The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

451

ข้อสังเกต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ การหลอกลวงที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้อง
เป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิเท่านั้น แต่หลอกเอาการครอบครองเป็นลักทรัพย์โดยใช้อุบาย เพราะ
การลักทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไปโดยเจ้าของไม่ยินยอม ความยินยอมเพราะถูกขู่ หลอกลวง หรือ
สาคญั ผดิ ถอื วา่ ไม่ยนิ ยอม

การขู่เอาทรัพย์ไป เจ้าของส่งให้ จึงเป็นชิงทรัพย์ ได้ทรัพย์ที่ส่งให้โดยสาคัญผิดเป็น
ก่ึงยักยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง หลอกเอาทรัพย์ไปได้เป็นฉ้อโกง เม่ือการฉ้อโกงตามมาตรา
๓๔๑ เป็นการได้ทรพั ย์ไปโดยการหลอกลวงเอากรรมสทิ ธิ์ จงึ ไมเ่ ป็นลักทรัพย์ เพราะกฎหมายบัญญัติ
โดยเฉพาะแยกออกไปจากลักทรัพย์ จะเป็นลักทรัพย์อยู่อีกไม่ได้ แต่หลอกเอาการครอบครองไม่เป็น
ฉ้อโกง จึงยังคงเป็นลักทรัพย์อยู่ตามเดิม เพราะไม่ถือเป็นการได้ทรัพย์ไปโดยเจ้าของทรัพย์ยินยอม
โดยหลอกให้เขาส่งมอบการครอบครองมา แต่ไม่ถึงกับฉ้อโกงเพราะไม่ใช่ได้ไปอย่างหลอกเอา
กรรมสิทธ์ิ ยังคงเป็นลักทรัพย์ที่เรียกว่าลักทรัพย์โดยใช้อุบาย เหตุผลเหล่าน้ีคงช่วยให้เข้าใจการ
ลั ก ท รั พ ย์ โ ด ย ใช้ อุ บ า ย แ ล ะ ค ว า ม แ ต ก ต่ า งร ะ ห ว่ า ง ห ล อ ก ใน ลั ก ท รั พ ย์ แ ล ะ ใน ฉ้ อ โก ง ได้ บ้ า ง
(ดูรายละเอียดเพ่ิมเติมในศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์, รวมหมายเหตุท้ายคาพิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายอาญา ของศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ รวบรวมโดย ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์
ดร.ทวเี กียรติ มีนะกนิฐ, พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๔, กรงุ เทพฯ : หน้า ๒๓๕)

ฎกี าท่ี ๑๑๒๙๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๑๕ หลงั จากทาสัญญาเช่าซ้ือจาเลยชาระค่าเชา่ ซ้ือ
ให้ผู้เสียหายเพียง ๒ งวดแล้วไม่ชาระค่าเช่าซ้ืออีกเลย และจาเลยนารถที่เช่าซ้ือไปตีใช้หนี้ให้แก่ผู้อ่ืน
โดยจาเลยทราบอยแู่ ลว้ ว่ารถที่เช่าซอื้ ยังเป็นกรรมสทิ ธิ์ของผ้เู สียหาย เม่ือ จ. ไปติดตามยึดรถท่ีเช่าซื้อ
แต่จาเลยบ่ายเบี่ยงไม่ให้ความร่วมมือ พฤติการณ์ของจาเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนา
เบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่อยู่ในครอบครองของจาเลยไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐาน
ยักยอก

ฎีกาท่ี ๕๒๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๙ ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลาง
ใหแ้ ก่จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ เนื่องจากถกู จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ หลอกลวงให้ทาสัญญาเช่าซ้อื และสัญญา
ค้าประกัน มิใช่เป็นการเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐาน
ลักทรัพย์ หากแต่เป็นการได้รถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยการหลอกลวงผู้เสียหายโดยทุจริตว่าจะ
ปฏิบัติตามสัญญาเชา่ ซื้อรถจักรยานยนต์ที่ทาไว้กับผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ เป็น
ตัวการร่วมกันกระทาความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนจาเลยที่ ๔ ไม่ได้ประกอบกิจการซื้อขาย
รถจักรยานยนต์ แต่รับซอ้ื รถจักรยานยนตข์ องกลางในราคาต่ากว่าราคาปกติมาก ทั้งเป็นการซ้ือขาย
กันในลักษณะเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของ
ท่ีแท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการซ้ือขายโดยสุจริตทั่วไป ฟังได้ว่าจาเลยที่ ๔ รับซ้ือ
รถจกั รยานยนตข์ องกลางไวโ้ ดยรวู้ ่าเปน็ ทรัพยอ์ นั ไดม้ าจากการกระทาความผิดฐานฉ้อโกง

การท่ีจาเลยที่ ๔ จ่ายเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จาเลยที่ ๓ จาเลยที่ ๓ มอบ
กุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางให้จาเลยที่ ๔ และจาเลยท่ี ๔ ขึ้นน่ังคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูก

452

เจ้าพนักงานตารวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจาเลยท่ี ๔ ได้รับทรัพย์ที่ซื้อจากจาเลยท่ี ๓ ไว้แล้ว เป็น
ความผดิ ฐานรับของโจรสาเรจ็ แล้ว
ข้อสังเกต แม้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องฐานฉ้อโกงจะระงับลงแล้ว แต่ทรัพย์ที่ได้มาจากการฉ้อโกง
ยังเปน็ ของโจรอยู่ ผรู้ บั ของโจรจงึ ยังมีความผดิ นกั ศกึ ษาบางท่านอา่ นแล้วอาจรสู้ ึกสงสารผรู้ ับของโจร
ว่าทาไมไม่ได้รับประโยชน์จากสิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงับ ขอให้สังเกตว่าความผิดฐานฉ้อโกงตาม
มาตรา ๓๔๑ โทษจาคุกไม่เกิน ๓ ปี แต่ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคแรก โทษ
จาคุกไม่เกิน ๕ ปี หากพิจารณาจากอัตราโทษแล้ว ความผิดฐานรับของโจรถือว่าร้ายแรงกว่าฉ้อโกง

ขอ้ ๘๐ คาถาม นางเจนทางานเป็นเลขานกุ ารสว่ นตัวของนายแจค๊ มีหนา้ ทที่ างานตามท่ีนาย
แจ๊คมอบหมาย นายแจ๊คจะมอบแบบพิมพ์เช็คไว้ให้นางเจนเก็บรกั ษาไว้ท่ีโต๊ะทางานของนางเจนโดย
ใส่กุญแจไว้ เม่ือนายแจ๊คจะสั่งจ่ายเงินตามเช็คเพื่อเบิกเงินจากธนาคารก็จะส่ังให้นางเจนเขียน
ข้อความในเช็คนามามอบให้นายแจ๊ค แล้วนายแจ๊คจะลงช่ือเป็นผู้สั่งจ่าย อยู่มาวันหนึ่งนางเจน
ต้องการใช้เงินจึงเอาแบบพิมพ์เช็คท่ีเก็บไว้ท่ีโต๊ะทางานมา ๑ ฉบับ และเขียนวันที่และข้อความ
สั่งจ่ายเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ถือ พร้อมกับลงลายมือช่ือนายแจ๊คในเช็คดังกล่าว แล้วนางเจน
นาเช็คมอบให้นายจกลูกจ้างของนายแจค๊ ไปเบิกเงินจากธนาคาร โดยบอกว่านายแจ๊คใช้ให้ไปเบกิ เงิน
นายจกนาเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินจากธนาคาร พนักงานธนาคารตรวจดูลายมือชื่อแล้วเหมือนกับ
ลายมือช่ือของนายแจ๊คท่ีให้ไว้กับธนาคาร จึงมอบเงินให้นายจกไป นายจกนาเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท
ไปให้นางเจน เม่ือนางเจนได้รับเงินดังกล่าวแล้วจึงบอกนายจกว่าเช็คดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของ
นายแจค๊ เมื่อนายจกทราบเรอื่ งกลวั ความผดิ จึงหลบหนไี ป

ใหว้ ินิจฉยั วา่ นายจกและนางเจนมีความรบั ผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ แม้เช็คที่นายจกนาไปเบิกเงินจากธนาคารเป็นลายมือชื่อปลอม ซึ่งการกระทาของ
นายจกครบองค์ประกอบภายนอกของการกระทาความผิดฐานใช้เช็คปลอมและฉ้อโกง แต่ขณะท่ี
ไปเบิกเงินนายจกไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เม่ือผู้กระทามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของ
ความผิด จะถือว่าผู้กระทาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทานั้นมิได้ นายจกไม่มี
เจตนากระทาความผิดฐานใช้เช็คปลอมและไม่มีเจตนากระทาความผิดฐานฉ้อโกงแต่อย่างใด
นายจกจึงไม่มีความรับผิดทางอาญา แม้หลังจากมอบเงินให้นางเจน นางเจนจะบอกความจริง
แก่นายจก แต่ความรับผิดทางอาญาในส่วนขององค์ประกอบภายในที่ว่าต้องกระทาโดยเจตนา
ต้องพิจารณาขณะกระทามิใช่หลังการกระทา การกระทาของนายจกดังกล่าวจึงเป็นเพียง
เครอ่ื งมอื ในการกระทาผิดของนางเจน
นางเจนเป็นเลขานุการส่วนตัวของนายแจ๊ค แม้นายแจ๊คจะมอบแบบพิมพ์เช็คไว้ให้นางเจน
เก็บรักษาไว้ท่ีโต๊ะทางานของนางเจน นางเจนมีเพียงการยึดถือแบบพิมพ์เช็คไว้แทนนายแจ๊ค
โดยนายแจ๊คยังครอบครองแบบพิมพ์เช็ค มิไดม้ อบการครอบครองให้แก่นางเจน ดงั นั้น การทีน่ าง
เจนเอาแบบพิมพ์เช็คท่ีเก็บไว้ที่โต๊ะทางานของตนไป จึงเป็นการเอาทรัพย์ของนายแจ๊คไปโดย

453

เจตนาทุจริต อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ (ฎีกาที่
๑๐๙๙/๒๕๕๔) แต่แบบพิมพ์เช็คที่ยังไม่ได้กรอกรายการ เท่ากับยังมิได้ทาให้ปรากฏความหมาย
ด้วยตัวอักษร ตัวเลข อันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น จึงไม่เป็นเอกสารตามมาตรา ๑ (๗)
แมน้ างเจนเอาแบบพิมพเ์ ช็คของนายแจค๊ ไป ไมเ่ ป็นการเอาไปเสียซงึ่ เอกสารของผู้อ่ืน ในประการที่
น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรือประชาชน นางเจนจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๘๘ (ฎีกาท่ี
๕๖๗๔/๒๕๔๔)

การที่นางเจนเขียนวันที่และข้อความสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ พร้อมกับลงลายมือชื่อนายแจ๊ค
ในเช็คดังกล่าว เป็นเจตนาทาเอกสารปลอมข้ึนทั้งฉบับ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่
ผู้อ่ืนหรือประชาชน และได้กระทาเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารท่ีแท้จริง นางเจน
มีความผิดฐานปลอมเอกสาร และเอกสารท่ีปลอมคือเช็คซ่ึงเป็นต๋ัวเงิน จึงเป็นความผิดฐาน
ปลอมตว๋ั เงนิ ตามมาตรา ๒๖๖ (๔)

การท่ีนางเจนมอบเช็คปลอมใหน้ ายจกไปเบิกเงนิ จากธนาคาร โดยนายจกไมม่ ีเจตนากระทา
ผิดดังท่ีวินิจฉัยมาแล้ว ต้องถือว่านางเจนเป็นผู้กระทาความผิดเอง ซึ่งเป็นการกระทาโดยทุจริต
หลอกลวงพนักงานธนาคารด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าลายมือชื่อในเช็คเปน็ ลายมือชื่อ
ผู้ส่ังจา่ ยทแ่ี ท้จรงิ และโดยการหลอกลวงดังว่าน้ันได้ไปซ่ึงทรัพย์สินจากธนาคาร อันเป็นความผิด
ฐานฉ้อโกงธนาคารตามมาตรา ๓๔๑ เพราะเงินที่นางเจนได้ไปเป็นเงินของธนาคาร มิใช่เงินของ
นายแจ๊คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๒ นางเจนจึงไม่มีความผิดฐานลักเงิน
ของของนายแจ๊ค แต่เป็นความผดิ ฐานฉอ้ โกงธนาคาร (ฎีกาที่ ๑๔๗๘๓/๒๕๕๕) นอกจากนีย้ งั เป็น
การใช้ตว๋ั เงินปลอมตามมาตรา ๒๖๕ ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๔) อีกบทหนึ่ง

ฎีกาที่ ๑๐๙๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๙ การที่จาเลยกรอกข้อความและลงลายมือช่ือของ
ผเู้ สียหายปลอมในใบรับเงินชั่วคราวโดยผู้เสียหายไม่ได้ยินยอม จาเลยย่อมทราบดีว่าเป็นการกระทา
ท่ีผิดกฎหมาย ท้ังจาเลยยังนาเงินไปใช้ส่วนตัว จึงมิใช่การเข้าใจโดยสุจริตเพ่ือจะนาเงินเข้าบริษัท อ.
จาเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสทิ ธแิ ละใชเ้ อกสารสิทธปิ ลอม

จาเลยทางานเป็นเลขานุการส่วนตัวของผู้เสียหายและมีหน้าที่ทางานเพียงตามที่ผู้เสียหาย
มอบหมาย ตอ้ งถือว่าใบรบั เงินช่วั คราวยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายและผ้เู สียหายมิไดม้ อบ
การครอบครองให้แก่จาเลย ดังน้ัน การท่ีจาเลยนาใบรับเงินชั่วคราวไปใช้ประกอบการขอรับ
เบ้ียประกันจาก ด. โดยผู้เสียหายมิได้มอบหมายหรือรู้เห็น ย่อมถือได้ว่าเป็นการเอาไปจากผู้เสียหาย
โดยทุจริต จาเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ แม้โจทก์มิได้นาสืบให้เห็นว่าใบรับเงินชั่วคราวเล่มท่ี
จาเลยไม่นาส่งให้แก่ผู้เสียหายเป็นเล่มที่เท่าใดและเลขท่ีเท่าใด ย่อมไม่ใช่ข้อสาระสาคัญ เพราะแม้
หากใบรับเงินช่ัวคราวอยใู่ นเล่มท่จี าเลยส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย จาเลยก็ไม่พ้นผดิ จาเลยจึงมีความผิด
ฐานลกั ทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๕๖๗๔/๒๕๔๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๘ แบบพิมพ์เช็คท่ียังไม่ได้กรอกรายการ เท่ากับยัง
มิได้ทาให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข อันเป็นหลักฐานแห่งความหมายน้ัน จึงไม่เป็น

454

เอกสารตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๗) แม้จาเลยเอาแบบพิมพ์เช็คของผู้เสียหายไป ก็ไม่มีความผิดตาม
มาตรา ๑๘๘
ข้อสังเกต ในอดีตเช็คของบางธนาคาร จะมีเพียงข้อความระบุว่าเป็นเช็คธนาคารใด โดยไม่ระบุว่า
เจ้าของบญั ชที จ่ี ะลงชื่อสัง่ จ่ายเงนิ ตามเช็คเป็นใคร น่ีอาจจะเป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้ศาลฎกี าวินิจฉัยว่า
แบบพิมพ์เช็คไม่เป็นเอกสาร แต่ในปัจจุบันแบบพิมพ์เช็คจะระบุเลขท่ีบัญชีและเจ้าของบัญชีตามเช็ค
แล้ว หากมีคดีข้ึนสู่ศาลฎีกาอีก คงต้องรอดูว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าเป็นเอกสารหรือไม่ หรือหาก
เทียบกับแบบใบอนุญาตขับรถ ซ่ึงศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเอกสารราชการซึ่งเจ้าพนักงานได้จัดทาข้ึน
ก็เพราะปรากฏข้อความบางสว่ นให้เหน็ เปน็ ประจกั ษ์วา่ เป็นแบบใบอนญุ าตของทางราชการท่แี ท้จริง
แมย้ ังไม่กรอกข้อความอ่นื ลงไป

ฎีกาที่ ๑๔๗๘๓/๒๕๕๕ ฎ.๒๔๕๑ จาเลยมอบเช็คปลอมให้พนักงานของผู้เสียหาย นาไป
เบิกเงินจากธนาคารตามเช็คด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ลายมือช่ือผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือช่ือ
แท้จริงของ ธ. กรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนโจทก์ร่วม เงินที่จาเลยได้ไปเป็นเงินของธนาคาร
มิใช่เงินของโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักเงินของโจทก์ร่วม แต่
เป็นความผิดฐานฉ้อโกงธนาคาร

ข้อ ๘๑ คาถาม นายดาขายปุ๋ยให้แก่นายแดงราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยนายดาออกใบส่ัง
จ่ายสินค้าเพื่อใช้มารับมอบสินค้าจากคลังสินค้าของนายดา นายดามอบใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่นาย
แสดผู้รับจ้างขนส่งปุ๋ยให้ไปส่งแก่นายแดง นายแสดจ้างนายเทาเป็นผู้ขนส่งไปส่งสินค้าอีกทอดหน่ึง
โดยมอบใบส่ังจ่ายสินค้าให้แก่นายเทาไปรับปุ๋ย นายน้าเงินต้องการปุ๋ยดังกล่าวในราคาถูกจึงไปซื้อ
ใบสั่งจ่ายสนิ ค้าจากนายเทาราคา ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะเอาปุ๋ยไปเป็นของตน เมื่อจ่ายเงินและได้รับ
ใบส่ังจ่ายสินค้ามาแล้ว นายน้าเงินไปรับปุ๋ยจากคลังสินค้าของนายดาเวลา ๒๐ นาฬิกา โดยแจ้ง
พนักงานของนายดาว่า นายนา้ เงนิ เป็นผขู้ นสง่ จะนาปยุ๋ ไปมอบใหแ้ กน่ ายแดง

ให้วินจิ ฉยั ว่า นายเทาและนายน้าเงนิ มีความผิดเกยี่ วกบั ทรัพยฐ์ านใด
คาตอบ ใบส่ังจ่ายสินคา้ เป็นเพียงหลักฐานเพื่อนาไปเบิกปุ๋ยจากคลังสินค้าของนายดา การที่
นายน้าเงินซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าจากนายเทาซ่ึงเป็นผู้รับจ้างขนส่งช่วงจากนายแสดโดยต้องการนาใบ
จา่ ยสินค้าไปรบั ปุ๋ยจากคลังสินค้าของนายดา มิใช่เป็นการรับซ้ือเฉพาะใบสงั่ จ่ายสินค้า ทง้ั นายเทา
รู้ว่านายน้าเงินจะนาใบส่ังจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังสินค้าของนายดาไปเป็นประโยชน์ของตน
จึงมิใช่การรับของโจรใบส่ังจา่ ยสินคา้
การทน่ี ายน้าเงนิ นาใบส่ังจ่ายสนิ ค้าไปรบั ปยุ๋ จากคลงั สนิ คา้ ของนายดา โดยแจ้งว่าเป็นผขู้ นส่ง
จะนาปุ๋ยไปมอบให้นายแดง แม้จะได้รับมอบปุ๋ยมา แต่ก็เป็นการไดร้ ับมอบปุ๋ยมาโดยการหลอกลวง
พนักงานของนายดา เมื่อนายน้าเงินหลอกวา่ จะนาปุ๋ยไปมอบให้นายแดง เป็นการหลอกเอาซึ่งการ
ยึดถือ ไม่ใช่การหลอกลวงเอากรรมสิทธ์ิ เพราะผู้ขนส่งเพียงแต่เป็นผู้ยึดถือแทน ไม่ได้ยึดถือปุ๋ย

455

เพ่ือตน การหลอกลวงจนได้ปุ๋ยไปดังกล่าว จึงเป็นการเอาปุ๋ยของผู้อ่ืนไปโดยเจตนาและโดยทุจริต
การกระทาของนายนา้ เงนิ จงึ เป็นความผิดฐานลักทรพั ย์

เม่ือเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยนายเทามีการกระทาร่วมกันและมีเจตนา
ร่วมกันกระทาความผิดกับนายน้าเงินด้วย นายน้าเงินและนายเทาจึงมีความผิดฐานร่วมกัน
ลักทรัพยใ์ นเวลากลางคืน (ฎกี าท่ี ๔๔๕๖/๒๕๕๑ ฎ.๑๗๙๕ )
ข้อสังเกต การเอาไปตามมาตรา ๓๓๔ คือ แย่งการครอบครองและพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป เหตุน้ี
ทรัพย์ท่ีจะถูกลักต้องมีผู้ครอบครองอยู่ประการหนึ่งและผู้กระทาเข้าครอบครองทรัพย์นั้น อีก
ประการหนึ่ง การเข้าครอบครองน้ันเป็นการแย่งการครอบครอง ซึ่งผู้ครอบครองทรัพย์อยู่เดิมมิได้
อนุญาตประการหนึ่ง แล้วได้พาทรัพย์เคลอื่ นท่ีไปอีกประการหน่ึง พร้อมท้ัง ๔ ประการนี้ จึงจะถอื ได้
ว่าเป็นการเอาทรัพย์ไปสาเร็จบริบูรณ์ (คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค
๓ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ๒๕๕๓ หัวข้อ 1194) การส่งมอบเน่ืองจากถูกหลอกลวงจะถือว่า
เปน็ การแย่งการครอบครองหรือไม่ ซง่ึ จะเป็นความผิดฐานลักทรพั ยห์ รือฉอ้ โกงข้อยุติควรเป็นอย่างไร

กรณีการหลอกโดยอุบายซึ่งได้ไปเพียงการยึดถือทรัพย์ เช่น ฎีกาท่ี ๕๕๔/๒๕๐๙ เร่ือง
หลอกลวงว่าผู้ท่ีฝากปืนไว้ช่ัวครู่ให้มารับปืนไปน้ัน ไม่มีทางที่จะเป็นฉ้อโกงได้ เพราะไม่มีการส่งมอบ
แม้แต่การครอบครอง จะเป็นการส่งมอบทรัพยโ์ ดยสาคัญผดิ มาตรา ๓๕๒ วรรค ๒ กึ่งยักยอกก็ไม่ได้
เพราะการส่งมอบหมายความถึงส่งมอบการครอบครอง (คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒
ตอน ๒ และภาค ๓ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภทั ยิ ์ ๒๕๕๓ หวั ขอ้ 1209 ก.)

ตัวอย่างคาถามข้อน้ีก็เช่นเดียวกัน นายน้าเงินได้รับมอบเพียงการยึดถือ ไม่ได้รับมอบการ
ครอบครอง เนื่องจากนายน้าเงินหลอกวา่ ตนเป็นเพียงผู้รับจ้างขนสง่ ปุ๋ย ผสู้ ่งมอบได้สง่ มอบเพียงการ
ยึดถือให้แก่นายน้าเงิน นายน้าเงินจึงเป็นเพียงผู้ยึดถือแทน ไม่ได้ยึดถือปุ๋ยเพื่อตน นายน้าเงินไม่ได้
ครอบครองปุย๋ แลว้ เอาไปจึงเป็นความผดิ ฐานลักทรพั ย์

หากนายน้าเงินหลอกลวงว่าตนคือนายแดงมารับปุ๋ยเอง พนักงานคลังสินค้าของนายดา
หลงเช่ือและสง่ มอบปุ๋ยไป เป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงเชน่ เดียวกับฎีกาท่ี
๕๓๑๙/๒๕๔๗ ท่ีวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายนาสร้อยคอไปจานา เจ้าของร้านทองผู้รับจานาได้ออก
หลักฐานเป็นหนังสือให้ผู้เสียหายว่าเป็นการ “ขายฝาก” โดยมีกาหนดไถ่คืนภายใน ๑ เดือน
กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอจึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจานาจนกว่าผู้เสียหายจะ
ไถ่คืน การที่จาเลยนาหนังสือดังกล่าวไปขอไถ่สร้อยคอจากผู้รับจานา โดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่า
ต๋ัวไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตใุ หผ้ ู้รับจานาหลงเชื่อว่าจาเลยเป็นเจ้าของท่ีแท้จริง จึงได้ส่งมอบกรรมสทิ ธิ์
และการครอบครองสร้อยคอให้จาเลยไป จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๔๑

นักศึกษาบางท่านอาจถามว่าทาไมนายเทาเป็นตัวการร่วมกันกับนายน้าเงิน เพราะนายเทา
ไม่ได้ไปเบิกปุ๋ยกับนายน้าเงนิ คงตอบเพียงส้ัน ๆ ว่า มีการกระทารว่ มกันและมีเจตนาร่วมกันกระทา
ความผิดก็พอแล้ว หากมีการนาฎีกานี้ไปออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา นักศึกษาต้องตอบตามฎีกา

456

เพราะเป็นการสอบกฎหมายภาคปฏิบัติ ต้องตอบตามผลที่ออกมาและบังคับได้จริง แต่ถ้าเป็นการ
สอบในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโทซ่ึงเป็นการทดสอบหลักกฎหมาย น่าคิดว่านายเทาจะเป็น
เพียงผสู้ นบั สนนุ หรอื ไม่

ฎีกาที่ ๔๔๕๖/๒๕๕๑ ฎ.๑๗๙๕ ใบสั่งจา่ ยสินค้าที่โจทก์ร่วมมอบให้แก่ ส. ผู้รับจ้างขนส่งปุ๋ย
เป็นเพียงหลักฐานเพื่อนาไปเบิกปยุ๋ จากคลังเกบ็ สนิ ค้าของโจทกร์ ว่ ม การที่จาเลยที่ ๑ รับซือ้ ใบส่งั จ่าย
สินค้าจาก ท. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขนส่งช่วงจาก ส. โดยคิดตามมูลค่าปุ๋ยท่ีระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าโดย
ต้องการนาใบจา่ ยสินค้าไปรับปุย๋ จากคลังเก็บสนิ ค้าของโจทก์รว่ ม มิใช่เป็นการรับซ้ือเฉพาะใบสั่งจ่าย
สินค้า ทั้ง ท. รู้ว่าจาเลยท่ี ๑ จะนาใบส่ังจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็น
ประโยชน์ของตน ท. และจาเลยท่ี ๑ จึงเป็นตัวการร่วมกันลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ใบสั่งจ่าย
สินค้าเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายสินค้า การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐานลักปุ๋ยของ
โจทก์ร่วมมใิ ช่เป็นเพียงรับของโจรใบสัง่ จ่ายสินค้า

ข้อ ๘๒ คาถาม นางสาวหนึ่งเดินเที่ยวในห้างสรรพสินค้า เห็นตุ๊กตาหมีแพนด้าราคา
๒,๐๐๐ บาทสวยถกู ใจ แตน่ างสาวหน่ึงมีเงินไม่พอ นางสาวหนึ่งเหลอื บไปเห็นตุ๊กตาสุนัขราคา ๕๐๐
บาท นางสาวหนึ่งจึงแอบเปล่ียนรหัสแท่ง (BAR CODE) ของตุ๊กตาสุนัข มาใส่ตุ๊กตาหมีแพนด้า แล้ว
นางสาวหนึ่งนาตุ๊กตาหมแี พนดา้ ท่ีเปลี่ยนรหัสแท่งแล้วไปชาระเงิน พนักงานเก็บเงินนาเคร่ืองมอื อ่าน
รหัสแท่ง เครอ่ื งอา่ นได้อา่ นประเภทสินค้าเป็นตุ๊กตาสนุ ัขราคา ๕๐๐ บาท แต่ช่วงน้ันมีลูกค้ามาชาระ
เงินจานวนมาก พนักงานเก็บเงินไม่ทันสังเกตประเภทสินค้าจึงเก็บเงินจากนางสาวหน่ึง ๕๐๐ บาท
แลว้ นาตกุ๊ ตาหมีแพนด้าใส่ถงุ มอบให้นางสาวหนึ่งไป

ใหว้ นิ จิ ฉยั ว่า นางสาวหน่ึงมคี วามรับผดิ ทางอาญาฐานใด
คาตอบ การกระทาที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปโดย
พลการโดยทุจริต มใิ ชไ่ ด้ทรพั ย์ไปเพราะผู้อนื่ ยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง การที่นางสาว
หน่ึงแอบเปลย่ี นรหสั แท่ง (BAR CODE) ของตุ๊กตาสุนัขราคา ๕๐๐ บาท มาใส่ตุ๊กตาหมแี พนด้าราคา
๒,๐๐๐ บาท แล้วนาไปชาระเงนิ ๕๐๐ บาท จงึ มิใช่การเอาตกุ๊ ตาหมีแพนดา้ ราคา ๒,๐๐๐ บาทไป
โดยพลการโดยทุจรติ อันจะเปน็ ความผิดฐานลักทรพั ย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเกบ็ เงิน
โดยทุจริต โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าราคาตุ๊กตาหมีแพนด้า ๕๐๐ บาท พนักงานเก็บเงิน
หลงเชื่อยินยอมมอบตุ๊กตาหมีแพนด้าใหน้ างสาวหนงึ่ ไปโดยรับเงนิ ไวเ้ พยี ง ๕๐๐ บาท การกระทา
ของนางสาวหน่ึงจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงบทหนึ่ง (๔ คะแนน) (เทียบฎีกาที่ ๖๘๙๒/๒๕๔๒
(ประชมุ ใหญ)่ )
นอกจากน้ีรหัสแท่ง (BAR CODE) ที่ติดไว้ท่ีตุ๊กตาสุนัขและตุ๊กตาหมีแพนด้า เป็นวัตถุที่
ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทาง
อิเล็กตรอนไฟฟ้า คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าตามมาตรา ๑ (๑๔) ก การท่ีนางสาวหน่ึงแอบเปล่ียนรหัสแท่ง

