The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

301

ผ้เู สยี หายให้แกจ่ าเลยโดยเสน่หา เป็นการกระทาความผิดฐานทาให้เสียหาย ทาลาย ซ่อนเร้น เอาไป
เสีย หรือทาให้สญู หายหรือไร้ประโยชนซ์ ึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ และเป็นความผิด
ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคสอง และมาตรา ๒๖๘ วรรค
แรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคสอง และมาตรา ๘๓ แต่การกระทาความผดิ ดังกล่าวก็เพื่อโอนทด่ี ิน
เป็นของจาเลยซ่ึงเป็นเจตนาเดียว การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทากรรมเดยี วเปน็ ความผิดต่อ
กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๘ ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักท่ีสุดตาม ป.อ.
มาตรา ๙๐

ฎีกาที่ ๙๐๔๒-๙๐๔๓/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๐๙ เช็คถือเป็นต๋ัวเงินประเภทหนึ่งตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๘๙๘ การท่ีจาเลยนาเช็คธนาคาร ก. ของโจทก์ร่วมมาแก้ไขและเติมข้อความในช่อง
ส่ังจ่ายบ้าง ช่องจานวนเงนิ บ้างหรือปลอมลายมอื ช่ือโจทก์ร่วมในช่องส่ังจ่าย แลว้ นาเชค็ ไปขอเบิกเงิน
จากธนาคาร ก. ซึ่งหลงเช่ือวา่ เป็นเช็คที่แท้จริงของโจทก์ร่วม จึงจ่ายเงินให้จาเลยไป การกระทาของ
จาเลยจึงเป็นการทาเอกสารปลอมข้ึนบางส่วนโดยการแก้ไขเติมข้อความและลงลายมือชื่อปลอม
ในต๋ัวเงินท่ีแท้จริง เพื่อให้ผู้อื่นหลงเช่ือว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่โจทก์ร่วมทาขึ้น และก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคาร ก. การกระทาของจาเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอม
ตั๋วเงิน จาเลยหาจาต้องปลอมเช็คขึ้นท้ังฉบับ จึงจะเป็นความผิดฐานปลอมต๋ัวเงินตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๖ (๔) เมอ่ื จาเลยเป็นผปู้ ลอมตั๋วเงินและนาไปใช้เอง จึงตอ้ งลงโทษจาเลยฐานใชต้ ั๋วเงนิ ปลอมตาม
ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบดว้ ยมาตรา ๒๖๖ (๔) ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง

โดยประการท่ีนา่ จะเกิดความเสยี หายแก่ผ้อู ื่นหรือประชาชน

ฎีกาที่ ๑๕๗๒/๒๕๕๗ ฎ.๔๑๑ ไม่มีกฎหมายให้ลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้ ล. จะอนุญาต
หรอื ให้ความยินยอม และเจ้าหน้าท่ีผู้จัดทาบันทึกแนะนาให้จาเลยท่ี ๒ ลงลายมือช่ือ ล. ก็ลงลายมือ
ชือ่ แทนกันไม่ได้ การที่จาเลยท่ี ๒ ลงลายมือชื่อ ล. ในช่องผู้รับโอนในคาร้องโอนสิทธิการเช่า สัญญา
เช่าอาคาร บันทึกตกลงการโอนสิทธิการเช่าและในช่องผู้เช่าในสัญญาเช่าอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง
จึงเป็นการลงลายมือช่ือปลอมในเอกสาร แต่ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและความผิดฐานปลอม
เอกสารจะต้องได้ความด้วยว่าอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่
เมือ่ โจทกร์ ว่ มลงลายมอื ชอื่ โอนลอยในคารอ้ งโอนสิทธิการเชา่ สัญญาเช่าอาคารเทศบาลโดยไม่ได้สนใจ
ว่าใครจะนาเอกสารไปกรอกข้อความอย่างไร แสดงว่าโจทก์ร่วมพอใจในราคาค่าตอบแทนการโอน
สิทธิการเช่ามากกว่า หาใช่มีข้อตกลงโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่จาเลยท่ี ๑ โดยเจาะจงไม่
โจทก์ร่วมกป็ ระสงคจ์ ะโอนสทิ ธกิ ารเช่าอาคารพิพาทให้แก่ ล. ทง้ั ใบเสร็จรับเงินค่าคารอ้ งโอนสิทธิการ
เช่าอาคารก็ระบุว่าได้รับเงินจาก ล. โจทก์ร่วมและเทศบาลไม่อยู่ในฐานะท่ีจะอ้างว่าได้รับความ
เสียหาย จาเลยทงั้ สองไม่มีความผิดฐานแจง้ ความเท็จและฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง

ฎีกาที่ ๘๘๗๐/๒๕๕๔ ฎ.๑๙๐๔ จาเลยเป็นผู้ปลอมคาขอเปิดบัญชีและนาตัวอย่างลายมือ

302

ชื่อในคาขอเปิดบัญชีของโจทก์ร่วมแล้วนาไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารทาให้พนักงานของธนาคาร
หลงเชื่อว่าเป็นคาขอเปิดบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม จึงออกสมุดเงินฝากในนามของโจทก์ร่วมให้โดย
ประการที่น่าจะเกดิ ความเสียหายแก่โจทก์ร่วม จงึ เป็นการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม

จาเลยนาแบบพิมพ์ใบถอนเงินของธนาคารรวม ๑๕ ฉบับมากรอกข้อความโดยเขียนชื่อ
โจทก์ร่วมในช่องช่ือบัญชีเขียนเลขท่ีบัญชีจานวนเงินและลงลายมือช่ือปลอมของโจทก์ร่วมในช่อง
เจ้าของบัญชีและช่องผู้รับเงิน แล้วนาใบถอนเงินดังกล่าวไปย่ืนต่อพนักงานของธนาคาร ทาให้
พนักงานของธนาคารหลงเช่อื ว่าเป็นใบถอนเงนิ ท่ีแท้จรงิ จึงจ่ายเงินให้จาเลยไป แม้โจทก์ร่วมและบิดา
มิได้เปิดบัญชีดังกล่าว ซึ่งแสดงอยู่ในตัวว่าเงินในบัญชีน้ันมิใช่เงินของโจทก์ร่วมและบิดา และ
โจทก์ร่วมและบิดาอาจจะไม่ได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรงก็ตาม แต่การกระทาของจาเลย
เป็นการเปลี่ยนแปลงเก่ียวกับหลักฐานทางการเงนิ ในนามของโจทก์ร่วมในระบบบัญชีของธนาคารให้
แตกต่างไปจากความเป็นจริง อันจะเป็นผลให้โจทก์ร่วมและธนาคารเสียชื่อเสียง ไม่ได้รับความ
เช่ือมั่นไว้วางใจในสังคม และในการประกอบธุรกิจ อันเป็นประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายต่อ
โจทก์ร่วมและธนาคารแล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิ
ปลอมรวม ๑๕ กระทงดว้ ย

ฎกี าที่ ๖๖๕๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๓๖ การกระทาโดยประการทนี่ า่ จะเกิดความเสยี หาย
แก่ผู้อ่ืนหรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก และมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก เป็น
พฤติการณ์ประกอบการกระทา มิใช่ผลที่ต้องเกิดขึ้นจากการกระทา เพียงแต่น่าจะเกิดแม้จะ
ไม่เกิดขนึ้ ก็เป็นความผิดสาเร็จแล้ว และความเสียหายท่ีน่าจะเกดิ นั้นอาจเป็นความเสยี หายท่ีมีรปู ร่าง
เชน่ ความเสยี หายต่อทรพั ยส์ นิ หรือความเสียหายต่อศีลธรรม เช่น เสียชื่อเสียง หรือความเสียหายต่อ
ประชาชน เช่น ความไว้เน้ือเช่ือใจในการประกอบธุรกิจด้วย การท่ีจาเลยปลอมใบรับฝากเงินอันเป็น
เอกสารสิทธิโดยจาเลยลงลายมือช่ือปลอมลายมือช่ือของ ม. แล้วใช้เอกสารสิทธิดังกล่าวนาเงิน
เข้าฝากในบัญชขี อง ม. ทธ่ี นาคาร ก. สาขาสแ่ี ยกบ้านแขก เป็นผลใหเ้ งนิ ของเจ้าของบญั ชเี พม่ิ มากขึ้น
แม้จะไม่มีความเสียหายต่อทรัพย์สินแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักฐานจานวนเงินของ ม. ในระบบ
บัญชีของธนาคาร ก. ให้แตกต่างไปจากความเป็นจริง อันจะเป็นผลให้ ม. และธนาคาร ก. อาจเสีย
ชื่อเสียง ไม่ได้รับความเช่ือม่ันไว้วางใจในสังคมและในการประกอบกิจการธุรกิจอันเป็นประการท่ี
น่าจะเกิดความเสียหายตามบทบัญญัติในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ.
มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๓๘๗๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๑ การที่ธนาคารผู้ออกบัตร ATM ทั้งหลายต่าง
ออกแบบให้ด้านหลังของบัตร ATM มีช่องให้เจ้าของบัตรลงลายมือช่ือไว้นั้น นอกจากจะมี
วัตถุประสงค์มีไว้เพ่ือระบุตัวเจ้าของบัตรแล้วยังอาจมีวัตถุประสงค์เป็นประการอ่ืน ๆ ด้วย การที่
จาเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในบัตร ATM ของโจทก์ร่วม แม้ลายมือช่ือปลอมจะมิใช่
สาระสาคัญของการใช้บัตร ATM ในการทารายการเบิกถอนเงินที่ตู้เบิกถอนเงิน ATM ก็ตาม แต่การ
กระทาของจาเลยที่ลงลายมือชื่อปลอมที่หลังบัตร ATM ของโจทก์ร่วม ก็ถือได้ว่าน่าจะเกิดความ

303

เสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคารผู้ออกบัตร และได้กระทาให้ผู้หน่ึงผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสาร
ท่ีแทจ้ ริง อันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๒๖๕

เพ่อื ใหผ้ ู้หนึ่งผูใ้ ดหลงเช่ือวา่ เปน็ เอกสารที่แทจ้ ริง

ฎีกาที่ ๔๗๖๖/๒๕๓๘ ฎ.๑๑๒๓ จาเลยนาภาพถ่ายท่ี ม. มอบให้มาตัดให้พอดีกับภาพถ่าย
บตั รประจาตัวประชาชนท่ีแทจ้ ริงของ น. แล้วนาภาพถ่ายทต่ี ัดแล้วปดิ ทบั ภาพถ่ายของ น. ทีต่ ิดอยู่ใน
บัตรประจาตัวประชาชนของ น. แล้วถ่ายภาพบัตรและนาภาพถ่ายอัดพลาสติกมอบให้ ม. ถือได้ว่า
จาเลยมีเจตนาเพ่อื ให้ผพู้ บเห็นหลงเช่ือวา่ ภาพถา่ ยของ ม. ในบตั ร

เอกสารสิทธิ เอกสารราชการ

ฎกี าท่ี ๕๑๙๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๗๖ เอกสารสทิ ธติ ามบทนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา ๑ (๙)
หมายความวา่ เอกสารทเี่ ปน็ หลกั ฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงบั ซ่ึงสิทธิ แต่ใบขอ
ซ้อื สินค้า (PR) เป็นเพยี งคาเสนอที่จะซื้อสินค้าของผู้เสียหายเท่าน้ัน หาใช่เอกสารทีเ่ ป็นหลักฐานแห่ง
การก่อ เปล่ียนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิไม่ ดังนั้น ใบขอซ้ือสินค้า (PR) ดังกล่าวจึงไม่ใช่
เอกสารสิทธิตามมาตรา ๑ (๙) การกระทาของจาเลยเป็นเพียงการปลอมเอกสารธรรมดา มิใช่เป็น
การปลอมเอกสารสทิ ธิและใชเ้ อกสารสทิ ธปิ ลอม

ฎีกาที่ ๔๙๑๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๐๒ การที่ผู้เสียหายออกใบรายการร้านค้าให้แก่
ลูกค้าเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้มีการซื้อสินค้าและลูกค้าได้ชาระราคาสินค้าแล้ว อันเป็นหลักฐาน
ในการซ้ือขายกันตามปกติ ส่วนท่ีลูกค้าจะต้องนาเอกสารไปยื่นต่อพนักงานของผู้เสียหายซึ่งประจา
อยู่ที่คลังสินค้าเพื่อขอรับสินคา้ เป็นเพียงการแสดงหลักฐานการซื้อขายตามข้นั ตอนเท่านั้น หาใช่เป็น
การใช้สทิ ธิเรยี กร้องโดยผลของการมีเอกสารดงั กล่าวแต่อย่างใด ใบรายการร้านคา้ จึงมใิ ช่เปน็ เอกสาร
ที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง สงวนหรอื ระงับซ่งึ สิทธิ ไม่เป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา
๑ (๙) การท่ีจาเลยแก้ไขด้วยการเติมข้อความว่ายกเลิกลงในใบรายการร้านค้าและมอบเอกสาร
ดังกล่าวแก่พนักงานขายของผู้เสียหายเพื่อลักเงิน ๓,๕๖๐ บาท ของผู้เสียหายไป จึงเป็นเพียงการ
ปลอมและใชเ้ อกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคหนงึ่ และมาตรา ๒๖๘ วรรคหน่ึง ประกอบ
มาตรา ๒๖๔ วรรคหน่ึง

การท่ีจาเลยลักเงิน ๓,๕๖๐ บาท ของผเู้ สียหายโดยปลอมใบรายการร้านค้าและใช้เอกสารที่
ทาปลอมขึ้น อันเป็นหลักฐานแสดงว่าลูกค้าได้ยกเลิกการซ้ือสินค้าแล้วจาเลยลักเงินดังกล่าวไป
เห็นได้ชัดว่าเพ่ือที่จะทาให้การลักทรัพย์แนบเนียนยิ่งขึ้นเท่านั้น อันเป็นการกระทาต่อเน่ืองในวาระ
เดียวกันโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อลักทรัพย์ ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานปลอมเอกสารและ

304

ใชเ้ อกสารปลอม จึงเปน็ กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา ๙๐
ฎีกาท่ี ๒๒๒๗/๒๕๔๗ ฎ.๕๙๓ แบบคาขอใช้บริการบัวหลวง เอ.ที.เอ็ม. ท่ีจาเลยปลอมข้ึน

เป็นเอกสารที่จาเลยใช้ยื่นต่อธนาคารผู้เสียหายเพ่ือขอให้ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าเงินฝาก ประเภท
สะสมทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายได้ใช้บัตรฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ แต่ยังไม่แน่ว่าธนาคารผู้เสียหาย
จะอนุมัติตามแบบคาขอใช้บริการหรือไม่ แบบคาขอใช้บริการมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ
สิทธิในการฝาก-ถอนเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยตรง จึงมิใช่เอกสารสิทธิตามความในประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) จาเลยปลอมแบบคาขอใช้บริการและใช้เอกสารนั้น จึงไม่เป็นการ
ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสทิ ธปิ ลอม

ฎีกาที่ ๙๕๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖ คาฟ้องโจทก์กล่าวว่า จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ ใช้เอกสาร
ใบเบิกปลอมเป็นหลักฐานในการลงบัญชีจ่ายสายสูบน้าดับเพลิง ทาให้สายสูบน้าดับเพลิงของโจทก์
สูญหายและขาดบัญชีไป จึงเป็นการฟ้องให้จาเลยรับผิดในมูลหนี้ละเมิดซ่ึงเป็นความผิดท่ีมีโทษตาม
ป.อ. แต่ใบเบิกปลอมที่จาเลยใช้เป็นเพียงเอกสารราชการมิใช่เอกสารสิทธิ ความผิดฐานใช้เอกสาร
ปลอมดังกล่าวมีโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๒๖๕ และมีกาหนดอายุความทาง
อาญา ๑๐ ปี ตามมาตรา ๙๕ (๓) จึงไม่เป็นกรณีที่กาหนดอายุความทางอาญายาวกว่าตาม ป.พ.พ.
มาตรา ๔๔๘ วรรคสอง

ฎกี าที่ ๒๕๗๐/๒๕๔๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๗ หนงั สือคู่มอื จดทะเบียนรถหรือใบคู่มอื จดทะเบยี น
รถ เป็นเพียงเอกสารซึ่งควบคุมการใช้รถยนต์และการจัดเก็บภาษีประจาปีตามพระราชบัญญัติ
รถยนตเ์ ทา่ น้ัน มไิ ดเ้ ป็นเอกสารทเ่ี ป็นหลกั ฐานแหง่ การก่อ เปลยี่ นแปลง โอน สงวน หรอื ระงับซ่ึงสิทธิ
แต่อย่างใด ใบคู่มือจดทะเบียนรถจึงเป็นเพียงเอกสารราชการ หาได้เป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสาร
ราชการไม่

ฎีกาที่ ๒๒๖๗/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๑๒ แบบคาขอโอนและรับโอนทะเบียนรถยนต์ แม้จะ
เป็นแบบพิมพ์ของกรมการขนส่งทางบก แต่ก็เป็นแบบพิมพ์สาหรับผู้ที่ประสงค์จะจดทะเบียนโอน
และรบั โอนรถยนต์นาไปกรอกข้อความลงไปไดเ้ อง แล้วนาไปยื่นต่อนายทะเบยี นเพื่อดาเนินการแก้ไข
รายการจดทะเบียนในใบคู่มือจดทะเบียนเท่านั้น มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ
เปล่ียนแปลง โอน สงวน หรือระงับซ่ึงสิทธิตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๙) การท่ีจาเลยท่ี ๑ ทาคาขอโอน
ทะเบียนรถยนต์ปลอมข้ึนทัง้ ฉบบั น้ัน จงึ ไม่เปน็ ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา ๒๖๕ และ
ใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ จาเลยที่ ๑ คงมีความผิด
ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๓๔๔๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๘๐ หนังสือมอบอานาจเปน็ เพียงเอกสารซ่ึงบคุ คลหน่ึง
เป็นผู้มอบอานาจ มอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้รับมอบอานาจให้มีอานาจจัดการทานิติกรรม
แทน มิได้เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปล่ียนแปลง โอน สงวนหรือระงับซ่ึงสิทธิ หนังสือ
มอบอานาจจึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๙) การที่จาเลยที่ ๑ กรอกข้อความลงใน

305

หนังสือมอบอานาจที่โจทก์ร่วมลงลายมือช่ือไว้นั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารสิทธิ
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕

ฎีกาที่ ๑๔๒๒/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๘๐ ใบรับรองเงินฝากซึ่งเป็นเอกสารปลอมมีข้อความวา่ จาเลย
ที่ ๒ มีเงินฝากในธนาคารโจทก์ร่วมจานวน ๖๐๐ ล้านดอลล่าร์สหรัฐ มีกาหนดจ่ายคืนและสามารถ
เปลี่ยนมือได้ แบ่งแยกและซื้อขายได้ อันเป็นเอกสารที่แสดงให้ผู้อื่นเช่ือว่าจาเลยที่ ๒ มีเงินฝากตาม
จานวนในเอกสารฝากไวก้ ับโจทกร์ ว่ มและสามารถรบั เงินฝากคืนจากโจทก์ร่วมและสามารถเปลี่ยนมือ
แบง่ แยกซอื้ ขายได้ดว้ ย ใบรบั รองเงินฝากดงั กลา่ วจึงเป็นเอกสารสทิ ธิ

จาเลยท่ี ๑ ซงึ่ เป็นพนักงานของโจทก์ร่วมทราบดีว่าใบรับรองเงินฝากเป็นเอกสารสิทธิปลอม
ได้จัดส่งเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปต่างประเทศโดยผ่านแผนกไปรษณียภัณฑ์ในธุรกิจของ
โจทก์ร่วมด้วยการปิดผนึกซองเขียนชุดใบนาส่งเอกสารของธนาคารโจทก์ร่วมและใบนาส่งไปรษณีย์
มอบให้กับพนักงานโจทก์ร่วมผู้มีหน้าที่จัดส่งเอกสารตามวิธีการจัดส่งเอกสารในธุรกิจของโจทก์ร่วม
ครบถ้วนแล้วอันเป็นการลงมือใช้หรืออ้างเอกสารที่เกิดจากการกระทาความผิดฐานปลอมเอกสาร
สทิ ธิ แม้เอกสารสิทธิปลอมจะปิดผนึกอยู่ในซองและพนักงานผู้จัดส่งเอกสารของโจทก์ร่วมตรวจเห็น
พิรธุ จนพบว่าเอกสารที่จัดส่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก่อนที่เอกสารจะส่งถึงผู้รับในต่างประเทศ ก็เป็น
การใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเป็นความผิดสาเร็จโดยไมต่ ้องรอผลของการใช้หรอื อ้างวา่ ผู้รับหรือ
ถกู อ้างจะได้รับเอกสารสิทธปิ ลอมที่จดั ส่งไป เพราะเมื่อจาเลยที่ ๑ ได้ใช้หรืออ้างเอกสาร การกระทา
ของจาเลยที่ ๑ ก็ถือได้ว่ากระทาไปในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อ่ืนหรือ
ประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ แล้ว จาเลยท่ี ๑ จึงมีความผิด
ฐานรว่ มกนั ใช้เอกสารสทิ ธิปลอม

ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่จาต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน การท่ีจาเลยที่ ๒ ทาปลอม
ใบรับรองเงนิ ฝากขึ้นทั้งฉบับเพ่ือให้ผู้อื่นหลงเชอื่ ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการท่ีน่าจะเกิดความ
เสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อ่ืน หรือประชาชนแล้ว การกระทาของจาเลยก็เป็นความผิดฐานปลอม
เอกสารสทิ ธิ

ฎีกาท่ี ๙๐๒๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๓๖ เมื่อหนังสือสัญญาซื้อขายท่ีดินเป็นเอกสารสิทธิ
ปลอม ภาพถ่ายหนังสือสัญญาซ้ือขายท่ีดินดังกล่าวที่จาเลยถ่ายสาเนามา จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอม
ด้วย เม่ือจาเลยนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายท่ีดินไปใช้อ้างเป็นเอกสารแนบท้ายคาร้องและ
คาฟ้องโดยรู้แล้วว่าหนังสือสัญญาซ้ือขายที่ดินเป็นเอกสารปลอมการกระทาของจาเลยจึงเป็นการใช้
เอกสารสิทธิปลอมแล้ว

ฎีกาที่ ๑๐๓๘๕/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๕๐ ใบถอนเงินที่จาเลยทาปลอมขึ้นและนาไปใช้
ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงว่าผู้เสียหายได้ถอนเงินจากบัญชี
เงินฝากธนาคารไปแล้ว ใบถอนเงนิ ดังกล่าวจึงเป็นเอกสารอันกอ่ ให้เกิดสิทธิในการรบั เงนิ จากธนาคาร
เปน็ เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙)

การท่จี าเลยนาแบบพิมพ์ใบถอนเงนิ ของธนาคารมากรอกข้อความโดยเขยี นชื่อ ศ. ในชอ่ งชื่อ

306

บัญชี เขียนเลขที่บัญชี จานวนเงิน และลงลายมือชื่อปลอมของ ศ. ในช่องผู้รับเงินและในช่องผู้ถอน
เงิน แล้วนาใบถอนเงินไปย่ืนต่อพนักงานธนาคารซ่ึงหลงเช่ือว่าเป็นใบถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้
จาเลยไปน้ัน เป็นการทาเอกสารสิทธิปลอมขึ้นท้ังฉบับ เพื่อให้ผู้อ่ืนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารท่ีแท้จริง
และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ศ. ธนาคารและพนักงานธนาคารแล้ว จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ
และใช้เอกสารสิทธิปลอม
ข้อสังเกต การปลอมใบถอนเงินแล้วเอาเงินไป จะมีความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย เพราะเป็นเงินของ
ธนาคาร ไม่ใช่เงินของลูกค้า หากออกเป็นข้อสอบต้องตอบท้ังปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิ
ปลอม และลักทรัพย์ โดยปกติแล้วโจทก์จะฟ้องในข้อหาเหล่านี้มาด้วย แต่บางคดีจะขึ้นมาเฉพาะ
ข้อหาปลอม บางคดีขึ้นมาเฉพาะข้อหาลักทรัพย์ ขอให้ดูคาพิพากษาฎีกาต่อไปประกอบ ฎีกำท่ี
๖๕๖๙/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๓๐ จาเลยเป็นเจ้าหน้าท่ีของธนาคารผู้เสียหาย มีหน้าท่ีรับฝากเงิน
และจ่ายเงินให้แก่ลูกค้าท่ีมาใช้บริการแทนผู้เสียหาย จาเลยจึงมีอานาจยึดถือเงินของผู้เสียหายไว้
เพื่อผู้เสียหายเพียงช่ัวระยะเวลาทาการ การที่จาเลยแก้ไขจานวนเงินบ้าง กรอกจานวนเงินบ้างใน
ใบคาขอถอนเงินฝากสะสมทรัพย์ของผู้มีอานาจถอนเงิน และนาไปดาเนินการด้วยตนเองตามวิธีการ
ทางธนาคารให้มีการจ่ายเงินของผู้เสียหายที่จาเลยยึดถือไว้เพื่อผู้เสียหายดังกล่าวตาม ใบคาขอถอน
เงินน้ัน แล้วเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยไม่มีสิทธิอันเป็นการทุจริต การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผิดฐานลักทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๓๙๔/๒๕๔๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๔๔ สาเนารายงานการประชุมวสิ ามัญผ้ถู ือหนุ้ ซ่ึงทาปลอม
ข้ึนโดยระบุให้จาเลยผู้เดียวมีอานาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทเป็น
หลักฐานเพ่ือระงับสิทธิของโจทก์ร่วมในการร่วมลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท จึงเป็นเอกสารสิทธิตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙)

คาขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจานวนหรือชื่อกรรมการซ่ึงลงช่ือผูกพันบริษัท เป็นเพียง
เอกสารท่ีแจ้งความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีดาเนินการจดทะเบียนแก้ไขให้ตามรายการท่ีขอ
และหนังสือมอบอานาจเป็นเอกสารที่บุคคลหนึ่งระบุมอบหมายให้บุคคลอีกคนหนึ่งมีอานาจทา
กจิ การใดแทนตนเท่าน้ัน เอกสารท้ังสองฉบับมิใช่หลกั ฐานแหง่ การกอ่ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือ
ระงบั ซง่ึ สิทธิ จงึ มใิ ชเ่ อกสารสิทธิ

ฎีกาท่ี ๑๕๗๒/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๓๙ จาเลยถ่ายสาเนาบัตรประจาตัวประชาชนจาก
ฉบับท่ีแท้จริงซ่ึงเป็นเอกสารราชการ แล้วแก้ไขในช่องชื่อ ชื่อสกุล วันออกบัตร วันหมดอายุ และนา
สาเนาบัตรประจาตัวประชาชนดังกล่าวไปถ่ายสาเนาเอกสารอีก เพื่อให้ผู้หน่ึงผู้ใดหลงเช่ือว่าสาเนา
เอกสารดังกล่าวมีขอ้ ความตรงกบั ต้นฉบับและน่าจะเกิดความเสยี หายแกผ่ ู้อนื่ หรอื ประชาชน เป็นการ
ทาปลอมเอกสารข้ึนท้ังฉบับ แม้จาเลยจะมิได้แก้ไขในเอกสารท่ีแท้จริง การกระทาของจาเลยก็เป็น
ความผิดฐานปลอมบัตรประจาตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ และฐานใช้บัตรประจาตัว
ประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ , ๒๖๘ วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา
๒๖๕ พ.ร.บ. บัตรประจาตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง (๒) (๓)

