The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รัตนา นาทอง, 2022-09-12 06:08:00

บทที่-รวม (1)_merged

บทที่-รวม (1)_merged

449

การฝกึ ภาคปฏบิ ตั เิ พอ่ี กาํ จดั กเิ ลสใหส้ น้ิ ไป

เห็นอรยิ สัจ ตโป จ พฺรหมฺ จริย ฺจ อริยสจฺจาน ทสฺสนํ
เป๐นอุดมมงคล นิพพฺ านสจฺฉิกิริยา จ เอตมมฺ งฺคลมตุ ฺตมํ
ความเพยี ร พรหมจรรย์ การ

และการกระทํานพิ พานให้แจ้ง นี้

การฝึกภาคปฏิบัติเพี่อกําจัดกิเลสให้สิ้นไปในการแสวงหา
ธรรมะขั้นสูงอันการพัฒนาตนเองโดยการทําความเพียรเผากิเลส
ให้เรา่ ร้อน ประพฤติพรหมจรรย์จนกิเลสเบาบาง สามารถตัดโลกิย
วิสัย ยกจิตออกจากกามอันเป๐นท่ีมาของความเส่ือม จนเกิดป๎ญญา
เห็นอริยสัจ ประคองใจหยุดนิ่ง พิจารณาอริยสัจไปตามลําดับ ทํา
ใจให้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นจนสามารถขจัดกิเลสต่างๆ ได้ ซ่ึงเป๐นผล
ของการทาํ นิพพานให้แจ้ง

การบาํ เพ็ญตบะ

ความหมายของตบะ
ธรรมเปน๐ คุณเครื่องเผาผลาญความช่ัวรา้ ย ชือ่ ว่า ตบะ มาใน

อรรถกถามงคลสูตร (ขุ.ข.ุ อ.166) วา่ “ธรรมที่ช่ือว่า ตบะ เพราะ
เผาผลาญซ่งึ ธรรมทงั้ หลายอันช่ัวร้าย”

ขันติ ชอื่ ว่าตบะ ดงั พระพุทธพจน์ (ที.มหา.10/54/57) ทวี่ า่
“ขันติคือความทนทานเป๐นตบะอย่างย่ิง พระพุทธเจ้า

ทง้ั หลายตรัสว่า พระนิพพานเป๐นธรรมอย่างยิ่ง ผู้ทําร้าย
ผู้อื่นผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ช่ือว่าเป๐นบรรพชิต ไม่ชื่อว่า
เป๐นสมณะเลย”

ศลี ชือ่ ว่าตบะ มาในโลมสกัสสปชาดก (ข.ุ ชา.27/1273/262)
ทีว่ ่า

450

“ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพติเตียนกามคุณทง้ั หลายใน
โลกมากมาย ตบะธรรมเท่านน้ั เปน๐ คุณธรรมอันประเสริฐ
กว่ากามคุณทง้ั หลาย อาตมภาพจักเลิกละกามคุณ
ทงั้ หลายเสียแล้ว บําเพ็ญตบะ รัฐก็ดี พระนางจันทวดีกด็ ี
จงเป๐นของพระองค์ตามเดมิ เถิด”

อโุ บสถกรรม ช่ือวา่ ตบะ มาในมหาหงั สชาดก (ข.ุ ชา.

28/240/86) วา่
“เราเห็นกศุ ลธรรมทีด่ ํารงอยู่ในตนเหล่านี้ คือทาน ศีล

การบริจาค ความซ่ือตรงความอ่อนโยน ความเพียร
ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทนและ
ความไม่พิโรธ แต่นั้นปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย ย่อมเกิด
แกเ่ รา”

กิจมีการเรียนพระพุทธพจน์เป๐นอาทิ ก็ชื่อว่า ตบะ ดังที่มา

ในขุททกนกิ าย ธรรมบทคาถา (ข.ุ ธ.25/24/41) ท่วี ่า
“ความเพียรเครื่องเผาผลาญกิเลสของหมู่ชนผู้พร้อม

เพรยี งกัน เปน๐ เหตนุ ําสุขมาให้”

ซ่ึงอรรถกถาธรรมบท (ขุ.ธ.อ.6/114) ได้อธิบายขยาย
ไว้ว่า

“ก็การเรียนพระพุทธพจน์ก็ดี การรักษาธุดงค์ก็ดี การกระทํา
สมณธรรมก็ดี แห่งชนผู้พร้อมเพรียงกันท้ังหลาย คือหมู่ชนผู้มีจิต
เป๐นอันเดียวกัน ย่อมนําสุขมาให้ ฉะนั้นพระพุทธองค์ จึงตรัสว่า
สมคคฺ านํ ตโป สโุ ข”

กุศลกจิ มีการสาํ รวมอนิ ทรีย์เป๐นต้นชื่อวา่ ตบะ ดงั ท่ีมาใน

อรรถกถามงคลสูตร (ขุ.ขุ.อ.167) วา่ “การสาํ รวมอนิ ทรยี ์ ชอื่ ว่า
ตบะ เพราะเผาผลาญอกุศลเจตสิกธรรมมอี ภิชฌาและโทมนัสเปน๐
ตน้ อกี นัยหน่งึ ความเพียรช่ือว่า ตบะ เพราะเผาผลาญความเกียจ
คร้าน”

451

ความสํารวมด้วยสติ ชอื่ วา่ อนิ ทรียสังวร กค็ วามสํารวมดว้ ย
สตนิ น้ั โดยความก็คือตัวสติ ดังท่มี าในฎกี ามลู ปริยายสูตร วา่ “คณุ
เคร่ืองสํารวมอนิ ทรีย์ ชอื่ วา่ สติสงั วร และคณุ เครื่องสํารวมอนิ ทรีย์

นัน้ เปน๐ ไปแลว้ อย่างน้นั นัน่ แลชื่อว่า สติสงั วร” (มงฺคล.2/472/367)
ฉะน้ัน การบําเพ็ญตบะ จึงหมายถึง การทําความเพียรเผา

ผลาญความชั่วร้าย อันได้แก่ สรรพกิเลสให้ร้อนรนทนอยู่ไม่ได้
เกาะใจเราไม่ติด จําต้องออกจากใจเรา จิตใจเราก็พลอยผ่องใส
หมดความทุกข์ ความโศก ความเศรา้ ความฟุงู ซา่ น

ผู้สาํ รวมอินทรยี ์
อินทรียสังวร การสํารวมรักษาอินทรีย์ทั้งหลาย เพ่ือละอกุศล
เจตสิกธรรมมีอภิชฌาและโทมนัสเป๐นต้น ดังที่ปรากฏในอปริหานิ

สูตร จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย (องฺ.จตุกฺก.21/37/51) พระพุทธ
องค์ไดต้ รสั วา่

“ภิกษุท้ังหลาย ก็ภิกษุช่ือว่า เป๐นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วใน

อินทรีย์ทั้งหลายอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยน้ีเห็น
รูปด้วยตาแล้ว เป๐นผู้ไม่ถือโดยนิมิต คือรวบถือ เป๐นผู้ไม่ถือโดยอนุ
พยัญชนะ คือแยกถือ อกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก คืออภิชฌา
และโทมนัส พึงซ่านไปตามครอบงําบุคคลผู้ไม่สํารวมอินทรีย์คือ
จักษุนั้นอยู่ เพราะการไม่สํารวมอินทรีย์คือจักษุใดเป๐นเหตุ ย่อม
ปฏิบัติเพ่อื สาํ รวมอนิ ทรยี ์คือจักษุ ยอ่ มรักษาอินทรีย์คือจักษุ ย่อมถึง
ความสาํ รวมในอนิ ทรีย์คอื จักษุ

ภกิ ษุฟ๎งเสียงดว้ ยหูแล้ว เป๐นผ้ไู มถ่ ือโดยนิมติ คือรวบถือ เปน๐
ผู้ไม่ถอื โดยอนุพยัญชนะ คอื แยกถือ อกุศลธรรมทัง้ หลายอันลามก
คอื อภิชฌาและโทมนัส พึงซา่ นไปตามครอบงําบคุ คลผไู้ ม่สํารวม
อินทรยี ค์ ือหนู ั้นอยู่ เพราะการไมส่ ํารวมอนิ ทรยี ค์ อื หใู ดเป๐นเหตุ
ย่อมปฏบิ ัติเพอื่ สํารวมอนิ ทรียค์ ือหู ยอ่ มรักษาอนิ ทรียค์ ือหู ย่อมถึง
ความสํารวมในอนิ ทรียค์ ือหู

ภิกษุสูดกลิ่นด้วยจมูกแล้ว เป๐นผู้ไม่ถือโดยนิมิต คือรวบถือ
เป๐นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ คือแยกถือ อกุศลธรรมทั้งหลายอัน

452

ลามก คืออภิชฌาและโทมนัส พึงซ่านไปตามครอบงําบุคคลผู้ไม่
สํารวมอินทรีย์คือจมูกน้ันอยู่ เพราะการไม่สํารวมอินทรีย์คือจมูก
ใดเป๐นเหตุ ย่อมปฏิบัติเพ่ือสํารวมอินทรีย์คือจมูก ย่อมรักษา
อินทรีย์คือจมูก ย่อมถงึ ความสาํ รวมในอนิ ทรยี ค์ ือจมูก

ภกิ ษุล้ิมรสดว้ ยล้นิ แล้ว เป๐นผไู้ ม่ถือโดยนิมิต คือรวบถือ เป๐นผู้
ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ คือแยกถือ อกุศลธรรมท้ังหลายอันลามก
คืออภิชฌาและโทมนัส พึงซ่านไปตามครอบงําบุคคลผู้ไม่สํารวม
อินทรีย์คือล้ินนั้นอยู่ เพราะการไม่สํารวมอินทรีย์คือลิ้นใดเป๐นเหตุ
ย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมอินทรีย์คือล้ิน ย่อมรักษาอินทรีย์คือล้ิน ย่อม
ถงึ ความสํารวมในอนิ ทรียค์ ือลิ้น

ภิกษถุ กู ต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว เป๐นผู้ไม่ถือโดยนิมิต คือ
รวบถือ เป๐นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ คือแยกถือ อกุศลธรรม
ท้ังหลายอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส พึงซ่านไปตามครอบงํา
บุคคลผู้ไม่สํารวมอินทรีย์คือกายนั้นอยู่ เพราะการไม่สํารวม
อินทรีย์คือกายใดเป๐นเหตุ ย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมอินทรีย์คือกาย
ย่อมรักษาอินทรียค์ อื กาย ย่อมถงึ ความสาํ รวมในอนิ ทรีย์คือกาย

ภิกษุรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป๐นผู้ไม่ถือโดยนิมิต คือรวบ
ถือ เป๐นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ คือแยกถือ อกุศลธรรมท้ังหลาย
อันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส พึงซ่านไปตามครอบงําบุคคลผู้
ไม่สํารวมอินทรีย์คือ ใจน้ันอยู่ เพราะการไม่สํารวมอินทรีย์คือ ใจ
ใดเป๐นเหตุ ย่อมปฏิบัติเพ่ือสํารวมอินทรีย์คือ ใจ ย่อมรักษาอินทรีย์
คือ ใจ ย่อมถงึ ความสํารวมในอินทรีย์คือ ใจ ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้
แล ภกิ ษุเปน๐ ผชู้ ื่อว่ามที วารอนั สํารวมแล้ว ในอินทรยี ์ทง้ั หลาย”

อินทรียสังวร คือ การสํารวมระวังตนโดยอาศัยสติเป๐นตัว

กํากับเพ่ือควบคุมจิตใจช่องทางติดต่อกับภายนอกอยู่ 6 ทาง คือ
ตา หู จมูก ล้ิน กาย และใจ เป๐นส่ิงที่ทําให้ใจของเราฟุูงซ่าน ขุ่น

มัว ดงั ทีพ่ ระพทุ ธองคท์ รงเปรียบเทียบช่องทางทง้ั 6 ไว้ ดังนี้

453

1. จกั ขุทวาร ตาของเราเหมือนงู ชอบท่ีลับ อะไรที่เขาปกปิด
เอาไว้ก็ชอบดู ยิ่งปกปิดย่ิงอยากดู แต่อะไรท่ีเปิดเผยออกไม่ลับ
ความอยากเห็น อยากดูกพ็ ลอยลดลงไปดว้ ย

2. โสตทวาร หูของเราเหมือนจระเข้ ชอบที่เย็นๆ อยากฟ๎ง
คําพูดเย็นๆ ที่เขาชม ยกย่อง หรือคําพูดไพเราะเสนาะโสต ที่เขา
พูดกับเรา

3. ฆานทวาร จมูกของเราเหมือนนกในกรง ชอบด้ินรน พอ
ไดก้ ล่นิ อะไรเล็กน้อย ก็ตามดมว่ามาจากไหน กล่นิ อะไร

4. ชวิ หาทวาร ลิ้นของเราเหมอื นสุนัขบ้าน กัดโน้นคาบน้ี หา
กินไม่ไกลเจา้ ของ บ้านํ้าลาย วา่ งๆ ไมร่ ู้จะทําอะไร ได้นินทาคนอ่ืน
ก็ชอบ

5. กายทวาร ร่างกายของเราเหมือนสุนัขปุา ชอบท่ีอุ่นๆ ท่ี
นุ่มๆ ชอบชุก เดี๋ยวไปชุกคนโน้น ไปชุกคนนี้ ชอบแอบอิงคนอื่น
ชอบจบั คนน้ี

6. มโนทวาร ใจของเราเหมือนลิง ชอบซน คิดโน้น คิดนี่
ฟุูงซ่านบ้าง สงบบ้างเป๐นบางคร้ัง ถึงเรื่องอดีต อนาคต คิดถึงคน
โน้น คนนี้ ไม่อยนู่ ิง่ ไม่ยอมสงบ แม้แตน่ อนหลับใจยงั คดิ อยู่เลย

ผู้ประกอบด้วยอนิ ทรีย์สงั วรชื่อว่า ย่อมรักษาอินทรีย์ท้ังหลาย
เพ่ือละอกุศลธรรมมีอภิชฌาเป๐นต้น เพราะการสํารวมอินทรีย์นั้น
ช่ือว่า ย่อมเผาผลาญอกุศลธรรมมีอภิชฌาเป๐นต้นได้ เหตุนั้น จึง
ควรยังอินทรีย์สังวรให้พร้อมมูล เพื่อละอกุศลธรรม อินทรีย์สังวร
ชื่อว่า มีหิริโอตตัปปะเป๐นอุปนิสัย ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้

(องฺ.สตตฺ ก.23/62/100) วา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่มีหิริและโอตตัปปะ อินทรีย์สังวร

ของบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะวิบัติ ย่อมมีนิสัยถูกกําจัด เม่ือไม่มี
อินทรีย์สังวร ศีลของบุคคลผู้มีอินทรีย์สังวรวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูก
กําจัด เมื่อไม่มีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้มีศีลวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัย
ถูกกําจัด เม่ือไม่มีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคลผู้มี

454

สัมมาสมาธิวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกําจัด เม่ือไม่มียถาภูตญาณทัส
สนะ นิพพิทาและวิราคะ ของบุคคลผู้มียถาภูตญาณทัสสนะวิบัติ
ย่อมมีอุปนิสัยถูกกําจัด เมื่อไม่มีนิพพิทาและวิราคะ วิมุตติญาณทัส
สนะของบุคคลผู้มีนิพพิทาและวิราคะวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกําจัด
ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนต้นไม้มีก่ิงและใบวิบัติ กะเทาะก็ดี
เปลือกก็ดี กระพ้ีก็ดี แก่นก็ดีของต้นไม้นั้นย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์
ฉะน้ัน

ดูกรภิกษุท้ังหลาย เมื่อมีหิริและโอตตัปปะ อินทรีย์สังวรของ
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย
เม่ือมีอินทรีย์สังวร ศีลของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรีย์สังวร ย่อม
สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เม่ือมีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
ศีลยอ่ มสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ
ของบคุ คลผสู้ มบรู ณด์ ว้ ยสัมมาสมาธิย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมี
ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย
ยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยเม่ือมีนิพพิทาและ
วิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทาและ
วิราคะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ดูกรภิกษุท้ังหลาย เปรียบเหมือน
ต้นไมส้ มบรู ณ์ดว้ ยก่ิงและใบ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็
ดี ของตน้ ไมน้ ั้น ยอ่ มถงึ ความสมบูรณ์ ฉะนั้น”

อินทรียสังวร มีแก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ ไม่
มีแกบ่ คุ คลผ้เู ว้นจากหิริโอตตัปปะนัน้ ดังเช่น โลมสกัสสปดาบส (ขุ.
ชา.อ.5/384) ดังได้สดับมา ดาบสตนน้ันมีตบะแกกล้าในปาหิม
พานต ภพของท าวสักกะหว่ันไหวเพราะเดชตบะของท าน ท า
วสักกะทรงพิจารณาอยูไดทดลองดวยวิธีใหพระราชาสงพระราช
ธิดาไปทําลายตบะ อีกท้ังทําการฆาสัตวเพื่อบูชายัญ ฤษีครั้นเห็น
ราชธิดาก็มีฌานและอภิญญาเสื่อม จึงไปกรุงพาราณสีพร้อมด้วย
ชฎาทีเดียวเริ่มจะบูชายัญ มหาชนผู้ประชุมกัน เห็นว่าท่านทําไม่

ถูกไม่สมควรได้แต่พากันครํ่าครวญรําพัน (ขุ.ชา.27/1270/261)
วา่

455

“พระจันทร์มีกําลัง พระอาทิตย์มีกําลัง สมณะและ
พราหมณ์มีกําลัง ฝ๑๎งแห่งสมุทรมีกําลัง หญิงท้ังหลายยังมี
กําลังยิ่งกว่ากําลัง เพราะพระนางจันทวดี ได้นําพระ
โลมสกัสสปฤษี ผู้ทีตบะสูง สงบแล้ว มาบูชายัญเพ่ือ
ประโยชน์ แก่พระราชบิดาได้”

