The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by achirapong.art, 2022-09-22 22:26:03

รวมคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงาน

คำนิยม






นโยบายประการหนึ่งที่กำหนดไวเมื่อมาดำรงตำแหนงประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

คือการเสริมสรางความเปนเอกภาพของคำพิพากษาของศาลและสงเสริมใหกระบวนการพิจารณา
และพิพากษาในศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษรอบคอบ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การรวบรวมคำพิพากษาของศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกตาง ๆ ที่เคยถูกจัดเก็บไวรูปแบบ

หลากหลายและยากแกการเขาถึงมาจัดทำเปนหนังสือซึ่งเปนสื่อที่สะดวกแกการคนควาใชงาน

และยังไมสามารถทดแทนโดยสื่อหรืออุปกรณอื่นอยางสมบูรณเพื่อเผยแพรเปนภารกิจหนึ่งที่จะเปน
แนวทางใหนโยบายดังกลาวประสบความสำเร็จ จึงเปนที่มาของการแตงตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวม

และเผยแพรคำพิพากษาของศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษนับตั้งแตศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

เริ่มเปดทำการจนถึงปจจุบัน การจัดทำหนังสือเลมนี้ไมใชแตเพียงไดประโยชนในการใชเปน

แหลงขอมูลในการเรียนรู สืบคน และใชเปนแนวทางในการทำงานของผูพิพากษาและผูประกอบ
วิชาชีพกฎหมายเทานั้น แตจะเปนประโยชนแกนักศึกษากฎหมายและผูสนใจทั่วไปดวย ทั้งยัง

ถือเปนตัวอยางที่ดีในการนำนโยบายมาแปรเปลี่ยนเปนรูปธรรมใหสัมฤทธิ์ผลตามนโยบาย

ที่กำหนดไวอีกดวย


ทั้งนี้ ดิฉันขอขอบคุณสำนักงานศาลยุติธรรมที่เล็งเห็นถึงความสำคัญและสนับสนุน
งบประมาณในการจัดทำหนังสือเลมนี้ ขอชื่นชมและขอบคุณคณะทำงานฯ ที่ปรึกษาของคณะทำงานฯ

และผูที่เกี่ยวของที่รวมแรงรวมใจกันจัดทำใหหนังสือเลมนี้สำเร็จขึ้นดวยความวิริยอุตสาหะของ

ทุกทาน และขอขอบคุณทานรองประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษทั้งหาแผนกที่ใหคำแนะนำ

ทรงคุณคาแกคณะทำงานฯ และสละเวลาตรวจทานความถูกตองของหนังสือเลมนี้จนสมบูรณ
บรรลุวัตถุประสงคทุกประการ










(นางอโนชา ชีวิตโสภณ)

ประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

คำปรารภ



หนังสือรวมคำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีแรงงานนี้ เปนสวนหนึ่ง

ของการรวบรวมคำพิพากษาในศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษตั้งแตเปดทำการศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จนถึงปจจุบัน ดวยความตั้งใจของประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ
ที่จะเผยแพรหลักขอกฎหมายคดีแรงงานและคดีที่เกี่ยวของตามคำพิพากษาขององคคณะผูพิพากษา

ที่มีความรูความเชี่ยวชาญตลอดทั้งคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแกนักกฎหมาย

นักวิชาการ และผูที่มีความสนใจไดเขาถึงแหลงขอมูลทางวิชาการ อันจะชวยเสริมสรางความรู

และสรางแนวคิดในการแกไขปญหาสังคมเกี่ยวกับขอพิพาทแรงงาน และหวังเปนอยางยิ่งวา
หนังสือเลมนี้จะเปนเอกสารที่มีคุณคาและเปนประโยชนแกผูที่มีความสนใจพอสมควร


กระผมขอขอบคุณประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่มีความตั้งใจในการเผยแพร

คำพิพากษาและคำวินิจฉัยดังกลาวอยางมุงมั่น และขอขอบคุณผูพิพากษาศาลอุทธรณและ

ผูพิพากษาศาลชั้นตนประจำกองผูชวยผูพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน
คณะทำงานจัดทำหนังสือ ตลอดจนผูที่มีสวนเกี่ยวของทุกทาน ที่รวมแรงรวมใจกันทำใหการจัดทำ

หนังสือเลมนี้สำเร็จลุลวงอยางราบรื่นทุกประการ










(นายอนันต คงบริรักษ)
รองประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

คำนำ


ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

พ.ศ. ๒๕๕๘ เปดทำการเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชำนัญพิเศษ ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษของแตละ

แผนกคดีไดรับการพิจารณาพิพากษาโดยองคคณะผูพิพากษาที่มีความรู ความเชี่ยวชาญในแตละ
แผนกคดีและมีความสำคัญตอสภาพเศรษฐกิจและสังคม การเผยแพรคำพิพากษาศาลอุทธรณ
คดีชำนัญพิเศษทั้งหาแผนกคดีที่สำคัญไวในที่แหงเดียวกันจึงเปนประโยชนอยางยิ่งแกผูพิพากษา

นักกฎหมาย และผูสนใจทั่วไป

ครั้นทานอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเขารับตำแหนง

เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ ไดมีนโยบายใหรวบรวมคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ
และคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ไดรับแจงการอานแลวตั้งแตวันที่
ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเปดทำการจนถึงปจจุบัน ตอมาจึงมีคำสั่งแตงตั้งคณะทำงานรวบรวม

คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษและคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ
คดีชำนัญพิเศษ ที่ ๓๒/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๕ และคำสั่งที่ ๓๔/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๑๙

พฤษภาคม ๒๕๖๕ โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการใหเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๕

บัดนี้ การจัดทำหนังสือรวบรวมคำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษทั้งหาแผนกคดี
ตั้งแตวันที่ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเปดทำการจนถึงปจจุบัน (เดือนมิถุนายน ๒๕๖๕) ตามคำสั่ง

ประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ ที่ ๓๒/๒๕๖๕ และ ๓๔/๒๕๖๕ ไดเสร็จสิ้นลงแลว คณะทำงานฯ
หวังวาหนังสือรวบรวมคำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเลมนี้จะเปนประโยชนตอผูพิพากษา

ตลอดจนนักกฎหมายและผูสนใจทั่วไป

ขอขอบพระคุณประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ คณะทำงานฯ ที่ปรึกษา และผูที่
เกี่ยวของทุกทานที่ทุมเทเสียสละในการจัดทำหนังสือรวบรวมคำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

ทั้งหาแผนกคดีจนบรรลุวัตถุประสงคซึ่งเปนประโยชนอยางยิ่งตอราชการศาลยุติธรรมสืบไป









(นายพิทักษ หลิมจานนท)

ประธานคณะทำงานรวบรวมคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษและคำวินิจฉัย
ของประธานศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ

สารบัญ

หนา
๑. เรื่องเกี่ยวกับการเลิกจาง

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๘๖/๒๕๖๑ ๑
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๕๔๓/๒๕๖๒ ๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๗๘ - ๑๕๘๐/๒๕๖๓ ๙

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๓๓/๒๕๖๓ ๑๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘/๒๕๖๔ ๑๘

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๓๑๒/๒๕๖๔ ๒๖
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๕๐๐/๒๕๖๔ ๓๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๒๒ - ๖๒๓/๒๕๖๔ ๓๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๓๐/๒๕๖๔ ๓๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๕๘/๒๕๖๔ ๔๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๑๗๘/๒๕๖๔ ๕๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘๑๗/๒๕๖๔ ๕๘



๒. เรื่องเกี่ยวกับการไมปฏิบัติตามสัญญาจาง หรือขอตกลงเกี่ยวกับสภาพการจาง
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๑๐๘/๒๕๖๑ ๖๒

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๓๕๓/๒๕๖๑ ๖๙
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๙๐๔/๒๕๖๒ ๗๖
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๕๐/๒๕๖๓ ๗๙

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๒๕/๒๕๖๔ ๘๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๔๐/๒๕๖๔ ๙๒



๓. เรื่องเกี่ยวกับการไมปฏิบัติตามกฎหมายคุมครองแรงงาน
และประเด็นคดีแรงงานตาม ป.พ.พ.

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๔๘๘/๒๕๖๐ ๙๗
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๔๓๖/๒๕๖๑ ๑๐๒

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๖๘๔/๒๕๖๑ ๑๐๗
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๐๔๒/๒๕๖๑ ๑๑๑
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๑๔/๒๕๖๒ ๑๑๕

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๒๔/๒๕๖๒ ๑๒๐

หนา
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๖๖/๒๕๖๒ ๑๓๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๓๕๑/๒๕๖๒ ๑๓๖
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๓๗๔/๒๕๖๒ ๑๔๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๖๗/๒๕๖๒ ๑๔๓

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๖๘/๒๕๖๒ ๑๔๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๙๗/๒๕๖๒ ๑๕๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๖๓๙/๒๕๖๒ ๑๖๑
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๗๙๕/๒๕๖๒ ๑๖๖
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๑๘/๒๕๖๒ ๑๗๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๙๐๓/๒๕๖๒ ๑๗๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๓๔๒๒ - ๓๔๒๓/๒๕๖๒ ๑๗๖

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๑๗๑/๒๕๖๒ ๑๘๔
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๑๙๓ - ๔๓๐๕/๒๕๖๒ ๑๙๒
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๕๑ - ๔๕๕๓/๒๕๖๒ ๒๐๓

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๕๗/๒๕๖๒ ๒๐๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๓๗๗/๒๕๖๒ ๒๑๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๙๓๘๓ - ๙๔๓๓/๒๕๖๒ ๒๑๖
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๑๕ - ๖๓๑/๒๕๖๓ ๒๒๔
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๗๗/๒๕๖๓ ๒๒๙

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๙๕๙/๒๕๖๓ ๒๓๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๔๑๖ - ๑๔๑๙/๒๕๖๓ ๒๔๐

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๖๔๓/๒๕๖๓ ๒๔๔
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๐๕ - ๒๘๐๗/๒๕๖๓ ๒๕๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๔๑/๒๕๖๔ ๒๕๙

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๘ - ๑๖๔/๒๕๖๔ ๒๖๖
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๓๕/๒๕๖๔ ๒๗๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๑๗๗/๒๕๖๔ ๒๗๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๙๓/๒๕๖๔ ๒๘๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘๐๑ - ๑๘๐๔/๒๕๖๔ ๒๙๑

(ประชุมใหญ)

หนา
๔. เรื่องเกี่ยวกับการไมปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๕๔๐/๒๕๖๐ ๓๐๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๕๕/๒๕๖๒ ๓๐๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๙๘ - ๓๓๖/๒๕๖๒ ๓๑๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๔๖๒ - ๑๔๗๑/๒๕๖๒ ๓๑๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๑๗๓/๒๕๖๒ ๓๒๐

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๖๘ - ๔๕๖๙/๒๕๖๒ ๓๒๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๙๓๖ - ๖๙๓๗/๒๕๖๒ ๓๓๒
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๐๘/๒๕๖๓ ๓๓๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๕๙/๒๕๖๓ ๓๓๙
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๗๖๑ - ๒๗๖๔/๒๕๖๓ ๓๔๓

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๕๕/๒๕๖๔ ๓๔๗


๕. เรื่องเกี่ยวกับการใชสิทธิทางศาล กฎหมายวิธีพิจารณา และการบังคับคดี

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๗๑๓ - ๑๗๑๕/๒๕๖๐ ๓๕๑
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๒๘/๒๕๖๑ ๓๕๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๙๘/๒๕๖๑ ๓๖๒
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๒๔/๒๕๖๑ ๓๖๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘๒๑/๒๕๖๑ ๓๗๐

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๙๐๒/๒๕๖๑ ๓๗๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๕๕/๒๕๖๑ ๓๘๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๖๒/๒๕๖๒ ๓๘๗
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๖๖/๒๕๖๒ ๓๙๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๗๐ - ๔๕๗๑/๒๕๖๒ ๔๐๐

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๔๒๓/๒๕๖๒ ๔๐๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๔๕๘/๒๕๖๒ ๔๑๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๕๔๑/๒๕๖๒ ๔๑๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๐๑๕/๒๕๖๒ ๔๑๙
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๑๐๒/๒๕๖๒ ๔๒๒

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๑๙๒/๒๕๖๒ ๔๓๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๒๘๙ - ๗๓๘๘/๒๕๖๒ ๔๓๕

หนา
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๙๑๘๑ - ๙๑๘๕/๒๕๖๒ ๔๔๓

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๗๓/๒๕๖๓ ๔๔๙
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๑๙/๒๕๖๓ ๔๕๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๕๗๑ - ๒๕๗๖/๒๕๖๓ ๔๕๗

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๓๕ - ๒๙๓๙/๒๕๖๓ ๔๖๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๕๖/๒๕๖๔ ๔๖๖

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๕๗/๒๕๖๔ ๔๗๖
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๓๓๓ - ๓๓๔/๒๕๖๔ ๔๘๑
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๑๗/๒๕๖๔ ๔๘๕

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๓๒/๒๕๖๔ ๔๘๙
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๐๐/๒๕๖๔ ๔๙๘


๖. เรื่องเกี่ยวกับการอุทธรณคำสั่ง หรือคำวินิจฉัย
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๑/๒๕๖๔ ๕๐๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๕๕/๒๕๖๔ ๕๐๖



๗. เรื่องเกี่ยวกับการละเมิดของนายจางและลูกจาง และการกำหนดคาเสียหาย
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๖๒/๒๕๖๒ ๕๐๙
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๙๔๒/๒๕๖๓ ๕๑๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๗๑๘/๒๕๖๓ ๕๑๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๐๒/๒๕๖๔ ๕๒๒



๘. เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายเงินทดแทน
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๙๓/๒๕๖๒ ๕๒๖

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๙๕/๒๕๖๒ ๕๓๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๕๖๑/๒๕๖๔ ๕๓๕



๙. เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายประกันสังคม
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๗๖๑/๒๕๖๐ ๕๔๐

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๕๔๒/๒๕๖๒ ๕๔๔
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๘๐/๒๕๖๒ ๕๔๙

หนา
๑๐. เรื่องเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๗๔/๒๕๖๒ ๕๕๒
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๙๓๔/๒๕๖๒ ๕๕๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๙๖๓/๒๕๖๓ ๕๖๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๗๔/๒๕๖๓ ๕๖๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๑๑/๒๕๖๓ ๕๗๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๗๗/๒๕๖๔ ๕๗๖


๑๑. เรื่องเกี่ยวกับขอพิพาทแรงงานตามกฎหมายอื่น ๆ

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๓๒๕/๒๕๖๐ ๕๘๒
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๔๖/๒๕๖๑ ๕๘๗

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๓๐/๒๕๖๑ ๕๙๒
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๓๔๘ - ๔๓๔๙/๒๕๖๑ ๕๙๘
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๑๕/๒๕๖๒ ๖๐๔

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๓๔๓/๒๕๖๒ ๖๑๐
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๕๖๐/๒๕๖๒ ๖๑๗

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๓๖๘/๒๕๖๒ ๖๒๒
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๓๗๒/๒๕๖๒ ๖๒๕
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๐๖๕/๒๕๖๒ ๖๒๙

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๗๐๘/๒๕๖๓ ๖๓๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๐๑ - ๘๑๔/๒๕๖๓ ๖๔๑

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๕๔๗ - ๒๕๔๘/๒๕๖๓ ๖๕๓
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๓๙๒/๒๕๖๔ ๖๖๑
คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๒๒/๒๕๖๔ ๖๖๙

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๐๘/๒๕๖๔ ๖๗๓

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๘๖/๒๕๖๑ นางสาวสุจินตนา

สมัครสมาน โจทก

บริษัทวายเอส เทค
(ไทยแลนด) จำกัด จำเลย




ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓

พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙




เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริงวาการเลิกจางโจทกนั้นเปนกรณีโจทกกระทำการ

อันตองหามอยางหนึ่งอยางใดตามที่ระบุไวใน ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ และ พ.ร.บ. คุมครอง
แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ โจทกจึงมีสิทธิไดรับสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา

และคาชดเชยตามกฎหมาย อยางไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณแหงคดีวาโจทกมี

พฤติกรรมชูสาวกับหัวหนางานของโจทก ลูกจางคนอื่นตางสงสัยวาอาจเปนสาเหตุที่ทำให

โจทกไดสิทธิทำงานลวงเวลามากกวาลูกจางคนอื่น และไดรับการประเมินผลการทำงาน
ในระดับเกรดบีบวก ทำใหผูบริหารของจำเลยตองเรียกโจทกและหัวหนางานมาสอบถาม

จนเปนเหตุใหมีการเลิกจางโจทก เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริงวาผูบริหารของจำเลยกระทำ

ไปเพื่อกลั่นแกลงโจทกแตประการใด การที่จำเลยเลิกจางโจทกอันเนื่องมาจากมูลเหตุ

ดังกลาวดวยพฤติกรรมของโจทกที่จำเลยไมไววางใจใหทำงานตอไปได จึงถือวามีเหตุ
สมควรเพราะหากยังใหโจทกทำงานตอไปอาจกระทบกระเทือนตอระบบการบริหารงาน

