201
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๓
ฎีกาท่ี ๑๔๑๗๑/๒๕๕๗ ฎ.๒๖๐๑ จาเลยเรียกเงินจาก น. กับ ส. โดยแอบอ้างว่าจะนาเงิน
ไปให้พนักงานอัยการเจ้าของสานวนทาความเห็นไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของ น. โดย
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคุณแก่ น. ซึ่งเป็นจาเลยในคดีอาญา แม้จาเลยจะยังไม่ได้รับเงินหรือ
นาเงินไปให้อยั การเจ้าของสานวนตามที่จูงใจกต็ าม การกระทาของจาเลยย่อมเป็นความผดิ ตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๓
ฎีกาท่ี ๖๖๑/๒๕๕๔ ฎ.๖ จาเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายเพ่ือเป็นการ
ตอบแทนในการทจ่ี ะจูงใจเจ้าพนักงานในตาแหนง่ พนกั งานอยั การโดยวธิ อี ันทจุ รติ ผิดกฎหมาย เพ่อื ให้
กระทาการในหน้าท่ีโดยการช่วยเหลือในทางคดีใหส้ ่ังไม่ฟ้องในคดีท่ี ร. ถูกดาเนนิ คดอี าญา แมอ้ ัยการ
ธ. จะมิได้เป็นเจ้าของสานวนในคดีนั้นและจาเลยยังมิได้ให้เงนิ กันก็ตาม ก็ถือว่า ธ. เป็นเจ้าพนักงาน
ท่ีจาเลยจะจูงใจให้กระทาการในหน้าท่ีอันเป็นคุณแก่ ร. แล้ว การกระทาของจาเลยจึงครบ
องค์ประกอบแห่งความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๓ แล้ว
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๔๔
ฎีกาที่ ๑๕๐๕๕/๒๕๕๘ มีการจับกุม ป. โดยการล่อซ้ือเมทแอมเฟตามีนเมื่อเวลา ๑๘.๒๕
นาฬิกา หลังจากน้ันพันตารวจตรี ธ. ขอให้ศาลออกหมายค้นร้านเสริมสวยพูนศิริบิวต้ีและไปตรวจ
ค้นพบเมทแอมเฟตามีนพร้อมกับอาวุธปืนและกระสุนปืนแล้วจึงนาตัว ป. มาท่ีกองกากับการ
ตารวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ซ่ึงย่อมจะต้องใช้เวลาในการดาเนินการตามท่ีกล่าวพอสมควร ในเวลา
ประมาณ ๒๐ นาฬิกา พันตารวจตรี ธ. ได้ควบคุม ป. มายังห้องสืบสวนกองกากับการตารวจภูธร
จงั หวัดศรสี ะเกษ เหตุท่ียังไม่ได้นาตัว ป. ไปยังสถานีตารวจภูธรอาเภอเมืองศรีสะเกษเน่ืองจากยังอยู่
ในระหว่างการสืบสวนขยายผล สอดคล้องกับบันทึกการจับกุม ป. ท่ีระบุว่า ทาข้ึนเม่ือเวลา ๒๐.๓๐
นาฬิกา ของวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ เช่ือว่าในขณะน้ันพันตารวจตรี ธ. ยังไม่ได้นาตัว ป. ส่ง
พนักงานสอบสวน ป. จึงยังอยู่ในการควบคุมของพันตารวจตรี ธ. ต่อมาเวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา
จาเลยมาพบพันตารวจตรี ธ. แจ้งว่าเป็นน้องชาย ป. และเสนอจะให้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าปล่อย
ตัว ป. พันตารวจตรี ธ. รับปากจะช่วยเหลือ จาเลยนัดจะนาเงินมาให้ในวันรุ่งขึ้นเวลา ๙ นาฬิกา
หลังจากนั้นพันตารวจตรี ธ. ได้รายงานผู้บังคับบัญชาและไปขอลงรายงานประจาวันไว้เปน็ หลักฐานท่ี
สถานตี ารวจภูธรอาเภอเมอื งศรีสะเกษเพ่อื วางแผนจับกุมตามสาเนารายงานประจาวันเกย่ี วกับคดี ซ่ึง
ร้อยตารวจตรี ม. เป็นผู้บันทึก ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา จาเลยถือถุงกระดาษ
สนี า้ ตาลมาหาพันตารวจตรี ธ. ท่หี ้องสบื สวนกองกากบั การตารวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ จาเลยแจ้งว่า
เงินครบ แลว้ ล้วงเอาธนบัตรจานวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ออกมาจากถุง พันตารวจตรี ธ. จึงจับกมุ จาเลย
พรอ้ มยึดธนบัตรจานวนดังกลา่ วเป็นของกลาง การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานใหแ้ ละขอให้
ทรัพยส์ นิ แกเ่ จา้ พนกั งาน เพือ่ จงู ใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าท่ีตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔ และเงิน
202
ดงั กลา่ วเปน็ ทรัพย์สนิ ทจ่ี าเลยได้ใช้ในการกระทาความผิด จงึ ต้องริบตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑)
ฎกี าท่ี ๓๐๙๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๗ น.๔๑ จาเลยทั้งสองไปตดิ ต่อกบั ดาบตารวจ ช. เพื่อขอให้
ช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง
เพ่ือจาหน่ายและจาหน่าย เป็นข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยเสนอให้เงิน ๗๐,๐๐๐ บาท ย่อมเป็นการกระทาท่ีมุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สินเพ่ือจูงใจให้
ดาบตารวจ ช. ไปดาเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เม่ือพันตารวจตรี ต.