307

ข้อสังเกต แต่ถ้าไม่มีไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสาเนาบัตรประจาตัวประชาชน
เพียงแต่ปลอมลายมือช่ือโจทก์ร่วมลงในสาเนาบัตรประจาตัวประชาชน จึงเป็นเพียงการปลอม
เอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก เพราะที่ปลอมคือลายมือช่อื โจทก์ร่วมโดยข้อความในบัตร
ประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการไม่ได้ถูกปลอม ฎีกำที่ ๑๒๑๓๗/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๓๖ ความผิดฐาน
ปลอมเอกสารต้องเป็นการกระทาต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแผกแตกต่างไป ด้วยเจตนา
ให้ผู้หน่ึงผู้ใดหลงเช่ือว่าเอกสารน้ันเป็นเอกสารที่แท้จริง แม้สาเนาบัตรประจาตัวประชาชนจะเป็น
เอกสารราชการ แต่ได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในสาเนาบัตรประจาตัว
ประชาชนท่ีแท้จริงของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสาเนาบัตร
ประจาตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสาเนาบัตรประจาตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สาเนาบัตร
ประจาตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือช่ือโจทก์ร่วมลงในสาเนา
บัตรประจาตัวประชาชน จึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก เท่าน้ัน
เมื่อจาเลยใชส้ าเนาบัตรประจาตัวประชาชนของโจทก์ร่วมดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสาร
ราชการปลอม คงมีความผดิ ฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา
๒๖๔ วรรคแรก

ฎกี าที่ ๒๓๔๗/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖๔ สาเนาบัตรประจาตัวประชาชนและสาเนาทะเบียน
บ้าน แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นเอกสารราชการ แต่มีเพียงการปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัตรและ
เจ้าของทะเบียนบ้านลงในสาเนาบัตรประจาตัวประชาชนและสาเนาทะเบียนบ้านที่แท้จริง โดยไม่มี
การเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสาเนาบัตรประจาตัวประชาชนและสาเนาทะเบียนบ้านให้
แตกต่างไปแต่อย่างใด สาเนาบัตรประจาตัวประชาชนและสาเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวยังคงเป็น
เอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือช่ือเจ้าของบัตรและเจ้าของทะเบียนบ้านลงในสาเนาบัตรและ
สาเนาทะเบยี นบ้าน จึงเปน็ เพียงการปลอมเอกสารตามมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๖๓๕๓/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๙๓ เลขหมายประจาปืนไม่ใช่ทะเบียนอาวุธปืนซ่ึงเป็น
เอกสารท่ีเจ้าพนักงานจัดทาและมิได้เปน็ เอกสารที่เป็นหลกั ฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน
หรือระงับซ่ึงสิทธิ จึงไม่ใช่เอกสารราชการและเอกสารสิทธิ การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงไม่เป็น
ความผดิ ฐานปลอมเอกสารสทิ ธิหรอื เอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ จาเลยท่ี ๑ คงมคี วามผิด
ฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ วรรคแรก และใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘
วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคแรก
ข้อสังเกต หากลบเลขหมายประจาปืน เป็นเพียงการทาลายเอกสาร ไม่ใช่การปลอมเอกสาร เพราะ
ไม่มเี อกสารเหลืออยูใ่ ห้ผ้หู นึ่งผใู้ ดหลงเชอ่ื ว่าเป็นเอกสารท่แี ท้จริง (ฎกี าที่ ๖๒๖๖/๒๕๔๕)

ฎีกาท่ี ๖๙๖๕-๖๙๖๖/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๓๙ จาเลยเป็นลูกจ้างประจาของกรมการ
ศาสนา เป็นผู้ติดต่อกับผู้เช่าที่ดินวัดร้าง การที่จาเลยนาใบเสร็จรับเงินค่าเช่าท่ีดินวัดร้างที่จาเลย
ทาปลอมข้ึนไปเก็บเงินจากผู้เช่า ต้องถือว่าจาเลยรับเงินไว้แทนกรมการศาสนา มิใช่รับไว้แทนผู้เช่า
เพื่อนาไปมอบให้กรมการศาสนา เม่ือจาเลยนาเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวย่อมเป็นการ

308

ยักยอกเงินของกรมการศาสนา กรมการศาสนาจึงเป็นผู้เสียหายมีอานาจร้องทุกข์ให้ดาเนินคดี
แก่จาเลยในความผิดฐานยักยอกได้

ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าเป็นหลักฐานแห่งการระงับสิทธิของผู้ให้เช่าในการเรียกเก็บเงินค่าเช่า
จากผู้เช่า จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๙) มิใช่เอกสารราชการตาม
มาตรา ๑ (๘) เพราะไม่ใช่เอกสารซึ่งเจา้ พนักงานไดท้ าข้นึ หรือรบั รองในหน้าท่ี
ข้อสังเกต จาเลยไม่ใช่ข้าราชการแต่เป็นลูกจ้างประจา จาเลยไม่ใช่เจ้าพนักงาน เอกสารท่ีจาเลยทา
จึงไม่เป็นเอกสารราชการตามท่ีศาลฎีกาวินิจฉัย ฎีกานี้ตัดสินตามกฎหมายเก่า ถ้าเป็นกฎหมายใหม่
มาตรา ๑ (๑๖) เพ่ิมเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ มีบทนิยาม คาว่า
“เจ้าพนักงาน” หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า เป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งต้ังตาม
กฎหมายให้ปฏิบัติหน้าท่ีราชการ ไม่ว่าเป็นประจาหรือคร้ังคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทน
หรือไม่ ดังน้ัน ถ้าเกิดเหตุหลังจากปี ๒๕๕๘ ศาลฎีกาจะเดินตามแนวเดิมหรือถือว่าเป็นเอกสาร
ราชการคงรอฟังกันครับ

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๖๗

ฎีกาที่ ๖๒๙๐/๒๕๕๗ ฎ.๑๖๓๖ บริษัท ค. จดทะเบียนเป็นบริษัทจากัดตาม ป.พ.พ. มี ศ.
เป็นกรรมการเพียงคนเดียว และ ศ. ถึงแก่ความตาย ทาให้บริษัท ค. ไม่มีกรรมการเป็นผู้แทนของ
บริษัทซึ่งเป็นนติ ิบุคคล ผู้มีสว่ นได้เสียหรือพนักงานอัยการจึงร้องขอให้ศาลแต่งต้ังผูแ้ ทนช่ัวคราวตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๗๓ ได้

จาเลยได้รับแต่งตั้งตามคาส่ังศาลให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัท ค. ก็มีผลเป็นเพียง
กรรมการชั่วคราวของบริษัท จาเลยมิได้มีอานาจเป็นกรรมการโดยแท้จริงของบริษทั จึงเป็นกรณีต้อง
ด้วยมาตรา ๑๑๕๙ ท่ีกาหนดว่า ในกรณีจานวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจานวนอันจาเป็นที่จะเป็น
องค์ประชุม กรรมการท่ีมีตัวอยู่ย่อมทากิจการได้เฉพาะแต่ในเรื่องท่ีจะเพิ่มกรรมการให้ครบจานวน
หรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบรษิ ัทเท่าน้ัน จะทาการอื่นไม่ได้ จาเลยจึงจะดาเนินการเลิกบริษัทไม่ได้
ทั้งการเลิกบริษัทจะกระทาได้ต้องเข้าเง่ือนไขตามมาตรา ๑๒๓๖ และ ๑๒๓๗ การท่ีจาเลยแจ้ง
ขอ้ ความอันเป็นเทจ็ โดยลงลายมือช่ือในคาขอจดทะเบียนเปล่ียนกรรมการจาก ศ. เป็นจาเลย อา้ งว่า
จาเลยมีหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและมีมติท่ีประชุมผู้ถือหุ้นให้เปลี่ยนแปลง
กรรมการบริษทั คนเดิมจาก ศ. เป็นจาเลย ท้ังทคี่ วามจรงิ ไมม่ ีการเรียกประชุมและประชุมผถู้ อื ห้นุ แก่
เจ้าพนักงาน แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทาการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ และใช้หรืออ้าง
เอกสารอันเกิดจากการกระทาความผิดดังกล่าวอันเป็นเท็จเพ่ือดาเนินการให้นายทะเบียนผู้ถือหุ้น
และสานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแก้ไขให้จาเลยเป็นกรรมการผู้แทนบริษัท ค. คนใหม่แทน ศ.
เป็นการกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของโจทก์ท้ังส่ี ซ่ึงเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรง ทาให้เกิดความเสียหาย
แก่โจทก์ท้ังส่ีผู้มีสิทธิเข้าประชุมเพ่ือพิจารณาต้ังกรรมการแทน ศ. และมีอานาจครอบงาบริษัทเพ่ือ

309

ตรวจตราการจัดการบริษัทของกรรมการ ทั้งเป็นผู้มีสิทธิลงมติพิเศษในกรณีพิจารณาเลิกบริษัทได้
ตามมาตรา ๑๒๓๖ (๔) การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๗, ๒๖๗, ๒๖๘

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๖๘

ฎกี าที่ ๘๓๓/๒๕๖๑ ฎ.๓๑๑ ความผดิ ฐานใช้หรืออา้ งเอกสารปลอม เป็นความผดิ สาเร็จเมื่อ
ย่ืนเอกสารต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าท่ี รับเร่ือง ดังนั้น การที่จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นเอกสารราชการ
ปลอมตามฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าท่ีตรวจเอกสารเพ่ือย่ืนซองประกวดราคา แม้ยังอยใู่ นขั้นตอนการ
ตรวจเอกสารของเจ้าหนา้ ทตี่ รวจเอกสาร แตก่ เ็ ปน็ ความผดิ สาเร็จแล้ว

ฎีกาที่ ๙๗๒๗/๒๕๕๖ ฎ. ๒๒๙๒ จาเลยรับจ้างจัดทาบัตรประจาตัวประชาชนปลอมให้แก่
สายลับ โดยจาเลยรับภาพถ่ายและเงินจานวนหนึ่งไปจากสายลับและนัดหมายกับสายลับเพ่ือส่งมอบ
บัตรประจาตัวประชาชนปลอมตามท่ีรับจ้าง แล้วจาเลยนาบัตรประจาตัวประชาชนมาส่งมอบให้แก่
สายลบั และถูกร้อยตารวจเอก ส. กับพวกทาการจับกุมได้พร้อมบัตรประจาตัวประชาชนปลอม ถือได้
ว่าเป็นการนาออกใช้ซึ่งเอกสารปลอมแล้ว เมื่อบัตรประจาตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการ
การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้บัตรประจาตัวประชาชนซ่ึงเป็นเอกสารราชการปลอม
ตาม พ.ร.บ. บตั รประจาตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ (๓) วรรคแรก และ ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๒๖๕

ฎีกาที่ ๘๘๑๕/๒๕๕๔ ฎ. ๑๘๕๒ จาเลยใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งและเป็นผู้แจ้งให้
เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารด้วย จึงต้องลงโทษจาเลยฐานใช้เอกสารอันเกิดจาก
การแจ้งแต่เพียงกระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง เอกสารอันเกิดจากการที่จาเลยแจ้ง
ใหเ้ จ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามฟอ้ ง คือรายงานประจาวันรบั แจ้งเอกสารหาย มิใช่หนังสือ
รับรองการทาประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ซ่ึงเป็นเอกสารที่เป็นผลมาจากการแจ้งดังกล่าว การท่ีจาเลยใช้
น.ส. ๓ ก. แสดงต่อธนาคารจึงไม่ใช่การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๗

ฎีกาท่ี ๑๔๒๒/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๘๐ จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมทราบดีว่า
ใบรับรองเงินฝากเป็นเอกสารสิทธิปลอมได้จัดส่งเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปต่างประเทศโดยผ่าน
แผนกไปรษณียภัณฑ์ในธรุ กิจของโจทก์ร่วมดว้ ยการปิดผนึกซองเขียนชุดใบนาสง่ เอกสารของธนาคาร
โจทกร์ ่วมและใบนาสง่ ไปรษณีย์มอบให้กับพนักงานโจทก์ร่วมผมู้ หี น้าทจี่ ัดส่งเอกสารตามวิธีการจัดส่ง
เอกสารในธุรกิจของโจทก์ร่วมครบถ้วนแล้วอันเป็นการลงมือใช้หรืออ้างเอกสารท่ีเกิดจากการกระทา
ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ แม้เอกสารสิทธิปลอมจะปิดผนึกอยู่ในซองและพนักงานผู้จัดส่ง
เอกสารของโจทก์รว่ มตรวจเห็นพริ ุธจนพบว่าเอกสารทจ่ี ัดส่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก่อนที่เอกสารจะ
สง่ ถึงผู้รบั ในตา่ งประเทศ ก็เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเปน็ ความผิดสาเร็จโดยไม่ต้องรอผล
ของการใช้หรืออ้างว่าผู้รับหรือถูกอ้างจะได้รับเอกสารสิทธิปลอมท่ีจัดส่งไป เพราะเม่ือจาเลยท่ี ๑

310

ได้ใช้หรืออ้างเอกสาร การกระทาของจาเลยที่ ๑ ก็ถือได้ว่ากระทาไปในประการท่ีน่าจะเกิดความ
เสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อ่ืนหรือประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕
แล้ว จาเลยที่ ๑ จงึ มคี วามผิดฐานร่วมกันใชเ้ อกสารสทิ ธิปลอม

ฎีกาท่ี ๑๕๔๔๖/๒๕๕๕ ฎ.๓๔๑๕ จาเลยที่ ๑ นาแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมปิดทับ
แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่แท้จริงท่ีด้านหน้าและด้านท้ายของรถเพ่ือใช้รถยนต์เดินทางไปที่เมือง
พัทยา ป้องกันมิให้ผู้ท่ีพบเห็นทราบหมายเลขทะเบียนรถยนต์ที่แท้จริงหากเกิดอุบัติเหตุในระหว่าง
การเดินทาง จึงเป็นการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมอย่างเป็นเอกสารราชการท่ีแท้จริงเพ่ือให้
ผู้อ่ืนหลงเชื่อว่าเป็นรถยนต์ตามแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่มีการทาปลอมข้ึน และท่ีเกิดเหตุซ่ึง
เจ้าพนักงานตารวจพบการกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๑ เป็นสถานท่ีเปิดเผยในทางเดินรถ
สาธารณะ แม้จาเลยที่ ๑ ยังมิได้ใช้รถยนต์เดินทางเคล่ือนที่จากจุดเกิดเหตุท่ีมีการลงมือกระทา
ความผดิ กเ็ ป็นความผดิ สาเรจ็ ฐานใชเ้ อกสารราชการปลอมจาเลยท่ี ๑ จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕

ฎีกาที่ ๙๐๐๙/๒๕๕๓ ฎ.๑๕๖๙ จาเลยรับราชการอยู่ท่ีแผนกทะเบียนยานพาหนะมีหน้าท่ี
รับค่าภาษีและต่ออายุทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประจาปี ไม่มีอานาจหน้าท่ีเกี่ยวกับการ
รับทาใบอนุญาตขับรถ จาเลยเป็นผู้ปลอมใบอนุญาตขับรถอันเป็นเอกสารราชการ การท่ีจาเลย
นาใบอนุญาตขับรถปลอมไปใส่ไว้ในตะกร้าวางไว้บนเคาน์เตอร์หน้าที่ทาการแผนกทะเบียน
ยานพาหนะ โดยเจ้าของใบอนุญาตขับรถจะไปตรวจดทู ่ีตะกร้าดังกลา่ ว หากเห็นใบอนุญาตขบั รถของ
ตนก็สามารถหยิบเอาไปได้หรือผู้ใดจะไปรับแทนก็ได้ไม่มีการทาหลักฐานการรับไว้ จาเลยยังมิได้อ้าง
และใชเ้ อกสารดังกล่าวแก่ผ้ใู ด จาเลยไมม่ คี วามผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

ฎีกาท่ี ๙๐๒๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๓๖ จาเลยนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่ง
เป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยืน่ คาร้องต่อศาลช้ันต้น เพ่ือขอให้ศาลมคี าส่ังว่าจาเลยเป็นผู้มีกรรมสทิ ธ์ิใน
ทีด่ ินโดยการครอบครองปรปกั ษ์ และนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาซ้ือขายที่ดินดังกล่าวไปย่ืนฟ้องโจทก์
ต่อศาลช้ันต้นเพื่อบังคับห้ามมิให้โจทก์เก่ียวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปล่ียนแปลงช่ือใน
โฉนดที่ดินพิพาทเป็นช่ือของจาเลยต่างวันเวลากัน การกระทาของจาเลยในความผิดฐานใช้เอกสาร
สิทธิปลอม จึงเปน็ ความผดิ หลายกรรมต่างกัน

ฎีกาท่ี ๓๕๕๙/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๓๙ จาเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะรับ
ทองรูปพรรณจากร้านทองของโจทก์ร่วมไปจาหน่ายแก่ลูกค้าซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ
โดยขอใบบันทึกรายการขายของร้านทองของโจทก์ร่วมไปให้ลูกค้าชาระเงินค่าทองรูปพรรณให้แก่
โจทก์ร่วมด้วยบัตรเครดิต โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงมอบทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายที่รูดกับ
เครือ่ งรูดบัตรของทางรา้ นซึ่งจะปรากฏช่อื รา้ นและหมายเลขสมาชกิ ของร้านทองแลว้ ใหจ้ าเลยไป เมื่อ
จาเลยขายทองรปู พรรณให้แก่ลูกค้าได้แล้ว จาเลยจะได้จัดให้ลูกค้านาบัตรเครดิตของลกู ค้ามารูดกับ
เครื่องรูดบัตรอีกเพ่ือให้ปรากฏหมายเลขบัตรของลูกค้า วันหมดอายุบัตร และขออนุมัติวงเงินจาก
ธนาคาร กรอกรายละเอียดวันท่ี จานวนเงินท่ีลูกค้าชาระ และให้ลูกค้าลงลายมือชื่อในใบบันทึก

311

รายการขายแล้วจาเลยจะได้ส่งใบบันทึกรายการขายนั้นให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมนาไปขอรั บ
เงินจากธนาคารต่อไป แต่เมื่อหลอกลวงได้ทองรปู พรรณและใบบันทึกรายการขายจากโจทกร์ ่วมแล้ว
จาเลยกลับใช้บัตรเครดิตปลอมมารูดกับเคร่ืองรูดบัตรเพื่อลงใบบันทึกรายการขาย แล้วส่งใบบันทึก
รายการขายปลอมดังกล่าวมาให้โจทก์ร่วมเพ่ือขอรับเอาทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขาย
ไปจากโจทก์ร่วมอีก โจทก์ร่วมหลงเช่ือมอบทองรูปพรรณให้จาเลยรับไปคิดเปน็ เงิน ๘๘๙,๔๐๐ บาท
ซ่ึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง และจาเลยยังได้ร่วมกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายปลอมเป็น
เอกสารประกอบการฉ้อโกงโดยส่งไปให้โจทก์ร่วม เพื่อให้โจทกร์ ่วมนาส่งใบบันทึกรายการขายปลอม
นั้นไปขอรับเงินจากธนาคาร ก. และธนาคาร ท. แต่ละวันแยกต่างหากจากกันตามท่ีปรากฏใน
ใบบันทึกรายการขาย การกระทาของจาเลยกับพวกในส่วนน้ีจึงเป็นความผิดฐานใช้ใบบันทึกรายการ
ขายซึ่งเปน็ เอกสารสิทธปิ ลอมรวม ๒๔ กระทง ตามฟ้อง

การที่จาเลยกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายทั้ง ๒๔ กรรมน้ัน จาเลยได้กระทาโดยมีเจตนา
เดียวเพื่อฉ้อโกงโจทก์ร่วม บันทึกรายการขายปลอมท่ีจาเลยกับพวกร่วมกันใช้โดยจัดส่งไปให้โจทก์
ร่วมก็เพ่ือเป็นอุบายหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเช่ือมอบทองรูปพรรณให้จาเลยกับพวกนั่นเอง
ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่จาเลยกับพวกกระทาต่อโจทก์ร่ว มจึงเป็นกรรมเดียวกับ
ความผดิ ฐานใช้เอกสารสิทธปิ ลอมท้งั ๒๔ กระทง

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๖๙

ฎีกาท่ี ๕๕๔๘/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๘๙ ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ้างโจทก์สารวจและ
ประเมินราคาทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งกาหนดให้โจทก์ต้องควบคุมดูแลลูกจ้างหรือพนักงานหรือ
ตวั แทนของโจทก์ให้ปฏิบัตหิ นา้ ที่ด้วยความซ่ือสัตย์สุจรติ และตอ้ งส่งผลการสารวจและประเมินราคา
แก่ธนาคารภายในระยะเวลาท่ีกาหนด การที่จาเลยท่ี ๓ กรอกข้อความในแบบสรุปผลการประเมิน
ราคา และการที่จาเลยท่ี ๒ ลงชื่อในฐานะผู้ประเมินราคาและฐานะผู้จัดการสาขา เพื่อจัดส่งให้แก่
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในนามของโจทก์ ล้วนแต่เป็นขั้นตอนในการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์
ผู้ที่ประเมินราคาหรือทาคารับรองเอกสารตามสัญญาจ้างก็คือโจทก์ จาเลยที่ ๓ มิได้ลงช่ือเป็น
ผปู้ ระเมนิ ราคาในเอกสารดงั กล่าว จาเลยที่ ๓ จงึ มิใช่ผ้ทู าคารบั รองเอกสารอันเปน็ เทจ็ แตอ่ ย่างใด

ฎีกาที่ ๓๖๓๕/๒๕๔๖ ฎ.๑๐๔๐ ผู้กระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๙ จะต้องเป็น
ผู้ประกอบการงานวิชาชีพดังที่ระบุไว้เท่านั้น เมื่อจาเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินและเป็นผู้กู้เงินจาก
ธนาคาร ไม่ได้ประกอบวิชาชีพการประเมินราคาทรัพย์ ส่วนจาเลยท่ี ๓ เป็นเพียงผู้ทารายงานการ
ตรวจสอบท่ีดินเสนอตอ่ ผ. โดย ผ. เป็นผู้ลงลายมือชอื่ รับรองในฐานะผู้ประเมิน จาเลยที่ ๓ ไมไ่ ดเ้ ป็น
ผู้ทาคารับรองในเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จ จาเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๖๙

312

ความผดิ เกยี่ วกับบตั รอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

ข้อ ๕๗ คาถาม นายหนึง่ มอบบัตรเครดิตให้นางสาวสองซงึ่ เป็นลูกจ้างของตนพร้อมท้ังบอก
รหัสเอทีเอ็มเพ่ือใช้กดเงินสด ๑๐,๐๐๐ บาท นางสาวสองนาบัตรเครดิตดังกล่าวไปกดรหัสเพ่ือถอน
เงินสด ๑๐,๐๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐ บาทรวม ๒๕,๐๐๐ บาท แล้วนาเงินเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท
ไปมอบให้นายหนึง่ โดยนางสาวสองแอบจดช่ือ นามสกุล เดือนปีหมดอายุ หมายเลขบัตรเครดิต และ
หมายเลขด้านหลังบัตรเครดิตไว้ด้วย แล้วนางสาวสองได้ส่ังซ้ือต๋ัวเครื่องบินทางอินเตอร์เน็ต ระบุชื่อ
นายหน่ึงและนางสาวสองเป็นผู้เดินทางโดยส่ังซื้อทางอินเตอร์เน็ตและให้ตัดบัญชีบัตรเครดิตของ
นายหน่ึง โดยนางสาวสองพิมพ์ชื่อ นามสกุล เดือนปีหมดอายุ หมายเลขบัตรเครดิต และหมายเลข
ด้านหลงั บัตรเครดิตสามตวั สุดท้ายเพอื่ สัง่ ซอื้ ตว๋ั เครื่องบินโดยนายหนึ่งและนางสาวสองเปน็ ผโู้ ดยสาร

ให้วินิจฉยั วา่ นางสาวสองมคี วามรบั ผดิ ทางอาญาฐานใด
คาตอบ การที่นางสาวสองนาบัตรเครดิตไปกดรหัสเพื่อถอนเงินตามคาสั่งของนายหนึ่ง
๑๐,๐๐๐ บาท ไม่เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๖๙/๕ เพราะไม่ได้เป็นการใช้ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
ประชาชน
แต่นางสาวสองนาบัตรเครดิตดังกล่าวไปถอนเงินสดอีก ๑๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นการใช้บัตร
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ของผู้อ่ืนโดยไม่ชอบ ในประการท่ีน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายหนึ่ง เพราะ
เป็นการกระทานอกเหนือคาส่ังของนายหนึ่ง การใชบ้ ัตรถอนเงนิ ๑๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นความผิด
ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยไม่ชอบตามมาตรา ๒๖๙/๕ เมื่อบัตรดังกล่าวสามารถใช้
เบิกถอนเงินสดได้ นางสาวสองจึงต้องระวางโทษหนักกว่ามาตรา ๒๖๙/๕ ก่ึงหน่ึง ตามมาตรา
๒๖๙/๗
นอกจากนี้การท่ีนางสาวสองกดเงินเกินกว่าคาสั่ง ๑๕,๐๐๐ บาท เงินดังกล่าวก็เป็นของ
นายหนึ่งซึ่งเป็นนายจ้าง เมื่อนางสาวสองเอาไว้ไม่ยอมมอบให้นายหน่ึง ก็เป็นการเอาทรัพย์ท่ีเป็น
ของนายจ้างไปโดยเจตนาทุจริตแล้ว นางสาวสองจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตาม
มาตรา ๓๓๕ (๑๑)
ส่วนการท่ีนางสาวสองได้ส่ังซ้ือตั๋วเคร่ืองบินทางอินเตอร์เน็ตน้ัน แม้นางสาวสองจะพิมพ์ช่ือ
นามสกุล เดือนปีหมดอายุ หมายเลขบัตรเครดิต และหมายเลขด้านหลังบัตรเครดิตสามตัวสุดท้าย
ของบัตรเครดิตของนายหน่ึง แต่ก็ไม่เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยไม่ชอบ เพราะ
นางสาวสองไม่ได้นาบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีเป็นวัตถุอ่ืนใดตามมาตรา ๑ (๑๔)
(ก) มาใช้ ทั้งจะถือว่านางสาวสองใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นข้อมูล รหัส หมายเลขบัญ ชี
หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๑ (๑๔) (ข) ก็ไม่ได้ เพราะข้อมูลฯ ที่จะเป็นบัตร
อเิ ล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๑ (๑๔) (ข) ตอ้ งมิได้ออกเอกสารหรือวัตถอุ ่ืนใดให้ เม่ือข้อมูลดังกล่าว
อยู่บนบัตรเครดิตอันเป็นวัตถุแล้ว ข้อมูลดังกล่าวจึงไม่เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาต รา
๑ (๑๔) (ข) การที่นางสาวสองได้สั่งซ้ือตั๋วเครอื่ งบินทางอินเตอร์เน็ตโดยใชข้ ้อมูลฯ ของนายหนึ่ง

313

จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๕ เพราะไม่ได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืน (ขอให้ดู
รายละเอียดเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ, กฎหมายอาญา ภาคความผิด
เลม่ ๒ พมิ พ์ครง้ั ที่ ๖ พ.ศ.๒๕๕๗ หน้า ๓๐๖)
ขอ้ สังเกต คาตอบขอ้ น้ีอาจจะมีนักศึกษาโต้แย้งว่าการท่ีนางสาวสองเอาเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทไป นา่ จะ
เป็นความผิดฐานยักยอก แต่ผู้แต่งเห็นว่าน่าจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะนายหน่ึงไม่ได้
มอบหมายให้นางสาวสองไปเอาเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท มามอบให้แก่นายหนึ่ง จึงต้องถือว่านางสาวสอง
เอาไปซ่ึงการครอบครองเงินของนายหน่ึง จึงเป็นลักทรัพย์ ถ้านางสาวสองเอาเงินไป ๒๕,๐๐๐ บาท
ก็น่าจะเป็นยักยอกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท (เทียบฎีกาท่ี ๖๙๖๕ - ๖๙๖๖/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๓๙)
และลักเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท

ข้อ ๕๘ คาถาม นายแดงเห็นนายจิมใช้บัตรเครดิตชาระค่าสินค้าและทาบัตรเครดิตตกไว้
ท่ีพื้น เมือ่ นายจมิ เดินออกจากร้านนายแดงแอบเกบ็ บัตรเครดิตดังกลา่ วข้ึนมาและตั้งใจว่าจะเอาไปซื้อ
สินค้า สักครู่หนึ่งนายจิมเดินกลับมาท่ีร้านค้าและถามหาบัตรเครดิตท่ีทาตกหาย เม่ือเจ้าของร้านค้า
แนะนาให้นายจิมแจ้งอายัดบัตร นายจิมแสดงอาการผิดปกติ เจ้าของร้านค้าจึงตรวจสอบไปท่ีศูนย์
บัตรเครดิตจึงทราบว่าบัตรเครดิตท่ีนายจิมนามาใช้แทนเงินสดในการชาระเงินเป็นบัตรเครดิตปลอม
จึงเรียกตารวจจับนายจิมไว้ทันที นายแดงซึ่งเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นเห็นเหตุการณ์และเพ่ิงทราบว่า
บัตรเครดิตที่ตนเก็บได้เป็นบัตรเครดิตปลอม นายแดงจึงรีบนาบัตรเครดิตปลอมดังกล่าวไปใช้แทน
เงินสดในการชาระค่าสินค้า โดยนายแดงย่ืนบัตรเครดิตปลอมให้พนักงานเก็บเงิน พนักงานเก็บเงิน
ก็นาบัตรเครดิตรูดผ่านเคร่ืองรูดบัตร เม่ือเคร่ืองพิมพ์ใบบันทึกรายการการใช้บัตรเครดิตออกมา
นายแดงลงลายมือช่ือในใบบันทึกรายการดังกล่าวเช่นเดียวกับลายมือช่ือด้านหลังบัตรเครดิตปลอม
แล้วมอบใหพ้ นกั งานเก็บเงิน แล้วได้สนิ คา้ ไป

ใหว้ นิ ิจฉัยว่า นายแดงมีความผดิ ฐานใด
คาตอบ แม้นายจิมทาบัตรเครดิตตกไว้ที่พ้ืนไม่ได้ยึดถือบัตรเครดิตไว้ แต่เม่ือนายจิมยังตาม
หาบัตรเครดิตอยู่ ต้องถือว่าบัตรเครดิตยังอยู่ในความครอบครองของนายจิม ยังไม่ใช่ทรัพย์สิน
หาย การที่นายแดงเก็บบัตรเครดิตของนายจิมไป จึงไม่เป็นการยักยอกทรัพย์สินหายตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคสอง (๑ คะแนน) แต่เป็นกรณีที่นายแดงแย่งการครอบครอง
บัตรเครดิตของนายจิม ต้องถือว่านายแดงเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้อื่นโดยเจตนาทุจริต อันเป็น
ความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ (๒ คะแนน) นอกจากนี้บัตรเครดิตยังเป็นเอกสาร เพราะ
เป็นวัตถุซ่ึงได้ทาให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษรและเป็นหลักฐานแห่งความหมายน้ัน ตาม
มาตรา ๑ (๗) การที่นายแดงเก็บบัตรเครดิตของนายจิมไป จึงเป็นการเอาไปเสยี ซึ่งเอกสารของผอู้ ่ืน
ในประการทน่ี ่าจะเกดิ ความเสยี หายแกผ่ ู้อน่ื หรอื ประชาชนตามมาตรา ๑๘๘ (๑ คะแนน)
การทีน่ ายแดงเก็บบัตรดังกลา่ วไว้โดยตั้งใจวา่ จะเอาไปซ้อื สินค้าและนาไปใช้ซือ้ สินค้า ไมเ่ ป็น

314

ความผิดฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซ่ึงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมตามมาตรา ๒๖๙/๔ เพราะการกระทา
จะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๔ ได้นั้น ขณะได้มาผู้กระทาต้องรู้ว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์
ท่ีทาปลอมขึ้น กรณีน้ีขณะที่นายแดงได้บัตรเครดิตมา นายแดงยังไม่รู้ว่าเป็นบัตรเครดิตปลอม
แม้นายแดงทราบภายหลังจากได้มาว่าบัตรเครดิตท่ีตนเก็บได้เป็นบัตรเครดิตปลอม นายแดงก็ไม่มี
ความผิดฐานใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมตามมาตรา ๒๖๙/๔ (๒ คะแนน)
นอกจากน้ี การกระทาดังกลา่ วของนายแดงยงั ไม่เป็นความผิดฐานใชบ้ ัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น
โดยมิชอบในประการท่ีน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชนตามมาตรา ๒๖๙/๕
และไม่ผิดฐานมีไว้เพื่อนาออกใช้ซ่ึงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบ ในประการท่ีน่าจะ
ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชนตามมาตรา ๒๖๙/๖ เพราะการกระทาท่ีจะเป็น
ความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๕ และมาตรา ๒๖๙/๖ ได้น้ัน ต้องเป็นการใช้หรือมีไว้เพื่อนาออกใช้
ซ่ึงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงเท่าน้ัน เมื่อบัตรเครดิตที่นายแดงมีไว้เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม
นายแดงจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๕ และมาตรา ๒๖๙/๖ (๒ คะแนน) (ดูรายละเอียด
เพิ่มเติมในกฎหมายอาญา ภาคความผิด เล่ม ๒ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ พิมพ์ครั้งท่ี ๖ พ.ศ.
๒๕๕๗ หน้า ๓๓๒)

แต่บัตรเครดิตเป็นเอกสารดังท่ีวินิจฉัยมาแล้ว การท่ีนายแดงยื่นบัตรเครดิตปลอมให้
พนกั งานเก็บเงินใช้แทนเงินสดในการชาระค่าสินค้า จึงเป็นการใชเ้ อกสารปลอม ในประการที่น่าจะ
เกดิ ความเสียหายแกผ่ ู้อ่นื หรอื ประชาชนตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก (๑ คะแนน)

นอกจากน้ีการท่ีนายแดงลงลายมือชื่อในใบบันทึกรายการบตั รเครดติ เช่นเดียวกบั ลายมอื ชื่อ
ด้านหลังบัตรเครดิตปลอมมอบให้พนักงานเก็บเงินแล้วได้สินค้าไป เป็นการทาเอกสารสิทธิปลอม
ด้วยการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารสิทธิ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
ประชาชน เพ่ือให้พนักงานเก็บเงินเช่ือว่าเป็นเอกสารท่ีแท้จริง จึงเป็นความผิดฐานทาเอกสาร
สิทธิปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา ๒๖๔ ประกอบมาตรา ๒๖๕ เมื่อนายแดงผู้ทา
เอกสารสิทธิปลอมเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว
ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง (๑ คะแนน) และยังเป็นการกระทาโดยทุจรติ หลอกลวงผู้อนื่ ด้วยการ
แสดงข้อความอันเป็นเท็จแสดงตนเป็นบุคคลท่ีมีชือ่ ตามบัตรเครดิต และโดยการหลอกลวงนั้นได้
ไปซึ่งทรพั ยส์ ินจากผูถ้ ูกหลอกลวงตามมาตรา ๓๔๒ (๑) ประกอบมาตรา ๓๔๑ ด้วย
ข้อสังเกต คาถามข้อน้ีมีการกระทาหลายการกระทา การตอบต้องแยกการกระทาให้ชัดเจนก่อน จึง
วางแผนว่าจะเขยี นตอบอย่างไร การกระทาคือ ๑. เก็บบัตร ๒. ถอื บัตรไว้เพ่ือเอาไปใช้ ๓. ยน่ื บัตร ๔.
ลงช่อื ในใบบนั ทึกรายการ ๕. ย่ืนใบบันทกึ รายการ

๑. การเก็บบัตรมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ ไม่ผิดยักยอกทรัพย์สินหาย แต่ผิดลักทรัพย์และ
ผิดเอาไปเสียซึ่งเอกสาร

๒. และ ๓. การถือบัตรและย่ืนบัตรมีประเด็นที่จะวินิจฉัยคือ ใช้และมีไว้เพื่อใช้ตามมาตรา
๒๖๙/๔ มาตรา ๒๖๙/๕ และมาตรา ๒๖๙/๖ กับใช้เอกสารปลอมซ่ึงสามารถวินิจฉัยการกระทา

315

๒. การถือบัตร และ ๓. การย่ืนบัตร ไปพร้อมกันได้ ส่วนการลงชื่อในใบบันทึกรายการตาม ๔. และ
ย่ืนใบบันทึกรายการตาม ๕. ก็วินิจฉัยไปด้วยกัน ให้สังเกตว่าการยื่นบัตรและการลงช่ือในใบบันทึก
รายการเป็นการกระทาคนละอัน โดยตอบมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ให้ลงโทษแต่กระทงเดียวซึ่งเป็น
บทเฉพาะของมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง แต่ผู้แต่งไม่ได้ตอบเร่ืองกรรมเดียวตามมาตรา ๙๐ หรือ
หลายกรรมตามมาตรา ๙๑ เพราะคาถามมักจะถามว่าผิดฐานใด ไม่ได้ถามว่าจะลงโทษอย่างไร
ขอให้สังเกตธงคาตอบของข้อสอบเนติฯ และข้อสอบผู้ช่วยฯ มักจะไม่มีคาตอบตามมาตรา ๙๐ และ
มาตรา ๙๑

คาถามข้อนี้เป็นคาถามที่มีประเด็นมากและยากมาก หากตอบได้ต้ังแต่ ๕ คะแนน ก็ถือว่า
ดีแล้ว ส่วนนักศึกษาท่ีตอบได้คะแนนน้อยไม่ต้องตกใจ ค่อย ๆ ฝึกเขียนตอบและอ่านตาราต่อไป
ขอ้ สอบไมไ่ ดย้ ากอย่างคาถามข้อนท้ี ุกข้อ ไม่ไดห้ มายความวา่ คนที่ทาไม่ไดจ้ ะสอบไม่ได้ เพราะขอ้ สอบ
มีคาถามข้อง่ายอยู่ คนที่ตอบข้อยากได้คือคนท่ีจะลุ้นอันดับดี ๆ ท่ีผู้แต่งทาคาถามยาก เพราะถ้าทา
ขอ้ ยากได้ ขอ้ งา่ ยคงจะไม่มปี ญั หา

ตัวอย่างคาตอบท่ี ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญาวางหลักว่า ผู้ใดเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้อ่ืน
โดยทุจริต ผู้น้ันกระทาผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อแดงเห็นจิมใช้บัตรเครดิตชาระค่าสินค้า และทาตกไว้
ที่พน้ื แดงแอบเก็บข้นึ มา จงึ เป็นการเอาไปซ่ึงทรพั ย์ของผู้อืน่ คอื จมิ และเมอื่ ต้งั ใจเอาบตั รเครดิตไปซ้ือ
สินค้าจึงเป็นเจตนาทจุ รติ ดังนน้ั แดงมีความผิดลักทรัพย์ (ไมไ่ ด้ตอบว่านายจิมยังครอบครองซึง่ เป็น
ประเด็นสาคัญให้เพียง ๑ คะแนน) และแม้ว่าจิมเดินกลับมาที่ร้านและถามหาบัตรเครดิตท่ีตกหาย
ก็ตาม แดงก็ไม่ผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย เพราะความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย ผู้กระทา
ตอ้ งไม่ทราบวา่ เจ้าของแท้จริงจะติดตามเอาคืน แต่ตามขอ้ เท็จจริงปรากฏว่า แดงรู้หรือควรจะรู้ได้ว่า
เจ้าของกาลังติดตามเอาคนื บัตรเครดิตท่ีทาตกหายอยู่ แดงจงึ ไม่ผดิ ฐานยกั ยอกทรัพย์สินหาย แต่แดง
ยังคงผดิ ลกั ทรพั ย์ (๑ คะแนน)

บัตรเครดิตเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามข้อเท็จจริงท่ีปรากฏ
เจ้าของร้านได้ตรวจสอบที่ศูนย์บัตรเครดิตจึงทราบว่าบัตรเครดิตที่นายจิมนามาใช้ชาระเงินเป็นบัตร
ปลอม แดงผู้ลักเอาบัตรของนายจิมมาจึงไม่ได้เป็นผู้ปลอมทั้งหมดหรือ แต่บางส่วน เติมหรือตัดทอน
ขอ้ ความด้วยประการใด ๆ ในบัตรเครดติ แทจ้ ริง โดยประการท่นี ่าจะทาให้เกิดความเสียหายแกผ่ ู้หน่ึง
ผู้ใดหรือประชาชน แดงจึงไม่มีความผิดฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตาม ปอ. ประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๒๖๙/๔ ฐานใช้ หรือ มไี วใ้ ชส้ ิ่งใด ๆ ตาม ปอ.๒๖๙/๑ เพราะการที่จะผดิ ปอ.๒๖๙/๔
ตอ้ งได้ความว่า ผู้กระทาได้มาโดยรู้วา่ เป็นของท่ปี ลอมหรือแปลงข้ึนเมือ่ แดงเพิ่งทราบว่าบัตรทต่ี นเอง
เก็บได้เป็นบัตรปลอม แดงจึงไม่ผิด ปอ.๒๖๙/๔ (อ่านแล้วสับสนว่าตอบมาตรา ๒๖๙/๑ มาด้วย
หรอื ไม่ ซ่ึงไม่ใชป่ ระเด็นใหเ้ พียง ๑ คะแนน)

ความผิดตาม ปอ.๒๖๙/๕ ท่ีว่าผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนกิ ส์ของผู้อืน่ โดยมิชอบน้ันต้องเป็นการ
ใช้บตั รอิเล็กทรอนิกส์ทเี่ ป็นบัตรที่แท้จริงของผู้อ่ืนโดยมิชอบเท่านั้น เม่ือข้อเท็จจริงพบวา่ แดงใช้บัตร
เครดิตปลอมแทนเงินสดในการชาระค่าสินค้า แดงจึงไมผ่ ิด ปอ. ๒๖๙/๕ (ไม่ได้ตอบมาตรา ๒๖๙/๖

316

แต่พอใหไ้ ด้ ๒ คะแนน)
เม่ือแดงไม่มีความผิดใดใน ปอ.หมวดความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าบัตรเครดิต

เป็นที่ผู้ออกได้ออกแก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อประโยชน์ในการชาระค่าสินค้าก็ตาม แดงจึงไม่ต้องระวางโทษ
หนกั ขึ้นตาม ปอ.๒๖๙/๗

แต่การที่แดงยื่นบัตรเครดิตปลอม ให้พนักงานเก็บเงิน พนักงานเก็บเงินก็นาบัตรรูดผ่าน
เครื่องรูดบัตร เม่ือเคร่ืองพิมพ์บันทึกรายการการใช้บัตรออกมา นายแดงก็ลงลายมือชื่อ ในใบบันทึก
รายการดังกล่าว เช่นเดียวกับลายมอื ช่ือด้านหลังบัตรปลอม แล้วมอบใหพ้ นกั งานเกบ็ เงิน อันเป็นการ
ปลอมเอกสารโดยการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการท่ีทาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืน
หรือประชาชน เพ่อื ใหผ้ ู้หนง่ึ ผู้ใดเช่อื ว่าเป็นเอกสารแทจ้ รงิ แดงจงึ ผิดตาม ปอ.ฐานปลอมเอกสาร และ
เม่ือลงช่ือแล้วแดงมอบให้กับพนักงานเก็บเงิน แดงจึงผิดฐานใช้เอกสารปลอม ปอ.๒๖๘ ด้วย
(๑ คะแนน)

สรุป แดง ผิดฐาน ลักทรพั ย์ ปลอมเอกสาร และใชเ้ อกสารปลอม (รวมได้ ๖ คะแนน)
ตวั อยา่ งคาตอบที่ ๒ การกระทาของนายแดงมคี วามผิดดังน้ี
บัตรเครดิตปลอมเป็นทรพั ยข์ องนายจมิ ที่ทาตกไว้ที่พื้นและนายจิมกาลังติดตามเอาคนื การท่ี
นายแดงเก็บบัตรเครดิตปลอมของนายจิมมาไว้โดยมีเจตนาเพื่อใช้ชาระราคาสินค้าจึงมีเจตนาทุจริต
เอาไปเสียซ่ึงทรัพย์ของผอู้ ่นื เป็นความผิดฐานลักทรพั ย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา ม. มาตรา ๓๓๔
(ไม่ไดต้ อบว่านายจิมยงั ครอบครองซึ่งเปน็ ประเด็นสาคัญให้เพียง ๑ คะแนน) แตไ่ ม่ผดิ ฐานยักยอก
ทรัพยส์ นิ หายตาม ปอ ม.๓๕๒ วรรคสอง (๑ คะแนน)
บัตรเครดิตเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์เมื่อนายแดงรู้ว่าเป็นของปลอม แต่ยังนาไปใช้ชาระราคา
สินค้าจึงมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเป็นความผิดตาม ปอ. ม.๒๖๙/๔ และเป็นการ
กระทาความผิดเก่ียวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีไว้เพ่ือใช้ประโยชน์ในการชาระค่าสินค้า บริการหรือ
หนีอ้ ื่นแทนการชาระด้วยเงนิ สด ฯลฯ จงึ ต้องรบั โทษตาม ปอ ม.๒๖๙/๗
นายแดงลงลายมือชื่อในใบบันทึกรายการการใช้บัตรเครดิตเช่นเดียวกับลายมือช่ือด้านหลัง
บัตรเครดิตปลอมแล้วมอบให้พนักงานเก็บเงิน เป็นการปลอมเอกสารโดยประการที่น่าจะเกิดความ
เสียหายแก่ร้านค้าโดยเพ่อื ให้พนักงานเกบ็ เงินหลงเชอ่ื วา่ นายแดงเป็นเจา้ ของบัตรเครดิตดังกล่าวและ
ความผิดดังกล่าวไม่จาต้องมีบัตรเครดิตของแท้จริงอยู่ก็เป็นความผิดแล้วและเอกสารดังกล่าวเป็น
เอกสารทกี่ ่อให้เกิดสิทธิในการเรียกเกบ็ เงินจากผู้ใหบ้ รกิ ารบัตรเครดิตจงึ เปน็ เอกสารสทิ ธิ นายแดงจึง
มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธติ าม ปอ.ม.๑(๗) ประกอบ ม.๒๖๕ , ม.๒๖๖(๔) เม่ือนายแดงยื่นให้
พนักงานเก็บเงินไปเพ่ือเป็นหลักฐานในการชาระราคาสินค้าจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม
ตาม ปอ. ม.๒๖๘ วรรคแรก เมื่อนายแดงเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง จึงต้องรับผิดตาม ม.๒๖๘ แต่
กระทงเดยี ว (๑ คะแนน) (รวมได้ ๓ คะแนน พิจารณาในภาพรวมแลว้ มีหลักกฎหมายพอให้ได้ ๔
คะแนน)
ตัวอย่างคาตอบที่ ๓ การที่นายจิมทาบัตรเครดิตตกไว้ท่ีพ้ืนแล้วกลับมาหา ถือว่านายจิม

317

ยังมิได้สละการครอบครองบัตรเครดิตดังกล่าว เมื่อนายแดงเก็บบัตรเครดิตของนายจิมเพื่อจะเอาไป
ซ้ือสินค้าไว้ จึงเป็นการเอาบัตรเครดิตของนายจิมไปโดยทุจริต ตามมาตรา ๓๓๔ นายแดงผิดฐาน
ลกั ทรัพย์ (๒ คะแนน) มิใช่ยักยอกทรัพย์สินหายตามมาตรา ๓๕๒ ว.๒ วรรคสอง (๑ คะแนน) และ
ยังเป็นการเอาไปเสียซ่ึงเอกสารสิทธิตามมาตรา ๑๘๘ อีกกระทงหนึ่งเพราะบัตรเครดิตนั้นเป็น
เอกสารสิทธติ ามมาตรา ๑ (๙) (๑ คะแนน)

ต่อมานายแดงเพ่ิงทราบว่าบัตรเครดิตท่ีตนเก็บได้เป็นบัตรเครดิตปลอม นายแดงจึงรีบ
นาไปใช้ นายแดงจึงมีความผิดฐานใช้บัตรเครดิตซ่ึงเป็นเอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา ๒๖๘ (๐.๕
คะแนน) แต่ไม่ผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมตามมาตรา ๒๖๙/๔ เพราะขณะที่ได้มานั้นนาย
แดงมิร้วู า่ เป็นบตั รอิเลก็ ทรอนกิ สป์ ลอม (๒ คะแนน)

ใบบันทึกรายการการใช้บตั รเครดิตนนั้ เป็นเอกสารสทิ ธิ การท่ีนายแดงลงลายมอื ช่ือปลอมใน
ใบบันทึกรายการเพ่ือให้พนักงานหลงเช่ือว่านายแดงเป็นเจ้าของบัตรเครดิตที่แท้จริงน้ัน ถือว่านาย
แดงกระทาการปลอมใบบันทึกรายการซ่งึ เป็นเอกสารสิทธิตามมาตรา ๒๖๕ ประกอบ ๒๖๔ และเม่ือ
นายแดงได้มอบใบบันทึกรายการให้แก่พนักงานเก็บเงนิ นายแดงจึงผดิ ฐานใชเ้ อกสารสิทธปิ ลอมตาม
มาตรา ๒๖๘ อีกกระทงหน่ึงด้วย (๑ คะแนน) (รวม ๗.๕ คะแนน พิจารณาในภาพรวมแล้วให้ ๗
คะแนน)

ตวั อย่างคาตอบที่ ๔ ตามปัญหาวินิจฉยั ได้ดังนี้
บัตรเครดิตแม้เป็นของปลอมแต่ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์และเป็นเอกสารของนายจิมที่ทาตกไว้
ท่ีพื้นซ่ึงนายจิมกาลังติดตามเอาคืน การท่ีนายแดงเห็นเหตุการณ์และมีเจตนามาแต่แรกท่ีจะเก็บบัตร
เครดิตปลอมของนายจิมมาไว้เพื่อใช้ชาระราคาสินค้าจึงมีเจตนาทุจริตเอ าไปเสียซึ่งทรัพย์ของผู้อ่ืน
เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.มาตรา ๓๓๔ (ไม่ได้ตอบว่านายจิมยัง
ครอบครองซ่ึงเป็นประเด็นสาคัญให้เพียง ๑ คะแนน) และเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร
ของผู้อ่ืนในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชน ตาม ปอ. ม.มาตรา ๑๘๘ (๑
คะแนน) แต่ไม่ผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายตาม ปอ ม.๓๕๒วรรค๒ เพราะมิใช่เป็นการครอบครอง
ทรพั ย์ของผู้อน่ื (๐.๕ คะแนน) ไวก้ ่อนแลว้ มเี จตนาเบยี ดบงั เอาเป็นของตนในภายหลัง (๑ คะแนน)
บัตรเครดิตเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตาม ปอ. ม.๑ (๑๔)(ก) และเป็นเอกสารตาม ปอ. ม.
๑ (๗) เมื่อนายแดงรู้ว่าเป็นของปลอมแต่ยังนาไปใช้ชาระราคาสินค้าจึงมีความผิดฐานใช้บัตร
อิเล็กทรอนิกส์ปลอมเป็นความผิดตาม ปอ. ม.๒๖๙/๔ และเป็นการกระทาความผิดเก่ียวกับบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ที่มีไว้เพ่ือใช้ประโยชน์ในการชาระค่าสินค้า บริการหรือหนี้อ่ืนแทนการชาระด้วย
เงินสด จึงต้องรับโทษตาม ปอ ม.๒๖๙/๗ นอกจากน้ียังเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตาม
ม.๒๖๔ ประกอบม.๒๖๘วรรคแรกด้วย (๐.๕ คะแนน)
ใบบันทึกรายการการใช้บัตรเครดิตเป็นเอกสารสิทธิท่กี ่อให้ร้านค้าเกดิ สิทธทิ ี่จะเรียกเก็บเงิน
จาก ผู้ให้ บ ริการบั ต รเค รดิ ต การท่ี น าย แ ด งล งล ายมื อช่ื อใน ใบ บั น ทึ กราย การก ารใช้ บั ต รเค รดิ ต
เช่นเดียวกบั ลายมือช่ือด้านหลังบัตรเครดิตปลอมแล้วมอบให้พนกั งานเก็บเงนิ เป็นการปลอมเอกสาร

318

สทิ ธิโดยประการทน่ี ่าจะเกิดความเสียหายแก่รา้ นคา้ เพื่อให้พนักงานเก็บเงนิ หรอื ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเช่ือว่า
นายแดงเป็นเจ้าของบัตรเครดิตดังกล่าว นายแดงจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตาม ปอ.
ม.๑ (๙) ประกอบ ม.๒๖๕ เม่ือนายแดงย่ืนให้พนักงานเก็บเงินไปเพ่ือเป็นหลักฐานในการชาระราคา
สินค้าจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตาม ปอ. ม.๒๖๘ วรรคแรก เม่ือนายแดงเป็นผู้ปลอม
เอกสารนั้นเอง จงึ ต้องรับผิดตาม ม.๒๖๘ วรรค ๒ แตก่ ระทงเดียว (๑ คะแนน) (รวมได้ ๕ คะแนน)
ขอ้ สังเกต หากเปล่ียนข้อเท็จจริงเล็กน้อยจะเป็นความผิดเก่ียวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ขอให้ดคู าถาม
ข้อต่อไป

ข้อ ๕๙ คาถาม นายเอกเห็นนายโททาบัตรเครดิตตกไว้ท่ีพ้ืนในร้านค้า เมื่อนายโทเดินออก
จากร้านนายเอกแอบเก็บบัตรเครดิตดังกล่าวข้ึนมาและต้ังใจว่าจะเอาไปซื้อสินค้า สักครู่หน่ึงนายโท
เดินกลับมาที่ร้านค้าและถามหาบัตรเครดิตท่ีทาตกหาย นายเอกจึงรีบนาบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้
แทนเงนิ สดในการชาระค่าสนิ คา้ โดยนายเอกย่ืนบัตรเครดิตให้พนักงานเก็บเงิน พนักงานเกบ็ เงนิ กน็ า
บัตรเครดิตรูดผ่านเคร่ืองรูดบัตร เม่ือเครื่องพิมพ์ใบบันทึกรายการการใช้บัตรเครดิตออกมา นายเอก
ลงลายมือชื่อในใบบันทึกรายการดังกล่าวเช่นเดียวกับลายมือช่ือด้านหลังบัตรเครดิตแล้วมอบให้
พนกั งานเกบ็ เงิน แล้วไดส้ นิ คา้ ไป

ให้วินิจฉัยวา่ นายเอกมคี วามผิดฐานใด
คาตอบ แม้นายโททาบัตรเครดิตตกไว้ท่ีพ้ืนไม่ได้ยึดถือบัตรเครดิตไว้ แต่เม่ือนายโทยังตาม
หาบัตรเครดิตอยู่ ต้องถือว่าบัตรเครดิตยังอยู่ในความครอบครองของนายโทไม่ใช่ทรัพย์สินหาย
การทนี่ ายเอกเกบ็ บัตรเครดติ ของนายโทไป จึงไม่เป็นการยกั ยอกทรัพย์สินหายตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่นายเอกแย่งการครอบครองบัตรเครดิตของนายโท
ต้องถือว่านายเอกเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้อ่ืนโดยเจตนาทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตาม
มาตรา ๓๓๔ นอกจากน้ีบัตรเครดิตยังเป็นเอกสาร เพราะเป็นวัตถุซึ่งได้ทาให้ปรากฏความหมาย
ด้วยตัวอักษรและเป็นหลักฐานแห่งความหมายน้ันตามมาตรา ๑ (๗) การทน่ี ายเอกเก็บบัตรเครดิต
ของนายโทไป จึงเป็นการเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อื่น ในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่
ผู้อ่ืนหรือประชาชนตามมาตรา ๑๘๘ อีกบทหน่ึง นอกจากนี้บัตรเครดิตยังเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์
จึงเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนาออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบ ในประการท่ี
น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามมาตรา ๒๖๙/๖ เมื่อเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออก
ได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพ่ือประโยชน์ในการชาระค่าสินค้าแทนการชาระด้วยเงินสด ผู้กระทา
ต้องระวางโทษหนักกวา่ ทบ่ี ัญญัตไิ วใ้ นมาตรานั้น ๆ ก่ึงหน่งึ ตามมาตรา ๒๖๙/๗ อกี บทหนึง่
การท่ีนายเอกยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานเก็บเงินใช้แทนเงินสดในการชาระค่าสินค้า ยังเป็น
ความผิดฐานใช้บัตรอเิ ลก็ ทรอนิกส์ของผอู้ ่ืนโดยมิชอบ ในประการทีน่ ่าจะก่อใหเ้ กิดความเสียหาย
แก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามมาตรา ๒๖๙/๕ เม่ือเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ท่ีผู้ออกได้ออกให้แก่

