The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

501

จาเลยกับพวกข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย จาเลยกับพวกรับไว้แต่ยังจะข่มขืนกระทาชาเรา
ผูเ้ สียหาย ผูเ้ สียหายดิ้นรนต่อสู้ ถกู จาเลยกับพวกทาร้ายจนหมดสติ นายเอ็มห้ามจาเลยกับพวกไม่ให้
ข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย เม่ือผู้เสียหายฟ้ืนขึ้นได้ขอโทรศัพท์เคล่ือนที่และเงิน ๗๐๐ บาท คืน
จาเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคล่อื นท่ีและเงนิ ๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนเงนิ อีก ๒๐๐ บาท ไม่ยอม
คนื ให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า เม่ือผู้เสียหายขอคืนโทรศัพท์เคลื่อนท่ีและเงิน ๗๐๐ บาท การท่ี
จาเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคล่ือนที่และเงิน ๕๐๐ บาท ให้ผู้เสียหาย ส่วนอีก ๒๐๐ บาท ไม่คืนให้
เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จาเลยไม่ได้มีเจตนาท่ีจะเอาทรัพย์ของผู้เสียหาย
มาแต่แรก การที่ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน ๗๐๐ บาท แก่จาเลยกับพวกโดยเจตนา
เพื่อไม่ให้ถูกจาเลยกับพวกทาร้ายและข่มขืนกระทาชาเรา เม่ือจาเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกลา่ วไว้ แต่
ยังคงทาร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่เพื่อข่มขืนกระทาชาเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืน จาเลยกับพวกยังยึด
เงิน ๒๐๐ บาท ไว้ ไมค่ ืนให้ผู้เสยี หายเป็นการเอาทรพั ยด์ ังกล่าวของผูเ้ สยี หายไป จากผลพลอยไดก้ าร
ที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินไว้ให้ก่อนหน้านี้เพ่ือไม่ให้ถูกข่มขืนกระทาชาเรา ดังนั้น การกระทาของจาเลย
กับพวกจึงเป็นเพียงความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ในเวลากลางคืน โดยรว่ มกระทาผิดด้วยกนั ตัง้ แต่สองคนข้ึน
ไปศาลฎีกามีอานาจพิพากษาลงโทษจาเลยในการกระทาท่ีพิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะกระทาความผิด
จาเลยกับพวกไม่ได้ใช้รถจักรยานยนตเ์ ป็นยานพาหนะเพื่อกระทาความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือ
เพื่อให้พ้นการจับกุม จาเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖ ทวิ ฎีกาของ
โจทก์ฟังข้ึนบางส่วน”

พิพากษากลับว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗)
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จาคุก ๒ ปี ให้จาเลยคนื เงนิ ๒๐๐ บาท แกผ่ เู้ สียหาย

(อนันต์ วงษป์ ระภารตั น์ - วจิ ติ ร วสิ ชุ าติ - เปรมศักด์ิ ชื่นชวน)
ฎีกาท่ี ๗๕๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๗ จาเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้สายไฟของ
เคร่ืองเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้าไว้กับประตูระเบียงห้องจนเป็นเหตุทาให้ผู้เสียหายไม่สามารถออก
จากหอ้ งน้าได้ การท่ีจาเลยและ ป. ใช้สายไฟของเครือ่ งเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้าไว้กบั ประตรู ะเบียง
ห้อง จาเลยและ ป. ก็มิได้ใช้แรงกายภาพกระทาต่อผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยและ ป. ที่ใช้
สายไฟของเครื่องเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้าไว้กับประตูระเบียงห้อง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้กาลัง
ประทุษร้าย อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ด้วยเหตุดังกล่าว คงเป็นการ
กระทาท่ีเป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อ่ืนหรือกระทาด้วยประการใดให้ผู้อ่ืนปราศจากเสรีภาพ
ในรา่ งกายตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๐
ส่วนท่ี ป. ใช้มีดปอกผลไม้ฟันข้อมือผู้เสียหาย ๑ ครั้ง บาดเจ็บเล็กน้อย เม่ือผู้เสียหายร้อง
ขอใหจ้ าเลยเอายามาให้ ป. เอายามาให้ผู้เสียหาย นบั ว่าผดิ วิสัยของคนร้ายที่ประสงค์ทาร้ายร่างกาย
เจ้าของทรัพย์เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การกระทาของ ป. จึงเป็นการกระทาที่มิได้

502

เก่ียวเนื่องกับการลักทรัพย์และเป็นเร่ืองเฉพาะตัวของ ป. เอง ไม่ปรากฏว่าจาเลยรู้เห็นด้วยใน
ลักษณะอย่างใด ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ จาเลยคงมีความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกัน
กระทาความผิดตง้ั แตส่ องคนข้นึ ไป

ฎกี าท่ี ๖๙๑/๒๕๕๔ ฎ.๑๗๙ จาเลยซ่ึงเคยเป็นสามโี ดยชอบด้วยกฎหมายของผ้เู สยี หายที่ ๑
เขา้ ไปกระตุกสร้อยคอของผู้เสยี หายท่ี ๑ จนหลดุ ออก แลว้ ได้ตบตีผู้เสียหายที่ ๑ การกระตุกสรอ้ ยคอ
กับการตบตีทาร้ายร่างกาย จึงแยกออกเป็น ๒ ตอน จาเลยมไิ ดล้ ักทรัพย์โดยใช้กาลังประทุษรา้ ยหรือ
ขู่เข็ญว่าในทันใดน้ันจะใช้กาลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ ๑ เพ่ือความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการ
พาทรัพย์นั้นไป จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ (๑) แต่เป็นการใช้กิริยา
ฉกฉวยเอาสร้อยคอและรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคาของผู้เสียหายที่ ๑ ไปซึ่งหน้า จึงเป็น
ความผิดฐานวง่ิ ราวทรัพยต์ ามมาตรา ๓๓๖

จาเลยพูดขอเงินกับผู้เสียหายที่ ๒ ว่า หากไม่ให้เงินจะทาร้ายผู้เสียหายที่ ๑ ต่อไป เป็นการ
ข่มขืนใจผู้เสียหายท่ี ๒ ให้ยอมให้เงินจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ (๑)
วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดฐานชงิ ทรัพยผ์ เู้ สยี หายท่ี ๒ ตามฟอ้ ง

ฎีกาท่ี ๑๙๒๕๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๓๐๙ หลังจากท่ีจาเลยผลักประตูบุกรุกเข้ามาใน
บ้านแล้ว ได้ดันตัวผู้เสียหายเข้าไปในห้องนอนจนล้มลง แล้วใช้มือคว้าตามลาคอและแขนเพ่ือค้นหา
ทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก เมื่อผู้เสียหายร้องเรียกให้คนช่วย จาเลย
จึงผละไปหยิบเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ โดยภายในมีกระเป๋าเงินและมีเงิน
สด ๑๐,๐๐๐ บาท ว่ิงหลบหนีไปข้ึนรถจักรยานยนต์ของจาเลยซ่ึงจอดอยู่ เห็นว่า พฤติการณ์ของ
จาเลยที่ดันตัวผู้เสียหายจนล้มลง แล้วใช้มือคว้าตามลาคอและแขนของผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ
บริเวณหน้าอก โดยมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่เหนือราวนมขวา ยาว ๕ เซนติเมตร ต้องใช้เวลา
รักษาประมาณ ๑๔ วนั ย่อมแสดงว่าจาเลยใช้กาลงั โดยแรงให้ผเู้ สยี หายเกิดความกลัวและอยูใ่ นภาวะ
ท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ เพื่อจาเลยจะได้ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป ถือว่าเป็นการใช้กาลังประทุษร้าย
ต่อผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๖) แล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ใน
เคหสถานในเวลากลางคนื โดยใชย้ านพาหนะ

ฎีกาที่ ๗๕๘๓/๒๕๖๐ ฎ.๑๘๓๓ แม้จาเลยจะมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้
กาลังประทษุ ร้าย แต่พฤตกิ ารณ์ของจาเลยท่ีเดินเข้าไปในห้องพกั อันเป็นเคหสถานของผเู้ สยี หายเวลา
วิกาล แล้วเปิดเสือ้ ให้ดูพร้อมทาท่าคล้ายกับจะชักอาวุธลักษณะเป็นมีดปลายแหลมจนทาให้ ภ. รู้สึก
ตกใจกลัว เกรงว่าจะถูกทาร้ายและไม่กล้าขัดขืน จากนั้นจาเลยหยิบคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คไป จึงเป็น
การที่จาเลยแสดงอาการขู่เข็ญ ภ. แล้วว่าในทันใดน้ันจะใช้กาลังประทุษร้ายในขณะเดียวกันกับ
ลักทรัพย์หรอื ใกล้ชิดกบั การลักทรพั ยต์ ่อเนื่องเป็นเหตกุ ารณเ์ ดยี วกัน

ฎีกาท่ี ๒๘๖/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๔ แม้จาเลยจะมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดน้ัน
จะใช้กาลังประทุษร้าย แต่พฤติการณ์ของจาเลยที่เดินเข้าหาผู้เสียหายจนทาให้ผู้เสียหายเกิดความ
กลัวจนต้องดึงสร้อยคอทองคาโยนท้ิง บ่งบอกให้เห็นว่าจาเลยแสดงอาการขู่เข็ญผู้เสียหายแล้ว โดย

503

ไม่จาต้องพิจารณาวา่ จาเลยจะได้พูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายหรอื ไม่ และเม่ือผู้เสียหายโยนสร้อยคอทองคา
ท้ิงเพื่อมิให้จาเลยแย่งเอาไปได้ จาเลยยังใช้มีดปลายแหลมจ่อที่หน้าอกผู้เสียหายอีก กรณีถือได้ว่า
เป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืนต่อการท่ีจาเลยจะลักเอาสร้อยคอทองคาและเป็นการขู่เข็ญว่า
ในทันใดนั้นจะใช้กาลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้ว การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม

ฎกี าที่ ๘๐๔๓/๒๕๕๔ ฎ.๑๗๗๑ ขณะจาเลยใช้มือกระชากสรอ้ ยคอทองคาพรอ้ มพระเลี่ยม
กรอบทองคาของผู้เสียหาย จาเลยมิได้ใช้กาลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กาลัง
ประทษุ ร้าย แต่หลงั จากกระชากสรอ้ ยคอทองคาขาดตดิ มือไปแล้วและกาลงั จะวง่ิ หนี ผู้เสียหายหนั ไป
เห็นจาเลยและตรงเข้าไปจับชายเส้ือของจาเลยไว้ จาเลยจึงใช้มือซ้ายล้วงเข้าไปที่เอวด้านขวาและ
จับด้ามอาวุธมีดท่ีเหน็บไว้ท่ีเอวกางเกงเพื่อให้ผู้เสียหายเห็นว่ามีอาวุธและอยู่ในกิริยาอาการที่พร้อม
จะชกั อาวุธมีดออกมาท้งั ยงั ใช้สายตาข่มขู่จอ้ งเขม็งมายงั ผเู้ สียหาย โดยแสดงว่าพรอ้ มที่จะใช้อาวธุ มีด
ทาอันตรายแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงเกิดความกลัวและเกรงว่าในทันใดนั้นจาเลยจะใช้กาลังด้วย
อาวุธมีดประทุษร้าย ทาให้ผู้เสียหายยอมปลอ่ ยมือที่จับชายเส้ือของจาเลย จาเลยว่ิงหลบหนไี ปพรอ้ ม
สร้อยคอทองคาของผู้เสียหาย จาเลยมีเจตนาขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายขัดขวางการหลบหนี เพื่อการพา
ทรัพย์น้ันไปและให้พ้นจากการจับกุม จึงมิใช่เป็นเพียงความผิดฐานว่ิงราวทรัพย์ แต่เป็นการ
ลักสร้อยคอทองคาของผู้เสียหายโดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กาลังประทุษร้ายซ่ึงเป็นความผิดฐาน
ชิงทรพั ยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง

ฎกี าท่ี ๘๖๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๒๔ การขูเ่ ขญ็ ว่าในทันใดนนั้ จะใช้กาลังประทุษร้ายอนั เป็น
องค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น อาจขู่ตรง ๆ หรือใชถ้ ้อยคา ทากิริยา หรือทาประการใดให้
เขา้ ใจได้เชน่ น้นั เปน็ การแสดงให้ผูถ้ ูกขู่เข็ญเข้าใจวา่ จะรับภยั จากการกระทาของผูข้ เู่ ขญ็ การท่ีจาเลย
กับพวกบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย โดย ม. พวกของจาเลยทาท่าทางเหมือนจะชัก
อาวุธออกมาโดยล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณเอว แม้มิได้ใช้กาลังประทุษร้าย มิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับหรือ
พูดว่าจะใช้กาลังประทุษร้ายก็ตาม แต่กิริยาท่าทีของ ม. ดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการ
ขเู่ ข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กาลังประทุษร้าย ทาให้ผู้เสยี หายเกิดความกลัววา่ จาเลยกับพวกจะใช้กาลัง
ประทุษร้าย จึงต้องจายอมให้โทรศัพท์เคล่ือนท่ีแก่จาเลยกับพวกไป การกระทาของจาเลยกับพวก
ครบองค์ประกอบความผดิ ฐานปลน้ ทรัพยแ์ ลว้

ฎีกาที่ ๘๗๙๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๐๑ ผู้เสียหายไมร่ จู้ ักจาเลยกบั พวก การท่ีพวกจาเลย
ขับรถแซงและปาดหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อให้หยุดรถทันทีและตะคอกด่าพร้อมกับ
พูดวา่ มีอะไรส่งมาใหห้ มด โดยจาเลยกับพวกแสดงสีหนา้ ขงึ ขัง แม้พวกจาเลยจะไม่ได้พูดว่าหากไมส่ ่ง
ส่งิ ของให้จะทาร้ายผู้เสียหาย แต่พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการคุกคามผู้เสียหายให้กลัวว่าจะถูกทาร้าย
หากไม่ส่งทรัพย์สินให้ จงึ เป็นการขู่เข็ญผ้เู สียหายทั้งกิริยาและวาจาโดยมีความหมายว่า ถ้าผู้เสียหาย
ไม่ให้ส่ิงของใดแล้วผู้เสียหายจะถูกทาร้าย จนผู้เสียหายกลัวต้องรีบส่งกระเป๋าสะพายให้จาเลย
หาใช่เรื่องท่ีผู้เสียหายกลัวไปเองไม่ การกระทาดังกล่าวจึงเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดน้ันจะใช้กาลัง

504

ประทุษร้ายเพ่ือให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ มิใช่ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
เม่ือขณะเกิดเหตุจาเลยยังคงน่ังอยู่บนรถจักรยานยนต์คันเดียวกับพวก และแม้จาเลยไม่ได้พูดกับ
ผู้เสียหาย แต่เม่ือผู้เสียหายย่ืนทรัพย์ให้จาเลยก็รับไว้แล้วก็ขับรถจักรยานยนต์หนีไปด้วยกันทันที
ถอื เปน็ การแบง่ หน้าท่ีกันทาอนั เปน็ การรว่ มกนั กระทาผดิ

ฎกี าที่ ๑๑๘๖๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๕๓ การกระทาท่ีจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพยต์ าม
ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคแรกนนั้ ตอ้ งเปน็ การลักทรพั ย์โดยใชก้ าลังประทุษร้าย หรอื ขเู่ ข็ญว่าทันใดนั้น
จะใช้กาลังประทุษร้าย เพ่ือให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือให้ย่ืนให้ซ่ึง
ทรพั ย์นั้น ฯลฯ เมอ่ื พวกของจาเลยซ่ึงนั่งซ้อนทา้ ยรถจักรยานยนตข์ องจาเลยที่กาลงั ขับตามผ้เู สียหาย
ไป ถามผู้เสียหายว่าจะรีบไปไหน พวกของจาเลยดังกล่าวเพียงแต่มีมีดถืออยู่ในมือ และในขณะ
ผู้เสียหายว่ิงหนี พวกของจาเลยได้ว่ิงไล่ตามผู้เสียหายไปจนทันแล้วกระชากสร้อยคอทองคาที่
ผู้เสียหายสวมอยู่ขาดติดมือพวกของจาเลยไป โดยพวกของจาเลยไม่ได้ใช้มีดที่ถืออยู่จี้ขู่เข็ญหรือ
แสดงท่าทีใด ๆ ให้เห็นว่าเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้มีดที่ถืออยู่ฟัน หรือแทงประทุษร้ายหากผู้เสียหาย
ขัดขืนไมใ่ หพ้ วกของจาเลยกระชากเอาสร้อยคอทองคาไป พฤตกิ ารณ์ของจาเลยกับพวกจงึ ถือไม่ไดว้ ่า
เป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กาลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพ่ือความสะดวกในการลักทรัพย์ หากแต่
เป็นเพียงการร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้รถจักรยาน ยนต์เป็น
ยานพาหนะเพ่ือสะดวกแกก่ ารกระทาความผิด พาทรพั ย์นนั้ ไป หรอื ให้พน้ การจับกุม อันเป็นความผิด
ฐานวิง่ ราวทรพั ยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทว,ิ ๘๓
ข้อสังเกต ฎีกานี้มีอาวุธ แต่ไม่ได้ใช้อาวุธและไม่ได้ขู่เข็ญ เพียงแต่กระชากกระเป๋าไป แต่ฎีกาท่ี
๘๗๙๐/๒๕๕๔ มกี ารขูเ่ ขญ็

ฎีกาที่ ๒๔๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๒ การท่ีจาเลยท่ี ๑ พูดสาทับกับผู้เสียหายว่า "ถ้ามึง
ไมใ่ ห้เดยี๋ วมันก็แทงมึงหรอก กูชว่ ยมึงไม่ได้" หลังจากจาเลยที่ ๑ ขอยืมเงินและผู้เสียหายปฏิเสธ แล้ว
จาเลยที่ ๑ หันไปคุยกับจาเลยที่ ๒ ว่า "เฮ้ย แม่งไม่ให้เว้ย" จาเลยท่ี ๒ จึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับล้วงมีด
ออกมาจากด้านหลังแล้วเดินเข้ามาใกล้ผู้เสียหาย และจาเลยที่ ๑ ได้ผลักจาเลยที่ ๒ พร้อมกับพูดว่า
"มึงไม่ต้องแทง" ถือได้ว่าการกระทาของจาเลยท้ังสองเป็นการร่วมกันข่มขู่ผู้เสียหายว่าในทันทีทันใด
นั้นจะใช้กาลังประทุษร้ายอันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงได้มอบเงินให้แก่จาเลยทั้งสอง
จาเลยทง้ั สองจงึ มคี วามผดิ ฐานรว่ มกนั ชงิ ทรัพย์

ฎกี าท่ี ๘๗๒๒/๒๕๔๘ ฎ.๑๘๕๘ ผเู้ สียหายขบั รถยนต์รบั จา้ งสาธารณะ จาเลยกับพวกอีก ๒
คน ว่าจ้างให้ขับไปส่งบริเวณเกษตร เมื่อไปถึงจาเลยกับพวกให้ผู้เสียหายหยุดรถ จาเลยกับพวกลง
จากรถโดยไม่ชาระค่าโดยสารอ้างว่าผู้เสียหายโกงมิเตอร์ ผู้เสียหายจึงลงจากรถและตามจาเลย
กบั พวกไปเพ่ือทวงค่าโดยสาร จาเลยหันกลับมาชักมีดปลายแหลมยาวประมาณ ๕ น้ิว ออกมาจ้ีหลัง
ผู้เสียหายบังคับให้ผู้เสียหายเดินเข้าไปในบ้านท่ีเกิดเหตุแล้วให้ผู้เสียหายน่ั งอยู่ภายในห้องในบ้าน
จาเลยกบั พวกเตะผ้เู สียหายคนละ ๑ คร้งั กล่าวหาว่าผูเ้ สยี หายเปน็ สายลบั ใหเ้ จ้าพนักงานตารวจและ
พูดข่มขู่ให้ผู้เสียหายเสพเมทแอมเฟตามีน จากน้ันบังคับให้ผู้เสียหายนั่งในลักษณะคู้ตัวไปข้างหน้า

505

ขาเหยียดตรงแล้วจึงเอานาฬิกาข้อมือและเงินสด ๘๘๐ บาท ไปจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายอยู่ในภาวะ
ท่ไี มส่ ามารถขดั ขืนได้ ถอื ไดว้ า่ จาเลยกับพวกเอาทรัพย์ไปโดยใช้กาลังประทุษรา้ ย จึงเป็นความผิดฐาน
ชงิ ทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ เม่อื จาเลยร่วมกระทาความผิดกับพวกอีก ๒ คน โดยมีมีดเปน็ อาวุธ
จงึ เปน็ ความผดิ ฐานร่วมกับพวกปลน้ ทรัพย์โดยมีอาวุธตดิ ตัวไปด้วยตามมาตรา ๓๔๐ วรรคสอง

ฎีกาที่ ๙๒๔๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๑๙ จาเลยกับพวกนาธูปซึ่งมีส่วนผสมของส่ิงของ
บางอย่างท่ที าให้มึนเมาออกมาให้โจทก์ร่วมและ บ. ดม ทาให้โจทก์ร่วมเกิดอาการมึนศีรษะ เป็นเหตุ
ให้อยใู่ นภาวะไม่สามารถขัดขนื ได้ แลว้ จาเลยกับพวกอีก ๒ คน ได้ลกั ทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ถอื ได้ว่า
เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กาลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ และการพาทรัพย์น้ัน
ไป เมือ่ ร่วมกระทาความผดิ ตง้ั แต่ ๓ คนขนึ้ ไป การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานปลน้ ทรพั ย์

ฎีกาที่ ๔๘๙๑/๒๕๔๙ ฎ.๑๐๔๔ จาเลยดงึ มือผู้เสียหายท่ีปิดป้องสร้อยคอออกแล้วกระชาก
สร้อยคอของผู้เสียหายไปเป็นการกระทาแก่เน้ือตัวหรือกายของผู้เสียหาย จึงเป็นการใช้กาลัง
ประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไปและยึดถือเอาทรัพย์น้ันไว้
เปน็ ความผิดฐานชงิ ทรัพย์

ฎกี าท่ี ๘๗๐๑/๒๕๔๗ ฎ.๒๑๙๑ แมจ้ าเลยที่ ๒ จะกระชากสร้อยไปจากคอโจทก์รว่ ม แต่ท้ัง
สร้อยคอและสร้อยข้อมือของโจทก์ร่วมเป็นสร้อยเส้นเล็กหนักเพียงเส้นละหน่ึงสลึง ที่คอโจทก์ร่วม
มีอาการบวมช้า ไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการถูกสร้อยบาดตามแรงกระชากท่ีจาเลยที่ ๒ กระทา
ต่อทรัพย์ ไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายของโจทก์ร่วม อันจะถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่กายของ
โจทกร์ ว่ มตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๖)

ฎีกาที่ ๖๓๕๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๑๘ การที่จาเลยใช้อาวุธมีดจี้ท่ีเอวด้านหลังของ
ผเู้ สยี หาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดน้นั จะใช้กาลังประทุษรา้ ย เพ่อื ความสะดวกแก่การลักทรพั ย์หรือ
การพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง แล้ว
โดยไม่ต้องมกี ารประทุษรา้ ยรา่ งกายผ้เู สียหายจนเปน็ เหตุใหผ้ ูเ้ สียหายไดร้ บั อันตรายแกก่ าย

ฎีกาที่ ๓๙๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๕๔ ความผิดฐานชิงทรัพย์ซ่ึงนาไปสู่ความผิดฐานปล้น
ทรัพย์น้ัน เป็นการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ โดยใช้กาลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดน้ัน
จะใช้กาลังประทุษร้าย เมื่อมีการใช้กาลังประทุษร้ายแล้ว แม้จะไม่ทาให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่
กายหรอื จิตใจกเ็ ขา้ องค์ประกอบความผิดฐานชิงทรพั ย์

ขาดตอน

ฎีกาท่ี ๑๒๐๗๙/๒๕๕๘ ฎ.๑๘๒๘ ผ. เก็บกระเป๋าสะพายไว้ใตเ้ บาะรถจักรยานยนต์ จาเลย
ใช้มีดปังตอทาร้าย ผ. ให้ ผ. เปิดเบาะรถ ผ. จะดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ออกจากตัวรถแต่จาเลย
เงือ้ มีดขม่ ขู่ ผ. จึงวงิ่ หลบหนี จากนั้นจาเลยใช้กญุ แจรถดังกล่าวไขเบาะรถแต่ไมส่ ามารถเปดิ ได้ จาเลย
จึงเอากุญแจรถดังกล่าวไป แม้จาเลยประสงค์จะเอาทรัพย์ในกระเป๋าสะพายเป็นอันดับแรก แต่เม่ือ

506

ไม่สามารถเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ได้จึงเอากุญแจรถจักรยานยนต์อันเป็นทรัพย์อีกช้ินหนึ่งไป เม่ือ
จาเลยประสงค์ต่อทรัพย์ของ ผ. แม้จะไม่สามารถเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อเอาทรัพย์ในกระเป๋า
สะพาย แต่การกระทาของจาเลยเพื่อเอาทรพั ย์ยังไม่ขาดตอน การทจี่ าเลยเอากุญแจรถจักรยานยนต์
ของ ผ. ไป ย่อมเป็นการกระทาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มคิ วรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเอง
หรอื ผูอ้ ่ืนอันเปน็ การกระทาโดยทุจริต และเปน็ การลกั ทรัพยข์ อง ผ.
ข้อสังเกต ถ้าคิดมากอาจจะคิดว่าจะชิงทรัพย์ในกระเป๋า เป็นเพียงพยายามลัก จึงเป็นพยายาม
ชงิ ทรพั ย์ แต่ฎกี าน้ีตัดสินไว้ชดั วา่ เอากญุ แจไปก็เปน็ การลักทรพั ย์คอื กญุ แจสาเรจ็ แลว้ จึงผดิ ชิงทรัพย์

ฎีกาที่ ๒๐๗๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๖ พฤติการณ์ท่ีจาเลยลักเอาเงินที่อยู่ในล้ินชักจานวน
๑,๒๐๐ บาท ของผู้เสยี หายท่ี ๑ ไป เม่อื ผู้เสียหายท่ี ๑ ทราบเรอ่ื ง จาเลยจึงได้คนื เงินจานวนดังกล่าว
ให้แก่ผู้เสียหายที่ ๑ ถือได้ว่าการลักทรัพย์สาเร็จแล้ว แต่ขณะท่ีจาเลยกาลังจะขับรถหลบหนี
ผู้เสียหายที่ ๒ เข้าดึงท้ายรถจักรยานยนต์ของจาเลยไว้เพื่อไม่ให้จาเลยหนี จาเลยจึงใช้หมวกนิรภัย
เหว่ียงไปท่ผี ู้เสยี หายที่ ๒ แต่ผู้เสยี หายท่ี ๒ หลบทัน จาเลยจึงขับรถจักรยานยนตอ์ อกไปอย่างรวดเร็ว
ทาให้ผู้เสียหายท่ี ๒ เสยี หลักล้มลงเป็นเหตุใหไ้ ด้รับบาดเจ็บไมถ่ ึงกับเป็นอันตรายแก่กายนัน้ เป็นการ
กระทาที่ต่อเนื่องยังไม่ขาดตอนจากการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ ถือได้ว่าจาเลยใช้กาลัง
ประทษุ รา้ ยเพื่อใหพ้ ้นจากการจับกมุ การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผดิ ฐานชงิ ทรัพย์

ฎีกาที่ ๒๙๐๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๗๒ แม้จาเลยเดินไปหยิบเอาเงินเหรียญกษาปณ์ของ
ผู้เสียหาย โดยจาเลยไม่ได้พูดหรือทากิริยาอาการอย่างใดที่ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กาลัง
ประทุษร้ายหรือได้ใช้กาลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากจาเลยหยิบเอาเงินเหรียญกษาปณ์ของ
ผู้เสียหายแล้วได้ว่ิงหนีไปนั่งรถจักรยานยนต์ของจาเลยซึ่งจอดอยู่หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุเพ่ือหลบหนี
และผู้เสียหายว่ิงตามไปทันขณะจาเลยน่ังอยู่บนรถจักรยานยนต์ดังกล่าว แล้วจาเลยถูกผู้เสียหาย
กระชากคอเส้ือและบิดกุญแจรถดับเครื่องยนต์เพื่อแย่งเอาเงินคืน จาเลยได้เตะผู้เสียหาย ๑ คร้ัง
การกระทาของจาเลยดังกล่าวยังต่อเน่ืองเก่ียวพันกันโดยตลอดและยังไม่ขาดตอนจากการเอาทรัพย์
ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การที่จาเลยเตะผู้เสียหายในขณะท่ีผู้เสียหายตามไปแย่งเอาเงินคืนนั้น
จงึ เป็นพฤติการณ์ที่ชช้ี ัดวา่ จาเลยกระทาโดยมีเจตนาขเู่ ข็ญไมใ่ หผ้ ู้เสียหายขดั ขวางการหลบหนีเพื่อให้
พน้ จากการจับกมุ และเพอื่ การพาทรัพยไ์ ป การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานชงิ ทรัพย์

จาเลยขับรถจกั รยานยนต์มาทีเ่ กดิ เหตุแลว้ กอ่ เหตุทั้งเมื่อจาเลยไดท้ รัพย์ของผู้เสียหายไปแล้ว
จาเลยก็ว่ิงหนีไปนั่งรถจักรยานยนต์ของจาเลยซึ่งจอดไว้หน้าร้านค้าท่ีเกิดเหตุและติดเครื่องยนต์
แต่ผู้เสียหายว่ิงตามไปทันจึงกระชากคอเส้ือจาเลยแล้ว บิดกุญแจรถดับเคร่ืองยนต์ พฤติการณ์ของ
จาเลยดงั กล่าวแสดงให้เห็นว่าจาเลยกระทาโดยมีเจตนาจะใช้รถจักรยานยนต์มาท่ีเกิดเหตุแลว้ ก่อเหตุ
และใช้รถจักรยานยนต์พาทรัพย์นั้นไปจากท่ีเกิดเหตุ การกระทาความผิดของจาเลยจึงเป็นการใช้
รถจกั รยานยนต์เปน็ ยานพาหนะเพื่อการกระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี

ฎกี าท่ี ๗๗๕๐/๒๕๔๘ ฎ.๒๓๑๒ การปล้นทรัพย์จะขาดตอนแล้วหรือไม่ ย่อมตอ้ งพิจารณา
จากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความซ่ึงมิได้จากัดด้วยระยะทาง แม้จาเลยที่ ๒ ขับ

507

รถจักรยานยนต์ของจาเลยที่ ๑ ออกมาเกือบถึงถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ใน
บริเวณสถานีบริการน้ามันท่ีเกิดเหตุซึ่งทางฝ่ายผู้เสียหายกับพวกยังอาจติดตามขัดขวางการ
ปล้นทรัพย์น้ันได้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพาเอาทรัพย์ไป การปล้นทรัพย์ของจาเลยทั้งสองกับพวก
จึงยังไมข่ าดตอน

ฎีกาท่ี ๑๓๔๗/๒๕๔๙ ฎ.๔๗๒ พวกจาเลยคนหน่ึงขับรถจักรยานยนต์แซงรถจักรยานยนต์
ของผู้เสียหาย จาเลยซึ่งน่ังซ้อนท้ายกระชากสร้อยคอทองคาและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายแม้
จาเลยไม่ได้ขู่เข็ญว่าในทันใดน้ันจะใช้กาลังประทุษร้าย หรือได้ใช้กาลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่
หลังจากกระชากสร้อยคอแล้วจาเลยกับพวกขับรถจกั รยานยนต์หลบหนี ผเู้ สียหายกับพวกติดตามไป
ทันทีจนพบและจะเข้าจับจาเลย จาเลยใช้ขวดตีผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยดังกล่าวยังต่อเนื่อง
และเกี่ยวพันกันโดยตลอดและยังไม่ขาดตอนจากการวิ่งราวทรัพย์ ถือว่าจาเลยมีเจตนาใช้กาลัง
ประทุษร้ายผู้เสียหายเพ่ือให้พ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกสองคนชิงทรัพย์
ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และโดยใช้ยานพาหนะในการกระทาความผิด พาทรัพย์น้ันไป และ
เพ่ือใหพ้ ้นจากการจบั กมุ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓, ๓๔๐ ตรี

ฎีกาที่ ๙๒๕๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๒๒ จาเลยกับพวกอีก ๕ คนมีเจตนาที่จะเอาเครื่อง
เชื่อมโลหะและเคร่ืองปั๊มลมซึ่งจาเลยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปเพ่ือเป็นประโยชน์ของตน
โดยเจ้าของรวมคนอ่ืนมิได้ยินยอม เมื่อจาเลยกับพวกขนเครื่องเชื่อมโลหะและเคร่ืองปั๊มลมข้ึนบน
รถยนต์กระบะ ถือได้ว่าการลักทรัพย์สาเร็จอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ในเวลาต่อเนื่องกัน บ.
เจ้าของรวมคนหนึ่งท่ีรู้เห็นการกระทาของจาเลยกับพวกได้เข้าขัดขวางโดยข้ึนไปบนรถยนต์กระบะ
เพ่ือเอาเคร่ืองปั๊มลมกลับคืน จึงถูกจาเลยผลักและพวกของจาเลยใช้เสียมตีท่ีศีรษะเป็นเหตุให้ บ.
หมดสติไป การท่ีจาเลยกับพวกอีก ๕ คน ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กาลังประทุษร้าย บ. ขณะที่การ
ลกั ทรัพย์ยงั ไมข่ าดตอน ยอ่ มถือไดว้ ่าเปน็ การชงิ ทรพั ย์โดยร่วมกันกระทาความผดิ ด้วยกันตั้งแต่ ๓ คน
ข้ึนไป ซ่ึงเปน็ ความผดิ ฐานปลน้ ทรพั ย์แลว้

ฎีกาท่ี ๕๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๘ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง
รถจักรยานยนต์ล้มทับขาผู้เสียหาย จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมามีเจตนา
จะลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแต่แรก จึงใช้อุบายทาทีเข้าช่วยเหลอื หลอกลวงว่าจะพาไปส่ง
บ้าน ขณะที่จาเลยท่ี ๒ ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจาเลยที่ ๓ ขับรถจักรยานยนต์
มีผู้เสียหายน่ังซ้อนท้ายตามกันไป การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน แม้ว่าเม่ือบรเิ วณทางแยก จาเลยท่ี ๒
จะขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายลับสายตาไปแล้ว แต่ผู้เสียหายยังไม่ละการติดตามโดยบอก
จาเลยท่ี ๓ ให้หยุดรถเพื่อแจ้งศูนย์วิทยุติดตามจาเลยท่ี ๒ อีกทางหน่ึง ทั้งคนร้ายคือจาเลยท่ี ๓
ก็ยังอยู่กับผู้เสียหาย การที่จาเลยที่ ๓ ใช้กาลังประทุษร้ายโดยใช้ศอกตวัดกระแทกผู้เสียหายตกจาก
รถจักรยานยนต์ ก็เพ่ือความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์น้ันไป และกรณีไม่ใช่การ
กระทาของจาเลยที่ ๓ โดยลาพัง เพราะพฤติการณ์ท่ีจาเลยท่ี ๒ ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมายัง
จุดท่ีนัดหมายกันไว้ย่อมเป็นการแสดงชัดแจ้งว่าจาเลยที่ ๒ มีเจตนาร่วมกระทาด้วย จาเลยท่ี ๒

508

และที่ ๓ จึงมีความผิดฐานร่วมกนั ชงิ ทรัพย์
ข้อสังเกต การจะเป็นตวั การร่วมกันนั้น ส่วนของการกระทาร่วมกันจะตอ้ งอยู่ในทเี่ กดิ เหตุพร้อมท่ีจะ
ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ทันที ซ่ึงเป็นหลักที่ใช้กันมานาน และต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพ
สังคม คดีน้ีแม้จาเลยที่ ๒ จะขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายลับสายตาไปแล้ว จาเลยที่ ๓ จึงใช้
กาลังประทุษร้ายการที่ศาลฎีกาเห็นว่า การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน ก็หมายความว่า คดีน้ีแม้จาเลย
ที่ ๒ และที่ ๓ ลับสายตากันไปแล้ว แต่ก็ยังช่วยเหลือซ่ึงกันและกันได้ทันที ยังมีการกระทาร่วมกัน
ซ่งึ ถอื วา่ เป็นตวั การร่วมกนั ได้

ไมม่ เี จตนาลักขณะทาร้าย

ฎีกาท่ี ๑๑๖๕๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๐๗ จาเลยทาร้ายผู้เสียหายเพราะจาเลยขอให้
ผู้เสียหายช่วยบวชให้ แต่ผู้เสียหายไม่ช่วยทั้งยังด่าจาเลยว่า “ไม่มีลูกศิษย์เห้ีย ๆ อย่างนี้ ลูกศิษย์
มารศาสนาแบบน้ีไม่เอา” และ “ไอ้เย็ดแม่ กูพูดกับมึงไม่รู้เรื่อง กูบอกไม่บวชให้ก็ยังเซ้าซี้” ภายหลัง
จาเลยทาร้ายผู้เสียหายแล้วจาเลยเอาเงิน ๔๐๐ บาท ไปจากผู้เสียหายด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า
จาเลยทาร้ายผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ เป็นเพียง
ความผิดฐานทาร้ายร่างกายและฐานว่ิงราวทรพั ยต์ ่างกรรมกนั

ฎกี าท่ี ๒๒๐๗/๒๕๕๗ ฎ.๑๗๕ ผู้เสียหายทั้งสองอยู่ท่ีลานจอดรถในห้างสรรพสินค้า จาเลย
ทัง้ สองเข้าไปรมุ ทารา้ ยผ้เู สยี หายท่ี ๒ เพราะเข้าใจผิดวา่ เป็นคู่อริ มิได้ประสงค์ตอ่ ทรัพย์ของผู้เสียหาย
ท่ี ๑ มาแต่แรก ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปช่วยและร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ผู้เสียหายที่ ๒ ว่ิงหนี
เข้าไปในห้องรับรองลูกค้า จาเลยที่ ๑ ว่ิงตาม ผู้เสียหายที่ ๑ ยังคงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
จาเลยท่ี ๒ ว่ิงไปหาผู้เสียหายท่ี ๑ แล้วตบผู้เสียหายท่ี ๑ ท่ีบริเวณใบหน้า ๒ ครั้ง เพ่ือมิให้ผู้เสียหาย
ท่ี ๑ ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ มิได้มีเจตนาที่จะเอาโทรศัพท์เคล่ือนที่ของผู้เสียหายท่ี ๑ จนเม่ือ
จาเลยที่ ๒ ทาร้ายผู้เสียหายท่ี ๑ ล้มลงแล้ว จาเลยท่ี ๒ จึงมีเจตนาที่จะเอาโทรศัพท์เคลื่อนท่ีของ
ผเู้ สียหายท่ี ๑ และเข้าแย่งโทรศพั ท์เคลอ่ื นท่ีจากมือของผเู้ สียหายที่ ๑ อันเป็นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า
เมอ่ื ผู้เสียหายที่ ๑ มบี าดแผลแก้มซ้ายบวมกดเจบ็ และเสียวฟันหน้า ๒ ซ่ี ใช้เวลารักษาประมาณ ๑๐
วัน การกระทาของจาเลยที่ ๒ เปน็ ความผิดฐานทาร้ายรา่ งกายผ้อู ื่นไม่เป็นเหตใุ หเ้ กิดอันตรายแก่กาย
หรอื จิตใจและฐานวงิ่ ราวทรัพย์

ภายหลังจาเลยท่ี ๒ เข้าแย่งโทรศัพท์เคล่ือนท่ีไปจากมือผู้เสียหายท่ี ๑ จาเลยท่ี ๑ วิ่งกลับ
ออกมาแล้วจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ว่ิงไปด้วยกันก่อนแยกย้ายกันหลบหนีไปคนละทิศละทาง พนักงาน
ห้างจับจาเลยที่ ๑ ได้ที่ริมกาแพงห้างและพบโทรศัพท์เคล่ือนที่ของผู้เสียหายที่ ๑ ท่ีนอกกาแพงห้าง
ซึง่ บริเวณนอกกาแพงหา้ งที่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายท่ี ๑ อยู่ใกลก้ ับจุดท่ีจาเลยท่ี ๑ ถกู จับ
และอยู่ห่างไกลจากจุดท่ีจาเลยที่ ๒ ถูกจับ แสดงว่าจาเลยที่ ๑ เป็นคนขว้างโทรศัพท์เคล่ือนท่ีของ
ผู้เสียหายท่ี ๑ ออกไปนอกกาแพงห้าง ซึ่งหมายความว่าจาเลยท่ี ๑ ต้องรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ

509

ผู้เสียหายที่ ๑ จากจาเลยที่ ๒ ก่อนแยกย้ายกันหลบหนี และจาเลยท่ี ๑ ต้องทราบว่าโทรศัพท์
เคลื่อนที่ไม่ใช่ของจาเลยที่ ๒ แต่เป็นของผู้เสียหายท่ี ๑ ที่จาเลยท่ี ๒ ได้มาจากการกระทาความผิด
มิฉะน้ันจาเลยที่ ๑ คงไม่ขว้างออกไปนอกกาแพงห้าง เมื่อจาเลยที่ ๑ ช่วยพาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ
ผ้เู สียหายที่ ๒ ไปจากที่เกิดเหตุแล้วขว้างออกไปนอกกาแพงห้าง โดยทราบว่าเป็นทรัพย์ที่จาเลยท่ี ๒
ไดม้ าจากการกระทาความผดิ การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเปน็ ความผดิ ฐานรบั ของโจร

ฎีกาที่ ๑๑๐๗๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๕๑ ในคืนเกิดเหตุจาเลยท่ี ๑ เข้าใจว่าผู้เสียหาย
ไปจีบ ก. คนรักของจาเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้จาเลยที่ ๑ ไม่พอใจผู้เสียหาย จึงให้จาเลยท่ี ๒
ขับรถจักรยานยนต์พาจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ ตามไปทารา้ ยผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ แต่ขณะทีจ่ าเลยที่ ๒
กระชากเอาสร้อยคอทองคาพร้อมพระเลี่ยมทองคาจากคอของผู้เสียหาย ก็ไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๑
และท่ี ๓ กระทาการใดอันจะส่อแสดงให้เห็นว่ามีลักษณะของการร่วมมือและร่วมใจกับจาเลยที่ ๒
ในการประทุษร้ายต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย ลาพังแต่เพียงที่จาเลยท้ังสามร่วมกันเดินทางไปทาร้าย
ผู้เสียหายในท่ีเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุจาเลยท้ังสามหลบหนีออกไปจากท่ีเกิดเหตุด้วยกันน้ัน
ยังไม่อาจช้ีให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าในขณะเกิดเหตุจาเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีเจตนาร่วมกับจาเลยที่ ๒
ในการกระชากสร้อยคอทองคาพร้อมพระเล่ียมทองคาจากคอผู้เสียหาย ลักษณะการกระทาของ
จาเลยท้ังสามดังกล่าวอาศัยเจตนาท่ีแตกต่างแยกจากกันได้ว่าจาเลยท้ังสามมีเจตนาร่วมกันทาร้าย
ผู้เสียหาย โดยจาเลยที่ ๒ แต่เพียงลาพังเท่านั้นที่มีเจตนาประทุษร้ายต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย
พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอรับฟังได้ว่า จาเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้
รถจกั รยานยนตเ์ ปน็ พาหนะ
ข้อสังเกต คดีน้ีศาลช้ันต้นลงโทษจาเลยท้ังสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ลงโทษจาเลย
ทั้งสามฐานร่วมกันทาร้ายตามมาตรา ๒๙๕ และเฉพาะจาเลยท่ี ๒ มีความผิดฐานลักทรัพย์
โจทกฎ์ กี า ศาลฎกี าพิพากษายืน

ฎีกาท่ี ๑๐๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๑ จาเลยได้รับแจ้งจาก ห. ว่าผู้เสียหายล่อลวง ห. ไปที่
บังกะโลเพ่ือล่วงเกินทางเพศ จาเลยโกรธแค้นจึงวางแผนให้ ห. โทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหายให้ ออก
จากบ้านไปหา ห. ที่จุดเกิดเหตุ เพ่ือทาร้ายสั่งสอนเป็นการแก้แค้นแทน ห. เมื่อผู้เสียหายขับ
รถจักรยานยนต์ไปถึงท่ีเกิดเหตุ จาเลยกับพวกท่ีรออยู่วิ่งเข้าไปทาร้ายผู้เสียหายทันที ผู้เสียหาย
หลบหนี จาเลยกับพวกไล่ตามและจาเลยใช้มีดขู่เข็ญพาตัวผู้เสียหายไป แล้วพวกของจาเลยใช้
ของแข็งตศี ีรษะผู้เสยี หายจนผูเ้ สยี หายแกลง้ ทาเป็นหมดสติ จากน้ันจาเลยกับพวกหนไี ปโดยถือโอกาส
เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วย ซึ่งการใช้มีดขู่เข็ญผู้เสียหายและการทาร้ายผู้เสียหายใน
ตอนหลงั เป็นเร่อื งตอ่ เนอ่ื งมาจากสาเหตุเดมิ ทจ่ี าเลยโกรธแค้นผู้เสยี หาย หาใชว่ ่าจะมเี จตนาเอาทรัพย์
ของผู้เสียหายมาแต่แรกไม่ การกระทาของจาเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันทาร้ายร่างกาย
ผู้อ่นื โดยไตรต่ รองไวก้ อ่ น และจาเลยยังมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคนื ตามมาตรา ๓๓๕ (๑)
วรรคแรก ดว้ ย

ฎกี าท่ี ๒๘๘๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๓๙ จาเลยไม่ได้มเี จตนาท่จี ะชิงทรพั ย์ของผูเ้ สียหายมา

510

แต่แรก แต่สาเหตุเน่ืองจากผู้เสียหายกับจาเลยมีเรื่องวิวาทกันก่อน จาเลยสู้ไม่ได้จึงพาพรรคพวกคือ
ส. และ ท. มารุมทาร้ายผู้เสียในภายหลัง ท่ีจาเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปน่าจะเป็นผลพลอยได้
จากการท่ีผู้เสียหายถูกทาร้ายจนได้รับบาดเจ็บแล้วมากกว่า มิฉะน้ันจาเลยคงไม่พูดประโยคว่า
“มึงทากูเจ็บ ก็ต้องเอาของมึง” ซ่ึงมีลักษณะเป็นการแก้แค้นจากการถูกผู้เสียหายทาร้ายมาก่อน
การกระทาของจาเลยจึงเปน็ ความผิดฐานทาร้ายรา่ งกายและลักทรัพย์ของผูเ้ สียหาย

ฎีกาท่ี ๘๗๐๑/๒๕๔๗ ฎ.๒๑๙๑ หลังจากจาเลยทั้งสองรุมทาร้ายจนโจทก์ร่วมสลบแล้ว
จาเลยท่ี ๑ เตือนให้จาเลยที่ ๒ หยุดทารา้ ยเพราะเกรงว่าโจทก์รว่ มจะตาย เม่ือจาเลยที่ ๑ จะผละไป
ที่รถจักรยานยนต์ จาเลยท่ี ๒ ได้กระชากสร้อยคอของโจทก์ร่วมส่งให้จาเลยท่ี ๑ แสดงว่าเมื่อแรก
วางแผนลวงโจทก์ร่วมมาจนกระทั่งรุมทาร้ายโจทก์ร่วมสลบน้ัน จาเลยท้ังสองยังไม่มีเจตนาจะเอา
ทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่หลังจากหยุดทาร้ายโจทก์ร่วมแล้วจาเลยท่ี ๒ จึงเกิดโลภเจตนาถือโอกาสท่ี
โจทก์รว่ มส้ินสตปิ ลดทรพั ย์ของโจทกร์ ่วม เจตนาตอ่ ทรัพย์ดังกล่าวจึงเปน็ คนละตอน คนละเจตนากับ
การลวงโจทก์ร่วมมาทาร้าย แม้จาเลยท่ี ๒ จะกระชากสร้อยไปจากคอโจทก์รว่ ม แต่ท้ังสรอ้ ยคอและ
สร้อยข้อมือของโจทก์ร่วมเป็นสร้อยเสน้ เลก็ หนักเพียงเสน้ ละหน่ึงสลึง ทคี่ อโจทกร์ ่วมมีอาการบวมช้า
ไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการถูกสร้อยบาดตามแรงกระชากท่ีจาเลยที่ ๒ กระทาต่อทรัพย์ ไม่ถึงกับ
เป็นอันตรายแก่กายของโจทก์ร่วม อันจะถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่กายของโจทก์ร่วมตาม ป.อ.
มาตรา ๑ (๖) การกระทาของจาเลยทงั้ สองคนเปน็ เพียงความผิดฐานลักทรัพยใ์ นเวลากลางคนื

มีเจตนารว่ มกัน

ฎีกาที่ ๔๕๒๓/๒๕๖๐ ฎ.๖๓๘ จาเลยทั้งส่ีกับพวกมีเจตนาจะเอาสร้อยคอทองคาของ
ผู้เสียหายที่ ๑ ต้ังแต่แรกท่ีเห็น จึงร่วมกันติดตามมาโดยทาเป็นหาเร่ืองผู้เสียหายท้ังสองกับพวก
เพื่อทาร้ายผู้เสียหายที่ ๑ ให้เกิดความกลัวแล้วเอาสร้อยคอทองคากับพระเหรียญเล่ียมทองไปและ
เอาโทรศัพท์เคลื่อนท่ีผู้เสียหายท่ี ๒ ไปด้วย หาใช่เกิดจากเจตนาทาร้ายร่างกายก่อนแล้วมีเจตนา
ลักทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองไปในภายหลัง และจาเลยท่ี ๔ มิได้มีเจตนาร่วมกับจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓
ลักทรัพย์ของผู้เสียหายท้ังสองไม่ เพราะผู้เสียหายทั้งสองกับพวกมิได้มีการกระทาใด ๆ ที่จะก่อให้
จาเลยท้ังสี่กับพวกไม่พอใจถึงขนาดต้องติดตามไปเพื่อทาร้ายร่างกายเท่าน้ัน และหากไม่มีเจตนา
ต่อทรัพย์ เหตุใดจึงจงใจเลือกทาร้ายแต่ผู้เสียหายท่ี ๑ โดยแยกผู้เสียหายที่ ๒ กับ ณ. ไปอยู่อีกทหี่ นึ่ง
ก่อนด้วย ส่วนผู้เสียหายท่ี ๒ ซ่ึงเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ก็เพียงแต่ใช้เท้าถีบในขณะที่จอด
รถจักรยานยนต์เท่านั้น โดยมิได้ทาร้ายผู้เสียหายท่ี ๒ กับ ณ. ท้ังท่ีหากไม่พอใจจริงก็น่าจะไม่พอใจ
ผู้เสยี หายท่ี ๒ ซึง่ เป็นผู้ขบั รถจักรยานยนตท์ ี่ไม่ยอมจอดรถจักรยานยนต์มากกว่าผ้เู สียหายที่ ๑ ทเ่ี ป็น
เพียงผู้นั่งซ้อนท้ายมาเท่านั้น แสดงว่าจาเลยท้ังส่ีกับพวกร่วมกันวางแผนแบ่งหน้าท่ีกันทาโดยหาเหตุ
ทจี่ ะเอาทรัพย์ของผเู้ สียหายท่ี ๑ ก่อนแล้วและได้ทาร้ายผู้เสยี หายที่ ๑ จนได้ทรัพย์สินของผู้เสียหาย
ท่ี ๑ ไป และได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายท่ี ๒ ไปด้วย การกระทาของจาเลยทั้งส่ีกับพวกจึงเป็นการ

511

ปล้นทรัพย์โดยใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองไปและให้พ้นการ
จบั กุมตามฟ้อง

ฎีกาที่ ๗๘๓๔/๒๕๕๖ ฎ. ๑๙๔๐ ผู้เสียหายท่ี ๒ กาลังพูดคุยกับ ร. เร่ืองที่ผู้เสียหายท่ี ๒
เป็นหนี้ ร. และไม่ยอมให้ ร. เอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมซ่ึงอยู่ในความครอบครองของ
ผเู้ สียหายท่ี ๒ ไป จาเลยซึง่ นัง่ รถยนต์กระบะมากับ ร. ไดล้ งจากรถเดินเขา้ ไปใช้เท้าถีบผู้เสยี หายที่ ๒
ท่ีบริเวณหน้าอก จนผู้เสียหายท่ี ๒ ตกจากรถ หลังจากน้ันจาเลยขับรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม
หลบหนีไป โดยมี ร. กับพวกขับรถยนต์กระบะแล่นตามไป แสดงว่าจาเลยมีเจตนารว่ มกันเป็นตวั การ
กับ ร. ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมโดยแบ่งหน้าที่กันทา จาเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกัน
ชิงทรพั ยผ์ ู้อ่ืนในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง, ๘๓

จาเลยชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมโดยมิได้ใช้รถยนต์กระบะคันที่จาเลยนั่งมากับ
ร. และพวกเพ่ือกระทาความผิดหรือพาเอาทรัพย์น้ันไปหรือเพ่ือให้พ้นการจับกุม จาเลยคงขับ
รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมหลบหนีไปจากบริเวณที่เกิดเหตุ โดยมี ร. กับพวกขับรถยนต์กระบะ
แล่นตามไป รถยนต์กระบะจึงเป็นเพียงยานพาหนะท่ีพา ร. มาบริเวณที่เกิดเหตุและออกไปจาก
บริเวณท่ีเกิดเหตุ ไม่ได้ใช้ในการกระทาความผิดโดยตรง จึงไม่เป็นการชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่ง
จะทาใหจ้ าเลยตอ้ งรับโทษหนกั ข้นึ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี

ฎีกาท่ี ๖๕๖๓/๒๕๕๔ ฎ.๗๕๙ จาเลยท่ี ๒ จอดรถจักรยานยนต์คอยจาเลยท่ี ๑ ใกล้กับ
ที่เกิดเหตุ เมื่อจาเลยที่ ๑ ชิงทรัพย์ของผู้ตายได้แล้ว จาเลยท่ี ๒ ขับรถจักรยานยนต์พาจาเลยที่ ๑
ออกไปอย่างรวดเร็ว แสดงว่าจาเลยท่ี ๒ รู้เห็นกับการชิงทรัพย์ของจาเลยท่ี ๑ จึงพาจาเลยท่ี ๑
หลบหนีให้พ้นจากการจบั กุมโดยเรว็ แมจ้ าเลยทั้งสองพาบุตรซงึ่ เป็นผู้เยาว์มาด้วย ๒ คน กเ็ ชือ่ วา่ เพื่อ
ต้องการให้ผู้ท่ีพบเห็นไม่คาดคิดว่าจาเลยท้ังสองกาลังจะกระทาความผิด การพาจาเลยท่ี ๑ หลบหนี
ไป เป็นการพาเอาทรัพย์ของผู้ตายท่ีจาเลยท่ี ๑ ชิงทรัพย์มาไป อันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทา
ทั้งจาเลยที่ ๒ ยังได้นาโทรศัพท์เคล่ือนที่ของผู้ตายไปขายฝากทันทีในวันเกิดเหตุ แสดงว่าจาเลยที่ ๒
ยอมรับเอาทรัพย์ท่ีจาเลยท่ี ๑ ได้มาจากชิงทรัพย์เป็นผลประโยชน์ของตน อันถือได้ว่าจาเลยท่ี ๒
มีเจตนาร่วมกระทาความผิดกับจาเลยที่ ๑ มาต้ังแต่ต้น จาเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวการร่วมกับจาเลยท่ี ๑
ชิงทรพั ย์เปน็ เหตใุ หผ้ ู้อ่ืนถึงแกค่ วามตายโดยมีเหตุฉกรรจต์ ามฟอ้ ง

ฎีกาท่ี ๓๙๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๕๔ การที่จาเลยท้ังสามไปดักซุ่มตรวจค้นโดยเรียกผู้ขับ
รถจักรยานยนต์ท่ีผ่านมาให้หยุดรถ เมื่อผู้เสียหายท้ังสองไม่หยุดรถจักรยานยนต์ให้ตรวจค้น จาเลย
ทั้งสามก็ตามไปทาร้ายและข่มขู่อ้างเป็นเจ้าพนักงานตารวจใช้อานาจตรวจค้นกระเป๋าสตางค์เอาเงิน
ของผู้เสียหายทั้งสองไป แม้จาเลยท่ี ๓ จะนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ไม่ได้ลงไปร่วมทาร้ายผู้เสียหาย
ทั้งสองและเอาเงินไปด้วย แต่จาเลยที่ ๓ ก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุในลักษณะคอยคุมเชิงและคอย
ช่วยเหลือจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ที่ปฏิบัติการปล้นทรัพย์อยู่ แสดงว่ามีเจตนาร่วมกันที่จะดักตรวจค้น
ปล้นเอาเงินของผู้ท่ีขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาตั้งแต่ต้น และได้ร่วมปล้นทรัพย์ด้วยกัน การกระทา
ของจาเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทาครบ ๓ คน ครบองค์ประกอบ

512

ความผิดฐานปล้นทรพั ย์
ฎกี าท่ี ๑๓๔๖๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๐๔ จาเลยขอเงนิ ผูเ้ สยี หายไปซ้ือสุรา เมอ่ื ผูเ้ สียหาย

ไม่ให้ จาเลยจึงดึงกระเป๋าเงนิ ไปจากผเู้ สียหาย แต่ผู้เสียหายก็แย่งคืนมาได้ โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยได้
ทาร้ายร่างกายผู้เสียหาย ทั้งไม่ปรากฏว่าจาเลยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้ ด. ทาร้ายร่างกาย
ผู้เสียหายแต่อย่างใด การที่ ด. ทาร้ายรา่ งกายผู้เสียหายเกิดขึ้นจากการกระทาตามลาพังของ ด. เอง
ไมเ่ กี่ยวข้องกบั จาเลย และมิใชเ่ ป็นการทาร้ายร่างกายเพ่ือที่จะเอาทรพั ย์จากผูเ้ สยี หาย แตเ่ ช่อื ว่าเป็น
ผลมาจากท่ีผู้เสียหายด่าว่าจาเลยมากกว่า และก็ไม่ปรากฏว่าจาเลยกับ ด. มีพฤติการณ์ท่ีจะร่วมกัน
ชิงทรัพย์จากผู้เสียหาย เนื่องจากจาเลยกับ ด. ไม่ทราบมาก่อนว่าผู้เสียหายจะเดินผ่านมาบริเวณน้ี
แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนทันทีทันควัน จาเลยกับ ด. จึงมิได้มีเจตนาร่วมกันจะมาชิงทรัพย์ของ
ผเู้ สยี หายแต่อยา่ งใด

ในสว่ นของจาเลย ลาพังเพียงแต่จาเลยขอเงินจากผู้เสียหายมาซอื้ สรุ า จาเลยยังไมม่ คี วามผิด
อาญาใด ๆ แต่หลังจากท่ีผู้เสียหายไม่ให้เงิน จาเลยพยายามแย่งเอาเงินจากผู้เสียหายไปซึ่งหน้า
การกระทาของจาเลยในตอนหลงั นี้จึงเป็นความผดิ ฐานพยายามว่ิงราวทรัพย์