ผู้บังคับบัญชาของดาบตารวจ ช. ทราบความประสงค์ของจาเลยทั้งสองจากดาบตารวจ ช.
และวางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้นาเงินมอบให้และจับกุมได้พร้อมเงินของกลาง
จงึ ถือได้วา่ จาเลยท้ังสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตารวจ ช. และพันตารวจตรี ต. เพื่อจูงใจให้กระทา
การอันมชิ อบดว้ ยหนา้ ทีอ่ นั เป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔
โจทก์ฟ้องว่า ดาบตารวจ ช. ได้จับกุม พ. กับพวกในความผิดฐานร่วมกันจาหน่ายยาเสพติด
ใหโ้ ทษในประเภท ๑ และควบคมุ ตัวส่งพนักงานสอบสวน จาเลยทั้งสองใหท้ รพั ย์สนิ แก่ดาบตารวจ ช.
ซงึ่ เปน็ เจ้าพนกั งานเพ่อื จงู ใจให้กระทาการปล่อยตวั พ. กบั พวกซึ่งเปน็ การกระทาอันมิชอบด้วยหนา้ ที่
แต่ในทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยทั้งสองกระทาการเพ่ือจูงใจให้ดาบตารวจ ช. ดาเนินการ
ช่วยเหลือ พ. กับพวกโดยเปลี่ยนข้อหาให้เบาลง ก็มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสาคัญ ท้ังน้ีเพราะไม่ว่าจะ
เป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวหรือเปลี่ยนข้อหาก็ล้วนแต่เป็นการจูงใจให้กระทาการ
อันมิชอบด้วยหน้าท่ีซ่ึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔ เช่นเดียวกัน เมื่อจาเลยมิได้หลงต่อสู้
ศาลย่อมมีอานาจที่จะลงโทษจาเลยท้ังสองตามที่พิจารณาได้ความน้ันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีน้ีดาบตารวจ ช. ไม่มีอานาจเปล่ียนข้อหาให้เบาลงได้ เพราะเป็นอานาจหน้าท่ีของ
พนักงานสอบสวน ทนายจาเลยจึงต่อสู้ว่าไม่ใชอ่ านาจหน้าที่ของดาบตารวจ ช. แต่ศาลฎีกาก็วินิจฉัย
ในคดีน้ีว่า การที่จาเลยขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตารวจ ช. ย่อมเป็นการกระทาท่ีมุ่งประสงค์ขอให้
ทรัพย์สินเพ่ือจูงใจให้ดาบตารวจ ช. ไปดาเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทาการอันมิชอบด้วยหน้าท่ี
จึงถือได้ว่าจาเลยขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตารวจ ช. และพันตารวจตรี ต. เพื่อจูงใจให้กระทาการ
อนั มิชอบดว้ ยหนา้ ที่อนั เป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๔
ฎีกาท่ี ๑๒๖๒/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๑๘ การท่ีเจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุมผู้กระทา
ความผิดมหี น้าทต่ี ้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจรงิ ในระหว่างเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทาความผิด
ถกู ฟ้องน้นั เป็นหน้าท่ีอยา่ งเดียวกับประชาชนท่ัวไป หาใช่เป็นหนา้ ทโ่ี ดยตรงอันสืบเนื่องมาจากที่เป็น
เจ้าพนักงานผ้จู บั กุมผกู้ ระทาความผิดไม่ หน้าที่ท่ีต้องเบกิ ความตามความสัจจรงิ จึงไม่เป็นการกระทา
การในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จาเลยท้ังสามจะให้และรับว่าจะให้เงินแก่เจ้าพนักงาน
ตารวจเพ่ือจูงใจใหเ้ บิกความผิดไปจากความจริง กไ็ มเ่ ปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔
ฎีกาท่ี ๔๒๑๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๘๖ ส. และสามีมิได้กระทาความผิดเก่ียวกับ
ยาเสพติดให้โทษ และทางราชการมิได้ยึดทรัพย์สินของ ส. การท่ี ส. มอบเงิน ๓๐๕,๐๐๐ บาท แก่
203
จาเลยสืบเนื่องมาจากการหลอกลวงของจาเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่ ส. หรือสามีกระทา
ความผิดเก่ียวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ส. มอบเงินแก่จาเลยเพ่ือให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ ส.