319

ผู้มีสิทธิใช้เพ่ือประโยชน์ในการชาระค่าสินค้าแทนการชาระด้วยเงินสด ผู้กระทาต้องระวางโทษ
หนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตราน้ัน ๆ ก่ึงหนึ่งตามมาตรา ๒๖๙/๗ แต่ไม่เป็นการใช้เอกสารปลอม
ในประการที่นา่ จะเกดิ ความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรอื ประชาชนตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก เพราะเป็น
การใชบ้ ตั รเครดติ ทแี่ ทจ้ รงิ

นอกจากน้ีการท่ีนายเอกลงลายมือช่ือในใบบันทึกรายการบัตรเครดติ เชน่ เดียวกับลายมือชื่อ
ด้านหลังบัตรเครดิตปลอมแล้วมอบให้พนักงานเก็บเงินแล้วได้สินค้าไป เป็นการทาเอกสารสิทธิ
ปลอมด้วยการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารสิทธิ โดยประการที่น่าจะเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือ
ประชาชน เพื่อให้พนักงานเก็บเงินเช่ือว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นความผิดฐานทาเอกสาร
สิทธิปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา ๒๖๔ ประกอบมาตรา ๒๖๕ เม่ือนายเอกผู้ทา
เอกสารสิทธิปลอมเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว
ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง กับเป็นการกระทาโดยทุจริต หลอกลวงผู้อ่ืนด้วยการแสดงข้อความ
อนั เป็นเท็จแสดงตนเป็นบุคคลท่ีมีชอ่ื ตามบัตรเครดิต และโดยการหลอกลวงนั้นไดไ้ ปซ่ึงทรพั ย์สิน
จากผ้ถู กู หลอกลวงอนั เป็นความผิดตามมาตรา ๓๔๒ (๑) ประกอบมาตรา ๓๔๑
ข้อสังเกต หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากเอาบัตรเครดิตไปใช้ซ้ือของ เปลี่ยนเป็นเอาไปกดเงินจะเปล่ียน
จากความผิดฐานฉ้อโกงและปลอมเอกสารเป็นความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ขอให้ดฎู กี าตอ่ ไป

ฎีกาที่ ๔๖๔/๒๕๕๑ ฎ.๑๐๒ จาเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหาย แล้วนาไป
ลักเงนิ ของผเู้ สียหายโดยผ่านเคร่ืองฝาก-ถอนเงินอตั โนมัติ ทรัพย์ทีจ่ าเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภท
และเป็นความผิดสาเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ ดังน้ัน
การลักบัตรอเิ ล็กทรอนิกสไ์ ปจากผ้เู สยี หายกับลักเงินของผเู้ สยี หายโดยใช้บตั รอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอน
เงนิ ผา่ นเครอื่ งฝาก-ถอนอัตโนมตั ิในแตล่ ะคร้งั จึงเปน็ ความผดิ สองกรรมต่างกนั
ข้อสังเกต ตามคาพิพากษาฎีกานี้การลักบัตรในการกระทาแรกศาลไม่ได้วนิ ิจฉัยว่าบางข้อหา เพราะ
โจทก์ไม่ได้ฟ้อง ศาลไม่อาจลงโทษได้ แต่ถ้านาข้อเท็จจริงนี้มาออกเป็นข้อสอบ นักศึกษาต้องตอบว่า
การลักบัตรตอนแรกเป็นการลักทรัพย์ เอาไปเสียซึ่งเอกสาร และมีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถ
เบิกถอนเงินสดของผู้อื่นไว้เพื่อใช้โดยมิชอบกรรมหน่ึง การนาบัตรไปกดเงิน ๒ คร้ัง เป็นการใช้บัตร
อิเลก็ ทรอนิกส์โดยไม่ชอบและลกั ทรัพยอ์ ีก ๒ กรรม รวมเป็นความผิด ๓ กรรม

ฎีกาที่ ๒๕๑๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๖๒ โจทก์ฟ้องจาเลยแยกเป็น ๒ ข้อ คือ ข้อ ๑.๑ และ
ข้อ ๑.๒ การกระทาตามท่ีบรรยายฟ้องมาแต่ละข้อเป็นความผิดสาเร็จในตัวเอง โดยโจทก์บรรยาย
ฟ้องข้อ ๑.๑ ว่า จาเลยได้ลักทรัพย์และเอาไปเสียซ่ึงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ก. ที่ออกให้แก่
ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อื่นและ
ประชาชน ความผิดดังกล่าวย่อมสาเร็จเมื่อจาเลยลักเอาบัตรดังกล่าวไป และโจทก์ได้บรรยายฟ้อง
ข้อ ๑.๒ ว่าภายหลังการกระทาความผิดตามฟ้องข้อ ๑.๑ แล้ว จาเลยได้นาบัตรอิเล็กทรอนิกส์
ดังกล่าวไปใช้ลักทรัพย์เบิกถอนโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายโดยทุจริต ในประการท่ี
น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคาร ก. ผู้อื่นและประชาชน ดังนี้ การกระทาของจาเลยใน

320

ขอ้ ๑.๒ จึงเป็นคนละวาระกันกับการกระทาความผิดตามฟ้องข้อ ๑.๑ ทั้งทรัพย์ที่ได้จากการกระทา
ความผิดก็แตกต่างกัน กล่าวคือ ทรัพย์ท่ีได้จากการกระทาความผิดตามฟ้องข้อ ๑.๑ คือ
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทรัพย์ที่ได้จากการกระทาความผิดตามฟ้องข้อ ๑.๒ คือเงนิ จานวน ๙๒,๖๔๐
บาท เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงถือได้ว่าจาเลยกระทาความผิดโดยมีเจตนาต่างกัน
การกระทาของจาเลยย่อมเปน็ ความผดิ หลายกรรม หาใชก่ รรมเดียวดงั ท่ีจาเลยฎีกาไม่

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๖๙/๘

ฎีกาที่ ๑๐๙๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๒ น.๕๑ การท่ีจาเลยกับพวกร่วมกันเอาไปเสียซ่ึงหนังสือ
เดินทางประเทศออสเตรเลียและปลอมหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าว โดยนารูปถ่ายของจาเลยมาติด
แทนภาพของผู้มีช่ือในหนังสือเดินทาง จากน้ันจาเลยกับพวกได้ปลอมรอยตราประทับบันทึกการ
ตรวจอนุญาตให้คนเดนิ ทางออกนอกราชอาณาจกั รของเจ้าพนักงานตารวจตรวจคนเขา้ เมอื ง เป็นการ
กระทาท่ีเก่ียวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียวกันคือ เพ่ือให้จาเลยออกนอกราชอาณาจักร ความผิด
ฐานเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อ่ืนและความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการ จึงเป็น
กรรมเดียวเป็นความผดิ ต่อกฎหมายหลายบท
หมายเหตุ คดีน้ีโจทก์ฟ้องว่าจาเลยปลอมหนังสือเดินทางระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ถึงวันท่ี ๑
มิถุนายน ๒๕๔๙ ขณะน้ันพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๑๘) พ.ศ.
๒๕๕๐ ซ่ึงให้เพ่ิมบทบัญญัติในหมวด ๕ ความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางยังไม่ใช้บังคับ พนักงาน
อัยการจึงไม่ได้ฟ้องข้อหาปลอมหนังสือเดินทางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙/๘ แต่ถ้า
ผู้ใดกระทาความผิดเช่นเดียวกับคดีน้ีต้ังแต่วันท่ี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไข
เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๐ ใช้บังคับแล้ว การกระทาดังกล่าวจะเป็น
ความผิดข้อหาปลอมหนังสือเดินทางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๙/๘ ด้วย อีกบทหนึ่ง
ซึ่งจะเป็นบทที่มีโทษหนักท่ีสุด

สมชาย พงษ์พฒั นาศิลป์

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๗๑

ฎีกาที่ ๒๗๐๖/๒๕๕๙ ฎ.๕๒๓ คาว่า “ของ” ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๑ ซ่ึงเป็นความผิด
เก่ียวกับการค้า ก็คือสินค้า ซึ่งสินค้าต้องเป็นทรัพย์สินที่มีการซื้อ ขาย แลกเปล่ียน ให้ และ
“ทรัพย์สิน” หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘ สนิ ค้าและบรกิ ารบา้ นจัดสรรจงึ เปน็ “ของ” ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๑
ข้อสังเกต คาว่า “ของ” ตามมาตรา ๒๗๑ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ เห็นว่า หมายความถึง
สงั หาริมทรัพย์เทา่ นน้ั ไม่หมายความถึงอสังหารมิ ทรพั ย์ ดูเพิ่มเติมใน จิตติ ติงศภัทิย.์ กฎหมายอาญา

321

ภาค ๒ ตอน ๑. พิมพ์คร้ังที่ ๘ กรุงเทพ : สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, ๒๕๔๘
หัวข้อ ๙๑๘ แต่ถ้าออกข้อสอบผูช้ ่วยฯหรอื เนตฯิ คงต้องตอบตามฎกี า

ฎีกาท่ี ๓๓๕๑/๒๕๔๒ ฎ.๑๗๕๔ จาเลยส่งไข่ผงท่ีเสื่อมคุณภาพแล้วให้โจทก์ร่วม
โดยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าไขผ่ งดังกล่าวเป็นนมผงตามท่ีโจทก์ร่วม
ส่ังซ้ือ เพ่ือหวังจะได้เงินจากโจทก์ร่วมอันเป็นการกระทาโดยเจตนาทุจริต แต่โจทก์ร่วมยังไม่ได้ชาระ
เงินให้จาเลย การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกง แต่ไม่เป็นความผิดฐานขายของ
โดยหลอกลวงตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๑

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๗๒

ฎีกาที่ ๑๓๕๘๔/๒๕๕๘ ฎ.๑๙๖๔ การเอาช่ือ รูป รอยประดิษฐ์ท่ีเป็นเครื่องหมายการค้า
ของผู้เสียหายท่ีได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรมาใช้ ถือได้ว่าเป็นการท่ีจาเลยทั้งสอง
ใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรของผู้เสียหายกับสินค้าของจาเลย
ทั้งสอง โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเช่ือว่าสินค้าท่ีอยู่ในซองถุงลมกันกระแทกดังกล่าวเป็น
สินค้าของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าน้ัน
การกระทาของจาเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นท่ีได้จด
ทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตามท่ี พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา ๑๐๘ บัญญัติไว้เป็น
ความผิดโดยเฉพาะแล้ว ดังน้ี การเอาช่ือ รูป รอยประดิษฐ์ท่ีเป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมา
ใช้โดยทาให้ปรากฏท่ีหีบห่อบรรจุสินค้าเพ่ือให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันจะเป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑) นั้นต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเคร่ืองหมาย
การค้าท่ียังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่าน้ัน เพราะหากเป็นเคร่ืองหมายการค้าท่ีได้รับ
การจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทาดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมาย
การค้าดังท่ี พ.ร.บ. เคร่อื งหมายการค้าฯ มาตรา ๑๐๘ ได้บัญญัติไวเ้ ป็นบทเฉพาะอยู่แลว้ บทบัญญัติ
ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑) จึงมวี ัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองแก่ชอื่ รูป รอยประดิษฐ์หรือขอ้ ความที่เป็น
เครื่องหมายการค้าเฉพาะท่ีเป็นเคร่ืองหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียน เมื่อเครื่องหมายการค้าของ
ผูเ้ สยี หายดังกล่าวเป็นเคร่อื งหมายการค้าทไี่ ด้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจกั ร การกระทาดังกล่าว
จงึ ไมอ่ าจเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑) ได้

ฎีกาท่ี ๘๙๙๕/๒๕๖๐ องค์ประกอบความผิดของ ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑) จะต้องเป็นการ
เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อ่ืนมาใช้ และมาตรา ๒๗๕
เป็นการจาหนา่ ยหรือเสนอจาหน่ายซ่ึงสินค้าอันเปน็ สินค้าท่ีมีช่อื รปู รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ
ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๒ (๑) โดยจะต้องเป็นการนามาใช้ในชื่อหรือข้อความเดียวกันหรือในรูป
รอยประดิษฐ์ท่ตี งั้ ใจใหเ้ หมือนกันในลกั ษณะปลอม ไม่ใช่เพยี งแตเ่ ลยี นแบบ เมือ่ พิจารณาเปรียบเทยี บ
เครอื่ งหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการคา้ ของจาเลยทงั้ สอง จะเหน็ ได้ว่าไม่เหมอื นกัน

322

จึงฟังไม่ได้ว่าจาเลยท้ังสองนาเคร่ืองหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นช่ือ รูป รอยประดิษฐ์หรือ
ข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของจาเลยท้ังสอง การกระทาของจาเลยท้ังสองจึงไม่เป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑) เม่ือไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๒ (๑) แม้จาเลยท้ังสอง
จาหน่ายหรือเสนอจาหน่ายซึง่ สินค้าดังกล่าว จาเลยทั้งสองก็ไมม่ ีความผดิ ตามมาตรา ๒๗๕ ประกอบ
มาตรา ๒๗๒ (๑) อกี เชน่ กัน

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๗๓

ฎีกาที่ ๒๖๖๒/๒๕๕๙ ความผิดตาม พ.ร.บ. เคร่ืองหมายการค้าฯ มาตรา ๑๑๐ (๑)
ประกอบมาตรา ๑๐๘ บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจาหน่ายสินค้าท่ีมีเคร่ืองหมายการค้าปลอม
เคร่ืองหมายการค้าของผูอ้ ่ืนซึง่ ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านัน้ เป็นความผดิ ทางอาญา โดย
มิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าท่ีได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร ส่วนการ
เสนอจาหน่ายสินค้าทีม่ ีเครื่องหมายการค้าปลอมเครอื่ งหมายการค้าของผู้อน่ื ซงึ่ ไดจ้ ดทะเบียนไว้นอก
ราชอาณาจักร จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๕ ประกอบมาตรา ๒๗๓ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า
จาเลยกระทาความผิดฐานจาหน่าย เสนอจาหน่าย หรือมีไว้เพ่ือจาหน่ายซ่ึงสินค้าที่มีเคร่ืองหมาย
การค้าปลอมเคร่ืองหมายการค้าของผู้เสียหายที่ ๑ ถึงท่ี ๖ ท่ีจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร
และของผเู้ สียหายท่ี ๗ ท่ีได้จดทะเบียนไวแ้ ล้วนอกราชอาณาจักร เม่ือคดีน้ีมีท้ังสินค้าที่มเี คร่ืองหมาย
การค้าปลอมของผู้อ่ืนท่ีได้จดทะเบียนไว้แล้วทั้งในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร การกระทา
ของจาเลยในส่วนของการจาหน่ายสินค้าท่ีมีเคร่ืองหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน
ในราชอาณาจกั รของผู้เสียหายที่ ๑ ถึงท่ี ๖ จงึ เป็นความผิดฐานจาหนา่ ยและเสนอจาหน่ายสินคา้ ท่ีมี
เครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอ่ืนท่ีได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.
เครือ่ งหมายการค้าฯ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ส่วนการกระทาของจาเลยในส่วนของ
การจาหน่ายสินค้าที่มีเคร่ืองหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ ๗ เป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๕ ประกอบมาตรา ๒๗๓ อกี บทหนงึ่ ต่างหาก

323

ความผดิ เกี่ยวกบั เพศ

การแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญาตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวล
กฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๒๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ (ราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒) มีผล
บังคับใช้ต้ังแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติความผิดเก่ียวกับ
เพศโดยมีเหตุผลในการประกาศใชพ้ ระราชบัญญตั ิฉบับน้ี คอื โดยที่เปน็ การสมควรปรับปรุงบทนิยาม
คาว่า “กระทาชาเรา” ในบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับเพศและบทบัญญัติความผิดเก่ียวกับศพ
ในประมวลกฎหมายอาญาให้ชัดเจนและสอดคล้องกับลักษณะการกระทาชาเราตามธรรมชาติ และ
ปรับปรุงบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับเพศบางประการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
และเพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลซ่ึงถูกกระทาทางเพศกลุ่มต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เช่น เด็ก ผู้อยู่ภายใต้
อานาจของผู้กระทา และผู้ซึ่งไม่สามารถปกป้องตนเองได้ อีกท้ังเพื่อป้องปรามมใิ ห้มีการกระทาที่เป็น
การเอาเปรียบหรือรับประโยชน์จากผู้ซึ่งค้าประเวณีหรือจากการค้าประเวณี โดยแก้ไขมาตรา
ดังตอ่ ไปน้ี

๑. เพม่ิ บทนยิ าม มาตรา ๑ (๑๘) ดงั นี้
มาตรา ๑ (๑๘) “กระทาชาเรา” หมายความวา่ กระทาเพ่ือสนองความใครข่ องผู้กระทา
โดยการใช้อวัยวะเพศของผูก้ ระทาล่วงลา้ อวัยวะเพศ ทวารหนกั หรือชอ่ งปากของผู้อนื่
มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง เดิม บัญญัติว่า การกระทาชาเราตามวรรคหน่ึง หมายความว่า
การกระทาเพ่ือสนองความใคร่ของผู้กระทาโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทากระทากับอวัยวะเพศ
ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอ่ืนใดกระทากับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อ่ืน
ศาลฎีกาตดั สินไว้ตามฎีกาที่ ๕๔๔๘/๒๕๕๗, ท่ี ๖๗๗๕/๒๕๕๗ วา่ ต้องมีการใชอ้ วัยวะเพศของจาเลย
สอดใส่ลว่ งล้าเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้เสียหาย หากไม่มีการใช้อวัยวะเพศ
ของจาเลยสอดใส่ล่วงล้าเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้เสียหาย เช่น ใช้อวัยวะ
เพศของจาเลยถูไถเสียดสีอวยั วะเพศของผู้เสียหาย เป็นเพียงการกระทาอนาจาร เม่ือศาลฎีกาตัดสิน
ข้อกฎหมายไว้ดังกล่าวแล้ว จึงแก้กฎหมายให้มีข้อความตรงตามแนวท่ีศาลฎีกาตัดสินไว้ โดยเปลี่ยน
บทนยิ ามจากคาวา่ “กระทากบั ” เป็น “ล่วงลา้ ”
การกระทาตามกฎหมายเดิม คือ ผู้กระทา ๑. ใช้อวัยวะเพศของผู้กระทา หรือ ๒. ใช้สิ่งอ่ืน
ใดของผู้กระทา เช่น นิ้ว ล้ิน ช่องปาก ของผู้กระทาล่วงล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของ
ผู้อ่ืน แต่ตามกฎหมายใหม่บัญญัติว่าผู้กระทาใช้อวัยวะเพศของผู้กระทา (โดยตัดคาว่า “ใช้สิ่งอื่นใด
ของผู้กระทา” ออก) ล่วงล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรอื ช่องปากของผู้อื่นเท่านนั้ ดังน้ัน การที่จาเลย
ใช้ปากอม (ฎีกาที่ ๖๓๒๓/๒๕๕๗) ใช้ลิ้นล่วงล้า (ฎีกาท่ี ๖๑๖๔/๒๕๕๕) ใช้น้ิวมือสอดใส่ (ฎีกาที่
๕๘๒๘/๒๕๕๘, ที่ ๑๓๙๘๘/๒๕๕๗, ท่ี ๙๘๒๙/๒๕๕๖) อวัยวะเพศของผู้เสียหาย เป็นการกระทา
ชาเราตามกฎหมายเดิม แต่ปัจจุบันจะเป็นเพียงการกระทาอนาจาร เพราะการกระทาดังกล่าวไม่ใช่
การใช้อวยั วะเพศของผ้กู ระทาล่วงลา้ อวยั วะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผูอ้ นื่ แลว้ อยา่ งไรกต็ าม

324

การกระทาอนาจารโดยใช้ส่ิงอ่ืนใดของผู้กระทาล่วงล้าอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อ่ืน แม้จะ
ไม่เป็นการกระทาชาเราตามกฎหมายใหม่ แต่ก็เป็นการกระทาอนาจารท่ีมีพฤติการณ์ร้ายแรงกว่า
การกระทาอนาจารท่ัวไป จึงมีการแก้ไขกฎหมายให้มีอัตราโทษเท่ากับการข่มขืนกระทาชาเรา
กล่าวคือ โทษของความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง เท่ากับโทษของการ
กระทาอนาจารโดยใช้วตั ถุหรอื อวัยวะอื่นล่วงล้าอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นตามมาตรา ๒๗๘
วรรคสอง หรือโทษความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง
เท่ากับโทษของการกระทาอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอ่ืนล่วงล้า
อวัยวะเพศหรอื ทวารหนักของเด็กตามมาตรา ๒๗๘ วรรคส่ี เป็นตน้

ที่กฎหมายใหม่ใช้คาว่า “โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทาล่วงล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก
หรือช่องปากของผู้อ่ืน” มีปัญหาว่าการกระทาในสภาพ active (เช่น จาเลยใช้อวัยวะเพศของจาเลย
ลว่ งลา้ อวัยวะเพศของผู้เสยี หาย) เท่านนั้ ที่จะเป็นการกระทาชาเรา หรือการกระทาในสภาพ passive
(เช่น จาเลยบังคับให้เด็กหญิงเป็นผู้อมอวัยวะเพศของจาเลย) ก็เป็นการกระทาชาเราตามกฎหมาย
ใหมไ่ ด้ด้วย ปัญหานี้ศาลฎีกาเคยตดั สินไว้ตามกฎหมายเดิมว่า แม้ผู้กระทาความผดิ มิได้ใช้อวัยวะเพศ
ของตนล่วงล้าเข้าไปในช่องปากของเด็กหญิง แต่ผู้กระทาบังคับให้เด็กหญิงเป็นผู้อมอวัยวะเพศ
ของจาเลย เท่ากับจาเลยใช้อวัยวะเพศของผู้กระทากระทากับช่องปากของเด็กหญิง จึงเป็น
การกระทาชาเราตามความหมายของมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง เดิม (ฎีกาท่ี ๑๕๓๐๙/๒๕๕๓,
ท่ี ๔๙๐๙-๔๙๑๐/๒๕๕๕) จากฎีกาดังกล่าวแสดงว่าแม้อวัยวะเพศของจาเลยจะอยู่ในสภาพ
passive ก็เป็นการกระทาชาเราได้ ซ่ึงฎีกานี้ยังคงใช้เป็นบรรทัดฐานได้ว่าการกระทาในสภาพ
passive และการกระทาในสภาพ active ก็เป็นการกระทาชาเราทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมาย
ใหม่

วัตถุแห่งการกระทา คือ อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ดังน้ัน หากชายใช้
อวัยวะเพศล่วงล้า ๑. อวัยวะเพศ (ของหญิง) ๒. ทวารหนัก (ของหญิงและชาย) หรือ ๓. ช่องปาก
(ของหญิงและชาย) ยังถือว่าเป็นการกระทาชาเราตามกฎหมายใหม่ด้วย มีข้อสังเกตว่า หากจาเลย
บังคับให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศของจาเลย เป็นการกระทาชาเราตามกฎหมายใหม่ เพราะเป็น
การใช้อวัยวะเพศของผ้กู ระทาล่วงล้าช่องปากของผอู้ ื่นดังที่กล่าวมาแล้วตามฎกี าท่ี ๑๕๓๐๙/๒๕๕๓,
ที่ ๔๙๐๙-๔๙๑๐/๒๕๕๕ แต่ถ้าจาเลยเป็นฝ่ายอมอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จะไม่เป็นการกระทา
ชาเราตามกฎหมายใหม่ เพราะการใชป้ ากไม่ใช่การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทาล่วงล้าอวัยวะเพศของ
ผอู้ นื่ แตจ่ ะเป็นการกระทาอนาจารโดยใช้สง่ิ อืน่ ใดของผ้กู ระทาลว่ งล้าอวยั วะเพศของผู้อ่นื

หญิงก็สามารถกระทาชาเราชายได้ เช่น หญิงปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศของเด็กชายอายุยัง
ไม่เกินสิบห้าปี แล้วหญิงใช้อวัยวะเพศล่วงล้าอวัยวะเพศเด็กชาย เป็นต้น (ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์
ดร. เกียรตขิ จร วัจนะสวัสด์ิ, กฎหมายอาญาภาคความผดิ เล่ม ๒, พิมพ์คร้ังที่ ๖, กรงุ เทพฯ, ๒๕๕๗.
ใบแทรกหนา้ ๕๒๙)

325

๒. แก้ไขเพิ่มเตมิ มาตรา ๒๗๖ ดงั น้ี
มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขืนกระทาชาเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กาลัง
ประทุษร้าย โดยผู้อ่ืนนั้นอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทาให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตน
เป็นบคุ คลอืน่ ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแตส่ ่ีปีถึงยี่สิบปี และปรบั ต้ังแต่แปดหมื่นบาทถึงส่ีแสนบาท
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหน่ึง ได้กระทาโดยทาให้ผู้ถูกกระทาเข้าใจว่าผู้กระทามี
อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ตอ้ งระวางโทษจาคุกตง้ั แต่เจ็ดปีถึงย่ีสบิ ปี และปรับต้ังแต่หนงึ่ แสนสห่ี ม่ืน
บาทถึงสี่แสนบาท
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่ง ได้กระทาโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดย
ใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทากับชาย
ในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึง
สีแ่ สนบาท หรือจาคุกตลอดชวี ติ
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นกระทาความผิดระหว่างคู่สมรส และคู่สมรส
นัน้ ยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษนอ้ ยกว่าทก่ี ฎหมายกาหนดไว้เพียงใด
ก็ได้ หรือจะกาหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมี
คาพิพากษาใหล้ งโทษจาคุก และคูส่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงคจ์ ะอยูก่ ินดว้ ยกันฉนั สามีภริยา
ตอ่ ไปและประสงคจ์ ะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายน้ันแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้
ดาเนินการฟอ้ งหยา่ ให้
มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึง่ เหมอื นกฎหมายเดมิ
มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง บัญญัติเหตุฉกรรจ์ข้ึนใหม่ คือ กระทาโดยทาให้ผู้ถูกกระทาเข้าใจว่า
ผู้กระทามีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด เช่น พูดขู่ว่าตนมีปืนหรือระเบิด หรือหาอย่างอ่ืนมาเหน็บที่เอว
ให้เหมือนมีปืนเหน็บอยู่แล้วตบบริเวณดังกล่าวให้ผู้เสียหายดู เป็นต้น โดยผู้กระทาต้องไม่มีอาวุธปืน
หรือวัตถุระเบิดติดตัวมา เพียงแต่ทาให้ผู้ถูกกระทาเข้าใจว่าผู้กระทามีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด
ก็พอแล้ว เพราะถ้ามีอาวุธปนื หรือวัตถรุ ะเบิดตดิ ตวั มาจะเป็นเหตฉุ กรรจ์ตามมาตรา ๒๗๖ วรรคสาม
มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม ก็เป็นเหตุฉกรรจ์เพ่ิมเติม ดังนี้ ๑. มีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด แม้
จะไมไ่ ด้ใช้อาวุธปืนหรือวัตถรุ ะเบิดก็เป็นเหตุฉกรรจ์แล้ว ๒. โดยใช้อาวุธ อาจจะเปน็ การใช้อาวุธปืน
หรือวัตถุระเบิดหรืออาวุธอ่ืนใดก็ได้ แต่ถ้ามีอาวุธมีดแล้วไม่ได้ใช้อาวุธมีดขู่เข็ญในการข่มขืนกระทา
ชาเรา ก็จะไม่เป็นเหตุฉกรรจ์ตามวรรคสาม เพราะอาวุธอื่นต้องใช้กระทาจึงจะเป็นเหตุฉกรรจ์
ต่างจากอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด เพียงแต่มีก็เป็นเหตุฉกรรจ์แม้จะไม่ได้ใช้ ๓. โดยร่วมกระทา
ความผดิ ด้วยกนั อนั มลี ักษณะเปน็ การโทรมหญงิ หรือชายซึง่ เหมือนกฎหมายเดิม
มาตรา ๒๗๖ วรรคสี่ เหมอื นกฎหมายเดมิ

