249
4) ทานท่ีให้แก่ดาบสผู้มีราคะในกามทั้งหลายไปปราศ ได้
อภิญญา 5 อันเป๐นโลกิยะ มีปกติกล่าวกรรม ผู้เป๐นคนภายนอก
จากพระพทุ ธศาสนา มีอานสิ งสแ์ สนโกฏิเทา่
5) ทานทีใ่ ห้แกป่ ฏิคาหก 10 จําพวก นบั ไม่ไดโ้ ดยผล ไม่
สามารถนับอานิสงส์ได้ คือ
5.1) ผปู้ ฏิบัติเพ่ือต้องการโสดาป๎ตติผล
5.2) พระโสดาบัน
5.3) ผปู้ ฏิบัติเพื่อต้องการสกทาคามิผล
5.4) พระสกทาคามี
5.5) ผ้ปู ฏิบตั ิเพ่ือต้องการอนาคามิผล
5.6) พระอนาคามี
5.7) ท่านผูป้ ฏบิ ัตเิ พื่อต้องการอรหัตตผล
5.8) พระอรหันต์
5.9) พระป๎จเจกพุทธเจา้
10) พระสัมมาสัมพุทธเจา้
ทานชื่อว่าเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุบรรลุผลพิเศษอันเป๐นไป
ในป๎จจุบันชาติและสัมปรายภพ มีความเป๐นผู้เป๐นที่รักของมหาชน
เป๐นต้น สมดังท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่สีหะเสนาบดีตามท่ี
ปรากฏในสีหสูตร (องฺ.ปํฺจก. 22/34/41-42) วา่
“สีหะ ทายกทานบดี ย่อมเป๐นที่รักเป๐นท่ีชอบใจของชนมาก
สีหะข้อที่ทายกทานบดี เป๐นท่ีรักเป๐นท่ีชอบใจของคนมาก แม้น้ี
เป๐นผลแห่งทานท่เี ห็นไดเ้ อง
สีหะ ข้ออื่นยังมีอีก สัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบระงับ ย่อมคบ
ทายกทานบดี สีหะ ข้อที่สัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบระงับคบทายกทาน
บดี แม้นี้ เป๐นผลแห่งทานท่ีเห็นได้เอง. สีหะ ข้ออื่นยังมีอีก ชื่อเสียง
250
อันงามของทายกทานบดี ย่อมขจรไป สีหะข้อท่ีช่ือเสียงอันงาม
ของทายกทานบดีขจรไป แม้น้ีเป๐นผลแห่งทานท่เี หน็ ไดเ้ อง
สีหะ ข้ออื่นยังมีอีก ทายกทานบดีจะเข้าไปยังบริษัทอื่นใด
กษัตริย์ก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม คฤหบดีก็ตาม สมณะก็ตามเป๐นผู้
แกล้วกล้าไม่เก้อเขิน เข้าไปยังบริษัทน้ัน สีหะ ข้อท่ีทายกทานดี
เข้าไปยังบริษัทอื่นใด กษัตริย์ก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม คฤหบดี ก็
ตาม สมณะก็ตาม เป๐นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขิน เข้าไปยังบริษัทแม้นี้
(ก็) เปน๐ ผลแหง่ ทานที่เห็นได้เอง
สีหะ ข้ออ่ืนยังมีอีกทายกทานบดีเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. สีหะข้อที่ทายกทานบดีเบ้ืองหน้า
แต่ตายเพราะกายแตกเป๐นผู้เข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ แม้นี้ก็เป๐นผล
แหง่ ทานที่เป๐นไปในสัมปรายภพ”
“ทายกผู้ให้ย่อมเป๐นที่รัก ชนเป๐นอันมากย่อมคบหา
ทายกนั้น อน่ึง ทายกน้ันย่อมได้เกียรติ ยศของทายกน้ัน
ย่อมเจริญ นระผู้ไม่ตระหนี่ ย่อมเป๐นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อ
เขิน เข้าไปยังบริษัท เพราะฉะน้ันแล บัณฑิตทั้งหลายผู้
แสวงหาความสุข นํามลทิน คือ ความตระหน่ีออกแล้ว
ให้ทาน
บัณฑิตเหล่าน้ันดํารงอยู่ในไตรทิพย์ส้ินกาลนาน ถึง
ความเป๐นสหายแห่งเทพดาทั้งหลาย ย่อมยินดี ท่านมี
โอกาสอันทําแล้ว มีกุศลได้ทําแล้ว จุติ จากภพนี้ มีรัศมี
เอง เท่ียวไปในนันทวัน เอิบอ่ิม ด้วยกามคุณ 5
เพลิดเพลิน ร่ืนเริง บนั เทงิ ในนนั ทวนั นัน้
สาวกแห่งพระสุคตทั้งปวง ทําถ้อยคําของพระสุคต ผู้
อนั ตัณหาไมอ่ าศยั แล้ว ผคู้ งท่ี ย่อมยินดี”
ทายกผู้ให้ ตนเองบริโภคของอร่อย แต่ให้ของไม่อร่อยแก่
ชนเหล่าอื่น ช่อื วา่ เปน๐ ทาสแห่งทานให้ (ทานทาส) เพราะเป๐นผู้เข้า
ไปใกล้ต่อความเป๐นทาสแห่งตัณหา ผู้บริโภคส่ิงใดด้วยตนเองและ
ให้ส่ิงน้ันแหละ ชื่อว่าเป๐นสหายแห่งทานให้ (ทานสหาย) เพราะ
251
สละความเป๐นของไม่เป๐นที่รักแห่งไทยธรรมนั้น ส่วนผู้ที่ตนเองยัง
อัตภาพให้เป๐นไปด้วยสิ่งของอย่างใดอย่างหน่ึง แต่กลับให้ของ
อร่อยแก่ชนเหล่าอ่ืน ชื่อว่า เป๐นนาย เป๐นหัวหน้า เป๐นเจ้าแห่งทาน
ให้ (ทานบดี) เพราะเปล้ืองตนจากความเป๐นทาสแห่งตัณหาใน
ไทยธรรมนน้ั ครอบงําเปน๐ ไป
ความทีท่ านเปน๐ มงคล หมายถงึ ทานอันเป๐นไปทางใจ เต็มใจ
ให้ ให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ได้หมายถึง ทานที่ไม่เป๐นไปทางใจ ให้
ด้วยความไม่เต็มใจ ถูกบังคับให้ให้ ให้ด้วยความจําใจ ส่วนความ
ที่อามิสทานช่ือว่าเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่งการได้ประโยชน์
สุข ผู้ที่ให้ป๎จจัย 4 ไม่ว่าจะเป๐นอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยา
รักษาโรค ย่อมได้ประโยชน์สุข เฉกเช่น กุฎุมพีชาวเมืองพาราณสี
ผูหน่ึง (มงฺคล.2/31/23-25) เท่ียวไปในปา เห็นผาอนุวาตของ
พระปจเจกพุทธเจาผูทําจีวรอยูไมพอ จึงถวายผ้าหมของตนแกท
าน เขาบงั เกิดในดาวดึงส เพราะบุญนั้น เสวยทิพยสมบัติจุติแลวบัง
เกิดในสกุลอํามาตย์ หุมผาเนื้อหยาบออกไปเลน นักขัตตฤกษ ได
คุมโปรงหลับไปท่ีศิลาอันเปนมงคล มีราชรถมาเกยไดเปนพระ
ราชา เพราะอํานาจของของบุญเกา ไมไดทอผาอีก ครองผาอันเป
นทิพยและมีต้นกัลปพฤกษผุดข้ึนมาเพื่อพระองค จึงรับส่ังใหหญิง
ทั้งหลายอยากรอดายไดตลอดไป มอบผาทิพยแกคนที่มาแลว บ้ัน
ปลายชีวติ บวชแล้วทาํ ฌานและอภญิ ญาใหบงั เกดิ เขาถงึ พรหมโลก
เฉกเช่นเดียวกับเรื่องหญิงยากจน (มงฺคล.2/32/25-28) เล่า
กันมาว่า หญิงยากจน ยอมทํางาน 3 ปเพ่ือแลกกับผ้าที่ย้อมด้วย
ดอกคํา วันหน่ึงเจอพระเถระผูถูกโจรแยงชิงเอาผา จึงไดถวายผา
ของตนท่ีหามาไดดวยความยากลําบากน้ี ดวยผลบุญน้ีสงจึงผลให
นางไปเกิดในตระกูลเศรษฐีมีผิวพรรณวรรณะเหมือนนางอัปสร
ใครเห็นเขาก็หลงรัก บิดาไดมอบนางใหเปนภรรยาของเสนาบดี
พระราชาเสด็จออกไปเท่ียวงานมหรสพทอดพระเนตรนางเขาก็ไม
อาจประกอบกรณียกิจ ภายหลงั ไดสตจิ ึงบรรเทาจติ ปฏิพัทธ์ได
252
เร่ืองพระเทวีช่ือโคปาลมารดา (มงฺคล.2/33/29-30) มีอยู่ว่า
ในนิคมแหงหน่ึง มีธิดาเศรษฐีคน 2 คน ธิดาคนหน่ึงมีผมยาวเป
นคนยากจน อาศัยพี่เล้ียงอยู ธิดาอีกคนไมมีผมเปนรํ่ารวย ธิดาที่มี
ผมปรารถนาจะถวายทานแดพระมหากัจจายนเถระพรอมทั้งภิกษุ
อีก 7 รูป จึงตัดผมตนเองใหพ่ีเล้ียงนําไปขายใหแกธิดาผูไมมีผม
ไดเงินมา 8 กหาปณะ นํามาซ้ือของถวายพระ ดวยบุญท่ีนางไดทํา
ไว เสนผมจึงกลับข้ึนมายาวตามปกติ พระเถระพรอมเหลาภิกษุ จึง
เดินทางกลบั ผานอทุ ยาน คนเฝาสวนทูลแดพระราชาพระราชาตรัส
ถามเร่ืองอาหารวาไดมาแตท่ีไหน พระเถระทูลบอกความจริง พระ
องคจึงใหไปรับนางมาแลวสถาปนาเปนพระมเหสี ตอมาไดชื่อวา
โคปาลมารดา เพราะการขนานของพระราชโอรส
เรื่องพระนางมัลลิกาเทวี (ขุ.ชา.5/237) มีอยู่ว่า ธิดาของหัว
หนานายมาลาการคนหน่ึงเปนผูมีรูปโฉมงดงาม มีบุญมาก มีอายุ
16 ป วันหน่ึง นางวางขนมกุมมาส 3 ปนไวในกระเชาดอกไมแล
วไปสวนดอกไม พบพระศาสดาพรอมทั้งพระสงฆ กําลังเสด็จเข
าไปยังนครเพื่อบิณฑบาต มีจิตเล่ือมใสถวายขนมเหลานั้นแกพระ
ศาสดา ถวายบังคมแลวใหปติปรารภพระพุทธเจาเปนอารมณ
เกิดข้ึนแลว ไดยืนอยู ณ สวนขางหน่ึง พระศาสดาทอดพระเนตรดู
นาง พลางทรงแยมพระโอษฐถูกพระอานนทเถระทูลถามถึงเหตุที่
ทรงย้ิมแยม ตรัสวา อานนท กุมาริกาน้ี จักเปนอัครมเหสีของพระ
เจาโกศลในวันนี้เองเพราะผลแหงการถวายขนมกุมมาส แลวเสด็จ
หลีกไป แมนางไปถึงสวนดอกไมแลว รองเพลงพลางเลือกดอกไม
ในวันน้ันน่ันเอง พระเจาโกศลรบกับพระเจาอชาตศัตรูพายแพหนี
ทรงมาไป สดับเสียงเพลงขับของนางแลวเกิดมีจิตปฏิพัทธเสด็จไป
สสู วนดอกไม ทรงทราบวา นางยงั ไมมีสามี จึงใหนางน่ังบนหลังมา
มีหมูพลหอมลอมเสด็จเขาไปสูนคร ทรงสงนางไปสูเรือนแหงสกุล
แลว เวลาเย็นรับสั่งใหนํามาจากที่นั้นดวยสักการะเปนอันมาก ได
ทรงอภิเษกเหนือกองรัตนะต้ังใหเปนอัครมเหสีแล้วพระนางเปนท่ี
253
รักเปนทีพ่ อพระหฤทัยของพระราชา ทรงเปนที่คุนเคยแมพระพุทธ
เจาเปนตน ปรากฏพระนามวา พระนางมลั ลิกาเทวี
เร่ืองนันทิยอุบาสก (มงฺคล.2/35/31) มีความวา อุบาสกคน
หนึ่งชื่อนันทิยะ มีศรัทธาเล่ือมใส ฟ๎งอานิสังสกถาแหงอาวาสทาน
ของพระศาสดาแลว สรางศาลา 4 มุขประดับดวยหอง 4 หองใกล
มหาวิหารในปุาอิสิปตนะ ใหลาดเตียงและตั่ง เปนตน เมื่อจะมอบ
ถวายท่ีอยูน้ัน ไดถวายโภชนทานแดพระสงฆมีพระพุทธเจาเป
นประมุข หล่ังนํ้าลงท่ีพระหัตถพระศาสดา มอบถวายแลว ปราสาท
ทิพยยาว และกวางประมาณ 10 โยชน สูง 100 โยชน แลวดวย
รัตนะ 7 ประการสมบูรณดวยคณะนารี บังเกิดข้ึนในดาวดึงส พรอม
กับ (เวลา) น้ําตกลงในพระหัตถของพระศาสดา ภายหลังวันหนึ่ง
พระโมคคัลลานเถระเท่ียวจาริกไปในเทวโลกเห็นปราสาทนั้น
กลับมากราบทูลพระศาสดา แมนันทิยอุบาสกทราบว่าปราสาท
บังเกิดคอยตน จึงทําบุญมีทานเปนตนโดยประมาณโดยยิ่ง ในเวลา
สิน้ อายุ ก็ไดบงั เกิดในปราสาทนัน้
เรื่องพระเจาอโศก (มงฺคล.2/36/32-34) เล่ามาว่า พอคา
นํ้าผึ้งคนหน่ึง ขายน้ําผึ้งอยูในตลาดทุกวัน นางกุมภทาสีไดช้ีบอก
ทางใหแกพระปจจเจกพุทธเจา พอคามีศรัทธาถวายนํ้าผึ้งแกทาน
เพราะผลแห่งการถวายน้ําผ้ึงแกพระปจเจกพุทธเจาผูเปนวัณโรค
จึงทําใหไดเปนพระเจาอโศกมหาราชผู ย่ิงใหญครอบครองชมพู
ทวีป ท้งั เทวดาและหมูสัตวตางคอยรับใช สวนนางกุมภทาสีก็ไดเป
นอคั รมเหสีของพระองค
ตัวอย่างการถวายจีวร มีหลายเร่ือง เช่น เรื่องพราหมณ์
จูเฬกสาฎก ในปาปวรรคธรรมบท เร่ืองพราหมณ์มเหกสาฎก ใน
อรรถกถาเอกนิบาต องั คุตตรนกิ าย
ตัวอย่างการถวายปิณฑบาต มีหลายเรื่อง เช่น เร่ือง
พระราชาผู้ถวายขนมกุมมาส เรื่องพระเทวีผู้ถวายภิกษา ในสัตตก
254
นิบาต เร่อื งมหาทคุ คตเศรษฐี 2 เร่อื ง ในอรรถกถากุณฑกปูวชาดก
และในเอกาทสมวรรค เอกนิบาต
ตัวอย่างการถวายเสนาสนะมีหลายเรื่อง เช่น เร่ืองกุฎุมพีช่ือ
อปราชิต ผู้สร้างคันธกุฎีถวายพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิป๎สสี
ในอรรถกถาพราหมณวรรค ธรรมบท เร่ืองคฤหบดีคนหนึ่ง ซึ่ง
สรา้ งบรรณศาลาถวายภกิ ษผุ ู้อยปู่ ุา ในอรรถกถามหาสุทัสสนสูตร
ตัวอย่างการถวายเภสัช มีหลายเร่ือง เช่น อปทานของพระ
พักกุลเถระ ในจัตตาฬีสมวรรค และอปทานของพระสัปปิทายก
เถระ ในสตั ตรสมวรรค
ผู้ถวายป๎จจัย 4 ย่อมได้รับประโยชน์สุข ฉะน้ันควรให้ทาน
เป๐นประจําด้วยตนเอง แม้ยัญตามสกุลที่บรรพชน บรรพบุรุษเคย
ปฏิบัติมาก็ไม่พึงตัดท้ิงเสีย เพราะยัญนั้นก็มีผลมากเหมือนกัน ดังที่
พระพุทธองค์ตรัสแกก่ ูฏทันตพราหมณ์ (ท.ี สี.9/231/186) ว่า
“ดูกรพราหมณ์ นิตยทาน อันเป๐นยัญตามสกุลอย่างใดอย่าง
หนึ่งทบี่ ุคคลถวายเจาะจงพวกบรรพชิตผู้มีศีล ก็ยัญน้ีแลเป๐นยัญซึ่ง
ใช้ทรัพย์น้อยกว่า มีการตระเตรียมน้อยกว่า และมีผลมากกว่า มี
อานสิ งสม์ ากกวา่ …”
ผู้เป๐นทายาทแม้จะตกยากในภายหลัง ทํามนสิการว่า “นิจจ
ทานทงั้ หลาย บดิ าและปขูุ องเราเป๐นต้นใหเ้ ปน๐ ไปแล้ว” ดังน้ี ไม่เลิก
ให้ทานประจําอุทิศผู้มีศีลท้ังหลาย ให้เป๐นไปตามลําดับเหมือนเดิม
เฉกเช่น อนาถปณฑิกเศรษฐี เร่ืองมีอยู่ว่า ในเรือนของอนาถป
ณฑิกเศรษฐี ถวายนิจจภัตวันละ 500 อยาง ไดมีสลากท่ีทําดวยงา
500 สลาก ในกาลตอมา สกุลน้ันถูกความจนครอบงําโดยลําดับ
ทาริกาคนหนึ่งในสกุลนั้นไมอาจใหเกินกวา 1 สลากได ภายหลัง
นางไปเสตวาหนรัฐไดใหสลากนั้นดวยขาวเปลือกที่ตนกวาดลาน
ได พระเถระรูปหนึ่งทูลแดพระราชาแลว พระราชาทรงนํานางมา
ต้ังไวในตําแหน่งมเหสี ตั้งแตนั้นมาพระนางไดใหสลาก 500
สลากดาํ เนินตอไปอกี
255
ธรรมทาน
ธรรมทาน หมายถึง การให้ธรรมของพระพุทธเจ้าแก่ผู้อ่ืน
การแนะนําสั่งสอนทางวิชาความรู้ท่ีถูกต้อง การสอนให้รู้จักสิ่งที่
เป๐นประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์ ให้ผู้ท่ีเป๐นมิจฉาทิฏฐิได้กลับใจ
เป๐นสัมมาทิฏฐิชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรมรวมตลอดถึงการพิมพ์
การแจกหนังสือธรรมเพื่อประโยชน์ในการดํารงชีวิตของบุคคล
เหลา่ นัน้
อรรถกถา ทุกนิบาต อังคุตตรนิกาย (มโน.ปู.2/76) ได้ให้
ความหมายของธรรมทานไว้ว่า พระธรรมกถึกบางรูปในศาสนานี้
กล่าวปฏปิ ทาเปน๐ เหตใุ ห้ถงึ อมตะแล้วให้ นีช้ ่อื ธรรมทาน
อรรถกถาอิติวุตตกะ (ป.ที.อิติ.405) ได้อธิบายไว้ว่า พระ
ธรรมถกถึกบางรูปในศาสนานี้ จําแนกกรรมบถท้ังท่ีเป๐นกุศลและ
อกุศลว่า “ธรรมเหล่าน้ีเป๐นกุศล ธรรมเหล่านี้เป๐นอกุศล ธรรม
เหลา่ นี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ เหล่านี้วิญํูชนติเตียน เหล่านี้
วิญํูชนสรรเสริญ เหล่าน้ีบุคคลสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อม
เป๐นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์เหล่าน้ีย่อมเป๐นไปเพื่อ
ประโยชน์ เพ่ือสุข” ดังนี้ ทํากรรมและวิบากแห่งกรรมให้ปรากฏ
ประดุจแสดงโลกน้ีและโลกหน้าโดยประจักษ์ยังผู้สดับให้กลับใจ
จากอกุศลธรรม ให้ดํารงอยู่ในกุศลธรรม แสดงธรรม นี้ชื่อว่าธรรม
ทาน
ธรรมกถึกใดประกาศสัจจะท้ังหลายว่า “ธรรมเหล่านี้พึงรู้ยิ่ง
เหล่าน้ีพึงกําหนดรู้เหล่าน้ีพึงละ เหล่านี้พึงทําให้แจ้ง เหล่านี้พึง