บุคคลของจำเลยจนขาดประสิทธิภาพในการทำงานได เนื่องจากโจทกมีพฤติกรรมชูสาว

กับหัวหนางานของตน อันมีผลกระทบตอการปกครองระหวางหัวหนางานซึ่งเปนผูบังคับ

บัญชา กับโจทกซึ่งเปนผูใตบังคับบัญชา ทั้งเพื่อนรวมงานของโจทกก็ตางระแวงสงสัยวา
หัวหนางานดังกลาวเอื้อประโยชนใหแกโจทกมากกวาพนักงานคนอื่น ซึ่งมีผลกระทบตอ

หลักการบริหารทรัพยากรมนุษยจึงไมใชการเลิกจางที่ไมเปนธรรม






โจทกฟอง ขอใหบังคับจำเลยจายคาชดเชย ๑๓๒,๓๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ

๑๕ ตอป ของตนเงินดังกลาว สินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา ๗,๐๕๖ บาท และคาเสียหาย




จากการเลิกจาง โดยไมเปนธรรม ๑๓๒,๓๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของ

ตนเงินแตละจำนวนดังกลาว นับแตวันฟองเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก และจายเงิน
โบนัสประจำป ๒๕๕๘ เปนเงิน ๕๖,๒๗๑.๖๐ บาท แกโจทก

จำเลยใหการและแกไขคำใหการ ขอใหยกฟอง

ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษาใหจำเลยจายคาชดเชย ๑๓๒,๓๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ย

อัตรารอยละ ๑๕ ตอป สินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา ๗,๐๕๖ บาท และคาเสียหายจาก

การเลิกจางโดยไมเปนธรรม ๑๓๒,๓๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงิน
แตละจำนวนดังกลาว นับแตวันฟอง (ฟองวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๙) จนกวาชำระเสร็จแกโจทก

คำขออื่นนอกจากนี้ใหยก

จำเลยอุทธรณ
ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ศาลแรงงานภาค ๒ ฟงขอเท็จจริง

และวินิจฉัยวาจำเลยจางโจทกเปนลูกจางเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘ โจทกไดรับคาจางอัตรา

สุดทายวันละ ๔๔๑ บาท จำเลยจายคาจางทุกวันที่ ๑๕ และทุกวันสิ้นเดือน เมื่อโจทกเลิกทำงาน

ลวงเวลากะดึก ในเวลาประมาณ ๘.๓๐ นาิกา ของวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ โจทกและ

นายศานติ ลูกจางจำเลยตำแหนงหัวหนาแผนกกลึงอะไหลเกียรรถยนต ซึ่งเปนหัวหนางานของ
โจทก เขาพบนายรุงเพ็ชร ลูกจางจำเลยตำแหนงผูจัดการทั่วไปฝายบริหาร กับนางสาวเบญจวรรณ

ลูกจางจำเลยตำแหนงผูจัดการฝายผลิต และนางสาวผลัฏฐกร ลูกจางจำเลยตำแหนงผูจัดการ

ฝายบุคคล ที่หองประชุมตามคำสั่งของบุคคลทั้งสาม จากนั้นฝายจำเลยคือ นายรุงเพ็ชร นางสาว
เบญจวรรณ และนางสาวผลัฏฐกร สอบถามโจทกและนายศานติกรณีมีหนังสือรองเรียนเรื่องชูสาว

อีกทั้งนายรุงเพ็ชรไดพูดเรื่องโจทกทำงานลวงเวลามากกวาลูกจางอื่นกับเรื่องผลการประเมินการ

ทำงานของลูกจางรั่วไหล เมื่อโจทกปฏิเสธไมลาออกก็หยิบยกเรื่องตาง ๆ รวมถึงผลกระทบตอ

นางสาวอรทัย บุตรสาวโจทกที่ยังเปนลูกจางจำเลยขึ้นพูดรวมเปนเวลา ๑ ชั่วโมงเศษ เพื่อกดดัน

บีบบังคับจนเปนเหตุใหโจทกไมสามารถทนไดเพื่อใหโจทกลาออกตามความประสงคของประธาน
กรรมการบริษัทจำเลย โจทกจึงมิไดเขียนใบลาออกดวยความสมัครใจเอง แตเขียนเพราะถูกจำเลย

กดดันบีบบังคับใหเขียน การที่จำเลยเลิกจางโจทกจึงเปนการเลิกจางโดยไมเปนธรรม และจำเลย

ตองจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาและคาชดเชยตามอัตราคาจางสุดทาย ๓๐๐ วัน
แกโจทก แตเมื่อไมมีพยานหลักฐานใดมายืนยันวาโจทกไดรับการประเมินการทำงานในระดับ

เกรดบีบวกดังที่อางในคำฟอง ทั้งไมมีพยานหลักฐานใดมายืนยันวาโจทกไดรับการประเมินการ

ทำงานในระดับเกรดใด อันจะเปนผลใหโจทกมีสิทธิไดรับเงินโบนัสประจำป ๒๕๕๘ ประกอบกับ




จำเลยประกาศจายเงินโบนัสประจำป ๒๕๕๘ ใหแกลูกจางในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ตาม

ประกาศที่ ๑๑/๒๕๕๘ เรื่องโบนัสประจำป ๒๕๕๘ ซึ่งตามประกาศดังกลาวกำหนดไวในขอที่ ๖.
วาลูกจางที่พนสภาพการเปนลูกจางกอนวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเปนวันที่จำเลยจายเงิน

โบนัสประจำป ๒๕๕๘ จะไมไดรับเงินโบนัสประจำป ๒๕๕๘ โจทกจึงไมมีสิทธิไดรับเงินโบนัส

ประจำป ๒๕๕๘ จากจำเลย

คดีคงมีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยขอ ๒.๑ ซึ่งเปนอุทธรณที่รับไวพิจารณา

เพียงขอเดียวในขอกฎหมายวา จำเลยตองจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา คาชดเชยและ
คาเสียหายจากการเลิกจางโดยไมเปนธรรมแกโจทกหรือไม เห็นวา คดีนี้ศาลอุทธรณคดีชำนัญ

พิเศษไมรับอุทธรณของจำเลยขอ ๒.๒ และขอ ๒.๓ เพราะเปนอุทธรณในขอเท็จจริง จึงตองรับฟง

ขอเท็จจริงเปนยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ วาโจทกมิไดเขียนใบลาออกดวยความ
สมัครใจเอง แตเขียนเพราะถูกจำเลยกดดันบีบบังคับใหเขียน อันถือวาเปนการเลิกจางโจทก

เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริงวาการเลิกจางโจทกนั้นเปนกรณีโจทกกระทำการอันตองหามอยางหนึ่ง

อยางใดตามที่ระบุไวในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๕๘๓ และพระราชบัญญัติ

คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ โจทกจึงมีสิทธิไดรับสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา

และคาชดเชยตามกฎหมาย ดังนั้น จำเลยตองจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา และคาชดเชย
พรอมดอกเบี้ยตามฟองใหแกโจทก อยางไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณแหงคดีวาโจทกมี

พฤติกรรมชูสาวกับหัวหนางานของโจทก ลูกจางคนอื่นตางสงสัยวาอาจเปนสาเหตุที่ทำใหโจทกได

สิทธิทำงานลวงเวลามากกวาลูกจางคนอื่นและไดรับการประเมินผลการทำงานในระดับเกรดบีบวก
ทำใหผูบริหารของจำเลยตองเรียกโจทกและหัวหนางานมาสอบถามจนเปนเหตุใหมีการเลิกจางโจทก

เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริงวาผูบริหารของจำเลยกระทำไปเพื่อกลั่นแกลงโจทกแตประการใด การที่

จำเลยเลิกจางโจทกอันเนื่องมาจากมูลเหตุดังกลาวดวยพฤติกรรมของโจทกที่จำเลยไมไววางใจ

ใหทำงานตอไปได จึงถือวามีเหตุสมควร เพราะหากยังใหโจทกทำงานตอไปอาจกระทบกระเทือน

ตอระบบการบริหารงานบุคคลของจำเลยจนขาดประสิทธิภาพในการทำงานได เนื่องจากโจทกมี
พฤติกรรมชูสาวกับหัวหนางานของตน อันมีผลกระทบตอการปกครองระหวางหัวหนางานซึ่งเปน

ผูบังคับบัญชา กับโจทกซึ่งเปนผูใตบังคับบัญชา ทั้งเพื่อนรวมงานของโจทกก็ตางระแวงสงสัยวา

หัวหนางานดังกลาวเอื้อประโยชนใหแกโจทกมากกวาพนักงานคนอื่น ซึ่งมีผลกระทบตอหลักการ
บริหารทรัพยากรมนุษย จึงไมใชการเลิกจางโดยไมเปนธรรม ดังนั้น จำเลยไมจำตองจายคาเสียหาย

จากการเลิกจางใหแกโจทกที่ศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยมาในปญหาขอนี้นั้น ศาลอุทธรณ

คดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวยบางสวนเทานั้น อุทธรณของจำเลยจึงฟงขึ้นในผลเพียงบางสวน




พิพากษาแกเปนวา ใหยกคำขอของโจทกในสวนที่เรียกคาเสียหายจากการเลิกจางโดย

ไมเปนธรรม นอกจากที่แกคงเปนไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒.



(ธีระพล ศรีอุดมขจร - อนุวัตร ขุนทอง - กนกรดา ไกรวิชญพงศ)




มนุเชษฐ โรจนศิริบุตร - ยอ

สุโรจน จันทรพิทักษ - ตรวจ
































































คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๕๔๓/๒๕๖๒ นายสวิชญา ปรีชานุรักษ โจทก

บริษัทเรียลแอสเสท

ดีเวลลอปเมนท จํากัด จำเลย



ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓
พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔)

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙



พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มิไดใหความหมายคําวา “ทุจริต” ไวและ

มิไดใชคําวา “โดยทุจริต” ตามที่บัญญัติไวใน ป.อ. มาตรา ๑ (๑) จึงตองใหความหมายวา

“ทุจริต” ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โกง ไมซื่อตรง สวนการจะถือวากรณีใด
เปนการฝาฝนขอบังคับเกี่ยวกับการทํางานเปนกรณีที่รายแรง มิใชจะดูแตเพียงขอบังคับ

เกี่ยวกับการทํางาน แตจะตองวิเคราะหถึงปจจัยตาง ๆ ประกอบกันหลายประการ อาทิ

ตําแหนงหนาที่การงานของลูกจาง ลักษณะและพฤติการณการกระทําความผิดของลูกจาง
ตลอดจนผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทําผิดวามีมากนอยเพียงใด เมื่อศาลแรงงาน

กลางฟงขอเท็จจริงวา โจทกในฐานะลูกจางจําเลยมิไดปฏิบัติหนาที่เพื่อรักษาผลประโยชน

ของจําเลย แตพฤติการณของโจทกเปนการเอื้อประโยชนใหแก ผูรับเหมากอสราง และ
ประพฤติตนเสมือนหนึ่งเปนผูรับเหมากอสรางเพื่อรับงานของจําเลยเสียเอง ทั้งที่โจทกมี

หนาที่ควบคุมผูรับเหมากอสรางใหปฏิบัติงานตามสัญญาจางรับเหมา และโจทกรูระเบียบ
และแนวปฏิบัติของจําเลย จําเลยจึงใหโจทกสรรหาและนําเสนอผูรับเหมากอสรางอันแสดง

ใหเห็นวาโจทกไดรับความไววางใจจากจําเลย แตโจทกกลับใชตําแหนงหนาที่และความ

ไววางใจของจําเลยในการเอื้อประโยชนใหแกผูรับเหมากอสรางและประพฤติตนเสมือน
หนึ่งเปนผูรับเหมากอสรางเสียเองเชนนี้ การกระทําของโจทกจึงเปนการประพฤติไมซื่อตรง

อันเปนการทุจริตตอหนาที่ และยินยอมใหผูอื่นแสวงหาประโยชนใด ๆ จากจําเลยอันเปน
การฝาฝนขอบังคับเกี่ยวกับการทํางานของจําเลยกรณีที่รายแรง จําเลยจึงเลิกจางโจทก

ไดโดยไมตองจายคาชดเชยตาม พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙

วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) ทั้งยังเปนการกระทําอันไมสมแกการปฏิบัติหนาที่ของตนใหลุลวงไป
โดยถูกตองและสุจริต จําเลยจึงเลิกจางโจทกไดโดยไมตองบอกกลาวลวงหนาตาม ป.พ.พ.

มาตรา ๕๘๓ และมิใชเปนการเลิกจางโดยไมเปนธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ

วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙




โจทกฟอง ขอใหบังคับจําเลยจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา ๕๐,๔๘๗ บาท

คาเสียหายจากการเลิกจางโดยไมเปนธรรม ๕๐๔,๘๗๖ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕
ตอปของตนเงินแตละจำนวน และคาชดเชย ๓๓๖,๕๘๔ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕

ตอปของตนเงินจำนวนดังกลาว ทั้งนี้ นับแตวันฟองเปนตนไปจนกวาจะชําระเสร็จแกโจทก

จําเลยใหการ ขอใหยกฟอง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟอง

โจทกอุทธรณ
ศาลอุทธรณคดีชํานัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริงวา

เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ โจทกเขาทำงานเปนลูกจางจำเลย ตำแหนงสุดทายวิศวกรอาวุโส

ฝายบริการหลังการขาย ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๔๒,๐๗๓ บาท กำหนดจายคาจาง
ทุกวันสิ้นเดือน ตอมาวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑ จำเลยเลิกจางโจทกโดยใหมีผลในวันที่ ๒๖ ตุลาคม

๒๕๖๑ และวินิจฉัยวา โจทกเปนลูกจางจําเลย จึงมีหนาที่ทํางานตอบแทนใหแกจําเลยโดยการ

ตรวจสอบการทํางานของผูรับเหมากอสรางใหเปนไปตามความตองการของลูกคา มิใชทําหนาที่

เพื่อรักษาผลประโยชนใหแกผูรับเหมากอสราง การที่โจทกทราบดีวาผูรับเหมากอสรางที่แทจริง

คือ นายศิวพร แตใชชื่อของนางสาววรรณลพร ซึ่งเปนนองสาวของนายศิวพรมาเสนอเปนผูรับเหมา
กอสรางตอบริษัทจําเลย โดยนายศิวพรอางวาเพื่อใหตนจายภาษีเงินไดบุคคลธรรมดานอย

ลงนั้น ถือเปนการทุจริตตอบริษัทจําเลยเพราะหากนายศิวพรกระทำผิดสัญญารับเหมากอสราง

จําเลยก็ไมสามารถฟองรองหรือดําเนินคดีใด ๆ กับนายศิวพรซึ่งเปนคูสัญญาที่แทจริงใหปฏิบัติ
ตามสัญญาหรือรับผิดตอจําเลยได ทั้งการที่นายศิวพรตองการจายภาษีเงินไดบุคคลธรรมดานอยลง

ก็ไมใชธุระของโจทกที่จะตองดําเนินการใหเปนไปตามความประสงคของนายศิวพร ที่โจทกอางวา

โจทกเขาไปชวยดูแลอํานวยความสะดวกใหแกผูรับเหมา เชน ควบคุมงานกอสรางแทนนายศิวพร

จายเงินคาจางใหชางกอสราง และทวงเงินจากจําเลยที่จะตองจายใหแกผูรับเหมากอสรางนั้น

ลวนแตแสดงใหเห็นวาโจทกในฐานะลูกจางของจําเลยไมไดปฏิบัติหนาที่เพื่อรักษาผลประโยชน
ของจําเลย แตพฤติการณของโจทกเปนการเอื้อประโยชนใหแกผูรับเหมากอสรางและประพฤติตน

เสมือนหนึ่งเปนผูรับเหมากอสรางเพื่อรับงานของจําเลยเอง ทั้งที่โจทกมีหนาที่ตองควบคุมผูรับเหมา

กอสรางใหปฏิบัติงานตามสัญญาจางรับเหมา ที่โจทกอางวา จําเลยเปนผูลงนามอนุมัติการเลือก
ผูรับเหมากอสรางและจําเลยจายเงินใหแกผูรับเหมากอสรางตามใบเสนอราคาที่ฝายควบคุม

ราคาอนุมัตินั้น โจทกเปนวิศวกรอาวุโส ฝายบริการหลังการขาย เปนผูรูระเบียบและแนวทางปฏิบัติ

ของจําเลยรวมทั้งรูราคากลางของจําเลยในการคัดเลือกผูรับเหมากอสราง จําเลยจึงใหโจทกสรรหา




และนําเสนอผูรับเหมากอสรางโดยจำเลยคัดเลือกผูรับเหมากอสรางตามที่โจทกเสนอ และจายเงิน

ใหแกผูรับเหมากอสรางตามใบเสนอราคาและตามสัญญารับเหมากอสราง อันแสดงใหเห็นวาโจทก
ไดรับความไววางใจจากจําเลยใหทําหนาที่ในการสรรหาและตอรองราคากับผูรับเหมากอสราง

แตโจทกกลับใชตําแหนงหนาที่และความไววางใจของจําเลยในการเอื้อประโยชนใหแกผูรับเหมา

กอสรางและประพฤติตนเสมือนหนึ่งเปนผูรับเหมากอสรางเสียเองดังนี้ การกระทําของโจทกจึง

เปนการแสวงหาหรือยินยอมใหผูอื่นแสวงหาประโยชนใด ๆ จากจําเลยอันเปนความผิดตาม

ขอบังคับเกี่ยวกับการทํางานของจําเลย ขอ ๗.๒ (๖) ถือเปนการทุจริตตอหนาที่และกระทำประการ
อื่นอันไมสมแกการปฏิบัติหนาที่ของตนใหลุลวงไปโดยถูกตองและสุจริต และไมเปนการเลิกจาง