457

(BAR CODE) ของตุ๊กตาสุนัข มาใส่ตุ๊กตาหมีแพนดา้ มิได้มีการทาปลอมขน้ึ ท้ังฉบับ หรือเติมตัดทอน
ข้อความ หรอื แกไ้ ขดว้ ยประการใด ๆ ในบตั รอิเล็กทรอนกิ ส์ตามมาตรา ๒๖๙/๑ เพราะไม่ได้มกี าร
แก้ไขรหัสแท่ง (BAR CODE) การกระทาของนางสาวหน่ึงจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๒๖๙/๑ (๓ คะแนน) แต่นางสาวหน่ึงนาตุ๊กตาหมีแพนด้าที่เปล่ียน
รหัสแท่ง (BAR CODE) แล้วไปชาระเงนิ พนักงานเก็บเงินนาเครื่องมืออ่านรหัสแท่ง แล้วเก็บเงินจาก
นางสาวหนึ่ง ๕๐๐ บาท โดยนาตุ๊กตาหมีแพนด้าใส่ถุงมอบให้นางสาวหน่ึงไป เป็นกรณีท่ีนางสาว
หนึ่งใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบ ในประการท่ีน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
หรือประชาชนโดยเจตนาตามมาตรา ๒๖๙/๕ อีกบทหนึ่ง เพราะการเปล่ียนรหัสแท่งโดยพลการ
เพื่อจะได้ชาระเงินน้อยกว่าความเป็นจริง เป็นการใช้โดยมิชอบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ห้างสรรพสินค้าแล้ว การกระทาของนางสาวหน่ึงจึงเป็นความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของ
ผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา ๒๖๙/๕ (๓ คะแนน)
ข้อสังเกต ข้อน้ีมีนักศึกษาหลายท่านตอบผิดว่าเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๒๖๙/๗ ซ่ึงต้อง
ระวางโทษหนักกว่าตามมาตรา ๒๖๙/๕ กึ่งหนึ่ง บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๒๖๙/๗ ต้องเป็น
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกเพื่อ ๑. ใช้ประโยชน์ในการชาระค่าสินค้า ๒. แทนการชาระด้วยเงินสด
รหัสแท่งตามคาถามข้อนี้ แม้จะเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกเพ่ือใช้ประโยชน์ในการชาระค่าสินค้า
ตามข้อ ๑ แต่ไมไ่ ด้มีไว้ใช้แทนการชาระด้วยเงินสดตามข้อ ๒ จงึ ไม่เป็นบัตรอิเลก็ ทรอนิกส์ตามมาตรา
๒๖๙/๗

ฎกี าท่ี ๖๘๙๒/๒๕๔๒ (ประชมุ ใหญ่) ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๐๘ การกระทาทีจ่ ะเป็นความผิดฐาน
ลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อ่ืนยินยอม
มอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง การท่ีจาเลยเปลี่ยนเอาป้ายราคาโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางซึ่งติดราคา
๑,๗๘๕ บาทออก แล้วนาป้ายราคาโคมไฟอ่ืนซ่ึงติดราคา ๑๓๔ บาท มาติดแทน แล้วมอบให้พวก
ของจาเลยนาไปชาระราคาแก่พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหาย จึงมิใช่เอาโคมไฟต้ังโต๊ะไปโดยพลการ
โดยทจุ ริต อันจะเปน็ ความผดิ ฐานลักทรัพย์ หากแต่เปน็ การหลอกลวงพนกั งานเก็บเงนิ ของผู้เสยี หาย
โดยทุจริต โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ราคาโคมไฟต้ังโต๊ะมีราคา ๑๓๔ บาท พนักงานเก็บเงิน
ของผู้เสียหายหลงเชื่อยินยอมมอบโคมไฟต้ังโต๊ะของกลางให้จาเลยโดยรับเงินจากจาเลยไว้เพียง
๑๓๔ บาท การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผดิ ฐานฉ้อโกง
ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพย์ (โดยใช้กลอุบาย) กับฐานฉ้อโกง เป็นความผิดท่ีใกล้เคียงกันมาก
ในทางตาราศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ อธิบายว่า
การหลอกเอากรรมสิทธ์ิ เป็นฉอ้ โกง การหลอกเอาการครอบครองเป็นลักทรัพย์ เช่น หลอกว่าขอยืม
มา้ เพื่อทดลองขแี่ ล้วเอาไป เป็นการหลอกเอาการครอบครอง จึงผิดลกั ทรัพย์ แต่ถ้าหลอกว่าขอซ้ือม้า
โดยไม่ไดต้ ั้งใจจะซ้ือ เมือ่ เขาสง่ ม้าให้กท็ าทเี ป็นหยบิ เงิน แต่พาม้าหนีไป โดยไมจ่ ่ายเงนิ เปน็ การหลอก
เอากรรมสทิ ธิ์ ผดิ ฉ้อโกง

เหตุที่การหลอกเอากรรมสิทธ์ิและหลอกเอาการครอบครองทาให้เป็นความผิดแตกต่างกัน

458

เนือ่ งจากความผิดฐานลักทรัพย์ต้องมีการแย่งการครอบครองของผู้อื่น หากส่งมอบการครอบครองให้
ผู้กระทาผดิ (โดยไม่มกี ารหลอกลวงให้ส่งมอบ) แลว้ ผกู้ ระทาผิดเอาไปจะเปน็ ยักยอก เพราะไมไ่ ด้แย่ง
การครอบครอง แต่ถ้าส่งมอบการครอบครองโดยสาคัญผิด แล้วผู้กระทาผิดเอาไปกฎหมายบัญญัติ
เป็นความผิดฐานกงึ่ ยักยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง กรณีส่งมอบการครอบครองเพราะถูกหลอก
จะถือว่าแย่งการครอบครองหรือไม่ คงจะตอบได้ในเบื้องต้นว่าการส่งมอบการครอบครองเพราะ
ถูกหลอก ถือว่าเป็นแย่งการครอบครอง แต่จะผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ มีประเด็นต้องพิจารณา
๒ ประการ คือ ๑. ส่งมอบการครอบครองเพราะถูกหลอกเอากรรมสิทธ์ิ ๒. ส่งมอบการ
ครอบครองเพราะถูกหลอกเอาการครอบครอง

มาตรา ๓๔๑ ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นการหลอกจนได้ไปซึ่งทรัพย์สิน ก็คือการส่งมอบการ
ครอบครองเพราะถกู หลอกเอากรรมสิทธ์ติ ามขอ้ ๑. นั่นเอง เมื่อมกี ฎหมายบัญญัติว่า การส่งมอบการ
ครอบครองเพราะถูกหลอกเอากรรมสิทธ์ิเป็นความผิดฐานฉ้อโกง กรณีน้ีแม้การส่งมอบการ
ครอบครองเพราะถูกหลอก จะถือว่าถูกแย่งการครอบครอง ผู้หลอกก็ไม่ผิดฐานลักทรัพย์ เพราะมี
กฎหมายบัญญตั ไิ วโ้ ดยเฉพาะแลว้ วา่ เป็นความผดิ ฐานฉอ้ โกง

แต่การส่งมอบการครอบครองเพราะถูกหลอกเอาการครอบครอง ไม่เป็นความผิดตาม
มาตรา ๓๔๑ เพราะไม่ใช่การหลอกจนได้ไปซึ่งทรัพย์สิน เม่ือการส่งมอบการครอบครองเพราะ
ถูกหลอกเอาการครอบครอง ไมเ่ ป็นความผดิ ตามมาตรา ๓๔๑ จึงกลับไปหาหลกั ท่ัวไปว่าเปน็ การแย่ง
การครอบครองโดยตัดกรรมสิทธ์ิในทรัพยข์ องผู้อ่นื อนั เปน็ ความผดิ ฐานลักทรัพย์

ดังนั้น ฎีกาที่ ๖๘๙๒/๒๕๔๒ เป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์จึงเป็นฉ้อโกง ฎีกาท่ี ๕๓๑๙/
๒๕๔๗ เร่ืองที่เอาหลักฐานการขายฝากทอง แล้วเอาไปไถ่ทอง จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงทอง ไม่ใช่
ลักทอง เพราะเป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ แต่ฎีกาน้ันปัญหาคือลักหรือฉ้อโกงทอง ไม่ได้ฟ้องว่า
ลกั กระดาษหลักฐานการขายฝาก ถา้ ฟอ้ งว่าลกั กระดาษด้วยกจ็ ะเปน็ ลักทรัพยค์ ือกระดาษได้

ส่วนฎีกาที่ ๒๕๘๑/๒๕๒๙ เร่ืองเติมน้ามันแล้วหยิบก้อนกลม ๆ คล้ายระเบิดมาให้ดูโดย
ไม่จ่ายเงินแล้วหนีไป ตัดสินว่าเป็นฉ้อโกง แต่มีฎีกาที่ ๖๑๑/๒๕๓๐ เติมน้ามันแล้วไม่จ่ายเงิน
เหมือนกัน แต่ตัดสินว่าเป็นลักทรัพย์ ถ้าวิเคราะห์ตามหลักท่ีกล่าวมา การเติมน้ามันโดยไม่จ่ายเงิน
แล้วหนีไปเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์ ต้องผิดฐานฉ้อโกง ไม่ใช่ลักทรัพย์ ดังนั้น ฎีกาที่ ๒๕๘๑/
๒๕๒๙ ที่ตัดสินว่าผิดฐานฉ้อโกงจึงถูกต้องตามหลักกฎหมาย ส่วนฎีกาท่ี ๖๑๑/๒๕๓๐ ที่ตัดสินว่า
เป็นลักทรัพย์น่าจะไมต่ รงตามหลกั กฎหมาย การสอบเนติฯ หรอื ผู้ช่วยฯ แม้ฎีกาจะตัดสินไม่ตรงตาม
หลักกฎหมาย ถ้าเป็นฎีกาใหม่นักศึกษาต้องจาไปตอบข้อสอบ เพราะอาจออกสอบได้ในฐานะท่ีเป็น
ฎีกาใหม่ แต่ถ้าเป็นฎีกาเก่าและไม่ตรงตามหลัก คงไม่ต้องสนใจมากนัก เพราะกรรมการสอบ
คงไม่เห็นด้วยจึงไม่นามาออกข้อสอบ ส่วนฎีกาที่ตรงตามหลักและเป็นฎีกาใหม่อย่างฎีกาท่ี
๕๓๑๙/๒๕๔๗ ใหอ้ า่ นและจดจาใหด้ ี เพราะอาจจะออกขอ้ สอบเม่อื ไหรก่ ็ได้

ขอให้ดูรายละเอียดเพ่ิมเติมเรื่องลักทรัพย์ (โดยใช้กลอุบาย) กับฉ้อโกง ในคาอธิบาย
กฎหมายอาญาภาคความผิดของศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร

459

วัจนะสวัสด์ิ
อน่ึง ฎีกาท่ี ๓๙๓๕/๒๕๕๓ หากอ่านไม่ดี นักศึกษาอาจเขา้ ใจว่ากลับฎีกาท่ี ๖๘๙๒/๒๕๔๒

(ประชุมใหญ่) แต่ข้อเท็จจริงทั้งสองเรื่องแตกต่างกันในสาระสาคัญ กล่าวคือ ฎีกาท่ี ๖๘๙๒/๒๕๔๒
(ประชุมใหญ่) พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายหลงเช่ือยินยอมมอบโคมไฟให้จาเลย จึงเป็นการฉ้อโกง
จนไดโ้ คมไฟไป แต่ฎีกาที่ ๓๙๓๕/๒๕๕๓ พนักงานแคชเชียร์มอบลังน้าปลาทั้งสองลงั ให้จาเลยไป แต่
มิได้มีเจตนาส่งมอบสุราต่างประเทศให้จาเลย จึงเป็นการลักสุราต่างประเทศ ขอให้แยกความ
แตกต่างของสองเร่อื งนใี้ ห้ดี

ฎีกาท่ี ๓๙๓๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๐๑ จาเลยเอาสุราต่างประเทศของกลางใส่ไว้ในลัง
น้าปลาแล้วใช้สกอตเทปปิดลังไว้ โดยนาลังน้าปลาอีกใบหนึ่งมาวางทับ จากนั้นจึงนาไปชาระเงินนั้น
ย่อมแสดงให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปต้ังแต่แรกแล้ว การที่จาเลย
นาลังน้าปลาซ่ึงมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชาระราคาเท่ากับราคาน้าปลาจนพนักงาน
แคชเชียร์มอบลังน้าปลาท้ังสองลังให้จาเลยไป เป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผล คือ การเอาสุรา
ต่างประเทศของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของ
ผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จาเลย การกระทาของจาเลย
จงึ เปน็ ความผิดฐานลกั ทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่

การเขา้ ครอบครองนน้ั ตอ้ งเป็นการแยง่ การครอบครอง

ฎีกาท่ี ๔๓๔๕/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๗๒ จาเลยเป็นลูกจ้างธนาคารโจทก์ร่วมในตาแหน่ง
ผู้ช่วยหัวหน้าส่วน มีหน้าท่ีควบคุมดูแลงานด้านกู้เงินระยะส้ันโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินรวมทั้ง
เอกสารที่เก่ียวข้อง ได้อาศัยโอกาสในหน้าที่ของจาเลยทาเอกสารใบถอนเงินของโจทก์ร่วมระบุ
โอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าอันเป็นเท็จ และโอนเงินของโจทก์ร่วมเข้าบัญชีของ ส. พวกของจาเลย
หลังจากนน้ั ก็ร่วมกับพวกเบกิ ถอนเงินดังกลา่ วไปเปน็ ประโยชนข์ องตนกับพวก ซง่ึ การท่ีเจ้าหน้าที่ของ
โจทก์ร่วมยอมให้มีการโอนเงินไปตามเอกสารใบถอนเงินท่ีจาเลยทาขึ้นน้ัน มิได้ขึ้นอยู่กับข้อความใน
เอกสารว่าเป็นจริงหรอื เท็จ แต่เป็นการโอนเงินไปเพราะเอกสารใบถอนเงินท่จี าเลยได้รบั มอบอานาจ
ให้กระทามีรายการครบถ้วนและมีลายมือช่ือกับรหัสประจาตัวของจาเลย ซึ่งหากจาเลยไม่กระทา
ด้วยวิธีการดังกล่าว ย่อมไม่อาจเอาเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมได้ ดังนั้น การที่อนุมัติให้โอน
เงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วม จึงมิได้เกิดจากการที่จาเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความใน
เอกสารอันเป็นเท็จและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซ่ึงทรัพย์สินของโจทก์ร่วม แต่เป็นกรณีที่
จาเลยทาเอกสารใบถอนเงินโดยมีข้อความอันเป็นเท็จ แล้วเสนอไปตามข้ันตอนเพ่ือให้มีการอนุมัติ
โอนเงินตามเอกสารนั้น อันเป็นเพียงวิธีการที่จะทาให้จาเลยเอาเงินของโจทก์ร่วมออกไปจากบัญชี
ของโจทก์ร่วมโดยทุจริตได้ การกระทาของจาเลยจึงมิใช่ความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐาน
ลกั ทรัพยท์ ี่เปน็ ของนายจา้ ง

460

ข้อสังเกต จากที่กล่าวมาแล้วว่า ทรัพย์ท่ีจะถูกลักต้องมีผู้ครอบครองอยู่ประการหนึ่ง และผู้กระทา
เข้าครอบครองทรัพย์นั้นอีกประการหนึ่ง การเข้าครอบครองนั้นเป็นการแย่งการครอบครอง ซ่ึง
ผู้ครอบครองทรัพย์อยู่เดิมมิได้อนุญาตประการหนึ่ง แล้วได้พาทรัพย์เคลื่อนที่ไปอีกประการหนึ่ง
พร้อมทั้ง ๔ ประการน้ี จึงจะถือได้ว่าเป็นการเอาทรัพย์ไปสาเร็จบริบูรณ์ (คาอธิบายประมวล
กฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ๒๕๕๓ น. ๕๔๒) สาหรับ
ปัญหาตามคาพิพากษาฎีกาน้ีคือ การเข้าครอบครองนั้นเป็นการแย่งการครอบครอง หรือเป็นการท่ี
นายจ้างซึ่งเป็นโจทก์ร่วมส่งมอบการครอบครองเพราะถูกหลอกลวง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า การท่ี
อนุมัติให้โอนเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วม มิได้เกิดจากการที่จาเลยหลอกลวงด้วยการแสดง
ข้อความในเอกสารอันเป็นเท็จ และโดยการหลอกลวงดังว่าน้ันได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ร่วม
แต่เป็นกรณีที่จาเลยทาเอกสารใบถอนเงินโดยมีข้อความอันเป็นเท็จ แล้วเสนอไปตามขั้นตอนเพื่อให้
มีการอนุมัตโิ อนเงนิ ตามเอกสารน้นั เป็นเพียงวิธีการที่จะทาให้จาเลยเอาเงินของโจทก์ร่วมออกไปจาก
บัญชีของโจทก์ร่วมโดยทุจริตได้ การกระทาของจาเลยจึงมิใช่ความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิด
ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ซึ่งคงต้องถือว่าศาลฎีกาเห็นว่า การเข้าครอบครองเงินนั้น เป็นการ
แย่งการครอบครอง ไม่ใช่ส่งมอบการครอบครอง หากถูกหลอกจึงส่งมอบการครอบครองจะเป็น
ความผิดฐานฉ้อโกง เชน่ ฎีกาที่ ๖๓๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๕ การท่ีจาเลยทั้งสามกับ ย. ใชอ้ ุบายทาที
ไปติดต่อขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมทั้งที่จาเลยทั้งสามและ ย. มิได้เตรียมเงินมาให้พร้อม จาเลยทั้งสาม
กับ ย. หลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถที่เตรียมมาแล้วจึงบอกว่าจะชาระค่าผ้าก่อน ๒๐,๐๐๐ บาท
ส่วนท่ีเหลือให้ตามไปเก็บจาก ย. แต่บุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแล
บุตรสาวภายในร้าน จาเลยทั้งสามกับ ย. ก็พากันนารถบรรทุกผ้าออกไปจากร้านของโจทก์ร่วมทันที
โดยยงั มไิ ด้ชาระเงินค่าผ้าใหแ้ ก่โจทก์รว่ ม กรณีเห็นได้ชัดว่าจาเลยทง้ั สามกบั ย. รว่ มกันมีเจตนาทุจริต
หลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจาเลยท้ังสามกับ ย. จะซื้อผ้าจริงมาแต่ต้น ด้วยการวางแผนการ
เป็นขั้นตอนและไม่มีเจตนาจะใช้ราคาผ้าให้แก่โจทก์ร่วมเลย และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้ น
จาเลยทั้งสามกับ ย. ได้ผ้าไปจากโจทก์ร่วมผู้ถูกหลอกลวง การกระทาของจาเลยทั้งสามกับพวก
จึงเปน็ ความผิดฐานร่วมกันฉอ้ โกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ มิใช่ลักทรพั ย์

ฎีกาที่ ๗๔๓๙/๒๕๕๕ ฎ.๑๙๒๕ จาเลยที่ ๑ ลงบันทึกรายการน้าหนักชิ้นงานตัวเรือน
เครื่องประดับประเภทโลหะเงนิ ท่ีตกแต่งเสร็จแล้วให้สูงกว่าน้าหนักช้ินงานท่ีแท้จริงโดยมีเจตนาร่วมกับ
จาเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เพื่อเอาผงเงินและเศษชิ้นงานของโจทก์ร่วมซ่ึงเป็นนายจ้างไปโดยโจทก์ร่วมมิได้
หลงเช่ือหรือสง่ มอบผงเงินและเศษชิน้ งานใหแ้ ก่จาเลยที่ ๒ ถงึ ท่ี ๔ แตล่ กั ษณะเป็นการแย่งกรรมสทิ ธิ์
ทรัพย์ของโจทก์ร่วม ถือว่าเป็นการร่วมกันวางแผนโดยมีเจตนาลักทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครอง
ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗) (๑๑) วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๘๓ หาใช่เปน็ ความผดิ ฐานฉอ้ โกงไม่
ข้อสังเกต ฎีกานี้แม้จะมีการทาเอกสารระบุน้าหนักช้ินงานเกินกว่าน้าหนักจริง แต่ก็เป็นการทา
เอกสารเพอื่ ปกปิดการเอาไปที่เป็นการแย่งการครอบครองของโจทก์ร่วม จึงเป็นลักทรัพย์ไม่ใช่ฉอ้ โกง

461

ฎีกาท่ี ๖๘๐/๒๕๕๔ ฎ.๖๒๑ เงินที่หมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองตาม พ.ร.บ.
จัดระเบียบบริหารหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองฯ นาไปฝากไว้ที่ธนาคาร ย่อมตกเป็นของ
ธนาคารผู้รับฝาก โดยธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่เจ้าของบัญชีตามเง่ือนไขที่ตกลงกัน
ให้ครบถ้วน ทั้งจาเลยทั้งสามไม่ได้รับมอบการครอบครอง และไม่มีอานาจหน้าที่ในการดูแลเงิน
ดงั กล่าว การที่จาเลยทั้งสามรว่ มกันลงลายมือช่ือเพ่ือถอนเงินจากธนาคารเป็นไปโดยพลการ มิได้รับ
ความเห็นชอบหรือความยินยอมจากคณะกรรมการกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้ดูแลบริหารการใช้เงินและ
เอาเงินนน้ั ไปโดยทุจริต จาเลยทั้งสามมีความผิดฐานรว่ มกันลักทรัพย์ และต้องร่วมกนั คืนเงินดังกล่าว
แกเ่ จ้าของ
ขอ้ สงั เกต คดีนี้จาเลยฎีกาวา่ เป็นความผิดฐานยักยอก ไม่ใชล่ กั ทรัพย์ แตท่ ่จี ริงการไดเ้ งินในคดีนีไ้ ดม้ า
โดยหลอกธนาคารว่าจาเลยมีสทิ ธิถอนเงินจากบญั ชีธนาคารช่อื “เงินหมู่บ้าน อ.พ.ป. บ้านหนองแก”
ไปเป็นคา่ ใช้จ่ายในการพัฒนาหมู่บ้าน การได้เงินโดยการหลอกน่าจะพิจารณาความผิดฐานลักทรพั ย์
กับฉ้อโกง แต่ท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ใช่ยักยอกเป็นลักทรัพย์ ก็เพราะวินิจฉัยตามฎีกาของจาเลย
หากมาวิเคราะห์การหลอกในคดีน้ีจาเลยหลอกถอนเงินจากบัญชีว่าจะเอาเงินไปพัฒนาหมู่บ้านตาม
วัตถุประสงค์ของการเปิดบัญชี น่าจะเป็นการหลอกเอาการครอบครอง ไม่ใช่หลอกเอากรรมสิทธ์ิ
จงึ เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ดังที่ศาลฎกี าวินจิ ฉัยไว้

ฎกี าที่ ๒๖๙๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๗๐ การที่จาเลยซ่ึงเปน็ พนักงานขายสินค้าของผู้เสียหาย
อ้างว่าร้าน ร. สั่งซื้อสินค้าและต้องการด่วน จาเลยขอรับสินค้าไปส่งเอง ท้ังท่ีความจริงร้าน ร. ไม่ได้
สั่งซ้ือ จาเลยไม่ได้นาสินค้าดังกล่าวไปส่งให้และไม่ปรากฏว่าจาเลยไปขายสินค้าดังกล่าวให้แก่ใคร
สนิ ค้าดงั กล่าวเป็นกรรมสิทธ์ิของผู้เสยี หาย เม่ือจาเลยประสงค์ต่อผลเอาสนิ ค้าดังกล่าวของผู้เสียหาย
ไปตั้งแต่แรก แสดงว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือ
ผู้อื่น อันเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ทรัพย์ของผู้เสียหาย ซ่ึงผู้เสียหายไม่ได้อนุญาตให้จาเลยกระทาการ
ดังกล่าวได้ แล้วจาเลยพาทรัพย์เคล่ือนที่ไป จึงเป็นการกระทาโดยเจตนาทุจริตเพ่ือได้ทรัพย์ของ
ผ้เู สยี หายดังกล่าวไป การกระทาของจาเลยจึงครบองค์ประกอบความผดิ ฐานลกั ทรัพย์
ขอ้ สงั เกต ฎีกานเี้ ป็นการหลอกเอาการยดึ ถือแล้วเอาไปเปน็ ลักทรัพย์

ฎีกาที่ ๑๒๘๘๘/๒๕๕๘ ฎ.๒๑๑๑ จาเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวง ร. ว่า ร. เป็นหน้ี ช. ซึ่ง
เป็นความเท็จ ความจริง ร. ชาระหนี้ให้ ช. ไปแล้ว แต่จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นพนักงานบัญชีและการเงิน
ของ ร. ทาบิลส่งของซ้า ร. หลงเช่ือจึงส่ังจ่ายเช็คมอบให้จาเลยท้ังสอง จาเลยที่ ๑ ได้มอบเช็คให้
จาเลยที่ ๒ ไปข้ึนเงินท่ีธนาคารจากบัญชีเงินฝากของ ร. ได้เงินของ ร. มา ๑๒๕,๖๑๖ บาท แล้ว
จาเลยท่ี ๒ ไม่นาเงินดังกลา่ วมามอบให้จาเลยท่ี ๑ มอบเงินคืนให้ ร. จาเลยท้ังสองได้รว่ มกันลักเงิน
ของ ร. ไป จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นลูกจ้างของ ร. จึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ.
มาตรา ๓๓๕ (๗) (๑๑) วรรคสอง ส่วนจาเลยท่ี ๒ มไิ ด้เป็นลูกจ้างของ ร. จาเลยท่ี ๒ ไม่อาจร่วมกับ
จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ จาเลยท่ี ๒ มีความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๗)
วรรคแรก มใิ ชค่ วามผิดฐานฉอ้ โกงตามท่ีโจทก์ฟ้อง

462

ข้อสังเกต ฎีกานี้หลอกว่าจะเอาเช็คไปชาระหน้ี จึงเป็นการหลอกเอาการยึดถือ ไม่ใช่หลอกเอา
กรรมสิทธิ์ จึงเป็นลกั ทรพั ย์ ไมใ่ ช่ฉ้อโกง

ฎีกาที่ ๓๙๓๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๐๑ จาเลยเอาสุราต่างประเทศของกลางใส่ไว้ในลัง
น้าปลาแล้วใช้สกอตเทปปิดลังไว้ โดยนาลังน้าปลาอีกใบหนึ่งมาวางทับ จากน้ันจึงนาไปชาระเงินนั้น
ย่อมแสดงให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนาทุจริตท่ีจะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปต้ังแต่แรกแล้ว การที่จาเลย
นาลังน้าปลาซ่ึงมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชาระราคาเท่ากับราคาน้าปลาจนพนักงาน
แคชเชียร์มอบลังน้าปลาท้ังสองลังให้จาเลยไป เป็นเพียงกลอุบายเพ่ือให้บรรลุผล คือ การเอาสุรา
ต่างประเทศของกลางของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของ
ผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จาเลย การกระทาของจาเลย
จึงเปน็ ความผิดฐานลกั ทรัพย์ หาใช่เป็นความผดิ ฐานฉอ้ โกงไม่
ข้อสังเกต พนักงานแคชเชียร์มอบน้าปลาให้จาเลยไป ไม่ได้มอบสุราต่างประเทศ การเอาสุรา
ตา่ งประเทศไปจงึ เป็นการแยง่ การครอบครองและกรรมสิทธิ์ ไมใ่ ช่ส่งมอบ ผิดลักทรัพย์

ฎีกาท่ี ๔๔๕๖/๒๕๕๑ ฎ.๑๗๙๕ ใบสั่งจ่ายสินค้าทีโ่ จทก์ร่วมมอบใหแ้ ก่ ส. ผู้รับจ้างขนสง่ ปุ๋ย
เปน็ เพียงหลักฐานเพือ่ นาไปเบกิ ปุย๋ จากคลังเกบ็ สินค้าของโจทกร์ ่วม การที่จาเลยท่ี ๑ รบั ซ้อื ใบสงั่ จ่าย
สินค้าจาก ท. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขนส่งช่วงจาก ส. โดยคิดตามมูลค่าปุ๋ยท่ีระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าโดย
ตอ้ งการนาใบจ่ายสนิ ค้าไปรับป๋ยุ จากคลงั เก็บสินค้าของโจทก์ร่วม มิใช่เป็นการรับซอื้ เฉพาะใบสั่งจ่าย
สินค้า ทั้ง ท. รู้ว่าจาเลยที่ ๑ จะนาใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็น
ประโยชน์ของตน ท. และจาเลยท่ี ๑ จึงเป็นตัวการร่วมกันลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ใบส่ังจ่าย
สินค้าเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายสินค้า การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐานลักปุ๋ยของ
โจทก์ร่วมมใิ ช่เปน็ เพยี งรบั ของโจรใบสง่ั จ่ายสนิ คา้
ข้อสังเกต ฎีกานี้เป็นการหลอกลวงให้ส่งมอบการยึดถือแล้วเอาไป ผิดฐานลักทรัพย์ เพราะเป็นการ
แยง่ การครอบครอง

ฎีกาที่ ๕๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๘ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉ่ียวชนกับรถเก๋ง
รถจักรยานยนต์ล้มทับขาผู้เสียหาย จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมามีเจตนา
จะลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแต่แรก จึงใช้อุบายทาทีเข้าช่วยเหลอื หลอกลวงว่าจะพาไปส่ง
บ้าน ขณะที่จาเลยท่ี ๒ ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจาเลยท่ี ๓ ขับรถจักรยานยนต์มี
ผู้เสียหายน่ังซ้อนท้ายตามกันไป การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน แม้ว่าเมื่อบริเวณทางแยก จาเลยท่ี ๒
จะขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายลับสายตาไปแล้ว แต่ผู้เสียหายยังไม่ละการติดตามโดยบอก
จาเลยที่ ๓ ให้หยุดรถเพื่อแจ้งศูนย์วิทยุติดตามจาเลยที่ ๒ อีกทางหน่ึง ท้ังคนร้ายคือจาเลยที่ ๓ ก็ยัง
อยู่กับผู้เสียหาย การท่ีจาเลยที่ ๓ ใช้กาลังประทุษร้ายโดยใช้ศอกตวัดกระแทกผู้เสียหายตกจาก
รถจักรยานยนต์ ก็เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์น้ันไป และกรณีไม่ใช่การ
กระทาของจาเลยท่ี ๓ โดยลาพัง เพราะพฤติการณ์ที่จาเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมายัง
จุดท่ีนัดหมายกันไว้ย่อมเป็นการแสดงชัดแจ้งว่าจาเลยท่ี ๒ มีเจตนาร่วมกระทาด้วย จาเลยที่ ๒

