The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

551

แสดงว่าจาเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตน มูลความแห่งคดีเกิดขึ้นในวันดังกล่าว
และโจทก์รเู้ ร่อื งความผิดนับตง้ั แตน่ ั้น หาไดน้ บั ตง้ั แต่โจทกท์ ราบวา่ จาเลยขายทรัพยม์ รดก

ฎีกาที่ ๔๘๒๓/๒๕๕๒ ฎ.๑๗๑๒ โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าซ้ือรถแท็กซี่ มีเจ้าของรถ
แท็กซี่นารถมาร่วมกิจการกับโจทก์โดยใช้ช่ือโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถและมอบให้โจทก์นา
รถแท็กซ่ีออกให้เช่าซื้อ แต่สัญญาเช่าซ้ือทากันระหว่างเจ้าของรถแท็กซ่ีกับผู้เช่าซื้อ กาหนดชาระ
คา่ เชา่ ซ้ือเป็นรายวนั ในการนี้ โจทกว์ า่ จ้างจาเลยที่ ๑ เป็นผเู้ ก็บค่าเช่าซอื้ แทน จาเลยท่ี ๑ เกบ็ คา่ เช่า
ซ้ือไว้แล้วไม่ส่งให้โจทก์ เบียดบังเอาเงินค่าเช่าซ้ือที่รับไว้แทนโจทก์ไปโดยทุจริต จึงมีความผิดฐาน
ยักยอก และแม้เงนิ ดงั กล่าวจะมิใช่ของโจทก์ แต่โจทก์ต้องส่งเงนิ ดงั กล่าวให้แก่เจ้าของรถหลังจากหัก
ค่าใชจ้ ่ายของโจทกแ์ ล้ว โจทก์จึงอยใู่ นฐานะผู้เสียหาย มีอานาจฟอ้ งจาเลยท้ังสอง

ฎีกาท่ี ๕๘๘๓/๒๕๕๒ ฎ.๑๑๔๗ จาเลยซ่ึงเป็นนายวงแชร์มีหน้าที่นาเช็คท้ังหกฉบับจาก
ลูกวงแชร์ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้ไปมอบให้ผู้เสียหาย การท่ีจาเลยเอาเช็คตามฟ้องท้ังหกฉบับ
ที่ลูกวงแชร์สั่งจ่ายให้ผู้เสียหายไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง ก็เพ่ือประโยชน์ของจาเลยโดยท่ี
จาเลยไม่มีสิทธิ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ.
มาตรา ๑๘๘

ส. ซ่ึงเป็นลูกวงแชร์ประมูลแชรไ์ ด้ จาเลยซ่ึงเป็นนายวงแชร์ไดร้ ับเช็คตามฟ้องจากลูกวงแชร์
ที่ยังประมูลไม่ได้เพ่ือนาไปมอบให้แก่ ส. แต่จาเลยมิได้นาไปมอบให้ ส. กลับนาเช็คดังกล่าวไปเรียก
เก็บเงินในบัญชีของตนเองและถอนเงินไป ดังนี้ จาเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม
ข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจาเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนาเช็คไปมอบให้ ส. ซึ่งประมูล
แชร์ได้ การท่ีจาเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทน ส. เม่ือจาเลยนาเช็คไปเรียกเก็บเงินและ
ถอนเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของ ส. แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป ส. จึงเป็น
ผู้เสยี หายในความผิดฐานยักยอกเงนิ ตามเช็ค
ข้อสังเกต คดีน้ีโจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจาเลยลักเช็คตามมาตรา ๓๓๔ แต่ฟ้องว่าเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของ
ผ้อู ื่นตามมาตรา ๑๘๘ เพราะขอ้ หาตามมาตรา ๑๘๘ มโี ทษหนักกว่าขอ้ หาตามมาตรา ๓๓๔

คดีนโ้ี จทก์ฟ้องว่าจาเลยเอาไปเสียซงึ่ เช็คซ่ึงเปน็ เอกสารของผู้อ่ืนตามมาตรา ๑๘๘ กรรมหนึ่ง
และฟ้องว่าเมื่อนาเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้วยักยอกเงินอีกกรรมหน่ึง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผิดมาตรา
๑๘๘ กรรมหน่งึ และผดิ มาตรา ๓๕๒ อกี กรรมหนึ่ง

การเอาเช็คไปข้ึนเงินของจาเลยศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่าผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกเพราะ
โจทก์ไม่ได้ฟ้อง ผู้แต่งเห็นว่าจาเลยน่าจะมีความผิดฐานลักเช็ค เพราะการท่ีจาเลยยึดถือเช็คไว้เป็น
การยึดถือแทนผู้ประมูลแชร์ได้ จาเลยไม่ได้ยึดถือเช็คเพื่อตน จาเลยจึงไม่มีสิทธิครอบครองเช็ค
เม่ือจาเลยเอาเช็คไปขึ้นเงิน จึงเป็นการเอาไปซ่ึงเป็นการแย่งการครอบครองเช็คของผู้อ่ืนโดยทุจริต
อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ เหมือนกับกรณีลูกจ้างขับรถของนายจ้างไปส่งของ
แลว้ เอารถไปเป็นลักทรพั ย์ของนายจา้ ง

คดีนี้ถ้าฟ้องว่าลักเช็คกรรมหนึ่ง และยักยอกเงินกรรมหน่ึง น่าจะวินิจฉัยว่าผิดฐานลักเช็ค

552

บทหนึง่ และยักยอกเงนิ อีกบทหนง่ึ ซึ่งเป็นกรรมเดยี วผิดกฎหมายหลายบทโดยเทยี บเคยี งจากฎีกาสอง
เร่ือง หรืออาจคิดไปไกลขนาดว่าไม่ผิดยักยอกเงิน เพราะเมื่อลักเช็คแล้วย่อมไม่ผิดเกี่ยวกับทรัพย์
ท่ีลักอีก ประเด็นน้ีหากออกเป็นข้อสอบ ก็คงต้องแล้วแต่วาสนาของผู้สอบ เพราะคาพิพากษาฎีกา
ตรง ๆ ไม่มี และการออกข้อสอบเนติฯ หรือข้อสอบผู้ช่วยฯ มักจะนาคาพิพากษาฎีกาหลาย ๆ เร่ือง
มาแต่งข้อสอบ ส่วนธงคาตอบก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุมคณะกรรมการว่าจะวางธงคาตอบว่าผลเป็น
อย่างไร ซ่ึงปกติก็จะทาธงคาตอบตามฎีกา แต่บางคร้ังธงคาตอบท่ีคณะกรรมการเสียงข้างมากมีมติ
กเ็ ป็นธงทีไ่ ม่ตรงกับอาจารย์ที่ออกขอ้ สอบก็มี หรอื ท่ีบางคร้งั เขาเรียกกันว่าคนออกข้อสอบยังสอบตก
แต่น่ีเป็นกติกาของการสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยฯ ท่ีการเลือกข้อสอบก็เป็นเสียงข้างมากของ
ที่ประชุมคณะกรรมการ และธงคาตอบก็เป็นไปตามเสียงข้างมากของท่ีประชุมคณะกรรมการ
ซ่ึงแตกต่างจากอาจารย์ผู้ออกข้อสอบได้ จุดนี้ถือเป็นจุดแข็งของการสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยฯ
เพราะข้อสอบของใครจะได้รับเลือกก็ไม่มีใครรู้ และธงคาตอบจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ จึงบอก
ข้อสอบและช่วยกันไม่ได้ ใครที่เก็งแม่นแต่ธงถูกพลิกก็ต้องยอมรับกติกา ผู้แต่งเองก็เคยเจอด้วย
ตัวเองมาแล้วในการสอบผู้ช่วยฯ บางข้อซึ่งในปัจจุบันผู้แต่งก็ยังเห็นว่าคาตอบที่ผู้แต่งตอบไปน่าจะ
เป็นคาตอบที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและฎีกามากกว่า แต่แตกต่างจากความเห็นของ
คณะกรรมการซึ่งผู้แตง่ ก็ยอมรับผลน้ันได้ โดยทาใจไว้ว่านี่เป็นกติกาของการสอบผู้ชว่ ยฯ ซง่ึ ตอ่ มาก็มี
ฎีกาที่ ๘๒๐/๒๕๕๘ วินิจฉัยว่าเป็นยักยอกเช็คไม่ใช่ลักเช็ค ถ้าไม่ได้เห็นฎีกาผู้แต่งคงสอบตกข้อนี้

แต่ถ้านาข้อเท็จจริงตามฎีกาเดียวมาแต่งคาถาม ธงคาตอบคงต้องเป็นไปตามท่ีศาลฎีกา
วนิ จิ ฉัย เพราะหากธงคาตอบไมต่ รงกับฎกี ากรรมการคงจะเถยี งกนั มากกวา่ ผู้สอบเสียอีก

ฎีกาที่ ๘๒๐/๒๕๕๘ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ และความผิดฐาน
เอาไปเสียซึ่งเอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ นั้น แตกต่างกัน การกระทาของจาเลยจะเป็นความผิด
ฐานใดนั้น ต้องข้ึนอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละความผิดน้ัน เม่ือจาเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาท
โดยโจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองให้แก่จาเลย การที่จาเลยเอาเช็คพิพาทของโจทก์ไปเรียกเก็บเงิน
นอกจากเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว ย่อมเป็นการกระทาให้เช็คพิพาทน้ันไร้ประโยชน์ที่จะใช้ได้อีก
การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘
อกี บทหน่ึงดว้ ย

ฎีกาท่ี ๒๒๘๔/๒๕๔๗ ฎ.๑๓๙๕ จาเลยเป็นลูกจ้างมีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินของ
ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายให้สิทธิจาเลยจาหน่ายและรับผิดต่อสินค้าของผู้เสียหายท่ีอยู่ในความ
ครอบครองของจาเลย เม่ือจาเลยเบียดบังเอาราคาค่าสินค้าไปเป็นของจาเลยโดยทุจริตย่อมมี
ความผิดฐานยักยอกแล้ว การที่ผ้เู สียหายใหจ้ าเลยหาหลักประกันมาค้าประกันการรับมอบสินค้าของ
ผู้เสียหายไปจาหน่ายมีผลเพียงว่าจาเลยจะได้เป็นผู้ที่น่าไว้วางใจที่ผู้เสียหายจะมอบสินค้าให้ไป
ครอบครองเพ่ือจาหน่าย ส่วนข้อผูกพันท่ีจาเลยต้องรับผิดชดใช้ในทางแพ่งก็เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติ
กันทั่วๆไปในทางการค้า หากว่าจาเลยกระทาการไปโดยทุจริต การท่ีจาเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
อาจเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งและเป็นความรับผิดในทางอาญาก็ได้หากจาเลยกระทาโดยมีเจตนา

553

ทุจรติ เบียดบงั เอาราคาสนิ คา้ ของผู้เสียหายเป็นของตน
ข้อสังเกต โดยปกติแล้วการท่ีลูกจ้างยึดถือทรัพย์สิน จะเป็นการยึดถือแทนนายจ้าง โดยลูกจ้างไม่มี
สิทธคิ รอบครอง อย่างไรก็ดี กรณีระหว่างลูกจ้างกับนายจา้ ง หาใชว่ ่าลูกจ้างเปน็ แต่ผู้ยึดถือทรพั ย์ของ
นายจ้างทุกกรณีไปไม่ แม้ในการกระทาตามหน้าที่ ก็อาจมีกรณีที่ถือได้ว่าลูกจ้างเป็นผู้ครอบครอง
ทรัพย์ของนายจา้ ง มิใชเ่ พยี งแตย่ ดึ ถือไว้แทนนายจ้างเท่านั้น ซง่ึ ต้องแลว้ แตพ่ ฤติการณ์ระหวา่ งลูกจา้ ง
กับนายจ้าง ว่าลูกจ้างเก่ียวข้องกับทรัพย์ถึงขนาดที่นายจ้างมอบหมายการครอบครองให้ด้วยหรือไม่
เด็กรับใช้ในร้านรับสตางค์ทอนไปให้ผู้ซ้ือของ แต่เด็กรับใช้เอาสตางค์นั้นไปเสีย เป็นลักทรัพย์ แต่ถ้า
ใช้เสมียนเอาเงินจากกรุงเทพฯ ไปชาระหน้ีท่ีอยุธยา เสมียนเอาเงินไปเสีย คงจะเป็นยักยอก
(ศาสตราจารยจ์ ิตติ ตงิ ศภทั ย.์ กฎหมายอาญาภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓, หวั ขอ้ ๑๑๙๖ หนา้ ๕๕๔)

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง

ฎีกาที่ ๘๕๕๒/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๔๑ จาเลยใช้บัตรเอทีเอ็มของตนเบิกถอนเงินได้นั้น
เป็นเพราะมีเงินโอนเข้าบัญชีของจาเลยโดยผิดพลาด เงินจานวนที่จาเลยเบิกถอนไปน้ัน ได้ตกมาอยู่
ในความครอบครองของจาเลยเพราะโจทก์รว่ มส่งมอบให้โดยสาคัญผิด การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคสอง หาใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามท่ีโจทก์ฟ้องไม่

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๕๓

ฎกี าท่ี ๑๙๓๙/๒๕๖๐ ฎ.๒๓๐ จาเลยมีฐานะเป็นตวั แทนของโจทก์ในกิจการท่เี กี่ยวข้องกับ
การให้ก้ยู ืมเงนิ เพ่ือการศึกษาตามวัตถุประสงคข์ องโจทกโ์ ดยจาเลยได้เปิดบัญชเี งินฝากกับธนาคาร ก.
ช่ือบัญชี “เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาวิทยาลัย ป.” ตามที่กาหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการกองทุน
ให้กยู้ ืมเงินเพื่อการศึกษาว่าด้วยการดาเนินงาน หลักเกณฑ์และวิธีการกู้ยืมเงินกองทุนใหก้ ู้ยืมเงินเพื่อ
การศึกษา ข้อ ๓๓ เพือ่ ใชใ้ นกิจการของโจทก์ดังกลา่ ว มิใชเ่ ปดิ บญั ชีเพ่ือกจิ การของจาเลย บัญชพี ิเศษ
ท่ีเปิดข้ึนแยกต่างหากจากธุรกรรมอ่ืนของโรงเรียน สถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษา มีจุดประสงค์
เพียงอย่างเดยี วเพอื่ รอนาไปชาระค่าเล่าเรยี นและค่าใช้จ่ายทเี่ ก่ยี วเนือ่ งกบั การศึกษาของนกั เรยี นหรือ
นักศึกษาผู้ที่กู้ยืมเงินจากโจทก์เท่าน้ัน โจทก์โอนเงินเข้าไปในบัญชีเป็นการโอนเงินมาตามจานวนเงิน
ท่ีนักเรียนหรือนักศึกษาขอกู้ยืมจากโจทก์ แต่ยังไม่ถือเป็นการชาระค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่าย
ท่ีเกี่ยวเน่ืองกับการศึกษาของผู้กู้ยืม เนื่องจากยังมีขั้นตอนสาคัญที่ต้องให้ผู้บริหารสถานศึกษา
ตรวจสอบเสียก่อนว่านกั เรยี นหรอื นักศกึ ษาผู้ขอกู้ยมื นั้นได้ลงทะเบียนต่อสถานศกึ ษาตามที่ขอกูย้ ืมไว้
ต่อโจทก์แล้วหรือไม่ หากนักเรียนหรือนักศึกษาผู้ขอกู้ยืมไม่ลงทะเบียนเรียนตามที่ขอกู้ยืมเงินกับ
โจทก์ไว้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องแจ้งให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (ธนาคาร ก.) ทราบภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันสิ้นสุดการลงทะเบียนในแต่ละภาคการศึกษา เพ่ือระงับการโอนเงินให้กู้ยืมเงิน

554

ดังกล่าวไว้ก่อน และผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ต้องส่งเงินของผู้กู้ยืมท่ีไม่ได้ใช้ตามท่ีกาหนดไว้ใน
สัญญากู้ยืมให้แก่กองทนุ โจทก์ก่อนส้ินแตล่ ะภาคการศึกษาของสถานศึกษา ท้ังน้ี เป็นไปตามระเบียบ
ของคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่าด้วยการดาเนินงานหลักเกณฑ์และวิธีการกู้ยืม
เงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๕ และข้อ ๖ ซ่ึงแก้ไขระเบียบเดิมฉบับปี
พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๓๘ และข้อ ๔๓/๑ ตามลาดับ ดังนี้ ต้องถือว่าเงินในบัญชีตั้งพักดังกล่าวตลอดจน
ดอกผลของเงินจานวนนี้ (หากมี) ยังคงเป็นของโจทก์จนกว่าจะมีการดาเนินการดังกล่าวแล้วเสร็จ
การที่จาเลยถอนเงินออกจากบัญชีตั้งพักหรือบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. แล้วซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคาร
ให้แก่องค์การตลาดเพ่ือการเกษตร จึงเป็นการนาเงินไปใช้ในกิจการอ่ืน อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์
ของโจทก์ตาม พ.ร.บ. กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา มาตรา ๑๑ โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงมี
อานาจฟ้องจาเลย การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สิน
ของผู้อื่นกระทาผิดหน้าท่ีของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่
ประโยชนใ์ นลักษณะท่เี ป็นทรพั ยส์ ินของผู้นน้ั ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓

ฎีกาท่ี ๒๒๖๖/๒๕๕๘ ฎ.๘๒๕ จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ เป็นกรรมการผู้มีอานาจกระทาการ
แทนโจทก์ โดยจาเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผจู้ ัดการ จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ยอ่ มเปน็ ผไู้ ด้รับมอบหมายให้
จัดการทรัพย์สินของผู้อ่ืนหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การท่ีโจทก์โดยจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒
ในฐานะกรรมการผู้มีอานาจลงลายมือชื่อและประทับตราสาคัญกระทาการแทนโจทก์ทาสัญญา
ค้าประกันหน้ีของจาเลยท่ี ๕ ต่อธนาคารรวม ๕ คร้ัง โดยไม่ปรากฏว่าได้รับความเห็นชอบจากมติ
ท่ีประชุมผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าเหตุใดท่ีโจทก์ต้องค้าประกันหนี้ของ
จาเลยท่ี ๕ โดยที่โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ในอันที่จะถือว่าจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ กระทาตาม
อานาจหน้าท่ีและอยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์ซึ่งประกอบธุรกิจหากาไร การกระทาของจาเลยท่ี ๑
และท่ี ๒ เป็นการกระทาผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต เพราะได้ประโยชน์จากการ
เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของจาเลยท่ี ๕ และก่อให้เกิดภาระแก่โจทก์ท่ีจะต้องรับผิดในฐานะ
ผคู้ ้าประกัน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะท่ีเป็นทรัพย์สินของผู้ถือหุ้น จาเลย
ท่ี ๑ และที่ ๒ มีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓ ประกอบมาตรา ๘๓ รวม ๕ กระทง

ฎีกาที่ ๖๖๔๗/๒๕๖๐ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓ โดยบรรยายฟ้องว่า
จาเลยที่ ๑ เป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าท่ีรับผิดชอบควบคุมดูแลบริหารจัดการด้านการบริหาร
การเงิน วางแผนการดาเนินการรวมถึงงบประมาณของโจทก์ และรับผิดชอบงานอ่ืนตามที่โจทก์
มอบหมายแลว้ จาเลยที่ ๑ กระทาผิดหนา้ ที่ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย โดยรบั จัดงาน จัดกจิ กรรมของการกฬี า
แห่งประเทศไทยอันเป็นงานที่มีลักษณะเดียวกับกิจการของโจทก์ โดยกระทาในนามของจาเลยที่ ๓
ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีจาเลยท่ี ๑ เป็นผู้มีอานาจกระทาการแทน ซ่ึงความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓
เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์ของผู้ที่มอบหมาย การที่จาเลยที่ ๑ ไดร้ ับมอบหมายให้รับผิดชอบ
งานตา่ ง ๆ ของโจทก์ตามฟ้องจึงมใิ ช่การไดร้ ับมอบหมายให้จดั การทรพั ย์สินของโจทก์ ฟ้องของโจทก์
จึงไมค่ รบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓

