251
เจ้าพนักงานตารวจผู้มีอานาจสบื สวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗ แตต่ ามหนังสือที่จาเลยที่ ๑
ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อพลตารวจโท ป. และพลตารวจโท ว. ซึ่งบุคคลท้ังสองต่างเป็น
ผบู้ งั คบั บัญชาโจทก์ ทงั้ น้เี พอื่ ประสงค์ให้มกี ารต้ังคณะกรรมการสอบสวนและลงโทษทางวินัยแก่โจทก์
และย้ายโจทก์ออกจากพื้นท่ีรบั ผิดชอบทางราชการ จึงเป็นการที่จาเลยท่ี ๑ มีหนังสือถึงพลตารวจโท
ป. และพลตารวจโท ว. ขอความเป็นธรรมเก่ียวกับความประพฤติโจทก์ต่อบุคคลท้ังสองในฐานะ
ผูบ้ ังคับบญั ชาโจทก์มใิ ชใ่ นฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอานาจสืบสวนคดีอาญา
แต่อย่างใดและพลตารวจโท ป. มิได้มีคาสั่งให้ดาเนินการสืบสวนสอบสวนความผิดในทางอาญาแก่
โจทก์ คงมีคาส่ังให้ผู้บังคับการตารวจภูธรจังหวัดชุมพรตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาให้ความ
คุ้มครองจาเลยท่ี ๑ แล้วรายงานให้พลตารวจโท ป. ทราบด้วยเท่านั้น การกระทาของจาเลยที่ ๑
จึงไมเ่ ป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๒
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีหากออกข้อสอบนักศึกษาต้องตอบมาตรา ๑๓๗, ๓๒๖, ๓๒๘ ด้วย เพราะโจทก์
ก็ได้ฟ้องข้อหาดงั กล่าวไว้ แต่ข้อหาดงั กล่าวยุติไปตั้งแตศ่ าลชน้ั ต้น และข้อเท็จจรงิ ทานองน้ีเป็นเรื่องที่
ควรจะฟ้องมาตรา ๑๓๗, ๑๗๒, ๑๗๓, ๓๒๖, ๓๒๘ รวมกันมาดว้ ย
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๑๗๓
ฎีกาที่ ๙๘๑/๒๕๖๑ ฎ.๒๐๔ การที่จาเลยรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะ แต่กลับแจ้ง
แก่พนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์รถกระบะที่จาเลยเช่าซ้ือไป เพื่อจะนาเงินที่ได้รับจาก
บริษัทผู้รับประกันภัยไปชาระค่างวดแก่ธนาคาร ก. ผู้ให้เช่าซ้ือ การกระทาของจาเลยเป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๓ อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ไม่จาต้องปรับบทตามมาตรา ๑๓๗ อันเป็น
บทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และเม่ือไม่เกิดมีความผิด
อาญาฐานลกั ทรพั ย์เกดิ ขนึ้ ในคดีน้ี จงึ ไมเ่ ปน็ ความผิดตามมาตรา ๑๗๒
ฎีกาที่ ๕๒๓๖/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๙๒ การกระทาของโจทก์ท้ังสองกับพวกเป็นเหตุให้
จาเลยเข้าใจไดว้ า่ เป็นการบกุ รกุ ท่ีสาธารณประโยชน์ และทาใหเ้ สยี ทรัพยท์ ่ีมีไว้เพอ่ื สาธารณประโยชน์
เมื่อข้อความท่ีจาเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตรงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิ ดข้ึน
เป็นเรือ่ งท่จี าเลยแจ้งความตามข้อเท็จจริงท่ีปรากฏ ส่วนการกระทาของโจทก์ทัง้ สองจะเปน็ ความผิด
ต่อกฎหมายตามที่จาเลยแจ้งหรือไม่ ไม่สาคัญ เพราะการแจ้งความย่อมหมายถึงเฉพาะข้อเท็จจริง
ไม่เก่ียวกับข้อกฎหมาย แม้ต่อมาพนักงานสอบสวนจะได้ดาเนินคดีแก่โจทก์ท้ังสองตามท่ีจาเลยแจ้ง
และพนักงานอยั การมคี าส่งั เดด็ ขาดไม่ฟ้องคดโี จทก์ทง้ั สองก็ตาม ก็ยงั ถือไม่ได้วา่ ขอ้ ความที่จาเลยแจ้ง
น้ันเป็นความเท็จ
ฎีกาที่ ๗๐๐๘/๒๕๔๘ ฎ.๒๒๑๘ การที่เจา้ พนักงานตารวจ ๑๙๑ มีหน้าที่รบั โทรศพั ท์ เป็น
หน้าทเ่ี ฉพาะตามทีท่ างราชการแต่งต้ังให้ปฏิบตั ิ แต่โดยทั่วไปแล้วเจ้าพนกั งานตารวจยอ่ มมีอานาจทา
การสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗ การที่จาเลยโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตารวจ ๑๙๑
252
ว่ามกี ารวางระเบดิ ที่หา้ งสรรพสินคา้ บ๊ิกซี สาขาสุขสวัสดิ์ และสถานทอ่ี ่ืนอกี หลายแห่ง โดยรูอ้ ย่วู า่ มไิ ด้
มีการกระทาความผิดอาญา จึงเป็นการแจ้งความแก่เจ้าพนักงานผู้มีอานาจสืบสวนคดีอาญามี
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๓
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๔
ฎีกาท่ี ๓๐๑๔/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๓๔ จาเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทาความผิดเกิดขึ้น
แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอานาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทา
ความผิดเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๗๓
เมื่อการกระทาของจาเลยเป็นความผิด ป.อ. มาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๗๓ อันเป็น
บทเฉพาะแล้ว ก็ย่อมไม่จาต้องปรับบทความผิดตามมาตรา ๑๓๗ อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้ง
ข้อความอนั ปน็ เท็จแกเ่ จ้าพนักงานทว่ั ๆ ไปอกี รวมทงั้ บทความผิดตามมาตรา ๑๗๒ ด้วย
การให้ถ้อยคาของจาเลยต่อพนักงานสอบสวนคดพี ิเศษในตอนแรกสืบเนื่องจากการที่จาเลย
มาเป็นพยานในคดีที่ อ. เป็นผู้กล่าวหาในกรณีการหายตัวไปของ ส. อันมีใจความสาคัญตอนหน่ึงว่า
จาเลยถกู โจทก์กับพวกทาร้ายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในขอ้ หาปล้นอาวธุ ปืนของกองพันทหารพัฒนา
ท่ี ๔ และในข้อหาจ้างวานฆ่าจ่าสิบตารวจ ป. ซึ่งมีลักษณะเป็นการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อ
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดาเนินคดีแก่เจ้าหน้าท่ีของรัฐอันเน่ืองมาจากได้กระทาความผิดต่อ
ตาแหน่งหน้าท่ีราชการหรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีในการยุติธรรม การให้ถ้อยคาของจาเลยต่อ
คณะอนุกรรมการไต่สวนซ่ึงได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในตอนหลังในเรื่องเดียวกัน
อีกคร้ัง ก็เนื่องจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่มีอานาจสอบสวนต่อไปต้องส่งเรื่องไปให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา ๘๙ และ พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษฯ มาตรา ๒๑/๑
อันมีลักษณะเป็นการสอบสวนเช่นเดียวกันกับการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา แม้การให้ถ้อยคาทั้งสองครั้งจะต่างเวลากัน แต่ก็เป็นการให้ถ้อยคาในช้ันสอบสวนด้วยกันใน
เรือ่ งเดียวกนั นั่นเอง จึงเป็นการกระทาท่ีเกี่ยวเน่ืองโดยมเี จตนาเดยี วกันเป็นความผดิ กรรมเดยี ว หาใช่
เปน็ ความผดิ สองกรรมตา่ งกันไม่
ฎีกาที่ ๘๖๑๑/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๙ การท่ีจาเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าจาเลยเห็น
โจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคาของจาเลยไป และได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้
ดาเนินคดีโจทก์รว่ มในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเปน็ ข้อความอนั เปน็ เทจ็ โดยจาเลยรู้ดีว่ามิได้มีการกระทาผิด
ในข้อหาลักทรัพย์เกิดข้ึน แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทาผิด
ขอ้ หาลักทรัพย์อันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเช่ือวา่ ได้มคี วามผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดข้ึนเพอ่ื ให้
โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ.
มาตรา ๑๓๗, ๑๗๔ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๗๓ นอกจากนี้ จาเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพ่ือให้
253
พนักงานสอบสวนดาเนินคดีแก่โจทก์ร่วม อันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลท่ีสามเพื่อให้
โจทกร์ ว่ มถกู ดูหม่ินเกลยี ดชงั และเสียช่อื เสยี ง จงึ เป็นการหม่นิ ประมาทโจทก์รว่ มอกี ดว้ ย
ฎีกาที่ ๑๐๗๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๗ จาเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิด
อาญาต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการแจ้งโดยมีเจตนาท่ีจะแกล้งให้ จ. และ ธ. ได้รับโทษฐาน
ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเอาของมีพิษหรือส่ิงอ่ืนที่น่าจะเป็นอันตรายแก่
สขุ ภาพเจือลงในน้าที่มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง และความผิดดังกล่าวน้ีเป็น
ความผิดสาเร็จเม่ือพนักงานสอบสวนได้ทราบข้อความที่จาเลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่า
ข้อความทีจ่ าเลยแจ้งเป็นความเท็จหรือไม่ ศาลจะมีคาพพิ ากษาอยา่ งไร และถึงทสี่ ดุ แล้วหรือไม่ หาใช่
ข้อสาคญั ที่จะฟังวา่ จาเลยกระทาความผดิ หรือไม่ จึงไม่ตอ้ งพิจารณาสานวนคดีทฟ่ี ้อง จ. และ ธ. และ
ผลของคาพพิ ากษาของศาลในคดดี งั กล่าว
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๗๕
ฎีกาที่ ๔๑๐๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๖๓ การนาความอันเป็นเท็จมาฟ้องเป็นคดีอาญาต่อ
ศาลมีความหมายว่า เป็นการนาความอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาซ่ึงเป็นเท็จมาฟ้องต่อ
ศาล หาใช่ถือเอาแต่ผลแพ้ชนะแห่งคดีมาเป็นข้อชี้ขาดไม่ แม้ศาลช้ันต้นพิพากษายกฟ้องของจาเลย
ที่ ๑ กไ็ ม่เปน็ หลกั ฐานทแี่ สดงว่าฟ้องของจาเลยท่ี ๑ เป็นเทจ็
ฎีกาท่ี ๙๖๙๖/๒๕๕๘ การกระทาอันจะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๕
ตอ้ งเปน็ การนาความเท็จในสว่ นทเ่ี กย่ี วกบั การกระทาความผิดอาญาไปแกล้งฟอ้ งผอู้ ื่นให้รบั โทษ ทั้งท่ี
ไม่เป็นความจริง ส่วนเรื่องอายุความน้ัน ป.อ. มาตรา ๙๕ และมาตรา ๙๖ ได้บัญญัติไว้ต่างหากเพ่ือ
เป็นหลักเกณฑ์ในการฟ้องคดี ซ่ึงเป็นเร่ืองอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการกระทาความผิดอาญาโดยตรง ดังน้ัน
การท่ีจาเลยที่ ๑ กล่าวอ้างในฟ้องคดีก่อนว่าคดีของจาเลยที่ ๑ ยังไม่ขาดอายุความน้ันแม้จะไม่เป็น
ความจริง จาเลยท้งั หกกห็ ามคี วามผดิ ฐานฟอ้ งเทจ็ ไม่
ฎีกาท่ี ๑๙๙๘๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๓๓๐ ความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความอันเป็น
เท็จในการพิจารณาคดีอาญา โจทกต์ ้องบรรยายฟ้องถงึ ข้อความตามที่อ้างวา่ เป็นเท็จ โดยมีความจริง
ว่าอยา่ งไรและผู้กระทาทราบวา่ ความทีน่ าไปฟ้องและเบิกความนนั้ เป็นเท็จดว้ ย ท่โี จทก์กล่าวบรรยาย
ฟ้องว่า การท่ี ว. เป็นโจทก์ฟ้องจาเลยท้ังสอง โจทก์เพียงบรรยายและเรียงคาฟ้องในฐานะ
ทนายความท่ีรับคาบอกเล่ามาจาก ว. ซึ่งเป็นลูกความ ข้อความที่ปรากฏในคาฟ้องจะเป็นความเท็จ
หรือความจริงโจทก์ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ หากในเวลาภายหน้าความปรากฏว่าคาฟ้องเป็น
ความเทจ็ ผู้ทจี่ ะต้องรับผิดชอบคือ ว. ไม่ใช่โจทกน์ ้ัน เปน็ เพียงการอ้างผลของคาพิพากษาว่าศาลในคดี
ดงั กล่าววินิจฉัยชี้ขาดคดีว่าอย่างไรเท่าน้ัน มิใช่เปน็ การกล่าวยนื ยันข้อความใดท่ีอ้างว่าเป็นความเท็จ
โดยความจริงมีว่าอย่างไรแต่อย่างใด ทั้งการเป็นทนายความผู้เรียงคาฟ้องก็อาจเป็นตัวการร่วมกับ
254
ตัวความกระทาความผิดฐานฟ้องเท็จได้หากทนายความกระทาไปโดยรู้เห็นหรือร่วมกับตัวความ
วางแผนเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นมาต้ังแต่ต้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็น
ความจริงด้วยว่า ความจริงจาเลยท้ังสองทราบเป็นอย่างดีว่า โจทก์มิได้รู้เห็นหรือทราบมาก่อนว่า
เรื่องราวตามท่ีโจทก์บรรยายและเรียงคาฟ้องในคดีอาญาเป็นความเท็จ ลาพังการอ้างว่า โจทก์
บรรยายและเรียงคาฟ้องในฐานะทนายความ จึงมิใช่เป็นการกล่าวถึงข้อความท่ีอ้างว่าเป็นเท็จน้ัน
เชน่ ไร โดยมีความจริงเป็นอย่างไรและจาเลยทั้งสองทราบดเี ชน่ เดยี วกัน ถือว่าฟ้องโจทก์มไิ ดบ้ รรยาย
ถึงการกระทาท้ังหลายของจาเลยทั้งสองท่ีอ้างว่าจาเลยที่ ๑ ฟ้องเท็จและจาเลยทั้งสองเบิกความ
อันเปน็ เท็จในการพจิ ารณาคดีอาญาพอสมควรเท่าท่ีจะใหจ้ าเลยท้ังสองเข้าใจขอ้ หาได้ดี จึงเป็นฟ้องท่ี
ไมส่ มบูรณ์ ไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)
ฎกี าท่ี ๕๔๔๐/๒๕๖๐ ฎ.๑๗๓๗ จาเลยทัง้ สามเขา้ ใจว่าโจทก์ท่ี ๒ มสี ว่ นรูเ้ ห็นในการกระทา
ความผิดทางอาญาร่วมกับโจทก์ที่ ๑ การท่ีจาเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดบุกรุกเข้าไปใน
ท่ีดิน ทาให้เสียทรัพย์ และลักทรัพย์ของจาเลยทั้งสาม เป็นการฟ้องโดยสุจริตตามที่จาเลยท้ังสาม
เช่ือว่าตนเองมีสิทธิตามกฎหมาย มิใช่เป็นเรื่องท่ีจาเลยท้ังสามรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ท่ี ๑ เป็นผู้มีสิทธิ
ครอบครองที่ดินและเป็นเจ้าของร้ัวกับประตูเหล็ก แต่จาเลยท้ังสามไม่มีสิทธิในการครอบครองท่ีดิน
และมิใช่เป็นเจ้าของร้ัวกับประตูเหล็ก แล้วนาข้อความซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์ทั้งสอง
การกระทาของจาเลยท้ังสามจึงขาดเจตนาในการกระทาความผิดฐานร่วมกันฟ้องเท็จ จาเลยทั้งสาม
ไมม่ คี วามผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๕ ประกอบมาตรา ๘๓
ฎกี าที่ ๑๕๒๔๓/๒๕๕๗ คาฟ้องไมม่ ีลายมอื ชื่อโจทก์ท้ังสองเป็นฟ้องไม่ถูกตอ้ งตามกฎหมาย
แต่เม่ือมีการยื่นคาร้องขอแก้ไขฟ้องโดยลงลายมือช่ือโจทก์ท้ังสองมาในส่วนของคาขอท้ายฟ้องก่อน
วันนัดไต่สวนมูลฟ้องและศาลชั้นต้นมีคาสั่งอนุญาต ดังน้ี กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ส่ังโจทก์ให้แก้
ฟ้องให้ถกู ตอ้ งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนง่ึ จนเหน็ ไดว้ า่ เปน็ ฟอ้ งถูกต้องตามกฎหมายแลว้
ฎีกาที่ ๖๔๓๐/๒๕๖๐ ฎ.๑๐๓๖ พฤติการณ์ของจาเลยกับพวกทาให้โจทก์เข้าใจว่าจาเลย
กับพวกร่วมกันเบียดบังเอาเงินผลผลิตปาล์มน้ามันไปเปน็ ของตนโดยทุจริต การที่โจทก์ฟ้องว่าจาเลย
กับพวกร่วมกันยักยอกเงินผลผลิตปาล์มน้ามัน จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลกล่าวหาว่าจาเลยไปตาม
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หาใช่โจทก์เอาความอันเป็นเท็จแล้วมาแกล้งกล่าวหาจาเลยไม่ การที่จาเลย
มาฟ้องโจทกห์ าวา่ โจทก์เอาความอันเปน็ เทจ็ ฟ้องจาเลยเปน็ คดีอาญา ทง้ั ที่รู้แล้วว่าเรื่องที่จาเลยนามา
ฟ้องโจทก์เป็นความเท็จ แม้ศาลจะยกฟ้องของจาเลยในช้ันไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม การกระทาของ
จาเลยก็เปน็ ความผดิ ฐานฟ้องเทจ็ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๕
255
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๗๖
ฎีกาที่ ๑๕๒๓๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๓๙ ป.อ. มาตรา ๑๗๖ บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทา
ความผิดตามมาตรา ๑๗๕ แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคาพิพากษา
ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกาหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้” บทบัญญัติดังกล่าวเป็น
บทบัญญัติเกย่ี วกบั การบรรเทาโทษให้แกผ่ ้กู ระทาความผิด ดังน้ี เมื่อจาเลยถอนฟ้องในคดอี าญาที่เอา
ความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ก่อนมีคาพิพากษา ย่อมถือได้ว่าจาเลยได้ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว ควรได้รับ
การบรรเทาโทษตามบทบัญญัตินั้น ทั้งกฎหมายหาได้บัญญัติว่าจาเลยต้องให้การรับสารภาพจึงจะ
ได้รับการบรรเทาโทษ
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๗
เป็นข้อสาคัญในคดี
ฎีกาที่ ๖๐๙๒/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๘ แม้โจทก์คดีน้ีไม่ได้ป็นคู่ความหรือถูกฟ้องเป็น
จาเลยในคดีแพง่ หมายเลขดาท่ี ม.๑๐๑๒/๒๕๔๙ ของศาลแพ่งก็ตาม แต่หากจาเลยเบิกความอนั เป็น
เท็จในการพิจารณาคดีแพ่งดังกล่าวเป็นเหตุให้ศาลฟังว่าจาเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในท่ีดินตามโฉนด
ท่ีดินเลขที่ ๑๒๔๑๐ และพิพากษาขบั ไลบ่ รวิ ารของโจทก์ ทาให้โจทกซ์ ึ่งเป็นเจ้าของที่ดนิ ต้องเสียสทิ ธิ
ใช้สอยในท่ีดินดังกล่าวไปเช่นนี้ โจทก์ย่อมป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงเน่ืองจากการ
เบิกความอันเป็นเท็จของจาเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอานาจฟ้องคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔) และมาตรา ๒๘ (๒) การที่จาเลยเบิกความต่อศาลแพ่งในคดีที่จาเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ พ.
เป็นจาเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดาที่ ม.๑๐๑๒/๒๕๔๙ ของศาลแพ่ง ว่าจาเลยซ้ือท่ีดินตามโฉนด
ท่ีดนิ เลขที่ ๑๒๔๑๐ จาก ด. และ ก. ในราคา ๕,๗๐๐,๐๐๐ บาท เปน็ การเบิกความเกย่ี วกบั ประเด็น
ข้อพิพาทซ่ึงเป็นข้อแพ้ชนะกัน ถือว่าเป็นข้อสาคัญในคดี เมื่อการเบิกความน้ันเป็นเท็จ การกระทา
ของจาเลยจงึ เป็นความผดิ ฐานเบิกความอันเป็นเทจ็ ในการพิจารณาคดตี อ่ ศาลตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗
วรรคแรก
ฎีกาที่ ๕๕๖๘/๒๕๕๗ ประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็น
ของจาเลยที่ให้โจทก์มีช่ือถือกรรมสิทธิ์แทน การท่ีจาเลยเบิกความเกี่ยวกับโจทก์เพียงว่าจาเลยรู้จัก
กับโจทก์เมื่อปี ๒๕๒๔ และเห็นวา่ โจทก์เป็นคนดีน่าเช่ือถือ กบั ได้รบั คาแนะนาจากนายจ้างของโจทก์
ว่าโจทก์เป็นผู้ที่ไว้วางใจได้น่าเช่ือถือ อันแสดงว่าจาเลยได้พิจารณาเพียงคุณสมบัติของตัวโจทก์
ดังกล่าวก่อนที่จะให้โจทก์เป็นผู้ซ้ือและถือกรรมสิทธ์ิท่ีดินแทนจาเลย โดยไม่เบิกความถึงความ
สัมพันธ์ที่จาเลยอยู่กินกับโจทก์เป็นภริยาของจาเลยอีกคนหนึ่งด้วย ซ่ึงเป็นข้อเท็จจริงเก่ียวกับโจทก์
อันเป็นกรณีพิเศษไปจากบุคคลอ่ืน ๆ และย่อมเป็นพยานหลักฐานสาคัญท่ีศาลในคดีก่อนจะได้นาไป
พิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ๆ เพ่ือวินิจฉัยให้มีผลคดีที่ถูกต้องและเป็นธรรม จึงเป็นการ
เบิกความโดยปิดบงั ข้อสาคัญแห่งคดี เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗ วรรคแรก
256
ฎีกาท่ี ๕๕๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๕๓ จาเลยทราบดีว่าโจทก์เป็นบุตรของ ค. แต่กลับ
เบิกความยืนยันหนักแน่นในคดีท่ีจาเลยย่ืนคาคัดค้านคาร้องท่ีโจทก์ขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ค.
ว่า โจทก์ไม่ใช่บุตร ค. อันเป็นความเท็จ และเมื่อคดีที่โจทก์ย่ืนคาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ค.
น้ัน ประเด็นท่ีว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องเป็นทายาทของ ค. หรือไม่นั้นเป็นข้อสาคัญในคดี โดยหากศาล
รบั ฟงั คาเบิกความเทจ็ ของจาเลยว่า โจทก์ไม่ได้เป็นบุตรซ่งึ ย่อมหมายถงึ ไม่ได้เป็นทายาทของ ค. แล้ว
ศาลกจ็ ะตอ้ งมีคาสงั่ ยกคารอ้ งของโจทก์ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเทจ็
ฎีกาที่ ๑๙๙๘/๒๕๕๓ ฎ.๖๓๓ ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งท่ีว่าจาเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินพิพาท
จากโจทก์หรือไม่ เป็นประเด็นอันเป็นข้อสาคญั แห่งคดี แต่คาพิพากษาในคดีดังกล่าวมผี ลผกู พนั โจทก์
และจาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนาผลของคาวินิจฉัยในคดีแพ่งมาผูกพันคา
วินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหน่ึงที่ศาลในคดีอาญาจะต้องนามาชั่งน้าหนัก
ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้าหนักให้รับฟังวา่ จาเลยทั้งสองได้กระทาความผิดฐานเบิก
ความเทจ็ จริงหรอื ไม่
ฎีกาที่ ๑๒๙๒๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๗๘ ลายมือช่ือในช่องผู้ค้าประกันในสัญญา
ค้าประกันไม่ใช่ลายมือช่ือโจทก์ จาเลยทางานเป็นหัวหน้าแผนกสินเชื่อของธนาคารที่ฟ้องโจทก์
เปน็ คดีแพ่งโดยมหี น้าที่พิจารณาสินเช่อื และจัดทาเอกสารสญั ญา เมอื่ จะเบิกความเป็นพยานในสว่ นที่
ตนรู้เห็นย่อมจะต้องทราบข้อต่อสู้ตามคาให้การของโจทก์และสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว
ว่าเป็นจริงหรือไม่เพียงใด แต่จาเลยได้เบิกความเป็นพยานในคดีแพ่งยืนยันว่าโจทก์ลงลายมือช่ือใน
สัญญาค้าประกันต่อหน้าจาเลยจริงจนศาลช้ันต้นเช่ือว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาค้าประกัน
ดงั กลา่ วและพพิ ากษาให้โจทก์รว่ มรับผิดชาระหนใ้ี หแ้ กธ่ นาคาร คาเบิกความของจาเลยในคดดี ังกลา่ ว
จงึ เป็นขอ้ สาคญั ในคดี การกระทาของจาเลยจึงเปน็ ความผิดฐานเบกิ ความเทจ็
ฎีกาท่ี ๑๐๓๓๘/๒๕๕๗ ในคดีอาญาเดิม พนักงานอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามตัว จ.
ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ จึงจาเป็นต้องส่งบันทึกคาให้การ
ชัน้ สอบสวนของ จ. บันทกึ การช้ีตวั ผู้ต้องหาทงั้ สองและบนั ทึกการช้ีภาพถ่ายผูต้ ้องหาทั้งสองซึ่งจาเลย
ทาหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้ จ. และพิมพ์ลายนิ้วมือในคาแปลไว้ กับจาเป็นต้องส่งบันทึกการ
สอบปากคาจาเลยในฐานะผ้ทู าหนา้ ทล่ี ่ามแปลภาษาให้ จ. ฟงั เปน็ พยานหลักฐานตอ่ ศาล และเพือ่ ให้
พยานดังกล่าวมีคุณค่าในการรับฟัง จึงจาเป็นอย่างย่ิงที่จะตอ้ งนาตัวจาเลยมาเบิกความยืนยัน การท่ี
จาเลยเบิกความอันเป็นเท็จโดยเบิกความกลับคาให้การในชั้นสอบสวนเป็นว่า จาเลยพิมพ์ลายพิมพ์
น้ิวหัวแม่มือลงในเอกสารทุกฉบับโดยที่จาเลยมิได้ทาหน้าที่เป็นล่ามแปลและมิได้สาบานตัวว่าจะทา
หน้าท่ีเป็นล่ามแปลตอ่ พนักงานสอบสวน ทงั้ เบิกความด้วยว่าจาเลยมิได้ทาหน้าท่ีเป็นล่ามในการช้ีตัว
และช้ีภาพถ่ายผู้ต้องหาทัง้ สองเลย ความเท็จท่ีจาเลยเบกิ ความจงึ เป็นข้อสาคัญในคดี เพราะหากศาล
เช่ือตามคาเบิกความของจาเลย พยานเอกสารท่ีเก่ียวข้องกับการทาหน้าท่ีล่ามแปลของจาเลย
ดังกล่าว ย่อมเป็นพยานหลักฐานชนิดท่ีเกิดข้ึนโดยมิชอบท่ีศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เลย
เพราะต้องห้ามมิให้โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจาเลยทั้งสองในคดี
257
ดงั กล่าว
องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗ วรรคแรก บัญญัติแต่เพียง
ว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จน้ันเป็นข้อสาคัญในคดี..."