เจริญ” ดังน้ี แสดงปฏิป๎ตติธรรม เพื่อบรรลุอมตะ น้ีช่ือธรรมทานท่ี
ถึงความเปน๐ ยอด
บุคคลอาศัยธรรมทานอันเป๐นวิวัฏฏคามี (มีปกติทําสัตว์ให้ถึง
วิวัฏฏะ) จะพ้นจากความพินาศเสียหายท้ังปวง จะล่วงทุกข์ในการ
เวยี นว่ายตายเกดิ ทั้งสิ้น ก็ธรรมทานที่เป๐นโลกิยะ เป๐นเหตุแห่งทาน
ท้งั ปวง เปน๐ มูลแห่งทรพั ย์สมบัตทิ กุ อยา่ ง
256
การแสดงธรรมท่ีพระพุทธองค์ทรงประกาศไว้ อันเป๐นเหตุ
ทุกข์และนําสุขมาให้ทั้งในโลกน้ีและโลกหน้า เพื่อความเป๐นผู้ใคร่
ประโยชนแ์ ก่ชนเหล่าอ่ืน ชื่อ ธรรมทาน ซึ่งจัดว่าเป๐นเลิศ ประเสริฐ
กว่าอามิสทาน ก็เพราะชํานะอามิสทานท้ังปวงได้ สอดคล้องกับที่
ปรากฏในตัณหาวรรค คาถาธรรมบท ท่ีพระพุทธองค์ตรัสกะท้าว
สกั กะเทวราชา (ข.ุ ธ.25/34/63) ไว้ว่า
“ธรรมทาน ยอ่ มชํานะทานทงั้ ปวง รสแห่งธรรมยอ่ ม
ชาํ นะรสท้ังปวง ความยนิ ดใี นธรรม ยอ่ มชาํ นะความ
ยินดีทั้งปวง ความสิ้นไปแหง่ ตณั หาย่อมชํานะทุกข์ท้ัง
ปวง”
ธรรมทานท่ีพระพุทธองค์ให้เป๐นไปแล้ว ด้วยการอนุโมทนา
เพียงบทกวีบทเดียว ประเสริฐกว่าทานท่ีทายกบรรจุอาหารอัน
ประณีตเต็มบาตรแล้ว ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ประเสริฐกว่าเภสัชช
ทานที่ทายกบรรจุเนยใสและน้ํามัน เป๐นต้นเต็มบาตรแล้วถวาย
ประเสริฐกว่าเสนาสนทานท่ีทายกสร้างวิหารเช่นกับมหาวิหารและ
ปราสาท เชน่ กับโลหปราสาทตงั้ หลายแสนแล้วถวาย และประเสริฐ
กวา่ การบริจาคทรัพย์ท่ีอนาถบิณฑิกเศรษฐีให้สร้างวิหาร ถ้าว่าไม่
พึงฟ๎งธรรมก็ไม่พึงถวายแม้ข้าวต้มสักกระบวยหน่ึง ข้าวสวยสัก
ทัพพีหนึ่ง แม้พระสารีบุตรเป๐นต้น ผู้ประกอบด้วยป๎ญญา ก็ยังไม่
สามารถจะบรรลุโสดาป๎ตติผลเป๐นต้น โดยธรรมดาของตนได้ ต่อ
ฟ๎งธรรมท่ีพระอัสสชิเถระเป๐นต้นแสดงแล้ว จึงทําให้แจ้งซึ่งทํา
โสดาป๎ตติผล และทําให้แจ้งซ่ึงสาวกบารมีญาณ ด้วยพระธรรม
เทศนาของพระศาสดา
รสพระธรรม กล่าวคือโพธิป๎กขิยธรรม 37 ประการ
โลกุตรธรรม 9 ประการ น้ีแหละประเสริฐกว่ารสท้ังปวง ไม่ว่าจะรส
ทุกชนิด มีรสเกิดแต่ลําต้นเป๐นต้น แม้รสแห่งสุธาโภชน์ของเทพดา
ย่อมเป๐นป๎จจัยแห่งการยังสัตว์ให้ตกไปในสังสารวัฏฏ์แล้วเสวย
ทุกขโ์ ดยแท้
257
ความยินดีในบุตร ความยินดีในธิดา ความยินดีในสตรี และ
ความยินดีประเภทเป๐นอเนกต่างด้วยความยินดีในการเล่น มีการ
ฟอู น การขบั และประโคมเป๐นต้น ย่อมเป๐นป๎จจัยแห่งการยังสัตว์ให้
ตกไปในวัฏฏะแล้วเสวยทุกข์ ส่วนความอ่ิมใจท่ีเกิดข้ึนภายในของ
ผู้แสดงธรรมก็ดี ผู้ฟ๎งธรรมก็ดี ย่อมให้เกิดความเบิกบานใจ ให้
น้ําตาไหล ให้เกิดขนชูชัน ความอิ่มใจนั้น ย่อมทําที่สุดแห่ง
สังสารวัฏ มีพระอรหัตเป๐นที่สุด ฉะนั้น ความยินดีในธรรมเห็นปาน
นแี้ หละประเสรฐิ กวา่ ความยนิ ดีทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา พระอรหัตซ่ึงเกิดข้ึนในท่ีสุดแห่งความส้ิน
ตัณหา ประเสริฐกว่าทุกอย่างแท้ เพราะครอบงําทุกข์ในการเวียน
วา่ ยตายเกดิ ไดแ้ มท้ ัง้ ส้ิน
พระนักเทศน์ แม้เมื่อจะแสดงธรรม พึงเป๐นผู้มีจิตโอนอ่อนแผ่
ไปเพ่ือประโยชน์ ไม่เป๐นผู้หนักในลาภ ธรรมทานของผู้หวังลาภ
ไมม่ ผี ลมาก ในอรรถกถาสังคีตสิ ตู ร (สุ.วิ.3/247) ท่านจึงกล่าวว่า
“พระธรรมกถึกรูปหนึ่งต้ังอยู่ในความปรารถนาว่า ชน
ทัง้ หลายจักรเู้ ราวา่ เป๐นธรรมกถึกด้วยอาการอย่างน้ี เป๐นผู้หนักใน
ลาภ แสดงธรรม ธรรมทานนั้นไม่มีผลมาก ส่วนพระธรรมกถึกรูป
หน่ึง ไม่หวังลาภอย่างนั้น แสดงธรรมที่ตนคล่องแคล่วแก่ชนเหล่า
อนื่ ธรรมทานนน้ั ชอื่ บุญกิริยาวัตถอุ ันสาํ เรจ็ ด้วยการเทศนาธรรม”
พระนักเทศน์เมื่อจะแสดงธรรม พึงตั้งธรรม 5 ข้อไว้ในตน
ตามท่ีพระพุทธองค์ตรัสไว้ ในป๎ญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.ปํฺ
จก.22/159/206) วา่
“อานนท์ การแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอ่ืน เป๐นการท่ีทําไม่ง่าย
นัก อานนท์ พระธรรมกถึกเม่ือจะแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น พึงต้ัง
ธรรม 5 ข้อไว้ในตน แล้วจึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอ่ืน 5 ข้อเหล่า
ไหน ? คอื
พระธรรมกถึกพึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นด้วยคิดว่า จัก
กล่าวถอ้ ยคาํ ตามลําดบั เป๐นการทที่ าํ ไมง่ า่ ยนัก
258
พระธรรมกถึกพึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นด้วยคิดว่า จัก
แสดงปรยิ าย กล่าวถอ้ ยคาํ เปน๐ การทท่ี ําไมง่ า่ ยนกั
พระธรรมกถึกพึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นด้วยคิดว่า จัก
อาศยั ความเอน็ ดกู ลา่ วถอ้ ยคาํ เป๐นการทท่ี ําไมง่ ่ายนัก
พระธรรมกถึกพึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นด้วยคิดว่า จักไม่
มีอามสิ เปน๐ เหตุ กล่าวถ้อยคํา เป๐นการที่ทําไมง่ ่ายนัก
พระธรรมกถึกพึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นด้วยคิดว่า จัก
กล่าวถ้อยคํา ไมก่ ระทบตนและผู้อนื่ เป๐นการที่ทําไมง่ า่ ยนกั
อานนท์ การแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นเป๐นการทําได้ง่ายหา
มิได้. อานนท์ พระธรรมกถกึ เมื่อจะแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอ่ืน พึงตั้ง
ธรรม 5 ข้อเหล่าน้ีไว้ในตนแล้วจึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอ่ืน ฉะนี้
แล”
การไม่แสดงธรรมเป๐นต้น ย่อมเป๐นไปเพื่อความเส่ือมศูนย์
แห่งพระศาสนานั้น ดังท่พี ระพุทธองค์ไดต้ รสั ไวใ้ นป๎ญจกนิบาต อัง
คุตตนิกาย (องฺ.ปํฺจก.22/154-155/197) ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการเหล่านี้ ย่อมเป๐นไปเพ่ือเลอะ
เลือนเสอื่ มศูนยแ์ หง่ สทั ธรรม ธรรม 5 ประการเป๐นไฉน ? คือ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เล่าเรียนธรรม คือ
สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติอุตตกะ ชาดก อัพภูต
ธรรม เวทัลละ. ภิกษุทั้งหลาย นี้ธรรมประการแรก เป๐นไปเพื่อเลอะ
เลอื นเส่อื มศูนยแ์ หง่ สัทธรรม.
ภิกษุทั้งหลาย ข้ออ่ืนยังมีอยู่อีก ภิกษุทั้งหลาย ไม่แสดงธรรม
ตามที่ฟ๎ง ตามที่เรียนมาแล้วแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร. ภิกษุ
ท้ังหลายนี้ธรรมประการท่ี 2 ย่อมเป๐นไปเพ่ือเลอะเลือนเสื่อมศูนย์
แห่งสัทธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุท้ังหลาย ไม่บอกธรรม
ตามท่ีได้ฟ๎ง ตามที่ได้เรียนมาแล้วแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ภิกษุ
259
ทั้งหลาย น้ีธรรมประการท่ี 3 ย่อมเป๐นไปเพื่อเลอะเลือนเสื่อมศูนย์
แห่งสัทธรรม
ภิกษุทั้งหลายข้ออ่ืนยังมีอยู่อีก ภิกษุท้ังหลาย ไม่ทําการ
สาธยายธรรมตามท่ีได้ฟ๎งตามท่ีได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ภิกษุ
ทั้งหลาย น้ีธรรมประการที่ 4 ย่อมเป๐นไปเพื่อเลอะเลือนเสื่อมศูนย์
แห่งสัทธรรม
ภิกษุท้ังหลาย ข้ออ่ืนยังมีอยู่อีก ภิกษุท้ังหลาย ไม่ตรึกตรอง
ไม่พิจารณาธรรมตามที่ได้ฟ๎ง ตามท่ีได้เรียนมาแล้วด้วยใจไม่เพ่ง
ด้วยใจ ภิกษุทั้งหลาย น้ีธรรมประการที่ 5 ย่อมเป๐นไปเพ่ือเลอะ
เลอื นเส่ือมศูนย์แห่งสทั ธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการเหล่าน้ีแล ย่อมเป๐นไปเพื่อ
เลอะเลือนเส่ือมศูนย์แหง่ สัทธรรม
ภิกษุท้ังหลาย ธรรม 5 ประการเหล่านี้ ย่อมเป๐นไปเพื่อความ
ต้ังมั่น ไม่เลอะเลือน ไม่เสื่อมศูนย์แห่งสัทธรรม. ธรรม 5 ประการ
เปน๐ อย่างไร ? คือ
ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ
เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติอุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม
เวทัลละ ภิกษุทั้งหลาย นี้ธรรมประการแรก ย่อมเป๐นไปเพื่อความ
ตัง้ ม่นั ไมเ่ ลอะเลอื น ไม่เส่ือมศนู ยแ์ หง่ สทั ธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุท้ังหลาย แสดงธรรม
ตามที่ฟ๎ง ตามที่เรียนมาแล้วแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร. ภิกษุ
ท้ังหลายนี้ธรรมประการท่ี 2 ย่อมเป๐นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่เลอะ
เลอื น ไมเ่ สื่อมศูนย์แห่งสทั ธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ข้ออ่ืนยังมีอยู่อีก ภิกษุทั้งหลาย บอกธรรม
ตามที่ได้ฟ๎ง ตามที่ได้เรียนมาแล้วแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ภิกษุ
ท้ังหลาย น้ีธรรมประการท่ี 3 ย่อมเป๐นไปเพ่ือความต้ังมั่น ไม่เลอะ
เลือน ไมเ่ สอ่ื มศนู ยแ์ ห่งสทั ธรรม
ภิกษุทง้ั หลายข้ออื่นยังมอี ยอู่ ีก ภิกษทุ ั้งหลาย ทําการสาธยาย
ธรรมตามท่ีได้ฟ๎งตามท่ีได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ภิกษุท้ังหลาย
260
นี้ธรรมประการที่ 4 ย่อมเป๐นไปเพื่อความต้ังมั่น ไม่เลอะเลือน ไม่
เสื่อมศนู ยแ์ หง่ สทั ธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ข้ออ่ืนยังมีอยู่อีก ภิกษุท้ังหลาย ตรึกตรอง
พิจารณาธรรมตามทไี่ ดฟ้ ง๎ ตามทไี่ ด้เรียนมาแล้วดว้ ยใจไมเ่ พ่งด้วย
ใจ ภิกษุท้ังหลาย น้ีธรรมประการท่ี 5 ย่อมเป๐นไปเพ่ือความต้ังมั่น
ไม่เลอะเลือน ไม่เส่ือมศูนยแ์ หง่ สทั ธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการเหล่าน้ีแล ย่อมเป๐นไปเพ่ือ
ความต้ังม่นั ไมเ่ ลอะเลือน ไมเ่ สื่อมศูนยแ์ ห่งสทั ธรรม”
ธรรมทานเป๐นปทัฏฐานแห่งคุณงามความดี มีความรู้แจ้ง
อรรถ เป๐นต้น ฉะนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เป๐นมงคล ดังท่ีปรากฏ
ในปญ๎ จกนบิ าต อังคตุ ตรนิกาย (องฺ.ปํจฺ ก. 22/25/23) วา่
“ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก พระศาสดาหรือเพื่อน
พรหมจรรย์ ผู้เป๐นครุฐานิยะอื่น ย่อมไม่แสดงธรรมแก่ภิกษุเลย ก็
แต่ว่า เธอย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ฟ๎ง ท่ีได้เรียนมาแก่บุคคลเหล่า
อ่นื โดยพิสดาร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามท่ีได้ฟ๎ง ที่ได้เรียนมา
แก่บุคคลเหล่าอื่นโดยพิสดารด้วยประการใดๆ เธอย่อมเป๐นผู้รู้แจ้ง
อรรถและรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้น ด้วยประการนั้นๆ ปราโมทย์ย่อม
เกิดแก่เธอผู้รู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ปีติย่อมเกิดแก่ผู้มีใจบันเทิง
กายของผ้มู ีใจเต็มไปด้วยปีติย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข จิต
ของผู้มคี วามสุขย่อมตัง้ มัน่
ภิกษุท้ังหลาย วิมุตตายตนะอันเป๐นเหตุให้จิตของภิกษุไม่
ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ซ่ึงยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น
หรอื อาสนะทง้ั หลายยงั ไม่ส้นิ ยอ่ มถึงความส้นิ ไป หรือเธอย่อมบรรลุ
ธรรมอันเกษมจากโยคะอันเยี่ยมยอดท่ียังไม่บรรลุ น้ีเป๐นวิมุตตายต
นะที่ 2”
การประพฤตธิ รรม
ความหมายของการประพฤตธิ รรม (ธรรมจรยิ า)
261
การประพฤติธรรม หมายถึง การประพฤติกุศลกรรมบถ 10
ประการ (ป.โช.ขุ.155) ซึ่งกุศลกรรมบถ 10 ประการ เปน๐ ความ
ประพฤติธรรมและความประพฤตเิ สมอ (มโน.ปู.องฺ.ทกุ .2/18)
การประพฤติธรรม หมายถงึ ความประพฤติธรรม หรือความ
ประพฤตไิ ม่ปราศจากธรรม (ป.โช.ขุ.ขุ.154) ความประพฤตธิ รรม
เป๐นกระทําตามธรรม (ป.สู.2/444)
เจตนาอันเป๐นไปแล้วอย่างน้ัน ช่ือว่าความประพฤติธรรม
เพราะวิเคราะห์ว่า “ธมฺมํ จรติ เอตายาติ ธมฺมจริยา บุคคลย่อม
ประพฤติธรรมด้วยเจตนาน่ัน” ประโยคอันมีเจตนานั้นเป๐นสมุฏฐาน
พึงเห็นว่า เป๐นธรรม “ธมฺมโต อนเปตาติ วา ธมฺมา ธมฺมา จ สา
จริยา จาติ ธมฺมจริยา ธรรมชาติใด ไม่ปราศจากธรรม เหตุน้ัน
ธรรมชาตินั้น ช่ือว่าธรรม ธรรมและความประพฤติน้ัน เหตุน้ัน ชื่อ
ว่าธรรมจรยิ า ความประพฤติธรรม” (มงคฺ ล.2/54/47)
ความประพฤติสมํ่าเสมอหรือความประพฤติกรรมอันชอบ
เหตุนั้น ช่ือว่าสมจริยา ความประพฤติธรรม และความประพฤติ
เสมอนั้น เหตุนั้น ช่ือว่าธรรมจริยสมจริยา ความประพฤติสมํ่าเสมอ
กล่าวคอื ความประพฤติธรรม (ป.ส.ู 2/44)
การประพฤติธรรม คือ การประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของ
ความถูกต้องและความดี ทัง้ ปรับปรงุ พฤตกิ รรมของตนให้ดีสมกับท่ี
เกิดเป๐นคนและให้มีความเท่ียงธรรม ไม่ลําเอียง มีความเที่ยงธรรม
มีความยุติธรรม สร้างความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของ
สังคม
การประพฤติธรรมหรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า การปฏิบัติธรรม
หมายถึง การประพฤติตนให้อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงามของ
ศาสนา ความประพฤติสจุ รติ ทัง้ กิรยิ า วาจา และใจ ไม่ประพฤติตน
ผิดทํานองคลองธรรม มุ่งขัดเกลากาย วาจา ใจ ของตนให้บริสุทธิ์