555

ฎีกาที่ ๑๐๕๕๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๖๕ การที่โจทก์ยินยอมให้จาเลยที่ ๑ มีสิทธินาเงิน
ฝากประจาของโจทก์มาชาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้ เป็นการกู้ยืมเงินโดยมีเงินฝาก
ประจาเป็นหลักประกัน เมื่อโจทก์แจ้งให้จาเลยที่ ๑ นาเงินฝากประจามาหักกลบหนี้แล้ว แต่จาเลย
ท่ี ๑ ไม่ปฏิบัติตามยังคงคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ต่อไปอีก โดยจาเลยท่ี ๑ อ้างว่าโจทก์ยังมิได้นาหนังสือ
รับรองสนิ เชอื่ มาคืนให้จาเลยท่ี ๑ เชน่ น้ี หากโจทก์เห็นวา่ จาเลยที่ ๑ ผดิ สญั ญาไมป่ ฏิบตั ิตามข้อตกลง
โจทก์ชอบที่จะดาเนินคดีจาเลยที่ ๑ เป็นคดีแพ่ง เงินฝากของโจทก์ท่ีฝากไว้กับจาเลยที่ ๑ ย่อมตก
เป็นกรรมสิทธ์ิของจาเลยท่ี ๑ ต้ังแต่ที่มีการฝากเงิน จาเลยท่ี ๑ คงมีหน้าท่ีคืนเงินให้ครบจานวน
เท่าน้ันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จึงมิใช่เป็นการที่โจทก์มอบหมายให้จาเลยท่ี ๑ จัดการทรัพย์สิน
ของตน การกระทาของจาเลยทงั้ สองไมเ่ ป็นความผิดฐานยกั ยอก

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๕๔

ฎีกาท่ี ๘๖๕๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๐๙ จาเลยท่ี ๑ กับ บ. มีบุตรคือโจทก์และจาเลย
ท่ี ๒ เม่ือ บ. ถึงแก่ความตาย จาเลยที่ ๑ ฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดก
ของ บ. ให้แก่จาเลยท่ี ๒ เพียงผู้เดียว โดยจาเลยท่ี ๒ ยอมรับว่าจาเลยท่ี ๒ เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู
จาเลยที่ ๑ ในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ บ.จาเลยท่ี ๒ เป็นผู้เตรียมเอกสารและจัดหา
ทนายความแก่จาเลยท่ี ๑ และวันท่ีไปโอนทรัพย์มรดกของ บ. ที่สานักงานที่ดินนั้น จาเลยท่ี ๒ กับ
จาเลยที่ ๑ ไปดาเนินการจดทะเบียนดว้ ยตนเองจนแล้วเสร็จ จาเลยที่ ๒ ร่วมรู้เห็นกับจาเลยท่ี ๑ มา
ตั้งแต่ต้น ถือได้ว่าจาเลยท้ังสองเป็นตัวการร่วมกันโดยสมคบกันมาก่อนโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผล
หรือย่อมเล็งเห็นผลที่อาจเกิดข้ึนร่วมกัน มิใช่เป็นเร่ืองที่จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดเพียงลาพัง แต่
จาเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์มรดกของ บ. มิได้กระทาในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้อ่ืนตาม
คาสั่งศาล คงลงโทษเพียงผู้สนับสนุนการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ ประกอบ
มาตรา ๘๖

ฎีกาท่ี ๙๘๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๒๘ จาเลยท่ี ๑ เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกท่ีดินพร้อม
ตึกแถวพิพาท เป็นผจู้ ัดการมรดกตามคาสั่งศาล ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผอู้ ่ืน กระทา
ผดิ หนา้ ที่ของตนโดยทจุ รติ โดยจดทะเบยี นโอนทรัพย์สนิ นั้นเป็นของตน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย
แก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อ่ืน เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓ ประกอบ
มาตรา ๓๕๔ ซง่ึ เป็นบทเฉพาะแลว้ จึงไม่จาต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา ๓๕๒ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

แม้จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ รับโอนทรัพย์มรดกจากจาเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริตอันเป็นการสมคบ
กับจาเลยที่ ๑ กระทาความผิดด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่อาจลงโทษจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ในฐานเป็นตัวการ
ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ ได้ เพราะจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ไม่ได้กระทาในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้อื่น
ตามคาสั่งศาล คงลงโทษได้เพียงผู้สนับสนุนการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓, ๓๕๔
ประกอบด้วยมาตรา ๘๖

556

รบั ของโจร

ข้อ ๘๙ คาถาม นายเอกชิงทรัพย์ทองคาแท่งและเข็มขัดทองคาของนายโทไป นายเอกนา
ทองคาแท่งไปขายท่ีร้านขายทอง เจ้าของร้านทองไม่รู้ว่านายเอกชิงทรัพย์ทองคาแท่งมาจึงรับซื้อไว้
ต่อมานายตรีไปซื้อทองคาแท่งจากร้านทองโดยสุจริต แล้วนายตรีนาทองคาแท่งขายให้นายจัตวาโดย
นายจัตวาเข้าใจว่าทองคาแท่งดังกล่าวเป็นของนายโทท่ีถูกลักไปเพราะนายเอกเล่าให้ฟังว่าเป็น
ทองคาแท่งท่ีนายเอกลักมาโดยนายเอกทาตาหนิไว้ท่ีทองคาแท่ง แต่เน่ืองจากวันนั้นทองคาราคา
ลดลงรวดเร็วมากมีคนแห่ไปซ้ือทองคาแท่งเป็นจานวนมาก ร้านทองไม่มีทองคาแท่งขาย นายจัตวา
อยากได้ทองคาแท่งจึงซ้ือจากนายตรีในราคาตลาดเพราะอยากเก็งกาไรราคาทองคา ต่อมา
เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเข็มขัดทองคาจากความครอบครองของนายเอกไปขายทอดตลาดชาระหนี้
ให้แก่เจ้าหน้ีตามคาส่ังศาล นายเบญจซ้ือเข็มขัดทองคาจากการขายทอดตลาดตามคาส่ังศาล
โดยสุจริต นายเบญจขายเข็มขัดทองคาให้แก่นายสัตตโดยนายสัตตทราบว่าเข็มขัดทองคาเป็นของ
นายโทท่ถี กู นายเอกชิงทรพั ย์มา

ให้วนิ ิจฉัยว่า นายตรี นายจัตวา และนายสัตต มคี วามผิดอาญาฐานใดหรอื ไม่
คาตอบ ความผิดฐานรับของโจรนั้น ทรัพยท์ ี่รับไว้จะต้องมีสภาพเป็นของโจรอยู่ หากส้ิน
สภาพการเปน็ ของโจร การกระทาของผู้รบั ไว้ก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานรบั ของโจรได้
ทองคาแท่งเป็นของโจรท่ีได้มาจากการชิงทรัพย์ การที่นายเอกนาทองคาแท่งไปขายให้ร้าน
ทอง แม้เจ้าของร้านทองซ้ือไว้โดยไม่รู้ว่าเป็นของโจร แต่ทองคาแท่งก็ยังไม่ส้ินสภาพการเป็นของ
โจร เมื่อร้านทองขายทองคาแท่งให้แก่นายตรี แม้การที่นายตรีซ้ือทองคาแท่งจะเป็นการรับไว้
ซึ่งทองคาแท่งอันเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์ ครบองค์ประกอบ
ภายนอกของความผิดฐานรับของโจร เพราะทองคาแท่งยังมีสภาพเป็นของโจร แต่การท่ีนายตรี
ซื้อทองคาแท่งจากร้านทองโดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการชิงทรัพย์ ต้องถือว่านายตรีไม่มี
เจตนากระทาความผิด นายตรจี ึงไม่มีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๕๗ วรรคสอง
แม้นายตรีซ้ือทองคาแท่งจากร้านทองโดยสุจริต แต่นายตรีผู้ซ้ือทรัพย์สินมาโดยสุจรติ จาก
พ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น กฎหมายกาหนดเพียงว่า ไม่จาต้องคืนให้แก่เจ้าของท่ีแท้จริง เว้นแต่
เจ้าของจะชดใช้ราคาท่ีซ้ือมา กรรมสิทธิ์ในทองคาแท่งจึงยังเป็นของนายโทเจ้าของเดิมและ
ยงั เป็นของโจรอยู่ แมน้ ายตรีจะไมม่ คี วามผิดฐานรับของโจรดงั ที่วินิจฉัยมาแล้ว กเ็ ปน็ เหตสุ ่วนตัว
ของนายตรี (ดูเพิ่มเติมในคาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ โดย
ศาสตราจารยจ์ ติ ติ ตงิ ศภัทยิ ์ ๒๕๕๓ หัวข้อ 1375 หน้า ๑๐๓๘)
การที่นายจัตวาซ้ือทองคาแท่งไว้นั้น แม้เป็นการรับไว้ซึ่งทองคาแท่งอันเป็นทรัพย์ที่ถูก
ชิงทรัพย์มาอันเป็นการกระทาที่ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา ๓๕๗
วรรคสอง แต่การจะลงโทษนายจัตวาให้หนักข้ึนตามลักษณะฉกรรจ์ดังกล่าวได้ก็ต่อเม่ือได้ความ
ว่าในขณะกระทาความผิดนายจัตวาได้รู้อยู่ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทา

557

ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา ๖๒ วรรคท้าย เมื่อนายจัตวาซื้อทองคาแท่งจากนายตรีโดยเขา้ ใจ
ว่าเป็นทองคาแท่งท่ีถูกลักมา โดยไม่รู้ว่าทองคาแท่งเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทาความผิดฐาน
ชิงทรัพย์ จึงไม่อาจลงโทษนายจัตวาในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ได้
การกระทาของนายจัตวาคงเป็นความผดิ ฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคแรก ตามเจตนา
ของนายจตั วาเทา่ นั้น (ฎกี าที่ ๓๓๓๙/๒๕๕๒)

การท่ีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเข็มขัดทองคาจากความครอบครองของนายเอกไปขาย
ทอดตลาดชาระหน้ีให้แก่เจ้าหน้ีตามคาสั่งศาล แม้เข็มขัดทองคามิใช่ของนายเอก แต่นายเบญจซื้อ
เข็มขัดทองคาจากการขายทอดตลาดตามคาสั่งศาลโดยสุจริต สิทธิของนายเบญจไม่เสียไป
มีผลให้กรรมสิทธ์ิในเข็มขัดทองคาของนายโทสูญสิ้นไป และเข็มขัดทองคาตกเป็นกรรมสิทธข์ิ อง
นายเบญจแล้ว เข็มขดั ทองคาจึงสนิ้ สภาพการเป็นของโจร เม่ือนายเบญจซึ่งเปน็ เจ้าของกรรมสิทธิ์
เข็มขัดทองคาขายเข็มขัดทองคาให้แก่นายสัตต การกระทาของนายสัตตจึงขาดองค์ประกอบ
ภายนอก คือไม่มีกรรมสิทธ์ิในเข็มขัดทองคาของนายโทซึ่งเป็นของโจรแล้ว แม้นายสัตตทราบว่า
เข็มขัดทองคาเคยเป็นของนายโทที่ถูกนายเอกชิงทรัพย์มา แต่การกระทาของนายสัตตก็ไม่เป็น
ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง เพราะไม่มีของโจรอันเป็นองค์ประกอบ
ภายนอกของความผิดแล้ว (ดูเพ่ิมเติมในคาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และ
ภาค ๓ โดยศาสตราจารย์จติ ติ ตงิ ศภทั ิย์ ๒๕๕๓ หัวขอ้ 1375 หน้า ๑๐๓๘)

ฎีกาท่ี ๓๓๓๙/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๔๒ แม้การกระทาความผิดฐานรับของโจรของจาเลย
ได้กระทาต่อทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ ซ่ึงต้องด้วยลักษณะฉกรรจ์ในความผิดฐานรับของโจร
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ก็ตาม แต่การจะลงโทษจาเลยให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์
ดังกล่าวได้ก็ต่อเม่ือได้ความว่าในขณะกระทาความผิดจาเลยได้รู้อยู่ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์
อันได้มาโดยการกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์ ทั้งนี้ตามมาตรา ๖๒ วรรคท้าย ซึ่งในข้อนี้ได้ความ
เพียงว่า จาเลยรับรถยนต์กระบะของกลางมาจาก ข. เท่าน้ัน โดยไม่ปรากฏว่าขณะกระทาความผิด
จาเลยได้รู้แล้วว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์
จึงไม่อาจลงโทษจาเลยในความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ได้ การกระทาของ
จาเลยคงเป็นความผิดฐานรบั ของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคแรก เท่านั้น
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังได้ว่า จาเลยร้วู ่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการ
กระทาความผิดฐานลักทรัพย์ จาเลยจึงมีเจตนาซ่ึงครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรตาม
มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก

แต่ถ้าจาเลยไม่รู้ว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทาความผิดฐาน
ลักทรัพย์ ก็ต้องถือว่าจาเลยไม่มีเจตนากระทาความผิดฐานรับของโจร ก็จะไม่มีความผิดตามมาตรา
๓๕๗ วรรคแรก ด้วย เชน่ ฎีกาท่ี ๙๖๒๐/๒๕๕๑

558

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๕๗

ฎีกาท่ี ๖๙๗๒-๖๙๗๓/๒๕๕๘ ฎ.๓๒๐๔ จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ มีอาชีพรับซ้ือของเก่า
แต่กลับรับฝากทองแดงแผ่นจานวนมากและมีราคาสูงจากจาเลยท่ี ๑ และ ท. ซ่ึงไม่เคยรู้จักกัน
มาก่อน แล้วจาเลยที่ ๒ ยังช่วยติดต่อจาหน่ายทองแดงแผ่นนั้นให้จาเลยท่ี ๑ และ ท. จนมีการโอน
เงินค่าซื้อทองแดงแผ่นเข้าบัญชีเงินฝากของจาเลยท่ี ๓ โดยจาเลยที่ ๒ รับว่าได้ผลประโยชน์จาก
ส่วนต่างท่ีขายให้จาเลยท่ี ๔ ท้ังเม่ือพันตารวจเอก อ. ไปตรวจค้นร้านค้าของเก่า จาเลยที่ ๒ และ
ที่ ๓ ไม่เต็มใจให้ความร่วมมือและให้การเบ้ืองต้นว่า ไม่เคยรับซื้อทองแดงแผ่นนั้น ส่อพิรุธแห่งการ
กระทาท่ีไม่สุจริตของจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ผิดปกติวิสัยของผู้มีวิชาชีพในการรับซื้อของเก่า บ่งชี้ว่า
จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ รับทองแดงแผ่นไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ท่ีได้มาโดยการกระทาความผิดฐาน
ลักทรัพย์ และมิใช่เป็นการนาพยานหลักฐานของจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ มาฟังลงโทษจาเลยท่ี ๒ และ
ท่ี ๓ ข้อท่ีจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างว่า รับฝากไว้โดยเข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของนายจ้างของ ท. ฟังไม่ข้ึน
จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดฐานร่วมกนั รับของโจร

ฟอ้ งโจทก์มิได้บรรยายว่า จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ รับของโจรเพ่ือค้ากาไร อันเป็นองค์ประกอบ
ของความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ดงั น้ี เปน็ เรือ่ งทโ่ี จทก์ไม่ประสงคใ์ ห้ลงโทษจาเลยท่ี ๒
และท่ี ๓ ในความผิดตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ ศาลอุทธรณ์
ปรับบทลงโทษจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ตามมาตรา ๓๕๗ วรรคแรก ชอบแล้ว
ข้อสังเกต ถ้านาข้อเท็จจริงตามฎีกาน้ีมาออกข้อสอบกฎหมายอาญาต้องตอบว่าเป็นความผิดฐาน
รบั ของโจรเพือ่ คา้ กาไรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง

ฎีกาที่ ๓๑๔๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๒๑ จาเลยรับซื้อเหล็กอุปกรณ์เครื่องบดวัสดุทาปุ๋ย
อินทรีย์ไว้จาก ฉ. และ ด. แล้วนาไปซ่อนไว้ในบ่อน้าในลักษณะปกปิดซ่อนเร้น อันแสดงว่าจาเลย
ทราบดีว่าเป็นทรัพย์ท่ีได้มาโดยการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ จาเลยมีความผิดฐานรับของโจร
แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการรบั ของโจรของจาเลยน้ันได้กระทาเพื่อค้ากาไร อันเป็นองค์ประกอบ
ความผิดของ ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง แม้ได้ความว่าจาเลยมีอาชีพรบั ซ้ือของเก่าขาย ทาให้เช่ือ
ได้วา่ จาเลยรับซ้อื เหล็กอุปกรณเ์ ครอื่ งบดวัสดุทาปุ๋ยอินทรีย์ไวเ้ พื่อที่จะนาเหล็กไปขายต่อหากาไร ก็ไม่
อาจพิพากษาลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ได้ เพราะเกินคาขอหรือท่ีมิได้กล่าวในฟ้อง
ต้องหา้ มตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึง่ คงลงโทษจาเลยได้ตามมาตรา ๓๕๗ วรรคแรก เท่านั้น

ฎีกาท่ี ๑๘๕๑/๒๕๕๗ วันเกิดเหตุ เวลากลางคืน รถจักรยานยนต์ท่ีผู้เสียหายที่ ๑ จอดไวใ้ น
ห้องทางาน สถานีบริการน้ามันของผู้เสียหายที่ ๒ และน้ามันเคร่ืองรถจักรยานยนต์ เคร่ือง
คิดเลข วิทยุ กับกล้องวงจรปิดของผู้เสียหายท่ี ๒ ถูกคนร้ายลักไป ต่อมาเวลาประมาณ ๖ นาฬิกา
มีผู้พบเห็นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ท่ีหน้ามัสยิดของหมู่บ้านโดยมีเสื้อคลุม น้ามันเคร่ือง
รถจกั รยานยนต์ เครื่องคิดเลข และวทิ ยุที่วางไว้ในตะกร้าหนา้ รถจึงแจ้งให้ ม. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทราบ
ม. ไปดูรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว สักครู่หน่ึงจาเลยจะมาเอารถจักรยานยนต์ไป ม. ขอดูบัตร
ประจาตัวประชาชนและกุญแจรถ จาเลยไม่มี ม. บอกให้จาเลยไปเอากุญแจรถมาก่อน จาเลย

559

จึงกลับไป พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจาเลยต้องรู้ดีว่ารถจักรยานยนต์และทรัพย์ที่ตะกร้าหน้ารถที่
จาเลยจะไปเอานั้นเป็นทรัพย์ท่ีได้มาโดยการกระทาความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เม่ือจาเลยจะไป
เอาทรัพย์ดังกล่าวอันเป็นการช่วยพาเอาไปเสียตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก แต่ไม่สามารถ
เอาไปได้เพราะ ม. เข้าขัดขวางโดยให้จาเลยไปเอากุญแจรถมาก่อน การกระทาของจาเลยถือได้ว่า
เปน็ การลงมอื กระทาความผดิ ฐานรับของโจร แต่กระทาไปไม่ตลอด จาเลยจึงมีความผิดฐานพยายาม
รบั ของโจร

