51
นายเอกเป็นเจ้าของช้างที่กาลังตกมัน จึงควรดูแลช้างซ่ึงเป็นทรัพย์สินของตนอย่างระมัดระวัง
เอาใจใส่เป็นพิเศษกว่ายามปกติด้วย เมื่อนายเอกไม่ได้ใช้ความใส่ใจดูแลโดยใช้แค่เพียงเชือกผูกช้าง
ไว้กับต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้านแทนท่ีจะใช้โซ่ล่ามไว้ให้หนาแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างหลุดออกไปได้
หากต่อมาได้เกิดกรณีท่ีช้างหลุดออกมาและได้ไปทาความเสียหายให้แก่บุคคลใด นายเอกผู้เป็น
เจ้าของช้างย่อมต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดจากสัตว์ของตนตามที่ประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา ๔๓๓ กาหนดไว้ ถือว่าพฤติการณ์ที่นายเอกไม่ใส่ใจดูแลช้างของตนส่วนนี้เป็น
การละเมดิ ในทางกฎหมายแพ่ง
เม่ือช้างที่นายเอกล่ามไว้หลุดออกมาแล้ววิ่งเตลิดไปตามถนนในหมู่บ้าน ว่ิงตรงเข้าไป
จะทาร้ายนายโท ในระยะกระชั้นชิด ถือว่าพฤติการณ์ท่ีเป็นภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้าย
อนั ละเมิดต่อกฎหมายดังกลา่ วไว้ข้างตน้ ซงึ่ สามารถนามาปรบั ใชใ้ นเร่ืองปอ้ งกนั ตามกฎหมายอาญาได้
และเป็นภัยท่ีใกล้จะถึง นายโทซ่ึงอยู่ภาวะคับขันจึงได้ยิงปืนไปท่ีช้างของนายเอกเพ่ือหยุดความ
คลุ้มคล่ังของช้างเพื่อให้ตนไม่ต้องถูกช้างทาร้าย เมื่อยิงไปเพียงนัดเดียว จึงถือได้ว่าเป็นการกระทา
พอสมควรแก่เหตุ จึงถือว่าเป็นการกระทาความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์โดยป้องกัน ตามประมว ล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ ประกอบกบั มาตรา ๖๘ การกระทาในส่วนน้ขี องนายโทจงึ ไมม่ ีความผิด
ฐานทาใหเ้ สยี ทรพั ย์ (๒.๕ คะแนน)
การท่ีกระสุนปืนทนี่ ายโทยิงทะลุไปโดนสนุ ัขของนายตรีตายด้วยน้ัน ถือว่าเป็นกรณีที่นายโท
เจตนายิงช้างท่ีเป็นทรัพย์สินของนายเอกและผลของการกระทาพลาดไป โดนสุนัขซ่ึงเป็นทรัพย์สิน
ของนายตรีด้วยโดยพลาดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ แต่เมื่อเจตนาแรกของนายโท
สามารถอ้างป้องกันได้ ดังท่ีได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น เจตนากระทาความผิดของนายโทท่ีโอนมายังทรัพย์
ของนายตรีก็สามารถอ้างป้องกันได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น การกระทาความผิดต่อสุนัขซึ่งเป็นทรัพย์สิน
นายตรีทน่ี ายโทได้กระทาลงไปจึงไมม่ คี วามผดิ ตามมาตรา ๓๕๘, ๖๐ ประกอบกับมาตรา ๖๘ นายโท
จงึ ไมม่ ีความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ (๔.๕ คะแนน รวมได้ ๗ คะแนน)
ขอ้ เสนอแนะ การดแู ลช้างไม่ดี ตอ้ งตอบวา่ เป็นการกระทาโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๕๙ วรรคสี่ เปน็ ภยันตรายตอ่ ชีวติ ของนายโทที่เกิดจากการประทุษร้ายอนั ละเมิดตอ่ กฎหมาย
และใกล้จะถึงแล้ว หรือจะตอบวา่ เป็นภยันตรายท่ีเกิดจากการกระทาผิดตามมาตรา ๓๗๗ ก็ได้ แต่ที่
นักศึกษาท่านน้ีใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตอบยังไม่ถูกต้อง หากจะใช้ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องเป็นกรณีท่ีช้างเข้าไปกินพืชผักผลไม้ เจ้าของช้างไม่มีความผิดฐาน
ทาให้เสียทรัพย์โดยประมาท จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะประมวลกฎหมาย
อาญาไม่มคี วามผดิ ฐานทาใหเ้ สียทรพั ย์โดยประมาท
กรณีตามคาถามข้อน้ีต้องใช้มาตรา ๕๙ วรรคส่ี ประกอบมาตรา ๒๙๑ เพราะคาว่าภัย
ใกล้จะถึง หมายถึง ภยันตรายท่ีกาลังจะเกิดขึ้นแล้วอย่างแท้จริง ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นการ
กระทาที่ถึงขน้ั ผดิ กฎหมายแลว้ แม้การกระทายงั ไม่ถึงขน้ั เป็นความผิดตามกฎหมาย ก็เป็นภยนั ตราย
ท่ีเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภัยใกล้จะถึงแล้ว ถ้าเป็นภยันตรายที่กาลัง
52
จะเกิดข้ึนแล้วอย่างแท้จริง เช่น ก. ไปดักยิง ข. เมื่อ ข. เดินผ่านมา ก. หยิบปืนออกมายังไม่ทันได้
เลง็ ไปที่ ข. ข. เหน็ ข. ไวกว่า ข. ยิง ก. ตาย ข. อ้างป้องกันได้ แมก้ ารกระทาของ ก. ยงั ไมถ่ ึง
ขั้นตอนท่ีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด หรือกรณีตามคาถามข้อน้ี แม้ยังไม่เกิดอันตรายต่อ ก.
ข. ยังไม่มีความผิด เพราะการกระทาโดยประมาทต้องเกิดผลจึงจะเป็นความผิดโดยไม่มีพยายาม
กระทาโดยประมาท แต่กถ็ อื ว่าเปน็ ภยนั ตรายใกลจ้ ะถงึ ที่ ข. อ้างป้องกันได้
ตัวอย่างคาตอบท่ี ๒ ในกรณตี ามปัญหามีประเดน็ ท่ีจะตอ้ งวินิจฉัยวา่ การกระทาของนายโท
เปน็ การกระทาปอ้ งกันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทาโดยพลาดหรอื ไม่
หลักกฎหมายในเร่ืองป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๘
ผู้ใดจาต้องกระทาเพ่ือป้องกันตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็น
ภยันตรายทีใ่ กลจ้ ะถงึ หากไดก้ ระทาไปพอสมควรแก่เหตุ การกระทาน้นั เปน็ การป้องกันโดยชอบดว้ ย
กฎหมายผูน้ นั้ ไม่มีความผิด
หลักกฎหมายในเรื่องการกระทาโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๐ ผู้ใด
เจตนาจะกระทาต่อบุคคลหน่ึงแต่ผลของการกระทาเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่า
ผ้นู ้นั ไดก้ ระทาต่อบคุ คลผ้ไู ดร้ บั ผลร้ายจากการกระทาน้นั
ตามปัญหา การท่ีนายโทใช้ปืนยิงไปท่ีช้างของนายเอกเป็นการกระทาโดยเจตนาทาให้ช้าง
ของนายเอกตาย อันเป็นการกระทาความผิดฐานทาให้ทรัพย์ของนายเอกเสียหายเป็นความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๘ ประกอบมาตรา ๕๙ แต่การที่นายโทใช้ปืนยิงช้างตาย ก็เพราะ
จาต้องกระทาเพื่อป้องกันสิทธิในชีวิตของนายโทไม่ให้ช้างของนายเอกเข้ามาใช้งาแทงนายโทอันเป็น
การกระทาให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมาย เพราะการที่นายเอกซึ่งเป็นเจ้าของช้างซ่ึง
กาลังตกมันย่อมเป็นสัตว์ดุ นายเอกต้องควบคุมดูแลช้างให้ดีโดยการใช้โซ่ล่ามไว้ มิใช่เพียงใช้เชือก
ล่าม (ผูก) เท่านั้น อันเป็นการปล่อยปะละเลย การท่ีช้างหลุดจากเชือกแล้วเดินไปตามถนนใน
หมู่บ้านซึ่งน่าจะเกิดอันตรายต่อบุคคลหรอื ทรพั ย์ของผู้อื่นจงึ ถอื ว่านายเอกกระทาละเมิดต่อกฎหมาย
อาญามาตรา ๓๗๗ เม่ือนายโทใช้ปืนยิงในขณะท่ีช้างของนายเอกกาลังจะเข้ามาใช้งาแทงย่อมเป็น
ภยันตรายที่ใกลจ้ ะถึง และไดก้ ระทาพอสมควรแก่เหตุแลว้ เพราะเมอื่ เปรียบเทียบระหว่างทรพั ย์ของ
นายเอกเสยี หายกับชีวิตของนายโทย่อมได้สดั ส่วนกันทีจ่ ะป้องกันได้ ดงั น้ัน การกระทาของนายโทจึง
เปน็ การกระทาท่ปี ้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๓๕๘ ประกอบมาตรา ๖๘
(แม้ไม่ได้ตอบประมาทตามมาตรา ๕๙ วรรคส่ี แต่ตอบมาตรา ๓๗๗ มา ซ่ึงก็ถูกต้องเหมือนกัน
และถกู ต้องกวา่ ตอบประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ให้ ๕ คะแนน)
ส่วนการท่นี ายโทเจตนาใช้ปนื ยิงช้างของนายเอกตายและกระสนุ ยังพลาดไปถกู สุนขั ของนาย
ตรีถึงแก่ความตายด้วย เป็นการกระทาโดยพลาดตามมาตรา ๖๐ ซึ่งถือว่านายโทมีเจตนาทาให้สุนัข
ของนายตรีเสียหายด้วย เป็นเรื่องเจตนาโอนโดยผลของกฎหมาย แต่เม่ือการกระทาของนายโทเป็น
การกระทาป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังน้ัน การท่ีนายโททาให้สุนัขนายตรีตาย การกระทาโดย
ป้องกันจึงโอนไปด้วย นายโทจึงไม่มีความผิดฐานทาให้ทรัพย์คือสุนัขของนายตรีเสียหายเพราะเป็น
53
การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ ประกอบมาตรา ๖๐
และ ๖๘ (ไมไ่ ด้อธบิ ายวา่ บุคคลหน่ึงตามมาตรา ๖๐ หมายถึงสทิ ธขิ องบคุ คลซงึ่ รวมถงึ ทรัพยข์ อง
บคุ คลด้วย ให้เพียง ๔ คะแนน รวมได้ ๙ คะแนน)
ตัวอย่างคาตอบท่ี ๓ การท่ีนายเอกเอาเชือกผูกช้างซึ่งกาลังตกมันแทนท่ีจะใช้โซ่ล่ามเป็น
การกระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์
จึงเปน็ การกระทาโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรค ๔ เม่ือช้างของนายเอก
ซง่ึ กาลังตกมันดิน้ จนเชือกทผ่ี กู ไว้ขาดแลว้ วง่ิ เข้ามาจะใชง้ าแทงนายโทในระยะกระชั้นชิด นายโทจงึ ใช้
ปืนยิงไปที่ช้างของนายเอกตายเป็นการกระทาท่ีครบองค์ประกอบทั้งภายนอกและภายในของ
ความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ตามมาตรา ๓๕๘ แล้ว แต่การกระทาดังกล่าวเป็นการกระทาเพื่อ
ป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายท่ีใกล้จะถึงและละเมิดต่อกฎหมายอันเน่ืองมาจากการกระทาโดย
ประมาทของนายเอกตามมาตรา ๖๘ ไปพอสมควรแก่เหตุ (เป็นการป้องกนั โดยชอบด้วยกฎหมาย)
นายโทจึงไม่มีความผิด เพราะมีกฎหมายยกเว้นยกเว้นความผิด นายโทจึงไม่ผิดฐานทาให้เสียทรัพย์
ของนายเอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๘ ประกอบมาตรา ๖๘ (๔ คะแนน)
การท่ีกระสุนทะลุไปถูกสุนัขของนายตรีตายเป็นการกระทาที่นายโทเจตนาจะยิงช้างซึ่งเป็น
ทรัพย์ของนายเอก แต่ผลของการกระทาไปเกิดแก่ทรัพย์คือสุนัขของนายตรีจึงเป็นการกระทาโดย
พลาด ตามมาตรา ๖๐ อันเน่ืองมาจากการกระทาโดยปอ้ งกันในตอนแรก นายโทจึงไม่มีความผดิ ฐาน
ทาให้เสียทรัพย์ของนายตรีเช่นกันตามมาตรา ๓๕๘ ประกอบมาตรา ๖๐ และ ๖๘ (๔ คะแนน
รวมได้ ๘ คะแนน)
ข้อ ๑๕ คาถาม นายเดชรู้สึกราคาญนายฤทธ์ิที่นั่งดื่มสุราอยู่ท่ีโต๊ะอาหารข้าง ๆ เพราะ
เมาสุราพูดเอะอะโวยวาย จึงชักอาวุธปืนลูกซองออกมาเล็งยิงไปท่ีขวดสุราบนโต๊ะอาหารท่ีนายฤทธิ์
นง่ั อยู่ ลกู กระสุนปืนถกู ขวดสุราของนายฤทธแิ์ ตก และลกู กระสุนปนื ยังกระจายไปถกู นายฤทธิไ์ ดร้ ับ
อนั ตรายสาหัส นอกจากนี้ลูกกระสุนปืนยังกระจายไปถูกนายฉงน นักมายากลท่ีเผอิญอุ้มกระตา่ ยเดิน
เข้ามาในร้านอาหารพอดี เป็นเหตุให้นายฉงนถึงแก่ความตาย และถูกกระต่ายท่ีนายฉงนอุ้มอยู่ตาย
ด้วย
ให้วินิจฉัยวา่ นายเดชมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดบ้าง (ข้อสอบเนตฯิ สมัย
ท่ี ๕๔ ปีการศกึ ษา ๒๕๔๔ ข้อ ๓)
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องเจตนา เล็งเห็นผล พลาด พยายามตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๕๙, ๖๐, ๘๐
ความรับผิดทางอาญาของนายเดชต่อนายฤทธิ์ การท่ีนายเดชใช้อาวุธปืนลูกซองเล็งยิงไปที่
ขวดสุราบนโต๊ะอาหารท่ีนายฤทธ์ิน่ังอยู่น้ัน นอกจากนายเดชจะมีเจตนาประสงค์ต่อผลท่ีจะทาให้
เสียทรัพย์ต่อขวดสุราของนายฤทธิ์แล้ว ยังเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนจากอาวุธปืนลูกซองนั้นจะ
54
กระจายออกไปถูกนายฤทธิ์ท่ีน่ังอยู่ที่โต๊ะอาหารน้ันถึงแก่ความตายอย่างแน่นอนเท่าท่ีจิตใจของ
บุคคลในฐานะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ เพราะปืนลูกซองเมื่อยิงแล้วลูกกระสุนย่อมกระจายไปใน
วงกว้าง ถือไดว้ ่านายเดชมีเจตนาฆ่านายฤทธ์ิ ซ่ึงเป็นเจตนาย่อมเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๕๙ วรรคสองดว้ ย (ฎีกาท่ี ๒๐๖๐/๒๕๔๑) เม่ือผลของการกระทาปรากฏว่าลูกกระสุน
ปืนถูกขวดสุราของนายฤทธ์ิแตกและนายฤทธิ์ได้รับอันตรายสาหัส นายเดชจึงมีความผิดฐานทาให้
เสียทรัพย์ต่อขวดสุราของนายฤทธิ์ตามมาตรา ๓๕๘, ๕๙ บทหน่ึง และฐานพยายามฆ่านายฤทธิ์
ตามมาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๕๙ วรรคสอง อีกบทหน่งึ
ความรับผิดทางอาญาของนายเดชต่อนายฉงน ส่วนการท่ีลูกกระสุนปืนยังกระจายพลาดไป
ถูกนายฉงนทอ่ี ุม้ กระต่ายเปน็ เหตุให้ลูกกระสุนปืนถูกกระต่ายของนายฉงนและตวั นายฉงนถงึ แก่ความ
ตายด้วยเป็นเร่ืองที่นายเดชมีเจตนากระทาต่อทรัพย์ของนายฤทธิ์และตัวนายฤทธ์ิ แต่ผลของการ
กระทาไปเกิดแก่ทรัพย์ของนายฉงนและตัวนายฉงนโดยพลาดซึ่งมาตรา ๖๐ ให้ถือว่านายเดช
กระทาโดยเจตนาต่อผู้ท่ีได้รับผลร้าย นายเดชจึงมีความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ต่อกระต่ายของ
นายฉงนโดยพลาดตามมาตรา ๓๕๘, ๖๐ บทหนงึ่ และฐานฆ่านายฉงนตายโดยเจตนาโดยพลาด
ตามมาตรา ๒๘๘, ๖๐ อกี บทหน่ึง
ข้อสังเกต ธงคาตอบข้อสอบเนติฯ มักจะไม่มีธงเร่ืองกรรมเดียวหรือหลายกรรมตามมาตรา ๙๐, ๙๑
โดยจะตอบความผิดฐานต่าง ๆ ทุกฐานความผิด แล้วพิจารณาว่า ผิดบทน้ีบทหน่ึง แล้วผิดบทนั้น
อีกบทหนึ่ง เช่นเดียวกับธงคาตอบข้อนี้ เหตุผลท่ีธงคาตอบไม่มีมาตรา ๙๐, ๙๑ อาจเป็นเพราะว่า
คาถามมักจะถามว่า มีความผิดฐานใด ไม่ได้ถามว่าจะลงโทษฐานใด แต่ข้อสอบผ้ชู ่วยผู้พิพากษาและ
อยั การผู้ช่วยสมัยล่าสดุ เร่ิมจะมีประเด็นตามมาตรา ๙๐, ๙๑ เพิ่มขึ้นมาดว้ ย ก็ขอใหด้ ธู งคาตอบลา่ สุด
ของแตล่ ะสนามสอบและตอบตามธงคาตอบของสนามสอบที่ไปสอบด้วย
ข้อ ๑๖ คาถาม นางสาวส้มกับนายแดงคนรักข้ึนไปบนอาคารช้ัน ๑๔ เพ่ือร่วมประเวณีกัน
ต่อมานายดาเพื่อนนายแดงตามขึ้นไป นายแดงจึงได้ผละออกมาจากนางสาวส้มแล้วลงไปชั้นล่าง
นางสาวส้มซ่ึงไม่ได้สวมกางเกงกลัวนายดาเข้ามาข่มขืนตน จึงได้หนีออกไปที่ระเบียงชั้นเดียวกัน
นายดาถอดกางเกงเดินเข้าไปหานางสาวส้มเพ่ือจะข่มขืนกระทาชาเรา นางสาวส้มไม่ยินยอมโดยร้อง
ว่าให้นายแดงคนเดียวคนอื่นไม่เกี่ยว แล้วถอยหลังจนพิงลูกกรงระเบียงซ่ึงสูงระดับสะโพก นายดา
เดินตามไปจนชิดในลักษณะหันหน้าชนกับนางสาวส้มและใช้มือท้ังสองข้างจับไหล่นางสาวส้ม
นางสาวส้มดน้ิ รนและขดั ขนื จึงพลัดตกลงไปจากระเบยี งของอาคารช้นั ดงั กล่าวถึงแกค่ วามตาย
ให้วินิจฉัยวา่ นายดามีความผดิ ต่อชีวติ ของนางสาวสม้ หรือไม่
(ปรบั ปรงุ มาจากข้อสอบฯ ผูช้ ่วยผู้พิพากษา วนั ท่ี ๑๕ มถิ นุ ายน ๒๕๔๖)
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องเจตนา เล็งเห็นผล ผลโดยตรง เหตุแทรกแซง ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๕๙
55
การที่นายดาถอดกางเกงเดินเข้าไปจนชิดในลักษณะหันหน้าชนกันและใช้มือท้ังสองข้างจับ
ไหล่นางสาวส้มเพื่อจะข่มขืนกระทาชาเรา ในขณะท่ีนางสาวส้มไม่ได้สวมกางเกงและยืนพิงลูกกรง
ระเบียงซึง่ สูงระดับสะโพก โดยนางสาวสม้ ไมไ่ ดย้ ินยอมนั้น นายดายอ่ มเล็งเหน็ ไดว้ า่ หากนางสาวส้ม
หลบหลีกขัดขืนมิให้ตนข่มขืนกระทาชาเราแล้ว นางสาวส้มจะพลัดตกลงไปจากระเบียงอาคาร
ชั้น ๑๔ ถึงแก่ความตายอย่างแน่นอนเท่าที่จิตใจของบุคคลในฐานะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ นายดา
จึงมเี จตนาฆ่านางสาวสม้ โดยเจตนาเลง็ เหน็ ผล
การที่นางสาวสม้ ตกลงไปจากระเบยี งอาคารถึงแก่ความตายน้นั เมื่อพจิ ารณาผลโดยตรงตาม
ทฤษฎเี ง่อื นไขท่ีว่า ถ้าไม่ทาผลไมเ่ กิด ถือวา่ ผลเกดิ จากการกระทานั้น แมจ้ ะมีเหตุอ่นื ประกอบดว้ ย
ก็ตาม กรณีนี้ ถ้านายดาไม่เข้าไปเพื่อจะข่มขืนกระทาชาเรา นางสาวส้มจะไม่ด้ินรนขัดขืน และ
จะไม่ตกจากระเบียงอาคารถึงแก่ความตาย ต้องถือว่าความตายของนางสาวส้มเป็นผลโดยตรง
จากการเขา้ ไปเพอื่ จะขม่ ขืนกระทาชาเราของนายดา ตามทฤษฎเี งอ่ื นไขแลว้
การที่นางสาวส้มด้ินรนขัดขืนเพื่อมิให้นายดาข่มขืนกระทาชาเราจนตกลงไปจากระเบียง
อาคารถึงแก่ความตายน้ัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนใหม่หลังจากการกระทาความผิด ซึ่งเป็น
เหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดเห็นได้ว่านางสาวส้มจะตกลงไปจากระเบียงอาคารถึงแก่ความตาย
เพราะระเบียงสูงเพียงสะโพกเทา่ น้ัน เม่ือความตายของนางสาวสม้ เป็นผลโดยตรงจากการกระทา
ของนายดาและเหตุแทรกแซงก็คาดเห็นได้ นายดาจึงต้องรับผิดในผล คือต้องรับผิดฐานฆ่า
นางสาวส้มโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา
๕๙ (ฎีกาที่ ๔๕๖๓/๒๕๔๓)
ข้อสังเกต คาถามและคาตอบข้อนี้ ขอ้ สอบฯ ผู้ช่วยผู้พพิ ากษา ถามประเดน็ เรื่องข่มขืนกระทาชาเรา
ด้วย ซ่ึงเร่ืองดังกล่าวเป็นเนื้อหาของวิชากฎหมายอาญาภาคความผิดและอาจมีข้อโต้แย้งได้ว่าเป็น
พยายามข่มขืนหรือไม่ ผู้แต่งจึงตัดออกไปเหลือเฉพาะส่วนท่ีไม่มีข้อโต้แย้งและเป็นคาถามกฎหมาย
อาญาภาคท่วั ไป
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑ (๕)
ฎีกาที่ ๒๐๓๐/๒๕๕๔ ฎ.๑๐๒๘ ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๕) อาวุธ หมายความรวมถึงส่ิงซึ่ง
ไม่เป็นอาวุธโดยสภาพแต่ซ่ึงได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ
สเปรย์พริกไทยผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่นเพ่ือยับย้ังบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้
หรือทาอันตรายผู้อ่ืน ผู้ท่ีถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการสาลักจาม ระคายเคืองหรือ
แสบตา หลังจากน้ันไม่นานก็สามารถหายเป็นปกติได้ เห็นได้ว่าการผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว
มิได้ผลิตข้ึนเพื่อทาร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ ท้ังไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตราย
สาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พรกิ ไทยจึงไม่เปน็ อาวุธตามมาตรา ๑ (๕)
56
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๕
ฎีกาท่ี ๖๕๙๓/๒๕๕๙ ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ ไม่ใช่ความผิด
ที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทา เม่ือจาเลยพูดให้สัมภาษณ์นักข่าว การกระทาของจาเลย
ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดย่อมสาเร็จเมื่อนักข่าวซ่ึงเป็นบุคคลท่ีสามทราบข้อความแล้ว
โดยคนที่ถูกหมิ่นประมาทไม่ต้องรู้ว่าตนเองถูกหม่ินประมาท สาหรับข้อท่ีว่าโดยประการที่น่าจะ
ทาให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังน้ัน เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทา
ไม่ใช่ผลของการกระทา จึงไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา ๕ วรรคแรก เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจาเลยกระทา
ความผิดฐานหมิ่นประมาทนอกราชอาณาจักรและไม่ใช่กรณีกระทาความผิดท่ีประมวลกฎหมาย
อาญาถอื วา่ ไดก้ ระทาในราชอาณาจักร ผู้กระทาความผิดจงึ ไม่ตอ้ งรับโทษในราชอาณาจักร
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๘
ฎีกาที่ ๓๑๒/๒๕๕๘ ความผิดฐานหน่วงเหน่ียวหรือกักขัง ทาให้ปราศจากเสรีภาพเพ่ือให้
ผู้อื่นทาการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา ๑๒ เป็น
ความผิดอาญาแผ่นดินท่ีเกิดขึ้นในประเทศเดนมาร์กนอกราชอาณาจักร จาเลยท่ี ๓ ผู้กระทาผิดเป็น
คนไทยและผู้เสียหายทั้งสองได้ร้องขอใหล้ งโทษ จาเลยท่ี ๓ จะต้องรับโทษในราชอาณาจักรและศาล
ไทยจะลงโทษได้เฉพาะความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา ๓๐๙ และมาตรา ๓๑๐ ประกอบมาตรา ๘
ตาม ป.อ. เท่าน้ัน ศาลฎีกาต้องตีความกฎหมายทางอาญาโดยเคร่งครัด จะขยายความมาตรา ๘
ไปไกลว่า กฎหมายอาญามีเจตนารมณ์ให้ลงโทษผู้กระทาผิดตามกฎหมายพิเศษเฉพาะเรือ่ งอันมีโทษ
หนักข้ึนตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา ๑๒ หาได้ไม่ และมาตรา ๑๒
นั้นเองไม่ได้บัญญัติว่า หากกระทาความผิดดังกล่าวไม่ว่าภายในหรือนอกราชอาณาจักรต้องรับโทษ
ดว้ ย
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๐
ฎีกาที่ ๔๙๐๑/๒๕๕๕ ฎ.๒๘๕๑ ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจาเลยข้อหา
ค้าประเวณี แต่คดีนี้จาเลยกระทาความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซ่ึงบุคคลใดเพื่อการอนาจารและ
เพื่อให้บุคคลน้ันกระทาการค้าประเวณี เป็นคนละข้อหากัน และการกระทาต่างกัน การห้ามมิให้
ลงโทษจาเลยในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา ๑๐ ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทาเดียวกัน
คือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้าในราชอาณาจักรอีกไม่ได้
ดังน้ัน คดนี ้ยี อ่ มลงโทษจาเลยได้
57
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙
ฎีกาที่ ๔๑๖/๒๕๖๑ (ประชุมใหญ่) ฎ.๔๙ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและ
วิธพี ิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง บัญญตั ิวา่ “ในกรณเี ด็กหรือเยาวชน
ต้องโทษปรับ... ห้ามมิให้ศาลสั่งกักขังเด็กหรือเยาวชนแทนค่าปรับ แต่ให้ศาลส่งตัวไปควบคุมเพื่อ
ฝึกอบรมในสถานที่ทกี่ าหนดไว.้ ..” และวรรคสอง บัญญัตวิ ่า “ในกรณที ่ีเด็กหรือเยาวชนต้องโทษปรับ
แต่ไม่มีเงินชาระค่าปรับ ให้นาบทบัญญัติมาตรา ๓๐/๑ มาตรา ๓๐/๒ และมาตรา ๓๐/๓ แห่ง ป.อ.
