499
สุข 8) ทุกข์ เป๐นสภาพไม่เท่ียง ไม่แน่นอน มีความ
แปรปรวน เป๐นธรรมดา แต่ท่านผู้เป๐นนักปราชญ์ มีสติ
ทราบธรรม เหล่านั้นแล้ว พิจารณาเห็นว่ามีความ
แปรปรวนเป๐นธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมยํ่ายี
จิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อม ไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์
ท่านขจัดความยินดีและความยินร้าย เสียได้จนไม่
เหลืออยู่ อน่ึง ท่านทราบทางนิพพานอัน ปราศจากธุลี
ไม่มีความเศร้าโศก เป๐นผู้ถึงฝ๎๑งแห่งภพ ย่อมทราบได้
อยา่ งถูกตอ้ ง”
จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวทําให้ถึงความเป๐นธรรมดาของ
โลก เรื่องของโลก ธรรมชาติของโลกท่ีครอบงําสัตว์โลกและสัตว์
โลกต้องเป๐นไปตามธรรมดา แม้พระพุทธองค์ก็ทรงประสบอยู่ โดย
แบง่ ออกเป๐น 2 ประเภทใหญ่ๆ ไดแ้ ก่
ก. โลกธรรมฝาุ ยอฏิ ฐารมณ์ คือ ฝาุ ยทม่ี นุษย์พอใจ ทีค่ น
ทว่ั ไปปรารถนาอยากได้ คือ
1. ได้ลาภ คือ การได้ผลประโยชน์ เช่น ได้ทรัพย์ ได้ลูก
ได้เมยี ได้บา้ น ได้ที่ดนิ ได้เพชรนิลจินดาตา่ งๆ เป๐นต้น
2. ได้ยศ คือ การได้รับตําแหน่ง ได้รับฐานะ ได้อํานาจ
ไดเ้ ปน๐ ใหญ่เป๐นโต
3. ได้สรรเสริญ คือ การได้ยินได้ฟ๎งคําชมเชย คํายกยอ
คําสดุดี ทค่ี นอ่นื ใหเ้ รา
4. ได้สุข คือ ได้รับความสบายกายสบายใจ ได้ความเบิก
บานร่าเริงได้ความบันเทิงใจท้ัง 4 อย่างน้ีเป๐นเรื่องที่คนทั่วไปชอบ
ยังไม่ได้ก็คิดหา ครั้นหาได้แล้วก็คิดหวง หวงมากๆ เข้าก็หึงการที่
จติ มีอาการหา หวง ห่วง หงึ นแ่ี หละเรียกวา่ จิตไหว
ข. โลกธรรมฝุายอนิฏฐารมณ์ คือ ฝุายที่มนุษย์ไม่พอใจท่ีคน
ท่ัวไปกลวั วา่ จะเกิดข้นึ กับตน คือ
500
1. เส่ือมลาภ คอื ผลประโยชน์ที่ได้มาแล้วเสียไป เช่น เสีย
เงิน เสียท่ีอยู่ ลูกรักตายเสีย เมียรักตายจาก ถูกโกง ถูกเบียดเบียน
เงินทอง
2. เส่ือมยศ คือ ถูกลดความเป๐นใหญ่ ถูกถอดออกจาก
ตาํ แหนง่ ถูกถอดอํานาจ เกษยี ณอายรุ าชการ ลาออกก่อนเกษยี ณ
3. ถูกนินทา คือ ถูกตําหนิติเตียน ถูกด่าว่าในที่ต่อหน้า
หรือลบั หลัง
4. ตกทุกข์ คือ ได้รับความทุกข์ทรมานทางกายหรือทาง
ใจ
ทั้ง 4 ประการน้ีเป๐นเรื่องท่ีคนเราไม่ชอบ ไม่ปรารถนาให้เกิด
ขึ้นกับตัว เมื่อยังมาไม่ถึง จิตก็หว่ันว่ามันจะมา เม่ือมันมาแล้วก็
ภาวนาว่าเมื่อไหร่จะไปเสียที ไปแล้วก็ยังหว่ันกลัวว่ามันจะกลับมา
อีก
จิตของภิกษุใด อันโลกธรรมท้ังหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่
หว่ันไหว จิตของภิกษุนั้น อันโลกธรรมไรๆ พึงให้หว่ันไหวไม่ได้
บัณฑิตพึงทราบว่า เป๐นมงคล เพราะนํามาซ่ึงความเป๐นผู้สูงสุดใน
โลก เฉกเช่น จิตพระลกณุ ฏกภทั ทยิ เถระ เป๐นตัวอย่าง เล่ากันมาว่า
บรรดาพระหนุ่มเณรน้อยท่ียังเป๐นปุถุชน เห็นพระลกุณฏกภัททิย
เถระ (พระตัวน้อย) หยอกล้อเล่นท้ังจับศีรษะ หู จมูก เป๐นประจํา
ท่านก็ไม่โกรธ ไม่คิดร้าย พระพุทธองค์ทราบอย่างน้ัน จึงตรัส
(ขุ.ธ.25/16/25) ว่า “ภิกษุทั้งหลายธรรมดาพระขีณาสพ ย่อมไม่
โกรธ ไม่คิดร้ายต่อใครๆ เพราะว่า พระขีณาสพเป๐นผู้เช่นศิลาแท่ง
ทบึ ไม่หวน่ั ไหว อนั ใครๆ ให้หว่ันไหวไม่ได้
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่หวน่ั ไหว ในเพราะนินทา
และสรรเสรญิ เหมือนภูเขาศลิ าแท่งทึบ ไมห่ ว่ันไหว
เพราะลมฉะนน้ั ”
ในอรรถกถาพระธรรมบท (ขุ.ธ.อ.4/40) ได้อธิบายขยาย
ความไว้วา่ “พระพทุ ธองค์ ตรสั โลกธรรม 2 ประการก็จริง ถึงดังนั้น
ผศู้ ึกษาควรทราบเน้อื ความด้วยอาํ นาจแมแ้ หง่ โลกธรรม 8 ประการ
501
เหมอื นอย่างว่า ภูเขาศิลาแทง่ ทบึ คอื ไม่มโี พรง ย่อมไม่หวั่นไหว คือ
ไม่สะเทือน ได้แก่ ไม่เอนเอียงเพราะลมอันต่างด้วยลมท่ีพัดมาจาก
ทิศมีปุรัตถิมทศิ เป๐นต้น ฉันใดบัณฑิตท้ังหลาย เมื่อโลกธรรมแม้ทั้ง
8 ครอบงําอยู่ ย่อมไม่หวั่นไหวคือไม่เอนเอียง ไม่สะเทือน ด้วย
อาํ นาจแหง่ ความกระทบกระทง่ั หรือด้วยอํานาจแห่งความยินดี ฉัน
นน้ั ”
พระพุทธพจน์ท่ีมาในขุททกนิกาย คาถาธรรมบทดังกล่าว
สอดคลอ้ งกบั คําท่ีพระโสณเถระ เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตของตน
ได้กลา่ วในสาํ นักองค์พระศาสดา (องฺ.ฉกฺก.22/326/424) ว่า
“ภเู ขาศลิ าแทง่ ทึบ ย่อมไมห่ ว่นั ไหวเพราะลม ฉนั ใด
รปู เสียง กลน่ิ รส และผสั สะท้ังมวล และธรรมอันนา่
ปรารถนาและไมน่ ่าปรารถนา จะยงั จิตท่ีต้ังม่ัน คงท่ี
หลุดพน้ แล้ว ของพระอริยสาวกนนั้ ผ้คู งที่ พจิ ารณาเหน็
ความเกดิ และความเสื่อม ใหห้ วนั่ ไหวไมไ่ ด้ ฉันนั้น”
พระอริยสาวกขีณาสพ ย่อมเห็นท้ังความเกิดข้ึน ทั้งความ
เสื่อมไปแหง่ จติ ท่ีถูกโลกธรรมครอบงาํ ย่อมไม่หว่นั ไหว ด้วยอํานาจ
ผลสมบัติ เพราะปฏิบัติทางวิป๎สสนา และน้อมไปแล้วในอารมณ์คือ
นิพพาน ซึ่งความแตกต่างกับปุถุชน สามัญชน ย่อมมีความ
หวั่นไหวเป๐นธรรมดา สมดังพระพุทธพจน์ท่ีปรากฏมีในโลกวิป๎ตติ
สตู ร (อง.ฺ อฏฺฐก.23/96/159-161) ความวา่
“ภิกษุทั้งหลาย ท้ังลาภ เส่ือมลาภ ยศ เส่ือมยศ นินทา
สรรเสริญ ท้ังสุข ทั้งทุกข์ ย่อมเกิดแก่ปุถุชนแม้ผู้ไม่ได้สดับ ภิกษุ
ทั้งหลาย ทั้งลาภเสื่อมลาภ ยศ เส่ือมยศ นินทา สรรเสริญ ทั้งสุข
ทั้งทุกข์ ย่อมเกิดแก่พระอริยสาวก แม้ผู้สดับแล้ว ภิกษุทั้งหลาย
บรรดาปุถุชนและพระอริยสาวกเหล่าน้ัน อะไรเป๐นเหตุแปลกกัน
อะไรเป๐นความหมายต่างกัน อะไรเป๐นเครื่องกระทําพระอริยสาวก
ผสู้ ดบั แล้วให้ต่างจากปุถุชนผไู้ ม่ได้สดบั เลา่ ?”
“ภิกษุท้ังหลาย ลาภ ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว
เขาย่อมไม่พิจารณาเห็นอย่างน้ี ย่อมไม่รู้ท่ัวถึงตามเป๐นจริงว่า
502
'ลาภน้ีเกิดข้ึนแล้วแล แก่เรา ก็แต่ว่า ลาภน้ันแล ไม่เที่ยง เป๐นทุกข์
มีความแปรปรวนเป๐นธรรมดา' ความเส่ือมลาภย่อมเกิดข้ึน---- ยศ -
--- ความเสื่อมยศ ----นินทา ---- สรรเสริญ ---- สุข ย่อมเกิดขึ้น ---
- ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแกเ่ ขา เขาย่อมไม่พิจารณาเห็นอย่างน้ี ย่อมไม่รู้
ท่ัวถึงตามเป๐นจริงว่า 'ทุกข์น้ีเกิดข้ึนแล้วแล แก่เรา ก็แต่ว่าทุกข์นั้น
แล ไมเ่ ทีย่ ง เป๐นทุกข์ มีความ แปรปรวนเปน๐ ธรรมดา.' แม้ลาภ ย่อม
ครอบงําจิตของเขาต้ังอยู่. แม้ความเส่ือมลาภ ฯ ล ฯ แม้ ทุกข์ ย่อม
ครอบงําจิตของเขาต้ังอยู่ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้าย
ในความเสื่อมลาภ ฯ ล ฯ ย่อมยินดีสุขที่เกิดข้ึน ย่อมยินร้ายใน
ทุกข์. เขาถึงพร้อมด้วยความยินดีและความยินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่
พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส เรา
ย่อมกล่าวว่า 'เขาย่อมไม่พ้นจากทุกข์' ภิกษุทั้งหลาย นี้และเป๐น
เหตุแปลกกัน น้ีเป๐นความหมายต่างกัน น้ีเป๐นเคร่ืองทําพระอริย
สาวกผูส้ ดบั แลว้ ให้ตา่ งจากปุถชุ นผู้ไมไ่ ดส้ ดับ”
“ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่าน้ีคือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ
นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ เป๐นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความ
แปรปรวนเป๐นธรรมดา ก็ท่านผู้มีสติ มีป๎ญญาดี ทราบธรรมเหล่า
นนั่ แล้ว ย่อมพิจารณาเหน็ ว่า 'มคี วามแปรปรวนเปน๐ ธรรมดา' ธรรม
ท่ีเป๐นอิฏฐารมณ์ท้ังหลาย ย่อมยํ่ายีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่
ถึงความขัดเคือง เพราะธรรมอันเป๐นอนิฏฐารมณ์ ความยินดีหรือ
ความยินร้ายกําจัดได้แล้ว ถึงความสาบสูญ มีอยู่ไม่ได้ อนึ่ง ท่าน
ทราบทางอันปราศจากธุลี ไม่มีโศก เป๐น ผู้ถึงฝ๎๑งแห่งภพ ย่อมรู้
ทัว่ ถึงโดยชอบ”
จากพระพุทธพจน์ดังกล่าวมาจะเห็นได้ว่า จิตพระอรหันต์
ผู้กระทําให้แจ้งตามความเป๐นจริงแล้ว จิตก็จะไม่หวั่นไหวในโลก
ธรรม สภาพจิตของผู้ที่ทําพระนิพพานให้แจ้งแล้ว มีใจตั้งมั่นเกิด
ความมั่นคงหนักแน่นดุจขุนเขา เป๐นอุเบกขาวางเฉยได้ เมื่อพบกับ
503
ความเสื่อมลาภ เส่ือมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ จิตก็ไม่หวั่น เมื่อพบกับ
ความได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ เป๐นสุข จิตก็ไม่ไหว เพราะรู้เท่า
ทันว่า เร่ืองที่เกิดขึ้นน้ันมันไม่เที่ยง ไม่จีรังย่ังยืนอะไร ลาภมีได้ก็
เส่ือมได้ ยศตําแหน่งใหญ่โตก็ไม่ใช่ของเราตลอดไป สรรเสริญ
นินทา สขุ ทุกข์ ทุกคนต้องพบทั้งน้ัน และในที่สุดก็ต้องเสื่อมหายไป
เป๐นธรรมดา โลกธรรมเป๐นส่ิงที่เกิดข้ึนได้แก่ทุกคน ทั้งแก่ปุถุชน
และแก่อริยสาวกผู้มีการศึกษา จะแตกต่างกันก็แต่การวางใจและ
การปฏบิ ตั ติ นตอ่ สงิ่ เหลา่ น้ีกลา่ ว คอื
1. ปุถุชนผู้ไม่มีการศึกษา ไม่รู้จักฝึกอบรมตน ย่อมไม่เข้าใจ
ไม่รู้เท่าทันตามความเป๐นจริง ลุ่มหลงลืมตน ยินดียินร้าย คราวได้
หลงใหลมัวเมาหรือลําพองจนเหลิงลอย คราวเสียก็หงอยละเหี่ย
หมดกําลังหรือถึงกับคลุ้มคล่ังไป ปล่อยให้โลกธรรมเข้าครอบงํายํ่า
ยจี ิต ฟยู ุบเร่ือยไป ไม่พ้นจากทกุ ข์โศก
2. สว่ นอริยสาวก รู้จักพิจารณารู้เท่าทันตามความเป๐นจริงว่า
สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นแก่ตน ล้วนไม่เท่ียง ไม่
คงทน ไม่สมบูรณ์ มีความแปรปรวนได้เป๐นธรรมดา จึงไม่หลงใหล
มัวเมาเคล้ิมไปตามอิฏฐารมณ์ ไม่ขุ่นมัวหม่นหมองคลุ้มคล่ังไปใน
เพราะอนิฏฐารมณ์ มีสติดํารงอยู่ได้ วางตัววางใจพอดี ไม่เหลิงใน
สุขและไม่ถูกทุกข์ท่วมทับ อริยสาวกอาจใช้โลกธรรมเหล่าน้ันให้
เป๐นประโยชน์ เช่น ใช้อนิฏฐารมณ์เป๐นบทเรียน บททดสอบ หรือ
เป๐นแบบฝกึ หดั ในการพัฒนาตน และใช้อิฏฐารมณ์เป๐นโอกาสหรือ
เ ป๐ น อุ ป ก ร ณ์ ใ น ก า ร ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ค ว า ม ดี ง า ม แ ล ะ บํ า เ พ็ ญ
คณุ ประโยชนใ์ หย้ ิง่ ขึ้นไป
จิตไมเ่ ศรา้ โศก
ความโศกเศร้าเสียใจ อันมีความสูญเสียเป๐นต้น เป๐นเหตุ ชื่อ
ว่า โสกะ ความโศก อันเป๐นภาวะแห่งบุคคลหรือแห่งจิต ผู้ถึงความ
โศกเศร้า อันเกิดจากความเส่ือมมีความสูญเสียญาติ เป๐นต้น อย่าง
ใดอย่างหนึ่ง หรือมีเหตุจากทุกข์มีการจะถูกฆ่าและถูกการจองจํา
เป๐นต้น ถาถมเข้ามา เม่ือความโศกอันมีความเศร้าใจเป๐นลักษณะ
ทําให้ความแห้งใจภายใน เหือดแห้ง แห้งผากเกิดข้ึน อันเป๐นความ
504
เศร้าโศก ณ ภายในใจ สมจริงดังพระพุทธพจน์ท่ีพระผู้มีพระภาค
ตรัสไว้ ในมหาสติป๎ฏฐานสูตร (ที.มหา.10/295/336) ว่า “ภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ความโศกเป๐นไฉน ? ภิกษุทั้งหลาย ความโศกความเศร้า
ใจ ความแห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความเศร้าโศก ณ ภายใน
ของสัตว์ ผู้ประกอบด้วยความเสียหายอันใดอันหน่ึง และผู้อันทุกข
ธรรม อันใดอันหนึ่งถูกต้องแล้ว อันใดเล่า ? ภิกษุท้ังหลายน้ีเรา
เรยี กว่า ความโศก”
ความเศร้าโศกเสียใจ มีการเสวยอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ท่ีไม่