ฎีกาท่ี ๑๔๗๐๓/๒๕๕๗ ฎ.๒๖๑๘ จาเลยมีรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในครอบครองและ
ขายให้แก่ ร. ในราคาซึ่งต่ากว่าราคาจริงมาก และเป็นการขายรถในสภาพที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน
คูม่ ือจดทะเบียนและเอกสารการโอน รวมท้ังมอบกุญแจรถท่ีทาข้นึ ใหม่หรือกุญแจป๊ัมเหมือนของเดิม
ให้แก่ ร. แสดงว่าก่อนหน้านี้จาเลยรับรถน้ันไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นรถที่ได้มาจากการกระทาความผิด
ฐานลักทรัพย์ การกระทาของจาเลยจึงเปน็ ความผดิ ฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๙๓๖/๒๕๕๖ ฎ. ๑๔๒๔ การกระทาของจาเลยจะมีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่
ข้ึนอยู่กับว่าโจทก์นาสืบให้เห็นว่า ซิมการด์ ของกลางท่ีจาเลยซื้อมาเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทา
ความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนผู้ใดจะเป็นผู้กระทาความผิดฐานฉ้อโกง เป็นเพียงรายละเอียดมิใช่
องค์ประกอบความผิดของความผิดฐานรับของโจร แมโ้ จทก์มไิ ด้นาสบื ให้เห็น แตโ่ จทก์ได้นาสืบส่วนที่
เป็นองคป์ ระกอบความผิดครบถ้วน ศาลกย็ ่อมลงโทษจาเลยได้

โจทก์นาสืบว่าความผิดฐานฉ้อโกงได้เกิดข้ึนแล้ว เพราะมีคนร้ายนาสาเนาบัตรประจาตัว
ประชาชนของ ส. ไปแอบอ้างขอเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากบริษัท ท. ผู้เสียหายโดยไม่ชอบ
เป็นผลให้คนร้ายได้ไปซ่ึงซิมการ์ดจากผู้เสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานตารวจจับจาเลยได้ในขณะท่ี
ซิมการ์ดอยู่ในความครอบครองของจาเลย ถือได้ว่าโจทก์ได้นาสืบถึงข้อเท็จจริง ท่ีเป็นองค์ประกอบ
ภายนอกของความผดิ ฐานรบั ของโจรครบถ้วนแล้ว

ฎีกาที่ ๓๓๙๒/๒๕๕๖ ฎ. ๖๙๗ จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ แบ่งทรัพย์สินที่ปล้นมาที่บ้านของ
จาเลยท่ี ๔ และจาเลยที่ ๔ ได้รับทรัพย์บัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนท่ีของผู้เสียหายจากจาเลยที่ ๑
ถึงที่ ๓ โดยรู้อย่แู ล้วว่าเป็นทรพั ยท์ ไี่ ด้มาจากการกระทาความผิดฐานปล้นทรัพยแ์ ละจาเลยที่ ๔ รับไว้
เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น การกระทาของจาเลยท่ี ๔ จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร

ฎกี าที่ ๓๔๒๒/๒๕๕๖ ฎ. ๘๘๒ จาเลยรบั แลกเงินยโู รจากเด็กชาย ร. และยังช่วยนาเงนิ ยโู ร
จากเด็กชาย ร. ไปแลกที่ธนาคารเพือ่ นาเงินไทยทแี่ ลกไดม้ อบให้เด็กชาย ร. โดยจาเลยร้อู ยู่แล้วว่าเงิน
ยูโรที่เด็กชาย ร. นามาแลก และขอให้จาเลยแลกเงินให้ เป็นทรัพย์ท่ีเด็กชาย ร. ได้มาจากการ
ลกั ทรัพย์ การกระทาของจาเลยจงึ เปน็ ความผิดฐานรบั ของโจรตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคหนงึ่

ฎีกาที่ ๔๘๘๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๖๑ ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าท่ี
ต้องนาสืบให้เห็นว่าจาเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทา
ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ ไม่ใชว่ า่ เมอ่ื จาเลยเป็นผูค้ รอบครองรถจกั รยานยนต์ของกลางและยึดถือกุญแจ
รถคันดังกล่าวอยู่ จาเลยก็ต้องนาสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทาความผิด

560

เม่ือโจทก์นาสืบไม่ได้ว่าจาเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทา
ความผิดฐานลักทรัพย์ ลาพังคารับสารภาพของจาเลยในชั้นจับกุมซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังเป็น
พยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ท้ังในคาให้การ
ชั้นสอบสวนของจาเลย จาเลยก็ไม่ได้ให้การรับสารภาพว่าได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่า
เป็นทรัพย์ท่ีได้มาจากการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยอยู่ตาม
สมควรว่าจาเลยกระทาความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แหง่ ความสงสัยนั้นให้จาเลย
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง

ฎีกาท่ี ๗๖๑๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๑๓๙ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จาเลย
เป็นผู้รับซื้อรถจักรยานดังกล่าวไว้ด้วยตนเอง แต่การกระทาความผิดฐานรับของโจรน้ันยากท่ีจะนา
สืบด้วยประจักษ์พยาน จึงจาเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากกรณีแวดล้อมและพิรุธแห่งการกระทา
รถจักรยานท้ัง ๒๔ คันยังมีสภาพดีใช้งานได้ดีแต่รา้ นของจาเลยกลับรบั ซ้ือไว้ในราคากิโลกรัมละ ๑๕
บาท ลักษณะเหมือนกับการรับซ้ือเศษเหล็ก ท้ังการรับซื้อรถจักรยานทั้งหมดก็มิได้เป็นการรับซื้อ
ในคราวเดยี วแต่เป็นการรับซอื้ หลายครัง้ หลายคราวต่างวาระกนั จาเลยเป็นเจา้ ของร้านรับซื้อของเก่า
หากจาเลยไม่มีสว่ นเกีย่ วข้องรู้เห็นแล้วย่อมเป็นการยากท่ี อ. ลกู จ้างของจาเลยจะกระทาได้โดยลาพัง

การท่ีจาเลยมีส่วนรู้เห็นในการรับซื้อรถจักรยานที่ ส. ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุเพียง ๑๗ ปี กับ
พวกนาไปขายทั้งหมดถึง ๒๔ คัน โดยร้านของจาเลยรับซื้อรถจักรยานดังกล่าวไว้ในราคากิโลกรัมละ
๑๕ บาท ลักษณะเหมือนกับการรับซ้ือเศษเหล็กทั้งที่รถจักรยานดังกล่าวยังมีสภาพดีใช้งานได้
สอ่ แสดงให้เห็นพิรธุ แห่งการกระทาที่ไม่สุจรติ ของจาเลย ผิดปกติวิสยั ของผ้มู ีวชิ าชีพในการคา้ ของเก่า
พยานแวดล้อมกรณีของโจทก์มีเหตุให้เช่ือได้ว่าจาเลยรับซื้อรถจักรยานของผู้เสียหายโดยรู้ว่าเป็น
ทรพั ยท์ ่ีไดม้ าจากการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์

ฎีกาท่ี ๕๒๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๙ ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลาง
ใหแ้ ก่จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ เน่ืองจากถูกจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ หลอกลวงให้ทาสัญญาเช่าซอ้ื และสัญญา
ค้าประกัน มิใช่เป็นการเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐาน
ลักทรัพย์ หากแต่เป็นการได้รถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยการหลอกลวงผู้เสียหายโดยทุจริตว่าจะ
ปฏิบัติตามสัญญาเชา่ ซ้ือรถจักรยานยนต์ท่ีทาไว้กับผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ เป็น
ตัวการร่วมกันกระทาความผดิ ฐานฉ้อโกง สว่ นจาเลยท่ี ๔ ไม่ไดป้ ระกอบกิจการซื้อขารถจกั รยานยนต์
แต่รับซ้ือรถจักรยานยนต์ของกลางในราคาต่ากว่าราคาปกติมาก ทั้งเป็นการซ้ือขายกันในลักษณะ
เร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบทางทะเบียนเพ่ือทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อน
เป็นการผิดปกติวิสัยการซื้อขายโดยสุจริตท่ัวไป ฟังได้ว่าจาเลยที่ ๔ รับซ้ือรถจักรยานยนต์ของกลาง
ไวโ้ ดยรู้ว่าเป็นทรัพยอ์ นั ไดม้ าจากการกระทาความผิดฐานฉ้อโกง

การท่ีจาเลยที่ ๔ จ่ายเงินค่าซ้ือรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จาเลยที่ ๓ จาเลยท่ี ๓ มอบ
กุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางให้จาเลยที่ ๔ และจาเลยท่ี ๔ ขึ้นน่ังคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูก
เจ้าพนักงานตารวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจาเลยที่ ๔ ได้รับทรัพย์ที่ซื้อจากจาเลยที่ ๓ ไว้แล้ว

561

เป็นความผดิ ฐานรบั ของโจรสาเรจ็ แลว้
ข้อสังเกต คดีน้ีศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาเช่าซื้อ แต่เป็นการหลอกขอเช่าซื้อ
แม้จะไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ทันทีท่สี ่งมอบทรัพย์ แต่สัญญาเชา่ ซือ้ กเ็ ป็นสัญญาท่ีมีวัตถุประสงค์สุดท้ายท่ี
จะโอนกรรมสิทธิ์เมื่อชาระค่าเช่าซ้ือครบถ้วนแล้ว การหลอกในคดีน้ีเป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ
การเอาทรพั ย์ไปในคดนี จ้ี งึ เปน็ ความผิดฐานฉ้อโกง

หากเปล่ียนข้อเท็จจริงเป็นหลอกขอเช่าทรัพย์ เป็นการหลอกเอาการครอบครอง เพราะการ
เชา่ ทรัพยไ์ ม่ใช่สญั ญาท่ีมีวตั ถทุ ่ีประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ การเอาไปจึงเปน็ ความผิดฐานลกั ทรัพย์
(ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, กฎหมายอาญาความผิดเล่ม ๓, พิมพ์ครั้งท่ี
๒, กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕. หนา้ ๑๐)

ฎีกาที่ ๘๓๙๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๒๘ การกระทาความผิดฐานรับของโจร ผู้กระทา
ไม่จาต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเรน้ ช่วยจาหน่าย ช่วยพา
เอาไปเสีย ซื้อ รับจานา หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทาความผิด การที่
จาเลยขับรถจักรยานยนต์ให้ อ. นั่งซ้อนท้าย บรรทุกโทรทัศน์ของกลางจะไปท่ีอาเภอดอนสัก
โดยรู้อยู่ว่าเป็นโทรทัศน์ท่ี อ. ลักมา ก็เป็นการช่วยพาเอาไปเสียอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐาน
รับของโจรแล้ว

ฎีกาท่ี ๑๕๙๐/๒๕๕๘ ฎ.๓๕๓ จาเลยที่ ๑ ลกั โอนเงนิ ของโจทกร์ ่วมเข้าบญั ชขี องจาเลยท่ี ๒
ซึ่งเป็นสามี จาเลยท่ี ๒ ย่อมต้องทราบว่ามีเงินโอนเข้ามาในบัญชีของตน การกระทาของจาเลยที่ ๒
เป็นความผิดฐานสนับสนุนจาเลยที่ ๑ ในการกระทาความผิดฐานลกั ทรพั ย์นายจา้ งตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖
ขอ้ สังเกต คดีนี้จาเลยที่ ๒ ทราบว่ามีเงินโอนเข้ามาในบัญชีของตน ต้องเป็นการทราบก่อนหรือขณะ
กระทาความผิด แต่จาเลยที่ ๒ ก็ยังยินยอมให้จาเลยท่ี ๑ โอนเงินเข้าบัญชี เพราะการจะเป็น
ผู้สนบั สนุนในการกระทาผิดต้องเปน็ การช่วยเหลือกอ่ นหรือในขณะกระทาความผิด

ถ้าเป็นการช่วยเหลอื หลังจากกระทาความผิด เช่น ก แอบโอนเงินของนายจ้างเข้าบัญชีของ
ข (ซ่ึง ก แอบจดเอาไว้ เพราะ ก เคยฝาก ข เอาเงินเข้าบัญชี) โดย ข ไม่ทราบเรื่องก่อนโอนเงินเข้า
บัญชี ต่อมา ก บอก ข ว่า ลักเงินนายจ้างโอนเข้าบัญชี ข ข ก็ถอนเงินจากบัญชีไปให้ ก เอาไปใช้
จ่าย กรณเี ชน่ นี้ ข จะมีความผิดฐานรับของโจร

562

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๕๘

ฎีกาที่ ๑๐๓๑๙/๒๕๕๘ ฎ.๒๙๔๖ การท่ีจาเลยทั้งสามร่วมกันนายาฆ่าแมลงใส่ในผล
มะละกอให้ช้างกิน ช้างได้รับสารพิษทาให้ล้มลงกับพื้น ขณะที่ยังไม่ถึงแก่ความตายจาเลยทั้งสาม
ร่วมกันใช้เล่ือยเหล็กตัดงาช้าง เป็นเหตุให้ช้างได้รับทุกขเวทนาอันไม่จาเป็นและถึงแก่ความตาย
ในเวลาต่อมา แล้วจาเลยท้ังสามร่วมกันลักงาช้างไปโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การ
กระทาผิด การพาทรพั ย์น้ันไปและเพ่ือให้พ้นการจับกุม จาเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันทาให้
เสียทรัพย์ ร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จาเป็น และร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้
ยานพาหนะ แต่การกระทาดังกล่าวมุ่งประสงค์เพ่ือลักงาช้างเป็นสาคัญ จึงเป็นกรรมเดียวเป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๓๓๖ ทวิ ซึง่ เปน็ บทที่มโี ทษหนกั ที่สดุ เพยี งบทเดียวตามมาตรา ๙๐
ข้อสงั เกต การกระทาเปน็ ความผดิ มาตรา ๓๕๘, ๓๘๑, ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ

ฎกี าที่ ๑๒๓๘๗/๒๕๕๗ แมจ้ าเลยที่ ๑ สง่ั ใหร้ ือ้ ถอนบา้ นของโจทกร์ ่วมดว้ ยความระมดั ระวัง
ไม่เป็นเหตุให้วัสดุท่ีรื้อถอนเสียหาย ท้ังนาไปเก็บรักษาไว้อย่างดีเพ่ือให้โจทก์ร่วมนาไปใช้ประโยชน์ได้
อีกก็ตาม แต่การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ร่วมซ่ึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ส้ิน
สภาพไม่เป็นท่ีอยู่อาศัยอีกต่อไป อันเป็นการทาให้เสียหาย ทาลาย ทาให้เส่ือมค่า หรือทาให้
ไร้ประโยชน์ซ่ึงทรัพย์สินของผู้อื่น การที่อาเภอบุณฑรกิ แต่งตั้งจาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นกานันตาบลคอแลน
เป็นประธานกรรมการกลางและประธานกรรมการปกครองเพ่ือประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและ
ป้องกันตนเองน้ัน ไมเ่ ปน็ การเปิดโอกาสให้จาเลยที่ ๑ ร้ือบา้ นของโจทก์ร่วมโดยพลการได้ จาเลยที่ ๑
จึงมคี วามผิดฐานทาใหเ้ สยี ทรัพยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๕๘

ฎีกาท่ี ๕๑๓๒/๒๕๕๕ ฎ.๒๙๐๕ หนังสือสัญญาจะซ้ือจะขายระบุว่า ส. จะขายที่ดินพร้อม
บ้านพิพาทแก่จาเลยท่ี ๑ แต่เม่ือไปจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ส. ทาหนังสือสัญญาขาย
ท่ีดินแก่จาเลยท่ี ๑ โดยมีข้อความวา่ ตกลงขายเฉพาะท่ีดินไม่เก่ียวกับส่ิงปลูกสร้าง แสดงว่าไม่ได้ขาย
บ้านพิพาทด้วย จาเลยท่ี ๑ จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทและไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านพิพาท การที่
จาเลยที่ ๑ ทราบอยู่แล้วว่าบ้านพิพาทไม่ใช่ของตนแต่เป็นของโจทก์ร่วมน้องสาวของ ส. จาเลยที่ ๑
กลับสั่งให้จาเลยที่ ๒ เข้าไปในบ้านพิพาทและทาการร้ือปรับปรุงบ้านพิพาท ท้ัง ๆ ที่โจทก์ร่วมได้
ห้ามปรามแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทาให้บ้าน
พิพาทของโจทกร์ ว่ มไดร้ ับความเสยี หาย จาเลยท่ี ๑ จงึ มคี วามผิดฐานบกุ รกุ และทาใหเ้ สยี ทรพั ย์
ขอ้ สังเกต จาเลยท่ี ๒ ไม่รูข้ ้อเท็จจรงิ ทีเ่ ป็นองค์ประกอบความผดิ จาเลยท่ี ๒ จึงไมม่ ีเจตนากระทาผิด

ฎีกาที่ ๑๐๗๘๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๑๗ ในขณะท่ีเกิดเหตุโจทก์ยังคงประกอบกิจการ
โรงแรมและครอบครองโรงแรม โดยยังไม่มีการส่งมอบการครอบครองให้แก่จาเลยที่ ๒ กับพวก
การที่จาเลยที่ ๒ กับพวกเข้าไปในโรงแรมท่ีเกิดเหตุแล้วเปล่ยี นกุญแจห้องโรงแรมเป็นกุญแจท่ีจาเลย
ที่ ๒ กับพวกเตรียมมา โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานบังคับคดีซ่ึงมีอานาจหน้าท่ีบังคับคดีให้เป็นไป
ตามคาพิพากษาร่วมรับรู้ด้วย จึงเป็นการดาเนินการไปเองโดยพลการ แม้ว่าจาเลยที่ ๒ กับพวก

563

ซื้อโรงแรมท่ีเกิดเหตุได้จากการขายทอดตลาดตามคาสั่งศาล และศาลมีคาพิพากษาให้ขับไล่โจทก์
และบริวารตามคาฟ้องของจาเลยท่ี ๑ และอยู่ในระหว่างการบังคับคดีแล้วก็ตาม แต่การบังคับนั้น
ก็ต้องดาเนินการตามข้ันตอนของกฎหมายและเหมาะสมแก่เหตุและผลด้วย พฤติการณ์เป็นลักษณะ
ของการกระทาท่ีเกินกว่าเหตุ และจาเลยที่ ๒ ยงั ให้พวกของตนเข้าครอบครองห้องพักท่ีมีการเปล่ียน
กุญแจดังกล่าวด้วยน้ัน แสดงให้เห็นว่าจาเลยที่ ๒ กับพวกมีเจตนาท่ีจะทาลาย ทาให้เส่ือมค่า หรือ
ทาให้ไร้ประโยชน์ซึ่งกุญแจโรงแรมของโจทก์เพ่ือจะเข้าครอบครองโรงแรมโดยวิธีการท่ียังไม่อาจ
อา้ งได้วา่ เปน็ การกระทาโดยชอบดว้ ยกฎหมาย จงึ เป็นความผดิ ฐานร่วมกนั ทาใหเ้ สยี ทรัพย์

564

บุกรกุ

ข้อ ๙๐ คาถาม นายเอกและนายโทเห็นท่ีดนิ ของนายตรีมีทาเลดีนา่ เอาไปทาตลาดให้พ่อค้า
แม่คา้ มาขายของ นายเอกและนายโทจึงชักชวนนางเมยี้ น นางแม้น และพ่อค้าแม่คา้ ให้มาขายของใน
ท่ีดินของนายตรี โดยนายเอกและนายโทหลอกว่าท่ีดินดังกล่าวเป็นของตนนามาทาตลาด นางเมี้ยน
นางแม้น และพ่อค้าแม่ค้าเชื่อว่าท่ีดินดังกล่าวเป็นของนายเอกและนายโท จึงเช่าท่ีดินและเข้าไป
ตั้งร้านขายของในท่ีดินของนายตรีต้ังแต่เวลา ๑๗ นาฬิกา จนมืดค่าเวลา ๒๐ นาฬิกา นายตรีเห็น
พ่อค้าแม่ค้ามาขายของในท่ีดินของตน จึงสอบถามนางเม้ียนและนางแม้นจึงทราบความจริง แต่นาย
เอกและนายโทไม่อยใู่ นทด่ี นิ ในช่วงเวลาทีพ่ อ่ ค้าแม่คา้ เข้ามาขายของดังกลา่ ว

