้าวหน้า ซึ่ง
คณุ คา่ ทีไ่ ด้รับจากการอา่ นและทําความเข้าใจมงคลสูตร ทําให้ทราบ
วิธีปฏิบัติตนเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต มีคุณค่าทางด้านสังคม
เพราะข้อปฏิบัติทุกข้อในมงคลสูตรล้วนมีค่าควรประพฤติปฏิบัติ ซึ่ง
จะทําให้บุคคลและสังคมเจริญก้าวหน้า รวมทั้งได้ศึกษาภาษากวี
นิพนธ์ที่สละสลวย ไพเราะทั้งถ้อยคําและเน้ือความ คุณค่าสูงสุดทาง
พระพุทธศาสนาก็คือ นิพพาน การดับพร้อมไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีก

ต่อไป (2552 : ออนไลน์)

มงคลสตู รคาํ ฉนั ท์

มงคลสูตรคําฉันท์ เป๐นบทประพันธ์ประสมประสานระหว่าง

บทประพันธ์ 2 ชนิดคือ กาพย์ฉบัง 16 และอินทรวิเชียรฉันท์ 11
ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนํามงคลสูตรมา
ทรงพระราชนิพนธ์เป๐นบทร้อยกรองประเภทคําฉันท์ เม่ือ พ.ศ.

2466 โดยทรงนําคาถาภาษาบาลีจากพระไตรปิฎกตั้งแล้วแปล
ถอดความเป๐นร้อยกรองภาษาไทย ตามบังคับในฉันทลักษณ์โดย
ไม่เสียเนื้อความจากพระคาถาบาลี การจัดวางลําดับของมงคลแต่
ละข้อก็เป๐นไปตามท่ีปรากฏอยู่ในพระคาถาเดิม โดยใช้คํา

ประพันธ์ 2 ชนิดคือ กาพย์ฉบัง 16 และอินทรวิเชียรฉันท์ 11 ได้
ถูกต้องตรง ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาได้
อยา่ งดยี ิง่

11

มงคลสตู รคาํ ฉนั ท์
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพทุ ฺธสฺสฯ

ต้นมงคลสตู ร

ยํจฺ ทฺวาทส วสฺสานิ จินฺตยึสุ สเทวกา

สิบสองฉนาํ เหล่า นรอีกสุเทวา

รวมกันและตรหิ า สริ มิ ังคะลาใด

จริ สฺสํ จนิ ฺตยนฺตาปี เนว ชานิสุ มงคฺ ลํ

จกฺกวาฬสหสฺเสสุ ทสสุ เยน ตตตฺ กํ

กาลํ โกลาหลํ ชาตํ ยาว พฺรหฺมนิเวสนา

เทวามนษุ ทวั่ พหุภพประเทศใน

หมน่ื จักรวาฬได้ ดํารหิ ์ส้ินจิรังกาล

แล้วยัง บ่ รู้ มง - คะละสมมโนมาลย์

ด้วยกาละลว่ งนาน บม่ ไิ ด้ประสงคส์ ม

ได้เกิดซงึ่ โกลา - หะละย่งิ มโหดม

กอ้ งถึง ณ ชัน้ พรหม ธ สถิตสเทือนไป

ยํ โลกนาโถ เทเสสิ ฯ

องค์โลกนาถเทศน์ วรมงั คลาใด

สพฺพปาปวินาสนํ

ยังปาปะปวงให้ ทุษะเสื่อมวินาศมล

ยํ สุตวฺ า สพฺพทกุ เฺ ขหิ มุจฺจนตฺ าสงฺขิยา นรา

ชนหลาย บ่ พึงนับ ผสิ ดบั สมุ งคล

ใดแล้วและรอดพ้น พหุทุกขะยายี

เอวมาทิคุณเู ปตํ มงฺคลนฺตมฺภฌาม เสฯ

เราควรจะกลา่ วมง - คะละอันประเสริฐที่

ประกอบด้วยคุณามี วรอัตถะเฉิดเฉลา ฯ

มงคลสูตร

12

เอวมฺเม สุตํ
องค์พระอานนท์ท่านเล่า ว่าข้าพเจา้
ไดฟ้ ง๎ มาแล้วดงั น้ี

เอกํ สมยํ ภควา พระภาคชินสีห์
สมยั หนงึ่ พระผู้มี
ผู้โลกนาถจอมธรรม์

สาวตฺถยิ ํ วหิ รติ เชตวเน อนาถปิณฺฑกิ สสฺ อาราเม

ประทบั ณ เชตะวัน วิหาระอนั

อนาถบิณฑกิ ไซร้

จดั สรา้ งอยา่ งดีทีใ่ น สาวัตถใี ห้

เปน๐ ทส่ี ถิตสขุ า

อถ โข อํฺญตรา เทวตา

ครง้ั น้นั แลเทวะดา องคห์ นึง่ มหา –
นภุ าพมหิทธิ์ฤทธี

อภิกกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณณฺ า
ล่วงประถมยามราตรี เธอเปลง่ รัสมี
อนั เรอื งระยบั จบั เนตร์

เกวลกปปฺ ๏ เชตวนํ โอภาเสตวฺ า
แสงประกายเธอปล่ังยังเขต สวนแหง่ เจ้าเชต
สวา่ งกระจ่างทว่ั ไป

เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ

องคภ์ ควันน้นั ไซร้ ประทบั แห่งใด

กเ็ ขา้ ไปถงึ ทีน่ ้นั

อุปสงกฺ มติ ฺวา ภควนตฺ ํ อภวิ าเทตฺวา
ครนั้ เขา้ ใกล้แล้วจ่งึ พลัน ถวายอภิวันท์
แดอ่ งคส์ มเดจ็ ทศพล

เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ.

13

แล้วยืนท่คี วรดํากล เสงยี่ มเจยี มตน
แสดงเคารพนบศรี ์

เอกมนตฺ ํ ฐิตาโข สา เทวตา

เมื่อเทวดายนื ดี สมควร ณ ที่

ขา้ งหนึง่ ดงั กล่าวแลว้ น้ัน

ภควนฺตํ คาถาย อชฌฺ ภาสิ ฯ

จงึ่ ไดท้ ูลถามภควนั ด้วยถ้อยประพนั ธ์

เป๐นพระคาถาบรรจง

พหู เทวา มนุสฺสา จ มงคฺ ลานิ อจินฺตยุ

อากงขฺ มานา โสตฺถานํ พรฺ ูหิ มงคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

เทพอีกมนษุ หวงั คติโสตถจิ าํ นง

โปรดเทศะนามง คะละเอกอุดมดี ฯ

(ฝาุ ยองค์สมเด็จชินสหี ์ ตรัสตอบวาที
ด้วยพระคาถาไพจิตร)์
ปณฺฑิตาน ฺจ เสวนา
อเสวนา จ พาลานํ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ฺตมํ ฯ
ปชู า จ ปูชนียานํ เพราะจะพาประพฤตผิ ดิ
เพราะจะพาประสพผล
หนง่ึ คือ บ่ คบพาล อภบิ ูชะนยี ์ชน
หนึ่งคบกะบณั ฑติ อดิเรกอดุ มดี

หนึ่งกราบและบชู า
ข้อน้แี หละมงคล

ปฏริ ปู เทสวาโส จ ปพุ ฺเพ จ กตปุ ฺ ตา
อตฺตสมมฺ าปณิธิ จ เอตมมฺ งฺคลมุตฺตมํ ฯ
เหมาะและควรจะสุขี
ความอย่ปู ระเทศซึง่ ณ อตีตะมาดล
อกี บญุ ญะการท่ี ณ สะภาวะแหง่ ตน
อดิเรกอุดมดี
อีกหมนั่ ประพฤติควร
ข้อนแ้ี หละมงคล

14

พาหุสจฺจ จฺ สปิ ปฺ จฺ วินโย จ สุสกิ ฺขิโต

สุภาสิตา จ ยา วาจา เอตมฺมงคฺ ลมตุ ฺตมํ ฯ

ความไดส้ ดบั มาก และกําหนดสุวาที

อีกศลิ ปะศาสตร์มี จะประกอบมนญุ การ

อกี หน่งึ วนิ ยั อัน นรเรยี นและเชี่ยวชาญ

อกี คาํ เพราะบรรสาน ฤดิแห่งประชาชน

ท้งั สปี่ ระการล้วน จะประสิทธ์มิ นุญผล

ข้อนี้แหละมงคล อดเิ รกอดุ มดี

มาตาปติ ุอปุ ฏฺ านํ ปตุ ตฺ ทารสฺส สงคฺ โห
อนากุลา จ กมมฺ นฺตา เอตมมฺ งฺคลมุตฺตมํ ฯ
ตรุ ะด้วยหทัยปรีย์
บาํ รงุ บิดามา ก็ถนอมประหนึ่งตน
หากลกู และเมียมี บ่มยิ ุ่งและสบั สน
อดเิ รกอดุ มดี
การงานกระทําไป
ข้อนี้แหละมงคล

ทาน จฺ ธมมฺ จริยา จ าตกาน ฺจ สงฺคโห

อนวชฺชานิ กมฺมานิ เอตมฺมงคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

ใหท้ าน ณ กาลควร และประพฤติสธุ รรมศรี

อีกสงเคราะหญ์ าติที่ ปฏบิ ัติบําเรอตน

กอบกรรมะอันไร้ ทษุ ะกลัว้ และมัวมล

ข้อน้ีแหละมงคล อดิเรกอดุ มดี

อารตี วิรตี ปาปา มชฺชปานา จ ส ฺ โม

อปฺปมาโท จ ธมเฺ มสุ เอตมฺมงคฺ ลมตุ ฺตมํ ฯ

ความงดประพฤติบาป อกุศล บ่ ให้มี

สํารวมวรินทรยี ์ และสรุ า บ่ เมามล

ความไม่ประมาทใน พหุธรรมะโกศล

ข้อนีแ้ หละมงคล อดเิ รกอุดมดี

15

คารโว จ นวิ าโต จ สนฺตุฏฺ ี จ กต ฺ ตุ า

กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงคฺ ลมตุ ฺตมํ ฯ

เคารพ ณ ผคู้ วร จะประณตและนอมศรี ์

อีกหนึง่ มไิ ด้มี จะกระดา้ งและจองหอง

ยนิ ดี ณ ของตน บ่ มโิ ลภทยานปอง

อีกรู้คุณาของ นรผู้ประคองตน

ฟ๎งธรรมะโดยกา- ละ เจรญิ คณุ านนท์

ขอ้ นแ้ี หละมงคล อดเิ รกอดุ มดี

ขนตฺ ี จ โสวจสฺสตา สมณาน ฺจ ทสฺสนํ
กาเลน ธมมฺ สากจฺฉา เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมํ ฯ
และสถิต ณ ขนั ตี
มีจติ ตะอดทน ฤดิด้ือทะนงหาญ
อีกหนึ่ง บ่ พงึ มี สมณาวราจารย์

หนงึ่ เห็นคณาเลิศ วรกจิ จะโกศล
กลา่ วธรรมะโดยกาล จะประสิทธิม์ นุญผล
อดเิ รกอุดมดี
ทั้งสป่ี ระการล้วน
ข้อนี้แหละมงคล

ตโป จ พรฺ หฺมจรยิ จฺ อริยสจฺจาน ทสฺสนํ

นพิ ฺพานสจฉฺ กิ ิริยา จ เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมํ ฯ

เพียรเผากเิ ลสล้าง มละโทษะยายี

อกี หนึ่งประพฤติดี ดุจะพรหมพิสุทธ์สรรพ์

เหน็ แจ้ง ณ สี่องค์ พระอะรียะสัจอนั

อาจนํามนษุ ผัน ตริ ะข้ามทะเลวน

อีกทําพระนิพพา นะประจกั ษะแกช่ น

ข้อน้ีแหละมงคล อดเิ รกอดุ มดี

ผฏุ ฺ สฺส โลกธมฺเมหิ จติ ฺตํ ยสฺส น กมปฺ ติ
อโสกํ วริ ชํ เขมํ เอตมมฺ งฺคลมตุ ฺตมํ ฯ
วรโลกะธรรมศรี
จิตใครผิได้ต้อง

16

แลว้ ยอ่ ม บ่ พึงมี จะประหว่นั ฤ กงั วล
ไรโ้ ศกธลุ สี ูญ และสบาย บ่ มวั่ มล
อดิเรกอุดมดี
ขอ้ นแ้ี หละมงคล

เอตาทิสานิ กตฺวาน สพฺพตฺถมปราชิตา
สพฺพตถฺ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ ตนเฺ ตสํ มงฺคลมุตฺตมนฺติ ฯ
วรมงคะลาฉะน้ี
เทวามนษุ ทาํ บม่ แิ พ้ ณ แหง่ หน
เป๐นผปู้ ระเสริฐที่ สิริทุกประเทศดล
อดเิ รกอุดมดี ฯ
ยอ่ มถงึ สวัสดี
ขอ้ น้ีแหละมงคล

คาํ อนโุ มทนา วรสูตระอนั มี
คําฉันท์ประพนั ธะอธบิ าย ฤ ก็จบบรบี รู ณ์
ณะผแิ ต่ง บ่ ถูกมลู
นามว่าพระมงั คะละฉน้ี
ตูขา้ มใิ ชว่ รปะริญ และประดิษฐะแก้ไข
จะจาํ แนกกํานัลให้
ขอผู้ปะริญญะอนกุ ูล ดุจะของสนองคุณ
ขา้ มุ่งประพันธพ์ จนะเพื่อ วรวตั ถุเพ่ือจุน
ทะระวารเฉลิมชนม์
แด่ญาตแิ ละมติ ระสหทัย และประสาทพระพร
ที่ทา่ นประกอบกรุณะให้
พหุแมน้ มโนหมาย
เจอื สุขดะนณู วรสนุ - วริ ฬุ ฺหา พทุ ธฺ สาสเน
ขอบใจสุมิตรแ์ ละวรญาติ สห สพเฺ พหิ ญาติภิ
รสิ ุมิตระท้ังหลาย
ดล
สมจิตรสะมิทธศิ ุภะผล ฤดสิ ุขและหรรษา
เต อทฺธลทธฺ า สขุ ิตา วรพทุ ธะศาสนา
อโรคา สุขิตา โหถ ฤดสิ ขุ และเปรมปรีด์
ขอทา่ นบุรษุ นา ติก็จงเจรญิ ศรี
จงรบั ประโยชนก์ าย ดนมุ ่งุ อาํ นวยสรรพ์
อกี ทั้งเจริญใน
ไร้โรคะบฑี า
พร้อมทั้งคณาญา
สมดังพระพรท่ี