น่าปรารถนนา เป๐นลักษณะ มีการประจวบอาการอันไม่น่า
ปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่งเป๐นกิจ มีอาพาธทางจิตเป๐นเหตุ
ปรากฏ (อัฏฐสาลินี : 390) สอดคล้องกบั ที่ปรากฏในอรรถกถาสัจจ
วิภังค์ (อัฏฐสาลินี) ได้อธิบายไว้ว่า “ความโศกนี้น้ัน โดยเนื้อความ
ไดแ้ ก่โทมนัสเวทนาก็จริง แม้เม่ือเป๐นเช่นน้ัน ก็มีความหม่นไหม้ ณ
ภายในเป๐นลักษณะ มีความเหี้ยมเกรียมแห่งใจเป๐นกิจ มีความตาม
ละหอ้ ยถึงเป๐นเหตุปรากฏ”
ความเศร้าโศก เป๐นความคิดท่ีกําเริบหรือความเหือดแห้ง
ภายในใจ อันเว้นจากความเป๐นผู้แกล้วกล้า อันเป๐นความกรม
เกรยี ม ณ ภายใน ความหมน่ ไหม้ ความเศร้าใจอันสมควรแก่ความ
สูญเสียญาติ เป๐นต้น ความเศร้าใจความเดือดร้อนไปตามคุณหรือ
โทษต่างๆ ท่ีประสบพบเจอ เป๐นความเศร้าโศกเนืองๆ .อันเป๐นไป
ตามความไม่ยินดียิ่งในอารมณ์ ซ่ึงเป๐นปฏิป๎กษ์ต่อปีติและโสมนัส
และประจวบกับโทสะท่ีเป๐นความคิดอันจะแผดเผานิสัยของตน ณ
ภายใน เดือดร้อนใจถึงความดีงามที่ตนไม่ได้ทํา และความชั่วร้าย
ที่ตนไดท้ ําไว้ (มงฺคล. 2/571/441)
สภาพจิตท่ีแห้งผากเหมือนดินแห้ง ใบไม้แห้ง หมดความชุ่ม
ช้ืน เน่ืองจากไม่สมหวังในความรัก ทําให้มีอาการเหี่ยวแห้งหม่น
ไหม้ โหยหาข้ึนในใจ ใจซึมเซาไม่อยากรับรู้อารมณ์อ่ืนใด ไม่
อยากทําการงาน อันเกิดจากส่ิงที่รักบ้าง ส่ิงท่ีชอบใจบ้าง จาก
505
ความยินดี หรือ เกิดจากความปรารถนาในกามบ้าง เมื่อไม่ได้ดัง
ความปรารถนา ความต้ังใจ หรือความคาดหวังของตนทําให้ความ
เศร้าโศกเป๐นย่ิงนัก ซึ่งสอดคล้องกับพุทธภาษิตที่ปรากฏในขุททก
นิกาย คาถาธรรมบท (ขุ.ธ.25/26/43-44) ว่า
ปิยโต ชายตี โสโก ปยิ โต ชายตี ภยํ
ปยิ โต วปิ ฺปมตุ ฺตสฺส นตถฺ ิ โสโก กโุ ต ภยํ
ความโศก ย่อมเกิดแตข่ องทร่ี กั ภยั ยอ่ มเกดิ แตข่ องที่
รัก ความโศกยอ่ มไม่มีแก่บคุ คลผู้พน้ วเิ ศษแล้ว จากของที่
รกั ภยั จักมีแต่ท่ีไหน
เปมโต ชายตี โสโก เปมโต ชายตี ภยํ
เปมโต วปิ ปฺ มุตฺตสฺส นตถฺ ิ โสโก กโุ ต ภยํ ฯ
ความโศก ย่อมเกดิ แตค่ วามรัก ภยั ย่อมเกิดแต่ความ
รัก ความโศกยอ่ มไม่มแี ก่ผู้พ้นวเิ ศษแล้ว จากความรัก
ภัยจักมีแต่ท่ีไหน
รตยิ า ชายตี โสโก รติยา ชายตี ภยํ
รติยา วิปปฺ มุตตฺ สฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ
ความโศกย่อมเกิดแต่ความยนิ ดี ภัยย่อมเกิดแต่ความยนิ ดี
ความโศกย่อมไม่มีแกบ่ คุ คลผพู้ ้นวิเศษแลว้ จากความยินดี ภัยจักมี
แต่ท่ไี หน
กามโต ชายตี โสโกกามโต ชายตี ภยํ
กามโต วปิ ปฺ มุตฺตสฺส นตถฺ ิ โสโก กโุ ต ภยํ
ความโศกย่อมเกดิ แต่กาม ภยั ย่อมเกดิ แต่กามความ
โศกยอ่ มไมม่ แี ก่บคุ คลผูพ้ น้ วิเศษแลว้ จากกาม ภัยจกั มี
แตท่ ไี่ หน
ตณหฺ าย ชายตี โสโก ตณหฺ าย ชายตี ภยํ
ตณฺหาย วปิ ปฺ มตุ ฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ
ความโศกย่อมเกิดแตต่ ัณหา ภัยย่อมเกิดแตต่ ัณหา
ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผ้พู ้นวิเศษแลว้ จากตณั หา
ภัยจักมีแต่ทไี่ หน
506
สรรพส่ิงบนโลกมนุษย์ (กองวิชาการ : 2550 :223-224) จะ
เป๐นรักคน สัตว์ หรือส่ิงของก็ทําให้เกิดความโศกได้ทั้งน้ัน แต่ท่ี
หนักก็มักจะเป๐นเรื่องรักคน โดยเฉพาะความรักของชายหนุ่มหญิง
สาว
ปกติความคิดของคนเราซนเหมือนลิง ชอบคิดโน่นคิดน่ี
รับอารมณ์อย่างโน้นอย่างนี้ เด๋ียวจะฟ๎งเพลงเพราะๆ เด๋ียวไม่เอา
อีกแลว้ กินขนมดีกวา่ กินอิ่มแล้ว ไม่เอานอนดีกว่า เด๋ียวเท่ียวดีกว่า
เปลี่ยนไปเรอ่ื ยๆ ไมอ่ ยูใ่ นอารมณใ์ ดนานๆ แต่แปลก พอใจของเรา
ไปเจออารมณ์รักเข้าเท่านั้นแหละ มันไม่เปลี่ยน ติดหนับเลย
เหมือนลงิ ติดตงั
พูดถึงลิงติดตัง บางท่านอาจไม่เข้าใจ ตังก็คือ ยางไม้ที่
เขาเอาไปเค่ียวจนเหนียวหนับ แล้วเอาไปปูายไว้ตามต้นไม้ ตามท่ี
ต่างๆ ไวด้ กั นก ดกั สัตวเ์ วลาสัตวม์ าเกาะติดเข้าจะดิ้นไม่หลุด
ลิงเวลามาเจอตังเข้า มันจะใช้ขาข้างหนึ่งแหย่ดูตาม
ประสาซน พอติดหนับดึงไม่ข้ึน ก็จะใช้ขาอีกข้างจะมาช่วยยัน ขา
ข้างน้ันก็ติดตังหนับเข้าอีกจะใช้ขาอีก 2 ข้างมาช่วย ก็ติดตังหมด
ท้งั 4 ขา ใช้ปากช่วยดันปากก็ติดตังอีก ตกลงท้ัง 4 ขาและปากติด
ตงั แนน่ อยู่อย่างนนั้ ดน้ิ ไมห่ ลดุ รอใหค้ นมาจับไป นี่ลิงตดิ ตัง
คนเราก็เหมือนกัน ลงได้รักละก็ หนุ่มรักสาว สาวรักหนุ่ม
ก็ตามทีแรกก็บอกว่าจีบไปอย่างน้ันเอง พักเดียวถอนตัวไม่ออก
รอ้ ง “ไม่เหน็ หน้าเจ้า กินข้าวบ่ลงกันเชียว”
คําว่า เสน่ห์ แปลว่า ความน่ารัก แต่คําคําน้ีมาจากภาษาบาลี
แปลว่า ยางเหนียว ตรงตัวเลย ถ้ามีคนมาบอกว่า ผู้หญิงคนนี้สวย
มากมีเสน่ห์ มองแบบปรัชญาทําให้เห็นว่า หญิงผู้นั้นเหมือนยาง
เหนียวหนับเลย ไม่ควรเข้าไปใกล้ อาจทําให้เราติดยางเหนียวก็
ได้ เฉกเชน่ ลงิ ตดิ ตงั จะดนิ้ ไม่หลุด
ตอนรักเขายังไม่เท่าไร แต่ว่า รักเขาแล้วเขาไม่รักเรา
หรือเมอื่ ความรักกลายเป๐นอ่ืนเข้า หรือเขาตายจากเราไปก็ตาม ใจ
มันจะแห้งผากข้ึนมาทีเดียว แต่ก่อนเคยชอบรับอารมณ์อย่างน้ัน
อย่างนี้ พอถึงตอนน้ีใครจะมาร้องเพลงให้ฟ๎งก็รําคาญ จะชวนไป
507
เท่ยี วดหู นัง ก็ราํ คาญ จะร้องจะรําจะเล่นอะไร รําคาญไปหมด ข้าว
ยังไม่อยากจะกิน ใจมันแห้งผาก ซึมเซารับอารมณ์ไม่ไหว คือ
อาการท่เี รียกว่า จิตโศก
บางคนอาจนึกว่า ถ้าความรักสมหวัง ก็คงไม่เป๐นไร จิตไม่โศก
แตใ่ นความเป๐นจริง มันเป๐นไปไมไ่ ด้ เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่าทุกอย่าง
ในโลกนี้ล้วนตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์มันไม่เที่ยงต้องเปล่ียนไป
เรื่อยๆ แตกดับไปเป๐นธรรมดา ฉะน้ัน ใครได้หลงรักอะไรแล้ว ไม่ว่า
จะเป๐นคนสัตว์หรือส่ิงของ ให้เตรียมตัวโศกเอาไว้ได้ ถ้ารักมากก็
โศกมาก รักน้อยก็โศกน้อย รักหลายๆ อย่างก็โศกมากครั้งตามไป
ดว้ ย
ผู้ใดมีความรกั เตม็ 100 % ผนู้ น้ั ก็ตอ้ งมีความทุกข์เต็ม
100 %
ผใู้ ดมคี วามรกั 90 % ผ้นู ัน้ กต็ อ้ งมีความทุกข์ 90 %
ผใู้ ดมีความรัก 80 % ผนู้ น้ั กต็ ้องมคี วามทุกข์ 80 %
ผู้ใดมีความรัก 40 % ผนู้ น้ั กต็ อ้ งมคี วามทุกข์ 40 %
ผ้ใู ดมีความรัก 20 % ผนู้ ั้นกต็ อ้ งมคี วามทุกข์ 20 %
ผูใ้ ดมคี วามรัก 10 % ผนู้ ัน้ ก็ตอ้ งมีความทุกข์ 10 %
ผู้ใดมคี วามรัก 5 % ผู้นัน้ ก็ต้องมคี วามทุกข์ 5 %
ผใู้ ดมีความรกั 4 % ผนู้ ั้นก็ตอ้ งมคี วามทกุ ข์ 4 %
ผูใ้ ดมคี วามรัก 3 % ผ้นู น้ั ก็ต้องมีความทุกข์ 3 %
ผใู้ ดมีความรัก 2 % ผ้นู น้ั ก็ตอ้ งมีความทกุ ข์ 2 %
ผใู้ ดมคี วามรัก 1 % ผนู้ ้ันกต็ ้องมคี วามทกุ ข์ 1 %
ผู้ใดไม่มีส่ิงอันเป๐นท่ีรัก ผู้นั้นก็ไม่มีความทุกข์ เรากล่าวว่าผู้
นั้นไม่มคี วามเศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีอุปายาส คือ ความ
ตรอมใจ ความกลุ้มใจ (ขุ.ธ. 25/176/225) ถ้ามากรักก็มากน้ําตา
ถ้าหมดรักก็หมดนํา้ ตา มากรักก็มากทุกข์ หมดรกั ก็หมดทกุ ข์
508
ดังนั้น ผู้ท่ีถูกความทุกข์อันเป๐นโทมนัสเวทนา ครอบงําจิตใจ
แล้ว ไม่ควรที่จะเศร้าโศกเสียใจมากจนเกินไปจะทําให้การงาน
หรือสภาพร่างกายอ่อนแอไปด้วย ควรปฏิบัติตัวให้เหมือนกับคน 5
คน และพระเจา้ ฆตราช เปน๐ ตวั อยา่ ง
1) เร่ือง คน 5 คน มาในอรรกถาอุรคชาดก (ขุ.ชา.อ.4/430)
เล่ากันมาว่า พระโพธิสัตวนั้นมีบุตร 2 คน คือ ชาย 1 คน หญิง 1
คน ทานนําหญิงสาวมาจากสกุลเสมอกันเพ่ือบุตร ชน 5 คนเหล
านั้น รวมเปน 6 คนกับหญิงคนใชช่ือขุชชุตตราอีก 1 คน พระโพธิ
สัตวไดใหโอวาทเร่ืองมรณัสสติแกชนมีภรรยา เปนตน อันมี
ใจความวา ความตายของสัตวเหลานี้แนนอน ชีวิตไมแนนอน
สังขารทั้งสิ้นไมเท่ียง มีอันสิ้นไปเส่ือมไปเปนธรรมดา เธอทั้งหลาย
จงเปนผูไมประมาทท้ังกลางคืนและกลางวันเถิด ชนเหล่านั้น ต้ังอยู
ในโอวาทของทานเจริญมรณัสสติแลว อยู่มาวันหน่ึง พระโพธิสัตว
ไปไถนาพรอมกับบุตรชาย บุตรชายคุยขยะเผาไฟ งูพิษมีอยูใน
จอมปลวกแหงหน่ึงในที่ใกลเขา ควันไปกระทบตางูนั้น มันจึงโกรธ
เล้ือยออกมาขบกัดเขา เขาลมตายทันที พระโพธิสัตวรูวาบุตรนั้น
ตายแลว ยกบุตรนั้นขึ้น วางใหนอนที่โคนไมตนหนึ่งไมรองไหเลย
เม่ือคนใชเอาอาหารมาสงก็ใหเรียกคนทั้ง 4 มารวมฌาปนกิจ เขา
ทั้งหมดไมมีใครรองไหเลยครวญ น้ําตาแมเพียงหยดเดียวก็ไมมี
เพราะชนเหลานั้นทุกคน เจริญมรณัสสติด้วยดีแลวโดยพระ
โพธิสตั วไ์ ดก้ ราบทูลถึงเหตุผลแห่งความไม่เศร้าโศกแก่ท้าวสักกะที่
ตรัสถามไว้ว่า
“บุตรของข้าพระองค์ เม่ือสรีระใช้สอยไม่ได้ ละไป
แล้ว ทํากาละแล้ว ก็ละทิ้งกายของตนไปเหมือนงู ลอก
คราบเก่าทิง้ ไปฉะนัน้ บตุ รของข้าพระองค์นั้นอันพวกข้า
พระองค์ ประชุมกันเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ถึงความคร่ําครวญ
ของพวกญาติ เพราะเหตุน้ัน ข้าพระองค์จึงไม่เศร้าโศก
ถงึ เขา เขาไปสคู่ ติของเขาแล้ว”
509
นางพราหมณไี ด้กราบทูลไวว้ ่า
“บุตรของหม่อมฉันน้ัน มาจากปรโลก น้ัน หม่อมฉัน
มิได้เชื้อเชิญมา เขาไปจาก โลกนี้ หม่อมฉันก็มิได้
อนุญาตให้ไป เขามา อย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น จะครํ่า
ครวญ ทําไมในเพราะการไปของเขาน้ัน บุตรน้ัน อัน
พวกหม่อมฉันประชุมกันเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ถึง ความครํ่า
ครวญของพวกญาติ เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงไม่เศร้า
โศกถงึ เขา เขาไปสคู่ ตขิ องเขา แล้ว”
ภรรยาผ้ตู ายได้กราบทูลว่า
“เดก็ ยอ่ มรอ้ งไห้ถึงพระจนั ทร์อัน โคจรไปอยู่แม้ฉัน
ใด ข้อทบ่ี คุ คลเศร้าโศกถึง บุคคลผลู้ ะไปแล้ว ก็มีอปุ ไมย
ฉนั น้นั เหมอื นกัน สามีของหมอ่ มฉันน้ัน เม่ือพวกหมอ่ ม
ฉนั ประชุม กันเผาอยู่ ยอ่ มไมร่ ู้ถึงความครํา่ ครวญแห่ง
พวก ญาติ เพราะเหตุน้นั หม่อมฉนั จงึ ไมเ่ ศรา้ โศก ถึง
เขา เขาไปสคู่ ตขิ องเขาแล้ว”
นางน้องสาวผู้ตายได้กราบทลู วา่
“ถ้าหม่อมฉันร้องไห้ ก็จะต้องซูบ ผอมไป ไม่มีผล
อะไรแก่หม่อมฉัน พวกญาติ มิตรและสหาย ของพวก
หม่อมฉันน้ัน พึงมีความไม่ ยินดีย่ิงขึ้นไป พ่ีชายของ
หม่อมฉันน้ัน อันพวก หม่อมฉันประชุมกันเผาอยู่ ย่อม
ไม่รู้สึกถึงความ คร่ําครวญของพวกญาติ เพราะเหตุน้ัน
หม่อม ฉนั จงึ ไม่เศร้าโศกถึงเขา เขาไปส่คู ติของเขาแลว้ ”
นางทาสี คนรบั ใช้ไดก้ ราบทูลวา่
“ข้าแต่พรหม หม้อน้ําท่ีแตกแล้ว จะกลับประสานให้
ติดกันดังเดิมไม่ได้ฉันใด ข้อท่ี บุคคลเศร้าโศกถึงคนผู้
ล่วงลบั ไปแลว้ ก็มอี ปุ ไมยฉันน้นั เหมือนกัน บุตรของนาย
ของหม่อมฉัน นั้น เม่ือพวกญาติประชุมกันเผาอยู่ ย่อม
ไม่รู้สึก ถึงความคร่ําครวญ ของพวกญาติ เพราะเหตุน้ัน
510
หม่อมฉันจึงไม่เศร้าโศกถึงท่าน ท่านไปสู่คติของ ท่าน
แล้ว”
ท้าวสักกะสดบั ดงั นั้นทรงเลื่อมใสตรัสว่า “ต้งั แต่น้ไี ป ไม่ตอ้ ง
ลงมือทาํ งานเองแล้ว เราจะให้ทํารตั นะ 7 อย่าง จงให้ทาน รกั ษา
ศลี เขา้ จาํ อโุ บสถเถิด” ดงั น้ีแล้วเสดจ็ กลับ
2) เร่ืองพระเจ้าฆตราช มาในอรรกถาฆตราชชาดก (ขุ.ชา.อ.