ให้วินิจฉัยว่า นางเม้ียน นางแม้น นายเอก และนายโท มีความรับผิดทางอาญาฐานบุกรุก
หรอื ไมอ่ ยา่ งไร

คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนางเมี้ยนและนางแม้น นางเมี้ยนและนางแม้นเข้าไป
ต้ังร้านขายของในท่ีดินของนายตรี เป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการ
ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซ่ึงครบองค์ประกอบภายนอกของ
ความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ แต่การท่ีนางเมี้ยนและนางแม้น
กระทาการดังกล่าวไปเพราะเชื่อว่าท่ีดินดังกล่าวเป็นของนายเอกและนายโท มีผลเท่ากับนางเมี้ยน
และนางแม้นไม่รู้ว่าเจ้าของที่ดินไม่ยินยอมให้เข้าไปในที่ดิน ต้องถือว่าผู้กระทามิได้รู้ข้อเท็จจริง
อันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการ
กระทาน้ันมิได้ จึงขาดเจตนาซึ่งเป็นองค์ประกอบภายในของการกระทาความผิดฐานบุกรุก
นางเมี้ ยนและนางแม้ นเป็น เพี ยงเคร่ืองมือใน การกระท าค วามผิดข องนายเอ กและน ายโท
นางเมี้ยนและนางแม้นจึงไม่ผิดฐานบกุ รกุ (เทยี บฎกี าท่ี ๓๓๓๖-๓๓๓๗/๒๕๔๗ )

ความรับผิดทางอาญาของนายเอกและนายโท นายเอกและนายโทชักชวนนางเมี้ยนและ
นางแม้นให้เข้าไปต้ังร้านขายของในที่ดินของนายตรี ไม่เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทาผิดเพราะนาง
เม้ียนและนางแม้นขาดเจตนากระทาความผิดและเป็นเพียงเคร่ืองมือในการกระทาความผิดของ
นายเอกและนายโท นายเอกและนายโทจงึ ไม่ใช่ผใู้ ชใ้ ห้นางเม้ียนและนางแม้นกระทาความผิด แต่
นายเอกและนายโทเป็นผู้กระทาความผดิ โดยทางอ้อม โดยมีนางเม้ียนและนางแม้นเปน็ เคร่ืองมือ
กระทาความผิด แม้นายเอกและนายโทไม่อย่ใู นทีด่ นิ ในช่วงเวลาทพี่ อ่ คา้ แมค่ ้าเข้ามาขายของดงั กล่าว
แตน่ ายเอกและนายโทก็มคี วามผดิ ฐานบกุ รุก (เทยี บฎกี าที่ ๒๗๖๘/๒๕๕๑)

เมื่อมีการบุกรุกโดยนายเอกกับนายโทรว่ มกันหลอกนางเม้ียนนางแมน้ และพ่อค้าแมค่ ้าเข้าไป
ในที่ดินหลายคน นายเอกและนายโทจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทาความผิดฐานบกุ รุกตงั้ แต่สองคน
ขึน้ ไปตามมาตรา ๓๖๕ (๒)

อนึ่ง ความผิดฐานบุกรุกมีการกระทาที่เป็นองค์ประกอบของความผิดคือเข้าไป เมื่อ
เข้าไปแล้วความผิดก็เกิดข้ึนและสาเร็จเมื่อเข้าไปเพื่อถือการครอบครอง การครอบครองที่ดิน
ต่อไปเป็นเพียงผลของการบุกรกุ ไม่ใช่ความผิดต่อเน่ือง ดังน้ัน การท่ีนางเม้ียนและนางแม้นเข้าไป

565

ในที่ดินตอนกลางวัน แม้จะยังครอบครองที่ดินอยู่จนถึงเวลากลางคืน การกระทาของนายเอกและ
นายโทก็ไม่เป็นการบุกรุกในเวลากลางคืน เพราะความผิดฐานบุกรุกไม่ใช่ความผิดต่อเน่ือง
(เทียบฎกี าที่ ๒๘๘๖/๒๕๓๙)

ฎีกาท่ี ๓๓๓๖-๓๓๓๗/๒๕๔๗ บ. เป็นนักการภารโรงของสหกรณ์การเกษตรไม่มีส่วนได้
เสียในบัญชีเงนิ กู้ จึงไม่มีเหตุท่ี บ. ต้องเผาบัญชีเงินกู้ หาก บ. ทราบว่าการเผาทาลายบัญชีเงินกเู้ ป็น
การกระทาท่ีผิดกฎหมาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘ ก็คงไม่กระทา
ตามคาสั่งของจาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นผู้ช่วยผู้จัดการของสหกรณ์ แต่ บ. ยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคาส่ังของ
จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคาส่ังที่ชอบด้วยกฎหมาย
ของผู้บังคับบัญชา การที่จาเลยท่ี ๑ ส่ังให้ บ. เผาบัญชีเงินกู้ จึงไม่ใช่เป็นการใช้ผู้อ่ืนกระทาความผิด
เพราะ บ. ผถู้ ูกใช้ไมร่ วู้ ่าการกระทานั้นเป็นความผดิ แต่เป็นการท่จี าเลยที่ ๑ ใช้ บ. เป็นเครื่องมอื ของ
จาเลยที่ ๑ ในการกระทาความผดิ ถอื วา่ จาเลยท่ี ๑ เปน็ ผู้กระทาความผิดเองโดยออ้ ม

ฎีกาท่ี ๒๗๖๘/๒๕๕๑ ฎ.๑๐๙๒ ท่ีดินท่ีถูกกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าบุกรุกนาสินค้ามาวางขายเป็น
ของโจทกร์ ่วมและโจทกร์ ่วมไม่ได้อนุญาตให้จาเลยนาไปใหผ้ ู้ใดเช่า การท่ีจาเลยนาท่ีดนิ ดังกล่าวไปให้
บคุ คลดังกล่าวเช่าโดยไม่มีอานาจ จาเลยจึงมคี วามผดิ ฐานบกุ รกุ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒

ฎีกาท่ี ๒๘๘๖/๒๕๓๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๒ ความผิดฐานบุกรุกเกดิ ขึ้นและสาเร็จเม่อื จาเลยเข้า
ไปเพื่อถือการครอบครอง ส่วนการครอบครองที่ดินต่อมาเป็นเพียงผลของการบุกรุก ไม่ใช่ความผิด
ต่อเน่ือง การท่ีจาเลยเข้าไปเวลากลางวัน และครอบครองที่ดินต่อมาทั้งกลางวันและกลางคืน จึงไม่
เปน็ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๖๒

ฎีกาที่ ๑๒๔๕/๒๕๖๑ ฎ.๑๘๑๔ การเปิดคลินิกทันตกรรมของโจทก์ก็เพ่ือให้บริการแก่
ประชาชนทั่วไป ประชาชนรวมทั้งจาเลยย่อมมีความชอบธรรมท่ีจะเข้าไปได้ จาเลยเข้าไปในคลินิก
ทันตกรรมของโจทก์ในเวลาเปิดทาการ แม้จะเป็นการเข้าไปและถ่ายภาพในห้องตรวจรักษาคนไข้
ด้วย ก็เพราะต้องการสอบถามโจทก์ถึงสาเหตุท่ีโจทก์แย่งลูกค้าไปจากคลินิกของจาเลย แต่เมื่อโจทก์
ให้ตามพนักงานรักษาความปลอดภัยมาไล่ให้จาเลยออกจากคลินิก จาเลยก็มิได้ขัดขืนรีบเดินกลับ
ออกไปทันทีท่ีเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัย การกระทาของจาเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวน
การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒

ฎีกาที่ ๑๔๘๒๒/๒๕๕๘ ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกน้ัน แม้จะฟังได้ว่าจาเลยเป็นบุตรของ
ญ. ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิรวมในท่ีดินพิพาท แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและได้รับความ
ยินยอมจาก พ. ซ่ึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทอีกคนหน่ึง และเป็นหนึ่งในคณะบุคคลผู้ให้เช่า
ที่อนุญาตให้โจทก์เข้าใช้สอยทาประโยชน์จากท่ีดินพิพาทได้ ย่อมถือว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิยึดถือ
ครอบครองท่ีดินพิพาทและมีอานาจท่ีจะป้องกันหรอื ขดั ขวางผเู้ ขา้ รบกวนการครอบครองของโจทกไ์ ด้

566

เมื่อจาเลยทราบว่าโจทก์เข้าใช้สอยท่ีดินพิพาทต้ังแต่ปี ๒๕๕๓ แต่จาเลยไม่ดาเนินการทางกฎหมาย
แก่โจทก์ในประการใด ต่อมาปี ๒๕๕๕ จาเลยนาเสาเหล็กไปปิดกั้นท่ีดินพิพาทและเอาโซ่เหล็ก
ไปคล้องเพื่อปิดกั้นทางเข้าออก จึงเป็นพฤติการณ์ท่ีบ่งชี้ว่า จาเลยมีเจตนาท่ีจะรบกวนการ
ครอบครองอสงั หาริมทรัพยข์ องโจทก์โดยปกติสขุ อันเปน็ การฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การที่จาเลยกับพวก
ร่วมกันกระทาความผิดด้วยกันต้ังแต่สองคนขึ้นไป การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) ประกอบมาตรา ๓๖๒, ๘๓

สาหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะฟังได้ว่า พวกของจาเลยเป็น
ผู้ยกเอาเก้าอี้ของโจทก์ไปโดยความรู้เห็นของจาเลยก็ตาม แต่พวกของจาเลยนาเก้าอี้ไปต้ังวางไว้
ท่ีบริเวณหลังรา้ นของโจทก์ในระยะห่างจากจุดเดิมเพียงไม่ก่ีเมตร โดยจาเลยต่อสู้ว่านาเก้าอ้ีไปใช้นั่ง
พูดคุยกันซ่ึงก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟัง เมื่อไม่ปรากฏว่าจาเลยสั่งการให้ขนเคล่ือนย้ายเก้าอี้
ไปไว้ในบ้านจาเลยหรือนาเก้าอี้ไปทาประโยชน์อ่ืนใด ดังนั้น การท่ีจาเลยไม่ยอมคืนเก้าอ้ีให้แก่โจทก์
ในตอนแรกจึงเป็นเพียงพฤติการณ์ท่ีเกะกะระรานสร้างความเดือดร้อนราคาญให้แก่โจทก์มากกว่า
จะเป็นการเอาเก้าอ้ีไปเพ่ือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับจาเลยหรือพวก
ของจาเลย จึงไม่อาจลงโทษจาเลยในความผดิ ฐานรว่ มกันลักทรัพยไ์ ด้

ฎีกาท่ี ๖๑๖๗/๒๕๕๓ ฎ.๑๐๙๙ จาเลยเข้าไปในที่ดินของ อ. ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งมีรั้ว
ล้อมรอบโดยตัดโซ่คล้องประตูรั้ว แม้มีเจตนาจะเข้าไปนารถยนต์พิพาทซึ่งยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าตกเป็น
กรรมสิทธ์ขิ องผู้เสียหายท่ี ๒ แลว้ หรือยงั เปน็ กรรมสิทธ์ิของห้างหนุ้ สว่ นจากดั ว. ท่ีจาเลยเปน็ หุ้นส่วน
ผู้จัดการซึ่งจอดอยู่ในท่ีดินดังกล่าวออกไป จาเลยก็ชอบที่จะดาเนินการตามกฎหมาย จาเลยไม่มี
อานาจกระทาโดยพลการด้วยการตัดโซ่คล้องประตูร้ัวล้อมรอบท่ีดินของผู้เสียหายที่ ๑ อันเป็นการ
ล่วงล้าอานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ จึงเป็นการเข้าไปกระทาการรบกวนการครอบครอง
อสงั หารมิ ทรพั ยข์ องผเู้ สยี หายที่ ๑ โดยปกตสิ ุขมีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒

ฎีกาท่ี ๑๐๕๘๘/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๘๐ จาเลยที่ ๑ ทราบว่าแนวเขตท่ีดินของจาเลยท่ี ๑ ทาง
ทิศใต้คือผนังห้องเลขท่ี ๒๖๔ และ ๒๖๖ ซึ่งตรงกับแนวกาแพงตึกของจาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นแนวเขตท่ี
แน่นอนชัดเจน แต่จาเลยที่ ๑ กลับให้จาเลยท่ี ๒ ขุดหลุมล้าเข้าไปในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม
การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงเป็นการกระทาโดยเจตนารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วม
โดยปกติสุข และทาให้ท่ีดินดังกล่าวได้รับความเสียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงเป็นความผิด
ฐานบกุ รุกและทาใหเ้ สียทรพั ยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๖๒, ๓๕๘
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลช้ันต้นยกฟ้องจาเลยที่ ๒ โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีเป็นอันยุติว่าจาเลยท่ี ๒ ไม่มี
ความผดิ ฐานบุกรุกและฐานทาให้เสียทรัพย์ เมือ่ จาเลยท่ี ๒ ไม่มีความผิด จาเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นผู้ใช้ให้
จาเลยที่ ๒ กระทาผิด จาเลยท่ี ๑ เป็นผู้กระทาความผดิ โดยทางอ้อมโดยมจี าเลยท่ี ๒ เป็นเครื่องมือ
ในการกระทาผิด

ถา้ ข้อเท็จจริงเปล่ียนเป็นว่า จาเลยที่ ๒ มีความผิดฐานบุกรุกและทาให้เสียทรัพย์โดยจาเลย
ที่ ๑ สงั่ ให้จาเลยที่ ๒ ขุดหลุมล้าเข้าไปในทด่ี นิ พิพาท จาเลยท่ี ๑ จะเปน็ ผใู้ ช้

567

ฎีกาที่ ๑๔๒๑๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๖๗ การกระทาใดท่ีจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม
ป.อ. มาตรา ๓๖๒ และ ๓๖๔ ตามที่โจทก์ท้ังสองฟ้องกล่าวหาจาเลยที่ ๒ นั้น จะต้องได้ความว่า
ผู้กระทาได้เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อ่ืนเพ่ือถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์น้ันทั้งหมดหรือ
แต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทาการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขา
โดยปกติสุข หรือโดยไม่มีเหตุอันควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือ
สานักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่าน้ัน เมื่อผู้มีสิทธิท่ีจะ
หา้ มมิใหเ้ ข้าไปได้ไล่ให้ออก จาเลยที่ ๒ เข้าไปปดิ ประกาศห้ามผู้ใดเข้าออกรสี อรต์ ของโจทก์ท่ี ๑ และ
ให้ผู้ท่ีอยู่ในท่ีดินอันเป็นท่ีต้ังรีสอร์ตของโจทก์ท่ี ๑ ขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากท่ีดินของจาเลย
ท่ี ๒ ไปปิดไว้ตามอาคารในรีสอร์ต ซ่ึงเป็นกรณีสืบเนื่องจากข้อพิพาทเกี่ยวกับท่ีดินท่ีจะซ้ือจะขาย
อันเป็นท่ีตั้งของรีสอร์ตดังกล่าวเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๒ ได้กระทาการอ่ืนใดอันเป็นการ
เพ่ือถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์น้ันทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทาการใด ๆ
อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองโดยปกติสุข หรือโดยไม่มีเหตุ
อนั สมควรเข้าไปหรือซอ่ นตัวอยูใ่ นเคหสถานอาคารเกบ็ รกั ษาทรัพย์หรอื สานักงานในความครอบครอง
ของโจทก์ท้ังสอง หรือไม่ยอมออกไปจากสถานท่ีเช่นว่านั้นเม่ือโจทก์ท้ังสองได้ไล่ให้ออก การกระทา
ของจาเลยที่ ๒ จึงไมเ่ ป็นความผิดฐานรว่ มกนั บุกรกุ

ฎกี าที่ ๖๐๐๖/๒๕๖๑ ท่ีดินอนั ตกเป็นภาระจายอมแก่ทดี่ ินของโจทก์น้ันเป็นกรรมสิทธ์ิของ
จาเลยที่ ๑ เพียงแต่ทางภาระจายอมน้ีทาให้จาเลยที่ ๑ ต้องยอมรับกรรมบางอย่างซ่ึงกระทบถึง
ทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธ์ิน้ันเพื่อประโยชน์แก่ท่ีดิน
ของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๗ โดยจาเลยท่ี ๑ ยังมีสิทธิในทางภาระจายอมอันเป็นกรรมสิทธิ์
ของจาเลยท่ี ๑ เช่นเดิม เพียงแต่มาตรา ๑๓๙๐ ห้ามเจ้าของภารยทรัพย์ประกอบกรรมใด ๆ อันจะ
เป็นเหตใุ หป้ ระโยชน์แห่งภาระจายอมลดไปหรือเส่ือมความสะดวกเทา่ นั้น การใชส้ ิทธิเหนือที่ดินส่วน
ที่เป็นทางภาระจายอมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงยังคงเป็นของจาเลยที่ ๑ ต่อไป แม้หากจาเลย
ท้ังสองก่อสร้างกาแพงคอนกรีต โครงเหล็กเป็นโรงจอดรถยนต์และบันไดคอนกรีตอันจะเป็นเหตุให้
ประโยชน์แห่งภาระจายอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ก็เป็นการกระทาลงบนที่ดินของจาเลยท่ี ๑
เอง หาใชเ่ ป็นการเขา้ ไปกระทาในท่ีดินของโจทก์ไม่ หากโจทกไ์ ด้รับความเสียหายอยา่ งไรชอบท่จี ะไป
วา่ กลา่ วกนั ในทางแพ่ง การกระทาของจาเลยท้งั สองจงึ ไม่มมี ลู ในความผิดฐานบกุ รุก

ฎีกาที่ ๙๕๗๑–๙๕๗๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๘๘ ท่ีดินของจาเลยที่ ๑ ตกเป็นภาระ
จายอมแก่ท่ีดินของโจทก์ร่วมท้ังสองเพ่ือใช้เป็นทางเดิน ทางรถ หรือสาธารณูปโภคอ่ืน ๆ แต่จาเลย
ท่ี ๑ ก็ยังคงมีกรรมสิทธิ์ท่ีจะดาเนินการกับท่ีดินของตนอย่างไรก็ได้เท่าท่ีไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. ๑๓๘๗
การทจ่ี าเลยที่ ๑ ก่อสร้างรวั้ จะเป็นการทาให้เกิดภาระเพิ่มขนึ้ แก่ภารยทรัพยห์ รือไม่น้ัน ต้องเปน็ เร่ือง
ท่ตี ้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่ง กรณีดังกล่าวไม่ใช่การเข้าไปกระทาการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการ
ครอบครองอสงั หารมิ ทรัพย์ของโจทก์ร่วมทง้ั สองโดยปกติสขุ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒

ฎีกาที่ ๒๗๒๐/๒๕๕๑ ฎ.๑๒๑๘ จาเลยที่ ๒ ทาประโยชน์อยู่ในท่ีดินพิพาทหลังจาก

568

โจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของท่ีดินเดิมและโจทก์ร่วมซ่ึงเป็น
เจ้าของคนต่อมา แม้จาเลยท่ี ๒ ตกลงว่าจะออกจากที่ดินเม่ือเก็บเก่ียวเผือกเสร็จแล้วแต่ไม่ออกไป
ทั้งยังจ้างจาเลยที่ ๑ ไถที่ดินพิพาทเพื่อปรับสภาพท่ีดินเพ่ือทานาข้าวอีก และโจทก์ร่วมได้ห้ามปราม
แล้ว แต่จาเลยที่ ๒ ไม่เชือ่ ก็ไม่อาจถือว่าจาเลยที่ ๒ มีเจตนากระทาผิดอาญาฐานบุกรกุ เพราะจาเลย
ท่ี ๒ กระทาต่อเน่ืองจากการที่โจทก์ร่วมยินยอมให้จาเลยท่ี ๒ ทาประโยชน์ในท่ีดินพิพาทได้
การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นเรื่องที่จาเลยท่ี ๒ ทาผิดข้อตกลงที่ตกลงไว้กับโจทก์ร่วม อันเป็น
การกระทาละเมดิ ในทางแพ่ง ไม่เป็นความผดิ อาญา

