The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รัตนา นาทอง, 2022-09-12 06:08:00

บทที่-รวม (1)_merged

บทที่-รวม (1)_merged

299

การปรบั เตรยี มสภาพจติ ใจใหพ้ รอ้ ม

อารตี วริ ตี ปาปา มชฺชปานา จ ส ฺ โม
อปฺปมาโท จ ธมเฺ มสุ เอตมฺมงคฺ ลมุตฺตมํ
การงดการเว้นจากบาป ความสํารวมจาก
การดม่ื น้ําเมา
และความไม่ประมาทในธรรมท้ังหลาย นี้เป๐น
อุดมมงคล

การปรับเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อมเพื่อฝึกฝนให้มีคุณธรรม
จริยธรรมเพิ่มพูนมากข้ึน มีกิเลสภายในจิตใจเบาบางลง โดยการ
งดเว้นจากบาป อะไรไม่ถูกทํานองคลองธรรม ก็ต้องละเว้นไม่ยอม
ทํา สํารวมพิจารณาจากการส่ิงเสพติด ของมึนเมาที่จะทําให้เรา
ปราศจากสติสมั ปชญั ญะ และไม่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ไม่มัว
เมาในความเป๐นหนุ่มสาว ในความไม่มีโรคภัยไข้เจ็บหรือหลง
ระเริงในชีวติ

การงดการเวน้ จากบาป

การงดเว้นจากบาป หมายถึง การงดเว้นจากอกุศล ที่ให้ผล
เป๐นทุกข์ บุคคลที่เห็นโทษของบาป ไม่ยินดีในบาป ย่อมจะละอาย
และเกรงกลัวบาป ไม่กล้าทําบาป เพราะเกรงผลของบาปท่ีจะ
ติดตามมา เมื่อละอายบาปและเกรงกลัวบาปก็ย่อมงดเว้นจากบาป
ทําแต่บุญคือสุจริตกรรม การงดเว้นจากบาปจึงเป๐นเหตุให้เกิด
ความสุขความเจริญทั้งโลกน้ีและโลกหน้า เป๐นเหตุให้ละเวรภัยท้ัง
ปวง และเปน๐ เหตุใหบ้ รรลุคณุ วิเศษมีมรรค ผล นิพพานไดด้ ว้ ย

การงดเว้นจากบาป หมายถึง ความไม่ยินดีย่ิงด้วยใจบุคคลผู้มี
ปกติเห็นโทษในบาป การเว้นจากบาป ทางกายและวาจาด้วย
สามารถแห่งกรรมและทวาร อันเป๐นเจตนาเคร่ืองงดเว้นจากอกุศล
คือ กรรมกเิ ลส ซึ่งเรยี กว่า วิรตั ิๆ นั้นมี 3 อยา่ ง คือ

300

1. สัมป๎ตตวิวัติ การงดเว้นจากบาปด้วยเหตุท่ีประจักษ์กับ
สถานการณ์น้ันๆ โดยไม่ได้สมาทานรับศีลแต่อย่างใด เฉกเช่น
พจิ ารณาถึงวิทยาฐานะ ชาติสกุล วัย ไม่ล่วงละเมิดทางเพศอันเป๐น
ผิดศีลธรรม พ่อเลิกเหล้าได้เพราะมีลูกอ่อนอยู่ในบ้าน คนไข้เลิก
บุหร่ีได้เพราะหมอบอกว่าเป๐นมะเร็งปอด ซ่ึงเห็นว่า การทําบาป
อย่างนั้น อย่างนี้ ไ ม่สมควรแก่เรา ดังปรากฏใ นอรรถกถา

สัมมาทิฏฐิสูตร (ป.สู. 1/270) ความว่า วิรัติซ่ึงเกิดขึ้นแก่ชน
ทั้งหลาย ผู้มิได้สมาทานสิกขาบท เป๐นแต่พิจารณาถึงฐานะ
ท้ังหลายของตน มีชาติ วัยและพาหุสัจจะเป๐นต้นแล้ว ไม่ก้าวล่วง
วัตถุท่ีมาถึงเขา้ ด้วยคิดว่า “การทาํ เชน่ นี้ ไม่สมควรแกเ่ รา”

2. สมาทานวริ ัติ การงดเวน้ จากบาปดว้ ยเหตทุ ี่ตนไดส้ มาทาน
ศีลมา ถงึ แม้จะเสยี ชวี ติ กจ็ ะไม่ล่วงละเมิดศีลที่ตนรับมา ดังที่ปรากฏ

ในอรรถกถากูฏทันตสูตร (สุ.วิ.1/377) ความว่า วิรัติของผู้รับ
สิกขาบททั้งหลาย โดยนัยอย่างน้ีว่า “ในกาลมีวันนี้เป๐นต้นไป
ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต” ดังนี้เป๐นต้นก็ดี ว่า
“ข้าพเจ้าจะเว้นจากปาณาติบาต” ดังนี้เป๐นต้นก็ดี ว่า “ข้าพเจ้า
สมาทานเจตนาเครื่องเว้น”

3. สมุจเฉทวิรัติ การงดเว้นจากบาปด้วยเหตุที่ตนบรรลุธรรม
เป๐นพระอริยบุคคล เพราะสภาพของจิตใจหลุดพ้นจากเคร่ืองเศร้า

หมองแล้ว ดังปรากฏในอรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร (ป.สู.1/270) ความ
ว่า ก็แม้ความคิดว่า “เราจักฆ่าสัตว์” ดังนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระ
อริยบุคคลทั้งหลายจําเดิมแต่การเกิดข้ึนแห่งวิรัติใด วิรัตินั้น
สมั ปยตุ ดว้ ยอรยิ มรรค

ปจ๎ จยั ทม่ี ผี ลต่อการงดเว้นจากบาป
บนโลกใบนี้จะเกิดความสงบสุขได้ มวลมนุษย์ต้องมีความ
ละอายแก่ใจในอันจะทําความชั่วร้ายแก่ตนเองและผู้อื่น รวมทั้งมี
ความเกรงกลัวในการทําความเลวร้ายต่างๆ ซ่ึงเป๐นสาเหตุภายใน
ท่ี เ ป๐ น ป๎ จ จั ย ห ลั ก ทํ า ใ ห้ ม ว ล ม นุ ษ ย์ ง ด เ ว้ น จ า ก บ า ป ดั ง ท่ี

301

คณะกรรมการประจําวิชาสูตรสําเร็จสําหรับการพัฒนาตนเองตาม

หลกั มงคลชวี ติ (กองวิชาการ : 2550 : 121-122) ได้กลา่ วไว้วา่

1. หิริ ความละอายแก่ใจ หมายถึง ความละอายใจตัวเองใน
การทําความเลว ผิดต่อหลักศีลธรรม และกฎหมายบ้านเมือง หรือ
ความละอายใจตัวเองที่จะงดเว้นการการทําความดีท่ีตนสามารถ
ทําได้ อันเป๐นความรู้สึกรังเกียจ ไม่อยากทําบาป เห็นบาปเป๐นของ
สกปรกจะทาํ ให้ใจของเราเศรา้ หมอง จึงไมย่ อมทาํ บาปเหตุท่ีทําให้
เกดิ ความละอายแก่ใจในการทจ่ี ะทําบาป คอื

1.1 คํานึงถึงความเป๐นคน หรือชาติตระกูล “เรานี่มีบุญ
อุตส่าห์ได้เกิดเป๐นคนแล้ว ทําไมจึงจะมาฆ่าสัตว์ ทําไมต้องมา
ขโมยเขากินน่ันมันเรื่องของสัตว์เดียรัจฉาน ทําไมต้องมาแย่งผัว
แย่งเมียเขา ไม่ใช่หมู หมา กา ไก่ ในฤดูผสมพันธุ์นี่ เรานี้มันชาติ

คน เป๐นมนุษย์สูงกว่าสตั วท์ ั้งหลายอยู่แล้ว” พอคํานึงถึงชาติตระกูล
หริ ิก็เกดิ ข้ึน

1.2 คํานึงถึงอายุ “โธ่เอ๋ย เราก็แก่ปุานนี้แล้ว จะมาน่ัง
เก้ียวเด็กสาวๆ คราวลูกคราวหลานอยู่ได้อย่างไร โธ่เอ๋ยเราก็แก่

ปุานน้ีแล้วจะมาขโมยของเด็กรุ่นลูก รุ่นหลานได้อย่างไร” พอ
คํานึงถงึ วัย หิริก็เกิดขนึ้

1.3 คํานึงถึงความดีท่ีเคยทํา “เราก็เคยมีความองอาจกล้า
หาญทําความดีมาก็มากแล้ว ทําไมจะต้องมาทําความชั่วเสียตอนน้ี

ล่ะ ไม่เอาละ ไม่ยอมทําความช่ัวละ” พอคํานึงถึงความดีเก่าก่อน
หิริกเ็ กิดข้ึน

1.4 คํานึงถึงความเป๐นพหูสูต “ดูซิ เราก็มีความรู้ขนาดนี้
แล้ว รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว รู้ว่าอะไรควรทํา อะไรไม่ควรทํา รู้

สารพดั จะร้แู ล้วจะมาทาํ ความชั่วได้อย่างไร” พอคํานึงถึงความเป๐น
พหูสูต หริ กิ เ็ กิดข้ึน

302

1.5 คํานึงถึงพระศาสดา “เราเองก็ลูกพระพุทธเจ้า
พระองค์สู้ทนเหน่ือยยาก ตรัสรู้ธรรมแล้วทรงส่ังสอนอบรมพวกเรา
ต่อๆ กันมา เราจะละเลยคําสอนของพระองค์ ไปทําชั่วได้อย่างไร”
พอคาํ นงึ ถงึ พระศาสดา หิรกิ ็เกดิ ขึ้น

1.6 คํานึงถึงครูอาจารย์ สถานศึกษา “ฮึ เราก็ศิษย์มีครู
เหมือนกัน ครูอาจารย์สู้อบรมส่ังสอนมา ช่ือเสียงสถาบันของเราก็
โด่งดังเป๐นท่ียกย่องสรรเสริญ แล้วเราจะมาทําช่ัวได้อย่างไร” พอ
คาํ นึงถงึ ครูอาจารย์ สาํ นกั เรยี น หิรกิ เ็ กิดขึน้

2. โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั ตอ่ บาป หมายถงึ ความสะดุ้ง
กลวั ต่อความผิด ด้วยคํานึงถึงผล ทุกขโ์ ทษที่จะได้รบั จากการทํา
ความผิดน้นั ๆ จากการทาํ ทุจรติ ของตน อันเปน๐ ความรู้สึกกลัว กลวั
ว่าเม่ือทําไปแล้ว บาปจะสง่ ผลเปน๐ ความทุกข์ทรมานแก่เรา จึงไม่
ยอมทาํ บาป เหตุที่ทําใหเ้ กิดความเกรงกลวั ตอ่ บาป

2.1 กลัวคนอื่นติ “นี่ถ้าเราขืนไปขโมยของเขาเข้า คนอื่น
รู้คงเอาไปพูดกันทั่ว ช่ือเสียงที่เราอุตส่าห์สร้างมาอย่างดี คงพัง
พินาศหมดคราวนี้เอง” เมื่อกลัวว่าคนอ่ืนเขาจะติเอา โอตตัปปะก็
เกดิ ข้นึ จงึ ไม่ยอมทําบาป

2.2 กลวั การลงโทษ “อยา่ ดีกว่า ขืนไปฆ่าเขาเข้า
บาปกรรมตามทันตํารวจจับได้ มหี วังติดคกุ ตลอดชีวิตแน่” เมื่อกลัว
วา่ บาปจะสง่ ผลให้ถกู ลงโทษ โอตตัปปะก็เกิดขึน้ จึงไม่ยอมทําบาป

2.3 กลัวการเกิดในทุคติ “ไม่เอาละ ขืนไปขโมยของเขา
อีกหน่อยต้องไปเกิดเป๐นสัตว์นรก สัตว์เดียรัจฉาน เป๐นเปรต เป๐น
อสุรกาย ไมท่ ําดีกว่า” เมื่อกลัวว่าจะต้องไปเกิดในทุคติ โอตตัปปะก็
เกิดขนึ้ จงึ ไมย่ อมทําบาป

กรรมกเิ ลส

303

กรรมกิเลส เป๐นการกระทําเคร่ืองเศร้าหมองมีผลทําให้ผู้
ปฏิบัติเศร้าหมองผิดจากครรลองคลองธรรมอันดีงามของมนุษย์
ซ่ึงเป๐นบาปกรรมท่ีพระอริยสาวกละได้แล้ว คนมีกิเลสเท่าน้ัน ย่อม
ฆ่าสัตว์ได้ คนไม่มีกิเลส หาฆ่าไม่ คนมีกิเลสเท่าน้ัน ย่อมลักทรัพย์
ได้ คนไม่มีกิเลส หาลักทรัพย์ไม่ คนมีกิเลสเท่าน้ัน ย่อมประพฤติผิด
ในกามได้ คนไม่มีกิเลส หาประพฤติผิดในกามได้ไม่ คนมีกิเลส
เท่านั้น ย่อมกล่าวเท็จได้ คนไม่มีกิเลส หากล่าวเท็จได้ไม่ ฉะนั้นจึง

เรียกวา่ กรรมกิเลส (มงฺคล.2/161/131) อกุศล 4 อย่าง อันเป๐นกรรม

กิเลส ช่ือว่า บาป ดังที่พระพุทธองค์ไว้ในสิงคาลกสูตร (ที.ปาฏิ.

11/174-175/195) ดังน้ีวา่
“กรรมกิเลส 4 เหลา่ ไหน เป๐นบาปธรรมอันพระอริยาสาวกน้ัน

ละได้แล้ว ดูก่อนคฤหบดีบุตร คือ ปาณาติบาต เป๐นกรรมกิเลส
อทินนทาน เป๐นกรรมกิเลส กาเมสุ มิจฉาจาร เป๐นกรรมกิเลส
มุสาวาท เป๐นกรรมกิเลส กรรมกิเลส 4 เหล่าน้ี เป๐นบาปกรรมอัน
พระอริยสาวกน้นั ละได้แล้ว”

“บัณฑิตท้งั หลายย่อมไม่สรรเสริญกรรม 4 อยา่ ง คือ
ปาณาติบาต อทนิ นาทาน มุสาวาท และการถงึ ภริยาของ
ชายอ่ืน ท่ีบัณฑิตกล่าวว่า เป๐นกรรมกเิ ลส”

1. ปาณาติบาต การทําชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง การฆ่าสัตว์ตัด
ชีวิต รวมทั้งการทําลายเบียดเบียน ละได้ด้วยการประพฤติเมตตา
ตอ่ สัตว์ ซึ่งองค์ประกอบของปาณาตบิ าต มี 5 ประการ คือ

1.1 สัตว์มีชีวติ

1.2 รอู้ ยวู่ ่าสตั วม์ ชี วี ติ

1.3 จติ คดิ จะฆา่

1.4 มคี วามพยายาม

1.5 สตั วต์ ายดว้ ยความพยายามน้นั

304

ปาณาติบาตนั้นมีโทษมากเพราะสัตว์มีคุณมาก สัตว์ท่ีมีคุณ
เสมอกัน การฆ่าสัตว์ใหญ่ย่อมบาปมากกว่าสัตว์เล็ก เพราะความ
พยายามในการฆ่ามีมากกว่า รุนแรงกว่า เจตนาก็เป๐นไปรุนแรง
กว่า สัตว์ย่ิงมีคุณค่ามากเท่าใด บาปก็ย่ิงเพ่ิมมากขึ้นเท่าน้ัน ถ้ามี
ปกติฆ่าสัตว์เป๐นอาจิณ ย่อมอํานวยผลให้เกิดกามทุคติภูมิได้ เกิด

เป๐นมนุษย์ก็มีอายุน้อย ดังท่ีปรากฏในสัพพลหุสสูตร (องฺ.อฏฺฐก.

23/130/251-252) ว่า
“ภิกษุท้ังหลาย ปาณาติบาต อันบุคคลส้องเสพเจริญ ทําให้

มากแล้ว ย่อมอาํ นวยผลให้เกิดในนรก ในกําเนิดดิรัจฉาน ในปิตติ
วิสัย วิบากแห่งปาณาติบาตท่ีเบาว่าวิบากท้ังปวง ย่อมอํานวยความ
เป๐นผ้มู ีอายนุ อ้ ยให้แก่ผู้เกดิ เป๐นมนุษย์”

ในปฐมภยสูตร (สํ.นิ.16/152/83) พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงโทษ
ของปาณาติบาตไว้ว่า

“คหบดี บุคคลผู้มีปกติยังสัตว์มีปราณให้ตกล่วงไป ย่อม
ประสพภัยเวรใด อันเป๐นไปในทิฏฐธรรมบ้าง ย่อมประสพภัยเวรอัน
เป๐นไปในสัมปรายภพบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเป๐นไปในจิต
บ้าง เพราะปาณาติบาตเป๐นป๎จจัย ภัยเวรนั้น สําหรับผู้เว้นขาดแล้ว
จากปาณาติบาต เป๐นอนั สงบระงบั ไดด้ ้วยประการฉะนั้น”

อาบั ติ ต่ าง ๆ ท่ี เก่ี ยวข้ องกั บภิ กษุ ใ นปร ะเ ด็ นโ ทษขอ ง
ปาณาติบาตจะมีลดหล่ันกันตามลําดับ แต่สําหรับสามเณรไม่
เหมือนกัน สามเณรจะฆ่ามดดํามดแดงก็ดี บ้ีไข่เรือดก็ดี ย่อมถึง
ความเป๐นผู้ท่ีพึงนาสนะเสียทีเดียว สรณคมน์ก็ดี การถืออุป๎ชฌาย์ก็
ดี การถือเสนาสนะก็ดี ก็เป๐นอันระงับไปทันทีทันใด จะไม่ได้ลาภ
จากสงฆ์ เพยี งแตเ่ พศอยา่ งเดียวเท่านัน้ เป๐นลกั ษณะทีย่ งั เหลืออยู่

ตัวอย่างผู้ท่ีทําปาณาติบาตด้วยการฆ่าโคได้รับความทุกข์

ทรมานอยา่ งแสนสาหัส (ข.ุ ธ.อ.7/1-6) ซ่ึงเขามีอาชีพฆาโคขายเนื้อ
มาเปนเวลาหลายป ชอบกินเน้ือมาก วันหน่ึงเขาเลิกงานเสร็จกลับ
มาบาน หวังจะกินเนื้อยางอยางเอร็ดอรอย แตวาเน้ือไมมี มีแตผัก

