The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รัตนา นาทอง, 2022-09-12 06:08:00

บทที่-รวม (1)_merged

บทที่-รวม (1)_merged

349

เป๐นผู้มีมานะกระด้าง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ตามปรากฏในสัพพ

ทาฐชิ าดก (ข.ุ ชา.27/332-333/93) วา่
“อันสุนัขจ้ิงจอก มีมานะกระด้าง มีความต้องการด้วย

บริวาร ถึงสมบัติอันใหญ่ ได้เป๐นราชาแห่งสัตว์ มีเข้ียวงา
ทุกจําพวก ในจําพวกมนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดมีบริวาร ผู้
นั้นก็ย่อมเป๐นใหญ่ในบริวารน้ัน เหมือนสุนัขจิ้งจอกเป๐น
ใหญแ่ หง่ สัตวม์ ีเข้ียวงาทั้งหลายฉะนั้น”

ความเป๐นผู้กระด้าง พึงทราบว่าเป๐นอวมงคล เพราะเป๐นเหตุ
แห่งความพินาศ ส่วนความประพฤติถ่อมตน ความไม่กระด้าง นอบ
น้อมทุกทิศทุกสถาน ผู้ละเอียดด้วยการเห็นเร่ืองราวอันสุขุม ด้วย
การกล่าววาจาที่อ่อนหวาน มีไหวพริบ ประพฤติต่ําตนไม่อวดอ้าง
ไม่เป๐นคนหัวดื้อ ผู้ฉลาดเฉียบแหลมในเหตุที่นอบน้อมทุกเหตุการณ์
ช่อื วา่ เปน๐ มงคล เพราะเป๐นเหตุให้ได้คุณมี ยศ เป๐นต้น ดังที่พระพุทธ

องค์ตรสั ไว้ในสิงคาลกสูตร (ที.ปาฏิ.11/205/206) ว่า
“บุคคลผู้เป๐นบัณฑิตถึงพร้อมด้วยศลี ละเอียด มี

ปฏิภาณ ไหวพริบ ประพฤตถิ ่อมตน และไม่กระด้าง
เช่นนน้ั ย่อมได้ยศ”

350

ความสันโดษ
ความหมายของความสันโดษ

สันโดษ (คาํ นาม) ความยินดีหรอื พอใจเท่าท่ีตนมีอยู่หรือ

เป๐นอยู่ เช่น เขาถือสนั โดษ. (ภาษาปาก) (คํากริยา) มักน้อย เช่น เขา

เปน๐ คนสันโดษ. (ส. สํโตษ; ป. สนฺโตส)

คาํ ว่า “สนั โดษ” ภาษาบาลีเป๐น “สนฺโตส” (สัน-โต-สะ) รากศัพท์
มาจาก สํ (คําอปุ สรรค = พร้อม, ดี) + ตุสฺ (ธาตุ = ยนิ ดี) + ณ ปจ๎ จัย,

ลบ ณ, แปลงนิคหิตท่ี สํ เป๐น นฺ (สํ > สนฺ), แผลง อุ ที่ ตุ เปน๐ โอ (ตุสฺ

> โตส)
คําว่า สนฺตุฏฺฐิ รากศัพท์มาจาก สํ (คําอุปสรรค = พร้อมกนั ,

รว่ มกัน) + ตสุ ฺ (ธาตุ = ยนิ ดี) + ติ ปจ๎ จัย, แปลงนิคหิตเป๐น นฺ (สํ >

สนฺ), แปลง สฺต (คอื –สฺ ท่ีสดุ ธาตกุ ับ ต ที่ ติ ปจ๎ จัย) เป๐น ฏฺฐ
บคุ คลชื่อว่า เป๐นผ้สู ันโดษ เพราะยนิ ดีด้วยป๎จจัยตามมีตามได้

ซงึ่ ในอรรถกถาเมตตสูตร (ขุ.สุ.อ.2/254) ไดอ้ ธิบายไวว้ ่า “ภิกษุ ชื่อ
ว่าผู้สันโดษ เพราะยินดดี ว้ ยสันโดษ 12 อย่าง ภิกษชุ ื่อว่าผูย้ ินดี

เพราะย่อมยินดี ภิกษชุ ื่อวา่ สนฺตสุ ฺสโก (ผู้สันโดษ) เพราะอรรถวา่
ยินดีด้วยป๎จจุบนั ของตน ยินดีด้วยป๎จจุบันที่มีอยู่ ยินดีโดยสม่าํ เสมอ

ป๎จจัย 4 ที่อปุ ๎ชฌายะแสดงครงั้ อุปสมบทตนเองรับแลว้
ป๎จจัยน้ัน ชอื่ ว่าเปน๐ ของตน ภิกษุไม่แสดงวิการทั้งในเวลารับ ทง้ั ใน
เวลาบรโิ ภค ยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วยป๎จจัยนนั้ ท่ีดีหรอื ไม่ดี ซ่ึง
ทายกถวายแล้ว โดยเคารพหรือไม่เคารพก็ตาม พระพุทธองคต์ รัสว่า
ผู้สันโดษด้วยป๎จจัยของตน

ป๎จจัย 4 เป๐นของที่ตนได้แล้ว คือมีอยู่แก่ตน ป๎จจัยน้ันช่ือ
ว่าเป๐นของมีอยู่ ภิกษุยินดีอยู่ด้วยป๎จจัยท่ีมีอยู่เท่านั้น ไม่ปรารถนา
ป๎จจัยอ่ืนไปจากป๎จจัยนั้น ละความเป๐นคนมักมากเสีย พระพุทธองค์
ตรัสวา่ ผูส้ ันโดษด้วยป๎จจัยที่มีอยู่ การละความยินดีและความยินร้าย
ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์โดยสมํ่าเสมอ ภิกษุยินดีอยู่ในอารมณ์

351

ท้ังปวง โดยความสมํ่าเสมอนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้สันโดษโดย

สมา่ํ เสมอ”

ประเภทของความสันโดษ
ความสันโดษ การครองตนอยู่ด้วยความยินดี ชอบใจ พอใจ
อ่ิมใจ จุใจ สุขใจ กับของของตน ให้รู้จักพอ รู้จักประมาณ ทําให้
จิตใจสงบจากกิเลส สามารถรองรับคุณธรรมจากผู้อ่ืนได้เต็มที่
สามารถฝึกตนเองให้มีความเจริญก้าวหน้า เป๐นไปเพื่อความเจริญ
สุขทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมประเทศชาติ มิได้ทําให้ยากจน

ทําให้เกียจคร้าน ขัดขวางความเจริญ (กองวิชาการ : 2550: 149)
การอยู่ลําพังคนเดียวอย่างเดียวก็หาไม่ แต่เป๐นความยินดี ความ
พอใจ ความยินดีด้วยของของตนซ่ึงได้มาด้วยเร่ียวแรงความเพียร
โดยชอบธรรม ความยินดีด้วยป๎จจัยส่ี ตามมีตามได้ ความรู้จักอิ่ม

รู้จักพอ (พระครูปลัดจักรกริศน์ จนฺโทภาโส : 2553 : 27) ซ่ึงความ

ยนิ ดี ความพอใจ ทจี่ ดั วา่ เปน๐ สันโดษ จะมีลกั ษณะ 3 อย่าง คอื

1. สเกนสันโดษ คือ ยินดีตามมี หมายถึง ยินดีกับของที่ตนมี
อยู่แล้ว พอใจกับของของตน ไม่ว่าจะเป๐นพ่อแม่ ลูกเมีย งาน
ประเทศชาติ ควรปฏิบัติอย่างไร ดูแลอย่างไร ให้ดีท่ีสุดเท่าท่ีจะทํา
ได้ ถึงจะมีข้อบกพร่อง ก็ค่อยๆ แก้กันไปให้ดีข้ึน แต่ไม่คิดไขว่คว้า
แย่งชิงเอาของคนอื่นเขามา ถ้าพอใจในสิ่งท่ีมีอยู่แล้ว ไม่คิด
ขวนขวาย ประกอบการงานใด ไม่คิดรักษาทรัพย์สมบัติให้คงอยู่ กิน
แต่บุญเก่า อย่างนี้เรียกว่า ผู้เกียจคร้าน ไม่มีความขยันในจิต
สันดาน

2. สันเตนสนั โดษ คือ ยินดีตามได้ หมายถึง ยินดีกับของส่วนที่
ตนได้มา คือ เมื่อแสวงหาประโยชน์อันใดแล้ว มันได้เท่าไหร่ก็พอใจ
เท่านั้น ยินดีเพียงแค่นั้น ไม่กระวนกระวาย เป๐นทุกข์ เพราะได้ไม่
สมใจอยาก เฉกเช่น พ่อค้า แม่ค้า ค้าขายได้เท่าไร ในแต่ละวัน แต่
ละเดือน ทําใจให้ยอมรับกับกําไรที่ได้ ข้าราชการ ข้ึนขั้นเงินเดือน

352

เท่าไร ก็พอใจเท่าน้ัน แต่ถ้าได้รับตําแหน่ง เลื่อนขั้น ไม่ยอมรับ
ตาํ แหน่งที่สูงขึ้น ขัน้ ท่สี งู ขึ้น อยา่ งน้เี รียกว่า โง่

3. สเมนสันโดษ คือ ยินดีตามควร หมายถึง ยินดีกับของท่ี
สมควรกับตนเท่านั้น สิ่งใดที่มีอยู่หรือท่ีจะได้ต่อไป หากเห็นว่าไม่
ควรกับเรา ก็ไม่ยินดี ไม่ยอมรับเอาไว้ เฉกเช่น เป๐นพระภิกษุ
นักบวช มีคนเอาเส้ือผ้ามาถวาย ก็ไม่ควรยินดี ก็หรือว่า ตํารวจ
ปฏิบัติหน้าที่ไม่ควรท่ีจะรับสินบน เพราะมันไม่สมควรแก่ตนเอง
สภาพของตน

ผู้ปฏิบัติตามหลักการของความสันโดษ จะต้องเป๐นคนทํามาหา
เลี้ยงชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยสติป๎ญญาเท่าที่มีและโดย
วิธีการอันชอบธรรม จะไม่อยากได้ของของคนอื่นหรือของท่ีไม่ชอบ
ธรรม จะไม่ทุจริตเพราะปากท้องหรือผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อหามา
ได้ก็ใช้สอยเท่าที่จําเป๐น และใช้ด้วยสติป๎ญญา ไม่เป๐นทาสของวัตถุ
เมื่อไม่ได้ เม่ือสุดวิสัยที่จะได้ ก็ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายยังคง
ปฏิบัติหน้าท่ีของตนต่อไป ไม่ยอมให้ความผิดหวังครอบงําใจ หา
ความสุขได้จากสิ่งท่ีเป๐นของตน หรือเป๐นสิทธิของตน สามารถ
ดํารงชีวิตที่มีความสุขตามฐานะ มีความภูมิใจในผลสําเร็จอันเกิด
จากกําลังของงาน มีความอดทน สามารถรอคอยผลสําเร็จอันจะพึง
เกิดขึ้นจากการกระทําของตน มีความรักและภักดีในหน้าที่ของตน

มุ่งปฏิบัติเพื่อความก้าวหน้าของงาน เรียก “ทํางานเพ่ืองาน” อย่าง
แทจ้ รงิ ไมถ่ ือเอาส่ิงที่ตนหามาได้ สมบัติของตนหรือความสําเร็จของ

ตนมาเป๐นเหตุยกตนข่มผู้อ่ืน (เสฐียรพงษ์ วรรณปก : ออนไลน์) วิธี
สร้างความสุข สร้างความเจริญก้าวหน้า ต้องเริ่มด้วยการรู้จักพอใจ
กับส่ิงท่ีตัวมีอยู่ และทําหน้าท่ีของตนให้ดีที่สุด ไม่ไขว่คว้า
ทะเยอทะยานจนเกินเหตุ เช่น เป๐นหัวหน้าแผนก อยากให้มีความสุข
ความกา้ วหน้าก็ให้พอใจในตําแหน่งของตนแล้วต้ังใจทําหน้าท่ีให้ดี
ที่สุด ความสุขก็เกิด ความเจริญก้าวหน้าก็จะมีมาเอง เป๐นสามีหรือ
ภรรยาอยากมีความสุขก็ให้พอใจในคู่ครองของตน แล้วทําหน้าท่ี
ของตนให้ดีที่สุด ความสงบสุขในครอบครัวก็จะมีมาเอง ไม่ใช่เท่ียว

353

วิ่งวุ่นมีบ้านเล็กบ้านน้อย ยิ่งมีก็ย่ิงทุกข์ ซ่ึงท่านได้จัดความสันโดษ

ไว้ 3 ประการ (กองวชิ าการ : 2550: 150-151) คือ

1. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามได้ แสวงหาหรือยอมรับแต่ของท่ี
ควรกับฐานะของตนไม่เป๐นคนใฝุสูงเกินศักด์ิ เช่น เป๐นเสมียนก็ยินดี
กับเก้าอ้ีไม้ธรรมดา ไม่ใช่ไขว่คว้าอยากได้เก้าอี้บุนวมของอธิบดี ถ้า
ได้เป๐นผู้อํานวยการ อธิบดี รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ก็ยินดี พอใจท่ี
เขาใหเ้ ปน๐

2. ยถาพลสันโดษ ยินดสี ่งิ ที่ควรแก่กําลังของตน คนเรามีกําลัง
ความสามารถไม่เท่ากัน ท้ังกําลังกาย กําลังความคิด กําลังใจ กําลัง
ความดี ก็ให้รู้กําลังความสามารถของตนเอง และแสวงหาหรือ
ยอมรับเฉพาะของท่ีควรแก่สมรรถภาพของตนเองเท่านั้น ไม่เป๐นคน
ตีราคาตัวเองผิด คิดเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่าเขาเป๐นอะไร ตัวก็จะเป๐นได้
อย่างเขาทุกอย่าง เฉกเช่น นักยกน้ําหนักทําหน้าท่ีของตนเองอย่าง

เต็มที่ เต็มความสามารถ เขาให้ยก 3 วินาที ก็ยกค้างไว้ 3 วินาที่จึง

จะผ่าน ถ้ายกค้างเกิน 3 วินาที ก็ไม่เกิดประโยชน์ รวมทั้งเป๐นการ
เบียดเบยี นกําลังของตนเองด้วย

3. ยถาสารูปปสันโดษ ยินดีตามสมควรแก่ฐานะ คนเรามีกําลัง
ความสามารถไม่เท่ากัน ทั้งกําลังกาย กําลังความคิด กําลังใจ กําลัง
ความดี ก็ให้รู้กําลังความสามารถของตนเอง และแสวงหาหรือ
ยอมรับเฉพาะของที่ควรแก่สมรรถภาพของตนเองเท่านั้น ไม่เป๐นคน
ตีราคาตัวเองผิด คิดเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่าเขาเป๐นอะไร ตัวก็จะเป๐นได้
อย่างเขาทุกอย่าง เฉกเช่น คนพิการก็ต้องยอมรับสภาพของตนเอง
ให้ได้ ไม่ควรคิดฝ๎นติดทีมชาติเหมือนคนปกติ รูปร่างไม่สวยตาม
สมัยนิยมของสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่มีความใฝุฝ๎ นจะเป๐น
นางสาวไทย นางงามจกั วาล

สนั โดษ 12 ประการ

ถ้าแยกออกตามป๎จจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย
และยารักษาโรคแล้ว ความสันโดษน้ันจะจัดเป๐น 12 อย่าง ตามความ

354

ยินดีด้วยป๎จจุบันของตน ยินดีด้วยป๎จจุบันที่มีอยู่ ยินดีโดยสมํ่าเสมอ

1) ที่มีต่อยถาลาภสันโดษ ในป๎จจัย 4 ประการ คือ ยินดี พอใจใน

การตนได้อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย และยารักษาโรค 2) ท่ีมี

ต่อยถาพลสันโดษ ในป๎จจัย 4 ประการ คือ ยินดี พอใจตามกําลัง
ควรแก่สมรรถภาพ ในการท่ีตนได้อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย

และยารักษาโรค และ 3) ที่มีต่อยถาสารูป ในป๎จจัย 4 ประการ คือ
ยินดี พอใจในการตนได้อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย และยา
รักษาโรค ตามสมควรแก่ร่างกาย ตามความต้องการของร่างกาย
เฉกเช่น คนเป๐นโรคเบาหวาน ไม่ควรกินของหวาน เพราะมันไม่ควร
แกค่ วามต้องการของรา่ งกาย

ในอรรถกถามีการกล่าวถึงสันโดษ 12 ประการ ไว้หลายแห่ง
คือ อรรถกถาสามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย อรรถกถารถวินีตสูตรใน
ตติยวรรค มลป๎ณณาสก์ ในมัชฌิมนิกาย อรรถกถากัสสปสังยุต
ในสังยุตตนิกาย อรรถกถาเอกนิบาต ในอังคุตตรนิกาย และอรรถ
กถามงคลสูตร ในขุททกปาฐะและสุตตนิบาต ในขุททกนิกาย ซึ่ง

เนอื้ ความในอรรถกถามงคลสูตร (ขุ.ส.ุ 2/203) ได้อธิบายไว้ว่า
“ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ได้จีวรดีหรือไม่ดีก็ตาม เธอย่อมยัง

อัตภาพให้เป๐นไปด้วยจีวรนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาจีวรอ่ืน แม้จะได้
ก็ไม่รับ อาการของภิกษุน้ันนี้ ชื่อว่ายถาลาภสันโดษ ยินดีตามท่ีได้
ในจีวร

ก็ถ้าว่าภิกษุเป๐นผู้อาพาธเม่ือห่มจีวรหนักย่อมค่อมหรือ
ลําบาก เธอเปล่ียนจีวรท่ีหนักนั้น กับภิกษุผู้ชอบพอกัน แล้วยัง
อัตภาพให้เป๐นไปด้วยจีวรเบา ชื่อว่า เป๐นผู้สันโดษแท้ อาการของ
ภิกษุนนั้ น้ี ช่ือวา่ ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกาํ ลงั ในจวี ร

ภิกษุอ่ืนอีก เป๐นผู้ได้ป๎จจัยอันประณีต บรรดาป๎จจัยมีบาตร
และจีวรเป๐นต้น เธอได้จีวรท่ีมีค่ามากผืนในผืนหน่ึงแล้วคิดว่า “จีวร
นี้ สมควรแก่พระเถระทั้งหลายผู้บวชนาน จีวรนี้สมควรแก่ภิกษุ
ทั้งหลายผู้เป๐นพหูสูต” แล้วถวายจีวรมีค่ามากนั้นแก่พระเถระหรือ

355

ภิกษุผู้พหสู ูตเหล่าน้ัน แล้วเสาะหาผ้าไม่มีชายแต่ที่ไหนๆ คือ แต่กอง
หยากเย้ือ หรือแต่ปุา ด้วยตน แม้ทําสังฆาฏิด้วยผ้าไม่มีชายเหล่าน้ัน
ใช้สอยอยู่ ย่อมเป๐นผู้ช่ือว่า สันโดษแท้ อาการของภิกษุนั้นนี้ ช่ือว่า
ยถาสารูปปสันโดษ ยนิ ดตี ามสมควรในจีวร

อน่ึง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้บิณฑบาตเศร้าหมอง หรือประณีต
เธอย่อมยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วยบิณฑบาตนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนา
บิณฑบาตอื่น ถึงจะได้ก็ไม่รับ อาการของภิกษุน้ันน้ี ชื่อว่ายถาลาภ
สันโดษ ในบณิ ฑบาต

ก็ถ้าว่า ภิกษุเป๐นผู้อาพาธ บริโภคบิณฑบาตที่เศร้าหมอง
แล้ว ย่อมถึงความแสลงโรคอย่างหนัก เธอถวายบิณฑบาตน้ันแก่
ภิกษุผู้ชอบพอกัน แล้วบริโภคเนยใส นมส้มนํ้าผึ้ง และนมสดเป๐นต้น
จากมือของภิกษุผู้ชอบพอกันน้ัน แม้ทําสมณธรรมอยู่ ย่อมเป๐นผู้ชื่อ
ว่าสันโดษแท้ อาการของภิกษุนั้นน้ี ช่ือว่า ยถาพลสันโดษ ใน
บิณฑบาต

