The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

401

กระทาผิดและลงโทษว่ากล่าวตักเตือน จาเลยจึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์
ร่วมไดร้ บั อันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๓๑๐

ฎีกาที่ ๑๐๖๐๖/๒๕๕๖ ฎ. ๒๗๖๘ อาคารพิพาทยังมีทางเข้าออกนอกจากประตูด้านหน้า
อาคารพพิ าทอีก ๒ ทาง แม้จาเลยนาโซแ่ ละกุญแจมาคลอ้ งประตูด้านหนา้ อาคารพิพาท แต่โจทกร์ ว่ ม
ยงั มีทางเข้าออกอาคารพิพาทได้ เป็นแต่เพียงไม่สะดวกเท่ากับการเข้าออกทางประตูด้านหน้าอาคาร
พิพาท การกระทาของจาเลยจึงไม่ทาให้โจทก์ร่วมไม่สามารถออกจากอาคารพิพาทได้หรือจาต้อง
อยู่ในอาคารพิพาท อันเป็นการหน่วงเหน่ียวกักขังโจทก์ร่วม จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายาม
หนว่ งเหนี่ยวกักขังตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๐

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๑๒

ฎีกาที่ ๑๕๑๘๙/๒๕๕๖ ฎ. ๒๙๖๔ จาเลยใช้งานโจทก์ร่วมซ่ึงเป็นเด็กหญิงอายุ ๑๔ ปีเศษ
ทางานเป็นคนรับใช้ในบ้านของจาเลยเกินกว่าความสามารถและสภาพร่างกายในวัยของโจทก์ร่วม
อีกท้ังไม่ได้จัดอาหารให้โจทก์ร่วมได้รับประทานอย่างเพียงพอ ไม่จ่ายค่าตอบแทนให้เหมาะสมแก่
สภาพการจ้างแรงงาน จนกระท่ังพนักงานแรงงานต้องมีคาสั่งให้จาเลยจ่ายค่าจ้างแรงงานเพิ่มอีก
ทง้ั ไม่มีกาหนดเวลาในการจ่ายค่าตอบแทนเป็นท่ีแน่นอน รวมท้ังจากัดสิทธิเสรีภาพและความเป็นอยู่
ของโจทก์ร่วมเพ่ือให้ทางานอย่างหนักตามความพอใจของจาเลย ประการสาคัญคือจาเลยทาร้าย
ร่างกายโจทก์ร่วมด้วยวิธีการทารุณโหดร้ายโดยอ้างว่าเป็นการลงโทษเพื่อให้โจทก์ร่วมทางานเร็ วขึ้น
กว่าเดิม ซึ่งจาเลยไม่มีสิทธิที่จะกระทาเช่นน้ันได้ และเมื่อเกิดบาดแผลจาเลยมิได้ให้การรักษา
พยาบาลแก่โจทก์ร่วมตามสมควร การกระทาของจาเลยจึงมีลักษณะเป็นการกระทาเพ่ือจะเอาคน
ลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส จึงเป็นความผิดฐานรับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพ่ือจะเอาคนลงเป็น
ทาสหรอื ให้มฐี านะคล้ายทาสตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๒ และเป็นการกระทาต่อโจทกร์ ่วมซงึ่ เป็นเด็กอายุ
ยังไม่เกนิ ๑๕ ปี เปน็ เหตุให้โจทกร์ ว่ มได้รบั อันตรายสาหสั ตามมาตรา ๓๑๒ ทวิ วรรคสอง (๒)

จาเลยทารา้ ยร่างกายโจทกร์ ว่ มจนเป็นเหตุใหเ้ กดิ อันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา
๒๙๕ รวม ๗ คร้ัง และทาร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยกระทาทารุณโหดร้ายจนเป็นเหตุให้รับอันตราย
สาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๘ ประกอบมาตรา ๒๙๗ (๘) เป็นการกระทาต่อเนื่องโดยเจตนาแท้จริง
เพือ่ เอาคนลงเป็นทาสหรือให้มฐี านะคล้ายทาสเป็นสาคัญ จึงเป็นความผดิ กรรมเดียวกับความผดิ ฐาน
รบั บุคคลหน่งึ บุคคลใดเพ่ือจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาสและเป็นการกระทาตอ่ โจทก์
ร่วมซ่ึงเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและได้รับ
อนั ตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๒ ทวิ วรรคสอง (๑) (๒)

402

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๓๑๓

ฎีกาที่ ๓๗๐๑/๒๕๕๘ ฎ.๒๕๕ จาเลยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตารวจตรวจปัสสาวะของ
ผู้เสียหายที่ ๑ แล้วพาผู้เสียหายท่ี ๑ ไปกักขังไว้ในห้องท่ีสถานีตารวจระหว่างน้ันจาเลยขอเงิน
จากผู้เสียหายที่ ๒ เพื่อจะได้ไม่ดาเนินคดีแก่ผู้เสียหายที่ ๑ แสดงว่าจาเลยมีเจตนากระทาผิดและ
มีเจตนาเพ่ือให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ในการเอาตัวผู้เสียหายท่ี ๑ ไปโดยใช้อุบายหลอกลวง ใช้อานาจครอบงา
ผิดคลองธรรมและข่มขืนใจผู้เสียหายท้ังสองกับหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายท่ี ๑ การกระทาของ
จาเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๓ (๒) (๓) แล้ว โดยไม่ต้องคานึงว่า
ผู้เสียหายที่ ๑ จะอยู่ในอานาจควบคุมตัวของเจ้าพนักงานตารวจท่ีแท้จริงหรือไม่ และจาเลยยังผิด
มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก, ๓๐๙ วรรคแรก, ๓๑๐ วรรคแรก และมาตรา ๓๓๗ วรรคแรก อีกด้วย

ฎีกาที่ ๑๕๕๑๘/๒๕๕๗ จาเลยกับพวกร่วมกันกระชากตัวโจทก์ร่วมลงจากรถแท็กซ่ีและ
รมุ ทารา้ ยโจทกร์ ่วม แลว้ นาตัวโจทกร์ ่วมข้ึนรถกระบะแลน่ ออกไปยังบอ่ ปลาแห่งหน่ึงโดยระหว่างทอ่ี ยู่
ในรถกระบะจาเลยกับพวกทาร้ายร่างกายโจทก์ร่วมตลอดทางโดยใช้ขวดเบียร์และท่อนเหล็กเป็น
อาวุธ และจาเลยได้ล้วงเงนิ ๑๐,๐๐๐ บาท ของโจทกร์ ่วมไป เม่ือจาเลยกระทาความผิดโดยมอี าวุธใน
เวลากลางคนื และใช้ยานพาหนะ การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๓๕ (๑) (๗), ๓๔๐ ตรี

การทีจ่ าเลยและ น. เรียกร้องเงนิ ๒๓,๐๐๐ บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวโจทก์รว่ ม
โดยจาเลยเช่ือว่าโจทกร์ ่วมโกงเงิน น. ย่อมเป็นเพียงความเช่อื ของจาเลย หาเปน็ เหตุใหโ้ จทกร์ ่วมเป็น
หน้ี น. ไม่ ดังน้ัน เงินจานวน ๒๓,๐๐๐ บาท ที่จาเลยเรียกร้องเพ่ือแลกกับการปล่อยตัวโจทก์ร่วม
จึงเปน็ ค่าไถ่ การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผดิ ต่อเสรภี าพตามมาตรา ๓๑๓ วรรคแรก

เนื่องจากจาเลยจัดให้โจทก์ร่วมได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโดยโจทก์ร่วมมิได้รับ
อันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงลงโทษน้อยกว่าท่ีกฎหมาย
กาหนดไว้ไมน่ ้อยกว่ากึ่งหนง่ึ ตามมาตรา ๓๑๖

ฎกี าที่ ๙๐๔๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐๐ จาเลยและผเู้ สียหายรู้จักคุ้นเคยกันมานาน จาเลย
เคยเลี้ยงดูบุตรคนอื่นของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุมาแล้ว ๒ คน การท่ีจาเลยพาเด็กหญิง ฟ. ไปจาก
ผูเ้ สียหายตั้งแตว่ นั ที่ ๘ มถิ ุนายน ๒๕๔๙ ในวันดงั กล่าวจาเลยและผเู้ สียหายได้พูดคุยกนั ทางโทรศัพท์
จาเลยก็ไม่ได้เรียกร้องทองคาและเงินจาก อ. ในทันที จาเลยพึ่งจะโทรศัพท์ถึง ต. น้องสาวผู้เสียหาย
ในวันที่ ๑๑ มิถนุ ายน ๒๕๔๙ และมกี ารพูดคุยให้ผู้เสยี หายนาทองคาหนัก ๕ บาท และให้ อ. นาเงิน
จานวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไปมอบให้แก่จาเลย จึงน่าเชื่อว่าการท่ีจาเลยพาเด็กหญิง ฟ. ไปจาก
ผู้เสียหาย จาเลยมิได้มีเจตนาท่ีจะเรียกร้องเอาทองคาและเงินจานวนดังกล่าวจากผู้เสียหายและ อ.
เพ่ือเป็นค่าไถ่มาตั้งแต่แรก การที่จาเลยโทรศัพท์ถึง ต. น้องสาวผู้เสียหายในวันท่ี ๑๑ มิถุนายน
๒๕๔๙ และมีการเรียกร้องเอาทองคาจากผู้เสียหายและเงินจาก อ. ก็ได้ความว่าเป็นการเรียกร้อง
เอาทองคาเท่ากับจานวนท่ีจาเลยมอบทองคาให้ผู้เสียหายไปจานา ส่วนจานวนเงนิ ท่ีจาเลยเรียกร้อง
จาก อ. นัน้ แม้จะเป็นจานวนทีเ่ กินกว่าท่ีจาเลยอา้ งว่า อ. เป็นหนี้จาเลย แต่ก็ได้ความว่าเงนิ ดังกล่าว

403

เป็นเงินค่าท่ีดินท่ี อ. จะต้องคืนให้แก่จาเลย โดยจาเลยให้การด้วยว่าจาเลยได้ลงทุนปรับท่ีดินท่ีซ้ือ
จาก อ. และใช้เงินไปมากแล้ว ท้ังข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่า อ. เป็นญาติหรือมีส่วนเก่ียวข้องกับ
ผู้เสียหายหรือเด็กหญิง ฟ. ท่ีจาเลยจะใช้เป็นเง่อื นไขในการเรียกร้องเงินจาก อ. จึงน่าเช่ือว่าจาเลยมี
เจตนาทีจ่ ะเรียกร้องเอาทองคาและเงินท่ีจาเลยเชอ่ื วา่ จาเลยควรจะได้ ดังน้ัน ทองคาและเงินท่ีจาเลย
เรียกร้องจากผู้เสียหายและ อ. ดงั กล่าวจึงมิใช่ค่าไถ่ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๑๓) การกระทาของจาเลย
จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๓ แต่การที่จาเลยพาเด็กหญิง ฟ. ซึ่งมีอายุเพียง ๑ ปีเศษ ไป
จากผู้เสียหายและไม่ยอมคืนให้แก่ผู้เสียหายดังกล่าว เป็นการหน่วงเหนี่ยวเด็กหญิง ฟ. อันเป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานเรียกค่าไถ่ตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๓ (๓) วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๗๑๙๔-๗๑๙๕/๒๕๕๗ การท่ีจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ และท่ี ๖ ร่วมกันพาผู้เสียหายที่ ๑
ไปท่ีห้องพักเกดิ เหตกุ ็เพื่อให้ผู้เสียหายที่ ๑ ชาระหนี้ที่กู้ยืมไปจากกลุ่มของจาเลยทั้งหกให้แก่จาเลยท่ี
๑ ประโยชน์ท่ีจาเลยที่ ๑ เรียกร้องให้ผู้เสียหายท่ี ๑ ชาระหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าไถ่ตามความหมาย
ในบทนิยามคาว่า "ค่าไถ่" ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๑๓) การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ และที่ ๖
จึงไมเ่ ป็นความผดิ ฐานเพือ่ ใหไ้ ดม้ าซ่ึงค่าไถ่ โดยการหนว่ งเหนย่ี วหรือกกั ขังบุคคลใด

ฎีกาที่ ๔๕๓๒/๒๕๖๑ (ประชุมใหญ่) ฎ.๑๓๕๐ การที่จาเลยทั้งสามกับพวกนาผู้ตายไป
กักขังเพื่อเรียกค่าไถ่แล้วพวกของจาเลยได้ฆ่าผู้ตาย ถือได้ว่าการตายของผู้ตายเป็นผลมาจากการที่
จาเลยท้ังสามกับพวกนาผู้ตายไปเพ่ือเรียกค่าไถ่ การกระทาของจาเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๓ วรรคทา้ ย แม้จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ไมม่ สี ว่ นร่วมในการฆา่ ผตู้ ายกต็ าม
ข้อสังเกต ความผิดฐานนาผู้อื่นไปกักขังเพ่ือเรียกค่าไถ่ จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทาถึงแก่ความตาย
เป็นความผิดที่ผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักข้ึนตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๖๓ เมื่อจาเลยบางคนก่อให้เกิดผลโดยการฆ่าผู้ตาย เมื่อเป็นทั้งผลโดยตรงและผลธรรมดา
ตามมาตรา ๖๓ แมจ้ าเลยอื่นไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตาย จาเลยทุกคนต้องรับผิดในผลคือความตาย
ของผถู้ ูกกะทา

404

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๒๖
การใส่ความต้องเป็นการยนื ยนั ข้อเท็จจรงิ

ฎีกาท่ี ๑๐๑๘๙/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๔๐ ถ้อยคาท่ีจาเลยกล่าวว่า "โจทก์ร่วมเป็นบุคคล
วกิ ลจริตไม่สามารถทางานได้ เป็นคนบ้าเหมือนหมาบ้า" น้นั เป็นถ้อยคาท่ีเล่อื นลอยไมเ่ ป็นการยืนยัน
ข้อเท็จจริงซึ่งเม่ือฟังประกอบข้อความตอนท้ายที่ว่า "และยังได้นาใบ ร.บ. (ระเบียบการศึกษา)
ไปจาหน่ายให้กับนกั เรียนด้วย" แล้ว ยิง่ แสดงให้เห็นว่าจาเลยมิได้มงุ่ หวังให้บคุ คลอื่นเชือ่ ว่าโจทกร์ ่วม
เป็นบุคคลวิกลจริต ถ้อยคาดังกล่าวจึงไม่ทาให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง
จาเลยไมม่ คี วามผดิ ฐานหมิ่นประมาท

ตอ้ งยนื ยนั จนบุคคลท่ีสามร้ไู ดแ้ น่นอนวา่ เป็นใคร

ฎีกาที่ ๕๙๑๘/๒๕๕๗ ฎ.๑๕๙๓ การใสค่ วามผอู้ ่ืนตอ่ บคุ คลที่สาม โดยประการทีน่ า่ จะทาให้
ผู้อ่ืนน้ันเสียชื่อเสียง ถูกดูหม่ิน หรือถูกเกลียดชัง อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ.
มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘ น้ัน จะต้องได้ความว่า การใส่ความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูก
ใส่ความเป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึงผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรง การใส่ความ
น้ันก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ไม่มี
ตอนใดระบุว่าเป็นโจทก์ร่วม หรือทาให้เข้าใจว่าหมายถึงโจทก์ร่วม ประกอบกับพลตารวจตรี พ.
พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอ่านหนังสือพิมพ์แล้ว ขณะน้ันยังไม่เข้าใจว่าเป็นการกล่าวหาใคร การท่ี
โจทก์นาข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวัน ฉบับลงวันท่ี ๔, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๗, ๑๙, ๒๐ และ
๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ มารวมเข้าด้วยกันแล้วสรุปว่าเป็นการหม่ินประมาทโจทก์ร่วมนั้น ก็เป็นเพียง
ความเขา้ ใจของโจทก์ร่วมเทา่ น้ัน หาใช่เปน็ ความเข้าใจของบุคคลท่ัวไปไม่ บุคคลท่ัวไปที่อ่านข้อความ
ย่อมไมท่ ราบหรือเข้าใจได้วา่ ข้อความที่โจทกแ์ ละโจทก์รว่ มอ้างมานั้นหมายความถึงผใู้ ด และเป็นเร่อื ง
จริงตามท่ีลงพิมพ์หรือไม่ หากต้องการรู้ความหมายว่าเป็นผู้ใดก็ต้องไปสืบเสาะหาเพ่ิมเติม ทั้งไม่แน่
ว่าหลังจากสืบเสาะค้นหาเพ่ิมเติมแล้วจะเป็นตัวโจทก์ร่วมจริงหรือไม่ และในกรณีท่ีทาการสืบเสาะ
ค้นหาแล้วจึงทราบว่าหมายความถึงโจทก์ร่วมก็เป็นการทราบจากการที่บุคคลนั้นได้สืบเสาะค้นหา
ข้อเท็จจริงมาเองในภายหลัง หาได้ทราบโดยอาศัยข้อความท่ีลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ตามคาฟ้องไม่
เม่ือโจทก์ร่วมยึดถือความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นสาคัญท้ัง ๆ ที่บุคคลทั่วไปมิได้มีการรับรู้หรือ
เข้าใจในข้อความน้ันว่าเป็นตัวโจทก์ร่วม การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม
ตามฟ้อง

405

โดยประการทนี่ ่าจะทาใหผ้ นู้ ั้นเสยี ชื่อเสยี ง ถูกดูหมนิ่ หรอื ถกู เกลียดชัง

ฎีกาท่ี ๙๖๒๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๑๖๐ จาเลยพูดผ่านเคร่ืองกระจายเสียงในรถยนต์
กระบะประกาศแก่ประชาชนในเขตหมู่บ้านวังธงว่า “เป็นผู้ใหญ่บ้านมาหลายสมัยแล้ว ไม่มีผลงาน
ไม่มีปัญญาติดไฟกิ่งในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนอย่างไร ไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนา
เปรียบเทียบกับชุด อบต. เป็นได้ไม่กี่ปีก็มีไฟกิ่งใช้ ผู้ใหญ่บ้านไม่ให้ความร่วมมือ อบต.” คากล่าวนี้
แม้จะมิได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงชื่อของผู้เสียหาย แต่ผู้ท่ีได้ยินย่อมเข้าใจได้ว่าหมายถึงผู้เสียหาย ซึ่ง
ขณะนั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ ตาบลวังธงนั่นเอง โดยเป็นคาเสียดสีผู้เสียหายว่า เป็นผู้ใหญ่บ้าน
หลายสมัยแล้วไม่มีผลงาน ไม่สามารถติดไฟสาธารณะในหมู่บ้าน คากล่าวนี้ไม่ถึงข้ันที่ทาให้ผู้ท่ีได้รับ
ฟังเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดีหรือคดโกง หรือน่าจะทาให้ผู้เสียหายเสียช่ือเสียง ถูกดูหม่ิน หรือ
ถูกเกลียดชังแต่อย่างใด เป็นการแสดงความคิดเห็นติชมการทางานของผู้เสียหายผู้ปกครองท้องถิ่น
ทีม่ าจากการเลือกต้งั อนั เปน็ วสิ ยั ของประชาชนยอ่ มกระทา จึงไมเ่ ป็นหมนิ่ ประมาท

ฎีกาที่ ๘๖๑๑/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๙ การที่จาเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่าจาเลยเห็น
โจทก์ร่วมหยิบเอาเศษสร้อยคอทองคาของจาเลยไป และได้แจ้งความแก่พนักงานสอบสวนให้
ดาเนินคดีโจทก์ร่วมในขอ้ หาลักทรพั ย์ซ่ึงเป็นข้อความอนั เป็นเท็จ โดยจาเลยรู้ดีวา่ มิไดม้ ีการกระทาผิด
ในข้อหาลักทรัพย์เกิดข้ึน แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าวว่าได้มีการกระทาผิด
ขอ้ หาลักทรัพย์อันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มคี วามผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้นเพ่อื ให้
โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ.
มาตรา ๑๓๗, ๑๗๔ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๗๓ นอกจากนี้ จาเลยยังมีเจตนาแจ้งความเพ่ือให้
พนักงานสอบสวนดาเนินคดีแก่โจทก์ร่วม อันเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามเพ่ือให้
โจทก์รว่ มถกู ดูหม่ินเกลยี ดชังและเสยี ช่อื เสียง จงึ เปน็ การหมนิ่ ประมาทโจทก์ร่วมอกี ดว้ ย

ฎีกาที่ ๕๑๗๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๕๔ จาเลยมคี วามสัมพันธฉ์ ันชู้สาวกับโจทก์รว่ มและเคย
มีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน เพียงแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์
ระหว่างจาเลยกับโจทก์รว่ มในลักษณะดังกล่าวกไ็ ม่ทาให้จาเลยมสี ิทธิทจ่ี ะกลา่ วประจานโจทก์รว่ มแก่
บคุ คลท่ีสามด้วยถ้อยคาว่า ไม่รู้จกั โจทกร์ ่วม แตโ่ จทก์ร่วมมาน่ังเฝ้าจาเลยท่ีห้องทกุ คืน จนจาเลยต้อง
ไปนอนท่ีอ่ืนและมาเฝ้าตั้งแต่เช้า มาเฝ้าถึงที่ทางานของจาเลยโดยอ้างว่าเป็นภริยาจาเลย และโจทก์
ร่วมมาคอยตามตื๊อจาเลยตลอดเวลา อันเป็นถ้อยคาที่ทาให้บคุ คลท่ีสามเข้าใจว่าโจทก์รว่ มเป็นผู้หญิง
ไม่ดีคอยตามต๊ือจาเลยซ่ึงเป็นผู้ชายตลอดเวลา และแอบอ้างเป็นภริยาของจาเลยแม้คาว่า "ใส่ความ"
ต า ม ที่ บั ญ ญั ติ ใน ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ห มิ่ น ป ร ะ ม า ท น้ั น ป ร ะ ม ว ล ก ฎ ห ม า ย อ า ญ า ไม่ ได้ นิ ย า ม ศั พ ท์ ว่ า
มีความหมายอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายไว้ว่า หมายถึงการพูดหา
เหตุร้าย กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เม่ือการกล่าวถ้อยคาดังกล่าวของจาเลยเป็น
การกล่าวที่ทาให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ถ้อยคาที่จาเลยกล่าวจึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วม
และการกล่าวถ้อยคาดังกล่าวน้ันเห็นได้ชัดว่าจาเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอาย
อันเป็นการทาลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วมและทาให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ทั้งเป็นการ

406

ใส่ความในเร่ืองส่วนตัว ไม่มีลักษณะไปในทานองแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อ
ความชอบธรรม ปอ้ งกนั ตนหรือป้องกันส่วนได้เสยี เก่ยี วกับตนตามคลองธรรม

การหม่นิ ประมาทต้องมีเจตนา

ฎกี าท่ี ๑๑๙๙/๒๕๕๗ ฎ.๓๕๓ โจทก์และจาเลยทะเลาะโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องเงินที่โจทก์
ยืมจากจาเลยดว้ ยความโกรธต่างคนตา่ งวา่ ซึ่งกนั และกนั คาว่า มึงโกงกู เป็นคาโต้ตอบโจทก์เน่อื งจาก
จาเลยไม่เช่ือว่าโจทก์ได้ชาระหน้ีให้จาเลยแล้วโดยการโอนเงินผ่านธนาคาร ดังนี้ จะถือว่าจาเลย
เจตนาใส่ความโจทก์อันจะเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานหม่ินประมาทไม่ได้ จาเลยไม่มีความผิดฐาน
หม่ินประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ โดยไม่จาต้องพิจารณาว่าการกระทาของจาเลยเป็นการแสดง
ความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพ่ือความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเก่ียวกับ
ตนตามคลองธรรมตามมาตรา ๓๒๙ (๑) หรือไม่

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๒๘

ฎีกาที่ ๔๙๙๘/๒๕๕๘ การนาหนังสือพิมพ์ไปแจกโดยทราบว่ามีเนื้อหาข้อความ
หมิ่นประมาทโจทก์ถือได้วา่ เป็นการกระจายขา่ วไปสูส่ าธารณชนหรอื ประชาชนท่ัวไปแลว้ จึงเป็นการ
กระทาความผิดฐานหมนิ่ ประมาทโดยการโฆษณา

ฎกี าที่ ๗๗๘๘/๒๕๕๒ ฎ.๒๑๓๐ การหม่ินประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘
ผู้กระทาต้องเผยแพร่ข้อความอันเป็นการหม่ินประมาทออกไปยังสาธารณชนหรือประชาชนท่ัวไป
การท่ีจาเลยส่งหนังสือถึง อ. และบุคคลอ่ืน ๆ ท่ีเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการบ้านสวนริมทะเลของ
จาเลยเท่าน้ัน มีลักษณะเป็นเพียงการแจ้งหรือไขข่าวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลซ่ึงเป็นเจ้าของที่ดินใน
โครงการดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ ยังไม่ถึงกับเป็นการกระจายข่าวไปสู่สาธารณชนหรือประชาชน
ทวั่ ไป จึงไม่มคี วามผดิ ตามมาตรา ๓๒๘

ฎีกาที่ ๔๒๙๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๑๒ จาเลยท่ี ๑ ทาหนังสือร้องเรียนซึ่งมีข้อความ
หมิ่นประมาท น. ย่ืนต่อนายอาเภอคอนสารโดยเฉพาะเจาะจง ไม่เป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร
เพราะหนังสือร้องเรียนดังกล่าวย่ืนต่อนายอาเภอคอนสารซึ่งเป็นบุคคลที่สามเพียงคนเดียวเท่านั้น
จาเลยท่ี ๑ ไม่มีเจตนาใส่ความโดยโฆษณาให้บุคคลอื่นท่ัวไปทราบนอกจากนายอาเภอคอนสาร
จงึ ไม่เป็นการหมนิ่ ประมาทโดยการโฆษณา

407

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๒๙

ฎกี าที่ ๓๐๕๗/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๒๐ ผูก้ ระทาความผิดฐานหม่นิ ประมาทนนั้ กระทาโดย
ใส่ความ คือ บอกกล่าวพฤติการณ์อันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดข้ึนแล้วหรือกาลังเกิดขึ้นอยู่เป็นการยืนยัน
ข้อเท็จจริง เช่น ความประพฤติเส่ือมเสียในทางประเวณีประพฤติชั่วหรือทุจริตในหน้าท่ีการงานหรือ
ฐานะการเงินที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเท็จก็ตาม เป็นการกระทาหาเหตุร้าย
หรือกล่าวหาเร่ืองร้ายผู้อ่ืนต่อบุคคลท่ีสามให้ได้รับความเสียหาย จาเลยทาหนังสือถึงผู้อานวยการ
โรงเรียน อ. และผู้อานวยการสานักเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศกึ ษาเขต ๒๐ อันเป็นบคุ คลท่ีสาม ด้วย
ขอ้ ความว่า จากการตรวจสอบจึงเป็นการยืนยันว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติในการทาหน้าท่ีเพราะประวัติ
เคยมีพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมประพฤติช่ัวอย่างร้ายแรง กรณีกระทาชาเรา (ข่มขืน) นักเรียนหญิง
โรงเรียนมีช่ือแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานีซ่ึงเป็นข่าวโด่งดังไปท่ัว ศาลช้ันต้นมีคาพิพากษาจาคุกโจทก์
เปน็ เวลา ๕ ปี ขณะน้ีเรอื่ งอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกา ซ่งึ เป็นความเท็จ ทาให้ผู้อ่นื เขา้ ใจวา่ โจทก์
ข่มขืนกระทาชาเรานักเรียนหญิงและถูกจาคุก ๕ ปีจริง เป็นการกระทาหาเหตุร้ายกล่าวหาเร่ืองร้าย
ใหโ้ จทก์ได้รับความเสยี หาย แม้จาเลยจะอ้างวา่ เป็นข้อมลู ทค่ี ลาดเคลอ่ื นก็ตาม การกระทาของจาเลย
เปน็ หม่นิ ประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖

ที่จาเลยอ้างว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยรู้ข้อมูลมาจากคนอื่นนั้น เมื่อจาเลยเคยเป็น
ผู้ฟ้องร้องคดีในศาลช้ันต้นมาก่อนแล้ว การร้องเรียนต่อราชการในเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ หากจาเลย
กระทาโดยสุจริต จาเลยต้องตรวจสอบข้อมูลจากศาลชั้นต้นซ่ึงกระทาได้ไม่ยากแล้วจึงนาข้อมูล
มาพิจารณาต่อไปว่า จาเลยสมควรกระทาการอย่างไรต่อไป หากมีความหวังดีต่อโรงเรียนดังที่กล่าว
อ้างจริง แต่จาเลยซ่ึงมีมูลเหตุกับโจทก์ดังปรากฏตามท่ีจาเลยฟ้องคดีโจทก์ว่าจงใจกลั่นแกล้งจาเลย
มาก่อน จึงด่วนทาหนังสือร้องเรียนโจทก์ เช่นน้ี จึงรับฟังไม่ได้ว่ากระทาโดยสุจริต ดังนั้น จาเลย
จะอ้างว่าจาเลยแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็น
วิสัยของประชาชนย่อมกระทาตามมาตรา ๓๒๙ ( ๓) ว่าจาเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ได้