เม่อื เงื้อพระขรรค์แก้วขึ้นจะฆ่าช้างมงคล ช้างเห็นกิริยาก็ร้อง
ข้ึนดังล่ัน แม้ช้าง ม้า โคอุสภะท่ีเหลือ ได้ยินเสียงของช้าง ก็พากัน
ร้องขึ้น มหาชนก็ร้องข้ึน ดาบสได้ฟ๎งเสียงนั้นแล้วถึงความสลดใจ
แลดูชฎาเป๐นต้นของตน เป๐นผู้มีความเดือดร้อนแล้วยังหิริและ
โอตตัปปะให้กลับต้ังขึ้น พิจารณากสิณแล้ว ยังฌานแม้ท่ีเสื่อมฉิบ
หายแล้วให้กลับเกิดข้ึน นั่งขัดสมาธิในอากาศ แสดงธรรมแด่
พระราชา สั่งให้คนทําลายหลุมยัญพิธีให้พระราชาพระราชทาน
อภัยทานแก่มหาชนแลว้ ไปยังสถานของตน

ความเกียจคร้านในการทําการงาน จัดเป๐นอบายมุขที่สําคัญ
ประการหนึง่ ผทู้ เ่ี กยี จคร้านในการทํางานย่อมเสื่อมจากโภคทรัพย์
ที่ควรได้ ย่อมไม่เจริญท้ังทางโลกและทางธรรม ส่วนความขยัน
เป๐นการปฏิบัติหน้าท่ีการงานและการประกอบอาชีพท่ีสุจริตอย่าง
กระตอื รือร้น และตั้งใจจริงให้สําเร็จด้วยความมานะอดทน ซ่ึงพระ
พุทธองคไ์ ด้ตรสั ถึงเหตุแห่งความเกียจครา้ นไว้ 8 ประการ และเหตุ
แห่งความขยันหมั่นเพียรไว้ 8 ประการ ซ่ึงเหตุแห่งความเกียจ

ครา้ นปรากฏในกสุ ตี วตั ถุสูตร (องฺ.อฏฐฺ ก.23/185/353-355) ดังน้ี
“ดูกรภิกษทุ ง้ั หลาย กสุ ีตวัตถุ 8 ประการน้ี 8 ประการเป๐นไฉน

ดูกรภิกษุท้ังหลาย ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ต้องทําการงาน เธอมี
ความคิดอย่างน้ีว่า เราจักต้องทําการงาน ก็เม่ือเราทําการงานอยู่
กายจักลําบาก ผิฉะน้ันเราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความ
เพียรเพ่ือถึงธรรมท่ียังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพ่ือ
กระทําให้แจ้งธรรมท่ียังไมท่ าํ ให้แจ้ง น้เี ป๐นกุสีตวตั ถุประการที่ 1

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทําการงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราแลทําการงานแล้ว ก็เม่ือเราทําการงานอยู่ กายลําบากแล้ว ผิ

456

ฉะนั้น เราจะนอน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพ่ือถึงธรรมที่
ยังไมถ่ งึ เพอ่ื บรรลุธรรมทีย่ งั ไมบ่ รรลุเพื่อกระทําให้แจ้งธรรมที่ยังไม่
ทําใหแ้ จง้ น้เี ปน๐ กุสีตวตั ถุประการที่ 2

อีกประการหนึ่ง ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราจักต้องเดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ กายจักลําบาก ผิฉะนั้น
เราจะนอน เธอนอนเสียไม่ปรารภความเพียรเพ่ือถึงทางท่ียังไม่ถึง
เพ่ือบรรลุทางที่ยังไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งทางท่ียังไม่ทําให้แจ้ง น้ี
เปน๐ กสุ ตี วัตถุประการที่ 3

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างน้ีว่า
เราได้เดินทางแล้ว ก็เม่ือเราเดินทางอยู่ กายลําบากแล้ว ผิฉะน้ัน
เราจะนอน เธอนอนเสียไม่ปรารภความเพียรเพ่ือถึงทางที่ยังไม่ถึง
เพ่ือบรรลุทางท่ียังไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งทางท่ียังไม่ทําให้แจ้ง น้ี
เปน๐ กุสีตวัตถปุ ระการท่ี 4

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเท่ียวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม
ไม่ได้โภชนะอันเศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ เธอมี
ความคิดอย่างนีว้ ่า เราเทยี่ วเดินบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้
โภชนะอนั เศร้าหมองหรือประณีตพอแก่ความต้องการ กายของเรา
นัน้ ลาํ บากแล้ว ไมค่ วรแก่การงาน ผฉิ ะนั้น เราจะนอน เธอนอนเสีย
ไม่ปรารภความเพียรเพ่ือถึงทางท่ียังไม่ถึง เพ่ือบรรลุทางที่ยังไม่
บรรลุ เพื่อทําให้แจ้งทางที่ยังไม่ทําให้แจ้ง น้ีเป๐นกุสีตวัตถุประการ
ท่ี 5

อีกประการหน่ึง ภิกษุเท่ียวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้
โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการ เธอมีความคิด
อย่างน้ีว่า เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้า
หมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการแล้ว กายของเรานั้นหนัก
ไม่ควรแก่การงาน เหมือนถั่วชุ่มด้วยนํ้าผิฉะน้ัน เราจะนอน เธอ
นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียรเพ่ือถึงทางที่ยังไม่ถึง เพ่ือบรรลุทาง
ท่ียังไม่บรรลุ เพื่อทําให้แจ้งทางที่ยังไม่ทําให้แจ้ง นี้เป๐นกุสีตวัตถุ
ประการที่ 6

457

อีกประการหน่ึง อาพาธเล็กน้อยเกิดข้ึนแก่ภิกษุ เธอมี
ความคิดอย่างนี้ว่า อาพาธเล็กน้อยน้ีเกิดแก่เราแล้ว มีข้ออ้างเพ่ือ
จะนอน ผิฉะนน้ั เราจะนอน เธอนอนเสยี ไม่ปรารภความเพียร เพ่ือ
ถึงการงานที่ยังไม่ถึง เพ่ือบรรลุการงานท่ียังไม่บรรลุ เพื่อทําให้
แจง้ การงานทยี่ ังไม่ได้ทาํ ใหแ้ จ้ง น้เี ป๐นกสุ ตี วตั ถปุ ระการท่ี 7

อีกประการหนึ่ง ภิกษุหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
เธอมคี วามคดิ อย่างน้ีว่า เราหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
กายของเรายังอ่อนเพลีย ไม่ควรแก่การงาน ผิฉะน้ัน เราจักนอน
เสียก่อน เธอนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพ่ือถึงการงานที่ยังไม่
ถึง เพ่ือบรรลุการงานที่ยังไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งการงานที่ยัง
ไม่ได้ทําใหแ้ จง้ นเ้ี ป๐นกุสีตวัตถุประการท่ี 8 ดูกรภิกษุท้ังหลายกุสีต
วตั ถุ 8 ประการนีแ้ ล”

ส่วนเ หตุแ ห่งค วาม ขยัน หม่ันเ พียร ใ นก าร ทํ างา นโ ด ย

เฉพาะงานภายในที่จะเอากิเลสอันนอนเนื่องอยู่ก้นลึกของจิตใจ 8

ประการปรากฏอยู่ในอารัพภวัตถุสูตร (องฺ.อฏฺฐก.23/186/355-

357) ดังน้ี
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อารัพภวัตถุ 8 ประการนี้ 8 ประการเป๐น

ไฉน ดูกรภิกษุท้ังหลาย ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ต้องทําการงาน เธอมี
ความคิดอย่างนี้ว่า เราจักต้องทําการงานแล ก็เม่ือเราทําการงาน
อยู่ ไมพ่ ึงทํามนสิการคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ง่าย ผิ
ฉะน้ัน เราจะรีบปรารภความเพียรเสียก่อน เพื่อถึงธรรมท่ียังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมท่ียังไม่บรรลุ เพื่อทําให้แจ้งธรรมท่ียังไม่ทําให้แจ้ง
เธอปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพ่ือบรรลุธรรมท่ียัง
ไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทําให้แจ้ง นี้เป๐นอารัพภวัตถุ
ประการท่ี 1

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทําการงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างน้ี
ว่า เราได้ทําการงานแล้ว ก็เม่ือเราทําการงานอยู่ ไม่สามารถ
มนสิการคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท้ังหลายได้ ผิฉะน้ัน เราจะรีบ
ปรารภความเพียรเสียก่อน เพ่ือถึงธรรมท่ียังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรม

458

ที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทําให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทําให้แจ้ง เธอปรารภ
ความเพยี รเพื่อถึงธรรมทีย่ งั ไมถ่ งึ เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ
ทาํ ใหแ้ จ้งธรรมทยี่ งั ไม่ทําใหแ้ จง้ น้เี ป๐นอารัพภวตั ถุประการที่ 2

อีกประการหนึ่ง ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า
เราจักต้องเดินทาง ก็เม่ือเราเดินทางอยู่ ไม่พึงกระทํามนสิการ
คําส่ังสอนของพระพุทธเจ้าท้ังหลายได้ง่าย ผิฉะน้ัน เราจะรีบ
ปรารภความเพียรเสียก่อน เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพ่ือบรรลุธรรม
ท่ียังไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งธรรมท่ียังไม่ทําให้แจ้ง เธอปรารภ
ความเพียรเพอ่ื ถงึ ธรรมทย่ี งั ไม่ถึง เพอ่ื บรรลุธรรมท่ียังไม่บรรลุ เพื่อ
ทาํ ใหแ้ จง้ ธรรมที่ยังไม่ทําให้แจ้ง น้เี ป๐นอารัพภวัตถปุ ระการท่ี 3

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างน้ีว่า
เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ ไม่สามารถมนสิการคําส่ัง
สอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ ผิฉะนั้น เราจะรีบปรารภความ
เพียรเสียก่อน เพ่ือถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพ่ือบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
เพ่ือทําให้แจ้งธรรมท่ียังไม่ทําให้แจ้ง เธอปรารภความเพียรเพื่อถึง
ธรรมท่ียังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งธรรมที่
ยงั ไม่ทําใหแ้ จง้ นเี้ ปน๐ อารพั ภวตั ถุประการที่ 4

อีกประการหน่ึง ภิกษุเท่ียวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม
ไม่ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการ เธอมี
ความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้
โภชนะเศร้าหมองหรือประณีต พอแก่ความต้องการ กายของเรา
นั้นเบาควรแก่การงาน ผิฉะน้ัน เราจะรีบปรารภความเพียร
เสียก่อน เพื่อถึงธรรมท่ียังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ
ทําให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทําให้แจ้ง เธอปรารภความเพียรเพ่ือถึง
ธรรมท่ียังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมท่ียังไม่บรรลุ เพื่อทําให้แจ้งธรรมท่ี
ยงั ไม่ทําให้แจง้ นีเ้ ปน๐ อารพั ภวัตถปุ ระการที่ 6

อีกประการหนึ่ง อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เธอมี
ความคิดอย่างน้ีว่า อาพาธเล็กน้อยน้ีเกิดขึ้นแก่เรา การที่อาพาธ
ของเราจะพึงกลับกําเริบนั้น เป๐นฐานะที่จะมีได้ ผิฉะนั้น เราจะรีบ
ปรารภความเพียรเสียก่อน เพื่อถึงธรรมท่ียังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรม

459

ที่ยังไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งธรรมท่ียังไม่ทําให้แจ้ง เธอปรารภ
ความเพยี รเพือ่ ถึงธรรมทยี่ ังไมถ่ ึง เพ่ือบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ
ทําให้แจ้งธรรมท่ยี ังไมท่ ําให้แจ้ง นี้เปน๐ อารัพภวตั ถุประการท่ี 7

อีกประการหน่ึง ภิกษุหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
เธอมีความคดิ อย่างน้ีว่า เราหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังหายไม่นาน
การท่ีอาพาธของเราจะพึงกลับกําเริบน้ัน เป๐นฐานะท่ีจะมีได้ ผิ
ฉะนั้น เราจะรีบปรารภความเพียรเสียก่อนเพื่อถึงธรรมท่ียังไม่ถึง
เพ่ือบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพ่ือกระทําให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทํา
ให้แจ้ง เธอปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมท่ียังไม่ถึง เพ่ือบรรลุ
ธรรมท่ียังไม่บรรลุ เพ่ือทําให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทําให้แจ้ง น้ีเป๐น
อารัพภวัตถปุ ระการที่ 8”

เมื่อทราบเหตุของผู้เกียจคร้านและเหตุปรารภความเพียรทั้ง

2 นั้นด้วยเหตุ 8 อย่าง ดังกล่าวมา ควรละความเป๐นผู้เกียจคร้าน

และทําความเพียร ควรทําความเพียรนั้นให้ประกอบด้วยองค์ 4

ดังท่ีพระพุทธพจน์ในทุกนิบาต อังอุตตรนิกาย (องฺ.ทุก.

20/251/64) ว่า
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย ได้ยินว่า เราเร่ิมตั้งความเพียรอันไม่ย่อ

หยอ่ นว่าจะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที เนื้อและเลือด
ในสรีระจงเหอื ดแหง้ ไปเถิด ยงั ไม่ บรรลผุ ลทีบ่ คุ คลพึงบรรลุไดด้ ้วย
เร่ียวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบ่ันของ
บรุ ษุ แลว้ จักไม่หยดุ ความเพยี รเสีย

ดูกรภิกษุท้ังหลาย โพธิญาณ อันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วย
ความไม่ประมาท ธรรมอันเป๐นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเย่ียม
อนั เรานนั้ ได้บรรลแุ ลว้ ด้วยความไม่ประมาท

ดูกรภิกษุท้ังหลาย ถ้าแม้เธอทั้งหลายจะพึงเร่ิมตั้งความเพียร
อันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เน้ือ
และเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลท่ี บุคคลพึง
บรรลไุ ดด้ ว้ ยเร่ียวแรงของบรุ ษุ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความ
บากบน่ั ของบรุ ษุ แล้ว จักไมห่ ยุดความเพยี รเสยี

460

ดูกรภิกษุท้ังหลายแม้เธอทั้งหลายก็จักทําให้แจ้งซ่ึงท่ีสุดแห่ง
พรหมจรรยอ์ นั ยอดเย่ียม ทก่ี ลุ บตุ รท้ังหลาย ออกจากเรือนบวชเป๐น
บรรพชิตต้องการนั้น ด้วยความรู้ยิ่งเองในป๎จจุบัน เข้าถึงอยู่ต่อ
กาลไมน่ านเลย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุน้ันแล เธอท้ังหลายพึงศึกษา
อย่างนี้ว่า จักเร่ิมต้ังความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่
หนัง เอน็ และกระดูกก็ตามที เน้ือและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไป
เถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเร่ียวแรงของบุรุษ ด้วย
ความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุด
ความเพียรเสีย ดกู รภิกษทุ ัง้ หลาย เธอทั้งหลายพงึ ศกึ ษาอยา่ งนีแ้ ล”

ใครๆ ไม่ควรละความเพียร ถ้าบุคคลอาศัยป๎จจัยเช่นน้ันละ
ความเพียรเสยี ในกาลกอ่ น ในภายหลังก็ควรพยุงขึ้นให้ได้ ประดุจ

ด่ัง ภิกษุผู้ละความเพียร (ขุ.ชา.อ.1/169) เล่ากันมาว่า มีภิกษุรูป
หนึ่งเรียนกัมมัฏฐานในสํานักพระศาสดาแลวเขาสูปา แมพยายาม

อยูสิ้น 3 เดือนก็ไมอาจยังคุณวิเศษอะไรๆ ใหเกิดข้ึนได จึงทอแท
เลิกปฏิบัติละท้ิงความเพียรพยายามเขาเมือง ภิกษุท้ังหลายกราบ
ทูลพระพุทธองค์ องค์พระศาสดาใหเรียกทานมาตรัสสอนใหสติ
และใหกาํ ลังใจโดยการนําเรอื่ งในอดตี ชาตมิ าคติสอนในการไมละ
ความเพียร โดยทรงยกเร่ืองหัวหน้าพ่อค้าเกวียนชาวเมืองพาราณ
สี ครั้งพระองค์ยังคงเป๐นพระโพธิสัตว์ ไปค้าขายต่างแดนผ่าน
ทะเลทราย กลางวันร้อนเหลือหลาย เดินทางเฉพาะกลางคืน
กลางวันพักแรม วันสุดท้ายใกล้จะถึงจุดหมายแล้วจึงลดภาระใน
การขนส่งลงโดยได้เทนํ้าและส่ิงไม่จําเป๐นทิ้งไป แต่แล้วเกิดหลง
ทางกลับมาที่เดิม ก็พากันเศร้าใจไปตามๆ กัน พอเห็นกอหญ้า
แพรกกอหน่ึง “พวกเรารอดตายแล้ว” จึงได้ช่วยกันขุดลงไปเจอ
ก้อนหินทําให้ท้อแท้ไม่อยากท่ีจะขุดต่อ “ภายใต้แผ่นหินน้ีคงมีน้ํา”
แนบหูบนหินฟ๎งเสียง ได้ยินเสียงน้ํา ช่วยกันใช้ค้อนเหล็กทุบ พอ
หินแตกออกกเ็ จอตานาํ้ กนั พากันด่ืมนาํ้ อาบน้ําสําราญใจ เดินทาง
ไปถึงจุดหมาย