ภิกษุรูปอื่นอีก ได้บิณฑบาตท่ีประณีตเธอคิดว่า “บิณฑบาต
น้ี เหมาะสําหรับพระเถระทั้งหลายผู้บวชนานและเหมาะสําหรับเพ่ือน
พรหมจรรย์เหล่าอื่น ที่เว้นบิณฑบาตประณีตน้ีเสีย ไม่ยังอัตภาพให้
เป๐นไป” แล้วถวายบิณฑบาตน้ันแก่พระเถระเป๐นต้นเหล่านั้น แล้ว
เท่ยี วไปเพ่ือบิณฑบาตด้วยตน แม้บริโภคอาหารที่คลุกกัน ย่อมเป๐นผู้
ชือ่ วา่ สนั โดษแท้ อาการของภิกษุน้ัน น้ีชื่อว่ายถาสารูปปสันโดษ ใน
บิณฑบาต

อนึ่ง เสนาสนะ ย่อมถึงแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอยินดีด้วย

เสนาสนะน้ันเท่านั้น ไม่รับเสนาสนะอ่ืนแม้ท่ีดีกว่า ซ่ึงถึง (แก่ตน) อีก
อาการของภิกษุนน้ั น้ชี ื่อว่า ยถาลาภสนั โดษ ในเสนาสนะ

ก็ถ้าว่าภิกษุน้ัน เป๐นผู้อาพาธ เม่ืออยู่ในเสนาสนะท่ีสงัดลม
ย่อมกระสับกระส่ายเหลือเกิน เพราะโรคดีเป๐นต้น เธอแม้ถวาย
เสนาสนะนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบพอกันแล้ว อยู่ในเสนาสนะอันโปร่งเย็น
ซึ่งถึงแก่ภิกษุผู้ชอบพอกันน้ัน แม้ทําสมณธรรมอยู่ ย่อมเป๐นผู้ชื่อว่า
สันโดษแท้ อาการของภิกษุนั้น นชี้ ื่อวา่ ยถาพลสนั โดษ ในเสนาสนะ

356

ภิกษุรูปอ่ืนอีกย่อมไม่รับเสนาสนะที่ดี แม้อันถึงแล้วแก่ตน
เธอคิดว่า “ธรรมดาเสนาสนะงาม ย่อมเป๐นที่ต้ังแห่งความประมาท

ฉะน้ัน ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงา หาวนอน) จึงครอบงํา แก่ภิกษุผู้น่ัง
อยู่ในเสนาสนะท่ีงามน้ันได้ และเม่ือภิกษุนั้น อันความหลับครอบงํา

แล้ว กลับต่ืนขึ้นอีก วิตกท้ังหลายที่เลวทรามย่อมฟุูงขึ้น " ดังนี้ แล้ว
งดเสนาสนะงามน้ันเสีย แม้อยู่ในกลางแจ้ง หรือโคนไม้ หรือกุฎีมุง
ด้วยใบไม้ ท่ีใดที่หนึ่ง ย่อมช่ือว่า เป๐นผู้สันโดษแท้ อาการของภิกษุ
นั้นน้ี ชือ่ ว่ายถาสารุปปสนั โดษ ในเสนาสนะ

อนึง่ ภิกษุในธรรมวินยั นี้ ได้เภสัชสําหรับบําบัดไข้ที่เศร้าหมอง
หรือประณีต เธอย่อมยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วยเภสัชน้ัน ไม่ปรารถนา
เภสัชอย่างอื่น ถึงจะได้ก็ไม่รับ อาการของภิกษุน้ันน้ี ชื่อว่ายถาลาภ
สนั โดษ ในป๎จจัยสําหรบั แกไ้ ข้

ก็ถ้าว่า เธออาพาธ มีความประสงค์ด้วยนํ้ามัน แต่ได้น้ําอ้อย
เธอถวายนํ้าอ้อยนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบพอกัน แล้วทําเภสัชด้วยน้ํามัน
จากมือของภิกษุผู้ชอบพอกันน้ัน แม้ทําสมณธรรมอยู่ ย่อมช่ือว่าเป๐น
ผู้สันโดษแท้ อาการของภิกษุนั้น น้ีชื่อว่ายถาพลสันโดษ ในป๎จจัย
สําหรบั แกไ้ ข้

ภิกษุรูปอ่ืนอีก เมื่อทายกใส่สมอดองด้วยนํ้ามูตรในภาชนะ
ใบหน่ึง ใส่เภสัชมีรสอร่อย 4 ไว้ในภาชนะใบหน่ึง แล้วพูดว่า “ท่าน
ผู้เจริญ ท่านจงถือเอาเถิด ถ้าท่านประสงค์” ถ้าว่า อาพาธของเธอ
ย่อมระงับไปด้วยเภสัช 2 อย่างเหล่าน้ันแม้อย่างใดอย่างหน่ึง ทีน้ัน
เธอจึงคิดถึงพระดํารัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ช่ือว่า สมอดอง
ด้วยนํ้ามูตรเน่า อันพระพุทธเจ้าเป๐นต้น ทรงสรรเสริญแล้ว และ
บรรพชาน้ี อาศัยนํ้ามูตรเน่าเป๐นยา ท่านพึงทําความอุตสาหะในสมอ
ดองด้วยนํ้ามูตรเน่าน้ันตลอดชีวิต” ดังนี้อยู่ ห้ามจตุมธุรเภสัชเสีย ทํา
เภสัชด้วยสมอดองด้วยน้ํามูตรเน่าอยู่ย่อมช่ือว่า เป๐นผู้สันโดษอย่าง
สูงแท้ อาการของภิกษุนั้น นี้ช่ือว่ายถาสารุปปสันโดษ ในป๎จจัย
สําหรบั แก้ไข”้

ในอรรถกถาหลายแหล่งที่ได้กล่าวอัฐบริขารที่ควรแก่ภิกษุผู้
ประกอบด้วยความสันโดษเช่น อรรถกถาสามัญญผลสูตร อรรถกถา

357

จูฬหัตถิปโทปมสูตร และอรรถกถาจตุตถป๎ณณาสก์ จตุกกนิบาตอัง

คุตตรนิกาย ว่า ซ่ึงในอรรถกถาสามัญญผลสูตร (สุ.วิ.1/255) ได้
กล่าวถึงประโยชน์ของอัฐบริขารเป๐นอุปกรณ์เคร่ืองมือสําหรับ
บรหิ ารกาย บรหิ ารท้องไว้ว่า

“อน่ึง บริขาร 8 คือ ไตรจีวร บาตร มีดน้อยสําหรับเหลาไม้สี
ฟ๎น เข็มเล่มหนึ่ง ประคดเอว ผ้ากรองนํ้า ย่อมควรแก่ภิกษุผู้
ประกอบด้วยความสันโดษด้วยป๎จจัยพอสมควร 12 อย่าง บริขาร
เหล่าน้ันท้ังหมด เป๐นเคร่ืองบริหารกายก็ได้ บริหารท้องก็ได้
อฐั บริขารเป๐นเครื่องบริหารกายบริหารท้องได้อย่างไร

จีวรย่อมบริหาร คือ เลี้ยงกายในคราวที่นุ่งและห่มเท่ียวไป
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป๐นเครื่องบริหารกาย ย่อมบริหารคือเล้ียงท้อง ใน
คราวท่ีกรองน้ําด้วยมุมจีวรแล้วดื่ม และในคราวที่ห่อถือไปซ่ึงผลไม้
ที่ควรเคยี้ วด้วยชายจีวรน่นั ฉะน้ัน จึงช่อื ว่า เปน๐ เคร่ืองบรหิ ารท้อง

แม้บาตรก็เป๐นเครื่องบริหารกาย ในคราวท่ีตักนํ้าด้วยบาตรน้ัน
อาบและในคราวตักนํ้าด้วยบาตรนั้นทําการประพรมกุฏิ เป๐นเครื่อง
บรหิ ารทอ้ งในคราวทรี่ ับอาหารด้วยบาตรน้นั ฉัน

แม้มีดน้อย ย่อมเป๐นเครื่องบริหารกายในคราวที่เหลาไม้สีฟ๎น
และในคราวที่ทําขาเตียงตั่งและคันกลด เป๐นเครื่องบริหารท้อง ใน
คราวตัดออ้ ยและปอกมะพร้าวเป๐นต้น

แม้เข็มย่อมเป๐นเครื่องบริหารกาย ในคราวที่เย็บจีวร เป๐น
เครื่องบริหารท้องในคราวที่แทงขนมหรือผลไม้ฉัน

แม้ประคดเอวย่อมเป๐นเครื่องบริหารกาย ในคราวคาดเท่ียวไป
เปน๐ เคร่ืองบริหารท้อง ในคราวมัดอ้อย เป๐นตน้ ถอื ไป

แม้ผ้ากรองนํ้า ย่อมเป๐นเครื่องบริหารกาย ในคราวท่ีกรองนํ้า
ด้วยผ้าน้ันอาบ และในคราวท่ีกรองนํ้าด้วยผ้าน้ัน แล้วกระทําการ
ประพรมเสนาสนะ เป๐นเคร่ืองบริหารท้อง ในคราวท่ีกรองนํ้าด่ืมและ
นํ้าปานะ และในคราวท่ีใช้ห่องาข้าวสารและข้าวเม่าเป๐นต้น ด้วยผ้า
นัน้ แล้วฉนั นปี้ ระมาณบริขารของภิกษผุ ู้มีบริขาร 8 เท่าน้ัน

ส่วนภิกษุผู้มีบริขาร 9 เข้าสู่ที่นอน จะมีเคร่ืองลาดสําหรับ
เสนาสนะนั้น หรือลูกกุญแจก็ควร ภิกษุผู้มีบริขาร 10 จะมีผ้านิสีทนะ

358

หรือแผน่ หนงั ก็ควร ภิกษุผู้มีบริขาร 11 จะมีไม้เท้าคนแก่หรือทะนาน
นํ้ามัน ก็ควร ภิกษุผู้มีบริขาร 12 จะมีร่มหรือรองเท้า ก็ควร ภิกษุผู้มี
บริขาร 8 เท่าน้ัน ชื่อว่าผู้สันโดษ ผู้มีบริขาร 10 11 หรือมีมีบริขาร
12 ก็ไม่ควรกล่าวว่า ไม่สันโดษ เป๐นผู้มักมากเป๐นผู้แสวงใหญ่ ภิกษุ
เหล่านี้ทั้งหมด เป๐นผู้มักน้อย สันโดษ เลี้ยงง่ายมีความประพฤติเบา
ใจทเี ดยี ว”

ภิกษุผู้มีบริขาร 8 ห่อมีดน้อยและเข็มไว้ในผ้ากรองนํ้า เก็บไว้
ในบาตรแล้วคล้องบาตรบนจะงอยบ่า นุ่งห่มไตรจีวร คาดประคดเอว
แล้ว ย่อมหลีกไปสบายตามประสงค์เธอไม่ต้องกลับมาเอาอะไรอีก
ฉะนั้นเน้ือหาในสามัญญผลสูตรเป๐นต้น มาแล้วด้วยอํานาจภิกษุผู้มี
บริขาร 8 เท่านั้น หามาแล้วด้วยอํานาจแห่งภิกษุผู้มีบริขาร 9 เป๐น

ตน้ ไม่ (สุ.วิ.1/157)

สันโดษ 50 ประการ
ความสันโดษ 3 เป๐นที่รวมแห่งสันโดษท้ังหมดตามสมควรก็จริง

ถ้าแบ่งออกละเอียดไปอีก จะมีอยู่ 50 ประการ โดยย่นคิลานป๎จจัย
ข้างหน้าเข้าในบิณฑบาต กล่าวคือ สันโดษในจีวร 20 ประการ
สันโดษในบิณฑบาต 15 ประการ สันโดษในเสนาสนะ 15 ประการ

(ส.ุ วิ.3/262) ดังน้ี

1) สันโดษในจีวร 20 ประการ ไดแ้ ก่

1) เม่ือปวารณาออกพรรษาแล้ว ทําจีวรในเดือนเป๐นแดน
เกิดจีวร ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป๐นวัตร ย่อมทําได้โดยก่ึงเดือนเท่านั้น
การตรกึ สิน้ กาลเดือนหนึ่งหรือกึ่งเดือน ช่ือว่า วิตักกสันโดษ (สันโดษ
ในการตรึก)

2) การท่ีภิกษุเม่ือจะไปเพ่ือต้องการจีวร ไม่คิดว่า “เราจักได้

ในที่ไหน ?” ไปโดยมีพระกัมมัฏฐานเป๐นใหญ่เท่าน้ัน ช่ือว่าคมน

สันโดษ (สันโดษในการไป)

359

3) การท่ีภิกษุเม่ือจะแสวงหาจีวร ไม่แสวงหากับด้วยภิกษุ
ธรรมดา พาภิกษุผู้มีความละอายมีศีลเป๐นที่รักไปแสวงหา ชื่อว่า ปริ
เยสนสันโดษ (สันโดษในการแสวงหา)

4) การที่ภิกษุแสวงหาอยู่อย่างนั้น เห็นจีวรท่ีทายกนํามาแต่
ท่ีไกลไม่ตรึกอย่างนี้ว่า “จีวรน้ัน จักเป๐นที่ชอบใจ จีวรน้ัน จักไม่เป๐น
ทชี่ อบใจ” แลว้ ยินดีด้วยจีวรท่ีหยาบหรือละเอียดเป๐นต้น ท่ีตนได้แล้ว
อยา่ งไรเทา่ นนั้ ช่ือวา่ ปฏลิ าภสันโดษ (สนั โดษในการไดเ้ ฉพาะ)

5) การที่ภิกษุแม้เมื่อถือเอาจีวรท่ีตนได้แล้วอย่างนั้น ยินดี
ด้วยจีวรสักว่าเพียงพอแก่ตนเองว่า “ผ้ามีประมาณเท่าน้ี จักมีเพ่ือ
จีวร 2 ชั้นผ้ามีประมาณเท่าน้ี จักมีเพ่ือจีวรช้ันเดียว” ดังน้ีเท่าน้ัน ชื่อ
วา่ มตั ตปฏคิ คหณสันโดษ (สนั โดษในการถือเอาแต่พอดี)

6) การท่ีภิกษุแสวงหาจีวรอยู่ ไม่คิดว่า “เราจักได้จีวรเป๐นที่
ชอบใจ ที่ประตูเรือนของคนโน้น” แล้วเที่ยวไปตามลําดับประตู ชื่อ
ว่าโลลปุ ปวิวัชชนสันโดษ (สันโดษในการเวน้ ความโลเลเสีย)

7) การท่ภี กิ ษุอาจเพ่อื ยังอัตภาพให้เป๐นไป ด้วยจีวรท่ีเศร้า
หมองหรือประณีตอย่างใดอย่างหน่ึง ยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วยจีวร
อันตนได้แล้วอย่างนั้นแล ช่ือว่า ยถาลาภสันโดษ (สันโดษใน
ป๎จจยั ตามได้)

8) การรู้จักกําลังของตนแล้ว ยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วยจีวร
ที่เป๐นเครื่องสามารถจะให้เป๐นไปได้ ช่ือว่า ยถาพลสันโดษ (สันโดษ
ในปจ๎ จัยตามกาํ ลงั )

9) การที่ภิกษุถวายจีวรท่ีชอบใจแก่ภิกษุอื่นแล้ว ยังอัตภาพ
ให้เป๐นไปด้วยจีวรอย่างใดอย่างหน่ึงของตน ช่ือว่า ยถาสารุปป
สนั โดษ (สันโดษในป๎จจยั ตามสมควร)

360

10) การไม่เลือกว่า “น้ําในที่ไหนชอบใจในที่ไหนไม่ชอบ
ใจ” ดังนั้น แล้วซักจีวร ด้วยน้ําที่สมควรซักได้อย่างใดอย่างหน่ึง ชื่อ
วา่ อทุ กสนั โดษ (สนั โดษในนํ้า)

11) ภิกษุควรเว้นนํ้าที่ขุ่นด้วยดินเหลือ ยางไม้และนํ้ามี
ใบไม้เน่า การท่ีภิกษุผู้จะซักจีวร ไม่ทุบด้วยไม้ค้อนเป๐นต้น ขยําด้วย
มือซกั ช่ือว่า โธวนสันโดษ (สนั โดษในการซัก)

12) การท่ีภิกษุจะซักจีวรที่ไม่สะอาดแม้ด้วยนํ้าท่ีใส่ใบไม้
ต้มนํ้าร้อน ก็ควรการที่ภิกษุซักทําอยู่อย่างนั้น ไม่ยังจิตให้กําเริบว่า
“จีวรนี้หยาบ จีวรน้ีละเอียด” ดังน้ีแล้ว กระทําโดยทํานองที่พอเหมาะ
น่นั แล ชือ่ ว่า กรณสันโดษ (สนั โดษในการทํา)

13) การทําจีวรพอปิดมณฑล 3 เท่านั้น ช่ือว่า ปริมาณ
สนั โดษ (สันโดษในประมาณ)

14) การที่ไม่เท่ียวไปโดยคิดว่า “เราจักแสวงหาด้ายท่ีชอบ
ใจ” เพื่อต้องการทําจีวร แล้วถือเอาด้ายชนิดใดชนิดหนึ่งนั่นแลท่ี
บุคคลนํามาวางไว้ท่ีถนนเป๐นต้น หรือท่ีศาลเทพารักษ์ หรือที่บุคคล
นํามาวางไวแ้ ทบเท้าแล้วทํา ชื่อว่า สุตตสนั โดษ (สันโดษในด้าย)

15) ก็ในเวลาติดผ้ากุสิ พึงสอยเย็บ 7 ครั้ง ในที่มีประมาณ
น้วิ หน่ึง เมื่อทําอยู่อย่างน้ี ภิกษุใด ไม่เป๐นสหาย แม้วัตตเภทก็ไม่มีแก่
ภิกษุนั้น แต่ในท่ีประมาณ 3 น้ิว ก็ควรสอยเย็บ 7 ครั้ง เม่ือเธอทําอยู่
อย่างน้ี แม้ภิกษุผู้เดินทาง ก็พึงเป๐นสหายแท้ ภิกษุใดไม่เป๐นสหาย
วัตตเภทย่อมมีแก่ภิกษุน้ัน น้ีชื่อว่า สิพพนสันโดษ (สันโดษในการ
เยบ็ )

16) การภิกษุจะย้อมจีวร ไม่ควรเท่ียวแสวงหานํ้าย้อมไทร
ดําเป๐นต้น เธอได้ย้ําย้อมอย่างใดบรรดานํ้าย้อมมีน้ําย้อมไม้พะยอม
ขาวเป๐นต้น ก็พึงย้อมด้วยน้ําย้อมนั้น เมื่อไม่ได้อย่างน้ัน พึงถือเอา
น้ําย้อมที่พวกชาวบ้านถือเอาปอในปุาแล้วทิ้งไว้ หรือกากนํ้าย้อมที่

361

พวกภิกษุต้มทิ้งไว้ แล้วจึงย้อม นี้ชื่อว่า รชนสันโดษ (สันโดษในน้ํา
ย้อม)

17) การที่ภิกษุถือเอาสีเขียว สีเปือกตม สีดํา สีคลํ้า ส่ิงใดส่ิง
หน่ึงทํากัปปะ พนิ ทุ อันปรากฏอยู่แก่บุคคลผู้นั่งอยู่บนหลังช้าง ชื่อว่า
กัปปสนั โดษ (สนั โดษในกปั ปะ)

18) การใช้สอยด้วยสามารถพอปกปิดอวัยวะที่ยังความ
ละอายให้กําเริบเท่านั้น ช่ือว่า ปริโภคสันโดษ (สันโดษในการใช้
สอย)

19) การท่ีภิกษุได้ผ้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ด้ายหรือเข็มหรือผู้ทํา
จะเก็บไว้ก็ควร เมื่อได้เข็มเป๐นต้น จะเก็บไว้ไม่ควร แม้จีวรท่ีทําแล้ว
ถา้ ประสงค์จะให้แก่สหธรรมิกมีอันเตวาสิกเป๐นต้น ก็อันเตวาสิกเหล่า
น้ันยังอยู่ไม่พร้อมกัน จะเก็บไว้จนกว่าจะมา ก็ควร เมื่ออันเตวาสิก
เปน๐ ต้นพอมาถึงแล้ว ควรให้ทีเดียว เมื่อไม่อาจจะให้ ควรอธิษฐานไว้
เม่ือจีวรอ่ืนมีอยู่ จะอธิษฐานแม้เป๐นผ้าปูนอนก็ควร ด้วยว่า จีวรท่ีไม่
อธิษฐานน่ันแล ย่อมเป๐นสันนิธิแท้ จีวรที่อธิษฐานแล้ว ไม่เป๐นสันนิธิ
น้ชี อื่ วา่ สันนธิ ิปริวชั ชนสันโดษ (สันโดษในการเว้นการสะสม)