หรือสามีพ้นจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่า ส. ได้ร่วมกับจาเลยนาสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานเพ่ือจูงใจ
ให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าท่ี ส. ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิท่ีจะร้องทุกข์ให้
ดาเนินคดแี กจ่ าเลยฐานฉอ้ โกงได้
ข้อสังเกต คดีน้ีหากนามาแต่งข้อสอบแล้วถามความผิดของ ส. ก็คงต้องตอบว่าไม่เป็นความผิดตาม
มาตรา ๑๔๔ ถ้าถามว่าจาเลยมีความผิดฐานใด ตามฎีกาน้ีโจทก์ฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกง อาจมี
นักศึกษาบางท่านคิดไปว่าจาเลยมีความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ เพราะ
เคยมีฎีกาตัดสินไว้ว่า หลอกว่าจะเอาเงินไปให้เจ้าพนักงาน แม้จะตั้งใจหลอกไม่มีเจตนาจะเอาไปให้
เจ้าพนักงาน คนหลอกก็มีความผิดตามมาตรา ๑๔๓ ได้ แต่ฎีกานี้ ข้อเท็จจริงต่างกับเรื่องดังกล่าว
เพราะเรื่องดังกล่าวมีการกระทาความผิดแล้วให้เงินคนกลางเพื่อว่ิงเต้นคดี แต่คดีตามฎีกานี้ไม่มีการ
กระทาความผดิ เลย ไม่มีเจา้ พนักงานท่ีจะรับการวิ่งเตน้ หากคาถามถามความผดิ ของจาเลยด้วย ตอบ
ตามฎีกาว่ามคี วามผดิ ฐานฉ้อโกงนา่ จะปลอดภยั ทีส่ ดุ
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๔๕
ฎกี าท่ี ๖๕๕๑/๒๕๕๘ ฎ.๓๑๘๘ จาเลยกับพวกเคาะประตูบ้านเรียกผู้เสียหายให้เปิดประตู
และเข้าไปค้นบ้านผู้เสียหายในยามวิกาล แม้จาเลยจะกระทาเพ่ือค้นหาทรัพย์สินของจาเลยและ
จาเลยกบั ผู้เสียหายรู้จักกนั มาก่อน แต่จาเลยกับพวกไม่มสี ิทธิตามกฎหมายหรอื มีเหตุอนั ควรที่จะเข้า
ไปคน้ จงึ เปน็ การเข้าไปในเคหสถานของผู้อ่นื โดยไม่มีเหตุอันสมควร
จาเลยผลักประตูบ้านที่ผู้เสียหายเปิดแง้มเข้าไปโดยแสดงแก่ผู้เสียหายว่า ส. กับพวกอีก ๓
คน ซงึ่ ยืนอยหู่ ่างประตูบา้ นเป็นเจ้าพนกั งานตารวจและผู้เสียหายมิไดข้ ัดขืนหรือห้ามปรามมิใหจ้ าเลย
กับ ส. เข้าไป ถือไม่ไดว้ ่าผู้เสียหายยินยอมใหจ้ าเลยกับพวกเข้าไป การกระทาของจาเลยกบั พวกย่อม
เป็นความผิดฐานร่วมกันเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรโดยร่วมกันกระทา
ความผิดต้งั แตส่ องคนขึ้นไปในเวลากลางคนื
ผู้เสียหายกับจาเลยรู้จกั กันมาก่อนและผู้เสียหายรู้ว่าจาเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงาน วันเกิดเหตุ
จาเลยมิได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน เพียงแต่อ้างว่าพวกของจาเลยเป็นเจ้าพนักงาน การกระทาของ
จาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทาการเป็นเจ้าพนักงานตาม
ป.อ. มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก แต่การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทา
ความผดิ ฐานร่วมกนั แสดงตนเปน็ เจา้ พนกั งานและกระทาการเปน็ เจ้าพนักงาน
ฎีกาที่ ๗๖๓๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๒ จาเลยแสดงตนโดยบอกแก่ผู้เสียหายทั้งสาม
ซง่ึ เป็นนักเรยี นว่าจาเลยเปน็ สารวัตรนักเรียน และจาเลยไดต้ รวจร่างกายผู้เสียหายทั้งสามโดยอ้างว่า
เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้เสียหายท้ังสามติดยาเสพติดให้โทษและผ่านการร่วมเพศมาก่อนหรือไม่ ทั้งให้
204
ผู้เสียหายทั้งสามน่ังรถไปกับจาเลยโดยอ้างว่าจะไปส่งโรงเรียนแล้วกลับพาไปกระทาอนาจาร
ซึง่ ตาแหนง่ สารวัตรนกั เรียนเป็นตาแหน่งของเจ้าพนกั งานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ การกระทาของ
จาเลยจงึ เปน็ การแสดงตนเปน็ เจ้าพนกั งานและกระทาการเป็นเจ้าพนักงาน
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๗
ฎีกาที่ ๖๑๑๔/๒๕๖๐ ฎ.๑๐๐๖ จาเลยท่ี ๑ ในฐานะนายกเทศมนตรี ผู้เป็นหัวหน้าฝ่าย
บริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นมีอานาจสั่งการใด ๆ ในการตรวจสอบสภาพของ
พสั ดุและการใช้ดลุ พนิ ิจสงั่ ใหจ้ าหน่ายพัสดุท่ีชารุดหรือเส่ือมสภาพของเทศบาลได้ แม้พัสดุน้ันไม่มเี ลข
ทะเบียนครุภัณฑ์หรือเป็นพัสดุที่ไม่มีทะเบียนคุมก็ตาม การดาเนินการใด ๆ ของจาเลยที่ ๑ ท่ี
เก่ียวข้องกับการตรวจสอบและจาหน่ายพัสดุของเทศบาลภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย
การพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนทอ้ งถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๔๙ จงึ เป็นการปฏิบัติราชการ
ในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าท่ีจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ตาม ป.อ. การท่ีจาเลยที่ ๑ จาหน่าย
ศาลาทรงไทยกลางน้าของเทศบาลให้แก่เอกชนในลักษณะท่ีฝ่าฝืนต่อระเบียบ อีกทั้งไม่นาเงิน
ท่ีขายได้ส่งเป็นรายได้ของเทศบาลในทันที จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลทักท้วงและทวงถาม
ท้ังหลังจากกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจาจังหวัดได้ไปตรวจสอบแล้ว
จึงให้จาเลยที่ ๒ ซ่ึงเป็นเลขานุการนาเงินมาคืนให้ในภายหลัง การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๑
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๑ เป็นบทเฉพาะของบทท่ัวไปตามมาตรา
๑๕๗ ย่อมไม่จาต้องปรบั บทความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ซ่งึ เปน็ บททวั่ ไปอีก
จาเลยที่ ๑ นายกเทศมนตรีเป็นผู้ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้าของเทศบาลให้แก่ น.
