49
ห า ก ไ ม่ เ ค ย ชิ น กั บ ก า ร บู ช า แ ล้ ว ใ น ท่ี สุ ด ย่ อ ม ส า ม า ร ถ เ ล็ ง เ ห็ น
คุณธรรมความดีที่มีอยู่ในตัวของผู้ที่เราบูชาได้อย่างแจ่มชัด จน
เกิดความเลื่อมใสกลายเป๐นการบูชาอย่างแท้จริงอยากทําความดี
ตามท่านบ้าง ผู้ใหญ่จึงควรสอนบุตรหลานให้รู้สวดมนต์บูชาพระ
รัตนตรัยเปน๐ การปลกู ศรทั ธาต้งั แตเ่ ล็กๆ (กองวิชาการ: 2550 : 27)
การแสดงความเคารพบุคคลท่ีเรานับถือ ยกย่อง เล่ือมใสในบุคคล
คนน้ัน ซึง่ การบชู าแบง่ ออกเปน๐ 2 อยา่ ง คือ
1. อามสิ บูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของเช่น การนําเงินให้พ่อแม่
ไว้ใช้จ่าย หรือมอบทรัพย์สินให้พ่อแม่ หรือการนําดอกไม้ ธูปเทียน
ไปบชู าพระก็ถือเป๐นอามิสบูชา
2. ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการเจริญสมาธิภาวนา การฝึก
จิตให้ไมฟ่ ูุงซา่ น เห็นความจริงในความเปน๐ ไปของโลก
บุคคลทคี่ วรบชู า
บุคคลท่ีควรบูชาอย่างสูงสุด คือ พระพุทธเจ้า พระป๎จเจกพุทธ
เจ้า และพระอริยสาวก เพราะทําให้ผู้ทําการบูชาแม้เล็กน้อย นํา
ประโยชนม์ ขุ มาให้ตลอดกาลนาน (มงคฺ ล. 1/57/56)
บคุ คลทค่ี วรบชู า คือ บคุ คลทมี่ ีคณุ ความดคี วรค่าแกก่ ารระลึก
นึกถึง และยึดถือเป๐นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม ได้แก่ ผู้มีศีล
สมาธิ ป๎ญญา สูงกว่าเรานั่นเอง ซ่ึงประมวลสรุปได้ (กองวิชาการ :
2550 : 27-28) ดังนี้
1. พระพุทธเจ้า เป๐นบัณฑิตที่ประเสริฐสุดในโลก ทรงไว้ด้วย
พระป๎ญญาธิคุณ พระกรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ จัดเป๐นบุคคลควร
บูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ดังที่ปรากฏในสรรเสริญพระ
พทุ ธคุณวา่
อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน
สุ ค โ ต โ ล ก วิ ทู อ นุ ตฺ ต โ ร
ปุรสิ ทมมฺ สารถิ สตฺถาเทวมนุสฺสานํ พทุ โฺ ธ ภควาติ
50
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์น้ัน เป๐นผู้แจกจ่ายธรรมเป๐น
พระอรหันต์ ตรัสรูด้ ีโดยชอบด้วยพระองค์เองทรงถึงพร้อมด้วยวิชชา
และจรณะความรู้และความประพฤติ เสด็จไปดี คือไปที่ใดก็ยัง
ประโยชน์ให้ที่น้ัน ทรงรู้แจ้งโลกทรงเป๐นสารถีฝึกคนท่ีควรฝึก หา
ผู้อ่ืนเปรียบมิได้ทรงเป๐นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทรง
เปน๐ ผูต้ ื่น ทรงเปน๐ ผ้แู จกจ่ายธรรม
การแสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์โดยตระหนักซาบซึ้งถึง
พระพุทธคุณ คุณความดีอันไม่มีประมาณ เมื่อตระหนักแล้วก็
แสดงออกซ่ึงความเคารพต่อพระองค์ท่าน (กองวิชาการ : 2553:87-
88) ดังนี้
1. วธิ ีการแสดงความเคารพในสมัยพุทธกาล
1.1 เขา้ เฝาู ท้งั 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน เยน็
1.2 เม่ือพระองค์ไม่สวมร้องเท้าจงกรม เราจะไม่สวมร้อง
เท้าจงกรม เม่ือพระองค์ประทับในที่ต่ํา เราจะไม่อยู่ในท่ีสูงกว่า เมื่อ
พระองคจ์ งกรมในท่ีตาํ่ เราจะไม่จงกรมในที่สูงกว่า
1.3 ไม่ห่มผ้าคลุมบ่าทั้งสอง ไม่สวมรองเท้า ไม่กางร่วม
ไม่ถ่ายปส๎ สาวะ อจุ จาระในทซี่ ึ่งทอดพระเนตรเห็น
2. วธิ กี ารแสดงความเคารพหลังพุทธปรินิพพาน
2.1 ไปไหว้พระเจดีย์อันเป๐นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ตามโอกาส ไปไหว้สังเวชนียสถาน อันเป๐นสถานท่ีประสูติ ตรัสรู้
ปฐมเทศนา และปรินพิ พานตามโอกาส
2.2 เคารพพระพุทธรูป เคารพเขตพุทธวาส คือ เขต
อุโบสถ ไม่สวมร้องเท้าในลานพระเจดีย์ ไม่กางร่มในลานพระเจดีย์
เม่ือเดินใกล้พระเจดีย์ ไม่เดินไปพูดไป เมื่อเข้าในเขตพุทธาวาส ก็
ถอดรองเท้า หุบร่ม ไม่ทําอาการต่างๆ ซ่ึงแสดงถึงความกระด้าง
หยาบคาย
2.3 ปฏบิ ตั ิตนตามพุทธโอวาทอยู่เป๐นเนืองนิตย์
51
การบูชาในปูชไนยบุคคลมีพระพุทธเจ้า เป๐นต้น แม้เล็กน้อย ก็
ย่อมนําประโยชน์สุขมาให้ตลอดกาลนาน ดังเช่นนายสุมนมาลาการ
ซึ่งเป๐นคนชาวเมืองราชคฤห มีหนาท่ีรอยดอกมะลิถวายพระเจาพิม
พิสารทุกวัน วันละ 8 ทะนาน ไดรับพระราชทานเงินวันละ 8
กหาปณะ วันหน่ึงนายสุมนะไปเก็บดอกมะลิกลับมาเตรียมจะไปถวาย
พระเจาพิมพิสารเหมือนทุกวัน เขาไดไปพบพระพุทธองคขณะเสด็จ
เขามาในพระนครพรอมดวยภิกษุสงฆนายสุมนะเกิดความปล้ืมปีติมี
จิตเลื่อมใส จึงคิดบูชาพระพุทธองคดวยดอกมะลิ และคิดอยูในใจวา
พระเจาพิมพิสารอาจจะกร้ิวถึงกับประหารชีวิต ที่เราไมนําดอกไมไป
ถวายวันน้ีเอาละ เรายอมสละชีวิต คิดแลวก็จัดดอกไมท้ัง 8 ทะนาน
เปน 8 กํามอื ดอกไม 2 กํามือแรกท่ีเขาโปรยไปกลายเป๐นเพดานดอก
ไมแผอยูเบ้ืองบนพระศาสดา 2 กํามือท่ีโปรยครั้งท่ี 2 อยูที่พระปรัศว
เบ้ืองขวา 2 กําที่โปรยไปคร้ังท่ี 3 อยูดานพระปฤษฎางค 2 กํา ที่
โปรยไปครั้งท่ี 4 อยูดานพระปรัศวเบื้องซาย ดอกไมจะลอยตามพระ
ศาสดาดุจแผนเงินไมหลุดรวงลงมา ผูคนเห็นความอัศจรรยก็โหรอง
กึกกอง นายสุมนะก็รูสึกปล้ืมปติ เมื่อพระเจาพิมพิสารทรงทราบวา
นายสุมนะไมสามารถจัดดอกไมใหพระองคในวันน้ัน และไดถวาย
ดอกไมบูชาพระพุทธองคแทน พระองคก็ทรงอนุโมทนาดวย และ
พระราชทานทรัพยส่ิงของใหแกนายสุมนะเป๐นจํานวนมาก ดังท่ีพระ
พุทธองค์ตรัสไว้ว่า “อานนท์ นายมาลาการสละชีวิตเพื่อเรา ทําการ
บูชาด้วยดอกไม้ จักไม่ไปสู่ทุคติทีเดียวตลอดแสนกัปป์ ท่องเท่ียวไป
ในเทวโลกและมนุษย์โลก แล้วจักเป๐นพระป๎จเจกพุทธเจ้านามว่า
สุมนะ” ดังน้ีแล้วตรัสในพาลวรรค ธรรมบท (ขุ.ธ.25/23/15) มีความ
ว่า
“บุคคลทํากรรมใดแล้ว ไม่ร้อนใจในภายหลัง และ มี
ปีติและโสมนัส เสวยวิบากของกรรมใด กรรมน้ันแล ที่
บคุ คลทําแลว้ เปน๐ คนดี”
52
พระสุธาปยเถระก็เช่นเดียวกัน อดีตชาติท่านเป๐นกุลบุตรผู
หน่ึงทํากุศลทานแกพระพุทธองค์ สะสมบุญอยูในภพน้ันมาเรื่อยๆ
คร้ังสมัยพระพุทธเจ้าสิทธัตถะเม่ือเกิดมา ไม สามารถทําบุญได
หลังจากพระพุทธองค ปรินิพานแลวไดใสปูนขาวกอนหน่ึงลงใน
ระหวางแผนอิฐทั้ง 2 ตอนมหาชนพากันทําหองสําหรับบรรจุพระ
เจติยธาตุ ดว้ ยผลบญุ เขาไดทองเทีย่ วไปในเทวโลกและมนุษยโลก
94 กัปปในตอนน้ีบังเกิดในเรือนแหงสกุลหน่ึง รูเดียงสาแลวเลื่อม
ใสในพระศาสดา บวชไมนานก็บรรลุพระอรหันต และได้กล่าวถึง
ผลของการบูชาในอดีตชาติของตนตามท่ีปรากฏในอปทาน สุธา
วรรค (ข.ุ อ.32/93/190-191) มคี วามว่า
“ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคล
ทั้งหลาย คือพระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระสาวกผู้ล่วงธรรม
เป๐นเหตุให้เน่ินช้า ข้ามโสกะและปริเทวะได้แล้ว ว่าบุญนี้
มปี ระมาณเท่านี้
อนึ่ง ใครๆ ไม่อาจนับบุญของบุคคลผู้บูชา ปูชาร
บคุ คลเหลา่ น้ัน ผู้คงที่ ดับสนิทแล้ว หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ว่า
'บุญนี้มีประมาณเท่าน้ี.'อน่ึง บุคคลใดในโลกนี้ พึง
ครอบครองความเป๐นบุคคลนั้นนั่น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวท่ี 16
แห่งการบชู านีเ้ ลย
ข้าพเจ้ามีใจเล่ือมใสได้ใส่ก้อนปูนขาวในระหว่าง
แผ่นอิฐ ในพระเจดีย์ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
ผู้เลิศกว่านรชน เพราะกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทําไว้ในครั้งนั้น
ข้าพเจ้าจึงไม่รู้จักทุคติเลยตลอด 94 กัปป์ แต่ภัททกัปป์น้ี
เปน๐ ผลแห่งการปฏิสังขรณ์
กัปป์ที่ 30 แต่ภัททกัปป์ ข้าพเจ้าได้เป๐นพระเจ้า
จักรพรรด์ินามว่า ปฏิสังขาร ผู้เพียบพร้อมด้วยรัตนะ 7
ประการถึง 13 คร้ัง ธรรมเหล่าน้ี คือปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์
8 และอภิญญา 6 ข้าพเจ้าทําให้แจ้งแล้ว คําสอนของ
พระพทุ ธเจา้ ขา้ พเจ้ากไ็ ด้แลว้ ”
53
เรื่องเทพธิดาโกสาตกีก็ได้กล่าวถึงอานิสงส์การบูชาพระธาตุ
เจดีย์เช่นกัน ครั้งนางเปนมนุษย เม่ือพระพุทธองค์ปรินิพพาน พระเจ
าอชาตศัตรูสร้างพระเจดีย บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแลวทําการ
ฉลอง นางคิดจะบูชาพระเจดีย จึงเก็บดอกขม 4 ดอก เดินมุงไปยัง
พระเจดีย มิไดระวังถูก โคแมลูกอ่อนว่ิงสวนทางมาขวิดตาย สิ้นชีวิต
ขณะที่จิตเล่ือมใสในระหวางเดินทางไปบูชาพระเจดีย จึงไดมา
บังเกิดในสวรรคชน้ั ดาวดึงส ปรากฏพร้อมกับรถ ในท่ามกลางบริวาร
ของท้าวสักกเทวราชผู้กําลังเสด็จไปเพ่ือทรงกรีฑาในพระอุทยาน
ท้าวเธอจึงตรัสถามดังที่ปรากฏในปีตวิมาน โกสาตกีเทวตาวัตถุ (ขุ.
ว.ิ 26/57/81-82) มคี วามว่า
“นางผู้เจริญ ผู้มีภูษาเหลือง ธงเหลือง ประดับด้วย
เคร่ืองอลังการเหลือง มีองค์ลูบไล้ด้วย จันทน์เหลือง ทัด
ทรงดอกอุบลเหลือง มีปราสาทและท่ีไสยาสน์เหลือง ที่นั่ง
เหลือง โภชนะเหลือง ฉัตรเหลือง ม้าเหลือง รถเหลือง พัด
เหลือง ในภพมนุษย์ในกาลก่อน เธอได้ทํากรรมอะไรไว้ ?