มาใช้บังคับโดยอนุโลม” จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า กรณีเด็กหรือเยาวชนต้องโทษปรับ
ไม่ให้มีการกักขังแทนค่าปรับ คงให้ส่งไปควบคุมเพ่ือฝึกอบรมเท่านั้น ซ่ึงเป็นบทบัญญัติเฉพาะและ
เป็นข้อยกเว้น ป.อ. มาตรา ๒๙ ท่ีให้กักขังแทนค่าปรับ หรือยึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องใน
ทรัพย์สินเพ่ือใช้ค่าปรับ ซึ่งเป็นบทท่ัวไปเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และวิธีปฏิบัติต่อเด็ก
และเยาวชนให้สามารถท่ีจะดาเนินชีวิตต่อไปได้และกลับคืนสู่สังคมในสภาพท่ีดีข้ึน เมื่อการบังคับคดี
ตามคาพิพากษาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนเสร็จสิ้น โดยจะเห็นได้จากวรรคสองแห่งมาตรา ๑๔๕
ดงั กล่าว ที่ให้นามาตรา ๓๐/๑ มาตรา ๓๐/๒ และมาตรา ๓๐/๓ แห่ง ป.อ. มาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น
มิได้กล่าวถึงมาตรา ๒๙ แห่ง ป.อ. แต่ประการใด โจทก์ไม่มีอานาจย่ืนคาร้องขอให้ออกหมาย
ยึดทรัพย์สินหรืออายัดทรัพย์สินของจาเลยใช้ค่าปรับตามคาพิพากษาในกรณีที่จาเลยเป็นเด็กหรือ
เยาวชนกระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ วรรคหน่ึง
ฎีกาที่ ๔๖๑๐/๒๕๖๐ ฎ.๒๘๙๒ แม้ระหว่างท่ีจาเลยต้องกักขังแทนค่าปรับได้มีพระราช
กฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฯ ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา ๕ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษดังต่อไปน้ี
ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (๑) ผู้ต้องกักขัง..." มีผลให้ผู้ต้องกักขังได้รับพระราชทาน
อภัยโทษปล่อยตัวไปไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับต่อไป แต่หาได้บัญญัติให้ผู้ต้องโทษปรับพ้นจาก
โทษปรับไม่ โทษปรับตามคาพิพากษาของจาเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจาเลยไม่ชาระค่าปรับ ศาลชั้นต้น
ย่อมมีอานาจดาเนินการบังคับคดีโดยใช้วิธียึดทรัพย์สินชดใช้ค่าปรับในส่วนที่ยังไม่ถูกบังคับกักขัง
แทนค่าปรับ กรณีไม่มีเหตุท่ีจะคืนหลักประกันและยกเลิกหมายบังคับคดี รวมทั้งคืนเงินท่ีได้รับจาก
การบงั คบั คดใี ห้แกจ่ าเลย
ฎีกาที่ ๕๒๕๒/๒๕๕๙ การบังคับโทษปรับเป็นการใช้อานาจรัฐเก่ียวกับการลงโทษทาง
อาญาแก่จาเลยที่ ๑ เม่ือคดีถึงท่ีสุดแล้วเป็นอานาจของศาลท่ีจะบังคับโทษปรับแก่จาเลยท่ี ๑ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคหนึ่ง ผู้ร้องในฐานะพนักงานอัยการมีอานาจบังคับให้จาเลยท่ี ๑ ชาระ
ค่าปรับเต็มจานวนทก่ี าหนดไวใ้ นคาพพิ ากษา
การที่จาเลยที่ ๑ ถูกศาลมีคาสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และบรรดาเจ้าหนี้ของจาเลยท่ี ๑
จะต้องขอรับชาระหน้ีจากกองทรัพย์สินของจาเลยท่ี ๑ ต่อผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา
๒๗, ๙๑ วรรคหน่ึง และมาตรา ๙๔ แต่คดีนี้ศาลและผู้ร้องมิใช่เจ้าหน้ีของจาเลยที่ ๑ อีกท้ังค่าปรับ
ก็มิใช่หน้ีตามท่ีบัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ แต่การชาระเงินค่าปรับหรือการบังคับโทษปรับ
เป็นการใช้อานาจรัฐเก่ียวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยศาลและพนักงานอัยการเป็น
58
ผ้บู ังคับใช้กฎหมายเพ่ือให้จาเลยที่ ๑ ชาระค่าปรบั ตามที่บญั ญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา ๒๙ โดยไม่จาต้อง
ย่ืนคาขอรับชาระหน้ีต่อผู้คัดค้านเช่นเดียวกับหน้ีเงินในคดีแพ่ง มิฉะน้ันแล้วการลงโทษทางอาญา
จะไมต่ ้องตามเจตนารมณข์ องกฎหมาย เพราะกฎหมายอาญาจัดเปน็ กฎหมายมหาชนวา่ ดว้ ยความผิด
และโทษทางอาญาเป็นบทบัญญัติถึงความเกี่ยวพันระหว่างเอกชนกับรัฐ ท้ังการกระทาความผิดน้ัน
ยังได้ช่ือว่ากระทบกระเทือนต่อมหาชนเป็นส่วนรวม จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
ซ่ึงผรู้ อ้ งจะต้องยนื่ คาขอรบั ชาระหน้ี
ฎีกาท่ี ๖๗๘๘/๒๕๕๙ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจาเลยที่ ๑ หมายความว่า
จาเลยที่ ๑ ผู้ต้องคาพิพากษาศาลอุทธรณ์จะต้องนาค่าปรับมาชาระ หากจาเลยท่ี ๑ ไม่ชาระค่าปรับ
แลว้ จาเลยท่ี ๑ ต้องถูกยึดทรพั ยส์ นิ ใชค้ ่าปรบั หรือมิฉะนั้นต้องถูกกักขังแทนคา่ ปรับตาม ป.อ. มาตรา
๒๙ วรรคหน่ึง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะท่ีจาเลยท่ี ๑ ย่ืนคาร้อง วิธีการยึดทรัพย์
ใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรบั ดังกล่าว เป็นวิธีทีจ่ ะกระทาเพ่ือเป็นการชดใช้ค่าปรับซึง่ เป็นการ
บังคับคดีตามคาพิพากษาเท่านั้น เมื่อจาเลยท่ี ๑ ไม่นาค่าปรับมาชาระตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์
แล้ว แม้จาเลยที่ ๑ ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับและในท่ีสุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจาเลยท่ี ๑ ก็ไม่มี
เหตุที่ต้องจ่ายเงินค่าปรับท่ีจาเลยท่ี ๑ ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับคืนให้แก่จาเลยที่ ๑ ท้ังกรณีไม่อาจ
นา ป.พ.พ. มาตรา ๔ มาใช้บงั คับกับคดีน้ซี ่งึ เปน็ คดอี าญาได้
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๘
ฎีกาท่ี ๑๐๔๘๘/๒๕๕๘ ป.อ. มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า "โทษให้เป็นอันระงับไปด้วยความตาย
ของผู้กระทาความผิด" เมื่อจาเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โทษตาม
คาพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นอันระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ร้องซ่ึงเป็นทายาท
ของผู้ตายยื่นคาร้องขอคืนค่าปรับท่ีจาเลยชาระต่อศาลตามคาพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องคืนเงิน
คา่ ปรับใหแ้ ก่ผูร้ อ้ ง
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๕๖
ฎีกาท่ี ๑๘๓๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๔๘ ป.อ. มาตรา ๕๖ กรณีที่ศาลจะพิพากษาว่า
จาเลยมีความผิดแต่ให้รอการกาหนดโทษได้ จะต้องเปน็ ความผิดซึง่ มีโทษถงึ จาคุก และศาลจะลงโทษ
จาคุกไม่เกินสามปี โดยผู้กระทาผิดนั้นต้องไม่เคยได้รับโทษจาคุกมาก่อน หรอื ได้รับโทษจาคุกมาก่อน
แต่เป็นโทษสาหรับความผิดที่ได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษเท่านั้น เม่ือความผิดตามท่ี
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษมีระวางโทษปรับต้ังแต่สองแสนบาทถึงหน่ึงล้านบาทและปรับอีกไม่เกินวันละ
หน่ึงหมื่นบาทตลอดระยะเวลาท่ีฝา่ ฝืนอยู่ โดยไม่มีการกาหนดโทษจาคุกไว้ด้วย จึงไม่ใช่ความผิดซ่ึงมี
โทษจาคุกและไม่เข้าเง่ือนไขที่ศาลจะรอการกาหนดโทษแก่จาเลยได้ ดังน้ัน แม้จาเลยจะไม่เคย
59
ตอ้ งโทษจาคุกมาก่อนและเพงิ่ กระทาผดิ คดนี ้ีเป็นครั้งแรก ก็ไม่อาจที่จะรอการกาหนดโทษในความผิด
ฐานดังกล่าวได้
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีตัดสินตามกฎหมายเดิม แต่ปัจจุบันความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจาคุก
ศาลก็รอการลงโทษปรบั ให้แก่จาเลยไดต้ ามมาตรา ๕๖ ที่แก้ไข พ.ศ. ๒๕๕๙ ซง่ึ บญั ญัตวิ ่า
มาตรา ๕๖ ผู้ใดกระทาความผิดซ่ึงมีโทษจาคุกหรือปรับ และในคดีน้ันศาลจะลงโทษจาคุก
ไม่เกินหา้ ปไี มว่ า่ จะลงโทษปรบั ด้วยหรอื ไมก่ ็ตาม หรอื ลงโทษปรบั ถา้ ปรากฏวา่ ผนู้ ้ัน
(๑) ไมเ่ คยรบั โทษจาคุกมากอ่ น หรอื
(๒) เคยรับโทษจาคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสาหรับความผิดที่ได้กระทาโดยประมาทหรือ
ความผดิ ลหุโทษ หรือเป็นโทษจาคุกไม่เกนิ หกเดือน หรือ
(๓) เคยรับโทษจาคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจาคกุ มาแล้วเกินกวา่ ห้าปี แล้วมากระทาความผิดอีก
โดยความผิดในคร้ังหลังเป็นความผิดท่ีได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และเมื่อศาล
ได้คานึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย
อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของ ผู้น้ัน หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทา
ผลร้ายท่ีเกิดขึ้น หรือเหตุอ่ืนอันควรปรานีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้น้ัน มีความผิดแต่รอการกาหนด
โทษหรือกาหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจาคุกหรือปรับอย่างหน่ึงอย่างใดหรือ
ทั้งสองอย่าง เพอ่ื ใหโ้ อกาสกลับตัวภายในระยะเวลาท่ีศาลจะได้กาหนดแต่ตอ้ งไม่เกินหา้ ปีนับแตว่ ันท่ี
ศาลพพิ ากษา โดยจะกาหนดเงื่อนไขเพอ่ื คมุ ความประพฤติของผนู้ น้ั ดว้ ยหรอื ไม่ก็ได.้ ..
ฎีกาที่ ๒๕๔๓/๒๕๖๑ ฎ.๕๓๘ ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการคุมความประพฤติของ
พนักงานคุมประพฤตวิ ่าภายหลังจากศาลอทุ ธรณม์ ีคาพพิ ากษาในคดีนี้ คดอี าญาที่โจทก์ขอให้นับโทษ
ต่อ ศาลอุทธรณ์มีคาพิพากษาให้จาคุกจาเลยและปรับ และคดีเป็นอันถึงท่ีสุดไปแล้ว ปัจจุบันจาเลย
ตอ้ งโทษจาคุกอยู่ในเรือนจา ดังน้นั กรณีของจาเลยไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ที่จะรอ
การลงโทษจาคกุ ให้แกจ่ าเลยได้
ฎีกาท่ี ๗๕๐๓/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๗๐ จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงพ้นโทษในคดีก่อนเม่ือวันท่ี ๑๕
ธันวาคม ๒๕๕๔ นับถึงวันกระทาความผิดคดีน้ีแม้จะเกินกว่า ๕ ปีก็ตาม แต่เมื่อมากระทาความผิด
คดีนี้ซึ่งไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขตาม ป.อ.
มาตรา ๕๖ ที่จะรอการกาหนดโทษให้ได้ ส่วนจาเลยที่ ๒ ซ่ึงพ้นโทษในคดีก่อนเม่ือวันที่ ๙ กันยายน
๒๕๕๖ และกลับมากระทาความผิดในคดีน้ีอีกเมื่อวันท่ี ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๐ จึงยังพ้นโทษมาไม่เกิน
๕ ปี ทั้งความผิดในคดีก่อนและความผิดคดีนี้ต่างก็ไม่ใช่ความผิดท่ีได้กระทาโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ โดยโทษจาคุกในคดีก่อนมีกาหนด ๕ ปี ๓ เดือน ซ่ึงเป็นโทษจาคุกเกินกว่า
๖ เดอื น กรณขี องจาเลยที่ ๒ จึงไมอ่ ย่ใู นหลกั เกณฑ์ทีจ่ ะรอการกาหนดโทษใหไ้ ดเ้ ชน่ เดยี วกัน
ฎีกาที่ ๕๕๐๑/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๗๑ หลังเกิดเหตุคดีน้ี จาเลยได้รับโทษจาคุก ๑๔ ปี
๑๒ เดือน ตามคดีของศาลอาญาในความผิดต่อ พ.ร.บ. บัตรประจาตัวประชาชนฯ และความผิด
เกี่ยวกับเอกสาร และได้พ้นโทษแล้ว โจทก์จึงฟ้องจาเลยเป็นคดีน้ี เม่ือจาเลยเคยได้รับโทษจาคุก
60
มาก่อนและพ้นโทษไปแล้วดังกล่าว ทั้งความผิดในคดีก่อนและคดีน้ีไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทาโดย
ประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจาคุกตาม ป.อ. มาตรา ๕๖
ฎีกาท่ี ๖๐๒๓/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๗ ป.อ. มาตรา ๕๖ บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทาความผิด
ซึง่ มีโทษจาคุกหรือปรบั และในคดนี ้ันศาลจะลงโทษจาคกุ ไม่เกินหา้ ปี ไมว่ ่าจะลงโทษปรบั ด้วยหรือไม่
ก็ตาม หรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น... (๒) เคยรับโทษจาคุกมาก่อนแต่...เป็นโทษจาคุกไม่เกิน
หกเดือน (๓) เคยรับโทษจาคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจาคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทาความผิด
อีก โดยความผิดในคร้ังหลังเป็นความผิดที่ได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ... ศาล
จะพิพากษาว่าผู้น้ันมีความผิดแต่รอการกาหนดโทษหรือกาหนดโทษแต่รอการลงโท ษไว้...ก็ได้"
เม่ือจาเลยเคยต้องโทษจาคุก ๓ ปี ๕ เดือน ๒๔ วัน ในความผิดฐานชิงทรัพย์ ความผิดต่อเสรีภาพ
และความผิดต่อ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ และพ้นโทษมาแล้วไม่ถึงห้าปี แล้วมากระทาความผิดอกี แม้คดีน้ี
เป็นความผิดท่ีได้กระทาโดยประมาท ก็ไม่เขา้ เง่ือนไขของมาตรา ๕๖ (๒) (๓) ที่ศาลจะรอการลงโทษ
จาคกุ ใหแ้ ก่จาเลยได้
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๕๙
ไม่รู้ ถือวา่ ไม่มเี จตนา
ฎีกาที่ ๘๔๓๒/๒๕๕๙ ฎ.๑๙๖๒ จาเลยนาบัตรเอทีเอ็มของโจทก์ร่วมท่ี ๒ ซึ่งโจทก์ร่วม
ที่ ๒ มอบให้โจทก์ร่วมที่ ๑ ไปเบิกถอนเงินสด โดยเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ ๒ มอบบัตรเอทีเอ็มแก่
โจทก์ร่วมท่ี ๑ ไว้ใช้ การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาที่มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองคป์ ระกอบของ
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสาม ถอื ไมไ่ ด้วา่ จาเลยกระทาโดยมีเจตนา การกระทาของจาเลย
ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนเบิกถอนเงินสด
โดยมิชอบ
ข้อสังเกต การไมร่ ู้ข้อเทจ็ จริงอันเปน็ องค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม และการสาคัญ
ผิดในข้อเท็จจริงท่ีจะทาให้การกระทาไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๖๒ วรรคแรก ต่างก็เป็นเร่ือง
"สาคัญผิด" หรืออีกนัยหน่ึงคือ "เข้าใจผิด" เหมือนกัน แต่ความสาคัญผิดหรือเข้าใจผิดดังกล่าว
แตกต่างกันตรงทว่ี ่ากรณีตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม เป็นความสาคัญผิดท่ีทาใหผ้ ู้กระทา "ขาดเจตนา"
ส่วนความสาคัญผิดตามมาตรา ๖๒ วรรคแรก เป็นความสาคัญผิดที่ทาให้ผู้กระทาซ่ึง "มีเจตนา" อยู่
แล้วไม่มีความผิด (ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวสั ด์ิ, คาอธิบายกฎหมายอาญา
ภาค ๑ เล่ม ๑ พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๒๙๕ ถึง ๒๙๗) ท่ีศาลฎีกาตัดสินตามฎีกาท่ี
๘๔๓๒/๒๕๕๙ ว่า จาเลยเชื่อว่าโจทก์ร่วมท่ี ๒ มอบบัตรเอทีเอ็มแก่โจทก์ร่วมที่ ๑ ไว้ใช้ การกระทา
ของจาเลยเป็นการกระทาท่ีมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา ๕๙ วรรค
สาม ถือไม่ได้ว่าจาเลยกระทาโดยมีเจตนา น่าจะกลับฎีกาท่ี ๑๔๒๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓ ที่ตัดสิน
ว่า จาเลยทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่าท่ีดินพิพาทเป็นของตน กรณีจึงเป็นเรอ่ื งท่ีจาเลยทั้งสองสาคัญผิด
61
ในข้อเทจ็ จริงซ่ึงหากฟังได้วา่ จาเลยทง้ั สองเป็นเจ้าของท่ีดนิ พิพาทจริง จาเลยท้ังสองกย็ ่อมมสี ทิ ธิทจี่ ะ
ทาให้เสียหายหรือทาลายต้นยางพาราซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้วได้โดยไม่เป็นความผิดฐาน
ทาให้เสยี ทรัพยต์ ามมาตรา ๓๕๘ ตามมาตรา ๖๒
ฎกี าที่ ๘๔๓๒/๒๕๕๙ ทต่ี ัดสินว่าจาเลยเช่ือวา่ โจทก์ร่วมท่ี ๒ มอบบัตรเอทีเอ็มแก่โจทก์ร่วม
ท่ี ๑ ไว้ใช้ การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาที่มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสาม ถือไม่ได้ว่าจาเลยกระทาโดยมีเจตนา เป็นฎีกาที่ตัดสินถูกต้องตาม
หลกั กฎหมายและเปน็ แนวฎกี าล่าสดุ หากออกข้อสอบนักศกึ ษาต้องตอบตามบรรทัดฐานฎกี าน้ี
ฎีกาท่ี ๕๗๒๙/๒๕๕๖ ฎ. ๑๖๐๐ จาเลยพยายามข่มขืนกระทาชาเราผู้ตายโดยใช้กาลัง
ประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้วนาไปท้ิงที่อ่างเก็บน้า โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว
จึงถือว่าจาเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่ เพราะจาเลยมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ
ของความผิดอันจะถือว่าจาเลยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ตาม ป.อ. มาตรา ๕๙
วรรคสาม การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้ตายตามมาตรา ๒๘๘ แต่เป็นการ
กระทาผดิ โดยประมาทเป็นเหตใุ ห้ผูต้ ายถงึ แกค่ วามตายตามมาตรา ๒๙๑
ข้อสังเกต ที่ศาลฎีกาตัดสินว่า จาเลยทาร้ายผู้ตายจนหมดสติโดยจาเลยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความ
ตายจึงนาผู้ตายไปถ่วงน้าจนถึงแก่ความตาย เป็นการกระทาโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ
ภายนอก เท่ากับไม่มีเจตนาฆ่า จาเลยไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น แต่เป็นการกระทาโดยประมาท
ให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑ นั้น ถูกต้องแล้ว แต่นอกจากนี้การกระทาของจาเลยน่าจะ
เป็นความผิดฐานทาร้ายผู้อ่ืนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐ ด้วย เพราะจาเลยทาร้าย
ผ้ตู ายจนหมดสติ แลว้ จาเลยนาผตู้ ายไปถว่ งน้าจนถึงแก่ความตาย ความตายของผูต้ ายเปน็ ผลโดยตรง
จากการกระทาของจาเลยและมีเหตุแทรกแซงที่จาเลยคาดหมายได้ ขอให้ดูรายละเอียดใน
FACEBOOK เกยี รติขจร วัจนะสวสั ด์ิ
ฎกี าท่ี ๙๙๐๗/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๗๒ ต้นสักเป็นไม้ยนื ต้นจึงเป็นส่วนควบกับท่ีดินพิพาท
ท่ีต้นสักน้ันขึ้นอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง และผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทย่อมมี
กรรมสิทธ์ิในต้นสักซึ่งเป็นส่วนควบของท่ีดินดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง เมื่อโจทก์
และจาเลยท่ี ๑ ยังมีข้อพิพาทโต้แย้งกันอยู่เก่ียวกับที่ดินพิพาทว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองท่ีดิน
พิพาทและใครเป็นผู้ปลูกต้นสักดังกล่าว กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังช้ีชัดได้ว่าต้นสักเป็นกรรมสิทธิ์ของ
ผู้ใด การที่จาเลยที่ ๑ ให้จาเลยท่ี ๒ กับคนงานเข้าไปตัดฟันต้นสักในท่ีดินพิพาทเพราะเช่ือว่าที่ดิน
พิพาทและต้นสักเป็นของจาเลยที่ ๑ แต่เม่ือโจทก์เข้าห้ามปรามก็หยุดตัดเช่นนี้ กรณีน่าเช่ือว่าจาเลย
ท่ี ๑ กระทาโดยสุจริต จาเลยท่ี ๑ จงึ ไม่มีความผิดฐานทาใหเ้ สยี ทรพั ย์ตามฟ้อง
ฎีกาท่ี ๙๙๗๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๗๗ โจทก์กับจาเลยยังมีคดีความกันท่ีศาลช้ันต้นใน
เรื่องสิทธิครอบครองท่ีดินพิพาทอยู่ว่าฝ่ายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่ากัน เมื่อทั้งสองฝ่าย
ยังโต้เถียงการครอบครองกันอยู่ การที่จาเลยให้ชาวบ้านเข้าไปในท่ีดินพิพาทเพื่อตัดต้นยูคาลิปตัส
จึงเป็นการเข้าใจโดยสุจริตว่าท่ีดินพิพาทเป็นของจาเลย การกระทาของจาเลยจึงไม่มีความผิดฐาน
62
บุกรกุ
สว่ นความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์นั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าต้นยูคาลิปตัสที่จาเลยใช้ให้ชาวบ้าน
เข้าไปตัดฟันน้ันโจทก์เป็นผู้ปลูกก็ตาม แต่ต้นยูคาลิปตัสเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน และ
ตกเป็นกรรมสิทธ์ิของเจ้าของท่ีดินซ่ึงเป็นเจ้าของทรัพย์ประธาน เม่ือโจทก์และจาเลยยังโต้เถียงสิทธิ
ในท่ีดิน เท่ากับว่าโจทก์และจาเลยยังโต้เถียงกรรมสิทธ์ิของต้นยูคาลิปตัสซึ่งปลูกอยู่ในท่ีดิน การที่
จาเลยใช้ให้ชาวบ้านเข้าไปตันฟันต้นยูคาลิปตัส จึงมีเหตุอันสมควรให้จาเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าต้น
ยูคาลปิ ตสั ดังกลา่ วเปน็ ของจาเลยเช่นกนั การกระทาของจาเลยจงึ ไมม่ คี วามผดิ ฐานทาให้เสยี ทรัพย์
ฎีกาท่ี ๕๗๔๐/๒๕๕๘ แม้ในคดีแพ่งที่ผู้เสียหายฟ้องขับไล่จาเลยที่ ๑ ศาลช้ันต้นมีคาสั่ง
ยกคาร้องขอคุ้มครองช่ัวคราวของผู้เสียหายโดยให้เหตุผลว่าผู้เสียหายย่ืนคาร้องขอคุ้มครองชั่วคราว
ก่อนพิพากษาหลังจากที่จาเลยท่ี ๑ เข้าไปปลูกข้าวในที่นาพิพาทเป็นเวลาหลายเดือนจนข้าวจะ
เก็บเกี่ยวได้แล้ว การยื่นคาร้องขอของผู้เสียหายจึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ท้ังหากจะนาวิธีการ
คุ้มครองช่ัวคราวก่อนพิพากษามาใช้ ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จาเลยท่ี ๑ จึงยังไม่สมควร
จะนาวธิ ีการชัว่ คราวก่อนพิพากษาตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๕๔ (๒) มาใชแ้ ก่จาเลยท่ี ๑ อันอาจเป็นเหตุ
ทาให้จาเลยที่ ๑ เข้าใจว่าจาเลยที่ ๑ มีสิทธิเข้าไปเก็บเก่ียวข้าวในที่นาพิพาท เพราะเชื่อว่าเป็น
ต้นข้าวที่จาเลยท่ี ๑ ปลูกไว้ก็ตาม แต่ภายหลังศาลชั้นต้นมีคาพิพากษาในคดีอาญาท่ีโจทก์ฟ้อง
กล่าวหาจาเลยที่ ๑ กับพวกว่า การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดฐานบุกรุกท่ีนาพิพาทของ
ผเู้ สียหาย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าท่ีนาพิพาทเป็นของผู้เสียหาย และผลของคาพิพากษาคดีอาญา
ดังกล่าวย่อมทาให้จาเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิเข้าไปกระทาการใด ๆ ในท่ีนาพิพาท เนื่องจากคาพิพากษา
ศาลชัน้ ต้นย่อมมีผลผูกพันคู่ความจนกว่าคาพพิ ากษาน้ันถูกเปลีย่ นแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียตาม
ป.ว.ิ พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหน่งึ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ แตใ่ นวันเกิดเหตหุ ลังจากที่ศาลชั้นตน้ มี
คาพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวแล้ว จาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กลับเข้าไปเก่ียวข้าวซ่ึงปลูกอยู่ในท่ี
นาพิพาทเนื้อที่ประมาณ ๑ งาน ได้ข้าวจานวน ๕๐ มัด นาไปวางไว้บนคันนาอีก เมื่อข้าวในท่ีนา
พพิ าทเป็นของผู้เสียหาย การท่ีจาเลยที่ ๔ เข้าไปเกี่ยวข้าวในท่ีนาพิพาทร่วมกับจาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒ และ
ท่ี ๓ จึงถือว่าจาเลยท่ี ๔ เป็นตัวการร่วมกับจาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ กระทาความผิดฐานลักทรัพย์
ฎีกาท่ี ๑๙๕๔/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๐๐ ผู้เสียหายท่ี ๑ สวมกางเกงขายาวสีกากี สวมเส้ือ
ยืดคอกลมสีขาว เข้าไปขอตรวจค้นตัวจาเลยโดยแจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตารวจ แต่ไม่ได้แต่ง
เครื่องแบบตารวจหรือแสดงหลักฐานให้เห็นว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตารวจผู้ทาการตามหน้าท่ี กรณี
อาจทาให้จาเลยเข้าใจผิดไปได้ แม้จาเลยจะต่อสู้ชกต่อยหรือใช้มีดแทงผู้เสียหายท่ี ๑ เพื่อขัดขวาง
ไม่ให้ผู้เสียหายที่ ๑ ตรวจค้นและจับกุม จาเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการ
ปฏิบัติการตามหน้าท่แี ละพยายามฆา่ เจา้ พนักงานซึง่ กระทาการตามหน้าท่ไี ม่
ฎีกาที่ ๒๒๐๕/๒๕๕๔ (ประชุมใหญ่) ฎ.๑๐๕๒ จาเลยที่ ๑ ยินยอมไปซ้ือเมทแอมเฟตา