โดยประพฤติประคองความยุติธรรม ยึดหลักถือหลักรักษาหลักที่
เที่ยงตรง และแน่นอน ถูกชอบควรประกอบด้วยความสัตว์ ความ
262
เท่ียงธรรม และความหย่ังรู้ และโดยการประพฤติตามหลักสุจริต
ธรรม เป๐นการประพฤติตามกุศลกรรมบถ อันเป๐นท่ีรวมแห่งความดี
มีจุดสําคัญอยู่ที่การเว้นพูดชั่ว คิดช่ัว ทําช่ัว และประพฤติพูดดี คิด
ดี ทาํ ดี (พระครูปลัดจกั รกริศน์ จนฺโทภาโส : 2553 :23)
การประพฤตกิ ศุ ลกรรมบถ
ความประพฤตธิ รรมทางกาย วาจา และทางใจ เป๐นการรักษา
กาย วาจา และใจให้เรียบร้อยถูกทํานองคลองธรรมอันเป๐นไปตาม
หลักการแห่งกุศลกรรมบถ ช่ือว่าเป๐นมงคล เพราะส่งผลให้ผู้
ประพฤติปฏิบัติธรรมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัส
ไว้ในสาเลยยกสตู ร (ม.ม.ู 12/483- 485/519, 521-523) มีความวา่
“ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกน้ี
เข้าถึงสคุ ติโลกสวรรค์ เบ้ืองหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุ
ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม ดูกรพราหมณ์และคฤหบดี
ทัง้ หลาย ความประพฤติเรียบรอ้ ยคือความประพฤติธรรมทางกายมี
3 อย่าง ทางวาจามี 4 อย่าง ทางใจมี 3 อยา่ ง
ดูกร พร าหมณ์ แล ะค ฤหบดี ท้ัง หล า ย ก็ค วามป ร ะพฤ ติ
เรียบร้อย คือ ความประพฤติธรรมทางกาย 3 อย่าง เป๐นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้
1) ละการฆ่าสัตว์เว้นขาดการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา
เสียแล้ว มีความละอาย มีความเอ็นดู มีกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูล
แก่สตั วท์ ้ังปวงอยู่
2) ละการถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ เว้นขาดจากการลัก
ทรัพย์ ไมล่ กั ทรัพย์เป๐นอปุ กรณเ์ ครื่องปลื้มใจของผู้อ่ืน ที่อยู่ในบ้าน
หรือท่อี ยู่ในปาุ ท่ีเจา้ ของมิไดใ้ ห้ ซึง่ นับว่าเป๐นขโมย
3) ละการประพฤติผิดในกามท้ังหลาย เว้นขาดจากการ
ประพฤติผิดในกามท้ังหลาย คือ ไม่ถึงความสมสู่ในพวกหญิง ที่
มารดารักษา ที่บิดารักษา ท่ีมารดาและบิดารักษา ท่ีพี่ชายรักษาที่
263
พ่ีสาวรักษา ท่ีญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม ท่ีสุดหญิงที่
เขาคล้องแล้วดว้ ยพวงมาลยั
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือ ความประพฤตธิ รรมทางกาย 3 อย่าง เป๐นอยา่ งน้แี ล
ดูกร พร าหมณ์ แล ะค ฤหบดี ท้ัง หล า ย ก็ค วามป ร ะพฤ ติ
เรียบร้อย คือ ความประพฤติธรรมทางวาจา 4 อย่าง เป๐นไฉน?
บุคคลบางคนในโลกนี้
1) ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จไปในทีประชุม
หรือไปในหมู่ชน หรือไปในท่ามกลางญาติ หรือไปในท่ามกลาง
ขุนนาง หรือไปในท่ามกลางราชสกุล หรือถูกนําไปเป๐นพยาน ถูก
ถามว่า บุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด ท่านรู้เร่ืองใดก็จงบอกเรื่องนั้น เขา
เมื่อไม่รู้ก็บอกว่า ไม่รู้ หรือเม่ือรู้ก็บอกว่า รู้ เม่ือไม่เห็นก็บอกว่า ไม่
เห็นหรือเม่ือเห็นก็บอกว่า เห็น ไม่กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ เพราะเหตุตน
บ้าง เพราะเหตุผอู้ ื่นบา้ ง เพราะเหตุเห็นแกส่ ิง่ ของเลก็ นอ้ ยบา้ ง
2) ละวาจาอันส่อเสียด เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด คือได้ฟ๎ง
ข้างน้ีแล้วไม่นําไปบอกข้างโน้นเพื่อทําลายพวกข้างนี้ หรือได้ฟ๎ง
ข้างโน้นแล้ว ไม่นํามาบอกข้างนี้ เพ่ือทําลายพวกข้างโน้นสมาน
พวกท่ีแตกกันให้ดีกันบ้าง ส่งเสริมพวกท่ีดีกันให้สนิทสนมบ้าง
ชอบใจพวกท่ีพร้อมเพรียงกัน ยินดีแล้วในพวกท่ีพร้อมเพรียงกัน
ชื่นชมในพวกที่พร้อมเพรียงกัน และกล่าววาจาอันทําให้พร้อม
เพรียงกนั .
3) ละวาจาหยาบ เว้นขาดจากวาจาหยาบ กล่าววาจาที่ไม่มี
โทษ เพราะหูชวนให้รัก จับใจเป๐นของชาวเมือง คนส่วนมากรัก
ใคร่ ชอบใจ
4) ละการพดู เพอ้ เจอ้ เวน้ ขาดจากการพูดเพ้อเจอ้ พูดในเวลา
ที่ควรพูดตามความจริง พูดเร่ืองท่ีเป๐นประโยชน์ พูดเรื่องท่ีเป๐น
ธรรม พูดเร่ืองที่เป๐นวินัยและกล่าววาจามีหลักฐาน มีท่ีอ้างได้มี
ที่สุด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร ดูกรพราหมณ์และ
264
คฤหบดีท้ังหลาย ความประพฤติเรียบร้อย คือความประพฤติธรรม
ทางวาจา 4 อย่าง เป๐นอย่างนี้แล
ดูกร พร าหมณ์ แล ะค ฤหบดี ท้ัง หล า ย ก็ค วามป ร ะพฤ ติ
เรียบร้อย คือ ความประพฤติธรรมทางใจ 3 อย่าง เป๐นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกน้ี
1) เป๐นผู้ไม่มีความโลภมาก ไม่เพ่งเล็งทรัพย์อันเป๐นอุปกรณ์
เคร่อื งปลืม้ ใจของผู้อ่ืนวา่ ขอของผู้อ่ืนพึงเป๐นของเราเถิด ดงั นี้
2) เป๐นผู้มีจิตไม่พยาบาท มีความดําริในใจไม่ช่ัวช้าว่า ขอ
สัตว์เหล่าน้ี จงเป๐นผู้ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มี
แต่สุข รกั ษาตนเถดิ ดงั นี้
3) เป๐นผู้มีความเห็นชอบ คือมีความเห็นไม่วิปริตว่า ผลแห่ง
ทานท่ีให้แล้วมีอยู่ ผลแห่งการบูชามีอยู่ ผลแห่งการเซ่นสรวงมีอยู่
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทําดีและทําชั่วมีอยู่ โลกน้ีมีอยู่โลกหน้ามีอยู่
มารดามีอยู่ บดิ ามีอยู่ สัตว์ทั้งหลายที่เป๐นอุปปาติกะมีอยู่ สมณะและ
พราหมณ์ท้ังหลาย ผู้ดําเนินชอบ ปฏิบัติชอบผู้ทําโลกนี้ และโลก
หน้าให้แจ้งด้วยป๎ญญาอันย่ิงเองแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก
นี้ ดังน้ี
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีท้ังหลาย ความประพฤติเรียบร้อย
คือความประพฤติธรรมทางใจ 3 อย่าง เป๐นอย่างนี้แล ดูกรพราหมณ์
และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์ท้ังหลายบางพวกในโลกนี้ เข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เบ้ืองหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติ
เรียบรอ้ ย คอื ประพฤติธรรมอย่างนี้แล”
จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวมาถึงกรอบแนวคิดของธรรมจริยา
ก า ร ป ร ะ พ ฤ ติ ธ ร ร ม ต า ม แ น ว กุ ศ ล ก ร ร ม บ ถ อั น เ ป๐ น ก า ร ค ว บ คุ ม
พฤตกิ รรมทง้ั กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
ก า ย ก ร ร ม อั น เ ป๐ น ก า ย สุ จ ริ ต ค ว า ม สุ จ ริ ต ท า ง ก า ย
ประกอบด้วย 1) ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทําลายชีวิต 2)
อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ 3)
265
กาเมสุมิจฉาจาร เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม อันเป๐น
หลักการแห่งการทําส่ิงที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยกาย ละ
เว้นการบีบค้ัน เบียดเบียน มีเมตตากรุณา ช่วยเหลือเก้ือกูล
สงเคราะห์กัน ไม่แย่งชิงลักขโมย หรือเอารัดเอาเปรียบ แต่เคารพ
สิทธิในทรัพย์สินของกันและกัน ไม่ประพฤติผิดล่วงละเมิดในของ
รักของหวงของผู้อื่น ไม่ข่มเหงจิตใจ หรือทําลายลบหลู่เกียรติและ
วงศ์ตระกลู ของกนั
วจีกรรม อันเป๐นวจีสุจริต ความสุจริตทางวาจา ประกอบด้วย
1) มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ 2) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี
เว้นจากพูดส่อเสียด 3) ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคํา
หยาบ 4) สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ อันเป๐น
หลักการแห่งการทําส่ิงท่ีดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยวาจา ละ
เว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง กล่าวแต่คําสัตย์ ไม่จงใจพูดให้
ผิดจากความจริง เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ ไม่พูดส่อเสียด ยุ
ยง สร้างความแตกแยก พูดแต่คําท่ีส่งเสริมสามัคคี ละเว้นจากการ
พูดคําหยาบคาย สกปรกเสียหาย พูดแต่คําสุภาพ นุ่มนวลควรฟ๎ง
รวมถึงละเว้นจากการพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ พูดแต่คําจริง มีเหตุมี
ผล มีสารประโยชน์ และถกู กาลเทศะ
มโนกรรม อนั เป๐นมโนสุจริต ความสุจริตทางใจ ประกอบด้วย
1) อนภิชฌา ไม่โลภคอยจ้องอยากได้ของเขา 2) อพยาบาท ไม่
คิดร้ายเบียดเบียนเขา 3) สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม อัน
เป๐นหลกั การแห่งการทําส่ิงท่ีดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยใจ ไม่
ละโมบ ไม่เพ่งเล็งคิดหาทางเอาแต่จะได้ คิดให้ คิดเสียสละ ทําใจ
ให้เผื่อแผ่กว้างขวาง ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียน หรือเพ่งมองในแง่ท่ี
จะทําลาย แต่ต้งั ความปรารถนาดี แผ่ไมตรี มุ่งให้เกิดประโยชน์สุข
แก่กัน มีความเห็นถูกต้อง เป๐นสัมมาทิฐิ เข้าใจในหลักกระบวน
ทัศน์ทถ่ี กู ต้อง 10 ประการ อันประกอบดว้ ย :
1) ทานทใ่ี ห้แลว้ มผี ล
266
2) ยัญทบ่ี ชู าแล้ว มีผล
3) สงั เวยทีบ่ วงสรวงแล้ว มีผล
4) ผลวบิ ากของกรรมท่ีทําดี
5) ทําช่วั แล้วมีอยู่
6) โลกนม้ี ี
7) โลกหนา้ มี
8) มารดามี
9) บิดามี
10) สตั วท์ ่เี ปน๐ อุปปาติกะมี
สัมมาทิฐิดังกล่าวมาจัดเป๐นสัมมาทิฐิที่เป๐นสาสวะเป๐นส่วนบุญ
ท่ีให้ผลแก่ขันธ์ ส่วนสัมมาทิฐิของพระอริยะเป๐นอนาสวะเป๐นองค์
มรรค ดงั พระพุทธพจน์ที่ (ม.อุ.14/257-258/181-182) วา่
“ดูกรภิกษทุ ้งั หลาย สัมมาทฐิ ิที่ยงั เป๐นสาสวะ เป๐นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ เป๐นไฉน คือ ความเห็นดังน้ีว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยญั ท่ีบูชาแลว้ มผี ล สงั เวยที่บวงสรวงแล้ว มผี ล ผลวิบากของกรรม
ที่ทําดี ทําชั่วแล้วมีอยู่ โลกน้ีมี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่
เป๐นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดําเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซ่ึงประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ใน
โลก มีอยู่ น้ีสัมมาทิฐิที่ยังเป๐นสาสวะ เป๐นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่
ขนั ธ์
ดูกรภิกษุท้ังหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป๐นอนาสวะ
เป๐นโลกุตระ เป๐นองค์มรรค เป๐นไฉน ดูกรภิกษุท้ังหลาย ป๎ญญา
ปญ๎ ญนิ ทรีย์ ป๎ญญาพละ ธมั มวจิ ยสมั โพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์
แหง่ มรรค ของภิกษผุ มู้ ีจติ ไกลขา้ ศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อม
ด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่น้ีแล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่
เป๐นอนาสวะ เป๐นโลกตุ ระ เป๐นองคม์ รรค”
เม่อื ปรบั กระบวนทัศน์ให้ถูกต้องตามทํานองคลองธรรมแล้วก็
จะเข้าใจในหลักการท่ีว่า ทําดีมีผลดี ทําช่ัวมีผลช่ัว รู้เท่าทันความ
267
จริงท่ีเป๐นธรรมดาของโลกและเปูาหมายอันสูงสุดแห่งชีวิต อันเกิด
จากการมองเห็นความเปน๐ ไปตามเหตุปจ๎ จยั
ผลแหง่ ความประพฤตธิ รรม
ความประพฤติธรรมที่ผู้ปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธองค์
หลักตามหลักการแห่งกุศลกรรมบถทั้งทางกายกรรม วจีกรรม
มโนกรรม ย่อมส่งผลของการประพฤติธรรมให้ผู้ปฏิบัติน้ันมีสุคติ
โลกสวรรค์เป๐นที่พึงหวังตลอดจนถึงทําให้แจ้งซ่ึงเจโตวิมุติและ
ป๎ญญาวิมุติอันเป๐นหลักธรรมระดับสูงซ่ึงมีการบรรลุนิพพาน องค์
ความรู้ที่แท้จริงของธรรมชาติ ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสแก่พราหมณ์
และคฤหบดี ชาวบ้านสาลคาม แคว้นโกศล (ม.มู.12/486/523-
525) ว่า
“ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีท้ังหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติ
เรียบร้อย คือ ประพฤติธรรมพึงหวังว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป๐นพวกกษัตริย์มหาศาลเถิด
ขอ้ นเ้ี ป๐นฐานะที่จะมไี ด้ คือ เบือ้ งหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคล
นั้นพึงเข้าถึงความเป๐นพวกกษัตริย์มหาศาล น่ันเป๐นเพราะอะไร
เพราะบุคคลน้ันเป๐นผู้ประพฤติเรียบร้อยคือ เป๐นผู้ประพฤติธรรม
อยา่ งน้นั แหละ
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติ
เรียบร้อย คือ ประพฤติธรรมพึงหวังว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป๐นพวกพราหมณ์มหาศาลเถิด
ขอ้ น้เี ปน๐ ฐานะทจี่ ะมไี ด้ คือ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคล
น้ันพึงเข้าถึงความเป๐นพวกพราหมณ์มหาศาล น่ันเป๐นเพราะเหตุ
อะไร เพราะบุคคลนั้นเป๐นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือ เป๐นผู้ประพฤติ
ธรรมอยา่ งนน้ั แหละ
...เราพึงเขา้ ถึงความเปน๐ พวกคฤหบดมี หาศาล...