แม่เทพธิดา เธออันฉันถาม แล้วจงบอก น้ีเป๐นผลแห่ง
กรรมอะไร”
ลําดบั นัน้ นางเทพธิดาจึงได้กราบทูลท้าวเธอ วา่
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บวบขมชนิดเถา มีรสขม ใครๆ
ไม่ปรารถนามีอยู่ หม่อมฉันมีใจเลื่อมใสได้นําเอาดอกบวบ
ขมน้ัน 4 ดอก ไปบูชาพระสถูป เจาะจงพระสรีระของพระ
ศาสดา
เพราะหม่อมฉันกําลังมีใจส่งไปถึงองค์พระศาสดานั้น
ไม่ทันตรวจดูทางของแม่โคนั้น ทันใดน้ันแม่โคได้ขวิด
หมอ่ มฉนั ผู้มฉี นั ทะในใจยังไม่ถึงพระสถูป ถ้าหม่อมฉันพึง
กอ่ สรา้ งบญุ นั้นไซร้
สมบัติจะพึงมีย่ิงกว่าน้ีแน่นอน ข้าแต่ท้าวมฆวานจอม
เทพ เทพกุญชร ก็ด้วยกรรมน้ัน หม่อมฉันจึงละร่างมนุษย์
มาส่คู วามเป๐นสหาย แหง่ พระองค์”
54
ครั้นท้าวสักกะ ทรงสดับดังน้ันแล้ว ตรัสกับหมู่เทพมีมาตลี
เทพบตุ รเป๐นประธานว่า
“มาตลี เชิญท่านดูผลกรรมอันวิจิตร น่าอัศจรรย์นี้
ไทยทานแม้น้อยอันบุคคลทําแล้ว บุญกลับมีผลมาก เม่ือ
จิตเล่ือมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า พระป๎จเจกพุทธเจ้า
หรือในพระสาวกของพระสัมพุทธเจ้านั้น ทักษิณา ชื่อว่า
ไม่มีเลย มาเถิดมาตลี แม้พวกเราก็จะฉลองพระธาตุของ
พระตถาคตเจา้ ใหย้ ่ิงๆ ข้นึ ไป
เพราะการสั่งสมบุญทั้งหลายนําสุขมาให้ แม้เมื่อ
พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ก็ดี นิพพานแล้วก็ดี เม่ือจิต
สม่ําเสมอ ผลก็ย่อมมีสม่ําเสมอ เหตุว่าสัตว์ท้ังหลายผู้มี
การตงั้ ความปรารถนาแหง่ ใจเป๐นเหตุ ยอ่ มไปสู่สุคติ
ทายกท้ังหลายทําสักการะในพระตถาคตเหล่าใดแล้ว
ไปสู่สวรรค์ พระตถาคตเหล่านั้น ทรงอุบัติเพื่อประโยชน์
แกช่ นเป๐นอนั มากหนอ”
แม้การบูชาพระป๎จเจกพุทธเจ้า ก็สามารถนําประโยชน์สุขมา
ให้ได้ ดังเช่นบุพกรรมของนางป๎ญจ-ปาปา นางไดถวายดินเหนียวที่
ตนกําลังขยําแลว แกพระปจเจกพุทธเจาดวยความโกรธจึงทําใหเกิด
มาในตระกูลคนยากจน แมมีรูปรางหนาตาข้ีริ้วขี้เลหเหมือนปศาจ
แตมีสัมผัสที่ เปนทิพยใครแตะเนื้อตองตัวเข้าก็หลงใหลเพราะผลแห
งทาน ไดเปนอัครมเหสีของพระราชาถงึ สองแวนแควน
ส่วนบุพกรรมของนางปทุมวดี นางมีจิตศรัทธาถวายขาวตอก
และดอกปทุมแกพระปจจเจกพุทธเจาท่ีกําลังออกจากนิโรธสมาบัติ ด
วยผลานิสงสจึงทําใหนางเกิดในดอกปทุม เติบโตมาดวยการเล้ียงดู
ของพระฤษีท่ีบําเพ็ญพรตไปเจอขณะไปตักนํ้า ตอมาไดเปนอัครมเห
สีของพระราชาและมีบุตรถึง 499 คน
55
2. พระสงฆ์ ผู้ประพฤติดีมีปฏิบัติชอบก่อน แล้วจึงสอนให้ผู้อ่ืน
ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ตามอย่างบ้าง จัดเป๐นบุคคลควรบูชาของ
พุทธศาสนิกชน ดงั ที่ปรากฏในสรรเสริญพระสังฆคุณว่า
สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ อุชุปฏิปนฺโน ภควโต
สาวกสงฺโฆ ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สามีจิปฏิปนฺโน ภคว
โต สาวกสงฺโฆ ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา เอส ภคว
โต สาวกสงฺโฆ อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อํฺชลีกรณีโย
อนุตฺตรํ ปํุ ญฺ กฺเขตฺตํ โลกสสฺ าติ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว สงฆ์สาวก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติตรงแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ปฏิบัติเพ่ือรู้ธรรมเป๐นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว สงฆ์สาวก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติสมควรแล้ว ได้แก่บุคคลเหล่าน้ี คือ คู่
แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ นั้นแหละ สงฆ์สาวกของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป๐นผู้ควรแก่สักการะที่เขานํามาบูชา เป๐นผู้ควร
แก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับเป๐นผู้ควรรับทักษิณาทานเป๐นผู้ท่ี
บุคคลท่ัวไปควรทําอัญชลี เป๐นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญ
อ่นื ยงิ่ กว่า
พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติตนให้เหมาะสม สงเคราะห์และบูชา
พระภิกษุตามควรแก่กาลเทศะ ทั้งน้ีเพราะพระภิกษุเป๐นพุทธสาวก
ถือว่าผู้มีความประพฤติดีและปฏิบัติชอบ ทั้งต่อพระพุทธศาสนาและ
ต่อสังคม การปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมต่อพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามหลัก
พระพุทธศาสนา และระเบียบประเพณีท่ีเป๐นแบบแผนสืบต่อกันมา
รวมทั้งช่วยส่งเสริมพระภิกษุให้ประกอบกิจทางพระพุทธศาสนา เป๐น
ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ย่ังยืนนาน อันท่ีจะก่อประโยชน์ให้แก่
สังคม และมนษุ ยชาติ โดยการบูชา
1. การปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมต่อพระภิกษุทางกาย การปฏิบัติ
ตนท่ีเหมาะสมต่อพระภิกษุทางกาย เป๐นการแสดงความเคารพต่อ
พระภิกษุซึ่งแสดงถึงความเคารพอ่อนน้อม แสดงถึงมารยาทท่ีปฏิบัติ
สืบต่อกันมาเป๐นระเบียบประเพณี การปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมทางกาย
เช่น การลุกข้ึนต้องรับ และยกมือไหว้ เมื่อพระภิกษุมาถึงยังบริเวณ
56
พิธีน้ันๆ การประนมมือฟ๎งพระธรรมเทศนา การเจริญพระพุทธมนต์
การฟ๎งสวดอภิธรรม หรือขณะที่พูดกับพระภิกษุ การกราบแบบ
เบญจางคประดิษฐ์ การถวายสิ่งของให้พระสงฆ์ด้วยการประเคน
การเดินผ่านพระสงฆ์ การยืนต้อนรับพระสงฆ์ การน่ังในท่ีท่ี
เหมาะสม ซึ่งจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามแบบแผน นอกจากน้ัน
จะต้องไม่แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพอันเป๐นการไม่เคารพต่อพระภิกษุ ไม่
แสดงกริ ิยาดหู มิน่ เหยียดหยามต่อพระภิกษุ ไม่แสดงกิริยาเป๐นกันเอง
สนิทสนมกับพระภิกษุเกินควรแม้จะเคยสนิทสนมกันมาก่อนก็ตาม
โดยไม่ว่าจะยืน เดิน น่ัง นอน หรือประกอบกิจใดๆ ก็อยู่ในอาการ
สํารวม เม่ืออยู่ต่อหน้าท่านหรือสัญลักษณ์ตัวแทนท่าน เช่น รูปป๒๎น
ภาพถา่ ย
2. การปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมต่อพระภิกษุทางวาจา การปฏิบัติ
ตนที่เหมาะสมต่อพระภิกษุทางวาจา เป๐นการแสดงความเคารพต่อ
พระภิกษุด้วยวาจาท้ังต่อหน้าและลับหลัง เช่น การพูดจากับ
พระภิกษุด้วยคําสุภาพนุ่มนวล ใช้คําศัพท์เฉพาะที่พูดกับพระภิกษุ
ให้อย่างถูกต้อง น่ันคือใช้สรรพนามแทนตนเองและแทนพระสงฆ์ใน
ระดับต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ไม่พูดล้อเล่น ไม่พูดคําหยาบ หรือพูดดู
หมิ่นพระภิกษุ และควรเป๐นเรื่องท่ีสมควรหรือเหมาะสมท่ีจะพูดกับ
พระสงฆ์ โดยสรรเสริญยกย่องคุณความดีของท่านท้ังต่อหน้าและลับ
หลัง เช่น การสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย การนําความดีของท่านไป
สรรเสริญ
3. การปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมต่อพระภิกษุทางใจ การปฏิบัติตน
ที่เหมาะสมต่อพระภิกษุทางใจ เป๐นการแสดงความเคารพต่อ
พระภิกษุด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง ไม่ได้
เกิดจากการเสแสร้งแกล้งทํา ซ่ึงพระพุทธศาสนาถือว่า การคิดคํานึง
ด้วยใจ (มโนกรรม) เป๐นส่ิงสําคัญมาก เพราะถ้าความคิดมีพลังมากก็
จะเป๐นแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมทางกายและวาจาได้ ฉะนั้นพระ
พุทธองค์จึงมุ่งสอนให้คิดคํานึงในเรื่องที่ดีงาม ท่ีเป๐นกุศล ไม่คิดใน
แง่ร้ายต่อใคร ดังน้ันเมื่อเราทราบว่าพระภิกษุเป๐นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติ
57
ถูกต้อง สมควรท่ีจะให้ความเคารพสักการะ เป๐นผู้ท่ีมีคุณต่อ
พระพุทธศาสนาและศาสนิกชนอย่างมาก เป๐นผู้สืบทอดและธํารง
พระพุทธศาสนาให้ดํารงอยู่ยาวนานสืบไป เราจึงควรแสดงความ
เคารพท่านทางใจทางที่ดีท่ีสุดก็คือ การเคารพพระภิกษุด้วยใจท่ี
บริสุทธ์ิ ได้แก่ การระลึกถึงพระคุณของพระภิกษุแต่ในส่วนท่ีดี
ตั้งใจที่จะนําคําสอนของท่านไปปฏิบัติ รองลงมาได้แก่ การไม่คิดท่ี
จะทาํ ให้ท่านยุ่งยากเดือดร้อน คิดหาโอกาส ท่ีจะสนับสนุนบํารุงท่าน
ด้วยป๎จจัยส่ี หรือคิดที่จะสร้างสรรค์แต่สิ่งท่ีเป๐นประโยชน์ พร้อมท่ีจะ
ให้ความช่วยเหลือท่านเท่าท่ีโอกาสจะอํานวย เป๐นต้น โดยตามระลึก
นกึ ถึงคําสอนของท่านด้วยความเคารพและซาบซ้งึ
นอกจากการบูชาพระพุทธเจ้า ป๎จเจกพุทธเจ้าได้อานิสงส์
มากแล้ว การบูชาพระสงฆ์พระพุทธสาวกก็มีอานิสงส์นับไม่ได้
สามารถอํานวยประโยชน์สุขมาให้ได้เช่นกัน ดังเรื่องของหญิง 4
ค น พ า กั น ถ ว า ย ด อ ก ไ ม ห ล า ก ห ล า ย ช นิ ด แ ก พ ร ะ ภิ ก ษุ ใ น
พระพทุ ธศาสนาดวยความเลอ่ื มใสศรทั ธา เมื่อตายไปไดเกิดเทวดา
มีนางอปั สร 1,000 เป๐นบริวารเท่ียวไป วันหน่ึงเจอพระมหาโมคคัล
ลานะมาเท่ียวบนสวรรคถามบุรพกรรมพวกนางไดบอกที่มาเพราะ
การทําบุญเพียงเล็กนอย เช่นเดียวกับเรื่องลาชเทพธิดา เมื่อก่อน
นั้นนางเทพธิดาเป๐นสาวเฝาไรข้าวสาลีคนหน่ึงไดถวายขาวตอก
แกพระมหากสั สปเถระซ่ึง กําลังออกจากนิโรธสมาบัติ
ขณะที่นางเดินทางกลับไดถูกงูฉกเขาที่ปลีแขง ประสบ
ทุกขเวทนาเจ็บปวดถึงแกความตายในท่ีนั้น เกิดเปนลาชเทพธิดา
ระลึกถึงบุรพกรรมของตนอยากจะตอบแทนบุญคุณพระเถระไดไปป
ดกวาดและเตรยี มนํ้าด่ืมน้ําใชใหทาน ถูกพระเถระไลกลับ ยืนรองไห
กลางอากาศ พระพุทธองค์ทรงได้ยินเสียงเทพธิดานั้นร้องไห้ จึง
เปล่งพระรัศมีไปประหนึ่งประทับนั่นอยู่เฉพาะหน้าของนาง ตรัสว่า
“เทพธิดา การทําความสังวรน่ังเทียวเป๐นหน้าท่ีของกัสสปบุตรของ
เรา ส่วนการกําหนดหมายว่า นี้เป๐นประโยชน์ของเรา แล้วทําบุญนั่น
เป๐นหน้าท่ีของผู้มีความต้องการบุญทั้งหลาย ด้วยว่า การทําบุญนํา
58
สุขมาให้อย่างเดียวในโลกท้ัง 2” ดังน้ีแล้วจึงได้ตรัสในปาปวรรค
คาถาธรรมบท (25/19/30) มคี วามว่า
“ถ้าบุรุษพึงทําบุญไซร้ พึงทําบุญน้ันย่อมๆ พึงทํา
ค ว า ม พ อ ใ จ ใ น บุ ญ น้ั น
เพราะการส่งั สมบุญนําสุขมาให้”
การบูชาผิดท่ีผิดทางย่อมได้อานิสงส์น้อยกว่าปกติท่ีควรจะ
ได้รับดังเช่น เร่ืองพราหมณ์ลุงของพระสารีบุตร ได้ฟงโอวาทของ
นิครนถวา ผูใดทําการบริจาคทรัพย 1,000 บาท ทุกเดือน จะไปเกิด
ในพรหมโลกจึงทําอย่างน้ันเรื่อยมา พอพระเถระไดทราบเรื่องน้ัน
เกิด ความสงสาร พาลุงมาเขาเฝาพระพุทธองค์ องค์พระศาสดา ได้
ตรัสกะเขาว่า “พราหมณ์ การแลดูสาวกของเราด้วยจิตเล่ือมใสแม้
เพียงครู่หนึ่งก็ดี การถวายเพียงภิกษาทัพพีหนึ่งก็ดี มีผลมากกว่า
ทานที่ท่านให้แล้วอย่างนั้นตั้ง 100 ปี” ทรงสรรเสริญการบูชาพระ
สาวก ดังทป่ี รากฏในสหัสสวรรค ธรรมบท (ข.ุ ธ.25/18/29) วา่
“ผู้ใด พึงบูชาโลกิยมหาชนด้วยทรัพย์พันหน่ึงทุกๆ
เดอื นตลอด 100 ปี ส่วนผู้ใด พึงบูชาท่านผู้มีตนอบรมแล้ว
ผู้หนึ่ง แม้เพียงครู่เดียว การบูชาของผู้นั้นน่ันแหละ
ประเสริฐกว่าของ ผู้บูชาโลกิยมหาชนนั้น การบูชาตั้ง
100 ปี จะประเสรฐิ อะไร ?”
3. พระมหากษัตริย์ ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม เป๐นธรรมราชา
จัดเป๐นบุคคลท่ีควรแก่การบูชาของประชาชน ดังท่ีปรากฏในขุททก
นกิ าย ชาดก (ข.ุ ชา.28/240/86) ความว่า
3.1 ทานํ การให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์
สิ่งของแล้ว ยงั หมายถงึ การให้นาํ้ ใจแก่ผู้อ่ืนด้วย
3.2 สีลํ ความประพฤติท่ีดีงาม ทั้ง กาย วาจา และใจ ให้
ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมายและนิติราช
ประเพณี และในทางศาสนา
59
3.3 ปริจาค การเสียสละความสุขส่วนตน เพ่ือความสุข
สว่ นรวม
3.4 อาชฺชวํ ความซื่อตรงในฐานะท่ีเป๐นผู้ปกครอง ดํารงอยู่
ในสัตยส์ ุจริต
3.5 มทฺทวํ การมีความอ่อนโยน มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส
และอ่อนโยนต่อบคุ คลท่ี เสมอกันและตํ่ากว่า
3.6 ตป๏ มีความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน โดยปราศจาก
ความเกียจคร้าน
3.7 อกฺโกธํ คือ ความไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏเห็นเช่น
ทาํ รา้ ยผูอ้ ่นื แมจ้ ะลงโทษผู้ทําผิดก็ทําตามเหตุผล
3.8 อวิหิงสา การไม่เบียดเบียน หรือบีบคั้น ไม่ก่อทุกข์หรือ
เบียดเบยี นผู้อนื่
3.9 ขนฺติ การมีความอดทนต่อสิ่งทั้งปวง รักษาอาการ กาย
วาจา ใจให้เรยี บรอ้ ย
3.10 อวิโรธนํ ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรม
เป๐นหลัก ไม่เอนเอียงหว่ันไหวด้วยคําพูด อารมณ์ หรือลาภสักการะ
ใดๆ
4. บิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ ท่ีมีความประพฤติดี เป๐น
บัณฑิตอยู่ในฐานะสูงเกินกว่าจะคบ จัดเป๐นบุคคลที่ควรแก่การ
บูชา ปูชนียบุคคลของบุตรหลาน ดังที่ปรากฏในพรหมสูตร (องฺ.
