The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รัตนา นาทอง, 2022-09-12 06:08:00

บทที่-รวม (1)_merged

บทที่-รวม (1)_merged

399

มาก่อนเราแล้ว จึงเอามาเทศน์ให้เราฟ๎ง ทําให้เราได้เอาไปเป๐น
หลกั การ ในการดาํ เนินชีวิต ใหม้ นั มคี ณุ ภาพมากยิ่งขึ้น

2. ผู้ฟ๎งย่อมเข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟ๎งแล้ว หมายถึง ส่ิงท่ีได้ฟ๎งแล้ว
ย่อมเข้าใจและแตกฉานข้ึนเป๐นการทบทวนความรู้ บางเรื่องที่เรา
เคยฟ๎งไปก่อนแล้ว และอาจจะลืมไปบ้าง เราก็จะได้จําได้แม่น มาก
ยิ่งข้ึน จากการเข้าไปฟ๎งเทศน์ ฟ๎งธรรมในวัดบ่อยๆ เพราะธรรมบาง
เรื่อง เราก็อาจจะจําไม่ได้เลย ในการฟ๎งเพียงครั้งเดียว ส่ิงที่จะทําให้
เราจําได้ ก็คือการฟง๎ ซํา้ ๆ หลายครง้ั เราจงึ ต้องหมนั่ เข้าวัดอยู่เสมอ

3. ผู้ฟ๎งย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ หมายถึง บรรเทาความ
สงสัยเสียได้ในเร่ืองบางเร่ืองท่ีเราสงสัยเกี่ยวกับธรรมะต่างๆ เราก็จะ
ได้คลายความสงสัย เม่ือเราได้ฟ๎งเทศน์จากพระน่ันเอง เพราะธรรมะ
บางหัวข้อมันอาจจะยากเกินไปท่ีจะเข้าใจ การฟ๎งซํ้าบ่อยๆ จึงทําให้
เราเข้าใจมากยิ่งขึน้

4. ผู้ฟ๎งย่อมทําความเห็นให้ตรง หมายถึง ทําความเห็นให้ตรง
ให้ถูกต้องได้ เป๐นการปรับความเห็นให้ตรง บางเร่ือง ที่เรารู้มา หรือ
ได้ยินได้ฟ๎งมา ซ่ึงอาจจะผิดไป เราก็จะมาได้คําตอบ ในส่ิงที่ถูกต้อง
จากการฟ๎งธรรมจากพระ เพราะพระสงฆ์ ท่านศึกษาธรรมะมา
โดยตรงซ่ึงมีความแม่นยําในเร่ืองหลักธรรม คําสอนต่างๆ ของ
พระพุทธเจ้า มากกว่าท่ีเราไปถามจากที่อื่นเป๐นการทําความเห็นของ
เราให้ตรงตามหลักน่ันเอง

5. จิตใจผู้ฟ๎งย่อมผ่องใส หมายถึง การฟ๎งเทศน์ฟ๎งธรรม เป๐น
ส่วนหน่ึงของการอบรมจิตใจ การเปล่ียนนิสัย เปล่ียนความประพฤติ
ของเราให้ดีมากย่ิงขึ้น เร่ืองไหนที่เราเคยทําไม่ดีเราก็สามารถที่จะ
เปล่ียนได้จากการเอาหลักธรรมท่ีได้ ไปปรับใช้ในการดําเนินชีวิต
ของเรา ไม่ว่าจะเป๐นการกระทําทางกาย ทางวาจา หรือความคิด
ภายในจิตใจของเราก็ตาม จะเห็นได้ว่าอานิสงส์แห่งการฟ๎งเทศน์ฟ๎ง
ธรรมจากพระสงฆ์น้ัน มีประโยชน์อย่างมากเพราะจะช่วยทําให้เรา
เป๐นมนุษยท์ ีส่ มบรู ณ์แบบมากยง่ิ ข้ึนและเป๐นการส่ังสมบญุ

จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวทําให้อานิสงส์จากได้ฟ๎งธรรม
หลายประการ ผู้ที่ได้ฟ๎งธรรมแล้วบรรลุธรรม ต้ังแต่โลกุตรธรรม

400

ระดับเบื้องต้น เป๐นพระโสดาบัน จนถึงโลกุตรธรรมระดับสูง ธรรม
เป๐นท่ีส้ินอาสวะ เป๐นพระอรหันต์ นับไม่ถ้วน ดังนั้นไม่ควรที่หลบหนี
หลีกหาย รังเกียจ ผู้เกียจคร้านในการฟ๎งธรรม ควรเอาอย่างภิกษุ
หนุ่ม และหญิงแม่ลูกน้อย มีความพยายามในการเดินอันแสนไกลมา
ฟง๎ ธรรม

1. เร่ืองพระภิกษุหนุ่ม มาในอรรถกถาฐานสูตร ป๎ญจมวรรค

ปฐมป๎ณณาสก์ ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย (มโน. ปู. 2/174) ท่านจํา
พรรษาอยวู่ ัดติสสมหาวิหาร หมู่บ้านมหาคาม ทราบข่าวว่า “พระมหา
ชาตกภาณกเถระ จักเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรซึ่งประกอบด้วยคาถา
1 พัน ณ วัดทีฆวาปีวิหาร” จึงได้ออกเดินทางร้อยกว่ากิโลเมตร มา
ภายในหนึ่งวัน ทันพระเทศน์พอดี ด้วยเหตุท่ีท่านเมื่อยล้าจากการ
เดินทางจึงจําได้แต่คาถาเริ่มแรกและคาถาตอนจบ จึงได้ยืนร้องไห้
รําพึงรําพันว่า “มาเปล่าประโยชน์เสียจริง จําเน้ือหาไม่ได้เลย” พระ
นักเทศน์เข้าใจความรู้สึกน้ัน วันรุ่นข้ึนจึงได้เทศน์อีกรอบ พอได้ฟ๎ง
เทศน์จบกบ็ รรลธุ รรมเปน๐ พระโสดาบนั

2. เรื่อง แม่ลูกน้อย มาในอรรถกถาฐานสูตร ป๎ญจมวรรค ปฐม

ป๎ณณาสก์ ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย (มโน. ปู. 2/174) นางเป๐น
ชาวบ้านอุลภโกลกัณณิ กําลังให้นมลูกอยู่ ได้ข่าวว่า พระมหาอภัย
เถระผู้กล่าวทีฆนิกาย จักเทศน์เรื่องอริยวังสปฏิปทา จึงออกเดินทาง
พรอ้ มลกู น้อยกวา่ ห้าสิบกิโลเมตร เข้าไปยังวิหารในขณะที่พระกําลัง
จะเทศน์วางลูกน้อยนอนบนพื้นแล้วให้บุตรนอนยืนประคองอัญชลี
ฟ๎งเทศน์เร่ืองมหาอริยวังสปฏิปทาอันประกอบด้วยสันโดษในป๎จจัย
4 และมีภาวนาเป๐นที่มายินดี แม้พระเถระเทศน์จนอรุณขึ้น ขณะ
อรณุ ข้ึน และขณะสรุปเนื้อหา นางก็บรรลุโสดาป๎ตตผิ ล

การฟ๎งธรรมของผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ย่อมเป๐นเหตุบรรลุ
มรรคผลในป๎จจุบันชาติได้ส่วนผู้เว้นจากอุปนิสัย ย่อมเป๐นเหตุให้
บรรลุมรรคในอนาคต ดังเช่น สัจจกนิครนถ์ เป๐นตัวอย่าง ที่มาใน

อรรถกถามหาสัจจกสูตร มัชฌิมนิกาย มูลป๎ณณาสก์ (ป.สู.2/395) ณ
กรุงเวสาลี มีนิครนถ์คนหน่ึง ช่ือ สัจจกะ เป๐นบัณฑิต มีวาจาฉลาด

401

สอนศิลปะพระราชกุมาร อยู่มาวันหนึ่ง ได้เข้าเฝูาพระศาสดา ฟ๎งจูฬ
สัจจกสูตร มหาสัจจกสูตร ก็ไม่ได้บรรลุธรรม ไม่ได้ตั้งอยู่ในสรณะ
พระพุทธองค์ทรงทราบว่า ชาติน้ีอุปนิสัยของสัจจกนิครนถ์ ยังไม่มี
แต่ว่าอีกประมาณ 218 ปี ศาสนาจักต้ังม่ันอยู่ท่ีตัมพป๎ณณิทวีป สัจ
จกนิครนถ์นี้ จักไปเกิดท่ีเกาะนั้น จักบรรพชา เรียนพระไตรปิฎก
เจรญิ วิป๎สสนาแล้วจักบรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป๐นพระ
มหาขีณาสพช่ือว่ากาฬพุทธรกั ขิต

การฟ๎งธรรมนั้นไม่ควรท่ีจะคิดว่า “ธรรมนี้ลึกซึ้ง ย่อมไม่แจ่ม
แจ้งกะเราผู้ฟ๎งอยู่” ดังนี้แล้วไม่ปรารถนาจะฟ๎งธรรมอันลึกซึ้ง แม้
ธรรมอันลึกซ้ึงยากนักท่ีคนส่วนมากจะเข้าใจได้ แต่ก็ควรที่ฟ๎งโดย
แท้ แม้จะมีแตค่ าํ บาลี ก็ควรฟ๎ง เพราะการฟ๎งธรรมอันลุ่มลึก ย่อมเป๐น
วาสนาส่ังสมเป๐นพลวป๎จจัยไปในอนาคต เช่น งูเหลือม และแม่ไก่
เป๐นตัวอยา่ ง

1. เร่ืองงูเหลือม มาในฎีกาคัมภีร์มหาวงศ์ (มงฺคล.2/397/312-

314) ครั้งสมัยพระกัสสปพระพุทธเจ้า มีงูเหลือมตัวหนึ่ง ถือนิมิตใน

เสียงเหล่าภิกษุพากันท่องอายตนกถา ครั้นตายไปเกิดเป๐นเทวดา…
เกิดในตระกูลพราหมณ์เมื่อเจริญวัยไปบวชสํานักอาชีวก ชาวเมือง
เรียกว่า ชนโสณะอาชีวก พระนางธรรมาอัครมเหสีพระเจ้าพินทุสาร
เป๐นผู้อุป๎ฏถัมภ์ ต่อมาพระนางทรงเกิดแพ้พระอุทรปรารถนาจะ
เหยียบพระจันทร์ พระอาทิตย์ เคี้ยวกินดวงดาว ก้อนวลาหก รากดิน
และหมู่ไมใ้ นปาุ พระสวามที รงฉลาดในอุบายจึงรับให้สถานที่และทํา
ขนมเป๐นรูปพระจันทร์ พระอาทิตย์ ดวงดาว ก้อนเมฆ รากดิน และ
หมู่ไม้ ให้พระนางได้เสวยตามน้ัน การแพพ้ ระอุทรก็หาย

อาชีวก ได้กราบทูลของความหมายของนิมิตไว้ว่า ข้าแต่พระ
เทวี พระโอรสของพระองค์จักเป๐นพระราชา การท่ีพระองศ์ทรง
เหยียบพระจันทร์และพระอาทิตย์ไว้ เป๐นบุรพนิมิตแห่งความท่ี
พระราชา 101 ในชมพูทวีปทั้งสิ้น จักเป๐นข้าเฝูาของพระราชกุมาร
นั้น การเสวยดาว จักเป๐นบุรพนิมิตแห่งการประหารพระภาดาต่าง
พระมาดาซึ่งร่วมมรดกอันไม่เป๐นท่ีรัก การที่เสวยลาหก จักเป๐นบุรพ

402

นิมิตแห่งการตัดลัทธิผิด แล้วยกย่องพระพุทธศาสนา การที่เสวยราก
ดิน จักเป๐นบุรพนิมิตแห่งความแผ่อาณาไปในที่ประมาณโยชน์หน่ึง
ณ ภายใต้แผ่นดิน การเสวยหมู่ไม้ในปุา กล่าวคือหมู่ไม้และชัฏใน
ปุา จักเป๐นบุรพนิมิตแห่งการแผ่อาณาไปในท่ีประมาณโยชน์หน่ึงใน
เบื้องบนอากาศ อีกไม่นานเท่าไรนัก ชนโสณอาชีวก ได้ย้ายไปอยู่ที่
อนื่ หลายรอ้ ยกิโลเมตร

คร้ันพระเจ้าอโสกได้ครองราชสมบัติแล้ว ทรงสดับเรื่องราว
จากพระราชมารดาตรัสเล่า มีพระประสงค์จะทําสักการะแก่ชนโสณ
อาชีวก รับส่ังราชบุรุษให้จัดวอทองไปรับ ระหว่างเดินทางมาอาชีวก
เห็นสถานท่ีอยู่ของพระอัสสคุตตเถระ นอกจากรมรื่นแล้วสรรพสัตว์
ท้ังหลายอยู่ด้วยกันได้ไม่เบียดเบียนกัน ถามข้ึนมาว่า “สัตว์เหล่าน้ี

ชื่ออะไร ?” พระเถระ ก่อนจะตอบได้พินิจพิจารณาถึงบุรพเหตุของ
ชนโสณะท่ีเคยได้เห็นการฟ๎งอายตนกถาในอดีตชาติที่เกิดเป๐นงู
เหลือมกาลก่อนจึงกล่าวว่า “สัตว์เหล่าน้ีชื่อว่า อายตนะ” อาชีวกพอ
ได้ยินคําว่า “อายตนะ” ก็เกิดหิริโอตตัปปะขอบวชเรียนบวช
กมั มฏั ฐาน เจริญวิป๎สสนา บรรลุพระอรหัต

2. เรื่อง แม่ไกฟ่ ๎งธรรม ซึ่งมาในอรรถกถาขุททกนิกาย คาถา

ธรรมบท ตัณหาวรรค (ขุ.ธ.อ.8/8-14) ครั้งกาลสมัยพระพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่ากกุสันธะ มีแม่ไก่อยู่ใกล้อาสนศาลา ได้ยินเสียง
ธรรมของภิกษุสาธยายวิป๎สสนากัมมัฏฐานอยู่ ถือเอานิมิตในเสียง
วา่ “น่ันธรรม” ถูกเหยี่ยวโฉบไป ได้จุติเป๐นเจ้าหญิง อุพพรี บวชใน
สํานักนางปริพาชิกา วันหน่ึงขณะเข้าเว็จกุฎี เห็นกลุ่มหนอน เกิด

ปุฬุวกสัญญา ได้ปฐมฌาน ครั้นสิ้นชีวิตไปเกิดในพรหมโลก…เกิด

ในตระกูลเศรษฐี…เกิดเป๐นลูกสุกร กรุงราชคฤห์…เกิดเป๐นเจ้า

หญิงสุวรรณภูมิ…เกิดเป๐นชาวบ้านวนวาสี…เกิดชาวกรุงพาราณ

สี…เกิดเป๐นธิดาพ่อค้าม้า ท่าสุปปารกะ…เกิดเป๐นธิดานายเรือ ท่า

กาวีระ …เกิดเป๐นเจ้าหญิง เมืองอนุราธบุรี…เกิดเป๐นธิดาสุมน
กุฏุมพี บ้านโสกันต์ อยู่ทิศใต้อนุราธบุรี ต่อมาได้เป๐นภรรยามหา

403

อํามาตย์ ลกุณฏกอติอัมพร ขณะท่ีพระมหาอตุลเถระ วัดโกฏิป๎พพ
ตมหาวิหาร เดินบิณฑบาตพบเข้านางแล้ว จึงบอกเหล่าภิกษุที่ไป
ด้วยกันว่า “ผู้มีอายุ นางลูกสุกรกลับชาติมาเกิดได้เป๐นถึงภริยา
มหาอํามาตย์ น่าอัศจรรย์หนอ” นางได้สดับดังน้ันก็ทราบอดีตชาติ
ด้วยชาติสรญาณ (ญาณระลึกชาติ) เกิดความสังเวช ขอสามีไป
บวชสํานักภิกษุณีทั้งหลายได้ฟ๎งมหาสติป๎ฏฐานสูตร ที่วัดติสสมหา
วหิ าร ไดเ้ ป๐นโสดาบัน ต่อมา ได้ฟ๎งอาสีวิโสปมสูตร ท่ีวัดกัลลกมหา
วหิ าร กบ็ รรลพุ ระอรหตั

การฟ๎งธรรม อันบุคคลอบรมโดยชอบแล้ว ส่งผลให้บรรลุถึง
พระอรหัตได้ ดังมีพระพุทธพจน์ปรากฏในป๎ญจมวรรค ตติย
ป๎ณณาสก์ ในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.จตุกฺก.