...เราพึงเข้าถึงความเปน๐ พวกเทวดาชนั้ จาตมุ หาราชกิ า...
...เราพงึ เข้าถงึ ความเป๐นพวกเทวดาชนั้ ดาวดงึ ส์ ...
268
...เราพงึ เข้าถงึ ความเป๐นพวกเทวดาชน้ั ยามา ...
...เราพงึ เข้าถึงความเป๐นพวกเทวดาชน้ั ดสุ ิต ...
...เราพงึ เข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาชนั้ นิมมานรดี ...
...เราพึงเข้าถึงความเปน๐ พวกเทวดาชนั้ ปรนิมมติ วสวตั ตี ...
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติ
เรียบร้อย คือ ประพฤติธรรมพึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตก เราพึงเข้าถึงความเป๐นพวกเทวดาที่เนื่องในหมู่พรหมเถิด
( ป ริ ส ชฺ ช า
พฺรหฺม ปุโรหิตพฺรหฺม และมหาพฺรหฺม) ข้อนี้เป๐นฐานะท่ีจะมีได้ คือ
เบอ้ื งหนา้ แต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป๐นพวก
เทวดาที่เนื่องในหมู่พรหม น่ันเป๐นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลน้ัน
เปน๐ ผปู้ ระพฤตเิ รยี บร้อยคอื เปน๐ ผปู้ ระพฤติธรรมอย่างน้นั แหละ.
ดกู รพราหมณ์และคฤหบดที งั้ หลาย ถ้าบคุ คลผู้ประพฤติ
เรียบร้อย คือประพฤติธรรมพึงหวังวา่ เบอื้ งหน้าแตต่ ายเพราะกาย
แตก เราพงึ เข้าถึงความเปน๐ พวกเทวดาชน้ั อาภา ขอ้ นเ้ี ป๐นฐานะท่ี
จะมีได้ คือ เบ้ืองหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บคุ คลนนั้ พึงเขา้ ถงึ
ความเปน๐ พวกเทวดาช้ันอาภา นนั่ เปน๐ เพราะอะไร เป๐นเพราะบุคคล
นัน้ เปน๐ ผปู้ ระพฤตเิ รยี บรอ้ ย คือ เป๐นผู้ประพฤตธิ รรมอยา่ งน้ันแหละ
...เราพงึ เข้าถงึ ความเป๐นพวกเทวดาชน้ั ปรติ ตาภา ...
...เราพงึ เข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาชนั้ อปั ปมาณาภา ...
...เราพงึ เข้าถึงความเป๐นพวกเทวดาชน้ั อาภัสสรา ...
...เราพงึ เข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาชน้ั ปริตตสภุ า ...
...เราพึงเข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาชน้ั อปั มาณสภุ า ...
...เราพึงเข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาชน้ั สภุ กณิ หกะ ...
...เราพึงเข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาชน้ั เวหปั ผละ ...
...เราพงึ เข้าถงึ ความเป๐นพวกเทวดาชน้ั อวหิ า
269
...เราพึงเข้าถึงความเป๐นพวกเทวดาชนั้ อตปั ปา ...
...เราพงึ เข้าถึงความเปน๐ พวกเทวดาชน้ั สทุ ัสสา ...
...เราพึงเข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาชน้ั สทุ สั สี ...
...เราพงึ เข้าถึงความเป๐นพวกเทวดาชน้ั อกนิฏฐะ ...
...เราพงึ เข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาผู้เขา้ ถงึ อากาสานญั จาย
ตนภพ ...
...เราพงึ เข้าถงึ ความเป๐นพวกเทวดาผเู้ ขา้ ถงึ วิญญาณัญจาย
ตนภพ ...
...เราพึงเข้าถงึ ความเปน๐ พวกเทวดาผเู้ ขา้ ถงึ อา
กิญจญั ญายตนภพ ...
...เราพึงเข้าถึงความเปน๐ พวกเทวดาผเู้ ข้าถงึ เนวสญั ญานา
สัญญายตนภพ …
ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีท้ังหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติ
เรียบร้อย คือประพฤติธรรมพึงหวังว่า เราพึงทําให้แจ้งซ่ึง
เจโตวิมุติและป๎ญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะส้ินอาสวะ ด้วย
ป๎ญญาอันย่ิงเองแล้ว เข้าถึงอยู่ในชาตินี้เถิด ข้อน้ีเป๐นฐานะท่ีจะมี
ได้ บุคคลน้ันพึงทําให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ป๎ญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ
เพราะส้ินอาสวะ ด้วยป๎ญญาอันยิ่งเองแล้ว เข้าถึงอยู่ในชาตินี้นั่น
เป๐นเพราะเหตุอะไร เป๐นเพราะบุคคลนั้นเป๐นผู้ประพฤติเรียบร้อย
คือ เปน๐ ผู้ประพฤติธรรม อยา่ งนนั้ แหละ”
จ า ก พ ร ะ พุ ท ธ พ จ น์ ที่ ต รั ส ถึ ง ผ ล แ ห่ ง ค ว า ม ป ร ะ พ ฤ ติ ธ ร ร ม
ดังกล่าวมา ทําให้เห็นถึงอานิสงส์ ผลอันเกิดจากการปฏิบัติตาม
หลักกุศลกรรมบถ ครั้นจากส้ินลม ล้มหาย ตายจากไปย่อมส่งผล
ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ตลอดจนถึงบรรลุธรรมเป๐นพระอรหันต์
โดยสามารถแบง่ ออกเปน๐ 4 ระดับ คือ
270
1) ระดับโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป๐นกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์
มหาศาล และคฤหบดีมหาศาล ทเี่ พียบพร้อมทุกสิง่ ทุกอย่าง ท้ังโภค
สมบตั ิและบริวารสมบตั ิ
2) ระดับโลกสวรรค์ สวรรค์ 6 ช้ัน ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา
จนถึงช้ันปรนมิ มติ วสวัตตี
3) ระดับโลกพรหม ท้ังรูปพรหม 15 ช้ัน เว้นแต่อสัญญีภพ
(พรหมที่มีรูปขันธ์ ไม่มีนามขันธ์ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์) มี อกนิฏฐภพ เป๐นที่สุด และอรูป
พรหม 4 ชั้น มี อากาสานญั จายตนภพ เป๐นตน้
4) ระดับวิมุตติ ทําให้แจ้งซ่ึงเจโตวิมุติและป๎ญญาวิมุติ อันไม่
มีอาสวะ เปน๐ อรหนั ต์
พระพุทธองค์ทรงแสดงความบังเกิดของเทวดาและพรหม
จากผลของการปฏิบตั ิตามกุศลกรรมบถ 10 ประการ
การเกิดขึ้นเป๐นเทวดา 6 ช้ัน ย่อมมีได้ด้วยผลของสุจริต 3
ประการ กุศลกรรมบถชื่อว่าเป๐นศีล การบริกรรมกสิณ จะสําเร็จแก่
ผู้มีศีลเทา่ น้ัน
ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วทําบริกรรมกสิณ ยังปฐมฌานให้เกิดขึ้น
แลว้ จะบังเกิดในชั้นแห่งฌาน
ผูเ้ จริญฌานช้นั สูงมีทุติยฌานเป๐นต้น จะบังเกิดในช้ันแห่ง
ฌานมีทตุ ิยฌานเป๐นต้น
ผู้ทํารูปวจรฌานให้เป๐นบาทเจริญวิป๎สสนาแล้ว ตั้งอยู่ใน
อนาคามิผล จะบังเกดิ ในชัน้ สทุ ธาวาส 5 ช้นั
ผู้ทํารูปวจรฌานให้เป๐นบาท ยังอรูปาวจรสมาบัติให้เกิดข้ึน
แล้ว จะบังเกดิ ในอรปู พรหม 4 ชัน้
ผู้ทํารูปฌานและอรูฌานให้เป๐นบาทแล้วเจริญวิป๎สสนา
ย่อมบรรลพุ ระอรหตั
271
ผู้ปฏิบัติธรรมได้ชื่อว่าเป๐นผู้สร้างอุปนิสัยแห่งการปฏิบัติ จะ
ได้มีอุปนิสัยแห่งการปฏิบัติธรรมท่ีได้สร้างมาจะมีน้อยหรือมาก
แสดงถงึ การสรา้ งสมที่มอี ยู่ ซึ่งอุปนสิ ัยนน้ั มี 3 ประการ คือ
1) ทานูปนิสัย อุปนิสัยแห่งทาน การเสียสละ คนผู้มีอุปนิสัย
นี้ยอ่ มกาํ จัดความโลภหรือทําความโลภให้เบาบางลงได้
2) สีลูปนิสัย อุปนิสัยแห่งศีล การเว้นจากเบียดเบียนสัตว์
อนื่ คนผู้มีนสิ ยั น้ี ยอ่ มไม่มีการเบียดเบียนสัตว์อ่นื
3) ภาวนูปนิสัย อุปนิสัยแห่งภาวนา การส่ังสมความดี คนผู้
มอี ุปนสิ ยั นี้ ยอ่ มเพยี รพยายาม เพือ่ ทาํ ความดใี หส้ งู ย่ิงๆ ขึ้นไป
การปฏิบัติอบรมจิตใจในสมถะวิป๎สสนา บางคนมีอุปนิสัยข้อ
ใดข้อหน่ึงที่ได้สร้างมามาก และบางข้อก็ได้สร้างมาน้อย แม้ว่าจะ
ได้สร้างมาน้อยในข้อใดข้อหน่ึงก็ยังเป๐นอุปนิสัยที่จะนําให้ได้สร้าง
ยิ่งๆ ขึ้นไป ทานูปนิสัยและสีลูปนิสัยมีกําลังเพลา มีกําลังอ่อน
ภาวนูปนิสัย มีกําลังมาก เพราะว่าทานูปนิสัยและสีลูปนิสัย ย่อม
สง่ ผลให้ผู้ปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมได้ แต่เพียงมรรค 3 ผล 3 เท่านั้น
สว่ นภาวนูปนสิ ยั ย่อมส่งผลให้ผู้ปฏบิ ตั ิธรรมบรรลุพระอรหัตได้
ภิกษุผู้ยังต้ังอยู่ในอุปนิสัยอันมีกําลังเพลา มีกําลังอ่อน เมื่อ
พากเพียรพยายามไปย่อมจะตัดเครื่องผูกอันเป๐นส่วนเบ้ืองตํ่าทั้ง 5
เสียได้ แล้วยังมรรคและผล 3 ให้เกิดได้ ดังเช่นพระมิลกเถระ (มงฺ
คล. 2/88/75-77) เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนท่านจะบวชได้เป๐นพรานปุาฆ่า
สัตว์ตัดชีวิตอยู่เป๐นประจํา ก็ดูเหมือนเป๐นคนใจบาปกระทําบาปอยู่
เป๐นอาชีพเป๐นประจํา ในวันหน่ึงเมื่อไปล่าสัตว์ดักสัตว์ในปุา ได้มี
ความกระหายน้ํา ก็ได้เข้าไปในท่ีอาศัยของพระเถระรูปหนึ่งซ่ึงอยู่
มรรค 3 คอื โสดาป๎ตตมิ รรค สกทาคามมิ รรค อนาคามิมรรค, ผล 3 คอื โสดาปต๎ ติ
ผล สกทาคามิผล อนาคามผิ ล
1. สักกายทฏิ ฐิ ความเห็นว่ารา่ งกายน้เี ป๐นของเรา 2. วิจิกจิ ฉา ความสงสยั คุณ
ของพระรตั นตรัย คอื พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ 3. สีลพั พตปรามาส ความถือม่นั ศีล
พรต 4. กามราคะ มคี วามตดิ ใจกามคณุ 5. ปฏิฆะ มคี วามกระทบกระทั่งในใจ
272
ในปุา ประสงค์ท่จี ะได้นาํ้ ดืม่ ก็ได้เห็นตุ่มนํ้าต้ังอยู่ จึงได้เข้าไป เม่ือ
เข้าไปถงึ กเ็ หน็ ตุ่มนํา้ เปล่า ไมม่ ีนํ้า
ขณะน้ันพระเถระท่านไดเ้ ดินอย่ใู นท่นี ้ัน นายพรานจึงได้ร้อง
ไปท่ีท่านว่า ท่านเป๐นผู้ท่ีเกียจคร้าน ไม่ตักน้ํามาใส่ตุ่มเอาไว้แม้
เพียงตุ่มเดียว สําหรับที่จะได้ดื่มอาศัยใช้สอย พระเถระจึงได้เดิน
เข้ามาที่ตุ่มน้ํา ซ่ึงท่านได้ตักนํ้าใส่ไว้เต็มตุ่มแล้ว จึงได้เอาภาชนะ
นํ้าตักนํ้าในตุ่มนั้นส่งให้นายพราน นายพรานก็ได้ด่ืมนํ้า และไม่
พอท่านก็ตักให้เป๐นคร้ังที่สอง ก็ดื่มเป๐นครั้งที่สอง คร้ันด่ืมนํ้าแล้วก็
มีความสลดใจในตนเอง ว่าได้ประกอบกรรมที่เป๐นปาณาติบาต มา
ตลอดเวลาช้านาน และได้มาประสบเหตุการณ์ อันแสดงถึงความ
เป๐นผู้ที่ได้ประกอบปาณาติบาตกรรมมามาก นํ้าเต็มตุ่มก็มองไม่
เห็นนํ้า ได้สติข้ึนมาจึงได้เข้าไปกราบพระเถระ วางอาวุธทั้งส้ิน
และขอบวช
พระเถระกบ็ วชให้เปน๐ สามเณรก่อน และเม่ือสามเณรน้ันบวช
แลว้ ก็ได้ตั้งใจประกอบจิตตภาวนา อบรมจิตในสมถะวิป๎สสนา แต่
ก็ไม่ได้ความสงบแห่งจิต เม่ือน่ังทําความสงบทีไรก็นึกไปถึงปานา
ติบาตท่ีตนได้กระทํา ปรากฏเป๐นภาพแห่งสัตว์ท้ังหลายที่ได้ถูกฆ่า
มาหลอกหลอนอยู่ในจิตเป๐นประจํา จนรู้สึกตนว่าจะไม่สามารถ
บําเพ็ญสมณะธรรมต่อไปได้ จึงไดข้ อลาสกึ
ฝุายพระเถระก็ส่ังให้สามเณรนั้นไปนําไม้สดมา และก็ให้จุด
ไฟเผาไมส้ ดนน้ั สามเณรก็ไม่สามารถจะจดุ ไฟให้ติดที่ไม้สดนั้นได้
ฝุายพระเถระท่านก็ได้อบรมโดยปุคลาธิษฐาน แสดงให้เห็นว่าไฟ
นรก อันเป๐นที่ตกหมกไหม้ของผู้ประกอบอกุศลกรรมต่างๆ น้ัน แม้
เพียงนิดเดียวก็เผาไหม้ไม้สดนั้นได้ ให้สามเณรได้เห็นชัดว่า การ
ท่ีจะต้องไปตกนรกหมกไหม้น้ัน จะต้องประสบกับความร้อนของ
ไฟนรกเป๐นอย่างย่ิง ก็เป๐นเหตุให้สามเณรได้ความสลดใจไม่สึก
ประกอบตนปฏิบัติในศีลสมาธิย่ิงๆ ข้ึนไป และเม่ือได้อุปสมบทเป๐น
ภกิ ษุขึน้ ในภายหลงั ก็ได้รบั ความสงบแห่งจิตใจไปโดยลําดับ
ภิกษุรูปน้ันซ่ึงเดิมเป๐นพรานปุา ได้เป๐นผู้ท่ีมีอุปนิสัยในทาน
และศีลอ่อน แต่ว่ามีอุปนิสัยในภาวนาซ่ึงได้บําเพ็ญมาแล้วมีกําลัง
273
ฉะนั้น แม้ว่าจะได้ประกอบอกุศลกรรมมาเม่ือก่อนบวช โดยเป๐น
พรานปาุ มีอาชีพในทางฆ่าสัตว์มาจําหน่ายเล้ียงชีวิตอยู่เป๐นประจํา
แต่ว่าบาปกรรมนั้นมิได้ถึงอนันตริยกรรม จึงไม่เป๐นเหตุห้ามมรรค
ผล ถ้าหากว่ามิได้พบทางที่ถูก มาปฏิบัติสมณะธรรมให้บรรลุถึง
มรรคผล จะตอ้ งไปถือภพชาติต่อไป กย็ ่อมจะไม่พน้ จากนิรยาบาย
การสงเคราะหญ์ าติ