17

ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกขฺ นตฺ ุ สพฺเพเทวตา
รตนตฺตยานุภาเวน สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต
สิรมิ ี ณ ท่านพลัน
ขอสรรพะมงคล บรริ กั ษะท่านไว้
ขอเทวะเทวัน วรรัตนว์ เิ ศษไตรย์
สริ โิ สตถิถว้ นเทอญ
ด้วยอานุภาพแหง่
ทุกเมื่อเจรญิ ใน

มงคลทปี นี

พระวิสุทธิวงศาจารย์ (2550 : คําอนุโมทนา) ได้กล่าวถึง
ห นั ง สื อ มั ง ค ล ที ป นี ไ ว้ ว่ า ห นั ง สื อ
มังคลทีปนี หรือเรียกตามภาษาพูดว่า มงคลสูตร เป๐นหนังสือ
เพียบพร้อมด้วยอรรถรส งามในเบ้ืองต้นเพราะทําข้ึนต้น หรือคํา
ปรารภเรื่องราวที่เกิดข้ึนที่เรียกว่า อุป๎ตติเหตุ งามในท่ามกลาง
เพราะเร่ืองราวดีมีประโยชน์แก่ผู้เรียนแล้วนําไปปฏิบัติ ก่อให้เกิด
เป๐นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองและสังคม และงามใน
อวสานที่สุด เพราะคําสรุปประมวลเรื่องราวท้ังหมดได้ดีมากเท่ากับ
ช้ีขุมทรัพย์ให้แก่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งพระมหาเถระนักปราชญ์แห่งล้านนา
พระสิริมังคลาจารย์ ได้รจนาโดยนําเอาพุทธวจนะมาเป๐นบทต้ัง
ค้นคว้าเอาจากอรรถกถาบ้าง ฎีกาบ้าง และโดยท่ีสุดเอาคําของ
เกจิอาจารย์ มาเป๐นการสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้และนําไปปฏิบัติ
เข้าใจง่ายขนึ้ ในกาลต่อมา ทางคณะสงฆ์ไทยเห็นว่าเป๐นหนังสือท่ี

มีคุณค่ามีประโยชน์มาก จึงนํามาเป๐นตําราหลักสูตรประโยค 4

และประโยค 6 ภายหลังจึงลดลงมาเปน๐ ประโยค 4-5 ในปจ๎ จบุ ัน
สิงฆะ วรรณสัย (ออนไลน์) กล่าวไว้ว่า มังคลัตถทีปนี หรือ

มงคลทีปนี เป๐นวรรณกรรมเร่ืองเอกที่มีชื่อเสียงยิ่งของพระสิริมังคลา

จารย์ รจนาข้ึนเมื่อ พ.ศ. 2067 เพื่อเป๐นการอธิบายความในมงคล

สูตร ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก 2 แห่ง คือ ในขุททกปาฐะและสุตต
นิ บ า ต ซึ่ ง ทั้ ง ส อ ง นี้ อ ยู่ ใ น พ ร ะ สุ ต ตั น ต ปิ ฎ ก

18

ขุททกนิกาย มีอรรถกถาช่ือ ปรมัตถโชติกา ซึ่งพระพุทธโฆสะเป๐นผู้

รจนาไว้อันเป๐นพระสูตรที่แสดงถึงการปฏิบัติท่ีเป๐นมงคลรวม 38
ประการ เช่น การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ท่านได้อธิบายถึง
ความหมายของพระสูตรนี้โดยละเอียดด้วยภาษาบาลีอันไพเราะและ
สละสลวย และนําเร่ืองจากคัมภีร์และชาดกอ่ืนๆ มาอธิบายประกอบ

มังคลัตถทีปนี น้ีได้แปลเป๐นภาษาไทยความยาว 893 หน้า และพิมพ์
เผยแพร่หลายคร้ังแล้ว เพราะเป๐นหลักสูตรที่ผู้เรียนปริยัติธรรม
จะต้องศึกษา

กองตํารา (2525 : คํานํา) กล่าวไว้ว่า มังคลัตถทีปนี เป๐น
หนังสือท่ีท่านผู้รู้รับรองแล้วว่า อยู่ในช้ันหนังสือที่แต่งดีเยี่ยมเรื่อง
หนึ่ง เพราะประกอบด้วยคุณลักษณะ หลายประการ เช่นวางโครง
เรื่องดี ใช้ถ้อยคําพร้อมท้ังอรรถท้ังพยัญชนะ วิธีแต่งก็เหมาะเจาะ

เป๐นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงจัดให้เป๐นหลักสูตรของ ป. ธ. 4 และ

เป๐นบุพพประโยค ป.ธ. 7 นอนจากนี้ยังมีประโยชน์ คือ เป๐นเนตติ
ของนักประพันธ์ นักเทศก์ และนกั ปฏบิ ตั เิ ป๐นอนั มาก

มีป๎ญหาท่ีน่าคํานึงอยู่ข้อหนึ่ง คือมังคลัตถทีปนีจัดเป๐นหนังสือ
ช้ันอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา หรือเกจิอาจารย์ เพราะมังคลัตถทีปนี
บรรจุไว้ทั้งอรรถกถา ท้ังฎีกา ท้ังอนุฎีกา ทั้งคําเกจิอาจารย์ ท่าน
พระสิริมังคลาจารย์เป๐นผู้แต่ง แต่งมุ่งแก้ความในมงคลสูตร โดยยก
บาลีในมงคลสูตรเป๐นอุเทส แต่ในการแต่งแก้นั้น ที่ไหนท่านวิจารณ์
แสดงมติ ท่านก็อ้างอรรถกถาบ้าง ฎีกาบ้าง อนุฎีกาบ้างคํา
เกจิอาจารย์บ้าง ประกอบกับคําของท่านเพื่อให้เป๐นหลักฐาน ท่ีไหน
ท่านไม่แก้เองโดยตรง ท่านก็ยกปกรณ์นั้นๆ ข้ึนเป๐นคําแก้ โดย
ลักษณะเช่นน้ี มังคลัตถทีปนี จึงไม่อยู่ในฐานะท่ีจะจัดเป๐นหนังสือ
ช้ันใดชั้นหน่ึงโดยเฉพาะได้ แต่ต้องนับว่าเป๐นหนังสือช้ันปกรณ์
พเิ ศษท่ดี เี ยย่ี ม เปน๐ เกยี รตอิ นั งาม สําหรบั ภิกษุไทย

มังคลัตถทีปนี ท่ีเป๐นพากย์มคธ แม้จะได้ชําระกันมาหลาย
คราว ก็ยังคงมีคําผิดพลาดที่คนข้างหลังมองเห็นอยู่บ้าง แต่ความ
ผิดพลาดน้ันแก้ไขได้ ไม่ควรยกข้ึนเป๐นข้อตําหนิ มังคลัตถทีปนี

19

เป๐นหนังสือท่ีละเอียด มีข้อเล็กๆ น้อยๆ ท่ีควรพิจารณาอยู่แทบทั้ง
คัมภีร์จึงเป๐นเรื่องท่ีวิตกหนักใจของผู้จัดทําในพากย์ไทยอยู่ไม่น้อย
ข้อยากลําบากทั้งหลาย ในการถ่ายจากพากย์มคธ มาเป๐นพากย์
ไทย

บุณย์ นิลเกษ (2541 : คํานํา) ได้กล่าวไว้ว่า คัมภีร์มงคลทีปนี
เป๐นที่รู้ จักในคณะสงฆ์และบัณฑิตไทยทั้งในภาษาบาลีและ

ภาษาไทยมากว่า 500 ปีมาแล้ว เน่ืองจากว่า พระสิริมังคลาจารย์ ผู้
สถิตอยู่ท่ีวัดสวนขวัญ ป๎จจุบัน คือวัดศิริมังคลาจารย์ (ตําหนัก)
อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านได้รจนางานวิชาการสุดท้ายของ

ท่านเม่ือ พ.ศ. 2097 งานน้ีแสดงให้เห็นความเป๐นนักวิชาการของ
ท่านท่ีแตกฉานทั้งพระไตรปิฎก และอรรถกถาตลอดท้ังคัมภีร์อื่นๆ
มากมาย และเป๐นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มหมู่วิชาการ
เกยี่ วกับพระพุทธศาสนาท้ังตะวนั ตกและตะวนั ออก

สุภาพรรณ ณ บางช้าง (อ้างใน ดร.บุณย์ นิลเกษ : 2541 : คํา

นํา) ได้กล่าวไว้ว่า ต้นฉบับคัมภีร์นี้ มีจํานวนมากถึง 73 ฉบับ มหาม

กุฏราชวิทยาลัยจัดพิมพ์ฉบับบาลีคร้ังแรกเมื่อปี พ.ศ.2462 และ

พิมพ์ฉบับภาษาไทย พ.ศ.2481 นอกจากนี้ยังมีสํานวนจาก
สํานักพิมพ์ต่างๆ อีกมากมาย ท้ังในรูปแบบพิสดาร แบบวิเคราะห์
หรือประยุกต์ แต่ละสํานวนต่างก็พยายามรักษาเน้ือหาของธรรมะ
ตามสํานวนภาษาบาลี จึงทําให้ยากแก่การเข้าใจเนื้อหาของธรรมะ
ทปี่ รากฏในคมั ภรี ์ตามแนวของมงคลสูตร

พระมหาภัฏชวัชร์ เขมทสฺสี (2016 : 56-73) คัมภีร์มังคลัตถ
ทีปนี รจนาโดยพระสิริมังคลา-จารย์พระเถระชาวเชียงใหม่ จัดว่า
เป๐นคัมภีร์ที่อยู่ในช้ันยุคอรรถกถา เพราะผู้แต่งได้นําเอาเนื้อความ
จากพระไตรปิฎก กล่าวคือ มงคลสูตร จากขุททกปาฐะและสุตต

นิบาต ขุททกนิกาย สุตตันตปิฎกเล่มท่ี 25 มาอธิบายเพ่ิมเติม โดย
อาศัยเน้ือหาสาระท่เี ป๐นหลักธรรมทางศาสนามาเป๐นโครงเรื่องหรือ

20

แก่นเร่ือง โดยการเชื่อมโยงไปถึงคัมภีร์อ่ืนๆ ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกัน
ตลอดถึงบุคคลต่างๆ ในศาสนา โดยมีจุดประสงค์หลักเพ่ืออธิบาย
หลักธรรมคําสอนในมงคลสูตรให้กระจ่างชัดแก่ผู้ที่สนใจใคร่
ศึกษา คัมภีร์มังคลัตถทีปนีได้มีการจารึกไว้ด้วยอักษรหลายชนิด
ด้วยกันเช่น อักษรธรรมอีสาน อักษรขอม และอักษรบาลีเป๐นต้น
พุทธพจน์ท่ียกมาแต่งอธิบายในมังคลัตถทีปนีมีท้ังหมด 11 คาถา
แบ่งเป๐น 2 ภาค คือ 1) ภาค 1 มี 4 คาถา คือ คาถาที่ 1 – 4 2)
ภาค 2 มี 7 คาถา คือ คาถาท่ี 5 – 11 รวมกันแล้วมีมงคลท้ังส้ิน 38
ประการ

สมิทธิพล เนตรนิมิตร (2560 : 17) หนังสือมังคลัตถทีปนี
เปน๐ หนงั สือโดดเด่นเลม่ หน่ึงในพระพุทธศาสนา ท่ีแสดงหลักปฏิบัติ
ในชีวิตประจําวัน พระสิริมังคลาจารย์นักปราชญ์แห่งล้านนาไทย
แต่งหนังสือน้ีเมื่อ พ. ศ. 2060 เพื่อขยายความอรรถกถามงคลสูตร
สุตตนิบาต ขุททกนิกาย หนังสือน้ีผู้รู้รับรองว่าเป๐นหนังสือในชั้น
ปกรณ์พิเศษ ผู้แต่งอ้างพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และ
คําของเกจอิ าจารย์ จากเดิมที่มีเนื้อหา 20 หน้า เพ่มิ เปน๐ 850 หนา้

มังคลัตถทีปนี (มงคลสูตร) ช้ีให้เห็นว่าทางดําเนินชีวิตที่มี
ความสมบูรณ์ ย่ังยืน และเป๐นมาตรฐาน เรียกว่า “มงคล” มงคลข้อ
แรก คือ ไม่คบคนพาล และมงคลข้อสุดท้าย คือ จิตเกษม พระสูตร
นี้ยืนยันว่า ชีวิตท่ียั่งยืนและชีวิตที่มีมาตรฐาน จะต้องมีท้ังโลกิย
ธรรมท้ังโลกุตรธรรม ควบคู่กันป๎จจุบัน มังคลัตถทีปนี ใช้เป๐นคู่มือ
ของนักเรียนบาลชี นั้ ประโยค 4-5 และช้นั ประโยค 7

งานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้อง

พระมหานที อิสฺสริโยภาโส (ธรรมขันธา) (2562) ได้ศึกษา
เชิงวิเคราะหนิทานที่ปรากฏในคัมภีรมังคลัตถทีปนี พบว่า 1) นิ

21

ทานเปนการเลา เรื่องราวท่ีเลาสบื ตอกันมาหรอื มีผูแตงข้ึนเพ่ือใหผู
ฟ๎งไดรับความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสามารถนําความคิดไป
ปรับใชในชีวิตประจําวัน สวนความสําคัญของนิทานน้ันทําให
ความเพลิดเพลิน สนุกสนานและผอนคลายความเครียด สรางเสริม
จินตนาการสงเสริมคุณธรรม จริยธรรม กระชับความสัมพันธใน