461

คร้นั พระพุทธองค์ทรงนําอดตี นทิ านมาเล่าแล้วไดต้ รสั ไว้ดังท่ี

ปรากฏในวัณณปถชาดก ในทุตยิ วรรค เอกนิบาต (ข.ุ ชา.27/1/2)
วา่

“ชนท้งั หลายผูไ้ มเ่ กยี จคร้าน พากนั ขุดอยซู่ งึ่ แผน่ ดนิ
ในทางทะเลทรายได้นํ้าในทางทรายนั้นอันเป๐นท่ีตอน
ฉนั ใด มุนีผปู้ ระกอบด้วยความเพียรและกาํ ลงั ไม่เกียจ
ครา้ นพงึ ประสพความสงบแหง่ หฤทัยฉันน้ัน”

ก็แลพระพุทธองค์ คร้ันตรัสอย่างน้ันแล้ว จึงทรงประกาศ
สัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุน้ัน ผู้อันพระศาสดาทรง
อุปถัมภ์แล้ว ประคองความเพียร เจริญวิป๎สสนาบรรลุพระอรหัต
แล้ว

วิธีจะทําให้อินทรีย์สังวรเกิดขึ้นท่านให้ฝึกให้มีหิริโอตตัปปะ
มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปโดยคํานึงถึงชาติตระกูล อายุ
วิชาความรู้ ครูบาอาจารย์ เมื่อมีหิริโอตตัปปะแล้ว ทําให้เกิด
อินทรียสังวร อินทรียสังวร ทําให้เกิดศีล ศีลทําให้เกิดสมาธิ เมื่อ
สมาธิมที ําใหเ้ กิดป๎ญญา

ผู้ท่ีสํารวมอินทรีย์ดีแล้ว ศีลย่อมบริสุทธ์ิหมดจด เมื่อศีลหมด
จัดไม่ด้างพร้อย เจริญสมาธิภาวนา จิตใจสงบน่ิงได้ไว เม่ือจิตใจ
น่ิง ป๎ญญา ความรอบคอบก็เกิดขึ้น ซ่ึงเป๐นความสว่างไสวภายใน
จิตใจในเม่ือได้เหน็ ส่งิ ต่างๆ ตามความเป๐นจริง สามารถมองเห็นถึง
กิเลส ตัณหาที่เป๐นอณุธุลีหลบซ่อนอยู่แล้วกําจัดไปให้หมดสิ้นได้
ดังใจหมาย

การประพฤตพิ รหมจรรย์

การประพฤติพรหมจรรย์ หมายถงึ การประพฤติตนอยา่ งพระ
พรหม

การประพฤติพรหมจรรย์ หมายถงึ ความประพฤติเฉกเช่นดัง
ความประพฤตขิ องพระพรหม

462

การประพฤติพรหมจรรย์ หมายถึง ความประพฤติอัน
ประเสรฐิ เฉกเช่นดังพระพรหม

การประพฤติพรหมจรรย์ หมายถึง การประพฤติตนตาม
คณุ ธรรมเพ่อื ปอู งกนั ไม่ใหก้ เิ ลสฟู

การประพฤติพรหมจรรย์ จะต้ังม่ันอยู่ได้ ต้องอาศัยการฝึก
สมาธิเป๐นหลัก เพ่ือยกระดับจิตวิญญาณของความเป๐นมนุษย์ให้

สูงข้ึนโดยผ่านข้ันตอนตามภูมิช้ันของจิต ซึ่งระดับของจิตนั้นมี 4
ระดับ ตามการฝกึ ฝนตนเอง คอื

1. กามาวจรภูมิ เป๐นชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามารมณ์ยังยุ่ง
เกี่ยวกับกามคุณอยู่ ยังปรารถนารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสท่ีน่า
ปรารถนา ซึ่งเป๐นความสุขข้ันต่ํา ยังยุ่งเกี่ยวกับกิเลสกาม และวัตถุ
กาม มีความสุขเฉกเช่นเด็กได้เล่นดิน เล่นทราย หรือเล่นน้ํา ไม่
รู้จักเหน็ดเหน่ือย เหมื่อยล้า แต่ไม่ประการใดได้แก่ ภูมิจิตของคน
สามัญท่ัวไปและภูมิภพของเทวดาชั้นต่างๆ ละจากโลกน้ีไปก็ยัง
กลับเกิดเป๐นมนุษย์อยู่ หรือถ้ามีสะสมบุญบารมีโดยการพัฒนา
ระดับจิตให้สูงข้ึน สามารถไปเกิดบนสวรรค์ ไม่ว่าจะเป๐น ช้ัน จาตุ
มหาราชิกาภูมิ ดาวดึงส์ภูมิ ยามาภูมิ ดุสิตาภูมิ นิมมานรดี ภูมิ ปร
นิมมิตวสวตั ตภี ูมิ

2. รปู าวจรภมู ิ เป๐นชนั้ ที่ทอ่ งเทีย่ วอยูใ่ นรปู ารมณม์ คี วามสุข
ความพอใจอย่ใู นอารมณ์ของรปู ฌาน ได้แก่ ภูมจิ ิตของผู้ท่ีฝึก

สมาธิมามากจนกระทัง่ ใชร้ ปู ฌานๆ น้ันมีอยู่ 5 ประการ คอื

2.1 ปฐมฌาน สภาพจติ ประกอบด้วย วิตก วจิ าร ปีติ สุข
เอกัคคตา

2.2 ทุติยฌาน สภาพจติ ประกอบดว้ ย วิจาร ปีติ สุข
เอกคั คตา

2.3 ตติยฌาน สภาพจิตประกอบดว้ ย ปีติ สุข เอกคั คตา

2.4 จตุตถฌาน สภาพจิตประกอบดว้ ย สุข เอกัคคตา

463

2.5 ป๎ญจมฌาน สภาพจติ ประกอบดว้ ย อเุ บกขา
เอกัคคตา
เมือ่ มีชีวติ อยู่ก็ไม่สนใจกามารมณ์ อ่ิมเอิบในพรหมวิหารธรรม เป๐น
สุขซึ่งประณีตกว่า กามารมณ์ เป๐นเหมือนพระพรหมบนดิน เป๐น
ความสุขระดบั กลาง มคี วามสุขเฉกเช่น คนที่ได้งานทาํ มีการงานที่
ถูกใจพึงพอใจ ทํางานเกิดความเพลิดเพลิน ละจากโลกน้ีไปก็จะ
ไปเกดิ เปน๐ รปู พรหม

3. อรูปาวจรภูมิ เป๐นชั้นท่ีท่องเท่ียวอยู่ในอรูปารมณ์มี
ความสขุ อยู่ในอารมณ์ของอรูปฌาน ได้แก่ ภูมิจิตของผู้ที่ทําสมาธิ
จนกระท่ังได้อรูปฌาน มี อากาสานัญจายตนภูมิ วิญญาณัญจาย
ต น ภู มิ
อากิญจัญญายตนภูมิ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ มีความสุขที่
ประณีตกว่าอารมณ์ของรูปฌานอีก เมื่อละจากโลกนี้ไปก็จะไปเกิด
เปน๐ อรูปพรหม ความสุขในระดับน้เี ป๐นความสุขข้ันสูงสุดมีความสุข
เฉกเชน่ พอ่ แม่ ปุู ย่า ตา ยาย ครบู าอาจารย์ ได้เห็นลูกหลานท่ีตน
อบรมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กเล็ก มีความเจริญก้าวหน้า ประสบ
ความสําเร็จในการศึกษาเล่าเรียน ประกอบอาชีพ หรือมีผลงาน
เป๐นท่ีประจักษ์แก่สังคม ดังเช่น ลูกหลานได้เหรียญทองโอลิมปิก
พ่อ แม่ จะชืน่ ชมเปน๐ พเิ ศษ

4. โลกุตรภูมิ เป๐นชั้นที่พ้นโลกแล้ว ได้แก่ ภูมิกระแสแห่งจิตผู้
อยู่ในแนวทางของพระอรหันต์ และพระอรหันต์ มีความสุขล้วนๆ
ละเอียด ประณตี ลึกซงึ้ มากกวา่ ความสุขระดบั โลกิยะทั้งหมด

กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ถึงแม้จะเป๐นถึงช้ัน
สวรรค์ พรหมภูมิ แต่ก็ยังในช้ันโลกียภูมิซึ่งยังมีสุขมีทุกข์คละเคล้า
กนั ไป และมีการยักย้ายถา่ ยเทขน้ึ ลงได้ ผู้ที่อยู่ในอรูปาวจรภูมิถ้าไม่
ตั้งใจปฏิบัติธรรม ประมาท อาจตกลงมาอยู่ช้ันกามาวจรภูมิก็ได้ ผู้
อยู่ชั้นกามาวจรภูมิ ถ้าตั้งใจทําสมาธิอาจเล่ือนไปอยู่รูปาวจรภูมิหรื
ออรูปาวจรภูมิได้ เลื่อนไปเล่ือนมาได้ไม่แน่นอน ถึงจะมีความสุขก็
สขุ อยา่ งโลกีย์ก็ยังมีทุกข์ระคนอยู่ มีลูกมีครอบครัวก็คิดว่าจะสุข พอ

464

มจี ริงก็มีเร่อื งกล้มุ ใจใหท้ กุ ขจ์ นได้ สุขเหมือนนึกระหว่างหน้าร้อน ก็
คิดว่าหน้าฝนจะสุข พอถึงหน้าฝนก็หวังว่าหน้าหนาวจะสบาย เลย
ไม่ทราบว่าสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ความสุขระดับโลกียภูมิเฉกเช่น
เหมือนพยับแดด ในหน้าร้อนมองไปบนถนนไกลๆ ทุ่งกว้าง จะเห็น
พยับแดดระยิบระยับ อยู่ในอากาศเต็มไปหมด แต่พอเข้าใกล้กลับ
ไมเ่ ห็นมีอะไรเลย สุขระดับโลกียเ์ ฉกเช่นเดียวกันหวังไว้แต่ว่าจะเจอ
สขุ แต่พอเจอจรงิ ๆ กลับกลายเปน๐ ทกุ ข์อยู่เสมอๆ ไป

ผู้ครองเรือนประพฤติพรหมจรรย์ขั้นต้น โดยมีความพอใจ
เฉพาะค่คู รองของตน ไมน่ อกใจภรรยา-สามี มีปกติครองความเป๐น
มนษุ ยโ์ ดยการรักษาเบญจศีล เบญจธรรม

ผู้ครองเรือนประพฤติพรหมจรรย์ขั้นกลาง นอกจากจะรักษา
เบญจศีล เบญจธรรมแล้ว ก็ให้รักษาศีล 8 เป๐นคราวๆ ไป เฉกเช่น
บวชเนกขัมมะ บวชชีพราหมณ์ หรือ รักษาอุโบสถศีล และฝึกให้มี
พรหมวิหาร 4 อนั ได้แก่ ความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

ผู้ครองเรือนประพฤติพรหมจรรย์ข้ันสูง โดยการรักษาศีล
อย่างน้อย ศีล 8 ตลอดชีวิต ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเร่ืองเมถุนธรรม
เพศสัมพนั ธ์ ถ้าออกบวชสามารถประพฤติพรหมจรรยไ์ ดเ้ ตม็ ท่ี

ความมุ่งหมายสุดยอดของการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ
ตัดโลกียวิสัย ตัดเยื่อใยทุกๆ อย่าง เพื่อมุ่งหน้าสู่โลกุตรภูมิ โดย
อันดับแรกตัดกามารมณ์ แล้วจึงตัดรูปารมณ์ อรูปารมณ์ไป
ตามลาํ ดบั ซ่ึงกามารมณ์ เป๐นส่ิงสําคัญสามารถเหน่ียวร้ังไม่ให้การ
พัฒนาจิตเจริญก้าวหน้า ทําให้กิเลส ตัณหาฟู แต่ถ้าสามารถตัด
กามารมณ์ ได้มากเท่าไร ก็มีโอกาสในการพัฒนาจิตจากการ
ปฏิบัติธรรมมีมากเท่าน้ัน ซึ่งพระพุทธองค์ไ ด้ตรัสโ ทษของ

กามารมณ์ (กองวิชาการ : 2550 : 202-203) ไว้วา่
1. กามเปรียบเหมือนสุนัข ที่หิวแทะท่อนกระดูกเปื๒อนเลือด

ย่ิงแทะย่ิงเหน่ือย ย่ิงหิว อร่อยก็ไม่เต็มอยาก ไม่เต็มอ่ิมพลาดท่า
แทะพลาดไปถึงฟ๎นหักได้ พวกเราก็เหมือนกันท่ีหลงว่ามีคู่รักแล้ว
แต่งงานแล้วจะมีสุข พอมีเข้าจริงไม่เห็นจะสุขจริงสักราย ต้องมี
เร่ืองขัดใจให้ตะบึงตะบอนกัน ให้กลุ้มใจให้ห่วงกังวล ท้ังห่วง ท้ัง

465

หวง ท้ังหึง ไม่เว้นแต่ละวันที่หนักข้อถึงกับไปกระโดดน้ําตาย หรือ
ผูกคอตายเสียก็มากต่อมาก พอจะมีสุขบ้าง พอให้มันๆ เค็มๆ
เหมือนสุนัขแทะกระดูก

2. กามเปรียบเหมือนช้ินเน้ือ ท่ีแร้งหรือเหย่ียวคาบบินมา แร้ง
กา หรือเหยี่ยวตัวอื่นก็จะเข้ารุมจิกแย่งเอา คือไม่เป๐นของสิทธ์ิขาด
แต่ตัว ผู้อื่นแย่งชิงได้ คนทั้งหลายต่างก็ต้องการหมายปองเอา จึง
อาจต้องเข่นฆ่ากันเป๐นทุกข์แสนสาหัส เราลองสังเกตดูก็แล้วกัน ที่มี
ข่าวกันอยู่บ่อยๆ ท้ังฆ่ากัน ชิงรักหักสวาทน่ะ หรือรอบๆ ตัวมีบ้าง
ไหม ท่ีกว่าจะได้แต่งงานกันก็ฝุาดงมือฝุาดงเท้าเสียแทบตาย ถูกตี
หวั เสียก็หลายที พอแต่งแลว้ กย็ งั ไม่แน่เดยี๋ วใครมาแย่งไปอีกแล้ว

3. กามเปรียบเหมือนคนถือคบเพลิง ท่ีทําด้วยหญ้าลุกโพลง
เดินทวนลมไป ไม่ช้าก็ต้องทิ้ง มิฉะน้ันก็โดนไหม้มือระหว่างเดินก็
ถกู ควันไฟรมหน้าต้องทนทุกข์ทรมานยํ่าแย่คน เราที่ตกอยู่ในกามก็
เหมือนกันต้องทนรับทุกข์จากกามทํางานงกๆ หาเงินเล้ียงลูกเลี้ยง
เมีย ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจลูกจะเรียนที่ไหนดี จะเกเรหรือเปล่า เมียจะ
นอกใจไหมเด๋ียวก็มีเร่ืองขัดใจกัน เสร็จแล้วก็ไม่ใช่จะได้อยู่ด้วยกัน
ได้ตลอด เด๋ียวอ้าว! รถชนตายเสียแล้ว อ้าวเป๐นมะเร็งตายเสียแล้ว
หรือเผลอประเดี๋ยวเดียวก็ต้องแก่ตายกันเสียแล้วไม่ได้อยู่กันไปได้
ตลอดหรอก เหมือนคบเพลิงหญ้าถือได้ไมน่ านก็ต้องทงิ้

4. กามเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงอันร้อนแรง ผู้ท่ีรักชีวิต
ท้ังๆ ที่รู้ว่าหากตกลงไปแล้ว ถึงไม่ตายก็สาหัสแต่ก็แปลกเหมือนมี
อะไรมาพรางตาไว้ เหมือนมีแรงลึกลับมาคอยฉุดให้ลงหลุมอยู่รํ่าไป
พระท่านสอนท่ีใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ก็เชื่อท่านหรอก แต่พอออกนอก
วัดเจอสาวๆ สวยๆ หนุ่มรูปหล่อเข้า ลืมเสียแล้ว เวลาจะแต่งงานก็
คิดถึงแต่ความสวยความหล่อ ความถูกใจหาได้มองเห็นไปถึงความ
ทุกขอ์ ันจะเกิดจากกามเกิดจากชีวิตการครองเรือนไม่

5. กามเปรียบเหมือนความฝ๎น เห็นทุกอย่างเฉิดฉายอําไพ แต่
ไม่นานก็ผ่านไป พอต่ืนข้ึนก็ไม่เห็นมีอะไร เหลือไว้แต่ความเสียดาย
คนเราท่ีจมอยู่ในกามก็เหมือนกัน งานก็มากข้ึนเป๐น 2-3 เท่าไม่เห็น

466

สุขเหมือนท่ีคิดฝ๎นไว้ กามเหมือนความฝ๎น พวกเราจะเป๐นคนเพ้อฝ๎น
หรือจะเป๐นคนยืนอยู่บนความจรงิ ตัง้ ใจฝึกฝนตนเองปฏิบัติธรรมกัน