มีนของกลางจากจาเลยที่ ๒ มาให้เจ้าพนักงานตารวจเพราะหวังค่าจ้าง ไม่ว่าค่าจ้างจะเป็นเมทแอม
เฟตามีนครึ่งเม็ดหรือเป็นเงิน ๕๐ บาท ก็ถือเป็นค่าจ้าง หากไม่มีค่าจ้างจาเลยที่ ๑ จะไม่ไป
63
ดาเนินการซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจาเลยที่ ๒ เช่นน้ี ถือเป็นการอาศัยจาเลยท่ี ๑ เป็น
เครือ่ งมือ เจ้าพนักงานตารวจซ่ึงเป็นผู้เริ่มมใิ ชจ่ าเลยที่ ๑ เป็นผู้เร่ิมในการไปซอ้ื เมทแอมเฟตามีนจาก
จาเลยท่ี ๒ จาเลยที่ ๑ จึงอยู่ในสถานะเดียวกับสายลับ ถือไม่ได้ว่าจาเลยที่ ๑ มีเจตนากระทา
ความผิด จาเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายและ
จาหน่ายเมทแอมเฟตามีน
ฎีกาที่ ๑๒๘๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๐๗ จาเลยที่ ๒ วางแผนกับพวกหลอกว่าจ้างจาเลยท่ี
๑ นารถยกไปยกรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งให้จาเลยที่ ๒ เพื่อจาเลยท่ี ๒ จะยกรถยนต์ต่อไปยัง
จดุ หมาย โดยจาเลยท่ี ๑ ไม่ทราบวา่ ตนเองเป็นเคร่ืองมือของคนรา้ ย จาเลยที่ ๒ จึงเปน็ ตัวการในการ
ลักรถยนต์โดยใช้จาเลยที่ ๑ เป็นเครื่องมือในการกระทาความผิดของตน จาเลยท่ี ๑ จึงไม่ได้ร่วม
กระทาผดิ
ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
ฎีกาท่ี ๑๒๘๙/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๓๕ จาเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิง
โจทก์ร่วมที่ ๑ ถึงท่ี ๓ พฤติการณ์ท่ีจาเลยกับพวกใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงโจทก์ร่วมท่ี ๑
ถึงท่ี ๓ ในขณะท่ีน่ังโดยสารอยู่บนกระบะด้านหลังรถของโจทก์ร่วมท่ี ๔ โดยอยู่ห่างกันเพียง ๒ ถึง
๓ เมตร เป็นจานวนถึง ๑๒ นัด จาเลยกับพวกย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกโจทก์ร่วมที่ ๑
ถึงที่ ๓ ถึงแก่ความตายได้ จาเลยกับพวกจงึ มีเจตนาฆ่า เมื่อจาเลยกับพวกลงมือกระทาความผิดแล้ว
แต่การกระทาไม่บรรลุผลเนื่องจากโจทก์ร่วมที่ ๑ ถึงท่ี ๓ ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทาของจาเลย
จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า และการท่ีจาเลยกับพวกใช้อาวุธปืนยิงดังกล่าวเป็นเหตุให้
กระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วมที่ ๔ ได้รับความเสียหายหลายแห่ง จาเลยจึงมีความผิดฐาน
ร่วมกันทาให้เสยี ทรพั ยด์ ้วย
ขอ้ สังเกต คดีตามฎีกานี้และฎีกาท่ี ๗๗๑๖/๒๕๖๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า และฐาน
ทาให้เสียทรัพย์ ซ่ึงท้ังสองฎีกาน้ีไม่ใช่เรื่องพลาด แต่เป็นเรื่องท่ีจาเลยมีทั้งเจตนาฆ่าและเจตนาทาให้
เสียทรัพย์เป็นการกระทากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หากออกข้อสอบนักศึกษาต้องตอบว่า
มีเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล เม่ือไม่ตายก็เป็นพยายามฆ่าบทหนึ่ง และมีเจตนาทาให้เสียทรัพย์
อีกบทหนึ่งด้วย อย่าตอบว่าเป็นการกระทาโดยพลาดโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นคาตอบท่ีผิด เพราะ
เจตนากระทาตอ่ ชีวิตจะถือว่ามีเจตนาโดยพลาดตอ่ ทรัพย์ไมไ่ ด้
ฎีกาที่ ๗๗๑๖/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๗๘ จาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ ๑ เม่ือผู้เสียหาย
ท่ี ๑ ว่ิงหลบหนีไปในบริษัท จาเลยยังไล่ยิงไปยังรถบัสของผู้เสียหายที่ ๒ ขณะมีพนักงานวิ่งหนีเพื่อ
ไปหลบบนรถ กระสุนไม่ถูกผู้ใด แต่ถูกกระจกมองข้างของรถบัสของผู้เสียหายท่ี ๒ ได้รับความ
เสยี หาย จากการกระทาดงั กล่าวแสดงให้เห็นว่าจาเลยเลง็ เห็นผลแหง่ การกระทาของตนว่ากระสนุ ปืน
อาจถูกผู้เสียหายที่ ๑ ถึงแก่ความตาย เป็นการกระทาโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายท่ี ๑ เมื่อกระสุนปืน
64
ไม่ถูกผู้เสียหายท่ี ๑ แต่ถูกกระจกมองขา้ งของรถบัสไดร้ ับความเสียหาย การกระทาของจาเลยจงึ เป็น
ความผดิ ฐานพยายามฆ่าผู้เสยี หายที่ ๑ และทาให้เสียทรัพย์ผ้เู สียหายท่ี ๒
ฎกี าท่ี ๑๗๑/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๑ น.๑๕ การที่จาเลยนาบุตรท่ีเพ่ิงคลอดออกจากโรงพยาบาล
เจ้าหน้าท่ีโรงพยาบาลใช้ผ้าขนหนูห่อพันตัวเด็กให้เพื่อป้องกันแสงแดดและมลภาวะอากาศ โดยเว้น
ส่วนใบหน้าไว้เพื่อที่เด็กจะได้มีอากาศหายใจ จึงไม่มีเหตุผลที่จาเลยจะต้องเอาเด็กใส่กระเป๋าห้ิว
การที่จาเลยนาเด็กทารกเพิ่งคลอดท่ีต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลาเพราะยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ใส่ใน
กระเป๋าห้ิว เอาผ้าขนหนูห่อมิดทั้งตัว ปิดทับด้วยเสื้ออีกช้ันกับรูดซิบปิดกระเป๋าไว้ ทาให้อากาศ
ไม่สามารถผ่านเข้าไปในกระเป๋า ซ้านาแผ่นพลาสเตอร์ปิดบริเวณปากและจมูก ย่อมเห็นเจตนาว่า
จาเลยประสงค์จะให้เด็กถึงแก่ความตาย แต่เพราะเหตุท่ีพลาสเตอร์ท่ีปิดไว้อาจจะไม่สนิทพอทาให้
ยงั พอจะหายใจได้ประกอบกับถูกตรวจพบทันเวลา เป็นเหตุให้เดก็ ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทาของ
จาเลยจงึ เปน็ ความผดิ ฐานพยายามฆ่าผอู้ ่ืน
ฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๕ จาเลยใช้ถุงพลาสติกซ่ึงไม่มีช่องอากาศครอบ
ศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณรอบลาคอผู้ตาย แม้จาเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้ตายถึง
แก่ความตาย แต่จาเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทาดังกล่าวจะทาให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจ
และถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจาเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว เม่ือการกระทาของจาเลยเป็นเหตุให้
ผู้ตายถึงแก่ความตาย จาเลยจงึ มีความผิดฐานฆา่ ผู้อ่นื
การท่ีจาเลยจะอ้างว่ากระทาความผิดโดยบันดาลโทสะได้นั้นจะต้องปรากฏว่าจาเลยถูก
ผตู้ ายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน และต้องเป็นการกระทาความผิดในขณะท่ีถูก
ผตู้ ายขม่ เหงด้วย ก่อนเกิดเหตุจาเลยกับผตู้ ายมีปากเสียงทะเลาะกันในขณะที่จาเลยขับรถยนต์มากับ
ผู้ตาย แม้จาเลยอ้างว่าผู้ตายทุบตีและถีบจาเลยจนทาให้รถยนต์เสียหลักไปชนกับขอบทางด่วน แต่
สาเหตุที่ผู้ตายกระทาต่อจาเลยเกิดจากจาเลยหลอกลวงให้ผ้ตู ายไปพบเพือ่ ดรู ถยนต์ท่จี ะนามาตีใช้หนี้
ให้แก่ผู้ตายซึ่งจาเลยมีส่วนผิดอยู่ด้วย เมื่อจาเลยใช้เข็มขัดพลาสติกรัดสายไฟมัดมือมัดเท้า ใช้เทป
ปิดปากผู้ตาย และถอดเส้ือผ้าของผู้ตายออกท้ิงไปแล้ว ผู้ตายย่อมไม่อาจกระทาการอันเป็นการ
ข่มเหงจาเลยอย่างร้ายแรงต่อไปได้ การท่ีจาเลยยังคงใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ตายและใช้เทปมัด
ถงุ พลาสติกรอบคอผู้ตายจนแน่นโดยอ้างว่ายังคงได้ยนิ เสียงผู้ตายดา่ ทอและข่มขู่จะทาร้ายภรยิ าและ
บุตรของจาเลย จนทาให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาน้ัน ย่อมไม่อาจ
รับฟังได้ว่าจาเลยกระทาความผิดในขณะท่ีถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การกระทาของจาเลยจึงไม่เปน็ การกระทาความผิดโดยบันดาลโทสะ
ฎีกาท่ี ๓๑๖๑/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๗๓ ขณะท่ีจาเลยขว้างขวดบรรจุน้ามันท่ีมีไฟติดอยู่
ไปท่ีโต๊ะของผ้เู สยี หายท่ี ๑ นน้ั ผ้เู สียหายที่ ๒ นั่งอยใู่ กลก้ ับผู้เสียหายท่ี ๑ จาเลยย่อมเลง็ เห็นผลไดว้ ่า
นา้ มนั ทต่ี ิดไฟจะกระเด็นไปถูกผู้เสียหายที่ ๒ ซ่ึงนงั่ อยู่ใกลก้ ับผเู้ สียหายท่ี ๑ ได้ การกระทาของจาเลย
จึงเป็นการกระทาโดยเจตนาเล็งเห็นผลตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสอง หาใช่เป็นการกระทา
โดยพลาดตามมาตรา ๖๐ ไม่
65
ฎีกาที่ ๕๕๐๕/๒๕๕๙ การท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีสภาพร้ายแรงยิงเข้าไปท่ีขอบหน้าต่าง
ด้านบนของห้องของบ้านเกิดเหตุ โดยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเม่ือกระสุนปืนกระทบขอบ
หน้าต่างแล้วจะหักเหไปในทิศทางใด จาเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจแฉลบไปถูกผู้ที่อยู่
ภายในหอ้ งถึงแก่ชวี ติ ได้ จาเลยจึงมีความผดิ ฐานพยายามฆา่ ผู้อืน่
ฎีกาท่ี ๗๖๖๙/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๒๐ การที่จาเลยซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานตารวจทราบดี
อยู่แล้วว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธท่ีร้ายแรง สามารถทาอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย แต่ยังนาอาวุธปืน
ดังกล่าวออกมาข่มขู่ผู้ตายโดยจ่อไปทางศีรษะของผู้ตาย จาเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนอาจลั่น
ถูกผู้ตายถึงแก่ชีวิตได้ แต่จาเลยยังคงกระทาการดังกล่าว ผู้ตายจึงได้ปัดป้องให้พ้นตัว แต่ปืนล่ัน
เสยี กอ่ น จงึ ถกู ผตู้ ายจนถงึ แก่ความตาย เป็นการกระทาโดยเจตนาฆา่
ฎีกาที่ ๖๔๓๗/๒๕๕๖ ฎ. ๑๗๒๐ จาเลยทาทานบกั้นในลาห้วยนาเพ่ือต้องการกักเก็บน้า
เอาไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นการกระทาท่ีห่างไกลเกินความประสงค์ของเร่ืองทาให้เสียทรัพย์ จาเลย
มิได้มีเจตนากระทาเพ่ือให้เคร่ืองกลหรือเคร่ืองจักรท่ีใช้ในการประกอบกสิกรรมและพืชผลของโจทก์
ร่วมซึ่งเป็นกสิกรเสียหาย และมิได้มีเจตนากระทาเพื่อให้เกิดอุทกภัยอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่
โจทก์ร่วมหรือบุคคลอ่ืน หรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมหรือผู้อ่ืนท้ังความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๘
จะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะเอาการเล็งเห็นผลของการกระทาตาม ป.อ. มาตรา ๕๙
วรรคสอง มาใช้ไมไ่ ด้ การกระทาของจาเลยไม่เป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๘, ๓๕๙ (๑) (๓)
ข้อสังเกต ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๘ ผู้ใดกระทาด้วยประการใด ๆ เพ่ือให้เกิดอุทกภัย ... ถ้า
การกระทาน้นั น่าจะเปน็ อันตรายแกบ่ คุ คลอ่นื หรือทรัพย์ของผูอ้ น่ื ต้องระวางโทษ
มาตรานี้การกระทาที่จะครบองค์ประกอบภายในคือต้องมีเจตนาตามมาตรา ๕๙ และ
จะต้องมเี จตนาพเิ ศษเพื่อใหเ้ กดิ อุทกภัย
สาหรับการกระทาที่จะถือว่าครบองค์ประกอบภายในโดยท่ัวไป คือต้องมีเจตนาคือผู้กระทา
ต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลเพียงอย่างใดอย่างหน่ึง ก็ถือว่ามีเจตนาแล้ว แต่กรณีท่ี
ความผิดใดกฎหมายกาหนดว่าต้องมีเจตนาพิเศษ จะต้องเป็นเจตนาประสงค์ต่อผลเท่าน้ัน หากเป็น
เพียงเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ไม่อาจถือได้ว่ามีเจตนาพิเศษเพ่ือให้เกิดอุทกภัยดังท่ีศาลฎีกาตัดสินไว้
ในคดนี ้ี ซงึ่ ก็เปน็ การตดั สนิ ตามบรรทัดฐานฎีกาที่ ๑๒๔๐/๒๕๐๔ (ประชุมใหญ)่
ฎีกาที่ 1240/2504 (ประชุมใหญ่) ความผิดเก่ียวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อ
ประชาชนตามมาตรา 228 แห่งประมวลกฎหมายอาญา นั้น จาเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัย
โดยตรง จะยกเอาการเล็งเหน็ ผลของการกระทาตามมาตรา 59 วรรคสองมาใช้ไม่ได้
ข้อสังเกต แม้ศาลฎีกาจะวางหลักไว้ว่า ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนตาม
มาตรา 228 นั้น จาเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะยกเอาการเล็งเห็นผลของการ
กระทาตามมาตรา 59 วรรคสอง มาใช้ไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าจาเลยประสงค์
ต่อผลเพราะเมื่อเกิดอุทกภัยแล้วทางการส่ังให้เปิดทานบ จาเลยก็ไม่ยอมเปิด แสดงให้เห็นชัดว่า
66
จาเลยเจตนาประสงค์ต่อผลเพ่ือทาให้เกิดอุทกภัย ไม่ใช่เพียงเล็งเห็นผลว่าจะเกิดอุทกภัย เม่ือการ
กระทาของจาเลยนา่ จะเปน็ อนั ตรายแก่ทรัพยข์ องผ้อู ื่น จึงเปน็ ความผิดตามฟอ้ ง
_________________________________________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จาเลยได้บังอาจร่วมกันทาทานบปิดกั้นน้าในคลองสาธารณมิให้น้าไหลผ่านไป
โดยสะดวก ทาให้นา้ ทว่ มสวนยางพาราและไรน่ าของบคุ คลอื่นเสยี หาย ขอให้ลงโทษ
จาเลยท้ังสใี่ หก้ ารปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๘, ๘๓
จาคุกคนละ ๓ เดือน ปรับคนละ ๙๐๐๐ บาท ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ คงจาคุกคนละ ๒ เดือน ปรับคน
ละ ๖๐๐ บาท โทษจาให้รอไว้ ๓ ปี
จาเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับใหย้ กฟ้อง
โจทก์ฎกี า
ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงได้ความว่า จาเลยทั้งส่ีได้ร่วมกันทาทานบปิดก้ันน้าในลาคลอง
สาธารณข้ึนใหม่ ไม่ใช่ซ่อมแซมทานบเกา่ ดงั ท่ีจาเลยต่อสู้ จาเลยทาทานบสูงเสมอตล่ิง น้าจงึ ได้ทว่ มท่ี
สวนที่นาของผู้เสียหาย ต้นยางตายเป็นจานวนมากและที่นาก็ทานาไม่ได้ ก่อนที่จาเลยจะทาทานบ
เมือ่ ถึงหนา้ นา้ นา้ จะทว่ มทีส่ วนทีน่ าเพียงวนั สองวนั กแ็ ห้งลงคลองไป ไม่ถงึ กบั ทาให้ต้นยางตาย
ปัญหามีว่า การกระทาของจาเลยจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๒๘
หรือไม่ มาตรา ๒๒๘ บัญญัติว่า " ผู้ใดกระทาด้วยประการใด ๆ เพ่ือให้เกิดอุทกภัย... ถ้าการกระทา
นั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น..." ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เพ่ือให้
เกิดอุทกภัยตามมาตราน้ีจาเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะยกเอาการเล็งเห็นผลของ
การกระทาตามมาตรา ๕๙ วรรค ๒ มาใช้ไม่ได้ แต่เจตนาของบุคคลเป็นเร่ืองในใจ ต้องอาศัย
พฤติการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นเครื่องช้ีเจตนา สาหรับเร่ืองนี้ตามพฤติการณ์ท่ีกล่าวข้างต้น แสดงว่า
การทาทานบปิดกั้นคลองของจาเลยเพื่อเจตนาจะให้เกิดอุทกภัยเพราะนาจาเลยอยู่ในที่สูง สวนยาง
และนาผู้เสียหายอยู่ในที่ต่ากว่า จาเลยย่อมต้ังใจให้เกิดอุทกภัยแกส่ วนและนาของผู้เสียหาย น้าจึงจะ
ไหลเข้าถึงนาของจาเลย ย่ิงกว่าน้ี เมื่อเกิดอุทกภัยแล้วทางการส่ังให้เปิดทานบ จาเลยก็ไม่ยอมเปิด
แสดงให้เห็นชัดว่าจาเลยเจตนาทาให้เกิดอุทกภัยตลอดมา จาเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๘
พิพากษากลบั ให้บังคบั คดตี ามคาพพิ ากษาศาลชัน้ ตน้
(บรริ กั ษจ์ รรยาวตั ร - สัญญา ธรรมศกั ด์ิ - สอาด นาวีเจรญิ )
67
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๕๙ วรรคส่ี
ฎีกาท่ี ๗๑๑๖/๒๕๖๐ ฎ.๒๐๗๒ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เข้าไปบริเวณท่ีมีเครื่องหมาย
จราจรพื้นทางสขี าวแดงซึ่งเป็นบรเิ วณห้ามเข้าหรือเขตปลอดภัย แล้วเข้าขวางหน้ารถกระบะที่จาเลย
กาลังขับลงมาจากสะพานในช่องเดินรถที่สามในระยะกระช้ันชิด เป็นเหตุให้รถกระบะของจาเลย
ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ถือได้ว่าผู้ตายมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเคร่ืองหมายจราจรที่ปรากฏ
เมื่อเข้าท่ีคับขันและขับรถเข้าไปในเขตปลอดภัย อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา
๒๑ วรรคหนึ่ง, ๔๖ (๔) และ ๑๑๙ เมื่อจาเลยมิได้ขับรถมาด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกาหนด
หรือมีพฤติการณ์อ่ืนใดท่ีบ่งช้ีว่าจาเลยขับรถโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเฉี่ยวชนในคดีน้ีจึงเกิดจาก
ความประมาทของผู้ตายแต่เพียงฝา่ ยเดยี ว
ฎีกาที่ ๙๙๐๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔๒ ว. ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์สวนทางทางเดินรถ
ตนเองจากช่องเดินรถด้านซ้ายไปยังช่องเดินรถด้านขวาย้อนกลับมายังจุดกลับรถหน้าโรงพยาบาล
ท่าแซะแล่นข้ามถนนไปยังทางเดนิ รถท่ีสวนกันทแยงมุมเป็นเส้นตรง โดยผู้ตายไมห่ ยุดรถที่จุดกลบั รถ
ของตน กลบั แล่นข้ามถนนที่จดุ กลับรถทางเดินรถจาเลย ซึ่งจาเลยไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้า ดงั น้ัน
แม้จาเลยจะขบั รถยนต์ดว้ ยความเร็วต่ากว่า ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จาเลยก็ไม่เห็นรถจักรยานยนต์
และหา้ มลอ้ ได้ทนั ผตู้ ายจงึ เปน็ ฝา่ ยประมาทขบั รถจกั รยานยนตต์ ดั หน้ารถยนต์จาเลย
ฎีกาท่ี ๖๔๕๐/๒๕๕๘ ก่อนเกิดเหตุจาเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจาเลย
จาเลยไม่ได้ขับล้าเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน ร. ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลัง
รถอีแต๋นที่ บ. เป็นผู้ขับ แต่ ร. ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นล้าเข้าไปในทางเดนิ รถของจาเลย เป็นเหตุให้
รถจักรยานยนต์ท่ี ร. ขับชนกับรถจาเลย หาก ร. ไม่ขับรถล้าเข้าไปในทางเดินรถของจาเลย เหตุรถ
ท้งั สองคันชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะฟังว่าจาเลยมิได้ขบั รถชิดขอบทางด้านซา้ ย แต่ก็ยังขับอยู่ใน
ทางเดินรถของจาเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพระบุว่า ร. ขับรถตัดหน้ารถจาเลยเป็นเหตุให้
ชนกัน แล้วรถจาเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่า ร. ขับแซงข้ึนหน้ารถอีแต๋นในระยะกระชั้นชิด
ขณะท่ีรถจาเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น การที่รถจาเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น จึงเป็น
ผลโดยตรงจาก ร. ขับแซงข้ึนหน้าในระยะกระช้ันชิดเข้าไปในทางเดินรถของจาเลย มิใช่ผลโดยตรง
ที่จาเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจาเลยมีส่วนประมาทด้วย
หาได้ไม่ เพราะการท่ีรถจาเลยเสียการควบคุมไปชนรถอแี ต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรง
ของ ร. ท่ีขับแซงข้ึนหน้าในระยะกระช้ันชิด การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทา
โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กาย แต่การที่จาเลยขับรถยนต์
บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบ ถือได้ว่าเป็นการ
ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จาเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา
๔๓ (๔), ๑๕๗
ข้อสังเกต ฎีกานี้วินิจฉัยตอนท้ายว่า การท่ีจาเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงด้วยความเร็วสูงในทางแคบ
ถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗
68
แต่ท่ีวินิจฉัยตอนต้นว่า มิใช่ผลโดยตรงที่จาเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว
จะถือวา่ จาเลยมสี ่วนประมาทดว้ ยหาไดไ้ ม่ น่าจะหมายถึงจาเลยไม่มีความผิดฐานกระทาโดยประมาท
เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ เพราะไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทาด้วย
ความประมาท คงไม่ใช่หมายถึงจาเลยไมป่ ระมาท
ฎีกาท่ี ๕๑๕๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๓๙ ผู้ตายทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ตายขับอยู่ในช่องทาง
ไหล่ทางและก็เห็นจาเลยขับรถมาในช่องเดินรถของจาเลย ผู้ตายไม่ควรด่วนรบี ตัดหน้ารถของจาเลย
ควรชะลอให้รถของจาเลยผ่านพ้นไปเสียก่อนผตู้ ายจึงจะกลับรถได้ แต่ผู้ตายก็หาได้กระทาเช่นน้ันไม่
กลับขับตัดหน้ารถของจาเลยในระยะกระชั้นชิด ซ่ึงจาเลยก็แล่นมาตามปกติในช่องเดนิ รถของจาเลย
โดยไม่มีการหักหลบส่ิงกีดขวางแต่ประการใด หากผู้ตายใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ันให้เพียงพอ
แม้วา่ จาเลยจะขบั รถมาเรว็ เพียงใดเหตุแห่งความตายก็จะไม่เกิดขน้ึ ดังน้ัน เหตุท่ีเกิดจึงเนอ่ื งจากการ
ขับรถของผู้ตาย มิใชค่ วามประมาทเลนิ เลอ่ ของจาเลย
ฎกี าท่ี ๖๙/๒๕๕๕ ฎ.๑ กอ่ นถึงจุดเกิดเหตุประมาณ ๕๐ เมตร มีป้ายเตือนแสดงสัญลักษณ์
ว่าด้านหน้าเป็นส่ีแยกซึ่งห้ามไม่ให้ผู้ขับขี่รถแซงข้ึนหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึง
ทางร่วมทางแยกตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๖ (๒) และบริเวณก่อนถงึ สี่แยกมีเครอื่ งหมาย
จราจรบนพ้ืนทางประเภทบังคับ เป็นเคร่ืองหมายจราจรตามแนวทางเดินรถ คือ เส้นแบ่งทิศทาง
จราจรห้ามแซงเฉพาะด้าน ซึ่งด้านรถบรรทุกคนโดยสารจะแซงรถบรรทุกของจาเลยไม่ได้ การที่ ธ.
ขับรถโดยสารในช่องเดินรถด้านซ้ายของเส้นดังกล่าวแซงข้ึนมาย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อเคร่ืองหมาย
จราจรดังกล่าว ท้ังก่อนเกิดเหตุ จาเลยเปิดสัญญาณไฟเล้ียวขวาจอดรอให้รถกระบะที่แล่นสวนมา
ขบั ผ่านไปก่อนจึงได้เลี้ยวรถ จาเลยย่อมไม่อาจคาดหมายไดว้ ่าจะมีรถยนต์ด้านหลังขับแซงขึ้นมาทาง
ด้านขวาเพราะมีป้ายเตือนและเคร่ืองหมายจราจรห้ามแซง ถือได้ว่าจาเลยใช้ความระมัดระวังซ่ึง
บุคคลในภาวะเช่นน้ันจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว จาเลยไม่มีความผิดฐานขับรถโดย
ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ และ พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ
มาตรา ๔๓ (๓) , ๑๕๗
ฎีกาที่ ๕๒๐๗/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๖ จาเลยขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ได้ชะลอ
ความเร็วเมื่อมาถึงทางร่วมทางแยก แม้จะได้ความว่าทางเดินรถของฝา่ ยแท็กซ่ีเป็นทางโทมีป้ายหยุด
ปักอยู่ตรงปากทางและผู้ขับรถแท็กซี่ไม่ได้หยุดรถของตนอันเป็นการกระทาโดยประมาทด้วยก็ตาม
แต่การขับรถผา่ นทางร่วมทางแยกนั้นเป็นหน้าทขี่ องผ้ขู บั ขรี่ ถทุกเสน้ ทางทมี่ าบรรจบทางรว่ มทางแยก
จะต้องลดความเร็วลงให้อยู่ในระดับความเร็วที่ต่าหรือหยุดรถเพ่ือหลีกเลี่ยงอันตรายอันเกิดจากการ
ชนกันระหว่างรถที่กาลังแล่นผ่าน หาใช่ว่าผู้ที่ขับรถมาในทางเอกจะใช้ความเร็วในอัตราท่ีสูงโดย
ขับผ่านทางร่วมทางแยกไปโดยปราศจากความระมัดระวัง เม่ือจาเลยขับรถแล่นเข้าไปในทางร่วม
ทางแยกด้วยความเร็วสูงทาให้ชนกบั รถยนต์คนั ทผี่ ตู้ ายขบั มาเปน็ เหตใุ ห้มีผไู้ ด้รับบาดเจ็บและเสียชวี ิต
ย่อมถือได้ว่าเหตทุ ี่เกิดขน้ึ เป็นผลมาจากความประมาทของจาเลยดว้ ย
ฎีกาท่ี ๓๕๖๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๖ ขณะเกิดเหตุจาเลยอยู่ห่างจากดาบตารวจ ย.
