199
พราหมณ์ ฐานะที่จะพงึ ว่างจากญาตสิ าโลหติ ผลู้ ว่ งลับไปแลว้
โดยกาลช้านานน้ี เปน๐ อฏั ฐานะแล ไม่ใช่โอกาส พราหมณ์
อยา่ งไรเสีย แม้ทายกก็เป๐นผูไ้ มไ่ ร้ผล”
สัตวผ์ ู้เกดิ ในนรกย่อมยงั อตั ภาพใหเ้ ป๐นไปด้วยผลกรรม ส่วน
อาหารของสัตว์ทงั้ หลายผเู้ กิดในกาํ เนิดสตั วด์ ริ จั ฉาน มีหญา้ และ
ใบไม้ เป๐นต้น
อาหารของพวกมนุษย์ มี ข้าวสุกและขนมกุมมาส เป๐นต้น
อาหารของทวยเทพท้ังหลาย มีสุธาโภชน์ (โภชนะทิพย์) เป๐นต้น
ส่วนอาหารของสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในเปรตวิสัย มีของไม่สะอาด
เช่น น้ําลาย นํ้ามูก เป๐นต้น ทานที่ปิยชนท้ังหลายมี ญาติสนิท มิตร
สหาย เป๐นต้น อุทิศไปให้ ย่อมสําเร็จให้แก่สัตว์ท้ังหลายที่เกิดใน
เปรตวิสัยจําพวกปรทัตตูปชีวี (ผู้เข้าไปอาศัยทานท่ีคนอื่ นให้
เป๐นอยู่) เท่าน้ัน จําพวกอ่ืนไม่ได้รับผลบุญท่ีอุทิศไปให้ เม่ือมีญาติ
ทําบุญไปให้ กล่าวอุทิศส่วนบุญว่า “ขอทานน้ีจงสําเร็จแก่หมู่ญาติ
ของข้าพเจ้า” เปรตทั้งหลาย ผู้ล่วงลับไปแล้ว มาอนุโมทนาไซร้
ทานนน้ั ย่อมถึงแก่เปรตเหล่าน้ัน ย่อมได้รับบุญสมบัติ ดังเช่นเปรต
ผูเคยเปนพระญาติของพระเจาพิมพิสาร ซึ่งอดีตชาติเคยเปนบริ
วารของพระเจาพิมพิสาร มีจํานวนประมาณ 11 นหุตไดโกงไทย
ธรรมที่เขาจะตองถวายแดพระภิกษุสงฆ นํามาบริโภคเองและแจก
ลูกหลานบาง จึงตกนรกกลายเปนเปรตนานาประเภทเสวยผลแห่ง
ความรษิ ยาและความตระหน่อี ยู่
บางพวกมีหนวดและผมรุ่มร่ามมีหน้าดํา มีเส้นเอ็นหย่อน
และอวัยวะใหญ่น้อยห้อยย้อย ผอม หยาบ และดําเหมือนกับต้น
ตาลท่ถี ูกไฟปุาไหม้
บางพวกมีสีระอันเปลวเพลิงตั้งขึ้นแต่ท้อง เพราะการสีไม้สี
ไฟคือความกระหายแล้วแลบออกจากปากเผาอยู่
บางพวกไม่ได้รสอย่างอ่ืน นอกจากรสคือความหิวกระหาย
เพราะแม้ได้น้ําและโภชนะแล้ว ก็เป๐นผู้ไม่สามารถบริโภคนํ้าและ
200
โภชนะได้ตามต้องการ เพราะความที่ตนเป๐นผู้มีช่องคอประมาณ
เทา่ ปลายเข็มและเพราะเปน๐ ผูม้ ที ้องมีอาการดุจภูเขา
บางพวกได้ของสกปรกมีเลือด หนอง และไขข้อเป๐นอาทิ
อันไหลออกจากปากแผล ฝีและต่อมซ่ึงแตกแล้วของกันและกัน
หรอื ของสตั ว์เหล่าอนื่ ล้มิ เลยี อยปู่ านดงั นํา้ อมฤต
เปรตเหล่าน้ันเสวยทุกขเวทนาอยางสาหัสอยูส้ินพุทธันดร 1
จนมาสมัยของพระสมณะผูโคดม ไดรับการอุทิศสวนบุญจากพระเจ
าพมิ พิสารท่ีไดถวายทานแดพระพุทธเจาและหมูภิกษุสงฆ พวกเปรต
จึงไดรับสมบัติมีประการตางๆ ยืนอยูในที่ตางๆ พระเจาพิมพิสารได
เห็นเปรตเหลานั้นดวยอานุภาพของพระพุทธเจา ทรงเบิกบาน
พร ะทั ยอ ย า งย่ิ ง ดั ง พ ร ะ พุ ท ธอ งค์ ต รั ส ไ ว้ ใ น ติ โ ร กุ ฑ ฑสู ต ร
(ขุ.ข.ุ 25/8/9-10)
“เปรตท้ังหลายพากันมาสู่เรือนของตนๆ ยืนอยู่ ณ
ภายนอกฝาบ้าง ท่ีทาง 4 แพร่ง และ 3 แพร่งบ้าง ท่ีบาน
ประตบู า้ ง
เม่ือข้าวและน้ํามีมาก เม่ือขัชชโภชนะอันหมู่ญาติเข้า
ไปตั้งไว้แล้ว ญาติคนไรๆ ของเปรตเหล่าน้ัน ย่อมไม่
ระลึกถึง เพราะกรรมของสตั วท์ ้งั หลายเป๐นปจ๎ จยั
ชนเหล่าใดเป๐นผู้อนุเคราะห์ ชนเหล่าน้ันย่อมให้น้ํา
และโภชนะอันสะอาด ประณตี สมควรตามกาล เพ่ือญาติ
ทั้งหลายเหมอื นอยา่ งนนั้
ขอทานนี้แล จงสําเร็จแก่ญาติท้ังหลาย ขอญาติ
ท้ังหลายจงประสพสขุ
ก็ญาติผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นมาประชุมร่วมกัน ใน
ที่ถวายทานนั้นแล้ว อนุโมทนาโดยเคารพ ในเมื่อข้าว
และนา้ํ มีมาก
เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติ
เหล่าน้ันของเรา จงเป๐นอยู่ตลอดกาลนาน การบูชาเรา
เป๐นอนั ญาตทิ ้ังหลายทาํ แลว้ และทายกกเ็ ป๐นผ้ไู ม่ไร้ผล
201
ก็ในเปรตวิสัยน้ัน ไม่มีกสิกรรม โครักขกรรมในเปรต
วิสัยน้ันก็ไม่มี วณิชชกรรมเช่นน้ันก็ไม่มี การซ้ือขาย
ด้วยเงินก็ไม่มี สัตว์ทั้งหลาย ผู้ถึงกาลล่วงลับไปแล้ว
ย่อมยังอัตภาพให้เป๐นไปในเปรตวิสัยน้ัน ด้วยทานอัน
เขาใหแ้ ลว้ แต่มนษุ ยโลกน้ี
น้ําฝนตกบนที่ดอน ย่อมไหลสู่ท่ีลุ่มฉันใด ทานที่
บุคคลให้แล้วแต่โลกน้ี ย่อมสําเร็จแก่เปรตทั้งหลายฉัน
นั้นเหมือนกัน ห้วงน้ําเต็มด้วยนํ้า ย่อมยังสาครให้เต็ม
เป๑ียมได้ฉันใด ทานท่ีบุคคลให้แล้วแต่โลกน้ี ย่อมสําเร็จ
แก่เปรตทงั้ หลายฉนั นั้นเหมือนกัน
กุลบุตร เมื่อหวนระลึกถึงอุปการะอันท่านทําแล้ว ใน
ก่อนว่า ผู้นั้นได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ได้ช่วยทํากิจนี้ของเรา
พวกน้ันได้เป๐นญาติมิตร และเพื่อนของเรา พึงให้
ทกั ษิณาเพอื่ ท่านผ้ลู ว่ งลับไปแลว้
ความร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี ความครํ่าครวญ
อย่างอ่ืนใดก็ดี ใครๆ ไม่ควรทําโดยแท้ เพราะความ
ร้องไห้เป๐นต้นน้ัน ไม่สําเร็จประโยชน์แก่ญาติผู้ละไป
แล้ว ญาตทิ งั้ หลายยอ่ มดํารงอยู่อย่างน้นั
อันทักษิณานี้แล อันพระองค์ถวายแล้ว ช่ือว่า ตั้งไว้ดี
แล้วในสงฆ์ ย่อมสําเร็จโดยฐานะเพ่ือประโยชน์แก่ชน
นัน้ ตลอดกาลนาน
ญาติธรรมน้นี น้ั เป๐นอันพระองคท์ รงเผยออกแล้ว การ
บูชาเพื่อชนผู้ละไปแล้ว อันพระองค์ทรงทําแล้ว อย่าง
โอฬาร และกําลังของภิกษุท้ังหลาย อันพระองค์ทรงตาม
เพิ่มให้แล้ว บุญมิใช่น้อย ชื่อว่า อันพระองค์ทรง
ขวนขวายแลว้ ”
แมพ้ ระพุทธองคต์ รัสไวใ้ นติโรกุฑฑสูตรนี้ และในสิคาลสูตรว่า
“บุคคลควรให้ทานอุทิศญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว” แต่ผู้ท่ีต้องการบุญ ไม่
ควรคิดว่าจะเป๐นญาติก็ตาม ไม่เป๐นญาติก็ตาม ควรทําบุญอุทิศส่วน
กุศลให้โดยแท้ ดังเช่น อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป๐นต้น มีเร่ืองเล่ามาว่า
202
หลานสาวท านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทําตุ กตาแป งตกแตกจึงร องไห
ใครๆ ก็ไมสามารถทําให หยุดร องไห พ่ีเล้ียงจึงพามาหาเศรษฐี
ขณะท่ีเฝา พระศาสดาอยูในเรือน เศรษฐีจึงอาราธนาพระศาสดาพร
อมสาวก 500 รูปมารับไทยทาน เพื่ออุทิศสวนกุศลใหกับตุกตาแป
งในวันรุงข้ึน หลานสาวจึงหยุดรองไห วันตอมาหมูญาติ พระราชา
และชาวเมืองคลอยตามเศรษฐี อุทิศสวนกุศลใหตุกตาแปงตอเน่ือง
ไปอีกถึง 5 เดือน
เม่ือทายกถวายทานอุทิศส่วนกุศลให้เปรต ถ้าเปรตมา
อนุโมทนา ก็จะได้บริโภค ได้รับบุญสมบัติ ด้วยผลของทานน้ันใน
ทันทีทันใด เป๐นธรรมดาของความสําเร็จแห่งทานที่อุทิศส่วนบุญให้
เจตนาในการอนุโมทนาแม้ของเปรต ย่อมให้ผล จะปุวยกล่าวไปไย
ถึงเจตนาในการอนุโมทนาของมนุษย์ ดังเช่น เร่ืองสังขพราหมณ ได้
ไปคาขายทางเรือ พบพระปจเจกพุทธเจาเดินเหยียบทรายอันร้อน
เช่นถ่านเพลิงเพราะลมและแดดแรงกลา จึงไดถวายรองเทาและร
มใหทาน ในวันท่ี 7 เรืออัปปางกลางทะเล พระโพธิสัตวและคนรับใช
เอาน้ํามันทาตัวและกินนํ้าตาลกรวด เปนตน ตามความตองการ แล
วปนขึ้นปลายไมเสากระโดง กระโดดข้ึนตกลงหางจากเรือประมาณ
1 อสุภะ เริ่มวายน้ําขามสมุทร เมื่อลวงไป 7 วันของการวายน้ํา มณี
เมขลาเทพธิดาผูรักษาทะเล ปรากฏตัวไดปรารถนาจะชวยพระโพธิ
สัตว จึงเนรมติ เรอื แกวทเี่ ต็มดวยรัตนะตางๆ เชิญพระโพธิสัตวขึ้นเรือ
ไมเหลียวแลคนรับใช พระโพธิสัตวแบงบุญใหเขา เขาอนุโมทนาแล
ว เทพธิดาจึงใหเขาข้ึนเรือไปดวย พาไปสงท่ีเมืองโมฬินีมอบ ทรัพย
ใหพระโพธิสัตว สวนตนกลบั ไปยงั วิมานของตน
เมื่อจะส่ังสมบุญกิริยาทําทานพงึ อุทิศผลบุญแก่เหล่าเปรต หรือ
ทําบุญอย่างใดอย่างหน่งึ ตามปกติ พึงอุทศิ ส่วนบุญแก่ชนเหลา่ อืน่
ด้วย เหมือนพระเจ้าติโลกวิชัย ผู้เป๐นพระโพธิสัตว์ ซงึ่ พระองคเ์ ม่ือได้
บําเพ็ญบุญ ได้แผผ่ ลบุญใหป้ ระชาชนดังปรากฏในพุทธปทาน (ขุ.
อป.32/1/6) ว่า
203
“กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป๐นกิริยาอันจะพึง
ทําทางกาย วาจา และใจ อันเป๐นเหตุ ให้ถึงสุคติในเทพ
ชนั้ ไตรทศ ขา้ พเจ้าทําแล้ว
สัตว์เหล่าใด มีสัญญามีอยู่ และสัตว์เหล่าใด ไม่มี
สัญญามีอยู่ ขอสัตว์เหล่าน้ัน ทั้งหมด จงเป๐นผู้มีส่วน
เสวยผลบุญทีข่ ้าพเจา้ ทําแล้วเถดิ
บุญที่ข้าพเจ้าทําแล้วนั่น อันสัตว์เหล่าใดรู้ ชัดแล้ว
ขอสัตว์เหล่านั้น จงเป๐นผู้มีส่วน เสวย ผลบุญที่ข้าพเจ้า
ให้แล้ว ส่วนบรรดาสัตว์เหล่าน้ัน สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอ
ทวยเทพดา พงึ ไปประกาศแก่สัตว์เหลา่ นั้น
สัตว์เหล่าใดทั้งหมดในโลก มีอาหารเป๐นเหตุเป๐นอยู่
ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด จงได้โภชนะที่ชอบใจตาม
ความคดิ ของขา้ พเจ้า”
พระพุทธองค์ ตรัสทานท่ีบุคคลให้แก่พระทักขิไณยบุคคล เพื่อ
ประโยชน์แก่มารดาบิดาซ่ึงเสียชีวิตไปแล้ว ไว้ในสิคาลสูตร บุตรจะ
ทําแม้พลีกรรมเพ่ือมารดาบิดาท่ีเสียชีวิตไปแล้ว ก็ควร ดังท่ีตรัสกะ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี ตามที่ปรากฏในอาทิยสูตร (องฺ.ปํฺจก.