ครอบครัว สะทอนใหเห็นสภาพของสังคม 2) นิทานในคัมภีรมังค
ลัตถทีปนีเปนเร่ืองเลาเร่ืองราวตางๆ ใหสอดคลองกับเหตุการณที่
พระพุทธเจ าทรงแสดงธรรมให กับเทวดาทั้งหลายที่เข าเฝ าพระ

พุทธเจาทูลถามปญหาเรื่องมงคลมีท้ังเร่ืองท่ีดีและเร่ืองท่ีราย 3)
คุณคาของนิทานในการพัฒนาตนเองขั้นพื้นฐานและการพัฒนา
ตนเองขั้นกลาง เพ่ือเขาถึงทิฏฐธัมมิกัตถะ และสัมปรายิกัตถะ โดย
ใช ประกอบการอธิบายมงคลที่เกี่ยวกับการสร างมาตรฐานกฎ
เกณฑทางความคิดเห็นที่ถูกตอง เปนการเตรียมปจจัยพ้ืนฐานที่จํา
เปนในการสรางชีวติ สามารถสรางบุญกศุ ลอืน่ ๆ ไดงายเปนนิสัยติด
ตัวไปขามภพขามชาติจะไดสันติสุขเปนเคร่ืองตอบแทนไปช่ัวกาล
นานส วนคุณค าของนิทานในการพัฒนาตนเองขั้นสูงเพื่อเข
าถึงปรมัตถะ โดยใชประกอบการอธิบายมงคลที่เกี่ยวกับการ
เตรียมความพรอมสําหรับการฝกฝนอบรมจิต เพื่อยกระดับจิตใจ
ใหสูงขึ้นจนกระทั่งสามารถขจัดกิเลสอยางละเอียดบรรลุมรรคผล
นิพพานได

พระมหาเกริกสัน ญาณสมฺปนฺโน (2563) ศึกษาวิเคราะห์ตบะ

ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี พบว่า 1) ตบะ เป๐นหลักปฏิบัติท่ีพุทธ
ศาสนิกจะต้องฝึกหัดพัฒนาตนมิให้ความชั่วทั้งหลายมาครอบงํา
จิตใจ คือการฝืนความต้องการของกิเลส ความชั่วร้ายต่างๆ ที่เผา
จิตใจเรามาแสนนาน โดยการอดทนอดกลั้นต่อกิเลสที่มากระทบ
ทง้ั ทางกาย ทางวาจา ทางใจ และฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง มีการรักษา
ศีล การสํารวมอินทรีย์ และปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ และป๎ญญา

ตามลําดับ เพื่อให้เกิดการรู้จริงเห็นแจ้งในมรรค 2) คําสอนเร่ือง
ตบะ ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี มีท่ีมาอยู่ 2 ส่วน คือ (1) ตบะในฐานะ

22

เป๐นมงคล และ (2) ตบะในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี โดยท้ังสองส่วนนี้
มุ่งเน้นไปท่ีการสํารวมอินทรีย์ (อินทรียสังวร) และการสร้างความ
เพียร (วิริยะ) เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้วจะมีผลทั้งในระดับโลกียะ

และโลกุตตระอันเป๐นเปูาหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา 3)
จากการวิเคราะห์ ตบะในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี สามารถนํามาเป๐น

แนวทางพัฒนาชีวิตได้ทั้ง 2 ฝุาย คือ 1) ฝุายบรรพชิต ได้แก่ การ
พัฒนาชีวิตส่วนตน การพัฒนาระหว่างอุป๎ชฌาย์-อาจารย์กับศิษย์

การพัฒนาการศึกษา และ เผยแผ่และปฏิบัติธรรม และ 2) ฝุาย
คฤหัสถ์ ได้แก่ การพัฒนาชีวิตส่วนตน การพัฒนาครอบครัว การ
พัฒนาการทํางาน และ การพัฒนาสังคม โดยเปูาหมายการพัฒนา
ชีวิตด้วยตบะ ก็เพ่ือเปูาหมายในป๎จจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) ในเบื้อง
หนา้ (ส้มปรายกิ ตั ถะ) และเปาู หมายสงู สดุ (ปรมตั ถะ)

พระวิจิตร มหาวิริโย (2015 : 47) ได้ทําการศึกษาจริย
ศาสตร์การคบคนในมงคลสูตร พบวา่ จริยศาสตร์ คือ ว่าด้วยความ
ประพฤติหรือการกระทําของมนุษย์เพ่ือแสวงหาความดีสูงสุด สรุป

ได้ 3 เร่ืองด้วยกันคือ 1) เร่ืองอะไรคือส่ิงดีที่สุด 2) เรื่องกระทํา

อย่างไรถือว่าถูก 3) เรื่องธรรมชาติของค่าทางจริยศาสตร์
ความหมายการคบคน คนพาล คือ คนที่ประพฤติอกุศลกรรมบถ
ส่วนบัณฑิต คือ คนที่ประพฤติกุศลกรรมบถ ลักษณะคนพาลและ
บัณฑิต คือ ลักษณะคนพาล เป๐นคนทําช่ัว พูดชั่ว คิดช่ัว ส่วน
บัณฑิตมีนัยตรงข้ามกัน เป๐นคนทําความดี พูดดี คิดดี ประเภทของ
คนพาลและบัณฑิต คนพาลได้แก่ คนปอกลอก คนดีแต่พูด คนหัว
ประจบ และคนชักชวนในทางเสียหาย ตรงข้ามกับเพ่ือนที่เป๐น
บัณฑิต คือ มีอุปการะ ร่วมสุขร่วมทุกข์ แนะนําประโยชน์และมี
นํ้ า ใ จ ส่ ว น ป ร ะ โ ย ช น์ นิ ย ม ทั ศ น ะ ท า ง
จ ริ ย ศ า ส ต ร์ ที่ ถื อ เ อ า ป ร ะ โ ย ช น์ สุ ข เ ป๐ น เ ก ณ ฑ์ ตั ด สิ น ค ว า ม ผิ ด
ความถูก ชั่ว ดี กล่าวคือการกระทําที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขมาก
ที่สุดแก่คนจํานวนมากที่สุด ถือว่าเป๐นการกระทําท่ีดีที่สุด เป๐น

23

แนวทางในการจะทาํ ความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะ
ในเร่ืองการคบคนในมงคลสูตร ตามหลักประโยชน์นิยม ซึ่งเป๐น
หลักท่ดี ีในการดําเนินชีวติ

การคบคนในมงคลสูตร มีการคบท้ังคนดีและไม่ดี ผู้ที่หวัง
ความเจริญก้าวหน้าจะต้องรู้หลักและวิธีการเลือกคบมิตรที่ดี เช่น
การคบมิตรตามหลักมงคลสูตร มีการไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต
การคบคนเราควรมีหลักการที่ถูกต้องแบ่งแยกความแตกต่างออ
กว่า คนอย่างไรควรคบ ไม่ควรคบค้าสมาคม ความสําคัญและ
ความจําเป๐นในการเลือกคบคน พฤตกิ ารณ์ของคนพาลและบัณฑิต
ผลของการคบคนพาลและบัณฑิต ผลกระทบทางเสียหายเป๐นโทษ
เพราะการคบหาคนพาล ทําให้เกิดทุกข์กาย ทุกข์ใจ เสื่อมทรัพย์
เส่ือมญาติ เสื่อมยศถาบรรดาศักด์ิ ส่วนผลดีที่คบบัณฑิต ทําให้
เจริญก้าวหน้า มีความไม่ประมาทในการทําความดี กิจการงานที่ดี
ทุกอย่าง การรู้จักเลือกคบคนสามารถนํามาประยุกต์ใช้ในสังคม
และสอดคล้องกับชีวติ ประจําวันไดเ้ ปน๐ อยา่ งดี

พระมหาพิเชษฎ์ จตฺตมโล (2559) ได้ทําการศึกษาเชิง
วิเคราะห์การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักคําสอนในมงคลสูตร
พบว่า หลักคําสอนในมงคลสูตรสามารถนําไปพัฒนาคุณภาพชีวิต

ได้ใน 3 ระดับด้วยกัน คือ (1) การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับ

ปฐมวัย กําหนดอายุอยู่ในระหว่างไม่เกิน 25 ปี เป๐นวัยที่ยังต้อง
ศึกษาหาความรู้ใส่ตัว เป๐นวัยเตรียมตัวเตรียมความพร้อมที่จะต้อง
ออกไปครองเรือนเพื่อสร้างอนาคตของตน เป๐นวัยท่ียังต้องพึ่งพา
พ่อ-แม่ และครูบาอาจารย์ คอยช่วยอบรมส่ังสอนช้ีแนะถึงความ
ถกู ต้องดงี าม ทั้งทางโลกและทางธรรม เพ่ือที่จะได้เป๐นหลักประกัน
ในการนําไปพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้สมบูรณ์ ในวัยนี้ควรศึกษา

และปฏิบัติตามหลักคําสอนในมงคลสูตรข้อ 1 ถึงข้อที่ 10 (2) การ

พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับมัชฌิมวัย กําหนดอายุอยู่ในระหว่าง 26

ถึง 50 ปี เป๐นวัยที่จะต้องดําเนินชีวิตไปตามลําพัง คือ ออกไปตั้ง

24

หลักป๎กฐานสร้างครอบครัวไม่ต้องพ่ึงบิดา-มารดา และครูบา
อาจารย์เหมือนเดิม เป๐นวัยท่ีต้องรับผิดชอบต่อตนเองและทําให้
ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ในวัยน้ีควรศึกษาและปฏิบัติตามหลักคําสอน

ในมงคลสูตรข้อที่ 20 ถึงข้อท่ี 30 (3) การพัฒนาคุณภาพชีวิต

ระดบั ป๎จฉิมวยั กําหนดอายุอยู่ในระหว่าง 51 ปีขึ้นไปถึงสิ้นอายุขัย
เป๐นวัยที่ต้องสะสมบุญทานด้วยการแสวงหาทรัพย์ คือ อริยทรัพย์
อริยสมบัติใส่ตัวให้มากเท่าที่จะมากได้เพ่ือเป๐นเสบียงเดินทางสู่
ความสุขทั้งในภพนี้ และสัมปรายภพ ในวัยนี้ควรศึกษาและปฏิบัติ

ตามหลัก คําสอนในมงคลสูตรข้อที่ 31 ถึงข้อท่ี 38 ดังน้ัน หลักคํา
สอนในมงคลสูตรเป๐นคําสอนทส่ี ามารถปรับเข้าได้กับทุกเพศทุกวัย
เริม่ แตป่ ฐมวยั มชั ฌมิ วยั และปจ๎ ฉิมวยั

พระมหามฆวินทร์ ปุริสุตฺตโม (2018 : 1-10) ได้ศึกษาถึงการ
บําเพญ็ ทานตามแนวมงคลสูตรในพุทธปรัชญาเถรวาท พบว่า การ

ให้หรือทานจัดว่าเป๐นมงคลข้อท่ี 15 ในคาถาที่ 5 ตามหลักคําสอน

มงคลชีวิต38 ประการ การให้ท่ีจัดว่าเป๐นมงคลของชีวิตนั้นต้อง
เป๐นการให้ที่เป๐นไปตามหลักการ วิธีการ และอุดมการณ์ของการ
ให้เท่านั้น การให้สามารถก่อให้เกิดโทษหรือไร้ประโยชน์ได้ หาก
เ ป๐ น ก า ร ใ ห้ ท่ี ผิ ด ห ลั ก ก า ร แ ล ะ เ ป๐ น ก า ร ใ ห้ ใ น สิ่ ง ท่ี มี โ ท ษ ห รื อ ไ ร้
ประโยชน์ ดังน้ัน การให้ท่ีเป๐นมงคลของชีวิตจึงเป๐นการรู้จักให้
อยา่ งเหมาะสมและให้จนตดิ เป๐นนสิ ัยประจาํ ตวั

พระครูวิบูลภัทโรภาส (โอภาโส) และพระมหามิตร ฐิตปํฺโญ

(2562 : 145) ได้กล่าวถึงคุณค่าของวินัยในมงคลสูตรไว้ว่า วินัย
ถอื เปน๐ เร่ืองสําคัญสําหรับบุคคลท่ัวไป เพราะวินัยเป๐นข้อควรปฏิบัติ
ท่ีทําให้พฤติกรรมดีงาม พฤติกรรมเป๐นการแสดงออกถึงการถูก

อบรม วินัยในทางพระพุทธศาสนามีความสําคัญกับพุทธบริษัท 4
เช่นเดียวกัน พุทธบริษัทดูงามก็เพราะมีวินัย ถ้าขาดวินัยก็จะดูเป๐น
คนท่ีสิ้นดี วินัยในมงคลสูตร อันเป๐น คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาท่ี

25

อธิบายถึงพระวินัยทั้งที่เป๐นของพระภิกษุและคฤหัสถ์ ถือเป๐นคัมภีร์
ที่สําคัญและทรงคุณค่าของพระพุทธศาสนา สมควรอย่างยิ่งที่จะ
นํามาอธิบายแก่สังคม เพ่ือให้เกิดประโยชน์แก่การศึกษาและเกิด
ความดงี ามในสงั คมตอ่ ไป

จ า ก แ น ว คิ ด พ้ื น ฐ า น เ ก่ี ย ว กั บ ม ง ค ล ดั ง ก ล่ า ว ม า ทํ า ใ ห้
ความสําคญั ของการพฒั นาตนเองตามแนวมงคลสูตรที่พระพุทธองค์
ทรงประสงค์เพื่อให้มวลมนุษย์นําไปประพฤติปฏิบัติ และได้มีผู้รู้นํา
เนื้อหาแห่งพระสูตรไปอธิบายความให้เห็นภาพชัดข้ึน โดยเฉพาะ
นั ก ป ร า ช ญ์ ช า ว ล้ า น น า พ ร ะ ศ รี ปิ ง เ มื อ ง