ญาติ คือ ชนผู้เก่ียวเนื่องกัน ข้างมารดาก็ดี ข้างบิดาก็ดี
กระท่ังยุคปิตามหะที่ 7 นับแต่ชั้นแห่งปุู ย่า ตา ยาย ชั้นทวด ลงมา
7 ชว่ั (มงฺคล.2/90/79)
ญาติ แปลว่า คนคุ้นเคย คนใกล้ชิด ที่รู้จักกันอย่างสนิทชิด
เชื้อ อาจจะสืบชาติพันธ์ุจากฝุายพ่อ หรือ สืบชาติพันธ์ุจากฝุายแม่
หรือว่า ถึงไม่ได้เกี่ยวข้องทางเชื้อสาย แต่มีความเคารพนับถือมา
กันจนเกิดความคุ้นเคยกัน เสมือนเป๐นญาติกัน วางใจกัน ได้มี 2
ประเภท คือ
1. ญาตทิ างโลก แบ่งไดเ้ ป๐น 2 พวกคือ
1.1 ญาติโดยสายโลหิต เช่น ทวด ปูุ ย่า ตา ยาย ลุง ปูา
พ่อ แม่ น้า อา พ่ี น้อง ลูก หลาน เหลน ส่วนสามี ภรรยา ไม่ได้จัด
อยใู่ นญาติสายโลหติ แต่เป๐นคนท่ีใกลช้ ดิ เรามากที่สดุ
1.2 ญาติโดยความใกล้ชิดคุ้นเคย เช่น เป๐นเพ่ือนสนิทสนม
กับเราโดยตรง หรือสนิทสนมกับญาติทางสายโลหิตของเรา ดังพุทธ
พจน์ที่ว่า “วิสฺสาสปรมา ญาตี ความคุ้นเคยเป๐นญาติอย่างยิ่งยวด”
(ข.ุ ธ.25/25/42)
2. ญาติธรรม หมายถึง ผู้ร่วมวิถีทางแห่งการดําเนินชีวิตที่
เกี่ยวเนื่องกับการประพฤติปฏิบัติธรรม ก็นับเป๐นญาติเหมือนกัน
เช่น เป๐นศิษย์สํานักเดียวกัน มีอุป๎ชฌาย์เดียวกัน มีอาจารย์
เดียวกนั อุป๎ชฌาย์กับศิษย์ ครูกับศิษย์ เป๐นญาติเพราะเป๐นเจ้าภาพ
บวชให้ เป๐นญาตเิ พราะนับถือกัน
274
การสงเคราะห์ญาติ คือ การเก้ือกูลพวกญาติผู้ถูกความเสื่อม
แห่งโภคสมบัติ หรือความเสื่อมเพราะพยาธิครอบงํา ซ่ึงมาสู่สํานัก
ตน ด้วยของกิน ผ้านุ่งห่ม ทรัพย์และธัญญาหารเป๐นต้น ตามกําลัง
พระพุทธองค์ตรัสว่าเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุบรรลุคุณพิเศษ
ทง้ั หลาย มีความสรรเสริญเปน๐ ต้น และเปน๐ ไปในสมั ปรายภพ มีการ
ถงึ สุคติเป๐นตน้ (มงคฺ ล.2/93/80-81)
การสงเคราะห์ญาติ ควรที่จะทําแท้ และได้ช่ือว่า ทําตาม
เยี่ยงพระโพธิสัตว์ ผู้ประพฤติญาตัตถจริยา ทําการสงเคราะห์ญาติ
ดังที่ปรากฏในกุกกุรชาดก (ขุ.ชา.อ.1/264) มีความว่า สุนัขเปนพ
ระโพธิสัตวมาเกิด เปนหัวหนาฝูงสุนัขอยูในปาชานอกเมือง วัน
หน่ึงเม่ือฝนตกหนกั หนงั หุมรถและเชือกหนังท่ีผูกรถเปยกนํ้า พวก
สุนัขภายในวังก็พากันมากัดมาแทะเป๐นอาหารหมด นายสารถี
กราบทูลพระราชาวา สุนัขนอกเมืองมุดอุโมงคเขามากัดหนังหุ
มราชรถหมด พระราชาทรงพระพิโรธ สั่งใหฆาสุนัขปาทุกตัวท่ีพบ
พญาสุนัขโพธิสตั วเห็นวาความหายนะกําลังมาสูญาติๆ ของตน จึง
ตัดสินใจเขาวังเพ่ือชวยเหลือญาติๆ ของตน กอนท่ีเขาไป สุนัข
พระโพธสิ ัตวไดแผเมตตาจิตไปยงั พระราชา ขาราชบริพารและคน
ทั้งปวงท่ีพบเห็น ดวยอํานาจเมตตาจิตของพระโพธิสัตว์ ไมมีใคร
ขัดขวางและคิดทําอันตราย พระโพธิสัตวจึงเล็ดลอดไปจนไดพบ
กบั พระราชา พระโพธสิ ัตวนงั่ ทท่ี องพระโรงตอพระพักตรพระราชา
ทูลความจริงใหพระองค ทดลองทําสุนัขภายในวังใหสํารอกดูเถิด
ผลปรากฏวา ก็เปนความจริงตามนั้น พระราชาจึงทรงยอมรับวา
พระองคไดผิดพลาดแล้วตั้งแตวันน้ันมาพระราชาไดพระราชทาน
อภัยทานแกสุนัขรวมถึงสัตวท้ังหลายดวย แถมยังพระราชทาน
อาหารแกสุนัขปาบริวารของพระโพธิสัตวเปนประจําอีกดวย พญา
สนุ ัขไดสงเคราะหญาตขิ องตน
“สุนัขเหล่าใดอันบุคคลเลี้ยงไว้ในราชสกุล เกิดใน
ราชสกุล สมบูรณ์ด้วยสีสรรและกําลัง สุนัขเหล่าน้ีนั้นไม่
ถูกฆ่า พวกเรากลับถูกฆ่า เมื่อเป๐นเช่นนี้ ชื่อว่าการฆ่า
275
โดยไมแ่ ปลกกันก็หาไม่ กลับช่ือว่าฆ่าแต่สุนัขท้ังหลายที่
ทุรพล” (ขุ.ชา.27/22/9)
พระโพธิสัตว์ได้ทําการช่วยเหลือญาติพ่ีน้องให้พ้นจากการ
ผูกอาฆาตมาดร้ายดังที่ปรากฏในกากชาดก (ขุ.ชา.อ.2/377) มี
ความว่า พญากาอาศัยอยูในปาใกลเมืองพาราณสีพรอมกับญาติ
พ่ีนองเปนฝูง วันหน่ึงพราหมณปุโรหิตคนหนึ่งเดินกลับเขาเมือง
หลังจากอาบน้ําทท่ี านํา้ ขณะนัน้ กาสองตวั เหน็ พราหมณเดินมา กา
ตัวหน่ึงพูดวา ตนจะข้ีรดหัวพราหมณคนนี้ใหดู อีกตัวหามวา อย
าไปตอแยกับเขา เขาเปนถึงปุโรหิต เขาโกรธข้ึนมาจะลําบาก กา
ตัวนั้นไมเช่ือ จึงบินไปถายลงบนศีรษะพราหมณทันทีแลวก็หนีไป
พราหมณโกรธจนหนาเขียวผูกอาฆาตวา กาจัญไร เจอที่ไหนจะฆ
าใหสมแคน พราหมณไมผูกอาฆาตเฉพาะกาตัวที่ขี้รดหัว เพราะ
จําไมได แตอาฆาตไปหมดทุกตัว ขณะกําลังวางแผนอยูวาจะแก
แคนพวกกาน้ีอยางไร ก็เกิดเหตุอยางหน่ึงขึ้น คือ สตรีนางหน่ึง
ตากขาวเปลือกไวแลวนง่ั เฝาอยู แพะตัวหนึ่งมากินข้าวเปลือก นาง
จึงเอาดุนไฟตีแพะ ไฟไหม ขนแพะ แพะวิ่งไปเอาสีข างถูกระท
อมหญาขางโรงชาง ไฟไหม้กระท่อมหญาแลวลามไปไหมโรงชาง
หลวง ไหมชางเปนแผลเหวอะหวะ หมอหลวงไมสามารถรักษา
แผลใหหายขาดในเร็ววันได ปุโรหิตจึงเขาไปกราบทูลพระราชาว
า ยาที่รักษาแผลชางไดวเิ ศษนกั คอื นาํ้ มันเหลวของกา
พระราชาจึงรับสั่งใหฆากาทั้งหลายทุกตัวท่ีพบเห็น เพื่อเอา
นํา้ มันเหลวมารักษาชาง ราชบุรุษก็ฆากาตายทีละตัวสองตัว ในไม
ชาก็ตายเปนจํานวนมาก แตก็ไมไดน้ํามันเหลวจากกาแมแตนิด
เดยี ว ภยั อนั ใหญหลวงไดเกิดข้นึ แกฝูงกาแลว พญากาโพธิสัตวคิด
จะชวยเหลือญาติของตนใหพนภัย จึงหาทางแอบไปพบพระราชา
จนไดทูลความจริงวา ไมมีนํ้ามันเหลวในกา พระราชาทรงใคร
ครวญดู ก็ทรงรูความจริงตามที่พญากากราบทูล จึงขอโทษพญา
กา และทรงใหคําม่ันวาจะไมใหใครฆาฝูงกาอีกต่อไป จากนั้นก็
276
ประกาศพระราชทานอภัยทานแก พวกการวมท้ังสัตว อื่นๆ ดวย
และพระราชทานอาหารแกฝงู กาเปนประจาํ
“ข้ึนช่ือว่ากาท้ังหลาย มีใจหวาดเสียวอยู่เป๐นนิตย์
เป๐นผู้เบียดเบียนสัตว์ท้ังปวง เพราะฉะน้ัน กาทั้งหลายผู้
เป๐นญาติของเราจงึ ไมม่ มี นั เหลว” (ขุ.ชา.27/140/45)
การสงเคราะห์ญาติ การช่วยเหลือญาติของพระโพธิสัตว์ ยังมี
ปรากฏอยู่หลายแห่ง เช่น มหากปิชาดก ว่าด้วยคุณธรรมของ
หัวหน้า ในทุติยวรรค สัตตกนิบาต (ขุ.ชา.27/1050-1056/503) ภัท
ทสาลชาดก ว่าด้วยการบําเพ็ญประโยชน์แก่ญาติ ทวาทสกนิบาต
(ขุ.ชา.27/1611-1624/324)
ผู้ใดรวบรวมทรัพย์ไว้ได้มากแล้ว ตนเองก็มิได้บริโภค ญาติ
ทั้งหลายก็มิได้สงเคราะห์ ผู้น้ัน นักปราชญ์กล่าวติว่า เป๐นผู้เสมอ
กันกับนกมัยหกะ (มีเสียงร้องว่า ของกูๆ ) ดังที่ปรากฏในมัยหก
สกุณชาดก เรื่องมีอยู่ว่า พระโพธิสัตวเปนบุตรเศรษฐี มีทรัพย
ประมาณ 80 โกฏิ ในเมืองพาราณสี เมอ่ื บิดาตายแลวไดสงเคราะห
นองชาย จายทรัพยสรางโรงทานไวใกลประตูบานใหทานใหญ
อยูครองเรือนในเวลาท่ีบุตรเดินได เห็นโทษในกามและอานิสงส
ในบรรพชา ไดมอบทรัพยทั้งส้ินพรอมกับบุตรและภริยาใหนอง
ชายแลวออกบวชเปนฤๅษี บําเพ็ญฌานและอภิญญาใหเกิดแลวอยู
ในหิมวันตประเทศ ฝุายนองชายของดาบสน้ัน ไดบุตรคนหน่ึงแล
วฆาบุตรของพ่ีชาย เพื่อจะใหบุตรของตนไดสมบัติ พระโพธิสัตว
เหาะมาเพือ่ ส่งั สอนวา อาการของเขาไมตางกันอะไรกับนกมัยหกะ
สกั นดิ เลย
“นกช่ือมัยหกะ ที่เท่ียวไปตามข้างเขา และซอกเขา
บินขน้ึ จับต้นไมเ้ ลยี บมผี ลสกุ ร้องหวงอยู่ว่า ของกูๆ ดังนี้
เม่ือมันพร่ําอยู่อย่างนั้น ฝูงนกท้ังหลายต่างพากันมากิน
277
ผลไม้ เลียบแล้วก็บินไป นกนั้นก็ยังบ่นเพ้ออยู่นั่นเอง
ฉนั ใด
บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันน้ันเหมือนกัน รวบรวม
ทรัพย์ไว้ได้มากแล้ว ไม่บํารุงตนเองและญาติทั้งหลาย
ตามส่วน เขาไม่ใช้สอยเป๐นค่านุ่งห่ม อาหาร ระเบียบ
และเครื่องลูบไล้อะไรๆ และไม่สงเคราะห์หมู่ญาติ สัก
ครั้งเดียว เม่ือเขากําลังบ่นพร่ําหวงว่า ของกูๆ อยู่อย่าง
นั้น พระราชาท้ังหลาย หรือพวกโจรหรือพวกทายาท ผู้
ไมเ่ ปน๐ ทีร่ ัก มาเอาทรพั ย์ไปคนนั้นก็ยงั บน่ เพอ้ อย่นู ั่นเอง
ส่วนปราชญ์อาศัยโภคทรัพย์ สงเคราะห์ญาติ
ทั้งหลาย เหตุน้ัน ท่านจึงได้รับเกียรติคุณ ละโลกไปแล้ว
ยอ่ มบนั เทิงในสวรรค์”
ผู้เป๐นญาติที่ควรสงเคราะห์ คือ ผู้ที่พยายามช่วยเหลือตนเอง
กอ่ นแล้วอย่างเต็มท่ี ไมง่ อมอื งอเท้าไมย่ อมช่วยตนเอง มีความขยัน
ขันแข่งในการประกอบอาชีพ รู้จักเก็บออมรอมริบ รู้จักคบหา
สมาคมกับบัณฑิต ประคองชีวิตให้อยู่รอด รู้จักทําตัวให้น่าช่วย มี
ความประพฤตดิ ี ไม่ย่งุ เก่ยี วกบั อบายมุข มีสัมมาคารวะ มีความอ่อน
นอ้ มถ่อมตน มีน้ําใจ ซึง่ เราควรสงเคราะหญ์ าติ
1. เมอ่ื ยากจนหาที่พึง่ ไม่ได้
2. เม่ือขาดทนุ ทรัพย์ค้าขาย
3. เมอ่ื ขาดยานพาหนะ
4. เมื่อขาดอุปกรณ์ทาํ กิน
5. เมอ่ื เจบ็ ไขไ้ ด้ปวุ ย
6. เมือ่ คราวมธี ุระการงาน
7. เมอ่ื คราวถูกใส่ความ มคี ดี
การสงเคราะห์ญาติถึงแม้จะเป๐นเร่ืองธรรมดา แต่การจะ
สงเคราะห์ญาติต้องประกอบด้วยเหตุผล ใช้พินิจพิเคราะห์ให้ถ้วนถี่
บางคนทิ้งญาติ ท้ิงพ่ีน้องก็มี บางคนโกงพี่โกงน้อง ยืมทรัพย์สินเงิน
ทองไม่คืนก็มี ฉะน้ันจําต้องมีขอบเขต มีวิธีการส งเคราะห์ที่
เหมาะสม วิธีสงเคราะห์ญาติมุ่งหมายอยู่ที่การผูกสามัคคีรวมนํ้าใจ
278
ญาติให้เป๐นปึกแผ่น โดยใช้หลักสังคหวัตถุ 4 (ที.ปา. 11/140/167)
ดังน้ี
1. ทาน หมายถึง การเอื้อเฟ๒ือแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ รู้จัก
แบ่งป๎นไม่ขี้เหนียว ไม่เห็นแก่ตัว อาจเป๐นการเสียสละกําลังกาย
กําลังทรัพย์ และกําลังป๎ญญา ให้ของฝากยามเยี่ยมเยียน ให้
ของขวัญยามมงคล ให้ของกินของใช้ยามตรุษยามสารท ตลอดจน
ให้ทุนรอนทํามาหากิน โดยควรจะต้ังงบกลางไว้สําหรับสงเคราะห์
ญาติโดยเฉพาะ และเมื่อแบ่งป๎นให้ญาติไปแล้ว ก็ไม่คิดจะทวงคืน
ให้อภยั ไมถ่ ือโกรธเคอื งกัน
2. ปิยวาจา พูดจาต่อกันด้วยคําสุภาพอ่อนโยน น่าฟ๎ง พูดแต่
คําสตั ย์คําจริง พูดแต่ส่ิงท่ีเป๐นสาระมีประโยชน์ พูดประสานความรัก
ความสามัคคี เรียกสรรพนามตามศักดิ์ เช่น เรียกลุง ปูา น้า อา อัน
เป๐นภาษาของคนรักใคร่กัน ถึงจะโกรธเคืองขัดใจกันก็ไม่แช่งชัก
หักกระดกู หรอื นนิ ทาวา่ ร้าย
3. อัตถจริยา ทําตัวให้เป๐นประโยชน์แก่ญาติ คือ ช่วยเหลือ
เมื่อมีธุระการงาน การช่วยเหลือเก้ือกูลกัน มีนํ้าใจไมตรีต่อกัน เห็น
อะไรช่วยได้กช็ ่วย ไม่น่ิงเฉยดูดาย เช่น แต่งงาน บวชนาค เจ็บปุวย
เปน๐ ความ งานศพ และอนื่ ๆ อยา่ งนอ้ ยก็ใหก้ ําลังใจ
4. สมานัตตตา วางตัวกับญาติให้เหมาะสมกับฐานะ ตําแหน่ง
เหตุการณ์ ส่ิงแวดล้อม เคารพญาติผู้ใหญ่ เอ็นดูญาติผู้น้อย เสมอ
ต้น เสมอปลาย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทอดทิ้งกัน เป๐นพ่ีเป๐นน้อง เป๐น
พ่อแม่ลูก เป๐นลูกท่ีน่ารัก ของคุณพ่อคุณแม่ เป๐นสามีภรรยา เราก็
วางตัวใหเ้ หมาะ พอดีตามนั้น
การทาํ งานทไ่ี มม่ โี ทษ
งานที่ไม่มีโทษ หมายถึง กรรมมีการสมทานองค์อุโบสถ การ
ทําความขวนขวาย การปลูกสร้างละเมาะไม้ในอารามและการ
สร้างสะพาน เป๐นต้น (มงฺคล.2/101/90) งานไม่มีโทษเป๐นงานท่ีไม่
มีตําหนิ ดีพร้อม ยุติธรรม ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนใคร แต่