โดยจาเลยที่ ๒ มิได้มีส่วนเก่ียวข้องด้วย การท่ีจาเลยที่ ๒ เข้าร่วมประชุมวาระอนุมัติรื้อถอนศาลา
ทรงไทยกลางน้า เป็นเวลาหลังจากที่จาเลยที่ ๑ ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้าให้แก่ น. ไปแล้ว
และจาเลยท่ี ๒ เป็นผู้รับฝากเงินค่าขายศาลาทรงไทยกลางน้าไว้จาก น. เน่ืองจากจาเลยที่ ๑
ไม่อยู่ที่สานักงาน หลังจากน้ันจาเลยท่ี ๒ เก็บเงินไว้ตลอดมาจนกระท่ังจาเลยท่ี ๑ ส่ังให้จาเลย
ที่ ๒ มอบเงินแก่เจ้าหน้าท่ีพัสดุ อันเป็นการกระทาตามคาสั่งของจาเลยที่ ๑ ผู้เป็นผ้บู ังคับบญั ชาของ
จาเลยที่ ๒ พฤติการณ์ของจาเลยท่ี ๒ ยังรับฟังไม่ได้ว่าจาเลยที่ ๒ กระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็น
การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จาเลยที่ ๑ กระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ และ
มาตรา ๑๕๑ ก่อนหรอื ขณะกระทาความผิด จาเลยที่ ๒ ย่อมมิใช่เป็นผสู้ นบั สนุนการกระทาความผิด
ของจาเลยที่ ๑ อันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๑ ประกอบมาตรา ๘๖
ฎีกาท่ี ๒๑๘๕/๒๕๕๘ แม้ตามหนังสือท่ี ศธ ๐๘๐๖/๑๙๑๗ มีใจความสาคัญว่า กรมสามัญ
ศึกษาได้แจ้งการสนับสนุนให้โรงเรียนรับบริจาคเงินเพื่อการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการบริจาคโดยมี
วัตถุประสงค์หรือไม่มีวัตถุประสงค์ก็ตาม ท้ังนี้ การรับบริจาคน้ันต้องไม่มีเง่ือนไขในการรับนักเรียน
205
และหนังสือที่ ศธ ๐๘๐๔/๕๑๗๕ กรมสามัญศึกษาซักซ้อมความเข้าใจเร่ืองการรับบริจาคเงินและ
สิ่งของในช่วงระยะเวลาท่ีโรงเรยี นรับสมคั รนกั เรียนเข้าเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑ และมัธยมศึกษาปี
ที่ ๔ ระบุว่า การรับบริจาคเงินและส่ิงของควรดาเนินการโดยไม่นามาเป็นเงื่อนไขหรือข้อต่อรอง
ในการรับนักเรียนเข้าเรียน ไม่ว่าจะเป็นการรับนักเรียนกรณีพิเศษ หรือรับนักเรียนในพ้ืนท่ีบริการ
อนั เห็นไดว้ ่าการรับบริจาคโดยมเี ง่ือนไขในการรับนกั เรียนเปน็ สิ่งทีไ่ มค่ วรดาเนินการ แตต่ ามหนงั สือท่ี
ศธ ๐๘๘๐/๑๕๒๓ ผู้อานวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือสั่งการไปยังโรงเรียนในสังกดั ว่า
ถ้าโรงเรียนได้รับเงินบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเข้าเรียนก็ขอให้โรงเรียนคืนเงินจานวน
ดังกล่าวแก่ผู้ปกครองท้ังหมด เงินท่ีมีผู้บริจาคโดยมีเง่ือนไขฝ่าฝืนต่อหนังสือซักซ้อมความเข้าใจของ
กรมสามัญศึกษา จึงเป็นเงินของทางราชการเพราะเหตุว่ายังมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ผู้ปกครองซ่ึงเป็น
ผู้บริจาค และแม้ทางปฏิบัติสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ส. เป็นผู้บริจาคเงินดังกล่าวโดยออก
ใบเสร็จรับเงินให้ในนามของตนเองแทนโรงเรียนก็ไม่ทาให้เงินดังกล่าวไม่เป็นเงินของทางราชการ
ซ่ึงอยู่ในหน้าท่ีจัดการหรือรักษาของจาเลยเพ่ือให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและ
กรมสามัญศึกษา การที่จาเลยรับเงินไว้ในฐานะผู้อานวยการโรงเรียน ซ่ึงมีหน้าที่บริหารงานและ
กิจการการศึกษาของโรงเรียนตลอดจนบริหารงานและควบคุมดูแลด้านการเงินทุกประเภทของ
โรงเรียนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย การปฏิบัติหน้าท่ีของจาเลยในการรับและเก็บรักษาเงินบริจาค
ดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามกฎหมาย การท่ีจาเลยมิได้นาเงินเก็บรักษาไว้ตามระเบียบ
จนกระทั่งมีการร้องเรียนและตรวจสอบพบการกระทาของจาเลย จึงเป็นการเบียดบังเงินบริจาคของ
โรงเรียนท่ีอยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจาเลยไปโดยทุจริตอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๑๔๗
ฎีกาที่ ๘๔๑๓/๒๕๕๖ ฎ. ๒๑๙๕ จาเลยแก้ไขต้นขั้วใบเสร็จรับเงินจากข้อความเดิมที่ว่า
ได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตาบล ท. เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบารุงท้องท่ีจานวน
๑,๘๗๐.๑๘ บาท เป็นข้อความว่าได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตาบล ค. เป็นค่าธรรมเนียมการ
พนันเพิ่มจานวน ๔๐ บาท ในขณะที่จาเลยมีตาแหน่งเป็นเสมียนตราอาเภอ ท. มีหน้าท่ีรับเงินและ
ออกใบเสร็จรับเงิน ซ่ึงหากใบเสร็จรับเงนิ ท่ีจาเลยออกไปในหน้าท่ีมีขอ้ ความหรือจานวนเงินผดิ พลาด
จาเลยย่อมมีอานาจหน้าที่แก้ไขให้ถกู ต้องได้ จงึ ไมใ่ ช่เปน็ การแก้ไขขณะท่ีจาเลยหมดอานาจทจี่ ะแก้ไข