สิริมงฺคโล หรือท่ีเรารู้จักในนามของ “พระสิริมงคลาจารย์” โดยได้
นํามามงคลสูตรมาเป๐นบทต้ัง และพระสูตรอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อม
อรรถกถา (โดยเฉพาะอรรถกถามงคลูตร ปรมัตถโชติกา) ฎีกา อนุ
ฎีกา และคัมภีร์อ่ืนๆ รวมทั้งแนวคิดของคณาจารย์สมัยนั้น (สมัยที่
ท่านแต่ง) มาประกอบการอธิบายด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏ
เกล้าเจา้ อยูห่ วั ไดท้ รงแตง่ เปน๐ คาํ ฉันท์

สถาบันการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ
ระดับอุดมศึกษา หลายแห่งได้จัดให้มีการเรียนการสอน เฉกเช่น
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมกาย
แคลฟิ อรเ์ นีย ไดพ้ ัฒนามาจัดเป๐นหลกั สูตรระดับปริญญาตรี

26

การฝกึ ให้เปน๐ คนดี

เทวดาเอ๋ย ป๎ญหาใดที่เจ้าถามว่า ขอพระองค์
โปรดตรัสมงคลอันสูงสดุ ในป๎ญหานนั้ เจ้าจะ
ถอื เอา 3 อย่างน้ันว่า เป๐นมงคลอันสงู สดุ กอ่ น

27

การฝกึ ใหเ้ ปน๐ คนดี

อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑติ าน จฺ เสวนา
ปชู า จ ปชู นียานํ เอตมฺมงคฺ ลมตุ ฺตมํ
การไม่คบคนพาล การคบบณั ฑิต
และการบูชาบุคคลที่ควรบูชา น้ีเป๐นอุดม
มงคล

การพัฒนาตนเองในเบ้ืองต้นน้ัน พัฒนานิสัยก่อน การสร้าง
เสริมนิสัยจะมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยไม่คบคนพาล เพื่อ
เป๐นการปูองกันไม่ให้ตนมีวิสัยทัศน์ท่ีผิดๆ ติดมาจากคนที่เราคิด
ด้วย แล้วคบบัณฑิต เพื่อถอดแบบนิสัย พฤติกรรม คุณธรรม
จริยธรรม มาสู่ตน รวมทั้งบูชาบุคคลที่ควรบูชา เพื่อครองนิสัยที่ดี
อยู่แล้วให้เจริญงอกงามข้ึน ด้วยเหตุท่ีบุคคลท่ีควรบูชาจะเป๐น
แบบอยา่ งดงี ามให้เราได้ปฏบิ ัติตาม

การไม่คบคนพาล

ความหมายและลักษณะคนพาล
การไมคบ ความไม่มีคนพาลนั้นเปนเพ่ือน ความไมเขาพวกกับ
คนพาล ชื่อวาการไมเสพ ชนเหล่าใดเหลาหนึ่ง ผูประกอบด้วย
อกุศลกรรมบถ 10 ประการ มีปาณาติบาต เปนตน ชื่อวา คนพาล อีก
ประการหนึ่ง ครูทั้ง 6 น้ี คือ ปรูณกัสสป มักขลิโคสาล นิครนถนาฏ
บุตร สญชัยเวลัฏฐบุตร ปกุทธกัจจายนะ อชิตเกสกัมพล และคน
หยาบช้าอย่างพระเทวทัตและพระโกกาลิกะ เปนตน ก็จัดว่า “คน
พาล” เช่นเดียวกัน เพราะไมเปนอยูดวยปญญา แต่เปนอยูสักว
าหายใจ

“ชนเหลาใด เปนอยู ดํารงชีพอยู่ดวยอาการสักวา ลม
หายใจเขาออกหา ใช่เป๐นอยู่ ดวยปญญาอันประเสริฐไม
เหตนุ น้ั ชนเหลานัน้ จงึ ช่ือวา พาล”

28

ลักษณะคนพาล ดูได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกการประพฤติ
ทุจริต ไม่ว่าจะเป๐นการคิดเรื่องท่ีไม่ดีงาม เป๐นต้น เมื่อคิดย่อมคิดแต่
เร่ืองที่คิดช่ัวด้วยอํานาจอภิชฌา พยาบาล และมิจฉาทิฐิ ด้านเดียว
เม่ือพูดก็พูดจําเพาะแต่คําท่ีพูดไม่ดีงาม ท่ีเป๐นวจีทุจริตมีมุสาวาท
เป๐นต้น เม่ือทําก็ทําจําเพาะแต่กรรมที่ทําช่ัวร้าย ทางกายทุจริต มี
ปาณาติบาตเป๐นต้น พฤติกรรมอันชั่วร้ายของคนพาล เรียกว่า พาล
ลักษณะ เพราะคนพาลเป๐นเหตุท่ีกําหนด คือรู้กันได้ เรียกว่าพาล
นิมิต เพราะเป๐นเหตุแห่งการหมายรู้คนพาล และเรียกว่าพาลาปทาน
เพราะคนพาลประพฤติไม่ขาด ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสไว้ ในพาล

บัณฑติ สตู ร (ม.อุ.14/484/321) ไวว้ ่า

“ภิกษุท้ังหลาย พาลลักษณะ พาลนิมิตพาลาปทาน
ของคนพาล 3 ประการเหล่านี้ 3 ประการอะไรบ้าง ภิกษุ
ทั้งหลาย คนพาลในโลกนี้ ย่อมเป๐นผู้คิดแต่เรื่องที่คิดชั่ว
พดู แตค่ าํ ทพี่ ดู ช่ัว ทาํ แตก่ รรมท่ีทาํ ชั่ว”

ลักษณะของคนพาลดังกล่าวมาสามารถกล่าวไว้ว่า คนพาลคิด
อะไร ก็คิดชั่ว คือการมีจิตคิดอยากได้ในทางทุจริต มีความพยาบาท
และมิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดเป๐นชอบ คนพาลคิดอะไร ก็พูดชั่ว คือ
คําพูดท่ีประกอบไปด้วยวจีทุจริตเช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคํา
หยาบ และพูดเพ้อเจ้อ คนพาลคิดอะไร ก็ทําชั่ว คือทําอะไรที่
ประกอบด้วยกายทุจริต เช่น การฆ่าสัตว์ ลักขโมย ฉ้อโกง ฉุดคร่า
อนาจาร ประพฤตผิ ดิ ในกาม

ชนจําพวกใด ตัดเสียซึ่งประโยชน์ทั้ง 2 ถือเอาแต่สิ่งอันมิใช่
ประโยชน์ท้ัง 2 ชนจําพวกนั้น ชื่อว่าพาล ก็เพราะถือเอาสิ่งอันมิใช่
ประโยชนท์ ้ัง 2 และเรยี กว่าพาล กเ็ พราะตดั เสียซ่งึ ประโยชน์ทงั้ 2

ซ่ึงตามรูปกิริยาศัพท์ว่า “ลนฺติ”นั้น จัดเข้าในหมวดธาตุ มี ภู
ธาตุ เป๐นต้น โดยข้อบังคับว่า ลา ธาตุมี ทฺวิ ศัพท์เป๐นบทเคียง เป๐นไป
ในความถือ กิริยาศัพท์ว่า ลุนนฺติน้ัน จัดเข้าในหมวดธาตุมี กี ธาตุ

29

เป๐นต้น โดยข้อบังคับว่า ลุ ธาตุ มี ทฺวิ ศัพท์เป๐นบทเคียงเป๐นไปใน

ความตดั (มงฺคล.1/19/15-16)
คนพาลมีลักษณะคนท่ีมีใจขุ่ นมัวเป๐นปกติ เป๐นผลให้ มี

ความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือ ไม่รู้ว่าอะไรดี

อะไรชั่ว อะไรควรอะไรไม่ควร เฉกเช่น บัณฑิตเห็นว่า “เหล้า” เป๐น
ของจัญไรทําให้ขาดสติ นําความเสื่อมมาให้นานัปการ แต่คนพาล

กลับเห็นว่า “เหล้า” เป๐นของประเสริฐเป๐นเคร่ืองกระชับมิตร หรือ

บัณฑิตเห็นว่า “การเล่นไพ่” เป๐นอบายมุข เป๐นทางแห่งความฉิบหาย

แต่คนพาลกลับเห็นว่า “การเล่นไพ่” เป๐นส่ิงดี เป๐นการฝึกสมองซ้อม
วิชาคํานวณ ดังนี้เป๐นต้น คนพาลเป๐นคนเหมือนกับเรา คือมีร่างกาย
ประกอบด้วยเลือดเน้ือเช่นเดียวกับเรา และอาจมีความสัมพันธ์
เก่ียวข้องกับเราก็ได้เช่น เป๐นญาติพี่น้อง สามีภรรยา ครู อาจารย์
อาจเป๐นผู้มีการศึกษาสูง อาจมีตําแหน่งหน้าท่ีการงานสูง อาจมี
สมัครพรรคพวกมากแม้กระทั่งอาจบวชเป๐นพระภิกษุ แต่ไม่ว่าจะเป๐น
อะไร มีความสัมพันธ์กับเราหรือไม่ ขึ้นชื่อว่าพาลแล้ว ถึงแม้จะมี
ความรู้ มีความสามารถก็ไม่ใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ถูกท่ี
ควร เพราะเขาแสลงต่อความดี เหมือนคนไข้แสลงต่อน้ําเย็น (กอง

วชิ าการ : 2550 : 20)
คนพาลจะแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกวงการ บุคคลจําพวก

น้ีจะมีนิสัยพาลให้เห็นอยู่เสมอคือชอบความรุนแรง ชอบขัดแย้ง ไม่
มีความออ่ นน้อมถ่อมตน พูดจาโอ้อวดข่มแหง ทับถมรังแก เอารัดเอา
เปรียบผู้อื่น คนพวกน้ีจะสร้างป๎ญหาให้กับบุคคลท่ีอยู่ร่วมด้วยเพราะ
เขาจะเอาแต่ใจตัวเอง ยึดตัวเองเป๐นศูนย์กลางความถูกต้อง และมี
อคตเิ ป๐นทต่ี ้ัง

การไม่คบคนพาล หมายถึง ความไม่มีคนพาลนั้นเป๐นเพ่ือน
ความไม่เข้าพวกด้วยคนพาลน้ัน ซ่ึงเป๐นผู้ประกอบอกุศลกรรมบถ
เป๐นอาจิณ ไม่ว่าจะเป๐นการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ล่วงละเมิดทางเพศ มี

30

พระพุทธพจน์ได้กล่าวถึงพฤติกรรมของคนพาลดังปรากฏในอกิตติ

ชาดก (27/1815/355) ว่า
“คนพาลผู้มปี ญ๎ ญาทราม ย่อมแนะนาํ สิ่งที่ไมค่ วรจะ

แนะนํา ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไมใ่ ชธ่ รุ ะ การแนะนําชวั่ เป๐น
ความดีของเขา คนพาลน้นั ถึงจะพูดดกี ็โกรธ เขามิได้รู้
วนิ ยั การไม่เหน็ คนพาลน้ันเป๐นความดี”

จากเนื้อหาชาดกดังกล่าว ทําให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของคน
พาล อันจะไม่นําประโยชน์สุขมาให้แก่ผู้พบเห็น ใกล้ชิดสนิทสนม
ดงั นี้

1. ชอบชักชวนหรือแนะนําแต่ในทางท่ีผิด พาลประเภทนี้
อาจจะเป๐นคนใกล้ชิดกับเราในฐานะใดฐานะหนึ่งก็ได้ บางคร้ัง
อาจจะเปน๐ ผู้มเี จตนาดีปรารถนาดีต่อเรา แต่อย่าดูที่เจตนาเพียงอย่าง
เดียว จะต้องดูท่ีการชักชวนหรือแนะนําของเขา ถ้าชอบแนะนํา
ในทางผดิ เช่น แนะนําให้เราแก้ป๎ญหาด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ หรือ
ชักชวนให้เราสร้างความร่ํารวยด้วยการกระทําท่ีผิดกฎหมาย เป๐น
ต้น รวมความว่าเราดูท่ีการแนะนําชักชวนเป๐นสําคัญ ถึงแม้การ
ชักชวนนั้นจะมีเจตนาดีหรือไม่ ไม่สําคัญ ถ้าชอบชักนําในทางผิดๆ
ก็ลงความเหน็ ได้ว่า ผทู้ ี่มีเช้อื โรคพาลเข้าครอบงําเสียแล้ว

2. มักจะชอบเป๐นคนธุระไม่ใช่ คําว่า “ธุระ” หมายถึงหน้าที่การ
งาน ปกติบุคคลทั่วไปจะต้องเอาใจใส่กับการงานในหน้าที่ของตน
อย่างเต็มท่ี ทําให้ดีท่ีสุด และเปิดโอกาสให้คนอ่ืนทํางานตามหน้าท่ี
ของเขา แต่คนพาลประเภทนี้จะไม่เอาใจใส่ในธุรการงานอันเป๐น
หน้าที่ของตนชอบไปยุ่งแทรกแซง อวดรู้อวดดีในหน้าท่ีการงาน
ของคนอน่ื เผลอๆ ขโมยเอาผลงานของคนอ่ืนไปเป๐นของตนอย่างไร้
มารยาท

3. มักจะชอบส่ิงท่ีผิดๆ คนท่ีมีเช้ือพาลแล้วชอบคิดเห็นในทาง
ที่ผิด ที่เรียกว่าเห็นผิดเป๐นชอบและขอสนับสนุนคนท่ีมีความผิดอีก
ด้วย จะทําอะไรก็ชอบทําแต่ในส่ิงท่ีผิดๆ ไม่ว่าจะเป๐นเร่ืองผิด