ติก.20/470/168) ไว้ว่า
“มารดา บิดา เรียกว่าเป๐นพรหม เป๐นบุรพาจารย์เป๐นที่นับถือ
ของบุตร และเป๐นผู้อนุเคราะห์บุตร ฉะนั้นเพราะเหตุนั้น บุตรผู้มี
ป๎ญญา พึงนอบน้อมสักการะท่าน ด้วยข้าว ด้วยน้ํา ด้วยผ้า ด้วยท่ี
นอนด้วยเครื่องอบ ด้วยการอาบน้ําให้ และด้วยการล้างเท้า เพราะ
การบํารุงมารดาบิดาน้ันบัณฑิตท้ังหลายย่อมสรรเสริญบุตรนั้นใน
โลกนท้ี ีเดียวบุตรนั้นละไปแล้วย่อมบันเทงิ ในสวรรค์”
60
5. ครูอาจารย์ ท่ีมีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี อยู่
ในฐานะท่ีสูงเกินกว่าศิษย์จะคบหา จัดเป๐นบุคคลที่ควรแก่การบูชา
ของศษิ ย์ ดังทีป่ รากฏในสขสูตร (อง.ฺ สตฺตก. 23/34/33) ความว่า
5.1 ปิโย น่ารัก ในฐานเป๐นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้
อยากเข้าไปปรึกษา ไต่ถาม
5.2 ครุ น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิด
ความรู้สกึ อบอุ่นใจ เปน๐ ทีพ่ งึ่ ใจ และปลอดภยั
5.3 ภาวนีโย น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณ
คือ ความรู้และภูมิป๎ญญาแท้จริง ทั้งเป๐นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตน
อยเู่ สมอ ควรเอาอย่าง ทาํ ใหร้ ะลกึ และเอ่ยอ้างด้วยซาบซึง้ ภูมิใจ
5.4 วตฺตา จ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่า
เม่ือไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คําแนะนําว่ากล่าวตักเตือน เป๐น
ท่ีปรกึ ษาทดี่ ี
5.5 วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคํา คือ พร้อมท่ีจะรับฟ๎ง
คําปรึกษาซักถามคําเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟ๎งได้ไม่เบ่ือ
ไมฉ่ นุ เฉยี ว
5.6 คมฺภีรํฺจ กถํ กตฺตา แถลงเรื่องลํ้าลึกได้ สามารถ
อธิบายเร่ืองยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เร่ืองราวที่ลึกซ้ึง
ยง่ิ ขน้ึ ไป
5.7 โน จฏฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนําในอฐาน คือ ไม่แนะนํา
ในเร่ืองเหลวไหล หรอื ชักจงู ไปในทางเส่ือมเสีย
6. ผู้บังคับบัญชา ท่ีมีความประพฤติดี ต้ังอยู่ในธรรม จัดเป๐น
บุคคลท่ีควรแก่การบูชาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ดังท่ีปรากฏใน
พรหมวิหารธรรม (ที.ม.10/184/225) ผู้บังคับบัญชา ที่ควรถือ
ปฏิบตั เิ ป๐นนิตย์ มี 4 ประการ คือ
6.1 เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้ผอู้ ื่นมีความสุข
61
6.2 กรุณา ความสงสาร คดิ ช่วยเหลือผอู้ ื่นให้พ้นทุกข์
6.3 มุทติ า ความพลอยยินดเี ม่ือผอู้ ื่นได้ดีมีสุข
6.4 อเุ บกขา วางตนเป๐นกลาง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เม่ือผู้อื่นถึง
วิบตั ิ มที กุ ข์
วัตถุท่ีเนื่องด้วยทานเหล่าน้ี ก็จัดเป๐นวัตถุท่ีควรบูชาอีก
เช่นกัน เพราะเม่ือเราบูชาวัตถุเหล่านี้ ก็ทําให้ระลึกนึกถึงคุณงาม
ความดีของบุคคลท่ีวตั ถนุ ้คี วามเก่ียวขอ้ งด้วย ตัวอยา่ งคือ
1. วัตถุท่ีเน่ืองด้วยพระพุทธเจ้า เช่น พระธรรมคําส่ังสอน พระ
บรมสารีริกธาตุ สังเวชนยี สถาน
2. วัตถุท่ีเน่ืองด้วยพระสงฆ์ เช่น พระธาตุ รูปเหมือนพระสงฆ์
สาวก
3. คําสั่งสอน รูปภาพของบิดา มารดา ของครูบาอาจารย์ ของ
ผู้บังคบบัญชา ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งตั้งใจประพฤติธรรมเป๐น
บณั ฑติ จดั เป๐นวัตถุทค่ี วรบูชาทัง้ สิน้
พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงเรื่องราวกฎแห่งกรรมกับสุภมานพโต
เทยยบุตร เก่ียวกับกรรมที่ทําให้เกิดในสกุลสูง-สกุลตํ่า ตามท่ีปรากฏ
ในจูฬกมั มวิภงั คสูตร (ม.อ.ุ 14/592/382) ไวว้ า่
“บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป๐นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามเป๐นคน
กระด้าง เยอ่ หยิง่ ย่อมไมก่ ราบไหวค้ นทคี่ วรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคน
ท่ีควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่
คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่
ควรเคารพ ไม่นับถือคนท่ีควรนับถือไม่บูชาคนที่ควรบูชา เขาตาย
ไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้
พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบายทุคติ
วินบิ าต นรก ถา้ มาเปน๐ มนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลัง จะเป๐นคน
เกดิ ในสกลุ ต่ํา”
ปฏิปทาเป๐นไปเพื่อเกิดใน สกุลตํ่านี้ คือ เป๐นคนกระด้าง
เย่อหย่ิง ย่อมไม่กราบไหว้คนท่ีควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนท่ีควรลุก
62
รับไม่ให้อาสนะแก่คนท่ีสมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควร
แก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนท่ีควรเคารพ ไม่
นบั ถือคนท่คี วรนับถือ ไม่บชู าคนทคี่ วรบูชา
บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป๐นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามเป๐นคนไม่
กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนท่ี
ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่
สมควรแก่ทางสักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนท่ีควรเคารพ นับ
ถือคนท่ีควรนับถือ บูชาคนท่ีควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลก
สวรรค์ เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หาก
ตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป๐นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ
ในภายหลัง จะเปน๐ คนเกดิ ในสกลุ สงู
ปฏิปทาเป๐นไปเพื่อความเป๐นผู้มีสกุลสูงน้ี คือ เป๐นคนไม่
กระด้าง ไม่เย่อหย่ิงย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนท่ี
ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนท่ีสมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนท่ี
สมควรแก่ทาง สักการะคนท่ีควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับ
ถอื คนทคี่ วรนบั ถือ บูชาคนทค่ี วรบูชา
การปฏบิ ตั ิบชู า
การบูชาด้วยการเจริญสมาธิภาวนา การฝึกจิตให้ไม่ฟูุงซ่าน
เห็นความจริงในความเป๐นไปของโลกด้วยคุณทั้งหลายของตน คือ
การถึงสรณะ รับสิกขาบท และสมาทานองค์อุโบสถก็ดี คือ ปาริสุทธิ
ศีล 4 พระพุทธองค์ทรงอนุเคราะห์บริษัทด้วยผลแห่งอามิสบูชา ทรง
มีพระประสงค์ถึงการต้ังอยู่ยั่งยืนแห่งพระศาสนาด้วยผลแห่งปฏิบัติ
บูชา ผิว่า พระพุทธองค์จะไม่พึงทรงคัดค้านไว้อามิสบูชาไซร้ ใน
อนาคต เหล่าภิกษุก็จักเป๐นผู้ไม่ทําศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ และไม่
เจริญวิป๎สสนา ได้แต่ชักชวนประชาชนทําการบูชาเท่านั้น อามิส
บูชาน่ัน ไม่อาจดํารงพระศาสนาไว้ได้ วิหารพันหนึ่งเช่น มหาวิหาร
กด็ ี เจดีย์พันหน่ึง เชน่ มหาเจดยี ก์ ็ดี หาอาจดํารงพระศาสนาไว้ได้ไม่
ผู้ใดทาํ อานิสงส์ก็มีแกผ่ ูน้ ั้น
63
สัมมาปฏิบัติ เป๐นบูชาสมควรไว้ด้วย พระพุทธองค์ทรงโปรด
สัมมาปฏิบัติ และสามารถดํารงพระศาสนาไว้ด้วย ดังท่ีตรัส (ที.มหา.
10/129/160-161) ไวว้ ่า
“อานนท์ ผู้ใดแล จะเป๐นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม
อุบาสิกาก็ตามเป๐นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบย่ิง มี
ปกติประพฤติตามธรรมอยู่ ผู้นั้น ช่ือว่า สักการะ เคารพ นับถือ บูชา
ตถาคต ด้วยบูชาอย่างย่ิง อานนท์ เธอทั้งหลาย ในพระธรรมวินัยนี้
พึงศึกษาว่า เราท้ังหลายจักเป๐นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมปฏิบัติ
ของยิ่ง มีปกติประพฤติตามธรรมอยู่ อานนท์ เธอท้ังหลายพึงศึกษา
อย่างนแ้ี ล”
ผู้ใดปฏิบัติประพฤติพระบัญญัติทางมารยาท คือศีล และ
สมาทานธุดงค์ อันเป๐นธรรมสมควรแก่โลกุตรธรรม 9 อย่าง ผู้นั้น
ตรัสว่าเป๐นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบย่ิง มีปกติ
ประพฤติตามธรรม ฉะน้ัน บรรพชิตไม่ตั้งอยู่ในคารวะ 6 ละเมิดพระ
บัญญัติเลี้ยงชีวิตไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป จึงไม่ช่ือว่า ผู้ปฏิบัติ
ธรรมสมควรแก่ธรรม บรรพชิตผู้ไม่ละเมิดสิกขาบทที่พระศาสดาทรง
บัญญัตไิ ว้แกต่ นทกุ ขอ้ นัน้ แม้เพียงเล็กน้อย เล้ียงชีพโดยธรรม จึงช่ือ
ว่า เป๐นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ส่วนฆราวาสผู้ครองเรือน ผู้ทํา
เวร 5 อกุศลกรรมบถ 10 ไม่ช่ือว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แต่
ผู้ใด ทําให้บริบูรณ์ในสรณะและศีล รักษาอุโบสถเดือนละ 8 ครั้ง ให้
ทาน ทําการบูชาด้วยของหอมและการบูชาด้วยมาลัยดอกไม้ บํารุง
มารดาบิดาและสมณะ ชี พราหมณ์ผู้ทรงธรรมผู้นี้จึงเป๐นผู้ชื่อว่า
ปฏิบัตธิ รรมสมควรแก่ธรรม
จะเห็นได้พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชา เฉกเช่น ทรง
สรรเสริญการปฏิบัติธรรมของพระติสสะ เร่ืองมีอยู่ว่า พระติสสเถระ
ทราบเรื่องท่ีพระพุทธองค์จะปรินิพพานแล วจึงหลีกออกไปแอบ
ภาวนาแตเพียงผู เดียวไมคลุกคลีกับใคร หวังจะบรรลุอรหัตใน
ขณะที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ พวกภิกษุไมเห็นทานจึงกราบ
ทูลว า พระติสสะคงจะไม รักพระองค ได้รับส่งให้เรียกท านมา
64
สอบถามความจริงแล้ว ประทานสาธุการแลวตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย
ผู้ใดมีความรักในเรา ผู้นั้นพึงเป๐นเช่นติสสเถระ เพราะชนทั้งหลาย
แม้ทําการบูชาด้วยของหอมและมาลาเป๐นต้น หาช่ือว่าบูชาเรา
แท้จริงไม่ ส่วนหมู่ชนผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั่นแล ชื่อว่าบูชา
เรา” ดังนีแ้ ล้ว ตรสั ในสขุ วรรค ธรรมบท (ขุ.ธ.25/25/42) วา่
“พระขีณาสพด่ืมรสวิเวกและรสแห่งความสุข ดื่มรส
คือปีติในธรรมอยู่ ย่อมเป๐นผู้หมดความกระวนกระวาย ไม่
มบี าป”
เฉกเช่นเดียวกับพระอัตตทัตถเถระทราบวาเรื่อง พระศาสดาจะ
เสด็จปรินิพพาน จึงออกหลีกออกไปภาวนาเพียงผูเดียวไมคลุกคลี
กับใคร หวังจะบรรลุพระอรหันตพวกภิกษุกราบทูลพระศาสดาวา
พระอัตทัตเถระเปนเชนน้ี พระศาสดาตรัสเรียกทานมาถามเร่ืองราวท
านกราบทูลความปรารถนาของตน พระศาสดา ประทานสาธุการ
แลว้ ตรสั วา่ “ภิกษุท้งั หลาย ผู้ใด มีความรักในเรา ผู้น้ันพึงเป๐นเหมือน
อัตตทัตถเถระเถิด ชนท้ังหลายถึงบูชาเรา อยู่ด้วยของหอมเป๐นอาทิ
ก็ไม่ช่ือว่า บูชา ส่วนเหล่าชนผู้บูชาอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรมช่ือว่า บูชาเรา” ดังน้ีแล้ว ตรัสในอัตตวรรค ธรรมบท (ขุ.ธ.
25/23/37) วา่
“บุคคลไม่พึงพร่าประโยชน์ของตน เพราะประโยชน์
ของผู้อื่นแม้มาก รู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงเป๐นผู้
ขวนขวายในประโยชน์ของตน”
บุคคลผู้บูชาสักการะสรรเสริญสัตบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป๐นต้น ผู้
สูงสุด เข้าถึงความเป๐นผู้ควรบูชาตามลําดับ ด้วยการไม่คบคนพาล
และด้วยการคบบัณฑิต ย่อมประสบประโยชน์สุข ส่วนบุคคลผู้บูชา
เหล่าอสัตบุรุษซ่ึงตรงกันข้ามกับสัตบุรุษน้ัน ย่อมประสบทุกข์ ดังเช่น
พระเจาอชาตศัตรูทรงเล่ือมใสพระเทวทัตทรงยกยองเธอเปนสัตบุรุษ
มีพระประสงคจะทําสักการะทรงบริจาคพระราชทรัพยมา กใหสราง
วิหารที่คยาสีสประเทศแลวพระราชทานสํารับอาหาร 500 สํารับทุก
65
วันและเสด็จไปสถานที่อุปฏฐากพระเทวทัตท้ังเย็นทั้งเชาทาวเธอทรง
เช่ือคําของพระเทวทัตไดปลง พระชนมพระราชบิดาตัดอุปนิสัยแห
งปฐมมรรคของพระองคเสียทรงประสบทุกขอยางมาก เช่นเดียวกับ
นิทานชาดกเรื่องสัญชีวมาณพ อดีตชาติพระเจาอชาตศัตรู อันเตวา
สิกของอาจารยทศิ าปาโมกขในกรุงพาราณสีได รํ่าเรียนมนตสําหรับ
ปลุกคนตายใหฟ๒ืน ไมไดเรียนมนตแก วันหน่ึงเขาไปปาเพื่อเก็บฟ
นแหงกับเพ่ือนเกิดคึกคะนองเจอซากเสือโครงตายไดปลุกมันใหฟ๒ืน
ขึ้นมาดวยความรูเทาไมถึงการณเลยถูกเสือกัดตาย ตามที่ปรากฏ
ในสัญชีวชาดก (ขุ.ชา.27/497/144) วา่
“ผู้ใด ยกย่องอสัตบุรุษ ส้องเสพอสัตบุรุษ อสัตบุรุษ
กลับทําผู้น้ันน่ันแล ให้เป๐นเหย่ือเหมือนเสือโคร่งกลับมี
ชีวิต ทาํ สญั ชีวมาณพให้เปน๐ เหยื่อ ฉะนัน้ ”
ทํานองเดียวกันกับเร่ืองปริพาชกโงคนหน่ึงเดินเขาไปเมือง
พาราณสี ผานไปยังสถานท่ีชนแพะท่ีมีคนสัญจรไปมาคับคั่ง แพะตัว
หน่ึงเห็นปริพาชกจะขวิดใหถนัดจึงยอกายลง นึกวาแพะกมไหวตน
จึงประนมมือรับไหว ประชาชนตะโกนบอกปริพาชกวา แพะกําลังจะ
ขวดิ ทาน รีบหนไี ป ทานไมสนใจยืนประนมมือรับไหวแพะอยูแพะมัน
วิ่งเขามาอยางรวดเร็วเอาเขา 2 ขางเสยรางปริพาชกลอยขึ้นตกลง
พื้นดิน เขาครวญครางดวยความเจ็บปวดแสนสาหัสกอนสิ้นใจตาย
(ขุ.ชา.27/597/144) วา่
“ผู้ใดสรรเสริญผู้ที่ไม่ควรบูชา ผู้น้ันก็กลับถูกผู้ไม่
ควรบูชาฆ่านอนอยู่ เหมือนเราผู้โฉดเขลาถูกแพะขวิด จะ
ตายในวนั นี้ฉะน้นั ”
บรรดาบรรพชิต อาจารย์และอุป๎ชฌายะเป๐นปูชเนยยบุคคล
ของอันเตวาสิกเป๐นต้น ภิกษุผู้แก่กว่าเป๐นปูชเนยยบุคคลของภิกษุผู้
ใหม่ บรรพชิตท้ังหมดเป๐นปูชเนยยบุคคลของพวกคฤหัสถ์ ส่วน
บรรดาคฤหสั ถ์ พีช่ ายหญิงเป๐นปูชเนยยบุคคลของน้องชายน้องหญิง