20) การภิกษุเม่ือจะสละจีวร ไม่ควรให้เพราะเห็นแก่หน้า
พึงตั้งอยู่ในสาราณียธรรมแล้วสละให้ ดังน้ี น้ีชื่อว่า วิสัชชนสันโดษ
(สนั โดษในการสละ)

2) สนั โดษในบณิ ฑบาตและคิลานเภสัช 15 ประการ
1) ภิกษุผู้ยินดีล้างหน้าแล้วตรึกอยู่ อน่ึงภิกษุผู้ถือการเท่ียว

บิณฑบาตเป๐นวัตร เท่ียวไปกับด้วยหมู่แล้ว ในเวลาอุป๎ฏฐากพระ
เถระในเวลาเย็น เมื่อพระเถระถามว่า “พรุ่งนี้พวกเราจะเที่ยว
บิณฑบาตที่ไหน ?” เรียนว่า “บ้านโน้นครับ” คิดถึงที่เพียงเท่านั้น
จาํ เดมิ แต่นัน้ ไป ไม่พึงตรึก ภิกษุผู้เที่ยวไปรูปเดียว พึงยืนตรึกในโรง
สําหรับตรึก เม่ือตรึกจําเดิมแต่นั้นไปย่อมเป๐นผู้คลาดเคล่ือน

362

น อ ก เ ห นื อ ไ ป จ า ก
อริยวงศ์ น้ีชื่อว่า วติ ักกสันโดษ

2) ภิกษุเมื่อเข้าไปบิณฑบาต ไม่พึงคิดว่า “เราจักได้ ณ ท่ี

ไหน ?” พึงไปดว้ ยมีพระกัมมัฏฐานเป๐นใหญ่ น้ชี ือ่ วา่ คมนสันโดษ

3) เม่ือแสวงหา ไม่พาภิกษุพอดีพอร้ายไป พึงพาภิกษุผู้มี
ละอาย มีศีลเป๐นทีร่ ักเทา่ น้ัน ไปแสวงหา นีช้ ่ือวา่ ปริเยสนสนั โดษ

4) ภิกษุเห็นอาหารท่ีเขานํามาแต่ไกล ไม่พึงยังจิตให้
เกิดข้ึนวา่ “นั่นน่าชอบใจนัน่ ไมน่ ่าชอบใจ” นช้ี อ่ื วา่ ปฏลิ าภสนั โดษ

5) ภิกษุไม่พึงคิดว่า “เราจักรับบิณฑบาตท่ีน่าชอบใจน้ี จัก
ไม่รับบิณฑบาตที่ไม่น่าชอบใจนี้” ดังน้ีแล้ว รับบิณฑบาตอย่างใด
อยา่ งหนง่ึ แต่พออัตภาพให้เป๐นไปเท่าน้นั น้ีชือ่ ว่า ปฏคิ คหณสนั โดษ

6) ในการรับบิณฑบาตนี้ ไทยธรรมมีมาก แต่ทายก
ปรารถนาจะถวายน้อย ก็ควรรับแต่น้อย แม้ไทยธรรมมีมาก ท้ัง
ทายกก็ปรารถนาจะถวายมาก ก็ควรรับแต่พอดีเท่านั้น ไทยธรรมมี
ไม่มาก ทายกปรารถนาจะถวายแต่น้อย ก็ควรรับแต่น้อย ไทยธรรม
มีไม่มาก แต่ทายกปรารถนาจะถวายมาก ก็ควรรับแต่พอดีเท่านั้น
ภิกษุเมื่อไม่รู้ประมาณในการรับ ย่อมขจัดความเล่ือมใสของพวก
มนุษย์เสีย ย่อมยังศรัทธาไทยของเขาให้ตกไป ย่อมไม่ทําตามคํา
สอน ย่อมไม่อาจประคองจิตแม้ของมารดาผู้บังเกิดเกล้า รู้ประมาณ
แล้วจึงควรรับ ด้วยประการฉะนี้ อาการอย่างว่ามาน้ี ชื่อว่า
มตั ตปฏิคคหณสันโดษ

7) ภิกษุไม่ควรไปสู่ตระกูลที่ม่ังค่ังเท่านั้น พึงไปตามลําดับ
ประตู น้ีชือ่ วา่ โลลุปปวิวัชชนสันโดษ

8) การที่ภิกษุอาจเพ่ือยังอัตภาพให้เป๐นไป ด้วยบิณฑบาตท่ี
เศร้าหมองหรือประณีตอย่างใดอย่างหน่ึง ยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วย
บิณฑบาตอันตนได้แล้วอย่างนั้นแล ชอ่ื ว่า ยถาลาภสันโดษ

363

9) การรู้จักกําลังของตนแล้ว ยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วย
บิณฑบาตท่ีเปน๐ เคร่อื งสามารถจะให้เปน๐ ไปได้ ชื่อวา่ ยถาพลสันโดษ

10) การที่ภิกษุถวายบิณฑบาตที่ชอบใจแก่ภิกษุอ่ืนแล้ว ยัง
อัตภาพให้เป๐นไปด้วยบิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่งของตน ชื่อว่า
ยถาสารปุ ปสนั โดษ

11) การทราบอุปการะอย่างน้ีว่า “เราบริโภคบิณฑบาตแล้ว
จกั ตามรกั ษาสมณธรรม” ดงั นแ้ี ล้ว บริโภค ช่ือวา่ อุปการสนั โดษ

12) ภิกษุไม่พึงรับประเคนบิณฑบาตที่ทายกบรรจุเต็มบาตร
แล้วนํามา เมื่ออนุปสัมบันมีอยู่ พึงให้อนุปสัมบันนั้นรับ เมื่อไม่มี พึง
ให้ทายกนําไป แล้วถือเอาแต่ส่ิงท่ีพอรับประเคนได้ น้ีช่ือว่า ปริมาณ
สนั โดษ

13) การฉันด้วยคิดอย่างน้ีว่า “การฉันน้ี เป๐นเหตุบรรเทา
ความหวิ เสยี ได้ การออกจากทุกข์ ย่อมมีได้เพราะการฉันนี้” ดังนี้ ชื่อ
วา่ ปรโิ ภคสันโดษ

14) ภิกษุไม่พึงเก็บหอมรอมริบไว้ฉัน อาการดังว่ามานี้ ช่ือ
วา่ สนั นิธปิ รวิ ชั ชนสนั โดษ

15) ภิกษุไม่เห็นแก่หน้า ตั้งอยู่ในสาราณียธรรมพึงสละ นี้
ช่ือว่า วิสชั ชนสันโดษ

3) สันโดษในเสนาสนะ 15 ประการ

1) ภิกษุผู้ยินดีล้างหน้าแล้วตรึกอยู่ ผู้เที่ยวไปรูปเดียว พึง
ยืนตรึกในโรงสําหรับตรึก เม่ือตรึกจําเดิมแต่น้ันไปย่อมเป๐นผู้
คลาดเคลอ่ื นนอกเหนือไปจากอรยิ วงศ์ นช้ี ือ่ ว่า วติ ักกสนั โดษ

2) ภิกษุเมื่อเข้าไปแสวงหาเสนาสนะ ไม่พึงคิดว่า “เราจักได้

ณ ที่ ไหน ?” พึงไปด้วยมีพระกัมมัฏฐานเป๐นใหญ่ น้ีช่ือว่า คมน
สนั โดษ

3) เม่ือแสวงหา ไม่พาภิกษุพอดีพอร้ายไป พึงพาภิกษุผู้มี
ละอาย มีศลี เปน๐ ที่รกั เทา่ นั้น ไปแสวงหา นช้ี อื่ ว่า ปริเยสนสนั โดษ

364

4) ภิกษุเห็นเสนาสนะที่เขานํามาแต่ไกล ไม่พึงยังจิตให้
เกิดขนึ้ ว่า “นนั่ น่าชอบใจนน่ั ไมน่ ่าชอบใจ” นชี้ ่อื ว่า ปฏลิ าภสันโดษ

5) ภิกษุไม่พึงคิดว่า “เราจักรับเสนาสนะที่น่าชอบใจน้ี จัก
ไม่รับเสนาสนะที่ไม่น่าชอบใจน้ี” ดังน้ีแล้ว รับเสนาสนะอย่างใด
อย่างหน่งึ แต่พออัตภาพใหเ้ ป๐นไปเท่านนั้ น้ีชอื่ ว่า ปฏิคคหณสันโดษ

6) ในการรับเสนาสนะ ถ้ามีมากแต่ทายกปรารถนาจะถวาย
น้อย ก็ควรรับแต่น้อย แม้มีมาก ทั้งทายกก็ปรารถนาจะถวายมาก ก็
ควรรับแต่พอดีเท่าน้ัน รู้ประมาณแล้วจึงควรรับ ด้วยประการฉะนี้
อาการอยา่ งว่ามาน้ี ช่ือว่า มัตตปฏิคคหณสันโดษ

7) ภิกษุไม่ควรไปสู่ตระกูลที่ม่ังคั่งเท่านั้น พึงไปตามลําดับ
ประตู นชี้ อื่ วา่ โลลปุ ปววิ ชั ชนสันโดษ

8) การที่ภิกษุอาจเพื่อยังอัตภาพให้เป๐นไป ด้วยเสนาสนะท่ี
เศร้าหมองหรือประณีตอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วย
เสนาสนะอนั ตนไดแ้ ล้วอย่างน้นั แล ชื่อวา่ ยถาลาภสันโดษ

9) การรู้จักกําลังของตนแล้ว ยังอัตภาพให้เป๐นไปด้วย
เสนาสนะเป๐นเคร่ืองสามารถจะให้เปน๐ ไปได้ ช่อื วา่ ยถาพลสันโดษ

10) การท่ีภิกษุถวายเสนาสนะท่ีชอบใจแก่ภิกษุอ่ืนแล้ว ยัง
อัตภาพให้เป๐นไปด้วยเสนาสนะอย่างใดอย่างหน่ึงของตน ช่ือว่า
ยถาสารปุ ปสันโดษ

11) การทราบอุปการะอย่างน้ีว่า “เราใช้สอยเสนาสนะแล้ว
จักตามรกั ษาสมณธรรม” ดงั น้ีแล้วบรโิ ภค ช่อื วา่ อปุ การสันโดษ

12) ภิกษุไม่พึงรับประเคนเสนาสนะท่ีทายกบรรจุเต็มบาตร
แล้วนํามา เมื่ออนุปสัมบันมีอยู่ พึงให้อนุปสัมบันน้ันรับ เม่ือไม่มี พึง
ให้ทายกนําไป แล้วถือเอาแต่สิ่งที่พอรับประเคนได้ นี้ชื่อว่า ปริมาณ
สันโดษ

365

13) การใช้สอยด้วยคิดอย่างนี้ว่า “การฉันนี้ เป๐นเหตุ
บรรเทาปวดเม่ือยเสียได้ การออกจากทุกข์ ย่อมมีได้เพราะการใช้
สอยนี้” ดังนี้ ชื่อวา่ ปริโภคสันโดษ

14) ภิกษุไม่พึงเก็บหอมรอมริบไว้ใช้สอย อาการดังว่ามานี้
ชอ่ื ว่า สนั นธิ ปิ ริวัชชนสนั โดษ

15) ภิกษุไม่เห็นแก่หน้า ตั้งอยู่ในสาราณียธรรมสละ
เสนาสนะ น้ีช่ือว่า วิสัชชนสนั โดษ

ความสันโดษทั้งหมด พึงทราบว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุ
บรรลุการละบาปธรรมทั้งหลายมีความมักมาก ความมักใหญ่ และ
ความปรารถนาอันต่ําทราม เป๐นต้น เพราะความเป๐นเหตุแห่งสุคติ
เพราะความเป๐นคุณอุดหนุนอริยมรรค และเพราะความเป๐นเหตุแห่ง
ความเจรญิ มคี วามไม่ขัดขอ้ งในทิศทัง้ 4 เป๐นต้น

ในอรรถกถาขุททกวิภังค์ (สัมโมหวิโนทนี. 614) ว่า ภาวะแห่ง
ความปรารถนาเกินซึ่งลาภของตนของบรรพชิตผู้ไม่สันโดษด้วย
ป๎จจัยมีจีวรเป๐นต้น อันตนได้แล้วนั้นๆ ก็หรือของคฤหัสถ์ผู้ไม่
สันโดษแล้วด้วยรูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะ อันตนได้แล้วนั้นๆ ชื่อ
วา่ ความมักมาก

จริงอยู่ วัตถุของสิ่งที่ตนได้แล้ว แม้เป๐นของประณีต ก็ย่อม
ปรากฏแก่บุคคลผู้ปรารถนาเกินดุจของเลว วัตถุของสิ่งท่ีคนอื่นได้
แมเ้ ป๐นของเลว ก็ย่อมปรากฏดุจของประณีต ข้าวต้มท่ีเขาต้มไว้ หรือ
ภัตรหรือขนมในภาชนะเดียวกัน ท่ีเขาใส่ลงในบาตรของตน ย่อม
ปรากฏดุจของเลว ส่วนที่ใส่ลงในบาตรของภิกษุอ่ืน ย่อมปรากฏดุจ
ของประณีต ก็ความปรารถนาเกินนี้ ย่อมมีได้ท้ังคฤหัสถ์ ทั้ง
บรรพชิตแม้แต่สัตวด์ ริ จั ฉาน ดงั ที่ปรากฏในเร่ืองต่อไปนี้

1) เรื่องภิกษุณีเปลี่ยนขนม มาในอรรถขุททกวิภังค์ (สัมโม

หวโิ นทนี. 615) คร้งั หนึง่ มีกฎุ ุมพีคนหน่ึง นิมนต์ภิกษุณี 30 รูปแล้ว
ได้ถวายภัตรพร้อมทั้งขนม พระสังฆเถรี เห็นขนมของรูปอ่ืนๆ ดูน่า

366

กินมากกว่า เปลี่ยนขนมในบาตรเหล่าภิกษุณี ภายหลังเห็นว่าของ
ตนน่ากินมากจึงไดเ้ ค้ียวกนิ ขนมทตี่ นได้แลว้ นัน่ เอง

2) เรื่องพระราชกุมารพระเจ้ากรุงพาราณสี มาในอสิตาภุชา

ดก (ขุ.ชา.27/317-318/90) ถูกพระราชบิดาเนรเทศ จึงพาพระนาง
อสิตาภู ผู้เป๐นพระเทวีของตนเข้าไปปุาหิมพานต์ เสวยปลาเนื้อและ
ผลไม้ อยู่ในบรรณศาลา เห็นนางกินนรีตนหน่ึง มีจิตปฏิพัทธ์จึงละ
พระเทวี เดินติดตามรอยเท้าของนางกินนรีไป พระนางได้เข้าไปหา
ดาบสตนหนึ่ง เรียนกสิณบริกรรม ได้ฌานและอภิญญา มายืนใกล้
ประตูบรรณศาลา ครั้นเมื่อพระราชกุมารติดตามนางกินนรีไม่ทัน
กลับมา จึงเหาะขึ้นอยู่ท่ีอื่น พระองค์ได้แต่ครํ่าครวญอยู่ รําพึงรําพัน
วา่

“บุคคลผู้ปรารถนาเกิน ย่อมเสื่อมจากประ โยชน์
เหมือนเราเส่ือมแล้วจากพระนางอสิตาภูเทวีฉะน้ัน เพราะ
ความโลภจัด และเพราะความเมา ด้วยสามารถแห่งความ
โลภจดั ”

ในคราวนนั้ เทพดาตนหน่ึงซ่ึงสถิตอยู่ ณ ท่นี ้ันได้ทําการเยาะ
เย้ยกับดว้ ยพระราชกมุ ารว่า

“บุคคลผู้ปรารถนาจัดนั้น ย่อมเส่ือมจากประโยชน์ของ
ตน ดุจพระราชกุมารปรารถนานางจันทกินนรีเส่ือมแล้ว
จากพระนางอสิตาภู ฉะนั้น เพราะความโลภจัด และเพราะ
ความเมาด้วยสามารถแห่งความโลภจัด”

3) เร่ืองมิตตวินทุกะ มาในจตุทวารชาดก (ขุ.ชา.27/1321-

1323/271) เขาไมมีศรัทธา ไมเลื่อมใส แมชักชวนใหสมาทาน
อุโบสถ ฟงธรรมในวิหารตลอดคืนยังรุง แมจางพันหนึ่ง เพราะความ
โลภในทรัพย เขาจึงสมาทานอุโบสถ แลวนอนหลับ ณ ภายใตธรร
มาสนตลอดคืนยังรุง เวลาเชาก็ไปสูเรือน รับเอาทรัพยพันหนึ่งทันที
แลวดื่มขาวยาคู เขาปรารถนาจะแลนเรือไปยังสมุทรเพื่อรวบรวม
ทรัพยไมพอใจในส่ิงท่ีมี มารดาหามเขา เขาโกรธ จึงข้ามมารดาท่ี

367

ตนเอาเทาเตะใหลมลงเดินไป เม่ือเขาข้ึนเรือไปอยู ในวันที่ 7 เรือได
หยุดแลว นายเรือจึงคิดวามีคนกาฬกิณีอยูบนเรือแนนอน ไดใหทุก

คนจับสลาก นายมิตตวินทุกะจับไดสลากถึง 3 ครั้ง จึงถูกขับไลลง
แพที่ตอใหเรียบรอย เขาน่ังแพไปถึงเกาะแหงหน่ึง พบนคร มีประตู

4 ดานวิจิตรตระการตา นับวาเปนนรกขุมหนึ่ง ชื่ออุสสทะนรก แต
นายคนน้ีมองเห็นเปนเมืองที่สวยงาม เขาเดินชมนั่นชมนี่เพลิน เห็น
สัตวนรกตนหน่ึง มีจักรคมกริบทูนอยูบนศีรษะ ถูกจักรบดศีรษะ ได
รับความเจ็บปวดรองครวญครางอยู นายมิตตวินทุกะมองเห็นศีรษะ

สัตวนรกเปนดอกปทุมใหญ เห็นเคร่ืองจองจํา 5 อยางท่ีอกเป
นเคร่ืองประดับอก โลหิตท่ีไหลออกมาจากสรีระ เห็นเป นจันทน
เครื่องลูบไลกาย เสียงรองครวญครางดวยความเจ็บปวด ฟงเป๐น
เสียงขับเพลงท่ีไพเราะอยางยิ่ง เขาเดินเขาไปใกล จักรไดหมุนบด
ศีรษะของนายมิตตวินทุกะ จนเลือดไหลโซมราง เขาไดรับความ
เจ็บปวดทรมานอยางแสนสาหัส เสวยทุกขอยูในนรกยาวนาน กว
าจะสิ้นกรรมชั่ว คือ ตบตอยทุบตีมารดาบังเกดิ เกลา

ครั้งพระโพธิสัตว์เทวราช เท่ียวจาริกในอุสสทนรก นายมิตต
วินทุกะได้ถามว่า “ข้าแต่เทวราชเจ้า จักรน้ี ย่อมครอบบดอยู่ ดุจด่ัง

เคร่ืองบดเมล็ดงา ข้าพเจ้าทําบาปอะไรไว้หนอ ?” พระโพธิสัตว์ จึง
ไดก้ ล่าวถึงกรรมท่ีเขาทาํ ไวว้ ่า

“เพ่ือนเอ๋ย ท่านได้ทรัพย์ตั้ง 20 แสน มิใช่นิดหน่อย
มิได้ทําตามคําของญาติทั้งหลายผู้เอ็นดู แล่นเรือไปสู่
สมุทรสาครอันกว้างใหญ่ ซ่ึงมีความสําเร็จน้อย ได้เสวย
สมบัติกับนางเวมานิกเปรต 4 นาง แล้วได้ประสพ 8 นาง
เสวยสมบัติกับนางเวมานิกเปรต 8 นาง แล้วได้ ประสพ
16 นาง แล้วได้เสวยสมบัติกับนางเวมานิกเปรต 16 นาง
แล้วได้ประสพ 32 นาง ออกจะมักมากไป จึงได้มายินดี
จักร จักรย่อมพัดผันบนกระหม่อมของท่านซึ่งเป๐นคนอัน
ความอยากขจัดแล้ว”

368

4) เรื่องหมีอยากออกเที่ยว มาในป๎ญจุโปสถชาดก (ขุ.ชา.