ฎีกาท่ี ๒๐๕๒/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๙ จาเลยที่ ๑ ระบุเหตุเลิกจ้างไปตามท่ีเห็นว่าโจทก์
ฝ่าฝืนข้อบังคับเก่ียวกับการทางานและบกพร่องต่อหน้าที่ ซ่ึงเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง
แรงงานฯ มาตรา ๑๑๙ วรรคท้าย และท่ีจาเลยท่ี ๒ ให้จาเลยที่ ๓ ส่งหนังสือเลิกจ้างทางจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์เพ่ือให้ทราบทั่วกันว่าจาเลยท่ี ๑ เลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุใด ไม่ได้กล่ันแกล้งโจทก์
อันเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพ่ือความชอบธรรม เป็นการติชมด้วยความ
เป็นธรรมตามวิสัยของนายจา้ ง การกระทาของจาเลยท่ี ๑ รวมทงั้ จาเลยท่ี ๓ ในฐานะผ้รู ับมอบหมาย
จากนายจา้ งย่อมไม่เป็นความผิดฐานหม่ินประมาทโดยการโฆษณาดว้ ยเอกสาร

ฎีกาท่ี ๑๒๗๙/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๔ น.๗ จาเลยที่ ๑ ทาหนังสือร้องเรียนต่อเจ้าอาวาสวัด
ยานนาวา ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ กล่าวหาว่าโจทก์มีพฤติกรรมในการเสพเมถุนกับจาเลยท่ี ๑ ซึ่ง
เป็นหญิงมีสามี จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จึงลงลายมือช่ือเป็นพยานในหนังสือร้องเรียน การกระทา
ดังกล่าวของจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ แม้ข้อความในหนังสือร้องเรียนนั้นจะมีลักษณะน่าจะทาให้โจทก์

408

เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง แต่การกระทาของจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ มีเหตุให้เชื่อ
จึงถือได้ว่าจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ แสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความโดยสุจริต เพ่ือความชอบธรรม
ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ จึงไม่มีความผิด
ฐานหม่ินประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๙ (๑)

ฎีกาที่ ๒๘๑๓/๒๕๕๙ การเปิดบ่อนท่ีมีเจ้าพนักงานตารวจช้ันผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
มิใช่เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ประชาชนโดยทั่วไปประสงค์จะทราบเท่านั้น เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ท่ัวไปว่า
การพนันเป็นการมอมเมาประชาชนให้หลงในอบายมุข ก่อให้เกิดการกระทาความผิดอ่ืนตามมาเป็น
ลูกโซ่ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หากนายตารวจช้ันผู้ใหญ่
ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลปราบปรามอาชญากรรมกลับมากระทาความผิดเสียเอง นอกจากจะนามาซึ่ง
ความเสื่อมศรัทธาต่อวงการราชการตารวจแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการปราบปรามอาชญากรรม
อีกด้วย ที่จาเลยทั้งสองสัมภาษณ์ พล.ต.อ. ส. ประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดาซ่ึงมีหน้าที่
โดยตรง ก็เพอื่ ทาใหข้ อ้ เทจ็ จริงทถ่ี กู ต้องปรากฏ ไม่ปรากฏวา่ จาเลยทัง้ สองมสี าเหตุโกรธเคืองกับโจทก์
มาก่อน เช่ือว่าจาเลยทั้งสองกระทาไปโดยสุจริต เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซ่ึงบุคคลหรือส่ิงใด
อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทา แม้จะมีข้อความหมิ่นประมาท การกระทาน้ันย่อมไม่เป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๙ (๓)

ฎกี าที่ ๓๕๔๖/๒๕๕๘ ข่าวเกี่ยวกบั ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มเรื่องการบุกรุกพนื้ ท่ี
ป่าสงวนแห่งชาติและมีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่สวนป่าเป็นข่าวท่ีสังคมให้ความสนใจเพราะ
มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม และข้อเท็จจริงตามที่จาเลยท่ี ๑ นามาตีพิมพ์ใน
หนังสือพิมพ์ของตนเป็นข้อเท็จจริงท่ีปรากฏจากการสืบสวนและสอบสวนของเจ้าหน้าท่ีผู้เก่ียวข้อง
ทั้งในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเจ้าพนักงานตารวจ เม่ือ
จาเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดย
เสนอข้อมูลไปตามข้อเทจ็ จรงิ ท่ีปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผเู้ ก่ียวขอ้ งสบื สวนและสอบสวนได้ความ หาใช่
เป็นข้อเท็จจริงท่ีจาเลยทั้งสองสร้างข้ึนมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ
ว่าโจทก์มีส่วนเก่ียวข้องในการกระทาความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย
โดยท่ีโจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดาเนินคดี แต่การดาเนินคดีก็เป็นเร่ืองที่
เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดาเนินการได้ภายในกาหนดอายุความ ท้ังการนาเสนอข่าวสาร
เชิงวิเคราะห์ของจาเลยท้ังสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตาม
ข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชม
ด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทา จาเลยท้ังสองจึงไม่มีความผิดฐาน
หมิน่ ประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๙

ฎีกาที่ ๑๓๖๙๒/๒๕๕๗ ฎ.๓๑๗๗ เหตุการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ทาให้จาเลยเข้าใจว่าโจทก์
มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มาก่อกวนและเหตุประทัดระเบิด ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นดังท่ี
จาเลยเข้าใจหรือไม่ แต่มีเหตุให้จาเลยเชื่อว่าเป็นความจริง การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความของ

409

จาเลยในวันรุ่งข้ึนจึงเป็นการกระทาโดยสุจริต เหตุการณ์ประทัดระเบิดใกล้เวทีปราศรัยของจาเลย
ในสวนลุมพินี มีผู้รับฟงั คาปราศรัยได้รับบาดเจ็บ การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความของจาเลยเพื่อ
แสดงว่าจาเลยรู้ว่าเป็นการกระทาของผู้ใดหรือกลมุ่ ใด อันเปน็ การปรามไม่ให้เกดิ เหตุการณ์เช่นนน้ั อีก
จึงเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เพ่ือความชอบธรรม
ย่อมไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. ๓๒๙ (๑)

ฎกี าท่ี ๑๑๑๑๙/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๑๑ การทีจ่ าเลยท้ังสามร่วมกันลงขอ้ ความในเว็บไซต์
ต่าง ๆ เพ่ือร้องขอความเป็นธรรมไปท่ีหน่วยงานราชการหลายแหล่ง แม้จะเป็นข้อความหมิ่น
ประมาทโจทก์ร่วมก็ตาม แต่มิใช่เป็นการใส่ความโจทก์ร่วม เน่ืองจากเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงว่า
จาเลยทั้งสามไม่ยอมขายที่ดนิ ให้โจทก์รว่ ม เป็นเหตใุ ห้เกดิ ความหวาดกลัวว่าโจทกร์ ว่ มเปน็ ขา้ ราชการ
ทหารจะใช้อิทธิพลข่มขู่รังแกจาเลยทั้งสามซึ่งเป็นชาวบ้านและผู้หญิง จาเลยท้ังสามมสี ิทธิท่ีจะเข้าใจ
ได้โดยสุจริตว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประพฤติตนของโจทก์ร่วม อีกทั้งการท่ีจาเลยท้ังสาม
ระบุช่ือจริงนามสกุลจริงของโจทก์ร่วมและของจาเลยทั้งสามตลอดจนท่ีอยู่และหมายเลขโทรศัพท์
ของจาเลยท้ังสามไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่าจาเลยทั้งสามนาข้อความลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ
ด้วยเจตนาสุจริตตามเร่ืองที่เกิดขึ้นแก่จาเลยท้ังสาม การกระทาของจาเลยท้ังสามจึงเป็นการกระทา
โดยสุจริตเพือ่ ความชอบธรรม ปอ้ งกนั ตนหรอื ป้องกันสว่ นได้เสยี ของตนตามคลองธรรม

ฎีกาที่ ๔๙๔๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๙๑ การท่ีมีประชาชนผู้ใช้นามแฝงว่า “พลังเงียบ”
เขียนจดหมายมาถึงจาเลยที่ ๑ ผู้เป็นสื่อมวลชนและเป็นเจ้าของคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด”
ซึ่งเป็นคอลัมน์ท่ีเก่ียวข้องกับการวิเคราะห์วิจารณ์ทางการเมืองน้ัน ย่อมถือได้ว่าเป็นส่วนหน่ึงของ
กระบวนการในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าท่ีของโจทก์ในฐานะท่ีโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งเมื่อ
อ่านขอ้ ความในคอลัมน์ดังกลา่ วท้งั หมดแล้วพบว่า ข้อความสว่ นหนึ่งมีเน้ือหากล่าวถึงการดาเนินการ
ของขบวนการที่ไม่ถูกต้องตามทานองคลองธรรมและหลกั นิติรัฐ มไิ ด้กลา่ วโดยเฉพาะเจาะจงว่าโจทก์
เป็นผู้กระทาหรืออยู่เบ้ืองหลังการกระทาที่เป็นการกดดันศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดี
โจทก์เองก็ไม่ได้นาสืบให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ตนไม่ได้มีพฤติกรรมตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ รวมท้ัง
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ไปเรียกร้องท่ีสานักงานศาลรัฐธรรมนูญและไม่ได้รับประโยชน์จากการ
เรียกร้อง ข้อความท่ีจาเลยที่ ๑ นามาลงพิมพ์ในคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” ซ่ึงโจทก์นามา
ฟ้องเป็นคดีน้ี จึงถือได้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือส่ิงใดอันเป็นวิสัยของ
ประชาชนยอ่ มกระทาได้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๙ (๓)

ฎีกาท่ี ๖๗๔๗/๒๕๖๐ ขณะเกิดเหตุโจทก์ท่ี ๑ เป็นรองหัวหน้าพรรค ป. และเป็นรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการคลัง มีโจทก์ที่ ๒ เป็นภริยา ส่วนจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ เป็นสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรสังกัดพรรค พ. ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ ตรวจสอบพบว่า บริษัท ก.
มีหลักเกณฑ์การปรับระดับช้ันที่น่ังโดยสารอยู่ ๒ หลักเกณฑ์ คือ กรณีท่ีหน่ึงต้องเป็นไปตาม
หลักเกณฑ์ท่ีบริษัทฯ กาหนดไว้ และอีกกรณีหน่ึงเป็นกรณีนอกหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กาหนดไว้เป็น
กรณีพิเศษว่าพนักงานระดับใดมีอานาจอนุมัติและจะอนุมัติได้ในกรณีใดบ้าง จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔

410

ตรวจสอบหลักฐานการเดินทางของโจทกท์ ้ังสองและครอบครัวรวม ๑๔ เที่ยวบิน มีการปรับระดบั ชั้น
ท่ีน่ังบัตรโดยสารของโจทก์ที่ ๒ โดยใช้สิทธิบัตรทองอาร์โอพีคลับโกลด์ ซ่ึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์
ในกรณีที่หน่ึงเพียงรายการเดียว รายการอื่น ๆ นอกนั้นล้วนเป็นการปรับชั้นที่นั่งให้สูงข้ึนแบบนอก
หลักเกณฑ์ โดยบางรายการมีการระบุผู้อนุมัติพรอ้ มเหตุผล แต่อีกหลายรายการระบุเพียงตัวผู้อนุมัติ
เท่านั้น แต่มิได้ระบุเหตุผล บางรายการอนุมัติด้วยวาจา บางรายการมิได้ระบุว่าอนุมัติด้วยวาจาหรือ
เปน็ ลายลักษณ์อักษร พฤติการณ์แห่งคดจี ึงมขี ้อเคลือบแคลงสงสัยว่า การอนุมัติปรบั ชัน้ ท่ีน่ังให้สูงขึ้น
แก่โจทก์ท้ังสองและครอบครัวดาเนินการโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ หรือไม่ บริษัท ก.
มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ การเลือกกรรมการบริษัทฯ กระทาโดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็น
ผู้ลงคะแนนเลือก โดยก่อนที่จะนารายช่ือของคณะกรรมการให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงคะแนนน้ัน
จะต้องมีการเสนอรายชื่อดังกล่าวให้สานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวง
การคลงั พิจารณาก่อน โดยสถานะและตาแหน่งกบั อานาจหนา้ ที่ของโจทก์ท่ี ๑ ซงึ่ เป็นรัฐมนตรวี ่าการ
กระทรวงการคลังดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบอัตราค่าโดยสารในแต่ละชั้นที่น่ัง เช่น สาหรับการ
เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ บัตรโดยสารชั้นประหยัดราคา
๓๔,๗๔๕ บาท ช้ันธุรกิจราคา ๑๕๐,๗๖๕ บาท และชั้นหน่ึงราคา ๒๒๘,๒๐๐ บาท ประโยชน์ท่ี
โจทก์ท้ังสองกับครอบครัวได้รับจากการปรบั ระดับช้ันที่น่ังโดยสารใหส้ ูงขึน้ รวม ๑๔ เท่ียวบิน จึงอาจ
คานวณเป็นราคาเงินได้มิใช่จานวนเล็กน้อย แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ที่ ๑ ใช้อภิสิทธ์ิใด ๆ
ในการเลอื่ นชั้นบัตรท่ีนั่งโดยสารกต็ าม แต่โจทก์ท่ี ๑ ดารงตาแหน่งทางการเมืองระดบั สูงถึงรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของแผ่นดิน
แม้พนักงานผู้มีอานาจของบริษัทฯ จะพิจารณาอนุมัติเองโดยโจทก์ท่ี ๑ มิได้ร้องขอ โจทก์ที่ ๑ เอง
ก็ควรจะตระหนักรู้และอาจใช้วิจารณญาณได้ว่าสมควรท่ีโจทก์ที่ ๑ จะรับหรือปฏิเสธประโยชน์
ท่ีจะได้รับจากการอนุมัติปรับเลื่อนช้ันท่ีนั่งโดยสารรวม ๑๔ เที่ยวบิน ซ่ึงอาจคานวณเป็นราคาเงินได้
มิใช่น้อยเช่นน้ัน ดังน้ัน การที่จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ร่วมกันแถลงข่าวต่อส่ือมวลชนใส่ความโจทก์
ทั้งสองว่า ในการเลื่อนช้ันที่นั่งโดยสารของโจทก์ท้ังสองและครอบครัวอาจทาได้ในสองลักษณะ
คือ ๑ โจทก์ที่ ๑ อาจใช้อานาจและอภิสิทธ์ิของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งให้พนักงานที่มี
อานาจดาเนินการอนุมัติให้เลื่อนชั้นบัตรโดยสารเป็นชั้นหนึ่งโดยไม่มีการจ่ายค่าโดยสารเพ่ิมทั้งอาจมี
การส่ังให้เลื่อนช้ันการเดินทางของบุตรจากช้ันประหยัดเป็นชั้นธุรกิจด้วย และ ๒ ผู้มีอานาจในการ
อนุมัติทาการเลื่อนช้ันบัตรโดยสารให้โจทก์ที่ ๑ กับครอบครัวเพื่อแลกผลประโยชน์หรือความ
ก้าวหน้าของตน หรืออาจมีผู้มีอานาจเหนือกว่าเป็นผู้ส่ังการ จึงเป็นการตั้งข้อสังเกตท่ีจาเลยท่ี ๓
และที่ ๔ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน พรรค พ. ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ในขณะนั้น เมื่อตรวจสอบ
พบหลกั ฐานความไม่ชอบมาพากลของโจทก์ที่ ๑ ซ่ึงเปน็ รฐั มนตรีว่าการกระทรวงการคลงั ย่อมชอบท่ี
จาเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะแสดงความคดิ เหน็ เพือ่ ตชิ มดว้ ยความเป็นธรรมซ่งึ บุคคลหรือสงิ่ ใดอันเป็นวิสัย
ของประชาชนย่อมกระทาได้ การกระทาของจาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๒๙ (๓)

411

สาระสาคัญของบทยกเว้นความผิดฐานหม่ินประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๙ (๓) นั้น
อยู่ที่ว่า เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทา
ดังน้ัน หากความเห็นหรือข้อความท่ีแสดงเพื่อใส่ความผู้อ่ืนนั้น ต้องด้วยสาระสาคัญของข้อยกเว้น
ความผิดดังกล่าวและไมว่ ่าผู้ใส่ความจะแสดงความคิดเห็นหรือข้อความด้วยวิธีการอย่างไร ก็เป็นสิทธิ
อันชอบธรรมที่จะกระทาได้ แม้จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอานาจ
หน้าท่ีและมีสิทธิที่จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่กาหนดสิทธิการตรวจสอบเอาไว้คือ การยื่นกระทู้
ถาม กระทู้สด เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือยื่นถอดถอนรัฐมนตรีได้ แต่จาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ กลับ
ใช้สิทธิการต้ังโต๊ะแถลงข่าวต่อส่ือมวลชน ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่กระทาได้ตามมาตรา ๓๒๙ (๓)
ดังกล่าวขา้ งต้น

ฎีกาที่ ๑๔๔๐๑/๒๕๕๕ ฎ.๒๔๒๖ ข้อความท่ีจาเลยส่งหนังสือร้องเรียนไปถึงเจ้าพนักงาน
ตารวจเพื่อขอให้ดูแลกวดขันร้านเกมเพราะจาเลยเห็นว่ามีนักเรียนเข้าไปมั่วสุมติดเกมไม่สนใจ
การเรียน ไม่สนใจงาน อันเป็นการแสดงข้อเท็จจริงและความคิดเห็นโดยสุจริตด้วยความชอบธรรม
ป้องกันตนและส่วนได้เสียของตน ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทา
จาเลยจึงมสี ทิ ธทิ าหนังสอื รอ้ งเรียนน้ันได้

จาเลยส่งหนังสือร้องเรียนโดยใส่ในซองจดหมายซึ่งระบุชื่อและที่อยู่ผู้รับคือ สารวตั รใหญ่ซ่ึง
เป็นหัวหน้าสถานีตารวจฯ อันเป็นตาแหน่งท่ีมีผู้รับเอกสารของจาเลยโดยแน่ชัดเพียงคนเดียว มิได้
มีเจตนาให้ข้อความแพร่หลายออกไป ส่วนในหนังสือร้องเรียนท่ีโจทก์อ้างว่าหมิ่นประมาท คือ
ขอ้ ความท่วี ่า ตู้เกมตัง้ อยู่หน้าบ้านเมียน้อยกานัน แต่ในบรรทัดถัดมาของหนังสือรอ้ งเรียน มีข้อความ
วา่ “พวกพ่อแม่เด็กนักเรยี น เยาวชนได้แต่มองดูแล้วกพ็ ูดอะไรไม่ได้ เพราะตู้เกมต้ังอยู่บ้านกานันเลย
ก็ว่าได้ พ่อแม่ของเด็กไม่มีที่พึ่ง มีหลายคนไปหาผม บอกให้ผมทาหนังสือมาหาท่าน...” อันเป็นการ
แสดงเจตนาของจาเลยท่ีต้องการให้เจ้าพนักงานตารวจกวดขันดูแลจับกุมมิ ให้เด็กนักเรียนซ่ึงเป็น
อนาคตของประเทศชาติไปถูกมอมเมาและมั่วสุมทาสิ่งท่ีไม่เกิดประโยชน์ท้ังต่อตนเองและครอบครัว
และในหนังสือของจาเลยนอกจากร้องเรียนเก่ียวกับการมีตู้เกมแล้ว ยังให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงาน
ตารวจว่า สาเหตุที่เจ้าพนักงานฝา่ ยปกครองมิได้กวดขันดูแล เปน็ เพราะสาเหตุใด ผู้ปกครองของเด็ก
ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานในท้องท่ีได้แล้ว จึงทาหนังสือมาแจ้งแก่เจ้าพนักงาน
ตารวจผู้มีหน้าท่ีรับผิดชอบให้ดาเนินการตามกฎหมายต่อไป แม้ข้อมูลบางอย่างจะเป็นเรื่องส่วนตัว
ของโจทก์ แต่ก็เป็นสิ่งที่จาเลยมีความชอบธรรมที่จะกระทาได้ เพราะเป็นเรื่องต่อเน่ืองเกี่ยวพันกับ
เรื่องท่จี าเลยร้องเรยี น การกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิดฐานหม่ินประมาท

ฎีกาท่ี ๑๒๔๖๐/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๗๑ เวลาเชา้ ตรขู่ องวนั เกดิ เหตุ เจ้าพนักงานตารวจ
ท้องที่หลายคนแต่งกายนอกเคร่ืองแบบไปขอค้นบ้านจาเลยเพื่อพบและจับน้องชายของจาเลยในคดี
เช็ค ส่วนโจทก์ไม่ใช่เจ้าพนักงานตารวจท้องท่ี แต่ได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตารวจไปที่บ้านของ
จาเลยด้วยในฐานะท่ีเป็นบิดาของผู้เสียหายในคดีเช็คท่ีน้องชายของจาเลยส่ังจ่ายเช็คชาระหน้ี
ค่าสินค้าให้ แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เมื่อคานึงถึงเหตุการณ์และพฤติการณ์เกี่ยวกับ

412

การทวงหน้ขี องโจทก์ ที่แตง่ เคร่ืองแบบไปขอค้นบ้านของจาเลยซ่ึงเป็นผู้หญิงและมีบุตรผู้เยาว์ ๒ คน
จนจาเลยเกิดความเกรงกลัวต่อโจทก์ จนต้องยอมใช้หนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์ จาเลยมีสิทธิที่จะ
เข้าใจได้โดยสุจริตว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประพฤติตนของโจทก์และมีสิทธิที่จะร้องเรียน
โดยสุจริตได้ว่า โจทก์ซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานตารวจประพฤติตนไม่เหมาะสม ดังนั้น การท่ีจาเลยส่ง
โทรสารไปลงหนังสือพิมพ์โดยมีใจความเป็นการแสดงความเสียใจ น้อยใจของจาเลยและเกรงกลัว
จากการกระทาของโจทก์จนต้องชาระหนี้แทนน้องชายให้แก่โจทก์ไป เป็นทานองขอให้ผู้บัญชาการ
ตารวจแห่งชาติสอดส่องตักเตือนเจ้าพนักงานตารวจ ให้เป็นมิตรกับประชาชน จึงเป็นการติชมโจทก์
ดว้ ยความเป็นธรรมอนั เปน็ วสิ ัยของประชาชนเยี่ยงจาเลยที่ตอ้ งประสบเหตุการณ์เช่นนั้นพึงกระทาได้
และการท่ีจาเลยระบุช่ือนามสกุลจริงของโจทก์และจาเลย ตลอดจนท่ีอยู่ของจาเลยไว้แจ้งชัดใน
โทรสารด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่าจาเลยเขียนข้อความในโทรสารน้ันด้วยเจตนาสุจริตตามเร่ืองที่
เกิดข้ึนแก่จาเลย กรณีตอ้ งดว้ ย ป.อ. มาตรา ๓๒๙ จาเลยจงึ ไม่มีความผิดฐานหมิน่ ประมาทโจทก์

ฎีกาที่ ๔๘๑๕/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๔ โจทก์มีความสมั พันธ์กับ อ. เกินกว่าปกตธิ รรมดา
ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างจาเลยที่ ๑ กับ อ. ในฐานะสามีภริยาต้องเลิกแล้วต่อกัน เพราะการ
กระทาของโจทก์ ดังน้ัน การที่จาเลยท่ี ๑ ทาหนังสือร้องทุกข์ถึงผู้บังคับบัญชาของโจทก์ เพื่อให้
ดาเนินการทางวินัยแก่โจทก์ จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เป็นการติชมด้วยความ
เป็นธรรม ซ่ึงความประพฤติอันไม่สมควรปฏิบัติของโจทก์ อันเป็นวิสัยที่จาเลยที่ ๑ ชอบท่ีจะ
กระทาได้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๙ (๓) จาเลยท่ี ๑ จงึ ไมม่ ีความผดิ ฐานหมิ่นประมาท

ฎีกาที่ ๔๒๕๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๗๗ การท่ีจาเลยมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการ
จังหวัดสกลนคร มีใจความสาคัญว่าเอกสารจานวน ๖ แผ่น ท่ีผู้เสียหายลงลายมือชื่อเม่ือวันที่ ๕
พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เป็นเอกสารเท็จ จาเลยพร้อมท่ีจะเป็นพยานในทางวินัย อาญา แพ่ง และทาง
ปกครอง กับขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครส่ังให้ผู้เสียหายรับผิดทางละเมิดในความเสียหาย
ที่เกิดขึ้นแก่กลุ่มรวมใจไทโคนมภูพานหรือประธานกลุ่มรวมใจไทโคนมภูพานหรือท้ังสองอย่างพรอ้ ม
กัน เป็นการกล่าวหาว่าผู้เสียหายทาหรือเกี่ยวข้องกับการทาเอกสารที่เป็นเท็จทาให้จาเลยกับพวก
ได้รับความเสียหาย ซ่ึงจาเลยรู้ว่าไม่เป็นความจริงเพราะจาเลยทราบที่มาของเอกสารดังกล่าวเป็น
อย่างดี ทาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคาสั่งให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่
หวั หนา้ สานกั งานจงั หวัดสกลนครเสนอ ย่อมทาให้ผู้เสียหายต้องเสียชือ่ เสียง ถูกดูหม่ินหรือถกู เกลียด
ชัง ข้อความในหนังสือของจาเลยไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพ่ือความชอบ
ธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผดิ ตามฟ้อง

413

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๓๓๑

ฎีกาท่ี ๔๘๑๓/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๔๔ ศาลช้ันต้นพิพากษายกฟ้อง จาเลยซงึ่ เป็นโจทก์ใน
คดีดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับคาวินิจฉัยของศาลชั้นต้นย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์คาพิพากษาของศาลช้ันต้นได้
อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏว่าจาเลยซึ่งเปน็ โจทก์ในคดดี ังกล่าวกระทาโดยไม่สจุ ริต
แม้อุทธรณ์ของจาเลยซ่ึงเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวจะมีถ้อยคากล่าวพาดพิงถึงโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็น
บุคคลนอกคดีก็ตาม แต่ก็เป็นข้อความที่จาเลยย่ืนต่อศาลเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือข้อความ
ในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพ่ือประโยชน์แก่คดีของจาเลย การยื่นอุทธรณ์ของจาเลยดังกล่าว
จึงเป็นการที่คูค่ วาม หรือทนายความของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพจิ ารณา
คดีในศาลเพ่ือประโยชน์แก่คดีของตน การกระทาของจาเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม
ป.อ. มาตรา ๓๓๑

ฎีกาที่ ๑๕๘๖/๒๕๕๗ ฎ.๙๓๘ อุทธรณ์ของจาเลยที่ ๒ อ้างเหตุที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ขีดฆ่า
คาเบิกความของพยานหรือลักเอกสารไปจากสานวนความของศาล โดยมีพยานหลักฐานยืนยันว่า
มีข้อเท็จจริงเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงและมีเหตุอันสมควรที่ทาให้จาเลยท่ี ๒ ควรเช่ือว่าโจทก์ร่วมเป็น
ผกู้ ระทาการจริง ท้ังยังเป็นเร่อื งท่ีเคยยกข้ึนว่ากันมาก่อนหน้าน้ันแล้ว แม้จะไม่ใช่ข้อเท็จจริงประเด็น
สาคัญโดยตรงในคดี แต่ก็เป็นข้อที่จาเลยท่ี ๒ ต้องนาสืบและกล่าวอ้างเพื่อหักล้างน้าหนักคาพยาน
ของโจทก์ร่วมให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่น่าเชื่อถือ เป็นคนไม่ดี ชอบใช้อานาจข่มเหงรังแกผู้อ่ืน อันเป็น
การดาเนินการเพ่ือต่อสู้คดีของตนเองเพ่ือให้ตนเองพ้นความผิดตามคาพิพากษาของศาลช้ันต้น การ
ย่ืนอุทธรณ์ของจาเลยท้ังสองจึงเป็นการท่ีคู่ความหรือทนายความของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือ
ขอ้ ความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แกค่ ดีของตน ไม่เปน็ ความผดิ ฐานหมิน่ ประมาท
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๑

414

ลกั ทรพั ย์

ความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อ่ืน หรือท่ีผู้อ่ืนเป็นเจ้าของ
รวมอยู่ด้วยไปโดยทจุ รติ ผู้น้ันกระทาความผิดฐานลกั ทรพั ย์

องค์ประกอบภายนอก คือ ๑. ผู้กระทา คือ ผู้ใด ๒. การกระทา คือ เอาไป ๓. วัตถุแห่ง
การกระทา คือ ทรัพยข์ องผู้อื่นหรอื ทีผ่ อู้ นื่ เป็นเจา้ ของรวมอยดู่ ว้ ย

องค์ประกอบภายใน คือ เจตนา และเจตนาพิเศษโดยทจุ ริต ขอ้ พจิ ารณา
๑. วัตถุท่ีลักเป็นทรัพย์หรือไม่ วัตถุท่ีจะเป็นทรัพย์ได้น้ัน ต้องเป็นส่ิงท่ีอาจมีราคาและ
อาจถอื เอาได้ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา ๑๓๗, ๑๓๘
๒. ต้องเปน็ ทรัพย์ของผ้อู ่ืน หรอื ที่ผู้อ่ืนเป็นเจ้าของรวมอยู่ดว้ ย ถา้ เป็นทรัพยไ์ ม่มีเจา้ ของหรือ
เป็นทรพั ย์ของผ้กู ระทา กไ็ มเ่ ปน็ การลกั ทรัพยเ์ พราะขาดวัตถุแห่งการกระทา
๓. การเอาไปตามมาตรา ๓๓๔ คือ แย่งการครอบครองและพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป เหตุนี้
ทรพั ย์ที่จะถกู ลกั ต้อง