463

และท่ี ๓ จึงมีความผิดฐานรว่ มกันชงิ ทรัพย์
ข้อสังเกต ฎีกานี้เป็นการหลอกลวงให้ส่งมอบการยึดถือแล้วเอาไป เป็นลักทรัพย์ เมื่อมีการใช้กาลัง
ประทุษรา้ ยจงึ ผิดฐานรว่ มกนั ชงิ ทรัพย์

ฎีกาที่ ๑๒๓๓๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๑๔๗ การที่จาเลยกับพวกมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์
ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกและต่อมามีการหลอกลวงว่าจะให้เงินผู้เสียหาย ๑๐,๐๐๐ บาท และให้
ถอดสร้อยคอทองคาพร้อมพระเคร่ืองมารวมไว้ ล้วนเป็นการใช้กลอุบายเพ่ือให้ได้ไปซ่ึงสร้อยคอ
ทองคาพร้อมพระเคร่ืองของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะหลงเชื่อ แต่ผู้เสียหายก็มิได้มีเจตนาส่งมอบ
สร้อยคอและพระเครื่องให้แก่จาเลย สาเหตุท่ีจาเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้เกิดจากการ
สบั เปล่ียนห่อผ้าเช็ดหน้า ซ่งึ เป็นการแย่งกรรมสทิ ธ์ิทรัพยข์ องผู้เสยี หาย จึงเป็นความผิดฐานลักทรพั ย์
โดยร่วมกระทาความผดิ ด้วยกนั ตัง้ แต่สองคนข้นึ ไปตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๑๒๔๒๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๑๕๑ จาเลยเป็นทนายความให้โจทก์ในคดีแพ่ง
จาเลยยื่นอุทธรณ์และได้ขอถอนอุทธรณ์กับขอรับเงินค่าข้ึนศาลช้ันอุทธรณ์ ๒๐๐,๐๐๐ บาทคืนไป
จากศาล โดยศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเป็นเช็คในนามของโจทก์ จาเลยไม่มอบเช็คให้โจทก์ แต่จาเลยหลอก
ให้โจทก์ไปเปิดบญั ชอี อมทรัพย์ที่ธนาคาร ท. สาขายโสธร และขอใช้บัตร เอ.ที.เอ็ม. ในบัญชีดังกล่าว
โดยจาเลยบอกว่าลูกค้าของจาเลยที่จังหวัดอานาจเจริญและจังหวัดศรีสะเกษจะชาระเงินให้จาเลย
เป็นเช็ค เพ่ือความสะดวกในการนาเชค็ ฝากเขา้ บัญชีและเบิกเงนิ จงึ ขอให้โจทก์เปิดบัญชใี ห้ เมือ่ โจทก์
เปิดบัญชเี รียบร้อยแล้วได้มอบสมุดบัญชีเงินฝากและบัตร เอ.ที.เอ็ม. พรอ้ มรหัสเบกิ เงินสดจากเคร่ือง
เอ.ที.เอม็ . ให้จาเลย จากน้ันจาเลยนาเช็คไปเข้าบัญชดี ังกล่าว แล้วใชบ้ ัตร เอ.ท.ี เอ็ม. ถอนเงินคร้ังละ
๒๐,๐๐๐ บาทไปจนหมด จาเลยจงึ มีความผิดฐานลักทรพั ย์
ข้อสังเกต คดีน้ีเกิดเหตุปี ๒๕๔๓ ความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗ ยังไม่ได้ใช้บังคับ โจทก์
จึงไม่ได้ฟ้องตามมาตรา ๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗ แต่ฟ้องว่าลักเงินท่ีกดไปจากบัญชี นอกจากนี้การเอาเช็ค
ไปเข้าบัญชีจะเป็นการลักทรัพย์หรือยักยอกหรือไม่ โจทก์ไม่ได้ฟ้องศาลฎีกาจึงไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้
นักศกึ ษาลองไปคิดดวู า่ ผิดหรือไม่

ฎกี าที่ ๖๘๙๒/๒๕๔๒ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๐๘ การกระทาท่ีจะเป็นความผดิ ฐาน
ลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อ่ืนยินยอม
มอบให้เน่ืองจากถูกหลอกลวง การท่ีจาเลยเปล่ียนเอาป้ายราคาโคมไฟต้ังโต๊ะของกลางซึ่งติดราคา
๑,๗๘๕ บาทออก แล้วนาป้ายราคาโคมไฟอื่นซ่ึงติดราคา ๑๓๔ บาท มาติดแทน แล้วมอบให้พวก
ของจาเลยนาไปชาระราคาแก่พนักงานเก็บเงินของผู้เสียหาย จึงมิใช่เอาโคมไฟตั้งโต๊ะไปโดยพลการ
โดยทจุ รติ อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแตเ่ ปน็ การหลอกลวงพนกั งานเก็บเงินของผู้เสียหาย
โดยทุจริต โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ราคาโคมไฟตั้งโต๊ะมีราคา ๑๓๔ บาท พนักงานเก็บเงิน
ของผู้เสียหายหลงเชื่อยินยอมมอบโคมไฟตั้งโต๊ะของกลางให้จาเลยโดยรับเงินจากจาเลยไว้เพียง
๑๓๔ บาท การกระทาของจาเลยจึงเปน็ ความผิดฐานฉ้อโกง
ข้อสงั เกต คดนี ้ีเปน็ การสง่ มอบการครอบครองเพราะถกู หลอกเอากรรมสิทธเิ์ ป็นความผิดฐานฉ้อโกง

464

ฎีกาที่ ๕๓๑๙/๒๕๔๗ ผู้เสียหายนาสร้อยคอไปจานา เจ้าของร้านทองผู้รับจานาได้ออก
หลักฐานเป็นหนังสือให้ผู้เสียหายว่าเป็นการ “ขายฝาก” โดยมีกาหนดไถ่คืนภายใน ๑ เดือน
กรรมสิทธ์ิและการครอบครองสร้อยคอ จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจานาจนกว่าผู้เสียหายจะ
ไถ่คืน การที่จาเลยนาหนังสือดังกล่าวไปขอไถ่สร้อยคอจากผู้รับจานา โดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่า
ตวั๋ ไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตใุ ห้ผู้รบั จานาหลงเช่ือวา่ จาเลยเป็นเจ้าของท่ีแท้จริง จึงได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์
และการครอบครองสรอ้ ยคอให้จาเลยไป จงึ เปน็ ความผิดฐานฉอ้ โกงตาม ป.อ. อาญา มาตรา ๓๔๑
ข้อสังเกต คดีนี้ไม่ใช่แย่งการครอบครอง แต่เป็นการส่งมอบการครอบครองเพราะถูกหลอก
เอากรรมสิทธิจ์ ึงเป็นความผดิ ฐานฉ้อโกง ไม่ผดิ ลักทรัพย์

ฎีกาที่ ๕๒๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๙ ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลาง
ให้แก่จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ เน่อื งจากถูกจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ หลอกลวงใหท้ าสัญญาเช่าซอื้ และสัญญา
ค้าประกัน มิใช่เป็นการเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐาน
ลักทรัพย์ หากแต่เป็นการได้รถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยการหลอกลวงผเู้ สียหายโดยทุจริตว่าจะ
ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซ้ือรถจกั รยานยนต์ที่ทาไว้กบั ผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ เป็น
ตัวการร่วมกันกระทาความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนจาเลยที่ ๔ ไม่ได้ประกอบกิจการซ้ือขาย
รถจักรยานยนต์ แต่รับซ้ือรถจักรยานยนตข์ องกลางในราคาต่ากว่าราคาปกติมาก ทั้งเป็นการซ้ือขาย
กันในลักษณะเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่
แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการซื้อขายโดยสุจริตทั่วไป ฟังได้ว่าจาเลยที่ ๔ รับซ้ือ
รถจกั รยานยนต์ของกลางไว้โดยรวู้ า่ เปน็ ทรพั ยอ์ ันได้มาจากการกระทาความผิดฐานฉ้อโกง

การที่จาเลยท่ี ๔ จ่ายเงินค่าซ้ือรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จาเลยท่ี ๓ จาเลยท่ี ๓ มอบ
กุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางให้จาเลยท่ี ๔ และจาเลยที่ ๔ ข้ึนนั่งคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูก
เจ้าพนักงานตารวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจาเลยที่ ๔ ได้รับทรัพย์ที่ซื้อจากจาเลยท่ี ๓ ไว้แล้ว เป็น
ความผดิ ฐานรบั ของโจรสาเรจ็ แล้ว
ข้อสังเกต คดีน้ีศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาเช่าซ้ือ แต่เป็นการหลอกขอเช่าซ้ือ
แม้จะไม่ได้โอนกรรมสิทธทิ์ ันทีที่ส่งมอบทรัพย์ แตส่ ัญญาเช่าซอ้ื ก็เป็นสัญญาที่มวี ัตถุประสงคส์ ุดท้ายที่
จะโอนกรรมสิทธ์ิเมื่อชาระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว การหลอกในคดีน้ีเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์
การเอาทรัพย์ไปในคดนี ี้จงึ เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เชน่ เดยี วกบั ฎกี าท่ี ๕๙๑/๒๕๖๐ ฎ.๑๑๙ ท่ีตดั สิน
ว่า จาเลยเป็นคนวางแผนและมอบเงินให้ ว. ไปหลอกเชา่ ซ้ือรถจกั รยานยนต์จากโจทกร์ ่วมโดยจาเลย
และ ว. แบ่งหน้าที่กันทาโดยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรก และเม่ือจานารถไปแล้วจาเลยก็ไม่ได้คิดที่จะ
ไถ่คืนเป็นท่ีเสียหายแก่โจทก์ร่วม จาเลยและ ว. จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทาความผิดฐานร่วมกัน
ฉอ้ โกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑

หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นหลอกขอเช่าทรัพย์ เป็นการหลอกเอาการครอบครอง เพราะการ
เช่าทรัพย์ไม่ใช่สัญญาท่ีมีวัตถทุ ่ีประสงค์ในการโอนกรรมสทิ ธ์ิ การเอาไปจึงเป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์
(ดูเพิ่มเตมิ ใน ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ, กฎหมายอาญาความผิดเลม่ ๓, พิมพ์คร้ังท่ี ๒, กรุงเทพฯ,

465

๒๕๕๕. หนา้ ๑๐)
ฎีกาท่ี ๔๖๐๘/๒๕๖๐ ฎ.๖๕๗ จาเลยที่ ๒ เป็นผู้วางแผนและมอบเงินให้จาเลยที่ ๑ ไป

เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากโจทก์ร่วม โดยไม่มีเจตนาท่ีจะผูกพันตามสัญญาเช่าซ้ือ เพียงแต่อาศัย
การหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะปฏิบัติตามสัญญาเพ่ือเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ไป ครั้น
ได้รถจักรยานยนต์มาแล้ว จาเลยท่ี ๒ นารถจักรยานยนต์ไปและให้เงินค่าจ้างแก่จาเลยท่ี ๑ ดังน้ี
เป็นการร่วมกระทาความผิดโดยแบง่ หนา้ ท่ีกนั ทาตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๓

ฎีกาท่ี ๙๖๖๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐๖ ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จาเลยเบิกเงิน
๔๙๐,๐๐๐ บาท จากบัญชีของผู้เสียหายท่ีเปิดไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จากัด (มหาชน) สาขาตาก
แต่เป็นเจตนาของจาเลยที่ต้องการได้เงินโดยมิชอบ และหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงินนาไป
หลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเพ่ือให้ได้มาซึ่งเงินจานวนดังกล่าว ดังน้ัน เงินที่จาเลยได้มาตามฟ้อง
แม้จะเป็นเงินท่ีเจ้าหน้าที่ธนาคารทาพิธีการทางบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม
แต่เป็นเพราะจาเลยนาเอกสารปลอมไปหลอกลวงจนเจ้าหน้าที่ของธนาคารหลงเช่ือ เงินที่จาเลยได้
ไปจึงเปน็ เงินของธนาคาร มิใชเ่ งนิ ของผู้เสยี หายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จาเลยจงึ ไม่มีความผิดฐาน
ยักยอกเงินผเู้ สยี หาย แตเ่ ป็นความผิดฐานฉอ้ โกง
ข้อสังเกต คดีน้ีไม่มีทางเป็นการยักยอกได้ เพราะการจะมีความผดิ ฐานยักยอก ผู้กระทาผิดต้องได้รับ
มอบการครอบครองมาโดยถูกต้องแล้วมีเจตนาเบียดบังเอาไป แต่ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจาเลย
มีความผิดฐานฉ้อโกงไม่ใช่ยักยอก เป็นการวินิจฉัยตามฎีกาของคู่ความ ที่จริงคดีน้ีประเด็นน่าจะ
พิจารณาเป็นเรื่องการลักทรัพย์โดยใช้อุบายกับฉ้อโกง เพราะมีการหลอกลวงและได้ทรัพย์ไป กรณี
ถ้าเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์ จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่ถ้าเป็นการหลอกเอาการครอบครอง
จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ สาหรับการทาธุรกรรมกับธนาคาร หากเป็นการปลอม ๑. ใบถอนเงิน
และ ๒. ใบมอบอานาจในการรบั เงิน เป็นการหลอกเอาการครอบครอง เพราะหลอกวา่ เจ้าของบัญชี
ให้มาเบิกเงินแทน หากเอาไปจะผิดลักทรัพย์ แต่ถ้าปลอมเฉพาะใบถอนเงิน และหลอกเจ้าหน้าที่
ธนาคารว่าเป็นเจ้าของบัญชีมาเบิกเงิน จะเป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ เพราะเม่ือพนักงานธนาคาร
มอบเงินให้ก็จะเอาไปเลย จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นตามมาตรา ๓๔๒ (๑)

ฎีกาท่ี ๕๔๒๗/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๘๗ จาเลยทราบมาต้ังแต่แรกแล้วว่าต้นสักพิพาท
เป็นของโจทก์ร่วม หากจาเลยมีเจตนาตัดต้นสักพิพาทเพียงเพ่ือต้องการนาที่ดินที่ต้นสักรุกล้าเข้ามา
ในที่ดินของจาเลยปลูกอ้อยจริงแล้ว จาเลยก็น่าจะตัดต้นสักและขนย้ายต้นสักพิพาทให้ออกไปจาก
ทด่ี ินของจาเลยเท่านั้น แต่ภายหลังท่ีจาเลยตัดต้นสักพิพาทแล้ว จาเลยใช้รถยนต์ขนต้นสักแล้วนาไป
ไว้ที่บ้านจาเลย และไม้สักบางส่วนจาเลยนาไปแปรรูป การท่ีจาเลยนาไม้สักพิพาทซึ่งจาเลยทราบ
มาแต่แรกว่าเป็นของโจทก์ร่วมไปแปรรูป ย่อมแสดงว่าจาเลยมีเจตนาที่จะแสวงหาประโยชน์จาก
ไมส้ กั พิพาทของโจทก์ร่วมแล้ว กับทั้งจาเลยเคยทาบนั ทกึ กับโจทก์ร่วมว่าจะใชส้ ิทธทิ างศาล แต่จาเลย
ก็หาไดก้ ระทาตามบันทึกฉบับดังกลา่ วไม่ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์รว่ มไป
โดยทุจรติ อันเปน็ ความผดิ ฐานลักทรพั ย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔

466

พาทรพั ยเ์ คลือ่ นทีไ่ ป

ข้อ ๘๓ คาถาม นางหวานเดินดูสินค้าในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ขณะท่ีกาลังเดินดูสินค้า
อยู่นั้นนางหวานนึกข้ึนได้ว่าตนลืมเอากระเป๋าสตางค์มา แต่นางหวานอยากได้แชมพูสระผมไม่อยาก
ย้อนกลับมาที่ห้างอีก นางหวานจึงหยิบแชมพูสระผมหนึ่งขวดใส่กระเป๋าสะพายแล้วเดินออกมาจาก
จุดวางสินค้า ก่อนท่ีจะผ่านจุดท่ีลูกค้าต้องชาระค่าสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินของห้างสรรพสินค้า
ประมาณ ๒๐๐ เมตร นางหวานกลัวความผดิ จึงนาแชมพูสระผมกลบั ไปวางท่ีเดิม

ให้วนิ จิ ฉยั วา่ นางหวานมคี วามผิดฐานใด
คาตอบ แม้การท่ีห้างนาสินค้ามาวางจาหน่ายจะถือว่ายินยอมส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า
แต่ก็ถือวา่ ห้างยนิ ยอมส่งมอบสนิ ค้าใหแ้ กล่ กู ค้าท่นี าสินคา้ ไปชาระเงินแกห่ า้ งเท่านั้น เมื่อนางหวาน
หยิบแชมพูสระผมหนึ่งขวดใส่กระเป๋าสะพายโดยต้ังใจจะไม่ชาระเงินให้แก่ห้าง ต้องถือว่าห้าง
ไม่ยินยอมส่งมอบสินค้า การกระทาของนางหวานจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไป ซึ่งครบ
องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานลกั ทรัพย์แล้ว
เม่ือนางหวานทราบว่าตนลืมเอากระเป๋าสตางค์มา การกระทาดังกล่าวจึงเป็นการกระทา
โดยรู้ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดว่าเป็นการเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้อ่ืน
ต้องถือว่านางหวานมีเจตนากระทาความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว และยังเป็นการกระทาเพื่อ
แสวงหาประโยชน์ท่ีมคิ วรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรบั ตนเองอันเป็นการกระทาโดยทุจริตตาม
มาตรา ๑ (๑) (เทียบฎกี าท่ี ๔๑๓/๒๕๕๒)
การกระทาของนางหวานครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์และนางหวานเข้า
ยึดถือครอบครองและเอาทรัพย์เคลื่อนไปในลักษณะท่ีพาเอาไปได้เป็นการลักทรัพ ย์สาเร็จแล้ว
(เทียบฎีกาท่ี ๓๐๑๑/๒๕๕๑) แม้นางหวานยังไม่ผ่านจุดที่ลูกค้าต้องชาระค่าสินค้าแก่พนักงาน
เก็บเงนิ และนาแชมพูสระผมกลับไปวางท่เี ดิม ก็ไม่ทาให้ความผิดฐานลักทรัพย์ที่สาเรจ็ ไปแลว้ กลับ
ไม่เป็นความผิด และไม่เป็นการกลับใจแก้ไขไม่ให้เกิดผลตามมาตรา ๘๒ เพราะการกลับใจ
ท่ีจะได้รับยกเว้นโทษตามมาตรา ๘๒ จะต้องเป็นการกลับใจขณะที่ความผิดอยู่เพียงขั้นพยายาม
กระทาความผิด หรืออีกนัยหน่ึงก็คือต้องกลับใจก่อนท่ีความผิดจะสาเร็จ เม่ือการกระทาของ
นางหวานเป็นความผิดสาเร็จแลว้ ก็ไม่อาจกลบั ใจได้ แต่อย่างไรก็ตามการทน่ี างหวานกลัวความผิด
นาแชมพูกลับไปวางท่ีเดิม เป็นการรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดน้ัน
ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหน่ึงของโทษท่ีจะลงแก่ผู้กระทา
ความผิดนัน้ ก็ได้ตามมาตรา ๗๘
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้นาข้อเท็จจริงตามฎีกาท่ี ๔๑๓/๒๕๕๒ มาดัดแปลงโดยนาข้อสังเกตของ
ศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ ที่ให้ไว้ มาแต่งเป็นคาถามย้าเตือนให้แม่นในหลักกฎหมายว่า
การลักทรัพย์สาเร็จคือการพาทรัพย์เคลื่อนท่ีไป ไม่ใช่พาผ่านจุดชาระเงิน แต่ถ้าหยิบสินค้าเคล่ือนที่
ไปโดยตงั้ ใจจะนาไปจ่ายเงินและนาไปจ่ายเงิน การกระทาจะไม่เป็นความผิดฐานลักทรพั ย์ เพราะเป็น
การเอาไปโดยเจา้ ของยินยอมส่งมอบการครอบครอง

467

ฎีกาท่ี ๔๑๓/๒๕๕๒ ฎ.๓๒ จาเลยยังมิได้พาเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหายออกไปพ้นนอก
ห้างสรรพสินค้าของผู้เสียหาย แต่ก็ได้เคล่ือนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวาง
ทรัพย์น้ันไว้ ท้ังยังผ่านจุดที่ลูกค้าจะต้องชาระค่าสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินไปแล้ว จึงถือได้ว่าจาเลย
พาทรัพย์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่ไปแล้วโดยมีเจตนาทุจริต การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิด
สาเรจ็
หมายเหตุ (โดยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) การกระทาความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการเอา
ทรัพย์ไป เป็นความผิดสาเร็จเม่ือทรัพย์เคลื่อนท่ี การท่ีจาเลยเคล่ือนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดท่ี
ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไป จึงเป็นความผิดสาเร็จ การผ่านจุดชาระเงินโดย
ไมช่ าระเงิน เป็นเรื่ององค์ประกอบภายในทีแ่ สดงว่าจาเลยมีเจตนาทุจริตหรือไม่เท่านั้น เนื่องจากการ
ซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าต้องนาสินค้ามาชาระเงินแก่พนักงานเก็บเงินเท่าน้ัน ตราบใดท่ียังไม่ผ่าน
จุดชาระเงินจาเลยยังชาระเงินได้ การพิสูจน์ถึงเจตนาทุจริตก่อนน้ันจึงทาได้ยาก ดังน้ัน ถ้าพิสูจน์
ได้ว่าจาเลยมีเจตนาทุจริตและเคล่ือนย้ายเตาอบไฟฟ้า ก็เป็นความผิดสาเร็จ แม้เปลี่ยนใจยอม
ชาระเงนิ ตอนผ่านจดุ ชาระเงิน กไ็ ม่เป็นการพยายามกระทาความผิด หรือไมม่ คี วามผดิ ฐานลกั ทรัพย์

ฎีกาท่ี ๓๐๑๑/๒๕๕๑ ฎ.๑๒๔๐ จาเลยข้ึนนั่งคร่อมและเข็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย
ออกมาจากจุดท่ีจอดเดิมประมาณ ๑ เมตร แต่จาเลยยังไม่ทันติดเครื่องรถขับเอาไปเพราะผู้เสียหาย
มาพบเหน็ เสียก่อน จาเลยจึงทิ้งรถวิ่งหนีไป ถือได้ว่าจาเลยเข้ายึดถือครอบครองและเอาทรัพย์เคลื่อน
ไปในลกั ษณะท่พี าเอาไปไดเ้ ป็นการลักทรพั ย์สาเร็จแล้ว

ลงมือลกั ทรัพย์แล้วหรอื ไม่

ฎีกาท่ี ๔๙๓๘/๒๕๕๔ ฎ.๒๒๘๗ จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ กับพวก นารถบรรทุกของกลาง
เข้าไปจอดในบริเวณโรงงานท่ีเกิดเหตุซึ่งล้อมรวั้ สังกะสีไว้ในยามวิกาล แล้วจาเลยที่ ๒ ใช้ไฟฉายส่อง
ไปที่มอเตอร์ซึ่งติดตั้งอยู่บนโครงเหล็ก เป็นการสารวจทรัพย์ท่ีจะลักและเพ่ือจะขนทรัพย์น้ันไปไว้บน
รถบรรทุกของกลางที่นาเข้ามาในบริเวณโรงงานท่ีเกิดเหตุ แม้จาเลยที่ ๒ ยังไม่ได้แตะต้องตัวทรัพย์
แต่นับว่าใกลช้ ิดพรอ้ มทจ่ี ะเอาทรัพย์ไปได้ในทนั ทีทันใด การกระทาของจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ กับพวก
อยู่ในข้ันลงมือกระทาความผิดแล้วเพียงแต่กระทาไปไม่ตลอด เพราะ บ. กับพวกพบจาเลยท่ี ๒
กับพวกก่อนท่ีจาเลยท่ี ๒ กับพวกจะลักทรัพย์ไป การกระทาของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็น
ความผดิ ฐานรว่ มกนั บุกรกุ และพยายามลกั ทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๔๘๒๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๖ น.๑๕๕ จาเลยที่ ๑ เป็นผู้ตรวจค้นศพผู้ตายและเป็น
ผู้รวบรวมทรัพย์ส่ิงของในตัวผู้ตายรวมท้ังบัตรต่าง ๆ ของผู้ตาย แล้วจาเลยที่ ๑ เอาบัตรถอนเงินสด
ของผู้ตายและของผู้เสียหายท้ังสองไป จาเลยที่ ๑ มอบบัตรถอนเงินสดดังกล่าวให้แก่จาเลยที่ ๒
ไปถอนเงิน แล้วจาเลยที่ ๒ นาบัตรถอนเงินสดไปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายท่ี ๒ ผ่าน
เคร่ืองถอนเงินอัตโนมัติ ๒ คร้ัง จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายท่ี ๑ จานวน ๑ คร้ัง และจากบัญชี

468

เงินฝากของผู้ตาย ๑ ครั้ง แต่ไม่ได้เงิน เป็นกรณีที่จาเลยที่ ๑ ลักเอาบัตรถอนเงินสดของผู้ตายและ
ของผู้เสยี หายท้งั สองไป และการท่จี าเลยที่ ๑ ให้จาเลยที่ ๒ นาบัตรถอนเงนิ สดดังกลา่ วไปลกั เงนิ จาก
บัญชีเงินฝากของผู้ตายและผู้เสียหายท้ังสองโดยผ่านเคร่ืองถอนเงินอัตโนมัติ จึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อ่ืน
กระทาความผิดฐานลักทรัพย์ แต่สาหรับบัตรถอนเงินสดของผู้ตายที่จาเลยท่ี ๒ ไม่สามารถถอนเงิน
จากบัญชเี งินฝากได้เน่ืองจากไมม่ เี งนิ อยู่ในบัญชีเงินฝาก จึงเปน็ ความผิดฐานพยายามลกั ทรพั ย์
ข้อสังเกต บตั รถอนเงินสดเป็นเอกสารและยงั เปน็ บัตรอิเล็กทรอนิกสด์ ้วย

ฎีกาท่ี ๑๐๘๕๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๔๔ ความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามลักษณะ
ของความผิดไม่อาจทราบได้วา่ ทรพั ย์ท่จี าเลยท้ังสองจะลักเป็นทรัพย์อะไรและมีมูลค่าเพยี งใด เพราะ
จาเลยทั้งสองเพียงแต่ลงมือกระทาความผิดเท่านั้น แต่ยังไม่ได้เอาทรัพย์ไป ดังน้ัน การที่โจทก์
บรรยายฟ้องว่า จาเลยท้ังสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในหอ้ งพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของโรงแรมทเี่ ป็น
ท่ีเกิดภัยพิบัติคล่ืนยักษ์พัดถล่ม เพื่อลักทรัพย์สินของโรงแรมและนักท่องเที่ยวท่ีเก็บรักษาไว้ใน
ห้องพัก จาเลยทั้งสองลงมือกระทาความผิดแล้วแต่กระทาไปไม่ตลอด เพราะมีผู้พบเห็นและ
เข้าขัดขวาง จึงไม่อาจลักทรัพย์สินของผู้อื่นไปได้สาเร็จ ฟ้องโจทก์จึงเป็นการบรรยายครบถ้วนตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ท่ีจาเลยทั้งสองพยายาม
ลักเท่าน้ัน แต่เม่ืออ่านคาฟ้องโดยตลอดแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจาเลยทั้งสองร่วมกันพยายาม
ลักทรพั ย์ของผู้อื่น ฟอ้ งโจทก์จึงระบุขอ้ เทจ็ จริงรายละเอียดเกี่ยวกบั บคุ คลและส่งิ ของพอสมควรเท่าท่ี
จะทาให้จาเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี และต่อสู้คดีได้ หาจาต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินท่ี
จาเลยทั้งสองพยายามลักทรัพยไ์ ม่

พาทรัพยเ์ คลือ่ นท่ีไป

ฎีกาท่ี ๑๔๗๑๕/๒๕๕๗ การที่จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ร่วมกันตัดผลปาล์มของผู้เสียหายจน
หล่นลงมากองอยู่บนพ้ืน เป็นการแยกหรือเคล่ือนท่ีผลปาล์มออกจากต้น แต่ยังไม่ทันรวบรวม
ผลปาล์ม ผู้เสียหายกม็ าพบเสียก่อน ยังถอื ไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ เข้ายึดถือเอาผลปาลม์ จานวน
นั้นไว้แล้ว อันเป็นการเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นความผิดฐานพยายามร่วมกัน
ลักทรพั ยเ์ ท่านัน้

ฎกี าที่ ๔๓๙๙-๔๔๐๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๘๓ จาเลยท้งั สองเขา้ ไปพดู กบั ช. และ ภ. ซึง่ ทาหน้าที่
เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทผู้เสียหายบริเวณประตูทางออก เพ่ือให้ บ. นารถซ่ึง
บรรทุกกล่องกระดาษของผู้เสียหายออกไปจากบริษัทผู้เสียหาย แม้คนร้ายได้เคลื่อนย้ายกล่อง
กระดาษจากบรเิ วณที่ผเู้ สียหายเก็บไว้ในโกดงั ขึน้ รถบรรทกุ หกล้อ แตร่ ถบรรทุกหกล้อยังคงอยภู่ ายใน
โรงงานของผู้เสียหายซ่ึงมีพนกั งานรักษาความปลอดภยั ดูแลอยู่ดว้ ย ท้ังพนักงานรกั ษาความปลอดภัย
ไม่ยินยอมให้ บ. นากล่องกระดาษออกไป จึงถือว่าการแย่งกรรมสิทธ์ิในกล่องกระดาษของ บ.
ยังไม่สมบูรณ์ ขนั้ ตอนการลักทรพั ย์ของ บ. ยังกระทาการไม่แล้วเสร็จ การนารถบรรทุกหกล้อบรรทุก

