99
มารดาเป๐นต้นย่อมไม่อาจให้สมบัติใดๆ ได้เลย จิตที่บุคคลตั้งไว้
ชอบ ซ่ึงเปน๐ ไป ณ ภายในของสัตวเ์ หล่านเี้ ท่านน้ั ย่อมให้สมบัติน้ัน
ได้” จึงได้ตรัสดังปรากฏในจิตตวรรค คาถาธรรมบท (ขุ.ธ./
25/13/20) ว่า
“มารดาบดิ า ก็หรือญาติเหล่าอนื่ พงึ ทําเหตนุ นั้ ให้
ไม่ได้ จิตท่ีบุคคลตั้งไวช้ อบ พึงทําผนู้ ั้นใหป้ ระเสรฐิ กว่า
เหตนุ ้ันได้”
ส่วนจิตที่บุคคลต้ังไว้ผิด ย่อมอํานวยทุกข์ทุกอย่างด้วยเหตุ
น้ัน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “พวกโจร พวกคนมีเวรย่อมไม่อาจทํา
ความพินาศใดให้ได้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด ณ ภายในของสัตว์
เหล่าน้ีอย่างเดียว ย่อมทําความพินาศน้ันได้” ดังน้ีแล้วตรัสดังที่
ปรากฏในในจติ ตวรรค ธรรมบท (ขุ.ธ.25/13/20) ความวา่
“โจรเหน็ โจรหรอื คนมีเวรเหน็ คนมีเวร พงึ ทําความ
วอดวายน้ันใด จติ ท่บี คุ คลต้ังไว้ผิด พึงทาํ บคุ คลนน้ั ให้
เลวกว่าความวอดวายนนั้ ”
โจรหรือคนมีเวร เม่ือประพฤติผิดในบุตร ภริยา นา สวน โค
และกระบือ เป๐นต้น ตนประพฤติผิดต่อโจรหรือผู้มีเวรใด เห็นโจร
หรือผู้มีเวรแม้น้ัน ผู้ประพฤติผิดต่อโจรอย่างนั้นเหมือนกัน ย่อมทํา
ความวอดวายอันใด แก่โจรหรือผู้มีเวรน้ัน จิตที่บุคคลต้ังไว้ผิด พึง
ทําบุคคลนัน้ ใหเ้ ลวทรามที่สุดกวา่ บคุ คลผเู้ ปน๐ โจรและผู้มีเวรพึงทํา
ต่อกันหรือกว่าคนความวอดวายน้ัน แท้จริง โจรและคนมีเวร
ท้ังหลาย จะพึงทําทุกข์ให้เกิดขึ้น หรือพึงทําความสิ้นชีวิตใน
อัตภาพน้ีเท่านั้น ส่วนจิตท่ีบุคคลต้ังไว้ผิด ให้ถึงความวอดวายใน
ป๎จจุบันชาติแล้ว ยังซัดไปในอบาย 4 ไม่ให้เพ่ือจะยกศีรษะข้ึนได้
แม้ตง้ั แสนอัตภาพ ฉะน้นั จติ แมอ้ นั ใครๆ ไม่ควรตัง้ ไว้ผดิ ทเี ดยี ว
ก็ผู้ใด ต้ังจิตอันดําเนินไปผิดในกาลก่อน โดยชอบได้ใน
ภายหลัง ผู้น้ัน ท่านเรียกว่า ผู้มีตนอันฝึกแล้ว ก็ธรรมดาผู้มีตนอัน
ฝึกแล้ว ย่อมไปสู่ทิศที่ตนไม่เคยไปด้วยเหตุนั้นพระพุทธองค์เมื่อจะ
100
ทรงสอนภิกษุรูปหน่ึงซึ่งเคยเป๐นควาญช้าง จึงตรัสดังที่ปรากฏใน
นาควรรคธรรมบทวา่
“บคุ คลผฝู้ ึกแล้ว มตี นทรมานแล้ว ฝกึ ฝนดีแลว้ ย่อม
ไปสู่ทิศทไี่ ม่เคยไปได้ ฉันใด บคุ คลสามัญ พึงไปสูท่ ศิ ที่
ไม่เคยไปดว้ ยยานเหลา่ น้ัน ฉันนั้น ไม่ได้เลย”
บุคคลผู้มีป๎ญญาฝึกฝนแล้ว ฝึกทรมานตนแล้วในเบ้ืองต้น
ภายหลังฝึกฝนดีแล้ว ไปยังทิศทางที่ไม่เคยไป คือถึงภูมิท่ีฝึกฝน
แล้วฉันใด บุคคลบางคนพึงไปยังทิศทางท่ีไม่เคยไปด้วย
ยานพาหนะ ฉนั นนั้ ไม่ได้ ฉะนัน้ การฝกึ ตนเทา่ น้นั ประเสริฐสุด
การตั้งตนชอบเป๐นการต้ังเปูาหมายชีวิตขั้นต้น ขั้นกลาง และ
ขนั้ สงู สดุ ทั้งทางโลก และทางธรรมไว้ถูกตอ้ ง แลว้ ประคับประคองตน
ให้ดําเนินชีวิตไปตามเปูาหมายน้ัน ด้วยความระมัดระวังผู้ที่รัก
ความก้าวหน้าทั้งหลาย จึงจําเป๐นต้องต้ังเปูาหมายชีวิตให้ถูกต้อง
ก่อน จากนั้นจึงไปเสาะแสวงหาความรู้ความสามารถ พากเพียร
พยายามเพื่อบรรลุเปูาหมายชีวิตท่ีถูกต้อง (กองวิชาการ : 2550 :
33) ซ่ึงเปูาหมายของชีวิตสามารถแบ่งออกเป๐น 3 ระดับหลักๆ (เจ้า
หญิงโรส : ออนไลน)์ คอื
1. เปูาหมายชีวิตขั้นต้น คือ ตั้งเปูาหมายเพื่อประโยชน์ใน
ชาติน้ี จะเป๐นการตั้งเปูาหมายอะไรก็แล้วแต่ ในเร่ืองการต้ังตัว ตั้ง
ฐานะ ด้วยการประกอบอาชีพสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม
และเป๐นอาชีพทถี่ นัด อยา่ ฝนื ใจทาํ
2. เปูาหมายชีวิตขั้นกลาง คือ เปูาหมายเพื่อจะให้ประโยชน์
ในชาติหน้า เป๐นการตั้งเปูาหมายชีวิตว่า นอกจากจะพยายามตั้ง
ฐานะของตนให้ดีแล้ว ก็ตั้งใจจะสร้างกุศลผลบุญให้เต็มท่ีในทุกๆ
โอกาสที่อํานวย เพอื่ สะสมเปน๐ ทนุ เปน๐ เสบียงติดไปในภายภาคหน้า
คอื ชาติหนา้
101
3. เปาู หมายชีวิตขึน้ สงู สดุ คอื ตัง้ ใจจะปฏิบัติธรรมด้วยความ
เพียรสุดความสามารถเพื่อกําจัดกิเลสตัณหา เดินทางสู่มรรคผล
นิพพาน ตามพระพุทธองค์ และเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายจะได้มี
แต่ความสุขอันเป๐นอมตะตลอดไป ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
อีก
การต้ังตนไว้ชอบเป๐นกําหนดจุดมุ่งหมายในการดําเนินชีวิต
ทางโลกและทางธรรมด้วยความตั้งม่ันแล้วค่อยแสวงหาความรู้
เพื่อใหบ้ รรลเุ ปาู หมายในชีวิตที่ต้ังใจเอาไว้โดยทําตนให้ มีศีล รักษา
ศีลมีกาย วาจา ท่ีเรียบร้อย มีศรัทธาต่อตนและผู้อ่ืน เช่ือมั่นในส่ิงที่
ควรเช่ือ มีเหตุผล มีการเอื้อเฟื๒อเผื่อแผ่ ไม่ตระหนี่ (ชิตํ เม :
ออนไลน์) การต้ังเปูาหมายของชีวิตท้ังทางโลกและทางธรรมให้
ถูกต้อง ให้ดําเนินชีวิตไปตามเปูาหมายด้วยความระมัดระวัง การต้ัง
ตนชอบเป๐นส่ิงที่สําคัญมาก เพราะเป๐นข้ันแรกในการสร้างความ
เจริญก้าวหน้าให้แก่ชีวิต เพราะถ้าใครต้ังเปูาหมายชีวิตผิด เช่น
ต้ังเปูาหมายไว้จะเป๐นโจรชาตินี้ มันก็จะเป๐นการผลักดันให้เป๐นโจร
ในทีส่ ุด ตงั้ เปูาหมายในชีวิตน่ีสําคัญใช้หลักทุกวันเลย เช้าตื่นข้ึนมา
ต้ังใจว่าเราจะประพฤติดี ฉะนั้น วิธีระงับโทสะ เช้าตื่นข้ึนมาวันน้ี
ตั้งใจออกไปว่าจะไม่โกรธ จะโกรธน้อยที่สุด ต้ังเปูาหมายตั้งตนไว้
ชอบแล้ว กําลังใจมีข้ึนแล้วความเข้มจข้นก็มีมากข้ึน (หลวงพ่อเสือ :
ออนไลน์) เมื่อประสบความสําเร็จในการดําเนินชีวิตตามเปูาหมายที่
คาดหวังไว้แล้วนั้น การที่จะรักษาเปูาหมายชีวิตให้มั่นคง โดยการ
ปฏบิ ัติตามหลักการ (กองวิชาการ : 2550 : 45-46) ดังนี้
1. ฝึกใหเ้ ปน๐ คนมีศรทั ธา ได้แก่ มเี หตผุ ล เชอื่ ในสงิ่ ท่คี วรเช่อื
เช่ืออย่างมีเหตุผล ประกอบด้วยป๎ญญา เรียกว่า “ศรัทธา” ควรละ
ความเช่ืออย่างไร้เหตุผล ปราศจากป๎ญญา ท่ีเรียกว่า “งมงาย”
ความศรทั ธาขนั้ พน้ื ฐาน 3 ประการ คือ
102
1.1 เชอื่ วา่ พระพุทธเจ้ามีจริง เช่ือในพระป๎ญญาการตรัสรู้
ของพระองค์
1.2 เชื่อในกฎแห่งกรรม เชน่ เช่ือวา่ ทาํ ดีได้ดี ทําช่ัวได้ชั่ว
โดยการทําดีน้ันจะต้องทํา ให้ครบองค์ประกอบสามประการ คือ
ต้องทําให้ถกู คอื
ถูกดี คือ มีป๎ญญาสามารถทําถูกวัตถุประสงค์ของงาน
นัน้
ถึงดี คือ มีความพยายามท่ีจะทํางานน้ันให้เต็มตาม
ความสามารถ
พอดี คือ มีสติดี ไม่ทําจนเลยเถิดไป เผ่ือเหนียวมากไป
จนเกิดความเสียหาย จงึ จะไดด้ ี
1.3 เช่ือในผลของกรรมว่าสามารถติดตามบุคคลผู้ทํานั้น
ตลอดไป
2. ฝกึ ให้เป๐นคนมีศีล ให้เป๐นคนมีจาคะ คือ รู้จักเสียสละ การ
เสยี สละแบง่ เปน๐ เฉกเช่น สละทรัพย์สิ่งของเป๐นทาน เป๐นการกําจัด
ความตระหนี่ออกจากใจ จึงเป๐นท่ีรักของคนทั้งหลาย และสละ
อารมณ์บูดเป๐นทาน คือ ละอารมณ์โกรธ พยาบาทให้เป๐นอภัยทาน
ทาํ ให้ใจผ่องใสเบิกบานเปน๐ ปกติ
3. ฝึกให้เป๐นคนมีความรู้ เป๐นพหูสูต คือ หมั่นศึกษาหา
ความรทู้ ้งั ทางโลกและทางธรรมโดยฝึกสมาธิภาวนาเพื่อให้ใจผ่อง
ใส เกิดป๎ญญา ซ่ึงเป๐นข้อที่สําคัญที่สุดเพราะจะเห็นได้ว่า เหตุทํา
ให้เปูาหมายชีวิตของเราคลอนแคลนนั้นเป๐นเพราะใจของเราขาด
ความม่นั คง ทนตอ่ ความย่ัวยุไม่ได้ แต่การฝึกสมาธิภาวนาเป๐นการ
ฝึกใจโดยตรง ทาํ ใหใ้ จเรามีพลงั มีความหนักแนน่ เข้มแข็ง ในการ
รกั ษาเปูาหมายชีวิตไว้ได้โดยสมบูรณ์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) (2546 : 14-15) ได้
กล่าวถึงหลักธรรมนําชีวิตให้ถึงจุดหมายจัดเป๐นจุดหมาย 3 ขั้น
และจุดหมาย 3 ด้าน คือ
103
ก. จดุ หมาย 3 ขนั้ ดําเนินชีวติ ให้บรรลจุ ดุ หมาย (อัตถะ) 3
ขนั้ คอื
ข้นั ที่ 1 ทิฏฐธมั มกิ ัตถะ จดุ หมายข้ันตาเห็น หรอื ประโยชน์
ปจ๎ จุบัน
1.1 มีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง ไร้โรค อายุยืน
สามารถประกอบกิจการงานอย่างขยันหมน่ั เพียรไมล่ ะทิง้ การงาน
1.2 มีเงินมีงาน มีอาชีพสุจริต หมั่นรักษาทรัพย์สมบัติ
เงินทองที่หามาได้ให้คงอยู่ไม่เพียงแต่ทรัพย์สมบัติเท่านั้น แม้แต่
ความรู้ความดีที่มีอยู่แล้วก็ให้เฝูารักษาไว้ให้ดี พ่ึงตนเองได้ทาง
เศรษฐกจิ
1.3 มสี ถานภาพดีเปน๐ ทย่ี อมรบั นบั ถือในสงั คม
1.4 มีครอบครัวผาสุก ทําวงศ์ตระกูลให้เป๐นท่ีนับถือท้ัง
4 น้ี พึงให้เกิดมีโดยธรรม และใช้ให้เป๐นประโยชน์ ท้ังแก่ตนและ
ผ้อู น่ื
ข้นั ที่ 2 สมั ปรายกิ ัตถะ จดุ หมายขั้นเลยตาเหน็ หรอื
ประโยชนเ์ บ้ืองหน้า
2.1 ความอบอุ่นซาบซ้ึงสขุ ใจ ไม่อ้างวา้ งเล่ือนลอยมี
หลักยึดเหนยี่ วใจให้เข้มแขง็ ดว้ ยศรทั ธา
2.2 มีความภูมใิ จ ในชวี ิตสะอาด ทไ่ี ดป้ ระพฤติแตก่ าร
อันดีงาม ดว้ ยความสจุ รติ
2.3 มีความอ่ิมใจ ในชีวิตมคี ณุ คา่ ที่ได้ทาํ ประโยชน์
ตลอดมา ด้วยน้าํ ใจเสยี สละ
2.4 มีความแกลว้ กล้าม่ันใจ ทจ่ี ะแกไ้ ขป๎ญหา นําชีวติ
และภารกิจไปไดด้ ว้ ยปญ๎ ญา
2.5 มีความโลง่ จิตมน่ั ใจ มที ุนประกันภพใหม่ ดว้ ยได้
ทําไว้แต่กรรมทีด่ ี
ขั้นท่ี 3 ปรมัตถะ จุดหมายสงู สุด หรือ ประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ
104
3.1 ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผันผวน
ปรวนแปร ก็ไม่หว่ันไหว มีใจเกษมศานตม์ นั่ คง
3.2 ไม่ถูกความยึดติดถือมั่นบีบค้ันจิต ให้ผิดหวัง
โศกเศร้า มีจิตโลง่ โปรง่ เบาเป๐นอิสระ
3.3 สดช่ืน เบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ผ่องใสไร้
ทกุ ข์มีความสุขทแ่ี ท้
3.4 รู้เท่าทนั และทําการตรงตามเหตปุ ๎จจัย ชีวิตหมดจด
สดใส เปน๐ อยู่ด้วยปญ๎ ญา
ข. จดุ หมาย 3 ด้าน จดุ หมาย 3 ข้นั น้ี พงึ ปฏิบตั ิให้สําเร็จครบ
3 ดา้ น คือ
ด้านที่ 1 อัตตัตถะ จุดหมายเพ่ือตน หรือ ประโยชน์ตนคือ
ประโยชน์ 3 ข้ันข้างต้น ซ่ึงพึงทําให้เกิดข้ึนแก่ตนเอง หรือพัฒนา
ชวี ติ ของตนขนึ้ ไปให้ไดใ้ ห้ถึง
ด้านที่ 2 ปรัตถะ จุดหมายเพื่อผู้อื่น หรือ ประโยชน์ผู้อ่ืน
คือ ประโยชน์ 3 ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงช่วยเหลือผู้อ่ืนให้ได้ให้ถึงด้วย
การชักนาํ สนับสนนุ ให้เขาพัฒนาชีวติ ของตนขึ้นไปตามลําดับ
ด้านท่ี 3 อุภยัตถะ จุดหมายร่วมกัน หรือ ประโยชน์ท้ังสอง
ฝุาย คือ ประโยชน์สุขและความดีงามร่วมกันของชุมชนหรือสังคม
รวมทั้งสภาพแวดล้อมและป๎จจัยต่างๆ ซึ่งพึงช่วยกันสร้างสรรค์
บาํ รงุ รักษา เพอื่ เกื้อหนุนให้ท้ังตนและผู้อ่ืนก้าวไปสู่จุดหมาย 3 ข้ัน
ข้างต้น
อานสิ งสข์ องการสรา้ งความพรอ้ มในการฝกึ ตนเอง
การสร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง โดยอยู่ในถ่ินท่ี
เหมาะสม สร้างเสริมบุญมาดี ท้ังมีผลบุญแต่เก่าก่อนเพ่ิมพูนบุญ
ใหมใ่ นภายหลัง และการต้งั ตนไว้ชอบ มีอานิสงส์ ดังนี้
1. ได้รับความสขุ กาย สขุ ใจ เตม็ ท่ี เจริญก้าวหนา้ ท้ังทางโลก
และทางธรรม รู้พระสัทธรรม ได้ที่พึ่งอันสูงสุด คือ พระพุทธ พระ
ธรรม พระสงฆ์ มีโอกาสบําเพ็ญบญุ เตม็ ท่ีท้งั ทาน ศีล ภาวนา
105
2. มีป๎จจัยต่างๆ พร้อม เป๐นต้นเหตุแห่งความสุขทุกประการ
สามารถทําความดีใหม่ได้โดยง่าย มีจิตใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
อย่างสูงสุด เป๐นท่ีศรัทธาของคนทั่วไป เป๐นตัวอย่างท่ีดีแก่อนุชน
รุ่นหลัง
3. สามารถพ่ึงตนเองได้ สามารถตักตวงประโยชน์จากชีวิตได้
เต็มที่ เตรียมตัวไว้ดีแล้วก่อนตาย มีเสบียงติดตัวทั้งภพน้ี ภพหน้า มี
โอกาสเกดิ เป๐นมนษุ ยไ์ ด้ เปน๐ เทวดาได้ และเขา้ ถงึ นิพพานได้ง่าย
จากมงคลในการสร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง จําเป๐น
อย่างยิ่งท่ีจะต้องได้รับการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมสร้างความ
พร้อมในการฝึกตนเองสามารถทําความดีได้อย่างสะดวก เพื่อจะ
ได้ปรับปรุงตนเองได้อย่างดีย่ิงขึ้น โดยอยู่ในถิ่นท่ีเหมาะสม รู้จัก
เลือกและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้พอเหมาะแก่ตน เพราะจะช่วย
กระตุ้นให้เรามีความกระตือรือร้น และเป๐นป๎จจัยสําคัญที่จะ
สนับสนุนให้เราสามารถฝึกตนได้สะดวกก้าวหน้ายิ่งขึ้น จําเป๐นท่ี