27/1321-1323/271) หมีตัวหน่ึงอยูในพุมไมใกลบรรณศาลาของ
ดาบส ถูกความอยากจัดครอบงําแลวออกจากปุาไปปจจันตคามเข
าไปสูพุมไม มนุษยท้ังหลายมีธนูและทอนไมเปนตน ลอมพุมไมน้ัน
แลวรุมตี หัวแตกมีเลือดไหล ไปสูที่อยูของตนแลวคิดวา ทุกขน้ี
เกิดขึ้นแกเรา ดวยสามารถแหงความโลภ คือความอยากเกินไป
บัดนี้ เราข่มความอยากไมได จะไมกินอาหาร ไปสูอาศรมของดาบส
อธิษฐานองคอุโบสถ เมื่อดาบสถามถึงเหตุผลของการรักษาอุโบสถ
ศีล จึงบอกไปวา่

“ข้าพเจ้าดูหม่ิน ละเลยที่อยู่อาศัยของตน ได้ไปสู่ที่
ชุมนุมชน เพราะความเป๐นผู้มักมาก ชนทั้งหลายออกจาก
บ้านนั้นแล้ว พากันโบย ข้าพเจ้าด้วยเกาทัณฑ์ ข้าพเจ้า
น้ัน หัวแตก มีอวัยวะเปื๒อนด้วยเลือด จึงกลับมาสู่ที่อยู่ที่ตน
เคยอยู่ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ขอความเป๐นผู้มัก
มาก อยา่ ไดม้ าอกี เลย”

ในอรรถกถาเอกนิบาต อังคุตตรนิกาย (มโน.ปู.1/78) ว่า ความ
โลภมาก ชื่อว่า ความเป๐นผู้อยากมาก ความต้องการย่ิงๆ ข้ึนไป ของ
บรรพชิตผู้ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานป๎จจัย
เภสัชช บริขารตามมีตามได้ หรือของคฤหัสถ์ผู้ไม่สันโดษด้วยกาม
คุณ 5 ความอยาก ความเป๐นไปแห่งความอยาก ความเป๐นผู้
ปรารถนาใหญ่ ความยินดี ความกําหนัดนักแห่งจิตเห็นปานนี้ใด นี้
เรียกว่า ความเป๐นผู้อยากใหญ่ สอดคล้องกับท่ีปรากฏในอรรถกถา

วิภังค์ (สัมโมหวิโนทนี.618) ว่า จริงอยู่ บุคคลผู้มีความปรารถนา
ใหญ่ ย่อมเป๐นผู้ปรารถนาจะประกาศ ศีล หรือคันถะ หรือธุดงคคุณ
โดยท่ีสุดแม้สักว่าการอยู่ในปุาของตน แม้มีประมาณเล็กน้อย แก่
มหาชนผู้รู้น่ันเทียว เหมือนพ่อค้าผู้ห่อของไว้ด้วยชายพก หรือเอา
ห่อเคร่ืองประดับด้วยมือแล้ว ใส่ของที่ควรใส่ลงแม้ในพก เม่ือ
มหาชนเห็นอยู่น่ันแล ย่อมจัดแจงขายด้วยปากว่า เชิญรับซื้อสิ่ง
โน้นๆ ฉะน้ัน ก็แลครั้นประกาศแล้วไม่พูดว่า พอละ ย่อมรับป๎จจัย

369

ท้ังหลายท่ีเขานําเข้ามาแม้ด้วยเกวียน แท้จริงสภาพ 3 อย่าง ใครๆ
ไม่อาจจะให้เต็มได้ คือ ไฟไม่อาจให้เต็มได้ด้วยเช้ือ มหาสมุทรไม่
อาจใหเ้ ต็มไดด้ ว้ ยนํ้า คนมักมากไม่อาจให้เต็มไดด้ ว้ ยป๎จจัยท้ังหลาย

“บุคคลให้ป๎จจัยท้ังหลายเป๐นอันมาก ก็ไม่พึงยังแม้
สภาพทั้ ง 3 เหล่ านี้ คื อ

1) กองไฟ 2) มหาสมุทร 3) คนมกั มาก ใหเ้ ต็มได้”

กค็ นมักมาก โลภมากไมอ่ าจเพื่อจะเอาใจแม้ของมารดาผู้
บังเกิดเกล้าได้ จะปุวยกล่าวไปไยถึงพวกอปุ ๎ฏฐากเล่า ในประเด็นน้ี
มเี รื่องต่อไปเป๐นตวั อย่าง

1) เร่ืองภิกษุหนุ่ม มาในอรรถกถาขุททกวิภังค์ (สัมโมหวิ
โนทนี.618) ท่านชอบขนมแปูงเป๐นพิเศษ โยมมารดา ทดลองใจดูว่า
ถ้าลูกพระรู้จักประมาณในการรับ จักถวายขนม ตลอดไตรมาส ใน
วันเข้าพรรษา จึงได้ถวายขนม หน่ึงช้ิน สองชิ้น สามช้ิน เมื่อลูกพระ
ก็ไม่รู้ปฏิเสธได้แต่ฉันอย่างเดียว รู้ว่าไม่รู้จักประมาณในการฉัน
ตง้ั แตว่ นั นนั้ กม็ ิไดถ้ วาย

2) เรื่องพระเจ้าติสสะ มาในอรรถกถาขุททกวิภังค์ (สัมโมหวิ

โนทนี : 618) พระองค์ เมื่อจะถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ในเจติย
บรรพตทุกๆ วัน ต่อมาได้รับสั่งให้ถวายมหาทาน ท่ีเมืองอนุราชบุรี
แล้วภกิ ษุเมอื งอนรุ าชบรุ ี ไม่รู้จักประมาณในการรบั ข้าวปลาอาหาร
ไมม่ เี หลือซง่ึ ตา่ งจากภกิ ษุทีเ่ จติยบรรพต ทรงพอพระหฤทัยภิกษุ เจ
ติยบรรพตท่ีรู้จักประมาณ แต่ไม่ทรงพอพระหฤทัยภิกษุเมืองอนุ
ราชบรุ ที ไี่ ม่รู้จกั ประมาณเลย

3) เรื่องถูลนันทาภิกษุณี มาในปาจิตติยกัณฑ์ ลสุณวรรค ปฐม

สิกขาบท (วินย.ภิกขุนีวิ.2/147/94-95) อุบาสกชาวกรุงสาวัตถี คน

หน่ึง ปวารณาภิกษุณีถวายกระเทียมรูปละ 2-3 จุก อยู่มาวันหนึ่ง
ภกิ ษณุ ี ถูลนันทา มาพร้อมบริวารให้ขนเอากระเทียมเป๐นจํานวนมาก
คนเฝาู ไร่กระเทียม ตเิ ตียน นินทา เมื่อพระพุทธองค์ทราบเรื่องราวจึง
ตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย ข้ึนชื่อว่า บุคคลผู้มักมาก ย่อมไม่เป๐นที่รักไม่

370

เป๐นที่พอใจ แม้ของมารดาผู้บังเกิดเกล้า ท้ังไม่อาจเพ่ือจะยังมหาชน
ผ้ยู ังไมเ่ ลอ่ื มใสให้เลื่อมใส ยังผู้เลื่อมใสแล้วให้เล่ือมใส โดยประมาณ
โดยย่ิง ท้ังไม่อาจเพ่ือจะยังลาภที่ยังไม่เกิดให้เกิดข้ึน หรือเพื่อจะทํา

ลาภ ที่เกิดแล้วให้ม่ันคง” แล้วทรงนําอดีตนิทาน (ขุ.ชา.อ.2/363) มา
ตรัสว่า อดีตกาล พราหมณ์ชาวกรุงพาราณสี คนหนึ่ง ทํา ตายไป
เกิดเป๐นหงส์ทอง มีขนเป๐นทอง ระลึกชาติได้เห็นว่าภรรยาและบุตรี
ลําบาก เล่าเร่ืองราว ให้ขนปีกขนหนึ่งพร้อมทั้งสั่งว่า “ตั้งแต่นี้ไป ไม่
ต้องทํางานรับจ้างแล้ว ขายขนนี้เลี้ยงชีวิต” ต่อมาไม่นานฐานะทาง
ครอบครัวดีขึ้นตามลําดับ เกิดความโลภจัด มักมาจึงได้ถอนขนหงส์
จนหมดตัว ขนปีกที่งอกขึ้นใหม่ ขาวเหมือนกับขนปีกนกยาง และ
แล้วก็บนิ หนไี ปไมก่ ลบั มาอีกเลย

ครั้นทรงนําสุวรรณหังสชาดกมาปรารภถึงภิกษุณีถูลนันทา ที่
มีความมักมากในอดีตชาติทําให้อดได้ขนทอง ตอนน้ีทําให้เหล่า

ภิกษุณอี ดไดฉ้ ันกระเทียม แล้วตรัส (ขุ.ชา.27/136/44) วา่
“ได้ส่ิงใด พึงพอใจด้วยส่ิงนั้น เพราะผู้โลภจัดเป๐นผู้

ลามก เขาจับพระยาหงส์แล้ว จึงเสือ่ มจากทอง”

4) เรื่องสนุ ขั จ้ิงจอก มาในอรรถกถาป๎ญจุโบสถชาดก (ขุ.ชา.อ.
6/315) แม้เร่ืองสุนัขจิ้งจอกท่ีเห็นช้างตายเชือกหน่ึง แล้วเข้าไป
ภายในท้องทางทวารหนักของช้างนั้น ด้วยอํานาจแห่งความมักมาก
เมื่อทวารปิด ไม่อาจเพ่ือจะออกได้ อยู่เป๐นทุกข์ในท้องช้างน้ัน ตลอด
กาลนาน ในวันหน่ึง เม่ือฝนตกทวารเปิด จึงออกไปสู่อาศรมของ
ดาบสองค์หนึ่ง สมาทานองค์อุโบสถ เพ่ือต้องการข่มความโลภแล้ว
นอนเซาอยู่

ความเปน๐ ผปู้ รารถนาเลวทราม
การประกาศคุณท่ีไม่มีและการเป๐นผู้ไม่รู้จักประมาณในการรับ
ชื่อว่า ความเป๐นผู้ปรารถนาเลวทราม บางคนไม่มีศรัทธาในพระ
รัตนตรัยให้คนอื่นเชื่อว่ามีศรัทธา มีความปรารถนาเลวทราม ดํารง
อยู่ในความเป๐นล่อลวงคนอ่ืนแท้ โดยการประกาศคุณท่ีไม่มีอยู่ใน

371

ตน ประดุจว่ามีอยู่ แก่ชนเหล่าอ่ืน ไม่มีศรัทธา แสดงออกเหมือนคนมี
ศรัทธามากเหลือ ไม่ได้เป๐นพระอรหันต์แสดงอาการออกเหมือนกับ
พระอรหันต์ เฉกเช่น เวลาที่อุบาสก อุบาสิกพากันมาวัด ฉลองวิหาร
ย่อมกวาดวิหาร เทหยากเย่ือ รู้ว่าพวกเขาเห็น จึงได้ไปสู่ลานพระ
เจดีย์ กวาดแล้ว เทหยากเยื่อ เกลี่ยทรายให้เสนอ ซักอาสนะ รดนํ้าที่
ต้นโพธิ์ อุบาสก อุบาสิกาเห็นแล้วเข้าใจว่า “ชะรอยจะไม่มีภิกษุรูป
อื่นรักษาวิหาร พระเถระผู้มีศรัทธานี้เท่าน้ัน ย่อมรักษาวิหาร” ใน
เวลาไป นิมนต์แล้วจึงไป แม้ภิกษุผู้ไม่เป๐นพระอรหันต์ เม่ือมีคน
เข้าใจผิดว่าเป๐นพระอรหันต์ ท้ังเด็กท้ังผู้ใหญ่ หญิงชายในหมู่บ้าน
ก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยแสดงกิริยามารยาท วัตรปฏิบัติเหมือนกับว่า
ตนเองเป๐นพระอรหันต์จริงๆ ทําตัวเหมือนพระอรหันต์ตุ่ม หรือพระ
อรหนั ต์ยา่ นไทร

1) เรื่องอรหันต์ตุ่ม มาในอรรถกถาขุททกวิภังค์ (สมฺโมหวิ

โนทนี : 764) มีภิกษุรูปหน่ึง ฝ๎งตุ่มไว้ภายในห้อง เมื่อมีชาวบ้านมา

ก็เข้าไปซ่อนในตุ่ม ถ้ามีชาวบ้านถามว่า “พระเถระไปไหน ?” เหล่า
ลูกศิษย์ก็จะบอกว่า “ท่านอยู่ภายในห้อง” ไปหาในห้องก็ไม่เห็น จึง
ออกมา ขณะนั้น ภิกษุจะออกจากตุ่ม น่ังอยู่บนต่ัง ครั้นชาวบ้านถาม
ว่า ท่านไปไหนมา ไปหาในห้องไม่เจอ ก็แสดงความที่ตนเป๐นดุจพระ
อรหันต์โดยพูดว่า “ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมไปสู่ที่ๆ ตน
ปรารถนา”

2) เรื่องอรหันต์ย่านไทร มาในอรรถกถาขุททกวิภังค์ (สมฺโม

หวิโนทนี : 765) มีภิกษุรูปหน่ึง อยู่ในบรรณศาลาใกล้ภูเขาลูกหน่ึง
ข้างหลังบรรณศาลาของเขานั่นแล มีต้นไทรอยู่ต้นหน่ึง ย่านของมัน
ยื่นไปต้ังอยู่ในแผ่นดินส่วนอ่ืนอีก ชาวบ้าน ไปตามทางแล้วย่อม

นิมนต์คนโกหกนั้น. เขาถือบาตรและจีวรลงไปตามย่านไทร แสดง
ตนที่ประตูบ้าน เมื่อมีชาวบ้านมา ถามว่า “ท่านผู้เจริญ มาทางไหน

?” เขาแสดงความท่ีตนเป๐นดุจพระขีณาสพ โดยพูดว่า “ไม่ควรถาม
ถึงทางมาของสมณะ สมณะจะไปไหนก็ได้ตามท่ีต้องการ” ต่อมา

372

อุบาสกคนหนึ่ง คอยจับผิด เห็นภิกษุลงไปตามย่านไทรแล้ว ตัดย่าน
ไทรข้างหลัง เหลือไว้โดยประมาณเล็กน้อย ภิกษุรูปน้ันไม่รู้ ลงไป
ตามย่านไทร ตกลงมา บาตรดินก็ตกแตกแล้วคิดว่าชาวบ้านรู้ความ
จริง” จงึ ไดห้ ลบหนไี ปอยู่ทอี่ ่นื

ความเปน๐ ผู้มคี วามปรารถนาน้อย
ในอรรถกถาต่างๆ จะกล่าวถึงความไม่รู้จักประมาณของผู้มี
ความปรารถนาตํ่าทรามและมีความต้องการมากเกินไป เพราะพวก
เขาไม่รู้ประมาณในการรับจึงทําให้เกิดความปรารถนาตํ่าทราม
ความอยากได้มากไป ดังน้ัน ผู้รับควรเป๐นผู้รู้จักประมาณในการรับ

ป๎จจัย 4 ตามสมควรแก่ไทยธรรมของทายก และตามสมควรแก่กําลัง
ของตน ตามพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในปฏิคคาหกสูตร (องฺ.เอก.
20/197-198/45) ความว่า

“ดูกรภิกษุทัง้ หลาย ทายกพึงรู้จักประมาณในธรรมวนิ ัยท่ีกล่าว
ไวช้ ั่ว ปฏิคาหกไม่จําต้องรูจ้ กั ประมาณ ขอ้ น้ันเพราะเหตุไร เพราะ
ธรรมท่านกล่าวไว้ช่ัว

ดกู รภกิ ษุทัง้ หลาย ปฏิคาหกพงึ รจู้ ักประมาณในธรรมวินัยท่ี
กล่าวไว้ดี ทายกไม่จําต้องรู้จักประมาณ ข้อน้ันเพราะเหตุไร เพราะ
ธรรมท่านกลา่ วไว้ดีแลว้ ”

จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวมา ทายกเป๐นผู้กําหนดว่าจะให้
เท่าไร ส่ิงใดส่ิงหน่ึง มากน้อยเพียงใด ตามอัธยาศัยและความ
ปรารถนาท่ีจะให้ ภิกษุผู้รับควรพิจารณาถึงสิ่งของน้ันๆ มีน้อยหรือ
มากอย่าง รับพอประมาณ พอกําลังความต้องการของร่างกายท่ีจะ
อัตภาพให้เป๐นไปได้ ดังที่ได้ขยายความไว้ในอรรถกถาอัปปิจฉตา
สตู ร (มโน.ป.ู 1/80) ว่า

“บุคคลผู้มีความปรารถนาน้อยในป๎จจัย 4 ช่ือว่าผู้มักน้อยใน

ป๎จจัย. ผู้มักน้อยในป๎จจัยนั้น ย่อมรู้อํานาจของทายก ย่อมรู้ อํานาจ

แห่งไทยธรรม ย่อมรู้กําลังของตน. ก็ถ้าว่า ไทยธรรมมีมากทายก
ประสงค์จะถวายแต่น้อย ย่อมรับแต่น้อย ด้วยอํานาจแห่งทายกไทย

373

ธรรมมีน้อย ทายกประสงค์จะถวายมาก ย่อมรับแต่น้อยด้วยอํานาจ

แห่งไทยธรรม. ถึงไทยธรรมมีมาก แม้ทายกก็ปรารถนาจะถวายมาก
เธอรกู้ ําลังของตนแล้ว ยอ่ มรับเอาแต่พอประมาณเทา่ น้ัน”

ผู้มักน้อยในป๎จจัยเมื่อทายกถวายมาก ย่อมรับแต่น้อย เมื่อ
ทายกถวายน้อย ย่อมรับให้น้อยลง หรือไม่รับเลยไม่เป๐นผู้รับจนไม่
เหลือ ผู้รู้จักประมาณในการรับป๎จจัย ชื่อว่า บําเพ็ญอัปปิจฉปฏิปทา
ลาภท่ียังไม่เกิดก็เกิดข้ึน ท่ีเกิดข้ึนแล้วก็คงอยู่ตลอดไป ผู้ท่ียังไม่
เล่ือมใสก็เล่ือมใส ผู้เลื่อมใสแล้วก็เลื่อมใสยิ่งขึ้น ย่อมเป๐นดุจดวงตา
ของมหาชน ทําพระศาสนาให้ดํารงอยู่ได้นาน ดังเรื่องท่ีมาในอรรถ

กถาเอกนิบาต องั คตุ ตรนกิ าย (มโน.ปู.1/651-652) ตอ่ ไปน้ี

1) ภิกษุหนุ่มหน่ึง อยู่วัดกุฬุมพริยวิหาร โรหณชนบท สมัยนั้น
ข้าวยากหมากแพง ต้องการไปฉันท่ีเรือนนายลัมพกัณณกะ ได้ข้าว
ทัพพีเดียว อยู่มาวันหนึ่งเห็นพระอาคันตุกะแต่ก็รับข้าวทัพพีเดียว
เหมือนเดิม นายลัมพกัณณกะเกิดความเลื่อมใสย่ิงนัก จึงบอกแก่
ญาติสนิทมิตรสหาย ประชาชนน้อยใหญ่ท้ังเมืองก็ความเล่ือมใสใน
ความปรารถนาน้อย จึงเริม่ ถวายภัตรประจํา วนั ละ 60 ชุด

2) พระเจ้าสัทธาติสสมหาราช ทรงรับสั่งให้มหาดเล็ก แกงนก
กะทาตัวหน่ึงแล้ว คราวเสวยทรงดําริจะให้ส่วนเลิศแก่ผู้อื่น จึงได้
ถวายเนื้อนกกะทาแก่สามเณร ณ บริเวณกัณฑกสลวิหาร เมื่อ
สามเณรรับแต่หน่อยเดียวก็ทรงเลื่อมใส ได้ขอถวายภัตรประจํา วัน
ละ 8 ชุด

3) ทีฆพราหมณ์เชิญเหล่าพราหมณ์ให้บริโภคให้ภัตรคนละ 5
ขัน ก็ไม่อาจจะให้พราหมณ์ อิ่มหนําได้ อยู่มาวันหน่ึงได้ให้คนถือ
ภัตรไปวิหาร ในเวลาภิกษุสงฆ์ทําภัตกิจ เห็นภิกษุประมาณ 30 รูป
กําลังอยู่ในหอฉันจึงถือเอาขันข้าวไปถวายพระสังฆเถระ ท่านหยิบ
เล็กน้อยส่งต่อภิกษุรูปอ่ืนๆ ทั่วถึงทุกรูป ทําให้พราหมณ์เกิดความ
เลอ่ื มใสจึงได้สละทรพั ย์พันหน่ึงสรา้ งพระเจดยี ์ไว้

374

พระสิริมังคลาจารย์ (มงฺคล.2/334/260) ได้แบ่งประเภทของ

ภิกษุสงฆ์ผู้มีความปรารถนาน้อยไว้ 4 ประเภท คือ 1) ผู้มีความ

ปรารถนาน้อยในป๎จจัย 2) ผู้มีความปรารถนาน้อยในองค์ธุดงค์

3) ผู้มีความปรารถนาน้อยในปริยัติ และ 4) ผู้มีความปรารถนาน้อย
ในการบรรลธุ รรม

1) ตัวอย่างผู้มีความปรารถนาน้อยในป๎จจัย ด้วยว่าผู้มีความ
ปรารถนา ต้องการให้พระศาสนาดํารงคงมั่น จําต้องมีความ
ปรารถนานอ้ ยไมโ่ ลภมาก และมีความพอใจสิ่งท่ีตนเป๐นอยู่ มีอยู่ เฉก
เช่น พระติสสเถระ ชาวบา้ นนิคมคาม และกัณหดาบส

เร่ืองพระติสสเถระ มาในอรรถกถาธรรมบท อัปปมาทวรรค

(ขุ.ธ.อ.2/294-295) ท่านเป๐นคนชาวนิคม เมืองสาวัตถี เป๐นผู้มักน้อย
สันโดษ เท่ียวไปบิณฑบาตประจําอยู่แต่ในเรือนญาติเท่านั้น ภิกษุ
ท้ังหลายเข้าใจว่ายังติดข้องอยู่กับญาติๆ ไม่ยอมไปไหน ถึงจะมีการ
ถวายมหาสังฆทาน จึงไปกราบทูลพระพุทธองค์ องค์พระศาสดา
ทรงสอบถามทราบความจริงแล้วอนุโมทนาสาธุการ ว่า “สาธุ สาธุ
สาธุ ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า ความเป๐นผู้มักน้อยน้ี เป๐นแบบแผน
ประเพณีของเรา”

เรื่องกัณหดาบส มาในอรรรถกถาชาตก ทสกนิบาต (ขุ.ชา.อ.