21/147/188-189) ความว่า
“ภิกษุท้ังหลาย กาล 4 เหล่านี้ อันบุคคลอบรมโดยชอบอยู่

ประพฤติโดยชอบอยู่ ย่อมให้ถึงความส้ินไปแห่งอาสวะท้ังหลายโดย

ลําดับ กาล 4 อย่างอะไรบ้าง ? คือ ฟ๎งธรรมโดยกาล สนทนาธรรม
โดยกาล 1 แสดงธรรมโดยกาล เจริญวิป๎สสนาโดยกาล เหล่านแี้ ล

ภิกษุท้ังหลาย กาล 4 อย่าง อันบุคคลอบรมโดยชอบอยู่
ประพฤติโดยชอบอยู่ ย่อมให้ถึงความส้ินไปแห่งอาสวะท้ังหลาย
ภิกษุท้ังหลาย เปรียบเหมือนเม่ือฝนเมล็ดใหญ่ตกลงอยู่เบื้องบนภูเขา
นํ้าไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังลําธารแห่งภูเขาระแหง ห้วย และแควให้
เต็ม ลําธารแห่งภูเขาระแหง ห้วย และแควเต็มแล้ว ย่อมบ่าไปตาม
หนอง หนองเต็มแล้ว ย่อมบ่าไปตามบึง บึงเต็มแล้ว ย่อมบ่าไปตาม
แม่นา้ํ นอ้ ย แมน่ าํ้ น้อยเต็มแล้ว ย่อมบ่าไปตามแม่น้ําใหญ่ แม้น้ําใหญ่
เต็มแล้ว ย่อมบ่าไปตามสมุทรสาครฉันใด ภิกษุทั้งหลาย กาล 4
เหล่านั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล อันบุคคลอบรมโดยชอบอยู่ประพฤติ
โดยชอบอยู่ ยอ่ มใหถ้ ึงความสนิ้ ไปแห่งอาสวะทงั้ หลาย”

ก็ผ้ใู ด ไมฟ่ ง๎ ธรรมโดยเคารพ ผู้นั้น ชื่อว่าปฏิบัติเพ่ือความเส่ือม
สูญแห่งพระศาสนาส่วนผู้ใดฟ๎งอยู่โดยเคารพ ผู้น้ันชื่อว่า ปฏิบัติ
เพื่อความไม่เสื่อมสูญแห่งพระศาสนา ดังมีพระพุทธพจน์ปรากฏใน

404

ปฐมวรรค จตุตถป๎ณณาสก์ ป๎ญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.ปํฺจก.
22/154/197) ความว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 นี้ ย่อมเป๐นไปเพ่ือความเลือนหาย เพ่ือ
อันตรธานแห่งสัทธรรม. 5 ประการเป๐นไฉน ? ภิกษุท้ังหลาย พวก
ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ย่อมไม่ฟ๎งธรรมโดยเคารพ ย่อมไม่เรียนธรรม
โดยเคารพ ย่อมไม่ทรงจําธรรมโดยเคารพย่อมไม่ไตร่ตรองอรรถ
แห่งธรรมท่ีทรงจําไว้ได้โดยเคารพ รู้อรรถรู้ธรรมแล้ว ย่อมไม่ปฏิบัติ
ธรรมตามสมควรแก่ธรรม โดยเคารพ ภิกษุท้ังหลายธรรม 5 น้ีแล
ยอ่ มเปน๐ ไปเพื่อความเลือนหาย เพอื่ อนั ตรธานแห่งสัทธรรม”

อานสิ งสก์ ารแสวงหาธรรมเบ้ืองต้นใส่ตัว
การแสวงหาธรรมเบื้องต้นใส่ตัว โดยการแสดงความเคารพ

ความประพฤติถ่อมตน ความสันโดษ ความกตัญํู และการฟ๎งธรรม
ตามกาล มอี านสิ งส์ดงั นี้

1. เป๐นคนน่ารัก น่าเอ็นดู น่าเกรงใจ รับความสุขกาย สบายใจ
ได้กัลยาณมิตร เกดิ ความสามคั คีในหมู่คณะ

2. สามารถถ่ายทอดความดีจากผู้อ่ืนได้ง่าย ผู้อ่ืนอยาก
ชว่ ยเหลอื เพิ่มเติมคุณความดใี ห้

3. มีสติดีข้ึน เป๐นคนไม่ประมาท ตั้งอยู่ในธรรม มีป๎ญญา
ละเอยี ดออ่ น รจู้ รงิ และทําได้จรงิ

4. ผิวพรรณผ่องใส น่ารัก น่านับถือ น่าเคารพกราบไหว้ ไม่มี
ความเดอื ดรอ้ น ไมม่ ีเวร ไม่มีภยั ไม่มศี ตั รู อยู่เปน๐ สุข

5. ไดท้ พ่ี งึ่ ทงั้ ภพนี้ ภพหน้า เกดิ ในตระกูลสงู ไปทุกภพทุกชาติ
6. สามารถตัดกังวล ออกห่างอกุศล ทําตนให้สบาย คลายผิด
คิดถูก ปลูกศีลธรรม นําตนให้พ้นทุกข์ ไม่ฝุาฝืนทําช่ัว ปลูกแต่ความ
เจริญ สรา้ งแต่เหตุดี

405

7. รักษาสร้างเสริมคุณความดี เกิดขันติ มีหิริโอตตัปปะ จิตใจ
ผ่องใส มองโลกในแง่ดี เป๐นท่ีสรรเสริญของคนดี ปรารถนาคบหา
สมาคม ลาภผลทงั้ หลาย เกิดขนึ้ โดยง่าย

8. เป๐นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ ทบทวนความรู้เดิม ปลดเปล้ือง
ความสงสัยเสียได้ปรับความเห็นให้ตรง ฝึกอบรมจิตใจให้สูงข้ึน
บรรลมุ รรคผลนิพพานโดยง่าย

จากมงคลในการแสวงหาธรรมเบ้ืองต้นใส่ตัวดังกล่าวมาทําให้
เห็นว่า เมื่อสภาพจิตใจมีความพร้อมแล้ว เป๐นการเร่ิมลงมือแสวงหา
ธรรมะเบื้องต้นใส่ตัวโดยจําเป๐นต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ คือ รู้
และตระหนักถึงคุณความดีท่ีมีอยู่จริงของผู้อื่น ทําให้ทราบถึง
แนวทางท่ีจะหาคุณธรรม จริยธรรมน้ันๆ มาใช้ในชีวิตประจําวัน มี
ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อวดดื้อถือดี น้อมตัวลงรับเอาความดีจาก
ผู้อื่นมาเป๐นเยี่ยงอย่าง พร้อมด้วยมีความสันโดษ รู้จักประมาณใน
การบริโภค อุปโภค มีความสุขกับสรรพส่ิงท่ีตนมีอยู่ ตลอดจนถึงมี
ความตระหนักซาบซ้ึงถึงบุญคุณผู้อ่ืน หาแนวทางตอบแทน ครองตน
ใหเ้ ป๐นนา่ รัก น่าเอ็นดู มคี วามเมตตาปรารถนาจะถ่ายทอดความรู้ ซ่ึง
สามารถสรุปสาระสําคัญตารางดงั น้ี

ตารางท่ี 7 : การแสวงหาธรรมเบอ้ื งตน้ ใสต่ วั

การแสวงหา

ธรรมเบอื้ งตน้ สาระสาํ คญั

ใส่ตวั

ทา่ นไดก้ ลา่ ววา่ สง่ิ ทค่ี วรเคารพมอี ยดู่ งั น้ี

1. พระพุทธเจ้า

มงคลที่ 22 2. พระธรรม
ความเคารพ 3. พระสงฆ์
4. การศกึ ษา

5. ความไมป่ ระมาท

6. การต้อนรับอาคนั ตกุ ะผมู้ าเยอื นด้วยความเคารพ

406

มงคลท่ี 23 โทษของการอวดดี
ความประพฤติ 1. ทาํ ใหเ้ สยี คน
2. ทาํ ให้เสียมติ ร
ถ่อมตน 3. ทาํ ให้เสียหมูค่ ณะ

มงคลท่ี 23 การทาํ ตวั ใหเ้ ปน๐ คนออ่ นนอ้ มถอ่ มตน
ความประพฤติ 1. ต้องคบกลั ยาณมติ ร เพอ่ื นทด่ี ีมศี ลี มธี รรม
2. ต้องรจู้ กั คดิ ไตรต่ รอง การรู้จกั คิดหาเหตผุ ล
ถอ่ มตน 3. ตอ้ งมคี วามสามคั คี การมีความสามัคคใี นหมูค่ ณะ

มงคลท่ี 24 ลกั ษณะของคนถอ่ มตน
ความสนั โดษ 1. มกี ริ ยิ าทนี่ อบน้อม
2. มวี าจาทอ่ี อ่ นหวาน
มงคลที่ 25 3. มจี ติ ใจทีอ่ ่อนโยน
ความกตัญํู
ลกั ษณะของความสนั โดษ
1. ยถาลาภสันโดษ ความยินดตี ามมตี ามเกดิ
2. ยถาพลสันโดษ ความยนิ ดตี ามกาํ ลัง
3. ยถาสารปู สันโดษ ความยนิ ดตี ามควรแกต่ น

สงิ่ ของหรอื ผทู้ คี่ วรกตญั ํู

1. กตัญํตู ่อบคุ คล เชน่ บดิ า มารดา อาจารย์

2. กตัญํตู อ่ สัตวท์ ่ีมีคณุ ต่อเราช่วยทาํ งานใหเ้ รา เราก็
ควรเลยี้ งดใู ห้ดี

มงคลท่ี 26 3. กตญั ํตู ่อสิง่ ของทกุ อยา่ งท่มี คี ณุ ตอ่ เรา
การฟ๎งธรรมตาม เวลาทคี่ วรไปฟง๎ ธรรม

กาล 1. วันธรรมสวนะ ก็คอื วันพระ หรอื วนั ท่สี าํ คญั ทาง
ศาสนา

2. เมอ่ื มผี มู้ าแสดงธรรม
3. เม่ือมโี อกาสอนั สมควร เช่น งานมงคล งานบวช งาน
กฐนิ งานวดั

407

ตารางที่ 7 : การแสวงหาธรรมเบอ้ื งตน้ ใสต่ วั (ต่อ)

การแสวงหา

ธรรมเบอ้ื งตน้ สาระสาํ คญั

ใสต่ วั

คณุ สมบตั ขิ องผฟู้ ง๎ ธรรมทด่ี ี

มงคลท่ี 26 1. ไมด่ แู คลนในหวั ข้อธรรมว่าง่ายเกินไป
การฟง๎ ธรรมตาม 2. ไมด่ ูแคลนในความรู้ความสามารถของผแู้ สดงธรรม
3. ไมด่ ูแคลนในตัวเองว่าโง่ ไมส่ ามารถเขา้ ใจได้
กาล 4. มคี วามตง้ั ใจในการฟง๎ ธรรม และนําไปพจิ ารณา

5. นาํ เอาธรรมนั้นๆ ไปปฏบิ ัตใิ หเ้ กิดผล

408

การแสวงหาธรรมเบอ้ื งตน้ ใสต่ วั ใหเ้ ตม็ ท่ี

เทวดาเอย๋ เจ้าจงถือว่า ความอดทน ความเป๐น
ผู้วา่ งา่ ย การเห็นสมณะ และ การสนทนาธรรม 4
ประการ น้ี เป๐นมงคลอนั สงู สุด

409

การแสวงหาธรรมเบอื้ งตน้ ใสต่ วั ใหเ้ ตม็ ท่ี

ขนฺตี จ โสวจสฺสตา สมณาน ฺจ ทสฺสนํ
กาเลน ธมมฺ สากจฺฉา เอตมมฺ งฺคลมุตฺตมํ
ความอดทน ความเป๐นผู้ว่าง่าย การได้เห็น
สมณะทง้ั หลาย
และการสนทนาธรรมตามกาล นี้เป๐นอุดม
มงคล

การแสวงหาธรรมเบื้องต้นใส่ตัวให้เต็มท่ีนั้น สามารถทําได้
ตลอดเวลา แต่ต้องมีความอดทน ทั้งทนแดด ทนร้อน ทนฝน ทน
หนาว ทนต่ออํานาจกิเลส ความเจ็บใจ เป๐นคนว่าง่าย สามารถ
อดทนต่อคําส่ังสอน รับฟ๎งและทําตามคําส่ังสอนได้ด้วยดี รู้จักเข้า
หาสมณะชีพราหมณ์ผู้ทรงคุณธรรมเพื่อเป๐นกุศโลบายในการสงบ
กาย วาจาและใจ เม่ือเข้าหาแล้วหากยังมีข้อสงสัย สนทนาซักถาม
จนกระจ้างแจ้ง สามารถนอ้ มนําหลกั ธรรมมาใสต่ ัวได้อยา่ งเติมท่ี

ความอดทน

ความอดทน หมายถึง การรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่
ว่าจะถูกกระทบกระท่ังด้วยสิ่งอันเป๐นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึง
ปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ซึ่งไม่
หว่นั ไหว ไมว่ ่าจะมคี นเทอะไรลงไป ของเสยี ของหอม ของสกปรก
หรือของดีงามก็ตาม งานทุกช้ินในโลกไม่ว่าจะเป๐นงานเล็กงาน
ใหญ่ ท่ีสาํ เรจ็ ข้นึ มาไดน้ อกจากจะอาศยั ป๎ญญาเป๐นตัวนําแล้ว ล้วน
ต้องอาศัยคุณธรรมอันหน่ึงเป๐นพ้ืนฐานจึงสําเร็จได้ คุณธรรมอัน
น้ันคือ ขันติ ซ่ึงเป๐นคุณธรรมพื้นฐานสําหรับต่อต้านความท้อถอย
หดหู่ กอ่ ให้เกิดความขยัน จนชนะอุปสรรคต่างๆ ทํางานได้ประสบ

410

ความสาํ เร็จตามเปูาหมายทั้งทางโลกและทางธรรม (กองวิชาการ :

2550 : 165-166)
ความอดทน หมายถึง ความอดกล้ันไว้ได้ในเม่ือถูกกระทบ

ด้วยอารมณ์ไม่น่าปรารถนา ก็ไม่แสดงอาการวิตกทุกข์ร้อนหรือ
โมโหฉุนเฉียว ไม่มีการทําหรือคําพูดตอบโต้ เรื่องที่ต้องใช้ความ

อดทนมี 4 ชนิด คือ ทนต่อความลําบาก ตรากตรํา ไม่แสดงอาการ
ย่อท้อ ส้ินหวัง ต่ออุปสรรคของชีวิต ทนต่อทุกขเวทนา ไม่แสดง
อาการทุรนทุรายจนเกินควรเม่ือเจ็บปุวย ทนต่อความเจ็บใจ ไม่
แสดงอาการโกรธไม่พอใจเม่ือถูกคนอื่นทําหรือพูดกระทบกระแทก
แดกดัน ทนต่ออํานาจกิเลส ไม่แสดงอาการอยากมีอยากได้จนออก
นอกหน้า แม้ได้มาก็ไม่ยินดีเกินเหตุ (คณาจารย์สํานักพิมพ์เล่ียง

เชียง : 2546 : 23)
ความอดทน เป๐นคุณธรรมอันสูงส่งท่ีพระพุทธองค์ทรงตรัส

สอนให้พุทธสาวกพุทธบริษัทปฏิบัติ โดยพระองค์ทรงกระทําเป๐น
ตัวอย่าง นับต้ังแต่แรกออกผนวช พระองค์ก็ทรงบําเพ็ญเพียรด้วย
ความอดทน หรือหากจะย้อนดูพระชาติต่างๆ ก่อนหน้าที่จะมาเป๐น
เจ้าชายสิทธัตถะนั้น พระองค์ได้ทรงเสวยชาติต่างๆ ก็ได้บําเพ็ญ
ความอดทนอย่างยิ่งยวด เช่น ในชาติพระเตมีย์ใบ้ ในชาติพระยา
วานร เป๐นต้น ครั้งอยู่ในเพศนักบวช พระองค์ยิ่งต้องมีความอดทน
มากเป๐นทวีคูณ เพราะการอยู่ในเพศสมณะน้ันมีป๎ญหา มีอุปสรรค
มีโจทย์มาให้แก้ไข มีข้อทดสอบมาลองใจมากมาย ท้ังโจทย์จาก

มวลมนษุ ย์ และเทวดา ตลอดจนพระยามาร (สําลี รักสุทธี : 2551 :

125)

ในอรรถกถาสังคีติสูตร (สุ.วิ.3/219) กล่าวไว้ว่า “ความ
อดทนคือความอดกลั้นท่ีพระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ในมาติกา

ที่ยกข้ึนต้ังไว้ว่า ขันติน้ัน ขันติเป๐นไฉน ? คือ ความอดทน ความ
เปน๐ คือความอดทน ความเป๐นคือความอดกลั้น ความเป๐นผู้ไม่ดุร้าย

411

การไม่ทําให้คนอื่นร้องให้ ความท่ีจิตเบิกบานอันใด น้ีเรากล่าวว่า

ขันต”ิ
ใ น อ ร ร ถ ก ถ า ม ง ค ล สู ต ร ( ขุ . ขุ . อ . 1 6 3 ) ไ ด้ ก ล่ า ว ถึ ง ผู้

ประกอบด้วยความอดทนไว้ว่า “ภิกษุผู้ประกอบด้วยความอดทน
คือความอดกลั้นใด ย่อมเป๐นผู้ไม่มีอาการผิดแปลกเป๐นประหน่ึงว่า
ไม่ได้ยิน และเป๐นประหน่ึงว่าไม่เห็นบุคคลผู้ด่าอยู่ด้วยอักโกสวัตถุ
10 หรือผู้เบียดเบียนอยู่ด้วยการฆ่าและการจองจําเป๐นต้น เฉก
เช่น ขันติวาทีดาบส ฉะน้ัน ย่อมทําไว้ในใจโดยความเป๐นผู้เจริญ
เพราะความไม่มีความผิดย่ิงไปกว่าน้ัน เฉกเช่น พระปุณณเถระ
ฉะนั้น ความอดทนคอื ความอดกลนั้ น้ัน ชอ่ื วา่ ขันต”ิ

1) เรื่องขันติวาทีดาบส ตัวอย่างของผู้ถูกเบียดเบียนแล้วไม่
โกรธ ไม่เกลียด ซ่ึงมาในอรรถกถาขันติวาทิชาดก ทุติยวรรค จตุ
กกนิบาต (ขุ.ชา.อ.4/278) ณ กรุงพาราณสี มีกุณฑดาษส ปุาหิม
พานต์มาพักอยู่ในพระราชอุทยาน เพื่อจะได้ฉันของเค็มและของ
เปรี้ยวบ้าง โดยมีเสนาบดีช่วยอุป๎ฏฐากดูแล อยู่มาวันหน่ึง พระเจ้า
กลาปุเสวยนํ้าจัณฑ์มึนเมาเสียพระสติ มีพวกนักฟูอนห้อมล้อม
เสด็จไปยังพระราชอุทยานได้ทรงนิทรา ทอดพระเศียรลงบนตัก
ของหญิงซึ่งเป๐นที่รัก หญิงเหล่าอื่นเดินเที่ยวไปดูโน้นดูนี่ เห็น
ดาบสนั่งอยู่ท่ีโคนไม้รังซึ่งมีดอกบานสะพร่ัง เลยเข้านั่งฟ๎งธรรม
พระองคท์ รงตืน่ บรรทม ไม่ทอดพระเนตรนางเหล่านั้น กริ้วเสด็จไป
หาดาบสตรัสถามการสอนอย่างไร เมื่อทรงสดับว่าการถึงขันติ
ความอดทนเป๐นปกติ จึงทรงทดสอบความอดทนของดาบสโดย
ประการต่างๆ ไม่ว่าจะให้กดบนพ้ืนดินให้เฆี่ยนตี ทุบตีทั้งข้างหน้า
ขา้ งหลัง ตัดมือตดั เท้า ตัดมอื ตัดเท้า แล้วเอาพระปราษณีกระทืบลง
ตรงกลางอกแล้วเสด็จกลับ ถูกแผ่นดินสูบท่ีประตูพระราชอุทยาน
ไปเกิดในอเวจีมหานรก ดังที่ปรากฏในขันติวาทิชาดก (ขุ.ชา.