ต้องอยู่ในสถานท่ีที่เหมาะสมในการพัฒนาตัวเองมีส่ิงแวดล้อมที่ดี
ให้เป๐นการสนับสนุนเอ้ืออํานวยให้สามารถทําความดี พัฒนา
ปรับปรุงตนเองได้อย่างสะดวกสบาย องค์ประกอบสําคัญอีก
ประการหนึ่ง เขาจะต้องมีบุญเก่าดีด้วย มีบุญวาสนาดี สร้างเสริม
บุญมาดี ทั้งผลบุญแต่เก่าก่อน และเพ่ิมพูนบุญใหม่ในภายหลัง ทํา
ให้เป๐นคนมีร่างกายแข็งแรง สติป๎ญญาเฉลียวฉลาด ทําการงาน
อะไรก็เจริญก้าวหน้าได้เร็วต้องสร้างความดีข้ามภพข้ามชาติมา
และหม่ันสร้างความดีในชาตินี้ ทําให้เป๐นผู้มีความพร้อมท้ังรูป
สมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ มีความคุ้นเคยกับการส่ังสมบุญ
อย่างไม่ขาด เป๐นผมู้ ีความพอใจในกุศลธรรม ทําให้สามารถต้ังตน
ไว้ในทางที่ชอบ การต้ังเปูาหมายชีวิตไว้ถูกต้อง สามารถสรุป
สาระสาํ คัญตามตารางดังน้ี
ตารางที่ 2 : การสรา้ งความพรอ้ มในการฝึกตนเอง
106
การสร้างความ สาระสําคัญ
พรอ้ มในการ
ฝึกตนเอง
มงคลที่ 4 สงิ่ แวดลอ้ มถนิ่ อนั สมควร
การอยูใ่ นถนิ่ ที่ 1. อาวาสเป๐นทส่ี บาย อยู่แลว้ สบาย สะอาด เดนิ ทางไป
เหมาะสม มาสะดวก
2. อาหารเปน๐ ท่สี บาย อาหารการกนิ อดุ มสมบูรณ์
มงคลที่ 5 3. บคุ คลเป๐นทส่ี บาย ทม่ี คี นดี จติ ใจโอบอ้อมอารี ถ้อยที
ความเป๐นผมู้ บี ุญ
วาสนามาก่อน ถ้อยอาศัย
4. ธรรมะเป๐นท่สี บาย มีทีพ่ ่งึ ดา้ นธรรมะ มีทฟี่ ๎งธรรม
คณุ สมบตั บิ ญุ
1. ทาํ ให้กาย วาจา และใจ สะอาดได้
2. นาํ มาซงึ่ ความสุข
3. ติดตามไปได้ บุญจะตดิ ตวั เราไปไดต้ ลอดจนถงึ ชาติ
หนา้
4. เป๐นของเฉพาะตน ขอยืมหรือแบ่งกันไม่ได้ ทาํ เองได้
เอง
5. เป๐นท่มี าของโภคทรัพยท์ ัง้ หลาย ผลของบญุ จะ
บันดาลใหเ้ กดิ ขึน้ ไดเ้ อง
6. ใหม้ นษุ ย์สมบัติ ทิพย์สมบตั ิ และนิพพานสมบตั แิ ก่เรา
ได้
7. เปน๐ ปจ๎ จยั ใหถ้ งึ ซง่ึ นิพพาน ให้บรรลถุ ึงนพิ พานได้
เร็วข้นึ เม่อื ปฏบิ ัติ
8. เปน๐ เกราะปูองกนั ภยั ในวฏั สงสาร
วธิ กี ารทาํ บญุ
1. การทาํ ทาน
2. การรกั ษาศีล
3. การเจรญิ ภาวนา
มงคลที่ 6 การตงั้ ตนชอบ
การต้งั ตนไว้ 1. การดําเนนิ ชีวติ อยา่ งมีเปาู หมาย
2. มคี วามถูกต้องและสุจรติ
ชอบ 3. อยใู่ นสมั มาอาชีพ
4. มแี ผนการทจ่ี ะไปให้ถงึ จุดหมายน้นั ดว้ ยความไม่
107
ประมาท
5. มกี ารเตรยี มพรอ้ มและมคี วามอดทนไม่ละทิ้ง
กลางคนั
108
“ตน้ โพธิต์ ้นไทร หากปลกู ไว้ในกระถาง ถึงจะไม่ตาย
ก็ต้องกลายเป๐นไมแ้ คระแกร็น แต่ถ้านําไปปลูก ในท่ีดินดี มี
บริเวณกว้างขวาง นํ้าท่าอุดมสมบูรณ์ ก็โตวันโตคืน
กลายเปน๐ ตน้ ไม้ใหญ่ แผก่ ิ่งก้านสาขาเตม็ ท่ี
เช่นกัน คนเราหากตกอยู่ในส่ิงแวดล้อมท่ีเลวถึงจะมี
ความรู้ความสามารถ ก็ยากที่จะเอาดีได้ แต่ถ้าอยู่ในถ่ินที่
เ ห ม า ะ ส ม แ ล้ ว ก็ ส า ม า ร ถ ส ร้ า ง ค ว า ม เ จ ริ ญ ก้ า ว ห น้ า ไ ด้
โดยงา่ ย”
พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
109
การฝกึ ตนใหเ้ ป๐นคนมีประโยชน์
เทวดาเอ๋ย เจา้ จงถอื ว่า พาหุสจั จะ ศิลปะ วินัยที่
ศกึ ษาดีแลว้ และวาจาสภุ าษิต 4 อย่างนี้ เป๐นมงคล
อนั สงู สดุ
110
การฝกึ ตนใหเ้ ปน๐ คนมปี ระโยชน์
พาหุสจฺจ ฺจ สิปปฺ ฺจ วินโย จ สุสกิ ฺขโิ ต
สภุ าสิตา จ ยา วาจา เอตมมฺ งคฺ ลมุตฺตมํ
พาหสุ ัจจะ ศลิ ปะ วินัยท่ีศึกษา
ดีแล้ว
และวาจาสุภาสติ น้ี เ ป๐ น อุ ด ม
มงคล
การฝึกตนให้เป๐นคนมีประโยชน์ หลังจากสามารถดูแล
ตนเองได้แล้ว พึงบําเพ็ญประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและสังคมได้เต็มท่ี
โดยฝึกตนเองให้เป๐นพหูสูต รู้จักใฝุหาความรู้ ฝึกตัวเองให้ศิลปะ
ทําได้ทําเป๐น ฝึกให้เป๐นคนมีวินัย เคารพกฎระเบียบ รู้จักควบคุม
ตนเองให้นําความรู้ความสามารถ รวมทั้งฝึกตัวเองให้มีวาจา
สุภาษิต มงคลกลุ่มนี้เป๐นหลักการของ ความฉลาดรู้ รู้จักใฝุหา
ความรู้ ฉลาดทํา สามารถนําเอาความรู้มาใช้ได้จริงๆ ฉลาดใช้
รู้จักควบคุมตนเองให้นําความรู้ความสามารถไปใช้ในทางที่ถูก
และฉลาดพดู รูจ้ กั ควบคุมวาจา
ความเปน๐ พหสู ตู
ความเป๐นผู้มสี ุตะมาก ชื่อ พาหสุ ัจจะ ไดแ้ ก่ ความเปน๐ ผูฉ้ ลาด
ในกจิ น้นั ๆ อันเกดิ ขนึ้ เพราะเรยี นบ้าง เพราะฟ๎งบา้ ง ซึง่ พระพทุ ธ
วจนะหรือศิลปะภายนอกพระพทุ ธศาสนา (มงคฺ ล.1/116/135)
พหูสูต หมายถึง ผู้ท่ีมีความรอบรู้ หรือพูดสั้นๆ ว่า “ฉลาดรู้”
ความเป๐นผู้ฉลาดรู้ คือเป๐นผู้ที่รู้จักเลือกเรียนในส่ิงท่ีควรรู้ เป๐นผู้ท่ี
ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก ได้ยินได้ฟ๎งได้อ่านมามาก ซึ่งคุณสมบัติ
เหล่านี้เป๐นต้นเหตุแห่งป๎ญญา ทําให้เกิดความรู้สําหรับบริหารงาน
111
ชีวิต และเป๐นกุญแจไขไปสู่ลาภ ยศ สรรเสริญ และทุกส่ิงท่ีเรา
ปรารถนา (กองวชิ าการ : 2550 : 52)
ความเป๐นพหูสูต คือ เป๐นผู้ท่ีฟ๎งมาก เล่าเรียนมาก เป๐นผู้รอบ
รู้โดยมลี กั ษณะ (ธรรมะไทย : ออนไลน)์ ดงั น้ีคอื
1 รู้ลึก คือ การรู้ในส่ิงน้ันๆ เรื่องน้ันๆ อย่างหมดจดทุกแง่ทุก
มุม อย่างมีเหตุมีผล รู้ถึงสาเหตุจนเรียกว่า ความชํานาญ เฉกเช่น
ครูบาอาจารย์มีความชํานาญในการสอนหนังสือ พระสงฆ์มีความ
ชํานาญในการสวดมนต์ นักการเมืองมีความชํานาญในการเมือง
การปกครอง ชาวนามีความชํานาญในการทาํ ไร่ ไถนา
2 รู้รอบ คือ การรู้จักช่างสังเกตในส่ิงต่างๆ รอบตัว เฉกเช่น
เหตุการณ์แวดล้อมเช่นน้ี สภาพแวดล้อมเช่นน้ี บุคคลเช่นน้ี สัตว์
เล้ียงพันธุ์น้ี โรงเรียนนี้ มีสภาพการณ์อย่างไร ควรดําเนินการ
อยา่ งไร ควรปฏบิ ัตติ ่อสงิ่ น้ันอย่างไร มผี ลกระทบต่อเราอย่างไร
3 รู้กว้าง คือ การรู้ในส่ิงใกล้เคียงกับเรื่องนั้นๆ ท่ีเก่ียวข้อง
กัน สัมพันธ์กัน มีลักษณะคล้ายกับความรู้รอบแต่มีความหมาย
ละเอียดกัน ถ้ากล่าวถึงชีวิตมนุษย์ มนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ควร
ดําเนินชีวิตอย่างไร ตายแล้วไปไหน รู้ครบวงจร มาอย่างไร อยู่
อย่างไร จะกลับไปอยา่ งไร
4 รู้ไกล คือ การศึกษาถึงความเป๐นไปได้ ผลในอนาคตอัน
ใกล้และไกล มีวิสัยทัศน์ มีกระบวนทัศน์ท่ีกว้างไกล เรียนสายศิลป์
จะประกอบอาชีพอะไร เรียนสายวิทย์ จะประกอบอาชีพอะไร เป๐น
หมอ เป๐นทหาร ตํารวจ ครู พ่อค้า จะส่งผลต่อความเป๐นอยู่แก่
ตนเองอยา่ งไร
หลังจากการพัฒนาตัวเองสู่ความเป๐นพหูสูตแล้ว ทําให้
คุณลักษณะของความเป๐นผู้ทรงองค์แห่งความรู้ปรากฏชัดข้ึน ซ่ึง
ท่านได้จัดระดับความเป๐นพหูสูตไว้ (กองวิชาการ : 2550 : 53)
ดงั น้ี
112
ขั้นท่ี 1 พหุสฺสตา ฟ๎งมาก เรียนมาก ท่องมาก รวบรวมข้อมูล
ได้มาก ขั้นน้ีเป๐นการศึกษาเล่าเรียนจากข้อมูลต่างๆ จากอาจารย์
จากตํารา การใฝหุ าความรู้ต่างๆ ขนั้ น้ที กุ คนสามารถทําได้ ซ่ึงเป๐น
ความรู้ที่เกิดจากภายนอก เป๐นองค์ความรู้ที่ยังไม่ได้นําไ ป
ประยกุ ตใ์ ช้ หรือยงั นาํ ไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อน่ื
ข้นั ท่ี 2 ธตา จาํ ได้ จาํ สาระสําคัญให้ได้ว่าส่ิงไหนท่ีควรจะจํา
เมื่ออ่านหนังสือจบเล่มหน่ึงๆ ต้องจับประเด็นหลักให้ได้ แล้วนํา
ความจําประเด็กหลักๆ มาขยายความได้ ซ่ึงเป๐นองค์ความรู้ท่ีเกิด
จากการได้เรียนรู้แล้วนํามาพินิจพิจารณาวิเคราะห์ ประมวลผล
สรปุ ความ
ขัน้ ท่ี 3 วาจา ปรจิ ิตา ท่องให้คลอ่ งปาก คอื ตอ้ งทอ่ งใหค้ ล่อง
ปาก จนสามารถจําได้ ไม่ว่าจะเป๐นคําสุภาษิต คติ หรือพุทธวจนะ
เมื่อต้องการสามารถหยิบมาใช้ได้ทันที จําได้คล่องปาก ดังเช่น
ท่องเบญจศีล เบญจธรรม ได้ แต่อาจจะไม่เข้าใจความหมายอย่าง
ลกึ ซง้ึ ไดเ้ ท่าทคี่ วร
ข้ันที่ 4 มนสานุเปกฺขิตา เพ่งให้ขึ้นใจจนสามารถสร้าง
ภาพพจน์ขึ้นในใจ เป๐นวิธีการสร้างภาพในใจ จนกระท่ังมองเห็น
ว่าข้อความนั้นๆ อยู่บรรทัดเท่านั้น หน้านั้นได้ นึกเม่ือไร สามารถ
บอกได้ทันทีทันใด คล้ายๆ เลขคณิตคิดในใจ ไม่จําเป๐นต้องขีด
เขียน
ขั้นที่ 5 ทิฎฺฐิยา สุปฎิวิทฺธา ขบให้แตก ด้วยทฤษฎี หมายถึง
สิ่งที่เรียนจํามาแล้ว สิ่งที่ท่องจนคล่องปากแล้ว สิ่งที่คิดในใจ วาด
ภาพออกมาชัดเจนแล้ว ส่ิงเหล่าน้ีจะต้องนํามาขบมาคิดตีให้แตก
แล้วสามารถนํามาสรุปเป๐นแนวคิดของตัวเองได้ นําไปประยุกต์ใช้
ได้ ภาษาการศึกษาเรียกว่าได้ข้อสรุปรวบยอด แล้วนํามาประยุกต์
ใชไ้ ด้ทันที โดยไมจ่ าํ เปน๐ ตอ้ งหาเหตุผลอีก
ความเปน๐ พหูสตู ของบรรพชติ
113
ค ว า ม เ ป๐ น พ หู สู ต ข อ ง บ ร ร พ ชิ ต ไ ด้ แ ก่ ค ว า ม ร อ บ รู้
พระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับคําส่ังสอน ดังข้อความ
ว่า ความเป๐นผู้ทรงจําคําสอนของพระศาสดา ที่พระพุทธองค์ทรง
พรรณนาไว้ในอุรุเวลสูตร เป๐นต้น โดยนัยเป๐นอาทิอย่างนี้ว่า “ภิกษุ
เป๐นพหูสูต ทรงสุตะ มีสุตะเป๐นท่ีส่ังสม” ดังน้ี ช่ือว่าพาหุสัจจะ (มงฺ
คล.1/116/135) คือ พระภิกษุผู้เรียนรู้ รอบรู้ใน
ภิ ก ษุ เ ป๐ น พ หู สู ต
นวังคสัตถศุ าสน์ 9 ประการ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุ
ทานะ อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ทั้งอักขระเบื้องต้น
และเบื้องปลายแหง่ บาลีและอนสุ นธิ
ภิกษุทรงสุตะ คือ พระภิกษุเป๐นผู้รองรับสุตะ อันเป๐นพระ
ปริยัติธรรมที่ผู้มีความต้องการด้วยการออกจากวัฏฏทุกข์ควรฟ๎ง
ควรทําความเข้าใจ ถ้าเรียนพระพุทธวจนะแล้ว เลือนหายไป จํา
ไม่ได้ ไมค่ งอยู่ ประดจุ นา้ํ ในหม้อทะลุ ไมอ่ าจจะกลา่ วหรือบอกสูตร
หรอื ชาดกอย่างหนง่ึ ในท่ามกลางหม่คู ณะได้ หาชื่อวา่ ผู้ทรงสุตะไม่
ส่วนพระพุทธวจนะท่ีภิกษุใดเรียนแล้ว ย่อมเป๐นอย่างเวลาท่ีตน
เรียนมาแล้ว เม่ือไม่ทําการสาธยายตั้ง 10 ปี ตั้ง 20 ปี ก็ไม่เลือน
หาย ไดช้ ือ่ วา่ ผทู้ รงสุตะ
ภิกษุมีสุตะเป๐นท่ีส่ังสม คือ ภิกษุผู้สั่งสมสุตะ ภิกษุรูปใดส่ัง
สมสุตะไว้ในตู้คือหทัย ย่อมคงอยู่ ประดุจรอยจารึกท่ีศิลา และดุจ
มันเหลวราสีห์ท่ีเขาใส่ไว้ในหม้อทองคํา ภิกษุรูปนั้น สุตะมีบทๆ
เดียว ไม่ตกหล่นไปแม้อักษรเดียวสั่งสมอยู่ ชื่อว่าผู้มีสุตะเป๐นที่สั่ง
สม
บุคคลผเู้ ป๐นพหูสตู เขา้ ถงึ โดยสุตะ พระศาสดาทรงสรรเสริญ
ดงั ที่ตรัสไวใ้ นอัปป๎สสุตสูตร ในปฐมป๎ณณาสก์ (องฺจตุกฺก21/6/8-
9) วา่
“ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกเหล่าน้ี มีปรากฏอยู่ในโลก
บุคคล 4 จําพวกเป๐นไฉน ? คือ บุคคลมีสุตะน้อย ท้ังไม่เข้าถึงโดย
114
สุตะ บุคคลมีสุตะน้อย แต่เข้าถึงโดยสุตะ บุคคลมีสุตะมาก แต่ไม่
เข้าถงึ โดยสตุ ะ บคุ คลมสี ุตะมาก ทัง้ เขา้ ถงึ โดยสุตะ
ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป๐นผู้มีสุตะน้อย ท้ังไม่เข้าถึงโดยสุ
ตะ เป๐นอย่างไร ? ภิกษุท้ังหลาย สุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยา
กรณะ คาถา อุทานะ อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ของ
บุคคลบางคนในศาสนาน้ี มีน้อย เขาหาเป๐นผู้รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ท่ัวถึง
ธรรม แห่งสุตะอันน้อยน่ันแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่
อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป๐นผู้มีสุตะน้อย ทั้งไม่เข้าถึงโดสุ
ตะ
ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป๐นผู้มีสุตะน้อย แต่เข้าถึงโดยสุตะ
เป๐นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย สุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ
คาถา อุทานะ อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ของบุคคล
บางคนในศาสนานี้ มีน้อย แต่เขาเป๐นผู้รู้ท่ัวถึงอรรถ รู้ท่ัวถึงธรรม
แห่งสุตะน้อยน้ันแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อย่างน้ีแล ภิกษุ
ท้งั หลาย บคุ คล เปน๐ ผมู้ สี ุตะน้อย แตเ่ ขา้ ถึงโดยสุตะ
ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป๐นผู้มีสุตะมาก แต่ไม่เข้าถึงโดยสุ
ตะ เป๐นอย่างไร ? ภิกษุทั้งหลาย สุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยา
กรณะ คาถา อุทานะ อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ของ
บุคคลบางคนในศาสนานี้ มีมาก แต่เขาหาเป๐นผู้รู้ทั่วถึงอรรถ รู้
ท่ัวถึงธรรม แห่งสุตะมากน้ันแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่
อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป๐นผู้มีสุตะมาก แต่ไม่เข้าถึงโดยสุ
ตะ
ภิกษุทังหลาย ก็บุคคลเป๐นผู้มีสุตะมาก ทั้งเข้าถึงโดยสุตะ
เป๐นอย่างไร ? ภิกษุท้ังหลาย สุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ
คาถา อุทานะ อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ของบุคคล
บางคนในศาสนาน้ี มีมาก ทั้งเขาก็เป๐นผู้รู้ท่ัวถึงอรรถ รู้ท่ัวถึงธรรม
แหง่ สตุ ะมากน้นั แลว้ ปฏิบตั ิธรรมสมควรแกธ่ รรม
115
อย่างน้ีแล ภิกษุท้ังหลาย บุคคลเป๐นผู้มีสุตะมาก ท้ังเขาถึง
โดยสุตะ ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จําพวกเหล่าน้ีแล มีปรากฏอยู่ใน
โลก”
“ถ้าบคุ คลแมม้ ีสตุ ะนอ้ ย ท้ังไมต่ ัง้ มน่ั อยู่ ในศีล
บัณฑิตท้ังหลายย่อมตเิ ตียนเขาโดยสว่ นสอง คือ ทั้งโดย
ศีลทง้ั โดยสตุ ะ
ถา้ บุคคลแม้มสี ุตะน้อย แต่ตง้ั ม่ันดอี ยู่ในศีล บณั ฑติ
ท้ังหลายย่อมสรรเสรญิ เขาโดยศลี แตส่ ุตะของเขาหาถงึ
พร้อมไม่
ถา้ บคุ คลแม้มสี ุตะมาก แต่ไมต่ ัง้ มนั่ อยใู่ นศลี บณั ฑติ
ทั้งหลายย่อมติเตียนเขาโดยศีล แต่สุตะของเขาย่อมถึง
พรอ้ ม
ถ้าบุคคลแม้มสี ุตะมาก ท้ังตง้ั มนั่ อยู่ในศลี บัณฑิต
ทั้งหลายย่อม สรรเสริญเขาโดยสว่ นสอง คือ ทง้ั โดยศลี
ทง้ั โดยสุตะ
ใครเลา่ ควรจะติเตียนบคุ คลผมู้ ีสุตะมาก ผูท้ รงธรรม
มีป๎ญญา เปน๐ พุทธสาวก ผเู้ ปน๐ ดังแท่งทองชมพูนุทน้ันได้
แม้เหล่าเทพเจ้าก็ชมเขา ถึงพรหมก็สรรเสริญ”
แม้พระอานนทเถระ อาศัยความท่ีตนเป๐นพหูสูต อันองค์พระ
ศาสดาก็ทรงสรรเสริญว่า “ภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป๐นยอดของภิกษุ
สาวกทง้ั หลายของเราผู้เปน๐ พหสู ตู ” (20/149/32) ภิกษุผู้เป๐นพหูสูต
ย่อมเป๐นผู้มีลาภเกิดขึ้นโดยไม่ยาก ดังพราหมณผู้บูชาภิกษุผูพหู
สุตมีคิดวา “การบูชาพระพุทธรัตนะและพระสังฆรัตนะก็ปรากฏอยู
ธรรมรัตนะจะบูชาอยางไรหนอ” จึงเขาไปเฝาพระศาสดาทูลถาม
เนื้อความน้ันพระศาสดาตรัสวาถาทานปรารถนาจะบูชาพระธรรม
รัตนะก็จงบูชาภิกษุผูเปนพหูสูตรูปหน่ึงเถิด พราหมณเขาไปหา
ภิกษุสงฆ ได ทราบความว า พระอานนท เถระคือผู เป นพหูสูต
พราหมณจงึ บูชาพระเถระดวยจีวรอันมีราคาพนั หนงึ่
116
พาหุสัจจะของพหูสูตบุคคล ชื่อว่าเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุ
แห่งอิฏฐผล มีการสรรเสริญเป๐นต้น และช่ือว่าเป๐นมงคล แม้เพราะ
เหตุแห่งการละอกุศล และการบรรลุกุศล ดังที่พระพุทธองค์ตรัสใน
นคโรปมสตู ร (องฺสตตฺ ก23/64/111) ไว้ว่า
“ภิกษทุ ้ังหลาย ก็อริยสาวกผู้สดับแล้วแล ย่อมละอกุศลเสียได้
ทํากุศลให้เจริญ ย่อมละกรรมอันมีโทษเสีย ทํากรรมไม่มีโทษให้
เจรญิ บรหิ ารตนให้หมดจด”
พาหุสัจจะ ชื่อว่าเป๐นมงคล แม้เพราะเป๐นเหตุแห่งการทําให้
แจ้งซึ่งปรมัตถสัจโดยลําดับ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในจังกีสูตร
(มม 13/657/605) วา่
“กุลบุตรผู้เกิดศรัทธาแล้ว ย่อมเข้าไปหาบัณฑิต คร้ันเข้าไป
หาแล้ว ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนงั่ ใกล้ ย่อมเงยี่ โสต เงยี่ โสตแล้ว ย่อมสดับ
ธรรม คร้ังสดับแล้ว ย่อมทรงธรรมไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่ง
ธรรมท่ีทรงไว้แล้ว เมื่อเขาพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรม ท้ังหลาย
ย่อมทนซึ่งความเพ่งพินิจ เม่ือความทนซ่ึงความเพ่งพินิจแห่งธรรม
มีอยู่ ความพอใจย่อมเกิด เขาเกิดความพอใจแล้วย่อมอุตสาหะ
ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง คร้ันไตร่ตรองแล้ว ย่อมต้ังความ
เพียร เขาเป๐นผู้มีตนตั้งความเพียรแล้ว ย่อมทําปรมัตถสัจให้แจ้ง
ด้วยกาย และย่อมเห็นแจ้ง แทงตลอดปรมตั ถสัจน้นั ดว้ ยปญ๎ ญา”
ความเปน๐ พหสู ตู ของคฤหสั ถ์
ส่วนความเป๐นพหูสูตของคฤหัสถ์ คือ ความเป๐นผู้ฉลาดของ
เหล่าคฤหัสถ์ ซ่ึงเกิดข้ึนเพราะฟ๎งหรือเรียนศิลปะภายนอกพาหุ
สจั จะใดไม่มีโทษ พาหสุ ัจจะนนั้ ก็จัดเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุนํามา
ซ่ึงประโยชน์สุขท้ังโลกน้ีและโลกหน้า (มงฺคล.1/125/142) ดังเช่น
เสนกบัณฑิตเม่ือเรียนศิลปะจบแลว ไดรับสถาปนาเปนอํามาตย
ของพระราชา คร้ังนั้น พราหมณ ชราคนหน่ึงมีภรรยาสาวท่ีมัก
ประพฤตินอกใจ วันหนึ่ง ภรรยาสาวออกอุบายอยากได ทาสมา
117
รับใช และให พราหมณ ไปหาเงิน เพื่อตนเองจะได ประพฤติ
มิจฉาจาร พราหมณเดินทางไปหาทรัพยระหวางทางกลับบาน ได
พักในสถานท่ีใกลแหล่งนํ้า นั่งกินขาวตูแลวลงไปดื่มน้ําไมได ผูก
ปากถุง งูเหาไดกล่ินขาวตูจึงเลื้อยเขาไปกินข้าวตู พราหมณกลับ
ข้นึ มาไมไดดจู งึ ผูกปากถงุ แลวแบกข้ึนบา รุกขเทวดาตนหน่ึงกลาว
ข้ึนวา ถาหยุดพักระหวางทางก็จะตาย ถาไปถึงท่ีบานภรรยาจะ
ตาย พราหมณไมเห็นเทวดาไดยินแตเสียงจึงเดินรองไห ถึงประตู
เมืองพาราณสีในวันอุโบสถ เสนกบัณฑิตซ่ึงกําลังแสดงธรรมอยู่
เห็นพราหมณรองไหอยูจึงชวยแกปญหาใหพราหมณรอดพนจา
กมรณภัย อันเป๐นสําคัญประการหนึ่งท่ีได้บําเพ็ญปรมัตถบารมีให้
บริบูรณ์ ด้วยการเปล้ืองพราหมณ์จากทุกข์ ด้วยเหตุน้ัน พระพุทธ
องค์จึงตรัสไว้ในจริยาปฎิ ก (อัฏฐสาลินี 46/114)
“เราเมื่อพิจารณาด้วยป๎ญญา จึงเปลือ้ งพราหมณ์
จากทุกขไ์ ด้ ผอู้ น่ื ท่ีจะเสมอกบั เราด้วยป๎ญญา ไม่มี นี้เป๐น
ปญ๎ ญาบารมีของเรา”
การแก้ป๎ญหาต่างๆ ของพระพุทธองค์ หาใช่กําลังแห่งชาติ
ไมเ่ ลย หาใช่กําลังแห่งโคตร สกลุ ประเทศ ยศและทรัพย์ไม่ แต่ใช้
กําลังของป๎ญญาในการแก้ป๎ญหา เพราะว่า บุรุษผู้มีป๎ญญา เจริญ
วิป๎สสนาแล้ว ย่อมเปิดประตูคืออริยมรรค เข้าสู่นคร คือพระ
นิพพานได้ ย่อมแทงตลอดสาวกบารมีญาณบ้าง ป๎จเจกสัมโพธิ
ญาณบ้าง สัมมาสัมโพธิญาณบ้าง จริงอยู่ บรรดาธรรมที่ทําให้ผู้
ปฏิบัติบรรลุพระนิพพาน ป๎ญญาเท่านั้นประเสริฐสุด ธรรมท่ีเหลือ
ล้วนเปน๐ บรวิ ารของป๎ญญา (มงคฺ ล.1/126/147) ดงั ท่ีสรภงั คศาสดา
เมื่อถูกทา้ วสักกะจอมแหง่ เทพดาถามวา่
“ทา่ นผู้ฉลาดทัง้ หลายกล่าว ศีล สิริ ธรรมของ
สตั บรุ ษุ และป๎ญญา วา่ อะไร ประเสรฐิ กวา่ กนั ?”
จึงได้ตอบไปว่า
118
“ท่านผ้ฉู ลาดท้ังหลาย กล่าววา่ ป๎ญญาแล ประเสริฐ
สดุ ดจุ พระจนั ทร์ ประเสรฐิ ล้าํ ดาราทั้งหลาย ศลี สริ ิ และ
ธรรมของสัตบรุ ุษ ยอ่ มเปน๐ ไปตามผู้มีป๎ญญา”
เสนกบณั ฑิตประสบความสําเสรจ็ ประโยชน์ในโลกนี้
กล่าวคอื ตาํ แหน่งอมาตย์เป๐นต้นแลว้ ไดท้ าํ สิง่ ท่ีเป๐นเหตุนํามาซ่ึง
ประโยชนใ์ นโลกหน้าด้วยการแสดงธรรมแกพ่ วกมนษุ ย์ และดว้ ย
การเปลอื้ งพราหมณจ์ ากทุกข์เพราะตนเป๐นพหูสูต
การมศี ลิ ปะ
ความเป๐นผู้ฉลาดในหัตถกรรมมี 2 อย่าง คอื ศลิ ปะของ
บรรพชิตและคฤหัสถ์ ชื่อว่าศิลปะ
ความเปน๐ ผ้ฉู ลาดในหตั ถกรรม อย่างใดอย่างหน่ึง ชื่อว่า
ศิลปะ เพราะอรรถว่า อนั บคุ คลต้องศึกษาดว้ ยอบุ ายนน้ั ๆ
ศิลปะ คือ ส่ิงท่ีแสดงออกถึงความงดงาม และมีความสุนทรีย์
โดยลักษณะของมันมีความประณีต ทําให้ของดูมีค่ามากข้ึน ให้
เกดิ ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ทาํ ใหเ้ กิดกามกาํ เริบ ไม่ทําให้เกิดความ
พยาบาท และไม่ทําให้เกิดความเบียดเบียน (ศาลาธรรม:
ออนไลน)์ การมศี ิลปะของมนุษย์สามารถแสดงออกในการยืน การ
เดิน การน่ัง การนอน การกิน การด่ืม การทํา การพูด การคิด
อย่างสร้างสรรค์ มีแบบแผนทดี่ ี มปี ระโยชน์ ได้ดังน้ี
1 ศลิ ปะทางกาย คือ การแสดงออกทางกายทสี่ ามารถปรากฏ
เห็นได้ สังเกตได้ สัมผัสแตะต้องได้ เช่น ช่างป๒๎น ช่างวาด ช่าง
ออกแบบ ช่างเขียน หรือว่า อาชีพอ่ืนๆ ไม่ว่าจะเป๐นหมอ พยาบาล
ครูบาอาจารย์ ดารานักแสดง นางแบบ ชาวไร่ ชาวนา แม้แต่การ
ชงชา ชงกาแฟ การแต่งกาย ผู้ที่มีศิลปะจะแสดงออกจะทําอะไร
อย่างรู้เห็นคุณค่า มีความประณีตบรรจงมีผลงานออกมาอย่าง
ทรงคุณค่า กจ็ ัดเป๐นศิลปะทั้งสิ้น
119
2 ศิลปะทางวาจา คือ การแสดงออกทางการพูด ฉลาดใน
การพูด มีวาทศิลป์ รู้จักเลือกพูด บุคคลท่ีมีศิลปะด้านน้ีจะพูดดี มี
ประโยชน์ มีความไพเราะให้สาระความรู้ต่อผู้ฟ๎ง ไม่พูดโกหก
หลอกลวง พูดเห็นแก่ได้ฝุายเดียวหากแต่พูดจากใจจริง มีความ
รับผิดชอบต่อคําพูดมาก พูดอย่างไรทําอย่างน้ัน พูดแล้วรักษา
คาํ พูด สามารถยกใจของผพู้ ดู และผฟู้ ๎งให้สงู ขนึ้ ได้
3 ศิลปะทางใจ คือ การแสดงออกทางความคิด เป๐นคนคิดดี
คิ ด ส ร้ า ง ส ร ร ค์ คิ ด ร อ บ ค อ บ ร อ บ ด้ า น ค ว บ คุ ม ค ว า ม คิ ด
สติสัมปชัญญะได้ดี เป๐นคนคิดในทางบวก ไม่คิดร้ายทําลายใคร
สามารถควบคุมความคิดให้คิดไปในทางที่ดี คิดในทางสร้างสรรค์
คิดในทางท่ียกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึง คิดเป๐น พูดเป๐น
ทาํ เป๐น
ศิลปะของบรรพชติ
ศิลปะของบรรพชิต ได้แก่ การตกแต่งสมณบริขาร มีการกะ
และเย็บจีวรเป๐นต้น ดังพระพุทธองค์ตรัสในสัตตมสูตร (องฺทสก
24/17/26) ไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนาน้ี เป๐นผู้ขยันไม่
เกียจคร้าน ในการงานอะไรท่ีจะพึงช่วยกันทํา ทั้งสูงท้ังตํ่า ของ
เพื่อนพรหมจารีด้วยกัน ประกอบพร้อมด้วยป๎ญญาเครื่องสอบสวน
อันเป๐นอุบายในการงานท่ีจะพึงช่วยกันทําน้ัน อาจทํา อาจจัดได้
ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุเป๐นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน ในการงานอะไรที่จะ
พึงช่วยกันทํา ท้ังสูงท้ังตํ่าของเพื่อนพรหมจารีด้วยกัน ประกอบ
พร้อมด้วยป๎ญญาเครื่องสอบสวน อันเป๐นอุบายในการงานท่ีจะพึง
ช่วยกนั ทาํ น้นั อาจทาํ อาจจดั ได้ แมใ้ ด ธรรมแมน้ ี้ ช่ือวา่ นาถกรณ
ธรรม”
การงานเป๐นต้นอย่างน้ี คือ การทํา การย้อมจีวร การฉาบทา
โบกปูนขาวพระเจดีย์ การทํางานในอุโบสถ เรือนพระเจดีย์ และ
120
เรือนต้นโพธิชื่อว่าการงานใหญ่ ส่วนการงานเล็กน้อย มีการล้าง
และทาเทา้ นวดเท้าเปน๐ ตน้ ช่อื ว่า การงานเล็ก (มโน.ปู 3/365)
ศิลปะของบรรพชิตน้ัน พระพุทธองค์ตรัสว่าเป๐นมงคล เพราะ
นํามาซ่ึงประโยชน์สุขในโลกท้ัง 2 ทั้งแก่ตนทั้งแก่คนเหล่าอ่ืน (มงฺ
คล.1/130/150) ดงั เชน่ พระอานนท มีความฉลาดในหัตถกรรมได
ออกแบบจวี รตามลักษณะของนาแควนมคธ ไดรับคําสรรเสริญจาก
พระศาสดาและภิกษุทั้งหลายโดยทั่วกันดังปรากฏความในวินัย
ปฎิ ก มหาวรรค (ว.ิ มหา.5/149/202) วา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป๐นคนฉลาด อานนท์ ได้ซาบซ้ึง
ถึงเนื้อความแห่งถ้อยคําท่ีเรากล่าวย่อได้โดยกว้างขวาง อานนท์
ทําผ้ากุสิก็ได้ ทําผ้าช่ืออัฑฒกุสิก็ได้ ทําผ้าชื่อมณฑลก็ได้ ทําผ้า
ช่ืออฑั ฒมณฑลก็ได้ ทาํ ผ้าชือ่ ววิ ัฏฏะก็ได้ ทําผ้าชื่อ อนุวิวัฏฏะก็ได้
ทําผ้าชื่อคีเวยยกะก็ได้ ทําผ้าช่ือชังเฆยยกะก็ได้ และทําผ้าชื่อพา
หันตะก็ได้ จีวรจักเป๐นผ้าท่ีตัดแล้ว เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควร
แก่สมณะ และพวกศัตรูไม่ต้องการ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
ผ้าสังฆาฏิตัด ผ้าอตุ ราสงค์ตัด ผา้ อนั ตรวาสกตัด”
จีวรท้ัง 3 ผืนภิกษุควรตัด ถ้าเมื่อตัดจีวร 3 ผืนผ้าไม่พอ ก็
ควรตัดแต่ 2 ผืน แม้เม่ือตัด 2 ผืน ก็ยังไม่พอ ควรตัดผืนเดียว แม้
เม่ือตัดผืนเดียว ก็ยังไม่พออีกก็ควรติดผ้าเพลาะปรับอาบัติแก่ภิกษุ
ท่ีไม่ตัดว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ติด แม้ผ้าเพลาะ ภิกษุ
ท้ังหลาย ก็จีวรที่ไม่ได้ตัดทุกผืน ภิกษุไม่พึงทรง ภิกษุใดขืนทรง
ภิกษุนั้นต้องทุกกฎ” (วิมหา5/149/219) และทรงอนุญาตผ้า 2 ช้ัน
ไวว้ ่า
“ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิ 2 ช้ัน อุตตราสงค์ชั้น