เท่าน้ัน แสดงว่าเพียงความเท็จที่ผู้กระทาผิดเบิกความเป็นข้อสาคัญในคดีท่ีจะพิสูจน์ความจริงได้ก็
ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ตามองค์ประกอบความผิดดังกล่าว หาได้ระบุว่าต้องเป็นข้อสาคัญใน
คดีถึงขนาดทศ่ี าลจะรบั ฟงั เปน็ พยานหลักฐานไดห้ รือไม่ได้แต่อย่างใด
ฎีกาที่ ๔๔๕๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๒๘ จาเลยเบิกความในฐานะประจักษ์พยาน แต่กลับ
คาให้การอ้างวา่ ไม่เห็น ส. ขายยาเสพติด จึงปรากฏชัดในทางนาสบื ของโจทก์แล้ว เม่ือคาเบิกความใน
สว่ นน้เี ป็นเท็จ และเป็นการเบกิ ความเท็จในข้อแพ้ชนะคดี อันเป็นข้อสาคญั ในคดี แม้โจทก์มิได้นาสืบ
ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่แตกต่างมีตอนใดเป็นจริงหรอื เท็จอย่างไร การกระทาของจาเลยก็เป็นความผิด
ตามฟ้อง
ฎีกาท่ี ๕๖๗๗/๒๕๕๕ ฎ.๒๙๙๔ โจทก์ที่ ๑ กับบริษัท ส. ตกลงซื้อขายเครื่องจักรกัน
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมโอนไปยังโจทก์ที่ ๑ ทันที การชาระราคาหาใช่เป็นเงื่อนไขแห่งการโอน
กรรมสิทธ์ิไม่ การที่จาเลยเบิกความต่อศาลในคดีอาญาข้อหาลักทรัพย์ในคดีก่อนว่าเป็นเร่ืองให้ยืม
เครอื่ งจักร ไม่เคยติดต่อซ้ือขายเครื่องจักรให้แกโ่ จทกท์ ี่ ๑ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จและข้อความ
นัน้ เป็นสาคัญในคดีทมี่ ีผลต่อการวินิจฉัยชข้ี าดคดขี องศาลในการพิจารณาคดีอาญาถงึ ขนาดเป็นผลให้
แพ้ชนะคดีกัน การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗
วรรคสอง
ฎีกาท่ี ๓๙๖๓/๒๕๔๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๙๔ การที่โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจานวน ๕๐๐,๐๐๐
บาทให้แก่จาเลยนั้นเป็นการออกเช็คเพ่ือค้าประกันเงินกู้ที่โจทก์กู้ไปจากจาเลยจานวน ๑๒๐,๐๐๐
บาท เม่ือจาเลยนาเช็คพิพาทฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่าโจทก์ออกเช็คให้แก่จาเลยเพ่ือชาระหนี้
เงินกู้โดยเจตนาท่ีจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้
เช็คฯ มาตรา ๔ จึงเป็นการฟ้องคดีอาญาต่อศาลว่า โจทก์กระทาความผิด การกระทาของจาเลยจึง
เป็นความผดิ ฐานฟ้องเทจ็
จาเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้นยืนยันตามฟ้องว่าเช็คพิพาทตามที่
จาเลยฟ้องเป็นเช็คที่โจทก์ออกเพื่อชาระหน้ีเงินกู้ให้จาเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ออกเช็ค
พิพาทให้จาเลยยึดถือไว้เพื่อประกันหนี้เงินกู้ท่ีโจทก์มีอยู่ต่อจาเลย คาเบิกความของจาเลยย่อมเป็น
ความเท็จและเป็นข้อสาระสาคัญในคดี เพราะถ้าศาลช้ันต้นฟังว่าเช็คพิพาทโจทก์ออกให้จาเลยเพื่อ
เป็นการชาระหน้ีเงินกู้ ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษาลงโทษจาคุกโจทก์ได้ ดังนั้น จาเลยย่อมมีความผิด
ฐานเบกิ ความเทจ็
ฎีกาท่ี ๓๙๖๕/๒๕๕๓ ฎ.๕๖๘ ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม เบิก
ความเท็จและแสดงเอกสารอันเป็นเท็จตามฟ้องเกิดขึ้นทันทีที่จาเลยได้กระทาการเหล่านน้ั หาจาต้อง
รอใหค้ ดีก่อนทีจ่ าเลยนาหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์ลงลายมือชอ่ื ผ้กู ู้ยน่ื ฟอ้ งโจทกเ์ ปน็ คดีแพ่งให้รบั ผิด
258
ตามสัญญากู้ดังกล่าวมคี าพิพากษาถงึ ทสี่ ุดเพ่ือไดข้ ้อเทจ็ จริงท่ียุตใิ นคดแี พ่งนั้นมาเป็นเหตุที่จะวินจิ ฉัย
ในคดนี ี้วา่ มมี ลู หรอื ไม่
เม่ือโจทก์เบิกความในช้ันไต่สวนมูลฟ้องยืนยันว่า โจทก์มิได้กู้เงินจาเลย และจาเลยกรอก
ข้อความในสัญญากู้ท่ีโจทก์ลงลายมือช่ือในช่องผู้กู้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์แล้วจาเลย
นาสัญญากู้ไปฟ้องโจทก์ใหช้ าระเงินตามสัญญาและจาเลยเบิกความเทจ็ และอ้างสัญญากู้ปลอมในการ
พิจารณาคดีน้นั ซึ่งเป็นข้อสาคัญในคดี ขอ้ เท็จจริงท่ีได้จึงครบองค์ประกอบความผิดโดยไมม่ ีขอ้ พิรธุ อัน
เป็นทป่ี ระจกั ษ์ชัด คดีโจทก์จึงมีมูล
ฎีกาท่ี ๘๙๐๒/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๑๙ เมอ่ื โจทกร์ ว่ มมิไดท้ าหนังสอื สญั ญากู้ยมื เงินกบั บ.
แต่จาเลยจัดให้ บ. และ ฝ. ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินโดยปลอมลายมือช่ือโจทก์ร่วม จึงเชื่อว่าจาเลย
เป็นผู้ปลอมสัญญากู้ยืมเงิน การที่จาเลยยื่นฟ้องโจทก์ร่วมโดยระบุว่าโจทก์ร่วมออกเช็คชาระหนี้เงิน
กยู้ ืมถงึ กาหนดชาระและบังคบั ได้ตามกฎหมายจึงเป็นฟ้องเท็จ เพราะการกู้ยืมเงนิ ไม่ไดม้ หี ลกั ฐานเป็น
หนังสอื ลงลายมือชอื่ โจทก์ร่วม จึงไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดไี ด้ เม่ือจาเลยเบิกความยืนยนั และอ้าง
สง่ หนงั สือสญั ญากู้ยืมเงินปลอมเป็นพยานตอ่ ศาล จงึ เป็นความผดิ ฐานนาสืบหรอื แสดงพยานหลักฐาน
อนั เปน็ เทจ็ ด้วย
ไม่เป็นข้อสาคัญในคดี
ฎีกาที่ ๘๙๒๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๐๕ ความเท็จท่ีเบิกความอันถือว่าเป็นความผิดน้ัน
จะต้องอยู่ในประเด็นพิพาทและเป็นข้อสาคัญในคดีที่อาจทาให้คู่ความต้องแพ้ชนะกัน คดีแพ่ง
ท่ีจาเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีน้ี เป็นเร่ืองท่ีจาเลยบรรยายมาในคาฟ้องว่า ท่ีดินพิพาทเนื้อที่
๕ ตารางวา อยู่ในที่ดนิ โฉนดเลขที่ ๙๘๔๔ ซ่ึงเป็นของจาเลยกับผู้มชี ่ือในโฉนดซึ่งครอบครองโดยสงบ
เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และขอให้ศาลมีคาพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นท่ีดินตามโฉนดเลขที่
๙๘๔๔ ซ่ึงจาเลยกับผู้มีช่ือในโฉนดได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นได้ว่า คาฟ้องของจาเลย
ดังกล่าวเป็นคาฟ้องที่ขัดแย้งกัน เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในท่ีดินของผู้อื่นเท่านั้น
ดังนั้น คาฟ้องของจาเลย จึงไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา
๑๓๘๒ ดังน้ัน แม้จาเลยจะเบิกความว่าจาเลยครอบครองที่ดินพิพาท อันอาจเป็นความเท็จ แต่เม่ือ
คดีดังกล่าวไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเร่ืองการครอบครองปรปักษ์เสียแล้ว คาเบิกความของจาเลยน้ัน
ย่อมไม่มีผลทาให้จาเลยชนะคดีได้เลย คาเบิกความของจาเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสาคัญในคดีและ
อยู่ในประเด็นพพิ าท การกระทาของจาเลยจึงไมเ่ ป็นความผดิ ฐานเบกิ ความเทจ็
ฎีกาท่ี ๑๓๔๖/๒๕๖๑ ฎ.๔๔๖ ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗ นั้น
ข้อความเท็จท่ีได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีจะต้องเป็นข้อสาคัญในคดี ซึ่งหมายถึงต้องเป็น
ข้อสาคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทาให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคาเบิกความอันเป็นเท็จ
เท่านั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงโดยวินิจฉัยถึงหน้าท่ีนาสืบของโจทก์ประกอบคาเบิกความตอบ
259
คาถามค้านของโจทก์และคาเบิกความของ พ. จาเลยในคดีดังกล่าวเป็นสาคัญ ส่วนคาเบิกความของ
จาเลยนั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้นามากล่าวถึง เพียงแต่นามารับฟังประกอบข้อวินิจฉัยที่ว่าโจทก์ไม่มี
พยานหลักฐานมานาสบื กับคาเบิกความตอบคาถามค้านทนายจาเลยของโจทก์เท่านั้น แล้ววินิจฉัยถึง
พฤติการณ์ต่าง ๆ ดังท่ีหยิบยกขึ้นมากล่าว โดยมิได้นาคาเบิกความของจาเลย มาเป็นข้อวินิจฉัย
ให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ข้อความท่ีจาเลยเบิกความดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสาคัญในคดี ไม่อาจลงโทษ
จาเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้
ฎีกาท่ี ๙๓๓๐/๒๕๕๗ คดีก่อน บริษัท ย. ย่ืนฟ้องโจทก์คดีนี้ว่า ผิดนัดไม่ชาระค่าเช่าที่ดิน
งวดเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ ส่วนโจทก์ให้การต่อสู้ว่า ในทางปฏิบัติ บริษัท ย. จะต้องส่งใบแจ้งหน้ี
ก่อนแลว้ โจทกจ์ ึงจะชาระค่าเชา่ แต่ในงวดดังกลา่ วบรษิ ทั ย. ไม่ได้ส่งใบแจ้งหนี้ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบ
พบว่ายงั ค้างชาระคา่ เชา่ อยู่ จึงนาเงินไปชาระค่าเช่าในภายหลัง คาให้การของโจทก์ในคดีก่อนเท่ากับ
รับว่าตนชาระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ หลังจากครบกาหนดชาระไปแล้ว แต่มีข้อเถียงโดย
ยกข้อต่อสู้ข้ึนใหม่ว่า แม้โจทก์จะชาระล่าช้าแต่ก็มิได้ผิดนัดเพราะบริษัท ย. ยังไม่ได้ส่งใบแจ้งหนี้
ให้แก่ตนตามที่เคยปฏิบัติ ฉะนั้น ประเด็นแห่งคดีในคดีก่อนจึงมีว่า บริษัท ย. จะต้องออกใบแจ้งหน้ี
ค่าเช่างวดดังกล่าวให้แก่โจทก์เสียก่อนแล้วโจทก์จึงจะต้องชาระค่าเช่า หรือไม่ ดังนั้น คาเบิกความ
ของจาเลยในคดีก่อนที่ว่า โจทก์ชาระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ เม่ือวันท่ี ๑๒ กันยายน
๒๕๕๑ อันเป็นการผิดนัดชาระค่าเช่า ทาให้สัญญาเช่าส้ินสุดลง จึงไม่ใช่ข้อสาคัญในคดี การกระทา
ของจาเลยจงึ ไมเ่ ป็นความผดิ ฐานเบิกความเท็จ
ฎีกาท่ี ๑๐๒๖๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๑๗๔ ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา
๑๗๗ ข้อความเท็จท่ีได้เบิกความต่อศาลจะต้องเป็นข้อสาคัญในคดีซึ่งหมายความว่า ต้องเป็น
ข้อสาคัญในคดีอยา่ งแท้จริงถึงขนาดมีผลทาให้แพ้ชนะคดีกนั ไดโ้ ดยคาเบิกความอันเป็นเทจ็ น้ัน แต่ใน
คดีท่ีโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จาเลยน้ัน ศาลแขวงอุบลราชธานีพิพากษายกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่า
ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่นอันเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไป
ยึดถือครอบครอง ทั้งนี้ ตาม ป. ท่ีดินและกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น บุคคลใดก็ไม่มี
สิทธิครอบครองและไม่อาจนาไปขายต่อได้ แต่ในกรณีราษฎรพิพาทกันเอง บุคคลใดเข้าไป
ครอบครองทาประโยชน์ก่อนย่อมมีสิทธิฟ้องผู้มาบุกรุกภายหลังได้ กับฟังข้อเท็จจริงจาก
พยานหลักฐานในสานวนต่อไปว่า ท่ีดินพิพาทก่อนที่โจทก์จะซื้อมาไม่มีการครอบครองทาประโยชน์
และหลังจากซอ้ื มาแล้วโจทกก์ ็ไม่ไดเ้ ข้าครอบครองทาประโยชน์เนือ่ งจากโจทก์อ้างว่า บ. บกุ รกุ เขา้ ไป
ครอบครองทาประโยชน์ด้วยการปลูกยางพาราแล้วขายต่อให้จาเลยซ่ึงปัจจุบันจาเลยครอบครองทา
ประโยชนใ์ นที่ดนิ พิพาท โจทกจ์ ึงไมใ่ ช่ผู้ครอบครองทาประโยชน์ตามความเป็นจริงอันจะมอี านาจฟอ้ ง
ซึ่งเป็นการวินิจฉัยถึงการครอบครองทาประโยชน์ในท่ีดินพิพาทของโจทก์เป็นสาคัญ โดยศาลมิได้
หยิบยกเอาคาเบิกความของจาเลยที่ว่าจาเลยเข้าจับจองทาประโยชน์ในท่ีดินพิพาทตั้งแต่ปี ๒๕๔๕
มาเป็นข้อวินิจฉัยถึงอานาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด แม้ความจริงจาเลยจะเพ่ิงซื้อท่ีดินพิพาทจาก
นายบุญมาในระหวา่ งท่ีโจทกแ์ ละ บ. มีข้อพิพาท ซึ่งแตกต่างไปจากคาเบิกความของจาเลยดังท่ีโจทก์
260
กล่าวอ้าง ก็มิได้ทาให้ผลของคดีดังกล่าวเปล่ียนแปลงไป คาเบิกความของจาเลยดังกล่าวจึงไม่เป็น
ขอ้ สาคัญในคดอี ันจะทาใหจ้ าเลยมีความผิดฐานเบกิ ความเทจ็
ฎีกาท่ี ๕๕๘/๒๕๔๘ ฎ.๔๒๒ ความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๗๗ ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลจะต้องเป็นข้อสาคัญในคดี ซ่ึงหมายถึงต้องเป็น
ข้อสาคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทาให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคาเบิกความอันเป็นเท็จน้ัน
คดีแพ่งซึ่งโจทก์ถกู ท. ฟ้องเรยี กเงนิ คืน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ท. ชนะคดโี ดยอาศยั พยานเอกสารใน
คดีเป็นสาคัญ ส่วนคาเบิกความของพยานบุคคลเพียงแต่นามารับฟังประกอบพยานเอกสารเท่านั้น
และวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้าหนักมากกว่าโดยมิได้นาคาเบิกความของจาเลยมาเป็น
ข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ข้อความท่ีจาเลยเบิกความจึงไม่ใช่ข้อสาคัญในคดี ไม่อาจ
ลงโทษจาเลยในความผิดฐานเบิกความเทจ็ ได้
ฎีกาที่ ๙๘๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๙ แม้ในคดีก่อนจาเลยเบิกความโดยเชอ่ื และสงสยั ว่าโจทก์
เป็นผู้ลกั เอาทรพั ย์ไปเนื่องจากขณะเกิดเหตุมโี จทก์และจาเลยอยู่ในบ้านพักจาเลยเพียง ๒ คน แต่เม่ือ
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุ ๑ วัน จาเลยหลงลืมสร้อยคอทองคาพรอ้ มพระเลี่ยมทองที่อา้ งว่า
ได้หายไปไว้ที่บ้าน ร. โดยในวันรุ่งขึ้นจาเลยทราบทางโทรศัพท์จาก บ. และจาเลยไปรับทรัพย์ของ
จาเลยท่ีอา้ งว่าได้หายไปคนื จาก บ. จากนั้น จาเลยก็ไปแจง้ ให้พนักงานสอบสวนบันทกึ เรื่องการได้รับ
ทรัพย์คืนไว้เป็นหลักฐานในวันเดียวกัน ทั้งจาเลยยังไปขอโทษโจทก์และเป็นผู้ประกันตัวโจทก์ใน
ระหว่างสอบสวน ต่อมาจาเลยก็พยายามบรรเทาผลร้ายดังกล่าวด้วยการเสนอชดใช้ค่าทาขวัญเป็น
เงนิ ๓๐,๐๐๐ บาท ให้แกโ่ จทก์ แต่โจทกเ์ รียกรอ้ งเป็นเงนิ ถึง ๖๐๐,๐๐๐ บาท จึงตกลงกันไม่ได้ ตาม
พฤติการณ์ดังกล่าวของจาเลยเท่ากับเป็นการยอมรับว่าจาเลยเข้าใจโจทก์คลาดเคล่ือนไปจากความ
จริง จึงมิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนร้ายลักทรัพย์ของจาเลยไป แม้หลังจากจาเลยรู้
ความจริงแล้ว จาเลยมิได้ถอนคาร้องทุกข์ดังที่โจทก์ฎีกา ก็น่าจะเป็นเพราะจาเลยรู้ว่าคดีนั้นเป็น
ความผิดต่อแผ่นดินไม่อาจถอนคาร้องทุกข์ได้จึงไม่เป็นข้อพิรุธ ท้ังในคดีก่อนศาลชั้นต้นก็มิได้วินิจฉัย
ว่าจาเลยปั้นแต่งเรื่องข้ึนเพ่ือกล่ันแกล้งปรักปรากล่าวหาโจทก์และคาเบิกความของจาเลยไม่เป็น
ความจริงแต่อย่างใด ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าคาเบิกความของจาเลยในคดีก่อนเป็นข้อสาคัญในคดี
การกระทาของจาเลยจงึ ไมเ่ ปน็ ความผิดฐานเบกิ ความอันเป็นเท็จ
ฎีกาที่ ๕๑๐๐/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๕ ในการพิจารณาคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย
ความผดิ อันเกดิ จากการใชเ้ ช็คฯ ต้องให้ไดค้ วามว่าจาเลยได้ออกเช็คเพ่ือชาระหนท้ี ่ีมอี ย่จู ริงและบงั คับ
ได้ตามกฎหมายและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่หลังจากท่ีธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
แล้วมีการชาระเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คมากน้อยเพียงใดมิใช่ข้อสาคัญในคดี เพราะไม่ใช่เหตุผลที่
ศาลจะนาไปวินิจฉัยช้ีขาดว่า จาเลยในคดีเร่ืองนั้นกระทาความผิดจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นการเบิก
ความวา่ ได้ใชเ้ งินตามเช็คให้แก่ผ้ทู รงเช็คภายในสามสิบวันซึ่งทาให้คดีเลิกกัน ดังน้ัน การที่จาเลยเบิก
ความว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ผู้ออกเช็คไม่เคยชาระเงินให้แก่จาเลยจึงมิใช่
ข้อสาคญั ในคดี
261
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๘๐
ฎีกาที่ ๑๑๕๖๐/๒๕๕๗ การย่ืนเอกสารเท็จในช้ันยื่นคาร้องต่อศาลว่าจาเลยในคดี
ดังกล่าวถึงแก่ความตาย ยังไม่ถึงชั้นพิจารณาพยานหลักฐานว่าจาเลยในคดีดังกล่าวถึงแก่ความตาย
จึงยังไมเ่ ปน็ ความผิดฐานร่วมกนั แสดงพยานหลักฐานอนั เปน็ เท็จในการพจิ ารณาคดี
ข้อสังเกต การกระทาที่เป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามมาตรา ๑๘๐ มีได้ ๒ ประการ
คอื ๑. การนาสบื หรือ ๒. การแสดง พยานหลักฐานอันเปน็ เทจ็ ในการพิจารณาคดี มคี ดีที่ข้อเท็จจริง
เทยี บฎีกานี้ได้ คือ ฎกี าท่ี ๓๐๖๖/๒๕๒๗ จาเลยได้อาศยั หนังสือสญั ญากอู้ นั เปน็ เทจ็ มาฟ้องผเู้ สยี หาย
ซ่ึงเป็นผู้กู้ แล้วมีการทาสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล และศาลได้พิพากษาไปตามยอม
น้ัน ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการนาสบื หรือแสดงหลักฐานอนั เป็นเทจ็ ในการพจิ ารณาคดีของศาลจาเลย
ไมม่ ีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๐ แต่ถ้านาสัญญากปู้ ลอมมาฟ้องคดี แล้วคคู่ วามอกี ฝ่ายหนึง่ ขอให้
ส่งสัญญากู้ต่อศาล จาเลยส่งสัญญากู้ปลอมต่อศาล ถือเป็นการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ.