๓.๑ เป็นทรัพย์ที่มีผู้อ่ืนครอบครองอยู่ ถ้าเป็นทรัพย์ท่ีผู้เอาไปเป็นผู้ครอบครอง
จะเปน็ ความผิดฐานยักยอก

๓.๒ ผู้กระทาเข้าครอบครองทรัพย์ ถ้าเอาทรัพย์ผู้อ่ืนมาทาลาย เช่น แย่งไอศกรีม
จากมือเดก็ มาโยนท้ิง ไม่เปน็ ลกั ทรพั ย์ แตเ่ ปน็ ทาให้เสยี ทรพั ย์ เพราะผกู้ ระทาไมไ่ ดเ้ ข้าครอบครอง

๓.๓ การเข้าครอบครองนั้นต้องเป็นการแย่งการครอบครองโดยผู้ครอบครองทรัพย์
เดิมมิได้อนุญาต ถ้าเป็นการส่งมอบการครอบครองก็จะไม่เป็นแย่งการครอบครอง แต่ต้องเป็นการ
ส่งมอบท่ีปราศจากการข่มขู่ สาคัญผิด หรือหลอกลวง ถ้าส่งมอบเพราะการข่มขู่ สาคัญผิด หรือ
หลอกลวง ก็คือการแย่งการครอบครอง ซ่ึงก็ถือว่าเป็นการเอาไปในความผิดฐานลักทรัพย์นั่นเอง
เว้นแต่ว่าจะมกี ฎหมายบัญญัตเิ ปน็ อยา่ งอ่นื

๓.๔ พาทรัพย์เคล่ือนท่ีไป เมื่อครบท้ัง ๔ ประการนี้ จึงจะถือได้ว่าเป็นการ
เอาทรัพย์ไปสาเร็จบรบิ รู ณ์

๓.๕ ตอ้ งเปน็ การเอาไปในลักษณะตดั กรรมสิทธไิ์ มใ่ ช่เอาไปชั่วคราว
๔. ต้องมเี จตนา
๕. ต้องมเี จตนาพิเศษ โดยทจุ ริต
คาถามในหนงั สือเล่มนี้จะเรยี งลาดับตามนี้

415

วัตถทุ ลี่ ักตอ้ งเปน็ ทรัพย์

ข้อ ๖๗ คาถาม นายคดเป็นพนักงานของบริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด มีหน้าท่ีวิเคราะห์
ฐานะทางการเงินของลูกค้า นายคดได้รับเอกสารจากบริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด ประกอบด้วย
หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และบัญชีกาไรขาดทุน ของบริษัทเกือบล้ม จากัด ซ่ึง
บริษัทซื่อตรงการบัญชี จากัด ไปขอคัดมาจากกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อนาไป
วเิ คราะห์ฐานะทางการเงนิ บริษทั ดังกลา่ ว ให้แกล่ ูกคา้ เพ่อื ประกอบการตัดสนิ ใจในการซ้อื กิจการ เม่ือ
วเิ คราะห์ฐานะทางการเงินของบริษัทเกือบล้ม จากัด เสรจ็ แล้ว นายคดส่งเพยี งรายงานการวิเคราะห์
ฐานะทางการเงินให้แก่บริษัทซื่อตรงการบัญชี จากัด โดยยังไม่ได้ส่งมอบหนังสือรับรองบริษัท บัญชี
รายชื่อผู้ถือหุ้น และบัญชีกาไรขาดทุน คืนให้แก่บริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด ต่อมานายคดทราบว่า
บริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด ขึ้นเงินเดือนให้ตนน้อยกว่าเพ่ือนร่วมงานคนอื่น เม่ือบริษัทซ่ือตรงการ
บญั ชี จากดั เรยี กให้นายคดคนื หนังสือรับรองบริษัท บญั ชีรายช่อื ผ้ถู ือห้นุ และบัญชีกาไรขาดทุน ของ
บริษัทเกือบล้ม จากัด นายคดก็ไม่ยอมคืน และได้นาแผ่นบันทึกข้อมูลเปล่าของตนลอกข้อมูล
ตัวอักษร ภาพ แผนผัง และตราสารจากแผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ ของบริษัทซื่อตรงการบัญชี
จากัด ทีต่ นใชใ้ นการทางาน เพ่ือนาไปใช้ในที่ทางานใหม่ และลาออกจากงานไป

ใหว้ ินิจฉยั ว่า นายคดมคี วามรบั ผิดทางอาญาฐานใด หรอื ไม่
คาตอบ การที่นายคดไม่คืนหนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และบัญชีกาไร
ขาดทุน ของบริษัทเกือบล้ม จากัด ให้แก่บริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด แม้จะเป็นการเอาไปเสียซึ่ง
เอกสารของผู้อื่น แต่ก็ไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด หรือบริษัท
เกือบล้ม จากัด เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารท่ีบุคคลทั่วไปสามารถไปขอตรวจสอบและ
ขอคัดมาจากกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ การกระทาของนายคดจึงไม่เป็นความผิด
ฐานเอาไปเสยี ซึง่ เอกสารของผ้อู ่นื ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๘
การท่ีนายคดนาแผ่นบันทึกข้อมูลเปล่าของตน ลอกข้อมูลตัวอักษร ภาพ แผนผัง และ
ตราสารจากแผ่นบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบรษิ ัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด แม้นายคดจะได้ข้อมูล
ไป แต่การกระทาดังกล่าวไม่ใช่การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปตามมาตรา ๓๓๔ เพราะวัตถุแห่งการ
กระทาในความผิดฐานลักทรัพย์ต้องเป็นวัตถุมีรูปร่าง เม่ือข้อมูลท่ีนายคดคัดลอกไปไม่เป็นวัตถุ
มีรูปร่าง สาหรับตัวอักษร ภาพ แผนผัง และตราสาร เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดความหมาย
ของข้อมูลออกจากแผ่นบันทึกข้อมูลโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ มิใช่รูปร่างของข้อมูล
เม่ือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ บัญญัติว่า ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุ
มีรูปร่าง ข้อมูลในแผ่นบันทึกข้อมูล จึงไม่ถือเป็นทรัพย์ การที่นายคดนาแผ่นบันทึกข้อมูลเปล่า
ลอกข้อมูลจากแผ่นบันทึกข้อมูลของบริษัทซื่อตรงการบัญชี จากัด จึงไม่เป็นความผิดฐาน
ลักทรพั ยต์ ามมาตรา ๓๓๔ (ฎีกาที่ ๕๑๖๑/๒๕๔๗)
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้นาข้อเท็จจริงจากฎีกาที่ ๕๑๖๑/๒๕๔๗ มาแต่งเป็นคาถาม หากเพิ่ม
ขอ้ เทจ็ จรงิ ในคาถามใหแ้ ตกต่างไปจากคาพพิ ากษาฎีกา เชน่ เพ่ิมเตมิ ขอ้ เท็จจริงเข้าไปอกี ว่า หลังจาก

416

เก็บเอกสารไว้นาน ๒ ปี นายคดนาเอกสารดังกล่าวไปช่ังกิโลขายได้เงินมา ๑๐ บาท ผลของคดีจะ
เปลี่ยนแปลงไป คือ การกระทาดังกล่าวของนายคดจะเป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา ๓๕๒
เพราะการท่ีนายคดครอบครองเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์ของบริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด แล้ว
เอาไปช่งั กโิ ลขาย เป็นการเบียดบงั เอาทรพั ย์นั้นเปน็ ของตนโดยทจุ ริต ส่วนความผิดตามมาตรา ๑๘๘
นายคดน่าจะไม่มีความผิด แม้ว่าหากมีการคืนเอกสารดังกล่าวมาแล้วบริษัทซื่อตรงการบัญชี จากัด
อาจนาไปขายได้ แต่น่าจะยังถือว่าบริษัทซื่อตรงการบัญชี จากัด ไม่ได้รับความเสียหายทาง
พยานหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว เพราะความเสียหายที่ได้รับดังกล่าวเป็นความเสียหายทาง
ทรัพย์สินซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา ๓๕๒ อย่างไรก็ตามฎีกาที่ ๕๑๖๑/๒๕๔๗ มิได้วินิจฉัยว่าการ
กระทาเป็นความผดิ ฐานยกั ยอกหรอื ไม่ เพราะโจทก์ไมไ่ ด้ฟอ้ งข้อหาน้ีและข้อเท็จจริงตามคาพิพากษา
ฎีกาก็ไปไมถ่ งึ เร่อื งการเบยี ดบงั เอาทรัพย์นั้นเปน็ ของตนโดยทจุ ริต

หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากการนาแผ่นบันทึกข้อมูลเปล่าของตนมาลอกข้อมูล เป็นนาแผ่น
บันทึกข้อมูลของบริษัทซ่ือตรงการบัญชี จากัด ไป การกระทาดังกล่าวก็จะเป็นการเอาทรัพย์ของ
นายจ้างไปโดยทุจริต ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๑๑) ขอฝากนักศึกษาด้วยว่าเม่ืออ่าน
คาพิพากษาฎีกา นักศึกษาต้องอ่านและคิดไปตามหลักกฎหมายให้เข้าใจเสียก่อน แล้วจึงค่อยจา
เหตุผลที่ศาลฎีกาตัดสินไว้ เพื่อนาเหตุผลดังกล่าวมาประกอบการตอบคาถาม ดังน้ัน ในการทา
ข้อสอบนักศึกษาต้องอ่านคาถามให้ดีแล้วคิดให้รอบคอบว่าคาถามที่อาจารย์นามาออกข้อสอบ
มีขอ้ เท็จจริงตรงตามคาพพิ ากษาฎีกาหรือไม่ หากข้อเท็จจริงตรงกันกใ็ ห้ตอบตามคาพพิ ากษาฎีกา แต่
ถ้าข้อเท็จจรงิ แตกต่างกันในสาระสาคัญดังเช่นตัวอย่างที่ยกเพ่ิมเติมขึ้นมา นักศึกษาต้องคิดและตอบ
ไปตามหลักกฎหมาย อย่างไรกต็ ามนักศกึ ษาก็อย่าหวาดระแวงมากเกนิ ไป หากข้อเทจ็ จริงแตกต่างไป
เพียงเล็กนอ้ ยและไมใ่ ช่สาระสาคญั ธงคาตอบกย็ ังคงตรงตามคาพพิ ากษาฎกี า

ฎีกาที่ ๕๑๖๑/๒๕๔๗ ฎ.๙๔๐ เอกสารซึ่งลูกค้าส่งมาให้โจทก์ร่วมส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูล
เกย่ี วกับหนงั สอื รับรองของบริษัท บัญชีรายชือ่ ผถู้ อื หุ้น บัญชกี าไร-ขาดทุน และสาเนาหนงั สือเดินทาง
ซ่ึงล้วนเป็นเอกสารที่บุคคลสามารถไปขอตรวจสอบและขอคัดสาเนาได้จากกรมทะเบียนการค้า
กระทรวงพาณิชย์ จึงไม่ถือเป็นความลับของบริษัทลูกค้าโจทก์ร่วมอันต้องปกปิด ดังน้ัน การที่จาเลย
ใช้เอกสารดังกล่าวปฏิบัติหน้าท่ีให้แก่โจทก์ร่วมเสร็จแล้วไม่นากลับคืนแก่โจทก์ร่วมจึงไม่น่าจะเป็น
เหตุให้โจทก์ร่วมหรือลูกค้าของโจทก์ร่วมต้องเสียหาย การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐาน
เอาไปเสียซ่งึ เอกสารโดยประการท่นี า่ จะเกิดความเสียหายแก่โจทกห์ รอื ผู้อนื่

ข้อมูล ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า “ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็น
ข้อเท็จจรงิ สาหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคานวณ” ส่วนข้อเท็จจริง หมายความว่า
“ข้อความแห่งเหตุการณ์ท่ีเป็นมาหรือที่เป็นอยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตุการณ์ท่ีจะต้องวินิจฉัยว่า
เทจ็ หรอื จริง” ดังน้ัน ข้อมูลจงึ ไมน่ ับเป็นวัตถมุ ีรปู ร่าง สาหรับตัวอักษร ภาพ แผนผงั และตราสารเป็น
เพียงสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดความหมายของข้อมูลออกจากแผ่นบันทึกข้อมูลโดยอาศัยเครื่อง
คอมพิวเตอร์ มิใช่รูปร่างของข้อมูล เม่ือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ บัญญัติว่า

417

ทรพั ์ย์ หมายความวา่ วัตถุมีรปู ร่าง ขอ้ มูลในแผน่ บนั ทึกขอ้ มลู จงึ ไม่ถอื เป็นทรัพย์ การท่ีจาเลยนาแผ่น
บันทกึ ขอ้ มูลเปล่าลอกขอ้ มูลจากแผน่ บนั ทึกข้อมูลของโจทก์ร่วม จึงไมเ่ ป็นความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีหากนักศึกษาอ่านเฉพาะฎีกาย่อของสานักงานศาลยุติธรรมเล่ม ๙ จะไม่ได้ย่อ
ข้อกฎหมายตามมาตรา ๑๘๘ ไว้ ซ่ึงเป็นข้อกฎหมายสาคัญและน่าสนใจ แต่ถ้านักศึกษาอ่านย่อ
คาพิพากษาฎีกาดังกล่าวในประเด็นเรื่องลักทรัพย์แล้วสนใจไปอ่านคาพิพากษาฎีกาเต็ม ก็จะพบ
ข้อกฎหมายท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ที่กล่าวมาน้ีเพื่อเป็นข้อสังเกตว่าฎีกาบางเรื่องท่ีน่าสนใจนักศึกษา
อาจจะตอ้ งอา่ นย่อยาว เพ่ือจะเก็บรายละเอยี ดต่าง ๆ และอาจจะพบข้อกฎหมายสาคญั ทีไ่ มไ่ ดย้ ่อไว้

ข้อ ๖๘ คาถาม บิดาของนายเอกป่วยและต้องการใช้เลือด แต่บิดาของนายเอกมีเลือดหมู่ท่ี
หายาก เลือดของนายเอกก็ยังใช้ไม่ได้ นายเอกจึงประกาศขอซื้อเลือดหมู่ดังกล่าว นายโทมาพบนาย
เอกท่ีโรงพยาบาลและแจ้งว่าตนมีเลือดหมู่ท่ีนายเอกต้องการ แต่จะขายขวดละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท
ขณะนั้นอาการบิดาของนายเอกทรุดหนัก หากไม่ได้เลือดทันทีจะเสียชีวิต นายเอกไม่มีเงินพอ
จึงขอลดราคาเหลือขวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่นายโทไมย่ อมแลว้ จะกลับบ้าน นายเอกจงึ รว่ มกับพวก
อีก ๓ คน ใช้กาลังจับนายโทไว้ไม่ให้ขัดขืน แล้วนายเอกเอาอุปกรณ์เจาะเลือดมาเจาะท่ีแขนนายโท
ได้เลือดมา ๑ ขวด นายโทอ่อนเพลียจนหน้ามืดไป แพทย์ไดน้ าเลือดดังกล่าวไปผ่านกระบวนการและ
ถ่ายใหเ้ พอื่ รักษาอาการป่วยบิดาของนายเอกจนรอดชีวิต

ให้วินิจฉัยความรบั ผิดทางอาญาของนายเอกกบั พวก
คาตอบ แม้ร่างกายหรือเลือดของบุคคลโดยท่ัวไปจะไม่เป็นทรัพย์ เน่ืองจากบุคคล
โดยทั่วไปไม่ถือเอาร่างกายหรือเลือดเป็นทรัพย์ แต่การที่นายโทแจ้งว่าต้องการขายเลือดขวดละ
๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นกรณีท่ีนายโทแสดงเจตนาถือเอาเลือดของตนว่าถ้านาเลือดออกจากร่างกาย
แลว้ นายโทจะถือเอาเลือดของตนวา่ เป็นทรพั ย์ตามกฎหมาย
การท่ีนายเอกเอาอุปกรณ์เจาะเลือดออกมาจากร่างกายของนายโทได้ ๑ ขวดแล้วนาไปให้
แพทย์ เป็นการเอาเลือดซ่ึงเป็นทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนา เมื่อนายเอกกับพวกไม่มีเงินซ้ือแล้ว
ใช้กาลังเจาะเลือดผู้อื่นไป เป็นการกระทาไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วย
กฎหมายสาหรบั ตนเองหรอื ผูอ้ ่ืน จงึ เป็นการกระทาโดยทจุ รติ อนั เปน็ ความผิดฐานลักทรพั ย์
การทน่ี ายเอกกับพวกอีก ๓ คน ใช้กาลงั จับนายโทไว้ไม่ให้ขดั ขืน แล้วเอาเลอื ดของนายโทไป
เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กาลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ เป็นการชิงทรัพย์
โดยร่วมกันกระทาความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนข้ึนไป นายเอกกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกัน
ปล้นทรัพยต์ ามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคแรก บทหนงึ่
นอกจากนี้ การที่นายเอกกับพวกใช้กาลังจับนายโทไว้ไม่ให้ขัดขืน แล้วเจาะเลือดที่แขนนาย
โท ได้เลือดมา ๑ ขวด นายโทอ่อนเพลียจนหน้ามืดไป ยังเป็นการทาร้ายนายโทจนเป็นเหตุให้เกิด
อันตรายแก่กายโดยเจตนา จึงเป็นความผิดฐานทาร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ อกี บทหนึ่ง และ

418

เป็นการกระทาให้นายโทปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามมาตรา ๓๑๐ วรรคแรก โดยเจตนา
อีกบทหนง่ึ ดว้ ย

อย่างไรก็ตาม แม้การกระทาของนายเอกกับพวกจะครบองค์ประกอบความผิด และไม่มี
กฎหมายยกเว้นความผิด แต่เม่ือพิจารณากฎหมายยกเว้นโทษแล้ว นายเอกกับพวกกระทา
ความผิดเนื่องจากขณะน้ันอาการบิดาของนายเอกทรุดหนักหากไม่ได้เลือดทันทีจะเสียชีวิต จึงเป็น
การกระทาความผิดด้วยความจาเป็นเพ่ือให้ผู้อ่ืนพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถ
หลีกเล่ียงให้พน้ ไดโ้ ดยวิธีอน่ื ใดได้ เม่อื ภยนั ตรายน้ันตนมไิ ด้กอ่ ขึ้นเพราะความผิดของตน และการ
ที่นายเอกกับพวกกระทาผิดเพ่ือช่วยชีวิตบิดาของนายเอกน้ัน นายเอกกับพวกกระทาความผิด
ดว้ ยความจาเป็น เม่ือเปรียบเทียบความปลอดภัยในร่างกายของนายโทกับชีวิตของบิดานายเอก
แล้วการกระทาน้ันไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุ นายเอกกับพวกจึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา
๖๗ (๒)

นายเอกกบั พวกจึงไมม่ คี วามรบั ผดิ ทางอาญาตอ่ นายโท เพราะมกี ฎหมายยกเว้นโทษ
ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพย์ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าวัตถุท่ีลักเป็นทรัพย์หรือไม่ วัตถุท่ีจะเป็น
ทรัพย์ได้น้ัน ต้องเป็นสิ่งที่ ๑. อาจมีราคา ๒. อาจถือเอาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๓๘ คาว่า อาจมีราคา หมายถึง คุณค่าทางทรัพย์สินเงินทองหรือคุณค่าทางจิตใจก็ได้
ในเร่ืองของการที่อาจถือเอาได้น้ัน ร่างกายมนุษย์ไม่เป็นทรัพย์ เนื่องจากมนุษย์ไม่อาจถือเอาได้
แม้แต่ส่วนท่ีขาดหลุดจากร่างกาย หรือศพมนุษย์ ก็ไม่เป็นทรัพย์เช่นเดียวกัน ตัดเส้นผมจากศีรษะ
เอาไป ตัดเนื้อคนหนึ่งไปปะให้อีกคนหนึ่ง ควักดวงตาคนหน่ึงไปใส่ให้อีกคนหนึ่ง หรือถ่ายเลือดจาก
คนหนึ่งไปยังอีกคนหน่ึง อาจเป็นการทาร้ายร่างกาย แต่ไม่ใช่ลักทรัพย์ นอกจากจะได้ความว่าส่วน
ของร่างกายที่ขาดหลุดออกไปแล้วน้ันมีผู้ถือเอาแล้ว จึงเป็นทรัพย์ท่ีลักได้ เช่น เส้นผมที่มีผู้หวงแหน
เพ่ือใช้ทาเป็นวิกเสริมแต่งทรงผมซื้อขายกันได้ เลือดที่เก็บไว้ใช้ในทางแพทย์ซื้อขายกันได้
เช่นเดียวกับเนื้อหนังดวงตา ถ้าหากจะมีการหวงห้ามซ้ือขายกัน เช่น ดวงตาท่ีเก็บไว้ใช้ในสถาน
พยาบาล เหล่านี้ถือเป็นทรัพย์ที่ลักกันได้ แต่ถ้าจับคนมาถ่ายเลือดเอาด้ือ ๆ คงจะไม่เป็นลักหรือ
ชิงทรัพย์ เพราะเจ้าของเลือดก็ไม่ได้ถือเอาเลือดที่ถูกถ่ายไปเป็นทรัพย์ของตน อย่างไรก็ดีถ้าเจ้าของ
แสดงเจตนาถือเอาเป็นทรัพย์ ก็อาจทาได้ต้ังแต่ขณะท่ีขาดหลุดจากร่างกาย เช่น ขายเลือดโดยถ่าย
จากรา่ งกายหรอื ขอซื้อเส้นผมจากศีรษะ เจ้าของจะขาย แต่ตกลงราคากันไม่ได้ ก็ตัดเอาดื้อ ๆ คงเป็น
ความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษหนักกว่าทาร้ายร่างกายไม่ถึงเป็นอันตรายแก่ร่างกายได้ เพราะ
เจ้าของเจตนาถือเอาเป็นทรัพย์สินของเขาต้ังแต่ขณะที่ขาดหลุดจากร่างกาย สาหรับศพก็ทานอง
เดียวกัน ศพจะกลายเป็นทรัพย์ก็ต่อเมื่อมีผู้ถือเอา เช่น ศพที่อุทิศให้สถานพยาบาล (คาอธิบาย
ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓, ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ๒๕๕๓, หัวข้อ
1184 หน้า ๕๒๓)

419

วตั ถทุ ลี่ กั ต้องเปน็ ทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๔๘๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๒ จาเลยกับพวกลักเอากระแสไฟฟ้าไปใช้ด้วยการ
ทาให้มิเตอร์ไฟฟ้าไม่หมุน เพื่อให้ตัวเลขวัดการใช้ไฟฟ้าไม่เคลื่อนที่ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่า
จาเลยกระทาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอากระแสไฟฟ้าของผู้เสียหายไปใช้โดยไม่เสียค่าไฟฟ้าเป็นสาคัญ
การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรพั ย์ และตรงตามคาบรรยายฟ้องและคาขอให้
ลงโทษของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่จาต้องพิจารณาต่อไปว่าการกระทาของจาเลยจะเป็นความผิดฐาน
รว่ มกนั ทาใหเ้ สียทรพั ยห์ รือไม่

ฎีกาท่ี ๒๒๘๖/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๖๙ สัญญาณโทรศัพท์เป็นกรรมวิธีแปลงเสียงพูดให้
เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าน้ันไปในสายลวดไปเข้าเครื่องที่ศูนย์ชุมสายประจาภูมิภาคของ
การส่ือสารแห่งประเทศไทยผู้เสียหาย แล้วแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นวิทยุส่งไปยังเคร่ืองรับ
ปลายทางในตา่ งประเทศ เคร่อื งรบั ปลายทางจะแปลงสัญญาณกลับเปน็ เสยี งพดู อีกคร้งั หน่ึง สัญญาณ
โทรศพั ท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าท่แี ปลงมาจากเสยี งพูดเคลือ่ นทีไ่ ปตามสายลวดทจ่ี าเลยต่อพ่วงเป็นตวั นา
จากท่ีหน่ึงไปยังอีกท่ีหนึ่ง การที่จาเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากสายโทรศัพท์ซ่ึงอยู่ในความ
ครอบครองของผู้เสียหายไปใช้เพ่ือประโยชน์ของจาเลยโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
(ขอ้ สอบฯ ผ้ชู ว่ ยฯ (สนามเลก็ ) เม่ือวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙)

ฎีกาที่ ๗๖๘๐/๒๕๕๓ ฎ.๑๕๒๒ จาเลยทาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้าท่ี
จาเลยมีต่อลูกค้ารวม ๒๓ ราย ให้แก่โจทก์ภายหลังจากนั้นจาเลยกลับใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกค้าบาง
รายชาระค่าสินค้าแก่จาเลย แต่สิทธิเรียกร้องมิใช่วัตถุมีรูปร่างท่ีเคล่ือนท่ีได้อันอาจจะมีการเอาไปได้
ตามความหมายของคาว่า ทรัพย์ ในความผดิ ทางอาญาฐานลักทรัพย์ ท้งั การทีจ่ าเลยไปขอรับเงนิ หรือ
เช็คค่าสินค้าจากลูกค้าก็ไม่ได้เป็นการกระทาแทนโจทก์ เงินและเช็คดังกล่าวยังมิใช่ทรัพย์ของโจทก์
การกระทาของจาเลยจึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์ แต่เป็นเพียงไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
อันเป็นการผดิ สญั ญาทางแพ่งเทา่ นั้น

ฎกี าเรือ่ งอสงั หาริมทรัพย์กถ็ ูกลักได้

ฎีกาที่ ๔๐๙๖/๒๕๕๗ ฮ. เป็นบุคคลสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ฮ. และโจทก์ร่วมเป็นสามีภริยา
ตามกฎหมายของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ฮ. ซ้ือห้องชุด แต่ให้จาเลยถือกรรมสิทธ์ิแทน โดย
จาเลยเปน็ ผู้ถือกญุ แจและชาระคา่ น้า คา่ ไฟฟ้า อันเป็นการกระทาแทน ฮ. ช่ัวครง้ั ช่ัวคราวตามท่ีได้รับ
มอบหมาย กรรมสิทธิ์ที่แท้จริงยังอยู่ที่ ฮ. และโจทก์ร่วม การท่ีจาเลยแจ้งเท็จว่าหนังสือแสดง
กรรมสิทธ์ิห้องชุดฉบับเดิมสูญหายเพื่อขอออกหนังสือแสดงกรรมสิทธหิ์ ้องชุดใหม่ เปล่ียนกุญแจและ
เข้าครอบครองห้องชุดและทรัพย์ต่าง ๆ ในห้องชุดแล้วนาไปขายแก่บุคคลอื่นโดย ฮ. และโจทก์ร่วม
ไมร่ ู้เห็นยินยอม เป็นการแย่งกรรมสิทธ์ิห้องชุดของ ฮ. และโจทก์ร่วมโดยใช้อุบายแยง่ การครอบครอง

420

ต่อมาเม่ือจาเลยนาห้องชุดของโจทก์ร่วมไปขาย เงินที่ได้จากการขายห้องชุดเป็นผลสืบเนื่องจากการ
แย่งกรรมสิทธิ์และการครอบครองของจาเลย เพราะ ฮ. หรือโจทก์ร่วมไม่ได้ส่งมอบการครอบครอง
ใหแ้ กจ่ าเลย การกระทาของจาเลยจึงเปน็ ความผิดฐานลักทรัพย์
ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพยต์ อ้ งมีการพาทรพั ย์เคล่ือนท่ีไปจึงจะเป็นความผิดสาเร็จ ทรัพย์ทีเ่ ป็น
วัตถุที่จะลักได้น่าจะต้องเป็นทรัพย์ท่ีเคล่ือนท่ีได้ อสังหาริมทรัพย์จึงไม่น่าจะลักได้ แต่ถ้านา
ข้อเท็จจริงตรงตามฎีกาน้ีมาออกข้อสอบกฎหมายอาญาในการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือเนติฯ
คงต้องตอบตามฎีกา แต่ถ้าออกข้อสอบอัยการหรือข้อสอบช้ันปริญญาโท น่าจะต้องตอบประเด็น
ความผิดฐานลักทรัพย์ต้องมีการพาทรัพย์เคล่ือนท่ีไปจึงจะเป็นความผิดสาเร็จ ทรัพย์ท่ีเป็นวัตถุที่จะ
ลักไดน้ ่าจะตอ้ งเปน็ ทรพั ย์ทีเ่ คล่อื นที่ได้ และตอบดว้ ยว่ามฎี กี าตัดสินในประเด็นน้อี ยา่ งไร

เปน็ ทรพั ยข์ องผู้อืน่

ข้อ ๖๙ คาถาม นายยอดแอบเข้าไปในถ้าที่บริษัท เอ จากัด ได้รับสัมปทานให้เก็บรังนก
นางแอน่ แต่เพียงผู้เดยี ว แล้วนายยอดแกะรังนกนางแอน่ ท่ีตดิ อยใู่ นถา้ มาได้ ๑ กิโลกรมั นายยอดกน็ า
รังนกนางแอ่นน้ันมาวางไว้ท่ีหน้าบ้านของตน ต่อมานายแย่มาหานายยอดพูดคุยกันได้สักครู่หนึ่ง
นายแย่เห็นรังนกนางแอ่นวางอยู่จึงแอบหยิบรังนกนางแอ่นไปจากหน้าบ้านของนายยอด ขณะเดิน
กลับบ้านนายแย่เห็นรถจักรยานยนต์ท่ีนายยิ่งลักมาจากนายเยี่ยม นายแย่ก็ขับรถจักรยานยนต์
คนั ดังกล่าวกลบั บา้ นไปพร้อมกับรงั นกนางแอ่น

ใหว้ ินจิ ฉยั วา่ นายยอดและนายแย่มคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ ความผิดฐานลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของ
รวมอยู่ด้วยไปโดยเจตนาทุจริต แม้บริษัท เอ จากัด ได้รับสัมปทานให้เก็บรังนกนางแอ่นในถ้า
แต่เพียงผู้เดียว แต่การท่ีบริษัท เอ จากัด ยังไม่ได้แกะรังนกนางแอ่นออกมา จึงยังไม่ได้เข้าถือเอา
รังนกนางแอ่น บริษัท เอ จากัด จึงยังไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ รังนกนางแอ่นยังคงเป็น
สังหาริมทรัพย์ท่ีไม่มเี จา้ ของ แม้นายยอดแกะรงั นกนางแอ่นทต่ี ิดอยู่ในถ้าไป กไ็ ม่เป็นการเอาทรัพย์
ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยเจตนาทุจริต เพราะรังนกนางแอ่นยังเป็น
สงั หารมิ ทรัพย์ที่ไมม่ ีเจา้ ของ นายยอดจงึ ไมม่ คี วามผดิ ฐานลกั ทรัพย์ (ฎีกาที่ ๒๗๖๓/๒๕๔๑)
การท่ีนายยอดแกะรังนกนางแอ่นเอามาเป็นของตนเอง แม้จะเป็นการเข้าถือเอา
สังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ แต่การเข้าถือเอาดังกล่าวขัดต่อสิทธิของบริษัท เอ จากัด ซ่ึงเป็น
การเข้าถือเอาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายยอดจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรังนกนางแอ่น รังนก
นางแอ่นดังกล่าวยังเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ การท่ีนายแย่เอารังนกนางแอ่นไปจาก
นายยอดจึงไมเ่ ป็นความผดิ ฐานลักทรพั ย์ เพราะไมเ่ ป็นการเอาทรพั ย์ของผูอ้ ืน่ ไป
แม้นายยิ่งจะลักรถจักรยานยนต์มาจากนายเย่ยี ม แต่รถจักรยานยนต์ดังกลา่ วยังเป็นทรัพย์
ของผู้อนื่ ท่ีเป็นทรัพยท์ ี่ถูกลักได้ เพราะกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ก็ยังเป็นของนายเย่ียมซึ่งเป็น

421

ทรัพย์ของผู้อ่ืน การท่ีนายแย่เอารถจักรยานยนต์ไปจากนายย่ิง จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป
โดยเจตนาทุจริต นายแย่จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ที่นายยิ่งมีสิทธิครอบครองดูแลไว้เพ่ือคืนแก่
นายเย่ยี ม (ฎีกาที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๔)

ฎกี าที่ ๒๗๖๓/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๗ น.๔๒, ท่ี ๖๗๓๖/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๒๖ แม้บรษิ ัท ร.
จะได้รับสัมปทานเก็บรังนกจากรัฐบาลแต่ผู้เดียวก็ตาม หากยังมิได้เข้าถือเอา ก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๑๘ จาเลยมาเกบ็ รังนกไปจงึ ไม่มีความผิดฐานลกั ทรพั ย์ของบริษัท ร.