469

กล่องกระดาษออกจากบริษัทของผู้เสียหายเป็นเหตุการณ์ต่อเน่ืองเกี่ยวพัน กับการลักทรัพย์ท่ีจาเลย
ท้ังสองพูดกับ ภ. และ ช. เพ่ือให้นารถบรรทุกหกล้อออกไปจากโรงงานผู้เสียหาย จึงถือเป็นการ
ชว่ ยเหลอื หรอื ให้ความสะดวกในขณะที่ บ. ลงมือกระทาความผิดฐานลกั ทรพั ย์ เมือ่ บ. ไม่สามารถนา
กล่องกระดาษออกไปได้ การกระทาของ บ. ย่อมเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ การกระทาของ
จาเลยท้งั สองจงึ เป็นความผิดฐานสนบั สนุน บ. ในการกระทาความผิดฐานพยายามลกั ทรัพย์
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงคดีนีฟ้ งั ไม่ไดว้ ่าจาเลยรว่ มกับ บ. กระทาผดิ จึงเป็นผูส้ นับสนุน แต่ถา้ ขอ้ เทจ็ จริง
ฟังวา่ นดั กันมากระทาความผดิ จะเปน็ ตวั การไม่ใช่ผสู้ นบั สนนุ

ฎีกาที่ ๑๖๙๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๙๒ จาเลยท้ังสองตัดต้นไม้จนแยกขาดออกจากลาต้น จากนั้น
เคล่ือนย้ายไม้ไปวางบนพ้ืนและมีการเล่ือยแปรรูปบางส่วน อันเป็นการทาให้ต้นไม้ท่ีจาเลยทั้งสองลัก
เคลื่อนที่จากท่ีต้ังและเปล่ียนแปลงสภาพจากเดิม แม้จาเลยทั้งสองยังมิได้ขนย้ายออกไปจากท่ีเกิด
เหตุ เนื่องจากมีน้าหนักมากหรือเปน็ เพราะยงั แปรรปู ไมเ่ สร็จ ก็เรียกได้ว่าเปน็ การลักทรัพย์สาเร็จแล้ว
หาใช่เป็นเพียงการพยายามลกั ทรพั ยไ์ ม่

ฎีกาท่ี ๔๑๓/๒๕๕๒ ฎ.๓๒ จาเลยยังมิได้พาเตาอบไฟฟ้าของผู้เสียหายออกไปพ้นนอก
ห้างสรรพสินค้าของผู้เสียหาย แต่ก็ได้เคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่ผู้เสียหายเก็บหรือวาง
ทรัพย์น้ันไว้ ทั้งยังผ่านจุดท่ีลูกค้าจะต้องชาระค่าสินค้าแก่พนักงานเก็บเงินไปแล้ว จึงถือได้ว่าจาเลย
พาทรัพย์ของผู้เสียหายเคล่ือนท่ีไปแล้วโดยมีเจตนาทุจริต การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิด
สาเรจ็
หมายเหตุ (โดยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) การกระทาความผิดฐานลักทรัพย์เป็นการเอา
ทรัพย์ไป เป็นความผิดสาเร็จเมื่อทรัพย์เคล่ือนท่ี การท่ีจาเลยเคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้าออกจากจุดที่
ผู้เสียหายเก็บหรือวางทรัพย์เป็นการเอาทรัพย์ไป จึงเป็นความผิดสาเร็จ การผ่านจุดชาระเงินโดย
ไมช่ าระเงิน เปน็ เรื่ององค์ประกอบภายในที่แสดงว่าจาเลยมีเจตนาทจุ ริตหรือไม่เท่านั้น เนอ่ื งจากการ
ซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าต้องนาสินค้ามาชาระเงินแก่พนักงานเก็บเงินเท่าน้ัน ตราบใดที่ยังไม่ผ่าน
จุดชาระเงินจาเลยยังชาระเงินได้ การพิสูจน์ถึงเจตนาทุจริตก่อนนั้นจึงทาได้ยาก ดังนั้น ถ้าพิสูจน์
ได้ว่าจาเลยมีเจตนาทุจริตและเคลื่อนย้ายเตาอบไฟฟ้า ก็เป็นความผิดสาเร็จ แม้เปล่ียนใจยอม
ชาระเงินตอนผ่านจุดชาระเงิน กไ็ ม่เป็นการพยายามกระทาความผดิ หรือไม่มีความผดิ ฐานลกั ทรัพย์

ฎีกาท่ี ๖๖๕๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๘๐ หลักเร่ืองการโอนกรรมสิทธ์ิตาม ป.พ.พ. ที่จาเลย
กล่าวอ้างมาน้ัน เป็นหลักการพิจารณาเก่ียวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซ้ือขายท่ีได้กระทา
โดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญาดังเช่นในกรณีน้ี เน่ืองจาก
ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจาหน่ายแก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิ
ครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจาเลยเอาไปซ่ึงทรัพย์สินดังกล่าวด้วย
วิธีการซุกซ่อนไว้ในเส้ือผ้าของจาเลย โดยมีเจตนาที่จะไม่ชาระราคาทรัพย์สินน้ัน จึงเป็นการกระทา
โดยมีเจตนาทุจริตเพ่ือได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทาของจาเลย จึงครบ
องคป์ ระกอบความผดิ ฐานลักทรพั ย์แล้ว

470

ข้อสังเกต จาเลยอ้างว่าเม่ือร้านค้านาสินค้ามาวางขาย เป็นคาเสนอ การท่ีจาเลยเอาทรัพย์ไป
เป็นการทาคาสนอง สัญญาเกิดและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์โอนเป็นของจาเลย จาเลยไม่ผิดลักทรัพย์
ปัญหานี้ถ้าจะตอบให้ตรงข้อที่จาเลยฎีกาก็คือ กรรมสิทธ์ิยังไม่โอน เพราะร้านค้านาสินค้ามาวางขาย
เป็นคาเสนอต่อผู้ที่จะสนองรับให้เป็นการซื้อขาย ไม่ใช่ให้มาขโมยกันดื้อ ๆ ถ้าต้ังใจจะขโมย ก็ไม่ใช่
การทาคาสนองรับคาเสนอ สัญญาก็ไม่เกิด เพราะการขโมยไม่ใช่การแสดงเจตนาทาคาสนอง เม่ือ
เอาไปโดยตง้ั ใจขโมยจงึ ผดิ ลกั ทรพั ย์

ฎีกาที่ ๓๔๖๓/๒๕๕๔ ฎ.๒๒๓๕ จาเลยนัง่ คร่อมบนรถจักรยานยนตข์ องผ้เู สียหาย เป็นการ
ลงมือกระทาความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว แม้จาเลยจะสตาร์ทเคร่ืองด้วยเท้าไม่ติดและต่อสายตรง
ไม่สาเร็จ แต่จาเลยได้พารถเคล่ือนท่ีไปจากที่จอดไว้ ๕ ถงึ ๑๐ เมตร เป็นการพาทรัพย์เคล่อื นท่ีไปได้
แลว้ การกระทาของจาเลยจงึ เปน็ ความผิดสาเร็จฐานลักทรัพย์
ข้อสังเกต แต่ถ้าทรัพย์ยังไม่เคล่ือนที่ฎีกาท่ี ๕๗๒๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๐๕ จาเลยที่ ๑ เดิน
ไขกุญแจรถจักรยานยนต์ไปเรื่อย ๆ ประมาณ ๑๐ กว่าคันจนกว่าจะไขกุญแจรถได้ และการที่จาเลย
ท่ี ๑ ข้ึนไปนั่งคร่อมรถจกั รยานยนต์ของผ้เู สยี หายเพื่อจะไขกญุ แจรถน้ัน แสดงวา่ จาเลยท่ี ๑ มีเจตนา
ลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แต่จาเลยที่ ๑ เพียงน่ังคร่อมรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดย
ยังไม่ได้เอารถออก จึงเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว แต่กระทาไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตารวจ
และผู้เสียหายมาถงึ ท่ีเกิดเหตกุ ่อน ทาให้จาเลยท่ี ๑ เอารถจักรยานยนต์ของผเู้ สียหายไปไมไ่ ด้ จาเลย
ที่ ๑ ย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จาเลยท่ี ๒ เป็นภริยาของจาเลยที่ ๑
มาเที่ยวงานแสดงสินค้าดว้ ยกัน ไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๒ กระทาการอย่างใดอย่างหนึ่งพอจะรับฟังได้
ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทาโดยดูต้นทางให้จาเลยท่ี ๑ ลักทรัพย์ ฟังไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๒ เป็นตัวการ
รว่ มกระทาความผดิ กบั จาเลยท่ี ๑

ฎีกาที่ ๑๒๘๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๐๗ จาเลยท่ี ๒ วางแผนกับพวกหลอกว่าจ้างจาเลยท่ี
๑ นารถยกไปยกรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งให้จาเลยที่ ๒ เพ่ือจาเลยท่ี ๒ จะยกรถยนต์ต่อไปยัง
จุดหมาย โดยจาเลยที่ ๑ ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเครื่องมือของคนร้าย จาเลยที่ ๒ จึงเปน็ ตวั การในการ
ลักรถยนต์โดยใช้จาเลยท่ี ๑ เป็นเคร่ืองมือในการกระทาความผิดของตน จาเลยท่ี ๑ จึงไม่ได้ร่วม
กระทาผิด

จาเลยที่ ๑ ขับรถยกยกรถยนต์ของผู้เสียหายขยับออกไปจากที่จอดไม่ถึง ๑ เมตร โดยส่วน
หน้าของรถยนต์ของผู้เสียหายถูกยกข้ึนไปเกยบนคานของรถยกและมีโซ่คล้องรถยนต์ของผู้เสียหาย
ผูกยึดติดกับรถยกของจาเลยท่ี ๑ พรอ้ มที่จะขับเคล่ือนพารถยนต์ของผู้เสียหายออกไปได้ทันที ถือว่า
จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงจาเลยที่ ๒ ใช้เป็นเครื่องมือ ได้เข้ายดึ ถือครอบครองรถยนต์ของผู้เสียหายโดยสมบูรณ์
พรอ้ มท่ีจะเอาไปได้แล้ว จึงถือว่าจาเลยที่ ๒ ได้เอาไปซึง่ รถยนต์ของผเู้ สียหายเป็นการลกั ทรพั ย์สาเร็จ
แม้จาเลยที่ ๑ จะยังไม่ทันขับรถยกลากจูงรถยนต์ของผู้เสียหายออกไปก็ตาม หาใช่เพียงพยายาม
ลกั ทรพั ยไ์ ม่

ฎีกาท่ี ๕๔๘/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๙ กระบือ ๑๓ ตัว หายไปจากทุ่งเล้ียงตั้งแต่เวลา

471

ประมาณเท่ียงวัน น. พยานโจทก์ไปตามคืนมาได้ ๑๑ ตัว เมื่อเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา แสดงว่า
กระบือ ๒ ตัว สูญหายไปในเวลากลางวัน แม้จะมีการขนถ่ายข้ึนรถยนต์บรรทุกของ ณ. ในตอนค่า
กเ็ ปน็ เวลาหลังจากการลักกระบือสาเรจ็ ลงแลว้ เหตจุ ึงมิได้เกิดในเวลากลางคืน การกระทาของจาเลย
จึงเป็นเพียงความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคสาม ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ
ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดสาเร็จเม่ือพาทรัพย์เคล่ือนที่ไป เมื่อทรัพย์เคลื่อนท่ีไป
ตั้งแต่เวลากลางวัน ความผิดก็สาเร็จลง แม้จะพาเคล่ือนที่ต่อไปจนถึงเวลากลางคืน ก็ไม่เป็นความผิด
ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เพราะความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ความผิดต่อเน่ือง แต่เป็นความผิด
ที่สาเรจ็ เมอ่ื พาทรพั ย์เคล่ือนทไ่ี ป

ฎีกาท่ี ๗๖๔๗/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๔๒ จาเลยเป็นคนร้ายงัดฝาสังกะสีบ้านผู้เสียหาย
แล้วเข้าไปในบ้านเอาโทรทัศน์ เคร่ืองเป่าผม ไมโครโฟนและรีโมทของผู้เสียหายเคล่ือนท่ีจากท่ีเคย
วางมาวางอยู่ตรงบริเวณที่มีรอยงัด การกระทาของจาเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเคล่ือน
ไปในลักษณะที่สามารถจะเอาไปได้แล้ว แม้ว่ายังไม่ทันเอาเคลื่อนที่พ้นไปจากบ้าน การกระทาของ
จาเลยกเ็ ปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์สาเร็จ มิใชค่ วามผิดฐานพยายามลักทรพั ย์
ข้อสังเกต หากเป็นกรณีที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลทรัพย์ก่อนนาออกจากอาคาร แม้
ทรัพย์จะเคล่ือนท่ี แต่ยังนาออกไปจากอาคารไม่ได้ เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ เช่น บ. เคล่ือนย้าย
ทรัพย์จากบริเวณท่ีผู้เสียหายเก็บไว้ในโกดังขึ้นรถบรรทุกหกล้อ แต่รถบรรทุกหกล้อยังคงอยู่ภายใน
โรงงานของผู้เสียหายซึ่งมพี นกั งานรักษาความปลอดภยั ดูแลอยดู่ ้วย ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัย
ไม่ยินยอมให้ บ. นากล่องกระดาษออกไป จึงถือว่าการแย่งกรรมสิทธ์ิในกล่องกระดาษของ บ.
ยงั ไม่สมบูรณ์ ขัน้ ตอนการลกั ทรัพย์ของ บ. ยงั กระทาการไม่แลว้ เสรจ็ การนารถบรรทกุ หกล้อบรรทุก
กล่องกระดาษออกจากบริษัทของผู้เสียหายเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเก่ียวพันกับการลักทรัพย์ท่ีจาเลย
ทั้งสองพูดกับ ภ. และ ช. เพื่อให้นารถบรรทุกหกล้อออกไปจากโรงงานผู้เสียหาย จึงถือเป็นการ
ชว่ ยเหลอื หรือให้ความสะดวกในขณะที่ บ. ลงมือกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์ เมอ่ื บ. ไม่สามารถนา
กล่องกระดาษออกไปได้ การกระทาของ บ. ย่อมเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ การกระทาของ
จาเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานสนับสนุน บ. ในการกระทาความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ (ฎีกาที่
๔๓๙๙-๔๔๐๐/๒๕๕๕)

ฎกี าท่ี ๖๓๗๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๙๔ การท่ีจาเลยนาชุดก้านสูบรถจักรยานยนตอ์ อกจาก
ที่เก็บซึ่งจาเลยไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย แล้วนาไปวางบนผ้ากันเป้ือนของจาเลย แต่เมื่อถูกทักท้วง
จึงนาไปเก็บน้ัน แม้การกระทาของจาเลยยังอยู่ภายในโรงงานของผู้เสียหายก็ตาม แต่เป็นการนา
ทรัพย์ของผู้เสียหายออกจากท่ีเก็บของของผู้เสียหาย เป็นการเคลื่อนย้ายทรัพย์ไปจากความ
ครอบครองของผู้เสียหายแล้ว การนามาวางที่ผ้ากันเป้ือนของจาเลย ก็เป็นการที่จาเลยเข้าถือเอา
ทรัพย์น้ันแล้ว แม้จาเลยจะยังมิได้นาออกนอกโรงงานของผู้เสียหายก็ตาม การกระทาของจาเลย
ก็เป็นการเอาทรัพย์น้ันไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย อันเป็นการกระทาผิดฐานลักทรัพย์
สาเร็จแลว้

472

ข้อสังเกต ฎีกานี้ไม่ปรากฏว่ามีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลทรัพย์ก่อนนาออกจากอาคาร เม่ือ
ทรัพย์จะเคลอื่ นที่จึงผิดสาเร็จ

ฎีกาท่ี ๖๐๘๐/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๑๙ จาเลยกับพวกอีก ๑ คนร่วมกันลักหม้อแปลง
ไฟฟ้าของผู้เสียหาย โดยข้ึนไปบนเสาไฟฟ้าแล้วเล่ือยตัดสายลวดสลิงที่ยึดหม้อแปลงไฟฟ้าและใช้
เชอื กผกู ผลักลงจากคานบนเสาไฟฟ้า เมื่อหมอ้ แปลงไฟฟา้ เคลื่อนจากจดุ ท่ีติดต้ังเดิมและถูกเคลอ่ื นมา
อยู่ท่ีพ้ืนดิน ถือว่าเป็นการเอาไปซ่ึงทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สาเร็จแล้ว
แม้จาเลยกับพวกจะยังไม่ทันยกหม้อแปลงไฟฟ้าขึ้นรถยนต์กระบะของจาเลยเพราะหม้อแปลงไฟฟ้า
มนี า้ หนักมาก กรณีกห็ าใช่เปน็ เพียงพยายามลกั ทรัพย์ไม่

ฎีกาท่ี ๒๔๓๙/๒๕๓๙ ฎ.ส.ล.๗ น.๓๒ ส. ลักสุราของผู้เสียหายออกจากโรงเก็บสินค้า ก.
ไปเก็บไว้ทโ่ี รงเก็บสินค้า ล. แล้ว ส.พาจาเลยไปขนสุราซึง่ กองอยู่หน้าโรงเก็บสนิ ค้า ล. ขณะที่จาเลย
ไปช่วยขนสุราของผู้เสียหายเป็นเวลาท่ี ส.ลักสุราของผู้เสียหายเสร็จแล้ว จาเลยจึงมิได้เป็นตัวการ
ร่วมกบั ส. ลกั ทรพั ย์ แต่จาเลยผดิ ฐานรับของโจร
ข้อสังเกต เมื่อพาทรัพย์เคลื่อนท่ีไปความผิดฐานลักทรัพย์สาเร็จลงแล้ว การที่จาเลยร่วมกับ ส.
กระทาผิดภายหลังความผิดสาเร็จจึงไม่เป็นตัวการ เพราะการเป็นตัวการต้องมีการกระทาร่วมกัน
ขณะกระทาผิด และการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการกระทาผิดท่ีจะเป็นผู้สนับสนุนต้องเป็นการ
สนับสนุนก่อนหรือขณะกระทาผิด เมื่อมาร่วมกระทาหลังความผิดสาเร็จจงึ ไม่เป็นผู้สนับสนนุ ด้วย แต่
เป็นรบั ของโจรดงั ทศี่ าลฎกี าวินิจฉัยไว้

ฎีกาที่ ๘๓๑๘/๒๕๕๙ ฎ.๑๙๓๓ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๕ ร่วมกัน
ลักเอาสายไฟนามารวมกนั ไว้ในบริเวณที่เกดิ เหตุ จากน้ันจึงหาโอกาสเขา้ ไปในห้องเกิดเหตุเพื่อทาการ
ตดั และปอกสายไฟในลักษณะการทยอยปอกเอาลวดทองแดงออกไปจากห้องเกิดเหตุในลักษณะการ
กระทาผิดครงั้ เดียวกระทาต่อเนือ่ งกันไปในแตล่ ะวันตามแตโ่ อกาสจะอานวย การกระทาของจาเลยที่
๑ ถึงที่ ๕ จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ดังนั้น วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ และวันที่ ๕ กรกฎาคม
๒๕๕๕ ซ่ึงเป็นวันที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จาเลยที่ ๗ ร่วมกระทาความผิดฐานลักทรัพย์
ตามลาดับ จาเลยที่ ๑ ถงึ ที่ ๕ ไม่ไดร้ ว่ มกระทาความผิดฐานลกั ทรัพยเ์ นื่องจากความผดิ ฐานลกั ทรัพย์
สาเร็จตั้งแต่วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๕ วันดังกล่าวตามฟ้องจาเลยที่ ๗ จึงไม่ได้ร่วมกระทาความผิด
ฐานลักทรัพย์ ต้องยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๗ ในความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนการที่จาเลยท่ี ๗
ถอื ลวดทองแดงคะเนน้าหนกั แล้ววางลงน้ัน ข้อเทจ็ จริงดังกล่าวไม่มีนา้ หนักเพียงพอใหร้ ับฟงั ว่าจาเลย
ท่ี ๗ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดซ่ึงทรัพย์อันได้มาโดยการกระทา
ความผิดฐานลกั ทรพั ย์ จาเลยท่ี ๗ จึงไม่ได้กระทาความผิดฐานรับของโจรดว้ ย

473

เปน็ การเอาไปในลักษณะตัดกรรมสทิ ธ์ิ

ข้อ ๘๔ คาถาม นายหน่ึงเป็นลูกจ้างของนายสอง นายสองวางกุญแจรถพร้อมรีโมท
คอนโทรลไว้ที่โต๊ะทางานของนายหน่ึง นายหนึ่งนัดแฟนไปเที่ยว นายหน่ึงต้องการอวดแฟนว่าตน
มรี ถยนต์ขับ นายหน่ึงไดใ้ ช้กุญแจรถพร้อมรีโมทคอนโทรลดังกล่าวแอบเอารถยนต์ของนายสองขบั ไป
เท่ียวกลางคืน เม่ือขับรถไปเท่ียวกับแฟนแล้วก็ขับรถมาจอดที่เดิม พร้อมกับนากุญแจรถพร้อมรีโมท
คอนโทรลไปวางไว้ที่เดมิ โดยใช้นา้ มันของนายสองไป ๓ ลติ ร

ให้วินจิ ฉัยว่านายหนึง่ มีความผิดฐานใด
คาตอบ การที่นายหนึ่งเอารถยนต์พร้อมกุญแจรถและรีโมทคอนโทรล ของนายสองขับไป
เท่ียวกลางคืน แล้วก็ขับรถพร้อมกุญแจรถและรีโมทคอนโทรลมาไว้ท่ีเดิม ไม่เป็นการเอาทรัพย์ของ
ผู้อื่นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๔ เพราะการเอาไปตามมาตรา ๓๓๔ ต้องเป็นการ
เอาไปในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ การท่ีนายหนึ่งเพียงต้องการเอารถยนต์พร้อมกุญแจรถ
และรีโมทคอนโทรลของนายสองขับไปเท่ียวกลางคืน แล้วก็ขับรถมาไว้ทเี่ ดมิ เป็นการเอาไปช่วั คราว
จึงไม่เป็นการเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้อ่ืนโดยเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา
๓๓๔ (๓ คะแนน) จงึ ไม่เปน็ ความผิดฐานลักทรพั ย์ทเี่ ป็นของนายจา้ งตามมาตรา ๓๓๕ (๑๑) ดว้ ย
ส่วนน้ามันที่อยู่ในรถ เป็นอุปกรณ์ของรถเพราะเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์
ประธานเติมไว้ใช้กับรถที่เป็นทรัพย์ประธานนั้น เม่ือนายหนึ่งเอารถซ่ึงเป็นทรัพย์ประธานไป
ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การเอาน้ามันซ่ึงเป็นอุปกรณ์ของรถไปก็ไม่เป็น
ความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกัน (๒ คะแนน) และการที่นายหน่ึงขับรถโดยใช้น้ามันไป ๓ ลิตร
ก็ไม่เป็นการทาให้เสียหาย ทาลาย ทาให้เสื่อมค่า หรือทาให้ไร้ประโยชน์ซ่ึงทรัพย์ของผู้อ่ืนตาม
มาตรา ๓๕๘ เพราะเปน็ การใชต้ ามปกตโิ ดยสภาพของทรัพย์เช่นน้ามนั (๒ คะแนน) การเอานา้ มัน
ไปพรอ้ มรถและการขบั รถโดยใช้นา้ มนั ของนายหน่ึงจึงไมเ่ ปน็ ความผิด
รีโมทคอนโทลเป็นวัตถุท่ีผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วย
การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอนไฟฟ้า คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าตามมาตรา ๑ (๑๔) ก ดังนั้น
การท่ีนายหนึ่งมีและใช้รีโมทคอนโทรลดังกล่าวแอบเอารถยนต์ของนายสองขับไปเที่ยวกลางคืนน้ัน
จึงเป็นการมีไว้เพื่อนาออกใช้ซ่ึงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการท่ีน่าจะ
ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนโดยเจตนาตามมาตรา ๒๖๙/๖ บทหนึ่ง และเป็น
การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบ ในประการท่ีน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืน
หรือประชาชนโดยเจตนาตามมาตรา ๒๖๙/๕ อีกบทหนึ่ง เพราะการนาไปใช้โดยผู้มีสิทธิใช้
ไม่ยินยอมเป็นการใช้โดยมิชอบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายสองแล้ว การกระทาของ
นายหน่ึงจึงเป็นความผิดฐานมีไว้เพ่ือนาออกใช้ซ่ึงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบตาม
มาตรา ๒๖๙/๖ และฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา ๒๖๙/๕
(๓ คะแนน)
ข้อสงั เกต ประเด็นเร่ืองการเอาไปที่ตดั กรรมสิทธิ์ จึงจะเป็นความผิดฐานลักทรพั ย์ ถ้าไมไ่ ดเ้ อาไปเลย

474

จะไม่ผิดฐานลักทรัพย์ ในทางตาราน่าจะเป็นการขาดองค์ประกอบภายนอก แต่คาพิพากษาฎีกา
มีทัง้ ทีว่ ินิจฉยั วา่ ขาดองคป์ ระกอบภายนอก คอื ไม่เปน็ การเอาไป และท่ีวนิ จิ ฉัยวา่ ไมม่ ีเจตนาทุจริต คือ
ขาดองค์ประกอบภายในส่วนเจตนาพิเศษ ดังนั้น ข้อน้ีหากนักศึกษาตอบมาว่า ไม่ใช่การเอาไป หรือ
ขาดเจตนาทุจริต ผู้แต่งเห็นว่า เป็นคาตอบที่ถูกต้องและให้คะแนนท้ังสองแนว แต่ผู้แต่ง
ให้ข้อเสนอแนะว่า หากมีฎีกาใหม่ ๆ วินิจฉัยในแนวทางใด นักศึกษาควรตอบตามแนวฎีกาล่าสุด
เพราะการสอบเนติฯ หรือผู้ช่วยฯ หากมีการนาข้อเท็จจริงตามฎีกามาออกข้อสอบ ธงคาตอบต้อง
เป็นไปตามฎีกา (เร่ืองน้ีอย่าคิดว่าเป็นเรื่องการเรียนแบบโง่ ๆ เราต้องเข้าใจว่าน่ีคือกติกาของการ
สอบเนติฯ และผู้ช่วยฯ เมื่อกติกาเป็นแบบนี้เราต้องปรับตัวเข้ากตกิ า ขอยกตวั อย่างว่าเราเตะกา้ นคอ
เก่งมาก แต่เราไปชกมวยสากล แล้วเราเตะก้านคอคู่ชกจนน๊อคไปเราจะชนะหรือไม่ เราก็ไม่ชนะ
เพราะเราไมป่ ฏิบัตติ ามกติกา)

ปญั หาการเอาไปที่ไม่เป็นการตัดกรรมสทิ ธิ์ ไมผ่ ิดลักทรพั ย์เพราะเหตใุ ด ขอใหศ้ ึกษาเพิ่มเติม
จากตาราของศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ส่วนประเด็นเรื่องบัตรอิเล็กทรอนิกส์จากตาราของ
ศาสตราจารย์ ดร. เกียรตขิ จร วจั นะสวสั ด์ิ

มีนักศึกษาบางท่านเม่ือเขียนข้อสอบจบข้อ แต่เหลือกระดาษด้านล่างของหน้าท่ีเขียน ก็จะ
ขีดฆ่าท้ายกระดาษที่เหลือ ซึ่งเป็นระเบียบการสอบของ มสธ. แต่การสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยฯ
นักศึกษาท่ีจบมาจาก มสธ. ผแู้ ต่งขอเตอื นว่า หา้ มขดี ฆ่าที่ทา้ ยกระดาษคาตอบเดด็ ขาด เพราะอาจถูก
หักคะแนน ในปัญหาน้ีเคยมีคนถูกหักคะแนนมาแล้ว ขอให้ดูเรื่องข้อบกพร่องในการเข้าสอบที่พบ
และคณะกรรมการมีมติ ในหนังสือรวมขอ้ สอบผชู้ ่วยผู้พพิ ากษา ๑๔ สมัย โดยสานักงานศาลยตุ ธิ รรม
พ.ศ.๒๕๕๔ หน้า ๑๘

เป็นการเอาไปในลักษณะตดั กรรมสทิ ธ์ิ

ฎีกาที่ ๑๐๑๓๙/๒๕๕๗ จาเลยท้ังสี่เอาทรัพย์ของผู้เสยี หายไปโดยมีเจตนาเพอื่ จะตรวจดูว่า
ทรัพย์ท่ีเอาไปน้ันเป็นของจาเลยทั้งสี่ท่ีถูกคนร้ายลกั ไปหรือไม่เท่านั้น มิใช่เป็นการเอาไปเพ่ือแสวงหา
ประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผู้อ่ืน จึงไม่เป็นการกระทา "โดยทุจริต"
ตามบทนิยามความหมายของคาว่า "โดยทุจริต" ใน ป.อ. มาตรา ๑ (๑) การกระทาของจาเลยทั้งสี่
จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์เพราะขาดเจตนาพิเศษเรื่องการกระทาโดยทุจริต
ดังกล่าว ซ่ึงย่อมส่งผลทาให้การกระทาของจาเลยทั้งส่ีไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์
ตามท่ีโจทก์ฟ้องไปด้วย และการกระทาของจาเลยทั้งสี่เช่นน้ีหาใช่ว่าจาเลยท้ังส่ีกระทาโดย
ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ซึ่งถือว่าจาเลยทั้งส่ีไม่มีเจตนากระทาความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสอง ประกอบวรรคสาม ดงั คาพิพากษาของศาลชน้ั ต้นไม่
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงคดีนี้อาจเป็นได้ท้ังไม่ใช่การเอาไป เพราะเพียงเอาไปตรวจดู ไม่ใช่การเอาไป
เลย จึงขาดองคป์ ระกอบภายนอก

475

หากจะถือว่าเป็นการเอาไป ครบองค์ประกอบภายนอก แต่ก็เป็นการเอาไปโดยยังไม่รวู้ ่าเป็น
ทรัพย์ของผู้อื่นจริงหรือไม่ เพราะยังคิดว่าอาจเป็นทรัพย์ของตนเองหรือของคนอ่ืนต้องดูก่อน จึงถือ
ว่าขาดเจตนากระทาผดิ ขาดองคป์ ระกอบภายในในส่วนของเจตนา

หากจะถือว่ามีเจตนา ก็จะถือว่าขาดเจตนาพิเศษท่ีต้องกระทาทาโดยทุจริต ถ้าออกข้อสอบ
คงตอบตามฎีกาว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรพั ย์เพราะขาดเจตนาพิเศษเรอ่ื งการกระทา
โดยทจุ ริต