31

กฎหมาย ผิดศีลธรรมชอบทั้งน้ัน คือทําด้วยความชอบความสมัครใจ
แต่ส่ิงท่ีถูกท่ีควรกลับไม่อยากทํา แม้แต่เห็นคนอ่ืนกระทําในส่ิงท่ี
ถูกต้องก็ชอบตําหนิติเตียนว่าเป๐นคนเซอะคนเซ่อ ไม่ทันสมัย ข้ี
ขลาดตาขาว สุดแท้แต่จะสรรหาถ้อยคํามาพูด กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็
คอื คนพาลน้นั เปน๐ คนไม่รกั ดนี ่ันเอง

4. เมื่อมีคนพูดด้วยดีๆ ก็โกรธ การดูพฤติกรรมของคนพาลใน
ขอ้ นไี้ ม่ยาก เพียงแตส่ งั เกตจากการพูดคุยกันธรรมดาน้ีก็รู้ ถ้าเราพูด
ด้วยดีๆ แล้วเขาโกรธ เช่นเราเห็นเขาเดินมา เราถามทักทายว่า “จะ
ไปไหนครับ” แทนที่จะตอบเราดีๆ กลับตอบด้วยอารมณ์โกรธว่า “มัน
เรื่องอะไรของคุณ ฉันจะไปไหนมาไหนมันเร่ืองของฉัน” ถ้าเราเจอ
ลักษณะเชน่ นี้ก็ลงความเห็นได้ทันทีว่า เป๐นคนพาล

5. มักจะชอบละเมิดวินัย ซ่ึงคําว่า วินัย น้ัน หมายถึง ระเบียบ
ข้อบังคับ ตลอดถึงตัวบทกฎหมายของบ้านเมืองด้วย คนพาลมักจะ
ไม่รับรู้ระเบียบวินัยและสมัครใจที่จะละเมิดเสียด้วยเช่น กฎจราจร
ให้ข้ามถนนท่ีสะพานลอย หรือทางม้าลาย แต่คนพาลไม่ยอมรับรู้
ข้ามถนนตามใจชอบ คนพาลเป๐นคนเกลียดวินัย เกลียดระเบียบ
ต่างๆ ชอบท่ีจะฝุาฝืนถือว่าโก้ว่าเก่ง เวลาตีความในกฎหมาย ทั้งๆ ท่ี
รวู้ า่ ขอ้ เท็จจริงเปน๐ อย่างไร แตพ่ ยายามตีความเข้าข้างตนเองเสมอ

โทษของการคบคนพาล
การคบคนพาล ชื่อว่าไม่เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่งความ
เสื่อมทรามดังที่พุทธองค์ตรัสไว้ในอุรควรรค ปราภวสูตร (ขุ.สุ.
25/304/346) มีความว่า

“พวกอสัตบุรุษย่อมเป๐นท่ีรักของเขา เขาไม่ทําพวก
สัตบุรุษให้เป๐นท่ีรัก เขาพอใจธรรมของพวกอสัตบุรุษ ข้อ
น้นั เป๐นทางของผู้เสื่อมทราม”

32

พระภาวนาวิริยคุณ (ออนไลน์) ได้กล่าวไว้ว่าถ้าหากเราหลง
ไปคบกับคนพาลเข้า อุปมาก็เหมือนอย่างกับเอาของแห้งไปวางไว้
ใกล้ๆ ของเปยี ก แล้วไม่ระมัดระวังให้ดี เดี๋ยวของเปียกก็จะซึมเข้าไป
ในของแห้ง ของแห้งก็จะกลายเป๐นของเปียกไป หรือเหมือนอย่างกับ
เอาอาหารทีม่ รี สจืดมาวางไว้ใกล้ๆ อาหารที่มีรสขม อาหารรสจืดก็จะ
พลอยมีรสขมตามไปด้วย คนเราก็เหมือนกัน ถ้าไปอยู่ใกล้ๆ คนพาล
เด๋ียวก็จะติดนิสัยพาล ติดนิสัยช่ัวของเขามาเมื่อเข้าใกล้คนพาล คบ
กับคนพาล ส่ิงแรกท่ีจะทําให้เราเสียคือ วินิจฉัย หรือการตัดสินใจ
ว่าส่ิงใดดี ส่ิงใดช่ัว สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร เราจะ
ตัดสินไม่ออก แล้วจะมีความเห็นผิด เป๐นชอบตามเขาไปด้วย
เพราะว่า คนพาลจะมีวิธีการ ตัดสินใจไม่เหมือนคนดี หลังจากท่ีเรา
คิดผิดๆ ก็จะพูดผิดๆ ทําผิดๆ ตามมา เพราะฉะน้ัน สังคมใดมีคนพาล
เข้าไปอยู่ จึงมักจะเกิดความวุ่นวาย และไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย
ของเราเท่าน้ัน แม้ประเทศอ่ืนๆ ก็เหมือนกัน ถ้าคร้ังใดได้คนพาล
เขา้ มาบรหิ ารบา้ นเมือง ไม่ว่าจะในระดับไหน ก็มักจะทําให้เกิดความ
วุ่นวายตามมาทั้งน้ัน บางคร้ังทําให้เกิดสงครามต้ังแต่ระดับหมู่บ้าน
จนกระทั่งถึงระดับโลกก็มีเพราะฉะน้ันพระพุทธองค์จึงทรงสอนไว้ว่า
อยา่ คบคนพาล

ทรชนคนพาล ไม่ควรจะผูกมิตรให้สนิทนัก เหมือนไฟแรง
แตะต้องก็ไหม้เรา ถึงจะดับเย็นเป๐นถ่านเสียแล้ว เราจับก็ต้องเปื๒อน
ดํา การคบคนพาลนําความทุกข์มาให้ ทั้งในที่ต่อหน้าและลับหลัง
อยู่คนเดียวดีกว่าคบคนพาลต้ังร้อยคน ทําคุณกับคนพาล ก็เหมือน
คนโยนขยะมูลฝอยใส่ในกองไฟ สอนคนพาลร้อยครั้งก็ปุวยการ
เสียเวลาเปล่า เอาอกเอาใจกับคนพาลก่ีคร้ังกี่หนก็ไร้ประโยชน์
และแนะนําพรํ่าสอนคนพาลสักปานใดก็เหนื่อยเปล่า แม้จะยก

แผ่นดินให้ก็ไม่สามารถทําให้เขาเกิดความยินดีได้ (สําลี รักสุทธี :

2550 : 23)

การคบบัณฑิต

33

ความหมายและลักษณะบัณฑิต
คําว่า บัณฑิต มาจากรากศัพท์ว่า ปฑิ ธาตุ เป๐นไปในความไป
ป๎ญญาใด ย่อมดําเนิน ไปในประโยชน์ท้ังหลายแม้อันสุขุม ทราบ
อาการแม้ความบีบค้ันแห่งอริยสัจมีทุกข์เป๐นต้น เหตุน้ัน ป๎ญญานั้น
จึงช่ือว่า ป๎ณฑา ผู้ไป ดําเนินไป เป๐นไป ด้วยป๎ญญาท่ีช่ือว่าป๎ณฑา
ชื่อว่า บัณฑิต อีกอย่างหน่ึง ป๎ญญา ช่ือว่า ป๎ณฑา ของผู้นี้ เกิด
พร้อมแล้ว เหตุนั้น ผู้นี้ ชื่อว่า บัณฑิต ผู้ช่ือว่า บัณฑิต เพราะดําเนิน
คือไปด้วยญาณคติ
ผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 มีการเว้นจากฆ่าสัตว์ เป๐นต้น
ช่ือว่า พระพุทธเจ้า พระป๎จเจกพุทธเจ้า พระมหาสาวก 80 และพระ
สาวกท่านอื่นๆ ครูสุเนตต์ และอกิตติดาบส เป๐นต้น ในอดีตกาลก็
จัดเป๐นบัณฑิตเช่นกัน เพราะดําเนินในประโยชน์ท้ังหลายด้วย
ป๎ญญาคติ เหล่าชนที่ชื่อว่าบัณฑิต เพราะดําเนิน ไปด้วยญาณคติ
ในประโยชนอ์ นั เป๐นไปในภพนี้และภพหน้า
ลักษณะบัณฑิต ดูได้จากการประพฤติสุจริต มีความคิดเร่ืองที่
ดี เป๐นต้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพาลบัณฑิตสูตร (ม.อุ.

14/484/321) ไว้วา่
“ภิกษุท้ังหลาย บัณฑิตลักษณะ บัณฑิตนิมิต บัณฑิ

ตาปทาน องค์บัณฑิต 3 ประการเหล่าน้ี 3 ประการ

อะไรบ้าง ? ภิกษุท้ังหลายบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมเป๐นผู้คิด
แต่เร่ืองท่ีคิดดี พูดแต่คําพูดท่ีดี และประกอบด้วยสามารถ
แหง่ สจุ ริตมมี โนสุจริตเป๐นต้น”

ชนเหล่าใด ย่อมได้รับประโยชน์ท้ัง 2 คือ ปฏิบัติเพื่อได้รับ
ประโยชน์นั้นชนเหล่าน้ัน ชื่อว่าบัณฑิต ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสไว้ใน

โกสลสงั ยุต อุโภอตั ถสูตร (สํ.ส.15/385/130) อย่างน้ีวา่
“ธีรชนท่านเรียกว่า บัณฑิต เพราะยึดไว้ได้ซึ่ง

ประโยชน์ท้ัง 2 คือประโยชน์ในทิฏฐธรรมและประโยชน์
ในสัมปรายภพ”

34

บัณฑิตเป๐นคนที่มีใจผ่องใสอยู่เป๐นปกติวิสัย ทําให้มีความเห็น

ถกู ยึดถือคา่ นยิ มท่ีถูกต้อง สามารถดาํ เนนิ ชวี ิตอย่ดู ้วยปญ๎ ญา :

1. เป๐นผู้รู้ดี คือ รู้ว่าอะไรดีอะไรช่ัว การรู้ว่าอะไรควร
อะไรไม่ควร อะไรดีอะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรสูง อะไรต่ํา

ซึ่งการรู้ในลักษณะนี้มุ่งเน้นที่ “การรู้สภาวะทุกอย่างท่ีเกิดข้ึนตาม

ความเป๐นจรงิ ”

2. เป๐นผู้รู้ถูก คือ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด สภาพจิตของมนุษย์
ตื่นจากการครอบงําด้วยความอยากท่ีเกินขอบเขต และไร้ขีดจํากัด
ภาวะจิตท่ีต่ืนจากการครอบงําของความโกรธ และเกลียดชังที่ไม่พึ่ง
ปรารถนา และ ภาวะจิตที่ต่ืนจากความไม่รู้อวิชชาที่บังใจจนนําไปสู่
การตดั สนิ ใจกระทําการโดยขาดความย้งั คิดและรู้เทา่ ทัน

3. เป๐นผู้รู้ชอบ คือ รู้ว่าอะไรบุญอะไรบาป สภาพจิตของ
ของบัณฑิตมีความสุข สดชื่น และเบิกบานประดุจดอกบัวในยามเช้า
ที่พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ท่ีจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป๐นการใช้ชีวิต
การทาํ งาน และเกยี่ วข้องกับบุคคลอืน่ ๆ ในสังคม

ศาลาธรรม (ออนไลน์) ได้ให้ความหมายบัณฑิตไว้ว่า ผู้ทรง
ความรู้ มีป๎ญญา มีจิตใจท่ีงาม และมีการดําเนินชีวิตท่ีถูกต้อง รู้ดีรู้
ชั่ว ไม่ใช่คนท่ีจบปริญญา มีลักษณะเป๐นคนคิดดี การไม่คิดละโมบ
ไม่พยาบาทปองร้ายใคร รู้จักให้อภัย เชื่อเร่ืองบาปบุญคุณโทษ
ความกตัญํูรู้คุณเป๐นต้น เป๐นคนพูดดี วจีสุจริต พูดจริง ทําจริงไม่
โกหก ไม่พูดหยาบ ถากถาง นินทาว่าร้าย และเป๐นคนทําดี ทําอาชีพ
สุจริต มีเมตตา ทําทานเป๐นปกตินิสัย อยู่ในศีลธรรม ทําสมาธิภาวนา
สามารถสงั เกตไดด้ ังน้ี

1. ชอบชักนําในทางที่ถูกที่ควร อาทิเช่นการชักนําให้เลิกทํา
ในสิ่งที่ผิด ตักเตือนให้ทําความดีอย่างเช่น ให้เลิกเล่นการพนันเป๐น
ตน้

35

2. ชอบทําในส่ิงท่ีเป๐นธุระ อาทิเช่นการทําหน้าท่ีของตนให้
ลุล่วง และใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป๐นประโยชน์ ไม่ก้าวก่ายเรื่องของผู้อ่ืน
เว้นแต่จะไดร้ บั การร้องขอ

3. ชอบทําและแนะนําสิ่งท่ีถูกที่ควร อาทิเช่นการพูดและทํา
อย่างตรงไปตรงมา แนะนําการทําทานท่ีถูกต้อง ทําตนให้เป๐น
ประโยชน์ตอ่ คนอน่ื

4. รับฟ๎งดี ไม่โกรธ อาทิเช่นเมื่อมีคนมาว่ากล่าวก็ไม่ถือโทษ
หรือโกรธ หรอื ทําอวดดี แต่จะรับฟ๎งแล้วนําไปพิจารณาโดยยุติธรรม
แลว้ นาํ มาแก้ไขปรับปรุง

5. รู้ระเบียบ กฎกติกามรรยาทที่ดี อาทิเช่นการรักษาระเบียบ
วินัยขององค์กร เพื่อให้หมู่คณะมีความเป๐นระเบียบ และการ
ดําเนินงานไม่สับสน หรือการรักษาความสะอาด ปฏิบัติ และเคารพ
กฎของสถานที่ ไม่ทําตามอาํ เภอใจ