ฎีกาที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๔ ฎ.๔๒๗ จาเลยเอารถจักรยานยนตไ์ ปจาก ส. โดยทุจริต แม้เป็นการ
เอาไปจากการครอบครองของ ส. ท่ีลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง จาเลยก็มีความผิดฐาน
ลกั ทรพั ยข์ อง ส. ท่มี ีสิทธิครอบครองดแู ลไว้เพ่อื คนื แก่ผ้เู สียหาย

ขอ้ ๗๐ คาถาม นายเอกเป็นเจ้าของบ้านหลังหน่ึงในจงั หวัดพัทลุง นายเอกรับราชการอยู่ท่ี
กรุงเทพมหานคร นาน ๆ จึงจะกลับบ้านครั้งหน่ึง ต่อมามีนกนางแอ่นมาทารังในบ้านนายเอก
นายเอกพบเข้าก็ตั้งใจว่าส้ินปีจะมาเก็บรังนกนางแอ่นไปขายฉลองปีใหม่ โดยปิดบ้านไว้เช่นเดิม
แต่นายโทเข้ามาในบ้านของนายเอกแล้วแกะรังนกนางแอ่นจากฝาบ้านของนายเอกไป ระหว่างท่ี
นายโทกาลังเดินกลับบ้านนายโทเห็นงูเห่าเลื้อยมาตามถนน ขณะนั้นนายเอกกาลังเดินทางกลับบ้าน
ผ่านมาพอดี นายเอกจงึ เอาก้อนหินขว้างงเู ห่าดังกล่าวหลังหัก ขณะที่นายเอกกาลังจะเดินไปจับงเู ห่า
ตัวดังกล่าวน้ัน นายโทซ่ึงเห็นเหตุการณ์ได้เดินเข้ามาจับงูเห่าตัวดังกล่าวไป เน่ืองจากนายโทอยู่ใกล้
กว่านายเอก

ให้วินิจฉยั ว่า นายโทมคี วามผิดฐานใด
คาตอบ เม่ือนกนางแอ่นมาทารังในบ้านของนายเอก แม้นายเอกยังไม่ได้แกะรังนกนางแอ่น
ออกมาจากฝาบ้าน แต่ต้องถือว่านายเอกซึ่งเป็นเจ้าของบ้านได้ยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้าน
นายเอกจึงได้กรรมสิทธ์ิรังนกนางแอ่นซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ท่ีไม่มีเจ้าของโดยเข้าถือเอา ตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๘ การที่นายโทเข้ามาในบ้านของนายเอกแล้วแกะ
รังนกนางแอ่นจากฝาบ้านของนายเอกไป จึงเป็นการเอาทรัพย์ของนายเอกไปโดยเจตนาทุจริต
นายโทจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามมาตรา ๓๓๕ (๘) บทหน่ึง (ศาสตราจารย์จิตติ
ติงศภัทิย์. กฎหมายอาญาภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ พ.ศ. ๒๕๕๓, หัวขอ้ 1187 หน้า ๕๓๐) และ
การเข้าไปในเคหสถานซ่ึงอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีความผิด
ฐานบุกรุกอกี บทหน่งึ
การที่นายเอกเอาก้อนหินขว้างงเู ห่าจนหลังหัก ก่อนที่นายเอกจะเดินไปจับงูเห่า นายโทเดิน
เข้ามาจับงูเห่าตัวดังกล่าวไปน้ัน งูเห่าตัวดังกล่าวเป็นสัตว์ป่าที่นายเอกทาให้บาดเจ็บแล้วติดตาม
ไปและบคุ คลอ่ืนจับสัตว์ป่าน้ันได้ นายเอกย่อมเป็นเจ้าของงเู ห่าตวั ดงั กล่าว ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๒๒ แม้นายเอกจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ แต่การที่นายเอกยังไม่ได้

422

เข้าถือเอางูเห่าตัวดังกล่าว นายเอกหามีสิทธิครอบครองงูเห่าตัวดังกล่าวไม่ เพราะถือว่ายังไม่มี
การยึดถือควบคุมสัตว์น้ันอย่างแท้จริง การท่ีนายโทมาจับงูเห่าไป จึงไม่เป็นการแย่งการ
ครอบครองงูเห่าของนายเอก นายโทจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ แต่การท่ีนายโทจับงูเห่าไป
เป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อ่ืน แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต นายโท
จึงมีความผิดฐานยกั ยอก (ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย.์ กฎหมายอาญาภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓
พ.ศ.๒๕๕๓, หัวขอ้ 1187 หนา้ ๕๓๑)
ข้อสังเกต เรื่องขโมยรังนกนางแอ่นหากนักศึกษาอ่านคาพิพากษาฎีกาแล้วจาโดยไม่วิเคราะห์ให้ดี
อาจจะทาข้อสอบขอ้ นีผ้ ิด เพราะตามฎีกาที่ ๖๗๓๖/๒๕๔๑ จะเป็นรงั นกตามถ้าในธรรมชาติ แต่ตาม
คาถามเป็นรังนกในบา้ น ซ่ึงถือว่าเจ้าของบา้ นยึดถือทุกสิ่งทุกอยา่ งทอ่ี ยู่ในบ้าน จึงเป็นสังหารมิ ทรัพย์
ท่ีเจา้ ของบ้านเขา้ ถอื เอาจนได้กรรมสทิ ธิแ์ ลว้ หากคนอ่นื เอาไปก็ผิดฐานลักทรัพย์

ข้อ ๗๑ คาถาม นายหนึ่งปลูกต้นยางในที่ดินมีโฉนดของตนแปลงหนึ่งซึ่งมีการล้อมร้ัวแสดง
อาณาเขตไว้ และนายหนึ่งได้เช่าท่ีดินมีโฉนดจากนายสองปลูกต้นยางอีกแปลงหน่ึงด้วย ต่อมา
นายหนึ่งไม่มีเงินจึงไม่ชาระค่าเช่าให้นายสอง ส่วนนายสามเจ้าหน้ีตามคาพิพากษาได้ยึดท่ีดินของ
นายหนึ่งและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้เคาะไม้ขายทอดตลาดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ
โดยนายสามเป็นผู้ซ้ือที่ดินดังกล่าวและได้ชาระราคาเรียบร้อยในวันน้ันแล้ว โดยนายหนึ่งได้ไปดูแล
การขายทอดตลาดด้วย ในวันนั้นนายสามได้ห้ามไม่ให้นายหนึ่งเข้าไปกรีดยางในท่ีดินที่ตนซ้ือ
นายหน่ึงโต้แย้งว่ากรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองยังเป็นของตน และนายสองห้ามไม่ให้นายหนึ่ง
ไปกรีดยางในท่ีดินของนายสองที่นายหนึ่งเช่าอยู่ นายหนึ่งโต้แย้งว่าตนมีสิทธิกรีดยาง เวลาตี ๓ ของ
วันรุ่งข้ึน ก่อนที่นายสามจะไปจดทะเบียนโอนท่ีดินมาเป็นของตน นายหน่ึงได้เข้าไปกรีดยางในที่ดิน
ท่นี ายสามซื้อไดแ้ ละในที่ดนิ ของนายสองแล้วเอาน้ายางทก่ี รีดได้มาก่อนสวา่ งดังที่เคยทามา

ให้วินจิ ฉัยว่า นายหน่ึงมีความผดิ เกี่ยวกบั ทรัพยฐ์ านใดหรอื ไม่
คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายหน่ึงต่อนายสาม การที่นายหนึ่งปลูกต้นยางในท่ีดิน
มีโฉนดของตน ต้นยางที่ปลูกเป็นไม้ยืนต้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินที่ไม้นั้นข้ึนอยู่ เม่ือ
เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เคาะไม้ขายทอดตลาดท่ีดินให้แก่นายสาม การขายทอดตลาดย่อม
บริบูรณ์เม่ือผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๕๐๙ ดังนั้น สิทธิของนายสามในฐานะผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดจึงเกิดขึ้นแล้ว
แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนโอน (เทียบฎีกาที่ ๗๘๒๒/๒๕๔๗) ต้องถือว่านายสามได้กรรมสิทธ์ิในท่ีดิน
และต้นยางซ่ึงเป็นส่วนควบของท่ีดิน (เทียบฎีกาที่ ๘๐๒/๒๕๔๔) การท่ีนายหน่ึงได้เข้าไปกรีดยาง
จากต้นยางของนายสาม ยางที่กรีดได้เป็นดอกผลของต้นยางย่อมเป็นทรัพย์ของนายสามซ่ึงเป็น
เจ้าของกรรมสทิ ธต์ิ น้ ยางตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖
การท่ีท่ีดินที่นายสามซื้อมีการล้อมรั้วแสดงอาณาเขตไว้ แม้นายสามจะได้กรรมสิทธิ์ในท่ีดิน

423

แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่านายสามเข้าครอบครองที่ดิน ต้องถือว่านายหนึ่งยังคงครอบครองท่ีดินอยู่
เม่ือนายหน่ึงซ่ึงเป็นเจ้าของท่ีดินเดิมยังครอบครองที่ดิน นายหนึ่งจึงยังครอบครองต้นยางและ
ยางที่กรีดได้ซึ่งเป็นดอกผลของต้นยางด้วย การท่ีนายหน่ึงเอายางที่กรีดได้ไปก็ไม่เป็นการเอาไป
ซ่ึงการครอบครองทรัพย์ของผู้อ่ืนโดยเจตนาทุจริต การกระทาของนายหนึ่งจึงไม่มีความผิด
ฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ แต่เป็นกรณีท่ีนายหน่ึงครอบครองทรัพย์
ซ่ึงเป็นของผู้อื่นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยเจตนาทุจริต อันเป็นความผิดฐาน
ยักยอกตามมาตรา ๓๕๒ นายหนงึ่ จึงมคี วามผดิ ฐานยักยอกทรัพย์ของนายสาม

ดังท่ีวินิจฉัยมาแล้วว่านายหนึ่งยังคงครอบครองที่ดินท่ีนายสามซ้ือได้โดยนายหนึ่งยังไม่ ได้
ส่งมอบการครอบครองคืนนายสาม แม้นายหน่ึงจะเข้าไปกรีดยางในที่ดนิ ต่อไป แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเพื่อ
รบกวนการครอบครองที่ดินของนายสามโดยปกติสุขตามมาตรา ๓๖๒ เพราะเป็นการใช้สิทธิ
ครอบครองของตนเอง ซึ่งนายสามต้องดาเนินการให้นายหนึ่งส่งมอบที่ดินทางแพ่งต่อไป
นายหนงึ่ จึงไม่มคี วามผิดฐานบกุ รกุ

ความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่งต่อนายสอง การท่ีนายหนึ่งเช่าท่ีดินมีโฉนดจากนายสอง
ปลูกต้นยาง แม้ต้นยางจะเป็นไม้ยืนต้น แต่ก็เป็นทรัพย์ซ่ึงติดกับที่ดินซึ่งผู้มีสิทธิในท่ีดินของผู้อื่น
ใช้สิทธิปลูกไว้ด้วย ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดิน ต้นยางจึงเป็นกรรมสิทธ์ิของนายหนึ่งไม่ใช่
ของนายสอง ยางท่ีกรีดได้เป็นดอกผลของต้นยางย่อมเป็นของนายหน่ึงซ่ึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ
ต้นยางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖ เมื่อยางท่ีกรีดได้เป็นกรรมสิทธ์ิของ
นายหน่ึงการที่นายหน่ึงเอาไปจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพยห์ รือยักยอก เพราะไม่ใช่ทรัพย์ของ
ผู้อ่ืนหรือผู้อ่ืนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การกระทาของนายหนึ่งขาดองค์ประกอบภายนอกของ
ความผิดฐานลกั ทรัพย์และยักยอก แม้นายหน่งึ จะไม่ชาระค่าเช่าใหน้ ายสอง ก็เปน็ เรื่องทน่ี ายสอง
ต้องไปฟ้องร้องทางแพ่งเอง นายหนึ่งจึงไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อนายสอง (เทียบฎีกาที่
๗๑๙๓/๒๕๔๗)
ข้อสังเกต การนาฎีกาที่ ๗๑๙๓/๒๕๔๗ มาแต่งเป็นคาถาม ผู้แต่งนาหลักกฎหมายตามที่ศาลฎีกา
วินจิ ฉัยไวม้ าแต่งขอ้ สอบ โดยเปลี่ยนข้อเทจ็ จรงิ ไป กลา่ วคือ นาหลักกฎหมายที่ฎกี าที่ ๗๑๙๓/๒๕๔๗
ตัดสินว่า การปลูกต้นยางพาราลงในท่ีดินโดยมีสิทธิ ไม่ทาให้ต้นยางพาราท่ีปลูกไว้เป็นส่วนควบของ
ทีด่ ิน แต่เป็นของผู้ปลกู ต้นยางพารา ส่วนผลของการวินิจฉัยจะแตกต่างกัน กลา่ วคือ ข้อเท็จจริงตาม
ฎีกา คนอื่นมาลักกรีดยาง จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แต่คาถามในข้อนี้เจ้าของต้นยางเป็น
ผู้กรีดยาง จึงไม่เป็นลักทรัพย์ เป็นการเทียบเฉพาะหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาได้ตัดสินไว้ การตอบ
คาถามประเภทนี้ นักศึกษาต้องเขา้ ใจขอ้ กฎหมายที่ศาลฎกี าตัดสินไว้ จึงจะตอบคาถามได้

ฎีกาท่ี ๗๘๒๒/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๒๔ การพิจารณาเร่ืองอานาจฟ้องต้องพิจารณาใน
ขณะท่ีโจทก์ย่ืนคาฟ้องต่อศาล โจทก์ประมูลซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงาน
บังคับคดีตามคาสั่งศาล ดังน้ัน นับแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยการ
เคาะไม้ โจทก์ย่อมมีสิทธิในทรัพย์พิพาทโดยบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๐ อันเป็นกฎหมาย

424

สารบัญญัติ แมภ้ ายหลังการขายทอดตลาดจาเลยได้ย่ืนคาร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๓๐๙ ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลก็ตาม
คงเป็นเพียงการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเท่าน้ัน หาใช่เร่ืองการขายทอดตลาดตกเป็นโมฆะ
ไม่ และตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคาพิพากษาหรือคาส่ังเพิกถอนการขายทอดตลาด สิทธิของโจทก์ใน
ทรัพย์พิพาทก็ยังคงบรบิ ูรณ์อยู่ คาร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
วิธีสบัญญัติของจาเลยไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ จาเลยไม่มีสิทธิใด ๆ
ในทรพั ยพ์ พิ าทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จาเลยและบริวารออกไปจากทรัพย์พิพาท และจาเลย
เพิกเฉย โจทก์จึงมีอานาจฟ้องขับไล่จาเลยออกไปจากทรัพย์พิพาท และเรียกค่าเสียหายจากการ
เพิกเฉยไม่ออกไปจากทรพั ย์พพิ าทซึง่ เปน็ การละเมิดต่อโจทกด์ ้วย

ฎีกาที่ ๘๐๒/๒๕๔๔ ฎ.๔๔๒ บ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินในลักษณะตรึงตราถาวรนับได้ว่าเป็น
ส่วนซ่ึงโดยสภาพเป็นสาระสาคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจาก
จะทาลาย ทาใหบ้ ุบสลาย หรือทาใหท้ รัพยน์ ั้นเปลย่ี นแปลงรูปทรงหรือสภาพไป บ้านจึงเป็นส่วนควบ
ของทีด่ นิ ผ้ซู ือ้ ทด่ี ินย่อมมกี รรมสทิ ธิ์ในบา้ นซงึ่ เปน็ ส่วนควบนัน้ ดว้ ย ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๔

ฎีกาที่ ๗๑๙๓/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๙๖ การที่ผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ปลูก
ต้นยางพาราลงในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตเหมืองแร่ซ่ึงเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือ
ประทานบัตรตาม พ.ร.บ. เหมืองแร่ฯ มาตรา ๗๓ ไม่ทาให้ต้นยางพาราท่ีปลูกไว้เป็นส่วนควบของ
ทด่ี ินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖ ยางพารายงั คงเปน็ ทรัพยส์ นิ ของโจทกผ์ ู้ถือประทานบัตร การที่จาเลย
กรดี เอาน้ายางพาราจากตน้ ยางพาราของโจทกไ์ ปจึงเปน็ ความผดิ ฐานลักทรพั ย์

ข้อ ๗๒ คาถาม นายดาให้นายแดงและนายขาวเช่าที่ดินทาสวนมะม่วง ต่อมานายดา
ตอ้ งการเลิกสัญญาเช่า โดยนายดาตกลงกับนายแดงได้ว่านายแดงยอมขายต้นมะม่วงให้นายดาราคา
๑๐,๐๐๐ บาท โดยนายแดงได้รับเงินไปแล้ว ต่อมาภายหลังนายแดงเสียดายจึงบอกนายดาว่า
จะไม่ขายแล้ว แต่นายดาไม่ยอมโดยอ้างว่าได้รับเงินไปก็ต้องจบแล้ว ส่วนนายดาและนายขาว
ยงั ตกลงกันไมไ่ ดโ้ ดยนายขาวยังครอบครองสวนมะม่วงอยู่ นายดาเห็นว่ามะม่วงในสวนทน่ี ายแดงและ
นายขาวปลูกลูกดกมากต้องการเอาไปเป็นอาหารเย็น นายดาจึงสอยมะม่วงส่วนท่ีติดทางสาธารณะ
และผลมะม่วงย่ืนออกมานอกถนนท่ีนายแดงและนายขาวปลูกสวนละ ๑๐ ผล รวมเป็น ๒๐ ผล
เม่อื เอามะม่วงใส่ตะกร้าแล้วขณะทีน่ ายดากาลังจะเดินกลบั บ้าน นางดีภรรยาของนายดา เห็นนายดา
ถอื มะมว่ ง ซึง่ นางดีทราบความขดั แย้งเร่ืองการเชา่ ของสามีกับผู้เช่า จึงสอบถาม นายดาบอกว่าเอามา
จากสวนที่ให้เช่า แล้วนางดีก็ช่วยนายดาถือมะม่วงดังกล่าวกลับไปบ้านแล้วรับประทานด้วยกัน
จนหมด

ให้วินจิ ฉัยวา่ นายดาและนางดมี ีความผิดเกย่ี วกบั ทรพั ยฐ์ านใดหรอื ไม่
คาตอบ การท่ีนายดาให้นายแดงและนายขาวเช่าท่ีดินทาสวนมะม่วง แม้ต้นมะม่วงจะเป็น

425

ไม้ยืนต้น แต่ก็เป็นทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินซ่ึงนายแดงและนายขาวผู้มสี ิทธิในที่ดนิ ของนายดาใช้สิทธิ
ปลูกไว้ ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดิน ต้นมะม่วงจึงเป็นกรรมสิทธ์ิของนายแดงและนายขาว
ผเู้ ช่าทด่ี ิน (เทยี บฎีกาท่ี ๗๑๙๓/๒๕๔๗) ไม่ใช่ของนายดาเจ้าของทดี่ นิ

ต่อมานายดาต้องการเลิกสัญญาเช่า โดยนายดาตกลงกับนายแดงได้ว่านายแดงยอมขาย
ตน้ มะม่วงให้นายดาราคา ๑๐,๐๐๐ บาท แม้จะเป็นการขายต้นมะม่วงซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ แต่
เมื่อนายแดงได้รับเงินไปแล้ว ต้นมะม่วงทนี่ ายแดงปลูกย่อมตกเปน็ ส่วนควบของทีด่ ินนายดาทันที
โดยไม่ต้องทาสัญญาเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี (เทียบฎีกาที่ ๑๗๑๑, ๑๗๑๒/
๒๕๔๖) แม้ต่อมาภายหลังนายแดงเสียดายจึงบอกนายดาว่าจะไม่ขายแล้ว แต่ก็ไม่ทาให้ต้นมะม่วง
ท่ตี กเป็นส่วนควบของท่ดี ินไปแล้ว กลับไม่เป็นส่วนควบของท่ดี ินแต่อย่างใด ต้นมะม่วงท่ีนายแดง
ปลูกจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายดา ผลมะม่วงเมื่อสอยลงมาย่อมเป็นดอกผลของต้นมะม่วง
ซงึ่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายดาเจา้ ของตน้ มะม่วง การท่ีนายดาเอามะม่วงในสวนท่ีนายแดงปลูกไป
๑๐ ผล จึงไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริต เพราะไม่ใช่ทรัพย์ของผู้อื่น
การกระทาขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานลักทรัพย์ นายดาจึงไม่มีความผิดฐาน
ลักทรพั ยข์ องนายแดง

ส่วนการท่ีนายดาต้องการเลิกสัญญากับนายขาว แต่ยังตกลงกันไม่ได้โดยนายขาวยัง
ครอบครองสวนมะมว่ งอยู่นัน้ ไดว้ นิ ิจฉยั มาแลว้ ว่าต้นมะม่วงที่นายขาวปลูกเป็นกรรมสทิ ธิ์ของนาย
ขาวผู้เชา่ ท่ีดนิ ผลมะม่วงเมอ่ื สอยลงมาย่อมเป็นดอกผลของต้นมะม่วง ซ่ึงจะตกเปน็ ของนายขาว
เจ้าของต้นมะม่วง ไม่ใช่ของนายดาเจ้าของท่ีดิน การที่นายดาสอยมะม่วงในสวนท่ีนายขาวปลูก
๑๐ ผล แล้วเอาไป เป็นการเอาทรัพย์ของนายขาวไปโดยเจตนาทุจริต จึงเป็นความผิดฐาน
ลักทรพั ย์

เมื่อนายดาสอยและเอามะม่วงใส่ตะกร้าเป็นการพาเอามะม่วงของนายขาวเคลื่อนที่ไป
ซงึ่ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของนายขาวสาเรจ็ แล้ว แม้ขณะท่ีนายดากาลังจะเดนิ กลับบ้านนางดี
ภรรยาของนายดามาช่วยนายดาถือมะม่วงกลบั บ้าน นางดีก็ไม่เป็นตัวการร่วมกันกับนายดาในการ
ลักทรัพย์ เพราะการเป็นตัวการต้องมีการกระทาร่วมกันและเจตนาร่วมกันขณะกระทาความผิด
แต่คดีน้ีนางดีมาร่วมกบั นายดากระทาหลังจากนายดากระทาผดิ ฐานลักทรพั ย์ของนายขาวสาเร็จแล้ว
นายดาจึงมีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ของนายขาว ไม่ใช่ร่วมกันลักทรัพย์ต้ังแต่ ๒ คนข้ึนไป
(เทยี บฎกี าที่ ๒๔๓๙/๒๕๓๙)

การที่นายดารับประทานมะม่วงของนายขาวหมดไป ไม่เป็นการทาให้มะม่วงซ่ึงเป็นทรัพย์
ของนายขาวเสียหาย ทาลาย ทาให้เสื่อมค่า หรือทาให้ไร้ประโยชน์ เพราะเม่ือนายดาเป็น
ผู้กระทาความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว นายดากระทาการต่อทรัพย์ดังกล่าวย่อมไม่เป็นความผิด
ฐานทาให้เสียทรัพย์อีก รวมท้ังการกระทาดังกล่าวยังเป็นการใช้ประโยชน์ตามสภาพปกติของ
ทรัพย์น้ัน การกระทาขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิด นายดาจึงไม่มีความผิดฐานทาให้
เสียทรพั ย์

426

การที่นางดชี ่วยนายดาถือมะม่วงที่นายแดงปลูกกลับบ้าน นางดไี ม่มคี วามผิดฐานลักทรัพย์
ของนายแดงเช่นเดียวกับนายดา เพราะผู้ที่จะเป็นตัวการร่วมกัน ผู้ลงมือต้องมีความผิดตัวการ
จึงจะมีความผิด

นางดีช่วยนายดาถือมะม่วงของนายขาวกลับบ้าน แม้จะเป็นการร่วมกับนายดาเอาทรัพย์
ของนายขาวไป แต่นางดีไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายขาว เพราะไม่ได้เป็นตัวการร่วมกับ
นายดาดังที่วินิจฉัยมาแล้ว นอกจากนี้การจะเป็นผู้สนับสนุนได้นั้น จะต้องเป็นการช่วยเหลือหรือ
ให้ความสะดวกแก่ผู้กระทาความผิดก่อนหรือในขณะกระทาความผิด แต่คดีนี้นางดีช่วยเหลือ
นายดาผู้กระทาความผิดฐานลักทรัพย์ของนายขาวหลังจากนายดากระทาความผิดสาเร็จแล้ว
นางดีจึงไม่เป็นผู้สนับสนุนนายดาลักทรัพย์ของนายขาว แต่การที่นางดีช่วยนายดาถือมะม่วงของ
นายขาวกลับบ้าน โดยทราบว่านายดาเอามาจากสวนที่ให้เช่า เป็นการช่วยพาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์
อันได้มาโดยการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ นางดีมีเจตนากระทาความผิดฐานรับของโจร
(ฎกี าท่ี ๒๔๓๙/๒๕๓๙)