เอกสารแล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผดิ ฐานเปน็ เจ้าพนักงานทาเอกสารอันเป็นเท็จ แตก่ าร
ทาเอกสารอันเป็นเท็จก็เพ่ือให้สมเหตุผลในการยักยอกทรัพย์ ถือได้ว่าเป็นการกระทาโดยมีเจตนา
เดียวคือเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานยักยอก
ทรพั ย์
ขอ้ สังเกต ฎกี านี้นา่ คิดวา่ ยังมีอานาจแก้ไขใบเสร็จหรอื ไม่
ฎีกาที่ ๒๐๕/๒๕๕๔ ฎ.๑ จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตาแหน่งเจ้าพนักงานรับเงินค่าตอบแทน
ของผู้เยาว์ และได้เบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้นาเงินจานวนดังกล่าวไปฝาก
ธนาคารในนามของผู้เยาว์ เป็นการไม่ปฏิบัติตนในฐานะผู้กากับการใช้อานาจปกครองในส่วนท่ีเป็น
206
ทรพั ย์สินของผู้เยาว์ตามคาสัง่ ศาล การกระทาของจาเลยซึ่งเปน็ เจ้าพนกั งานมหี นา้ ทจี่ ดั การหรือรักษา
ทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์น้ันเป็นของตนโดยทุจริต จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ สาเร็จ
ไปแล้ว แม้ต่อมาจาเลยนาเงินไปเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ให้แก่ผู้เยาว์ที่ธนาคาร ก็เป็น
เพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด ไม่อาจทาให้การกระทาที่เป็นความผิดอาญาสาเร็จ
ไปแลว้ กลับกลายเปน็ ไมม่ ีความผิดไปได้
ฎีกาที่ ๒๒๓๖/๒๕๕๑ ฎ.๑๓๙๒ จาเลยมาช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตาบล
ท่าพระ โดยยังไม่ขาดจากตาแหน่งเดิมท่ีอาเภอหนองเรือ จึงต้องรับเงินเดือนจากต้นสังกัดเดิม กลับ
ตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนของจาเลย ณ องค์การบริหารส่วนตาบลท่าพระอีก เป็นการเบิกซ้าซ้อนรวม ๗
เดือน แล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตน การกระทาของจาเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าท่ี
รกั ษาทรพั ย์แล้วเบียดบังทรพั ยน์ น้ั เป็นของตนโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗
ฎีกาที่ ๖๐๑๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๖๘ แม้จาเลยเป็นอาจารย์ทาหน้าท่ีสอนหนังสือ แต่
จาเลยก็ได้รับคาส่ังมอบหมายจาก ส. ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้ทาหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าท่ีพัสดุของ
โรงเรียน ซึ่งอาจารย์ใหญ่มีอานาจมอบหมายได้ จาเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการ
หรือรกั ษาพสั ดขุ องโรงเรยี นอันเป็นการปฏบิ ัติหนา้ ทรี่ าชการตามท่ไี ดร้ ับมอบหมายจากผ้บู ังคับบญั ชา
ผู้มีอานาจ เม่ือจาเลยเบียดบังโดยนาเคร่ืองพิมพ์ดีดอนั เปน็ ทรัพย์สินท่จี าเลยมีหน้าท่จี ัดการหรือรกั ษา
ไปขายโดยทุจริต จาเลยจงึ มีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗
ฎีกาที่ ๓๘๑๒–๓๘๑๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๒๕ จาเลยเป็นเสมียนตราอาเภอโนนแดง
มีหน้าที่เก่ียวกับการเงินและบัญชี เงินค่าวัสดุก่อสร้างโครงการฝายประชาอาสา ๑,๓๐๘,๑๐๔.๔๐
บาท เปน็ เงินทอ่ี าเภอโนนแดงตอ้ งเบกิ จากจังหวัดนครราชสมี าไปชาระใหแ้ กห่ า้ งฯ ทั้งสอง กอ่ นมกี าร
เบิกจ่ายเงนิ จานวนนยี้ ังไม่อยู่ในการครอบครองเก็บรักษาใช้สอยของอาเภอโนนแดง การเบิกจ่ายเมื่อ
เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท อาเภอโนนแดงนายอาเภอหรือปลัดอาเภอผู้รักษาราชการแทนต้องลงนาม
ในคาส่ังอาเภอโนนแดงแตง่ ตงั้ คณะกรรมการรบั เงินตั้งแต่ ๒ ถึง ๓ คน จากข้าราชการอาเภอโนนแดง
ไปยื่นเอกสารเบิกและรับเงิน คณะกรรมการท่ีได้รับแต่งตั้งโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎระเบียบแล้ว
จึงจะเข้าไปมีอานาจหน้าท่ีเก่ียวข้องกับเงินดังกล่าวได้ตามกฎระเบียบ หากยังไม่มีการแต่งตั้งก็ไม่มี
อานาจหน้าท่ีไม่ว่าในทางใด เม่ือจาเลยใช้คาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการรับเงินซึ่งไม่ใช่คาสั่งท่ีผู้ลงชื่อ
ประสงคต์ ้ังจาเลยไปดาเนนิ การ ท้ังบางคาส่ังกต็ ้ังกรรมการไมค่ รบตามกฎระเบยี บ ไปแสดงตอ่ เสมียน
ตราจังหวัดเพื่อขอเบิกและรับเงิน ย่อมเป็นการดาเนินการท่ีไม่ชอบ จาเลยจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงิน
ดังกล่าวตามอานาจหน้าท่ีของตนไม่ว่าโดยทางปกติท่ัวไปหรือการได้รับแต่งตั้ง เม่ือบทบัญญัติ ป.อ.