4/438) เล่ากันมาว่า พระเจาธังกราช พระเจาแผนดินแหงกรุงสาวัต
ถี ชิงราชสมบัติในนครพาราณสีไดแลว โปรดใหจองจําพระเจาฆ
ตราช ด้วยตรวนขังไวในเรือนจํา พระเจาฆตราชไมทรงเศราโศก
ถึงราชสมบัติท่ีเสียไปแลว ทรงพิจารณากสิณยังฌานใหเกิดแลว
ประทับน่ังโดยบัลลังกในอากาศ พระเจาธังกราชเกิดความรุมรอน
ข้ึนในพระสรีระ เสด็จลุกข้ึนไปสูสํานักของพระเจาฆตราชน้ันทรง
ทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของพระเจาฆตราช มีสิริสดใสดังแว
นทองคาํ และดอกบวั จงึ ตรัสถามเหตุท่ไี มทรงเศรา้ โศกไวว้ ่า
“ความโศก นําส่ิงท่ีลว่ งเลยไปแลว้ มาไมไ่ ด้ไมน่ ํามา
ซงึ่ ความสุขท่ียงั ไม่มาถงึ พระเจ้าธังกราช เหตนุ น้ั หมอ่ ม
ฉนั จึงไมเ่ ศร้าโศก เพราะว่าในความโศกไมม่ ีเพื่อนสอง
คนโศก ยอ่ มเป๐นผู้ผอมเหลืองเปลา่ และภัต คนโศกก็ไม่
ชอบใจ เมือ่ บคุ คลผู้อนั ความโศก ดงั ลูกศรแทงแลว้ ทอ้
ใจอยู่ พวกข้าศกึ ยอ่ มดใี จ”
พระเจาธังกราชทรงสดับพระราชดํารัสตอบนั้น ทรงขมา
โทษทาวเธอ ถวายราชสมบัติคืนแลว เสด็จกลับกรุงสาวัตถีดังเดิม
แมพระเจาฆตราชทรงมอบราชสมบตั ิแกพวกอํามาตยแลว เสด็จไป
สหู มิ วนั ตประเทศ ทรงผนวชเปนฤษมี ฌี านไมเส่ือม ไดเสด็จอุบัติใน
พรหมโลกแลว พระเจาฆตราชน้ันแมผูอันทุกขธรรมถูกตองแลว
ไมทรงเศราโศกยงั ฌานใหเกิดได
ธรรมดาปุถุชน ย่อมไม่อาจเพ่ือจะเป๐นผู้ไม่เศร้าโศกในกาล
ทุกเมื่อได้เลย เหตุน้ัน บุคคลผู้อันโลกธรรมอันเป๐นเหตุแห่งความ
511
โศกถูกต้องแล้ว ถึงเบื้องต้นจะเศร้าโศกภายหลังควรบรรเทาความ
โศกนนั้ ด้วยกจิ มีการฟง๎ ธรรมเป๐นตน้ เมอื่ กระทาํ อย่างน้ี ย่อมได้สุข
เฉกเช่น พราหมณ์กรุงสาวัตถี (ขุ.สุ.อ.2/399) เป๐นตัวอย่าง เล่ามา
วา่ พราหมณคนหน่งึ ทาํ นาใกลฝงแมน่ ํ้าอจริ วดี เม่ือขาวกลาสุกแล
วเตรียมการจะเกี่ยว จึงนอนหลับอย างสบายใจ ในตอนดึกฝน
ลูกเห็บตกหนักได ทําลายข าวกล าเสียหายพัดพาลงไปสู แม่นํ้า
ท้ังหมดกลายเปนพ้ืนท่ีวางเปลา พราหมณทําใจไมไดเกิดความ
โศกเศรา พระพุทธจาทรงเห็นอุปนิสัยเสด็จไปโปรดแลวตรัสกา
ลามสูตรแกพราหมณ พราหมณกลับไดความสบายเพราะฟงธรรม
บรรเทาความโศกไดแลวเจริญวิปสสนา เปนพระโสดาบันในกาล
จบเทศนา แมพราหมณีของเขากเ็ ปน๐ พระโสดาบนั
ผู้ท่ีทําพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ขณะที่ใจท่านจรดอยู่ในพระ
นิพพาน ความรักเข้าไปรบกวนท่านไม่ได้ ตัดรักได้ ใจจึงไม่แห้ง
ไม่มีโศก ดังพุทธพจน์ท่ีว่า “เม่ือไม่มีรักแล้ว ความโศกก็ไม่มี ความ
กลัวก็ไม่มี” ปุถุชนท่ัวไป แม้ยังไม่สามารถตัดรักได้เด็ดขาดแต่ถ้า
หมั่นทําสมาธิ เจริญมรณานุสติเป๐นประจํา ก็จะทําให้ความรักมามี
อิทธิพลเหนือใจเราไม่ได้มาก มีสติดี ถึงคราวเด็ดเด่ียว ก็จะมีจิต
โศกน้อยกว่าคนท่ัวไป อาการไม่หนักหนาสาหัสนัก เพราะนึกถึง
ความตายแล้วทําให้ใจคลายออกจากรักซ่ึงเป๐นต้นทางของความ
โศก พอคิดว่าเราเองก็ต้องตาย จะตายเม่ือไรก็ไม่รู้ เท่านี้ก็เร่ิมจะ
ได้คิด ความโศกความรักเร่ิมหมดไปจากใจ มีสติมาพิจารณา
ตนเอง ไม่ประมาท ขวนขวายในการสร้างความดี แล้วที่สุดต้ังใจ
เจรญิ สมาธิภาวนาเตม็ ทกี่ จ็ ะสามารถทําพระนิพพานให้แจ้งได้ และ
ตดั ความรัก ตัดความโศกออกจากใจไดอ้ ยา่ งเด็ดขาดในทสี่ ุด
จติ ปราศจากธลุ ี
วิรชํ จิตท่ปี ราศจากธุลคี ือกิเลสเปน๐ อุดมมงคล ซึ่งท่านก็หมาย
เอาจิตของพระขีณาสพ คือพระอรหันต์เท่านั้น เพราะจิตของพระ
512
อรหันต์เป๐นจิตท่ีปราศจากธุลีคือกิเลส มีราคะ โทสะ โมหะ สมดัง
พระพุทธพจน์(ข.ุ ธ.อ.2/80) ทีไ่ ด้ตรัสแก่พระจฬุ ป๎นถกะไวว้ า่
“เราเรียกราคะว่าธุลี แต่หาเรียกละอองว่าธุลีไม่ เพราะ
คําว่า รโช น่ัน เป๐นช่ือแห่ง ราคะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น
ยอ่ มอยู่ในศาสนา ของท่านผู้ปราศจากธุลีได้ เพราะละธุลี
นน้ั เสยี
เราเรียกโทสะว่าธุลี แต่หาเรียกละอองว่าธุลีไม่ เพราะ
คําว่า รโช นั่น เป๐นช่ือแห่งโทสะ ภิกษุท้ังหลายเหล่าน้ัน
ย่อมอยู่ในศาสนาของ ท่านผู้ปราศจากธุลีได้ เพราะละธุลี
น่นั เสยี
เราเรยี กโมหะวา่ ธุลี แต่หาเรยี กละอองว่าธุลีไม่ เพราะ
คําว่า รโช นั่น เป๐นช่ือของ โมหะ ภิกษุทั้งหลายเหล่าน้ัน
ย่อมอยู่ในศาสนาของท่าน ผู้ปราศจากธุลีได้ เพราะละ
ธุลนี ่นั เสีย”
จากพระพุทธพจน์ทําให้เห็นถึงประเภทของกิเลสซ่ึงมีอยู่ 3
กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มราคะ โทสะ โมหะ กิเลสแต่ละกลุ่มก็มีหลาย
ระดับ ตั้งแต่ท่ีหยาบมากๆ เห็นได้ชัดเจนเหมือนขยะมูลฝอย และ
เล็กลงเหมือนฝุนผง จนถึงท่ีละเอียดมากๆ เหมือนธุลี บางคนเจอ
แล้วกย็ งั ไมร่ วู้ า่ เปน๐ กิเลสมองไมอ่ อก
1. กลุ่มราคะหรือโลภะ คือ ความกําหนัดยินดี รัก อยากได้
ในคน สัตว์ส่ิงของ หรืออารมณ์ที่น่าใคร่ มีต้ังแต่หยาบจนถึง
ละเอยี ด ดังนี้
1.1 อภชิ ฌาวิสมโลภะ ความโลภอยา่ งแรง แสดงออก เช่น
ปลน้ เขา จี้ ลกั ขโมย
1.2 อภิชฌา ความเพ่งเล็งทรัพย์ของผู้อื่น จ้องๆ จะเอา
ของเขาละ่ แตย่ งั สงวนท่าที ไมแ่ สดงออก
1.3 โลภะ ความอยากได้ในทางทุจริต อยากได้ในทางท่ี
ไมช่ อบ แต่ยังไม่แสดงออก
513
1.4 ปาปิจฉา ความอยากได้โดยวิธีสกปรก เช่น อยากได้
เงินเลยไปเล่นการพนัน ไมร่ กั ษาเกยี รติ ไม่รักษาชื่อเสียงของตน
1.5 มหจิ ฉา ความอยากใหญ่ ความมักมาก เช่น
รบั ประทานอาหารวงเดยี วกัน ก็ควา้ เอากับอร่อยๆ ไปทานเสยี คน
เดียว ไม่รู้จักเกรงใจคนอ่นื ไม่รจู้ ักประมาณ
1.6 กามราคะ ความพอใจในกาม รักเพศตรงข้าม ยังมี
ความรสู้ ึกทางเพศ
1.7 รปู ราคะ ความยนิ ดใี นอารมณ์รปู ฌาน เป๐นเร่อื งของผู้
ฝึกสมาธิจนไดร้ ปู ฌานแล้ว
1.8 อรูปราคะ ความยินดใี นอารมณ์อรูปฌาน เปน๐ เรื่อง
ของผฝู้ ึกสมาธิจนได้อรปู ฌานแลว้
ขอ้ 1.6-1.8 นีแ้ หละทีจ่ ัดเป๐นกิเลสละเอียด ท่ีเรียกว่าธุลใี น
กลมุ่ ราคะ
2. กลมุ่ โทสะ คอื ความไม่ชอบใจ ความคดิ ร้าย คดิ ทาํ ลายผู้
ท่ีทาํ ให้ตนโกรธ มีตงั้ แตห่ ยาบจนถึงละเอียดดังนี้
2.1 พยาบาท ความผูกอาฆาต จองเวร อยากแก้แคน้ ไม่
ยอมอภัย บางทีขา้ มภพขา้ มชาติกย็ ังไมย่ อม เช่น พระเทวทัตต์ผกู
พยาบาทพระพุทธองคต์ ัง้ แต่ภพในอดีตมา
2.2 โทสะ ความคิดร้าย คิดทําลาย เช่น คิดจะเตะ คิดจะด่า
คิดจะเผาบ้าน คดิ จะทาํ ใหอ้ าย
2.3 โกรธ ความเดือดดาลใจ คือคิดโกรธแต่ยังไม่ถึงกับ
คิดทาํ รา้ ยใคร
2.4 ปฏิฆะ ความขัดใจ เป๐นความไม่พอใจลึกๆ ยังไม่
ถงึ กับโกรธแตม่ ันขัดใจ
ข้อ 2.4 ปฏฆิ ะ น้ีแหละทจี่ ัดเปน๐ ธลุ ี กิเลสละเอียดในกลมุ่ โทสะ
3. กลมุ่ โมหะ คอื ความหลง เป๐นอาการทจี่ ติ มืดมน ไม่รู้จักผิด
ชอบชั่วดี ไม่รู้จักบุญบาป ส่วนความไม่รู้วิทยาการต่างๆ ไม่ใช่
514
โมหะ คนท่ีมีความรู้วิทยาการมากเพียงใด มีปริญญากี่ใบก็ตาม
หากยังไม่รู้จักบุญบาป ไม่รู้ว่าอะไรควรทําไม่ควรทําละก็ ได้ชื่อว่า
ตกอยู่ในโมหะท้ังน้ัน กิเลสตระกูลโมหะ มีตั้งแต่หยาบถึงละเอียด
ดังนี้
3.1 มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดจากทํานองคลองธรรม เช่น
เห็นว่า พ่อแม่ไม่มีพระคุณ เห็นว่าบุญบาปไม่มี เห็นว่าโลกน้ีโลก
หนา้ ไม่มี เป๐นต้น ไมเ่ พียงแตไ่ ม่รู้เท่าน้นั ยงั คดิ เห็นผิดอกี ดว้ ย
3.2 โมหะ ความหลงผิด ความไมร่ ้ผู ดิ ชอบช่วั ดี
3.3 สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ามีตัวตน เช่น คิดว่าร่างกาย
นี้เป๐นของเราจริงๆ
3.4 วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในการปฏิบัติธรรม เช่น ยัง
ไม่ม่ันใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า บุญบาปมีจริงไหม ทําสมาธิแล้วจะ
หมดกเิ ลสจรงิ หรือ
3.5 สีลัพพตปรามาส ความติดอยู่ในศีลพรตอันงมงาย
เช่น เชื่อหมอดู เช่ือศาลพระภูมิ เชื่อว่ากินเจแล้วได้บุญ เช่ือพระ
เจ้า
3.6 มานะ ความถือตวั ถอื เขาถอื เรา
3.7 อุทธัจจะ ความฟุงู ซ่าน เปน๐ อาการท่ีจิตไหวกระเพื่อม
นอ้ ยๆ ยังไมจ่ รดศูนย์กลางกายแนบสนิท ไมไ่ ดห้ มายถงึ ความ