การที่นางดีรับประทานมะม่วงของนายขาวหมดไปน้ัน เมื่อนางดีกระทาความผิดฐาน
รับของโจรในทรัพย์ที่ลักมาแล้ว และเป็นการใช้ประโยชน์ตามสภาพปกติของทรัพย์นั้น นางดี
จึงไมม่ คี วามผิดฐานทาใหเ้ สียทรพั ย์อกี
ข้อสังเกต เมื่อนักศึกษาอ่านฎีกา แล้วพบฎีกาท่ีน่าสนใจนักศึกษาควรจะลองนาข้อเท็จจริงตามฎีกา
มารวมกับข้อเท็จจริงตามฎีกาอื่น เพื่อออกเป็นข้อสอบแล้วทดลองทาข้อสอบดังกล่าว หากฎีกาท่ี
นักศึกษาได้ทดลองทาดังกล่าวออกเป็นข้อสอบ นักศึกษาจะเขียนตอบข้อสอบได้อย่างแม่นยาและ
รวดเรว็ เพ่ือจะได้นาเวลาท่ีเหลือไปเขียนตอบข้อสอบข้ออื่นทีน่ ักศึกษาเขียนได้ช้ากว่าปกติ การเขียน
ตอบคาถามข้อนี้ขอให้สังเกตด้วยว่าจะวินิจฉัยรวมกันว่านายแดงและนายขาวเป็นเจ้าของต้นมะม่วง
ไมใ่ ชข่ องนายดาเจา้ ของที่ดิน เนื่องจากใช้ข้อกฎหมายเดียวกัน หลังจากน้ันจึงวินิจฉัยความรบั ผดิ ทาง
อาญาของนายดาต่อนายแดง และนายดาต่อนายขาว แล้วจึงวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนางดี
ต่อนายแดง และนางดีต่อนายขาวตามลาดับ ซึ่งก็จะทาให้การวินิจฉัยไม่สับสนและครบถ้วนทุก
ประเด็น การฝึกจดั ลาดับประเดน็ ในการเขยี นตอบก็เปน็ เรื่องสาคัญสาหรบั คาถามข้อน้ี เพราะคาถาม
มีหลายประเดน็

ฎีกาที่ ๑๗๑๑-๑๗๑๒/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๖ แม้การที่จาเลยที่ ๑ ปลูกสร้างอาคาร
ตึกแถว ตลาดสด ถนนและลานจอดรถ ลงบนท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๑๙๒๒ ของโจทก์โดยอาศัยสิทธิตาม
สัญญาเช่าท่ีดินและโดยความยินยอมของโจทก์ ส่ิงปลูกสร้างเหล่าน้ีจะไม่ถือเป็นส่วนควบของที่ดิน
โฉนดเลขท่ี ๑๙๒๒ ไม่ตกเป็นกรรมสิทธ์ิของโจทก์ แต่ตามข้อความในสัญญาเช่า จาเลยผู้เช่าที่ดินได้
แสดงเจตนาสละสิทธิของตน โดยยอมรับท่ีจะไม่ร้ือถอนส่ิงปลูกสร้างเหล่านั้นออกไปจากท่ีดินที่เช่า
โดยไม่มีเง่ือนไขอย่างใด ๆ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จาเลยที่ ๑ เช่าที่ดินต่อไปและได้
บอกกล่าวแก่จาเลยทั้งสองแล้ว จาเลยท่ี ๑ จึงไม่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์
ต่อไป ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อาคารตึกแถว ตลาด ถนนและลานจอดรถท่ีจาเลย

427

ที่ ๑ ได้ปลูกสร้างไว้ย่อมตกเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขท่ี ๑๙๒๒ หลังจากสัญญาเช่าส้ินสุดลง
และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งเป็นเจา้ ของท่ีดินดงั กล่าว เมื่อสัญญาเช่าท่ีดินไม่มีขอ้ ตกลงให้โจทก์
ผู้ให้เช่าต้องใช้ราคาหรือค่าทดแทนส่ิงปลูกสร้างบนท่ีดินให้แก่จาเลยท่ี ๑ ผู้เช่า ในกรณีท่ีจาเลยที่ ๑
ไม่อาจรื้อถอนส่ิงปลูกสร้างบนที่ดินออกไปได้ จาเลยที่ ๑ จึงไม่อาจเรียกร้องให้โจทก์ใช้ราคาหรือ
ค่าทดแทนสิ่งปลูกสรา้ งบนทด่ี นิ ของโจทก์ใหแ้ กจ่ าเลยที่ ๑ ได้

ฎีกาที่ ๒๔๓๙/๒๕๓๙ ฎ.ส.ล.๗ น.๓๒ ส. ลักสุราของผู้เสียหายออกจากโรงเก็บสินค้า ก.
ไปเก็บไวท้ โ่ี รงเก็บสินค้า ล. แล้ว ส. พาจาเลยไปขนสุราซึง่ กองอยูห่ น้าโรงเก็บสนิ คา้ ล. ขณะที่จาเลย
ไปช่วยขนสุราของผู้เสียหายเป็นเวลาที่ ส. ลักสุราของผู้เสียหายเสร็จแล้ว จาเลยจึงมิได้เป็นตัวการ
ร่วมกับ ส. ลกั ทรัพย์ แต่จาเลยผดิ ฐานรบั ของโจร

เปน็ ทรัพยข์ องผู้อ่ืน

ฎีกาที่ ๑๒๘๕๗/๒๕๕๕ ฎ.๑๓๔๐ เสารั้วต้นกระถินเป็นไม้ท่ีเกิดข้ึนในที่ดินพิพาทโดย
ธรรมชาติเป็นดอกผลอันเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในที่ดินพิพาท จาเลยซ่ึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท
จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การที่จาเลยกับพวกรื้อถอนเสาร้ัวออกจากท่ีดินพิพาท หากจาเลยนาเสาร้ัว
ของตนไป การกระทาของจาเลยไม่เปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์

ฎีกาที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๔ ฎ.๔๒๗ จาเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจาก ส. โดยทุจริต แม้เป็นการ
เอาไปจากการครอบครองของ ส. ที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง จาเลยก็มีความผิดฐาน
ลกั ทรพั ยข์ อง ส. ทม่ี สี ทิ ธคิ รอบครองดูแลไวเ้ พ่ือคนื แก่ผู้เสียหาย

ฎีกาที่ ๑๐๓๑๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๙๕ จาเลยขายรถยนต์ของกลางให้แกผ่ ู้เสียหายโดย
ส่งมอบการครอบครองพร้อมใบแทนคู่มือจดทะเบียนกับลงลายมือชื่อในแบบคาขอโอนและรับโอน
กบั หนังสอื มอบอานาจให้แก่ผเู้ สียหาย โดยทส่ี ัญญาจะซอื้ ขายไม่ได้กาหนดเง่ือนไขการโอนกรรมสิทธิ์
ไว้ การซ้ือขายรถยนต์ของกลางจึงเสร็จเดด็ ขาดและกรรมสทิ ธโ์ิ อนขณะทาสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา
๔๕๓ และมาตรา ๔๕๘ การชาระราคาไม่ครบถ้วนกรณีนี้ไม่เป็นเหตุให้กรรมสิทธ์ิยังไม่ได้โอน
แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงได้กรรมสิทธิ์นับแต่วันทาสัญญา เม่ือสัญญาซ้ือขายไม่กาหนดเวลาชาระ
ราคาไว้ ผู้เสียหายจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดชาระราคา การที่จาเลยเอารถยนต์ของกลางไป จึงไม่มีเหตุ
ท่ีจะอ้างได้ตามกฎหมายและท่ีจาเลยโทรศัพท์นัดหมายให้ผู้เสียหายนารถยนต์ของกลางไปห้างท่ีเกิด
เหตุโดยจาเลยอ้างต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยว่าบัตรจอดรถหาย แล้วใช้บัตรจอดรถท่ีอ้างว่า
หายนารถยนต์ของกลางไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย แสดงว่าได้มีการวางแผนลักทรัพย์
รถยนต์ของผู้เสยี หายไวล้ ่วงหนา้ เปน็ ข้นั ตอน การกระทาของจาเลยเป็นความผดิ ฐานลกั ทรัพย์

ฎีกาที่ ๙๖๐๓/๒๕๕๓ ฎ.๑๙๐๖ โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตกู้ ับจาเลยในราคา ๓๑๐,๐๐๐ บาท
สัญญาระบุว่าจาเลยตกลงรับชาระราคารถยนต์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในวันท่ี ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ส่วน
จานวนท่ีเหลือจะชาระให้จาเลยในวันท่ี ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไข

428

เกีย่ วกับการโอนกรรมสทิ ธิ์ในรถยนตต์ ู้ ดังนั้น จึงเป็นสัญญาซ้ือขายเสรจ็ เด็ดขาด กรรมสทิ ธใ์ิ นรถยนต์
ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมต้ังแต่ขณะเมื่อได้ทาสัญญาซ้ือขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๓, ๔๕๘
แม้จาเลยยังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนช่ือในทะเบียนให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม จาเลย
จงึ ไม่เปน็ เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนตต์ ู้

จาเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ เป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไป
โดยไม่มีอานาจ แม้จาเลยจะอ้างว่าสืบเน่ืองมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชาระหน้ีที่ค้าง แต่ก็เป็นการใช้
อานาจบงั คับให้ชาระหนโี้ ดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์รว่ มค้างชาระราคารถยนต์แก่จาเลยเพียง
ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่จาเลยจะให้โจทก์ร่วมชาระเงินแก่จาเลยถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดังน้ัน
การท่ีจาเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชาระหนี้ จึงเป็นการแสวงหา
ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเอง เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดย
ทจุ รติ มคี วามผดิ ฐานลกั ทรัพย์

ฎีกาที่ ๗๑๙๓/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๙๖ การท่ีผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ปลูก
ต้นยางพาราลงในท่ีดินซึ่งอยู่ในเขตเหมืองแร่ซ่ึงเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการใช้สิทธิในฐานะ
ผู้ถือประทานบัตรตาม พ.ร.บ. เหมืองแร่ฯ มาตรา ๗๓ ไม่ทาให้ต้นยางพาราท่ีปลูกไว้เป็นส่วนควบ
ของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖ ยางพารายังคงเป็นทรัพย์ของโจทก์ผู้ถือประทานบัตร การท่ี
จาเลยกรดี เอาน้ายางพาราจากตน้ ยางพาราของโจทกไ์ ปจึงเป็นความผิดฐานลักทรพั ย์

ฎีกาที่ ๗๘๑๙/๒๕๕๒ ฎ.๒๑๔๑ เม่ือโจทก์นาเงินมาฝากธนาคาร เงินดังกล่าวตกเป็น
กรรมสิทธ์ิของธนาคาร ธนาคารมีหน้าท่ีเพียงคนื เงินเท่าจานวนที่ลูกค้าฝากเท่านั้น โดยไม่จาต้องเป็น
ตัวเงินท่ีลูกค้านามาฝาก การท่ีธนาคารเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าจึงไม่ครบ
องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์
ข้อสังเกต คดีน้ีธนาคารเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เงินท่ีหักออกจากบัญชีของลูกค้าไปชาระหน้ีอ่ืนของ
ธนาคาร ธนาคารจึงไม่ผดิ ลักทรัพย์

ฎีกาที่ ๖๒๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๗๓ การกระทาท่ีจะครบองค์ประกอบความผิดฐาน
ลักทรัพย์นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือท่ีผู้อ่ืนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต
เงินฝากในบัญชีของโจทก์ที่ ๑ ที่ฝากไวก้ ับจาเลยทั้งสองตกเปน็ กรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครอง
ของจาเลยท้ังสอง จาเลยท้ังสองผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากประการใดก็ได้ คงมี
หน้าที่เพียงต้องคืนเงินตามที่โจทก์ท้ังสองฝากไว้เท่าน้ัน โดยไม่จาต้องคืนเงนิ จานวนเดียวกับที่ฝากไว้
การท่ีจาเลยท้ังสองเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์
ทง้ั สองไป การกระทาของจาเลยทงั้ สองจงึ ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลกั ทรัพย์

ฎกี าที่ ๒๗๖๓/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๗ น.๔๒, ที่ ๖๗๓๖/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๒๖ แมบ้ รษิ ัท ร.
จะได้รับสัมปทานเก็บรังนกจากรัฐบาลแต่ผู้เดียวก็ตาม หากยังมิได้เข้าถือเอา ก็ยังไม่ได้กรรมสิทธ์ิ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๘ จาเลยมาเก็บรังนกไปจึงไม่มีความผิดฐาน
ลกั ทรัพยข์ องบรษิ ทั ร.

429

เป็นทรพั ย์ที่มีผอู้ ื่นครอบครองอยู่

ข้อ ๗๓ คาถาม นางดาและนายแดงเปน็ สามีภรรยาโดยจดทะเบยี นสมรสระหว่างท่ีเป็นสามี
ภรรยานางดาและนายแดงร่วมกันปลูกต้นยางพาราในที่ดินมีโฉนดที่นายแดงเป็นผู้เช่ามาจากนาย
เหลือง ที่ดินดังกล่าวมีการล้อมรั้วลวดหนามแสดงอาณาเขตไว้และติดป้ายห้ามไม่ให้บุคคลใดเข้าไป
ในสวนยางอย่างชัดเจน และได้ร่วมกันซื้อบ้านพร้อมท่ีดินโดยใส่ชื่อนางดาเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดิน
เพียงคนเดียว หลังจากปลูกต้นยางได้ ๗ ปี นางดาและนายแดงก็อยู่ร่วมกันที่บ้านที่ซื้อมาและร่วมกัน
กรีดน้ายางนาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ต่อมานายแดงจดทะเบียนหย่ากับนางดาแล้วไปอยู่กินกับ
นางขาวที่จังหวัดอ่ืนไม่เคยกลับมาเย่ียมนางดา นางดาจึงกรีดยางนาเงินมาใช้จ่ายในการอุปการะ
เลี้ยงดูบุตรที่เกิดกับนายแดงและชาระค่าเช่าที่ดิน ผ่านไป ๕ ปี นายแดงกลับมาดูสวนยางพาราและ
ทราบจากชาวบ้านข้างเคียงว่าสัปดาห์น้ีนางดาไม่ได้กรีดยางเนื่องจากหาคนงานไม่ได้ นายแดง
เข้าใจว่ามีอานาจเอาน้ายางพาราซ่ึงตนเป็นเจ้าของรวมได้โดยสุจริต นายแดงจึงไปจ้างนายซื่อให้
เข้าไปกรีดยางในสวนยางดังกล่าว โดยนายแดงบอกนายซ่ือว่าสวนยางเป็นของตน นายซื่อเข้าใจว่า
นายแดงเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองสวนยาง ในค่าคืนนั้นนายซ่ือจึงเข้าไปกรีดยางในสวนยาง
ดังกล่าว หลังจากกรีดยางแล้วระหว่างที่น้ายางยังอยู่ในถ้วยรองน้ายาง ตอนเช้านางดามาท่ีสวนยาง
แล้วพบนายซ่ือ นางดาจึงห้ามไม่ให้นายซื่อเก็บนา้ ยางพาราออกจากถ้วยรองน้ายาง นายซื่อจงึ ไปบอก
นายแดง นายแดงโกรธนางดาท่ีไม่ยอมให้ตนเก็บน้ายางจากถ้วยรองน้ายาง นายแดงจึงฟ้องศาลเป็น
คดีแพ่งขอให้นางดาแบ่งผลประโยชน์จากการกรีดยาง ๕ ปีที่ผ่านมาในช่วงท่ีตนไปอยู่กับนางขาว
และขอลงชื่อกรรมสิทธิ์รวมในบ้านและท่ีดินร่วมกับนางดา นางดาและนายแดงทาสัญญา
ประนีประนอมยอมความกันโดยนางดายอมชาระเงินให้แก่นายแดง ๑๐๐,๐๐๐ บาท และนางดา
ยอมจดทะเบียนให้นายแดงมีกรรมสิทธิ์รวมในบ้านและท่ีดินร่วมกับนางดา ศาลพิพากษาตามยอม
หลังจากศาลพิพากษาตามยอมนายแดงยังมิทันได้บังคับคดี นางดานาเงินที่ต้องชาระ ๑๐๐,๐๐๐
บาท ไปวางชาระหน้ีที่ศาล แต่แอบไปจดทะเบียนขายฝากบ้านพร้อมท่ีดินให้แก่นายตรง แล้วนางดา
นาเงินท่ีได้เก็บไว้คนเดียวโดยไม่บอกนายแดง เม่ือถึงกาหนดไถ่นางดาไม่ยอมไถ่บ้านพร้อมที่ดิน
ดังกล่าว

ให้วินิจฉัยว่า นายแดง นายซื่อ และนางดามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ นางดาและนายแดงร่วมกันปลูกต้นยางพาราในท่ีดินที่นายแดงเช่ามาจากนาย
เหลือง แม้ต้นยางจะเป็นไม้ยืนต้น แต่เป็นทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินซึ่งผู้มีสิทธิในท่ีดินของผู้อื่นใช้สิทธิ
ปลูกสร้างข้ึน ต้นยางจึงไม่เป็นส่วนควบกับท่ีดิน (เทียบฎีกาท่ี ๗๑๙๓/๒๕๔๗) แม้นายแดงจะเป็น
ผู้เช่าที่ดิน แต่นางดาและนายแดงร่วมกันปลูกต้นยางพาราระหว่างท่ีเป็นสามีภรรยากัน ต้นยาง
จึงเป็นสินสมรสระหว่างนางดาและนายแดง เพราะต้นยางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินท่ีได้มาระหว่าง
สมรส หากมีการกรีดยางแลว้ ได้น้ายาง นา้ ยางเป็นดอกผลธรรมดาของตน้ ยาง ยอ่ มเป็นกรรมสิทธ์ิ
ของนางดาและนายแดงซง่ึ เป็นเจา้ ของรวม
ต่อมาเมื่อนางดาและนายแดงจดทะเบียนหย่ากัน แม้ต้นยางในสวนยางดังกล่าวจะเป็น

430

กรรมสิทธิ์ร่วมกันของนางดาและนายแดง แต่การที่นายแดงไปอยู่กินกับนางขาวที่จังหวัดอื่นไม่เคย
กลับมาเยี่ยมนางดา นางดาจึงกรีดยางนาเงินมาใช้จ่ายและชาระค่าเช่าที่ดิน ๕ ปี นางดาจึงเป็น
ผู้ครอบครองสวนยางดังกล่าวเพียงผู้เดียวโดยนายแดงไม่ได้ครอบครองสวนยางด้วย (ฎีกาที่
๓๑๔๒/๒๕๕๗)

การท่ีนายซ่ือเข้าไปกรีดยางในสวนยางที่มีรั้วลวดหนามแสดงอาณาเขตท่ีมีนางดาเป็น
ผู้ครอบครองในเวลากลางคืน แม้จะเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของนางดา อันเป็นการ
รบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุขตามมาตรา ๓๖๒ ประกอบมาตรา
๓๖๕ (๓) และเป็นการลงมือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยในเวลากลางคืนตามมาตรา
๓๓๔ และมาตรา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคหนึ่ง แม้การกระทาของนายซ่ือครบองค์ประกอบ
ภายนอกของความผิดฐานดังกล่าว แต่การบุกรุกและลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ต้องเป็นการ
เขา้ ไปเอาทรพั ย์โดยผูค้ รอบครองและเจ้าของไมย่ ินยอม การที่นายซอื่ กระทาการดังกล่าวโดยเขา้ ใจ
ว่านายแดงเป็นผู้ครอบครองสวนยางและเป็นเจ้าของต้นยาง เท่ากับนายซื่อกระทาการไปโดยไม่รู้
ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกและลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เพราะการ
สาคัญผิดในองค์ประกอบความผิดก็คือกรณีที่ผู้กระทามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของ
ความผิด จะถือว่าผู้กระทาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทาน้ันมิได้ตามมาตรา
๕๙ วรรคสาม ต้องถือวา่ นายซ่ือไม่มีเจตนากระทาผดิ แม้การกระทาจะครบองค์ประกอบภายนอก
ของความผิด แต่เม่ือขาดเจตนาซ่งึ เปน็ องค์ประกอบภายในนายซื่อจึงไม่มคี วามผิดฐานบุกรุกและ
ลักทรัพยใ์ นเวลากลางคนื (ฎีกาท่ี ๕๙๐๗/๒๕๔๖)

เมื่อนายซอื่ ไม่รู้วา่ การกระทานนั้ เป็นความผิด นายแดงจึงไม่ใช่ผกู้ ่อให้ผอู้ ื่นกระทาความผิด
นายแดงจึงไม่เป็นผู้ใช้ตามมาตรา ๘๔ แม้นายซื่อไม่มีเจตนากระทาความผิดดังท่ีวินิจฉัยมาแล้ว แต่
การที่นายซ่ือเข้าไปกรีดยางในเวลากลางคืนเพราะถกู นายแดงหลอกว่าเป็นผู้ครอบครองสวนยางและ
เป็นเจ้าของต้นยาง ต้องถือว่านายซ่ือเป็นเครื่องมือในการกระทาความผิดของนายแดง และถือว่า
นายแดงเป็นผู้กระทาผิดเองโดยทางออ้ ม (ฎีกาที่ ๕๓๑๘/๒๕๔๙) ดังที่วนิ ิจฉยั มาแล้วว่าสวนยางอยู่
ในความครอบครองของนางดา การท่ีนายซื่อเข้าไปกรีดยางในสวนยาง ย่อมถือว่านายแดงบุกรุก
เข้าไปรบกวนการครอบครองสวนยางของนางดาในเวลากลางคืน นายแดงจึงมีความผิดฐาน
บุกรุกในเวลากลางคืน และต้องถือว่านายแดงลงมือเอาทรัพย์ซึ่งนางดาเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
ซ่ึงอยู่ในความครอบครองของนางดาไป จึงเป็นการกระทาโดยมีเจตนาทุจริต ในความผิดฐาน
ลักทรัพย์ แต่เม่ือน้ายางพารายังอยู่ในถ้วยรองน้ายาง มิได้ถูกพาเคลื่อนท่ีไป จึงเป็นกรณีที่นายแดง
ลงมือกระทาความผิดแล้ว แต่กระทาไปไม่ตลอด จึงเป็นเพียงการพยายามกระทาความผิดฐาน
ลกั ทรพั ยใ์ นเวลากลางคนื (ฎีกาท่ี ๓๑๔๒/๒๕๕๗)

แม้นายแดงเข้าใจว่ามีอานาจเอาน้ายางพาราซึ่งตนเป็นเจ้าของรวมได้โดยสจุ ริต แต่เป็นการ
อ้างความไม่รู้ข้อกฎหมาย ซ่ึงใช้แก้ตัวให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้ตามมาตรา ๖๔ แม้
นายแดงฟอ้ งนางดาเป็นคดแี พง่ เพอ่ื ขอแบง่ ผลประโยชน์จากสวนยางแลว้ ทายอมโดยนางดายอมชาระ

431

เงนิ ให้นายแดงและศาลมคี าพิพากษาตามยอม จนนางดานาเงินไปชาระไว้ที่ศาล ก็เป็นเรอ่ื งภายหลัง
ท่ีความผิดคดีนี้เกิดข้ึนแล้ว จึงไม่มีผลลบล้างเปล่ียนแปลงความผิดได้ (ฎีกาที่ ๓๑๔๒/๒๕๕๗)

สาหรับความผิดของนางดาน้ัน การที่นายแดงหย่ากับนางดาแล้วไปอยู่กินกับนางขาว
ท่ีจังหวัดอ่ืน ปล่อยให้นางดากรีดยาง ๕ ปี แม้นางดาจะไม่แบ่งผลประโยชน์จากการกรีดยางให้นาย
แดง แต่ก็เป็นการทาไปเพื่อนาเงินมาอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่เกิดกับนายแดงและชาระค่าเช่าท่ีดิน
เพราะนายแดงทอดทิ้งนางดาไปโดยมิได้เรียกร้องผลประโยชน์ดังกล่าว ก็ถือได้ว่านางดาเข้าใจได้ว่า
ตนมีสิทธินาดอกผลของต้นยางไปใช้ได้ จึงไม่เป็นการเบียดบังทรัพย์ที่ผู้อ่ืนเป็นเจ้าของรวม
อยู่ดว้ ยไปโดยทจุ รติ นางดาไม่มีความผิดฐานยกั ยอกเงนิ ค่าผลประโยชนจ์ ากการกรดี ยางท่ีผา่ นมา
๕ ปี

นางดาเป็นหน้ีตามคาพิพากษาตามยอมต้องจดทะเบียนให้นายแดงมีกรรมสิทธ์ิรวมในบ้าน
และทด่ี ินร่วมกบั นางดา แต่นางดาจดทะเบียนขายฝากบ้านพร้อมท่ีดินให้แกน่ ายตรง เป็นการกระทา
โดยเจตนาเพ่ือมใิ ห้เจา้ หน้ีของตนได้รบั ชาระหน้ี ซ่งึ ไดใ้ ช้สทิ ธิเรยี กรอ้ งทางศาลให้ชาระหน้ี โอนไป
ให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์คือบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นายตรงจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา
๓๕๐ บทหนึ่ง และยังเป็นการครอบครองบ้านพร้อมท่ีดินซ่ึงเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม
อยู่ด้วย แลว้ เบียดบังเอาทรัพยน์ น้ั เป็นของบคุ คลท่ีสามโดยทุจรติ เม่อื นางดาไม่ไดแ้ จง้ นายแดงกอ่ น
ขายบ้านพร้อมท่ีดินและนาเงินท่ีได้เก็บไว้คนเดียว จึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา ๓๕๒
วรรคแรก อีกบทหนึ่ง (ฎีกาท่ี ๑๒๒๕๐/๒๕๕๗) แต่การกระทาดังกล่าวไม่เป็นการกระทาโดย
เจตนาเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคาพิพากษาของศาล ทาให้เสียหาย ทาลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย
หรือทาให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซ่ึงทรัพย์ที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘๗
เพราะถ้ามีการบังคับคดีเอากับบ้านพร้อมท่ีดินตามคาพิพากษาตามยอม นายแดงจะต้อง
ดาเนินการจดทะเบียนทางเจ้าพนักงานที่ดินมิใช่ดาเนินการยึดหรืออายัดโดยเจ้าพนักงานบังคับ
คดี

ฎีกาท่ี ๓๑๔๒/๒๕๕๗ ฎ.๔๕๑ แม้จาเลยและผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมในน้ายางพารา
แต่ขณะนั้นผู้เสียหายเป็นผู้เดียวท่ีครอบครองและได้ประโยชน์ มิใช่ผู้เสียหายครอบครอง
สวนยางพาราแทนจาเลยเพราะจาเลยและผู้เสียหายมีเหตุพิพาทและหย่าขาดจากกนั แลว้ การกระทา
ของจาเลยจึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบดว้ ยกฎหมายสาหรับตนเองเป็นการทุจริต
จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อน้ายางพาราที่กรีดยังอยู่ในถ้วยรองน้ายางยังไม่ได้ถูกนาไป
จึงเปน็ เพียงพยายามกระทาความผิดฐานลักทรพั ย์

จาเลยเข้าใจว่ามีอานาจเอาน้ายางพาราซ่ึงจาเลยเป็นเจ้าของรวมได้โดยสุจริตและ ส.
ก็กระทาโดยเปิดเผย เป็นการอ้างความไม่รู้ข้อกฎหมาย ซ่ึงใช้แก้ตัวให้พ้นจากความรับผิดทางอาญา
ไม่ได้ตาม ป.อ. มาตรา ๖๔ แมจ้ าเลยฟ้องผู้เสียหายเป็นคดีแพง่ เพ่ือขอแบ่งผลประโยชน์จากสวนยาง
ทเี่ กดิ เหตุแล้วทายอมโดยผู้เสียหายยอมชาระเงนิ ให้จาเลยและศาลมคี าพิพากษาตามยอม ก็เป็นเรื่อง
ภายหลังท่ีความผดิ คดีนเ้ี กดิ ข้ึนแล้ว จงึ ไม่มีผลลบล้างเปลยี่ นแปลงความผิดได้

432

ฎีกาท่ี ๑๒๒๕๐/๒๕๕๗ ฎ.๒๐๒๑ การลงทุนทาไร่องุ่นระหว่างโจทก์ร่วมกับจาเลยท่ี
ประเทศออสเตรเลยี อย่ใู นชว่ งเวลาท่ีโจทก์รว่ มกับจาเลยยังคงเป็นสามภี ริยากัน แมจ้ าเลยย้ายกลับมา
อยู่ในประเทศไทย แต่ก็ยังไม่ได้หย่าขาดกับโจทก์ร่วม เงินค่าชดเชยที่รัฐบาลออสเตรเลียจ่ายให้แก่
โจทก์ร่วมและจาเลยกรณีเลิกทาไร่องุ่น เป็นเงินท่ีได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส การท่ี
โจทก์ร่วมส่งเงินค่าชดเชยมาให้แก่จาเลย เงินส่วนน้ีก็ยังคงเป็นสินสมรส เม่ือจาเลยนาเงินไปซ้ือที่ดิน
พร้อมบ้านพิพาท ถึงแม้มีการจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจาเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธ์ิแต่เพียงผู้เดียว
ทรพั ยพ์ พิ าทกเ็ ป็นสนิ สมรสระหวา่ งโจทกร์ ว่ มกบั จาเลย

จาเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับ
จาเลยไว้แก่ ม. ภายหลังท่ีโจทก์ย่ืนฟ้องจาเลยขอหย่าและแบ่งสินสมรส จึงมิใช่ การทาสัญญา
ในลักษณะปกติ แม้คดียังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธ์ิและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ต้องถือว่า
โจทก์ร่วมอยู่ในฐานะเจ้าหน้ีที่มีอานาจฟ้องจาเลย จึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๐