ที่บัญญัติมุ่งเอาผิดต่อบุคคลในฐานะเจ้าพนักงานกระทาความผิด นอกจากผู้นั้นต้องเป็นเจ้าพนักงาน
แล้วยังต้องกระทาความผิดในอานาจหน้าที่ของตนด้วย หากไม่มีอานาจหน้าท่ีในส่ิงที่ได้กระทา
ความผิดลงไปนั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าผู้น้ันกระทาความผิดในฐานะเจ้าพนักงานจึงไม่ต้องรับผิดในฐานะ
เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ คงรับผิดฐานะบุคคลธรรมดาท่ัวไปที่กระทา
ความผิดกรณีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเท่าน้ัน จาเลยไม่ได้รับมอบทรัพย์โดยชอบแล้วเบียดบัง
207
เอาไว้โดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานยักยอก แต่จาเลยได้รับเช็คจาก ก. โดยแสดงคาสั่งแต่งต้ังต่อ
ก. เพื่อให้เข้าใจว่าตนได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการรับเงินโดยชอบ จน ก. หลงเช่ือมอบเช็คให้ไป แล้ว
จาเลยยังแสดงคาสั่งแต่งต้ังดังกล่าวต่อเจ้าหน้าท่ีธนาคารในการนาเช็คไปขอเบิกเงินสดจากธนาคาร
เป็นการหลอกลวงผู้อื่นแล้วได้มาซ่ึงเช็คและเงิน ย่อมเปน็ ความผิดฐานฉอ้ โกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑
ฎีกาท่ี ๗๔๔๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๑๐๘ แม้จาเลยซ่ึงเป็นประธานกรรมการบริหาร
องค์การบริหารส่วนตาบล ย. เป็นคณะกรรมการรับ-ส่งเงิน จะไปรับเงินจากธนาคาร แต่ระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการ
ตรวจเงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ข้อ ๗๐ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานคลังในการจ่ายเงิน
ให้แก่ผู้รับจ้างแรงงาน ดังนี้ เม่ือคณะกรรมการรับ-ส่งเงินรับเงินมาจากธนาคารแล้ว จาเลยจึงไม่มี
หน้าท่ีโดยตรงเกี่ยวกับเงินค่าจ้างแรงงานดังกล่าวอีกต่อไป จาเลยซึ่งดารงตาแหน่งประธาน
กรรมการบริหารองค์การบรหิ ารส่วนตาบลจึงมีอานาจเพียงอนุมตั ิฎีกาตามท่ีหวั หน้าส่วนการคลังของ
องค์การบริหารส่วนตาบลเสนอเท่านั้น ส่วนการจ่ายเงินเป็นหน้าที่ของหน่วยงานคลังขององค์การ
บริหารส่วนตาบลเป็นผู้ดาเนินการจ่ายเงินให้แก่ราษฎรที่รับจ้างแรงงานเองตามระเบียบดังกล่าว
การท่จี าเลยกับพวกซึ่งเป็นกรรมการรับ-ส่งเงนิ ไปเบิกถอนและรับเงินจากธนาคารมาเพื่อเบิกจ่ายเงิน
ให้แก่ราษฎรผู้รับจ้างแล้ว จาเลยยืนยันขอรับเงินไปจ่ายให้แก่ราษฎรผู้รับจ้างเอง โดยจาเลยลงชื่อ
รับเงินในสมุดคุมการจ่ายเงินไว้ จึงเป็นการกระทานอกเหนืออานาจหน้าท่ีของจาเลย อันเป็นการ
ผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว จาเลยไม่มีอานาจหน้าท่ีนาเงินค่าจ้างแรงงานไปจ่ายให้แก่
ราษฎรเอง เม่ือจาเลยรับเงินไปแล้วเบียดบังเอาไปโดยทุจริต ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทาความผิด
ในฐานะเป็นเจา้ พนักงานผู้มีหน้าที่จัดการหรอื รักษาเงนิ การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๑๔๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้เอาผิดแก่เจ้าพนักงานท่ีเบียดบังเอาทรัพย์ที่ตนได้มาหรือถือ
ไว้เพ่อื จดั การตามหน้าที่ แตก่ รณีคงเป็นความผดิ ฐานยักยอกตามมาตรา ๓๕๒
208
เจ้าพนกั งานใช้อานาจในตาแหน่งโดยมชิ อบ
ข้อ ๔๖ คาถาม นายหน่ึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ได้ไปท่ีสานักงาน
ท่ีดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ทิ ่ีดินตามโฉนดท่ดี ินเลขท่ี ๑ ซ่ึงเป็นทรัพย์มรดกมาเปน็ ของตน
นายสองเป็นเจ้าพนักงานท่ีดินมหี น้าที่ดาเนินการเร่อื งการจดทะเบยี นสทิ ธิและนิติกรรมเก่ียวกับท่ีดิน
ไม่ดาเนินการให้ แต่แนะนานายหนึ่งว่าจะต้องมีคาส่ังศาลแต่งต้ังผู้จัดการมรดกเสียก่อนจึงจะ
จดทะเบียนโอนที่ดินได้ และรับติดต่อทนายความเพ่ือดาเนินการร้องขอจัดการมรดกให้นายหน่ึง
โดยนายหน่ึงมอบเงิน ๓,๗๐๐ บาท ใหแ้ ก่นายสองเพื่อมอบให้แก่ทนายความ ต่อมาทนายความไดย้ ื่น
คาร้องขอต่อศาลและศาลได้นัดไต่สวน ในวันไต่สวน นายหน่ึงได้เบิกความในชั้นไต่สวนว่า ที่ดินตาม