บัณฑิต อาจเป๐นใครก็ได้ เช่น อาจเป๐นผู้อ่านหนังสือไม่ออก
อาจเป๐นชาวไร่ชาวนา อาจเป๐นผู้ทีมีการศึกษาสูง อาจเป๐นญาติของ
เรา แต่ไม่ว่าจะเป๐นอะไรก็ตามจะต้องเป๐นผู้ท่ีมีจิตใจผ่องใสและ
ดําเนินชีวิตอยู่ด้วยป๎ญญา คือเป๐นคนดีนั่นเอง ส่วนผู้ที่เรียนหนังสือ
จนได้รบั ปริญญานน้ั คือ บัณฑิต แท้จริงนั่นเป๐นเพียงบัณฑิตทางโลก
เท่านั้น ยังไม่ใช่บัณฑิตท่ีแท้จริงเพราะผู้ที่ได้รับปริญญาแล้ว ถ้า
ความประพฤติไม่ดี อาจไปทําผิดติดคุกติดตะรางได้ แต่บัณฑิตท่ี
แท้จริงย่อมเป๐นผู้ตั้งใจละชั่ว ประพฤติชอบประกอบแต่ความดี ความ
ถูกต้อง ความสุจริตสามารถปูองกันตนให้พ้นจากคุกจากตะรางและ
แม้กระทั่งจากนครได้ บัณฑิตมิใช่ผู้มีเพียงปริญญา แต่คือผู้อุดมศีล
สมาธิ ป๎ญญา เป๐นผู้มีจิตใจผ่องใส มีความเห็นถูก ดําเนินชีวิตอยู่
ด้วยป๎ญญา ฉลาดในการสอดส่องหาเหตุผล จึงมีลักษณะพิเศษสูง
กว่า เฉกเช่น ชอบคิดดีเป๐นปกติวิสัย ได้แก่ คิดให้ทาน คิดให้อภัย
อยู่เสมอไม่ผูกพยาบาท คิดเห็นถูกต้องตามความเป๐นจริง เช่น เห็น
ว่าบุญบาปมีจริง พ่อแม่มีพระคุณต่อเราจริง ชอบพูดดีเป๐นปกติวิสัย
ได้แก่พูดคําจริง พูดคําสมานไมตรี พูดคํามีประโยชน์ พูดถูกต้อง

36

ตามกาลเทศะและพูดด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา และชอบทําดีเป๐น
ปกติวิสัย ได้แก่ เว้นการฆ่ากัน ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม
พอใจเฉพาะคู่ครองของตนเท่านน้ั (กองวชิ าการ : 2550 : 24-25)

ซึ่งเป๐นไปในทิศทางเดียวกันกับแนวคิดของพระมหาหรรษา
นิธิบุณยากร (ออนไลน์) ที่กล่าวไว้ว่า การ “วัด” คุณค่าและ
ความสําคัญของบัณฑิตทางโลกด้วย “ใบปริญญาบัตร” ท่ีจะนําไป
เป๐นเครื่องมือสําหรับการันตีเพื่อเป๐นใบเบิกทางในการแสวงหา
อาชีพ และวตั ถเุ พ่อื เล้ียงปากเล้ียงท้อง ฉะน้ัน หากจะกล่าวว่าบัณฑิต
หมายถึงผู้ฉลาด คําว่า ฉลาดในบริบททางโลกย่อมหมายถึงความ
ฉลาดในการใช้ความรู้เพ่ือเอาตัวรอดโดยการแสวงหาป๎จจัย 4 มา
เป๐นเคร่ืองมือหล่อเล้ียงร่างกาย แต่เม่ือกล่าวถึง “บัณฑิตในทาง
ธรรม” ย่อมมีนัยท่ีลึกซ้ึงมากย่ิงขึ้น เพราะบัณฑิตในบริบทนี้ แม้จะ
หมายถึง “ความฉลาด” เช่นเดียวกัน แต่เป๐นความฉลาดทางป๎ญญา
ท่ีไม่ได้หมายถึงการเอาตัวรอดทางกายภาพเท่านั้น หากแต่เป๐นการ
พาตัวเองให้หลุดพ้นจากกับดักของ “โลกธรรม” ท่ีมนุษย์กําลัง
เผชิญหน้าในทุกขณะของการดําเนินชีวิต และการทํางาน ซึ่งเกณฑ์
วัดคุณค่าของความเป๐นบัณฑิตทางธรรมประกอบไปด้วยตัวบ่งช้ี 7
ตัวด้วยกนั กล่าวคือ

1. ความเป๐นผู้รู้จักวิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์และความ
เปน๐ ไปของชีวิต

2. ความเป๐นผู้รู้จักวิเคราะห์สาระและผลอันเกิดจากสาเหตุ
ดังกลา่ ว

3. ความเป๐นผู้รู้จักวิเคราะห์ตนเองท้ังในด้านความรู้ คุณธรรม
และความสามารถ

4. ความเป๐นผู้รู้จักหลักของความพอดี การดําเนินชีวิต
พอเหมาะพอควร

37

5. ความเป๐นรู้จักปฏิบัติตนให้ถูกกาลเทศะ

6. ความเป๐นผู้รู้ปฏิบัติการปรับตนและแก้ไขตนให้เหมาะกับ
สภาพของกลุ่มและชุมชน

7. ความเป๐นผู้รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคลท่ีมีความ
แตกตา่ งกนั

ความแตกตา่ งระหวา่ งบัณฑิตกับคนพาล

บัณฑิตเท่านั้นที่ควรคบ คนพาลหาควรคบไม่ คนพาลเป๐นเช่น
กับปลาเน่า คนคบคนพาลก็เช่นกับใบไม้ห่อปลาเน่า ควรละทิ้งและ
เกลียดชัง ส่วนบัณฑิตเป๐นเช่นกับของหอมมีกฤษณาและมาลาเป๐น
ต้น ถึงความเป๐นผู้ควรกับใบไม้ที่ห่อของหอมมีกฤษณาและมาลัย
ดอกไม้ เปน๐ ต้น ผูค้ นควรสรรเสริญและฟูใจของวิญํูชน ผู้ใดคบคน
เช่นใด ผู้นั้นก็มีคนเช่นน้ันเป๐นคติ โดยท่านได้ยกชาดกเรื่องนกแขก
เต้ามาพรรณนาถึงการคบคนเชนใด ก็มีคนเชนน้ันเปนคติ เร่ืองมีอยู่
ว่า ลูกนกแขกสองพี่นองถูกลมพัดไปตกคนละแหง ตัวหนึ่งตกใน

ท่ีอยูของมหาโจร 500 คน มีพฤติกรรมแนวคิดเปนไปในทิศทาง
เดียวกันกับเหลามหาโจร ท้ังกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม สวน
ลูกนกแขกเตาอีกตัวหน่ึง ลมพัดตกใกลอาศรมของฤษีไดรับการ
เล้ียงดูจากฤษีผู สะอาด ท้ังภายนอกและภายในจิตใจ รวมถึงการ
ปฏิบตั ิท่ีแสดงออกมาทําใหลูกนกน้ันมีพฤติกรรมงดงามตามไปดวย

ซึ่งในชาดกน้ีได้พรรณนาหลักธรรมหลายประการที่ชี้ให้เห็น
ถึงความแตกต่างของบัณฑิตและบัณฑิตดังท่ีปรากฏในสัตติคุมพ

ชาดก (ขุ.ชา.27/2152/457) มคี วามวา่
“ข้าแต่พระราชา ก็คนคบชนิดใดๆ เป๐นคนสงบ

หรือไม่สงบ มีศีลหรือไร้ศีลก็ตามเขาย่อมตกไปสู่อํานาจ
ของคนชนดิ นน้ั แล

38

บุคคลทําคนเช่นใดให้เป๐นมิตร และเสพสนิทกับคน
เช่นใด เขาก็เป๐นคนเช่นน้ันแล เพราะการอยู่ร่วมกัน ย่อม
เป๐นเชน่ นน้ั

คนชั่ว ใครคบเข้า ก็เปื๒อนคนคบ ใครแตะต้องเข้า ก็
เปื๒อนผู้อื่น ซึ่งเป๐นผู้แตะต้องซ่ึงมิได้เปื๒อนมาแต่เดิมดุจ
ลูกศรอันร้ายซ่ึงกําซาบด้วยยาพิษก็พลอยติดแล่งไปด้วย
เพราะกลัวจะพลอย เปื๒อน ธีรชนจึงไม่ควรมีคนช่ัวเป๐น
สหายเสยี เลย

คนห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ใบหญ้าคาก็พลอย
เหมน็ ฟุงู ไปด้วย ฉนั ใด การคบกบั คบพาลกฉ็ นั น้ัน

บัณฑิตรู้ความแม้ใบก็พลอยหอมฟูุงไปด้วยฉันใด

การอบรมของตน (ว่า) เหมือนใบไม้สําหรับห่อแล้ว ไม่พึง
คบอสัตบุรุษ พึงคบแต่สัตบุรุษ อสัตบุรุษ ย่อมนําไปสู่นรก
สตั บุรุษย่อมใหถ้ ึงสคุ ติ”

เช่นเดียวกับเร่ืองชางมหิฬามุข ซึ่งมีพฤติกรรมเรียบรอยไม
เคยทํารายใครเล้ียงงาย แต่อยู่มาวันหนึ่งไดยินเสียงพวกโจรคุย
กันใกลโรงชางทุกคํ่าคืน มันคิดวา มีคนมาสอน จึงมีพฤติกรรมแข็ง
กระดาง ดุร้าย ทํารายผูเลี้ยงดู ภายหลังไดรับการสั่งสอนจากเหล่า
สมณะชพี ราหมณผูทรงศลี กลับตัวกลับใจเปนชางเรียบรอยไมดุร้าย

ดังท่ีปรากฏในมหิฬามุขชาดก (ขุ.ชา.27/26/9) มคี วามวา่
“พระยาช้างชื่อมหิฬามุข ได้เท่ียวทุบตีคน เพราะได้

พึงฟ๎งคําของพวกโจรมาก่อน พระยาช้างผู้เชือกอุดม
ตั้งอยู่ในคุณท้ังปวง ก็เพราะได้ฟ๎งคําของท่านผู้สํารวมดี
แลว้ ”

ทํานองเดียวกันกับเร่ืองมาปณฑวะที่ได้พรรณนาถึงมามงคล
ของพระราชาท่ีมีรูปรางสงางาม ไดคนเลี้ยงมาที่มีขาเขยกจึงคิดวา
คนเล้ียงมาสอนใหมันเดินแบบนั้น จากนั้นมาดีกลายเปนมาพิการ
พระราชาทรงทราบเรื่องนั้นไดสงคนเล้ียงคนใหมที่เดินเปนปกติไป

39

มาจึงกลับเปนปกติเชนเดิม ดังท่ีปรากฏในทุกนิบาต คิริทัตตชาดก

ป๎ณฑววตั ถุ (ขุ.ชา. 27/217-218/65-66) มคี วามวา่
“ม้ามงคลชื่อป๎ณฑวะของพระเจ้าสามถูกนายคิริทัตต์

ประทุษร้ายแล้วจึงละปกติเดิมของตน เลียนแบบนาย
คิริทัตต์นัน้

ถ้าคนประกอบด้วยอาการอันงดงามท่ีสมควรแก่ม้า
น้ัน พึงจับม้านั้นท่ีบังเหียน แล้วจูงไปรอบๆ สนามม้าไซร้
ม้าน้ันจะละอาการเขยกแล้วเลียนแบบคนเลี้ยงม้าน้ันโดย
พลัน”

เฉกเช่นเดียวกันกับเร่ืองผลมะมวงท่ีรสอรอย มีรสหวานหอม
ชื่นใจ ถูกคนนําสะเดาและบอระเพ็ดมาปลูกลอมรอบกลายเปนผลไม
มีรสขมไม น ารับประทาน ต อมา เขาตัดสะเดาและบอระเพ็ดท้ิง
ทั้งหมดถอนรากถอนโคนใสปุยและรดนํ้าผสมน้ํานม น้ําตาลกรวด
และนํ้าหอมพรวนดินทุกวัน เพราะไดรับการดูแลดวยของดีจึงมี
รสชาติดีดังเดิม ดังท่ีปรากฏในทุกนิบาต ทธิวาหนชาดก อัมพวัตถุ

(ข.ุ ชา. 27/221-222/67) มีความว่า
“ในกาลก่อน มะม่วงน้ีมีผิวสวย กล่ินหอมรสอร่อย

ได้รับการบํารุงเหมือนเดิมเพราะเหตุไร จึงกลับกลายเป๐น
มะมว่ งท่ีมรี สขมไป

ข้าแต่พระเจ้าทธิวาหนะ มะม่วงของพระองค์มีต้น
สะเด าล้ อมร อบร ากกั บร ากเก่ี ยวพั น กั น กิ่ ง กั บกิ่ ง
ประสานกัน เพราะการเกี่ยวข้องกับต้นไม้ท่ีมีรสขมไม่น่า
พอใจนนั้ มะม่วงตน้ น้จี งึ กลายเปน๐ ไม้ทม่ี ีรสขมไป”

แม้ของอันไร้ชีวิต ยังกลายเป๐นของไม่น่าปรารถนาเพราะ
ประกอบร่วมกับของอันไม่น่าปรารถนา กลายเป๐นของน่าปรารถนา
เพราะประกอบร่วมกับของอันน่าปรารถนาดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้

ในเหตเุ กิดทธิวาหนชาดก (ข.ุ ชา.อ.3/134) ไวว้ า่

40

“ภกิ ษทุ ั้งหลาย ข้ึนช่ือว่าการอยู่ร่วมกับคนไม่ดี เป๐นการเลว ก่อ
แต่สิ่งอันไม่มีประโยชน์ จะพึงกล่าวอะไรในการอยู่ร่วมกับ คนไม่ดี
นั้นเล่า เพราะการอยู่ร่วมกับคนชั่วทําความพินาศให้แก่ชนผู้เป๐น
มนุษย์ แม้แต่ต้นมะม่วง ซ่ึงไม่มีเจตนามีรสหวานเปรียบปานรสทิพย์
อ า ศั ย ก า ร อ ยู่ ร่ ว ม กั บ ต้ น ส ะ เ ด า อั น มี ร ส ข ม ห า ร ส ห ว า น มิ ไ ด้ ยั ง
กลายเปน๐ ตน้ ไมไ้ ม่มรี สหวาน มีรสขมไปในกาลก่อน”