22/41/50) ความวา่
“นระผู้จะต้องตายเป๐นธรรมดา เมื่อระลึกถึงประโยชน์นี้
ว่า 'โภคะท้ังหลายเราบริโภคแล้ว คนที่ควรเลี้ยงเราก็เลี้ยง
แล้ว อันตรายทั้งหลาย เราก็ผ่านพ้นแล้วแลทักษิณาท่ีมี
ผลในเบ้ืองบน เราก็ให้แลว้
อน่ึง พลี 5 อย่าง เราก็ทําแล้ว ท่านผู้มีศีลท้ังหลาย ผู้
สํารวมแล้ว ประพฤติ พรหมจรรย์ เราก็บํารุงแล้ว บัณฑิต
ผู้ครองเรือน พึงปรารถนาโภคะเพื่อประโยชน์ใด
ประโยชน์นั้น เราก็บรรลุแล้ว กรรมท่ีไม่ทําตนให้
เดือดร้อน เราก็ทําแล้ว ดังนี้ ตั้งอยู่ในอริยธรรม ทวยเทพ
204
ดาย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้แล เขาละไปแล้ว ย่อม
บนั เทงิ ในสวรรค์”
ในจุณณิยบท (องฺ.ปํฺจก.22/41/49) พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง
พลี 5 อยา่ ง ไวว้ า่
“คฤหบดีก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก อริยสาวก ย่อมเป๐นผู้ทําพลี 5
อย่างคือ ญาติพลี (สงเคราะห์ญาติ) อติถิพลี (ต้อนรับแขก) ปุพพ
เปตพลี (ทําบุญอุทิศผู้ตาย) ราชพลี (เสียภาษีอากรแก่ราชการ) เทว
ตาพลี (ทําบุญอุทิศเทวดา) ด้วยโภคะท้ังหลายที่ตนได้มาด้วยความ
เพียร คือ ความหมั่น รวบรวมไว้ด้วยกําลังแขน อันตนให้เหง่ือไหล
โซมให้เกิดขึน้ อนั ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม”
การบํารุงมีการเล้ียงดู ช่ือว่าเป๐นมงคลเพราะเป๐นเหตุแห่ง
ประโยชน์เกื้อกูลในป๎จจุบัน 5 อย่าง มี การห้ามจากความชั่ว การให้
ต้ังอยู่ในความดี การให้ศึกษาศิลปะ การจัดการหาภริยาที่สมควรให้
และการให้ทรัพย์มรดก ดงั ที่พระพทุ ธองคไ์ ด้ตรัสว่า
“คฤหบดีบุตร ทิศเบ้ืองหน้าคือมารดาบิดา อันบุตรบํารุงแล้ว
ด้วยฐานะ 5 เหล่าน้ีแล ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยฐานะ 5 คือ 1) ย่อม
ห้ามจากความช่ัว 2) ให้ตั้งอยู่ในความดี 3) ให้ศึกษาศิลปะ
4) จัดการด้วยภริยาท่ีสมควร 5) มอบทรัพย์มรดกให้ในสมัย คฤหบดี
บุตร ทิศเบื้องหน้าคือมารดาบิดาอันบุตรบํารุงแล้วด้วยฐานะ 5
เหล่าน้ี ยอ่ มอนเุ คราะห์บุตรด้วยฐานะ 5 เหลา่ นแี้ ล”
การห้ามจากความช่ัว เป๐นการห้ามจากความช่ัวท่ีอาจจะเกิด
ในอนาคต (มีอนาคตเป๐นอารมณ์) แต่การทําความชั่วที่บุตรทําแล้ว
ได้เพียงสักว่า ตักเตือน ติเตียน เท่าน้ัน คือ มารดาบิดากล่าวถึงโทษ
ในชาติน้ีและชาติหน้าอันเกิดจากการทําบาปธรรมมี ปาณาติบาต
เป๐นต้นแล้ว ห้ามว่า “ลูกอย่าทําบาปกรรมเห็นปานนี้นะ” คอยติเตียน
ปลอบปะโลมถงึ แม้บาปกรรมทีบ่ ุตรพลาดพล้ังทําลงไปแล้ว
205
การใหต้ ้ังอยใู่ นความดี มารดาบดิ าแนะนาํ ใหต้ ้ังอยู่ในศีลธรรม
อันดงี ามของสงั คม บางครั้งยอมสละเงินทองเพื่อเป๐นรางวัลค่าจ้างให้
ทําความดี เฉกเช่นให้ดํารงอยู่ในกุศลกิจท้ังหลายมี การสมาทานศีล
เป๐นต้น เหมือนอนาถบิณฑิกเศรษฐี และมารดาของมิตตวินทุกะ ได้
อนุเคราะห์บุตรโดยการตกรางวัลเพื่อให้ต้ังอยู่ในความดี เรื่องมีอยู่
ว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไมสามารถจะบังคับลูกของตนท่ีช่ือวา
กาฬะ ใหเขาเฝาพระพุทธเจาเพื่อฟงธรรม จึงออกอุบายใชเงินเป
นตัวลอจนเขาตองไปวัดฟงธรรมเพราะตองการเงิน เม่ือทําเชนนั้น
เรื่อยๆ เขาไดบรรลุโสดาบัน เกิดความละอายมิกลากลับไปบ้านพร
อมพระศาสดา เพราะกลัวบิดาจะใหหอทรัพยขางพระพักตรของพระ
ศาสดา
ส่วนเร่ืองมิตตวินทุกะ เล่ากันมาว่า มารดาของมิตตวินทุกะได
ส่ังใหเขาเขาวัดถวายทาน ฟ๎งธรรม สอนใหเห็นคุณคาของชีวิต แต
เขาไมกลับไมยอมฟง เพราะความโลภในทรัพย จึงยอมไปไดเปนผู
รักษาอุโบสถอยูหนึ่งวัน เม่ือกลับบานก็มิไดนิมนตพระธรรมกถึก
มาใหแม เขาทําอะไรตามใจตัวเอง ต่อมา เขาทําการคาขายทางเรือ
ถูกพวกมนุษยปลอยใหลอยแพในมหาสมุทร โดยนัยที่กลาวแลวใน
หนหลัง วันหนึ่งเห็นนางเวมานิกเปรต 4 นาง ในวิมานแกวผลึก 8
นาง ในวิมานเงิน 16 นางในวิมานแก้วมณี นางเปรต 32 นาง ใน
วิมานทองตามลําดับ เพราะผลแหงอุโบสถกรรม อันมีวิบากท่ีสัตวต
องไดรับในปจจุบันที่เขาทําแลว จึงเสวยทิพยสมบัติกับนางเปรตเหล
านั้น
การให้ศึกษาศิลปะ มารดาบิดาทราบว่า บุตรส่ือสารพอได้บ้าง
แล้วจึงสอนให้ศิลปะเล็กๆ น้อยๆ ก่อน เป๐นต้นว่า การนับนิ้วมือ การ
นับด้วยการงอนิ้วมือเข้าเหมือนชนท้ังหลายมีชนชาวปาสิกะ (ปาร์ซี
เปอร์เซีย) และมิลักขะ การนับประมวล การบวก คูณ ลบ หาร การ
เล่นเงาฝุามือ การคํานวณพืชพันธุ์ ธัญญาหารมีจํานวนเท่าไร หรือ
ศลิ ปะอน่ื ใดอนั หาโทษมิได้
206
การจดั การด้วยภริยาท่ีสมควร มารดาบิดาเป๐นธุระภาระในการ
ปรึกษาหารือเพ่ือหาผู้หญิงมาเป๐นภริยาท่ีสมควรเหมาะสม คือ หา
คู่ครองทค่ี วรกนั ทงั้ สกุล มรรยาท รูป โภคะ และบริวาร ตามฐานะทาง
สังคม ครอบครัว เศรษฐกจิ เปน๐ ต้น
การมอบทรัพย์มรดกให้ในสมัย มารดาบิดามอบทรัพย์มรดก
ให้ในนิจสมัยบ้าง เช่น ให้ต้นทุนในการประกอบอาชีพ ให้ไปทําบุญ
ทําทาน หรือกาลสมัยบ้าง เช่น งานอาวาหมงคลและวิวาหมงคล งาน
ไวจ้ ุก หรือสัง่ เสียขณะใกล้เสียชวี ิต
แท้จริง แม้มารดาบิดา เม่ือเห็นฐานะท้ังหลายมีการเลี้ยงดู เป๐น
ต้น จึงปรารถนาท่ีจะมีบุตรดังท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทัง้ หลาย ตามทป่ี รากฏในปุตตสูตร (องฺ.ปํจฺ ก.22/39/46-47) ว่า
“บัณฑิตทั้งหลาย เม่ือเห็นฐานะ 5 คือ 1) บุตรอันเรา
เลี้ยงแล้วจักเลี้ยงเรา 2) จักช่วยทํากิจของเรา 3) สกุลวงศ์
พึงดํารงอยู่ได้นาน 4) บุตรจะปฏิบัติความเป๐นทายาท
5) อีกอย่างหนึ่ง จักตามเพิ่มให้ทักษิณาแก่เราผู้ล่วงลับไป
แลว้ จึงปรารถนาบุตร
บัณฑิตท้ังหลาย เม่ือเห็นฐานะ 5 เหล่าน้ีจึงปรารถนา
บุตร เพราะฉะน้ัน บุตรท้ังหลายผู้สงบ เป๐นสัตบุรุษ ผู้
กตัญํูกตเวที เม่ือหวนระลึกถึงอุปการะท่ีท่านทําแล้วใน
กอ่ น ย่อมเลยี้ งมารดา
บิดาช่วยทาํ กิจท้ังหลายของท่านเหมือนกตัญํู กตเวที
บุคคลช่วยทํากิจของบุพการีชนทั้งหลายฉะนั้น บุตรผู้ทํา
ตามโอวาท เลี้ยงท่านผู้เลี้ยงตน มาแล้วไม่ทําสกุลวงศ์ให้
เส่ือม มีศรัทธา ถงึ พร้อมด้วยศีล ยอ่ มเปน๐ ผ้นู ่าสรรเสริญ”
การสงเคราะหบ์ ตุ ร
บุตร หมายถึง ลูกชาย ลูกสาว ป๎จจุบันมีการยอมรับความ
แตกต่างทางเพศมากขึ้น บางคนอาจมีลูกสาวในร่างของลูกชาย
207
หรืออาจมีลูกชายในร่างของลูกสาว อาจจะเคยคําพูดที่ว่า “พ่อแม่
เลี้ยงเฉพาะร่างกาย เพศน้ันลูกเป๐นคนเลือกเอง” “เป๐นเพศไหนก็ได้
ขอให้ลูกเป๐นคนดีของพ่อแม่ สังคมพอดี พ่อแม่ก็ภาคภูมิใจแล้ว”
ตามความหมายของคําว่า ปุตต หมายถึง ผู้ท่ีทําให้วงศ์ตระกูล
บริสุทธิ์ มีผู้สืบสกุลบางชนเผ่านับการสืบสกุลทางฝุายชาย บางชน
เผ่านับทางฝุายหญิง หรือบางชนเผ่านับทั้งสองฝุาย อีกความหมาย
หนึ่ง หมายถึง ผู้ที่ทําให้ดวงใจของบิดามารดาเอิบอิ่ม ปลื้มอกปล้ืม
ใจ โดยมากบิดาที่มีบุตรคนแรกอยากกระโกนให้คนท้ังโลกรู้ว่า “มี
ลูกแล้วโว้ย” (เว้นบิดามารดาไม่พร้อมที่จะมีบุตร แต่มีความพร้อมใน
การเสพเมถนุ ธรรม)
ความหวังลึกๆ ของพ่อแม่ในการมีลูก คือ ปรารถนาจะให้ลูกที่
เล้ียงมาแล้ว จักเลี้ยงตอบแทนยามแก่ชราและยามเจ็บไข้ได้ปุวย
สามารถรักษาสืบวงศ์สกุลให้ดํารงอยู่ได้นาน สามารถปกครองดูแล
ทรัพย์มรดกแทนได้และประการสุดท้าย เมื่อพ่อแม่ล้มหายตายจาก
โลกน้ีไปแล้ว จะบาํ เพ็ญทักษิณาทานแผ่อุทิศสว่ นกุศลไปให้
คุณลกั ษณะความเปน๐ บตุ ร
คุณลักษณะความเป๐นลูกที่แสดงออกทางวิถีทางในการดํารง
ตนอยู่สามารถแบ่งออกเป๐น 3 ระดับ คือ ระดับสูง ลูกท่ีดีมีคุณธรรม
สูงกว่าพอ่ แม่ เปน๐ ลกู ช้ันสูง สร้างความเจริญแก่วงศ์ตระกูลระดับปาน
กลาง ลูกท่ีมีคุณธรรมเสมอพ่อแม่ เป๐นลูกช้ันกลาง ไม่สร้างความ
เจริญแก่วงศ์ตระกูล แต่ก็ไม่ได้ทําให้เส่ือมลง และระดับต่ํา ลูกที่เลว
มีคุณธรรมต่ํากว่าพ่อแม่ เป๐นลูกชั้นต่ํา และนําความเสื่อมเสียมาสู่
วงศ์ตระกูล ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสอธิบายไว้ในตโยปุตตสูตร (ขุ.อิติ.
25/252/278) มเี นื้อความว่า
“ภิกษุทั้งหลาย บุตร 3 จําพวก เหล่าน้ี มีปรากฏอยู่ในโลก
บตุ ร 3 จําพวกเป๐นไฉน ? คอื อภชิ าตบตุ ร อนชุ าตบตุ ร อวชาตบุตร
208
ภิกษุทั้งหลาย ก็อภิชาตบุตรเป๐นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย
มารดาบิดาของบุตรในโลกนี้ ไม่ถึงพระพุทธเจ้าเป๐นสรณะ ไม่ถึงพระ
ธรรมเป๐นสรณะ ไม่ถึงพระสงฆ์เป๐นสรณะ ไม่งดเว้นจากปาณาติบาต
อทนิ นาทาน กามมจิ ฉาจาร มุสาวาท ไม่งดเวน้ จากน้าํ เมา คือสุราและ
เมรัย อันเป๐นที่ตั้งแห่งความประมาท เป๐นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ส่วน
บุตรของเขา ถึงพระพุทธเจ้าเป๐นสรณะ ถึงพระธรรมเป๐นสรณะ ถึง
พระสงฆ์เป๐นสรณะ งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาม
มิจฉาจาร มุสาวาท งด เว้นจากน้ําเมาคือสุราและเมรัย อันเป๐นท่ีต้ัง
แห่งความประมาท มีศีล มีกัลยาณธรรม ภิกษุท้ังหลาย อติชาตบุตร
อย่างนแ้ี ล
ภิกษุท้ังหลาย ก็อนุชาตบุตรเป๐นอย่างไร ? ภิกษุท้ังหลาย
มารดาบิดาของบุตรในโลกน้ี ถึงพระพุทธเจ้าเป๐นสรณะ ถึง
พระพุทธเจ้าเป๐นสรณะ ถึงพระธรรมเป๐นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป๐น
สรณะ งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กามมิจฉาจาร มุสาวาท
งดเว้นจากน้ําเมาคือสุราและเมรัย อันเป๐นที่ตั้งแห่งความประมาท มี
ศลี มกี ัลยาณธรรม ภกิ ษทุ งั้ หลาย อนชุ าตบตุ ร อย่างน้แี ล
ภิกษุท้ังหลาย ก็อวชาตบุตรเป๐นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย
มารดาบิดาของบุตรในโลกน้ี เป๐นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป๐นสรณะ ถึง
พระพทุ ธเจ้าเป๐นสรณะ ถึงพระธรรมเป๐นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป๐นสรณะ
งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กามมิจฉาจาร มุสาวาท งด เว้น
จากน้ําเมาคือสุราและเมรัย อันเป๐นท่ีตั้งแห่งความประมาท มีศีล มี
กัลยาณธรรม ส่วนบุตรของเขา ไม่ถึงพระธรรมเป๐นสรณะ ไม่ถึง
พระสงฆ์เป๐นสรณะ ไม่งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาม
มิจฉาจาร มุสาวาท ไม่งดเว้นจากนํ้าเมา คือสุราและเมรัย อันเป๐น
ท่ีต้ังแห่งความประมาท เป๐นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ภิกษุทั้งหลาย
อวชาตบุตร อย่างนี้แล ภิกษุท้ังหลาย บุตร 3 จําพวก เหล่าน้ี มี
ปรากฏอยูใ่ นโลก”
“บัณฑิตท้ังหลาย ย่อมปรารถนาอติชาตบุตร
อนุชาตบุตร ไม่ปรารถนาอวชาตบุตรผู้ตัดสกุล บุตร
209
เหล่านี้แล มีอยู่พร้อมในโลก บุตรเหล่าใด เป๐นอุบาสก มี
ศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล รู้ถ้อยคําของยาจก ปราศจาก
ความตระหน่ี บุตรเหล่าน้ัน ย่อมไพโรจน์ในบริษัท
ท้ังหลาย เหมอื นพระจนั ทร์พ้นจากก้อนเมฆ ไพโรจนอ์ ยู่”
บิดามารดา ไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล บุตรเป๐นดังเช่นบิดามารดา ก็
จัดอย่ใู นจําพวกอวชาตบุตร เพราะไม่สามารถดํารงวงศ์ตระกูลไว้ได้
มีแตจ่ ะเส่ือมไปเรื่อยๆ
ในมงคลข้อนี้ หมายถึง บุตรอาศัยตนเกิด ไม่หมายถึง บุตรผู้
เกิดในที่ท้ังหลาย คือบนหลังท่ีนอน บนบัลลังก์ ที่อก (จําพวก
โอปปาติกะ) บุตรผู้เรียนศิลปะในสํานัก (ลูกศิษย์) บุตรที่เขาให้เพื่อ
ต้องการใหเ้ ล้ียง (บตุ รบญุ ธรรม)
การเลี้ยงดูลูกน้ัน พ่อแม่จําเป๐นต้องปลูกฝ๎งศีลธรรม ความนึก
คิดให้พร้อมบริบูรณ์ที่จะให้ไปเผชิญโลกอันกว้างไกลตามหลักการ
ใหญ่ๆ คือ ห้ามจากความช่ัวให้ต้ังอยู่ในความดี ให้ศึกษาหาความรู้
ให้คําแนะนําในการหาคู่ครองที่สมควร มอบทรัพย์มรดกให้ดูแล
จัดการตามความเหมาะสม ดังที่ท่านได้อธิบายไว้ (กองวิชาการ :
2550 : 76-79) ดงั น้ี
1. กันลูกออกจากความช่ัว หมายถึง ปูองกันกีดกัน คือไม่