ฟูุงซา่ น ไม่รเู้ หนือรู้ใตอ้ ย่างทคี่ นท่ัวไปเป๐น
3.8 อวิชชา ความไมร่ ูพ้ ระสทั ธรรม เช่น ไมร่ ู้วา่ ตวั เรามา
จากไหน ตายแล้วจะไปไหน
ต้งั แต่ข้อ 3.3-3.8 เป๐นธลุ ี กเิ ลสอยา่ งละเอยี ดในกลุม่ โมหะ
ธลุ ี เป๐นกเิ ลสอย่างละเอยี ดของทัง้ 3 กลุ่ม รวม 10 ประการ
หรอื เรียกว่า สังโยชน์ ไดแ้ ก่
1. กามราคะ ความพอใจในกาม รักเพศตรงขา้ ม ยงั มี
ความรสู้ ึกทางเพศ
515
2. รูปราคะ ความยินดีในอารมณ์ของรปู ฌาน
3. อรปู ราคะ ความยินดีในอารมณข์ องอรูปฌาน
4. ปฏฆิ ะ ความขัดใจ ยงั ไม่ถึงกับโกรธแต่มันขัดใจ
5. สักกายทิฏฐิ ความเหน็ วา่ มีตัวตน
6. วิจกิ ิจฉา ความลงั เลสงสัยในการปฏบิ ตั ธิ รรม
7. สลี พั พตปรามาส ความตดิ อย่ใู นศลี พรตอนั งมงาย
8. มานะ ความถอื ตวั ถือเขาถือเรา
9. อทุ ธัจจะ ความฟุูงซ่าน เปน๐ อาการท่ีจติ ไหวกระเพื่อม
น้อยๆ
10. อวิชชา ความไมร่ ูพ้ ระสัทธรรม
พระโสดาบันสามารถละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรา
มาสได้ มีความเช่ือมั่นในคุณของพระรัตนตรัยเต็มที่ ไม่มีความ
ลงั เลเลย
พระสกิทาคามีสามารถละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรา
มาสได้ เชน่ เดียวกบั พระโสดาบัน แตก่ เิ ลสข้อทเี่ หลือเบาบางลง
พระอนาคามีสามารถละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรา
มาส กามราคะและปฏิฆะ ได้
ส่ว น พ ร ะ อ ร หั นต์ เ ท่ า นั้น ที่ มี ใ จจ ร ด อ ยู่ใ น พ ร ะนิ พ พ า น
ตลอดเวลาจึงละสังโยชน์ธุลีกิเลสท้ัง 10 ประการได้อย่างสิ้นเชิง มี
จิตผอ่ งใส บริสุทธิต์ ลอด
เหตุท่ีพระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามี ยังละ
สังโยชน์ทั้ง10 ได้ไม่หมดนั้น ก็เพราะใจยังจรดอยู่ในพระนิพพาน
ไดไ้ ม่ตลอดเวลา
กิเลสทั้ง 3 กลุม่ มรี ะดับโทษตา่ งกัน ดังนี้
1. ราคะ มีโทษน้อย แต่คลายช้า คนจะรักกัน อยู่กันฉัน
สามีภรรยาถือว่าไม่ผิดศีลธรรม ขออย่าไปนอกใจหรือไปมีชู้ก็แล้ว
กัน โทษของราคะไม่ค่อยหนักนัก แต่ว่าจะให้เลิกละก็ยากมาก
516
คลายช้า คนลองรักกันแค่ไม่เห็นหน้าไม่ก่ีวันก็ทําท่าจะตายเอาให้
ได้ บางทีตายแล้วเกิดใหม่ใจยังผูกพันกันอยู่เลย จะให้เลิกรักเลิก
ยาก เฉกเช่นหญิงผูประพฤตินอกใจ (มงฺคล.2/585/450) เล่ามาว่า
มีชายคนหนึ่งเปนชูกับพี่สะใภของตน พ่ีสะใภก็รักชายคนน้ันมา
กกวาสามีของตนเสียอีก จึงยุยงใหเขาฆาพี่ชายตนเองดวยอํานาจ
ของความรักอันเจือดวยราคะ เขาฆาพ่ีชายตามคําแนะนําพ่ีสะใภ
สวนพี่ชายไมสามารถตัดความรักความเยื่อใยในภรรยาไดเกิดเป
นงูหลาม สุนัข และโค คอยติดตามภรรยาอยูทุกเวลา ในอัตภาพ
สุดทายเกิดเปนลูกในทองของภรรยา ระลึกชาติไดไมใหนางเข
าใกล หรือแตะเน้ือตองตัว เม่ือเติบโตข้ึนไดเลาความจริงใหปูฟง
เกดิ ความสังเวชขึน้ ได้พากันไปบวชแลวจนบรรลุอรหันต
2. โทสะมีโทษมาก แต่คลายเร็ว เวลาโกรธ ขัดใจข้ึนมา
ฆ่ากันได้ บางทีถึงขนาดฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ทําอนันตริยกรรมก็ยังได้ มี
โทษมาก แต่ทว่าคลายเร็ว ถ้าเขามาขอโทษขอโพย เอาอกเอาใจ
ไม่นานก็หาย โทสะคลายเรว็ อย่างนี้
3. โมหะ มีโทษมากด้วย คลายช้าด้วย ความหลง ความไม่
รู้ พระสัทธรรมนี้มีโทษมาก ทําให้เราหลงไปทําบาปตกนรกเสีย
ย่ําแย่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารกันมา นับภพนับชาติ
ไม่ถ้วนทนทุกข์กันตลอดมาก็เพราะโมหะน่ีเอง และแถมเจ้าโมหะ
ความหลงนี้ยงั คลายชา้ อีกด้วย คนลงไม่รู้จักบุญจักบาปละก็กว่าจะ
แก้ได้ ท่านว่าหืดขึ้นคอเลย บางทีก็ต้องรอพระพุทธองค์องค์ต่อๆ
ไปโน้นยังไมร่ ้จู ะแก้หายหรือเปลา่
กิเลสทั้งหลายทั้งราคะ โทสะ และโมหะ นั่น เป๐นกิเลส
แตกต่างกันโดยมีโทษน้อย มีโทษมาก มีคลายได้ช้า คลายได้เร็ว
ก็จริง ถึงดังน้ันก็ชื่อว่าเสมอเป๐นอันเดียวกันแท้ เพราะความเป๐น
กิเลสเป๐นเหตุแห่งความมืดมน สมดังพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในมล
สูตร (ขุ.อติ ิ.25/268/295-296) ความว่า
“ความโลภยังความฉิบหายไร้ประโยชน์ให้เกิด ความ
โลภยังจิตให้กําเริบ ชนย่อมไม่ หย่ังรู้ซ่ึงภัยน้ัน อันเกิด
517
แล้ว ณ ภายใน คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่
เหน็ ธรรม ความโลภย่อมครอบงํานรชนในกาลใด ความ
มืดมน ย่อมมใี นกาลนน้ั
โทสะ ยงั ความ ฉิบหายไร้ประโยชน์ให้เกิด. โทสะ ยัง
จิตให้กําเริบ ชนย่อมไม่หยั่งรู้ซ่ึงภัยนั้น อันเกิดแล้ว ณ
ภายใน คนถูกโทสะประทุษร้ายแล้ว ย่อม ไม่รู้อรรถ คน
ถูกโทสะประทุษร้ายแล้ว ย่อมไม่เห็นธรรม โทสะ ย่อม
ครอบงํานรชนในกาลใด ความมดื มนยอ่ มมใี นกาลนน้ั
โมหะ ยังความฉิบหายไร้ประโยชน์ให้เกิด โมหะยัง
จิต ให้กําเริบ ชนย่อมไม่หยั่งรู้ซ่ึงภัยน้ัน อันเกิดแล้ว ณ
ภายใน คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม
โมหะ ย่อมครอบงํานรชน ในกาลใด ความมืดมนย่อมมี
ในกาลนน้ั ”
ผปู้ รารถนาที่บําเพ็ญบุญบารมีให้ถึงพร้อมโดยทางมโนกรรม
ควรละกิเลสท้ังหลาย ไม่ว่าจะเป๐นความโลภะ เสียบ้าง เพราะเมื่อ
ปฏิบัติได้อย่างน้ี ย่อมอาจจะบรรลุความเป๐นมีจิตปราศจากธุลี
(บรรลุธรรม) ได้ ดังท่ีพระพุทธพจน์ปรากฏในมลสูตร (ขุ.อิติ.
25/268/295-296) ไวว้ ่า
“ก็ผู้ใด กําจัดโลภะได้แล้ว ไม่โลภในอารมณ์ อันเป๐นที่ต้ัง
แห่งโลภะ ความโลภย่อมเส่ือมสิ้นไป จากผู้นั้น เหมือนหยาดนํ้าตก
ไปจากใบบัว ฉะน้ัน
อน่ึง ผู้ใดกําจัดโทสะได้แล้ว ไม่ประทุษร้าย ในอารมณ์ อัน
เป๐นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย โทสะย่อมเส่ือมสิ้นไปจากผู้นั้น
เหมอื นผลตาลสุกหลดุ ไปจากข้ัว ฉะนนั้
อนึ่ง ผู้ใดกําจัดโมหะได้ แล้ว ไม่หลงในอารมณ์ อันเป๐นที่ต้ัง
แห่งความหลง ผู้นั้นย่อมขจัดโมหะได้ทั้งหมด เหมือนพระอาทิตย์
อทุ ยั ขจัดมดื ให้หมดไป ฉะนน้ั ”
จิตเกษม
518
เขมํ เกษม แปลว่า ปลอดภัย พ้นภัย สิ้นกิเลส มีความสุข จิต
เกษม จึงหมายถึง สภาพจิตที่หมดกิเลสแล้ว โยคะเคร่ืองผูกสัตว์ไว้
ในภพ เชือกท้ัง 4 เกลียว ได้ถูกฟ๎นขาดสะบ้ันโดยส้ินเชิง จิตเป๐น
อิสรเสรี ทําให้คล่องตัวไม่ติดขัด ไม่อึดอัดอีกต่อไป ไม่มีภัยใดๆ มา
บีบค้ันได้อีก จึงมีความสุขอย่างแท้จริง พ้นจากการเวียนว่ายตาย
เกิดผู้ที่จะมีจิตเกษมได้อย่างแท้จริง คือผู้ที่มีใจจรดนิ่งแช่อิ่มอยู่ใน
พระนิพพานตลอดเวลา จิตท่ีเกษมจากโยคะเป๐นอุดมมงคล ในข้อน้ี
ท่านก็หมายถึงจิตของพระอรหันต์นั่นเอง เพราะปลอดจากโยคะทั้ง
4 มี กามโยคะ ทิฏฐิโยคะ ภวโยคะ และอวิชาโยคะ โยคะนั้นเป๐น
กิเลสประเภทประกอบสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร เม่ือปลอดจากโยคะ คือ
ปราศจากโยคะก็พน้ จากวัฏสงสาร
สรรพสัตว์เมื่อลืมตามาดูโลกก็ต้องผจญกับภัยต่างๆ นานา
ชนิดที่พร้อมจะเอาให้ถึงตายอยู่ทุกวินาที เหมือนว่ายนํ้าท่ามกลาง
ความมืดอยู่กลางทะเลมหาโหด ภัยท้ังหลาย แบ่งออกได้เป๐น 2
ประเภท (กองวชิ าการ : 2550 : 229) คือ
1. ภัยภายใน พอเกิดมาเราก็มีภัยชนิดนี้มาผจญคอยดัก
อยู่ตลอดเวลารุมล้อมรอบตัว ภัยจากการเกิด ภัยจากความแก่ ภัย
จากความเจ็บ ภัยจากความตาย ภัยเหล่านี้รุมล้อมเราทั้งซ้ายขวา
หน้าหลัง ทกุ ดา้ นเลยทีเดียว ใคร กห็ ลกี เล่ียงไมไ่ ด้
2. ภัยภายนอก มีอยู่นับไม่ถ้วน เช่น ภัยจากคน เฉกเช่น
ผัวร้าย เมียเลว ลูกชั่ว เพ่ือนท่ีไม่ดี คนพาล คนเกเร นับไม่ถ้วนภัย
จากธรรมชาติ เฉกเชน่ นํ้าทว่ ม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ฟูาผ่า
ภยั จากบาปกรรมตามทนั ถูกลา้ งผลาญทุกรปู แบบ
การท่ีมนุษย์ต้องตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของภัยทั้งหลาย จะ
ด้นิ กันอย่างไรก็ไม่พ้น ไม่หลุด เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ก็ยังต้อง
รับทุกข์รับภัยกันอยู่ไม่จบไม่ส้ิน ทั้งน้ีก็เพราะถูกผูกด้วย “โยคะ”
แปลว่า เคร่ืองผูกสัตว์ไว้ในภพมีอยู่ 4 ประการ (ที.ปา.