มาตรา ๑๘๐ แม้จะยังไมเ่ ปน็ การสบื พยาน (ฎกี าที่ ๓๐๕/๒๕๐๘)
ฎีกาที่ ๙๕๕๐/๒๕๕๘ ฎ.๑๖๐๒ หากจาเลยเป็นผู้ทาเอกสารเก่ียวกับค่าทางาน ค่าเช่ารถ
กับการนาเคร่ืองจักรและรถยนต์มาใช้งานในโครงการตามท่ีโจทก์กล่าวอ้าง การกระทาของจาเลย
กไ็ ม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร เพราะเอกสารน้ันเป็นเอกสารของจาเลยผทู้ าขึ้นเองไม่ใช่เอกสาร
ของคนอ่ืน แม้หัวกระดาษของเอกสารจะมีชื่อบริษัท จ. แต่ข้อความท่ีปรากฏในเอกสารนอกจากจะ
ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท จ. แล้ว บริษัท จ.ยังอนุญาตให้ใช้หัวกระดาษท่ีมีช่ือของบริษัทในไซด์งาน เมื่อ
การกระทาของจาเลยไม่เป็นการทาเอกสารปลอม ก็ย่อมไมเ่ ป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม
ข้อสาคัญและพยานหลักฐานที่เก่ียวกับประเด็นของคดีแพ่งที่จาเลยฟ้องโจทก์ท่ีจะทาให้แพ้
หรือชนะคือ ประเด็นว่าโจทก์ในคดีนี้กับพวกเช่าเครื่องจักรและรถยนต์ไปทางานในโครงการโดยมี
เอกสารพิพาทซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่นาสืบ เม่ือเอกสารพพิ าทดังกล่าวเปน็ เพยี งเอกสารตาราง
แสดงรายการและรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เครื่องจักรซึ่งเป็นรถประเภทต่าง ๆ พร้อมหมายเลข
ทะเบยี นระบุการใช้งานเป็นรายชัว่ โมง รายเดอื น และจานวนเงินค่าทางานประจาเดือน รวม ๙ เดือน
และบางฉบับเป็นการรวบรวมรายละเอียดของค่าทางานและค่าเช่าในการใช้เครื่องจักรและรถยนต์
เล็กทั้ง ๙ เดือน มิใช่พยานหลักฐานในข้อสาคัญในข้อท่ีมีการฟ้องท่ีมีประเด็นในเรื่องเช่าหรือเป็น
หุ้นส่วนกัน การนาพยานหลักฐานเอกสารพิพาทของจาเลยเข้าสืบในการพิจารณาคดีจึงไม่เป็น
ความผิดฐานนาสืบหรอื แสดงพยานหลกั ฐานอนั เปน็ เท็จ
ฎกี าที่ ๑๐๔๕๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๒๑ จาเลยที่ ๑ โดยจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ กรรมการ
ผู้มีอานาจ มอบอานาจให้จาเลยท่ี ๖ เป็นผู้กระทาการแทนจาเลยที่ ๑ ในการรับจานองท่ีดิน แม้จะ
ปรากฏว่าตามวันที่ลงในหนังสือมอบอานาจ จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ได้ลงลายมือช่ือร่วมกันในช่อง
ผู้มอบอานาจโดยไม่ได้ประทับตราสาคัญของจาเลยท่ี ๑ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามท่ีมีการจดทะเบียนต่อ
สานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบรษิ ัทกรุงเทพมหานครเก่ียวกบั เรื่องจานวนหรอื ช่ือกรรมการซึ่งลงลายมือ
ชื่อผูกพันบริษัทก็ตาม แต่การกระทาดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือ
262
รับรองเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย
หนังสือมอบอานาจจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ลงลายมือชื่อ
โดยไม่มีอานาจและไม่ได้ประทับตราสาคัญของจาเลยท่ี ๑ การส่งหนังสือมอบอานาจ เป็นพยาน
หลกั ฐานตอ่ ศาลจึงไมเ่ ป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๐
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๘๑
ฎีกาท่ี ๕๓๗๗/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๘๖ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๑ (๑) คาว่า "เป็นการ
กระทาในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทาความผิดท่ีมีระวางโทษจาคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป" นั้น
หมายความว่า กรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทาความผิดจะต้องมีอัตราโทษขั้นต่าจาคุกสามปี
เป็นอย่างน้อยท่ีสุด แต่การท่ีจาเลยท่ี ๑ ฟ้องโจทก์กับพวกโดยมีข้อหาว่าโจทก์กระทาความผิดฐาน
บุกรุก ทาให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๖๕ (๒) (๓) ประกอบด้วยมาตรา
๓๖๒ ซึ่งมีระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี ตามมาตรา ๓๕๘ ซ่ึงมีระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี และ
มาตรา ๓๓๕ (๗) ซึง่ ต้องระวางโทษตามมาตรา ๓๓๕ วรรคหน่ึง จาคุกต้ังแต่หนึ่งปีถึงห้าปี อตั ราโทษ
ขั้นต่าแต่ละฐานความผิดดังกล่าวไม่ถึงสามปี การเบิกความเท็จของจาเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องด้วยกรณี
ที่ตอ้ งรบั โทษหนักข้ึนตามมาตรา ๑๘๑ (๑)
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๘๔
ฎกี าที่ ๕๘๑๑/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๗ การที่ ช. ขับรถจักรยานยนต์ไปและใช้อาวุธปนื ยิง
ส. ถึงแก่ความตายแล้วขับรถจกั รยานยนต์คันดงั กล่าวหลบหนไี ปนั้น นอกจากอาวุธปนื ซง่ึ เป็นทรัพย์ท่ี
ช. ใช้ในการกระทาความผิดโดยตรงและถือเป็นพยานหลักฐานสาคัญในคดีแล้วรถจักรยานยนต์ของ
กลางท่ี ช. ใชเ้ ป็นยานพาหนะขับไปยงิ ส. และหลบหนีกเ็ ปน็ ทรัพยท์ ่ีใช้ในการกระทาความผิดโดยตรง
เช่นกัน และเป็นพยานหลักฐานสาคัญอกี ส่วนหนงึ่ ซึง่ สามารถใช้พิสูจน์การกระทาความผิดของ ช. ได้
หากมีพยานบุคคลมาพบเห็นการกระทาความผิดดงั กล่าว และจดจาลกั ษณะของรถจักรยานยนต์ของ
กลางที่ ช. ขับได้ ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานตารวจก็ได้ใช้เป็นพยานหลักฐานในการสืบสวนสอบสวน
นาไปสู่การติดตามจับกุมตัว ช. มาลงโทษได้ ดังนั้น การที่จาเลยช่วยซ่อนเร้นรถจักรยานยนต์ของ
กลางไว้จงึ เป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๔
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๑๘๗
ฎีกาที่ ๔๑๙๖/๒๕๕๘ ทรัพย์ที่ลูกหนี้โอนไปให้ผู้อื่น อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๐ นั้น หมายถึงทรัพย์ใด ๆ ของลูกหน้ีท่ีมีอยู่ได้มีการโอนไป เมื่อจาเลยท่ี ๑
263
ทาสัญญากับองค์การคลังสินค้า ๒ ฉบับ ฉบับแรกวา่ จ้างให้จาเลยที่ ๑ แปรสภาพหัวมนั สาปะหลังสด
จากเกษตรกรท่ีนามาจานาแก่องค์การคลังสินค้าเป็นแป้งมันสาปะหลัง ฉบับท่ีสองเป็นสัญญาเก็บ
แป้งมันสาปะหลังท่ีคลังสินค้าของจาเลยที่ ๑ โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้ส่งมอบให้แก่จาเลยท่ี ๑
อันเป็นสัญญาฝากทรัพย์ ดังน้ัน แป้งมันสาปะหลังที่จาเลยท่ี ๑ แปรสภาพแล้วเก็บไว้ในคลังสินค้า
ของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นกรรมสิทธ์ิขององค์การคลังสินค้าหาใช่เป็นของจาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้
ของโจทก์ไม่ ท้ังองค์การคลังสินค้าได้ร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ข้อหายักยอก
แม้จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะร่วมกันนาเอาแป้งมันสาปะหลังท่ีเก็บไว้ที่คลังสินค้าของจาเลยที่ ๑ ไปขาย
กถ็ อื ไม่ไดว้ ่าเป็นการยา้ ยไปเสยี ซ่อนเรน้ หรือโอนไปให้แก่ผอู้ ื่นซึ่งทรพั ย์ใดเพื่อมิใหโ้ จทก์ซึง่ เป็นเจ้าหนี้
ของตนได้รบั ชาระหน้ีทั้งหมดหรือบางส่วน การกระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ จงึ ไม่เป็นความผิดฐาน
โกงเจ้าหน้ี ท้ังแป้งมันสาปะหลังที่จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ รว่ มกันนาไปขายก็มิใช่ทรัพยท์ ่ีถูกยึดหรอื อายัด
การกระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงไม่ใช่การทาให้เสียหาย ทาลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือสูญหาย
หรือไร้ประโยชนซ์ ่ึงทรัพยท์ ่ีถูกยึดหรืออายัด เพื่อจะมิใหก้ ารเป็นไปตามคาพพิ ากษาหรอื คาสั่งของศาล
จงึ ไมเ่ ป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๑๘๗
ข้อสังเกต การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐
และไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๘๗ ตามท่ีตัดสินไว้ตามฎีกานี้ แต่น่าคิดว่าจะเป็นความผิดฐาน
ยกั ยอกหรือไม่ หากจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ครอบครองทรัพย์ของผู้อน่ื คือ องค์การคลังสินค้า แล้วเอาไป
ขาย ก็น่าจะเป็นการเบียดบังทรัพย์ของผู้อ่ืนที่ตนครอบครองอยู่โดยทุจริต อันเป็นความผิดฐาน
ร่วมกันยักยอก ซึ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยท้ังหกตามมาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๘๗, ๓๔๑, และ
๓๕๐ แต่ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานยักยอกตามมาตรา ๓๕๒ และคดีน้ีไม่อาจนา ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ ที่ว่าความแตกต่างของความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีและความผิดฐานยักยอก เป็นเพียง
ความแตกต่างในรายละเอียดมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสาคัญมาใช้บังคับ เพราะคดีน้ีมีความแตกต่าง
ท้ังฐานความผิดและตัวผู้เสียหาย ซึ่งเป็นข้อแตกต่างในสาระสาคัญ เม่ือไม่มีใครหยิบยกศาลฎีกา
จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าผิดยักยอกหรือไม่ เพราะหากวินิจฉัยให้แล้วก็ไม่ทาให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป และ
ไม่เป็นประเด็นในช้ันฎีกา ทั้งองค์การคลังสินค้าได้ร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒
ข้อหายักยอกด้วย หากนาข้อเท็จจริงตามฎีกามาออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือเนติฯ น่าจะตอบ
ว่าผิดยักยอกด้วย การตอบตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยน่าจะยังไม่พอ เพราะศาลฎีกากล่าวถึงฐานยักยอก
ทค่ี นอื่นฟอ้ งแลว้ ด้วย
ฎีกาที่ ๓๖๒๘/๒๕๕๖ ฎ.๔๒๕ หลังจากทาสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลช้ันต้น
พิพากษาตามยอมแล้ว หากโจทก์หรือจาเลยหรือศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานท่ีดินทราบ เจ้าพนักงาน
ที่ดินก็จะไม่จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกให้ เพราะตามสัญญาประนีประนอมยอมความจาเลย
ตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๘ ให้เป็น ๖ ส่วนเท่า ๆ กัน การท่ีจาเลยขอจดทะเบียนแบ่งเช่าให้ บ. เช่า
และขอจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นช่ือของจาเลยเองโดยที่มิได้แจ้งเจ้าพนักงานท่ีดิน ก็เพื่อจะมิให้การ
เป็นไปตามคาพิพากษาตามยอม และการท่ีจาเลยดาเนินการจดทะเบียนแบ่งเช่าโดยให้ บ. เช่า
264
นานถึง ๑๐ ปี เมื่อแบ่งแยกแล้วท่ีดินก็ยังคงติดภาระการเช่า ๑๐ ปี ทาให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดี
ให้เป็นไปตามคาพิพากษาตามยอม เช่นอาจจะต้องพิพาทกับผู้เช่าก่อน ย่อมเป็นการทาให้เสียหาย
ซ่ึงที่ดินโฉนดเลขที่ ๘ อยู่ในตัว นอกจากน้ีในการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอม
ความอาจจะต้องยึดหรืออายัดทรัพย์ รวมท้ังท่ีดินโฉนดเลขที่ ๘ ด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘ จึงเป็น
ทรัพย์ท่ีจาเลยรู้ดีว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดในชั้นบังคับคดีภายหน้า ไม่ใช่ไม่เป็นทรัพย์ที่ถูกยึดหรือ
น่าจะถูกยึด การที่จาเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคาพิพากษาตามยอม
จาเลยจะบ่ายเบี่ยงหรือหนว่ งเหน่ียวมิใหเ้ ป็นไปตามคาพพิ ากษาตามยอมโดยทค่ี ู่ความอีกฝา่ ยหนึง่ มิได้
ตกลงดว้ ยหาได้ไม่ การกระทาของจาเลยเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๗
265
ทาใหเ้ สยี หายหรือเอาไปเสยี ซ่ึงเอกสาร
ข้อ ๕๐ คาถาม นายโจเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ต้องการแกล้งผู้จัดการ
สหกรณ์การเกษตร นายโจจึงส่ังให้นางแจ๋นซึ่งเป็นนักการภารโรงของสหกรณ์การเกษตร นาบัญชี
เงินกู้ของลูกค้าหลายรายท่ียังไม่ได้รับชาระหน้ีไปเผาทิ้ง โดยนายโจหลอกนางแจ๋นว่า บัญชีเงินกู้
ดงั กลา่ วชาระหน้หี มดแลว้ และครบกาหนดเวลาต้องปลดเผาทาลาย แลว้ นายโจมอบเอกสาร ๑๐ ลัง
ให้แกน่ างแจ๋น นางแจ๋นจงึ เอาเอกสารดงั กล่าวไปเผาทเี่ ตาเผาขยะของสหกรณ์
ใหว้ นิ ิจฉยั วา่ นางแจ๋นและนายโจมคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรอื ไม่
คาตอบ การที่นางแจ๋นเอาเอกสารไปเผา แม้จะเป็นการทาลายทรัพย์ของผู้อื่นตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ และเป็นการทาลายเอกสารของผู้อ่ืนในประการที่น่าจะเกิด
ความเสียหายแก่สหกรณ์การเกษตรตามมาตรา ๑๘๘ ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิด
แต่การท่ีนางแจ๋นเอาเอกสารดังกล่าวไปเผา ก็เพราะถูกนายโจหลอกว่าบัญชีเงินกู้ดังกล่าวชาระหนี้
หมดแล้ว และต้องปลดเผาทาลาย เป็นการกระทาไปโดยไม่รู้ว่าเจ้าของเอกสารยังหวงกันและต้อง
ใช้เอกสารดังกล่าวอยู่ ต้องถือว่านางแจ๋นไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของ
ความผิด จะถือว่านางแจ๋นประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทานั้นมิได้ตามมาตรา
๕๙ วรรคสาม นางแจ๋นจึงไม่มีเจตนา การกระทาของนางแจ๋นจึงขาดองค์ประกอบภายใน
การกระทาของนางแจน๋ จงึ ไมเ่ ปน็ ความผิดตามมาตรา ๓๕๘ และมาตรา ๑๘๘
การทีน่ ายโจส่งั ให้นางแจ๋นเอาเอกสารไปเผาและการกระทาของนางแจ๋นไมเ่ ป็นความผดิ ตาม
มาตรา ๓๕๘ และมาตรา ๑๘๘ การกระทาของนายโจจึงไม่ใช่เป็นการใช้ผู้อ่ืนกระทาความผิด
เพราะนางแจ๋นผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทาน้ันเป็นความผิด แต่เป็นการที่นายโจใช้นางแจ๋นเป็น
เครื่องมือของนายโจในการกระทาความผิด ถือว่านายโจเป็นผู้กระทาความผิดเองโดยทางอ้อม
เม่ือนางแจ๋นซ่ึงเป็นเครื่องมือในการกระทาความผิด ได้ทาลายทรัพย์ของผู้อื่นตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๕๘ และทาลายเอกสารของผู้อ่ืน ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สหกรณ์
การเกษตรตามมาตรา ๑๘๘ ต้องถือว่านายโจเป็นผู้กระทาความผิดเองโดยอ้อมและมีความผิด
ตามมาตรา ๓๕๘ และมาตรา ๑๘๘ (ฎกี าท่ี ๓๓๓๖-๓๓๓๗/๒๕๔๗)
ฎีกาที่ ๓๓๓๖-๓๓๓๗/๒๕๔๗ บ. เป็นนักการภารโรงของสหกรณ์การเกษตรไม่มีส่วน
ได้เสียในบัญชีเงินกู้ จึงไม่มีเหตุท่ี บ. ต้องเผาบัญชีเงินกู้ หาก บ. ทราบว่าการเผาทาลายบัญชีเงินกู้
เป็นการกระทาที่ผิดกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ ก็คงไม่กระทาตามคาส่ังของ
จาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นผู้ชว่ ยผู้จัดการของสหกรณ์ แต่ บ. ยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคาส่ังของจาเลยที่ ๑ ซึ่ง
เป็นผู้บังคับบัญชาเพราะเช่ือโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของ
ผู้บังคับบัญชา การท่ีจาเลยท่ี ๑ ส่ังให้ บ. เผาบัญชีเงินกู้ จึงไม่ใช่เป็นการใช้ผู้อ่ืนกระทาความผิด
เพราะ บ. ผู้ถูกใช้ไม่รูว้ ่าการกระทานั้นเปน็ ความผดิ แต่เป็นการที่จาเลยที่ ๑ ใช้ บ. เป็นเครอื่ งมือของ
จาเลยที่ ๑ ในการกระทาความผดิ ถอื วา่ จาเลยที่ ๑ เป็นผกู้ ระทาความผดิ เองโดยอ้อม
ข้อสังเกต ข้อสอบความรชู้ ้นั เนติบัณฑิต ภาค ๑ สมัยที่ ๕๘ เม่ือวันท่ี ๒๕ กันยายน ๒๕๔๘ ข้อ ๒ ได้
266
นาหลกั กฎหมายตามคาพพิ ากษาฎีกาน้ีมาเทียบเคียงออกเป็นข้อสอบ การนาคาพิพากษาฎกี ามาออก
ข้อสอบ อาจารย์ผู้ออกข้อสอบบางท่านจะนาข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาฎีกามาออกตรง ๆ ข้อสอบ
ลักษณะนี้ถ้านกั ศึกษาอ่านคาพิพากษามาแล้วจาได้ กจ็ ะทาไดโ้ ดยไมต่ ้องคิดอะไรมากนกั สว่ นข้อสอบ
ท่ีอาจารย์นาเฉพาะหลักกฎหมายตามท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยไว้มาออกข้อสอบ โดยแต่งข้อเท็จจริง
ขึ้นมาใหม่ เช่น คาถามข้อ ๒ ดังกล่าว ออกเรื่องลักร่ม แทนที่จะเป็นทาให้เสียทรัพย์หรือทาลาย
เอกสารตามคาพิพากษาฎีกา หากนักศึกษาที่อ่านหนังสือแบบท่องจา โดยไม่เข้าใจหลักกฎหมาย
ก็จะทาข้อสอบไม่ได้ ข้อสอบแบบน้ีจะวัดนักศึกษาได้ว่าอ่านคาพิพากษาฎีกาแล้วจาได้หรือเข้าใจ
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๘๘
ฎีกาที่ ๑๔๔๖๐/๒๕๕๖ ฎ. ๒๘๕๘ ส. นาเงินท่ีจาเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปให้ ท.
กู้ยืม หลังจาก ส. ถึงแก่ความตาย จาเลยได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการร้านของ ส. รวมท้ังตู้นิรภัย
และส่ิงของต่าง ๆ ภายในตู้นิรภัย แม้จาเลยนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง ส. กับ ท. ซ่ึงอยู่ใน
ตู้นิรภัยไป ไม่ว่าเอกสารน้ันเป็นต้นฉบับหรือสาเนา ก็ถือไม่ได้ว่าจาเลยเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อ่ืน
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ เพราะจาเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ส. และเป็นผู้ครอบครองเอกสารดังกล่าว
การกระทาที่จะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๘๘ ต้องเป็นการเอาไปซ่ึงเอกสารของผู้อ่ืน เมื่อ
จาเลยเอาเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่จาเลยมีส่วนเป็นเจ้าของด้วยไป การกระทาของจาเลย
ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ โดยไม่ต้องคานึงว่าผู้อ่ืนหรือกองมรดกมีส่วนเป็นเจ้าของ
เอกสารด้วยหรือไม่
ฎีกาท่ี ๑๕๖๔/๒๕๕๗ แม้โดยสภาพของการสั่งจองพระเคร่ืองต้องมีการกรอกข้อความ
เก่ียวกับช่ือและท่ีอยูข่ องผู้สั่งจอง จานวนพระเคร่ืองและจานวนเงินท่สี ั่งจอง มอบตน้ ฉบับให้ผู้สั่งจอง
และเก็บคู่ฉบับเพื่อส่งมอบแก่ผู้จัดสรา้ งดังที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อใบสั่งจองดงั กล่าวไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือ
หน้าท่ีประการใดแก่โจทก์ร่วม แม้จาเลยไม่คืนต้นฉบับและคู่ฉบับใบสั่งจองดังกล่าวให้โจทก์ร่วม
จาเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทาให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อ่ืน
โดยประการทน่ี า่ จะเกิดความเสียหายแกผ่ ้อู ืน่ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘
ใบสั่งจองท่ียังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ เพ่ือให้เป็นหลักฐานในการส่ังจองพระเคร่ือง
ท่ีโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดสร้าง มิใช่เอกสารตามความหมายของ ป.อ. มาตรา ๑ (๗) แม้จาเลยไม่คืนให้
โจทก์ร่วม จาเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทาให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซ่ึงเอกสาร
ของผู้อืน่ โดยประการท่นี ่าจะเกิดความเสียหายแกผ่ ู้อ่นื เชน่ กนั
ฎีกาที่ ๕๘๘๓/๒๕๕๒ ฎ.๑๑๔๗ จาเลยซ่ึงเป็นนายวงแชร์มีหน้าที่นาเช็คท้ังหกฉบับจาก
ลูกวงแชร์ท่ียังประมูลแชร์ไม่ได้ไปมอบให้ผู้เสียหาย การที่จาเลยเอาเช็คตามฟ้องท้ังหกฉบับ
ท่ีลูกวงแชร์สั่งจ่ายให้ผู้เสียหายไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเอง ก็เพื่อประโยชน์ของจาเลยโดยที่
จาเลยไม่มีสิทธิ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ.
267
มาตรา ๑๘๘
ส. ซ่ึงเป็นลูกวงแชร์ประมูลแชรไ์ ด้ จาเลยซ่ึงเป็นนายวงแชร์ได้รับเช็คตามฟ้องจากลูกวงแชร์
ที่ยังประมูลไม่ได้เพ่ือนาไปมอบให้แก่ ส. แต่จาเลยมิได้นาไปมอบให้ ส. กลับนาเช็คดังกล่าวไปเรียก
เก็บเงินในบัญชีของตนเองและถอนเงินไป ดังนี้ จาเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าท่ีต้องปฏิบัติตาม
ข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า เมื่อจาเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนาเช็คไปมอบให้ ส. ซ่ึงประมูล
แชร์ได้ การที่จาเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทน ส. เม่ือจาเลยนาเช็คไปเรียกเก็บเงินและ
ถอนเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของ ส. แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป ส. จึงเป็น
ผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงนิ ตามเชค็
ข้อสังเกต คดีน้ีโจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจาเลยลักเช็คตามมาตรา ๓๓๔ แต่ฟ้องว่าเอาไปเสียซึ่งเอกสารของ
ผูอ้ ่นื ตามมาตรา ๑๘๘ เพราะข้อหาตามมาตรา ๑๘๘ มโี ทษหนักกวา่ ขอ้ หาตามมาตรา ๓๓๔
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจาเลยเอาไปเสยี ซ่งึ เช็คซึง่ เปน็ เอกสารของผู้อ่ืนตามมาตรา ๑๘๘ กรรมหน่ึง
และฟ้องว่าเมื่อนาเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้วยักยอกเงินอีกกรรมหน่ึง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าผิดมาตรา
๑๘๘ กรรมหนึ่งและผิดมาตรา ๓๕๒ อีกกรรมหน่งึ
การเอาเช็คไปข้ึนเงินของจาเลยศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่าผิดฐานลักทรัพย์ หรือยักยอกเพราะ
โจทก์ไม่ได้ฟ้อง ผู้แต่งเห็นว่าจาเลยน่าจะมีความผิดฐานลักเช็ค เพราะการที่จาเลยยึดถือเช็คไว้เป็น
การยึดถือแทนผู้ประมูลแชร์ได้ จาเลยไม่ได้ยึดถือเช็คเพื่อตน จาเลยจึงไม่มีสิทธิครอบครองเช็ค
เม่ือจาเลยเอาเช็คไปข้ึนเงิน จึงเป็นการเอาไปซ่ึงเป็นการแย่งการครอบครองเช็คของผู้อ่ืนโดยทุจริต
อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ เหมือนกับกรณีลูกจ้างขับรถของนายจ้างไปส่งของ
แล้วเอารถไปเป็นลักทรัพยข์ องนายจ้าง
คดีน้ีถ้าฟ้องว่าลักเช็คกรรมหน่ึง และยักยอกเงินกรรมหนึ่ง น่าจะวินิจฉัยว่าผิดฐานลักเช็ค
บทหนึ่งและยักยอกเงนิ อีกบทหน่ึงซ่ึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทโดยเทยี บเคยี งจากฎีกาสอง
เร่ือง หรืออาจคิดไปไกลขนาดว่าไม่ผิดยักยอกเงิน เพราะเม่ือลักเช็คแล้วย่อมไม่ผิดเก่ียวกับทรัพย์
ท่ีลักอีก ประเด็นน้ีหากออกเป็นข้อสอบ ก็คงต้องแล้วแต่วาสนาของผู้สอบ เพราะคาพิพากษาฎีกา
ตรง ๆ ไม่มี และการออกข้อสอบเนติฯ หรือข้อสอบผู้ช่วยฯ มักจะนาคาพิพากษาฎีกาหลาย ๆ เรื่อง
มาแต่งข้อสอบ ส่วนธงคาตอบก็ต้องแล้วแต่ท่ีประชุมคณะกรรมการว่าจะวางธงคาตอบว่าผลเป็น
อย่างไร ซ่ึงปกติก็จะทาธงคาตอบตามฎีกา แต่บางครั้งธงคาตอบที่คณะกรรมการเสียงข้างมากมีมติ
กเ็ ป็นธงทไี่ ม่ตรงกับอาจารย์ทอ่ี อกขอ้ สอบกม็ ี หรอื ที่บางครัง้ เขาเรียกกันว่าคนออกข้อสอบยังสอบตก
แต่นี่เป็นกติกาของการสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยฯ ที่การเลือกข้อสอบก็เป็นเสียงข้างมากของ
ที่ประชุมคณะกรรมการ และธงคาตอบก็เป็นไปตามเสียงข้างมากของท่ีประชุมคณะกรรมการ
ซึ่งแตกต่างจากอาจารย์ผู้ออกข้อสอบได้ จุดน้ีถือเป็นจุดแข็งของการสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยฯ
เพราะข้อสอบของใครจะได้รับเลือกก็ไม่มีใครรู้ และธงคาตอบจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ จึงบอก
ข้อสอบและช่วยกันไม่ได้ ใครท่ีเก็งแม่นแต่ธงถูกพลิกก็ต้องยอมรับกติกา ผู้แต่งเองก็เคยเจอด้วย
ตัวเองมาแล้วในการสอบผู้ช่วยฯ บางข้อซึ่งในปัจจุบันผู้แต่งก็ยังเห็นว่าคาตอบท่ีผู้แต่งตอบไปน่าจะ
268
เป็นคาตอบที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและฎีกามากกว่า แต่แตกต่างจากความเห็นของ
คณะกรรมการซ่ึงผู้แตง่ กย็ อมรับผลนั้นได้ โดยทาใจไว้ว่านเ่ี ป็นกติกาของการสอบผู้ชว่ ยฯ ซึ่งตอ่ มาก็มี
ฎีกาที่ ๘๒๐/๒๕๕๘ วินิจฉัยว่าเป็นยักยอกเช็คไม่ใช่ลักเช็ค ถ้าไม่ได้เห็นฎีกาผู้แต่งคงสอบตกข้อนี้
แต่ถ้านาข้อเท็จจริงตามฎีกาเดียวมาแต่งคาถาม ธงคาตอบคงต้องเป็นไปตามที่ศาลฎีกา
วินิจฉยั เพราะหากธงคาตอบไมต่ รงกับฎีกากรรมการคงจะเถียงกนั มากกวา่ ผู้สอบเสยี อกี
ฎีกาท่ี ๘๒๐/๒๕๕๘ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ และความผิดฐาน
เอาไปเสียซ่ึงเอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ นั้น แตกต่างกัน การกระทาของจาเลยจะเป็นความผิด
ฐานใดนั้น ต้องข้ึนอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละความผิดนั้น เม่ือจาเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาท
โดยโจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองให้แก่จาเลย การที่จาเลยเอาเช็คพิพาทของโจทก์ไปเรียกเก็บเงิน
นอกจากเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว ย่อมเป็นการกระทาให้เช็คพิพาทน้ันไร้ประโยชน์ท่ีจะใช้ได้อีก
การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘
อีกบทหน่ึงด้วย
ฎีกาที่ ๖๘๒๐/๒๕๕๒ ฎ.๑๙๕๖ การที่จาเลยเอาไปเสียซ่ึงเอกสารบัตรเครดิตวีซ่าการ์ด
ของบริษัท บ. อันเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๗) ซึ่งออกให้แก่ น.