66
มารดาบิดาเป๐นปูชเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย สามีและพ่อผัวแม่
ผัวเป๐นปูชเนยยบุคคลของบุตรในสกลุ
การบูชาปูชาเนยยบุคคลจัดเป๐นมงคลเพราะเป๐นการสมาทาน
กุศลธรรม และเป๐นเหตุแห่งความเจริญด้วยธรรมมีอายุ เป๐นต้น เหตุ
นนั้ ในจักกวัตติสูตร (ท.ี ปา.10/476/181) พระพุทธองค์ตรัสว่า
“มนุษย์เหล่าน้ันจักเป๐นผู้เก้ือกูลมารดา เก้ือกูลบิดา เก้ือกูล
สมณะ เก้ือกลู พราหมณ์ มีอันอ่อนน้อมต่อผู้เป๐นใหญ่ในสกุลเป๐นปกติ
จักสมาทานประพฤติกุศลธรรมน้ี มนุษย์เหล่าน้ัน จักเจริญด้วยอายุ
บ้าง จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุสมาทานธรรมอันเป๐นกุศล
ท้งั หลาย”
การไม่เสพคนพาล ช่ือว่าเป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่ง
ประโยชน์เก้อื กูลในโลกท้ัง 2 ด้วยอันปูองกันเสียซึ่งเหตุแห่งทุกข์มี
ภัยเป๐นต้น ท่ีมีการเสพคนพาลเป๐นป๎จจัย การเสพบัณฑิตและการ
บูชาผู้ควรบูชา ชื่อว่า เป๐นมงคล เพราะเป๐นเหตุแห่งพระนิพพาน
และสุคติ
อานิสงสข์ องการฝกึ ใหเ้ ป๐นคนดี
การฝึกให้เป๐นคนดีโดยการคบบัณฑิต การไม่คบคนพาล
และการบูชาบุคคลทีค่ วรบชู า มีอานิสงส์ดังนี้
1. ไม่ถูกชักจูงไปในทางท่ีผิด มีกิริยามารยาท สุภาพ
อ่อนโยน นา่ รกั น่านบั ถอื สามารถรักษาและเสริมสร้างความดี
2. ไม่ถูกคนพาลทําร้าย ไม่ถูกตําหนิ ไม่ถูกใส่ความ มองใน
แง่รา้ ย ได้รบั ความไว้วางใจจากบุคคลท่ัวไป มคี วามเจริญก้าวหน้า
สามารถตั้งตัวได้เร็ว ปลอดภัยจากอุปสรรคภัยพาลสร้างเสริม
ความสุขทงั้ ตนเอง ครอบครวั และประเทศชาติ
3. จิตใจผ่องใส ตรึกอยู่ในกุศลธรรมเสมอ ปูองกันความลืม
ตัวความหลงผิดได้สามารถทําความดีตามไปด้วย เป๐นท่ียกย่อง
สรรเสริญของคนทั่วไป
67
4. ได้ป๎ญญาเพ่ิมขึ้น เป๐นคนหนักแน่น มีเหตุผล มีความเห็น
ถูก เป๐นสัมมาทิฐิ ไม่ต้องเศร้าโศกเดือดร้อน มีความสํารวมระวัง
เปน๐ การปูองกันความประมาท
5. แม้ละโลกนี้ไปแล้ว ก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ บรรลุมรรคผล
นิพพานไดโ้ ดยงา่ ย
จากมงคลในการฝึกตนให้เป๐นคนดีซึ่งเป๐นเบ้ืองต้นของการ
พัฒนาตนเองโดยการสร้างเสริมนิสัยจากสภาพแวดล้อม โดยไม่
คบคนพาลเพื่อปูองกันตนไม่ให้มีนิสัยท่ีผิดๆ แล้วคบหาบัณฑิตเพ่ือ
สร้างสมนิสัยท่ีดีงาม รวมถึงบูชาบุคคลที่ควรบูชา เพ่ือแบบอย่างดี
งามให้เราได้ปฏิบตั ติ าม สามารถสรปุ สาระสําคญั ตามตารางดงั น้ี
ตาราง 1 : สาระสาํ คญั ในการฝกึ ใหเ้ ปน๐ คนดี
การฝกึ ใหเ้ ปน๐ สาระสาํ คญั
คนดี
ลกั ษณะของคนพาล
1. คดิ ชว่ั การมีจติ คิดอยากไดใ้ นทางทจุ รติ
2. พดู ช่วั คําพูดทป่ี ระกอบไปด้วยวจีทุจริต
3. ทาํ ชวั่ ทําอะไรท่ปี ระกอบด้วยกายทุจรติ
การไม่คบคน รปู แบบของคนพาล
พาล 1. ชอบแนะนําไปในทางที่ผิด หรือทไ่ี มค่ วรแนะนํา
2. ชอบทาํ ในสิ่งทีไ่ มใ่ ชธ่ รุ ะ
3. ชอบทําผดิ โดยเห็นส่งิ ผดิ เป๐นของดี
4. จะโกรธเคอื งเม่อื พดู เตอื น
5. ไมม่ ีระเบยี บวินยั
ลกั ษณะบณั ฑติ
1. เป๐นคนคดิ ดี การไมค่ ิดละโมบ ไมพ่ ยาบาทปองร้าย
การคบบณั ฑติ ใคร
2. เป๐นคนพดู ดี วจีสจุ ริต พดู จริง ทําจรงิ ไมโ่ กหก ไมพ่ ูด
หยาบ
3. เป๐นคนทาํ ดี ทาํ อาชีพสจุ รติ มเี มตตา ทาํ ทานเป๐น
68
ปกตินสิ ัย
รปู แบบของบณั ฑติ
1. ชอบชกั นําในทางทีถ่ ูกทคี่ วร
2. ชอบทําในส่ิงทเี่ ปน๐ ธรุ ะ
3. ชอบทาํ และแนะนําส่ิงที่ถูกทค่ี วร
4. รบั ฟ๎งดี ไมโ่ กรธ
5. รู้ระเบยี บ กฎกติกามรรยาทท่ีดี
69
ตาราง 1 : สาระสาํ คญั ในการฝกึ ใหเ้ ปน๐ คนดี (ต่อ)
การบชู า
1. อามสิ บูชา การบชู าดว้ ยสงิ่ ของเช่น การนําเงินให้
พ่อแมไ่ ว้ใชจ้ า่ ย
2. ปฏบิ ัตบิ ชู า การบชู าด้วยการเจรญิ สมาธภิ าวนา การ
ฝกึ จติ ใหไ้ ม่ฟูงุ ซ่าน
บคุ คลทค่ี วรบชู า
การบชู าบคุ คลท่ี 1. พระพทุ ธเจ้า
ควรบชู า 2. พระป๎จเจกพระพทุ ธเจา้
3. พระมหากษตั รยิ ผ์ ู้ตง้ั อยู่ในทศพธิ ราชธรรม
4. บดิ ามารดา
5. ครอู าจารย์ ท่ีมคี วามรู้ดี มีความสามารถ และ
ประพฤติดี
6. อุปช๎ ฌาย์ หรือผบู้ งั คบั บัญชาทมี่ คี วามประพฤตดิ ี
ต้งั อยูใ่ นธรรม
70
การสรา้ งความพรอ้ มในการฝกึ ตนเอง
เทวดาเอย๋ เจา้ จงถอื ว่า การอยู่ในประเทศอัน
สมควร ความเปน๐ ผมู้ บี ุญอันทําไว้ในกอ่ น และการ
ตัง้ ตนไว้ชอบ 3 อยา่ งนี้ เปน๐ มงคลอนั สงู สดุ
71
การสรา้ งความพรอ้ มในการฝกึ ตนเอง
ปฏริ ปู เทสวาโส จ ปุพเฺ พ จ กตปุ ฺ ตา
อตฺตสมมฺ าปณิธิ จ เอตมฺมงฺคลมตุ ฺตมํ
การอยู่ในประเทศอันสมควร ความเป๐นผู้มีบุญ
อันกระทําแล้ว
ในกาลก่อน และการต้ังตนไว้ชอบ นี้เป๐นอุดม
มงคล
การสร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง โดยอยู่ในถ่ินที่
เหมาะสม รู้จักเลือกและปรับปรุงส่ิงแวดล้อมให้พอเหมาะแก่ตน
สร้างเสริมบุญมาดี ท้ังผลบุญแต่เก่าก่อน และเพิ่มพูนบุญใหม่ใน
ภายหลัง ทําให้เป๐นคนมีร่างกายแข็งแรง สติป๎ญญาเฉลียวฉลาด
ทําการงานอะไรก็เจริญก้าวหน้าได้เร็ว ตั้งเปูาหมายชีวิตท่ีถูกต้อง
จะต้ังฐานะให้ได้โดยอาชีพท่ีสุจริต ไม่ปล่อยตัวเองไปตามดวง
วาสนา เปน๐ ไปตามเวรกรรม
การอยูใ่ นประเทศอนั สมควร
บริษัท 4 ยอ่ มเทีย่ วไป บุญกิริยาวตั ถมุ ที านเป๐นต้นย่อมเป๐นไป
และคําสอนของพระศาสดามีองค์ 9 ย่อมรุ่งเรืองในประเทศใด
ประเทศน้ัน ชื่อว่า ประเทศอันสมควร การอาศัยอยู่ในประเทศอัน
สมควรน้ัน พระพุทธองค์ตรัสว่า “เป๐นมงคล” เพราะเป๐นป๎จจัยแห่ง
การทําบุญ (มงฺคล.1/81/86)
บรษิ ัท 4 หมายถงึ บคุ ลากรทางพระพุทธศาสนา อนั
ประกอบดว้ ย ภิกษุ ภกิ ษณุ ี อบุ าสก อุบาสกิ า รวมถงึ สามเณร แมช่ ี
และผูป้ ฏิบัติธรรม
72
บญุ กิรยิ าวัตถุ หมายถงึ วิธที จี่ ะทาํ บญุ วธิ ที เี่ ม่ือทําแลว้ ได้
ช่อื วา่ เป๐นการทาํ ความดแี ละไดร้ บั ผลคอื ความสขุ มี 10 อย่าง
(ท.ี อ. 3/246) คือ
1. ทานมัย บญุ สําเรจ็ ดว้ ยการบริจาคทาน
2. สีลมัย บุญสาํ เรจ็ ดว้ ยการรักษาศีล
3. ภาวนามยั บุญสาํ เรจ็ ดว้ ยการเจรญิ ภาวนา
4. อปจายนมัย บุญสาํ เรจ็ ดว้ ยการประพฤตถิ ่อม
ตนแกผ่ ูใ้ หญ่
5. เวยยาวัจจมัย บญุ สาํ เรจ็ ดว้ ยการชว่ ย
ขวนขวายในกจิ ท่ีชอบ
6. ป๎ตตทิ านมัย บุญสาํ เรจ็ ดว้ ยการใหส้ ว่ นบุญ
7. ปต๎ ตานุโมทนามัย บุญสาํ เร็จดว้ ยการอนโุ มทนา
ส่วนบญุ
8. ธัมมัสสวนมยั บุญสาํ เร็จด้วยการฟ๎งธรรม
9. ธมั มเทสนามัย บญุ สําเร็จด้วยการแสดงธรรม
10. ทิฏฐุชุกรรม การทาํ ความเห็นให้ตรง
การอยู่ในประเทศอันสมควรของชาวประมงนั้น ช่ือว่า “เป๐นมงคล”
เพราะเป๐นป๎จจัยแห่งบุญกิริยาวัตถุ คือ การฟ๎ง (ธัมมัสสวนมัย) ดัง
เฉ กเช่น ชาวประมง คน หน่ึ ง ช่ืออริยะอาศั ยอยู กรุ งสาวัตถีวัน หนึ่ ง
เขากําลังตกปลาเห็นพระศาสดาและภิกษุสงฆ เที่ยวบิณฑบาตใน
หมบู านใกลประตูดานเหนือเมือง สาวัตถีไดวางคันเบ็ดยืนทําความ
เคารพพระศาสดาประทับยืนใกลเขา ตรัสถามช่ือของสาวกท้ังหมด
เขาคิดวา พระองคคงจะตรสั ถามช่อื เราดวยสินะ พระพุทธองค์ ทรง
ทราบจิตของเขาแลวตรัสถามวา “อุบาสก ช่ือไร” “อริยะ พระเจาข
า” “อุบาสก ผู้ทําสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไปเช่นท่าน หาชื่อว่า อริยะ
ไม่ ส่วนพระอริยะท้ังหลาย ต้ังอยู่ในภาวะ คือ การไม่เบียดเบียน
73
สัตว์ทั้งหลาย” เม่ือจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสตามท่ีปรากฏ
ในธมั มัฏฐวรรค คาถาธรรมบท (ขุ.ธ.25/29/50-51) วา่
“บคุ คล เบียดเบียนสัตว์ทง้ั หลาย ด้วยเหตุใดจะเป๐น
ผู้ชอ่ื ว่าอรยิ ะ ดว้ ยเหตุน้ัน หามิได้ เราเรียกว่า อริยะ
เพราะไม่เบียดเบียนสตั ว์ทงั้ ปวง”
คําสอนของพระศาสดา หมายถึง นวังคสัตถุสาสน์ คําสอน
ของพระพุทธองค์ท่ีได้จัดรวบรวมไว้ประกอบด้วยองค์ 9 (องฺ.
จตกุ กฺ . 21/6/8) คอื
1. สตุ ฺตํ ไดแ้ ก่ อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปรวิ าร พระ
สตู รในสุตตนบิ าต และพุทธวจนะอน่ื ๆ ทม่ี ีชือ่ ว่าสุตตะ หรือ
สตุ ตันตะ กลา่ วง่ายคอื วินัยปิฎก คัมภรี ์นทิ เทสท้งั สอง และพระสูตร
ทั้งหลาย
2. เคยยฺ ํ ได้แก่ ความที่มรี อ้ ยแก้วและร้อยกรองผสมกนั
หมายเอาพระสูตรที่มคี าถาทัง้ หมด โดยเฉพาะสคาถวรรคในสงั
ยุตตนกิ าย
3. เวยฺยากรณํ ได้แก่ ความร้อยแก้วลว้ น หมายเอาพระ
อภิธรรมปิฎกท้ังหมด พระสูตรท่ไี ม่มีคาถา และพระพุทธพจนอ์ ่นื ใด
ทไ่ี มจ่ ัดเข้าในองค์ 8 ข้อทเี่ หลอื
4. คาถา ได้แก่ ความรอ้ ยกรองล้วน หมายเอา ธรรม
บท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วนในสุตตนบิ าตทไ่ี ม่มีช่อื วา่
เปน๐ สตู ร
5. อทุ านํ ได้แก่ พระคาถาท่ที รงเปล่งด้วยพระหฤทยั ส
หรคตด้วยโสมนัส สมั ปยุตด้วยญาณ พรอ้ มทั้งข้อความอันประกอบ
อยู่ดว้ ย รวมเป๐นพระสูตร 82 สูตร
6. อติ ิวตุ ตกํ ไดแ้ ก่ พระสูตร 110 สูตร ทตี่ รัสโดยนยั ว่า
วุตฺตํ เหตํ ภควตา
74
7. ชาตกํ ได้แก่ ชาดก 550 เร่อื ง มี อป๎ณณกชาดก
เป๐นต้น
8. อพฺภูตธมฺมํ เรอ่ื งอัศจรรย์ ได้แก่ พระสูตรท่ีว่าด้วย
ขอ้ อศั จรรย์ ไม่เคยมี ทกุ สูตร เช่น ที่ตรัสว่า “ภกิ ษุท้งั หลาย ขอ้
อัศจรรย์ไมเ่ คยมี 4 อยา่ งน้ี หาไดใ้ นอานนท์” ดงั น้ีเป๐นต้น
9. เวทลฺลํ ไดแ้ ก่ พระสตู รแบบถามตอบ ซึง่ ผู้ถามได้ท้ัง
ความรแู้ ละความพอใจ ถามต่อๆ ไป เช่น จฬู เวทลั ลสูตร มหา
เวทลั ลสูตร สมั มาทิฏฐสิ ูตร สักกป๎ญหสูตร สังขารภาชนยี สูตร และ
มหาปุณณมสูตร เปน๐ ตน้
การอยู่ในประเทศอันสมควร ชอื่ วา่ เป๐นมงคล เพราะเป๐น
ปจ๎ จยั ใหม้ วลมนุษย์ได้อนุตตรยิ ะ 6 ประการ คอื
1. ทัสสนานุตตริยะ การเห็นรูปที่ย่ิงกว่าการเห็นส่ิงอื่น คือการ
เหน็ พระศาสดา ภกิ ษสุ งฆ์ หรือนิมิตมีอสุภนิมิตเป๐นต้น อย่างใดอย่าง
หน่ึง แห่งผู้มีศรัทธาตั้งม่ันแล้ว ดังท่ีพระพุทธองค์ (องฺ.ฉกฺก.
22/301/363-364) ไวว้ า่
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อดูช้าง
แก้วบ้าง ม้าแก้วบ้าง แก้วมณีบ้าง ของใหญ่ของเล็ก หรือสมณะ
หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุท้ังหลายทัสสนะนั้นมี
อยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าทัสสนะน้ีนั้นแลเป๐นกิจเลว เป๐นของ
ชาวบ้าน เป๐นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ไม่เป๐นไปเพื่อความเบ่ือหน่าย เพื่อคลายกําหนัด เพ่ือความดับ เพ่ือ
สงบระงับ เพือ่ รยู้ ่งิ เพือ่ ตรัสรู้ เพอื่ นพิ พาน
ดูกรภิกษุท้ังหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาต้ังม่ัน มีความรักตั้งมั่น
มีศรัทธาไม่หว่ันไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปเห็นพระตถาคต
หรือสาวกพระตถาคต การเห็นน้ียอดเยี่ยมกว่าการเห็นทั้งหลาย
ย่อมเป๐นไปเพ่ือความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพ่ือก้าวล่วงความ
โศกและความรํ่าไร เพ่ือความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อ
75
บรรลญุ ายธรรม เพ่ือทําให้แจ้งซ่ึงนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อท่ี
บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มี
ความเล่ือมใสยิ่ง ไปเห็นพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้
เราเรียกวา่ ทัสสนานตุ ตริยะ”
2. สวนานุตตริยะ การได้เสียงท่ียิ่งกว่าการได้ยินเสียงอ่ืน คือ
การฟ๎งกถาพรรณนาคุณพระรัตนตรัย และพุทธวจนะคือ
พระไตรปิฎก ดังที่พระพุทธองค์ตรัส (องฺ.ฉกฺก.22/301/364-365)
ไว้วา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกน้ี ย่อมไปเพ่ือฟ๎ง
เสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงขับบ้าง หรือเสียงสูงๆ ตํ่าๆ
ยอ่ มไปเพอื่ ฟ๎งธรรมของสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด
ดูกรภิกษุท้ังหลาย การฟ๎งนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการ
ฟ๎งนี้นั้นเป๐นกิจเลว เป๐นของชาวบ้าน เป๐นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ
ไมป่ ระกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป๐นไปเพอื่ ความเบ่ือหน่าย เพ่ือคลาย
กาํ หนัด เพอ่ื ความดบั เพอ่ื สงบระงบั เพ่ือรู้ย่ิงเพ่อื ตรัสรู้ เพ่ือนพิ พาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งม่ัน มีความรักต้ังมั่น
มีศรัทธาไม่หว่ันไหว มีความเลื่อมใสย่ิง ย่อมไปฟ๎งธรรมของพระ
ตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การฟ๎งนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟ๎ง
ทั้งหลาย ย่อมเป๐นไปเพื่อความบริสุทธ์ิแห่งสัตว์ท้ังหลาย เพ่ือก้าว
ล่วงความโศกและความรํ่าไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และ
โทมนัส เพ่ือบรรลุญายธรรม เพื่อทําให้แจ้งซ่ึงนิพพาน ดูกรภิกษุ
ท้ังหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งม่ัน มีความรักตั้งม่ัน มีศรัทธาไม่
หว่ันไหว มีความเล่ือมใสย่ิง ไปเพ่ือฟ๎งธรรมของพระตถาคตหรือ
สาวกของพระตถาคตน้ี เราเรยี กวา่ สวนานุตตริยะ”
3. ลาภานุตตริยะ การได้ท่ียิ่งกว่าการได้อย่างอ่ืน คือการได้
อริยทรัพย์ 7 อย่างเท่านั้น ดังท่ีพระพุทธองค์ตรัส (องฺ.ฉกฺก.