11/259/242) ไดแ้ ก่
519
1. กามโยคะ คือ ความยินดีพอใจในกามคุณ อยากฟ๎ง
เพลงเพราะๆ อยากทานอาหารอร่อยๆ ได้สวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ
นุ่มนวลสวมใส่สบาย อยากเห็นรูปสวยๆ ได้สัมผัสที่นุ่มนวล ได้
แฟนสวยๆ มีสมบัติเยอะๆ ความใคร่ท้ังหลายเหล่าน้ีเป๐นเหมือน
เชอื กเกลียวแรกทผี่ กู มัดตวั เราไว้
2. ภวโยคะ คือ ความยินดีพอใจในรูปฌานและอรูปฌาน
คนท่ีพ้นเชือกเกลียวแรก พ้นกามโยคะมาได้ ก็มาเจอเชือกเกลียว
ท่ี 2 นี้ คือ เม่ือได้เจอความสุขจากการที่ใจเร่ิมสงบ ทําสมาธิจนได้
รูปฌานหรืออรูปฌานก็พอใจยินดีติดอยู่ในความสุขจากอารมณ์
ของฌาน ตายไปก็ไปเกิดเป๐นรูปพรหม หรือ อรูปพรหม ซึ่งก็ยังไม่
พ้นภัย หมดบุญก็ต้องลงมาเกิดเจอภัยกันอีก นี่เป๐นเหมือนเชือก
เกลียวที่ 2
3. ทิฏฐิโยคะ คือ ความยึดถือความคิดเห็นท่ีผิดๆ ของ
ตนเอง เช่น เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณต่อตนบ้าง เห็นว่าโลกน้ีโลก
หน้าไม่มีจริงบ้าง เห็นว่าตนเองจะพ้นทุกข์ได้ด้วยการบวงสรวง
อ้อนวอนบ้าง ใจยังมืดอยู่ยังไปหลงผิด ความเห็นผิดๆ อยู่ สิ่งน้ีก็
เลยเป๐นเหมือนเชือกเกลยี วท่ี 3
4. อวิชชาโยคะ คือ ความไม่รู้แจ้งในพระสัทธรรม ความ
สว่างของใจยังไม่พอ ยังไม่เห็นอริยสัจ 4 ไม่เห็นทางพ้นทุกข์พ้น
ภยั น่กี เ็ ปน๐ เหมือนเชือกเกลยี วท่ี 4
โยคะทั้ง 4 อย่างนี้เป๐นเหมือนเชือก 4 เกลียวที่ผูกมัดตัวเรา
ไว้กับภพ ทําให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารโดยไม่รู้จบส้ิน
ทําให้ต้องมาพบกบั ภยั ทั้งหลาย ดิ้นกันไม่หลดุ ทเี ดยี ว
จิตของผู้ที่ละทิฏฐิโยคะได้แม้ด้วยสามารถตทังคปหาน ย่อม
เป๐นจิตเกษม จิตเกษมน้ันชื่อว่าเป๐นมงคล เฉกเช่น จิตเกษมของ
พระเจ้าปายาสิ เร่ืองมีอยู่ว่า หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานไม่
นานนัก พระเถระทั้งหลายท่ีพระมหากัสสปะคัดเลือกเอาไว เพ่ือ
สังคายนาพระธรรมวินัย และพระเถระอื่นๆ อยูในสถานน้ันๆ กับด
วยบริษัทของตนๆ จนถึงเขาจําพรรษา ทานพระกุมารกัสสปะกับ
ภิกษุ 500 รูป ถึงเสตัพยนครอยูในสีสปาวัน คร้ังนั้น เจานครพระ
520
นามวา ปายาสิ พรอมท้ังบริวาร เสด็จเขาไปหาพระเถระ ทรง
กระทําปฏิสันถารประทับน่ังแล วตรัสประกาศทิฏฐิของพระองค
โดยพระดํารัสเป๐นต้นว่า “ปรโลกไมมี เปนผูมีมิจฉาทิฏฐิอยางแรง
กลา” พระมหากัสสปะเปลื้องพระองคจากความเป๐นมิจฉาทิฎฐิ ได
ใหทานดวยความไมเคารพไปเกิดเปนเทพบุตรในเสรีสกวิมานอันว
างเปล่า
จติ ของพระอรหนั ต์
จิตของพระอรหันต์น้ัน นอกจากจะหมดกิเลส เห็นทุกอย่าง
เป๐นเช่นนั้นเอง ไม่มีอะไรน่าต่ืนเต้น ไม่มีอะไรแปลก เห็นเป๐น
ธรรมดาแล้ว ก็ยังทําให้มีความรู้ความสามารถพิเศษอีกหลาย
ประการ เชน่
อภญิ ญา 6
อภิญญา 6 ความรู้อันยอดเย่ียม เหนือความรู้จากตรองด้วย
หลักเหตุผลธรรมดา (องฺ.ฉกกฺ .22/273/311) คอื
1. อิทธิวิธา หรือ อิทธิวิธิ ความรู้ท่ีทําให้แสดงฤทธ์ิต่างๆ
ได้
2. ทพิ พโสต ญาณท่ที าํ ให้มีหูทพิ ย์
3. เจโตปรยิ ญาณ ญาณทใ่ี ห้กาํ หนดใจคนอื่น
4. ปุพเพนิวาสานสุ สติ ญาณท่ที าํ ให้ระลึกถึงชาติได้
5. ทิพพจักขุ ญาณทที่ าํ ใหม้ ีตาทิพย์
6. อาสวกั ขยญาณ ญาณที่ทําใหอ้ าสวะสน้ิ ไป
ในอภิญญา 6 น้ี ห้าข้อแรกเป๐นระดับโลกิยะ ส่วนข้อ 6 เป๐น
ระดบั โลกตุ ระ คุณวิเศษเหล่าน้ีเป๐นผลที่เกิดข้ึน จากการปฏิบัติด้วย
ตนเอง ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงด้วยการบอกเล่าหรือสั่งสอนกัน ผู้ปฏิบัติ
ธรรมถึงข้ันนั้น แล้วจึงจะประจักษ์แจ้งชัดด้วยตนเอง เป๐นป๎จจัตตัง
พระอรหันต์บางท่านได้ได้วิชชา 3 แต่ไม่ได้อภิญญา 6 เนื่องจาก
521
จะฝึกตนเองข้ามภาพข้ามชาติมา แต่ไม่ได้ทําอย่างยิ่งยวด ไม่ได้
ทาํ ถึงข้ันสูงสดุ เพยี งแต่หมดกเิ ลส
วชิ ชา 3
วิชชา 3 ความรู้แจ้ง ความรู้พิเศษอันลึกซึ้งด้วยป๎ญญา ความ
หย่ังรู้ ซึ่งเกิดจากการทําสมาธิข้ันสุดยอด (องฺ.ทสก24/102/225)
คือ
1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป๐นเหตุระลึกขันธ์ท่ี
อาศยั อยูใ่ นก่อนได้ ระลกึ ชาติตนเองได้
2. จุตูปปาตญาณ ญาณกําหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์
ทั้งหลาย อันเป๐นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์
ท้งั หลาย เรียกอกี อย่างวา่ ทิพพจกั ขุญาณ คือ สามารถระลกึ ชาติของ
สรรพสตั ว์ได้
3. อาสวักขยญาณ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป๐นท่ีสิ้นไปแห่ง
อาสวะท้ังหลาย ความรู้ที่ทําให้สิ้นอาสวกิเลส ความตรัสรู้ บรรลุ
ธรรมข้ันสูงสดุ
วิชชา 8
วิชชา 8 คือ ความรู้แจ้ง หรือ ความรู้วิเศษ 8 อย่าง(ที.สี.
9/131-138/101-112) คอื
1. วิป๎สสนาญาณ ญาณในวิป๎สสนา ญาณที่เป๐นวิป๎สสนา
คือป๎ญญาที่พิจารณาเห็นสังขารคือนามรูปโดยไตรลักษณ์ มี
ต่างกันออกไปเปน๐ ชัน้ ๆ ต่อเน่อื งกนั
2. มโนมยิทธิ ฤทธ์ิสําเร็จด้วยใจ ฤทธ์ิทางใจ คือ นิรมิต
กายอ่ืนออกจากกายนี้ ดุจชักไส้จากหญ้าปล้อง ชักดาบจากฝ๎ก
หรือชักงูออกจากคราบ
3. อิทธิวิธา หรือ อิทธิวีธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น เหาะ
เหนิ เดนิ อากาศ แปลงกายเปน๐ รูปตา่ งๆ ได้ หายตัวได้
522
4. ทิพพโสต หูทพิ ย์
5. เจโตปริยญาณ ความรู้ท่ีกําหนดใจผู้อ่ืนได้ รู้ว่าเขา
กาํ ลงั คดิ อะไร
6. ปพุ เพนวิ าสานสุ สติ ระลกึ ชาติได้
7. ทพิ พจักษุ ตาทพิ ย์
8. อาสวักขยญาณ ความรู้ทท่ี าํ ให้สิน้ อาสวะ
ปฏิสมั ภิทาญาณ 4
ปฏิสัมภิทาญาณ ป๎ญญาแตกฉาน มีความสามารถพิเศษ
สามารถสั่งสอน แนะนําผู้อ่ืนได้ดี ซึ่งมีอยู่ 4 ประการ (องฺ.จตุกฺก.
21/172/216) คอื
1. อัตถปฏิสัมภิทา ป๎ญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งใน
ความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบาย
ขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหน่ึง ก็สามารถแยกแยะ
อธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหน่ึง ก็สามารถ
คิดแยกแยะกระจายเช่ือมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล เห็น
หัวข้อธรมใดก็ตามสามารถอธิบายขยายความออกไปได้อย่าง
ละเอียด
2. ธัมมปฏิสัมภิทา ป๎ญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งใจ
หลัก เหน็ อรรถาธิบายพิสดาร กส็ ามารถจบั ใจความมาตั้งเป๐นกระทู้
หรอื หวั ข้อได้ เห็นผลอยา่ งหน่ึง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้
สามารถสรปุ ข้อความไดอ้ ย่างกระชบั เกบ็ สาระสาํ คญั ได้
3. นิรุตติปฏิสัมภิทา ป๎ญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้ง
ในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคําบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คําพูดช้ี
แจ้งให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามรวมทั้งรู้และเข้าใจภาษาสรรพสัตว์
ได้
4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ป๎ญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชา
แจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบปฏิภาณดี ซึมซับในความรู้ท่ีมี
523
อยู่ เอามาเช่ือมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้
ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ สามารถ
อธบิ ายแกป้ ๎ญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ เฉพาะหนา้ ไดด้ ี ตอบคาํ ถามได้แจม่ แจง้
จากการปฏิบัติของผู้ที่ทํานิพพานให้แจ้งแล้ว จิตใจไม่ยินดี
ยินร้ายในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความเสื่อมลาภ เส่ือมยศ
นินทา ทุกข์ มีใจท่ีอ่ิมเอิบ ไม่แห้งผาก ปราศจากธุลี ไม่ลุ่มหลงใน
ความรัก ความต้องการ ความอยากมี อยากเป๐นต่อไป ปลอดภัย
จากภยันตรายอันเน่ืองจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
สามารถตัดโยคะ เครื่องผูกสรรพสัตว์ไว้ในภพ รวมท้ังมีจิตใจที่
สะอาดบริสุทธ์ิผ่องใส ซึ่งเป๐นผลจากการปฏิบัติจนหมดกิเลส ซึ่งมี
สาระสําคญั สรปุ ตามตารางดังน้ี
ตารางท่ี 12 : การปฏบิ ตั ขิ องผทู้ ่ที าํ นพิ พานใหแ้ จง้
การปฏิบตั ิของผู้
ท่ที ํานพิ พานให้ สาระสาํ คญั
แจง้
เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขน้ึ อยเู่ ปน๐ ประจาํ บนโลกน้ี ซงึ่ เราไมค่ วร
มีจติ หว่นั ไหวต่อโลกธรรมมี 4 ประการ
1. การได้ลาภ เมื่อมีลาภผลกย็ อ่ มมคี วามเสอื่ มเป๐น
ธรรมดา มแี ลว้ กย็ ่อมหมดไปได้ เป๐นแค่ความสุข
ช่ัวคราวเทา่ นั้น
2. การได้ยศ ยศถาบรรดาศกั ด์ิลว้ นเป๐นส่งิ สมมุติ
การมจี ติ ไม่ ขน้ึ มาทัง้ นัน้ เปน๐ ส่งิ ที่คนยอมรบั กันว่าเปน๐ อย่างโนน้
หวนั่ ไหวในโลก อย่างน้ี พอหมดยศก็หมดบารมี
ธรรม 3. การได้รับการสรรเสรญิ ท่ีใดมีคนนยิ มชมชอบ ท่ี
นน่ั กย็ อ่ มตอ้ งมีคนเกลยี ดชงั เปน๐ เรือ่ งธรรมดา การถกู
นนิ ทาจึงไมใ่ ช่เร่ืองผดิ ปกติ
4. การไดร้ บั ความสุข ทใ่ี ดมีสุขทน่ี น่ั ก็จะมที กุ ขด์ ว้ ย
มคี วามสุขแลว้ ก็อยา่ หลงระเริงไปจนลมื นกึ ถงึ ความ
ทุกขท์ แ่ี ฝงมาดว้ ย
การทาํ ใหจ้ ติ ไมห่ วน่ั ไหวในโลกธรรม
1. ใชป้ ๎ญญาพจิ ารณา อยู่เนอื งๆ ถงึ หลกั ธรรมตา่ งๆ
524
การมจี ติ ไม่ 2. เจรญิ สมาธภิ าวนา ใชก้ รรมฐานพจิ ารณาถึงความ
โศกเศรา้ เป๐นไปในความไม่เที่ยงในสรรพสิง่ ท้ังหลายในโลก
และสงั ขาร
สาเหตทุ ท่ี าํ ใหจ้ ติ เราตอ้ งโศกเศรา้
1. ความโศกเศรา้ ท่เี กดิ เน่อื งมาจากความรกั รวมถึง
รกั สิง่ ของ ทรัพยส์ ินเงนิ ทองดว้ ย
2. ความโศกเศร้าทเ่ี กดิ จากความใครก่ ารทาํ ใหจ้ ติ ใจ
ไม่โศกเศร้า
วธิ พี จิ ารณาไมท่ าํ ใหจ้ ติ ไมโ่ ศกเศรา้
1. ใช้ป๎ญญาพิจารณาอยู่เนอื งๆ ถึงความไม่เทยี่ งใน
ส่ิงของท้งั หลาย และรา่ งกาย
2. ไมย่ ดึ มัน่ ในตวั ตน หรอื ความจรี ังยง่ั ยนื ในคนหรือ
สิ่งของวา่ เปน๐ ของเรา
3. ทกุ อย่างในโลกลว้ นเปลย่ี นแปลงอยู่ทกุ ขณะ
แม้แตร่ ่างกาย
4. คดิ ว่าทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งลว้ นไม่เทยี่ งดว้ ยกันท้งั น้ัน
525
ตารางท่ี 12 : การปฏิบัตขิ องผทู้ ท่ี าํ นพิ พานใหแ้ จง้ (ต่อ)
การปฏิบตั ิของผู้
ท่ที ํานพิ พานให้ สาระสาํ คญั
แจง้
กเิ ลสทที่ าํ ใหจ้ ติ ใจเศรา้ หมอง
1. ราคะ มีโทษน้อย แตค่ ลายชา้
- ความโลภอยา่ งแรงจนแสดงออกมา (อภชิ ฌาวิสมโล
ภะ)
- ความเพง่ เล็งจะเอาของคนอื่นมาเปน๐ ของตวั
(อภชิ ฌา)
- ความอยากไดใ้ นทางไม่ชอบ (ปาปจิ ฉา)
- ความมักมากเหน็ แกไ่ ด้ (มหจิ ฉา)
- ความยนิ ดใี นกาม (กามระคะ)
- ความยนิ ดีในรูปธรรมอนั ประณตี (รูปราคะ)
การมจี ติ ปราศจาก - ความยนิ ดใี นอรปู ฌาณ (อรูปราคะ)
กเิ ลส 2. โทสะ มีโทษมาก แต่คลายเร็ว
- พยาบาท คือการผูกใจอาฆาต
- โทสะ คือการคดิ ประทษุ ร้าย
- โกธะ คือความโกรธ ความเดือดรอ้ นใจ
- ปฏฆิ ะ คือความขดั ใจ ความไมพ่ อใจอนั ทาํ ให้
อารมณ์หงุดหงดิ
3. โมหะ มีโทษมาก แต่คลายชา้
- ความเห็นผดิ เป๐นชอบ (มิจฉาทฐิ ิ)
- ความหลงผดิ ไมร่ ู้ตามความเป๐นจริง (โมหะ)
- การเหน็ ว่ามตี ัวตน (สงั กายทฏิ ฐิ)