เดียว อันตรวาสกช้ันเดียวแห่งผ้าใหม่ (และผ้า) ท่ีควรนับว่าใหม่
สงั ฆาฏิ 4 ชน้ั อตุ ตราสงค์ 2 ช้นั อนั ตรวาสก 2 ชั้น แห่งผ้าท่ีเก็บไว้
ค้างฤดู (ผ้าเก่า) พึงทําอุตสาหะในผ้าบังสุกุลตามต้องการ พึงทํา
121
อุตสาหะในผ้าท่ีตกตามร้านตลาด ภิกษุทังหลาย เราอนุญาตผ้าปะ
ผา้ ชุน รังดมุ ลกู ดมุ ผ้าทาบทาํ ให้มน่ั คง”
ความเป๐นผู้ฉลาดในหัตถกรรม ท่ีประกอบในฐานอันสมควร
ย่อมนํามาซึ่งความสรรเสริญ นับเข้าในประโยชน์เกื้อกูลในโลกนี้
จงึ จัดเป๐นมงคล แต่ท่ีประกอบในฐานอันไม่สมควร หาเป๐นมงคลไม่
เพราะเป๐นเหตุนํามาซ่ึงความติเตียน (มงฺคล 1/135/153) เฉกเช่น
พระโลลุทายี คนละเอียด มีความสามารถทําจีวรเป๐นอย่างดี ได้ทํา
จีวรให้ภิกษุณีผู เป นภรรยาเก า ย้อมแล้วทํารูปภาพอันวิจิตร
ตระการตาไว้ตรงกลางซึ่งเป๐นรูปสตรีและบุรุษท่ีทําเมถุนธรรมค้าง
ให้ห่มตอนมารับการอบรมฟ๎งโอวาท สร้างความฮือฮาเป๐นอย่าง
มาก พระพุทธองค์ทรงติเตียนพระอุทายีโดยอเนกปริยาย แล้วทรง
บัญญัตจิ วี ร-สิพพนสิกขาบท ในภกิ ขุนวี คั ค์ (วิมหา2/447/288) วา่
“อนึ่ง ภิกษุใดเย็บเองก็ดีให้ผู้อื่นเย็บก็ดี ซ่ึงจีวรเพ่ือภิกษุณีผู้
มใิ ชญ่ าติ ภิกษนุ นั้ เปน๐ ปาจติ ตยี ”์
ศลิ ปะของคฤหัสถ์
ศิลปะของคฤหัสถ์ มีหลากหลาย การแสดงความสามารถ
เฉพาะตน ทาํ ใหเ้ กดิ รายไดเ้ พ่อื หาเลย้ี งตนเองและครอบครัว ถ้าใช้
ในทางท่ีควร ไม่เบียดเบียนผู้อ่ืน จัดเป๐นมงคล ถ้าเบียดเบียนผู้อื่น
หรอื สร้างความเสยี หายแก่สภาพแวดล้อม ไม่จัดเป๐นมงคล เฉกเช่น
การยิงปืน ถ้าทําเพื่อเป๐นแสดงความสามารถในการยิงเปูาแข่งขัน
ก็จัดเป๐นมงคล แต่ถ้าแข่งขันกันยิงนกหนู อันเป๐นการเบียดเบียน
สัตวอ์ ่นื ไมจ่ ดั เปน๐ มงคล
กิจการใด เว้นจาการเบียดเบียนชีวิตของสัตว์อ่ืน เว้นจาก
อกุศลกรรม มีการงานของช่างแก้วและช่างทองเป๐นต้น กิจการน้ัน
จัดเป๐นมงคล เพราะนํามาซ่งึ ปะโยชน์ในโลกน้ี (มงฺคล.1/136/154)
ดังเช่น เรื่องชางแกว เร่ืองมีอยู่ว่า ในนิคมหน่ึง ณ กรุงพาราณสี
เศรษฐีคนหน่ึงมีสมบัติมาก ลําพังเงินที่เขาฝงไวก็มีถึง 40 โกฏิ ส
วนภรรยาของเศรษฐีนั้นถึงแก กรรมแล วไปเกิดเป นนางหนูอยู ที่
122
หลังขุมทรพั ยเพราะความหวงใยในทรัพย ตอมาตระกูลนั้นทั้งหมด
ถึงความพินาศโดยลําดับ แมบานนั้นก็ถูกท้ิงหาท่ีหมายไมได ชาง
แกวคนหนึ่งปรารถนาจะทุบหินเอาแกว จึงร้ือหินในที่บานเกาน้ัน
ทบุ เอาของมีคา นางหนูตัวน้ันเท่ียวหากินอยูเห็นชางแกวน้ันบอยๆ
ก็เกิดความรักใครคิดวาทรัพยของเรามากมายจะฉิบหายโดยใช
เหตุ เราจะรวมมือกันกับนายคนน้ีใชสอยทรัพยน้ันแล้วคาบเงิน 1
กหาปณะไปใหชางแกว้ เห็นนางหนูน้นั กท็ กั นางหนูดวยปยวาจาวา
แมคาบกหาปณะ มาทําไม นางหนูกลาววา ทานจงถือเอาทรัพยนี้
ไปใชสอยดวยตนเอง และจงนําเนื้อมาให ฉันบ าง ชางแกวนํา
กหาปณะไปเรือนแลวไดซ้ือเน้ือมาให นางหนูนั้นก็คาบเน้ือไปยัง
ท่ีอยูของตนแล้วเคี้ยวกินไดทําเชนนี้ทุกวัน คาบทรัพยแมท้ังหมด
มาใหแกชางแกวเร่อื ยมา”
ความเป๐นผู้ฉลาดในหัตถกรรมอย่างใดอย่างหน่ึง ช่ือศิลปะ
ไม่วา่ จะเป๐นศลิ ปะชา่ งสาน ศลิ ปะดีดกรวด ก็นับว่าเป๐นมงคล เพราะ
นําประโยชน์มาให้ (มงฺคล.1/137/155) ดังเช่น ช่างสานคนหนึ่ง
ในตีวรนคร ได้สานเสื่อลําแพนถวายเพ่ือบูชาแด่องค์พระสิทธัตถะ
เพราะกรรมน้ันจึงท่องเท่ียวไปแต่ในสุคติตลอด 94 กัลป์ พุทธุป
บาทน้ี ไดบ้ วชในพระศาสนาแล้ว บรรลุพระอรหัต ท่านได้ประกาศ
ถงึ บุรพกรรมไวว้ ่า
“คร้ังนน้ั ข้าพเจ้าเป๐นชา่ งสาน ในตวี รบรุ ี อนั น่าร่นื
รม ประชุมชนในตีวรบุรนี น้ั เลอ่ื มใสในพระผ้มู ีพระภาค
พระนามวา่ สิทธัตถะ ผู้ทรงยงั โลกใหส้ ว่าง พากัน
แสวงหาเสื่อลําแพน เพอ่ื บูชาพระโลกนาถ ขา้ พเจ้าได้
ใหเ้ ส่ือลาํ แพนแก่ทวยชนผูจ้ ะทาํ พุทธบูชา
ตลอด 94 กัลป์ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ เพราะกรรมที่
ข้าพเจ้าได้ทําไว้ในคร้ังนั้น นี้เป๐นผลของการถวายเสื่อ
ลําแพน ในกัลป์ที่ 77 ข้าพเจ้าได้เป๐นพระเจ้าจักรพรรด์ิ
ผู้ทรงความรุ่งเรือง สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ มีกําลัง
มาก ธรรมเหล่าน้ี คือ ปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 และ
123
อภิญญา 6 ข้าพเจ้าทําให้แจ้งแล้ว คําสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้า ขา้ พเจ้ากไ็ ดท้ ําแล้ว”
อีกช่างสานคนหน่ึงกับลูกชาย กรุงพาราณสี วันหนึ่งไปนา
พบพระป๎จเจกพุทธเจ้า ถวายบรรณศาลาและจีวรแกพระปจเจก
พทุ ธเจาหลายรปู นมิ นตใหจําพรรษาแลว ถวายการอุปฏฐากอยาง
ดี เมื่อตายไปไดเกิดเทวดาบนสวรรคบนชั้นดาวดึงส บุตรชายจุติ
ลงมาเป นพระเจ ามหาปนาทะ มีปราสาทอันวิจิตรตระการตาท่ี
วิษณุกรรมเทพบุตรเนรมิต ดังที่ปรากฏความในมหาปนาทชาดก
(ขุชา 27/106) วา่
“พระราชาพระนามวา่ ปนาทะ มีปราสาทแล้วด้วย
ทอง กว้าง 16 ชว่ั ลูกธนู ชนท้ังหลาย กลา่ วสว่ นสูงถงึ
พนั ชั่ว (ธนู) ปราสาท 7 ชน้ั สูงพันชั่วลูกธนูสะพรงั่ ไป
ดว้ ยธงพราวไปด้วยแก้วสีเขียว นกั ฟูอน 6 พนั แบง่ เปน๐
7 พวก ได้ฟูอนในปราสาทนั้น”
ด้วยอํานาจคุณงามความดีที่เคยทําไว ข้ึนสวรรคตแลวจุติลง
มาเปนภัททชิกุมาร บวชในพระศาสนาแลวไดแสดงปราสาทที่ตน
เคยครอบครองแดพระศาสดา ขณะน่ังเรือแลนผานที่ตั้งเกาขงบ
ปราสาทเพ่ือตัดความสงสัยของปุถุชน อนาคตกาลสมัยพระ
เมตไตรย นฬการเทพบุตร จะเกิดพระเจ้าจักรพรรดิ์พระนาม
วา่ สังขะ ปราสาทน้ันจักผุดขึ้น เม่ือทรงทราบข่าวการอุบัติของพระ
เมตไตรย ดําริให้ประสาทเป๐นส่วนเล็กส่วนน้อยที่จะบริจาคได้ มี
พระราชหฤทัยไม่เก่ียวเกาะปราสาท จักทรงประกาศว่า “ผู้ใด
ปรารถนาเท่าใด ผู้นั้นจงถือเอาเท่าน้ันเถิด” แล้วพระราชทานแก่
สมณพราหมณ์ คนกาํ พรา้ คนเดินทาง วณิพกและยกจก ทรงผนวช
บาํ เพ็ญเพียรและไดบ้ รรลพุ ระอรหัต
ศิลปะดีดกรวดท่ีประกอบในฐานะอันสมควร ก็เป๐นมงคล ท่ี
ประกอบในฐานะอันไม่สมควร ก็ไม่เป๐นมงคล ดังเช่น บุรุษเปล้ียนัก
ดีดกรวด มีพรรณนาความวา “บุรุษเปล้ียมีความสามารถในการดีด
124
กรวด พระราชาทราบขาว จึงทรงใชใหไปดีดขี้แพะใสปากปุโรหิต
ชอบพูดมาก ปุโรหิตกินข้ีแพะจํานวนมากแบบไมรูตัว ต้ังแตนั้นมา
ปุโร หิตไ ม กล าอ าป ากเจร จากับพร ะร าชา อีกเลยพระรา ชาสบา ย
พระทัยทรงพระราชทานทรัพยเปนรางวัลใหกบั บรุ ุษเปลี้ย
บุรุษเปลี้ยคนนั้นในอดีตชาติ บัดนี้เป นกุลบุตร ผูฉลาดใน
ศิลปะดีดกรวด ในกรุงสาวัตถี ฟ๎งธรรมแลว ได้บรรพชาอุปสมบท
วันหนึ่งภิกษุนั้นพาอีก ภิกษุรูปหน่ึงไปแมนํ้าอจิรวดีอาบน้ําแลวได
ยนื อยทู ีฝ่ งแมน้ําขณะน้ันเองหงส 2 ตัวบินไปในอากาศ ทานพูดกะ
ภิกษุหนุมน้ันวา ผมจักเอากอน กรวดดีดหงสตัวหลังนี้ท่ีนัยนตาให
ตกลงแทบเทา ภิกษุหนุมทาทายวา ทานทําไมไดหรอก จึงดีดกอน
กรวด 3 เหลี่ยมไปขางหลัง หงสตัวนั้นโดนกอนกรวดไดทําเสียง
ดงั หรุงๆ หงสเหลยี วมาดู แลวทนั ใดนั้นเองก็ดีดกรวดกลมกอนหนึ่ง
เข าท่ีนัยน ตาอีกข างของหงส ก อนกรวดทะลุนัยน ตาอีกข างหนึ่ ง
หงสรองเสียงลั่นตกลงแทบเทา พวกภิกษุจึงทูลแดพระศาสดาพระ
องคทรงติเตยี นภิกษนุ ั้นโดยอเนกปรยิ ายแล
บุรุษคนหน่ึงเรียนศิลปะในสํานักของบุรุษเปล้ียแล ว มี
ความคิดจะทดลองศิลปะดวยการดีดแมโคหรือมนุษยใหตาย บุรุษ
เปล้ียกลาวหามวา ทานจงอยาฉิบหายเลย หากทานประหารบุคคล
ใด โดยไมตองเสียสินไหม (บทลงโทษ) ตรวจดูใครๆ ผูไมมีมารดา
บิดา บุรุษน้ีเท่ียวหาสัตวผูไมมีเจาของ และคนที่ไมมีบิดามารดา
บังเอิญเห็นพระป จเจกพุทธเจ าเข าไปบิณฑบาตยืนอยู คิดว า
“พระปจเจกพุทธเจ้าไมมีบิดามารดา เมื่อดีดผูน้ีไมตองเสียสินไหม”
จึงดีดกอนกรวดหมายเขาชองหูเบ้ืองขวาทะลุอออกชองหูเบื้องซ
าย พระปจเจกพุทธเจาไดรับทุกขเวทนา จึงเหาะไปสูบรรณศาลา
แล วปริ นิพ พาน เมื่อ มหาชนทร าบว า พ ร ะป จเจ กพุทธเจ า
ปรินิพพานแลว ก็พากันรองไหครํ่าครวญ บุรุษน้ันจําพระปจเจก
พุทธเจ้าไดจึง กลาววา พระปจเจกพุทธเจานี้เขาไปบิณฑบาต เขา
ไดทดลองศิลปะประหารทาน มหาชนได้ยินว่า คนช่ัวนี้ประหาร
พระปจเจกพุทธเจา จึงโบยบุรุษนั้นตายในที่น้ันเอง เขาเกิดใน
125
อเวจไี หมแลวจนแผนดินใหญน้ีหนาขึ้นโยชนหนึ่ง บังเกิดเปนสัฏฐิ
กฏู เปรตดวยผ ลกรรมทเี่ หลอื มีคอนเหล็ก 6 หม่ืนอันไฟติดลุกโพลง
ทบุ ลงบนกระหมอมของเปรต พอศีรษะแตกกป็ รากฏขึน้ ใหม
การทาํ การงานท่คี วามคดิ สรา้ งสรรค์อาศยั ความชาํ นาญ ไม่
ว่า จะเป๐นชา่ งถาก ชา่ งทอ ชา่ งย้อม ชา่ งกัลบก ชา่ งหนงั ก็เรียกว่า
ชา่ งผมู้ ีศิลปะ เพราะทาํ สร้างสง่ิ ก่อสร้าง มกี ารงานของช่างถาก
เปน๐ ต้น และเรียกว่าผู้มศี ลิ ปะ เพราะคนเหลา่ นม้ี ีศลิ ปะ ฉะนนั้ แม้
การงานของช่างถาก จงึ ช่อื ว่าศลิ ปะ เมื่อมปี ระโยชน์ก็จัดเป๐นมงคล
ดังเช่น พระเจากัฏฐวาหนะ ครง้ั พระราชกมุ ารโอรสขอพระเจาพิม
พสิ ารพระนามวาโพธิ ใหสรางปราสาทชื่อโกกนทะซึ่งมลี ักษณะไม
เหมือนปราสาททั่วไป มีเพียงหนง่ึ เดยี ว กลวั วานายชางจะไปสราง
ท่ีอื่น จงึ คิดทจ่ี ะประหารชีวิตนายชาง แตนายชางรูขาวนจ้ี ากเพื่อน
สนิทของพระราชา เพราะเพ่อื นเสียดายฝมือคนท่ีมีศลิ ปะนายชา
งจงึ ไดสรางนกไมที่บนิ ไดหนีไปสรางเมืองใหมและสถาปนาตนเอง
เปนพระราชาพระนามวา กัฎฐวาหนะ”
ส่วนพระเจ ากัฏฐวาหนะอีกพระองค์หนึ่ง เคยเป๐นช างไม
เหมือนกัน เป๐นชาวเมืองพาราณสีมีศิษย 16 คนในศิษย 16 คนน้ัน
แตละคน มีอันเตวาสิกคนละพันคน ทั้งหมดมีประมาณ 16 017 คน
ชางไมเหลาน้ัน ไปปาทําปราสาทตางๆ หลากชนิด ในที่นั้นผูก
แพลองมาสูกรุงพาราณสีตามแมน้ําคงคาแลวขายเล้ียงชีวิต วัน
หน่ึงพวกเขาปรึกษากันวา พวกเราไมอาจเล้ียงชีพดวยการชางได
เป๐นนิตย เพราะการงานอยางน้ีในเวลาท่ีเราแกก็ทําไดยาก จึงเอา
ไมไมมีแกน มีไมมะเด่ือ เปนตน ทําเป๐นนก แลวเขาไปขางในของ
นกเหลาน้ันพรอมดวยบุตรและภริยาบิน ไปสูหินวันตประเทศสราง
พระนครใหมขึ้นในปานั้น แลวจึงอภิเษกอาจารย ในราชสมบัติ ส
วนตนไดตั้งอยูในตําแหนงอํามาตย พระราชาน้ันปรากฏโดยพระ
นามวา “พระเจากฏั ฐวาหนะ”
ต่อมา พระเจ้ากัฏฐวาหนะ ทรงสดับว่า พระกัสสปพุทธเจ้า
ทรงอบุ ัติแล้ว จึงทรงส่งอํามาตย์ผู้ใหญ่ 16 คน พร้อมท้ังบริวารไป
126
เมื่อไปถึงหลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว และได้บวชปฏิบัติ
ธรรม เว้นแต่อมาตย์ราชภาคิไนย ท่านนําพาพระบริโภคธาตุ คือ
ธมกรกของพระศาสดา และพระเถระรูปหน่ึง กลับมายังแคว้นกัฏฐ
วาหนะ พระราชาทรงสดับธรรมของพระเถระแล้ว ให้สร้างวิหาร
ให้ประดิษฐานพระเจดีย์ทรงทําบุญมีทานเป๐นต้น ตลอด
พระชนมายุแล้ว ทรงอุบัติในเทวโลก อมาตย์ บังเกิดในสกุล
ปุโรหิตของพระเจ้ามหาโกศล นามว่า พาวรี คนที่เหลือเกิดสกุล
พราหมณ์ กรุงสาวัตถี ได้เรียนศิลปะสํานักของพาวรีพราหมณ์
ต่อมาพระเจ้ามหาโกศลสวรรคต ปเสนทิกุมารเป๐นพระราชา ได้
พระราชทานตําแหน่งและโภคะอื่นแก่พาวรีพราหมณ์ ซ่ึงท้าวเธอ
ทรงศึกษาในสํานักคร้ังเป๐นพระราชกุมาร ต่อมาพาวรีพราหมณ์
ทูลขอพระบรมราชานุญาตแล้ว พร้อมด้วยพวกศิษย์บรรพชาเป๐น
ดาบส ฝ๑๎งแม่นํ้าโคธาวรี ทราบข่าวการอุบัติของพระพุทธเจ้า จึงส่ง
อันเตวาสิกผู้ใหญ่ 16 คน พร้อมด้วยบริวารทั้งหมดไป ได้ฟ๎งธรรม
เทศนา บรรลุพระอรหัต เว้นปิงคิยมาณพ ผู้เป๐นหลานพาวรี
พราหมณ์ ด้วยความห่วงใยลุงจึงไม่อาจบรรลุพระอรหัตได้ แต่ก็
สําเร็จเป๐นพระอนาคามี แล้วกลับมาบอกข่าวแก่พาวรีพราหมณ์
องค์พระศาสดาทรงทราบความแก่กล้าแห่งญาณของท้ัง 2 ท่าน
พระศาสดาทรงแผ่โอภาส แสดงธรรมอันเป๐นสัปปายะแก่ท่านท้ัง 2
น้ันแล้ว ในเวลาจบเทศนา พระปิงคิยะเป๐นพระอรหันต์ ส่วนพาวรี
พราหมณเ์ ปน๐ พระอนาคามี
การมวี นิ ัย
วินัย คือ กฎสําหรับฝึกหัดกายวาจาและจิต เป๐นเครื่องกัน
เครือ่ งหา้ มกายวาจาและจติ เหลา่ น้ัน จากอาบตั บิ า้ ง จากโทษเครื่อง
ทุศีลบ้าง จากอกุศลกรรมบถบ้าง ตามสมควร เป๐นอุบายสําหรับฝึก
กาย วาจา เกียดกันอัชฌาจารทางกายและทางวาจา (มงฺคล.