22/301/365) ไว้ว่า
76
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมได้ลาภคือ
บุตรบา้ ง ภรรยาบ้าง ทรพั ย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้าง หรือได้
ศรัทธาในสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุ
ท้ังหลาย ลาภน้ีมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าลาภน้ีน้ันเป๐นของ
เลว เป๐นของชาวบ้าน เป๐นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ ไม่เป๐นไปเพ่ือความเบ่ือหน่าย เพื่อคลายกําหนัด เพื่อ
ความดับ เพื่อสงบระงบั เพือ่ รู้ย่ิงเพือ่ ตรัสรู้ เพอ่ื นพิ พาน
ดกู รภกิ ษุทั้งหลายส่วนผู้ใดมีศรัทธาต้ังม่ัน มีความรักต้ังมั่น มี
ศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเล่ือมใสยิ่งย่อมได้ศรัทธาในพระ
ตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การได้นี้ยอดเย่ียมกว่าการได้
ทง้ั หลาย ยอ่ มเป๐นไปพร้อมเพ่ือความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพ่ือ
ก้าวล่วงความโศกและความร่ําไร เพ่ือความดับสูญแห่งทุกข์และ
โทมนัส เพ่ือบรรลุญายธรรม เพ่ือทําให้แจ้งซ่ึงนิพพาน ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ข้อท่ีบุคคลผู้มีศรัทธาต้ังม่ัน มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่
หวั่นไหว มีความเล่ือมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือ
สาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกวา่ ลาภานุตตรยิ ะ”
4. สิกขานุตตริยะ การศึกษาเล่าเรียนที่ยิ่งกว่าการศึกษาเล่า
เรียนอย่างอื่น คือ การบําเพ็ญไตรสิกขาเท่าน้ัน ดังท่ีพระพุทธองค์
ตรสั (องฺ.ฉกกฺ .22/301/365-366) ไวว้ า่
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย บุคคลบางคนในโลกน้ีย่อมศึกษาศิลปะ
เกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง ดาบบ้าง หรือศึกษาศิลป
ชั้นสูงช้ันตํ่า ย่อมศึกษาต่อสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติ
ผิด ดูกรภิกษุท้ังหลาย การศึกษานี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่
ว่าการศึกษาน้ันเป๐นการศึกษาท่ีเลว เป๐นของชาวบ้าน เป๐นของ
ปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป๐นไปเพ่ือความ
เบื่อหน่าย เพ่ือคลายกําหนัด เพื่อความดับ เพ่ือสงบระงับ เพื่อรู้ย่ิง
เพื่อตรัสรู้ เพ่ือนพิ พาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาต้ังมั่น มีความรักตั้งมั่น
มีศรทั ธาไมห่ วั่นไหว มีความเลื่อมใสย่ิง ย่อมศกึ ษาอธศิ ีลบ้าง อธิจิต
77
บ้าง อธิป๎ญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว
การศึกษาน้ียอดเยี่ยมกว่าการศึกษาทั้งหลาย ย่อมเป๐นไปพร้อม
เพื่อความบริสุทธ์ิแห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพ่ือทําให้แจ้งซ่ึงนิพพาน
ดูกรภิกษุท้ังหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักต้ังม่ัน มี
ศรัทธาไม่หว่ันไหว มีความเลื่อมใสย่ิง ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิต
บ้าง อธิป๎ญญาบ้าง ในธรรมวินัยท่ีพระตถาคตประกาศแล้วนี้เรา
เรียกวา่ สกิ ขานตุ ตริยะ”
5. ปาริจริยานุตตริยะ การได้ปรนนิบัติที่ย่ิงกว่าการได้
ปรนนิบัติอย่างอื่น คือ การปรนนิบัติพระรัตนตรัยเท่านั้น ดังท่ีพระ
พทุ ธองค์ตรสั (องฺ.ฉกฺก.22/301/366-367) ไวว้ า่
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมบํารุงกษัตริย์
บ้าง พราหมณ์บ้าง คฤหบดีบ้าง บํารุงคนชั้นสูงชั้นตํ่าบํารุงสมณะ
หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุท้ังหลาย การบํารุงน้ี
นั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการบํารุงนี้นั้นเป๐นการบํารุงที่
เลว เป๐นของชาวบ้าน เป๐นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ ไม่เป๐นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพ่ือคลายกําหนัด เพื่อ
ความดบั เพอ่ื สงบระงบั เพือ่ รู้ย่ิงเพอื่ ตรัสรู้ เพือ่ นพิ พาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งม่ัน มีความรักต้ังมั่น
มีศรัทธาไม่หว่ันไหวมีความเล่ือมใสย่ิง ย่อมบํารุงพระตถาคตหรือ
สาวกของพระตถาคต การบํารุงนี้ยอดเย่ียมกว่าการบํารุงทั้งหลาย
ย่อมเป๐นไปเพ่ือความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพ่ือก้าวล่วงความ
โศกและความรํ่าไร เพ่ือความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อ
บรรลุญายธรรมเพื่อทําให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อท่ี
บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งม่ัน มีความรักตั้งม่ัน มีศรัทธาไม่หว่ันไหว มี
ความเลอ่ื มใสยิง่ ย่อมบาํ รุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้
เราเรยี กวา่ ปาริจริยานตุ ตรยิ ะ”
78
6. อนุสสตานุตตริยะ การระลึกนึกถึงท่ียิ่งกว่าการระลึกนึกถึง
อย่างอื่น คือ ความระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยเท่าน้ัน ดังที่พระ
พทุ ธองค์ตรัส (อง.ฺ ฉกฺก.22/301/367) ไว้วา่
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมระลึกถึงการ
ได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อย ระลึกถึง
สมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ
ระลึกน้ีมีอยู่เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกน้ีนั้นเป๐นกิจเลว
เป๐นของชาวบ้าน เป๐นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ ไม่เป๐นไปเพ่ือความเบ่ือหน่าย เพื่อคลายกําหนัด เพื่อ
ความดบั เพอื่ สงบระงับ เพื่อรู้ยง่ิ เพ่อื ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งม่ัน มีความรักตั้งมั่น
มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเล่ือมใสยิ่งย่อมระลึกถึงพระตถาคต
หรือสาวกของพระตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเย่ียมกว่าการระลึก
ถึงทั้งหลาย ย่อมเป๐นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธ์ิแห่งสัตว์ทั้งหลาย
เพ่ือก้าวล่วงความโศกและความรํ่าไร เพ่ือความดับสูญแห่งทุกข์
และโทมนัส เพ่ือบรรลุญายธรรม เพื่อทําให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกร
ภิกษุท้ังหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาต้ังมั่น มีความรักต้ังม่ัน มี
ศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเล่ือมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคต
หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกวา่ อนสุ สตานุตตรยิ ะ”
ผู้อยูใ่ นประเทศอนั สมควรทไี่ ด้อนุตตริยะ 6 ประการ ดงั เช่น
พระอานนทเถระ
1) ไดท้ สั สนานุตตริยะ. ด้วยการเห็นพระศาสดาดว้ ยจักขุ
วิญญาณในเวลาเย็นเชา้
2) ไดส้ วนานุตตรยิ ะ ดว้ ยการสดับพระดาํ รัสของพระศาสดา
เนอื งๆ
3) ไดล้ าภานุตตริยะ ดว้ ยความศรัทธาพระศาสดาว่า “พระผู้
มพี ระภาคตรัสรเู้ องโดยชอบ”
79
4) ไดส้ ิกขานุตตรยิ ะศกึ ษาไตรสิกขาในศาสนาของพระ
ศาสดา
5) ไดป้ ารจิ รยิ านตุ ตรยิ ะ ดว้ ยปรนนบิ ตั ิ คือทําอปุ ๎ฏฐากพระ
ศาสดาเนอื งๆ
6) ได้อนสุ สตานุตตรยิ ะ ดว้ ยการระลึกถึงพระคุณที่เปน๐
โลกิยะและโลกุตตระของพระศาสดา
การอยู่ในประเทศเป๐นท่ีประทับของพระพุทธเจ้าของพระ
วักกลิ ย่อมเป๐นป๎จจัยแห่งการได้อนุตตริยะ 6 คือ การเห็นพระรูป
ของพระศาสดา เป๐นทัสสนานุตตริยะ การฟ๎งเทศนาของพระ
ศาสดา เป๐นสวนานุตตริยะ การได้ศรัทธาในพระศาสดา เป๐นลาภา
นุตตริย การบําเพ็ญไตรสิกขา เป๐นสิกขานุตตริยะ การปรนนิบัต
พระศาสดา เป๐นปาริจริยานุตตริยะ ความระลึกถึงพระคุณของพระ
ศาสดาเป๐นอนุสสตานุตตริยะ ดําเนินความว่า วักกลิเป๐นชายหนุ
มชาวเมืองสาวัตถเี ห็นพระพุทธเจาแลวติดใจในรูปสมบัติอันงามสง
าของพระองค มาขอบวชเพื่อมีโอกาสเฝาดูพระสิริโฉม อยูมาระยะ
หน่ึงพระองคตรสั กับทานแรงๆ วา วักกลิ ประโยชนอะไรดวยการดู
ร่างกายอันเนาเป อยน้ี ผูเห็นธรรมชื่อวาเห็นเรา ผูเห็นเราช่ือว
าเห็นธรรม จึงขับไลเธอออกจากวัด พระวักกลินอยใจหนีไปคิดจะ
ปลงชีพตัวเอง ทรงดําริว่า “วักกลิน้ี เม่ือไม่ได้ความปลอบโยนจาก
สํานักเรา จะพึงอุปนิสัยแห่งมรรคผลให้ฉิบหายเสีย” ดังนี้แล้ว ทรง
เปล่งพระโอภาสแสดงพระองค์ ทําปีติมีกําลังให้เกิดขึ้นแก่เธอ ได้
ตรสั ดงั ที่ปรากฏในภกิ ขวุ รรค ธรรมบท (ข.ุ ธ.25/35/65) วา่
“ภิกษุเลื่อมใสในพุทธศาสนา มากดว้ ยความ
ปราโมทย์ พงึ บรรลุบทอันสงบ
เป๐นทรี่ ะงบั สังขารเป๐นสขุ ”
ถิ่นที่เหมาะสมเป๐นถิ่นท่ีสิ่งแวดล้อมดี ไม่เป๐นพิษเป๐นภัยแก่
สุขภาพกายและใจ ย่ิงกว่านั้น ยังสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัย สามารถ
ประกอบกจิ การงานในหนา้ ท่ีอันเป๐นสัมมาอาชีพ ให้เจริญก้าวหน้า
80
ได้โดยง่าย และสร้างสมคุณงามความดีได้เต็มที่ ซึ่งมีความหมาย
กว้าง ครอบคลมุ ถึงถ่นิ ทอ่ี ยทู่ ุกระดับ เช่น บ้านท่ีเราอาศัย โรงเรียน
ท่ีเราเรียน สถานที่ท่ีเราทํางาน หมู่บ้านชุมชนที่เราอยู่ ตําบลที่เรา
ต้ังหลักฐาน อําเภอ จังหวัด ประเทศ ทวีป (กองวิชาการ : 2550 :
36)
สาํ ลี รักสุทธี (2550 : 35-36) ไดก้ ล่าวถึงลกั ษณะของถิ่น
หรอื ประเทศอนั เหมาะดังน้ี
1. บ้านท่ีเหมาะสม บ้านเป๐นถิ่นที่อยู่ที่สําคัญอันดับแรกที่จะ
ทําให้คนอยู่ดีมีความพอใจในถิ่นของตน หากบ้านไม่น่าอยู่ที่ใด
เล่าจะน่าอยู่ ดังน้ันผู้คนในบ้านต้องมีคุณลักษณะหลายประการท่ี
จะทําให้บ้านน่าอยู่ได้ เช่น ทุกคนมีความสามัคคี มีศีลธรรม มี
ความขยนั หม่นั เพียร มุ่งสรา้ งสรรค์ร่วมกนั ไมข่ ม่ แหงรงั แกกนั
2. ศาสนาท่ีม่ันคง มีคําสอนทางศาสนาท่ีดีเป๐นแนวทางใน
การดําเนินชีวิตของผู้คนทําให้ผู้คนอยู่ร่วมกันโดยยึดคําสอนของ
ศาสนาเป๐นหลักอย่างมีความสงบสุข อันหลักการเบ้ืองต้นในการ
สร้างสรรค์จารีตประเพณี วัฒนธรรม ไม่เป๐นไปเพื่อการฆ่าการ
ทําลาย แต่เป๐นไปเพื่อความสามัคคีความเจริญของผู้คน ไม่มี
ป๎ญหาเร่ืองการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ไม่แบ่งช้ันวรรณะ ผู้คน
อยรู่ ว่ มกนั อยา่ ง สามัคคี สงบสุข ยอ่ มมีการอยู่รวมกัน มีการสมาคม
คุ้นเคยกับคนอื่น หากสมาคมกับกลุ่มคนดี มีศีลธรรม มีนํ้าใจ
เอื้อเฟ๒ือเผื่อแผ่แก่กันย่อมทําให้ผู้คนมีความสุข มีความพอใจใน
สภาพของตนเอง
3. สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติท่ีดี อุดมสมบูรณ์ เช่น แม่น้ํา
ปุาไม้ ภูเขา ดินฟูา อากาศ ฝนฟูายังคงอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหาร
ที่ อุ ด ม ส ม บู ร ณ์ ผู้ ค น ไ ม่ อ ด อ ย า ก ย า ก จ น ก า ร ทํ า ม า ห า กิ น
สะดวกสบาย ไม่มีภัยท้ังทางธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ด้วยกัน มี
การสงครามการรุกรานจากประเทศเพ่ือนบ้าน ผู้คนย่อมภูมิใจ
พอใจในประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองป๎ญหาการ
81
อพยพย้ายถิ่นท่ีอยู่คงไม่มี เพราะมีบางคนของประเทศท่ีไม่พอใจ
ในประเทศของตนเองตอ้ งหนไี ปอยปู่ ระเทศอน่ื
4. ผู้คนมีอาชีพท่ีดี มั่นคง มีงานทําตามฐานะของตน เช่น
เกษตรกร ก็มีความมั่นคงม่ั นใจในอาชีพของตน กรรมกรก็มี
สวัสดิการที่ดี พอใจในสถานะแห่งตน มีงานที่ต้องทํา ท่ีทํางานน้ันๆ
จะต้องมีผู้คนมีเพื่อนร่วมงาน หากมีงานดีหรือไม่ดีแต่ก็พอใจในงาน
ไม่เกี่ยงงาน มีเพื่อนร่วมงานท่ีดีก็สามารถอยู่ ณ ท่ีนั้นอย่างมี
ความสุขอย่างแน่นอน ผู้คน ท้ังผู้นําทุกระดับจนถึงประชาชนทุก
ฐานะมีความสุขอันเกิดจากการมีศีลธรรมไม่มีป๎ญหาทางสังคม เช่น
การลกั ขโมย การข่มเหงรงั แกกนั การเอารัดเอาเปรียบ เป๐นตน้
ลกั ษณะของถน่ิ ทเี่ หมาะสม