เพียงแต่ห้าม หากต้องดําเนินการทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ลูกตกไปสู่
ความชั่ว ซึ่งบางครั้งพ่อแม่กับลูกก็พูดกันไม่เข้าใจ คนต่างวัยก็มี
รสนิยมต่างกัน ความสุขของคนแก่คือ ชอบสงบ หาเวลาพักผ่อนอยู่
กับบ้าน แต่ความสุขของเด็กหนุ่มสาวมักอยู่ท่ีได้แต่งตัวสวยๆ ไป
เที่ยวเตร่นอกบ้าน ข้อนี้ขัดแย้งกันแน่ ลูกกับพ่อแม่จึงต้องเอาใจมา
พบกันท่ีความรัก ตกลงกันที่มุมรักระหว่างพ่อแม่กับลูก รู้จักผ่อนสั้น
ผ่อนยาวตามสมควร การเล้ียงลูกที่กําลังโตเป๐นหนุ่มเป๐นสาวนั้น
เหมอื นการเลน่ ว่าวโตล้ ม ผอ่ นไปนดิ ดงึ กลับมาหน่อย จึงจะเป๐นผลดี
2. ปลูกฝ๎งลูกในทางท่ีดี หมายถึง ให้ลูกประพฤติดี มีศีลธรรม
พ่อแม่ต้องพยายามเล็งเข้าหาใจลูก เพราะใจเป๐นตัวควบคุมการ
210
กระทําของคนท่ีว่าเล้ียงลูกให้ดีคือ ทําใจของลูกให้ดีน่ันเอง ปลูกฝ๎ง
ธรรมะ เป๐นอาหารใจ สร้างเสริมวิชาความรู้ เป๐นเครื่องมือของใจ
การปลูกฝ๎งในทางท่ีดี ทําได้โดยกระทําตนเป๐นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก
เลือกคนดีให้ลูกคบ หาหนังสือดีให้ลูกอ่าน ตลอดจนถึงพาลูกไปหา
บณั ฑติ เชน่ พระภกิ ษุ ครูบาอาจารย์ท่ีดี
3. ให้ลูกได้รับการศึกษา ภารกิจข้อนี้ชัดอยู่แล้ว คือให้ลูกได้
เลา่ เรยี น เพือ่ ใหม้ คี วามรู้สามารถช่วยตัวเองต่อไปได้
4. จดั แจงใหล้ ูกแตง่ งานกับคนดี ความหมายในทางปฏิบตั ิ
โดยเป๐นธรุ ะในการแต่งงานของลูก ช่วยหาสนิ สอดทองหม้ันให้ และ
พยายามแนะนําให้ลกู ไดค้ ูค่ รองทีด่ ี
5. มอบทรัพย์มรดกให้เม่ือถึงกาลอันสมควร เมื่อถึงเวลาควร
ให้จึงให้ถ้ายังไม่ถึงเวลาอันควรให้ก็อย่าเพ่ิงให้ เช่น ลูกยังเยาว์ยัง
ไม่รู้ค่าของทรัพย์ ก็ควรรอให้เขาเติบโตเสียก่อนจึงให้ ถ้าลูกยัง
ประพฤติช่ัว เช่น หมกมุ่นอยู่ในอบายมุขก็รอให้เขากลับตัวได้
เสียก่อนแล้วจึงให้ ทําธุระเก่ียวกับทรัพย์มรดกให้เสร็จส้ินก่อนตาย
เป๐นการชอบด้วยพุทธประสงค์วงศ์ตระกูลก็มีความสงบสุขต่อไป ราย
ใดที่พ่อแม่ไม่ทําพินัยกรรมไว้ให้เรียบร้อย ปล่อยให้ลูกๆ จัดการ
กันเอง ก็มักเกิดเร่ืองร้าวฉานขึ้นในวงพี่ๆ น้องๆ จนถึงกับฟูองร้อง
ขึ้นศาลกันก็มี พ่ีน้องแตกความสามัคคี ทรัพย์สินก็เสื่อมหายลงเป๐น
เร่อื งท่ีน่าสลดใจยิ่งนัก
วรนาท รักสกุล ได้กล่าวว่า พ่อแม่เป๐นครูคนแรก และบ้านก็คือ
ห้องเรียนแรก ที่เป๐นตัวกําหนดการเป๐นคนคุณภาพของลูกหรือไม่
ดังน้ัน ถ้าอยากให้ลูกเป๐นคนดี มีจิตใจใฝุเรียนรู้ เป๐นคนคุณภาพ
สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคม พ่อแม่ต้องเร่ิมปฏิบัติหน้าท่ีทันที (สิริพร
สมสกุล : ออนไลน์) ดังน้ี
บทเรยี นท่ี 1 สมองคือรากฐานการเรยี นรู้
พ่อแม่ควรสร้างฐานการเรียนรู้ให้ลูกโดยเริ่มต้นต้ังแต่ช่วง 3
ขวบแรก เพราะช่วงวัยนี้ พัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ของลูก
211
เติบโตสูงสุด ประสบการณ์ในช่วงแรกของชีวิตท่ีพ่อแม่จะมอบให้ลูก
จงึ มสี ่วนสาํ คัญอย่างมากตอ่ พัฒนาการของสมองต้ังแต่เด็กจนกระทั่ง
โตเป๐นผใู้ หญ่
สมองของเด็กวัยนี้มีขนาดประมาณ 80 % ของสมองผู้ใหญ่
และมีการสร้างเส้นใยประสาทรวมถึงจุดเช่ือมต่อข้ึนมากมาย แต่การ
ทํางานของสมองท้ัง 3 ส่วนยังไม่แยกออกจากกันสมองของลูก
ในช่วงน้ีจึงต้องการการกระตุ้นที่เหมาะสมภายใต้ป๎จจัยต่างๆ เช่น
อาหาร สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู การเล่น และความใกล้ชิดของพ่อ
แม่ หากเรากระตุ้ นส่ิ งเหล่ าน้ี อย่ างเหมาะสมก็ จะทํ าให้ การ
เจริญเติบโตและพัฒนาการแต่ละด้านของลูกดําเนินไปอย่างไม่มี
สะดุด ฉะน้ัน พ่อแม่จึงจําเป๐นต้องเข้าใจเร่ืองพื้นฐานเหล่าน้ี เพ่ือ
ไม่ให้โอกาสทองหรือช่วงจังหวะสําคัญนี้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย
เพราะการเล้ียงดูและประสบการณ์ท่ีลูกจะได้รับในช่วงวัยเร่ิมแรก
ของชีวิตบวกกับพันธุกรรมจากพ่อแม่ ก็คือสิ่งที่จะสะท้อนในตัวลูก
ทง้ั หมด
บทเรยี นที่ 2 : ตน้ แบบดี ลูกดี
ศักยภาพในการเรียนของเด็กทุกคนมีเท่าๆ กัน เพียงแต่เขาจะ
พฒั นาตวั เองได้เต็มประสิทธิภาพท่ีมีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่จะ
สามารถเติมเต็มให้สมบูรณ์ได้มากน้อยแค่ไหนโดยเริ่ มจาก
กระบวนการเรียนรู้ทั้ง 3 ขอ้ น้ี
1. เรยี นรู้การเลยี นแบบ ก่อนจะเกดิ การเลียนแบบท่ีดีได้ พ่อแม่
ตอ้ งเป๐นตน้ แบบใหล้ ูกในเรื่องต่อไปนี้
1.1 ต้นแบบการช่วยเหลือตัวเอง พ่อแม่ต้องเป๐นแบบอย่าง
ให้เขารู้จักทักษะการช่วยเหลือตัวเอง เช่น การกิน การนอน ใส่เส้ือ
ผ้า ซึ่งพ่อแม่สามารถสอดแทรกความมีวินัยเข้าไปด้วย ซ่ึงการสอน
ลูกจะตอ้ งไมค่ ดิ ถึงบทเรียนทน่ี า่ เบื่อหน่าย
1.2 ต้นแบบทางภาษา ภาษาช่วยพัฒนาการทางความคิด
ของเด็กได้ พ่อแม่จึงต้องตระหนักว่าตัวเองคือต้นแบบของภาษาใน
212
การพัฒนาทักษะทางความคิดให้ลูก หากลูกมีรากฐานทางความคิด
ที่ดกี ็จะส่งผลให้พัฒนาการด้านอ่นื ๆ เปน๐ ไปได้ดี
1.3 ต้นแบบทักษะชีวิต ทักษะนี้จะช่วยให้ลูกดูแลตัวเองให้
อยู่รอดปลอดภัยหรือสามารถปูองกันตัวเองจากอันตรายต่างๆ ได้ซึ่ง
พ่อแม่ต้องเริ่มจากการทําเป๐นแบบอย่าง โดยบอกถึงกฎกติกาด้วยว่า
อะไรทําได้หรือทําไม่ได้ เช่น ห้ามให้ลูกเล่นไฟ ก็ต้องทําให้เขาเห็น
ว่ามันอนั ตรายอย่างไร
2. มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบด้าน การเลี้ยงลูกช่วง 3 ปีแรก หาก
ทํ าอย่ างต้ั งใจจริ ง ประสิ ทธิ ผลท่ี ออกมาก็ จะเป๐ นที่ น่ าพอใจ
โดยเฉพาะความสมั พันธ์ของแม่กับลูก เพราะแม่เป๐นครูคนแรกท่ีสอน
ให้ลูกรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ซ่ึงพ้ืนฐานชีวิตตรงน้ีจะ
ช่วยให้เด็กต่อยอดการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น ท้ังกับ
พ่ีน้อง ปูุยาตายาย เพ่ือน และครูท่ีโรงเรียนเม่ือเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดี
การเรียนร้ดู ีๆ ก็เกดิ ขน้ึ ตามมา
2.1 ความสัมพันธ์กับพี่น้อง ความสัมพันธ์ระหว่างพ่ีน้องเป๐น
พื้นฐานสําคัญของการเข้าสังคม ทําให้เด็กรู้จักการเข้ากลุ่มและช่วย
ให้การเล่นบทบาทสมมติของเด็กชัดเจนข้ึน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้
เรื่องความเป๐นเหตุเป๐นผลและการเช่ือมโยงความสัมพันธ์ของส่ิง
ต่างๆ ได้ดี
2.2 ความสัมพันธ์กับปุูย่าตายาย ปูุย่าตายายสามารถเป๐น
ครูสอนเร่ืองต่างๆ ใหเ้ ด็กได้ เช่น เร่ืองศาสนา ธรรมะ หรือการละเล่น
โบราณต่างๆ และบางคร้ังปูุยาตายายก็มักเล่าเรื่องราวของพ่อแม่ใน
วัยเด็กให้หลานฟ๎ง ทําให้เด็กรู้สึกใกล้ชิดกับพ่อแม่และ รู้สึกม่ันคง
ทางจิตใจมากขึ้น หากเราสร้างลูกให้มีปฏิสัมพันธ์ตั้งแต่ครอบครัว
ปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือน ครูที่โรงเรียน และคนอ่ืนๆ ในสังคมก็จะดี
เชน่ กนั
2.3 ต้องการการตอบสนองในทางบวก การสัมผัส การกอด
จูบ หรือช่ืนชมเวลาลูกทําอะไรสําเร็จถือว่าเป๐นการตอบสนองที่ลูก
ต้องการ เช่นเดียวกันหากลูกทําผิดพลาดพ่อแม่ก็ต้องให้กําลังใจ
213
และกระตุ้นให้เขารู้จักแก้ป๎ญหาท่ีเกิดข้ึน การเลียนแบบเป๐นกลไก
ของสมองที่มีการปรับความรู้ไปเรื่อยๆ ฉะนั้นหากพ่อแม่เป๐นต้นแบบ
ที่ดีแล้ว การเรียนรู้ท่ีได้จากวัยเด็กของลูกก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งเขา
ไดน้ ํามาใช้ในภายหลังเมื่อโตข้ึน
บทเรยี นที่ 3 : สรา้ งเสริมประสบการณ์ชีวติ
การสร้างประสบการณ์เรียนรู้ท่ีดีให้ลูก คือการสร้างรากฐานท่ี
ดใี นการเรียนรูเ้ รือ่ งอ่ืนๆ ในชวี ิตต่อไปได้
สื่ อ ก า ร เ รี ย น รู้ ที่ ดี ที่ สุ ด ข อ ง ลู ก ก็ คื อ สื่ อ ที่ มี ชี วิ ต อ ย่ า ง พ่ อ แ ม่
น่ันเอง ฉะนั้นการเล่นของเล่นราคาแพงต่างๆ ก็ไม่เท่ากับการพูดคุย
เอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่จะต้องมีเปูาหมายหรือ
จุดประสงค์ชัดเจนเพียงพอ จึงทําให้บ้านเอื้อต่อการเรียนรู้อย่าง
แท้จริง บา้ นท่ีเออ้ื ตอ่ การเรียนรกู้ ็คือ
1. มีการคิดไตร่ตรองตลอดเวลา บ้านที่มีการคิดไต่ตรอง
ตลอดเวลาว่าเปูาหมายของการเลี้ยงลูกคืออะไรและเปูาหมายนั้น
อยู่บนพื้นฐานของความเป๐นจริงหรือไม่ น่าจะเป๐นบ้านที่พร้อมต่อ
การเรียนรู้ของลูกมากท่ีสุด ย่ิงถ้ารู้จักลูก รู้ว่าลูกอยู่วัยไหน
ตอ้ งการอะไร เราก็จะคาดหวังกับกับลูกได้เหมาะสม เช่น อยากให้
ลูกเก่งภาษาอังกฤษ พ่อแม่ก็ต้องหาวิธีให้ลูกเรียนรู้หรือพูดคุยกับ
ลูกโดยใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจําตอนอยู่ที่บ้านด้วย เมื่อเขา
ชินกับสภาพแวดล้อมแบบน้ี การเรียนรู้เร่ืองภาษา ก็จะค่อยๆ ซึม
ซบั ในตวั ลูก
2. เปิดโอกาสใหล้ ูกได้เลน่ อย่างอิสระ บ้านที่เปิดโอกาสให้เล่น
อย่างอิสระและเชื่อในจินตนาการของเด็ก พ่อแม่สามารถให้ลูกฝึก
กระบวนการคิดผ่านศิลปะได้ โดยเตรียมวัสดุต่างๆ ที่หลากหลาย
เช่น กระดาษหลายขนาดต่างพ้ืนผิว สีนํ้า สีเทียน ซ่ึง เราไม่ได้
ต้องการให้ลูกเป๐นจิตกรหรือเป๐นอย่างท่ีเราต้องการ แต่ให้เขาได้
สนุกกบั กระบวนการเรียนรู้
3. ไม่มุ่งหวังให้ลูกสมบูรณ์แบบ พ่อแม่ต้องยอมรับผลที่จะ
ตามมาให้ได้ ซ่ึงเราไม่ควรคิดว่าลูกจะต้องเป๐นคนท่ีสมบูรณ์ แบบ
214
เป๐นเด็กเก่ง ฉลาด น่ารัก เพราะบางคร้ังผลท่ีออกมาเราอาจคาดเดา
ไม่ได้ แต่ต้องเช่ือว่า ถ้าเราเป๐นพ่อแม่ที่มีคุณภาพก็สามารถสร้างลูก
ใหเ้ ปน๐ คนคณุ ภาพได้เชน่ กัน
4. ยืดหยุ่นตามลูก การเลี้ยงลูกต้องมองทั้งระยะใกล้และ
ระยะไกลจนกว่าเขาจะเรียนจบ มีอาชีพการงานท่ีมั่นคง ซ่ึงพ่อแม่
จะตอ้ งยืดหยุ่นตามวัยของลูกด้วย เพราะการเรียนรู้สามารถถ่ายทอด
ไปได้เรื่อยๆ พ่อแม่ต้องทําให้ลูกรู้ว่าเรายินดีที่จะรับทั้งความสําเร็จ
และความล้มเหลวของเขา พร้อมที่จะช่วยเหลือและให้โอกาสเขา
เสมอ
การสงเคราะห์ภรรยา
การสงเคราะห์ภรรยาในมงคลน้ีหมายรวมถึงการสงเคราะห์
สามีด้วย ซึ่งเป๐นแนวทางในการทําหน้าที่ของคู่ครองที่มีต่อกันและ
กันเพ่ือความสุข ความยั่งยืน ความมั่งค่ัง ความสงบสุขในครอบครัว
อันอบอุ่น สามีจะทําหน้าที่เป๐นผู้หาเลี้ยง สร้างความม่ันคงให้
ครอบครัว ส่วนภรรยา จะทําหน้าที่ภายในบ้านควรแก่การหาเล้ียง
ครองตนเป๐นคนน่าเล้ียง นา่ ทะนถุ นอม
พระสิริมงคลาจารย์ (มงฺคล.2/390/355) ได้อธิบายถึงการ
สงเคราะห์ไว้ว่า การสงเคราะห์ด้วยการให้ การกล่าวถ้อยคําไพเราะ
และการประพฤติประโยชน์ท่ีเป๐นธรรม ช่ือว่า การสงเคราะห์ การ
สงเคราะห์น้ีเป๐นอย่างไร ? คือการให้เสบียงในวันอุโบสถ การให้ดู
นักษัตรฤกษ์ในวันนักษัตรฤกษ์ การทํามงคลให้ในวันมงคล การ
แนะนําและพร่ําสอนในประโยชน์ท้ังหลาย อันเป๐นไปในโลกน้ีและ
โลกหนา้ การสงเคราะหน์ น้ั พึงทราบว่าเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่ง
ประโยชน์เกื้อกูลอันเป๐นไปในโลกน้ี เพราะเป๐นเหตุแห่งประโยชน์
เกื้อกูลอันเป๐นไปในโลกหน้า เป๐นการสงเคราะห์ที่เป๐นเป๐นธรรม และ
เพราะเปน๐ เหตุแหง่ ความเปน๐ ผู้แม้อนั เทพดาทัง้ หลายพงึ นอบน้อม
พระอุบาลีเถระ กล่าวถึงภริยา 20 จําพวก ดังที่ปรากฏในวิภังค์
สญั จริตตสิกขาบท (ว.ิ มหาวิ.1/430-431/303) ว่า
215
“สตรีที่มารดารักษา สตรีที่บิดารักษา สตรีที่มารดาบิดารักษา
สตรีที่พี่ชาย น้องชายรักษา สตรีท่ีพี่สาว น้องสาวรักษา สตรีที่ญาติ
รักษา สตรีที่โคตรรักษา สตรีท่ีธรรมรักษา สตรีมีอารักขา สตรีมี
อาชญารอบ สตรีที่ซ้ือมาด้วยทรัพย์ สตรีท่ีอยู่ด้วยความพอใจ สตรีที่
อยู่ด้วยโภคะ สตรีท่ีอยู่ด้วยแผ่นผ้า สตรีที่จุ่มนิ้วมือในภาชนะน้ํา
สตรีที่บุรุษปลงเทริดลง สตรีท่ีเป๐นท้ังทาสีท้ังภริยา สตรีท่ีเป๐นทั้งผู้ทํา
การงานท้งั ภริยา สตรที ธี่ งนาํ มา สตรีท่บี รุ ุษอยูร่ ่วมเพียงครู่หนึง่ ”
หลักธรรมของคชู่ วี ติ