6. กามเปรียบเหมือนสมบัติท่ียืมเขามา เอาออกแสดงก็ดูโก้เก๋
ดี ใครเห็นก็ชม แต่ก็ครอบครองไว้อย่างไม่ม่ันใจ ได้เพียงช่ัวคราว
ไม่เป๐นสิทธิ์เด็ดขาด เจ้าของตามมาพบเม่ือไรก็เอาคืนเมื่อนั้น ตัวเอง
ก็ได้แต่ละห้อยหา พวกเราก็เหมือนกันไปได้แฟนสวยแฟนหล่อมาก็
ภูมใิ จไปไหนๆ ใครๆ ก็ทักว่าคู่น้ีสมกันเหมือนก่ิงทองใบหยก ยืดเสีย
อกต้ังทีเดียว เผลอประเด๋ียวเดียว อ้าวผู้หญิงกลายเป๐นยายแร้งท้ึง
ไปเสียแล้ว ผู้ชายหัวล้านพุงพลุ้ยเสียแล้ว น่ีความหล่อความสวยมัน
ถูกธรรมชาติถูกเวลาทวงกลับเสียแล้ว พวกเราจะไปหลงโง่งมงาย
อยกู่ บั ของขอยืมของชัว่ คราวแบบนี้หรือเปลา่

7. กามเปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดกอยู่ในปุา ใครผ่านมาเมื่อ
เขาอยากไดผ้ ล จะด้วยวิธีไหนเอาท้ังนั้น ปีนได้ก็ปีน ปีนไม่ได้ก็สอย
บางคนก็โค่นเลย ใครอยู่บนต้นลงไม่ทันก็ถูกทับตาย เบาะๆ ก็แข้ง
ขาหัก พวกเราก็เหมือนกันบางคนคงเคยเจอมาแล้ว เที่ยวไปจีบคน
โน้นคนน้ี ยังไม่ทันได้มาเลยถูกเตะต่อยมาบ้าง ถูกตีหัวมาบ้าง ได้
แต่บ่นรู้อย่างน้ี นอนอยู่บ้านดีกว่า น่ีเหมือนผลไม้ในปุา ย่ิงดกยิ่ง
สวย แลว้ กร็ ะวังเถอะจะเจ็บตัว

8. กามเปรียบเหมือนเขียงสับเน้ือ ใครไปยุ่งเกี่ยวก็เหมือนกับ
เอาชีวิตให้ถูกสับ เพราะกามเป๐นที่รองรับทุกข์ท้ังหลาย ท้ังกายและ
ใจ เหมือนเขียงเป๐นที่รองรับคมมีดที่สับเน้ือจนเป๐นรอยแผลนับไม่
ถ้วน

9. กามเปรียบเหมือนหอกและหลาว ทําให้เกิดทุกข์ทิ่มแทง
หัวใจเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวมาก ใครไปพัวพันในกามแล้ว ที่จะ
ไม่เกิดความเจ็บชํ้าน้ําใจนั้นเป๐นไม่มีเหมือนหอกหลาวท่ีเสียดแทง
รา่ งกายใหเ้ กิดทุกขเวทนาอย่างนั้น

10. กามเปรียบเหมือนหัวงูพิษ เพราะกามประกอบด้วยภัยมาก
ต้องมีความหวาดระแวงต่อกันอยู่เนืองๆ ไม่อาจปลงใจได้สนิท วาง
จิตให้โปร่งไม่ได้ เป๐นที่หวาดเสียวมาก อาจฉกให้ถึงตายได้ทุกเมื่อ
เหมือนงูพิษ

467

ประเภทของพรหมจรรย์

พระสริ ิมงคลาจารย์ ได้จดั ประเภทของพรหมจรรยไ์ ว้ 10

อยา่ ง (มงฺคล.2/593/391) คอื

1. ทาน การให้เป๐นความประพฤติที่ประเสริฐ ล้ําเลิศ เพราะ
ปลอดบาปธรรมมีมลทิน คือ ความตระหน่ีเป๐นต้น และเพราะพอก
พูนคุณมีเมตตาเป๐นต้น ชื่อว่าพรหมจรรย์ ความประพฤติที่
ประเสรฐิ ดังทปี่ รากฏในวิธุรชาดก (ขุ.ชา.28/1011/353) ว่า

“เราและภรรยาเม่ือยงั อย่ใู นมนุษยโลก เป๐นผู้มีศรัทธา
เป๐นทานบดี ในครั้งน้ัน เรือนของเราเป๐นดังบ่อนํ้าของ
สมณพราหมณ์ท้ังหลาย และเราได้บํารุงสมณพราหมณ์
ให้อ่ิมหนําสําราญ เราทั้งสองได้ถวายทาน คือ ดอกไม้
ของหอม เครื่องลูบไล้ เคร่ืองประทีป ที่นอนท่ีพักอาศัย
ผ้า นุ่งผ้าห่ม ผ้าปูนอน ข้าวและนํ้าโดยเคารพ ทานท่ีได้
ถวายโดยเคารพ นั้นเป๐นวัตรของเรา และการสมาทาน
วัตรนั้นเป๐นพรหมจรรย์ของเรา ดูกรท่านผู้เป๐นปราชญ์
ฤทธ์ิ ความรุ่งเรือง กําลังกาย ความเพียร การเกิดใน
นาคพิภพ และวิมานใหญ่ของเรานี้เป๐นวิบากแห่งวัตร
และพรหมจรรย์น้นั อันเราประพฤติดีแล้ว”

2. เวยยาวัจจะ การขวนขวายชว่ ยเหลือผูอ้ ่นื กุศลข้นั นี้สําเร็จ
โดยไมต่ ้องให้ส่งิ ของ แตเ่ ปน๐ การให้แรงงานความช่วยเหลอื
กิจการงานของผอู้ ื่น เชน่ ชว่ ยยกของถวายพระสงฆ์ ช่วยดูแล
กจิ การงานของสงฆช์ ว่ ยเหลือบผ้สู งู อายุ บอกหนทางทจี่ ะไปรบั
อาหารสําหรับแจกแกผ่ ้ขู ดั สน ชื่อว่าพรหมจรรย์ ดงั ปรากฏใน

องั กรุ เปตวัตถุ (ขุ.เปต.26/106/190) ว่า
“เมื่อก่อน เราเป๐นช่างหูกอยู่ในโรรุวนคร เป๐นคน

กําพรา้ เลีย้ งชวี ิตโดยความลาํ บากนัก เราไม่มีอะไรจะให้
ทาน เรือนของเราอยู่ใกล้เรือนของอสัยหเศรษฐี ซึ่งเป๐น
คนมีศรัทธาเป๐นทานาธิบดี มีบุญอันทําแล้ว เป๐นผู้ละอาย

468

ต่อบาป พวกยาจกวณิพกมีนามและโคตรต่างๆ กัน ไปที่
บ้านของเรานั้น พากันถามถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีกะ
เราว่า ขอความเจริญจงมี แก่ท่านทั้งหลาย พวกเราจะ
ไปทางไหน ทานเขาให้ทไี่ หน

เราถูกพวก ยาจกวณิพกถามแล้ว ได้ยกมือเบ้ืองขวา
ชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐีแก่ยาจกวณิพกเหล่านั้นว่า
ท่านท้ังหลายจงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่าน
ทง้ั หลาย ทานเขาให้อยู่ท่ีนน่ั

เพราะเหตุนั้น ฝุามือของเราจึงให้ส่ิงที่น่า ปรารถนา
เปน๐ ที่ไหลออกแห่งวัตถุมรี สอร่อย ผลบุญย่อมสําเร็จที่ฝุา
มือของเราเพราะพรหมจรรย์น้นั ”

3. เบญจศีล เปน๐ การรกั ษาเจตนาทจี่ ะควบคุมกาย และวาจา

ใหเ้ ป๐นปกติ คือ ไม่ทําบาป โดยการละเว้น 5 ประการ คือ ละเว้น
จากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลกั ขโมย ละเวน้ จากการประพฤติ
ผิดในกาม ละเวน้ จากการพูดปด ละเว้นจากการเสพสุรา ชื่อวา่

พรหมจรรย์ ดังที่ปรากฏในวนิ ยั ปิฎก จลุ ลวรรค (ว.ิ จุล.7/262/117)
วา่

“ดูกรภิกษุท้ังหลาย นกกระทาได้ให้ลิงกับช้าง สมาทาน
เบญจศีล และตนเองก็ประพฤติสมาทานในเบญจศีล สัตว์ทั้งสามมี
ความเคารพยําเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ เบื้อง
หน้าแต่ตายเพราะกายแตก ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุ
ทงั้ หลาย เบญจศลี น้แี ล ไดช้ อื่ วา่ ติตตริ ยิ พรหมจรรย์”

4. อัปปมญั ญา เป๐นหลกั การแห่งการเจรญิ ซึง่ อปั ปมัญญาเป๐น
การเจริญพรหมวิหารส่ีที่เข้มข้นมากย่ิงขึ้นเพ่ือนําไปสู่การหลุดพ้น
โดยการเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาที่ประกอบด้วย
โพชฌงค์เจ็ดหรือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม พร้อมท้ังอาศัย
วเิ วก อาศยั ความคลายกําหนัด อาศัยความดับ และน้อมไปเพื่อการ

469

ปล่อยวาง ช่ือว่าพรหมจรรย์ ดังปรากฏในในมหาโควินทสูตร

มหาวรรค ทฆี นิกาย (ท.ี มหา.10/234/285) ว่า
“ดูกรป๎ญจสิขะ เรายังระลึกได้อยู่ สมัยนั้น เราเป๐นมหาโควิ

นทพราหมณ์ เราแสดงพรหมจรรย์น้ันว่า เป๐นหนทางแห่งความ
เป๐นสหายของพรหม ในพรหมโลก แก่สาวกท้ังหลาย ป๎ญจสิขะ
แต่ว่าพรหมจรรย์นั้นไม่เป๐นไปเพ่ือนิพพิทา วิราคะ นิโรธะ อุปสมะ
อภิญญา สัมโพธะ นิพพานะ ย่อมเป๐นไป เพียงเพ่ือบังเกิดในพรหม
โลก

ดูกรป๎ญจสิขะ สว่ นพรหมจรรย์ของเราน้ี ยอ่ มเปน๐ ไปเพ่ือ
นิพพิทาโดยส่วนเดียว เพื่อวิราคะ นิโรธะ อปุ สมะ อภิญญา สัม
โพธะ นิพพานะ”

5. เมถุนวิรัติ การงดเว้นจากเมถุนอันเป๐นท่ีมาของกิเลส การ
เข้าไปเกี่ยวข้องในเชิงเมถุนธรรมน้ัน เป๐นที่มาของราคะ โทสะ
แ ล ะโ ม ห ะส่ิง เ ห ล่ า นี้ เ ป๐ น ตั วยึ ด เห นี่ ย วจิ ตเอ า ไ ว้ไ ม่ ใ ห้ ไ ด้ มี โ อกา ส
พัฒนาตนเองไปสู่ความดีสูงสุด ชื่อว่าพรหมจรรย์ ดังปรากฏใน

อุโบสถสูตรในตกิ นบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย (องฺ.ตกิ .20/510/271) วา่
“เราชื่อว่าได้ทําตามพระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งอุโบสถก็เป๐น

อันเราเข้าจําแล้ว เหล่าพระอรหันต์ละกรรมเป๐นข้าศึกแก่
พรหมจรรย์ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจาก
เมถุนอันเป๐นกิจของชาวบ้านจนตลอดชีวิต แม้เราก็ได้ละกรรมเป๐น
ข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ประพฤติห่างไกล เว้น
ขาดจากเมถุนอันเป๐นกิจของชาวบ้าน ตลอดคืนหน่ึงกับวันหน่ึงน้ีใน
วันน้ี”

6. สทารสันโดษ เป๐นหลักของการครองเรือนของผู้ชายที่มี
ภรรยาแล้ว เป๐นคุณธรรมของคู่สมรส สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันด้วย
ความสันโดษแล้วจะไม่มีเร่ืองทะเลาะหรือ ผิดใจกัน อันเป๐นชนวน
ของการหยา่ รา้ งที่ถอื เป๐นความล่มสลายของสถาบันครอบครัว จะมี

470

แต่ความสุข ช่ือว่าพรหมจรรย์ ดังปรากฏในมหาธรรมปาลชาดก

ในทสกนิบาต (ขุ.ชา.27/1415/155) ว่า
“เราท้ังหลาย ยอ่ มไม่นอกใจภริยาทัง้ หลาย และภริยา

ทงั้ หลาย กไ็ มน่ อกใจเราทง้ั หลาย เราท้ังหลาย ย่อม
ประพฤตพิ รหมจรรย์ ในหญิงท้งั หลายนอกจาก ภริยา
เหลา่ นั้น เพราะเหตุน้ันแล เราทง้ั หลาย จงึ ไม่ตายแต่
หน่มุ ๆ ”

7. วิริยะ ความพากเพยี ร พยายามทําที่ติดต่อไมข่ าดตอนเปน๐
ระยะยาวจนประสบความสําเร็จ แม้เขาจะประสบอุปสรรคมากมาย
ในการทาํ งานฝาุ ฟ๎นจนผา่ นพน้ มาได้ ชอื่ วา่ พรหมจรรย์ ดงั ปรากฏ

ในมหาสีหนาทสูตร (ม.มู.12/177/155) ว่า
“ดูกรสารีบุตร อน่ึง เราย่อมเข้าใจประพฤติพรหมจรรย์

ประกอบด้วยองค์ 4 คือเราเป๐นผู้บําเพ็ญตบะและเป๐นเยี่ยมกว่าผู้
บําเพ็ญตบะท้ังหลาย เราประพฤติเศร้าหมองและเป๐นเยี่ยมกว่าผู้
ประพฤติเศร้าหมองท้ังหลาย เราเป๐นผู้เกลียดบาปและเป๐นเยี่ยม
กว่าผู้เกลียดบาปทั้งหลาย เราเป๐นผู้สงัดและเป๐นเย่ียมกว่าผู้สงัด
ท้งั หลาย”

8. อุโบสถ การรักษาอุโบสถศีลเป๐นเปูาหมายหลักในการ
รักษาศีล เพ่ือทําให้จิตใจสงบไม่กวัดแกว่งฟุูงซ่านไปในเร่ือง
กามารมณ์ แต่ยึดเอาพระนิพพานเป๐นอารมณ์ถือ เป๐นการประพฤติ
ของคฤหัสถ์ผู้ท่ียังไม่ปรารถนาออกบวช อันประกอบด้วยองค์ 8

ชื่อว่า พรหมจรรย์ ดังท่ีปรากฏในนิมิชาดก (ขุ.ชา.28/526/199)
วา่

“บุคคลยอ่ มบังเกิดในขัตติยสกุลเพราะพรหมจรรย์ชัน้
ตา่ํ บคุ คลย่อมเข้าถึงความเป๐นเทวดาเพราะพรหมจรรย์
ช้ันกลาง บคุ คลยอ่ มบรสิ ุทธเ์ิ พราะพรหมจรรย์ช้นั สงู สดุ
หมพู่ รหมเหลา่ น้ีอนั ใครๆ จะพงึ ได้ง่ายๆ ด้วย

471

ประกอบการวิงวอนก็หาไม่ บุคคลตอ้ งเป๐นผไู้ มม่ เี รือน
บาํ เพ็ญตบธรรม จึงจะบังเกิดในหมู่พรหม”

อุโบสถศีลประกอบดว้ ยองค์ 8 มดี ังน้ี คือ
1. ปาณาติปาตา เวรมณี งดเว้นจากการทาํ ชวี ิตสตั ว์ให้ตก

ล่วงไป
2. อทินนาทานา เวรมณี งดเวน้ จากการถือเอาของท่ี

เจา้ ของมไิ ดใ้ ห้
3. อพรหมจรยิ า เวรมณี งดเว้นจากกรรมอันเป๐นข้าศึกต่อ

การประพฤติผดิ พรหมจรรย์
4. มสุ าวาทา เวรมณี งดเว้นจากการกลา่ วเทจ็ รวมถึง

วจีกรรมในรูปแบบตา่ งๆ
5. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี งดเว้น จากการด่ืม

สรุ าและเมรัย อนั เป๐นท่ตี ง้ั แห่งความประมาท
6. วกิ าลโภชนา เวรมณี งดเว้นจากการบริโภค อาหารใน

เวลาวกิ าล
7. นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนมาลาคนั ธวิเลปนธารณมัณฑน

วิภสู นัฏฐานา เวรมณี งดเวน้ จากการฟูอนรํา ขับร้อง ประโคม
ดนตรีและดกู ารละเล่นอนั เปน๐ ข้าศึกต่อกศุ ล ลูบทาทดั ทรงประดับ
ตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ ของหอม เคร่ืองย้อม เครอื่ ง ทาอัน
จัดวา่ เปน๐ การแต่งตัว

8. อจุ จาสยนมหาสยนา เวรมณี งดเวน้ จากการนง่ั และ
การนอนบนท่ีนอนสูงใหญ่

9. อริยมรรค แนวทางดําเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย
วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งเป๐นทางอันประเสริฐ เป๐น
ข้อปฏิบัติท่ีมีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับตกอยู่ใต้อํานาจความอยาก
แห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป๐นการทรมานกายให้เหือดแห้ง
จากความสุขทางกาย ช่ือว่า พรหมจรรย์ ดังปรากฏในพรหมจริย

สูตร (ส.ํ มหา.19/112/31) วา่

472

“ภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์เป๐นไฉน ? มรรคมีองค์ 8 อันเป๐น

อริยะน้ีน้ันแล น้ีคืออะไรบ้าง ? คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ นเ้ี รยี กวา่ พรหมจรรย”์

10. ศาสนา พระคําสอนท้ังส้ินที่สังเคราะห์เข้าได้กับ
ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ป๎ญญา ช่ือว่า พรหมจรรย์ ดังท่ีปรากฏใน

มหาปรินิพพานสูตร (ท.ี มหา.10/102/133) วา่
“ดูกรมารผู้มีบาป พรหมจรรย์ของเราน้ีจักยังไม่สมบูรณ์