ฎกี าที่ ๑๕๒๘/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๗๓ วันเกดิ เหตุเป็นวนั สงกรานต์ พ. เรียกผูเ้ สยี หายให้ด่มื
สุรา จาเลยเดินมายืนข้างหน้าผู้เสียหาย ช. ยืนข้างหลัง จาเลยขว้างแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะใส่หน้า
ผู้เสียหายถูกหน้าผากเลือดไหล ผู้เสียหายลุกข้ึนยืนจะป้องกันตัว ช. กระชากสร้อยคอทองคาของ
ผเู้ สยี หายจากดา้ นหลังขาดติดมือ จากน้ันจาเลยและ ช. ได้รมุ ชกตอ่ ยผู้เสียหาย ง. และ ด. ใช้ไม้ฟืน
ยาว ๑ เมตร คนละท่อนตีท้ายทอยผู้เสียหายแตก การกระทาของจาเลยน่าจะเกิดจากความ
คึกคะนองเมื่อได้ด่ืมสุราเข้าไป และเป็นการพาลหาเร่ืองมากกว่าจะเป็นการแบ่งหน้าท่ีกันทาเพื่อ
ประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย การท่ี ช. กระชากสร้อยคอทองคาของผู้เสียหายจากด้านหลังขาด
ติดมือไป เป็นการฉวยโอกาสเป็นส่วนตัวลาพังเพียงคนเดียว จาเลยไม่ได้สมรู้ร่วมคิดด้วย จึงไม่มี
ความผิดฐานรว่ มกับพวกชิงทรพั ย์

ฎีกาท่ี ๖๐๗๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๘๙ จาเลยท่ี ๑ เป็นคนรักของผู้เสียหาย จาเลยท่ี ๑
กับพวกวางแผนให้จาเลยที่ ๑ หลอกผู้เสียหายออกมาแล้ว ณ. เดินเข้าไปหาผู้เสียหายกับจาเลยที่ ๑
ซึ่งกาลังยืนคุยกันอยู่ ทาท่าเง้ือมือจะตบหน้าผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า “อีสัตว์อย่ามายุ่ง เด๋ียวตบ
แม่งเลย” แล้วหันไปใช้ไขควงจ้ีท่ีหน้าอกจาเลยท่ี ๑ ก่อนที่จะแย่งเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย
ไปจากมือจาเลยที่ ๑ ตามท่ีนัดแนะกันไว้ ถือว่าเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดน้ันจะใช้กาลังประทุษร้าย
ผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือการพาทรัพย์น้ันไปหรือเพื่อให้ย่ืนให้ซึ่งทรัพย์นั้น
อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ (๑) (๒) ดังน้ัน แม้จาเลยที่ ๑ ผู้รับหน้าท่ีชวน
ผเู้ สียหายออกมานอกป๊ัมน้ามันและทาทีเป็นขอตรวจดูโทรศัพท์เคล่ือนที่ของผู้เสียหาย จะไม่ได้แสดง
อาการขู่เข็ญผเู้ สยี หายก็ตาม แต่จาเลยท่ี ๑ ผู้เป็นตัวการร่วมกระทาผิด ก็ต้องมีความผิดฐานชิงทรพั ย์
ด้วยและเมื่อการชิงทรัพย์ดังกล่าวประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราหน่ึงอนุมาตราใด
แห่งมาตรา ๓๓๕ การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงต้องเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง

513

และต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา ๓๔๐ ตรี เพราะ ณ. ตัวการร่วมได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็น
ยานพาหนะเพื่อกระทาผดิ หรือเพื่อพาทรพั ย์น้นั ไปด้วย

จาเลยท่ี ๓ ยินยอมให้ ณ. ขับรถจักรยานยนต์ของตนไปกระทาผิดเท่าน้ันโดยขณะชิงทรัพย์
จาเลยท่ี ๓ คงรออยู่ท่ีร้าน ด. อันไม่อยู่ในวิสัยท่ีจะช่วยเหลือจาเลยท่ี ๑ หรือ ณ. ขณะกระทาผิดได้
จาเลยท่ี ๓ จึงไมอ่ ยู่ในฐานะตัวการรว่ มชงิ ทรัพย์ แต่การให้ ณ. ขับรถจักรยานยนต์ของตนตามจาเลย
ท่ี ๑ ไปได้ เป็นการให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ จาเลยท่ี ๓ ย่อมมี
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์อันเข้าลักษณะฉกรรจ์แล ะโดยใช้
ยานพาหนะ

ผลของการกระทา

ฎีกาท่ี ๒๕๗๐/๒๕๕๗ ฎ.๑๙๔ จาเลยชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายมีรอยฟกช้า บวมแดง
ท่ีบริเวณข้อพักแขนขวา ขนาดประมาณ ๙ เซนติเมตร และผู้เสียหายมีอาการปวดอยู่ ๒ วัน ถือว่า
บาดแผลของผู้เสียหายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ การกระทาของ
จาเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม คงเป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๙
วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๑๘๖๗/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๓ จาเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมจี้ขู่ผู้เสียหายและเอา
โทรศัพท์เคล่ือนที่ของผู้เสียหายและรถยนต์ของบิดาของผู้เสียหายไป เมื่อการกระทาของจาเลยเป็น
เหตใุ หผ้ ูเ้ สยี หายรับอันตรายแก่กาย จาเลยกต็ อ้ งรับโทษหนกั ขนึ้ แม้ผู้เสยี หายไดร้ ับบาดแผลท่ีตน้ แขน
ซ้ายจากมีดของจาเลยเนื่องจากอุบัติเหตุ จาเลยไม่มีเจตนาทาร้ายผู้เสียหาย ก็ไม่ใช่ข้อสาคัญ เพราะ
การท่ีจาเลยจะรบั โทษหนักข้ึนด้วยเหตุที่ผเู้ สียหายรบั อันตรายแก่กายนั้น จาเลยไมจ่ าต้องกระทาโดย
มเี จตนา เพียงแต่พิจารณาว่าผลทีผ่ ู้เสียหายรบั อันตรายแก่กายนั้น เป็นผลท่ีตามธรรมดาย่อมเกดิ ข้ึน
ไดต้ าม ป.อ. มาตรา ๖๓ หรือไม่ เมอ่ื จาเลยใช้มีดปลายแหลมจผ้ี ู้เสียหาย การท่ีผู้เสยี หายรับอันตราย
แก่กายจากมีดนั้น จึงย่อมเป็นผลธรรมดาที่จะเกิดข้ึนจากการกระทาของจาเลยแล้ว จาเลยจึงมี
ความผดิ ฐานชิงทรพั ยเ์ ปน็ เหตุให้ผูเ้ สียหายรบั อนั ตรายแก่กายตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสาม

ฎีกาที่ ๑๔๘๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๓๕ เมื่อปรากฏว่าจาเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกในการ
ปล้นทรัพย์ แต่ผู้เสียหายและผู้ตายมิได้ถูกยิงในขณะจาเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่ถูกยิงขณะ
จาเลยกับพวกพาผู้เสียหายและผู้ตายไปห่างไกลจากที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ถึง ๔ กิโลเมตร และอยู่ใน
ท้องที่ต่างตาบลกับท้องที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ ดังนั้น การท่ีผู้เสียหายและผู้ตายถูกยิงได้รับบาดเจ็บ
สาหัสและถึงแกค่ วามตาย จึงมิใชเ่ ปน็ ผลจากการยงิ ต่อเนื่องกับการปลน้ ทรัพย์ การปล้นทรพั ยไ์ ด้ขาด
ตอนไปแล้ว การกระทาของจาเลยจงึ ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ วรรคสาม วรรคสี่ และ
วรรคทา้ ย

ฎกี าท่ี ๒๗๕๑/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๕๓ หลังจากจาเลยปลดสร้อยคอทองคาของโจทก์ร่วม

514

แล้ว จาเลยลากโจทก์ร่วมไปกลางกระต๊อบเพ่ือไม่ให้คนเห็น แล้วจาเลยใช้กาลังประทุษร้ายโดย
ชกปากชกท้องโจทก์ร่วม และข่มขืนกระทาชาเราโจทก์ร่วม ความผิดฐานชิงทรัพย์จึงสาเร็จต้ังแต่
จาเลยปลดเอาสร้อยคอทองคาของโจทก์ร่วมไปแล้ว เจตนาข่มขืนกระทาชาเราเกิดข้ึนภายหลังการ
ชงิ ทรัพยส์ าเร็จแล้ว บาดแผลท่ีรมิ ฝีปากของโจทก์ร่วมตามผลการชันสูตรบาดแผลเกิดจากการข่มขืน
กระทาชาเราโดยใช้กาลังประทุษร้าย ไม่ได้เกิดจากการชิงทรัพย์ ส่วนที่ข้อมือทั้งสองข้างของ
โจทก์ร่วมมีรอยแดง ๆ เชื่อว่าเกิดจากจาเลยใช้สายกางเกงของโจทก์ร่วมมัดข้อมือท้ังสองข้างของ
โจทก์รว่ มไว้ถือว่าเปน็ การใชก้ าลงั ประทุษร้าย เพื่อสะดวกในการลักเอาสร้อยคอทองคาของโจทก์รว่ ม
อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่อาการบาดเจ็บเพียงรอยแดง ๆ ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการได้รับ
อนั ตรายแกก่ ายหรือจิตใจ จาเลยจึงมคี วามผิดฐานชงิ ทรพั ยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคแรก

ใช้อาวุธปนื

ฎีกาท่ี ๔๓๙๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๗๑ ในการปล้นทรัพย์ เมื่อพวกของจาเลยมีอาวุธปืนไปด้วย
แม้จาเลยจะรู้หรือไม่รู้ว่าพวกของจาเลยมีอาวุธปืน จาเลยต้องมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐
วรรคสอง

ฎีกาที่ ๓๖๙๒/๒๕๖๑ ฎ.๑๐๔๘ จาเลยใช้อาวุธปืนจ้ีผู้เสียหายพร้อมพูดข่มขู่ผู้เสียหาย
ให้ส่งเงินให้ จนผู้เสียหายยอมส่งเงินให้แก่จาเลย การกระทาของจาเลยย่อมเป็นการชิงทรัพย์โดย
มีอาวุธอันมีลักษณะดังท่ีบัญญัติไว้ในอนุมาตรา (๗) แห่ง ป.อ. มาตรา ๓๓๕ จึงเป็นความผิดตาม
มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง การท่ีจาเลยเป็นผู้มีและใช้อาวุธปืนในการกระทาความผิด จาเลยจึงมี
ความผิดตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี

ใชย้ านพาหนะเพ่ือกระทาความผดิ

ฎกี าที่ ๔๓๙๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๗๑ จาเลยกับพวกเดนิ ทางมาท่ีเกิดเหตุโดยใช้รถจักรยานยนต์
เป็นยานพาหนะ แม้หลังจากที่ผู้เสียหายใช้อาวุธปืนยิงจาเลย จาเลยกับพวกจะแยกย้ายกันหลบหนี
โดยทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุก็ตาม แต่การที่จาเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ที่มีการใช้
สกอตเทปสีดาติดเปล่ียนเลขทะเบียนรถอาพรางเลขทะเบียนท่ีแท้จริงเป็นยานพาหนะเดินทางมายัง
ท่ีเกิดเหตุ แล้วเข้าไปพยายามปล้นทรัพย์ท่ีบ้านของผู้เสียหาย ย่อมแสดงว่าจาเลยใช้รถจักรยานยนต์
เดินทางมายังบ้านของผู้เสียหายเพ่ือกระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์ และหากปล้นทรัพย์สาเร็จ
จาเลยกับพวกย่อมใช้รถจักรยานยนต์พาทรัพย์น้ันไปจากท่ีเกิดเหตุ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการ
พยายามปล้นทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๔๐ ตรี

ฎีกาท่ี ๖๘๑๙/๒๕๕๔ ฎ.๑๖๑๑ ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี มิได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะ

515

เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทาความผิด ปัญหาท่ีว่ายานพาหนะเป็นทรัพย์สินท่ีได้ใช้ในการกระทา
ความผิดซึ่งศาลพึงริบตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑) หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามพฤติการณ์ของ
การกระทาผดิ เป็นเรอ่ื ง ๆ ว่า ผกู้ ระทาผิดได้ใช้ยานพาหนะนนั้ ในการกระทาความผดิ หรือไม่

จาเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ของกลางแซงรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ขับ แล้ว
จอดรถจักรยานยนต์ของกลางขวางถนนห่างจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ ๑ ประมาณ ๔
เมตร จากน้ันจาเลยทาร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อผู้เสียหายทั้งสองหลบหนีไป จาเลยกับพวก
ก็เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายท่ี ๑ ไป ถือได้ว่ารถจกั รยานยนต์ของกลางเป็นพาหนะท่ีใช้ในการ
กระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑)

ฎีกาที่ ๒๓๒๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๑ การที่จาเลยขับรถจักรยานยนต์แซงปาดหน้าให้
รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมหยุดแล้วชิงทรัพย์และขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปน้ัน เป็นการใช้
รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทาผิด พาทรัพย์น้ันไป หรือเพ่ือให้พ้นการจับกุม อันเป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๐ ตรี

ฎกี าที่ ๒๙๐๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๗๒ จาเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุแล้วก่อเหตุ
ทั้งเมื่อจาเลยได้ทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้ว จาเลยก็วิ่งหนีไปนั่งรถจักรยานยนต์ของจาเลยซ่ึงจอดไว้
หน้าร้านค้าที่เกิดเหตุและติดเครื่องยนต์ แต่ผู้เสียหายวิ่งตามไปทันจึงกระชากคอเส้ือจาเลย แล้วบิด
กญุ แจรถดับเครื่องยนต์ พฤติการณ์ของจาเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจาเลยกระทาโดยมเี จตนาจะใช้
รถจักรยานยนต์มาที่เกิดเหตุแล้วก่อเหตุและใช้รถจักรยานยนต์พาทรัพย์นั้นไปจากที่เกิดเหตุ
การกระทาความผิดของจาเลยจึงเป็นการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการกระทาความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี

ฎีกาที่ ๕๕๖๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๔ น.๒๐๕ การใช้ยานพาหนะเพ่ือกระทาผิดตามความใน
ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี ต้องเป็นการใช้ตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะท่ีเป็นเครอื่ งนาไป หรือ
เคร่ืองขับข่ี แต่การใช้รถจักรยานของกลางจอดล้มขวางถนนไว้ไม่ใช่เป็นการใช้รถจักรยานของกลาง
ตามลักษณะการใช้งานของยานพาหนะซึ่งใช้เป็นเคร่ืองนาผู้ขับข่ีเคล่ือนที่ไปจาเลยท้ังสองจึงไม่มี
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี

ฎีกาท่ี ๘๓๑๘/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๐๑ จาเลยที่ ๓ กับพวกไดร้ ่วมกันลงมือแบ่งหน้าทก่ี ัน
ทา ปล้นเอารถตู้และทรัพย์ของกลางทั้งหมดของผู้เสยี หายไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย ซึ่ง
นอนหลับหมดสติในหอ้ งพักของโรงแรมอนั เป็นความผดิ สาเรจ็ เดด็ ขาดแลว้ ส่วนพฤติการณภ์ ายหลงั ท่ี
จาเลยที่ ๓ นารถตู้ไปจอดไว้รอบุคคลอ่ืนมารับไปจาหน่ายท่ีประเทศกัมพูชาแล้วถูกเจ้าพนักงาน
ตารวจและสายลับวางแผนจับกุมโดยถูกจับขณะที่จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๖ นั่งอยู่ในรถกระบะซึ่งจาเลย
ที่ ๑ ขับนาทางรถตู้ของผู้เสียหายไปก็ตามก็หาใช่เป็นพฤติการณ์สืบเนื่องมาจากการปล้นทรัพย์
ซึ่งเป็นความผิดสาเรจ็ ขาดตอนไปแลว้ จงึ หามคี วามผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี ด้วยไม่

ฎีกาที่ ๘๕๒๓/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๑๖ การทีจ่ าเลยกับพวกนารถจกั รยานยนต์มาทบี่ รษิ ัท
ผู้เสียหายในคร้ังแรกนั้น ก็เพ่ือให้ผู้เสียหายจัดไฟแนนซ์รถจักรยานยนต์ให้ จึงมิใช่เป็นการใช้

516

ยานพาหนะเพอื่ กระทาความผิด ต่อมาหลังจากจาเลยกับพวกทารา้ ยร่างกายผ้เู สยี หายไดร้ ับอนั ตราย
แก่กายแล้วล้วงเอาเงินในกระเป๋าเสื้อของผู้เสียหายไป จากนั้นจาเลยใช้มีดแทงหลังกับจับศีรษะ
ผู้เสียหายกระแทกกับโถส้วมหลายคร้ังจนผู้เสียหายหมดสติไป การกระทาของจาเลยกับพวกเป็น
ความผดิ ฐานชิงทรพั ย์เป็นเหตุให้ผ้อู ่ืนรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม
เท่าน้ัน

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๔๑
เป็นการหลอกลวงผู้อน่ื

ฎีกาท่ี ๑๖๘๘๙/๒๕๕๕ ฎ.๓๔๒๘ จาเลยซึ่งเป็นผู้จัดการร้านของผู้เสียหาย บอกพนักงาน
เก็บเงนิ ของผเู้ สียหายวา่ สรอ้ ยคอทองคา สร้อยขอ้ มือทองคา แหวนทองคา และแหวนพลอยเป็นของ
ลกู ค้าผู้เสียหายท่ีนามาจานา พนักงานของผู้เสียหายได้มอบเงินของผู้เสียหายท่ีจาเลยตอ้ งนาไปมอบ
ให้แก่ลูกค้าให้แก่จาเลยไป แล้วจาเลยเอาเงินน้ันไป มิใช่เป็นการเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการ
โดยทจุ ริต หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสยี หายดว้ ยการแสดงข้อความอันเปน็ เท็จ
การที่จาเลยได้เงินของผู้เสียหายไปเกิดจากการท่ีพนักงานเก็บเงินซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย
หลงเช่ือการหลอกลวงของจาเลย การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา
๓๔๑
ข้อสังเกต คดีน้ีอัยการฟ้องว่าจาเลยเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยใช้อุบาย โดยบรรยายฟ้องว่าการได้
เงินคดีน้ีเกิดจากการท่ีจาเลยหลอกว่าลูกค้านาทองคามาจานาโดยนาทองคาของผู้เสียหายมาให้ดู
ประกอบการหลอก จาเลยได้เงินมาจากการหลอกโดยไม่ได้นาทองคาไป จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ถ้าจาเลยเอาทองคาท่ีอยู่ในการยึดถือไป จาเลยจะผิดลักทองคา เพราะจาเลยไม่ได้
ครอบครองทองคา หรือถ้าลูกค้ามาจานาทองคา จาเลยรับเงินมาแล้วเอาไปเลยไม่มอบให้ลูกค้า
จาเลยผิดฐานลักเงิน เพราะการที่จาเลยรับเงินมามอบให้ลูกค้าจาเลยไม่ได้ครอ บครองเงิน

ฎีกาท่ี ๕๒๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๙ ผู้เสียหายยินยอมส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลาง
ให้แก่จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ เนื่องจากถูกจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ หลอกลวงให้ทาสญั ญาเช่าซอ้ื และสัญญา
ค้าประกัน มิใช่เป็นการเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์ หากแต่เป็นการได้รถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยการหลอกลวงผเู้ สียหายโดยทุจริตว่าจะ
ปฏิบัติตามสัญญาเช่าซ้ือรถจกั รยานยนต์ที่ทาไว้กับผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ เป็น
ตัวการร่วมกันกระทาความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนจาเลยท่ี ๔ ไม่ได้ประกอบกิจการซ้ือขาย
รถจักรยานยนต์ แต่รับซอื้ รถจักรยานยนตข์ องกลางในราคาต่ากว่าราคาปกติมาก ทั้งเป็นการซ้ือขาย
กันในลักษณะเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการตรวจสอบทางทะเบียนเพ่ือทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของท่ี
แท้จริงก่อน เป็นการผิดปกติวิสัยการซ้ือขายโดยสุจริตทั่วไป ฟังได้ว่าจาเลยท่ี ๔ รับซ้ือ
รถจกั รยานยนต์ของกลางไวโ้ ดยร้วู า่ เป็นทรัพย์อนั ได้มาจากการกระทาความผิดฐานฉ้อโกง

517

การที่จาเลยที่ ๔ จ่ายเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จาเลยท่ี ๓ จาเลยที่ ๓ มอบ
กุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางให้จาเลยท่ี ๔ และจาเลยที่ ๔ ข้ึนน่ังคร่อมรถจะขับออกไป แต่ถูก
เจ้าพนักงานตารวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจาเลยที่ ๔ ได้รับทรัพย์ท่ีซ้ือจากจาเลยท่ี ๓ ไว้แล้ว เป็น
ความผดิ ฐานรบั ของโจรสาเร็จแล้ว
ข้อสังเกต คดีน้ีศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลยท่ี ๑ ไม่มีเจตนาเช่าซ้ือ แต่เป็นการหลอกขอเช่าซ้ือ
แมจ้ ะไม่ไดโ้ อนกรรมสิทธ์ิทันทีทสี่ ่งมอบทรพั ย์ แต่สญั ญาเช่าซอ้ื กเ็ ป็นสัญญาที่มีวัตถปุ ระสงค์สุดท้ายท่ี
จะโอนกรรมสิทธ์ิเมื่อชาระค่าเช่าซ้ือครบถ้วนแล้ว การหลอกในคดีน้ีเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์
การเอาทรพั ย์ไปในคดีนจ้ี ึงเป็นความผิดฐานฉอ้ โกง เชน่ เดยี วกบั ฎกี าที่ ๕๙๑/๒๕๖๐ ฎ.๑๑๙ ท่ีตดั สิน
ว่า จาเลยเป็นคนวางแผนและมอบเงนิ ให้ ว. ไปหลอกเช่าซื้อรถจกั รยานยนต์จากโจทกร์ ว่ มโดยจาเลย
และ ว. แบ่งหน้าท่ีกันทาโดยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรก และเมื่อจานารถไปแล้วจาเลยก็ไม่ได้คิดที่จะ
ไถ่คืนเป็นท่ีเสียหายแก่โจทก์ร่วม จาเลยและ ว. จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทาความผิดฐานร่วมกัน
ฉอ้ โกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑

หากเปลี่ยนขอ้ เท็จจริงเป็นหลอกขอเชา่ ทรัพย์ เป็นการหลอกเอาการครอบครอง เพราะการ
เชา่ ทรัพย์ไม่ใช่สัญญาท่ีมีวัตถุท่ีประสงค์ในการโอนกรรมสทิ ธิ์ การเอาไปจึงเปน็ ความผิดฐานลักทรัพย์
(ดเู พิ่มเติมใน ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, กฎหมายอาญาความผิดเลม่ ๓, พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพฯ,
๒๕๕๕. หนา้ ๑๐)

ฎีกาท่ี ๔๖๐๘/๒๕๖๐ ฎ.๖๕๗ จาเลยท่ี ๒ เป็นผู้วางแผนและมอบเงินให้จาเลยท่ี ๑ ไป
เช่าซ้ือรถจักรยานยนต์จากโจทก์ร่วม โดยไม่มีเจตนาท่ีจะผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อ เพียงแต่อาศัย
การหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะปฏิบัติตามสัญญาเพื่อเป็นช่องทางให้ได้รถจักรยานยนต์ไป คร้ัน
ได้รถจักรยานยนต์มาแล้ว จาเลยที่ ๒ นารถจักรยานยนต์ไปและให้เงินค่าจ้างแก่จาเลยท่ี ๑ ดังนี้
เปน็ การรว่ มกระทาความผดิ โดยแบ่งหน้าท่กี ันทาตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๓

ฎีกาที่ ๔๖๔๔/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๙๘ จาเลยขอยืมรถจักยานยนต์ของผู้เสียหายไปจาก
ช. ซ่ึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อ การที่ ช. อนุญาตให้จาเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่ง
ส. จึงเป็นการส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ให้จาเลยชั่วคราวซึ่งจาเลยมีหน้าท่ีต้องนา
รถจักรยานยนต์ท่ีขอยืมไปมาคืน ช. เมื่อจาเลยนารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจานาแก่
บุคคลภายนอกจึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของบุคคลอ่ืนโดยทุจริตขณะท่ีจาเลย
ครอบครองทรพั ย์นั้นอันเป็นความผดิ ฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก การกระทา
ของจาเลยไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ ท่ีโจทกฎ์ กี าว่าได้ความจาก ส. ว่าจาเลยบอกว่าหลังจากจาเลย
ได้รถจักรยานยนต์แล้วนาไปขายทันที การขอยืมรถจึงเป็นอุบายที่จะได้รถจักรยานยนต์ไปน้ัน ก็เป็น
เพียงการคาดคะเนของโจทก์ถึงเจตนารมณ์ของจาเลยซึ่งไม่อาจนามารับฟังเป็นผลร้ายว่าจาเลย
มีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น เมื่อจาเลยชาระค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นท่ี
พอใจและผู้เสียหายไม่ติดใจดาเนินคดีแก่จาเลยย่อมทาให้สิทธินาคดีอาญามฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๒)

518

ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าขณะยืมจาเลยมีเจตนายืมรถจักรยานยนต์จริง เม่ือได้รถ
ไว้ในครอบครองและใช้สอยแล้วจึงมีเจตนาเอาไปจานาภายหลัง จึงเป็นการเบียดบังทรัพย์ของผู้อ่ืน
ท่ีตนครอบครองอันเป็นความผิดฐานยักยอก โดยจาเลยไม่ได้มีเจตนาหลอกเอารถจักรยานยนต์ไป
ต้ังแต่แรก แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าจาเลยมีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ไปต้ังแต่แรกด้วยการ
หลอกขอยืมรถจักรยานยนต์เพื่อจะเอาไปจานา จะเปน็ การหลอกเอาการครอบครองซึ่งถอื วา่ เป็นการ
แยง่ การครอบครอง จะเปน็ ความผิดฐานลกั ทรัพย์

ฎีกาที่ ๙๖๖๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐๖ ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จาเลยเบิกเงิน
๔๙๐,๐๐๐ บาท จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จากัด (มหาชน) สาขาตาก
แต่เป็นเจตนาของจาเลยท่ีต้องการได้เงินโดยมิชอบ และหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงินนาไป
หลอกลวงเจ้าหน้าท่ีธนาคารเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจานวนดังกล่าว ดังนั้น เงินที่จาเลยได้มาตามฟ้อง
แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าท่ีธนาคารทาพิธีการทางบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม
แต่เป็นเพราะจาเลยนาเอกสารปลอมไปหลอกลวงจนเจ้าหน้าที่ของธนาคารหลงเช่ือ เงินที่จาเลยได้
ไปจงึ เปน็ เงนิ ของธนาคาร มิใช่เงนิ ของผูเ้ สียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จาเลยจงึ ไม่มคี วามผดิ ฐาน
ยกั ยอกเงินผ้เู สยี หาย แตเ่ ป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ข้อสงั เกต คดีนไี้ มม่ ีทางเป็นการยกั ยอกได้ เพราะการจะมีความผิดฐานยกั ยอก ผู้กระทาผิดต้องได้รับ
มอบการครอบครองมาโดยถูกต้องแล้วมีเจตนาเบียดบังเอาไป แต่ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจาเลย
มีความผิดฐานฉ้อโกงไม่ใช่ยักยอก เป็นการวินิจฉัยตามฎีกาของคู่ความ ที่จริงคดีน้ีประเด็นน่าจะ
พิจารณาเป็นเรื่องการลักทรัพย์โดยใช้อุบายกับฉ้อโกง เพราะมีการหลอกลวงและได้ทรัพย์ไป กรณี
ถ้าเป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่ถ้าเป็นการหลอกเอาการครอบครอง
จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ สาหรับการทาธุรกรรมกับธนาคาร หากเป็นการปลอม ๑. ใบถอนเงิน
และ ๒. ใบมอบอานาจในการรบั เงิน เป็นการหลอกเอาการครอบครอง เพราะหลอกว่าเจ้าของบัญชี
ให้มาเบิกเงินแทน หากเอาไปจะผิดลักทรัพย์ แต่ถ้าปลอมเฉพาะใบถอนเงิน และหลอกเจ้าหน้าที่
ธนาคารว่าเป็นเจ้าของบัญชีมาเบิกเงิน จะเป็นการหลอกเอากรรมสิทธ์ิ เพราะเม่ือพนักงานธนาคาร
มอบเงินให้ก็จะเอาไปเลย จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นตามมาตรา ๓๔๒ (๑)

ฎีกาท่ี ๑๔๗๘๓/๒๕๕๕ ฎ.๒๔๕๑ จาเลยมอบเช็คปลอมให้พนักงานของผู้เสียหาย นาไป
เบิกเงินจากธนาคารตามเช็คด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ลายมือช่ือผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือช่ือ
แท้จริงของ ธ. กรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนโจทก์ร่วม เงินที่จาเลยได้ไปเป็นเงินของธนาคาร
มิใช่เงินของโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักเงินของโจทก์ร่วม แต่
เป็นความผดิ ฐานฉ้อโกงธนาคาร
ข้อสังเกต คดีนี้เม่ือพนักงานของผู้เสียหายนาเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร ธนาคารมอบเงินของ
ธนาคารใหแ้ ก่ผ้ถู อื เช็ค เป็นการหลอกเอากรรมสทิ ธ์ิจากธนาคาร จึงเปน็ ความผดิ ฐานฉ้อโกง

ฎีกาท่ี ๓๙๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑ การกระทาท่จี ะเป็นความผดิ ฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็น
การเอาทรพั ย์ของผู้อื่นไปโดยทุจรติ มใิ ชไ่ ดท้ รัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เน่ืองจากถูกหลอกลวง

519

เม่ือจาเลยจัดทาใบเบิกเงินทดรองจ่ายซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงเป็นการหลอกลวง
ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ การอนุมัติให้จาเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและ
กรรมการของโจทกร์ ่วมหลงเชื่อขอ้ ความในเอกสาร จึงเปน็ ความผิดฐานฉอ้ โกง
ขอ้ สงั เกต คดนี จี้ ะตา่ งกบั พนักงานธนาคารทาเอกสารปลอมวา่ ลกู คา้ เบกิ ถอนเงนิ ซ่ึงผดิ ลกั ทรัพย์