- ความสงสัย คือสงสัยในพระธรรม คาํ สั่งสอน
(วจิ กิ ิจฉา)
- การยดึ ถอื อยา่ งงมงาย เชน่ การไปกราบไหว้สัมภเวสี
(สีลพั พตปรามาส)
526
การมจี ติ เกษม - ความถอื ตัว คือการสาํ คญั ตัวเองผิดว่าเปน๐ อยา่ งโนน้
เป๐นอย่างน้ี (มานะ)
- ความฟงูุ ซา่ น ไม่มีสมาธิ หรอื การทาํ สมาธไิ มน่ ิง่
(อุทธัจจะ)
- ความไมร่ จู้ รงิ ไม่ปฏบิ ัตติ ามหลกั พระธรรม ยงั ไมเ่ กิด
ป๎ญญา (อวชิ ชา)
จติ ทเี่ ปน๐ สขุ จากการละแลว้ ซงึ่ กเิ ลสเปน๐ เครอื่ งผกู
1. การละกามโยคะ ประกอบด้วย รปู รส กลนิ่ เสยี ง
และสมั ผสั
2. การละภวโยคะ การละความยินดใี นภพ
3. การละทฏิ ฐโิ ยคะ การละความยนิ ดีในความเห็น
ผดิ เปน๐ ชอบ
4. การละอวชิ ชาโยคะ การละความไม่รเู้ พื่อป๎ญญาที่
รู้แจง้ เห็นจรงิ
527
“แนวทางปฏิบัติท่ีจะทําให้ถึงมรรคถึงผล หรือที่สุดคือพระ
นิพพานนนั้ กเิ ลสย่อมหาวิธีหลอกลวงด้วยกลวิธีต่าง ๆ เอากามคุณ
มาเป๐นเคร่ืองอ้าง พรรณนาความสุขในกามคุณอย่างหยดย้อย
เหนือกว่าน้ําอ้อยน้ําตาล ใช้แผนหว่านล้อมจิตไว้ทุกวิถีทาง
พรรณนาความสุขในลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขในวัตถุสมบัติ
ความสุขในภพชาติ ฉลาดในการประเล้าประโลม จนจิตเคลิ้มตาม
ในอารมณ์ท่ีคมคายของกิเลสตัณหาโดยไม่รู้ตัว จิตที่ไม่มีป๎ญญาก็
ยากทจ่ี ะรู้ทนั ”
หลวงพอ่ ทูล ขิปปฺ ปํฺโญ
528
บทสรปุ
529
บทสรปุ
เอตาทิสานิ กตวฺ าน สพฺพตถฺ มปราชิตา
สพฺพตถฺ โสตถฺ ึ คจฺฉนฺติ ตนเฺ ตสํ มงคฺ ลมตุ ฺตมํ
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทาํ มงคลเช่นนแ้ี ลว้ เป๐นผ้ไู ม่
ปราชัยในขา้ ศกึ ทกุ หมู่เหล่า
ย่อมถึงความสวัสดีในท่ีทกุ สถาน นเ้ี ป๐นอุดมมงคลของ
เทวดาและมนษุ ยเ์ หลา่ น้นั
หลักการของการสร้างความเป๐นมงคลแก่ตนเองน้ันอันเป๐น
มงคลแห่งชีวิต ซ่ึงพระพุทธองค์ตรัส 38 ประการ สามารถแบ่งเป๐น
10 หมวด คือ โดย 5 หมวดแรก มี 18 มงคล และ มงคล 5 หมวด
หลังมี 20 มงคล ในมงคล 5 หมวดแรก เป๐นหลักปฏิบัติเพ่ือการ
ดําเนินชีวิตในทางโลกให้ประสบความสําเร็จ ส่วน 5 หมวดหลัง
เป๐นการฝึกตนอย่างย่ิงยวด มุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุงยกระดับจิต
วิญญาณของความเป๐นมนุษย์ให้สูงข้ึน เม่ือส่วนแรกมีความ
สมบูรณ์ การปฏิบัติในส่วนหลังก็จะทําได้ง่ายข้ึน ไม่ต้องมาวิตก
กังวล มุ่งเน้นการพัฒนาตนเองสู่เปูาหมายอันสูงสุด คือ การบรรลุ
นิพพาน
มงคลหมทู่ ี่ 1 การฝึกตนให้เป๐นคนดี
การฝึกตนให้กลายเป๐นคนดีเบ้ืองต้นต้องไม่คบคนพาล คือ
คนไม่ดี คนโง่ คนชั่ว ไว้ 3 ประการคือ ทําชั่ว พูดช่ัว คิดชั่ว การ
กระทําช่ัวทางกาย มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ การพูดเท็จ การพูด
สอ่ เสียด การพดู คําหยาบ การพูดเพ้อเจ้อ การคิดอยากได้ของของ
ผู้อน่ื มาเป๐นของตน การคิดพยาบาทปองร้ายให้ผู้อื่นพินาศ เป๐นต้น
โดยเลือกคบเฉพาะบัณฑิต คือ ผู้ที่มีพฤติกรรมการแสดงออกไม่ว่า
530
จะเปน๐ ทําดี พดู ดี คดิ ดี อนั เปน๐ ลักษณะทตี่ รงกันข้ามกับคนพาลโดย
แท้ รวมทั้งเคารพบูชาบุคคลท่ีควรบูชาโดยการบูชาด้วย สิ่งของ
เคร่ือง มีเงินทอง ดอกไม้ ของหอม หรือ การบูชาด้วยการปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ มีการเข้าถึงไตรสรณคมน์ รักษาศีล เจริญสมถะและ
วิปส๎ สนา การศึกษาพระธรรมวินัย สรุปได้ว่า การฝึกตนเองให้เป๐น
คนดี ต้องไม่คบคนพาล ต้องคบบัณฑิต และต้องบูชาบุคคลท่ีควร
บชู า
มงคลหมู่ท่ี 2 การสร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง
การสร้างความพร้อมในการฝึกตนเองต้องเลือกอยู่ในถ่ินที่
สมควร ประเทศท่ีสมควรนั้น คือประเทศท่ีเป๐นที่สามารถท่ีจะ
บําเพ็ญบุญกุศลให้สมบูรณ์ จนถึงมรรคผลนิพพานได้ผู้ท่ีจะ
บําเพ็ญกุศลให้สมบูรณ์ได้นั้นต้องอาศัยความท่ีตนได้เคยทําบุญไว้
ในอดีตชาติ มาช่วยส่งเสริมสนับสนุนทั้งส้ิน ผู้ที่ปรารถนาความดี
งาม และความสําเร็จในชาติน้ีและชาติหน้า มีการเกิดในสุคติโลก
สวรรค์ และบรรลมุ รรค ผล นิพพาน ย่อมตั้งตนไว้ชอบ ประกอบแต่
สุจริตธรรม สัมมาปฏิบัติ มีศรัทธาเล่ือมใส เจริญทาน ศีล ภาวนา
อยู่เป๐นนิตย์ สรุปได้ว่า การสร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง ต้อง
อยู่ในถ่นิ ท่ีเหมาะสม ต้องมบี ญุ วาสนามาก่อน และต้องตั้งตนชอบ
มงคลหมู่ท่ี 3 การฝกึ ตนให้เปน๐ คนมปี ระโยชน์
การฝึกตนให้เป๐นคนมีประโยชน์ เม่ือมีการเล่าเรียนศึกษาพระ
ธรรมวินัย ทรงจําไว้ได้ ช่ือว่าเป๐น พหูสูต หรือ พาหุสัจจะ ผู้ที่มีพาหุ
สัจจะมากย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละส่ิงท่ีมีโทษ เจริญส่ิงที่ไม่มีโทษ
ทําให้แจ้งปรมัตถสัจจะ ได้ในที่สุดด้วยป๎ญญา ผู้ที่มีศิลปะคือผู้ท่ีมี
ฝีมอื ไม่ว่าจะมฝี มี อื ในการเป๐นช่างเงิน ช่างทอง เป๐นช่างตัดเย็บจีวร
เป๐นต้น ช่ือว่าอุดมมงคล ขึ้นช่ือว่าศิลปะไม่ว่าจะเป๐นของคฤหัสถ์
หรือบรรพชิต หากเป๐นศิลปะท่ีไม่มีโทษแล้ว ทั้งเป๐นประโยชน์
เก้ือกูลแก่ตนเองและผู้อ่ืนด้วย ผู้ท่ีประพฤติสุจริตกรรม เว้นทุจริต
531
กรรม จึงชื่อว่ามีวินัย เพราะนําโทษที่เป๐นทุจริตทางกาย ทางวาจา
ทางใจ ออกไป คฤหัสถ์ท่ีมีวินัยของคฤหัสถ์ย่อมพ้นอบาย บรรพชิต
ท่ีมีวินัยของบรรพชิตย่อมพ้นอบายด้วย ย่อมบรร ลุมรรค ผล
นพิ พานด้วย รวมท้ังกล่าวถ้อยคําที่เป๐นวาจาสุภาษิตคือวาจาที่กล่าว
ดีแล้ว เป๐นวาจาท่ีเป๐นไม่มีโทษ ประกอบด้วยธรรม เป๐นวาจาที่เป๐นที่
รกั เป๐นวาจาจริงไม่เท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่เหลวไหล เพ้อเจ้อ แม้วาจาที่
แสดงธรรมแก่ผู้อ่ืนด้วยมุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟ๎ง ก็ชื่อว่าเป๐นวาจา
สุภาษิต เพราะเป๐นป๎จจัยให้ผู้ฟ๎งได้รับความสุขท้ังในโลกนี้และโลก
หน้า สรุปได้ว่า การฝึกตนให้เป๐นคนมีประโยชน์ ต้องเป๐นพหูสูต
ตอ้ งมศี ิลปะ ต้องมวี นิ ยั และต้องมวี าจาสุภาษิต
มงคลหมทู่ ่ี 4 การบําเพญ็ ประโยชนต์ อ่ ครอบครัว
การบํารงุ มารดาบิดาเปน๐ ผู้ใหช้ วี ิตแกบ่ ุตร ให้บุตรได้มีโอกาส
เกิดมาดูโลกนี้ ถ้าปราศจากมารดาบิดาแล้ว ท่านท้ังสองมีบุญคุณ
แก่ลูกอย่างล้นเหลือแล้ว ยากที่ลูกจะตอบแทนคุณได้หมด มารดา
บิดาพึงอนุเคราะห์บุตรโดยห้ามไม่ให้บุตรทําช่ัว สอนให้ต้ังอยู่ใน
ความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยา หาสามีภรรยาให้เม่ือถึงวัยอันสมควร
มอบทรพั ย์สมบตั ิใหใ้ นเวลาอันสมควร หน้าท่ขี องสามีที่มีต่อภรรยา
เปน๐ ต้นว่า ยกย่องวา่ เป๐นภรรยา ไม่ดูหมิ่น ไม่ประพฤตินอกใจ มอบ
ความเป๐นใหญ่ในบ้านให้ ให้เครื่ องแต่งตัว ร วมท้ังมีความ
ขยันหม่ันเพียร ทําการงานทุกชนิดที่ไม่มีโทษให้สําเร็จไม่ค่ังค้าง
เป๐นเหตุให้เกิดความสุขความเจริญ สรุปได้ว่า การบําเพ็ญ
ประโยชนต์ ่อครอบครัว ต้องบํารุงบิดา มารดา ต้องเลี้ยงดูบุตร และ
ตอ้ งสงเคราะหภ์ รรยา สามี และตอ้ งทาํ งานไม่ใหค้ ง่ั คา้ ง
มงคลหมู่ที่ 5 การบําเพ็ญประโยชน์ตอ่ สังคม
การให้ทานมีทั้งอามิสทานและธรรมทาน การให้สิ่งของด้วย
เจตนาที่จะให้เป๐นประโยชน์แก่ผู้รับชื่อว่าทาน ส่วนวัตถุที่ให้ทาน
ท่านแสดงไว้ 4 อย่างก็มี คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย และยา
532
รักษาโรค แสดงไว้ 10 อย่างก็มี คือข้าว น้ํา ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้
ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่น่ัง ที่นอน และประทีปดวงไฟ การให้ทาน
นั้นเป๐นการสละละความตระหนี่ ความหวงแหนออกจากใจ การ
ประพฤตธิ รรมคือ การประพฤติดีประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ อัน
ไดแ้ ก่ประพฤตอิ ย่ใู นกศุ ลกรรมบถ คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ท้ังด้วย
ตนเองและใช้ผู้อื่นฆ่า งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่
อนุญาต งดเว้นจากการประพฤติประเวณี งดเว้นจากการพูดเท็จ งด
เว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคําหยาบ งดเว้นจากการ
พดู เพ้อเจอ้ เหลวไหลไรส้ าระ ไม่คดิ เพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อ่ืนมา
เป๐นของตน ไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อ่ืน มีความเห็นถูกตรง ไม่เห็น
ผิดเป๐นมิจฉาทิฎฐิ นอกจากนี้ยังการสงเคราะห์ญาติ ญาติคือผู้ที่
เกี่ยวข้องผูกพันกับเราทางมารดาบิดา เม่ือเวลามีทุกข์เดือดร้อน
รวมท้ังการงานไม่มีโทษ ไม่ว่าจะเป๐น การให้ทาน รักษาศีล การ
ช่วยกิจการงานของผู้อื่น การปลูกปุา การสร้างสะพาน การสร้างวัด
วาอาราม สรุปได้ว่า การบําเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ต้องบําเพ็ญ
ทาน ต้องประพฤติธรรม ต้องสังเคราะห์ญาติ และต้องทํางานไม่มี
โทษ
มงคลหม่ทู ่ี 6 การปรับเตรียมสภาพใจใหพ้ รอ้ ม
การปรับเตรียมสภาพใจให้พร้อมโดยการงดเว้นจากบาป
อกุศลทุจริตทุกอย่างที่ให้ผลเป๐นทุกข์ มีการฆ่าสัตว์ เป๐นต้น
สมาทานศีล 5 ศีล 8 ศีลอุโบสถ การสํารวมจากนํ้าเมาไม่ว่าจะสุรา
และเมรัย หรือนํ้าหมักดองดอกไม้ และผลไม้ ไม่ประมาท ระลึกถึง
กุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป๐นกุศลทางกาย ทางวาจา หรือทาง
ใจ สติจึงเหมือนหางเสือเรือ ท่ีจะทําให้เรือแล่นฝุาอันตราย ตรง
ไปสู่จุดหมายในท่ีสุด คําว่าธรรมทั้งหลาย จึงได้แก่กุศลธรรม
ท้ังหลายต้ังแต่กุศลข้ันทาน ขั้นศีล ไปจนถึงขั้นภาวนา ซ่ึงล้วน
อาศัยสติความไม่ประมาททั้งสิ้นจึงเกิดข้ึนได้ สรุปได้ว่า การปรับ
เตรียมสภาพใจให้พร้อม เพ่ือฝึกใจให้มีคุณภาพสูงขึ้น ต้องงดเว้น
533
จากบาป ต้องสํารวมจากการด่ืมน้ําเมา และต้องไม่ประมาทใน
ธรรม
มงคลหมู่ท่ี 7 การแสวงหาธรรมเบอ้ื งต้นใส่ตัว
การแสวงหาธรรมเบ้ืองต้นใส่ตัว โดยการแสดงความเคารพ
ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม
พระสงฆ์ ศีลสิกขา สมาธิภาวนา ความไม่ประมาท คือระลึกใน
โพธิ-ป๎กขิยธรรม 37 ประการ และเคารพในปฏิสันถารการต้อนรับ
ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป๐ น ก า ร ต้ อ น รั บ ด้ ว ย อ า มิ ส
มี ข้าว นํ้า เป๐นต้นหรือต้อนรับด้วยธรรมะ มีการให้สติความไม่
ประมาท เป๐นต้นรวมท้ังมีความประพฤติถ่อมตนนั้นได้แก่ความไม่
พองลม คือไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ถือตัวว่ามีชาติตระกูลสูง มีความรู้
สูง มียศสูง เป๐นต้น แล้วเหยียบยํ่าดูถูกผู้ท่ีมีชาติตระกูลตํ่ากว่า มี
ความรู้น้อยกว่า มียศต่ํากว่า เป๐นต้น การยกตนข่มท่านจึงเป๐น
อกุศลประเภทมานะ ทําให้เป๐นคนกระด้างถือตัว ไม่ยอมก้มหัวให้
ใคร คนมีมานะจงึ ไมน่ ่ารัก ขาดความอ่อนน้อม เปน๐ ท่ีรังเกียจของผู้
คบหาในป๎จจุบัน นอกจากน้ี ต้องมีความสันโดษ คือ ยินดีตามท่ี
ได้มา ยินดีตามกําลัง ยินดีตามสมควร มีการตอบแทนคุณ มารดา
บิดา ครอู าจารย์ เป๐นต้น กม็ ารดาบดิ า ทา่ นให้กาํ เนิดและเล้ียงดูเรา
มากอ่ นใครๆ สว่ นครูอาจารย์กใ็ ห้วชิ าความรูแ้ ก่เรารองมาจากบิดา
มารดา ท่านเหล่าน้ีจึงเป๐นผู้ทําคุณแก่เราก่อน สมควรท่ีเราจะตอบ