กว้างขวาง แพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป๐นปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดา
มนุษยป์ ระกาศได้ดีแล้ว เพียงใด เราจักไม่ปรนิ ิพพานเพียงน้ัน”

ส่วนในอรรถกถามหาสีหนาทสูตร พระอรรถกถาจารย์กล่าว
พรหมจรรย์ 12 อยา่ ง โดยเพ่มิ ธรรมเทศนาและอัชฌาสยั

1. ธรรมเทศนา เรียกว่า พรหมจรรย์ เพราะเป๐นจริยาที่
ประเสริฐ ล้ําเลิศเพราะนําความเป๐นผู้ประเสริฐมาแก่เวไนยสัตว์
ท้ังหลาย และเป๐นจริยาอันเป๐นไปทางวาจาแห่งพรหมคือ

พระพุทธเจ้า ดังท่ีปรากฏในอันธกวินทสูตร (สํ.ส.15/612/) ได้
กล่าวถึงชนตั้งพัน ละมัจจุได้ ในเพราะพรหมจรรย์ อันเดียวกันที่
ทา้ วสหมั บดพี รหม ได้ภาษิตในสาํ นกั พระผมู้ พี ระภาควา่

“ภิกษุพึงเสพที่นอนและที่น่ังอันสงัด พึงประพฤติเพ่ือ
ความหลุดพ้นจากสัญโญชน์ ถ้าว่าภิกษุไม่พึงได้ความ
ยินดีในท่ีนั้นไซร้ ก็พึงเป๐นผู้มีตนอันรักษาแล้ว มีสติ พึง
อยู่ในหมู่ภิกษุผู้เที่ยวไปอยู่จากตระกูลสู่ตระกูล เพ่ือ
บิณฑบาต มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว มีป๎ญญารักษาตน
มสี ติ พึงเสพท่ีนอนและที่นั่งอันสงัด

ภิกษุพ้นแล้วจากภัย น้อมไปแล้วในธรรมอันไม่มีภัย
ป ร า ศ จ า ก ค ว า ม ส ย ด ส ย อ ง นั่ ง อ ยู่ แ ล้ ว ใ น ที่ มี
สตั ว์เล้อื ยคลาน อันนา่ กลวั สายฟูาฉวดั เฉวียน ฝนตกใน

473

ราตรีอนั มืด ก็ขา้ พระองค์ไม่อาจกําหนดนับในใจของข้า
พระองค์ได้เลยว่า เหตุนี้ข้าพระองค์เคยเห็นแล้วแน่ ข้า
พระองค์ไม่กล่าวถึงเหตุน้ีว่าเป๐นอย่างน้ีในพรหมจรรย์
(คอื ธรรมเทศนา) คราวหน่ึงเกิดมีพระขีณาสพผู้ละความ
ตายได้มีจํานวนพัน พระเสขะมากกว่าห้าร้อย และพระ
เสขะทั้งสิบ ทั้งร้อย ทั้งหมดถึงกระแสมรรคแล้ว ไม่ไปสู่
กําเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เป๐นผู้มีส่วนบุญ
ดังน้ี เพราะกลัวมุสาวาท”

2. อชั ฌาสัย เรียกว่า พรหมจรรย์ เพราะมีอธั ยาศัยไมร่ ีบร้อน
คอยฟ๎งแห่งเทศนาตามกาล มคี วามประณีตอันเกิดจากมโนรถท่ี
เตม็ เป๑ียมแล้ว จดั เป๐นความประพฤติทางใจอันประเสรฐิ ดังท่ี

ปรากฏในคามนิชาดก (ขุ.ชา.27/8/3) ท่วี า่
“เออก็ ความหวงั ผล ยอ่ มสาํ เร็จแกผ่ ้ไู ม่รีบร้อนโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์สาํ เร็จแลว้ คามณิ ทา่ นจงรูอ้ ยา่ งน้ี”

การประพฤติพรหมจรรย์ ช่ือว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นบรรลุ

คุณวเิ ศษนานัปประการ ดงั เชน่ เรอื่ งชน 2 คน ประพฤติพรหมจรรย์

โดยการเว้นจากการเสพเมถุน และเร่ือง ภิกษุ 60 รูป ประพฤติ
พรหมจรรยโ์ ดยการปฏิบัติกรรมฐาน เปน๐ ตวั อย่าง

1) เร่ืองชน 2 คน (มงฺคล.2/516/400) ณ กรุงราชคฤห บุตร

ของกปลพราหมณไดเปนมาณพ ช่ือ ปปผลิ อายุ 20 ปมีบุญมาก
ลําดับนั้น มารดาบิดาประสงคจะใหเขาครองเรือน จึงสงพราหมณ

8 คนไปใหเสาะหาหญิงที่ถึงพรอมดวยลักษณะ พราหมณเหลาน้ัน
ไดถือเอาเครื่องบรรณาการไปสูสาคลนคร ในนครน้ัน หญิงชื่อ

ภัททกาปลานี เปนธิดาของพราหมณโกสิยโคตร มีอายุ 16 ป มีรูป
โฉมงามยิ่งนัก มีบุญมาก พราหมณเหลาน้ันไปในนครนั้นแลวบอก
เรื่ องราวท้ังหมดแก มารดาบิดาของนางให บรรณาการแล วส งข
าวสาสนไปแกกปลพราหมณ เม่ือทั้งสองอยูเรือนดวยกันไมมีความ

474

ปรารถนาในชีวิตคู จึงชวนกันออกบวชแสวงหาโมกขธรรมไดบวช

เปนภิกษแุ ละภกิ ษณุ บี รรลุพระอรหนั ตตามลําดบั ”

2) เรื่องพระภิกษุ 60 รูป (มงฺคล.2/517/402) มีภิกษุประมาณ

60 รปู เรยี นกมั มัฏฐานใน สาํ นกั พระศาสดา เมื่อเสาะหาท่ีอยูเขาไป
บิณฑบาตในหมูบานช่ือมาติกะท่ีเชิงภูเขาในแควนโกศล อาศัย
มารดาของนายมาติกะซึ่งเป นผู ใหญ บ าน จึงได บําเพ็ญสมณ

ธรรมอยางเต็มท่ี เพราะนางเรียนสมณธรรมคืออาการ 32 จากภิกษุ
แลวภาวนาจนไดฌานและอภิญญาแบบโลกิยะ รูจิตของผูอื่นเห็นป
ญหาในการภาวนาของภิกษุ จึงอุปฎฐากทานอยางดีย่ิง ภิกษุไดสิ่ง
ท่เี ปนสปั ปายะทกุ ประการ บรรลมุ รรคและผล

การเหน็ อรยิ สัจ

อรยิ สจั คอื ความจรงิ อันประเสรฐิ
อริยสจั คือ ความจรงิ อนั ทาํ ใหบ้ ุคคลผู้เห็นเป๐นผปู้ ระเสริฐ
อริยสัจ คือ ความจริงแทท้ ี่พระอรยิ เจ้าได้เหน็ ตามความเป๐น
จรงิ
อรยิ สจั คือ ความเป๐นธรรมอนั บคุ คลควรถึง ความเป๐นธรรมท่ี
ควรบรรลุโดยความเปน๐ ของไมผ่ ดิ เปน๐ ธรรมชาติท่ีไมค่ ลาดเคลือ่ น
อริยสัจ คือ ความจริงท่ีมีอยู่คู่โลกแต่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่ง

พระพุทธองค์ตรัสรู้ คือ ท้ังรู้และเห็นแล้วทรงชี้ให้เราดู ซ่ึงมีอยู่ 4
ประการ ดังพระพุทธพจน์ท่ีมาในสัจจสังยุตต มหาวารวรรค (สํ.

มหา.19/1697/539) ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่ง 4 อย่างน้ี เป๐นของจริงแท้ ไม่แปรผัน

ไม่เป๐นอย่างอ่ืน ส่ิง 4 อย่างเป๐นไฉน? สิ่งน้ีว่า น้ีทุกข์ น้ีเหตุให้เกิด
ทกุ ข์ นคี้ วามดบั ทุกข์ น้ีทางใหถ้ ึงความดับทุกข์ เป๐นของจริงแท้ ไม่
แปรผัน ไม่เป๐นอย่างอื่น ส่ิง 4 อย่างนี้ เป๐นของจริงแท้ ไม่แปรผัน
ไมเ่ ปน๐ อย่างอืน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะน้ันแหละ เธอท้ังหลาย

475

พึงกระทําความเพียร เพ่ือรู้ตามความเป๐นจริงว่า นี้ทุกข์ น้ีทุกข
สมุทัย นีท้ ุกขนิโรธ นีท้ กุ ขนิโรธคามินปี ฏิปทา”

1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ ทุกข์ เฉก
เช่น สภาพที่ปวุ ยเป๐นโรคภยั ไข้เจบ็

2. สมุทัย คือ สาเหตุท่ีทําให้เกิดทุกข์ เฉกเช่น ตัวเชื้อโรค
สาเหตุของการไม่สบาย เจบ็ ไข้ไดป้ วุ ย

3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ สภาพท่ีทุกข์หมดไป นิโรธ เฉก
เ ช่ น ส ภ า พ ท่ี ห า ย จ า ก โ ร ค แ ข็ ง แ ร ง แ ล้ ว เ ป๐ น ป ก ติ ส า ม า ร ถ
ประกอบการงานใดๆ ไดด้ ง่ั เดมิ

4. มรรค คือ วิธีปฏิบัติเพื่อไปสู่ความดับทุกข์ มรรค เฉกเช่น
ยารักษาโรคให้หายปุวย วิธีรักษาโรค ต้องใช้วิธีการใด จะใช้ยา
อะไร ต้องฉดี ยาหรอื ไม่ หรือตอ้ งผ่าตดั

อรยิ สจั : ทกุ ข์
ทุกฺขํ อริยสจจฺ ํ ปริํเฺ ญยยฺ ํ

อริยสจั คือ ทุกข์ อันเราพึงกาํ หนดรู้

(ส.ม.19/1666/529)
ทุกข์ คือ สภาพที่เป๐นของแท้ ไม่ละสภาวะของตน เป๐นธรรม
ไม่วา่ งเปลา่ จะกลายเป๐นธรรมชาติไม่ใชท่ ุกข์ไม่ได้ ไมเ่ ข้าถงึ
สภาพอยา่ งอืน่ (สา.ป.3/410)
ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ พระองค์ทรง
พบความจริงว่า สรรพสตั ว์ทง้ั หลายลว้ นตกอยู่ในความทุกข์ จะเป๐น
มหาเศรษฐี เป๐นนายกฯ เป๐นประธานาธิบดี เป๐นกษัตริย์ เป๐นพระ
เจ้าจักรพรรดิ แม้ที่สุดเป๐นพระภิกษุ ก็มีทุกข์ท้ังนั้น ต่างแต่เพียงว่า
ทุกข์มากหรือทุกข์น้อยและมีป๎ญญาพอที่จะรู้ตัวหรือเปล่าเท่านั้น
พระองค์ได้ทรงแยกแยะให้เราเห็นว่า ความทุกข์น้ีมีถึง 11
ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกนั แบ่งออกเปน๐ 2 ลักษณะ ได้แก่

476

1. สภาวทกุ ข์ คอื ทกุ ข์ประจํา เปน๐ ความทุกข์ท่หี ลีกเลีย่ ง
ไมไ่ ดเ้ ปน๐ สภาพธรรมดาของสัตว์ ซงึ่ เมอ่ื เกดิ แล้วต้องมีทุกขช์ นิดน้ี
มี 3 ประการได้แก่

1.1 การเกดิ เปน๐ ทกุ ข์

1.2 การแกเ่ ปน๐ ทุกข์

1.3 การตายเป๐นทุกข์
การเกิดเป๐นตัวทุกข์ เพราะต้องขดอยู่ในท้องแม่ พอจะคลอด
ก็ถูกมดลูก ช่องคลอด บีบรัดดันออกมา ศีรษะเด็กถูกผนังช่อง
ค ล อ ด บี บ จ น ก ะ โ ห ล ก เ บี ย ด ซ้ อ น เ ข้ า ห า กั น หั ว ก ล ม ๆ น้ อ ย ๆ
กลายเป๐นรูปยาวๆ เจ็บปวดแทบขาดใจ ทันทีท่ีคลอดออกมา เด็ก
ทารกร้องให้สุดเสียง เพราะมันเจ็บปวดและถูกอากาศภายนอก
เบียดเบียนอีก จะเห็นได้ว่าการเกิดเป๐นต้นเหตุเป๐นที่มาของสรรพ
ทุกข์ ถ้าไม่มีการเกิดได้เม่ือไหร่ก็เลิกทุกข์ โดยมากคิดกันว่าชรา
ทุกข์นี่จะมีเอาก็ต่อเมื่ออายุ 60-70ปี แต่จริงๆ แล้วทันทีที่เราเร่ิม
เกิด เราก็เริ่มแก่แล้วชราทุกข์เร่ิมเกิดตั้งแต่ตอนน้ัน และค่อยๆ เป๐น
มากขึ้นเร่ือยๆ เซลล์ในร่างกายเริ่มแก่ตัวไปเรื่อยๆ อันนี้ขอให้
ทราบกันด้วย
2. ปกณิ ณกทกุ ข์ คอื ทกุ ข์จร เปน๐ ความทุกข์ท่เี กดิ จากจติ ใจ
หยอ่ นสมรรถภาพ ไม่อาจทนต่อเหตุภายนอกที่มากระทบตวั เราได้
ผมู้ ีปญ๎ ญารู้จักฝึกควบคมุ ใจตนเอง สามารถหลกี เล่ียงทุกข์ชนดิ นี้
ได้ ทุกขจ์ รน้ีมีอยู่ 8 ประการ ไดแ้ ก่

2.1 โสกะ ความโศก ความแหง้ ใจ

2.2 ปริเทวะ ความคร่าํ ครวญราํ พนั

2.3 ทกุ ขะ ความเจ็บไขไ้ ดป้ ุวย

2.4 โทมนัสสะ ความน้อยใจ

2.5 อปุ ายาสะ ความท้อแท้กลุ้มใจ อาวรณ์ในอารมณ์

477

2.6 อปั ปเิ ยหิ สัมปะโยคะ ความเบอื่ หน่ายขยะแขยงจาก
การประสบสงิ่ ทีไ่ ม่เปน๐ ที่รัก

2.7 ปิเยหิ วิปปโยคะ ความห่วงใย จากการพลัดพรากจาก
ของรกั

2.8 ยัมปิจฉัง น สภติ ความเสียดายจากการปรารถนาสิง่
ใด แล้วไม่ไดส้ งิ่ นน้ั

การมีอยขู่ องทุกข์ เกดิ แก่ เจ็บ และตายลว้ นเปน๐ ทุกข์ ความ
เศร้าโศก ความโกรธ ความอจิ ฉารษิ ยา ความวิตกกงั วล ความกลัว
และความผดิ หวังล้วนเปน๐ ทกุ ข์ การพลัดพรากจากของท่ีรกั กเ็ ปน๐
ทกุ ข์ ความเกลยี ดก็เป๐นทุกข์ ความอยาก ความยดึ มนั่ ถือมั่น ความ

ยึดติดในขันธท์ ัง้ 5 ลว้ นเป๐นทุกข์ (รัชนีกร ถ่ายถอน : ออนไลน)์

อรยิ สจั : สมุทยั
ทุกฺขสมุทโย อรยิ สจฺจํ ปหาตพฺพํ

อรยิ สัจ คือ ทกุ ข์สมุทยั อันเราพงึ ละ

(ส.ม.19/1667/529)
สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็น
ความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความ
โกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว
และความผิดหวัง สาเหตุมันมาจากกิเลสท่ีมีอยู่ในจิตใจ ที่เรียกว่า
ตัณหา คือ ความทะยานอยากในจิตใจ ผู้คนถูกตัณหาผูกแล้ว
นําไปยังภพน้อยใหญ่อย่างไม่มีที่สุด เฉกเช่น โค กระบือ ถูกเจาะ
จมูกจูงไปยังสถานท่ีๆ ต่างๆ ได้ตามปรารถนา ฉะนั้น ตัณหาท่าน
ได้แบ่งเปน๐ 3 ประเภท คอื
1. กามตัณหา ความอยากได้ เฉกเช่น อยากได้เงิน อยากได้
ทอง อยากสนุก อยากมีเมียน้อย อยากให้คนชมเชยยกย่อง สรุป คือ
อยากได้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ที่น่าพอใจ กามตัณหา
ก่อให้เกิดทุกข์เพราะทําให้เดือดร้อนกระวนกระวาย ไม่มีความสงบ
สุข เป๐นความหิวทางใจ บางท่ีถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะเกิด

478

การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้ส่ิงที่ตนอยากได้ การแก่งแย่งแข่งขัน
ทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น

2. ภวตัณหา ความอยากเป๐น เฉกเช่น อยากเป๐นใหญ่เป๐นโต
เป๐นนายกรัฐมนตรี เป๐นทหาร เป๐นตํารวจ ภวตัณหาก่อให้เกิดทุกข์
เพราะเมื่อเกิดความอยากให้คนเราของรักอยู่กับเราตลอดไป ก็เกิด
ความร้อนรนกระวนกระวายใจ กลัวเขาหรือมันจะไม่อยู่ เป๐นเหตุให้
ต่อสู้ด้ินรนเพื่อให้เขาหรือมันอยู่กับเรา ถ้าต้องพลัดพรากจากกัน ก็
เกิดความผิดหวังเป๐นทุกข์ ทั้งที่รู้ว่า ไม่มีใครหรือส่ิงใดอยู่กับเรา
ตลอดไป