69
เพียง ๓ ถึง ๕ เมตร จากการตรวจสอบท่ีเกิดเหตุพบรอยกระสุนปืนท่ีผนังอุโบสถสูงจากพื้น ๑๗๐
เซนติเมตร ห่างจากจุดที่ดาบตารวจ ย. ยืนอยู่ ๒.๗๐ เมตร และที่ฐานอุโบสถสูงจากพื้น ๑๐
เซนติเมตร อยู่ห่างจากจุดที่ดาบตารวจ ย. ยืนอยู่ ๒.๕๐ เมตร ในระยะห่างกันไม่เกิน ๕ เมตร
หากจาเลยมเี จตนาจะใช้อาวุธปืนยิงไปท่ตี ัวดาบตารวจ ย. กระสนุ ปนื น่าจะถูกส่วนสาคัญของร่างกาย
ดาบตารวจ ย. หรือมิฉะนั้นรอยกระสนุ ปืนอยู่ใกล้ตัวดาบตารวจ ย. มากกว่าน้ี แสดงให้เห็นว่าจาเลย
ไม่ประสงค์จะยิงให้ถูกตัวดาบตารวจ ย. จึงฟังได้ว่าจาเลยไม่มีเจตนาฆ่า การกระทาของจาเลย
จงึ ไมเ่ ป็นความผิดฐานพยายามฆา่ เจ้าพนักงานขณะกระทาการตามหน้าท่ี แต่เม่ือกระสุนปืนท่ีจาเลย
ยิงขู่ เพื่อต้องการหลบหนีจากการถูกตรวจค้นและจับกุมถูกท่ีหลังเท้าขวาของดาบตารวจ ย. เช่นน้ี
จาเลยคงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา
๓๙๐
ฎีกาท่ี ๗๒๒๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๘๖ ผู้ตายชอบเล่นอาวุธปืน บางครั้งเอากระสุนปืน
ออกจากลูกโม่แล้วมาจ่อยิงที่ศีรษะตนเองหรือผู้อ่ืนเพ่ือล้อเล่น ในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุผู้ตาย
ก็เอาอาวุธปืนมาเล่นอีก แต่ไม่ปรากฏว่าขณะท่ีผู้ตายเอาอาวุธปืนมาจ่อที่ศีรษะตนเองแล้วจาเลย
เขา้ แยง่ เป็นเหตุให้ปนื ล่ันนั้น ผู้ตายจะยิงตนเองหรอื ผตู้ ายเมาสุราจนไม่ได้สตแิ ตอ่ ย่างใด ทั้งไม่ปรากฏ
ว่าจาเลยรู้หรือไม่ว่าอาวุธปืนดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนหรือไม่ ดังน้ัน การที่จาเลยเข้าแย่งอาวุธปืน
ในสถานการณ์ดังกล่าว ถือว่าจาเลยกระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนั้น
จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจาเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ันได้แต่หาได้ใช้
ให้เพยี งพอไม่ อันเป็นการกระทาโดยประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสี่
ฎีกาท่ี ๒๕๘๙/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๕ จาเลยมีเจตนาใช้อาวุธปืนแก๊ปยาวยิงค้างคาว
โดยไม่พิจารณาให้ดีว่าบริเวณที่ยิงไปนั้นจะมีผู้เสียหายอยู่หรือไม่ เม่ือกระสุนปืนที่ยิงไปนั้นไม่ถูก
คา้ งคาว แตก่ ลับไปถูกผู้เสยี หายไดร้ ับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทกุ ขเวทนาเกินกว่ายี่สิบ
วัน กรณีเช่นน้ีจึงถือว่า จาเลยกระทาโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จาเลยย่อมมีความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๖๐
ฎีกาท่ี ๗๔๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๙ จาเลยใชม้ ีดดาบฟันไปทศ่ี ีรษะของ พ. แต่ พ. หลบทัน
คมมีดจึงพลาดไปถูกที่ข้อศอกขวาของผู้เสียหาย จึงต้องถือว่าจาเลยมีเจตนาใช้มีดฟันที่ศีรษะของ
ผู้เสียหายตามนัยแห่ง ป.อ. มาตรา ๖๐ การท่ีจาเลยใช้มีดดาบความยาวรวมด้ามประมาณ ๒๖ นิ้ว
ฟนั ไปท่ีศีรษะของ พ. อันเป็นอวยั วะสว่ นสาคัญของร่างกาย แตจ่ าเลยฟนั พลาดไปถูกข้อศอกขวาของ
ผู้เสียหายจนกระดกู แตกไดร้ บั อันตรายสาหสั แสดงวา่ จาเลยใช้มดี ดาบฟนั อย่างรุนแรงโดยมีเจตนาจะ
ฆ่า พ. เมื่อผู้เสียหายซ่ึงถูกกระทาโดยพลาดไม่ถึงแก่ความตาย จาเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า
ผู้อ่ืน และการที่จาเลยใช้มีดดาบฟัน พ. โดยมีเจตนาฆ่าแต่คมมีดพลาดไปถูกผู้เสียหาย การกระทา
70
ของจาเลยดังกล่าวเปน็ การกระทาโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ ด้วย
ฎกี าที่ ๕๖๓๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๑๗ จาเลยใช้มดี เป็นอาวธุ แทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า แล้ว
พลาดไปถูกผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ การกระทาของจาเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า
ผ้เู สยี หายโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ประกอบมาตรา ๖๐
ฎีกาที่ ๒๒๗๗/๒๕๕๔ ฎ.๔๖๑ จาเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณบ้านผู้เสียหายทั้งสองและ
ใช้ก้อนหินขว้างผู้เสียหายท้ังสองแต่ไม่ถูก แต่เป็นเหตุให้กระเบื้องหลังคาแตก การกระทาของจาเลย
ท้ังสองจึงเป็นความผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองและฐานบุกรุกเคหสถานตั้งแต่
สองคนขึ้นไปในเวลากลางคนื อนั เป็นการกระทากรรมเดียวผิดตอ่ กฎหมายหลายบท
แต่สาหรับความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ ตามคาฟ้องของโจทก์บรรยายว่า ก้อนหินที่ขว้างไป
ถูกกระเบื้องหลังคา แสดงว่าเป็นเพราะพลาดไปถูกหลังคา มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจาเลย
ท้ังสองมีเจตนาทาให้เสียทรัพย์ด้วย จึงถือเอาเจตนาท่ีจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ มีเจตนาทาร้ายผู้เสียหาย
ทง้ั สองเป็นเจตนาทาให้เสยี ทรพั ย์โดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ ด้วยไม่ได้ เพราะเจตนาทาร้ายผู้อื่น
เป็นเจตนาคนละประเภทกับเจตนาทาให้เสียทรัพย์ อกี ทั้งกรรมของการกระทาก็ต่างกัน จงึ ถือวา่ เป็น
การกระทาโดยพลาดมิได้ แม้จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ อาจจะกระทาโดยประมาท แต่การทาให้เสียทรัพย์
โดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญตั ิเปน็ ความผิดอาญา
ข้อสังเกต หากนาข้อเท็จจริงตามฎีกามาออกข้อสอบคงต้องตอบตามฎีกา ว่าเป็นความผิดฐาน
พยายามทาร้าย แต่ไม่เป็นความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์โดยเจตนาซ่ึงเป็นการกระทาโดยพลาด และ
ไม่เป็นการกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหาย เพราะความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์
โดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แต่ถ้าจะออกข้อสอบให้ยากข้ึนก็คงต้องเพิ่ม
ขอ้ เทจ็ จรงิ เขา้ ไปเพอื่ ให้ผลแตกต่างกัน เช่น จาเลยยิงปืนไม่คอ่ ยแมน่ ยงิ ไปที่ผเู้ สียหายซึ่งน่ังอยู่ในบา้ น
หลายนัด คาดหมายได้แน่นอนว่า กระสุนบางสว่ นอาจไปถูกคน ทรัพย์สิน และบ้านเสียหาย คาตอบ
นา่ จะเป็นความผิดฐานพยายามฆา่ ซงึ่ เป็นเจตนาประสงค์ต่อผล และเปน็ ความผิดฐานทาให้เสียทรพั ย์
ซง่ึ เปน็ เจตนาเลง็ เหน็ ผล
ฎีกาท่ี ๒๘๖๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๔ น.๙๐ ผู้กระทาผิดซ่ึงเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาล
โทสะได้จะต้องกระทาต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหง
จาเลยแต่อยา่ งใด จาเลยจะใชอ้ าวธุ ปนื ยิง น. แตก่ ระสุนปนื ไปถูก ป. ซงึ่ อยู่ด้านหนา้ ของ น. จาเลย
ยอ่ มเลง็ เห็นผลของการกระทาไดว้ ่ากระสุนปืนที่จาเลยยิงออกไปน้ันจะถูก ป. ทอี่ ยู่ในบริเวณดงั กล่าว
ได้ การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นการกระทาโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ จาเลยจะอ้างว่า
จาเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบนั ดาลโทสะ แต่ผลของการกระทาเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงตอ้ งถือว่า
จาเลยเจตนาฆา่ ป. ดว้ ยเหตบุ ันดาลโทสะด้วยไม่ได้ ดังนน้ั เม่ือจาเลยเจตนาฆ่า ป. แต่ ป. มิไดเ้ ปน็ ผู้
ข่มเหงจาเลย จาเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ แม้จะได้ความจากทางนาสืบของโจทก์และ
โจทก์ร่วมว่า เม่ือ ป. ถูกจาเลยยิงล้มลง น. ว่ิงหนี จาเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง น. ถึงแก่ความตาย
ดว้ ยเหตุบันดาลโทสะก็ตาม ก็เป็นคนละตอนและคนละเจตนาแยกต่างหากจากกนั กบั ที่จาเลยยงิ ป.
71
ข้อสังเกต การใช้ปืนลูกซองยิงบุคคลหนึ่ง แต่ผลเกิดแก่อีกบุคคลหน่ึงซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ กัน ในทาง
วิชาการจะถือว่าผู้ยิงมีเจตนาย่อมเล็งเห็นผลตามมาตรา ๕๙ เพราะปืนลูกซองลูกกระสุนมีจานวน
มากเม่ือยิงแล้วจะกระจายออก แตศ่ าลฎีกากเ็ คยวนิ ิจฉัยว่าการใช้ปืนลูกซองยงิ เปน็ เจตนาโดยผลของ
กฎหมายคือเป็นการกระทาโดยพลาดตามมาตรา ๖๐ เชน่ ฎกี าที่ ๘๓๑๐/๒๕๔๙ ฎ.๒๕๐๗
คดีน้ีใช้ปนื ลกู โม่ยิงบุคคลหน่ึง แต่ผลไปเกิดกับอีกบุคคลหน่งึ น่าจะเป็นเจตนาโดยพลาดตาม
มาตรา ๖๐ แต่ศาลฎีกาอาจไม่ต้องการให้จาเลยอ้างบันดาลโทสะต่อ ป. ซ่ึงไม่ได้เป็นผู้ข่มเหง
จึงวินิจฉัยว่าเป็นการกระทาโดยเจตนาเล็งเห็นผลตามมาตรา ๕๙ เพราะหากเป็นเจตนาตามมาตรา
๖๐ จาเลยสามารถอ้างบันดาลโทสะต่อ ป. ได้ แต่ถ้าเป็นเจตนาเล็งเห็นผลตามมาตรา ๕๙ จาเลย
ไม่อาจอ้างบันดาลโทสะต่อ ป. ได้ ฎีกาที่ ๒๘๖๕/๒๕๕๓ เป็นฎีกาใหม่ ผู้สอบต้องจาข้อเท็จจริง
และหากออกข้อสอบ ต้องตอบตามฎีกาน้ีว่าเป็นเจตนาเล็งเห็นผล อย่าไปตอบพลาด อาจจะพลาด
ไดค้ ะแนนเสียเปล่า ๆ
ฎีกาที่ ๙๒๔๔/๒๕๕๓ ฎ.๑๘๘๘ จาเลยใช้เหล้าสาดใส่หน้าของผู้เสียหาย อันเป็นการ
ใช้กาลังทาร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทา
โดยเจตนาต่อผู้เสียหาย แต่เมื่อเหล้าไปถูก พ. เท่ากับผลของการกระทาเกิดแก่ พ. โดยพลาดไป
จึงเป็นความผิดฐานพยายามใช้กาลังทารา้ ยผู้เสียหายและใช้กาลังทาร้าย พ. โดยพลาดไปด้วยซึ่งเป็น
การกระทากรรมเดยี วเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท
ข้อสังเกต หากนาข้อเทจ็ จริงตามฎีกาน้ีมาออกข้อสอบ นักศึกษาต้องตอบเหตุยกเว้นโทษตามมาตรา
๑๐๕ ด้วย เพราะความผิดฐานพยายามใช้กาลังทาร้ายผู้เสียหายตามมาตรา ๓๙๑ ประกอบมาตรา
๘๐ เป็นการพยายามกระทาความผิดลหุโทษ ไม่ตอ้ งรบั โทษตามมาตรา ๑๐๕ ที่ศาลฎกี าไม่ได้วินิจฉัย
มาตรา ๑๐๕ เพราะไม่มีประเด็นนี้ในช้ันฎีกา แต่ปกติแล้วความผิดลหุโทษไม่ออกข้อสอบผู้ช่วย
ผูพ้ ิพากษาและเนตบิ ณั ฑิต
ฎกี าที่ ๘๓๑๐/๒๕๔๙ ฎ.๒๕๐๗ จาเลยใช้อาวุธปืนลกู ซองสนั้ ยงิ สวนมาทาง ส. กับพวก แต่
กระสุนปืนพลาดไปถูกนักศึกษาหญิงหลายคนได้รับอันตรายแก่กาย จาเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ อันเป็นความผิดต่อผลของการกระทาโดยพลาดท่ีเกิดแก่นักศึกษาหญิง
ผู้เสียหายทุกคนและมีความผิดตามมาตรา ๒๘๘, ๘๐ อันเป็นผลของการกระทาที่จาเลยใช้อาวุธปืน
ลกู ซองสั้นยิง ส. กับพวกดว้ ย
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๖๑
ฎีกาท่ี ๓๕๓-๓๕๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑ จาเลยที่ ๑ และท่ี ๓ ร่วมเดินทางไปกับจาเลย
ที่ ๒ เพ่ือไปยิงแกแ้ ค้น ช. ซึ่งเคยยิงจาเลยที่ ๒ มาก่อน โดยจาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ทราบดีว่าจาเลยท่ี ๒
นาอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ มีเจตนาร่วมกับจาเลยที่ ๒ ฆ่า ช. และเม่ือพบ
ผู้เสียหาย จาเลยท่ี ๒ ยิงผู้เสียหายโดยเข้าใจว่าเป็น ช. ย่อมเป็นการกระทาต่ออีกบุคคลหน่ึงโดย
72
สาคัญผิดตาม ป.อ. มาตรา ๖๑ จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ซ่ึงร่วมกระทาความผิดกับจาเลยที่ ๒ ไม่อาจ
ยกเอาความสาคัญผิดดังกล่าวมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้มีเจตนาร่วมฆ่าผู้เสียหายได้ ต้องถือว่าจาเลย
ที่ ๑ และท่ี ๓ มีเจตนาร่วมกับจาเลยท่ี ๒ ฆ่าผู้เสียหายด้วย ฉะน้ัน เม่ือผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย
สมดังเจตนาฆ่า จาเลยที่ ๑ และท่ี ๓ จึงมคี วามผดิ ฐานร่วมกบั จาเลยท่ี ๒ พยายามฆ่าผู้เสยี หาย
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๖๒
ฎีกาท่ี ๘๓๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๑ มีดที่จาเลยใช้แทงผู้เสียหายมีขนาดยาวประมาณ ๑
ฟุต ถือเป็นมีดท่ีมีขนาดใหญ่ วิญญูชนทั่วไปย่อมทราบว่าสามารถทาอันตรายต่อชีวิตได้ การท่ีจาเลย
ใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าท้องซ่ึงมีอวัยวะสาคัญอยู่ภายใน จาเลยย่อมเล็งเห็น
ผลได้ว่าอาจทาให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แม้จาเลยไม่ได้ทะเลาะกับผู้เสียหายไม่มีเหตุจะฆ่า
ก็ตาม แต่ในสภาวะขณะท่ีแทงนั้นต้องพิจารณาจากการกระทาอันเป็นเคร่ืองชี้เจตนาของจาเลยและ
ฟงั ไม่ไดว้ า่ จาเลยมเี จตนาเพียงทาร้าย
การที่จาเลยมีเรื่องทะเลาะกับเพ่ือน ๔ ถึง ๕ คน และถือเก้าอี้จะทาร้ายจาเลย แม้สาเหตุ
การทะเลาะจะเป็นเรื่องเล่นการพนันซ่ึงผิดกฎหมาย แต่เม่ือไม่ปรากฏว่าจาเลยเป็นคนก่อเหตุและ
สมัครใจทะเลาะวิวาทด้วย จาเลยหันไปแทงผู้เสียหายท่ีเข้ามาทางด้านหลังเพียง ๑ คร้ัง ย่อมถือว่า
จาเลยใช้สิทธิป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้เสียหายเขา้ ทางด้านหลังจาเลยระหว่างนั้น ทาให้
จาเลยสาคัญผิดคิดว่าผู้เสียหายจะเข้ามาทาร้าย จึงเป็นกรณีที่จาเลยสาคัญผิดในข้อเท็จจริง แม้
ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง จาเลยก็สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ตาม ป.อ. มาตรา ๖๒ วรรคแรก แต่
ผทู้ รี่ ว่ มทารา้ ยจาเลยมเี พยี งเก้าอ้ีเปน็ อาวุธและยงั ไมไ่ ด้ทาร้ายจาเลย โดยเฉพาะผ้เู สยี หายแมจ้ ะเข้ามา
ทางด้านหลังของจาเลยแต่ผู้เสียหายก็ไม่มีอาวุธ การท่ีจาเลยใช้อาวุธมีดยาวประมาณ ๑ ฟุต แทง
ผู้เสียหายบริเวณหน้าท้องซ่ึงเปน็ อวยั วะสาคัญอย่างรุนแรง จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแกเ่ หตุตาม
ป.อ. มาตรา ๖๙
ฎกี าที่ ๒๕๕๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๐ ขณะเกิดเหตเุ ป็นเวลากลางคืน จาเลยนอนในเปล
ที่ขนาในนากุ้งเพื่อเฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สินของตน เมื่อจาเลยเห็นรถยนต์แล่นผ่านเข้ามาใกล้ ก็ใช้
สปอทไลท์ส่อง ซ่งึ จะทาให้ผู้ท่ีผ่านเข้ามาทราบว่ามีผู้เฝ้าดูแลอยู่ในบรเิ วณน้ัน อันเป็นการกระทาเพ่ือ
รกั ษาทรัพย์สินของตน แต่โจทกร์ ่วมกลับขบั รถแลน่ เข้ามาบรเิ วณท่ีเกิดเหตุซ่ึงมิใช่ถนนสาธารณะท่ีใช้
สญั จรทั่วไป แต่เป็นถนนทางเขา้ นากุ้งในยามวิกาลเวลาประมาณ ๓ นาฬกิ า แล้วชนรถจักรยานยนต์
ของจาเลยซ่ึงจอดอยู่หน้าขนา ย่อมทาให้จาเลยตกใจกลัวและสาคัญผิดว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
จากคนร้ายที่มุ่งเข้าทาร้ายตน การท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าก่อนและยิงอีก ๑ นัด ในระยะเวลา
ท่ีใกล้ชิดต่อเน่ืองกันขณะ ช. และโจทก์ร่วมกาลังเปิดประตูรถออกมา ย่อมทาให้จาเลยเข้าใจว่าผู้ที่
อยู่ในรถมีอาวุธ หากจาเลยช้าไปเพียงเล็กน้อย จาเลยก็อาจได้รับอันตรายร้ายแรงได้ จึงเป็นการ
ป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายที่จาเลยสาคัญผิดว่าจะเกิดข้ึนแก่ตนและเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึง
73
อีกทั้งหลังจากจาเลยยิงปืนนัดท่ีสองไปแล้ว จาเลยก็วิ่งหลบหนีไปในทันที โดยมิได้ยิงหรือทาร้าย
โจทก์ร่วมหรือ ช. ซ้าอีก ท้ังที่มีโอกาสเนื่องจากโจทก์ร่วมถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บและลงมาจาก
รถแล้ว การกระทาของจาเลยดังกล่าว จึงเป็นการกระทาพอสมควรแก่เหตุเพื่อให้ตนพ้นจาก
ภยันตรายที่จาเลยสาคัญผิดว่าจะเกิดข้ึน อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสาคัญผดิ ตาม
ป.อ. มาตรา ๖๘ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก
ฎีกาที่ ๔๙๖๘/๒๕๕๑ ฎ.๑๘๓๐ จาเลยสาคัญผิดว่าผู้ตายกับพวกจะเข้ามาลักผลไม้ในไร่
และผู้ตายเดินเข้ามาจะทาร้ายจาเลย แต่ผู้ตายไม่ได้มีอาวุธหรือพูดข่มขู่หรือมีกิริยาอาการว่า
จะทาร้ายจาเลยโดยวิธีใด อันจะทาให้จาเลยได้รับอันตรายร้ายแรง หากจาเลยเพียงแต่ยิงขู่ก็น่าจะ
เป็นการเพียงพอที่จะทาให้ผู้ตายเกรงกลัวและหลบหนีไปได้ เพราะผู้ตายมิใช่คนร้าย การที่จาเลย
ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตายท่ีบริเวณหน้าท้อง ๑ นัดจนผู้ตายล้มลงแล้วจาเลยยังใส่กระสุนปืน
ลูกซองเข้าไปใหม่แลว้ ยิงผู้ตายที่ศีรษะซ้าอีก ๑ นัด จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทาโดยป้องกัน
อันเกินกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทาเพ่ือป้องกันตาม ป.อ. มาตรา ๖๙ และความสาคัญผิดของ
จาเลยเกิดขึ้นโดยความประมาท เน่ืองจากมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตาย
กับพวกเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จาเลยจึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่
ความตายตามมาตรา ๒๙๑ โดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสองดว้ ย
74
ความสมั พันธ์ระหว่างการกระทาและผล
ข้อ ๑๗ คาถาม นางหน่ึงมีบุตรคือนายสองพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน นายสองและนายสาม
เป็นวัยรุ่นหมู่บ้านเดียวกันทั้งสองคนกับพวกร่วมกันทะเลาะวิวาทกับนายสี่กับพวกวัยรุ่นหมู่บ้านอื่น
ที่งานวัด นายสองชวนนายสามกลับบ้านมาเอามีดดาบเพื่อจะออกไปเที่ยวงานวัดกันต่อ ขณะท่ี
นายสองและนายสามกาลังจะออกจากบ้าน นายสี่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านนายสอง
นายส่ีมีปากเสียงทะเลาะและท้าทายนายสองกับนายสามบริเวณถนนสาธารณะหน้าบ้าน นางหน่ึง
โกรธท่ีนายสม่ี ีปากเสียงทะเลาะและท้าทายนายสองซึ่งเป็นบุตรของตน นางหนึ่งจึงใช้ขวดสุราตีนายส่ี
๑ ทที แ่ี ขนแตไ่ ม่มีบาดแผลทแ่ี ขน เมอ่ื นายสองเห็นกใ็ ช้มีดดาบวิ่งไลข่ เู่ ข็ญนายส่ี นายส่ีตกใจกลัววง่ิ หนี
ไปตามทางสาธารณะ นางหนึ่งมิได้ตามไป แต่นายสองและนายสามวิ่งไล่ทาร้ายและด่าว่าข่มขู่และ
ชกต่อยทารา้ ยนายสี่ แล้วนายสองใชม้ ีดแทงนายสี่บริเวณขาโดยมีนายสามเข้าไปช่วยรุมโดยใช้ไม้คาน
ตีนายส่ีด้วย มีพลเมืองดีพานายส่ีไปส่งโรงพยาบาล แต่นายสี่ถึงแก่ความตายก่อนถึงโรงพยาบาล
เน่ืองจากหัวใจขาดเลือดกะทันหัน ซึ่งเกิดจากการตกใจและมีความเครียดอย่างรุนแรง โดยภาวะ
หลอดเลือดหัวใจตีบของนายสี่เป็นภาวะท่ีเป็นมาก่อนแล้ว และภาวะหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดเป็น
สาเหตทุ ่ที าให้นายสถ่ี งึ แกค่ วามตาย
ใหว้ นิ ิจฉยั ว่า นางหนึง่ นายสอง และนายสามมีความผดิ ฐานใด
คาตอบ การที่นายสองใช้มีดดาบว่ิงไล่นายส่ีแล้วใช้มีดแทงนายส่ีบริเวณขาโดยมีนายสาม
เข้าไปช่วยรุมโดยใช้ไม้คานตีนายสี่ด้วย แม้นายสามไม่ได้ใช้มีดแทงนายสี่ แต่นายสามก็มีการกระทา
ร่วมกันและมีเจตนาร่วมกันท่ีจะกระทาความผิดร่วมกับนายสอง นายสองและนายสามจึงเป็น
ตัวการร่วมกันกระทาผิดฐานทาร้ายร่างกายนายสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๘๓
การที่นายส่ีถึงแก่ความตายก่อนถึงโรงพยาบาล เม่ือพิจารณาผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไขท่ีว่า
ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทานั้น แม้จะมีเหตุอ่ืนประกอบด้วยก็ตาม กรณีน้ีถ้า
นายสองไม่ใช้มีดแทงและนายสามไม่ใช้ไม้ตีทะเลาะวิวาทกับนายสี่ นายสี่จะไม่ถึงแก่ความตาย
ต้องถือว่าความตายของนายส่ีเป็นผลโดยตรงจากการกระทาของนายสองและนายสามตามทฤษฎี
เงื่อนไขแล้ว แม้นายส่ีถึงแก่ความตายเน่ืองจากหัวใจขาดเลือดกะทันหัน ซึ่งเกิดจากการตกใจและมี
ความเครียดอยา่ งรนุ แรง โดยภาวะหลอดเลอื ดหัวใจตีบของนายส่ีเป็นภาวะท่ีเป็นมาก่อนแล้ว แตโ่ รค
ดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนกระทาผิด ไม่ใช่เหตุแทรกแซง เพราะเหตุแทรกแซงต้องเป็นเหตุท่ี
เกิดขึ้นหลังการกระทาผิด เม่ือความตายของนายสี่เป็นผลโดยตรงจากการทาร้ายของนายสอง
และนายสาม โดยไม่มีเหตุแทรกแซง นายสองและนายสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันทาร้าย
จนเป็นเหตุให้นายส่ีถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐, ๘๓ บทหนึ่ง (ฎีกาที่ ๕๖๙๘/๒๕๕๔) และ
มีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามมาตรา
๓๗๑, ๘๓ อีกบทหน่งึ
ส่วนนางหนึ่งกับนายส่ีมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองอย่างรุนแรง แต่สาเหตุที่นางหน่ึงใช้ขวดสุรา
ตีนายสี่ก็เน่ืองมาจากเห็นนายสี่มีปากเสียงทะเลาะและท้าทายนายสองซ่ึงเป็นบุตรของตน เมื่อนาย
75
สองและนายสามวิ่งไล่ทาร้ายนายสี่ นางหนึ่งก็มิได้ตามไป ประกอบกับนางหน่ึงใช้ขวดสุราตีนายส่ี
เพียง ๑ ที แลว้ มิไดต้ ีนายสีซ่ ้าอกี แสดงว่านางหน่ึงมิได้รเู้ ห็นเป็นใจดว้ ยกบั การกระทาของนายสอง
และนายสาม จึงรับฟังได้ว่าการที่นายสองใช้อาวุธมีดแทงนายสี่และนายสามใช้ไม้ตีนายส่ีน้ัน
เป็นการกระทาท่ีอยู่นอกเหนือเจตนาของนางหน่ึง ดังน้ัน นางหน่ึงจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับ
นายสองและนายสามกระทาความผิด อย่างไรก็ตาม การที่นางหนึ่งใช้ขวดสรุ าตีนายส่ีไม่มีบาดแผล
น้ัน ย่อมเป็นความผิดฐานใช้กาลังทาร้ายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามมาตรา ๓๙๑
(เทียบฎกี าที่ ๑๓๑๑/๒๕๕๕)
ฎีกาท่ี ๕๖๙๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๘๗ ได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายว่า
ผูต้ ายหัวใจโตเสน้ เลือดหัวใจเสน้ หน้าหนาตวั ข้ึน หลอดเลอื ดภายในเลือดผ่านได้ประมาณร้อยละ ๒๐
สันนิษฐานว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากหัวใจขาดเลือดกะทันหัน ซ่ึงเกิดจากการตกใจหรือ
มีความเครียดอย่างรุนแรง แม้จะได้ความจากการตอบคาถามค้านว่าภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของ
ผู้ตายเป็นภาวะท่ีเป็นมาก่อนแล้วและภาวะหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุที่ทาให้ผู้ตายถึงแก่
ความตายก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้รับฟังได้ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิใช่เกิดจากการทาร้ายของ
จาเลย เพราะการท่ีจาเลยถือมีดดาบว่ิงไล่ขู่เข็ญผู้ตาย ทาให้ผู้ตายเกิดอาการตกใจกลัวว่ิงหนีการไล่
ทาร้ายและการท่ีจาเลยกลับมาด่าว่าข่มขู่และชกต่อยทาร้ายผู้ตาย ย่อมเป็นการกระทาอัน
กระทบกระเทือนต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตายอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ระบบการหมุนเวียนโลหิต
ลม้ เหลวขาดเลือดไปเลีย้ งหัวใจอย่างเฉียบพลันจนถึงแก่ความตาย ดังได้ความจากแพทย์ผู้รบั ผู้ตายไว้
เบกิ ความว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนถึงโรงพยาบาลแล้ว เช่นนี้ ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจาก
การกระทาของจาเลยในความผิดฐานมิได้เจตนาฆ่าแตท่ าร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตใุ ห้ผูน้ ้ันถึงแก่ความตาย
ฎีกาท่ี ๑๓๑๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๒๐ ก่อนเกิดเหตุ จาเลยที่ ๒ กับผู้ตายมิได้มีสาเหตุ
โกรธเคืองอย่างรุนแรงถึงขั้นที่จะต้องเอาชีวิตกัน แต่สาเหตุท่ีจาเลยท่ี ๒ ใช้ขวดสุราตีผู้ตาย
ก็เน่ืองมาจากเห็นผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะและท้าทายจาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นบุตรของตน หลังจากนั้น
จาเลยท่ี ๑ ก็เข้าไปใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายหลายคร้ังในทันทีทันใด โดยมี ส. เข้าไปช่วยจาเลยท่ี ๑
รุมทาร้ายโดยใช้ไม้คานตีผู้ตายด้วย ซ่ึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจาเลยที่ ๒ รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการ
กระทาของจาเลยท่ี ๑ และ ส. ประกอบกบั จาเลยที่ ๒ ใช้ขวดสรุ าตผี ู้ตายเพียง ๑ ที แล้วมิไดต้ ีผู้ตาย
ซา้ อีก จึงรบั ฟงั ได้ว่าการที่จาเลยที่ ๑ ใชอ้ าวธุ มีดแทงผ้ตู ายหลายคร้ังโดยเจตนาฆา่ นน้ั เปน็ การกระทา
ที่อยู่นอกเหนือเจตนาของจาเลยท่ี ๒ ดังน้ัน จาเลยที่ ๒ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น อย่างไร