ถิน่ ท่เี หมาะสม คือสภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะกัน เกื้อกูล
ชว่ ยสนบั สนุนในการบําเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิต้ังมั่น
ไม่เส่ือมถอย รวมท้ังเป๐นสภาพแวดล้อมท่ีควรแก่การอยู่อาศัย ซึ่งมี
อยู่ 4 อย่าง (ปราณสุวีร์ อาวอร่ามรศั ม์ิ : ออนไลน)์ คอื
1. อาวาสสัปปายะ ที่อยู่เป๐นที่สบาย คือทําวัดให้เป๐นอาราม
เป๐นรมณียสถาน ร่ืนรมย์เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น เป๐น
ศูนย์กลางของชุมชนด้านจิตใจ ท่ีต้ังวัดไม่ใกล้ไม่ไกลจากชุมชน
เกินไป มีการแบ่งเขตพุทธาวาส สังฆาวาสชัดเจนเป๐นสัดส่วน ยิ่ง
ในภาวะโลกร้อนด้วยแล้ว หากวัดได้มีการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ร่ม
ร่ืนดูเป๐นธรรมชาติ นับว่าเหมาะกับภาวะโลกอันแสนที่จะร้อน
เหลือหลาย ส่วนบางวัดตั้งอยู่ในทําเลที่เหมาะสมเป๐นทุนเดิม เช่น
ภูเขา ลําธาร สวน ปุา ได้เน้นเรื่องความสะอาดหรือความเป๐น
ระเบียบเรียบร้อยสมํ่าเสมอเท่ากับว่าได้สร้างความสุขเพ่ิมขึ้นแก่ผู้
พบเห็น ถ้าเป๐นบ้านก็ต้องให้มีต้นไม้ร่มรื่น นํ้าไฟสะดวก ถ้าเป๐น
โรงเรียนก็ต้องมีสุขลักษณะดี มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีเสียง
อึกทึก มีบริเวณกว้างขวาง มีสนามกีฬา ถ้าเป๐นที่ตั้งร้านค้า ก็ต้อง
เป๐นบริเวณที่อยู่ในย่านชุมชน การคมนาคมสะดวก ถ้าเป๐นจังหวัด
82
หรือภาคก็ต้องเป๐นบริเวณท่ีสภาพภูมิศาสตร์ดี เช่น ไม่ลุ่มไม่ดอน
เกนิ ไป ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกนิ ไป เป๐นตน้
2. อาหารสัปปายะ อาหารเป๐นที่สบาย เม่ือมีที่อยู่ท่ีสบายต้อง
คํานึงถึงการกินอาหาร ในสมัยก่อนเป๐นหน้าท่ีของพระภัตตุเทศ
ป๎จจุบันเป๐นหน้าท่ีของเจ้าอาวาส การจัดสวัสดิการด้านอาหารจึง
ควรเป๐นภาระของฝุายสาธารณูปการรวมเรื่องต่างๆ เช่น การ
กําหนดเส้นทางโคจรบิณฑบาต ควรแบ่งเป๐นสาย มีการเปล่ียนเวร
กันเพ่ือเจริญศรัทธาของผู้ทําบุญและปูองกันการติดในตัวบุคคล มี
การจัดฉนั รวมกนั เปน๐ ท่ีแห่งเดียว เพื่อประโยชน์คือทําให้เกิดความ
เปน๐ ธรรมในอดิเรกลาภ ขจัดความขัดแย้งในการแสวงหาอุป๎ฏฐาก
ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรม เป๐นท่ีเจริญศรัทธาของผู้ถวายและ
สามารถแนะนําอบรมได้ง่ายในเวลาก่อนและหลังอาหาร มี
เจ้าหน้าท่ีรับนิมนต์ และทําหน้าท่ีแจกรายการนิมนต์ให้ท่ัวถึงโดย
ความเป๐นธรรมหรือจัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์สวัสดิการด้านอาหารใน
ยามขาดแคลน เป๐นบริเวณท่ีสามารถจัดหาอาหารกินได้สะดวก
เช่น อาจอยู่ใกล้ตลาด บริเวณที่มีการเกษตรกรรมสามารถผลิต
อาหารได้เองพอเพียง
3. บุคคลสัปปายะ บุคคลเป๐นที่สบาย คํานึงถึงเรื่องบุคคลท่ีอยู่
ภายในวัดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัด ซ่ึงเป๐นสาเหตุสําคัญของ
ความเจริญและความเสื่อมของศาสนา คนวัดแบ่งออกเป๐น พระภิกษุ
สามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือแม่ชี และเด็กวัด วัดใดดีหรือไม่ดีบ้าง
บอกว่าให้ดูจากบุคคลทั้ง 4 ประเภทดังกล่าว ควรจัดที่อยู่อาศัยของ
บุคคลแต่ละประเภทให้เหมาะสมตามสถานภาพ การติดต่อกันควร
กําหนดเวลาสถานท่ี ที่อยู่ของเด็กวัดควรสะอาดและมีระเบียบ มีการ
วางกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติพร้อมบทกําหนดโทษและควรกําหนดวันให้มี
การพัฒนาวัดร่วมกัน บริเวณท่ีอยู่นั้นต้องไม่มีนักเลงอันธพาล โจร
ผรู้ า้ ยไมช่ กุ ชมุ คนส่วนใหญ่ในละแวกนั้นเป๐นคนดี มีศีลธรรม มีวินัย
ใฝหุ าความก้าวหนา้
83
4. ธรรมสัปปายะ ธรรมเป๐นท่ีสบาย จุดมุ่งหมายหลักของวัด
คือสถานท่ีประพฤติธรรม ส่ิงท่ีจะก่อให้เกิด บริเวณวัดร่มร่ืน เป๐น
ระเบียบ มโี ครงการต้นไม้พูดได้ มีสุภาษิตสอนใจ ปริศนาธรรม คติ
ธรรม โครงการเสียงธรรมะตามสาย รับฟ๎งกันทั่วบริเวณวัดท้ังใน
วนั จดั งานบุญ และกระจายเสียงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน จัดสถานที่ฟ๎ง
เทศน์ฟ๎งธรรมในสถานที่สงบร่มเย็น อากาศถ่ายเทสะดวก จัดทํา
ห้องสมุดธรรมะ โดยจัดหาหนังสือธรรมะ หนังสืออ่ืนๆ ท่ีมี
สารประโยชน์เพื่อให้ผู้มาวัดได้อ่าน และมีที่น่ังอ่านหนังสือเป๐น
สัดส่วนเพียงพอ รักษาศิลปะหรือพุทธศิลป์ภายในวัด พิพิธภัณฑ์
ของวัดจัดให้เป๐นแหล่งเรียนรู้ภูมิป๎ญญาท้องถิ่น หรือว่า ในถ่ินนั้น
มีโรงเรียน สถานศึกษาสําหรับให้ความรู้ได้อย่างดี ตลอดจนมี
หลกั การปกครองทด่ี อี ีกด้วย
ชมพูทวีป มัชฌิมประเทศเป๐นถ่ินเหมาะสมที่สําคัญท่ีสุดแห่ง
หน่ึง ไม่ว่าจะเป๐นพระพุทธเจ้า พระป๎จเจกพุทธเจ้า พระมหาสาวกมี
พระสารีบุตร พระโมคคลัลลานะเป๐นต้น พุทธอุป๎ฏฐาก พระพุทธ
มารดา พระพุทธบิดา หรือพระเจ้าจักรพรรดิ ก็เกิดท่ีนั้น ทําให้
ประชาชนไดร้ ับโอวาทจากพระเจ้าจักรพรรดิ ต้ังอยู่ในศีล 5 ย่อมมี
สวรรค์เป๐นเบื้องหน้า เม่ือตั้งอยู่ในโอวาทของพระพุทธเจ้าและพระ
สาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมมีพระนิพพานและสุคติเป๐นเบื้องหน้า
ฉะน้ัน การอยู่ในถ่ินอันเหมาะสมนั้น จึงเป๐นมงคล เพราะเป๐นป๎จจัย
แหง่ สวรรคส์ มบัตแิ ละนพิ พานสมบัติ (มงคฺ ล. 1/90/96-97)
การมบี ุญกระทําในกาลก่อน
บุญ คือ สิ่งท่ีซ่ึงเกิดข้ึนในจิตใจแล้วทําให้จิตใจสะอาด
ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว ก้าวขึ้นภูมิที่ดี เกิดขึ้นจากการ
ประกอบบุญกิริยาวัตถุ บุคคลท่ีมีบุญวาสนามาก่อน คือ ผู้ท่ีส่ังสม
บุญต้ังแต่ภพชาติในอดีต จนถึงภพชาติป๎จจุบัน จะส่งผลให้ชีวิตมี
ความสขุ ความเจริญก้าวหนา้ สมบรู ณ์ด้วยมนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ
และนพิ พานสมบัติ (กองวชิ าการ : 2550 : 33)
84
ผู้มีบุญอันทําไว้ในก่อน คือ ผู้มีกุศลอันสั่งสม ทําบุญไว้
ปรารภถึงพระพุทธองค์ พระป๎จเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ ใน
ชาติก่อน บุคคลเห็นปานนี้ มีกุศลมูลอันหนาข้ึนแล้ว สดับเทศนา
ของพระพุทธองค์ หรือพระสาวกของพระพุทธองค์ ย่อมบรรลุพระ
อรหตั ด้วยกุศลมูลนัน้ (มงคฺ ล.1/92/99)
กุศลมูล หมายถึง รากเหง้าของกุศล เป๐นกุศลธรรมท่ีส่งเสริม
ความดีของมนุษย์ ถ้ากุศลมูลเหล่าน้ีมีอยู่แล้ว กุศลอื่นท่ียังไม่เกิดก็
เกิดข้ึน ซ่ึงมอี ยู่ 3 ประการ คือ
1. อโลภะ ความไม่โลภอยากได้ในทางทุจริตเป๐นต้นเหตุ
ของความดีต่างๆ เช่น ไม่ลักขโมย ไม่คดโกง เป๐นกุศลธรรมท่ี
สง่ เสรมิ ศลี ธรรมอันดีงามให้เกิดมใี นมนษุ ย์
2. อโทสะ จิตท่ีไม่คิดประทุษร้ายต่อผู้อ่ืนเป๐นต้นเหตุของ
การอยู่ร่วมกันอย่างเป๐นสุข ไม่ทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ทําให้รู้
ถึ ง ค ว า ม รู้ สึ ก หั ว อ ก เ ข า หั ว อ ก เ ร า เ ข้ า ใ จ ผู้ อ่ื น ม า ก ข้ึ น ไ ม่
หวาดระแวงสงสยั กัน
3. อโมหะ ความไม่หลงงมงาย เป๐นต้นเหตุให้เป๐นผู้ไม่
ประมาท ไม่เชื่อง่ายหูเบา รู้จักบาปบุญคุณโทษเชื่อว่ามีอยู่จริง ทํา
ใหเ้ ป๐นคนไม่หลงลืมตวั (คณาจารย์ : 2546 : 37)
ฉะน้ัน ผู้กุศลมูลอันหนาขึ้นแล้ว คือ ผู้ที่มีคุณธรรมที่ส่งเสริม
ความดี ไม่โลภอยากได้ในทางทุจริต ไม่คิดประทุษร้ายต่อผู้อ่ืน ไม่
หลงงมงายโดยไร้เหตุผล ซึ่งง่ายต่อการบรรลุธรรม ดังเช่น ระมหา
กัปปนเถระอดีตชาติเกิดเปนชางหูกทานและภรรยา ถวายทานแด
พระปจเจกพุทธเจาประมาณ 1,000 รูป ดวยอานิสงสนี้ทําใหไป
เกิดในภพดาวดึงส สมัยพุทธกาลไดเกิดเปนพระราชาพระนามวา
พระเจ้ามหากัปปนะ สวนภรรยาไดเกิดในราชตระกูลมีพระนามวา
อโนชา เมื่อเจริญวัยไดเปนพระเทวีของพระองค เพราะผลบุญท่ี
ทาํ รวมกนั พระราชาทรงใหทหารและมารับใชบริโภคอาหารแตเช
าตรูแลวส่งไปดวยพระดํารัสวา พวกทานจงเที่ยวไป 2-3 โยชน
85
หากทราบวา พระรตั นตรยั อุบัติแลว ไดโปรดรีบนําขาวดีมาบอกแก
เรา ภายหลงั ทรงทราบขาวจากพอคา ทรงเกิดปติโสมนัสเสด็จออก
บวช
ผู้ท่ีไม่ได้ทําบุญ เมื่อได้วัตถุมงคลที่ถึงพร้อมด้วยอานุภาพ
ยอ่ มประสบทุกข์ สว่ นผู้มีบญุ อนั ได้ทําไว้ ได้วัตถุมงคลเช่นน้ัน ย่อม
ประสบสุข เพราะเหตุที่ผู้มีบุญอันมิได้ทําไว้ย่อมไม่อาจรับสิริที่คน
เหล่าอ่ืนแม้ให้ไว้ได้ สิริน้ันย่อมเข้าหาผู้มีบุญเท่านั้น จึงควรเห็นว่า
ความเป๐นผู้มีบุญอันได้ทําไว้ในก่อนเป๐นมงคล (มงฺคล.1/94/102)
ดังเช่นพระเจ้าทธิวาหนะ ดําเนินความว่า พราหมณพ่ีนอง 4 คน
ชาวกรุงพาราณสีบวชเป นฤษีจึงสร างบรรณศาลาใกล กันในหิม
วันตประเทศ บรรดาดาบสพี่นอง 4 คนดาบสพ่ีชายคนโตตายไป
เกิดเปนทาวสักกะระลึกถึงกรรมเกาท่ีเคยไดทํามาเกิดความสงสาร
จึงมาอนุเคราะหดาบสพี่นองท่ียังปฏิบัติอยูในปา โดยมอบของ
วิเศษใ ห เพ่ืออําน วยความ สะดวกสบ ายในกา รปฏิบัติภาวนาให
เหมาะสมกับความตองการแตละคน ขณะนั้นบุรุษทมิฬแลนเรือไป
ทําการคาขายในทะเลโดนลมพายุเรืออับปางกลางทะเลลอยไปติด
เกาะ เขาแยงแกวมณีวิเศษจากหมูท่ีเจอในบ านราง เพราะ
อานุภาพแกวมณีวิเศษสามารถทําใหลอยได เขาเหาะมาเจอดาบส
ขณะทํากิจของตนจึงได หลอกแย่งเอาของวิเศษต างๆ แล วปล
นราชสมบตั ิ เปนพระราชาพระนามวา ทธวิ าหนะ
เฉกเช่นเดียวกันกับพราหมณผูหน่ึงมีความรูเร่ืองลักษณะสิริ
อาศยั อยเู มืองสาวัตถี ไดเห็นอนาถบิณฑิกเศรษฐีลําบากยากจนแต
กลับมารํ่ารวยมั่งคั่งอีก ก็คิดวาเศรษฐีคงมีสิริอยูในบาน ไปท่ีบ้าน
ของเศรษฐี คิดจะขโมยเอาสิริ ตรวจดูเห็นสิริอยูท่ีหงอนไก จึงขอ
ไกตัวน้ันจากเศรษฐี เศรษฐีก็มอบไกให สิริออกจากไกไปอยูที่ไม
เทา พราหมณก็ขอไมเทา เศรษฐีก็ใหอีกเชนเคย สิริก็เล่ือนไปอยูที่
มวยผมของนางบุญลักขณเทวี พราหมณ ไมอาจขอตอไปจึง เล
าความในใจใหเศรษฐีฟง แลวคืนไกและไมเทา้ แกเศรษฐีไป
86
เร่ืองบุรุษหาฟนก็เหมือนกัน ดําเนินความว่า ณ เทวาลัยแห
งหน่ึงนอกเมืองมีไกหลายตัวอาศัยอยู คืนหนึ่งไกตัวท่ีจับอยูข
างบนถายรดไกอีกตัวขางลาง เกิดการทะเลาะระหวางไกสองตัว
ไกตวั บนบอกว่า “ถาใครกินเน้ือสันขา จะไดเปนพระราชา ใครกิน
เน้ือติดหนัง จะไดเปนเสนาบดี ถาเป๐นจะไดเปนพระมเหสี ใครกิน
เนื้อติดกระดูก จะไดเปนขุนคลัง ถาเปนพระจะไดเปนพระอาจารย
ของ พระราชา” คนหาฟืนคนหนึ่งกลับจากปาลาชา ไปไมทันประตู
เมือง จึงนอนที่เทวาลัยนั้น ไดยินดังน้ันจึงยองข้ึนไปจับไกตัวบน
เอาไปฆายางอยางดีแลว ชวนภรรยาไปอาบน้ําชําระกาย กอนกิน
วางถาดไกยางไวบนฝง อาบนา้ํ พลางครึ้มอกครึ้มใจ จะไดเปนพระ
ราชามหากษัตริย บังเอิญตอนนั้นถาดใส ไก่ย่างถูกลมแรง พัด
ตกแมนํ้าลอยไปตามกระแสน้ํา นายควาญชางกําลังใหชางอาบน้ํา
อยูทางใตแมน้ํา เห็นถาดนั้นลอยมาจึงนํากลับไปบาน กําลังจะกิน
ใหอรอย ดาบสรูปหน่ึงท่ีเป นผูคุนเคยกับครอบครัวของเขารู ว
าอะไรเป นอะไรรีบไปท่ีบ านนายควาญช าง เขานําไก ย างไป
ถวายทาน ดาบสฉันเฉพาะเนื้อติดกระดูกแบงเนื้อสันใหเขาและ
เน้อื ตดิ หนงั ใหภรรยาของนายควาญชาง สามวันตอมาขาศึกไดยก
ทพั มาโจมตเี มืองหลวง พระราชาใหนายควาญชางแตงตัวเปนพระ
ราชา สวนพระองคเองปลอมเปนทหารออกรบในสนามกับทหาร
ทั้งหลายสิ้นพระชนมในสนามรบ เมื่อสงครามสงบลงไดรับชัยชนะ
เหลาเสนาอํามาตยเห็นวา นายควาญชางไดรับความไววางพระ
ราชหฤทัยจากพระมหากษัตริย จึงสถาปนาเขาข้ึนเป๐นพระราชา
ปกครองบานเมืองสบื แทน
สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในติกนิบาต สิรีโจรชาดก (ขุ.
ชา.27/451-452/117-118) ว่า
“คนไม่มีบุญ มีศิลปะก็ตาม ไม่มีศิลปะก็ตาม มีความ
ขวนขวาย รวบรวมทรัพย์ใดไว้เป๐นอันมาก คนมีบุญ
เท่าน้นั ย่อมบรโิ ภคทรัพย์เหลา่ น้ัน
87
โภคะเป๐นอันมาก ล่วงสัตว์เหล่าอื่นเสีย เกิดขึ้นแก่คน
ผู้ทําบุญไว้ ในที่ทุกสถานที่เดียว อน่ึง โภคะเป๐นอันมาก
ยอ่ มเกดิ ข้ึนในทแี่ มม้ ใิ ช่บ่อเกิดทง้ั หลาย”
และส มดังพ ร ะพุท ธภาษิ ตท่ีปร ากฏใ นนิธิกั ณฑ์ ( ขุ.ขุ .