สามีภรรยามีหลักธรรมของคู่ชีวิต ท่ีจะทําให้คู่สมรสมีชีวิต
สอดคล้อง กลมกลืนกัน เป๐นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะทําให้อยู่ครองกัน
ไดย้ ดื ยาว 4 ประการ (องฺ.จตกุ กฺ . 21/55/80) คือ
1. สมสัทธา มีศรัทธาสมกัน เคารพนับถือในลัทธิศาสนา ส่ิง
เคารพบูชา มีหลักการ มีความเชื่อมั่นในศาสนา แนวความคิดความ
เช่ือถือ หรือหลักการต่างๆ ตลอดจนแนวความสนใจอย่างเดียวกัน
หนักแน่นเสมอกัน หรือปรับเข้าหากัน ลงกันได้ มีเปูาหมายชีวิต
เหมือนกัน
2. สมสีลา มีศีลสมกัน มีความประพฤติศีลธรรมจรรยา
กิรยิ ามารยาท พ้ืนฐานการอบรมมาดี พอเหมาะสอดคล้อง ไปกนั ได้
3. สมจาคา มีจาคะสมกัน มีความเอ้ือเฟื๒อเผ่ือแผ่ ความโอบอ้อม
อารี ความมีใจกว้าง มีนิสัยเสียสละชอบช่วยเหลือไม่เห็นแก่ตัว
ความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อ่ืน พอกลมกลืนกัน ไม่ขัดแย้งบีบ
ค้นั กัน เปิดใจกว้างเสมอกนั
4. สมป๎ญญา มีป๎ญญาสมกัน รู้เหตุรู้ผล เข้าใจกัน เห็นอกเห็น
ใจกัน มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ด้ือด้านดันทุรัง อย่างน้อยพูดกันรู้
เรือ่ ง
คณุ ลกั ษณะของภรรยา
216
คคู่ รองทม่ี คี ุณลักษณะนิสัยความประพฤตปิ ฏิบัติ การ
แสดงออกต่อกนั ท่ีทําใหเ้ ก้ือกลู กันหรือถูกกนั ก็มี ต้องยอมทนกัน
หรืออยู่กันอย่างขมขืน่ กม็ ี ท่านแสดงภรรยา ประเภทต่างๆ ไว้ 7
ประเภท (องฺ.สตฺตก. 23/60/92) คือ
1. วธกาภริยา ภรรยาเย่ียงเพชฌฆาต ท่ีมไิ ด้อยกู่ ินด้วยความ
พอใจ ดูหมิ่น ยนิ ดีในชายอ่ืน ตบตี แช่งดา่ สามี มใี จคิดล้างผลาญ
ชวี ิตสามี พยายามฆ่าสามี
2. โจรีภรยิ า ภรรยาเยี่ยงโจร ท่ีลา้ งผลาญทรัพย์สมบัติ ใช้
ทรัพยไ์ ม่เปน๐ บ้าง ยักยอกทรัพย์เพ่ือความสุขสว่ นตัวบ้าง สรา้ ง
หนส้ี ินให้ตามใช้บ้าง
3. อัยยาภริยา ภรรยาเย่ียงนาย เหมือนเจ้านายข่มข่ีข้า ภูมิใจ
ท่ีข่มสามีได้ ท่ีเกียจคร้านไม่ใส่ใจการงาน ปากร้าย หยาบคาย ชอบ
ข่มสามี ชอบล้างผลาญศักด์ิศรีสามี ไม่สนใจช่วยการงาน เกียจ
คร้าน กินมาก ปากรา้ ย กล่าวคําหยาบ ชอบขม่ ขสี่ ามีซงึ่ ขยนั ขันแข็ง
4. มาตาภริยา ภรรยาเย่ียงมารดา ท่ีมีความรัก เมตตาสามีไม่มี
ท่ีสิ้นสุด ที่หวังดีเสมอ เหมือนมารดารักบุตร สามีจะตกตํ่าหมดบุญ
วาสนาจะปุวยจะพิการตลอดชีวิตก็ไม่ทอดท้ิง ไม่พูด ไม่ทําให้
สะเทือนใจ คอยห่วงใย เอาใจใส่ สามีหาทรัพย์มาได้ก็เอาใจใส่คอย
ประหยัดรกั ษา
5. ภคินีภริยา ภรรยาเยี่ยงน้องสาว คือ ภรรยาผู้เคารพรักสามี
เคารพสามีเป๐นคนละอายบาป มีความรักยั่งยืน ดังน้องรักพี่ ท้ังซน
ทั้งงอน ทั้งขี้ย่ัว ท้ังขี้แย ต้องทั้งขู่ทั้งปลอบ ประเด๋ียวจะเท่ียว
ประเด๋ียวจะกิน จะแต่งตัว แต่มีขัดใจกันบ้าง มีใจอ่อนโยน รู้จัก
เกรงใจ แตก่ ็ซือ่ สตั ย์ต่อสามี มักคล้อยตามสามี
6. สขีภริยา ภรรยาเย่ียงสหาย ภรรยาท่ีเป๐นเหมือนเพื่อน ถูก
คอกัน เป๐นคนมีศีลธรรม มีความประพฤติดี มีจิตภักดี เวลาพบสามีก็
ร่าเริงยินดี วางตัวดี ประพฤติดีมีกิริยามารยาทงาม ที่มีรสนิยม มี
217
ความชอบเหมือนสามี เป๐นคู่คิดคู่ใจ แต่มีความทะนงตัวโดยถือว่า
เสมอกนั หากฝุายตรงข้ามขาดเหตุผลกไ็ ม่ยอมกัน
7. ทาสีภริยา ภรรยาเยี่ยงนางทาสี ที่ทําตัวเหมือนคนใช้
ภรรยาที่ยอมอยู่ใต้อํานาจสามี ถูกสามีตะคอกตบตี ไม่แสดงความ
โกรธตอบ อดทนได้อยใู่ นอํานาจสามี
สามีปฏิบัติตอ่ ภรรยา
การที่สามีการอุปการะต่อภรรยาด้วยฐานะทั้งหลายมีการนับ
ถือ เป๐นต้น ช่ือว่าการสงเคราะห์ภริยา ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสแก่
สิงคาลกมานพ ตามที่ปรากฏในสิงคาลกสูตร (ที.ปา. 11/201/203)
ไว้วา่
“คฤหบดีบุตร ทิศเบื้องหลังคือภริยา อันสามีพึงบํารุงด้วยฐานะ
5 คือ 1) ด้วยการนับถือ 2) ด้วยการไม่ดูหมิ่น 3) ด้วยการไม่
ประพฤติล่วง 4) ด้วยการมอบความเป๐นใหญ่ให้ 5) ด้วยการเพิ่มให้
เครื่องประดับ คฤหบดีบุตร ทิศเบ้ืองหลังคือภริยา อันสามีพึงบํารุง
ด้วยฐานะ 5 เหล่านแี้ ล”
การนับถือ สามียกย่องให้เกียรติหญิงสมฐานะที่เป๐นภรรยา ยก
ว่าเป๐นภรรยาไม่ปิดๆ บังๆ หากทําดีก็ชมเชยด้วยใจจริง ไม่ตําหนิต่อ
หน้าสาธารณชนหรอื คนในบ้านเพราะจะเสียอาํ นาจการปกครอง
การไม่ดูหม่ิน สามีไม่ดูหมิ่น ไม่เหยียบยํ่าว่าตํ่ากว่าตน ไม่ดูถูก
เร่ืองตระกูล ทรัพย์ ความรู้ การแสดงความคิดเห็น ไม่กระทําเรื่องท่ี
เกรียวกบั ครอบครวั โดยไม่ปรึกษา
การไม่ประพฤติล่วง สามีไม่นอกใจ ไม่ไปสมสู่กับหญิงอื่นใน
ฐานะเป๐นภรรยาเหมือนกัน เพราะเป๐นการดูหมิ่นความเป๐นหญิงของ
ภรรยา ภรรยาทุกคนจะปลื้มใจท่ีสุดในการท่ีสามีรักและซ่ือตรงต่อ
ตนเพยี งคนเดียว
การมอบความเป๐นใหญ่ให้ สามมี อบความเป๐นใหญ่ในงานบ้าน
มอบให้เป๐นผู้จัดการภาระทางบ้านไม่เข้าไปก้าวก่ายในเร่ืองการครัว
การปกครองภายใน การจดั ระเบียบภายในบ้าน การจดั ขา้ วของ
218
การเพิ่มให้เคร่ืองประดับ สามีหาเครื่องแต่งตัวมาให้เป๐น
ของขวัญตามโอกาส โดยปกติของผู้หญิงล้วนชอบแต่งตัว สนใจ
เร่ืองสวยๆ งามๆ ถ้าได้เสื้อผ้าเคร่ืองแต่งตัวสวยๆ งาม ๆ แล้วช่ืนใจ
วันไหนอารมณ์ไม่ดี สามีขัดใจ ถ้าได้เคร่ืองแต่งตัวถูกใจ ประเด๋ียวก็
หาย สามกี ต็ ้องเข้าใจตามหลักการข้อน้ี
สามปี ฏบิ ตั ติ ่อภรรยา
กา ร ส ามี ทํ า หน้ า ที่ ส งเ ค ร าะ ห์ เ อื้ อ เ ฟื๒ อ ต่ อ ภร รย า ด้ วย ฐ า น ะ
ทั้งหลาย มีความนับถือ ยกย่อ เป๐นต้น จึงช่ือว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐น
เหตุแห่งประโยชน์เกื้อกูลอันเป๐นไปในป๎จจุบัน อันภรรยาพึงต้องทํา
ตามหลักการในการปฏิบัติที่มีต่อสามีเป๐นต้นว่า ความเป๐นผู้จัดการ
งานดี ดงั ทปี่ รากฏในสิงคาลกสูตร (ที.ปา. 11/201/204) มคี วามว่า
“คฤหบดีบุตร ทิศเบ้ืองหลังคือภริยาอันสามีบํารุงด้วยฐานะ 5
อย่างเหล่าน้ีแล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยฐานะ 5 อย่าง คือ 1) เป๐น
ผู้จัดการงานดี 2) เป๐นผู้สงเคราะห์ปริชน (คนข้างเคียง) ดี 3) เป๐นผู้
ไม่ประพฤติล่วง 4) รักษาทรัพย์ที่สามีนํามาแล้ว 5) เป๐นผู้ขยันไม่
เกียจคร้านในการงานท้ังปวง คฤหบดีบุตร ทิศเบ้ืองหลังคือภริยา อัน
สามีบํารุงด้วยฐานะ 5 อย่าง เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วย
ฐานะ 5 อยา่ งเหลา่ นี้แล”
ความเป๐นผู้จัดการงานดี ภรรยาพึงจัดงานบ้านให้เรียบร้อย
สะอาดตา จัดบ้านให้สบายน่าอยู่ จัดการงานดี จัดอาหารให้ถูกปาก
และทันตามความต้องการ จดั เสื้อผ้าเครอ่ื งใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ
ความเป๐นผู้สงเคราะห์คนข้างเคียง ภรรยาพึงสงเคราะห์ญาติ
มิตรท้ังสองฝุายด้วยดี กล่าววาจาไพเราะให้ความช่วยเหลือตาม
ฐานะที่จะทําได้
ความเป๐นผู้ไม่ประพฤติล่วง ภรรยาไม่ประพฤติไม่นอกใจ มี
ความจงรักภักดี รักสนิทแน่นต่อสามีเพียงผู้เดียว ไม่ยุ่งเก่ียวกับชาย
อื่นท่ีไม่ใช่สามีของตนในทางชู้สาว อันจะนําความเดือดร้อนและ
ความเสื่อมเสียมาสู่ครอบครัวและวงศ์ตระกูล
219
การรักษาทรัพย์ที่สามีนํามาแล้ว ภรรยาพึงรักษาทรัพย์สมบัติ
ที่หามาได้ ไม่ฟุมเฟือย แต่ก็ไม่ตระหนี่รู้จักใช้ทรัพย์ให้เป๐น รู้จักใช้
เงินให้เปน๐ ประโยชน์ รู้จกั เก็บออม
ความเป๐นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานท้ังปวง ภรรยาพึง
ขยัน ช่างจัดช่างทํา เอางานทุกอย่าง ขยันขันแข็งทํางานบ้าน ไม่
เอาแต่กิน นอน เทย่ี ว หรอื เลน่ การพนนั
จริงอย่างนั้น ท้าวสักกเทวราช มีพระประสงค์จะเสด็จไปสู่
อุทยาน เสด็จลงจากเวชยันตปราสาท ทรงทําอัญชลีนอบน้อมท้ัง 10
ทิศ พระมาตลีเห็นอาการอย่างน้ันแล้ว ทูลถามว่า “ข้าแต่เทพเจ้า
พระองค์ทรงนอบน้อมใคร ?” ท้าวสักกะนั้น เม่ือจะตรัสแก่พระมาตลี
น้ัน จึงตรัสคาถาน้ีในปฐมสักกนมัสสนสูตร (สํ.ส. 15/930/344) ในทุ
ติวรรค
“มาตลี คฤหัสถ์เหล่าใด ทาํ บุญ มีศลี เป๐นอบุ าสก เลยี้ ง
ภริยาโดยธรรม เรานอบน้อมคฤหัสถ์เหลา่ นนั้ ”
พระมาตลี สดับคํานน้ั แล้ว นอบน้อมคฤหัสถแ์ มเ้ หล่านัน้ อยู่ กล่าว
คาถา (สํ.ส. 15/931/344) นว้ี ่า
“ข้าแต่ท้าวสักกะ พระองค์ทรงนอบน้อม คฤหัสถเ์ หล่า
ใด เขาว่าคฤหัสถ์เหลา่ น้ัน เป๐นผู้ประเสริฐในโลก ขา้ แต่
ทา้ ววาสวะ พระองค์ ทรงนอบน้อมคฤหัสถ์เหล่าใด แม้ข้า
พระองค์ กน็ อบน้อมคฤหัสถ์เหล่านนั้ ”
ความทกุ ขเ์ ฉพาะตวั ของผูห้ ญิง
สตรีผู้เป๐นภรรยามีความทุกข์จําเพาะตัวอีกส่วนหน่ึง ที่ผู้ชายผู้
เป๐นสามีพึงเข้าใจ พึงปฏิบัติด้วยความเห็นอกเห็นใจเอาใจใส่ ไม่
ควรมองข้าม ดังปรากฏในสังยุตตนิกาย (สํ.สฬ. 18/462/297) มี
ความวา่
1. ผู้หญิงต้องจากหมู่ญาติมาอยู่กับตระกูลของสามีท้ังที่ยังเป๐น
เด็กสาว สามีควรให้ความอบอุ่นใจ
220
2. ผู้หญิงมีระดู ซึ่งบางคราวก่อป๎ญหาให้เกิดความแปรปรวน
ทั้งใจกาย ฝาุ ยชายควรเขา้ ใจ
3. ผู้หญิงมีครรภ์ ซึ่งยามนั้นต้องการความเอาใจใส่บํารุงกาย
ใจเปน๐ พเิ ศษ
4. ผู้หญิงคลอดบุตร ซึ่งเป๐นคราวเจ็บปวดทุกข์แสนสาหัส และ
เส่ียงชีวติ มาก สามีควรใส่ใจเหมือนเป๐นทุกข์ของตน
5. ผู้หญิงต้องคอยปรนเปรอเอาใจฝุายชาย ฝุายชายไม่ควร
เอาแต่ใจตัว พึงซาบซึ้งในความเอ้ือเฟ๒ือและมนี ํ้าใจตอบแทน
โอวาทวันแต่งงาน
โอวาทวันแต่งงานเป๐นโอวาทปริศนาท่ีเศรษฐีธนัญชัยให้แก่
เจ้าสาววิสาขาผู้เป๐นบุตรีในวันแต่งงานมีทั้งหมด 10 ข้อ ดังปรากฏ
ในอรรถกถาธรรมบท (ขุ.ธ.อ.3/57) ดังนี้
1. ไฟในอย่านําออก ไม่นําเร่ืองราวป๎ญหา ความร้อนใจต่างๆ
ในครอบครัวไปเปิดเผยแกค่ นท่ัวไปภายนอก
2. ไฟนอกอย่านําเข้า ไม่นําเร่ืองราวป๎ญหาต่างๆ ภายนอกที่
ร้อนใจ เขา้ มาในครอบครัว
3. ให้แก่ผู้ให้ ผู้ใดท่ีเราให้ความช่วยเหลือ ให้หยิบยืมสิ่งของ
แล้ว เมื่อถึงกําหนดก็นํามาส่งคืนตามเวลา เม่ือเรามีความจําเป๐นต้อง
ขอความช่วยเหลือ หากไม่เกินความสามารถของเขา เขาก็ยินดี
ช่วยเหลืออย่างเต็มใจ บุคคลเช่นน้ีภายหลังถ้ามาขอความช่วยเหลือ
เราอีก ก็ให้ชว่ ย
4. ไม่ให้แก่ผู้ท่ีไม่ให้ ผู้ใดท่ีเราให้ความช่วยเหลือให้หยิบยืม
สิ่งของแล้ว ไม่ส่งคืนตามกําหนดเวลา เม่ือเรามีเรื่องขอความ
ช่วยเหลือ แม้ไม่เกินความสามารถของเขา และเป๐นเรื่องถูกศีลธรรม
เขาก็ไม่ยองช่วย คนอย่างนี้ภายหลังถ้ามาขอความช่วยเหลือเราอีก
อยา่ ชว่ ย
5. ให้ไม่ให้ก็ให้ ถ้าญาติพี่น้องเราที่ตกระกําลําบากอยู่มาขอ
ความช่วยเหลือ แม้บางครั้งไม่ส่งของที่หยิบยืมตามเวลา ภายหลัง
221
เขามาขอความช่วยเหลืออีกก็ให้ช่วย เพราะถึงอย่างไรก็เป๐นญาติพ่ี
น้องกนั
6. กินให้เป๐นสุข ให้จัดการเร่ืองอาหารการกินในครอบครัวให้
ดี ปรนนิบัติพ่อแม่ของสามีในเรื่องอาหารอย่าให้บกพร่อง ถ้าทําได้
อยา่ งนต้ี วั เราเองเวลากนิ ก็จะกนิ อย่างมคี วามสุขไม่ต้องกงั วล
7. น่ังให้เป๐นสุข รู้จักที่สูงที่ต่ํา เวลาน่ังก็ไม่นั่งสู่งกว่า พ่อแม่
ของสามีจะได้นง่ั อย่างมคี วามสุข ไมต่ อ้ งกงั วล ไม่ถกู ตาํ หนิ
8. นอนให้เป๐นสุข ดูแลเร่ืองท่ีหลับที่นอนให้ดี และยึดหลักตื่น
ก่อนนอนที่หลัง ก่อนนอนก็จัดการธุระการงานให้เรียบร้อยเสียก่อน
จะได้นอนอย่างมีความสุข
9. บูชาไฟ เวลาท่ีพ่อแม่ของสามีหรือตัวสามีเองกําลังโกรธ
เปรียบเสมือนไฟกําลังลุก ถ้าดุด่าอะไรเรา ก็ให้นิ่งเสียอย่าไปต่อล้อ
ต่อเถียงด้วยเพราะในช่วงเวลาน้ัน ถ้าเราไปเถียงเข้าเรื่องราวก็จะย่ิง
ลุกลามใหญ่โต ไม่มีประโยชน์ คอยหาโอกาสเมื่อเขาหายโกรธ
ช้ีแจงเหตุผลให้ฟง๎ อย่างนุ่มนวลจะดีกว่า
10. บชู าเทวดา เวลาท่ีพ่อแม่ของสามีหรือตัวสามีเองทําความดี
ก็พยายามส่งเสริมสนับสนุน พูดให้กําลังใจ ให้ทําความดีให้ย่ิงๆ ข้ึน
ไป
ตามโอวาทของธนัญชัยเศรษฐีนั้นให้ความสําคัญกับไฟใน
บ้านดูแลให้ดี ซ่ึงสอดคอล้องกับที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่
อุคคตสรีรพราหมณ์ ตามท่ีปรากฏในทุติยัคคิสูตร (องฺ.สตฺตก.