แทนคณุ ทา่ นในเม่ือมีโอกาส อีกประการหน่ึงที่เป๐นมงคลกลุ่มนี้ คือ
การฟ๎งธรรมตามกาลเพ่ือขจัดความฟุูงซ่าน ละอกุศลวิตก หรือการ
เข้าไปหากัลยาณมิตรแล้วฟ๎งธรรม เพ่ือกําจัดความสงสัย สรุปได้
ว่า การแสวงหารธรรมเบื้องต้นใส่ตัว ต้องมีความเคารพ ต้องมี
ความถ่อมตน ต้องมีความสันโดษ ต้องมีความกตัญํู และต้องฟ๎ง
ธรรมตามกาล
มงคลหมู่ที่ 8 การแสวงหาธรรมเบื้องต้นใส่ตวั ใหเ้ ตม็ ท่ี
534
การแสวงหาธรรมเบ้ืองต้นใส่ตวั ให้เต็มที่ โดยการรู้จัก อดทน
ต่อความเจ็บใจ อดทนต่อความเย็น ความร้อน ไม่หว่ันไหวใน
อารมณ์อันไม่น่าชอบใจ เป๐นผู้ว่าง่ายผู้ไม่มีมานะ มีใจเบิกบาน
น้อมรับคําสอนของบัณฑิตโดยเคารพ รับการฝึกฝนอบรมกาย
วาจาใจ และป๎ญญา รวมทั้งสนทนาธรรมตามกาลจะช่วยบรรเทา
ความหดหู่ ฟุูงซ่าน ความสงสัย อันเป๐นเหตุให้ได้รับคุณท้ังหลายมี
ความฉลาดในปริยัติธรรม สรุปได้ว่า การแสวงหาธรรมเบ้ืองสูงใส่
ตัว ต้องมีความอดทน ต้องเป๐นคนว่าง่าย ต้องเห็นสมณะ และต้อง
สนทนาธรรมตามกาล
มงคลหมู่ท่ี 9 การฝึกภาคปฏิบตั เิ พอ่ี กาํ จดั กเิ ลสให้ส้นิ ไป
การฝึกภาคปฏิบัติเพ่ีอกําจัดกิเลสให้ส้ินไปตามมงคลกลุ่มน้ี
เพ่ือเกิดการสร้างความเพียรเผากิเลส ปูองกันจิตไม่ให้ตกไปใน
ความยินดีและยินร้าย การมีสติระลึกรู้อยู่ในลักษณะของรูปนาม
ท่ีมาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ประพฤติธรรมอัน
ประเสริฐโดยเว้นจากเมถุนธรรม ปฏิบัติตามสมณธรรม คําสอนของ
พระพุทธเจ้า อันเป๐นเหตุให้เกิดความเจริญและได้รับคุณวิเศษ
นานาประการ อันมีเปูาหมายคือการเห็นแจ้งแทงตลอด อริยสัจ 4
คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ด้วยอริยป๎ญญานั้นเป๐นการเห็น
แจ้งที่เกิดข้ึน ซ่ึงเป๐นการทํานิพพานให้แจ้ง ทําให้พ้นจากคติทั้ง 5
คือนิรยคติ เปตคติ ดิรัจฉานคติ มนุสสคติ และเทวคติ ตลอดจนก้าว
พ้นจากตัณหาเครื่องร้อยรัดได้ สรุปได้ว่า การฝึกภาคปฏิบัติเพ่ือ
กําจัดกิเลสให้สิ้นไป ต้องบําเพ็ญตบะ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ต้อง
เห็นอริยสัจ และตอ้ งทํานพิ พานให้แจง้
มงคลหมู่ท่ี 10 ผลจากการปฏิบตั จิ นหมดกิเลส
ผลจากการปฏิบัติจนหมดกิเลส ทําจิตไม่หว่ันไหวด้วยโลก
ธรรม 8 อย่างคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เส่ือมลาภ เสื่อมยศ นินทา
ทุกข์ มากระทบ เป๐นจิตท่ีไม่มีความเศร้าโศกจิตที่ปราศจากธุลีคือ
535
กิเลสเป๐นจิตที่ปราศจากธุลีคือกิเลส มีราคะ โทสะ โมหะ เป๐นต้น
เป๐นจิตท่ีเกษมเพราะปลอดจากโยคะทั้ง 4 มี กามโยคะ ทิฏฐิโยคะ
ภวโยคะ และอวิชชาโยคะ โยคะน้ันเป๐นกิเลสประเภทประกอบสัตว์
ไว้ในวัฏสงสาร เมื่อปลอดจากโยคะ คือปราศจากโยคะก็พ้นจาก
วัฏสงสาร สรปุ ได้ว่า ผลจากการปฏิบัติธรรมจนหมดกิเลส สามารถ
บรรยายสภาวะจิตท่ีหมดกิเลสได้หลายลักษณะ เช่น จิตไม่
หวัน่ ไหวในโลกธรรม จิตไม่โศก จิตปราศจากธลุ ี และจติ เกษม
พระสิรมิ งคลาจารย์ (2527 : 169-171) ท่านได้สรุปแนวทาง
ปฏิบัติตามหลักการมงคลไว้ในมงคลทีปนีไว้ว่า มวลมนุษย์ ผู้
ปรารถนาสุขในโลกนี้ สุขในโลกหน้าและสุขอันเป๐นโลกุตระ ละ
การเสพชนพาลเสีย อาศัยบัณฑิตแล้วบูชาท่านผู้ควรบูชาท้ังหลาย
อยู่อย่างน้ี อันการอยู่ในประเทศอันสมควรและความเป๐นผู้มีบุญอัน
ทําไว้แล้วในก่อนตักเตือน ในอันทํากุศลให้เกิดขึ้น ตั้งตนไว้ชอบ
แล้ว มีอัตภาพอันพาหุสัจจะ ศิลปะ และวินัยประดับแล้ว กล่าววาจา
สภุ าษิตอนั สมควรแก่วินัย
ตราบเท่าท่ียังฆราวาสผู้ครองเรือนอยู่ ก็ชําระหน้ีค่าหน้ีเก่า
ด้วยการบํารุงมารดาบิดา ประกอบค่าหนี้ใหม่ ด้วยการสงเคราะห์
บุตรและภรยิ า ถึงความสาํ เร็จด้วยทรัพย์และธัญญาหารเป๐นต้น และ
ความเป๐นผู้มีการงานไม่อากูล ยึดสาระแห่งโภคะด้วยทาน และยึด
สาระแห่งชีวิต ด้วยการประพฤติธรรมทําประโยชน์เก้ือกูลชนของ
ตน ด้วยการสงเคราะห์ญาติ และทําประโยชน์เก้ือกูลชนอื่น ด้วย
ความเป๐นผู้มีการงานไม่มีโทษ เว้นการเบียดเบียนผู้อ่ืน ด้วยการ
เว้นจากบาป และเว้นการเบียดเบียนตนด้วยการสํารวมจากการดื่ม
นํา้ เมา
บําเพ็ญธรรมฝุายกุศลให้เจริญ ด้วยความไม่ประมาทในธรรม
ท้ังหลาย ละเพศคฤหัสถ์เสีย เพราะความเป๐นผู้มีกุศลอันเจริญแล้ว
แม้ตั้งอยู่ในภาวะแห่งบรรพชิต ก็ยังวัตตสมบัติให้สมบูรณ์ ด้วย
ความเคารพ ในท่านผู้ควรเคารพมีพระพุทธเจ้า พระสาวกของ
พระพุทธเจ้า พระอุป๎ชฌายะ และพระอาจารย์เป๐นต้น และด้วยความ
536
เจียมตน ละความติดป๎จจัยด้วยความสันโดษ ตั้งอยู่ในภูมิสัตบุรุษ
ด้วยความเป๐นผู้รู้จักอุปการคุณที่ท่านทําแล้ว ละความเป๐นผู้มีจิตหด
หู่ ด้วยการฟ๎งธรรม ครอบงําอันตรายทั้งปวง ด้วยความอดทนทําตน
ให้มีที่พึ่ง ด้วยความเป๐นผู้ว่าง่าย พิจารณาเห็นความประกอบการ
ปฏบิ ัติ ดว้ ยการเหน็ สมณะ บรรเทาความสงสัย ในธรรมเป๐นที่ต้ังแห่ง
ความสงสยั ดว้ ยการสนทนาธรรม
ทําสีลวิสุทธิให้ถึงพร้อม ด้วยตบะ คือความสํารวมอินทรีย์ ยัง
จิตตวิสุทธิ และวิสุทธิ 4 อื่นจากนั้น ให้ถึงพร้อมด้วยพรหมจรรย์คือ
สมณธรรม บรรลุญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป๐นปริยายแห่งการเห็น
สัจจะด้วยปฏิปทาน้ี ทําให้แจ้งซ่ึงนิพพาน ที่นับว่าอรหัตผล ซึ่ง
อริยบุคคลท้ังหลายทําให้แจ้งแล้ว เป๐นผู้มีจิตไม่หว่ันไหว ด้วยโลก
ธรรมท้ัง 8 ดุจภูเขาสิเนรุ ไม่สะเทือนด้วยลมและฝนฉะน้ัน เป๐นผู้ไม่
เศร้าโศก ไม่มีกิเลสเพียงดังธุลี มีความเกษม และเหล่าชนผู้มีความ
เกษม ย่อมเป๐นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง และถึงความสวัสดี เป๐นผู้มี
ความสวัสดีไปในที่ทัง้ ปวง ด้วยเหตนุ ั้น พระผู้มพี ระภาค จึงตรัสวา่
“เอตาทสิ านิ กตฺวาน สพฺพตฺถมปราชิตา
สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนตฺ ิ ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมํ”
จากหลักการแห่งการพัฒนาตนตามหลักการของมงคลสูตร
จะได้รับผลตามท่ีปรารถนาจะต้องน้อมนําหลักธรรมะที่องค์พระ
ศาสดาทรงแนะนํามาฝึกปฏิบัติตน อันเป๐นขั้นตอนของความ
เจรญิ กา้ วหนา้ ท้ังทางกาย วาจา และใจ ท้งั ในระดับต้น ระดับกลาง
และระดับสูง ทําให้เกิดสติป๎ญญา สามารถหลีกเลี่ยงความเส่ือม
ตลอดจนความช่ัวร้ายนานัปการ อันส่งผลให้ชีวิตประสบความสุข
ความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลก และทางธรรม ซึ่งมีสาระสําคัญ
สามารถสรุปได้ตามตารางตอ่ ไปน้ี
ตารางที่ 13 : สรปุ มงคลสตู ร
มงคลสูตร สาระสาํ คญั
ความรู้พน้ื ฐาน การปฏิบัติตามหลักมงคลชีวิต จะเป๐นเหตุนํามา
537
มงคล ซึ่งความเจริญก้าวหน้าท้ัง 3 ระดับน้ี เพราะผู้
ปฏิบัติตามหลักมงคลชีวิต โดยเนื้อหาก็คือ เป๐น
การหลกี เล่ียงเหตุแห่งความเสื่อมท้ังหลาย และทํา
ความดีด้วยกาย วาจา ใจ ท้ังเบ้ืองต้น เบื้องกลาง
และเบื้องสูง ทําให้เกิดสติและป๎ญญา อันเป๐น
เคร่ืองทําลายอุปสรรคของชีวิต ตลอดจนความช่ัว
ความบาปต่างๆ จึงส่งผลเป๐นความเจริญก้าวหน้า
ทั้งชาตินี้ ชาติหน้า จนถึงการบรรลุมรรคผล
นพิ พานในทสี่ ุด
มงคลท่ี 1 การไมค่ บคนพาล
มงคลที่ 2 การคบบัณฑิต
มงคลท่ี 3 การบชู าบคุ คลท่ีควรบูชา
การพัฒนาตนเองในเบ้ืองต้นนั้น พัฒนานิสัย
มงคลหมทู่ ่ี 1 ก่อน การสร้างเสริมนิสัยจะมาจากสภาพแวดล้อม
การฝกึ ใหเ้ ป๐น รอบตัว โดยไม่คบคนพาล เพ่ือเป๐นการปูองกัน
คนดี ไม่ให้ตนมีนิสัยไม่ มีวิสัยทัศน์ท่ีผิดๆ ติดมาจากคน
ที่เราคิดด้วย แล้วคบบัณฑิต เพ่ือทอดแบบนิสัย
พฤติกรรม คุณธรรม จริยธรรม มาสู่ตน รวมท้ัง
บูชาบุคคลท่ีควรบูชา เพื่อครองนิสัยที่ดีอยู่แล้วให้
เจริญงอกงามข้ึน ด้วยเหตุท่ีบุคคลที่ควรบูชาจะ
เปน๐ แบบอยา่ งดงี ามให้เราได้ปฏิบัติตาม
มงคลที่ 4 การอยใู่ นถน่ิ ทเี่ หมาะสม
มงคลหมทู่ ี่ 2 มงคลที่ 5 ความเป๐นผูม้ ีบญุ วาสนามาก่อน
การสร้างความ มงคลที่ 6 การต้ังตนไว้ชอบ
พร้อมในการ การสร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง โดยอยู่
ฝึกตนเอง ใ น ถิ่ น ที่ เ ห ม า ะ ส ม รู้ จั ก เ ลื อ ก แ ล ะ ป รั บ ป รุ ง
ส่ิงแวดล้อมให้พอเหมาะแก่ตน สร้างเสริมบุญมาดี
ท้ังผลบุญแต่เก่าก่อน และเพ่ิมพูนบุญใหม่ใน
538
ภ า ย ห ลั ง ทํ า ใ ห้ เ ป๐ น ค น มี ร่ า ง ก า ย แ ข็ ง แ ร ง
ส ติ ป๎ ญ ญ า เ ฉ ลี ย ว ฉ ล า ด ทํ า ก า ร ง า น อ ะ ไ ร ก็
เจริญก้าวหน้าได้เร็ว ตั้งเปูาหมายชีวิตท่ีถูกต้อง
จะตั้งฐานะให้ได้โดยอาชีพที่สุจริต ไม่ปล่อย
ตัวเองไปตามดวงวาสนา เป๐นไปตามเวรกรรม
539
ตารางท่ี 13 : สรปุ มงคลสตู ร (ต่อ)
มงคลชวี ิต สาระสาํ คญั
มงคลหมทู่ ่ี 3 มงคลที่ 7 เป๐นพหูสูต
การฝกึ ตนให้
มงคลที่ 8 มศี ิลปะ
เปน๐ คนมี
ประโยชน์ มงคลที่ 9 มวี นิ ยั
มงคลท่ี 10 วาจาสภุ าสติ
การฝึกตนให้เป๐นคนมีประโยชน์ หลังจากสามารถ
ดแู ลตนเองไดแ้ ล้ว พึงบําเพ็ญประโยชน์ท้ังแก่ตนเองและ
สังคมได้เต็มที่ โดยฝึกตนเองให้เป๐นพหูสูต รู้จักใฝุหา
ความรู้ ฝึกตัวเองให้ศิลปะทําได้ทําเป๐น ฝึกให้เป๐นคนมี
วินัย เคารพกฎระเบียบ รู้จักควบคุมตนเองให้นําความรู้
ความสามารถ รวมท้ังฝึกตัวเองให้มีวาจาสุภาษิต มงคล
กลุ่มน้ีเป๐นหลักการของ ความฉลาดรู้ รู้จักใฝุหาความรู้
ฉลาดทํา สามารถนําเอาความรู้มาใช้ได้จริงๆ ฉลาดใช้
รู้ จั ก ค ว บ คุ ม ต น เ อ ง ใ ห้ นํ า ค ว า ม รู้ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ไ ป ใ ช้
ในทางท่ีถกู และฉลาดพดู รจู้ ักควบคมุ วาจา
มงคลท่ี 11 การบํารุงมารดาบิดา
มงคลที่ 12 เลยี้ งดบู ตุ รธดิ า
มงคลที่ 13 การสงเคราะหส์ ามภี รรยา
มงคลหมทู่ ่ี 4 มงคลท่ี 14 การงานอนั ไมค่ ่ังคา้ ง
การบาํ เพ็ญ ผทู้ ่ีพัฒนาตนเองพรอ้ มแล้ว จะต้องเป๐นผู้ท่ีมีครอบครัว
ประโยชน์ต่อ ดีโดยการบําเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัวในการปฏิบัติ
ครอบครวั หน้าที่ในการดูแลปรนนิบัติบิดามารดาให้มีความสุข
เลี้ยงดูลูกให้เป๐นคนดี ให้เกียรติคู่ครองสร้างสายสัมพันธ์
ในครอบครวั ใหอ้ บอุ่นจะมีแต่ความร่มเย็น รวมทั้งทํางาน
ไม่คั่งค้างเพ่ือสร้างฐานะความเป๐นปึกแผ่นแก่ตนเองและ
ครอบครัว
มงคลหมทู่ ี่ 5 มงคลที่ 15 การบําเพญ็ ทาน
การบําเพญ็ มงคลที่ 16 การประพฤติธรรม
ประโยชนต์ ่อ มงคลที่ 17 การสงเคราะห์ญาติ
สงั คม
540
มงคลท่ี 18 การทํางานท่ีไม่มโี ทษ
เม่ือทําคุณประโยชน์ครอบครัวให้มีความสุข มีความ
อบอุ่น สร้างฐานะมั่นคง มั่งคั่งแล้ว ต้องทําหน้าท่ีในทาง
คุ ณ ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ สั ง ค ม ช่ ว ย เ ห ลื อ ส่ ว น ร ว ม ส ร้ า ง
สาธารณประโยชน์ โดยการรู้จักสละทรัพย์สินของที่
เหมาะสม สร้างสันติสุขแก่มวลมนุษย์ พร้อมทั้งประพฤติ
ธรรมควบคู่กันไปด้วย ช่วยเหลือท้ังญาติสายโลหิต
เดยี วกนั และผู้รู้จักคุ้นเคย เป๐นการสร้างเสริมความสามัคคี
ความเป๐นปึกแผ่นของสังคมให้เกิดขึ้น และประกอบการ
งานที่ไม่มีโทษ สร้างงานท่ีมีประโยชน์ต่อส่วนรวม เฉก
เช่น งานจิตอาสา งานสาธารณกุศล งานสังคมสงเคราะห์
งานสาธารณประโยชน์ งานในชมุ ชน
541
ตารางที่ 13 : สรปุ มงคลสตู ร (ต่อ)
มงคลชวี ิต สาระสาํ คญั