2/115/134)
วินัย คือ เคร่ืองฝึกพฤติกรรมอยู่ในส่วนของศีล วินัยคือศีล
ระดับบัญญัติทางสังคม ส่วนศีลคือส่วนท่ีเป๐นธรรมชาติ ที่เป๐น
127
คุณสมบัติในตัวคน เมื่อคนปฏิบัติวินัยจนเกิดความเคยชินพฤติกรรม
น้ันแพรข่ ยายไปในสังคม ก็จะกลายเป๐นวัฒนธรรม หรือ กล่าวอีกนัย
หนึ่งวินัย คือ ระเบียบการดําเนินชีวิต และการอยู่ร่วมในสังคม และ
ศีล ความเป๐นผู้ตั้งอยู่ในวินัย (พระธรรมปิฎก (ปอปยุตฺโต) : 2543 :
62 – 69)
วินัย หมายถึง ระเบียบสําหรับควบคุมคนในสังคมแต่ละแห่ง
เป๐นข้อตกลงของคนในสังคมน้ันท่ีจะให้ทําหรือไม่ให้ทําบางสิ่ง
บางอย่างซึ่งบางคร้ังเราก็เรียกช่ือแยกแยะออกไปหลายอย่าง เช่น
กฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎข้อบังคับ ระเบียบ
ธรรมเนียมประเพณี คําส่ัง ประกาศ กติกา (กองวิชาการ : 2550 :
58) ทักษะและพฤติกรรมที่แสดงถึงการมีวินัยในตนเอง เป๐นต้นว่า
ตรงต่อเวลา พฤติกรรมที่แสดงได้แก่ ปฏิบัติงานทันเวลากําหนด
วางแผนในการใช้ เวลาในการทํางานและการดํ าเนิ นชี วิ ต
พฤติกรรมที่แสดงได้แก่ แบ่งเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมดําเนิน
ชีวิตประจําวัน ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบของหมู่คณะ และเคารพกติกา
ของสังคมพฤติกรรมท่ีแสดงได้แก่ เคารพกฎหมายบ้านเมือง กฎ
จราจร ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมรู้จัก
ประเมินตนเอง พฤติกรรมท่ีแสดงได้แก่ บอกข้อดีข้อเสียในการ
ทํางาน ประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย พฤติกรรมท่ีแสดงได้แก่
แสดงมารยาทได้ถูกต้องตามกาลเทศะอย่างสมํ่าเสมอ และซื่อสัตย์
ต่อตนเองและผู้อ่ืน พฤติกรรมที่แสดงได้แก่ ไม่พูดเท็จแอบอ้างหรือ
นาํ ของคนอนื่ มาเป๐นของตนเอง (กรมวชิ าการ : 2542 : 155-156)
พระสิริมงคลาจารย์ท่านได้แบ่งมงคลว่าด้วยเร่ืองวินัย ไว้ 2
ประเภท คอื
1 อนาคาริยวนิ ยั วินัยสาํ หรับผ้อู อกบวช
2 อาคาริยวนิ ัย วนิ ัยสําหรบั ผ้คู รองเรอื น
อนาคาริยวนิ ัย
128
อนาคาริยวินัย คือ การไม่ต้องอาบัติ 7 กอง ได้แก่ อาบัติ
ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปฏิเทสนียะ ปาจิตตีย์ ทุกกฎ ทุพ
ภาษิต ชื่อว่า บรรพชิตศึกษาดีแล้ว เพราะไม่ต้องโทษเครื่องเศร้า
หมอง ดํารงตนอยู่ในมารยาท เรียกว่าเป๐นมงคล เพราะนํามาซึ่ง
ประโยชน์สุขในโลกท้ัง 2 เมื่อภิกษุต้องอาบัติกองใดๆ พึงแสดงคืน
อาบัติกองนั้นๆ เสียด้วยวุฏฐานวิธี อยู่ปริวาสกรรม และปลงอาบัติ
แสดงคืนเสีย ย่อมไม่ทําอันตราย หลุดพ้นจากอาบัติกองนั้นๆ ที่มีผล
ต่อการเกิดในสรวงสวรรค์ และการบรรลุธรรม ได้ เว้นอาบัติ
ปาราชิก 4 อันเป๐นอาบัติหนักสุด ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ ลักทรัพย์
ฆา่ คน และพดู อวดสรรพคุณของตนเกนิ ท่ีคนธรรมดาจะทําได้
ธรรมเหล่าใด ย่อมทําอันตรายต่อสวรรค์และพระนิพพาน
(โมกขธรรม) เหตุน้ัน ธรรมเหล่าน้ัน ชื่อว่าอันตรายิกธรรม ธรรม
อันทาํ อนั ตรายซง่ึ ให้ผลในภพเป๐นลําดับ มี 5 อยา่ ง คอื
1 กรรม กรรมของผู้ข่มเหงภิกษุณี (ภิกขุนีทูสกกรรม) ทํา
อันตรายต่อพระพิพพานอย่างเดียว หาทําอันตรายไม่ เพราะไม่มี
ลักษณะแห่งมิจฉาจาร ที่ภิกษุณีดํารงอยู่โดยปกติด้วยสามารถที่
ชนทั้งภิกษุกับภิกษุณี มีฉันทะร่วมกัน เสพสมด้วยความพอใจท้ัง
สองฝุาย แต่เป๐นกรรมทําอันตรายต่อพระนิพพาน ก็เพราะ
ประทุษร้ายข้อปฏิบัติ ครั้นประพฤติผิดเป๐นไปในภิกษุณีผู้เป๐นอริย
เจา้ เปน๐ กรรมให้เป๐นไปในอุบายโดยแท้
2 กิเลส ธรรมคือมิจฉาทิฏฐิอันด่ิง ความเป๐นทิฏฐิอันดิ่ง อัน
ได้แก่ อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าส่ิงทั้งหลายไม่มี
เหตุปจ๎ จัย อกิริยทฏิ ฐิ ความเห็นว่าไม่เป๐นอันทํา การกระทําไม่มีผล
และนตั ถกิ ทฏิ ฐิ ความเห็นวา่ ไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทําหรือสภาวะ
ท่ีจะกําหนดเอาเปน๐ หลักได้
3 วิบาก ธรรมคือปฏิสนธิของจําพวกบัณเฑาะก์ เพศที่สาม
จําพวกกะเทย ตุ๊ด จําพวกรสนิยมเสพสมเพศชายด้วยกัน สัตว์
ดิรัจฉาน ความเป๐นสัตว์ท่ีไปขวาง ไม่รู้จักบําเพ็ญบุญกุศล เป๐นต้น
129
ตลอดถึงขวางแนวทางปฏิบัติเพ่ือความสําเร็จและขวางมรรคผล
และอภุ โตพยญั ชนก คนมี 2 เพศ เป๐นหญงิ ก็มี เปน๐ ชายก็มี
4 อุปวาทะ เจตนา ธรรมเป๐นเหตุว่าร้ายพระอริยเจ้า ก็อุปวา
ทันตรายิกธรรมเหล่าน้ัน ย่อมทําอันตรายตลอดเวลาท่ีผู้ว่าร้าย
ท้ังหลาย ยังไม่ให้พระอริยเจ้าทั้งหลายอดโทษเท่านั้น เบ้ืองหน้า
แต่ใหพ้ ระอริยเจ้าทัง้ หลายอดโทษแลว้ น้นั หาทําอนั ตรายไม่
5 อาณาวีติกกมะ อาบัติทั้งหลายที่ภิกษุต้ังใจต้องแล้ว มีการ
จงใจต้องอาบัติ แลวั ยังไมล่ าสิกขาบทหรือยังไมท่ ําคืน
อาบัติแม้เหล่านั้นย่อมทําอันตราย ตลอดเวลาท่ีภิกษุผู้ต้อง
อาบัติยังปฏิญญาความเป๐นภิกษุอยู่ก็ดี ยังไม่อยู่กรรมก็ดี ยังไม่
แสดงเสียก็ดีเท่านั้น เบ้ืองหน้าแต่เวลาท่ีอาบัติอันภิกษุทําคืนแล้ว
ตามป๎จจัยนั้น หาทําอันตรายไม่ก็อาป๎ตตาธิกรณ์ใดเป๐นอกุศล
อาป๎ตตาธิกรณ์แม้นั้น อันภิกษุผู้ต้องอาบัติ แสดงแล้วก็ดี อยู่กรรม
แล้วก็ดี หาทําอันตรายไม่ เฉกเช่น เจตนากรรมอันว่าร้ายพระอริย
เจ้า แม้เป๐นอกุศล ย่อมช่ือว่าเป๐นอโหสิกรรม ที่ถึงความเป๐นกรรม
อันหาวิบากมิได้ การแสดงโทษท่ีมีอยู่ พระอริยเจ้ายกโทษให้แล้ว
ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสถึงภิกษุมีอาบัติเท่าน้ัน ท่ีต้องไปอบายไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวนรกบ้าง กําเนิดสัตว์ดิรัจฉานบ้าง เพื่อ
ภิกษุผู้มีอาบัติ” ดังเช่นเร่ืองพระยานาคเอรกปตต ดําเนินความว่า
ในสมัยของพระกัสสปสัมพุทธเจา ภิกษุรูปหน่ึง น่ังเรือไปในแมนํ้า
ไมสาํ รวมเผลอจับใบตะไครน้าํ จนขาด คิดวา เปนอาบัติเล็กนอยจึง
ไมไดแสดงอาบัติ บําเพ็ญสมณธรรมในปาถึง 20,000 ป เมื่อใกล
มรณภาพนึกถึงอาบัติน้ันเปนเหมือนตะไครน้ําผูกคอ จุติแลวไป
บังเกิดเปนเอรกปตตนาคราช พญานาคผูกปญหาใหธิดานั่งบน
พังพานเปนอุบายเพื่อทราบการอบุ ัตแิ หงพระพุทธเจาไว้วา่
“ผู้เป๐นใหญ่แห่งอะไรเล่า ชื่อว่าพระ ราชา ?
อย่างไรเล่า พระราชา ช่ือว่ามีธุลีบนพระ เศียร ?
อย่างไรเล่า ชื่อว่ามีธุลีไปปราศแล้ว ? อย่างไร เรียกว่า
130
คนพาล ? คนพาลอันอะไรพัดไป ? บัณฑิตบรรเทาได้
อย่างไร ? บุคคลย่อมมีธรรมเป๐นท่ีเกษมจากโยคะ
อย่างไร ? ท่านอันข้าพเจ้าถามแล้ว จงบอกความน้ันแก่
ขา้ พเจ้า”
ครั้นถึงสมัยพระสมณโคดม พระพุทธองคทรงผูกเพลงขับแก
ใหอุตตรมาณพไวว้ า่
“ผู้เป๐นใหญ่แหง่ ทวาร 6 ช่ือวา่ พระราชา พระราชา
ผู้กําหนัด ช่ือว่ามีธุลีบนพระเศียร ผู้ไม่กําหนัด ช่ือว่ามี
ธุลีไปปราศแล้ว ผู้กําหนัดอยู่ เรียกว่าคนพาล คนพาล
อันโอฆะพดั ไป บัณฑิตย่อมบรรเทาได้ด้วยความเพียร ผู้
ไม่ประกอบด้วยโยคะท้ังปวง เรียกว่าผู้มีธรรมเป๐นที่
เกษมจากโยคะ”
พระยานาคพอได้ยินเพลงตอบน้ันก็ดีใจ “เราไม่เคยได้ยินบท
เช่นนี้ตลอดพุทธันดรพระพุทธเจ้าทรงอุบัติในโลกแล้วละสิหนอ !