ก็ตาม การที่จาเลยที่ ๒ใช้ขวดสุราตีผู้ตายจนเกิดบาดแผลฉีกขาดท่ีศีรษะข้างซ้าย ขนาด ๔x๑.๕
เซนติเมตร น้ัน ย่อมเป็นความผิดฐานทารา้ ยผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา
๒๙๕
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงคดีน้ีฟังว่าจาเลยท่ี ๒ ไม่ได้ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ และ ส. กระทาผิด จาเลยท่ี ๒
จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๕ เท่าท่ีตนกระทา แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า จาเลยท่ี ๒ มีเจตนา
76
ร่วมกับจาเลยที่ ๑ และ ส. กระทาผิดฐานทาร้ายร่างกาย โดยจาเลยที่ ๒ ไม่มีเจตนาฆ่า จาเลยที่ ๑
กระทาเกินขอบเขตของการเป็นตัวการ จาเลยที่ ๒ จะมคี วามผิดตามมาตรา ๒๙๐
ข้อ ๑๘ คาถาม นายเอกขับรถยนต์บรรทุกน้าหนักเกินอัตราด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่
กฎหมายกาหนด เมื่อถึงบริเวณท่ีเกิดเหตุนายโทขับรถยนต์มาด้วยความเร็วสูงมากเนื่องจากเมาสุรา
แล้วรถยนต์ท่ีนายโทขับเสียหลักล้าเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปในช่องทางเดินรถท่ีนายเอกขับ
รถยนตบ์ รรทกุ มาโดยกระทนั หันในระยะกระช้นั ชิดมาก ในระยะที่รถยนตบ์ รรทกุ ทัว่ ไปไมอ่ าจห้ามล้อ
ไดท้ นั จนชนรถยนต์บรรทุกของนายเอก เปน็ เหตุให้นายโทถึงแกค่ วามตาย
ให้วนิ ิจฉยั ว่านายเอกมคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรอื ไม่
คาตอบ นายเอกขับรถยนต์บรรทุกน้าหนักเกินอัตราด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมาย
กาหนดน้ัน เป็นการกระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นน้ันจักต้องมีตาม
วิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ันได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสี่ (๕ คะแนน) จึงถือว่านายเอกกระทาโดยประมาท
แม้นายเอกกระทาโดยประมาท แต่การท่ีนายเอกจะมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้
ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑ หรือไม่ ต้องพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทา
และผลตอ่ ไป
กรณีน้ีแม้นายเอกจะขับรถเร็วตามที่กฎหมายกาหนด นายโทก็ต้องถึงแก่ความตายเพราะ
นายโทขับรถยนตเ์ สียหลักเข้าไปในช่องทางเดินรถของนายเอกโดยกระทันหันในระยะกระชั้นชิดมาก
ในระยะที่รถยนต์บรรทกุ ทว่ั ไปไม่อาจห้ามล้อไดท้ ัน จนเป็นเหตุให้นายโทถงึ แก่ความตาย จงึ เป็นกรณี
ท่ีว่า แม้ไม่ทาผลก็ยังต้องเกิด จะถือว่าผลเกิดจากการกระทาน้ันไม่ได้ ความตายของนายโท
จึงไม่เป็นผลโดยตรงจากการกระทาโดยประมาทของนายเอก (เทยี บฎีกาที่ ๔๙๑๗-๔๙๑๘/๒๕๔๙,
ที่ ๔๘๘๓/๒๕๕๓) ดังนั้น นายเอกจึงไม่มีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่
ความตายตามมาตรา ๒๙๑ (๕ คะแนน)
ฎีกาท่ี ๔๙๑๗-๔๙๑๘/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔๙ เหตุที่รถยนต์บรรทุกท่ี ย. ขับเสยี หลกั แล่น
ไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ท่ี ๑ เป็นเพราะผู้ตายขับรถยนต์เก๋งแล่นลา้ เส้นก่ึงกลางของทางเดนิ รถ
เข้าไปชนรถยนต์บรรทุกก่อน ดังนั้น ย. จึงไม่ได้ขับรถประมาท เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความ
ประมาทเลินเล่อของผู้ตายฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการท่ี ย. ขับรถด้วยความเร็วสูง
หรือขบั รถยนตบ์ รรทุกทบ่ี รรทกุ น้าหนกั เกนิ กวา่ ทีก่ ฎหมายกาหนดแต่อย่างใด
ข้อสังเกต ฎีกานี้ตัดสินในคดีแพ่งซ่ึงมีประเด็นข้อกฎหมายท่ีวินิจฉัยโดยตรงในเร่ืองที่ว่า ความตาย
ของผู้ตายไม่ใช่ผลโดยตรง ซ่ึงนามาปรับใช้เป็นคาตอบได้ ส่วนฎีกาท่ีวินิจฉัยว่าเป็นผลโดยตรง
ที่นา่ สนใจคอื ฎกี าที่ ๗๙๗๓-๗๙๗๕/๒๕๔๘
ฎกี าที่ ๗๙๗๓-๗๙๗๕/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๖๑ แม้เหตุระเบิดเกิดขึ้นจากการที่ชาวบ้าน
77
ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามายุ่งเก่ียว กระทาให้เกิดระเบิดข้ึนภายหลังจากจาเลยท่ี ๔ ขับรถบรรทุก
สิบล้อและรถพ่วงท่ีบรรทุกวัตถุระเบิดพลิกคว่าก็ตาม แต่การกระทาของชาวบ้านท่ีทาให้เกิดการ
ระเบิดข้นึ เชน่ นี้ ก็เปน็ ผลโดยตรงมาจากการท่ีจาเลยท่ี ๔ ขับรถบรรทุกระเบิดพลกิ ควา่ และนับว่าเป็น
เหตุแทรกแซงที่ก่อให้เกิดผลบั้นปลายขึ้น ซึ่งเหตุแทรกแซงเช่นว่านี้ เป็นเหตุแทรกแซงท่ีวิญญูชน
คาดหมายได้ เพราะเป็นเร่ืองธรรมดาเมอ่ื มีอบุ ัตเิ หตุเกดิ ข้ึนบนทางหลวง ก็จะมีชาวบ้านที่อยูใ่ กล้เคียง
รวมทั้งประชาชนที่ใช้ยวดยานสัญจรผ่านท่ีเกิดเหตุจะหยุดรถลงไปมุงดูเหตุการณ์และให้ความ
ช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บ รวมท้ังอาจมีคนไม่ดีซึ่งปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่าน้ันถือโอกาสหยิบฉวยเอา
ทรัพย์สินของท่ีตกหล่นไปได้ ประกอบกับจาเลยท้ังสี่ผู้ครอบครองและขนส่งวัตถุระเบิดมิได้จัดให้มี
ป้ายข้อความว่า "วัตถุระเบิด" ติดแสดงไว้ให้เห็นได้ง่ายที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถบรรทุกวัตถุ
ระเบิดคันเกิดเหตุด้วย จึงต้องถือว่าการที่ภายหลังจากรถซึ่งบรรทุกวัตถุระเบิดพลิกคว่า แล้วมี
ชาวบ้านเข้ามายุ่งเก่ียวกับวัตถุระเบิดและเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดข้ึนเช่นนี้ เป็นเหตุแทรกแซง
ที่วิญญูชนคาดหมายได้ว่าจะเกดิ เหตุการณ์เช่นน้ัน จึงต้องถือว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลใกล้ชิด
สัมพนั ธต์ อ่ เนอ่ื งมาจากการขับรถพลกิ ควา่ ของจาเลยที่ ๔
ฎีกาที่ ๔๘๘๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๙๒ แม้จาเลยจะขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วย
ความเร็วสูง แต่จาเลยขับรถในทางเดินรถของตนโดยถูกต้อง ส่วน ส. มิได้จอดรถเพ่ือรอกลับรถใน
ชอ่ งกลับรถอย่างในภาวะปกติธรรมดา หากแต่เป็นเพราะรถท่ี ส. ขับเกิดเสียการทรงตัวแล้วหมุนเข้า
ไปในทางเดินรถของจาเลยและขวางรถที่จาเลยขับในระยะกระชั้นชิด ในภาวะเช่นน้ันไม่ว่าจาเลยจะ
ขับมาในลักษณะเช่นใดจาเลยย่อมไม่อาจจะหลบหลีกเพื่อมิให้ชนกับรถที่ ส. ขับได้ ดังนั้น การที่
จาเลยขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูง และไม่ขับให้อยู่ในช่องเดินรถด้านซ้ายจึงมิใช่
เป็นผลโดยตรงท่ีทาให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทและกระทา
โดยประมาทเป็นเหตุให้ผูอ้ ืน่ ถงึ แกค่ วามตาย
ขอ้ สังเกต คดีนี้แม้ศาลฎีกาจะไม่วินิจฉัยว่าจาเลยกระทาโดยประมาทหรือไม่ แต่ก็พอจะถือได้ว่าศาล
ฎีกาเห็นว่าการขับรถเร็วเป็นการกระทาโดยประมาท แต่เม่ือเป็นการกระทาโดยประมาทแล้วต้อง
พิจารณาต่อไปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลสัมพันธ์กันหรือไม่ หากความสัมพันธ์
ระหวา่ งการกระทาและผลสัมพันธ์กัน ผู้กระทาต้องรับผิดในผลคือรับผิดตามมาตรา ๒๙๑ แต่ถ้าการ
กระทาและผลไม่สัมพันธ์กัน ผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผลคือไม่ผิดมาตรา ๒๙๑ และไม่เป็นการ
พยายามกระทาความผิดตามมาตรา ๒๙๑ เพราะการพยายามกระทาความผดิ มีได้เฉพาะการกระทา
โดยเจตนา
กรณีนี้แม้จาเลยขับรถมาด้วยความเร็วไม่สูง ก็ต้องเกิดเหตุ เพราะรถท่ี ส. ขับเสียการ
ทรงตัวแล้วหมุนเข้าไปในทางเดินรถของจาเลยและขวางรถที่จาเลยขับในระยะกระช้ันชิด เป็นกรณี
แม้ไม่ทาผลก็ยังต้องเกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทานั้นไม่ได้ จึงไม่เป็นผลโดยตรง การกระทา
และผลจึงไมส่ มั พนั ธก์ ัน ผกู้ ระทาจึงไมต่ อ้ งรบั ผิดในผล คอื ไมม่ คี วามผิดตามมาตรา ๒๙๑
ตัวอย่างคาตอบที่ ๑ กรณีตามปัญหา การที่นายเอกขับรถยนต์บรรทุกหนักเกินอัตราด้วย
78
ความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกาหนดนั้น แม้ยานพาหนะดังกล่าวมีการบรรทุกจนน่าจะเป็น
อันตรายแก่บคุ คลในยานพาหนะน้ันก็ตาม แตก่ ารกระทาของนายเอกไม่มีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา
๒๓๓ เพราะยานพาหนะท่ีนายเอกใช้มิใช่ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร (คาถามไม่น่าจะถาม
ถงึ เรื่องนี้ ตอบเกินมาโดยตอบไม่ผิดไม่ตัดคะแนน แต่ก็ไม่ได้คะแนน) และเมื่อขับรถมาถึงบรเิ วณที่
เกิดเหตุปรากฏว่านายโทขับรถยนต์มาด้วยความเร็วสูงมากเน่ืองจากเมาสุราแล้วรถยนต์ที่นายโทขับ
เสียหลักล้าเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปในช่องทางเดินรถจนชนรถยนต์บรรทุกของนายเอกโดย
กระทนั หันในระยะกระชั้นชิดมากเป็นเหตุให้นายโทถึงแกค่ วามตายน้ัน การกระทาของนายเอกแม้จะ
ขบั รถเกินอัตราที่กฎหมายกาหนด ซึ่งถือได้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าว เป็นการกระทาโดยประมาทก็ตาม
(ให้ ๓ คะแนน เพราะไม่อธิบายว่าประมาทคือการกระทาอย่างไร แต่ก็ถือว่าตอบมาได้ท้ังหลัก
กฎหมายและการวินิจฉัยถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้ากรรมการเคร่งครัดมากอาจจะได้น้อย
กว่าน้ี) แต่การท่ีนายโทถึงแก่ความตาย ก็มิใช่เป็นผลโดยตรงจากการขับรถเร็วของนายเอกโดย
ประมาทแต่อย่างใด เพราะความตายของนายโทเกิดจากกระทาของนายโทท่ีขับรถด้วยความเร็วและ
เมาสุราจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่นายโทขับเสียหลักชนรถนายเอก ดังนั้น นายเอกจึงไม่มีความผิดฐาน
ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตายตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๑ (ไม่มีหลักตามทฤษฎี
เง่ือนไขท่ีว่า แม้ไม่ทาผลก็ยังต้องเกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทาไม่ได้ ซ่ึงเป็นเร่ืองสาคัญ แต่
ตอบมาว่าไม่ใชผ่ ลโดยตรง เท่านกี้ พ็ อได้ ๓ ถงึ ๔ คะแนน รวมขอ้ น้ใี ห้ ๗ คะแนน)
ตัวอย่างคาตอบท่ี ๒ การกระทาความผิดฐานประมาท จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ นั้น ผู้กระทาต้องกระทาโดยปราศจากความระมัดระวัง
ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่ผู้กระทาหาได้ใช้ความระมัดระวัง
เช่นน้ันไม่ การท่ีนายเอกขับรถยนต์บรรทุกน้าหนักเกินอัตรา และขับด้วยความเร็วสูงเกินอัตรา
ท่ีกฎหมายกาหนด จึงเป็นการกระทาท่ีปราศจากความระมัดระวัง ซ่ึงนายเอกจักต้องมีวิสัยและ
พฤติการณ์ คือ เม่ือรูว้ ่าตนขับรถยนต์บรรทุกเกินอัตราแล้ว ควรต้องขับรถยนต์บรรทุกด้วยความเร็ว
ไม่สูง แต่นายเอกหาได้ใช้ความระมัดระวังน้ันไม่ เมื่อนายโทขับรถยนต์มาด้วยความเร็วสูงมาก
เน่ืองจากเมาสุราแล้วรถยนต์ท่ีนายโทขับเสียหลักล้าเส้นก่ึงกลางของทางเดินรถเข้าไปในช่องทาง
เดินรถจนชนรถยนต์บรรทุกของนายเอกโดยกะทันหันในระยะกระชั้ นชิดมากเป็นเหตุให้นายโท
ถึงแก่ความตาย ดังน้ัน ถ้าหากนายเอกไมข่ ับรถยนต์บรรทุกดว้ ยความเร็วสงู เหตุการณ์อาจไม่เกิดขึ้น
ก็ได้ นายเอกจึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาท จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา
๒๙๑
ข้อเสนอแนะ ข้อน้ีให้ ๒ คะแนน จากหลกั กฎหมายเรื่องประมาท ๑ คะแนน ผลโดยตรง ๑ คะแนน
เรื่องของการตอบผดิ แล้วไดค้ ะแนนบา้ งเป็นเร่ืองของโชควา่ ใครตรวจ ทางท่ีดตี อบให้ถูกธงและเหตุผล
ถูกดีกว่า การสอบเนติฯ และผู้ช่วยฯ ไม่มีทางทราบว่าเป็นสมุดคาตอบของใคร และใครจะเป็น
คนตรวจ เนื่องจากมีการถอดรหัสสมดุ คาตอบ
คาตอบข้อน้ถี ้าเป็นการสอบระดบั ปรญิ ญาตรอี าจได้ถึง ๕ คะแนน เพราะตอบถูก ๑ ประเด็น
79
จาก ๒ ประเด็น แต่การสอบเนติฯ และผู้ช่วยฯ ซ่ึงเป็นการสอบกฎหมายภาคปฏิบัติเพื่อนาไปใช้งาน
จริง ธงคาตอบเป็นเรอื่ งสาคญั ถา้ ผดิ ธงจะได้คะแนนน้อยมาก
ตัวอย่างคาตอบท่ี ๓ กรณีตามปัญหา นายเอกไม่มีความผิดตาม ปอ.เพราะเหตุว่าตาม ปอ
ม.๕๙ วรรคส่ีน้ัน แม้นายเอกจะขับรถด้วยความเร็วสูงในทางตนเอง แต่การทีน่ ายโทซ่งึ เมาสุราขับรถ
ด้วยความเร็วสูงและขับรถเบี่ยงเข้ามาในทางของนายเอกโดยกระช้ันชิด ดังน้ัน เมื่อนายเอกขับรถ
ด้วยความเร็วธรรมดาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเม่ือนายเอกขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกาหนด
กไ็ ม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกันนายเอกจงึ ไม่ไดก้ ระทาโดยประมาท
ข้อเสนอแนะ การตอบแบบนี้ตรวจให้คะแนนยากมาก เพราะไม่รู้ว่าตอบมั่วมา หรือเขียนไม่ดี
เขียนไม่เป็น เม่อื อา่ นแลว้ คงตอ้ งดวู ่าเปน็ การสอบระดบั ใด ถ้าเป็นสอบระดับปรญิ ญาตรใี ห้ ๖ คะแนน
ก็พอได้ หากสอบเนติให้ ๕ คะแนนก็พอได้ สอบผู้ช่วยผู้แต่งให้ ๓ คะแนน เพราะการสอบผู้ช่วยต้อง
จับประเด็นให้ได้ว่าประมาทหรือไม่ เป็นผลโดยตรงหรือไม่ ประเด็นประมาทก็ตอบมา แต่ดูเหมือน
ไมค่ ่อยมนั่ ใจ ประเด็นผลโดยตรงก็มีแต่ธง ไมม่ หี ลกั ตามทฤษฎีเงอื่ นไข
ข้อ ๑๙ คาถาม นายสุขเป็นศัตรูกับนายใจ วันหนึ่งนายสุขเห็นนายใจยืนอยู่ท่ีท่าน้าข้างเรือ
ลาหน่ึง นายสุขหยิบเอาก้อนอิฐขว้างปานายใจ นายใจหลบทันก้อนอิฐจึงไมถ่ ูกนายใจ แต่นายใจเซไป
กระแทกถูกข้างเรือได้รับอันตรายแก่กาย ปรากฏว่าก้อนอิฐได้ไปถูกนายเมืองซ่ึงยืนอยู่ท่ีท่าน้านั้น
เป็นเหตุให้นายเมืองเสียหลักตกลงไปในน้า แต่มีพลเมืองดีช่วยนานายเมืองข้ึนมาจากน้า นายเมือง
หมดสตแิ ละถงึ แก่ความตายเพราะขาดอากาศหายใจจากการตกลงไปในนา้ นนั้
ใหว้ ินจิ ฉยั ว่านายสุขจะมคี วามผดิ ตอ่ นายใจและนายเมอื งฐานใด
(ขอ้ สอบเนตฯิ สมัยท่ี ๕๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๔๑ ขอ้ ๒ )
คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองผลโดยตรง เหตุแทรกแซง พลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๕๙, ๖๐
ความรับผิดทางอาญาของนายสุขต่อนายใจ การท่ีนายสุขหยิบเอาก้อนอิฐขว้างปานายใจ
เป็นการทาร้ายผู้อื่นโดยเจตนาประสงค์ต่อผล แต่การท่ีนายใจเซไปกระแทกถูกข้างเรือได้รับ
อันตรายแก่กายนั้น เมื่อพิจารณาผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไขที่ว่า ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผล
เกดิ จากการกระทานนั้ แมจ้ ะมีเหตุอนื่ ประกอบด้วยก็ตาม กรณีนี้ถา้ นายสุขไม่เอาก้อนอฐิ ขว้างปา
นายใจ นายใจจะไมห่ ลบและไม่เซไปกระแทกถูกข้างเรือไดร้ ับอันตรายแก่กาย ต้องถือว่าอันตราย
แกก่ ายของนายใจเป็นผลโดยตรงจากการกระทาของนายสุขตามทฤษฎเี งือ่ นไขแล้ว การท่ีนายใจ
หลบทันก้อนอิฐจึงไม่ถูกนายใจ แต่นายใจเซไปกระแทกถูกข้างเรือได้รับอันตรายแก่กาย เป็น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากการกระทาความผิด ซึ่งเป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดเห็นได้
นายสุขต้องรับผิดในผล นายสุขจึงมีความผิดฐานทาร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้นายใจได้รับ
อันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ (ฎกี าท่ี ๘๙๕/๒๕๐๙)
80
ความรับผิดทางอาญาของนายสุขต่อนายเมือง นายสุขเจตนาที่จะกระทาต่อนายใจ แต่ผล
ของการกระทาเกิดแก่นายเมืองด้วยโดยพลาดไป ให้ถือว่านายสุขกระทาโดยเจตนาต่อนายเมือง
ซงึ่ ได้รับผลร้ายจากการกระทาผิดน้ัน อันเปน็ การกระทาโดยพลาด ตามมาตรา ๖๐ กรณีนี้ถ้านาย
สุขไม่เอาก้อนอิฐขว้างปานายใจ ก้อนอิฐก็จะไม่ถูกนายเมืองจนตกลงไปในน้าจนตาย ต้องถือว่า
ความตายของนายเมืองเปน็ ผลโดยตรงจากการทารา้ ยร่างกายโดยพลาดของนายสุข นายสขุ ยอ่ ม
มีความผิดฐานทาร้ายจนเป็นเหตุให้นายเมืองถึงแก่ความตายโดยพลาดตามมาตรา ๒๙๐
วรรคแรก ประกอบมาตรา ๖๐ (เทียบฎีกาท่ี ๑๖๑๗/๒๕๓๙)
ข้อสังเกต การได้รับบาดเจ็บของนายใจพิจารณาเฉพาะเรื่องผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไข ไม่ต้อง
พิจารณาผลธรรมดาตามมาตรา ๖๓ เพราะอันตรายแกก่ ายทีเ่ กดิ จากความผิดฐานทาร้ายร่างกายตาม
มาตรา ๒๙๕ เป็นผลท่ีเกดิ ขึน้ ตามเจตนาของผู้กระทาความผดิ ไม่ใช่ผลของการกระทาทาให้ผู้กระทา
ต้องรับโทษหนักขึ้น
ข้อ ๑๙/๑ คาถาม นางสาวขาวอายุ ๑๖ ปีเศษ ขับข่ีรถจักรยานยนต์ผ่านหมู่บ้านเพ่ือไปหา
คนรักด้วยความเร็วประมาณ ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง นายแดงซึ่งแอบชอบนางสาวขาวมานาน
เห็นนางสาวขาว จึงขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามและเบียดจนรถจักรยานยนต์ของนางสาวขาวล้มลง
ข้างถนนเป็นเหตุให้นางสาวขาวมีบาดแผลถลอกตามลาตัว บาดแผลท่ีศีรษะ กะโหลกศีรษะแตกร้าว
และหมดสติ แล้วนายแดงถอดกางเกงนางสาวขาวลงมาถึงหัวเขา่ ขณะน้ันมีพลเมืองดีขับรถยนตผ์ ่าน
มาและจอดรถดู นายแดงจึงรีบขับขี่รถจักรยานยนต์หนีไป พลเมืองดีจึงพานางสาวขาวไปรักษาตัว
ที่โรงพยาบาล การท่นี างสาวขาวได้รับอันตรายแกก่ ายดงั กล่าวจงึ รกั ษาตวั อย่ทู ่ีโรงพยาบาลจนกระทั่ง
ถงึ แก่ความตายเนอื่ งจากการตดิ เชื้อในกระแสโลหิตจากภาวะแทรกซ้อน
ใหว้ ินิจฉัยว่านายแดงมีความผดิ ทางอาญาฐานใด
คาตอบ การที่นายแดงขับขร่ี ถจักรยานยนต์ไลต่ ามและเบียดจนรถจกั รยานยนต์ของนางสาว
ขาวล้มลงขา้ งถนนเปน็ เหตุให้นางสาวขาวมีบาดแผลถลอกตามลาตัว บาดแผลที่ศีรษะ กะโหลกศีรษะ
แตกร้าวหมดสติ เป็นการทาโดยมีเจตนาทาร้ายนางสาวขาวจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย
นายแดงจึงมีความผิดฐานทาร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ (ฎีกาท่ี
๑๒๖๐/๒๕๕๔) การที่นางสาวขาวถึงแก่ความตายต้องพิจารณาว่าความตายของนางสาวขาวเป็นผล
โดยตรงจากการทารา้ ยรา่ งกายหรือไม่
คดีนี้ถ้านายแดงไม่ทาร้ายร่างกายนางสาวขาว ผลจะไม่เกิด แม้จะเกิดจากเหตุอ่ืน
ประกอบด้วยก็ตาม ต้องถือว่าความตายของนางสาวขาวเป็นผลโดยตรงจากการทาร้ายของ
นายแดงแล้ว แม้ขณะที่รักษาตัวอยู่ท่ีโรงพยาบาลนางสาวขาวมีการติดเช้ือในกระแสโลหิตจาก
ภาวะแทรกซ้อนจนถึงแก่ความตาย เป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนใหม่หลังจากการกระทาของผู้กระทา
ในตอนแรก และเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลในบั้นปลายขึ้น ถือว่าเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้
นายแดงจึงมีความผิ ดฐาน ทาร้ายผู้ อื่น จนเป็นเหตุ ให้ถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตน าฆ่ า ตาม
81
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก บทหนึ่ง
การท่ีนายแดงทาร้ายแล้วถอดกางเกงนางสาวขาวลงมาถึงหัวเข่า เป็นการกระทาที่
ไม่สมควรในทางเพศแกบ่ ุคคลอื่น นายแดงจงึ มคี วามผิดฐานการกระทาอนาจารแก่บคุ คลอายกุ ว่า
สิบห้าปี โดยใช้กาลังประทษุ ร้ายตามมาตรา ๒๗๘ วรรคแรก เม่อื นางสาวขาวถึงแกค่ วามตายจึงต้อง
พิจารณาว่านายแดงมีความผิดฐานกระทาอนาจารจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา
๒๘๐ (๒) หรือไม่
ความผิดฐานกระทาอนาจารจนเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตาย แม้จะเป็นความผิดที่ผล
ของการกระทาความผิด ทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักข้ึน ผลของการกระทาความผิดนั้น
ต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดข้ึนได้ตามมาตรา ๖๓ แต่การที่ผู้กระทาจะต้องรับผิดในผลนั้น
ต้องเป็นทั้งผลโดยตรงและเป็นผลธรรมดา กรณีน้ีแม้นายแดงไม่กระทาอนาจารนางสาวขาว ผล
ก็ยังต้องเกิด จะถือว่าผลเกิดจากการกระทานั้นไม่ได้ กล่าวคือ แม้นายแดงไม่กระทาอนาจาร
นางสาวขาว นางสาวขาวก็ยังต้องถึงแก่ความตายจากการทาร้ายของนายแดง ความตายของ
นางสาวขาวจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทาอนาจารของนายแดง นายแดงจึงไม่มีความผิด
ฐานกระทาอนาจารจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๘๐ (๒) นายแดงมีเพียง
ความผิดฐานการกระทาอนาจารแกบ่ ุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยใช้กาลังประทุษร้ายตามมาตรา ๒๗๘
วรรคแรก อกี บทหนึ่ง
นายแดงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ วรรคแรก, ๒๙๐ วรรคแรก
การกระทาของนายแดงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษในความผิด
ฐานทาร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๙๐ วรรคแรก อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนกั ท่สี ุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (ฎีกา
ท่ี ๖๓๘๙/๒๕๖๐)
ฎกี าท่ี ๑๒๖๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓ เจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลของการกระทาน้นั ผู้กระทา
ต้องเล็งเห็นผลของการกระทาแล้วว่าจะทาให้ผู้ถูกกระทาถงึ แก่ความตายได้ ซ่ึงเป็นผลท่ีเห็นได้ชัดว่า
จะเกิดข้ึน มิใช่เพียงแค่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น การที่จาเลยกับพวกร่วมกันถีบรถจักรยานยนต์ท่ี
ผู้เสียหายท้ังสองขับด้วยความเร็ว ๗๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วไม่มาก ทาให้ผู้เสียหาย
ท้ังสองไถลไปตามไหล่ทางที่มีหญ้าข้ึนปกคลุมและได้รับบาดแผลถลอกเป็นส่วนใหญ่ คงมีแต่
ผู้เสียหายท่ี ๒ ท่ีน้ิวมือขวาฉีกด้วยเท่าน้ัน จึงเป็นพฤติการณ์ท่ีแสดงว่าจาเลยเพียงเจตนาทาร้าย
เทา่ น้นั
ฎีกาที่ ๖๓๘๙/๒๕๖๐ การกระทาอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๐ นั้น
82
จะต้องได้ความว่าผลของความตายของผู้ถูกกระทาอนาจารเกิดจากการกระทาอนาจาร แต่ผู้ตาย
ถูกจาเลยท้ังสองขับรถจักรยานยนต์แซงเบียดจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง เป็นเหตุให้ได้รับ
บาดเจบ็ และถึงแกค่ วามตายจากการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากภาวะแทรกซ้อน ความตายของผตู้ าย
ย่อมมิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการท่ีจาเลยทั้งสองร่วมกันกระทาอนาจารผู้ตาย จาเลยทั้งสองจึงมี
ความผิดฐานร่วมกนั กระทาอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘ เท่าน้นั
ข้อสังเกต ความผิดฐานกระทาอนาจารจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทาถึงแก่ความตาย เป็นความผิด
ที่ผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักข้ึนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๓
ผู้กระทาจะต้องรับผิดในผลต่อเมื่อเป็นท้ังผลโดยตรงตามทฤษฎีเง่ือนไขและเป็นผลธรรมดาตาม
มาตรา ๖๓ หากไม่เป็นผลโดยตรงผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผล โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็น
ผลธรรมดาหรอื ไม่ (ดเู พม่ิ เตมิ ในศาสตราจารย์ ดร. เกยี รติขจร วัจนะสวสั ด์ิ, คาอธิบายกฎหมายอาญา
ภาค ๑ เล่ม ๑ พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๔๔๐ ถึง ๔๔๑) คดีนี้แม้ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการ
ร่วมกันกระทาอนาจาร แต่ก็เป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันทาร้ายและเป็นเหตุแทรกแซงท่ีจาเลย
คาดหมายไดจ้ าเลยทงั้ สองจึงตอ้ งรว่ มกันรับผิดตามมาตรา ๒๙๐
ฎีกานา่ สนใจเร่อื ง
ความสมั พนั ธ์ระหว่างการกระทาและผล
ฎีกาที่ ๓๐๓๙/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๐๔ จาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จากการตรวจชันสูตร
พลกิ ศพผูต้ าย ผู้ตายมภี าวะปอดบวมแทรกซ้อนจนถึงแกค่ วามตาย เหตุท่ที าใหม้ ีภาวะปอดบวมแทรก
ซ้อน ก็เนื่องมาจากสาเหตุที่ผู้ตายได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง เห็นได้ว่า แม้ผู้ตายจะตายเนื่องจาก
มีอาการปอดบวมแทรกซ้อน แต่การแทรกซ้อนดังกล่าวก็สืบเนื่องโดยตรงจากบาดแผลท่ีถูกยิง
การตายของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการยิง การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดสาเร็จมิใช่เป็น
เพียงความพยายามกระทาความผิด
ข้อสังเกต การวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเป็น ๑.