ฎีกาที่ ๔๐๐๕/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๒๑ การที่จาเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จ
ชักชวนโจทก์ร่วมใหน้ าเงินไปซอื้ เบี้ยเลี้ยงทหารลว่ งหนา้ รายละ ๒,๐๐๐ บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหาร
ท่ีสามารถเบิกจ่ายได้จริงรายละ ๒,๖๐๐ บาท ซ่ึงความจริงจาเลยไม่สามารถนาเงินไปซ้ือเบ้ียเลี้ยง
ทหารและมิไดม้ ีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเบี้ยเล้ียงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้โจทก์รว่ มหลงเชื่อตกลง
ซอ้ื เบี้ยเลยี้ งทหารรวม ๑๑๘ ราย และมอบเงินรวม ๒๓๖,๐๐๐ บาท ให้แก่จาเลยไป การกระทาของ
จาเลยเป็นความผดิ ฐานฉอ้ โกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑

ไม่เป็นการหลอกลวงผู้อืน่

ฎีกาที่ ๗๗๘/๒๕๖๐ ฎ.๑๔๖ เหตุที่โจทก์ร่วมมอบเงินสดให้แก่จาเลย เพราะโจทก์ร่วม
เป็นฝ่ายติดต่อขอให้จาเลยช่วยเหลือ และจาเลยแจ้งว่าในการเสนอโครงการติดตั้งป้ายโฆษณา
ในพ้ืนทขี่ องทางราชการจะต้องมีค่าใช้จา่ ย โดยมิได้เกดิ จากเหตุที่โจทก์ร่วมหลงเชื่อจากการถกู จาเลย
หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อความจริงซ่ึงควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ร่วม
ว่า จาเลยทางานเป็นคณะกรรมาธิการอยู่ท่ีอาคารรัฐสภา และสามารถติดต่อช่วยเหลือให้โจทก์ร่วม
ได้รับงานเกี่ยวกับการทาป้ายโฆษณาให้ส่วนราชการต่าง ๆ ตามท่ีโจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง แม้โจทก์
กล่าวอ้างในฟ้องว่า จาเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ร่วม ก็มิใช่เป็นผลโดยตรงจากการที่จาเลย
หลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการยืนยันข้อเท็จจริงใดอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซ่ึงควรบอก
ใหแ้ จง้ แก่โจทก์รว่ ม การกระทาของจาเลยย่อมไม่ครบองคป์ ระกอบความผดิ ฐานฉ้อโกง

ฎีกาท่ี ๒๐๖๗/๒๕๔๘ ฎ.๑๗๒๒ จาเลยชักชวนโจทก์เข้ารว่ มลงทุนในบรษิ ทั ของจาเลย โดย
ให้โจทก์ซื้อหุ้นในบริษัทของจาเลย ๓,๐๐๐ หุ้น เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้ชาระเงิน
ให้จาเลยรบั ไปแล้วโดยจาเลยสัญญาว่าเม่อื ชาระแล้วจะโอนหุ้นในบริษทั ของจาเลยให้แก่โจทก์ ตอ่ มา
จาเลยมาขอเงินจากโจทก์อีก ๕๘,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัทแล้วจะชาระเงินคืนเป็น
หุ้นให้ โจทก์จึงจา่ ยเงินให้จาเลยไป ซ่ึงรวมทั้งสน้ิ เป็นเงิน ๓๕๘,๐๐๐ บาท การที่จาเลยชักชวนโจทก์
ให้ซ้ือหุ้นในบริษัทของจาเลย เป็นเพียงคารับรองที่จาเลยจะปฏิบัติในอนาคต ขณะให้คารับรอง
ดงั กลา่ วยังไม่ถงึ กาหนดเวลาที่จาเลยจะปฏบิ ตั ิตามคารบั รอง จงึ ไมใ่ ช่ความเท็จ นอกจากน้ันตามบัญชี
ผู้ถือหุ้น ก็ปรากฏว่าจาเลยมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจานวนถึง ๙,๙๔๐ หุ้น แสดงว่ามีหุ้นอยู่จริง
มิได้หลอกลวงโจทก์ การท่จี าเลยไม่โอนหุ้นให้แก่โจทก์จงึ เปน็ การผิดสัญญาในทางแพ่งเท่าน้ัน ไม่เป็น
ความผดิ ฐานฉอ้ โกง

ฎกี าท่ี ๓๓๖๖/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๖๙ จาเลยขับรถกระบะไปเปลี่ยนยางรถทร่ี ้านผเู้ สียหาย

520

โดย บ. ญาติจาเลยไปด้วย ผู้เสียหายคิดราคายาง ๔ เส้น เป็นเงนิ ๘,๐๐๐ บาท จาเลยตกลงเปล่ียน
ยางทั้งส่ีเส้น ว. ลูกจ้างประจาร้านเป็นผู้เปล่ียนให้โดยใส่ยางรถชุดเก่าไว้ในกระบะรถ เม่ือเปลี่ยน
ยางรถสร็จท้ังสี่เส้นแล้ว ว. ถอยรถกระบะไปจอดท่ีบริเวณหน้าร้านโดยติดเครื่องยนต์ไว้ จากน้ัน
ประมาณ ๓ นาที จาเลยขับรถกระบะดังกล่าวออกจากร้านไปโดยไม่ชาระราคา ขณะตกลงซื้อขาย
ยางรถระหว่างจาเลยกับผู้เสียหาย จาเลยไม่มีเจตนาท่ีจะใชก้ ลอุบายหลอกหลวงให้ผู้เสียหายส่งมอบ
ยางรถท้ังส่ีเส้นโดยไม่คิดจะชาระราคามาแต่ต้น ดังน้ัน กรรมสิทธ์ิในยางรถทั้งสี่เส้นย่อมโอนไปยัง
จาเลยซึ่งเป็นผู้ซ้ือตั้งแต่เม่ือได้ทาสัญญาซ้ือขายและกาหนดเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วตาม ป.พ.พ.
มาตรา ๔๕๘ และมาตรา ๔๖๐ วรรคหนึ่ง แม้จาเลยยังมิได้ชาระราคาแก่ผู้เสียหาย ก็เป็นมูลคดี
ผดิ สญั ญาในทางแพ่งเทา่ นนั้ หามมี ูลความผดิ ทางอาญาฐานลกั ทรพั ย์ไม่
ข้อสังเกต คดีน้ีที่จริงเป็นฎีกาท่ีตัดสินในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจาเลยมีเจตนาจะหลอกเอายางรถยนต์
ตั้งแต่แรกหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จาเลยไม่มีเจตนาจะหลอกเอายางรถยนต์ตั้งแต่
แรก เม่ือจาเลยยังมิได้ชาระราคาแก่ผู้เสียหาย ก็เป็นมูลคดีผิดสัญญาในทางแพ่งเท่าน้ัน หามีมูล
ความผดิ ทางอาญา คดีนีโ้ จทกฟ์ อ้ งวา่ ลกั ทรัพยม์ ไิ ด้ฟอ้ งว่าฉ้อโกง เม่ือศาลฎกี าวินจิ ฉัยแล้วว่าไม่เจตนา
หลอกมาตั้งแต่แรก ศาลฎีกาจึงตัดสินว่าไม่ผิดตามฟ้อง (ลักทรัพย์) แต่ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเจตนา
หลอกเอายางรถยนต์ต้ังแต่แรก ก็จะต้องวินิจฉัยต่อว่าเป็นลักทรัพย์ตามฟ้องหรือฉ้อโกง แม้
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้องต่างจากทางพิจารณาก็ลงโทษได้ หากคดีน้ีมีเจตนาหลอกเอายางรถยนต์
มาต้ังแต่ต้น จะเปน็ การหลอกเอากรรมสทิ ธ์ิซ่งึ เปน็ ความผดิ ฐานฉอ้ โกงดงั ฎีกาท่ี ๖๓๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.
๗ น.๕ การทจี่ าเลยทงั้ สามกับ ย. ใชอ้ ุบายทาทไี ปติดตอ่ ขอซ้อื ผา้ จากโจทก์ร่วมทั้งที่จาเลยทง้ั สามและ
ย. มิได้เตรียมเงินมาให้พร้อม จาเลยท้ังสามกับ ย. หลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถท่ีเตรียมมาแล้วจึง
บอกว่าจะชาระค่าผ้าก่อน ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนท่ีเหลือให้ตามไปเก็บจาก ย. แต่บุตรสาวของโจทก์
ร่วมร้องไห้ ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแลบุตรสาวภายในร้าน จาเลยทั้งสามกับ ย. ก็พากันนา
รถบรรทุกผา้ ออกไปจากร้านของโจทก์รว่ มทันทีโดยยังมไิ ดช้ าระเงินค่าผ้าให้แก่โจทก์รว่ ม กรณีเห็นได้
ชัดว่าจาเลยท้ังสามกับ ย. ร่วมกันมเี จตนาทจุ ริตหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจาเลยทงั้ สามกบั ย.
จะซื้อผ้าจริงมาแต่ต้น ด้วยการวางแผนการเป็นข้ันตอนและไม่มีเจตนาจะใช้ราคาผ้าให้แก่โจทก์ร่วม
เลย และโดยการหลอกลวงดังกล่าวน้ันจาเลยท้ังสามกับ ย. ได้ผ้าไปจากโจทก์ร่วมผู้ถูกหลอกลวง
การกระทาของจาเลยทั้งสามกับพวกจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ มิใช่
ลักทรพั ย์

ไดไ้ ปซึง่ ทรัพย์สนิ จากผูถ้ ูกหลอกลวงหรือบคุ คลท่สี าม

ฎีกาที่ ๖๔๐๔/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๘๘ การท่ีจาเลยทั้งสองประสงค์ให้ร้าน ก. ของจาเลย
ทั้งสองได้รับงานรับจ้างทาความสะอาดโรงพยาบาล ช. จึงหลอกลวงนาหนังสือค้าประกันของ
ธนาคาร ก. ท่ีมีข้อความว่า ธนาคารยอมผูกพันตนโดยไม่มีเง่ือนไขที่จะค้าประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้

521

เช่นเดียวกับลูกหนี้ช้ันต้นในการชาระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโรงพยาบาล ช. ผู้ว่าจ้าง ในกรณีท่ี
รา้ นของจาเลยท้ังสองผู้รับจา้ งก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือตอ้ งชาระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ
หรือร้านของจาเลยท้ังสองผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กาหนดในสัญญาจ้างมาแสดง
แต่ความจริงแล้วธนาคารมิได้ออกหนังสือค้าประกันดังกล่าวให้แก่จาเลยทั้งสอง อันเป็นการ
หลอกลวงผู้เสียหายและการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเช่ือตกลงทาสัญญาจ้างร้าน
ของจาเลยทั้งสองทาความสะอาดโรงพยาบาล ช. และได้ทรัพย์สินเป็นค่าจ้างจากการทางาน
๑๐๘,๐๐๐ บาท ถือว่าจาเลยทั้งสองรว่ มกันกระทาความผดิ ฐานฉอ้ โกงแล้ว แมภ้ ายหลังจาเลยท้ังสอง
จะเข้าทาความสะอาดโรงพยาบาลจริงและได้รับค่าจ้างดังกล่าว ก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทาความผิด
อาญาของจาเลยทงั้ สองท่เี กิดข้นึ แล้วกลับกลายเปน็ ไม่มีความผดิ

ฎีกาท่ี ๗๐๕๔/๒๕๖๑ ฎ.๒๓๘๔ เมื่อวันท่ี ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ จาเลยท่ี ๑ หลอกลวง
โจทก์ด้วยการปลอมโฉนดท่ีดินของจาเลยที่ ๒ ว่า เป็นของตนและนาสาเนาโฉนดท่ีดินมาวางเป็น
ประกันหน้ี โจทก์หลงเช่ือจึงให้จาเลยที่ ๑ กู้เงินโดยทาสัญญากู้เงินและมอบเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท
ให้แก่จาเลยท่ี ๑ ถือได้วา่ จาเลยท่ี ๑ กระทาความผดิ ฐานฉอ้ โกงสาเรจ็ ในวนั ดังกล่าวแลว้ แม้ต่อมาใน
วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จาเลยท้ังสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์อีกว่า จาเลยท่ี ๒ เป็นเจ้าของท่ีดิน
และขอใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันในการชาระหนี้ต่อไป โดยจาเลยท่ี ๒ ทาสัญญา
ค้าประกันเงินกู้ไว้ให้แก่โจทก์ด้วย โจทก์จึงหลงเช่ือยอมรับหลักประกันดังกล่าวและขยายระยะเวลา
ชาระหนี้เงินกู้ให้แก่จาเลยท่ี ๑ ก็เป็นการกระทาที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากท่ีจาเลยที่ ๑ กระทาความผิด
ฐานฉ้อโกงเมื่อวันท่ี ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ สาเร็จไปแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าในการหลอกลวงครั้งหลัง
จาเลยท้ังสองได้รับทรัพย์สินจากโจทก์เพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินกู้ ๑๔๐,๐๐๐ บาท ที่ได้รับไปแล้ว
แม้ว่าโจทก์จะทาสัญญากู้เงินฉบับใหม่กับจาเลยท่ี ๑ แต่ก็เป็นเพียงขยายระยะเวลาชาระหน้ีเงินกู้
ให้แก่จาเลยท่ี ๑ เท่านั้น หาได้ทาให้โจทก์เส่ือมเสียสิทธิในสัญญากู้เงินฉบับเดิมแต่อย่างใดไม่ ท้ัง
ปรากฏว่าโจทก์ได้นาสัญญากู้เงินดังกล่าวไปฟ้องคดีแพ่งและศาลช้ันต้นพิพากษาให้จาเลยท้ังสอง
ชาระหน้ีเงินกแู้ ก่โจทกแ์ ลว้ การกระทาของจาเลยทัง้ สองในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จึงมิได้มีผลให้
โจทกห์ รือทาให้โจทกท์ า ถอน หรอื ทาลายเอกสารสิทธิอันจะเป็นความผิดฐานฉอ้ โกงตามฟ้อง

ฎีกาท่ี ๒๗๒๘/๒๕๕๗ ฎ.๙๗๒ โจทก์เป็นนายหน้าขายท่ีดินให้จาเลย โจทก์พาคนซื้อไปดู
ที่ดินแล้วจาเลยไม่ขาย ต่อมาจาเลยขายที่ดินได้แล้ว เม่ือโจทก์สอบถาม จาเลยหลอกลวงว่ายังไม่ได้
ขายที่ดินและไม่ชาระค่านายหน้า แม้จาเลยหลอกลวงโจทก์ตามฟ้อง แต่การหลอกลวงมิได้ทาให้
จาเลยได้เงินไปจากโจทก์ซ่ึงอ้างว่าถูกหลอกลวง เงินที่โจทก์ฟ้องว่าจาเลยได้ไปนั้นเป็ นเพียง
ค่านายหน้า ซ่ึงโจทก์ถือว่าตนมีสิทธิจะได้และจาเลยไม่ชาระให้ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องว่ากล่าว
กันในทางแพ่ง ทั้งไม่ปรากฏว่าจาเลยแสดงตนเป็นบุคคลอ่ืนหรือฉ้อโกงประชาชน การกระทาของ
จาเลยจึงไมค่ รบองคป์ ระกอบความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑, ๓๔๒, ๓๔๓

ฎีกาท่ี ๑๐๕๗๗/๒๕๕๗ จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ ร่วมกันนาโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองราคา
ประเมินท่ีดินมาหลอกลวงโจทก์ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาท้ังสองและคดีแพ่ง โดยจาเลยที่ ๑

522

และท่ี ๒ หลอกลวงว่าขอนาท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๖๗๖๓๓ และ ๗๐๒๒๕ ตีใช้หนี้โจทก์ โจทก์หลงเช่ือ
หนังสือรับรองราคาประเมินว่าท่ีดินตามโฉนดที่ดินเลขท่ี ๗๐๒๒๕ มีราคาประเมิน ๑,๓๐๒,๐๐๐
บาท จึงรับโอนที่ดินและถอนคาร้องทุกข์และถอนฟ้องทั้งสามคดี ความจริงท่ีดินดังกล่าวมีราคา
ประเมินเพียง ๑๑๗,๑๘๐ บาท ไมไ่ ดม้ ีราคาประเมนิ ตามหนงั สือรับรองดังกลา่ ว

จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ได้รับประโยชน์เพียงไม่ถูกดาเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ได้ไป
ซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ด้วยการท่ีจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ไม่ต้องชาระหนี้แก่โจทก์ การถอนฟ้องคดีแพ่ง
นั้นโจทก์สามารถฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ การท่ีโจทก์ถอนคาร้องทุกข์คดีอาญาท้ังสองคดีและ
ถอนฟ้องคดีแพ่งก็ไม่ใช่การถอนหรือทาลายเอกสารสิทธิ เพราะคาฟ้องคดีแพ่งและคาร้องทุกข์
ไม่ใช่เอกสารสิทธิ จงึ ไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑

ฎีกาที่ ๑๔๘๔๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๒๐๙ ผู้เสียหายมอบหมายให้จาเลยไปเสียภาษี
โรงเรือนและที่ดินแทน โดยได้มอบโฉนดที่ดินและลงลายมือช่ือในหนังสือมอบอานาจท่ีจาเลย
จัดเตรียมมาให้จาเลยไป ผู้เสียหายมิได้มอบโฉนดที่ดินให้แก่จาเลยเพราะถูกจาเลยหลอกลวง ส่วน
หนงั สือมอบอานาจมิใชท่ รัพย์สินของผเู้ สียหาย ลาพังการท่ีผเู้ สียหายลงลายมือช่ือในเอกสารของผอู้ ่ืน
ไม่ทาให้เอกสารดังกล่าวกลับกลายเป็นเอกสารของผู้เสียหาย เพียงแต่เม่ือมีการนาไปกรอกข้อความ
โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือฝ่าฝืนคาสั่งของผู้เสียหาย ก็อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร การที่
จาเลยนาโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอานาจดังกล่าวไปทาสัญญาจานองกับบุคคลภายนอก ก็ไม่เป็น
ความผิดฐานฉ้อโกง

ผถู้ ูกหลอกลวงไมต่ ้องเป็นเจ้าของทรัพย์ท่ีมอบให้

ฎีกาที่ ๒๐๖๒/๒๕๕๘ ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ไม่ได้จากัดว่าผู้ท่ี
ถูกหลอกลวงจะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ แม้ทรัพย์น้ันจะเป็นของผู้หลอกลวง ถ้าหากผู้หลอกลวงโดย
ทุจริตหลอกลวงผู้ถูกหลอกลวงและโดยการหลอกลวงน้ันได้ไปซ่ึงทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง
กเ็ ปน็ ความผิดฐานฉ้อโกง

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยโดยเจตนาทุจริตใช้อุบายหลอกลวงให้โจทก์ส่งมอบโฉนดท่ีดิน
ให้แก่จาเลยอ้างว่าจะนาโฉนดที่ดินท้ังสองแปลงไปดาเนินการย่ืนคาร้องขอแบ่งแยกและโอนเปล่ียน
ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โจทก์หลงเช่ือจึงได้มอบโฉนดที่ดินท้ังสองแปลงให้แก่จาเลยไปซึ่งเป็น
ความเท็จ ความจริงจาเลยกลับนาที่ดินท้ังสองแปลงไปโอนกรรมสิทธ์ิให้แก่ ค. ซ่ึงเกี่ยวดองเป็นญาติ
ทางการสมรสกับจาเลย ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทาท้ังหลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทาผิด
ครบองคป์ ระกอบความผิดฐานฉอ้ โกงที่ขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ แล้ว

523

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๔๒

ฎีกาท่ี ๘๑๔๕/๒๕๕๙ ฎ.๒๒๕๙ จาเลยท่ี ๑ กับพวกไม่ได้แสดงตนเป็นคนอ่ืน เป็นเพียง
แสดงฐานะของตนเองอันเป็นเท็จว่าเป็นเจ้าหน้าท่ีของกรมสรรพากรหรือเจ้าหน้าท่ีของสานักงาน
ประกันสังคมแล้วแต่กรณีว่าผู้เสียหายแต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนจากกรมสรรพากรหรือ
ได้รับเงินประกันสังคมคืนจากสานักงานประกันสังคมเท่าน้ัน การกระทาของจาเลยที่ ๑ กับพวก
จึงไมเ่ ขา้ เกณฑ์ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๒ (๑)

ฎีกาที่ ๒๗๔/๒๕๕๙ การท่ีจาเลยท่ี ๑ หลอกลวงเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายที่ ๑ ในขณะท่ี
ผู้เสียหายที่ ๑ มีอาการป่วยทางจิต ซ่ึงเป็นบุคคลที่มีภาวะแห่งจิตต่ากว่าปกติ และย่อมถูกหลอกลวง
ไดโ้ ดยง่ายกว่าคนปกติท่ัวไปนั้น ถอื เป็นการกระทาความผิดฐานฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิต
ของผู้เสียหายที่ ๑ ผู้ถูกหลอกลวง จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๒ (๒) หาใช่เป็นเพียง
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ไม่

ฎีกาท่ี ๒๐/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๑ การที่จาเลยนา น.ส.๓ ก. ที่ระบุชื่อ ส. และสาเนาบัตร
ประจาตัวประชาชนของ ส. ซึ่งเลอะเลือนมองเห็นไม่ชัดเจนมาแสดงต่อผู้เสียหายเพ่ือขอกู้ยืมเงิน
ทาให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจาเลยคือ ส. เจ้าของท่ีดินตาม น.ส.๓ ก. ท่ีแท้จริงจึงตกลงให้จาเลย
กู้ยืมเงินไปน้ัน เป็นความผิดฐานฉ้อโกงผู้อื่นโดยการแสดงตนเป็นคนอ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๒ (๑)

ฎีกาที่ ๑๐๕๕๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๙๕ จาเลยหลอกลวงด้วยการทาให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตน
เป็นบุคคลเดียวกับ ป. ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินที่จาเลยนามาเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากผู้เสียหาย
ท่ี ๒ จากการหลอกลวงดังกล่าวทาให้ได้ไปซ่ึงเงินจากผู้เสียหายที่ ๒ การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผดิ ฐานฉอ้ โกง

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๓๔๓

ฎีกาท่ี ๔๘๗๕/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๖๕ จาเลยท้ังสามร่วมกันประกอบกิจการในชื่อร้านค้า
สวัสดิการ ย. และร่วมกันบรรยายให้ข้อมูลแก่ผู้เสียหายทั้งแปดสิบห้าชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิก
ร้านค้าสวัสดิการ ย. โดยมีเง่ือนไขว่าจะเรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้มาสมัครเป็นสมาชิกตามรูปแบบ
สมาชิก จาเลยทั้งสามจึงมีเจตนาทุจริตมาต้ังแต่ต้นโดยรู้อยู่แล้วว่าร้านค้าสวัสดิการ ย. ไม่สามารถ
ประกอบกิจการมีผลประโยชน์หรือมีกาไรสูงจนสามารถจ่ายเงินปันผลและค่าตอบแทนให้แก่สมาชิก
ในอัตราสูงตามท่ีได้มกี ารบรรยายชักชวนให้มารว่ มลงทุนสมัครเป็นสมาชิก อกี ท้ังลกั ษณะการชกั ชวน
เป็นการชักชวนทั่วไป มิได้มุ่งเจาะจงชักชวนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะ การหลอกลวง
ดังกลา่ วจงึ มีลกั ษณะเปน็ การหลอกลวงประชาชนใหห้ ลงเชื่อ แมจ้ ะมิได้มกี ารปา่ วประกาศหรอื แจง้ ให้
ผู้ถูกหลอกลวงแต่ละคนไปชักชวนบุคคลอ่ืนต่อ แต่ลกั ษณะการชักชวนของจาเลยท้ังสามมีข้อเท็จจริง
เป็นอย่างเดียวกันโดยผู้ถูกชักชวนย่อมบอกต่อกันไปได้ แม้มีผู้เสียหายบางคนได้ผลประโยชน์

524

ตอบแทนเป็นเงินปันผลหุ้น แต่ก็ได้รับน้อยกว่าที่ได้ชักชวนและได้รับเพียงคร้ังเดียวเท่านั้น
การกระทาของจาเลยท้ังสามจึงเปน็ การร่วมกันหลอกลวงผู้อนื่ ด้วยการแสดงข้อความอนั เป็นเท็จหรือ
ปกปิดความจริงซ่ึงควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สิน คือ เงินค่าสมัคร
สมาชิกจากผู้เสียหายทั้งแปดสิบห้าผู้ถูกหลอกลวง เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม
ป.อ. มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก

ฎีกาที่ ๖๐๔๖/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๐ จาเลยที่ ๑ กล่าวอ้างต่อโจทก์ร่วมท้ังแปดและ
ผู้เสียหายที่ ๖ ที่ ๗ ว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบเข้ารับราชการได้ โดยมีนายหรือผู้บังคับบัญชา
ตาแหนง่ ใหญ่มากในกรมช่วยเหลือ แต่ต้องเสยี ค่าดาเนินการ โดยโจทก์ร่วมท้งั แปดและผ้เู สยี หายท่ี ๖
ท่ี ๗ ทราบเรื่องดังกล่าวจากการบอกเล่าต่อกันมาจากจาเลยที่ ๒ บ้าง จากคนอ่ืนบ้าง เมื่อไป
สอบถาม จาเลยที่ ๑ ก็บอกว่าจาเลยท่ี ๑ สามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุเข้ารับราชการได้ จนทาให้
โจทก์ร่วมทงั้ แปดและผเู้ สียหายท่ี ๖ ที่ ๗ หลงเชอื่ มอบเงินให้แก่จาเลยที่ ๑ ครัน้ เมอื่ ประกาศผลสอบ
แลว้ โจทกร์ ่วมทง้ั แปดและผู้เสยี หายท่ี ๖ ที่ ๗ ไม่มีรายช่ือเป็นผู้สอบได้ อันแสดงว่าข้อความทจ่ี าเลยที่
๑ บอกดังกล่าวเป็นความเท็จและเป็นเพียงการหลอกลวง โดยจาเลยที่ ๑ มีเจตนาที่จะหลอกลวง
บุคคลท่ีสนใจจะสอบเข้ารับราชการเป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งแต่เฉพาะกลุ่มของโจทก์ร่วมท้ังแปดและ
ผู้เสียหายท่ี ๖ ท่ี ๗ เท่านั้น ซ่ึงหากผู้ใดสนใจก็ต้องปฏิบัติตามเง่ือนไขท่ีจาเลยที่ ๑ วางไว้ การ
หลอกลวงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ แม้มิได้มีการแจ้งข้อมูลให้
ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป แต่ผู้ทราบข้อความดังกล่าวย่อมบอกต่อกันไปได้ ลักษณะการกระทา
เขา้ องคป์ ระกอบเปน็ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก

ฎีกาที่ ๘๓๑/๒๕๕๙ ฎ.๓๐๒๘ การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐาน
ฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๓ ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็น
สาคัญ โดยจะเห็นได้จากวิธีการหลอกลวง เม่ือจาเลยท้ังส่ีกับพวกจัดต้ังระบบอุปกรณ์โทรศัพท์และ
ระบบคอมพิวเตอร์ในรูปสานักงานเครือข่ายโทรศัพท์ขึ้นในต่างประเทศ และใช้การส่ือสารทางเสียง
ผ่านโครงข่ายอนิ เตอรเ์ น็ต ด้วยวิธีการส่มุ หมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนท่ีปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบ
คอมพิวเตอร์ของจาเลยทั้งส่ีกับพวก แล้วโทรศัพท์หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนท่ีติดต่อไปยัง
ประชาชนท่ัวไป รวมท้ังประชาชนไทยในราชอาณาจักร และแจ้งแก่ผู้ท่ีได้รับการติดต่อด้วยข้อความ
อันเป็นเท็จต่าง ๆ ในลักษณะอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าท่ีของธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ
หลอกลวงผู้ได้รับการติดต่อว่าผู้นั้นเป็นหน้ีบัตรเครดิต หรือมียอดการใช้เงินในบัญชีสูงผิดปกติ ให้ไป
ตรวจดูยอดเงินในบัญชี หรือให้ไปดาเนินการเปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูลเก่ียวกับบัญชีธนาคาร
ที่ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงใช้บริการหรือให้ไปดาเนินการใส่รหัสผ่าน หรือรหัสสั่งให้ระงับการทา
รายการในบัญชีเงินฝาก บัตรเบิกถอนเงินสดเอทีเอ็มหรือรหัสระงับบัญชีธนาคาร หรือรหัสป้องกัน
มิให้ข้อมูลรั่วไหล โดยแจ้งว่าเพ่ือเป็นการป้องกันมิให้ผู้อ่ืนเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของประชาชน
ผู้ถกู หลอกลวงได้ ซง่ึ เป็นการหลอกลวงเหมอื นกัน อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงท่ัวไป มไิ ด้มงุ่ หมาย
เจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับวา่ จาเลยท้ังสี่กับพวกจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์

525

ของประชาชนคนใดท่ีปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจาเลยทั้งส่ีกับพวกเพ่ือทาการ
หลอกลวง การกระทาของจาเลยทั้งสี่ตามฟ้องจึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๔๓ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ มิใช่เป็นความผิดเพียงฐานฉ้อโกงตามมาตรา
๓๔๑ ประกอบมาตรา ๓๔๒ (๑)