ฎีกาที่ ๔๘๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๖ โจทก์เป็นผู้เช่าโรงอาหารที่เกิดเหตุประกอบการ
จาหน่ายอาหารภายในสถาบันราชภัฎ น. ระหว่างที่อยู่ในเวลาเช่าดังกล่าว จาเลยท่ี ๑ ในฐานะ
อธิการบดีสถาบันราชภัฎ น. ได้บอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์เน่ืองจากโจทก์ผิดนัดชาระค่าเช่า แต่
โจทก์ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงอาหารโดยอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญา และต่อมาจาเลยที่ ๑ มี
คาสั่งให้จาเลยท่ี ๒ ซ่ึงเป็นผู้อานวยการสานักงานอธิการบดีขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจาก
โรงอาหาร จาเลยท่ี ๒ ส่ังการต่อให้จาเลยที่ ๓ ดาเนินการตามคาสั่งดังกล่าว จาเลยที่ ๓ จึงมีคาสั่ง
ให้จาเลยท่ี ๔ ถึงท่ี ๗ กับพวกไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาจาเลยที่ ๔ ถึงท่ี ๗ กับพวกได้
ร่วมกันเข้าไปในโรงอาหารท่ีเกิดเหตุและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บไว้ตาม
คาสั่งของจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โรงอาหารที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสถาบันราชภัฎ น.
ไม่ปรากฏจากข้อสัญญาชัดแจ้งว่ามีการส่งมอบโรงอาหารที่เช่าให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นสิทธิ
ครอบครองของโจทก์ทีเดียว เมื่อโจทก์และสถาบันมีเจตนาทาสัญญาเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพียงแต่
ให้โจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารของสถาบันในการจาหน่ายอาหารในพื้นที่ท่ีได้จดั ไว้ในเวลาเปิด
บรกิ ารตามระเบียบของสถาบันเท่าน้ัน หาได้มอบการครอบครองโรงอาหารให้เป็นสิทธิขาดแก่โจทก์
ดังเช่นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามธรรมดาไม่ การมอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ก็เพ่ือให้ความ
สะดวกในการเข้าไปใช้พื้นท่ีโรงอาหารในการประกอบการของโจทกเ์ ท่านน้ั โดยสถาบันอนุญาตโจทก์
รวมทั้งผู้เช่าช่วงพ้ืนที่จาหน่ายอาหารจากโจทก์สามารถเข้าไปใช้โรงอาหารท่ีเช่าเพ่ือประกอบการ
จาหน่ายอาหารโดยใช้ลูกกุญแจท่ีมอบไว้แก่โจทก์ เม่ือโรงอาหารที่เกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครอง
ของสถาบันราชภัฎ น. การสั่งการของจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในการให้เข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์
ในโรงอาหารที่เกิดเหตุ จึงไม่เปน็ การรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขอัน
จะเปน็ ความผดิ ฐานบกุ รุก

ฎีกาที่ ๑๗๖๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๕๙ จาเลยเข้าไปปลูกมะพร้าวและสับปะรดในท่ีดิน
พิพาทในเวลากลางวัน แม้พืชผลที่จาเลยปลูกจะอยู่ในที่ดินพิพาททั้งกลางวันและกลางคืนตลอดมา
ก็เป็นเพียงผลของการกระทา คือการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมในเวลากลางวันเท่านั้น
จะถอื ว่าจาเลยกระทาความผิดฐานบุกรกุ ในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๓) ไม่ได้
ข้อสังเกต ความผิดฐานบุกรุกไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง เป็นความผิดสาเร็จเม่ือเข้าไป การครอบครอง
ต่อมาท้ังกลางวันและกลางคืน เป็นเพียงผลของการบุกรุก เพราะการกระทาท่ีเป็นความผิดคือ

569

"เข้าไป" ไม่ใช่ "ครอบครอง" ส่วนความผิดฐานครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน
โดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน การกระทาที่เป็นความผิดคือ "ครอบครอง" จึงเป็น
ความผิดต่อเน่อื งขอใหด้ ูฎีกาท่ี ๑๓๙๙/๒๕๔๘

ฎีกาที่ ๑๓๙๙/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๓ น.๔๑ ความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน
สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมมีขึ้นตั้งแต่จาเลยเข้ายึดถือครอบครองและ
ยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จาเลยครอบครองท่ีดินสาธารณประโยชน์อยู่ เม่ือปรากฏว่าขณะที่โจทก์ฟ้อง
จาเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ ดังน้ัน แม้จาเลยจะครอบครองมานานเกิน ๑๐ ปี
คดีของโจทก์ไมข่ าดอายคุ วาม

ฎีกาที่ ๖๓๐๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๓๓ ท่ีดินกรมชลประทานส่วนท่ีจาเลยบุกรุกตามฟ้อง
เป็นท่ีดินซ่ึงกรมชลประทานกันไว้ใช้ทาประโยชน์เพื่อการชลประทานโดยทาเป็นอ่างเก็บน้า ท่ีดิน
พิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผน่ ดินประเภทท่ีใช้เพือ่ ประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.
พ.พ. มาตรา ๑๓๐๔ (๓) ดังนั้น หากจาเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทส่วนนี้ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ
ของแผ่นดินก็จะลงโทษจาเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ หาได้ไม่ เพราะบทบัญญัติ
ดงั กล่าวมงุ่ ประสงคล์ งโทษผู้บกุ รกุ อสงั หาริมทรัพยข์ องผอู้ ื่น ไม่ใช่ลงโทษผบู้ ุกรกุ ท่ีสาธารณสมบัตขิ อง
แผ่นดนิ

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๓๖๔

ฎีกาท่ี ๓๕๒๘/๒๕๕๙ ฎ.๘๕๓ จาเลยมิได้สมัครใจเข้าต่อสู้กับผู้ตาย แต่ผู้ตายจะใช้
มดี ดาบทาร้ายจาเลยก่อน จาเลยย่อมมีสิทธิที่จะกระทาเพื่อป้องกันตนเองให้พ้นจากการประทุษร้าย
ของผู้ตาย มีดดาบท่ีผู้ตายใช้ฟันทาร้ายจาเลยยาวประมาณ ๑ ช่วงแขน สามารถทาให้จาเลยตายได้
การท่ีจาเลยใช้กรรไกรยาวประมาณ ๑ คืบ แทงทาร้ายผู้ตายโดยปรากฏบาดแผลท่ีทาให้ผู้ตายถึงแก่
ความตายมีเพียงบาดแผลเดียวคือบาดแผลที่ถูกของมีคมแทงท่ีหัวใจ ทั้งเมื่อผู้ตายล้มลงจาเลยไม่ได้
ตามเข้าไปทาร้ายซ้าอีก การกระทาของจาเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ จาเลยจึงไม่มี
ความผดิ ฐานฆา่ ผอู้ ่ืน

จาเลยถืออาวุธสีดาปลายแหลมตามเข้าไปแทงผู้ตายภายในห้องพักของผู้ตายซึ่งเป็น
กรรมสิทธ์ิของผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่น
โดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ มิใช่เป็นความผิดฐานบุกรุกเพื่อเข้าไปรบกวนการ
ครอบครองอสงั หาริมทรพั ย์ของผู้อ่ืนโดยปกตสิ ขุ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒

ฎีกาที่ ๘๘๓๒/๒๕๕๙ ฎ.๓๔๒๘ จาเลยเข้าไปด่าโจทก์ในบริเวณบ้านของโจทก์ ยังถือไม่ได้
ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการ
ครอบครองอสงั หารมิ ทรัพยข์ องโจทกโ์ ดยปกตสิ ุข จงึ ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒ แต่การที่

570

จาเลยเข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพ่ือด่าโจทก์ด้วยถ้อยคาหยาบคาย เป็นการ
เขา้ ไปในเคหสถานของโจทกโ์ ดยไมม่ เี หตอุ ันสมควร จงึ เปน็ ความผิดตามมาตรา ๓๖๔
ข้อสังเกต จาเลยมคี วามผดิ ตามมาตรา ๓๙๓ ดว้ ย

ฎกี าที่ ๔๓๙๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๒๓ การที่จาเลยที่ ๒ ร่วมเดนิ ทางกบั จาเลยท่ี ๑ เขา้ ไป
ในบ้านของผู้เสียหายในเวลากลางคืน เมื่อพบผู้เสียหาย จาเลยที่ ๑ ใช้กาลังประทุษร้ายจับข้อมือ
ผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีด เมื่อผู้เสียหายร้องโวยวายและน้องสาวผู้เสียหายเข้ามาช่วย จาเลยทั้งสอง
จงึ ขบั รถจักรยานยนต์ออกไป ยังถือไมไ่ ด้ว่าจาเลยที่ ๒ มีเจตนาบกุ รุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย อันเป็น
การรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๖๒ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงความท่ีไม่มีเหตุอันสมควรท่ีจะเข้าไปในเคหสถานของ
ผู้เสยี หายอนั เป็นองคป์ ระกอบสาคัญแห่งความผดิ ฐานบุกรุกตามมาตรา ๓๖๔ อยดู่ ้วย

ฎีกาที่ ๕๖๑๓/๒๕๔๙ ฎ.๑๒๖๑ จาเลยที่ ๑ และท่ี ๔ เข้าไปชกต่อย น. บริเวณแคร่หน้า
บา้ นของ ล. ผู้เสียหาย ซ่ึงเปน็ มารดาของ น. จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ซ่ึงมีอาวุธมีดเข้าไปช่วยจาเลยท่ี ๑
และท่ี ๔ น. วง่ิ เข้าไปในบา้ นของผเู้ สียหาย จาเลยท้ังส่ีวิ่งตามเข้าไปโดยมเี จตนาทารา้ ย น. แม้เป็น
การกระทาที่ต่อเน่ืองจากการท่ีจาเลยทั้งส่ีทาร้าย น. มาก่อน แต่เม่ือผู้เสียหายไล่ให้จาเลยทั้งสี่ออก
จากบา้ น จาเลยท้ังสีก่ อ็ อกจากบ้านทันที จะถอื วา่ เปน็ การรบกวนการครอบครองอสังหารมิ ทรพั ยข์ อง
ผู้เสียหายโดยปกติสุขยังไม่ได้ แต่ถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในบ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยใช้กาลัง
ประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และโดยร่วมกันกระทาความผิดด้วยกนั ตั้งแต่สองคนขนึ้ ไป จึงมีความผิดฐาน
บกุ รกุ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ และมาตรา ๓๖๕ (๑) (๒)

ฎีกาที่ ๙๗๙๕/๒๕๕๒ ฎ.๒๐๘๓ ป.อ. มาตรา ๑ (๔) "เคหสถาน" หมายความวา่ ที่ซง่ึ ใชเ้ ป็น
ที่อยู่อาศยั เช่น เรือน โรง เรอื หรอื แพ ซึ่งคนอย่อู าศัยและให้หมายรวมถึงบริเวณของท่ซี ึ่งใช้เป็นท่อี ยู่
อาศัย จะมีร้ัวล้อมหรอื ไมก่ ต็ าม บ้านของผเู้ สียหายไมม่ รี ้ัวล้อม กบั บรเิ วณหลงั บา้ นผู้เสียหายอยู่ตดิ กับ
ถนนส่วนบุคคล กรณีจะถือเอาเพียงฝาผนังและประตูเหล็กด้านหลังเป็นแนวของเคหสถานย่อมจะ
ไม่ได้ เพราะเคหสถานตามกฎหมายให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยน้ันด้วย
ผู้เสียหายใช้ประโยชน์บริเวณรอบบ้านเป็นที่วางสิ่งของกับมีหลังคาบ้านยื่นออกมาคลุม การท่ีจาเลย
ทง้ั สองไปอยู่บริเวณประตหู ลังบ้านผู้เสยี หาย ยอ่ มถือว่าเป็นการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้ว
จาเลยทง้ั สองเข้าไปในขณะท่ีผู้เสยี หายไม่อยู่บา้ น ทั้งผู้เสียหายกับจาเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกัน
มาก่อน จึงยิ่งไม่มีเหตุสมควรท่ีจะเข้าไปอย่บู ริเวณประตูหลังบ้านผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้
ว่าจาเลยทง้ั สองกระทาความผิดฐานบุกรกุ เข้าไปในเคหสถานของผู้อ่นื โดยไมม่ ีเหตุอันสมควร

ฎีกาที่ ๖๕๕๑/๒๕๕๘ ฎ.๓๑๘๘ จาเลยกับพวกเคาะประตูบ้านเรียกผู้เสียหายให้เปิดประตู
และเข้าไปค้นบ้านผู้เสียหายในยามวิกาล แม้จาเลยจะกระทาเพ่ือค้นหาทรัพย์สินของจาเลยและ
จาเลยกับผู้เสียหายรจู้ ักกนั มากอ่ น แต่จาเลยกบั พวกไม่มีสิทธิตามกฎหมายหรอื มีเหตุอนั ควรที่จะเข้า
ไปคน้ จงึ เป็นการเขา้ ไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มเี หตุอนั สมควร

จาเลยผลักประตูบ้านที่ผู้เสียหายเปิดแง้มเข้าไปโดยแสดงแก่ผู้เสียหายว่า ส. กับพวกอีก ๓

571

คน ซง่ึ ยืนอยหู่ ่างประตูบ้านเป็นเจ้าพนกั งานตารวจและผเู้ สียหายมิไดข้ ัดขืนหรือห้ามปรามมใิ ห้จาเลย
กบั ส. เข้าไป ถอื ไมไ่ ด้ว่าผเู้ สยี หายยินยอมใหจ้ าเลยกับพวกเข้าไป การกระทาของจาเลยกบั พวกย่อม
เป็นความผิดฐานร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรโดยร่วมกันกระทา
ความผิดตงั้ แต่สองคนข้นึ ไปในเวลากลางคืน

ผูเ้ สียหายกับจาเลยรู้จักกันมาก่อนและผู้เสียหายรู้ว่าจาเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงาน วนั เกดิ เหตุ
จาเลยมิได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน เพียงแต่อ้างว่าพวกของจาเลยเป็นเจ้าพนักงาน การกระทาของ
จาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทาการเป็นเจ้าพนักงานตาม
ป.อ. มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก แต่การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทา
ความผดิ ฐานรว่ มกนั แสดงตนเปน็ เจ้าพนกั งานและกระทาการเป็นเจ้าพนักงาน

ฎกี าท่ี ๗๘๒๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๖๑ เคหสถานตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๔) ให้หมายความ
รวมถึงบริเวณของที่ใช้เป็นท่ีอยู่อาศัยนั้นด้วย ฉะนั้น หลังคาบ้านย่อมเป็นเคหสถานตามบทบัญญัติ
ดังกลา่ ว แมผ้ ู้เสียหายท้งั สองกบั จาเลยจะมีบา้ นอยู่ใกล้กัน แต่ก็หาได้คุ้นเคยหรอื สนิทสนมกันไม่ กรณี
จึงมิใช่เป็นเร่ืองการถือวิสาสะ อีกท้ังขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จาเลยย่อมไม่มีอานาจหรือไม่มี
สิทธิจะเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาตก่อน แม้จาเลยอ้างว่าเข้าไปเพราะ
ต้องการจะเก็บปืนของเล่นให้แก่บุตรชายของตนก็ตาม แต่เหตุตามที่จาเลยอ้าง มิใช่กรณีจาเป็น
เร่งด่วนถึงขนาดว่าจาเลยจะปีนข้ึนไปบนหลังคาบ้านผู้อื่นในยามวิกาลตามอาเภอใจโดยไม่บอกกล่าว
หรือขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อน ทั้งเม่ือจาเลยถูกตาหนิท่ีไม่ขออนุญาตกลับโต้เถียง และด่าว่า
ผเู้ สียหายท้ังสองซงึ่ เป็นเจ้าของเคหสถานด้วยถอ้ ยคาหยาบคาย การกระทาของจาเลยจึงเป็นการเข้า
ไปในเคหสถานของผอู้ ่ืนโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา ๓๖๕ (๓)

ฎีกาที่ ๘๒๐๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๘๘ โจทก์ร่วมกับจาเลยตกลงยกบ้านท่ีเกิดเหตุให้แก่
บุตร และให้บุตรอยู่ในอานาจปกครองของโจทก์ร่วม อีกท้ังยังได้มีการย้ายชื่อจาเลยออกจากบ้าน
เกิดเหตุไปแล้วภายหลังจากจดทะเบียนหย่า ๘ วัน ย่อมแสดงว่าบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านที่
โจทก์ร่วมกับบุตรพักอาศัยอยู่ด้วยกันภายหลังจากที่โจทก์ร่วมกับจาเลยหย่าขาดจากกันแล้ว จาเลย
ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะมาพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุอีก มิฉะน้ันการหย่าและข้อตกลงเรื่องจดทะเบียน
หย่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจาเลยจะไม่มีผลแต่ประการใด เมื่อจาเลยไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในบ้าน
เกิดเหตุ การกระทาของจาเลยท่ีเข้าไปในบ้านเกิดเหตุช่วงเวลาดึกประมาณเท่ียงคืนถึงหน่ึงนาฬิกา
เช่นนี้ ถือไดว้ า่ เปน็ การเขา้ ไปในเคหสถานซ่งึ อยูใ่ นความครอบครองของผู้อน่ื โดยไม่มเี หตุอันสมควร

ฎีกาที่ ๗๑๔๖/๒๕๕๒ ฎ.๑๓๙๗ จ. ยังเป็นภริยาจาเลย แต่การที่จาเลยเข้าไปในบ้าน
ผู้เสียหายเพื่อตามหา จ. โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กันในทางใด ทั้งจาเลย
ก็ไม่เคยพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหาย จาเลยย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยพลการ จึงเป็นการ
เข้าไปโดยไมม่ ีเหตอุ นั สมควร การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผดิ ฐานบกุ รกุ

ฎีกาที่ ๑๒๘๐๕/๒๕๕๘ ฎ.๑๙๔๒ บริเวณชั้นที่ ๒๙ ของอาคารชุดมีห้องชุดของโจทก์ห้อง
เดียวและมีประตูหนีไฟอยู่ ๒ จุด จุดแรกอยู่ในห้องชุดของโจทก์ ส่วนอีกจุดหน่ึงอยู่นอกห้องชุด

572

ของโจทก์ การตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัยมีความจาเป็นต้องตรวจสอบภายในห้องชุดของโจทก์
ซึ่งก่อนตรวจสอบมีการแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าแล้ว และในวันเกิดเหตุที่คณะผู้ตรวจสอบได้แจ้ง
ขออนุญาตจากผู้ดูแลห้องชุดของโจทก์แล้ว และได้ตรวจสอบบริเวณประตูหนีไฟภายในห้องชุดของ
โจทก์เพ่ือเชื่อมโยงกับประตูบานเลื่อนซึ่งอยู่ในบริเวณพ้ืนท่ีส่วนกลางที่เป็นปัญหาโต้เถียงกัน
ในท่ีประชุมว่าเป็นเส้นทางหนีไฟหรือไม่แล้วออกจากห้องชุดของโจทก์ การท่ีจาเลยทั้งสามซึ่งเป็น
เจ้าของห้องชุดและจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ในฐานะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดได้ร่วมตามคณะ
ผู้ตรวจสอบเข้าไปในห้องชุดของโจทก์ เช่ือว่ามีเจตนาเพียงเพ่ือดูแลการตรวจสอบของคณะ
ผู้ตรวจสอบตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอาคารชุดท่ีตนมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลในฐานะกรรมการ
นิติบุคคลอาคารชุดและเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพื่อรักษาประโยชน์และความปลอดภัยของอาค ารชุดโดย
ส่วนรวมในฐานะเจ้าของห้องชุด เมื่อคณะผู้ตรวจสอบตรวจสอบเสร็จแล้วออกจากห้องชุดของโจทก์
จาเลยทั้งสามก็ตามออกมาโดยไม่ปรากฏว่าจาเลยทั้งสามได้เข้าไปกระทาการอื่นใดอีกหรือทาให้
ทรัพย์สินในห้องชุดของโจทก์เสียหาย การกระทาของจาเลยท้ังสามยังไม่พอฟังว่าเป็นการเข้าไป
ในห้องชุดของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรและรบกวนการครอบครองห้องชุดของโจทก์ จาเลย
ทง้ั สามไมม่ ีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ ประกอบมาตรา ๓๖๕ (๒) และ ๘๓