โดยไมเปนธรรม จำเลยจึงไมตองจายคาชดเชย สินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาและคาเสียหาย

จากการเลิกจางโดยไมเปนธรรม
ที่โจทกอุทธรณวา โจทกมีหนาที่เพียงควบคุมราคาที่จะจัดซอมเบื้องตนที่ผูรับเหมา

กอสรางเสนอมาเทานั้น ไมมีอํานาจอนุมัติใหผูรับเหมากอสรางเขาทํางานก็ดี หากโจทกกระทํา

ผิดกฎหมายอาญาอยางรายแรงดังที่จำเลยกลาวหา เหตุใดจําเลยไมดําเนินการแจงความรองทุกข

ดําเนินคดีอาญาหรือดําเนินการฟองรองคดีอาญา และเรียกรองคาเสียหายใด ๆ กับโจทกก็ดี

นางสาววรรณลพร เปนคูสัญญาที่แทจริงกับจําเลยเนื่องจากเอกสารทั้งหมดในการรับงานที่เสนอ
กับจําเลยระบุชื่อนางสาววรรณลพร และนางสาววรรณลพรไมเคยทําความเสียหายหรือผิดสัญญา

จางกับจำเลยก็ดี และโจทกมีหนาที่ตามปกติที่ตองเขาไปสั่งงานกับชางรับเหมากอสรางเพื่อใหงาน

ออกมาเสร็จสมบูรณถูกตองตรงตามเวลาตามความตองการของจําเลยและลูกคาของจําเลย และ
การประเมินของลูกคาถือวาโจทกทำงานไดดีมากก็ดีนั้น เห็นวา อุทธรณของโจทกดังกลาวลวนแต

เปนการอุทธรณโตแยงดุลพินิจในการรับฟงพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟงขอเท็จจริงวา

โจทกไมไดปฏิบัติหนาที่เพื่อรักษาผลประโยชนของจำเลยและใชตำแหนงหนาที่และความไววางใจ

ของจำเลยในการเอื้อประโยชนใหแกผูรับเหมากอสรางอันเปนอุทธรณในขอเท็จจริง ซึ่งตองหาม

มิใหอุทธรณตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา
๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณคดีชํานัญพิเศษไมรับวินิจฉัย

มีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกวา การกระทำของโจทกเปนการทุจริตตอ

หนาที่ ฝาฝนขอบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีที่รายแรง และจำเลยเลิกจางโจทกโดย
ไมเปนธรรมหรือไม เห็นวา พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มิไดใหความหมายคำวา

“ทุจริต” ไวและมิไดใชคำวา “โดยทุจริต” ตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑)

จึงตองใหความหมายวา “ทุจริต” ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โกง ไมซื่อตรง สวนการ




จะถือวากรณีใดเปนการฝาฝนขอบังคับเกี่ยวกับทํางานเปนกรณีที่รายแรงหรือไม มิใชจะดูแตเพียง

ขอบังคับเกี่ยวกับการทํางาน แตจะตองวิเคราะหถึงปจจัยตาง ๆ ประกอบกันหลายประการ อาทิ
ตำแหนงหนาที่การงานของลูกจาง ลักษณะและพฤติการณการกระทำผิดของลูกจาง ตลอดจน

ผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำผิดวามีมากนอยเพียงใด เมื่อศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริง

แลววาโจทกในฐานะลูกจางจําเลยมิไดปฏิบัติหนาที่เพื่อรักษาผลประโยชนของจําเลย แตพฤติการณ

ของโจทกเปนการเอื้อประโยชนใหแกผูรับเหมากอสราง และประพฤติตนเสมือนหนึ่งเปนผูรับเหมา

กอสรางเพื่อรับงานของจําเลยเสียเอง ทั้งที่โจทกมีหนาที่ควบคุมผูรับเหมากอสรางใหปฏิบัติงาน
ตามสัญญาจางรับเหมา และโจทกรูระเบียบและแนวทางปฏิบัติของจําเลย รวมทั้งรูราคากลาง

ในการคัดเลือกผูรับเหมากอสราง จําเลยจึงใหโจทกสรรหาและนําเสนอผูรับเหมากอสรางอันแสดง

ใหเห็นวาโจทกไดรับความไววางใจจากจำเลยใหทําหนาที่สรรหาและตอรองราคากับผูรับเหมา
กอสราง แตโจทกกลับใชตำแหนงหนาที่และความไววางใจของจำเลยในการเอื้อประโยชนใหแก

ผูรับเหมากอสรางและประพฤติตนเสมือนหนึ่งเปนผูรับเหมากอสรางเสียเองเชนนี้ การกระทำ

ของโจทกจึงเปนการประพฤติไมซื่อตรงอันเปนการทุจริตตอหนาที่ และเปนการยินยอมใหผูอื่น

แสวงหาประโยชนใด ๆ จากจำเลยอันเปนการฝาฝนขอบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณี

ที่รายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจางโจทกไดโดยไมตองจายคาชดเชยตามพระราชบัญญัติคุมครอง
แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) และ (๔) ทั้งยังเปนการกระทำอันไมสมแกการปฏิบัติ

หนาที่ของตนใหลุลวงไปโดยถูกตองและสุจริต จำเลยจึงเลิกจางโจทกไดโดยไมตองบอกกลาว

ลวงหนาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๕๘๓ และเปนการเลิกจางที่มีเหตุสมควร
จึงมิใชการเลิกจางโดยไมเปนธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี

แรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟองโจทกมานั้น ศาลอุทธรณ

คดีชํานัญพิเศษเห็นพองดวย อุทธรณของโจทกฟงไมขึ้น

พิพากษายืน.



(เกื้อ วุฒิปวัฒน - สุจินต เชี่ยวชาญศิลป - วิชชุพล สุขสวัสดิ์)




ฐานุตร เล็กสุภาพ - ยอ

สุโรจน จันทรพิทักษ - ตรวจ









คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๕๗๘ - ๑๕๘๐/๒๕๖๓ นางอาภาพรรณ นุชเนื่อง

กับพวก โจทก

บริษัทสยาม ไอ.เค.เค.
จำกัด จำเลย




พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙



จําเลยประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทําใหยอดขายสินคาลดลงอยางมาก และ

รายรับเพิ่มเติมจากลูกคารายใหมไมสามารถชดเชยรายรับที่ลดลงได ทําใหจําเลยตอง

แบกรับภาระคาใชจายที่เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาผลประกอบการในป ๒๕๕๙ จําเลยมี

กําไรประมาณ ๓๗ ลานบาทเศษ ป ๒๕๖๐ จําเลยมีกําไรประมาณ ๒๓ ลานบาทเศษ แตป
๒๕๖๑ จําเลยกลับขาดทุนสูงถึง ๓๑ ลานบาทเศษ แสดงใหเห็นวา ผลประกอบการของ

จําเลยในชวงปหลัง ๆ มีแนวโนมกําไรลดลงอยางตอเนื่องจนถึงขั้นขาดทุนอยางหนักในป

๒๕๖๑ จากสภาพการณดังกลาวหากจําเลยไมมีมาตรการใด ๆ ในการแกไขปญหาที่เกิดขึ้น

ยอมจะนําไปสูการปดกิจการลงอยางแนนอน ซึ่งจะสงผลกระทบในวงกวางตอลูกจาง
จําเลยทุกคน เมื่อจําเลยพยายามแกไขปญหาดังกลาวโดยการปรับโครงสรางองคกรและ

ลดพนักงานที่ไมจําเปนลงอันเปนมาตรการที่จําเปนอยางหนึ่ง ปรับโครงสรางองคกรใหม

และยกเลิกการจางงานในตําแหนงใหมที่ไมจําเปน รวมทั้งเพิ่มมาตรการลดคาใชจายเทาที่

จําเปนตอการประกอบกิจการอีกมาตรการหนึ่ง อันแสดงใหเห็นวาจําเลยพยายามแกไข
ปญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำดวยมาตรการที่จําเปนแลว การที่จําเลยมีหนังสือแจงการ

เลิกจางโจทกทั้งสามเปนกรณีที่มีเหตุผลเชื่อมโยงถึงมาตรการที่จําเปนของจําเลยในการ

แกไขปญหาดังกลาวขางตน ประกอบกับตําแหนงหนาที่งานของโจทกทั้งสามตางก็มี

เนื้องานที่เกี่ยวของกับเรื่องยอดขายสินคาของจําเลยทั้งสิ้น การที่จําเลยตัดสินใจปรับลด
จํานวนพนักงานในสวนที่เกี่ยวของกับยอดขายสินคาลงบางจึงเปนการใชอํานาจในกรอบ

การบริหารงานองคกรที่มีเหตุผลเพื่อความอยูรอดของจําเลยตอไป มิใชเปนการใชอํานาจ

ตามอําเภอใจ ทั้งกอนการเลิกจางจําเลยยังจายคาจาง คาชดเชย และสินจางแทนการบอก

กลาวลวงหนา ใหแกโจทกทั้งสามครบถวนตามกฎหมาย และยังจายคาเสียหายอันเนื่อง
มาจากการเลิกจางใหแกโจทกทั้งสามเพิ่มเติมอีกสวนหนึ่งดวย เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริง

วาการที่จําเลยเลิกจางโจทกทั้งสามเปนการเลือกปฏิบัติหรือมีเจตนากลั่นแกลงโจทกทั้งสาม




กรณีจึงถือไดวาจําเลยเลิกจางโจทกทั้งสามโดยมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ ไมใชการ

เลิกจางที่ไมเปนธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙






โจทกทั้งสามฟองและแกไขคำฟอง ขอใหบังคับจำเลยจายคาเสียหายจากการเลิกจาง

ที่ไมเปนธรรมใหแกโจทกที่ ๑ เปนเงิน ๙๖๙,๙๕๓ บาท โจทกที่ ๒ เปนเงิน ๗๒๘,๒๙๙ บาท
และโจทกที่ ๓ เปนเงิน ๓๐๙,๑๘๗ บาท (ที่ถูก ๓๐๙,๑๘๗.๕๐ บาท) พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ

๗.๕ ตอป ของตนเงินแตละจำนวนนับแตวันฟองเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทกทั้งสาม

จำเลยใหการ ขอใหยกฟอง
ศาลแรงงานภาค ๑ พิพากษาใหจำเลยจายคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรม

ใหแกโจทกที่ ๑ เปนเงิน ๖๔๐,๐๐๐ บาท โจทกที่ ๒ เปนเงิน ๓๘๐,๐๐๐ บาท และโจทกที่ ๓

เปนเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงินดังกลาวทุกจำนวน

นับตั้งแตวันฟอง (ฟองวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๑) เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทกทั้งสาม

จำเลยอุทธรณ
ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ศาลแรงงานภาค ๑ ฟงขอเท็จจริงวา

จำเลยเปนนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตเม็ดเหล็กชนิดกลม เม็ดเหล็ก

ชนิดเหลี่ยม และเหล็กหลอพิเศษ เพื่อการจำหนายทั้งภายในและภายนอกประเทศ โจทกทั้งสาม
เปนลูกจางจำเลย โดยโจทกที่ ๑ เขาทำงานตั้งแตวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๔ ตำแหนงเจาหนาที่

ซัพพลายเชน ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๓๖,๖๐๒ บาท โจทกที่ ๒ เขาทำงานตั้งแตวันที่

๒๖ กันยายน ๒๕๕๔ ตำแหนงผูชำนาญการดานเทคนิค ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ

๑๑๒,๐๔๖ บาท และโจทกที่ ๓ เขาทำงานตั้งแตวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ตำแหนงผูจัดการ

ฝายขายไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๔๑,๒๒๕ บาท กำหนดจายคาจางแกโจทกทั้งสาม
ทุกวันสิ้นเดือน ตอมาวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑ จำเลยมีหนังสือเลิกจางโจทกทั้งสาม แลววินิจฉัย

วา เมื่อพิจารณาผลการประกอบกิจการของจำเลยในป ๒๕๕๙ จำเลยกำไรประมาณ ๓๗ ลานบาทเศษ

ป ๒๕๖๐ จำเลยกำไรประมาณ ๒๓ ลานบาทเศษ และป ๒๕๖๑ จำเลยขาดทุนประมาณ
๓๑ ลานบาทเศษ แมวาผลการประกอบการในป ๒๕๖๑ จำเลยจะขาดทุนก็ตาม แตจำเลยเริ่ม

จดทะเบียนเปนนิติบุคคลเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๓๑ ดวยทุนจดทะเบียน ๔๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท

และจากผลประกอบการของจำเลยตามแบบนำสงงบการเงินปรากฏวา จำเลยมีสินทรัพยรวมในป


๑๐

๒๕๖๑ เปนเงิน ๕๓๐,๑๔๗,๘๖๕ บาท ป ๒๕๖๐ เปนเงิน ๕๘๕,๑๑๔,๘๘๙ บาท ป ๒๕๕๙

เปนเงิน ๕๗๓,๑๘๒,๓๘๔ บาท และป ๒๕๕๘ เปนเงิน ๕๓๕,๘๒๐,๒๑๖ บาท และมีหนี้สินรวมในป
๒๕๖๑ เปนเงิน ๘๑,๘๕๙,๒๓๙ บาท ป ๒๕๖๐ เปนเงิน ๘๐,๒๖๑,๘๗๗ บาท ป ๒๕๕๙ เปนเงิน

๗๘,๐๗๐,๕๒๒ บาท และป ๒๕๕๘ เปนเงิน ๖๖,๐๙๑,๔๕๗ บาท และมีกำไรที่ยังไมไดจัดสรร

ในป ๒๕๖๑ เปนเงิน ๓๙๕,๔๘๘,๖๒๖ บาท ป ๒๕๖๐ เปนเงิน ๔๕๒,๐๕๓,๐๑๒ บาท ป ๒๕๕๙

เปนเงิน ๔๔๒,๓๑๑,๘๖๒ บาท และป ๒๕๕๘ เปนเงิน ๔๑๖,๙๒๘,๗๕๙ บาท แสดงใหเห็นวา

จำเลยมีทรัพยสินและมีกำไรจากการประกอบการมาตั้งแตจำเลยเริ่มจดทะเบียนจนถึงป ๒๕๖๑
โดยจำเลยมีสินทรัพยเปนเงิน ๕๓๐,๑๔๗,๘๖๕ บาท และมีกำไรที่ยังไมไดจัดสรรในป ๒๕๖๑

เปนเงิน ๓๙๕,๔๘๘,๖๒๖ บาท เปนขอบงชี้วา ในป ๒๕๖๑ ผลประกอบการของจำเลยยังไมได

ขาดทุนจนถึงขนาดที่จำเลยไมสามารถประกอบกิจการตอไปได แมวาจำเลยจะประสบภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่ำทำใหยอดขายสินคาลดลงอยางมาก และรายรับเพิ่มเติมจากลูกคารายใหมไมสามารถชดเชย

รายรับที่ลดลงได ทำใหจำเลยตองแบกรับภาระคาใชจายที่เพิ่มขึ้นก็ตาม แตกิจการของจำเลย

ยังมีสินทรัพยและมีกำไรจากการประกอบกิจการอยูจำนวนมาก เพียงแตขาดทุนในป ๒๕๖๑

เพียงปเดียวเทานั้น กรณียังไมไดความวาจำเลยขาดทุนทุกปจนไมสามารถดำเนินกิจการตอไปได

แมการเลิกจางดังกลาวมีสาเหตุตามที่จำเลยกลาวอางอยูบางแตก็ไมใชสาเหตุที่จำเปนหรือสมควร
จนถึงขนาดตองเลิกจางโจทกทั้งสาม เมื่อจำเลยเลิกจางโจทกทั้งสามโดยไมปรากฏวาโจทกทั้งสาม

กระทำความผิด กรณีจึงเปนการเลิกจางที่ยังไมมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ เปนการเลิกจางที่

ไมเปนธรรม จำเลยจึงตองรับผิดชดใชคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมใหแกโจทกทั้งสาม
คดีมีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยในประการแรกวา การที่จำเลยเลิกจาง

โจทกทั้งสามเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมหรือไม เห็นวา คดีนี้ศาลแรงงานภาค ๑ ฟงขอเท็จจริง

แลววา จำเลยประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำใหยอดขายสินคาลดลงอยางมาก และรายรับเพิ่ม

เติมจากลูกคารายใหมไมสามารถชดเชยรายรับที่ลดลงได ทำใหจำเลยตองแบกรับภาระคาใชจาย

ที่เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาผลประกอบการในป ๒๕๕๙ จำเลยมีกำไรประมาณ ๓๗ ลานบาทเศษ
ป ๒๕๖๐ จำเลยมีกำไรประมาณ ๒๓ ลานบาทเศษ แตป ๒๕๖๑ จำเลยกลับขาดทุนสูงถึง ๓๑

ลานบาทเศษ ประกอบงบกำไรขาดทุนเอกสารหมาย ล.๓๐ และ ล.๓๑ อันแสดงใหเห็นวา

ผลประกอบการของจำเลยในชวงปหลัง ๆ มีแนวโนมกำไรลดลงอยางตอเนื่องจนถึงขั้นขาดทุนอยาง
หนักในป ๒๕๖๑ จากสภาพการณดังกลาวหากจำเลยไมมีมาตรการใด ๆ ในการแกไขปญหาที่