3. วิภวตัณหา ความอยากไม่เป๐น เฉกเช่น อยากไม่เป๐นคน
จน อยากไม่เป๐นคนแก่ อยากไม่เป๐นคนข้โี รค วิภวตัณหาก่อให้เกิด
ทุกข์ ในกรณีท่ีเม่ือเราเกิดความเกลียดขึ้นมา อยากให้คนหรือ
ส่ิงของที่เราเกลียดดับสูญไป ก็เกิดความร้อนรนกระวนกระวายใจ
ความอยากให้สูญจะกระตุ้นให้เราต่อสู้ด้ินรน พยายามอย่างมาก
เพื่อทําลายส่ิงของหรือบุคคลที่เราเกลียดน้ัน ทําให้เกิดความ
ลาํ บาก เหนด็ เหนื่อย และประสบอันตรายต่างๆ ถ้าทําลายไม่สําเร็จ
กเ็ กดิ ความผิดหวังเป๐นทุกข์ จําต้องอยู่กับคนหรือส่ิงที่เราเกลีดด้วย
ความทกุ ข์ใจอยา่ งแสนสาหัส

มนุษย์เกิดมาจากตัณหา ทําให้ต้องลอยคออยู่ในตัณหา เคย
ชินกับตัณหาค้นุ เคยกนั กบั ตัณหา จนเหน็ ตณั หาเป๐นเพื่อนสนิท กิน
ด้วยกัน ดื่มด้วยกัน ถ้าขาดตัณหาแล้วก็กลัวว่าจะขาดรสชาติใน
ชีวิตที่เคยได้เคยอยู่เคยเป๐น แต่ตามความเป๐นจริง ตัณหาน้ันถ้า
เป๐นเพื่อนก็เพื่อนเทียม คอยหลอกล่อนําทุกข์มาให้เราแล้วก็ยืน
หัวเราะชอบใจ ตัวเราเป๐นกระแสหรือกระบวนการท่ีเต็มไปด้วย
ทุกข์ และเหตุของทุกข์ก็อยู่ในตัวเราน้ันเองก็คือตัณหาหรือความ
อยาก ไม่ใช่อํานาจภายนอกใดๆ เลย ถ้าเราอยากดับทุกข์ ก็ต้อง
ทําลายตัวเหตุคือตัณหาน้ี ด้วยการประกอบเหตุท่ีเหมาะสม ไม่ใช่
ด้วยการกราบไหว้วิงวอนบนบานบวงสรวงต่ออํานาจนอกใด ๆ

(แสง จันทรง์ าม : 2552 : 80)

479

อริยสัจ : นโิ รธ
ทุกขฺ นโิ รโธ อริยสจฺจํ สจฺฉกิ าตพพฺ ํ

อริยสัจ คือ ทกุ ขนโิ รธะ อันเราพึงทําให้แจ้ง

(ส.ม.19/1668/530)
นิโรธ คือ ความดับทุกข์ หมายถึงสภาพใจที่หมดกิเลสแล้ว
โดยสิ้นเชิงทําให้หมดตัณหา จึงหมดทุกข์ มีใจหยุดนิ่งสงบตั้งม่ัน
อยู่ที่ศูนย์กลางกายมีความสุขล้วนๆ ถึงจะได้ข้ึนสวรรค์เป๐นเทวดา
นางฟูาจริง ก็ยังวนเวียนอยู่ในกามภพเท่าน้ัน สูงกว่าสวรรค์ท้ัง 6
ชั้น ยังมีรูปพรหมอีก 16 ชั้น อรูปพรหมอีก 4 ช้ัน ซ่ึงก็ยังไม่หมด
ทุกข์จะหมดทุกข์จริงๆ ต้องฝึกจนกระทั่งหมดตัณหา ดับความ
ทะยานอยากตา่ งๆ โดยส้นิ เชงิ หมดกเิ ลสเขา้ พระนพิ พานเทา่ นน้ั
มนุษย์สามารถดับทุกข์พร้อมท้ังเหตุได้ด้วยลําแข้งของตนเอง
ไม่ใช่ทรงยืนยันเฉยๆ แต่ทรงทดลองปฏิบัติได้ผลมาแล้ว เมื่อทรง
แนะนําพรํ่าสอนผู้อื่น ก็มีคนปฏิบัติตาม และดับทุกข์ของเขาได้
นิโรธในอริยสัจจะหมายถึงความดับตัณหาซึ่งเป๐นสมุทัยหรือเหตุให้
เกิดทุกข์ ตัณหาเป๐นตัวทุกข์ในตัวเองด้วย เป๐นเหตุให้เกิดทุกข์อื่นๆ
ด้วย ถ้าดับตัณหาได้ก็เท่ากับดับทุกข์ และเหตุของทุกข์ได้ใน
ขณะเดียวกัน นิโรธเป๐นส่วนผล อันเป๐นความสุขสงบใจอย่างลึกซึ้งท่ี
เกิดข้ึนเม่ือตัณหาดับแล้ว และตัณหาจะดับได้ก็ต้องสร้างอริยมรรค

ให้เกิดขึ้นในตัวเราจนครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว (แสง จันทร์งาม :

2552: 81-82)

อริยสัจ : มรรค
ทกุ ฺขนิโรธคามินี ปฏปิ ทา อริยสจฺจํ ภาเวตพพฺ ํ

อรยิ สัจ คือ ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ อนั เราพงึ บาํ เพ็ญ

(ส.ม.19/1669/530)
พระพุทธองคท์ รงเป๐นเหมือนแพทย์ผู้ชํานาญเห็นเหตุที่ทําให้
เกิดโรคแห่งความทุกข์ชัดเจน ทําให้รู้ว่า เรามีทุกข์ก็เพราะตัณหา
เปน๐ ตวั การใหญ่ ซ่งึ เปรียบเหมือนเชื้อโรค ถ้าต้องการหายจากโรค

480

ก็ต้องกําจัดเจ้าเชื้อโรคน้ันให้หมดไป โดยชี้แนวทางในการกําจัด
เช้ือโรคแห่งความทกุ ขน์ ัน้ ดว้ ยมรรค ซ่ึงเป๐นขอ้ ปฏิบัติให้ใจหยุดใจ
นิ่งปราบทุกข์ได้ แต่ผู้ มีโรคประจําตัวจําต้องสมัครในการลงมือ
ปฏิบัติเอง รวม 8 ประการ ไดแ้ ก่

1. สมั มาทิฏฐิ เห็นชอบ ไดแ้ ก่ ความรู้อริยสัจ 4 หรือ เห็นไตร
ลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ
เห็นปฏิจจสมุปบาท สามารถรอบรู้ส่ิงใดสิ่งหน่ึงตามข้อมูลที่ได้มา
มองเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่ง ตามสภาวะที่แท้จริง โดยไม่คํานึงถึงชื่อ และ
ปูายชื่อย่ีห้อของส่ิงน้ัน การรู้แจ้งแทงตลอดน้ีจะมีข้ึนได้ เมื่อจิต
ปราศจากอาสวะทั้งหลาย และได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ด้วย
การปฏบิ ัตสิ มาธิเทา่ นัน้

2. สัมมาสงั กปั ปะ ดํารชิ อบ ได้แก่ ความตรึกท่ีเป๐นกุศล ความ
นกึ คิดที่ดงี าม ปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดใน
การปรบปรือสนองความอยากของตน ปลอดจากพยาบาท ความ
นึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคือง หรือ เพ่งมองในแง่ร้าย
และปลอดจากการเบยี ดเบียนด้วยกรุณาไม่คดิ รา้ ย หรอื มุ่งทําลาย

3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต 4 ประกอบด้วย 1)

ไ ม่ พู ด เ ท็ จ 2) ไ ม่ พู ด ส่ อ เ สี ย ด

3) ไม่พูดหยาบ 4) ไม่พดู เพอ้ เจอ้

4. สั ม ม า กั ม มั น ต ะ ก ร ะ ทํ า ช อ บ ไ ด้ แ ก่ ก า ย สุ จ ริ ต 3

ประกอบด้วย 1) ไม่ฆ่าสัตว์ 2) ไม่ลักทรัพย์ 3)ไม่ประพฤติผิดใน
กาม

5. สัมมาอาชีวะ เล้ียงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบ
สัมมาชีพ เลิกการประกอบอาชีพเล้ียงชีวิตในทางที่ผิด แล้ว
ประกอบอาชพี ในทางทถี่ กู

6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน 4

ประกอบด้วย 1.เพียรระวัง หรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้ง

481

บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดข้ึน 2.เพียรละ หรือเพียรกําจัด

คือเพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดข้ึนแล้ว 3.เพียรเจริญ หรือเพียร

ก่อให้เกิด คือ เพียรทํากุศลธรรมท่ียังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น 4. เพียร
รักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมท่ีเกิดขึ้นแล้วให้ต้ังม่ัน และให้
เจริญยิ่งข้นึ ไปจนไพบูลย์

7. สัมมาสติ ระลึกชอบ ได้แก่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุูงซ่าน มีสติ
รู้ตัวระลึกได้ หม่ันพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิต

ในจิต ธรรมในธรรม อยู่เสมอ ตามหลักการแห่งสติป๎ฏฐาน 4

ประกอบด้วย 1. การต้ังสติกําหนดพิจารณากาย 2. การตั้งสติ

กําหนดพจิ าณาเวทนา 3. การต้ังสติกําหนดพิจารณาจิต 4. การตั้ง
สติพิจารณาธรรม

8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตม่ันชอบ ความต้ังใจมั่นโดยถูกทาง โดย
การท่ีกุศลจิตมีอารมณ์เป๐นอันเดียว ความต้ังมั่นแห่งกุศลจิตใน
อารมณอ์ นั ใดอนั หน่ึง ไม่ฟงูุ ซ่านจติ สงัดแล้วจากกามท้ังหลาย สงัด
แล้ว จา กก ร ร มท่ี เป๐ นอ กุศ ลธ ร ร มท้ั งห ลา ย เข้ าถึ ง ป ฐม ฌ า น
ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก ความที่วิตก
วิจารท้ังสองระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป๐นเคร่ืองผ่องใสแห่งใจใน
ภายใน ให้สมาธิเป๐นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติ
และสุขอันเกิดจากสมาธิ ความจางคลายไปแห่งปีติ เป๐นผู้อยู่
อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย มีสติ อยู่
เป๐นปรกติสุข เข้าถึงตติยฌาน ละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความ
ดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์
ไม่มีสขุ มีแต่ความทส่ี ติเปน๐ ธรรมชาติบริสุทธเ์ิ พราะอเุ บกขา

การเห็นอริยสัจ แต่ละข้อจะต้องเห็นถึง 3 รอบ รวม 4 อริยสัจ
เท่ากับเห็นถึง 12 คร้ัง ซึ่งเรียกรอบ 3 อาการ 12 ของอริยสัจ ซึ่ง
คนสามัญทั่วไปสามารถจําได้ แต่ยังไม่นับได้ว่า ได้เห็นได้รู้ ตราบ
ใดท่ียังไม่ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อเห็นแล้วจะสามารถทําได้ด้วย
เช่น เห็นสมุทัย เหตุแห่งทุกข์ว่าคือ ตัณหา ก็จะเห็นว่าตัณหาควร

482

ละ และก็ละตัณหาได้ด้วย เป๐นการเห็นท่ีบริบูรณ์จริงๆ วศิน อินทส
ระ (2549 : 102-103) ไดก้ ลา่ วถึงหนา้ ที่ในอริยสัจไว้ว่า ผู้รู้อริยสัจ
4 ท่ีเรียกว่า รู้จริง รู้แล้วพ้นทุกข์ได้ ต้องรู้ประกอบด้วยญาณ 3
อาการ 32 น้ี ตามตารางดังนี้

ตารางท่ี 10 : ญาณ 3 อาการ 12 ในอรยิ สจั 4

สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ

ยอมรับว่าความทุกข์ รู้ ว่ า ค ว า ม ทุ ก เ ป๐ น สิ่ ง
ควรกําหนดรู้ คือควร
ทุกข์ แ ห่ ง ชี วิ ต มี อ ยู่ จ ริ ง กําหนดใหร้ ู้ ร้ไู ด้ว่ากําหนดรู้
ชี วิ ต ค ลุ ก เ ค ล้ า ไ ป (ปริญเญยยธรรม) แล้ว
รู้ ว่ า ส มุ ทั ย คื อ ตั ณ ห า
ดว้ ยความทกุ ข์จรงิ เป๐นสง่ิ ท่คี วรละ ร้วู ่าไดล้ ะแลว้
(ปหาตัพพธรรม)
ย อ ม รั บ ว่ า ส มุ ทั ย คื อ รู้ ว่ า นิ โ ร ธ ค ว ร ทํ า ใ ห้ ร้วู ่าไดท้ าํ ใหแ้ จง้
แจง้ ขนึ้ ในใจ แลว้
สมทุ ยั ตัณหา เป๐นเหตุให้ (สัจฉิกาตัพพธรรม)
รู้วา่ ไดเ้ จริญอบรม
เกดิ ทุกข์จริง รู้ว่ามรรคเป๐นส่ิงท่ีควร เต็มทีแ่ ลว้
อบรมบําเพ็ญให้เกิดมี
ยอมรับว่า นิโรธคือ (ภาเวตัพพธรรม)

ค ว า ม ดั บ ทุ ก ข์ มี อ ยู่

นโิ รธ จริง ความ ดับทุก ข์
สา ม าร ถ ดับได้จ ริ ง

โดยผ่านทางการดับ

ตณั หา

ยอมรบั ว่ามรรคมีองค์

มรรค 8 เ ป๐ น ท า ง นํ า ไ ป สู่

ความดับทกุ ขจ์ ริง

ทม่ี า : วศิน อินทสระ : 2549: 103

การเห็นอริยสจั นี้ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เมื่อเห็นข้อใดขอ้
หน่งึ ข้อท่ีเหลอื กจ็ ะเห็นหมด เชน่ เมื่อเห็นทกุ ข์ กจ็ ะเห็นสมุทัย
นโิ รธ มรรค ดว้ ย เห็นสมุทยั ก็จะเห็นทกุ ข์ นโิ รธ มรรค ด้วย ดัง
พระพุทธพจน์ท่ปี รากฏในควัมปติสูตร ตติยวรรค สัจจสงั ยตุ (ส.ํ

มหา.19/1711/547) วา่

483

“ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดย่อมเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นท้ังเหตุให้
ทุกข์เกิด ท้ังความดับทุกข์ ทั้งข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ผู้ใด
เห็นเหตุให้ทุกข์เกิด ผู้น้ันย่อมเห็นทั้งทุกข์ ทั้งความดับทุกข์ทั้งข้อ
ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ผู้ใดย่อมเห็นความดับทุกข์ ผู้น้ันย่อม
เหน็ ได้ท้ังทุกข์ ทัง้ เหตใุ หท้ ุกข์เกิด ทั้งข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ผู้ใดย่อมเห็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ผู้น้ันก็เห็นทั้งทุกข์ ท้ัง
เหตุให้ทุกข์เกดิ ทัง้ ความดับทุกข์”

ผใู้ ดไมเ่ หน็ สจั จะ 4 ผนู้ นั้ ยอ่ มไม่ลว่ งทุกข์ไปได้ เพราะสงสาร
ของผ้เู ป๐นเช่นน้ันอยอู่ กี เนน่ิ นาน ดังพระพทุ ธองคไ์ ดต้ รสั ไวใ้ นปฐม

เคยยสูตร ตตยิ วรรค สัจจสงั ยุต (ส.ํ มหา.19/541) ว่า
“ภิกษุท้ังหลาย เพราะ ความไม่ตรัสรู้ เพราะความไม่แทง

ตลอด อริยสัจ 4 สังสารวัฏนี้เราเองและพวกท่านจึงแล่นไป เร่รอน
ไป สิ้นระยะกาลนานอย่างน้ีเพราะความไม่ตรัสรู้ เพราะความไม่

แทงตลอดอริยสัจ 4 เปน๐ ไฉน ?
ภกิ ษทุ ้งั หลาย เพราะความไม่ตรัสรู้ เพราะความไม่แทงตลอด

อริยสัจ คือทุกข์ สังสารวัฏน้ี เราเองและพวกท่านจึงต้องเร่ร่อน

ท่องเที่ยวไป สน้ิ ระยะกาลนานอย่างนี้.
ภิกษทุ ัง้ หลาย เพราะความไม่ตรัสรู้ เพราะความไม่แทงตลอด

อริยสจั คอื เหตุให้ทุกขเ์ กดิ สังสารวัฏน้ี เราเองและพวกท่านจึงต้อง
เรร่ อ่ น ท่องเทย่ี วไป ส้นิ ระยะกาลนานอยา่ งนี้

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย เพราะความไม่ตรัสรู้ เพราะความไม่แทงตลอด
อริยสัจคือความดับทุกข์ สังสารวัฏน้ี เราเองและพวกท่านจึงต้อง
เรร่ อ่ นท่องเทีย่ วไป สิ้นระยะกาลนานอยา่ งน้ี

ภิกษทุ ัง้ หลาย เพราะความไม่ตรัสรู้ เพราะความไม่แทงตลอด
อริยสัจคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ สังสารวัฏน้ี เราเองและ
พวกทา่ น จงึ ตอ้ งเรร่ อ่ นท่องเท่ียวไป สิ้นระยะกาลนานอยา่ งนี้

ภิกษุท้ังหลายอริยสัจคือทุกข์นี้นั้น อันเราและพวกท่านตรัสรู้

แล้ว แทงตลอดแล้วอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย....ทุกขนิโรธ.....ทุกขนิ

484

โรธคามินีปฏิปทา อันเราและพวกท่านตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว
ตัณหาในภพ อันเราและพวกท่านตัดขาดแล้วตัณหาผู้นําไปสู่ภพ
สิน้ แลว้ บดั น้ี ภพใหม่ไมม่ แี ก่เราและพวกท่าน”

“เราและพวกท่าน ท่องเท่ียวไปแล้วในชาตินั้นๆ สิ้น

ระยะกาลนาน เพราะไม่เห็นซึ่งอริยสัจ 4 ตามเป๐นจริง.
อริยสัจ 4 เหล่านี้น้ัน อันเราและพวกท่านเห็นแล้ว
ตัณหาผู้นําไปสู่ภพ อันเราและพวกท่านถอนขึ้นแล้ว
รากเหงา่ ของทกุ ข์ อนั เราและพวกท่านตัดขาดแล้ว บัดนี้
ภพใหมไ่ ม่มี แกเ่ ราและพวกทา่ น”

ส่วนใ นปฐมเคยยสูตร ตติยวร รค สัจจสังยุต (สํ.มหา.