27/550-553/137) ความวา่

คําด่า 10 อย่าง : เป๐นโจร เป๐นคนพาล เป๐นคนหลง เปน๐ ลา เป๐นโค เป๐นอฐู เปน๐
สตั วน์ รก เป๐นสัตวด์ ิรัจฉาน สุคติไม่มสี ําหรับเจา้ ทุคตเิ ทา่ นั้นทเ่ี จ้าพึงหวัง

412

“ท่านมหาวีระ ผู้ใดส่ังให้ตัดมือ เท้า ใบหู และจมูก
ของทา่ น ทา่ นจงโกรธผูน้ ั้นเถดิ

(ดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)
“พระราชาพระองค์ใด รับส่ังให้ตัดมือเท้า หู และจมูก

ของเราแล้ว ขอพระราชาพระองค์น้ัน จงดํารงพระชนม
ชีพอยู่ตลอดกาลนานเถิด เพราะคนเช่นเราหาโกรธไม่”

“สมณะผู้ถึงสรรเสริญขันติมีในอดีตกาลนานมาแล้ว
พระเจ้ากาสีได้รับสั่งให้ประหารดาบสผู้ดํารงม่ันในขันติ
ธรรมองค์น้นั

พระเจ้ากาสีเบียดเสียดอยู่ในนรกเสวยวิบากอันเผ็ด
ร้อนแห่งกรรมอนั หยาบชา้ น้ัน”

2) เรื่องพระปุณณเถระ ตัวอย่างของผู้รู้จักทําใจมองโลกใน
แง่ดี โดยการรู้จักอดทน อดกลั้นถ้าเจอเหตุการณ์ต่างๆ ซ่ึงมาใน
อรรถกถาปุณโณวาทสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริป๎ณณาสก์ (ป.สู.

3/876) ท่านเป๐นชาวแคว้นสุนาปรันตะ มาค้าขายที่กรุงสาวัตถี ได้
ฟ๎งเทศนาของพระพุทธองค์ มีประสงค์จะบวช จึงมอบทรัพย์
ทั้งหมดแก่จูฬปุณณะผู้เป๐นน้องชาย ครั้งบวชแล้วมุ่งม่ันในการ
ปฏิบัติกัมมัฏฐาน แต่การปฏิบัติไม่คืบหน้าเลย กรุงสาวัตถีอาจไม่
เหมาะไม่เป๐นที่สัปปายะสําหรับท่าน ได้ทูลลาพระพุทธองค์ไปยัง
แคว้นสุนาปรันตะ พระพุทธองค์ ทรงทราบว่า ท่านเป๐นผู้
ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ จึงรับส่ังให้บันลือสีหนาทในฐานะทั้ง 7
คือ ในการด่า ในการบริภาษ ในการทําร้ายด้วยฝุามือ ในการทํา
ร้ายด้วยก้อนดิน ในการทําร้ายด้วยท่อนไม้ ในการทําร้ายด้วย
ศัสตรา ในการปลงลงจากชีวิตของชนเหล่าอื่น ประทานสาธุการ
แก่ท่านแล้ว จึงทรงอนุญาตการไปตามความประสงค์ ด้วยความ
ศรัทธาทําชาวสุนาปรันตะกลับใจแสดงตนเป๐นอุบาสก อุบาสิกา
ประมาณ 1,000 คน และตัวท่านได้ทําให้แจ้งซ่ึงวิชชา 3 ภายใน
พรรษาน้ัน อยู่จําพรรษาอยู่วัดมกุฬการาม แคว้นสุนาปรันตะ
ตลอดจนวาระสดุ ทา้ ยของชีวติ

413

พระปุณณเถระประกอบด้วยอธิวาสนขันติในฐานะทั้ง 7 คือ
ถูกด่า ถูกบริภาษ ถูกทําร้ายด้วยฝุามือ ถูกทําร้ายด้วยก้อนดิน ถูก
ทําร้ายด้วยท่อนไม้ ถูกทําร้ายด้วยศัสตรา ถูกคนอ่ืนฆ่าตาย ดัง

ป ร า ก ฏ ใ น ปุ ณ โ ณ ว า ท สู ต ร ( ม . อุ . 14/757-763/481-483) ใ น
ระหว่างท่พี ระพุทธองคท์ รงประทานโอวาทแก่พระปุณณะมีความวา่

“ปณุ ณะ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะดรุ ้ายแล ปุณณะ พวก
มนุษย์ชาวสนุ าปรนั ตะหยาบคายแล ปุณณะ ถ้าพวกมนุษยช์ าวสนุ า
ปรนั ตะ จักด่า จกั กล่าวขู่เธอ ปุณณะ เธอจักมีอบุ ายอย่างไรในข้อ
นัน้ ”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จัก
ดา่ จักกลา่ วขู่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักมีความคิดในข้อน้ันอย่างนี้
ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะน้ีดีหนอ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ
น้ีดีจริงหนอ เพราะพวกมนุษย์เหล่านี้ ไม่ให้การประหารแก่เราด้วย
ฝุามือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อน้ี ข้าพระองค์จักมีความคิด
อยา่ งนี้ ขา้ แตพ่ ระสุคต ในข้อนี้ ข้าพระองคจ์ ักมคี วามคดิ อย่างนี้”

“ปณุ ณะ กถ็ า้ พวกมนษุ ยช์ าวสนุ าปรนั ตะจักให้การประหาร

แกเ่ ธอดว้ ยฝุามือ ปุณณะ กใ็ นข้อน้ัน เธอจักมีอุบายอย่างไร ?”
“ขา้ แต่พระองคผ์ เู้ จรญิ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จัก

ให้การประหารแก่ข้าพระองค์ด้วยฝุามือเล่า ข้าพระองค์จักมี

ความคิดในข้อน้ันอย่างน้ีว่า 'พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนี้ดีหนอ
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะน้ีดีจริงหนอ เพราะพวกมนุษย์เหล่าน้ี

ไม่ใหก้ ารประหารแก่เราด้วยก้อนดิน' ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อ
นี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ ข้า
พระองคจ์ กั มคี วามคดิ อย่างน้ี”

“ปุณณะ กถ็ า้ พวกมนษุ ยช์ าวสุนาปรันตะ จกั ใหก้ ารประหาร

แกเ่ ธอดว้ ยก้อนดิน ปณุ ณะ ก็ในขอ้ น้นั เธอจักมอี บุ ายอยา่ งไร ?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะจัก

ให้การประหารแก่ข้าพระองค์ด้วยก้อนดิน ข้าพระองค์จักมี

414

ความคิดในข้อนั้นอย่างนี้ว่า 'พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะน้ีดีหนอ
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะน้ีดีจริงหนอ เพราะพวกมนุษย์เหล่านี้

ไม่ให้การประหารแก่เราด้วยท่อนไม้' ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อ
น้ี ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อน้ีข้า
พระองค์ จักมคี วามคดิ อย่างนี้”

“ปณุ ณะ ก็ถ้าพวกมนุษยช์ าวสุนาปรันตะ จกั ใหก้ ารประหาร

แกเ่ ธอดว้ ยท่อนไม้ ปุณณะ กใ็ หข้ ้อนน้ั เธอจักมอี บุ ายอย่างไร ?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะจัก

ให้การประหารแก่ข้าพระองค์ด้วยท่อนไม้ ข้าพระองค์ จักมี

ความคิดในข้อน้ันอย่างน้ีว่า 'พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนี้ดีหนอ
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะน้ีดีจริงหนอ เพราะพวกมนุษย์เหล่านี้

ไม่ให้การประหารแก่เราด้วยศัสตรา' ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อ
น้ี ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ ข้า
พระองคจ์ กั มคี วามคิดอย่างนี้”

“ปุณณะ ก็ถ้าพวกมนษุ ยช์ าวสุนาปรนั ตะจกั ให้การประหาร

แก่เธอดว้ ยศสั ตรา ปุณณะ ก็ในขอ้ นนั้ เธอจักมอี บุ ายอยา่ งไร ?”
“ข้าพระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักให้

การประหารแก่ข้าพเจ้าพระองค์ด้วยศัสตรา ข้าพระองค์จักมี
ความคิดในข้อนั้นอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนี้ดีหนอ
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนี้ดีจริงหนอ เพราะพวกมนุษย์เหล่าน้ี ไม่

ปลงเราเสยี จากชวี ิตดว้ ยศัสตราอันคม' ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อ
น้ี ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างน้ี ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ ข้า
พระองคจ์ ักมคี วามคดิ อยา่ งนี้”

“ปณุ ณะ กถ็ า้ พวกมนุษยช์ าวสนุ าปรันตะ จกั ปลงเธอเสียจาก
ชีวิต ด้วยศสั ตราอันคม ปณุ ณะ ก็ในข้อนนั้ เธอจัก มีอุบายอยา่ งไร

?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะจัก

ปลงข้าพระองค์เสียจากชีวิต ด้วยศัสตราอันคม ข้าพระองค์จักมี

415

ความคิดในข้อนั้นอย่างน้ีว่า 'มีอยู่แล พวกสาวกของพระผู้มีพระ
ภาคอึดอัดอยู่ ระอาอยู่ เกลียดอยู่ ด้วยกายและด้วยชีวิต ย่อม
แสวงหาศัสตราอันจะนําเสียซ่ึงชีวิต ศัสตราอันจะนําเสียซ่ึงชีวิต น้ี

น้ันข้าพระองค์มิได้แสวงหาเลย ได้แล้ว' ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ใน
ข้อนี้ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างน้ี ข้าแต่พระสุคต ในข้อน้ี ข้า
พระองคจ์ ักมีความคดิ อยา่ งน้ี”

“ดีละ ดีละ ปุณณะ เธอประกอบด้วยความสงบคือความข่มใจนี้
จักอาจ เพ่ือจะอยู่ในสุนาปรันตชนบทได้แลปุณณะ บัดนี้ เธอจง
สาํ คญั กาลท่จี ะไปเถิด”

ก็ผูใ้ ดอดทน คอื อดกลัน้ ความหนาวได้ ยอ่ มไม่หวน่ั ไหวด้วย
ความหนาวแม้มีประมาณน้อย ดจุ บุรุษผขู้ ลาด ย่อมไม่ละกัมมัฏฐาน
ผู้นนั้ ชอ่ื ว่า เปน๐ ผู้อดทนต่อความหนาวได้ ประดจุ ด่งั พระโลมสนาค
เถระ เป๐นตวั อย่าง

เรื่องพระโลมสนาคเถระ มาในอรรถกถาสัพพาสวสูตร (ป.สู.
1/107) สดับมาว่า ท่านเมื่ออยู่ศาลาปฏิบัติธรรม ถํ้าปิยังคุ ท่ีเจติย
บรรพต คราวที่หิมะตกในระหว่างเดือนท่ี 8 พิจารณาโลกันตริกน
รก มิได้ละกัมมัฏฐานเลย ยับยั้งอยู่ในที่กลางแจ้ง ก็ผู้ที่ทนความ
ร้อนแม้มีประมาณยิ่งได้ ชื่อว่า ผู้อดทนต่อความร้อนได้ แต่ในฤดู
ร้อนท่านจะน่ังใส่ใจพิจารณากัมมัฏฐานอยู่ ณ ภายนอกที่จงกรม
หลังจากฉันอาหารเสร็จ แม้เหงื่อก็ไหลออกจากรักแร้ท้ัง 2 ทีน้ัน
เหล่าอันเตวาสิกนิมนต์นั่งที่ร่มๆ ก็ไม่มาก็ยังน่ังพิจารณาอเวจีมหา
นรกอยูต่ อ่ ไป

ใครๆ ก็ตาม เมื่อไม่ได้อาหารหรือน้ําด่ืม 2-3 วาระพิจารณา
ถึงการเกิดในเปตวิสัยของตน ในสังสารวัฏก็ดี ถูกสัมผัสแห่ง
เหลือบ ยุง ลม และแดดมากยิ่งกระทบแล้วพิจารณาถึงการเกิดใน
กําเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็ดี ถูกสัมผัสแห่งสัตว์เลื้อยคลานกระทบแล้ว
พิจารณาถึงอัตภาพในปางก่อนอันเคยกล้ิงเกลือกอยู่ในปาก สัตว์
ร้ายมีราชสีห์และเสือโคร่งเป๐นต้น ในวัฏสงสารตั้งหลายคราวก็ดี
แล้วไม่หวั่นไหว ไม่ละกัมมัฏฐานเสีย ชื่อว่า ผู้อดทนต่อความหิว

416

เป๐นต้นได้ ประดุจดั่งพระปธานิยเถระ และพระเถระผู้ถือบิณฑบาต
เป๐นวตั ร เปน๐ ตัวอยา่ ง

1) เรอ่ื ง พระปธานิยเถระ มาในอรรถกถาสัพพาสวสูตร (ป.สู.
1/107) สดับมาว่า งูมีพิษร้ายกัดพระเถระผู้กําลังฟ๎งอริยวงศ์ ณ
ศาลาปฏิบัติธรรม วัดขัณฑเวลวิหาร ด้วยจิตเล่ือมใสเพลิดเพลิน
จากการน่ังฟ๎งธรรม ท่านได้พิจารณาศีล ต้ังแต่อุปสมบทเป๐นต้นมา
ก็ปีติเกิดขึ้นว่า “เราเป๐นผู้มีศีลบริสุทธ์” พิษงูสูญสิ้นมลายหายไป
พร้อมกับการเกิดข้นึ ดวงจิต ครัน้ ได้ความแน่วแนแ่ ห่งดวงจิต เจริญ
วปิ ๎สสนาก็บรรลพุ ระอรหตั

2) เรอ่ื งพระเถระผู้ถือบิณฑบาตเป๐นวัตร มาในอรรถกถาฐาน
สูตร ป๎ญจมวรรค ปฐมป๎ณณาสก์ ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย (มโน.

ปู.2/173) สดับมาว่า ภิกษุ 30 รูป จําพรรษาอยู่วัดครวาลอังคณะ
วันอุโบสถ จะแสดงมหาอริยวงศ์ซ่ึงมีความสันโดษในป๎จจัย 4 และ
ภาวนาเป๐นที่มายินดี ทุกกึ่งเดือน พระเถระผู้ ถือบิณฑบาตเป๐นวัตร
รูปหนึ่ง มาช้ากว่ารูปอ่ืน จึงน่ังในที่หลบมุม งูขว้างค้อนฉกเข้าให้
ประหนึ่งว่าใช้คีมหนีบเน้ือปลีแข้งเอาไว้ พระเถระคิดจักไม่ทํา
อันตรายในการฟ๎งธรรมจึงจับงูขว้างค้อนใส่ไว้ในถุง ฟ๎งธรรม
ต่อไป การข้ึนไปแห่งอรุณ 1 การข่มพิษได้แล้วบรรลุผล 3 ของ
พระเถระ 1 การท่ีพิษมลายสูญสิ้นไปเอง 1 การจบธรรมกถาของ

พระเถระผู้ธรรมกถึก 1 ได้มีแล้วในขณะเดียวกันทีเดียว. พระเถระ
แกถ้ งุ ออกแลว้ ปลอ่ ยงขู ว้างค้อนไป

ก็ ผใู้ ดฟ๎งถ้อยคําที่เขากลา่ วชวั่ ด้วยอาํ นาจแห่งการดา่ แล้ว
พจิ ารณาคุณแหง่ ขันติ ย่อมไม่ประหว่ัน ผู้นั้น ชอื่ วา่ ผู้อดทนต่อ
ถอ้ ยคําซ่ึงเขากล่าวชั่วได้ ประดจุ ดั่งดจุ พระทีฆภาณกอภยั เถระเป๐น
ตวั อย่าง (ป.ส.ู 1/81) สดบั มาว่า พระเถระ มีปฏปิ ทาของความ
สันโดษในปจ๎ จัย และมีภาวนาเป๐นท่ีมายนิ ดี ไดแ้ สดงปฏปิ ทาแห่ง
มหาอรยิ วงศ์ ประชาชนหม่ใู หญ่พากันมาสักการะมากมาย มีพระ
มหาเถระรูปหนงึ่ ไม่สามารถจะทนได้ จงึ ด่าท่านว่าทาํ ความ
โกลาหลตลอดคืนยังรงุ่ ก็พระเถระทงั้ 2 เมอ่ื ไปวิหารของตน ไดไ้ ป

417

โดยทางเดยี วกนั ตลอดระยะทางมีประมาณ 1 คาวตุ พระมหาเถระ
รปู นน้ั กด็ า่ ทา่ นเรื่อยไปตลอดทาง ฝุายพระเถระไปถงึ วดั แล้ว เหล่า
อันเตวาสิกถามถึงการทีม่ ิไดก้ ลา่ วคาํ อะไรกะพระมหาเถระผู้
บรภิ าษอยู่ตลอดทาง จงึ กล่าววา่ “ความอดทนนั่นแลเป๐นภาระของ
เรา ความไม่อดทนหาใช่ไม่ เราไม่เห็นการพรากจากกัมมฏั ฐานแม้
ในชั่วขณะยกเท้าข้างหนึ่งเลย”

อน่ึง ผู้ใดอดกล้ันทุกขเวทนาได้โดยแท้ ย่อมไม่ประหว่ัน ไม่
สะทกสะท้าน ผู้นั้น ช่ือว่า ผู้อดทนต่อเวลา ประดุจด่ังพระปธานิย
เถระท่ีจิตตลดาบรรพต เป๐นตัวอย่าง (ป.สู.1/81) สดับมาว่า เม่ือท่าน
ยับย้ังอยู่ด้วยความเพียรตลอดคืน เกิดลมในท้อง ไม่สามารถจะให้
ลมท้องสงบได้ กลิ้งมากลิ้งไป พระเถระยืนอยู่ข้างที่จงกรมกล่าวถึง
ความเป๐นบรรพชิตต้องเป๐นผู้มีความอดกล้ันเป๐นธรรมดา จึงอดกลั้น
นอนน่ิงแน่ไป ลมผ่าดวงหทัยตลอดสะดือ เม่ือข่มเวทนาได้แล้ว
พจิ ารณาอยู่ เปน๐ พระอนาคามโี ดยครเู่ ดียวก็นิพพาน

ผูป้ ระกอบดว้ ยอธิวาสนขันติ บรรลคุ ณุ ตามที่กล่าวแลว้
ฉะน้นั ขนั ติของบุคคลนั้น พงึ ทราบว่าเปน๐ มงคล เพราะเป๐นเหตุ
แหง่ การบรรลคุ ุณตามที่กล่าวแล้ว และได้รบั ความสรรเสริญ ดว้ ย
วา่ ฤษี เทพดาและพระพุทธเจา้ พงึ สรรเสรญิ บคุ คลผูเ้ ป๐นเช่นนนั้
ดังทีส่ รภงั คดาบส แสดงธรรมแก่ท้าวสักกเทวราช (ข.ุ ชา.