ฎีกาที่ ๑๒๑๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๑๒ การที่จาเลยซ่ึงเป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคาร
ชุดมีอานาจจัดการและดูแลรักษาห้องน้าชายและหญิงซ่ึงเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ต้ังอยู่บนช้ันที่ ๖ ได้
ปิดก้ันประตูหอ้ งน้าไม่ใหโ้ จทกแ์ ละเจ้าของห้องชุดคนอ่ืนซึ่งเป็นเจ้าของร่วมใชป้ ระโยชน์ หากเปน็ การ
จัดการทรัพยส์ ่วนกลางท่ีไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. อาคารชุดฯ หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของ
ห้องชุดดังกล่าวต้องดาเนินการแก่จาเลยทางมติท่ีประชุมของเจ้าของห้องชุดหรือทางคณะกรรมการ
ควบคุมการจดั การนิติบุคคลอาคารชดุ การกระทาของจาเลยตามฟ้องไมเ่ ป็นความผิดฐานบุกรกุ

ฎกี าท่ี ๕๑๗๗/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๗๔ จาเลยเขา้ ไปในบา้ นผเู้ สยี หายโดยการเชญิ ชวนของ
ส. บุตรสาวของผู้เสยี หาย แมผ้ ู้เสียหายจะมิได้อนุญาตให้จาเลยเข้าไปในบ้านก็ตาม แต่จาเลยก็ได้รับ
อนุญาตจากบุตรสาวของผู้เสียหายให้เข้าไปบ้านดังกล่าวแล้ว การกระทาของจาเลยจึงมิใช่เป็นการ
เข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ไดร้ ับอนุญาต หรอื โดยไม่มีเหตุอันสมควร ท้ังมิใช่การเข้าไปเพื่อกระทา
การใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขตาม ป.อ.
มาตรา ๓๖๒ , ๓๖๔

ฎีกาที่ ๕๔๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐ บ้านที่เกิดเหตุมีโต๊ะสนุกเกอร์เปิดบริการให้บุคคล
ทั่วไปเล่นได้และขณะเกิดเหตยุ ังคงเปิดบริการอยู่ การท่ีจาเลยทั้งสามเข้าไปทาร้ายร่างกายผู้เสียหาย
ท่ี ๒ ในบริเวณท่ีบุคคลท่ัวไปย่อมจะเข้าไปได้น้ัน ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔
และมาตรา ๓๖๕

ฎกี าที่ ๒๑๓๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๖๑ แม้บา้ นเกิดเหตุจะเป็นเคหสถานที่ผเู้ สยี หายใช้อาศัย
แต่ผู้เสียหายก็ใช้ส่วนหนึ่งของบ้านดังกล่าว ซึ่งได้แก่บริเวณที่ เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านรับซ่อม
เครอื่ งใช้ไฟฟ้าด้วย ในเวลาท่ีผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟา้ อยู่ บริเวณดังกล่าวจึงเป็น

573

สาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปหรือแม้แต่จาเลยที่ ๑ ก็ดีมีความชอบธรรมท่ีจะเข้าไปได้ ต่อเมื่อ
ผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการรับซ่อมเคร่ืองใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันแล้วเท่านั้น บริเวณ
ดังกลา่ วจงึ จะเปน็ เคหสถานท่ผี เู้ สียหายใชอ้ ย่อู าศัย

ฎกี าที่ ๖๖๐๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๗๐ จาเลยเข้าไปในหา้ งสรรพสินค้าที่เกิดเหตุในเวลาท่ี
ห้างสรรพสินค้าท่ีเกิดเหตุยังเปิดทาการ และจาเลยอยู่ในห้างสรรพสินค้าท่ีเกิดเห ตุจนกระทั่ง
ห้างสรรพสินค้าท่ีเกิดเหตุปิดทาการ จึงมิใช่เป็นการเข้าไปในห้างสรรพสินค้าท่ีเกิดเหตุโดยไม่มีเหตุ
อันสมควร แตเ่ ป็นการซอ่ นตวั อย่ใู นห้างสรรพสินค้าท่ีเกิดเหตุ

ฎีกาที่ ๒๖๑๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๔ การท่ีจาเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพ่ือบอกให้
ผู้เสียหายเบาวิทยุที่เปิดเสียงดังหรือการที่จาเลยเข้าไปหานาง ก. นั้น ถือว่ามีเหตุอันสมควร การ
เข้าไปของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จาเลยออกจากบ้านแล้ว จาเลย
ก็ไม่มีสิทธิท่ีจะอยู่อีก การที่จาเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จาเลยจึงมีความผิดฐาน
บุกรุกโดยใช้กาลงั ประทษุ ร้าย มีอาวุธมดี และกระทาในเวลากลางคนื

ฎีกาที่ ๗๔๗๙/๒๕๕๖ ฎ. ๒๕๕๑ ผู้เสียหายมิได้หวงห้ามที่จาเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไป
ในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย และจาเลยก็เข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องไก่ท่ีหายไป ถือได้ว่าจาเลย
มีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปเพื่อสอบถามผู้เสียหาย เมื่อเกิดมีการโต้เถียงกันและผู้เสียหายได้ไล่ให้
จาเลยออกไป แม้จาเลยจะยังไม่ออกไปในทันที แต่หลังจากนั้นไม่นานนักเพียงประมาณ ๓ ถึง ๔
นาที จาเลยก็เดินไปที่รถจักรยานยนต์แล้วขับออกไปจากบ้าน ดังน้ี ยังฟังไม่ได้ว่าจาเลยไม่ยอม
ออกไปจากสถานท่ีเช่นว่านั้น เม่ือผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออกอันจะเป็นความผิดฐาน
บกุ รกุ ในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๓)

ฎีกาท่ี ๑๓๖๓/๒๕๕๐ ฎ.๔๘๕ โจทก์ร่วมเช่าโกดังเก็บข้าวซึ่งเป็นโกดังที่จาเลยใช้ประกอบ
กิจการโรงสีของจาเลย เม่ือทาสัญญาเช่าแล้วจาเลยเป็นผู้ถือกุญแจโกดังเพียงฝ่ายเดียว จาเลยเป็น
ผคู้ รอบครองโกดังอยู่เช่นเดิม สัญญาเช่าท่ีทาไว้มีค่าเช่าเพียงปีละ ๑๐๐ บาท นับว่านอ้ ยมาก จึงเป็น
การทาสัญญาเช่าเป็นแบบพิธีเท่าน้ัน คู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาให้เป็นการเช่าตามกฎหมายอย่างแท้จริง
จาเลยจึงไมอ่ าจรบกวนการครอบครองของตนเองได้ ไม่มีความผิดฐานบกุ รกุ
ข้อสังเกต โจทก์ร่วมทาสัญญาเช่าโดยไม่ได้เข้าครอบครองโกดัง โดยจาเลยยังเป็นผู้ครอบครอง
โจทกร์ ว่ มจงึ จะมาฟ้องจาเลยวา่ บุกรุกไมไ่ ด้

ฎีกาท่ี ๙๙๗๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๗๗ โจทก์กับจาเลยยังมีคดีความกันที่ศาลช้ันต้นใน
เร่ืองสิทธิครอบครองท่ีดินพิพาทอยู่ว่าฝ่ายใดมีสิทธิครอบครองท่ีดินพิพาทดีกว่ากัน เม่ือท้ังสองฝ่าย
ยังโต้เถียงการครอบครองกันอยู่ การท่ีจาเลยให้ชาวบ้านเข้าไปในท่ีดินพิพาทเพ่ือตัดต้นยูคาลิปตัส
จึงเป็นการเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจาเลย การกระทาของจาเลยจึงไม่มีความผิดฐาน
บุกรกุ

ส่วนความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์น้ัน แม้โจทก์จะอ้างว่าต้นยูคาลิปตัสท่ีจาเลยใช้ให้ชาวบ้าน
เข้าไปตัดฟันนั้น โจทก์เป็นผู้ปลูกก็ตาม แต่ต้นยูคาลิปตัสเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของท่ีดินตาม

574

ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง และตกเป็นกรรมสิทธ์ิของเจ้าของท่ีพิพาทซ่ึงเป็นเจ้าของทรัพย์
ประธานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง เมื่อโจทก์และจาเลยยงั โต้เถียงสิทธิครอบครองในท่ีดิน
พิพาทกันอยู่ เท่ากับว่าโจทก์และจาเลยยังโต้เถียงกรรมสิทธ์ิของต้นยูคาลิปตัสซ่ึงปลูกอยู่ในท่ีพิพาท
การท่ีจาเลยใช้ให้ชาวบ้านเข้าไปตันฟันต้นยูคาลิปตัส จึงมีเหตุอันสมควรให้จาเลยเข้าใจโดยสุจริต
ว่าต้นยูคาลิปตัสดังกล่าวเป็นของจาเลยเช่นกัน การกระทาของจาเลยจึงไม่มีความผิดฐานทาให้
เสียทรัพย์

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๖๕

ฎีกาท่ี ๒๕๗๘/๒๕๕๗ ฎ.๙๖๘ ตามฟ้องโจทก์จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงบุกรุกเข้าไปในโกดังเก็บ
เฟอร์นิเจอร์ มิใช่ผู้แทนนิติบุคคลจาเลยที่ ๒ การกระทาความผิดของจาเลยท้ังสองจึงเป็นการกระทา
ของจาเลยแตล่ ะคนไมไ่ ดร้ ่วมกันกระทาความผิด ดังนี้ การกระทาของจาเลยท้งั สองตามฟอ้ งจึงไมเ่ ป็น
ความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันต้ังแต่สองคนข้ึนไป ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒)
คงมีความผดิ ฐานบุกรุกตามมาตรา ๓๖๒, ๓๖๔

ฎกี าที่ ๗๖๐๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๐๗ คนื เกดิ เหตุจาเลยท้ังสองกับพวกไปเคาะประตูบา้ น
ของผู้เสียหายเรียกหา ส. บุตรเขยของผู้เสียหาย เม่ือ ส. เปิดประตูเห็นจาเลยทั้งสองกับพวก ส. พา
จาเลยท่ี ๒ ไปน่ังคุยเรื่องหน้ีสินท่ีเก้าอี้หินอ่อนหน้าบ้าน โดยจาเลยที่ ๑ กับพวกก็อยู่บริเวณนั้นด้วย
ส่วนผู้เสียหายยืนถือมีดอยู่บริเวณประตูหน้าบ้าน แม้ ส. เป็นเพียงบุตรเขยของผู้เสียหาย แต่การที่
จาเลยท้ังสองกับพวกเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายถามหา ส. แล้วพากันไปนั่งคุยที่เก้าอี้หน้า
บ้าน โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบ้านอยู่รู้เห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น แต่ก็มิได้ห้ามปรามหรือขอร้อง
ให้จาเลยท้ังสองกับพวกออกไปจากบริเวณบ้าน แสดงว่าผู้เสียหายอนุญาตให้จาเลยท้ังสองกับพวก
เข้าไปได้โดยปริยาย การเข้าไปของจาเลยท้ังสองกับพวกในตอนแรก จึงเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุ
อันสมควร และไม่มีเจตนารบกวนการครอบครองท่ีอยู่อาศัยของผู้เสียหาย การกระทาของจาเลย
ทั้งสองกบั พวกจงึ ไม่เป็นความผดิ ฐานรว่ มกนั บุกรกุ แต่การที่จาเลยที่ ๑ ถืออาวธุ ปืนเดินเข้าไปในบ้าน
ของผู้เสียหายแล้วรื้อเสื้อผ้าในตระกร้าผ้าที่วางอยู่ข้างตู้เย็น แม้ผู้เสียหายจะถือมีดอยู่ก็ย่อมไม่กล้า
ขัดขวาง เพราะอาจถูกจาเลยที่ ๑ ยิงได้ ดังน้ัน แม้จะถือว่าผู้เสียหายอนุญาตให้จาเลยท้ังสองเข้าไป
ในบริเวณบ้านก็ตาม แต่จะถือว่าผู้เสียหายอนุญาตให้เข้าไปภายในบ้านไม่ได้ การเข้าไปในบ้านของ
จาเลยท่ี ๑ จึงไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหาย
โดยปกติสุข การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กาลัง
ประทุษร้ายและมอี าวุธในเวลากลางคืน อันเปน็ การกระทาเฉพาะตัวของจาเลยที่ ๑ จาเลยที่ ๒ ซงึ่ ยัง
นัง่ คุยอยกู่ บั ส. ไม่ได้มีสว่ นรว่ มร้เู หน็ หรือสนับสนุนแตป่ ระการใด

575

ความผดิ เกย่ี วกบั ศพ

ข้อ ๙๑ คาถาม คืนหน่ึงนายเอกไปนอนค้างท่ีบ้านนายโท นายเอกเห็นนางสาวสวย
นอ้ งภรรยานายโทกาลังอาบนา้ อยูท่ ่ีใต้ถุนบ้าน นายเอกเดนิ เข้าไปและพูดจาเกย้ี วพาราสีนางสาวสวย
นางสาวสวยด่านายเอก นายเอกจึงเข้าไปตบนางสาวสวยที่ใบหน้าอย่างแรง ๑ ครั้ง นางสาวสวย
ล้มลงศีรษะกระแทกขอนไม้ที่พ้ืนแน่นิ่งไป แต่เน่ืองจากนางสาวสวยเป็นโรคความดันโลหิตไม่ปกติ
จึงทาให้เส้นเลือดในสมองแตกตายทันที แต่นายเอกไม่รู้ว่านางสาวสวยเป็นโรคดังกล่าว เข้าใจว่า
นางสาวสวยสลบไปเท่าน้ัน นายเอกจงึ ข่มขืนกระทาชาเรานางสาวสวยแล้วหลบหนีไป

ใหว้ นิ ิจฉัยความรบั ผดิ ทางอาญาของนายเอก
คาตอบ การที่นายเอกเข้าไปตบนางสาวสวยที่ใบหน้าอย่างแรง ๑ คร้ังน้ัน นายเอกมีเพียง
เจตนาประสงคต์ อ่ ผลในการทาร้ายนางสาวสวยเทา่ นน้ั เพราะการตบเพยี ง ๑ คร้ัง โดยนายเอกไม่รู้
ว่านางสาวสวยเป็นโรคความดันโลหิตไม่ปกติ นายเอกจึงไม่มีเจตนาฆ่านางสาวสวย เป็นเพียง
เจตนาทาร้ายไม่เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ แม้นายเอกจะกระทาผิดเพราะโดนนางสาวสวยด่า
ก่อน แต่นายเอกก็ไม่อาจอ้างว่ากระทาไปเพราะบันดาลโทสะได้ เพราะตนเป็นฝ่ายไปพูดจาเกี้ยว
พาราสนี างสาวสวยก่อน
การทน่ี ายเอกทาร้ายแลว้ นางสาวสวยถึงแก่ความตายน้ัน เมื่อพจิ ารณาผลโดยตรงตามทฤษฎี
เงื่อนไขที่ว่า ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทาน้ัน แม้จะมีเหตุอ่นื ประกอบด้วยก็ตาม
กรณีนี้ถ้านายเอกไม่ทาร้ายนางสาวสวย นางสาวสวยจะไม่ล้มลงศีรษะกระแทกถูกขอนไม้
เส้นโลหิตในสมองจะไม่แตกตาย ต้องถือว่าความตายของนางสาวสวยเป็นผลโดยตรงจากการ
กระทาของนายเอกตามทฤษฎีเง่ือนไขแล้ว แมน้ ายเอกจะไม่รูว้ ่านางสาวสวยเปน็ โรคความดนั โลหิต
ไม่ปกติ จึงทาใหเ้ สน้ เลือดในสมองแตกตายทันที แตโ่ รคดังกล่าวเป็นสิ่งท่มี ีอยู่กอ่ นกระทา ไม่ใช่เหตุ
แทรกแซงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบของความผิดท่ีผู้กระทาจะต้องรู้ เมื่อความตาย
ของนางสาวสวยเป็นผลโดยตรงจากการกระทาของนายเอก และไม่มีเหตุแทรกแซง นายเอกจึงมี
ความผดิ ฐานทาร้ายจนเปน็ เหตุใหน้ างสาวสวยถึงแกค่ วามตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๙๐
สาหรับความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราผู้อื่นน้ัน ขณะท่ีนายเอกข่มขืนกระทาชาเรานางสาว
สวย นางสาวสวยถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่มีผู้อ่ืนท่ีจะเป็นวัตถุแห่งการกระทา ต้องถือว่าการ
กระทาของนายเอกขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิด นายเอกจึงไม่มีความผิดฐานข่มขืน
กระทาชาเราผู้อ่ืนตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง เพราะนางสาวสวยได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว
ไมม่ สี ภาพเปน็ บคุ คล (ฎกี าท่ี ๗๑๔๔/๒๕๔๕)
ส่วนความผิดฐานกระทาชาเราศพนั้น แม้ขณะท่ีนายเอกกระทาชาเราศพน้ัน จะมีศพของ
นางสาวสวยเป็นวัตถุแห่งการกระทาซ่ึงทาให้การกระทาของนายเอกครบองค์ประกอบภายนอก
ของความผิดฐานกระทาชาเราศพแล้ว แต่การที่นายเอกกระทาชาเราศพนางสาวสวยโดยเข้าใจว่า
นางสาวสวยสลบไป เป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงท่ีเป็นองค์ประกอบภายนอกว่าตนกาลังกระทาชาเรา

576

ศพนางสาวสวย จะถือว่านายเอกประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทาความผิดฐาน
กระทาชาเราศพไมไ่ ด้ นายเอกจึงไม่มเี จตนากระทาความผิด เมื่อนายเอกกระทาโดยไม่มเี จตนาซ่ึง
ไม่ครบองค์ประกอบภายใน นายเอกจึงไม่มีความผิดฐานกระทาชาเราศพตามมาตรา ๓๖๖/๑
วรรคหนึ่ง (เทียบฎีกาท่ี ๕๗๒๙/๒๕๕๖) การกระทาชาเราศพโดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็น
ความผิด จงึ ไม่ต้องพจิ ารณาว่าเปน็ การกระทาผิดโดยประมาท

นายเอกจึงมีความผิดฐานทาร้ายจนเป็นเหตุให้นางสาวสวยถึงแก่ความตาย แต่ไม่มี
ความผิดฐานขม่ ขืนกระทาชาเราผู้อ่ืน และไมม่ ีความผดิ ฐานกระทาชาเราศพ
ขอ้ สงั เกต ในการพิมพค์ รั้งก่อน ไมม่ ีธงคาตอบเร่ืองการกระทาชาเราศพ แตเ่ ม่ือพระราชบัญญตั ิแก้ไข
เพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้เพิ่มมาตรา ๓๖๖/๑ ความผิดฐาน
กระทาชาเราศพ จึงไดป้ รับปรุงคาตอบข้อน้ีตามกฎหมายทเ่ี พมิ่ เติมใหม่

ฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๓๕ เม่ือผู้ตายได้ตายไปแล้ว แต่จาเลยคิดว่าผู้ตาย
สลบไป จึงข่มขนื กระทาชาเราผตู้ าย จาเลยไม่มีความผิดฐานขม่ ขนื กระทาชาเราผู้ตาย เพราะผูต้ ายได้
ถงึ แกค่ วามตายไปกอ่ นแลว้ ไม่มสี ภาพเป็นบคุ คลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา ๑๕
ข้อสังเกต ปัญหาว่าการกระทาท่ีขาดองค์ประกอบภายนอกในส่วนวัตถุแห่งการกระทา แต่ผู้กระทา
เข้าใจวา่ ครบองคป์ ระกอบภายนอกแลว้ จึงกระทา ผนู้ ้ันจะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่ ในทางวิชาการ
เห็นเป็น ๒ แนวทาง ความเห็นแรกเห็นว่าเมื่อความเป็นจริงไม่มีวัตถุแห่งการกระทาซ่ึงเป็น
องค์ประกอบภายนอกแล้ว แม้ผู้กระทาจะเข้าใจว่ามีองค์ประกอบภายนอกอยู่ครบ ก็ต้องถือตาม
ความเป็นจริงไม่ใช่ตามความเข้าใจ เม่ือถือตามความเป็นจริงผู้กระทาก็ไม่มีความผิดฐานนั้น ๆ และ
ไม่เป็นการพยายามกระทาความผิดซ่ึงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทา
ต่อตามมาตรา ๘๑ เน่ืองจากถือว่าขาดองค์ประกอบภายนอกแล้ว ผู้กระทาก็จะไม่มีความรับผิดทาง
อาญา (ดูเพมิ่ เติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวสั ด์ิ, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม
๑ พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๑๘๙ ถึง ๑๙๐) ส่วนอีกความเห็นหนึ่งเห็นว่า กรณีท่ีผู้กระทา
มีเจตนากระทาความผิดแล้ว แต่ขาดวัตถุแห่งการกระทาซ่ึงเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด
เป็นกรณีท่ีผู้กระทาความผิดกระทาการโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แต่การกระทา
นั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุแห่งวัตถุท่ีมุ่งหมายกระทาต่อ ให้ถือว่าผู้นั้น
พยายามกระทาความผิด แต่ให้ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษทก่ี ฎหมายกาหนดไวส้ าหรับความผิดนั้น
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๑ ปญั หานี้เปน็ ทถ่ี กเถยี งกันมานานในท่สี ดุ ศาลฎีกาไดว้ างหลัก
ไว้ในฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕ วา่ การกระทาท่ีขาดองคป์ ระกอบภายนอก แม้ผ้กู ระทาจะมีเจตนากระทา
ความผดิ การกระทาก็ไมเ่ ป็นความผดิ เมื่อศาลฎีกาได้ตัดสนิ เป็นบรรทัดฐานไว้ดงั นี้แล้ว หากมคี าถาม
ที่เกีย่ วกบั ประเด็นดงั กล่าวนธ้ี งคาตอบตอ้ งเปน็ ไปตามหลักที่ฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕ วางบรรทัดฐานไว้
ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเม่ือวันท่ี ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ข้อ ๑๐ ก็วางธงคาตอบว่า ผู้กระทาไม่มี
ความผดิ โดยอ้างฎีกาที่ ๗๑๔๔/๒๕๔๕ ขอ้ สอบอัยการผู้ชว่ ย เม่ือวันท่ี ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ข้อ ๑๐
กว็ างธงคาตอบวา่ ผ้กู ระทาไม่มีความผิดเช่นเดียวกัน

577

ฎีกาที่ ๕๗๒๙/๒๕๕๖ ฎ. ๑๖๐๐ จาเลยพยายามข่มขืนกระทาชาเราผู้ตายโดยใช้กาลัง
ประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้วนาไปท้ิงท่ีอ่างเก็บน้า โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จึงถือ
วา่ จาเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่ เพราะจาเลยมิได้รู้ข้อเท็จจรงิ อนั เป็นองค์ประกอบของความผิดอัน
จะถือว่าจาเลยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสาม จึงไม่เป็น
ความผิดฐานเจตนาฆ่าผตู้ ายตามมาตรา ๒๘๘ แต่เป็นการกระทาผดิ โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึง
แกค่ วามตายตามมาตรา ๒๙๑

ขอ้ ๙๒ คาถาม นายส่ีเมาสรุ าขับรถกระบะของตนผ่านมาพบนายหน่งึ ซึ่งเป็นคนไม่ชอบหน้า
กัน นายส่ีลงจากรถกระบะมาพูดจาไม่ดีกบั นายหนึ่ง นายหนึ่งหมั่นไส้นายส่ีอยู่แล้วจึงเอาปืนยิงนายส่ี
ไปท่ีหน้าอกหนึ่งนัด นายสลี่ ้มครืนลงท่ีพน้ื นายหน่ึงเข้าใจว่านายส่ีถงึ แกค่ วามตายไปแล้ว จึงไปเลา่ ให้
นายสองและนายสามฟังว่าตนยิงนายสี่ตายขอให้นายสองและนายสามช่วยกนั นาร่างของนายสี่ขน้ึ รถ
กระบะไปเผาทิ้งจะไดไ้ ม่มีใครทราบว่านายสี่ตาย นายหนง่ึ นายสอง และนายสามร่วมกันยกรา่ งนายส่ี
ขึน้ รถกระบะขับไปซ่อนในที่เปล่ียวแลว้ นาฟางมากองทับร่างนายสี่ท้ายรถกระบะแล้วนาน้ามันราดไป
ท่ีร่างนายส่ีและฟางแล้วจุดไฟเผาฟางและร่างของนายสี่ที่อยู่บนรถกระบะ นายสี่ซึ่งสลบไปจึงถึงแก่
ความตายเนอ่ื งจากถูกไฟคลอกจากการเผา

ให้วินิจฉัยว่า นายหน่ึง นายสอง และนายสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ การที่นายหน่ึงใช้ปืนยิงนายสี่ไปที่หน้าอกหน่ึงนัด นายสี่ล้มลงท่ีพ้ืน เป็นการลงมือ
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้ว การที่นายส่ีล้มลง นายหน่ึงเข้าใจว่านายส่ีถึงแก่ความตายแล้ว จึงร่วมกับ
นายสองและนายสามเผาร่างของนายส่ีซ่ึงสลบไปจนถึงแก่ความตายนั้น ความตายของนายสี่เป็น
ผลโดยตรงจากการที่นายหน่ึงลงมือฆ่านายสี่ การท่ีนายหนึ่งร่วมกับนายสองและนายสามเผาร่าง
ของนายสี่จนถึงแก่ความตายเพื่อปกปิดความผิดน้ัน เป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนใหม่หลังจากนายหนึ่ง
กระทาความผิด จึงเป็นเหตุแทรกแซงท่ีวิญญูชนคาดหมายว่าย่อมเกิดข้ึนได้ นายหน่ึงจึงต้อง
รบั ผิดในผล คือ นายหน่ึงต้องรับผิดฐานฆ่านายส่ีโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๘๘ บทหน่ึง ไม่ใช่รับผิดเพียงฐานพยายามฆา่ นายส่ี (ศาลชั้นต้นตดั สินว่านายหนึ่งผิดฐานฆ่าผู้อ่ืน
โดยเจตนาแล้ว ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาจึงไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉยั แต่เมื่อถามว่านายหน่ึง
มคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ จึงตอ้ งตอบว่านายหน่ึงผิดมาตรา ๒๘๘ บทหนึ่งตามท่ี
ศาลชั้นต้นตัดสินไว้ โดยควรกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลด้วย เพราะคดีน้ี
มีเหตุแทรกแซง สาหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหรือหมู่บ้านและยิงปืนโดยใช่เหตุซ่ึงเป็น
ความผิดลหุโทษ ขอให้สังเกตว่าธงคาตอบข้อสอบเนติบัณฑิตและผู้ช่วยผู้พิพากษามักจะไม่กล่าวถึง
อาจเป็นเพราะว่าคาตอบในประเด็นหลักก็ยากพอแล้ว ถ้าตอบมาก็ไม่ถือว่าผิดแต่ไม่ได้คะแนนเพ่ิม
หรือไม่โดนหักคะแนน แต่ขอให้ติดตามธงคาตอบท่ีออกมาล่าสุดด้วยว่าเปลี่ยนแนวหรือไม่ อย่างไร
ก็ตามในคาถามขอ้ นไ้ี ม่ไดร้ ะบุวา่ ทเี่ กิดเหตุเป็นเมอื ง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ หรือเป็นชุมนุมชนที่ไดจ้ ัด

578

ให้มขี ึน้ เพื่อนมสั การหรอื การร่ืนเริงตามมาตรา ๓๗๑ และมาตรา ๓๗๖)
การที่นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ร่วมกันจุดไฟเผาร่างของนายส่ีที่อยู่บนรถกระบะ

นายส่ีซ่ึงสลบไปจึงถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกไฟคลอกจากการเผา แม้จะครบองค์ประกอบ
ภายนอกในความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนตามมาตรา ๒๘๘ แต่การท่ีนายหน่ึง นายสอง และนายสาม
เข้าใจว่านายสี่ถึงแก่ความตายไปแล้ว เป็นการกระทาโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของ
ความผิด คือ ไม่รู้ว่านายส่ียังมีชีวิตอยู่ จะถือว่าผู้กระทาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของ
การกระทาน้ันมิได้ นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม จึงไม่มีเจตนาฆ่านายสี่สาหรับการกระทา
ในส่วนน้ี แต่นายหน่ึง นายสอง และนายสาม มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่านายสี่
ถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนายหน่ึง นายสอง และนายสาม จักต้องมีตาม
วิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ นายหน่ึง นายสอง และนายสาม แต่ละคนจึงมี
ความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายบทหน่ึง แต่ต้องถือว่าต่างคน
ต่างประมาทไม่ใช่ร่วมกันกระทาโดยประมาท เพราะการเป็นตัวการรว่ มกันมีได้เฉพาะการกระทา
โดยเจตนาร่วมกันกระทาความผิด (ในฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่านายหน่ึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑
เพราะศาลชั้นต้นตัดสนิ ว่านายหนง่ึ ผดิ ฐานฆ่าผอู้ ื่นโดยเจตนาแล้ว ไม่มผี ู้ใดอุทธรณ์ฎกี าข้ึนมาจงึ ไม่เป็น
ประเด็นตามฎีกา แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่านายสองและนายสามมีความผิดตามมาตรา ๒๙๑ โดย
ไม่กล่าวถึงนายหน่ึง แต่คาถามข้อน้คี วรตอบว่านายหนง่ึ ผดิ มาตรา ๒๙๑ อีกบทหนึง่ ด้วย) และยังเป็น
ความผิดฐานรว่ มกันวางเพลิงเผาทรพั ยข์ องผู้อ่ืน คือ เผารถยนต์ของนายส่โี ดยเจตนาเล็งเห็นผล
ตามมาตรา ๒๑๗ อีกบทหน่ึง (ฎีกานี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา ๒๒๔ ศาลจึงไม่ได้
วนิ ิจฉัยวา่ เป็นการร่วมกนั วางเพลงิ เผาทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อ่นื ถงึ แกค่ วามตายหรอื ไม่ตามมาตรา ๒๒๔
รอดูในคาบรรยายของท่านอาจารย์เกียรติขจรว่าท่านเห็นว่าเป็นผลธรรมดาหรือไม่) และเป็นการ
รว่ มกันกระทาความผดิ ฐานทาให้เสียทรพั ย์ เพราะมเี จตนาประเภทเล็งเห็นผลวา่ จะเปน็ การทาให้
เสียหายซ่ึงทรัพย์ของนายสต่ี ามมาตรา ๓๕๘ อีกบทหน่ึง (ฎีกาน้ีโจทก์ไม่ได้ฟอ้ งขอ้ หาร่วมกันทาให้
เสยี ทรพั ย์ ศาลจึงไมไ่ ดว้ นิ ิจฉัยวา่ จาเลยทง้ั สามร่วมกันกระทาความผดิ ตามมาตรา ๓๕๘ หรือไม่)

การที่นายหน่ึง นายสอง และนายสาม ร่วมกันย้ายและเผาร่างของนายส่ีที่อยู่บนรถกระบะ
เพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่านายส่ีตาย แม้จะเป็นการกระทาโดยเจตนาที่จะย้ายหรือทาลายศพเพ่ือ
ปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายตามมาตรา ๑๙๙ แต่ขณะท่ีนายหนึ่ง นายสอง และนายสาม
ช่วยกันย้ายรา่ งของนายสี่ไปเผา นายสี่ยังไม่ถึงแก่ความตาย รา่ งกายของนายส่ีในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพ
ย่อมไม่อาจถือได้ว่านายหนึ่ง นายสอง และนายสามร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทาลายศพ
เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย เพราะเป็นการขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิด
การกระทาของนายหนึ่ง นายสอง และนายสามในส่วนน้ีจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๙๙
(ฎีกาท่ี ๑๓๒๖๒/๒๕๕๘) และไม่เปน็ การรว่ มกนั กระทาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เคลื่อนย้าย ทาลาย
หรอื ทาให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพตามมาตรา ๓๖๖/๓ เช่นเดียวกัน

การที่นายหนง่ึ เล่าให้นายสองและนายสามฟังวา่ ตนยงิ นายส่ีตายขอให้นายสองและนายสาม

579

ช่วยกันนาร่างของนายสี่ข้ึนรถกระบะไปเผาท้ิงจะได้ไม่มีใครทราบว่านายส่ีตาย นายหนึ่ง นายสอง
และนายสามร่วมกันยกร่างนายสี่ขน้ึ รถกระบะขับไปซ่อนในทเี่ ปล่ียวแล้วเผาร่างของนายสที่ ่ีอยบู่ นรถ
กระบะ การกระทาของนายสองและนายสามจงึ เปน็ การรว่ มกันช่วยนายหน่งึ มิให้ต้องรับโทษ โดย
การทาใหเ้ สียหายหรือทาลายซ่ึงพยานหลักฐานในการกระทาความผิดของนายหน่ึง นายสองและ
นายสามจึงร่วมกันกระทาความผิดตามมาตรา ๑๘๔ อกี บทหนง่ึ (ฎีกาน้ีโจทก์ไม่ได้ฟ้องวา่ นายสอง
และนายสามร่วมกันช่วยนายหน่ึงมิให้ต้องรับโทษ ทาให้เสียหาย ทาลาย ซึ่งพยานหลักฐานในการ
กระทาความผิดของนายหนึง่ ศาลจงึ ไม่ได้วนิ จิ ฉยั ว่าผิดมาตรา ๑๘๔)
ข้อสังเกต ที่บรรยายไว้ (ในวงเล็บตัวเอน) ไม่ต้องเขียนไปในคาตอบ แต่ใส่ไว้ให้อ่านให้เข้าใจมากข้ึน
และรวู้ า่ ควรจะเขยี นตอบในประเด็นดงั กลา่ วอยา่ งไร

ฎีกาท่ี ๑๓๒๖๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘๕ เม่ือจาเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จาเลย
ที่ ๒ และที่ ๓ ไปส่ง บ. ท่ีบ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกคร้ังหนึ่ง และร่วมกับจาเลย
ท่ี ๑ ยกร่างของผ้ตู ายข้ึนรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะทีจ่ าเลยที่ ๑ นาฟางมาคลุมร่างของผ้ตู ายและ
นายางในรถยนต์มาวางทับ แล้วตระเตรียมน้ามันเชื้อเพลิงข้ึนรถกระบะน้ัน จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓
ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ย่อมคาดหมายได้ว่าจาเลยท่ี ๑ จะต้องจุดไฟเผารถ
กระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพ่ืออาพรางคดี จากนั้นจาเลยที่ ๓ ก็น่ังไปด้วยในรถกระบะ
ท่ีจาเลยที่ ๑ ขับ โดยมีจาเลยท่ี ๒ ขับรถอีกคันหนึ่งแล่นติดตามไป แล้วจาเลยท้ังสามร่วมกันจุดไฟ
เผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซึ่งอยู่ในรถดังกล่าว การที่จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ร่วมกัน
จุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทาโดยไม่รู้
ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทาของจาเลยที่ ๒
และท่ี ๓ หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคล
ในภาวะเช่นจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จักตอ้ งมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอ จาเลยท่ี ๒
และท่ี ๓ จึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกัน
วางเพลิงเผาทรัพย์ของผูอ้ นื่

ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทาลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายตาม ป.อ.
มาตรา ๑๙๙ นั้น การกระทาท่ีจะเป็นความผิดฐานนี้ ผู้กระทาจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทาลายศพ
ซ่ึงหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เม่ือขณะท่ีผู้ตายถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย
ร่างกายของผู้ตายในขณะน้ันจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ร่วมกันซ่อนเร้น
ย้ายหรือทาลายศพอันเป็นองค์ประกอบความผิด การกระทาของจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จึงไม่เป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙

580

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๖๖/๓

ฎีกาท่ี ๒๗๙๒/๒๕๖๐ ฎ.๔๒๒ จาเลยท่ี ๓ มีเจตนาร่วมทาร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ต้ังแต่แรกท่ีจาเลยที่ ๒ ได้ขอให้จาเลยท่ี ๓ ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว จาเลยที่ ๓ มีความผิดเพียง
ฐานร่วมกันทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซ่ึงเป็นความผิดลักษณะหน่ึงใน ป.อ. มาตรา
๒๘๙ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๖ อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งท่ีเป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่าง
ที่รวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า
ศาลย่อมลงโทษในความผิดตามทีพ่ ิจารณาได้ความไดต้ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย

จาเลยที่ ๒ ใช้เชอื กรดั คอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานทท่ี ี่จาเลยที่ ๒ นารถยนต์กระบะ
มาจอดทิ้งไว้ เนื่องจากผู้ตายฟื้นข้ึนยังไม่ตาย จากน้ันก็ไม่มีการเคลื่อนย้ายผู้ตายไปที่ใดอีก แสดงว่า
ระหว่างท่ีจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะจนถึงเวลาที่จาเลยท่ี ๒ ขับรถยนต์
กระบะไปจอดทิ้งไว้ที่อื่นก่อนที่จาเลยท่ี ๒ จะฆ่าผู้ตายที่น่ัน ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตาย
ไปยังสถานท่ีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพตามฟ้อง การกระทาของจาเลยที่ ๒ ท่ี ๓ ไม่เป็น
ความผิดฐานร่วมกันเคล่ือนย้ายศพเพ่ือปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย กับฐาน
เคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๖๖/๓ ประกอบมาตรา
๘๓

ฎีกาที่ ๑๓๒๖๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘๕ เม่ือจาเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จาเลย
ที่ ๒ และที่ ๓ ไปส่ง บ. ท่ีบ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมท่ีเกิดเหตุอีกครั้งหน่ึง และร่วมกับจาเลย
ท่ี ๑ ยกรา่ งของผู้ตายข้ึนรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะทจ่ี าเลยที่ ๑ นาฟางมาคลุมร่างของผูต้ ายและ
นายางในรถยนต์มาวางทับ แล้วตระเตรียมน้ามันเช้ือเพลิงข้ึนรถกระบะนั้น จาเลยที่ ๒ และที่ ๓
ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมคาดหมายได้ว่าจาเลยท่ี ๑ จะต้องจุดไฟเผารถ
กระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพ่ืออาพรางคดี จากน้ันจาเลยท่ี ๓ ก็นั่งไปด้วยในรถกระบะ
ที่จาเลยที่ ๑ ขับ โดยมีจาเลยที่ ๒ ขับรถอีกคันหน่ึงแล่นติดตามไป แล้วจาเลยท้ังสามร่วมกันจุดไฟ
เผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซ่ึงอยู่ในรถดังกล่าว การที่จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ร่วมกัน
จุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทาโดยไม่รู้
ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทาของจาเลยที่ ๒
และท่ี ๓ หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซ่ึงบุคคล
ในภาวะเช่นจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอ จาเลยที่ ๒
และที่ ๓ จึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกัน
วางเพลงิ เผาทรัพย์ของผ้อู ืน่

ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทาลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายตาม ป.อ.
มาตรา ๑๙๙ น้ัน การกระทาท่ีจะเป็นความผิดฐานน้ี ผู้กระทาจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทาลายศพ
ซ่ึงหมายความถึงร่างกายของคนท่ีตายแล้ว แต่เม่ือขณะที่ผู้ตายถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย
ร่างกายของผู้ตายในขณะน้ันจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ร่วมกันซ่อนเร้น

581

ย้ายหรือทาลายศพอันเป็นองค์ประกอบความผิด การกระทาของจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จึงไม่เป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๘๖

ฎกี าท่ี ๒๖๔/๒๕๕๕ ฎ.๔๒๙ จาเลยอุทศิ ทีด่ ินของตนให้สร้างทางพิพาทเพ่อื ให้ประชาชนใช้
ประโยชน์ร่วมกัน แม้การอุทิศที่ดินให้เป็นถนนสาธารณะด้วยวาจา มิได้ทาเป็นหนังสือและ
จดทะเบียนต่อพนกั งานเจ้าหน้าท่ีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ ก็ตาม แต่การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นถนน
สาธารณะ เป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสาหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา
๑๓๐๔ (๒) หาจาต้องทาเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา ๕๒๕
ไม่ การอุทิศด้วยวาจาก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และสภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ไม่อาจสูญส้ินไปเพราะการไม่ได้ใช้ แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะมิได้ใช้ทางพิพาทตามวัตถุประสงค์
ท่ีจาเลยขอบริจาคเนื่องจากทางพิพาทน้าท่วม แคบ ไม่สะดวกแก่การใช้ โดยไปใช้เส้นทางใหม่แทน
และจาเลยได้กลับเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินท่ีเป็นถนนสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วนาน
เพียงใดก็ตาม ก็ไม่ทาให้ทางพิพาทตกไปเป็นของจาเลยได้อีก เพราะมาตรา ๑๓๐๖ บัญญัติห้ามมิให้
ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเร่ืองทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทาง
พิพาทยังเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ จาเลยไม่มีสิทธิใช้กิ่งไม้ปิดก้ันทางพิพาทซ่ึงเป็นถนน
สาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยห้ามมิให้ประชาชนสัญจร
ไปมาแล้วเข้ายึดถือครอบครองถนนดังกล่าว การกระทาของจาเลยย่อมเป็นความผิดตาม ป. ท่ีดิน
มาตรา ๙, ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง และ ป.อ. มาตรา ๓๘๖

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๙๒

ฎกี าที่ ๙๑๔๐/๒๕๕๘ ฎ.๑๓๓๖ จาเลยกับพวกไม่ได้มเี จตนาฆ่าผู้เสียหาย เพียงแต่มเี จตนา
ข่มขผู่ เู้ สียหายเพือ่ ให้เกดิ ความกลัว การกระทาของจาเลยกบั พวกไมเ่ ปน็ ความผิดฐานร่วมกนั พยายาม
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) ตามฟ้อง แต่เป็นความผิดฐานร่วมกนั ทาให้
ผอู้ ื่นเกดิ ความกลัวหรอื ความตกใจโดยการขูเ่ ข็ญตามมาตรา ๓๙๒

ฎีกาท่ี ๘๔๒๒/๒๕๕๘ การที่จาเลยท่ี ๑ พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าท่ีเข้าตรวจ
ค้นร้านโดยใช้คาว่า "ปลัดส้นตีน" ซึ่งเป็นคาดูหม่ินเหยียดหยาม เป็นการกระทาความผิดฐานดูหม่ิน
เจ้าพนักงานซ่ึงกระทาการตามหน้าท่ี ตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๖ สาเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ส่วนการท่ี
จาเลยท่ี ๑ ร่วมกับจาเลยที่ ๒ ทาให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญขณะท่ี
ผู้เสยี หายเข้าตรวจภายในร้าน โดยจาเลยที่ ๑ พดู ขึน้ วา่ ไปเอาปืนมายิงให้ตาย อย่าให้ออกไปได้ แล้ว
จาเลยท่ี ๒ วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย ๑ ที จาเลยท่ี ๑ เอาไม้กวาดไล่ตีผู้เสียหาย เป็นการ

582

กระทาต่อเนื่องกันไป โดยมีเจตนาเดียวกันคือทาร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทากรรมเดียวกับการ
รว่ มกนั ใชก้ าลงั ทาร้ายผอู้ น่ื โดยไมถ่ งึ กับเปน็ เหตใุ ห้เกดิ อนั ตรายแก่กายหรอื จติ ใจ

ฎีกาท่ี ๓๐๗๙/๒๕๕๕ ฎ.๖๐๔ ผู้เสียหายถูกจาเลยซึ่งเป็นคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้ตัว
ลักษณะจู่โจมและชี้หน้าใช้ถ้อยคาว่า มึงเข้าไปในไร่ของกูตอนกูไม่อยู่แล้วข่มขู่ลูกน้องกูว่ากูบุ กรุก
ท่ีดินของมึงหรือ โดยผู้เสียหายไม่ได้คาดคิดมาก่อน ทั้งท่ีอยู่ในห้องพิจารณาของศาล ผู้เสียหายย่อม
ตอ้ งตกใจท่ีพบเหตุการณ์ดังกล่าว แม้ต่อมาผู้เสียหายจะพูดโต้ตอบจาเลยว่า คุณเป็นใครมาช้ีหน้าผม
อยู่ในศาลนี้ได้อย่างไร แต่จาเลยยังพูดท้าทายพร้อมข่มขู่อีกว่า ออกจากศาลแล้วไปลุยกันข้างนอก
ย่อมทาให้ผู้เสียหายตกใจว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนเองได้ เมื่อผู้เสียหายเสรจ็ ธุระที่ศาลแล้ว ผู้เสียหาย
ได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันที แสดงว่าผู้เสียหายยังคงกลัวภัยท่ีอาจจะเกิดขึ้นแก่ตนเอง
ตามวสิ ัยปุถชุ นท่วั ไป การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๒

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๙๓

ฎีกาท่ี ๔๓๙๗/๒๕๖๐ ล.๑ น.๑๙๕ คาว่า “มารศาสนา” หมายถึง บุคคลผู้มีใจบาป
หยาบช้าคอยกีดกันไม่ให้ผู้อื่นทาบุญและกีดกันบุญกุศลที่จะมาถึงตนโดยอ้างความหมายใน
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒ ๕ ๕ ๔ ซึ่งเป็นความหมายเดียวกันกับความหมาย
ท่ีคนเข้าใจกันท่ัวไป การท่ีจาเลยยืนข้ึนในห้องประชุมขณะโจทก์บรรยายและมีผู้ฟังจานวนมาก
โดยจาเลยชูป้ายข้อความว่า “นาย ก. (พร้อมนามสกุล) มารศาสนา” พร้อมกับตะโกนว่า “นาย ก.
มารศาสนาของแท้” นั้น เห็นไดว้ ่าจาเลยมีเจตนาเพื่อให้ผู้อยู่ในห้องประชุมเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี
และเพื่อให้โจทก์ได้รับความอับอายในท่ีน้ัน จึงไม่อาจถือเป็นคาเตือนชาวคริสต์ให้ทราบพฤติกรรม
ของโจทกห์ รือเป็นการแสดงความเหน็ โดยสุจรติ

ฎีกาท่ี ๑๓๑๗๓/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๓๔ การดูหม่ินผู้อ่ืน หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม
สบประมาทหรือทาให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าวหาดูหม่ินผู้อ่ืนหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า
ถ้อยคาที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ท่ีถูกกล่าวหรือเป็นการทาให้ผู้ท่ีถูกกล่าวหา
อับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการดูหม่ินแล้ว ท่ีจาเลยด่าผู้เสียหายว่า “ก็ผู้หญิงชั่ว”
และมองไปที่ผู้เสียหายน้ัน ซ่ึงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคาว่า “ชั่ว” ว่า
เลว ทราม ร้าย ไม่ดี ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การท่ีจาเลยกล่าวถ้อยคาดังกล่าวต่อผู้เสียหาย
จึงเป็นการพูดด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่า เป็นผู้หญิงเลว
ผู้หญิงทราม ผู้หญิงร้าย ผู้หญิงไม่ดี จึงเป็นการดูหม่ินผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๙๓

ฎีกาที่ ๓๗๑๑/๒๕๕๗ ฎ.๑๔๗๒ แม้จาเลยโทรศัพท์ไปด่าว่าและทวงเอกสารจากผู้เสียหาย
แต่ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ท่ีห่างไกลกันคนละอาเภอกับจาเลย องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๙๓ นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทาต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติ

583

มาตราน้ีมีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีท่ีมีการกล่าวดูหมิ่น ดังน้ัน การกระทา
ของจาเลยยงั ไมเ่ ขา้ องค์ประกอบความผิดฐานดหู มิน่ ผู้อ่นื ซึง่ หนา้

ฎีกาท่ี ๘๙๑๙/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๖๐ การดูหม่ินผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม
สบประมาท หรือทาให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่
จงึ ต้องพจิ ารณาว่าถ้อยคาท่ีกล่าวเป็นการดถู ูกเหยียดหยาม สบประมาทผทู้ ่ีถกู กล่าว หรือทาให้ผู้ท่ีถูก
กล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นน้ันก็ถือได้ว่าเป็นการดูหม่ินแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคาว่า "ตอแหล" ว่า เป็นการด่าคนท่ีพูดเท็จ ซ่ึงมีความหมายในทาง
เสื่อมเสยี การที่จาเลยกล่าวถ้อยคาดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียด
หยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๙๓

ฎีกาท่ี ๑๖๒๓/๒๕๕๑ ฎ.๔๗๙ การดูหมิ่นผู้อ่ืนอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๓
หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทาให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไร
เป็นการดูหม่ินผู้อ่นื หรือไม่ จึงตอ้ งพิจารณาวา่ ถอ้ ยคาท่ีกล่าวเปน็ การดถู กู เหยียดหยามสบประมาทผู้ท่ี
ถกู กลา่ วถงึ หรือเปน็ การทาให้ผูท้ ี่ถูกกล่าวถึงอับอายหรอื ไม่ หากเป็นเช่นน้ันก็ถือไดว้ ่าเป็นการดูหมิ่น
แล้ว ไม่ต้องถึงกับเป็นการใส่ความให้ผู้อื่นเสียช่ือเสียง ถูกดูหม่ิน หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งเป็นความผิด
ฐานหม่ินประมาทตามมาตรา ๓๒๖

ตามพจนานุกรมให้ความหมายคาว่า "เฮงซวย" ว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คุณภาพต่า ไม่ดี
ซึ่งมีความหมายในทางเส่ือมเสีย การท่ีจาเลยพูดใส่ผู้เสียหายด้วยความไม่พอใจว่า "ไอ้ทนายความ
เฮงซวย" จึงเป็นถ้อยคาที่จาเลยด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่า
เปน็ ทนายความเฮงซวย เปน็ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓

ฎีกาท่ี ๒๘๖๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๘ คาว่า "ดูหมิ่น" ตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๓ ไม่ได้นิยาม
ศัพท์ไว้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า หมายถึง
ดูถูกเหยียดหยามทาให้อับอายเป็นท่ีเกลียดชังของประชาชน โดยถ้อยคาท่ีกล่าวจะต้องเป็นการ
เหยียดหยามผู้อื่น หาใชต่ ัวผู้กลา่ วเองไม่ คาวา่ "ประธานใช้ครูอย่างข้ีข้า" นั้น จาเลยมิได้เหยยี ดหยาม
ตัวผู้เสียหายว่ามีสถานภาพอย่างข้ีข้าหรือผู้รับใช้ แต่เป็นการพูดถึงสถานภาพของครูในโรงเรียน
รวมทั้งจาเลยว่าเป็นผู้รับใช้ของผู้เสยี หาย เม่ือคาว่า "ขี้ข้า" ในท่ีน้ีจาเลยหมายถึงตัวจาเลยเองและครู
ในโรงเรียนที่ถูกผู้เสียหายใช้งาน มิใช่หมายถึงตัวผู้เสียหายซ่ึงเป็นผู้ใช้งาน ถ้อยคาที่จาเลยกล่าวจึง
มิใช่เป็นการดหู มนิ่ ผู้เสียหายซึ่งหนา้ ตามความหมายใน ป.อ. มาตรา ๓๙๓

584

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๙๗

ฎีกาท่ี ๑๒๙๘๓/๒๕๕๘ การที่จาเลยแอบติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ท่ีใต้โต๊ะทางานของ
โจทก์ร่วม และบันทึกภาพสรีระร่างกายของโจทก์ร่วมตั้งแต่ช่วงลิ้นปี่จนถึงอวัยวะช่วงขามองเห็น
กระโปรงท่ีโจทกร์ ่วมสวมใส่ ขาท่อนลา่ งและขาท่อนบนของโจทก์ร่วม โดยท่กี ลอ้ งบันทึกภาพมีแสงไฟ
สาหรับเพ่ิมความสว่างเพื่อให้มองเห็นภาพบริเวณใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมให้ชัดเจนย่ิงขึ้น
การกระทาของจาเลยส่อแสดงให้เห็นถึงความใคร่และกามารมณ์ โดยท่ีโจทก์ร่วมมิได้รู้เห็น
หรือยินยอม อันเป็นการกระทาท่ีไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมตกอยู่ในภาวะ
ทไี่ มส่ ามารถขัดขืนได้ แม้จาเลยจะมไิ ดส้ ัมผัสตอ่ เนื้อตัวร่างกายของโจทกร์ ่วมโดยตรง แต่การที่จาเลย
ใช้กล้องบันทึกภาพใต้กระโปรงโจทก์ร่วมในระยะใกล้ชิด โดยโจทก์ร่วมไม่รู้ตัวย่อมรับฟังได้ว่าจาเลย
ได้กระทาโดยประสงคต์ ่อผลอันไมส่ มควรในทางเพศตอ่ โจทก์รว่ ม โดยใช้กาลงั ประทุษร้ายตามมาตรา
๑ (๖) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซ่ึงการใช้กาลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๗๘ นอกจากหมายความว่า ทาการประทุษร้ายแก่กายแล้ว ยังหมายความว่าทาการ
ประทุษร้ายแก่จิตใจด้วย ไม่ว่าจะทาด้วยใช้แรงกายภาพหรอื ด้วยวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึง
การกระทาใด ๆ ซ่ึงเป็นเหตุให้บุคคลหน่ึงบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทาของ
จาเลยดังกล่าว ทาให้โจทก์ร่วมต้องรู้สึกสะเทือนใจอับอายขายหน้า จึงถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่
จิตใจของโจทก์รว่ มแลว้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาอนาจารโจทก์ร่วม ครบองค์ประกอบ
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘

ห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุ เป็นส่วนหน่ึงของโรงพยาบาลเนินสง่า อันเป็นสถานท่ีราชการ
ซ่ึงเป็นสาธารณสถาน แม้ประชาชนที่ไปใช้บริการในห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุจะต้องได้รับอนุญาต
และผ่านการคัดกรองจากพยาบาลหน้าห้องตรวจก่อน แต่ก็เป็นเพียงระเบียบข้ันตอนและวิธีปฏิบัติ
ในการใช้บริการของโรงพยาบาลเท่านั้น หาทาให้ห้องตรวจคนไข้ดังกล่าวซึ่งเป็นสาธารณสถานที่
ประชาชนมีความชอบธรรมจะเข้าไปได้ต้องกลับกลายเป็นที่รโหฐานแต่อย่างใดไม่ ห้องตรวจคนไข้
ที่เกิดเหตุจึงยังคงเป็นสาธารณสถาน ดังน้ัน การกระทาของจาเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐาน
กระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแก หรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทาให้ผู้อ่ืนได้รับความอับอาย
หรอื เดอื ดรอ้ นราคาญในท่สี าธารณสถานตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๗

______________________

585

บรรณานกุ รม

เกยี รตขิ จร วจั นะสวัสด.์ิ คาอธบิ ายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๑. พมิ พ์คร้ังที่ ๑๑ กรุงเทพ, ๒๕๖๒

เกียรติขจร วัจนะสวสั ดิ.์ คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เลม่ ๒. พิมพ์คร้งั ท่ี ๑๑ กรงุ เทพ, ๒๕๖๒

เกียรตขิ จร วจั นะสวสั ด.์ิ กฎหมายอาญาภาคความผดิ เลม่ ๑. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๕ กรงุ เทพ, ๒๕๕๐

เกียรตขิ จร วจั นะสวัสด์ิ. กฎหมายอาญาภาคความผิด เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพ, ๒๕๕๗

เกยี รตขิ จร วจั นะสวัสด.์ิ กฎหมายอาญาภาคความผิด เลม่ ๓. พิมพ์คร้ังที่ ๒ กรุงเทพ, ๒๕๕๕

เกยี รติขจร วจั นะสวสั ด.์ิ กฎหมายอาญาภาคความผดิ เล่ม ๔. พิมพ์คร้งั ท่ี ๑ กรุงเทพ, ๒๕๕๑

เกยี รติขจร วัจนะสวสั ดิ์ ทวีเกียรติ มีนะกนษิ ฐ.์ คาถามและแนวคาตอบกฎหมายอาญา.
พมิ พ์คร้งั ที่ ๗ กรุงเทพ, ๒๕๕๒

จิตติ ติงศภัทิย์. กฎหมายอาญา ภาค ๑. พิมพ์ครั้งท่ี ๑๑ กรุงเทพ : สานักอบรมศึกษากฎหมาย
แหง่ เนตบิ ณั ฑติ ยสภา, ๒๕๕๕

จิตติ ติงศภัทิย์. กฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๑. พิมพ์คร้ังท่ี ๘ กรุงเทพ : สานักอบรมศึกษา
กฎหมายแหง่ เนตบิ ณั ฑิตยสภา, ๒๕๔๘

จิตติ ติงศภทั ิย.์ กฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓. พมิ พ์ครง้ั ที่ ๗ กรุงเทพ : เนตบิ ณั ฑติ ย-
สภา, ๒๕๕๓

เสนีย์ ปราโมช. คาอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยทรัพย์สิน. กรุงเทพ :
เนตบิ ัณฑิตยสภา, ๒๕๕๑

586

...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................

587

...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................

588

...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................

589

สมชาย พงษ์พฒั นาศิลป์

นิติศาสตรบัณฑติ (เกยี รตินยิ ม) ธรรมศาสตร์ (๒๕๓๓)
เนตบิ ัณฑิตไทย สมยั ท่ี ๔๔ (๒๕๓๕)
ทนายความ ๒๕๓๕-๒๕๓๗
ผพู้ ิพากษาศาลยตุ ธิ รรม ๒๕๓๗-๒๕๕๘
ผ้ชู ่วยเลขาธิการสานักงาน ก.ล.ต.
๑ มกราคม ๒๕๕๙ ถงึ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ผู้พิพากษาหัวหนา้ ศาลประจาสานักประธานศาลฎีกา
๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ ถงึ ปจั จุบัน
อาจารย์ผ้บู รรยาย (ภาคค่า) วิชากฎมายอาญา มาตรา ๕๙ ถงึ ๑๐๖
สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนตบิ ัณฑิตยสภา
อาจารยพ์ เิ ศษ
สถาบนั ส่งเสริมงานสอบสวน สานักงานตารวจแหง่ ชาติ
อาจารย์พเิ ศษ
คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลกั สูตรประกาศนียบตั รกฎหมายการเงินการธนาคาร


Click to View FlipBook Version