๓. แก้ไขเพิม่ เติมมาตรา ๒๗๗ ดงั น้ี
มาตรา ๒๗๗ ผู้ใดกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซ่ึงมิใช่ภริยาหรือสามีของตน
โดยเด็กน้ันจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่ห้าปีถึงย่ีสิบปี และปรับตั้งแต่

326

หนง่ึ แสนบาทถึงส่ีแสนบาท
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทาแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี

ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับต้ังแต่หนึ่งแสนสี่หม่ืนบาทถึงสี่แสนบาท หรือ
จาคุกตลอดชีวิต

ถา้ การกระทาความผดิ ตามวรรคหนงึ่ หรือวรรคสอง ได้กระทาโดยทาให้ผถู้ ูกกระทาเขา้ ใจ
ว่าผู้กระทามีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่สิบปีถึงย่ีสิบปี และปรับต้ังแต่
สองแสนบาทถึงสแ่ี สนบาท หรือจาคกุ ตลอดชีวิต

ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสอง ได้กระทาโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุ
ระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง
หรือกระทากับเด็กชายในลักษณะเดยี วกัน ตอ้ งระวางโทษจาคุกตลอดชีวิต

ความผิดตามท่ีบัญญัติไว้ในวรรคหน่ึง ถ้าเป็นการกระทาโดยบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี
กระทาต่อเด็กซึ่งมีอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นยินยอม ศาลที่มีอานาจ
พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจะพิจารณาให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กผู้ถูกกระทา
หรือผู้กระทาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กแทนการลงโทษก็ได้ ในการพิจารณา
ของศาล ให้คานึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะ
แห่งจิต นิสัย อาชีพ ส่ิงแวดล้อมของผู้กระทาความผิดและเด็กผู้ถูกกระทา ความสมั พันธ์ระหว่าง
ผ้กู ระทาความผดิ กบั เด็กผูถ้ กู กระทา หรือเหตอุ ่ืนอันควรเพ่ือประโยชนข์ องเด็กผถู้ กู กระทาดว้ ย

ใน กรณี ท่ี ได้มีการดาเนิน การคุ้มค รองสวัสดิภ าพ ข องเด็กผู้ถูกกระท าหรื อผู้ กระท า
ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กแล้ว ผู้กระทาความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าการ
คมุ้ ครองสวัสดิภาพดังกล่าวไม่สาเรจ็ ศาลจะลงโทษผู้กระทาความผิดน้อยกว่าท่ีกฎหมายกาหนด
ไวส้ าหรบั ความผิดน้ันเพยี งใดกไ็ ด้ ในการพจิ ารณาของศาล ให้คานึงถงึ เหตตุ ามวรรคห้าด้วย

มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง องค์ประกอบความผิดเหมือนกฎหมายเดิม แก้ไขเฉพาะโทษ แต่มี
ข้อสังเกต คือ มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง (เดิม) และท่ีแก้ไขใหม่ได้บัญญัติไว้เหมือนกันว่า
“ผู้ถูกกระทา” จะต้องไม่ใช่ภริยาหรือสามีของ “ผู้กระทา” ซ่ึงหมายความว่า หากภริยาซึ่งอายุ
“ยังไม่เกินสิบห้าปี” ยินยอมให้สามีกระทาชาเรา การกระทาของสามีย่อมไม่ป็นความผิดตามมาตรา
๒๗๗ วรรคหนึ่ง (ทัง้ ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่) อยา่ งไรก็ตาม หากภรยิ าไม่ยินยอมและสามี
ข่มขืนกระทาชาเราภริยา สามีมีความผิดตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหน่ึง (ท้ังตามกฎหมายเดิมและ
กฎหมายใหม)่ (ดูเพมิ่ เตมิ ใน ศาสตราจารย์ ดร. เกียรตขิ จร วจั นะสวสั ด์ิ, กฎหมายอาญาภาคความผิด
เลม่ ๒, พิมพค์ รั้งท่ี ๖, กรงุ เทพฯ, ๒๕๕๗. หนา้ ๔๔๙)

มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง เหมือนมาตรา ๒๗๗ วรรคสาม เดิม
มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม บญั ญัตขิ ้ึนใหมใ่ ห้สอดคลอ้ งกับมาตรา ๒๗๖ วรรคสอง ใหม่
มาตรา ๒๗๗ วรรคสี่ บญั ญตั ขิ ึ้นใหมใ่ ห้สอดคล้องกบั มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม ใหม่
มาตรา ๒๗๗ วรรคห้า ตัดข้อความในส่วนของการ “อนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายสมรสกัน”

327

ออกไป โดยเพ่ิมเตมิ ให้ศาลท่ีมอี านาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครวั จะพิจารณาให้มกี ารคุม้ ครอง
สวัสดิภาพของเด็กผู้ถูกกระทาหรือผู้กระทาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กแทน
การลงโทษกไ็ ด้

มาตรา ๒๗๗ วรรคหก บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับวรรคห้า โดย ๑. ยกเว้นโทษ
ในกรณี ที่ ได้มีการดาเนินการคุ้มครองสวัสดิภ าพของเด็กผู้ถูกกระทาหรือผู้กระท า ความผิดตาม
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กสาเร็จแล้ว หรือ ๒. ศาลจะลงโทษผู้กระทาความผิดน้อยกว่า
ที่กฎหมายกาหนดไวส้ าหรับความผิดนัน้ เพยี งใดกไ็ ด้ ในกรณกี ารคมุ้ ครองสวัสดภิ าพไมส่ าเร็จ

๔. แก้ไขเพ่มิ เตมิ มาตรา ๒๗๗ ทวิ ดังนี้
มาตรา ๒๗๗ ทวิ ถ้าการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๗๗
วรรคหน่งึ หรอื วรรคสอง เป็นเหตุให้ผ้ถู ูกกระทา
(๑) รับอันตรายสาหัส ผู้กระทาต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่สิบห้าปีถึงย่ีสิบปี และปรับ
ตั้งแต่สามแสนบาทถึงสแี่ สนบาท หรอื จาคุกตลอดชวี ติ
(๒) ถงึ แก่ความตาย ผู้กระทาตอ้ งระวางโทษประหารชวี ติ หรือจาคุกตลอดชวี ติ
มาตรา ๒๗๗ ทวิ แกไ้ ขวรรคในความผิดจากเดิมใหต้ รงตามทีไ่ ดแ้ กไ้ ขมาตรา ๒๗๗

๕. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๗๗ ตรี ดงั นี้
มาตรา ๒๗๗ ตรี ถ้าการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๖ วรรคสาม หรือมาตรา ๒๗๗
วรรคส่ี เป็นเหตุใหผ้ ู้ถูกกระทา
(๑) รบั อนั ตรายสาหสั ผูก้ ระทาตอ้ งระวางโทษประหารชีวติ หรือจาคกุ ตลอดชวี ติ
(๒) ถงึ แกค่ วามตาย ผู้กระทาตอ้ งระวางโทษประหารชีวติ
มาตรา ๒๗๗ ตรี ขอ้ ความเหมอื นเดิมทุกประการ

๖. เพ่มิ เตมิ ๒๗๘ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคส่ี ดังนี้
มาตรา ๒๗๘ ผู้ใดกระทาอนาจารแก่บคุ คลอายุกวา่ สบิ หา้ ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดย
ใช้กาลังประทุษรา้ ย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทาให้บุคคลนั้นเข้าใจผิด
วา่ ตนเป็นบุคคลอ่ืน ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกินสิบปี หรอื ปรับไม่เกนิ สองแสนบาท หรือทั้งจาท้งั ปรับ
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทาโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซ่ึงมิใช่
อวยั วะเพศลว่ งล้าอวยั วะเพศหรือทวารหนกั ของบคุ คลน้ัน ผู้กระทาต้องระวางโทษจาคุกตัง้ แตส่ ่ีปี
ถึงยสี่ บิ ปี และปรับตั้งแตแ่ ปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคสอง ได้กระทาโดยทาให้ผู้ถูกกระทาเข้าใจว่าผู้กระทา
มีอาวุธปืนหรอื วัตถุระเบิด ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่เจ็ดปีถึงย่ีสบิ ปี และปรบั ตงั้ แตห่ น่ึงแสนบาท
ส่ีหมน่ื บาทถึงสแ่ี สนบาท
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคสอง ได้กระทาโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดย
ใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทากับ

328

ชายในลักษณะเดียวกนั ตอ้ งระวางโทษจาคุกต้ังแต่สิบหา้ ปีถงึ ยสี่ ิบปี และปรบั ตัง้ แต่สามแสนบาท
ถงึ สีแ่ สนบาท หรอื จาคกุ ตลอดชีวิต

มาตรา ๒๗๘ วรรคสอง เพ่ิมเติมขึ้นใหม่ จากที่กล่าวมาแล้วว่า การกระทาชาเราตาม
กฎหมายเดิมบางประการไม่เป็นการกระทาชาเราตามกฎหมายใหม่ แต่มีพฤติการณ์ที่ร้ายแรง
จึงกาหนดอัตราโทษการกระทาอนาจารกรณีดังกล่าวใหเ้ ท่ากับการกระทาชาเรา

มาตรา ๒๗๘ วรรคสามและวรรคส่ี มีข้อความทานองเดียวกันกับมาตรา ๒๗๖ วรรคสอง
และวรรคสาม

๗. แก้ไขเพิม่ เติมมาตรา ๒๗๙ ดงั นี้
มาตรา ๒๗๙ ผู้ใดกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอม
หรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจาท้ังปรับ
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหน่ึง เป็นการกระทาแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี
ตอ้ งระวางโทษจาคุกตั้งแต่หนึ่งปีถงึ สบิ ปี หรอื ปรับต้ังแต่สองหมน่ื บาทถึงสองแสนบาท หรอื ทัง้ จา
ท้ังปรบั
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผู้กระทาได้กระทาโดยขู่เข็ญด้วย
ประการใด ๆ โดยใชก้ าลงั ประทุษร้าย โดยเด็กนัน้ อยใู่ นภาวะท่ไี ม่สามารถขดั ขนื ได้ หรอื โดยทาให้
เด็กนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่หน่ึงปีถึงสิบห้าปี หรอื ปรับตั้งแต่
สองหมน่ื บาทถงึ สามแสนบาท หรอื ท้ังจาทงั้ ปรับ
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทาโดยใช้วัตถุหรือ
อวยั วะอ่นื ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศลว่ งล้าอวัยวะเพศหรอื ทวารหนักของเด็กนัน้ ผ้กู ระทาต้องระวางโทษ
จาคุกตัง้ แต่ห้าปีถึงยส่ี ิบปี และปรับตงั้ แต่หน่ึงแสนบาทถึงส่ีแสนบาท
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคสี่ เป็นการกระทาแก่เด็กอายุยั งไม่เกินสิบสามปี
ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่เจ็ดปีถึงย่ีสิบปี และปรับต้ังแต่หน่ึงแสนส่ีหม่ืนบาทถึงสี่แสนบาท หรือ
จาคุกตลอดชวี ติ
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคสี่หรือวรรคห้า ได้กระทาโดยทาให้ผู้ถูกกระทาเข้าใจว่า
ผู้กระทามีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สอง
แสนบาทถงึ ส่แี สนบาท หรอื จาคกุ ตลอดชีวิต
ถ้าการกระทาความผิดตามวรรคสี่หรือวรรคห้า ได้กระทาโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด
หรือโดยใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือ
กระทากับเดก็ ชายในลักษณะเดยี วกนั ตอ้ งระวางโทษจาคุกตลอดชีวติ
มาตรา ๒๗๙ บญั ญตั ขิ ้นึ ใหม่มี ๗ วรรค ใชพ้ จิ ารณาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
(๑) จาเลย (ชายหรือหญิงกไ็ ด้) ลูบคลาอวัยวะเพศของ “เด็ก”

(๑.๑) หากเด็กอายุ ๑๔ ปี จาเลยผิดมาตรา ๒๗๙ วรรคหนง่ึ
(๑.๒) หากเด็กอายุ ๑๒ ปี จาเลยผดิ มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง

329

(๑.๓) หากจาเลยกระทาอนาจารเด็กตาม (๑.๑) หรือ (๑.๒) โดยการ “ขู่เข็ญ...”
เด็ก จาเลยผดิ มาตรา ๒๗๙ วรรคสาม

(๒) จาเลย (ชายหรือหญิงก็ได้) อม “อวยั วะเพศ” ของเด็กชาย
(๒.๑) หากเดก็ ชายอายุ ๑๔ ปี จาเลยผดิ มาตรา ๒๗๙ วรรคส่ี
(๒.๒) หากเด็กชายอายุ ๑๒ ปี จาเลยผดิ มาตรา ๒๗๙ วรรคห้า
(๒.๓) หากจาเลยกระทาอนาจารตอ่ เด็กชายตามข้อ (๒.๑) หรือ (๒.๒) ข้างตน้ โดย

ทาให้เด็กเข้าใจว่า ปืนไฟแช็กท่ีจาเลยมีติดตัวไปเป็น “อาวุธปืน” จาเลยผิดมาตรา ๒๗๙ วรรคหก
(๒.๔) หากจาเลยกระทาอนาจารตอ่ เด็กชายตามข้อ (๒.๑) หรอื (๒.๒) ข้างต้น โดย

“ม”ี อาวธุ ปืนตดิ ตวั ไปดว้ ย แม้เด็กจะไมร่ ้วู ่าจาเลยมอี าวธุ ปืน จาเลยก็ผดิ มาตรา ๒๗๙ วรรคเจ็ด หรือ
จาเลย “ใช้มีด” ขเู่ ขญ็ เดก็ จาเลยกผ็ ิดมาตรา ๒๗๙ วรรคเจ็ด เพราะเป็นการใช้ “อาวุธ”

๘. แกไ้ ขเพิ่มเตมิ มาตรา ๒๘๐ ดังนี้
มาตรา ๒๘๐ ถ้าการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๘ หรือมาตรา ๒๗๙ เป็นเหตุให้
ผถู้ กู กระทา
(๑) รับอันตรายสาหัส ผู้กระทาต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่ห้าปีถึงย่ีสิบปี และปรับตั้งแต่
หนงึ่ แสนบาทถงึ ส่แี สนบาท หรือจาคุกตลอดชีวิต
(๒) ถึงแกค่ วามตาย ผ้กู ระทาต้องระวางโทษประหารชวี ิต หรอื จาคุกตลอดชวี ิต
มาตรา ๒๘๐ แก้ไขเฉพาะอตั ราโทษ

๙. เพ่มิ เตมิ มาตรา ๒๘๐/๑ ดงั นี้
มาตรา ๒๘๐/๑ ถ้าผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ หรือ
มาตรา ๒๗๙ ได้บนั ทึกภาพหรือเสยี งการกระทาชาเราหรอื การกระทาอนาจารนัน้ ไว้ เพือ่ แสวงหา
ประโยชน์โดยมิชอบสาหรับตนเองหรือผู้อ่ืน ต้องระวางโทษหนักกว่าท่ีบัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ
หนงึ่ ในสาม
ถา้ ผู้กระทาความผิดตามวรรคหน่ึง เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งภาพหรือเสยี งการกระทาชาเรา
หรือการกระทาอนาจารท่ีบันทึกไว้ ต้องระวางโทษหนักกว่าท่ีบัญญัติไว้ในมาตราน้ัน ๆ กึ่งหนึ่ง
ตามมาตรา ๒๘๐/๑ วรรคหน่ึง การบันทึกภาพหรือเสียงการกระทาชาเราหรือการกระทา
อนาจาร ต้องกระทาโดยผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ หรือมาตรา
๒๗๙ โดยอาจบันทึกเอง (รวมถึงตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนบันทึกด้วย) หรือดาเนินการให้ผู้อื่น
บันทึกก็ได้ แต่ถ้ามีผู้อื่นลักลอบบันทึกโดยผู้กระทาความผิดไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ผู้กระทาความผิด
ไมม่ ีความผดิ ตามมาตรานี้
การเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งภาพหรือเสียงการกระทาชาเราซึ่งจะเป็นความผิดตามมาตรา
๒๘๐/๑ วรรคสอง ต้องกระทาโดยผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๒๘๐/๑ วรรคหน่ึง หากไม่ใช่ก็ไม่มี
ความผิดตามมาตรา ๒๘๐/๑ วรรคสอง ดังนั้น ผู้ลักลอบบันทึกภาพหรือเสียง (ไม่ใช่ผู้ข่มขืนกระทา

330

ชาเรา) ซ่ึงไม่ผิดตามมาตรา ๒๘๐/๑ วรรคหน่ึง นาภาพหรือเสียงไปเผยแพร่ จะไม่เป็นความผิดตาม
มาตรา ๒๘๐/๑ วรรคสอง เพราะเขาไมใ่ ช่ผกู้ ระทาความผดิ ตามมาตรา ๒๘๐/๑ วรรคหน่ึง

หากผู้ข่มขืนมิได้เป็นผู้บันทึกภาพหรือเสียง แต่ได้ภาพหรือเสียงมาแล้วนาไปเผยแพร่
จะไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๐/๑ วรรคสอง เพราะเขาไม่ใช่ผู้กระทาความผิดตามมาตรา
๒๘๐/๑ วรรคหน่งึ เชน่ เดยี วกนั

๑๐. แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ มาตรา ๒๘๑ ดงั นี้
มาตรา ๒๘๑ ความผดิ ตามมาตราดงั ตอ่ ไปนี้ เป็นความผิดอนั ยอมความได้
(๑) มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๗๘ วรรคสอง ซ่ึงเป็นการกระทาระหว่าง
คู่สมรส ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกานัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทารับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่
ความตาย
(๒) มาตรา ๒๗๘ วรรคหน่ึง ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกานัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทา
รับอันตรายสาหัสหรือถงึ แกค่ วามตาย หรือมิไดเ้ ป็นการกระทาแก่บุคคลดงั ระบุไว้ในมาตรา ๒๘๕
และมาตรา ๒๘๕/๒
มาตรา ๒๘๑ ท่ีแก้ไขใหม่จากัดความผิดเก่ียวกับเพศที่จะยอมความได้ให้เฉพาะบางกรณี
เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายเดิมท่ีมีกรณีท่ียอมความกันได้มากกว่า ตามกฎหมายใหม่ความผิด
ทย่ี อมความได้มี ๒ กรณี
มาตรา ๒๘๑ (๑) เฉพาะกรณดี ังตอ่ ไปนจี้ งึ จะเปน็ ความผิดอันยอมความได้

๑. เป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนง่ึ หรอื มาตรา ๒๗๘ วรรคสอง และ
๒. เป็นการกระทาระหวา่ งคูส่ มรส และ
๓. มิไดเ้ กดิ ต่อหนา้ ธารกานัล และ
๔. ไมเ่ ป็นเหตุให้ผ้ถู ูกกระทารบั อนั ตรายสาหสั หรือถงึ แก่ความตาย เทา่ น้ัน
มาตรา ๒๘๑ (๒) เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้จึงจะเปน็ ความผิดอนั ยอมความได้
๑. เป็นความผดิ ตามมาตรา ๒๗๘ วรรคหนึ่ง และ
๒. มิได้เกดิ ตอ่ หน้าธารกานลั และ
๓. ไม่เปน็ เหตุใหผ้ ูถ้ กู กระทารับอนั ตรายสาหสั หรือถงึ แก่ความตาย และ
๔. มไิ ดเ้ ป็นการกระทาแก่บุคคลดงั ระบไุ ว้ในมาตรา ๒๘๕ และมาตรา ๒๘๕/๒
ขอให้สังเกตว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราผู้อื่นท่ีไม่มีเหตุฉกรรจ์ แม้ไม่ใช่คู่สมรส
ก็จะเป็นความผิดอันยอมความได้ตามกฎหมายเดิม แต่ตามกฎหมายใหม่ ถ้าไม่ใช่คู่สมรส แม้จะเป็น
การขม่ ขืนที่ไม่มเี หตุฉกรรจ์ จะเปน็ ความผิดท่ยี อมความไม่ได้แล้ว

๑๑. แกไ้ ขเพิม่ เติมมาตรา ๒๘๕ ดังน้ี
มาตรา ๒๘๕ ถ้าการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ
มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๗๘ มาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๓ เป็น

331

การกระทาแก่บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา
ญาติสืบสายโลหติ ศิษย์ซ่ึงอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหนา้ ทีร่ าชการ ผู้อยูใ่ นความ
ปกครอง ในความพิทักษ์หรือในความอนุบาล หรือผู้อยู่ภายใต้อานาจด้วยประการอ่ืนใด ผู้กระทา
ตอ้ งระวางโทษหนักกว่าท่บี ัญญตั ไิ ว้ในมาตรานั้น ๆ หนึง่ ในสาม

มาตรา ๒๘๕ ขยายความคุ้มครองผู้ถูกกระทากว้างข้ึน จากมาตรา ๒๘๕ เดิม คุ้มครอง
ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าท่ีราชการ ผู้อยู่ในความปกครอง
ในความพิทักษ์หรือในความอนุบาล แต่ตามมาตรา ๒๘๕ ที่แก้ไขใหม่ เพิ่มความคุ้มครองแก่
๑. บุพการี ๒. พ่ีน้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา ๓. ญาติสืบสายโลหิต หรือ
๔. ผู้อยู่ภายใตอ้ านาจด้วยประการอ่นื ใด

โดยเฉพาะผู้อยู่ภายใต้อานาจด้วยประการอ่ืนใด เคยมีฎีกาท่ี ๘๗๒๐/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๒ น.
๑๒๐ ตัดสินว่า ผู้เสียหายเป็นบุตรของ จ. และไม่ปรากฏว่า จ. ถูกถอนอานาจปกครองหรือมีการ
แต่งต้งั ใหจ้ าเลยเป็นผปู้ กครองผ้เู สียหาย ดงั น้ัน จ. ซึ่งเป็นมารดาผูเ้ สยี หายจงึ เป็นผู้ใช้อานาจปกครอง
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๖ แม้ จ. มารดาผู้เสียหายส่งผู้เสียหายมาอยู่กับจาเลยและภริยาซ่ึงเป็น
พสี่ าวของ จ. ตง้ั แต่ยงั เล็ก แต่อานาจปกครองผเู้ สียหายกย็ ังคงอยกู่ บั จ. มารดาผูเ้ สียหาย ไมใ่ ช่จาเลย
การกระทาของจาเลยต่อผู้เสียหายจึงไม่ใช่การกระทาต่อผู้อยู่ในความปกครองไม่ต้องรับโทษหนักข้ึน
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๕ (เดิม) แต่ถ้าเป็นการกระทาหลังจากกฎหมายใหม่ใช้บังคับแล้ว จาเลยต้อง
รับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๕ แม้จาเลยจะไม่มีอานาจปกครองผู้เสียหาย แต่ต้องถือว่า
ผเู้ สียหายเปน็ ผ้อู ยภู่ ายใต้อานาจด้วยประการอื่นใดของจาเลย

๑๒. แก้ไขเพม่ิ เติมมาตรา ๒๘๕/๒ ดงั นี้
มาตรา ๒๘๕/๒ ถ้าการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ
มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๗๘ หรือมาตรา ๒๗๙ เป็นการกระทาแก่บุคคลซ่ึงไม่สามารถปกป้อง
ตนเองอันเน่ืองมาจากเป็นผู้ทุพพลภาพ ผู้มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟ่ันเฟือน คนป่วยเจ็บ
คนชรา สตรีมีครรภ์ หรือผู้ซ่ึงอยู่ในภาวะไม่สามารถรู้ผิดชอบ ผู้กระทาต้องระวางโทษหนักกว่า
ที่บัญญัตไิ วใ้ นมาตรานนั้ ๆ หนึ่งในสาม
มาตรานเี้ ปน็ มาตราท่บี ัญญตั ขิ น้ึ ใหม่เพ่อื คุม้ ครองบุคคลให้กวา้ งขน้ึ

๑๓. แกไ้ ขเพ่ิมเติมมาตรา ๒๘๖ ดังน้ี
มาตรา ๒๘๖ ผู้ใดกระทาด้วยประการใด ๆ ดังต่อไปน้ี ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกินยี่สิบปี
และปรบั ไมเ่ กนิ สแ่ี สนบาท หรือจาคุกตลอดชีวติ
(๑) ช่วยเหลอื ให้ความสะดวก หรอื คุ้มครองการค้าประเวณขี องผูอ้ ืน่
(๒) รับประโยชน์ไม่ว่ารูปแบบใดจากการค้าประเวณีของผู้อื่นหรือจากผู้ซ่ึงค้าประเวณี
(๓) บังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือใช้อานาจครอบงาผู้อ่ืน หรือรับผู้อื่นเข้าทางานเพื่อ
การค้าประเวณี

332

(๔) จัดใหม้ ีการคา้ ประเวณีระหวา่ งผู้ซึ่งคา้ ประเวณีกบั ผ้ใู ช้บริการ
(๕) ปกปิดหรืออาพรางแหล่งที่มาของรายได้หรือทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการค้าประเวณี
(๖) อยู่ร่วมกับผู้ซ่ึงค้าประเวณีหรือสมาคมกับผู้ซ่ึงค้าประเวณีคนเดียวหรือหลายคน
เปน็ อาจณิ และไม่สามารถแสดงทมี่ าของรายไดใ้ นการดารงชีพของตน
(๗) ขัดขวางการดาเนินการของหน่วยงานท่ีดูแลในการป้องกัน ควบคุม ช่วยเหลือ หรือ
ให้การศึกษาแก่ผู้ซ่ึงค้าประเวณี ผู้ซึ่งจะเข้าร่วมในการค้าประเวณี หรือผู้ซึ่งอาจได้รับอันตราย
จากการค้าประเวณี
ความในวรรคหน่ึง (๒) และ (๖) มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับประโยชน์ไม่ว่ารูปแบบใด ซึ่ง
พงึ ได้รับตามกฎหมายหรอื ตามธรรมจรรยา
มาตรา ๒๘๖ เดิมใช้คาว่า ผู้ใดอายุกว่าสิบหกปีดารงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของ
ผู้ซึ่งค้าประเวณี ต้องระวางโทษ ศาลฎีกาจึงตัดสินว่า จาเลยเป็นเจ้าของสถานค้าประเวณีและ
มีหญิงค้าประเวณีกินอยู่หลับนอนกับจาเลยในสถานที่ดังกล่าว แม้จาเลยจะต้องได้รับเงินจาก
การค้าประเวณีซึ่งมีหญิงโสเภณีเป็นองค์ประกอบในการดาเนินกิจการของจาเลย แต่จาเลยเป็น
หญิงมีสามี สามีจาเลยประกอบกิจการขนส่งมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อใช้ในกิจการถึ ง ๓ คัน
ซึ่งแม้จาเลยจะไม่มีรายได้จากกิจการค้าประเวณี แต่ก็สามารถดารงชีพอยู่ได้ด้วยการอาศัยสามี
กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจาเลยไม่มีปัจจัยอื่นหรือไม่มีปัจจัยอันเพียงพอสาหรับดารงชีพ การกระทา
ของจาเลยจึงถือไม่ได้ว่าจาเลยดารงชีพแม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี (ฎีกาท่ี
๒๙๙๓/๒๕๔๗) จากฎีกาดังกล่าวถ้าจาเลยมีรายได้อื่นเพียงพอในการดารงชีพ รัฐไม่สามารถลงโทษ
ท้ังท่ีจาเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีได้ จึงแก้ถ้อยคาในกฎหมายให้ลงโทษผู้ท่ีเก่ียวข้องกับ
การค้าประเวณีได้โดยแก้ไขมาตรา ๒๘๖ ดังที่บัญญัติไว้ ดังน้ัน ฎีกาที่ ๒๙๙๓/๒๕๔๗ และฎีกาอื่น
ท่ีตัดสินทานองเดียวกัน ไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานได้อีกต่อไป หากมีข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ ๒๙๙๓/
๒๕๔๗ เกิดขึ้นหลังจากใช้มาตรา ๒๘๖ ที่แก้ไขใหม่ การกระทาของจาเลยจะเป็นความผิดตาม
มาตรา ๒๘๖ ที่แก้ไขใหม่