เกิดขึ้นยอมจะนำไปสูการปดกิจการลงอยางแนนอน ซึ่งจะสงผลกระทบในวงกวางตอลูกจาง

จำเลยทุกคน เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา จำเลยพยายามแกปญหาดังกลาวโดยการปรับโครงสราง


๑๑

องคกรและลดพนักงานที่ไมจำเปนลงอันเปนมาตรการที่จำเปนอยางหนึ่ง โดยจำเลยพยายามปรับ

ลดพนักงานใหนอยลงกลาวคือ เมื่อตนป ๒๕๕๙ จำเลยมีพนักงานทั้งสิ้น ๗๕ คน เมื่อมีพนักงาน
ลาออกหรือพนสภาพการเปนลูกจาง จำเลยจะใหพนักงานที่มีอยูปฏิบัติหนาที่แทนโดยไมมีการ

จางพนักงานใหม ทำใหเหลือพนักงานทั้งสิ้น ๖๖ คน ตอมาป ๒๕๖๐ จำเลยปรับโครงสรางองคกร

ใหมโดยการควบรวมหนวยงานซัพพลายเชนกับหนวยงานสนับสนุนการขายเขาเปนหนวยงาน
เดียวกัน และเมื่อตนป ๒๕๖๑ จำเลยไดยกเลิกการจางในตำแหนงใหมที่ไมจำเปน ๓ อัตรา คือ

ตำแหนงผูจัดการฝายขาย ตำแหนงภูมิภาคประจำประเทศอินโดนีเซียและประเทศเวียดนาม และ
ตำแหนงหัวหนางานฝายบริหารคุณภาพและทดสอบผลิตภัณฑ นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม

๒๕๖๑ จำเลยยังเพิ่มมาตรการลดคาใชจายเทาที่จำเปนตอการประกอบกิจการอีกหนึ่งมาตรการ

คือ มาตรการควบคุมการจายเงินที่มีมูลคาเกินกวา ๑,๐๐๐ บาท ตอครั้ง ตองไดรับอนุญาตจาก
ผูจัดการทั่วไป อันแสดงใหเห็นวาจำเลยพยายามแกไขปญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำดวยมาตรการ

ที่จำเปนแลว การที่จำเลยมีหนังสือแจงการเลิกจางโจทกทั้งสามจึงเปนกรณีที่มีเหตุผลเชื่อมโยง
ถึงมาตรการที่จำเปนของจำเลยในการแกไขปญหาดังกลาวขางตน ประกอบกับตำแหนงหนาที่

งานของโจทกทั้งสามตางก็มีเนื้องานที่เกี่ยวของกับเรื่องยอดขายสินคาของจำเลยทั้งสิ้น การที่

จำเลยตัดสินใจปรับลดจำนวนพนักงานในสวนที่เกี่ยวของกับยอดขายสินคาลงบางจึงเปนการใช
อำนาจในกรอบการบริหารงานองคกรที่มีเหตุผลเพื่อความอยูรอดของจำเลยตอไปมิใชเปนการ

ใชอำนาจตามอำเภอใจ ทั้งกอนการเลิกจางจำเลยยังจายคาจาง คาชดเชย และสินจางแทนการ

บอกกลาวลวงหนาใหแกโจทกทั้งสามครบถวนตามกฎหมาย และยังจายคาเสียหายอันเนื่องมาจาก
การเลิกจางใหแกโจทกทั้งสามเพิ่มเติมอีกสวนหนึ่งดวย เมื่อไมปรากฏขอเท็จจริงวาการที่

จำเลยเลิกจางโจทกทั้งสามเปนการเลือกปฏิบัติหรือมีเจตนากลั่นแกลงโจทกทั้งสาม กรณีจึงถือ

ไดวาจำเลยเลิกจางโจทกทั้งสามโดยมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ ไมใชการเลิกจางที่ไมเปนธรรม
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ที่ศาล

แรงงานภาค ๑ วินิจฉัยวาการที่จำเลยเลิกจางโจทกทั้งสามเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมนั้น
ไมตองดวยความเห็นของศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ อุทธรณของจำเลยขอนี้ฟงขึ้น เมื่อไดวินิจฉัย

ดังนี้แลว กรณีจึงไมจำตองวินิจฉัยอุทธรณของจำเลยขออื่นอีกตอไป

พิพากษากลับใหยกฟองโจทกทั้งสาม.



(ธีระพล ศรีอุดมขจร - อนุวัตร ขุนทอง - กนกรดา ไกรวิชญพงศ)


ฐานุตร เล็กสุภาพ - ยอ

วัชรินทร ฤชุโรจน - ตรวจ

๑๒

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๓๓/๒๕๖๓ นางสาวสุเจดา

ชัยสวัสดิ์อารี โจทก

บริษัทครัวการบินกรุงเทพ
จำกัด กับพวก จำเลย




พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙



แมคณะกรรมการของจําเลยที่ ๑ เทานั้นที่มีอํานาจกําหนดนโยบายหรือแนวทาง

การดําเนินกิจการของบริษัทจําเลยที่ ๑ รวมทั้งกิจการของบริษัทในเครือ แตการที่โจทก

เปนลูกจางจําเลยที่ ๑ มีตําแหนงประธานเจาหนาที่บริหารฝายการเงิน ซึ่งเปนหนึ่งในคณะ
ทํางานระดับสูงของบริษัทจําเลยที่ ๑ ที่ไดรับมอบหมายใหทําหนาที่เปนกรรมการบริษัท

ในเครือ โดยโจทกมีหนาที่เขารวมประชุมผูบริหารและประชุมกรรมการบริษัทดวย แมการ

แสดงความเห็นของโจทกในที่ประชุมผูบริหารมีลักษณะขัดแยงกับการทํางานของคณะ

ทํางานฝายบริหารรวมทั้งกรรมการผูจัดการทําใหจําเลยที่ ๒ ไดรับความอับอาย ก็เปนเรื่อง
ของการทํางานในหนาที่ที่มีความเห็นขัดแยงกัน ถือไมไดวาเปนความประพฤติที่เสื่อมเสีย

ถึงขั้นที่จําเลยที่ ๑ จะเลิกจางโจทกเสียไดทันที กรณีจึงยังไมมีเหตุอันสมควรเพียงพอแก

การเลิกจางโจทก จําเลยที่ ๑ เลิกจางโจทกไมเปนธรรม

การเปนนายจางตาม พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ (๒) ในกรณี
ที่นายจางเปนนิติบุคคล ผูที่เปนนายจางใหหมายความรวมถึงผูมีอํานาจกระทําการแทน

นิติบุคคลและผูซึ่งไดรับมอบหมายจากผูมีอํานาจกระทําการแทนนิติบุคคลใหทําการแทน

ดวย ดังนั้นการที่จําเลยที่ ๑ เปนนายจางของโจทก และจําเลยที่ ๑ มีจําเลยที่ ๒ เปนกรรมการ

ผูจัดการ มีอํานาจกระทําการแทนจําเลยที่ ๑ จําเลยที่ ๒ จึงมีฐานะเปนนายจางดวยตาม
บทบัญญัติขางตน แตอยางไรก็ตามฐานะของจําเลยที่ ๒ ที่เปนนายจางโจทกก็เปนใน

นามของจําเลยที่ ๑ ซึ่งเปนนิติบุคคล จําเลยที่ ๒ เพียงรวมรับผิดกับจําเลยที่ ๑ ซึ่งเปน

นิติบุคคลเทานั้น ไมตองรับผิดเปนสวนตัว ที่ศาลแรงงานภาค ๑ วินิจฉัยวา จําเลยที่ ๒ ไมตอง

รวมรับผิดกับจําเลยที่ ๑ ในการชําระคาเสียหายแกโจทก จึงไมตองดวยบทบัญญัติของ
กฎหมายดังกลาว





๑๓

โจทกฟอง ขอใหบังคับจำเลยทั้งสองรวมกันชำระคาเสียหายจากการเลิกจางไมเปนธรรม

และการทำละเมิด ๕,๑๘๔,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป นับแตวันเลิกจาง
เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก ใหจำเลยทั้งสองรวมกันออกหนังสือประกาศแกไขขาวให

โจทกโดยสงทางจดหมายอิเล็กทรอนิกสแกพนักงานทุกคนและปดไว ณ สำนักงานของจำเลยที่ ๑

และบริษัทในเครือในสถานที่เปดเผยเปนเวลาหนึ่งเดือนวาโจทกไมมีพฤติกรรมดังที่ระบุไวในหนังสือ

เลิกจาง

จำเลยทั้งสองใหการ ขอใหยกฟอง
ศาลแรงงานภาค ๑ พิพากษาใหจำเลยที่ ๑ ชำระคาเสียหายจากการเลิกจางไมเปน

ธรรม ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป นับถัดจากวันฟอง (ฟองวันที่ ๑

กุมภาพันธ ๒๕๖๒) เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก คำขออื่นนอกจากนี้ใหยก และยกฟอง
จำเลยที่ ๒

โจทกและจำเลยที่ ๑ อุทธรณ

ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ขอเท็จจริงรับฟงไดวา จำเลย

ที่ ๑ เปนนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๒ เปนประธานกรรมการบริหารและเปนหนึ่งใน

คณะกรรมการบริษัท โจทกเปนลูกจางจำเลยที่ ๑ ตั้งแตวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ ตำแหนงสุดทาย
เปนประธานเจาหนาที่บริหารฝายการเงิน ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๒๑๖,๐๐๐ บาท วันที่

๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเลิกจางโจทกอางวา โจทกมีความประพฤติและปฏิบัติ

ตนไมเหมาะสมกับตำแหนงผูบริหารระดับสูงขององคกร กลาวคือ โจทกปฏิบัติตนขัดแยงกับ
นโยบายที่ไดรับมอบหมายจากกรรมการผูจัดการเปนประจำและตอเนื่อง กระทำโดยตั้งใจและ

เจตนาทำใหกรรมการผูจัดการไดรับความอับอายในที่ประชุมผูบริหารประจำสัปดาห ประจำเดือน

และประชุมกรรมการบริษัทมาโดยตลอด สรางความแตกแยกในองคกรในเรื่องนโยบายการตลาด

ที่แตกตางจากนโยบายของบริษัท ไมยอมรับใน Code of Conduct ขอกำหนดในการทำงานและ

การบริหารงานของกรรมการผูจัดการ มีพฤติกรรมเปนปฏิปกษตอกรรมการผูจัดการทั้งตอหนา
และลับหลังในที่สาธารณะ และเปดเผยขอมูลภายในของบริษัทใหบุคคลภายนอกทำใหบริษัท

เสื่อมเสียชื่อเสียงและไดรับความเสียหาย

คดีมีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยที่ ๑ วา มีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่
จำเลยที่ ๑ จะเลิกจางโจทก จึงไมใชการเลิกจางไมเปนธรรมหรือไม เห็นวา แมคณะกรรมการของ

จำเลยที่ ๑ เทานั้นที่มีอำนาจกำหนดนโยบายหรือแนวทางการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ ๑

รวมทั้งกิจการของบริษัทในเครือ แตการที่โจทกเปนลูกจางจำเลยที่ ๑ มีตำแหนงประธานเจาหนาที่


๑๔

บริหารฝายการเงิน ซึ่งเปนหนึ่งในคณะทำงานระดับสูงของบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่ไดรับมอบหมาย

ใหทำหนาที่เปนกรรมการบริษัทในเครือโดยโจทกมีหนาที่เขารวมประชุมผูบริหารและประชุม
กรรมการบริษัทดวย แมการแสดงความเห็นของโจทกในที่ประชุมผูบริหารมีลักษณะขัดแยงกับ

การทำงานของคณะทำงานฝายบริหารรวมทั้งกรรมการผูจัดการ ทำใหจำเลยที่ ๒ ไดรับความ

อับอาย เมื่อการแสดงความเห็นของโจทกในที่ประชุมผูบริหารดังกลาวนี้ไมใชการแสดงอำนาจ

หนาที่ไปในทางกำหนดนโยบายหรือแนวทางการดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ เสียเอง อันจะเปน

การกระทำที่ขัดหรือแยงกับคำสั่งหรือนโยบายที่ไดรับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ซึ่งเปน
การกระทำนอกเหนือหนาที่และตอตานการบริหารงานของจำเลยที่ ๒ ผูเปนกรรมการผูจัดการ

ของจำเลยที่ ๑ และอาจสงผลใหธุรกิจของจำเลยที่ ๑ ดำเนินไปไมราบรื่นเทาที่ควร ทั้งการนำเรื่อง

การทำหนาที่บกพรองของพนักงานอื่นที่ไมเกี่ยวของในการประชุมมาพูดในที่ประชุม ก็มิใชเปน
การเปดเผยขอมูลภายในของบริษัทจำเลยที่ ๑ แกบุคคลภายนอก ที่จะสงผลใหจำเลยที่ ๑

เสียชื่อเสียงและไดรับความเสียหาย สวนขออางเรื่องการใชบัตรเครดิตสวนตัวของโจทกจายคาเดินทาง

ของพนักงานในบริษัทเพื่อใหเกิดประโยชนแกตนเองวาเปนการขัดตอจรรยาบรรณในการปฏิบัติ

หนาที่ทางธุรกิจของจำเลยที่ ๑ ศาลแรงงานภาค ๑ รับฟงขอเท็จจริงแลววา มิใชโจทกเพียงคน

เดียวที่ใชบัตรเครดิตสำรองจายคาใชจายในบางเรื่อง จำเลยที่ ๒ และกรรมการบริษัทก็ปฏิบัติ
เชนเดียวกันในกรณีจำเปน อีกทั้งเปนการใชจายจริงไมปรากฏการทุจริตเกี่ยวกับการใชบัตรเครดิต

ดังกลาว สำหรับการสรางความแตกแยกในองคกร ศาลแรงงานภาค ๑ ไดวินิจฉัยวา ไมปรากฏ

พฤติการณของโจทกที่มีตอลูกจางจำเลยที่ ๑ อยางไรวาเปนเหตุใหเกิดความแตกแยกในองคกร
ทั้งความบกพรองในเรื่องของการจายเงินเดือนพนักงาน การจายเงินใหบริษัทคูคาลาชานั้น มีการ

ประชุมหารือเพื่อแกปญหาดานการบริหารของฝายการเงินในชวงเดือนมีนาคม ๒๕๖๐ กอนที่มี

การเลิกจางโจทก ๑ ปเศษ โดยไมปรากฏวาโจทกยังคงปลอยปละละเลยใหเกิดปญหาเชนเดิม

หรือไมแกไขปญหาดังกลาวอีก แมจำเลยที่ ๑ จะไดพิจารณาแลวเห็นวา โจทกยังคงกระทำผิด

จนกระทั่งเกิดเหตุการณที่โจทกพูดในการประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๑
ทำใหจำเลยที่ ๒ ไดรับความอับอายในที่ประชุม เปนเหตุใหจำเลยที่ ๑ ตองเลิกจางโจทกตามที่

อุทธรณก็ตาม แตพฤติกรรมของโจทกดังที่ศาลแรงงานภาค ๑ รับฟงมานั้น เปนการแสดงออก

ถึงความเห็นที่ขัดแยงกับจำเลยที่ ๒ ยังไมมีผลกระทบตอการบริหารกิจการงานของจำเลยที่ ๑
อยางชัดเจน การที่โจทกมีพฤติกรรมในการทำงานที่กระทบตออารมณความรูสึกของจำเลยที่ ๒

ซึ่งเปนกรรมการผูจัดการใหไดรับความอับอายในที่ประชุม ก็เปนเรื่องของการทำงานในหนาที่

ที่มีความเห็นขัดแยงกัน ถือไมไดวาเปนความประพฤติที่เสื่อมเสียถึงขั้นที่จำเลยที่ ๑ จะเลิกจาง


๑๕

โจทกเสียไดทันที กรณีจึงยังไมมีเหตุอันสมควรเพียงพอแกการเลิกจางโจทก จำเลยที่ ๑ เลิกจาง

โจทกไมเปนธรรม ที่ศาลแรงงานภาค ๑ วินิจฉัยมานั้นตองดวยความเห็นของศาลอุทธรณ
คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณของจำเลยที่ ๑ ฟงไมขึ้น

ที่โจทกอุทธรณวา ศาลแรงงานภาค ๑ กำหนดคาเสียหายจากการเลิกจางไมเปนธรรม

แกโจทกเปนเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไมชอบดวยกฎหมาย ตามคำฟองโจทกไดอธิบายโดยชัดแจง

ซึ่งสภาพแหงขอหาและคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๑๗๒

วรรคสอง เกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานและอัตราเงินเดือน สวนคำเบิกความพยานโจทกก็เบิก
ความในรายละเอียดและอางพยานเอกสารไวครบถวนแลว เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความ

ของพยานจำเลย แสดงใหเห็นวาโจทกไดรับความเสียหายจริง ศาลแรงงานภาค ๑ กำหนด

คาเสียหายใหแกโจทกในจำนวนที่นอยเกินไป ไมไดไตสวนขอเท็จจริงใหชัดแจงเพื่อใหทราบจำนวน
ความเสียหายที่แทจริง เปนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไมครบถวนสมบูรณ กรณีตองมีการ

ไตสวนเพื่อรับฟงและกำหนดคาเสียหายขึ้นใหม ขอใหพิพากษาใหจำเลยทั้งสองชดใชคาเสียหาย

๕,๑๘๔,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยแกโจทก เห็นวา อุทธรณของโจทกดังกลาวเปนการโตเถียง

ดุลพินิจในการรับฟงพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๑ เพื่อนำไปสูขอกฎหมายวา ศาลแรงงาน

ภาค ๑ รับฟงพยานหลักฐานชอบหรือไม และกำหนดคาเสียหายชอบหรือไม เปนการอุทธรณ
โดยยกเหตุอื่น ๆ ขึ้นเพื่อโตแยงดุลพินิจในการกำหนดคาเสียหายของศาลแรงงานภาค ๑

อันเปนอุทธรณในขอเท็จจริง ซึ่งตองหามมิใหอุทธรณตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี

พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษไมรับวินิจฉัย
คดีมีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกวา จำเลยที่ ๒ จะตองรวมกับจำเลยที่ ๑

รับผิดในคาเสียหายตอโจทกหรือไม เห็นวา การเปนนายจางตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ (๒) ในกรณีที่นายจางเปนนิติบุคคล ผูที่เปนนายจางใหหมายความรวมถึง

ผูมีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผูซึ่งไดรับมอบหมายจากผูมีอำนาจกระทำการแทน

นิติบุคคลใหทำการแทนดวย ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ เปนนายจางของโจทก และจำเลยที่ ๑ มีจำเลย
ที่ ๒ เปนกรรมการผูจัดการ มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงมีฐานะเปนนายจาง

ดวยตามบทบัญญัติขางตน แตอยางไรก็ตามฐานะของจำเลยที่ ๒ ที่เปนนายจางโจทกก็เปน

ในนามของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเปนนิติบุคคล จำเลยที่ ๒ เพียงรวมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเปนนิติบุคคล
เทานั้น ไมตองรับผิดเปนสวนตัว ที่ศาลแรงงานภาค ๑ วินิจฉัยวา จำเลยที่ ๒ ไมตองรวมรับผิด

กับจำเลยที่ ๑ ในการชำระคาเสียหายแกโจทก จึงไมตองดวยบทบัญญัติของกฎหมายดังกลาว

อุทธรณของโจทกขอนี้ฟงขึ้น


๑๖

พิพากษาแกเปนวา ใหจำเลยที่ ๒ รวมกับจำเลยที่ ๑ ชำระคาเสียหายจากการเลิกจาง

ไมเปนธรรมพรอมดอกเบี้ยแกโจทก แตจำเลยที่ ๒ ไมตองรับผิดเปนสวนตัว นอกจากที่แกใหเปน
ไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๑.