อีกประการหน่ึง คนพาลทั้งหลายเปรียบเหมือนศัตรูผู้มีดาบ
ในมือ บัณฑิตท้ังหลายเปรียบเหมือนญาติท่ีรัก ซึ่งพระพุทธองค์ได้
ตรัสปรารภถงึ การเสดจ็ มาอุป๎ฏฐากของท้าวสักกะ เทวราช เมื่อคร้ัง
ทรงอาพาธลงพระโลหิตตามท่ีปรากฏในสุขวรรค ธรรมบท สักกเท

วนิ ทวัตถุ (ขุ.ธ. 25/207-208/42-43) มคี วามว่า
“แท้จริง บุคคลผู้มีปกติเท่ียวสสมคบคนพาล ย่อมเศร้า

โศกส้ินกาลนาน เพราะการอยู่ร่วมกับเหล่าคนพาล เป๐น
เหตุนําทุกข์มาให้ในกาลทุกเมื่อ เหมือนการอยู่ร่วมกับ
ศัตรูส่วนบัณฑิตมีการอยู่ร่วมเป๐นสุข เหมือนสมาคมแห่ง
หมู่ญาติ

นรชนพึงคบบัณฑิต ผู้มีป๎ญญา เป๐นพหูสูต เอาการ
งาน มีศีล มีวัตร ไกลจากกิเลส และเป๐นสัตบุรุษ ป๎ญญาดี
เ ป รี ย บ ดั ง พ ร ะ จั น ท ร์ ค บ อ า ก า ร อั น เ ป๐ น ท า ง โ ค จ ร แ ห่ ง
ดวงดาว ฉะน้ัน”

ทํานองเดียวกันกับเร่ืองพระดาบสสอนบุตรด้วยความหวังดี
เรื่องมีอยู่ว่า ดาบสทานหนึ่งบําเพ็ญพรตอยูในปาหิมพานต สอนลูก
ชายเปนประจํา คือ อยาคบคนพาลเปนอันขาด วันหน่ึงเม่ือลูกชาย
เรียนศิลปวิทยาจนสําเร็จแลว อยากจะไปใชชีวิตในเมืองหลวงเยี่ยง
สามัญชนทั่วไป ไปลา กอนไปไดใหโอวาทบุตร อยาคบคนชั่ว อย่า
มั่วคนผิด เพราะคบกเฬวรากพวกนี้มีแตเสียคน เหม็นต้ังแตยังไม

ตายกม็ ี ดังท่ีปรากฏในหลิททราคชาดก นวกนิบาต (ขุ.ชา.27/1283-

1291/246-247) มคี วามวา่

41

“ผู้ใด ไม่มีกรรมชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ เจ้า
ไปจากที่นี้แล้ว จงตั้งตนไว้เหมือนบุตรที่เกิดแต่อก คบหา
ผู้น้ัน อน่ึง ผู้ใดประพฤติโดยธรรม แม้ประพฤติอยู่ไม่
เย่อหยิ่ง เจ้าไปจากท่ีนี้แล้ว จงคบหาผู้น้ัน ซ่ึงทํากรรมอัน
บรสิ ุทธิ์ มปี ๎ญญาลกู เอ๋ย

หากว่าพ้ืนชมพูทวีปท้ังสิ้นนี้ แม้จะพึงไร้มนุษย์ไซร้
เจ้าก็อย่าคบหาคนผู้มีจิตดุจลิง ตลบแตลงเป๐นดังผ้าที่ย้อม
ด้วยขม้ินผู้รักง่ายหน่ายเร็วเช่นนั้นเลย เจ้าจงหลีกเล่ียง
มันเสียให้ห่างไกลเหมือนหน่ึงคนขลาด หลีกอสรพิษตัวดุ
ร้ายแต่ไกล เหมือนคนเกลียดคูถหลีกหนทางใหญ่อัน
เป๒ือนคูถ เหมือนคนขับยาน เลี่ยงหนทางท่ีขุรขระเสีย
ฉะนนั้

พ่อ ความฉิบหายท้ังหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้ส้อง
เสพคบพาลเกินไป เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลนะ เพราะ
การอยู่ร่วมกับคนพาล เป๐นเหตุนําทุกข์มาให้ ดุจการอยู่
ร่วมกับศัตรูทุกเม่ือ เหตุน้ัน พ่อจึงขอร้องเจ้าไว้ เจ้าจงทํา
ตามคําของพ่อ เจ้าอย่าริสมาคมกับคนพาลเป๐นอันขาด
เพราะการสมาคมกับคนพาล เปน๐ เหตนุ ําทุกข์มาให้”

อีกประการหน่ึง ภัยอุป๎ทวะและอุปสัคทั้งหมด เกิดขึ้นเพราะ
อาศัยคนพาลทั้งน้ัน แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องภิกษุ ก่อการวิวาท
กันและกันเร่ิมฟูองร้องกันขึ้น เหมือนท่ีเกิดข้ึนแก่พวกภิกษุ
ชาวเมืองโกสัมพี เหตุแห่งความทุกข์ มาถึงบริษัท 4 ดังที่พระพุทธ

องค์ได้ตรสั ไวใ้ นลักขณสตู ร (อง.ฺ ตกิ .20/126) มีความว่า
“ภิกษุท้ังหลายเพลิงอันลุกลามมาจากเรือนไม้อ้อหรือ

เรือนหญ้า ย่อมไหม้แม้เรือนยอดท้ังหลายที่เขาโบกท้ัง
ภายในภายนอก ลมพัดเข้าไม่ได้ มีบานประตูอันมิดชิด มี
หน้าต่างอันปิดแล้วแม้ฉันใด ภิกษุท้ังหลายภัยเหล่าใด
เหล่านั้นจะเกิดขึ้น ภัยเหล่าน้ันท้ังหมด ย่อมเกิดข้ึนแต่คน
พาล หาเกดิ ขึ้นแต่บัณฑิตไม่

42

อุป๎ทวะเหล่าใดเหล่าหน่ึง จะเกิดข้ึน อุป๎ทวะเหล่าน้ัน
ทั้งหมด ย่อมเกิดข้ึนแต่คนพาล หาเกิดขึ้นแต่บัณฑิตไม่
อุปสัคเหล่าใดเหล่าหนึ่ง จะเกิดขึ้น อุปสัคเหล่าน้ันท้ังหมด
ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล หาเกิดขึ้นแต่บัณฑิตไม่หมือนกัน

ฉนั นั้นแล.
ภิกษุท้ังหลาย คนพาลมีภัยจําเพาะหน้า บัณฑิตหาภัย

จําเพาะหน้ามิได้ คนพาลมีอุป๎ทวะ บัณฑิตหาอุป๎ทวะมิได้
คนพาลมีอุปสัค บัณฑิตหาอุปสัคมิได้ ด้วยประการดังนี้แล
ภิกษุทั้งหลาย ภัยไม่มีแต่บัณฑิต อุป๎ทวะไม่มีแต่บัณฑิต
อุปสัคไมม่ ีแตบ่ ณั ฑิต”

คนพาลทั้งหลาย เป๐นเหมือนเรือนท่ีถูกไฟไหม้สามารถท่ีจะนํา
ทุกข์มีภัยเป๐นต้นทุกชนิดมาให้ แก่ผู้ทําตาม ส่วนบัณฑิตทั้งหลาย
เป๐นดุจการคุ้มครองในที่อันมีภัย ดังประทีปในที่มืด และเหมือนการ
ไดข้ ้าวและนํ้า เป๐นตน้ แม้แต่ยามหิวข้าวหรือกระหายน้ํา

บัณฑิตสามารถในการกําจัดทุกข์มีภัยเป๐นต้นทุกชนิดของหมู่
ชนผู้ทําตามได้ แต่คนพาลเป๐นเช่นเดียวกับของโสโครกมีปลาเน่า
เป๐นต้น และบัณฑิตเป๐นเหมือนเครื่องสําอางมีของหอมเป๐นต้น ท้ัง
การคบคนพาล เป๐นทุกข์ คบบัณฑิตเป๐นสุข สมดังพระพุทธภาษิตท่ี

ตรัสไว้ในในบณั ฑิตวรรคแห่งพระธรรมบท (ข.ุ ธ.25/16/25) วา่
“บุคคลผู้มีป๎ญญา ไม่พึงคบพวกบาปมิตร ไม่พึงคบ

พวกบุรุษผู้ตํ่าทราม พึงคบกัลยาณมิตร พึงคบบุรุษผู้
สูงสุด”

การคบบัณฑิตแม้วาระเดียว ก็ช่ือว่าย่อมเป๐นการรักษาตนได้
การคบคนพาลแม้ส้ินกาลช้านาน ก็ไม่ช่ือว่ารักษาตน สมดังที่นันท
พราหมณ์แสดงธรรมแด่พระเจ้ามหาสุตโสม ตามท่ีปรากฏในมหาสุต

โสมชาดก (ข.ุ ชา.28/342/136) มคี วามวา่
“ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงนามว่าสุตโสม การคบกับ

สัตบุรุษท้ังหลาย เพียงครั้งเดียวเท่าน้ัน การคบนั้น ย่อม

43

คุ้มครองบุรุษน้ันได้ การคบ อสัตบุรุษทั้งหลายมากครั้ง ก็
คุม้ ครองบคุ คลนนั้ ไม่ได้เลย”

มหาสุตโสมชาดกนี้พรรณนาถึงพระเจากรุงพาราณสีติดใจใน
รสชาติของเน้ือมนุษยไมสามารถอดกล้ันได จึงถูกเนรเทศออกจาก
พระนครกลายเปนโปริสาทโจร ไลลาจับประชาชนชนอยูทุกวันไม
เว้นแมกระท่ังพระราชา สุดทายเกิดศรัทธาเล่ือมใสในสัจจะของพระ
เจาสตุ โสมถูกจบั แลว แตก็กลับมาใหฆา ไดรับพรจากพระเจาสุตโสม
กลับเน้ือกลับตัวเปนคนมีศีลธรรมเลิกกันเนื้อมนุษย และไมทําบาป
อกี ตอไป

บุคคลควรคบแต่บัณฑิตอย่างเดียว ไม่ควรเสพคนพาล ไม่ใช่
ไม่ควรเสพคนพาล ควรเสพแต่บัณฑิตอย่างเดียวเท่าน้ัน แม้จะ
ทําบุญอะไรๆ ก็ควรทําความปรารถนาแม้ว่า “ด้วยบุญน้ี ขอข้าพเจ้า
พึงพบแต่บัณฑิตเท่านั้น ไม่พึงพบคนพาลเลย” เหมือนอย่างอกิตติ
บั ณ ฑิ ต ตั้ ง ค ว า ม ป ร า ร ถ น า ไ ว้ ต า ม ท่ี ป ร า ก ฏ ใ น

เตรสนิบาต อกิตติชาดก (ขุ.ชา.27/1813-1819/355) ซึ่งชาดกนี้
พรรณนาถึงดาบสตนหน่ึงบําเพ็ญพรตจนไดฌานและอภิญญา เหาะ
ลงบนเกาะแหงหนึ่ง ไมไปไหนอาศัยตนหมากเมาแลวสรางอาศรมใต
ตนไม ฉันผล และใบของมันตามฤดูกาล เพราะศีล ท าวสักกะจึง
เสด็จลงมาทดลอง จนแนใจวา ทานประพฤติดีปฏิบัติชอบ ประทาน
พรให ทานขอพรวา อยาไดเห็น อยาไดยินชื่อ และอยาอยูร่วมกับ
คนพาล เพราะคนพาลมีปกติ ทํา พูด คิด แตเร่ืองที่ช่ัว มีความหมาย
วา่

“ขอข้าพเจ้า อย่าพึงได้เห็นอย่าพึง ได้ยินคนพาลและ
อย่างพึงอยู่ร่วมกับคนพาล อย่าพึงทําและอย่าพึงพอใจ
การสนทนาปราศรัยกับคนพาล”

“ทา่ นกัสสปะ คนพาลได้ทําอะไรให้แก่ท่าน ? ขอท่าน

จงบอกเหตุ ท่านกัสสปะ เพราะอะไร ? ท่านจึงไม่อยากพบ
คนพาล”

44

“คนพาลมีป๎ญญาโฉด ย่อมแนะนําสิ่งท่ีไม่ควรแนะนํา
ประกอบในสิ่งท่ีไม่ใช่ธุระ การแนะนําชั่ว เป๐นความดีของ
คนพาล คนพาลแม้ผู้อ่ืนพูดดีก็กลับโกรธ เขาไม่รู้จักอุบาย
สาํ หรับแนะนาํ ฉะนัน้ การไม่พบพาลน้ันเสียไดด้ ีนัก”

“ขอข้าพเจ้า พึงพบแต่บัณฑิต พึงได้ยินบัณฑิตและ
พึงได้อยู่ร่วมกับบัณฑิต พึงทําและพอใจ การเจรจา
ปราศรยั กับบณั ฑิต”

“ท่านกัสสปะ บัณฑิตได้ทําอะไรให้แก่ท่านเล่า ? ขอ

ท่านจงบอกเหตุ ท่านกัสสปะ เหตุไร ? ท่านจึงอยากพบแต่
บัณฑิต”

“บัณฑิตย่อมไม่แนะนําสิ่งที่มิควรแนะนํา ไม่ประกอบ
ในสิ่งที่มิใช่ธุระ การแนะนําดีเป๐นความดีของบัณฑิต
บัณฑิตนั้นอันผู้อื่นว่ากล่าวโดยดีย่อมไม่โกรธ ท่านรู้
ทั่วถึงอุบายสําหรับแนะนํา การสมาคมกับบัณฑิตนั้น จึง
เป๐นความดี”

แม้การพบบัณฑิตก็เป๐นสุข แต่การพบคนพาลเป๐นทุกข์ ดังท่ี
พระพุทธองค์ตรัสในสุขวรรค ธรรมบทคาถา สักกเทวินทวัตถุ (ขุ.ธ.