ในประการท่ีนา่ จะเกิดความเสียหายแก่ น. และบริษทั บ. แลว้ การกระทาของจาเลยจงึ เปน็ ความผิด
ตามบทบญั ญตั ิมาตรา ๑๘๘
ฎีกาที่ ๓๐๖๓/๒๕๕๒ ฎ.๘๔๖ จาเลยกับพวกร่วมกันนาเอาโฉนดท่ีดินของผู้เสียหายและ
แบบพิมพ์หนังสือมอบอานาจที่มีเพียงลายมือชื่อของผู้เสียหายลงไว้ในช่องผู้มอบอานาจไปโดยไม่ได้
รับอนุญาต แล้วนาไปกรอกขอ้ ความวา่ ผเู้ สยี หายมอบอานาจให้จาเลยยื่นขอจดทะเบยี นโอนที่ดินของ
ผู้เสียหายให้แก่จาเลยโดยเสน่หา เป็นการกระทาความผิดฐานทาให้เสียหาย ทาลาย ซ่อนเร้น
เอาไปเสีย หรือทาให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ และ
เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคสอง และมาตรา
๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคสอง และมาตรา ๘๓
ฎีกาท่ี ๘๔๕๐/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๒๙ ความผิดฐานเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อ่ืนตาม
ป.อ. มาตรา ๑๘๘ เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารท่ีเป็น
พยานหลักฐานในทานองเดียวกับพินัยกรรมเป็นสาคัญ มิได้มุ่งถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการเป็น
เจ้าของกระดาษหรือวัตถุที่ทาให้ปรากฏความหมายเป็นเอกสาร ซ่ึงมีบทบัญญัติว่าด้วยความผิด
เก่ียวกับทรัพยไ์ ว้เป็นการทั่วไปอยู่แล้ว คาว่า "เอาไปเสยี " ตามมาตรา ๑๘๘ จึงมิได้มีความหมายเป็น
อย่างเดียวกับคาว่า "เอาไปเสีย" ท่ีใช้ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ แต่หมายถึงเอาไป
จากท่ีเอกสารนั้นเคยอยู่ในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนท่ีอาจต้องขาด
เอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน แต่ใบเสร็จรับเงินและใบกากับภาษีตามฟ้อง เป็นเอกสารที่โจทก์รว่ ม
จัดทาขึ้นมอบให้แก่จาเลยที่ ๑ นาไปใช้เก็บเงินค่าสินค้าซ่ึงหากลูกค้าชาระค่าสินค้า จาเลยที่ ๑
จะต้องมอบใบเสร็จรับเงินและใบกากับภาษีให้แก่ลูกค้าไป ส่วนสมุดบัญชีเงินฝากน้ัน โจทก์ร่วม
269
เปดิ บัญชีเพ่ือประโยชน์ในการหักทอนบัญชีหนีส้ ินระหวา่ งโจทก์รว่ มกับจาเลยที่ ๑ ที่เกดิ จากกจิ การที่
จาเลยท่ี ๑ เป็นตัวแทนจาหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม ดังนั้น แม้ต่อมาโจทก์ร่วมได้ถอนจาเลยที่ ๑
ออกจากการเปน็ ตวั แทนจาหนา่ ยสินค้าของโจทกร์ ่วม ทาให้สัญญาตัวแทนระงับสิ้นไป จาเลยที่ ๑ มี
หน้าท่ีต้องส่งคืนใบเสร็จรับเงินและใบกากับภาษี รวมท้ังสมุดบัญชีเงินฝากตามฟ้องให้แก่โจทก์ร่วม
แตจ่ าเลยที่ ๑ ยึดหน่วงไว้ไมย่ อมส่งคนื อันเปน็ การกระทาทถี่ ือไดว้ า่ เป็นการโตแ้ ย้งสทิ ธขิ องโจทกร์ ว่ ม
ทาให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องที่จาเลยท่ี ๑ จะต้องรับผิดในทางแพ่ง ตามพฤติการณ์
ที่โจทก์และโจทก์ร่วมนาสืบมาดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดฐานเอาไปเสียซึ่ง
เอกสารของผอู้ ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๙๑
ฎีกาที่ ๗๓๒๒/๒๕๕๗ ขณะเกิดเหตุดาบตารวจ บ. และดาบตารวจ ส. แต่งกายใน
เครื่องแบบเจ้าพนักงานตารวจ พกพาอาวุธปืนสั้นแบบเปิดเผย กาลังมอบหมายให้ อ. ซึ่งเป็นผู้ช่วย
เจ้าพนักงานดาเนินการจับกุม ส. โดยทาการใส่กุญแจมือ ส. ได้เพียงข้างเดียว แล้ว ส. ด้ินรนขัดขืน
พฤติการณ์ที่เกิดข้ึนในขณะนั้นใครเห็นก็ต้องทราบดีว่า ส. กาลังถูกเจ้าพนักงานตารวจจับกุมอยู่
ไม่จาเป็นที่จาเลยจะต้องทราบว่า ส. ถูกเจ้าพนักงานตารวจจับกุมในข้อหาอะไร ข้อเท็จจริงเช่ือว่า
จาเลยทราบดีว่าเจ้าพนักงานตารวจและ อ. กาลังเข้าจับกุม ส. อยู่ จาเลยเข้ามาช่วย ส. โดยช่วย
ดึงแขนดาบตารวจ บ. และดาบตารวจ ส. จนเป็นเหตุให้ดาบตารวจ บ. หกล้ม อาวุธปืนสั้นหล่นลง
ที่พื้น การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าท่ีและ
เป็นการกระทาโดยใช้กาลังประทษุ ร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสองแล้ว แต่เจา้ พนักงานตารวจ
และ อ. ยังไม่สามารถจับกุม ส. ได้ จงึ ฟงั ไม่ได้วา่ ส. ถูกคุมขังอยใู่ นอานาจของเจ้าพนักงานผู้มีอานาจ
สบื สวนคดีอาญา การกระทาของจาเลยจึงไมเ่ ป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๑
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๙๘
ฎีกาที่ ๑๐๖๑๑/๒๕๕๕ ฎ.๑๐๙๒ คาส่ังศาลปกครองกลางที่กาหนดมาตรการและวิธีการ
คุ้มครองบรรเทาทุกข์ช่ัวคราวก่อนการพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๖๖ ประกอบระเบียบของทป่ี ระชมุ ใหญ่ในศาลปกครอง
สูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๗๗ ท่ีให้นาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง ลักษณะ ๑ ของภาค ๔ ว่าด้วยวิธีการช่ัวคราวก่อนพิพากษามาใช้ เป็นการกระทาตามที่
บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเก่ียวด้วยคดีซึ่งศาลได้กระทาต่อคู่ความ
ฝ่ายหน่ึงและเป็นกระบวนพิจารณาก่อนที่ศาลชี้ขาดตัดสินคดี อันเป็นการพิจารณาคดีของศาล แต่ก็
แ ย ก พิ จ า ร ณ า ได้ เป็ น อี ก ส่ ว น ห น่ึ งจ า ก ก า ร พิ จ า ร ณ า พิ พ า ก ษ า ใน เน้ื อ ห า แ ห่ งค ดี ที่ ฟ้ อ ง ร้ อ งกั น
270
ท้ังกระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลางในการออกคาส่ังได้เสร็จสิ้นไปแล้ว เหลือแต่ผลบังคับ
ถึงจาเลยที่ ๒ ให้ต้องปฏิบัติตามเป็นการช่ัวคราวก่อนที่คดีที่ฟ้องร้องกันจะมีคาพิพากษาถึงท่ีสุด
หากจาเลยท่ี ๒ ซึ่งทราบคาส่ังแล้วไม่ปฏิบัติตาม และยังฝ่าฝืนก่อสร้างอาคารจนเสร็จ กระบวน
พิจารณาท่ีเสร็จสิ้นไปแล้วก็ไม่อาจถูกขัดขวางทาให้ไม่สะดวกหรือต้องติดขัดจากการกระทาดังกล่าว
ทั้งการพิจารณาพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดีท่ีฟ้องร้องกันยังสามารถดาเนินการต่อไปได้เป็นอีก
สว่ นหน่งึ การกระทาของจาเลยที่ ๒ ตามฟ้องท่ฝี ่าฝืนคาส่ังศาลปกครองกลางท่กี าหนดมาตรการและ
วิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษา จึงไม่เป็นการขัดขวางการพิจารณาคดี
ของศาลอันจะเปน็ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๙๙
ฎีกาท่ี ๑๐๒๗๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๓๒๓ จาเลยเกล่ียดินกับขี้เถ้ากลบคราบเลือดของผู้ตาย
ท่ีบริเวณใต้ถุนบ้านของจาเลย เพ่ือปิดบังและอาพรางการกระทาความผิดของตน การท่ีจาเลย
ลากศพผู้ตายไปไว้ท่ีถนนสาธารณะหน้าบ้านห่างออกไปประมาณ ๓๐ เมตร แม้บริเวณน้ันไม่อาจ
ปิดบังการตายได้ แต่เป็นการกระทาเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายและเพื่ออาพรางการกระทาความผิด
ของตน การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายศพเพ่ือปิดบังเหตุแห่งการตายและเพ่ือ
อาพรางคดีตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๐ วรรคสอง
ฎีกาท่ี ๒๗๙๒/๒๕๖๐ ฎ.๔๒๒ จาเลยที่ ๓ มีเจตนาร่วมทาร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ตั้งแต่แรกท่ีจาเลยที่ ๒ ได้ขอให้จาเลยท่ี ๓ ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว จาเลยท่ี ๓ มีความผิดเพียง
ฐานร่วมกันทาร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นความผิดลักษณะหน่ึงใน ป.อ. มาตรา
๒๘๙ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๖ อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งท่ีเป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่าง
ที่รวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า
ศาลย่อมลงโทษในความผิดตามทพี่ จิ ารณาได้ความไดต้ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
จาเลยท่ี ๒ ใช้เชอื กรัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานทท่ี ่ีจาเลยท่ี ๒ นารถยนต์กระบะ
มาจอดทิ้งไว้ เน่ืองจากผู้ตายฟ้ืนขึ้นยังไม่ตาย จากน้ันก็ไม่มีการเคล่ือนย้ายผู้ตายไปที่ใดอีก แสดงว่า
ระหว่างท่ีจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์จนถึงเวลาท่ีจาเลยท่ี ๒ ขับรถยนต์ไปจอด
ทิ้งไว้ท่ีอื่นก่อนท่ีจาเลยท่ี ๒ จะฆ่าผู้ตายที่นั่น ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตายไปยังสถานท่ี
ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคล่ือนย้ายศพตามฟ้อง การกระทาของจาเลยที่ ๒ ท่ี ๓ ไม่เป็นความผิดฐาน
ร่วมกันเคล่ือนย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย กับฐานเคลื่อนย้ายศพ
โดยไมม่ ีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๖๖/๓ ประกอบมาตรา ๘๓
ฎีกาที่ ๑๓๒๖๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘๕ เม่ือจาเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จาเลย
ท่ี ๒ และท่ี ๓ ไปส่ง บ. ท่ีบ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหน่ึง และร่วมกับจาเลย
ที่ ๑ ยกรา่ งของผ้ตู ายขึ้นรถกระบะคันเกดิ เหตุ ทั้งขณะทีจ่ าเลยท่ี ๑ นาฟางมาคลุมร่างของผู้ตายและ
271
นายางในรถยนต์มาวางทับ แล้วตระเตรียมน้ามันเชื้อเพลิงขึ้นรถกระบะน้ัน จาเลยที่ ๒ และที่ ๓
ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ย่อมคาดหมายได้ว่าจาเลยที่ ๑ จะต้องจุดไฟเผารถ
กระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพ่ืออาพรางคดี จากนั้นจาเลยท่ี ๓ ก็น่ังไปด้วยในรถกระบะ
ที่จาเลยที่ ๑ ขับ โดยมีจาเลยที่ ๒ ขับรถอีกคันหน่ึงแล่นติดตามไป แล้วจาเลยทั้งสามร่วมกันจุดไฟ
เผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซ่ึงอยู่ในรถดังกล่าว การที่จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ร่วมกัน
จุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทาโดยไม่รู้
ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทาของจาเลยท่ี ๒
และที่ ๓ หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซ่ึงบุคคล
ในภาวะเช่นจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จักตอ้ งมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอ จาเลยที่ ๒
และท่ี ๓ จึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกัน
วางเพลิงเผาทรัพยข์ องผอู้ ื่น
ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทาลายศพเพ่ือปิดบังเหตุแห่งการตายตาม ป.อ.
มาตรา ๑๙๙ นั้น การกระทาที่จะเป็นความผิดฐานนี้ ผู้กระทาจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทาลายศพ
ซึ่งหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เมื่อขณะท่ีผู้ตายถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย
ร่างกายของผู้ตายในขณะน้ันจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันซ่อนเร้น
ย้ายหรือทาลายศพอันเป็นองค์ประกอบความผิด การกระทาของจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ จึงไม่เป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๐๐
ฎีกาที่ ๓๑๓๐/๒๕๕๖ ฎ. ๒๔๓๐ จาเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแก้ไข
ข้อความในสานวนการสอบสวนหลังจากที่จาเลยเสนอสานวนการสอบสวนท่ีมีความเห็นสั่งฟ้อง ส.
ผู้ต้องหา ให้พันตารวจโท พ. และพันตารวจเอก น. ผู้บังคับบัญชาตามลาดับช้ันลงชื่อในสานวน
การสอบสวนเพื่อส่งสานวนและความเห็นไปยังพนักงานอัยการแล้ว หาใช่เป็นการแก้ไขก่อนจาเลย
เสนอสานวนต่อบุคคลทั้งสองไม่ ท้ังจาเลยมิได้ส่งสานวนพร้อมด้วยความเห็นไปให้พนักงานอัยการ
ตามข้ันตอนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๒ และหลังจากท่ีได้รับคาส่ังย้ายไปรับราชการที่อ่ืน จาเลยยังนา
สานวนการสอบสวนติดตัวไปด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นเอกสารทต่ี ้องอยู่ในระบบราชการของสถานตี ารวจภธู ร
มิใชท่ รพั ย์สนิ ส่วนตัวหรอื เป็นเอกสารท่ีตอ้ งติดตวั จาเลยไปดว้ ย การท่จี าเลยเกบ็ สานวนไวท้ ่ีตัว เชอื่ ว่า
เพ่ือปกปิดซ่อนเร้นเร่ืองท่ีจาเลยแก้ไขสานวนการสอบสวนโดยมิชอบ พฤติการณ์ของจาเลยเป็นพิรุธ
ผิดวิสัยของพนักงานสอบสวนท่ีปฏิบัติราชการตามอานาจหน้าที่โดยสุจริตอย่างตรงไปตรงมา
อันมีเหตุซ่ึงเช่ือได้ว่าจาเลยแก้ไขข้อความในสานวนการสอบสวนจากเดิมที่มีความเห็นส่ังฟ้อง
เป็นสั่งไม่ฟ้อง ก็เพื่อช่วยเหลือ ส. ผู้ต้องหามิให้ต้องโทษ การกระทาของจาเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จึงเป็นความผิด
272
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ และยังถือว่าเป็นเจ้าพนักงานในตาแหน่งพนักงานสอบสวนกระทาการหรือ
ไม่กระทาการอย่างใด ๆ ในตาแหน่งโดยมิชอบเพ่ือช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษหรือ
ใหร้ ับโทษน้อยลงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๐๐ วรรคแรก อีกดว้ ย
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๐๖
ฎีกาท่ี ๗๑๒๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๖๒ จาเลยให้บุคคลหน่ึงทาป้ายท่ีมีข้อความว่า
“ทองเหลืองหล่อน้ี ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน” ติดท่ีฐานองค์พระพุทธรูป กับจาเลยใช้
เท้าเหยียบฐานของพระพุทธรูปและใช้มือตบที่บริเวณพระพักตร์ของพระพุทธรูปน้ัน เป็นการกระทา
ที่ไม่สมควร ไม่เคารพต่อพระพุทธรูปอันเป็นท่ีเคารพในทางศาสนาพุทธ อันเป็นการเหยียดหยาม
ศาสนา จาเลยจึงมคี วามผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๐๖
ฎกี าท่ี ๑๘๐๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๖๔ พระพุทธรูปเป็นท่ีเคารพสักการะในทางศาสนาของ
ประชาชนผู้นับถือศาสนาพุทธท่ัวไป การกระทาของจาเลยตามที่ปรากฏในภาพถ่าย จาเลยแต่งกาย
เป็นภิกษุแล้วใช้เท้าข้างหนึ่งยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ โดยเท้าจาเลยอยู่บนส่วนหนึ่ง
ของพระบาทพระพุทธรูปยกมือขวาข้ึนเลียนแบบพระพุทธรูป ส่วนใบหน้าของจาเลยแสดงท่าทาง
ล้อเลียนถลึงตาอ้าปากเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการไม่เคารพต่อพระพุทธรูปแล้ว จาเลยยังได้แสดงตน
เสมอกับพระพุทธรูป จึงเป็นการกระทาอันไม่สมควรและเป็นการดูหม่ินเหยียดหยามพุทธศาสนา
จาเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ท่ีจาเลยอ้างว่า จาเลยทาพิธีรักษาโรคโดยนั่งเพ่งกระแสจิตเกิดตัวลอย
ขึ้นไปยืนอยู่บนฐานพระพุทธรูปไม่มีเจตนาล้อเลียนนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลและ
ไมม่ พี ยานหลักฐานสนบั สนุน ไมม่ นี ้าหนกั หกั ลา้ งพยานหลกั ฐานโจทก์ได้
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๐๙
ฎีกาท่ี ๓๒๗๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๐ จาเลยกบั พวกมิไดม้ ีเจตนาทีจ่ ะประกอบการบรษิ ัท
อ. ในอาคารที่เกิดเหตุอย่างแท้จริง การนาชื่อของบริษัทที่เป็นสานักงานทนายความไปติดต้ังไว้ที่
อาคารด้านหน้าโดยต่อมามีการเช่าอาคารส่วนกลางและด้านหลังเพ่ือการเล่นพนันไพ่บาการา จึงมี
เหตุผลที่เชื่อได้ว่าเป็นเพียงการบังหน้าเพ่ือให้เจ้าพนักงานตารวจเกรงกลัวและไม่กล้าเข้าไปค้น
พฤติการณ์ในการกระทาของจาเลยกับพวกจึงเป็นการรวมกลุ่มกันเพ่ือจัดให้มีการเล่นการพนัน
ไพ่บาการาในอาคารท่ีเกิดเหตุ โดยนาชื่อบริษทั ซึ่งเป็นสานักงานทนายความและชมรมมาบังหน้าเพื่อ
จัดให้มีการเล่นการพนันมาแต่ต้น จาเลยกับพวกเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซ่ึงปกปิดวิธีดาเนินการ
และมีความมงุ่ หมายเพือ่ การอันมิชอบด้วยกฎหมาย อนั เป็นการกระทาความผดิ ฐานเป็นอง้ั ยี่
273
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๑๐
ฎีกาที่ ๕๖๘๒/๒๕๕๙ การกระทาความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตาม ป.อ. มาตรา ๒๐๙ เป็น
ความผิดสาเร็จทันทีเมื่อผู้น้ันได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดาเนินการและมีคว าม
มุ่งหมายเพ่ือการอันมิชอบ ทั้งยังเป็นความผิดต่อเนื่องติดตอ่ กันตลอดมา ตราบใดที่ผกู้ ระทาความผิด
ฐานเป็นอ้ังยี่ยังคงเป็นสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว เมื่อคณะบุคคลที่จาเลยทั้งเจ็ดเข้าร่วมเป็น
สมาชิกตามท่ีโจทก์บรรยายฟ้องในคดีน้ี กับคณะบุคคลที่จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ถึงที่ ๕ เข้าร่วมเป็น
สมาชกิ ตามท่ีโจทก์บรรยายฟ้องในคดีก่อนเป็นคณะบุคคลเดียวกัน และช่วงระยะเวลาที่จาเลยทง้ั เจ็ด
สมัครเป็นสมาชิกของคณะบคุ คลดังกล่าวอย่ใู นช่วงระยะเวลาเดียวกันกับระยะเวลาที่จาเลยท่ี ๑ และ
จาเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ สมัครเปน็ สมาชิกของคณะบุคคลในคดีดังกล่าว ความผิดฐานเป็นอั้งย่ีที่โจทก์ฟ้อง
จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ ถงึ ท่ี ๕ ในคดีนจ้ี ึงเปน็ ฟอ้ งซ้าหรอื เป็นฟ้องซ้อนกับคดดี ังกลา่ ว
ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตาม ป.อ. มาตรา ๒๑๐ เป็นความผิดสาเร็จเมื่อมีการสมคบกัน
ต้ังแต่ห้าคนข้ึนไป เพ่ือกระทาความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บทบัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ ป.อ.
ความผดิ ฐานเป็นซอ่ งโจรจงึ เปน็ ข้ันตอนการกระทาความผิดที่ยกระดบั จากความผดิ ฐานเป็นอ้ังย่ี โดย
มีการกระทาถึงข้ันคบคิดหรือตกลงกันหรือประชุมหรือตกลงกันเพื่อกระทาความผิด ส่วนความผิด
ฐานร่วมกันก่อการร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๕/๒ (๒) จะเป็นความผิดต่อเม่ือผู้กระทาได้สะสมกาลัง
พลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย หรือการกระทาอื่นใด
ตามท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๕/๒ (๒) อันเป็นการยกระดับจากความผิดฐานเป็นอ้ังยี่เช่นกัน แม้
ความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายอาจเป็นความผิดกรรมเดียวกันได้หาก
เป็นการสมคบกันต้ังแต่ห้าคนข้ึนไป เพื่อก่อการร้ายซึ่งเป็นความผิดตามท่ีบัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ
ป.อ. แต่วันเวลาและสถานท่ีเกิดเหตุซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องเก่ียวกับการกระทาความผิดฐานเป็น
ซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้ต่างจากวันเวลาและสถานท่ีเกิดเหตุท่ีโจทก์บรรยายฟ้อง
เก่ยี วกับการกระทาความผิดฐานเปน็ ซ่องโจรและฐานรว่ มกันก่อการร้ายในคดีกอ่ น และเจตนาในการ
กระทาความผิดคดีน้ีต่างกับเจตนาในการกระทาความผิดท่ีโจทก์ฟ้องในคดีก่อน ฟ้องโจทก์ใน
ความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายคดีน้ีเป็นการกระทา ความผิดต่างกรรมกันกับ
ความผิดฐานเปน็ ซ่องโจรและฐานรว่ มกนั ก่อการรา้ ยในคดกี ่อน จงึ ไม่เป็นฟ้องซอ้ นหรือฟอ้ งซ้ากับฟ้อง
ในความผิดฐานเปน็ ซอ่ งโจรและฐานรว่ มกันก่อการรา้ ยในคดีดงั กลา่ ว
เม่ือการกระทาความผิดฐานเป็นซ่องโจรในคดีน้ีโจทก์บรรยายฟ้องและนาสืบว่า จาเลยที่ ๑
ท่ี ๓ ถึงที่ ๕ และท่ี ๗ สมคบกันต้ังแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทาการก่อการร้าย และลงมือกระทา
ความผิดฐานก่อการร้ายโดยร่วมกันมีวัตถุระเบิด ดังน้ี การกระทาความผิดฐานเป็นซ่องโจรและ
ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้จึงเป็นกระทาความผิดโดยมีเจตนาเดียวกันในการกระทา
ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวอันถือเป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ส่วนการกระทา
ความผิดฐานเป็นอ้ังย่ี และฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทาความผิดที่ยกระดับถึงข้ันมีการสมคบกัน
เพ่ือกระทาความผดิ ไมว่ ่าโดยร่วมกันคบคดิ หรือวางแผนเพื่อกระทาความผดิ ตามทีบ่ ัญญัตไิ ว้ในภาค ๒
274
ของ ป.อ. ดังนั้น การกระทาความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจรจึงเป็นการกระทาความผิดท่ี
ผู้กระทาความผดิ มเี จตนาต่างกนั อนั เป็นความผดิ หลายกรรมต่างกัน
ฎีกาที่ ๔๙๕๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๖๐ จาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒ และที่ ๖ ไม่อาจทาให้แผนการที่
สมคบกันเพื่อฉ้อโกง ว. สาเร็จได้โดยลาพัง ต้องมีผู้ร่วมขบวนการดาเนินการตามแผนการทาทีเป็น
เล่นการพนัน เมื่อ ว. หลงกลเดินทางไปยังที่นัดพบพรอ้ มเงินสดที่นาติดตัวไป ก็จะถูกหลอกล่อให้ ว.