25/9/12-13) ความว่า
“ขุมทรัพย์ไม่ท่ัวไปแก่ชนเหล่าอ่ืน โจรลักไปไม่ได้
ผู้เป๐นป๎ญญาควรทําบุญคือขุมทรัพย์ที่มีปกติติดตามตน
ไปได้
บุญนิธิน่ันให้สมบัติน่าใคร่ทุกอย่างแก่ทวยเทพและ
มนุษย์ ทวยเทพและมนุษย์ปรารถนาผลใดๆ ผลนั้นๆ ทั้ง
ปวง ย่อมได้ดว้ ยบุญนธิ นิ นั่
ความเป๐นผู้มีวรรณะงาม ความเป๐นผู้มีเสียงไพเราะ
ความมีทรวดทรงสมส่วน ความเป๐นผู้มีรูปสวย ความเป๐น
ใหญ่ยิ่ง ความมีบรวิ ารผลท้ังปวง ย่อมได้ดว้ ยบุญนธิ นิ ่นั
ความเป๐นพระราชาในประเทศ ความมีอิสระ
ความสุขแห่งพระเจ้าจักรพรรดิท่ีรักความเป๐นพระราชา
ในเทพดา ท้ังความเป๐นเทพดาผู้พระราชาในหมู่ทิพย์
ผลทง้ั ปวง ยอ่ มได้ ดว้ ยบุญนิธิน่นั
สมบัติของมนุษย์ สุขสมบัติเป๐นเหตุยินดี ในเทวโลก
และสมบัติคือพระนิพพาน ผลทั้งปวง ย่อมได้ด้วยบุญนิธิ
นนั่
ความเป๐นผู้อาศัยมัตตสัมปทา หากประกอบ อยู่โดย
ป๎ญญา เป๐นผู้ชํานาญในวิชชาและวิมุตติ ผลทั้งปวง
ยอ่ มไดด้ ว้ ยบญุ นธิ นิ น่ั .
ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมี ป๎จเจกโพธิ และ
พทุ ธภมู ิ ผลท้งั ปวง ยอ่ มได้ดว้ ยบุญนิธิน่นั
บุญสัมปทามีประโยชน์มากอย่างน้ี ฉะนั้น บัณฑิต
ท้ังหลายผู้มีป๎ญญา จึงสรรเสริญ ความเป๐นผู้มีบุญอันทํา
ไว้แลว้ ”
88
พระพุทธภาษิตดังกล่าวสอดคล้องกับเรื่องของพระเจาทุฏฐ
คามณีอภัย ครั้งหนึ่งเคยพายแพการรบ ทรงควบมาหนีเขาไปในป
า พร อมกับติสสอํามาตย เกิดความกระหายนํ้าและอาหารมาก
เดชะบุญที่อํามาตยไดพกติดตัวมาดวยหนอยหนึ่ง พระองคไดทรง
แบงพระกระยาหารออกเปน 4 สวนดวยกัน มีพระประสงคจะถวาย
ทานแก พระภิกษุด วยความเล่ือมใสและศรัทธาเพราะสลดที่ตน
ลําบากมากไมมีแมกระท่ังน้ําและอาหาร พระภิกษุผูมีฤทธ์ิไดมา
โปรดพระองค เพราะการอธษิ ฐานและใหทานในคร้ังน้ีขุมทรัพยจึง
ผุดข้ึนแกพระองคอยางมากมาย
บุญเก่าท่ีติดตามมา และบุญใหม่ท่ีทําอยู่ในป๎จจุบัน เป๐นผล
สืบเนื่องกันให้เห็นว่า บุญนั้นเป๐นของวิเศษ สามารถช่วยเราได้
ต้ังแต่ก่อนเกิด ขณะมีชีวิตอยู่ และตายแล้ว ตลอดจนบรรลุพระ
นิพพานในที่สุด บุญเก่าที่เราเคยทํามาในชาติก่อน อาจหมดลง
และทําให้กลายเป๐นคนยากจนได้ ถ้าเราไม่สร้างบุญใหม่ข้ึนมา
ดังนั้นอย่าพึงเสวยแต่บุญเก่าอย่างเดียว จะต้องทําบุญใหม่เพ่ือ
ทดแทนด้วย บุญเม่ือเกิดขึ้นแล้วก็มีผลกับตัวเรา 4 ระดับ (กอง
วชิ าการ : 2550 : 40-41) คือ
1. ระดับจิตใจ เป๐นบุญท่ีเกิดผลทันที คือ ทําความดีปฺุบก็เกิด
ปบ๎๓ ไม่ตอ้ งรอชาติหนา้ เกิดขน้ึ เองในใจของเราทําให้
1.1 สุขภาพทางใจดีข้ึน คือ มีใจเยือกเย็น ต้ังมั่น ไม่
หวัน่ ไหวต่อคาํ ยกยอ หรอื ตาํ หนิติเตียน
1.2 สมรรถภาพของใจดีข้ึน คือ เป๐นใจที่สะอาด ผ่องใส
ใช้คิดเรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็ว ว่องไว ลึกซึ้ง กว้างไกล รอบคอบ
เปน๐ ระเบยี บ และตัดสนิ ใจได้ฉบั พลันถูกต้องไม่ลังเล
2. ระดบั บคุ ลิกภาพ คนทีท่ าํ ทาน รกั ษาศลี เจริญภาวนาอยา่ ง
สม่ําเสมอ จะทําให้มีใจท่ีสงบ แช่มชื่น เบิกบาน ชุ่มเย็น นอนหลับ
สบาย ไม่มีความกังวลหม่นหมอง หน้าตาผิวพรรณจึงผ่องใส ใจ
เป๑ยี มไปดว้ ยบุญไม่คดิ โลภอยากได้ของใคร ไมค่ ิดสรา้ งความเดือน
ร้อนให้ใคร มีแต่คิดช่วยเหลือเขา จึงมีความมั่นใจในตัวเอง มี
89
ความองอาจสง่างามอยู่ในตัว ไปถึงไหนก็สามารถวางตัวได้
พอเหมาะพอดี บคุ ลกิ ภาพยอ่ มดขี ้นึ เป๐นลําดบั
3. ระดับวิถีชีวิต วิถีชีวิตของคนเรา เกิดจากการสรุปผลบุญ
และผลบาป ที่เราได้ทํามาตั้งแต่ภพชาติก่อน ๆ จนถึงภพชาติ
ป๎จจุบัน เป๐นผลของบุญระดับจิตใจ และระดับบุคลิกภาพ รวมกัน
ชักนําให้เราได้รับสิ่งที่น่าปรารถนาตอบสนองมาจากภายนอก
เชน่ ได้รับลาภ ยศ สรรเสรญิ สุข การท่ีเราทําดีแลว้ วถิ ีชีวิตของเรา
จะดีเต็มที่หรือไม่น้ัน ขึ้นกับบุญเก่า หรือบาปในอดีต ที่เราเคยทํา
ไวด้ ้วย จึงเป๐นเรือ่ งทีส่ ลบั ซบั ซอ้ น ทําให้บางคนเข้าใจผิด คิดว่าทํา
ดีแล้ว ไม่ได้ดี เพราะบางคร้ังขณะท่ีเราตั้งใจทําความดีอยู่กลับถูก
ใส่ร้ายปูายสี หรือประสบเคราะห์กรรม ทําให้หมดกําลังใจในการ
ทาํ ความดี
แท้จริงแล้ว ที่เป๐นเช่นน้ีก็เพราะในขณะน้ัน ผลบาปที่เราเคย
ทําในอดีตกําลังส่งผลอยู่ แต่บุญท่ีกําลังทําอยู่ป๎จจุบันย่อมไม่ไร้ผล
เม่ือเราตั้งใจทําบุญไปโดยไม่ย่อท้อ บุญย่อมจะส่งผลให้ในเวลาท่ี
สมควรตอ่ ไป
4. ระดับสังคม เมื่อเราทําความดีมาแล้วอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะ
ไปอยู่สังคมใด บุญก็จะส่งผลให้เป๐นบุคคลที่สังคมยอมรับนับถือได้
เป๐นผู้นําของสังคมน้ัน และจะเป๐นผู้ชักนําสมาชิกในสังคมให้ทํา
ความดีตามอย่าง ทําให้เกิดความสงบร่มเย็น ความเจริญก้าวหน้า
ขนึ้ ในสงั คมน้นั ๆ โดยลําดับ
พระราชสุธี (ออนไลน์) ได้กล่าวถึงความมหัศจรรย์ของผล
บุญไว้ว่าในบรรดาส่ิงท่ีอาจช่วยเราได้ในโลก ไม่มีอะไรจะวิเศษ
เท่ากับบุญเลย บุญท่ีเราทําไว้มากๆ นี้ จะช่วยเราได้ต้ังแต่ก่อนเกิด
เกิดแล้วยังตามช่วย ตายแล้วยังตามช่วย แม้การบรรลุจุดหมาย
สูงสุดทางพระพุทธศาสนา คือ การบรรลุพระนิพพาน บุญเท่านั้นท่ี
ช่วยเราได้ ซึ่งความจริงบุญเก่ากับบุญใหม่ มักจะคอยเก้ือหนุน
ช่วยเหลือกันอยู่ บุญเก่า ท่ีทําไว้แล้วในชาติก่อน ช่วยเราได้ เฉก
เช่น
90
1. ช่วยเราให้เกิดเป๐นมนุษย์ การเกิดมาเป๐นมนุษย์
พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนท่ีมีกิเลส ตายแล้วย่อมไปเกิดใหม่ตาม
กรรม ทําความชั่วตายแล้วจะไปเกิดเป๐นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย
สัตว์เดรัจฉาน ผู้ท่ีทําความดี ตายแล้วจะไปเกิดเป๐นมนุษย์ เทวดา
และ พรหม
2. ช่วยเราให้เกิดมามีร่างกายที่สมประกอบ คนบางคนบุญ
เก่ามีเพียงที่จะเกิดมาเป๐นมนุษย์เท่านั้น เมื่อช่วยให้เกิดเป๐นมนุษย์
แล้วบุญก็หมดอํานาจ ปล่อยให้บาปที่ทําไว้ในอดีตทําลายล้าง ให้
เป๐นคนพิการทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต บาปน้ันก็จะตามมาสนอง
ในชาตินี้ มีรูปงาม คนรูปร่างงามมีอยู่ 2 ชนิด คือ รูปงามตาม
ธรรมชาติ กับ รูปงามด้วยการตกแต่ง ความมีรูปร่างงามเป๐นความ
ต้องการของชายหญงิ ทกุ คน คนรปู งามมองกระจกคราวใด ก็จะทํา
ให้จิตใจปลาบปลื้มเป๐นสุขคราวนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเมื่อ
ชาตกิ ่อนหญิงชายใด เป๐นคนอดทน สงบเสงี่ยม ควบคุมอารมณ์ได้
ดี ไม่โกรธมีความเมตตาปราณี ไม่ด่าว่าให้ใครเจ็บใจ ให้อภัยต่อ
คนทุจริตคิดร้ายเสมอ ถ้าตายแล้วเกิดมาชาตินี้ บุญน้ีจะบันดาลให้
เปน๐ คนมรี ูปงาม
3. ช่วยเราให้เกิดในตระกูลสูง มนุษย์เรานี้ถ้าเลือกเกิดได้ ก็
คงจะเลือกเกิดในตระกูลสูงๆ แต่เวลาเกิดจริงๆ แล้ว จะเกิดใน
ตระกูลสูงได้ก่ีคน พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อชาติก่อนหญิงชายใด
เป๐นคนอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ เข้าใจแสดงความเคารพ ไม่
อวดดี ตายแล้วเกิดมาเป๐นคนในชาติน้ี บุญน้ันจะบันดาลให้เกิดใน
ตระกูลสูง ความจนเป๐นสิ่งที่น่าเกลียดท่ีสุดในโลก เพราะความจน
มันทําลายความหวัง ความต้องการ ความสุข ความสบายทุกอย่าง
ของเราหมดสิ้น ทุกคนด้ินรนทํามาหากินต้ังแต่เช้ายันค่ําเพราะ
ต้องการความรํ่ารวย เพราะทรัพย์สินเป๐นแก้วสารพัดนึก เรื่องนี้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อก่อนหญิงชายใดเป๐นคนใจกว้าง มี
ความเมตตาปราณี ช่วยให้คนอ่ืนมีความสุข เสียสละสิ่งที่ตนมีแก่
คนยากไร้ บํารุงสมณชีพราหมณ์ สร้างส่ิงอันเป๐นประโยชน์แก่คน
91
ส่วนรวม ผลของการบริจาคนั้นจะบันดาลให้เกิดเป๐นคนร่ํารวย
หรอื เกิดในตระกลู ท่ีราํ่ รวยในชาติน้ี
4. ช่วยเราให้เกิดมาเป๐นคนมีอายุยืน แม้ความจริงจะบอกชัด
ว่า เกิดมาแล้วต้องตายทุกคน แต่ทุกคนไม่มีใครอยากตาย อยากจะ
มีอายุยืนอยู่ในโลกนานๆ บางรายเท่ียวแสวงหายาอายุวัฒนะมา
รับประทาน และพรที่ให้กันก็เร่ิมต้นว่า อายุ วรรณะ สุขะ พละ การ
เกิดเป๐นคนอายุยืน ส่ิงอื่นช่วยไม่ได้จริง บุญเท่านั้นที่สามารถช่วย
ได้แน่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อชาติก่อนหญิงชายใดไม่ฆ่าสัตว์
และมนุษย์ มีเมตตากรุณา ใครเจ็บปุวยรักษา เกิดมาเป๐นคนในชาติ
น้ี บุญน้ันจะบันดาลให้เกิดเป๐นคนอายุยืน ต้องนับว่าเขามีบุญมาก
เป๐นคนแข็งแรงปราศจากโรค ข้ึนช่ือว่าโรคแล้ว ไม่ว่าจะเป๐นโรค
ชนดิ ใดไม่มีใครชอบ ไม่มีใครต้องการทั้งน้ัน เพราะโรคเป๐นศัตรูอัน
ร้ายกาจของชีวิต แม้จะเกิดในตระกูลสูงมีเงินมาก แต่ถ้ามีโรค
ประจําตัวแล้วก็ไม่มีประโยชน์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า เมื่อชาติ
ก่อนหญิงชายใดเป๐นคนมีเมตตา ไม่เบียดเบียน ไม่ทรมานเพื่อน
มนษุ ยแ์ ละสตั ว์ ใหย้ าเปน๐ ทานแกค่ นและสัตว์ทัว่ ไปแล้ว จะไม่มโี รค
5. ช่วยเราให้เป๐นคนมีป๎ญญาเฉลียวฉลาด แม้หลักธรรมดา
จะยืนยันว่า ความฉลาดเกิดมาจากการศึกษาก็ตามที คนท่ีมี
มันสมองฉลาดเป๐นพิเศษ ถ้าไม่มีบุญเก่าเข้ามาช่วยแล้ว ก็ไม่มีทาง
เปน๐ ไปไดเ้ ลย พระพุทธเจา้ ตรสั ไวว้ ่า เม่ือชาติก่อนหญิงชายใดเป๐น
คนขยันในการศึกษาไต่ถามท่านผู้รู้อยู่เสมอ บุญน้ันจะบันดาลให้
เกดิ มาเปน๐ คนฉลาดในชาติน้ี
ส่วนบญุ ใหม่ ท่ีทาํ ในปจ๎ จุบนั จะส่งผลสืบเน่อื งไปในอนาคต
เฉกเช่น
1. ช่วยเราให้เป๐นคนดี มนุษย์ทุกคนต้องการเป๐นคนดีท้ังนั้น
ถ้าใครมีความดีมากกว่าความช่ัวแล้ว คนนั้นจัดว่าเป๐นคนดีได้ มี
ความสขุ ความสุขก็คือบุญ หรือความดนี ้ันเอง ใครทําบุญทาง กาย
วาจา ใจ มาก คนนนั้ จะมีความสขุ มาก
92
2. ช่วยเราให้มีลาภต่างๆ อย่างประหลาด มีผู้กล่าวว่า การ
ทําบุญทําให้ยากจน ทําบุญแล้วบุญช่วยให้ร่ํารวยไม่ได้ แต่ถ้า
ทําบุญความดีด้วยความขยัน อดทน คบคนดี ใช้ทรัพย์สินพอเหมาะ
กับฐานะ บุญก็ช่วยให้ได้ลาภ ได้ยศศักดิ์และมีช่ือเสียง คนท่ีจะได้
ดิบได้ดีมียศศักดิ์สูงส่ง มีชื่อเสียงปรากฏ กว่าจะได้ต้องทําบุญทาง
กาย วาจา ใจ แบบต่างๆ มาเป๐นเวลานาน บางคน 20 ปี บางคน 30
ปี จงึ จะได้
3. ช่วยเราให้มีคนรัก เคารพ นับถือ และบูชา ผู้ใดเป๐นคนมี
ค ว า ม ดี ม า ก จ ะ ทํ า ใ ห้ มี ค น รั ก เ ค า ร พ นั บ ถื อ บู ช า ม า ก อ ย่ า ง
พระพุทธเจ้ามคี นรักเคารพนับถอื บูชามากท่ีสุด
4. ช่วยเราให้ได้ไปเกิดเป๐นเทวดาบนสวรรค์ สวรรค์ในชาติ
น้ีหมายถึง ความสุขใจทันทีท่ีกระทําความดีเสร็จ สวรรค์ในชาติ
หน้านั้นหมายถึง โลกอันแสนจะสุขสบาย เป๐นท่ีสําหรับคนมีบุญ
มากไปเกิด สวรรค์ก็คือบุญอันมากมายซึ่งรวมอยู่ในใจเรานี้เอง
พระพุทธเจ้าตรัสรับรองเร่ืองนี้ไว้ว่า บุญที่เราทําไว้แล้วนี้ ย่อมทํา
ให้เราบันเทิงใจในโลกท้ังสองคือ บันเทิงใจในโลกนี้ และบันเทิง
ใจในโลกหน้า คือ โลกสวรรค์ หรือช่วยเราให้บรรลุพระนิพพาน
พระนิพพานอันเป๐นเปูาหมายสูงสุดของชาวพุทธน้ี ผู้ท่ีจะบรรลุได้
ตอ้ งเปน๐ ผู้บําเพญ็ บารมี คอื คุณความดตี ่างๆ อยา่ งสมบรู ณ์จริงๆ
การต้ังตนไว้ชอบ
ความหมายของตน
จิตชื่อว่า ตน อัตภาพทั้งหมด ช่ือว่าตน จริงอยู่ จิตและ
อัตภาพท้ัง 2 น้ัน เรียกว่า ตน เพราะอรรถว่าไป ได้แก่ แล่นไปสู่
ภพน้อยภพใหญ่ ถึง ประสบทุกข์ในสงสารต่างโดยชาติและชรา
เป๐นต้นติดต่อกัน อตฺต ธาตุ เป๐นไปในความไปโดยความติดต่อ
ความไปไม่ขาดระยะ ชื่อว่า ความไปโดยความติดต่อ อน่ึง ด้วย
สามารถความอ่ืน จิตและอัตภาพท้ัง 2 น้ัน เรียกว่าตน เพราะอรรถ
93
ว่า ถือตัวว่า เรา ต้ังลงแล้วในอัตภาพน้ี และเพราะอรรถว่า กิน
ได้แก่ เสวยสขุ และทุกข์
บุคคลบางคน ยังตนผู้ทุศีลให้ตั้งอยู่ในศีล ยังตนผู้ไม่มีศรัทธา
ให้ตั้งอยู่ในความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ยังตนผู้ตระหน่ีให้ต้ังอยู่ใน
ความถึงพร้อมด้วยการบริจาคเรียกว่า การตั้งตนไว้ชอบ (มงฺคล.