ความผิดทตี่ ้องการผลตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ หรือ ๒. ความผิดท่ีผลของการกระทา ทาให้ผกู้ ระทาต้อง
รบั โทษหนกั ข้ึนตามมาตรา ๖๓
หากเป็น ๑. ความผิดท่ีต้องการผล ผู้กระทาต้องรับผิดในผลต่อเม่ือเป็นผลโดยตรงตาม
ทฤษฎีเงื่อนไข ซึ่งมีหลักว่า ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทา แม้จะเกิดจากเหตุอ่ืน
ประกอบด้วยก็ตาม แต่ถ้าเป็นกรณีท่ี แม้ไม่ทาผลยังต้องเกิด จะถือวา่ ผลเกิดจากการกระทาน้ันไม่ได้
ไม่ใช่ผลโดยตรงผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผล กล่าวโดยสรุปก็คือถ้าเป็นผลโดยตรงก็ต้องรับผิดในผล
ถา้ ไม่ใชผ่ ลโดยตรงก็ไมต่ ้องรับผดิ ในผล ในกรณีที่เป็นผลโดยตรง นอกจากจะพิจารณาผลโดยตรงตาม
83
ทฤษฎีเง่ือนไขแล้ว ถ้าหากมีเหตุแทรกแซง (เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนใหม่หลังการกระทาความผิด) ก็ต้อง
มาพิจารณาว่าเหตุแทรกแซงน้ันวิญญูชนคาดเห็นได้ตามทฤษฎีเหตุที่เหมาะสมหรือไม่ หากวิญญูชน
คาดเห็นได้ ผู้กระทาก็ต้องรับผิดในผล หากวิญญูชนคาดเห็นไม่ได้ ผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผล เช่น
ก. ยิง ข. ข. ว่ิงหนี แล้ว ข. ถูกฟ้าผ่าตาย ความตายของ ข. เป็นผลโดยตรง แต่มีเหตุแทรกแซง
คือฟ้าผ่า ข. ตาย เป็นเหตุแทรกแซงท่ีไม่อาจคาดเห็นได้ ก. จึงไม่ต้องรับผิดในความตายของ ข.
ก. รับผิดเพียงฐานพยายามฆ่า
๒. ความผิดที่ผลของการกระทาทาให้ผกู้ ระทาต้องรับโทษหนักข้ึน ต้องพิจารณาเสียก่อนว่า
เป็นผลโดยตรงหรือไม่ หากไม่ใช่ผลโดยตรงผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผล โดยไม่ต้องพิจารณาเรื่อง
ผลธรรมดา หากเป็นผลโดยตรง ต้องพิจารณาต่อว่าเป็นผลธรรมดาตามมาตรา ๖๓ หรือไม่ หากเป็น
ผลธรรมดาต้องรับผิดในผล หากไม่ใช่ผลธรรมดาก็ไม่ต้องรับผิดในผล ความผิดท่ีผลของการกระทา
ทาให้ผู้กระทาตอ้ งรบั โทษหนกั ขน้ึ ต้องเปน็ ทั้งผลโดยตรงและผลธรรมดา
คดีตามคาพิพากษาฎีกานี้ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเป็นความผิดที่ต้องการผลตาม
ข้อ ๑. เมื่อเป็นผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไข และมีเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดเห็นได้ตามทฤษฎี
เหตุทเ่ี หมาะสม ผกู้ ระทาจึงต้องรับผิดในผล ไมใ่ ช่รบั ผดิ เพยี งฐานพยายาม
คดีนี้ไม่ต้องวินิจฉัยเร่ืองผลธรรมดา เพราะความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนา ไม่ใช่ความผิด
ท่ีผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักข้ึนตามมาตรา ๖๓ แต่เป็นความผิดที่ต้องการผล
ตามมาตรา ๕๙
ฎีกาที่ ๓๕๐๓/๒๕๕๙ ฎ.๘๔๖ ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่จาเลยยิงท่ีชายโครงทะลปุ อด ตับและ
ลาไส้จนฉีกขาด แพทย์ต้องรักษาอาการบาดเจ็บของผู้ตายด้วยการผ่าตัดทันที แม้ผู้ตายถึงแก่ความ
ตายหลังเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน เน่ืองจากติดเชื้ออย่างรุนแรง ย่อมถือได้ว่าการตายของ
ผู้ตายเป็นผลธรรมดาอันสืบเนื่องจากการท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า มิใช่ถึงแก่ความ
ตายจากเหตุแทรกแซงหรือเหตุอื่นแต่อย่างใด จาเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๘
ข้อสังเกต คดีน้ี ในทางตาราน่าจะเป็นผลโดยตรงและมีเหตุแทรกแซงท่ีคาดหมายได้
ฎีกาที่ ๒๘๐๓/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๖๑ จาเลยท่ี ๑ ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทราย
เต็มคันรถในเขตชุมชนใกลท้ างแยกเข้าหมู่บา้ น ตามหลงั รถยนต์กระบะไปตามถนน ควรใชค้ วามเร็ว
ต่าและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทันโดยไม่ให้ชนรถคันหน้า ย่ิงมีฝนตกและเป็นเวลา
กลางคืนควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น การท่ีจาเลยท่ี ๑ ต้องหักหลบไปทางขวาเมื่อ
รถยนต์กระบะต้องหยุดรถเพราะมีรถยนต์ออกจากป๊ัมน้ามัน ก็เกิดจากจาเลยที่ ๑ เกรงว่าจะหยุด
ไม่ทันเนื่องจากบรรทุกของหนักเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จาเลยท่ี ๑ ขับ
จะต้องใช้ความเร็วสูงท้ังไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซ่ึงขับอยู่ข้างหน้าให้อยู่ในระยะท่ีสามารถ
หยุดรถได้ทันโดยไม่ต้องหักหลบเช่นนั้น รถของจาเลยท่ี ๑ จึงล้าเข้าไปในช่องเดินรถท่ีผู้ตาย
ขับรถยนต์สวนมาและเกิดเหตุชนกับรถท่ีผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่
84
ความตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการขบั รถโดยปราศจากความระมดั ระวังซึ่งบคุ คลในภาวะเชน่ จาเลย
ที่ ๑ จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจาเลยที่ ๑ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้
ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความ
ตายอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ และ ป.อ. มาตรา ๒๙๑ แม้
จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อท่ีจาเลยที่ ๒ ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ก็หามีผลให้การ
กระทาของจาเลยท่ี ๑ ไม่เป็นความผิด และการขับรถยนต์ประมาทของจาเลยที่ ๒ ดังกล่าวไม่ตัด
ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลท่ีจาเลยท่ี ๑ ก่อข้ึนแก่ผู้ตาย ส่วนกรณีที่ตรวจพบ
แอลกอฮอล์ ๐.๒๓๙ กรัมเปอร์เซน็ ต์ ซงึ่ ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนม้ี ีผลตอ่ ร่างกายทาให้การ
ตัดสินใจผิดพลาดได้น้ัน ก็ถือว่าผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่อาจทาให้ผู้ตาย
หลกี เลย่ี งไมใ่ หเ้ กิดเหตุชนกนั ได้ จึงไมอ่ าจทาให้จาเลยท่ี ๑ พน้ ผิดไปได้
ขอ้ สังเกต หากถามความรับผิดทางอาญาของจาเลยที่ ๑ นกั ศึกษาต้องตอบตามลาดบั ว่า ๑. จาเลยท่ี
๑ กระทาโดยประมาทตามมาตรา ๕๙ วรรคสี่ ๒. ความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากการ
กระทาโดยประมาทของจาเลยที่ ๑ ๓. แม้จาเลยที่ ๒ จะประมาทขับรถมาชนด้วย การขับรถยนต์
ประมาทของจาเลยที่ ๒ ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลที่จาเลยท่ี ๑ ก่อข้ึน
แกผ่ ู้ตาย จาเลยท่ี ๑ ต้องรับผิดในผลของการกระทาโดยประมาทของตน
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจาเลยท่ี ๒ ประมาท ศาลช้ันต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจาเลยท่ี ๒ มี
ความผิดเช่นเดียวกับจาเลยท่ี ๑ แต่ศาลฎีกาไม่ได้พิพากษาลงโทษจาเลยที่ ๒ เพราะจาเลยท่ี ๒ ถึง
แก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎกี า
ฎีกาท่ี ๙๔๑๓/๒๕๕๒ ฎ.๒๒๗๔ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดมิได้
มีเจตนาฆ่าแต่ทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจาคุก ..." นั้น
มีความหมายว่า หากผู้ใดทาร้ายผู้อน่ื จนเป็นเหตุให้ผู้นนั้ ถึงแก่ความตายโดยมิไดม้ ีเจตนาฆ่าแล้ว ผู้นั้น
ย่อมมีความผิดตามมาตรานี้ ซง่ึ เปน็ การบญั ญตั ิให้ได้รับโทษหนักข้ึน แตกต่างจากความผิดฐานทารา้ ย
ผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อ่ืน หรือความผิดฐานทาร้ายร่างกายจนเป็น
เหตุให้ผู้ถูกกระทาร้ายรับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดฐานใช้กาลังทาร้ายผู้อ่ืนโดยไม่ถึงกับเป็น
เหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ และ ๓๙๑ ตามลาดับ อันแสดง
ให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทาต้องรับโทษตามผลของการกระทานั้นแตกต่างกันไปตามความ
หนักเบาของผลท่ีเกิดขึ้น เมื่อจาเลยที่ ๒ ใช้มีดดาบเป็นอาวุธไล่ฟันผู้ตายอันเป็นการทาร้ายผู้ตายจน
เป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้าจนถึงแก่ความตาย การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นการ
ทาร้ายผู้ตาย ซึ่งเม่ือมิใช่กระทาโดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทานั้นเป็นเหตุทาให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
จึงเป็นความผิดสาเร็จตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก แล้ว หาใช่เป็นเพียงการพยายามกระทา
ความผิดไม่
ข้อสังเกต กรณีน้ีถ้าจาเลยที่ ๒ ไม่ไล่ฟันผู้ตาย ผู้ตายจะไม่กระโดดลงน้าจนถึงแก่ความตาย เป็น
กรณีที่ว่าถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทานั้น แม้จะมีเหตุอื่นด้วยก็ตาม ถือว่า
85
เป็นผลโดยตรงจากการกระทาของจาเลย ส่วนการท่ีผู้ตายกระโดดลงน้าจนถึงแก่ความตาย
เป็ น เห ตุ ก า ร ณ์ ที่ เกิ ด ขึ้ น ห ลั งก า ร ก ร ะ ท าค ว า ม ผิ ด ถื อ เป็ น เห ตุ แ ท ร ก แ ซ งที่ วิ ญ ญู ช น ค า ด เห็ น ได้
การกระทาและผลจงึ สัมพันธ์กนั ผู้กระทาต้องรับผดิ ในผลคอื ต้องรบั ผดิ ตามมาตรา ๒๙๐
ความผิดฐานทารา้ ยเป็นเหตใุ ห้ผู้อื่นถงึ แก่ความตายไม่มีการพยายามกระทาความผิด เพราะ
ถ้าผู้ถูกกระทาตายโดยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลสัมพันธ์กัน ผู้กระทาต้องรับผิดในผล
หากการกระทาและผลไม่สัมพันธ์กัน ผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผลและไม่เป็นการพยายามกระทา
ความผิดตามมาตรา ๒๙๐ โดยรับผิดเพียงมาตรา ๒๙๕ หรือมาตรา ๓๙๑ แล้วแต่กรณี ต่างจาก
ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ถ้าหากการกระทาและผลไม่สัมพันธ์กัน ผู้กระทาต้องรับผิดฐาน
พยายามฆา่
ฎีกาท่ี ๒๑๓๗๙/๒๕๕๖ จาเลยท่ี ๑ ขับรถยนต์ไล่ทาร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิด
โดยถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์เพื่อข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง โดยมีเจตนาจะทาร้ายผู้ตายกับ
พวก และผลจากการกระทาดังกล่าวทาให้ผู้ตายต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงเพ่ือหลบหนี
การถูกไล่ทาร้ายจนเกดิ เหตุชนกับรถยนต์กระบะทจี่ อดอยู่ จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ย่อมเลง็ เห็นผลได้ว่า
การกระทาดงั กล่าวเปน็ เหตุให้ผตู้ ายได้รับอนั ตรายสาหัสและถงึ แกค่ วามตายในเวลาต่อมา จาเลยท่ี ๑
และที่ ๒ ย่อมมีความผิดฐานทาร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐
ข้อสังเกต คดีนีจ้ าเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ประสงค์ต่อผลว่าผตู้ ายจะได้รับอันตรายแก่กาย การกระทาของ
จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ จงึ มีเจตนาทาร้ายผู้อื่นจนเปน็ เหตใุ ห้ได้รบั อันตราย เมอ่ื ผตู้ ายถึงแกค่ วามตายซึ่ง
เป็นผลโดยตรง แม้จะมีเหตุแทรกแซง แต่ก็เป็นเหตุแทรกแซงที่จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ย่อมคาดหมาย
ได้ จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องรับผิดในผล กล่าวคือมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐ ถ้าฎีกาน้ี
ออกข้อสอบเนติ น่าจะตอบว่า จาเลยท่ี ๑ ขับรถยนต์ไล่ทาร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิดโดย
ถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์เพ่ือข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง เป็นการกระทาโดยมีเจตนา
ประสงค์ต่อผลในการทาร้าย ผลจากการกระทาดังกล่าวทาให้ผู้ตายต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วย
ความเร็วสูงเพ่ือหลบหนีการถูกไล่ทาร้ายจนเกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะท่ีจอดอยู่ ย่อมเป็นผล
โดยตรงจำกกำรกระทำผดิ เพรำะถ้ำไม่ทำผลไม่เกิด ยอ่ มถือว่ำผลเกิดจำกกำรกระทำน้ัน แม้จะมี
เหตุแทรกแซงแต่ก็เป็นเหตุแทรกแซงท่ีจำเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ย่อมคำดหมำยได้ จำเลยที่ ๑ และ
ท่ี ๒ จงึ ต้องรับผดิ ในผลคือควำมตำยของผูต้ ำย กลา่ วคือจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ มคี วามผิดตามมาตรา
๒๙๐ (โดยไม่ต้องตอบเจตนาเล็งเห็นผล เพราะในทางทฤษฎีแล้ว ถ้าผูก้ ระทาเล็งเห็นผลถึงความตาย
ย่อมมีเจตนาฆ่าเป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๕๙ แต่ฎีกานี้ศาลฎีกาลงโทษตาม
มาตรา ๒๙๐)
แต่ถ้าออกข้อสอบผู้ช่วยฯ อาจจะต้องตอบตามฎีกาว่า ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทา
ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผตู้ ายได้รับอันตรายสาหัสและถงึ แก่ความตายในเวลาต่อมา จาเลยมีความผิดตาม
มาตรา ๒๙๐ ตามฎีกา
ฎีกาที่ ๙๙๐๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔๒ ว. ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์สวนทางทางเดินรถ
86
ตนเองจากช่องเดินรถด้านซ้ายไปยังช่องเดินรถด้านขวาย้อนกลับมายังจุดกลับรถหน้าโรงพยาบาล
ทา่ แซะแล่นข้ามถนนไปยังทางเดินรถท่ีสวนกันทแยงมุมเป็นเส้นตรง โดยผู้ตายไมห่ ยุดรถท่ีจุดกลบั รถ
ของตน กลับแล่นข้ามถนนที่จดุ กลบั รถทางเดินรถจาเลย ซึ่งจาเลยไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหนา้ ดงั นั้น
แม้จาเลยจะขับรถยนต์ด้วยความเรว็ ต่ากว่า ๑๐๐ กิโลเมตรตอ่ ช่วั โมง จาเลยก็ไม่เห็นรถจักรยานยนต์
และหา้ มล้อได้ทนั ผตู้ ายจงึ เป็นฝา่ ยประมาทขับรถจักรยานยนต์ตดั หนา้ รถยนตจ์ าเลย
ฎีกาท่ี ๖๔๕๐/๒๕๕๘ ก่อนเกิดเหตุจาเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจาเลย
จาเลยไม่ได้ขับล้าเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน ร. ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลัง
รถอีแต๋นท่ี บ. เป็นผู้ขับ แต่ ร. ขับแซงขึน้ หน้ารถอีแต๋นล้าเข้าไปในทางเดนิ รถของจาเลย เป็นเหตุให้
รถจักรยานยนต์ท่ี ร. ขับชนกับรถจาเลย หาก ร. ไม่ขับรถล้าเข้าไปในทางเดินรถของจาเลย เหตุรถ
ท้ังสองคันชนกันก็ไม่อาจเกดิ ข้ึนได้ แม้จะฟังว่าจาเลยมิได้ขบั รถชิดขอบทางด้านซา้ ย แต่ก็ยังขบั อยูใ่ น
ทางเดินรถของจาเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพระบุว่า ร. ขับรถตัดหน้ารถจาเลยเป็นเหตุให้
ชนกัน แล้วรถจาเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่า ร. ขับแซงข้ึนหน้ารถอีแต๋นในระยะกระช้ันชิด
ขณะที่รถจาเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น การที่รถจาเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น จึงเป็น
ผลโดยตรงจาก ร. ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระช้ันชิดเข้าไปในทางเดินรถของจาเลย มิใช่ผลโดยตรง
ที่จาเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจาเลยมีส่วนประมาทด้วย
หาได้ไม่ เพราะการท่ีรถจาเลยเสียการควบคุมไปชนรถอีแต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรง
ของ ร. ที่ขับแซงข้ึนหน้าในระยะกระชั้นชิด การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทา
โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กาย แต่การท่ีจาเลยขับรถยนต์
บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบ ถือได้ว่าเป็น
การขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จาเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา
๔๓ (๔), ๑๕๗
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีวินิจฉัยตอนท้ายว่า การท่ีจาเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงด้วยความเร็วสูงในทางแคบ
ถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗
แต่ที่วินิจฉัยตอนต้นว่า มิใช่ผลโดยตรงท่ีจาเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว
จะถือวา่ จาเลยมีส่วนประมาทด้วยหาไดไ้ ม่ น่าจะหมายถึงจาเลยไมม่ คี วามผิดฐานกระทาโดยประมาท
เป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ เพราะไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทาด้วย
ความประมาท คงไม่ใชห่ มายถึงจาเลยไม่ประมาท
ฎีกาที่ ๑๐๐๑/๒๕๔๗ ฎ.๒๒๔ ความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับ
อันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นเหตุที่ทาให้ผู้กระทาความผิดฐาน
ทาร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ ต้องรับโทษหนักข้ึน เพราะผลท่ีเกิดจากการกระทา โดยท่ีผู้กระทา
ไม่จาต้องประสงค์ต่อผลหรือยอ่ มเลง็ เห็นผลถึงอนั ตรายสาหัสนน้ั ดังนั้น แม้จาเลยจะทารา้ ยผเู้ สยี หาย
โดยมิได้มีเจตนาทาให้แท้งลูก เมื่อผลจากการทาร้ายน้ันทาให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแลว้ จาเลยก็ต้อง
มคี วามผิดตามมาตรา ๒๙๗ (๕)
87
ขอ้ สังเกต ความผิดฐานทาร้ายรา่ งกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทาร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นความผิดท่ีผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักขึ้น
โดยผู้กระทาจะต้องรับผิดในผลตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผล คือถ้าเป็นผล
โดยตรงและเป็นผลธรรมดาผู้กระทาก็ต้องรับผิดในผล โดยไม่ต้องพิจารณาว่า ผู้กระทามีเจตนาให้
เกิดผลหรือไม่ เพราะไม่ใช่ความผดิ ท่ีต้องการผลตามเจตนาตามมาตรา ๕๙ แต่เปน็ ความผิดที่ผลของ
การกระทาทาใหผ้ ู้กระทาต้องรบั โทษหนักขึน้ ตามมาตรา ๖๓
ฎีกาที่ ๖๕๑๙/๒๕๔๗ ฎ.๑๖๘๗ ความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับ
อันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นเหตุท่ีทาให้ผู้กระทาความผิดฐาน
ทาร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ ต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทา โดยที่ผู้กระทา
ไม่จาต้องมีเจตนาต่อผลที่ทาให้ต้องรับโทษหนักข้ึน ดังน้ัน เม่ือจาเลยใช้ท่อนไม้ขว้างปาผู้เสียหาย
ถูกบริเวณศีรษะทาให้ผู้เสียหายตกรถจักรยานยนต์ แม้จาเลยไม่มีเจตนาให้ผู้เสียหายได้รับอันตราย
สาหัส คงมีเจตนาทาร้ายร่างกายผู้เสียหาย จาเลยก็ต้องรับผิดในผลท่ีเกิดขึ้นจากการกระทาของ
จาเลยที่ทาร้ายผเู้ สยี หายจนเป็นเหตุให้ได้รบั อนั ตรายสาหัสตามมาตรา ๒๙๗ (๘)
ฎีกาที่ ๔๙๐๔/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๕๑ ผู้ตายและผ้เู สยี หายท้งั สามถกู กักขังและถูกทารา้ ย
ร่างกายในลักษณะการทรมานอยู่ในห้องพักท่ีเกิดเหตุเป็นระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน โดยไม่มี
หนทางหลบเลี่ยงให้พ้นจากการถูกทรมานหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ เห็นได้ว่าผู้เสียหาย
ทั้งสามและผู้ตายต้องตกอยู่ในสภาพถูกบีบค้ันทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงติดต่อกัน
เป็นเวลานาน การที่ผู้ตายตัดสินใจกระโดดจากหอ้ งพักเพื่อฆ่าตัวตายนั้นอาจเป็นเพราะผู้ตายมีสภาพ
จิตใจที่เปราะบางกว่าผู้เสียหายอื่น และไม่อาจทนทุกข์ทรมานได้เท่ากับผู้เสียหายอ่ืน จึงได้ตัดสินใจ
กระทาเช่นนั้น เพื่อให้พ้นจากการต้องทนทุกข์ทรมาน พฤติการณ์ฟังได้ว่าการตายของผู้ตายมีสาเหตุ
โดยตรงมาจากการถกู ทรมานโดยทารุณโหดรา้ ย
ข้อสังเกต ความผิดฐานเอาตัวบุคคลไปเพื่อให้ได้มาซ่ึงค่าไถ่ จนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวถึงแก่ความ
ตาย เป็นความผดิ ที่ผลของการกระทาทาใหผ้ ู้กระทาต้องรบั โทษหนักข้นึ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๖๓ จึงตอ้ งเป็นทงั้ ผลโดยตรงตามทฤษฎีเง่อื นไขและเปน็ ผลธรรมดาตามมาตรา ๖๓ แตจ่ าเลย
ที่ ๒ ฎีกามาเพียงว่าไม่ใช่ผลโดยตรง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเพียงเรื่องผลโดยตรงตามที่จาเลยท่ี ๒ ฎีกา
ไม่ได้วินิจฉัยเร่ืองผลธรรมดาเพราะจาเลยที่ ๒ ไม่ได้ฎีกาขึ้นมา หากนาข้อเท็จจริงตามคาพิพากษา
ฎีกานี้มาออกข้อสอบ นักศึกษาต้องตอบว่าเป็นผลโดยตรงและเป็นผลธรรมดาจึงจะเป็นคาตอบที่
สมบูรณต์ ามหลักความสัมพันธ์ระหวา่ งการกระทาและผล นอกจากนกี้ ารท่จี าเลยทง้ั สามทารา้ ยผูต้ าย
ตลอดเวลาเป็นเวลานานถึง ๓ เดือน จนผู้ตายทนไม่ไหวและตัดสินใจฆ่าตัวตาย ยังเป็นความผิดตาม
มาตรา ๒๙๐ อีกบทหน่ึง เพราะความตายเป็นผลโดยตรงจากการทาร้ายและการฆ่าตัวตายเป็นเหตุ
แทรกแซงท่ีเกิดจากการท่ีผู้เสียหายฆ่าตัวตาย อันเน่ืองมาจากการกระทาของผู้กระทาในตอนแรก
เน่ืองจากการที่ผู้ตายถูกทาร้ายเจ็บปวดทรมานจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย ในกรณีเช่นนี้
ถือว่าเมื่อจาเลยท้ังสามได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ทาให้ผู้ตายต้องทนทุกข์ทรมานและทาให้ผู้ตายเกิด
88
ความรู้สกึ ว่าตายเสียดีกว่าอยู่แลว้ ถอื ว่าการฆ่าตวั ตายของผตู้ ายเป็นเหตุแทรกแซงที่วญิ ญูชนคาดเห็น
ได้ จาเลยท้ังสามต้องรับผิดในผลคือความตายของผู้ตาย (ดูเพ่ิมเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร
วัจนะสวัสดิ์, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๑ พิมพ์ครั้งท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๔๖๔ ถึง
๔๖๕) แต่ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้เพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องในข้อหาน้ี แต่ก็ไม่เกิดความ
เสียหายแก่รูปคดี เพราะข้อหาตามมาตรา ๓๑๓ (๒) (๓) วรรคสาม ท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยไว้มีอัตราโทษ