เข้าร่วมเล่นพนันจึงจะสามารถเอาเงิน ว. ไปได้ อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทา ฟังได้ว่า
จาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๖ ร่วมกับพวกอีก ๘ คนคบคิดร่วมประชุมปรึกษาหารือกันที่โรงแรม
ที่เกิดเหตุเพื่อทาการฉ้อโกงทรัพย์ของ ว. และความผิดฐานซ่องโจรตาม ป.อ. มาตรา ๒๑๐ นั้น
ผู้กระทาต้องมีจานวนตั้งแต่ห้าคนข้ึนไปสมคบกันเพื่อกระทาความผิด โดยร่วมคบคิดกันหรือ
แสดงออกซึ่งความตกลงจะร่วมกันกระทาความผิดอย่างใดอย่างหน่ึงตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ แห่ง
ประมวลกฎหมายอาญาและความผิดน้นั มีกาหนดโทษจาคุกอยา่ งสงู ต้งั แตห่ น่ึงปขี น้ึ ไป เม่ือจาเลยท่ี ๑
ที่ ๒ และที่ ๖ รว่ มกับพวกซ่ึงมีจานวนรวมกันแล้วเกินกว่า ๕ คน คบคิดรว่ มประชมุ ปรึกษาหารือกัน
เพ่ือฉ้อโกงทรัพย์ของ ว. ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ แห่งประมวล
กฎหมายอาญา และมีกาหนดโทษจาคุกอย่างสูงตั้งแต่หน่ึงปีข้ึนไป การกระทาของจาเลยที่ ๑ ท่ี ๒
และที่ ๖ ครบองค์ประกอบความผิด จึงมีความผิดฐานซ่องโจรตาม ป.อ. มาตรา ๒๑๐ วรรคแรก
แม้ศาลล่างท้ังสองให้ยกฟ้องจาเลยที่ ๓ ถึงท่ี ๕ และท่ี ๗ ถึงท่ี ๑๐ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัย
ให้จาเลยดังกล่าว เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับจาเลยแต่ละคนของศาลล่าง
ท้ังสองวา่ พยานหลักฐานของโจทกพ์ อฟังลงโทษได้หรือไม่เท่าน้ัน แต่ไม่เก่ียวกับจาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ และ
ที่ ๖ และไม่ผูกพันศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจรงิ เกี่ยวกบั จาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และท่ี ๖ ตามศาลลา่ งท้ังสอง
การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒ และที่ ๖ จึงไม่ขาดองค์ประกอบความผดิ เพราะมีบคุ คลไม่ครบตั้งแต่
ห้าคนข้นึ ไปดังทศ่ี าลอทุ ธรณ์วินิจฉัย
ฎีกาที่ ๓๘๘๐/๒๕๕๖ ฎ. ๗๓๘ จาเลยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบต้องการแบ่งแยก
รัฐปัตตานรี ่วมสมคบกันวางแผนกระทาการใด ๆ อันก่อให้เกิดอนั ตรายต่อทรัพยส์ ิน ชีวิตหรอื ร่างกาย
แล้วจาเลยร่วมกับคนร้ายอีก ๔ คน ใช้อาวุธปืนท่ีนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ซุ่มยิง
ผู้เสียหายทั้งแปดซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานขณะกระทาการตามหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ไปคุ้มครองครู
แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายทั้งแปด เป็นการสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่
ประชาชนอันเป็นส่วนของแผนการเพ่ือก่อการร้าย โดยแบ่งแยกหน้าที่กันทา การกระทาของจาเลย
จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนท่ีนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง
ตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปนื ฯ มาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทาความผิด
ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา ๗๘ วรรคสาม ฐานร่วมกันพยายามฆ่า
เจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันก่อการร้าย ฐานร่วมกันกระทาการอันเป็นส่วนของ
แผนการกอ่ การร้าย ฐานรว่ มกนั เปน็ อง้ั ยี่ และฐานเป็นซ่องโจร
275
มวั่ สุมเพอ่ื กระทาความผดิ
ข้อ ๕๑ คาถาม นายเอกกับพวก ๑๐ คน เป็นแกนนาในการชุมนุมเพ่ือจะอภิปรายหน้า
ท่ีวา่ การอาเภอตากใบ ในหัวข้อ "กีฬาหรือการพนัน" เพ่ือระดมความคิดเห็นต่อโครงการถ่ายทอดสด
ฟุตบอลใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา" โดยมี
ชาวบ้านมาฟังการอภิปรายประมาณ ๑๐๐ คน นายโทซ่ึงเป็นเจ้าพนักงาน เกรงว่านายเอกกับพวก
และผู้ชุมนุมจะก่อความวุ่นวาย จึงมีคาสั่งให้นายเอกกับพวกยกเลิกการอภิปราย และให้ชาวบ้าน
แยกย้ายกันกลับบ้านไป แต่นายเอกกับพวกไม่ยอมหยุด โดยได้อภิปรายให้ชาวบ้านฟังต่อไปว่า
"นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาภาคใตไ้ ม่ได้ ท่ีผา่ นมาก็เดินหลงทางมาตลอด" และ "นายกรัฐมนตรีกาลังจะ
สร้างปัญหาใหม่" ขอให้ชาวบ้านช่วยกันสง่ จดหมายไปตแู้ ดงนายกรฐั มนตรี เพ่ือให้มีคาส่ังยกเลกิ เรื่อง
ดงั กล่าว นายโทไม่พอใจท่ีนายเอกกับพวกไม่ทาตามคาส่ัง จึงใช้กาลังเจ้าหน้าท่ีตารวจจับกมุ นายเอก
และไลช่ าวบา้ นใหก้ ลบั บ้านไปสว่ นพวกของนายเอกหนีไปไดท้ ง้ั หมด
ให้วนิ ิจฉัยวา่ นายเอกมคี วามรบั ผดิ ทางอาญาฐานใด หรอื ไม่
คาตอบ นายเอกกับพวกเป็นแกนนาในการชุมนุม แม้จะมีการอภิปรายให้ชาวบ้านช่วยกัน
ส่งจดหมายไปตู้แดงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีคาส่ังยกเลิกโครงการถ่ายทอดสดฟุตบอล จะเป็นการ
ม่ัวสุมกันต้ังแต่สิบคนข้ึนไป แต่นายเอกกับพวกไม่ได้ใช้กาลังประทุษร้าย ไม่ได้ขู่เข็ญว่าจะใช้
กาลังประทุษร้าย หรือไม่ได้กระทาการอย่างหน่ึงอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายข้ึนในบ้านเมือง
เปน็ เพียงการชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ซ่ึงเป็นสิทธิข้ันพ้ืนฐานที่ประชาชนย่อมกระทาได้ตาม
รฐั ธรรมนญู การกระทาของนายเอกจงึ ไมเ่ ปน็ ความผิดฐานม่วั สุมตง้ั แต่ ๑๐ คนขึ้นไปตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๕
นายเอกกับพวกมิได้ม่ัวสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทาความผิดตามมาตรา ๒๑๕ ดังที่
วินิจฉัยมาแล้ว แม้เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก การกระทาจึงไม่ครบองค์ประกอบ
ความผิดตามมาตรา ๒๑๖ นายเอกก็ไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๑๖ (คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕/
๒๕๔๗)
ทนี่ ายเอกกับพวกอภิปรายให้ชาวบ้านฟังว่า "นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ ที่ผ่านมา
ก็เดินหลงทางมาตลอด" แม้ข้อความดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่เป็นการใส่ความ
นายกรัฐมนตรีต่อบุคคลท่ีสาม โดยประการที่น่าจะทาให้นายกรัฐมนตรีเสียช่ือเสียง ถูกดูหม่ิน
หรือถูกเกลียดชัง แต่บุคคลท่ีดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องทนฟังการ
วิพากษ์วิจารณ์ได้มากกว่าบุคคลท่ัวไป การที่นายเอกกับพวกกล่าวข้อความดังกล่าว จึงเป็นการ
แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทา
นายเอกจึงไมม่ คี วามผิดฐานหมิน่ ประมาทตามมาตรา ๓๒๙ (๓)
สว่ นข้อความท่วี ่า "นายกรัฐมนตรีกาลังจะสร้างปัญหาใหม่" ไม่เป็นการใส่ความ เพราะเป็น
การคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง จึงไม่เป็นการใส่ความ การกระทา
ของนายเอกจึงไม่เป็นการหม่ินประมาท นายเอกจึงไม่มีความผิดฐานหม่ินประมาทตามมาตรา
276
๓๒๖
ฎกี าที่ ๓๐๕/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๘ จาเลยท่ี ๑ ที่ ๓ และท่ี ๔ กับพวกรวม ๑๐ คน ชุมนุม
ปราศรยั ด้วยความสงบ ไม่มพี ฤติการณ์ว่าจะใชก้ าลังประทุษร้าย ขเู่ ข็ญว่าจะใช้กาลังประทุษร้าย หรือ
กระทาการอย่างหน่ึงอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ตามท่ีบัญญัติไว้ในตาม ป.อ. มาตรา
มาตรา ๒๑๕ แสดงว่าจาเลยท่ี ๑ ท่ี ๓ และที่ ๔ กับพวกมิได้มั่วสุมโดยมีเจตนาพิเศษเพ่ือกระทา
ความผิดตามมาตรา ๒๑๕ การกระทาของจาเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๒๑๖
แม้เจ้าพนักงานส่ังให้เลิกการม่ัวสุมแล้วไม่เลิก จาเลยที่ ๑ ที่ ๓ และท่ี ๔ ก็ไม่มีความผิดตามมาตรา
๒๑๖
277
วางเพลิงเผาทรพั ย์
ข้อ ๕๒ คาถาม นายเอกซื้อน้ามันเบนซินมาหน่ึงถังเพื่อจะนาไปเผาบ้านของนายโท เม่ือ
นายเอกห้ิวถังน้ามันไปถึงหน้าบ้านของนายโท นายเอกเห็นนายโทกาลังเล่นกับบุตรสาวซึ่งน่ารักมาก
นายเอกสงสารบุตรสาวของนายโท จงึ เปลยี่ นใจไม่เผาบา้ นนายโทและห้วิ ถังนา้ มนั กลับบ้านไป
ให้วินจิ ฉยั ว่า นายเอกมคี วามรับผดิ ทางอาญาหรอื ไม่
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องตระเตรียม พยายาม กลับใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๘๐, ๘๒
การที่นายเอกห้ิวถังน้ามันไปถึงหน้าบ้านของนายโท แม้จะยังไม่ถึงข้ันลงมือกระทา
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ แต่ก็เป็นการตระเตรียมกระทาความผิด
ซึ่งกฎหมายกาหนดให้การตระเตรียมเพื่อกระทาความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ที่เป็นโรงเรือน
ที่คนอยู่อาศัยเป็นความผิด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับการพยายามกระทาความผิดนั้น ตาม
มาตรา ๒๑๘ (๑) ประกอบมาตรา ๒๑๙ การกระทาของนายเอกจึงครบองค์ประกอบที่กฎหมาย
บญั ญตั ิเป็นความผิด
แม้การกระทาของนายเอกจะครบองค์ประกอบท่ีกฎหมายบัญญัติและไม่มีกฎหมาย
ยกเว้นความผิด แต่เมื่อการกระทาความผิดของนายเอกต้องระวางโทษเช่นเดียวกับการพยายาม
กระทาความผิด การท่ีนายเอกเปล่ียนใจไม่เผาบ้านนายโทและห้ิวถังน้ามันกลับบ้านไปเพราะสงสาร
บุตรสาวของนายโท เมื่อกรณีท่ีผู้พยายามกระทาความผิดยับยั้งเสียเองไม่กระทาการให้ตลอด
ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสาหรับการพยายามกระทาความผิดนั้น นายเอกซึ่งเป็นผู้ตระเตรียมกระทา
ความผิดซ่ึงร้ายแรงน้อยกว่าการพยายามกระทาความผิดกฎหมาย ก็ต้องยกเว้นโทษให้แก่
ผู้ตระเตรียมซึ่งยับยั้งเช่นเดียวกัน นายเอกจึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา ๘๒ (ดูเพิ่มเติมใน
ศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๒ พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑
พ.ศ. ๒๕๖๒ หนา้ ๕๙)
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๑๘
ฎีกาที่ ๘๐๖๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๑๗๐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยวางเพลิงเผา
โรงเรือนอันเป็นที่เกบ็ สินค้าของผู้เสยี หายและขอใหล้ งโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๑๘ จากทางนา
สืบของโจทก์ท่วี า่ ผู้เสยี หายมีอาชีพทาฟาร์มโคน้ัน ยอ่ มฟังได้ว่าฟางอดั แท่งทเ่ี กบ็ อยู่ในโรงเก็บดังกลา่ ว
ไม่ใช่สินค้าท่ีมีไว้เพื่อการค้าของผู้เสียหาย แต่มีไว้เลี้ยงโคผู้เสียหายเอง โรงเก็บฟางท่ีจาเลยวางเพลิง
จึงไม่ใช่โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าตามความหมายของมาตรา ๒๑๘ (๒) แต่เป็นทรัพย์ทั่วไปของ
ผู้อื่นตามมาตรา ๒๑๗ จาเลยจงึ ไมม่ ีความผดิ ตามมาตรา ๒๑๘ แตม่ ีความผดิ ตามมาตรา ๒๑๗
ฎีกาที่ ๕๕๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๖๓ แม้สานักสงฆ์จะปลูกสร้างบนที่ดินสาธารณ
ประโยชน์ซึ่งเป็นป่าต้นน้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การดาเนินการให้ร้ือถอนต้องเป็นไปตาม
278
กฎหมาย จาเลยท่ี ๑ เป็นผู้ใหญ่บ้าน จาเลยที่ ๒ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
มีหน้าทดี่ ูแลชาวบ้านในเขตปกครองของตนมใิ ห้ละเมิดตอ่ กฎหมาย แมก้ ารชุมนุมจะเป็นเสรีภาพทีจ่ ะ
กระทาได้ แต่ต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ จาเลยทั้งสองร่วมกับชาวบ้านประมาณ
๒๐๐ คน เดินทางไปท่ีสานักสงฆ์ โดยมีรถบรรทุก ๖ ล้อ ติดเครื่องขยายเสียง รถไถนา แสดงให้เห็นว่า
มีการนัดหมายกันมาชุมนุม พฤติการณ์ที่จาเลยท้ังสองร่วมกับชาวบ้านมาชุมนุมหน้าสานักสงฆ์และ
พูดจาผ่านเครอ่ื งขยายเสยี งด่าวา่ พระภิกษุไล่ออกจากสานักสงฆแ์ ละใชถ้ ้อยคารุนแรงว่าหากไม่ออกไป
ก็จะเผา ในขณะท่ีชาวบ้านไม่พอใจสานักสงฆ์ดังกล่าวและมีการชุมนุมมาก่อนหน้าน้ีแล้ว ชาวบ้าน
บางคนดื่มสุราจนมึนเมา เม่ือชาวบ้านใช้ก้อนอิฐขว้างปาศาลา จาเลยทั้งสองก็มิได้ห้ามปรามอย่าง
แท้จริง การท่ีจาเลยท้ังสองพูดจายุยงส่งเสริมด้วยถ้อยคาหยาบคายด่าพระภิกษุให้ร้ือถอนออกไป
มิฉะน้ันจะเผาทาลายศาลากุฏิของสานักสงฆ์ โดยจาเลยทั้งสองเป็นผู้นาการชุมนุมและอยู่ใน
เหตุการณ์กับชาวบ้านโดยตลอด ย่อมทาให้ชาวบ้านมีความคึกคะนอง ประกอบกับบางคนดื่มสุรา
จนมึนเมาด้วยจึงได้ร่วมกันขว้างปาศาลาและเผากุฏิเกิดขึ้น หากจาเลยทั้งสองไม่พูดยุยงส่งเสริม
ดังกล่าว ชาวบ้านก็คงไม่กล้ากระทาเช่นนั้นต่อหน้าจาเลยท้ังสองที่เป็นผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วย
ผู้ใหญ่บ้าน การพูดของจาเลยท้ังสองดังกล่าวจาเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นได้ว่าชาวบ้านอาจจะก่อเหตุ
ดังท่ีจาเลยท้ังสองประกาศทางเครอื่ งขยายเสียงได้ จึงถือไดว้ า่ จาเลยท้ังสองมเี จตนากอ่ ใหผ้ อู้ ่ืนกระทา
ความผิดด้วยการยุยงส่งเสริมแล้ว มิใช่เหตุเกิดนอกเหนือเจตนาของจาเลยทั้งสอง จาเลยทั้งสอง
จึงมีความผิดฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อ่ืนซ่ึงเป็นกุฏิหรือ
โรงเรอื น และฐานทาให้เสียทรัพย์
ฎีกาที่ ๖๙๘๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๘๙ ส่วนของโรงเรือนที่ปรากฏร่องรอยไฟไหม้เป็น
เพียงรอยเขม่าดาติดอยู่ท่ีส่วนล่างของแผ่นสังกะสีเพียง ๒ แผ่น เท่าน้ัน แม้จะได้ความว่ามีการจุดไฟ
จากการวางเพลิงขึ้นแล้วก็ตาม แต่การกระทาท่ีจะเป็นความผิดสาเร็จฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ท่ีเป็น
โรงเรือนนั้น มิได้หมายความว่ามีเพลิงเกดิ ข้นึ จากการวางเท่าน้นั หากแต่เพลิงนัน้ ต้องเผาจนโรงเรือน
ลุกติดไฟขึ้นด้วย เพียงแต่ฝาผนังอันเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือนท่ีเกิดเหตุมีรอยเขม่าดาแต่ยังไม่ไหม้ไฟ
ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดสาเร็จ และแม้ว่าจะมีร่องรอยของเสื่อน้ามันท่ีปูพ้ืนถูกไฟไหม้ด้วยเล็กน้อย
แต่เส่ือน้ามันดังกล่าวเป็นเพียงทรัพย์สินท่ีอยู่ในโรงเรือน ถือไม่ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่ง
ของโรงเรือนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยได้ถูกไฟไหม้ไปด้วย อันจะทาให้เป็นความผิดสาเร็จ จึงเป็นเพียง
ความผดิ ฐานพยายามวางเพลิงเผาโรงเรือนเท่าน้นั
279
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๒๑
ฎีกาท่ี ๘๕๘๔/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๓๘ จาเลยที่ ๑ และที่ ๓ กับพวกใช้ผ้าปิดปากขวด
ท่ีบรรจุน้ามันและจุดไฟโยนเข้าไปในบริเวณสถานีบริการน้ามัน จนเกิดระเบิดและน่าจะเกิดความ
เสียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ เป็นการกระทาให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตราย
แก่บุคคลอ่ืนหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นความผิดสาเร็จตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๑ แล้ว กฎหมายหาได้
บัญญัติว่าต้องกระทาโดยใช้วัตถุและต้องเกิดความเสียหายเป็นอันตรายแก่บุคคลอ่ืนหรือทรัพย์ของ
ผอู้ ่นื ด้วยไม่
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๒๓
ฎีกาท่ี ๑๐๖๔๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๗๙ จาเลยจุดไฟเผาร้านของผู้เสียหายทาให้เกิด
เพลิงลุกไหม้ เป็นเหตุให้โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์เคลือบบัตร ไม้และกระเบื้องของร้านเสียหาย รวมราคา
ทรัพย์ท่ีถูกเพลิงไหม้ทั้งส้ินประมาณ ๑๕,๕๐๐ บาท ร้านของผู้เสียหายดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพิงไม้
ชั้นเดียวยกพ้ืนสูง เป็นห้องโล่ง ปลูกอยู่ริมถนนเหนือคูน้าไม่มีผู้ใดพักอาศัย รอบ ๆ ไม่มีบ้านเรือน
บคุ คลอน่ื อยู่ ดงั นี้ จึงตอ้ งถอื ว่าร้านของผู้เสยี หายและทรัพยส์ ินท่ีถูกเพลงิ ไหมม้ ีราคาน้อย ทั้งขณะเกิด
เหตุไม่มีบคุ คลอยู่อาศยั ย่อมไม่น่าจะเปน็ อันตรายแก่บุคคลอื่น การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๓
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๒๕
ฎีกาที่ ๑๗๒๑๒/๒๕๕๕ ฎ.๒๐๖๔ ขณะเกดิ เหตุลกู จ้างของจาเลยทาการจุดไฟเผาซากกง่ิ ไม้
ใบหญ้าแห้งและวัชพืชในที่ดินของจาเลย โดยจาเลยอยู่ในที่ดินของตนเพ่ือกากับการเผาอยู่ด้วย
ถือไดว้ า่ จาเลยมีส่วนร่วมในการจุดไฟเผาและกอ่ ให้เกิดเพลงิ ไหม้
ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันซ่ึงมีอากาศร้อน ต้นยางพาราเร่ิมมีใบหล่นร่วงตามพื้นดิน
บ้างแล้ว การท่ีจาเลยไม่กระทาการใดอันเป็นการป้องกันมิให้ไฟลุกลามไปยังท่ีดินข้างเคียง เป็นเหตุ
ให้เกิดเพลิงไหม้ต้นยางพาราของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทาให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทและ
เป็นเหตุใหท้ รัพย์สินของผอู้ ืน่ เสยี หาย เป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๕
การกระทาความผิดโดยประมาทเป็นการกระทาความผิดมิใช่โดยเจตนา จึงไม่อาจมีการร่วม
กระทาในลักษณะเปน็ ตัวการตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ ได้
280
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๒๗
ฎีกาที่ ๑๐๘๒๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๘๗ ป.อ. ไม่ได้ให้คานิยามของคาว่า ผู้มีวิชาชีพ ไว้
จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซ่ึงตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๒๕ ให้ความหมายของคาว่าวิชาชีพ หมายถึงอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชานาญ
ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายของคาว่าวิชาชีพ หมายถึงวิชา
ที่จะนาไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคาว่า วิ ชา
พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ท่ีได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น
คาว่า ผู้มีวิชาชีพจึงหมายถึงผู้มีอาชีพท่ีต้องอาศัยวิชาความรู้ความชานาญหรือผู้ที่มีความรู้ซ่ึงอาจ
ได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทางานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ
ก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของมาตรานี้จึงหาได้จากัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมา
โดยตรงเพ่ือเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือโฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) ดังที่จาเลยที่ ๓ ฎีกาไม่ เมื่อบริษัท
จาเลยที่ ๑ มกี รรมการเพียงคนเดยี วคือจาเลยที่ ๓ ในการรับเหมากอ่ สรา้ งบ้านใหแ้ กโ่ จทก์ท้ังสองนั้น
จาเลยที่ ๓ เป็นผู้ทาการแทนจาเลยท่ี ๑ ตลอดมาตั้งแต่ก่อนการทาสัญญารับเหมาก่อสร้างและ
รับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจาเลยที่ ๑ ทั้งเป็นผู้กระทาการแก้ไข
แบบแปลนการก่อสร้างเพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้ แม้จาเลยที่ ๓ จะไม่ได้
จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคาร ก็ถือได้ว่าจาเลยที่ ๓ มีความรู้ความชานาญและใช้ความรู้
ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จาเลยท่ี ๓ จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้าง
อาคารหรอื สิง่ ปลูกสร้างใด ๆ ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา ๒๒๗
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๒๘
ฎีกาท่ี ๖๔๓๗/๒๕๕๖ ฎ. ๑๗๒๐ จาเลยทาทานบกั้นในลาห้วยนาเพื่อต้องการกักเก็บน้า
เอาไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นการกระทาท่ีห่างไกลเกินความประสงค์ของเรื่องทาให้เสียทรัพย์ จาเลย
มิได้มีเจตนากระทาเพ่ือให้เคร่ืองกลหรือเคร่ืองจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรมและพืชผลของโจทก์
ร่วมซึ่งเป็นกสิกรเสียหาย และมิได้มีเจตนากระทาเพ่ือให้เกิดอุทกภัยอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่
โจทก์ร่วมหรือบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมหรือผู้อ่ืนท้ังความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๘
จะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะเอาการเล็งเห็นผลของการกระทาตาม ป.อ. มาตรา ๕๙
วรรคสอง มาใชไ้ มไ่ ด้ การกระทาของจาเลยไมเ่ ป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๘, ๓๕๙ (๑) (๓)
281
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๒๙
ฎีกาท่ี ๖๗๘/๒๕๕๖ ฎ. ๕๓๒ จาเลยนาไม้ไผ่หลายลามาปักลงบนพ้ืนถนนและสร้างคาน
ไม้ไผ่เป็นแนวขวางพาดปิดกั้นถนนอันเป็นทางสาธารณะให้อยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิด
อันตรายแก่การจราจร และไม่ได้รับอนุญาต อันชอบด้วยกฎหมาย การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๙, ๓๘๖
282
ความผิดเกย่ี วกบั เงินตรา
ข้อ ๕๓ คาถาม นายหน่ึงซ้ือธนบัตรปลอมใบละ ๑,๐๐๐ บาท มาจากผู้ปลอมธนบัตร
จานวน ๑๐ ฉบับ ราคา ๒,๐๐๐ บาท นางสองภรรยาของนายหนึง่ จะไปซ้อื กับข้าวท่ตี ลาดแต่ไม่มเี งิน
นางสองจึงหยิบธนบัตรปลอมของนายหนึ่งดังกล่าวจานวน ๑ ฉบับ แล้วออกไปซื้อกับข้าวโดย
ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม นางสองมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่นางสามซ่ึงเป็นเพื่อนของนางสอง
เพ่ือชาระค่ากับข้าว นางสามดูธนบัตรแล้วเห็นว่าเป็นธนบัตรปลอม จึงบอกนางสองว่าเป็นธนบัตร
ปลอม แล้วคืนธนบตั รดังกลา่ วให้แก่นางสองไป หลงั จากทราบว่าเป็นธนบัตรปลอมแลว้ นางสองไดไ้ ป
ซอื้ กับข้าวจากนางส่ีโดยมอบธนบัตรให้แก่นางสี่ นางสห่ี ยิบธนบัตรขน้ึ สอ่ งดู นางสามอยากใหน้ างสอง
ใช้ธนบัตรปลอมได้ นางสามจึงบอกนางส่ีวา่ ธนบัตรจริงไมต่ ้องดหู รอก รับไวแ้ ลว้ รีบไปขายของคนอื่น
นางสไ่ี ม่รู้วา่ เป็นธนบัตรปลอมจึงรบั ไวแ้ ล้วทอนเงินให้แก่นางสองไป นางสองขอบใจนางสามและชวน
กันมากินข้าวกันท่ีบ้านของนางสอง เมื่อถึงบ้านของนางสอง นายหน่ึงต่ืนขึ้นมาพอดีและมีพนักงาน
ขายมาขายเคร่ืองกรองน้าท่ีบ้านของนายหนึ่ง นายหนึ่งต่อรองแล้วตกลงซื้อเครื่องกรองน้าราคา
๓,๒๐๐ บาท นายหนึ่งจึงหยิบธนบัตรปลอม ๔ ฉบับ มอบให้แก่พนักงานขายเคร่ืองกรองน้า
พนักงานขายเคร่ืองกรองน้ารับธนบัตรไว้แล้วรู้สึกว่าผิดปกติ จึงหยิบธนบัตรดังกล่าวขึ้นส่องดู
นางสองทราบว่าธนบัตรดังกล่าวเป็นธนบัตรปลอม แต่นางสองก็พูดกับพนักงานขายว่า ธนบัตรจริง
ไม่ต้องดูหรอก ทอนเงินมา ๘๐๐ บาท แล้วจะได้ไปขายคนอ่ืนต่อ พนักงานขายเคร่ืองกรองน้า
ดูธนบัตรแล้ว เห็นว่าเป็นธนบัตรปลอมจึงไม่ทอนเงิน ๘๐๐ บาท ให้แก่นายหน่ึง พอดีมีตารวจ
ขับรถจักรยานยนต์ตรวจท้องที่ผ่านมา พนักงานขายเครื่องกรองน้าจึงเรียกตารวจจับนายหน่ึง
นางสอง และนางสาม
ให้วินิจฉยั ว่า นายหน่งึ นางสอง และนางสาม มีความผดิ เก่ยี วกบั เงินตราหรือไม่ เพียงใด
คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่ง การที่นายหน่ึงซื้อธนบัตรปลอมใบละ ๑,๐๐๐
บาท จานวน ๑๐ ฉบับ เป็นการมีไว้เพื่อนาออกใช้ซ่ึงเงินตราปลอมอันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของ
ปลอมโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๔ ถือว่าเป็นความผิดสาเร็จแล้ว แม้
พนักงานขายเครื่องกรองน้าจะยังไม่ทันรับไว้สมบูรณ์ด้วยการทอนเงินท่ีเหลือ เพราะการกระทาที่
เป็นความผิดตามมาตรา ๒๔๔ คือ การมไี ว้ ไม่ใช่การนาออกใช้ (ฎีกาที่ ๒๑๗๗/๒๕๔๒)
ความรับผิดทางอาญาของนางสอง การที่นางสองมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่นางสามเพื่อ