19/1700/542) พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงแก่ภิกษุท้ังหลายให้ถึง

การไม่รู้จักอริยสัจ 4 ทําให้เส่ือมจากเจโตวิมุตติ และป๎ญญาวิมุตติ

ตรงกันข้ามการรู้ชัดเจนถึงอริยสัจ 4 ทําให้ถึงพร้อมด้วยเจโต

วิมุตติ ป๎ญญาวิมุตติ และเป๐นผู้ไม่ต้องเข้าถึงชาติชรากลับมาเกิด

ใหมอ่ ีก ไวว้ า่

“สมณพราหมณ์เหล่าใด ไม่รู้จักทุกข์ ทั้งไม่รู้จักแดน

เกดิ ของทุกข์ ท้ังไม่ร้จู ักพระนิพพานอันเป๐นท่ีดับไม่เหลือ

โดยประการทั้งปวง แห่งทุกข์ ท้ังไม่รู้จักมรรค อันมีปกติ

ยังสัตว์ให้ถึงความระงับทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้น

เป๐นผู้เสื่อมแล้วจากเจโตวิมุตติ และจากป๎ญญาวิมุตติ

สมณพราหมณ์เหล่าน้ัน เป๐นผู้ไม่ควรเพื่ออันทําที่สุด

สมณพราหมณ์เหล่าน้นั แลต้องเปน๐ ผ้เู ขา้ ถึงชาติและชรา

ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าใด ย่อมรู้ทั่วซึ่งทุกข์ทั้งรู้ท่ัว

ซึ่งแดนเกิดของทุกข์ ทั้งรู้ท่ัวซ่ึงพระนิพพาน เป๐นท่ีดับ

โดยไม่เหลือแห่งทุกข์โดยประการทั้งปวง ทั้งรู้ทั่วซึ่ง

มรรค อันมีปกติยังสัตว์ให้ถึงความระงับทุกข์ สมณ

พ ร า ห ม ณ์ เ ห ล่ า นั้ น เ ป๐ น ผู้ ถึ ง พ ร้ อ ม ด้ ว ย

เจโตวิมุตติ และด้วยป๎ญญาวิมุตติ สมณพราหมณ์

485

เหล่านั้น เป๐นผู้ควรเพ่ืออันทําที่สุด สมณพราหมณ์
เหล่าน้ัน เปน๐ ผไู้ มต่ อ้ งเขา้ ถงึ ชาตชิ รา”

การกระทํานพิ พานใหแ้ จง้

ตามอรรถกถาอิติวุตตกะ (ขุ.อิติ.อ.215) กล่าวถึงรูปวิเคราะห์
ของนิพพานไว้วา่ ตณั หาเรยี กว่า วานะ เครื่องเสียบแทง ธรรมชาติ
ใด ออกไปแล้วจากตัณหาช่ือว่า วานะ เหตุนั้นธรรมชาติน้ัน ชื่อ
นิพพาน อีกอย่างหน่ึง ตัณหาช่ือว่า วานะ ย่อมไม่มีในธรรมชาตินี้
เหตุน้ัน ธรรมชาตินี้ ช่ือว่านิพพาน อีกนัยหนึ่ง ความไม่มีแห่ง
ตัณหาช่ือว่า วานะ ในธรรมชาตินี้ท่ีพระอริยบุคคลบรรลุแล้ว เหตุ
น้ัน ธรรมชาติน้ี ชื่อว่า นิพพาน ผู้ที่บรรลุนิพพานมีลักษณะเป๐นผู้
ส้ินรอบแล้วจากสังโยชน์ เคร่ืองผูกเหล่าสัตว์ไว้ในภพทั้งหลาย
ประกอบภพไว้ด้วยภพ 10 ประการ ได้แก่ กามราคะ ปฏิฆะ มานะ
ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ภวราคะ อิสสา มัจฉริยะ และ
อวิชชา รวมท้ังเป๐นผู้ทําให้แจ่มแจ้งให้ปรากฏโดยชอบตามเป๐น
จริงในอรรถแห่งสมุทัย ว่าเป๐นแดนเกิดทุกข์ อรรถแห่งนิโรธ ว่า
เป๐นธรรมสงบ อรรถแห่งมรรค ว่าเป๐นเคร่ืองเห็น หรือซึ่งความ

แตกต่างเป๐นต้นอย่างน้ีว่า 'สังขารทั้งปวงไม่เท่ียง' และสามารถยก
ลง วางลง ปลงลงให้ตกไปแล้วจากภาระ 3 คือขันธภาระ กิเลส
ภาระ อภสิ งั ขารภาระ

ในอรรถกถาอรหัตตสูตร (ส.ปา.3/162) ได้กล่าวไว้ว่าว่า
“เพราะพระอรหัต ย่อมเกิดข้ึนในที่สุดแห่งราคะ โทสะ และโมหะ
สิ้นไป ฉะน้ัน พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวพระอรหัตว่า ธรรมเป๐นที่
สน้ิ ราคะ ธรรมเปน๐ ทสี่ ้ินโทสะธรรมเปน๐ ทส่ี น้ิ โมหะ”

หลักธรรมทั้ง 3 มธี รรมเปน๐ ท่สี ิ้นราคะเป๐นตน้ ย่อมเป๐นชื่อของ
พระอรหัต คําว่า “นิพพาน” ก็พึงทราบว่า เป๐นช่ือของพระอรหัต
การบรรลุก็ดี ความพิจารณาก็ดี ซ่ึงนิพพานน้ัน ช่ือว่า การทําให้

แจ้งซึ่งนิพพานตามที่กล่าวแล้ว. การทําให้แจ้งซึ่งนิพพานนั้น พึง
ทราบว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่งการอยู่เป๐นสุขในป๎จจุบัน

486

ชาติ ความถึงพร้อมด้วยอรหัตผลอันเป๐นธรรมเคร่ืองอยู่เป๐นสุขใน
อัตภาพน้ัน ชื่อว่า ธรรมเป๐นเคร่ืองอยู่เป๐นสุขในป๎จจุบันชาติ การ
บรรลอุ รหัต ชอื่ ว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุ

ในฎีกาอภิธัมมัตถสังคหะ (มงฺคล.2/546/422) กล่าวไว้ว่า
ธรรมชาติใด ออกไปแล้วจากตัณหากล่าวคือวานะ เพราะร้อยรัด
คือเพราะรัดรึงภพน้อยใหญ่ไว้ เหตุนั้น ธรรมชาติน้ัน ช่ือว่า
นิพพาน แดนออกไปจากตัณหา อีกอย่างหน่ึง เพลิงกิเลสคือราคะ
เป๐นต้น ย่อมดับด้วยบทนั่น เหตุนั้น บทนั่น ชื่อว่า นิพพาน เป๐น
เคร่ืองดบั เพลิงคอื กิเลส

นิพพาน เปน๐ ที่ซ่ึงความทกุ ข์ท้งั หลายเข้าไปไม่ถงึ อยู่พ้นกฎ
ของไตรลกั ษณ์ ไม่มีการเวียนวา่ ยตายเกดิ ไมม่ ีแก่ เจบ็ ตาย ทุก
อยา่ งเป๐นสุขงั เป๐นนจิ จงั เปน๐ อตั ตา เป๐นตัวตนท่แี ทจ้ ริง บังคับ
บญั ชาได้ เท่ียงแท้แนน่ อนไมม่ กี ารเปลยี่ นแปลง เกิดข้ึนดว้ ย
อํานาจการปฏบิ ัตธิ รรม มพี ระพุทธพจน์ที่กลา่ วถงึ นพิ พานไว้หลาย
ครงั้ เฉกเช่น

อปปฺ มาทรโต ภกิ ฺขุ ปมาเท ภยเทสฺสิ วา

อภพฺโพ ปริหานาย นพิ ฺพานสเฺ สว สนตฺ ิเก

ภกิ ษยุ ินดีในไม่ประมาทแลว้ หรือเหน็ ภัยในประมาทโดย

ปกติ

ยอ่ มเป๐นผ้ไู มพ่ อเพ่ือเสื่อมรอบ ย่อมปฏิบัตใิ กลน้ ิพพาน

เทียว

(ขุ.ธ.25/12/19)

เต ฌายโิ น สาตตกิ า นจิ ฺจํ ทฬหฺ ปรกกฺ มา

ผสุ นฺติ ธรี า นิพฺพานํ โยคกเฺ ขมํ อนตุ ฺตรํ

ธีระเหล่านั้น เข้าฌาน มีเพียรตดิ ตอ่ มีความบาก

บั่นมั่นเปน๐ นิตย์ ย่อมถูกตอ้ งนิพพาน อันเกษมจาก

โยคะ หาธรรมอ่นื ยิ่งกวา่ มไิ ด้

สํิ ฺจ ภกิ ขฺ ุ อมิ ํ นาวํ (ขุ.ธ. 25/12/18)
สิตฺตา เต ลหเุ มสฺสติ

487

เฉตวฺ า ราคํจฺ โทสํฺจ ตโต นพิ ฺพานเมหิสิ

ภิกษุ เธอจงวิดเรือน้ี เรืออันเธอวิดแล้ว จกั พลัน

ถึง เธอตดั ราคะและโทสะแล้ว แตน่ ้ันจักถึง

นิพพาน

(ขุ.ธ. 25/35/65)

สตฺถคุ รุ ธมฺมครุ สงฺเฆ จ ติพฺพคารโว

สมาธคิ รุ อาตาปี สิกฺขาย ตพิ ฺพคารโว

อปปฺ มาทครุ ภิกฺขุ ปฏิสนฺถารคารโว

อภพฺโพ ปรหิ านาย นพิ พานสฺเสว สนฺติเก

ภิกษุหนักในพระศาสดา หนักในพระธรรม มี

เคารพกลา้ ในพระสงฆ์ มเี พยี ร หนักในสมาธิ มี

เคารพกลา้ ในสิกขา หนักในไมป่ ระมาท และ

เคารพในปฏิสันถาร ย่อมเป๐นผไู้ ม่พอเพือ่ เสือ่ ม

รอบย่อมปฏิบัติใกล้นพิ พานเทียว

(องฺ. สตฺตก. 23/29/29)
ยมฺหิ ฌานํจฺ ปํฺญา จ ส เว นิพพฺ านสนฺติเก
ฌานและปญ๎ ญามใี นผูใ้ ด ผนู้ ้ันปฏิบัติใกล้นิพพาน

(ขุ. ธ. 25/35/65)
ดูกรภิกษุ ท้ังหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน นํ้า ไฟ ลม อา
กาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายาตนะ อากิญจัญญายตนะ เนว
สัญญานาสัญญายตนะ โลกน้ี โลกหน้า พระจันทร์ พระอาทิตย์ ย่อม
ไม่มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวซ่ึงอายตนะ
นั้นว่า มีในอายตนะนั้น ดูกรภิกษุท้ังหลาย เราย่อมไม่กล่าวถึง
อายตนะน้ันว่า เป๐นการมา เป๐นการไป เป๐นการต้ังอยู่ เป๐นการจุติ
เป๐นการอุบัติ อายตนะนั้นหาที่ต้ังอาศัยมิได้ มิได้เป๐นไป หาอารมณ์
มิได้ น้แี ลเป๐นทส่ี ดุ แห่งทุกข์

(ขุ.อุ.25/158/206)

488

โลกน้ีและโลกหน้า เราผู้รู้อยู่แล้ว ประกาศดีแล้ว เราเป๐นผู้
ตรัสรูเ้ องทราบชัดซึง่ สรรพโลก ทั้งที่เปน๐ โลกอนั มารถงึ ได้ ทั้งท่ีเป๐น
โลกอนั มจั จุราชถงึ ไม่ได้ ด้วยความรู้ย่ิง จึงได้เปิดอริยมรรคอันเป๐น
ประตูแห่งอมตะเพ่ือให้ถึงนิพพานอันเป๐นแดนเกษม กระแสแห่ง
มารช่ัวร้าย เราตัดแล้ว กําจัดแล้ว ทําให้ปราศจากความเหิมแล้ว
ดูกรภิกษุท้ังหลาย จงเป๐นผู้มากด้วยความปราโมทย์ ปรารถนาถึง
ธรรมอันเปน๐ แดนเกษมเถดิ

(ม.มู.12/366/391)

ประเภทของนพิ พาน

นิพพานโดยสภาวะลักษณะ มีความสงบกิเลสและขันธ์5 เป๐น
หลัก ซึ่งพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าสู่นิพพานแล้ว ย่อมพบกับ
สันติสุขด้วยกันทัง้ สิน้ คอื ความสิ้นไปแห่งตณั หา พ้นจากความเกิด
และความตาย ดับกิเลส อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ โดยประการ

ท้งั ปวงอย่างเด็ดขาด ซง่ึ ทา่ นไดจ้ ัดไว้ 2 ประเภท คอื

1. สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานยังมีเบญจขันธ์เหลือ หรือ
นิพพานท่ียังเก่ียวข้องกับเบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
และวิญญาณ ดับกิเลส แต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ได้แก่ นิพพานของ
พระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ซ่ึงยังรับรู้ หรือเกี่ยวข้องกับโลกหรือ
สิ่งแวดล้อมในการดําเนินชีวิตตามปกติของพระอรหันต์ แต่ท่านส้ิน
ราคะ โทสะ และโมหะแล้ว การรับรู้อารมณ์ต่างๆ จึงเป๐นไปด้วยจิตใจ
ทเ่ี ป๐นอิสระ ไม่ถูกบังคับโดยราคะ โทสะ และโมหะ ทําให้พระอรหันต์
น้ัน เสวยอารมณ์ด้วยจิตใจท่ีเป๐นอิสระด้วยป๎ญญาที่รู้เท่าทัน
ธรรมชาติของมัน ไม่ถูกกิเลสครอบงําหรือชักจูง ไม่ทําให้เกิดตัณหา

ทง้ั ในทางบวกและทางลบ ดังท่ีพระพุทธองค์ได้ไว้ในสัตตมสูตร (ขุ.อิ

ติ. 25/222/258-259) ไวว้ า่

“ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป๐นพระอรหันต์ มีอาสวะ
สิ้นแล้ว อยู่จบแล้ว มีกรณียะอันทําแล้ว มีภาระอันปลงแล้ว มี
ประโยชน์ของตนตามบรรลุแล้ว มีกิเลสเคร่ืองผูกไว้ในภพสิ้นรอบ

489

แล้ว หลุดพ้นไปแล้วเพราะรู้ชอบ ภิกษุน้ัน ยังเสวยอารมณ์ที่ชอบ
ใจและไม่ชอบใจ ยังต้องเสวยสุขและทุกข์ เพราะอินทรีย์ 5 เหล่า
ใด ยังไม่ปราศจากไป อินทรีย์ 5 เหล่าน้ันของเธอ ต้ังอยู่ตามเดิม
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป๐นที่สิ้นไปแห่งราคะ ธรรมเป๐นที่ส้ินไปแห่ง
โทสะ ธรรมเป๐นที่สิ้นไปแห่งโมหะของภิกษุนั้น เรียกว่า สอุปาทิ

เสสนิพพานธาตุ”

2. อนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานไม่มีเบญจขันธ์เหลือ หรือ
นิพพานท่ีไม่เกี่ยวข้องกับเบญจขันธ์ หมายถึง นิพพานของพระ

อรหันต์เม่ือส้ินชีวิตตรงกับคําว่า “ขันธปรินิพพาน” เป๐นภาวะ
นิพพานอยา่ งแทจ้ ริงจึงไมม่ ีชาตภิ พ อีกต่อไป ดังที่พระพุทธองค์ได้

ไว้ในสตั ตมสตู ร (ข.ุ อติ ิ. 25/222/259) ไว้วา่

“ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุในธรรมวินัยน้ี เป๐นพระอรหันต์ มีอาสวะ
สิ้นแล้ว อยู่จบแล้ว มีกรณียะอันทําแล้ว มีภาระอันปลงแล้ว มี
ประโยชน์ของตนตามบรรลุแล้ว มีกิเลสเคร่ืองผูกไว้ในภพสิ้นรอบ
แล้ว หลุดพ้นไปแล้ว เพราะรู้ชอบ ภิกษุท้ังหลาย ความเสวย
อารมณ์ท้ังส้ินของเธอ อันเธอไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเย็น ในโลกน้ี

แล ภิกษุทง้ั หลาย น้เี รียกว่า อนปุ าทิเสสนิพพานธาตุ”