ฎีกาท่ี ๑๐๐๒๕/๒๕๕๗ ฎ.๒๑๓๒ บัตรเติมน้ามันเป็นของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบให้ ช.
เพื่อใช้เติมน้ามันรถบรรทุกคันที่ ช. ขับเท่าน้ัน เป็นการมอบให้ยึดถือช่ัวคราวเพ่ือใช้เติมน้ามัน
กรรมสิทธ์ิและสิทธิครองครองบัตรยังอยู่กับผู้เสียหาย ผู้ใดเอาไปย่อมถือได้ว่าเป็นการเอาไปจาก
ผเู้ สียหาย การที่จาเลยนาบัตรนี้ไปใช้เติมน้ามันในเวลากลางคืนและสามารถใช้ได้แสดงว่าจาเลยย่อม
รู้รหัสบัตร ส่วนจาเลยจะรู้ได้อย่างไร สมคบกับ ช. หรือไม่ ไม่เป็นสาระสาคัญ เพราะไม่ทาให้จาเลย
พ้นจากความผิดได้เน่ืองจากจาเลยเอาบัตรไปจากการครอบครองของผู้เสียหายช่วงเวลาหนึ่ง
อย่างน้อยคือช่วงเวลาเอาไปใช้นั่นเอง จาเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลา
กลางคืนและฐานเอาไปเสียซ่ึงเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๑๑) และมาตรา ๑๘๘
ข้อสังเกต ปัจจุบันหลักกฎหมายที่ว่า การลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธ์ิ
ซ่ึงเป็นความเห็นทางตารา ศาลฎีกาแปลความเคร่งครัดขึ้นเรื่อย ๆ และจะเหลือกรณีที่จะใช้บังคับ
น้อยลงทุกที คาถามในข้อที่ว่าแอบเอารถไปขับแล้วเอามาคืนในคาถามข้อก่อนหน้าฎีกานี้ ไม่รู้ว่า
ถ้าเกิดข้ึนจริงศาลฎีกาจะตดั สนิ อยา่ งไร

อน่ึง ข้อเท็จจริงในคดีนี้การเอาบัตรเติมน้ามันเป็นของผู้เสียหายไปใช้เติมน้ามันยังเป็น
ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อ่ืนโดยมิชอบตามมาตรา ๒๖๙/๕ เมื่อเป็นบัตรที่ผู้ออกได้
ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อใช้ชาระค่าสินค้าแทนการชาระด้วยเงินสด ผู้กระทาต้องระวางโทษหนักข้ึน
อีกกง่ึ หนง่ึ ตามมาตรา ๒๖๙/๗ ดว้ ย

ฎีกาที่ ๖๗๔/๒๕๕๔ (ประชุมใหญ่) ฎ. ๖๑๕ จาเลยกับพวกอีกสองคนร่วมกันใช้กาลัง
ประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อมิให้ผู้เสียหายขัดขืนเพ่ือให้ความสะดวกแก่การลักเงินสด ๑,๑๐๐ บาท
บัตร เอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป หรือการพาทรัพย์น้ันไป ให้ย่ืนให้ซึ่งทรัพย์
ยึดถอื เอาทรัพย์น้ันไว้ หรอื ให้พ้นจากการจับกุม แม้จาเลยกับพวกเอาทรพั ย์สินของผูเ้ สียหายไปเท่าที่
คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผู้เสียหายเป็นหน้ีพวกจาเลยอยู่ ไม่ได้เอาทรัพย์สินอ่ืนท่ีมีค่ามากไปด้วยก็ตาม
แต่ก็เป็นการกระทาที่ไม่มีอานาจตามกฎหมาย ย่อมเป็นการกระทาโดยเจตนาทุจริต จาเลย
มีความผดิ ฐานปลน้ ทรพั ย์ของผู้เสียหาย
หมายเหตุ (โดยท่านอาจารย์สมชัย ทีฆาอุตมากร) แม้ลูกหน้ีละเลยไม่ชาระหน้ี แต่การจะบังคับ
ชาระหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๓ บัญญัติให้เจ้าหน้ีจะต้องใช้สิทธิร้อง
ต่อศาลให้สั่งบังคับชาระหน้ีก็ได้ คาว่า “ก็ได้” หมายความว่า เจ้าหน้ีจะใช้สิทธิทางศาลหรือไม่ก็ได้
หากไม่ใช้สิทธิทางศาล ก็ไม่อาจบังคับลูกหนี้ให้ชาระหนี้ มิใช่เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าหน้ีบังคับลูกหนี้

476

ให้ชาระหน้ีได้โดยไม่ต้องใช้สิทธิทางศาล การท่ีเจ้าหนี้ใช้กาลังบังคับลูกหนี้ให้ชาระหน้ีโดยพลการ
จึงเป็นการกระทาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถึงแม้ทรัพย์สินท่ีเจ้าหน้ีเอาไปจากลูกหนี้ไม่เกินไปกว่าหน้ี
ท่ีลูกหน้ีต้องชาระ ก็ย่อมนับได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับ
ตนเองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑)

ฎีกาที่ ๑๑๒๒๕/๒๕๕๕ ฎ.๑๕๑๘ ก่อนจาเลยทั้งสามเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป จาเลย
ทั้งสามได้ไปพบ ว. ผู้ใหญ่บ้านเพ่ือให้ช่วยพูดให้ผู้เสียหายชาระหนี้จาเลยท่ี ๑ เมื่อตกลงกันไม่ได้
จาเลยท้ังสามจงึ เอาทรพั ยข์ องผูเ้ สยี หายไปใส่ทา้ ยกระบะรถยนต์ จาเลยทง้ั สามบอก ร. บุตรผูเ้ สยี หาย
ว่าหากอยากจะได้ทรัพย์ของผู้เสียหายคืนให้ผู้เสียหายนาเงินท่ีกู้ยืมไปชาระ และจาเลยทั้งสามนา
ทรัพย์ของผู้เสียหายไปคืนพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนบอกให้จาเลยทั้งสามนาทรัพย์
ของกลางมาคืน ประกอบกับหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ระบุว่าผู้เสียหายจะชาระหน้ีให้
จาเลยที่ ๑ เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท หากไม่ชาระยินยอมให้ยึดทรัพย์สินของผู้เสียหายโดยไม่มี
ข้อยกเว้น แม้จาเลยทั้งสามเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเพื่อให้ผู้เสียหายไปติดต่อชาระหน้ีเงินกู้ยืม
ท่ีค้างชาระจาเลยท่ี ๑ แต่การกระทาของจาเลยทั้งสามเป็นการบังคับให้ผู้เสียหายชาระหนี้โดย
พลการ ซ่ึงไม่มีอานาจจะกระทาได้ตามกฎหมาย ถือเป็นการกระทาโดยมีเจตนาทุจริต จึงเป็น
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) (๘) วรรคสอง ประกอบมาตรา
๓๓๖ ทวิ และมาตรา ๘๓
ข้อสังเกต ก่อนหน้าน้ีการเอาทรัพย์ผู้เสียหายไปเพื่อต่อรองให้อีกฝ่ายหนึ่งชาระหนี้ ศาลฎีกาเคย
วินิจฉัยว่าไม่ใช่การเอาไปท่ีเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ (ไม่ใช่การเอาไปเลย) หรือบางฎีกาก็วินิจฉัยว่า
ไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่ผิดลักทรัพย์ แต่ต่อมาปัญหาเร่ืองการบังคับชาระหน้ีโดยพลการของเจ้าหนี้
มีมากข้ึนและอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมได้ ศาลฎีกาได้เปล่ียนแนวการวินิจฉัยว่า แม้จะเป็น
การเอาทรัพย์ผู้เสียหายไปเพื่อต่อรองให้อีกฝ่ายหนึ่งชาระหนี้ ก็ถือว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไป
โดยทจุ รติ อนั เป็นความผิดฐานลกั ทรพั ย์ ดงั น้นั ฎีกาที่ ๕๙๓/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๒ น.๕๗, ฎกี าที่ ๓๑๕๐/
๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๐๕, ฎีกาท่ี ๒๒๗๙/๒๕๕๑, ฎีกาท่ี ๘๓๘๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๔๕
ที่วินจิ ฉัยว่าไมผ่ ิดฐานลกั ทรพั ย์ ไม่อาจใชเ้ ป็นบรรทัดฐานตอ่ ไป

ฎีกาที่ ๖๗๒๖/๒๕๕๗ ฎ.๑๘๓๐ จาเลยแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปขณะ
ผ้เู สียหายกาลังใช้โทรศัพท์เพื่อบังคับชาระหนี้ท่ีผู้เสียหายค้างชาระ เป็นการใช้อานาจบังคับชาระหน้ี
โดยมชิ อบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเอง
เปน็ การฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปซ่ึงหน้าโดยเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานว่ิงราวทรพั ย์ตาม
ป.อ. มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก

ฎีกาที่ ๑๐๐๙๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๙๖ ผู้เสียหายเป็นหน้ีจาเลย ๕๐๐ บาท จาเลยชอบที่
จะใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งเพื่อขอให้ผู้เสียหายชาระหนี้ จาเลยหามีสิทธิเอารถจักรยานยนต์ของ
ผู้เสียหายไปเพื่อเป็นประกันให้ผู้เสียหายชาระหน้ี การกระทาของจาเลยเป็นการบังคับให้ผู้เสียหาย
ชาระหนี้โดยพลการ ซึ่งไม่มีอานาจกระทาได้ตามกฎหมาย เป็นการแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดย

477

ชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเอง การกระทาของจาเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดย
ทุจริต เมื่อจาเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนด้วย จาเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมี
หรอื ใช้อาวุธปืน

ฎกี าที่ ๗๘๖๘/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๗๕ น. บตุ รโจทก์รว่ มรกั ใครช่ อบพอกบั ช. บตุ รชาย
จาเลยจนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ โจทก์ร่วมและจาเลยได้จัดพิธีมงคลสมรสให้แก่ น. และ ช. ท่ีบ้านของ
โจทก์ร่วมโดยฝ่ายจาเลยมอบเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาท สร้อยคอทองคา ๕ เส้น สร้อยข้อมือทองคา
๔เส้น ท่ีฝ่ายจาเลยอ้างว่ามีน้าหนัก ๙ บาท ให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วม ต่อมาวันรุ่งข้ึนซ่ึงเป็นวันเกิดเหตุ
โจทก์ร่วมนาสร้อยคอทองคาและสร้อยข้อมือทองคาดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์ตามฟ้องไปตรวจสอบ
พร้อมกับฝ่ายจาเลยที่ร้านทอง ผลการตรวจสอบได้น้าหนักเพียง ๘.๒๕ บาท จึงเกิดการโต้เถียงกัน
ระหว่างน้ันจาเลยหยิบเอาสร้อยคอทองคาและสร้อยข้อมือทองคารวม ๙ เส้น ท่ีวางอยู่บนโต๊ะของ
ร้านทองไป สร้อยคอทองคาและสร้อยข้อมือทองคาอันเป็นทรัพย์ตามฟ้องจะเป็นสินสอดหรือ
ของหม้ันหรือไม่ก็ตาม แต่ฝ่ายจาเลยก็ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมยึดถือครอบครอง
อันเป็นการยกให้ในวันพิธีมงคลสมรสแล้ว จาเลยจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิทรัพย์ตามฟ้อง ดังนี้
หากจาเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์ร่วมไม่ปฏิบตั ิตามข้อตกลงอย่างไร จาเลยก็ชอบท่ีจะใช้สิทธเิ รยี กร้องฟ้อง
คดีทางแพ่งเพ่ือเรียกทรัพย์คืน หามีสิทธิฉกฉวยเอาทรัพย์มาโดยพลการไม่ การกระทาของจาเลย
เปน็ การใช้อานาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เปน็ การแสวงหาประโยชนท์ ่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
สาหรับตนเอง การกระทาของจาเลยจึงเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซ่ึงหน้าอันเป็นความผิด
ฐานวงิ่ ราวทรัพย์

ฎีกาท่ี ๑๖๓๘/๒๕๖๑ ฎ.๔๖๔ ขณะที่ผู้เสียหายต่อสู้กับจาเลยมีผู้มาแยกจาเลยกับ
ผู้เสียหายออกจากกัน ผู้เสียหายยืนในลักษณะก้มทาให้สร้อยคอทองคาที่สวมอยู่ท่ีคอห้อยลง จาเลย
ดึงสร้อยคอทองคาของผู้เสียหายจนขาดติดมอื แลว้ ว่งิ ไปทางบ้านของจาเลย ระหว่างทางจาเลยทาท่า
เหมือนขว้างสร้อยคอทองคาดังกล่าวทิ้ง แต่มิได้แบมือ ท้ังยังพูดว่า สรอ้ ยมงึ มงึ อยากได้มงึ ติดตามเอา
กูขว้างท้ิงแล้ว เป็นการแย่งการครอบครองสร้อยคอทองคาไปจากผู้เสียหายโดยจาเลยมีเจตนาเอา
ทรัพย์ของผู้เสียหายไป อันเป็นการกระทาเพ่ือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
สาหรับตนเองแล้วอันเป็นลักษณะการฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปซ่ึงหน้าโดยทุจริต จาเลยย่อมมี
ความผดิ ฐานวงิ่ ราวทรัพย์

ฎีกาท่ี ๔๘๘๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๘ จาเลยไปหาผู้เสียหายโดยมีเจตนาเพื่อทวงหน้ีท่ี
ผู้เสียหายค้างชาระ โดยก่อนเกิดเหตุจาเลยพยายามยกถังแก๊สที่ผู้เสียหายใช้หุงต้มในการขาย
กว๋ ยเตยี๋ วไปเพ่ือการชาระหน้ี แต่จาเลยเอาไปไม่ได้เพราะสามีผู้เสียหายไม่ยอมให้เอาไป ต่อมาจาเลย
กับผู้เสียหายก็โต้เถียงกันอีกเรื่องท่ีผู้เสียหายไม่ชาระหน้ีให้จาเลย ทาให้จาเลยโกรธแค้นจึงเข้า
กระชากสร้อยคอทองคาของผู้เสียหายและเอาสร้อยคอทองคาของผู้เสียหายไปคร่ึงเส้น แม้เพ่ือ
ชดเชยท่ีผเู้ สียหายไม่ยอมชาระหนี้ แต่การบังคับชาระหน้ีก็ต้องดาเนินการตามกฎหมาย มิใช่กระชาก
สร้อยคอทองคาครึ่งเส้นของผู้เสียหายไปโดยพลการท้ังมูลหนี้ท่ีจาเลยมาทวงผู้เสียหายนั้น เกิดจาก

478

หน้ีการพนันหวยใต้ดิน จึงเป็นมูลหนี้ท่ีมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อม
ไม่กอ่ ให้เกดิ หน้ีท่ผี ู้เสียหายพึงชาระและแม้จาเลยเบกิ ความวา่ เป็นหนเ้ี งินยมื จาเลยก็รับวา่ ทผี่ เู้ สยี หาย
ไม่ยอมชาระหน้ีดังกล่าว ก็เพราะไม่มีลายมือชื่อของผู้เสียหาย หน้ีกู้ยืมเงิน ๒,๐๐๐ บาท ของ
ผู้เสียหายจึงไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้เสียหายซ่ึงเป็นผู้ยืม จาเลยย่อม
ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ กรณีจึงไม่มีมูลหน้ีท่ีจาเลยจะฟ้องร้องบังคับคดีต่อผู้เสียหายได้ด้วย ดังน้ัน
การกระชากสร้อยคอคร่ึงเส้นของจาเลยดังกล่าว จึงเป็นการเอาไปโดยทุจริต เพ่ือแสวงหาประโยชน์
อนั มิควรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมาย จาเลยยอ่ มมีความผิดฐานวิง่ ราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖

ฎกี าท่ี ๓๑๒๑/๒๕๕๒ ฎ.๕๕๐ การบังคับชาระหนี้ตอ้ งดาเนินการตามกฎหมาย มิใช่เจ้าหนี้
บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการ การที่จาเลยซ่ึงเป็นเจ้าหน้ีใช้เลื่อยตัดกุญแจแล้ว
เปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ภายในบ้านซึ่งจาเลยรู้อยู่แล้วว่า
ไม่ใช่บ้านพักของ ป. ลูกหนี้และไม่รู้ด้วยว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานใช่ของ ป. หรือไม่
ไปเพื่อตีชาระหนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต จาเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน
โดยทาอนั ตรายส่งิ กีดก้ันสาหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์

ฎกี าท่ี ๔๙๓๒/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๙๔ คนื เกดิ เหตุ จาเลยกบั ผู้เสียหายเจรจาเรือ่ งหน้ีสินกัน
แล้วต่อมาจาเลยนารถยนต์และกุญแจรถยนต์ของผู้เสียหายไป ซ่ึงต่อมาเจ้าพนักงานตารวจเข้าตรวจ
ยดื รถยนต์คนั ดังกล่าวได้จากร้านรบั ซื้อของเก่า รถยนต์ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่มกี ารดัดแปลงเปลี่ยน
สภาพ แสดงว่าจาเลยต้องการนารถยนต์ไปเก็บไว้เป็นการประกันหนี้เพื่อให้ผู้เสียหายมาชาระหนี้คืน
แก่จาเลย แต่การบังคับชาระหน้ีคืนจากลูกหนี้มีกฎหมายกาหนดขั้นตอนให้ฟ้องร้องดาเนินคดีและ
บังคับคดีไว้อยู่แล้ว หากจาเลยต้องการบังคับชาระหนี้จากผู้เสียหาย จาเลยย่อมจะต้องดาเนินการ
ภายใต้กรอบหรือหลักเกณฑ์ท่ีกฎหมายกาหนดไว้ การที่จาเลยนารถยนต์ของผู้เสียหายไปเพ่ือเป็น
การประกันหน้ีโดยพลการเช่นน้ี จึงเป็นการกระทาโดยไม่มีอานาจใด ๆ ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็น
การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเอง อันเป็นการเอาทรัพย์ของ
ผเู้ สยี หายไปโดยทุจรติ แล้ว การกระทาของจาเลยกบั พวกจงึ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

การที่จาเลยตบศีรษะผู้เสียหายน้ัน ไม่ได้ตบเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือ
พาทรพั ยน์ นั้ ไปหรือให้ผูเ้ สยี หายย่ืนให้ซง่ึ ทรพั ย์น้ันหรอื เพ่อื ยึดถือเอาทรัพย์น้ันไว้ แตเ่ ปน็ การตบศีรษะ
เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายเขียนสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น การตบศีรษะผู้เสียหายกับการเอารถยนต์ของ
ผู้เสียหายไปจึงเป็นการกระทาท่ีแยกขาดจากกัน ไม่ใช่เป็นการใช้กาลังประทุษร้ายเพื่อให้สะดวกแก่
การพาทรัพย์นั้นไปหรือให้ยื่นให้ซ่ึงทรัพย์น้ันหรือเพื่อยึดถือเอาทรัพย์น้ันไว้อันจะเป็นความผิดฐาน
ชิงทรัพย์ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑)
และทาร้ายผู้อ่ืนโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแกก่ ายหรือจิตใจตามมาตรา ๓๙๑ แยกต่างหาก
จากกนั การกระทาของจาเลยกับพวกจงึ เป็นการกระทาอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกนั

479

โดยทจุ ริต

ฎีกาท่ี ๑๖๔๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๑ โจทก์ร่วมลักลอบนาสินค้าไปฝากคนขับรถโดยสาร
ปรับอากาศของบริษัท ป. โดยไม่ยอมเสียค่าระวางขนส่งให้แก่บริษัท ป. แต่จ่ายเงินให้แก่พนักงาน
ขบั รถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ป. ซ่ึงถูกกว่าท่ีจะจ่ายให้แก่บริษัท ป. การกระทาของโจทก์ร่วม
ดังกล่าวเป็นการร่วมกับพนักงานขับรถทุจริตต่อบริษัท ป. เมื่อจาเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอานาจของ
บริษัท ป. ทราบเรื่องจึงวางแผนจับผิดพนักงานขับรถและสั่งไม่ให้ส่งสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมท่ีสถานี
บรกิ ารน้ามันตามท่ีโจทกร์ ่วมได้นดั แนะกับพนักงานขับรถไว้ โดยให้นาสนิ ค้ามาเกบ็ รักษาไวท้ ่ีบ้านของ
จาเลยเพ่ือเรียกค่าระวางขนส่งสินค้าจากโจทก์ร่วม การท่ีจาเลยไม่ยอมเจรจาและคืนสินค้าให้แก่
โจทก์ร่วมในตอนแรกนั้นก็เพราะว่าจาเลยโกรธและไม่พอใจที่โจทก์ร่วมกระทาการเช่นนั้น เม่ือ
โจทก์ร่วมยังไม่ยอมเสียค่าระวางขนส่งสินค้า จาเลยในฐานะกรรมการผู้มีอานาจของบริษัท ป.
ผู้ขนส่งชอบที่จะยึดหน่วงเอาของไว้ก่อนได้ตามท่ีจาเป็นเพื่อประกันการใช้เงินค่าระวางพาหนะและ
อุปกรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๓๐ ครั้นเม่ือโจทก์ร่วมได้ชาระค่าระวางสินค้าให้แก่บริษัท ป. แล้ว
จาเลยก็สั่งให้คืนสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม จาเลยมิได้เจตนาทุจริตท่ีจะเอาสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็น
ประโยชนข์ องตนเองหรือผ้อู ่ืน จงึ ไมเ่ ป็นความผิดฐานลักทรพั ย์

ฎีกาที่ ๘๕๘๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๙๒ จาเลยที่ ๑ เป็นสามีอยู่กินกับ ก. มาก่อนเกิดเหตุ
ถงึ ๗ เดือน เคยนอนพักอาศัยกับ ก. ท่ีร้านท่เี กิดเหตุ และมีเหตุทะเลาะกันบ่อย ทรัพย์ที่เอาไปก็ล้วน
แต่อยู่ในห้องนอนที่จาเลยท่ี ๑ นอนกับ ก. ท้ังสิ้น ท้ังท่ีชั้นล่างของร้านที่เกิดเหตุก็มีโทรทัศน์สีท่ีมี
ขนาดใหญ่กวา่ และมที รัพย์สินอน่ื ของผเู้ สียหายอีกมากมายแต่จาเลยท่ี ๑ ก็มิได้เอาไป แสดงให้เหน็ ว่า
จาเลยที่ ๑ หาได้มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหายไม่ ช้ันสอบสวนจาเลยที่ ๑ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ
เมอื่ จาเลยท่ี ๑ ไปขอคืนดีกบั ก. แล้ว ก. ไม่ยอมคืนดดี ว้ ย ยังไดข้ ับไลแ่ ละเอากุญแจรา้ นให้จาเลยที่ ๑
เพ่ือไปขนส่ิงของเคร่ืองใช้ออกไป จาเลยท่ี ๑ จึงชักชวนจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไปขนทรัพย์สินของ
ตนเองและของผู้เสียหายรวมไปด้วยเพ่ือเป็นข้อต่อรองให้ ก. ยอมคืนดีด้วย หลังเกิดเหตุจาเลยที่ ๑
ก็กลับมานอนที่บ้านของ ก. ซึ่งอยู่ข้างบ้านบิดามารดาของ ก. โดยไม่ได้หลบหนี และเมื่อ ก. ไปทวง
ถามให้นาทรัพย์สินไปคืน จาเลยท่ี ๑ ก็ให้บุตรนาไปคืนแต่โดยดี ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่าจาเลยที่ ๑
ถือวิสาสะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเน่ืองจากต้องการเป็นข้อต่อรองกับ ก. ให้ยอมกลับมาคืนดีด้วย
เท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลท่ีจะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น จึงมิได้
มเี จตนาทจุ รติ แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบดว้ ยกฎหมาย การกระทาของจาเลยที่ ๑ ไม่เป็น
ความผิดฐานลักทรัพย์ และแม้จาเลยที่ ๑ จะไม่มีกุญแจร้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่จาเลยที่ ๑ ก็พัก
อาศัยอยู่ที่รา้ นที่เกิดเหตุกับ ก. มานาน โดยในบางครั้งกน็ อนที่ร้านกับ ก. และบางคร้ังก็กลับมานอน
ที่บ้านบิดามารดาของ ก. ตามพฤติการณ์ถือว่าจาเลยที่ ๑ ได้พักอาศัยอยู่ที่ร้านท่ีเกิดเหตุด้วย การ
เข้าไปในร้านของผู้เสียหายเช่นน้ี จึงฟังไม่ได้ว่าเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของ
ผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทาของจาเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้น
การกระทาของจาเลยท่ี ๓ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าไปช่วยจาเลยท่ี ๑ ขนทรัพย์สินตามคาส่ังของจาเลยที่ ๑

480

จงึ ไมเ่ ปน็ ความผิดตามฟ้องเช่นเดียวกัน
ฎกี าท่ี ๒๗๐๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๒๓ จาเลยท้งั สามมิได้มีเจตนาทุจริตท่ีจะร่วมกนั ลกั เงิน

ของผู้เสียหาย เนื่องจากสนิทสนมกันเป็นญาติและเป็นเพื่อนกัน ท้ังเกิดความคึกคะนองตามประสา
ของวยั รุ่นและขณะนั้นกน็ ่ังด่มื สุราอยู่ด้วยกนั จนหมด จึงน่าจะช่วยกนั ออกเงินค่าสุราบา้ งเท่านั้น เม่ือ
จาเลยท่ี ๑ พูดขอเงินหลายครั้งแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงได้ถือวิสาสะเข้าค้นตัวผู้เสียหายเพ่ือค้น
เอาเงิน จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ เพียงแต่จับแขนขาของผู้เสียหายไว้แน่นเท่านั้น ไม่ได้ทาร้าย ดังน้ี
การกระทาของจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ที่เข้ายึดแขนขาของผู้เสียหายเป็นเพียงการยึดตัวผู้เสียหาย
ให้อยู่น่ิงเพ่ือให้จาเลยที่ ๑ ค้นตัวได้สะดวกเท่านั้น การกระทาของจาเลยท้ังสามจึงเป็นความผิดฐาน
รว่ มกันข่มขืนใจโดยใช้กาลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายต้องจายอมให้จาเลยทั้งสามคน้ ตวั และเอาเงินไป
มใิ ช่ความผดิ ฐานปลน้ ทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๒๙๖๐/๒๕๕๒ ฎ.๖๘๕ จาเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า ป. ซ่ึงเป็นกรรมการผู้มีอานาจ
บริษัทโจทก์ร่วมอนุมัติให้จาเลยเบิกเงินเดือนของจาเลยล่วงหน้าได้ แม้จาเลยจะไม่ได้ขออนุมัติจาก
ป. ก่อนตามระเบียบการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าของพนักงาน ก็ไม่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป
โดยมเี จตนาทุจรติ จาเลยจงึ ไม่มีความผดิ ฐานลักทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๑๐๑๔๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๗๓ ผู้เสียหายกับจาเลยรู้จักกันมาก่อน ไปเที่ยวดื่ม
สุราด้วยกัน พยานโจทก์ท่ีไปในท่ีเกิดเหตุกับจาเลยและผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะท่ีกาลังรอรถ
โดยสารประจาทางอยู่น้ัน จาเลยกับผู้เสียหายกอดกันในฐานะคนรัก หลังเกิดเหตุเม่ือสิบตารวจเอก
ป. ตามไปพบจาเลยอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียงประมาณ ๑๐๐ เมตร พบจาเลยถอดเสื้อเอาเสื้อพาด
บ่าไว้ โดยจาเลยมีอาการมึนเมาและร้อยตารวจโท น. พนักงานสอบสวนก็เบิกความตอบทนายจาเลย
ถามค้านวา่ ขณะจับตัวจาเลย จาเลยมีอาการมึนเมา จากพฤตกิ ารณ์แห่งคดีเชื่อว่าจาเลยรู้จักคุ้นเคย
กับผู้เสียหายและจาเลยกระทาในขณะมึนเมา การที่จาเลยเอาสร้อยข้อมือทองคาของผู้เสียหายไปนั้น
ไม่ได้ประสงค์จะเอาไปในลักษณะเป็นการประทุษร้ายต่อกรรมสิทธใิ์ นทรพั ยข์ องผู้เสียหาย จาเลยมไิ ด้
เจตนาท่ีจะเอาทรัพยไ์ ปเพอ่ื แสวงหาประโยชน์ทมี่ ิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแตอ่ ยา่ งใด การกระทา
ของจาเลยจงึ ไมม่ ีเจตนาทจุ รติ ไมม่ ีความผิดฐานชงิ ทรพั ย์
ข้อสงั เกต การกระทาผิดจะอา้ งว่าเมาไม่ได้ แต่คดีนี้อา้ งได้เพราะจาเลยเป็นคนรักของผเู้ สียหาย

ฎกี าที่ ๓๔๑๒/๒๕๕๐ ฎ.๑๑๕๓ กระบอื เปน็ ของโจทกร์ ว่ ม แตข่ ณะเกิดเหตุ น. ทาใหจ้ าเลย
เชื่อว่ากระบือเป็นของ น. มีสิทธิยกให้จาเลยเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย การที่จาเลยนาซากกระบือไป
ชาแหละขาย จงึ กระทาไปโดยเข้าใจว่ามสี ิทธกิ ระทาได้ จาเลยไม่มเี จตนาทุจรติ การกระทาของจาเลย
ไม่เปน็ ความผิดฐานลักทรพั ย์

โจทก์ร่วมกับจาเลยได้ตกลงเก่ียวกับค่าเสียหายท่ีกระบือของโจทก์ร่วมทาให้สวนแตงโมของ
จาเลยเสียหาย และค่าเสียหายราคากระบือที่จาเลยยิงตายโดยทาบันทึกไว้เม่ือวันที่ ๙ กันยายน
๒๕๔๔ คู่กรณีตกลงกันแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรยี กร้องฟ้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา โดยจาเลยได้
ช่วยเหลือค่าเสียหายของกระบือท่ีถูกยิงตายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท จะนาเงินมาจ่าย

481

ให้หมดในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ แล้วลงช่ือโจทก์ร่วมและจาเลย เป็นการทาสัญญาประนีประนอม
ยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๓๙ (๒) แม้ต่อมาจาเลยจะไม่ชาระค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมก็ไม่มี
สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดาเนินคดีแก่จาเลยในข้อหาทาให้เสียทรัพย์ หลังจากมีการ
ยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอีกได้