ชาระคา่ กบั ขา้ ว แม้นางสองได้มาซึ่งธนบตั รโดยไม่รวู้ ่าเป็นธนบัตรปลอมแล้วนาออกใช้ แต่ขณะนา
ธนบัตรปลอมออกใช้กับนางสาม นางสองไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม การกระทาของนางสองจึงเป็น
การกระทาโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงท่ีเป็นองค์ประกอบภายนอก ต้องถือว่านางสองไม่มีเจตนา
จึงไมเ่ ป็นความผิดฐานใชเ้ งนิ ตราปลอมตามมาตรา ๒๔๕ เพราะขาดองค์ประกอบภายใน
หลังจากทราบว่าเป็นธนบัตรปลอมแล้ว นางสองได้ไปซ้ือกับข้าวจากนางส่ีโดยมอบธนบัตร
ให้แก่นางสี่ เป็นกรณีที่นางสองได้มาซึ่งธนบัตรโดยไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม แล้วต่อมารู้ว่า
เป็นธนบัตรปลอม ยังขืนนาออกใช้โดยเจตนา การกระทาของนางสองในส่วนนี้จึงเป็นความผิด
283
ฐานใชเ้ งินตราปลอมโดยเจตนาตามมาตรา ๒๔๕
การท่ีนางสองทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม แล้วนางสองพูดกับพนักงานขายว่า ธนบัตรจริง
ไม่ต้องดูหรอก ทอนเงินมา ๘๐๐ บาท แล้วจะได้ไปขายคนอื่นต่อ แม้จะเป็นการกระทาร่วมกันกับ
นายหน่ึง แต่ก็เป็นเพียงการร่วมกันนาออกใช้ ไม่ใช่ร่วมกับนายหนึ่งมีไว้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบ
ความผิดตามมาตรา ๒๔๔ นางสองจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับนายหน่ึงกระทาความผิดตามมาตรา
๒๔๔ ประกอบมาตรา ๘๓ และการกระทาดังกล่าวก็ไม่เป็นการกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็น
การช่วยเหลอื หรือให้ความสะดวกในการทน่ี ายหนึ่งมีไว้ เพื่อนาออกใช้ซ่ึงธนบตั รปลอม นางสอง
จึงไม่เป็นผูส้ นบั สนุนนายหนึ่งกระทาความผดิ ตามมาตรา ๒๔๔ ประกอบมาตรา ๘๖
ความรับผิดทางอาญาของนางสาม การที่นางสามบอกนางสี่ว่า ธนบัตรจริงไม่ต้องดูหรอก
รับไวแ้ ล้วรีบไปขายของคนอนื่ นางสจ่ี งึ รับไว้แล้วทอนเงินใหแ้ ก่นางสองไป แม้จะมกี ารกระทารว่ มกัน
ในการใช้ธนบัตรปลอม แต่นางสามไม่ใช่ผู้ได้ธนบัตรปลอมมาโดยไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมตาม
มาตรา ๒๔๕ นางสามจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับนางสองกระทาความผิดตามมาตรา ๒๔๕ อย่างไร
ก็ตามแม้นางสามจะไม่เป็นตัวการ แต่การกระทาของนางสามดังกล่าว ก็เป็นการช่วยเหลือ
ให้ความสะดวกแก่นางสองขณะกระทาความผิด กล่าวคือ ช่วยเหลือนางสองนาธนบัตรปลอม
ออกใช้ นางสามจึงเป็นผู้สนับสนุนนางสองกระทาความผิดตามมาตรา ๒๔๕ ประกอบมาตรา ๘๖
ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษตามมาตรา ๒๔๕
ข้อสังเกต ตามคาถามข้อน้ีนางสองไม่มีส่วนร่วมในการ "มีไว้" เพื่อนาออกใช้ จึงไม่มีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๔ เป็นตัวอย่างจากหนังสือคาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา
ภาค ๒ ตอน ๑ พิมพ์ครั้งท่ี ๘ โดยศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ หน้า ๕๔๕ แต่ถ้านางสองมีส่วน
ร่วมกับนายหนึ่งในการ "มีไว้" แม้จะร่วมกันก่อนที่จะใช้ธนบัตรปลอมจนหลุดมือไป ก็ถือว่าเป็น
ตัวการร่วมกันมีความผิดตามมาตรา ๒๔๔ ประกอบมาตรา ๘๓ ได้ เช่น ล.๑ ขายธนบัตรปลอมให้
ผู้ซื้อ ล.๒ เป็นผู้ส่งซองบรรจุธนบัตรปลอมให้ ล.๑ ล.๒ เป็นตัวการร่วมกันตามมาตรา ๒๔๔ (ฎีกาท่ี
๒๔๘๔/๒๕๓๐) ขอให้สังเกตว่าความผิดตามมาตรา ๒๔๔ การกระทาท่ีเป็นความผิด คือ "การมีไว้"
แต่ความผดิ ตามมาตรา ๒๔๕ การกระทาทเ่ี ปน็ ความผิด คอื "การนาออกใช้" สาหรับความผดิ ฐานมีไว้
เพอ่ื นาออกใชต้ ามมาตรา ๒๔๔ ท่ีนางสองชว่ ยเหลือนายหนึ่งนาออกใช้ โดยไม่ไดช้ ว่ ยเหลือในการมีไว้
จึงไม่เป็นความผิดดังท่ีกล่าวมาแล้ว แต่ถ้าเป็นกรณีความผิดฐานใช้เงินตราปลอมตามมาตรา ๒๔๕
ผู้สนับสนุนการนาออกใช้ตามมาตรา ๒๔๕ ที่นางสามเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทาผิด ก็เพราะ
สนบั สนุนในส่วนของการนาออกใช้
ฎีกาที่ ๒๑๗๗/๒๕๔๒ จาเลยมีธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมไว้เพ่ือนาออกใช้ และจาเลยได้นา
ธนบตั รดงั กล่าวไปใช้ซื้อผลไม้จากผู้เสียหาย ถือได้วา่ เป็นความผิดสาเร็จตาม ป.อ. มาตรา ๒๔๔ แล้ว
แม้วา่ ผ้เู สยี หายจะยงั ไมท่ ันรับไวส้ มบรู ณ์ด้วยการทอนเงนิ ท่เี หลอื จากคา่ ซื้อผลไม้แก่จาเลยก็ตาม
284
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๔๐
ฎีกาที่ ๔๙๓๐/๒๕๕๗ ป.อ. มาตรา ๒๔๐ บัญญัติว่า "ผู้ใดทาปลอมขึ้นซ่ึงเงินตรา ไม่ว่าจะ
ปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตร หรือส่ิงอื่นใดซ่ึงรัฐบาลออกใช้หรือให้อานาจ
ให้ออกใช้ ผู้น้ันกระทาความผิดฐานปลอมเงินตรา" คาว่า "ทาปลอมขึ้น" หมายความถึงทาโดยต้ังใจ
ให้เหมือนของจริง จึงต้องทาในประการท่ีจะให้มีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่รัฐบาลกาหนด เช่น
มีลวดลาย สี ขนาด ลักษณะของกระดาษอย่างเดียวกัน ซ่ึงจะต้องพอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็น
เงินตรา แต่ไม่จาต้องถึงกับต้องพิจารณาจึงจะรู้ว่าปลอม เพียงแต่ลวงตาซ่ึงถ้าไม่พิจารณาให้ดีอาจ
หลงเขา้ ใจวา่ เปน็ เงินตราได้ ก็ถือว่าเปน็ การทาปลอมข้ึนแล้ว และการทาปลอมยอ่ มจะเหมือนของจริง
ไปทุกอย่างไม่มีผิดกันเลยไม่ได้ ย่อมต้องมีบางส่ิงบางอย่างผิดจากของจริงบ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้น
การปลอมจะผดิ จากของจรงิ ทตี่ ้ังใจทาให้เหมือนมากน้อยเพยี งใดจึงไม่สาคญั
การท่ีจาเลยนาธนบัตรฉบบั ละ ๑,๐๐๐ บาท ซง่ึ เป็นเงนิ ตราที่รฐั บาลไทยออกใช้จานวน ๔๖
ฉบับ มาตัดออกเป็น ๒ ท่อนทุกฉบับ ท่อนหนง่ึ ยาวเกินคร่ึงฉบบั อีกท่อนหนึ่งยาวไม่ถึงครงึ่ ฉบบั แล้ว
นาท่อนซ้ายที่สั้นมาต่อสลับท่อนเข้ากับท่อนขวาที่สั้นของอีกฉบับหน่ึงด้วยเทปใส ย่อมเป็นการทา
ธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ขึ้นใหม่อีก ๒๓ ฉบับ โดยตั้งใจให้เหมือนของจริง จึงเป็นการทาปลอม
ขึ้นซึ่งธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ที่รัฐบาลออกไว้ การที่ธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรชารุดตาม
พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.๒๕๐๑ มาตรา ๑๘ ประเภทต่อท่อนผิด ทาให้ไม่เป็นเงินที่ชาระหนี้ได้ตาม
กฎหมาย ไมท่ าให้การกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเงินตรา เพราะหากธนบัตรดังกล่าว
เป็นเงินที่ชาระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนบัตรดังกล่าวย่อมไม่เป็นของปลอม การที่ใช้ชาระหน้ีไม่ได้ตาม
กฎหมายแสดงว่าเป็นของปลอม จาเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอมเพ่ือ
นาออกใชโ้ ดยร้วู า่ เปน็ เงินตราปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๔๐ และ ๒๔๔
_________________________
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังว่า จาเลยได้นาธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ๔๖ ฉบับ
มาตัดออกเป็น ๒ ท่อนทุกฉบับ ท่อนหน่ึงยาวเกินครึ่งฉบับ อีกท่อนหน่ึงยาวไม่ถึงครึ่งฉบับ แล้วนา
ท่อนซ้ายท่ีสั้นมาต่อสลับท่อนเข้ากับท่อนขวาที่สั้นของอีกฉบับหนึ่งด้วยเทปใส จาเลยนาธนบัตรของ
กลาง ๑๘ ฉบับ ไปชาระหนี้การใช้บัตรเครดิตจานวน ๑๘,๐๐๐ บาท ท่ีร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ต่อมา
พนักงานร้านดงั กล่าวนาธนบตั รไปขอแลกทธ่ี นาคารแหง่ ประเทศไทย แตแ่ ลกไม่ได้
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานปลอมเงินตรา
และมีเงินตราปลอม เพ่ือนาออกใช้โดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๔๐ และ ๒๔๔ ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ บัญญัติว่า "ผู้ใดทา
ปลอมขึ้นซ่ึงเงินตรา ไม่ว่าจะปลอมข้ึนเพ่ือให้เป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือส่ิงอ่ืนใด ซึ่งรัฐบาล
ออกใช้หรือให้อานาจให้ออกใช้ ผู้นั้นกระทาความผิดฐานปลอมเงินตรา" คาว่า "ทาปลอมข้ึน"
หมายความถึงทาโดยต้ังใจให้เหมือนของจริง จึงต้องทาในประการที่จะให้มีลักษณะอย่างเดียวกับ
285
เงินตราท่ีรัฐบาลกาหนด เช่น มีลวดลาย สี ขนาด ลักษณะของกระดาษอย่างเดียวกัน ซ่ึงจะต้อง
พอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงนิ ตรา แต่ไม่จาต้องถึงกับต้องพิจารณาจึงจะรู้ว่าปลอม เพียงแต่ลวงตา
ซ่ึงถ้าไม่พิจารณาให้ดีอาจหลงเข้าใจว่าเป็นเงินตราได้ ก็ถือได้ว่าเป็นการทาปลอมขึ้นแล้ว และการ
ทาปลอมย่อมจะเหมือนของจริงไปทุกอย่างไม่มีผิดกันเลยไม่ได้ ย่อมต้องมีบางสิ่งบางอย่างผิดจาก
ของจริงบ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้น การปลอมจะผิดจากของจริงที่ตั้งใจทาให้เหมือนมากน้อยเพียงใด
จึงไม่สาคัญ การที่จาเลยนาธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นเงินตราท่ีรัฐบาลไทยออกใช้จานวน
๔๖ ฉบับ มาตัดออกเป็น ๒ ท่อน ทุกฉบับ ท่อนหน่ึงยาวเกินคร่ึงฉบบั อีกทอ่ นหนึ่งยาวไม่ถึงคร่ึงฉบับ
แล้วนาท่อนซา้ ยที่สั้นมาต่อสลบั ท่อนเขา้ กบั ทอ่ นขวาท่ีสน้ั ของอีกฉบบั หน่ึงด้วยเทปใสตามธนบัตรของ
กลาง ย่อมเป็นการทาธนบตั รฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ข้ึนใหมอ่ ีก ๒๓ ฉบับ โดยตั้งใจให้เหมือนของจริง
จึงเป็นการทาปลอมขึ้นซ่ึงธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ท่ีรัฐบาลออกไว้ แม้จะมีขนาดส้ันกว่าปกติ
ก็ยังคงถือเป็นการทาปลอม เพราะพอท่ีจะลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตราและของปลอมไม่จาต้อง
เหมือนของจริงไปทุกอย่างโดยไม่ผิดกันเลย การท่ีจาเลยเบิกความตอบคาถามค้านโจทก์ว่า จาเลย
รู้ว่าธนบัตรท่อนยาวเกินคร่ึงฉบับแลกได้เต็มราคาตามกฎกระทรวง แสดงว่าจาเลยมีเจตนาทาให้
ธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ๒ ฉบับ เป็นธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ๓ ฉบับ ท่อนยาว ๒ ท่อน
แลกคืนได้ ๒,๐๐๐ บาท สว่ นทอ่ นสัน้ ๒ ท่อน ต่อกนั เปน็ ฉบับเดยี ว ๑,๐๐๐ บาท แม้จะแลกคนื ไม่ได้
แต่การท่ีจาเลยนาไปใช้ชาระหน้ีการใช้บัตรเครดิตย่อมแสดงว่า จาเลยประสงค์จะแสวงหาประโยชน์
จากการทาปลอมดังกล่าว หากการกระทาเช่นน้ีไม่เป็นความผิดฐานปลอมเงินตราเท่ากับเป็นการ
ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการทาธนบัตรโดยผู้ไม่มีอานาจ อันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคง
ของประเทศ การท่ีธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรชารุดตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.๒๕๐๑
มาตรา ๑๘ ประเภทต่อท่อนผิด ทาให้ไม่เป็นเงินที่ชาระหน้ีได้ตามกฎหมาย ไม่ทาให้การกระทาของ
จาเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเงินตรา เพราะหากธนบัตรดังกล่าวเป็นเงินที่ชาระหน้ีได้ตาม
กฎหมาย ธนบัตรดังกล่าวย่อมไม่เป็นของปลอม การท่ีใช้ชาระหน้ีไม่ได้ตามกฎหมายแสดงว่าเป็น
ของปลอม จาเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอมเพ่ือนาออกใช้โดยรู้ว่าเป็น
เงินตราปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ และ ๒๔๔ ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์
พพิ ากษามานั้น ศาลฎีกาไมเ่ หน็ พ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟงั ขนึ้
พพิ ากษากลับเปน็ ว่า จาเลยมีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ และ ๒๔๔
จาเลยเป็นทั้งผู้ปลอมเงินตราและมีเงินตราปลอมเพ่ือนาออกใช้โดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอม
จึงให้ลงโทษฐานปลอมเงินตราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๐ แต่กระทงเดียวตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๘ จาคุก ๑๐ ปี ทางนาสืบของจาเลยเป็นประโยชน์แก่การ
พิจารณาและจาเลยได้นาเงินไปแลกธนบัตรปลอมคืน อันเป็นการรู้สึกความผิดและบรรเทาผลร้าย
แห่งความผิดนั้น นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ก่ึงหน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๗๘ คงจาคุก ๕ ปี ริบของกลาง
(ชัยสิทธิ์ ตราชธู รรม - จักร อตุ ตโม - สมศักดิ์ ตันตภิ ิรมย์)
286
ฎีกาที่ ๑๐๙๔๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๙๒ การทาปลอมข้ึนซ่ึงเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นการ
ปลอมข้ึนเพ่ือให้เป็นเหรียญกระษาปณ์หรือธนบัตรหรือส่ิงอ่ืนใดซ่ึงรัฐบาลออกใช้หรือให้อานาจให้
ออกใช้ หากสิ่งที่ทาขึ้นมีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่รัฐบาลออกใช้หรือให้อานาจให้ออกใช้
พอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตรา ก็ถือได้ว่าเป็นการทาปลอมข้ึน โดยไม่จาต้องลวงถึงกับต้อง
พิจารณาดูหรือจับต้องเสียก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นของปลอม ธนบัตรปลอมของกลางเห็นได้ชัดว่าทาข้ึน
โดยมีรูปรา่ งลกั ษณะ ขนาด สีสัน ลวดลายและตัวอักษรบนธนบัตรเหมือนกับธนบัตรฉบับละ ๑๐๐๐
บาท ท่ีแท้จริงทุกประการ แม้สีสัน ความคมชัด และกระดาษแตกต่างจากของจริงไปบ้างก็เป็นเร่ือง
ธรรมดา เพราะในการทาปลอมตามปกติย่อมต้องมีความแตกต่างจากของจริงไม่มากก็น้อย จะให้
เหมือนของจริงไปเสียทุกอย่างย่อมไม่ได้ และวัสดุที่ใช้ย่อมต้องด้อยคุณภาพกว่าของจริง หากแต่
รูปลักษณะภายนอกก็เพียงพอต่อการลวงตาให้เห็นว่าเปน็ เงนิ ตราแล้ว จึงเป็นทาปลอมขึ้นซึ่งเงนิ ตรา
เพอื่ ให้เป็นธนบัตรซึง่ รฐั บาลไทยออกใช้หรือให้อานาจให้ออกใช้ ดังนั้น การท่ีจาเลยมีเจตนาทาปลอม
ข้ึนซึ่งเงินตราดังกล่าว จึงหาใช่มีเจตนาเพียงทาบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา
อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๔๙ วรรคแรก เท่าน้ันไม่ จาเลยจึงมีความผิดตามมาตรา ๒๔๐
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๔๙
ฎีกาที่ ๒๘๒๘/๒๕๕๑ ฎ.๑๖๑๓ ป.อ. มาตรา ๒๔๙ มิได้บัญญัติไว้ด้วยว่าการทาบัตรให้มี
ลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ต้องกระทาเพื่อให้ผู้อ่ืนเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริง แต่คาว่า
คล้ายคลึง แสดงว่าเกือบเหมือนหรือไม่ต้องเหมือนทีเดียว เพียงแต่มีลักษณะสีสันรูปร่างและขนาด
คล้ายเงินตราท่ีแท้จริง ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ แต่สาเนาธนบัตรท่ีจาเลยทาขึ้นเกิดจากการ
ถ่ายสาเนาธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดา สีสันในส่วนสาเนาธนบัตร
เป็นสีขาว มิได้มีสีสันเหมือนธนบัตรฉบับจริง แม้ว่าขนาดของกระดาษจะเท่าของจริง เมื่อวิญญูชน
ท่ัวไปดูแล้วย่อมทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ธนบัตรท่ีแท้จริง ย่อมถือไม่ได้ว่าจาเลยทาบัตรให้มีลักษณะ
และขนาดคล้ายคลงึ กับเงนิ ตรา
287
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๖๓
ฎีกาที่ ๑๖๓๕๒/๒๕๕๗ ความผิดฐานร่วมกันปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของทบวงการเมืองหรือ
เจ้าพนักงานและฐานร่วมกันใช้รอยตราท่ีทาปลอมข้ึน อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๕๑ และ
๒๕๒ เม่ือจาเลยซ่ึงเป็นผู้กระทาความผิดฐานร่วมกันปลอมข้ึนซ่ึงรอยตราของทบวงการเมืองหรือ
เจ้าพนักงานตามมาตรา ๒๕๑ ได้กระทาความผิดฐานร่วมกันใช้รอยตราที่ทาปลอมขึ้นตามมาตรา
๒๕๒ จงึ ต้องลงโทษจาเลยตามมาตรา ๒๕๑ แต่กระทงเดียวตามมาตรา ๒๖๓
การที่จาเลยกับพวกรว่ มกันปลอมเอกสารสัญญาที่จะออกหนังสืออนญุ าตการทางานสาหรับ
ชาวตา่ งชาติ ปลอมเอกสารการอนุญาตให้คนหางานเดินทางเขา้ ไปในสาธารณรฐั โปแลนด์ (วีซา่ ) ของ
สถานเอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ ปลอมหนังสือของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์
คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล ถึง กรมการจัดหางาน ปลอมรอยตราประทับของสถาน
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ขึ้น แล้วนารอยตราปลอมที่ทาขึ้นดังกล่าวไปใช้ประทับลงใน
เอกสารหนังสือความต้องการลูกจ้าง หนังสือมอบอานาจ และหนังสือสัญญาจ้างแรงงานของบริษัท
ซ. จากนั้นนาเอกสารปลอม เอกสารราชการปลอม และเอกสารท่ีมีรอยตราปลอมดังกล่าวไปแสดง
แก่โจทก์ร่วม เป็นการกระทาท่ีล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเช่ือ
แล้วจ่ายเงินเป็นค่าดาเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทางานในต่างประเทศเท่าน้ัน การกระทาของ
จาเลยจึงเป็นการกระทากรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๕๑
ซง่ึ เป็นกฎหมายบททีม่ ีโทษหนกั ที่สดุ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐
288
ความผิดเกี่ยวกบั เอกสาร
ข้อ ๕๔ คาถาม นายวอกทาสาเนาภาพถ่ายใบอนญุ าตท่ีเจา้ พนกั งานออกให้แก่นายวอกให้มี
และใช้อาวุธปืน โดยนายวอกไมเ่ คยไดร้ ับอนุญาต และไม่มใี บอนุญาตทแี่ ท้จริง ระหวา่ งทางทน่ี ายวอก
ขับรถไปเท่ียวจังหวัดเชียงใหม่ นายวอกถูกตารวจจับกุมพร้อมอาวุธปืน จึงถูกดาเนินคดีข้อหามีและ
พาอาวธุ ปนื โดยไม่ไดร้ ับอนุญาต นายวอกนาสาเนาใบอนุญาตใหม้ ีและใช้อาวธุ ปืนทีต่ นทาข้ึนดังกล่าว
มาแสดงตอ่ พนักงานสอบสวนในคดที ตี่ นถูกกลา่ วหาวา่ มีและพาอาวธุ ปนื โดยไมไ่ ด้รบั อนุญาต
ใหว้ ินิจฉยั วา่ นายวอกมคี วามรบั ผดิ ทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรอื ไม่
คาตอบ การท่ีนายวอกทาสาเนาภาพถ่ายใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนวา่ เจ้าพนักงานออก
ใบอนุญาตให้แก่นายวอก เป็นการทาเอกสารปลอมขึ้นท้ังฉบับ โดยประการท่ีน่าจะเกิดความ
เสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชน เพ่ือให้บุคคลอ่ืนเช่ือว่าเป็นเอกสารท่ีแทจ้ ริงโดยเจตนา แม้จะไม่มี
เอกสารที่แทจ้ รงิ (ฎีกาที่ ๑๘๙๕/๒๕๔๖) และไมไ่ ด้แกไ้ ขต้นฉบบั เอกสารราชการที่แท้จริง แต่เป็น
การกระทาเพื่อให้ผู้อ่ืนหลงเช่ือว่าสาเนาดังกล่าวมีข้อความตรงกับต้นฉบับ การทาเอกสารปลอม
ข้ึนท้ังฉบับ ไม่ต้องแก้ไขในเอกสารราชการท่ีแท้จริง ก็เป็นการปลอมเอกสารราชการแล้ว
การกระทาดังกล่าวของนายวอกจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ แลว้ (เทียบฎีกาที่ ๔๐๗๓/๒๕๔๕)
การท่ีนายวอกนาสาเนาภาพถ่ายใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปนื ที่ตนทาขึ้นดังกล่าวแสดงต่อ
พนักงานสอบสวน เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม ในประการทนี่ ่าจะเกิดความเสียหาย
แกผ่ ูอ้ นื่ หรอื ประชาชน โดยเจตนา ครบองคป์ ระกอบความผดิ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก แล้ว
เมื่อนายวอกผู้ใช้เอกสารดังกล่าวเป็นผู้ปลอมเอกสารน้ัน ให้ลงโทษฐานใช้เอกสาร
ราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จงึ ตอ้ งพิจารณาความรบั ผิดทางอาญา
ของนายวอกต่อไปเฉพาะในความผดิ ฐานใชเ้ อกสารราชการปลอม
แม้การกระทาของนายวอกดังกล่าวจะครบองค์ประกอบความผิดฐานใช้เอกสารราชการ
ปลอมดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แต่การกระทาของนายวอกดังกล่าวเท่ากับนายวอกให้การปฏิเสธใน
ฐานะท่ีนายวอกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔
ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาท่ีจะให้การรับหรือปฏิเสธก็ได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าสาเนาภาพถ่ายใบอนุญาต
ให้มีและใช้อาวุธปืนจะเป็นเอกสารอันเกิดจากการกระทาความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ
ก็จะเอาความผิดนายวอกฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทาความผิดฐานปลอม
เอกสารราชการไมไ่ ด้ เพราะถือว่ามีกฎหมายยกเว้นความผิดให้แก่นายวอก (เทียบฎีกาท่ี ๒๙๘๗/
๒๕๔๗)
ข้อสังเกต ปัญหาท่ีขึ้นสู่ศาลฎีกาตามฎีกาท่ี ๒๙๘๗/๒๕๔๗ มีเฉพาะปัญหาว่า จาเลยมีความรับผิด
ทางอาญาฐานใชเ้ อกสารราชการปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก หรอื ไม่ ส่วนประเด็นความรบั ผิด
ทางอาญาฐานปลอมเอกสารราชการตามมาตรา ๒๖๕ ไม่ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ผู้แต่งจึง
ได้เพิ่มเติมข้อเท็จจริง เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองวิเคราะห์และทดสอบหลักกฎหมายเพ่ิมเติมจากท่ี
289
ศาลฎีกาได้วินิจฉยั ไว้ เมื่อข้อเทจ็ จริงตามคาถามไปถึงและมีข้อกฎหมายรองรับอยูแ่ ล้ว นักศึกษาต้อง
ตอบปญั หาเหล่านีใ้ ห้ครบถว้ นด้วย
อนึ่ง ศาสตราจารย์พรเพชร วิชิตชลชัย มีความเห็นตรงกันข้ามกับคาพิพากษาฎีกาน้ีว่า
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ ที่ให้สิทธิผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธหรือจะ
ไม่ให้การก็ได้ น่าจะหมายความเพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทาความผิด และ
ถึงแม้ว่าต่อมาศาลวินิจฉัยว่าผู้ต้องหานั้นกระทาความผิด ก็จะถือว่าผู้ต้องหาน้ันให้การเท็จต่อ
เจ้าพนักงานหรือเบิกความเท็จต่อศาลไม่ได้ ดังนั้น การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาตามมาตรา ๑๓๔ จึง
เป็นสิทธิเก่ียวกับการให้ปากคาหรือให้ถ้อยคาเท่านั้น การท่ีผู้ต้องหานาเอกสารปลอมมาใช้อ้างอิง
ต่อพนักงานสอบสวน เช่นในคดีน้ี ศาสตราจารย์พรเพชรมีความเห็นว่า ผู้ต้องหาน้ันจะอ้างสิทธิ
ในเร่ืองคาให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาเป็นข้อยกเว้นความผิดฐานใช้
เอกสารราชการปลอมหาไดไ้ ม่ (ฎีกาที่ ๒๙๘๗/๒๕๔๗ สานักงานศาลยุติธรรม เล่มท่ี ๘ หน้า ๓๒) ใน
กรณีที่มีนักกฎหมายผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นแตกต่างกัน ดังเช่นคาพิพากษาฎีกานี้ หากนามาออก
ขอ้ สอบ และข้อสอบมีประเด็นไม่มาก มีเวลาพอท่ีจะเขียนตอบได้ทันภายใน ๒๔ นาที นักศึกษาควร
จะตอบโดยแสดงเหตุผลของทั้งสองฝ่าย ส่วนธงคาตอบน้ัน บางสนามสอบ เช่น การสอบผู้ช่วย
ผู้พิพากษา หากนักศึกษาตอบผิดธงจะได้คะแนนน้อยมาก ส่วนการสอบสนามอ่ืน ๆ อาจจะให้
คะแนนที่เหตุผลของผู้สอบโดยไม่เคร่งครัดกับธงคาตอบมากนัก ดังนั้น หากนักศึกษาวางธงคาตอบ
ตามคาพิพากษาฎีกา ก็จะมีโอกาสได้คะแนนมาก เพราะหากเป็นการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา กรณีตอบ
ถูกตามธงคาตอบจะได้คะแนนดี หากสอบสนามสอบอ่ืน ๆ การตอบตามคาพิพากษาฎีกาก็เป็น
เหตุผลท่ีจะได้คะแนนเช่นเดียวกัน หากนักศึกษาตอบตรงข้ามกับคาพิพากษาฎีกา ในสนามสอบ
ผู้ชว่ ยผูพ้ ิพากษานกั ศกึ ษาก็แทบจะไม่ได้คะแนน ดงั นั้น นักศึกษาควรจะตอบข้อสอบโดยแสดงความรู้
โดยแสดงความเห็นและเหตุผลของทุกฝ่าย ส่วนธงคาตอบควรตอบตามคาพิพากษาฎีกา หรือในกรณี
ท่คี าพพิ ากษาฎีกามหี ลายแนวยังไมม่ ขี ้อยตุ ิ นักศึกษาต้องตอบตามคาพิพากษาฎีกาใหมล่ า่ สุด
ฎีกาที่ ๑๘๙๕/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๒๐๕ การปลอมเอกสารไม่จาต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่
ก่อน และไม่ต้องทาให้เหมือนของจริงก็เป็นเอกสารปลอมได้ จาเลยท่ี ๒ กับพวกหลอกลวง ต. ว่า
จาเลยท่ี ๒ คือ ย. เจ้าของรถยนตบ์ รรทุกมคี วามประสงค์จะขายรถยนตค์ ันดงั กล่าว ต. ตกลงรับซ้อื ไว้
และทาสัญญาซ้ือขายรถยนต์กัน โดยพวกของจาเลยท่ี ๒ ลงลายมือชื่อ ย. ในช่องผู้ขายในสัญญา
ดังกล่าว มอบให้ ต. ยึดถือไว้ การกระทาของจาเลยที่ ๒ กับพวกมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจาก ต.