ท่านผู้เจริญ” ได้พากันไปเฝูา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วร้องไห้
กราบทูลความท่ีตนอาศัยกรรมเพียงทําใบตะไคร้นํ้าให้ขาด ต้อง
บังเกิดในกําเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมดังท่ี
ปรากฏในพุทธวรรค ธรรมบท (ข.ุ ธ.25/24/39)ไว้วา่
“การกลับไดค้ วามเป๐นมนุษย์ ได้ยาก ชีวิตความ
เปน๐ อยขู่ องหมู่สัตว์ผ้ตู ้องตาย ไดย้ าก การฟง๎ พระ
สทั ธรรม ไดย้ าก การอบุ ตั แิ ห่งพระพทุ ธเจ้าท้ังหลาย ได้
ยาก”
การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าท้ังหลาย ชื่อว่าได้โดยลําบาก ได้
ดว้ ยยากเหลือเกิน เพราะอภินิหารสําเร็จได้ด้วยอุตสาหะใหญ่ และ
เพราะท่านผู้มีอภินิหารอันสําเร็จแล้วเกิดขึ้นหาได้ยาก แม้ในพัน
โกฏกิ ัลป์เป๐นอเนก
131
พระยานาคสดับพระธรรมเทศนาน้ันแล้ว น่าจะได้สําเร็จ
โสดาป๎ตติผลในวันนั้น แต่ไม่ได้เพราะเป๐นสัตว์ดิรัจฉาน แต่น้ันมา
ไม่ได้รับความลําบาก ในฐานะ 5 คือ ถือปฏิสนธิ ลอกคราบ การ
วางใจหยั่งลงสู่ความหลับ การเสพสมนางนาคผู้มีชาติเสมอกัน จุติ
เหมือนพวกนาคเหล่าอน่ื สามารถเทีย่ วเหมือนคนทวั่ ไป
ภิกษุต้องอาบัติใดๆ พึงปฏิบัติให้ถูกต้องโดยการปลงอาบัติ
หรืออยู่กรรมออกจากอาบัติน้ันๆ เมื่อปฏิบัติอย่างนั้น ย่อมอาจบรรลุ
มรรคผลได้แท้ ดังท่ีพระพุทธองค์ครั้งเสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้น
โกศล ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้มีโพรงต้นใหญ่ในระหว่างทางถูก
เพลิงไหม้แล้ว มีพระประสงค์จะทรงแสดงธรรมเปรียบด้วยกองเพลิง
ป ร ะ ทั บ นั่ ง ท่ี โ ค น ไ ม้ ต้ น ห นึ่ ง แ ล้ ว ท ร ง แ ส ด ง อั ค คิ ก ขั น โ ธ ป ม สู ต ร
(อง.ฺ สตฺตก. 23/69/129-130) ความว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอท้ังหลาย จะขอเตือน
เธอท้ังหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติ
สกปรกน่ารังเกียจปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป๐น
สมณะ มิใ ช่ผู้ประพฤติพร หมจร รย์แต่ปฏิญาณว่าประพฤติ
พรหมจรรย์ เน่าใน มีความกําหนัดกล้า เป๐นดังหยากเย่ือเข้าไปน่ัง
กอดหรือนอนกอดพระราชธิดา บุตรสาวพราหมณ์หรือบุตรสาว
คฤหบดีจะประเสริฐอย่างไร การเข้าไปน่ังกอดนอนกอดกองไฟ
ใหญ่โน้นทก่ี าํ ลังลุกรุง่ โรจน์โชตชิ ว่ งอยู่ นด้ี กี วา่
ข้อน้ันเพราะเหตุไร เพราะเขาจะพึงถึงความตายหรือทุกข์
ปางตาย เพราะการเข้าไปกอดกองไฟใหญ่น้ันเป๐นเหตุ แต่ผู้น้ัน
เม่ือตายไปไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะการเข้าไป
กอดกองไฟใหญ่นนั้ เปน๐ ป๎จจยั
ส่วนการท่ีบุคคลผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก มีความประพฤติ
สกปรกน่ารังเกียจ ปกปิดกรรมช่ัว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป๐น
สมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติ
พรหมจรรย์ เนา่ ใน มีความกําหนัดกลา้ เป๐นดังหยากเย่ือ เข้าไปน่ัง
กอดหรือนอนกอดพระราชธิดา บุตรสาวพราหมณ์หรือบุตรสาว
คฤหบดี ผู้มีฝุามือฝุาเท้าอ่อนนุ่มนั้น ย่อมเป๐นไปเพ่ือความฉิบหาย
132
มิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ตลอดกาลนานแก่เขา และผู้น้ันเม่ือ
ตายไป ยอ่ มเขา้ ถงึ อบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสําคัญความข้อนั้นเป๐น
ไฉน การท่ีบุรษุ มกี าํ ลัง เอาเชือกหนังอนั เหนียวแน่นพนั แข้งท้ังสอง
ข้างแล้วชักไปมา เชือกหนังพึงบาดผิว บาดผิวแล้ว พึงบาดหนัง
บาดหนังแล้ว พึงบาดเน้ือ บาดเนื้อแล้ว พึงตัดเส้นเอ็น ตัดเส้นเอ็น
แล้วพึงตัดกระดูก ตัดกระดูกแล้ว หยุดอยู่จดเย่ือในกระดูก กับการ
ยินดีการกราบไหว้แห่งกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือ
คฤหบดีมหาศาล ไหนจะดกี ว่ากัน”
เมื่อพระพุทธองค์แสดงธรรมเทศนาจบลง ภิกษุบางกลุ่ม
กระอักเลอื ด บางพวกบรรลุพระอรหตั บางพวกลาสิกขาที่ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสบ้าง ปาราชิกบ้างพากันสึกไป ต้ังอยู่ในรัตนตรัยและ
เบญจศีล บําเพ็ญอุปสกธรรม ได้เป๐นโสดาบันก็มี เป๐นสกทาคามีก็มี
เปน๐ อนาคามีกม็ ี บังเกิดในหมู่เทพก็มี
จตปุ ารสิ ุทธิศลี ก็ชอื่ ว่าอนาคาริยวินัย โดยประการที่ตั้งอยู่ใน
จตุปาริสุทธิศีลน้ันแล้ว บรรลุพระอรหัต พึงทราบว่า เป๐นมงคล
เพราะเป๐นเหตุบรรลุสุขอันเป๐นโลกีย์ และโลกุตระ อันเป๐น
จุดมงุ่ หมายสูงสดุ ของนกั บวช คือความหมดกเิ ลส ผู้จะหมดกิเลสได้
ต้องมีป๎ญญาอย่างยิ่ง ผู้จะมีป๎ญญาอย่างย่ิงได้จะต้องมีสมาธิอย่าง
ยง่ิ ผู้จะมีสมาธิอย่างย่ิงได้ จะต้องตั้งอยบู่ นฐานของศีลอย่างย่ิง มี 4
ประการอันเปน๐ พื้นฐานของความบรสิ ุทธ์ิ ไดแ้ ก่
1. ปาฏิโมกขสังวรศีล การสํารวมในพระปาติโมกข์
2 อนิ ทรียสังวรศีล การสํารวมตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ
3 อาชีวปารสิ ทุ ธิศลี การเล้ยี งชีพโดยทางชอบ
4. ปจ๎ จัยสนั นสิ สิตศลี บรโิ ภคป๎จจยั ด้วยการพจิ ารณา
ปาฏิโมกขสังวรศลี
133
ปาฏิโมกขสังวร คือ การสํารวมอยู่ในศีล 227 ข้อท่ีพระพุทธ
องค์ทรงบัญญัติ เว้นข้อที่พระองค์ทรงห้าม ทําตามข้อท่ีพระองค์
ทรงใหป้ ฏิบตั ิ
ปาฏิโมกขสังวรศีล ย่อมบริสุทธ์ิ เม่ือภิกษุไม่ต้องอาบัติอะไรๆ
ย่อมนํามาแม้ซ่ึงโลกุตรสุข ดุจศีลของพระปธานิยเถระ ดังได้สดับ
มา งูมีพิษร้าย กัดพระเถระ ผู้กําลังสดับอริยวังสปฏิปทาอยู่ในเรือน
เปน๐ ทท่ี าํ ความเพียรใกล้ตน้ กรรณิการ์ ในขัณฑเปลวิหาร พระเถระ
แม้ทราบแล้ว ก็ยังมีจิตผ่องใส น่ังฟ๎งแต่ธรรมอย่างเดียว กําลังพิษ
ได้กล้าแข็งแล้ว ท่านพิจารณาศีลตั้งต้นแต่อุปสมบทมา ทําปีติให้
เกิด พิษกลับหายเข้าไปสู่ปฐพีพร้อมด้วยจิตตุปบาท ได้เอกัคคตา
จิต เจริญวิป๎สสนา บรรลุพระอรหัต เฉกเช่นภิกษุผูบําเพ็ญเพียรรูป
หนึ่ง ถูกพวกโจรในดงขางหิมวันตบรรพตมัดด วยเถาหญานาง
หลายเสนแลวใหนอนดวยเกรงวา ทานจะบอกแกใครๆ พระเถระ
นอนนิง่ ตามท่ีเขามัดไวเจริญวิปสสนาตลอดสัปดาห์เป๐นระอนาคามี
จุติ ณ ท่ีน้นั บงั เกิดในพรหมโลก
มีอีกเร่ืองหนึ่งเกิดข้ึนบนเกาะตัมพป๎ณณิ พวกโจรมัดพระ
เถระรูปหน่ึงด้วยเถาหัวด้วนแล้วให้นอนในดง เมื่อไฟปุาลามมาอยู่
ก็ไม่เด็ดเถาออกเสีย เจริญวิป๎สสนาเป๐นพระอริยชีวิต สมสีสี
ปรนิ พิ พานแล้วเพราะฉะน้นั กุลบุตรผมู้ ศี รทั ธาแม้อื่น
“เม่ือจะทําปาฏิโมกขสงั วรศีลใหบ้ ริสุทธ์ พึงยอม
เสยี สละชีวติ ไม่พงึ ทําลายสีลสังวร อนั พระโลกนารถ
ทรงบัญญตั ิไว้”
ศีลของภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วออกด้วยเทศนาวิธี (การปลง
อาบัติ) เป๐นต้น ย่อมนําสุขมาให้ ดุจศีลของพระสุธรรมเถระ เร่ืองมี
อยู่ว่า ท่านเคยด่าจิตตคฤหบดีด้วยวาทะว่าขนมแดกงา แล้วไป
สํานักของพระศาสดา รับโอวาทของพระศาสดาแล้ว กลับมาแสดง
อาบัติในที่ต่อตาของท่านจิตตคฤหบดียังจิตตคฤหบดีนั้นให้อด
โทษแล้ว เม่ืออยู่ในอัมพาฏการาม กรุงมัจฉิกาสณฑ์ บรรลุพระ
อรหตั พร้อมดว้ ยปฏสิ ัมภิทา โดยไม่นานวนั นกั
134
อนิ ทรยี สังวรศลี
อินทรียสังวร คือ การรู้จักสํารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ไม่ให้ติดข้องอยู่กับอารมณ์ท่ีต้องใจ อันเกิดจากการเห็นรูป ฟ๎ง
เสียง ดมกลิ่น ลม้ิ รส สัมผสั และการรบั รูอ้ ารมณท์ างใจ
อินทรียสังวรศีลย่อมบริสุทธ์ เม่ือภิกษุพิจารณาเห็นอาทีนพ
ในอสังวรและอนิสงส์ในสังวรโดยปกติ ภิกษุเห็นอานิสงส์ในสังวร
โดยเป๐นความเกษม และเห็นอาทีนพในอสังวรโดยเป๐นภัย บําเพ็ญ
เพียรศึกษาอินทรียสังวรศีลอย่างดี พระพุทธองค์ตรัสอาทีนพและ
อานิสงส์ไว้ดังท่ีปรากฏในปฐมสังเคยยสูตร สฬายตนวรรค (สํ.ส.
18/88) ความวา่
“ภิกษุท้งั หลาย ผสั สายตนะ 6 เหล่านี้ อันภิกษุไม่ฝึก ไม่
คุม้ ครอง ไมร่ ักษา ไม่สํารวมแล้ว ยอ่ มนํามาซง่ึ ทุกขอ์ นั ย่ิง ภิกษุ
ทัง้ หลาย ผัสสายตนะ 6 เปน๐ ไฉน ? ภิกษุท้งั หลาย ผัสสายตนะ 6
เหล่านี้ คอื :-
ผัสสายตนะคือจักษุ อนั ภกิ ษุไม่ฝึก ไม่คุ้มครอง ไมร่ ักษาไม่
สาํ รวมแล้ว ย่อมนาํ มาซึง่ ทุกข์อันย่ิง
ผัสสายตนะคือโสตะ อันภิกษุไม่ฝึก ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาไม่
สํารวมแล้ว ย่อมนํามาซึ่งทุกข์อันยิง่
ผสั สายตนะคือฆานะ อันภิกษไุ มฝ่ กึ ไมค่ ุ้มครอง ไม่รกั ษาไม่
สํารวมแล้ว ยอ่ มนาํ มาซึง่ ทุกข์อันย่ิง
ผสั สายตนะคือชิวหา อันภิกษุไมฝ่ ึก ไม่คมุ้ ครอง ไมร่ ักษาไม่
สํารวมแลว้ ย่อมนํามาซ่ึงทุกข์อนั ยิ่ง
ผสั สายตนะคือกาย อนั ภิกษไุ มฝ่ ึก ไม่คุม้ ครอง ไม่รักษาไม่
สํารวมแลว้ ยอ่ มนาํ มาซึง่ ทุกข์อันยิง่
ผสั สายตนะคือใจ อันภิกษุไมฝ่ ึก ไมค่ มุ้ ครอง ไม่รกั ษาไม่
สาํ รวมแล้ว ย่อมนาํ มาซึง่ ทุกข์อันยิ่ง
ภกิ ษุทง้ั หลาย ผัสสายตนะ 6 เหล่าน้แี ล อนั ภิกษุไมฝ่ ึก ไม่
ค้มุ ครอง ไมร่ กั ษา ไม่สํารวมแล้ว ย่อมนํามาซง่ึ ทุกขอ์ ันย่งิ
135
ภกิ ษุทงั้ หลาย ผัสสายตนะ 6 เหล่าน้ี อันภิกษฝุ กึ ดี คุ้มครองดี
รกั ษาดี สํารวมดีแล้ว ยอ่ มนาํ มาซึ่งสุขอันย่ิง ภิกษทุ ้งั หลายผสั สายต
นะ 6 เหล่านีเ้ ป๐นไฉน ? ภิกษทุ ั้งหลาย ผสั สายตนะ 6 เหล่านี้ คือ:-
ผสั สายตนะคือจักษุ อนั ภิกษุฝึกดี ค้มุ ครองดี รกั ษาดี สํารวมดี
แลว้ ย่อมนํามาซึ่งสุขอันยิ่ง
ผัสสายตนะคือโสตะ อันภิกษุฝึกดี คุม้ ครองดี รักษาดี สํารวมดี
แล้ว ยอ่ มนํามาซ่งึ สุขอนั ยิ่ง
ผสั สายตนะคือฆานะ อันภิกษฝุ ึกดี คุม้ ครองดี รักษาดี สํารวมดี
แลว้ ย่อมนํามาซงึ่ สุขอันยิ่ง
ผสั สายตนะคือชิวหา อนั ภิกษฝุ ึกดี คมุ้ ครองดี รักษาดี สาํ รวม
ดแี ลว้ ยอ่ มนํามาซงึ่ สขุ อนั ยิ่ง
ผสั สายตนะคือกาย อนั ภิกษุฝึกดี คุ้มครองดี รกั ษาดี สํารวมดี
แลว้ ยอ่ มนํามาซ่ึงสุขอนั ย่งิ
ผัสสายตนะคือใจ อันภิกษุฝึกดี คุ้มครองดี รักษาดี สาํ รวมดี
แล้ว ย่อมนํามาซง่ึ สุขอันยงิ่
ภิกษุทงั้ หลาย ผสั สายตนะ 6 เหล่าน้ีแล อนั ภกิ ษุฝึกดี คุม้ ครอง
ดี รักษาดี สํารวมดีแล้ว ยอ่ มนํามาซึ่งสุขอนั ยิง่ ”
พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอาทีนพ ในการไม่สํารวมอินทรีย์
ดังท่ีปรากฏในอาทิตตปริยายสูตร สฬายตนวรรค (สํ.ส.
18/303/210-212) ไวว้ ่า
“ภิกษุทั้งหลาย จักขุนทรีย์ อันภิกษุทะลวงแล้วด้วยหลาว
เหล็กร้อน ลุกโชน รุ่งโรจน์ โชติช่วงแล้ว ยังประเสริฐ ส่วนการถือ
นิมิตโดยอนุพยัญชนะ ในรูปอันจะพึงรู้สึกด้วยจักษุ ไม่ประเสริฐ
เลยภิกษุทั้งหลาย วิญญาณกําหนัดด้วยความยินดีนิมิตก็ดี กําหนัด
ด้วยความยินดีอนุพยัญชนะก็ดี เม่ือตั้งอยู่ พึงต้ังอยู่ได้ ฉวยว่า
ภิกษุพึงทํากาละเสียในสมัยนั้นไซร้ ข้อที่เธอพึงถึงคติ 2 อย่าง คือ
ทกุ ขท์ ี่ต้องเสวยในนรก หลายแสนปี
136
นรกหรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหน่ึง มีฐานะอยู่ ภิกษุ
ทง้ั หลายเราเห็นอาทนี พนีแ้ ล จงึ กลา่ วอย่างนี้
ภิกษุท้ังหลาย โสตินทรีย์ อันภิกษุยอนแล้วด้วยขอเหล็ก คม
ลุกโชน รุ่งโรจน์ โชติช่วง ยังประเสริฐ ส่วนการถือนิมิตโดยอนุ
พยัญชนะ ในรูปอันจะพึงรู้สึกด้วยจักษุ ไม่ประเสริฐเลยภิกษุ
ท้ังหลาย วิญญาณกําหนัดด้วยความยินดีนิมิตก็ดี กําหนัดด้วย
ความยินดีอนุพยัญชนะก็ดี เมื่อต้ังอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ ฉวยว่า ภิกษุพึง
ทํากาละเสียในสมัยนั้นไซร้ ข้อท่ีเธอพึงถึงคติ 2 อย่าง คือ นรก
หรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง มีฐานะอยู่ ภิกษุ
ทง้ั หลายเราเหน็ อาทีนพนีแ้ ล จงึ กล่าวอย่างน้ี
ภิกษทุ ้ังหลาย ฆานินทรีย์ อันภิกษุคว้านแล้วด้วยมีตัดเล็บ คม
ลุกโชน รุ่งโรจน์ โชติช่วง ยังประเสริฐ ส่วนการถือนิมิตโดยอนุ
พยัญชนะ ในรูปอันจะพึงรู้สึกด้วยจักษุ ไม่ประเสริฐเลยภิกษุ
ทั้งหลาย วิญญาณกําหนัดด้วยความยินดีนิมิตก็ดี กําหนัดด้วย
ความยินดีอนุพยัญชนะก็ดี เม่ือต้ังอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ ฉวยว่า ภิกษุพึง