ฎกี าที่ ๗๘๘๐/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๑๔ หลังจากจาเลยท้ังสองร่วมกนั ทาร้ายผู้เสียหายท่ี
๒ และที่ ๓ แล้ว จาเลยทั้งสองหลบหนีไป โดยจาเลยท่ี ๒ ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ ๔ ไป
ด้วย หลังเกิดเหตุ ๒ วัน พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ ๔ จอดอยู่ท่ีป้อมตารวจ หากจาเลย
ทั้งสองมีเจตนาจะเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายท่ี ๔ ไปโดยทุจริตก็สามารถทาได้ แต่จาเลยที่ ๒
กลับไปจอดไว้ที่ป้อมตารวจ แสดงว่าจาเลยท่ี ๒ มีเจตนาเพียงใช้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายท่ี ๔
เป็นยานพาหนะหลบหนีเท่าน้ัน หาได้มีเจตนาเอาไปโดยทุจริตไม่ จาเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐาน
ลักทรัพยร์ ถจกั รยานยนต์ของผูเ้ สียหายที่ ๔

ฎีกาที่ ๔๒๐๐/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๘ น.๘๑ รองเท้าแตะของโจทก์ร่วมตกอยูท่ ่ีบรเิ วณประตูบ้าน
ของจาเลยก็เพราะโจทก์ร่วมทาหลุดไว้ เนื่องจากเหตุววิ าทชกต่อยกันระหว่างจาเลยกับ ส. จาเลยจึง
ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วเก็บรองเท้าแตะของโจทก์ร่วมและนาไปมอบให้พนักงานสอบสวน แสดง
ว่าจาเลยมิได้เอารองเท้าแตะของโจทก์ร่วมไปเป็นของตนหรือผู้อ่ืนในลักษณะท่ีเป็นการประทุษร้าย
ต่อกรรมสิทธิใ์ นทรัพย์ของโจทก์ร่วม แม้จาเลยจะไม่มีสิทธิเก็บเอารองเท้าแตะของโจทก์ร่วมไว้ก็ตาม
ก็มิใช่เหตุที่จะถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือ
ผู้อื่น การกระทาของจาเลยจึงไมม่ เี จตนาทจุ รติ ไม่เปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๓๕

ฎีกาท่ี ๘๙๙๓/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๔๐ การท่ีผู้เสียหายใช้โซ่คล้องยึดกล้องวิดีโอของ
กลางกับตู้โชว์ เป็นการขัดขวางไม่ให้มีการนากล้องวิดีโอของกลางไปอันมีลักษณะเป็นสิ่งกีดกั้น
สาหรับคุ้มครองกล้องวิดีโอของกลางเหมือนเช่นรั้วหรือลูกกรงหน้าต่าง ประตูบ้าน การที่จาเลยตัด
โซ่คล้องท่ียึดกล้องวิดีโอของกลางกับตู้โชว์จนขาดออกแล้วลักกล้องวิดีโอของกลางไปจึงเป็นการ
ลักทรัพย์โดยทาอันตรายส่ิงกีดกั้นสาหรับคุ้มครองทรัพย์ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๓)

ฎีกาท่ี ๕๔๘/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๙ กระบือ ๑๓ ตัว หายไปจากทุ่งเล้ียงต้ังแต่เวลา
ประมาณเท่ียงวัน น. พยานโจทก์ไปตามคืนมาได้ ๑๑ ตัว เมื่อเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา แสดงว่า
กระบือ ๒ ตัว สูญหายไปในเวลากลางวัน แม้จะมีการขนถ่ายขึ้นรถยนต์บรรทุกของ ณ. ในตอนค่า
กเ็ ป็นเวลาหลังจากการลักกระบือสาเรจ็ ลงแล้ว เหตจุ ึงมไิ ด้เกิดในเวลากลางคืน การกระทาของจาเลย
จึงเป็นเพยี งความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคสาม ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ
ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดสาเร็จเมื่อพาทรัพย์เคลื่อนท่ีไป เมื่อทรัพย์เคลื่อนที่ไป

482

ตั้งแต่เวลากลางวัน ความผิดก็สาเร็จลง แม้จะพาเคลื่อนทีต่ ่อไปจนถึงเวลากลางคืน ก็ไม่เป็นความผิด
ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน เพราะความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง แต่เป็นความผิด
ทส่ี าเร็จเม่ือพาทรัพย์เคล่ือนที่ไป

ฎีกาท่ี ๕๖๘๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๒๘ จาเลยเป็นผู้ลักบัตร เอ.ที.เอ็ม. ของผู้เสียหายไป
และนาไปถอนเงินตามฟ้อง แต่การที่ผู้เสียหายยินยอมให้จาเลยเข้ามารีดผ้าภายในบ้านของตน
จึงมิใช่การลักทรัพย์ในเคหสถานท่ีจาเลยเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘)
วรรคแรก แต่เป็นการลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ เท่าน้ัน และในส่วนการถอนเงินของจาเลยจาก
ตู้ถอนเงินอัตโนมัติจานวน ๔ คร้ัง นั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการถอนเงินแต่ละคร้ังที่ประสงค์
จะลงโทษจาเลยเปน็ รายกระทง โดยโจทก์บรรยายแต่เพียงจาเลยลักบัตร เอ.ที.เอ็ม. หนึ่งกระทง และ
ถอนเงินสดด้วยบัตร เอ.ที.เอ็ม เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท อีกหนึ่งกระทงเท่านั้น ในส่วนนี้จึงลงโทษ
จาเลยได้เพยี งสองกระทงตามคาฟ้องโจทก์

ฎีกาท่ี ๔๘๓/๒๕๕๗ จาเลยเป็นพนักงานช่วยงานพยาบาลซ่ึงทางานในโรงพยาบาล
ท่ีเกิดเหตุ ห้องน้าที่เกิดเหตุเป็นสถานท่ีที่จาเลยต้องเข้าไปทางานตามหน้าท่ี และเหตุคดีน้ีเกิด
ในช่วงเวลาท่ีจาเลยทางาน กรณีจึงมิใช่เร่ืองท่ีจาเลยเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วลักทรัพย์
ในสถานท่ีดังกล่าว การกระทาของจาเลยยอ่ มเปน็ ความผิดฐานลักทรพั ยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ มใิ ช่
ลกั ทรพั ย์ในสถานท่ีราชการ

ฎีกาที่ ๑๔๒๕๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๑๖๕ ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานท่ีท่ีจัดไว้เพ่ือ
ให้บริการสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) นอกจากองค์ประกอบความผิดท่ีว่าสถานที่
ท่ีลักทรัพย์ต้องเป็นสถานท่ีท่ีจัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะแล้ว ผู้ท่ีเข้าไปลักทรัพย์ต้องเข้าไปใน
สถานที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เม่ือไม่ปรากฏว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุลักทรัพย์วัดหนองบัว
ได้หวงห้ามหรือปิดก้ันมิให้ประชาชนซ่ึงเข้าไปในวัดหนองบัวเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ การท่ีจาเลย
เข้าไปลักประตูเหล็กพับยืดในบริเวณท่ีเกิดเหตุ จึงมิใช่เป็นการเข้าไปลักทรัพย์ในสถานท่ีท่ีจัดไว้เพื่อ
ให้บริการสาธารณะท่ีตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จาเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๘)
คงมีความผดิ ตามมาตรา ๓๓๔

ฎีกาที่ ๕๑๕๒/๒๕๔๘ ฎ.๑๓๘๑ สถานที่จอดรถของวิทยาลัยเทคนิคชัยนาทเป็นเพียง
สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สาหรับเป็นที่จอดรถของบรรดานักศึกษา ผู้มาติดต่อราชการตลอดจน
ข้าราชการของวทิ ยาลัยเทา่ น้ัน มิใชเ่ ป็นสถานที่ซ่ึงใชส้ าหรับปฏิบตั ริ าชการของข้าราชการในวทิ ยาลัย
โดยตรง การท่ีจาเลยลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากบริเวณสถานท่ีจอดรถดังกล่าว จึงไม่ใช่
การลกั ทรพั ยใ์ นสถานท่รี าชการอันเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๔๒๘๔/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๙๔ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ ให้
ความหมายของคาว่า ศาลาการเปรียญหมายถึงศาลาวัดสาหรบั พระสงฆ์แสดงธรรม ศาลาการเปรียญ
จงึ หาใช่สถานทบี่ ูชาสาธารณะตามความหมายแหง่ บทบัญญัติ ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๙) วรรคแรก คดีนี้
ข้อเท็จจริงได้ความว่า พระยอดขุนพลของกลางท่ีจาเลยเข้าไปลัก ขณะเกิดเหตุติดอยู่ที่แผงบริเวณ

483

เสาของศาลาการเปรียญ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก
ฎีกาท่ี ๙๑๙๓/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๘๓ แม้ทรัพย์ท่ีจาเลยกับพวกร่วมกันลักเป็น

พระพุทธรูปและอยู่ในวัดผู้เสียหาย แต่พระพุทธรูปดังกล่าวเก็บไว้ในศาลาบาเพ็ญกุศลหลังเก่าอยู่ใน
สภาพถูกปล่อยทิ้งร้างและรกรุงรัง มิได้จัดวางไว้ในท่ีเหมาะสมเพ่ือให้ประชาชนสักการะบูชา รวมท้ัง
ไม่มีเครื่องบูชา จึงยังถือไม่ได้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนตาม ป.อ.
มาตรา ๓๓๕ ทวิ วรรคแรก แม้จาเลยกับพวกร่วมกันลักพระพุทธรูปดังกล่าวภายในวัดผู้เสียหาย
ก็ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา ๓๓๕ ทวิ วรรคสอง ทั้งศาลาบาเพ็ญกุศลมีไว้เพ่ือใช้จัดงานพิธีศพ
จึงมิใช่เป็นสถานที่บูชาสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๙) การกระทาของจาเลยคงเป็นความผิด
ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อ
สะดวกแก่การกระทาความผิด การพาทรัพย์น้ันไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕
(๗) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ เทา่ นนั้

ฎีกาที่ ๕๔๕๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๕ จาเลยลักเหรียญกษาปณ์รวมเป็นเงิน ๘๔๒ บาท
ของวดั ผู้เสยี หายโดยเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวอยู่ในพานและบาตรวางอยู่บนช้นั สามของอาคารเจษฎา
บดินทร์ ซ่ึงเป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธรูปเพ่ือให้ประชาชนมากราบไหว้สักการะบูชาภายในวัด
สถานท่ีเกิดเหตุลักทรัพย์จึงเป็นสถานท่ีซึ่งประชาชนท่ัวไปมีความชอบธรรมท่ีจะเข้าไปได้ ตรงกับ
คานิยามคาว่า "สาธารณสถาน" ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๓) ทั้งน้ีเพ่ือการสักการบูชาพระพุทธรูป
ซ่ึงประดิษฐานไว้ให้ประชาชนกราบไหว้สักการะบูชา จึงเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
ดงั ท่โี จทก์บรรยายฟ้องไวแ้ ลว้

ฎีกาที่ ๑๒๘๘๘/๒๕๕๖ ฎ. ๒๗๐๘ บริเวณพงหญ้าปากทางเข้าสถานีขนส่ง ถึงแม้จะอยู่
ภายในบริเวณสถานีขนส่ง แต่บริเวณดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสถานีขนส่ง มิใช่สถานท่ีซึ่งจัดไว้ให้
สาธารณะนารถไปจอดได้ จึงมใิ ช่ท่ีจอดรถสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๙)

ฎีกาท่ี ๓๘๔๑/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๑๓ เงินท่ีจาเลยท้ังสองพยายามลักจากตู้โทรศัพท์
สาธารณะ ไม่ใช่ทรพั ย์ที่ใช้หรอื มีไว้เพ่ือสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๐)

ฎีกาท่ี ๕๒๑๕/๒๕๕๗ จาเลยมิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย แม้จาเลยร่วมกับ น. ซ่ึงเป็น
ลูกจ้างของผู้เสียหายลักทรัพย์ของผู้เสียหายก็ตาม จาเลยก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตาม
ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๑) ทั้งนี้เพราะความเป็นลูกจ้างเป็นเหตุเฉพาะตัวของ น. จึงไมม่ ีผลไปถึงจาเลย

ฎีกาท่ี ๕๗๔๐/๒๕๕๘ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จาเลยทั้งส่ีร่วมกันลักข้าวเปลือก
ทเ่ี ป็นของผู้มีอาชีพกสกิ รรม แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องวา่ ทรพั ยท์ ่ีถูกลกั ไปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ หรือ
ได้มาจากการกสิกรรมนั้น ตามท่ีบัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๒) เพราะลาพังการลักทรัพย์
อื่นของผู้มีอาชีพกสิกรรมย่อมไม่เป็นความผิดตามอนุมาตราน้ี ดังนั้น จาเลยทั้งสี่จึงมีความผิดตาม
มาตรา ๓๓๕ (๗) เทา่ นั้น
ข้อสังเกต ถ้านาข้อเท็จจริงเร่ืองการร่วมกันลักข้าวเปลือกที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม อันเป็น
ผลิตภณั ฑ์ พืชพันธ์ุ หรือไดม้ าจากการกสิกรรม มาแต่งคาถาม คาตอบกต็ ้องตอบว่าเป็นความผิดตาม

484

มาตรา ๓๓๕ (๗) (๑๒) วรรคสอง
ฎกี าที่ ๓๕๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๓๐ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔

คาว่า “กสิกรรม” หมายความถึง การทาไร่ไถนา การเพาะปลูก โจทก์ร่วมมีอาชีพเลี้ยงกุ้งกุลาดา
จึงมิใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๕ (๑๒)

ฎีกาที่ ๑๐๑๒๙/๒๕๕๗ ท่ีดินเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ซึ่งไม่อาจโอนให้แก่กันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ ช. ปลูกต้นยางพาราในท่ีดินดังกล่าวโดยไม่ได้
รับอนุญาต ต้นยางพาราดังกล่าวจึงเป็นไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ใช่ทรัพย์ของ ช. แม้ผู้เสียหาย
ซื้อต้นยางพาราจาก ก. บุตรเขยของ ช. ต้นยางพาราดังกล่าวก็ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้เสียหาย เมื่อ
ผเู้ สยี หายยังไม่ได้เข้าไปกรดี เอานา้ ยางซึง่ เปน็ ของปา่ จากตน้ ยางพาราดังกลา่ ว จึงยังไมม่ ีการยดึ ถือเอา
น้ายางเป็นของตน การที่จาเลยเข้าไปเอาน้ายางจากต้นยางพาราดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์ของผมู้ ีอาชพี กสกิ รรมโดยผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๒) วรรคแรก

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๓๖

ฎีกาท่ี ๑๐๙๗๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๒๕ ความผิดฐานวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็นการลกั ทรัพย์โดย
การฉกฉวยเอาซ่ึงหน้าซ่ึงหมายถึงกิริยาท่ีหยิบหรือจับเอาทรัพย์ไปโดยเร็วรวมเป็นการกระทา
อนั เดยี วกบั การเอาไป และขณะทถี่ ูกเอาทรัพย์ไปผู้นน้ั รู้สึกตัวหรือเหน็ การฉกฉวยเอาทรพั ย์นน้ั ไปด้วย
ดงั นั้น การท่ีจาเลยดึงเอาโทรศพั ทเ์ คลือ่ นท่จี ากกระเป๋ากางเกงของ บ. แล้ว บ. รู้สกึ ถึงการถูกดงึ จึงใช้
มือจับจนถูกมือของจาเลย การกระทาของจาเลยจึงอยู่ในความหมายของการลักทรัพย์โดยการ
ฉกฉวยเอาซึง่ หน้าอันเปน็ ความผดิ ฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖

ฎีกาท่ี ๖๕๓/๒๕๕๓ ฎ.๒๖๐ ความผิดฐานวง่ิ ราวทรพั ย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ จะต้องเป็น
การลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ผ. ทาทีเป็นพูดโทรศัพท์เคล่ือนที่ และเอาโทรศัพท์ไปในขณะที่
ผู้เสียหายให้บริการลูกค้าคนอ่ืนอยู่ เป็นการเอาไปในขณะเผลอ มิใช่เป็นการฉกฉวยทรัพย์ไปโดย
ซึง่ หน้าแตป่ ระการใด การกระทาของจาเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ เม่ือเหตุเกิดในเวลา
กลางคืนและร่วมกระทาความผิดตั้งแต่สองคนข้ึนไป เป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๑) (๗)
วรรคสอง ซง่ึ มีโทษหนักกว่าความผดิ ฐานวิ่งราวทรัพยต์ ามมาตรา ๓๓๖ วรรคหน่งึ

ฎกี าที่ ๑๐๓๔๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๔๒๑ การท่ีจาเลยใช้อุบายเข้าไปขอซ้ือสินคา้ เมื่อ น.
ไปหยิบสินค้าและเผลอ พวกของจาเลยลงจากรถลักบุหร่ีไปจากร้านค้าของผู้เสียหายโดยพวกของ
จาเลยลอบลักหยิบเอาบุหร่ีไปโดยไม่ให้บุคคลในร้านเห็น แม้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในร้านตัดผมฟากถนน
ฝ่ังตรงข้าม จะเห็นเหตุการณ์ขณะพวกของจาเลยลงจากรถเข้าไปลักบุหร่ีก็ตาม แต่ผู้เสียหายอยู่อีก
ฟากถนนและเห็นเหตุการณ์ในระยะห่าง ๒๐ เมตร ลักษณะการกระทาดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า
พวกของจาเลยเอาบุหร่ีของผู้เสียหายไปต่อหน้าผู้เสียหาย การกระทาของพวกของจาเลยไม่เป็นการ

485

ฉกฉวยเอาซ่ึงหนา้ ดังนัน้ การกระทาของจาเลยจึงไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานรว่ มกันวิ่งราวทรัพย์
ฎกี าท่ี ๑๓๔๖๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๐๔ จาเลยขอเงนิ ผู้เสียหายไปซื้อสรุ า เม่อื ผูเ้ สียหาย

ไม่ให้ จาเลยจึงดึงกระเป๋าเงินไปจากผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็แย่งคืนมาได้ โดยไม่ปรากฏว่าจาเลย
ได้ทาร้ายร่างกายผู้เสียหาย ท้ังไม่ปรากฏว่าจาเลยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้ ด. ทาร้ายร่างกาย
ผูเ้ สียหายแต่อย่างใด การท่ี ด. ทาร้ายรา่ งกายผู้เสียหายเกิดข้ึนจากการกระทาตามลาพังของ ด. เอง
ไม่เกี่ยวข้องกับจาเลย และมิใช่เป็นการทาร้ายร่างกายเพื่อท่ีจะเอาทรัพย์จากผู้เสียหาย แต่เช่ือว่า
เป็นผลมาจากท่ีผู้เสียหายด่าว่าจาเลยมากกว่า และก็ไม่ปรากฏว่าจาเลยกับ ด. มีพฤติการณ์ที่จะ
ร่วมกันชิงทรัพย์จากผู้เสียหาย เนื่องจากจาเลยกับ ด. ไม่ทราบมาก่อนว่าผู้เสียหายจะเดินผ่านมา
บริเวณนี้ แต่เปน็ เหตกุ ารณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทันควัน จาเลยกบั ด. จึงมไิ ด้มเี จตนาร่วมกันจะมาชงิ ทรัพย์
ของผู้เสียหายแต่อย่างใด ในส่วนของจาเลย ลาพังเพียงแต่จาเลยขอเงินจากผู้เสียหายมาซ้ือสุรา
จาเลยยังไม่มีความผิดอาญาใด ๆ แต่หลังจากที่ผู้เสียหายไม่ให้เงิน จาเลยพยายามแย่งเอาเงินจาก
ผเู้ สยี หายไปซง่ึ หน้า การกระทาของจาเลยในตอนหลงั น้จี ึงเปน็ ความผดิ ฐานพยายามวิง่ ราวทรัพย์

ฎกี าท่ี ๑๒๕๘๔/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๐๕ อ. ทาร้ายร่างกายผู้เสียหายล้มลง พอ อ. ถอย
ออกมา จาเลยเข้าไปล้วงกระเป๋าผู้เสียหายเอาซองเงินเดือนผู้เสียหายว่ิงหลบหนีไปทันที เป็นการ
ฉกฉวยเอาซงึ่ หน้า จาเลยจงึ มคี วามผิดฐานวิ่งราวทรพั ย์

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๓๖ ทวิ

ฎีกาที่ ๑๖๖๑/๒๕๖๑ ฎ.๔๗๔ จาเลยมีเจตนาจะลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอยู่ก่อน
แล้ว จึงวางอุบายหลอกใช้รถจักรยานยนต์ของ อ. เป็นยานพาหนะเดินทางไปท่ีบ้านท่ีเกิดเหตุแล้ว
ลงมือลักรถจกั รยานยนต์ของผู้เสียหายทนั ทโี ดยไม่ปรากฏวา่ ก่อนเกิดเหตุจาเลยใชร้ ถจักรยานยนต์ไป
กระทากิจธุระอื่นใดอีก เหตุลักทรัพย์มิใช่เรื่องที่เกิดข้ึนโดยปัจจุบันทันด่วน แต่เป็นเรื่องที่จาเลย
วางแผนตระเตรียมการที่จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทาผิดไว้
ล่วงหน้าแล้ว การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๖ ทวิ

ฎีกาที่ ๑๒๕๖๓/๒๕๕๘ การท่ีจาเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซ่ึง
จอดไว้ในโกดัง แลว้ จาเลยกบั พวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ข้ึนท้ายกระบะเพ่ือให้ ส. บรรทุกออกไป
ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จาเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การ
กระทาความผิดหรอื การพาทรพั ย์นั้นไป สว่ นรถกระบะซงึ่ เป็นยานพาหนะทีใ่ ชใ้ นการกระทาความผิด
จะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสาคัญไม่ การกระทาของจาเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ท่ีเป็น
ของนายจ้างโดยใชย้ านพาหนะซ่ึงต้องรับโทษหนกั ขึ้นตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ

ฎกี าท่ี ๔๑๓๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๗๕ ท่ีดินที่เกิดเหตุเป็นของผู้เสียหาย จาเลยมีสิทธิเพียง
ครอบครองทาประโยชน์ในที่ดิน จาเลยชอบจะใช้ประโยชน์ในที่ดินตามปกติ การที่จาเลยอนุญาตให้

486

ผู้อ่ืนขุดเอาดินไปโดยได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน แล้วอ้างว่าจะทาสระเก็บน้าในที่ดินที่เกิดเหตุเมื่อมี
การขุดดินในที่ดนิ ทเ่ี กิดเหตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตรลึก ๗ เมตร คดิ เป็น
ปริมาตรดินประมาณ ๒๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร นั้น เป็นการขุดดินที่มีความลึกและกว้างอย่างมาก
จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจาเลยย่อมเล็งเห็น ผลได้ว่าจะต้องมีการใช้เครื่องจักรเช่น
รถแบ็กโฮตักดินในท่ีดินท่ีเกิดเหตุจึงจะสามารถทาให้ท่ีเกิดเหตุเป็นหลุมขนาดใหญ่เช่นน้ันได้ เม่ือมี
การใช้รถแบ็กโฮขุดเอาดินในที่ดินที่เกิดเหตุ จึงถือว่าจาเลยมีเจตนาใช้รถแบ็กโฮเป็นยานพาหนะเพื่อ
สะดวกแก่การกระทาผิดและการพาทรัพย์น้ันไป การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรพั ย์
โดยใชย้ านพาหนะซง่ึ ต้องรับโทษหนักขน้ึ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ

ฎีกาที่ ๓๙๓๔-๓๙๓๖/๒๕๕๘ จาเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ในเวลา
กลางคืนโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนข้ึนไปและโดยใช้ยานพาหน ะเพ่ือสะดวก
แก่การกระทาผิดหรือการพาทรัพย์น้ันไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม การที่ศาลช้ันต้นพิพากษา
ให้จาเลยท่ี ๒ ถึงที่ ๔ ต้องระวางโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ น้ันเป็นการไม่ชอบ เพราะ
ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ มวี ัตถุประสงค์ลงโทษเฉพาะผใู้ ชย้ านพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิดหรือ
พาทรัพยน์ ้นั ไปเท่าน้นั

ฎีกาที่ ๑๔๘๖/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๒๓ การกระทาที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๖ ทวิ น้ัน ต้องดูท่ีเจตนาของผู้กระทาผิดเป็นส่วนสาคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่
การกระทาผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่ เม่ือจาเลยมีเจตนาจะลัก
เงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายท่ีวางอยู่ในรถที่จาเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอก
ผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้าอัดลม แล้วถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋า
เสื้อผา้ ของผู้เสียหายหนไี ป จาเลยไม่ได้มีเจตนาท่ีจะใช้รถเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิดหรือการพาเอา
ทรัพย์นั้นไปหรือเพ่ือให้พ้นจากการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ.
มาตรา ๓๓๖ ทวิ คงผิดฐานลักทรพั ยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๓๔

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๓๗

ฎีกาท่ี ๕๘๘๙/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๔๒ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ผู้เสียหายเป็นหน้ี
มารดาของจาเลยและผิดนัดไม่ชาระหนี้ก็เป็นกรณีท่ีมารดาของจาเลยถูกโต้แย้งสิทธิและต้องใช้สิทธิ
ทางศาล เพ่ือบังคับผู้เสียหายให้ชาระหน้ีตามที่บัญญัติในมาตรา ๕๕ และบทบัญญัติท้ังปวงแห่ง
ป.วิ.พ. หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จาเลยในการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมหรือจะยอมชาระหนี้นั้นไม่ และ
ไม่ทาให้การกระทาของจาเลยที่เป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ กลายเป็นการ
กระทาท่ไี มเ่ ปน็ ความผดิ

ฎีกาที่ ๕๑๔๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๗๓ บ. ผู้เสียหาย และ ส. เป็นผู้ครอบครองรถยนต์
กระบะที่ธนาคาร ก. เป็นเจ้าของ แต่ผู้เสียหายและ ส. ไม่ได้ทาสัญญาเช่าซ้ือรถยนต์กระบะคัน

487

ดงั กลา่ วจากธนาคาร ก. จาเลยไมไ่ ดเ้ ป็นพนกั งานธนาคาร ก. วันเวลาเกิดเหตจุ าเลยกับพวกมาที่บา้ น
ผู้เสียหาย แจ้งว่าผู้เสียหายค้างชาระค่างวดรถยนต์ ๓ งวด และมาติดตามค่างวด ผู้เสียหายบอกว่า
สามีไม่อยู่ ไม่รู้เร่ืองรถ จาเลยจึงบอกว่าถ้าง้ันเอาค่าติดตามมา ธนาคารให้จาเลยกับพวกมาติดตาม
รถยนต์คืน ผูเ้ สียหายบอกว่าไม่มี จาเลยถามวา่ มีเทา่ ไร ผูเ้ สยี หายบอกว่ามี ๒,๓๐๐ บาท จาเลยพดู ว่า
ถ้าไม่ง้ันจะเอารถยนต์ไป ผู้เสียหายกลัวจาเลยกับพวกจะยึดรถยนต์ไปจึงให้เงินจาเลยไป ๒,๓๐๐
บาท เห็นว่า ป.อ. มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก บัญญัตวิ ่า “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตน
หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กาลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่า
จะทาอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ช่ือเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม
จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่าน้ัน ผู้นั้นกระทาความผิดฐานกรรโชก” ดังน้ี การขู่เข็ญว่าจะทาอันตราย
ต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญเป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่าจะได้รับภัยในทรัพย์สินของตนจาก
การกระทาของผู้ขู่เข็ญ ซึ่งอาจขู่เข็ญตรง ๆ หรือใช้ถ้อยคาหรือทากริยาให้เข้าใจเช่นน้ันก็ได้
โดยไม่จาเป็นท่ีผู้ข่เู ข็ญต้องกระทาต่อทรัพยส์ ินของผู้ถกู ขู่เข็ญจนเสียรูปทรงหรอื เปลี่ยนรูปทรงไปจาก
เดิมหรือใช้การไม่ได้หรือทาให้เส่ือมค่าเส่ือมราคาดังที่จาเลยฎีกา การท่ีจาเลยขู่เข็ญให้ผู้เสียหาย
จ่ายเงินค่าติดตามรถยนต์คืน หากไม่นามาให้จะยึดรถยนต์กระบะของผู้เสียหายไป จึงเข้าลักษณะ
เป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายโดยขู่เข็ญว่าจะทาอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญคือรถยนต์กระบะของ
ผู้เสียหายแล้ว ซ่ึงทาให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและยินยอมนาเงิน ๒,๓๐๐ บาท ให้จาเลย
การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชก

ฎีกาที่ ๑๑๙๙/๒๕๕๓ ฎ.๘๒๗ ถ้อยคาท่ีจาเลยกล่าวกับผู้เสียหายวา่ "หากผู้เสียหายไม่ยอม
ชาระหน้ีให้ ผู้เสียหายกับบุตรภรรยาจะเดือดร้อนเพราะอายุยังน้อย" นั้น ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดย
ชอบธรรมท่ีเจ้าหน้ีอาจพึงฟ้องลูกหน้ีให้ชาระหน้ีได้ตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นถ้อยคาที่สามัญ
ชนโดยท่ัวไปย่อมทราบและตีความได้ว่าเป็นคาพูดข่มขู่ว่าหากไม่ชาระหนี้ให้แล้วผู้เสียหายกับ
ครอบครัวอาจถูกทาร้ายให้ได้รับความเดือดร้อนและเป็นอันตรายได้ถ้อยคาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการ
ขเู่ ขญ็ ผเู้ สยี หายให้ต้องยนิ ยอมชาระหนใ้ี ห้แก่กลุ่มจาเลยท้งั หา้ ตามทเ่ี รียกรอ้ ง