ท่ีดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจาเลย โจทก์ร่วมกับจาเลยจึงเป็น
เจ้าของรวมในที่ดินพร้อมบ้านพิพาท การที่จาเลยนาที่ดินพร้อมบ้านพิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้
แก่ ม. โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบและไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมก่อนและไม่ไถ่คืนภายในกาหนด
การกระทาของจาเลยเป็นการเบียดบังเอาท่ีดินพร้อมบ้านพิพาทไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดย
ทุจรติ จงึ เปน็ ความผิดฐานยกั ยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ด้วย

ข้อ ๗๔ คาถาม นายเอกเปน็ ลกู จ้างของบริษัทเอ จากัด ขบั รถบรรทกุ นา้ มนั ของบริษัทไปส่ง
ให้แก่ลูกค้า ระหว่างทางที่ขับรถไปเวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา นายเอกจอดรถหน้าบ้านของนายโท
แล้วนายโทมาเปิดประตูบ้าน นายเอกจึงขับรถบรรทุกน้ามันเข้าไปจอดในบ้านของนายโท นายเอก
ลงจากรถบรรทุกน้ามนั แล้วปนี ข้ึนไปบนถังบรรจุน้ามนั โดยใช้คมี ตดั ลวดและซีลซ่ึงปิดฝาถังน้ามันออก
โดยนายโทยืนถือถังน้ามันรอนายเอกท่ีข้างรถบรรทุกน้ามัน แล้วเจ้าพนักงานตารวจบุกเข้ามาจับ
นายเอกและนายโทได้

ให้วนิ จิ ฉัยว่า ก. นายเอกมีความผิดฐานใด
ข. นายโทเป็นผู้สนับสนุนนายเอกกระทาผิดหรือไม่ และนายโทมีความผิด

ฐานรับของโจรหรอื ไม่
คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายเอก การท่ีนายเอกเป็นลูกจ้างของบริษัทเอ จากัด

ขับรถบรรทุกน้ามันของบริษัทไปส่งให้แก่ลูกค้า แม้นายเอกจะยึดถือรถบรรทุกน้ามันและน้ามัน
แต่นายเอกเพียงยึดถือทรัพย์ดงั กล่าวแทนบรษิ ัทเอ จากดั ซึ่งเป็นนายจ้างไวช้ ั่วคราวช่ัวขณะหนึ่ง
เท่าน้ัน การครอบครองโดยแท้จริงยังอยู่ที่บริษัทเอ จากัด โดยนายเอกไม่มีสิทธิครอบครอง
การกระทาของนายเอกจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก (เทียบฎีกาที่ ๔๒๖๗/๒๕๔๙) เพราะ

433

ความผิดฐานยักยอกผู้กระทาความผิดต้องเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๕๒ จึงต้องพิจารณาเรื่องการเอาไปซ่ึงกรรมสทิ ธแ์ิ ละสิทธิครอบครองซึ่งทรพั ย์ของผู้อ่ืน
ในความผดิ ฐานลักทรัพย์ (๓ คะแนน)

นายเอกลงจากรถบรรทุกน้ามันแล้วปีนขึ้นไปบนถังบรรจุน้ามันโดยใช้คีมตัดลวดและซีล
ซึ่งปิดฝาถังน้ามันออก เป็นการกระทาท่ีพ้นข้ันตระเตรียมและเข้าสู่ข้ันลงมือกระทาความผิดฐาน
ลักทรัพย์ เพราะการกระทาใกล้ชิดต่อผลแล้ว จึงเป็นการลงมือกระทาผิดแล้ว แต่กระทาไป
ไม่ตลอด เพราะการกระทาของนายเอกยังไม่ได้ทาให้น้ามันเคลื่อนที่ไป จึงเป็นความผิดฐาน
พยายามลักทรพั ย์ (๑ คะแนน) ที่เปน็ ของนายจ้าง โดยทาอันตรายสิ่งกีดก้ันสาหรบั คุ้มครองทรพั ย์
ในเวลากลางคืน (๑ คะแนน)

ความรบั ผิดทางอาญาของนายโท การท่นี ายโทเปิดประตบู า้ น ให้นายเอกมาลักน้ามนั ในบ้าน
ของนายโท โดยนายโทยืนถือถังน้ามันรอนายเอกท่ีข้างรถบรรทุกน้ามัน แม้จะเป็นการช่วยเหลือให้
ความสะดวกแก่นายเอกในการกระทาความผิดซึ่งครบองค์ประกอบภายนอกของการเป็น
ผู้สนับสนุนนายเอกพยายามลักทรัพย์ฯ แต่นายโทกระทาการดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อจะรับซื้อ
น้ามันที่นายเอกลักเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนนายเอกพยายามลักทรัพย์ฯ เม่ือการกระทา
ขาดองค์ประกอบภายใน นายโทจึงไม่เป็นผู้สนับสนุนนายเอกกระทาความผิดฐานพยายาม
ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง โดยทาอันตรายส่ิงกีดกั้นสาหรับคุ้มครองทรัพย์ในเวลากลางคืน
(ฎีกาท่ี ๑๐๘๒/๒๕๔๙) (๓ คะแนน)

แม้นายโทเจตนาจะรบั ซ้ือน้ามันท่ีนายเอกลักอันเป็นองค์ประกอบภายในของความผิดฐาน
รับของโจร แต่นายเอกยังลักทรัพย์ไม่สาเร็จ จึงยังไม่มีทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทาผิดฐาน
ลักทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งการกระทาในความผิดฐานรับของโจร การกระทาของนายโทจึงขาด
องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานรับของโจร นายโทจึงไม่มีความรับผิดทางอาญา
(๒ คะแนน)
ข้อสังเกต คาตอบข้อน้ีมีนักศึกษาบางท่านตอบว่า การตัดลวดและซีลเป็นความผิดฐานทาให้
เสยี ทรพั ย์ ซึง่ ไม่นา่ จะเป็นความผิด เพราะการตัดลวดและซลี เป็นการใชต้ ามปกติของทรัพย์ประเภท
นัน้ เมอื่ ในคาพพิ ากษาฎกี าไม่ได้วินิจฉยั ไว้ จึงไมม่ ปี ระเดน็ นี้ในคาตอบ

ฎีกาที่ ๔๒๖๗/๒๕๔๙ ฎ.๑๑๒๗ จาเลยร่วมกับ ป. ขนท่อแก๊สของผู้เสยี หายลงจากรถยนต์
บรรทุกที่ ป. เป็นผู้ขับไปไว้ในท่ีเกิดเหตุเพื่อขายต่อให้แก่บุคคลอ่ืน การที่จาเลยและ ป. ครอบครอง
ท่อแก๊สในขณ ะที่นาไปส่งให้ลูกค้าของผู้เสียหายเป็นการครอบครองแทน ผู้เสียหายไว้ช่ัวคราว
ชั่วขณะหน่ึงเท่านั้น การครอบครองโดยแท้จริงยังอยู่ที่ผู้เสียหาย เมื่อจาเลยนาท่อแก๊สไปกองทิ้งใน
ที่เกิดเหตุ จึงเป็นการเคลื่อนย้ายท่อแก๊สจากท่ีตั้งปกติเพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายแก่บุคคลอื่น
เป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายแล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นการร่วมกับ ป.
กระทาความผิดฐานลักทรัพย์

ฎกี าท่ี ๑๐๘๒/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๕ จาเลยท่ี ๑ ขับรถยนต์บรรทุกน้ามันของผู้เสียหาย

434

เขา้ มาจอดทีบ่ รเิ วณบ้านของจาเลยท่ี ๒ โดยมีวตั ถุประสงค์เพอื่ ขายนา้ มันท่ีจาเลยท่ี ๑ จะดดู ออกจาก
ถังน้ามันของรถยนต์บรรทุก ให้แก่จาเลยท่ี ๒ ขณะที่จาเลยที่ ๑ ใช้คีมตัดลวดและซีลซ่ึงใช้ปิดฝาถัง
น้ามัน เพ่อื เปิดฝาถงั น้ามันออก โดยจาเลยท่ี ๒ ถือถังน้ามนั เตรียมไว้รองรบั นา้ มันท่ีจาเลยที่ ๑ จะลัก
มาขายให้ ก็ถูกเจ้าพนักงานตารวจเข้าจับกุม การที่จาเลยท่ี ๒ เตรียมถังน้ามันไว้รองรับน้ามัน
ที่จาเลยที่ ๑ จะลักจากรถยนต์บรรทุกน้ามัน จาเลยท่ี ๒ ได้กระทาไปโดยมีเจตนาจะรับซื้อน้ามัน
จากจาเลยที่ ๑ เทา่ นัน้ ไม่อาจถือได้ว่าการท่ีจาเลยที่ ๒ ให้จาเลยที่ ๑ นารถยนต์บรรทกุ นา้ มนั เข้ามา
จอดในบริเวณบ้านของตน เป็นการกระทาโดยเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จาเลยท่ี ๑
ในการลกั ทรัพย์
ขอ้ สังเกต คดีน้ีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยท้ังสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๘๐,
๘๓ ศาลชั้นต้นลงโทษจาเลยท่ี ๑ ฐานพยายามลักทรัพย์ โดยทาอันตรายส่ิงกีดก้ันสาหรับคุ้มครอง
ทรัพย์ จาเลยที่ ๑ ไม่อุทธรณ์ คดีของจาเลยท่ี ๑ จึงยุติไปตามคาพิพากษาศาลชน้ั ต้น สว่ นจาเลยท่ี ๒
ศาลช้ันต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยท่ี ๒ เป็นผู้สนับสนุนจาเลย
ท่ี ๑ กระทาความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยทาอันตรายสิ่งกีดก้ันสาหรับคุ้มครองทรัพย์ จาเลย
ที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จาเลยที่ ๒ ไม่เป็นผู้สนับสนุนฯ เพราะไม่มีเจตนาสนับสนุนการ
ลักทรัพย์ฯ แต่เป็นเจตนารับของโจร การที่ศาลฎีกาไม่ลงโทษฐานรับของโจร นักศึกษาสงสัยหรือไม่
ลองมาวเิ คราะหค์ วามผิดของจาเลยที่ ๒ กัน

การที่จาเลยท่ี ๒ ยอมให้จาเลยที่ ๑ นารถยนต์บรรทุกน้ามันเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน
ของตนและเตรียมถังน้ามันไว้รองรับน้ามันท่ีจาเลยที่ ๑ จะลักจากรถยนต์บรรทุกน้ามันนั้น
การกระทาของจาเลยที่ ๒ ครบองค์ประกอบภายนอกในการเป็นผู้สนับสนุนจาเลยที่ ๑ กระทาผิด
ฐานพยายามลักทรัพย์ฯ แตข่ าดองค์ประกอบภายใน เพราะขาดเจตนาสนับสนุนจาเลยที่ ๑ พยายาม
ลกั ทรพั ย์ การกระทาของจาเลยที่ ๒ ไม่ครบองค์ประกอบ จงึ ไมเ่ ปน็ ความผดิ

สาหรับความผิดฐานรับของโจรน้ัน ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าจาเลยที่ ๒ มีเจตนารับของ
โจร แต่ศาลฎีกาไม่ได้ลงโทษจาเลยท่ี ๒ ฐานรับของโจร (ท้ังท่ีโจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์ เนื่องจากฟ้อง
ว่าลักทรัพย์ทางพิจารณาฟังไดว้ า่ ผิดฐานรบั ของโจร ศาลลงโทษได้ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณา
ความอาญามาตรา ๑๙๒) แสดงว่าศาลฎีกาเห็นว่า การกระทาของจาเลยท่ี ๒ ก็ไม่เป็นความผิดฐาน
รับของโจร ซึ่งศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าทาไมจาเลยที่ ๒ ไม่มีความผิดฐานรับของโจร ซ่ึงก็ถูกต้องแล้ว
ทศ่ี าลฎีกาไม่วนิ จิ ฉยั ปัญหาดังกลา่ ว เพราะไม่ใชป่ ญั หาทีค่ ู่ความฎีกาขึ้นมา

สาหรับปัญหาว่าการกระทาของจาเลยท่ี ๒ เป็นความผิดฐานรับของโจรหรือไม่น้ัน จาเลย
ที่ ๑ ยังลักทรัพย์ไม่สาเร็จ การกระทายังอยู่เพียงขั้นพยายาม ยังไม่มีของโจรซึ่งเป็นทรัพย์อันได้มา
โดยการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงขาดองค์ประกอบภายนอก
ในสว่ นวตั ถแุ ห่งการกระทา จาเลยท่ี ๒ จึงไมม่ ีความผดิ ฐานรบั ของโจร

การสอบเนติฯ หรือผู้ช่วยผู้พิพากษา ท่ีนาคาพิพากษาฎีกามาออกข้อสอบนั้น บางครั้ง
อาจารย์ผู้ออกข้อสอบอาจจะต้องการถามประเด็นอ่ืนเพิ่มเติม ก็จะเพิ่มข้อเท็จจริงตามคาถามเข้ามา

435

ให้มากกว่าข้อเท็จจริงตามฎีกา นักศึกษาต้องตอบข้อกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่เพ่ิมเติมขึ้นมาด้วย
เช่น ถ้าถามว่า จาเลยทั้งสองคดีน้ีมีความผิดฐานใด ต้องถือว่าคาถามมีข้อเท็จจริงมากกว่าประเด็น
ตามฎกี า เพราะคดีน้ีศาลฎกี าตัดสินเฉพาะจาเลยท่ี ๒ ซงึ่ ฎกี าขึ้นมา แตค่ าถามได้ถามถึงความผิดของ
จาเลยท่ี ๑ ซึ่งยตุ ิไปตามคาพพิ ากษาศาลชน้ั ตน้ ด้วย นักศึกษากต็ ้องตอบความผิดของจาเลยท่ี ๑ ด้วย
ดังคาถามคาตอบขอ้ น้ี

สาหรับความผิดของจาเลยท่ี ๒ การตอบว่าไม่เป็นผู้สนับสนุนจาเลยท่ี ๑ กระทาความผิด
ฐานพยายามลักทรัพย์เพราะขาดเจตนา ก็น่าจะถือว่าเพียงพอ แต่ถ้าตอบว่าไม่ผิดฐานรับของโจร
เพราะขาดของโจรอันเป็นวัตถุแห่งการกระทาด้วย ก็ไม่น่าจะเสียหายเพราะไม่ขัดแย้งกับฎีกาและ
ทาให้คาตอบชัดเจนข้ึน อย่างไรก็ตามการตอบคาถามเกินกว่าฎีกา บางครั้งก็เป็นเรื่องอันตราย
เพราะถ้าสิ่งท่ีตอบไปผิดจะถูกหักคะแนน ผู้แต่งแนะนาว่าถ้าข้อเท็จจริงตรงตามฎีกา ก็ตอบตามฎีกา
จะปลอดภัยและน่าจะได้คะแนนดที ่ีสุด ฎีกาน้ี หากผ้แู ต่งนามาแต่งข้อสอบ ผู้แต่งจะถามให้ชัดเลยว่า
จาเลยที่ ๒ เป็นผู้สนับสนุนจาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ฯหรือไม่ และจาเลย
ที่ ๒ ผดิ ฐานรบั ของโจรหรอื ไม่

ข้อ ๗๕ คาถาม นายสองทาบัตรประจาตัวประชาชนและบัตร ATM ตกหาย บัตร ATM
ดงั กล่าวธนาคารกรุงเก่าท่ีออกให้แก่นายสองใช้ถอดเงนิ สดได้โดยต้องรรู้ หัส แต่ใช้ชาระค่าสนิ ค้าแทน
เงินสดไม่ได้ ระหว่างท่ีนายสองยังเดินหาบัตรอยู่ นายหนึ่งเห็นนายสองเดินหาของ นายหน่ึงจึงกวาด
ตามองหาแลว้ พบสิ่งของดงั กล่าว จึงแอบเก็บใส่กระเป๋าแลว้ เดนิ ออกไป นายหนง่ึ เหน็ ที่หลงั บตั รมีช่อง
ใหล้ งลายมือช่ือ แต่นายสองยงั ไม่ได้ลงลายมือช่ือไว้ นายหน่ึงจึงลงลายมือชื่อหลงั บตั ร ATM ดังกลา่ ว
แล้วนาบัตร ATM ไปกดเงินสดจากตู้เบิกถอนเงินอัตโนมัติโดยทดลองกดรหัสจากเลข พ.ศ. เกิดของ
นายสองซึ่งได้จากบัตรประจาตัวประชาชน ปรากฏวา่ รหัสถูกต้อง นายหน่ึงกดเงินได้ ๑๐,๐๐๐ บาท
แล้วเอาเงนิ ดงั กล่าวไป

ใหว้ นิ จิ ฉยั ว่า นายหนึ่งมคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ การทน่ี ายหน่งึ เก็บบตั ร ATM และบัตรประจาตวั ประชาชนของนายสองไป น้ัน แม้
นายสองทาบัตร ATM และบัตรประจาตัวประชาชนตกหายไม่ได้ยึดถือบัตรไว้ แต่นายสองยังเดินหา
อยู่ ถือว่าบัตร ATM และบัตรประจาตัวประชาชนยังอยู่ในความครอบครองของนายสองไม่ใช่
ทรัพย์สินหาย การท่ีนายหนึ่งเก็บบัตร ATM และบัตรประจาตัวประชาชนไป จึงไม่เป็นการยักยอก
ทรัพย์สินหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคสอง แตเ่ ป็นกรณีที่นายหนึ่งแย่งการ
ครอบครองบัตร ATM และบัตรประจาตัวประชาชนของนายสอง ต้องถือว่านายหนึ่งเอาไปซึ่ง
ทรพั ย์ของผอู้ ่ืนโดยเจตนาทุจรติ นายหนึง่ จงึ มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ บทหนึ่ง
บัตร ATM และบัตรประจาตัวประชาชน เป็นเอกสาร เพราะเป็นวัตถุซึ่งได้ทาให้ปรากฏ
ความหมายด้วยตัวอักษรและเป็นหลักฐานแห่งความหมายน้ันตามมาตรา ๑ (๗) การท่ีนายหน่ึง

436

เก็บบัตรของนายสองไป นายหน่ึงจึงมีความผิดฐานเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อ่ืน ในประการท่ี
นา่ จะเกิดความเสยี หายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชนตามมาตรา ๑๘๘ อกี บทหนึ่ง (เทียบฎกี าท่ี ๖๘๒๐/
๒๕๕๒)

การท่ีนายหนึ่งลงลายมือช่ือหลังบัตร ATM นั้น ธนาคารผู้ออกบัตร ATM ออกแบบให้
ด้านหลังของบัตร ATM มีช่องให้เจ้าของบัตรลงลายมือชื่อไว้น้ัน นอกจากจะมีวัตถุประสงค์มีไว้
เพือ่ ระบุตวั เจ้าของบัตรแลว้ ยังอาจมีวัตถุประสงคเ์ ป็นประการอื่น ๆ ดว้ ย การที่นายหนึ่งลงลายมือ
ช่ือหลังบัตร ATM เป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร เป็นการกระทาโดยประการที่น่าจะเกิด
ความเสียหายแก่นายสองหรือธนาคาร และได้กระทาเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสาร
ท่ีแท้จริง บัตร ATM เป็นเอกสารสิทธิ นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา
๒๖๔ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ อีกบทหน่ึง (ฎีกาที่ ๓๘๗๓/๒๕๕๑) การปลอมบัตร
อิเล็กทรอนิกส์โดยการเติมข้อความในบัตรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีแท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความ
เสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทาเพื่อให้ผู้หน่ึงผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์
ทแ่ี ท้จริงจึงจะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๑ แม้บัตร ATM ใช้ถอดเงินสดได้โดยต้องรู้รหัส แต่ใช้
ชาระค่าสินค้าแทนเงินสดไม่ได้ การลงชื่อปลอมในบัตร ATM หากไม่รู้รหัสก็ไม่สามารถใช้บัตรได้
การลงลายมือช่ือปลอมในบัตร ATM ไม่น่าจะจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชน จึง
ไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๒๖๙/๑

เม่ือไม่เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมการท่ีนายหน่ึงเก็บบัตร ATM ไป บัตร ATM เป็นบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ นายหน่ึงจึงมีความผิดฐานมีไว้เพ่ือนาออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดย
มิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามมาตรา ๒๖๙/๖ เม่ือเป็นบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ท่ีผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพ่ือประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ผู้กระทาต้อง
ระวางโทษหนักกว่าที่บญั ญัตไิ วใ้ นมาตราน้นั ๆ กง่ึ หนึ่งตามมาตรา ๒๖๙/๗ อีกบทหน่งึ

นายหน่ึงนาบัตร ATM ไปกดเงินสดจากตู้เบิกถอนเงินอัตโนมัติเป็นความผิดฐานใช้บัตร
อิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบ ในประการท่ีน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือ
ประชาชนตามมาตรา ๒๖๙/๕ เมื่อเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อ
ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ผู้กระทาต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ
ก่งึ หน่ึงตามมาตรา ๒๖๙/๗ อกี บทหนง่ึ

นายหน่ึงกดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทแล้วเอาเงินดังกล่าวไป เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดย
ทุจริต นายหน่ึงจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ คือเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท อีกบทหนึ่ง (เทียบฎีกาที่
๒๕๑๒/๒๕๕๐)
ข้อสังเกต คาตอบท่ีว่าการลงลายมือชื่อปลอมหลังบัตร ATM ไม่เป็นการปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์
เป็นความเห็นผูแ้ ต่ง ยงั ไม่มีฎีกาตดั สินไว้ และยังไม่มีสนามสอบใดนาไปออกข้อสอบ คาถามเร่ืองที่ยัง
ไม่มีฎีกาและยังไม่มีสนามสอบใดนาไปออกเป็นข้อสอบ ถ้าเป็นปัญหาน่าสนใจผู้แต่งก็ยังเห็นว่าน่าจะ
มีไว้ให้นักศึกษาลองทา ปัญหานี้ผู้แต่งเห็นว่าต่างกบั การลงชื่อปลอมในบัตรเครดิต เพราะบัตรเครดิต

437

เมอื่ ลงลายมอื ชื่อหลงั บัตรเครดิต เม่ือนาบตั รดังกล่าวไปใชซ้ ้อื สนิ ค้า ผู้รบั บัตรเครดิตจะดวู า่ ลายมือชื่อ
หลังบัตรเหมือนกับลายมือชื่อในใบบันทึกรายการหรือไม่ การลงลายมือช่ือคนอื่นในบัตรเครดิต
จึงเปน็ การปลอมบัตรอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ขอใหด้ คู าถามขอ้ ถดั ไป

ฎกี าที่ ๖๘๒๐/๒๕๕๒ ฎ.๑๙๕๖ การที่จาเลยเอาไปเสยี ซึ่งเอกสารบัตรเครดิตวีซา่ การด์ ของ
บริษัท บ. อันเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๗) ซ่ึงออกให้แก่ น.
ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ น. และบริษทั บ. แลว้ การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิด
ตามมาตรา ๑๘๘

ฎีกาท่ี ๓๘๗๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๑ การที่ธนาคารผู้ออกบัตร ATM ท้ังหลายต่าง
ออกแบบให้ด้านหลังของบัตร ATM มีช่องให้เจ้าของบัตรลงลายมือชื่อไว้น้ัน นอกจากจะมี
วัตถุประสงค์มีไว้เพื่อระบุตัวเจ้าของบัตรแล้วยังอาจมีวัตถุประสงค์เป็นประการอ่ืน ๆ ด้วย การท่ี
จาเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในบัตร ATM ของโจทก์ร่วม แม้ลายมือช่ือปลอมจะมิใช่
สาระสาคัญของการใช้บัตร ATM ในการทารายการเบิกถอนเงินที่ตู้เบิกถอนเงิน ATM ก็ตาม แต่การ
กระทาของจาเลยที่ลงลายมือชื่อปลอมที่หลังบัตร ATM ของโจทก์ร่วม ก็ถือได้ว่าน่าจะเกิดความ
เสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคารผู้ออกบัตร และได้กระทาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่
แท้จริง อันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก ประกอบมาตรา
๒๖๕

ฎีกาที่ ๒๕๑๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๖๒ โจทก์ฟ้องจาเลยแยกเป็น ๒ ข้อ คือ ข้อ ๑.๑ และ
ข้อ ๑.๒ การกระทาตามท่ีบรรยายฟ้องมาแต่ละข้อเป็นความผิดสาเร็จในตัวเอง โดยโจทก์บรรยาย
ฟ้องข้อ ๑.๑ ว่า จาเลยได้ลักทรัพย์และเอาไปเสียซ่ึงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ก. ที่ออกให้แก่
ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อื่นและ
ประชาชน ความผดิ ดงั กลา่ วย่อมสาเร็จเมื่อจาเลยลักเอาบัตรดงั กล่าวไป และโจทกไ์ ด้บรรยายฟ้องข้อ
๑.๒ ว่าภายหลงั การกระทาความผิดตามฟ้องขอ้ ๑.๑ แล้ว จาเลยได้นาบัตรอิเล็กทรอนกิ ส์ดังกลา่ วไป
ใช้ลักทรัพย์เบิกถอนโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายโดยทุจริต ในประการที่น่าจะเกิด
ความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อ่ืนและประชาชน ดังน้ี การกระทาของจาเลยในข้อ ๑.๒
จึงเป็นคนละวาระกันกับการกระทาความผิดตามฟ้องข้อ ๑.๑ ท้ังทรัพย์ที่ได้จากการกระทาความผิด
ก็แตกต่างกัน กล่าวคือ ทรัพย์ที่ได้จากการกระทาความผิดตามฟ้องข้อ ๑.๑ คือ บัตรอิเล็กทรอนิกส์
แต่ทรัพย์ที่ได้จากการกระทาความผิดตามฟ้องข้อ ๑.๒ คือเงินจานวน ๙๒,๖๔๐ บาท เมื่อจาเลย
ให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงถือได้ว่าจาเลยกระทาความผิดโดยมีเจตนาต่างกัน การกระทาของ
จาเลยยอ่ มเป็นความผดิ หลายกรรม หาใชก่ รรมเดียวดงั ท่จี าเลยฎกี าไม่

438

ข้อ ๗๖ คาถาม นายดาทาบตั รประจาตัวประชาชนและบตั รเครดิตท่เี พิง่ ได้รบั มาตกหายโดย
นายดายังหาอยู่ นายแดงเห็นนายดาเดินหาของ นายแดงจึงกวาดตามองหาแล้วพบส่ิงของดังกล่าว
นายแดงเห็นท่ีหลังบัตรเครดิตมีช่องให้ลงลายมือช่ือ แต่นายดายังไม่ได้ลงลายมอื ช่ือไว้ นายแดงจึงลง
ลายมือช่ือหลังบัตรเครดิตดังกล่าว แล้วรีบเก็บใส่กระเป๋ากางเกงตั้งใจว่าจะนาไปใช้ซ้ือสินค้า ต่อมา
นายแดงนาบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าโดยย่ืนบัตรเครดิตปลอมให้พนักงาน เก็บเงิน
พนักงานเก็บเงินก็นาบัตรเครดิตรูดผ่านเครื่องรูดบัตร เมื่อเคร่ืองพิมพ์ใบบันทึกรายการการใช้บัตร
เครดิตออกมา นายแดงลงลายมือช่ือในใบบันทึกรายการดังกล่าวแล้วมอบให้พนักงานเก็บเงินแล้วได้
สนิ ค้าไป