23/44/46) วา่
“พราหมณ์ ก็อาหุไนยัคคิเป๐นไฉน ? พราหมณ์ ในโลกนี้ ชน
เหล่าน้ันใด ย่อมช่ือว่า มารดาบ้าง บิดาบ้าง ของบุตรน้ัน พราหมณ์
ชนคือมารดาบิดานี้ เราเรียกว่าอาหุไนยัคคิ. ข้อนั้นเป๐นเหตุแห่ง
อะไร ? พราหมณ์ เพราะว่าชน (บุตร) นี้มาแล้ว เกิดแล้วแต่มารดา
บิดาน้ี พราหมณ์ เพราะฉะน้ันอาหุไนยัคคิน้ี อันบุตรควรสักการะ
เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป๐นสุขโดยชอบ พราหมณ์ ก็คหปตัคคิ
222
เป๐นไฉน ? พราหมณ์ ในโลกน้ี ชนเหล่าน้ันใด ย่อมชื่อว่าบุตรบ้าง
ภริยาบ้าง ทาสบ้าง คนใช้บ้าง ของมารดาและบิดาน้ัน พราหมณ์ หมู่
ชนมีบุตรและภริยา เป๐นต้นน้ี เราเรียกว่า คหปตัคคิ พราหมณ์
เพราะฉะนั้น คหปตัคคิน้ี อันมารดาบิดา ควรสักการะ เคารพ นับถือ
บูชา บรหิ ารให้เปน๐ สุขโดยชอบ”
บุตรที่มีพฤติกรรมไม่ดีไม่งามที่มีต่อมารดาบิดาผู้ให้กําเนิดเกิด
มาเป๐นมนุษย์ ย่อมส่งผลให้ไปเกิดในอบายภูมิ ดังที่ปรากฏในอรรถ
กถาปฐมัคคสิ ูตร (มโน.ป.ู 3/204) มีความว่า
“บุตรทั้งหลายปฏิบัติผิดในมารดาบิดาเหล่านั้น ย่อมบังเกิดใน
อบายทั้ง 4 มีนรก เป๐นต้น เพราะฉะนั้น มารดาบิดา ย่อมไม่ตามเผา
ผลาญแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ย่อมเป๐นป๎จจัยแห่งการตามเผาผลาญ
มารดาบิดา พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า อาหุไนยยัคคิ ด้วยอรรถว่า
ตามเผาผลาญน่ันแล…ชนเหล่าใด ย่อมควรซ่ึงของคํานับเหตุน้ัน
ชนเหล่านั้น ช่ือว่า อาหุไนย แท้จริง มารดาบิดา ย่อมควรซึ่งของ
คํานบั เพราะเป๐นผมู้ ีอุปการะมาก แก่บตุ รทง้ั หลาย”
ภรรยามีพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ คบชู้นอกใจเจ้าของเรือนผู้
เปน๐ สามีที่มีอุปการะช่วยเหลือเอื้อเฟื๒อทั้งเคร่ืองอุปโภค เคร่ืองบริโภค
ย่อมส่งผลให้เกิดในอบายได้ ดังท่ีปรากฏความในอรรถกถาปฐมัคคิ
สูตร (มโน.ป.ู 3/204) วา่
“ก็เจ้าของเรือน พระพุทธองค์ ตรัสเรียกว่า คหปตัคคิ เจ้าของ
เรือน ชื่อว่า มีอุปการะมากแก่มาตุคามเพราะมอบให้วัตถุมีที่นอน ผ้า
และเครื่องประดับ เป๐นต้น มาตุคามเมื่อประพฤติล่วงเจ้าของเรือนน้ัน
ย่อมบังเกิดในอบาย 4 มีนรกเป๐นต้น เพราะฉะนั้น เจ้าของเรือนแม้
น้ัน พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า คหปตัคคิ ด้วยอรรถว่าตามเผาผลาญ
โดยนยั ก่อนนนั่ แล”
ในประเด็นที่การสตรีประพฤตินอกใจสามี มีปรากฏอยู่หลาย
แห่ง ดังเช่น เร่ืองภรรยาอุบาสก (สุ.วิ.4/204) เล่ากันมาว่า สมัย
223
พระกัสสปพทุ ธเจา ภริยาของอุบาสกผูโสดาบัน ประพฤตินอกใจสามี
เขาเห็นภรรยากับชูโดยประจักษ นางไดปฏิเสธไมยอมรับความจริง
สาบานวา ถามีจริงขอใหสุนัขตัวนี้จงรุมกัดตนเอง เมื่อถึงแกกรรม
นางเกิดเปนเวมานิกเปรตใกลสระชื่อกัณณมุณฑะ กลางวันเสวย
สมบัติ กลางคืนเสวยทุกข พระเจากรุงพาราณสีเสด็จลาเน้ือในปาไป
ใกลสระน้ันไดอยูกับนางเวมานิกเปรต นางทําใหพระองคทรงเช่ือแล
วตนหนีไปเสวยทุกข จนพระราชาเห็นเหตุการณจริงเขา นางได
บอกวา กรรมของดิฉันส้ินแล ว พระราชามิไดสดับเสด็จหลีกไป
ตามลาํ ดบั
การงานอันไม่อากลู
การงาน หมายถึง อุบายเคร่ืองเล้ียงชีวิตมีกสิกรรม เฉกเช่น
การทําไร่ การทําสวน การทํานา เกษตรกรรมส่วนผสม โครักขกรรม
เฉกเช่น ปศุสัตว์ ฟาร์มวัว ฟาร์มกระบือ ฟาร์มนกกระจอกเทศ
พาณิชกรรม เฉกเช่น ค้าขายเส้ือผ้า ขายอาหาร ขายผัก ขาย
อุปกรณ์ทางการเกษตร อุปกรณ์ทางการศึกษา การให้บริการ งาน
โรงแรม บริการท่องเท่ียว หรือ การงานอื่นใดที่สามารถนํารายได้มา
เลี้ยงชพี ได้ (มงฺคล.1/399/360)
การงานอากูล หมายถึง การไม่ทํางานของผู้ท่ีชอบหลับตลอด
ท้ังวัน ไม่ทําการงาน แม้ในกลางคืนก็ไม่ลุกขึ้นทําการงาน หลงใหล
ในอบายมุข เป๐นต้นว่า เมาสุราเป๐นประจํา หาความสุขแต่ทางเพศ
แบบไมล่ ืมหูลืมตา (นกั เลงหญิง) ก็เพราะตนเองเป๐นคนเกียจคร้านใน
การทํางานนน่ั เอง
การงานไม่ค่ังค้าง หมายถึง การทํางานของผู้รู้จักกาล ผู้จัก
เหตุพอเหมาะสมเหตุสมผล ไม่เกียจคร้าน ดังปรากฏในมังคัตถทีปนี
(1/401/361) มีความวา่
“การงานทั้งหลาย ช่ือว่า เว้นจากความเป๐นการงานค่ังค้าง มี
การล่วงเวลา การทําไม่สมควร การไม่ทํา และการทําย่อหย่อนเป๐น
ต้น เพราะความท่ีบุคคลเป๐นผู้รู้จักกาล เป๐นผู้ทําสมควร เป๐นผู้ไม่
224
เกียจคร้าน ความถึงพร้อมด้วยความเพียรคือความหมั่น และเพราะ
ความที่การงานไม่เป๐นท่ีตั้งแห่งความเสื่อมเสีย ผู้ใดไม่ยังกาลท่ีตน
พึงทําให้เสื่อมเสียไปแล้วทําการงาน ผู้น้ัน ชื่อว่า ผู้รู้จักกาล ผู้ทํา
การงาน ให้สมควรแก่ทรัพย์ที่ตนพงึ ได้ ช่อื วา่ ผทู้ ําสมควร”
ผ้ปู ระกอบดว้ ยคุณสมบัติดังกลา่ ว ย่อมแสวงหาทรัพย์ได้ ดังท่ี
พระพุทธองค์ตรัสไว้ในยักขสังยุต (สํ.ส.15/845/316) ว่า “บุคคลผู้
มธี ุระ ผู้หมน่ั ทาํ สมควร ย่อมหาทรพั ย์ได้”
เมื่อประสบโอกาสมาถึง เลือกที่จะทําการงานอันสมควร
พอเหมาะเจาะทงั้ สถานทแี่ ละกาลเวลา ไม่ให้โอกาสลอยไปง่ายๆ ที่
จะได้โลกิยทรัพย์ หรือโลกุตตรทรัพย์ ไม่ทอดท้ิงธุระหน้าที่ ด้วย
ความเพียรทางจิต พร้อมด้วยความหม่ัน มีความบากบ่ันไม่ย่อ
หย่อน ด้วยความเพียรทางกาย เฉกเช่น คนใช้ของจูฬกเศรษฐีได้
ทรัพย์นับได้สี่แสน ด้วยต้นทุนคือหนูตัวเดียว (ขุ.ชา.อ.1/175)
เร่ืองมีอยู่ว่า จูฬกเศรษฐี เดินไปตามทางเห็นหนูตาย จึงบอกกับ
คนใชวา หนตู ายกท็ าํ ใหรวยได คนใชจงึ นาํ หนูตายไปขาย ไดเงิน
มาจงึ เอามาเป๐นตน้ ทนุ ในการสรางเน้ือสรา้ งตวั ไดสาํ เร็จ แลวนึกถึง
คุณของเศรษฐี จึงนําเงินไปมอบใหจํานวนหน่ึง เศรษฐีจึงยกลูก
สาวใหแลวไดดํารงตาํ แหนงเศรษฐปี ระจําเมือง
ส่ ว น ผู้ ที่ ไ ม่ ล ะ ค ว า ม เ พี ย ร พ ย า ย า ม จ น ไ ด้ โ ล กุ ต ต ร ท รั พ ย์
ดังเช่น พระมหาติสสเถระ เร่ืองมีอยู่ว่า ท่านเป๐นพระผูเฒา ได้ทําข
อวตั รปฏิบตั ิวา เราจกั อยดู วยอิริยาบถ 3 (เวนการนอน) ในเวลาถีน
มิทธะครอบงํา ทําเทริดฟางใหเปยกนํ้าทําไวบนศีรษะ แชนํ้า
ประมาณเพียงคอ หามถีนมิทธะอยูไดบรรลุพระอรหัตโดยใช้ระยะ
เวลานานถึง 12 ป
คนที่หลับได้ท้ังวัน ไม่ทําการงาน แม้กลางคืนก็ไม่ลุกข้ึนมา
ทําการงาน เป๐นผู้เมาสุราเป๐นประจํา เป๐นคนเจ้าชู้ เป๐นต้น ทําการ
งานให้อากูล เพราะตนเป๐นคนเกียจคร้าน การไม่ทํางานน่ันเอง
ช่ือว่า ความที่การงานอากูล ไม่สามารถที่จะครองเรือนตลอดรอด
225
ฝ๑๎งได้ ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสไว้ในสิงคาลกสูตร (ที.ปาฏิ.
11/185/199) ว่า
“ผู้หลับในกลางวันเปน๐ ปกติ เกลียดการลุกข้นึ ใน
กลางคืน เมาเปน๐ นิตย์ เปน๐ นกั เลง ไมอ่ าจครองเรอื นได้
เลย”
เพราะฉะนั้น ผู้อยู่ครองเรือนไม่ควรเป๐นผู้ชอบหลับ และไม่
ควรเป๐นนักเลง มิเช่นน้ันจะได้รับทุกข์ ดังเช่น มาณพผูเกียจคราน
(ขุ.ชา.อ.2/119) เร่ืองมีอยู่ อันเตวาสิกของอาจารยทิศาปาโมกข
คนหน่ึง ในกรุงตักกสิลา เปนผูเกียจครานชอบหลับ วันหน่ึงเขา
ไปปาเพ่ือตองการฟนพรอมกับมาณพเหลาอื่น เห็นไมกุมต้นใหญ
จึงแอบงีบหลับสักพักครู เมื่อเพ่ือนหอบฟนกําลังจะกลับ พากันเอา
เทาเขย่ี ทห่ี ลังเขา เขารีบลุกขึน้ ขย้ีตายังไมหายงวงดี ข้ึนตนกุม ดึง
กิ่งไมมาไมระมัดระวัง ปลายกิ่งจึงแทงเขาท่ีตา จึงเอามือขางหน่ึง
ปิดตาน้นั อีกขางหนึง่ หอบฟนเปยก ลงจากตนไมรบี กลับบาน
คนเกียจคร้านอีกประเภทหนึ่ง คือ คนติดเหล้าเมายาก็ไม่
ช อ บ ทํ า ง า น เ ช่ น เ ดี ย ว กั น ทํ า ใ ห้ ชี วิ ต อ ยู่ อ ย่ า ง ลํ า บ า ก แ ส น เ ข็ น
ดังเช่น นักเลงสุราคนหนึ่ง (ขุ.ชา.อ.8/405) เรื่องมีอยู่ว่า บิดาเขา
เปนคนเขาวัดปฏิบัติธรรมสอนใหรูจักดีละชั่ว แตเขาติดเพ่ือนได
ถกู ชักชวนใหด่ืมสุราจนติดงอมแงม การงานไมเปนอันทํา วันๆ ได
เอาแตขอเงินซื้อเหลากินเมายากันสนุกสนานกับเพื่อน จนถูกพ
อขับไลออกจากบาน เพื่อนรูเขาก็ไมสมาคมด้วยกลายเป๐นขอทาน
ถอื เศษกระเบ้ืองเรรอ่ นอาศยั ตามฝาเรือนคนอ่ืนกันลมกันฝนได จน
กระทง้ั เสยี ชีวิต
ผู้ที่มักอ้างว่า หนาวมาก เป๐นต้น แล้วไม่ทําการงาน เมื่อคน
อ่ืนลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ชวนไปทํางาน ก็จะกล่าวว่า “หนาวเหลือเกิน
กระดูกจะแตก ท่านไปเถิด ทําไปก่อน” น่ังผิงไฟอยู่ ไม่ไปทําการ
งาน วันไหนร้อนก็อ้างเช่นเดียวกัน ชื่อว่า ทําการงานให้อากูล
เพราะความที่ตนเกียจคร้าน ผู้ที่มักอ้างเฉกเช่นนี้ ย่อมเสื่อมจาก
226
โภคะ ดังท่ีพระพุทธองคไ์ ด้ตรัส (ที.ปาฏิ. 11/184/197-198) ไว้ว่า
“ผู้ใด ไม่ทําการงานด้วย อ้างว่า หนาวนัก ร้อนนัก เย็นนัก เช้านัก
หิวนัก ไม่ทําการงาน อ้างว่า ระหายนัก เม่ือผู้นั้นมากไปด้วยการ
อ้างกินอย่างน้ันอยู่ โภคะท้ังหลายที่ยังไม่เกิดข้ึน ย่อมไม่เกิดข้ึน
และโภคะท้ังหลายที่เกดิ ขึ้นแล้ว ยอ่ มถึงความสิ้นไป”
“ประโยชน์ทั้งหลาย ย่อมล่วงเลยมาณพ ผู้สละการ
งาน ด้วยอ้างกิจอย่างนี้ว่า เวลาน้ีหนาวนัก เวลาน้ีร้อน
นกั เวลานี้เยน็ นกั ” (ที.ปาฏิ. 11/185/199)
ส่วนผใู้ ดไมค่ ํานงึ ถึงหนาว เป๐นต้น ย่อมไม่ทําการงานให้
อากูลเพราะความที่ตนไม่เกียจครา้ น ผูน้ ้ันทาํ ทรพั ย์เปน๐ อนั มากให้
เกดิ ข้นึ ย่อมประสบสุข ดังท่ีพระพุทธองคต์ รัส (ที.ปาฏิ.