๑๔. แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ มาตรา ๓๖๖/๑ ดงั นี้
มาตรา ๓๖๖/๑ ผู้ใดกระทาเพื่อสนองความใคร่ของตน โดยการใช้อวัยวะเพศของตน
ล่วงล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของศพ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ
ไม่เกนิ หกหมื่นบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ
การแก้ไขบทนิยามคาว่ากระทาชาเราซึ่งทาให้การใช้ส่ิงอ่ืนใดที่ไม่ใช่อวัยวะเพศของจาเลย
ล่วงล้าอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อ่ืน ไม่เป็นการกระทาชาเราตามกฎหมายใหม่
ในความผิดเกี่ยวกับศพจึงได้ตัดข้อความท่ีว่า “การใช้ส่ิงอ่ืนใดกระทากับอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
ของศพ” ออกด้วย ดังนั้น หากจาเลยใช้น้ิวแหย่อวัยวะเพศของศพเพ่ือสนองความใคร่ของตนเอง
ก็จะไม่เป็นการกระทาชาเราศพตามมาตรา ๓๖๖/๑ ท่ีแก้ไขใหม่ เพราะไม่ใช่การใช้อวัยวะเพศของ
ตนล่วงล้าอวยั วะเพศของศพ แต่จะเปน็ ความผิดฐานกระทาอนาจารแกศ่ พตามมาตรา ๓๖๖/๒

333

ข้อ ๖๐ คาถาม นายเออายุ ๑๗ ปีเศษ จัดหาเด็กหญิงคอยให้บริการทางเพศแก่ลูกค้าเป็น
ประจา ร้อยตารวจเอกโอล่อซ้ือโดยโทรศัพท์นดั หมายนายเอขอให้จัดเด็กมาให้รว่ มประเวณีท่ีโรงแรม
ม่านรูดเวลา ๒๐ นาฬิกานายเอจึงนัดให้เด็กหญิงแอนอายุ ๑๔ ปีเศษซึ่งอาศัยอยู่กับบิดามารดา
มาพบท่ีบ้านของนายเอเวลา ๑๙.๓๐ นาฬิกา แต่ร้อยตารวจเอกโอโทรศัพท์มาขอเล่ือนเป็นเวลา
๒๑ นาฬิกา นายเอเห็นว่ายังมีเวลานายเอจึงขอให้เด็กหญิงแอนอมอวัยวะเพศของตน เด็กหญิงแอน
จงึ อมอวัยวะเพศของนายเอจนสาเร็จความใคร่ หลังจากน้ันนายเอพาเด็กหญิงแอนไปพบร้อยตารวจ
เอกโอท่ีโรงแรมม่านรูด ร้อยตารวจเอกโอชาระเงินให้แก่นายเอ นายเอรับไว้ เจ้าหน้าท่ีตารวจที่
ซ่มุ คอยอยจู่ งึ เขา้ จบั กมุ นายเอทันทโี ดยทีร่ ้อยตารวจเอกโอยังไมไ่ ดร้ ว่ มประเวณีกบั เด็กหญิงแอน

ให้วินิจฉัยว่า นายเอมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด และจะต้องรับโทษ
เพยี งใดหรอื ไม่

คาตอบ การท่ีนายเอจัดหาเด็กหญิงให้บริการทางเพศแก่ร้อยตารวจเอกโอเพ่ือร่วมประเวณี
น้ัน นายเอกระทาเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาเพ่ือการอนาจารเด็กหญิงแอนซ่ึง
เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม องค์ประกอบ
ความผิดเพ่ือสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารเด็กดังกล่าวเป็นองค์ประกอบภายใน
ทเี่ ป็นเจตนาพิเศษ ไม่ใช่องค์ประกอบภายนอกในส่วนของการกระทา หากมีการกระทาท่ีเป็นธุระ
จดั หาโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อสนองความใครข่ องผู้อื่นและเพื่อการอนาจารเด็ก แมผ้ ู้อ่ืนจะยงั ไม่ได้
กระทาจนสาเร็จความใคร่หรือกระทาอนาจารเด็ก แต่ผู้กระทาได้กระทาไปโดยมีเจตนาพิเศษ
ดังกล่าว ก็เป็นความผิดสาเร็จแล้ว เม่อื นายเอกระทาความผิดดงั กลา่ วโดยเจตนาและมีเจตนาพิเศษ
เพ่ือสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารเด็กหญิงแอน แม้ร้อยตารวจเอกโอยังไม่ได้
ร่วมประเวณีกับเด็กหญิงแอน แต่การกระทาของนายเอก็เป็นความผิดสาเร็จตามมาตรา ๒๘๒
วรรคสาม แลว้ บทหนงึ่ (ฎีกาที่ ๑๐๖๓๒/๒๕๕๔)

เมื่อเด็กหญิงแอนอาศัยอยู่กับบิดามารดา การท่ีนายเอนัดเด็กหญิงแอนออกมาและพาไป
ค้าประเวณี เป็นการรบกวนอานาจปกครองดูแลของบิดามารดาของเด็กหญิงแอนซึ่งเป็นการ
พรากเด็กหญิงแอน จึงเปน็ การกระทาโดยปราศจากเหตุอันควร พรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปีไป
เสียจากบิดามารดา (ฎีกาท่ี ๗๖๔/๒๕๕๖) เพื่อหากาไรและเพ่ือการอนาจารตามมาตรา ๓๑๗
วรรคสาม อีกบทหนงึ่

กระทาชาเราหมายความว่ากระทาเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทา โดยการใช้อวัยวะ
เพศของผู้กระทาล่วงล้าช่องปากของผู้อ่ืนด้วย การท่ีนายเอขอให้เด็กหญิงแอนอมอวัยวะเพศ
ของตน เด็กหญิงแอนอมอวัยวะเพศให้นายเอ เมื่อนายเอยอมให้เด็กหญิงแอนอมอวัยวะเพศของตน
จึงเป็นการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทาล่วงล้าช่องปากของผู้อื่น ต้องถือว่านายเอกระทาชาเรา
เด็กหญิงแอนแล้ว (ฎีกาท่ี ๔๙๐๙-๔๙๑๐/๒๕๕๕) นายเอจึงมีความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุ
ยังไม่เกิน ๑๕ ปีซ่ึงมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กน้ันจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามมาตรา ๒๗๗
วรรคหน่งึ อีกบทหน่ึง

334

เมื่อนายเออายุ ๑๗ ปเี ศษ กระทาความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายยุ ังไมเ่ กิน ๑๕ ปี ตาม
มาตรา ๒๗๗ วรรคหน่ึง ซ่ึงกระทาโดยบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปีกระทาต่อเด็กซ่ึงมีอายุกว่า
สิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กน้ันยินยอม ศาลที่มีอานาจพิจารณาคดีเยาวชนและ
ครอบครัวจะพิจารณาให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กผู้ถูกกระทาหรือผู้กระทาความผิดตาม
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กแทนการลงโทษก็ได้ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคห้า ในกรณีท่ีได้มีการ
ดาเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กผู้ถูกกระทาหรือผู้กระทาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการ
คมุ้ ครองเดก็ แล้ว ผู้กระทาความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าการคุ้มครองสวัสดภิ าพดงั กล่าวไมส่ าเร็จ
ศาลจะลงโทษผู้กระทาความผิดน้อยกว่าท่ีกฎหมายกาหนดไว้สาหรับความผิดน้ันเพียงใดก็ได้
ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหก สาหรับการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหนงึ่

ฎีกาที่ ๑๐๖๓๒/๒๕๕๔ ฎ.๒๔๓๖ จาเลยเป็นธุระจัดหาเด็กหญิงซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีเพ่ือให้เด็กหญิงกระทาการค้าประเวณีให้แก่ ณ. แม้ ณ. ยังไมไ่ ด้ร่วมประเวณีกับเด็กหญิงน้ัน
การกระทาของจาเลยกเ็ ปน็ ความผดิ สาเรจ็ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม แล้ว

ฎีกาท่ี ๔๙๐๙-๔๙๑๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔๔ การที่จาเลยที่ ๑ พยายามบังคับให้
ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศของตนเป็นการพยายามกระทาชาเราตามความหมายของมาตรา ๒๗๗
วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “การกระทาชาเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทาเพื่อสนองความ
ใคร่ของผู้กระทาโดยการใช้อวยั วะเพศของผู้กระทากับ (ตามกฎหมายเดิม กฎหมายใหม่ต้องใช้คาว่า
ล่วงล้า)...ช่องปากของผู้อ่ืน...” เม่ือจาเลยท่ี ๑ กระทาการดังกล่าวในขณะที่ น. กาลังกระทาชาเรา
ผู้เสียหาย จึงถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกันกระทาชาเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง
ข้อสังเกต การกระทาผิดตามฎีกานี้เป็นความผิดท้ังตามกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ แต่ต้อง
เปลี่ยนขอ้ กฎหมายท่ีวินิจฉัยจาก “กระทากับ” เป็น “ล่วงล้า” เวลาตอบข้อสอบต้องใชก้ ฎหมายใหม่

ข้อ ๖๑ คาถาม เด็กหญิงพลอยเกิดวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๗ บิดามารดามีฐานะยากจน
จึงนาเด็กหญิงพลอยไปทางานที่ร้านอาหารของนางเพชรในจังหวัดเพชรบุรีโดยบิดามารดาของ
เด็กหญิงพลอยฝากให้นางเพชรช่วยดูแลเด็กหญิงพลอย เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ตอนเย็น
นายกฤชไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารพบเด็กหญิงพลอยแล้วพูดคุยกันถูกชะตา นายกฤช
แอบชวนเด็กหญิงพลอยออกไปมีเพศสัมพันธ์กันทั้งที่นายกฤชมีภรรยาแล้ว เด็กหญิงพลอยแอบหนี
ออกจากร้านอาหารไปกับนายกฤชเวลา ๒๒ นาฬิกา ของวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๒ นายกฤช
พาเด็กหญิงพลอยไปถงึ บ้านนายดาบ เวลา ๒ นาฬิกา ของวันท่ี ๕ มีนาคม ๒๕๖๒ แล้วขอใชห้ อ้ งวา่ ง
ของบ้านนายดาบเพื่อพักกับเด็กหญิงพลอย แล้วนายกฤชกระทาชาเราเด็กหญิงพลอยโดยเด็กหญิง
พลอยยินยอม เม่ือนายกฤชกระทาชาเราเด็กหญิงพลอยเสร็จแล้วก็ออกมาเล่าให้นายดาบฟัง
นายดาบจึงเข้าไปในห้องและขอมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงพลอย เด็กหญิงพลอยก็ยินยอม แล้ว
นายกฤชพาเดก็ หญงิ พลอยไปสง่ ท่ีรา้ นอาหารเยน็ วนั ที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๒

ให้วนิ ิจฉัยวา่ นายกฤชและนายดาบมคี วามผดิ อาญาฐานใด

335

คาตอบ บิดามารดาของเด็กหญงิ พลอยฝากใหน้ างเพชรเจ้าของรา้ นอาหารช่วยดูแลเด็กหญิง
พลอย ถือว่านางเพชรเป็นผู้ดูแลเด็กหญิงพลอย เด็กหญิงพลอยจึงเป็นเด็กซ่ึงมีผู้ดูแลท่ีอาจเป็น
เดก็ ทถ่ี ูกพรากได้ (ฎีกาที่ ๓๘๔๐/๒๕๕๓)

การนับอายุของบุคคลให้เร่ิมนับแต่วันเกิด เด็กหญิงพลอยเกิดวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๗
จึงต้องนับอายุแต่วันเกิดคือนับแต่วันท่ี ๕ มีนาคม ๒๕๔๗ เป็นหนึ่งวันเต็ม เด็กหญิงพลอยจึงมี
อายุ ๑๕ ปบี รบิ ูรณ์ เมือ่ วนั ท่ี ๔ มนี าคม ๒๕๖๒ (ฎีกาที่ ๗๘๔๑/๒๕๕๒)

การที่นายกฤชแอบชวนเด็กหญิงพลอยไปมีเพศสัมพันธ์กัน เด็กหญิงพลอยหนีออกจากร้าน
ไปกับนายกฤชเวลา ๒๒ นาฬิกาของวันท่ี ๔ มีนาคม ๒๕๖๒ การกระทาของนายกฤชเป็นการ
กระทาโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแล และการท่ี
นายกฤชชวนเด็กหญิงพลอยไปมีเพศสัมพันธ์กันทั้งท่ีนายกฤชมีภรรยาแล้ว เป็นการพรากเด็กโดยมี
เจตนาพิเศษเพ่ือการอนาจาร สาหรับการพรากเด็กโดยมีเจตนาพิเศษแม้ยังไม่ได้กระทาการตาม
เจตนาพิเศษ ถ้าเป็นกระทาไปโดยมีเจตนาพิเศษ ก็ถือว่าเป็นความผิดสาเร็จทันทีแม้จะยังไม่ได้
กระทาการตามเจตนาพิเศษนั้น การที่นายกฤชชวนเด็กหญิงพลอยไปมีเพศสัมพันธ์จึงเป็นความผิด
ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแล เพื่อการอนาจารทันทีท่ีพรากตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม (เทยี บฎกี าท่ี ๓๘๔๐/๒๕๕๓)

นอกจากนี้การกระทาของนายกฤชยังเป็นการพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการ
อนาจาร แม้เดก็ น้นั จะยนิ ยอมกต็ ามตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง อีกบทหน่งึ

ส่วนนายดาบไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือร่วมกระทากับนายกฤชในการพาเด็กหญิงพลอยมาท่ี
บ้านของนายดาบ เม่ือนายดาบไม่ได้พาเด็กหญิงพลอยไปยังสถานท่ีอ่ืน แม้นายดาบจะกระทาชาเรา
เด็กหญิงพลอยท่ีบ้านของนายดาบ ก็ยังถือไม่ได้ว่านายดาบเป็นตัวการร่วมกับนายกฤชพราก
เด็กหญิงพลอยไปเสียจากผู้ดูแล เพ่ือการอนาจาร (ฎีกาที่ ๘๔-๘๕/๒๕๕๒) และไม่เป็นตัวการใน
การพาเดก็ อายุยังไมเ่ กนิ สิบห้าปีไปเพ่ือการอนาจารตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง เชน่ เดียวกัน

นายกฤชและนายดาบกระทาชาเราเด็กหญิงพลอยเม่ือวันท่ี ๕ มีนาคม ๒๕๖๒ ไม่เป็น
ความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กน้ันจะยินยอม
หรือไม่ก็ตามตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง เพราะขณะที่นายกฤชและนายดาบกระทาชาเรา
เด็กหญิงพลอยน้ัน เด็กหญิงพลอยอายุเกินสิบห้าปีแล้ว และยังไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทา
ชาเราผู้อื่น เพราะเด็กหญิงพลอยยินยอมย่อมไม่ใช่การข่มขืนกระทาชาเราตามมาตรา ๒๗๖
วรรคหน่งึ (ฎกี าที่ ๗๘๔๑/๒๕๕๒)

ฎีกาท่ี ๓๘๔๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๖ การพรากเด็กอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๑๗ วรรคสาม คือการพรากเด็กไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แม้ขณะเกิดเหตุ
เด็กหญิง ว. จะไม่ได้พักอาศัยอยู่กับบิดา มารดา เน่ืองจากไปทางานเป็นพนักงานในร้านอาหาร ส.
ที่จังหวัดชุมพรก็ตาม แต่บิดาของเด็กหญิง ว. ได้มอบหมายให้ พ. ซ่ึงเป็นเจ้าของร้านอาหาร ส.
เป็นผู้ดูแลเด็กหญิง ว. การท่ีจาเลยพาเด็กหญิง ว. ไปท่ีบ้านของจาเลยและกระทาชาเราเด็กหญิง ว.

336

จึงเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพ่ือการ
อนาจารแล้ว

ฎีกาที่ ๘๔-๘๕/๒๕๕๒ ฎ.๑๓๓ จาเลยที่ ๑ ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือร่วมกระทากับจาเลย
ท่ี ๒ ในการพาผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ มาที่บ้านจาเลยท่ี ๑ เมื่อจาเลยท่ี ๑ ไม่ได้พาผู้เสียหายท่ี ๑
และที่ ๒ ไปยังสถานท่ีอื่น แม้จาเลยที่ ๑ จะพยายามกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๒ ที่บ้าน กย็ ังถือไม่ได้
ว่าจาเลยท่ี ๑ เป็นตัวการร่วมกับจาเลยท่ี ๒ พรากผู้เสียหายท่ี ๑ และท่ี ๒ ไปเสียจากบิดามารดา
ผู้ปกครอง หรอื ผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร

ฎีกาท่ี ๗๘๔๑/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๑๔ ป.พ.พ. มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า การนับอายุของ
บคุ คลให้เริ่มนับแต่วันเกดิ ผู้เสียหายที่ ๑ เกิดเมื่อวันท่ี ๕ มีนาคม ๒๕๓๒ จงึ ตอ้ งนบั อายแุ ตว่ นั เกดิ คือ
นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๒ เป็นหน่ึงวันเต็ม ผู้เสียหายท่ี ๑ จึงมีอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ เม่ือวันท่ี ๔
มีนาคม ๒๕๔๗ ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๕ คดีได้ความว่า เหตุเกิดวนั ท่ี ๕ มีนาคม ๒๕๔๗
เวลาประมาณ ๒ นาฬิกา ดังน้ัน ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายท่ี ๑ จึงมีอายุเกินกว่า ๑๕ ปีบริบูรณ์แล้ว
การกระทาของจาเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ จาเลยที่ ๑
ท่ี ๒ ไม่มีความผิดตามบทบัญญัตมิ าตราน้ี และแม้จะมีบทบัญญัติความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราใน
มาตรา ๒๗๖ แต่เม่ือผู้เสียหายท่ี ๑ ยินยอม การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒ ก็ไม่เป็นความผิดตาม
มาตรา ๒๗๖ เช่นกัน สว่ นการกระทาของจาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ นั้นไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๓๑๗ แต่ก็
เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง
หรือผูด้ ูแลเพื่อการอนาจารโดยผเู้ ยาว์นนั้ เตม็ ใจไปด้วยตามมาตรา ๓๑๙

ข้อ ๖๒ คาถาม เด็กหญิงสวยอายุ ๑๔ ปีเศษอยู่ในความปกครองดูแลของนางแจ่มซึ่งบิดา
มารดาของเด็กหญิงสวยมอบให้นางแจ่มซ่ึงเป็นเจ้าของร้านอาหารและนายจ้าง ปกครองดูแลโดย
เด็กหญิงสวยพักอยู่ท่ีร้านอาหารที่จังหวัดระนอง เด็กหญิงสวยเดินทางจากจังหวัดระนองไปจังหวัด
นครราชสีมาเพ่ือทาบัตรประจาตัวประชาชน เม่ือเดินทางถึงสถานีรถไฟหัวลาโพง กรุงเทพมหานคร
เด็กหญิงสวยถูกนางทองและนายเงินชักชวนให้ไปทางานถอดเสื้อผ้าเดินโชว์ในร้านอาหาร เด็กหญิง
สวยปฏิเสธ นางทองและนายเงินกับพวกฉุดพาเด็กหญิงสวยไปท่สี านักจัดหางานนอกสถานีรถไฟและ
ขังไว้ที่ช้ันสองของสานักจัดหางาน วันรุ่งขึ้นนางทองและนายเงินโทรศัพท์แจ้งนางเพชรว่า ได้เด็กมา
คนหนึง่ และพาเด็กหญิงสวยไปพบนางเพชรท่ีรา้ นเสริมสวยของนางเพชรที่จังหวัดปทุมธานี นางเพชร
มอบเงินให้นางทองและนายเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทแล้วรับตัวเด็กหญิงสวยไว้ เด็กหญิงสวยถอดเส้ือผ้า
เดินโชว์แขกตามร้านอาหารต่างจังหวัดหลายแห่ง เพราะสงสารนางเพชรท่ีมารดาป่วยต้องหาเงินมา
รกั ษามารดา

ให้วินิจฉยั วา่ นางทอง นายเงิน และนางเพชร มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ คาว่า ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้มีฐานะ

337

ทางกฎหมายเกี่ยวพันกับผู้เยาว์ เช่น บิดามารดา ซึ่งเป็นผใู้ ช้อานาจปกครอง ส่วนผู้ดูแลหมายถึง
ผู้ควบคุม ระวังรักษาผู้เยาว์โดยข้อเท็จจริง เช่น ครูอาจารย์ นายจ้าง เป็นต้น เด็กหญิงสวยอายุ
๑๔ ปีเศษอยู่ในความปกครองดูแลของนางแจ่มซ่ึงบิดามารดาของเด็กหญิงสวยมอบให้นางแจ่ม
ปกครองดูแล เด็กหญิงสวยจึงอยู่ในความดูแลของนางแจ่มและเป็นเด็กที่ถูกพรากได้ตามมาตรา
๓๑๗ (ฎีกาท่ี ๕๘๔๔/๒๕๕๒)

นางทองและนายเงินกับพวกฉุดพาเด็กหญิงสวยไปขังและพาเด็กหญิงสวยไปมอบให้นาง
เพชร เปน็ การรว่ มกันรบกวนสิทธิหรอื แยกสิทธใิ นการควบคมุ ดูแลเด็กหญิงสวยโดยปราศจากเหตุ
อันสมควร จึงเป็นการร่วมกันพรากเด็กหญิงสวยไปจากความดูแลของผู้ดูแล เพื่อนาตัวเด็กหญิง
สวยไปขายและให้ถอดเส้ือผ้าเดินโชว์แขกตามร้านอาหาร เป็นการกระทาที่ไม่สมควรทางเพศ
การกระทาของนางทองและนายเงนิ กับพวกจึงเป็นความผิดฐานรว่ มกันพรากเด็กเพื่อการหากาไร
และเพื่อการอนาจารตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม บทหน่ึง (ฎีกาท่ี ๒๕๓๖/๒๕๕๔) และเป็นการ
ร่วมกันกระทาเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพ่ือการอนาจารซึ่ง
เด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โดยใช้กาลังประทุษร้ายตามมาตรา ๒๘๓ วรรคสาม อกี บทหน่งึ กับเป็นการ
รว่ มกนั หน่วงเหนยี่ วหรอื กักขังผ้อู นื่ ตามมาตรา ๓๑๐ วรรคแรก อีกบทหนง่ึ

ส่วนนางเพชรรับตัวเด็กหญิงสวยไว้ แล้วนาเด็กหญิงสวยถอดเสื้อผ้าเดินโชว์แขกตาม
รา้ นอาหารต่างจังหวัดหลายแห่ง มิใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทากับนางทองและนายเงิน นางเพชร
จึงไม่เป็นตัวการร่วมกันกระทาความผิดกับนางทองและนายเงินตามมาตรา ๘๓ และไม่เป็นการ
สนับสนุนนางทองและนายเงินก่อนหรือขณะกระทาความผิดตามมาตรา ๘๖ เพราะเป็นการ
สนับสนุนหลังการกระทาผิด แต่การกระทาของนางเพชรดังกล่าว เป็นการกระทาโดยทุจริตซ้ือ
หรือรับตัวเด็กท่ีถูกพรากตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสอง บทหนึ่ง (ฎีกาที่ ๒๕๓๖/๒๕๕๔) และ
เป็นการกระทาเพ่ือสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซ่ึงมีผู้จัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจาร
ซ่ึงเด็กอายุไมเ่ กิน ๑๕ ปีตามมาตรา ๒๘๓ วรรคสี่ อีกบทหนึ่ง
ข้อสังเกต ตามคาพิพากษาฎีกามีการบังคับให้เด็กหญิงสวยถอดเส้ือผ้าเดินโชว์ แต่การกระทาใน
ส่วนนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้อง ศาลจึงไม่วินิจฉัยการกระทาส่วนน้ี ผู้แต่งจึงตัดข้อเท็จจริงเร่ืองบังคับ
และเปล่ียนเป็นสมัครใจเพ่ือไม่ให้คาตอบมีประเด็นมากเกินไป แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นการบังคับ
นกั ศกึ ษาตอ้ งตอบมาตรา ๓๐๙, ๓๑๐, ๓๑๐ ทว,ิ และ ๓๑๒ ทวิ ดว้ ย

ฎกี าที่ ๕๘๔๔/๒๕๕๒ ฎ. ๙๘๐ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ คาว่า ผู้ปกครองหมายถึงผู้มีฐานะ
ทางกฎหมายเก่ียวพันกับผู้เยาว์ เช่น บิดามารดา ซ่ึงเป็นผู้ใช้อานาจปกครอง ส่วนผู้ดูแลหมายถึง
ผคู้ วบคุม ระวังรักษาผู้เยาว์โดยข้อเท็จจริง เช่น ครูอาจารย์ นายจ้าง เป็นต้น เม่ือผู้เสียหายที่ ๑ เป็น
นายจ้างประกอบกับบิดามารดาผู้เสียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็นผู้เยาว์ มอบให้ผู้เสียหายที่ ๑ ปกครองดูแล
ผู้เสียหายท่ี ๒ ด้วย โดยผู้เสียหายท่ี ๑ ให้ผู้เสียหายท่ี ๒ พักอยู่ที่ร้านอาหารดังกล่าว ดังน้ี ผู้เสียหาย
ที่ ๑ จึงเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เสียหายที่ ๒ ในฐานะนายจ้างโดยได้รับมอบหมายจากบิดามารดา
ผู้เสียหายท่ี ๒ ด้วย การกระทาของจาเลยกับพวกเป็นการรบกวนสิทธิหรือแยกสิทธิในก าร

338

ควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ ๒ โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ ๒
ไปจากความดูแลของผู้เสยี หายท่ี ๑ อนั เปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม

ฎีกาที่ ๒๕๓๖/๒๕๕๔ ฎ.๑๐๙๕ ท. กับพวกพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีไปเสียจาก ค. มารดาผู้เสียหาย แล้ว ท. นาผู้เสียหายไปให้ ว. ดูตัว ว. ดูตัวผู้เสียหายแล้ว
พอใจ จึงมอบเงินให้ ท. รับไปและรับตัวผู้เสียหายไว้ การกระทาของ ว. มีลักษณะเป็นการซื้อ หรือ
รับตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กท่ีถูกพรากจาก ท. มาเท่านั้น จาเลยร่วมกับ ว. ควบคุมดูแลผู้เสียหาย
มิให้หลบหนีและบังคับให้แต่งตัวโป๊เดินโชว์ตามร้านอาหารให้ลูกค้าลูบคลาเน้ือตัวร่างกาย
การกระทาของจาเลยเป็นเพียงตัวการร่วมกันกับ ว. ท่ีซ้ือหรือรับตัวเด็กที่ถูกพรากอันเป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสอง มิใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทากับ ท. อันมีลักษณะเป็นตัวการ
ร่วมกันในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองหรือ
ผดู้ แู ลเพ่อื การอนาจาร