ใหว้ ินจิ ฉัยว่า นายแดงมคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ การที่นายแดงเก็บบัตรประจาตัวประชาชนและบัตรเครดิตของนายดาไป น้ัน แม้
นายดาไม่ได้ยึดถือบัตรดังกล่าวไวเ้ พราะทาตกหาย แต่นายดายังเดินหาอยู่ ถือว่าบัตรดังกล่าวยังอยู่
ในความครอบครองของนายดาไม่ใช่ทรัพย์สินหาย การท่ีนายแดงเก็บบัตรดังกล่าวไป จึงไม่เป็น
การยักยอกทรัพย์สินหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคสอง แต่เป็นกรณีท่ีนาย
แดงแย่งการครอบครองบัตรดังกล่าวไปจากการครอบครองของนายดา ต้องถือว่านายแดงเอาไป
ซึ่งทรัพยข์ องผอู้ นื่ โดยเจตนาทจุ รติ นายแดงจงึ มคี วามผิดฐานลกั ทรัพยต์ ามมาตรา ๓๓๔ บทหนง่ึ
บัตรประจาตัวประชาชนและบัตรเครดิตเป็นเอกสาร เพราะเป็นวัตถุซึ่งได้ทาให้ปรากฏ
ความหมายด้วยตัวอักษรและเป็นหลักฐานแห่งความหมายน้ันตามมาตรา ๑ (๗) การท่ีนายแดง
เก็บบัตรดังกล่าวไป นายแดงจึงมีความผิดฐานเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อื่น ในประการท่ีน่าจะ
เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามมาตรา ๑๘๘ อีกบทหน่ึง (เทียบฎีกาที่ ๖๘๒๐/
๒๕๕๒)
การท่ีนายแดงลงลายมือช่ือหลังบัตรเครดิตนั้น ธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตออกแบบให้
ด้านหลังของบัตรเครดิตมีช่องให้เจ้าของบัตรลงลายมือช่ือไว้นั้น นอกจากจะมีวัตถุประสงค์มีไว้
เพ่อื ระบุตวั เจ้าของบัตรแล้วยังมวี ตั ถุประสงค์ใหร้ า้ นค้าเปรียบเทียบลายมือช่ือหลังบตั รกับลายมือ
ช่ือในเอกสารท่ีร้านค้าให้ลูกค้าลงลายมือชื่อว่าตรงกันหรือไม่ การท่ีนายแดงลงลายมือชื่อหลังบัตร
เครดิต เป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร เป็นการกระทาโดยประการท่ีน่าจะเกิดความ
เสียหายแก่นายดาหรือธนาคาร และได้กระทาเพื่อให้ผู้หน่ึงผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารท่ีแท้จริง
เพราะนายแดงต้ังใจว่าจะนาไปใช้ซ้ือสินค้าย่อมต้องดูลายมือชื่อหลังบัตร เมื่อบัตรเครดิตเป็น
เอกสารสิทธิ นายแดงจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก ประกอบ
มาตรา ๒๖๕ อกี บทหนึง่ (ฎกี าท่ี ๓๘๗๓/๒๕๕๑)
การลงลายมือช่ือปลอมดังกล่าวยังเป็นการเติมข้อความในบัตรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีแท้จริง
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชน และได้กระทาเพ่ือให้ผู้หนึ่งผู้ใด
หลงเช่ือว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีแท้จริง จึงเป็นความผิดฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตาม
มาตรา ๒๖๙/๑ อีกบทหนึ่ง การท่ีนายแดงเก็บบัตรเครดิตไว้โดยต้ังใจว่าจะนาไปใช้ซ้ือสินค้า

439

เป็นการมีไวเ้ พ่ือใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนกิ ส์ปลอมอันได้มาโดยรูว้ ่าเป็นของที่ทาปลอมข้นึ ตามมาตรา
๒๖๙/๔ อีกบทหน่ึง นายแดงนาบัตรเครดิตไปใช้ซ้ือสินค้าโดยยื่นให้พนักงานเก็บเงินเป็นความผิด
ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมอันได้มาโดยรู้ว่าเป็นของที่ทาปลอมขึ้นตามมาตรา ๒๖๙/๔ อีก
บทหนึ่ง เม่ือเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการเบิกถอน
เงินสด ผู้กระทาต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตราน้ัน ๆ ก่ึงหน่ึงตามมาตรา ๒๖๙/๗
เม่ือนายแดงผู้กระทาความผิดฐานมีไว้เพ่ือใช้และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเป็นผู้ปลอมบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ จึงให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๙/๔ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๖๙/๗ กระทงเดียว

นอกจากนี้การท่ีนายแดงยื่นบัตรเครดิตปลอมให้พนักงานเก็บเงินใช้แทนเงนิ สดในการชาระ
ค่าสินค้า จึงเป็นการใช้เอกสารปลอม ในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อน่ื หรือประชาชน
ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก

นอกจากน้ีการท่ีนายแดงลงลายมือชื่อในใบบนั ทึกรายการบตั รเครดิตเช่นเดียวกับลายมอื ชื่อ
ด้านหลังบัตรเครดิตปลอมมอบให้พนักงานเก็บเงินแล้วได้สินค้าไป เป็นการทาเอกสารสิทธิปลอม
ด้วยการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารสิทธิ โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือ
ประชาชน เพื่อให้พนักงานเก็บเงินเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นความผิดฐานทาเอกสาร
สิทธิปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา ๒๖๔ ประกอบมาตรา ๒๖๕ เมื่อนายแดงผู้ทา
เอกสารสิทธิปลอมเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว
ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง และยังเป็นการกระทาโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดง
ข้อความอันเป็นเท็จแสดงตนเป็นบุคคลท่ีมีชื่อตามบัตรเครดิต และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซ่ึง
ทรพั ย์สินจากผ้ถู ูกหลอกลวงตามมาตรา ๓๔๒ (๑) ประกอบมาตรา ๓๔๑ ดว้ ย

ข้อ ๗๗ คาถาม นายเอกและนายโทเป็นเพื่อนนักศึกษาสถาบันเดียวกัน วันหน่ึงนายเอก
น่ังรถของนายโทไปด่ืมสุราท่ีบ้านของนายตรี โดยนายเอกวางประมวลกฎหมายอาญาที่ซ้ือมาใหม่
ไว้ในรถของนายโท หลังจากดื่มสุรากันแล้วนายเอกทะเลาะกับนายโท นายเอกจึงน่ังรถแท็กซี่
กลับบ้านไป โดยลืมประมวลกฎหมายอาญาที่ซ้ือมาใหม่ไว้ในรถของนายโท ต่อมานายโทขับรถ
ไปเรียนหนังสือโดยนายตรีน่ังไปด้วย นายตรีเห็นประมวลกฎหมายอาญาของนายเอกท่ีอยู่ในรถของ
นายโท จึงสอบถามนายโท นายโทท้ังท่ีรู้ว่าเป็นของนายเอก แต่ก็บอกว่าเป็นของตนเองเพิ่งซื้อมา
ตอนน้ีประมวลเล่มเก่าที่หายไปตนหาเจอแล้ว ถ้านายตรีอยากได้ก็เอาไป นายตรีเช่ือว่าประมวล
กฎหมายอาญาดังกลา่ วเป็นของนายโท นายตรีจึงหยิบเอาประมวลกฎหมายอาญาดังกลา่ วไปจากรถ
ของนายโทเพื่อใช้ประกอบการเรียน

ใหว้ ินจิ ฉยั ความรับผิดทางอาญาของนายโทและนายตรี
คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายตรี การท่นี ายตรเี อาประมวลกฎหมายอาญาของนาย
เอกไป แม้จะเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป ซ่ึงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐาน

440

ลกั ทรัพย์ แตก่ ารที่นายตรีเช่ือว่าประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวเป็นของนายโท นายตรีย่อมเข้าใจ
ว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวจากการให้ จึงเป็นการเข้าใจผิดว่า
กรรมสิทธ์ิในทรัพย์ที่เอาไปเป็นของตนเอง มีผลเท่ากับนายตรีไม่รู้ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบ
ความผิดว่า ทรัพย์ทีเ่ อาไปเปน็ ทรัพย์ของผอู้ ื่น จะถือวา่ นายตรปี ระสงค์ตอ่ ผลหรือย่อมเลง็ เห็นผล
ของการกระทาน้ันมิได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสาม ต้องถือว่านายตรีไม่มี
เจตนากระทาความผิด การกระทาของนายตรีจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะขาด
องคป์ ระกอบภายใน (เทยี บฎีกาท่ี ๔๖๖๕/๒๕๔๗)

ความรับผิดทางอาญาของนายโท การที่นายโทบอกนายตรีว่าประมวลกฎหมายอาญาเป็น
ของตนเองเพ่ิงซื้อมา ถ้านายตรีอยากได้ก็เอาไป ไม่เป็นการก่อให้นายตรีกระทาความผิด เพราะ
นายตรีขาดเจตนาในการกระทาความผิดดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ต้องถือว่านายตรีเป็นเครื่องมือใน
การกระทาความผิด โดยนายโทเป็นผู้กระทาผิดเองโดยทางอ้อม ไม่ใช่เป็นผู้ใช้ให้ผู้อ่ืนกระทา
ความผิด (เทียบฎีกาที่ ๓๓๓๖-๓๓๓๗/๒๕๔๗)

การท่ีนายเอกลืมประมวลกฎหมายอาญาไว้ในรถของนายโท นายเอกไม่ได้สละการ
ครอบครองประมวลกฎหมายอาญาของตนแต่อย่างใด และนายโทควรรู้วา่ นายเอกจะต้องตดิ ตาม
เอาประมวลกฎหมายอาญาของตนคืน เม่ือนายโทไม่ได้ครอบครองทรัพย์ แล้วนายโทให้นายตรี
เอาไปใช้ประโยชน์ จึงเป็นการที่นายโทเอาประมวลกฎหมายอาญาไปจากการครอบครองของ
นายเอกโดยเจตนาทุจริต เนื่องจากเป็นการแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
สาหรับตนเองหรือผู้อื่น นายโทจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกไม่
(เทียบฎกี าที่ ๓๓๓๓/๒๕๔๕)
ข้อสังเกต คาถามข้อน้ีดูเหมือนจะนาข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ ๓๓๓๓/๒๕๔๕ มาแต่งคาถามฎีกาเดียว
แต่เน่ืองจากปัญหาข้อกฎหมายทีข่ น้ึ มาส่ศู าลฎีกาในคดีกล่าวมีเพียงประเด็นเดียว คือ การกระทาของ
จาเลยผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอก ส่วนประเด็นที่ว่าผู้ที่เอาทรัพย์ไป ตามคาบอกกล่าวของจาเลย
มีความผิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา ซ่ึงปัญหาน้ีศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า ผู้ท่ี
เอาทรัพย์ไปไม่มีความผิดเนื่องจากขาดองค์ประกอบภายใน (ฎีกาที่ ๔๖๖๕/๒๕๔๗) และผู้ท่ี
เอาทรัพย์ไปเป็นเคร่ืองมือในการกระทาความผิด โดยจาเลยเป็นผู้กระทาผิดเองโดยทางอ้อม (ฎีกาที่
๓๓๓๖-๓๓๓๗/๒๕๔๗) ผู้แต่งจึงระบุไว้ชัดเจนในคาถามว่า ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของ
นายโทและนายตรี ซึ่งจุดน้ีเป็นจุดที่ผู้แต่งจะช้ีให้นักศึกษาเห็นว่าคาถามต้องการให้นักศึกษาตอบ
อะไรบ้าง ไม่ใช่ตอบมาเพียงความรับผิดทางอาญาของนายโทคนเดียวตามฎีกาท่ี ๓๓๓๓/๒๕๔๕
นอกจากน้ีขอให้สังเกตลาดับในการตอบว่า นักศึกษาต้องตอบความรับผิดทางอาญาของนายตรกี ่อน
แล้วจึงตอบนายโท เพราะความรับผิดของนายโทต้องอาศัยความรับผิดของนายตรีมาตอบด้วย
หากตอบความรับผิดของนายโทก่อน ก็จะต้องตอบความรับผิดของนายตรีในส่วนเดียวกันด้วย ทาให้
คาตอบวกวนสับสน จึงขอให้หลักในการเขียนตอบด้วยว่า หากเป็นผู้กระทาความผิดโดยทางอ้อม
โดยมีเครื่องมือในการกระทาความผิด นักศึกษาต้องตอบความรบั ผดิ ของเคร่ืองมือก่อน แล้วคอ่ ยตอบ

441

ผู้กระทาผดิ โดยทางอ้อม จะทาให้การตอบข้อสอบเปน็ ลาดับไม่สับสน หรือกรณีมผี ้ลู งมือ ตัวการ ผใู้ ช้
ผู้สนับสนุน ก็ต้องตอบผู้ลงมือก่อน แล้วจึงตอบตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ตามลาดับไป จะทาให้การ
เขียนตอบเป็นลาดับข้ันตอนท่ีรวบรัด เขา้ ใจงา่ ย และไมส่ ับสนวกไปวนมา

ฎีกาที่ ๓๓๓๓/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๖๕ การที่มีผู้นาเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายไป
เก็บไว้ท่ีท้ายกระโปรงรถยนต์ของผู้เสียหายคันที่ให้จาเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายขายของผู้เสียหาย
นาไปใช้ในการทางาน โดยจาเลยไม่ทราบมาก่อน ผู้เสียหายไม่ได้สละการครอบครองเคร่ือง
คอมพิวเตอร์แต่อย่างใด เคร่ืองคอมพิวเตอร์ยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหายและจาเลยควรรู้ว่า
ผู้เสียหายจะต้องติดตามเอาเคร่ืองคอมพิวเตอร์คืน การที่จาเลยยอมให้ ณ. นาเคร่ืองคอมพิวเตอร์
ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จึงเป็นการท่ีจาเลยเอาเคร่ืองคอมพิวเตอร์ไปจากการครอบครองของ
ผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผู้อ่ืน การกระทา
ของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานลักทรพั ย์ หาใช่เปน็ ความผดิ ฐานยกั ยอกไม่

เป็นทรัพยท์ ่ีมีผู้อืน่ ครอบครองอยู่

ฎีกาท่ี ๔๒๖๗/๒๕๔๙ ฎ.๑๑๒๗ จาเลยร่วมกับ ป. ขนท่อแก๊สของผู้เสยี หายลงจากรถยนต์
บรรทุกที่ ป.เป็นผู้ขับไปไว้ในที่เกิดเหตุเพื่อขายต่อให้แก่บุคคลอื่น การที่จาเลยและ ป. ครอบครอง
ท่อแก๊สในขณะที่นาไปส่งให้ลูกค้าของผู้เสียหายเป็นการครอบครองแทนผู้เสียหายไว้ชั่วคราว
ช่ัวขณะหน่ึงเท่านั้น การครอบครองโดยแท้จริงยังอยู่ที่ผู้เสียหาย เม่ือจาเลยนาท่อแก๊สไปกองท้ิงใน
ที่เกิดเหตุ จึงเป็นการเคลื่อนย้ายท่อแก๊สจากที่ต้ังปกติเพ่ือให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายแก่บุคคลอ่ืน
เป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายแล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นการร่วมกับ ป.
กระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์
ข้อสังเกต ทรัพย์ท่ีจะถูกลักต้องมีผู้อ่ืนครอบครองอยู่ โดยเหตุท่ีการยึดถือทรัพย์ อาจอยู่กับบุคคล
หนึ่ง ซ่ึงมิได้มีเจตนายึดถือเพ่ือตน แต่การครอบครองอยู่กับอีกบุคคลหนึ่ง ซ่ึงมีเจตนาเพื่อตนโดย
บคุ คลอ่ืนยึดถือไว้ให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๘ ถ้าผู้ยึดถือเอาทรัพย์นั้น
ไป ก็ได้ช่ือว่าเอาไปจากการครอบครองของผู้ครอบครอง เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอก
การครอบครองก็คือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์น่ันเอง ผู้ท่ีจะมีสิทธิ
ครอบครองตอ้ ง ๑. มกี ารยึดถอื ๒. ยึดถอื เพื่อตนมี ๒ ลักษณะคอื ๒.๑ ยึดถือเพอื่ ตนแบบเป็นเจ้าของ
๒.๒ ยึดถือเพ่ือตนเพื่อจะใช้ประโยชน์จากทรัพย์ตามสัญญา เช่น ผู้เช่า ยึดถอื เพ่ือตนท่ีจะไดใ้ ช้ทรัพย์
ตามสัญญาเช่า หากยึดถือทรัพย์แต่ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ ก็ไม่มีสิทธิครอบครอง คดีน้ีจาเลยยึดถือ
ทอ่ แก๊สไว้ แตไ่ มไ่ ด้ยึดถอื เพื่อตน เพราะไม่ไดป้ ระโยชน์จากท่อแก๊ส อาจจะได้ประโยชนจ์ ากการไปส่ง
ท่อแก๊ส ก็เป็นประโยชน์จากสัญญาจ้างแรงงาน จาเลยไม่ได้ยึดถือท่อแก๊สเพ่ือตน จึงไม่มีสิทธิ
ครอบครอง เมอ่ื เอาไปจึงผิดลกั ทรพั ย์

กรณีของรถที่จาเลยขับก็เช่นเดียวกัน หากจาเลยเอารถไป ก็เป็นลักทรัพย์ไม่ใช่ยักยอก

442

เพราะจาเลยไม่ได้ครอบครองรถ แต่ถ้าจาเลยขออนุญาตนายจ้างและนายจ้างยนิ ยอมให้จาเลยเอารถ
กลับไปเที่ยวต่างจังหวัดได้ จาเลยยึดถือรถเพื่อตนเพราะได้ประโยชน์จากรถตามสัญญายืม หากยืม
แล้วเอาไป ผดิ ฐานยกั ยอก เพราะจาเลยครอบครองรถแล้วเบียดบงั ไป

ฎกี าที่ ๑๑๐๔/๒๕๔๕ ฎ.๓๙๗ จาเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหายตาแหน่งพนกั งาน
ธนากร มีหนา้ ที่รับฝากและถอนเงินให้ลูกค้า แต่เงินที่ลูกค้านาฝากเข้าบัญชีของลูกค้าไว้กับผเู้ สียหาย
เป็นของผู้เสียหายและอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย มิได้อยู่ในความครอบครองของจาเลย
การท่ีจาเลยใช้ใบถอนเงินหรือแก้ไขบัญชีเงินฝากของลูกค้าผู้ฝากต่างกรรมต่างวาระในรูปแบบทาง
เอกสาร เป็นกลวิธีในการถอนเงินของผู้เสียหายจนเป็นผลสาเร็จแล้วทุจริตนาเงินน้ันไป จึงเป็ น
ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ มใิ ช่ยกั ยอก
ข้อสังเกต คดีตามฎีกานี้จาเลยยึดถือทรัพย์ แต่ไม่ไดย้ ึดถอื เพ่ือตน จงึ ไมม่ ีสทิ ธิครอบครอง เม่ือเอาเงิน
ไปจึงผดิ ฐานลักทรพั ย์ของนายจา้ ง ไม่ใช่ยักยอก

ฎีกาที่ ๑๐๓๖๙/๒๕๕๙ ฎ.๒๖๓๒ จาเลยขายสินค้าของผู้เสียหายได้รับเงินค่าสินค้ามา
แทนท่ีจาเลยจะรวบรวมนาสง่ เงนิ ไปฝากธนาคาร แต่จาเลยนาเงนิ น้ันไปเป็นของจาเลย แลว้ ใชว้ ธิ ีการ
เปลี่ยนแปลงรายการสินค้าในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้ยอดสินค้าในระบบคอมพิวเตอร์ตรงกับ
จานวนเงินท่ีผู้เสียหายควรได้รับมาจากการจาหน่าย อันเป็นวิธีการที่ผู้เสียหายจะไม่ทราบว่าจาเลย
ไมไ่ ด้นาสง่ เงนิ เขา้ บัญชธี นาคารของผเู้ สียหาย ต่อเม่ือตรวจสอบสต๊อกสินคา้ แลว้ จึงจะทราบวา่ จานวน
สินค้าไม่ตรงกับจานวนเงินท่ีมีการจาหน่าย ดังน้ี เงินท่ีจาเลยรับมาจากลูกค้าซึ่งได้จากการจาหน่าย
สินค้า เป็นการรับเงนิ ไว้ระหวา่ งการปฏิบตั ิหน้าที่ในฐานะของลูกจา้ งของผู้เสียหาย เพียงแต่ใหจ้ าเลย
ยึดถือไว้ชั่วคราว อานาจในการครอบครองควบคุมดูแลทรัพย์สินยังเป็นของนายจ้าง ผู้เสียหายไม่ได้
ส่งมอบการครอบครองให้แก่จาเลย เมื่อจาเลยเอาเงินของผู้เสียหายไป จึงเป็นการเอาเงินไปโดย
เจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหายท่ีเป็นนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๑)
วรรคแรก มิใชเ่ ป็นความผิดฐานยกั ยอก

ฎีกาท่ี ๑๕๗๙๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๒๒ จาเลยท้ังสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าท่ี
นาเศษเหล็กไปส่งแก่ลูกค้าของโจทก์ร่วมตามคาสั่งของโจทก์ร่วม จาเลยท้ังสองจึงมีสิทธิเพียงยึดถือ
ดูแลไว้แทนนายจ้างชั่วเวลาในขณะปฏิบัติหน้าท่ีเท่านั้น สิทธิครอบครองยังอยู่ที่โจทก์ร่วม การท่ี
จาเลยทงั้ สองเอาเศษเหล็กไปขาย จึงเป็นความผดิ ฐานลักทรพั ย์นายจา้ ง หาใช่ความผดิ ฐานยักยอกไม่

ฎกี าที่ ๔๙๓๗-๔๙๓๘/๒๕๕๖ ฎ.๒๔๖๐ จาเลยเป็นลกู จ้างของผเู้ สยี หายทางานในตาแหน่ง
พนักงานอาวุโส ซ่ึงในขณะเกิดเหตุจาเลยมีหน้าที่ประจาลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มี
หน้าที่ขายบัตรโดยสารเครื่องบิน ผู้เสียหายมิได้มอบหมายให้จาเลยมีหน้าท่ีรับและครอบครองเงิน
ค่าโดยสารเครื่องบินท่ีได้จากลูกค้าแทนผู้เสียหาย เม่ือจาเลยรับเงินค่าโดยสารเคร่ืองบินที่ลูกค้าซ้ือ
การให้บริการหรือชาระค่ารับจ้างในกิจการของผู้เสียหาย เงินค่าโดยสารเคร่ืองบินจึงเป็นของ
ผู้เสียหาย จาเลยต้องนาไปส่งมอบหรือชาระตามวิธีการให้ผู้เสียหาย การท่ีจาเลยเอาเงินค่าโดยสาร
เคร่ืองบินตามฟ้องไว้เป็นของจาเลยเสียเองในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทาความผิด

443

ฐานลักทรพั ย์ทีเ่ ป็นของนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๑) มใิ ชเ่ ป็นความผดิ ฐานยกั ยอก
ฎีกาท่ี ๑๒๓๓๓/๒๕๕๕ ฎ.๓๓๕๙ จาเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ตาแหน่งผู้จัดการ

ฝ่ายรถยนต์บรรทุก มีหน้าที่ในการจัดการดูแลรถยนต์บรรทุกและจัดจาหน่ายรถยนต์บรรทุกของ
โจทกร์ ่วมโดยไดร้ บั มอบการครอบครองรถยนต์บรรทุกจากโจทก์ร่วม แต่การขายหรือจาหน่ายรถยนต์
บรรทุกจาเลยต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมก่อน การที่จาเลยครอบครองรถยนต์บรรทุก
จึงเปน็ การชั่วคราวและเพ่อื ประโยชน์ในการปฏิบัติงานในหน้าท่ีของจาเลย อานาจครอบครองในการ
ควบคุมดูแลรถยนต์บรรทุกยงั อยู่กับโจทกร์ ว่ ม การท่จี าเลยนารถยนต์บรรทุกไปขายโดยไม่ไดร้ ับความ
ยินยอมจากโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ท่ีอยู่ใน
ความครอบครองของนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก

ฎีกาที่ ๑๐๙๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๙ การท่ีจาเลยกรอกข้อความและลงลายมือช่ือของ
ผู้เสียหายปลอมในใบรับเงินชั่วคราวโดยผู้เสียหายไม่ได้ยินยอม จาเลยย่อมทราบดีว่าเป็นการกระทา
ท่ีผิดกฎหมาย ทั้งจาเลยยังนาเงินไปใช้ส่วนตัว จึงมิใช่การเข้าใจโดยสุจริตเพื่อจะนาเงินเข้าบริษัท อ.
จาเลยมคี วามผดิ ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใชเ้ อกสารสทิ ธปิ ลอม

จาเลยทางานเป็นเลขานุการส่วนตัวของผู้เสียหายและมีหน้าท่ีทางานเพียงตามที่ผู้เสียหาย
มอบหมาย ตอ้ งถือว่าใบรับเงินช่ัวคราวยงั อยูใ่ นความครอบครองของผ้เู สียหายและผู้เสียหายมิไดม้ อบ
การครอบครองให้แก่จาเลย ดังนั้น การที่จาเลยนาใบรับเงินชั่วคราวไปใช้ประกอบการขอรับ
เบ้ียประกันจาก ด. โดยผู้เสียหายมิได้มอบหมายหรือรู้เห็น ยอ่ มถือไดว้ ่าเป็นการเอาไปจากผู้เสียหาย
โดยทุจริต จาเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ แม้โจทก์มิได้นาสืบให้เห็นว่าใบรับเงินชั่วคราวเล่มที่
จาเลยไม่นาส่งให้แก่ผู้เสียหายเป็นเล่มท่ีเท่าใดและเลขที่เท่าใด ย่อมไม่ใช่ข้อสาระสาคัญ เพราะแม้
หากใบรบั เงินชั่วคราวอยู่ในเล่มทจ่ี าเลยส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย จาเลยก็ไม่พน้ ผิด จาเลยจึงมีความผิด
ฐานลักทรัพย์

ฎีกาท่ี ๑๔๖๘๙/๒๕๕๘ จาเลยซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชี มีหน้าที่จัดทาข้อมูลเกี่ยวกับ
เงินเดือนของพนักงาน ได้ดาเนินการให้โจทก์ร่วมโอนเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากของตนเองและ ส.
เกินกว่าเงินเดือนท่ีมีสิทธิได้รับจริง ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าจาเลยได้ใช้โอกาสท่ีตนเองเป็นผู้จัดทาบัญชี
เงินเดือนของพนักงานทาการแสวงหาประโยชน์ด้วยการปรับแต่งบัญชีเงินเดือนของพนักงาน
เพ่ิมเงินเดือนให้แก่ตนเองให้มีอัตราสูงกว่าความเป็นจริง ทาให้จาเลยได้รับเงินจากโจทก์ร่วมไปเป็น
เงินท้ังสิ้น ๔๖๖,๕๐๐ บาท และจาเลยยังได้ปรับแต่งข้อมูลอัตราเงนิ เดือนของ ส. ให้สูงขึ้น เป็นเหตุ
ให้ ส. ได้รบั เงนิ เกินไปกว่าเงินเดือนท่ีแทจ้ รงิ จานวน ๙๖,๐๐๐ บาท แต่เมื่อ ส. นาเงินส่วนที่ไดร้ บั เกิน
มาดังกล่าวไปคืนให้แก่จาเลย จาเลยก็นาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม
กรณีเป็นเรื่องที่จาเลยลักเงินของโจทก์ร่วมซ่ึงเป็นนายจ้างโดยใช้กลอุบายปรับแต่งบัญชีเงินเดือน
ให้โจทกร์ ่วมนาเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจาเลยและ ส. เกินกว่าเงินเดือนทมี่ ีสิทธไิ ด้รบั แลว้ จาเลย
นาเงนิ จานวนดงั กล่าวไปเปน็ ประโยชนส์ ว่ นตน จึงเป็นความผิดฐานลกั ทรพั ย์ของนายจา้ ง

ฎีกาที่ ๙๘๗๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๑๗ จาเลยซ่ึงเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายเอาเงินของ

444

ผเู้ สยี หายไป ๔ ซอง รวม ๔๐,๐๐๐ บาท จาเลยเพยี งแต่มหี น้าท่ีหย่อนเงินลงในตู้เซฟช้ันในและลงชื่อ
เป็นพยาน หรือเป็นผู้นาเงินมาให้ผู้หย่อนซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ Pick up เท่าน้ัน ผู้เสียหายหาได้ส่งเงิน
ให้อยู่ในครอบครองของจาเลยแต่ประการใดไม่ การท่ีจาเลยไม่หย่อนเงินลงในตู้เซฟช้ันในก็ดี
หรือจาเลยเอาเงินจากตู้เซฟช้ันในไปก็ดี เป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เป็นความผิด
ฐานลกั ทรัพย์ทีเ่ ปน็ ของนายจา้ ง หาใช่เปน็ ความผิดฐานยักยอกไม่
ข้อสังเกต คดีตามฎีกาน้ีการที่จาเลยไม่หย่อนเงินลงในตู้เซฟหรือจาเลยเอาเงินจากตู้เซฟ เป็นการ
เอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจรติ เปน็ ความผดิ ฐานลักทรัพย์ท่เี ป็นของนายจ้าง หาใช่เปน็ ความผิด
ฐานยักยอกไม่ แต่ถ้าเปิดเซพนับเงินแล้วมีการมอบเงินให้จาเลยนาไปฝากธนาคาร เป็นการมอบการ
ครอบครอง หากจาเลยเอาไปเป็นการเบียดบัง มีความผิดฐานยักยอกตามฎีกาที่ ๖๑๑๖/๒๕๖๐
๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๓ ผเู้ สียหายประกอบกิจการรา้ น ซ. จาเลยเปน็ พนกั งานของผู้เสียหายมีหนา้ ท่ี
ดแู ลกิจการในรา้ น ซ. และนาเงินรายไดข้ องรา้ นไปฝากธนาคารโดยเมื่อพนักงานของรา้ นขายสินคา้ ได้
แล้วจะนาเงินที่ได้รับจากลูกคา้ ใส่ซองหยอ่ นลงไปในตนู้ ิรภัยของรา้ น ซ่ึงจาเลยเปน็ ผถู้ ือกุญแจตู้นิรภัย
เพียงคนเดียวและไม่มีสิทธินาเงินรายได้ดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว เวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกา ของทุกวัน
จาเลยต้องนากุญแจไปไขตู้นิรภัยนาเงินรายได้ของร้านออกมาแล้วไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ ท.
เมื่อทราบจานวนเงินรายได้แล้ว ส. จะเขียนใบนาฝากเงินและมอบสมุดบัญชีของตนเองให้จาเลย
จากน้นั จาเลยจะขบั รถยนตน์ าเงินพรอ้ มสมดุ บัญชแี ละใบนาฝากไปฝากเงนิ ท่ธี นาคาร วันรุ่งขึ้นจาเลย
ต้องนาใบรับฝากเงินที่มีตราประทับจากธนาคารส่งคืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อตรวจสอบยอดเงินท่ีนาไป
ฝากธนาคารว่าครบถ้วนหรือไม่ วนั เกดิ เหตุ ธ. บตุ รของ ท. ไดร้ ว่ มตรวจนบั เงนิ กับจาเลยแล้วมอบเงิน
จานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้จาเลยนาไปฝากธนาคาร หลังจากน้ันจาเลยร่วมกับพวกเอาเงินน้ันไป
การที่จาเลยใช้กุญแจไขตู้นิรภัยนาเงินรายได้ของร้าน ซ. ออกมาแล้วนาไปตรวจนับต่อหน้า ส. และ
ท. เป็นเพียงการทางานในหน้าท่ีดูแลเงินช่ัวคราวเท่าน้ัน หาใช่เป็นเร่ืองที่ผู้เสียหายได้มอบการ
ครอบครองเงินใหแ้ ก่จาเลยโดยเด็ดขาดไม่ ดังนี้ ขณะน้ันจาเลยจึงไม่ใชผ่ ู้ครอบครองเงนิ ของผู้เสียหาย
แต่เมื่อจาเลยเอาเงินจานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ของผู้เสียหายไปหลังจากท่ีผู้เสียหายตรวจสอบแล้ว
มอบให้จาเลยนาไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายท่ีธนาคาร กรณีจึงถือได้ว่าขณะน้ันผู้เสียหายได้มอบ
เงินจานวนดงั กลา่ วใหอ้ ยู่ในความครอบครองของจาเลยแลว้ เพราะจาเลยตอ้ งถือและรักษาเงนิ จานวน
นั้นจนกระทั่งนาไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหายท่ีธนาคารให้เรียบร้อย การที่จาเลยวางแผนให้พวก
จาเลยมาแยง่ เอาเงินไปในระหวา่ งเดินทางไปธนาคารจงึ เป็นความผิดฐานยักยอก