โฉนดท่ดี ินเลขที่ ๑ ซง่ึ เปน็ ทรพั ย์มรดกมีบ้านซ่งึ เจ้ามรดกปลกู อยู่บนท่ีดินดังกล่าว ทั้งที่ความจรงิ บ้าน
ดังกล่าวเป็นของนายสามซ่งึ ปลกู โดยเจ้ามรดกยินยอม
ให้วินิจฉัยว่า นายหน่ึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ และนายสองมีความผิดฐานเป็น
เจ้าพนักงานใช้อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบ และฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย
มิชอบ หรือไม่
คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่ง การที่นายหนึ่งเบิกความว่า บนท่ีดินมรดก
มีบ้านซ่ึงเจ้ามรดกปลูก ท้ังท่ีความจริงบ้านดังกล่าวเป็นของนายสามซ่ึงปลูกโดยเจ้ามรดกยินยอมน้ัน
แม้จะเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล แต่ความอันเป็นเท็จนั้นไม่ใช่
ข้อสาคัญในคดี เพราะคดีท่ีนายหน่ึงย่ืนคาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกมีประเด็นว่า นายหน่ึงเป็น
ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคาร้องขอต่อศาล และมีเหตุท่ีจะแต่งต้ังผู้จัดการมรดก
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ หรือไม่ ส่วนข้อที่ว่าเจ้ามรดกมีทรัพย์
อะไรบ้าง จานวนเท่าใด ไม่ใช่ประเด็นในคดีจัดการมรดก ความเท็จดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสาคัญ
ในคดี นายหน่ึงจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗
วรรคแรก (ฎีกาที่ ๗๕/๒๕๔๔)
ความรับผิดทางอาญาของนายสอง การท่ีนายสองซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานท่ีดินมีหน้าที่
ดาเนินการเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับที่ดิน ไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินให้
นายหนึ่ง โดยอ้างว่าจะต้องมีคาส่ังศาลแต่งต้ังผู้จัดการมรดกเสียก่อนจึงจะจดทะเบียนโอนที่ดินได้
ไม่เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพ่ือให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตาม
มาตรา ๑๕๗ เพราะการกระทาท่ีจะเป็นความผิดฐานนี้จะต้องเป็นการละเว้นการปฏบิ ัตหิ น้าท่ีโดย
มิชอบ การที่นายสองอ้างว่าจะต้องมีคาสั่งศาลแต่งต้ังผู้จัดการมรดกเสียก่อน จึงจะจดทะเบียน
โอนได้ เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของทางราชการ
นายสองจึงไม่มคี วามผิดตามมาตรา ๑๕๗
การท่ีนายสองแนะนานายหนึ่งว่า จะต้องมีคาสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อนจึงจะ
จดทะเบียนโอนที่ดินได้ และรับติดต่อทนายความเพื่อดาเนินการร้องขอจัดการมรดกให้นายหน่ึง
โดยนายหนึ่งมอบเงิน ๓,๗๐๐ บาท ให้แก่นายสองเพ่ือมอบให้แก่ทนายความนั้น ไม่เป็นการ
209
ใช้อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้นายหนึ่งมอบทรัพย์สินแก่ตนเองหรือ
ทนายความ เพราะการขม่ ขนื ใจหรือจงู ใจเพ่ือใหม้ อบทรัพยส์ ินท่ีจะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๘
ต้องเป็นการใช้อานาจหน้าที่โดยมิชอบ คดีนี้แม้นายสองจะไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินให้
นายหนงึ่ โดยอา้ งว่าจะต้องมีคาส่ังศาลแต่งตง้ั ผจู้ ดั การมรดกเสียกอ่ นจึงจะจดทะเบียนโอนท่ีดนิ ได้
เป็นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของทางราชการ หาใช่เป็นการใช้
อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบ นายสองจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๔๘ (ฎีกาที่ ๒๓๘๙/๒๕๔๗,
ท่ี ๕๒๘๘/๒๕๕๓)
ฎีกาที่ ๗๕/๒๕๔๔ ฎ.๑๗ คดีท่ีจาเลยย่ืนคาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตายมี
ประเด็นวา่ จาเลยเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสยี ท่ีจะมีสิทธิยื่นคาร้องขอต่อศาลและมีเหตุท่จี ะแตง่ ต้ัง
ผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ หรือไม่ กับจาเลยเป็นบุคคล
ต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา ๑๗๒๘ หรือไม่ ส่วนข้อที่ว่า ม. มีทรัพย์มรดกอะไรบ้าง