และไม่ให้ ต. ใช้สัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืน ทาให้ ต .ได้รับความ
เสียหาย จาเลยที่ ๒ กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็น
เอกสารสิทธิ เม่ือจาเลยที่ ๒ กับพวกได้มอบหนังสือสัญญาซ้ือขายรถยนต์น้ันให้ ต. ยึดถือไว้ จาเลย
ท่ี ๒ กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง รวมทั้งมีความผิดฐาน
ฉ้อโกงด้วย
ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยจาเลยท่ี ๒ กับพวกเป็น
290
ผู้ปลอมเอกสารเอง ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว และความผิดฐานใช้เอกสาร
สิทธิปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอ่ืน เป็นการกระทาอันเป็นกรรมเดียวเป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม ซ่ึงเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ
หนักท่ีสดุ ตาม ป.อ. มาตรา มาตรา ๙๐
ฎีกาท่ี ๒๙๘๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๓๒ การท่ีจาเลยถูกเจ้าพนักงานตารวจจบั กุมในข้อหามี
อาวุธปืนและเคร่ืองกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ
โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วต่อมาจาเลยแสดงเครื่องหมายทะเบียนและนาสาเนาใบอนุญาตให้มีและ
ใชอ้ าวุธปืนไปแสดงตอ่ ร้อยตารวจโท ก. ซึง่ เป็นผู้สอบสวนคดีน้ี การกระทาของจาเลยดังกล่าวเท่ากับ
จาเลยให้การปฏิเสธในฐานะที่จาเลยเป็นผู้ต้องหา ซ่ึงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๓๔ ให้สิทธิแกผ่ ู้ต้องหาทจี่ ะใหก้ ารรับหรือปฏเิ สธกไ็ ด้ เมื่อกฎหมายให้สทิ ธิแกจ่ าเลยในฐานะ
ผู้ต้องหาไว้เช่นน้ี ดังนั้น ถึงแม้ว่าเครื่องหมายทะเบียนและสาเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนที่
จาเลยนามาแสดงต่อร้อยตารวจโท ก. จะเป็นเอกสารอันเกิดจากการกระทาความผิดฐานปลอม
เอกสารราชการก็ตาม ก็จะเอาความผิดแก่จาเลยฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทา
ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการไมไ่ ด้
ข้อ ๕๕ คาถาม นายเอกมีรถยนต์ ๓ คัน ซึ่งได้ต่อทะเบียนรถคันแรกเรียบร้อยแล้ว โดยมี
แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์และแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถท่ีใช้กับรถ
คันแรก ต่อมารถคันแรกเสียจอดทิ้งไว้ เมื่อรถคันท่ี ๒ และท่ี ๓ ครบกาหนดต่อทะเบียน นายเอก
ไม่อยากเสียเงินต่อทะเบียนรถคันที่ ๒ และที่ ๓ นายเอกจึงเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์
และแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่ใช้กับรถคันแรกมาถ่ายเอกสารเป็นภาพสี
ปรากฏข้อความที่มีสี ตัวอักษร และขนาดเหมือนต้นฉบับที่แท้จริง แล้วนาเอกสารสีแผ่นป้ายแสดง
การเสียภาษีรถยนต์และแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่ถ่ายเอกสารดังกล่าวไปติด
รถยนต์คันที่ ๒ และนาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์และแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครอง
ผปู้ ระสบภัยจากรถของจริงตดิ กับรถยนต์คันที่ ๓
ให้วนิ ิจฉยั ว่า นายเอกมคี วามรบั ผิดทางอาญาฐานใด
คาตอบ นายเอกเอาแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาถ่ายเอกสารเป็น
ภาพสีปรากฏข้อความท่ีมีสี ตัวอักษร และขนาดเหมือนต้นฉบับท่ีแท้จริง แม้จะไม่มีการแก้ไข
ขอ้ ความใด ๆ แตก่ ็เปน็ การทาเอกสารปลอมขึ้นท้ังฉบับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔
วรรคแรก (ฎีกาท่ี ๒๔๖๓/๒๕๔๘) แต่แผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไม่ใช่เอกสาร
ราชการ เพราะไม่ใช่เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทาข้ึนในหน้าที่ตามมาตรา ๑ (๘) (ฎีกาท่ี ๒๒/
๒๕๔๒) การกระทาของนายเอกเป็นการทาเอกสารปลอมขนึ้ ทงั้ ฉบบั โดยประการท่ีน่าจะกอ่ ใหเ้ กิด
ความเสียหายแก่ผอู้ ื่นหรอื ประชาชน โดยเจตนาเพ่ือให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเช่ือว่าเป็นเอกสารท่ีแทจ้ ริง
จึงเปน็ ความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก
291
นายเอกเอาแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถท่ีถ่ายเอกสารดังกล่าวไปติด
รถยนต์คันท่ี ๒ เป็นการใช้เอกสารปลอม ในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
ประชาชน โดยเจตนา จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบ
มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก (เทียบฎีกาท่ี ๕๑๗/๒๕๔๑) เมื่อนายเอกผู้ใช้เอกสารปลอมเป็นผู้ปลอม
เอกสารนัน้ เอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมกระทงเดียวตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง
การที่นายเอกเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์มาถ่ายเอกสารเป็นภ าพสีปรากฏ
ข้อความที่มีสี ตัวอักษร และขนาดเหมือนต้นฉบับที่แท้จริง เป็นการทาเอกสารปลอมข้ึนท้ังฉบับ
ตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก เช่นเดียวกัน เม่ือแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์เป็นเอกสารซ่ึง
เจ้าพนักงานได้ทาขึ้นในหน้าท่ีตามมาตรา ๑ (๘) การกระทาดังกล่าวจึงเป็นการปลอมเอกสาร
ราชการตามมาตรา ๒๖๕ (ฎกี าที่ ๔๐๗๓/๒๕๔๕)
นายเอกเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ท่ีถ่ายเอกสารดังกล่าวไปติดรถยนต์คันที่ ๒
เปน็ การใช้เอกสารราชการปลอม ในประการทน่ี ่าจะเกิดความเสยี หายแก่ผู้อืน่ หรอื ประชาชน โดย
เจตนา จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา
๒๖๕ เมื่อนายเอกผู้ใช้เอกสารราชการปลอมเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการนั้นเอง จึงลงโทษฐานใช้
เอกสารราชการปลอมกระทงเดยี วตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง
อน่ึง การใช้แผน่ ป้ายประกันภัยค้มุ ครองผู้ประสบภัยจากรถปลอมและการใช้แผ่นป้ายแสดง
การเสียภาษีรถยนต์ปลอมแม้จะติดท่ีรถยนต์คันที่ ๒ เพียงคันเดียว ก็เป็นการใช้เอกสารปลอมและ
ใช้เอกสารราชการปลอมโดยมีเจตนาแตกต่างกัน กล่าวคือ เจตนาให้เช่ือว่ารถยนต์ได้มีการ
ประกนั ภัยเจตนาหนึ่ง และให้เชอ่ื วา่ รถยนตไ์ ดเ้ สียภาษีประจาปตี ่อทางราชการแล้วอีกเจตนาหนึ่ง
จึงเป็นความผดิ ๒ กรรม (ฎกี าท่ี ๒๖๔๒/๒๕๔๑, ท่ี ๒๒/๒๕๔๒)
การที่นายเอกนาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์และแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครอง
ผู้ประสบภัยจากรถของจริงซ่ึงใช้กับรถยนต์คันแรกมาติดกับรถยนต์คันท่ี ๓ แม้จะเป็นรถคนละคัน
กัน นายเอกก็ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เพราะแผ่นป้ายแสดงการ
เสียภาษีรถยนต์และแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถทีน่ ายเอกนาไปติดกับรถยนต์
คนั ท่ี ๓ เป็นเอกสารท่แี ทจ้ รงิ ไมม่ กี ารปลอมเอกสาร (ฎีกาที่ ๑๓๔๗/๒๕๔๑)
ฎกี าท่ี ๒๔๖๓/๒๕๔๘ ฎ.๕๙๒ จาเลยถา่ ยสาเนาเอกสารแผน่ ปา้ ยแสดงการเสียภาษรี ถยนต์
ประจาปีและแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นภาพสีให้ปรากฏข้อความที่มีสี
ตัวอักษรและขนาดเหมือนฉบับท่ีแท้จริงแล้วนาไปใช้ติดที่รถยนต์บรรทุกและรถพ่วง มีลักษณะที่ทา
ให้หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารทแ่ี ท้จริง โดยประการที่นา่ จะเกิดความเสยี หายแก่นายทะเบียนยานพาหนะ
หรือผู้อืน่ ได้ จึงเป็นการปลอมเอกสารขน้ึ ทั้งฉบับ หาใชว่ ่าจาเลยจะต้องแก้ไขเปลย่ี นแปลงขอ้ ความให้
ผิดแผกแตกต่างไปจากต้นฉบับเอกสารท่ีแท้จริงไม่ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอม
เอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคหน่ึง
รถพ่วงของรถเป็นรถท่ีต้องเสียภาษีรถยนต์ประจาปีและจัดให้มีการประกันคว ามเสียหาย
292
สาหรบั ผู้ประสบภัยแยกตา่ งหากจากรถลากจูง การท่ีจาเลยถ่ายสาเนาเอกสารแผ่นป้ายแสดงการเสีย
ภาษีรถยนต์ประจาปีและแผ่นป้ายประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปติดท่ีรถยนต์บรรทุก ๒
คันและรถพ่วง ๒ คัน โดยมีเจตนาก่อให้เกดิ ผลต่างกันเพ่ือให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่า ได้เสียภาษีรถยนต์และ
ทาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว จึงเป็นการกระทาต่างกรรมต่างวาระแยกกันต่างหาก
จานวน ๔ กระทงตาม ป.อ. มาตรา ๙๑
ฎีกาที่ ๒๒/๒๕๔๒ ฎ.๑๖ การที่จาเลยที่ ๑ ปลอม ใช้ และอ้างแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์
ปลอม แผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีปลอม น้ัน จาเลยท่ี ๑ แสดงเอกสารดังกล่าว
ต่อเจ้าพนักงานตารวจในเวลาเดียวกัน และเอกสารและหลักฐานดงั กล่าวกต็ ิดอยู่ที่รถยนต์คนั เดียวกัน
จาเลยท่ี ๑ จึงมีเจตนาอย่างเดียวกัน คือ เพื่อให้เจ้าพนักงานตารวจเห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าว
เป็นรถยนต์ท่ีถูกต้องตามกฎหมาย การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา
มาตรา ๙๐
ขอ้ หาใชห้ รืออ้างแผ่นปา้ ยแสดงการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภยั จากรถปลอม ใชห้ รืออ้าง
ใบอนุญาตขับรถยนต์ปลอม และใช้หรืออ้างใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.๔) ปลอม น้ัน
แม้จะปรากฏว่าจาเลยได้แสดงต่อเจ้าพนักงานตารวจในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นเอกสารคนละ
ประเภทกันโดยเจตนาของการปลอม การใช้และอ้างซ่ึงเอกสารดังกล่าวมีเจตนาก่อให้เกิดผลที่
แตกตา่ งกัน การกระทาของจาเลยท่ี ๑ สว่ นนีจ้ งึ เปน็ คนละกรรมต่างกนั ตามมาตรา ๙๑
แผ่นป้ายแสดงการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมิใช่เอกสาร ซ่ึงเจ้าพนักงานได้ทา
ขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ จึงมิใช่เอกสารราชการ การปลอมและใช้แผ่นป้ายแสดงการประกันภัย
คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงเป็นเพียงความผิดตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก, ๒๖๘ วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก
ฎีกาที่ ๖๒๘๘/๒๕๔๕ ฎ.๒๔๓๓ ใบรับรองการตรวจสภาพรถท่ีกรมการขนส่งทางบกมอบ
ใหบ้ ริษัททีไ่ ด้รบั อนญุ าตเป็นผู้ออกใบรบั รองพนักงานของบริษัททีอ่ อกใบรบั รองไม่ใช่เจา้ พนกั งานตาม
กฎหมาย ใบรบั รองดังกล่าวจงึ ไมใ่ ชเ่ อกสารราชการ
ฎีกาท่ี ๔๐๗๓/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๖๐ แผน่ ปา้ ยวงกลมแสดงการเสยี ภาษรี ถยนตป์ ระจาปี
เปน็ เอกสารซง่ึ เจา้ พนกั งานได้ทาข้ึนในหนา้ ท่ตี ามมาตรา ๑ (๘) จึงเปน็ เอกสารราชการ
ฎีกาที่ ๕๑๗/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๓ น.๔๑ หมายเลขทะเบียนของรถยนต์แต่ละคันทางราชการ
เป็นผู้กาหนดและออกให้ใช้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะดวกต่อการควบคุม แผ่นป้าย
ทะเบยี นของกลางแม้จะเป็นแผ่นป้ายที่ทางราชการออกให้กับรถของจาเลย แต่ไดม้ ีการแก้ไขข้อความ
จากหมายเลขทะเบียน ๓ธ-๘๐๘๖ กรุงเทพมหานคร ให้กลายเป็นหมายเลขทะเบียน ๘ธ-๘๘๘๖
กรุงเทพมหานคร แม้รถยนต์ของจาเลยคันหมายเลขทะเบียน ๓ธ-๘๐๘๖ กรุงเทพมหานคร จะเป็น
ย่ีห้อหน่ึง ส่วนรถยนต์คนั หมายเลขทะเบยี น ๘ธ-๘๘๘๖ กรุงเทพมหานคร จะเป็นอีกย่ีห้อหน่ึง กอ็ าจ
ทาให้ผู้พบเห็นเข้าใจผิดได้ การที่จาเลยนารถยนต์ท่ีมีแผ่นป้ายทะเบียนอันเป็นเอกสารราชการปลอม
ออกใช้ ขับไปในที่ต่าง ๆ และแสดงต่อเจ้าหน้าท่ีตารวจ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
293
ประชาชนท่วั ไป การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานใชเ้ อกสารราชการปลอม
ฎีกาที่ ๑๓๔๗/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๕๗ เอาป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีท่ีแท้จริงของ
เจ้าพนักงานสาหรับรถยนต์คันหนึ่งไปติดรถยนต์คันอื่นท่ีไม่ได้เสียภาษีรถยนต์ประจาปี ไม่เป็น
ความผิดฐานใชเ้ อกสารราชการปลอม เพราะมิได้กระทาการปลอมเอกสารแต่อย่างใด
ข้อ ๕๖ คาถาม นายดาจดทะเบียนสมรสกับนางขาวมีบุตรด้วยกัน ๓ คน นายดาได้
ลงลายมือช่ือในแบบพิมพ์หนังสือมอบอานาจของกรมที่ดิน โดยไม่ได้กรอกข้อความ มอบให้แก่
นางขาวขณะที่ยังรักใคร่กันดี ต่อมานายดาคบหากับนางสาวฟ้าในฐานะคนรัก นางขาวทราบเรื่อง
จึงขอหย่ากับนายดา นายดาตกลงหย่า โดยทาหนังสือข้อตกลงว่า นายดาจะไถ่ถอนบ้านพร้อมท่ีดิน
ท่ีนายดาและนางขาวจดทะเบียนจานองกับธนาคารและให้นางขาวนาไปขายแล้วนาเงินส่วนที่เหลือ
จากการชาระหนี้ธนาคาร เป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรท้ังสาม โดยนายดาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงิน
ดังกล่าว ต่อมานายดาและนางขาวจดทะเบียนหย่ากัน เวลาผ่านไปหน่ึงเดือน นายดากับนางสาวฟ้า
ได้เดินทางไปท่ีอาเภอเพื่อจดทะเบียนสมรสกัน นายดาแจ้งปลัดอาเภอที่มีหน้าท่ีจดทะเบียนสมรสว่า
นายดาเคยสมรสกับนางขาวมีบุตรด้วยกนั ๓ คน แตไ่ ม่ได้จดทะเบียนสมรส และปลัดอาเภอไดบ้ ันทึก
ไว้ในคาขอจดทะเบียนสมรสซ่ึงปลัดอาเภอได้ลงชื่อไว้ด้วย แล้วจดทะเบียนสมรสให้ ต่อมานางขาว
ทราบเร่ืองจึงได้นาหนังสือมอบอานาจที่นายดาลงลายมือชื่อไว้ก่อนทาข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน
ไปกรอกข้อความว่า นายดามอบอานาจให้นางขาวไถ่ถอนจานองและขายบ้านพร้อมท่ีดิน โดยให้
นางหนึ่งและนางสองลงลายมือช่ือรับรองเป็นพยานว่า นายดาลงลายมือช่ือต่อหน้าตน และนางขาว
นาหนังสือมอบอานาจดังกล่าวไปจดทะเบียนไถ่ถอนจานอง และขายบ้านพร้อมท่ีดินได้เงินมา
๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชาระหน้ีธนาคารแล้วมีเงินเหลือ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วนางขาวหลบหนีไป
ไมน่ าเงินมาเปน็ ทนุ การศกึ ษาแก่บตุ รทั้งสาม
ให้วนิ ิจฉยั วา่ นายดาและนางขาวมีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรอื ไม่
คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายดา การที่นายดาแจ้งปลัดอาเภอท่ีมีหน้าที่จด
ทะเบียนสมรสว่า นายดาเคยสมรสกับนางขาวมีบุตรด้วยกัน ๓ คน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และ
ปลัดอาเภอได้บันทึกไว้ในคาขอจดทะเบียนสมรสซ่ึงปลัดอาเภอได้ลงชื่อไว้ด้วย แม้จะเป็นการแจ้ง
ข้อความอันเป็นเท็จแกเ่ จ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ และเป็นการแจ้งให้
เจ้าพนักงานผู้กระทาการตามหน้าท่ีจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซ่ึงมี
วัตถปุ ระสงคส์ าหรับใช้เป็นพยานหลักฐานตามมาตรา ๒๖๗ แต่ขณะที่นายดาได้จดทะเบียนสมรส
กับนางสาวฟ้า นายดาไม่มีคู่สมรส เพราะนายดาจดทะเบียนหย่ากับนางขาวก่อนท่ีจดทะเบียน
สมรสคร้งั หลัง จงึ ไมเ่ ปน็ การฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรสตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา
๑๔๕๒ การที่นายดาไมม่ ีคสู่ มรสอยู่ในขณะท่ีจดทะเบียนสมรส แม้นายดาจะแจ้งว่า นายดาเคยสมรส
แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ก็มีผลอย่างเดียวกันว่านายดาไม่มีคู่สมรสในขณะที่นายดาจดทะเบียน
294
สมรสกบั นางสาวฟ้านั่นเอง การท่ีนายทะเบียนจดทะเบยี นสมรสให้นายดากบั นางสาวฟ้า โดยเชื่อ
ว่านายดาไม่เคยสมรสมาก่อน จึงไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรอื ประชาชน นายดาจึงไม่มี
ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา ๑๓๗ และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความ
อันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามมาตรา ๒๖๗ (ฎกี าท่ี ๑๒๓๗/๒๕๔๔)
ความผิดทางอาญาของนางขาว แม้การกรอกข้อความลงในกระดาษซ่ึงมีลายมือชื่อของ
ผู้อ่ืน โดยไม่ได้รับความยินยอม ถ้าได้กระทาเพื่อนาเอาเอกสารน้ันไปใช้ในกิจการท่ีอาจจะเกิด
ความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้น้ันปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๖๔ วรรคสอง แต่การท่ีนางขาวนาหนังสือมอบอานาจที่นายดาลงลายมือช่ือไว้ก่อนทา
ข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน ไปกรอกข้อความว่า นายดามอบอานาจให้นางขาวไถ่ถอนจานองและขาย
บ้านพร้อมที่ดิน และนางขาวนาหนังสือมอบอานาจดังกล่าวไปจดทะเบียนไถ่ถอนจานอง และขาย
บ้านพร้อมท่ีดิน เป็นการกระทาข้ึนภายหลังจากนางขาวและนายดาทาบันทึกข้อตกลงเรื่อง
ทรัพย์สนิ แล้ว ข้อความท่ีนางขาวเติมลงในหนังสือมอบอานาจ ก็เป็นกิจการท่ีนายดามีหนา้ ทีต่ ้อง
ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงท่ีนายดาแสดงเจตนาไว้ ประกอบกับการท่ีนางขาวนาเอาหนังสือมอบ
อานาจน้ันไปใช้จดทะเบียนไถ่ถอนจานองและขายท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก็ตรงตามที่นายดา
และนางขาวทาบันทึกข้อตกลง ให้นางขาวนาท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายได้ การที่นางขาว
กรอกข้อความลงในแบบพิมพห์ นังสือมอบอานาจท่ีนายดาลงลายมอื ช่ือไว้ จึงมิได้เป็นการกระทา
ขึ้นเพ่ือนาเอาหนังสือมอบอานาจนั้นไปใช้ในกิจการอื่นนอกเหนือไปจากข้อตกลงอันอาจเกิด
ความเสียหายแก่นายดาหรือผู้หน่ึงผู้ใดหรือประชาชนแต่ประการใด ส่วนการที่นางขาวขายท่ีดิน
พร้อมสง่ิ ปลูกสรา้ งไปแลว้ ไม่นาเงินท่ีเหลือจากการชาระหนี้ไถถ่ อนท่ีดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างไปฝาก
ธนาคารเพ่ือเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรท้ังสาม ก็เป็นเร่ืองผิดสัญญาทางแพ่ง เป็นเรื่องที่นางขาวมี
หน้าที่ต้องกระทาภายหลังจากขายท่ีดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างได้ ไม่เก่ียวกับการไถ่ถอนจานองและ
ขายท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยการใช้แบบพิมพ์หนังสือมอบอานาจที่นายดาลงลายมือชื่อไว้
การกระทาของนางขาวจึงไม่เป็นการปลอมเอกสารตามมาตรา ๒๖๔ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๒๓๑๗/
๒๕๔๓)
ฎีกาที่ ๑๒๓๗/๒๕๔๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๕๕ ขณะท่ีจาเลยได้จดทะเบียนสมรสกับ ส. ในวันที่
๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๑ จาเลยไม่มีคู่สมรสเพราะจาเลยจดทะเบียนหย่ากับ ค. แล้ว ต้ังแต่วันท่ี ๔
กรกฎาคม ๒๕๑๕ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๔๕๒ การท่ีจาเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะท่ีจดทะเบียนสมรส แม้จาเลยจะแจ้งว่าจาเลยเคย
สมรส แต่ไม่ได้จดทะเบยี นสมรสก็มผี ลอยา่ งเดยี วกันว่า จาเลยไม่มีคสู่ มรสในขณะท่จี าเลยจดทะเบียน
สมรสกับ ส. น่ันเอง การท่ีนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้จาเลยกับ ส. โดยเชื่อว่าจาเลยไม่เคย
สมรสมาก่อน จึงไม่อาจทาให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
ประชาชน จาเลยจงึ ไม่มีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗
ฎีกาท่ี ๒๓๑๗/๒๕๔๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๖๙ จาเลยท้ังสามร่วมกันนาแบบพิมพ์หนังสือมอบ
295
อานาจที่โจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อไว้ตั้งแต่ก่อนที่โจทก์กับจาเลยที่ ๑ จะหย่าขาดจากกันไปกรอก
ข้อความว่า โจทก์มอบอานาจให้จาเลยท่ี ๑ ไถ่ถอนจานองและขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดย
จาเลยท่ี ๒ กับท่ี ๓ ลงลายมือชื่อรับรองเป็นพยานว่าโจทก์ลงลายมือช่ือต่อหน้า แต่การกรอก
ข้อความดังกล่าวในหนังสือมอบอานาจน้ันโจทก์ระบุในฟ้องว่า จาเลยท้ังสามร่วมกันกระทาข้ึน
ภายหลังจากโจทก์กับจาเลยที่ ๑ ทาบันทึกข้อตกลงทางแพ่งแล้ว ท้ังกิจการมอบอานาจตามท่ีระบุไว้
ในหนังสือมอบอานาจให้จาเลยที่ ๑ มีอานาจไถ่ถอนจานองและขายท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็น
กิจการที่โจทก์มีหน้าท่ีต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงทางแพ่งที่โจทก์แสดงเจตนาไว้ ประกอบกับ
การที่จาเลยท่ี ๑ นาเอาหนังสือมอบอานาจน้ันไปใช้จดทะเบียนไถ่ถอนจานองและขายที่ดินพร้อม
สิ่งปลูกสร้างก็ตรงตามที่โจทก์กับจาเลยที่ ๑ ทาบันทึกข้อตกลงให้จาเลยที่ ๑ นาท่ีดินพร้อมสิ่งปลูก
สร้างไปขายได้ การที่จาเลยทั้งสามร่วมกันกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์หนังสือมอบอานาจท่ีโจทก์
ลงลายมือชื่อไว้ จึงมิได้เป็นการกระทาข้ึนเพ่ือนาเอาหนังสือมอบอานาจน้ั นไปใช้ในกิจการอ่ืน
นอกเหนือไปจากขอ้ ตกลงอันอาจเกดิ ความเสียหายแก่โจทกห์ รือผู้หน่ึงผู้ใดหรือประชาชนแต่ประการ
ใด ส่วนการท่ีจาเลยที่ ๑ ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปแล้วไม่นาเงินที่เหลือจากการชาระหน้ีไถถ่ อน
จานองท่ีดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างไปซื้อหรือวางเงินดาวน์บ้านหลังใหม่และไม่นาเงนิ ไปฝากธนาคารเพ่ือ
เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรจาเลยทั้งสามก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง เป็นเร่ืองที่จาเลยท่ี ๑ มีหน้าที่