305

ที่ภรรยาเตรียมไว จึงโมโหจะกินเน้ือใหได ความีดคมกริบเดินลง
เรือนเขาไปยังคอกโค จับปากโคตัวหนึ่งงัดข้ึนดึงลิ้นมันออกมา
เฉือนล้ินขาด เสียงโคร้อยด้วยความเจ็บปวด ดังไปทั่วทั้งบริเวณบ
าน เลือดออกจากปากโคไมหยุด จนในที่สุดมันหมอบตายอยู่ตรง
นั้น เขาสงเนื้อใหภรรยาปง ในขณะที่เขายกล้ินปงเขาปากกัดดวย
ความหิว กรรมเห็นทันตา เขากัดลิ้นตนเองขาด เลือดไหลไมหยุด
เขารองดวยความเจ็บปวดทรมาน ดิ้นไปมาอยูพักใหญ ก็สิ้นใจ
ตายไปตามโคผูนาสงสาร

อีกเร่ืองหน่ึงผลกรรมของการฆ่าแพะ (ขุ.ชา.อ.1/251) เล่า
กันมาว่า พราหมณผูเปนอาจารยทิศาปาโมกข อยู่กรุงพาราณสี ฆ
าแพะตัวหนึ่งแลวไดใหมตกภัต เพราะกรรมนั้น พราหมณน้ันถูก

ตัดศีรษะ 499 อัตภาพ ในอัตภาพที่ครบ 500 เกิดเปนแพะของ
พราหมณเชนน้ันแหละ แมพราหมณน้ันตองการจะทํามตกภัตเริ่ม
จะฆาแพะน้ัน แพะไดระลึกถึงกรรมที่ตนทําดวยญาณเปนเคร่ือง
ระลึกชาติ หัวเราะเสียงดังแล้วกลับร้องให้ ถูกพราหมณถามก็บอก
ความจริง แมพราหมณจะทําทุกวิถีทางเพื่อไมใหแพะนั้นตาย เม่ือ
กรรมมาถึงก็ไมมีใครหลีกเลี่ยงได มันตายเพราะสะเก็ดหินที่เกิด
จากอสั นกี ระเดน็ บาดคอขาด

2. อทินนทาน การถือเอาส่ิงของที่เจ้าของไม่ได้ให้ การลัก
ขโมยด้วยวธิ ีการต่างๆ ละได้ด้วยสัมมาอาชีวะ การเล้ียงชีพในทาง
ท่ีถูกตอ้ ง ซงึ่ องค์ประกอบของอทนิ นาทาน มี 5 ประการ คือ

2.1 ของผ้อู นื่ หวงแหน

2.2 รวู้ า่ เขาหวงแหน

2.3 คดิ จะลัก

2.4 มคี วามพยายาม

2.5 ลักไดม้ าด้วยความพยายามนน้ั
อทินนาทานจะมีโทษมากหรือน้อย ของเล็กหรือใหญ่ ของ
บุคคลท่ีมีคุณมากหรือน้อย ความพยายามในการขโมยมากน้อย

306

เพียงใด ถ้ามีปกติลักขโมยเป๐นอาจิณ ย่อมอํานวยผลให้เกิดกาม
ทุคติภูมิ ได้ เกิดเป๐นมนุษย์ก็มีความเสื่อมจากโภคะ เป๐นคนยากจน

ดงั ท่ีปรากฏในสพั พลหุสสตู ร (อง.ฺ อฏฐฺ ก. 23/130/252) ว่า
“ภิกษุทั้งหลายอทินนาทาน อันบุคคลส้องเสพเจริญ ทําให้

มากแล้ว ยอ่ มอํานวยผลให้เกิดในนรก ในกําเนิดดิรัจฉาน ในปิตติ
วิสัย วิบากแห่งอทินนาทานท่ีเบากว่าวิบากทั้งปวง ย่อมอํานวย
ความเสือ่ มโภคะใหแ้ กผ่ ู้เกิดเปน๐ มนษุ ย์”

ในปฐมภยสูตร (สํ.นิ.16/152/83) พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงโทษ
ของอทินนาทานไวว้ ่า

“คหบดี บุคคลผู้มีปกติถือเอาส่ิงของท่ีเจ้าของไม่ให้ ย่อม
ประสพภัยเวรใด อันเป๐นไปในทิฏฐธรรมบ้าง ย่อมประสพภัยเวรอัน
เป๐นไปในสัมปรายภพบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเป๐นไปในจิต
บ้าง เพราะอทินนาทานเป๐นป๎จจัย ภัยเวรนั้น สําหรับผู้เว้นขาดแล้ว
จากอทินนาทาน เปน๐ อนั สงบระงับได้ด้วยประการฉะน้ัน”

อาบัติสําหรับภิกษุที่ล่วงละเมิดสิกขาบทท่ีเกี่ยวข้องกับอทินน
ทานจะมีความผิดแตกต่างกัน แต่สําหรับสามเณรจะลักขโมยแม้
เพยี งเศษใบไม้ใบหญ้า ก็ช่ือว่าไม่เป๐นสมณะ ย่อมถึงความเป๐นผู้ท่ีพึง
นาสนะเสียทีเดียว สรณคมน์ก็ดี การถืออุป๎ชฌาย์ก็ดี การถือ
เสนาสนะก็ดี ก็เป๐นอันระงับไปทันทีทันใด จะไม่ได้ลาภจากสงฆ์
เพยี งแต่เพศอย่างเดียวเทา่ นน้ั เป๐นลกั ษณะทย่ี งั เหลอื อยู่

ตัวอย่างผู้ทําอทินนาทานได้รับผลกรรมถูกทุบตี (ขุ.ชา.อ.

2/199) เรอื่ งมีอยู่ว่า ดาบสโกหกคนหน่ึงเขาไปอาศัยหมูบานตําบล
หนึ่ง พักอยใู นบรรณศาลาท่ีกุฎมพีคนหนึ่งสรางถวายในปา ฉันใน
เรือนของกุฎมพีน้ันเป๐นประจํา กุฎมพีเคารพนับถือศรัทธาวาเปนผู

มีศีลมีธรรม จึงไดเอาทองคํา 100 นิกขะไปฝงท่ีอาศรม เพราะกลัว
โจรปลน ดาบสน้ันถูกความโลภเขาครอบงําไดขโมยทองคําและ
โกหกกุฎ มพี พระโพธิสัตว รู เหตุนั้นจึงให กุฎ มพีไปขุดก็ไม พบ
ทองคํา ไดตดิ ตามและทุบตดี าบสใหคืนทองคาํ จนสาํ เร็จ

307

3. กาเมสุ มิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม การประพฤติ
ล่วงประเพณีในบุคคลท่ีมีผู้อื่นหวงแหน การคบชู้ในชาย หญิง ละ
ได้ด้วยกามสังวร การสํารวมในกามและสทารสันโดษ การยินดีใน
ภรรยาของตน ซ่ึงองค์ประกอบของกาเมสุมิจฉาจาร มี 4 ประการ
คอื

3.1 อคมนยี ฐาน คือสตรีนั้นบุรษุ ไม่ควรล่วงละเมดิ

3.2 จิตคดิ จะเสพเมถุนธรรม

3.3 มคี วามพยายามในการเสพ

3.4 อวัยวะสบื พนั ธใ์ุ ห้ลว่ งเข้าไปในอวัยวะเพศของหญงิ
กาเมสุมิจฉาจารนน้ั มีโทษมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอคมนียฐาน
คอื สตรีท่บี รุ ุษไมพ่ ึงลว่ งละเมดิ นนั้ มคี ณุ มากหรือน้อย หากมีคุณมาก็
มีโทษมาก มีคุณน้อยก็มีโทษน้อย ถ้ามีปกติล่วงละเมิดทางเพศเป๐น
อาจณิ ยอ่ มอํานวยผลให้เกิดกามทุคติภูมิได้ เกิดเป๐นมนุษย์ก็มีศัตรู

มาก ดงั ท่ีปรากฏในสัพพลหุสสูตร (องฺ.อฏฐฺ ก. 23/130/252) ว่า
“ภิกษุท้ังหลาย กาเมสุมิจฉาจาร อันบุคคลส้องเสพเจริญ ทํา

ให้มากแล้ว ย่อมอํานวยผลให้เกิดในนรก ในกําเนิดดิรัจฉาน
ในปิตติวิสัย วิบากการเมสุมิจฉาจารท่ีเบากว่าวิบากทั้งปวง ย่อม
อาํ นวยเวรพร้อมทัง้ ศัตรูให้แก่ผู้เกิดเป๐นมนษุ ย์”

ในปฐมภยสูตร (สํ.นิ.16/152/83) พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงโทษ
ของกาเมสุมิจฉาจารไวว้ ่า

“คหบดี บุคคลผู้มีปกติประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ย่อมประสพ
ภัยเวรใด อันเป๐นไปในทิฏฐธรรมบ้าง ย่อมประสพภัยเวรอันเป๐นไป
ในสัมปรายภพบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเป๐นไปในจิตบ้าง
เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป๐นป๎จจัย ภัยเวรน้ัน สําหรับผู้เว้นขาดแล้ว
จากกาเมสุมิจฉาจารเป๐นอันสงบระงับไดด้ ้วยประการฉะนน้ั ”

อาบัติสําหรับภิกษุท่ีล่วงละเมิดสิกขาบทที่เก่ียวข้องกับอพรหม
จริยาจะมีความผิดแตกต่างกัน แต่สําหรับสามเณรจะปฏิบัติผิดทาง

308

ทวารหนัก ทวารเบา หรือ ทางปาก อย่างใดอย่างหนึ่งในอพรหม
จริยสิกขาบท ก็ชื่อว่าไม่เป๐นสมณะ ถึงความเป๐นผู้ที่พึงนาสนะเสีย
ทีเดยี ว สรณคมน์ก็ดี การถืออุป๎ชฌาย์ก็ดี การถือเสนาสนะก็ดี ก็เป๐น
อันระงับไปทันทีทันใด จะไม่ได้ลาภจากสงฆ์ เพียงแต่เพศอย่าง
เดียวเทา่ นน้ั เปน๐ ลกั ษณะท่ียังเหลืออยู่

ตั ว อ ย่ า ง ผู้ ป ร ะ พ ฤ ติ ผิ ด ใ น ก า เ ม สุ มิ จ ฉ า จ า ร ( ม งฺ ค ล .

2/225/171-172) เรื่องมีอยู่ว่า พระอัครมเหสีของพระเจาพาราณสี
ประพฤตินอกใจถูกพระราชาตรัสถาม จึงทําการสบถวา ถาหมอม
ฉันประพฤตินอกพระทัยพระองค หมอนฉันจักเปนนางยักษิณีมีหน
าเหมือนมา สวรรคตแลวเกิดเปนยักษิณีมีหนาเหมือนมา ในถ้ําที่เร

นที่เชิงภูเขาแหงหน่ึงอุป๎ฏฐากทาวเวสวัณส้ิน 3 ปแลว จึงจะเค้ียว

กนิ มนษุ ย ในท่ยี าวประมาณ 30 โยชน กว้างประมาณ 5 โยชน ได

พบรกั กับมนุษยคลอดบุตร 1 คน และบุตรไดพาบิดาหนี ตนตามไป
แลวไดสอนมนตใหแกบุตร แตบุตรไมยอมกลับมา ตนก็เสียใจเอา
มือตอี กแตกตายในวันนั้น

4. มุสาวาท การพูดโปูปดมดเท็จ โกหกปลิ้นปล้อน ละได้สัจ
วาจา การพูดแต่ความจริง รักษาสัจจะ ซึ่งองค์ประกอบของ
มสุ าวาท มี 4 ประการ คือ

4.1 เร่อื งไม่จรงิ

4.2 จิตคดิ จะกลา่ วให้คลาดเคล่ือน

4.3 ความพยายามอนั เกิดจากจิตน้ัน

4.4 ผู้อ่ืนเข้าใจความตามที่ผูก้ ลา่ วเทจ็ ต้องการ
มสุ าวาทจะมีโทษมากหรอื น้อย ขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่ผู้พูดเท็จ
หักรานมากหรือน้อย หากกิเลสและความพยายามอ่อนก็มีโทษน้อย
กิเลสและความพยายามแรงก็มีโทษมาก ถ้ามีปกติกล่าวเท็จเป๐น
อาจิณ ย่อมอํานวยผลให้เกิดกามทุคติภูมิได้ ดังท่ีปรากฏในสัพ

พลหสุ สูตร (องฺ.อฏฐฺ ก. 23/130/252) วา่

309

“ภิกษุท้ังหลาย มุสาวาทอันบุคคลส้องเสพเจริญ ทําให้มาก
แล้ว ยอ่ มอาํ นวยผลให้เกิดในนรก ในกําเนิดดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย
วิบากแห่งมุสาวาทที่เบากว่าวิบากท้ังปวง ย่อมอํานวยการกล่าวตู่
ด้วยคาํ ไม่จรงิ ใหแ้ ก่ผู้เกิดเปน๐ มนุษย์”

โทษของมุสาวาทดังกล่าวมาสอดคล้องกับพระพุทธพจน์ท่ี

ปรากฏในปฐมภยสูตร (สํ.น.ิ 16/152/83) ท่ีว่า
“บุคคลผู้มีปกติพูดเท็จ ย่อมประสพภัยเวรใด อันเป๐นไป

ในทิฏฐธรรมบ้าง ย่อมประสพภัยเวรอันเป๐นไปในสัมปรายภพบ้าง
ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเป๐นไปในจิตบ้าง เพราะมุสาวาทเป๐นป๎จจัย
ภัยเวรนั้น สําหรับผู้เว้นขาดแล้วจากมุสาวาท เป๐นอันสงบระงับได้
ด้วยประการฉะนัน้ ”

อาบัติสําหรั บภิกษุท่ีล่วงละเมิดสิกขาบทที่เกี่ยวข้องกับ
มุสาวาทจะมีความผิดแตกต่างกัน แต่สําหรับสามเณรจะกล่าว
มุสาวาท แม้ด้วยประสงค์จะหัวเราะเล่น ก็ชื่อว่าไม่เป๐นสมณะ ถึง
ความเป๐นผู้ที่พึงนาสนะเสียทีเดียว สรณคมน์ก็ดี การถืออุป๎ชฌาย์ก็
ดี การถือเสนาสนะก็ดี ก็เป๐นอันระงับไปทันทีทันใด จะไม่ได้ลาภ
จากสงฆ์ เพียงแต่เพศอย่างเดียวเท่านน้ั เปน๐ ลักษณะทย่ี ังเหลอื อยู่

ตัวอย่างโทษของผู้กล่าวมุสาวาทถูกติเตียน ดูหมิ่นดูแคลน

เฉกเช่น ชีเปลือยกรัมปยะ (ขุ.ชา.อ. 7/283) อาศัยหมู่บ้านกรัมป
ยปฏฏนะพักอยูในท่ีใกลสมุทร พญานาคตัวหน่ึงชื่อวาปณฑระก็ดี
พญาครุฑก็ดี ยอมมาท่ีบํารุงของชีเปลือยน้ัน พญาครุฑไดใหชี
เปลือยถามความลับของพญานาคเพราะพวกของตนล มตายไป
มาก เม่ือพญานาคบอกความลับแกชีเปลือยวาหามไปบอกใคร เขา
ก็ไมไดรักษาคําพูดบอกแกพญาครุฑ จนเกิดสงครามพญานาคพ
ายแพ ไดรองคร่ําครวญถึงการผิดพลาดท่ีบอกความลับ สวนพญา
ครุฑก็ไมไดทําลายชีวิต ทั้งสองจึงเปนเพื่อนสนิทกัน พญานาคได
ตเิ ตยี นชเี ปลอื ยโดยประการตางๆ

ความสาํ รวมจากการดม่ื นาํ้ เมา

310

ความสํารวม หมายถึง การสํารวมจากการด่ืมนํ้าเมาซึ่งเป๐น
ชื่อของเจตนาเครื่องเว้นจากฐานะเป๐นที่ตั้งแห่งความประมาท

เพราะนํ้าเมาคือสรุ าและเมรัย (มงฺคล.2/170/135)

ในวิภังค์แห่งสุราปานสิกขาบท (วิ.ม.2/576/385) ได้อธิบาย
ไว้ว่า มัชชะ คือ นํ้าเมา ได้แก่ วัตถุเป๐นเหตุความเมา 10 อย่าง ที่
เปน๐ สรุ า 5 อยา่ ง และเมรัย 5 อยา่ ง

1. สุรา ไดแ้ ก่ สรุ าแปงู สรุ าขนม สรุ าข้าวสุก สรุ าใส่เช้ือ สุรา
ผสมเครื่องปรงุ

2. เมรัย ได้แก่ นํ้าดองดอกไม้ นํ้าดอกไม้ผลไม้ นํ้าดอก
น้าํ หวาน น้ําดองนํา้ อ้อย นํ้าดองผสมเคร่อื งปรงุ

มัชชะ นํ้าเมา หมายถึง ของเมาทั่วไป ทั้งที่เป๐นของแห้งและ
เป๐นนํ้า เป๐นของเสพติดให้โทษ นํ้าที่ดื่มแล้วทําให้มีอาการมึนเมา
ว่าด้วยเรือ่ งของน้ําเมาน้ัน อาจทํามาจากแปูง ข้าวสุก การปรุงโดย
ผสมเช้ือ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดื่มแล้วทําให้มึนเมา เช่น เบียร์ ไวน์
ไม่ใช่แค่เหล้าเท่าน้ัน นํ้าเมาในท่ีน้ีมีความหมายรวมถึงของมึนเมา
อื่นๆ ที่เป๐นยาเสพติดทุกชนิด เช่น ฝิ๑น กัญชา เฮโรอีน ยาบ้า ยาอี

ทนิ เนอร์ สี่คูณร้อย ใบกระท่อม เป๐นต้น (พระครูปลัดจักรกริศน์ จนฺ

โทภาโส : 2553 : 23) สุราเมรัย น้นั มีองคป์ ระกอบ 4 ประการ คือ

1. นํ้านน้ั เป๐นนํ้าสรุ าเมรัย

2. มีความประสงค์ท่จี ะดืม่ สุราเมรยั น้นั

3. พยายามท่จี ะดม่ื สุราเมรยั นั้น

4. ดื่มสรุ าเมรยั นนั้ ล่วงลําคอไปแล้ว
อาหารบางอย่าง เช่น ข้าวหมาก ผลไม้บางชนิด เช่น ผล
ละมดุ สกุ มกี ลิ่น มีสีคล้ายๆ กับสุราเมรัย แต่ไม่ใช่นํ้าเมา บริโภคได้
ไม่ห้าม ไม่ผิดศีล ดังท่ีปรากฏในอรรถกถาสุราปานสิกขาบท
(สมนฺต.2/450) ไว้ว่า “ไม่เป๐นอาบัติ ในเพราะยาดองวิเศษ ช่ือ
อริฏฐะ ซึ่งไม่เป๐นน้ําเมา เล่ากันมาว่า ชนท้ังหลายทํายาดองวิเศษ