ฎีกาท่ี ๖๓๑๗/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๙๔ การกระทาความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แม้การ
กระทาน้ันจะมีมูลคดีเกิดจากการกระทาเรื่องเดียวกันและเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันทั้งหมด แต่โดย
สภาพแห่งการกระทาเป็นการกระทาต่อบุคคลหลายคนซ่ึงอาจกระทาต่อบุคคลเหล่าน้ันต่างวาระกัน
ได้ ส่วนที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมข้ึนอยู่กับลักษณะของการกระทาท่ีมีเจตนา
มุ่งกระทา เพ่ือให้เกิดผลต่อผู้เสียหายหรือประชาชนเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจาก
จานวนผู้เสียหายหรือประชาชนทถี่ ูกหลอกลวงแตล่ ะคนเพียงอย่างเดยี ว คดนี ้ีแมช้ ่วงเกิดเหตุเป็นเวลา
ปีเศษ จาเลยท่ี ๓ กับพวกร่วมกันหลอกลวงประชาชนท่ัวไปรวมท้ังผู้เสียหายทั้งสามสิบคนด้วยการ
แสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงซ่ึงควรบอกให้แจ้งตามฟ้องซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกัน
ก็ตาม แต่เมื่อการกระทาดังกล่าวเป็นผลให้ผู้เสียหายทั้งสามสิบคนหลงเช่ือ และนาเงินมาให้จาเลย
ที่ ๓ กับพวก ก็ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงสาเร็จสาหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิด
หลายกรรมตามจานวนผู้เสยี หาย คือ ๓๐ กรรม

ฎกี าท่ี ๘๔๘๙/๒๕๕๘ ฎ.๒๙๒๐ จาเลยที่ ๒ จดั สร้างพระเครื่องและโฆษณาประชาสัมพันธ์
เพื่อให้ประชาชนเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวตามส่ือต่าง ๆ ท้ังทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แผ่น
พับ และป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ หลายวันหลายเวลา โดยอาศัยช่องทางที่แตกต่างกัน ทั้งสถานที่และ
วธิ ีการชาระเงินทผ่ี ู้เสียหายแต่ละรายทงั้ ๙๒๑ รายที่หลงเช่อื ตามโฆษณาดังกล่าวและเชา่ พระสมเด็จ
เหนือหัวท่ีจาเลยที่ ๒ จัดทาข้นึ แตล่ ะรายไป ผู้เสียหายแตล่ ะคนตา่ งถูกหลอกลวงคนละวันคนละเวลา
จานวนเงินที่ถูกหลอกแตกต่างกัน ความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายจึงเป็นการกระทาที่แยกออกจาก
กันได้ การกระทาของจาเลยที่ ๒ จึงเป็นความผิดหลายกรรมตา่ งกนั ๙๒๑ กระทง

ฎีกาท่ี ๓๓๓๔/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๓๖ แม้จาเลยและ ธ. จะร่วมกันหลอกลวงประชาชน
เป็นจานวนมาก แต่ก็เป็นการหลอกลวงโดยส่งจดหมายไปให้ทีละคน หาใช่เป็นการหลอกลวง
ประชาชนโดยทั่วไป จึงไม่ใช่การกระทาด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน ไม่เป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๓ คงเป็นความผดิ ฐานฉอ้ โกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ เทา่ น้ัน

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๔๙

ฎีกาท่ี ๑๓๖๓/๒๕๕๐ ฎ.๔๘๕ โจทก์ร่วมกับจาเลยทาสัญญาจานาข้าวระหวา่ งกันโดยโจทก์
ร่วมยอมให้ข้าวอยู่ในความครอบครองของจาเลย ย่อมถือไม่ได้ว่าจาเลยมอบข้าวไว้เป็นประกันการ
ชาระหนี้ตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะจานา เม่ือไม่มีการจานา
จงึ ขาดองคป์ ระกอบท่ีจะเปน็ ความผดิ ข้อหาโกงเจา้ หน้ีตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๙

526

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๕๐

ฎีกาที่ ๖๑๕๐/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๘ จาเลยมีเจ้าหนี้หลายรายโดยนอกจากจาเลยเป็น
ลูกหน้ีตามคาพิพากษาของโจทก์แล้ว จาเลยยังเป็นลูกหน้ีตามคาพิพากษาของ ป. ซึ่งเป็นหนี้ท่ี
มีอยู่จริงซึ่งได้มีการฟ้องร้องดาเนินคดีและศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดท่ีดินพิพาท
ไว้ก่อนโจทก์ฟ้องจาเลยตามมูลหน้ีกู้ยืมท่ีเป็นเหตุอ้างในคาฟ้องคดีน้ี ย่อมมีเหตุให้จาเลยขวนขวาย
ในการชาระหน้ีตอ่ ป. เช่นกัน การทจ่ี าเลยขายท่ดี ินดังกล่าวใหแ้ ก่ ณ. ราคา ๑๗๐,๐๐๐ บาท ซ่ึงเป็น
ราคาไม่ต่ากว่าราคาในท้องตลาด ประกอบกับจาเลยยังมีหนี้กับเจ้าหนี้รายอื่นอีกหลายราย เม่ือนา
เงินท่ีได้รับจากการขายที่ดินไปชาระหนี้ ป. แล้วมีเงินเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ไม่พอชาระหน้ีโจทก์
ซึ่งเป็นเจ้าหน้ีรายใหญ่ จาเลยจึงนาไปชาระหน้ีเจ้าหน้ีรายอื่นซึ่งเป็นรายย่อยก่อน ทั้งเป็นการขาย
ที่ดินดังกล่าวไปภายหลังวันท่ีมีการปิดหมายแจ้งการส่งสาเนาคาฟ้องและหมายเรียกให้จาเลยแก้คดี
โดยมีระยะเวลาหา่ งกนั เพียง ๖ วัน ซึ่งขณะจาเลยขายที่ดนิ พิพาท ไม่ทราบวา่ ถกู โจทก์ฟ้องคดีมาก่อน
เน่ืองจากขณะนั้นจาเลยอยู่ต่างจังหวัด ตามพฤติการณ์น่าเช่ือว่าเป็นการขายที่ดินเพื่อปลดเปล้ือง
ภาระหนี้ต่อเจ้าหน้ีอื่น ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงซ่ึงจาเลยมีหน้าที่ต้องชาระโดยไม่ใช่เกิดจากการสมคบ
หรือแกล้งเป็นหน้ี โดยมีมูลเหตุชกั จงู ใจหรือมีเจตนาพิเศษเพอื่ ไม่ให้โจทก์ซ่ึงเป็นเจา้ หน้ีได้รบั ชาระหนี้
ทงั้ หมดหรอื แตบ่ างสว่ น จึงไม่อาจถือได้วา่ จาเลยมเี จตนากระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐

ฎีกาที่ ๑๐๘/๒๕๕๙ ฎ.๙๕ จาเลยจดทะเบียนขายที่ดนิ พร้อมส่ิงปลูกสร้างเพอื่ ชาระหน้ีตาม
คาพิพากษาให้แก่ ป. และเพื่อชาระหน้ีจานองให้แก่ธนาคาร ก. ผู้รับจานองซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา
๗๐๒ วรรคสอง ผู้รับจานองชอบท่ีจะได้รับชาระหน้ีจากทรัพย์สินที่จานองก่อนเจ้าหน้ีสามัญเช่นท่ี
โจทก์เป็นเจ้าหน้ีจาเลยในมูลหน้ีเงินกู้ยืม และเป็นหน้ีที่มิได้เกิดจากการสมยอมระหว่างจาเลยกับ ป.
หรือจาเลยกบั ธนาคาร ก. ท้ังจาเลยชาระหนท้ี งั้ สองจานวนไปก่อนท่ศี าลชั้นต้นมีคาพิพากษาใหจ้ าเลย
และ ว. ชาระหนี้โจทก์ อีกท้ังราคาขายเป็นราคาท่ีเหมาะสม ไม่ใช่ขายในราคาต่ากว่าความจริง
ถือไม่ได้ว่าจาเลยโอนขายทรัพย์สินของตนไปให้แก่ผู้อ่ืนโดยเจตนาเพ่ือมิให้โจทก์ซ่ึงเป็นเจ้าหน้ีของ
จาเลยและได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชาระหน้ีได้รับชาระหน้ีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทา
ของจาเลยไมเ่ ป็นความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐

ฎีกาที่ ๓๑๒๐/๒๕๕๙ ฎ.๓๑๘๙ สัญญาจะซ้ือจะขายที่ดิน ๑๕ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง
ระหว่างโจทก์กับจาเลยท่ี ๑ เป็นสัญญาท่ีโจทก์กับจาเลยที่ ๑ ต้องไปทาสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
อีกคร้ังหนึ่ง และเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ยังมิได้ชาระค่าท่ีดินส่วนที่เหลือ ๘,๕๐๐,๐๐๐
บาท ให้แก่จาเลยที่ ๑ สิทธิเรียกร้องที่จะให้จาเลยที่ ๑ โอนท่ีดิน ๑๕ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตาม
สญั ญาจะซื้อจะขายยงั มิอาจบงั คับกันได้ โจทก์ยงั ไมอ่ ยู่ในฐานะเปน็ เจ้าหนี้ของจาเลยที่ ๑ ตามมาตรา
๓๕๐ การกระทาของจาเลยที่ ๑ ท่ีโอนท่ีดินบางแปลงให้แก่จาเลยที่ ๒ จึงขาดองค์ประกอบความผิด
ฐานโกงเจ้าหนี้

ฎีกาที่ ๔๒๒๕/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๓๑ จาเลยเสนอขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทกโ์ ดยแจ้งว่า
เปน็ ที่ดนิ มเี อกสารสิทธิการครอบครองและรับรองว่าสามารถจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ แต่เน่ืองจาก

527

ที่ดินติดจานองธนาคาร จาเลยจะนาเงินที่ได้จากโจทก์ไปไถ่ถอนจานองมาจดทะเบียนโอนให้โจทก์
ต่อมาโจทกต์ รวจสอบพบว่าท่ีดินพิพาทเป็นท่ีดิน ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ และวันท่ี ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
จาเลยรับรองว่าจะไม่จาหน่าย จานา หรือก่อภาระผูกพัน ในที่ดินพิพาทให้กระทบสิทธิของโจทก์
การที่จาเลยนา ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ไปถ่ายสาเนาแลว้ ลบชื่อบิดาจาเลยผไู้ ดร้ บั อนุญาตให้เขา้ ทาประโยชน์
เดิมและเปลี่ยนเป็นชื่อจาเลย แล้วจาเลยนาไปขายให้แก่ น. และ จ. ท้ังที่จาเลยรับกับโจทก์แล้วว่า
จะไม่จาหน่าย จานา หรือก่อภาระผูกพัน ในท่ีดินพิพาทนั้น เห็นว่า ท่ีดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน
เพื่อเกษตรกรรมยังเป็นของรัฐเพียงแต่รัฐนาที่ดินมาจัดสรรให้ประชาชนครอบครองทากินเท่านั้น
การกระทาของจาเลยดังกล่าวไม่ก่อให้ น. และ จ. มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท แม้จาเลยรับรอง
ต่อโจทก์ว่าจะไม่จาหน่าย จานา หรือก่อภาระผูกพันในท่ีดินพิพาท โจทก์ก็มิใช่ผู้ได้รับความเสียหาย
จากการทจ่ี าเลยปลอมและใชเ้ อกสารปลอม

แม้จาเลยมภี าระผูกพันที่ต้องชาระเงินค่าทดี่ ินคืนแก่โจทก์ซึ่งเปน็ เจ้าหน้ี แต่การท่ีจาเลยโอน
ท่ีดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมให้แก่ น. และ จ. ซึ่งท่ีดินพิพาทไม่ใช่ของจาเลย
หรือของบิดาจาเลย จึงมิใช่การโอนไปซ่ึงทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐ ไม่เป็นความผิดฐาน
โกงเจา้ หน้ี
ข้อสังเกต การท่ีศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ก็มิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการที่จาเลยปลอมและใช้
เอกสารปลอม ไม่ได้หมายความว่าการกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิด เพียงแต่วินิจฉัยถึงความ
เสียหายท่ีนามาสู่อานาจฟ้องของโจทก์ ถ้าคดีนี้โจทก์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนและพนักงาน
อัยการฟ้องคดี การกระทาของจาเลยนา่ จะเป็นความผดิ ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเปน็ เอกสาร
ราชการปลอมได้ เพราะเกิดความเสียหายแก่สานักงานปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรมและเจ้าพนักงาน
ที่ดนิ แต่เมื่อโจทกฟ์ ้องคดเี อง ศาลก็ต้องยกฟ้องเพราะโจทกไ์ ม่ใช่ผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ.

ฎีกาท่ี ๔๑๙๖/๒๕๕๘ ทรัพย์ที่ลูกหน้ีโอนไปให้ผู้อ่ืน อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๐ น้ัน หมายถึงทรัพย์ใด ๆ ของลูกหน้ีที่มีอยู่ได้มีการโอนไป เม่ือจาเลยที่ ๑
ทาสัญญากับองค์การคลังสินค้า ๒ ฉบบั ฉบับแรกว่าจ้างใหจ้ าเลยที่ ๑ แปรสภาพหัวมันสาปะหลังสด
จากเกษตรกรท่ีนามาจานาแก่องค์การคลังสินค้าเป็นแป้งมันสาปะหลัง ฉบับที่สองเป็นสัญญาเก็บ
แป้งมันสาปะหลังที่คลังสินค้าของจาเลยที่ ๑ โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้ส่งมอบให้แก่จาเลยที่ ๑
อันเป็นสัญญาฝากทรัพย์ ดังน้ัน แป้งมันสาปะหลังท่ีจาเลยท่ี ๑ แปรสภาพแล้วเก็บไว้ในคลังสินค้า
ของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การคลังสินค้าหาใช่เป็นของจาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหน้ี
ของโจทก์ไม่ ทั้งองค์การคลังสินค้าได้ร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ข้อหายักยอก
แม้จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะร่วมกันนาเอาแป้งมันสาปะหลังท่ีเก็บไว้ท่ีคลังสินค้าของจาเลยที่ ๑ ไปขาย
กถ็ ือไม่ได้ว่าเป็นการย้ายไปเสยี ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผ้อู ่ืนซ่ึงทรัพย์ใดเพื่อมใิ หโ้ จทก์ซึง่ เป็นเจ้าหนี้
ของตนได้รบั ชาระหน้ีทั้งหมดหรือบางส่วน การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ จึงไม่เป็นความผิดฐาน
โกงเจ้าหนี้ ท้ังแป้งมันสาปะหลังที่จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ รว่ มกันนาไปขายก็มิใช่ทรัพย์ท่ีถูกยึดหรืออายัด
การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ จึงไม่ใช่การทาใหเ้ สียหาย ทาลาย ซ่อนเรน้ เอาไปเสียหรือสญู หาย

528

หรอื ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ทีถ่ กู ยดึ หรืออายัด เพ่ือจะมิให้การเป็นไปตามคาพพิ ากษาหรือคาสงั่ ของศาล
จึงไม่เปน็ ความผดิ ตาม ป.อ.มาตรา ๑๘๗
ข้อสังเกต การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐
และไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๘๗ ตามที่ตัดสินไว้ตามฎีกานี้ แต่น่าคิดว่าจะเป็นความผิดฐาน
ยักยอกหรือไม่ หากจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ครอบครองทรัพย์ของผู้อ่นื คือ องค์การคลังสินคา้ แล้วเอาไป
ขาย ก็น่าจะเป็นการเบียดบังทรัพย์ของผู้อ่ืนท่ีตนครอบครองอยู่โดยทุจริต อันเป็นความผิดฐาน
ร่วมกันยักยอก ซ่ึงคดีน้ีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทั้งหกตามมาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๘๗, ๓๔๑, และ
๓๕๐ แต่ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานยักยอกตามมาตรา ๓๕๒ และคดีน้ีไม่อาจนา ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ ที่ว่าความแตกต่างของความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีและความผิดฐานยักยอก เป็นเพียง
ความแตกต่างในรายละเอียดมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสาคัญมาใช้บังคับ เพราะคดีนี้มีความแตกต่าง
ทั้งฐานความผิดและตัวผู้เสียหาย ซึ่งเป็นข้อแตกต่างในสาระสาคัญ เมื่อไม่มีใครหยิบยกศาลฎีกา
จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าผิดยักยอกหรือไม่ เพราะหากวินิจฉัยให้แล้วก็ไม่ทาให้ผลคดีเปล่ียนแปลงไป และ
ไม่เป็นประเด็นในช้ันฎีกา ท้ังองค์การคลังสินค้าได้ร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒
ข้อหายักยอกด้วย หากนาข้อเท็จจริงตามฎีกามาออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือเนติฯ น่าจะตอบ
ว่าผิดยักยอกด้วย การตอบตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยน่าจะยังไม่พอ เพราะศาลฎีกากล่าวถึงฐานยักยอก
ที่คนอื่นฟ้องแล้ว

____________________________

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยท้ังหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๘๗,
๓๔๑, ๓๕๐

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๘๗, ๓๕๐ ใหป้ ระทับฟอ้ งเฉพาะข้อหาดงั กล่าว ส่วนข้อหาอน่ื ให้ยกฟ้อง

จาเลยท้งั หกใหก้ ารปฏิเสธ
ศาลช้ันต้นพิพากษาว่า จาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ ที่ ๓ และท่ี ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๑๘๗, ๓๕๐ ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นการกระทากรรมเดียวเปน็ ความผิดต่อกฎหมาย
หลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๗ ซ่ึงเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนักท่ีสุด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ และเป็นการกระทาหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม
เป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความผิด ๒ กระทง จาคุกกระทงละ
๒ ปี รวมจาคุกจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ คนละ ๔ ปี ยกฟ้องโจทกส์ าหรบั จาเลยท่ี ๕ และท่ี ๖
โจทก์และจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ ด้วย
นอกจากทแ่ี ก้ใหเ้ ปน็ ไปตามคาพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทกฎ์ กี า

529

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔
กระทาความผิดฐานโกงเจ้าหน้ี และฐานเอาไปเสียซ่ึงทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพ่ือจะมิให้การเป็นไป
ตามคาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แป้งมันสาปะหลังท่ีองค์การคลังสินค้า
ฝากเก็บไว้ท่ีคลังสินค้าของจาเลยที่ ๑ เป็นของจาเลยที่ ๑ ต้ังแต่รับฝากเพียงแต่จาเลยท่ี ๑ จะต้อง
คืนตามปริมาณและคุณภาพที่ผู้ทรงใบประทวนสินค้านามาเบิก ทั้งคาว่าทรัพย์ตามความหมายแห่ง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ ไม่จาเป็นต้องเป็นของลูกหนี้ เม่ือจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกัน
เอาแป้งมนั สาปะหลังในคลังสินค้าไปขาย การกระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเปน็ ความผิดฐานโกง
เจ้าหนี้และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคาส่ังอายัดช่ัวคราวเงินค่าจ้างแปรสภาพมันสาปะหลังสดเป็นแป้งมัน
สาปะหลังท่ีองค์การคลังสินค้าจะต้องชาระให้แก่จาเลยที่ ๑ ซึ่งจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ ทราบแล้ว การ
กระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๗ ด้วย ส่วน
จาเลยท่ี ๔ โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้แล้ว จาเลยที่ ๔ จึงร่วมกระทาความผิดกับจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓
ด้วย เห็นว่า ทรัพย์ท่ีลูกหนี้โอนไปให้ผู้อ่ืน อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๕๐ นั้น หมายถึงทรัพย์ใด ๆ ของลูกหน้ีที่มีอยู่ได้มีการโอนไป ข้อเท็จจริงได้ความ
ตามสานวนการสอบว่า จาเลยท่ี ๑ ทาสัญญากับองค์การคลังสินค้า ๒ ฉบับ ฉบับแรกเป็นสัญญา
ว่าจ้างให้จาเลยที่ ๑ แปรสภาพหัวมันสาปะหลังสดจากเกษตรกรท่ีนามาจานาแก่องค์การคลังสินค้า
เป็นแป้งมันสาปะหลัง ฉบับที่สองเป็นสัญญาฝากเก็บแป้งมันสาปะหลังที่คลังสินค้าของจาเลยที่ ๑
โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้ส่งมอบให้จาเลยท่ี ๑ อันเป็นสัญญาฝากทรพั ย์ ดังน้ัน แป้งมันสาปะหลัง
ท่ีจาเลยท่ี ๑ แปรสภาพแล้วเก็บไว้ในคลังสินค้าของจาเลยที่ ๑ ดังกล่าว จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของ
องค์การคลังสินค้า หาใช่เป็นของจาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นลูกหน้ีของโจทก์ไม่ ดังจะเห็นได้ว่าองค์การ
คลังสินค้าได้ร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ในข้อหายักยอก แม้จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓
ร่วมกันนาเอาแปง้ มนั สาปะหลังที่เก็บไว้ในคลังสินคา้ ของจาเลยที่ ๑ ไปขาย ก็ถอื ไม่ได้ว่าเป็นการย้าย
ไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซ่ึงทรัพย์ใดเพ่ือมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้ีของตนได้รับชาระหน้ี
ท้ังหมดหรือบางส่วน การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ จึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ส่วนท่ี
โจทก์ขออายัดเงินค่าจ้างแปรสภาพมันสาปะหลังสดเป็นแป้งมนั สาปะหลงั ที่องค์การคลงั สินค้าจะต้อง
ชาระให้แกจ่ าเลยที่ ๑ น้ันเป็นสิทธิเรยี กร้องของจาเลยที่ ๑ ทมี่ ีต่อองค์การคลังสินค้าจรงิ ซึ่งองค์การ
คลังสินค้าจะต้องส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อนามาชาระหนี้ให้แก่โจทก์อยู่แลว้ โดยไม่เกี่ยวกับ
ท่จี าเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ นาเอาแป้งมันสาปะหลังไปขายแต่ประการใด ทั้งแป้งมันสาปะหลังที่จาเลยที่ ๑
ถึงที่ ๓ ร่วมกันนาไปขายก็ไม่ใช่ทรัพย์ท่ีถูกยึดหรืออายัด การกระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงไม่ใช่
การทาให้เสียหาย ทาลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทาให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซ่ึงทรัพย์ที่ถูกยึด
หรืออายัด เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคาพิพากษาหรอื คาสั่งของศาล จึงไม่เป็นความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๗ ส่วนจาเลยที่ ๔ นั้น ปรากฏตามคาฟ้องโดยชัดเจนว่าโจทก์ฟ้องเฉพาะ
จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ เท่านั้น มิได้ฟ้องจาเลยที่ ๔ ในกรณีน้ีด้วย ท่ีโจทก์ฎีกาต่อมาว่า จาเลยท่ี ๑
ปิดกิจการโดยโอนทรัพย์ให้แก่จาเลยท่ี ๔ และนาป้ายของจาเลยที่ ๔ มาปิดแทนจาเลยท่ี ๑

530

เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจาเลยท่ี ๑ เพื่อขายทอดตลาดชาระหน้ีแก่โจทก์ จาเลยท่ี ๔
ยื่นคาร้องขัดทรัพย์อ้างว่าจาเลยที่ ๑ ขายให้จาเลยที่ ๔ แล้ว การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔
จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีน้ัน เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่าจาเลยที่ ๑
โอนทรัพย์ไปให้จาเลยที่ ๔ ท้ังที่ทรัพย์ของจาเลยที่ ๑ เป็นท่ีดิน อาคาร รถยนต์ก็มี ซ่ึงเป็นทรัพย์
ที่จะต้องกระทาการเปลี่ยนแปลงทางเอกสารของทางราชการ โจทก์คงมีแต่แผ่นพลาสติกที่ติด
ประกาศรับสมัครพนักงานของจาเลยที่ ๔ หน้าอาคารสานักงานของจาเลยท่ี ๑ ซ่ึงไม่ใช่หลักฐาน
ท่ีบ่งชี้ได้โดยชัดเจนว่าจาเลยที่ ๑ ได้โอนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จาเลยท่ี ๔ ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้
ยึดทรัพย์รวมท้ังท่ีดินซึ่งเป็นท่ีต้ังสานักงานดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นของจาเลยที่ ๑ ไปแล้ว แสดงว่า
ทรัพย์ดังกล่าวยังไม่ได้เปล่ียนแปลงทางทะเบียนเป็นของจาเลยที่ ๔ ส่วนจาเลยท่ี ๑ นาสืบยืนยันว่า
จาเลยที่ ๑ ยังไม่ได้โอนทรัพย์ให้แก่จาเลยที่ ๔ เพียงแต่ให้จาเลยท่ี ๔ ใช้อาคารของจาเลยท่ี ๑
เป็นสานักงานสาขาของจาเลยท่ี ๔ เท่านั้น ท่ีจาเลยที่ ๔ ยื่นคาร้องขัดทรัพย์อ้างว่า จาเลยท่ี ๑ โอน
ขายให้จาเลยที่ ๔ แล้วน้ัน ก็เป็นการยื่นคาร้องขึ้นในภายหลังโดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด
สนับสนุน ซึ่งอาจเป็นการใช้สิทธิในทางศาลเพ่ือประโยชน์อื่นก็เป็นได้ พยานหลักฐานท่ีโจทก์นาสืบ
มายังรับฟังไม่ได้ว่า จาเลยที่ ๑ โอนทรัพย์ให้แก่จาเลยท่ี ๔ จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ จึงไม่มีความผิดฐาน
โกงเจ้าหน้ี ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จาเลยที่ ๔ ยื่นคาร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวเป็นความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๗ แลว้ น้นั เห็นว่า ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๓ ไดว้ ินจิ ฉยั ให้เหตผุ ลไว้โดย
ละเอียดแลว้ แมว้ นิ ิจฉยั ให้กไ็ ม่ทาให้ผลของคดเี ปล่ยี นแปลง จึงไมจ่ าตอ้ งวนิ ิจฉยั ซ้าอกี ...”