(ผจงธรณ วรินทรเวช - โสภณ พรหมสุวรรณ - พิเชฏฐ รื่นเจริญ)




ธัชวุทธิ์ พุทธิสมบัติ - ยอ

สุโรจน จันทรพิทักษ - ตรวจ



























































๑๗

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘/๒๕๖๔ นายบัญญัติ กองวัง

โดยนางพัณณชิตา ทุมวัน

ผูเขาเปนคูความแทน โจทก

บริษัททศท คอรปอเรชั่น จำกัด

(มหาชน) หรือบริษัททีโอที จำกัด

(มหาชน) จำเลย



ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชนของพนักงาน

รัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ขอ ๔๕ (๓) ขอ ๔๖




แมจําเลยอางวาไดดําเนินการสอบสวนทางวินัยโจทกโดยถูกตองตามหลักเกณฑ

วิธีปฏิบัติขององคกรตามขั้นตอนเปนลําดับ และเปนไปตามระเบียบขอบังคับของจําเลย

วาดวย การพนักงาน พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่กําหนดไวโดยเครงครัดดวยความเปนธรรมทุกขั้นตอน

ไมเปนการกลั่นแกลงโจทกก็ตาม การพิจารณาวาโจทกกระทําผิดวินัยรายแรงหรือไม

หาไดพิจารณาเพียงการสอบสวนวาเปนไปโดยถูกตองตามลําดับขั้นตอนหรือไมเทานั้น
เนื่องจากมิไดเปนสิ่งที่ชี้ใหเห็นวาโจทกกระทําผิดวินัยรายแรงหรือไมแตตองพิจารณา

จากพยานหลักฐานอื่นประกอบดวย โจทกไมไดกระทําผิดวินัยอยางรายแรงตามขอบังคับ

องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย วาดวย การพนักงาน พ.ศ. ๒๕๓๖ ขอ ๔๔ และขอ ๔๖

เมื่อจําเลยมีคําสั่งไลออกโจทกอันเปนการเลิกจางโดยไมเขาขอยกเวนที่ไมตองจาย

คาชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน

ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ขอ ๔๖ จําเลยจึงตองจายคาชดเชยใหแกโจทกตาม

ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธฉบับดังกลาว ขอ ๔๕ (๓)

หลักเกณฑและเงื่อนไขในการจายเงินโบนัสหรือสิทธิที่ลูกจางจะไดรับเงินโบนัส

ยอมเปนไปตามขอตกลงระหวางนายจางกับลูกจางนั้น เมื่อจําเลยไดกําหนดหลักเกณฑ
เกี่ยวกับเงินโบนัสไวตามคําสั่งจําเลยที่ รง.๖/๒๕๔๗ เรื่อง โบนัส โดยกําหนดเกี่ยวกับจํานวน




๑๘

โบนัส การนับเวลาการปฏิบัติงานในปสํารวจโบนัส พนักงานที่มีสิทธิไดรับโบนัส การหัก

โบนัส วิธีการคํานวณอัตราเงินเดือนเฉลี่ยตอเดือน การชะลอการจายโบนัส การดําเนิน

การจายโบนัส โดยขอ ๔ กําหนดไววา “พนักงานที่มีสิทธิไดรับโบนัสประจําป จะตองเปน

ผูที่มีเวลาปฏิบัติงานในปสํารวจโบนัส ไมนอยกวา ๓ เดือน หรือ ๙๐ วัน และตองเปนผูที่

ไมถูกลงโทษทางวินัยถึงขั้นใหออก ไลออก หรือเลิกจางโดยมีความผิด” เมื่อศาลแรงงานกลาง

ฟงขอเท็จจริงแลววาโจทกไมไดกระทําผิดวินัยอยางรายแรง โจทกจึงยังคงมีสิทธิไดรับ
เงินโบนัสตามหลักเกณฑที่จําเลยกําหนดไว

โจทกเปนผูนําเครื่องโทรศัพทเคลื่อนที่ยี่หอ NOKIA รุน CITY MAN หมายเลขเครื่อง

๖๑๙๘๑ หมายเลข ปท. ๖๓๖๓๘/๓๓ ระบบ ๔๗๐ MHz หมายเลขโทรศัพท ๐๑-๒๑๐xxxx

ซึ่งเปนหนึ่งในของกลางที่เจาพนักงานตํารวจกองปราบปรามยึดไดจากบานของนาย ร.

มาขายใหแกนาย ร. ประกอบกับพฤติการณแหงคดีที่โจทกถูกกลาวหาวาใชอํานาจ

ในตําแหนงโดยทุจริตนําขอมูลเลขหมายโทรศัพทเคลื่อนที่ ระบบ ๔๗๐ MHz และรหัสผาน

จํานวน ๔๐ เลขหมาย ซึ่งเปนความลับในราชการแจงใหนาย ร. เพื่อนําขอมูลไปขายหรือ
ใหเชาโดยไมตองชําระคาโทรศัพทตามจํานวนที่ใชงานจริงจนถูกคณะกรรมการปองกัน

และปราบปรามการทุจริตแหงชาติไตสวนขอเท็จจริงและแจงผลขอใหจําเลยพิจารณาโทษ

ทางวินัยแกโจทก และมีการฟองดําเนินคดีอาญากับโจทก พฤติการณการกระทําของโจทก

ดังกลาวยอมมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จําเลยจะไมไววางใจใหโจทกปฏิบัติงานตอไปได

ทั้งยังถือไดวาเปนการกระทําอันไมสมแกการปฏิบัติหนาที่ของตนใหลุลวงไปโดยถูกตอง

และสุจริต การที่จําเลยเลิกจางโจทกเปนการเลิกจางที่มีเหตุอันสมควร ไมใชการเลิกจาง

ที่ไมเปนธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

มาตรา ๔๙ จําเลยไมตองจายคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมและสินจาง

แทนการบอกกลาวลวงหนาแกโจทก






โจทกฟองและแกไขคำฟอง ขอใหบังคับจำเลยชำระคาชดเชย คาจางแทนการบอกกลาว

ลวงหนา เงินโบนัสประจำปนับแตวันถูกไลออกจากงาน คาตอบแทนความชอบในการทำงานชวง

กอนเกษียณอายุ และคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรม พรอมดอกเบี้ยตามฟองแกโจทก

กับใหจำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานใหแกโจทก

๑๙

จำเลยใหการ ขอใหยกฟอง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาใหจำเลยชำระคาชดเชย ๑๖๙,๒๐๐ บาท สินจางแทนการ

บอกกลาวลวงหนา ๒๘,๒๐๐ บาท เงินโบนัส ๒๘,๒๐๐ บาท และคาเสียหายจากการเลิกจางที่

ไมเปนธรรม ๘๐๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของเงินดังกลาวทุกจำนวน

นับแตวันฟอง (ฟองวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖) เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก กับให

จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานใหโจทกโดยมีขอความระบุระยะเวลาการทำงาน ตำแหนง
งานและอัตราคาจางสุดทาย คำขออื่นนอกจากนี้ใหยก

โจทกและจำเลยอุทธรณตอศาลฎีกา

ระหวางพิจารณาของศาลฎีกา นายบัญญัติ โจทกถึงแกความตาย นางพัณณชิตา ผูรอง

ยื่นคำรองขอเขาเปนคูความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ใหศาลแรงงานกลางพิจารณา

พิพากษาใหมตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาใหจำเลยจายคาชดเชย ๑๖๙,๒๐๐ บาท สินจางแทนการ

บอกกลาวลวงหนา ๒๘,๒๐๐ บาท เงินโบนัส ๒๘,๒๐๐ บาท และคาเสียหายจากการเลิกจางที่

ไมเปนธรรม ๘๐๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของเงินดังกลาวทุกจำนวน
นับแตวันฟอง (ฟองวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖) เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก กับให

จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานใหโจทกโดยมีขอความระบุระยะเวลาการทำงาน ตำแหนง

และอัตราคาจางสุดทาย คำขออื่นนอกจากนี้ใหยก

จำเลยอุทธรณ

ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ใหศาลแรงงานกลาง

พิจารณาพิพากษาใหมตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาใหจำเลยจายคาชดเชย ๑๖๙,๒๐๐ บาท สินจางแทนการ

บอกกลาวลวงหนา ๒๘,๒๐๐ บาท เงินโบนัส ๒๘,๒๐๐ บาท และคาเสียหายจากการเลิกจาง

ที่ไมเปนธรรม ๘๐๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของเงินดังกลาวทุกจำนวน

นับแตวันฟอง (ฟองวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖) จนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก กับใหจำเลยออก

หนังสือรับรองการทำงานใหโจทกโดยมีขอความระบุระยะเวลาการทำงาน ตำแหนง และอัตรา
คาจางสุดทาย คำขออื่นนอกจากนี้ใหยก




๒๐

จำเลยอุทธรณ

ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ขอเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณา

ของศาลแรงงานกลางและที่ศาลแรงงานกลางฟงมาปรากฏวา จำเลยเปนรัฐวิสาหกิจ โจทกเคยเปน

ลูกจางจำเลย เริ่มทำงานเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ ๒๕๒๔ ตำแหนงสุดทายเปนนายชาง ๖

คาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๒๘,๒๐๐ บาท โจทกเปนผูนำเครื่องโทรศัพทเคลื่อนที่ยี่หอ NOKIA

รุน CITY MAN หมายเลขเครื่อง ๖๑๙๘๑ หมายเลข ปท. ๖๓๖๓๘/๓๓ ระบบ ๔๗๐ MHz หมายเลข
โทรศัพท ๐๑-๒๑๐๕xxx ซึ่งเปนหนึ่งในของกลางที่เจาพนักงานตำรวจกองปราบปรามยึดได

จากบานของนายระจินตมาขายใหแกนายระจินต จำเลยมีคำสั่ง ที่ ต.๕๘๖/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๖

สิงหาคม ๒๕๔๗ ลงโทษโจทกดวยการไลออก ตอมาพนักงานอัยการฟองโจทกเปนคดีอาญา

ฐานความผิดตอเจาพนักงานและความผิดตอพระราชบัญญัติองคการโทรศัพทแหงประเทศไทย

พ.ศ. ๒๔๙๗ และศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๓๕๒๙/๒๕๕๖ วา พยานหลักฐานของโจทกเทาที่นำสืบ

ยังมีความสงสัยตามสมควรวาจำเลย (โจทกในคดีนี้) กระทำความผิดตามฟองหรือไม เห็นสมควร

ยกประโยชนแหงความสงสัยใหจำเลย ใหยกฟอง แลววินิจฉัยวา ในคดีอาญาดังกลาวนายระจินต

เบิกความยืนยันวาประมาณตนป ๒๕๔๒ โจทกนำหมายเลขโทรศัพทเคลื่อนที่ระบบ ๔๗๐ MHz

พรอมรหัสปลดล็อกมาเสนอขายในราคาหมายเลขละ ๑๐๐ บาท นายระจินตถือวามีสวนรวมกระทำ

ความผิด คำเบิกความที่กลาวอางวาโจทกนำหมายเลขโทรศัพทเคลื่อนที่และรหัสปลดล็อกมาขายให

จึงตองฟงดวยความระมัดระวัง เรื่องที่นายระจินตอางวานำเงินไปชำระใหโจทกดวยการโอนเงิน
เขาบัญชีธนาคาร สาขาสะพานขาว นายระจินตไมยืนยันรายการใดบางที่นายระจินตโอนเงินเขา

บัญชี ลำพังการรูเพียงวาโจทกมีบัญชีธนาคาร สาขาสะพานขาว ไมมีน้ำหนักใหรับฟงวามีการโอน

เงินเขาบัญชีโจทก สวนการชำระเงินสดเปนขอเท็จจริงที่รูเห็นระหวางโจทกกับนายระจินต แมจะ

มีนายบุนยศักดิ์เบิกความสนับสนุนวานายระจินตเคยใหนายบุนยศักดิ์นำเงินไปใหแกโจทก แต

นายบุนยศักดิ์เปนพี่ชายของนายระจินตจึงตองฟงดวยความระมัดระวัง ในชั้นพิจารณานายบุนยศักดิ์

เบิกความวา เงินที่นำไปใหโจทกนายระจินตไมไดบอกวาใหไปชำระคาอะไรและบางครั้งบอกวา

ใหไปชำระหนี้ ซึ่งขัดกับคำใหการในชั้นสอบสวน สวนเรื่องคาตอบแทนในการซื้อหมายเลขโทรศัพท

นายระจินต นายบุนยศักดิ์ และนางเรณูตางเบิกความในชั้นพิจารณาและใหการในชั้นสอบสวน

เรื่องราคาหมายเลขโทรศัพทแตกตางกันมาก และกรณีรหัสปลดล็อกมีขอเท็จจริงหลายกรณีที่
บุคคลอื่นนอกจากโจทกอาจรูหมายเลขรหัสปลดล็อกไปใช ทางนำสืบของจำเลยมีแตเพียงวา




๒๑

คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีคำสั่งใหจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ความผิดทางวินัยแกโจทกและจำเลยดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการปองกันและปราบปราม

การทุจริตแหงชาติเทานั้น จึงไมอาจฟงไดวา โจทกกระทำผิดวินัยอยางรายแรงตามขอบังคับ

องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย วาดวย การพนักงาน พ.ศ. ๒๕๓๖ ขอ ๔๔ และขอ ๔๖

ฐานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่การงานโดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดรับประโยชน

ที่มิควรไดเปนการทุจริตตอหนาที่ และฐานเปดเผยความลับขององคการโทรศัพทและทางราชการ
อันเปนเหตุใหเสียหายแกจำเลยและทางราชการอยางรายแรง เมื่อจำเลยเลิกจางโจทกโดยไมมี

ความผิดจำเลยตองจายคาชดเชย สินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาและคาเสียหายจากการ

เลิกจางที่ไมเปนธรรมพรอมดอกเบี้ยแกโจทก การที่จำเลยเลิกจางโจทกวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๗

ยังไมครบกำหนดการจายเงินโบนัส แตโจทกไมมีความผิดและทำงานกับจำเลยในปดังกลาว

เปนเวลา ๗ เดือนเศษ เห็นควรใหมีสิทธิไดรับโบนัสตามสัดสวนเทากับคาจางอัตราสุดทาย

หนึ่งเดือน

คดีมีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยวา คำสั่งจำเลยที่ ต.๕๘๖/๒๕๔๗ ลงวันที่

๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ เรื่อง ลงโทษไลออก ดวยเหตุโจทกกระทำผิดวินัยอยางรายแรงตามขอบังคับ

องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย วาดวย การพนักงาน พ.ศ. ๒๕๓๖ ขอ ๔๔ และขอ ๔๖ เปน

คำสั่งที่ชอบดวยกฎหมายหรือไม และจำเลยตองจายคาชดเชย สินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา

คาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรม และเงินโบนัสแกโจทกตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
หรือไม เพียงใด เห็นวา แมจำเลยอางวาไดดำเนินการสอบสวนทางวินัยโจทกโดยถูกตองตาม