311

ช่อื อรฏิ ฐะ ดว้ ยรสมะขามปอู มเป๐นต้นน่ันเอง ยาดองวิเศษช่ืออริฏฐะ
น้ัน มีสีกลิ่นและรสคล้ายนํ้าเมา แต่ไม่เป๐นน้ําเมา คือไม่เมา ส่วนรส
ใดทเี่ ขาใส่เคร่ืองปรงุ จดั เปน๐ เมา รสนนั้ ไมค่ วร ต้งั แตห่ ัวเชอ้ื ”

โทษของสรุ าเมรยั
โทษของสุราเมรัยท่านได้กล่าวอธิบายไว้ว่า ถ้ามีดีกรีมาก มี
โทษมาก มีดีกรีน้อย มีโทษน้อย ถ้าด่ืมแล้วทําความเสียหายมาก มี
โทษมาก ดื่มแล้วทําความเสียหายน้อย มีโทษน้อย และใน

สิงคาลก-สูตรพระพุทธองค์ตรัสโทษของสุราเมรัยไว้ 6 ประการ

(ท.ี ปาฏ.ิ 11/179/196) ดงั นี้
“ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซ่ึงการดื่ม

น้ําเมา คือ สุราและเมรัย อันเป๐นที่ตั้งแห่งความประมาท 6 ประการ

นี้ คือ 1) ความเส่ือมทรัพย์อันผู้ด่ืมพึงเห็นเอง 2) ก่อการทะเลาะ

ววิ าท 4) เป๐นบ่อเกิดแห่งโรค 4) เป๐นเหตุเสียช่ือเสียง 5) เป๐นเหตุ
ไม่รู้จักละอาย และข้อที่ 6) คือ เป๐นเหตุทอนกําลังป๎ญญา 1 ดูกร
คฤหบดีบุตร โทษ 6 ประการในการประกอบเนืองๆ ซ่ึงการดื่ม
นาํ้ เมาคอื สุราและเมรัยอันเป๐นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านแี้ ล”

จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวมาทําให้เห็นถึงโทษของสุราและ
เมรัยไม่ว่าจะเป๐นเหตุให้เสียทรัพย์ เพราะไหนจะต้องซ้ือเหล้ามา
ด่ืมเอง ไหนจะต้องเล้ียงเพ่ือน งานการก็ไม่ได้ทํา ดังนั้น แม้เป๐น
มหาเศรษฐีถ้าติดเหล้าเมายาก็อาจจะล่มจมได้ เฉกเช่น ดาราระดับ
แนวหน้าท่านหน่ึงติดเหล้า ทําให้ครอบครัวล้มเหลว ประกอบการ
งานไม่ได้ ทําให้ต้องขายรถ เรือ ขายบ้านเพ่ือนําไปใช้จ่ายใน
ชีวิตประจําวัน รวมทั้งนําไปบําเรอความสุขส่วนตัวอันเนื่องกับสุรา
เมรัย รวมท้ังเป๐นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท เพราะกินเหล้าแล้ว
ขาดสตไิ มส่ ามารถควบคุมตนเองได้ จะเห็นได้ว่าในวงเหล้ามักจะมี
เรื่องชกต่อย ตีรันฟ๎นแทงอยู่เสมอ เพื่อนรักกัน พอเหล้าเข้าปาก
ประเดีย๋ วเดียวก็ฆ่ากันเสียแล้ว มีปรากฏข่าวให้เห็นผ่านส่ือมวลชน
ต่างๆ แทบเกือบทุกวัน หรือเกือบทุกค่ําคืนในเมืองใหญ่ๆ จะมีเร่ือง

312

ทะ เ ล า ะ วิว า ท กั น อ ยู่ป ร ะ จํ า โ ด ย เ ฉ พ า ะห น้ า ร้ า น เห ล้ า ห รื อ
หอ้ งอาหาร คาราโอเกะ

นอกจากน้ีแล้วยังเป๐นบ่อเกิดของโรค เช่น โรคตับแข็ง โรค
กระเพาะ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคทางระบบประสาท
ตลอดจนถึงเป๐นเหตุทําให้เสียชื่อเสียง เพราะไปทําส่ิงท่ีไม่ดี ใครรู้
ว่าเป๐นคนขี้เมาก็จะดูถูกเหยียดหยาม ไม่มีใครไว้วางใจ คนพาลท่ี
ติดเหล้าเมายา ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ตัวเองก็มีให้เห็น ถูกจําคุกก็มี ถูกปรับ
ก็มี ถูกฆ่าก็มี เม่ือเมาแล้วไม่สามารถควบคุมสติได้เป๐นเหตุเปิดเผย
อวยั วะทล่ี ับ แสดงอุจาดขาดความละอาย พอเมาแล้วอะไรท่ีไม่กล้า
ทาํ กท็ าํ ได้ จะนอนอยู่กลางถนน จะเอะอะโวยวาย จะถอดเส้ือผ้าใน
ท่ีสาธารณะทําได้ท้ังนั้น ปิดความลับไม่อยู่ เปิดเผยทุกเร่ืองท่ี
ต้องการจะพูดโดยไม่พินิจพิจารณาก่อนพูด ประการสุดท้ายทําให้
สติป๎ญญาเส่ือมถอย พอเมาแล้วจะคิดอะไรก็ไม่ออก อ่านหนังสือก็
ไม่ถูก พูดจาวกวน พอดื่มหนักๆ เข้าอีกหน่อยก็กลายเป๐นคน
หลงลืม ป๎ญญาเสื่อม จริงอยู่มนุษย์เป๐นบ้าก็มี มีจิตฟูุงซ่านก็มี เป๐น
บา้ นา้ํ ลายก็มี กเ็ พราะผลวบิ ากของการด่มื ของมนึ เมา

โทษของสุราเมรัยสิ่งเสพติดดังกล่าวมาสอดคล้องกับพระพุทธ

พจนท์ ่ีปรากฏในปฐมภยสูตร (สํ.น.ิ 16/152/83) ที่ว่า
“คหบดี บุคคลผู้มีปกติดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัย ย่อมประสพ

ภัยเวรใด อันเป๐นไปในทิฏฐธรรมบ้าง ย่อมประสพภัยเวรอันเป๐นไป
ในสัมปรายภพบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสอันเป๐นไปในจิตบ้าง
เพราะเหตุเป๐นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะนํ้าเมาคือสุราและเมรัย
เป๐นป๎จจัย ภัยเวรนั้น สําหรับผู้เว้นขาดแล้ว จากเหตุเป๐นที่ต้ังแห่ง
ความประมาทเพราะน้าํ เมาคือสุราและเมรัย เปน๐ อันสงบระงบั ได้”

สุราเมรัยส่ิงเสพติดจะผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ผลาญทรัพย์
ผลาญไมตรี ผลาญสุขภาพ ผลาญเกียรติยศ ผลาญศักดิ์ศรี ผลาญ
สติป๎ญญา การดมื่ เหลา้ น้ัน ทําให้เกิดความสุขได้บ้างสําหรับคนที่ติด
แต่เป๐นความสุขหลอกๆ บนความทุกข์ เหล้าทําให้เพลินเพลิน แต่
เป๐นการเพลิดเพลินในเร่ืองเศร้า การด่ืมน้ําเมามอมตัวเองวันแล้ววัน

313

เล่า จึงเป๐นการบ่ันทอนทุกสิ่งทุกอย่างของตนเองแม้ท่ีสุดความสุข
ทางใจ ที่คนเมาเห็นว่าตนได้จากการเสพส่ิงเสพติดน้ัน ก็เป๐น
ความสุขจอมปลอม นอกจากให้โทษในโลกน้ีแล้ว แต่ยังมีโทษติดตัว

ผู้ด่ืมไปข้ามภพข้ามชาติมากมายหลายประการ (กองวิชาการ :

2550 : 125) ตัวอย่างเช่น
1. ทําใหเ้ กิดเป๐นคนใบ้ พวกนี้ตายในขณะเมาเหล้า คนท่ีเมา

เหล้ากําลังได้ท่ี ลิ้นจุกปากกันทั้งน้ัน พูดไม่รู้เรื่อง ได้แต่ส่งเสียง

“แบะๆ ” พอตายแล้วก็ตกนรก จากนั้นกลับมาเกิดใหม่ กรรมยัง
ตดิ ตามมา เลยเปน๐ ใบ้

2. ทําให้เกิดเป๐นคนบ้า พวกนี้ภพในอดีตดื่มเหล้ามามาก
เวลาเมาก็มีประสาทหลอน เวรนั้นติดตัวมา ในภพชาติน้ีเกิดมาก็
เป๐นบ้า อยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงคนมากระซิบบ้างเห็นภาพหลอนว่าคน
น้ันคนนีจ้ ะมาฆ่าบ้าง

3. ทาํ ใหเ้ กดิ เปน๐ คนปญ๎ ญาอ่อน พวกท่ีดื่มเหล้าจัดๆ ตอนเมา
ก็คิดอะไรไม่ออกอยู่แล้ว ด้วยเวรสุราน้ีก็ส่งผลให้เกิดเป๐นคน
ปญ๎ ญาออ่ น

4. ทําให้เกิดเป๐นสัตว์เล้ือยคลาน ไม่ว่าจะเป๐นตะกวด งู เหี้ย
มาจากพวกข้ีเมาทั้งน้ัน พวกน้ีซ้อมคลานมาตั้งแต่ตอนเป๐นคนพอ
ตายเขา้ ไดค้ ลานสมใจนึก

นอกจากนี้แล้วผู้ท่ีมีพฤติกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับสุราเมรัยส่ิงเสพ
ติด โดยเฉพาะผู้เสพติด มีปกติด่ืม กิน เสพเป๐นอาจิณ หลังจาก
เสียชีวิตไปทําให้เกิดในอบายภูมิดังท่ีปรากฏในสัพพลหุสสูตร

(องฺ.อฏฐฺ ก. 23/130/252-253) วา่
“ภิกษุท้ังหลายการดื่มสุราและเมรัย อันบุคคลส้องเสพเจริญ

ทําให้มากแล้ว ย่อมอํานวยผลให้เกิดในนรก ในกําเนิดดิรัจฉาน
ในปิตติวิสัย วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยท่ีเบากว่าวิบากท้ังปวง
ยอ่ มอํานวยความเปน๐ คนบ้า ใหแ้ ก่ผู้เกิดเปน๐ มนุษย์”

ตัวอย่างโทษของการติดสุราเมรัยทําให้ชีวิตเปล่ียน อยู่อย่าง

อนาถาเฉกเช่น พระเจ้าปุตตขาทกะ (ขุ.ชา.อ.3/248) มีเรื่องอยู่ว่า

314

ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตวเปนเศรษฐีมีทรัพยฝงไวในดิน

ประมาณ 40 โกฏิ ทําบุญทั้งหลายมีทาน เปนตน จุติจากอัตภาพ
น้ันแลวไดเปนทาวสักกเทวราช สวนบุตรของทานติดสุรา เป
นนักเลงหญิง ลางผลาญทรัพยท่ีมีอยูจนหมดเน้ือหมดตัวกลายเป
นขอทาน ทาวสักกะทรงทราบวาเขาเปนคนตกยากจึงเสด็จมา
เพราะความรักในบุตรพระราชทานหมอท่ีใหสมบัติอันสัตวพึงใคร
ทุกอยาง เสด็จไปสูสถานท่ีของพระองคตามเดิม ต้ังแตน้ันมาเขา
เที่ยวด่ืมสุราอยูรํ่าไป วันหน่ึงนึกสนุก โยนหมอ โยนๆ รับๆ เกิดรับ
พลาดไปคร้ังหนึ่ง หมอตกลงมาบนพื้นแตกกระจาย แตนั้นมาก็
กลายเปนคนเข็ญใจอีกคร้ัง นุงผาเกาแลวมีมือถือกระเบ้ืองอาศัย
ฝาเรือนคนอ่ืน ตายอยางอนาถา

เช่นเดียวกับหลานของอนาถบิณฑิกเศรษฐีใชเงินประมาณ 40
โกฏิ ของบิดามารดาใหฉิบหายด้วยการใชจายไปในการดื่มสุรา แล
วไปหาเศรษฐี เศรษฐีน้ันก็ไดใหเงินแกเขาพันกหาปณะเพื่อทําการค

าขาย เขาเอาเงินซ้ือสุราดื่มหมดแลวไดไปอีก เศรษฐีใหอีก 500
กหาปณะ เมื่อเขาเอาเงินซ้ือสุราดื่มหมดแลวมาหาอีก จึงใหผาสาฎก

เน้ือหยาบ 2 ผืน และไลเขาผูขายผาสาฎกเนื้อหยาบดื่มสุราหมดแล
วมาหาอีกใหออกไปแลว เขาเปนคนอนาถาอาศัยฝาเรือนคนอ่ืน ถึง
แกกรรมแลว คนทั้งหลายพากันลากศพนี้นั้นไปท้ิง ณ ภายนอก แม
เศรษฐีก็ไปสูวิหาร ทูลเลาประวัติของหลานนั้นแกพระศาสดา พระ
ศาสดาตรัสวา ในกาลกอน เราแมใหหมอ อันใหซ่ึงสมบัติอันสัตวพึง
ใครทุกอยาง ก็ไมไดอาจใหบุรุษใดอ่ิมหนําได จักยังบุรุษนั้นใหอ่ิม

หนําไดอยางไร แล้วยกภัทรฆฏเภทกชาดก (ขุ.ชา.27/472-

474/121-122) มาตรสั ว่า
“นักเลงน้ันได้หม้อช่ือกูฏะ ที่ให้สมบัติอันสัตว์ พึงใคร่

ทุกอย่างแล้ว ยังตามรักษาไว้ได้เพียงใด เขาย่อมถึงสุข
เพียงนั้น เม่ือใดเขาเมาและเซ่อ แล้วทําลายหม้อเสีย
เพราะความประมาท เม่ือนั้น บางคราวเป๐นคนเปลือย

315

บางคราวนุ่งผ้าเก่า เป๐นคนเขลา ย่อมเดือนร้อนใน
ภายหลัง บุคคลใดได้ทรัพย์แล้ว ย่อมใช้สอยด้วยความ
ประมาท บุคคลน้ันมีป๎ญญาทราม ย่อมเดือดร้อนใน
ภายหลัง เหมือนนักเลงทําลายหม้อแล้ว ย่อมเดือดร้อน
ในภายหลัง ฉะนน้ั ”

เมือ่ เห็นโทษของการตดิ สรุ าเมรัยสิ่งเสพติดแล้ว ควรหาวิธีการ
เลิกให้ได้ โดยการตรึกตรองพิจารณาให้เห็นโทษว่าสุราเมรัยส่ิง
เสพติด มีโทษมหันต์ส่ิงใดที่จะเป๐นสื่อให้คิดถึงสุราเมรัยสิ่งเสพติด
เช่น ภาพโฆษณา เหล้าตัวอย่างขนไปทิ้งให้หมด ถือเป๐นของ
เสนียด นําอัปรีย์จัญไรมาให้บ้านแล้วต้ังใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเลิก
โดยเดด็ ขาด ใหส้ จั จะกับผใู้ หญ่ที่เคารพนับถือ หรือกับพระ และให้
คิดว่า เพ่ือนข้ีเหล้าขี้ยาท้ังหลาย เลิกคบให้หมด ไม่อย่างนั้นเด๋ียว
เขาก็มาชวนเราไปด่ืมเหล้าอีก ข้อนี้สําคัญที่สุด ตราบใดยังเลิกคบ
เพ่ือนข้ีเหล้าไม่ได้ จะไม่มีทางเลิกเหล้าได้เลย โดยให้นึกถึง
ศักด์ิศรีตัวเองให้มากว่า เราเป๐นชาวพุทธ เป๐นลูกพระพุทธเจ้า เป๐น
ศิษย์มีครู เป๐นคนมีเกียรติยศ เป๐นทายาทมีตระกูล นึกถึงศักดิ์ศรี
ตัวเองอย่างน้ีแล้วจะได้เลกิ สุราเมรัยสิ่งเสพติดได้

กรรมกเิ ลส 4 มีปาณาติบาต เป๐นต้น และสุราเมรัย จัดเป๐นเวร
เจตนา เจตนาของผู้ก่อเวร ซ่ึงเจตนาผู้ก่อเวร ช่ือว่าเป๐นอวมงคล
เพราะเป๐นเหตุนํามาซ่ึงอนิฏฐผลมีทุกข์อันเป๐นไปในอบายเป๐นต้น
ส่วนเจตนาผู้ขับไล่เวร ช่ือว่าเป๐นมงคล เพราะตรงกันข้ามจาก
เจตนา ผู้ก่อเวรนั้นดังที่ปรากฏในอรรถกถาปรัตถโชติกา

(ป.โช.ขุ.ขุ.157) กลา่ วไว้วา่
“ความงดและความเว้นจากบาปน้ันแม้ท้ังหมดน่ัน พระผู้มี

พระภาคตรัสว่า ช่ือว่ามงคล เพราะเป๐นเหตุแห่งการละมีการละภัย
และเวร อันเป๐นไปในทิฏฐธรรมและเป๐นไปในสัมปรายภพเป๐นต้น
และบรรลุคุณวิเศษมีประการต่างๆ ก็เพราะเหตุที่บุคคลผู้มักด่ืม
นํ้าเมาย่อมไม่รู้อรรถไม่รู้ธรรม ย่อมทําอันตรายแก่มารดา แก่บิดา

316

ย่อมทําอันตรายแม้แก่พระพุทธะ พระป๎จเจกพุทธะ และสาวกของ
พระตถาคต ย่อมถูกติเตียนในโลกนี้ เม่ือจากไปก็เกิดในทุคติ ถึง
ความเป๐นบา้ ในภพต่อๆ ไป ส่วนผู้สํารวมจากการด่ืมน้ําเมา ย่อมถึง
ความเข้าไปสงบโทษเหล่านั้น และคุณสมบัติอันตรงข้ามจากโทษ
น้ัน เพราะฉะนั้นความสํารวมจากการดื่มน้ําเมานี้ บัณฑิตพึงทราบ
วา่ เปน๐ มงคล”

มวลมนุษย์ควรเกรงกลัวและเว้นจากเวรเจตนาท้ัง 5 พระพุทธ
องคต์ รสั ว่า ยอ่ มกลัวแต่สิ่งท่ีควรกลัว ไม่ชื่อว่าผู้งมงาย ส่วนผู้ใดกลัว
แต่ส่ิงที่ไม่ควรกลัว ผู้น้ัน ชื่อว่าผู้งมงาย ในอรรถกถาพราหมณ์ธัม

มิกสูตร (ขุ.สุ.อ.2/147) ในทุติยวรรคแห่งสุตตนิบาต ได้ยกตัวอย่าง
มาประกอบการอธบิ ายไวว้ ่า

“ได้ยินว่า สัตว์ 4 จําพวก คือ 1) ไส้เดือนทั้งหลาย มีปกติกิน

ดินแต่ไม่กินดินมาก เพราะกลัวแผ่นดินใหญ่จะหมดเสีย 2) ฝูงนาง

นกต้อยติวิดนอนหงายอยู่บนฟองไข่ เพราะกลัวอากาศจะตกทับ 3)
นางนกกะเรียนไม่เอาเท้าทั้ง 2 เหยียบพื้นดินโดยเรียบร้อยเต็มฝุา

เท้า เพราะกลัวแผ่นดินจะถล่ม 4) พวกพราหมณ์ ย่อมแสวงหาภริยา
เพราะกลวั ตระกูลวงศ์จะขาดสญู ”

“คนและสัตว์ ผงู้ มงาย 4 จําพวกเหลา่ นี้ คอื ไสเ้ ดือน
1 นางนกต้อยติวดิ 1 นกกะเรียน 1 พราหมณ์ผ้หู นักใน
ธรรมเนยี ม 1 ยอ่ มกลัวส่ิงที่ไม่ควรกลัว”

ผู้ที่ไม่งมงาย ละเวรแล้วสมาทานเจตนาผู้ขับไล่เวร ช่ือว่าผู้มี
ศีล ดังท่ีพระพุทธพจน์ท่ีปรากฏในเวรสูตร (องฺ.ปํฺจก.