11/185/199) ไวว้ า่
“ก็ผใู้ ด เมื่อทํากิจแหง่ บรุ ุษ ไม่สําคัญหนาว และรอ้ น
ย่งิ ไปกวา่ หญ้า ผู้น้นั ย่อมไม่เส่ือม ไปจากสุข”
ผู้ ท่ี ทํ า ก า ร ง า น ไ ม่ ใ ห้ ข า ด ต ก บ ก พ ร่ อ ง ด้ ว ย ค ว า ม
ขยันหม่ันเพียร ยอ่ มประสบความสขุ จากการมีทรัพย์ไว้ใช้สอยตาม
ความต้องการดังเช่น พระเจาอัฑฒมาสก (ขุ.ชา.อ.5/290) เร่ืองมี
อย่วู า่ คนรบั จางคนหนึง่ ทํางานรบั จางตกั น้าํ เก็บเงนิ ไดครึ่งมาสก ซ
อนไวในท่ีลับซึ่งอยูหางไกลออกไปจากที่ทํางาน ถึง 12 โยชน แม
ภรรยาของเขาก็ไดทํางานชนิดเดียวกัน เก็บเงินไดครึ่งมาสก
เหมือนกัน วันหนึ่งผัวและเมียทั้งสองไดทําการตกลงกันวาจะเอา
เงินท่ีมีอยูไปเที่ยวงานมหรสพ เขาจึงเดินทางไปเอาเงินที่ซอนไว
อยางมีความสุข แมหนทางท่ีจะไปรอนระอุไปดวยทะเลทรายภาย
ใตแสงตะวันที่รอนจัด เขาก็ย้ิมแยมแจมใสไมสะทกสะทาน เดินผ
านสนามหลวง พระเจากรุงพาราณีเห็นเขา จึงใหเจาพนักงาน
เรียกมาสอบถาม ไดทราบเรื่องราวนั้น จึงถามถึงทรัพยที่เขาฝงซ
อนไววามีราคาประมาณเทาไหร ไลตั้งแตจํานวนมากไปหานอย
และเพ่ิมทรัพยใหเขาอีก แตมีขอแมวาเขาจะตองกลับเด๋ียวนี้ เขา
227
ยืนยันคําเดิม จนพระราชาเพ่ิมทรัพยข้ึนไปเรื่อยถึงขนาดแบงราช
สมบัติใหครึ่งหนึ่ง เขาจึงยอมรับ พระราชารับส่ังใหตัดผม อาบนํ้า
แต่งตัวใหเ้ ขาแลวสถาปนาใหเปนพระเจา้ อัฑฒมาสก
ผ้อู ยูค่ รองเรือน ไม่ควรคํานงึ ถึงความหนาว เป๐นต้นแลว้ พึง
สั่งสมโภคทรพั ยใ์ ห้โดยลาํ ดบั เม่อื ทําอยู่อยา่ งนั้น โภคะย่อมมมี าก
ดงั ที่พระพทุ ธองค์ตรัส (ที.ปาฏ.ิ 11/197/202) ไวว้ า่
“เมื่อบุคคลรวบรวมโภคทรัพย์ทั้งหลาย เพ่ิมข้ึนอยู่
เฉกเช่นแมลงผึ้ง โภคทรัพย์ท้ังหลายของเขา ย่อมถึง
ความพอกพูน ดังจอมปลวก อันปลวกท้ังหลายก่อเพ่ิม
ขึ้นอย”ู่
การงานท้ังหลายไม่ว่าจะเป๐นกสิกรรม ถ้าประกอบชอบ ถูก
สถานท่ี ถูกกาลเวลาแล้ว ย่อมนําประโยชน์สุขมาให้ท้ังในโลกน้ี
และโลกหน้า ดงั เช่น เมณฑกเศรษฐี (ขุ.ธ.อ.3/28-37) เร่ืองมีอยู่ว่า
ในสมัยพระวิปสสีสัมมาสัมพุทธเจา เศรษฐีคนหน่ึงเปนหลานของ
กุฏมพี ลุงปรารภจะสรางกุฏิถวายพระศาสาดา เขาจึงขอสรางดวย
โดยสรางศาลารายในที่น้ัน ในทามกลางศาลานี้ใหตั้งธรรมาสนไว
เทาธรรมาสนน้ันไดสําเร็จดวยทองคําสีสุกเปนแทง แมแครก็
เหมือนกัน ไดทําแพะทองคํา 4 ตัวตั้งไวภายใตเทาท้ัง 4 แหงอา
สนะ ครั้นศาลารายสําเร็จไดทําการฉลอง จึงนิมนตพระศาสดาพร
อมภิกษุ 6 ลาน 8 แสนรูปถวายทานตลอด 4 เดือน วันสุดทายได้
ถวายไตรจีวรอันมีคา ดวยบุญกรรมน้ี เคลื่อนจากอัตภาพนั้นทอง
เท่ียวไปในเทวดาและในมนุษยทั้งหลาย ในภัทรกัปนี้มาเกิดใน
สกุลเศรษฐี
วันหน่ึง ปุโรหิตบอกวา อีก 3 ปจะเกิดฉาตกภัย ในเมืองนี้
เศรษฐีจงึ ใหทํากสิกรรมรับซื้อขาวเปลือกไวเปนจํานวนมาก ใหทํา
ฉาง 1,250 ฉาง บรรจฉุ างทั้งหมด ดวยขาวเปลือก เม่ือฉางไมพอก็
บรรจุภาชนะมีตุ มเป นตนใหเต็ม ขุดหลุมฝ งขาวเปลือกท่ีเหลือ
ในแผนดิน ใหขยําขาวเปลือกที่เหลือจากที่ฝงไวกับดิน นํามาฉาบ
228
ทาฝาทั้งหมด เมื่อภัยคือความอดอยากมาถึง ขาวเปลือกที่เก็บไวก็
หมด ก็พังดินท่ีฉาบฝาแล วนํามาแช นํ้ายังอัตภาพจนเหลืออยู
ทะนานหนึ่ง เศรษฐีกลาววา ปจจัยอ่ืนของเราไมมี พวกเรา
บริโภคขาวสวยนี้แลวจักตาย เธอจงหุงขาวสวยเถิดแลวแบงเปน 5
สวน
พระปจเจกพุทธเจาออกจากสมาบัติเห็นชนท้ัง 5 วามีศรัทธา
ทง้ั สามารถเพอื่ จะทําการสงเคราะห จึงถอื เอาบาตรจีวรไปแสดงตน
ทป่ี ระตเู รือนขางหนาของเศรษฐี เมื่อเศรษฐีเห็นทานก็มีจิตเล่ือมใส
นิมนตเขาไปสูเรือน นําภัตตักลงในบาตร เมื่อภัตเหลือก่ึงหนึ่ง
พระปจเจกพุทธเจาเอามือปิดบาตรเสีย เศรษฐีจึงกลาววา กระผม
ไมอาจเพ่ือจะแบงภัตนี้เปน 5 สวน ขอทานจงอยากระทําการสง
เคราะหแกกระผมในโลกน้ีเลย กระผมใครถวายไมใหมีสวนที่
เหลอื แลวถวายภัตท้ังหมด และต้ังความปรารถนาวา
1) ขออยาไดประสบฉาตกภัยเห็นปานนี้ในท่ีที่ไปเกิดอีก
เลย
2) ใหมีภัตอนั เปนพชื เลย้ี งชนในชมพูทวีปไดทั้งหมด
3) ไมตองทํางานเลย้ี งชีพดวยมอื ตนเอง
4) ในขณะทีใ่ หคนชําระฉาง 1,250 ฉาง เม่ือแลดูเบ้ืองบน
เทาน้ันใหธารแหงขาวสาลแี ดงตกลงเตม็ ฉาง
5) และผูน้ีจงเปนภรรยา ผูน้ีเปนบุตร ผูนี้เปนสะใภ ผูนี้เป
นทาสของขาพเจาในสถานท่ีขา้ พเจ้าเกิดแลว
แมชนท้ัง 4 ก็ถวายทานแดพระปจเจกพุทธเจาทั้งหมด
เหมอื นกัน ทส่ี ดุ แหงถอยคําของชนท้ังหลายพระปจเจกพุทธเจากล
าววา จงเปนเชนนนั้ เถดิ เวลาเที่ยงลวงไป ภรรยาเศรษฐีลางหมอข
าว แลวปดตั้งไว เศรษฐีถูกความหิวบีบค้ันนอนหลับไป ต่ืนในตอน
เย็น จึงกลาวกับภรรยาวา นางผูเจริญฉันหิวเหลือเกิน ขาวตังก
นหมอมอี ยูบางไหมหนอ ภรรยานั้นแมทราบวาตนลางหมอต้ังไวแล
229
วกไ็ ม่กล่าวว่า ไมมี คิดวา เราเปดหมอขาวแลว จึงจะบอกลุกไปสูท่ี
ใกลหมอขาวแลวเปดหมอขาว ในขณะน้ัน หมอขาวเต็มดวยภัตมี
สีเชนดอกมะลิตูม ภรรยานั้นเกิดความปติ นําภัตไปใหเศรษฐี บุตร
ลูกสะใภ และนายปุณณะ ในวันนั้น ฉางเปนตนก็กลับเต็มทั้งหมด
นางไดใหภตั นัน้ แกชาวชมพทู วีปท้ังส้นิ
ความมง่ั คง่ั ของตระกลู
ผู้อยู่ครองเรือนโดยเฉพาะหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่ในการ
หาเลี้ยงตนเองและครอบครัวประกอบการงานต่างๆ อันแสดงถึง
ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและวงศ์ตระกูล โดยปฏิบัติตาม
หลักธรรมสําหรับดํารงความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน คือ ของ
หายของหมด รู้จักหามาไว้ รู้จักบูรณะซ่อมแซม รู้จักประมาณใน
การกิน การใช้ และต้งั หญงิ หรือชายมีศลี ธรรมเป๐นพ่อบ้านแม่เรือน
ดังพระพุทธพจน์ท่ีปรากฏในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.
จุตกฺก. 21/258/337) มีความว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตระกูลใดตระกูลหนึ่งถึงความเป๐นใหญ่
ในโภคทรัพย์แล้ว ย่อมต้ังอยู่ได้นานเพราะสถาน 4 หรือสถานใด
สถานหนึ่งบรรดาสถาน 4 น้ัน สถาน 4 เป๐นไฉน คือ 1) แสวงหา
พัสดุท่ีหายแล้ว 2) ซ่อมแซมพัสดุที่คร่ําคร่า 3) รู้จักประมาณใน
การบริโภค 4) ต้ังสตรีหรือบุรุษผู้มีศีลให้เป๐นพ่อบ้านแม่เรือน ดูกร
ภกิ ษทุ งั้ หลายตระกูลใดตระกูลหนึ่งถึงความเป๐นใหญ่ในโภคทรัพย์
แล้ว ย่อมต้ังอยู่ได้นานเพราะสถาน 4 น้ี หรือสถานใดสถานหน่ึง
บรรดาสถาน 4 นน้ั ”
ประตสู ู่ความเจรญิ ก้าวหนา้
ผู้ รั บ ผิ ด ช อ บ ต่ อ ค ร อ บ ค รั ว ค ว ร เ ปิ ด ป ร ะ ตู สู่ ค ว า ม
เจริญก้าวหน้า เป๐นดจุ ด่งั เปิดประตชู ัยออกไปสู่ความเจริญก้าวหน้า
ประโยชน์สขุ ของชวี ติ 6 ประการ (ขุ.ชา. 27/84/27) ตอ่ ไปนี้
230
1. อาโรคยะ รักษาสุขภาพดี มีลาภอันประเสริฐ คือความไร้
โรคท้ังจิตและกาย
2. ศีล มีระเบียบวินัย ประพฤติดีมีมรรยาทงาม ไม่ก่อความ
เดือดรอ้ นแก่สังคม
3. พุทธานุมัต ได้คนดีเป๐นแบบอย่าง ศึกษาเย่ียงนิยม
แบบอย่างของมหาบุรุษพทุ ธชน
4. สุตะ ตั้งใจเรียนให้รู้จริง เล่าเรียนค้นคว้าให้รู้เชี่ยวชาญ
ใฝุสดบั เหตุการณใ์ ห้รเู้ ทา่ ทนั
5. ธรรมานุวัติ ทําแต่สิ่งท่ีถูกต้องดีงาม ดํารงมั่นในสุจริต ทั้ง
ชวี ติ และงานดําเนินตามธรรม
6. อลีนตา มีความขยันหม่ันเพียร มีกําลังใจแข็งกล้าไม่
ท้อถอยเฉอื่ ยชา เพยี รกา้ วหน้าเรอื่ ยไป
สายความสัมพนั ธน์ ายจา้ งกับลกู จา้ ง
ในระบอบเศรษฐกิจยุคทุนนิยมเฉกเช่นป๎จจุบัน การทํา
กิจการงานร่วมกัน ฝุายหนึ่งเป๐นลูกจ้าง อีกฝุายหน่ึง ควรปฏิบัติต่อ
กันให้ถูกต้องตามหน้าท่ีเพื่อความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และเพื่อให้
งานได้ผลดี โดยทําตามหลักปฏิบัติในทิศ 6 ข้อท่ีว่าด้วย ทิศเบ้ือง
ล่าง โดยนายจ้าง พึงบํารุงคนรับใช้และคนงาน โดยจัดงานให้ทํา
ตามความเหมาะสมกับกําลัง เพศ วัย และความสามารถ ให้ค่าจ้าง
รางวลั สมควรแกง่ าน ความเปน๐ อยู่ และความสามารถ จัดสวัสดิการ
ดี ช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ ได้ปุวย มีอะไรได้พิเศษมาก็
แบง่ ปน๎ ให้ รวมทั้งให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอัน
ควร ส่วนคนรับใช้และคนงาน มีน้ําใจช่วยเหลือนาย โดยเริ่ม
ทํางานก่อนเลิกงานทีหลัง เอาแต่ของที่นายให้ และทํางานให้
เรียบร้อยและให้ดียิ่งขึ้น รวมท้ังนําความดีของนายไปสรรเสริญ
และกิจการไปเผยแพร่ ดังพระพุทธพจน์ท่ีว่า ดังพระพุทธพจน์ (ที.
ปา. 11/203/205) ท่วี ่า
231
“ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป๐นทิศเบ้ืองต่ําอันนายพึง
บํารุงด้วยสถาน 5 คือ 1) ด้วยจัดการงานให้ทําตามสมควรแก่
กาํ ลัง 2) ดว้ ยใหอ้ าหารและรางวัล 3) ด้วยรักษาในคราวเจ็บไข้ 4)
ดว้ ยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน 5) ด้วยปล่อยในสมยั
ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป๐นทิศเบื้องต่ําอันนายบํารุง
ด้วยสถาน 5 เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน 5 คือ 1)
ลุกขึ้นทําการงานก่อนนาย 2) เลิกการงานทีหลังนาย 3) ถือเอา
แต่ของท่ีนายให้ 4) ทําการงานให้ดีขึ้น 5) นําคุณของนายไป
สรรเสริญ
ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป๐นทิศเบ้ืองต่ําอันนายบํารุง
ด้วยสถาน 5 เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน 5 เหล่านี้
ทิศเบ้ืองต่ําน้ัน ชื่อว่าอันนายปกปิดให้เกษมสําราญ ให้ไม่มีภัย
ดว้ ยประการฉะนัน้ ”
อานสิ งสข์ องการบําเพญ็ ประโยชนต์ ่อครอบครัว
การบําเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัวโดยการปฏิบัติหน้าท่ีใน
การดูแลปรนนิบัติบิดามารดา เล้ียงดูลูกให้เป๐นคนดี ให้เกียรติ
คู่ครองสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว รวมทั้งทํางานไม่คั่งค้าง มี
อานสิ งสด์ ังนี้
1. เป๐นคนมีความอดทน มีสติรอบคอบ มีเหตุผล มีความสุข
พน้ ทุกข์ แคลว้ คลาดจากภยั ในยามคบั ขนั
2. ได้รับการยกย่องสรรเสริญ มีความเจริญก้าวหน้า ได้ลาภ
โดยง่าย ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกท่ีดี เป๐นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
เป๐นต้นแบบท่ีดงี ามของสังคมสืบไปตลอดกาลนาน
3. พ่อแม่จะได้ความปีติภาคภูมิใจเป๐นเคร่ืองตอบแทน
ครอบครัวจะสงบร่มเยน็ เปน๐ สขุ ประเทศชาติจะมีคนดีไว้ใช้
232
4. ครอบครัวมีความสุข ความรักยืนยง สมานสามัคคีกัน
ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนทั่วไป ทําให้ฐานะของตน
ครอบครัว ประเทศชาติดีข้ึน พึ่งตัวเองได้ เป๐นที่พ่ึงของคน
ท้ังหลาย สามารถสรา้ งบุญกศุ ลอ่ืนๆ ไดง้ า่ ย ปูองกันภัยในอบายภูมิ
ได้ มีสคุ ติเป๐นท่ไี ปเบือ้ งหน้า มนี สิ ยั ติดตัวไปขา้ มภพข้ามชาติ
จากมงคลในการบําเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัวดังกล่าวมา
จะเห็นว่า ผู้ที่พัฒนาตนเองพร้อมแล้ว จะต้องเป๐นผู้ท่ีมีครอบครัวดี
โดยการบําเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัวในการปฏิบัติหน้าที่ในการ
ดูแลปรนนิบัติบิดามารดาให้มีความสุข เลี้ยงดูลูกให้เป๐นคนดี ให้
เกียติคู่ครองสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่นจะมีแต่ความ
ร่มเยน็ รวมทงั้ ทาํ งานไม่คัง่ คา้ งเพอ่ื สร้างฐานะความเป๐นปึกแผ่นแก่
ตนเองและครอบครวั ซงึ่ สามารถสรุปสาระสําคัญ ตามตารางดังน้ี
ตารางที่ 4 การบาํ เพ็ญประโยชนต์ อ่ ครอบครวั
การบาํ เพญ็
ประโยชน์ตอ่ สาระสาํ คญั
ครอบครวั
พอ่ แมเ่ ปน๐ ครู เทวดา พรหม และเปน๐ อาหไุ นยบคุ คลของ
ลกู
1. เปน๐ ครูของลกู คอยอบรมส่งั สอนลกู เป๐นคนแรกก่อน
คนอ่ืนใดในโลก
มงคลท่ี 11 2. เปน๐ เทวดาของลูก จะคอยปกปูอง คุ้มครอง เลี้ยงดู
การบํารุงมารดา มาตัง้ แตอ่ อ้ นแตอ่ อก บํารงุ ให้เติบใหญ่เป๐นอย่างดี ไมใ่ ห้
เกิดอันตรายต่อลกู ในทุกดา้ น
บิดา
3. เปน๐ พรหมของลกู มพี รหมวิหาร 4 คอื มเี มตตา มี
กรณุ า มมี ุทติ า และมอี เุ บกขา
4. เปน๐ อาหไุ นยบคุ คล เปน๐ เหมอื นพระทีค่ วรแกก่ าร
เคารพนับถอื และรับของบชู า เพื่อเทดิ ทูนไวเ้ ปน๐
แบบอย่าง
การทดแทนพระคณุ บดิ ามารดา
233
1. เมือ่ ทา่ นยงั มชี ีวิตอยู่ ก็เลี้ยงดทู า่ นเป๐นการตอบแทน