27/2458/538) วา่
“บุคคลฆ่าความโกรธได้แลว้ ยอ่ มไม่เศร้าโศก ในกาล

ไหนๆ ฤษีท้ังหลายย่อมสรรเสริญการ ละความลบหลู่
บุคคลควรอดทนคําหยาบคาย ที่เขากล่าวแล้วของชน
ท้ังปวง สัตบรุ ุษทง้ั หลาย กลา่ วความอดทนน้ันว่าสูงสุด”

ความอดทนต่อถ้อยคําของชนทั้งหลาย เหล่าสัตบุรุษ บัณฑิต
ในปางก่อนกล่าวไว้แล้ว กล่าวความอดทนนั้นว่า สูงสุด ความเป๐น
ผู้ประเสริฐ เป๐นต้น ของสรรพชีวิต ใครๆ หาอาจรู้ได้ด้วยเหตุเพียง
ว่าการเห็นรูปไม่ แม้สัตบุรุษย่อมปรากฏเที่ยวไปด้วยรูปพรรณแห่ง

418

บุคคลผู้เลวทรามก็มี ความอดทนต่อถ้อยคําของชนท้ังหลาย ท่าน
จึงกล่าวว่าสูงสุด ก็ผู้ใด รู้ว่า “ผู้น้ีเลวกว่าเรา” ความอดทนต่อคํา
หยาบของผู้น้ัน เป๐นของสูงสุดกว่าอย่างอื่นดังท่ีสรภังคดาบสกล่าว

ไว้ (ข.ุ ชา.27/2460/538) วา่
“บุคคล พึงอดทนถ้อยคําของผ้ปู ระเสริฐได้ เพราะ

ความกลวั แล อนึ่ง พงึ อดทนถ้อยคําของผเู้ สมอกนั ได้
เพราะเหตุแหง่ ความแขง่ ดีกัน ส่วนผใู้ ดในโลกนี้ พงึ
อดทนถ้อยคาํ ของผู้เลวได้ สตั บรุ ษุ ท้ังหลายกล่าวความ
อดทนน้ันของบุคคลนัน้ วา่ สูงสดุ ”

ความอดทนตอ่ ถอ้ ยคําของคนผู้ตํ่าโดยชาติและโคตรเป๐นต้นนี้
ใด ความอดทนน่ันเป๐นความอดทนสูงสุด ส่วนความอดทนต่อ
ถ้อยคําของคนผู้ประเสริฐโดยชาติเป๐นต้นเพราะความกลัว ของคน
เสมอกันเพราะเห็นโทษในเพราะการแข่งดี มีการทําให้ยิ่งกว่าเหตุ
เป๐นลักษณะน่นั ไมเ่ รยี กว่าอธวิ าสนขันติ

ในสักกสังยุต สคาถวรรค ท้าวสักกเทวราช ตรัสถึงอธิวาสน
ขันติไว้เหมือนกันซึ่งมาตลีเทพบุตรเกิดความสงสัยว่าท้าวสักกะอด
กลั้นคําหยาบของเหล่าอสูรได้เพราะกลัวจนตัวส่ันหรือเพราะ

ประกอบดว้ ยอธวิ าสนขันติ (สํ.ส.15/875/325) ว่า
“ประโยชน์ทง้ั หลาย มีประโยชนข์ องตนเปน๐ อย่างยง่ิ

ประโยชน์อะไรย่ิงกว่าขนั ติไป ย่อมไม่มี ผ้ใู ดแลเป๐นผ้มู ี
กําลัง ย่อมอดกลั้นถ้อยคําของผอู้ ่อนกําลังได้ บณั ฑิต
ทง้ั หลาย กล่าวขันตินัน้ ของบุคคลนนั้ วา่ ยิ่ง เพราะคน
ออ่ นกําลัง ยอ่ มรกุ รานได้เปน๐ นติ ย์”

ผปู้ ระกอบดว้ ยอธวิ าสนขันติ บรรลุคุณตามท่ีกล่าวแล้ว
ฉะน้ัน ขนั ติของบคุ คลนัน้ พึงทราบว่าเปน๐ มงคล เพราะเป๐นเหตุ
แหง่ การบรรลุคุณตามที่กลา่ วแล้ว และไดร้ บั ความสรรเสริญ ดว้ ย
วา่ ฤษี เทพดาและพระพุทธเจา้ พึงสรรเสรญิ บุคคลผ้เู ป๐นเช่นนั้น

419

ดังทสี่ รภงั คดาบส แสดงธรรมแก่ท้าวสักกเทวราช (ขุ.ชา.

27/2458/538) ว่า
“บุคคลฆา่ ความโกรธได้แล้ว ยอ่ มไมเ่ ศร้าโศก ในกาล

ไหนๆ ฤษีท้ังหลายย่อมสรรเสริญการ ละความลบหลู่
บุคคลควรอดทนคําหยาบคาย ที่เขากล่าวแล้วของชน
ทั้งปวง สตั บรุ ษุ ทัง้ หลาย กล่าวความอดทนนนั้ ว่าสงู สุด”

ความอดทนต่อถ้อยคําของชนท้ังหลาย เหล่าสัตบุรุษ บัณฑิต
ในปางก่อนกล่าวไว้แล้ว กล่าวความอดทนนั้นว่า สูงสุด ความเป๐น
ผู้ประเสริฐ เป๐นต้น ของสรรพชีวิต ใครๆ หาอาจรู้ได้ด้วยเหตุเพียง
ว่าการเห็นรูปไม่ แม้สัตบุรุษย่อมปรากฏเท่ียวไปด้วยรูปพรรณแห่ง
บุคคลผู้เลวทรามก็มี ความอดทนต่อถ้อยคําของชนทั้งหลาย ท่าน
จึงกล่าวว่าสูงสุด ก็ผู้ใด รู้ว่า “ผู้นี้เลวกว่าเรา” ความอดทนต่อคํา
หยาบของผู้นั้น เป๐นของสูงสุดกว่าอย่างอื่นดังท่ีสรภังคดาบสกล่าว

ไว้ (ขุ.ชา.27/2460/538) ว่า
“บคุ คล พึงอดทนถ้อยคําของผ้ปู ระเสริฐได้ เพราะ

ความกลวั แล อนงึ่ พงึ อดทนถอ้ ยคําของผ้เู สมอกนั ได้
เพราะเหตแุ ห่งความแขง่ ดีกนั ส่วนผู้ใดในโลกน้ี พงึ
อดทนถ้อยคาํ ของผู้เลวได้ สตั บรุ ษุ ทัง้ หลายกลา่ วความ
อดทนนั้นของบุคคลนั้นว่า สงู สดุ ”

ความอดทนตอ่ ถ้อยคาํ ของคนผู้ตํ่าโดยชาติและโคตรเป๐นต้นนี้
ใด ความอดทนน่ันเป๐นความอดทนสูงสุด ส่วนความอดทนต่อ
ถ้อยคําของคนผู้ประเสริฐโดยชาติเป๐นต้นเพราะความกลัว ของคน
เสมอกันเพราะเห็นโทษในเพราะการแข่งดี มีการทําให้ย่ิงกว่าเหตุ
เปน๐ ลกั ษณะนัน่ ไม่เรียกว่าอธิวาสนขันติ

ในสักกสังยุต สคาถวรรค ท้าวสักกเทวราช ตรัสถึงอธิวาสน
ขันติไว้เหมือนกันซึ่งมาตลีเทพบุตรเกิดความสงสัยว่าท้าวสักกะอด
กล้ันคําหยาบของเหล่าอสูรได้เพราะกลัวจนตัวส่ันหรือเพราะ

ประกอบด้วยอธิวาสนขนั ติ (ส.ํ ส.15/875/325) ว่า

420

“ประโยชน์ทัง้ หลาย มปี ระโยชนข์ องตนเปน๐ อย่างย่ิง
ประโยชนอ์ ะไรย่งิ กวา่ ขันตไิ ป ย่อมไม่มี ผูใ้ ดแลเป๐นผู้มี
กาํ ลงั ยอ่ มอดกล้ันถ้อยคําของผอู้ ่อนกําลงั ได้ บัณฑิต
ทง้ั หลาย กลา่ วขันตนิ ้นั ของบคุ คลนั้นวา่ ยง่ิ เพราะคน
ออ่ นกาํ ลงั ยอ่ มรุกรานไดเ้ ปน๐ นติ ย์”

ในอรรถกถาธรรมบท พราหมณวรรค พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง
ความเป๐นมีขันติจะไม่ประทุษร้ายในบุคคลผู้ประทุษร้าย ปรารภถึง
การที่พราหมณ์พี่น้องชาย 4 คน โกรธพระศาสดา จึงด่าโดย
ประการต่างๆ ภายหลังได้รับการแนะนําสั่งสอน ได้ขอบวช ไม่นาน
ก็บรรลพุ ระอรหตั ไว้ว่า

“ผใู้ ด ไม่ประทุษร้ายบคุ คลผู้ดา่ ผูป้ ระหารและจองจํา
ย่อมอดกลั้นไว้ได้ เราเรยี กผู้นัน้ ซ่งึ มกี ําลังคอื ขนั ติ มีหมู่
พลคอื ขนั ตวิ ่า เปน๐ พราหมณ์”

ผู้ท่ีประกอบดว้ ยขนั ติ ยอ่ มเปน๐ ทยี่ อมรบั เปน๐ ทีส่ รรเสริญของ
นักปราชญ์ ดงั นัน้ ไม่ควรโกรธตอบต่อคนผู้โกรธตน ผู้โกรธตอบผู้
โกรธ ย่อมบง่ ถงึ ความเป๐นคนเลวกว่า ดังท่ีท้าวสักกเทวราชตรัสไว้
วา่

“ผู้ใดโกรธตอบผ้โู กรธ ผูน้ ้นั ย่อมเปน๐ ผู้ชั่วชา้ กว่าผนู้ ัน้
น่นั แล เพราะความโกรธนน้ั ผูไ้ มโ่ กรธตอบบคุ คลผู้โกรธ
อยู่ ยอ่ มชนะสงคราม อันบุคคลชนะไดด้ ว้ ยยาก”

เมื่อเล็งเห็นโทษแห่งความไม่อดทนควรต้ังอยู่ในอธิวาสน
ขันติ ผู้ตั้งอยู่ในอธิวาสนขันติน้ันนั่นแลย่อมเป๐นผู้ได้ ช่ือว่าผู้สงบ

เสงี่ยม เฉกเช่น แม่หญิงเวเทหิกาเป๐นตัวอย่าง (ม.มู.12/266/251-

252) สดับมาว่า ณ กรุงสาวัตถี มีแม่หญิงเวเทหิกา เป๐นผู้สงบ
เสงยี่ ม ถ่อมตน สงบระงับ กิตติศัพท์ชื่อเสียงนางได้ฟูุงขจรกระจาย
ไปท่ัวพระนคร มีนางกาฬี นางทาสีคนใกล้ชิดเฝูาดูแล ร้อนวิชา
อยากจะลองดูว่าแม่หญิงตน จะโกรธไหม แกล้งนอนต่ืนสายทุกวัน

421

ถูกด่าก็แล้ว ถูกตีก็แล้ว ก็ยังแกล้งต่ืนสายอยู่รํ่าไป นางหญิงทนไม่
ไหวระงับความโกรธไม่ได้ทุบตีนางทาสีสาหัสสากรรจ์อย่างย่ิง
ช่ือเสยี งที่เคยส่งั สมอนั ตรธานมลายสูญ หมดสิ้นความเป๐นคนดีของ
สงั คม เป๐นที่โจษจนั ทัว่ พระนครว่า แม่หญิงเวเทหิกา เป๐นโหดเหี้ยม
โหดร้าย รา้ ยกาจ ไมม่ ีความเมตตาปรานีเลย

คุณมีอยู่ประมาณเท่าใด โทษก็เกิดข้ึนทวีคูณกว่าคุณเท่าน้ัน
ธรรมดาคุณย่อมค่อยๆ มา โทษ โดยวันเดียวเท่านั้นก็ย่อมกระพือ
ไปได้ แม้พระพุทธองค์ มีพระประสงค์จะทรงแสดงโทษของความ
ไม่อดทนแก่เหล่าพุทธสาวก ทรงประกอบไว้ในความอดทน (ม.มู.

12/266/253-254) วา่

“อย่างน้ันน่ันแลภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกน้ี ย่อม
เปน๐ ผู้เสง่ียมเจียมตัวถ่อมตัวนักถ่อมตัวหนา สงบระงับ ตลอดเวลาท่ี
ถอ้ ยคําอนั ไมเ่ ป๐นทพ่ี อใจยังไมก่ ระทบเขา ภิกษทุ ั้งหลาย ในกาลใด
แล ถ้อยคําอันไม่เป๐นท่ีพอใจกระทบภิกษุ ในกาลนั้น อันท่าน
ท้ังหลายพึงทราบว่า ภิกษุเป๐นผู้สงบเสง่ียม พึงทราบว่า เป๐นผู้ถ่อม
ตวั พึงทราบว่า เปน๐ ผู้สงบ”

ความอดทนมีความสําคัญมากในการดําเนินชีวิตป๎จจุบัน ถ้า
ไม่มีความอดทนแล้วไซร้ การประกอบการงานใดยากท่ีสําเร็จได้
ด้วยดี ด้วยเหตุท่ีความอดทนเป๐นคุณธรรมสําหรับต้านทานความ
หดหู่ ความท้อถอย ความเกียจคร้าน สันหลังยาว คอยเร่งเร้า
เสริมสร้างแรงขับให้เกิดพลังใจในการทําหน้าท่ีต่าง ๆ อย่าง
ขยนั หมัน่ เพียร ทาํ ให้เห็นอุปสรรคอยู่ข้างหน้าเป๐นเรื่องเล็ก ไม่เกิน
ความสามารถสําหรับคนมีความอดทนไปได้ ท่านกล่าวไว้ว่า
ผลสัมฤทธ์ิด้านต่างๆ บนโลกใบนี้ทั้งท่ีเป๐นรูปธรรม และนามธรรม
จากมาประสทิ ธภิ าพของความอดทนแทบทง้ั ส้ิน

422

คนวา่ งา่ ย

ความเป๐นบุคคลท่ีถูกกล่าวอยู่โดยชอบธรรม ไม่ถึงความกลบ
เกล่ือนหรือความเป๐นผู้น่ิงเฉย หรือการคิดถึงคุณและโทษ กระทํา
ความเอื้อเฟื๒อ ความเคารพ ความถ่อมตัว อย่างเหลือเกินไว้เบื้อง
หน้า กระทําคําพูดว่าดีละ ช่ือว่า ความเป๐นผู้ว่าง่าย ผู้ท่ีเขาพึงว่า
กล่าวโดยง่าย ชื่อว่า ผู้ว่าง่าย เจตนาที่เป๐นไปด้วยอํานาจความ
เอ้ือเฟื๒อ ของบุคคลผู้ว่าง่าย ชื่อว่า ความมีเจตนาของผู้ว่าง่าย
ความมอี ยแู่ ห่งบคุ คลผวู้ า่ งา่ ย ชอื่ ว่า ความเปน๐ ผู้วา่ ง่าย

การว่ากลา่ วได้ยาก ในบคุ คลผถู้ ือรน้ั ผูย้ นิ ดีในการขดั คอ ผู้

ไม่เออ้ื เฟื๒อนั้น มอี ยู่ เหตนุ ้ัน บคุ คลนช้ี ื่อวา่ เปน๐ ผูว้ า่ ยาก. กรรมของ
บุคคลผวู้ า่ ยากนั้น ช่อื ว่า กรรมของบุคคลผูว้ า่ ยาก ความเป๐นแหง่
กรรมของบุคคลผวู้ ่ายากนัน้ ชือ่ วา่ ความเป๐นผู้วา่ ยาก

ความเป๐นผวู้ า่ ยาก โดยเนอื้ ความ ก็คือสงั ขารขนั ธ์ อาจารย์
บางคนกลา่ วว่า ความเปน๐ ผวู้ า่ ยากนี้ เปน๐ ช่อื ของขันธ์ทั้ง 4

ความเปน๐ ผูว้ า่ ง่ายน้ันเป๐นธรรมกระทําที่พ่ึงอาศัย ดังพระพุทธ
พจน์ที่ปรากฏมีในสูตรท่ี 7 ในทุติยวรรค ทสกนิบาต อังคุตตร

นกิ าย (องฺ.ทสก.24/17/26) ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป๐นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมอัน

กระทําความเปน๐ ผวู้ า่ ง่าย อดทน รับอนุสาสนีโดยข้างขวา ธรรมแม้
น้ี กเ็ ป๐นธรรมกระทาํ ที่พ่ึง”

การท่ีไม่ทําเหมือนบุคคลบางคนผู้อันเขาสั่งสอนอยู่ ย่อมรับ
โดยข้างซ้าย คือ ย่อมโต้เถียง หรือไม่ฟ๎งเดินไปเสีย แล้วกล่าวว่า
“ท่านขอรับ ขอท่านจงว่ากล่าว จงพร่ําสอนเถิด เมื่อพวกท่านไม่ว่า
กล่าว คนอื่นใครเล่าจักว่ากล่าว” ดังน้ี ชื่อว่า รับข้างขวา (มโน.ปู.

3/365)
ความเป๐นผู้ว่าง่ายพระพุทธองค์ตรัสว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐น

เหตุแห่งการได้โอวาทานุสาสนีจากสํานักของเพ่ือนพรหมจารี

เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขนั ธ์ สงั ขารขนั ธ์ วิญญาณขนั ธ์ ซ่ึงเปน๐ นามขันธ์

423

ทั้งหลาย และเพราะเปน๐ เหตุแห่งการบรรลุคุณคอื การละโทษได้ สม
ดังท่ีพระมหาโมคคัลลานเถระ เม่ือจะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย

ไดก้ ล่าวไว้ในอนมุ านสูตร (ม.มู.12/222-223/189-191) ว่า

“ผู้มีอายุ แม้ถ้าภิกษุ ปวารณาไว้ว่า 'ขอท่านผู้มีอายุจงว่า

กล่าวผมเถิด ผมเป๐นผู้อันท่านผู้มีอายุท้ังหลายควรว่ากล่าวได้' แต่
เธอเป๐นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมอันทําความเป๐นผู้ว่ายาก ไม่
อดทน มีปกติไม่รับอนุสาสนีโดยเบ้ืองขวา ทีนั้นแล เพื่อน
พรหมจารีย่อมไม่สําคัญเธอว่าควรว่ากล่าวได้ ย่อมไม่สําคัญเธอว่า
ควรพรํ่าสอนได้ และย่อมไม่สําคัญความคุ้นเคยอันตนควรถึงใน
บคุ คลนั้น

ผู้มีอายุ แม้ถ้าภิกษุ ไม่ปวารณาไว้ว่า 'ขอท่านผู้มีอายุจงว่า

กล่าวผมเถิด ผมเป๐นผู้อันท่านผู้มีอายุท้ังหลายควรว่ากล่าวได้' แต่
เธอเป๐นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมอันทําความเป๐นผู้ว่าง่าย อดทน
มีปกติรับอนุสาสนีโดยเบ้ืองขวา ทีน้ันแล เพ่ือนพรหมจารีย่อมสําคัญ
เธอว่า ควรว่ากล่าวได้ย่อมสําคัญเธอว่า ควรพรํ่าสอนได้ และย่อม
สาํ คญั ความคุน้ เคย อนั ตนควรถงึ ในบุคคลนน้ั ”

ซ่ึงพระโมคคัลลานเถระได้แสดงหลักธรรมท่ีทําให้เป๐นคนว่า

ยาก (ม. มู. 12/222/189) และหลักธรรมทําให้เป๐นคนว่าง่าย (ม. มู.