22/174/229) ว่า
“นระใด ย่อมทําสัตว์มีปราณให้ตกล่วงไป 1 กล่าว

มุสาวาท 1 ถือเอาสิง่ ของท่ีเขาไม่ให้แล้วในโลก 1 ถึงทา
ระของชายอ่ืน 1 อนึ่ง นระใด ย่อมประกอบเนืองๆ ซึ่ง
การดื่มสุราและเมรัย นระน้ันไม่ละเวรท้ัง 5 แล้ว บัณฑิต

317

เรียกว่า ผู้ทุศีล เขามีป๎ญญาทราม ย่อมเข้าถึงนรก
เพราะของท่ีเขาไม่ให้แล้วในโลก ไม่ถึงทาระของชาย
อ่ืน อน่ึง นระใด ไม่ประกอบเนืองๆ ซ่ึงการดื่มสุราและ
เมรัย นระนั้น ละเวรท้ัง 5 แล้ว บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีศีล
เขามปี ๎ญญา ยอ่ มเข้าถึงสุคติ เพราะความแตกแห่งกาย”

ผกู้ อ่ เวรย่อมประสบความทุกข์ ผู้กลัวแตเ่ วรจึงควรเวน้ จาก
เวร ดังท่พี ระพุทธองค์ตรสั แก่พระสารีบุตรเถระ ตามทป่ี รากฏไว้

ในคหิ สิ ตู ร (อง.ฺ ปํฺจก.22/179/238) ว่า
“บัณฑิตเห็นภัยในนรกทั้งหลายแล้ว พึงงดเว้นบาป

ท้ังหลาย พึงสมาทานอริยธรรม แล้วงดเว้น เม่ือความบาก
บั่นมีอยู่ ชนไม่พึงเบียดเบียนสัตว์ และรู้อยู่ไม่พึงพูดมุสา
และไม่พึงหยิบฉวยของท่ีเขาไม่ให้ และพึงเป๐นผู้ยินดีด้วย
ภรรยาของตน พึงงดภรรยาของคนอ่ืน และไม่พึงด่ืมเมรัย
สรุ าอันยงั จติ ให้หลง”

ความไมป่ ระมาทในธรรม

ความไม่ประมาท ได้แก่ สติ ความระลึกได้ คือระลึกอยู่ในกุศล
ธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป๐นกุศลทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ
ตั้งแต่กุศลข้ันทาน ข้ันศีล ไปจนถึงขั้นภาวนา ซึ่งล้วนอาศัยสติ
ความไม่ประมาททั้งส้ิน มีสติกํากับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะ
ทําส่ิงใดๆ ไม่ยอมถลําลงไปในทางท่ีเส่ือม และไม่ยอมพลาดโอกาส
ในการทําความดี ความมีสติกํากับตัวอยู่เสมอในการพูด การทํา
การคิดในหลักปฏิบัติท่ีทําแล้วมีผลในทางดีแก่ชีวิต และเป๐นจริงที่
พระพุทธองค์ได้ทรงโปรดแนะทางไว้ อันเป๐นการประกอบกิจอันเป๐น
ผลดี แก่ชีวิตด้วยความรอบคอบ มีสติระลึกรู้อยู่เสมอ ฝึกตนให้เป๐น
คนรู้จักย้ังคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทํา และสิ่งใดไม่ควรทํา

ระวังมใิ หเ้ ปน๐ ความมัวเมาประมาท (โอเคเนชน่ั : ออนไลน)์ คือ

318

1. ไม่ประมาทในเวลา มีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า “วันคืนล่วง

ไปๆ บดั นเ้ี รากําลงั ทําอะไรอยู่” อยา่ มวั เมาทําในสิง่ ท่ไี รส้ าระ

2. ไม่ประมาทในวัย มีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า อย่าคิดว่า
ตัวเองยังเปน๐ เด็กอยู่ จงึ เท่ยี วเลน่ เพลดิ เพลินไปวนั ๆ หนงึ่

3. ไม่ประมาทในความไม่มีโรค มสี ติเตอื นตนอยเู่ สมอว่า อย่า
คิดว่าเราจะแข็งแรงอยู่อย่างนี้ตลอดไป ถ้ากรรมช่ัวในอดีตตามมา
ทันอาจปุวยเป๐นโรค ไม่สบายเมื่อไหรก่ ็ได้

4. ไม่ประมาทในชวี ิต มีสติเตอื นตนอยู่เสมอว่า อย่าคิดว่าเรา
ยงั มีชวี ิตอยู่ สุขสบายดี เราจะยังมีชีวิตอยู่อีกนาน เพราะจริงๆ แล้ว
เราอาจจะตายเมอ่ื ไหร่ก็ได้

5. ไมป่ ระมาทในการงาน มีสติเตอื นตนอยู่เสมอว่า จะทํางาน
ทกุ อย่างท่ีมาถงึ มือให้ดีทสี่ ุด ทาํ งานไมใ่ ห้ค่ังค้าง ไม่ทอ้ ถอย

6. ไม่ประมาทในการศึกษา มีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า จะ
ขวนขวายหาความรอู้ ยา่ งเตม็ ท่ี

7. ไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรม มีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า
จะปฏิบัติธรรมอย่างสมํ่าเสมอไม่ย่อท้อโดยเริ่มตั้งแต่บัดน้ี ไม่ใช่รอ
จนแก่ค่อยเข้าวัด จะฟ๎งเทศน์ก็หูตึงฟ๎งไม่ถนัด จะนั่งสมาธิก็ปวด
เม่ือยขดั ยอกไปหมด ลกุ ก็โอย น่ังกโ็ อย

ความไมป่ ระมาทมีความหมายตรงกันข้ามกับความประมาทซึ่ง
จัดเป๐นความมัวเมา อาการแห่งความมัวเมา การถึงความเลิกเล่อ ดัง

พระพุทธพจน์ที่ปรากฏในขุททกวัตถุววิ ภังค์ (35/863/472) วา่
“บรรดาความประมาทและความไม่ประมาทท้ัง 2 นั้น ความ

ประมาทเป๐นไฉน? การปล่อย การส่งเสริมการปล่อยจิตไปในกาย
ทจุ ริตกด็ ี ในวจที จุ ริตกด็ ี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี ช่ือ
วา่ ความประมาท อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีการทําโดยเคารพ ความ
ไม่มีการทําโดยติดต่อ ความไม่มีการทําไม่หยุด ความประพฤติย่อ
หย่อน ความหมดความพอใจ ความทอดธุระ ความไม่ต้ังม่ัน ความ

319

ไม่ประกอบเนืองๆ ไม่เสพ ไม่เจริญ ไม่ทําให้มาก ในการบําเพ็ญ
กุศลธรรม ชื่อว่าความประมาท ความประมาทเลินเล่อ มัวเมา เห็น
ปานนัน้ เรากลา่ วว่าความประมาท”

ความไม่ประมาท โดยเนื้อความ เป๐นช่ือแห่งสติอันต้ังมั่นอยู่
เป๐นนิตย์ ส่วนความประมาท เป๐นจิตตุปบาท การเกิดขึ้นความนึก
คิดอันเป๐นส่วนฝุายอกุศลจิต เป๐นปฏิป๎กษ์ต่อสติและสัมปชัญญะ
ความประมาทย่อมเป๐นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล และเพ่ือ
ความเสื่อมแห่งกุศล ส่วนความไม่ประมาทย่อมเป๐นไปเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งกุศลและเพ่ือความเส่ือมแห่งอกุศล ดังท่ีปรากฏในฉัฏฐ

วรรคแห่งเอกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.เอก.20/59-60/13) พระ
พุทธองค์ได้ตรสั ไวว้ ่า

“ภิกษุท้ังหลายเราไม่พิจารณาเห็นธรรมแม้สักอย่างหนึ่งอื่น
อันเป๐นเหตุเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายท่ียังไม่เกิดข้ึนก็ดี เป๐น
เหตุเส่ือมแห่งกุศลธรรมทั้งหลายท่ีเกิดข้ึนแล้วก็ดี เหมือนความ
ประมาทน้ีนะ ภิกษุท้ังหลายภิกษุท้ังหลาย เพราะว่า เมื่อบุคคล
ประมาทแลว้ อกุศลธรรมทั้งหลายอันยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น และอกุศล
ธรรมท้ังหลายที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเส่ือมไป” และตรัสว่า “ภิกษุ
ท้ังหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมแม้สักอย่างหน่ึงอ่ืน อันเป๐นเหตุ
เกิดข้ึนแห่งกุศลธรรมท้ังหลายอันยังไม่เกิดข้ึนก็ดี เป๐นเหตุเส่ือม
แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็ดี เหมือนความไม่ประมาท
นี้นะ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า เมื่อบุคคลไม่ประมาท
แล้ว กุศลธรรมทั้งหลายอันยังไม่เกิด ย่อมเกิดข้ึน และอกุศลธรรม
ทั้งหลายทีเ่ กิดขนึ้ แล้วยอ่ มเส่อื มไป”

ความไม่ประมาทนมี้ ีอปุ การะมากในธรรมหาโทษมไิ ด้ เพราะ
เปน๐ ไปแมเ้ พ่ือยังกุศลให้เกิดข้ึน ดังท่ีพระสารีบุตร ธรรมเสนาบดี

เมอ่ื ครั้งแสดงธรรมแก่เหล่าภกิ ษุ ไดก้ ล่าว (ที.ปาฏ.ิ 11/288) วา่

320

“ท่านผู้มีอายุทัง้ หลาย ธรรมอย่างหนึ่งมีอปุ การะมาก ธรรม

อยา่ งหน่งึ มีอปุ การะมากเป๐นไฉน ? คือความไม่ประมาทในกศุ ล
ธรรมท้ังหลายธรรมอย่างหน่งึ นี้ เป๐นธรรมมีอปุ การะมาก”

อรรถกถาทสุตตรสูตร (สุ.วิ.3/320) ได้ขยายความหลักธรรม
ของพระสารีบุตรไวว้ า่

“ความไม่ประมาทมีอุปการะมากในธรรมท้ังปวง กล่าวคือ
กศุ ลธรรม เพราะหาโทษมไิ ด้ คือการบาํ เพญ็ ศีล การสํารวมอินทรีย์
ความเป๐นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบเนืองๆ ซึ่งความ
เพยี รของบุคคลผู้ต่ืนอยู่ พระสัทธรรม การเจริญวิป๎สสนาเพ่ือมรรค
ผล ปฏิสัมภิทา 4 มีอรรถปฏิสัมภิทาเป๐นต้น ธรรมขันธ์ 5 มีศีลขันธ์
เปน๐ ต้น ฐานะและมิใชฐ่ านะ สมาบัติเป๐นเคร่ืองอยู่อันใหญ่ อริยาสัจ
โพธิป๎กขิยธรรม มีสติป๎ฏฐานเป๐นต้น ในวิชชา 8 มีวิป๎สสนาญาณ
เป๐นตน้ ”

พระพุทธองค์ทรงชมเชยโดยการเปรียบเทียบอัปปมาทธรรม
ความไม่ประมาท ด้วยอุปมา 10 ประการกล่าวคือ พระตถาคต
รอยเท้าช้าง ยอดแห่งเรือนยอด กลัมพัก จันทร์แดง ดอกมะลิ พระ
เจ้าจักรพรรดิ รัศมีพระจันทร์ พระอาทิตย์และผ้าของชาวกาสี ซึ่ง
ปรากฏอยู่ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อัปปมาทวรรค ว่าด้วย
ความไม่ประมาท ดังนี้

1) อุปมาด้วยพระตถาคต ดังปรากฏในตถาคตสูตร (สํ.มหา.

19/245/62) สูตรว่าด้วยผู้เจริญอริยมรรคน้อมไปในการสละ มี
ความว่า

“ภิกษุท้ังหลาย สัตว์ท้ังหลายมีประมาณเท่าใด ไม่มีเท้าก็ดี 2
เท้าก็ดี 4 เท้าก็ดี เท้ามากก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มี
สัญญาก็ดี มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ก็ดี พระตถาคต
บัณฑิตกล่าวว่า เป๐นยอดของสัตว์เหล่าน้ันฉันใด ภิกษุทั้งหลาย
กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหน่ึงน้ันท้ังหมด มีความไม่ประมาทเป๐นมูล

321

ประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่า
เปน๐ ยอดแห่งกศุ ลธรรมเหลา่ นั้นฉันน้นั นน่ั แล”

2) อุปมาด้วยรอยเท้าช้าง ดังปรากฏในปทสูตร (สํ.มหาวาร.

19/253/65) สูตรวา่ ด้วยกศุ ลธรรมทง้ั ปวงมีความไมป่ ระมาทเป๐นมูล
มคี วามวา่

“ภิกษุทั้งหลาย ปทชาตของสัตว์ทั้งหลายผู้เท่ียงไปบนพื้น
ปฐพีทุกจําพวก ย่อมถึงความรวมลงในรอยเท้าช้างชาวโลกย่อม
กล่าวว่า รอยเท้าช้าง เป๐นยอดแห่งรอยเท้าของสรรพสัตว์เหล่านั้น
เพราะรอยเท้าช้างเป๐นของใหญ่ ฉันใด ภิกษุท้ังหลาย กุศลธรรม
ทั้งหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาทเป๐นมูล รวมลงในความไม่
ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตย่อมกล่าวว่า เป๐นยอดแห่งกุศล
ธรรมเหลา่ นั้นฉันน้นั นั่นแล”

3) อุปมาด้วยยอดแห่งเรือนยอด ดังปรากฏในกูฏสูตร (สํ.

มหา.19/255/65) สูตรว่าด้วยดว้ ยเรอื นยอด มคี วามวา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลอนแห่งเรือนยอดอย่างใดอย่างหน่ึง

ท้งั หมดนน้ั ไปสยู่ อด น้อมไปส่ยู อด ประชมุ เขา้ ที่ยอด ยอดแห่งเรือน
ยอดนั้น บัณฑิตกล่าวว่า เลิศกว่ากลอนเหล่าน้ัน แม้ฉันใด ภิกษุ
ทั้งหลาย กุศลธรรมท้ังหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาทเป๐นมูล
รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตย่อมกล่าวว่า
เป๐นยอดแหง่ กศุ ลธรรมเหล่านัน้ ฉนั น้ันนั่นแล”

4) อุปมาด้วยกล้มพัก ดังปรากฏในมูลคันธสูตร (สํ.มหา.

19/256/65-66) สูตรว่าดว้ ยกล่นิ ทีร่ าก มคี วามวา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่รากชนิดใดชนิดหน่ึง ไม้

กลัมพัก บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นท่ีรากเหล่านั้น แม้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมท้ังหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาท
เป๐นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตย่อม
กล่าวว่า เป๐นยอดแหง่ กุศลธรรมเหล่านั้นฉันนนั้ นั่นแล”

322

5) อุปมาด้วยจันทร์แดง ดังปรากฏในสารคันธสูตร (สํ.มหา.

19/257/66) สูตรว่าด้วยกลิ่นที่แก่น มีความว่า “ดูกรภิกษุท้ังหลาย
ไม้มีกลิ่นท่ีแก่นชนิดใดชนิดหน่ึง จันทน์แดง บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ
กว่าไม้มีกลิ่นที่แก่นเหล่านั้น แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรม
ท้ังหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาทเป๐นมูล รวมลงในความไม่
ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตย่อมกล่าวว่า เป๐นยอดแห่งกุศล
ธรรมเหลา่ นัน้ ฉันนนั้ นั่นแล”

6) อุปมาด้วยดอกมะลิ ดังปรากฏในปุปผคันธสูตร (สํ.มหา.

19/258/66) สูตรว่าด้วยกล่ินที่ดอก มีความวา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่ดอกชนิดใดชนิดหนึ่ง มะลิ

บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นท่ีดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด ภิกษุ
ทั้งหลาย กุศลธรรมทั้งหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาทเป๐นมูล
รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตย่อมกล่าวว่า
เป๐นยอดแห่งกศุ ลธรรมเหล่านน้ั ฉันน้นั นั่นแล”

7) อุปมาด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ ดังปรากฏในกุฏฐราชาสูตร

(สํ.มหา.19/259/66) สูตรวา่ ด้วยพระราชาผู้เลิศ มคี วามวา่

“ดูกรภิกษุท้ังหลาย พระราชาผู้น้อย (ชั้นตํ่า) เหล่าใดเหล่า
หนึ่งท้ังหมดน้ัน ย่อมเป๐นผู้ตามเสด็จพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้า
จักรพรรดิบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าพระราชาผู้น้อยเหล่านั้น แม้ฉัน
ใด ภิกษุท้งั หลาย กุศลธรรมทั้งหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาท
เป๐นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตย่อม
กลา่ ววา่ เป๐นยอดแหง่ กุศลธรรมเหล่านัน้ ฉันนั้นนนั่ แล”

8) อุปมาด้วยรัศมีพระจันทร์ ดังปรากฏในจันทิมสูตร (สํ.

มหา.19/260/66) สูตรว่าดว้ ยพระจันทร์ มคี วามวา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างแห่งดวงดาวชนิดใดชนิดหน่ึง

ท้งั หมดนน้ั ยอ่ มไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 แสงสว่างของพระจันทร์ แสงสว่าง
ของพระจันทร์ บัณฑิต กล่าวว่าเลิศกว่าแสงสว่างของดวงดาว

323

เหล่าน้ัน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมทั้งหลายทุกประเภท มี
ความไม่ประมาทเป๐นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่
ประมาท บัณฑิตย่อมกล่าวว่า เป๐นยอดแห่งกุศลธรรมเหล่านั้นฉัน
น้นั นั่นแล”

9) อุปมาด้วยพระอาทิตย์ ดังปรากฏในสุริยสูตร (สํ.มหา.