5/427) ท่านอยู่โคนต้นช้างน้าวต้นหน่ึง ในปุาหิมพานต์ ไม่สร้าง
บรรณศาลา มีความมักน้อยอย่างย่ิง ไม่ไปในท่ีอื่นแม้เพื่อผลาผล
เวลาต้นไม้เผล็ดผลก็เค้ียวกินผล เวลาผลิดอกก็เค้ียวกินดอก เวลามี
ใบก็เค้ียวกินใบ เวลามีกะเทาะเปลือก ก็เค้ียวกินกะเทาะเปลือก เม่ือ
จะเก็บผลไม้ก็จะไม่ลุกไปเก็บ นั่งอยู่ท่ีเดิม เอื้อมมือไปเก็บเอา ไม่
เลือกว่าน่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจ ด้วยเดชแห่งศีลพระดาบสผู้มี
ความสันโดษอย่างยิ่งทําอาสนะของท้าวสักกะร้อนรุ่มแล้ว ทรงทํา
ตน้ ไมน้ ั้น ให้มผี ลไม่วายมีรสอร่อย

375

2) ตัวอย่างผู้มีความปรารถนาน้อยในองค์ธุดงค์ ภิกษุผู้มีความ
มักน้อยในธุดงค์ ย่อมไม่ให้ชนเหล่าอ่ืนรู้ว่า ตนรักษาธุดงค์ เหมือน
พระเถระผู้พ่ีชาย ในพระเถระ 2 พ่นี ้อง

เร่ืองพระเถระพ่ีชาย มาในอรรถกถาเอกนิบาต อังคุตตรนิกาย
(มโน.ปู.1/80) พระเถระสองพี่น้อง อยู่ที่เจติยบรรพต รูปพ่ีรักษาเอกา

สนกิ ธดุ งค์ (ธดุ งค์ของผูถ้ ือฉันในอาสนะเดียว) วันหน่ึงเม่ือรูปน้องได้
ท่อนอ้อยท่ีอุป๎ฏฐากส่งไปถวายรบเร้าให้ฉัน เพื่อจะปกปิดธุดงค์ว่า
“เป๐นผู้รักษาเอกาสนิกธุดงค์มา 50 ปี” ไว้ จึงเคี้ยวฉันแล้วอธิษฐาน
ธุดงค์ใหม่

3) ตัวอย่างผู้มีความปรารถนาน้อยในปริยัติ ภิกษุผู้มีความมัก
น้อยในปริยัติ แม้เป๐นผู้ทรงพระไตรปิฎก ก็ไม่ประสงค์จะให้ใครๆ รู้
วา่ ตนเปน๐ พหูสูต เหมอื นพระติสสเถระชาวเมืองสาเกต

เร่ืองพระติสสเถระชาวเมืองสาเกต มาในอรรถกถาเอกนิบาต

อังคุตตรนิกาย (มโน.ปู.1/81) ท่านไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสท่ียกอุ
เทสหรือปริปุจฉา ขึ้นมาแสดงธรรม ละหมู่คณะไปยังวิหารใกล้ฝ๎๑ง
สมุทรมีทรายขาวดังดอกกัณณิการ์ มีอุปการะช่วยเหลือภิกษุผู้เถระ
ผู้ใหม่ และปานกลาง ตลอดพรรษา ในวันมหาปวารณาออกพรรษา
แสดงธรรม เป๐นท่ีแตกตื่นเอิกเกริก เลอื่ งลือทัว่ พาราธานี

4) ตัวอย่างผู้มีความปรารถนาน้อยในอธิคม ภิกษุมีความมัก
น้อยในอธิคม ย่อมไม่ให้คนอ่ืนรู้ว่าตนได้บรรลุมรรคผล เป๐นเหมือน
พระมัชฌนั ติกเถระ

เรื่องพระมัชฌันติกเถระ.มาในอรรถกถาเอกนิบาต อังคุตตร
นิกาย (มโน.ปู.1/79) ท่านเป๐นพระมหาขีณาสพ บาตรและจีวรของ

ท่าน มีราคาประมาณบาทหนึ่งเท่านั้น. วันหนึ่งเป๐นพระสังฆเถระใน
วันฉลองวิหารของพระเจ้าอโศกธรรมราช เม่ือชาวบ้านเห็นท่าน
ปอนเกินไปไม่ให้เข้าไปในงาน จึงได้ดําแผ่นดิน ผุดขึ้นรับก้อนข้าว
ทพ่ี ระราชาถวาย

376

ภิกษุผู้ปรารถนาจะบําเพ็ญปฏิปทาอันเน่ืองด้วยความมักน้อย
ในป๎จจัย พึงเป๐นผู้รู้จักประมาณในการรับ ช่ือว่า เป๐นผู้สันโดษ ภิกษุ
ผู้สันโดษจะละบาปธรรมท้ังหลายมีความเป๐นผู้ปรารถนาเกินเป๐นต้น
ได้ พระพุทธองค์ตรัสถึงความสันโดษน้ันว่า “เป๐นมงคล” ภิกษุ
ทั้งหลายเป๐นผู้สันโดษ ไปสู่สุคตินับไม่ถ้วน ความสันโดษตรัสว่า
“เป๐นเครื่องอุดหนุนอริยมรรค” เพราะเป๐นเหตุแห่งบรรลุอริยมรรค
ของผตู้ ัง้ อยใู่ นความสนั โดษ

ก็ธรรมดาภิกษุผู้สันโดษ ย่อมเป๐นผู้ประพฤติดั่งนอแรด ตาม

ที่มาในอรรถกถาสามัญผลสูตร (สุ.วิ.1/257) ความว่า ภิกษุผู้สันโดษ
นั้น บริโภคเสนาสนะท่ีตนปรารถนาแล้วๆ คือราวปุา โคนไม้ชายปุา
ยืนคนเดียว นั่งคนเดียว อยู่คนเดียวไม่มีเพ่ือนในอิริยาบถท้ังปวง ดุจ
ลูกศรท่ีพ้นไปจากสาย และดุจช้างซับมันหลีกไปจากโขลงฉะนั้น
ย่อมถึงความเป๐นผู้เหมือนนอแรด ดังท่ีพระป๎จเจกพุทธเจ้าได้กล่าว
ไว้ (ขุ.ส.ุ 25/296/333) ว่า

“ภิกษุผู้สันโดษ ย่อมเป๐นผู้อยู่เป๐นสุขในทิศท้ัง 4 และ

เป๐นผู้ไม่กระทบกระท่ัง สันโดษอยู่ ด้วยป๎จจัยนอกนี้ๆ ตาม
มีตามได้ครอบงํา เสียซ่ึงอันตรายทั้งหลาย ไม่หวาดเสียว

เปน๐ ผู้เดยี ว เช่นกบั นอแรด พงึ เทยี่ วไป”

ผู้ไม่สันโดษ จะเสื่อมจากทรัพย์ก็มี จากชีวิตก็มี ผู้สันโดษ จะ
ไม่เส่ือม ทรัพย์ของบุคคลผู้สันโดษ แม้หายแล้ว ก็จะกลับมีเป๐นปกติ
อีก ดั่งเร่ืองพระยานกแขกเต้า ที่มาในอรรถกถาจุฬสุวกชาดก นวก
นิบาต (ขุ.ชา.อ.5/355) คร้ังพระโพธิสัตว์เกิดเป๐นพระยานกแขกเต้า
ในปุาไม้มะเดื่อ ริมฝ๑๎งคงคา เมื่อผลหมดแล้ว ก็จิกกินหน่อ ใบ เปลือก
หรอื กะเทาะซ่ึงยังเหลืออยู่เท่าน้ัน แล้วด่ืมน้ําในแม่น้ําคงคา เป๐นผู้มัก
น้อยสันโดษอย่างเย่ียม ย่อมไม่ไปในประเทศอื่น ด้วยคุณแห่งความ
เป๐นผู้มักน้อยสันโดษของพระยานกแขกเต้าสะเทือนถึงภพของท้าว
สักกะ ท้าวสักกะ ทรงทราบ เพื่อจะทรงทดสอบพระยานกแขกเต้า
ทรงบันดานต้นไม้ให้แห้งไปเหลือแต่ตอ เป๐นช่องปรุ เม่ือลมพัด เปล่ง
เสียงออกดุจถูกเคาะ ไหลออกเป๐นขุยๆ จากช่องรูไม้ พระยานกแขก

377

เต้า จิกกินขุย ไม่ไป ณ ท่ีอ่ืน ไม่พรั่นพรึงต่อลมและแดด จับอยู่บน
ปลายตอไม้มะเด่ือแล้ว ท้าวสักกะทรงเลื่อมใสตักเอาน้ําจากแม่น้ําคง
คามารดตอไม้ ทันทีทันใดต้นไม้สะพร่ังไปด้วยกิ่งและค่าคบ มีผล
อร่อยผุดขึ้น

ความสันโดษเป๐นไปเพื่อความดํารงม่ันแหง่ พระสัทธรรม
ความเปน๐ ผมู้ ักน้อย สันโดษ ย่อมเป๐นไปเพื่อความไม่พินาศแห่ง
พระศาสนา ความเป๐นมักมาก ผู้ไม่สันโดษย่อมเป๐นไปเพื่อความ
พินาศ ถ้าภิกษุสงฆ์ประกอบด้วยความเป๐นผู้มักมาก ไม่สันโดษ มี
ความต้องการเกินความจําเป๐นมากในการดํารงชีวิตท่ีเหมาะสมกับ
ความเป๐นสมณาสารูปแล้วไซร้ มีส่วนสําคัญท่ีทําให้พระศาสนาเสื่อม
เสียสิ้นสูญไปได้ แต่ถ้าภิกษุสงฆ์มีความมักน้อย มีความสันโดษ พระ
ศาสนาย่อมมั่นคง ดํารงอยู่ได้นาน ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสแก่เหล่า

ภิกษไุ ว้ (องฺ.เอก.20/119-122/24) ว่า
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอ่ืนแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป๐นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือน
ความเป๐นผู้มักมาก ดูกรภิกษุท้ังหลาย ความเป๐นผู้มักมาก ย่อม
เป๐นไปเพ่ือความเสอ่ื มสูญเพ่ือความอันตรธานแห่งสัทธรรม”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป๐นไปเพ่ือความดํารงมั่น เพื่อความไม่เส่ือมสูญ เพ่ือความไม่
อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป๐นผู้มักน้อย ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ความเป๐นผู้มักน้อย ย่อมเป๐นไปเพ่ือความดํารงมั่น เพื่อ
ความไมเ่ ส่ือมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป๐นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือน
ความเป๐นผู้ไม่สันโดษ ดูกรภิกษุท้ังหลาย ความเป๐นผู้ไม่สันโดษ ย่อม
เป๐นไปเพอ่ื ความเส่อื มสูญ เพือ่ ความอนั ตรธานแห่งสัทธรรม”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอ่ืนแม้อย่างหน่ึง ท่ี
เป๐นไปเพื่อความดํารงมั่น เพื่อความไม่เส่ือมสูญ เพ่ือความไม่
อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความเป๐นผู้สันโดษ ดูกรภิกษุ

378

ทั้งหลาย ความเป๐นผู้สันโดษย่อมเป๐นไปเพ่ือความดํารงม่ัน เพ่ือความ
ไมเ่ สอ่ื มสูญเพ่ือความไมอ่ ันตรธานแหง่ สัทธรรม”

กลุ บุตรไมค่ วรทําความเป๐นผู้สันโดษด้วยการยังกุศลให้เกิดขึ้น
บุคคลเม่ือทําบุญบ่อยๆ ย่อมบรรลุแม้ซึ่งสุขอันเป๐นโลกุตระ เหมือน
พราหมณ์คนในคนหนึ่งชาวเมืองสาวัตถี เฉกเช่นพราหมณ์คนใดคน

หน่ึง (ขุ.ธ.อ.2/349) อยู่มาวันหน่ึงออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เห็นภิกษุ
ท้ังหลายกําลังครองจีวรอยู่ มุมจีวรภิกษุรูปหน่ึงชุ่มด้วยหยาดน้ําค้าง
บนยอดหญ้า เอาจอบถาก ทําเป๐นลาน วันต่อมาเห็นมุมจีวรภิกษุรูป
หนึ่ง เปื๒อนฝุนท่ีพ้ืน จัดแจงเกล่ียทราย ต่อมาวันหน่ึง อากาศแดด
ร้อนจัด เห็นเหงื่อไหลออกจากสรีระของภิกษุท้ังหลายผู้ จึงให้สร้าง
มณฑป อกี วันหน่ึงฝนได้ตกพรําๆ แต่เช้า เห็นจีวรภิกษุเปียกปอน จึง
ให้รื้อมณฑปแล้วให้สร้างศาลาข้ึนมาแทน ใคร่จะทําการฉลองศาลา
จึงนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ แล้วถวายทาน พระพุทธ
องค์ตรัสว่า “พราหมณ์ ธรรมดาบัณฑิต กระทํากุศลอยู่ทีละน้อยๆ
ในขณะๆ ยอ่ มขจดั มลทินของตนเสียโดยลําดับไดโ้ ดยแท้

“ผมู้ ปี ๎ญญา ควรขจัดมลทินของตน ทีละน้อยๆ
ในขณะๆ โดยลาํ ดับไป เหมือน ช่างทองชาํ ระสนิมแหง่
เงนิ ฉะน้ัน”

ในอรรถกถานิกเขปกัณฑ์ (อฏฺ.สา. 571) ได้ขยายความว่า
บคุ คลบางคนในโลกนี้ ถวายป๎กขิกภัต ภัตรประจําป๎กข์บ้าง สลากภัต
บ้าง ผู้ไม่สันโดษด้วยการถวาย จึงถวายธุวภัต ภัตรประจํา สังฆภัต
ภัตเพ่ือสงฆ์ผ้าจํานําพรรษา สร้างอาวาส ถวายป๎จจัย 4 เพิ่มขึ้น เป๐น
ผู้ไม่สันโดษแม้ในการถวายน้ัน ย่อมรับสรณะ สมาทานศีล 5 เป๐นผู้
ไม่สันโดษแม้ในการกระทําน้ัน ย่อมบวช ครั้นบวชแล้ว ย่อมเรียน
นิกายหน่ึง2 นิกาย พุทธวจนะคือพระไตรปิฎก ย่อมยังสมาบัติ 8 ให้
เกิดเจริญวิป๎สสนาแล้ว ย่อมถือเอาพระอรหัต จําเดิมแต่การบรรลุ
พระอรหัต ย่อมได้ชื่อว่าเป๐นผู้สันโดษใหญ่ สอดคล้องที่มาในอรรถ

กถาสังคีติสูตร (สุ. วิ. 3/224) ความว่า ก็บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วย

379

ความใคร่อย่างย่ิงน้ัน บําเพ็ญศีลแล้ว ให้เกิดฌาน ได้ฌานแล้ว
ปรารภวิป๎สสนา ปรารภวิป๎สสนาแล้ว ถือเอาพระอรหัต ย่อมไม่ถึง
ความหยดุ เสยี ในระหว่าง

ความกตญั ํู

ความกตัญํู หมายถึง การรู้อุปการะ ที่ผู้ใดผู้หนึ่งทําแล้ว
น้อยหรือมาก ก็ตาม โดยความระลึกถึงบ่อยๆ รวมถึงการระลึกถึง
อุปการะของบุญ เพราะมีอุปการะมากแก่สัตว์ทั้งหลายช่วยปูองกัน

ทุกข์มีทุกข์ในนรกเป๐นต้นได้ (มงฺคล. 2/361/275) พระพุทธองค์ว่า
บุคคลผู้กตัญํูเป๐นผู้หาได้ยาก ดังที่ปรากฏในทุกนิบาต อังคุตตร
นกิ าย วา่

“ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 2 จําพวกน้ี หาได้ยากในโลก บุคคล 2

จํ า พ ว ก น้ั น ใ ค ร บ้ า ง ? คื อ

1.บุคคลผู้บุพพการี 2. บุคคลผู้กตัญํูกตเวที บุคคล 2 จําพวกนี้แล
ภกิ ษทุ ั้งหลาย หาได้ยากในโลก”

บุพพการีบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ทําก่อน หรือเม่ือบุคคลอื่น
ไม่ได้ทําอุปการะเลย ไม่เพ่งถึงอุปการะอันผู้อื่นทําไว้ในตนแล้วทํา
โดยทําความสําคัญว่า “เราให้หนี้ (เราเหมือนเป๐นเจ้าหน้ี)” ผู้เผ่ือแผ่
โดยไม่มีเหตุ โดยไม่เพ่งถึงเหตุมีเป๐นต้นอย่างน้ีว่า “บุคคลน้ีจักทํา
ตอบแทนแก่เรา” เช่น บดิ ามารดา พระอุปช๎ ฌายะ อาจารย์

กตเวทีบุคคล หมายถึง บุคคลผู้ประกาศอุปการะที่ท่านทําแล้ว
ให้เป๐นไปสมควรแก่อุปการะ ท่ีผู้อื่นทําแล้ว โดยทําความสําคัญว่า
“เราใช้หนี้ (เราเหมือนเป๐นลูกหน้ี)” เพื่อประโยชน์แก่การประกาศชน
เหล่านั้นให้ปรากฏ มีความเผื่อแผ่โดยมีเหตุเพ่งถึงเหตุมีเป๐นต้นอย่าง
นี้ว่า “บุคคลนี้ จักทําตอบแทนแก่เรา” เช่น บุตรธิดา ปฏิบัติมารดา
บิดา และกระทําสามีจิกรรมมีการกราบไหว้เป๐นต้น แก่มารดาบิดา
หรือ อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริก ปฏิบัติในอาจารย์และพระ

380

อุป๎ชฌายะ และกระทําสามจี กิ รรมมีกราบไหว้เป๐นต้น แก่อาจารย์และ
พระอุป๎ชฌายะนั้น

การเปรียบเทียบบุพพการีบุคคลกับกตัญํูกตเวทีบุคคลเฉก
เช่นเจ้าหน้ีที่ต้องช่วยเหลือลูกหน้ีกับลูกหนี้ท่ีต้องใช้หนี้ตอบแทน
เจ้าหน้ีนั้น สอดคล้องกับที่พระพุทธองค์ คร้ังเสวยพระชาติเป๐นพระ
ยานกแขกเต้า ได้ตรัสกะพราหมณ์ผู้โกสิยโคตร ตามท่ีปรากฏในเก