หนักกว่ามาตรา ๒๙๐ นอกจากน้ีการกระทาของจาเลยทั้งสามยังเป็นความผิดตามมาตรา ๒๙๕,
๒๙๗, ๒๙๘, ๓๐๙ วรรคหนึ่ง, ๓๑๐ วรรคหนึง่ และวรรคสองตามท่ีศาลชั้นตน้ ได้ตดั สินไวด้ ว้ ย
ฎีกาที่ ๖๓๘๙/๒๕๖๐ การกระทาอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๐ น้ัน
จะต้องได้ความว่าผลของความตายของผู้ถูกกระทาอนาจารเกิดจากการกระทาอนาจาร แต่ผู้ตาย
ถูกจาเลยท้ังสองขับรถจักรยานยนต์แซงเบียดจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง เป็นเหตุให้ได้รับ
บาดเจบ็ และถึงแก่ความตายจากการติดเชอ้ื ในกระแสโลหิตจากภาวะแทรกซ้อน ความตายของผ้ตู าย
ย่อมมิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการท่ีจาเลยทั้งสองร่วมกันกระทาอนาจารผู้ตาย จาเลยท้ังสองจึงมี
ความผดิ ฐานร่วมกนั กระทาอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘ เท่านน้ั
ข้อสังเกต ความผิดฐานกระทาอนาจารจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทาถึงแก่ความตาย เป็นความผิด
ที่ผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักข้ึนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๓
ผู้กระทาจะต้องรับผิดในผลต่อเม่ือเป็นท้ังผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไขและเป็นผลธรรมดาตาม
มาตรา ๖๓ หากไม่เป็นผลโดยตรงผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผล โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็น
ผลธรรมดาหรือไม่ (ดเู พม่ิ เติมในศาสตราจารย์ ดร. เกยี รติขจร วจั นะสวสั ด์ิ, คาอธบิ ายกฎหมายอาญา
ภาค ๑ เล่ม ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๔๔๐ ถึง ๔๔๑) คดีนี้แม้ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการ
ร่วมกันกระทาอนาจาร แต่ก็เป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันทาร้ายและเป็นเหตุแทรกแซงท่ีจาเลย
คาดหมายได้จาเลยทั้งสองจงึ ตอ้ งรว่ มกนั รับผดิ ตามมาตรา ๒๙๐
ฎีกาที่ ๔๕๓๒/๒๕๖๑ (ประชุมใหญ่) ฎ.๑๓๕๐ การท่ีจาเลยท้ังสามกับพวกนาผู้ตายไป
กักขังเพื่อเรียกค่าไถ่แล้วพวกของจาเลยได้ฆ่าผู้ตาย ถือได้ว่าการตายของผู้ตายเป็นผลมาจากการท่ี
จาเลยท้ังสามกับพวกนาผู้ตายไปเพ่ือเรียกค่าไถ่ การกระทาของจาเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๓ วรรคทา้ ย แมจ้ าเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ไม่มสี ว่ นร่วมในการฆ่าผตู้ ายก็ตาม
ข้อสังเกต ความผิดฐานนาผู้อื่นไปกักขังเพ่ือเรียกค่าไถ่ จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทาถึงแก่ความตาย
เป็นความผิดท่ีผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๖๓ เม่ือจาเลยบางคนก่อให้เกิดผลโดยการฆ่าผู้ตาย เมื่อเป็นทั้งผลโดยตรงและผลธรรมดา
ตามมาตรา ๖๓ แมจ้ าเลยอ่ืนไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตาย จาเลยทุกคนต้องรับผิดในผลคือความตาย
ของผ้ถู กู กะทา
ฎีกาที่ ๑๘๖๗/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๓ จาเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมจ้ีขู่ผู้เสียหายและเอา
โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายและรถยนต์ของบิดาของผู้เสียหายไป เมื่อการกระทาของจาเลยเป็น
เหตุใหผ้ ้เู สียหายรบั อนั ตรายแก่กาย จาเลยก็ต้องรับโทษหนักข้ึน แมผ้ ู้เสยี หายไดร้ ับบาดแผลทต่ี ้นแขน
89
ซ้ายจากมีดของจาเลยเนื่องจากอุบัติเหตุ จาเลยไม่มีเจตนาทาร้ายผู้เสียหาย ก็ไม่ใช่ข้อสาคัญ เพราะ
การท่ีจาเลยจะรับโทษหนกั ข้ึนด้วยเหตุท่ีผู้เสยี หายรบั อันตรายแก่กายนั้น จาเลยไม่จาตอ้ งกระทาโดย
มเี จตนา เพียงแต่พิจารณาว่าผลทีผ่ ู้เสียหายรับอันตรายแก่กายนน้ั เป็นผลที่ตามธรรมดายอ่ มเกดิ ข้ึน
ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๓ หรือไม่ เมื่อจาเลยใช้มีดปลายแหลมจี้ผู้เสียหาย การที่
ผูเ้ สยี หายรับอันตรายแก่กายจากมีดน้ัน จึงย่อมเป็นผลธรรมดาท่ีจะเกิดข้ึนจากการกระทาของจาเลย
แล้ว จาเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามมาตรา ๓๓๙
วรรคสาม
90
กฎหมายยกเว้นความผิด
ข้อ ๒๐ คาถาม นายกล้าทะเลากับนายโจ๋ในโรงเรียน นายโจ๋กับเพื่อนเข้ามารุมทาร้าย
นายกล้าได้รับบาดเจ็บ เมื่อนายเก่งบิดาของนายกล้าทราบเร่ือง ในวันรุ่งข้ึนจึงพานายกล้าไปพบ
ครูฝ่ายปกครองท่ีโรงเรียนโดยจอดรถไว้ใกล้ห้องผู้บริหาร ในการน้ีนายเก่งซึ่งเป็นสมาชิกวิสามัญ
ชมรมยิงปืน ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ และเคยได้รับรางวัลแม่นปืนด้วย นาอาวุธปืนท่ีตน
ได้รับอนุญาตให้มีและพกพาไว้ในรถเป็นประจามาด้วย เม่ือนายกล้าพร้อมบิดามารดาและนายโจ๋
พร้อมบิดามารดาไปถึงโรงเรียน ท้ังหมดพบกันที่โรงอาหาร นายเก่งถามว่าใครรุมทาร้ายนายกล้า
จากน้ันนายกล้าชกต่อยกับนายโจ๋ได้ครู่หนึ่ง ครูฝ่ายปกครองเข้ามาห้ามแล้วเรียกนายโจ๋ไปพบครู
ฝ่ายปกครองที่ห้องผู้บริหาร ส่วนบิดามารดานายโจ๋น่ังรอท่ีหน้าห้อง โดยนายกล้าพร้อมบิดามารดา
นั่งรอที่ม้าหินริมสนามฟุตบอลห่างจากห้องผู้บริหาร ๓๐ เมตรเพื่อรอพบผู้อานวยการ เมื่อนายโจ๋
เข้าไปในห้องผู้บริหาร ครูฝ่ายปกครองตาหนินายโจ๋ว่า ไอ้พวกเห้ีย ไอ้พวกเลว สร้างแต่ปัญหา
นาช่างกลมาปิดล้อมโรงเรียน นายโจ๋โกรธท่ีโดนด่าจึงว่ิงออกมาจากห้อง บิดามารดานายโจ๋ก็ว่ิง
ตามมาบริเวณท่ีนายกล้าพร้อมบิดามารดาน่ังรอที่ม้าหินริมสนามฟุตบอลเพื่อรอพบผู้อานวยการ
เมื่อนายโจ๋พบนายกล้านายโจ๋ชกต่อยนายกล้าโดยมีพ่ีชายของนายโจ๋และเพ่ือนของนายโจ๋อีกหลาย
คนเข้ามารุมทาร้ายนายกล้าด้วยโดยใช้ไม้และท่อน้าเข้ามารุมตีทาร้าย นายเก่งและภรรยากับ
ครูผู้ปกครองตะโกนห้ามให้ทุกคนหยุด แต่นายโจ๋กับพวกก็ไม่หยุดทายร้ายนายกล้า นายเก่งจึงรีบว่ิง
ไปหยิบปืนที่เก็บไว้ในรถยนต์มาจ้องเล็งไปท่ีนายโจ๋แล้วตะโกนว่าหยุดทุกคนนะ นายโจ๋เห็นจึงวิ่งเข้า
มาแยง่ ปนื เป็นเหตใุ หก้ ระสนุ ปืนลัน่ ถูกบริเวณโคนขาของนายโจ๋ได้รบั อนั ตรายสาหสั
ให้วินจิ ฉยั วา่ นายเกง่ มคี วามรบั ผดิ ทางอาญาฐานใดหรือไม่
คาตอบ การที่นายเก่งจ้องเล็งไปท่ีนายโจ๋แล้วตะโกนว่าหยุดทุกคนนะ แม้เป็นการกระทา
ครบองค์ประกอบภายนอกในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืน แต่หากนายเก่งประสงค์จะฆ่านายโจ๋
ย่อมกระทาได้ เพราะมีความรู้ความถนัดในการใช้อาวุธปืน การจ้องเล็งปืนไปท่ีนายโจ๋จึงไม่มี
เจตนาฆ่า เพียงแต่ต้องการยุติการที่บุตรของตนถูกทาร้าย แม้นายโจ๋เห็นจึงว่ิงเข้ามาแย่งปืน
จนเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกบริเวณโคนขาของนายโจ๋ได้รับอันตรายสาหัส แต่เมื่อนายเก่ง
ไม่ประสงค์ต่อผลในการจะยิงนายโจ๋ นายเก่งไม่มีเจตนาฆ่านายโจ๋ นายเก่งจึงไม่มีความผิดฐาน
พยายามฆา่ นายโจ๋ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐
นอกจากนี้ การท่ีบุตรของนายเก่งถูกรุมทาร้าย การท่ีนายเก่งไปหยิบอาวุธปืนจากรถยนต์
มาจ้องเล็งไปท่ีนายโจ๋ ไม่เป็นกระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนั้นจัก
ต้องมีตาม วิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้
ให้เพียงพอไม่ ซ่ึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้เป็นบิดาต้องช่วยเหลือบุตรที่ถูกคนอื่นรุมทาร้าย
และเหตุท่ีกระสุนปืนล่ันก็เกิดจากแย่งอาวุธปืนระหว่างนายเก่งกับนายโจ๋ แม้นายโจ๋ได้รับอันตราย
สาหัส แต่ก็มิได้เกิดจากการกระทาโดยความประมาทของนายเก่ง นายเก่งจึงไม่มีความผิดฐาน
กระทาโดยประมาทเปน็ เหตุให้ผู้อืน่ ไดร้ ับอันตรายสาหสั ตามมาตรา ๓๐๐
91
การท่ีนายเก่งไปหยิบอาวุธปืนจากรถยนต์มาจ้องเล็งไปที่นายโจ๋ แม้จะเป็นการยิงปืนซึ่งใช้
ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนซึ่งครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา
๓๗๖ แต่เมื่อนายโจ๋เป็นฝ่ายที่ก่อเหตุข้ึนกอ่ น การท่ีนายเก่งจาต้องกระทาการเพื่อป้องกันสิทธิบุตร
ของตนให้พ้นภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตราย
ที่ใกล้จะถึง นายเก่งเพียงแต่ต้องการยุติการท่ีบุตรของตนถูกทาร้าย การกระทาของนายเก่งจึงเป็น
การป้องกันตนพอสมควรแก่เหตุ อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๖๘
นายเกง่ จึงไมม่ ีความผิดตามมาตรา ๓๗๖
ฎีกาที่ ๑๗๓๙๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๒๐ บุตรของจาเลยถูกรุมทาร้าย การที่จาเลย
ไปหยิบอาวุธปืนจากรถยนต์มาเพ่ือป้องกันบุตรของตน จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้เป็นบิดาและ
เหตุที่กระสุนปืนลั่นก็เกิดจากแย่งอาวุธปืนระหว่างจาเลยกับโจทก์ร่วม อันสืบเนื่องมาจากจาเลยใช้
อาวุธปืนเพื่อป้องกันบุตรของตนดังกล่าว มิได้เกิดจากความประมาทของจาเลย จาเลยเป็นสมาชิก
วิสามัญชมรมยิงปืนศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หากจาเลยประสงค์จะฆ่าโจทก์ร่วมย่อม
กระทาได้ เพราะมีความรู้ความถนัดในการใช้อาวุธปืน การจ้องปืนไปที่โจทก์ร่วมไม่น่าจะมีเจตนาฆ่า
เพียงแต่ต้องการยุติการที่บุตรของตนถูกทาร้าย การกระทาของจาเลยจึงเป็นการป้องกันตน
พอสมควรแก่เหตุ จึงไม่เป็นความผิดที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ และมาตรา
๓๗๖ จึงไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาตัดสินว่าจาเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เพราะศาลอุทธรณ์ยกฟ้องฐาน
พยายามฆ่าและโจทก์ฎีกาข้ึนมา ที่ศาลฎีกาตัดสินตอ่ มาว่าเป็นการป้องกันน้ัน เป็นการวินจิ ฉัยว่าเป็น
การป้องกันในความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองตามมาตรา ๓๗๖ จาเลยจึงไม่มีความผิดตาม
มาตรา ๓๗๖ แต่ศาลฎีกาไม่ได้ตัดสินว่าเป็นการป้องกันในความผิดฐานพยายามฆ่าด้วย เพราะศาล
ฎกี าวินิจฉัยเฉพาะประเดน็ ทขี่ ึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเท่าน้ัน คดีน้ีอ่านแล้วอาจสับสนได้
หากฎีกานี้ออกข้อสอบคงต้องตอบตามลาดับว่า การจ้องปืนไปท่ีโจทก์ร่วมนั้นจาเลยไม่มี
เจตนาฆ่า เพียงแต่ต้องการยุติการท่ีบุตรของตนถูกทาร้าย การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิด
ฐานพยายามฆ่าตามมาตรา ๒๘๘, ๘๐ และไม่เป็นการกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับ
อันตรายสาหัสตามมาตรา ๓๐๐ และแม้ว่าการกระทาของจาเลยครบองค์ประกอบความผิดฐาน
ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดในเมือง หมู่บ้าน หรือท่ีชุมชนตามมาตรา ๓๗๖ แต่การที่จาเลยยิงปืนเพียง
ต้องการยุติการที่บุตรของตนถูกทาร้าย จึงเป็นการป้องกันตนหรือผู้อื่นพอสมควรแก่เหตุไม่เป็น
ความผดิ ตามมาตรา ๓๗๖
92
ข้อ ๒๑ คาถาม เด็กชายซ่าอายุ ๑๒ ปี นักเรียนช้ัน ม.๓ โรงเรียนหนึ่งไปดูภาพยนตร์เรื่อง
เสือเผ่น ซึ่งดาราแสดงนาฝ่ายชายสักยันต์รูปเสือเผ่นท่ีร่างกายแล้วมีอิทธิฤทธิ์มากมาย เด็กชายซ่า
อยากมีอิทธิฤทธ์ิตามภาพยนตร์ จึงไปขอให้พระภิกษุซนสักยันต์ให้ โดยได้รับความยินยอมจากบิดา
มารดาแล้ว พระภิกษุซนแจ้งให้เด็กชายซ่าทราบว่า การสักยันต์ไม่สามารถมีอิทธิฤทธ์ิตามภาพยนตร์
ได้ แต่เด็กชายซ่าก็ยังอ้อนวอนจนพระภิกษุซนทนการอ้อนวอนไม่ไหว จึงสักยันต์รูปเสือเผ่น
ให้เด็กชายซ่า การสักยันต์ดังกล่าวพระภิกษุซนใช้เหล็กแหลมจุ่มหมึกแทงบริเวณกลางหลังเด็กชาย
ซนจนมีเลือดออกได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากสักยันต์แล้วเด็กชายซ่ารักษาบาดแผลจากการ
สกั ยันตไ์ ม่ดี แผลเนา่ และตดิ เช้อื บาดทะยักตาย
ใหว้ นิ ิจฉยั ความรับผิดทางอาญาของพระภิกษซุ น
คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองผลโดยตรง เหตุแทรกแซง ความยินยอม ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๕๙, ๖๘
การที่พระภิกษุซนใช้เหล็กแหลมจุ่มหมึก แทงบริเวณกลางหลังเด็กชายซ่าจนมีเลือดออก
เป็นการทาร้ายผู้อ่ืนจนเปน็ เหตุให้ไดร้ ับอนั ตรายแก่กายโดยเจตนา ครบองคป์ ระกอบความผิดฐาน
ทารา้ ยรา่ งกายแล้ว
การที่เด็กชายซ่าถึงแก่ความตายน้ัน เมื่อพิจารณาผลโดยตรงตามทฤษฎีเง่ือนไขที่ว่า
ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทานั้น แม้จะมีเหตุอ่ืนประกอบด้วยก็ตาม กรณีน้ี
ถ้าพระภิกษุซนไม่ใช้เหล็กแหลมจุ่มหมึกแทงบริเวณกลางหลังเด็กชายซ่า เด็กชายซ่าก็จะไม่เป็น
แผล และไม่เป็นบาดทะยักตาย ต้องถือว่าความตายของเด็กชายซ่าเป็นผลโดยตรงจากการ
กระทาของพระภกิ ษซุ นตามทฤษฎีเงื่อนไขแล้ว
การที่เด็กชายซ่ารักษาบาดแผลจากการสักยันต์ไม่ดี แผลเน่าและติดเช้ือบาดทะยักตายน้ัน
เป็นเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ข้นึ ใหม่หลังจากการกระทาความผดิ ซง่ึ เป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดเห็น
ได้ พระภิกษุซนจึงต้องรับผิดในผลคือความตายของเด็กชายซ่า การกระทาของพระภิกษุซน
ครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเจตนาทาร้ายเด็กชายซ่าจนเป็นเหตุให้เด็กชายซ่าถึงแก่ความ
ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก
เม่อื การกระทาของพระภิกษุซนครบองคป์ ระกอบความผิดดงั ท่ีวินิจฉัยมาแลว้ จงึ ตอ้ งวินิจฉัย
เหตยุ กเว้นความผิดต่อไป คือ เรื่องความยนิ ยอม ความยนิ ยอมที่จะยกเว้นความรับผิดทางอาญาได้
ตอ้ งเป็นความยินยอมท่ีไม่ขัดต่อสานึกในศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านน้ั แตก่ ารที่พระภิกษุซน
ทารา้ ยเด็กชายซ่าโดยได้รับความยินยอมจากเด็กชายซ่าและบดิ ามารดาของเด็กชายซ่านนั้ เป็นความ
ยินยอมที่ขัดต่อสานึกในศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะไม่ใช่กิจท่ีสงฆ์ควรจะปฏิบัติและเป็น
ความยินยอมของเด็กอายุ ๑๒ ปีซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ความยินยอมดังกล่าวจึงไม่อาจ
ยกเว้นความผิดได้ พระภิกษุซนจึงต้องรับผิดฐานเจตนาทาร้ายจนเป็นเหตุให้เด็กชายซ่าถึงแก่
ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก
ข้อสังเกต คาถามข้อน้ีหากเปล่ียนข้อเท็จจริงเป็นว่าพลทหารดาถูกเกณฑ์ไปรบท่ีประเทศอิรัก
93
จึงขอให้หลวงพ่อคุณสักยันต์ให้ หลวงพ่อคุณก็แจ้งให้พลทหารดาทราบว่าการสักยันต์ไม่ได้ทาให้
อยู่ยงคงกะพัน แต่พลทหารดาก็ยังอ้อนวอนขอให้สักเพื่อเป็นที่พ่ึงทางใจ หลวงพ่อจึงสักยันต์ให้
ต่อมาพลทหารดารักษาแผลไม่ดีเป็นบาดทะยักตาย ฝากนักศึกษาไปคิดว่าความยินยอมกรณีน้ีขัดต่อ
สานกึ ในศีลธรรมอนั ดีของประชาชนหรอื ไม่ ปญั หานี้ผูแ้ ต่งเหน็ วา่ น่าจะไม่ขัดต่อสานกึ ในศีลธรรมอันดี
ของประชาชน
ขอให้ดูรูปแบบการเขียนตอบข้อสอบด้วยว่าการตอบข้อสอบเรื่องกฎหมายยกเว้นความผิด
นักศึกษาจะต้องตอบเสียก่อนว่าการกระทาครบองค์ประกอบ แล้วจึงจะมาวินิจฉัยเร่ืองกฎหมาย
ยกเว้นความผิด คาตอบจึงจะสมบูรณ์ คาตอบข้อน้ีมีนักศึกษาจานวนมากตอบเร่ืองกฎหมายยกเว้น
ความผิดก่อน แล้วจึงมาตอบเรื่องการกระทาเป็นการทาร้าย และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทา
และผล ซงึ่ จะเห็นได้ว่าลาดับความคดิ ยังไม่เป็นระบบตามโครงสรา้ งความรับผดิ ทางอาญา
ข้อ ๒๒ คาถาม นายแดงต้องการฆ่านายดา นายแดงจึงไปซุ่มเพ่ือดักยงิ นายดาซึ่งน่ังด่ืมสุรา
อยู่ที่บ้านนายดาแถวเขตตล่ิงชัน ขณะท่ีนายดากาลังเมาคร้ึม ๆ นายดาเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ท่ีริมร้ัวบ้าน
นายดาเข้าใจว่าเป็นเสือปลาท่ีเท่ียวกัดชาวบ้านและสัตว์เลี้ยง นายดาอยากลองฝีมือยิงปืนของตน
นายดาจึงเล็งปืนยิงไปที่ริมรั้วโดยเข้าใจว่ายิงเสือปลา แต่ความเป็นจริงแล้วเสือปลาตัวนั้นเป็ น
นายแดงที่กาลังยืนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ริมรั้วบ้านเพื่อดักซุ่มยิงนายดา เมื่อนายแดงเห็นนายดาเล็งปืน
มายังตน นายแดงเข้าใจวา่ นายดายิงตนเพราะรู้ตวั ว่าตนมาดักซมุ่ ยิง นายแดงจึงยงิ นายดาเพอื่ ป้องกัน
ตนเอง กระสุนปืนของนายดาและนายแดงต่างถูกอีกฝ่ายหน่ึงจนถึงได้รับอันตรายแก่กาย แต่ต่อมา
ทง้ั ค่ไู ดร้ บั การรักษาจนหาย
ให้วนิ จิ ฉยั ความรับผดิ ทางอาญาของนายแดงและนายดา
คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองการกระทาโดยเจตนา ประมาท ป้องกัน พยายาม ตามประมวล
กฎหมายอาญามาตรา ๕๙ วรรคสอง, วรรคสาม, วรรคสี่, ๖๘, ๘๐
ความรับผิดทางอาญาของนายดาต่อนายแดง แม้การท่ีนายดายิงนายแดงจะครบ
องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานพยายามฆ่านายแดง แต่นายดาเข้าใจว่าตนกาลังยิง
เสือปลา ต้องถือว่านายดาไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามฆ่า
จะถือว่านายดาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ นายดาไม่มีเจตนาฆ่านายแดง นายดา
จงึ ไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่านายแดงโดยเจตนา เพราะขาดองค์ประกอบภายใน (เทียบฎีกาท่ี
๔๖๖๕/๒๕๔๗) (๓ คะแนน)
การที่นายดายิงปืนขณะดื่มสุรา แม้มิใช่การกระทาโดยเจตนา ดังท่ีวินิจฉัยมาแล้ว แต่ก็
เป็นการกระทาโดยปราศจากความระมัดระวงั ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนายดาจักต้องมีตามวิสัยและ
พฤติการณ์ และนายดาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ันได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ถือว่าเป็น
การกระทาโดยประมาท เมื่อนายแดงได้รับอันตรายแก่กาย นายดาจึงต้องรับผิดฐานกระทาโดย
94
ประมาทเปน็ เหตุให้ผอู้ น่ื เกิดอันตรายแก่กาย (๒ คะแนน)
แม้นายแดงจะมาฆ่านายดา แต่นายดาก็จะอ้างว่าเป็นการกระทาโดยป้องกัน อันเป็นเหตุ
ยกเว้นความผิดไม่ได้ เพราะการท่ีนายดายิงนายแดงไม่ได้เป็นการกระทาโดยเจตนา และไม่ได้
กระทาไปโดยมีเจตนาพิเศษเพ่ือป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการ
ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แม้เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่การกระทาของนายดาเป็น
การกระทาความผิดโดยประมาท นายดาจึงอา้ งเหตปุ ้องกันมายกเว้นความผดิ ไมไ่ ด้ (๑ คะแนน)
ความรับผดิ ทางอาญาของนายแดงต่อนายดา การทีน่ ายดายงิ นายแดงโดยประมาท นายแดง
จึงยิงนายดาน้ัน แม้นายแดงได้กระทาไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจาก
ภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึงซึ่งเกิด
จากการกระทาโดยประมาทของนายดา (๒ คะแนน) แต่ก็เป็นการกระทาท่ีนายแดงมีส่วนผิด
ในการกอ่ ให้เกิดภัยน้ัน โดยนายแดงมีเจตนาไปดกั ซมุ่ ยงิ นายดาก่อน นายแดงจะอ้างว่าตนกระทา
การโดยป้องกันเพื่อเป็นเหตุยกเว้นความผิดไม่ได้ นายแดงจึงต้องรับผิดฐานพยายามฆ่านายดา
โดยไตร่ตรองไว้ก่อน (๒ คะแนน)
ข้อสังเกต ข้อนี้นักศึกษาอาจพลาดตอบว่านายแดงมีเจตนาทาร้ายนายดา เพราะในคาถาม
มีข้อเท็จจริงว่านายดาได้รับอันตรายแก่กาย ซ่ึงความจริงแล้วในคาถามระบุไว้ชัดเจนว่านายแดง
มีเจตนาฆ่านายดา เมื่อนายแดงยิงแล้วนายดาไม่ตายแต่ได้รับบาดเจ็บ นายแดงก็ต้องรับผิดฐาน
พยายามฆ่านายดาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยเจตนา ในข้อน้ีหากเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า นายดา
เหน็ วา่ นายแดงกาลงั จะยงิ นายดา นายดาจึงยิงนายแดง ต้องถือวา่ นายดามีเจตนาฆ่านายแดง แต่นาย
ดาสามารถอ้างการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายมายกเว้นความผิดได้ นายดาจึงไม่ผิดฐานพยายาม
ฆ่า (โดยไม่ต้องวินิจฉัยว่านายดาไม่มีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นายแดงได้รับ
อันตรายแก่กาย เพราะวินิจฉัยเรื่องพยายามฆ่าไปแล้ว) ส่วนนายแดงก็ยังไม่สามารถอ้างป้องกันได้
เช่นเดิม แต่เหตุผลจะเปล่ียนไป เพราะเมื่อนายดาสามารถอ้างป้องกันได้ ภยันตรายที่นายดาก่อขึ้น
กจ็ ะไม่ใช่ภยนั ตรายที่มาจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย นายแดงจึงอ้างป้องกันไม่ได้ และ
จะอ้างจาเป็นก็ไม่ได้ เพราะตนมีส่วนก่อให้เกิดภัยข้ึน ขอให้สังเกตอีกด้วยว่าคาตอบข้อน้ีไม่มีเลข
มาตราของกฎหมายเลย แต่ลองดูวา่ เนอื้ หาของกฎหมายครบถว้ นหรอื ไม่ ถ้านักศกึ ษาตอบคาถามโดย
อธิบายหลักกฎหมายได้ แม้จะไม่มีเลขมาตรา ก็ได้คะแนนดีได้ แต่กฎหมายอาญามาตราน้อย
จะใส่โดยระวังอย่าให้ผดิ ก็ยิ่งดี
ตัวอย่างคาตอบที่ ๑ นายแดงต้องการฆ่านายดา จึงไปซุ่มดักยิงนายดาซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่
หน้าบ้าน นายแดงจึงมีเจตนาฆ่านายดาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๘๙ (๔) เม่ือนายดาเพียงได้รับบาดเจ็บเท่านัน้ การกระทาของนายแดงจึงได้กระทาไปตลอดแล้วแต่
ไม่บรรลผุ ลสาเร็จ จึงผดิ ฐานพยายามฆา่ ผูอ้ น่ื โดยไตร่ตรองไวก้ อ่ น ตามมาตรา ๒๘๙ (๔), ๘๐
เม่ือนายแดงเห็นนายดาเล็งปืนมายังตน นายแดงจึงยิงนายดา (ควรจะมีหลักกฎหมายเร่ือง
ป้องกันคอื แดงได้กระทาไปโดยมีเจตนาพิเศษเพ่ือป้องกันสทิ ธขิ องตนให้พ้นจากภยันตรายซง่ึ เกิด
95
จากการประทุษรา้ ยอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึง) เพื่อป้องกันภยันตรายท่ี
เกิดจากนายแดงจ้องปืนมายังตนน้ัน นายแดงจะอ้างไม่ได้ เนื่องจากตนเป็นผู้ก่อให้เกิดภยันตราย
นัน้ เอง จึงไม่อาจอ้างป้องกันเพอื่ ให้พ้นผิดได้ตามมาตรา ๖๘ (สองประเดน็ นี้ใหร้ วม ๓ คะแนน)