19/261/66) สตู รวา่ ด้วยพระอาทติ ย์ มีความวา่
“ดกู รภิกษทุ งั้ หลาย ในสรทสมยั ท้องฟาู บริสุทธิ์ ปราศจากเมฆ

พระอาทิตย์ข้ึนไปสู่ท้องฟูา ย่อมส่องแสงและแผดแสงไพโรจน์
กําจัดความมืดอันมีอยู่ในอากาศทั่วไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย
กศุ ลธรรมทัง้ หลายทุกประเภท มคี วามไมป่ ระมาทเป๐นมูล รวมลงใน
ความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตย่อมกล่าวว่า เป๐นยอด
แหง่ กุศลธรรมเหลา่ น้นั ฉันน้นั น่นั แล”

10) อุปมาด้วยผ้าของชาวกาสี ดังปรากฏในวัตถสูตร (สํ.มหา.

19/262/66) สูตรว่าดว้ ยผ้ามีความว่า
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย ผ้าที่ทอด้วยด้ายชนิดใดชนิดหนึ่ง ผ้า

ของ ชาวกาสี บัณฑิตกล่าววา่ เลิศกว่าผ้าที่ทอด้วยด้ายเหล่าน้ัน แม้
ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมทั้งหลายทุกประเภท มีความไม่
ประมาทเป๐นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท
บณั ฑิตยอ่ มกล่าวว่า เป๐นยอดแหง่ กศุ ลธรรมเหล่าน้นั ฉนั น้นั น่ันแล”

พระพุทธองค์ตรัสไวว้ ่าความไมป่ ระมาทเปน๐ ธรรมมอี ปุ การะ
มาก ซึ่งโบราณาจารย์ไดร้ วบรวมไว้ดังทีป่ รากฏในขทุ ทกนิกาย

ธรรมบทคาถา อปั ปมาทวรรค (ข.ุ ธ.25/12/18-19) ว่า
ความไม่ประมาท เป๐นทางเคร่ืองถึงอมตนิพพาน ความ

ประมาทเป๐นทางแห่งความตาย ชนผู้ไม่ประมาทย่อมไม่
ตาย ชนเหลา่ ใดประมาทแลว้ ย่อมเป๐นเหมอื นคนตายแล้ว

บัณฑิตทั้งหลายต้ังอยู่ในความไม่ประมาท ทราบเหตุ
น่ันโดยความแปลกกันแล้ว ย่อมบันเทิงในความไม่
ประมาท ยินดีแล้วในธรรมอันเป๐นโคจรของพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย ท่านเหล่าน้ัน เป๐นนักปราชญ์ เพ่งพินิจ มีความ

324

เพียรเป๐นไปติดต่อมีความบากบ่ันม่ัน เป๐นนิตย์ ย่อม
ถูกต้องนิพพานอันเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นย่ิงกว่า
มไิ ด้

ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงาน
อันสะอาด ผู้ใคร่ครวญแล้วจึงทําผู้สํารวมระวัง ผู้เป๐นอยู่
โดยธรรม และผู้ไม่ประมาท ผู้มีป๎ญญาพึงทําที่พึงท่ีห้วง
นํ้าท่วมทับไม่ได้ ด้วยความหมั่นความไม่ประมาท ความ
สาํ รวมระวงั และความฝกึ ตน

ชนทั้งหลายผู้เป๐นพาลมีป๎ญญาทราม ย่อมประกอบ
ตามความประมาท ส่วนนักปราชญ์ย่อมรักษาความไม่
ประมาท เหมือนทรพั ยอ์ ันประเสรฐิ สดุ

ท่ า น ท้ั ง ห ล า ย อ ย่ า ป ร ะ ก อ บ ต า ม ค ว า ม ป ร ะ ม า ท อ ย่ า
ป ร ะ ก อ บ ก า ร ช ม เ ช ย ด้ ว ย ส า ม า ร ถ ค ว า ม ยิ น ดี ใ น ก า ม
เพราะว่าคนผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ ย่อมถึงสุขอัน
ไพบลู ย์

เม่ือใด บัณฑิตย่อมบรรเทาความประมาทด้วยความไม่
ประมาท เมื่อนั้น บัณฑิตผู้มีความประมาทอันบรรเทาแล้ว
นน้ั ขึ้นสูป่ ๎ญญาดุจปราสาท ไม่มีความโศก ย่อมพิจารณา
เห็นหมู่สัตว์ผู้มีความโศก นักปราชญ์ย่อม พิจารณาเห็น
คนพาล เหมือนบุคคลอยู่บนภูเขามองเห็นคนผู้อยู่ท่ี
ภาคพ้ืน ฉะนน้ั

ผู้มีป๎ญญาดี เมื่อสัตว์ท้ังหลายประมาทแล้ว ย่อมไม่
ประมาท เมื่อสัตว์ท้ังหลายหลับ ย่อมต่ืนอยู่โดยมาก ย่อม
ละบุคคลเห็นปานน้ันไป ประดุจม้ามีกําลังเร็วละม้าไม่มี
กาํ ลังไป ฉะน้ัน

ท้าวมัฆวาฬ ถึงความเป๐นผู้ประเสริฐที่สุดกว่า เทวดา
ท้ังหลายด้วยความไม่ประมาท บัณฑิตท้ังหลายย่อม
สรรเสริญความไม่ประมาท ความประมาทบัณฑิตติเตียน
ทุกเมอื่

325

ภิกษุยินดีแล้วในความไม่ประมาท หรือเห็นภัยใน
ความประมาท เผาสังโยชน์น้อยใหญ่ไป ดังไฟไหม้เช้ือ
นอ้ ยใหญไ่ ป ฉะน้ัน

ภิกษุผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาทหรือเห็นภัยใน
ความประมาทเป๐นผู้ไม่ควรเพ่ือจะเสื่อมรอบ ย่อมมีในท่ี
ใกลน้ พิ พานทเี ดียว

ผู้หวังความเจริญ ควรบําเพ็ญเพียรให้ความไม่ประมาทเกิดมี
ในจิตสันดานความเป๐นมนุษย์ เป๐นเคร่ืองหนุนรองรับการประคอง
กาย ประคองวาจา ประคองใจให้อยู่ในความดี ความงาม จึงจัดเป๐น
หลักธรรมท่ีมีอุปการะมาก ผู้บําเพ็ญความไม่ประมาท จะไม่กลัวต่อ
ภัยท้ังหลายไม่ว่าจะเป๐นมรณภัยเป๐นต้น ดังมีพระพุทธพจน์ท่ีมาใน

ตตยิ ปณ๎ ณาสก์ อังคตุ ตรนิกาย จตุกกนิบาต (องฺ จตกกฺ .21/160) วา่
“ภิกษุท้ังหลาย ความไม่ประมาทอันภิกษุ ควรบําเพ็ญด้วย

ฐานะ 4 ภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาทอันภิกษุควรบําเพ็ญด้วย

ฐานะ 4 เป๐นไฉน ? ภิกษุทั้งหลาย เธอท้ังหลายจงละกายทุจริต
กายสุจริต และอย่างประมาทในการละกายทุจริต เจริญกายสุจริต
นั้นประการ 1 ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละวจีทุจริต เจริญวจี
สุจริต และอย่างประมาทในการละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต และ
อย่าประมาทในการละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริตน้ันประการ 1
ภิกษุทั้งหลาย เธอท้ังหลายจงละความเห็นผิด เจริญความเห็นถูก
และอย่าประมาทในการละความเห็นผิด เจริญความเห็นถูกน้ัน
ประการ 1 ภิกษุท้ังหลาย ในกาลใดแล ภิกษุมาละกายทุจริต เจริญ
กายสุจริตแล้ว ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริตแล้ว ละมโนทุจริต เจริญ
มโนสุจริตแล้ว ละความเห็นผิด เจริญความเห็นถูกแล้ว ในกาลน้ัน
เธอยอ่ มไม่กลัวมัจจผุ ูท้ ําที่สุดซ่งึ จะมีในภพหนา้ ”

“ภิกษุท้ังหลาย ความไม่ประมาทเป๐นธรรมรักษาจิตด้วยสติ
อันภิกษุควรทําในฐานะ 4 ตามสมควรแก่ตน ภิกษุทั้งหลาย ความ
ไม่ประมาทเป๐นธรรมรักษาจิตด้วยสติ อันภิกษุควรทําในฐานะ 4

ตามสมควรแก่ตนน้ันเป๐นไฉน ? ภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาท

326

เป๐นธรรมรักษาจิตด้วยสติ อันภิกษุควรทําตามสมควรแก่ตนว่า จิต
ของเราอย่ากาํ หนัดในธรรมเปน๐ ท่ตี ัง้ แหง่ ความกําหนัด จิตของเรา
อย่าขัดเคืองในธรรมเป๐นท่ีตั้งแห่งความขัดเคือง จิตของเราอย่า
หลงในธรรมเป๐นท่ีต้ังแห่งความหลง ความไม่ประมาทเป๐นธรรม
รักษาจิตด้วยสติ อันภิกษุควรทําตามสมควรแก่ตนว่า จิตของเรา
อยา่ มัวเมาในธรรมเปน๐ ที่ต้งั แหง่ ความมวั เมา ภิกษุทั้งหลาย ในกาล
ใดแล จิตของภิกษุไม่กําหนัดในธรรมเป๐นที่ตั้งแห่งความกําหนัด
เพราะจิตของเธอปราศจากราคะแล้ว จิตของภิกษุไม่ขัดเคืองใน
ธรรมเป๐นท่ีต้ังแห่งความขัดเคือง เพราะจิตของเธอปราศจากโทสะ
แล้ว จิตของภิกษุ ไม่หลงในธรรมเป๐นที่ตั้งแห่งความหลง เพราะจิต
ของเธอปราศจากโมหะแลว้ จติ ของภกิ ษไุ ม่มัวเมาในธรรมเป๐นท่ีต้ัง
แห่งความมัวเมา เพราะจิตของเธอปราศจากความมัวเมาแล้ว ใน
กาลน้ันเธอย่อมไม่สะทกสะท้านหวั่นไหวคลอนแคลน ไม่ถึงความ
สะดุ้ง และไม่คล้อยไปตาม แม้เพราะคําของสมณะผู้มีวาทะอย่าง
อน่ื เป๐นเหต”ุ

จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวมาทําเห็นถึงความสําคัญของ
ความไม่ประมาท อันช่ือว่าเป๐นมงคล เพราะความไม่ประมาทเป๐น
ธรรมมีอุปการะมาก อันหาโทษมิได้ท้ังหลาย นําคุณมีความไม่กลัว
ต่อมรณะเป๐นต้น มาให้แก่บุคคลผู้บําเพ็ญความไม่ประมาท เพราะ
เปน๐ เหตบุ รรลุกศุ ลธรรมมปี ระการต่างๆ หรอื เพราะเป๐นเหตุให้บรรลุ
อมตธรรม ผู้ไม่ประมาทไม่ปราศจากสติ ผู้มีความเพียรเครื่องยัง
กิเลสให้เร่าร้อน ผลาญกิเลสทั้งหลาย ไม่เย่ือใยในกายและชีวิต
จิตอันมุ่งไปสู่ความสําเร็จแห่งประโยชน์ตามที่ตนประสงค์ ซ่ึง

สอดคล้องกับพระพุทธพจน์ท่ีปรากฏในวิมุตติสูตร (องฺ.ปํฺจก.

22/11) วา่
“เม่ือบุคคลไม่ประมาทแล้ว เป๐นผู้มีความเพียงเครื่องเผากิเลส

มีตนอันส่งไปแล้วอยู่ จิตอันยังไม่พ้น ย่อมพ้นได้ หรืออาสวะที่ยัง
ไม่สิ้น ยอ่ มถึงความสนิ้ ไป”

327

บุคคลผู้ประมาท เม่ือไม่สามารถที่เจริญวิป๎สสนา ยังต้องมี
ปฏิสนธิจิต ย่อมเกิดและตายอยู่ในวัฏสงสารรํ่าไป ฉะนั้น ความ
ประมาทจึงช่ือว่าเป๐นทางแห่งความตาย ผู้ประมาทเหมือนคนตาย
แล้ว เพราะยังมิได้ทํากิจให้แล้วเสร็จด้วยความรําพึง ความ
ปรารถนา หรือความตั้งใจว่า “เราจักให้ทาน จักรักษาศีล จักทํา
อุโบสถกรรม จักทํากรรมอันดีงาม” ดังน้ี จะไม่มีแม้แก่ผู้ที่ตายไป
แล้ว แม้ความคิดสักคร้ังหนึ่งว่า “เราจักให้ทาน จักรักษาศีล จักทํา
อุโบสถกรรม” ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ประมาทซ่ึงเป๐นคฤหัสถ์
ก่อน แม้ผู้เป๐นบรรพชิตก็มิได้เกิดความคิดสัก คร้ังหนึ่งว่า “เราจัก
บําเพ็ญวัตรมีอาจริยวัตรและอุป๎ชฌายวัตรเป๐นต้น จักสมาทาน
ธุดงค์ท้ังหลาย จักเจริญภาวนา” ผู้ประมาทเหล่าน้ันจะมีอะไรเป๐น

เหตุให้ต่างจากคนผู้ตายแล้วเล่า (มงฺคล.2/259/192) ส่วนบุคคลผู้
ไม่ประมาทเจริญวิป๎สสนาแล้ว ถึงความเป๐นผู้ไม่มีปฏิสนธิ ย่อมไม่
ตายเพราะความเปน๐ ผูไ้ มเ่ กดิ ในวฏั สงสารอกี ต่อไป

ประโยชน์ของสติ
สติเป๐นความระลึกนึกได้ถึงความผิดชอบ ชั่ว ดี เป๐นสิ่งกระตุ้น
เตือนให้คิด ทํา พูด ในสิ่งท่ีถูกต้อง ทําให้ไม่ลืมตัว ไม่เผลอตัว ใช้
ป๎ญญาพจิ ารณา ใครค่ รวญสง่ิ ต่างๆ ได้ การนึกคิดนี้ถ้าไม่มีสติกํากับ
ก็จะกลายเป๐นความคิดฟุูงซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ ใช้งานอะไร
ไม่ได้ แต่ถ้ามีสติกํากับแล้ว จะทําให้ไม่เผลอ ไม่ปล่อยใจให้เลื่อน
ลอย ไม่ปล่อยอารมณ์ให้เป๐นไปตามส่ิงท่ีมากระทบ บทบาทและ
หน้าที่ของสติที่มีเป๐นประโยชน์ต่อมนุษย์นั้นมีหลายประการ (กอง

วิชาการ : 2550 : 127-128) เปน๐ ตน้ ว่า
1. สติช่วยควบคุมรักษาสภาพจิตให้อยู่ในภาวะท่ีเราต้องการ

โดยการตรวจตราความคิด เลือกรับสิ่งท่ีต้องการไว้ กันสิ่งที่ไม่
ต้องการออกไป ตรึงกระแสความคิดให้เข้าที่ ทําให้จิตเป๐นสมาธิได้
ง่าย เช่น จะดูหนังสือก็สนใจคิดติดตามไปตลอด ไม่ฟุูงซ่าน ไม่คิด
เรื่องอ่ืน จะทําสมาธิใจก็จรดนิ่ง สงบต้ังม่ัน ละ เอียดอ่อนไป

328

ตามลําดับ ไม่ฟูุงซ่าน ไม่วอกแวก เพราะฉะนั้น “ที่ใดมีสติ ที่นั่นมี

สมาธิ ที่ใดมีสมาธิ ที่น่ันมีสติ” เครื่องทําให้เกิดความระมัดระวังตัว
ปูองกันภัยที่จะมาถึงตัว คือ ระแวงในสิ่งที่ควรระแวง และระวัง
ปอู งกนั ภัยท่จี ะมาถึงในอนาคต จะมีความเสียหายอันใดเกิดข้ึน เช่น
คนกําลังขับรถขณะฝนตก ถนนลื่น ก็ระแวงว่ารถจะควํ่า ระแวงว่า
จะมีรถอื่นสวนมาในระยะกระชั้นชิด การปูองกันไม่ให้ภัยชนิดน้ันๆ
เกดิ ขน้ึ เชน่ ลดความเรว็ ลง ต้ังใจขับมากข้นึ อย่างน้ีเปน๐ ตน้

2. สติทําให้ร่างกายและจิตใจ อยู่ในสภาพเป๐นตัวของตัวเอง
ไม่เป๐นทาสของอารมณ์ต่างๆ เช่น ความโกรธเคือง ความลุ่มหลงมัว
เมา จึงมีความโปร่งเบา ผ่อนคลาย เป๐นสุข โดยสภาพของมันเอง
พร้อมท่ีจะเผชิญความเป๐นไปต่างๆ และจัดการกับสิ่งท้ังหลายที่
เกิดขน้ึ อยา่ งถูกต้องเหมาะสม

3. สติเป๐นเครื่องเร่งเร้าให้มีความขะมักเขม้น คือ เมื่อเตือน
ตัวเองให้ทําความดีแล้วก็ให้ทําอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่อืดอาด
ยืดยาด ไม่ทําแบบเร่ือยๆ เฉื่อยๆ เป๐นเครื่องกระตุ้นเตือนให้
ขวนขวายในการสร้างความดีไม่แชเชือนหยุดอยู่กับท่ี ไม่ทอดธุระ

ไม่เกียจคร้าน ปูองกันโรค “นอนบิดติดเส่ือ งานการเบื่อทําไม่ไหว

ข้าวปลากินได้อร่อยดี” ทําให้ความคิดและการรับรู้ขยายวงกว้าง
ออกไปไดโ้ ดยไม่มสี ้ินสุดเพราะไมถ่ กู บีบคั้นด้วยกิเลสต่างๆ จึงทําให้
ความคิดเป๐นอิสระมีพลัง เพราะมีสติควบคุม เสมือนเรือที่มีหางเสือ
ควบคุมอย่างดีย่อมสามารถแล่นตรงไปในทิศทางที่ต้องการได้โดย
ไมว่ กวน

4. สติทําให้การพิจารณาสืบค้นด้วยป๎ญญา ดําเนินไปได้
เต็มที่ เพราะมีความคิดท่ีเป๐นระเบียบ และมีใจซึ่งมีพลังเข้มแข็ง จึง
เป๐นการเสริมสร้างป๎ญญาให้บริบูรณ์ ทําให้เกิดความสํานึกใน
หน้าที่อยู่เสมอ ตระหนักถึงสิ่งที่ควรทําและไม่ควรทํา ตระหนักถึงสิ่ง
ท่ีทาํ แลว้ และยังไมไ่ ด้ทํา เป๐นเครื่องทําให้เกิดความละเอียดรอบคอบ
ในการทํางานไม่สะเพร่า ไม่ชะล่าใจว่าส่ิงน้ันๆ เป๐นเรื่องเล็กน้อยไม่
เป๐นไร