ทํากาละเสียในสมัยนั้นไซร้ ข้อท่ีเธอพึงถึงคติ 2 อย่าง คือ นรก
หรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง มีฐานะอยู่ ภิกษุ
ท้งั หลายเราเห็นอาทีนพนแ้ี ล จึงกล่าวอยา่ งน้ี
ภิกษุท้ังหลาย ชิวหนทรีย์ อันภิกษุตัดแล้วด้วยด้วยมีดโกน
คมลุกโชน รุ่งโรจน์ โชติช่วง ยังประเสริฐ ส่วนการถือนิมิตโดยอนุ
พยัญชนะ ในรูปอันจะพึงรู้สึกด้วยจักษุ ไม่ประเสริฐเลยภิกษุ
ท้ังหลาย วิญญาณกําหนัดด้วยความยินดีนิมิตก็ดี กําหนัดด้วย
ความยินดีอนุพยัญชนะก็ดี เม่ือตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ ฉวยว่า ภิกษุพึง
ทํากาละเสียในสมัยนั้นไซร้ ข้อท่ีเธอพึงถึงคติ 2 อย่าง คือ นรก
หรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง มีฐานะอยู่ ภิกษุ
ท้ังหลายเราเหน็ อาทีนพนีแ้ ล จึงกล่าวอยา่ งนี้
ภิกษุทั้งหลาย กายินทรีย์ อันภิกษุแทงแล้วด้วยหอก คมลุก
โชน รุ่งโรจน์ โชติช่วง ยังประเสริฐ ส่วนการถือนิมิตโดยอนุ
พยัญชนะ ในรูปอันจะพึงรู้สึกด้วยจักษุ ไม่ประเสริฐเลยภิกษุ
ท้ังหลาย วิญญาณกําหนัดด้วยความยินดีนิมิตก็ดี กําหนัดด้วย
137
ความยินดีอนุพยัญชนะก็ดี เม่ือตั้งอยู่ พึงต้ังอยู่ได้ ฉวยว่า ภิกษุพึง
ทํากาละเสียในสมัยน้ันไซร้ ข้อท่ีเธอพึงถึงคติ 2 อย่าง คือ นรก
หรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง มีฐานะอยู่ ภิกษุ
ทงั้ หลายเราเห็นอาทนี พนี้แล จึงกล่าวอย่างน้ี
ภกิ ษุทง้ั หลาย ความเป๐นผหู้ ลบั ยงั ประเสริฐ แตเ่ รากลา่ ว
ความเป๐นผ้หู ลบั ว่า เปน๐ หมันสําหรบั ผูม้ ีชีวติ เรากล่าวความเป๐นผู้
หลับวา่ เปน๐ อันไมม่ ีผลสําหรับผมู้ ีชีวิต เรากล่าวความเปน๐ หลับเปน๐
ความหลงใหลสาํ หรบั ผ้มู ีชีวิต ภกิ ษุอํานาจแหง่ วิตกเห็นปานใดแลว้
พงึ ทาํ ลายสงฆ์ ภกิ ษไุ มพ่ งึ ตรึกถึงวิตกเปน๐ ปานนัน้ ภกิ ษุท้ังหลาย
เราเหน็ อาทีนพนแี้ ล จงึ กล่าวอย่างน้ี”
การถึงความพินาศในภพป๎จจุบันก็จัดว่าเป๐นทุกข์ท่ีต้องเสวย
เหมือนกัน ดังเช่น หาริตดาบสไม่รู้จักสํารวมอินทริย์ ดําเนินความ
ว่า คราวหน่ึงพระราชาตองไปปราบกบฏท่ีชายแดน รับส่ังใหพระ
มเหสีช วยดูแลอาหารบิณฑบาตให ดาบสแทน อยู มาวันหน่ึง
หลังจากเตรียมสํารับกับข าวจะถวายพระแล ว มเหสีก็ทรงสรง
สนานเสร็จ ดาบส เหาะลงมายงั ตาํ หนกั ลดเพดานลงมาเรื่อยๆ เสียง
ปะทะผาคากรองดังพับๆ พระมเหสีตกใจผุดลุกข้ึนจะเขาไปในห
องสาหรี หลุด ขณะพระมเหสีกําลังแตงองคทรงเคร่ืองอยู ดาบส
เห็นพอดี จึงหมดฤทธิ์หลนลงบนพื้น จากน้ันท้ังสองก็ถึงศีลวิบัติ
ฉันเสร็จฌานเส่ือมต้องเดินกลับ เหตุการณก็เปนมาเร่ือยๆ จนเสียง
ลือไปหมด พระราชาเสด็จกลับมาทรงทราบเรื่อง ก็ไปถามวา จริง
หรือเปลาที่เขาลือกันดาบสตอบวา “จริงขอถวายพระพร อาตม
ภาพไมทันสํารวม ขอโอกาสสักพัก” วาแลวก็ปดประตูกระทอม นั่ง
เขาฌานสักพักหน่ึงก็บรรลุฌานข้ันสูงไมเส่ือมอีกตอไป แลวเปดป
ระตูกระทอมออกมาแสดงธรรมใหพระราชาฟงเร่ืองการไมสํารวม
ระวังในกาม มันทําใหชีวิตพรหมจรรยมัวหมอง เสียพระ เสียผูเสีย
คน
มี อี ก ห ล า ย เ ร่ื อ ง ที่ ก ล่ า ว ถึ ง ทุ ก ข์ อั น เ กิ ด จ า ก ก า ร ไ ม่ สํ า ร ว จ
อินทรีย์ เช่น เรื่องโลมสกัสสปดาบส มาในอรรถกถา โลมสกัสสป
138
ชาดก นวกนิบาต (ขุ.ชา.อ.5/380) เร่ืองของชน 5 คน ผู้มีรูปเป๐น
อารมณ์ และเสียงเป๐นอารมณ์ เป๐นต้นซึ่งถูกพวกนางยักษิณีกิน เหตุ
ไม่สํารวมอินทรีย์ มาในอรรถกถาตักกสิลชาดก เอกนิบาต วรรคที่
10 (ขุ.ชา.อ.5/258) และเรื่องโอรสพระเจ้ากรุงพาราณสีทั้ง 2
พระองค์ ผู้ไม่แลดูแม้ซึ่งรูปทิพย์ ท่ีนางยักษิณีทั้งหลายจําแลง ไม่
สํารวมอินทรีย์ แล้วทํากิเลสให้เกิดขึ้น เสด็จถึงกรุงตักกสิลาแล้วได้
ครองราชสมบัติ มาในอรรถกถาป๎ญจภีรุกชาดก เอกนิบาต วรรคที่
14 (ขุ.ชา.อ.5/380)
แมค้ วามเสื่อมจากโคจร ของตนจดั วา่ อาทีนพ ทกุ ข์ที่ต้อง
เสวยเหมือนกัน ดงั ที่พระพุทธองค์ตรสั สอนเหลา่ ภกิ ษุผู้เว้นการ
สํารวมอนิ ทรีย์ตรสั วา่
“ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าภิกษุจะถือนิมิตในรูปเป๐นต้น ด้วย
สามารถศุภนิมิต ไม่ควร เพราะถ้าเธอทํากาละเสียในสมัยน้ันไซร้
ก็จะบังเกิดในอบายมีนรกเป๐นต้น ฉะน้ัน เธอทั้งหลายอย่าถือ ศุภ
นิมิตในรูปเป๐นต้น เวลาท่ีเธอทั้งหลายแลดูรูปก็ดี เวลาท่ีไม่แลดูก็ดี
มีอยู่ แต่ในเวลาแลดู อย่างพึงแลดูด้วยสามารถศุภนิมิต พึงแลดู
ดว้ ยสามารถอศภุ นมิ ิต อยา่ งน้ี เธอท้ังหลายจึงจักไม่เสื่อมจากโคจร
ของตน. ก็อะไรเล่าเป๐นโคจรของท่านท้ังหลาย สติป๎ฏฐาน 4
สัมมัปปธาน 4 อริยมรรคมีองค์ 8 โลกุตตรธรรม 9 นี้แลเป๐นโคจร
ของเธอทั้งหลาย เพราะว่า เม่ือเธอท้ังหลาย ประพฤติในโคจรนั้น
อยู่ มารจกั ไม่ได้ชอ่ งโอกาส กถ็ า้ เธอทั้งหลาย ประพฤติในโคจรนั้น
อยู่ มารจักไม่ได้ช่องโอกาส ก็ถ้าเธอท้ังหลาย ลุอํานาจกิเลส จัก
แลดู (รูปเป๐นต้น) ด้วยสามารถศุภนิมิตไซร้ ก็จักเส่ือมจากโคจร
ของตน ดุจสนุ ัขจง้ิ จอก ชอื่ ว่า ปตู มิ ังสะ” สมดงั ทพี่ ระพุทธองค์ไว้ใน
ปูตมิ ังสชาดก นวกนบิ าต (ขุ.ชา.27/267/ 1304) ว่า
“ภิกษุผู้บัณฑิต ไม่ควรเพ่งดูในกาลไม่ควร พึงเพ่งดู
ในกาลอนั ควร ภิกษุใด เพ่งดูในกาลไม่ควร ภิกษุนั้น ย่อม
ซบเซาเหมือนสุนขั จิง้ จอกชื่อปตู ิมังสะ”
139
ดังได้สดับมา ในอดีตมีฝูงแพะหลายรอยตัวอาศัยอยูในภูเขา
ใกลปาหิมพานต ในฝูงแพะนี้แมแพะช่ือเมณฑมาตา เปนแพะที่
เฉลียวฉลาดมาก และในปาใกลๆ กับภูเขา มีสุนัขจ้ิงจอกตัวหน่ึง
ชื่อปูติมังสะ อยูกับภรรยาชื่อเวณี สุนัขจ้ิงจอกทั้งสองตัวไดแอบกัด
ไปกินแพะหลายตัว วันหน่ึงสุนัขจิ้งจอกปูติมังสะคิดอยากจะกินแม
แพะเมณฑมาตา จึงออกอุบายใหภรรยาไปตีสนิทเปนสหายกับแม
แพะและใหบอกวาปูติมังสะตายแลว ชวนมาท่ีถํ้าของสุนัขจิ้งจอก
เพ่ือจะไดจับกิน สุนัขจ้ิงจอกภรรยา ไปหาแมแพะเมณฑมาตา รํ่า
ไหวา สามีตายแลวจะขอมาอยูดวย แมแพะบอกวา สามีของทาน
ดุร ายกัดกินญาติของเราตายเสียมาก ขอให ไปอยู ที่อื่นเถิดอย
ามาอยูที่นี่เลย นางสุนัขจ้ิงจอกก็บอกวา บัดนี้สามีตายแล้วขอใหช
วยไปเผาศพเถิด แมแพะก็สงสารไปดวย สุนัขจ้ิงจอกปูติมังสะท่ี
แกลงทําเปนนอนตายอยู เม่ือไดยินเสียงฝเท้าก็อดทนไมได ยก
ศรีษะขึ้นดู แมแพะระมัดระวังตนอยูแลวเม่ือเห็นเชนน้ันก็รีบวิ่งหนี
ไป นางสุนขั จงิ้ จอกจงึ ตเิ ตียนสามีวา
“เพื่อน แกล้งวา่ ตายแลว้ มองดูนางแพะ ในเวลาไม่
สมควร ชา่ งบา้ โฉดเขลา ไรป้ ญ๎ ญารอบคอบเสียจรงิ ๆ ”
ธรรมดาภิกษุ ไม่ควรถืออารมณ์ มีรูปเป๐นต้นไว้ ด้วยการถือ
โดยอนุพยัญชนะ และการถือโดยนิมิต ควรถือเอาแต่อารมณ์
ตามที่ได้เห็น ได้สดับ ได้ทราบแล้วเท่าน้ัน พึงเป๐นดุจพระมหาติสส
เถระผู้บําเพ็ญอสุภกัมมัฏฐาน ซ่ึงอยู่ในเจติยบรรพต วันหนึ่ง ได้ไป
บิณฑบาติที่อนุราธบุรี มีหญิงคนหน่ึงทะเลาะกับสามี เดินไปบ้าน
เกิดแต่เช้าตรู่ พบพระเถระในระหว่างทางมีจิตวิปลาศ จึงหัวเราะ
ก๊ากใหญ่ ท่านกําลังเดินพร้อมท้ังมนสิการถึงอัฏฐิกกัมมัฏฐานไป
ดว้ ย ไดย้ นิ เสียงหนั ไปดู กลับได้อัฏฐิกสญั ญา เจรญิ วิป๎สสนา บรรลุ
พระอรหัต
ธรรมชาติของจิตนั้น มักกลับกลอกเร็ว ภิกษุบรรเทาราคะที่
เกิดข้ึน ด้วยการมนสิการถึงอสุภกัมมัฏฐานแล้วพึงทําอินทรียสังวร
ให้ถึงพร้อม ประดุจดังพระวังคีสเถระผู้บวชใหม่ วันหนึ่งเท่ียว
บิณฑบาตกับพระอานนทเถระพบหญิงผูหน่ึงก็เกิดราคะข้ึน พระ
140
อานนทเถระจึงบอกอุบายวา ถาอยางนั้น อยาทําสุภนิมิตซ่ึงเปนเห
ตุเกิดราคะไวในใจ จงอบรมจิตดวยอสุภภาวนา บรรเทาราคะไดด
วยการทาํ อยางน้ัน แลวเที่ยวบณิ ฑบาต ตอมากบ็ รรลพุ ระอรหตั
แท้จริง อินทรียสังวรศีล เรียกว่า “สํวรสุทฺธิ” เพราะบริสุทธ์ได้
ด้วยอํานาจแห่งการอธิษฐานจิตว่า “เราจักไม่ทําอย่างน้ีอีก” แม้จะ
ทําลายสังวรแล้ว ก็พึงทําสังวรสํารวมให้ถึงพร้อมมาใหม่ ผู้บําเพ็ญ
อนิ ทรียสงั วร พึงเป๐นดุจพระจติ ตคตุ ตเถระ อยู่ในถํ้าช่ือกรัณฑกะซึ่ง
มีจิตรกรรม เรื่องออกอภิเนษกรมณของพระพุทธเจา 7 พระองคท่ีน
าเพลินใจมีในถ้ําชื่อกรัณฑกะ พระเถระอยูในถํ้าเกิน 60 พรรษายัง
ไมเคยเงยหนาลืมตาขึ้นดูถ้ําเลย เพราะทานทอดตาดูเพียงชั่วแอก
เพราะฉะนั้นทานจึงไมรูวาจิตรกรรมมีอยูในถ้ํานั้นพระราชาทรง
ทราบถึงคุณสมบัติทาน ทรงปรารถนาจะนิมนตทานมาเพื่อกราบ
ไหว และถวายทาน ทรงเกรงวาพระเถระจะไมมา จึงจับหญิงแมนม
แลวสั่งงดหามใหน้ํานมแกเด็กทารกจนกว่าเถระจะมา ทานก็อนุ
เคราะหเด็กๆ มา พระราชาและพระเทวีถวายทานและรับศีลแล
วไปสงพระเถระตลอด 1 สัปดาห ตอมาเทวดาท่ีสถิตอยูท่ีถํ้าไดเห็น
การปฏิบัติที่เครงครัดเกิดความเลื่อมใสไดยืนถือประทีปใหทาน ท
านก็เดนิ จงกรมมนสกิ ารถึงกรรมฐาน บรรลุอรหัตในมชั ฌิมยาม
อาชวี ปาริสุทธศิ ีล
อาชวี ปาริสุทธิ คอื การหาเลี้ยงชีวิตในทางท่ีชอบ งดเว้นจาก
การประกอบมิจฉาอาชีวะ หลีกเลี่ยงจากการเลี้ยงชีวิตในทางท่ีผิด
เฉกเช่น การหลอกลวง การพูดพริ ี้พิไร การพูดหว่านล้อม การปลูก
คําพูดท้าทายให้เจ็บใจ การแลกเปลี่ยนหากําไร วิชาท่ีถือกันว่า
นอกศาสนา การออกปากขอต่อบุคคลที่ไม่ควรขอ เวลาที่ไม่ควร
ขอ ส่ิงทีไ่ ม่ควรขอ
อาชีวปาริสุทธิศีล เรียกว่า “ปริเยฏฐิสุทฺธิ” เพราะบริสุทธ์ได้
ด้วยการแสวงหาของภิกษุผู้ละอเนสนา การแสวงหาในทางท่ีไม่
สมควรแลว้ ยงั ปจ๎ จัยทัง้ หลายให้เกดิ ข้นึ โดยธรรมสม่ําเสมอ
141
อาชีวปารสิ ทุ ธศิ ลี ย่อมบริสุทธ์ เม่ือภิกษุมีอาชีวะที่เป๐นอยู่โดย
ชอบ ดังที่พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ในมหาสติป๎ฏฐานสูตร (ที.มหา.
10/348) ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป๐นไฉน ? ภิกษุทั้งหลาย อริย
สาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะ (การแสวงหาโดยมิชอบทาง
กายและวาจาท่ีให้เป๐นไปเพ่ือประโยชน์แก่ป๎จจัย มีของกินของฉัน
เป๐นต้น) เล้ียงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะ ภิกษุท้ังหลาย น้ีเรากล่าวว่า
สัมมาอาชวี ะ”
แมก้ ารปรุงยารักษาโรคให้แกค่ นท่ีทรงหา้ ม ท่ีไม่ทรงอนุญาต
เมอ่ื ทาํ ต้องอาบัติทุกกฏ และไดท้ รงอนุญาตให้ปรงุ ยาแก่คน 3 กลุ่ม
:
กล่มุ ที่ 1 มี 10 จาํ พวก ได้แก่ สหธรรมิก 5 คือ ภกิ ษุ ภิกษุณี
สกิ ขมานา สามเณร สามเณรี ปณ๎ ฑุปลาส ไวยาวัจกรของตน
มารดา บิดา ผ้ดู ูแลมารดาบิดา
กลุม่ ที่ 2 มญี าติ 10 จําพวก ได้แก่ พี่ชาย นอ้ งชาย พห่ี ญงิ
น้องหญงิ นา้ หญิง ปาู อาชาย ลงุ อาหญิง นา้ ชาย
กลุ่มท่ี 3 มี 5 จาํ พวก คอื คนจรมา โจร คนรบแพ้ ผเู้ ปน๐ ใหญ่
คนท่ีญาติทง้ิ เม่ือเป๐นไข้เขา้ มาหาเพอื่ ขอยารักษา
ป๎จจัยท่ีเกิดขึ้นเพราะประจบสอพลอคฤหัสถ์ ไม่ควรแก่
สหธรรมิก เป๐นเช่นกับป๎จจัยท่ีเกิดข้ึน เพราะอวดอุตริมนุสสธรรม
อันไม่จริง และแลกเปล่ียนด้วยเงินตรา ประกอบการค้า ก็ภิกษุ
บริโภคป๎จจัยท่ีเกิดขึ้น จากการเป๐นนักส่งสารและการปรุงยารักษา
โรคเป๐นต้น อาชีวะนั้นไม่บริสุทธ์ ส่วนป๎จจัยท้ังหลายที่เกิดขึ้นจาก
สงฆ์หรือคณะของภิกษุผู้ไม่กําหนดถือธุดงค์ และเกิดข้ึนจาก
คฤหัสถ์ผู้เล่ือมใสจากการแสดงธรรมเป๐นต้น เป๐นป๎จจัยที่บริสุทธ์
ป๎จจัยท่ีเกิดจากสมณวัตร มีเที่ยวไปบิณฑบาตเป๐นต้น เป๐นป๎จจัย
ท่บี รสิ ุทธ์ย่งิ
142
ธรรมดาภิกษุ เมื่อจะทําอาชีวะให้หมดจดแม้อดอาหาร ก็ไม่
พึงทําแมจ้ ิตในการแสวงหาอันไม่ควรให้เกิดข้ึนประดุจดังพระมหา
ติสสเถระ ผู้อยู่ในจิรคุมพวิหาร ในคราวทุพภิกขภัย เดินทางไปมี
กายลําบากอ่อนแรง เพราะขาดอาหาร และเดินทางไกล จึงแวะ
นอนโคนต้นมะม่วง ผลมะม่วงเป๐นอันมากหล่น อุบาสกผู้เฒ่าคน
หนึ่ง รู้ว่าท่านเม่ือยล้า จึงให้ด่ืม นํ้ามะม่วงแบกไปส่ง พระเถระสอน
ตน (มงคฺ ล.1/186/192) ไวว้ า่
“อบุ าสกนี้ มใิ ชบ่ ดิ า มิใชม่ ารดา มิใช่ญาติ มใิ ช่พวก
พ้องของท่าน เขาทํากิจเชน่ นน้ั เพราะเหตุแห่งท่านมีศลี ”
ดังนี้แลว้ เจริญวปิ ๎สสนาบรรลุพระอรหัตบนหลังของอุบาสก
ป๎จจัยสันนิสสติ ศลี