พพิ ากษายนื

(วชั รินทร์ สขุ เก้อื - วิชัย เอ้อื องั คณากลุ - นิติ เอื้อจรัสพันธ์ุ)
ฎีกาท่ี ๓๑๓๗/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๘ น.๓๗ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ปอ. มาตรา ๓๕๐
จะต้องเป็นการย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อ่ืนซ่ึงทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้
จานวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี โดยผู้กระทาความผิดจะต้องมีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษ
เพื่อมิให้เจ้าหน้ีของตนหรือของผู้อ่ืนได้รับชาระหน้ีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซ่ึงได้ใช้หรือจะใช้สิทธิ
เรยี กร้องทางศาลใหช้ าระหน้ี
หนี้ตามสัญญาซื้อขายทองคาท้ัง ๓ ฉบับ ระหว่างจาเลยทั้งสองมิใช่เป็นหน้ีท่ีมีอยู่จริงและ
บังคับได้ตามกฏหมาย สาเหตุท่ีมีการทาสัญญาซ้ือขายทองคาทั้ง ๓ ฉบับ เนื่องมาจากจาเลยท่ี ๒ ให้
จาเลยที่ ๑ ทาสัญญาซื้อขายทองคาเพ่ือแลกเปล่ียนกับการถอนอายัดเงินเดือนให้แก่จาเลยท่ี ๑ และ
จาเลยท่ี ๑ มีความเดือดร้อนทางด้านการเงิน จนไปขอกู้ยืมเงินจากจาเลยที่ ๒ อีก จาเลยท่ี ๒ จึงให้
จาเลยที่ ๑ ทาสัญญาซ้ือขายทองคาข้ึนมาอีก ๒ ฉบับ การทาสัญญาซ้ือขายทองคาท้ัง ๓ ฉบับ
ระหว่างจาเลยทั้งสอง ย่อมเป็นการแกล้งให้ตนเองเป็นหน้ีจานวนใดอันไม่เป็นความจริง โดยมิได้
มีมูลเหตุชักจูงใจอันเป็นเจตนาพิเศษเพ่ือมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชาระหน้ีทั้งหมด
หรือแต่บางส่วน ซ่ึงได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชาระหนี้ การกระทาของจาเลยท่ี ๒
ไม่เขา้ องคป์ ระกอบความผดิ ฐานโกงเจา้ หนต้ี าม ป.อ. มาตรา ๓๕๐

531

ฎีกาท่ี ๘๖๕/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๗ ป.อ. มาตรา ๓๕๐ บัญญัติถึงการกระทาอันเป็น
องค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีเพียงว่า ... ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อ่ืนซ่ึงทรัพย์
ใดก็ดี ... มไิ ด้จากัดว่าการโอนนั้นต้องทาโดยลักษณะใดหรอื มีค่าตอบแทนหรอื ไม่ เม่ือจาเลยโอนขาย
หุ้นของตน ๑๒๐,๐๐๐ หุ้น ไปให้แก่ ส. ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทาโดยมีเจตนามิให้โจทก์ซ่ึงเป็น
เจ้าหนี้ตามคาพิพากษาของจาเลยยึดหุ้นซ่ึงเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของจาเลยมาบังคับชาระหน้ี
การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผดิ ฐานโกงเจ้าหนี้

ฎีกาที่ ๑๐๕๗๐/๒๕๕๘ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยท้ังสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียน
หุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนาส่งงบการเงินรอบปีบัญชีส้ินสุดจานวน ๑ ฉบับ
และสาเนาบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้นฉบับใหม่จานวน ๑ ฉบับ โดยมีข้อความระบุไว้ว่าหุ้นท่ีได้จดทะเบียน
ไว้ของจาเลยที่ ๑ จานวน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จาเลยทั้งสองได้เรียกชาระเงินไปจากผู้ถือหุ้น
ทั้งเจ็ดคนครบถ้วนเต็มจานวน ซ่ึงเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจาเลยทั้งสองยังมิได้เรียกชาระเงิน
ค่าหุ้นท่ีผู้ถือหุ้นท้ังเจ็ดคนค้างชาระอยู่อีก ๔๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท อาจทาให้โจทก์หรือประชาชนได้รับ
ความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการท่ีจะใช้สิทธิบังคับชาระหนี้หรือ
บังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นค้างชาระของจาเลยท่ี ๑ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๙๖
โจทก์จงึ เปน็ ผู้ไดร้ บั ความเสยี หายโดยตรง ย่อมเป็นผู้เสยี หายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ และ
มาตรา ๒๖๗

การท่ีจาเลยท้ังสองยื่นแบบนาส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันแสดงให้ปรากฏว่า
ผู้ถือหุ้นในบริษัทจาเลยท่ี ๑ ได้ชาระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว อันเป็นความเท็จ ส่งผลให้เห็นในทานองว่า
จาเลยท่ี ๑ ได้รับชาระค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นนั้นครบถ้วนแล้วและสิ้นสิทธิในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้
ค่าหุ้นซ่ึงยังจะต้องส่งอีก ท้ัง ๆ ท่ีจาเลยท่ี ๑ จะต้องได้รับเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นท้ังเจ็ดคนในส่วนท่ี
ยังมิได้ชาระค่าหุ้นครบถ้วน จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นท่ียังมิได้ชาระ เพื่อมิให้
โจทก์เจ้าหนี้ของตนซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธเิ รียกร้องทางศาลให้ชาระหนี้ได้รบั ชาระหน้ีทั้งหมดหรือแต่
บางส่วน การกระทาของจาเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐ และจาเลยที่ ๒ มี
ความผิดตาม พ.ร.บ.กาหนดความผดิ เกี่ยวกบั หา้ งหุ้นส่วนจดทะเบยี น ห้างหุ้นส่วนจากดั บริษัทจากัด
สมาคมและมลู นิธิ พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๔๐ (๑) ด้วย
ข้อสังเกต มาตรา ๓๕๐ ผใู้ ดเพ่ือมิใหเ้ จ้าหนีข้ องตน ... ไดร้ ับชาระหน้ที ง้ั หมดหรอื แต่บางสว่ น ซง่ึ ไดใ้ ช้
หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชาระหน้ี ... ซ่อนเร้น ... หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซ่ึงทรัพย์ ... คาว่า
ทรัพย์ ตามมาตรา ๓๕๐ หมายความรวมถงึ ทรพั ย์สินด้วย เพราะเป็นส่ิงที่เจ้าหน้ีจะบังคบั ชาระหนไ้ี ด้
(ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์. กฎหมายอาญาภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ พ.ศ.๒๕๕๓, หัวข้อ
1336 หน้า ๙๒๒) คดีนี้จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นท่ียังมิได้ชาระ เพ่ือมิให้โจทก์
เจ้าหนี้ของตน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ ชาร ะหน้ี ได้รับ ชาระห น้ีท้ังห มดหรือแต่
บางสว่ น การกระทาของจาเลยทง้ั สองจงึ มคี วามผดิ ตามมาตรา ๓๕๐

แต่ถ้าฟ้องว่ายักยอกหุ้นโดยการยื่นคาขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้น ศาลฎีกา

532

วินิจฉัยว่า ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ นั้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทา
ที่ผู้กระทาความผิดครอบครองอยู่จะต้องเป็นวัตถุท่ีมีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็น
เพียงสิ่งท่ีแสดงให้เห็นถึงสิทธิและหน้าที่หรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมท้ังสองท่ีมีอยู่ในบริษัทจาเลย
ท่ี ๑ จึงไม่ใช่ทรัพย์ท่ีจะเบียดบังยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทาของจาเลยท้ังสามเป็นเพียงการ
ยื่นคาขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้นเท่าน้ัน ยังหามีผลเป็นการเปล่ียนแปลงกรรมสิทธิ์ใน
หุ้นของโจทก์ร่วมท้ังสองไม่ การกระทาของจาเลยท้ังสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก
(ฎีกาที่ ๒๔๒๓/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๗๓)

______________________________________________________________________________________________________________________

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยท้ังสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๓๗,
๒๖๗, ๓๕๐ พระราชบัญญัติกาหนดความผิดเก่ียวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจากัด
บริษัทจากัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๔๐ และให้มีคาส่ังให้นายทะเบียนห้างหุ้นส่วน
บริษัทกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนการจดแจ้งแบบนาสง่ งบการเงิน (ส.บช.๓)
ของจาเลยที่ ๑ ประจาปี ๒๕๕๒ และสาเนาบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้น (บอจ.๕) ของจาเลยที่ ๑ ในวัน
ประชุมสามัญประจาปี ๒๕๕๒ เมื่อวันท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ หรือแบบนาส่งงบการเงินและสาเนา
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจาเลยที่ ๑ ท่ีย่ืนต่อนายทะเบียนภายหลังวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๕ ออก
จากสารบบทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของจาเลยที่ ๑ และให้ถือว่าแบบนาส่งงบการเงิน ของจาเลยที่ ๑
ประจาปี ๒๕๕๑ และสาเนาบัญชรี ายช่ือผู้ถือหุ้นของจาเลยที่ ๑ ในวันประชุมสามัญประจาปี ๒๕๕๑
ประชมุ วันท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นเอกสารที่จดแจง้ ไว้ตอ่ นายทะเบียนทถี่ ูกตอ้ งแทจ้ รงิ

ศาลช้ันตน้ ไตส่ วนมูลฟ้องแล้ว เหน็ วา่ คดีมีมูล ใหป้ ระทับฟ้อง
จาเลยท้งั สองใหก้ ารปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จาเลยท่ี ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗,
๒๖๗, ๓๕๐ ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทาของจาเลยที่ ๑ เป็นการกระทากรรมเดียวผิดต่อ
กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซ่ึงเป็นกฎหมาย
บทท่ีมีโทษหนักท่ีสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษปรับจาเลยท่ี ๑ เป็นเงิน
๖,๐๐๐ บาท ส่วนจาเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗, ๓๕๐
ประกอบมาตรา ๘๓ และพระราชบัญญัติกาหนดความผิดเก่ียวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
ห้างหุ้นส่วนจากัด บริษัทจากัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๔๐ (๑) การกระทาของ
จาเลยท่ี ๒ เป็นการกระทากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานย้าย ซ่อน หรือโอน
ให้แก่ผู้อื่นซ่ึงทรัพย์สินของนิติบุคคลเพื่อไม่ให้เจ้าหน้ีซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชาระหนี้
ตามพระราชบัญญัติกาหนดความผิดเก่ียวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษ
หนักท่ีสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษจาคุกจาเลยท่ี ๒ มีกาหนด ๒ ปี
หากจาเลยท่ี ๑ ไม่ชาระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ คาขออ่ืน
นอกจากน้ใี หย้ ก

533

จาเลยทงั้ สองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลบั ให้ยกฟอ้ ง
โจทก์ฎกี า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจาเลยท่ี ๑ เป็น
นติ ิบุคคลประเภทบริษัทจากัด จาเลยท่ี ๒ เป็นกรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนจาเลยท่ี ๑ โจทก์
ยื่นคาเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สานักระงับข้อพิพาท สานักงานศาลยุติธรรม
เพื่อให้พิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจาเลยที่ ๑ เรื่องจาเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างเหมา
การก่อสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหาย ๔๐,๙๐๔,๖๑๙.๕๐ บาท ในระหว่างพิจารณาของคณะ
อนุญาโตตลุ าการ โจทก์ตรวจสอบพบว่า จาเลยท้ังสองยืน่ แบบนาสง่ งบการเงินประจาปี ๒๕๕๑ และ
บัญชรี ายชอื่ ผถู้ ือห้นุ จากการประชุมสามัญผถู้ ือหุ้นประจาปี ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ ต่อนายทะเบียนหุ้นสว่ น
บริษัท สานักงานพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดสมุทรปราการ ว่า จาเลยท่ี ๑ มีทุนจดทะเบียน
๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีผู้ถือหุ้น ๗ คน ชาระเงินค่าหุ้นแล้ว ๕๐,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ถือหุ้นยังค้าง
ชาระค่าหุ้นรวม ๔๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์จึงย่ืนคาร้องขอคุ้มครองช่ัวคราวก่อนมีคาชี้ขาดของ
อนุญาโตตุลาการต่อศาลจังหวัดระยอง ขอให้อายัดเงินค่าหุ้นท่ีมีการค้างชาระ ๔๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท
ไว้ก่อน ศาลจังหวัดระยองนัดไต่สวน มีการส่งสาเนาคาร้องและแจ้งวันนัดให้จาเลยที่ ๑ ทราบ
ตามคาแถลงของโจทก์และส่งให้จาเลยที่ ๑ แล้ว คณะอนุญาโตตุลาการมีคาช้ีขาดให้จาเลยท่ี ๑
ชาระเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จาเลยท่ี ๑ ทราบคาชี้ขาดตั้งแต่วันที่ ๒๑
สิงหาคม ๒๕๕๕ ต่อมางบการเงินประจาปี ๒๕๕๒ และบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้นท่ีระบุว่า ชาระค่าหุ้น
ครบถ้วนแล้ว จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจาปี คร้ังที่ ๑/๒๕๕๓ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วน
บรษิ ทั ส่วนจดทะเบียนธรุ กจิ กลาง กรมพัฒนาธุรกจิ การคา้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์เป็น
ผู้ เสี ย ห า ย ใน ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ร่ ว ม กั น แ จ้ ง ข้ อ ค ว า ม อั น เป็ น เท็ จ แ ล ะ ค ว า ม ผิ ด ฐ า น ร่ ว ม กั น แ จ้ ง ให้
เจ้าพนักงานผู้กระทาการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗ หรือไม่ ตามฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลย
ทั้งสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยย่ืนแบบนาส่งงบการเงิน
รอบปีบัญชีสิ้นสุดวันท่ี ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ จานวน ๑ ฉบับ และสาเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
ฉบับใหม่ จานวน ๑ ฉบับ โดยมีข้อความระบุไว้ว่า หุ้นท่ีได้จดทะเบียนไว้ของจาเลยที่ ๑ จานวน
๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จาเลยทั้งสองได้เรียกชาระเงนิ ไปจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคน ครบถ้วนเต็มจานวน
๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจาเลยท้ังสองยังมิได้เรียกชาระเงินค่าหุ้น
ทผี่ ู้ถือหนุ้ ท้ังเจ็ดคนคา้ งชาระอยูอ่ ีกจานวน ๔๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท อาจทาให้โจทก์หรือประชาชนได้รับ
ความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซ่ึงเป็นเจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการที่จะใช้สิทธิบังคับชาระหนี้หรือ
บังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกรอ้ งในเงนิ ค่าหุ้นค้างชาระของจาเลยที่ ๑ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา ๑๐๙๖ บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจากัดต่างรับผิดจากัดเพียงไม่เกินจานวนเงิน

534

ที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมเป็น
ผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้
เจ้าพนักงานผู้กระทาการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗ ฎกี าของโจทกข์ อ้ นฟ้ี ังขึ้น

มีปัญหาท่ีจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จาเลยท้ังสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๕๐ หรือไม่ และจาเลยท่ี ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติกาหนดความผิดเก่ียวกับ
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา ๔๐ (๑) หรอื ไม่ เห็นว่า การที่จาเลยท้ังสองย่ืนแบบนาส่งงบการเงิน
และบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้นอันแสดงให้ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทจาเลยท่ี ๑ ได้ชาระค่าหุ้นครบถ้วน
แล้ว อันเป็นความเท็จ เพราะผู้ถือหุ้นยังมิได้ชาระค่าหุ้นครบถ้วน ส่งผลให้เห็นในทานองว่า จาเลย
ที่ ๑ ได้รับชาระค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นน้ันครบถ้วนแล้ว และส้ินสิทธิในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ค่าหุ้น
ซ่ึงยังจะต้องส่งอีก ท้ัง ๆ ที่จาเลยท่ี ๑ จะต้องได้รับเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นท้ังเจ็ดคนในส่วนท่ียังมิได้
ชาระค่าหุ้นครบถ้วน จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นท่ียังมิได้ชาระครบถ้วน เพ่ือมิให้
โจทก์เจ้าหน้ีของตนซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชาระหนี้ได้รับชาระหน้ีท้ังหมดหรือแต่
บางส่วน การกระทาของจาเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐ และ
จาเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติกาหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา
๔๐ (๑) ด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังข้ึนเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องมานั้น
ไมต่ ้องดว้ ยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลบั ใหบ้ งั คบั คดตี ามคาพิพากษาศาลชนั้ ตน้
(พศิ ฏิ ฐ์ สดุ ลาภา - พรเทพ อมั พรกล่นิ แก้ว - จริ นติ ิ หะวานนท)์

ฎีกาท่ี ๔๓๘๐/๒๕๕๗ ฎ.๑๐๗๔ จาเลยเป็นหนีโ้ จทก์ตามหนงั สือรับสภาพหนี้และทราบดวี ่า
โจทก์จะใช้สทิ ธทิ างศาล จาเลยกลับโอนขายทด่ี ินพร้อมบ้านซ่ึงเป็นทรัพย์สินท่มี ีอยู่เพียงอย่างเดียวให้
ฉ. โดยโจทก์ไม่ทราบเร่ือง แสดงว่าจาเลยโอนขายท่ีดินพร้อมบ้านโดยมีเจตนาเพ่ือไม่ให้โจทก์ได้รับ
ชาระหน้ีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ.
มาตรา ๓๕๐

ฎีกาท่ี ๑๐๑๗๙/๒๕๕๗ ความผิดฐานโกงเจ้าหน้ี ป.อ. มาตรา ๓๕๐ บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อ
มิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชาระหน้ีท้ังหมดหรือแต่บางส่วน ซ่ึงได้ใช้หรือจะใช้สิท ธิ
เรียกร้องทางศาลให้ชาระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อ่ืนซ่ึงทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้
ตนเองเป็นหนี้จานวนใดอันไม่เป็นความจรงิ ก็ดี ต้องระวางโทษ..." เมื่อโจทก์ฟ้องจาเลยที่ ๑ ให้ชาระ
หนี้โดยมีจาเลยที่ ๒ เบิกความเป็นพยานให้แก่จาเลยที่ ๑ ในคดีดังกล่าว จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ย่อม
ทราบว่าโจทก์ซ่ึงเป็นเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จาเลยท่ี ๑ ลูกหน้ีชาระหน้ีแล้ว ต่อมาศาล
พพิ ากษาใหจ้ าเลยท่ี ๑ ชาระหน้แี ก่โจทก์ โจทกจ์ ึงเป็นเจ้าหนี้ตามคาพิพากษา แตจ่ าเลยท่ี ๑ ไม่ชาระ
หน้ีเมื่อโจทก์ติดตามยึดทรัพย์และยื่นคาร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ท่ีดินโฉนดเลขที่ ๘๒๓๗ พร้อมสิ่งปลูก
สร้างของจาเลยที่ ๑ ที่จานองไว้แก่เจ้าหนี้อ่ืน จาเลยท่ี ๑ มอบอานาจให้จาเลยที่ ๒ ไปไถ่ถอนทรัพย์

535

จานองดังกล่าวและขายให้แก่จาเลยท่ี ๓ โดยจงใจกาหนดราคาขายพอดีกับราคาไถ่ถอนจานอง
เพื่อไม่ให้มีเงินส่วนเกินจากราคาขายตกแก่จาเลยท่ี ๑ การกระทาของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ จึงเป็น
การร่วมกนั เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจาเลยที่ ๑ ไดร้ ับชาระหนี้บางส่วน มีความผิดฐานร่วมกัน
โกงเจา้ หน้ี

ฎีกาที่ ๓๙๗๓/๒๕๕๑ ฎ.๑๔๕๑ การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ไม่ใช่เป็นการ
ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชาระหนี้ แต่เมื่อร้องทุกข์แล้ว พนักงานอัยการได้ฟ้องจาเลยที่ ๑ และ
ขอให้จาเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินจานวน ๑๓๕,๐๐๘,๑๖๓.๙๒ บาท มาด้วย ท้ังโจทก์ได้ย่ืนคาร้องขอ
เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวและศาลช้ันต้นอนุญาต ดังนี้ จึงมีความหมายโดยนิตินัยว่าโจทก์ได้
ฟ้องจาเลยท่ี ๑ ในคดีดังกล่าวและมีคาขอให้บังคับจาเลยท่ี ๑ คืนหรือใช้เงิน ๑๓๕,๐๐๘,๑๖๓.๙๒
บาท ด้วย เทา่ กับว่าโจทก์ได้ใชส้ ทิ ธิเรียกร้องทางศาลใหจ้ าเลยที่ ๑ ชาระหนแี้ ลว้

ขณะจาเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนท่ีดินให้แก่จาเลยที่ ๒ จาเลยทั้งสองได้หย่ากันแล้ว ทั้ง
จาเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าให้จาเลยท่ี ๒ ไปดาเนินการโอนท่ีดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจาเลยท่ี ๒ แต่
เพยี งผ้เู ดียว หลังจากน้ันจาเลยที่ ๒ ยังนาทดี่ ินไปจานองด้วย แสดงว่าจาเลยท้ังสองมีเจตนาโอนทีด่ ิน
ไปเพอื่ มิใหโ้ จทก์เจ้าหน้ีของจาเลยที่ ๑ ได้รับชาระหนีป้ ระกอบกับคาวา่ ผูอ้ ืน่ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐
หมายถึงบคุ คลอ่นื นอกจากตัวลูกหนี้ การที่จาเลยที่ ๑ ซ่งึ เปน็ ลกู หนี้ของโจทก์ โอนที่ดินใหแ้ ก่จาเลยที่
๒ ผ้ซู ิ่งมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์จงึ เป็นการโอนทรพั ย์สินไปให้แก่ผู้อ่ืนแลว้ ส่วนต่อมาโจทกส์ ามารถสืบ
หาติดตามทรัพย์สินนามาบังคับคดีได้หรือไม่ เพียงใด เป็นอีกเร่ืองหน่ึงต่างหาก จาเลยทั้งสองจึงมี
ความผดิ ฐานโกงเจ้าหน้ีตามมาตรา ๓๕๐

ฎีกาที่ ๕๓๖๗/๒๕๕๑ ฎ.๙๗๐ โจทก์ทราบว่าจาเลยซ่งึ เปน็ ลูกหนโี้ อนท่ีดินให้ ท. โจทก์ย่อม
มีสิทธิเลือกท่ีจะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจาเลยกับ ท. หรือฟ้องจาเลยเป็นคดีอาญาก็ได้
การท่ีโจทก์เลือกใช้สิทธิฟ้องจาเลยเป็นคดีอาญาจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ เม่ือจาเลย
โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้ ท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้โจทก์ซ่ึงได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล
ได้รบั ชาระหนี้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหน้ีตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๐

ฎีกาท่ี ๘๗๗๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๐๐ ป.อ. มาตรา ๓๕๐ บัญญัติว่า “ผู้ใดเพื่อมิให้
เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชาระหน้ีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซ่ึงได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้อง
ทางศาลให้ชาระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แกผ่ ู้อ่ืนซึง่ ทรพั ยใ์ ดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้
จานวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี ...” จากบทบัญญัติของกฎหมาย
ดังกล่าวย่อมเป็นท่ีเห็นได้ว่า เจ้าหน้ีที่มีอานาจฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ มิได้หมายถึง
เฉพาะเจ้าหน้ีตามคาพิพากษาเท่าน้ัน หากแต่ยังมีความหมายรวมถึงเจ้าหนอ้ี ื่นซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิ
ฟ้องให้ชาระหน้ีด้วย นอกจากน้ี ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๒๓ วรรคสอง ก็บัญญัติว่า “สามีจะเรียก
ค่าทดแทนจากผู้ซ่ึงล่วงเกินภริยาไปในทานองชู้สาวก็ได้...” แสดงว่าสภาพความเป็นเจ้าหนี้ลูกหน้ี
ระหว่างโจทก์กับจาเลยเกิดขึ้นทนั ทีที่จาเลยเป็นชู้กบั ภริยาโจทก์ สว่ นคาพพิ ากษาของศาลที่บังคับให้
มีการชดใช้ค่าทดแทนกันมิได้ก่อให้เกิดหนี้ระหว่างโจทก์และจาเลย แต่เป็นการบังคับความรับผิด

536

แห่งหน้ีที่โจทก์กับจาเลยมีต่อกัน กรณีถือได้ว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอานาจฟ้องจาเลยแล้ว
การกระทาของจาเลยจงึ ครบองค์ประกอบความผดิ ฐานโกงเจา้ หนต้ี าม ป.อ. มาตรา ๓๕๐

537

ยักยอก

ข้อ ๘๘ คาถาม นายดาเป็นกรรมการผู้จัดการมีอานาจกระทาการแทนบริษัทเอ จากัด
โดยนายดามอี านาจลงนามและประทับตราสาคัญกระทาการแทนบริษทั เอ จากัด ได้ นางแดงภรรยา
ของนายดาต้องการทาธุรกิจแต่ไม่มีเงินจึงไปขอกู้ยืมเงินจากธนาคาร แต่ไม่มีผู้ค้าประกันนางแดง
จึงอ้อนวอนขอให้นายดาหาผู้ค้าประกันให้ นายดาในฐานะกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นร้อยละ
๓๐ ของบริษัทเอ จากัด (อีกร้อยละ ๗๐ เป็นของผู้อ่ืน) จึงได้จัดทาบันทึกรายงานการประชุม
คณะกรรมการบริษัทเอว่า นายดาเป็นประธานที่ประชุมมีกรรมการเข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม
และมีมติเห็นชอบให้บริษัทเอ จากัด เข้าค้าประก้นั หนี้ของนางแดงแล้วลงลายมือชื่อนายดาในบันทึก
รับรองรายงานการประชุมดังกล่าว ทั้งท่ีไม่มีการประชุมคณะกรรมการ บันทึกรับรองรายงานการ
ประชุมปกติจะเป็นหน้าที่ของนายดาต้องจดั ทารายงานการประชุมคณะกรรมการของบริษัทเอ จากัด
และลงนามในบันทึก แล้วนางแดงไปทาสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารโดยมีบริษัทเอ จากัด เป็น
ผคู้ ้าประกัน โดยนายดานาบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการบรษิ ัทตนลงนามไปเป็นหลกั ฐาน
ประกอบการทาสัญญาค้าประกัน ซ่ึงนายดาลงลายมือช่ือและประทับตราสาคัญกระทาการแทน
บริษัทเอ จากัด ในฐานะผู้ค้าประกันวงเงิน ๑๐ ล้านบาท โดยบริษัทเอ จากัด ไม่ได้รับผลประโยชน์
ใด ๆ ต่อมานางแดงไม่ชาระหนี้ ธนาคารจึงฟ้องนางแดงและบริษัทเอ จากัด ให้ร่วมกันชาระเงิน
ศาลพิพากษาให้นางแดงและบริษัทเอ จากัด ร่วมกันชาระเงินพร้อมดอกเบ้ีย ต่อมานายเขียวบิดา
นายดาถึงแก่ความตายโดยมิได้ทาพินัยกรรมไว้ บิดาของนายดามีทายาท คือ ๑. นายดาซ่ึงเป็นบุตร
ของนายเขียวและนางม่วง ๒. นางม่วงภรรยาของนายเขียว และ ๓. นายน้าเงินซ่ึงเป็นบุตรคนละ
มารดากับนายดา เนื่องจากนายดาเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนางม่วงและพักอาศัยอยู่ด้วยกัน นายดา
เตรียมเอกสารและจัดหาทนายความแก่นางม่วงในการร้องขอต้ังผู้จัดการมรดกของนายเขียว
หลังจากศาลมีคาสั่งแต่งต้ังนางม่วงเป็นผู้จัดการมรดก นายดาพานางม่วงไปโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์
มรดกของนายเขียวใหแ้ กน่ ายดาเพยี งผูเ้ ดียวท่สี านักงานทด่ี นิ จนแลว้ เสรจ็

ให้วินิจฉยั วา่ นายดาและนางม่วง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานใดหรือไม่
คาตอบ นายดาในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทเอ จากัด จัดทาบันทึกรายงานการประชุม
คณะกรรมการบริษัทเอ จากัด ว่านายดาเป็นประธานที่ประชุมมีกรรมการเข้าร่วมประชุมครบองค์
ประชุมและมมี ติเห็นชอบให้บริษัทเอ จากัด เข้าคา้ ประก้ันหน้ขี องนางแดงแล้วลงลายมือชอื่ นายดาใน
บันทึกรับรองรายงานการประชุมดังกล่าว ทัง้ ท่ีไมม่ ีการประชุมคณะกรรมการ นั้น เม่อื นายดาเปน็ ผู้มี
หน้าท่ีต้องจัดให้มีการทาบันทึกรายงานการประชุม การท่ีนายดาได้จัดให้มีการทาบันทึกรายงาน
การประชุมคณะกรรมการบริษัทเอ จากัด ข้ึนตามหน้าท่ีของตน และลงลายมือชื่อตนเองเป็น
ประธานท่ีประชุม มิได้ทาในนามของบุคคลอื่น จึงเป็นเอกสารท่ีแท้จริงของนายดา แม้ข้อความ
ในเอกสารจะไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการประชุมดังกล่าว แต่ก็เป็นการทาเอกสารอันเป็น
ความเท็จเท่าน้ัน ไม่ทาให้เป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ เม่ือการ
กระทาดังกล่าวไม่เป็นการปลอมเอกสาร การกระทาของนายดาจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอม

538

เอกสารและใชเ้ อกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๔, ๒๖๘ (ฎกี าที่ ๖๕๐๙/๒๕๔๙)
นายดาเป็นกรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนบริษัทเอ จากัด นายดาย่อมเป็น

ผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรพั ย์สินของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การท่ีบริษัทเอ
จากัด โดยนายดาในฐานะกรรมการทาสัญญาค้าประกันหนี้ของนางแดงกับธนาคาร ๑๐ ล้านบาท
โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทเอ จากัด โดยที่บริษัทเอ จากัด ไม่ได้รับ
ผลประโยชน์ใด ๆ การกระทาของนายดาเป็นการกระทาผิดหน้าท่ีของตนด้วยประการใด ๆ โดย
ทุจริต เพราะได้ประโยชน์จากสินสมรสของนางแดง และก่อให้เกิดภาระแก่บริษัทเอ จากัด
ท่ีจะต้องรับผิดในฐานะผู้ค้าประกัน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะ
ทีเ่ ป็นทรัพยส์ ินของผู้ถือหนุ้ บรษิ ทั เอ จากัด นายดาจึงมีความผิดตามมาตรา ๓๕๓ (ฎกี าท่ี ๒๒๖๖/
๒๕๕๘)

การท่ีศาลมีคาสั่งแต่งตั้งนางม่วงเป็นผู้จัดการมรดกของนายเขียว แล้วนางม่วงในฐานะ
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายเขียวให้แก่นายดาเพียงผู้เดีย วท้ังท่ีมีนายน้าเงิน
เป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหน่ึงนั้น นางม่วงเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อ่ืนตามคาส่ังของศาล
ที่ได้รับมอบหมายให้จดั การทรัพย์สนิ ซึ่งผู้อน่ื เปน็ เจา้ ของรวมอยู่ด้วย กระทาผดิ หนา้ ที่ของตนดว้ ย
ประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะท่ีเป็นทรัพย์สิน
ของผู้น้ัน เพราะนางม่วงต้องแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมตามสิทธิของทายาท
เมื่อกระทาผิดหน้าที่ของตน นางม่วงจึงมีความผิดตามมาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ เม่ือนายดาเป็น
ผ้อู ุปการะเลยี้ งดูนางมว่ ง ในการร้องขอต้ังผู้จัดการมรดกของนายเขียวนนั้ นายดาเป็นผเู้ ตรียมเอกสาร
และจัดหาทนายความแก่นางม่วง และวันที่ไปโอนทรัพย์มรดกของนายเขียวท่ีสานักงานที่ดินน้ัน
นายดากับนางม่วงไปดาเนินการจดทะเบียนด้วยตนเองจนแล้วเสร็จ นายดาร่วมรู้เห็นกับนางม่วง
มาต้ังแต่ต้น ถือได้ว่านายดากับนางม่วงเป็นตัวการร่วมกันโดยสมคบกันมาก่อนโดยมีเจตนา
ประสงค์ตอ่ ผลท่ีอาจเกดิ ข้ึนรว่ มกนั มิใชเ่ ป็นเรอ่ื งท่นี างม่วงกระทาความผิดเพียงลาพัง แต่นายดา
เปน็ เพียงผูร้ ับโอนทรัพยม์ รดกของนายเขียวมิได้กระทาในฐานะผ้จู ัดการมรดกของผู้อ่ืนตามคาส่ังศาล
นายดาไม่มีคุณสมบัติท่ีจะเป็นตวั การในความผิดที่กระทาร่วมกันกับนางม่วงในความผิดดังกล่าว
ได้ แต่การกระทาของนายดาก็เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกนางม่วงในการกระทาความผิด
จึงลงโทษนายดาเพียงเป็นผู้สนับสนุนนางม่วงในการกระทาความผิดตามมาตรา ๓๕๓, ๓๕๔
ประกอบมาตรา ๘๖ (ฎกี าที่ ๘๖๕๑/๒๕๕๘)
ข้อสังเกต กรณีฎีกาที่ ๘๖๕๑/๒๕๕๘ ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยมาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ เพราะประเด็น
ในช้ันฎีกามีเพียงว่าจาเลยเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน แต่การตอบข้อสอบนักศึกษาต้องตอบผู้ลงมือ
กระทาความผิดตามมาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ ก่อน จึงจะตอบว่าจาเลยเป็นผสู้ นบั สนุน

ฎีกาท่ี ๖๕๐๙/๒๕๔๙ ฎ.๒๐๐๘ จาเลยที่ ๒ ในฐานะกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นของ
บริษัทจาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีหน้าท่ีต้องจัดให้มีการทารายงานการ
ประชุมของจาเลยท่ี ๑ การท่ีจาเลยท่ี ๒ ได้จัดให้มีการทาบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นข้ึนตาม