329

5. สติเป๐นเคร่ืองยับยั้ง เตือนไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม ไม่ให้มัว
เมาลุ่มหลง ไม่ให้เพลิดเพลินไปในสิ่งที่เป๐นทุกข์เป๐นโทษต่อตนเอง
เช่น เพ่ือนชวนไปด่ืมเหล้า ก็มีสติยับย้ังตัวเองไว้ว่า อย่าไป เพราะ
เป๐นโทษต่อตัวเอง อันเป๐นส่วนชําระพฤติกรรมทุกอย่าง ทั้งทางกาย
วาจา ใจ ให้บริสุทธ์ิ เพราะมีสติ จึงไม่เผลอไปเกลือกกล้ัวบาป
อกุศลกรรม ทําให้พฤติกรรมต่างๆ เป๐นไปด้วยป๎ญญา หรือเหตุผล
บริสทุ ธิ์

วิธีแกป้ ญ๎ หาจากความประมาท

การแก้ป๎ญหาจากการเกิดความประมาทโดยใช้สติ “สติ คือ
ความระลึกนึกได้ ถึงความผิดชอบชั่วดี เป๐นสิ่งกระตุ้นเตือนให้คิดหา
ทําส่ิงท่ีถูกต้อง ทําให้ไม่ลืมตัวไม่เผลอตัว ใช้ป๎ญญาพิจารณา

ใคร่ครวญส่ิงต่างๆ ได้” การนําเหตุและผลเพ่ือสั่งสอนผู้คน เหตุดีจะ
นาํ ไปสผู่ ลท่ีดีเสมอ จะให้คนได้ศึกษาและนําปฏิบัติในชีวิตประจําวัน
ทําอยา่ งไรจึงจะใหช้ วี ิตของตนเองอยู่รอดอย่างปลอดภัย เป๐นคําสอน
ที่จัดไว้อย่างครบเครื่อง โดยปกติธรรมชาติของจิตของคนจะไม่อยู่
นิ่ง จะนึกคิดอยู่ตลอด หลายคนที่ฟุูงซ่านนั้น ก็เพราะจิตนึกคิด โดย
ไม่มีสติกํากับ ถ้าจิตนึกคิดดี ก็สามารถจะควบคุมสติได้ ไม่ปล่อยจิต
ปล่อยใจให้เลื่อนลอย ไม่เห็นผิดเป๐นชอบ ไม่ประมาทในชีวิต จะต้อง
ใช้ความพยายามควบคุมสติของตนเองไม่ให้ฟูุงซ่าน ซ่ึงจะเป๐นผล
ทําให้สร้างความช่ัวร้ายกับตนเองและคนอื่นได้ โดยการการฝึกสติ
ให้เป๐นคนไม่ประมาทดงั น้ี

1. มีสติระลึกถึงการละเว้นทุจริตทางกาย วาจา ใจ อยู่เนืองๆ
มิได้ขาด จะไปทําช่ัวทําบาปอะไรเข้า ก็มีสติระลึกได้ทันที ว่าส่ิงที่
กําลังจะทําน้ันเป๐นบาปหรือไม่ ทําให้ไม่ประมาทในการละกาย
ทุจรติ วจที ุจริต มโนทจุ ริต

2. มีสติระลึกถึงการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ อยู่
เนืองๆ มิได้ขาด จะทําอะไรก็มีสติระลึกได้เสมอ ว่าสิ่งท่ีกําลังจะทํา

330

นั้นเป๐นบุญเป๐นกุศลหรือไม่ ทําให้ไม่ประมาทในการบําเพ็ญกาย
สจุ รติ วจสี ุจริต มโนสุจริต

3. มีสติระลึกถึงความทุกข์ในอบายภูมิอยู่เนืองๆ มิได้ขาด มี
สติระลึกได้เสมอว่า การเกิดในอบายภูมิ เป๐นสัตว์นรก เปรต อสูร
กาย สัตว์เดียรัจฉาน น้ันมีทุกข์มากเพียงไร ทําให้ไม่ประมาทใน
การละบาป บําเพ็ญบุญ เพราะการทําบาปอันเหตุเบียดเบียนสรรพ
ชีวิตท้ังของตนเองและผู้อ่ืนทําให้เกิดในกามทุคติภูมิ ดังพระพุทธ
พจน์ท่ีว่า ส่วนการบําเพ็ญบุญอันเหตุสร้างเสริมสภาพจิตใจให้
เจริญขึน้ อันมีส่วนเผ่ือแผ่เมตตาใจต่อสรรพสัตว์ทําให้เกิดสุคติโลก
สวรรค์ ดังพระพุทธพจน์ที่วา่

4. มีสติระลึกถึงความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิด
ของสตั ว์ในสังสารวัฏอยู่เนืองๆ มิได้ขาด มีสติระลึกได้ว่า ถ้าเรายัง
เวียนวา่ ยตายเกดิ อยอู่ ยา่ งนี้ ก็ต้องมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป๐นทุกข์
อยู่รํ่าไป แล้วหาโอกาสปฏิบัติธรรม เพ่ือให้ได้มรรคผลนิพพาน
เมื่อระลึกเช่นน้ีบ่อยๆ ย่อมไม่หลงในอารมณ์อันเป๐นที่ต้ังแห่งความ
หลง ไม่กําหนัดในอารมณ์อันเป๐นท่ีต้ังแห่งความกําหนัด ไม่ขัด
เคอื งในอารมณ์อนั เป๐นท่ตี ง้ั แห่งความขดั เคอื ง ทําให้ไม่ประมาทใน
การละโทสมูลจิต อันเป๐นเหตุในการผูกความโกรธ ความพยาบาท
การจองเวร จองกรรม ข้ามภพ ข้ามชาติ ทําให้ไม่ขัดเคือง ใน
อารมณ์เป๐นท่ีตั้งแห่งความขัดเคือง ให้มีจิตใจประกอบด้วยความ
เมตตาเอือ้ เฟอ๒ื เผือแผ่ต่อสรรพชวี ิต

5. มีสติระลึกถึงกรรมฐานภาวนาท่ีจะละราคะ โทสะ โมหะ ให้
ขาดจากสนั ดานอยู่เนอื งๆ มิได้ขาด มีสติระลึกได้ว่า การที่เราจะทําดี
หรือทําชั่วนั้น ข้ึนอยู่กับใจของเราเป๐นสําคัญ ใจเป๐นนาย กายเป๐น
บ่าว และวิธีที่จะฝึกใจได้ดีที่สุด คือ การฝึกทําสมาธิ ทําให้ไม่
ประมาทในการละกิเลสกาม วัตถุกาม ทําให้ไม่กําหนัดในอารมณ์
เป๐นท่ีต้ังแห่งความกําหนัด ให้ไม่ลุ่มหลงในอารมณ์เป๐นที่ตั้งแห่ง
ความลุ่มหลง ไม่ให้เมามัวในอารมณ์เป๐นที่ต้ังแห่งความเมามัว ทําให้
ไม่ละความเหน็ ผดิ ทําความเห็นให้ถูกต้อง

331

อานสิ งสก์ ารปรบั เตรยี มสภาพจติ ใจใหพ้ รอ้ ม

การปรับเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม โดยการงดเว้นจากบาป
สํารวมพิจารณาจากการสิ่งเสพติด ของมึนเมา และความไม่
ประมาทในธรรมทงั้ หลาย มอี านสิ งสด์ งั น้ี

1. เป๐นคนไม่มีเวร ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน เกิดมหา
กุศลตามมา ไม่เป๐นบ้า ไม่เป๐นใบ้ ไม่เป๐นคนป๎ญญาอ่อน มี
ความเห็นถูก มีป๎ญญามาก รู้กิจการท้ังในอดีต ป๎จจุบัน อนาคตได้
รวดเรว็ เกิดศรทั ธาในพทุ ธศาสนามากยิ่งข้ึน มีจิตใจผ่องใส พร้อม
ท่ีจะรองรับคณุ ธรรมขนั้ สูงต่อไป

2. การเว้นการด่ืมนํ้าเมาทําให้เป๐นคนมีสติดี ไม่ลุ่มหลง ไม่มัว
เมา มีแต่ความสุข มีแต่คนนับถือยําเกรง มีช่ือเสียง เป๐นที่รักใคร่
ของคนท่ัวไป

3. ปูองกันอบายคลายจากกองทุกข์ สนกุ ในธรรม นําสู่กุศล มี
ผลเป๐นสุข ปลุกตนให้ตื่น ชื่นชมเบิกบาน เผาผลาญความชั่ว ทํา
ใหบ้ รรลุมรรคผลนิพพานโดยงา่ ย

จากมงคลในการปรับเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อมเพื่อฝึกฝน
ให้มีคุณธรรม จริยธรรมเพ่ิมพูนมากขึ้น มีกิเลสภายในจิตใจเบา
บางลง โดยการงดเว้นจากบาป อะไรไม่ถูกทํานองคลองธรรม ก็
ต้องละเว้นไม่ยอมทํา สํารวมพิจารณาจากการส่ิงเสพติด ของมึน
เมาที่จะทําให้เราปราศจากสติสัมปชัญญะ และไม่ปล่อยชีวิตไป
ตามยถากรรม ไม่มัวเมาในความเป๐นหนมุ่ สาว ในความไม่มีโรคภัย
ไข้เจ็บหรือหลงระเริงในชีวิต สามารถสรุปสาระสําคัญดังตาราง
ต่อไปน้ี

ตารางท่ี 6 : การปรบั เตรยี มสภาพใจให้พรอ้ ม

การปรบั

เตรยี มสภาพ สาระสาํ คญั

ใจให้พรอ้ ม

332

มงคลท่ี 19 กรรมกเิ ลส ส่ิงท่ที ําแลว้ ถือวา่ เป๐นบาปท่ีเกย่ี วข้องกบั คน
การงดการเว้น อ่นื

จากบาป 1. ฆ่าสตั ว์
2. ลักทรพั ย์
3. ประพฤตผิ ิดในกาม
4. พดู เทจ็ พดู สอ่ เสียด พูดคาํ หยาบ และพูดเพอ้ เจ้อ
โทษของนา้ํ เมา

1. ทาํ ให้เสียทรพั ย์

มงคลที่ 20 2. ทําใหเ้ กิดการทะเลาะวิวาท
ความสาํ รวมจาก 3. ทําให้เกิดโรค
4. ทําให้เสียช่ือเสยี ง
การดมื่ นาํ้ เมา

5. ทาํ ใหล้ มื ตวั ไมร่ จู้ กั อาย

6. ทอนกําลังปญ๎ ญา

ลกั ษณะคนทป่ี ระมาทในธรรม

1. ไมท่ ําเหตุดี แตจ่ ะเอาผลดี

2. ทาํ ตัวเลว แต่จะเอาผลดี

3. ทาํ ย่อหย่อน แตจ่ ะเอาผลมาก

มงคลที่ 21 สง่ิ ทไ่ี มค่ วรประมาทไดแ้ ก่

1. การประมาทในเวลา
ความไมป่ ระมาท 2. การประมาทในวยั
ในธรรม
3. การประมาทในความไมม่ ีโรค

4. การประมาทในชวี ติ

5. การประมาทในการงาน

6. การประมาทในการศึกษา

7. การประมาทในการปฏิบตั ิธรรม

333

“ไมป่ ระมาท คือมี สติพรอ้ ม
คอยหนว่ งน้อม ธรรมคณุ ไมผ่ ลุนผลนั
ธรรมอนั ใด ไม่ดี หลกี หนีพลัน
ธรรมดนี ั้น ยึดแน่น ไมแ่ คลนคลอน”

พระธรรมวิสุทธิกวี (พจิ ิตร ฐิตวณโฺ ณ)

334

การแสวงหาธรรมเบอ้ื งตน้ ใสต่ วั

เทวดาเอ๋ย เจ้าจงถือว่า ความเคารพ ความ
ประพฤติถ่อมตน ความยินดีด้วยของที่มีอยู่
ความรู้อุปการะที่ท่านทําแล้ว และการฟ๎งธรรม 5
อย่างน้ี เป๐นมงคลอนั สูงสดุ

335

การแสวงหาธรรมเบอื้ งตน้ ใสต่ วั

คารโว จ นวิ าโต จสนตฺ ุฏฺ ี จ กต ฺ ุตา
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
ความเคารพ ความประพฤติถ่อมตน ความ
สนั โดษ
ความกตัญํู และการฟ๎งธรรมตามกาล นี้เป๐น
อดุ มมงคล

เมื่อสภาพจิตใจมีความพร้อมแล้ว เป๐นการเริ่มลงมือแสวงหา
ธรรมะเบ้ืองต้นใส่ตัวโดยจําเป๐นต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ คือ รู้
และตระหนักถึงคุณความดีที่มีอยู่จริงของผู้อื่น ทําให้ทราบถึง
แนวทางที่จะหาคณุ ธรรม จริยธรรมน้ันๆ มาใช้ในชีวิตประจําวัน มี
ความออ่ นน้อมถ่อมตน ไม่อวดด้ือถือดี นอ้ มตวั ลงรับเอาความดีจาก
ผู้อ่ืนมาเป๐นเยี่ยงอย่าง พร้อมด้วยมีความสันโดษ รู้จักประมาณใน
การบริโภค อุปโภค มีความสุขกับสรรพสิ่งท่ีตนมีอยู่ ตลอดจนถึงมี
ความตระหนักซาบซึ้งถึงบุญคุณผู้อื่น หาแนวทางตอบแทน ครอง
ตนให้เป๐นน่ารัก น่าเอ็นดู มีความเมตตาปรารถนาจะถ่ายทอด
ความรู้ คุณความดีใหแ้ กผ่ ู้อ่ืน

ความเคารพ

ความหมายของความเคารพ
ความเคารพ มาจากคําว่า คารวะ แปลตามรูปศัพท์ว่า ความ
เป๐นผู้หนัก บุคคลท้ังหลายท่ีควรทําให้หนัก ช่ือว่า ครู บุคคลผู้ควร
แก่ความเคารพมีมารดาและบิดาเป๐นต้น ก็ช่ือว่า ครู แท้จริง บุคคล
เหล่าน้ัน ปราชญ์ท้ังหลายเรียกว่า ครู เพราะลอยเด่น เฟื๑องฟู
เปดิ เผย เป๐นผู้เลิศลอย ปรากฏชัด มารดาและบิดา เป๐นต้น เรียกว่า
ครู เพราะอรรถว่าเป๐นผู้หนัก เป๐นด่ังฉัตรหิน ภาวะแห่งบุคคลผู้
หนัก ชื่อว่า คารวะ ได้แก่ การทําให้หนัก ในบุคคลท่ีควรเคารพมี

336

มารดาและบิดา เป๐นต้น ดังที่ปรากฏในอรรถกถาขุททกปาฐะ

(ข.ุ ข.ุ อ.158) วา่
“การทาํ ใหห้ นกั คือความเป๐นผู้มีความเคารพ ตามสมควร ใน

บุคคลเป๐นต้นว่าพระพุทธเจ้า พระป๎จเจกพุทธะ พระสาวกของพระ
ตถาคต อาจารย์ อุป๎ชฌายะ มารดาบิดา พี่ชาย พ่ีหญิง ผู้ควรแก่
การประกอบความทําให้หนกั ชอื่ ว่า ความเคารพ”

ความเคารพ หมายถึง ความตระหนักซาบซึ้งรู้ถึงคุณความดีท่ี
มีอยู่จริงของบุคคลอื่น ยอมรับนับถือความดีของเขาด้วยใจจริง แล้ว
แสดงความนับถือต่อผู้นั้นด้วยการแสดงความอ่อนน้อม อ่อนโยน
อย่างเหมาะสมทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทําให้มีโอกาสที่จะถ่ายทอด
คุณความดีน้ันๆ จากผู้อ่ืนมาสู่ตนเองดังนั้นบุคคลท่ีมีความเคารพ จึง
เป๐นบุคคลที่มีป๎ญญา เพราะใจของเขาได้ยกสูงขึ้น พ้นจากความถือ
ตัวต่างๆ เป๐นใจท่ีเปิดกว้างพร้อมจะรองรับความดีจากผู้อื่นเข้าสู่ตน

(กองวิชาการ : 2550 : 135)
เคารพ คือ การแสดงอาการนับถือ ไม่ล่วงเกนิ ไม่ล่วงละเมิด

ยอมรับนบั ถือความดีของคนอืน่ แล้วแสดงความนบั ถอื อย่างจรงิ ใจ
การแสดงความเคารพเปน๐ คุณธรรม เป๐นมงคลที่สาํ คญั ท่ีชาวพุทธ
ควรปลกู ฝ๎งให้มแี ก่ตนเองเพราะหากใครปฏิบัตแิ ลว้ จะทําใหบ้ คุ คล
นนั้ มีเสน่หม์ คี วามดีงาม มีคุณคา่ มคี นนิยมยกย่อง เสริมคณุ ค่าใหแ้ ก่
ตนเอง เปน๐ ท่ีช่ืนชมของผู้พบเหน็ (สําลี รักสุทธี : 2550 : 101)

ความเคารพ พระพุทธองค์ตรัสว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุ
แห่งอิฏฐผลมีไปสุคติเป๐นอาทิ ส่วนความไม่เคารพ เป๐นอมงคล
เพราะเป๐นเหตุแห่งอนิฏฐผลมีไปทุคติเป๐นต้น ดังที่พระพุทธองค์

ตรัสแก่สุภมาณพตามท่ีปรากฏในจูฬกัมมวิภังคสูตร (ม.อุ.14/592-
593/382-383) วา่

“มาณพ สตรีหรือบุรุษบางคนในโลกน้ี เป๐นผู้กระด้าง
เย่อหย่ิงถือตัวจัด ไม่กราบไหว้บุคคลผู้ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับ
บุคคลผู้ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่บุคคลผู้ควรแก่อาสนะ ไม่ให้
ทางแก่บุคคลผู้ควรแก่ทาง ไม่สักการะบุคคลผู้ควรสักการะ ไม่ทํา

337

ความเคารพผู้ที่ตนควรทําความเคารพ ไม่นับถือ บุคคลผู้ท่ีตนควร
นบั ถือไมบ่ ูชา บคุ คลผู้ทีต่ นควรบชู า

เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันตนให้บริบูรณ์แล้วอย่างน้ัน
สมาทานแล้วอย่างนั้น หากบุคคลน้ันไม่เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต
นรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกไซร้ ถ้าเขามาสู่ความเป๐น
มนุษย์ เกิดในทีใ่ ดๆ ในภายหลัง กจ็ ะเปน๐ ผมู้ ตี ระกูลตาํ่ ในท่ีนั้นๆ