12/223/191) ดังตารางต่อไปนี้

ตารางที่ 8 : เปรยี บเทียบ ธรรมทที่ าํ ใหเ้ ปน๐ คนว่ายากกบั ธรรมทํา

ใหเ้ ป๐นคนว่าง่าย

ธรรมท่ีทาํ ใหเ้ ป๐นคนวา่ ยาก ธรรมทําให้เปน๐ คนว่างา่ ย

1. เป๐นผู้มีความปรารถนา ชั่วช้า ลุ 1. ไม่เป๐นผู้มีความปรารถนา ชั่วช้า
อํานาจแห่งความปรารถนา ช่ัวช้า แม้ ไมล่ อุ ํานาจแห่งความปรารถนา ชั่วช้า
ข้อท่ีภิกษุเป๐นผู้มี ความปรารถนา ชั่ว แม้ข้อท่ีภิกษุ ไม่เป๐นผู้มีความ
ช้า ลุอํานาจแห่งความปรารถนา ชั่ว ปรารถนา ช่ัวช้า ไม่ลุอํานาจแห่ง

424

ช้า น้ีก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐นคนว่า ความปรารถนา ช่ัวช้า น้ีก็เป๐นธรรมที่
ยาก ทาํ ให้เป๐นคน วา่ ง่าย

2. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 2. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก

ประการหน่งึ ภกิ ษุเปน๐ ผ้ยู กตนข่มผู้อ่ืน ประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป๐นผู้ยกตน ไม่

แม้ข้อท่ีภิกษุ เป๐นผู้ยกตนข่มผู้อื่น น้ีก็ ข่มผู้อื่น แม้ข้อท่ี ภิกษุไม่เป๐นผู้ยกตน

เปน๐ ธรรมที่ทําให้เปน๐ คนว่ายาก ไม่ข่มผู้อ่ืน น้ีก็เป๐นธรรมท่ีทําให้เป๐น

คนวา่ งา่ ย

3. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก 3. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก

ประการหนึ่ง ภิกษุเป๐นคนมักโกรธ อัน ประการหน่ึง ภิกษุไม่เป๐นคนมักโกรธ

ความโกรธครอบงําแล้ว แม้ข้อท่ีภิกษุ อันความโกรธ ไม่ครอบงําแล้ว แม้ข้อ

เป๐นคนมักโกรธ อันความโกรธ ที่ภิกษุไม่เป๐นคนมักโกรธ อันความ

ครอบงําแล้ว น้ีก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐น โกรธไม่ครอบงําแล้ว นี้ก็เป๐นธรรมท่ี

คนวา่ ยาก ทําให้ เป๐นคนว่าง่าย

425

ตารางที่ 8 : เปรยี บเทียบ ธรรมทท่ี ําใหเ้ ปน๐ คนวา่ ยากกบั ธรรมทาํ

ใหเ้ ป๐นคนว่าง่าย (ตอ่ )

ธรรมท่ีทําให้เปน๐ คนวา่ ยาก ธรรมทําให้เป๐นคนว่างา่ ย

4. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 4. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก

ประการหนึ่ง ภิกษุเป๐นคนมักโกรธ ผูก ประการหน่ึง ภิกษุไม่เป๐นคนมักโกรธ

โกรธ เพราะ ความโกรธเป๐นเหตุ แม้ ไม่ผูกโกรธ เพราะความโกรธเป๐นเหตุ

ข้อที่ภิกษุเป๐นคนมักโกรธ ผูกโกรธ แม้ข้อท่ภี ิกษไุ มเ่ ปน๐ คนมักโกรธ ไม่ผูก

เพราะความโกรธเป๐นเหตุ นี้ก็เป๐น โกรธ เพราะความโกรธเป๐นเหตุ นี้ก็

ธรรมทท่ี าํ ใหเ้ ป๐นคนวา่ ยาก เป๐นธรรมทีท่ ําให้เปน๐ คนวา่ ง่าย.

5. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 5. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก

ประการหน่ึง ภิกษุเป๐นคนมักโกรธ มัก ประการหน่ึง ภิกษุไม่เป๐นคนมักโกรธ

ระแวงจัดเพราะความโกรธเป๐นเหตุ ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป๐น

แม้ข้อท่ีภิกษุเป๐นคนมักโกรธ มัก เหตุ แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป๐นคนมักโกรธ

ระแวง เพราะความโกรธเป๐นเหตุ นี้ก็ ไม่มักระแวงจัด เพราะความโกรธเป๐น

เป๐นธรรมทที่ าํ ให้เปน๐ คนว่ายาก. เหตุ นี้ก็เป๐นธรรมท่ีทําให้เป๐นคนว่า

ง่าย.

6. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 6. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก

ประการหน่ึง ภิกษุเป๐นคนมักโกรธ ประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป๐นคนมักโกรธ

เปล่งวาจาใกล้ต่อความโกรธ แม้ข้อท่ี ไม่เปล่งวาจา ใกล้ต่อความโกรธ แม้

ภิกษุเป๐นคนมักโกรธ เปล่งวาจาใกล้ ข้อท่ีภิกษุไม่เป๐นคนมักโกรธ ไม่เปล่ง

ต่อความโกรธ นี้ก็เป๐นธรรมท่ีทําให้ วาจาใกล้ต่อความโกรธ นี้ก็เป๐นธรรม

เป๐นคนวา่ ยาก ทที่ าํ ให้เป๐นคนวา่ ง่าย

7. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก 7. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก
ประการหน่ึง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ ประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์
ฟูอง กลับโต้เถียงโจทก์ แม้ข้อท่ีภิกษุ ฟูอง ไม่โต้เถียง โจทก์ แม้ข้อท่ีภิกษุ
ถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง กลับโต้เถียง ถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง ไม่โต้เถียง
โจทก์ น้ีก็เป๐นธรรมท่ีทําให้เป๐น คนว่า โจทก์ น้ีก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐นคนว่า
ยาก ง่าย

8. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก 8. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก
ประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ ประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์
ฟูอง กลับรุกรานโจทก์ แม้ข้อที่ภิกษุ ฟูอง ไม่รุกรานโจทก์ แม้ข้อท่ีภิกษุถูก

426

ถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง กลับรุกราน ภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง ไม่รุกรานโจทก์
โจทก์ น้ีก็เป๐นธรรมท่ีทําให้เป๐น คนว่า นีก้ ็เป๐นธรรมท่ที ําให้เปน๐ คนวา่ ง่าย
ยาก

9. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 9. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก
ประการหน่ึง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ ประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์
ฟูอง กลับปรักปรําโจทก์ แม้ข้อท่ีภิกษุ ฟูอง ไม่ปรักปรําโจทก์ แม้ข้อท่ีภิกษุ
ถกู ภิกษุผเู้ ป๐นโจทก์ฟูอง กลับปรักปรํา ถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง ไม่ปรักปรํา
โจทก์ นี้ก็เป๐นธรรมท่ีทําให้ เป๐นคนว่า โจทก์ นี้ก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐นคนว่า
ยาก งา่ ย

10. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 10. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก

ประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ ประการหน่ึง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์

ฟูอง กลับเอาเรื่องอื่นมากลบเกล่ือน ฟูอง ไม่เอาเรื่องอ่ืนมากลบเกล่ือน ไม่

พูดนอกเร่ือง แสดงความโกรธ ความ พูดนอกเร่ือง ไม่แสดงความโกรธ

มุ่งร้าย และความไม่เช่ือฟ๎ง ให้ปรากฏ ความมุ่งร้าย และความไม่เช่ือฟ๎ง ให้

แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง ปรากฏ แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐น

กลับเอาเรื่องอ่ืนมากลบเกลื่อน พูด โจทก์ฟูอง ไม่เอาเรื่องอื่นมากลบ

นอกเร่ือง แสดงความโกรธ ความมุ่ง เกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่อง ไม่แสดงความ

ร้าย และความไม่เชื่อฟ๎งให้ปรากฏ นี้ โกรธ ความมุ่งร้าย และความไม่เช่ือ

กเ็ ปน๐ ธรรมที่ทําให้เปน๐ คนว่ายาก. ฟ๎งให้ปรากฏ นี้ก็เป๐นธรรมที่ทําให้
เปน๐ คนวา่ ง่าย

427

ตารางท่ี 8 : เปรยี บเทยี บ ธรรมที่ทาํ ให้เป๐นคนว่ายากกบั ธรรมทํา

ใหเ้ ป๐นคนว่าง่าย (ต่อ)

ธรรมท่ีทําใหเ้ ป๐นคนว่ายาก ธรรมทําให้เป๐นคนว่าง่าย

11. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก 11. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก

ประการหน่ึง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ ประการหนึ่ง ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์

ฟูอง ไม่พอใจตอบในความประพฤติ ฟูอง พอใจตอบในความประพฤติ แม้

แม้ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง ข้อที่ภิกษุถูกภิกษุผู้เป๐นโจทก์ฟูอง

ไมพ่ อใจตอบในความประพฤตินี้ก็เป๐น พอใจตอบในความประพฤติ น้ีก็เป๐น

ธรรมท่ที าํ ใหค้ นว่ายาก ธรรมท่ีทําใหเ้ ป๐นคนว่าง่าย

12. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก 12. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก
ประการหน่ึง ภิกษุเป๐นคนลบหลู่ตี ประการหน่ึง ภิกษุไม่เป๐นคนลบหลู่ ไม่
เสมอ แม้ข้อท่ี ภิกษุเป๐นคนลบหลู่ ตี ตีเสมอ แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป๐นคนลบหลู่
เสมอ นี้ก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐นคนว่า ไมต่ ีเสมอ นี้ก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐นคน
ยาก วา่ งา่ ย

13. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก 13. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก

ประการหน่ึง ภิกษุเป๐นคนริษยา เป๐น ประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป๐นคนริษยา ไม่

คนตระหนี่ แม้ข้อที่ภิกษุเป๐นคนริษยา เปน๐ คนตระหนี่ แม้ข้อทภี่ ิกษุไม่เป๐นคน

เป๐นคนตระหน่ี นี้ก็เป๐นธรรมท่ีทําให้ ริษยา ไม่เป๐นคนตระหนี่ นี้ก็เป๐นธรรม

เป๐นคนว่ายาก ทีท่ ําใหเ้ ปน๐ คนว่าง่าย

14. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 14. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก
ประการหน่ึง ภิกษุเป๐นคนโอ้อวด เจ้า ประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป๐นคนโอ้อวด
มายา แมข้ อ้ ที่ ภกิ ษุเป๐นคนโอ้อวด เจ้า มิใช่เจ้ามายา แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป๐นคน
มายา นี้ก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐นคนว่า โอ้อวด มิใช่เจ้ามายา นี้ก็เป๐นธรรมที่
ยาก ทาํ ใหเ้ ปน๐ คนว่าง่าย

15. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก 15. ดูกรท่านผู้มีอายุท้ังหลาย อีก

ประการหนึ่ง ภิกษุเป๐นคนกระด้าง ดู ประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป๐นคนกระด้าง

หม่ินผู้อื่น แม้ข้อที่ภิกษุเป๐นคน ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป๐นคน

กระดา้ ง ดูหมิ่นผู้อื่น นี้ก็เป๐นธรรมที่ทํา กระด้าง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น น้ีก็เป๐นธรรมที่

ใหเ้ ป๐นคนว่ายาก ทาํ ให้เป๐นคนว่างา่ ย

16. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก 16. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อีก
ประการหน่ึง ภิกษุเป๐นคนถือแต่ ประการหน่ึง ภิกษุไม่เป๐นคนถือแต่

428

ความเห็นของตนถือร้ัน ถอนได้ยาก ความเห็นของตน ไม่ถือรั้น ถอนได้

แม้ข้อที่ภิกษุเป๐นคนถือแต่ความเห็น ง่าย แม้ข้อท่ีภิกษุไม่เป๐นคนถือแต่

ของตน ถือร้ัน ถอนได้ยาก น้ีก็เป๐น ความเห็นของตน ไม่ถือรั้น ถอนได้

ธรรมทีท่ ําให้เป๐นคนว่ายาก ง่าย นี้ก็เป๐นธรรมที่ทําให้เป๐นคนว่า

ง่าย

ก็ธรรมดาคนว่าง่าย ชื่อว่า ย่อมปฏิบัติเพ่ือละโทษทั้งของตนทั้ง
ของคนอ่ืน ดังน้ัน ความเป๐นผู้ว่าง่ายจึงเป๐นเหตุให้บรรลุคุณคือการ
ละโทษเสียได้ และความเป๐นผู้ว่าง่าย ชื่อว่า เป๐นมงคล เพราะความ
เป๐นผู้ไม่ไกลจากการบรรลุคุณวิเศษ สอดคล้องกับท่ีปรากฏในอรรถ
กถาเมตตสูตร (ขุ.ขุ.อ.268-269) ว่า ก็บุคคลใด ถูกผู้อื่นกล่าวว่า “ส่ิง

นี้ ท่านไม่ควรทํา” ย่อมพูดว่า “ท่านเห็นหรือ ? ท่านได้ยินหรือ ?

ท่านเป๐นอะไรของผมจึงกล่าว ? ท่านเป๐นอุป๎ชฌายะ เป๐นอาจารย์

เป๐นเพ่ือนเห็น เป๐นเพื่อนคบหรือ ?” ดังน้ีบ้าง ย่อมเบียดเบียนโดย
ความเป๐นผู้น่ิงเสียบ้าง รับแล้วไม่กระทําตามน้ันบ้าง บุคคลน้ัน ย่อม
อยู่ในท่ีไกลจากการบรรลุคุณวิเศษ ส่วนผู้ใด ถูกผู้อื่นกล่าวอยู่ ย่อม
พูดว่า “ดีละ ขอรับ ท่านพูดดีแล้วธรรมดาโทษของตน ย่อมเป๐น
สภาพอันตนเห็นได้ยาก ท่านเห็นกรรมเห็นปานนี้แล้ว พึงอาศัย
ความเอ็นดูว่ากล่าวผมแม้อีก ต่อกาลนาน ผมจึงได้โอวาทจาก
สํานักของท่าน” และย่อมปฏิบัติตามสมควรแก่โอวาทที่ท่านสอน ผู้
นนั้ ย่อมอย่ใู นทีไ่ ม่ไกลจากการบรรลุคุณวิเศษ เพราะฉะนั้น บุคคล
รับคําของบุคคลอื่นอย่างน้ีแล้ว กระทําตามอยู่ จึงช่ือว่า เป๐นคนว่า
ง่าย

กแ็ ลคนว่างา่ ยมี 2 จําพวก บางพวกควรสรรเสริญบางพวกไม่
ควรสรรเสริญ จําพวกหน่ึงว่าง่ายเพราะเนื่องด้วยลาภสักการะไม่
ว่าจะเป๐นจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานป๎จจัยเภสัชชบริขาร
อีกจําพวกหนึ่งว่าง่ายเพราะมีธรรมคารวตา สักการะจําเพาะธรรม
ทําความเคารพธรรม ดํารงตนอยู่ในทํานองคลองธรรม ดังที่พระ

พทุ ธพจนท์ ปี่ รากฏในกกจูปมสูตร (ม.มู.12/266/254) ว่า

429

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใด เป๐นผู้ว่าง่าย ถึงความเป๐นผู้ว่าง่าย
เพราะเหตุแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานป๎จจัยเภสัชช
บริขาร เราหาเรียกภิกษุนั้นว่า เป๐นผู้ว่าง่ายไม่ ข้อนั้น เพราะเหตุไร

? ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า ภิกษุน้ัน เมื่อไม่ได้จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานป๎จจัยเภสัชชบริขารน้ัน หาเป๐นผู้ว่าง่ายไม่ หา
ถงึ ความเป๐นผู้วา่ งา่ ยไม่

ภิกษุท้ังหลาย ส่วนภิกษุใด สักการะจําเพาะธรรมอยู่ ทําความ
เคารพธรรมอยู่ นอบน้อมธรรมอยู่ ย่อมเป๐นผู้ว่าง่าย ย่อมถึงความ
เป๐นผู้ว่าง่าย เราเรียกภิกษุน้ันว่า เป๐นผู้ว่าง่าย ภิกษุทั้งหลาย เพราะ

เหตุนั้น พวกเธอพึงศึกษาในธรรมวินัยนี้อย่างนี้ว่า 'พวกเราสักการะ
จําเพาะธรรม กระทําความเคารพธรรม นอบน้อมธรรม จักเป๐นผู้ว่า

ง่าย จักถึงความเป๐นผู้ว่าง่าย' ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่าง
น้ีแล”

บุคคลควรกระทําความเคารพธรรม เป๐นผู้ว่าง่าย ประดุจด่ัง

พระราธเถระ เป๐นตัวอย่าง (ขุ.ธ.อ.4/1-4) สดับมา พระสารีบุตรเถระ
พระอุป๎ชฌาย์ พาไปยังวัดใกล้หมู่บ้าน อยู่ในท่ีน้ันกล่าวสอน พรํ่า
สอนท่านเนืองๆ ว่า “สิ่งนี้ เธอควรทํา สิ่งนี้ เธอไม่ควรทํา” ท่านเป๐น

ผู้ว่าง่าย ปฏิบัติตามโอวาทท่ีพระเถระสอนอยู่ โดย 2-3 วันเท่านั้น ก็
ได้บรรลุพระอรหัต อยู่วันหน่ึงพระอุป๎ชฌาย์พาไปเฝูาพระพุทธองค์
องค์พระศาสดาทรงยกพระราธะมาเป๐นตัวอย่างมาประกอบการสอน
ภิกษทุ ้งั หลายวา่