2. ช่วยเหลือเปน๐ ธุระเร่อื งการงานใหท้ า่ น
3. ดาํ รงวงศ์ตระกลู ใหส้ บื ไปไม่ทําเรอ่ื งเสอื่ มเสยี
4. ประพฤติตนใหค้ วรแกก่ ารเป๐นสืบทอดมรดก
5. เมื่อทา่ นลว่ งลบั ไปแล้ว กท็ าํ บุญอุทิศกศุ ลใหท้ า่ น
234
ตารางท่ี 4 การบาํ เพ็ญประโยชนต์ อ่ ครอบครวั (ตอ่ )
การบาํ เพญ็
ประโยชน์ตอ่ สาระสาํ คญั
ครอบครวั
การเปน๐ ลกู กตญั ํตู อ่ พอ่ แมใ่ นคาํ สอนของพระพทุ ธเจา้
1. ถา้ ทา่ นยังไมม่ ศี รทั ธา ใหท้ ่านถงึ พร้อมดว้ ยศรทั ธา
มงคลที่ 11 2. ถา้ ทา่ นยงั ไม่มีศลี ใหท้ ่านถึงพร้อมดว้ ยศลี
การบาํ รุงมารดา 3. ถา้ ท่านเป๐นคนตระหน่ี ให้ทา่ นถงึ พรอ้ มดว้ ยการให้
ทาน
บดิ า 4. ถา้ ท่านยงั ไมท่ าํ สมาธภิ าวนา ใหท้ ่านถึงพร้อมดว้ ย
สมาธภิ าวนา
ประเภทของบตุ ร
1. อภชิ าตบิ ตุ ร คือบตุ รที่มีความดี และความสามารถ
เหนือกวา่ บดิ า มารดา
2. อนชุ าตบตุ ร คือบุตรทมี่ ีความดี และความสามารถ
เสมอบดิ า มารดา
3. อวชาตบุตร คือบตุ รท่ีมีความดี และความสามารถต่ํา
มงคลที่ 12 กว่าบิดา มารดา
การเลย้ี งดบู ตุ ร การทเี่ ราเปน๐ พอ่ เปน๐ แมข่ องบตุ รนน้ั มหี นา้ ทท่ี ต่ี อ้ งใหก้ บั
ลกู ของเราคอื
ธิดา
1. หา้ มไมใ่ หท้ ําความชัว่
2. ปลกู ฝ๎ง สนบั สนุนใหท้ าํ ความดี
3. ให้การศกึ ษาหาความรู้
4. ใหไ้ ดค้ ่คู รองทีด่ ี (ใช้ประสบการณข์ องเราให้
คาํ ปรึกษาแกล่ กู ชว่ ยดใู ห้)
5. มอบทรพั ย์ให้ในโอกาสอนั ควร (การทาํ พนิ ยั กรรม
ก็ถือว่าเปน๐ สงิ่ ถกู ต้อง)
ลกั ษณะของภรรยา
1. วธกาภรยิ า ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต
มงคลท่ี 13 2. โจรภี รยิ า ภรรยาเสมอด้วยโจร
การสงเคราะห์ 3. อยั ยาภรยิ า ภรรยาเสมอด้วยนาย
4. มาตาภรยิ า ภรรยาเสมอด้วยแม่
สามีภรรยา 5. ภคินภี รยิ า ภรรยาเสมอด้วยน้องสาว
6. สขภี รยิ า หมายถึงภรรยาเสมอดว้ ยเพ่ือน
235
7. ทาสภี ริยา หมายถึงภรรยาเสมอดว้ ยคนรบั ใช้
คณุ สมบตั คิ สู่ รา้ งคสู่ ม
1. สมสทั ธา คือมีศรทั ธาเสมอกนั
2. สมสลี า คือมีศลี เสมอกัน
3. สมจาคะ คือมกี ารเสียสละเหมอื นกัน
4. สมป๎ญญา คอื มปี ญ๎ ญาเสมอกนั
สามมี หี นา้ ทตี่ อ่ ภรรยา
1. ยกยอ่ งนับถอื ว่าเปน๐ ภรรยา
2. ไมด่ หู มน่ิ ไมด่ ถู กู ภรรยาเมอ่ื ทาํ ไมเ่ ป๐น
3. ไม่ประพฤตินอกใจภรรยา
ตารางที่ 4 การบาํ เพ็ญประโยชนต์ อ่ ครอบครวั (ต่อ)
4. มอบความเป๐นใหญใ่ หใ้ นบา้ น
5. ใหเ้ ครือ่ งแตง่ ตวั เคร่อื งประดบั
มงคลที่ 13 ภรรยากม็ หี นา้ ทต่ี อ้ งตอบแทนสามี
การสงเคราะห์ 1. จดั การงานดี งานบา้ นการเรอื นตอ้ งไม่บกพร่อง
2. สงเคราะหญ์ าติสามดี ี
สามีภรรยา 3. ไมป่ ระพฤตินอกใจสามี
4. รกั ษาทรัพยใ์ ห้อย่างดี
5. ขยันทํางาน
สาเหตทุ ที่ าํ ใหง้ านคง่ั คา้ ง
1. ทาํ งานไม่ถกู กาล
2. ทาํ งานไมถ่ กู วธิ ี
มงคลที่ 14 3. ไมย่ อมทาํ งาน
การงานอนั ไม่คั่ง หลกั การทาํ งานใหเ้ สรจ็ ลลุ ว่ ง
ค้าง 1. ฉนั ทะ มคี วามพอใจในงานทีท่ ํา
2. วิรยิ ะ มีความตงั้ ใจ พากเพียรในงานทท่ี ํา
3. จิตตะ มีความเอาใจใสใ่ นงานที่ทํา
4. วมิ งั สา มีการคิดพิจารณาทบทวนงานนน้ั ๆ
236
การบาํ เพญ็ ประโยชน์ตอ่ สงั คม
เทวดาเอย๋ เจา้ จงถือว่า ทาน การประพฤติธรรม
การสงเคราะห์ญาติ และ การงานไม่มีโทษ 4
อยา่ งน้ี เปน๐ มงคลอนั สงู สดุ
237
การบาํ เพญ็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม
ทาน จฺ ธมฺมจริยา จ าตกาน ฺจ สงฺคโห
อนวชฺชานิ กมฺมานิ เอตมฺมงฺคลมตุ ฺตมํ
ทาน การประพฤติธรรม ก า ร
สงเคราะห์ญาติ
และการงานอนั ไมม่ โี ทษ นี้
เปน๐ อุดมมงคล
เม่ือทําคุณประโยชน์ครอบครัวให้มีความสุข มีความอบอุ่น
สร้างฐานะมั่นคง มั่งค่ังแล้ว ต้องทําหน้าท่ีในทางคุณประโยชน์ต่อ
สังคมช่วยเหลือส่วนรวม สร้างสาธารณประโยชน์ โดยการรู้จักสละ
ทรัพย์สินของท่ีเหมาะสม สร้างสันติสุขแก่มวลมนุษย์ พร้อมทั้ง
ประพฤติธรรมควบคู่กันไปด้ วย ช่วยเหลือทั้งญาติสายโลหิต
เดียวกันและผู้รู้จักคุ้นเคย เป๐นการสร้างเสริมความสามัคคี ความ
เป๐นปึกแผ่นของสังคมให้เกิดข้ึน และประกอบการงานท่ีไม่มีโทษ
สร้างงานที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม เฉกเช่น งานจิตอาสา งานสา
ธารณกุศล งานสังคมสงเคราะห์ งานสาธารณประโยชน์ งานใน
ชมุ ชน
การบาํ เพ็ญทาน
ความหมายของทาน
ทาน หมายถึง จาคเจตนา การให้ด้วยความเชื่อ ความศรัทธา
การให้ด้วยความละอายแก่ใจ และการให้ท่ีไม่มีโทษ ท่ีเป๐นกุศล
ความดีงาม ดังปรากฏตามรูปวิเคราะห์ว่า “จาคเจตนา เทติ
เทยฺยธมฺมํ เทนฺติ วา เอตาย เทยฺยธมฺมนฺติ ทานํ จาคเจตนา ชื่อว่า
ทาน เพราะวิเคราะห์ว่า จาคเจตนาย่อม ให้ไทยธรรม อีกอย่าง
หนง่ึ ชนทง้ั หลายย่อมใหไ้ ทยธรรมดว้ ยเจตนานนั่ ”
238
ทาน หมายถงึ วริ ตั ิ การงดเว้น การให้อภยั การกระทําให้
อภัยทาน การสมาทานวา่ จะงดเวน้ คือการรกั ษาเบญจศลี ดงั ปรากฏ
ตามรปู วิเคราะห์ว่า วริ ติ อวขณฺฑนตฺเถน ลวนตฺเถน จ ทานํ ฯ สา หิ
อุปปฺ ชฺชมานา ภยเภรวาทิสงขฺ าตํ ทสุ ฺสีลสฺส เจตนํ ขณฺเฑติ ลนุ าติ
จาติ ทานํ ฯ วริ ตั ิ ช่ือวา่ ทาน เพราะอรรถวา่ บน่ั รอน และเพราะ
อรรถว่าตัด แทจ้ ริง วิรัตินั้นเม่ือเกดิ ข้ึน ยอ่ มบนั่ รอนและตัดเจตนา
แห่งผ้ทู ศุ ลี กลา่ วคือ ความกลัวและความขลาดเป๐นตน้ เหตุนนั้ จึง
ช่อื ว่าทาน
ทาน หมายถึง เทยยธรรม พัสดุ อุปกรณ์ ส่ิงของทจ่ี ะใหไ้ ม่ว่า
เป๐น ข้าวปลาอาหาร ดังปรากฏตามรูปวิเคราะห์ ว่า เทยฺยธมโฺ ม ทิยฺ
ยตีติ ทานํ ไทยธรรมช่ือว่าทาน เพราะอรรถว่า อนั เขาให้
ทาน หมายถึง ทานวตั ถุ ที่บุคคลพงึ ให้ ชอื่ แหง่ ไทยธรรม
สว่ นเจตนาทม่ี ีวัตถุ สงิ่ ของ เปน๐ ช่อื ของการบรจิ าคสมบัติ (มงฺคล.
2/29/22)
ทาน คือ เจตนาเป๐นเหตบุ รจิ าคทาน อนั มีวัตถุ 10 มขี า้ วเป๐น
ตน้ ซงึ่ มีป๎ญญาเคร่ืองร้ดู ีเป๐นเบ้ืองหนา้ เฉพาะบคุ คลอ่ืน หรือ ความ
ไมโ่ ลภอันประกอบกับจาคเจตนา (มงคฺ ล.2/2/3)
การทําทาน ได้แก่ การสละทรัพย์ส่ิงของสมบัติของตนท่ีมีอยู่
ใ ห้ แ ก่ ผู้ อื่ น โ ด ย มุ่ ง ห วั ง จ ะ จุ น เ จื อ ใ ห้ ผู้ อ่ื น ไ ด้ รั บ ป ร ะ โ ย ช น์ แ ล ะ
ความสุขด้วยความเมตตาจิตของตน (สมเด็จพระญาณสังวร :
ออนไลน์)
การให้ทาน คือ การให้ การมอบให้ การเสียสละให้ การ
อนุญาตให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน เพ่ือเป๐นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย
ความเต็มใจ (พระครปู ลัดจกั รกริศน์ จนโฺ ทภาโส : 2553 :18)
ทาน แปลว่า การให้ หมายถึง การสละสิ่งของของตน เพ่ือเป๐น
ประโยชน์แก่ผู้อ่ืนด้วยความเต็มใจ การให้ทาน เป๐นพื้นฐานความดี
ของมนุษย์ชาติ และเป๐นส่ิงที่ขาดเสียมิได้ในการจรรโลงสันติสุขพ่อ
แม่ถ้าไม่ให้ทาน คือไม่เล้ียงเรามา เราเองก็ตายเสียตั้งแต่เกิดแล้ว
239
สามีภรรยา หาทรัพย์มาได้ ไม่ป๎นกันใช้ ก็บ้านแตก ครู อาจารย์ ถ้า
ไม่ให้ทาน คือ ไม่สั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้แก่เราเราก็โง่ดักดาน
คนเรา ถ้าโกรธแล้ว ไม่ให้อภัยทานกัน โลกน้ีก็เป๐นกลียุค ชีวิตของ
คนเราจึงดํารงอยู่ได้ด้วยทาน เราโตมาได้ก็เพราะทาน เรามีความรู้
ในด้านตา่ งๆ กเ็ พราะทาน โลกนี้จะมีสันติสุขได้ก็เพราะทาน การให้
ทานจึงเป๐นส่ิงจําเป๐น และมีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมนุษย์
ชาติ (กองวิชาการ : 2550 : 96)
พระพุทธองค์ตรัสประเภทของทานไว้ 2 ประการ คือ ธรรม
ทาน อามิสทาน ดังที่ปรากกฏในทานสูตร (องฺ.ทุก.20/386/114) ไว้
วา่
“ภกิ ษทุ ้ังหลาย ทาน 2 อยา่ งน้ี ทาน 2 อย่างนเ้ี ป๐นไฉน ? ทาน 2
อย่าง คือ 1) อามิสทาน 2) ธรรมทาน ภิกษุทั้งหลาย ทาน 2 อย่าง
เหลา่ นี้แล ภิกษุท้งั หลาย บรรดาทาน 2 อย่างนี้ ธรรมทานเป๐นเลิศ”
อามิสทาน
อามิสทาน หรือวัตถุทาน เป๐นการสละการบริจาคทรัพย์สิน
เคร่ืองอุปโภคของตนแก่ผู้อ่ืนด้วยจิตที่เอื้อเฟ๒ือเผื่อแผ่ เช่น การตัก
บาตรยามเช้า การกถวายวัตถุป๎จจัยแด่พระภิกษุสามเณรการให้ทาน
แก่คนยากจนบริจาคเลือดหรืออวัยวะบางส่วนแก่ผู้เจ็บปุวย บริจาค
เงินเพ่ือชว่ ยเหลือสังคม เปน๐ ต้น
อามิสทาน คือ ป๎จจัย 4 ได้แก่ อาหาร ในการบริโภคเพ่ือ
เสริมโภชนาการให้แก่ร่างกาย ที่อยู่อาศัย ในการปกปูองร่างกาย
จากฝน ลม หรือสัตว์ร้ายต่างๆ ที่จะมาทําอันตราย เคร่ืองนุ่งห่มไว้
ในการปูองกันอากาศหนาวเย็นหรือแสงแดด ปูองกันการกระแทก
กระทบวัตถุอ่ืน ยารักษาโรค ช่วยบรรเทาอาการเม่ือเจ็บปุวยหรือ
เพื่อให้หายขาดจากโรคที่ตนเจ็บปุวยอยู่ หรือเพื่อเสริมสร้างและ
ซอ่ มแซมส่งิ ท่ีเสยี หาย อันเป๐นวัตถุพึงให้ และเจตนาท่ีคิดจะบริจาค
ป๎จจัย 4 ท่ีเรียกว่า อามิส เพราะเป๐นของพึงถูกต้องด้วยกิเลสมี
ตัณหา เปน๐ ต้น
240
การให้สิ่งของแก่ผู้อ่ืนควรเป๐นส่ิงที่เกิดประโยชน์แก่ผู้รับ
ท่านได้จัดประเภทของพัสดุที่ควรให้ไว้ 10 ประเภท ดังท่ีปรากฏ
ในมงคลทีปนี (มงฺคล. 2/3/5) วา่
“ทานวัตถุ 10 เหล่านี้ คอื ขา้ ว น้าํ ผ้า ยาน ดอกไม้
ของหอม ของลบู ไล้ ท่ีนอน ทพี่ ัก เครอื่ งประทีป”
1. ขา้ ว ภัตตาหาร ขา้ วปลาอาหาร ของกิน ของเคี้ยว ทุก
อย่าง
2. นํ้าเปล่า นา้ํ ปานะ เคร่ืองด่ืมทค่ี วร เป๐นต้นว่า น้ํามะม่วง นํ้า
หว้า นํ้ากล้วยมีเมล็ด น้ํากล้วยไม่มีเมล็ด น้ํามะซาง น้ําผลจันทน์
นํ้าเง่าอุบล นํ้ามะปราง นํ้าเล็บเหยี่ยว นํ้าพุทราเล็ก น้ําพุทราใหญ่
นาํ้ เปรียง น้าํ มัน นาํ้ นม นา้ํ ยาคู น้ํารส
3. ผ้า เคร่ืองปกปดิ ร่างกาย ผา้ นุ่งและผา้ ห่ม เส้ือผา้ อาภรณ์
4. ยาน ส่งิ ทีช่ ่วยใหก้ ารเดินทางไดส้ าํ เร็จ เปน๐ ตน้ วา่ รถ คาน
หาม วอ รองเท้า รม่ รวมถงึ ค่าโดยสารทง้ั ทางบก ทางอากาศ และ
ทางนํา้
5. ดอกไม้ ดอกไม้ท่ีรอ้ ย เป๐นตน้ ว่า พวงดอกไม้ มัดเปน๐ กลมุ่ ๆ
พวงมาลัย และดอกไม้ท่ไี ม่ไดร้ ้อย เช่น ดอกบัว ดอกกุหลาบ ดอก
มะลิ ดอกกระดงั งา เปน๐ ดอกเดี่ยวหรือหลายดอก รวมเปน๐ กล่มุ ๆ ที่
ยังคงสภาพเดิมๆ ไว้
6. ของหอม ของหอมทกุ อย่างและเคร่ืองอุปกรณ์ ของหอมท่ี
บดแล้วและทม่ี ไิ ด้บด
7. ของลูบไล้ เครอื่ งทาํ การ ย้อมผิว เคร่ืองสุขภณั ฑ์สาํ หรบั
ชําระร่างกายให้สะอาด เช่น สบูถ่ ูตวั นํ้ายาสระผม
8. ทนี่ อน ส่งิ ที่พงึ ใชน้ อน มเี ตียงและตั่งเป๐นตน้ และมีผา้
ปาวารและผา้ โกเชาว์เปน๐ ตน้
241
9. ที่พัก ท่ีอาศัยสําหรับบําบัดอันตรายมีลมและแดด ศาลาพัก
ร้อน ศาลาริมทาง กุฏิพระ ห้องพัก หรือที่พักอ่ืนใดก็ได้ซึ่งสามารถ
ปูองกันลมหรอื แดดได้
10. เคร่อื งประทปี เครอ่ื งอปุ กรณ์แก่ประทีปมีเรอื น เชน่
เทียน หลอดไฟ ตะเกียง ไฟถ่าย หรือสิ่งใดสิ่งใดสําหรบั ให้แสง
สวา่ งทุกชนิด
ส่วนส่ิงของท่ีไม่ควรให้ ถึงท่ีให้แล้วก็ไม่ได้บุญ เป๐นต้นว่า
การให้สุรายาเสพติด เช่น บุหร่ี เหล้า ฝิ๑น กัญชา ยาบ้า ยาอี การ
ให้อาวุธ เช่น เขากาํ ลังทะเลาะกนั แล้วเรายื่นปืน ยื่นมีดให้ การให้
มหรสพ เช่น พาไปดูหนัง ฟ๎งดนตรี แล้วทําให้กามกําเริบ การให้
สัตว์เพศตรงข้าม เช่น หาสุนัขตัวเมียไปให้ตัวผู้ หาสาวๆ ไปให้
นาย การให้ภาพลามก รวมถึงหนังสือลามก สิ่งยั่วยุกามารมณ์
ทงั้ หลาย
การให้ทานผู้ทําทานจะได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมสุด
แล้วแต่องค์ประกอบ ถ้าประกอบถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบ ทาน
นนั้ ย่อมมผี ลมาก ได้บุญบารมีมาก กล่าวคือ ผู้ให้ ก่อนแต่ให้ ย่อมมี
ใจดี กําลังให้ ย่อมทําจิตให้ผ่องใส ให้แล้ว ย่อมมีใจชื่นบาน ผู้รับ
ย่อมเป๐นผู้ปราศราคะหรือเป๐นผู้ปฏิบัติเพ่ือกําจัดราคะ ย่อมเป๐นผู้
ปราศโทสะหรือเป๐นผู้ปฏิบัติเพ่ือกําจัดโทสะ ย่อมเป๐นผู้ปราศโมหะ
หรือเป๐นผู้ปฏิบัติเพ่ือกําจัดโมหะ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสตามที่
ปรากฏในฉฬังคทานสูตร (องฺ.ฉกฺก.22/308/376) วา่
“ภิกษุท้ังหลาย ก็ทักษิณาประกอบด้วยองค์ 6 อย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ ทายกประกอบด้วยองค์ 3 ปฏิคาหก
ประกอบดว้ ยองค์ 3
องค์ 3 ของทายกอะไรบ้าง ? ภิกษุท้ังหลาย ทายกในพระ
ศาสนาน้ี ก่อนแต่ให้ ย่อมมีใจดี กําลังให้ ย่อมทําจิตให้ผ่องใส