ข้อ ๖๓ คาถาม นายซ่าพบเด็กหญิงแสบอายุ ๑๔ ปี ๑๐ เดือน ซึ่งเป็นเด็กเร่ร่อนไม่มี
ผู้ปกครองในผับแห่งหนึ่ง โดยนายซ่าถามอายุเด็กหญิงแสบ เด็กหญิงแสบโกหกนายซ่าว่าเด็กหญิง
แสบอายุ ๑๘ ปี ๒ เดือน นายซ่าเชื่อเพราะว่าเด็กหญิงแสบมีร่างกายสมบูรณ์กว่าคนท่ัวไป
จนดูเหมอื นคนอายมุ ากกว่า ๑๘ ปี หลังจากดื่มสุราในผับแล้วนายซา่ ชวนเด็กหญิงแสบไปเที่ยวต่อกัน
แล้วนายซ่ากระทาชาเราเด็กหญิงแสบ ๑ ครั้ง ต่อมานายซ่าสานึกตัวได้ว่าการด่ืมสุราและเท่ียว
กลางคืนเป็นสิ่งไม่ดี จึงเลิกด่ืมสุราและเที่ยวเตร่ ต้ังใจเรียนจนจบและได้งานทาแล้วนายซ่ารู้จัก
และคบหากับเด็กหญิงสวยซึ่งเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพมหานคร โดยบิดามารดา
ยงั ส่งเงินมาให้ใชเ้ ป็นประจา เมือ่ คบหากันจนมนั่ ใจในความรักกันแล้ว นายซ่าและเด็กหญงิ สวยรักกัน
ด้วยความสุจริตใจ ตา่ งมีเจตนาอยูก่ ินด้วยกนั ฉันสามีภรรยา เด็กหญงิ สวยจึงเลกิ เรยี นหนังสือและย้าย
ออกจากที่พักเดิมมาอยู่กินกนั ทบี่ ้านของนายซ่า โดยนายซ่าได้กระทาชาเราเด็กหญิงสวยโดยทราบว่า
เด็กหญิงสวยอายุ ๑๔ ปี ๑๑ เดอื น ๒๙ วัน โดยขณะนั้นนายซ่าอายุ ๑๗ ปเี ศษ หลังจากอยู่กินกนั ได้
๓ ปีเศษ นายซ่าและนางสาวสวยมีบุตรด้วยกัน ๑ คน นายซ่าและนางสาวสวยจึงจดทะเบียนสมรส
กนั โดยไดร้ ับอนุญาตจากบดิ ามารดาของทั้งสองฝ่าย แต่ไมไ่ ด้รบั อนญุ าตจากศาล

ให้วินิจฉัยว่า นายซ่ามีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด และจะต้องรับโทษ
เพียงใดหรือไม่

คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายซ่าต่อเด็กหญิงแสบ การที่นายซ่ากระทาชาเรา
เด็กหญิงแสบโดยเชื่อว่าเด็กหญิงแสบอายุ ๑๘ ปี ๒ เดือน ทั้งท่ีความจริงเด็กหญิงแสบอายุ ๑๔ ปี
๑๐ เดือน แม้จะเป็นการกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ซ่ึงมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กน้ัน
จะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง แต่การสาคัญผิดว่า
เดก็ หญิงแสบอายุ ๑๘ ปี ๒ เดือน เทา่ กับไม่ร้ขู อ้ เท็จจริงเรือ่ งอายุอนั เปน็ องคป์ ระกอบภายนอกของ

339

ความผิดว่าผู้ถูกกระทาอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี จะถือว่านายซ่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
ไม่ได้ การกระทาของนายซ่าจึงขาดเจตนากระทาความผิดฐานดังกลา่ วตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม
นายซ่าไม่มีความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้น
จะยินยอมหรอื ไม่กต็ ามตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหนึง่ (ฎกี าที่ ๔๖๖๕/๒๕๔๗)

ความรับผิดทางอาญาของนายซ่าต่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กหญิงแสบ เมื่อ
เด็กหญิงแสบเป็นเด็กเร่ร่อนไม่มีผู้ปกครอง แม้การที่นายซ่าพาเด็กหญิงแสบไปกระทาชาเรา จะเป็น
การกระทาโดยปราศจากเหตุอันสมควรต่อเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี เพ่ือการอนาจาร ตามมาตรา
๓๑๗ วรรคแรกและวรรคสาม แต่ก็ไม่เป็นการพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โดยปราศจากเหตุ
อันสมควรจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพ่ือการอนาจาร เพราะการพรากเด็กต้องเป็น
การกระทาต่อเด็กที่อยู่ในอานาจปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เมื่อเด็กหญิงแสบ
เป็นเด็กเร่ร่อนไม่มีผู้ปกครอง การกระทาของนายซ่าจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน
๑๕ ปีโดยปราศจากเหตุอันสมควรจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพ่ือการอนาจารตาม
มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก และวรรคสาม

ความรับผิดทางอาญาของนายซ่าต่อเด็กหญิงสวย การท่ีนายซ่ากระทาชาเราเด็กหญิงสวย
โดยทราบว่าเด็กหญิงสวยอายุ ๑๔ ปี ๑๑ เดือน ๒๙ วัน แม้เด็กหญิงสวยจะยินยอม แต่ก็เป็นการ
กระทาชาเราเดก็ อายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ซ่ึงมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กน้ันจะยินยอมหรอื ไม่ก็ตามโดย
เจตนา จึงเปน็ ความผดิ ฐานกระทาชาเราเดก็ อายไุ มเ่ กนิ สบิ หา้ ปตี ามมาตรา ๒๗๗ วรรคหนึง่

แม้นายซ่าและนางสาวสวยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่เป็นเหตุยกเว้น
โทษตามกฎหมาย แต่ขณะกระทาความผิดนายซ่าอายุ ๑๗ ปีเศษ เป็นการกระทาความผิดฐาน
กระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งกระทาโดยบุคคลอายุ
ไมเ่ กนิ สิบแปดปีกระทาต่อเด็กซึ่งมีอายุกว่าสิบสามปีแต่ยงั ไม่เกินสิบห้าปี โดยเดก็ นนั้ ยินยอม ศาล
ท่ีมีอานาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจะพิจารณาให้มีการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก
ผู้ถูกกระทาหรือผู้กระทาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กแทนการลงโทษก็ได้ตาม
มาตรา ๒๗๗ วรรคห้า ในกรณีท่ีได้มีการดาเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กผู้ถูกกระทาหรือ
ผู้กระทาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กแล้ว ผู้กระทาความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่
ถ้าการคุ้มครองสวัสดิภาพดังกล่าวไม่สาเร็จ ศาลจะลงโทษผู้กระทาความผิดน้อยกว่าที่กฎหมาย
กาหนดไว้สาหรับความผิดน้ันเพียงใดก็ได้ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหก สาหรับการกระทาความผิด
ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคหนงึ่

ความรับผิดทางอาญาของนายซ่าต่อบิดามารดาของเด็กหญิงสวย การที่นายซ่าพาเด็กหญิง
สวยมาอยู่กินท่ีบ้านของนายซ่า เป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดย
ปราศจากเหตุอันควร การท่ีเด็กหญิงสวยอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาของบิดา
มารดา บิดามารดามีอานาจปกครองและมีสิทธิกาหนดที่อยู่ของเด็กหญิงสวย แม้เด็กหญิงสวย
จะยินยอมไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับนายซ่า ก็ถือว่าเป็นการกระทาโดยปราศจากเหตุอันควร

340

ต่อบิดามารดาของเด็กหญิงสวยอันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจาก
บดิ ามารดาโดยปราศจากเหตอุ ันควรตามมาตรา ๓๑๗ วรรคแรก แลว้ (ฎกี าที่ ๑๒๕๘/๒๕๔๒)

สว่ นการที่นายซา่ และเด็กหญงิ สวยรกั กันดว้ ยความสุจริตใจตา่ งมเี จตนาอยกู่ ินด้วยกนั ฉนั สามี
ภรรยา ไม่ใช่การพรากเพ่ือการอนาจารตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม เพราะการพรากเพ่ือการ
อนาจาร ต้องเป็นการกระทาที่ไม่สมควรทางเพศ การรักกันด้วยความสุจริตใจต่างมีเจตนาอยู่กิน
ด้วยกันฉันสามีภรรยาไม่ใช่การกระทาท่ีไม่สมควรในทางเพศ การกระทาของนายซ่าจึง
ขาดเจตนาพิเศษเพ่ือการอนาจาร ไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจาก
บิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันควรไปเพ่ือการอนาจารตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม (ฎีกาท่ี
๑๒๕๘/๒๕๔๒, ๕๘๘๐/๒๕๔๖)
ข้อสังเกต การไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๕๙ วรรคสาม และการสาคัญผิดในข้อเท็จจริงที่จะทาให้การกระทาไม่เป็นความผิดตามมาตรา
๖๒ วรรคแรก ต่างก็เป็นเร่ือง "สาคัญผิด" หรืออีกนัยหน่ึงคือ "เข้าใจผิด" เหมือนกัน แต่ความสาคัญ
ผิดหรือเข้าใจผิดดังกล่าวแตกต่างกันตรงที่ว่า กรณีตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม เป็นความสาคัญผิด
ท่ีทาให้ผู้กระทา "ขาดเจตนา" ส่วนความสาคัญผิดตามมาตรา ๖๒ วรรคแรก เป็นความสาคัญผิด
ท่ีทาให้ผู้กระทาซ่ึง "มีเจตนา" อยู่แล้วไม่มีความผิด การที่นายซ่าเชื่อว่าเด็กหญิงแสบอายุ ๑๘ ปี
ตามคาถามข้อน้ี ก็คือนายซ่าไม่รขู้ ้อเท็จจริงท่ีเป็นองค์ประกอบ ต้องถือว่าไม่มีเจตนาตามมาตรา ๕๙
วรรคสาม ซ่ึงมีฎีกาท่ี ๖๔๐๕/๒๕๓๙ ตัดสินว่า การท่ีจาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายอายุ ๑๔ ปีเศษ
โดยสาคัญผิดว่าอายุ ๑๗ ปี เท่ากับไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา
๒๗๗ วรรคแรก ถือว่าไม่มีเจตนากระทาความผิดตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม ซึ่งตัดสินถูกต้องตาม
หลักกฎหมายแล้ว แต่ต่อมามีฎีกาที่ ๔๖๙๘/๒๕๔๐ ตัดสินว่า จาเลยไม่ทราบว่าผู้เสียหายที่ยอม
ให้ตนร่วมประเวณีด้วยอายุไม่เกิน ๑๕ ปี เป็นการสาคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ
ความผดิ ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก จาเลยไม่มีความผิด ซ่ึงไม่น่าจะ
ตรงตามหลักกฎหมายดังท่ีกล่าวมาแล้ว ต่อมามีฎีกาที่ ๔๖๖๕/๒๕๔๗ ตัดสินว่า จาเลยไม่มีเจตนา
กระทาความผิดตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม ซึ่งเป็นคาพิพากษาฎีกาใหม่ล่าสุดที่ถูกต้องตาม
หลักกฎหมาย ดังน้นั การตอบข้อสอบในประเด็นนี้นักศึกษาต้องตอบตามแนวฎีกาท่ี ๔๖๖๕/๒๕๔๗
ตดั สนิ ไว้

ฎีกาท่ี ๔๖๖๕/๒๕๔๗ ฎ.๑๖๓๔ จาเลยพรากผู้เสียหายซึ่งมีอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการ
อนาจาร และได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม โดยจาเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายอายุ
๒๐ ปี จึงเป็นการสาคัญผิดในข้อเท็จจริงเร่ืองอายุอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๗๗ วรรคแรก และมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม การกระทาของจาเลยจึงขาดเจตนากระทาความผิดฐาน
ดังกลา่ วตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีเด็กอายุเกินสิบสามปีแต่ไม่เกินสิบห้าปี การสาคัญผิดเร่อื งอายเุ ด็ก จาเลยอา้ งว่าไม่มี
เจตนากระทาผิดได้ทั้งตามกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ แต่ถ้าเป็นการกระทาต่อเด็กอายุไม่เกิน

341

สิบสามปี กฎหมายท่ีแก้ไขใหม่มาตรา ๒๘๕/๑ และมาตรา ๓๒๑/๑ ห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็ก
เพื่อให้พ้นจากความผิด ผู้กระทาจึงมีความผิดแม้จะสาคัญผิดเรื่องอายุเด็กตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่

การนาฎกี ามาออกขอ้ สอบ สามารถออกได้ ๓ วธิ ีคอื
๑. นาข้อเท็จจริงตามฎีกามาออกข้อสอบ เช่นคาถามข้อน้ี ถ้าอ่านฎีกาแล้วจาข้อกฎหมาย
และจาเหตผุ ลได้ กจ็ ะตอบข้อสอบได้
๒. นาหลักตามฎีกามาออกข้อสอบ โดยเปล่ียนข้อเท็จจริงเสียใหม่ แต่คาตอบจะเป็นไปตาม
ข้อกฎหมายและเหตุผลที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ข้อสอบประเภทน้ี แม้นักศึกษาจะอ่านและจาฎีกาได้
แต่ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจหลักกฎหมาย นักศึกษาก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ข้อสอบประเภทน้ี ยากทั้ง
ผู้ออกข้อสอบและยากสาหรับนักศึกษาท่ีจะทาข้อสอบ แต่เป็นข้อสอบท่ีสามารถวัดความเข้าใจ
หลักกฎหมายได้ดีกว่าข้อสอบประเภทแรก เพราะว่าแม้นักศึกษาจะจาฎีกาได้ แต่ถ้านักศึกษา
ไม่เข้าใจหลักกฎหมายนักศึกษาก็จะทาข้อสอบไมไ่ ด้ เพราะข้อเท็จจริงตามคาถามและขอ้ เท็จจรงิ ตาม
ฎีกาดูแลว้ เหมือนเป็นคนละเรื่อง ท้งั ทใ่ี ชห้ ลกั กฎหมายเดยี วกันมาตอบข้อสอบ
นักศึกษาที่จะทาข้อสอบประเภทท่ี ๑ ได้คือ "อ่าน" และ "จาได้" ส่วนนักศึกษาที่จะทา
ข้อสอบประเภทที่ ๒ ได้คือ "อ่าน" "เข้าใจ" และ "จาได้" สาหรับการนาหลักตามฎีกามาออก
ข้อสอบก็เช่นคาถามข้อ ๙ ในหน้า ๔๑ ข้อเท็จจริงตามคาถามในประเด็นแรกไม่เก่ียวกับการกระทา
ชาเราเด็กเลย แต่ข้อกฎหมายคือเรื่องเจตนากระทาผิดและเหตุผลท่ีวินิจฉัยก็เหมือนกันคือไม่รู้
ข้อเท็จจริงท่ีเป็นองค์ประกอบจะถอื ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ ถือว่าไม่มีเจตนา และ
ข้อ ๙ ดังกล่าว ในประเด็นหลังก็ไม่มีเรื่องข่มขืนกระทาชาเราเลย แต่ข้อกฎหมายก็คือ ไม่มีวัตถุแห่ง
การกระทา ถือว่าเป็นการขาดองค์ประกอบภายนอก การกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิด และ
ขอใหด้ ตู ัวอยา่ งต่อไปน้ี
นาย ก. เป็นคนรักเก่าและเป็นชู้กับนาง ข. ซ่ึงเป็นภรรยานาย ค. นาย ก. ต้องการฆ่า
นาย ค. เพ่ือตนจะได้อยู่กับนาง ข. โดยเตรียมปืนเข้ามาในบ้านนาย ค. และนาง ข. แต่นาง ข .
ไม่ต้องการให้นาย ค. ตาย นาง ข. จึงหลอกนาย ก. ว่า นาย ค. หัวใจวายตายบนเตียงนอนแล้ว
นาย ก. เขา้ ใจวา่ นาย ค. ตายแล้ว แต่กอ็ ยากจะยงิ นาย ค. ให้สมแค้นทม่ี าแยง่ คนรักของตน นาย ก.
ไม่ทันดูให้ดีว่านาย ค. ยังมีชีวิตหรือไม่ นาย ก. ยิงไปท่ีนาย ค. ซ่ึงนอนอยู่บนเตียง นาย ค. ถึงแก่
ความตาย ข้อเท็จจริงท่ีให้มาน้ีก็ใช้หลักตามฎีกาท่ี ๔๖๖๕/๒๕๔๗ มาตอบคาถาม คือ แม้การยิง
ของนาย ก. จะเป็นการฆ่านาย ค. ซ่ึงครบองค์ประกอบภายนอกของความผิด แต่นาย ก. เข้าใจว่า
นาย ค. ตายแล้ว ถือว่านาย ก. ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดว่ายังมีผู้อื่น
อันเป็นวัตถุแห่งการกระทาในความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จะถือว่านาย ก.
ประสงค์ตอ่ ผลหรือยอ่ มเลง็ เห็นผลของการกระทาไม่ได้ ถือว่านาย ก. ขาดเจตนากระทาความผิดฐาน
เจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่การที่นาย ก. ไม่ดูให้ดีว่า นาย ค. ยังมีชีวิตหรือไม่เป็นการ
กระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนาย ก. ควรจะมีและใช้ความระมัดระวัง
เช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นาย ค. ถึงแก่ความ

342

ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ตามฎีกามิได้วินิจฉัยเรอื่ งประมาท เพราะการกระทา
ชาเราเด็กโดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แต่การกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืน
ถึงแก่ความตายมีความผิด จึงต้องวินิจฉัยประเด็นนี้ด้วย ตัวอย่างนี้เป็นเพียงส่ิงที่ผู้แต่งลองคิดและ
แต่งคาถามจากข้อเท็จจริงท่ีแตกต่างกัน แต่ใช้หลักกฎหมายเดียวกัน ซ่ึงผู้แต่งอยากจะฝากนักศึกษา
ว่าเม่ืออ่านฎีกาแล้วให้ลองฝึกคิด และแต่งเป็นคาถามแล้วทดลองเขียนตอบ หากนักศึกษาสามารถ
แต่งคาถามในแงม่ ุมต่าง ๆ ได้ เวลาสอบนกั ศึกษากจ็ ะสามารถตอบข้อสอบไดอ้ ย่างสบาย ๆ

๓. นาข้อเท็จจริงตามฎีกามาออกข้อสอบแล้วเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นสาระ
สาคัญ และข้อกฎหมายกับเหตุผลประกอบจะแตกต่างจากคาพิพากษาฎีกา เช่น ก. น่ังดื่มสุราในรา้ น
เดียวกันกับ ข. โดยน่ังใกล้กับโต๊ะท่ี ข. น่ังอยู่ ก. มีปากเสียงกับ ข. ก. จึงใช้ปืนลูกซองยิงไปที่
หน้าอก ข. หนึ่งนัด โดยข้าง ข. มีขวดสุราของ ค. วางอยู่ หากนักศึกษาอ่านฎีกาโดยจาข้อเท็จจริง
ว่า ใช้ปืนลูกซองยิงขวดสุราใกล้ผู้เสียหาย เป็นเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล ตามตัวอย่างที่ให้เหมือนกับ
ฎีกาก็คือใช้ปืนลูกซองยิงและมีขวดสุราวางอยู่ แต่ข้อเท็จจริงที่เพิ่มเติมข้ึนมาคือ ยิงไปท่ีหน้าอก ข.
ไม่ใช่ยิงไปที่ขวดสุรา ข้อกฎหมายตามตัวอย่างจะแตกต่างจากฎีกา เพราะตามตัวอย่าง ก. ใช้ปืนลูก
ซองยิงไปที่หน้าอก ข. หนึ่งนัด การเล็งยิงไปท่ีอวัยวะสาคัญของ ข. เป็นการฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนา
ประสงค์ต่อผล (แตฎ่ ีกาเล็งไปท่ีขวดสุรา) ข้าง ข. มีขวดสุราของ ค. วางอยู่ จึงเป็นเจตนายอ่ มเลง็ เห็น
ผลว่าจะทาให้ทรัพย์ของ ค.เสียหาย ซ่ึงตามฎีกาไม่ได้วินิจฉัยเรื่องยิงขวดสุรา เป็นความผิดฐาน
ทาให้เสียทรัพย์หรือไม่ เพราะไม่ใช่ประเด็นท่ีคู่ความฎีกาข้ึนมา แต่ตัวอย่างที่ให้ระบุว่าเป็นขวดสุรา
ของ ค. ข้อเท็จจริงจากคาถามย่อมมีความหมาย และต้องการให้นักศึกษาตอบเรื่องทาให้เสียทรัพย์
จงึ ระบวุ า่ ขวดสรุ าเปน็ ของ ค.

นักศึกษาที่จะทาข้อสอบประเภทที่ ๓ ได้คือ "อ่าน" "เข้าใจ" และ "จาได้" เช่นเดียวกับ
ข้อสอบประเภทท่ี ๒

การออกข้อสอบทั้ง ๓ ประเภทมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แต่ละสนามสอบก็อาจจะออก
ข้อสอบทง้ั ๓ ประเภทคละกนั ไป หรือบางสนามสอบ เช่น สนามสอบอัยการมักจะใช้ข้อสอบรูปแบบ
ที่ ๒ และที่ ๓ มากกวา่ รปู แบบที่ ๑

ฎีกาที่ ๕๘๘๐/๒๕๔๖ ฎ.๑๑๔๑ จาเลยกับผู้เสียหายซ่ึงมีอายุ ๑๔ ปีเศษรักใคร่กันอย่าง
ชู้สาว มารดาผู้เสียหายก็ทราบและอนุญาตให้จาเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร
เท่ียวชมภาพยนตรก์ ันบ้างเพ่ือให้จาเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ดว้ ยกัน และทาความร้จู ักคนุ้ เคย
กันเพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้า และทุกครั้งจาเลยก็จะพากลับมาส่ง
ทีบ่ ้าน อันเป็นการยอมรบั ในอานาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายอยู่ การท่ีจาเลยได้ล่วงเกิน
ทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบรวมทั้งกระทาชาเราผู้เสียหายก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัย
คนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจาเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทาของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้ว
หากการกระทาน้ันเป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ยังไม่พอถือได้ว่าจาเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจาก
บิดามารดาโดยปราศจากเหตุอนั สมควรเพ่อื การอนาจาร

343

ฎีกานา่ สนใจเรอ่ื ง
เป็นการกระทาชาเราตามมาตรา ๑ (๑๘)

ฎีกาที่ ๔๙๐๙-๔๙๑๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔๔ การที่จาเลยที่ ๑ พยายามบังคับให้
ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศของตนเป็นการพยายามกระทาชาเราตามความหมายของมาตรา ๒๗๗
วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “การกระทาชาเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทาเพ่ือสนอง
ความใคร่ของผู้กระทาโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทากับ (ตามกฎหมายเดิม กฎหมายใหม่ต้อง
ใช้คาว่า ลว่ งลา้ )...ช่องปากของผู้อื่น...” เมื่อจาเลยท่ี ๑ กระทาการดังกลา่ วในขณะท่ี น. กาลังกระทา
ชาเราผู้เสียหาย จึงถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกันกระทาชาเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรม
เดก็ หญงิ
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีใช้เป็นบรรทัดฐานไดท้ ้งั กฎหมายเดมิ และกฎหมายใหม่

ไมเ่ ปน็ การกระทาชาเราตามมาตรา ๑ (๑๘)

ฎีกาที่ ๖๗๗๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๗๒ การกระทาชาเราไม่ว่าเป็นการกระทากับ
อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรอื ช่องปากของผ้อู ื่นจึงยงั ตอ้ งมีการสอดใส่อวัยวะเพศหรอื ส่งิ อ่ืนใดให้ลว่ งล้า
เข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเพียงการสัมผัสภายนอกกับ
อวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากของผู้อ่ืนไม่ว่าด้วยอวัยวะส่วนใดหรือด้วยวัตถุส่ิงใดก็จะเป็นการ
กระทาชาเราไปเสยี ทั้งหมด คดีนี้จาเลยเพียงใช้อวัยวะเพศของจาเลยถูไถกบั อวัยวะเพศของผเู้ สียหาย
ท่ี ๑ (อายุ ๑ ปเี ศษ) เท่านั้น แต่เมื่อมิได้มีการสอดใส่เพ่อื ทีจ่ ะให้อวัยวะเพศของจาเลยล่วงลา้ เข้าไปใน
อวัยวะเพศของผู้เสียหายท่ี ๑ จึงยังไม่เป็นการกระทาชาเราตามความหมายของมาตรา ๒๗๗
วรรคสอง และพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนากระทาอนาจารผู้เสียหายที่ ๑
เท่านั้น การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
ขอ้ สงั เกต ฎกี าน้ีใชเ้ ปน็ บรรทดั ฐานได้ทั้งกฎหมายเดมิ และกฎหมายใหม่

ฎีกาท่ี ๕๔๔๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๒๗ การกระทาชาเราตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗
วรรคแรก หมายถึง การร่วมประเวณี กรณีจึงต้องมีการสอดใส่อวัยวะเพศของผู้กระทาเข้าไปใน
อวัยวะเพศของอีกฝ่าย แม้มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง (เดิม) บญั ญัติให้ความหมายของการกระทาชาเรา
ว่า การกระทาเพ่ือสนองความใครข่ องผู้กระทาโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทากระทากับ (ปัจจุบัน
“ล่วงล้า”) อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทากับอวัยวะเพศ
หรือทวารหนักของผู้อ่ืน ก็เป็นเพียงการขยายขอบเขตของการกระทาชาเราในส่วนของอวัยวะ
ที่ถูกกระทาในมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ว่าไม่จาเป็นต้องเป็นการกระทากับอวัยวะเพศ จะเป็นการ
กระทากับทวารหนักหรือช่องปากก็ได้ และสิ่งท่ีใช้ในการกระทาไม่จาเป็นต้องเป็นอวัยวะเพศเท่าน้ัน
จะเป็นส่ิงอ่ืนใดก็ได้เช่นกัน ดังน้ัน การกระทาชาเราไม่ว่าเป็นการกระทากับอวัยวะเพศ ทวารหนัก
หรือช่องปากของผู้อ่ืนจึงยังต้องมีการสอดใส่อวัยวะเพศหรือส่ิงอ่ืนใดให้ ล่วงล้าเข้าไปในอวัยวะเพศ

344

ทวารหนักหรือช่องปากด้วย เพราะไม่เช่นน้ันแล้วเพียงการสัมผัสภายนอกกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก
หรือช่องปากของผู้อ่ืนไม่ว่าด้วยอวัยวะส่วนใดหรือด้วยวัตถุสิ่งใดก็จะเป็นการกระทาชาเราไปเสีย
ทั้งหมด จาเลยเพียงใช้อวัยวะเพศของจาเลยถูไถเสียดสีกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยเจตนา
กระทาชาเราผู้เสียหาย แต่เม่ือมิได้มีการสอดใส่เพื่อที่จะให้อวัยวะเพศของจาเลยล่วงล้าเข้าไปใน
อวัยวะเพศของผู้เสียหาย จึงยังไม่เป็นการกระทาชาเราอันเป็นความผิดสาเร็จตามความหมายของ
มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง การกระทาของจาเลยคงเป็นเพยี งความผดิ ฐานพยายามกระทาชาเรา
ข้อสังเกต คดีน้ีจาเลยเพียงใช้อวัยวะเพศของจาเลยถูไถเสียดสีกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย
โดยเจตนากระทาชาเราผู้เสียหาย แต่เม่ือยังมิได้มีการสอดใส่เพอ่ื ท่ีจะให้อวัยวะเพศของจาเลยล่วงล้า
เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จึงยังไม่เป็นการกระทาชาเราอันเป็นความผิดสาเร็จตาม
ความหมายของมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง (เดิม) การกระทาของจาเลยคงเป็นเพียงความผิดฐาน
พยายามกระทาชาเรา (ฎีกาที่ ๕๔๔๘/๒๕๕๗) ถ้าจาเลยใช้อวัยวะเพศของจาเลยถูไถเสียดสีกับ
อวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยไม่มีเจตนาสอดใส่อวัยวะเพศของจาเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของ
ผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยเป็นเพียงความผิดฐานกระทาอนาจาร (ฎีกาท่ี ๖๗๗๕/๒๕๕๗)
ซงึ่ ฎีกาเหล่านย้ี งั ใช้เปน็ บรรทดั ฐานไดท้ ้งั ตามกฎหมายเดมิ และกฎหมายใหม่