ต้องกระทาภายหลังจากขายท่ีดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างได้ ไม่เกี่ยวกับการไถ่ถอนจานองและขายที่ดิน
พรอ้ มสงิ่ ปลกู สร้างโดยการใชแ้ บบพมิ พ์หนังสอื มอบอานาจใหโ้ จทกล์ งลายมือชอื่ ไว้
ฎกี านา่ สนใจเรือ่ งเปน็ เอกสาร
ฎีกาท่ี ๔๓๑๑/๒๕๕๗ ฎ.๑๐๖๕ จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันพิมพ์หนังสือแต่งต้ังตัวแทน
จาหน่ายอุปกรณ์กันระเบิดพร้อมระบุเงื่อนไขในการสั่งซื้อ ราคาขาย และส่วนลด เง่ือนไขในการ
ชาระเงิน การส่งเสริมการขาย และเงื่อนไขที่ทาให้ตัวแทนจาหน่ายส้ินสุดลงในเคร่ืองคอมพิวเตอร์
ถือเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นวัตถุอื่นใดทาให้ปรากฏความหมายซึ่งสามารถอ่านหรือเห็น
ความหมายได้โดยบุคคลที่พิมพ์ตัวอักษรน้ันแล้วเก็บไว้ในเคร่ืองคอมพิวเตอร์เพ่ือเป็นหลักฐาน ซ่ึง
จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ สามารถนาไปใชไ้ ดเ้ มอ่ื ต้องการจะใช้ จงึ เปน็ เอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๗)
หนังสือแต่งตั้งตัวแทนจาหน่ายอุปกรณ์กันระเบิดปลอมมีข้อความว่าผู้เสียหายตกลงให้
จาเลยท่ี ๑ เป็นตัวแทนในการจาหน่ายอุปกรณ์กันระเบิดพร้อมระบุเงื่อนไขในการสั่งซื้อ ราคาขาย
และส่วนลด เงื่อนไขในการชาระเงิน การส่งเสริมการขาย และเง่ือนไขท่ีทาให้ตัวแทนจาหน่าย
ส้ินสุดลง เป็นเพียงเอกสารท่ีผู้เสียหายมอบอานาจให้จาเลยท่ี ๑ มีอานาจทานิติกรรมแทนผู้เสียหาย
เท่าน้ัน ไม่เป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อตั้งสทิ ธิ จึงไม่ใช่เป็นเอกสารสิทธิตามมาตรา ๑ (๙)
จาเลยที่ ๓ จงึ ไม่มคี วามผิดตามมาตรา ๒๖๕ คงมคี วามผิดเพียงมาตรา ๒๖๔
ฎีกาที่ ๑๕๖๔/๒๕๕๗ ใบสั่งจองท่ียังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ เพื่อให้เป็นหลักฐาน
296
ในการสั่งจองพระเคร่ืองท่ีโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดสร้าง มิใช่เอกสารตามความหมายของ ป.อ. มาตรา
๑ (๗) แม้จาเลยไม่คืนให้โจทก์ร่วม จาเลยก็ไม่มีความผิดฐานเอาไปเสีย ซ่อนเร้น ทาให้สูญหาย
หรือไรป้ ระโยชน์ซงึ่ เอกสารของผ้อู ่นื โดยประการท่ีน่าจะเกดิ ความเสยี หายแก่ผู้อ่นื เชน่ กนั
ฎีกาท่ี ๕๖๗๔/๒๕๔๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๘ แบบพิมพ์เช็คที่ยังไม่ได้กรอกรายการ เท่ากับยัง
มิได้ทาให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข อันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น จึงไม่เป็น
เอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๗) แม้จาเลยเอาแบบพมิ พเ์ ชค็ ของผู้เสียหายไป ก็ไม่มี
ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘
ข้อสังเกต ในอดีตเช็คของบางธนาคาร จะมีเพียงข้อความระบุว่าเป็นเช็คธนาคารใด โดยไม่ระบุว่า
เจ้าของบัญชีทจ่ี ะลงชอื่ ส่งั จ่ายเงินตามเช็คเป็นใคร นี่อาจจะเปน็ สาเหตุหนึง่ ท่ที าให้ศาลฎกี าวินิจฉัยว่า
แบบพิมพ์เช็คไม่เป็นเอกสาร แต่ในปัจจุบันแบบพิมพ์เช็คจะระบุเลขที่บัญชีและเจ้าของบัญชีตามเช็ค
แล้ว หากมีคดีข้ึนสู่ศาลฎีกาอีก คงต้องรอดูว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าเป็นเอกสารหรือไม่ หรือหาก
เทียบกับแบบใบอนุญาตขับรถ ซ่ึงศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเอกสารราชการซ่ึงเจ้าพนักงานได้จัดทาขึ้น
ก็เพราะปรากฏข้อความบางสว่ นใหเ้ ห็นเปน็ ประจกั ษ์ว่า เป็นแบบใบอนญุ าตของทางราชการทแี่ ท้จริง
แม้ยังไม่กรอกข้อความอื่นลงไป
ฎีกาที่ ๒๖๖๗/๒๕๓๖ แบบใบอนุญาตขับรถ เป็นเอกสารราชการซ่ึงเจ้าพนักงานได้จัดทา
ขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๘) ผู้ใดจะทาขึ้นเองไม่ได้ การที่จาเลยพิมพ์แบบ
ใบอนุญาตขับรถขนึ้ เอง โดยปรากฏข้อความบางส่วนให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า เปน็ แบบใบอนุญาตของ
ทางราชการที่แทจ้ ริง แม้ยังไมก่ รอกข้อความอ่ืนลงไป ก็เปน็ การปลอมข้อความบางส่วนลงไปแล้ว จึง
เป็นการปลอมเอกสารราชการ ทาให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นแบบใบอนุญาตขับรถของทางราชการ
ท่ีแทจ้ ริง
อานาจในการทาเอกสาร
ฎีกาท่ี ๖๕๐๕/๒๕๖๐ ฎ.๒๔๕๐ ใบเสร็จรับเงินท่ีจาเลยท่ี ๒ กรอกข้อความและลงลายมือ
ชื่อรับเงินในช่องฝ่ายบัญชี เป็นสาเนาภาพถ่ายจากต้นฉบับแบบพิมพ์ใบเสร็จรับเงินที่แท้จริงขณะ
ยังไม่กรอกข้อความ แล้วนามากรอกข้อความและลงลายมือซื่อรับเงินในช่องฝ่ายบัญชีเพื่อแสดงว่า
ใบเสร็จรับเงินเลขท่ีนั้นยังไม่ได้ใช้เก็บเงินมาก่อน ทั้งที่ใบเสร็จรับเงินที่แท้จริงของโจทก์ร่วมเลขท่ีน้ัน
ได้ใช้ออกเพ่ือแสดงการรับเงินให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว ไม่ใช่เร่ืองที่จาเลยท่ี ๒ นาใบเสร็จรับเงิน
ท่แี ท้จริงของโจทก์ร่วมซึ่งใช้งานอยมู่ ากรอกข้อความที่ไม่ตรงความจริงซึ่งเป็นเอกสารจรงิ แต่ข้อความ
ในเอกสารเป็นเท็จ การกระทาของจาเลยที่ ๒ เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๔ วรรคแรก
ฎีกาท่ี ๙๕๕๐/๒๕๕๘ ฎ.๑๖๐๒ หากจาเลยเป็นผู้ทาเอกสารเก่ียวกับค่าทางาน ค่าเช่ารถ
กับการนาเคร่ืองจักรและรถยนต์มาใช้งานในโครงการตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทาของจาเลย
297
กไ็ ม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร เพราะเอกสารนั้นเป็นเอกสารของจาเลยผ้ทู าข้ึนเองไม่ใช่เอกสาร
ของคนอ่ืน แม้หัวกระดาษของเอกสารจะมีชื่อบริษัท จ. แต่ข้อความท่ีปรากฏในเอกสารนอกจาก
จะไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท จ. แล้ว บริษัท จ.ยังอนุญาตให้ใช้หัวกระดาษท่ีมีชื่อของบริษัทในไซด์งาน
เม่อื การกระทาของจาเลยไมเ่ ป็นการทาเอกสารปลอม กย็ อ่ มไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานใชเ้ อกสารปลอม
ฎีกาท่ี ๑๔๒๑๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๖๗ จาเลยท่ี ๒ ร่วมกันทาหนังสือขอเลิกสัญญา
จะซ้ือจะขายที่ดินโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ท้ังสอง การกระทาของจาเลยที่ ๒ ก็มิได้เป็น
การร่วมกันทาปลอมหนังสือขอเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้ึนทั้งฉบับหรือแต่ส่วน หนึ่งส่วนใด
เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารท่ีแท้จริง หรือประทับตราปลอม
หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร อันจะเป็นการปลอมเอกสารสิทธิแต่อย่างใด การกระทาของ
จาเลยที่ ๒ ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและร่วมกัน
ใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้อง แม้จะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ท้ังสอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่า
กล่าวเอาแก่จาเลยท่ี ๒ ในทางแพ่ง
ข้อสงั เกต คดนี ้ีแม้ไม่มีสิทธิตามกฎหมายท่ีจะเลิกสัญญา แต่จาเลยที่ ๒ มีอานาจทาเอกสาร จึงไม่ใช่
เอกสารปลอม
ฎีกาท่ี ๑๐๕๑๗/๒๕๕๙ จาเลยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวดั บ้านขว้าง หรือเป็นกรรมการวัด หรือ
มีส่วนเกี่ยวข้องในวัดบ้านขว้างที่จะมีอานาจจัดทอดผ้าป่าโดยลาพัง การที่จาเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่า
ซ่ึงข้อความบนซองผ้าป่าของกลางเป็นการเชิญชวนให้ร่วมทาบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดบ้านขว้าง
ท้ังทจ่ี าเลยไม่มีอานาจโดยลาพังที่จะจดั ทอดผ้าป่าในนามวัดบา้ นขว้างโดยพลการเพราะไมไ่ ดแ้ จ้งหรือ
ขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดและไม่ได้ผ่านการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัด เจ้าอาวาสวัด
ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นาชุมชนรวมทั้งชาวบ้าน ทั้งซองผ้าป่าของกลางท่ีจัดพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้อื่นไม่มีรอยตรา
ของวัดประทับด้านหลังซอง การจัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าวจึงเป็นการทาเอกสารปลอมขึ้นมาใหม่
ทั้งฉบับ โดยจาเลยไม่มีอานาจ ลักษณะข้อความตามซองผ้าป่าของกลางระบุชัดเจนว่าเป็นการ
ทอดผ้าป่า ณ วัดบ้านขว้าง ทาให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่าเป็นซองผ้าป่าที่แท้จริงท่ีจัดทาขึ้นโดยวั ด
บ้านขว้าง ท้ังที่ความจริงแล้วทางวัดบ้านขว้างมิได้รับรู้ด้วย หากมีการนาซองผ้าป่าดังกล่าวไปใช้
โดยไม่สุจริตนาออกเร่ียไรเงินจากชาวบ้านแล้วไม่นาเงินมาทาบุญท่ีวัดบ้านขว้างตามที่ระบุในซอง
ผ้าป่า ย่อมเกิดความเสื่อมเสีย หรอื เสียช่ือเสียง หรือขาดความเลื่อมใสศรทั ธาท่ีมตี ่อวัดบ้านขว้างและ
เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง แม้ผลของการกระทาจะยังไม่ปรากฏความเสียหาย แต่พิจารณาพฤติการณ์
ประกอบการกระทาของจาเลยท่ีพจิ ารณาไดจ้ ากความคิดธรรมดาของบุคคลท่ัวไปในลักษณะเดยี วกับ
จาเลย ก็น่าจะเกิดความเสียหายได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทาโดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่
ผู้อืน่ หรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก แลว้
ฎีกาที่ ๔๖๐๕/๒๕๕๘ ฎ.๕๓๓ จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๕ ร่วมกันใช้ให้จาเลยท่ี ๖ พิมพ์ข้อความ
เพ่ิมเติมลงไปในเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงเพ่ือให้ผู้อ่ืนหลงเช่ือว่าเป็นเอกสาร
ที่แท้จริงเพ่ือปกปิดการกระทาความผิดของตนซึ่งน่าจะทาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย
298
แม้จาเลยท่ี ๖ ไม่มีอานาจในการทาเอกสารน้ัน ก็ถือเป็นเอกสารเท็จและเป็นเอกสารปลอม จาเลย
ท้ังหกยอ่ มมีความผิดฐานรว่ มกันปลอมเอกสารสิทธิอนั เป็นเอกสารราชการ
แม้จาเลยท้ังหกปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการโดยมีเจตนาท่ีจะให้เป็นหลักฐาน
การเบียดบังยักยอกทรัพย์ แต่การปลอมเอกสารมิได้มีเจตนามุ่งประสงค์ให้เกิดความสาเร็จในการ
ยักยอกเงิน ซึ่งจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ได้ร่วมกันกระทาความผิดไปก่อนหน้าแล้ว หากแต่เป็นการกระทา
หรือปกปิดการกระทาความผิดท่ีเกิดข้ึนแล้วอนั เปน็ การกระทาอกี กรรมหน่ึงตา่ งหากจากความผดิ ฐาน
เปน็ เจา้ พนักงานยักยอกทรพั ย์ จงึ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกนั
ฎีกาที่ ๔๑๓๕/๒๕๕๒ ฎ.๑๔๖๑ การลงลายมือช่ือแทน แม้เจ้าของลายมือช่ือจะให้ความ
ยนิ ยอมกไ็ มท่ าให้เป็นลายมือชื่อที่แทจ้ รงิ จึงเปน็ เอกสารปลอม
ฎกี าท่ี ๔๕๓๒/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๗ การท่ีจาเลยนาสมุดบันทึกการประชุมในวันที่ ๑๕
และ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๘ ไปให้ จ. และ ส. ลงลายมือช่ือในบันทึกการประชุม ท้ังท่ีไม่ได้มีการ
ประชมุ และบนั ทกึ รายงานการประชมุ ดงั กล่าวระบุวา่ ร. เปน็ ผูจ้ ดรายงานการประชุมการกระทาของ
จาเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ ร. ผู้ที่ไม่ได้เข้า
ร่วมประชุมแต่มีช่ือเข้าร่วมประชุมและประชาชนทั่วไปในตาบลท่าเรือ ทั้งเอกสารที่ทาปลอมขึ้นนั้น
เป็นบนั ทึกรายงานการประชมุ ของสมาชิกสภาองคก์ ารบริหารส่วนตาบลทา่ เรอื เป็นการปฏิบัติหนา้ ที่
ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตาบลในราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นการปลอมเอกสารราชการ
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ เม่ือจาเลยซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตาบลท่าเรือ
มีหน้าท่ีขออนุมัติข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๘ จากสมาชิก
องค์การบริหารส่วนตาบลท่าเรือเพ่ือนาเสนอนายอาเภอเมืองนครศรีธรรมราชอนุมัติ จาเลยจึงมี
ความผดิ ฐานเป็นเจ้าพนกั งานมีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสาร กระทาการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่
ตนมีหน้าที่นั้นตาม ป.อ. มาตรา ๑๖๑ และการที่จาเลยลงลายมือชื่อรับรองสาเนารายงานการ
ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวในสาเนาข้อบังคบั เร่ืองงบประมาณรายจ่ายประจาปี พ.ศ.๒๕๓๘ ว่ามกี าร
ประชุมจริง จาเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าท่ีรับเอกสารรับรองเป็นหลักฐานว่าการ
อย่างใดได้กระทาต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๖๒ (๑) และจาเลยเป็น
เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตาบล
ท่าเรือ และประชาชนในตาบลท่าเรือ โดยการนางบประมาณมาจัดประมูลให้ผู้รับเหมาทางานตามที่
ตนเองต้องการ อันเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เพอื่ ตนเองหรือผอู้ ่ืนโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย จึงเป็น
การปฏิบัติหนา้ ที่โดยทุจรติ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
จาเลยปลอมบันทึกการประชุม ๒ ฉบับ อันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ
เจ้าพนกั งานปลอมเอกสาร ความผิดต่อตาแหน่งหนา้ ท่ีราชการและเป็นเจ้าพนักงานปฏบิ ัติหน้าทีโ่ ดย
มิชอบก็เพื่อให้นายอาเภอเมืองนครศรีธรรมราชอนุมัติข้อบังคับเร่ืองงบประมาณรายจ่ายประจาปี
พ.ศ. ๒๕๓๘ ขององค์การบริหารส่วนตาบลท่าเรือ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาความผิด
กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท
299
ข้อสังเกต ถ้าทุกคนที่มีช่ือในเอกสารลงลายมือชื่อของตนไว้ โดยไม่มีการประชุมเอกสารอาจจะเป็น
เพียงเอกสารเท็จ ไม่ใช่เอกสารปลอม เพราะเป็นเอกสารของผู้มีอานาจทาเอกสาร แต่คดีน้ีมีการ
ปลอมลายมือชือ่ ของบุคคลบางคนในเอกสาร จึงเป็นการปลอมเอกสาร เพราะผทู้ ่ีถกู ปลอมลายมือช่ือ
ซึง่ เปน็ สว่ นหน่งึ ของผู้มีอานาจทาเอกสาร ไมไ่ ด้ทาเอกสาร จึงเปน็ เอกสารปลอม ไม่ใช่เอกสารเทจ็
ฎีกาที่ ๖๕๐๙/๒๕๔๙ ฎ.๒๐๐๘ จาเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของ
บริษัทจาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นประธานท่ีประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการทารายงานการ
ประชุมของจาเลยท่ี ๑ การที่จาเลยท่ี ๒ ได้จัดให้มีการทาบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นขึ้นตาม
หน้าที่ของตน และลงลายมือช่ือตนเองเป็นประธานท่ีประชุม มิได้ทาในนามของบุคคลอื่น จึงเป็น
เอกสารท่ีแท้จริงของจาเลยท่ี ๒ แม้ข้อความในเอกสารจะไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการประชุม
ดังกล่าว ก็เป็นการทาเอกสารอันเป็นความเท็จเท่าน้ัน ไม่ทาให้เป็นเอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๔ เม่ือการกระทาดังกล่าวไม่เป็นการปลอมเอกสาร การกระทาของจาเลยท้ังห้า จึงไม่เป็น
ความผดิ ฐานรว่ มกนั ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๔, ๒๖๘
ฎีกาท่ี ๑๐๓๒/๒๕๕๘ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่า จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๓ กับพวกอีก ๒
คน ทาหนังสือขอให้โจทก์ที่ ๑ ในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรเรียกประชุมใหญ่
วสิ ามญั เพ่ือแต่งตั้งคณะกรรมการสมาคมชุดใหม่ โดยร่วมกันลงลายมือชอื่ ในหนังสือดังกล่าวในฐานะ
สมาชิกสามัญของสมาคม ท้ัง ๆ ท่ีบุคคลที่ลงลายมือชื่อในหนังสือขอให้เรียกประชุมและผู้เข้าร่วม
ประชุมใหญ่บางคนมิได้เป็นสมาชิกสามัญของสมาคม แล้วนาเอกสารที่เกี่ยวข้องไปขอจดทะเบียน
เปล่ียนแปลงกรรมการสมาคมต่อนายทะเบียน แต่เม่ือหนังสือขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญ
เป็นเอกสารที่จาเลยท่ี ๑ ถึง ๒๓ กับพวกได้จัดทาขึ้นเองและลงลายมือช่ือของตนเอง นอกจากนั้น
บญั ชรี ายชื่อร่วมการประชุมใหญ่วิสามัญก็มีผู้เข้าร่วมประชุมลงลายมอื ช่ือของตนเอง กรณีจึงเป็นการ
ที่โจทก์ท้ังสี่ฟ้องกล่าวอ้างว่า จาเลยท้ังแปดสิบสามได้ร่วมกันจัดทาเอกสารที่มีข้อความอันเป็นเท็จ
เก่ียวกับฐานะของผู้จัดทาหนังสือขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญและผู้เข้าร่วมประชุมว่าเป็นสมาชิก
สามัญ โดยที่บางคนมิได้เป็นสมาชิกสามัญ ซ่ึงอาจมีผลให้การประชุมใหญ่วิสามัญของสมาคมไม่ชอบ
ดว้ ยข้อบังคับของสมาคมเท่าน้ัน หาใช่เปน็ การทาเอกสารปลอมขนึ้ ทง้ั ฉบับหรือแต่ส่วนใดสว่ นหน่ึงไม่
ท้ังมิใช่การลงลายมือชื่อปลอมหรือประทับตราปลอมลงในเอกสาร เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็น
เอกสารที่แท้จริง นอกจากนี้โจทก์ทั้งส่ีฟ้องว่าจาเลยที่ ๓๙ ลงลายมือชื่อรับรองสาเนาถูกต้องใน
ทะเบียนสมาชิกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเสริมมิตรวิทยา อันเป็นการรับรองเอกสารที่มีข้อความเป็น
เท็จโดยไม่มีต้นฉบับอยู่จริงน้ัน เมื่อโจทก์ท้ังสี่กล่าวอ้างว่า จาเลยท่ี ๓๙ มีหน้าที่รักษาการแทน
นายทะเบียนสมาคม มีหน้าท่ีรับและจาหน่ายสมาชิก รักษาทาเนียบกับทาทะเบียนต่าง ๆ ของ
สมาคม ดังน้ันแม้จาเลยที่ ๓๙ จัดทาทะเบียนสมาชิกของสมาคมอันเป็นความเท็จเพราะมีบุคคล
จานวนหน่ึงท่ีมิได้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์หรือสมาชิกสามัญมีรายช่ืออยู่ในทะเบียนของสมาคม ก็เป็น
เร่ืองที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวหาว่าจาเลยท่ี ๓๙ ซ่ึงมีหน้าท่ีจัดทาทะเบียนสมาชิกของสมาคม ได้จัดทาและ
รับรองเอกสารอนั มีข้อความเป็นเท็จเช่นกัน หาใช่เป็นการทาเอกสารปลอมขึ้นท้ังฉบับหรือแตส่ ่วนใด
300
ส่วนหนึ่ง ทั้งมิใช่การลงลายมือชื่อปลอมหรือประทับตราปลอมลงในเอกสาร เพื่อให้ผู้หน่ึงผู้ใด
หลงเช่อื ว่าเปน็ เอกสารทแ่ี ท้จริงไม่
ฎีกาที่ ๕๕๙๙/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๗ จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจเขียนข้อความลงใน
ใบสั่งจ่ายน้ามัน ท้ัง ๆ ที่ทราบว่าตนไม่มีอานาจกระทาได้ จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร การที่
จาเลยนาเอกสารปลอมไปย่ืนต่อพนักงานของสถานีบริการน้ามันเพ่ือประโยชน์ในการเติมน้ามัน
ใสร่ ถยนต์ของจาเลย จึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมด้วย เอกสารใบสง่ั จ่ายน้ามันเชอื้ เพลิงดงั กล่าว
เป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานตารวจผู้ทาหน้าท่ีพลขับจะต้องกรอกข้อความให้ชัดเ จนว่าเติมน้ามัน
เชื้อเพลิงเพ่ือใช้ในราชการใด จานวนเท่าใด จึงเป็นการทาขึ้นในหน้าที่ อันเป็นเอกสารราชการตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๘) การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร
ราชการและใชเ้ อกสารราชการปลอม
ใบส่ังจ่ายน้ามันเช้ือเพลิงที่ถูกลักไป ต่อมาตกอยู่ในความครอบครองของจาเลย เม่ือจาเลย
นาไปกรอกขอ้ ความเพื่อใช้สทิ ธเิ ติมนา้ มัน ย่อมแสดงใหเ้ ห็นว่าจาเลยทราบวา่ ใบสั่งจา่ ยน้ามนั เชือ้ เพลิง
ดังกลา่ วได้มาจากการกระทาผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ จาเลยมคี วามผดิ ฐานรับของโจร
ข้อสังเกต การทาเอกสารแล้วลงชื่อของตนเองปกติจะเป็นเพียงเอกสารเท็จ ไม่ใช่เอกสารปลอม แต่
คดีนี้การลงชื่อทาเอกสารเป็นการลงชื่อในตาแหน่งเจ้าพนักงานตารวจผู้ทาหน้าที่พลขับ เม่ือจาเลย
ไมใ่ ชพ่ ลขบั เป็นการปลอมตาแหนง่ จงึ เป็นการปลอมเอกสาร
ปลอมขนึ้ ทั้งฉบับหรือปลอมแต่ส่วนหน่งึ ส่วนใด
ฎีกาที่ ๙๓๒๑/๒๕๕๔ ฎ.๑๙๕๓ จาเลยที่ ๑ เขียนข้อความเพ่ิมเติมในใบฝากเงินภายหลัง
เป็นการเติมข้อความถึงการมีอยู่ของเอกสารต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในฐานะท่ีตนเอง
มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทาใบฝากเงินข้ามเขต และท่ีมีการรับรองสาเนาใบฝากเงินว่าถ่ายมาจาก
สานวนการสอบสวนจริงโดยจาเลยที่ ๓ ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการ
สอบสวนความรับผิดทางวินัยเป็นผู้รับรองนั้น มิใช่เป็นการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเน้ือความ
ของใบฝากเงินข้ามเขตต้นฉบับให้มีความหมายเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีมูลให้รับฟังว่าจาเลยทั้งสาม
รว่ มกันปลอมและใชใ้ บฝากเงนิ ข้ามเขตซึง่ เป็นเอกสารสทิ ธิปลอมตามฟอ้ ง
ฎกี าที่ ๖๒๖๖/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๒๔ การทจ่ี าเลยขดู ลบเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืน
ของเจ้าพนกั งานออกท้ังหมดเป็นเพียงการทาลายเอกสาร ไม่ใช่การปลอมเอกสาร เพราะไม่มเี อกสาร
เหลืออยู่ให้ผู้หน่ึงผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารท่ีแท้จริง การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐาน
ปลอมเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๘
ฎีกาท่ี ๓๐๖๓/๒๕๕๒ ฎ.๘๔๖ จาเลยกับพวกร่วมกันนาเอาโฉนดที่ดินของผู้เสียหายและ
แบบพิมพ์หนังสือมอบอานาจท่ีมีเพียงลายมือช่ือของผู้เสียหายลงไว้ในช่องผู้มอบอานาจไปโดยไม่ได้
รับอนุญาต แล้วนาไปกรอกขอ้ ความวา่ ผเู้ สียหายมอบอานาจให้จาเลยยื่นขอจดทะเบยี นโอนทดี่ ินของ