หลักเกณฑวิธีปฏิบัติขององคกรตามขั้นตอนเปนลำดับ และเปนไปตามระเบียบขอบังคับของจำเลย

วาดวย การพนักงาน พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่กำหนดไวโดยเครงครัดดวยความเปนธรรมทุกขั้นตอน ไมเปน

การกลั่นแกลงโจทกก็ตาม แตเมื่อศาลแรงงานกลางไดพิจารณาพยานหลักฐานที่คูความนำสืบใน

สำนวนประกอบเอกสารตาง ๆ แลวฟงขอเท็จจริงวา ทางนำสืบของจำเลยมีเพียงวา ทางคณะกรรมการ

ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีคำสั่งใหจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิด

ทางวินัยแกโจทก และจำเลยไดดำเนินการตามคำสั่งคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการ

ทุจริตแหงชาติเทานั้น ขอเท็จจริงไมอาจฟงไดวาโจทกกระทำผิดวินัยอยางรายแรงตามขอบังคับ

องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย วาดวย การพนักงาน พ.ศ. ๒๕๓๖ ขอ ๔๔ และขอ ๔๖
ฐานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่การงานโดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดรับประโยชน




๒๒

ที่มิควรได เปนการทุจริตตอหนาที่ และฐานเปดเผยความลับขององคการโทรศัพทและทางราชการ

อันเปนเหตุใหเสียหายแกจำเลยและทางราชการอยางรายแรง การพิจารณาวาโจทกกระทำผิด

วินัยรายแรงหรือไม หาไดพิจารณาเพียงการสอบสวนวาเปนไปโดยถูกตองตามลำดับขั้นตอน

หรือไมเทานั้น เนื่องจากมิไดเปนสิ่งที่ชี้ใหเห็นวาโจทกกระทำผิดวินัยรายแรงหรือไมแตตองพิจารณา

จากพยานหลักฐานอื่นประกอบดวย กรณีจึงตองฟงขอเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริง

มาวา โจทกไมไดกระทำผิดวินัยอยางรายแรงตามขอบังคับองคการโทรศัพทแหงประเทศไทย
วาดวย การพนักงาน พ.ศ. ๒๕๓๖ ขอ ๔๔ และขอ ๔๖ เมื่อจำเลยมีคำสั่งไลออกโจทกอันเปนการ

เลิกจางโดยไมเขาขอยกเวนที่ไมตองจายคาชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ

เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชนของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ขอ ๔๖ จำเลยจึงตอง

จายคาชดเชยใหแกโจทกตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธฉบับดังกลาว ขอ ๔๕ (๓)

สวนเงินโบนัสประจำปที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยใหจำเลยจายใหแกโจทกตามสัดสวนเทากับ

คาจางอัตราสุดทายหนึ่งเดือนนั้น เห็นวา หลักเกณฑและเงื่อนไขในการจายเงินโบนัสหรือสิทธิที่

ลูกจางจะไดรับเงินโบนัส ยอมเปนไปตามขอตกลงระหวางนายจางกับลูกจางนั้น เมื่อจำเลยได

กำหนดหลักเกณฑเกี่ยวกับเงินโบนัสไวตามคำสั่งจำเลยที่ รง.๖/๒๕๔๗ เรื่อง โบนัส โดยกำหนด

เกี่ยวกับจำนวนโบนัส การนับเวลาการปฏิบัติงานในปสำรวจโบนัส พนักงานที่มีสิทธิไดรับโบนัส

การหักโบนัส วิธีการคำนวณอัตราเงินเดือนเฉลี่ยตอเดือน การชะลอการจายโบนัส การดำเนินการ

จายโบนัส โดยขอ ๔ กำหนดไววา “พนักงานที่มีสิทธิไดรับโบนัสประจำป จะตองเปนผูที่มีเวลา
ปฏิบัติงานในปสำรวจโบนัส ไมนอยกวา ๓ เดือน หรือ ๙๐ วัน และตองเปนผูที่ไมถูกลงโทษ

ทางวินัยถึงขั้นใหออก ไลออก หรือเลิกจางโดยมีความผิด” เมื่อศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริงแลววา

โจทกไมไดกระทำความผิดวินัยอยางรายแรง โจทกจึงยังคงมีสิทธิไดรับเงินโบนัสตามหลักเกณฑ

ที่จำเลยกำหนดไว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยใหจำเลยจายคาชดเชยและเงินโบนัสพรอมดอกเบี้ย

แกโจทกนั้น ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวย อุทธรณของจำเลยสวนนี้ฟงไมขึ้น อยางไร

ก็ตาม การเลิกจางที่จะถือวาเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมนั้นตองพิเคราะหถึงเหตุแหงการเลิกจาง

วานายจางมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจางหรือไม ซึ่งเปนคนละเหตุกับการเลิกจางโดยไมตอง

จายคาชดเชย เมื่อขอเท็จจริงที่คูความไมไดโตแยงกันไดความวา โจทกเปนผูนำเครื่องโทรศัพท

เคลื่อนที่ยี่หอ NOKIA รุน CITY MAN หมายเลขเครื่อง ๖๑๙๘๑ หมายเลข ปท. ๖๓๖๓๘/๓๓
ระบบ ๔๗๐ MHz หมายเลขโทรศัพท ๐๑-๒๑๐๕xxx ซึ่งเปนหนึ่งในของกลางที่เจาพนักงานตำรวจ




๒๓

กองปราบปรามยึดไดจากบานของนายระจินตมาขายใหแกนายระจินต ประกอบกับพฤติการณ

แหงคดีที่โจทกถูกกลาวหาวาใชอำนาจในตำแหนงโดยทุจริตนำขอมูลเลขหมายโทรศัพทเคลื่อนที่

ระบบ ๔๗๐ MHz และรหัสผานจำนวน ๔๐ เลขหมาย ซึ่งเปนความลับในราชการแจงใหนายระจินต

เพื่อนำขอมูลไปขายหรือใหเชาโดยไมตองชำระคาโทรศัพทตามจำนวนที่ใชงานจริง จนถูก

คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติไตสวนขอเท็จจริงและแจงผลขอใหจำเลย

พิจารณาโทษทางวินัยแกโจทกและมีการฟองดำเนินคดีอาญากับโจทก พฤติการณการกระทำ
ของโจทกดังกลาวยอมมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จำเลยจะไมไววางใจใหโจทกปฏิบัติงานตอไปได

ทั้งพฤติกรรมที่โจทกมีความเกี่ยวของกับนายระจินตดังกลาวขางตนยังถือไดวาเปนการกระทำ

อันไมสมแกการปฏิบัติหนาที่ของตนใหลุลวงไปโดยถูกตองและสุจริต การที่จำเลยเลิกจางโจทก

จำเลยไมจำตองจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย

มาตรา ๕๘๓ และเปนการเลิกจางที่มีเหตุอันสมควร จึงไมใชการเลิกจางที่ไมเปนธรรมตาม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ จำเลย

ไมตองจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาและคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมแกโจทก

ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาใหจำเลยจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาและคาเสียหายจาก

การเลิกจางที่ไมเปนธรรมพรอมดอกเบี้ยแกโจทกนั้น ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษไมเห็นพองดวย

อุทธรณของจำเลยสวนนี้ฟงขึ้น

สวนที่จำเลยอุทธรณในตอนทายวา ในคดีอาญาที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟองโจทกนั้น
เนื่องจากมีเหตุเกี่ยวกับความสงสัยในพยานหลักฐานวาไมชัดแจงเทานั้น ไมไดบอกวาโจทกไมได

กระทำผิด จะนำผลในสวนคดีอาญาที่พิพากษายกฟองมาใชในคดีสวนแพงเกี่ยวกับความเสียหาย

ที่เกิดขึ้นไมไดนั้น เห็นวา คดีนี้ศาลแรงงานกลางไดพิจารณาพยานหลักฐานที่คูความนำสืบประกอบ

เอกสารตาง ๆ ในสำนวนคดีนี้และสำนวนคดีอาญาแลวใชดุลพินิจฟงขอเท็จจริงวา โจทกไมได

กระทำผิดวินัยอยางรายแรงตามขอบังคับองคการโทรศัพทแหงประเทศไทย วาดวย การพนักงาน

พ.ศ. ๒๕๓๖ ขอ ๔๔ และขอ ๔๖ หาใชเปนกรณีที่ศาลแรงงานกลางไดนำผลในสวนคดีอาญาที่

พิพากษายกฟองมาใชในคดีสวนแพงโดยตรงแตประการใดไม อุทธรณของจำเลยขอนี้ฟงไมขึ้น












๒๔

พิพากษาแกเปนวา จำเลยไมตองจายคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมและ

สินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาพรอมดอกเบี้ยแกโจทก นอกจากที่แกใหเปนไปตามคำพิพากษา

ศาลแรงงานกลาง.



(ปณิธาน วิสุทธากร - วิโรจน ตุลาพันธุ - ไพรัช โปรงแสง)




พรรณทิพย วัฒนกิจการ - ยอ

วัชรินทร ฤชุโรจน - ตรวจ



























































๒๕

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๓๑๒/๒๕๖๔ นางสาววารินทร

จงสมสุข โจทก

บริษัท ๓ เอ็ม
ประเทศไทย จำกัด จำเลย




ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๖, ๕๘๒

พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗, ๑๑๘
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙




นายจางมีหนาที่จายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา คาชดเชย และคาเสียหาย

จากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมใหแกลูกจางตอเมื่อไดบอกเลิกสัญญาจางหรือเลิกจาง

ลูกจางตามหลักเกณฑที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๑๘ แหง พ.ร.บ. คุมครอง
แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๘๒ แหง ป.พ.พ. มาตรา ๔๙ แหง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน

และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีนี้โจทกฟองเรียกสินจางแทนการบอกกลาว

ลวงหนา คาชดเชย และคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรม โดยอางเหตุวาจําเลย
เลิกจางโจทกโดยไมไดกระทําผิดและไมไดบอกกลาวลวงหนาเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรม

จําเลยใหการตอสูวา โจทกพนสภาพจากการเปนลูกจางจําเลยเนื่องจากลาออก จึงไมมี

สิทธิไดรับเงินดังกลาว กรณีจึงมีขอพิจารณาสําคัญวาจําเลยเลิกจางโจทกหรือไม เมื่อ

ขอเท็จจริงไดความตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาเปนยุติวา โจทกสมัครใจลาออกเอง

โดยมิไดถูกจําเลยบังคับขมขูดังที่อาง พฤติการณยอมถือไดวาเปนการที่ลูกจางบอกเลิก
สัญญาจางโดยสมัครใจ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๖ ไมใชกรณีนายจางเลิกจางลูกจางอันจะ

ทําใหนายจางมีหนาที่ตองจายเงินแกลูกจางตามบทบัญญัติขางตน ดังนั้น โจทกจึงไมมี

สิทธิไดรับสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา คาชดเชย และคาเสียหายจากการเลิกจาง
ที่ไมเปนธรรมจากจําเลย







โจทกฟอง ขอใหบังคับจำเลยจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา ๓๙๗,๙๘๖.๔๕ บาท
พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอปนับแตวันฟองจนกวาจะชำระเสร็จ คาชดเชย ๕,๓๐๖,๔๐๐ บาท

พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕ ตอป นับแตวันฟองจนกวาจะชำระเสร็จ คาเสียหายจากการ


๒๖

เลิกจางที่ไมเปนธรรม ๗๒,๑๙๙,๓๙๖.๘๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕ ตอป นับแต

วันฟองจนกวาจะชำระเสร็จ คาหุนบริษัทจำเลยประจำป ๒๕๖๒ จำนวน ๑๑๔ หุน หุนละ

๑๕๐ ดอลลารสหรัฐ คิดเปนเงิน ๕๕๕,๔๐๘ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕ ตอป นับแตวันฟอง
จนกวาจะชำระเสร็จ กับใหจำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานแกโจทก

จำเลยใหการ ขอใหยกฟอง

ระหวางพิจารณา โจทกขอสละประเด็นเรื่องหนังสือรับรองการทำงาน

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาใหจำเลยชำระคาหุนบริษัทจำเลยประจำป ๒๕๖๒ เปนเงิน
๕๕๕,๔๐๘ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงินดังกลาวนับแตวันฟอง (ฟอง

วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๓) เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก คำขออื่นนอกจากนี้ใหยก

โจทกอุทธรณ

ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริง
วา จำเลยเปนนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการคาฟลมกรองแสงทุกชนิด โจทกเปน

ลูกจางจำเลย เขาทำงานเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๗ ตำแหนงสุดทายเปนผูอำนวยการกลุม

ธุรกิจขนสงและอิเล็กทรอนิกสและเปนกรรมการผูมีอำนาจจำเลย มีหนาที่กำกับดูแลธุรกิจฟลมติด

รถยนต ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๓๙๗,๙๘๖.๔๕ บาท กำหนดจายคาจางทุกวันสิ้นเดือน
เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๓ โจทกเขียนจดหมายขอลาออกยื่นตอจำเลย ใหมีผลตั้งแตวันที่

๑ มีนาคม ๒๕๖๓ โดยกอนที่โจทกเขียนจดหมายขอลาออก เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๓

จำเลยมีคำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทกกลาวหาวาโจทกฝาฝนหรือหลีกเลี่ยง

ไมปฏิบัติตามขอบังคับเกี่ยวกับการทำงานและจรรยาบรรณของบริษัทวาดวยความขัดแยงดาน
ผลประโยชน เนื่องจากไดรับการรองเรียนวาโจทกและสามีไดรับผลประโยชนจากการประกอบธุรกิจ

รวมกับลูกคาผูแทนจำหนายฟลมกรองแสงรถยนตของจำเลยบางราย คณะกรรมการสอบสวน

ใหโจทกมาใหถอยคำเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๕๖๓ หลังจากนั้นวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๓

ตัวแทนของจำเลยแจงผลการสอบสวนใหโจทกทราบวาโจทกกระทำผิดวินัยรายแรง และจำเลย
มีมติตามที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นใหเลิกจาง แตอยูระหวางการรวบรวมพยาน

หลักฐานเพื่อพิสูจนความเสียหายเปนตัวเงิน แลววินิจฉัยวา โจทกเปนฝายเสนอขอใหจำเลย

เปลี่ยนเปนโจทกลาออกเพื่อยุติเรื่องที่จำเลยแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก ซึ่งจะ

ทำใหโจทกมีสิทธิไดรับผลประโยชนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในสวนเงินสมทบของนายจาง
เปนการที่โจทกสมัครใจลาออกเอง มิไดถูกจำเลยบังคับขมขู จำเลยไมไดเลิกจางโจทก โจทกจึง

ไมมีสิทธิไดรับคาชดเชย สินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา และคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไม


๒๗

เปนธรรม คงมีสิทธิไดรับเฉพาะคาหุนบริษัทจำเลยประจำป ๒๕๖๒ จำนวน ๑๑๔ หุน จึงกำหนด

ใหจำเลยชำระคาหุนพรอมดอกเบี้ยแกโจทก

ที่โจทกอุทธรณวา โจทกมิไดลาออกเอง แตเปนเพราะจำเลยมีเจตนาเลิกจางโจทกมา
แตแรก โดยแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทกกลาวหาวาโจทกฝาฝนขอบังคับเกี่ยวกับการ

ทำงานและจรรยาบรรณของบริษัทวาดวยความขัดแยงดานผลประโยชนซึ่งไมมีมูลความจริง และ

นำผลการสอบสวนที่ไมชอบมาบังคับกดดันใหโจทกลาออก ทำใหโจทกเกิดความกลัวเสื่อมเสีย

ประวัติและไมไดรับเงินใด ๆ อันเปนสิทธิตามกฎหมาย จึงเปนการลาออกโดยไมสมัครใจนั้น เห็นวา
เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟงพยานหลักฐานแลววินิจฉัยขอเท็จจริงวา โจทกเปนฝายเสนอขอให

จำเลยเปลี่ยนเปนโจทกลาออก เพื่อยุติเรื่องที่จำเลยแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก

ซึ่งจะทำใหโจทกมีสิทธิไดรับผลประโยชนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในสวนเงินสมทบของนายจาง

เปนการที่โจทกสมัครใจลาออกเอง มิไดถูกจำเลยบังคับขมขูดังที่อาง ดังนี้ อุทธรณของโจทก
ดังกลาวจึงเปนการโตแยงดุลพินิจในการรับฟงพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อใหรับฟง

ขอเท็จจริงเปนดังที่โจทกอุทธรณ จึงเปนอุทธรณในขอเท็จจริง ซึ่งตองหามมิใหอุทธรณตาม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษไมรับวินิจฉัย
คงมีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกวา โจทกมีสิทธิไดรับสินจางแทนการบอก

กลาวลวงหนา คาชดเชย และคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมจากจำเลยซึ่งเปนนายจาง

หรือไม เห็นวา นายจางมีหนาที่จายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนา คาชดเชย และคาเสียหาย

จากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมใหแกลูกจางตอเมื่อไดบอกเลิกสัญญาจางหรือเลิกจางลูกจางตาม
หลักเกณฑที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๑๘ แหงพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๘๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย และมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติ

จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีนี้โจทกฟองเรียกสินจางแทนการ

บอกกลาวลวงหนา คาชดเชย และคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรม โดยอางเหตุวาจำเลย
เลิกจางโจทกโดยไมไดกระทำผิดและไมไดบอกกลาวลวงหนา เปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรม จำเลย

ใหการตอสูวา โจทกพนสภาพจากการเปนลูกจางจำเลยเนื่องจากลาออก จึงไมมีสิทธิไดรับเงิน

ดังกลาว กรณีจึงมีขอพิจารณาสำคัญวาจำเลยเลิกจางโจทกหรือไม เมื่อขอเท็จจริงไดความตาม

ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาเปนยุติวา โจทกสมัครใจลาออกเอง โดยมิไดถูกจำเลยบังคับขมขู
ดังที่อาง พฤติการณยอมถือไดวาเปนการที่ลูกจางบอกเลิกสัญญาจางโดยสมัครใจ ตามประมวล

กฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๓๘๖ ไมใชกรณีนายจางเลิกจางลูกจางอันจะทำใหนายจางมี


๒๘

หนาที่ตองจายเงินแกลูกจางตามบทบัญญัติขางตน ดังนั้น โจทกจึงไมมีสิทธิไดรับสินจางแทน

การบอกกลาวลวงหนา คาชดเชย และคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรมจากจำเลย ที่ศาล

แรงงานกลางวินิจฉัยปญหานี้มานั้น ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวย อุทธรณของโจทก
ฟงไมขึ้น

พิพากษายืน.