กรณีที่มีการพูดโทรศัพท์ขู่เข็ญผู้เสียหาย จนผู้เสียหายกลัวกระทั่งยอมนัดหมายให้นา
หลักฐานมาให้ดูและเตรียมเงินไปให้บางส่วน แม้ผู้เสียหายแวะปรึกษาหรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน
ตารวจให้ทราบถึงเหตุร้ายท่ีจะเกิดข้ึนแก่ตนและครอบครัว ก็เป็นการแจ้งเพื่อขอความคุ้มครองจาก
พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ประชาชนพึงกระทากันตามปกติภายหลังจากที่ผู้เสียหายยอมตามที่จาเลย
ข่มขไู่ ปแลว้ กรณีไม่ใช่ผู้เสียหายไม่เกิดความกลัวและไมย่ อมทาตามการข่เู ข็ญของจาเลยทง้ั ห้า ฉะนั้น
การกระทาของจาเลยทัง้ ห้าจึงเป็นความผดิ ฐานร่วมกันกรรโชกสาเร็จแล้ว ไม่ใช่อยใู่ นข้ันพยายาม

ฎีกาท่ี ๙๙๗๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๔๙ แม้ว่า ส. เป็นหน้ีจาเลยที่ ๔ จรงิ และไม่ชาระหน้ี
จาเลยที่ ๔ ก็ต้องดาเนนิ คดี ส. ทางศาล มใิ ช่รว่ มกนั จับตัวขบู่ ังคับให้ ส. ชาระหน้ี ซ่ึง ส. ไม่มเี งินชาระ
หน้ี จาเลยท้ังหกก็เรียกเอาเงิน สร้อยคอทองคา และพระเล่ียมทองคาจาก อ. และ ร. ภริยาและ
มารดา ส. และจาเลยทั้งหกอ้างวา่ เหตทุ ่ีได้รับเงินพร้อมทองรปู พรรณและพระเล่ียมทองคาแล้วพากัน

488

กลับต้องนาตัว ส. ไปด้วย เพราะเกรงจะถูกทาร้าย แสดงว่า จาเลยทั้งหกใช้วิธีการข่มขู่อย่างรุนแรง
จนเกรงว่าจะถูกทารา้ ย การกระทาของจาเลยท้ังหกจึงเป็นการข่มขืนใจ ส. อ. และ ร. ให้ยอมให้เงิน
ทองรูปพรรณ และพระเลี่ยมทองคาแก่จาเลยทั้งหกโดยใช้กาลังประทุษร้าย จึงเป็นความผิดฐาน
รว่ มกันกรรโชก

ฎกี าที่ ๓๘๗๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๓๔ การที่จาเลยทั้งสองซื้อสลากกินรวบจากผู้เสยี หายท่ี
๑ จาเลยท้ังสองย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าเป็นการกระทาซ่ึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การพนันฯ และ
ไม่ก่อให้เกิดหนี้ในอันท่ีจะสามารถบังคับกันได้ตามกฎหมาย ย่ิงกว่าน้ัน แม้หากเป็นหน้ีที่ชอบด้วย
กฎหมายและลูกหนไี้ ม่ยอมชาระหนี้ เจา้ หน้ียังหาได้มสี ทิ ธทิ จี่ ะทวงถามดว้ ยการขม่ ขืนใจให้ลูกหนีย้ อม
ชาระหนี้โดยการใช้กาลังประทุษร้ายหรือโดยขเู่ ข็ญว่าจะทาอันตรายต่อชีวิตของลกู หน้ีไม่ จึงไม่มีเหตุ
ที่จะใหจ้ าเลยท่ี ๑ เข้าใจหรือเชอ่ื โดยสจุ ริตไดเ้ ลยว่าจาเลยที่ ๑ มสี ิทธิทจ่ี ะบงั คับและขม่ ขใู่ ห้ผ้เู สียหาย
ที่ ๑ ยอมชาระเงินค่าสลากกินรวบให้แก่จาเลยที่ ๑ ด้วยการใช้กาลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทา
อันตรายต่อชีวิตของผู้เสียหายที่ ๑ เช่นนั้นได้ แต่เมื่อผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ได้ยอมที่จะให้เงินแก่จาเลย
ที่ ๑ การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นการพยายามกรรโชก สาหรับจาเลยที่ ๒ ไดค้ วามว่า หลงั จาก
ผู้เสียหายที่ ๑ แจ้งว่าเงินรางวัลมีจานวนมากเจ้ามือจะขอจ่ายเพียงครึ่งเดียวก่อน ในคืนวันท่ี ๑๖
ตุลาคม ๒๕๕๑ จาเลยที่ ๒ โทรศัพท์ข่มขู่ว่าจะพาเจ้าพนักงานตารวจจากจังหวัดขอนแก่นไปจัดการ
ผเู้ สียหายที่ ๑ เพื่อเอาเงินค่าสลากกินรวบให้ครบ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ต่อมาวันรุ่งข้ึนจาเลย
ท่ี ๒ ไปที่ร้านของผู้เสยี หายที่ ๑ โดยมีจาเลยที่ ๑ และพวกอีกถึง ๕ คน ไปด้วย ย่อมแสดงชัดว่าเป็น
เร่ืองท่ีจาเลยที่ ๒ รู้เห็นโดยมีเจตนาท่ีจะร่วมกับจาเลยท่ี ๑ และพวกไปขู่เขญ็ กับใช้กาลังประทุษร้าย
เพื่อทวงถามเงนิ ค่าสลากกนิ รวบจากผู้เสยี หายท่ี ๑ มาต้งั แต่แรก มิใชเ่ ป็นเร่อื งท่ีจาเลยท่ี ๑ กระทาไป
เองเพียงลาพัง ฟังได้ว่าจาเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกับจาเลยที่ ๑ ในการพยายามกรรโชก และใช้
กาลังทาร้ายผู้เสียหายท้ังสองโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๗ วรรคสอง (๑) ประกอบมาตรา ๘๓, ๓๙๑

ฎีกาที่ ๔๗๘/๒๕๕๙ ฎ.๘๗๓ จาเลยที่ ๑ ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมไปโอนขายสิทธิการเช่าที่
ราชพัสดุมชี ่ือของ ส. ซึ่งเปน็ บุตรถือสทิ ธิ และโจทก์รว่ มยอมไปขอร้อง ส. ให้โอนขายสิทธิการเช่าโดย
อ้างว่าโจทก์ร่วมกาลังเดือดร้อน ส. ต้องยอมโอนขายสิทธิการเช่าท่ีราชพัสดุให้ผู้อ่ืน โดยเงินท่ีขายได้
เข้าบัญชีเงินฝากในธนาคารของโจทก์ร่วม การกระทาตามคาขู่บังคับของจาเลยที่ ๑ ไม่ทาให้จาเลย
ที่ ๑ ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยตรง ย่อมไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก แต่การกระทา
ของจาเลยที่ ๑ เป็นการข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ไปขอร้อง ส. ให้โอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ โดยทา
ให้โจทก์ร่วมกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมและคนในครอบครัว โจทก์ร่วมเกิดความกลัวยอม
กระทาการตามท่ีจาเลยท่ี ๑ ข่มข่บู ังคบั การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดตอ่ เสรภี าพตาม ป.อ.
มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก ซ่งึ เป็นความผิดทีร่ วมอยู่ในความผดิ ฐานกรรโชกตามทโี่ จทก์ฟอ้ ง

จาเลยที่ ๒ รู้เห็นการกระทาของจาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นภริยาในการข่มขู่บังคับโจทก์ร่วม
มาแต่แรก การท่ีจาเลยที่ ๒ ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ ไปที่บ้านของโจทก์ร่วม แม้จะยืนรออยู่นอกบ้าน

489

แต่จาเลยที่ ๒ ก็อยู่ในลักษณะที่จะช่วยเหลือจาเลยที่ ๑ ได้ทันที จาเลยท่ี ๒ เป็นเจ้าพนักงานตารวจ
มีหนา้ ท่ีสืบสวนจับกุมผกู้ ระทาความผดิ กฎหมาย การที่จาเลยท่ี ๒ ทราบว่าจาเลยท่ี ๑ ไปกระทาการ
ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมมอบเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ให้แก่จาเลยท่ี ๑ นามาปลูกสร้างบ้านซ้ือ
ทรัพย์สินซึ่งจาเลยที่ ๒ ได้ใชป้ ระโยชน์จากทรัพย์นั้น รวมท้ังรับโอนโฉนดที่ดินมาใส่ชื่อตนและจาเลย
ที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิโดยจาเลยทั้งสองไม่ต้องจ่ายเงินค่าท่ีดิน ดังน้ี จาเลยท่ี ๒ จึงเป็นตัวการ
กระทาความผดิ ฐานกรรโชกรวมทัง้ ความผดิ ตอ่ เสรีภาพรว่ มกับจาเลยท่ี ๑ ด้วย

ฎีกาที่ ๑๒๒๒๒/๒๕๕๘ จาเลยเข้าไปเกี่ยวข้องโดยผู้เสียหายว่าจ้างให้จาเลยมาช่วยเจรจา
ไกล่เกล่ียหนี้ให้แก่ ณ. แต่จาเลยทาผิดหน้าท่ีโดยฉกฉวยโอกาสนาสาเนาหมายจับปลอมมาใช้แสดง
ตอ่ ณ. ทาใหผ้ ู้เสียหายเกิดความกลัวว่า ณ. จะถูกจับกุมดาเนินคดตี ามสาเนาหมายจับปลอมดงั กล่าว
และผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินแก่จาเลยไป แม้จาเลยจะไม่ได้แสดงการขู่เข็ญด้วยตัวของจาเลยเอง
แตก่ ารกระทาของจาเลยท่ีนาสาเนาหมายจบั ปลอมมาใช้ประกอบการขเู่ ขญ็ ทาให้ผู้เสียหายเกดิ ความ
กลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของ ณ. บุตรสาวผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่สาม การกระทาของ
จาเลยก็เป็นความผิดฐานกรรโชกแล้ว และเป็นการกระทากรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสาร
ราชการปลอม

ฎีกาท่ี ๓๗๒๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๐๘ จาเลยที่ ๑ เรียกประชุมสมาชิกคนขับรถ
จักรยานยนต์รับจ้างในวินของจาเลยที่ ๑ ซึ่งผู้เสียหายบางคนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยจาเลย
ท้ังสองได้บอกให้สมาชิกทราบว่าจาเลยที่ ๑ ขอเก็บเงินค่าวินจากสมาชิกคนละ ๙๕๐ บาท ต่อเดือน
หากสมาชิกคนใดไม่ยอมจ่ายเงินให้ ก็ให้สมาชิกคนนั้นกลับบ้านต่างจังหวัดไป จาเลยท้ังสองจะยึด
เส้ือวนิ คนื กับให้ระวงั ตัวใหด้ ี คาพูดดงั กล่าวมลี กั ษณะเปน็ การข่มขขู่ ืนใจให้สมาชิกทัง้ ท่เี ข้าร่วมประชุม
และไม่เข้าร่วมประชุมยอมจ่ายเงินเป็นรายเดือนเดือนละ ๙๕๐ บาท ให้แก่จาเลยท่ี ๑ และไม่ให้
สมาชิกบอกเร่ืองที่ต้องจ่ายเงินให้แก่จาเลยที่ ๑ ให้บุคคลอื่นรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐทราบด้วย โดย
การขู่เข็ญให้สมาชิกทราบว่าหากสมาชิกคนใดไม่ยอมกระทาตามที่บอก สมาชิกก็จะได้รับผลร้ายคือ
จะถูกยึดเส้ือวินที่สมาชิกใส่ในการขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างคืน ซึ่งหมายความว่าสมาชิกคนนั้น
จะไม่สามารถมาจอดรถจักรยานยนต์ของตนท่ีวินของจาเลยที่ ๑ เพ่ือรอให้ผู้โดยสารว่าจ้างอีกต่อไป
อันเป็นการขู่เข็ญสมาชิกว่าจาเลยทั้งสองจะทาอันตรายต่อเสรีภาพของบรรดาสมาชิก ส่วนคาว่าให้
ระวังตัวให้ดีน้ันคนปกติทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นลักษณะคาพูดข่มขู่ให้คนที่ได้รับฟังให้เกิด
ความกลัวอยู่ในตัวว่าอาจจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ จึงเป็นกรณีจาเลยท้ังสองขู่เข็ญ
สมาชิกว่าจาเลยทั้งสองจะทาอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของบรรดาสมาชิก ซ่ึงผู้เสียหายหลายคน
ยอมจ่ายเงนิ ให้แก่จาเลยที่ ๑ การกระทาของจาเลยท้ังสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชก

ฎีกาท่ี ๒๒๖๓/๒๕๕๑ ฎ.๒๒๔๐ ผู้เสียหายนารถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณสถานีขนส่ง
สายใต้ใหม่ซ่ึงจาเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหาย การที่จาเลยพูดกับผู้เสียหายว่า
ถ้าไม่จ่ายค่าจอดรถจะตบและจาเลยนาเก้าอ้ีขวางก้ันมิให้ผู้เสียหายขับรถยนต์ออกไป ถือได้ว่าเป็น
การขู่เข็ญข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็น

490

ทรัพย์สิน เม่ือผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินแก่จาเลย จาเลยจึงมีความผิดฐานพยายามกรรโชกตาม ป.อ.
มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๐

ฎีกาที่ ๒๙๑๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔๑ จาเลยขู่เข็ญผู้เสียหายโดยกล่าวอ้างแสดงตัวว่า
เป็นเจา้ พนกั งานตารวจ และขวู่ ่าจะยัดยาบา้ ใหเ้ ท่าน้ัน การกระทาของจาเลยทข่ี ู่เขญ็ ผเู้ สียหาย ไม่เข้า
ลักษณะเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กาลังประทุษร้าย อันจะเป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ แต่เข้าลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้จาเลยได้ประโยชน์ใน
ลักษณะท่ีเป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญว่าจะทาอันตรายต่อเสรีภาพของผู้เสียหายผู้ถูกขู่เข็ญ อันเป็น
ความผดิ ฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ วรรคหน่ึง

ฎีกาท่ี ๑๔๘๔/๒๕๔๙ ฎ.๖๘๑ จาเลยรับของโจรโทรศัพท์เคลื่อนท่ีของผู้เสียหาย แล้ว
จาเลยขู่เข็ญให้ผู้เสียหายนาเงิน ๕,๕๐๐ บาท มามอบให้เป็นค่าไถ่โทรศัพท์เคล่ือนท่ีของผู้เสียหายท่ี
จาเลยรับมาจากคนร้ายท่ีลักทรัพย์ และหากไม่นามาให้จะไม่ได้รับโทรศัพท์คืน จาเลยจะนาไปขาย
ให้แก่บุคคลอ่ืน เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญว่าจะทาอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ คือขาย
โทรศัพท์เคลื่อนท่ีไป ซึ่งทาให้ผเู้ สียหายเกิดความกลัวและยินยอมจะนาเงิน ๕,๕๐๐ บาท ไปใหจ้ าเลย
จงึ เขา้ ลักษณะความผดิ ฐานกรรโชก
หมายเหตุ (โดยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) การท่ีจาเลยรับโทรศัพท์เคล่ือนท่ีมาจากคนร้ายที่
ลักทรัพย์เปน็ ความผิดฐานรับของโจร ภายหลงั จากน้ันจาเลยไมไ่ ด้กระทาตอ่ โทรศัพท์เคลอื่ นทที่ ่ีอยู่ใน
ความครอบครองของจาเลย เพียงแต่นามาใช้ในการขู่เข็ญว่าจะนาไปขายให้บุคคลอื่น ให้ยอมให้เงิน
๕,๕๐๐ บาท แก่จาเลยแล้วจะคืนให้ จาเลยจึงมีความผิดฐานกรรโชกอีกกระทงหนึ่ง ต่างกับกรณีท่ี
จาเลยนาโทรศพั ท์เคลอื่ นท่ไี ปทาลาย จาเลยย่อมไมม่ คี วามผดิ ฐานทาให้เสยี ทรพั ย์อีก

การท่ีจาเลยจะนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ท่ีจาเลยรับของโจรมาไว้ในครอบครองไปขายต่อ แม้จะ
ไม่ได้เป็นการทาให้เสียหายทาลายโทรศัพท์เคลื่อนท่ี แต่ก็เป็นการกระทาต่อสิทธิแห่งกรรมสิทธิ์ใน
โทรศัพท์เคลื่อนท่ี ซ่ึงเป็นสิทธิอันเก่ียวกับทรัพย์สินที่เป็นวัตถุไม่มีรูปร่าง อันถือว่าเป็นทรัพย์สินตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘ เม่ือการกระทาความผิดฐานกรรโชกตามประมวล
กฎหมายอาญามาตรา ๓๓๗ เกิดจากการท่ีผู้กระทาขู่เข็ญว่าจะทาอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูก
ขู่เข็ญ การท่ีจาเลยขู่เข็ญว่าจะนาโทรศัพท์เคล่ือนที่ไปขายให้บุคคลอื่น เป็นการขู่เข็ญว่า
จะทาอันตรายตอ่ ทรพั ยส์ ินของผถู้ ูกขู่เขญ็ จงึ เป็นความผิดฐานกรรโชก

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๓๘

ฎีกาที่ ๑๒๖๘๕/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๖๗ การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบ
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๘ หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริง
ที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลท่ัวไป และเป็นข้อเท็จจริงท่ีเจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้
บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จาเป็นต้องเป็นการกระทาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วย

491

กฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของข้อเท็จจริง
ประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เมื่อฎีกาของจาเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า
จาเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จาเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ ๑ ปี
ข้อเท็จจริงท่ีจาเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเป็น
การกระทาที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่น
โดยเฉพาะภริยาจาเลยรู้เร่ืองดังกล่าว เร่ืองน้ันจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จาเลยขู่เข็ญ
ผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นาเงินจานวน ๒๐,๐๐๐ บาท มาให้จาเลย จาเลยจะนาเรื่อง
ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจาเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงเป็น
การขู่เข็ญว่าจะเปดิ เผยความลบั ของผเู้ สียหาย ครบองค์ประกอบความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๘

492

ชิงทรพั ย์ ปลน้ ทรพั ย์

ข้อ ๘๕ คาถาม นายสิงห์พกอาวุธมีดปลายแหลมไปดักรอคนข้ามสะพานลอยซึ่งเป็นทาง
สาธารณะในเวลากลางคืน นายสิงห์เห็นนางนงค์กาลังเดินข้ามสะพานเพียงผู้เดียว จึงเข้าไปใช้แขน
รัดคอนางนงค์ ใช้มีดจ้ีที่บริเวณคอและพูดขอร่วมประเวณี นางนงค์พูดขอนายสิงห์ไม่ให้ข่มขืนตน
โดยขอให้เอาแต่เงินไป พร้อมกับล้วงเงิน ๑๒๐ บาท ส่งให้นายสิงห์ นายสิงห์รับเงินไว้จากนั้นใช้มีดจี้
บังคับฉุดลากนางนงค์ลงไปท่ีเชิงสะพานลอยแล้วกอดปล้าให้นางนงค์นอนลง นางนงค์ด้ินรนไม่ยอม
ให้นายสิงห์ข่มขืน นายสิงห์จึงได้ลากนางนงค์ไปกดลงที่คูน้าในบริเวณน้ันประมาณ ๑๐ นาที จนนาง
นงคถ์ ึงแก่ความตาย นายสิงห์ได้ลากนางนงค์ขึ้นมาแล้วกระทาชาเราจนสาเร็จความใคร่ โดยไม่ทราบ
ว่านางนงคถ์ ึงแก่ความตายแล้ว

ดังนี้ ใหว้ ินิจฉัยว่าการกระทาของนายสงิ หเ์ ปน็ ความผิดฐานใดหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
คาตอบ การที่นายสิงห์พกอาวุธมีดปลายแหลมไปดักรอคนข้ามสะพานลอยซึ่งเป็นทาง
สาธารณะ เป็นการพาอาวุธไปในทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จึงมีความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑
แม้นายสิงห์จะมีการใช้กาลงั ประทุษร้ายดว้ ยการใชแ้ ขนรัดคอนางนงค์ และขเู่ ขญ็ ว่าทันใด
นั้นจะใช้กาลังประทุษร้าย ด้วยการใช้มีดจี้ที่บริเวณคอและพูดขอร่วมประเวณี นางนงค์พูดขอนาย
สิงห์ไม่ให้ข่มขืนตน โดยขอให้เอาแต่เงินไป พรอ้ มกับล้วงเงิน ๑๒๐ ส่งให้นายสิงห์ นายสิงห์รับเงินไว้
ในเวลากลางคืน แต่ก็เป็นการกระทาเพ่ือขอร่วมประเวณี ไม่ใช่กระทาเพ่ือให้ย่ืนให้ซ่ึงทรัพย์
การกระทาของนายสิงห์จึงขาดเจตนาพิเศษในการกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์ท่ีต้องเป็นการใช้
กาลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใชก้ าลังประทุษร้าย เพ่ือให้ยื่นให้ซ่ึงทรัพย์ การกระทา
ของนายสิงห์จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้กาลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะ
ใช้กาลังประทุษรา้ ยโดยมีอาวุธในเวลากลางคืนตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสอง (๒ คะแนน) แต่การท่ี
นายสิงห์ใช้มีดจ้ีคอและพูดขอร่วมประเวณี นางนงค์พูดขอนายสิงห์ไม่ให้ข่มขืนตน โดยขอให้เอาแต่
เงินไป พร้อมกับล้วงเงิน ๑๒๐ บาท ส่งให้นายสิงห์ นายสิงห์รับเงินไว้น้ัน เปน็ การส่งมอบเงินเพราะ
นางนงค์ต้องการหลกี เล่ยี งจากการถูกขม่ ขืนกระทาชาเรา จึงไม่ใชก่ ารส่งมอบโดยความบรสิ ุทธิ์ใจ
แต่นายสิงห์เอาทรัพย์ดังกล่าวของนางนงค์ไปอันเป็นผลพลอยได้จากการที่นางนงค์ส่งมอบเงินให้
ก่อนหน้านเี้ พ่ือไมใ่ หถ้ ูกขม่ ขืนกระทาชาเรา ต้องถือว่านายสิงห์แย่งการครอบครองเงินจากนางนงค์
การกระทาของนายสิงห์จึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต นายสิงห์จึงมีความผิดฐาน
ลักทรพั ย์โดยมอี าวธุ ในเวลากลางคืนตามมาตรา ๓๓๕ วรรคสอง (๑) (๗) วรรคสอง (เทียบฎีกาที่
๗๐๘๘/๒๕๕๗) (๒ คะแนน)
การที่นายสิงห์กดนางนงค์ลงในคูน้านาน ๑๐ นาที จนนางนงค์ถึงแก่ความตาย นายสิงห์
ย่อมเล็งเห็นได้ว่านางนงค์จะถึงแก่ความตายอย่างแน่นอนเท่าท่ีจิตใจของบุคคลในฐานะเช่นน้ัน
จะเล็งเห็นได้ การกระทาของนายสิงห์จึงเป็นการกระทาโดยเล็งเห็นผล จึงเป็นความผิดฐาน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (๒ คะแนน) เพ่ือความสะดวกและเพ่ือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การท่ี

493

ตนได้กระทาความผดิ อย่างอื่นตามมาตรา ๒๘๙ (๖) (๗)
การที่นางนงค์ได้ถึงแก่ความตายก่อนถูกข่มขืนแล้ว การกระทาของนายสิงห์จึงไม่ครบ

องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราเนื่องจากขาดผู้อื่นที่จะถูกข่มขืน
กระทาชาเรา การกระทาของนายสิงห์จึงไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราผู้อ่ืนตามมาตรา
๒๗๖ แต่การที่นายสิงห์ใช้มีดจ้ีบังคับฉุดลากนางนงค์ลงไปที่เชิงสะพานแล้วกอดปล้านางนงค์ เป็น
การกระทาที่ไม่สมควรในทางเพศแก่นางนงค์โดยใช้กาลังประทุษร้าย จึงเป็นความผิดฐานกระทา
อนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กาลังประทุษร้าย โดยบุคคลน้ันอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถ
ขดั ขนื ได้ ตามมาตรา ๒๗๘ (๒ คะแนน)

การที่นายสิงห์ได้ลากนางนงค์ขึ้นมาแล้วกระทาชาเราจนสาเร็จความใคร่ แม้จะเป็นการ
กระทาเพ่ือสนองความใคร่ของผู้กระทาโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทากระทากับอวัยวะเพศ
ของศพ ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานกระทาชาเราศพ แต่เม่ือนายสิงห์ไม่ทราบว่า
นางนงค์ถึงแก่ความตายแลว้ เป็นการกระทาโดยผู้กระทามิได้รขู้ ้อเท็จจริงอันเปน็ องค์ประกอบของ
ความผิด จะถือว่าผู้กระทาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทานั้นมิได้ ถือว่าขาด
เจตนาในการกระทาความผิด เพราะไม่รู้ว่าตนกาลังกระทาชาเราศพ นายสิงห์จึงไม่มีความผิด
ฐานกระทาชาเราศพตามมาตรา ๓๖๖/๑ เพราะขาดองค์ประกอบภายใน (๒ คะแนน)
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้ผู้แต่งนาข้อสอบอัยการก่อนมีการแก้ไขกฎหมายและก่อนฎีกาที่ ๗๐๗๗/
๒๕๕๗ ตัดสิน ธงคาตอบต้องเปล่ียนแปลงไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่และแนวฎีกาใหม่ การทา
ข้อสอบเก่าเป็นประโยชน์ แต่นักศึกษาต้องรู้ว่าถ้ามีกฎหมายแก้ไขใหม่หรือฎีกาใหม่กลับแนวเดิม
ตอ้ งเปลี่ยนคาตอบเป็นไปตามกฎหมายทแ่ี ก้ไขใหมแ่ ละแนวฎกี าใหม่

ฎีกาท่ี ๗๐๘๘/๒๕๕๗ จาเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายแต่แรก การที่
ผู้เสยี หายสง่ มอบโทรศัพทเ์ คล่อื นท่กี ับเงิน ๗๐๐ บาท แกจ่ าเลยกบั พวกโดยเจตนาเพ่ือไม่ใหถ้ ูกจาเลย
กับพวกทาร้ายและข่มขืนกระทาชาเรา เมื่อจาเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้ แต่ยังคงทาร้าย
ร่างกายผู้เสยี หายอยเู่ พ่ือข่มขืนกระทาชาเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืน จาเลยกับพวกยงั ยึดเงิน ๒๐๐ บาท
ไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหาย เป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปอันเป็นผลพลอยได้จากการท่ี
ผู้เสียหายส่งมอบเงินให้ก่อนหน้าน้ีเพ่ือไม่ให้ถูกข่มขืนกระทาชาเรา ดังนั้น การกระทาของจาเลย
กับพวกจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทาผิดด้วยกันตั้งแต่สองคน
ขน้ึ ไป
ข้อสังเกต การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จาเลยกับพวกยังยึดเงิน ๒๐๐ บาทไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหาย
เป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปอันเป็นผลพลอยได้จากการที่ผู้เสียหายส่งมอบเงนิ ให้ก่อน
หน้าน้เี พ่ือไม่ให้ถกู ข่มขืนกระทาชาเรา คือไม่ใช่การไม่ส่งมอบทรัพย์โดยสมัครใจนั่นเอง เพราะถ้าเป็น
การสง่ มอบทรัพย์โดยความสมคั รใจจะไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์

494

ข้อ ๘๖ คาถาม กลางดึกคืนหนึ่งบนถนนที่เปลี่ยวไม่ค่อยจะมีรถสัญจรผ่านไปมา นายต๋อย
ขับรถจักรยานยนต์แซงและปาดหน้ารถจักรยานยนต์ของนางสาวติ๋มซ่ึงไม่รู้จักกัน เพื่อให้เสียหลัก
และหยุดรถทันทีและตะคอกด่าพร้อมกับพูดว่า มีอะไรส่งมาให้หมด โดยนายต๋อยแสดงสีหน้าขึงขัง
เม่ือนางสาวติ๋มส่งกระเป๋าสะพายให้นายต๋อยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจาตัว
ประชาชนไว้ นายต๋อยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไมม่ ีของมีค่าจงึ สง่ กระเปา๋ สะพายคืนให้ และคลา
ทคี่ อนางสาวตมิ๋ เพอ่ื หาสร้อยคอ นางสาวต๋ิมบอกนายต๋อยว่าไมม่ ีของมีค่าติดตวั มา นายต๋อยจึงปล่อย
ตวั นางสาวติม๋ แล้วขับรถจกั รยานยนตห์ นีไป