ทารชาดก (ขุ.ชา.27/1878/367) ว่า

“โกสิยะ นกท้ังหลาย มีขนปีกยังไม่งอก เป๐นลูกน้อย

ของเรา มีอยู่ ลูกน้อยของเราเหล่านั้น อันเราเลี้ยงแล้ว จัก
เล้ียงเรา เพราะฉะนั้น เราจึงให้หนี้แก่ลูกนกเหล่านั้น
มารดาบิดาของเราแก่ชราแล้ว ผ่านวัยหนุ่มสาวแล้ว เรา
นํา รวงข้าวสาลีของท่าน ไปด้วยจะงอยปากเพื่อท่านท้ัง 2

นน้ั จะเปลอ้ื งหน้ที ี่ท่านกระทําไวใ้ นก่อนได้”

ในอรรถกถาบุคคลบัญญัติได้อธิบายถึงลักษณะบุพพการีและ
กตัญํูกตเวทีว่า “เม่ือบุคคลอ่ืนไม่ได้ทําอุปการะเลย บุคคลผู้ไม่เพ่ง
ถึงอุปการะอันผู้อ่ืนทําไว้ในตนแล้วกระทํา ช่ือว่า บุพพการี เปรียบ
เหมือนมารดาบิดาจําพวกหนึ่ง อาจารย์และพระอุป๎ชฌายะจําพวก
หน่ึง บุคคลน้ัน ช่ือว่า หาได้ยาก เพราะสัตว์ทั้งหลายถูกตัณหา
ครอบงํา บุคคลผู้รู้อยู่ ให้ผู้อื่นรู้อยู่ซึ่งอุปการะอันผู้อ่ืนทําแล้วในตน
โดยความเป๐นอุปการะ ให้เป๐นไปสมควรแก่อุปการะ ท่ีผู้อื่นกระทํา
แล้ว ช่ือว่ากตัญํูกตเวที เปรียบเหมือนผู้ปฏิบัติชอบในมารดาบิดา
อาจารย์และพระอุป๎ชฌายะ แม้บุคคลน้ันก็ช่ือว่า หาได้ยาก เพราะ
สัตว์ท้ังหลายถกู อวชิ ชาครอบงํา”

ความกตัญํู คือ ความร้คู ุณ หมายถงึ ความเป๐นผู้มใี จกระจา่ ง
มีสติ มีป๎ญญาบรบิ ูรณ์ ร้อู ุปการ-คณุ ท่ีผู้อ่นื กระทําแล้ว แก่ตน ผูใ้ ดก็
ตามท่ีทําคุณแก่ตนแลว้ ไม่วา่ จะมากก็ตาม น้อยก็ตามแลว้ ก็ตาม

ระลึกนึกถงึ ด้วยความซาบซ้งึ ไมล่ ืมเลย (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี :
ออนไลน์)

381

บุคคลที่มีความกตัญํู หมายถึง บุคคลที่ตระหนักซาบซึ้งถึง
บุญคุณ เป๐นผู้มีสติใจใสกระจ่างมีสติป๎ญญาบริบูรณ์ รู้อุปการะของ
บุญท้ังหลายท่ีช่วยให้ตนได้ดีมีสุขในป๎จจุบัน และรู้อุปการคุณของ
ผู้อ่ืนท่ีกระทําแล้วแก่ตน พยายามหาทางตอบแทน ทําให้เป๐นคน
น่ารัก น่าเอ็นดู น่านับถือ จนใครๆ ก็เมตตา ถ่ายทอดความรู้

คณุ ธรรมความดตี ่างๆ ให้ (กองวชิ าการ : 2550: 135)

สิ่งที่ควรแกค่ วามกตญั ํู
ความรู้คุณ ความเป๐นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีป๎ญญาบริบูรณ์ รู้
อุปการคุณท่ีผู้อื่นกระทําแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทําคุณแก่ตนแล้ว
ไม่วา่ จะมากกต็ าม น้อยก็ตาม เช่น เลี้ยงดูส่ังสอน ให้ท่ีพัก ให้งานทํา
ย่อมระลึกถึงด้วยความซาบซึ้งอยู่เสมอ ไม่ลืมอุปการคุณน้ันเลย ซ่ึง
เป๐นการรู้บุญ หรือรู้อุปการะของบุญท่ีตนทําไว้แล้ว รู้ว่าท่ีตนเองพ้น
จากภัยอันตรายทั้งหลายได้ดีมีสุขอยู่ในป๎จจุบันก็เพราะบุญทั้งหลาย
ที่เคยทําไว้ในอดีตส่งผลให้ จึงไม่ลืมอุปการะของบุญนั้นเลย และ
สร้างสมบุญใหม่ให้ย่ิงๆ ขึ้นไป กล่าวได้ว่า การรู้จักบุญคุณ อะไรก็
ตามที่เป๐นบุญ หรือมีคุณต่อตน แล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความ
ซาบซ้ึงไม่ลืมเลย คนมีกตัญํูถึงแม้จะนัยน์ตาบอดมืดทั้งสองข้าง
แตใ่ จของเขาใสกระจา่ งย่งิ กว่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ รวมกันเสียอีก

(กองวิชาการ : 2550: 154) ซึ่งสิ่งท่ีเราควรแก่ความกตัญํูนั้น

สามารถแบ่งออกเป๐น 5 ประการ (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี :
ออนไลน์) ได้แก่

1. กตัญํูต่อบุคคล ใครก็ตามที่เคยมีพระคุณต่อเรา ไม่ว่าจะ
มากน้อยเพียงไร จะต้องกตัญํูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอด้วย
ความซาบซึ้งพยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่านให้ได้ โดยเฉพาะ
พระพุ ทธองค์ พระสงฆ์ บิ ดามารดา ครู อุ ป๎ ชฌาย์ อาจารย์
พระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองท่ีทรงทศพิธราชธรรม จะต้องตาม
ระลึกนึกถึงพระคุณ ปฏิบัติตัวให้เป๐นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป๐นศิษย์ท่ีดี
ของครูอาจารย์ เปน๐ พลเมอื งทีด่ ีของประเทศชาติ ดังเช่น

382

การอุปการคุณของมารดาบิดาท่ีว่า มารดาบิดาเป๐นทิศเบ้ือง
หน้า เป๐นทักขิไนยบุคคลคือบุคคลผู้ควรแก่การบูชา เพราะมีความ
อนุเคราะห์บตุ รธิดา 5 ประการ (ท.ี ปา. 11/199/202) ดงั นี้

1. ห้ามปรามปูองกันจากความชั่ว
2. ดแู ลฝกึ อบรมให้ต้งั อยู่ในความดี
3. ใหศ้ ึกษาศิลปวิทยา
4. เป๐นธรุ ะเม่ือถึงคราวจะมคี ู่ครองท่ีสมควร
5. มอบทรัพย์สมบัติใหเ้ ม่ือถงึ โอกาส
ในฐานะที่เปน๐ บุตรธิดา พงึ เคารพบดิ ามารดา ผู้เปรียบเสมือน
ทิศเบ้ืองหน้า ดังน้ี
1. ทา่ นเล้ียงเรามาแลว้ เล้ียงทา่ นตอบ
2. ช่วยทํากจิ ธุระการงานของทา่ น
3. ดํารงวงศ์สกุล
4. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป๐นทายาท
5. เม่ือท่านล่วงลับไปแล้ว ทาํ บญุ อทุ ศิ ให้ท่าน
การอุปการคุณของครูอาจารย์ที่ว่า ครูบาอาจารย์เป๐นทิศเบื้อง
ขวา เป๐นทักขิไนยบุคคลคือบุคคลผู้ควรแก่การบูชา เพราะมีความ
อนเุ คราะห์ศษิ ย์ 5 ประการ (ที.ปา. 11/200/203)) ไดแ้ ก่
1. แนะนําฝกึ อบรมให้เป๐นคนดี
2. สอนใหเ้ ข้าใจแจ่มแจง้
3. บอกความรู้ในศิลปวิทยาทุกอย่างด้วยดี
4. สง่ เสริมยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ
5. สร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ คือ สอนฝึกศิษย์ให้ใช้วิชา
เล้ียงชีพได้จริงและรู้จักดํารงตนด้วยดี ที่จะเป๐นประกันให้ดําเนิน
ชีวติ ดงี าม โดยสวัสดมี คี วามสขุ ความเจรญิ

383

ในฐานะท่ีศิษย์ พึงแสดงความเคารพนับถือครูอาจารย์ ผู้
เปรียบเสมือนทิศเบ้ืองขวาคือ

1. ลุกต้อนรับ แสดงความเคารพ

2. เข้าไปหาเพ่ือบํารุงรับใช้ ปรึกษา ซักถาม รับคําแนะนํา
เป๐นต้น

3. ฟ๎งด้วยดี ฟ๎งเปน๐ รูจ้ ักฟ๎งให้เกิดป๎ญญา

4. ปรนนบิ ัติ ช่วยบรกิ าร

5. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจังถือเป๐นกิจ
สําคญั

2. กตัญํูต่อสัตว์ สัตว์ท่ีมีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ท่ี
ใช้งาน จะต้องใช้ดว้ ยความกรณุ าปรานี ไมเ่ ฆี่ยนตีมนั จนเหลือเกิน

3. กตัญํูต่อส่ิงของ ของส่ิงใดก็ตามท่ีมีคุณต่อเรา เช่น
หนังสือ ธรรมะ หนังสือเรียน สถานศึกษา วัด ต้นไม้ ปุาไม้ วัสดุ
อุปกรณท์ ีใ่ ชใ้ นการหาเลี้ยงชีพ

4. กตัญํูต่อบุญ รู้ว่าคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่างกาย
แขง็ แรง ผวิ พรรณดี สติป๎ญญาเฉลียวฉลาด มีความสุขความเจริญ มี
ความก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติมาก ก็เนื่องมาจากผลของบุญ จะไป
สวรรค์หรือกระท่ังไปพระนิพพานได้ก็ด้วยบุญ ทุกอย่างสําเร็จได้
ด้วยบุญ ท้ังบุญเก่าที่ได้สะสมมา และบุญใหม่ที่เพียรสร้างขึ้น
ประกอบกัน จึงมีความรู้คุณของบุญ มีความอ่อนน้อมในตัว ไม่ดูถูก
บุญ ตามระลึกถึงบุญเก่าให้จิตใจชุ่มช่ืน และไม่ประมาทในการสร้าง
บุญใหม่

5. กตญั ํตู ่อตนเอง รวู้ ่ารา่ งกายของเรานี้เป๐นอุปกรณ์สําคัญที่
เราจะได้อาศัยใช้ในการทําความดี ใช้ในการสร้างบุญกุศล
นานาประการเพื่อความสุข ความเจริญก้าวหน้า แก่ตนเองต่อไป จึง
ทะนุถนอมดูแลร่างกายรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ทําลายด้วยการกิน
เหล้าเสพสิ่งเสพติด

384

ความสําคัญในการปฏบิ ัติตามหลักการของความกตญั ํูอัน
เป๐นสร้างเสริมบุญบารมีให้เกดิ มแี ก่ตนเองและผอู้ ื่น ซึ่งท่านไดส้ รุป

ไว้ 3 ประการ คือ
ความกตัญํูกตเวทีเป๐นพ้ืนฐานของคนดี ดังท่ีพุทธศาสน

ภาษิตท่ีว่า “ภูมิ เว สปฺปุริสานํ กตํฺํูกตเวทิตา” ความกตัญํูเป๐น

พื้นฐานของคนดี (ธรรมสภา : 2540 : 10) ความกตัญํูกตเวทีถือ
เป๐นพ้ืนฐาน เพราะเป๐นรากฐานของคุณธรรมอื่นๆ คนผู้มีความ
กตัญํกู ตเวทจี ะเป๐นผู้ฝ๎กใฝใุ นการทําความดีมากขึ้น

ความกตัญํูกตเวทีเป๐นเครื่องหมายของคนดี ดังพุทธศาสน
ภาษิต ท่ีท่านกล่าวไว้ว่า “นิมิตตํ สาธุรูปานํ กตํฺํูกตเวทิตา”
หมายถึง ความกตัญํูกตเวทีเป๐นเคร่ืองหมายของคนดี ผู้ใด มี

คุณธรรมข้อนี้ ผู้นั้นมีเคร่ืองหมายของคนดี (ธรรมสภา : 2540 : 10)
การเป๐นเครื่องหมายของคนดีได้กล่าวไว้มากมาย ความกตัญํู
กตเวทิตาธรรมถือเป๐นคุณสมบัติของคนดี ดังพระพุทธพจน์ท่ีปรากฏ

ในสรภงั คชาดก (ข.ุ ชา.27/2466/541) ความวา่
“ผู้ใดแล เป๐นคนกตัญํูกตเวที มีป๎ญญา มีกัลยาณมิตร

และมีความภักดีม่ันคง ช่วยทํากิจของมิตรผู้ตกยากโดย
เต็มใจ บัณฑิตเรียกคนเชน่ นั้นว่าสัตบุรุษ”

ความกตัญํูกตเวทีถือเป๐นภูมิของสัตบุรุษ ดังพระพุทธพจน์ท่ี

ปรากฏในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (องฺ.ทุก.20/277/78) ความ
ว่า

“สัตบุรุษย่อมเป๐นคนกตัญํูกตเวที ก็ความเป๐นคน
กตัญํูกตเวทีน้ี สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ความเป๐นคนกตัญํูกตเวทีท้ังหมดน้ีเป๐นภูมิ
สตั บรุ ษุ ”

ท้ั ง นี้ ห ลั ก คํ า ส อ น ท า ง พุ ท ธ ศ า ส น า ใ ห้ ค ว า ม สํ า คั ญ ค ว า ม
กตัญํูกตเวทีท่ีมีต่อบิดามารดา ดังพระพุทธพจน์ท่ีปรากฏในส

385

พรหมสูตร (องฺ.จตุกฺก.21/63/91-92) ได้แสดงถึงการตอบแทน
บุญคุณมารดาบิดาไดว้ า่

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาและบิดา เป๐นผู้อันบุตรท้ังหลายของ
ตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่าน้ัน ชื่อว่ามีพรหม
มารดาและบิดา เป๐นผู้อันบุตรท้ังหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้ว
ภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นช่ือว่ามีบุรพาจารย์ มารดาและบิดา เป๐น
ผู้อันบุตรทั้งหลายของตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูล
เหล่าน้ันชื่อว่ามีบุรพเทพ มารดาและบิดาเป๐นผู้อันบุตรท้ังหลายของ
ตระกูลเหล่าใดบูชาแล้วภายในเรือน ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีอาหุ
เนยยบุคคล ดูกรภิกษุท้ังหลาย คําว่าพรหมบุรพาจารย์ บุรพเทพ
อาหุเนยยบุคคล น้ีเป๐นชื่อของมารดาและบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะมารดาและบิดาเป๐นผู้มีอุปการะมาก เป๐นผู้ประคบประหงมเล้ียง
ดบู ุตร เป๐นผูแ้ สดงโลกน้แี กบ่ ุตร

มารดา บิดาผู้อนุเคราะห์แก่บุตร เรียกว่า พรหม
บุรพาจารย์ และอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะ
เหตุน้ันแหละ บุตรผู้เป๐นบัณฑิตพึงนอบน้อม พึงสักการะ
ท่านด้วยข้าว นํ้า ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ท่ีนั่ง อบกาย ให้
อาบน้ําและชําระเท้า เพราะเหตุที่บุตรผู้เป๐นบัณฑิตได้
บํารุงบําเรอในมารดาและบิดา บัณฑิตท้ังหลายย่อม
สรรเสริญเขา ครั้นเขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในโลก
สวรรค์”

บคุ คลผู้กตัญํเู ปน๐ ผหู้ าได้ยากด้วยส่วนใด ความเป๐นผู้กตัญํู
ก็หาได้ยากด้วยส่วนนั้นความเป๐นผู้กตัญํูของบุคคลน้ัน ย่อมให้ถึง
ความเป๐นผู้ควรสรรเสริญว่า บุคคลนี้ หาได้ยาก ความเป๐นผู้กตัญํู
ชื่อว่า เป๐นมงคล เพราะความเป๐นเหตุแห่งการบรรลุคุณวิเศษมี
ประการต่างๆ มีความเป๐นผู้ควรสรรเสริญว่า “เป๐นสัตบุรุษ” เป๐นต้น
คนกตัญํู ย่อมเป๐นผู้หาได้ยากทีเดียว ไม่ใช่หาได้ง่าย เหมือนคน
อกตัญํู คนอกตัญํูหาได้ง่ายกว่า คนกตัญํูมีแต่คนสรรเสริญ

ส่วนอกตัญํูมีแต่คนนินทา ติเตียน (มงฺคล.2/371/282) ดังท่ีปรากฏ

386

ในขุททกนิกาย อปทาน ราธเถราปทาน (ขุ.อป.33/129) กล่าวถึง
ความกตญั ํูของพระสารบี ุตรที่มีต่อราธพราหมณว์ ่า

“…สารีบุตร เธอเป๐นคนกตัญํู เธอจงยังพราหมณ์น้ีให้บวช
พราหมณ์น้ีจักเป๐นผู้ควรบูชา ลําดับน้ันเราได้การบรรพชาและ
อุปสมบทด้วยกรรมวาจา โดยเวลาไม่นานเลย เราก็ได้บรรลุธรรม
เป๐นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะเราเป๐นผู้เพลิดเพลิน สดับพระพุทธ
ดํารัสโดยเคารพ ฉะนั้นพระพิชิตมารจึงทรงแต่งต้ังเราว่า เป๐นผู้เลิศ

กว่าท้งั หลายผู้มีปฏิภาณ เราเผากเิ ลสท้ังหลายแล้ว…”

ส่วนในชวสกุณชาดก (ขุ.ชา.27/523) ท่ีกล่าวถึงคนท่ีไม่รู้จัก
คณุ คน ไวว้ ่า

“น่าติเตียนคนที่ไม่รู้คุณที่เขาทําแล้ว ผู้ไม่ทําคุณให้
ใคร และผู้ที่ไม่ทําตอบแทนคุณท่ีเขาทําก่อน ความ
กตญั ํูไมม่ ใี นคนใด การคบคนนน้ั ย่อมไร้ประโยชน์”

ในนิทานชาดกมีหลายเรื่องที่กล่าวถึงการสรรเสริญคนกตัญํู
และติเตียนคนอกตัญํู เช่น เรื่องพระเจ้าปทุมราชในจูฬปทุมชาดก

เร่ืองตักกบัณฑิต มาในตักกชาดกเร่ือง 4 คน ในสัจจกิรชาดก เรื่อง

3 คน ในนโิ ครธชาดก

1) เรื่อง พระเจ้าปทุมราช มาในจูฬปทุมชาดก ทุกนิบาต

ป๎ญจมวรรค (ขุ.ชา.อ.3/154) ด้วยเหตุที่พระราชบิดา ทรงแคลงพระ
หฤทัยในพระโอรสท้ัง 7 พระองค์ เนรเทศออกจากเมืองพร้อมมเหสี
เม่ือเสบียงเดินทางหมด ในระหว่างทาง จึงฆ่ามเหสีทีละคนแบ่งกัน
เสวย ตลอดการเดินทาง พอมาคราวจะฆ่ามเหสีของเจ้าชายปทุมพระ
ราชโอรสองค์โต พระองค์จึงพากันหนีไปคืนนั้น เม่ือยล้าและ
กระหายน้ําจึงได้บาดแข้งขวาด้วยดาบให้มเหสีดื่มโลหิตประทังชีวิต
พากันมาถึงแม่นํ้าคงคา จึงได้สร้างบรรณศาลาอยู่กัน ต่อมาวันหนึ่ง
ได้ช่วยเหลือคนด้วนคนหน่ึงท่ีเจ้าเมืองตัดมือ เท้า หู จมูก จับใส่เรือ
โกลนลอยนํ้ามา รักษาแผลจนหาย เจ้าชายจะทําหน้าท่ีหาอาหารมา