(โสภณ พรหมสุวรรณ - ผจงธรณ วรินทรเวช - พิเชฏฐ รื่นเจริญ)




กิตติ เนตรประเสริฐชัย - ยอ
วัชรินทร ฤชุโรจน - ตรวจ






















































๒๙

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๕๐๐/๒๕๖๔ นางสาวสุภาภรณ

จินตสุภัค โจทก

บริษัทไทยชิมิสึ จำกัด จำเลย



ป.พ.พ. มาตรา ๗, ๒๒๔

ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕)

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙, ๕๗
พ.ร.ก. แกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พ.ศ. ๒๕๖๔




การเลิกจางที่จะถือวาเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมนั้นตองพิเคราะหถึงเหตุแหง

การเลิกจางในขณะที่เลิกจางวา นายจางมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจางหรือไม
แมจําเลยจะอางวาจําเลยมีรายไดลดลงและมีผลขาดทุนในป ๒๕๖๒ ก็ตาม แตเมื่อศาล

แรงงานกลางฟงขอเท็จจริงแลววา ชวงเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ๒๕๖๓ ซึ่งเปน

ชวงเวลาที่จําเลยเลิกจางโจทก จําเลยมีรายไดจากการประกอบธุรกิจกอสรางจากผูวาจาง

หลายรายและหลายโครงการ มิไดขาดทุนตามที่กลาวอาง การที่จําเลยเลิกจางโจทกเพราะ
เหตุปริมาณงานลดลง จําเลยตองลดจํานวนพนักงานบางสวนและไมมีงานตอเนื่องรองรับ

ในอนาคตอันใกลเปนไปเพื่อประโยชนของจําเลยซึ่งเปนนายจางเพียงฝายเดียว โดยไม

ปรากฏวาจําเลยประกอบธุรกิจขาดทุนจนไมสามารถพยุงฐานะทางการเงินของจําเลย

ใหอยูรอดตอไปได ทั้งยังไดความวาจําเลยจะจายโบนัสและเพิ่มเงินเดือนใหแกพนักงาน
นอกจากนี้โจทกก็มิไดกระทําผิดขอบังคับเกี่ยวกับการทํางานของจําเลย เชนนี้การที่จําเลย

เลิกจางโจทกเพราะเหตุดังที่กลาวอางมาในอุทธรณ จึงยังไมมีเหตุที่สมควรและเพียงพอ

เปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมอยูนั่นเอง

อนึ่ง ระหวางการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณคดีชํานัญพิเศษปรากฏวามีการ
ประกาศใช พ.ร.ก. แกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีผล

ใชบังคับตั้งแตวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ โดยพระราชกําหนดดังกลาวไดแกไข ป.พ.พ.

มาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ เปนผลใหอัตราดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตรารอยละ

๗.๕ ตอป เปนอัตรารอยละ ๕ ตอป หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยน
โดยตราเปนพระราชกฤษฎีกาแตไมกระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหวาง

ชวงเวลากอนที่พระราชกําหนดนี้ใชบังคับ ศาลอุทธรณคดีชํานัญพิเศษจึงตองกําหนด


๓๐

ดอกเบี้ยตามพระราชกําหนดดังกลาว ซึ่งการกําหนดอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกำหนด

ดังกลาวเปนขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลอุทธรณ

คดีชํานัญพิเศษเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยไดเองแมไมมีคูความฝายใดยื่นอุทธรณในประเด็นนี้
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗






โจทกฟอง ขอใหบังคับจำเลยจายคาเสียหายจากการเลิกจางไมเปนธรรมเทากับคาจาง

รายเดือนรวม ๑๕ เดือน เปนเงิน ๔๓๕,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป นับแต

วันฟองเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก
จำเลยใหการและฟองแยง ขอใหยกฟองและบังคับใหโจทกใชคาเสียหาย ๑๖๐,๐๐๐ บาท

แกจำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไมรับฟองแยงของจำเลย

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาใหจำเลยจายคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรม

๔๓๕,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป นับแตวันฟอง (วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓)
เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก

จำเลยอุทธรณ

ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริง
วา เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ ๒๕๔๘ จำเลยจางโจทกเขาทำงานเปนลูกจาง ตำแหนงสุดทายเปน

พนักงานบัญชี ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๒๙,๐๐๐ บาท กำหนดจายคาจางทุกวันที่ ๒๕

ของเดือน ตอมาวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๓ จำเลยมีหนังสือเลิกจางโจทกอางเหตุวา จำเลยตอง

เลิกจางพนักงานซึ่งไมมีงานทำ หรือมีงานเล็กนอยและไมมีงานตอเนื่องรองรับในอนาคตอันใกล

โดยใหมีผลในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๓ วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๓ โจทกไดรับคาชดเชยจาก
จำเลยเปนเงิน ๓๒๖,๘๐๐ บาท แลววินิจฉัยวา เมื่อพิจารณารายละเอียดโครงการของจำเลย

พบวาในชวงเดือนมีนาคมและเมษายน ๒๕๖๓ ซึ่งเปนชวงเวลาเดียวกับที่จำเลยเลิกจางโจทก

จำเลยมีรายไดจากการประกอบธุรกิจกอสรางกับผูวาจางหลายรายและหลายโครงการประมาณ
๓๐ โครงการ มิไดขาดทุนตามที่จำเลยกลาวอาง ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจางโจทกอางเหตุปริมาณ

งานของจำเลยลดลง จำเลยตองลดจำนวนพนักงานบางสวนซึ่งไมมีงานหรือมีงานเล็กนอยและ

ไมมีงานตอเนื่องรองรับในอนาคตอันใกล จึงเปนไปเพื่อประโยชนของจำเลยซึ่งเปนนายจางเพียง


๓๑

ฝายเดียว โดยไมปรากฏวาจำเลยประกอบธุรกิจขาดทุนจนไมสามารถพยุงฐานะทางการเงินของ

บริษัทใหอยูรอดไดตอไป แตกลับไดความวาจำเลยจะจายโบนัสใหแกพนักงานและจายเงินเดือน
สูงขึ้นใหพนักงานที่ไดเลื่อนตำแหนงที่สูงขึ้น ทั้งโจทกมิไดกระทำผิดขอบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

การที่จำเลยเลิกจางโจทกจึงเปนการเลิกจางที่ไมมีเหตุอันสมควรและเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรม

คดีมีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของจำเลยวา ที่จำเลยเลิกจางโจทกเปนการเลิกจาง
ที่ไมเปนธรรมหรือไม เห็นวา การเลิกจางที่จะถือวาเปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมนั้นตองพิเคราะห

ถึงเหตุแหงการเลิกจางในขณะที่เลิกจางวา นายจางมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจางหรือไม

แมจำเลยจะอางวาจำเลยมีรายไดลดลงและมีผลขาดทุนในป ๒๕๖๒ ก็ตาม แตเมื่อศาลแรงงาน
กลางฟงขอเท็จจริงแลววา ชวงเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ๒๕๖๓ ซึ่งเปนชวงเวลาที่จำเลย

เลิกจางโจทก จำเลยมีรายไดจากการประกอบธุรกิจกอสรางจากผูวาจางหลายรายและหลาย

โครงการ มิไดขาดทุนตามที่กลาวอาง การที่จำเลยเลิกจางโจทกเพราะเหตุปริมาณงานลดลง
จำเลยตองลดจำนวนพนักงานบางสวนและไมมีงานตอเนื่องรองรับในอนาคตอันใกลเปนไปเพื่อ

ประโยชนของจำเลยซึ่งเปนนายจางเพียงฝายเดียว โดยไมปรากฏวาจำเลยประกอบธุรกิจขาดทุน

จนไมสามารถพยุงฐานะทางการเงินของจำเลยใหอยูรอดตอไปได ทั้งยังไดความวาจำเลยจะจาย
โบนัสและเพิ่มเงินเดือนใหแกพนักงาน นอกจากนี้โจทกก็มิไดกระทำผิดขอบังคับเกี่ยวกับการทำ

งานของจำเลย เชนนี้การที่จำเลยเลิกจางโจทกเพราะเหตุดังที่กลาวอางมาในอุทธรณ จึงยังไมมี

เหตุที่สมควรและเพียงพอ เปนการเลิกจางที่ไมเปนธรรมอยูนั่นเอง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย
มานั้นศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวย อุทธรณของจำเลยฟงไมขึ้น

อนึ่ง ระหวางการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษปรากฏวามีการประกาศ

ใชพระราชกำหนดแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีผลใชบังคับ
ตั้งแตวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ โดยพระราชกำหนดดังกลาวไดแกไขประมวลกฎหมายแพงและ

พาณิชยมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ เปนผลใหอัตราดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตรารอยละ

๗.๕ ตอป เปนอัตรารอยละ ๕ ตอป หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตรา
เปนพระราชกฤษฎีกาแตไมกระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหวางชวงเวลากอนที่

พระราชกำหนดนี้ใชบังคับ ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษจึงตองกำหนดดอกเบี้ยตามพระราชกำหนด

ดังกลาวซึ่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกำหนดดังกลาวเปนขอกฎหมายอันเกี่ยวดวย
ความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยไดเอง

แมไมมีคูความฝายใดยื่นอุทธรณในประเด็นนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง

มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๕๗


๓๒

พิพากษาแกเปนวา ใหจำเลยจายคาเสียหายจากการเลิกจางที่ไมเปนธรรม ๔๓๕,๐๐๐ บาท

พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป นับแตวันฟอง (วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓) เปนตนไป
จนถึงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ และใหจายดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๕ ตอป นับแตวันที่ ๑๑ เมษายน

๒๕๖๔ เปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จแกโจทก ทั้งนี้ใหปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตาม

พระราชกฤษฎีกา แตตองไมเกินรอยละ ๗.๕ ตอป นอกจากที่แกใหเปนไปตามคำพิพากษา

ศาลแรงงานกลาง.



(ดํารงค ทรัพยผล - อนันต คงบริรักษ - สุวรรณา แกวบุตตา)




พรรณทิพย วัฒนกิจการ - ยอ

วัชรินทร ฤชุโรจน - ตรวจ



















































๓๓

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๖๒๒ - ๖๒๓/๒๕๖๔ นางสาวสุวินันท จันทรดี

กับพวก โจทก
นางสาวสุภาวิตา

บวรชัยฤทธิ์ ในฐานะพนักงาน

ตรวจแรงงาน กับพวก จำเลย



พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง



พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง บัญญัติวา การเลิกจาง

ตามมาตรานี้ หมายความวา การกระทำใดที่นายจางไมใหลูกจางทำงานตอไปและ

ไมจายคาจางให ไมวาจะเปนเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจางหรือเหตุอื่นใด และหมายรวมถึง
กรณีที่ลูกจางไมไดทำงานและไมไดรับคาจางเพราะเหตุที่นายจางไมสามารถดำเนินกิจการ

ตอไป ดังนั้น ในความหมายของการเลิกจางดังกลาวขางตน จะตองเปนกรณีที่นายจาง

ตองกระทำการใดที่ไมใหลูกจางทำงานตอไปและไมจายคาจางให การที่นาย ฤ. ผูจัดการของ
จำเลยที่ ๒ พูดวาเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ นาจะไดรับคาจางครั้งสุดทายและเดือนธันวาคม

๒๕๖๒ จะไมไดรับคาจาง ใครอยูก็ไดแตไมไดเงินใครไมอยูใหไปหางานทำ ถาจำเลยที่ ๒

ยังไมไดจายคาเชาใหกับเจาของตึก ราน ม. นาจะเปดถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ และ
นางสาว ผ. ภริยาของนาย ฤ. พูดวาไมตองมาทำงานแลวไมไดเงินเดือนดีกวามาทำงาน

แตไมไดเงินเดือนจะเสียความรูสึกกัน ก็เปนเพียงคำพูดในลักษณะที่คาดการณลวงหนา

ของบุคคลทั้งสองที่ไมมีลักษณะเปนการพูดเจาะจงวาจำเลยที่ ๒ ไมใหโจทกทั้งสองมาทำงาน
และจะไมจายคาจางใหอยางแนนอน สวนขอความที่นาย ฤ. สงในแอพพลิเคชั่นไลนวา

“แจงพนักงานทุกทานวันนี้ไดมีการประชุมมีมติใหพนักงานทำเรื่องลาออก และจะมีการ
แจงออกจากประกันสังคมใหภายในวันนี้...” ก็เปนเพียงขอเสนอของจำเลยที่ ๒ ที่ใหพนักงาน

ที่เปนลูกจางตัดสินใจวาจะลาออกหรือไมเทานั้น ยังไมมีลักษณะเปนการเลิกจางแตอยางใด

การที่ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริงแลววาไมปรากฏขอเท็จจริงวาจำเลยที่ ๒ ไดบอกเลิก
สัญญาจางแรงงานกับโจทกทั้งสอง และไมปรากฏขอเท็จจริงวาจำเลยที่ ๒ ไมใหโจทกทั้งสอง

ทำงานตอไปและไมจายคาจางให และเมื่อโจทกทั้งสองใชสิทธิลาหยุดตามประเพณีตั้งแต

วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ จนถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ แลวไมกลับมาทำงานใหแก
จำเลยที่ ๒ อีกเลย จึงเปนกรณีที่โจทกทั้งสองเปนฝายแสดงเจตนาเลิกสัญญาจางแรงงาน

กับจำเลยที่ ๒ โดยปริยาย ไมใชเปนกรณีที่จำเลยที่ ๒ เลิกสัญญาจางกับโจทกทั้งสอง


๓๔

โจทกทั้งสองสำนวนฟอง ขอใหเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการ

และคุมครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ๙ ที่ ๗๙/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๓ ของ
จำเลยที่ ๑ และขอใหบังคับจำเลยที่ ๒ จายคาจางในวันหยุดพักผอนประจำปของป ๒๕๖๒ ใหแก

โจทกที่ ๑ จำนวน ๗,๙๓๓.๓๓ บาท คาจางแทนการบอกกลาวลวงหนาใหแกโจทกทั้งสองคนละ

๒๖,๐๖๖.๖๖ บาท คาชดเชยแกโจทกที่ ๑ จำนวน ๕๑,๐๐๐ บาท และใหแกโจทกที่ ๒ จำนวน

๑๗,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕ ตอป ของตนเงินแตละจำนวนดังกลาว นับแต

วันผิดนัด (วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๒) เปนตนไปจนกวาชำระเสร็จแกโจทกที่ ๑ พรอมดอกเบี้ยอัตรา
รอยละ ๑๕ ตอป ของตนเงินแตละจำนวนดังกลาว นับแตวันเลิกจาง (วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒)

เปนตนไปจนกวาชำระเสร็จแกโจทกที่ ๒ และคาจางของเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ ใหแกโจทกทั้งสอง

คนละ ๙,๐๖๖.๖๖ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕ ตอป นับแตวันผิดนัด (วันที่ ๑ มกราคม
๒๕๖๓) เปนตนไปจนกวาชำระเสร็จแกโจทกทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ใหการ ขอใหยกฟอง

จำเลยที่ ๒ ไมใหการ ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาใหเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการ

และคุมครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ๙ ที่ ๗๙/๒๕๖๓ บางสวน โดยเพิกถอนเฉพาะขอ ๒.๑
หนาที่ ๑๖ และขอ ๓.๑ หนาที่ ๑๗ และพิพากษาใหจำเลยที่ ๒ ชำระคาจางตั้งแตวันที่ ๑ ถึงวันที่

๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ เปนเงินคนละ ๙,๐๖๖.๖๖ บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ ๑๕ ตอป นับแต

วันผิดนัด (วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓) เปนตนไปจนกวาชำระเสร็จแกโจทกทั้งสอง คำสั่งพนักงาน
ตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุมครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ๙ ที่ ๗๙/๒๕๖๓

ในสวนอื่นชอบดวยกฎหมายไมมีเหตุใหเพิกถอน จึงพิพากษายกฟองโจทกทั้งสองในสวนที่ไม

เพิกถอน

โจทกทั้งสองอุทธรณ

ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริง
วา โจทกทั้งสองเปนลูกจางจำเลยที่ ๒ ทำงานตำแหนงพนักงานตอนรับอยูที่รานแมกซิมัส ยิม

ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ ๑๗,๐๐๐ บาท กำหนดจายคาจางทุกวันที่ ๑ ของเดือน โจทก

ทั้งสองทราบจากนายฤกษสุริยา ผูจัดการรานวาเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ นาจะไดรับคาจางครั้ง
สุดทายและเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ จะไมไดรับคาจาง ใครอยูก็ไดแตไมไดรับเงิน แตถาใครไมอยูให

ไปหางานทำ ถาจำเลยที่ ๒ ยังไมจายคาเชาตึก จำเลยที่ ๒ นาจะเปดกิจการถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม

๒๕๖๒ และนางสาวผกากรอง (ไมทราบนามสกุล) ภริยานายฤกษสุริยาพูดวาไมตองมาทำงาน


๓๕

แลวไมไดเงินเดือนดีกวามาทำงานแตไมไดเงินเดือนจะเสียความรูสึกกัน และในวันที่ ๑๐ ธันวาคม

๒๕๖๒ นายฤกษสุริยาลงขอความในแอพพลิเคชั่นไลนวาที่ประชุมมีมติใหพนักงานทำเรื่องลาออก
โจทกทั้งสองใชสิทธิลาหยุดตามประเพณีตั้งวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒

แลววินิจฉัยวาการที่โจทกทั้งสองใชสิทธิลาหยุดตามประเพณีจนถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒

แลวไมกลับมาทำงานอีกเลยถือวาโจทกทั้งสองเปนฝายเลิกสัญญาจางแรงงานกับจำเลยที่ ๒

โดยปริยาย ไมใชเปนกรณีที่จำเลยที่ ๒ เลิกจางโจทกทั้งสอง โจทกทั้งสองจึงไมมีสิทธิไดรับคาจาง

แทนการบอกกลาวลวงหนา คาชดเชย และคาจางสำหรับวันหยุดพักผอนประจำป แตโจทกทั้งสอง
มีสิทธิไดรับคาจางถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ เปนเงินคนละ ๙,๐๖๖.๖๖ บาท พรอมดอกเบี้ย

อัตรารอยละ ๑๕ ตอป

มีปญหาตองวินิจฉัยตามอุทธรณของโจทกทั้งสองวา จำเลยที่ ๒ เลิกจางโจทกทั้งสอง
หรือไม เห็นวา พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง บัญญัติวา

การเลิกจางตามมาตรานี้ หมายความวา การกระทำใดที่นายจางไมใหลูกจางทำงานตอไปและ

ไมจายคาจางให ไมวาจะเปนเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจางหรือเหตุอื่นใด และหมายรวมถึงกรณีที่

ลูกจางไมไดทำงานและไมไดรับคาจางเพราะเหตุที่นายจางไมสามารถดำเนินกิจการตอไป ดังนั้น

ในความหมายของการเลิกจางดังกลาวขางตน จะตองเปนกรณีที่นายจางตองกระทำการใดที่ไม
ใหลูกจางทำงานตอไปและไมจายคาจางให การที่นายฤกษสุริยา ผูจัดการของจำเลยที่ ๒ พูดวา

เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ นาจะไดรับคาจางครั้งสุดทายและเดือนธันวาคม ๒๕๖๒ จะไมไดรับ

คาจาง ใครอยูก็ไดแตไมไดเงินใครไมอยูใหไปหางานทำ ถาจำเลยที่ ๒ ยังไมไดจายคาเชาใหกับ
เจาของตึก รานแมกซิมัส ยิม นาจะเปดถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ และนางสาวผกากรองพูดวา

ไมตองมาทำงานแลวไมไดเงินเดือนดีกวามาทำงานแตไมไดเงินเดือนจะเสียความรูสึกกัน ก็เปน

เพียงคำพูดในลักษณะที่คาดการณลวงหนาของบุคคลทั้งสองที่ไมมีลักษณะเปนการพูดเจาะจงวา

จำเลยที่ ๒ ไมใหโจทกทั้งสองมาทำงานและจะไมจายคาจางใหอยางแนนอน สวนขอความที่นาย

ฤกษสุริยาสงในแอพพลิเคชั่นไลนวา “แจงพนักงานทุกทาน วันนี้ไดมีการประชุมมีมติใหพนักงาน
ทำเรื่องลาออก และจะมีการแจงออกจากประกันสังคมใหภายในวันนี้...” ก็เปนเพียงขอเสนอของ

จำเลยที่ ๒ ที่ใหพนักงานที่เปนลูกจางตัดสินใจวาจะลาออกหรือไมเทานั้น ยังไมมีลักษณะเปนการ

เลิกจางแตอยางใด การที่ศาลแรงงานกลางฟงแลววาไมปรากฏขอเท็จจริงวาจำเลยที่ ๒ ไดบอก
เลิกสัญญาจางแรงงานกับโจทกทั้งสอง และไมปรากฏขอเท็จจริงวาจำเลยที่ ๒ ไมใหโจทกทั้งสอง

ทำงานตอไปและไมจายคาจางให และเมื่อโจทกทั้งสองใชสิทธิลาหยุดตามประเพณีตั้งแตวันที่ ๘

ธันวาคม ๒๕๖๒ จนถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ แลวไมกลับมาทำงานใหแกจำเลยที่ ๒ อีกเลย


๓๖

จึงเปนกรณีที่โจทกทั้งสองเปนฝายแสดงเจตนาเลิกสัญญาจางแรงงานกับจำเลยที่ ๒ โดยปริยาย

ไมใชเปนกรณีที่จำเลยที่ ๒ เลิกสัญญาจางกับโจทกทั้งสอง ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น
ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษเห็นพองดวย อุทธรณของโจทกทั้งสองฟงไมขึ้น

พิพากษายืน.




(อนุวัตร ขุนทอง - ธีระพล ศรีอุดมขจร - สิริพร เปรมาสวัสดิ์ สุรมณี)




มนุเชษฐ โรจนศิริบุตร - ยอ
สุโรจน จันทรพิทักษ - ตรวจ

























































๓๗

คำพิพากษาศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษที่ ๘๓๐/๒๕๖๔ วาที่รอยตรีกิติชัย

สุขอราม โจทก

บริษัทอารอี ไบโอฟูเอลส
จำกัด จำเลย




พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙, ๕๔ วรรคหนึ่ง



การทดลองงานเปนกรณีที่นายจางกำหนดระยะเวลาเพื่อทดสอบความรู

ความสามารถ ทักษะในการปฏิบัติงาน ทัศนคติในการทำงาน ปฏิสัมพันธกับผูรวมงานและ

ผลการปฏิบัติงานของลูกจางกอนพิจารณาวาจะจางลูกจางตอไปหรือไม หากผลการทดลอง

ปฏิบัติงานของลูกจางเปนที่พอใจของนายจาง นายจางก็จะรับเขาทำงานเปนลูกจางประจำ
หากผลงานไมเปนที่พอใจ นายจางก็มีสิทธิเลิกจางลูกจางนั้นได ทั้งนี้ เพื่อที่นายจางจะได

คัดเลือกเฉพาะลูกจางที่มีคุณภาพใหไดทำงานกับนายจางตอไป อันเปนปกติของการ

บริหารงานบุคคล การที่จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทกวาต่ำกวาเกณฑมาตรฐาน

จึงเปนการพิจารณาไปตามมาตรฐานการทำงานที่พึงคาดหมายได หาใชนำหลักเกณฑที่
เพิ่งกำหนดขึ้นมาใช หรือเปนการประเมินที่ไมโปรงใสและไมเปนธรรม แมโจทกไมได

ทำงานผิดพลาดทุกหัวขอในใบบรรยายลักษณะงาน แตก็แสดงใหเห็นแลววาโจทกขาด

ความระมัดระวัง ไมรอบคอบ ไมมุงมั่นตั้งใจทำงาน หากจำเลยใหโจทกทำงานตอไปมีแต

จะกอใหเกิดปญหามากขึ้น นับวามีเหตุสมควรเพียงพอที่จำเลยจะไมไววางใจใหโจทก
ทำงานกับจำเลยตอไป ทั้งไมมีกฎหมายใดบัญญัติวาการประเมินผลการทำงานของโจทก

ซึ่งเปนลูกจางทดลองงานตองปรากฏวาโจทกปฏิบัติหนาที่ผิดพลาดบกพรองอยางไรจึงจะ

มีสิทธิเลิกจางโจทกได การที่จำเลยเลิกจางโจทกจึงไมถือวาเปนการเลิกจางไมเปนธรรม






โจทกฟอง ขอใหบังคับจำเลยชำระคาเสียหายจากการเลิกจางไมเปนธรรม ๓๐๐,๐๐๐ บาท

พรอมดอกเบี้ยในอัตรารอยละ ๗.๕ ตอป นับแตวันฟองเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จ สินจาง
แทนการบอกกลาวลวงหนาเปนเงิน ๕๖,๘๓๓.๓๓ บาท พรอมดอกเบี้ยในอัตรารอยละ ๑๕ ตอป

นับแตวันผิดนัดเปนตนไปจนกวาจะชำระเสร็จ และใหจำเลยออกหนังสือรับรองการผานงานแกโจทก

จำเลยใหการ ขอใหยกฟอง


๓๘

ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟอง

โจทกอุทธรณ
ศาลอุทธรณคดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยวา ศาลแรงงานกลางฟงขอเท็จจริง

และปรากฏขอเท็จจริงที่คูความมิไดโตแยงกันเปนยุติวา จำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับกาซ CBG

มีบริษัทสากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) เปนผูถือหุนรายใหญและมีนายธนาพณ ประธาน

เจาหนาที่ฝายปฏิบัติการของบริษัทสากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) เปนกรรมการผูมีอำนาจของ

จำเลย หลังจากจำเลยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท นายธนาพณมอบหมายใหนายสุรพงษ พนักงาน
ของบริษัทสากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) และนายชินดิษฐ ผูจัดการทั่วไปของจำเลยชวย

บริหารงานในบริษัทจำเลย นายสุรพงษกับนายชินดิษฐรวมกันศึกษาวางแผนงานติดตอกับลูกคา

และดำเนินการเกี่ยวกับอุปกรณในการใชกาซมาเปนระยะเวลาหนึ่ง จนงานใกลแลวเสร็จอยูระหวาง
ติดตั้งอุปกรณรับกาซ นายชินดิษฐลาออก จำเลยจึงจางโจทกเขาทำงานในตำแหนงผูจัดการทั่วไป

มีระยะเวลาทดลองงาน ๙๐ วัน ตั้งแตวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒ ไดรับคาจางอัตราสุดทายเดือนละ

๕๕,๐๐๐ บาท กำหนดจายคาจางทุกวันสิ้นเดือน นายธนาพณมอบหมายใหนายสุรพงษกำกับ

ดูแลการทำงานของโจทก นายสุรพงษสอนงานโจทกและพาโจทกไปพูดคุยกับลูกคา โจทกติดตอ

กับบริษัทนอรทอีส รับเบอร จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท NER ซึ่งเปนลูกคาเพียงรายเดียวของ
จำเลย เกี่ยวกับราคาซื้อขาย กำหนดระยะเวลาในการวางบิล แตโจทกใหขอมูลผิดพลาดแกฝาย

กฎหมาย ไมตรวจสอบขอมูลในรางสัญญา จนลูกคาสงสัญญาคืนมาใหจำเลยแกไข ๒ ครั้ง

นายสุรพงษรายงานนายธนาพณวาโจทกจัดทำเอกสารผิดพลาดและปฏิบัติงานผิดพลาดหลายครั้ง
จนตองตักเตือนโจทกดวยวาจา โจทกมีหนาที่จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำเดือนและ

รายงานงบประมาณประจำปของจำเลยเสนอตอนายธนาพณ เพื่อใชในการรายงานผลการดำเนินงาน

และแผนการดำเนินงานในปถัดไปใหผูถือหุนของ บริษัทสากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) รับทราบ

แตโจทกละเลยไมตรวจสอบรายงานงบประมาณประจำป ๒๕๖๓ วาระบุรายไดจากการขายกาซ

CBG ในหนาที่แสดงกระแสเงินสด (Cash Flow) กับหนาที่แสดงงบกำไรขาดทุนไมตรงกัน ระบุ
รายไดจากการขายกาซ CBG ในปเดียวกันใหแกบริษัทเดียวกันในเอกสารสองฉบับแตกตางกัน

สรุปงบกำไรขาดทุนในปเดียวกันฉบับหนึ่งวากำไร อีกฉบับวาขาดทุน ทำใหเกิดความสับสน

ไมสามารถเขาใจไดวาบริษัทไดกำไรหรือขาดทุน นายธนาพณสั่งใหโจทกแกไขรายงานงบประมาณ
ประจำป ๒๕๖๓ โดยตัดทอนขอความเรื่องการจายสวัสดิการโบนัสแกพนักงานออก เนื่องจาก

จำเลยประกอบกิจการขาดทุนมาตลอด แตโจทกไมแกไข ทำใหที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท

สากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) ไมเห็นดวย นายธนาพณตองแกไขปญหาเฉพาะหนาดวยการ


๓๙

แจงที่ประชุมวาเอกสารที่เสนอในที่ประชุมทำผิดพลาด โจทกเสนอราคากาซ CBG ที่คำนวณ

ผิดพลาดใหแกบริษัท NER ทำใหจำเลยเสียภาพลักษณ ขาดความนาเชื่อถือ มีผลตอการติดตอ
ซื้อขายในครั้งตอไป นายสุรพงษตองคำนวณตัวเลขที่แทจริงใหจำเลยแจงบริษัท NER ทราบ

บริษัท NER จึงตกลงซื้อกาซ CBG จากจำเลย ตอมาจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน

๒๕๖๒ แจงผลการทดลองงานใหโจทกทราบวา ผลการปฏิบัติงานของโจทกต่ำกวาเกณฑมาตรฐาน

ที่กำหนดไว ขอยกเลิกการจางงานนับแตวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ โจทกทราบผลการทดลองงาน

และการเลิกจางตั้งแตวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ แตลงลายมือชื่อรับทราบวันที่ ๓ ธันวาคม
๒๕๖๒ แลววินิจฉัยวา ขอบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ในขอ ๘ ระบุไวความวา จำเลย

มีสิทธิบอกเลิกจางพนักงานที่อยูในระหวางทดลองงานเมื่อไรก็ไดในชวงการทดลองงาน หาก

ปรากฏวาผลงานความประพฤติ ทัศนคติหรือสุขภาพอยางใดอยางหนึ่งยังไมเปนที่นาพอใจ ในขอ ๙๗
ระบุไวความวา พนักงานที่อยูในระหวางทดลองงาน โดยปรากฏผลงานความประพฤติ ทัศนคติ

ตองาน หรือทัศนคติตอบริษัทอยางใดอยางหนึ่งไมเปนที่นาพอใจ จำเลยอาจสั่งเลิกจางโดยจะ

บอกกลาวลวงหนาไมนอยกวา ๓๐ วัน สัญญาจางในขอ ๓ ระบุวา หากในระยะเวลาทดลองงาน

โจทกไมผานการประเมินผลการทดลองงาน จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาไดทันที โจทกตกลงยอมรับ

การประเมินผลการทำงานวาอยูในดุลพินิจของผูบริหารระดับสูงและใหถือเปนที่สุด ไมไดระบุวา
การประเมินการทดลองงานของโจทกตองทำเปนหนังสือ การที่จำเลยจางโจทกเขาทำงานโดยให

ทดลองงานมีกำหนดเวลา ๙๐ วัน นับแตวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๒ แลวในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน

๒๕๖๒ กอนครบกำหนดทดลองงานในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ จำเลยมีหนังสือบอกเลิกจาง
โจทก โดยใหมีผลในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ อันเปนการเลิกจางในระยะเวลาทดลองงาน เพราะ

ผลการทำงานของโจทกไมเปนที่พอใจ เนื่องจากโจทกปฏิบัติงานผิดพลาดหลายครั้ง กอใหเกิด

ผลเสียแกจำเลย มีเหตุใหจำเลยเลิกจางโจทก การเลิกจางโจทกระหวางการทดลองงานจึงมิใช

การเลิกจางไมเปนธรรม จำเลยไมตองชำระคาเสียหายจากการเลิกจางไมเปนธรรมแกโจทก สัญญา

จางทดลองงานเปนสัญญาจางที่ไมมีกำหนดระยะเวลา พนักงานฝายบุคคลหรือฝาย HR ของจำเลย
บอกโจทกเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ วา โจทกไมผานการทดลองงาน ถือวาจำเลยไดบอก

กลาวการเลิกจางกอนครบกำหนดจายคาจางในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ ใหมีผลเปนการเลิกจาง

ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเปนวันถึงกำหนดจายคาจางคราวถัดไปขางหนาตามระยะเวลา
ที่กฎหมายกำหนดไวแลว แมโจทกเพิ่งลงลายมือชื่อรับทราบการเลิกจางในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒

แตนายจางหรือลูกจางแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจางไดเพียงฝายเดียว ไมจำตองใหอีกฝายหนึ่ง

ยินยอมตกลง จำเลยจึงไมตองจายสินจางแทนการบอกกลาวลวงหนาแกโจทก


๔๐


Click to View FlipBook Version