ฎีกาที่ ๘๗๑๘/๒๕๕๙ จาเลยท่ี ๒ ใช้มือจับแขนผู้เสียหายอายุ ๔ ปีเศษ ไว้ให้จาเลยท่ี ๑
ใช้นิ้วมอื สอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผ้เู สียหาย ถอื ไดว้ ่าเป็นการกระทาเพือ่ สนองความใครข่ องจาเลย
ท่ี ๑ โดยการใช้สิง่ อื่นใดกระทากบั อวยั วะเพศของผู้เสยี หาย อันเป็นการกระทาชาเราตามความหมาย
ของ ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง (เดิม) แล้ว (ตามกฎหมายใหม่จะเป็นการกระทาอนาจาร) ฎีกาที่
๕๘๒๘/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๕ จาเลยใช้น้ิวมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เป็น
ความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราสาเร็จแล้ว (ตามกฎหมายเดิม ตามกฎหมายใหม่จะเป็นการกระทา
อนาจาร) อวัยวะเพศของจาเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายหรือไม่ ไม่มีผลทาให้การ
กระทาของจาเลยไม่เป็นความผิด ฎีกาท่ี ๑๓๙๘๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๒๒ จาเลยใช้นิ้วมือของ
จาเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายอันเป็นการใช้ส่ิงอื่นใดกระทากับอวัยวะเพศของ
ผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทาชาเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบสามปี (ตามกฎหมายเดิม ตามกฎหมายใหม่จะเป็นการกระทาอนาจาร) มิใช่เพียงเป็นการกระทา
อนาจารแกผ่ ู้เสียหาย ฎกี าที่ ๖๓๒๓/๒๕๕๗ จาเลยซง่ึ เปน็ ชายใชป้ ากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่ง
เป็นเด็กอายุ ๑๑ ปี ถือได้ว่าช่องปากของจาเลยเป็นสิ่งอ่ืนใดท่ีใช้กระทากับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย
แล้ว (ตามกฎหมายเดิม ตามกฎหมายใหม่จะเป็นการกระทาอนาจาร) การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผดิ ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (เดิม กฎหมายใหมค่ อื มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง)
ข้อสังเกต ฎีกาข้างต้นตัดสินโดยใช้กฎหมายเดิมว่าเป็นการกระทาชาเรา แต่การใช้นิ้วแหย่เข้าไปใน
อวัยวะเพศหญิงหรือการใช้ปากอมอวัยวะเพศชาย ตามกฎหมายใหม่จะเปน็ การกระทาอนาจาร

345

พยายามขม่ ขืนหรือกระทาอนาจาร

ฎีกาที่ ๑๑๐๖๕/๒๕๕๔ ฎ.๒๑๑๕ จาเลยใช้กาลังประทุษร้ายกดตัวผู้เสียหายลงกับพ้ืน
ใช้มือชกที่บริเวณท้องและปากของผู้เสียหาย แล้วจาเลยฉีกกระชากกระโปรงของผู้เสียหายจนขาด
ผู้เสียหายร้องให้คนช่วยและมีผู้เข้าช่วยเหลือ ลักษณะการกระทาของจาเลยยังไม่อยู่ในวิสัยที่จาเลย
จะกระทาชาเราผู้เสียหายได้ จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทาชาเรา แต่การกระทาของ
จาเลยดงั กล่าวเปน็ ความผิดฐานกระทาอนาจารผเู้ สยี หายตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘

ข่มขนื หรือยนิ ยอม

ฎีกาที่ ๑๐๐๐๗/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๕๐ ผู้เสียหายท่ี ๑ อายุ ๑๖ ปีเศษ ยอมให้จาเลย
กระทาชาเราเนื่องจากหลงเชื่อในอุบายของจาเลยที่ทานายว่าผู้เสียหายที่ ๑ ดวงชะตาไม่ดจี ะตอ้ งทา
พิธีกรรมเพ่ือสะเดาะเคราะหเ์ พ่ือท่ีบิดาผู้เสียหายท้ังสองท่ีเลิกรากับมารดาของผู้เสียหายทั้งสองจะส่ง
เงนิ ให้แก่ผู้เสียหายท่ี ๑ แสดงว่าผเู้ สียหายท่ี ๑ เยาว์วัยอ่อนต่อโลกมคี วามโง่เขลาเบาปัญญาหลงเช่ือ
อย่างงมงายว่า จาเลยสามารถทาพิธีกรรมเพ่ือสะเดาะเคราะห์ต่อดวงชะตาจนส่งเสริมให้บิดาส่งเงิน
มาให้ได้ การท่ีผู้เสียหายที่ ๑ ยอมให้จาเลยกระทาชาเราหลายคร้ัง มิได้เกิดจากความสมัครใจและ
อยใู่ นภาวะท่ีไมส่ ามารถขดั ขนื ได้ การที่จาเลยเลิกเสอื้ ของผเู้ สียหายท่ี ๑ ขึ้น ใชป้ ากกาเขียนที่หน้าอก
ที่ตัว และใช้น้ามันทาตัวผู้เสียหายท่ี ๑ ถอดกางเกงของผู้เสียหายท่ี ๑ แล้วจาเลยสอดใส่อวัยวะเพศ
ของจาเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายท่ี ๑ ชักเข้าชักออกจนสาเร็จความใคร่ ถือได้วา่ เป็นการ
ใช้กาลังประทุษร้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ อยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ตาม ป.อ. มาตรา
๒๗๖ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๗๗๒๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๘๘ ผู้เสียหายทางานเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของจาเลย
และถูกจาเลยข่มขู่ว่าหากไม่ยินยอมให้จาเลยกระทาชาเรา จะส่งตัวผู้เสียหายให้เจ้าพนักงานตารวจ
ดาเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ผู้เสียหายอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่อาจต่อสู้ขัดขืนจาเลยซ่ึงเป็น
นายจ้างของตนได้ ถือไม่ไดว้ ่าผูเ้ สียหายยินยอมให้จาเลยกระทาชาเรา

ขม่ ขืนสาเร็จแล้วหรือไม่

ฎีกาท่ี ๘๔๘/๒๕๔๘ ฎ.๑๒๑ จาเลยนาอวัยวะเพศของจาเลยใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย
ที่ ๑ อวัยวะเพศของจาเลยได้ล่วงล้าเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ ๑ แล้ว การกระทาของ
จาเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทาชาเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗
วรรคสอง ส่วนจาเลยจะสาเรจ็ ความใคร่หรือไม่ ยอ่ มมิใช่สาระสาคัญ

346

ผถู้ กู ข่มขืน

ฎีกาที่ ๔๓๕๕/๒๕๕๘ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ (เดิม) ผู้ท่ีจะมีความผิดฐานข่มขืนกระทา
ชาเราต้องเป็นชายข่มขืนกระทาชาเราหญิงอ่ืนที่มิใช่ภริยาตน แต่ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ (ที่แก้ไข
ใหม่) ซึ่งใชบ้ ังคับขณะเกิดเหตุ ทง้ั ชายและหญิงอาจจะมีความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราแมจ้ ะกระทา
ต่อภริยาหรือสามีของตนเอง หากมีการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ดังท่ีบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖

ฎีกาที่ ๓๐๒/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๒๓ แม้โจทก์และจาเลยเป็นสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกัน
ฉนั สามภี ริยา ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖๑ วรรคหน่ึง ซ่งึ จะต้องมีการร่วมประเวณีกันบา้ ง แตก่ ารร่วม
ประเวณีตอ้ งเกิดจากความยินยอมของท้ังสองฝา่ ย หากอีกฝา่ ยไม่ยนิ ยอมก็ไม่อาจบังคับได้ หากขืนใจ
ถือเปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖

การที่จาเลยเรียกบุตรผู้เยาว์มาฟงั คาดา่ จนโจทกย์ อมให้จาเลยร่วมประเวณีเพื่อให้บตุ รผเู้ ยาว์
ไปพักผ่อน เช่นน้ีจะถือว่าโจทก์ยอมให้จาเลยร่วมประเวณีไม่ได้ และการท่ีโจทกม์ ดลูกอกั เสบจากการ
ร่วมประเวณีของจาเลย จาเลยทราบแต่ไม่หยุดร่วมประเวณีกับโจทก์ จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้าน
พฤติกรรมของจาเลยถือเป็นการทาร้ายหรือทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๑๖ (๓) และยังถือเป็นพฤติการณ์ท่ีเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่าง
ร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๑๖ (๖) ดว้ ย

อายุเดก็

ฎีกาท่ี ๓๖๑๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๒๓ ผู้เสียหายท่ี ๑ อายุ ๑๒ ปีเศษ แต่มีรูปร่าง
สมบูรณ์กว่าเด็กหญิงคนอนื่ ในวัยเดียวกัน เช่นนแ้ี สดงให้เห็นว่ารูปรา่ งและลักษณะของผู้เสียหายที่ ๑
ย่อมมีเหตุผลทาให้จาเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ ๑ มีอายุเกินกว่า ๑๕ ปี แต่ยังไม่เกิน ๑๘ ปี ซึ่งเป็น
ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ และมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม การ
กระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด เป็นการขาด
เจตนากระทาความผิดดังกล่าว ตามมาตรา ๕๙ วรรคสาม วรรคสอง และวรรคแรก การกระทาของ
จาเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง (เดิม) และมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม และเมื่อ
ผู้เสียหายท่ี ๑ ยินยอมให้จาเลยกระทาชาเรา การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานข่มขืน
กระทาชาเราตามมาตรา ๒๗๖ (เดมิ ) เชน่ กนั ส่วนความผดิ ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสีย
จากบิดามารดาเพ่ือการอนาจาร จาเลยกระทาโดยเข้าใจผิดคิดว่าผู้เสียหายที่ ๑ มีอายุเกินสิบห้าปี
แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี จาเลยจึงกระทาไปโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐาน
พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพ่ือการอนาจารตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม
จาเลยจงึ ไมม่ ีเจตนากระทาความผดิ ฐานนด้ี ว้ ย แต่เปน็ ความผิดฐานพรากผเู้ ยาว์อายุกวา่ สบิ หา้ ปแี ตย่ ัง
ไม่เกนิ สบิ แปดปตี ามมาตรา ๓๑๙ วรรคหนง่ึ (ข้อเท็จจริงตามฎีกาน้ีตามกฎหมายปัจจุบันจะอ้างว่า
ไม่รู้อายุเดก็ เพอ่ื ให้พ้นจากความผดิ ไม่ได้)

347

ข้อสังเกต ปัจจุบันการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๗ และมาตรา ๓๑๗ หากเป็นการกระทาต่อ
เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี มาตรา ๒๘๕/๑ และมาตรา ๓๒๑/๑ ห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็กเพ่ือให้
พ้นจากความผิด จาเลยจึงอ้างความไม่รู้อายุของผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ได้ตามกฎหมายท่ีแก้ไขใหม่ แต่ถ้า
เด็กอายุเกินสิบสามปีแต่ไม่เกินสิบห้าปี หากสาคัญผิดเร่ืองอายุก็ยังคงอ้างว่าไม่มีเจตนาได้เช่นเดิม

ตัวการรว่ ม

ฎีกาท่ี ๘๗๑๘/๒๕๕๙ จาเลยท่ี ๒ ใช้มือจับแขนผู้เสียหายอายุ ๔ ปีเศษ ไว้ให้จาเลยท่ี ๑
กระทาชาเราผู้เสยี หาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จงึ เป็นความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุยงั ไม่เกิน
สิบสามปีตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (เดิม กฎหมายใหม่คือมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง) และเป็น
ความผิดท่ีร่วมกันกระทาผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทาผิดไม่จาต้องเป็นผู้ลงมือกระทาชาเราด้วยกันทุกคน
เพยี งแต่คนใดคนหนงึ่ กระทาชาเรา ผู้ร่วมกระทาผดิ ทุกคนก็มคี วามผดิ ฐานเป็นตัวการตามมาตรา ๘๓
ท้งั มาตรา ๒๗๗ วรรคหน่ึง บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดกระทาชาเรา..." หาได้บัญญัติให้ลงโทษแตเ่ ฉพาะ
ชายเท่านั้น แม้จาเลยที่ ๒ จะเป็นหญิง แตเ่ ม่ือฟังได้วา่ ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ จับผู้เสียหายข้ึนไปบนบ้าน
แล้วจาเลยที่ ๒ ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จาเลยที่ ๑ กระทาชาเราผู้เสียหายผู้เสียหายซ่ึงเป็นเด็ก
อายุยังไม่เกินสิบสามปี อันมีลักษณะแบ่งหน้าท่ีกันทา จาเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวการร่วมกับจาเลยที่ ๑
ในการกระทาความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (เดิม กฎหมายใหม่คือมาตรา ๒๗๗ วรรคสอง)
ประกอบมาตรา ๘๓

รมุ โทรม

ฎีกาท่ี ๗๓๔๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๗๕ การที่ ต. กระชากมือดึงผู้เสียหายเข้าไปในห้อง
ทาการข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย เมื่อ ต. ออกจากห้อง จาเลยก็เข้าไปในห้องทาการขม่ ขืนกระทา
ชาเราผู้เสียหายต่อ และเม่ือจาเลยออกจากห้อง ต. กับ ป. พวกของจาเลยก็พากันเข้าไปในห้อง
รว่ มกันข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายอีก พฤติการณ์การข่มขืนกระทาชาเราเช่นน้ี แม้ว่าผู้กระทามิได้
อยู่ในห้องในขณะท่ีคนหน่ึงข่มขืนกระทาชาเราอยู่ แต่จาเลยกับพวกได้กระทาในลักษณะติดต่อกัน
จึงเปน็ การสมคบกนั กระทาความผิด อันมลี ักษณะเป็นการโทรมหญิง

ฎีกาที่ ๓๐๘๙/๒๕๕๖ ฎ. ๑๕๔๘ บ. ข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๒ แล้วเรียกจาเลย
เข้าไปในห้อง ส่วน บ. ออกจากห้องไปรอที่รถ เมื่อผู้เสียหายที่ ๒ ไม่ยินยอมให้จาเลยกระทาชาเรา
จาเลยเรียกให้ บ. เข้าไปช่วยจับหัวไหล่ผู้เสียหายท่ี ๒ ไว้เพื่อข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๒ เป็น
พฤติการณ์ที่จาเลยกับ บ. คบคิดหรือนัดแนะกันมาแต่ต้น โดยมีเจตนาร่วมกันพาผู้เสียหายท่ี ๒
ไปกระทาชาเราตั้งแต่แรก การกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๒ ของจาเลยกับ บ. ทั้งสองคร้ังต่อเนื่อง
เช่ือมโยงกันและอยู่ในวาระเดียวกันตามแผนการท่ีจาเลยกับ บ. คบคิดหรือนัดแนะกันมา ถือได้ว่า

348

เป็นการผลัดเปล่ียนกันกระทาชาเราโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรม
เดก็ หญงิ และเด็กนั้นไม่ยนิ ยอม

ฎีกาท่ี ๑๙๑๗/๒๕๕๐ ฎ.๙๐๕ จาเลยที่ ๒ เอามือขยาหน้าอกผู้เสียหายในระหว่างที่พวก
ของจาเลยที่ ๒ คนหน่ึงข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย ถือได้ว่าจาเลยท่ี ๒ เป็นตัวการร่วมข่มขืน
กระทาชาเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว มิใช่จาเลยท่ี ๒ ต้องลงมือข่มขืนกระทา
ชาเราผู้เสยี หายด้วยตนเอง

ฎกี าที่ ๔๙๐๙-๔๙๑๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔๔ เม่ือไม่ปรากฏว่าจาเลยท้ังสอง ส. และ น.
คบคิดกันมาก่อนท่ีจะกระทาชาเราผู้เสียหาย ขณะท่ีผู้เสียหายเดินกลับบ้าน จาเลยที่ ๒
ขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามไปในขณะที่จาเลยท่ี ๑ ส. และ น. ยังนั่งดื่มสุรากันอยู่ เมื่อจาเลยที่ ๒
ฉุดกระชากผู้เสยี หายเข้าไปในไร่ จาเลยท่ี ๑ ส. และ น. จึงเดินตามไป เมอื่ ไปถึงเห็นจาเลยท่ี ๒ กาลัง
กระทาชาเราผู้เสียหายโดยจาเลยที่ ๑ ส. และ น. ไม่ได้ช่วยเหลือ หลังจากจาเลยที่ ๒ กระทาชาเรา
ผู้เสียหายเสร็จแล้ว จาเลยที่ ๒ ลุกขึ้นยืนสวมกางเกง ผู้เสียหายกาลังลุกขึ้นและสวมกางเกงได้เพียง
หวั เข่า จาเลยที่ ๑ และ ส. เดินเข้ามา การกระทาชาเราของจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นการกระทาของจาเลย
ที่ ๒ เพยี งคนเดียว และในขณะท่ีจาเลยที่ ๑ ส. และ น. ร่วมกันกระทาชาเราผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่า
จาเลยที่ ๒ รว่ มด้วย ลาพังการท่ีจาเลยท่ี ๒ ยืนอยู่ในบริเวณทเี่ กิดเหตุ จะฟังว่าพร้อมที่จะเข้าไปช่วย
ด้วยยังไม่ได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจาเลยที่ ๒ ร่วมกระทาความผิดกับพวกอันมีลักษณะเป็นการโทรม
เด็กหญิง การกระทาของจาเลยท่ี ๒ คงเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคหน่ึง เท่านนั้

ฎีกาที่ ๕๑๕๗/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๕๓ จาเลยท่ี ๑ กับพวกนั่งด่ืมสุรากันอยู่บริเวณ
กระท่อมท่ีเกิดเหตุอยู่ก่อนที่พวกของจาเลยท่ี ๑ จะพาโจทก์ร่วมมายังกระท่อมท่ีเกิดเหตุ และ
ไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๑ ทราบมาก่อนว่าพวกของจาเลยท่ี ๑ จะพาโจทก์ร่วมมาข่มขืนกระทาชาเรา
อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๑ มีพฤติการณ์ที่จะเข้าไปมีส่วนในการกระทาความผิดด้วย นอกจากน้ี
ท้ังก่อนและขณะท่ีจาเลยท่ี ๒ กับพวกข่มขืนกระทาชาเราโจทก์ร่วม แม้จาเลยท่ี ๑ อยู่ใกล้กับ
กระท่อมท่ีเกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ ก็ไม่ปรากฏว่าจาเลยที่ ๑ พูดหรือกระทาการใดอันเป็นการ
ชว่ ยเหลอื หรือให้ความสะดวกแกจ่ าเลยที่ ๒ กบั พวกในการขม่ ขืนกระทาชาเราโจทกร์ ่วม การท่จี าเลย
ที่ ๑ เห็นเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นจากการกระทาของพวกจาเลยที่ ๑ แต่ไม่เข้าไปห้ามปรามหรือขัดขวาง
เพ่ือมิให้โจทก์ร่วมถูกข่มขืนกระทาชาเรา กรณีดังกล่าวก็ยังถือไม่ได้ว่าจาเลยที่ ๑ ช่วยเหลือหรือให้
ความสะดวกแก่จาเลยที่ ๒ กับพวกข่มขืนกระทาชาเราโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็น
ผูส้ นับสนุน

กระทาโดยมีอาวุธปืนหรือวตั ถุระเบิด

ฎีกาท่ี ๙๒๘๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๑ ในขณะท่ีจาเลยข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย แม้
จาเลยไมถ่ ืออาวุธปืนมาจ่อท่ีตวั ผเู้ สียหายกต็ าม แต่ขณะขับรถไปท่ีร้านอาหาร จาเลยพดู วา่ มอี าวุธปืน

349

ปากกาและเมื่ออยู่ท่ีร้านอาหารยังนาอาวุธปืนปากกาลักษณะคล้ายปากกาสีทองออกมา ทั้งยังพูดขู่
จะยิงผู้เสียหายหากขัดขืน และหลังจากข่มขืนกระทาชาเราเสร็จแล้ว จาเลยยังใช้ให้ผู้เสียหาย
หาอาวุธปืนปากกาท่ีตกหล่นในรถที่จาเลยข่มขืนผู้เสียหาย ซ่ึงผู้เสียหายก็หาจนพบและส่งให้จาเลย
บ่งชี้ว่าจาเลยรู้ดีว่ามีอาวุธปืนปากกาติดตัวในขณะข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย เพราะไม่เช่นนั้น
คงไม่พูดขู่ว่าจะยิงผู้เสียหายหากขัดขืน แม้อาวุธปืนปากกาจะตกหล่นไปแต่ก็ยังคงอยู่ในรถและ
อยใู่ กล้ชิดกับตัวจาเลย ถือว่าจาเลยมีอาวุธปืนไวใ้ นครอบครองขณะข่มขืนกระทาชาเราผู้เสยี หายแล้ว
ไม่ว่าขณะข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายน้ัน จาเลยจะใช้อาวุธปืนข่มขู่ให้ผู้เสียหายจายอมหรือไม่
จาเลยก็มีความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราโดยมีอาวุธปนื แลว้

ฎีกาที่ ๕๗๙๓/๒๕๔๔ ฎ.๑๘๓๒ ส่ิงเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุน
พลาสติกทรงกลมขนาด ๖ มม. มิใช่อาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ การท่ีจาเลยใช้วัตถุ
ดังกล่าวในการขู่เข็ญข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖
วรรคสอง (เดิม ปจั จบุ นั คอื มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม)
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงตามฎีกาน้ีหากเกิดข้ึนหลังจากใช้กฎหมายใหม่แล้ว จะไม่เป็นการกระทาโดยมี
อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดตามมาตรา ๒๗๖ วรรคสาม เหมือนกับที่ศาลฎีกาตัดสินไว้ แต่จะเป็นการ
กระทาโดยทาให้ผูถ้ กู กระทาเขา้ ใจวา่ ผ้กู ระทามีอาวุธปืนตามมาตรา ๒๗๖ วรรคสอง

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๗๗ วรรคท้าย

กฎหมายใหม่ไม่มีการยกเว้นโทษให้กับจาเลยที่จดทะเบียนสมรสกับผู้เสียหายแล้วฎีกาท่ี
ตัดสินไว้ไมอ่ าจใช้เปน็ บรรทัดฐานได้อีกตอ่ ไป จงึ ตัดฎีกาที่เคยมีออกไปท้ังหมด

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๗๘

ฎีกาท่ี ๑๒๙๘๓/๒๕๕๘ การที่จาเลยแอบติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ท่ีใต้โต๊ะทางานของ
โจทก์ร่วม และบันทึกภาพสรีระร่างกายของโจทก์ร่วมต้ังแต่ช่วงลิ้นป่ีจนถึงอวัยวะช่วงขามองเห็น
กระโปรงท่ีโจทกร์ ่วมสวมใส่ ขาทอ่ นล่างและขาท่อนบนของโจทก์ร่วม โดยท่ีกล้องบนั ทึกภาพมีแสงไฟ
สาหรับเพ่ิมความสว่างเพ่ือให้มองเห็นภาพบริเวณใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมให้ชัดเจนย่ิงข้ึน
การกระทาของจาเลยส่อแสดงให้เห็นถึงความใคร่และกามารมณ์ โดยที่โจทก์ร่วมมิได้รู้เห็น
หรือยินยอม อันเป็นการกระทาท่ีไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมตกอยู่ในภาวะ
ทไ่ี มส่ ามารถขัดขืนได้ แมจ้ าเลยจะมไิ ด้สัมผัสต่อเน้ือตัวร่างกายของโจทก์ร่วมโดยตรง แต่การที่จาเลย
ใช้กล้องบันทึกภาพใต้กระโปรงโจทก์ร่วมในระยะใกล้ชิด โดยโจทก์ร่วมไม่รู้ตัวย่อมรับฟังได้ว่าจาเลย
ไดก้ ระทาโดยประสงค์ต่อผลอันไมส่ มควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยใช้กาลังประทุษรา้ ยตามมาตรา
๑ (๖) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งการใช้กาลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม

350

ป.อ. มาตรา ๒๗๘ นอกจากหมายความว่า ทาการประทุษร้ายแก่กายแล้ว ยังหมายความว่าทาการ
ประทุษร้ายแก่จิตใจด้วย ไม่ว่าจะทาด้วยใช้แรงกายภาพหรอื ด้วยวิธีอ่ืนใด และให้หมายความรวมถึง
การกระทาใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทาของ
จาเลยดังกล่าว ทาให้โจทก์ร่วมต้องรู้สึกสะเทือนใจอับอายขายหน้า จึงถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่
จติ ใจของโจทก์ร่วมแลว้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาอนาจารโจทก์ร่วม ครบองคป์ ระกอบ
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘

ห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุ เป็นส่วนหน่ึงของโรงพยาบาลเนินสง่า อันเป็นสถานที่ราชการ
ซ่ึงเป็นสาธารณสถาน แม้ประชาชนที่ไปใช้บริการในห้องตรวจคนไข้ท่ีเกิดเหตุจะต้องได้รับอนุญาต
และผ่านการคัดกรองจากพยาบาลหน้าห้องตรวจก่อน แต่ก็เป็นเพียงระเบียบข้ันตอนและวิธีปฏิบัติ
ในการใช้บริการของโรงพยาบาลเท่านั้น หาทาให้ห้องตรวจคนไข้ดังกล่าวซ่ึงเป็นสาธารณสถานท่ี
ประชาชนมีความชอบธรรมจะเข้าไปได้ต้องกลับกลายเป็นท่ีรโหฐานแต่อย่างใดไม่ ห้องตรวจคนไข้
ที่เกิดเหตุจึงยังคงเป็นสาธารณสถาน ดังน้ัน การกระทาของจาเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐาน
กระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแก หรือข่มเหงผู้อ่ืน หรือกระทาให้ผู้อ่ืนได้รับความอับอาย
หรือเดอื ดร้อนราคาญในท่ีสาธารณสถานตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๗

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๗๙

ฎีกาท่ี ๑๒๐๑/๒๕๕๙ ฎ.๓๔๘ จาเลยผลักผู้เสียหายท่ี ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
เข้าไปในห้องน้าแล้วถอดกางเกงนักเรยี นของผู้เสียหายที่ ๑ ออกจนเหลือแตก่ างเกงช้ันใน ย่อมทาให้
ผู้เสียหายที่ ๑ เกิดความอับอาย เพราะมิใช่วิสัยของคนท่ัวไปท่ีจะเปลือยกายหรือสวมใส่เฉพาะ
กางเกงช้ันในให้บุคคลทีม่ ิได้สนิทสนมพบเห็น แมจ้ าเลยยังไม่ได้แตะเน้ือตัวรา่ งกายของผู้เสียหายท่ี ๑
การกระทาของจาเลยเปน็ การกระทาทไี่ ม่สมควรในทางเพศแล้ว จาเลยมคี วามผิดฐานกระทาอนาจาร
แก่ผู้เสียหายท่ี ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กาลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙
วรรคสอง (เดิม กฎหมายใหม่คือมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม)

ฎีกาท่ี ๗๖๓๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๒ การท่ีผู้เสียหายท้ังสามยอมให้จาเลยกระทา
ก็เพราะหลงเชื่อว่าจาเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอานาจกระทาได้ เกิดจากความเบาปัญญาอ่อนต่อโลก
ของผู้เสียหาย มิได้เกิดจากความสมัครใจและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การที่จาเลยจับและ
ลูบบริเวณแขน หัวไหล่ เต้านม และหน้าท้องของผู้เสียหายทั้งสามเป็นการใช้แรงกายภาพต่อ
ผเู้ สยี หายท้ังสาม ถอื ได้ว่าเปน็ การใช้กาลงั ประทุษร้าย

การที่จาเลยกระทาอนาจารต่อผู้เสียหาย ขณะผู้เสียหายอยู่ด้วยกันในรถกระบะของจาเลย
ในลกั ษณะเปดิ เผยถอื ไดว้ ่าเป็นการกระทาต่อหน้าธารกานัล

จาเลยแสดงตนโดยบอกแก่ผู้เสียหายท้ังสามซึ่งเป็นนักเรียนว่าจาเลยเป็นสารวัตรนักเรียน
และจาเลยได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้งสามโดยอ้างว่าเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้เสียหายท้ังสามติด


Click to View FlipBook Version