279
เป๐นประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อ่ืนจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ
(กองวชิ าการ : 2550 : 109) ดงั น้ี
1. ไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายเป๐นระเบียบข้อบังคับซ่ึงทุกคน
ต้องปฏิบัติตาม การทําผิดกฎหมายทุกอย่างจัดเป๐นงานมีโทษท้ังส้ิน
แม้บางอย่างจะไม่ผิดศีลธรรมข้อใดเลย เช่น การปลูกบ้านในเขต
เทศบาล ตอ้ งขออนุญาตตามเทศบัญญัติ ถ้าไม่ขอผิด การทําอย่างนี้
ทางธรรมไม่ถือว่าผิด เพราะปลูกในท่ีของเราเอง และด้วยเงินทอง
ของเรา แต่การกระทําดังกล่าวก็เป๐นงานมีโทษ คือ มีตําหนิ และ
โปรดทราบด้วยว่า เมื่อใครทํางานมีโทษก็ย่อมผิดหลักธรรมอยู่
นน้ั เองอย่างน้อยก็ผดิ มงคล
2. ไม่ผิดประเพณี ประเพณีหมายถึง จารีต ขนบธรรมเนียม
ของมหาชนในถิ่นหนึ่งๆ หรือสังคมหน่ึง ซึ่งแตกต่างกันมากบ้าง
น้อยบ้าง แต่เม่ือคนทั้งหลายเขาถือกันเป๐นส่วนมากและนิยมว่าดี ก็
กลายเป๐นกฎของสังคม ใครทําผิดประเพณีถือว่าผิดต่อมหาชน เช่น
ประเพณีแต่งงาน ประเพณีต้อนรับแขก ประเพณีรับประทานอาหาร
ประเพณีทําความเคารพผู้ใหญ่ ฯลฯ ซ่ึงแตกต่างกันไปในแต่ละ
ท้องท่ี จงึ ต้องศึกษาให้ดี
3. ไม่ผิดศีล ศีลเป๐นพ้ืนฐานของการทําความดีทุกอย่าง แม้ใน
ไตรสิกขาซึ่งถือเป๐นหัวใจของพุทธศาสนาก็บ่งไว้ว่า ศีล เป๐น
พื้นฐานของสมาธิ สมาธิ เป๐นพื้นฐานของป๎ญญา ป๎ญญาเป๐นเครื่อง
บรรลุนิพพาน ผู้ท่ีคิดจะสร้างความดีโดยไม่นําพาในการรักษาศีล
เลย จึงเป๐นการคิดสรา้ งวมิ านในอวกาศ
4. ไมผ่ ดิ ธรรม ธรรมคือความถูก ความดี ในการปฏิบัติงานทุก
ครงั้ ต้องคาํ นึงถงึ ขอ้ ธรรมท่ีพระพุทธองค์ตรัสไว้ให้ถี่ถ้วน เพราะงาน
บางอย่างแม้จะไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดประเพณี และไม่ผิดศีล แต่อาจ
ผิดหลักธรรมได้ ดังเช่น การผูกโกรธ คิดพยาบาท ผิดหลักกุศล
กรรมบถ การเกียจคร้าน ผิดหลักอิทธิบาท การเป๐นนักเลงการพนัน
เจ้าชู้ ผิดหลักอบายมุข ดังนั้น เมื่อเราทํางาน ไม่ว่าจะเป๐นงานทาง
กาย ทางวาจา หรือทางใจก็ตาม เราต้องทําให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ประเพณี ศลี และ ธรรม จงึ จะได้ชือ่ วา่ เป๐นคนทํางานไมม่ ีโทษ
280
ประเภทของงานไมม่ โี ทษ
งานที่เราทํานัน้ แบง่ ไดเ้ ป๐น 2 ประการ คือ
1. งานท่ีทําเพ่ือประโยชน์ตนเอง ซึ่งได้แก่ การรักษาอุโบสถ
ศีล การต้ังอยู่ในบุญกุศล หรือต้ังอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ การถึงพร้อม
ดว้ นศลี และการเจริญสมาธิภาวนา หรือการประกอบการงานอื่นใด
ไม่ว่าจะเป๐นการทํานา ทําสวน ค้าขาย เป๐นครู เป๐นช่างไม้ ช่างกล
แต่เว้นอาชีพที่เก่ียวข้องกับการค้าอาวุธ การค้ามนุษย์ การค้ายา
พิษ การคา้ ยาเสพตดิ และการค้าสตั ว์เพอ่ื นําไปฆ่า
2. งานที่ทําเพ่ือประโยชน์ส่วนรวม เป๐นการทํางานสังคม
สงเคราะห์ช่วยเหลือคนข้างเคียง และช่วยเหลืองานท่ีเป๐น
ประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งได้แก่ การสร้างสาธารณูปโภค
เช่น การทํางานชว่ ยเหลือกนั ในทางท่ชี อบ การทําความขวนขวาย
ในการบําเพ็ญบุญ การสร้างสถานท่ีปฏิบัติธรรม การปลูกสร้าง
ละเมาะไม้ในอาราม ปลูกปุา บวชปุา การปลูกต้นไม้เพ่ือบูชาพระ
รัตนตรัย และให้คนได้พึ่งพาอาศัย สร้างศาลาพัก การให้ที่อยู่
อาศัยแก่บุคคล การสร้างสะพาน เพ่ือให้คนสัญจรไปมาได้สะดวก
การตั้งน้ําด่ืมนํ้าใช้ไว้ เพื่อให้คนได้ใช้สะดวกสบาย การสร้าง
ประปา สร้างแหล่งน้ํา เพ่ือให้ประชาชนได้ใช้นํ้าสะดวก สร้าง
โรงเรียน โรงพยาบาล
อโุ บสถศลี
การรักษาอุโบสถศีล เพ่ือเป๐นการฝึกควบคุมอารมณ์ให้ดี
เพราะการทํางานเพื่อส่วนรวมนั้น จะต้องคลุกคลีกับคนจํานวนมาก
มีโอกาสท่ีจะกระทบกระท่ังเกินเลยกันได้ง่าย ทําให้เดือดร้อนใน
ภายหลังทั้งๆ ท่ีทําด้วยความหวังดี ตนเองก็มีกรรมติดตัวไป และ
กอ่ นที่จะทํางานเพือ่ สังคม ให้ปรับปรุงสภาพในครอบครัวของตนให้
ดี ต้องมีเวลาให้ลูก ให้ครอบครัวให้พอ ครอบครัวจะได้ม่ันคงเป๐น
สุข ส่งผลให้เราทํางานได้เต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
อุโบสถกรรมนน้ั มี 2 ประเภท คอื
281
1. ปกติอุโบสถ อุโบสถที่รักษาตามปกติธรรมดา รักษาศีล 8
คราวละหน่ึงวันหน่ึงคืนในวันพระ เดือนละ 4 วัน คือ ขึ้น 8 คํ่า ขึ้น
15 คา่ํ แรม 8 คา่ํ แรม 14 คํา่ หรอื แรม 15 คา่ํ
2. ชาครอุโบสถ อุโบสถที่รักษาเป๐นพิเศษกว่าปกติ คราวละ 3
วัน จัดเป๐นวันรับวันหนึ่ง วันรักษาวันหน่ึง วันส่งอีกวันหน่ึง เช่น
รกั ษาวนั อุโบสถในวัน 15 คา่ํ วันรับ 14 คํา่ และวันส่ง 1 คา่ํ
องค์ของอโุ บสถศลี
การเข้าจําอุโบสถศีลเป๐นการบําเพ็ญข้อปฏิบัติท่ีสมควรอันมี
ลักษณะเป๐นการอยู่จํา หยุดประกอบกิจการงาน ไว้ช่ัวคราว เพื่อ
บําเพญ็ กุศลกรรมทาํ ความดพี เิ ศษ ซ่ึงอุโบสถศีลมีองค์ประกอบอยู่ มี
8 สิกขาบท มี ปาณาติปาตา เวรมณี เป๐นต้น ดังที่พระพุทธองค์ตรัส
แก่นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ตามท่ีปรากฏในอุโปสถสูตร (องฺ.ติก.
20/510/276) วา่
“บุคคลไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาส่ิงของที่เขามิได้ให้
ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงเป๐นผู้ดื่มน้ําเมา พึงงดเว้นจาก
เมถุนอันเป๐นความประพฤติไม่ประเสริฐ ไม่พึงบริโภค
โภชนะผิด เวลาในราตรี ไม่พึงทัดทรวงดอกไม้ ไม่พึง
ลูบไล้ ของหอมและพึงนอนบทเตียงบนพื้น หรือบนที่ซ่ึง
เขาปูลาด บัณฑิตท้ังหลายกล่าวอุโบสถท่ีประกอบด้วย
องค์ 8 น้ีแลว่า อันพระพุทธเจ้า ผู้ถึงที่สุดทุกข์ ทรง
ประกาศไวแ้ ลว้ ”
1. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอ
สมาทานสิกขาบทว่าด้วย เจตนาเคร่ืองงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ การ
ห้ามในข้อน้ีเพื่อห้ามปรามการทําลายกันการฆ่ากันเพ่ือหลีกเลี่ยง
ภาวะท่ีไม่ดีของธร ร มชาติของมนุษย์ ซึ่งองค์ปร ะกอบของ
ปาณาติบาตนน้ั มี 4 ประการ คือ
282
1.1 สัตวน์ ้ันมีชวี ติ
1.2 รู้ว่า สัตวน์ น้ั มชี วี ติ
1.3 มคี วามคิดจะฆา่ สตั ว์นั้น
1.4 สัตว์ตายด้วยความพยายามน้นั
2. อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอ
สมาทานสิกขาบทวา่ ดว้ ย เจตนาเครอื่ งงดเว้นจากการลักขโมย การ
ห้ามในข้อน้ีเพ่ือเป๐นประโยชน์ในการปูองกันการหลีกเล่ียง การลัก
ขโมย การปล้น การคิดเอารัดเอาเปรียบผู้อ่ืน ซึ่งองค์ประกอบ
ของอทินฺนาทานนั้นมี 4 ประการ คอื
2.1 ส่งิ ของนัน้ มเี จา้ ของและเจ้าของหวงแหน
2.2 รู้วา่ เจ้าของหวงแหน
2.3 มคี วามคิดจะลักขโมย
2.4 ลักขโมยสงิ่ ของนนั้ สําเร็จ
3. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอ
สมาทานสิกขาบทว่าด้วย เจตนาเคร่ืองงดเว้นจากการประพฤติอัน
ไม่ประเสริฐ การห้ามในข้อนี้เพ่ือขัดเกลากิเลสตัณหาให้เบาบาง
รู้จักควบคุมความรู้สึกทางอารมณ์ทางเพศ ซ่ึงองค์ประกอบของอพฺ
รหฺมจรยิ านน้ั มี 4 ประการ คือ
3.1 หญิงหรือชายที่ตอ้ งหา้ มรกั ษาศลี 8
3.2 มีเจตนาจะรว่ มประเวณี
3.3 มคี วามพยามร่วมประเวณี
3.4 ทําการร่วมประเวณกี นั
4. มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สามาทิยามิ ข้าพเจ้าขอ
สมาทานสิกขาบทว่าด้วย เจตนาเคร่ืองงดเว้นจากการกล่าวเท็จ
การห้ามในข้อน้ีเพ่ือปูองกันและหลีกเลี่ยงการพูดเท็จ หลอกลวง
283
กัน ประพฤติกรรมที่ไม่ดีไม่งามสําหรับมนุษย์ ซึ่งองค์ประกอบของ
มสุ าวาทนั้นมี 4 ประการ คอื
4.1 เร่อื งไมจ่ รงิ
4.2 คดิ วา่ จะพูดเรอ่ื งไม่จริง
4.3 มคี วามพยายามจะพูดเร่อื งไมจ่ รงิ นน้ั
4.4 ผฟู้ ๎งเขา้ ใจเน้ือความนัน้
5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบทว่าด้วย เจตนาเครื่องงดเว้นจากสุรา
เมรัย และเครื่องมึนเมา อันเป๐นท่ีต้ังแห่งความประมาท การห้ามใน
ข้อน้ีเพ่ือรักษาสุขภาพ และมีสติมีความระมัดระวังในการดําเนิน
ชีวิต ซึ่งองค์ประกอบของสุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานนั้นมี 4
ประการ คอื
5.1 นํา้ นน้ั เป๐นนํา้ สรุ าหรอื เมรยั
5.2 มคี วามประสงคจ์ ะดืม่ เป๐นนํา้ สรุ าหรือเมรยั น้นั
5.3 มคี วามพยายามจะดมื่ เป๐นนํ้าสรุ าหรอื เมรยั นน้ั
5.4 ดม่ื เป๐นนํา้ สุราหรือเมรยั น้นั
6. วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอ
สมาทานสิกขาบทว่าด้วย เจตนาเครื่องงดเว้นจากการบริโภคอาหาร
ยามวิกาล การห้ามในข้อน้ีเพ่ือฝึกหัดการกินน้อยใช้น้อย การไม่
เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ซ่ึงจะทําให้จิตใจสงบได้เร็วข้ึน ซ่ึง
องคป์ ระกอบของวิกาลโภชนานนั้ มี 4 ประการ คือ
6.1 อาหารนนั้ เป๐นขา้ วและหรอื กับขา้ ว
6.2 มคี วามประสงคจ์ ะทานข้าวและหรอื กับขา้ วนน้ั
6.3 มคี วามพยายามจะทานข้าวและหรือกบั ขา้ วนน้ั
6.4 ทานอาหารนน้ั ให้ลว่ งลําคอลงไป
284
7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑน
วิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทาน
สกิ ขาบทวา่ ด้วย เจตนาเครอื่ งงดเว้นจากการฟูอนรํา ขับร้อง ดูการ
เล่นมหร สพ การ ทัดด อกไ ม้ การ ปร ะพร มนํ้าหอม การ สวม
เครื่องประดับและการแต่งตัวทุกอย่าง การห้ามในข้อน้ีเพื่อฝึกฝน
การรู้จักใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ฟุมเฟือย รู้จักใช้น้อย ไม่ให้
หลงใหลรสนิยมตามยุคตามสมัย ซึ่งองค์ประกอบของนจฺจคีต
วาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานน้ันมี
4 ประการ คอื
7.1 การทาํ เองหรือให้ผอู้ ื่นทํา
7.2 มีความประสงค์จะทําเองหรอื ใหผ้ ู้อ่ืนทํา
7.3 มคี วามพยายามจะทําเองหรือใหผ้ ้อู ่ืนทาํ
7.4 ไดท้ ําเองหรือใหผ้ ูอ้ ื่นทาํ แล้ว
8. อุจฺจาสยนมาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้า
ขอสมาทานสิกขาบทว่าด้วย เจตนาเคร่ืองงดเว้นจากการนั่งนอนบน
ที่สูงใหญ่ การห้ามในข้อนี้เพ่ือบรรเทากิเลสตัณหาให้เบาบาง
ปูองกันความฟุมเฟือยและมีโทษแก่ตนเองซึ่งองค์ประกอบของอุจฺ
จาสยนมาสยนา นั้นมี 4 ประการ คอื
8.1 ทนี่ อนท่ีสูงใหญม่ าก
8.2 มีความประสงคจ์ ะนอนในทน่ี ัน้
8.3 มคี วามพยายามจะนอนในท่นี ั้น
8.4 ไดน้ อนบนทน่ี อนน้นั
ผทู้ ่ีปรารถนาความสขุ ทางใจ การรักษาอุโบสถศลี ด้วยจิตใจ
ท่ีเลอื่ มใสพระรตั น์ตรยั อนั เป๐นอกี วธิ กี ารหน่ึงทจี่ ะชว่ ยทเุ ลาความ
ทุกข์อนั เกดิ กิเลสใหเ้ บาบางลง คอื พระพุทธคุณ พระธรรมคณุ
พระสงั ฆคณุ ถา้ ไม่มีจิตใจทเี่ ล่ือมใส ศรทั ธาแล้วยากนกั ท่ีจะเข้าจํา
285
อุโบสถศีลทุกวนั ธรรมสั วนะทุกเดอื นได้ดงั ปรากฏในธัมมิกสูตร (ขุ.