มาณพข้อท่ีบุคคลเป๐นผู้กระด้าง ถือตัวจัด ไม่กราบไหว้
บุคคลผู้ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับบุคคลผู้ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่
บคุ คลผู้ควรแกอ่ าสนะ ไม่ใหท้ างแก่บุคคลผูค้ วรแก่ทาง ไม่สักการะ
บุคคลผู้ควรสักการะ ไม่ทําความเคารพผู้ที่ตนควรทําความเคารพ
ไม่นับถือบุคคลผู้ท่ีตนควรนับถือ ไม่บูชาบุคคลที่ควรบูชา เป๐น
ปฏปิ ทาเปน๐ ไปเพือ่ มสี กุลตํา่ ”

“มาณพ ส่วนสตรีหรือบุรุษบางคนในโลกนี้ ไม่เป๐นผู้เย่อหย่ิง
ไม่เป๐นผู้ถือตัว ย่อมกราบไหว้ บุคคลผู้ท่ีตนควรกราบไหว้ ย่อมลุก
รับบุคคลผู้ท่ีควรลุกรับ ย่อมให้อาสนะแก่บุคคลผู้ควรแก่อาสนะ
ย่อมให้ทางแก่บุคคลผู้ควรแก่ทาง ย่อมสักการะบุคคลผู้ที่ควร
สักการะ ย่อมทําความเคารพบุคคลผู้ท่ีควรทําความเคารพ ย่อมนับ
ถือบคุ คลผ้ทู ่คี วรนับถอื ยอ่ มบชู าบคุ คลผทู้ ่คี วรบชู า

เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลก
สวรรค์ เพราะกรรมน้ัน อันตนให้บริบูรณ์แล้วอย่างนั้น สมาทาน
แล้วอย่างนั้น หากเขาจะไม่เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เบ้ือง
หน้าแต่ตายเพราะกายแตกไซร้ ถ้าว่า เขามาสู่ความเป๐นมนุษย์
เกดิ ในท่ใี ดๆ ในภายหลงั ก็จะเป๐นผู้มีสกุลสงู ในทน่ี น้ั ๆ

มาณพ ข้อท่ีบุคคลเป๐นผู้ไม่เย่อหย่ิง ไม่ถือตัว ย่อมกราบไหว้
บุคคลผู้ท่ีตนควรกราบไหว้ ย่อมลุกรับบุคคลผู้ที่ควรลุกรับ ย่อมให้
อาสนะแก่บคุ คลผ้คู วรแกอ่ าสนะ ย่อมให้ทางแก่บุคคลผู้ควรแก่ทาง
ย่อมสักการะบุคคลผู้ที่ควรสักการะ ย่อมทําความเคารพบุคคลผู้ท่ี
ควรทาํ ความเคารพ ยอ่ มนับถือบุคคลผู้ท่ีควรนับถือ ย่อมบูชาบุคคล
ผู้ท่คี วรบชู า เปน๐ ปฏปิ ทาอันเปน๐ ไปเพ่อื มสี กุลสงู ”

338

การแสดงความเคารพ
การแสดงความเคารพเป๐นเอกลักษณ์สําคัญของคนไทยเป๐น
เร่ืองแรก การแสดงความเคารพมีหลายลักษณะ เช่น การประนม
มือ การไหว้ การกราบ การคํานับ การถวายความเคารพ การที่จะ
แสดงความเคารพในลักษณะใดนั้น ต้องพิจารณาผู้ที่จะรับความ
เคารพด้วยว่าอยู่ในฐานะเช่นใด หรือในโอกาสใด แล้วจึงแสดง
ความเคารพให้ถูกต้องและเหมาะสม การแสดงความเคารพแบ่งได้

ดังนี้ (นวรัตน์ มญู จนานนท์ : ออนไลน)์ คอื

1. การไหว้
การไหว้เป๐นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือแล้วยก
มือทั้งสองขึ้นจรดใบหน้าให้เห็นว่าเป๐นการแสดงความเคารพอย่าง

สงู การไหวแ้ บบไทย แบง่ ออกเป๐น 3 แบบ ตามระดบั ของบคุ คล

ระดับท่ี 1 การไหว้พระ ได้แก่ การไหว้พระพุทธ พระธรรม
พ ร ะ ส ง ฆ์ ร ว ม ทั้ ง ปู ช นี ย วั ต ถุ
ปูชนียสถาน ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีท่ีไม่สามารถกราบ
แบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อม
ศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว ปลายน้ิวแนบส่วนบนของ
หนา้ ผาก

ระดับที่ 2 การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้อาวุโส โดยประนมมือ
แล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายจมูก ปลาย
นิว้ แนบระหวา่ งคิ้ว

ระดับที่ 3 การไหว้บุคคลทั่วๆ ไป ท่ีเคารพนับถือหรือผู้มี
อาวุโสสูงกว่าเล็กน้อย โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อม
ศรี ษะลงให้หัวแมม่ อื จรดปลายคาง ปลายน้ิวแนบปลายจมูก

2. การกราบ

2.1 การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ เป๐นการใช้อวัยวะ

ทั้ง 5 คอื หนา้ ผาก ซึ่งเป๐นตัวแทนของส่วนบนของร่างกาย มือและ

339

ข้อศอกท้ัง 2 เป๐นตัวแทนส่วนกลางของร่างกาย เข่าทั้ง 2 ซึ่งเป๐น
ตวั แทนสว่ นลา่ งของร่างกายจรดพนื้ การกราบมี 3 จังหวะ คือ

จงั หวะที่ 1 ยกมือขึน้ ในท่าประนมมือ (อญั ชลี)
จังหวะที่ 2 ยกมือข้ึนไหว้ตามระดับที่ 1 การไหว้พระ
(วันทนา)

จังหวะที่ 3 ทอดมือทั้งสองลงพร้อมๆ กัน ให้มือและ
แขนท้ังสองข้างราบกับพื้นทําสามจังหวะให้ครบ 3 คร้ัง แล้วยกมือ
ข้ึนไหว้ในท่าไหว้พระ แล้ววางมือควํ่าลงบนหน้าขา ในท่าเตรียม
กราบ จากนั้นให้เปลยี่ นอิรยิ าบถตามความเหมาะสม (อภิวาท)

2.2 การกราบผู้ใหญ่ กราบผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสรวมทั้งผู้มี
พระคุณ ได้แก่ ปุู ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพ
ผู้กราบทั้งชายและหญิงนั่งพับเพียบทอดมือทั้งสองข้างลงพร้อมกัน
ใหแ้ ขนท้ังสองครอ่ มเข่าท่ีอยู่ด้านล่างเพียงเข่าเดียว มือประนมต้ังกับ
พ้ืนไม่แบมือ ค้อมตัวลงให้หน้าผากแตะส่วนบนของมือที่ประนม
ในขณะกราบไม่กระดกน้ิวมือขึ้นรับหน้าผาก กราบเพียงคร้ังเดียว
จากนั้นให้เปล่ียนอิริยาบถโดยการน่ังสํารวมประสานมือ จากนั้นเดิน
เขา่ ถอยหลงั พอประมาณแล้วลกุ ขึ้นจากไป

ความสําคญั ของความเคารพ
ความเป๐นผู้เคารพช่ือว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุให้เสื่อม
จากเส่ือมจากคุณมีสมถะและวิป๎สสนา เป๐นต้นท่ีเกิดมีในตน ดังท่ี
เทพดาตนหนึง่ จงึ กลา่ วในสํานกั พระพุทธองคว์ ่า
“ขา้ แต่พระองค์ผ้เู จริญ ธรรมท้ัง 7 ประการน้ี ย่อมเป๐นไปเพื่อ
ความไม่เส่ือมแห่งภิกษุ ธรรม 7 ประการนั้นเป๐นไฉน ? ธรรม 7
ประการนัน้ คือ 1) ความเป๐นผู้เคารพในพระศาสดา 2) ความเป๐นผู้
เคารพในพระธรรม 3) ความเป๐นผู้เคารพในพระสงฆ์ 4) ความเป๐น
ผู้เคารพในสิกขา 5) ความเป๐นผู้เคารพในสมาธิ 6) ความเป๐นผู้

340

เคารพในความไม่ประมาท 7) ความเป๐นผู้เคารพในปฏิสันถาร ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญธรรม 7 ประการเหล่านี้แล ย่อมเป๐นไปเพ่ือ
ความไมเ่ ส่อื มแห่งภกิ ษุ”

วันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์ก็ได้นําคําที่เทพดาตนน้ันกล่าวไว้มา
ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายโดยผูกเป๐นบทกวีไว้ ตามที่ปรากฏในอัปป

มาทสูตร (องฺ.สตตฺ ก.23/29/29) ว่า
“ภิกษุมีพระศาสดาเป๐นท่ีเคารพ มีพระธรรมเป๐นที่

เคารพ มีความเคารพในพระสงฆ์อย่างแรงกล้า มีความ
เคารพในสมาธิ มีความเพียรเคารพยิ่งในสิกขา มีความ
เคารพในความไม่ประมาท มีความเคารพในปฏิสันถาร
ไม่ควรเพือ่ จะเสือ่ ม ต้งั อย่ใู นทีใ่ กล้พระนพิ พานทีเดยี ว”

จ า ก ห ลั ก ธ ร ร ม ค ว า ม เ ค า ร พ ดั ง ก ล่ า ว ม า ทํ า ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง
ความสําคัญของความเคารพสามารถส่งผลให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เป๐นปฏปิ ทาอันเปน๐ ไปเพือ่ มสี กุลสงู รวมท้ังเป๐นแนวทาง
เขา้ ใกล้พระนิพพานอนั เปาู หมายสูงสุดระดับโลกุตระ ซ่ึงท่านอรรถ

กถาจารย์ได้อธิบายถึงการแสดงความเคารพ ดังกล่าวไว้ 7
ประการ คือ

1. ความเคารพในพระพุทธองค์ คือ การตระหนักถึงพระคุณ
ความดีอันมีอยู่ในพระองค์ ได้แก่ พระป๎ญญาคุณ พระกรุณาคุณ
และพระปริสุทธิคุณ ถ้าเดินบนลานพระเจดีย์ กั้นร่ม สวมรองเท้า เดิน

มองดไู ปทางอ่ืนเจรจาไป ชอื่ วา่ ไมเ่ คารพในพระศาสดา (ส.ุ ว.ิ 3/249)

2. ความเคารพในพระธรรม คือ ตระหนักถึงคุณประโยชน์อัน
มหาศาลของพระธรรมคําสั่งสอนของ พระพุทธองค์ แต่เม่ือมีการปุาว
ร้องเวลาฟ๎งธรรม อันพวกภิกษุหนุ่มและสามเณรห้อมล้อมน่ังอยู่ก็ดี
ทาํ กิจเหล่าอ่ืนมีนวกรรมเป๐นต้นก็ดี น่ังหลับในโรงฟ๎งธรรมก็ดี ก็หรือ
ว่าเป๐นผู้มีจิตฟุูงซ่าน นั่งสนทนาเร่ืองอ่ืนเสีย ช่ือว่าไม่เคารพในพระ

ธรรม (สุ.ว.ิ 3/249)

341

3. ความเคารพในพระสงฆ์ คือ ตระหนักถึงคุณความดีของ
พระสงฆ์ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เป๐นผู้สืบอายุพระศาสนา ส่วนผู้
ไปสู่ที่บํารุงพระเถระแล้วไม่ไหว้นั่งอยู่กอดเข่าด้วยมือหรือรัดเข่า
ด้วยผ้า ก็หรือทําการคะนองมือ และเท้าอย่างอื่น อันพระเถระมิได้
เช้ือเชิญพูดในสํานักของภิกษุผู้แก่ทั้งหลาย ภิกษุน้ี ช่ือว่าไม่เคารพ

ในพระสงฆ์ (สุ.วิ.3/249)

4. ความเคารพในการศึกษา คือ ตระหนักถึงคุณค่าของ
การศึกษาหาความรู้ โดยการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ท้ังทาง
โลกและทางธรรม และบํารุงการศึกษา สนับสนุนการศึกษาทั้งทาง
โลกและทางธรรม ส่วนผู้ท่ีไม่ทําให้บริบูรณ์ในไตรสิกขา คือ ไม่
บําเพ็ญศีล สมาธิ และป๎ญญา แม้ด้วยเหตุสักว่าความไม่เอ้ือเฟ๒ือ

เทา่ นั้น ชื่อวา่ ไมเ่ คารพในสิกขา (ส.ุ ว.ิ 3/255)

5. ความเคารพในสมาธิ คือ ตระหนักถึงคุณประโยชน์อัน
มหาศาลของการทําสมาธิ โดยการตั้งใจฝึกสมาธิอย่างสม่ําเสมอ
เพราะสมาธิเป๐นสิ่งสําคัญย่ิงในการสร้างความดีทั้งหลาย สมาธิจึง
เป๐นหัวใจหลักในการทําความดีทุกชนิด แม้การกําจัดกิเลสเข้าพระ
นิพพาน ส่วนผู้ไม่ยังสมาบัติ 8 ให้เกิดขึ้น ก็หรือไม่ทําความพยายาม
เพื่อต้องการยังสมาบัติ 8 น้ันให้เกิดข้ึน ชื่อว่า ผู้ไม่เคารพในสมาธิ

(สา.ป.2/257)

6. ค ว า ม เ ค า ร พ ใ น ค ว า ม ไ ม่ ป ร ะ ม า ท คื อ ตร ะห นั กถึ ง
คุณประโยชน์ของการมีสติกํากับตัวในการทํางานต่างๆ หม่ันฝึกสติ
เพ่ือให้ไม่ประมาท ด้วยการเจริญสติภาวนาอยู่เนืองๆ มิได้ขาด ส่วน
ผู้ไม่พอกพูนธรรมที่มีความไม่ประมาทเป๐นลักษณะ ช่ือว่า ไม่เคารพ

ในความไมป่ ระมาท (ส.ุ วิ.3/295)

7. ค ว า ม เ ค า ร พ ใ น ก า ร ต้ อ น รั บ แ ข ก คื อ ต ร ะ ห นั ก ถึ ง
คุณประโยชน์ของการต้อนรับแขก ว่าทําให้ไม่ก่อศัตรู ทําให้ได้มิตร

342

เพ่ิม จึงต้องให้ความสําคัญแก่ผู้มาเยือน ด้วยการต้อนรับ 2 ประการ
ดังนี้

7.1 อามิสปฏิสันถาร คือ ต้อนรับด้วยส่ิงของ เช่น อาหาร
น้ําด่ืม เหมือนอย่างพระมหา-นาคเถระ ผู้อยู่ที่กาฬวัลลีมณฑป
เท่ียวบิณฑบาตในบ้านนังกุลนครแล้ว ได้ถวายข้าวบิณฑบาตพระ
เถรีรูปหน่ึงผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ น่ังพักอยู่ที่โคนไม้ ใกล้ประตู
บ้านนังกุลนคร หลังจากเดินทางไกลพร้อมมหาชนที่กําลังพากัน
หนีพวกโจรปล้นหมู่บ้าน ตั้งแต่น้ันมาท่านไม่เคยเดือดร้อนด้วย
ภิกขาจาร บิณฑบาตท่ีมีราคาหย่อนกว่ากหาปณะหน่ึง ไม่เคย
เกิดขึน้ น้ชี ่ือว่า เปน๐ อามิสปฏิสันถาร

7.2 ธรรมปฏิสันถาร คือ ต้อนรับด้วยธรรม เช่น สนทนา
ธรรมกัน แนะนําธรรมะให้แก่กัน เหมือนอย่างภิกษุรูปหนึ่งตั้งอยู่ใน
ฝ๎กฝุายแหง่ การสงเคราะหบ์ อกกมั มัฏฐานแก่ภิกษุน้ัน พึงกล่าวสอน

ธรรม พึงบรรเทาความรําคาญใจ.พึงทํากิจที่ควรทําอันเกิดข้ึน พึง

ให้อัพภาน วุฏฐานะ มานัต และปริวาส. ผู้ควรบรรพชา พึงให้

บรรพชา. ผู้ควรอุปสมบท พึงให้อุปสมบท แม้เม่ือภิกษุณี ผู้หวัง
อุปสมบทในสํานักตน ก็ควรทํากรรมวาจาได้ นี้ชื่อว่า เป๐นธัมม
ปฏสิ นั ถาร

ผู้ไม่กระทําปฏิสันถารแม้ท้ังสองอย่างน้ัน ชื่อ ไม่เคารพใน

ปฏสิ นั ถาร (สุ.ว.ิ 3/295) ซึ่งในอรรถกถานิกเขปกัณฑ์ (อฏฺ.สา.560)
ไดก้ ล่าวอธิบายถงึ ผู้ภกิ ษุผ้ทู ําปฏสิ นั ถารไว้ว่า

“ก็อันภิกษุผู้ทําการปฏิสันถาร พอเห็นภิกษุอาคันตุกะกําลัง
เดินมา พึงต้อนรับแล้วรับบาตรจีวร พึงให้อาสนะ พึงพัดด้วย
ใบตาล พึงล้างเท้าแล้วทาด้วยนํ้ามัน เมื่อเนยใสและน้ําอ้อยมีอยู่ ก็
พึงให้เภสัช พึงถามด้วยน้ําดื่ม พึงทําความสะอาดอาวาส อามิส
ปฏสิ นั ถาร ชอ่ื วา่ อนั ภกิ ษทุ ําแล้วโดยเอกเทศ

ในเวลาเย็น เมื่อภิกษุอาคันตุกะแม้ผู้อ่อนกว่า ไม่มาสู่ที่บํารุง
ของตนเลย ภิกษุผู้ปฏิสันถาร พึงไปสู่สํานักของเธอ นั่งแล้ว อย่า

343

ถามป๎ญหาในเร่ืองอันมิใช่วิสัย พึงถามป๎ญหาในวิสัยของเธอ อย่า

ถามว่า “พวกท่านเป๐นผู้กล่าวคัมภีร์ไหน ?” ควรถามว่า “อาจารย์

และอุป๎ชฌายะใช้คัมภีร์ไหน ?” ดังน้ีแล้ว ถามป๎ญหาในฐานะ
พอเหมาะ ถ้าอาคันตุกะน้ันสามารถบอกได้ ทําได้ดังนี้ น่ันเป๐นการ

ดี หากเธอไม่สามารถจะบอกได้ ควรบอกให้เสียเอง. ธัมม
ปฏสิ นั ถาร ชือ่ ว่า อนั ภิกษุทําแลว้ โดยเอกเทศ