387

เลี้ยงดู ปล่อยให้คนด้วนกับมเหสีอยู่เฝูาอาศรม สองคนเมื่ออยู่
ด้วยกันนานวันเข้าก็เกิดชอบคอกัน จึงวางแผนกันฆ่าเจ้าชาย โดย
ลอกลวงว่าจะบวงสรวงเทพยดาบนยอดเขาแล้วพลักลงเหวลึก ฝุาย
เจ้าชายตกจากเหวมาค้างบนยอดไม้ที่เถาวัลย์ปกคลุมอย่างหนาจึง
รอดชีวิต อาศัยผลไม้น้อยใหญ่เลี้ยงชีวิตโดยเฉพาะลูกมะเด่ือ ได้
แบ่งให้ตัวเหี้ยตัวโตตัวหนึ่งทุกวัน จนสนิทสนมกัน จึงได้เกาะหลัง
เห้ียข้ึนจากเหวมาไว้บนถนน พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านป๎จจันตคาม
เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ได้รับราชสมบัติ และได้สร้างโรงทาน 6
แห่ง ได้ทรงสละทรัพย์ให้ทานวันละ 6 แสนทุกๆ วัน ฝุายมเหสีแบก
บรุ ุษด้วนออกจากปุา เที่ยวขอทานไปในตัวเมือง เลี้ยงชีวิตด้วยความ
รักอันประมาณยิ่ง ชาวเมืองเอ็นดูย่ิงต่อนางที่มีความรักต่อสามี ได้
ให้ยาคูและภัตรเป๐นจํานวนมากกว่าให้กระเช้าหวายอย่างดีเอาใส่
สามีแบกไป วันหน่ึงพระเจ้าปทุมทอดพระเนตรเห็นตรัสถึงความ
เป๐นมาแตต่ น้ ตอนแรกรับส่ังให้ตัดหูและจมูก พอระงับความโกรธเบา
บางลงจึงไม่ได้ลงโทษ ได้แตใ่ หเ้ นรเทศเสียจากแคว้นของพระองค์

2) เร่ือง ตักกบัณฑิต มาในตักกชาดก เอกนิบาต สัตตมวรรค

(ข.ุ ชา.อ.2/89) ณ บรรณศาลา ใกล้แม่น้ําคงคา มีดาบสตนหนึ่งอาศัย
อยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่การบําเพ็ญฌาน วันหนึ่งเห็นธิดาเศรษฐี
ถูกทาสกรรมกรหลอกมาปล่อยลอยน้ํามาด้วยเหตุที่นางปากจัด ทุบตี
พวกตนเป๐นอาจิณ ด้วยความเอ็นดูนาง ได้ช่วยข้ึนมา ก่อไฟช่วย
บรรเทาความหนาว หาผลไม้มาให้กินบรรเทาความหิว แล้วให้นาง
กลับบ้าน นางจะกลับอย่างไร น้ีแหล่ะเป๐นป๎ญหาใหญ่ จึงได้ยั่วเย้า
จนดาบสตบะแตกเสพสมอารมณ์หมายกับนาง จําต้องเลี้ยงดู พากัน
ไปอยู่ในหมูบ่ า้ นแห่งหนึ่ง ประกอบอาชีพขายเปรียง ด้วยความฉลาด
มากความรู้ ชาวบ้านจึงเรียกเขา ตักกบัณฑิต (นายเปรียงผู้ฉลาด)
มอบหมายให้ทําหน้าท่ีอบรมสั่งสอนลูกหลานและชาวบ้าน โดยให้
เสบยี งขา้ วปลาอาหาร สรา้ งทอ่ี ยูใ่ หเ้ ปน๐ เคร่ืองตอบแทน

อยู่มาไม่นานนัก โจรพาพวกเข้าปล้นหมู่บ้าน เห็นนาง
ผวิ พรรณเกล้ยี งเกลายิ่งนัก จับนางกลับไปด้วยจะดีกว่า นางคงจะติด
ใจรสสวาทของโจรเป๐นแน่แท้ คิดจะฆ่าสามีทิ้ง ได้ส่งข่าวสารให้มา

388

พานางหนกี ลับบ้าน แต่ถูกโจรจับได้และซ้อมอย่างหนัก อดีตดาบสผู้
เคยเหาะเหิรเดินอากาศได้ บัดเดี๋ยวนี้ส้ินลายเสียแล้ว ได้แต่บ่นรําพึง
รําพันว่า “คนโกรธ อกตัญํู ส่อเสียด ชอบทําร้ายเพื่อน” โจรเกิด
ความสงสัยจึงสอบถาม ได้ฟ๎งความเป๐นไปท้ังหมดแล้ว คิดว่านาง
ไว้ใจไม่ได้จริงๆ เล้ียงไว้ก็เปลืองข้าวสุก จึงได้ฆ่านางท้ิงให้รู้แล้วรู้
รอด แล้วพาอดีตนักบวชมาส่งบ้าน ระหว่างทางพูดถูกอกถูกคอกัน
ตกลงปลงใจพากันออกบวชเป๐นดาบส บําเพ็ญเพียรจนได้ฌานและ
อภญิ ญา

3) เรื่อง 4 คน มาในอรรถกถาสัจจกิรชาดก เอกนิบาต

อัฏฐมวรรค (ขุ.ชา.อ.2/129) ณ บรรณศาลา ฝ๑๎งแม่นํ้าคงคาแห่งหน่ึง
มีดาบสอาศัยอยู่ ค่ําคืนวันหน่ึงได้ยินเสียงคนร้องไห้ขอความ
ช่วยเหลือท่ามกลางแม่นํ้าอันไหลแรงเชี่ยวกราด เห็นเจ้าชายเมือง
พาราณสี (มีนิสัยโหดร้ายดุจปีศาจร้าย จึงถูกราชบุรุษจับปล่อยกลาง
แม่น้ํา) มาพร้อมทั้งงู หนู (ที่อยู่ถูกนํ้าท่วม) และลูกนกแขกเต้า (แอบ
เกาะ) เกาะขอนไม้ลอยมา ได้ช่วยเหลือขึ้นฝ๑๎ง ด้วยความเอ็นดูจึงได้
ก่อไฟให้ งู หนู ลูกนกแขกเต้าได้ผิงก่อน เจ้าชายไว้ทีหลัง ให้
อาหารก็ให้งู หนู นกแขกเต้าก่อน เจ้าชายหลังเขาหมด องค์รัช
ทายาทจึงผูกอาฆาตให้ความสําคัญสัตว์เดรัจฉานมากกว่าตน สักวัน
หน่ึงฆ่าดาบสใหไ้ ด้

ท้ังหมดอาศัยอยู่ 2-3 วันก็พากันลากลับ เจ้าชายรับส่ังก่อน
กลับว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้าได้ดํารงในราชสมบัติแล้ว ขอท่าน
พึงมา ข้าพเจ้าจักอุป๎ฏฐากท่านด้วยป๎จจัย 4” ใจจริงแล้วคิดจะฆ่า
ดาบสท้ิงให้หายแค้น ส่วน งู ซึ่งเม่ือครั้งอดีตชาติเป๐นเศรษฐีได้ฝ๎ง

ทรัพย์ไว้ริมฝ๎๑งแม่นํ้า 40 โกฏิ จิตใจยังหวงทรัพย์อยู่ตายไปแล้วเกิด
เป๐นงูเฝูาทรัพย์ จึงได้กล่าวว่า “เมื่อมีกิจด้วยทรัพย์ ไปในท่ีนั้น
ตะโกนเรียก ทีฆะ” และ หนู ซึ่งเม่ือครั้งอดีตชาติเป๐นเศรษฐีได้ฝ๎ง

ทรัพย์ไว้ริมฝ๎๑งแม่นํ้า 30 โกฏิ จิตใจยังหวงทรัพย์อยู่ตายไปแล้วเกิด
เป๐นหนูเฝูาทรัพย์ จึงได้กล่าว “เม่ือมีกิจด้วยทรัพย์ ไปในที่นั้น
ตะโกนเรียก อุนทูระ” ด้านลูกนกแขกเต้า ได้กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ

389

ทรัพย์ข้าพเจ้าไม่มี แต่เม่ือต้องการด้วยข้าวสาลีสุก ไปท่ีอยู่ของ
ขา้ พเจา้ ”

ไม่นับนานดาบสอยากจะทดสอบดูเจ้าชาย งู หนู ลูกแขกเต้า
พูดจริงไหม? ก็ได้ไปหาบรรดาสัตว์ท้ังสามก่อน พบว่าเป๐นจริง แล้ว
ไปเฝูาพระราชา ขณะนั้น ประทับบนคอช้าง กระทําประทักษิณพระ
นคร พอทอดพระเนตรเห็นแต่ไกล จึงรับส่ังบังคับพวกราชบุรุษเฆี่ยน
ตีทุกทาง 4 แพร่งนําไปสู่แดนประหาร ขณะท่ีถูกเฆี่ยนตีจะกล่าวทุก
คร้ังไปวา่

“จริงทีเดียว ได้ยินว่า นระท้ังหลาย บางพวกในโลกน้ี กล่าวว่า
ไม้ทลี่ อยนาํ้ ไป ประเสรฐิ กว่า นระบางคนไม่ประเสริฐเลย”

ประชาชนจํานวนมากได้ยินดังน้ันคิดว่าจะหาความสุขได้
อย่างไรในเมื่อพระราชายงั ไมร่ ูจ้ ักสักว่าคณุ ของผ้ใู หช้ ีวิต ต่างก็พา
กันลุกฮือข้ึนสําเร็จโทษพระราชาด้วยหลาว หอก ก้อนหิน และไม้
ค้อนเป๐นต้นเท่าท่ีจะหาได้ แล้วอภิเษกดาบสเป๐นพระราชาแทน
ต่อมาไม่นานนักก็เสด็จไปยังท่ีอยู่ของสัตว์ 3 ทรงรับเงิน 70 โกฏิ
รับสั่งให้ทําปล่องทองเป๐นที่อยู่ของงู ถํ้าแก้วผลึกเป๐นท่ีอยู่ของหนู
และกรงทอง เป๐นที่อยู่ของนกแขกเต้า แล้วรับสั่งให้พระราชทาน
ข้าวตอกมีรสหวานแก่งูและนกแขกเต้า ข้าวสารข้าวสาลีอันหอม
แกห่ นู

4) เร่ือง 3 คน มาในอรรถกถานิโครธชาดก ทสกนิบาต (ขุ.

ชา.อ.5/476) มีเด็กรุ่นเดียวกัน 3 คน คนแรกเป๐นเด็กที่ภรรยามหา
เศรษฐีเมืองราชคฤห์ พบใต้ต้นไทรนิโครธท่ีมารดาเลี้ยงไม่ไหวซ่ึงมี
ป๎ญหาด้านการครองชีพ จึงเก็บมาเลี้ยง ต้ังช่ือตามต้นไม้ที่พบว่า
นิโครธ (เด็กชายไทร) คนที่สองเป๐นบุตรภรรยาของอนุเศรษฐีเมือง
ราชคฤห์เช่นกัน คลอดภายใต้กิ่งไม้ใหญ่แห่งหน่ึง ตั้งชื่อว่า สาขะ
(เด็กชายกิ่ง) คนสุดท้าย เป๐นบุตรภริยาของช่างชุนท่ีอาศัยอยู่กับ
มหาเศรษฐี ก็คลอดบุตรในระหว่างผ้าท่อนเก่า ตั้งชื่อว่าโปติกะ
(เดก็ ชายท่อนผ้า)

390

เด็กชายท้ัง 3 คน พอถึงวัยเรียนจึงไปเรียนศิลปะที่เมืองตักกสิ
ลา เม่ือสําเร็จการศึกษาแล้วเท่ียวจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ ใกล้กรุง
พาราณสี นอนพักใต้ต้นไม้ต้นท่ีมีไก่อาศัยอยู่หลาย มีไก่สองตัว
ทะเลาะเร่ืองการถ่ายมูลรดกัน ไก่ตัวข้างบนเอ่ยข้ึนมาว่า เฮ้ย เจ้าแม้
เมือ่ เราบอกว่า “ไม่รู้” ก็ยงั โกรธทํามานะด้วยเหตุเพียงเท่าน้ี ก็ผู้ใดฆ่า
เราแล้วกินเน้ือล่ํา ผู้น้ันจะได้เป๐นพระราชาแต่เช้าตรู่ ผู้ใดกินเนื้อ
ท่ามกลาง ผู้นั้นจะได้เป๐นเสนาบดี ผู้ใดกินเนื้อติดกระดูก ผู้นั้นจะได้
เปน๐ นายคลงั

โปติกมาณพได้ยินดังน้ัน จึงจับไก่ตัวข้างบนฆ่าแล้วป๒ิงให้เน้ือ
ลํ่าแก่นิโครธ เนื้อกลางแก่สาขะ ส่วนตนเองกินเน้ือติดกระดูก ต่อมา
เร่ืองก็เกิดข้ึนจริงๆ แต่สาขเสนาบดี ได้ผูกเวรโปติกะที่ไม่ได้เป๐น
พระราชา สร้างเรื่องขึ้นแล้วให้คนทุบตีทําร้ายโปติกะ ทั้งสองได้ไป
เขา้ เฝูาเหมอื นกนั พระเจ้านโิ ครธสดับความท้ังสองฝุายแล้ว รับสั่งให้
ประหารชีวิตเสนาบดีสาขะเสีย แต่โปติกะทูลขอชีวิตไว้ แล้วได้รับ
ตําแหน่งขนุ คลังตอบแทนความดีความงาม แต่น้ันมาจะสอนบุตรธิดา
เสมอๆ ว่า

“บุคคลควรคบนิโครธบัณฑิตเท่าน้ัน ไม่ควรคบหา
สาขะเสนาบดี ตายในสํานักของนิโครธประเสริฐกว่า มี

ชีวิตอยู่ ในสํานักของสาขะจะประเสริฐอะไร?”

คนอกตัญํู จะประสบพบเจออนิฏฐผลมีการนินทา การติเตียน
เป๐นต้น ตลอดไป ส่วนคนกตัญํู แม้พระพุทธองค์ ก็ทรงสรรเสริญ
ดังเช่น พระราธะ พระสารีบุตร พระอานนท์ สัมปรายภพของบุคคลผู้
กตัญํู เป๐นสุคติ สัมปรายภพของบุคคลผู้อกตัญํู เป๐นทุคติ ดังท่ี
พระพุทธพจน์ท่ีปรากฏในอกตัญํุตาสูตร ที่ 3 แห่งทุติยวรรค
ป๎ญจมป๎ณณาสก์ จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.จตุกฺก.

21/213/309) ความว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ

เหมือนถูกนํามาโยนลงในนรก ธรรม 4 ประการเป๐นไฉน คือ 1. กาย

391

ทุจริต 2. วจีทุจริต 3. มโนทุจริต 4. ความเป๐นคนอกตัญํูอกตเวที
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการน้ีแล เหมือน
ถูกนํามาโยนลงในนรก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ
เหมือนถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ในสวรรค์ ธรรม 4 ประการเป๐นไฉน
คือ กายสุจริต 1 วจีสุจริต 1 มโนสุจริต 1 ความเป๐นคนกตัญํูกตเวที
1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการนี้แล
เหมอื นถกู เชิญมาประดษิ ฐานไว้ในสวรรค์”

แท้จริง คนอกตัญํู ย่อมเป๐นผู้มีทุคติเป๐นที่ไปในเบ้ืองหน้าแท้
ดังเช่น นายพรานผู้อกตัญํู ซึ่งมาในอรรถกถา สีลวนาคชาดก เอก

นิบาต อัฏฐกวรรค (ขุ.ชา.อ.2/124) วันหน่ึงนายพราน ได้เข้าปุาหา
ของปุาเลี้ยงชีพดังเช่นวันก่อนๆ แต่เกิดหลงทางหาทางไม่เจอเดิน
ร้องไห้ครํ่าครวญ พยาสีลวนาค ช้างเผือก ด้วยความกรุณาสงสารจึง
ได้พาเขาออกจากปุาและได้ส่ังไม่ให้บอกใครถึงสถา นท่ีอยู่
พญาช้างเผือก แต่นายพรานปุา กําหนดเครื่องหมายคือต้นไม้และ
ภูเขาไว้ ถึงกรุงพาราณสีแล้ว ได้ไปหาช่างงา “อยากได้งาช้างเป๐น
ไหม งาช้างเป๐นราคาดีกว่างาช้างตาย” เตรียมเสบียงและเลื่อยอันคม
พร้อมสรรพ เข้าปุาไปตัดงามาทั้งสองข้าง เอามาขาย พอเงินหมด ก็
ไปขอตัดเอางาอีก เหลือไว้แต่โคนงา ขายได้เงินมาใช้จ่ายเกินตัว
จึงไปขอตัดโคนงา ใช้ส้นเท้ายันท่ีสุดงา เพิกเนื้อออกแล้วเอาเลื่อยๆ
โคนงา ด้วยผลกรรมท่ีกอ่ ไว้ทําให้ตกนรกอเวจี ณ ราวไพรแห่งนั้น มี
รุกขเทพดา สิงสถิตอยู่ เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดได้กล่าวไว้ดังท่ี

ปรากฏในสีลวนาคชาดก อัฏฐมวรรค เอกนิบาต (ขุ.ชา.27/72/23)
วา่

“ถ้าว่า อิสรชน พึงให้สมบัติในปฐพี ท้ังหมดแกค่ น
อกตัญํู ผคู้ อยจ้องโทษเปน๐ นิตย์ ก็ไม่พึงยังเขาให้ยินดี
ได้เลย”

392

การฟง๎ ธรรมตามกาล

การฟ๎ งธรรมตามกาล หมายถึ ง การฟ๎งธรรมในเวลาท่ี
จิตสหรคตด้วยอุทธัจจะหรือถูกอกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก
หรือ วิหิงสาวิตก อย่างใดอย่างหนึ่งครอบงํา เพ่ือบรรเทาวิตก

เหล่าน้ัน (ขุ.ขุ.อ. : 126) ซ่ึงในอรรถกถาสังคีติสูตร (สุ.วิ. 3/226)
ท่านอธิบายวิตกไวว้ ่า

กามวิตก เป๐นความตรึกเก่ียวด้วยกาม ย่อมเกิดข้ึนแก่บุคคล
ผตู้ รกึ ถึงสตั ว์ หรือ สังขารอนั เป๐นทรี่ ักใคร่ชอบใจ

พยาบาทวิตกเป๐นความตรึกเกี่ยวด้วยพยาบาท ย่อมเกิดข้ึน
ตั้งแต่โกรธแล้วแลดู จนถึงให้สัตว์หรือสังขารอันไม่เป๐นท่ีรัก ไม่เป๐น
ท่ีชอบใจพนิ าศไป

วิหิงสาวิตก เป๐นความตรึกเกี่ยวด้วยวิหิงสา ย่อมไม่เกิดข้ึน
ในสังขาร เพราะ สังขาร ช่ือว่า อันใครๆ พึงให้ถึงทุกข์ไม่มี แต่

วหิ งิ สาวติ กนั้น ย่อมเกิดขึ้นในสัตว์ท้ังหลาย ในเวลาท่ีคิดว่า “ขอสัตว์

เหลา่ นจี้ งถูกฆา่ หรอื จงขาดสญู จงฉิบหาย หรืออย่าได้มแี ลว้ ”
การท่ีผู้ใดผู้หน่ึงเข้าไปหากัลยาณมิตรเพ่ือจะฟ๎งธรรมที่จะ

บรรเทาความสงสัยของตนเสียได้ในกาลใด การฟ๎งธรรม
ข้อเสนอแนะ ข้อแนะนําแม้ในกาลนั้น เรียกว่า “การฟ๎งธรรมโดย

กาล” สมดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในปาปณิกสูตร (องฺ.ติก.

20/459/147-148) ความว่า
“ภิกษุเข้าไปหาภิกษุผู้เป๐นพหูสูตเหล่าน้ันตลอดกาลโดยกาล

ย่อมไต่ถาม ย่อมสอบสวนว่า ผู้เจริญพระพุทธพจน์น้ีอย่างไร ?