ป๎จจัยสันนิสสิตะ การพิจารณาก่อนที่จะบริโภคหรือใช้ป๎จจัย
4 ได้แก่ อาหาร เคร่ืองนงุ่ หม่ ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ว่าสิ่งนั้น
เป๐นเพียงเครื่องหล่อเล้ียงชีวิตให้อยู่ได้ บริโภคมิใช่เพ่ือจะคะนอง
เล่นมัวเมา มิใช่เพื่อให้ผิวพรรณสวยงาม แต่บริโภคเพ่ือกําจัด
เวทนาเกา่ เสียไดแ้ ละจักไม่ใหเ้ วทนาใหม่เกดิ ข้นึ เป๐นต้น
ป๎จจัยสันนิสสิตศีล เรียกว่า “ปจฺจเวกฺขณสุทฺธิ” เพราะบริสุทธ์
ได้ด้วยการพิจารณาเพราะฉะนั้น ภิกษุเม่ือเห็นอาทีนพ (โทษ) ใน
การบริโภคป๎จจัยที่ยังมิได้พิจารณา พึงพิจารณาป๎จจัยทั้งหลาย
เล่ากันมาว่า ดังได้สดับมา ภิกษุทั้งหลายในกาลก่อน โดยมากจะ
ไม่พิจารณาบริโภคป๎จจัย 4 ไม่พ้นจากนรก และกําเนิดสัตว์
ดิรัจฉาน พระพุทธองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ช่ือว่าภิกษุไม่
พจิ ารณากอ่ น แลว้ บริโภคป๎จจัย 4 ไม่ควร เพราะฉะน้ัน ตั้งแต่นี้ไป
พึงพิจารณาก่อน แล้วจึงบริโภค” ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงป๎จจ
เวกขณวิธี ทรงวางแบบไว้โดยนัยเป๐นต้นว่า “ภิกษุท้ังหลาย ก็ภิกษุ
ในธรรมวินัยน้ี พิจารณาโดยป๎ญญาแล้ว จึงเสพจีวร” “ช่ือว่า การ
บริโภคป๎จจัยท่ียังมิได้พิจารณา ย่อมเป๐นเช่นกับบริโภคยาพิษอัน
แรงกล้า แม้คนโบราณท้ังหลายไม่พิจารณา ไม่รู้โทษแล้วบริโภค
143
ยาพิษ เสวยทุกข์อย่างใหญ่”เรื่องมีอยู่ว่า พระโพธิสัตวถือกําเนิด
ในตระกูลมีโภคะมาก เจริญวัยแล วเปนนักเลงสกา คร้ังหน่ึงเล
นสกากับนักเลงสกาโกง พอนักเลงสกาโกงจะแพก็กลืนลูกสกาเข
าทองแลวบอกวาลูกสกาหาย ตอมา พระโพธิสัตวจึงทําลูกสกาอาบ
ยาพิษมาเลน นักเลงสกาโกงก็กลืนลูกสกาอาบยาพิษเขาทองใน
เวลาท่ีจะแพ ไมนานนักเลงสกาโกงก็สลบ ตาเหลือก คอตก พระ
โพธิสัตวจึงใหยากินจนอาเจียน รอดตายมาไดแลวไดส่ังสอนวา
อยาไดทํากรรมเชนนอ้ี กี
ภิกษุโดยมากแม้อีก เป๐นผู้วางใจไม่พิจารณาแล้วบริโภค
ป๎จจัย 4 ที่หมู่ญาติมีมารดาบิดา พี่หญิง น้องหญิง เป๐นต้น ถวาย
ด้วยเข้าใจว่า “ในเวลาเราเป๐นคฤหัสถ์ก็ดี ในเวลาเป๐นบรรพชิตก็ดี
ปจ๎ จัยเหล่านี้ก็เป๐นของตอ้ งให้” พระพุทธองค์ตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ช่ือว่าภิกษุควรพิจารณาก่อน แล้วบริโภค
ป๎จจัยที่แม้หมู่ญาติถวายแล้ว เพราะเม่ือภิกษุไม่พิจารณาก่อน แล้ว
บริโภคเมื่อเสียชีวิตไป ย่อมไม่พ้นจากอัตภาพแห่งยักษ์และเปรต ก็
ชือ่ วา่ การบริโภคป๎จจัยที่มิได้พิจารณา ย่อมเป๐นเช่นกับการบริโภค
ยาพิษ เพราะยาพิษท่ีบุคคลผู้คุ้นเคยก็ดี ได้คุ้นเคยก็ดี ให้แล้ว ย่อม
ทําผู้บริโภคให้ตายได้ทั้งน้ัน แม้ในกาลก่อน ราชสีห์ตัวหน่ึง
บรโิ ภคยาพิษทีผ่ ู้คุ้นเคยใหแ้ ล้วถงึ ความตาย”
เรื่องมีอยู่ว่า พระโพธิสัตวไดเปนเศรษฐีมีสมบัติมากตั้งคอก
เล้ียงโคอยูในปา เม่ือโคหวาดหว่ันตอราชสีหทําใหน้ํานมโคใส
เศรษฐีไดถามคนเล้ียงโควา ราชสีหมีจิตปฏิพัทธอะไร คนเล้ียงโค
ตอบวา มันติดพันแมเนื้อตัวหนี่ง จึงใหเอายาพิษไปทาตามขนของ
แม เน้ือหลายๆ คร้ังแล้วก็ปล อยแม เน้ือไป เม่ือราชสีห มาเลีย
สรรี ะแมเน้ือนน้ั ดวยความรักไดตายเพราะยาพิษนั้น
การบริโภคป๎จจัยที่มิได้พิจารณา ของภิกษุผู้มีศีลชื่อว่า
บริโภคหนี้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยการบริโภคหนี้ ย่อมไม่ได้เพื่อ
ออกไปจากโลก เหมือนกับลูกหนี้ ย่อมไม่ได้เพื่อจะไปประเทศท่ี
ปรารถนา ตามความชอบใจของตนได้ คร้ันภิกษุผู้เห็นอาทีนพแล้ว
ควรพิจารณาป๎จจัยท้ังหลายโดยแท้ แต่เม่ือจะพิจารณา พึง
144
พจิ ารณา ใน 3 กาล ในกาลได้พึงพิจารณาแม้คราวเดียว ด้วยธาตุ
ป๎จจเวกขณะ เป๐นต้นว่า “จีวรน้ีสักว่าเป๐นธาตุ เป๐นไปตามป๎จจัย”
ดังน้ีก็ได้ ด้วยปฏิกูลป๎จจเวกขณะ เป๐นต้นว่า “ก็จีวรเหล่าน้ีทั้งหมด
เปน๐ ของไมน่ า่ เกลียด” ดังนก้ี ็ได้
การบริโภคป๎จจัยที่พิจารณาอย่างนั้นแล้วเก็บไว้ต่อจากกาล
ได้ หาโทษมิได้เลยดุจการใช้สอยบาตร จีวรที่อธิษฐานแล้วเก็บไว้
การพิจารณาในกาลได้น้ัน เป๐นการแสดงความหมดจดในเบ้ืองต้น
แห่งสติเคร่ืองพิจารณาเป๐นเบ้ืองหน้า หาใช่ห้ามการพิจารณาใน
กาลบริโภคเปน๐ เบ้ืองหนา้ ไม่
ฉะนั้น ในการบริโภคควรพิจารณาอีก ก็ในกาลบริโภคนั้น
พึงพิจารณาพร้อมด้วยการบริโภค ด้วยตังขณิกป๎จจเวกขณะว่า
“เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วเสพจีวร ” ถ้าภิกษุไม่อาจจะ
พิจารณาในกาลบริโภคได้ไซร้ ในกาลภายหลังแต่กาลบริโภคพึง
พิจารณาแม้คราวเดียวด้วยอตีตป๎จจเวกขณะว่า "วันนี้เราไม่ได้
พิจารณาแล้วบริโภคจีวรใด" ดังนี้ เป๐นต้น ภิกษุเมื่อไม่อาจ
พิจารณาได้อย่างนั้น พึงพิจารณาวันหน่ึง 4 ครั้ง 3 คร้ัง 2 คร้ัง
หรือคร้ังเดียวก็ได้ ตังขณิกป๎จจเวกขณะในเภสัช ย่อมรักษาศีลไว้
ไดท้ ้ัง 2 ประการ จากการขาด
สว่ นอตีตป๎จจเวกขณะในเภสชั ย่อมรักษาไวไ้ ด้ เฉพาะป๎จจัย
สนั นิสิตศีลอยา่ งเดียว ถา้ ภกิ ษุทาํ ตังขณกิ ปจ๎ จเวกขณะ ใน
จตุปจ๎ จัยแลว้ แมจ้ ะไมท่ ําอตีตป๎จจเวกขณะ กค็ วร
ถ้าไม่ทําตังขณิกป๎จจเวกขณะ ก็ควรทําอตีตป๎จจเวกขณะ
โดยแท้ เพื่อทําป๎จจัยสันนิสิตศีลให้บริสุทธ์. ก็ปาฏิโมกขสังวรศีล
ซึ่งขาด เพราะเหตุไม่ทําตังขณิกป๎จจเวกขณะในเภสัช ย่อม
บรสิ ุทธ์ิไดด้ ว้ ยการแสดงอาบตั ิ
ถ้าภิกษุไม่ทําป๎จจเวกขณะ ในจตุป๎จจัยเสียเลย ให้อรุณ
ขนึ้ มา ศลี ยอ่ มขาด และภกิ ษนุ ้ัน ชอ่ื วา่ ต้ังอย่ใู นฐานบริโภคนี้" ภิกษุ
ผู้บําเพ็ญป๎จจัยสันนิสิตศีล พึงเป๐นดุจภาคิเนยยสังฆรักขิตสามเณร
145
ซ่ึงได้พิจารณาโดยชอบแล้วจึงฉัน ดังที่ท่านได้กล่าว (มงฺคล.
1/189/199) วา่
“อุป๎ชฌายะกล่าวกะข้าพเจ้า ผู้ฉันข้าวสาลีอันเย็น
สนิทว่า สามเณร เธออย่างไม่สํารวมแล้ว ยังลิ้นของตน
ให้ไหม้เลย ข้าพเจ้าฟ๎งคําของพระอุป๎ชฌายะแล้ว ได้
ความสงั เวชในคร้งั นั้น นั่งเหนอื อาสนะอนั เดียว ได้บรรลุ
พระอรหัตแล้ว ข้าพเจ้าน้ัน มีความดําริบริบูรณ์เหมือน
พระจันทร์วันเพ็ญ มีสรรพอาสวะสุดส้ิน บัดนี้ภพใหม่
ยอ่ มไม่ม”ี
อนาคาริยวินัยกล่าวคือจตุปาริสุทธิศีล ท่ีบรรพชิตผู้ทําศีลให้
บริสุทธิ์ ย่อมชื่อว่าศึกษาดีแล้ว สามารถนําความสําเร็จในการ
ปฏบิ ตั ิธรรมเพื่อการหลุดพน้ จากกิเลสได้
อาคารยิ วนิ ยั
อาคาริยวินัย วินัยสําหรับผู้ครองเรือน หรือประชาชนชาย
หญิงทั่วๆ ไป ท่านได้อธิบายถึง อกุศลกรรมบถ 10 และกุศล
กรรมบถ 10
การเว้นจากอกุศลกรรมบถ 10 ประการ ชื่อว่า วินัยของ
คฤหัสถ์ ท่ีศึกษาดีแล้ว เพราะไม่ต้องโทษเคร่ืองเศร้าหมองใน
อกุศลกรรมบถ และเพราะทําตนให้ต้ังอยู่ในคุณ คือมรรยาท ช่ือว่า
เป๐นมงคล เพราะนาํ ประโยชนสุขมาให้ในโลกท้ัง 2
อกุศลกรรมบถ 10 เป๐นหนทางของการทําอกุศล ความชั่ว
ร้าย มีอบายเป๐นหวังได้ซึ่งมีอยู่ 10 ประการ เป๐นสิ่งที่ควรละเว้น
โดยแบง่ เป๐น 3 หมวด คอื
ก. เปน๐ กายทจุ รติ การประพฤตชิ วั่ ทางกาย 3 อย่าง คอื
1 ปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ วธกเจตนา (เจตนาผู้ฆ่า) ของ
บุคคลผู้มีความสําคัญในสัตว์มีชีวิตว่าสัตว์มีชีวิต อันยังความ
146
พยายามเป๐นเหตุเข้าไปตัดชีวิตินทรีย์ให้ต้ังข้ึน เป๐นไปทาง
กายทวารและวจที วารทวารใด ทวารหนง่ึ
การฆา่ สัตว์จะเปน๐ กรรมบถได้ ตอ้ งประกอบดว้ ยองค์ 5 คอื
1.1 สัตวม์ ีชวี ิต
1.2 รูอ้ ยู่ว่าสัตวม์ ีชีวิต
1.3 จิตคิดจะฆ่า
1.4 พยามเพ่ือจะฆ่า
1.5 สัตว์ตายด้วยความพยายามนนั้
บรรดาสัตว์มีชีวิตผู้เว้นจากคุณ มีสัตว์ดิรัจฉานเป๐นต้น
ปาณาติบาตมีโทษน้อย ในเม่ือสัตว์เล็กมีโทษมาก ในเมื่อสัตว์ใหญ่
เพราะประโยคใหญ่ แม้เม่ือมีประโยคเสมอกัน ก็ช่ือว่ามีโทษมาก
เพราะวัตถุใหญ่ บรรดาสัตว์ผู้มีคุณมีมนุษย์เป๐นต้น ปาณาติบาต มี
โทษน้อย ในเม่ือสัตว์มีคุณน้อย มีโทษมาก ในเมื่อสัตว์มีคุณมาก ก็
เมื่อมีสรีระและคุณเสมอกัน มีโทษน้อย เพราะกิเลสและความ
พยายามออ่ น มโี ทษมาก เพราะกเิ ลสและความพยายามแรงกล้า
2. อทินนาทาน การลักทรัพย์ เถยยเจตนา (เจตนาเครื่อง
เป๐นขโมย) ของบุคคลผู้มีความสําคัญในพัสดุ อันผู้อื่นหวงแหนว่า
เป๐นพัสดุอันผู้อ่ืนหวงแหนแล้ว อันยังความพยายามเป๐นเหตุถือเอา
พัสดุที่ผู้อื่นหวงแหนนั้นให้ตั้งข้ึน เป๐นไปทางกายทวารและวจี
ทวาร
การลักทรัพย์จะเข้าขนั้ เปน๐ กรรมบถได้ ก็ต้องประกอบด้วย
องค์ 5 คอื
2.1 ของนน้ั มผี ู้อนื่ หวงแหน
2.2 ร้อู ยวู่ ่าเปน๐ ของมผี ู้อน่ื หวงแหน
2.3 จติ คิดจะลกั
2.4 พยายามเพ่อื จะลกั
2.5 ลกั ของน้ันมาด้วยความพยายามน้ัน
147
อทินนาทาน มีโทษน้อย ในเมื่อของๆ ผู้อ่ืนเลวมีโทษมาก ใน
เมื่อของๆ ผู้อ่ืนประณีต เพราะพัสดุประณีต แม้เม่ือพัสดุเสมอกัน มี
โทษมาก ในเมื่อเป๐นของๆ บุคคลผู้ย่ิงด้วยคุณ มีโทษน้อย ในเม่ือ
เปน๐ ของๆ บุคคลผูม้ คี ณุ เลวกวา่ บคุ คลผู้ยิ่งด้วยคุณนั้นๆ เพราะเทียบ
บุคคลผู้ย่ิงด้วยคุณน้ันๆ อีกอย่างหนึ่ง อทินนาทานมีโทษน้อยใน
เม่ือของๆ ผู้อื่นเล็ก มีโทษมาก ในเมื่อของผู้ๆ อ่ืนใหญ่ เพราะเหตุ
อะไร ? เพราะประโยคใหญ่ ก็แม้เม่ือพัสดุและคุณเสมอกัน มีโทษ
น้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อนมีโทษมาก เพราะกิเลสและ
ความพยายามแรงกล้า
3. กาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม เจตนาเป๐น
เหตุก้าวล่วงฐานะอันบุคคลไม่พึงถึง เป๐นไปทางกายทวาร ด้วย
ประสงค์อสัทธรรม การประพฤติผิดประเวณีหรือประพฤติผิดใน
กาม จนถึงข้ันเป๐นกรรมบถได้ ก็ต่อเม่ือการกระทําน้ันประกอบด้วย
องค์ 4 คือ
3.1 บุคคลผู้ไมค่ วรประพฤตลิ ่วง
3.2 จิตคดิ จะเสพในบคุ คลทไี่ มค่ วรประพฤติล่วงนนั้
3.3 ความพยายามเพ่อื จะเสพ
3.4 ประพฤติลว่ งด้วยการเสพ
ผู้ปกครองทั้งหลายมีมารดาเป๐นต้น ดูแลสตรีเหล่าน้ันไว้ เพื่อ
ชมเชยผัสสะของสตรี เหล่าน้ันเองก็หามิได้ มีหน้าท่ีปูองกัน
อนาจารอย่างเดียว จึงห้ามการถึงบุรุษอื่นของสตรีเหล่านั้นเสีย หา
ชือ่ ว่าเปน๐ ใหญใ่ นผัสสะของสตรเี หล่าน้นั ไม่
กาเมสุมิจฉาจาร มีโทษน้อย ในเม่ืออคมนียัฏฐานเว้นจากคุณ
มี ศี ล เ ป๐ น ต้ น มี โ ท ษ ม า ก ใ น เ มื่ อ
อคมนียัฏฐานถึงพร้อมด้วยคุณมีศีล เป๐นต้น กาเมสุมิจฉาจารที่
บุคคลประพฤติข่มขืน แม้ในอคมนียัฏฐานอันเว้นจากคุณ ก็มีโทษ
มาก แม้เมื่อชนทั้งสองมีฉันทะร่วมกัน ก็มีโทษน้อยเพราะกิเลสและ
ความพยายามอ่อน มีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามแรง
กลา้
148
ข. เปน๐ วจที จุ รติ การประพฤติช่ัวทางวาจา 4 อยา่ ง คือ
4. มุสาวาจา การพูดเท็จ เจตนาที่ต้องการให้กายประโยค
และวจีประโยค ซ่ึงเป๐นเคร่ืองกล่าวให้คลาดเคลื่อนต่อผู้อ่ืนเกิดขึ้น
ด้วยประสงค์จะกล่าวให้คลาดเคล่ือน ท้ังในขณะเบื้องต้น ก่อนแต่
จะพูด ทง้ั ในขณะกาํ ลงั พูด
การพูดเท็จจะเปน๐ กรรมบถไดน้ น้ั ต้องประกอบด้วยองค์ 4
คือ
4.1 เรอื่ งไม่จรงิ
4.2 จิตคิดจะพูดเร่ืองไม่จริงน้นั
4.3 ความพยายามเพ่อื พดู เรือ่ งไมจ่ รงิ นั้น
4.4 ผอู้ ่นื รเู้ ร่อื งน้นั
มุสาวาทมีโทษน้อย เพราะประโยชน์ท่ีมุสาวาทีบุคคลหักราน
น้อย มีโทษมาก เพราะประโยชน์ท่ีมุสาวาทีบุคคลหักรานมาก อีก
อย่างหนึ่ง มีโทษน้อย เพราะผู้ที่มุสาวาทีบุคคลหักรานประโยชน์มี
คุณน้อย มีโทษมากเพราะผู้น้ันมีคุณมากช่ือว่ามีโทษน้อย เพราะ
กเิ ลสออ่ น มีโทษมาก เพราะกเิ ลสแรงกลา้
5. ปสิ ุณวาจา การพดู ส่อเสียด เจตนาผู้มีจิตเศร้าหมอง อัน
ยังกายประโยค วจีประโยคให้ตั้งขึ้น เพ่ือทําลายชนเหล่าอื่นก็ดี
เพ่ือประสงค์จะทําตนให้เป๐นท่ีรักของผู้อ่ืนก็ดี ช่ือว่าปิสุณวาจา
เพราะปสิ ุณวาจบี คุ คล มเี จตนากล่าวคาํ ส่อเสียด
การพดู ส่อเสยี ดจะเปน๐ กรรมบถได้นน้ั ต้องประกอบด้วย
องค์ 4 คือ
5.1 มีคนอื่นทจี่ ะพึงทาํ ลายให้แตกกนั
5.2 ความมงุ่ ทําลายด้วยประสงค์ว่า “คนพวกนี้จะแตก
กนั ด้วยอุบายน้ี” หรือความปรารถนาจะทําตนให้เปน๐ ทรี่ กั ด้วย
ประสงคว์ ่า “เราจกั เป๐นท่ีรกั จกั เปน๐ ที่คุ้นเคยดว้ ยอบุ ายนี้”
5.3 ความพยายามอนั เกิดจากความคิดน้นั