25/42/25) ความว่า

“การพบพระอริยเจ้าท้ังหลาย เป๐นความดีการอยู่ร่วม

เป๐นสุขทุกเมื่อ บุคคลพึงมีความสุขเป๐นนิตย์ได้แท้จริง ก็

เพราะไม่พบคนพาลทัง้ หลาย”

บุคคลผู้มีปกติพบคนพาล ทําตามคําของคนพาล ย่อมประสบ
ทุกข์ ส่วนบุคคลผู้มีปกติพบบัณฑิต ทําตามคําของบัณฑิต ย่อม
ประสบสุข มีพระวิพภันติกะ เป๐นตัวอย่าง เรื่องมีอยู่ว่า ภิกษุลูกศิษย
ของพระมหากัสสปะเถระ ลาสิกขาไปเพราะใจแตก ถูกขับไล ออก
จากบานเพราะเปนคนเกียจคร้าน คบเพื่อนไมดีทําโจรกรรม ถูก

ตํารวจจับไดมัดแขนไพลหลังเฆี่ยนดวยหวายคราวละ 4 ที นําไปยัง
ลานประหารดานประตูดานทักษิณของกรุงราชคฤห พระมหากัสสปะ

45

เขาไปบิณฑบาตเห็นเขา ขอใหพวกตํารวจคลายเชือกมัดใหหยอน
แลวบอกใหระลึกถึงกรรมฐานท่ีเคยปฏิบัติมา จนบังเกิดจตุตถฌาน
เม่ือนอนหงายบนหลาว หรือขูดวยอาวุธตางๆ ก็ไมกลัว ตํารวจจึงทูล
พระเจาพิมพิสาร พระองคส่ังใหปลอยแลวเสด็จไปทูลพระศาสดา
เขาพจิ ารณาธรรมขณะน่งั บนหลาวเหาะไปสํานักพระศาสดา บวชแล
วบรรลอุ รหนั ตทามกลางพุทธบริษทั

คนพาลท้ังหลายย่อมยังตนและหมู่ชนผู้ทําตามคําของตนให้
พินาศ ด้วยสิ่งที่ตนถือเอาช่ัว เหมือนอย่างพระเทวทัต หลังจากได
บวชและสําเร็จฤทธ์ิข้ันปุถุชน ก็ยุยงใหอชาตศัตรูราชกุมารฆาพระ
บิดาเพ่ือชิงราชสมบัติ สวนตัวเองจะฆาพระศาสดาใชหลายวิธี เชนส
งนายธนูซุมยิงบาง ปลอยชางนาฬาคีรีบาง แตไมสําเร็จ มีอยูคร้ังห
นี่ง พระเทวทัตกลิ้งหินลงมากะจะใหทับพระศาสดา แตหินเกิดแตก
ออกกอนสะเก็ดช้ินหน่ึงกระเด็นมาถูกพระบาทพระศาสดาทําใหเกิด
โลหิตห อข้ึนต อมาได ทําสงฆใหแตกแยก ชักชวนให ภิกษุสงฆ

ประพฤติตามวัตถุ 5 ประการ ไดแก 1) อยูปาเปนวัตรตลอดชีวิต 2)

เที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต 3) ถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต 4) อยูโคนไม

ตลอดชีวิต 5) ไมฉันเนื้อสัตวตลอดชีวิต แตพระศาสดาไมทรง
อนญุ าต พระเทวทัตจึงนําภิกษุสงฆผบู วชใหมแยกไปทําสังฆกรรม

เฉกเช่นเดียวกันกับพระเจ าอชาตศัตรูเลื่อมใสศรัทธาพระ
เทวทัต ถูกยุยงใหฆ่าพระเจ้าพิมมิสาร ภายหลังสํานึกผิดมาเขาเฝ
าพระศาสดา เพ่ือขอขมาตามคําแนะนําของหมอชีวก ไดฟงธรรม
จากพระศาสดา ทรงเลื่อมใสแลวเสด็จกลับไดทําสักการะใหญแด
พระรัตนตรัย พระศาสดาตรัสวา หากพระเจ้าอชาตศัตรูไมทําอนัตต
รยิ กรรมก็จะไดบรรลธุ รรม

ไม่แตกต่างกันกับครูท้ัง 6 มี ปูรณกัสสปะ เปนตน ตางพากัน
ปฏิญญาตนวา พวกเราไดบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พาตน
และอุปฏฐากผูชอบในลัทธิของตนใหพนิ าศตามๆ กัน

ส่วนบัณฑิตท้ังหลาย ย่อมไม่ยังตนและหมู่ชนผู้ทําตามคําของ
ตนให้พินาศ ให้ถึงแต่ ความเจริญ เพราะกรรมที่ตนถือเอาดี เหล่า

46

เทพและมนุษย์ อาศัยพระพุทธองค์ พระสาวก เป๐นสรณะ ได้บรรลุ
ธรรม เข้าถึงพรหมโลก เกิดในสวรรค์ มีจํานวนไม่น้อย เฉก
เช่นเดียวกับครูสุเนตตเปนศาสดาของคณะทําลัทธิดังทาเปนที่หย่ัง
ลงสู คติเป นผู ปราศจากความกําหนัดในกามเพราะวิขัมภนปหาน

อบรมเมตตาจิตตลอด 7 ปเมื่อโลกประลัยอยูได เขาถึงอาภัสสรพรหม
โลกเมื่อโลกเจริญอยูเขาถึงพรหมวิมาน เช่นเดียวกันกับพ่อค้า

พาณิช 700 คน แลนเรือสําเภาไปสูสมุทรในวันที่ 7 เรือไดอับปางลง
ในทามกลางมหาสมุทรไมมีที่พ่ึงอ่ืนเลย จึงอาศัยอุบาสกผู้ทรงธรรม

ที่มาบนเรือดวย พากันรักษาศีล 5 ก่อนเรือกําลังจะจม ไดไปเกิดเป
นเทวบุตรบนสวรรคมีวิมานเปนที่อยูอาศัย เพราะผลของศีลท่ีตนพา
กันรักษาคราวเดียว ระลึกถึงพระคุณของอุบาสกและพระพุทธคุณ
จึงได้พามาเฝูาพระพุทธองค์กราบทูลพรรณนาถึงความดีท่ีได้อยู่
ร่วมกับสัตบุรุษตามที่ปรากฏในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.

15/79-85/24-25) มคี วามว่า
“บุคคลพึงน่ังร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว พึงทําความ

สนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้ชัดสัทธรรมของสัตบุรุษ
ทั้งหลาย ยอ่ มมีแตค่ วามดี ไมม่ คี วามช่ัวเลย”

“บุคคลพึงน่ังร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว พึงทําความ
ส นิ ม ส น ม กั บ สั ต บุ รุ ษ เ พ ร า ะ รู้ ชั ด สั ท ธ ร ร ม ข อ ง สั ต บุ รุ ษ
ทั้งหลาย บุคคลย่อมได้ป๎ญญา จะได้จากบุคคลอ่ืนหามิได้
เลย”

“บุคคลพึงน่ังร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว พึงทําความ
ส นิ ท ส น ม กั บ สั ต บุ รุ ษ เ พ ร า ะ รู้ ชั ด สั ท ธ ร ร ม ข อ ง สั ต บุ รุ ษ
ท้ังหลาย บุคคลย่อมไม่เศร้าโศก ในท่ามกลางแห่งผู้เศร้า
โศก”

“บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว พึงทําความ
ส นิ ท ส น ม กั บ สั ต บุ รุ ษ เ พ ร า ะ รู้ ชั ด สั ท ธ ร ร ม ข อ ง สั ต บุ รุ ษ
ทัง้ หลาย บุคคลยอ่ มรุง่ เรืองในท่ามกลางญาติ”

47

“บุคคลพึงน่ังร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว พึงทําความ
ส นิ ท ส น ม กั บ สั ต บุ รุ ษ เ พ ร า ะ รู้ ชั ด สั ท ธ ร ร ม ข อ ง สั ต บุ รุ ษ
ทัง้ หลาย สตั ว์ท้ังหลายย่อมไปสู่สุคติ”

“บุคคลพึงน่ังร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว พึงทําความ
สนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้ชัดสัทธรรมของสัตบุรุษ
ท้งั หลาย สตั ว์ทั้งหลายย่อมตัง้ อยู่ช่วั กาลนาน”

พระพุทธองค์ตรัสว่า “คําของท่านท้ังหมดเป๐นสุภาษิตโดย
ปริยาย จงฟง๎ คําของเราบ้าง” ดังนีแ้ ลว้ ตรัสว่า

“บุคคลพึงน่ังร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว พึงทําความ
สนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้ชัดสัทธรรมของสัตบุรุษ
ท้งั หลายบคุ คลย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ท้งั ปวง”

ผู้คุ้นเคยกับสัตบุรุษผู้เป๐นบัณฑิต อยู่ในท่ามกลางผู้เป๐นท่ีตั้ง
แห่งความเศร้าโศก หรือผู้ไปตามความโศกเศร้า ก็ไม่เศร้าโศก
เหมือนอุบาสิกาของท่านพันธุลเสนาบดี ไมเศราโศกเสียใจเลย

เพราะไดฟ๎งธรรมจากพระสารีบุตร เมื่อทราบขาวสามีและลูกทั้ง 16
ตาย ดวยการยุยงพระราชาของอํามาตยไมไดรับสินบนจากการ

พิจารณาคดี นางเรียกลูกสะใภทั้ง 32 คนมาแลวสอนพรอมท้ัง
ปลอบใจวาสามีของลูกไมมีความผิดไดรับผลกรรมเกาของตนลูกทุก
คนอยาไดเศราโศกเสียใจและอยาโกรธตอพระราชาเลย เฉก
เช่นเดียวกันกับสังกิจจสามเณร ผู้เปนบุตรของพราหมณมหาศาลใน

กรุงสาวัตถีอายุ 7 ขวบก็บรรพชาในสํานักพระสาระบุตรเถระได
บรรลุพระอรหันตพรอมดวยปฏิสัมภิทา ในขณะปลงผมเสร็จนั่นเอง

ตอนที่ยังเป๐นเณรเธออยูในปากับภิกษุ 30 รูป ถูกพวกโจร 500 คน
จับกุมไว นายโจรสั่งลูกสมุนให ก อไฟเสร็จแล้วเอาดาบฟ นคอ
สามเณรดาบพับมาคมต อคมกระทบกัน โจรท้ังหมดเห็นความ
อัศจรรย น้ันและได ฟ งเทศนาเกิดความเลื่ อมใสบวชแล วพากันไป
พระเชตวันพรอมกับสามเณร ฟงธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ก็
บรรลุพระอรหันต พรอมกับปฏิสัมภิทา เช่นเดียวกับอธิมุตตก

48

สามเณรหลานของพระสังกิจจะถูกโจรจับไดในระหวางเดินทาง ตอร
องกับโจร ขอรองใหปลอยไปเพราะมีกิจที่ตองทํา พวกโจรไมม่ันใจ
แตทานใหสัญญาว่าจะไมบอกใคร จนกระท่ังญาติๆ มีพี่สาวเปนตน
เดินทางผานเส้นน้ันถูกโจรจับได เม่ือพวกโจรสอบถามจึงไดรูเรื่อง
เกิดความเล่ือมใสสามเณร พากนั บวชและบรรลุพระอรหัต

การบูชาบคุ คลทค่ี วรบูชา

ความหมายของการบูชา
ตามรูปศัพท์ ปูชา มาจาก ปูช ลง ยุ ป๎จจัย ในกิตกิจจป๎จจัย มี
รูปวิเคราะห์ว่า “ปูชิยเต ปูชนํ ปูชา อันเขาบูชา ชื่อ ปูชนะ ปูชนํ
อรหนฺติ ปูชาย อนุจฺฉวิกา โหนฺตีติ ปูชเนยฺยา ปูชารหา ปูชานุจฺฉวิ
กา อตฺโถ” ชนเหล่าใดย่อมควรซึ่งการบูชา คือเป๐นผู้เหมาะแก่การ
บูชา เหตุนั้น ชนเหล่าน้ัน ช่ือว่า ปูชเนยยะ อธิบายว่า “เป๐นผู้สมควร
ซ่ึงการบูชา คือเหมาะแก่การบูชา” ลง เอยฺย ป๎จจัย โดยสูตรในสัทท
นีติปกรณ์ว่า “ป๎จจัยคือ อีย และ เอยฺย ลงในอรรถว่าควร” แต่
พทุ ธศาสนกิ ชนในป๎จจบุ ันสวดกันวา่ “ปูชนียานํ” ก็มเี ชน่ กนั
การทําสักการะ เคารพนบนอบและไหว้ ช่ือว่าบูชา (ขุ.ขุ.อ.

137)
การบูชา คือ การยกย่อง เชิดชู เล่ือมใส ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

จริงใจไม่เสแสร้งแกล้งทํา หมายถึงกิริยาอาการสุภาพ ท่ีเราแสดงต่อ
ผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง การแสดงต่อหน้า เป๐นการแสดง
ให้ท่านทราบว่าเรามีความเคารพและตระหนักในคุณธรรมความดีท่ี
มีอยู่ในตัวของท่านอย่างจริงใจ การแสดงลับหลัง เป๐นการเตือนใจ
ตัวเราเอง ให้ผูกใจไว้กับคุณธรรมอันสูงส่งของท่าน ก่อให้เกิด
ความรู้สึกอยากกระทําตามใจเราจะได้ยกสูงข้ึนเสมอๆ ไม่เลื่อนไหล
ไปในทางช่วั รา้ ย

การบชู า เปน๐ อบุ ายอย่างหนงึ่ สาํ หรบั ฝึกใจท่ียังหยาบกระด้าง
เพราะไมอ่ าจยอมรับคณุ ความดีของผู้อ่ืน ให้ละเอียดอ่อนลง ผู้ที่ยัง
ดอ้ ยปญ๎ ญายังไมเ่ ข้าใจในคุณธรรมความดีของผู้ท่ีควรบูชานัก แต่


Click to View FlipBook Version