ความแห่งพระพุทธพจน์น้ีอย่างไร ? ภิกษุผู้พหูสูตเหล่านั้น ย่อม
เปิดเผยธรรมท่ียังไม่เปิดเผย ย่อมกระทําธรรมที่เรายังมิได้กระทําให้
ต้ืนแล้วให้ต้ืน และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป๐นท่ีต้ังแห่ง
ความสงสัยมีอย่างมิใชน่ ้อย แก่ภิกษนุ ้นั ”

การฟ๎งธรรมโดยกาลน้ัน ชื่อว่าเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุบรรลุ
คุณวิเศษมีประการต่างๆ มีละนิวรณ์ได้ และได้อานิสงส์ 4 และบรรลุ

393

ความส้ินไปแห่งอาสวะเป๐นต้น สมจริงดังพระพุทธพจน์ที่ปรากฏใน

โพชฌงั คสังยุต มหาวรรค (สํ.มหา.19/492/134) ความวา่
“ภิกษุท้ังหลายในสมัยใด อริยสาวก กระทําให้มีประโยชน์

กระทําไว้ในใจ กําหนดด้วยใจท้ังปวง มีโสตเงี่ยลง ฟ๎งธรรมอยู่ ใน
สมัยนัน้ นวิ รณ์ท้ัง 5 ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนี้ ในสมัยน้ัน โพชฌงค์ 7
ยอ่ มถงึ ความเจริญเต็มที่”

ในอรรถกถาโพชฌงคสังยุต (ส.ปา.3/235) ได้อธิบายไว้ว่า ก็
เม่ือพระอริยสาวรฟ๎งธัมมัสสวนะอันเป๐นที่สบาย นิวรณ์ 5 ย่อมต้ังอยู่
ในท่ีไกล ก็ถ้าสามารถเพ่ือจะยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นได้ในที่นั้น
นั่นเอง โพชฌงค์ 7 ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ ถ้าว่าไม่สามารถที่จะทํา
ได้ จําเดิมแต่น้ันไปสู่ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ไม่ละปีตินั้น
เสีย ข่มนิวรณ์ 5 ได้แล้ว จักยังคุณวิเศษให้เกิดข้ึน แม้ไม่สามารถให้
คุณวิเศษเกิดข้ึนในที่น้ันได้ ยังไม่ละปีตินั้น ระหว่างภายใน 7 วัน
ข่มนิวรณ์ได้แล้ว จักยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้น จริงอยู่ โพชฌงค์ท่ีพระ
อริยสาวกได้คราวเดียว จากการฟ๎งธรรม มีปีติและปราโมทย์เป๐น
ป๎จจัย อาศัยความเป๐นผู้ยินดีในการทํางาน เป๐นต้น ก็เส่ือมได้ แต่
โพชฌงค์ แม้เมื่อได้ฤดูเป๐นที่สบาย เป๐นต้น เห็นปานนั้นแล้วเกิด
ขน้ึ มาไดอ้ ีก

การฟ๎งธรรม ย่อมเป๐นเหตุให้ละนิวรณ์ได้ ดังมีพราหมณ์
ประมาณ 500 คน บวชแล้วย่อมไม่ไปเพื่อจะฟ๎งธรรม ด้วยคิดว่า
“พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเม่ือตรัสด้วยลิงค์ วจนะ วิภัตติ บท และ
พยัญชนะเป๐นต้น จักตรัสแต่ส่ิงท่ีเรารู้แล้วเท่านั้น ที่พวกเราไม่รู้

พระองค์จักตรัสอะไรได้ ?” เม่ือพระพุทธองค์ ทรงทราบ รับส่ังให้

เรียกมาแล้วตรัสว่า “เพราะเหตุไร เธอทั้งหลายจึงทําอย่างนี้ ? เธอ
ทั้งหลายจงฟ๎งธรรม โดยเคารพ เมื่อเธอฟ๎ง และสาธยาย ธรรมโดย
เคารพ พึงหวังอานิสงส์เหล่านี้ มีประมาณเท่าน้ี” ดังนี้แล้วตรัสถึง
อานิสงส์ของการฟ๎งธรรมตามท่ีปรากฏในโสตานุคตสูตร (องฺ.จตุกฺก.

21/191/251-254) วา่

394

ดูกรภกิ ษุทั้งหลาย อานิสงส์ 4 ประการแห่งธรรมทั้งหลายท่ี
บคุ คลฟ๎งเนืองๆ คลอ่ งปาก ขน้ึ ใจ แทงตลอดดว้ ยดดี ้วยทฐิ ิ อนั บุคคล
พึงหวงั ได้ อานิสงส์ 4 ประการเป๐นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยน้ีย่อมเล่าเรียนธรรม คือ
สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะคาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูต
ธรรม เวทัลละ ธรรมเหล่าน้ันเป๐นธรรมอันภิกษุน้ันฟ๎งเนืองๆ คล่อง
ปาก ขนึ้ ใจ แทงตลอดดว้ ยดีด้วยทิฐิ เธอมีสติ หลงลืมเม่ือกระทํากาละ
ย่อมเข้าถึงเทพนิกายหมู่ใดหมู่หน่ึง บทแห่งธรรมท้ังหลายย่อม
ปรากฏแก่เธอ ผู้มีความสุขในภพนั้น สติบังเกิดข้ึนช้า แต่สัตว์น้ัน
ย่อมเป๐นผู้บรรลุคุณวิเศษ เร็วพลัน ดูกรภิกษุท้ังหลาย นี้เป๐นอานิสงส์
ประการที่ 1 แห่งธรรมทั้งหลายท่ีบุคคลฟ๎งเนืองๆ คล่องปาก ขึ้นใจ
แทงตลอดดว้ ยดดี ้วยทิฐิอันบุคคลพงึ หวังได้

อีกประการหน่ึง ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ... ธรรม
เหล่านั้นเป๐นธรรมอันภิกษุน้ันฟ๎งเนืองๆ คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอด
ดว้ ยดีด้วยทิฐิ เธอมีสติหลงลืม เม่ือกระทํากาละ ย่อมเข้าถึงเทพนิกาย
หมู่ใดหมู่หนึ่ง บทแห่งธรรมท้ังหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ ผู้มี
ความสุขอยู่ในภพน้ันเลย แต่ภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความชํานาญแห่งจิต
แสดงธรรมแก่เทพบริษัท เธอมีความปริวิตกอย่างน้ีว่า ในกาลก่อน
เราได้ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยใด นี้คือธรรมวินัยน้ัน สติ
บังเกิดข้ึนช้า แต่ว่าสัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษ เร็วพลัน ดูกรภิกษุ
ท้ังหลาย บุรุษผู้ฉลาดต่อเสียงกลอง เขาเดินทางไกล พึงได้ยินเสียง
กลอง เขาไม่พึงมีความสงสัย หรือเคลือบแคลงว่า เสียงกลองหรือไม่
ใช่หนอ ท่ีแท้เขาพึงถึงความตกลงใจว่า เสียงกลองทีเดียว ฉันใด

ภิกษุก็ฉันน้ันเหมือนกัน ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ... ย่อมเป๐นผู้
บรรลุคุณวิเศษ เร็วพลัน ดูกรภิกษุท้ังหลาย น้ีเป๐นอานิสงส์ประการท่ี
2 แห่งธรรมท้ังหลายท่ีภิกษุฟ๎งเนืองๆ คล่องปาก ข้ึนใจ แทงตลอด
ดว้ ยดีดว้ ยทฐิ ิ อนั บุคคลพงึ หวงั ได้

อีกประการหน่ึง ภิกษุย่อมเลา่ เรียนธรรม คือ สุตตะ...บทแห่ง
ธรรมทั้งหลาย ย่อมไมป่ รากฏแก่เธอผ้มู ีความสุขอยใู่ นภพนั้นเลย ท้ัง

395

ภิกษุผู้มีฤทธถ์ิ ึงความชํานาญแห่งจิต กไ็ มไ่ ดแ้ สดงธรรม ในเทพ
บรษิ ทั แต่เทพบุตรยอ่ มแสดงธรรมในเทพบรษิ ทั เธอมีความคิดอย่าง
นวี้ า่ ในกาลก่อนเราได้ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยใด น้คี อื
ธรรมวนิ ัยนั้นเอง สตบิ งั เกดิ ขึน้ ช้า แตว่ า่ สตั วน์ น้ั ย่อมเปน๐ ผบู้ รรลคุ ณุ
วเิ ศษ เรว็ พลนั ดกู รภิกษุทั้งหลาย บุรุษผฉู้ ลาดต่อเสียงสังข์ เขาเดิน
ทางไกล พึงได้ฟ๎งเสยี งสังข์เข้า เขาไม่พึงมีความสงสัยหรือเคลือบ
แคลงว่า เสยี งสังข์หรอื มิใช่หนอ ที่แทเ้ ขาพึงถงึ ความตกลงใจว่า
เสียงสังขฉ์ นั ใด ภิกษุก็ฉันน้ันเหมือนกัน ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ

สุตตะ ... ย่อมเปน๐ ผู้บรรลคุ ุณวิเศษ เร็วพลนั ดูกรภิกษุทั้งหลาย นเ้ี ป๐น
อานิสงส์ประการที่ 3 แห่งธรรมท้ังหลายทภ่ี ิกษุฟ๎งเนืองๆ คลอ่ งปาก
ข้นึ ใจ แทงตลอดด้วยดดี ว้ ยทิฐิอันบคุ คลพึงหวงั ได้ ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ ... บทแห่ง
ธรรมท้ังหลาย ย่อมไม่ปรากฏแก่เธอผู้มีความสุขอยู่ในภพนั้นเลย แม้
ภิกษุผู้มีฤทธิ์ถึงความชํานาญแห่งจิต ก็มิได้แสดงธรรมในเทพบริษัท
แม้เทพบุตรก็ไม่ได้แสดงธรรมในเทพบริษัท แต่เทพบุตรผู้เกิดก่อน
เตือนเทพบุตรผู้เกิดทีหลังว่า ท่านผู้นฤทุกข์ย่อมระลึกได้หรือว่า เรา
ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในกาลก่อน เธอกล่าวอย่างน้ีว่า ท่านผู้นฤ
ทุกข์ สติบังเกิดข้ึนช้า แต่ว่าสัตว์น้ันย่อมเป๐นผู้บรรลุคุณวิเศษ เร็ว
พลัน ดูกรภิกษุท้ังหลาย สหายสองคนเล่นฝุนด้วยกัน เขามาพบกัน
บางคร้ังบางคราว ในที่บางแห่ง สหายคนหนึ่งพึงกล่าวกะสหายคน
นน้ั อยา่ งนวี้ า่ สหาย ท่านระลึกกรรมแม้นี้ได้หรือ เขาพึงกล่าวอย่างนี้
ว่า เราระลึกได้ เราระลึกได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น เหมือนกันย่อมเล่า

เรียนธรรม คือ สุตตะ ... ย่อมเป๐นผู้บรรลุคุณวิเศษ เร็วพลัน ดูกรภิกษุ
ท้ังหลายน้ีเป๐นอานิสงส์ประการท่ี 4 แห่งธรรมทั้งหลายที่ภิกษุฟ๎ง
เนืองๆ คล่องปาก ขึน้ ใจแทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ อนั บคุ คลพึงหวังได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ 4 ประการนี้ แหง่ ธรรมท้ังหลายท่ี
ภิกษฟุ ๎งแล้วเนืองๆ คล่องปาก ขน้ึ ใจ แทงตลอดด้วยดดี ้วยทิฐิ อนั
บุคคลพึงหวังได้”

396

การฟ๎งธรรมตามกาล เป๐นการขวนขวายหาเวลาไปฟ๎งธรรม
ฟ๎งคําส่ังสอนจากผู้มีธรรมะ เพ่ือยกระดับจิตใจและสติป๎ญญาให้
สูงข้ึน โดยเม่ือฟ๎งธรรมแล้วก็น้อมเอาคุณธรรมเหล่าน้ัน มาเป๐น
กระจกสะทอ้ นดูตนเองว่า มีคุณธรรมนั้นหรือไม่ จะปรับปรุงคุณธรรม

ท่ีมีอยู่ให้ดียิ่งๆ ข้ึนไปได้อย่างไร (กองวิชาการ : 2550: 135) ผู้ที่ฟ๎ง
ธรรมนั้นล้วนมีจุดมุ่งหมายในการฟ๎งแตกต่างกัน ซึ่งสามารถนํามา

สรปุ ได้ (พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) : 2524) ดังน้ี

1. ฟ๎งธรรมเอาบุญ หมายความว่า ฟ๎งธรรมแล้วได้บุญ บุญ
แปลว่า ชําระ คือ ชําระกายวาจาใจให้สะอาด เพราะกายวาจาใจ
ของคนเราเป๒ือนบาป จึงจําเป๐นต้องชําระด้วยนํ้า คือ บุญ ดุจชําระ

เส้ือผ้าที่สกปรกด้วยผงซักฟอกฉะนั้น บาปนนั้ มีอยู่ 3 ข้ัน คอื

1.1 บาปอย่างหยาบ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ลว่ งออกมาทางกาย เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดประเวณี และ
ล่วงออกมาทางวาจา เช่น พูดเท็จ พูดคําหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อ
เจ้อ เป๐นต้น ต้องถอนดว้ ยบุญข้นั ต้นคือ ศีล

1.2 บาปอย่างกลาง คือ นิวรณ์ทั้ง 5 ได้แก่ กามฉันทะ
พอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ พยาบาท ใจโกรธ ใจขุ่น ถีน
มิทธะ ง่วงเหงาหาวนอน อุทธัจจะกุกกุจจะ ฟุูงซ่านรําคาญ และ

วิจิกิจฉา สงสัยลังเลใจ บาปทั้ง 5 น้ี ต้องถอนด้วยบุญอย่างกลาง คือ
สมาธิ

1.3 บาปอย่างละเอียด คือ อนุสัย ได้แก่กิเลสท่ีนอนดองอยู่
ในใจ ดุจขี้ตะกอนอยู่ก้นตุ่มฉะนั้น อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ
และความหลง อันเป๐นส่วนละเอียดติดมาแต่ภพก่อนชาติก่อน ต้อง
ถอนดว้ ยบญุ ขน้ั ละเอียด คอื วปิ ส๎ สนาป๎ญญา

2. ฟ๎งธรรมเอาความรู้ หมายความว่า ฟ๎งแล้วต้องจําได้ ใครจํา
ได้มากเท่าไร ก็เป๐นความรู้ของคนนั้น ถ้าจําไม่ได้ต้องจดไว้ บันทึก
ไว้ หรืออัดใส่เทปไว้ เปิดฟ๎งบ่อยๆ ฟ๎งจนจําได้ สมดังคําโบราณท่าน

397

สอนลูกหลานไว้ว่า “เห็นแล้วจดไว้ ทําให้แม่นยํา เหมือนทราบแล้ว
จํา ไว้ได้ท้ังมวล เม่ือหลงลืมไป จักได้สอบสวน คงไม่แปรปรวน จาก

ที่จดลง”

3. ฟ๎งธรรมเพื่อเป๐นอุปนิสัย หมายความว่า ในขณะที่ฟ๎งอยู่น้ัน
ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง มีเสียงอื่นรบกวน ทําให้หนวกหูบ้าง ง่วง
นอนบ้าง กาํ ลังทํากิจอยา่ งอนื่ เช่น ล้างถ้วยล้างชามบ้าง โขลกหมาก
บ้าง ถึงอย่างนั้นก็ยังเป๐นบุญอยู่ ตัวอย่าง ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า
พระนามว่า กัสสปะ งูเหลือมตัวหนึ่งได้ยินเสียงพระนักอภิธรรมกําลัง
ท่องอายตนะกถาอยู่ ถือเอานิมิตในเสียงน้ัน ตายแล้วได้ไปเกิดใน
สวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เม่ือพระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานแล้ว ได้มา
บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ออกบวชเป๐นอาชีวกช่ือว่า ชนะโสณะ ได้

ฟ๎งธรรมย่อๆ ในหัวข้อว่า “อายตนะ” จากพระอุปคุตตเถระ ก็เกิด
ความเล่ือมใสอย่างแก่กล้า ขอบวชเป๐นพระในพระพุทธศาสนา เรียน
พระกรรมฐาน เจริญวิป๎สสนา จนได้บรรลุมรรคผลนิพพานเป๐นพระ
อรหันต์

4. ฟง๎ ธรรมเพื่อปฏบิ ัติ หมายความได้ 2 อย่าง คือ ฟ๎งแล้วจําไว้
มโี อกาสเม่อื ใดก็นาํ ไปปฏิบัตไิ ด้เม่ือนั้น น้ีอย่างหน่ึง ถ้าเป๐นนักปฏิบัติ
วปิ ส๎ สนา สามารถฟง๎ ไปปฏิบัติไปพร้อมกันได้เลย เพราะในขณะที่ได้

ยินเสียงพระแสดงธรรมอยู่น้ัน ขันธ์ 5 เกิดแล้ว อารมณ์ของวิป๎สสนา
เกิดแล้ว คือเสียงกับหูเป๐นรูปขันธ์ ได้ยินเสียงธรรมะแล้วสบายใจ
เป๐นเวทนาขันธ์ จําได้เป๐นสัญญาขันธ์ แต่งให้เห็นว่าดีหรือไม่ดีเป๐น
สังขารขันธ์ ได้ยินเป๐นวิญญาณขันธ์ ย่อให้สั้นๆ ก็ได้แก่รูปกับนาม
รูปนามนี้แหละเปน๐ อารมณ์ของวิป๎สสนา ดังนั้น นักปฏิบัติวิป๎สสนาจึง
ลงมือปฏิบัติได้ทันที โดยตั้งสติไว้ท่ีหู ตัวอย่าง พาหิยะทารุจีริยะ ได้

ฟ๎งธรรมจากพระพุทธเจ้าท่ีตรัสว่า “ได้ยินก็สักว่าแค่ได้ยิน” ไม่ช้า
ทา่ นก็ไดส้ ําเร็จเป๐นพระอรหันต์

398

5. ฟ๎งธรรมเพื่ออุทิศส่วนบุญ หมายความว่า เราต้ังใจฟ๎งธรรม
ได้บุญแล้ว ก็อุทิศส่วนบุญนั้นให้แก่ บิดามารดา ครู อาจารย์ ท่านผู้
มีบุญคณุ ท่านผู้มีพระคุณ

ในขณะฟ๎งธรรมอยู่ จิตดวงน้ีเป๐นมหากุศล ถ้าตายลงใน
ขณะน้ันก็มีผลให้ไปมนุษย์ก็ได้ ไปเกิดสวรรค์ก็ได้ เช่น แม่ไก่ฟ๎ง
ธรรมพอตายก็ไปเกิดเป๐นพระราชธิดา ดังท่ีปรากฏในอรรถกถา

ธรรมบท (ขุ.ธ.อ.8/8) กบฟ๎งธรรมถูกฆ่าตายได้ไปเกิดเป๐นเทพบุตร

ชื่อว่า มัณฑูกเทพบุตร (ขุ.วิ.อ. : 295) ค้างคาว 500 ตัว ฟ๎งพระ

อภิธรรม ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ (ขุ.ธ.อ.6/88) ผลสุดท้ายได้
กลับมาเกิดเป๐นมนุษย์ ได้ออกบวชเป๐นพระ ได้ฟ๎งพระอภิธรรม ก็ได้
สําเร็จเป๐นพระอรหันต์ทั้งหมด การฟ๎งธรรมได้ผลดีหรือส่วนดีที่
เกิดขึ้นทันทีที่คนเรามีความต้ังใจฟ๎งธรรม คือหลักคําสั่งสอนอัน
ประเสริฐของพระพุทธเจ้า ท่ีพระภิกษุค้นคว้านํามาเทศน์ ปาฐกถา

บรรยายหรือบอกเล่ากล่าวสอนในกาลเทศะต่างๆ มีผลดีอยู่ 5

ประการ ดงั ท่ีปรากฏในธัมมัสสวนสูตร (องฺ.ปํจฺ ก.22/202) วา่
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย อานิสงส์ในการฟ๎งธรรม 5 ประการนี้ 5

ประการเป๐นไฉน คือ 1. ผู้ฟ๎งย่อมได้ฟ๎งส่ิงท่ียังไม่เคยฟ๎ง 2. ย่อม
เข้าใจชัดสิ่งท่ีได้ฟ๎งแล้ว 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ 4. ย่อม
ทําความเห็นให้ตรง 5. จิตของผู้ฟ๎งย่อมเล่ือมใส ดูกรภิกษุท้ังหลาย
อานสิ งส์ในการฟง๎ ธรรม 5 ประการนี้แล”

1. ผู้ฟ๎งย่อมได้ฟ๎งส่ิงท่ียังไม่เคยฟ๎ง หมายถึง เป๐นการเพ่ิม
ความรู้ เป๐นข้อแรก ท่ีเราได้และเห็นชัดมากที่สุด ในเร่ืองที่เก่ียวกับ
ธรรมะ บางเร่ืองท่ีเราไม่รู้มาก่อน เราก็มาได้ จากการฟ๎งธรรมจาก
พระน่ันเอง และเราก็สามารถ เอาหลักธรรม ที่พระท่านเทศน์สอน
เอามาปรับใช้ ในชีวิตประจําวันของเราได้ โดยที่เราไม่ต้องไปหา
อ่านในหนังสือ เพราะพระท่านศึกษา และปฏิบัติตามหลักธรรมน้ัน


Click to View FlipBook Version