สุ. 25/353/405) มีความวา่
“ก็แล วิญํูชนผู้มีใจเล่ือมใสแล้ว เข้าจําอุโบสถอัน
ประกอบด้วยองค์ 8 ทําให้มีองค์ครบเต็มท่ี ตลอดวัน 14
คํ่า วัน 15 คํ่าและวัน 8 ค่ํา แห่งป๎กษ์ และตลอดปาฏิหาริก
ป๎กษ์”
สําหรับผู้จะเข้าจําอุโบสถศีล พึงต้ังใจว่า “พรุ่งน้ีเราจักรักษา
อุโบสถ” แล้วตรวจตราดูการงาน บอกกล่าวจัดแจงให้ทําคนในบ้าน
ทําอะไรบ้าง ครั้นวันอุโบสถ เปล่งวาจาสมาทานองค์อุโบสถใน
สํานักของภิกษุหรือภิกษุณี ของอุบาสกหรืออุบาสิกา ผู้รู้จักลักษณะ
ของศีล 10 แต่เช้าตรู่ แต่เมื่อไม่รู้บาลี พึงอธิษฐานว่า “พวกท่านพึง
อธิษฐานอุโบสถท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้” เม่ือไม่ได้ผู้อื่น
อธษิ ฐานดว้ ยตนเองกไ็ ด้ แต่ควรทาํ การเปล่งวาจาโดยแท้ เม่ือเข้าจํา
อโุ บสถ ไมค่ วรจัดแจงการงานทเ่ี ก่ียวกับการเบียดเบียนผู้อ่ืน ควรทํา
การนับอายุและวัยให้กาลล่วงไป เป๐นผู้ราวกะภิกษุผู้มีภัตรเป๐น
ประจํา บริโภคอาหารที่เรือนให้เรียบร้อยแล้ว ไปวัดฟ๎งธรรมหรือ
มนสิการบรรดาอารมณ์ 38 อารมณ์อย่างใดอย่างหน่ึง (อารมณ์ 38
มาจากอารมณ์กัมมัฏฐาน 40 คือ กสิณ 10 (เว้นอาโลกกสิณและอา
กาสกสิณ) อนุสสติ 10 อสุภะ 10 พรหมวิหาร 4 ธาตุววัตถาน 4 อา
หาเรปฏกิ ลู สญั ญา 1 อานาปานสติ 1 จึงรวมเปน๐ 38)
การสมาทานองค์อุโบสถ ช่ือว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่ง
ความเกดิ ในสวรรค์เป๐นตน้ (มงฺคล.2/131/105) ดงั ที่พระพุทธองค์
ตรัสไว้ (องฺ.ตกิ .20/510/263) ว่า
“วิสาขา ผู้ใดพึงครองราชย์เป๐นอิสราธิบดีแห่งมหาชน
บท 16 เหล่าน้ี ซึ่งมีรตนะ 7 ประการมากมาย คือ อังคะ
มคธะ กาสี โกศล วัชชี มัลละ เจตี วังสะ กุรุ ป๎ญจาละ
มัจฉะ สุรเสนะอัสสกะ อวันตี คันธาระ กัมโพชะ การ
ครองราชย์ของผู้น้ันน่ันย่อมไม่ถึงเสี้ยวท่ี 16 แห่งอุโบสถ
286
ซึ่งประกอบด้วยองค์ 8 ข้อน้ัน เพราะเหตุไร ? วิสาขา
ราชสมบัติที่เป๐นของมนุษย์เป๐นของเล็กน้อย เพราะนําเข้า
ไปเปรยี บเทียบสุขอันเป๐นทพิ ย์
วิสาขา 50 ปีซ่งึ เป๐นของมนษุ ย์ เปน๐ คืนหนึ่งและวันหนึ่ง
ของเทพดาชั้นจาตุมหาราช 30 ราตรี โดยราตรีนั้นเป๐น
เดือนหนึ่ง 12 เดือนโดยเดือนนั้นเป๐นปีหนึ่ง 500 ปีอัน
เป๐นทิพย์โดยปีนั้น เป๐นประมาณอายุของเทพดาช้ันจาตุ
มหาราช วิสาขา ก็คือข้อท่ีสตรีหรือบุรุษบางคนในโลกน้ี
เข้าจําอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ 8 แล้ว พึงเข้าถึงความ
เป๐นผู้ร่วมกันของเทพดาช้ันจาตุมหาราช เบ้ืองหน้าแต่
ตายเพราะกายแตก เป๐นฐานะที่สมควรจะมีได้แล. วิสาขา
ก็เราหมายเอาความเข้าถึงความเป๐นผู้ร่วมกันของเทพดา
ช้ันจาตุมหาราชนั่น จึงกล่าวคํานี้ว่า ราชสมบัติอันเป๐น
ของมนุษย์เป๐นของเล็กน้อยเพราะนําเข้าไปเปรียบสุขอัน
เป๐นทพิ ย์
วิสาขา 100 ปีอันเป๐นของมนุษย์ เป๐นคืนหนึ่งและวัน
หน่ึงของเทพดาชั้นดาวดึงส์ 30 ราตรี โดยราตรีน้ันเป๐น
เดือนหน่ึง 12 เดือนโดยเดือนนั้นเป๐นปีหน่ึงพันปีอันเป๐น
ทิพย์โดยปีน้ัน เป๐นประมาณอายุของเทพดาช้ันดาวดึงส์
วิสาขา ก็ข้อท่ีสตรีหรือบุรุษบางคนในโลกน้ี เข้าจํา
อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ 8 แล้ว พึงเข้าถึงความเป๐นผู้
ร่วมกนั ของเทพดาช้ันดาวดึงส์ เบื้องหน้าแต่ตายไปเพราะ
กายแตกเป๐นฐานะท่ีสมควรจะมีได้แล วิสาขา ก็เราหมาย
เอาความเข้าถึงความเป๐นผู้ร่วมกันของเทพดาชั้นดาวดึงส์
น่ันจึงกล่าวคํานี้ว่า ราชสมบัติอันเป๐นของมนุษย์เป๐นของ
เลก็ น้อย เพราะนาํ เขา้ ไปเปรียบเทยี บสุขอนั เป๐นทิพย์
วิสาขา 200 ปีอันเป๐นของมนุษย์ เป๐นคืนหน่ึงและวัน
หน่งึ ของเทพดานั้นยามา 30 ราตรี โดยราตรนี ั้นเป๐นเดือน
หน่ึง 12 เดือนโดยเดือนนั้นเป๐นปีหนึ่ง สองพันปีอันเป๐น
ทิพย์โดยปีน้ัน เป๐นประมาณอายุของเทพดาช้ันยาม
287
วิสาขา ก็ข้อที่สตรีหรือบุรุษบางคนในโลกนี้ เข้าจําอุ
โบสถอ์ ันประกอบด้วย 8 แลว้ พึงเขา้ ถึงความเป๐นผู้ร่วมกัน
ของเทพดาช้ันยาม เบื้องหน้าแต่ตายไป เพราะกายแตก
เป๐นฐานที่ควรจะมีได้แล วิสาขา ก็เราหมายเอาความ
เข้าถึงความเป๐นผู้ร่วมของเทพดาชั้นยามน้ันจึงกล่าวคํานี้
ว่า ราชสมบัติอันเป๐นของมนุษย์เป๐นของเล็กน้อย เพราะ
นําเขา้ ไปเปรียบเทียบสขุ อนั เปน๐ ทพิ ย์
วิสาขา 400 ปีอันเป๐นของมนุษย์ เป๐นคืนหนึ่งและวัน
หน่ึงของเทพดาชั้นดุสิต 30 ราตรี โดยราตรีน้ันเป๐นเดือน
หน่ึง 12 เดือนโดยเดือนนั้นเป๐นปีหน่ึง สองพันปีอันเป๐น
ทิพย์โดยปีนั้น เป๐นประมาณอายุของเทวดาช้ันดุสิต
วิสาขา ก็ข้อที่สตรีหรือบุรุษบางคนในโลก น้ี เข้าจํา
อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ 8 แล้ว พึงเข้าถึงความเป๐นผู้
ร่วมกันของเทพดาช้ันดุสิต เบ้ืองหน้าแต่ตายไป เพราะ
กายแตก เปน๐ ฐานะทสี่ มควรจะมไี ด้ วิสาขา ก็เราหมายเอา
ความเข้าถึงความเป๐นผู้ร่วมกันของเทพดาช้ันดุสิตน่ัน จึง
กล่าวคํานี้ว่า ราชสมบัติอันเป๐นของมนุษย์เป๐นของ
เล็กนอ้ ย เพราะนําเขา้ ไปเปรยี บเทียบสุขอันเปน๐ ทิพย์
วิสาขา 800 ปีอันเป๐นของมนุษย์ เป๐นคืนหน่ึงและวัน
หน่ึงของเทพดาช้ันนิมมานรดี 30 ราตรี โดยราตรีนั้น
เป๐นเดือนหนึ่ง 12 เดือนโดยเดือนนั้นเป๐นปีหนึ่งแปดพันปี
อันเป๐นทิพย์โดยปีน้ันเป๐นประมาณอายุของเทพดาชั้นนิ
มานรดี วิสาขา ก็ข้อที่สตรีหรือบุรุษบางคนในโลกนี้ เข้า
จาํ อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ 8 แล้ว พึงเข้าถึงความเป๐น
ผู้ร่วมกันของเทพดาชั้นนิมมานรดี เบ้ืองหน้าแต่ตายไป
เพราะกายแตก เป๐นฐานะท่ีควรจะมีได้แล. วิสาขา ก็เรา
หมายเอาความเข้าถึงความเป๐นผู้ร่วมกันของเทพดาช้ัน
นิมมานรดีน่ัน จึงกล่าวคําน้ีว่า ราชสมบัติอันเป๐นของ
มนุษย์เป๐นของเล็กน้อย เพราะนําเข้าไปเปรียบเทียบสุข
อนั เปน๐ ทิพย์
288
วสิ าขา พนั หกร้อยปีอนั เป๐นของมนุษย์ เป๐นคืนหน่ึงและ
วันหนึ่ง ของเทพดาช้ันปรนิมมิตวสวัตดี 30 ราตรีโดย
ราตรีน้ันเป๐นเดือนหนึ่ง 12 เดือนโดยเดือนน้ันเป๐นปีหนึ่ง
หม่ืนหกพันปีอันเป๐นทิพย์โดยปีน้ัน เป๐นประมาณอายุของ
เทพดาช้ันปรนิมมิตวสวัดดี วิสาขา ก็ข้อท่ีสตรีหรือบุรุษ
บางคนในโลกนี้ เข้าจําอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ 8
แล้วพงึ เขา้ ถงึ ความเป๐นผู้ร่วมกันของเทพดาชั้นปรนิมมิตว
สวัตดี เบ้ืองหน้าแต่ตายไปเพราะกายแตก เป๐นฐานะที่
สมควรจะมีได้แล วิสาขา ก็เราหมายเอาความเข้าถึงความ
เป๐นผู้ร่วมกันของเทพดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดีน้ัน จึงกล่าว
คําน้ีแลว่า ราชสมบัติกันอันเป๐นของมนุษย์เป๐นของ
เลก็ นอ้ ยเพราะนาํ เข้าไปเปรยี บเทยี บสุขอันเปน๐ ทิพย์”
แม้แต่ลูกจ้างอนาถบิณฑิกเศรษฐีเล้ียงชีวิตด้วยการรับจ้าง
เกิดเป๐นเทพดาท่ีต้นไทรในราวปุา เพราะผลแห่งสมาทานรักษา
อุโบสถกรรมกึ่งหน่งึ (มงคฺ ล.2/136/112)
การรักษาอุโบสถศีลไปด้วย ทําอกุศลกรรมไปด้วยย่อมส่งผล
ท้ังด้านบวกและด้านลบ บางคร้ังก็สุขสบาย บางคร้ังก็ทุกข์
ยากลําบากกายใจ ดังเช่นบุพพกรรมของปุโรหิต (ขุ.ชา.อ.7/172)
ครั้งพระโพธิสัตวเปนพระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงธรรมไมประมาท
บําเพ็ญบุญกิริ ยาวัตถุเนือง ๆ ไ ด ชักชวนอํามาตย ใ ห ปฏิบัติ
เช่นเดียวกัน ปุโรหิตนั้นต้ังอยูในตําแหนงวินิจฉัยไดฉอราษฏรบัง
หลวงรับสินบน ได โกหกพระองค เป๐นผู้รักษาอุโบสถเพียงคร่ึง
เดียว และไดใหมะมวงแกหญิงผูเปนคดีความเค้ียวกินแลวรักษา
อุโบสถ ด วยบุญกรรมเพียงเล็กน อยจึงเกิดเป นเวมานิกเปรต
กลางคืนเสวยสมบัติทิพย กลางวันทุกขทรมานเพราะผลกรรมชั่วท่ี
รับสินบน เปนเปรตมีมือทั้ง 2 ขางๆ ละนิ้วเทานั้น ที่นิ้วน้ัน มีเล็บ
ประมาณเทาจอบใหญ เขาก็เอาเล็บเหลานั้นผาเนื้อหลังของตน
ควกั ข้ึนๆ เค้ียวกนิ ไดรบั ความเจ็บปวดรองลั่น เสวยทุกขอยู
289
การอดอาหารเพ่ือจะรักษาอุโบสถศีลย่อมส่งผลให้เกิดใน
ราชนิกุล ดังเช่นบุพพกรรมของพระเจาอุทัย (ขุ.ชา.อ.5/290) คร้ัง
อดีตสมัย เศรษฐีสุจิปริวาร มีสมบัติประมาณ 90 โกฏิ ยินดีในบุญมี
ทาน เปนตน บุตรภรรยาก็ดี บริวารชนก็ดีของเขา แมกระทั่งคน
เลี้ยงโคในเรือนน้ัน ทุกคนเขาจําอุโบสถเดือนละ 6 วัน คราวนั้น
บุรุษเข็ญในเลี้ยงชีพดวยการรับจางคนหนึ่ง เขาไปหาเศรษฐีนั้น
ไหวแลวไดยืนอยู ขอทํางานรับจางกับเศรษฐี เศรษฐีสงสารเขาก็
รับไว เขาเปนคนดตี ้ังใจทํางาน ไมเกียจคราน เม่ือวันรักษาอุโบสถ
มาถึงไม มีใครบอกเขา เขาทํางานทั้งวันโดยไม รูเร่ืองเลย เม่ือ
ทราบเร่ืองเขาจึงสมาทานอุโบสถ ท้ังท่ียังไมไดบริโภคอาหาร จึง
ไดรักษาอุโบสถกรรมเพียงครึ่งเดียว ในขณะน้ัน พระเจ้าพาราณสี
ทรงทําประทักษิณพระนครเสด็จมาถึงท่ีน้ัน บุรุษเข็ญใจเห็น
พระราชาแลวยังความโลภใหเกิดข้ึน ปรารถนาราชสมบัติแลว จุติ
ไ ป ถื อ ป ฏิ ส น ธิ ใ น พ ร ะ ค ร ร ภ ข อ ง พ ร ะ อั ค ร ม เ ห สี เ พ ร า ะ ผ ล
อุโบสถกรรมก่ึงหนึ่ง โดยลวงไป 10 เดือน ก็ประสูติ พระชนก
พระชนนีไดทรงขนานนามพระราชากุมารนั้นวา อุทัยกุมาร พระ
องคทรงเจรญิ วัยประสบผลสําเร็จในศิลปะทง้ั ปวง ทรงระลึกถึงบุรพ
กรรมของพระองคไดดวยญาณเครื่องระลึกชาติ จึงทรงเปลงอุทาน
เนอื งๆ วา “น้เี ปนผลแหงกรรมมปี ระมาณเลก็ นอยของเรา”
การรักษาอุโบสถศีล สร้างโรงทานส่งผลให้ไปอุบัติบนสวรรค์
ช้ันดาวดึงส์ ดังเช่นบุพพกรรมของพระเจาสาธินะ (ขุ.ชา.อ.6/254)
คร้ังครองเมืองมิถิลา รับส่ังใหสรางโรงทานไว 6 แหง ทรงใหมหา
ทานด้วยการบริจาคทรพั ย 6 แสนทุกวัน ทรงรักษาศีล 5 บาง ทรงเข
าจําอุโบสถบาง แมพวกชาวแวนแควนก็ต้ังอยูในโอวาทของทาวเธอ
ทําบุญมีทานเปนตน ตายไปๆ ก็ไปเกิดในเทพบุรีท้ังน้ันไปสุธรรม
เทวสภาน่ังแลว ตางพรรณนาคุณแหงศีล และอาจาระ เปนตนของ
พระราชาอยูทีเดียว ฝายเทวดาที่เหลือฟงคุณกถานั้นแลวไดมีประ
สงคจะเห็นพระราชา ทาวสักกะทรงทราบใจทวยเทพ จึงทรงบัญชา
290
มาตลิเทพบุตรใหไปเชิญพระองคข้ึนมาบนสวรรค จนเวลาผานไป
700 ป พระองคส้ินบุญกรรม ปรารถนาจะลงสรางบุญ มาตลิ
เทพบุตรได พาพระองค มาสงที่เมืองมิถิลา บริเวณอุทยาน นาย
อุทยานบาล ไดกราบทูลแกพระเจ้านารทะ พระองคไมตองการราช
สมบัติ ปรารถนาแตทําบุญ พระปนัดดาก็ไดถวายความสะดวกใน
การถวายทาน ในวันที่ 7 พระเจาสาธินะก็สวรรคตไปบังเกิดในภพ
ดาวดงึ สน่ันเอง
การรักษาอุโบสถศีลสามารถข่มมานะ การถือตัวจัด สามารถ
ข่มราคะเป๐นต้น ดังเช่น ดาบสและสัตว์ 4 ตัว (ขุ.ชา.อ.6/315) คือ
1) ดาบสตนหน่ึงอาศัยในหิมวันตประเทศ เปนคนถือมานะ ไม
สามารถใหฌานเกิดข้ึนได วันหน่ึง คิดวา มานะของเราน้ีเจริญ
ขึ้นอยู จักนําเขาไปสูนรก บัดน้ีเรายังข่มมานะนี้ไมได จักไมไปหา
ผลไม จึงสมาทานอุโบสถศีลเพ่ือขมมานะน่ังแลว 2) ฝายนกพิราบ
ตัวหนงึ่ ถกู ความเรารอนดวยอาํ นาจราคะแผดเผาอยู จึงคิดวา บัดนี้
เรายังขมราคะนี้ไมได จักไมไปเพื่อหากิน จึงไปสูสํานักของดาบส
สมาทานอุโบสถศีลเพ่ือขมราคะ นอนในท่ีควรขางหน่ึง 3) ฝายงู
ตัวหนึ่งก็สมาทานอุโบสถศีลเพ่ือขมควาโกรธ 4) ฝายสุนัขจ้ิงจอก
ตัวหน่ึงก็สมาทานอุโบสถศีลเพื่อขมความโลภ 5) ฝายหมีตัวหน่ึงก็
สมาทานอโุ บสถเพอ่ื ขมความอยาก ไดจัดทนี่ อนในทค่ี วรขางหน่งึ
อุโบสถกรรมยอมเปนไปเพ่ือขมบาปได แมพระศาสดาเมื่อจะ
ทรงแสดงธรรมแกพวกอบุ าสกผูรักษาอุโบสถจึงตรัส (ขุ.ชา. 27/384)
วา “อุบาสกทั้งหลาย พวกทานทํากรรมดีแลว ธรรมดาอุโบสกน่ันเป
นวงศของโบราณกบณั ฑติ ทั้งหลาย ดวยวาโบราณกบัณฑิตท้ังหลาย
เขาจาํ อโุ บสถเพ่ือขมกิเลสมีราคะเปนตน”
ก า ร ทํ า ค ว า ม ข ว น ข ว า ย ใ น ก า ร บํ า เ พ็ ญ บุ ญ อํ า น ว ย ค ว า ม
สะดวกแก่ผเู้ จริญกว่าโดยวัย เช่น ผู้แก่ชรา มีอายุมากกว่าเรา และ
ผู้ด้วยคุณวุฒิ เช่น ครูบาอาจารย์ เจ้านาย จัดเป๐นมงคลข้อน้ีด้วย
291
เพราะเป๐นเหตุให้ได้พาหนะอันพิเศษ (มงฺคล.2/139-140/115)
ดังเชน่ บุพพกรรมของพระเจาจัณฑปชโชต (ขุ.ธ.อ.2/35-37) ครั้ง
อดีตสมัย พระปจเจกพุทธเจารูปหนึ่งเขาไปบิณฑบาตไมไดภัตร
เพราะชาวเมอื งถูกมารดลไมใหถวาย อิสสรชนคนหนึ่งมีความแกล
วกลาเห็นบาตรทานวางเปลา จึงรับบาตรทานแลว สั่งใหอุปฏฐาก
นําไปถวายโดยเร็ว และแบงบุญน้ีใหแกเขาดวย เพราะกลัวจะลวง
เวลา เขาว่งิ ไปดวยความเร็ว เขาจึงตั้งความปรารถนาวา เพราะผล
แหงฝเทาของขาพเจาน่ัน ขอพาหนะท่ีสามารถไปได 50 โย
ชน 60 โยชน์ 100 โยชน และ 120 โยชนจงเกิดขึ้น เม่ือขาพเจา
กําลังมาและกําลังไปสรีระเร่าร้อนเพราะแสงแดด เพราะผลแหงสรี
ระที่เรารอนที่โดนแดดเผา ขออาชญาของขาพเจาจงเปนเชนกับ
แสงพระอาทิตยในท่ีๆ ขาพเจาเกิดแลว ขอขาพเจาพึงเปนผูมีสวน
แหงธรรมที่ทานเห็นแลว พระปจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ขอความ
ปรารถนาจงสําเร็จอยางน้ันเถิด เขาได้เวียนว่ายตายเกิดหลายภพ
หลายชาติ ในพุทธุปบาทน้ีไดเปนพระเจ้าจัณฑปชโชต กรุงอุ
ชเชนีนคร มีพาหนะสําคัญ 5 อยาง คือ ชางพังเชือกหน่ึงชื่อภัททว
ดี วันหน่ึงไปได 50 โยชน ทาสช่ือกากะไปได 60 โยชน มา 2 ตัว
ชื่อเวลกังสิ และมุญชเกสิ ไปได 100 โยชน ชางชื่อนาฬาคิรีไปได
120 โยชน
แม้การบอกทางแก่ยาจกท้ังหลาย ก็ชื่อว่าการทําความ
ขวนขวายในการบําเพ็ญบุญ นับว่าเป๐นมงคลเช่นเดียวกันเพราะ
เหตุให้ได้ฝุามือวิเศษเป๐นต้น (มงฺคล.2/141/117) ดังเช่น ชางชุน
เร่อื งมีอยูว่ า่ หลานพระเจาอังกุระไดแตงงานกับลูกสาวของชางชุน
ทําอาชีพเปนชาง อาศัยอยูในเรือนใกลคฤหาสน์อสัยหเศรษฐี เมื่อ
เห็นเศรษฐีแจกทานใหคนจนยากไรทุกวัน ก็เกิดความคิดวา ตนมิ
ไดทําบญุ มากอนจงึ ไมสามารถทาํ เชนน้ีได ทําไดแคเพียงชี้นิ้วบอก
ทางไปบานเศรษฐีแกยาจกท่ีมาถามทาง ดวยบุญกรรมเพียงเทาน้ี
292
จึงบังเกิดเปนภุมมัฏฐเทวดาอาศัยอยูที่ตนไทรใหญกลางชมพูทวีป
มีมือขวาอันวิเศษท่ีดลบันดาลไดทุกอยาง ครั้นกาลตอมา พระเจ
าองั กรุ ะทรงเอาเกวยี น 500 เลม บรรทุกส่ิงของไปเพ่ือค้าขายเสด็จ
ถึงท่ีกันดารน้ัน ทรงหลงทางเสด็จไปในที่นั้นต้ังหลายวัน ไดมีหญ
าน้ําและอาหารหมดเกลี้ยง รุกขเทพดาระลึกถึงอุปการะท่ีพระเจ
าอังกุระ ทรงทําแกตนในกาลกอน จึงแสดงต้นไทร พระเจ้าอังกุระ
ทอดพระเนตรเห็นตนไทร ทรงราเริงยินดีเป๐นยิ่งนักจึงได้ประทับ
แรมคา้ งคืนกอ่ นออกเดินทางต่อ เทพดาเหยียดมือขวาออกแลว ใน
ครั้งแรกใหชนทุกคนอ่ิมหนําดวยน้ําดื่ม ต่อน้ันใครตองการส่ิงใดก็
ไดใหสงิ่ น้ัน พระเจ้าอังกรุ ะไดต้ รสั ถาม (ขุ.เปต. 26/106/189-190)
วา่
“ฝุามอื ของท่านเปน๐ ทองลว้ น มธี ารแตน่ ้ิวทงั้ 5 เปน๐
แดนไหลออกแหง่ รสอรอ่ ย ผลบุญสําเร็จที่ฝาุ มือของ
ท่าน เพราะการประพฤติอนั ประเสรฐิ อะไร?”