“ภิกษุท้ังหลาย ธรรมดาภกิ ษคุ วรเปน๐ ผู้วา่ ง่าย เหมือนราธะ
แม้อนั เขาแสดงโทษกล่าวสอนอยู่ ก็ไมพ่ ึงโกรธ กผ็ ใู้ หโ้ อวาท ภิกษุ
ควรเห็น เหมือนผบู้ อกขุมทรัพยใ์ ห้

บุคคลพึงเหน็ บุคคลใดผู้มักช้โี ทษ เหมือนบคุ คลผู้บอก
ขุมทรัพย์ มกั กลา่ วขม่ ขี่ มปี ญ๎ ญา พงึ คบบคุ คลผเู้ ปน๐
บณั ฑิตเชน่ นนั้ เพราะว่าเมือ่ คบบณั ฑิตเช่นน้นั มแี ตค่ ณุ
ทป่ี ระเสริฐโทษที่ ช่ัวช้าย่อมไม่มี”

430

มนุษย์ผู้เข็ญใจทุกข์ยาก ลําบากมาก จะไม่โกรธผู้คุกคามก็
ตาม โบยก็ตาม ขู่ข่มด้วยคําพูดที่ว่า “จงถือเอาทรัพย์นี้ไปใช้ตาม
สบาย” แลว้ แสดงขมุ ทรพั ย์ มแี ตบ่ ันเทิงร่าเริงดีอกดีใจ ฉันใด เมื่อมี
คนเห็นโทษอันไม่สมควร ไม่เหมาะหรอื ความพล้ังพลาด แล้วชี้แนะ
ก็ไม่ควรที่จะโกรธ ควรจะยินดีโดยแท้ คือควรปวารณาว่า “ขอให้
ท่านได้บอกกล่าวสอนผมแม้อีก เหมือนกับว่าอาจารย์สอนลูกศิษย์
นะครับ” ฉนั นั้นเหมอื นกนั

ผู้ที่ตามถ้อยคําที่บัณฑิต นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรมกล่าว
สอนชน้ี ํา ชแ้ี นะ เพราะความท่ีตนเป๐นผู้ว่าง่าย ย่อมประสบสุข ผู้ไม่
ทําตามถ้อยคําของผู้กล่าวสอนเช่นน้ัน ย่อมประสบทุกข์ มีเรื่อง

พ่อค้า 500 คน เป๐นตัวอย่าง (ขุ.ชา.อ.3/172) สดับมาว่า ณ ตัมพ
ป๎ณณิทวีป มีเมืองยักษ์ช่ือสิรีสวัตถุ เหล่านางยักษิณี ได้ช่วยเหลือ

พ่อค้า 500 คน ที่เรืออับปาง เล้ียงดูให้อ่ิมหนําสําราญ

ประเล้าประโลมเฉกเช่นภรรยาปรนนิบัติสามี ถ้าใครรู้ตัวก็จะเอา

โซ่วิเศษล่ามแล้วไม่ให้หนีไปไหน คร้ันมีพ่อค้ากลุ่มอ่ืนเรืออับปาง

เหล่านางยักษิณีน้ันก็ช่วยเหลือเช่นเดียวกัน โดยจะจับพ่อค้ากลุ่ม

ก่อนไปขังไว้ในเรือนจําเพื่อเป๐นอาหารแต่ละมื้อ ยามคํ่าดึกสงัด

หลับกันหมด ก็ออกไปกินพวกที่ถูกขังอยู่ในเรือนจํา อยู่มาวันหนึ่ง

หัวหน้าพ่อค้าจับได้ว่า ภรรยาของตนเป๐นนางยักษิณี จึงคิดจะ

หลบหนีจึงช่วยวางแผน หนีไปได้อย่างไร บางคนก็ไม่น้อยขออยู่

กบั นางยักษณิ ีดว้ ยความรัก หลงฤทธ์ิพิศวาส ได้รับความช่วยเหลือ

จากม้าวลาหก ขาวปลอดมีฤทธิ์เหาะเหิรเดินอากาศได้ ส่วนเหล่า

พอ่ คา้ ที่ไม่ยอมไปก็ถกู จบั กิน เม่ือมีพอ่ คา้ เหลา่ อน่ื มา

พระพุทธองค์ ครั้นทรงเล่าอดีตนิทานแล้วว่า “ภิกษุทั้งหลาย

พ่อค้าที่ไปสู่อํานาจยักษิณีเหล่าน้ัน ถึงความส้ินชีวิต พ่อค้าผู้ทําตาม

คําของพระยาม้าวลาหก ตั้งอยู่ในที่ของตนๆ แล้วฉันใด บริษัท 4 ผู้

ไม่ทําตามโอวาทของพระพุทธเจ้าท้ังหลาย ย่อมถึงทุกข์ใหญ่ในที่

431

เป๐นท่ีทํากรรมด้วยเครื่องจองจํา 5 อย่าง ในอบาย 4 ส่วนบริษัท
ผู้กระทําตามโอวาท ถึงฐานะเหล่าน้ีคือกุศลสมบัติ 3 อย่าง สวรรค์
อันน่าใคร่ 6 พรหมโลก 20 ช้ันและอมตมหานิพพานแล้ว ย่อม

เสวยสุขใหญ่ฉันน้ันเหมือนกัน” แล้วตรัสไว้ (ขุ.ชา.27/241-242)
วา่

“นระเหล่าใด จักไม่กระทําตามโอวาสท่ีพรรพุทธเจ้า
ทรงแสดงแล้ว นระเหล่าน้ัน จักถึงความปุนปี๒ ดุจพวก
พ่อค้าถูกผีเสื้อประเล้าประโลมแล้ว ถึงความปุนปี๒ฉะน้ัน
ส่วนนระเหล่าใด จักกระทําตามโอวาทท่ีพระพุทธเจ้า
ทรงแสดงแลว้ นระเหลา่ นน้ั จกั ถึงฝ๎๑งแหง่ ความสวัสดี ดุจ
พวกพ่อค้าที่พระยาม้าวลาหกนํามาแล้ว ถึงฝ๎๑งแห่งความ
สวสั ดี ฉะนน้ั ”

เมื่อระลึกถึงคําส่ังสอนขององค์พระศาสดาแล้วพึงเป๐นผู้ว่าง่าย
เถิด ไม่พึงเป๐นผู้ว่ายาก ผู้มุ่งความต้ังมั่นแห่งพระศาสนา ก็พึงเป๐น
ผวู้ ่างา่ ยโดยแท้ ความเป๐นผู้ว่าง่าย ย่อมเป๐นไปเพ่ือความไม่เส่ือมสูญ
แห่งพระศาสนา ส่วนความเป๐นผู้ว่ายาก ย่อมเป๐นไปเพื่อความเสื่อม
สูญ สมดังพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในสูตรที่ 6 ปฐมวรรค จตุตถ

ป๎ณณาสก์ ป๎ญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.ปํฺจก.22/156/199-

200) ว่า
“ภิกษุท้ังหลาย ก็คําท่ีเราจะพึงกล่าวอย่างอ่ืนยังมีอยู่อีก ภิกษุ

ทง้ั หลายย่อมเปน๐ ผ้วู ่ายาก ประกอบด้วยธรรมเป๐นเคร่ืองกระทําความ
เป๐นผู้ว่ายาก ไม่อดทน มีปกติไม่รับอนุสาสนีโดยเบื้องขวา ภิกษุ
ท้ังหลาย ธรรมท่ี 2 นี้ ย่อมเป๐น ไปเพื่อเสื่อมสูญ เพ่ืออันตรธานแห่ง
สทั ธรรม”

ตรงึ ตะปเู หลก็ ที่มือขวา มอื ซา้ ย เท้าขวา เทา้ ซา้ ย กลางอก
ภูมขิ องเปรตวสิ ยั สัตวเ์ ดรัจฉาน สตั วน์ รก และอสรุ กาย
ตระกูลมหาศาล : ตระกูลขัตติย ตระกลู พราหมณ ตระกูลคฤหบดี

432

“ภิกษุท้ังหลาย ก็คําที่เราจะพึงกล่าวอย่างอ่ืนยังมีอยู่อีก ภิกษุ
ทั้งหลายเป๐นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเป๐นเครื่องกระทําความเป๐น
ผู้ว่าง่ายอดทน มีปกติรับอนุสาสนีโดยเบ้ืองขวา ภิกษุทั้งหลาย ธรรม
ที่ 2 นี้ ย่อมเป๐นไปเพื่อความดํารงม่ัน เพ่ือความไม่เส่ือมสูญ เพื่อ
ความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม”

ลักษณะนิสัยเป๐นคนว่ายาก สามารถกําจัด ให้ทุเลาเบาบาง
และหมดไปจากใจได้เหมือนกัน โดยหม่ันนึกถึงโทษของความเป๐น
คนหัวดื้อว่ายาก มองคนในแง่ดี ใครมาแนะนําตักเตือนเราไม่ว่า
เร่ืองอะไรก็ตามนึกขอบคุณเขาในใจ การออกปากยอมให้ผู้ว่า
กล่าวตักเตือนตน ไม่ว่าผู้น้ันจะมีอายุมากกว่า เท่ากัน หรือน้อย
กว่ากต็ าม เฉกเช่น ภิกษปุ วารณาวันออกพรรษา และหมั่นฝึกสมาธิ
เจริญกรรมฐาน ให้ใจผ่องใส ทําให้มีใจสงบเยือกเย็นพอท่ีจะ
พิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง สามารถตรองตามคําแนะนําสั่ง
สอนของผอู้ ่ืน เพอ่ื นาํ ไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจําวัน

การได้เห็นสมณะ

การเข้าไปหา การบํารุง การระลึกถึง การได้ยินและการเห็น
บรรพชิตผู้มีกิเลสอันสงบแล้ว ผู้มีกาย วาจา จิต และป๎ญญาอัน

อบรมแล้ว ผู้ประกอบด้วยการฝึกอย่างสูง ช่ือว่า การเห็นสมณะ.
กิจมีการเข้าไปหาเป๐นต้นแม้ท้ังหมด พึงทราบว่า เป๐นมงคลเพราะ
ความเป๐นกิจมีอุปกา ร ะมาก ดังพระพุทธพจน์ท่ีปรากฏมีใ น

โพชฌงคสงั ยตุ มหาวรรค (สํ.มหา. 19/373-380/98-100) วา่
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย ภิกษุเหล่าใดเป๐นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป๐นผู้

ถึงพร้อมด้วย สมาธิ เป๐นผู้ถึงพร้อมด้วยป๎ญญา เป๐นผู้ถึงพร้อมด้วยวิ
มุติ เป๐นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ การได้เห็นภิกษุเหล่านั้น
ก็ดี การได้ฟ๎งภิกษุเหล่าน้ันก็ดี การเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นก็ดี การ
เข้าไป น่ังใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่าน้ันก็ดี การ
บวชตามภิกษุเหล่าน้ันก็ดี แต่ละอย่างๆ เรากล่าวว่ามีอุปการะมาก

ข้อน้ันเพราะเหตุไร? เพราะว่าผู้ท่ีได้ฟ๎งธรรมของภิกษุเห็นปานนั้น

433

แล้วย่อมหลีกออกอยู่ด้วย 2 วิธี คือ หลีกออกด้วยกาย 1 หลีกออก
ด้วยจิต 1 เธอหลีกออกอยู่อย่างน้ันแล้ว ย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกถึง
ธรรมนนั้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้ว ย่อม
ระลึกถึงย่อมตรึกถึงธรรมนั้น สมัยน้ัน สติสัมโพชฌงค์ เป๐นอันภิกษุ
ปรารภแล้ว ภิกษุย่อมช่ือว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์
ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอมีสติอยู่อย่างน้ัน ย่อมเลือก
เฟนู ตรวจตรา ถงึ ความพนิ จิ พิจารณาธรรมนั้นด้วยป๎ญญา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างน้ัน ย่อมเลือก
เฟูน ตรวจตราถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยป๎ญญา สมัยนั้น
ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป๐นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมช่ือว่าเจริญ
ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความ
เจริญบริบูรณ์ เมื่อภิกษุเลือกเฟูน ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมน้ัน
ด้วยป๎ญญา ความเพียรอนั ไม่ย่อหย่อนเป๐นอันภกิ ษุปรารภแลว้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อภิกษุเลือกเฟูน ตรวจตรา พินิจ
พิจารณาธรรมน้ันด้วยป๎ญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน อันภิกษุ
ปรารภแล้ว สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ เป๐นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุ
ย่อมช่ือว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึง
ความเจริญบริบูรณ์ ปีติท่ีไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความ
เพยี ร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติท่ีไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้
ปรารภความ เพียร สมัยน้ัน ปีติสัมโพชฌงค์เป๐นอันภิกษุปรารภแล้ว
ภิกษุย่อมช่ือว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อม
ถึงความเจริญบริบูรณ์ กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติ
ย่อมสงบระงับ

ดูกรภิกษุท้ังหลาย สมัยใด กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจ
กอปรด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ สมัยนั้น ป๎สสัทธิสัมโพชฌงค์เป๐นอัน
ภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญ ป๎สสัทธิสัมโพชฌงค์ ป๎สสัทธิ
สัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ จิตของภิกษุผู้กาย

สงบแล้ว มคี วามสุข ย่อมตั้งมัน่ .

434

ดูกรภิกษุท้ังหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มี
ความสุข ย่อมต้ังม่ัน สมัยน้ัน สมาธิสัมโพชฌงค์เป๐นอันภิกษุปรารภ
แล้ว ภิกษุย่อมช่ือว่าเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ของ
ภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอย่อมเป๐นผู้เพ่งดูจิตท่ีต้ังม่ันแล้ว
อยา่ งนัน้ ด้วยดี

ดกู รภิกษุท้ังหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมเป๐นผู้เพ่งดูจิตที่ต้ังมั่นแล้ว
อยา่ งน้ันด้วยดี สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป๐นอันภิกษุปรารภแล้ว
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญอุเบกขา สัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของ
ภิกษุยอ่ มถงึ ความเจรญิ บริบรู ณ์”

สมณะ แปลว่า ผู้สงบ หมายถึง บรรพชิตที่ได้บําเพ็ญสมณ
ธรรม ฝึกฝนตนเองด้วยศีล สมาธิ ป๎ญญา มาแล้วอย่างเต็มท่ี
จนกระท่ังมีกายวาจา ใจ สงบแล้วจากบาป โดยมีคุณสมบัติ (กอง

วชิ าการ : 2550 : 179) ดงั นี้

1. สมณะต้องสงบกาย คือมีความสํารวม ไม่คะนอง ไม่มี
กิริยาร้าย เช่น ทุบตี ชกต่อย ฆ่าฟ๎น สะพายดาบ พกมีดพกปืน
เดินขบวน หรือเฮโลยกพวกเข้าชิงดีชิงเด่น แย่งที่อยู่ท่ีทํากินกัน
อันเป๐นกิริยาของคนไม่สงบ คนท่ีเป๐นสมณะไม่ว่าจะเข้าที่ไหนจะอยู่
ท่ีไหน ย่อมจะไม่ทําความชอกช้ําแก่ใครเฉกเช่นพระโมคคัลลานะ
ไม่เคยทําความช้ําชอกแกต่ ระกูลน้ันเลย จะบิณฑบาตรับของถวาย
อะไรก็ตาม ก็คอยดูว่าเขาจะเดือดร้อนไหม รับแต่พอประมาณ
เปรียบเหมือนแมลงภู่บินเข้าสวน ดูดเกสรดอกไม้จนอ่ิมหนํา
สําราญ แต่ไม่เคยทําความชํ้าชอกให้แก่ดอกไม้เลย ดังท่ีตรัส
สรรเสรญิ พระเถระว่า

“ภิ ก ษุ ทั้ ง ห ล า ย ธ ร ร ม ด า อั น ภิ ก ษุ ผู้ ท ร ม า น ส กุ ล ไ ม่

กระทบกระท่ังศรัทธาไม่กระทบกระท่ังโภคะ ไม่ให้สกุลชอกชํ้า ไม่

เบียดเบียนสกุล เป๐นดุจแมลงภู่เคล้าเอาละอองจากดอกไม้ เข้าไป

หาสกุลแล้ว ควรให้รู้พุทธคุณ โมคคัลลานะ บุตรของเราก็เป๐น

เชน่ นน้ั ” (ขุ.ธ.อ. 3/54)

435

2. สมณะต้องสงบวาจา คือไม่เป๐นคนปากร้าย ไม่นินทาว่า
ร้ายใคร ไม่ยุยงใส่ร้ายปูายสีกัน จะเป๐นระหว่างพระกับพระ หรือ
พระกับฆราวาสก็ตาม จะทําไปโดยอ้างคณะ อ้างนิกาย อ้างวัด
อ้างพวกไม่ได้ท้ังน้ัน มีแต่วาจาที่เป๐นอรรถเป๐นธรรม ไม่ใช่วาจา
เหมือนคมหอกคมดาบ แม้การพูดให้คนอ่ืนกระดากขวยเขิน เช่น
พูดจาเกาะแกะผู้หญิงเล่นสนุกๆ ก็ผิดสมณสารูป ดังที่ปรากฏใน

สังฆาทเิ สสขอ้ 3-5 ความว่า
“ภกิ ษุมีความกาํ หนดั อยู่ พูดเกย้ี วหญิง ต้องสังฆาทิเสส ภิกษุมี

ความกําหนัดอยู่ พูดล่อให้หญิงบําเรอตนด้วยกาม ต้องสังฆาทิเสส
และภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป๐นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส”

(นวโกวาท : 2545 :3)

3. สมณะต้องสงบใจ คือทําใจให้หยุดน่ิงเป๐นสุขอยู่ภายใน
สงบจากบาปกรรม ตรึกนึกถึงธรรมเป๐นอารมณ์ ไม่ใช่ทําเป๐นสงบ
แต่เปลือกนอกเหมือนเสือเฒ่าจําศีล จิตใจของสมณะท่ีแท้ย่อมเต็ม
ไปด้วยความเมตตากรุณา ไม่เป๐นภัยต่อผู้ใด ดังเช่น ประกอบด้วย
ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ป๎ญจมฌาน ก็หรือว่า
ประกอบดว้ ยมรรค ผล นิพพานอันเป๐นเปาู หมายข้นั สงู สดุ

4. สมณะต้องไมท่ าํ อนั ตรายใคร ไม่วา่ ทางกายหรอื ทางวาจา
ก็ไม่ทําความเดือดร้อนให้ใคร แม้ในความคิดก็ไม่คิดให้ร้ายใคร

ดงั ท่ปี รากฏในโอวาทปาฏโิ มกข์ (ที.มหา.10/55/57) ทว่ี า่
น หิ ปพฺพชิโต ปรปู ฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต

ผ้ทู าํ ร้ายผู้อืน่ ไมจ่ ัดเป๐นบรรพชติ
ผเู้ บยี ดเบียนสตั วอ์ น่ื ไมช่ ื่อวา่ สมณะ

5. สมณะต้องไม่เห็นแก่ลาภ ดํารงชีพอยู่เพียงเพื่อทําความ
เพียร มีความสันโดษ ไม่เป๐นคนเห็นแก่กิน เห็นแก่ปากแก่ท้อง ซ่ึง
เลย้ี งชวี ิตดว้ ยอาหารบิณฑบาตที่ญาติโยมถวาย บางคร้ังได้อาหาร
ท่ีถูกปากบ้าง ไม่ถูกปากบ้างได้มากเป๐นบางคราบางเวลาก็ขาด

436

แคลน ถึงอย่างน้ันก็ต้องอดทน ด้วยการพิจารณาว่า ฉันอาหาร
เพียงเพ่ือให้ชีวิตเป๐นอยู่เพ่ือปฏิบัติธรรมเท่าน้ัน ไม่ได้ฉันเพราะ
เห็นแก่ปากท้อง ถ้าอดทนต่อความอดอยากไม่ได้การปฏิบัติธรรมก็

ไม่กา้ วหนา้ (นกั ธรรมชั้นตรี :2546 :55)

6. สมณะต้องบําเพ็ญสมณธรรม พยายามฝึกฝนตนเอง ไม่
เอาแต่น่ังๆ นอนๆ กิจวัตรของสมณะ เช่น การสวดมนต์ทําวัตร
การศึกษาพระธรรมวินัย กิริยามารยาทต่างๆ ต้ังใจฝึกฝนอย่าง
เต็มที่ ตามหลักการของไตรสิกขา คือ การรักษากาย วาจา ให้
เรียบร้อย การฝกึ อบรมจิตใจให้ตั้งมัน่ ความรอบรใู้ นกองสังขาร

7. สมณะต้องบําเพ็ญตบะ คือทําความเพียรเพื่อกําจัดกิเลส
เป๐นทหารในกองทัพธรรมอย่างเต็มที่ ตั้งใจรบเอาชนะกิเลสให้ได้
ไม่ว่าจะโดยการเดินจงกรม ทําสมาธิ อยู่ธุดงค์ ก็ตาม ที่ทําให้จิตใจ
สงบระงับปราศจากกิเลส ตัณหา แนวทางการปฏิบัติน้ันมีหลาย
แนวทาง เฉกเช่น หลักการปฏิบัติของสายธรรมกาย สายยุบหนอ
พองหนอ สายพุทโธ สายมโนมยิทธิ ครูบาอาจารย์แต่ละสายล้วน
แ ต่ มี
กุศโลบายใหผ้ ปู้ ฏิบัติธรรมได้เรียนรู้เพื่อขจัดกิเลส คลายความทุกข์
สรา้ งเสรมิ ความสขุ ให้เกิดมี

การเหน็ ของคนแบง่ ออกเปน๐ 3 ระดบั

1. เห็นด้วยตา ความหมายก็ตรงตัวคือการเห็นจากการสัมผัส
ด้วยสายตาของตนเอง เห็นถึงรูปร่าง ลักษณะกิริยา มารยาทอันสง่า
งาม และสงบของท่าน มีความประทบั ใจในความสํารวมในกาย

2. เห็นด้วยใจ เน่ืองจากความสํารวมกาย วาจา ใจของ
สมณะจะช่วยโน้มน้าวจิตใจของเราให้โอนอ่อนผ่อนตาม และรับ
ฟ๎งหลักคําสอนด้วยใจที่ยินดี พิจารณาตรองดูด้วยใจจนสามารถ
คาดคะเนได้ถึงคุณธรรมภายใน ที่ทําให้ท่านสงบเสง่ียม แต่สง่า
งามอย่างน่าอศั จรรย์ หรือเรยี กวา่ เหน็ ถึงสมณธรรมของท่านซ่ึงนั่น
กห็ มายถงึ การเปดิ ใจเราใหส้ มณะได้ชี้นาํ นน่ั เอง

437

3. เห็นด้วยป๎ญญา หมายความถึง การรู้โดยการใช้ป๎ญญา
ใคร่ครวญ พิจารณาในการสัมผัสและเข้าถึงและรับรู้ถึงคําสอน
ของสมณะผู้น้ัน และรู้ว่าท่านเป๐นผู้ต้ังมั่นอยู่ในศีลธรรมอย่าง
แทจ้ รงิ เหน็ ด้วยป๎ญญาทางธรรมซ่งึ เป๐นการเห็นของผู้ท่ีปฏิบัติมาดี
แลว้

เม่ือเห็นเหล่าภิกษุแล้ว โดยที่สุดพึงแลดูด้วยจิตเลื่อมใส
ดังนั้นกุลบุตรผู้ต้องการอันที่จะเป๐นประโยชน์เกื้อกูล ครั้นเห็นภิกษุ
ท้ังหลายผู้มีศีลมาถึงประตูเรือนแล้ว ถ้าไทยธรรมมีอยู่ พึงต้อนรับ
ด้วยไทยธรรมตามกําลัง ถ้าไม่มี ควรท่ีจะก้มกราบ เม่ือก้มกราบ
ไมไ่ ด้ ควรประคองอญั ชลียืนไหว้ แมเ้ มื่อจะยนื ไหวก้ ็ไม่ได้ ควรแลดู
ด้วยแววตาอันเจือด้วยความรัก ด้วยจิตอันเล่ือมใส (ขุ.ขุ.อ.165)
บุญแม้อันเกิดจากการเห็นด้วยจิตอันเล่ือมใสอย่างน้ีเป๐นมูลเหตุให้
นัยน์ตาไม่มีโรค ไม่มีโทษ ไม่มีความฝูาฟาง ไม่มีต้อ ตลอดพันชาติ
เป๐นอเนก นัยน์ตาจะผ่องใสตามปกติ มีสิริด้วยวรรณะ 4
เช่นเดียวกับบานประตูแก้วมณี ที่เทพธิดาเปิดไว้ในวิมานแก้ว ย่อม
ได้สมบัติทุกชนิดในเทพดาและในมนุษย์ตลอดกาลประมาณแสน
กัป บุญอันเกิดจากการเห็นสมณะที่ตนให้เป๐นไปโดยชอบมีผลให้
เกิดเป๐นคนที่ป๎ญญา แม้แต่การเห็นสมณะด้วยจิตอันประกอบด้วย
ความศรัทธาเลื่อมใสของสัตว์เดรัจฉานส่งผลให้เกิดใ นภพภูมิที่ดี
ขึ้นก็มีตัวอย่างให้เห็น จึงไม่น่าอัศจรรย์อะไร เฉกเช่น เร่ืองนกฮูก
ครั้งสมัยท่ีพระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่ถํ้าอินทศาล เขาเวทยิก เสด็จ
ไปบิณฑบาต นกฮูกบินตามไปและบินไปต้อนรับตลอดครึ่งทาง อยู่
ม า วั น ห นึ่ ง บิ น ล ง จ า ก ภู เ ข า ม า ต้ อ น รั บ พ ร ะ พุ ท ธ อ ง ค์ พ ร้ อ ม ทั้ ง
พระภิกษุสงฆ์ ประนมปีก ประคองอัญชลี ก้มศีรษะลง องค์พระ

ศาสดา ทอดพระเนตรดู ได้แย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า 'อานนท์ เธอ
จงดูนกฮูกตัวนี้ มันยังจิตให้เล่ือมใสในเราและในภิกษุสงฆ์จะได้
เกิดเป๐นเทวดาและมนุษย์ตลอดแสนกัป ชาติสุดท้ายจะเป๐นพระ
ป๎จจัยพุทธะมีนามว่า โสมนัส เทวดาที่สถิตสถานฐานบรรพตแห่ง
นน้ั ได้ยนิ ดังน้นั ก็ยนิ ดปี รดี า ได้กลา่ วมาว่า

438

“แน่ะนกฮูก ผู้มีนัยน์ตากลม ผู้อยู่ท่ีเขาเวทยิกะมาเป๐น
เวลานาน ทา่ นเปน๐ ผู้ถึงสุขแลว้ แนะ่ นกฮูกผู้เป๐นเจ้า ท่าน
เห็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้เสด็จลุกขึ้นในกาล นกฮูก
นั้น ยังจิตให้เล่ือมใสในเราและในภิกษุสงฆ์ผู้เยี่ยมแล้ว
จะไม่ไปสู่ทุคติตลอด แสนกัป เขาเคล่ือนจากเทวโลก
แลว้ อนั กศุ ลมลู ตักเตือนแล้ว จักเป๐นพระป๎จเจกพุทธะผู้ มี
ญาณหาทีส่ ดุ มิได้ ปรากฏชื่อวา่ โสมนัส”

เมื่อเห็นสมณะแล้วควรเข้าไปหา ขอคําแนะนํา ช้ีแนะจาก
ท่าน หรือให้ความเคารพท่าน เข้าไปบํารุงช่วยเหลือ คือการ
ช่วยเหลือท่านในโอกาสอันควร เพื่อแบ่งเบาภาระของท่าน เข้าไป
ฟ๎งคุณธรรม หลักคําสอนของท่านมาไว้เป๐นแนวทางในการแก้ไข
ป๎ญหาชีวิต หมั่นระลึกถึงท่าน คือการระลึกถึงความดีท่ีท่านมีแล้ว
นํามาเป๐นตัวอย่างกับตัวเราเอง รับคําแนะนําของท่านมาปฏิบัติทํา
ตามเพ่ือให้เกิดผล ครั้นเม่ือติดขัดก็ใคร่แก้ไขเพื่อให้รู้จริงเห็นจริง
ตามน้ัน เม่อื เขา้ ไปดว้ ยการตั้งกุศลจติ ไม่ควรเข้าไปต้ังอกุศลจิตคิด
ประทษุ ร้าย ผทู้ ี่มีจติ คิดประทุษร้ายต่อสมณะ ย่อมประสพทุกข์ ส่วน
ผู้มีกุศลจิต คิดด้วยจิตใจผ่องใส ย่อมประสพสุข ดังเฉกเช่น นันท
ยักษ์ จิตคิดประทุษร้ายพระโมคคัลานะ หรือ พราหมณ์ชาวเมือง
ปาฏลบี ตุ รพระมหานาคเถระ เป๐นตัวอย่าง

1) เรื่อง นันทยักษ์ มาในสารีปุตตสูตร ในวรรคที่ 4 แห่ง

อุทาน (ขุ.อุ.25/131) สดับมาว่า นันทยักษ์พร้อมเพื่อนยักษ์ด้วยกัน
เหาะผ่านวัดกโปตกันทระมองลงมาเห็นพระสารีบุตร นั่งสมาธิเข้า
สมาบัติ มีจิตคิดจะทําร้าย ประสงค์จะทุบศีรษะ ถูกเพ่ือนยักษ์ห้าม
ไว้ ก็ยังไม่หยุดความคิดจิตร้าย ทุบลงมาอย่างสุดแรงเกิด ด้วยเหตุ
ท่ีพระเถระกําลังเข้าสมาบัติ จึงอันตรายอะไรไม่ได้ เม่ือท่านออก
จากสมาบัติมีความรู้สึกเหมือนถูกยุงกัด ขณะน้ันความเร่าร้อยมาก
กลบั เกดิ ข้ึนท่วั สรรพางคก์ ายของยักษ์ใหญใ่ จร้าย ถูกเปลวไฟนรก
อเวจคี ร่าพาไปสู่นรก

439

2) เรื่องพราหมณ์ชาวเมืองปาฏลีบุตร มาในอรรถกถาฐาน
สูตร ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย (มโน.ปู.2/71) สดับมาว่า พราหมณ์
คนหนึ่ง ชาวเมืองปาฏลีบุตร ได้ยินเสียงบทกวีพรรณนาคุณพระ
มหานาคเถระ วัดกาฬวัลลีมณฑปวิหาร โรหณเชนบท มีความ
ต้องการจะพบท่าน จึงได้มาทางน้ําน่ังเรือ เข้าพักใกล้ๆ จัดแจง
อาหารเพื่อจะได้นําไปถวายแต่เช้า พอไปถึง จับที่ข้อเท้าจนแน่น
เรียนว่า “พระคุณเจ้าสูงมาก คราบ ร่างกายไม่สูง ไม่ต่ํา ได้ขนาด
พอดี แต่คุณทั้งหลายของสูงฟงูุ ไปโดยที่สดุ ๆ แห่งสมุทรซ่ึงมีสีเพียง
ดังเมฆ กลบพื้นชมพูทวีปทั้งส้ินฟุูงไป ผมนั่งที่ประตูเมืองปาฏลีบุตร
ได้ยินเสียงบทกวีพรรณนาคุณของพระคุณเจ้าเลย” หลังจากพระ

เถระฉันอาหารเรียบร้อย ได้ขอบวชประมาณ 2-3 วัน ก็ได้บรรลุ
พระอรหตั

นอกจากเร่ืองดังกล่าวมา ยังมีอีกหลายเร่ืองที่กล่าวเก่ียวกับ
การพบเห็นสมณะ บรรพชิต แล้วจิตคิดจะประทุษร้าย และจิตที่คิด
ด้วยความเมตตา ดังเช่น นายโกกะพรานสุนัข ในปาปวรรคธรรม

บท (ข.ุ ธ.อ.5/29-30) เรอ่ื งมาณพ 7 คนในวรรคท่ี 5 แห่งวมิ านวัตถุ
(ขุ.วิ.26/53/94) เรื่องมัฏฐกุณฑลี ในวรรคที่ 7 แห่งวิมานวัตถุ (ขุ.
ว.ิ 26/83/139) บุรุษผู้เป๐นโรคเรื้อนสุปปพุทธะ มาในวรรคที่ 5 แห่ง

อทุ าน (ขุ.อุ.25/112/145-149)

440

การสนทนาธรรมตามกาล

การสนทนาธรรมตามกาล คือ การพูดคุยซักถามธรรมะซ่ึง
กันและกัน ระหว่างคน 2 คนขึ้นไป มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิด
ป๎ญญาโดยรู้จักเลือกและแบ่งเวลาให้เหมาะสม ซ่ึงจะทําให้ได้รับ
ความเบิกบานใจ มีความสุขความเจริญและบุญกุศลไปในตัวด้วย
การสนทนาให้รู้ว่าสิ่งใดเป๐นอกุศลธรรมความช่ัว จะได้ละเว้นเสีย
สิ่งใดเป๐นกุศลธรรมความดีจะได้ต้ังใจทําให้มาก และส่ิงใดเป๐นอัพ
ยากตธรรม คือ ความจริงตามธรรมชาติไม่ดีไม่ช่ัว ก็รู้เท่าทันทุก

ประการ จะไดไ้ มห่ ลงเข้าใจผิดให้เกิดทุกข์ (กองวิชาการ : 2550 :

183-184)

ในอรรถกถาจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย (มโน.ปู. 2/438) ได้
อธิบายความหมายของการสนทนาธรรมไว้ว่า การสนทนากันอัน
เปน๐ ไปเพ่อื การถามป๎ญหาและแก้ป๎ญหาทางธรรมชื่อว่า การสนทนา

ธรรม สอดคล้องกับที่ปรากฏในทุติยมงคลทีปนี (มงฺคล. 2/465/363)
ที่ให้คําจํากัดของความสนทนาธรรมไว้ว่า จิตย่อมหดหู่ในกาลใด
ย่อมฟุูงซ่านในกาลใด และถูกวิจิกิจฉาครอบงํา คือ ถูกวิจิกิจฉาน้ัน
ประทุษร้ายแล้วในกาลใด การสนทนาธรรมแม้ในกาลนั้นๆ ชื่อว่า

การสนทนาธรรมตามกาล”

อรรถกถามงคลสูตร (ขุ.ขุ.อ.166) ปรากฏความว่า ในเวลา
พลบค่ําหรือในเวลาใกล้รุ่ง ภิกษุผู้เรียนพระสูตร 2 รูป ย่อมสนทนา
พระสูตรกะกันและกัน ภิกษุผู้ทรงพระวินัย ย่อมสนทนาพระวินัย
ภิกษุผู้เรียนพระอภิธรรม ย่อมสนทนาพระอภิธรรม ภิกษุผู้กล่าว
ชาดก ย่อมสนทนาชาดก ภิกษุผู้เรียนอรรถกถา ย่อมสนทนาอรรถ
กถาหรือภิกษุย่อมสนทนากันในกาลน้ันๆ เพ่ือจะชําระจิตท่ีหดหู่
ฟูุงซ่าน และที่ถูกวิจิกิจฉาครอบงํา ชื่อว่า การสนทนาธรรมตามกาล
จะเห็นได้ว่า การสนทนาธรรมจะมีได้ คู่สนทนาต้องมีความสนใจใน
เรื่องเดียวกัน มีความรู้ในทิศทางเดียวกัน สนทนาพระวินัยกับ
ผู้เชี่ยวชาญพระวินัย คุยเร่ืองชาดกกับผู้เชี่ยวชาญชาดกจะสนทนา

441

เรื่องสมาธิก็เลือกสนทนากับผู้ท่ีเขาฝึกสมาธิมาแล้วอย่างจริงจัง ผู้ท่ี
จะสนทนาธรรมได้ จึงต้องฝึกขันติจนมีความอดทนต่อการถูกติเป๐น
เลิศ ทนคําพูดท่ีไม่ชอบใจได้ท้ังจากคนท่ีสูงกว่า และต่ํากว่า มีความ
ว่าง่ายสอนง่ายในตัว และต้องเลือกคู่สนทนาเป๐นคือ ต้องเป๐นคนใฝุ
สงบด้วยกัน สอดคล้องกับกองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิ
เฟอร์เนีย ได้กล่าวถึงความยากในการสนทนาธรรมเก่ียวกับคู่

สนทนา (2550 : 183-184) ไวว้ ่า

1. คู่สนทนาต้องพูดธรรมะเป๐น คือ เม่ือเข้าใจอย่างไรแล้ว ก็
สามารถถ่ายทอดเป๐นคําพูดให้เขาเข้าใจตามนั้นได้ด้วย จะได้ไม่
เกิดการแตกร้าวเข้าใจผิดแก่ผู้ฟ๎ง คือ เรื่องที่พูดต้องเป๐นเร่ืองจริง
เป๐นเร่ืองมีประโยชน์ ต้องสนทนากันด้วยถ้อยคําที่ไพเราะ สนทนา

กันถูกกาลเทศะ สนทนากันด้วยจิตเมตตา การพูดธรรมะนั้นจะต้อง
ยึดเอาความถูกต้องเป๐นหลัก ไม่ใช่พูดเอาความถูกใจ คนส่วนมาก
ในโลกน้ีชอบให้เขาชม แต่ว่าสนทนาธรรมกันแล้วมัวไปนั่งชมอยู่