ให้วนิ ิจฉัยว่า นายต๋อยมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ การที่นายต๋อยขับรถจักรยานยนตแ์ ซงและปาดหน้ารถจกั รยานยนต์ของนางสาวติ๋ม
ซง่ึ ไม่รู้จักกันเพื่อใหเ้ สียหลกั และหยุดรถทันทีและตะคอกด่าพร้อมกับพูดว่า มีอะไรส่งมาให้หมด โดย
นายต๋อยแสดงสีหน้าขึงขัง แม้นายต๋อยจะไม่ได้พูดว่าหากไม่ส่งสิ่งของให้จะทาร้ายนางสาวติ๋ม แต่
พฤติการณ์ดงั กล่าวเกิดข้นึ ในเวลากลางคืนบนถนนเปล่ยี ว ย่อมเป็นการคุกคามนางสาวตมิ๋ ให้กลัวว่า
จะถูกทาร้ายหากไม่ส่งทรัพย์สินให้ จึงเป็นการขู่เข็ญนางสาวต๋ิมทั้งกิริยาและวาจาโดยมี
ความหมายว่า ถ้านางสาวต๋ิมไม่ให้ส่ิงของใดแล้วนางสาวต๋ิมจะถูกทารา้ ย จนนางสาวต๋ิมกลัวต้อง
รีบส่งกระเป๋าสะพายให้นายต๋อย หาใช่เร่ืองท่ีนางสาวต๋ิมกลัวไปเองไม่ การกระทาดังกล่าวของ
นายต๋อยจึงเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดน้ันจะใช้กาลังประทุษร้ายเพื่อให้ย่ืนให้ซ่ึงทรัพย์อันเป็น
ความผดิ ฐานชิงทรัพย์ มใิ ชค่ วามผดิ ฐานกรรโชกทรัพย์ (ฎกี าท่ี ๘๗๙๐/๒๕๕๔)
การท่ีนายต๋อยตะคอกด่าพร้อมกับพูดว่า มีอะไรส่งมาให้หมด เมื่อนางสาวต๋ิมส่งกระเป๋า
สะพายให้นายต๋อยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจาตัวประชาชนไว้ นายต๋อยค้นกระเป๋า
สะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลาท่ีคอนางสาวต๋ิมเพื่อหาสร้อยคอ
นางสาวต๋ิมบอกนายต๋อยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา นายต๋อยจึงปล่อยตัวนางสาวต๋ิมแล้ว ขับ
รถจักรยานยนต์หนีไป แสดงว่านายต๋อยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของนางสาวต๋ิมไป
เป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพาย มิฉะนั้นเม่ือนายต๋อยได้กระเป๋า
สะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันที โดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้นางสาวติ๋ม
การกระทาของนายต๋อยจึงเป็นการลงมือกระทาความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทาน้ัน
ไม่บรรลุผล เป็นการพยายามกระทาความผิดไม่เป็นการชิงทรัพย์สาเร็จ เพราะไม่ได้ทรัพย์ไป
นายต๋อยคงมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพ่ือกระทาผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี และมาตรา ๘๐ (ฎีกาที่ ๘๖๙/๒๕๕๕)
ฎีกาท่ี ๘๗๙๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๐๑ ผูเ้ สยี หายไมร่ จู้ ักจาเลยกบั พวก การที่พวกจาเลย
ขับรถแซงและปาดหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพ่ือให้หยุดรถทันทีและตะคอกด่าพร้อมกับ
พูดวา่ มีอะไรส่งมาใหห้ มด โดยจาเลยกับพวกแสดงสีหน้าขงึ ขัง แมพ้ วกจาเลยจะไมไ่ ด้พูดวา่ หากไมส่ ่ง
ส่งิ ของให้จะทาร้ายผู้เสียหาย แต่พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการคุกคามผู้เสียหายให้กลัวว่าจะถูกทาร้าย
หากไม่ส่งทรพั ย์สินให้ จึงเป็นการขู่เข็ญผ้เู สียหายทั้งกิริยาและวาจาโดยมคี วามหมายว่า ถ้าผู้เสียหาย

495

ไม่ให้สิ่งของใดแล้วผู้เสียหายจะถูกทาร้าย จนผู้เสียหายกลัวต้องรีบส่งกระเป๋าสะพายให้จาเลย
หาใช่เรื่องที่ผู้เสียหายกลัวไปเองไม่ การกระทาดังกล่าวจึงเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กาลัง
ประทุษร้ายเพื่อให้ยื่นให้ซ่ึงทรัพย์อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ มิใช่ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ เมื่อ
ขณะเกิดเหตุจาเลยยังคงนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์คันเดียวกับพวก และแม้จาเลยไม่ได้พูดกับ
ผู้เสียหาย แต่เม่ือผู้เสียหายย่ืนทรัพย์ให้จาเลยกร็ ับไวแ้ ล้วกข็ ับรถจักรยานยนต์หนีไปด้วยกันทันที ถือ
เปน็ การแบง่ หน้าท่ีกนั ทาอันเป็นการรว่ มกันกระทาผดิ

ฎกี าที่ ๘๖๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๖๗๖ จาเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสยี หายวา่ อย่าสง่ เสียงและให้ส่ง
ของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้จาเลยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจาตัว
ประชาชนไว้ จาเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลาที่
คอผู้เสียหายเพ่ือหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจาเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จาเลยจึงปล่อยตัว
ผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงว่าจาเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็น
ของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพาย มิฉะน้ันเม่ือจาเลยได้กระเป๋าสะพายแล้ว
ก็ต้องหลบหนีไปทันที โดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย การกระทาของจาเลย
จึงไม่เป็นการชิงทรัพย์สาเร็จ จาเลยคงมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธ
ปืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี และมาตรา ๘๐

ข้อ ๘๗ คาถาม นายหน่ึง นายสอง นายสาม และนายสี่ ตกลงกันไปปล้นบ้านนายห้าโดยให้
นายสองนาอาวุธมีดไปด้วย เมื่อไปถึงบ้านของนายห้า นายห้าไม่อยู่บ้านมีเพียงนางหกคนรับใช้อยู่
ในบ้าน นายหน่ึงและนายสองเข้าไปในบ้านช่วยกันจับนางหกมัดไว้ ส่วนนายสามและนายสี่ช่วยดู
ต้นทางท่ีหน้าบ้าน แล้วนายหน่ึงและนายสองช่วยกันขนทรัพย์สินของนายห้าใส่รถแท๊กซ่ีจนเต็มหนึ่ง
คัน แล้วนายหนึ่งน่ังรถแท๊กซี่เอาทรัพย์ออกจากบ้านของนายห้าไป โดยมีนายสองอยู่ในบ้านค้นหา
ทรัพย์สินต่อ ส่วนนายสามและนายส่ีดูต้นทางอยู่เช่นเดิม ต่อมานายห้ากลับเข้ามาในบ้าน นายสาม
และนายส่ีแจ้งนายสอง นายสองคอยให้นายห้าเข้ามาในบ้าน แล้วนายสองจึงใช้มีดจี้คอนายห้าเพื่อ
สอบถามรหัสเปิดตเู้ ซฟโดยนายสองพยายามระมัดระวังมิให้มีดถกู นายห้า แต่นายห้าไม่ยอมบอกรหัส
และพยายามด้ินรนจนมบี าดคอถกู เส้นประสาทบรเิ วณคอนายห้าจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้
เกนิ กวา่ ยสี่ บิ วันซึ่งเปน็ อนั ตรายสาหัส

ให้วินิจฉัยว่า นายหน่ึง นายสอง นายสาม และนายส่ี มีความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือไม่
เพยี งใด

คาตอบ การที่นายหน่ึงและนายสองเข้าไปในบ้าน แม้นายสามและนายส่ีช่วยดูต้นทางที่
หน้าบ้าน แต่ก็ถือว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทา ต้องถือว่านายหน่ึง นายสอง นายสาม และนายสี่
เป็นตวั การร่วมกัน การที่นายหนึง่ และนายสองจับนางหกมัดไว้ แล้วช่วยกันขนทรัพย์สินของนายห้า
ใส่รถแท๊กซ่ีไป เป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทาความผิดด้วยกันต้ังแต่สามคนข้ึนไปโดยใช้
ยานพาหนะเพื่อพาทรพั ย์นน้ั ไป นายหนงึ่ นายสอง นายสาม และนายส่ี จึงมีความผิดฐานร่วมกัน

496

ปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพ่ือพาทรัพย์น้ันไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐
วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี เม่ือเป็นการปล้นทรัพย์โดยนายสองมีอาวุธมีดติดตัวไปด้วยโดย
ใช้ยานพาหนะเพ่ือพาทรัพย์นั้นไปและตัวการร่วมกันรู้ว่านายสองมีอาวุธมีดในการปล้น นายหน่ึง
นายสอง นายสาม และนายสี่ ซึ่งเป็นตัวการร่วมกันจึงต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา ๓๔๐
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี ดว้ ยกันทุกคน

การท่ีนายสองใช้มดี จ้ีคอนายห้าเพ่ือสอบถามรหัสเปิดตูเ้ ซฟ เม่ือการกระทาของนายสองเป็น
เหตุให้นายห้ารับอันตรายสาหัส แม้นายสองใช้ความระมัดระวังโดยไม่มีเจตนาทาร้ายนายห้าก็ไม่ใช่
ขอ้ สาคัญ เพราะการท่ีนายสองจะรับโทษหนักขึ้นด้วยเหตุท่ีนายห้ารับอันตรายสาหัสนั้น นายสอง
ไม่จาต้องกระทาโดยมีเจตนาเพียงแต่พิจารณาว่าผลท่ีนายห้ารบั อันตรายสาหัสนั้น เป็นผลที่ตาม
ธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ตามมาตรา ๖๓ หรือไม่ บริเวณคอเป็นอวัยวะสาคัญมีเส้นเลือดและ
เส้นประสาทจานวนมาก เม่ือนายสองใช้มีดจี้คอนายห้า การที่นายห้าด้ินรนจนมีบาดคอถูก
เส้นประสาทบริเวณคอรับอันตรายสาหัสจากมีดนั้น จึงย่อมเป็นผลธรรมดาที่จะเกิดขึ้นจากการ
กระทาของนายสองแล้ว นายสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้นายห้ารับ
อันตรายสาหัสโดยใช้ยานพาหนะเพ่ือพาทรัพย์น้ันไปตามมาตรา ๓๔๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา
๓๔๐ ตรี (เทียบฎกี าท่ี ๑๘๖๗/๒๕๕๓)

นายสามและนายส่ีจะมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้นายห้ารับอันตรายสาหัส
ตามมาตรา ๓๔๐ วรรคสาม หรือไม่นั้น กฎหมายมีวัตถุประสงค์เพ่ือท่ีจะลงโทษการกระทาของ
คนร้ายทปี่ ลน้ ทรัพย์ด้วยกนั ว่าถา้ การปลน้ ทรัพย์น้ัน เปน็ เหตใุ ห้ผู้อืน่ ได้รบั อันตรายสาหัส ผกู้ ระทา
ความผิดทกุ คนต้องรับโทษหนักข้ึน ไม่ว่าใครจะเปน็ คนทาร้าย และไมว่ ่าจะอยู่ร่วมกันในขณะที่มี
การทาร้ายหรือไม่ เช่น มีการแบ่งหน้าท่ีกันทาโดยมีคนร้ายเฝ้าดูต้นทางแต่พวกท่ีเข้าไปปล้น
ทรัพย์ทาร้ายเจ้าทรัพย์ก็มีความผิดร่วมกัน นายสามและนายส่ีที่อยู่ดูต้นทาง จึงมีความผิดฐาน
ร่วมกนั ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้นายห้ารบั อันตรายสาหัสโดยใช้ยานพาหนะเพ่ือพาทรัพย์นั้นไปตาม
มาตรา ๓๔๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี เชน่ เดยี วกับนายสอง (ฎกี าที่ ๑๗๗๘/๒๕๕๓)

แต่ผลของการกระทาซ่ึงทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักข้ึนดังกล่าวต้องเป็นการกระทาที่
ไม่ขาดตอนกันจึงจะเป็นเหตุลักษณะคดี แม้นายหนึ่ง นายสอง นายสาม และนายส่ี ร่วมกันวางแผน
ปล้นทรัพย์มาแตต่ ้น แตเ่ ม่ือนายหนึ่งเอาทรัพย์สินแล้วกลับไปกอ่ น ส่วนนายสอง นายสาม และนายส่ี
อยู่เพ่ือเอาทรัพย์สินของนายห้าต่อไป การกระทาของนายหน่ึงขาดตอนลงแล้ว ต้ังแต่นายหนึ่งมิได้
อยรู่ ว่ มในการปล้นทรัพย์ดว้ ย ดงั น้ัน นายหน่งึ จึงมคี วามผดิ เพียงฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ
มีดตดิ ตัวไปด้วยโดยใชย้ านพาหนะเพื่อพาทรัพย์น้ันไปตามมาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา
๓๔๐ ตรี แต่ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้นายห้ารับอันตรายสาหัสโดยใช้
ยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์น้ันไปตามมาตรา ๓๔๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี (ฎีกาท่ี
๑๗๗๘/๒๕๕๓)
ข้อสังเกต คาถามไม่ถามว่ามีความผิดฐานใด เพราะไม่อยากให้เสียเวลาตอบฐานบุกรุก ทาร้าย

497

รา่ งกาย ทาใหเ้ สื่อมเสยี เสรภี าพ หรอื หนว่ งเหนยี่ วกักขัง พาอาวุธซึ่งเปน็ ลหโุ ทษ
ฎีกาท่ี ๑๘๖๗/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๓ จาเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมจี้ขู่ผู้เสียหายและเอา

โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายและรถยนต์ของบิดาของผู้เสียหายไป เมื่อการกระทาของจาเลยเป็น
เหตุให้ผ้เู สยี หายรบั อันตรายแก่กาย จาเลยก็ตอ้ งรบั โทษหนักข้นึ แมผ้ ู้เสยี หายไดร้ บั บาดแผลท่ีต้นแขน
ซ้ายจากมีดของจาเลยเนื่องจากอุบัติเหตุ จาเลยไม่มีเจตนาทาร้ายผู้เสียหาย ก็ไม่ใช่ข้อสาคัญ เพราะ
การท่ีจาเลยจะรบั โทษหนกั ข้ึนด้วยเหตุที่ผูเ้ สียหายรบั อันตรายแก่กายน้ัน จาเลยไมจ่ าตอ้ งกระทาโดย
มีเจตนา เพียงแต่พิจารณาว่าผลท่ีผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายน้ัน เป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้น
ไดต้ าม ป.อ. มาตรา ๖๓ หรือไม่ เมอ่ื จาเลยใช้มดี ปลายแหลมจี้ผู้เสียหาย การที่ผ้เู สยี หายรับอันตราย
แก่กายจากมีดนั้น จึงย่อมเป็นผลธรรมดาที่จะเกิดข้ึนจากการกระทาของจาเลยแล้ว จาเลยจึงมี
ความผิดฐานชิงทรพั ยเ์ ปน็ เหตใุ ห้ผ้เู สยี หายรบั อันตรายแก่กายตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสาม

ฎีกาท่ี ๑๗๗๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๔ น.๓๐ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ วรรคสาม น้ัน
กฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะลงโทษการกระทาของคนร้ายที่ปล้นทรัพย์ด้วยกันว่าถ้าการ
ปล้นทรพั ย์น้ัน เป็นเหตุให้ผู้อนื่ ได้รับอนั ตรายสาหัสผกู้ ระทาความผิดทุกคนต้องรับโทษหนักข้นึ ไม่ว่า
ใครจะเป็นคนทาร้ายหรือรู้ตัวผู้ทาร้ายหรือไม่ และไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันในขณะท่ีมีการทาร้ายหรือไม่
เช่น มีการแบ่งหน้าท่ีกันทาโดยมีคนร้ายเฝ้าดูต้นทางแต่พวกท่ีเข้าไปปล้นทรัพย์ทาร้ายเจ้าทรัพย์
ก็มีความผิดร่วมกัน แต่ทั้งน้ีต้องเป็นการกระทาท่ีไม่ขาดตอนกันจึงจะเป็นเหตุลักษณะคดี แม้จาเลย
ที่ ๒ และท่ี ๓ ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ และพวกรวมทงั้ หมด ๖ คน วางแผนปลน้ ทรัพย์บา้ นหลงั น้ีมาแต่ต้น
วันเกดิ เหตจุ าเลยที่ ๒ และท่ี ๓ เขา้ ไปจบั ตัวคนรบั ใช้ในบ้านผู้เสยี หายมดั ไว้และได้รื้อค้นเอาทรพั ย์สิน
ภายในบ้านแล้วกลับไปก่อน ส่วนจาเลยท่ี ๑ กับพวกที่เหลือรออยู่เพื่อเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย
เม่ือผู้เสียหายกับพวกกลับมาบ้านก็ถูกจาเลยที่ ๑ กับพวกที่เหลือทาร้ายเพ่ือปล้นทรัพย์ จาเลยที่ ๒
และท่ี ๓ มไิ ด้อยู่ร่วมเพื่อปล้นทรพั ย์ด้วย ไม่ปรากฏว่าไดร้ ออยู่นอกบ้านเพ่ือดูตน้ ทางหรอื ย้อนกลับมา
อีก หรือรอฟังผลยังสถานที่นัดหมายกัน ทั้งไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับบ้านที่เกิดเหตุ ท้ังผู้เสียหายกับพวก
ก็กลับมาหลังจากจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ กลับไปแล้วเป็นเวลานานถึง ๒-๓ ชั่วโมง ไม่ต่อเน่ืองกับการที่
จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ได้ร่วมกันปลน้ ทรัพย์มาแต่ตน้ การจะคาดหมายวา่ หากผ้เู สียหายกับพวกกลบั มา
และขดั ขนื ย่อมมกี ารใชก้ าลังประทุษร้าย ย่อมเป็นการคาดหมายที่เปน็ ผลรา้ ยแก่จาเลยที่ ๒ และที่ ๓
ดังนั้น การกระทาของจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ เป็นความผิดตามมาตรา ๓๔๐ วรรคแรก แต่ไม่เป็น
ความผิดตามมาตรา ๓๔๐ วรรคสาม

ฎีกานา่ สนใจเรื่องชิงทรัพย์ ปล้นทรพั ย์
ต้องเปน็ ลกั ทรัพย์ถึงจะเป็นชิงทรพั ย์ ปล้นทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๑๑๐๕๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๐๙ ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์
กบั ความผิดฐานกรรโชกทรพั ย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้อยูท่ ี่จานวนทรัพย์สินท่ีผูก้ ระทาผิดได้

498

ไปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สินไปเพียงใด การกระทา
ความผิดก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ข้อสาระสาคัญอยู่ท่ีว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจาก
ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ โดยคนร้ายใช้กาลังประทุษร้ายเจ้าของหรือ
ผ้คู รอบครองทรัพย์น้ัน หรือขู่เข็ญว่าในทันใดน้นั จะใช้กาลังประทษุ ร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซง่ึ ทรัพยน์ ้ันตาม
ความในมาตรา ๓๓๙ (๒) โดยการลักทรัพย์กับการใช้กาลังประทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการ
ลกั ทรัพย์ท่ีต้องขู่เข็ญให้ปรากฏว่าในทันทีทันใดน้ันจะใช้กาลังประทุษร้ายต่อเนื่องกันไป เม่ือได้ความ
ว่า ผู้เสียหายถูกจาเลยตบหน้าทันทีท่ีเปิดประตูห้อง เมื่อ ช. ตามเข้าไปปิดประตูห้อง จาเลยก็ล้วง
มีดพับออกมาจี้ที่แก้มผู้เสียหายขู่ขอเงินไปซื้อสุรา พฤติการณ์ของจาเลยบ่งช้ีว่าหากผู้เสียหายขัดขืน
ไม่ให้เงินก็จะถูกประทุษร้ายต่อเน่ืองไปในทันใดน้ัน แสดงให้เห็นว่ามุ่งหมายมาทาร้ายและขู่เข็ญ
ผเู้ สียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์มาแต่แรก ไม่ใช่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายยอมให้เงินบางส่วนโดย
ใช้กาลงั ประทุษรา้ ย จาเลยจงึ มีความผิดตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓

ฎีกาที่ ๓๖๓๐/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๙๓ เหตุที่จาเลยทารา้ ยทุบบริเวณท้ายทอยและหลังของ
ผู้เสียหายท่ี ๒ ในตอนแรกมีสาเหตุจากการที่ผู้เสียหายที่ ๒ เข้าไปปลุกจาเลยขณะหลับอยู่บนรถ
โดยสารมนิ ิบัสของผู้เสียหายท่ี ๑ ซึ่งขณะน้ันจาเลยมีอาการเมาสุรา เมื่อผู้เสียหายท่ี ๒ ถามจาเลยว่า
จะลงจากรถหรือไม่ จาเลยตอบว่าลงและเดินไปท่ีประตูด้านหลังของรถยนต์มินิบัส แต่กลับย้อนมา
ทาร้ายผู้เสียหายที่ ๒ อีก ผู้เสียหายที่ ๒ พยายามใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารต่อสู้กับจาเลย
ดังน้ัน การที่จาเลยแย่งเอากระบอกต๋ัวเกบ็ เงนิ ค่าโดยสารแล้วลงจากรถว่ิงหนีไปเป็นเพราะจาเลยเมา
สุราและไม่ประสงค์จะต่อสู้กับผู้เสียหายที่ ๒ ประกอบกับผู้เสียหายท่ี ๒ ใช้กระบอกต๋ัวเก็บเงิน
ค่าโดยสารทาร้ายจาเลยดว้ ย การทจ่ี าเลยแย่งเอากระบอกตวั๋ เก็บเงินค่าโดยสารจากผู้เสยี หายที่ ๒ ไป
ก็เพราะไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายที่ ๒ ใช้กระบอกต๋ัวเก็บเงินค่าโดยสารติดตามมาทาร้ายจาเลยอีก
หากจาเลยประสงค์จะชิงทรัพย์ จาเลยอาจหยิบเอาเฉพาะเงินจากกระบอกต๋ัวเก็บเงินค่าโดยสาร
ท้ิงกระบอกต๋ัวไว้แล้วหลบหนีไปก็อาจกระทาได้ การท่ีจาเลยยังคงมีกระบอกต๋ัวเก็บเงินค่าโดยสาร
ติดตัวอยู่ ทาให้เห็นว่าจาเลยไม่ประสงค์ให้ผู้ใดนากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารมาทาร้ายจาเลยอีก
การกระทาของจาเลย แม้จะเป็นการพาเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายที่ ๒ แต่ไม่ได้เกิดโดยเจตนาทุจริต
จึงไม่เปน็ ความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ เป็นเพียงความผิดฐานใช้กาลังทารา้ ยรา่ งกาย
ผอู้ ่นื ไม่ถงึ กบั เปน็ เหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจติ ใจตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑

พยายามชงิ ทรัพย์หรือพยายามปลน้ ทรัพย์

ฎีกาที่ ๖๙๘๔/๒๕๕๘ ฎ.๓๒๑๗ จาเลยท้ังสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้า
ทง้ั ยังทาร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดแู ลสถานท่ีนัน้ อันเป็นส่วนหน่ึงของการปล้นทรัพย์ จึงเป็นการ
ลงมือกระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์ ไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จาเลยทั้งสามจะหลบหนีไป
ก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้า กเ็ ป็นการลงมือกระทาความผดิ แล้วแตก่ ระทาไปไม่ตลอด การกระทา

499

ของจาเลยทั้งสามจึงเปน็ การร่วมกนั พยายามกระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์
ฎกี าท่ี ๘๖๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๖๗๖ จาเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าอย่าสง่ เสียงและให้ส่ง

ของมีค่าให้ เม่ือผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้จาเลยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจาตัว
ประชาชนไว้ จาเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลา
ที่คอผู้เสียหายเพ่ือหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจาเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จาเลยจึงปล่อยตัว
ผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงว่าจาเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไป
เป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพาย มิฉะนั้นเม่ือจาเลยได้กระเป๋าสะพาย
แลว้ ก็ต้องหลบหนไี ปทันที โดยไม่ตอ้ งเปิดดูและคืนกระเปา๋ สะพายใหผ้ ูเ้ สียหาย การกระทาของจาเลย
จึงไม่เป็นการชิงทรัพย์สาเร็จ จาเลยคงมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธ
ปืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี และมาตรา ๘๐

ฎีกาท่ี ๘๔๐๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๕๒ ขณะที่จาเลยกระชากสร้อยคอทองคาพร้อม
กระดูกเลี่ยมทองของผู้เสียหายสร้อยคอทองคาพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่อยู่ในมือนั้น จาเลยก็เพียง
มุ่งหมายที่จะให้สร้อยคอทองคาพร้อมกระดูกเลี่ยมทองหลุดจากคอผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นเพียง
แย่งการครอบครองเท่าน้ัน แต่หลังจากสร้อยคอทองคาและกระดูกเล่ียมทองขาดตกลงที่พื้นแล้ว
จาเลยก็ไม่ได้เข้ายึดถือเอาสร้อยคอทองคาพร้อมกระดูกเล่ียมทองอันจะเห็นได้ว่ามีการพาทรัพย์
เคล่ือนท่ีไปแต่อย่างใด การกระทาดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปสาเร็จ จึงเป็น
พยายามชงิ ทรพั ย์

ลักโดยใชก้ าลังประทุษร้ายหรอื ขู่เขญ็ ว่าในทนั ใดจะใชก้ าลังประทษุ ร้าย

ฎกี าท่ี ๔๙๓๒/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๙๔ คืนเกิดเหตุ จาเลยกับผู้เสยี หายเจรจาเรื่องหนี้สนิ กัน
แล้วต่อมาจาเลยนารถยนต์และกุญแจรถยนต์ของผู้เสียหายไป ซ่ึงต่อมาเจ้าพนักงานตารวจเข้าตรวจ
ยืดรถยนต์คนั ดังกล่าวได้จากรา้ นรับซ้ือของเก่า รถยนต์ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่มีการดัดแปลงเปลี่ยน
สภาพ แสดงว่าจาเลยต้องการนารถยนต์ไปเก็บไว้เป็นการประกันหน้ีเพื่อให้ผู้เสียหายมาชาระหนี้คืน
แก่จาเลย แต่การบังคับชาระหนี้คืนจากลูกหน้ีมีกฎหมายกาหนดขั้นตอนให้ฟ้องร้องดาเนินคดีและ
บังคับคดีไว้อยู่แล้ว หากจาเลยต้องการบังคับชาระหน้ีจากผู้เสียหาย จาเลยย่อมจะต้องดาเนินการ
ภายใต้กรอบหรือหลักเกณฑ์ท่ีกฎหมายกาหนดไว้ การท่ีจาเลยนารถยนต์ของผู้เสียหายไปเพ่ือเป็น
การประกันหน้ีโดยพลการเช่นนี้ จึงเป็นการกระทาโดยไม่มีอานาจใด ๆ ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็น
การแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเอง อันเป็นการเอาทรัพย์ของ
ผเู้ สยี หายไปโดยทจุ ริตแล้ว การกระทาของจาเลยกบั พวกจงึ เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์

การที่จาเลยตบศีรษะผู้เสียหายนั้น ไม่ได้ตบเพ่ือให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือ
พาทรัพยน์ ้นั ไปหรือให้ผเู้ สียหายยื่นใหซ้ ึ่งทรพั ย์น้นั หรือเพือ่ ยึดถือเอาทรัพย์นัน้ ไว้ แต่เป็นการตบศีรษะ
เพ่ือบังคับให้ผู้เสียหายเขียนสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น การตบศีรษะผู้เสียหายกับการเอารถยนต์ของ

500

ผู้เสียหายไปจึงเป็นการกระทาที่แยกขาดจากกัน ไม่ใช่เป็นการใช้กาลังประทุษร้ายเพ่ือให้สะดวกแก่
การพาทรัพย์น้ันไปหรือให้ย่ืนให้ซ่ึงทรัพย์นั้นหรือเพื่อยึดถือเอาทรัพย์น้ันไว้อันจะเป็นความผิดฐาน
ชิงทรัพย์ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑)
และทาร้ายผู้อื่นโดยไมถ่ ึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรอื จิตใจตามมาตรา ๓๙๑ แยกต่างหาก
จากกัน การกระทาของจาเลยกับพวกจึงเป็นการกระทาอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ฎีกาที่ ๘๒๐๙/๒๕๕๙ พฤติการณ์ของจาเลยที่เพียงแต่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตารวจ
และสอบถามว่า เสพยาเสพติดหรือไม่แล้วขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสองก่อนที่จะล้วงเอากระเป๋า
สตางค์ของผู้เสียหายท่ี ๑ เอาบุหร่ีของผู้เสียหายที่ ๒ ไปและบอกว่าจะพาไปตรวจปัสสาวะ หาก
ไม่พบสารเสพติดก็จะปล่อยตัวไปนั้น ไมป่ รากฏว่ามีการใช้กาลังประทุษร้ายหรอื ขู่เข็ญว่าในทันใดน้ัน
จะใช้กาลังประทุษร้ายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙
คดีคงฟังได้เพียงว่า จาเลยร่วมกับพวกท่ียังหลบหนีกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๕ (๑) (๖) (๗) วรรคสอง

ฎีกาที่ ๗๐๘๘/๒๕๕๗ จาเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายแต่แรก การที่
ผเู้ สยี หายส่งมอบโทรศัพท์เคลอ่ื นทกี่ ับเงิน ๗๐๐ บาท แก่จาเลยกบั พวกโดยเจตนาเพ่ือไม่ใหถ้ ูกจาเลย
กับพวกทาร้ายและข่มขืนกระทาชาเรา เมื่อจาเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้ แต่ยังคงทาร้าย
รา่ งกายผู้เสียหายอยู่เพ่ือข่มขนื กระทาชาเรา เมอื่ ผู้เสียหายขอคนื จาเลยกับพวกยงั ยดึ เงนิ ๒๐๐ บาท
ไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหาย เป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปอันเป็นผลพลอยได้จากการที่
ผู้เสียหายส่งมอบเงินให้ก่อนหน้าน้ีเพื่อไม่ให้ถูกข่มขืนกระทาชาเรา ดังนั้น การกระทาของจาเลย
กับพวกจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทาผิดด้วยกันตั้งแต่สองคน
ขึน้ ไป
ข้อสังเกต การท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จาเลยกับพวกยังยึดเงิน ๒๐๐ บาทไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหาย
เป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปอันเป็นผลพลอยได้จากการท่ีผู้เสียหายส่งมอบเงนิ ให้ก่อน
หน้านีเ้ พื่อไมใ่ ห้ถกู ข่มขืนกระทาชาเรา คือไม่ใช่การไม่ส่งมอบทรัพย์โดยสมัครใจนน่ั เอง เพราะถ้าเป็น
การส่งมอบทรัพยโ์ ดยความสมัครใจจะไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานลักทรัพย์

______________________

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานท่ีเกิดเหตุ
ผู้เสียหายกับนายเอ็ม จาเลย นายกุ้ง และนายประสิทธิ์ไปรับประทานอาหารและด่ืมเบียร์กัน
ท่ีร้านอาหาร ต.เต่า หลังจากน้ันนายเอ็มกับจาเลยและพวกชวนผู้เสียหายไปที่วัดไร่ขิง นายเอ็มชวน
ผู้เสยี หายไปดปู ลาในแม่น้า แล้วขอรว่ มเพศกับผู้เสียหายโดยพากันไปรว่ มเพศที่โรงเรยี นวัดไรข่ งิ เสร็จ
แล้วนายเอ็มขอให้ผเู้ สียหายร่วมเพศกบั จาเลยและพวก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม ผู้เสียหายให้นายเอ็ม
ขบั รถจักรยานยนต์ไปส่งที่พัก ถึงที่เกิดเหตุพบจาเลยกับพวกดักรออยู่ จาเลยกับพวกเข้ามากอดปล้า
และทาร้ายผู้เสียหาย ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์เคล่ือนท่ีกับเงิน ๗๐๐ บาท ให้จาเลยกับพวกเพื่อไม่ให้


Click to View FlipBook Version