ฎีกาที่ ๑๓๐๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๔ ในขณะเกิดเหตุบริษัท ว. จากัด และจาเลยที่ ๓
และท่ี ๔ เป็นผู้ครอบครองสินคา้ ปยุ๋ เคมไี ว้แทนบริษัท ท. จากดั (มหาชน) ดังน้ี เมื่อเกิดเหตบุ รษิ ัท ท.
จากัด (มหาชน) จึงเป็นผู้เสียหายด้วย และสาหรบั จาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ น้นั เป็นลูกจ้างของบริษทั ว.
จากัด มีหน้าที่ควบคุมหรือบรรทุกสินค้าดังกล่าวไปส่งท่ีสถานีสินค้าของผู้เสียหาย การครอบครอง
ของจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ เป็นการครอบครองแทนไว้ชั่วคราวช่ัวขณะหนึ่งเท่านั้น อานาจการ
ครอบครองสินค้าท่ีแท้จริงยังอยู่กับผู้เสียหาย เม่ือจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ร่วมกับพวกเอาทรัพย์สิน

445

ดงั กลา่ วไปโดยทจุ ริต จึงเป็นการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์
ฎีกาท่ี ๓๓๓๓/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๖๕ การท่มี ีผู้นาเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของผเู้ สียหายไปเก็บ

ไว้ที่ท้ายกระโปรงรถยนต์ของผู้เสียหายคันที่ให้จาเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายขายของผู้เสียหายนาไป
ใช้ในการทางาน โดยจาเลยไม่ทราบมาก่อน ผู้เสียหายไม่ได้สละการครอบครองเคร่ืองคอมพิวเตอร์
แต่อย่างใด เครื่องคอมพิวเตอร์ยงั อยู่ในความยึดถือของผู้เสียหายและจาเลยควรรู้ว่าผู้เสียหายจะต้อง
ติดตามเอาเครื่องคอมพิวเตอร์คืน การท่ีจาเลยยอมให้ ณ. นาเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไปใช้
ประโยชน์ส่วนตัว จึงเปน็ การท่ีจาเลยเอาเครือ่ งคอมพิวเตอร์ไปจากการครอบครองของผเู้ สียหายเพ่ือ
แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผู้อ่ืน การกระทาของจาเลย
จึงเปน็ ความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เปน็ ความผิดฐานยกั ยอกไม่

ฎีกาท่ี ๕๙๘/๒๕๔๘ ฎ.๔๓๗ รถยนต์กระบะของจาเลยเสีย พ. ซ่อมรถยนต์ได้จึงรับอาสา
ซ่อมรถยนต์ให้จาเลย พ. ขับรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ระหว่างเช่าซ้ือมีจาเลยน่ังซ้อนท้ายไปท่ีโกดังเก็บ
สินค้าซึ่งรถยนต์ของจาเลยจอดเสียอยู่ พ. ซ่อมรถยนต์ของจาเลยจนกระทั่งเย็นแต่ซ่อมไม่สาเร็จ
จาเลยยืมรถจักรยานยนต์ของ พ. อ้างว่าไปหายืมเงินมาซื้ออะไหล่ นานประมาณ ๑ ชั่วโมง จาเลย
กลับมาบอกว่าหายืมเงินไม่ได้ ขอยืมรถอีกครั้งอ้างว่าจะไปหารถยนต์มาลากจูงรถยนต์ของจาเลย
การที่ พ. มอบรถจักรยานยนตใ์ ห้จาเลยยืมไปดังกล่าว เป็นการส่งมอบการครอบครองรถให้แก่จาเลย
ไม่ใช่เพียงแต่ให้การยึดถือ จาเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อจาเลยไม่คืนรถนั้นแก่ พ.
จงึ เป็นความผิดฐานยักยอก ไม่ใช่ลักทรัพย์
ข้อสังเกต จาเลยมีเจตนายึดถือเพ่ือตนในลักษณะที่จะได้ประโยชน์จากการใช้สอยรถตามสัญญายืม
จาเลยจงึ มสี ทิ ธคิ รอบครอง เม่อื เอาไปจึงเปน็ ความผิดฐานยักยอก

ฎีกาท่ี ๔๖๔๔/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๙๘ จาเลยขอยืมรถจักยานยนต์ของผู้เสียหายไปจาก
ช. ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซ้ือ การท่ี ช. อนุญาตให้จาเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่ง
ส. จึงเป็นการส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ให้จาเลยช่ัวคราวซึ่งจาเลยมีหน้าที่ต้องนา
รถจักรยานยนต์ที่ขอยืมไปมาคืน ช. เม่ือจาเลยนารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจานาแก่
บุคคลภายนอกจึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของบุคคลอื่นโดยทุจริตขณะที่จาเลย
ครอบครองทรพั ยน์ ัน้ อันเปน็ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก การกระทา
ของจาเลยไม่ใช่ความผิดฐานลักทรพั ย์ ที่โจทก์ฎีกาว่าได้ความจาก ส. ว่าจาเลยบอกว่าหลังจากจาเลย
ได้รถจักรยานยนต์แล้วนาไปขายทันที การขอยืมรถจึงเป็นอุบายท่ีจะได้รถจักรยานยนต์ไปน้ัน ก็เป็น
เพียงการคาดคะเนของโจทก์ถึงเจตนารมณ์ของจาเลยซึ่งไม่อาจนามารับฟังเป็นผลร้ายว่าจาเลย
มีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น เมื่อจาเลยชาระค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นท่ี
พอใจและผู้เสียหายไม่ติดใจดาเนินคดีแก่จาเลยย่อมทาให้สิทธินาคดีอาญามฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๒)
ข้อสังเกต คดีน้ีศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าขณะยืมจาเลยมีเจตนายืมรถจักรยานยนต์จริง เม่ือได้รถ
ไว้ในครอบครองและใช้สอยแล้วจึงมีเจตนาเอาไปจานาภายหลัง จึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ของผู้อ่ืน

446

ที่ตนครอบครองอันเป็นความผิดฐานยักยอก โดยจาเลยไม่ได้มีเจตนาหลอกเอารถจักรยานยนต์ไป
ต้ังแต่แรก แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าจาเลยมีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ไปต้ังแต่แรกด้วยการ
หลอกขอยืมรถจักรยานยนต์เพื่อจะเอาไปจานา จะเปน็ การหลอกเอาการครอบครองซึ่งถอื ว่าเป็นการ
แย่งการครอบครอง จะเป็นความผดิ ฐานลักทรัพย์

ฎีกาที่ ๕๘๓๘/๒๕๔๘ ฎ.๑๕๘๒ รถยนต์ที่ผู้เสียหายมอบให้จาเลยซ่อมได้อยู่กับจาเลยมา
นานถึง ๑ ปีเศษ ถือได้ว่าผู้เสียหายมอบหมายให้จาเลยยึดถือครอบครองทรัพย์น้ันไว้ การท่ีจาเลย
ถอดอะไหล่และเคร่ืองเสียงในรถยนต์ให้บุคคลอื่นหรือนาไปขาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์
ดังกล่าวเป็นของตนและบุคคลท่ีสามโดยทุจริต มีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก
ข้อสังเกต จาเลยมีเจตนายึดถือเพื่อตน เพราะมีสิทธิยึดหน่วงรถไว้ จาเลยจึงมีสิทธิครอบครอง เมื่อ
เอาไปจงึ เป็นความผิดฐานยักยอก

ฎีกาที่ ๑๒๘๑๑/๒๕๕๘ กรณีจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทาความผิดต้อง
มีเจตนาแย่งการครอบครองทรัพย์นั้นโดยทุจริตต้ังแต่ท่ีเข้าแย่งการครอบครอง แต่ขณะท่ีจาเลย
ยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจากผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่าจาเลยมีเจตนาจะเอาไปในลักษณะท่ีเป็นการ
ตัดกรรมสิทธ์ิต้ังแต่แรก จาเลยยังคงพักอยู่ท่ีโรงแรมตรงข้ามอู่ซ่อมรถของผู้เสียหาย เหตุท่ีจาเลย
หลบหนอี อกจากโรงแรมโดยนาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไปด้วย เพราะไม่ต้องการชาระค่าซ่อมรถที่จาเลย
ค้างชาระผู้เสียหาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองเป็นของจาเลยโดยทุจริต
เปน็ ความผิดฐานยกั ยอก

ฎีกาท่ี ๑๖๐๘๑-๑๖๐๘๓/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๗๐ โจทก์ท้ังสามไม่ได้ครอบครองที่ดินและต้นสน
และไม่ทราบแน่นอนวา่ ต้นสนอยู่ในที่ดินตาแหน่งใด จาเลยเป็นผู้จัดการดูแลต้นสนในที่ดินของโจทก์
ทง้ั สาม ต้นสนของโจทก์ทัง้ สามอย่ใู นความครอบครองของจาเลย การท่ีจาเลยตัดต้นสนโดยไม่แจ้งให้
โจทก์ทั้งสามทราบหรอื ไดร้ บั ความยินยอมจากโจทก์ท้ังสาม และจาเลยรับเงินค่าต้นสนทง้ั หมดไปเป็น
ประโยชน์ของตนเองไม่เปน็ ความผิดฐานลักทรัพย์ต้นสน แต่เป็นความผิดฐานยักยอก

ผ้กู ระทาต้องเข้าครอบครองทรัพย์

ฎกี าท่ี ๑๑๒/๒๕๕๔ ฎ.๕๗๓ จาเลยดึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่เหน็บไว้ในกระเป๋า
กระโปรงแล้วโยนทิ้งท่ีชานพักบันได เพราะโกรธที่ได้ยินเสียงผู้ชายโทรศัพท์เข้ามา ยังไม่พอฟังว่า
จาเลยเอาโทรศัพท์เคล่ือนที่ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริตเพ่ือต้องการโทรศัพท์เคล่ือนท่ีของ
ผ้เู สียหายมาเป็นของตนเองอันจะเป็นความผิดฐานว่ิงราวทรัพย์ แต่การโยนโทรศัพท์เคล่ือนที่ลงไปท่ี
ชานพักบันได ย่อมเล็งเห็นได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอาจเกิดความเสียหายได้ เมื่อ
โทรศัพท์เคลื่อนท่ีของผู้เสียหายไม่เสียหาย การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทาให้
เสียทรัพย์

447

ข้อสังเกต ฎีกานี้ในทางตาราเปน็ เรอื่ งทจี่ าเลยไม่ไดเ้ ข้าครอบครองทรัพย์ จงึ ไมเ่ ปน็ การเอาไปซึ่งน่าจะ
ถือวา่ ขาดองคป์ ระกอบภายนอก

ฎกี าที่ ๙๓๙๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๙ รถจักรยานของผู้เสียหายถูกทง้ิ ไว้ข้างถนนหา่ งจาก
ถนนเพียง ๕ เมตร ซ่ึงสามารถพบเห็นได้โดยง่าย และเมื่อนับระยะเวลาต้ังแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่
พบรถจักรยานเป็นเวลาประมาณ ๙ วัน ซึ่งถ้าหากจาเลยมีเจตนาที่จะลักเอารถจักรยานดังกล่าวไป
เพื่อประโยชน์ส่วนตน ย่อมต้องนารถจักรยานดังกล่าวไปจากบริเวณสถานท่ีเกิดเหตุแล้ว มิใช่นามา
ทิ้งไว้บริเวณข้างถนนเป็นเวลาถึง ๙ วัน อีกท้ังจุดที่พบรถจักรยานก็อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ
๒๐ เมตร จึงเช่อื ว่าจาเลยกับพวกนารถจักรยานดังกล่าวมาทง้ิ ไว้ โดยมเี จตนาเพอ่ื ท่ีจะไม่ให้ผู้เสียหาย
ใช้รถจักรยานดังกล่าวในการหลบหนีหรือข่ีกลับบ้าน จาเลยกับพวกไม่ได้ประสงค์จะเอารถจักรยาน
ไปในลักษณะเป็นการประทุษร้ายต่อกรรมสิทธ์ิในทรพั ย์ของผู้เสียหาย จาเลยกับพวกมิได้เจตนาที่จะ
เอาทรัพย์ไปเพ่ือแสวงหาประโยชนท์ ี่มิควรได้โดยชอบดว้ ยกฎหมายแต่อย่างใด การกระทาของจาเลย
กับพวกจึงไม่มเี จตนาทจุ ริตไม่เปน็ ความผิดฐานลักทรัพย์

448

การเข้าครอบครองนนั้ ตอ้ งเปน็ การแย่งการครอบครอง

การเข้าครอบครองน้ันต้องเป็นการแย่งการครอบครองโดยผู้ครอบครองทรัพย์เดิม
มิได้อนุญาต ถ้าเป็นการส่งมอบการครอบครองก็จะไม่เป็นแย่งการครอบครอง แต่ต้องเป็น
การส่งมอบที่ปราศจากการข่มขู่ สาคัญผิด หรือหลอกลวง ถ้าส่งมอบเพราะการข่มขู่ สาคัญผิด
หรือหลอกลวง ก็คือการแย่งการครอบครอง ซ่ึงก็ถือวา่ เป็นการเอาไปในความผิดฐานลักทรัพยน์ ั่นเอง
เวน้ แตว่ า่ จะมีกฎหมายบญั ญัติเป็นอย่างอ่ืน

ก. การส่งมอบเพราะถูกข่มขู่จึงเป็นชิงทรัพย์ เพราะเป็นการลักทรัพย์โดยขู่เข็ญว่าในทันใด
นั้นจะใช้กาลังประทษุ ร้าย

ข. การส่งมอบเพราะสาคญั ผิดเป็นก่งึ ยกั ยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง
ค. การส่งมอบเพราะถูกหลอกลวงอาจแยกพิจารณาได้เป็นหลอกเอากรรมสิทธิ์ หลอกเอา
การครอบครอง หลอกเอาการยึดถือ
การหลอกเอากรรมสิทธิ์ มาตรา ๓๔๑ กาหนดให้การหลอกลวงผู้อื่นจนได้ไปซึ่งทรัพย์สิน
จากผู้ถูกหลอกลวงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง การไดไ้ ปซึ่งทรัพย์สนิ ตามมาตรา ๓๔๑ ดังกล่าวก็คือการ
หลอกลวงจนได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไป การหลอกเอากรรมสิทธิ์แม้จะเป็นการแย่งการครอบครอง
ตามมาตรา ๓๓๔ แต่มีมาตรา ๓๔๑ กาหนดไว้โดยเฉพาะให้เป็นความผิดฐานฉ้อโกง จึงไม่เป็น
ความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนการหลอกลวงเอาการครอบครองหรือหลอกลวงเอาการยึดถือไม่มี
กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ก็ต้องถือว่าเป็นแย่งการครอบครอง ถ้าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่น
ไปโดยทุจรติ กจ็ ะเป็นความผิดฐานลักทรพั ย์

ข้อ ๗๘ คาถาม นายเอกเป็นคนกลัวภริยามาก วันหนึ่งนายเอกได้เงินจากการทางานพิเศษ
มา ๕,๐๐๐ บาท นายเอกจึงเอาเงินดังกล่าวซอ่ นไวใ้ นชอ่ งเก็บของในรถยนต์ที่นายเอกขับเป็นประจา
เพื่อเก็บไว้ใช้ส่วนตัว ต่อมารถยนต์ของนายเอกเกิดอุบัติเหตุ นายเอกจึงเอารถไปมอบให้นายโทซ่อม
โดยลืมเงิน ๕,๐๐๐ บาท ไว้ในรถ หลังจากรับรถไว้ ๓ วัน นายโทรื้อของในรถพบเงิน ๕,๐๐๐ บาท
จงึ เอาเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายสว่ นตัว ต่อมานายโทซ่อมรถไม่ดี นายเอกและนายโทจึงมีปัญหาเร่ืองการ
ซ่อมรถกัน และไม่ได้ซ่อมรถต่อให้เสร็จ ต่อมาอีก ๑ ปีเศษ นายโทได้ถอดเครื่องเสียงในรถยนต์ของ
นายเอกไปขาย

ให้วนิ ิจฉยั ว่า นายโทมีความผดิ ฐานใด
คาตอบ นายเอกเอารถไปมอบให้นายโทซ่อม โดยลืมเงิน ๕,๐๐๐ บาท ไว้ในรถไม่เป็นการ
ส่งมอบการครอบครองเงิน ๕,๐๐๐ บาท ให้แก่นายโท ดังน้ัน การท่ีนายโทร้ือของในรถพบเงิน
๕,๐๐๐ บาท แล้วเอาเงินดังกล่าวไป จึงเป็นเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้อ่ืนตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๓๔ เพราะเป็นการแย่งการครอบครองเงิน ๕,๐๐๐ บาท โดยนายเอกไม่ยินยอม เมื่อ
กระทาโดยเจตนาทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฐานยักยอก (คาอธิบายประมวล

449

กฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ โดยศาสตราจารย์จติ ติ ตงิ ศภัทิย์ ๒๕๕๓, หวั ข้อ 1204
หน้า ๕๗๕)

รถยนต์ที่นายเอกมอบให้นายโทซ่อมได้อยู่กับนายโทมานานถึง ๑ ปีเศษ ถือได้ว่านายเอก
มอบหมายให้นายโทยึดถือครอบครองทรัพย์นั้นไว้เพ่ือตน การที่นายโทถอดเคร่ืองเสียงในรถยนต์
ไปขาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริต มีความผิดฐานยักยอกตาม
มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก (ฎกี าท่ี ๕๘๓๘/๒๕๔๘)
ข้อสังเกต การเอาไปตามมาตรา ๓๓๔ คือ แย่งกำรครอบครองและพำทรัพย์เคลื่อนที่ไป เหตุนี้
ทรัพย์ท่ีจะถูกลักต้องมีผู้ครอบครองอยู่ประการหนึ่ง และผู้กระทำเข้ำครอบครองทรัพย์น้ันอีก
ประการหน่ึง กำรเข้ำครอบครองน้ันเป็นกำรแย่งกำรครอบครองซ่ึงผู้ครอบครองทรัพย์อยู่เดิมมิได้
อนญุ าตประการหน่ึง แล้วได้พำทรัพยเ์ คลื่อนทีไ่ ปอีกประการหนึ่ง พร้อมทั้ง ๔ ประการน้ี จึงจะถอื ได้
ว่าเป็นการเอาทรัพย์ไปสาเร็จบริบูรณ์ (อ้างแล้ว หัวข้อ 1192 หน้า ๕๔๑) การที่นายโทเอาเงิน
๕,๐๐๐ บาท ของนายเอกไป ถอื ว่ากำรเขำ้ ครอบครองนั้นเป็นกำรแยง่ กำรครอบครอง ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งส่ง
มอบการครอบครอง เชน่ เดียวกับของทต่ี ดิ มาในล้ินชกั โต๊ะทส่ี ่งมาให้ซ่อม (อา้ งแล้ว น.๕๗๕)

ทรัพย์ที่จะถูกลักตอ้ งมีผู้ครอบครองอยู่ โดยเหตุที่การยึดถือทรัพย์ อาจอยู่กับบุคคลหนง่ึ ซ่ึง
มิได้มีเจตนายึดถือเพ่ือตน แต่การครอบครองอยู่กับอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งมีเจตนาเพื่อตนโดยบุคคลอื่น
ยึดถือไว้ให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๘ ถ้าผู้ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไป
ก็ได้ชื่อว่าเอาไปจากการครอบครองของผู้ครอบครอง เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์
(อ้างแล้ว น.๕๕๒) การครอบครองก็คือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
นั่นเอง ผู้ท่ีจะมีสิทธิครอบครองต้อง ๑. มีการยึดถือ ๒. ยึดถือเพื่อตน แนวความคิดในเร่ืองสิทธิ
ครอบครองมีมาตั้งแต่สมัยโรมัน เดิมผู้มีสิทธิครอบครองต้อง ๑ ยึดถือ ๒ ยึดถือเพื่อตนแบบเป็น
เจ้าของเท่าน้ัน ดังน้ัน ตามความคิดด้ังเดิมผู้รับจานา แม้จะยึดถือทรัพย์ แต่ก็ไม่มีสิทธิครอบครอง
ตอ่ มาความคิดเรื่องของสิทธิครอบครองข้อ ๒ ยึดถือเพ่ือตนแบบเปน็ เจา้ ของเท่านั้น เริ่มจะผอ่ นคลาย
ลงโดยถือว่าผู้ทรงบุริมสิทธิ เช่น ผู้รับจานาก็เป็นผู้ยึดถือเพื่อตน ผู้รับจานาที่ยึดถือทรัพย์ไว้จึงมีสิทธิ
ครอบครองในยุคดังกล่าว ส่วนผู้เช่าหรือผู้ยืม แม้จะยึดถือทรัพย์ แต่ก็ยังไม่มีสิทธิครอบครองใน
ยุคดังกล่าว และต่อมาก็ได้มีการผ่อนคลายเรอ่ื งการยึดถือเพื่อตนขยายออกไปอีก โดยให้รวมถึงผู้ท่ีมี
สิทธิใช้ประโยชน์จากทรพั ย์ เชน่ ผู้เชา่ ผู้ยืม เป็นผู้ยึดถือเพื่อตนที่มีสิทธิครอบครอง ซึ่งกฎหมายเรื่อง
สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเราใช้คาว่า ยึดถือเพื่อตน ก็ใช้หลักนี้
ก็คือยึดถือเพ่ือตน ๒ ลักษณะคือ ๒.๑ ยึดถือเพ่ือตนแบบเป็นเจ้าของ ๒.๒ ยึดถือเพ่ือตนเพื่อจะใช้
ประโยชน์จากทรัพย์ตามสัญญา เช่น ผู้เช่า ยึดถือเพื่อตนที่จะได้ใช้ทรัพย์ตามสัญญาเช่า หากยึดถือ
ทรัพย์แต่ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ เช่น ผู้รับฝากที่ไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์ แม้จะได้ค่าฝากก็ไม่มีสิทธิ
ครอบครอง (คาอธิบายกฎหมายลักษณะทรัพย์ ศาสตราจารย์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ๒๕๕๑
น. ๔๘๗) สาหรับคดีตามฎีกาที่ ๕๘๓๘/๒๕๔๘ ที่นามาแต่งเป็นคาถาม ผู้แต่งเห็นว่า เม่ือมีการ
พิพาทเร่ืองการซ่อมกันจนไม่มีการนารถกลับคืนถึงปีเศษ แสดงว่านายโทผู้ซ่อมรถใช้สิทธิยึดหน่วง

450

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ จึงถือว่านายโทมีสิทธิครอบครอง เมื่อถอด
เคร่ืองเสยี งไปจึงผดิ ฐานยักยอกทรัพย์

ฎีกาท่ี ๕๘๓๘/๒๕๔๘ ฎ.๑๕๘๒ รถยนต์ที่ผู้เสียหายมอบให้จาเลยซ่อมได้อยู่กับจาเลยมา
นานถึง ๑ ปีเศษ ถือได้ว่าผู้เสียหายมอบหมายให้จาเลยยึดถือครอบครองทรัพย์นั้นไว้ การท่ีจาเลย
ถอดอะไหล่และเครื่องเสียงในรถยนต์ให้บุคคลอ่ืนหรือนาไปขาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์
เป็นของตนและบคุ คลที่สามโดยทจุ รติ มคี วามผดิ ฐานยกั ยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

ข้อ ๗๙ คาถาม นายยอดเช่าซื้อรถยนต์คันท่ี ๑ จากบริษัทหนึ่ง จากัด หลังจากชาระค่า
เช่าซื้อ ๒ งวด นายยอดถูกไล่ออกจากงาน นายยอดไปเล่นการพนัน แต่เสียพนันหมดนายยอดจึงนา
รถยนต์คันท่ี ๑ ไปขายตีใช้หนี้ในบ่อนพนัน ต่อมานายยอดไปหลอกขอเช่าซื้อรถยนต์คันท่ี ๒ จาก
บริษัทสอง จากัด โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์และต้ังใจว่าจะไม่ชาระค่าเช่าซ้ือ เม่ือได้รถยนต์มาแล้ว
นายยอดก็นาไปขายอีก และนายยอดได้ไปหลอกขอเช่ารถยนต์คันท่ี ๓ จากบริษัทสาม จากัด ซึ่งให้
เชา่ รถยนต์ เมือ่ ได้รถยนตม์ าแลว้ นายยอดก็นารถไปขายอกี

ให้วินิจฉยั วา่ นายยอดมีความผิดฐานใดสาหรบั รถยนตท์ ง้ั ๓ คนั
คาตอบ นายยอดเช่าซื้อรถยนต์คันที่ ๑ จากบริษัทหน่ึง จากัด หลังจากชาระค่าเช่าซื้อ
๒ งวด นายยอดนารถยนต์คันที่ ๑ ไปขายตีใช้หน้ีในบ่อนพนัน เมื่อขณะทาสัญญาเช่าซื้อนายยอด
มีเจตนาเช่าซ้ือรถยนต์คันท่ี ๑ มาใช้จริง มิได้มีการหลอกลวง แต่มาเบียดบังภายหลังจากได้รับ
มอบการครอบครองรถยนต์คันที่ ๑ แล้ว ถือว่านายยอดมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้ให้
เช่าซื้อท่ีอยู่ในครอบครองของนายยอดไปโดยทุจริต นายยอดมีความผิดฐานยักยอกตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ สาหรบั รถยนตค์ นั ท่ี ๑ (ฎกี าที่ ๑๑๒๙๔/๒๕๕๓)
นายยอดไปหลอกขอเช่าซ้ือรถยนต์คันท่ี ๒ จากบริษัทสอง จากัด โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์
และตั้งใจว่าจะไม่ชาระค่าเช่าซื้อ บริษัทสอง จากัด ยินยอมส่งมอบรถยนต์คันท่ี ๒ ให้แก่นายยอด
เนื่องจากถูกนายยอดหลอกลวงให้ทาสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งการหลอกขอเช่าซื้อเป็นการหลอกเอา
กรรมสิทธิ์ เพราะวตั ถุประสงคข์ องการเช่าซ้ือก็เพื่อโอนกรรมสิทธิ์เมอ่ื ชาระค่าเชา่ ซอ้ื ครบถว้ นแล้ว
มิใช่เป็นการเอารถยนต์คันที่ ๒ ไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรพั ย์ หากแต่
เป็นการได้รถยนต์คันที่ ๒ ไปโดยการหลอกลวงบริษัทสอง จากัด โดยทุจริตว่าจะปฏิบัติตาม
สัญญาเช่าซื้อท่ีทาไว้กับบริษัทสอง จากัด การกระทาของนายยอดเป็นการกระทาความผิดฐาน
ฉอ้ โกงตามมาตรา ๓๔๑ สาหรับรถยนต์คันท่ี ๒ (ฎีกาที่ ๕๒๒๘/๒๕๕๔)
นายยอดหลอกขอเช่ารถยนต์คันที่ ๓ จากบรษิ ัทสาม จากัด ซึ่งให้เช่ารถยนต์ เป็นการหลอก
เอาการครอบครอง เพราะสัญญาเช่ามอบเฉพาะการครอบครอง ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ การท่ีนาย
ยอดได้รถยนต์มา จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปโดยทุจริต นายยอดจึงมีความผิดฐานลักทรพั ย์
ตามมาตรา ๓๓๔ สาหรบั รถยนตค์ ันที่ ๓


Click to View FlipBook Version