539

หน้าที่ของตน และลงลายมือช่ือตนเองเป็นประธานท่ีประชุม มิได้ทาในนามของบุคคลอื่น จึงเป็น
เอกสารที่แท้จริงของจาเลยที่ ๒ แม้ข้อความในเอกสารจะไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการประชุม
ดังกล่าว ก็เป็นการทาเอกสารอันเป็นความเท็จเท่าน้ัน ไม่ทาให้เป็นเอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๔ เมื่อการกระทาดังกล่าวไม่เป็นการปลอมเอกสาร การกระทาของจาเลยทั้งห้า จึงไม่เป็น
ความผิดฐานรว่ มกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา ๒๖๔, ๒๖๘

ฎีกาที่ ๒๒๖๖/๒๕๕๘ ฎ.๘๒๕ จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอานาจกระทาการ
แทนโจทก์ โดยจาเลยท่ี ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการ จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ย่อมเป็นผู้ได้รับมอบหมาย
ให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อ่ืนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การท่ีโจทก์โดยจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒
ในฐานะกรรมการผู้มีอานาจลงลายมือชื่อและประทับตราสาคัญกระทาการแทนโจทก์ทาสัญญา
ค้าประกันหนี้ของจาเลยท่ี ๕ ต่อธนาคารรวม ๕ คร้ัง โดยไม่ปรากฏว่าได้รับความเห็นชอบจากมติ
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการของโจทก์ ท้ังไม่ปรากฏว่าเหตุใดที่โจทก์ต้องค้าประกันหนี้ของ
จาเลยท่ี ๕ โดยท่ีโจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ในอันที่จะถือว่าจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ กระทาตาม
อานาจหน้าท่ีและอยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์ซ่ึงประกอบธุรกิจหากาไร การกระทาของจาเลยท่ี ๑
และท่ี ๒ เป็นการกระทาผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต เพราะได้ประโยชน์จากการ
เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของจาเลยที่ ๕ และก่อให้เกิดภาระแก่โจทก์ท่ีจะต้องรับผิดในฐานะ
ผูค้ ้าประกัน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะท่ีเป็นทรัพย์สินของผู้ถือหุ้น จาเลย
ท่ี ๑ และที่ ๒ มคี วามผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓ ประกอบมาตรา ๘๓ รวม ๕ กระทง

ฎีกาที่ ๘๖๕๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๐๙ จาเลยท่ี ๑ กับ บ. มีบุตรคือโจทก์และจาเลย
ท่ี ๒ เมื่อ บ. ถึงแก่ความตาย จาเลยท่ี ๑ ฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดก
ของ บ. ให้แก่จาเลยท่ี ๒ เพียงผู้เดียว โดยจาเลยที่ ๒ ยอมรับว่าจาเลยท่ี ๒ เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู
จาเลยท่ี ๑ ในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ บ.จาเลยท่ี ๒ เป็นผู้เตรียมเอกสารและจัดหา
ทนายความแก่จาเลยที่ ๑ และวันท่ีไปโอนทรัพย์มรดกของ บ. ท่ีสานักงานที่ดินน้ัน จาเลยท่ี ๒ กับ
จาเลยท่ี ๑ ไปดาเนินการจดทะเบียนด้วยตนเองจนแล้วเสร็จ จาเลยท่ี ๒ ร่วมรู้เห็นกับจาเลยท่ี ๑
มาตง้ั แต่ตน้ ถือไดว้ ่าจาเลยทัง้ สองเป็นตวั การร่วมกันโดยสมคบกันมาก่อนโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผล
หรือย่อมเล็งเห็นผลที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน มิใช่เป็นเรื่องท่ีจาเลยที่ ๑ กระทาความผิดเพียงลาพัง
แต่จาเลยที่ ๒ เปน็ เพียงผู้รบั โอนทรัพย์มรดกของ บ. มิได้กระทาในฐานะผู้จัดการมรดกของผอู้ ่ืนตาม
คาสั่งศาล คงลงโทษเพียงผู้สนับสนุนการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ ประกอบ
มาตรา ๘๖

540

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๓๕๒
ไม่ใชท่ รัพย์ทจ่ี ะยกั ยอกได้

ฎีกาที่ ๒๔๒๓/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๗๓ ศาลฎีกาได้มีคาพิพากษาในคดีท่ีพนักงานอัยการ
ยื่นฟ้องบริษัท ช. บริษัท อ. และ ด. เป็นจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในความผิดฐานยักยอก ซ่ึงโจทก์และ
จ. ได้เข้าร่วมเปน็ โจทกร์ ว่ มท่ี ๑ และท่ี ๒ โดยวนิ จิ ฉยั ข้อกฎหมายวา่ การทจ่ี ะเป็นความผดิ ฐานยักยอก
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ น้ัน ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทาที่ผู้กระทาความผิดครอบครองอยู่
จะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงสิ่งท่ีแสดงให้เห็นถึงสิทธิและ
หน้าท่ีหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจาเลยท่ี ๑ จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จะเบียดบัง
ยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทาของจาเลยท้ังสามเป็นเพียงการยื่นคาขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชี
รายชื่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น ยังหามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่
การกระทาของจาเลยท้ังสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ดังนี้ เม่ือหุ้นตามที่โจทก์ฟ้อง
กล่าวหาว่าจาเลยช่วยซ่อนเร้นหรือรับไว้ไม่ใช่ทรัพย์ท่ีถูกยักยอก จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐาน
รบั ของโจร

ฎีกาท่ี ๑๓๐๘๙-๑๓๐๙๐/๒๕๕๘ ฎ. ๓๑๑๒ ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒
นน้ั ทรัพย์อันเปน็ วตั ถแุ ห่งการกระทาท่ีผู้กระทาความผิดครอบครองอยู่จะตอ้ งเป็นวัตถุที่มรี ูปร่างหรือ
จบั ต้องสมั ผัสได้ แต่หนุ้ ตามฟ้องเป็นเพยี งส่ิงที่แสดงให้เห็นถงึ สิทธแิ ละหน้าทห่ี รือสว่ นไดเ้ สียของโจทก์
รว่ มทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจาเลยท่ี ๑ จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จะเบียดบังยักยอกได้ ท้ังปรากฏว่าการกระทา
ของจาเลยท้งั สามเป็นเพยี งการยื่นคาขอจดทะเบยี นแก้ไขบัญชีรายชอื่ ผูถ้ ือหุ้นต่อนายทะเบียนเท่านั้น
ยงั หามผี ลเป็นการเปลย่ี นแปลงกรรมสิทธ์ิในหุ้นของโจทกร์ ่วมทั้งสองไม่ การกระทาของจาเลยทง้ั สาม
ตามฟ้องจึงไม่เปน็ ความผิดฐานยักยอก
ขอ้ สังเกต ฎีกาท่ี ๑๓๐๘๙-๑๓๐๙๐/๒๕๕๘ และที่ ๒๔๒๓/๒๕๖๐ วินิจฉัยว่า ความผิดฐานยักยอก
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ นั้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทาท่ีผู้กระทาความผิดครอบครองอยู่
จะต้องเป็นวัตถุท่ีมีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสิทธิและ
หน้าท่ีหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมท้ังสองที่มีอยู่ในบริษัทจาเลยท่ี ๑ จึงไม่ใช่ทรัพย์ท่ีจะเบียดบัง
ยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทาของจาเลยท้ังสามเป็นเพียงการย่ืนคาขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชี
รายชื่อผู้ถือหุ้นเท่าน้ัน ยังหามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่
การกระทาของจาเลยทั้งสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก น่าคิดว่าฎีกาท่ี ๑๓๐๘๙-
๑๓๐๙๐/๒๕๕๘ และท่ี ๒๔๒๓/๒๕๖๐ กลับฎีกาที่ ๑๘๐๗๙/๒๕๕๕ แลว้ หรือไม่ เพราะถา้ พิจารณา
เฉพาะวัตถุแห่งการกระทา ก็คงถือว่ากลับแล้ว คือ หุ้นไม่ใช่ทรัพย์ท่ีจะเบียดบังยักยอกได้ แต่การท่ี
ศาลฎีกาวนิ จิ ฉยั ถงึ การกระทาซ่งึ ตา่ งกัน โดยฎกี าท่ี ๑๘๐๗๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๕๖๖ วินจิ ฉยั วา่ จาเลยที่ ๑
ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกับจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ วางแผนโอนหุ้นของผู้ตายให้แก่จาเลยท่ี ๒ และ
ท่ี ๓ ความผิดเกิดขึ้นเม่ือมีการโอนหุ้น การกระทาของจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จึงไม่เป็นความผิดฐาน
รับของโจร แต่เป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก หากออกข้อสอบถ้าการกระทาเป็นการย่ืนคาขอ

541

จดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ก็ตอบตามฎีกาที่ ๑๓๐๘๙-๑๓๐๙๐/๒๕๕๘ และท่ี ๒๔๒๓/
๒๕๖๐ ว่าไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ถูกธงแน่นอน แต่ถ้าการกระทาเป็นการร่วมกันโอนหุ้นของ
ผ้ตู ายให้แก่จาเลย ถ้าเปน็ ผู้แตง่ จะเลือกตอบว่าไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานยักยอกตามฎีกาใหม่

___________________

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นน้ีว่า เม่ือปี ๒๕๓๑
นายอัณณพกับพวกตั้งบริษัทจาเลยท่ี ๑ มีนายอัณณพ จาเลยท่ี ๒ จาเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นน้องของ
นายอัณณพ นายสุรินทร์และนายจีราวัฒน์หรือทวีวัฒน์ โจทก์ร่วมที่ ๒ เป็นผู้ถือหุ้น จาเลยที่ ๑ โดย
นายอัณณพและนายสุรินทร์กรรมการผู้มีอานาจลงลายมือช่ือร่วมกันและประทับตราของจาเลยท่ี ๑
ย่นื คาขอจดทะเบียนเพิ่มทนุ เป็น ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มหี ุ้น ๕๐๐,๐๐๐ ห้นุ ห้นุ ละ ๑๐๐ บาท และ
จดทะเบียนเพ่ิมให้นายสมใจนึกหรือสมนึก โจทก์ร่วมท่ี ๑ เป็นกรรมการอีกคนหนึ่ง โดยให้กรรมการ
สองในสามคนลงลายมือช่ือร่วมกันและประทับตราของจาเลยท่ี ๑ มีอานาจกระทาการแทนจาเลย
ท่ี ๑ ได้ พร้อมแนบบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้นของจาเลยท่ี ๑ ซึ่งมีโจทก์ร่วมท่ี ๑ ถือหุ้น ๒๘๐,๙๕๐ หุ้น
โจทก์ร่วมที่ ๒ ถือหุ้น ๒๐,๐๐๐ หุ้น จาเลยที่ ๒ ถือหุ้น ๕๐,๐๐๐ หุ้น จาเลยที่ ๓ ถือหุ้น ๑๐,๐๐๐
หุ้น นายอณั ณพถือหุ้น ๔๐,๐๐๐ หุ้น นายสรุ ินทร์ถอื หนุ้ ๒๐,๐๐๐ ห้นุ และผู้ถือหุ้นคนอ่ืน ๆ ไปด้วย
จาเลยท่ี ๑ โดยนายอัณณพ กรรมการผู้มีอานาจเพียงคนเดียวลงลายมือช่ือและประทับตราของ
จาเลยท่ี ๑ ย่ืนคาขอจดทะเบียนแก้ไขให้โจทก์ร่วมท่ี ๑ ออกจากการเป็นกรรมการของจาเลยที่ ๑
และแนบบัญชีรายช่ือผู้ถือหุ้นท่ีโจทก์ร่วมท่ี ๑ ถือหุ้นลดลงเหลือเพียง ๔๐,๐๐๐ หุ้น โจทก์ร่วมท่ี ๒
ถือหุ้นลดลงเหลือเพียง ๕,๐๐๐ หุ้น ส่วนจาเลยที่ ๒ ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น ๔๐๐,๐๐๐ หุ้น ครั้นนาย
อณั ณพถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจาเลยทั้งสามว่า จาเลยท้ังสามร่วมกันกระทาความผิดฐาน
ยักยอกตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมท้ังสองต่าง
เป็นเพ่ือนของนายอัณณพ โดยเฉพาะโจทก์ร่วมท่ี ๒ ได้ร่วมกับนายอัณณพและพวกก่อต้ังบริษัท
จาเลยที่ ๑ และบรษิ ัทจาเลยที่ ๒ เปน็ ผูถ้ ือหุน้ มาตั้งแต่ตน้ การที่นายอัณณพและนายสรุ ินทร์ในฐานะ
กรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนจาเลยที่ ๑ ย่ืนคาขอจดทะเบียนเพิ่มทุนและแนบบัญชีรายช่ือผู้
ถือหุ้นในส่วนของโจทก์ร่วมท่ี ๑ และท่ี ๒ จานวน ๒๘๐,๙๕๐ หุ้น และ ๒๐,๐๐๐ หุ้น มูลค่าหุ้นละ
๑๐๐ บาท ตามลาดับน้ัน เป็นจานวนเงินใกล้เคียงกับเงินท่ีโจทก์ร่วมท้ังสองให้นายอัณณพกู้ไป จึง
เช่ือว่านายอัณณพได้นาหุ้นบริษัทจาเลยท่ี ๑ มาตีใช้หนี้เงินกู้แก่โจทก์ร่วมท้ังสองจริง ทั้งได้จด
ทะเบียนเปลยี่ นแปลงกรรมการ โดยเพม่ิ ชอ่ื โจทก์ร่วมที่ ๑ ให้เปน็ กรรมการผ้มู อี านาจกระทาการแทน
จาเลยที่ ๑ ด้วย หากนายอัณณพไม่ได้เป็นหน้ีเงนิ กู้โจทก์ร่วมท้ังสอง ก็ไม่มเี หตุผลใดที่จะจดทะเบียน
เปล่ียนแปลงรายการผู้ถือหุ้นและกรรมการตามเอกสารดังกล่าว ทั้งยังสอดคล้องกับบันทึกคาให้การ
ของนายสุรนิ ทร์ทีใ่ ห้การว่า นายอัณณพไดม้ อบใบหนุ้ จานวน ๒๘๐,๙๕๐ หุ้น แกโ่ จทกร์ ่วมท่ี ๑ ทาให้
พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมท้ังสองมีน้าหนักมากย่ิงข้ึน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วม

542

ท้ังสองเป็นเจ้าของหุ้นจริง ส่วนหุ้นของโจทก์ร่วมท้ังสองท่ีหายไปจากบัญชีผู้ถือหุ้น คงเหลือ จานวน
๔๐,๐๐๐ หุ้น และ ๕,๐๐๐ หุ้น ตามลาดับ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การดาเนินการโอนหุ้นของโจทก์
ร่วมท้ังสองท่ีมีอยู่ในบริษัทจาเลยที่ ๑ เปลี่ยนเป็นชื่อของจาเลยท่ี ๒ เป็นการกระทาของนายอัณณพ
ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอานาจของจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ และอยู่ในความรู้เห็นของจาเลยที่ ๓ มาโดย
ตลอด แม้ขณะเกิดเหตุจาเลยท่ี ๓ มิได้เป็นกรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒
ก็ตาม แต่ได้ความจากคาเบิกความของจาเลยที่ ๓ ตอบทนายจาเลยท้ังสามว่า จาเลยที่ ๓ มีหน้าที่
ในการทาบัญชีและติดต่อธนาคาร ย่อมต้องรู้ฐานะทางการเงินของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นอย่างดี
ทั้งได้ความว่า ก่อนท่ีนายอัณณพถึงแก่ความตาย จาเลยท่ี ๓ ก็ร่วมบริหารงานกับนายอัณณพ โดยไป
ติดต่อธนาคารขอสินเชื่อเพิ่มและดาเนินการจัดทาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง
จนกระทั่งมีการโอนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองบางส่วนเป็นช่ือของจาเลยที่ ๒ อันเป็นคาวินิจฉัยที่ชอบ
ดว้ ยเหตุผลแลว้ ศาลฎีกาไม่จาต้องกลา่ วซ้าอีก ฎีกาของจาเลยท้ังสามที่ว่า พยานโจทก์และโจทกร์ ่วม
ทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงให้การปรักปราจาเลยทั้งสาม ไม่อาจหักล้างเหตุผลแห่งคาวินิจฉัย
ของศาลอุทธรณ์ได้ ท่ีจาเลยทั้งสามฎีกาว่า คาให้การในช้ันสอบสวนของนายกัณฐ์และนายสุรินทร์
มขี อ้ ความเหมือนกันทกุ ตวั อกั ษรน้ัน กห็ าเปน็ เหตใุ หก้ ารสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตใุ ห้
โจทก์ไม่มอี านาจฟ้องตามท่ีจาเลยทัง้ สามอ้างในฎีกาไม่ อย่างไรก็ดี การท่ีจะเป็นความผิดฐานยักยอก
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ นั้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทาท่ีผู้กระทาความผิด
ครอบครองอยู่จะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงส่ิงที่แสดงให้
เห็นถึงสิทธิและหน้าท่ีหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจาเลยท่ี ๑ จึงไม่ใช่ทรัพย์
ท่ีจะเบียดบังยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทาของจาเลยท้ังสามเป็นเพียงการย่ืนคาขอจดทะเบียน
แก้ไขบญั ชีรายชอื่ ผ้ถู ือหุ้นต่อนายทะเบยี นเทา่ น้ัน ยังหามีผลเป็นการเปลีย่ นแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของ
โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ ดังน้ี การกระทาของจาเลยท้ังสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิด ฐานยักยอก
ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกข้ึนวินิจฉัยเองได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
เมอื่ วนิ จิ ฉัยดงั นีแ้ ลว้ จาเลยท่ี ๒ จงึ ไม่ตอ้ งคืนหรอื ใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์รว่ มทั้งสอง”

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจาเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๕๒ และยกคาขอที่ให้จาเลยท่ี ๒ คืนหรือใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์ร่วมท้ังสองเสียด้วย นอกจากท่ีแก้ให้
เปน็ ไปตามคาพพิ ากษาศาลอุทธรณ์

(วรงคพ์ ร จิระภาค - ฉตั รไชย จนั ทร์พรายศรี - สภุ ทั ร์ สุทธมิ นัส)
ฎีกาที่ ๖๘๑๑/๒๕๕๙ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ
กรรมสิทธิ์ในท่ดี ิน เพียงแตโ่ จทก์อยใู่ นฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่าน้ัน ความผิดฐานยักยอก
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เม่ือท่ีดิน
พิพาทยงั เป็นของจาเลยท่ี ๒ ถึงที่ ๔ อยู่ โจทก์ไม่อาจอ้างได้วา่ โจทก์ถกู ผอู้ ่ืนยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิ
ดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ ไมใ่ ช่ทรพั ย์ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา ๓๕๒ ซึ่งหมายถึงทรัพย์ท่ีมีรูปร่าง

543

จึงไม่อาจถูกยักยอกได้ เม่ือทางนาสืบของโจทก์เองโจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จาเลยที่ ๕ นาสิทธิ
เรียกร้องของโจทก์ไปดาเนินการใด ๆ เป็นเร่ืองท่ีจาเลยที่ ๕ ไปดาเนินการโดยพลการ เงินที่ได้มา
จึงมิใช่เงินที่จาเลยท่ี ๕ จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์มีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญา
ประนีประนอมยอมความเทา่ นนั้

_________________________

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔
ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกกรรมสิทธิ์ในท่ีดินคืนต่อศาลช้ันต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคาพิพากษา
ตามยอมให้จาเลยท่ี ๒ ถึงท่ี ๔ แบ่งแยกโอนท่ีดินพิพาท น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๐๗๖ ตาบลเกาะยาว
อาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จานวน ๖ ไร่ ๒ งาน แก่โจทก์ ส่วนทีด่ ินอีก ๑๑ ไร่ ๒ งาน ๖๑ ตาราง
วา ส่วนทีเ่ หลือ จาเลยท่ี ๒ ถึงท่ี ๔ ตกลงขายให้โจทก์ โดยโจทก์จะชาระค่าที่ดินให้แก่จาเลยท่ี ๒ ถึง
ท่ี ๔ ภายในกาหนด ๓ เดือน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม โจทก์
ต้ังจาเลยที่ ๕ เป็นทนายความ ต่อมาในระหว่างที่ยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนท่ีดิน
ให้โจทก์ตามสัญญาซ้ือขาย จาเลยที่ ๒ ถึงท่ี ๔ ได้นาที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนให้จาเลยท่ี ๘
เช่า มีกาหนดระยะเวลา ๓๐ ปี โดยมจี าเลยท่ี ๕ เปน็ ผู้ดาเนินการในการจดทะเบยี นเช่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จาเลยท่ี ๕ มีความผิดฐานยักยอกตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์
ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อ่ืนเท่าน้ัน
ความผิดฐานยกั ยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ จะตอ้ งได้ความในเบอื้ งต้นเสยี ก่อนว่า
ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เม่ือท่ีดินพิพาทยังเป็นของจาเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อยู่ โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่า
โจทก์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิดังกล่าวท่ีโจทก์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ซึง่ หมายถึงทรัพย์ทมี่ ีรูปร่าง จงึ ไม่อาจถกู ยักยอกได้เชน่ กัน เม่ือตามทาง
นาสืบของโจทก์เองก็ได้ความว่า โจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จาเลยท่ี ๕ นาสิทธิเรียกร้องของโจทก์
ไปดาเนินการใด ๆ เป็นเร่ืองที่จาเลยที่ ๕ ไปดาเนินการโดยพลการ ตามท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ได้
วินิจฉัยไว้แล้ว เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จาเลยท่ี ๕ จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์คงมีแต่สิทธิท่ีจะ
บังคบั ให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ศาลฎีกาไมจ่ าต้องวินจิ ฉัยฎีกาขอ้ อื่นของ
โจทก์เพราะไม่ทาให้ผลของคดีเปล่ียนแปลงไป ท่ีศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามาน้ัน ศาลฎีกา
เหน็ พ้องดว้ ย ฎกี าของโจทก์ฟงั ไม่ข้นึ

พิพากษายนื
(หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์ - เมทนิ ี ชโลธร - ณัฏฐชยั ไวยภาษจีรกลุ )

ฎีกาท่ี ๖๖๗๑/๒๕๕๑ ฎ.๑๕๖๑ เม่ือ ส. ถึงแก่ความตาย ทายาทของ ส. ตกลงเกี่ยวกับ
ทรัพย์สินของ ส. ว่าบุคคลใดได้รับยกให้ที่ดินแปลงใดก่อน ส. ถึงแก่ความตาย และทาประโยชน์ใน
ทีด่ ินแปลงน้ันก็ให้ตกเปน็ ของบุคคลนั้น จาเลยได้เข้าครอบครองทดี่ ินพิพาทตง้ั แต่ ส. ถึงแก่ความตาย

544

แต่ผู้เดียว กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง โจทก์
ทั้งสามจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งให้ผิดไปจากท่ีได้แบ่งปันกันไปแล้วอีกไม่ได้ แม้ภายหลังจาเลยไปย่ืน
ขอจัดการมรดก ก็ไม่ทาให้ที่ดินพิพาทกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกท่ียังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท
เพราะจาเลยประสงค์ท่ีจะเปล่ียนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิ โดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาท
เท่าน้ัน มิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งส้ินสิทธิในท่ีดินพิพาทแล้ว การกระทาของจาเลย
จงึ ไมเ่ ป็นความผิดฐานยักยอก

ไมไ่ ดเ้ บยี ดบงั ไม่ผิดยักยอก

ฎีกาท่ี ๖๙๑/๒๕๕๖ ฎ.๓๐๐ จาเลยลงลายมือช่ือเป็นผู้เช่าซ้ือโทรทัศน์สีในสัญญาเช่าซ้ือ
แทน ส. นายจ้างของจาเลยและจาเลยไมไ่ ด้เป็นผู้ครอบครองโทรทัศนส์ ีที่เช่าซอ้ื แต่ ส. เป็นผรู้ ับมอบ
และครอบครองโทรทัศน์สีที่เช่าซ้ือ แม้ ส. นาโทรทัศน์สีที่เช่าซ้ือไปขาย จาเลยก็ไม่มีความผิดฐาน
ยักยอกโทรทศั น์สีที่เชา่ ซ้อื ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒

ฎีกาที่ ๒๗๑๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๕๙ การที่ อ. ผู้เสียหายตกลงให้จาเลยเอารถกระบะที่
ผู้เสียหายทาสัญญาเช่าซ้ือมาไปใช้โดยจาเลยเป็นผู้ชาระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็น
การโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซือ้ โดยมีข้อตกลงกันระหว่างผูเ้ สยี หายกับจาเลยว่า จาเลยจะเป็นผู้ชาระ
คา่ เช่าซ้ือในนามของผู้เสียหาย หลังจากจาเลยไดร้ ับมอบการครอบครองรถกระบะจากผู้เสียหายแล้ว
ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจรงิ ว่า จาเลยพารถกระบะหลบหนีไปขายแก่บุคคลภายนอก หรือแอบอ้างว่าเป็น
รถกระบะของตนเอง ด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้รับมอบรถกระบะจากผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่จาเลย
ครอบครองใช้รถกระบะนั้นโดยเปิดเผยและได้ชาระค่าเช่าซ้ือในนามของผู้เสียหายเรื่อยมาจานวนถึง
๕ งวดติดต่อกันต่อมาจาเลยค้างส่งค่างวดจึงได้มอบรถกระบะให้ ช. โดยทาความตกลงกับ ช. ให้ ช.
เป็นผู้ชาระค่าเช่าซ้ือท่ีเหลือต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวของจาเลยรวมท้ังที่จาเลยรับเงินมัดจาจาก ช.
ในวันทาสัญญาเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท และในสญั ญาระบุว่าจาเลยและ ช. ซื้อขายรถยนต์ (รถกระบะ)
น้ัน ยังมิใช่การเอารถกระบะทรัพย์สินของผู้ให้เช่าซ้ือไปขายแต่เป็นเพียงการโอนสิทธิตามสัญญาเช่า
ซอ้ื ให้แก่ ช. โดยมีข้อตกลงให้ ช. มีหนา้ ท่ีต้องชาระคา่ เช่าซ้ือต่อไป เพราะจาเลยประสงค์จะหาบคุ คล
อื่นมาช่วยรับภาระในการผ่อนค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย จาเลยจึงมิได้เบียดบังเอารถกระบะ
ดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ไม่เป็นเหตุทาให้การกระทาของจาเลยท่ีไม่เป็นความผิด
กลับกลายเป็นความผดิ ไปแตอ่ ย่างใด

การท่ีจาเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ ช. แม้จะมิได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อ
ก็มีผลในทางแพ่งเพียงว่า ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากผู้เสียหายผู้เช่าซ้ือเดิมได้
ตอ่ ไป รวมท้ังเรียกค่าเสียหายในการท่ีผู้ให้เช่าซ้ือไม่อาจติดตามยึดรถกระบะคืนจากจาเลยได้ จาเลย
ย่อมไมม่ ีความผิดฐานยักยอก

ฎีกาที่ ๘๗๒/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๒ น.๗๒ ผู้เสียหายว่าจ้างจาเลยซ่ึงเปิดร้านรับจ้างทาทองคา

545

รูปพรรณ โดยนาพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคามาให้ทากระจกปิดด้านหน้าและด้านหลัง
ตลับพระทองคา แต่จาเลยทาเศียรพระแก้วสีเหลืองบ่ิน จึงตกลงจะใช้ค่าเสียหายด้วยการเล่ียม
พระองค์อ่ืนให้ ซึ่งผู้เสียหายได้นาพระองค์อื่นมาให้เลี่ยมอีก ๒ องค์ จาเลยเลี่ยมพระให้ผู้เสียหาย
เป็นค่าเสยี หายไปแล้ว ๑ องค์ ภายหลังจาเลยเห็นว่าค่าเสียหายสูงไปต้องการตกลงคา่ เสยี หายกันใหม่
ด้วยการยึดหน่วงตลับพระทองคาพิพาทไว้เพื่อหักหน้ีกับค่าเล่ียมพระองค์ที่ ๒ ดังน้ีแสดงว่าจาเลย
มีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคาพิพาทไว้ เพ่ือเจรจาต่อรองกันใหม่เก่ียวกับค่าเสียหายที่
เศียรพระแก้วสเี หลืองบน่ิ หาไดม้ เี จตนาจะเบยี ดบงั ไว้เปน็ ของตนไม่