ถ้าอาคันตุกะน้ันอยู่ในสํานักตน พึงพาเธอเที่ยวไปบิณฑบาต

เนืองๆ . ถ้าเธอไม่อยากไป ในวันรุ่งขึ้น พึงพาเธอไปด้วยการไป
ตามปกติ เท่ียวไปบิณฑบาตในบ้านหนึ่งแล้ว พึงส่งกลับเสีย ถ้า
ภิกษทุ ง้ั หลายเปน๐ ผู้อันทายกนิมนต์ในทิศาภาคอื่น พึงพาภิกษุน้ันผู้
ปรารถนาไปด้วย เม่ือเธอพูดว่า “ทิศนั่นไม่ถูกใจกระผม” ดั่งนี้แล้ว
ไม่ปรารถนาจะไปภิกษุเจ้าของถ่ินพึงส่งพวกภิกษุที่เหลือไปแล้ว
จึงพาเธอ ไปเที่ยวบิณฑบาต พึงให้อามิสที่ตนได้มาแก่เธอ อามิส
ปฏิสนั ถาร ชื่อวา่ อันภกิ ษุทาํ แลว้ โดยเอกเทศ

ก็ภิกษุผู้ปฏิสันถารพึงให้อามิสท่ีตนได้ พึงให้แก่ภิกษุ

อาคันตุกะก่อน.ถ้าภิกษุไข้หรือภิกษุผู้ไม่มีพรรษามีอยู่ พึงให้แม้แก่

ภิกษุเหล่าน้ัน. พึงให้แก่อาจารย์และอุป๎ชฌายะ. พึงให้แก่คนผู้ถือ
สิ่งของ ภิกษุผู้บําเพ็ญสาราณียธรรมพึงให้แก่ภิกษุอาคันตุกะผู้
มาแล้วๆ ตั้ง 100 คร้ังตั้ง 1000 ครั้ง ต้ังแต่เถรอาสน์ลงมา อน่ึง อัน
ภิกษุผู้ปฏิสันถารพึงให้แก่ภิกษุนั้นๆ ผู้ยังมิได้ ภิกษุผู้ปฏิสันถาร
ออกไปนอกบ้าน พบคนแก่คนอนาถาหรือภิกษุ พึงให้แม้แก่คน
เหลา่ นั้น”

อรรถกถาเภสัชชกรณวัตถุ ในตติยปาราชิก (สมนฺต. 1/566)
ไดก้ ล่าวการตอ้ นรบั คฤหสั ถ์ด้วยขา้ วบิณฑบาตวา่

“อนามัฏฐบิณฑบาต (อาหารท่ีพระภิกษุบิณฑบาตได้มาและ
ยังมิได้ฉัน) ภิกษุควรให้แม้แก่มารดาและบิดาก่อน แม้หากว่า
บิณฑบาตน้ันเป๐นของมีราคาต้ังกหาปณะ ก็ไม่จัดว่าเป๐นการยัง
ศรัทธาไทยให้ตกไป ควรให้แม้แก่พวกคนอุป๎ฏฐากมารดาบิดา ไว

344

ยาวจักร บัณฑุปลาศ (คนผู้เตรียมตัวตั้งใจบรรพชา) สําหรับป๎ณฑุ
ปลาศจะใส่ภาชนะให้ก็ควร ผู้อื่นแม้เป๐นมารดาบิดาจะทําเช่นน้ัน
ไม่ควร เพราะเคร่ืองบริโภคบรรพชิต ตั้งอยู่ในฐานเป๐นเจดีย์
สาํ หรบั พวกคฤหสั ถ์

อน่ึงควรให้ท้ังแก่โจรผู้ลือช่ือท้ังแก่อิสรชนผู้มา เพราะว่าท้ัง
โจรท้ังอิสรชน แม้เมื่อไม่ให้ ก็จะโกรธ แม้เม่ือจับต้องให้ก็โกรธว่า
“ให้ของเป๐นเดน” อาจจะฆ่าภิกษุเสียก็ได้ ทําอันตรายแก่พระ
ศาสนาก็ได้ คนท่ีมาถึงวิหารจะเป๐นคนจร คนเข็ญใจ เป๐นโจร หรือ
เปน๐ อิสรชน ภิกษคุ วรทาํ ปฏสิ นั ถารโดยแท้”

คฤหัสถ์เคารพพระรตั นตรัย
ธรรมดาคฤหัสถ์ ควรเป๐นผู้มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเป๐น
ต้น เหมือนชาวนิคมชื่ออัสสปุระในอังคชนบท ตามที่ปรากฏใน

อรรถกถามหาอสั สปรุ สตู ร (ป.ส.ู 2/420) ความว่า ชาวเมืองอัสสบุระ
มีศรัทธาเลื่อมใส เป๐นพุทธมามกะ เห็นสามเณรผู้บวชพ่ึงบวชให้
ความเคารพเหมือนพระมหาเถระ พบภิกษุสงฆ์บิณฑบาตตอนเช้า
วางเครอ่ื งอุปกรณท์ ํานา วางเครื่องมือเข้าปุาไม่ว่าจะเป๐นมีด ขวาน
พากันป๎ดกวาดสถานที่สําหรับนั่ง โรงฉัน ปะรําหรือโคนไม้ ปู
อาสนะ จัดต้ังเชิงบาตรและน้ําดื่มไว้เพ่ือภิกษุสงฆ์ นิมนต์ภิกษุสงฆ์
ให้นั่ง ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว เมื่อท่านเสร็จภัตกิจจึงได้ไป
ทํางานต่อแม้เวลาทํางาน ชาวบ้านพูดสรรเสริญคุณภิกษุสงฆ์
เท่านั้นว่า “บุคคล 8 จําพวก คือ ท่านผู้ต้ังอยู่ในมรรค 4 ท่านผู้
ต้ังอยู่ในผล 4 ช่ือว่า อริยสงฆ์ บุคคล 8 จําพวกน้ัน ประกอบด้วย
ศีลเช่นน้ี ด้วยมรรยาทเช่นน้ี ด้วยข้อปฏิบัติเช่นน้ี มีความละอายมี
ศีลเป๐นที่รัก มีคุณอันยิ่ง” ชาวอัสสปุรนิคมเหล่าน้ัน กลับจากงาน
รับประทานอาหารเย็นแล้ว น่ังอยู่ท่ีประตูเรือนก็ดี เข้าไปยัง
หอ้ งนอนน่งั แล้วก็ดี ย่อมกลา่ วสรรเสริญคณุ ภกิ ษุสงฆ์อยา่ งเดยี ว

บรรพชติ ความเคารพกนั และกัน

345

บรรพชิต ก็ควรเป๐นผู้มีความเคารพกันและกันประดุจสัตว์ 3

สหาย เรื่องมาอยู่ว่าเรื่องสัตว 3 สหาย คือ นกกะทา ลิง และชาง

อาศัยตนไทรใหญตนหนึ่งอยูในหิมวันตประเทศ สัตวท้ัง 3 นี้ไม
เคารพกัน เพราะไม รูวาใครแกกวากัน จึงไดพูดคุยกันโดยมีต
นไทรเปนเครี่องตรวจสอบ ชางเลาวา ต้นไทรนี้มีขนาดประมาณ
สะดือในตอนที่ตนยังเล็ก ลิงก็ไมยอมแพบอกวาสมัยท่ีตนยังเล็ก
นอนกินนมที่พ้ืนดินไมตองชะเงอคอ ก็กัดกินยอดของมัน สวนนก
กะทาเลาวา ตนไทรน้ีแตกอนต้ังอยูในท่ีไกลโพน เรากินเมล็ดแล
วมาถายลงที่ตนไทรเกิดเดี๋ยวนี้ เรารูจักตนไทรต้ังแตท่ีมันเกิด ต้ัง
แตนัน้ มา ชางและลิงก็ใหความเคารพนกกะทา ตั้งอยูในโอวาทนก

กะทา สัตวทั้ง 3 น้ัน ต้ังอยูในศีล 5 มีความเคารพยําเกรงกันและ
กนั ในเวลาสิน้ อายุกเ็ ขาถงึ เทวโลก

พระพุทธองค์ตรัสสอนถึงความเคารพยําเกรงกันแก่เหล่าภิกษุ
วา่ “ภกิ ษุทั้งหลาย อนั สัตวเ์ หล่าน้นั เป๐นเพียงสัตว์ดิรัจฉาน ยังมีความ
เคารพยําเกรงกันและกันอยู่ ส่วนพวกเธอ บวชแล้วในธรรมวินัยอัน

เรากล่าวดีแล้วอย่างน้ี เหตุไร จึงไม่เคารพยําเกรงกันและกันอยู่ ?”

สมดงั ทีป่ รากฏในติตติชาดก (ข.ุ ชา.27/37/12) วา่
“นรชนเหลา่ ใด ฉลาดในธรรม นอบนบบุคคลผู้เจรญิ

อยู่ นรชนเหล่านนั้ เป๐นผู้ควรสรรเสริญในทิฏฐธรรม
และสมั ปรายภพของเขาก็เป๐นสคุ ติ”

ความประพฤติถอ่ มตน

ความประพฤติถ่อมตน หมายถึง ความเป๐นผู้มีใจอ่อนน้อมคือ
ความเป๐นผู้ประพฤติถ่อมตน บุคคลประกอบแล้วด้วยความเป๐นผู้
ประพฤตถิ ่อมตนใด เป๐นผู้ขจัดมานะเสียได้ ขจัดความกระด้างเสียได้
เป๐นผู้เช่นกับด้วยท่อนผ้าสําหรับเช็ดเท้า เสมอด้วยโคผู้ตัวเขาหัก
และเป๐นผู้เสมอด้วยงูพิษท่ีถูกถอนเขี้ยวแล้ว มีวาจาอ่อนหวาน มี

วาจานิ่มนวล มีวาจานา่ ปลื้มใจ (ขุ.ขุ.อ.159)

346

ความถ่อมตน หมายถึง การเอามานะทิฏฐิออก มีความสงบ
เสง่ียม เจียมตน ไม่ทะนงตน ไม่มีความมานะถือตัว ไม่อวดดื้อถือดี
ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร ไม่กระด้าง ไม่เย่อหย่ิง
จองหอง ดังน้ัน คนที่มีมีความถ่อมตน จึงเป๐นผู้ท่ีปรารภตนเอง คอย
ตามพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง จับผิดตัวเอง สามารถประเมิน
ค่าของตนเองได้ถูกต้องตามความเป๐นจริง มีจิตใจสูงสามารถน้อม
ตัวลง เพื่อถ่ายทอดคุณความดีของผู้อื่นเข้าสู่ตนเองได้อย่างเต็มที่

(กองวชิ าการ : 2550: 135)

ลกั ษณะของความถอ่ มตน
ความอ่อนน้อมถ่อมตนโดยการไม่แสดงออกถึงความสามารถที่
ตัวเองมีอยู่ให้ผู้อื่นทราบเพื่อข่มผู้อื่น หรือเพ่ือโอ้อวด การไม่อวดดี
เย่อหย่ิงจองหอง แต่แสดงตนอย่างสงบเสงี่ยม การทําตัวให้เป๐นคน
อ่อนน้อมถ่อมตน คบกัลยาณมิตร คือเพ่ือนที่ดีมีศีลมีธรรม คอย
ตักเตือนหรือชักนําไปในทางท่ีดีที่ถูกที่ควร รู้จักคิดไตร่ตรอง คือ
การรู้จักคิดหาเหตุผลอยู่ตลอดถึงความเป๐นไปในธรรมชาติของ
มนุษย์ ต่างคนย่อมต่างจิตต่างใจ และรวมท้ังหลักธรรมอื่นๆ มีความ
สามัคคี คือมีความสามัคคีในหมู่คณะ อะลุ่มอล่วยในหลักการ
ตักเตือน รับฟ๎งและเคารพความคิดเห็นของผู้อ่ืนอย่างมีเหตุผล ซ่ึง

พระครูปลัดจักรกริศน์ จนฺโทภาโส (2553 : 22-23) กล่าวถึงลักษณะ

ของความถ่อมตนมี 3 อยา่ งดงั น้ี

1. กิริยาอ่อนน้อม แสดงกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ลดตัวจน
เกนิ ควร ไมถ่ ือตัวจนเกินงาม

2. วาจาอ่อนหวาน คําพูดไพเราะเสนาะหู บํารุงกําลังใจผู้ฟ๎ง
ใหช้ นื่ บาน

3. ใจอ่อนโยน ใจนบนอบ ละมุนละม่อม สุภาพเรียบร้อย มี
เมตตากรุณา โอบอ้อมอารี จิตใจเข้มแข็งแต่อ่อนโยน ไม่แข็ง
กระด้าง

347

คนส่วนมากจะเย่อหยิ่งถือตัว อวดดี ยกตนข่มท่าน ด้วยเช่ือว่า
ตนเองมลี กั ษณะเด่น ดงั น้ี

1. ทรัพย์สมบัติ คนร่ํารวยเงินทองมักจะหลงลืมตน เย่อหยิ่งไม่
เกรงกลวั ใคร ไม่งอ้ ใคร

2. รูปสมบัติ คนท่ีมีรูปร่างหน้าตาสวย ผิวพรรณงดงามมักจะ
หลงลืมตน เยอ่ หย่ิง

3. ชาติตระกูล คิดว่าตระกูลของตนใหญ่โต มีชื่อเสียง มี
ยศถาบรรดาศักดิ์ มีตําแหน่งสําคัญๆ มากมาย มักจะหลงลืมตน
เยอ่ หย่งิ ไม่ออ่ นข้ออ่อนน้อมใหใ้ คร

4. ความรู้ความสามารถ คนท่ีมีความรู้สูง ความสามารถมาก
มักจะเย่อหย่ิง อวดตัว อวดตน ไม่เคารพคนแก่เฒ่าที่ไม่มีการศึกษา
หาวา่ ไมท่ นั สมัย

5. ยศถาบรรดาศักดิ์ ตําแหน่ง คนที่มีตําแหน่งสูงมักจะหลง
อํานาจ หลงตําแหน่ง มักจะยึดถือตนเองเป๐นสําคัญ ไม่ยอมรับฟ๎ง
ความคดิ เห็นของผ้อู ่ืน

6. พรรคพวกบริวาร คนท่ีมีพรรคพวกบริวารมาก มักจะหลง
ตนเองไม่เกรงกลัวใคร มักจะเย่อหยิ่ง อวดตัว อวดตน อวดศักดิ์ดา
พละกําลังทางบริวารของตน

โทษของการไม่ถอ่ มตนการถอื ตัวจดั
ใครๆ ก็ตาม เมื่อเห็นโทษแห่งความเป๐นผู้กระด้าง ด้วยอํานาจ
ความถือตัวจัด พึงเป๐นผู้มีความประพฤติถ่อมตน ไม่กระด้าง เพราะ
ความเป๐นผู้กระด้าง เป๐นเหตุแห่งความพินาศ ดังที่พระพุทธองค์ตรัส

ไว้ (ขุ.ส.ุ 25/304/347) ว่า
“นระใด กระด้างโดยชาติ กระด้างโดยทรัพย์ และ

กระด้างโดยโคตร ยอ่ มดหู มิน่ ญาติของตน กรรม 4
อย่างของนระนน้ั เป๐นทางแห่งความเส่ือม”

348

คนบางกลุ่มยึดม่ันในความเป๐นตัวตนมากจนเกินไปทําให้เกิด
ความถือตัวจัดว่า ตนเองมีชาติสกุล เผ่าพันธุ์ดีกว่าชนชาติอ่ืน คน
บางกลมุ่ ยดึ ถือฐานะการเงินเป๐นหลัก เป๐นไปตามยุคสมัยทุนนิยมว่ามี
ฐานะดีกว่ากลุ่มอ่ืนท้ังทางทรัพย์สินเงินทองด้อยกว่าตน มองคนอื่น
ไม่อยู่ในสายตา ทําตัวพองข้ึนเหมือนลูกโปุงที่เต็มด้วยลม บางคนดู
หม่ินดูแคลนแม้กระท้ังญาติว่า จน เข็ญใจ ไม่ช่วยเหลือไม่พอ ไม่
ยอมรับการแสดงความเคารพ กราบไหว้ ไม่อ่อนน้อมต่อใครๆ ช่ือว่า
ผู้กระด้างโดยชาติ ผู้ดูหม่ินแม้ญาติของตนโดยชาติเฉกเช่นพวกเจ้า
สากิยะ ดูหม่ินพระราชกุมาร วิฑูฑภะ รวมท้ัง มิยอมทําแม้สักว่า
สามีจิกรรมย่อมปรารถนาความเส่ือมแก่เขาถ่ายเดียว วงศ์แห่ง
สากิยะได้ถูกวิฑูฑภราชกุมารล้างผลาญเสีย ถึงความพินาศก็ด้วย
สามารถแห่งความเป๐นผู้มีมานะกระด้างโดยชาติ ด้วยว่าพระเจาวิ
ฑูภะเกิดความแคนท่ีเหลาเจาศากยะดูถูก เอาน้ํานมลางสถานท่ีพระ
องคเสด็จไปเย่ียม จึงตั้งใจจะเอาเลือดในพระศอของเจาศากยะมาล

างที่พระองคเสด็จไป ยกทัพไป 4 คร้ัง พระพุทธเจาเสด็จไปหามถึง 3

คร้ัง คร้ังท่ี 4 พระพุทธองคทรงพิจารณาเห็นกรรมเกาของพวก
ศากยะ แรงเกินกวาจะหามไวได ถึงจะเสด็จไปหามอีกวิฑูฑภะก็คง
ไมฟง จึงปลอยไปตามวิถีที่มันควรจะเปนไป พระเจาวิฑูฑภะไมเห็น
พระพุทธองค์ ก็รีบยกทัพเขาโจมตีเมืองกบิลพัสดุ ส่ังฆาทุกคนท่ีเห็น
ไมยกเวนแมแตลูกเลก็ เด็กแดง

บุคคลผู้มีมานะถือตัวจัด ย่อมยังยศท่ีเกิดขึ้นแล้วให้เส่ือมไป
โดยถา่ ยเดยี ว เฉกเช่นสนุ ัขจ้งิ จอก อยากเปนเจ้าเมืองพาราณสี วัน
หนงึ่ ไดยินมนตสําหรับกลับใจที่ปุโรหิตทําการทองทบทวน ไดสวด
มนตนั้นรวบรวมหมูสัตวมาเพื่อจะปลนราชสมบัติ ปุโรหิตรูทันให
ชาวเมืองเอาถั่วอุดหู มันสั่งใหราชสีหบันลือสีหนาท สัตวทั้งหลาย

ตกใจแตกต่ืนว่ิงหนีเหยียบกันตาย จนกลายเปนกองเนื้อถึง 12 โย
ชน เป๐นมาของเนื้อตากแหง สุนัขจ้ิงจอกนั้น ยังยศท่ีเกิดขึ้นให้
เส่ือมไป แม้ตัวเองได้รับทุกข์คือความตาม ด้วยสามารถแห่งความ


Click to View FlipBook Version