ครนั้ ใหแ้ ล้ว ยอ่ มมีใจช่ืนบาน องค์ 3 ของทายกเหล่านี้
242
องค์ 3 ของปฏิคาหกอะไรบ้าง ? ภิกษุทั้งหลายปฏิคาหกใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมเป๐นผู้ปราศราคะหรือเป๐นผู้ปฏิบัติเพ่ือกําจัดราคะ
ย่อมเป๐นผู้ปราศโทสะหรือเป๐นผู้ปฏิบัติเพ่ือกําจัดโทสะ ย่อมเป๐นผู้
ปราศโมหะหรือเป๐นผู้ปฏิบัติเพื่อกําจัดโมหะ องค์ 3 ของปฏิคาหก
เหล่านี้
องค์ของทายกมี 3 องค์ของปฏิคาหกมี 3 ดังพรรณนามา
ฉะน้ี. ภิกษุท้ังหลาย การจะนับ“ทักษิณาประกอบด้วยองค์ 6 อย่าง”
ก็ดี “น้ําประมาณเท่าน้ี เสนอะฬหกะ” ก็ดี มิใช่ทําได้ง่าย ที่แท้นํ้า
นั้น ถึงการนับว่า กองน้ําใหญ่ พึงนับไม่ได้ พึงประมาณไม่ได้เลย
ทีเดยี วแมฉ้ นั ใด
ภิกษุทั้งหลาย การทําประมาณบุญในทักษิณาประกอบด้วย
องค์ 6 อยา่ งนว้ี า่ “ความหลงั่ ไหลแหง่ บุญ ความหล่ังไหลแห่งกุศลมี
ประมาณเท่านี้ นําสุขมาให้ อารมณ์เลิศด้วยดี มีวิบากเป๐นสุข
เป๐นไปพร้อมเพื่อความเกิดขึ้นในสวรรค์ ย่อมเป๐นไปเพ่ือประโยชน์
สุข ทน่ี ่าปรารถนารกั ใคร่พอใจ” มิใช่ทําได้ง่าย ท่แี ทบ้ ุญนั้นถึงการ
นับว่ากองบุญใหญ่ พึงนับไม่ได้ พึงประมาณไม่ได้เลยทีเดียว ฉัน
นัน้ เหมือนกนั ”
“ทายกก่อนแตใ่ ห้ ก็มีใจดี กาํ ลังให้พงึ ทําจิตให้
เล่อื มใส ครัน้ ให้แลว้ ก็เปน๐ ผูม้ ีใจชน่ื บาน ความบริบูรณ์
แหง่ เจตนาน้ีเป๐นความถึงพร้อมแห่งยัญ
ปฏคิ าหกปราศราคะ ปราศโทสะ ปราศโมหะ ไม่มีอา
สวะ ปฏิคาหกทัง้ หลายสํารวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์
เปน๐ เขตท่ีถึงพรอ้ มแห่งบุญ
ยญั นี้ย่อมมผี ลมาก ท้งั ฝุายตนทง้ั ฝาุ ยผู้อืน่ เพราะ
ชําระเอง เพราะให้ด้วยมือของตน บณั ฑิตผู้มปี ๎ญญามี
ศรทั ธา มใี จพ้นจากตระหนี่ บูชาอยา่ งนนั้ ยอ่ มเข้าถึง
โลกไม่มีความเบยี ดเบียนเป๐นสุข”
ความบริบูรณ์แห่งเจตนาของทายกผู้ไห้มีส่วนสําคัญย่ิงใน
การให้ทาน ทานมีผลมาก มีอานิสงส์มากแก่ทายกที่สามารถ
243
ประคับประคองเจตนาท้ังสามประการให้คงอยู่ คือ ก่อนจะให้ มีจิต
โสมนัส (บุพพเจตนา) ตั้งแต่เดือน 1 และก่ึงเดือน ว่า “เราจักให้
ทาน” ดังเช่น คิดมาต้ังต้นแต่จับจองนาว่า “เราจักให้ทานด้วย
ผลผลิตจากนาน้ี” ดงั น้ี จําเดิมแต่เวลาที่เกิดความคิดข้ึนว่า “จักให้”
คร้ังกําลังให้ มีจิตโสมนัสดีอกดีใจ (มุญจนเจตนา) ว่า “เราจักฝ๎ง
ขมุ ทรัพยอ์ ันเปน๐ เหตแุ ห่งสมบตั ิ ติดตามตนไปได้” ครั้นให้แล้ว มีใจ
ช่ืนบาน (อปราปรเจตนา) ทายกระลึกถึงการให้ไทยธรรมแก่
ทักขิไณยบุคคลเม่ือไร ย่อมมีใจช่ืนบานบันเทิง เกิดปีติโสมนัสว่า
“ทานท่ีนักปราชญผ์ รู้ ู้กําหนดไว้ เรากไ็ ด้ทาํ ตามแล้ว ทานเราสําเร็จ
ประโยชน์ด้วยดี”
ความบริบูรณ์แห่งเจตนา 3 อย่าง ไปตามความเช่ือผลกรรม
มีโสมนัสจิตกํากับทั้งบุพพเจตนา มุญจนเจตนา อปราปรเจตนา
ย่อมให้ปฏิสนธิต่อการไปเกิดในภพหน้า ดังเจตนาท่ีบริบูรณ์ของ
เศรษฐีผไู้ ม่มบี ุตร (ขุ.ชา.อ.5/94) เร่ืองมีอยู่ว่า อดีตกาลนานมาแล้ว
เศรษฐีกรุงพาราณสี วันหนึ่ง ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ รับประทานอาหาร
แล้วไปราชสํานัก พบปะพระป๎จเจกพุทธเจ้า นามว่าตครสิขี ดีใจ
มากเป๐นพิเศษปรารถนาจะถวายข้าวปลาอาหารจึงส่ังให้ถวาย
บิณฑบาตแก่ท่านแล้วหลีกไปด้วยความเอิบอิ่มใจระลึกถึงเม่ือไร
อดจะปลาบปล้ืมใจไม่ได้ ครั้นล้มหายตายจากไปก็ไปเกิดในกาม
สุคติภูมิ 14 ครั้ง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล
(ส.ํ ส.15/391/133) ว่า
“มหาบพิตร เศรษฐีคฤหบดีนั้น เลี้ยงพระป๎จเจกพุทธเจ้านาม
ว่าตครสิขี ด้วยบิณฑบาตอันใดเล่า เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น เขา
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ 7 คร้ัง เพราะเศษวิบากแห่งกรรมน้ันน่ันเอง
เขาครองความเป๐นเศรษฐี 7 ครงั้ ในกรุงสาวัตถนี ี้ นี้แล”
ในเวลามสูตร พระพุทธองค์ได้ตรัสประเภทของทานไว้ 14
ปร ะก าร ( อ งฺ. นว ก. 23/224/406) โ ด ย แบ่ งต าม ป ร ะ เภ ทข อ ง
ปฏิคาหก ผรู้ บั ทานนั้นไว้ดังนี้
244
“ดกู รคฤหบดี เร่ืองเคยมีมาแล้ว มีพราหมณ์ชอ่ื เวลามะ
พราหมณ์ผนู้ น้ั ได้ให้
1) ทานเปน๐ มหาทานอย่างนี้ คือ
ถาดทองเต็มด้วยรูปยิ ะ 84,000 ถาด
ถาดรปู ยิ ะเต็มด้วยทอง 84,000 ถาด
ถาดสาํ ริดเต็มดว้ ยเงนิ 84,000 ถาด
ช้าง 84,000 เชือก มีเครื่องประดับล้วนเป๐นทอง มีธง
ทอง คลุมด้วยขา่ ยทอง
รถ 84,000 คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง
หนังเสือเหลือง ผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับล้วนเป๐นทอง มีธง
ทอง คลุมด้วยขา่ ยทอง
แม่โคนม 84,000 ตัว มีนํ้านมไหลสะดวก ใช้ภาชนะ
เงนิ รองนํา้ นม
หญิงสาว 84,000 คน ประดับด้วยแก้วมณีและแก้ว
กณุ ฑล ให้บลั ลังก์ 84,000 ท่ี ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ลาดด้วยขนแกะ
สีขาว เคร่ืองลาดมีสัณฐานเป๐นช่อดอกไม้ มีเคร่ืองลาดอย่างดีทํา
ด้วยหนงั ชะมด มีเคร่ืองลาดเพดาน มหี มอนข้างแดงทง้ั สอง
ผ้า 84,000 โกฏิ เป๐นผ้าเปลือกไม้ ผ้าแพร ผ้าฝูาย เน้ือ
ละเอยี ด
จะปุวยกล่าวไปไยถึงข้าว นํา้ ของเคี้ยวของบรโิ ภค เคร่ืองลูบ
ไล้ ที่นอน ไหลไปเหมือนแม่น้ํา … ก็ในทานนั้นไม่มีใครเป๐นพระ
ทักขเิ ณยยบุคคล ใครๆ ไมช่ าํ ระทักขณิ านั้นใหห้ มดจด
2) ทานท่ีบุคคลเช้ือเชิญท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิผู้เดียว
บรโิ ภค มผี ลมากกวา่ ทานท่ีเวลามพราหมณ์ให้แลว้
245
3) ทานที่บุคคลเช้ือเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิร้อยท่าน
บริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเช้ือเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วย
ทฐิ ผิ เู้ ดยี วบรโิ ภค
4) ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีผู้เดียวบริโภค มี
ผลมากกว่าทานท่ีบุคคลเช้ือเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิร้อย
ท่านบริโภค
5) ทานท่ีบุคคลเช้ือเชิญให้พระสกทาคามีร้อยท่านบริโภค
มผี ลมากกวา่ ทานท่บี คุ คลเชอ้ื เชิญให้พระสกทาคามผี ู้เดยี วบรโิ ภค
6) ทานท่บี ุคคลเชอื้ เชญิ ใหพ้ ระอนาคามีผู้เดียวบริโภค มีผล
มากกวา่ ทานท่บี ุคคลเชอ้ื เชิญให้พระสกทาคามีร้อยทา่ นบริโภค
7) ทานท่ีบุคคลเชื้อเชิญพระอนาคามีร้อยท่านบริโภค มีผล
มากกว่าทานทบ่ี คุ คลเชือ้ เชิญพระอนาคามีผเู้ ดียวบรโิ ภค
8) ทานท่ีบุคคลถวายให้พระอรหันต์ผู้เดียวบริโภค มีผล
มากกวา่ ทานท่บี ุคคลเช้อื เชญิ ให้พระอนาคามรี ้อยท่านบรโิ ภค
9) ทานท่ีบุคคลถวายให้พระอรหันต์ร้อยท่านบริโภค มีผล
มากกว่าทานท่บี คุ คลถวายใหพ้ ระอรหันตผ์ เู้ ดียวบริโภค
10) ทานที่บุคคลถวายให้พระป๎จเจกพุทธเจ้ารูปเดียว
บริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ร้อยรูป
บรโิ ภค
11) ทานท่บี คุ คลถวายให้พระป๎จเจกพุทธเจ้าร้อยรูปบริโภค
มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระป๎จเจกพุทธเจ้ารูปเดียว
บริโภค
12) ทานท่ีบุคคลถวายให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
บริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระป๎จเจกพุทธเจ้าร้อย
รูปบริโภค
246
13) ทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป๐น
ประมุขบริโภค มีผลมากกว่าทานท่ีบุคคลถวายให้พระอรหันต
สัมมาสมั พุทธเจา้ บริโภค
14) การที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ผู้มาจากจาตุรทิศ มี
ผ ล ม า ก ก ว่ า ท า น ที่ บุ ค ค ล ถ ว า ย ใ ห้ ภิ ก ษุ ส ง ฆ์ มี พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า เ ป๐ น
ประมขุ บรโิ ภค”
และได้กลา่ วถงึ อานิสงสก์ ารปฏิบัติที่มผี ลมากกว่าการให้ทาน
อีกวา่
“การท่ีบุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและ
พระสงฆ์เป๐นสรณะ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์
อันมาจากจาตรุ ทิศ
การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจาก
ป า ณ า ติ บ า ต … มี ผ ล ม า ก ก ว่ า ก า ร ท่ี บุ ค ค ล มี จิ ต เ ล่ื อ ม ใ ส ถึ ง
พระพุทธเจา้ พระธรรมและพระสงฆ์เปน๐ สรณะ
การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดม
ของหอม มีผลมากกว่าการท่ีบุคคลมีจิตเล่ือมใสสมาทานสิกขาบท
คอื งดเว้นจากปาณาติบาต…
การท่ีบุคคลเจริญอนิจจสัญญาแม้เพียงเวลาลัดนิ้วมือ มีผล
มากกว่าการที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดม
ของหอม”
ส่วนในทักขิณาวิภังคสูตร พระพุทธองค์ได้ตรัสทานไว้ 21
อย่าง (ม.อุป.14/710, 712/456) โดยจัดทักษิณาเป๐นปาฏิบุคลิก
ทานไว้ 14 ประการ และจัดทักษณิ าเปน๐ สังฆทานไว้ 7 ประการ วา่
“ดูกรอานนท์ ก็ทกั ษิณาเป๐นปาฏิปคุ คลิกมี 14 อย่าง คือ
1) การใหท้ านในตถาคตอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจ้า
2) การใหท้ านในพระปจ๎ เจกสัมพทุ ธเจ้า
3) การให้ทานในสาวกของตถาคตผ้เู ป๐นพระอรหันต์
247
4) การใหท้ านในทา่ นผปู้ ฏบิ ัตเิ พ่ือทําอรหัตผลให้แจ้ง
5) การใหท้ านแกพ่ ระอนาคามี
6) การใหท้ านในท่านผูป้ ฏิบตั ิเพื่อทําอนาคามิผลใหแ้ จ้ง
7) การให้ทานแก่พระสกทาคามี
8) การใหท้ านในท่านผปู้ ฏิบัตเิ พือ่ ทาํ สกทาคามิผลให้แจง้
9) การให้ทานในพระโสดาบัน
10) การให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพ่ือทําโสดาป๎ตติผลให้
แจง้
11) การให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความ
กําหนดั ในกาม
12) การให้ทานในบคุ คลผมู้ ศี ีล
13) การให้ทานในปถุ ุชนผ้ทู ศุ ลี
14) การใหท้ านในสตั วเ์ ดียรจั ฉาน
ดูกรอานนท์ ก็ทกั ษณิ าท่ถี งึ แล้วในสงฆม์ ี 7 อยา่ ง คือ
1) การให้ทานในสงฆ์ 2 ฝุาย มพี ระพทุ ธเจา้ เป๐นประมุข
2) การให้ทานในสงฆ์ 2 ฝุาย ในเมื่อตถาคตปรินิพพาน
แล้ว น้ีเป๐นทักษิณาท่ีถึงแล้วในสงฆ์ท้ัง 2 ฝุาย ในเมื่อตถาคต
ปรนิ พิ พานแลว้
3) การให้ทานในภกิ ษสุ งฆ์
4) การให้ทานในภิกษณุ ีสงฆ์
5) การเผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณี
จํานวนเทา่ น้ี ข้นึ เปน๐ สงฆแ์ กข่ า้ พเจ้าแลว้ ให้ทาน
6) การเผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจํานวนเท่านี้ขึ้น
เปน๐ สงฆ์แกข่ า้ พเจ้า แลว้ ให้ทาน
248
7) การเผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจํานวนเท่าน้ีข้ึน
เป๐นสงฆ์แกข่ ้าพเจ้า แลว้ ใหท้ าน”
ทาน 14 อย่าง มีทานที่ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป๐นต้น
ช่ือว่าปาฏิปุคคลิกทาน เพราะทําวิเคราะห์ว่า “บุคคลเฉพาะ คือ
เจาะจงผู้เดียว ช่ือว่าบุคคลเฉพาะ ทานชื่อว่าปาฏิปุคคลิก เพราะ
อนั เขาให้แกบ่ คุ คลเฉพาะนั้น”
ทานที่ให้แก่ปฏิคาหก 7 จําพวกเหล่านี้ คือ สงฆ์ 2 ฝุายมี
พระพุทธเจ้าเป๐นประมุขสงฆ์ 2 ฝุายล้วน ภิกษุสงฆ์ ภิกษุมีสงฆ์
ปฏิคาหกท่ีทายกนิมนต์เจาะจงจากสงฆ์ 2 ฝุาย ปฏิคาหกท่ีทายก
นิมนต์เจาะจงจากภิกษุสงฆ์ ปฏิคาหกที่ทายกนิมนต์เจาะจงจาก
ภิกษุณีสงฆ์ชื่อว่า สังฆทาน (ทานไปในสงฆ์) ทานท่ีไปในสงฆ์นั้น
แมท้ ง้ั หมดมผี ลนบั ไมไ่ ด้
ทานให้แก่สัตว์ดิรัจฉานเพื่อเลี้ยง ตามมงคลลักษณะหรือ
หวังท่ีจะได้น้ํานมและการเฝูาไม่จัดว่าเป๐นทาน เพราะไม่
ประกอบด้วยลักษณะแห่งทาน ส่วนการบริจาควัตถุที่พึงให้ของตน
ด้วยความปรารถนาเพอื่ อนเุ คราะห์และบูชา ช่ือว่าทาน การบริจาค
วัตถุท่ีพึงให้ด้วยอํานาจความกลัว ความรัก และความประสงค์
สินบนเปน๐ ตน้ หาช่ือว่าทานไม่ เพราะเป๐นทานท่ีมีโทษ อานิสงส์ใน
การให้มีความแตกต่างกันตามคุณลักษณะของผู้รับ (มงฺคล.
2/21/12-13) เฉกเชน่
1) ทานที่ให้แกด่ ริ จั ฉานทานมีอานิสงส์ 100 เท่า ให้อานิสงส์
500 คือให้อายุใน 100 อัตภาพ ให้วรรณะ ให้สุขะ ให้พละ ให้
ปฏิภาณใน 100 อตั ภาพ
2) ทานทใี่ หแ้ ก่ปุถุชนผ้ทู ศุ ีลผู้นนั้ มอี านสิ งส์พนั เท่า
3) ทานท่ีให้แก่ปุถุชนผู้มีศีลไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ไม่
เบียดเบียนสัตว์อ่ืน เลี้ยงชีวิตด้วยกสิกรรมหรือด้วยพาณิชกรรม
โดยธรรมสมาํ่ เสมอมอี านสิ งส์แสนเท่า