1/106/117)
ตวั อย่างบคุ คลผตู้ ้งั อยใู่ นศีล
บคุ คลผ้ตู ั้งอยู่ในศีล แต่เก่าก่อนเคยล่วงละเมิดศีล ไม่สมาทาน
ศีล ไม่รักษาศีล เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนตนเอง ภายหลังปรับ
กระบวนทัศน์ แนวคิดใหม่ ให้อยู่ในกรอบสัมมาทิฐิ เฉกเช่น กลุ่ม
โจรหา้ ร้อยคนอาศยั พระภกิ ษเุ ป๐นสรณะ ถึงแม้จะถูกฆา่ ตายกต็ าม
เรื่องมีอยู่ว่า โจร 500 คน หนีการจับคุมไปพบพระภิกษุรูป
หน่ึงขอใหทานชวยเปนท่ีพึ่งใหเพราะชาวบานจาํ นวนมากกําลังไล
ลาเพื่อจับตัว ภิกษุกลาววา ที่พ่ึงอื่นนอกจากศีลไมมีอีกแลว พวก
เธอจงรักษาศีล 5 ใหบริบูรณ จะไดปลอดภัยพบกับความสุข พวก
โจรก็สมาทานศลี หาและรักษาอยางเครงครัด พวกชาวบานตามมา
ทันพบโจรเหลาน้ันจึงจับ ฆาตายอยางงายดาย (เพราะพวกโจรไม
ตอสู โจรหารอยตายไปไปเกิดเปนเทวบุตรบนสรวงสวรรค จุติ
จากสวรรค แล วมาเกิดในตระกูลชาวประมง วันหน่ึงจับปลาสี
เหลืองทองมีกลิ่นปากเหม็นไดนําไปถวายพระเจาปเสนทิโกศล ทา
วเธอนําปลาทองไปแสดงใหพระพุทธองคและภิกษุสงฆดู พอปลาอ
าปากหาวเทานั้น กล่ินเหม็นฟุงตลบไปท่ัวพระนคร พระพุทธองค
จึงตรัสบอกบุรพกรรมของปลาทองปากเหม็นให ที่ประชุมทราบ
แล้วตรสั สอนดงั ท่ีปรากฏในตัณหาวรรค ธรรมบท (ขุ.ธ.25/34/60)
มคี วามวา่
“ ตั ณ ห า ย่ อ ม เ จ ริ ญ แ ก่ ม นุ ษ ย์ ผู้ ป ร ะ พ ฤ ติ ป ร ะ ม า ท
ดุจเคลือเถาย่านทราย ฉะน้ันบุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่
94
ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในปุา
ฉะน้นั
ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อม
ครอบงําบุคคลใดความโศกท้ังหลายย่อมเจริญแก่บุคคล
นั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในปุา
ฉะนัน้
บุคคลใดแลย่อมครอบงําตัณหาอันลามก ล่วงไปได้
โดยยากในโลกความโศกท้ังหลายย่อมตกไปจากบุคคล
นั้น เหมอื นหยาดนํา้ ตกไปจากใบบัว ฉะนั้น
เหตุน้ัน เราจึงกล่าวกะท่านท้ังหลายผู้มาประชุมกัน
ในท่ีน้ีท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษ
ต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนน้ั ”
ชาวประมงฟงก็สลดใจเลิกละอาชีพประมงออกบวชเปนพระ
บาํ เพญ็ วิป๎สสนากรรมฐานกระท่ังบรรลุพระอรหัต
ตัวอยา่ งบุคคลถึงพรอ้ มด้วยศรทั ธา
บุคคลถึงพร้อมด้วยศรัทธาซึ่งแต่เดิมไม่มีความเล่ือมใสความ
ศรัทธาในพระพุทธองค์เมื่อได้เรียนรู้รับรู้คําสอนหลักการ เหตุผล
ตามความจรงิ ความศรัทธา ดงั เชน่ พระภารทวาชเถระ (ส.ป.1/263)
แต่เดิมนั้นเป๐นพราหมณมีภรรยาสาวคนหนึ่ง สองคนนับถือ
คนละศาสนา พราหมณ์นับถือพราหมณ แต่พราหมณีเป นพุทธ
สา วิก า ไ ม เ ค ยท ะ เล า ะกั น อยู อย าง ส งบ เ พร า ะฝ าย ภ ร ร ย า
ประนีประนอมมีเมตตาและอดทนสามี ใหชวยทําบุญ เชน เล้ียง
พราหมณ เซนไหวตามประเพณีพราหมณก็ทําไมมีขอแม วันหนึ่ง
สามีจะเล้ียงพราหมณกําชับภรรยาวา เวลาเลี้ยง อยาเผลอเอยถึง
พระรัตนตรัยอันขาด นางก็รับปากรับคําเป๐นอย่างดี ขณะยกถาด
อาหารจะไปถวาย ก็สะดุดลมลงจึงอุทานวา “นะโม ตัสสะ ภะคะวะ
โต” พราหมณกําลังรับประทานอาหารอยู ก็บนวา วันนี้บุญไมเป๐น
บุญเสียแลว พวกเราไดยินเสียงกาลกิณีเต็มสองหู พากันลุกจาก
อาสนะเดินหนีไปพลางหันหน ากลับมาด าอย างเสียๆ หายๆ
95
พราหมณเสียใจมากที่พิธีทําบุญถูกยกเลิกกลางคัน โกรธภรรยา
มาก ลงจากเรอื นไปหาพระพทุ ธเจาเพื่อตอวาเปนตนเหตุใหภรรยา
หลงใหล และทําใหขายหนา ไปถึงก็ดาสารพัด เดือดดาลงุ่นง่าน
ใจไปพระเวฬุวันไม่ถวายบังคมเลยนั่งแล้วทูลถามป๎ญหากะพระ
พุทธองคว์ า่
“บุคคลฆา่ อะไรสิ ? จึงนอนเปน๐ สุข บคุ คลฆ่าอะไรสิ
? จึงไมเ่ ศรา้ โศก พระโคดม ทา่ นชอบใจการฆ่าธรรม
เอกอะไร ?”
96
องค์พระศาสดา เมอ่ื จะทรงพยากรณป์ ๎ญหาแก่พราหมณ์นั้น
จงึ ตรัสวา่
“บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป๐นสุข ฆ่าความ
โกรธได้ ย่อมไม่เศร้าโศก พราหมณ์พระอริยะท้ังหลาย
สรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป๐นพิษ มียอด
หวาน เพราะว่า บุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่
เศรา้ โศก”
พราหมณพิจารณาตามกระแสพระดํารัส และเห็นดีดวย
เพราะตอนที่ตนโกรธ จิตใจมันรอนรุ่มกระวนกระวาย แตพอความ
โกรธสงบลง มันผอนคลาย เบาสบาย จึงไมคิดดาใครอีกตอไป ขอ
บวชเป๐นสาวกพระพุทธศาสนา ไมชาไมนานเขาก็อยูเหนือความ
โกรธไดบรรลอุ รหัต
ตัวอยา่ งบคุ คลถึงพร้อมดว้ ยการบรจิ าค
บุคคลถึงพร้อมดว้ ยการบริจาค แต่เดิมเป๐นคนตระหนี่ มีความ
เหนียวแน่น ความหวงแหน ในสมบัติของตน ปกปิดสมบัติของตน
ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ อยากให้สิ่งที่มีอยู่กับตน สิ่งท่ีดีๆ มีอยู่กับเราผู้
เดียว ไม่อยากให้ผู้อ่ืนมี ไม่ยอมเสียสละเพื่อสังคม ชุมชน ญาติ
สนิทมิตรสหาย หรือบางคนแม้กับตัวเอง ภายหลังเกิดความ
เล่ือมใสในพระศาสนาได้สละทรัพย์จํานวนมากบํารุงพระศาสนา
ตลอดจนถงึ คนอนาถาไร้ท่ีพ่ึง เฉกเช่น โกสิยเศรษฐีมีความตระหนี่
มาก (ขุ.ชา.อ.8/284)
บรรพชนของท่านเป๐นพระโพธิสัตว เสวยพระชาติเป นคฤห
บดีผูมั่งค่ังมีทรัพย 80 โกฏิรักการใหทานเปนชีวิตจิตใจ กอนจะ
สิ้นใจตายก็สอนใหลูกหลานรักการใหทานเหมือนตนมาถึงบุตรรุ
นท่ี 6 ชอื่ โกสิยะ ไมรักการใหทานดงั เชนบรรพบรุ ุษ ครั้งหนึ่ง เห็น
อนุเศรษฐี รับประทานขาวปายาสที่ปรุงด้วยเนยใส น้ําผ้ึง นํ้าตาล
กรวด อยากจะกินบาง แตเพราะความตระหนี่ ไมบอกใหใครทราบ
จนรางกายซูบผอม เมื่อภรรยาทราบเรื่องที่อยากกินอาหาร แตไม
97
กลาบอกใคร กลัวจะมีคนอ่ืนมากินดวย ภรรยาเตรียมอุปกรณและ
วัตถดุ ิบ เขาไปปรุงขาวปายาสในปา บรรพบุรุษซ่ึงตอนนี้ไปบังเกิด
เปนท้าวสักกะเทวราช ทราบเรื่อง จึงลงมาพร้อมทั้งเทวบุตรหลาย
องค์ด้วยกัน ทรมานโกสิยเศรษฐีดวยวิธีการตางๆ แกล้งขอกินบ้าง
จงึ ได้กล่าวสอนวา่
“บคุ คลพึงใหข้ องนอ้ ยแต่ของน้อยพงึ ให้ของ
ท่ามกลางแต่สว่ นท่ามกลางอันน้อย พึงใหข้ องมากแต่
ของมาก การไมใ่ หไ้ มค่ วร โกสิยะ เหตุน้นั เราจะบอก
ทา่ น ท่านจงให้ทาน จงบริโภค และจงข้ึนสู่ทางของพระ
อริยะ ผู้กินคนเดียว ยอ่ มไม่ไดส้ ุข”
จากนนั้ จันทเทพบุตรก็มาได้กล่าวสอนว่า
“ผู้ใด เมอ่ื แขกนัง่ แล้ว บริโภคโภชนะคนเดยี ว การ
บูชาของผู้นัน้ ย่อมไรผ้ ล ท้งั ความเพียรท่ีตัง้ ไวก้ ไ็ ร้ผล
โกสิยะ เหตุนนั้ เราจะบอกทา่ น ทา่ นจงใหท้ าน จง
บริโภค และจงขึน้ สู่ทางของพระอริยะ ผู้กนิ คนเดยี ว
ยอ่ มไม่ได้สขุ ”
ต่อจากนน้ั อาทิตย์เทพบุตรก็มาไดก้ ลา่ วสอนว่า
"ผู้ใด เม่ือแขกน่ังแล้ว ไม่บริโภคโภชนะคนเดียว
การบชู าของผนู้ ั้นยอ่ มมผี ลจรงิ ทัง้ ความเพียงที่เขาต้ังไว้
ก็มีผลจริง โกสิยะ เหตุน้ัน เราจะบอกท่าน ท่านจงให้
ทาน จงบริโภค และจงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคน
เดียว ย่อมไม่ไดส้ ขุ ”
ตอ่ จากน้ัน พระมาตลเี ทพบุตรก็มาได้กล่าวสอนวา่
“ผู้ใดเข้าไปใกล้สระทุกแห่งย่อมบูชาในท่ีมีนํ้ามาก
และที่มีน้ําพอประมาณ ในท่าช่ือโทณะในท่าช่ือติมพรุ
และห้วงน้ําใหญ่ ซ่ึงมีกระแสเชี่ยว ถ้าการบูชาใน
98
ชลาลัยน้ันของผู้น้ันมีผลและความเพียรท่ีผู้น้ันต้ังไว้ใน
ชลาลัยนั้น มีผลไซร้ ผู้ใด เมื่อแขกน่ังแล้ว ไม่บริโภค
โภชนะคนเดียว คําหรือผลที่จะพึงกล่าวในผู้น้ันแล ย่อม
ไม่มี โกสิยะ เหตุน้ัน เราจะบอกท่าน ท่านจงให้ทาน จง
บริโภค และจงข้ึนสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียว
ย่อมไม่ไดส้ ุข”
ต่อจากน้ัน ป๎ญจสขิ เทพบตุ ร มาเปน๐ คนสดุ ท้ายไดก้ ล่าวสอน
วา่
“ผ้ใู ด เมอื่ แขกน่งั แลว้ บรโิ ภคโภชนะคนเดียว ผนู้ ั้น
ชือ่ วา่ กลนื กนิ เบด็ ท่ีมีสายยาวมีที่เกี่ยว โกสยิ ะ เหตุนน้ั
เราจะบอกทา่ น ทา่ นจงใหท้ าน จงบรโิ ภค และจงข้ึนสู่
ทางของพระอริยะ ผกู้ นิ คนเดยี ว ยอ่ มไมไ่ ด้สขุ ”
เมื่อเศรษฐีทราบวาเทวดาเหล่าน้ันเปนบรรพบุรุษ เห็นอานิ
สงสการทําทานและโทษของความตระหน่ี จึงกลับมารักการให
ทานดังบรรพบุรษุ เมอ่ื สน้ิ อายุขัยไปเกิดเป๐นเทวดาช้นั ดาวดึงส์
นอกจากน้ียังมีอีกหลายคน เช่น อิลลีสเศรษฐี ผู้ดื่มสุราที่พุ่ม
ไม้แห่งหน่ึง ท้าวสักกะจอมเทพทรงทรมานแล้ว มารู้ผลทานทําบุญ
แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ เศรษฐีผู้ตระหนี่ ท่ีพระมหาโมคคัลลาน
เถระรู้ว่า เศรษฐีนั้น น่ังอยู่ ณ ที่ช้ันบนแห่งปราสาท 7 ช้ัน เพื่อจะ
กินขนมเบ้ือง ไปทรมานแล้วถวายขนม ภายหลังไปพระเชตวันฟ๎ง
เทศนาของพระศาสดา บรรลโุ สดาป๎ตติผล
เวรใดมีทุศีล เป๐นต้นเป๐นเหตุ ควรได้ในป๎จจุบันและภายหน้า
เวรน้ันพวกเขาย่อมละเสียได้ภายหลังแต่เวลาที่ตนตั้งอยู่ในคุณมี
ศีล เป๐นต้น การต้ังตนไว้โดยชอบ พึงเห็นว่า “เป๐นมงคล” เพราะ
เป๐นเหตุละเวร อันเป๐นไปในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพ และบรรลุ
อานสิ งสต์ ่างๆ (มงคฺ ล.1/110/130)
บุคคลถึงพร้อมด้วยการบริจาค จิตท่ีบุคคลต้ังไว้ชอบ อาจ
อํานวยสมบัติได้ทุกอย่าง สมดังท่ีพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ปิยชนมี