นายดาจ้องปืนไปยังนายแดงเพราะเข้าใจว่าเป็นเสือปลา กระสุนถูกนายแดงจนได้รับ
บาดเจ็บ ถือไม่ได้ว่านายดามีเจตนาทาร้ายนายแดง เพราะนายดาไม่ทราบว่าเป็นนายแดง แต่คิดว่า
เป็นเสือปลา ดังนั้น เมื่อนายดาไม่ทราบองค์ประกอบของความผิด (ให้เพียง ๒ คะแนนจาก ๓
คะแนน เพราะไม่ได้ตอบจุดสาคัญคือ ไม่รู้ข้อเท็จจริงท่ีเป็นองค์ประกอบของความผิด ถือว่าไม่มี
เจตนา การกระทาขาดองคป์ ระกอบภายใน) คอื ไม่รู้วา่ เป็นนายแดง แต่การที่นายดาเลง็ ปนื ไปที่นาย
แดง โดยไม่ดูให้ดีก่อนว่าเป็นคนหรือเป็นสัตว์ ซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและ
พฤติการณ์ นายดาจึงต้องรับผิดฐานประมาทจนเป็นเหตใุ ห้นายแดงได้รับอันตรายแก่กายตามมาตรา
๓๙๐ (๒ คะแนน รวมได้ ๗ คะแนน) คาตอบน้ีหากฝึกเขียนบ่อย ๆ จะรู้ว่าควรตอบแดงหรือดา
กอ่ น เพราะการวนิ ิจฉยั ว่าภยันตรายทจี่ ะอา้ งปอ้ งกันมาจากใครก่อ ควรกลา่ วถงึ คนน้ันก่อน
ตัวอย่างคาตอบที่ ๒ กรณีของนายดา ขณะท่นี ายดากาลงั นั่งกนิ เหล้า (คาถามใช้คาว่า ด่ืม
สุรา ก็ควรจะใช้คาว่า ดื่มสุรา ซึ่งเป็นภาษาที่เป็นทางการกว่า คาว่า กินเหล้า ซ่ึงเป็นภาษาพูด)
เห็นเงาตะคุ่ม ๆ จึงเข้าใจว่าเป็นเสือปลาท่ีเที่ยวกัดชาวบ้านและสัตว์เล้ียงซ่ึงตามจริงแล้วคือนายแดง
แต่นายดาต้องการลองฝีมือโดยไม่ดูให้ดี จึงยิงไปถูกนายแดง ได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งนายดาไม่มี
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลท่ีจะฆ่าหรือทาร้ายนายแดง (ไม่ไดต้ อบว่าทาไมไม่มีเจตนา
แต่ก็ถือว่าถูกธง เหตุผลพอใช้ได้ ประเด็นนี้พอให้ได้ ๑.๕ จาก ๓ คะแนน) แต่การกระทาดังกล่าว
เกิดจากความประมาทของนายดา ซึ่งถ้าหากดูให้ดีแล้ว ก็จะไม่ยิง (ไม่มีหลักกฎหมายของการ
กระทาโดยประมาท ให้ ๑ คะแนนจาก ๒ คะแนน) และจะอ้างว่าเป็นการกระทาเพื่อป้องกันไม่ได้
เพราะการป้องกันจะตอ้ งเกิดจากเจตนาไดเ้ ท่านั้น แต่กรณนี ี้นายดาไม่ทราบว่านายแดงกาลงั ดักซุ่มยิง
ตนอยู่ จึงยิงสวนไป เพ่ือป้องกันตน ดังน้ัน นายดาจึงผิดฐานทาร้ายร่างกายนายแดงโดยประมาท
(กระทาโดยประมาทเปน็ เหตุใหน้ ายแดงไดร้ บั อันตรายแกก่ าย) (๑ คะแนน)
กรณีของนายแดง นายแดงต้องการฆ่านายดาจึงไปดักยิงนายดาที่บ้าน แต่เม่ือนายแดงเห็น
นายดาเล็งปืนมายงั ตน จงึ เข้าใจว่านาย แดง (ดา) จะยิงตนเพราะรู้วา่ ตนมาดักซุ่มยิงนายดา นายแดง
จึงยิงนายดาเพ่ือป้องกันตน (ไม่มีการกล่าวถึงหลักกฎหมายของการป้องกัน) ดังนี้นายแดงจะอ้าง
ป้องกันไม่ได้ เนื่องจากเหตุเกิดจากนายแดงที่ต้องการฆ่านายดา จึงมาดักซุ่มยิงนายดา ทาให้นายดา
เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเสือปลา แต่การท่ีนายแดงยิงนายดา นายแดงมีเจตนาประสงค์ต่อผลท่ีจะให้นาย
ดาตาย เม่ือนายแดงกระทาไปตลอดแล้วแต่การกระทาไม่บรรลุผลเน่ืองจากนายดาไม่ตาย ดังน้ัน
นายแดงจึงผิดฐานพยายามฆ่านายดาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (สองประเด็นน้ีให้ ๓ คะแนนจาก ๔
คะแนน รวมแต่ละประเด็นได้ ๖.๕ คะแนน การให้คะแนนจะไม่ให้เป็นเศษ ดูในภาพรวมแล้วให้
เพียง ๖ คะแนน)
96
ข้อ ๒๓ คาถาม นายเอกจ้างนายโทและนายตรีให้ฆ่านายจัตวา นายโทและนายตรีย่อง
ข้ึนเรือนนายจัตวาเพ่ือลงมือฆ่าและนายตรีจ้องปืนเล็งไปที่นายจัตวา ขณะนั้นนายจัตวากาลังด่ืมสุรา
และทาความสะอาดปนื อยู่ในบ้าน ขณะทีท่ าความสะอาดปืนนน้ั นิว้ ของนายจัตวาสอดเขา้ ไปล่ันไกปืน
โดยบังเอิญ ปืนล่ันถูกนายโทตายในที่เกิดเหตุทันที แล้วแฉลบไปถูกนายตรีจนบาดเจ็บ โดยที่นายตรี
ยงั ไม่ทนั ได้ลั่นไกปนื นายจัตวาตกใจจึงรบี พานายตรไี ปส่งโรงพยาบาลรกั ษาจนหาย
ให้วินจิ ฉัยความรบั ผิดทางอาญาของนายเอก นายตรี และนายจตั วา
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องพยายาม ผู้ใช้ ป้องกัน การกระทาโดยประมาท ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๔, ๖๘, ๕๙
ความรับผิดทางอาญาของนายตรีต่อนายจัตวา การท่ีนายตรีจ้องปืนเล็งไปที่นายจัตวา เป็น
การกระทาที่ผ่านพ้นข้ันตระเตรียมและเข้าสู่ข้ันลงมือกระทาผิดแล้ว เพราะการกระทาใกล้ชิด
ต่อผลคอื ความตายของนายจัตวาแล้ว เม่ือนายตรลี งมือกระทาความผิดแล้วแต่กระทาไปไม่ตลอด
นายตรีจึงต้องรับผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่านายจัตวาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยเจตนา และ
มีความผดิ ฐานรว่ มกนั บุกรุกดว้ ย
ความรับผิดทางอาญาของนายเอกต่อนายจัตวา เมื่อนายตรีไปกระทาความผิดตามท่ีใช้
นายเอกผู้ใช้ต้องรบั โทษเสมือนตัวการ คือรับผิดในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรอง
ไว้ก่อนโดยเจตนาและฐานรว่ มกันบุกรกุ
ความรบั ผิดทางอาญาของนายจัตวาต่อนายโทและนายตรี นายจัตวาทาความสะอาดปนื แล้ว
นิ้วของนายจัตวาสอดเขา้ ไปลั่นไกปืนโดยบงั เอญิ กระสุนลน่ั ถูกนายโทตายและนายตรีบาดเจ็บ แม้จะ
ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฆ่าผู้อื่น แต่ก็ไม่ได้เกิดจากการกระทาโดยประสงค์
ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของนายจัตวา นายจัตวาไม่มีเจตนากระทาความผิด นายจัตวาจึงไม่มี
ความผิดฐานฆ่านายโทโดยเจตนา และไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่านายตรี เพราะการกระทา
ของนายจัตวาขาดองค์ประกอบภายในของความผิดฐานดังกล่าว เม่ือไม่เป็นความผิดฐาน
พยายามฆา่ จึงไมต่ ้องพิจารณาประเดน็ เร่ืองการกลบั ใจแก้ไขไม่ให้เกิดผลในกรณีที่นายตรีไม่ถึงแก่
ความตาย
แต่การที่นายจัตวาดื่มสุราและทาความสะอาดปืน แล้วปนื ลั่นเป็นการกระทาโดยปราศจาก
ความระมัดระวัง ซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นน้ัน จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และนายจัตวาอาจ
ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เพราะปืนเป็นอาวุธร้ายแรงอาจเกิด
อันตรายได้ จึงเป็นการกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นายโทถึงแก่ความตาย และนายตรีได้รับ
อันตรายแก่กาย
แมน้ ายตรีจอ้ งปืนเล็งไปที่นายจัตวา จะเป็นภยนั ตรายซ่งึ เกิดจากการประทษุ ร้ายอันละเมิด
ต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึง แต่นายจัตวาไม่อาจอ้างปอ้ งกันตอ่ นายโทและนายตรี
ได้ เพราะการกระทาซึ่งจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จะต้องเป็นการกระทาผิดโดย
เจตนาและมีเจตนาพิเศษเพื่อป้องกัน เม่ือนายจัตวาไม่ได้กระทาโดยเจตนา แต่เป็นการกระทาโดย
97
ประมาทดงั ทว่ี ินจิ ฉยั มาแลว้ นายจัตวาจึงไมอ่ าจอ้างป้องกนั ได้
การกระทาของนายจัตวาเป็นการกระทากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบท
หนกั คือ ความผดิ ฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถงึ แก่ความตาย
ข้อ ๒๔ คาถาม นายดาเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางแดงมีบุตรด้วยกัน ๔ คน
ทั้งครอบครัวจะพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ส่วนนางแดงเปิดร้านอาหารอยู่ท่ีจังหวัดระยอง บางวัน
ก็จะค้างที่บริเวณห้องนอนช้ันบนของร้านอาหารท่ีจังหวัดระยอง เย็นวันหนึ่งนายเอกกับพวก
มารับประทานอาหารและด่ืมสุราที่ร้านของนางแดงต้ังแต่ ๑๒ นาฬิกา จนถึง ๑๘ นาฬิกา พวกของ
นายเอกกลับบ้านไป ส่วนนายเอกยังนั่งคุยอยู่กับนางแดงจนปิดร้านเวลา ๒๔ นาฬิกา แล้วทั้งคู่ก็ข้ึน
ไปบนห้องนอนช้ันบนของร้านอาหาร ต่อมาเวลา ๖ นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น นายดาขับรถจากจังหวัด
ชลบุรีเพื่อมาหาภริยาที่จังหวัดระยอง เม่ือมาถึงร้านอาหารนายดาเห็นรองเท้าของผู้ชายอยู่ท่ีบันได
นายดาจึงรีบว่ิงขึ้นไปที่ห้องนอนช้ันบนแล้วเคาะประตูพร้อมท้ังตะโกนเรียกให้เปิดประตู ครู่หนึ่งมี
เสียงเปิดประตู นายดารบี กระชากประตูห้องเปดิ ออกแล้วเข้าไป พบนายเอกซ่ึงสวมใส่เส้ือผ้านอนอยู่
บนเตียง นายดาจึงตรงเข้าไปหยิบปืนที่มีใบอนุญาตซ่ึงซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้ายิงไปที่นายเอก ๕ นัด
นายเอกตายคาที่บนเตียงน้ัน
ใหว้ ินจิ ฉัยว่า นายดามีความรับผดิ ทางอาญาหรือไม่ เพียงใด
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องป้องกัน บันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘,
๗๒
การที่นายดาใช้อาวุธปืนยิงนายเอก เป็นการกระทาที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฆ่า
ผู้อ่ืนโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ แม้นายเอกกับนางแดงภริยาของนายดา
จะอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนตามลาพังสองต่อสองเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขนาด
ท่ีจะเป็นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายซึ่งเป็นการกระทา
ต่อเกียรตยิ ศและช่ือเสียงของนายดาถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดสิทธิในการป้องกันได้ แต่การที่นายดา
พบเห็นเหตุการณ์โดยไมค่ าดคิดมาก่อน นายดาเกิดความโมโหหรือมอี ารมณ์โกรธ จึงยิงไปในขณะนั้น
ทันทีที่พบเห็น เป็นการถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทาต่อผู้ข่มเหง
ในขณะน้ัน เป็นการกระทาโดยเหตุบันดาลโทสะ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกาหนดไว้
สาหรบั ความผดิ น้นั เพียงใดกไ็ ด้ตามมาตรา ๗๒ (ฎีกาท่ี ๓๙๕๕/๒๕๔๗)
ขอ้ สังเกต ปัญหาเรื่อง "ผัวมีเมียน้อย" หรอื "เมียมีช"ู้ เป็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นมากในสังคมไทย การใช้
กาลังแก้ไขปัญหากันเองกม็ มี านานแล้ว กรณี "เมียมีชู้" ในกรณีที่เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
หากสามีจับได้คาหนังคาเขาว่าภริยามีชู้ แล้วสามีฆ่าภริยากับชายชู้ เคยมีคดีขึ้นสู่การพิจารณาของ
ศาลฎกี า ศาลฎีกาได้ตัดสินตามกฎหมายเกา่ ว่า การทาชขู้ องภริยาน้ันจะเป็นการสาเรจ็ รูปตอ้ งมีชายชู้
มาร่วมด้วย การที่ภริยามีชู้น้ันถือว่า เป็นการเส่ือมเสียเกียรติยศของสามีอย่างร้ายแรง ฉะน้ัน เม่ือ
98
ผู้เป็นสามีฆ่าภริยาและชายชู้ตายขณะร่วมประเวณีกัน จึงถือว่าเป็นการป้องกันเกียรติยศพอสมควร
แก่เหตุ (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๔๗๙) หากเป็นกรณีที่เห็นขณะมีเพศสัมพันธ์แต่ไม่ได้ลงมือฆ่าในท่ีเกิดเหตุ
ถือว่าเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จาเลยเห็นผู้ตายขณะมีเพศสัมพันธ์กับภริยา
จาเลยจึงเข้าไปชกต่อยต่อสู้กับผู้ตาย เมื่อจาเลยเพลี่ยงพล้า ภริยาจาเลยและผู้ตายรีบสวมใส่กางเกง
แล้วภริยาจาเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์และเรียกผู้ตายข้ึนรถ ผู้ตายก็รีบวิ่งไปนั่งซ้อนท้าย
รถจักรยานยนต์ท่ีภริยาจาเลยขับออกไป เช่นน้ีภยันตรายท่ีเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิด
ต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จาเลยว่ิงตามไปทันทีแล้วใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่า
เป็นการป้องกันสิทธิของตนได้ แต่เป็นการกระทาต่อเนื่องกระช้ันชิดกับเหตุการณ์ท่ีจาเลยเห็นผู้ตาย
มีเพศสัมพันธ์กับภริยาจาเลย ถือได้ว่าจาเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การท่ีจาเลยใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายในขณะน้ัน จึงเป็นการกระทาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาล
โทสะตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒ (ฎีกาท่ี ๕๔๘๖/๒๕๖๐ ฎ.๗๒๐) สาหรับคดี
ซึ่งไม่ได้พบขณะชายชู้และภริยาร่วมประเวณีกัน ศาลฎีกาตัดสินว่า การที่จาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย
เนื่องจากผู้ตายกับ น. ภริยาจาเลยอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนตามลาพังสองต่อสอง และจาเลย
พบเห็นเหตุการณ์โดยไม่คาดคิดมาก่อน จาเลยเกิดความโมโหหรือมีอารมณ์โกรธ จึงยิงไปในขณะน้ัน
ทันทีที่พบเห็น การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา
๖๘ แต่เป็นการกระทาโดยเหตุบันดาลโทสะตามมาตรา ๗๒ (ฎีกาท่ี ๓๙๕๕/๒๕๔๗) หากเป็นกรณี
ที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียน ตัดสินว่า จาเลยเห็นผู้ตายกาลังชาเราภริยาจาเลย
ในห้องนอน แม้ภริยาจาเลยจะมิใช่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็อยู่กินกันมา ๑๕ ปี และมีบุตร
ด้วยกัน ๖ คน จาเลยย่อมมีความรักและหวงแหน การที่จาเลยใช้มีดพับเล็กที่หามาได้ในทันที
แทงผตู้ าย ๒ ที ถือว่าจาเลยกระทาผิดโดยบันดาลโทสะ (ฎกี าที่ ๒๔๙/๒๕๑๕)
สาหรับคดีท่ี "ผัวมีเมียน้อย" มีคดีท่ีตัดสินว่า จาเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ต.
มีสิทธิป้องกันมิให้หญิงอ่ืนมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน แต่ขณะจาเลยพบโจทก์ร่วมนั้น
โจทก์ร่วมกาลังนอนหลับอยู่กับ ต. เท่าน้ัน มิได้กาลังร่วมประเวณีกัน ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตราย
ซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึง ท่ีจาเลยจะกระทา
เพ่ือป้องกันสิทธิของจาเลยได้ แต่การที่โจทก์ร่วมเข้าไปนอนหลับอยู่กับ ต. ที่เตียงนอนในฟาร์ม
เลี้ยงไก่ของสามีจาเลย นับได้ว่าเป็นการกระทาท่ีข่มเหงจิตใจของจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ
ไม่เป็นธรรม เมื่อจาเลยพบเห็นโดยบังเอิญ มิได้คาดคิดมาก่อนและไม่สามารถอดกล้ันโทสะไว้ได้
ใช้มีดฟันศีรษะโจทก์ร่วมไปในทันทีทันใด จึงเป็นการกระทาโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๗๒ (ฎกี าท่ี ๓๘๖๑/๒๕๔๗)
99
กฎหมายยกเว้นความผิด
ฎีกาท่ี ๑๗๓๙๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๒๐ บุตรของจาเลยถูกรุมทาร้าย การที่จาเลย
ไปหยิบอาวุธปืนจากรถยนต์มาเพื่อป้องกันบุตรของตน จึงเป็นเร่ืองปกติธรรมดาของผู้เป็นบิดาและ
เหตุที่กระสุนปืนล่ันก็เกิดจากแย่งอาวุธปืนระหว่างจาเลยกับโจทก์ร่วม อันสืบเนื่องมาจากจาเลยใช้
อาวุธปืนเพ่ือป้องกันบุตรของตนดังกล่าว มิได้เกิดจากความประมาทของจาเลย จาเลยเป็นสมาชิก
วิสามัญชมรมยิงปืนศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หากจาเลยประสงค์จะฆ่าโจทก์ร่วมย่อม
กระทาได้ เพราะมีความรู้ความถนัดในการใช้อาวุธปืน การจ้องปืนไปที่โจทก์รว่ มไม่น่าจะมีเจตนาฆ่า
เพียงแต่ต้องการยุติการท่ีบุตรของตนถูกทาร้าย การกระทาของจาเลยจึงเป็นการป้องกันตน
พอสมควรแกเ่ หตุ จงึ ไม่เป็นความผิด ทีศ่ าลอุทธรณ์ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ และมาตรา
๓๗๖ จึงไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาตัดสินว่าจาเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เพราะศาลอุทธรณ์ยกฟ้องฐาน
พยายามฆ่าและโจทก์ฎีกาขึ้นมา ที่ศาลฎีกาตัดสินตอ่ มาว่าเป็นการป้องกันนั้น เปน็ การวินิจฉัยว่าเป็น
การป้องกันในความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองตามมาตรา ๓๗๖ จาเลยจึงไม่มีความผิดตาม
มาตรา ๓๗๖ แต่ศาลฎีกาไม่ได้ตัดสินว่าเป็นการป้องกันในความผิดฐานพยายามฆ่าด้วย เพราะศาล
ฎกี าวินจิ ฉัยเฉพาะประเด็นที่ข้ึนมาสูก่ ารพจิ ารณาของศาลฎกี าเท่าน้นั คดนี ้ีอ่านแลว้ อาจสบั สนได้
หากฎีกาน้ีออกข้อสอบคงต้องตอบตามลาดับว่า การจ้องปืนไปที่โจทก์ร่วมน้ันจาเลยไม่มี
เจตนาฆ่า เพียงแต่ต้องการยุติการที่บุตรของตนถูกทาร้าย การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิด
ฐานพยายามฆ่าตามมาตรา ๒๘๘, ๘๐ และไม่เป็นการกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับ
อันตรายสาหัสตามมาตรา ๓๐๐ และแม้ว่าการกระทาของจาเลยครบองค์ประกอบความผิดฐาน
ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชนตามมาตรา ๓๗๖ แต่การท่ีจาเลยยิงปืนเพียง
ต้องการยุติการท่ีบุตรของตนถูกทาร้าย จึงเป็นการป้องกันตนหรือผู้อื่นพอสมควรแก่เหตุไม่เป็น
ความผดิ ตามมาตรา ๓๗๖
ฎีกาที่ ๗๑๒๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๗๐ ป.วิ.อ. บัญญัติอานาจและหน้าที่ของพนักงาน
สอบสวนในช้ันแจ้งข้อหาตามมาตรา ๑๓๔ กาหนดให้พนักงานสอบสวนต้องถามช่ือตัว ชื่อรอง ชื่อ
สกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิดของผู้ต้องหาเป็นประการแรก ต่อจากนั้นจึงแจ้ง
ให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทาที่ถูกกล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบรวมท้ัง
ให้โอกาสผู้ต้องหาท่ีจะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน ดังน้ัน เม่ือเริ่มทาการ
สอบสวนพนักงานสอบสวนจึงมีอานาจสอบถามข้อมูลเบ้ืองต้นเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหาและผู้ต้องหา
มีหนา้ ท่ใี ห้ข้อเท็จจริงเก่ยี วกบั ตนเอง ตามบทบัญญัติดงั กล่าวซง่ึ มสี ภาพบงั คับทางอาญาดังที่บัญญัติไว้
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๗ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้
ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ วรรคส่ี เพ่ือให้
การสอบสวนดาเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ส่วนการถามคาให้การผู้ต้องหาอันเป็น
อีกข้นั ตอนหนึง่ ซงึ่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ บัญญัติใหเ้ ปน็ หน้าทีพ่ นกั งานสอบสวนต้องแจ้งใหผ้ ูต้ อ้ งหา
100
ทราบถึงสิทธิท่ีจะให้การหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งสิทธิในการให้ทนายความหรือบุคคลท่ีผู้ต้องหาไว้วางใจ
เข้าฟังการสอบปากคา ซ่ึงเป็นขั้นตอนเมื่อผ่านการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ไม่อาจแปลความไปถึง
ขนาดใหส้ ิทธผิ ู้ตอ้ งหาท่จี ะปฏิเสธอานาจหนา้ ที่ของพนักงานสอบสวนเมอ่ื เร่ิมทาการสอบสวนดังกล่าว
ข้างตน้
จาเลยแจ้งความเท็จและแจ้งให้ร้อยตารวจโท ธ. พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จ
ลงในบันทึกคาให้การของจาเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อื่นว่าจาเลยเป็น ด.
ซ่ึงถึงแก่ความตายไปแล้ว หลังจากนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนเรียกตัวจาเลยไปสอบถามเน่ืองจาก
จาเลยผิดเง่ือนไขการคุมประพฤติตามคาพิพากษาของศาลชั้นต้น จาเลยแจ้งความเท็จและแสดง
บัตรประจาตัวประชาชนของ ด. เพื่อให้ร้อยตารวจโท ธ. หลงเช่ือว่าจาเลยเป็น ด. จึงไม่อาจถือได้ว่า
เป็นการให้การและใช้สิทธิในขั้นตอนการถามคาให้การที่จาเลยเป็นผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๓๔/๔ (๑) การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา
๓๖๗
ข้อสังเกต จุดที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเป็น “จุดตัด” ว่าเป็นความผิดหรือไม่ ถ้าเป็นข้อความ
ที่ให้ก่อนแจ้งข้อหา ผู้ต้องหามีหน้าที่ต้องบอกชื่อและท่ีอยู่ตามจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ ถ้าให้ชื่อ
และท่ีอยู่เท็จจะมีสภาพบังคับทางอาญาคือเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๗ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา
๓๖๗ หลังจากแจ้งข้อหาแล้ว ผู้ต้องหามีสิทธิให้การต่อไปซ่ึงผู้ต้องหามีสิทธิให้การอย่างไรก็ได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ ขอให้ดูฎีกาที่ ๒๙๘๗/๒๕๔๗ เป็นการให้การหลงั แจ้งขอ้ หา แม้จะเป็น
ความเท็จ แต่กไ็ ด้รบั ยกเวน้ ความผดิ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๓๔/๔
ฎีกาท่ี ๒๙๘๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๓๒ การท่ีจาเลยถูกเจ้าพนักงานตารวจจับกุมในข้อหา
มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ
โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วต่อมาจาเลยแสดงเครื่องหมายทะเบียนและนาสาเนาใบอนุญาตให้มีและ
ใชอ้ าวุธปืนไปแสดงต่อรอ้ ยตารวจโท ก. ซ่งึ เป็นผู้สอบสวนคดีนี้ การกระทาของจาเลยดังกล่าวเท่ากับ
จาเลยให้การปฏิเสธในฐานะท่ีจาเลยเป็นผู้ต้องหา ซ่ึงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๓๔ ใหส้ ทิ ธิแก่ผู้ต้องหาทจ่ี ะให้การรับหรอื ปฏิเสธก็ได้ เมื่อกฎหมายให้สิทธแิ ก่จาเลยในฐานะ
ผู้ต้องหาไว้เช่นนี้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าเคร่ืองหมายทะเบียนและสาเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน
ที่จาเลยนามาแสดงต่อร้อยตารวจโท ก. จะเป็นเอกสารอันเกิดจากการกระทาความผิดฐานปลอม
เอกสารราชการก็ตาม ก็จะเอาความผิดแก่จาเลยฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทา
ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการไม่ได้
หมายเหตุ (โดยศาสตราจารย์พรเพชร วิชิตชลชัย จากหนงั สือคาพิพากษาศาลฎกี า พ.ศ. ๒๕๔๗ เล่ม
๘หน้า๓๒ของสานักงานศาลยุติธรรม) คาพิพากษาฎีกาฉบับนี้นาหลักกฎหมายวิธีสบัญญัติเรื่อง
สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาที่จะให้การต่อพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๓๔ มาเป็นข้อวินิจฉัยว่าการกระทาของจาเลยท่ีนาเอกสารปลอมมาใช้แสดง
ต่อเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ ประกอบมาตรา ๒๖๘