ผดิ สญั ญาทางแพ่งไมผ่ ดิ ยกั ยอก

ฎีกาท่ี ๘๔๓๐-๘๔๓๒/๒๕๕๗ สัญญาการเล้ียงไก่มีสาระสาคัญว่าจาเลยท่ี ๓ ต้องวางเงิน
ประกันไว้ก่อนจานวนหน่ึงเพือ่ รบั ลูกไก่จากโจทก์รว่ มมาเลีย้ ง และเม่ือส่งไก่ใหญ่ให้แกโ่ จทกร์ ่วมจึงจะ
คิดราคาไก่ที่ส่งกับต้นทุนทุกอย่างที่รับไปจากโจทก์ร่วม เช่น ลูกไก่ อาหารไก่ วัคซีน และการขนส่ง
ถ้าคิดราคาไก่ท่ีส่งได้เงินสูงกว่าราคาต้นทุน จาเลยท่ี ๓ ก็ได้กาไร แต่หากคิดราคาไก่ได้น้อยก็ขาดทุน
ซง่ึ โจทก์รว่ มจะหักเงินประกันชาระตน้ ทุนสว่ นที่ขาด หลงั จากโจทก์ร่วมส่งลูกไกใ่ หแ้ ก่จาเลยท่ี ๓ แล้ว
ความรับผิดชอบในตัวไก่ท้ังหมดตกไปอยู่แก่จาเลยที่ ๓ ผู้เล้ียงโดยส้ินเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเล้ียง การ
ดูแลรักษา หรือการป้องกันภัยต่าง ๆ ซ่ึงจะเกิดแก่ตัวไก่หากเกิดความเสียหายอย่างใด ๆ ข้ึนไม่ว่า
จะเป็นไก่ตาย ไก่เป็นโรค หรือไก่พิการจาเลยที่ ๓ ก็ต้องรับไปซึ่งความเสียหายนั้นเพียงผู้เดียว
กล่าวคือ จาเลยท่ี ๓ ก็จะไม่มีไก่ไปส่งหรือไก่ท่ีส่งไม่ได้น้าหนักและราคา อันจะทาให้จาเลยท่ี ๓
ขาดทุนเม่ือคิดหักกับต้นทุน เช่น ค่าลูกไก่ ค่าอาหารหรือค่าวัคซีนท่ีรับไปจากโจทก์ร่วม ซ่ึงกรณี
ขาดทุนโจทก์ร่วมก็จะหักเอาจากเงินประกัน แสดงว่า ในส่วนของโจทก์ร่วมลกู ไก่ท่ีมอบให้จาเลยที่ ๓
ไปเลย้ี งจะได้คืนหรอื ไม่ไม่ใช่สาระสาคญั เพราะแม้ไม่ได้คืนหรือได้คืนในสภาพท่ีไม่สมบูรณ์ โจทก์ร่วม
กส็ ามารถหักเอาเงินประกนั ได้ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไมอ่ าจอ้างความเป็นเจ้าของลูกไก่หลังจากส่งมอบ
ให้จาเลยที่ ๓ ไปแล้วได้แม้ในสัญญาการเล้ียงไก่จะเขียนให้โจทก์ร่วมยังมีกรรมสิทธ์ิอยู่ก็ตาม
นอกจากน้ัน พิเคราะห์จากคาเบิกความของ ว. กรรมการผู้จัดการโจทก์ร่วมที่ตอบทนายจาเลยท่ี ๓
ถามค้านว่า เกษตรกรผู้เล้ียงไก่สามารถชาระค่าไก่ต้ังแต่ตอนรับลูกไก่ได้โดยไม่จาต้องรอให้ไก่ใหญ่
ก่อน ก็เห็นได้ชดั ว่า โจทก์รว่ มมอบลูกไกใ่ หจ้ าเลยที่ ๓ ไปเลย้ี งในลักษณะซอ้ื ขาย ไม่ได้ฝากทรัพยห์ รือ
จ้างเล้ียงแต่อย่างใด เพียงแต่มีข้อตกลงพิเศษว่า เมื่อเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่แล้ว จาเลยท่ี ๓ ต้องนามาขาย
ให้แก่โจทก์ร่วมเพ่ือชาแหละขายเป็นไก่เน้ือเท่านั้น ฉะนั้นการนาไก่ไปขายของจาเลยที่ ๓ จึงไม่มีมูล
ความผิดฐานยักยอก

ฎีกาท่ี ๕๔๙/๒๕๖๐ ฎ.๑๐๗ การที่จาเลยส่ังสินค้าจากโรงงานของบิดาโจทก์ไปจาหน่าย
ให้แก่ลูกค้าน้ัน จาเลยกระทาได้โดยไม่จาต้องรับคาส่ังจากโจทก์ก่อน และมิได้จาหน่ายสินค้าตาม
ราคาทีโ่ จทก์กาหนด โดยโจทก์มไิ ด้คานึงว่าจาเลยจะขายสินค้าให้แก่ใคร ในราคาเท่าใด จาเลยมีสิทธิ

546

ที่จะเลือกนาสนิ ค้าไปขายให้แกล่ ูกคา้ รายใดและราคาเท่าใดก็ได้ตามที่จาเลยเห็นสมควร เพียงแต่เม่ือ
ถึงกาหนดเวลาในแต่ละเดือน จาเลยมีหน้าท่ีต้องโอนเงินที่ได้จากการขายสินค้าให้แก่โจทก์เพ่ือ
ที่โจทก์จะได้นาเงินส่งให้แก่บริษัทภาคใตพ้ ลาสติก จากัด และทาบัญชีแจ้งส่วนกาไรท่จี าเลยจะได้รับ
ให้จาเลยทราบ จึงเป็นการซ้ือเช่ือถุงพลาสติกจากโรงงานโดยมิได้เป็นการรับถุงพลาสติกไว้แทนใน
ฐานะลูกจ้างของโจทก์ เงินที่จาเลยไดร้ ับมาจากลูกค้าท่ีจาเลยนาถุงพลาสติกไปจาหนา่ ยยอ่ มมิได้เป็น
การรับไว้แทนโจทก์ หากจาเลยส่งเงินให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามข้อตกลงก็เป็นการกระทาอันเป็นการ
ผิดสญั ญาทางแพง่ การกระทาของจาเลยไมเ่ ปน็ ความผิดฐานยักยอก
ข้อสังเกต หากจาเลยมีอิสระในการขาย ไม่ว่าจะขายสินค้าให้แก่ใคร ในราคาเท่าใด ศาลฎีกาตัดสิน
วา่ เปน็ ผิดสัญญาทางแพ่งไม่ผดิ ฐานยักยอก แต่ถ้าไมม่ ีอสิ ระในการขายตดั สินว่าเป็นยกั ยอก เชน่ ฎีกำ
ที่ ๑๓๓๙๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๕๔ โจทก์ร่วมและจาเลยมีข้อตกลงกันว่า หากลูกค้าต่อรองราคา
ต่างหูเพชรพิพาท จาเลยจะต้องโทรศัพท์สอบถามโจทก์ร่วมก่อนว่าสามารถขายในราคาดังกล่าวได้
หรือไม่ ข้อตกลงนี้มีผลทาให้จาเลยไม่มีอิสระในการกาหนดราคาขายได้จริง นิติกรรมระหว่าง
โจทก์ร่วมและจาเลยจึงมิใช่เป็นการซ้ือขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการที่โจทก์ร่วมมอบต่างหูเพชรของ
กลางแก่จาเลยให้ไปขายแทนโจทก์ร่วม ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมและจาเลยเป็นเร่ืองตัวแทน
โดยจาเลยเป็นตัวแทนขายต่างหูเพชรของกลางให้แก่ลูกค้าแทนโจทก์ร่วมผู้เป็นตัวการ เม่ือจาเลย
ครอบครองต่างหูเพชรของกลางของโจทก์ร่วมแล้วนาไปจานาไว้แก่บุคคลอื่นจึงเป็นการแสวงหา
ประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบ การกระทาของจาเลยเป็นการเบียดบังต่างหูเพชรของกลางของโจทก์
ร่วมโดยเจตนาทจุ รติ เปน็ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๘๒๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๑ เจตนาที่แท้จริงของโจทก์ร่วมประสงค์จะให้จาเลยยืม
ทองรูปพรรณมิใช่จาเลยเช่าซ้ือทองรูปพรรณ และเจือสมกับคาเบิกความของจาเลยว่า จาเลยไม่ได้
ประสงค์จะเช่าซื้อทองรูปพรรณจากโจทก์ร่วม แต่ต้องการกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมเท่านั้น ดังนั้น แม้
โจทก์ร่วมและจาเลยทาสัญญาเช่าซ้ือก็เกิดจากเจตนาลวงมิใช่เจตนาที่แท้จริง สัญญาเช่าซื้อดังกล่าว
ยอ่ มตกเป็นโมฆะ แต่เมื่อสญั ญาเช่าซ้ือเป็นนิติกรรมอาพรางสัญญายืม จึงต้องบังคับตามสัญญายืมซึ่ง
เป็นนิติกรรมที่ถูกอาพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๕ วรรคสอง เม่ือโจทก์ร่วมและจาเลยมีเจตนาทา
สัญญายืมทองรูปพรรณ และมีการตีราคาทองรูปพรรณเป็นเงินซึ่งจาเลยมีหน้าที่ต้องชาระคืนโจทก์
ร่วมไว้ในสัญญาเช่าซื้อด้วย แสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะได้รับชาระหนี้คืนเป็น
ทองรูปพรรณท่ีให้ยืมไป การให้ยืมทองรูปพรรณดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการยืมใช้คงรูป กรรมสิทธ์ิใน
ทองรูปพรรณย่อมโอนไปยังจาเลยผู้ยืมตั้งแต่เข้าทาสัญญากัน การที่จาเลยไม่ชาระเงินให้โจทก์ร่วม
จึงเปน็ เพียงการผดิ สัญญาในทางแพ่งเทา่ นัน้ รับฟงั ไมไ่ ดว้ ่าจาเลยกระทาความผิดฐานยกั ยอก

ฎีกาที่ ๓๘๘๙/๒๕๔๘ ฎ.๑๗๕๔ จาเลยรับนาฬิกาข้อมือ ๗ เรือน ของผู้เสียหายไปเพ่ือให้
สามีตรวจดูโดยมีเจตนาจะซื้อขายกันและมีข้อตกลงจะใช้เวลาในการตรวจดูประมาณ ๑๔ วัน หาก
จาเลยไม่ตกลงซื้อจะต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าไม่ซื้อหรือส่งนาฬิกาคืน ถ้าครบกาหนด ๑๔ วัน
แล้วจาเลยไม่แจง้ ต่อผู้เสยี หายและไม่ส่งมอบนาฬกิ าคืน ยอ่ มถือว่าจาเลยตกลงซ้ือนาฬิกาทงั้ ๗ เรือน

547

อันเป็นผลให้การซ้ือขายเผ่ือชอบมีผลบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๐๘
จาเลยมีหน้าท่ีต้องชาระราคาให้แก่ผู้เสียหาย หากไม่ชาระผู้เสียหายต้องไปว่ากล่าวแก่จาเลยในทาง
แพ่งตามสญั ญาซอื้ ขายเผ่ือชอบ จาเลยไม่มีความผดิ ฐานยักยอก

เปน็ การเบียดบงั ผิดยกั ยอก

ฎีกาท่ี ๓๒๒๒/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๒๕ โจทก์รว่ มนารถจักรยานยนตไ์ ปจานาแก่จาเลยเพื่อ
ประกันการชาระหนี้กู้ยืมที่โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินจากจาเลยโดยไม่ปรากฏว่ามีกาหนดเวลาชาระหนี้ไว้
แม้โจทก์ร่วมผิดนัดชาระดอกเบ้ียตามท่ีตกลงกัน โจทก์ร่วมก็ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์
ทจ่ี านา จาเลยมสี ิทธิทวงถามให้โจทก์ร่วมชาระดอกเบี้ยท่ีคา้ งชาระและเรยี กใหช้ าระหนท้ี ั้งหมด หาก
โจทก์ร่วมไม่ชาระหน้ี จาเลยก็ชอบที่จะใชส้ ิทธบิ ังคับจานาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๖๔ จาเลยไม่มีสิทธิ
นารถของโจทก์ร่วมไปขาย ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมไปขอไถ่รถจักรยานยนต์คืน จาเลยแจ้งว่าได้ขาย
รถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปแล้ว แต่หลังจากโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แล้ว
เจ้าพนักงานตารวจเรียกจาเลยไปไกล่เกลี่ย จาเลยกลับแจ้งว่าจาเลยไม่ได้รับจานารถจักรยานยนต์
จากโจทก์ร่วมอันเป็นการปฏิเสธไม่คนื ทรพั ย์สินให้แก่โจทก์รว่ ม พฤติการณ์ดังกล่าวจงึ ฟังได้ว่า จาเลย
เบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมท่ีจานาไว้แก่จาเลยเป็นของตนหรือบุคคลท่ีสามโดยทุจริต
การกระทาของจาเลยจึงเปน็ ความผิดฐานยกั ยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

ฎีกาที่ ๒๑๙๕/๒๕๕๗ ฎ.๖๐๖ จากที่จาเลยครอบครองรถยนต์ ช. ได้ตดิ ต่อขอรถคืนโดยได้
มีการนาเอกสารหลักฐานทางทะเบียนรถยนต์แสดงว่าเป็นรถของโจทก์ร่วมไปให้จาเลยดู และ ช.
พรอ้ มกับโจทก์รว่ มไดน้ าเงินที่ ช. ค้างอยู่ไปชาระใหแ้ กจ่ าเลยโดยจาเลยบอกว่าให้มารับรถในวนั รุ่งขึ้น
วันรุ่งขึ้นโจทก์ร่วมและ ช. ไปขอรับรถคืน จาเลยก็ยังไม่ยอมคืนให้ท้ังท่ีทราบแน่ชัดแล้วว่ารถได้โอน
กรรมสิทธ์ิเป็นของโจทก์ร่วมแล้ว การที่จาเลยยังคงยึดหน่วงรถไว้แม้อ้างว่าเพ่ือประกันหนี้ก็ตาม แต่
เมื่อโจทก์รว่ มซึ่งเป็นผู้มกี รรมสิทธิ์ในรถยนต์และไม่ได้เป็นหนี้จาเลยไม่ยนิ ยอมที่จะให้จาเลยยึดหน่วง
รถยนต์ไว้เป็นประกันหน้ีของ ช. การท่ีจาเลยยังคงยึดหน่วงไม่ส่งมอบรถคืนให้โจทก์ร่วมจึงเป็นการ
กระทาเพือ่ แสวงหาประโยชน์ที่มคิ วรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายสาหรับตนเองแลว้ อันเป็นการเบยี ดบัง
เอารถยนต์ของโจทกร์ ว่ มโดยทุจรติ จงึ เป็นความผิดฐานยักยอก

ฎีกาที่ ๖๐๔๖/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๖ จาเลยทั้งสองร่วมกับโจทก์เป็นเจ้าของและครอบ
ครองดูแลทรัพย์สิน ได้แก่ หอพักคอนโดมิเนียม บ้านเช่า และโฮมสเตย์ อันเป็นอสังหาริมทรัพย์
ทั้งหมดเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น พฤติการณ์ท่ีจาเลยท้ังสองร่วมกันพากลุ่มชายฉกรรจ์
จานวน ๕ คน พร้อมอาวุธ บังคับข่มขืนใจให้โจทก์จาต้องออกจากหอพักคอนโดมิเนียมดังกล่าวไป
และจาเลยทั้งสองร่วมกันเข้าครอบครองทาประโยชน์ในหอพักคอนโดมิเนียมดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว
ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถครอบครองใช้ประโยชน์ในคอนโดมิเนียมดังกล่าวและได้รับ
ผลประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินจากคอนโดมิเนียมนั้นอีกได้ พฤติการณ์ของจาเลยท้ังสอง

548

ย่อมเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ที่โจทก์เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเป็นของตนเองโดยทุจริต อันเป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก
ข้อสังเกต คดีน้ีโจทก์ฟ้องข้อหาร่วมกันเป็นซ่องโจรด้วย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย

ฎีกาท่ี ๓๘๕๙/๒๕๕๗ จาเลยที่ ๑ มีหน้าที่นาน้ามันของโจทก์ร่วมไปขายและรับเงิน
ค่าขายน้ามันจากลูกค้า ถือว่าจาเลยท่ี ๑ ได้รับมอบเงินดังกล่าวไว้ในครอบครองในฐานะตัวแทน
โจทก์ร่วมและมีหน้าท่ีส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม เม่ือจาเลยที่ ๑ เบียดบังเอาไปบางส่วน
จึงเปน็ การยกั ยอกเงินค่าขายนา้ มันของโจทก์รว่ ม เป็นความผดิ ฐานยกั ยอก

ฎีกาที่ ๑๕๗๒๓/๒๕๕๗ ฎ.๒๖๕๐ จาเลยมีหน้าที่รับเงินที่ลูกค้านามาชาระค่างวดสินเช่ือ
ให้แก่โจทก์และออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ลูกค้า แล้วนาเงินที่รับจากลูกค้าเข้าบัญชีของโจทก์ หาก
ไม่ทันต้องทาภายในวันรงุ่ ข้ึน แสดงว่าจาเลยสามารถนาเงินไปเขา้ บัญชีของโจทก์ในวันรุ่งขึ้นหลงั จาก
รับเงินจากลูกค้าได้ แต่จาเลยกลับไม่นาเงินท่ีได้รับจากลูกค้าไปเข้าบัญชีของโจทก์เลยจนกระท่ัง
ตรวจพบการกระทาของจาเลย พฤติการณ์ของจาเลยฟังได้ว่าจาเลยมีเจตนาเบียดบังเอาเงินของ
โจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นตั้งแต่รับเงินจากลูกค้าของโจทก์ทั้งห้ารายแล้ว จาเลยจึงมีความผิด
ฐานยกั ยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๖๗๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๒๗ โจทก์ร่วมมอบอุปกรณ์การแพทย์ท้ัง ๕ รายการ
ให้จาเลยไว้ในฐานะตัวแทนของโจทก์ร่วมเพื่อให้จาเลยนาไปสาธิตหรือนาไปให้ลูกค้าทดลองใช้ตาม
หน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายจากโจทก์ร่วมเท่าน้ัน จาเลยจึงมีหน้าท่ีต้องนาอุปกรณ์การแพทย์ที่ยืมไป
มาคืนให้แก่โจทก์ร่วม การที่จาเลยไม่นาอุปกรณ์การแพทย์ดังกล่าวมาคืนโดยได้ความว่าจาเลยนาไป
มอบให้แก่โรงพยาบาลปัตตานีเพื่อให้คณะกรรมการของโรงพยาบาลรับมอบเครื่องวัดความดันโลหิต
จากจาเลย ซึ่งจาเลยจะได้รับผลประโยชน์เป็นค่าตอบแทนในการขายสินค้าดังกล่าว จึงแสดงให้เห็น
เจตน าของจาเลย ว่าจะไม่คืน ทรัพ ย์ตามฟ้องที่จ าเล ยครอบครองแท น โ จทก์ร่วมให้ แก่โจ ทก์ร่ว ม
อันเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของบุคคลท่ีสามโดยจาเลยได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
โดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการกระทาโดยทุจริตและเป็นความผิดสาเร็จแล้ว แม้จาเลยจะอ้างว่า
ปัจจุบันทรัพย์ดังกล่าวยังคงอยู่ที่โรงพยาบาลปัตตานีโดยมีหนังสือของผู้อานวยการโรงพยาบาล
ปัตตานีและทางโรงพยาบาลประสงค์จะคืนสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมก็ไม่ทาให้จาเลยพ้นผิดแต่อย่างใด
การกระทาของจาเลยจงึ เปน็ ความผิดฐานยักยอก

ฎีกาที่ ๒๘๘๔/๒๕๕๑ ฎ.๑๒๒๘ โจทก์ร่วมมอบฉันทะให้จาเลยไปถอนเงินของโจทก์ร่วม
๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากธนาคารเพ่ือนามาประกันตัวโจทก์ร่วมกับพวก เนื่องจากพนักงานสอบสวน
ไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมออกไปถอนเงินด้วยตนเอง จาเลยถอนเงนิ แล้วนาฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจา
ของจาเลย แลว้ นาสมุดเงินฝากไปประกันตวั โจทก์ร่วมกับพวก เม่ือเสร็จสน้ิ การประกันตัวแลว้ จาเลย
ไม่ยอมคืนเงินให้โจทก์ร่วม โดยอ้างว่าเป็นของจาเลยที่โจทก์ร่วมชาระหน้ีให้จาเลย จึงเป็นความผิด
ฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๑๑๒๒๔/๒๕๕๕ ฎ.๑๙๕๓ สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมซ้ือและฝากจาเลยที่ ๑

549

ไว้ถูกรางวัลทห่ี นึ่ง จาเลยท่ี ๑ คิดจะเบียดบังเอาสลากไว้เสยี เอง จึงได้อ้างต่อโจทก์ร่วมว่าสลากไม่ถูก
รางวัลและทิ้งไปแล้ว จากนั้นให้จาเลยที่ ๒ บุตรชายรับสมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อสลากไปแล้วร่วมมือกัน
นาสลากไปขอรับรางวัลมาเป็นของจาเลยท้ังสองโดยทุจริต จาเลยท่ี ๑ จึงมีความผิดฐานยักยอกตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก จาเลยที่ ๒ มิได้ร่วมครอบครองสลากมาแต่แรก แต่การท่ีจาเลยที่ ๒
รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากและร่วมไปขอรับเงินรางวัลมา ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่
จาเลยที่ ๑ ในการยักยอกสลาก จาเลยที่ ๒ จึงมคี วามผิดฐานเปน็ ผู้สนับสนุนการกระทาความผิดตาม
มาตรา ๓๕๒ ประกอบมาตรา ๘๖
ข้อสงั เกต ฎีกานหี้ ากคิดว่า จาเลยท่ี ๑ บอกโจทก์ร่วมว่าสลากไม่ถกู รางวัลและทงิ้ ไปแล้ว จาเลยที่ ๑
ผิดฐานยักยอกแล้วตั้งแต่บอกโจทก์ร่วม ต่อมาการที่จาเลยที่ ๒ รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากและ
รว่ มไปขอรับเงนิ รางวัลมา จาเลยที่ ๒ ช่วยจาเลยที่ ๑ จาหน่ายทรพั ย์ทีไ่ ด้มาจากการกระทาความผิด
จาเลยที่ ๒ ผิดฐานรับของโจรกน็ า่ จะเป็นไปได้ แตถ่ า้ ออกข้อสอบกค็ งตอบไปตามฎีกา

ฎีกาท่ี ๔๑๕๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๓๘ ผู้เสยี หายที่ ๒ กู้ยมื เงินภรรยาของจาเลยโดยไม่ได้
ทาหลักฐานเป็นหนังสือ เม่ือผู้เสียหายที่ ๒ ไม่ชาระหนี้ จาเลยจึงเบียดบังเอารถยนต์ของผู้เสียหายท่ี
๒ ท่ีรับฝากในความครอบครองไว้เป็นของตนหรือบุคคลท่ีสามโดยทุจริต การกระทาของจาเลยจึง
เป็นความผดิ ฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคหนึ่ง
ขอ้ สังเกต คดีนี้ผู้เสยี หายท่ี ๒ เปน็ ผ้เู ช่าซ้ือรถยนต์จากผู้เสียหายที่ ๑ โดยผเู้ สยี หายที่ ๑ ไม่ได้เป็นหนี้
จาเลย การเบยี ดบังเอาไปจงึ เป็นความผิดฐานยกั ยอก

ฎีกาที่ ๑๑๒๙๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๑๕ หลงั จากทาสญั ญาเช่าซ้ือจาเลยชาระค่าเชา่ ซ้ือ
ให้ผู้เสียหายเพียง ๒ งวดแล้วไม่ชาระค่าเช่าซื้ออีกเลย และจาเลยนารถที่เช่าซ้ือไปตีใช้หนี้ให้แก่ผู้อื่น
โดยจาเลยทราบอยูแ่ ล้วว่ารถทเ่ี ชา่ ซอื้ ยังเป็นกรรมสทิ ธ์ิของผ้เู สียหาย เม่ือ จ. ไปตดิ ตามยึดรถที่เช่าซื้อ
แต่จาเลยบ่ายเบ่ียงไม่ให้ความร่วมมือ พฤติการณ์ของจาเลยดังกล่าวบ่งช้ีให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนา
เบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่อยู่ในครอบครองของจาเลยไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐาน
ยกั ยอก

ฎีกาที่ ๗๐๗๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๔๔ จาเลยนาเงินที่โจทก์ร่วมและจาเลยมีกรรมสิทธ์ิ
รว่ มกนั ในฐานะห้นุ สว่ นไปโดยอา้ งว่ามสี ทิ ธิได้รบั เงินค่าหนุ้ และเงินสว่ นแบ่งกาไรจากการลงทนุ ร่วมกัน
เมื่อโจทก์ร่วมและจาเลยเป็นหุ้นส่วนกัน เงินที่จาเลยนาไปดังกล่าวจึงเป็นของผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมกัน
จนกว่าจะมีการเลิกการเป็นหุ้นส่วนและมีการชาระบัญชี ดังนั้น แม้จาเลยจะมีความประสงค์จะเลิก
เป็นหุ้นส่วนกบั โจทกร์ ่วม แต่เม่ือยังไม่มกี ารตกลงเลิกหุ้น ทัง้ ยังไม่มีการชาระบัญชีว่าเงินสว่ นน้จี ะเป็น
ของโจทก์ร่วมและจาเลยจานวนเท่าใด จาเลยจึงไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะนาเงินท่ีเป็นของหุ้นส่วนไปใช้
เป็นประโยชน์แก่ส่วนตัว เม่ือจาเลยนาเงินจานวนดังกล่าวไปแล้วก็หลบหนีไม่ยอมกลับไปทางานอีก
จนเกือบหน่ึงปีจึงถูกจับกุม ย่อมแสดงได้ว่าจาเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองเงินท่ีโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของ
รวมอยู่ด้วย ได้เบียดบังเอาเงินจานวนดังกล่าวนั้นไปเป็นของตนเองโดยทุจริต จาเลยจึงมีความผิด
ฐานยักยอก

550

ผกู้ ระทาผดิ ครอบครองทรัพย์แล้วเบียดบังผิดยกั ยอกไมใ่ ชล่ ักทรัพย์

ฎีกาท่ี ๑๖๐๘๑-๑๖๐๘๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๒๖๔ ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทา
ต้องเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองของผู้อื่น แต่โจทกท์ ้ังสามซ้ือท่ีดินไม่มีเอกสารสิทธิ โดยมอบให้
จาเลยช่วยจัดหาซ้ือที่ดินและจัดการปลูกต้นสนรวมท้ังดูแลต้นสน โจทก์ทั้งสามไม่ทราบแน่นอนว่า
ต้นสนอยู่ในที่ดินตาแหน่งใด จาเลยเป็นผู้จัดการดูแลต้นสน ต้นสนของโจทก์ทั้งสามอยู่ในความ
ครอบครองของจาเลย การทจ่ี าเลยตัดตน้ สนโดยไม่แจ้งให้โจทกท์ ั้งสามทราบ หรือได้รบั ความยินยอม
จากโจทก์ทั้งสาม และจาเลยรับเงินค่าต้นสนท้ังหมดไปเป็นประโยชน์ของตนเองไม่เป็นความผิดฐาน
ลักทรัพย์ต้นสน แตเ่ ปน็ ความผดิ ฐานยักยอก

ฎกี าที่ ๖๔๘๔-๖๔๘๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๙๒ จาเลยท่ี ๑ ได้รับมอบหมายจากโจทก์ท่ี ๑
ให้ครอบครองเช็คแทนเพื่อนาไปเข้าบัญชีธนาคาร การที่จาเลยท้ังสองนาเช็คไปเรียกเก็บเงินจาก
ธนาคารแทนที่จะฝากเข้าบัญชีธนาคาร แล้วยังเอาเงินที่เบิกมาได้แทนเช็คไปเป็นของตนเอง ย่อมผิด
ไปจากท่ีจาเลยท่ี ๑ ได้รับคาส่ังมอบหมายจากโจทก์ที่ ๑ เป็นการกระทาที่เบียดบังทรัพย์ของโจทก์
ท่ี ๑ เป็นของตนโดยทุจรติ อันเป็นความผดิ ฐานยักยอกทรัพย์ ไม่เปน็ ความผิดฐานลักทรัพย์

ฎีกาที่ ๑๐๐๑๓/๒๕๕๓ ฎ.๑๙๑๙ จาเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมมีหน้าท่ีเก็บเงิน
ค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วม และมีหน้าท่ีนาเงินสดหรือเช็คท่ีลูกค้าของโจทก์ร่วมชาระค่าสินค้า
ให้โจทก์ร่วมไปเข้าบญั ชีของโจทก์รว่ มทีธ่ นาคาร แต่จาเลยกลบั นาเช็คที่ได้รบั ซึ่งระบุชื่อโจทก์รว่ มเป็น
ผรู้ ับเงิน แต่มิได้ขีดฆ่าคาว่าหรือผู้ถือออกไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วเบียดบังเอาเงินค่าสินค้านั้นเป็น
ของตนเองโดยทุจริต โดยนาเอกสารหลักฐานอ่ืน เช่น นาเงินสดท่ีลูกค้าชาระเป็นค่าสินค้าในครง้ั อื่น
หรอื เช็คที่ลกู ค้าชาระเปน็ คา่ สินคา้ ในครั้งอ่ืน หรอื เช็คที่ลูกค้าชาระเป็นคา่ สินคา้ ในครั้งอื่น ซ่ึงอาจเป็น
ลูกค้ารายเดียวกันหรือต่างรายกัน ทมี่ ีการเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คน้ันแลว้ มาลงรายการใน
ใบเสร็จรับเงินท่ีออกให้แก่ลูกค้า แล้วส่งเป็นหลักฐานต่อโจทก์ร่วมว่าได้มีการนาเงินเข้าบัญชีของ
โจทก์ร่วมในคร้ังนั้นแล้ว อันเป็นความเท็จ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๒

ฎีกาท่ี ๕๒๖/๒๕๕๒ ฎ.๒๖๖ โจทก์มอบหมายให้จาเลยเป็นผู้ดูแลการเงินของร้านทรงสมัย
พษิ ณโุ ลก สาขาของโจทก์ เงินรายได้ของรา้ นท่ีจาเลยรับไวโ้ ดยผู้จดั การสาขาดังกลา่ วนาฝากเข้าบัญชี
ของจาเลยเพ่ือให้จาเลยนาส่งไปที่สานักงานใหญ่ของโจทก์จึงตกเป็นของโจทก์ จาเลยมีหน้าที่ต้อง
นาส่งเงินรายได้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ไม่นาส่ง กลับเบียดบังเอาเงินน้ันเป็นของตนโดยทุจรติ จาเลย
จึงมคี วามผดิ ฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก

ฎีกาที่ ๓๒๘๑/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๒๖ ความผิดฐานยักยอกเป็นเรื่องที่ผู้ใดครอบครอง
ทรัพย์ซ่ึงเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อ่ืนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือ
บุคคลที่สามโดยทุจริต คาว่าโดยทุจริต หมายถึง การแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วย
กฎหมายสาหรับตนเอง หรือผู้อื่น เมื่อจาเลยเป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าท่ีจัดการทรัพย์มรดกเพื่อ
ประโยชน์แก่ทายาทท้ังหลาย ในการประชุมทายาท โจทก์ขอแบ่งทรัพย์มรดกแต่จาเลยไม่ยินยอม


Click to View FlipBook Version