มงคลท่ี 19 การงดการเวน้ จากบาป
มงคลที่ 20 ความสาํ รวมจากการดืม่ นํ้าเมา
มงคลหมทู่ ี่ 6 มงคลท่ี 21 ความไม่ประมาทในธรรม
การปรับเตรียม การปรับเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อมเพ่ือฝึกฝนให้มี
คุณธรรม จริยธรรมเพิ่มพูนมากขึ้น มีกิเลสภายในจิตใจ
สภาพใจให้ เบาบางลง โดยการงดเว้นจากบาป อะไรไม่ถูกทํานอง
พร้อม คลองธรรม ก็ต้องละเว้นไม่ยอมทํา สํารวมพิจารณาจาก
การส่ิงเสพติด ของมึนเมาที่จะทําให้เราปราศจาก
สตสิ ัมปชัญญะ และไมป่ ล่อยชีวติ ไปตามยถากรรม ไม่มัว
เมาในความเป๐นหนุ่มสาว ในความไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
หรอื หลงระเริงในชวี ติ
มงคลที่ 22 ความเคารพ
มงคลท่ี 23 ความประพฤตถิ ่อมตน
มงคลท่ี 24 ความสนั โดษ
มงคลที่ 25 ความกตญั ํู
มงคลหมทู่ ี่ 7 มงคลที่ 26 การฟง๎ ธรรมตามกาล
การแสวงหา เมื่อสภาพจิตใจมีความพร้อมแล้ว เป๐นการเริ่มลงมือ
ธรรมเบอื้ งตน้ ใส่ แ ส ว ง ห า ธ ร ร ม ะ เ บ้ื อ ง ต้ น ใ ส่ ตั ว โ ด ย จํ า เ ป๐ น ต้ อ ง
ประกอบด้วยคุณสมบตั ิ คอื รแู้ ละตระหนักถงึ คุณความดที ่ี
ตวั มีอยู่จ ริ งข อง ผู้ อ่ืน ทํ า ให้ ทร า บถึ งแ นวท าง ที่ จะ หา
คุณธรรม จริยธรรมนั้นๆ มาใช้ในชีวิตประจําวัน มีความ
ออ่ นน้อมถ่อมตน ไมอ่ วดดอ้ื ถอื ดี น้อมตัวลงรบั เอาความดี
จากผ้อู ่ืนมาเปน๐ เย่ยี งอย่าง พร้อมด้วยมคี วามสันโดษ รู้จัก
ประมาณในการบริโภค อุปโภค มีความสุขกับสรรพส่ิงท่ี
ตนมีอยู่ ตลอดจนถึงมีความตระหนักซาบซึ้งถึงบุญคุณ
ผู้อ่ืน หาแนวทางตอบแทน ครองตนให้เป๐นน่ารัก น่า
เอ็นดู มีความเมตตาปรารถนาจะถ่ายทอดความรู้ คุณ
ความดีใหแ้ ก่ผอู้ ่นื
มงคลหมทู่ ่ี 8 มงคลที่ 27 ความอดทน
542
การแสวงหา มงคลที่ 28 ความเปน๐ ผู้วา่ ง่าย
ธรรมเบอ้ื งตน้ ใส่
มงคลที่ 29 การไดเ้ ห็นสมณะทัง้ หลาย
ตวั ให้เตม็ ท่ี
มงคลท่ี 30 การสนทนาธรรมตามกาล
การแสวงหาธรรมเบื้องต้นใส่ตัวให้เต็มท่ีน้ัน สามารถ
ทําได้ตลอดเวลา แต่ต้องมีความอดทน ท้ังทนแดด ทน
ร้อน ทนฝน ทนหนาว ทนต่ออํานาจกิเลส ความเจ็บใจ
เป๐นคนว่าง่าย สามารถอดทนต่อคําสั่งสอน รับฟ๎งและทํา
ตามคําส่ังสอนได้ด้วยดี รู้จักเข้าหาสมณะชีพราหมณ์ผู้
ทรงคุณธรรมเพื่อเป๐นกุศโลบายในการสงบกาย วาจา
และใจ เม่ือเข้าหาแล้วหากยังมีข้อสงสัย สนทนาซักถาม
จนกระจ้างแจ้ง สามารถน้อมนําหลักธรรมมาใส่ตัวได้
อย่างเต็มที่
543
ตารางท่ี 13 : สรปุ มงคลสตู ร (ต่อ)
มงคลชวี ติ สาระสาํ คญั
มงคลที่ 31 บาํ เพญ็ ตบะ
มงคลที่ 32 ประพฤตพิ รหมจรรย์
มงคลท่ี 33 การเหน็ อรยิ สจั
มงคลหมทู่ ี่ 9 มงคลท่ี 34 การกระทาํ นิพพานใหแ้ จง้
การฝึก การฝึกภาคปฏิบัติเพี่อกําจัดกิเลสให้ส้ินไปในการ
ภาคปฏบิ ตั ิเพ่ีอ แสวงหาธรรมะข้ันสูงอันการพัฒนาตนเองโดยการทํา
กําจัดกเิ ลสให้สน้ิ ความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน ประพฤติพรหมจรรย์จน
ไป กิเลสเบาบาง สามารถตัด โลกิยวิสัย ยกจิตออกจากกาม
อันเป๐นท่ีมาของความเส่ือม จนเกิดป๎ญญาเห็นอริยสัจ
ประคองใจหยุดน่ิง พิจารณาอริยสัจไปตามลําดับ ทําใจ
ให้ละเอียดอ่อนย่ิงขึ้นจนสามารถขจัดกิเลสต่างๆ ได้ ซ่ึง
เป๐นผลของการทํานพิ พานใหแ้ จง้
มงคลท่ี 35 จติ ไมห่ วัน่ ไหวในโลกธรรม
มงคลท่ี 36 จติ ไม่เศรา้ โศก
มงคลที่ 37 จิตปราศจากธลุ ี
มงคลหมทู่ ี่ 10 มงคลที่ 38 จติ เกษม
ผลจากการ ผ ล จ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ข อ ง ผู้ ที่ ทํ า นิ พ พ า น ใ ห้ แ จ้ ง แ ล้ ว
จิตใจไม่ยินดยี ินรา้ ยในลาภ ยศ สรรเสริญ สขุ และความ
ปฏิบัติจนหมด เสอ่ื มลาภ เสอื่ มยศ นินทา ทุกข์ มใี จทอ่ี ่มิ เอิบ ไม่แห้งผาก
กเิ ลส ปราศจากธลุ ี ไม่ลุ่มหลงในความรัก ความต้องการ ความ
อยากมีอยากเป๐นต่อไป ปลอดภัยจากภยันตรายอัน
บทสรปุ เนอื่ งจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร สามารถตัด
โยคะ เคร่ืองผูกสรรพสัตว์ไว้ในภพ รวมท้ังมีจิตใจท่ี
สะอาดบรสิ ุทธผิ์ อ่ งใส
เทวดาและมนษุ ยท์ ้ังหลาย ทาํ มงคลเชน่ นแี้ ลว้ เป๐นผู้
ไมป่ ราชยั ในขา้ ศกึ ทกุ หมู่เหลา่ ย่อมถึงความสวสั ดใี นที่
ทกุ สถาน นเ้ี ป๐นอดุ มมงคลของเทวดาและมนษุ ย์เหลา่ นน้ั
544
บรรณานุกรม
พระไตรปิฎก
กรมการศาสนา. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง. กรุงเทพฯ :
กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2525.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎก CD ROM ฉบับธรรม
ทาน.
________________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั , 2539.
________________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั , 2539.
________________. พระไตรปิฎกออนไลนฉ์ บับมหาจฬุ าลงกรณ
ราชวิทยาลัย 45 เลม่ . <https://tripitaka-
online.blogspot.com/2016/09/tpd-main.html>
________________. อรรถกถาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาอฏฺฐกถา.
กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , โรง
พมิ พ์วิญญาณ, 2532.
________________. พระไตรปฎิ กพร้อมอรรถกถา แปล ชดุ 91
เลม่ . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔.
545
________________. พระไตรปฎิ กภาษาบาลี ฉบบั สยฺ ามรฏฐฺ
เตปิฏกํ 2525. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราช
วทิ ยาลัย, 2525.
มูลนิธมิ หามกุฏราชวิทยาลยั . พระไตรปฎิ ก CD ROM.
________________. พระไตรปิฎกภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2525.
________________. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2525.
สมาคมศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎก CD
ROM.
หนงั สือทั่วไป
กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย. สูตรสําเร็จการ
พัฒนาตนเอง. ปทุมธานี : ม ห า วิ ท ย า ลั ย ธ ร ร ม ก า ย
แคลิฟอร์เนีย, 2550.
กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกายแคลฟิ อร์เนีย. ความพ้นื ฐาน
ทางพระพุทธศาสนา. ปทุมธานี : มหาวิทยาลยั ธรรมกาย
แคลฟิ อร์เนีย, 2553.
คณะสงฆ์ภาค 7. มังคลทีปนี แปล. เชียงใหม่ : บ้านอิสราภรณ์,
2550.
คณาจารยแ์ ห่งโรงพิมพ์เลยี่ งเชยี ง. นักธรรมชัน้ ตรี. กรุงเทพ ฯ :
โรงพมิ พ์เล่ียงเชียง, 2546.
546
________________. ศาสนพิธี เล่ม 1 ฉบับมาตรฐาน. กรุงเทพ ฯ :
โรงพมิ พเ์ ล่ียงเชียง, 2535.
ชวลิต ยงใจยทุ ธ.์ สมเด็จพระมหาธีรราชเจา้ . กรงุ เทพฯ: ธนาคาร
ทหารไทย จาํ กัด, 2529.
ธรรมสภา. พุทธศาสนสุภาษิตฉบับสมบูรณ์. กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พ์
ธรรมสภา, 2540.
บุณย์ นิลเกษ, ดร. คัมภีร์มงคลทีปนี สําหรับประชาชน. เชียงใหม่ :
โรงพิมพ์ บี.เอส. การพมิ พ,์ 2541.
ปน๑ิ มทุ ุกันต,์ พันเอก. มงคลชวี ิตภาค 1. กรงุ เทพ ฯ : โรงพิมพค์ ลงั
วทิ ยา, 2527
พระครูนิยมจันทโพธิ (โพธิ์ศรี จนทฺ สาโร). “การประยกุ ตใ์ ชว้ าจา
สุภาษิตในมงคลสูตรกบั สังคมไทยป๎จจุบัน”.วทิ ยานพิ นธ์พุทธ
ศาสตรมหาบณั ฑิต. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2553.
พระครปู ลัดจกั รกริศน์ จนฺโทภาโส. มงคลชีวติ 38 ประการ.
กรงุ เทพ ฯ: อุษาการพมิ พ์, 2553.
พระเทวนิ ทร์ เทวินฺโท. แก่นพุทธจริยศาสตร์. กรงุ เทพ ฯ : มหา
จฬุ าบรรณาคาร, 2549.
พระธรรมปิฎก. ธรรมนญู ชีวิต. พิมพ์คร้ังที่ 25. กรงุ เทพ ฯ : โรง
พิมพ์ บรษิ ัท สหธรรมกิ จํากัด, 2546.
พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสิทธฺ )ิ . พระธรรมเทศนาอริย
ธนกถา. วดั มหาธาตุยวุ ราชรงั สฤษฏ์ิ กรุงเทพมหานคร
2524, อนุสรณ์ คุณหญิงเจอื นครราชเสนี
547
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณโฺ ณ). อนปุ ุพพิกถาทีปนี ภาค 1
การพรรณนาทาน. กรงุ เทพ ฯ : โรงพิมพ์มหามกฏุ ราช
วิทยาลัย, 2546.
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, มงคลสูตรคาํ ฉันท์ ;
ประมวลสุภาษิตพระราชนิพนธ์ ; และ, บทละครดึกดําบรรพ์
ชดุ อรชุนกับทศกรรฐ์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สหกรณ์ขายสง่
แหง่ ประเทศไทย, 2502.
พระครูวิบลู ภัทโรภาส (โอภาโส) และพระมหามิตร ฐติ ปํฺโญ.
คณุ ค่าของวนิ ัยในมงคลสตู ร วารสารวชิ าการธรรมทรรศน์.
ปีที่ 19 ฉบับท่ี 4 (ตุลาคม - ธันวาคม 2562) ฉบบั พิเศษ
พระพุทธโฆสเถระ. คัมภรี ว์ ิสุทธิมรรค. สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ
อาสภมหาเถร) แปลและเรยี บเรียง. กรุงเทพฯ: วัดมหาธาตุ
ยวุ ราชรังสฤษฎิ,์ 2562.
พระไพบูลย์ ธมฺมวิปโุ ล และคณะ. ดรรชนีธรรม ฉบบั มงคลสูตร,
ปทมุ ธานี : วัดพระธรรมกาย, 2544.
________________. ดรรชนีธรรม ฉบับมงคลสูตร. ปทุมธานี : วัด
พระธรรมกาย, 2544.
มหาเถรสมาคม. พระไตรปฎิ กฉบบั ภาษาไทย. กรุงเทพ ฯ : 2549.
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับ
ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: เอส. อาร์ ปร้นิ ติ้ง แมสโปรดกั ส์,
2539.
มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย. มงคลัตถทีปนีแปล เล่ม 1. พิมพ์คร้ังที่
13. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม์ หามกุฏราชวิทยาลัย, 2540.
548
________________. มงคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. พิมพ์คร้ังท่ี 13.
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2525.
________________. มงคลัตถทีปนีแปล เล่ม 3. พิมพ์ครั้งที่ 18.
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2537.
________________. มงคลัตถทีปนีแปล เล่ม 4. พิมพ์คร้ังท่ี 19.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2529.
________________. มงคลัตถทีปนีแปล เล่ม 5. พิมพ์คร้ังที่ 8.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , 2525.
________________. มงฺคลตฺถทีปนิยา ทุติโย ภาโค. พิมพ์ครั้งท่ี12.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพม์ หามกฏุ ราชวิทยาลยั , 2549.
________________. มงฺคลตฺถทีปนิยา ปฐโม ภาโค. พิมพ์คร้ังที่ 16.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , 2550.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานกุ รม. กรุงเทพฯ : สาํ นักพิมพ์อักษร
เจรญิ ทศั น์, 2547
วศิน อนิ ทสระ. พทุ ธจรยิ ศาสตร์. พิมพ์คร้งั ที่ 2. กรงุ เทพ ฯ :
สํานักพิมพธ์ รรมดา, 2549
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมวชิรญาณวโรรส. ศาสนพิธีเลม่ 1.
กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พ์มหาม กุฏราชวทิ ยาลยั , 2543.
สําลี รักสุทธี. มงคลชีวิต 38. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์พัฒนาศึกษา,
2550.
สชุ ีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกฉบบั สําหรบั ประชาชน.
กรงุ เทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชปู ถัมภ์,
2539.