อย่างเดียว “คุณก็เก่ง ฉันก็เก่ง” เดี๋ยวก็ได้บ้ากันท้ังคู่ แต่ก็ไม่ใช่มา

น่ังติอย่างเดียว “คุณนิสัยอันโน้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ดี” คนเรายังไม่
หมดกิเลส เด๋ียวก็ทนกันไม่ได้ ยิ่งถ้าแถมมีการยกตนข่มท่านเข้าไป
อีก เด๋ียวก็ผูกใจเจ็บกัน สนทนาธรรมไปได้ 2-3 คํา จะกลายเป๐น
สนทนากรรมไป จะตอ้ งมคี วามพอเหมาะพอดี รจู้ กั ใชว้ าจาสุภาษิต

2. คู่สนทนาต้องฟ๎งธรรมเป๐น การฟ๎งธรรมน่ีดูเผินๆ เหมือน
จะง่าย ถึงเวลาก็แค่ไปนั่งฟ๎งๆ ไม่เห็นจะมีอะไร แต่ในความเป๐น
จริงแล้วการฟ๎งธรรมะที่ถูกต้อง คือฟ๎งด้วยความพิจารณา แต่การ
รู้จักควบคุมใจให้พิจารณาตามธรรม หยิบยกเอาประโยชน์จาก
การฟ๎งน้ันยาก ยากกว่าการพูดธรรมะคนอื่นฟ๎งหลายเท่า ท่ีว่ายาก
น้ันก็เป๐นเพราะยากที่จะควบคุมใจให้อยากฟ๎งธรรม เพราะการฟ๎ง
ธรรมนั้นไม่สนุกเหมือนการไปฟ๎งละคร ฟ๎งเพลง ถ้าไม่รู้จักควบคุม
ตนเองฟ๎งไปได้สักนิด หนังตาก็เริ่มหนัก พาลจะหลับเอา หรือ
ไมอ่ ยา่ งน้ันก็น่ังใจลอย คิดไปถึงเร่ืองอื่น มีผู้เปรียบว่า การควบคุม

442

ใจให้อยากฟ๎งธรรมะน้ัน ยังยากกว่าคุมลิงให้นั่งน่ิงๆ เสียอีก ยากที่
จะยอมรับธรรมะท่ีได้ยินน้ันเข้าไปสู่ใจ ท้ังนี้ก็เพราะกิเลสต่างๆ ใน
ตัวเรา เช่น ความหัวด้ือ ความถือตัว ความเห็นผิด ฯลฯ มันคอย
ต่อต้านธรรมะไว้ พอเร่ืองธรรมะท่ีได้ฟ๎งขัดกับความเคยชิน
ประจาํ ตวั เช่น ฟ๎งว่าต้องมีวินัยใหข้ า้ มถนนตรงทางม้าลาย ฟ๎งแล้ว
ก็เริ่มขัดใจ เพราะมันขดั กนั กบั ความเคยชินของตัวเอง ขัดกับกิเลส
ในตัวเลยไมค่ ่อยจะยอมรับ มันนกึ คา้ นในใจ

3. คสู่ นทนาต้องสนทนาธรรมเป๐น คือ ตอ้ งทง้ั ฟ๎งดว้ ย และพดู
ด้วยในเวลาเดียวกัน เขาพูดเราฟ๎ง เราพูดเขาฟ๎ง บางอย่างเราไม่
อยากจะฟ๎ง แต่เม่ือเขาพูดเราก็จําต้องฟ๎ง บางอย่างเราอยากจะพูด
แต่ไม่มีจังหวะท่ีจะพูดก็จําต้องระงับใจไว้ไม่พูด เมื่อตอนสอนคน
อ่ืนเขาไมม่ ีใครค้านสกั คํา น่งิ ฟง๎ ยอมเราหมด แต่ตอนสนทนาธรรม
เราจะต้องลดตัวลงมาอยู่ในฐานะเป๐นทั้งคนพูดท้ังคนฟ๎ง ถ้าพูดถูก
เขากช็ ม พดู ผิดเขากค็ ้าน อาจถูกติ ถกู ขัด ถูกแขวะ ถูกชม ถูกค้าน
ไดต้ ลอดเวลา ซึ่งตรงน้ีแหละท่ียั่วกิเลสนักหนา ถ้าไม่ควบคุมใจให้
ดีกิเลสมันก็คอยจะออกมาจุ้นจ้านให้ได้ ข้ึนต้นคนกับคนคุยธรรมะ
กนั ไปไดไ้ มก่ ีน่ ้ํา กเิ ลสกบั กิเลสมนั ออกมาโต้กันใหย้ ุง่ ไปหมด

การสนทนาธรรมตามกาล เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่งคุณ
ท้ังหลายมีความฉลาดในอาคม เป๐นต้น หมายความว่า การสนทนา
ธรรมทําให้เกิดความรอบรู้แตกฉานหลักธรรมตามปรากฏในพระ

สุตตันตปิฎก ประกอบด้วย 5 นิกาย คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สัง
ยตุ ตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย เป๐นตน้

การสนทนาธรรมตามกาล ย่อมเป๐นเหตุสําคัญในการบรรลุแม้
พระอรหัตได้ โดยเร่มิ จากฟง๎ การสนทนาธรรม การสงบกาย การสงบ
ใจ และการพิจารณาธรรม ดังพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในอังคุตตร
นิกาย จตุกกนิบาต ตติยป๎ณณาสก์ อาภรณวรรค (องฺ.จตุกฺก.

21/147/188) ความว่า
“ดูกรภกิ ษุทั้งหลาย กาล 4 น้ี อนั บุคคลบําเพ็ญโดยชอบ ให้

เปน๐ ไปโดยชอบ ย่อมใหถ้ ึงความสิน้ อาสวะโดยลําดับ กาล 4 เป๐น

443

ไฉนคือ 1) การฟ๎งธรรมตามกาล 2) การสนทนาตามกาล 3) การ

สงบตามกาล 4) การพิจารณาตามกาล กาล 4 น้ีแล อันบคุ คล
บําเพ็ญโดยชอบ ใหเ้ ป๐นไปโดยชอบ ยอ่ มให้ถึงความสน้ิ อาสวะ
โดยลําดบั ดกู รภิกษุทัง้ หลาย เมอื่ ฝนเม็ดใหญต่ กบนภเู ขา นํ้าไหล
ไปตามท่ีล่มุ ย่อมยังซอกเขา ลําธารและหว้ ยใหเ้ ต็มซอกเขา ลาํ
ธารและหว้ ยเต็มแลว้ ย่อมยงั หนองให้เตม็ หนองเต็มแลว้ ย่อมยงั บงึ
ให้เต็ม บงึ เต็มแลว้ ย่อมยังแม่นํา้ น้อยใหเ้ ต็ม แม่น้ําน้อยเต็มแลว้
ยอ่ มยงั แมน่ ้ําใหญใ่ ห้เต็ม แม่น้ําใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยงั สมุทรสาคร
ให้เตม็ แมฉ้ นั ใด กาล 4 น้ี อนั บคุ คลบําเพญ็ โดยชอบ ใหเ้ ป๐นไป

โดยชอบย่อมให้ถงึ ความส้ินอาสวะโดยลําดับ ฉนั นนั้ เหมือนกนั แล”

ผู้สนทนาเตรียมความพร้อมในการสนทนาธรรม ควรชําระ
ศีลให้บริสุทธ์ิก่อน หม่ันเจริญสมาธิภาวนาเป๐นประจํา แต่งกาย
สุภาพ ทีแรกเราชําระศีลให้บริสุทธิ์เน้นกายกับวาจาเป๐นธรรมแล้ว
กิริยาสุภาพ จะยืน จะเดิน จะนั่ง ให้เรียบร้อย ไม่กล่าวค้านพุทธ
พจน์ หรือปฏิเสธอรรถกถาฎีกา ไม่พูดวาจาที่ทําให้เกิดความ
แตกร้าว ไม่ใช้คําพูดก้าวร้าวรุนแรงแต่ใช้วาจาท่ีก่อให้เกิดความ
สามัคคี ประสานน้ําใจ ไม่แสดงอาการโกรธเม่ือถูกขัดแย้ง ไม่
ปรารถนาชั่วร้ายคิดท่ีจะให้ตนมีชื่อเสียง ตั้งจิตไว้ว่าจะสนทนา
ธรรมเพ่ือให้เกิดป๎ญญา ไม่พูดออกนอกเร่ืองท่ีต้ังประเด็นไว้
ไม่อย่างนั้นจะกลายเป๐นอวดดี หรือนินทาคนอื่นไป โดยเฉพาะ
อยา่ งยิง่ ไม่ควรพดู นานไปจนนา่ เบ่อื รู้จกั กาลเทศะ

อานิสงสข์ องการแสวงหาธรรมเบอ้ื งตน้ ใส่ตวั ให้เตม็ ท่ี
การเริ่มลงมือแสวงหาธรรมะเบื้องต้นใส่ตัวโดยการแสดงความ

เคารพ ความประพฤติถ่อมตน ความสันโดษ ความกตัญํู และการ
ฟ๎งธรรมตามกาล มอี านิสงสด์ ังนี้

1. การแสดงความเคารพทําให้เป๐นคนน่ารัก น่าเอ็นดู น่า
เกรงใจ ได้รับความสุขกาย สบายใจ ผิวพรรณผ่องใส ไม่มีความ
เดือดร้อน ไม่มีเวร ไม่มีภัย สามารถ่ายทอดความดีจากผู้อ่ืนได้ง่าย

444

ผู้อื่นอยากช่วยเหลือเพ่ิมเติมคุณความดีให้ สติดีข้ึน เป๐นคนไม่
ประมาท มีป๎ญญาละเอียดอ่อน รู้จริง และทําได้จริง เกิดในตระกูล
สูงไปทุกภพทุกชาติ

2. การถ่อมตนทําให้อยู่เป๐นสุข ไม่มีศัตรู น่ารัก น่านับถือ น่า
เคารพกราบไหว้ เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ ได้กัลยาณมิตร
สามารถถ่ายทอดคุณความดีจากผู้อ่ืนได้ ได้ที่พึ่งท้ังภพน้ี ภพหน้า
ไม่ประมาท ต้ังอยู่ในธรรม

3. ความสันโดษทําให้ ตัดกังวลต่างๆ ออกห่างอกุศล ทําตน
ให้สบาย คลายผดิ คดิ ถกู ปลกู ศีลธรรม นําตนให้พันทุกข์ ไม่ฝุาฝืน
ทําชั่ว ปลูกแต่ความเจริญ สร้างแต่เหตุดี นําศาสนาให้รุ่งเรือง
บรรลมุ รรคผลนพิ พานโดยง่าย

4. ความกตัญํูทําให้รักษาคุณความดีเดิมไว้ได้ สร้างคุณ
ความดีใหม่ได้อีก เกิดสติ ไม่ประมาท หิริโอตตัปปะ ขันติ จิตใจ
ผ่องใส มองโลกในแง่ดี เป๐นท่ีสรรเสริญของคนดี มีคนอยากคบหา
สมาคม ท้ังมนุษย์และเทวดาอยากช่วยเหลือ ไม่มีเวรไม่มีภัย ลาภ
ผลทง้ั หลาย เกิดขึน้ โดยง่าย

จากมงคลในการแสวงหาธรรมนั้น สามารถทําได้ตลอดเวลา
แต่ต้องมีความอดทน ทั้งทนแดด ทนร้อน ทนฝน ทนหนาว ทนต่อ
อํานาจกิเลส ความเจ็บใจ เป๐นคนว่าง่าย สามารถอดทนต่อคําส่ังสอน
รับฟ๎งและทําตามคําส่ังสอนได้ด้วยดี รู้จักเข้าหาสมณะผู้ทรง
คุณธรรมเพ่ือเป๐นกุศโลบายในการสงบกาย วาจาและใจ เข้าหาแล้ว
หากยังมีข้อสงสัย สนทนาซักถามจนกระจ้างแจ้ง ซึ่งมีสาระสําคัญ
สรุปตามตารางดังน้ี

ตารางท่ี 9 : การแสวงหาธรรมเบอื้ งตน้ ใสต่ วั ใหเ้ ตม็ ท่ี

การแสวงหา

ธรรมเบอื้ งตน้ สาระสาํ คญั

ใสต่ วั ใหเ้ ตม็ ที่

มงคลท่ี 27 ลกั ษณะความอดทน

445

ความอดทน 1. ความอดทนต่อความลําบาก

2. ความอดทนต่อทกุ ขเวทนา

3. ความอดทนตอ่ ความเจ็บใจ

4. ความอดทนตอ่ อํานาจกิเลส
วธิ ที าํ ใหม้ คี วามอดทน

1. หิริ การมคี วามละอายตอ่ บาป

2. โอตปั ปะ การมคี วามเกรงกลวั ในผลของบาปนน้ั ๆ

ลกั ษณะทผ่ี วู้ า่ งา่ ย

1. ไม่พดู กลบเกลือ่ นเม่อื ไดร้ ับการวา่ กลา่ วตกั เตอื น

2. ไมน่ ิ่งเฉยเมื่อไดร้ ับการเตือน

3. ไม่จบั ผดิ ผวู้ า่ กล่าวสัง่ สอน

4. เคารพต่อคาํ สอนและผู้สอน

5. มคี วามออ่ นน้อมถ่อมตน

6. มคี วามยินดีตอ่ คําสอนนน้ั

7. ไมด่ ้ือรั้น

มงคลท่ี 28 8. ไมข่ ดั แย้ง

ความเป๐นผวู้ า่ งา่ ย 9. ยนิ ดีใหต้ กั เตอื นไดท้ กุ เวลา
10. มีความอดทนตอ่ การเป๐นผถู้ กู สั่งสอน

การทาํ ใหเ้ ปน๐ คนวา่ งา่ ยนน้ั ทาํ ไดด้ งั นี้

1. ลดมานะของตวั การไมถ่ อื ดี ไมถ่ อื ตัว ความไม่

สําคญั ตัวเองว่าเป๐นอยา่ งโน้นอยา่ งน้ี

2. ละอุปาทาน การไมย่ ึดถือในสิง่ ท่เี รามี เราเป๐น หรือ

ถอื มั่นในอํานาจกิเลสต่างๆ

3. มสี ัมมาทฏิ ฐิ มปี ๎ญญาทีเ่ หน็ ชอบ การเหน็ ถูกเห็น

ควรตามหลกั อรยิ สจั 4

คณุ สมบตั ขิ องสมณะ

1. ตอ้ งสงบกาย สาํ รวมในการกระทําทกุ อยา่ ง

มงคลท่ี 29 2. ตอ้ งสงบวาจา พูดจาใหอ้ ยู่ในกรอบของความพอดี
การได้เหน็ สมณะ
3. ต้องสงบใจ ทาํ ใจใหส้ งบปราศจากกิเลสครอบงาํ
ท้งั หลาย การไดเ้ หน็ สมณะ

1. เหน็ ด้วยตา
2. เหน็ ด้วยใจ

446

3. เหน็ ดว้ ยปญ๎ ญา

ตารางท่ี 9 : การแสวงหาธรรมเบอื้ งตน้ ใสต่ วั ให้เต็มท่ี (ตอ่ )

การแสวงหา

ธรรมเบอื้ งตน้ สาระสาํ คญั

ใสต่ วั ให้เต็มที่

เมอื่ เหน็ แลว้ กต็ อ้ งทาํ อยา่ งนี้

1. ตอ้ งเขา้ ไปหา ขอคาํ แนะนาํ

2. ตอ้ งเขา้ ไปบาํ รุงชว่ ยเหลอื เพื่อแบ่งเบาภาระของ

มงคลท่ี 29 ทา่ น
การได้เห็นสมณะ 3. ตอ้ งเขา้ ไปฟ๎ง ฟง๎ คณุ ธรรม ไวเ้ ปน๐ แนวทางในการ

ทงั้ หลาย แกไ้ ขป๎ญหาชวี ิต
4. หม่ันระลึกถึงความดีที่ทา่ นมีแลว้ นํามาเปน๐ ตัวอยา่ ง

กบั ตัวเราเอง

5. รบั ฟ๎งรบั ปฏิบตั ิตามเพอ่ื ให้เกิดผล

การสนทนาธรรม

1. ตอ้ งร้เู รอื่ งทีจ่ ะพูดดี

2. ตอ้ งพดู เรอ่ื งจริง มปี ระโยชน์

3. ตอ้ งเป๐นคําพดู ท่ไี พเราะ

4. ตอ้ งพูดด้วยความเมตตา

5. ตอ้ งไม่พดู จาโออ้ วด หรอื ยกตนขม่ ทา่ น

ขอ้ ปฏบิ ตั เิ มอื่ มกี ารสนทนาธรรม

1. มีศลี ธรรม เป๐นผู้ทรี่ กั ษาศีล 5 หรือศลี 8

มงคลท่ี 30 2. มสี มาธิดี มีจิตใจจดจ่ออยกู่ บั เร่ืองทีส่ นทนา
การสนทนาธรรม 3. แตง่ กายสภุ าพ ใหเ้ หมาะสมกับยุคสมัย
4. มกี ริ ยิ าสภุ าพ ในทว่ งทา่ ไมว่ า่ จะเดิน น่งั ยืน หรือ
ตามกาล การกระทําใดๆ

5. ใชว้ าจาสภุ าพ ในการสนทนา ไมใ่ ช้คําหยาบคาย

หรอื กา้ วร้าว

6. ไมก่ ล่าวคา้ นพระพทุ ธพจน์ ไม่นําเอาคาํ สงั่ สอนของ

พระพุทธเจา้ มาเป๐นขอ้ สงสัย

7. ไมอ่ อกนอกประเดน็ ท่ีตงั้ ไว้ ให้อยู่ในหัวขอ้ ทตี่ ัง้ ไว้

ไม่พูดแบบนํา้ ทว่ มทงุ่ ผกั บุง้ โหรงเหรง

8. ไม่พดู นานจนนา่ เบอื่ เลอื กเวลาที่เหมาะสมตาม

สถานการณ์

447

448

การฝกึ ภาคปฏบิ ตั เิ พอี่ กาํ จดั กเิ ลสใหส้ น้ิ
ไป

เทวดาเอ๋ย เจ้าจงถือว่า ตบะ พรหมจรรย์ การ
เห็นมรรคด้วยสามารถการตรัสรู้อริยสัจ และ การ
ทําพระนิพพานให้แจ้ง 4 อย่างน้ี เป๐นมงคลอัน
สงู สดุ


Click to View FlipBook Version