เทพดาทูลถึงผลบุญสําเรจ็ ไดจ้ ากการบอกทางไปโรงทา
นอสัยหเศรษฐแี ก่เหล่ายาจกที่ทนทุกขอ์ ดยากทีป่ รารถนาไปรับ
อาหารมาบรโิ ภคไว้ว่า
“ฝาุ มือให้ส่ิงทใี่ คร่ เหตุน้นั ฝาุ มือเป๐นแดนไหลออก
แห่งรสอร่อย เหตุน้ันผลบุญยอ่ มสาํ เร็จทฝี่ าุ มือของขา้
พระองค์ เพราะการประพฤติอันประเสริฐนน้ั ”
การสร้างสาธารณูปโภค ด้วยจิตเป๐นสาธารณะ ไม่ว่าจะเป๐น
การปลูกสร้างละเมาะไม้ในอารามและการสร้างสะพาน จัดเป๐น
มงคลในข้อนี้ด้วย เพราะเป๐นเหตุแห่งการเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ได้เหมือนกัน (มงฺคล.2/146/120) ดังเช่น อุบาสกคนหนึ่งในเมือง
สาวัตถี ทําท่ีขรุขระใหราบเรียบในทางมาสูบานเพื่อบิณฑบาตแก
ภิกษุทั้งหลาย นําหนามออกถางกองไมและพุมไม ในฤดูนํ้าหลาก
ทอดสะพานในเหมืองท้ังหลาย ในสถานที่ไมมีละเมาะไมก็ปลูกต
นมีเงาไว ขุดดินในท่ีขังนํ้า ท้ังทางขึ้น ทําที่ขังน้ําเหลาน้ันใหกวาง
293
และลึก ทําทาน้ําใหพรอมลงสะดวก ถวายทานตามสมควรแก
สมบัติ และรักษาศีล อุบาสกนั้นเมื่อถึงแกกรรมแลวบังเกิดในวิมาน
ทองประมาณ 12 โยชนในภพดาวดึงส เม่ือคร้ังพระโมคคัลลาน
เถระ ไปจาริกเทวโลกได้ไปหาเทวบุตรน้ันสอบถาม (ขุ.วิมาน.
26/54/99) วา่
“วิมานมีเสาแล้วด้วยแก้วนี้ สูงได้ 12 โยชน์โดยรอบ
เรือนยอด 700 กว้างขวาง มีเสาแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ปู
ลาดด้วยเครื่องลาดอัน งาม ดูงดงาม ท่านย่อมอยู่ย่อมด่ืม
และย่อมเค้ียวกินในวิมานน้ัน พิณอันเป๐นทิพย์ซ่ึง
ไพเราะก็ ประสานเสียงอยู่ กามคุณ 5 มีรสเป๐นทิพย์ก็มี
ในวิมานนี้ อนึ่งเหล่านารีผู้ประดับด้วยเคร่ืองอาภรณ์
ทองคํากฟ็ ูอนอยู่
ท่านมีวรรณะเช่นนั้นเพราะบุญกรรมอะไร ? ผลแห่ง
สุจริต ย่อมสําเร็จแก่ท่าน ในที่นี้ และโภคะเหล่าใดเหล่า
หน่ึง อันน่าพึงใจ ย่อมเกิดข้ึนแก่ท่าน เพราะบุญกรรม
อะไร?
เทพเจ้า อาตมภาพ ขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ท่าน
ครั้งเป๐นมนุษย์ ได้ทําบุญอะไรไว้ ? ท่านมี อานุภาพรุ่ง
เรือนอย่างนี้ และวรรณะของท่าน ย่อม ส่องสว่างไปท่ัว
ทุกทิศ เพราะบญุ กรรมอะไร?”
เทพบุตรนัน้ เรยี นท่านว่า
“ข้าพเจ้า ครั้งเป๐นมนุษย์ ในพวกมนุษย์ ได้ ทําทางเดิน
ตามหนทางในปุา และปลูกต้นไม้ ร่ืนรมย์ไว้ ท่านผู้ศีล ได้
เปน๐ ทร่ี กั ของข้าพเจา้ ขา้ พเจา้ มจี ติ เล่ือมใส ได้ให้ทานคือข้าว
และน้ําอันไพบูลย์โดยเคารพ
ข้าพเจา้ มวี รรณะเช่นน้เี พราะกรรมน้ัน ผลสุจริตย่อมสุจริต
แก่ข้าพเจ้าในท่ีนี้ เพราะกรรมน้ัน อนึ่ง โภคะอันน่าพึงใจ
เหลา่ ใด เหลา่ หนง่ึ ยอ่ มเกิดขึ้นแกข่ ้าพเจ้า เพราะกรรมน้ัน
294
ขา้ พเจ้ามีอานุภาพขึ้นแกข่ ้าพเจา้ และวรรณะของข้าพเจ้า
ยอ่ มส่องสว่างไปท่วั ทกุ ทศิ เพราะกรรมนนั้ ”
ในเสรีสกวิมาน สัตตมวรรค (ข.ุ วิมาน.26/84/143-154) ก็
ไดก้ ลา่ วถึงการทาํ ปะราํ กง่ิ ไมด้ ้วยเสาไม้ซึก 4 ตน้ และปลกู ต้นซกึ
ในท่ใี กลป้ ะรํา ผลบญุ ทําให้ไปเกดิ เป๐นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา มี
เค้าเรื่องคลา้ ยๆ กบั ทีป่ รากฏในอรรถกถาปายาสิสูตร ทีฆนกิ าย
มหาวรรค (ส.ุ วิ.2/549) ท่ีไดก้ ล่าวถงึ หัวหน้าของเด็กเลย้ี งโคทํา
ความสะอาดโคนต้นไมส้ ําหรบั พระภิกษไุ ปบิณฑบาตใช้พักขา้ ง
ทาง ส่งผลให้ไปเกิดเปน๐ เทวดา มีวมิ านเป๐นเงิน
อานิสงสก์ ารบาํ เพญ็ ประโยชนต์ ่อสงั คม
การบําเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม โดยการรู้จักสละทรัพย์สิน
การประพฤติธรรม การสงเคราะห์ญาติ และประกอบการงานที่ไม่มี
โทษ มีอานิสงสด์ งั นี้
1. เป๐นท่ีมาของสมบัติทั้งหลาย เป๐นที่ต้ังแห่งโภคทรัพย์ทั้ง
ปวง ได้รับความสุข เป๐นท่ีรักของคนหมู่มาก ผูกไมตรีไว้ได้ เป๐นท่ี
น่าคบหาของคนดี เข้าสังคมได้คล่องแคล่ว แกล้วกล้าอาจหาญใน
ทกุ ชมุ ชน มชี ื่อเสียงเกยี รติ
2. สร้างความเจริญความสงบสุขแก่ตนเองและส่วนรวมเป๐น
มหากุศล รักษาสัทธรรม นําศาสนาให้เจริญ ไม่ก่อเวรก่อภัยกับ
ใ ค ร ๆ ใ ห้ อ ภั ย แ ก่ ส ร ร พ สั ต ว์ เ ป๐ น ผู้ ดํ า เ นิ น ต า ม ป ฏิ ป ท า ข อ ง
นกั ปราชญ์
3. เปน๐ ฐานปูองกนั ภัย ยึดเหน่ียวนํ้าใจกัน สร้างส่ิงแวดล้อมที่
ดี สนทิ สนมคนุ้ เคยกัน เกิดความสามัคคีกัน เกิดความจงรักภักดีต่อ
กนั ทําใหต้ ระกลู ใหญ่โต มั่นคง เป๐นตัวอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง และ
เปน๐ เหตแุ ห่งสนั ตสิ ุขไปทั่วโลก
295
4. ทํางานไม่มีโทษจะหลับก็เป๐นสุข จะตื่นก็เป๐นสุข ไม่ต้อง
หวาดระแวงใคร ได้ทดแทนบุญคุณของโลกที่อาศัยเกิดมา ทํางาน
เสร็จเรยี บร้อยแลว้ ก็จะได้ตอบแทน
จากมงคลในการบําเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมทําให้เห็นว่า เม่ือ
ทําคุณประโยชน์ครอบครัวให้มีความสุข มีความอบอุ่น สร้างฐานะ
ม่ันคง มั่งค่ังแล้ว ต้องทําหน้าท่ีในทางคุณประโยชน์ต่อสังคม
ช่วยเหลือส่วนรวม สร้างสาธารณประโยชน์ โดยการรู้จักสละ
ทรัพย์สินของท่ีเหมาะสม สร้างสันติสุขแก่มวลมนุษย์ พร้อมท้ัง
ประพฤติธรรมควบคู่กันไปด้วย ช่วยเหลือทั้งญาติสายโลหิต
เดียวกันและผู้รู้จักคุ้นเคย เป๐นการสร้างเสริมความสามัคคี ความ
เป๐นปึกแผ่นของสังคมให้เกิดขึ้น และประกอบการงานที่ไม่มีโทษ
สร้างงานท่ีมีประโยชน์ต่อส่วนรวม เฉกเช่น งานจิตอาสา งานสา
ธารณกุศล งานสังคมสงเคราะห์ งานสาธารณประโยชน์ งานใน
ชมุ ชน ซงึ่ มีสาระสาํ คญั ตามตารางดงั นี้
ตารางท่ี 5 : การบาํ เพญ็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม
การบาํ เพญ็
ประโยชน์ สาระสาํ คญั
ตอ่ สงั คม
การใหท้ าน
1. อามิสทาน การใหว้ ตั ถุ สิ่งของ หรือเงินเป๐นทาน
2. ธรรมทาน การสอนใหธ้ รรมะเป๐นความรเู้ ป๐นทาน
3. อภัยทาน การใหอ้ ภยั ในสิ่งทค่ี นอน่ื ทาํ ไม่ดีกับเรา ไม่
จองเวรกนั
มงคลท่ี 15 การใหท้ านทถ่ี อื วา่ เปน๐ ความดี
การบําเพญ็ ทาน 1. วัตถบุ รสิ ุทธิ์
2. เจตนาบริสุทธ์ิ ขณะให้ และหลงั ให้
3. บุคคลบรสิ ทุ ธิ์
การใหท้ านทถี่ อื วา่ ไมด่ ี
1. ให้สรุ า ยาเสพติด
296
มงคลที่ 16 2. ให้อาวธุ
การประพฤติ 3. ให้มหรสพ การบนั เทิงทกุ รปู แบบ
4. ใหส้ ตั วเ์ พศตรงขา้ มเพอ่ื ผสมพนั ธ์ุ
ธรรม 5. ใหภ้ าพลามก หรือสง่ิ พมิ พล์ ามก
การประพฤตธิ รรม
กายสจุ รติ
1. การไมฆ่ า่ สตั ว์
2. การไม่ลกั ทรพั ย์
3. การไม่ประพฤตผิ ดิ ในกาม
วจสี จุ รติ
1. การไม่พดู เท็จ
2. การไม่พดู คําหยาบ
3. การไม่พูดจาส่อเสยี ด
ตารางท่ี 5 : การบาํ เพญ็ ประโยชนต์ ่อสงั คม (ต่อ)
การบาํ เพญ็
ประโยชน์ สาระสาํ คญั
ต่อสงั คม
4. การไมพ่ ูดเพอ้ เจอ้ ไม่เปน๐ สาระ
มโนสจุ รติ คอื
มงคลที่ 16 1. การไม่โลภอยากได้ของผ้อู น่ื นึกอยากไดข้ องเขามา
การประพฤติ เป๐นของเรา
ธรรม 2. การไม่คิดพยาบาทปองร้ายผอู้ ื่น
3. การเหน็ ชอบ มคี วามเช่อื ความเขา้ ใจในความเป๐น
จริง ความถูกตอ้ ง
ลกั ษณะของญาตทิ คี่ วรใหก้ ารสงเคราะห์
1. เมอื่ ยากจนหาทพ่ี ึง่ มิได้
2. เม่ือขาดทุนทรพั ย์ในการคา้ ขาย
มงคลท่ี 17 3. เมือ่ ขาดยานพาหนะ
การสงเคราะห์ 4 .เมอ่ื ขาดอุปกรณท์ ํามาหากิน
5. เมอื่ เจบ็ ไขไ้ ดป้ ุวย
ญาติ 6. เม่ือคราวมธี รุ ะการงาน
7. เมื่อคราวถกู ใสค่ วามหรือมคี ดี
การสงเคราะหญ์ าติ
297
1. ใหท้ าน คือการสงเคราะหเ์ ป๐นทรพั ย์สนิ
2. ใชป้ ยิ วาจา การพูดเจรจาดว้ ยถอ้ ยคาํ ที่ออ่ นโยน
สุภาพ
3. มอี ตั ถจริยา การประพฤตติ นให้เปน๐ ประโยชนก์ ับเขา
4. รู้จกั สมานตั ตตา คอื การวางตวั ให้เหมาะสม
งานทไี่ มม่ โี ทษ
1. ไมผ่ ดิ กฎหมาย ทาํ ให้ถกู ต้องตามกฎหมายของ
บา้ นเมือง
2. ไมผ่ ดิ ประเพณี แบบแผนทป่ี ฏิบัตกิ นั มาแตเ่ ดมิ ควร
ดาํ เนินตาม
มงคลที่ 18 3. ไมผ่ ิดศลี ข้อห้ามทบ่ี ัญญัติไว้ในศลี 5
การทาํ งานที่ไมม่ ี 4. ไมผ่ ิดธรรม เชน่ การพนัน การหลอกลวง
โทษ อาชพี ตอ้ งหา้ ม
1. การคา้ อาวธุ
2. การค้ามนษุ ย์
3. การค้ายาพษิ
4. การคา้ ยาเสพยต์ ิด
5. การคา้ สัตวเ์ พอ่ื นําไปฆา่
298
การปรบั เตรยี มสภาพจติ ใจใหพ้ รอ้ ม
เทวดาเอ๋ย เจ้าจงถือว่า การงดการเว้นจากบาป
ความสํารวมจากการด่ืมน้ําเมา และความไม่
ประมาทในธรรมท้ังหลาย 3 อย่างน้ี เป๐นมงคลอัน
สูงสุด