ภาวะของผู้บรรลนุ ิพพาน
ในอรรถกถาอิติวุตตกะ (ขุ.อิติ.อ.215) กล่าวถึงผู้ท่ีบรรลุ
นิพพานไว้ว่า
“เป๐นผู้ส้ินรอบแล้วจากสังโยชน์ เคร่ืองผูกเหล่าสัตว์ไว้ในภพ
ทั้งหลาย ประกอบภพไว้ด้วยภพ 10 ประการ ได้แก่ กามราคะ
ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ภวราคะ อิสสา
มัจฉริยะ และอวิชชา รวมท้ังเป๐นผู้ทําให้แจ่มแจ้งให้ปรากฏโดย
ชอบตามเป๐นจริงในอรรถแห่งสมุทัย ว่าเป๐นแดนเกิดทุกข์ อรรถ
แหง่ นโิ รธ วา่ เปน๐ ธรรมสงบ อรรถแห่งมรรค ว่าเป๐นเคร่ืองเห็น หรือ

ซ่ึงความแตกต่างเป๐นต้นอย่างน้ีว่า 'สังขารทั้งปวงไม่เท่ียง' และ

490

สามารถยกลง วางลง ปลงลงให้ตกไปแล้วจากภาระ 3 คือขันธ
ภาระ กเิ ลสภาระ อภิสังขารภาระ”

ผู้บรรลุนิพพานมีภาวะท่ีเป๐นลักษณะสําคัญพ้ืนฐาน 3
ประการ คือ

1. ภาวะทางป๎ญญาของผบู้ รรลุนพิ พาน ลกั ษณะสําคัญท่ีเป๐น
พนื้ ฐานทางปญ๎ ญาของผบู้ รรลุนิพพาน คือการมองเห็นสิ่งทั้งหลาย
ตามที่มันเป๐นหรือเห็นตามความเป๐นจริง เช่น การรับรู้อารมณ์ทาง
ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ด้วยจิตใจที่เป๐นกลางมีสติ ไม่หวั่นไหวไป
ตามท่ีสงิ่ ท่ไี ดเ้ ห็น ได้ยิน ได้ฟ๎ง ป๎ญญารู้เท่าทันสังขารรู้ว่าสังขารมี
ลักษณะทีเ่ ป๐นอนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตา

2. ภาวะทางจิตของผบู้ รรลุนิพพาน ภาวะทางจิตทีส่ าํ คัญเป๐น
พื้นฐานคือ ความเป๐นอิสระ ความหลุดพ้นภาวะนี้เป๐นผลสืบเนื่อง
จากป๎ญญาท่ีเห็นตามความเป๐นจริง จิตจึงหลุดพ้นจากอํานาจ
ครอบงาํ ของกเิ ลสทัง้ หลายลักษณะความเป๐นอิสระ เฉกเช่น การไม่
ตกเป๐นทาสของอารมณ์ท่ีย่ัวยุการไม่หว่ันไหวต่ออารมณ์ท่ีพึง
ปรารถนาหรอื ไมป่ รารถนา

3. ภาวะทางความประพฤติหรือการดําเนินชีวิตเป๐นการศึกษา
ถึ ง กิ จ ก ร ร ม ข อ ง ผู้ บ ร ร ลุ นิ พ พ า น ห รื อ ก า ร ป ฏิ บั ติ ต น ข อ ง ผู้ บ ร ร ลุ
นิพพานว่าดําเนินชีวิตอย่างไร ผู้บรรลุนิพพานมีการดําเนินชีวิต คือ
เป๐นผู้ดับกรรมหรือสิ้นกรรมหมายถึงไม่ทําการด้วยการยึดม่ันใน
ความดีความชั่ว แต่ทําด้วยจิตใจที่เป๐นอิสระ มีป๎ญญารู้แจ้งชัดตาม
เหตุผล มุ่งประโยชน์ต่อชนหมู่มาก

อานสิ งสข์ องการฝกึ ภาคปฏบิ ตั ิเพอ่ี กาํ จดั กิเลสให้สน้ิ ไป
เม่อื ได้ปฏบิ ัติตามมงคลกลุม่ การฝกึ ภาคปฏบิ ัตเิ พี่อกําจดั กิเลส

ให้สิน้ ไปนแ้ี ล้ว ย่อมได้รบั อานิสงส์หลายประการ เฉกเช่น

1. เลิกเปน๐ คนเอาแต่ใจตัวเองไดใ้ นเรว็ ขึน้

2. มคี ุณธรรม จริยธรรม เกิดสาํ นึกของความเป๐นมนษุ ย์มาก
ขน้ึ

491

3. มมี งคลความดีงามเกดิ ขน้ึ กบั ตัวเรา

4. จติ ใจปลอดโปร่ง ไม่วติ กกงั วล

5. มีเวลาในการทาํ ความดี

6. เป๐นที่สรรเสรญิ ของวิญํูชน

7. ศีล สมาธิ ป๎ญญา เจริญกา้ วหนา้

8. เขา้ ถงึ นิพพานไดเ้ รว็ ขึ้น

9. จิตใจไมห่ ว่นั ไหวในโลกธรรม

10. จติ ใจไม่เศร้าโศกเสียใจโดยประการใดๆ ท้ังส้ิน

11. จิตปราศจากกิเลสอย่างละเอยี ด จิตใจสุขเกษมสําราญ

จากมงคลที่เก่ียวข้องการฝึกภาคปฏิบัติเพี่อกําจัดกิเลสให้สิ้น
ไป สามารถสรุปได้ว่า การฝึกภาคปฏิบัติเพี่อกําจัดกิเลสให้ส้ินไป
ในการแสวงหาธรรมะขั้นสูงอันการพัฒนาตนเองโดยการทําความ
เพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน ประพฤติพรหมจรรย์จนกิเลสเบาบาง
สามารถตัดโลกิยวิสัย ยกจิตออกจากกามอันเป๐นที่มาของความ
เส่ือม จนเกิดป๎ญญาเห็นอริยสัจ ประคองใจหยุดน่ิง พิจารณา
อริยสัจไปตามลําดับ ทําใจให้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นจนสามารถขจัด
กิเลสต่างๆ ได้ ซึ่งเป๐นผลของการทํานิพพานให้แจ้ง ซึ่งมี
สาระสําคญั สรุปตามตารางดงั นี้

ตารางท่ี 11 : การฝกึ ภาคปฏบิ ัตเิ พอ่ี กาํ จัดกิเลสใหส้ ิ้นไป

การฝกึ

ภาคปฏบิ ตั เิ พอ่ี สาระสาํ คญั
กําจดั กเิ ลสให้

สิน้ ไป

ลกั ษณะการบาํ เพญ็ ตบะ

การบาํ เพญ็ ตบะ 1. การมใี จสํารวมในอนิ ทรีย์ทงั้ 6 (อายตนะภายใน 6
อย่าง) ได้แก่ ตา หู จมกู ล้ิน กาย และใจ ไมใ่ หห้ ลง ติด

อย่กู ับสัมผัสภายนอกมากเกินไป ไม่ให้กิเลสครอบงาํ ใจ

492

เวลาทร่ี ับรู้อารมณผ์ ่านอนิ ทรีย์ทง้ั 6 (อนิ ทรยี ส์ งั วร)
2. การประพฤตริ ักษาพรหมจรรย์ เว้นจากการรว่ ม

ประเวณี หรอื กามกจิ ทง้ั ปวง

493

ตารางท่ี 11 : การฝึกภาคปฏิบัตเิ พีอ่ กําจัดกเิ ลสให้สิ้นไป (ต่อ)

การฝกึ

ภาคปฏบิ ัตเิ พอ่ี สาระสาํ คญั
กําจดั กเิ ลสให้

สิ้นไป

3. การปฏบิ ตั ธิ รรม คอื การรู้และเขา้ ใจในหลกั ธรรมเชน่

การบาํ เพญ็ ตบะ อรยิ สจั เปน๐ ตน้ ปฏิบตั ติ นใหอ้ ยู่ในศีล และถงึ พรอ้ มดว้ ย
สมาธิ และปญ๎ ญา โดยมจี ุดหมายสงู สดุ ทพี่ ระนพิ พาน

กําจัดกิเลส ละวางทกุ สง่ิ ได้หมดสนิ้ ด้วยปญ๎ ญา

พรหมจรรย์

1. ให้ทาน บรจิ าคทานไม่ว่าจะเป๐นทรพั ย์ สง่ิ ของ เงนิ

ทอง หรอื ป๎ญญา

2. ชว่ ยเหลือผอู้ ่นื ในกจิ การงานทช่ี อบ ท่ถี กู ทค่ี วร

การประพฤติ (เวยยาวัจจมยั )
พรหมจรรย์ 3. รักษาศลี 5 คอื ไมฆ่ า่ สตั ว์ ไมล่ กั ขโมย ไมท่ าํ ผดิ ใน

กาม ไมพ่ ดู ปด ไม่ดื่มนา้ํ เมา (เบญจศลี )
4. มีเมตตา กรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขากบั คนทเ่ี ราตอ้ ง

พบปะดว้ ยทุกคน (อัปปมญั ญา)
5. งดเวน้ จากการเสพกาม (เมถนุ วริ ตั ิ)
6. ยนิ ดใี นคู่ของตน คอื การมีสามหี รือภรรยาคนเดียว

(สทารสนั โดษ)
7. เพียรพยายามที่จะละความชวั่ ไมท่ อ้ ถอยในความ

บากบน่ั (วริ ยิ ะ)
8. รักษาซ่งึ ศลี 8 เช่น ไม่ฆา่ สตั ว์ ไมล่ กั ขโมย ไมร่ ่วม

ประเวณี ไม่พูดปด ไมด่ ื่มนํา้ เมา ไมบ่ ริโภคอาหารต้งั แต่

เท่ียงเปน๐ ตน้ ไป (อโุ บสถ)
9. ใช้ป๎ญญาเหน็ แจ้งใน ทกุ ข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค

(อริยธรรม)
10. ศกึ ษาปฏบิ ตั ใิ นศลี สมาธิ ปญ๎ ญา ให้ร้แู จ้งเหน็

การเหน็ อรยิ สจั จริง (สกิ ขา)
ความจรงิ อนั ประเสรฐิ 4 ประการ
1. ทกุ ข์ ความไม่สบายกายไมส่ บายใจ

494

- ความโศกเศร้า (โสกะ)
- ความรําพนั ดว้ ยความเสียใจ (ปริเทวะ)
- ความเจ็บไข้ได้ปุวย (ทกุ ขะ)
- ความเสยี ใจ (โทมนสั สะ)
- ความท้อแท้ สน้ิ หวงั คบั แคน้ ใจ (อุปายาสะ)
- การตรอมใจ ผิดหวังจากสง่ิ ทไ่ี มร่ ัก (อปั ปเิ ยหิ สมั ป
โยคะ)
- การพลัดพรากจากสง่ิ ทร่ี ัก (ปเิ ยหิ วิปปโยคะ)
- ความหม่นหมองเมอ่ื ปรารถนาแลว้ ไม่ได้สิ่งนน้ั
(ยมั ปจิ ฉงั นลภต)ิ
2. สมทุ ยั เหตทุ ี่ทําให้เกดิ ทกุ ข์ นอกจากเหตแุ ห่งทกุ ข์
- ความอยากได้ (กามตณั หา)
- ความอยากเปน๐ (ภวตัณหา)
- ความไม่อยากเป๐น (วิภวตณั หา)
3. นโิ รธ คือความดบั ทุกข์ ภาวะทตี่ ัณหาดับส้ินไป
4. มรรค หนทางทน่ี าํ ไปส่กู ารดับทกุ ข์

495

ตาราง : การฝึกภาคปฏบิ ตั เิ พ่อี กําจัดกเิ ลสใหส้ ิ้นไป (ตอ่ )

การฝกึ

ภาคปฏบิ ัตเิ พอ่ี สาระสาํ คญั
กําจดั กเิ ลสให้

สิน้ ไป

- ความเห็นชอบ (สมั มาทิฏฐิ)

- ความดาํ รชิ อบ หรอื ความคิดชอบ (สมั มาสงั กัปปะ)

- เจรจาชอบ (สมั มาวาจา)

การเหน็ อรยิ สจั - ทาํ การชอบ (สมั มากมั มนั ตะ)
- เลี้ยงชพี ชอบ (สมั มาอาชวี ะ)

- ความเพยี รชอบ (สมั มาวายามะ)

- ความระลกึ ชอบ (สมั มาสต)ิ

การทาํ ใหแ้ จง้ - จติ ตง้ั มนั่ ชอบ (สัมมาสมาธิ)
ในพระนพิ พาน นพิ พาน ภาวะของจติ ทดี่ บั กเิ ลส

1. สอปุ าทเิ สสนพิ พานการดบั กิเลสขณะท่ียงั มเี บญจ
ขันธเ์ หลืออยู่ หรอื การเข้าถงึ นพิ พานขณะทยี่ ังมีชวี ติ อยู่

2. อนปุ าทิเสสนพิ พานการดบั กิเลสท่ไี ม่มเี บญจขันธ์
เหลอื อยเู่ ลย คอื การทร่ี า่ งกายเราแตกดับแลว้ ไปเสวย
สุขอันเปน๐ อมตะในพระนิพพาน
ไวพจนข์ องพระนพิ พาน

1. มทนมิ มฺ ทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง
2. ปิปาสวนิ โย ธรรมระงับดบั ความกระหาย
3. อาลยสมคุ ฆฺ าโต ธรรมทําลายความอาวรณ์
4. วฏฏฺ ปู จฺเฉโท ธรรมลา้ งวฏั ฏะเวียนเกิด
5. ตณฺหกขฺ โย ธรรมทาํ ลายตณั หาสามให้สน้ิ
6. วริ าโค ธรรมสาํ รอกราคะกเิ ลส
7. นิโรโธ ธรรมเครอ่ื งดับทุกขท์ งั้ ปวง
8. นิพฺพานํ ธรรมดบั สนทิ แหง่ ทุกข์

496

“อย่างน้อยแม้จะเจ็บใจเพียงใด แต่ก็ไม่เผลอแสดงอาการ
หุนหันพลันแล่นออกมาทางกายหรือทางวาจาจนเสียกิริยาอาการ
อันดี

บุคคลผู้สามารถดํารงขันติธรรม คือความอดทนอดกล้ันไว้
ได้ ย่อมได้ช่ือว่าเป๐นผู้เสง่ียมงดงาม ถือธรรมะเป๐นใหญ่ กิเลส
ตัณหาไมอ่ าจทาํ อนั ตราย

เมื่อเป๐นได้ดังนี้แล้ว ย่อมประสบความสงบร่มเย็น ระงับความ
ด้ินรนทะยานอยาก การที่สามารถดับเพลิงทุกข์เป๐นคราวๆ ได้
เสมือนว่าได้ถึงพระนิพพานเป๐นคราวๆ เป๐นบทพิสูจน์ให้พุทธบริษัท
รู้เห็นตามความเปน๐ จริงว่า พระนพิ พานมใิ ชธ่ รรมะอันสุดเอ้อื ม”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆป
ริณายก

497

ผลจากการปฏบิ ตั จิ นหมดกเิ ลส

เทวดาเอ๋ย เจ้าจงถอื วา่ จิตของบคุ คลใด อนั โลก
ธรรมถูกต้องแลว้ ไม่หวน่ั ไหว จิตน่ันของบุคคลน้นั
เปน๐ มงคลอนั สงู สดุ จิตของบคุ คลใด ไมม่ ีความโศก
จิตของบุคคลใด ปราศจากกิเลสเพียงดังธลุ ี จิต
ของบุคคลใดเกษม จิตน่นั ของบคุ คลน้ัน เป๐นมงคล
อนั สงู สดุ

498

ผลจากการปฏบิ ตั จิ นหมดกเิ ลส

ผฏุ ฺ สสฺ โลกธมฺเมหิ จติ ฺตํ ยสฺส น กมฺปติ

อโสกํ วริ ชํ เขมํ เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ฺตมํ

จิตของผู้ใดอนั โลกธรรมทั้งหลายถูกต้อง

แล้ว ย่อมไมห่ ว่ันไหว

ไมเ่ ศรา้ โศก ปราศจากธุลี และเปน๐ จิตเกษม

น้ีเป๐นอดุ มมงคล

ผลจากการปฏิบัติของผู้ท่ีทํานิพพานให้แจ้งแล้ว จิตใจไม่
ยินดยี ินรา้ ยในลาภ ยศ สรรเสริญ สขุ และความเส่ือมลาภ เส่ือมยศ
นินทา ทุกข์ มีใจที่อ่ิมเอิบ ไม่แห้งผาก ปราศจากธุลี ไม่ลุ่มหลงใน
ความรัก ความต้องการ ความอยากมี อยากเป๐นต่อไป ปลอดภัย
จากภยันตรายอันเนื่องจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
สามารถตัดโยคะ เครื่องผูกสรรพสัตว์ไว้ในภพ รวมทั้งมีจิตใจท่ี
สะอาดบริสุทธ์ิผอ่ งใส

จติ ไมห่ วนั่ ไหวในโลกธรรม
โลกธรรม คือ เรือ่ งราวทเ่ี กดิ ขนึ้ ประจําโลก ใครๆ กต็ ้องพบ

หลกี เลีย่ งไมไ่ ด้ ดงั พระพุทธพจน์ทป่ี รากฏในปฐมโลกธรรมสูตร

(องฺ.อฏฐฺ ก.23/95/158) ความวา่
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย โลกธรรม 8 ประการนี้ ย่อมหมุนไปตาม

โลกและโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม 8 ประการ 8 ประการเป๐น

ไฉน คือ 1) ลาภ 2) ความเสื่อมลาภ 3) ยศ 4) ความเส่ือมยศ

5) นินทา 6) สรรเสริญ 7) สุข 8) ทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลก
ธรรม 8 ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลกและโลกย่อมหมุนไป
ตามโลกธรรม 8 ประการนี้”

ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่าน้ี คือ 1) ลาภ 2) ความเสื่อม

ลาภ 3) ยศ 4) ความเส่ือมยศ 5) นินทา 6) สรรเสริญ 7)


Click to View FlipBook Version