จานวนเท่าใด ไม่ใช่ประเด็นในคดีดังกล่าว การที่จาเลยเบิกความเท็จว่า บ้านเป็นของ ม. จึงมิใช่
ข้อสาคัญในคดี ไมม่ คี วามผดิ ฐานเบกิ ความเท็จ
ฎีกาที่ ๒๓๘๙/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๐๐ แม้ว่าจาเลยจะเป็นเจ้าพนักงานท่ีดินมีหน้าที่ใน
การดาเนินการเร่ืองการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับที่ดิน แต่การท่ีจาเลยแนะนาผู้เสียหาย
ว่าต้องดาเนินการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อนและรับติดต่อทนายความ เพ่ือดาเนินการร้องขอ
จดั การมรดกน้ัน หาใชเ่ ป็นการใชอ้ านาจในตาแหน่งโดยมิชอบหรอื เป็นการปฏบิ ัติการหรอื ละเว้นการ
ปฏบิ ตั หิ นา้ ที่โดยมชิ อบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ และมาตรา ๑๕๗ ไม่
ฎีกาที่ ๕๒๘๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๗๑ การกระทาที่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้
อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบน้ัน ในส่วนของการกระทาจะต้องเป็นเร่ืองท่ีเจ้าพนักงานผู้กระทาได้ใช้
อานาจในตาแหน่งที่ตนดารงอยู่โดยตรง ซึง่ เมอื่ พจิ ารณาจากคาฟ้องแล้วจะเห็นว่าขณะเกิดเหตุจาเลย
เป็นเจ้าพนักงานดารงตาแหน่งเจ้าหน้าท่ีบริหารงานท่ีดินมีหน้าที่เพียงแนะนาประชาชนในเรื่องท่ี
เกี่ยวกับที่ดิน ดาเนินการเร่ืองจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับท่ีดินและปฏิบัติราชการตาม
ประมวลกฎหมายที่ดินเท่าน้ัน หาได้มีอานาจหน้าที่ในการขอตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นเรื่องท่ีผู้ร้อง
จะต้องไปดาเนินการเองด้วยไม่ การจูงใจผู้เสียหายเพ่ือให้มอบเงินให้แก่จาเลยในการท่ีจาเลยจะ
ดาเนินการเรื่องขอต้ังผู้จัดการมรดก จึงเป็นเร่ืองนอกเหนืออานาจหน้าท่ีของจาเลย การกระทาของ
จาเลยจึงไม่เปน็ ความผิดฐานเป็นเจา้ พนักงานใชอ้ านาจในตาแหนง่ โดยมชิ อบ
210
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๘
ฎีกาที่ ๑๖๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๔ เม่ือผลการตรวจค้นตัว ว. ไม่พบส่ิงของผิดกฎหมาย
จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ว. ได้กระทาความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองต่อไปอีก
จาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตารวจไม่มีอานาจจับกุม ว. สมควรท่ีจาเลยท่ี ๑ จะต้องปล่อยตัว ว.
ไป การที่จาเลยที่ ๑ ยังจับกุม ว. จากศาลาท่าน้านาตัวไปไว้ท่ีสะพานข้ามคลองแสนแสบจึงเป็นการ
ปฏิบัติหนา้ ทโ่ี ดยมชิ อบ
วันเกิดเหตุจาเลยที่ ๒ ออกปฏิบัติหน้าที่คู่กับจาเลยที่ ๑ โดยใช้รถจักรยานยนต์คันเดียวกับ
จาเลยท่ี ๑ และอยู่ด้วยกันกับจาเลยที่ ๑ ต้ังแต่เร่ิมตรวจค้นจับกุมจนกระท่ังปล่อยตัว ว. ขณะท่ี
จาเลยที่ ๑ ขับรถจักรยานยนต์นา ว. ไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบโดย ว. น่ังกลาง จาเลยที่ ๒
นั่งซ้อนท้ายมีลักษณะควบคุมตัว ว. ไม่ให้หลบหนีทั้งระหว่างที่จาเลยท่ี ๑ เรียกร้องเงินจนถึงรับเงิน
จาก ว. จาเลยที่ ๒ ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันน้ัน เม่ือได้รับเงินแล้วจาเลยที่ ๒ ก็นั่งรถจักรยานยนต์
ออกไปจากท่ีเกิดเหตุพร้อมกับจาเลยที่ ๑ พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจาเลยท่ี ๒ เป็นตัวการร่วม
กระทาความผิดกับจาเลยที่ ๑
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๔๙
ฎีกาที่ ๕๑๘๒/๒๕๕๙ จาเลยท่ี ๑ ถูกส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อนเม่ือวันที่ ๘ ธันวาคม
๒๕๕๑ และต่อมาได้รับคาสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่โดยจาเลยท่ี ๑ ไปรายงานตัวกลับเข้ารับ
ราชการเม่ือวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ดังนั้น ระหว่างวันท่ี ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันท่ี ๒ สิงหาคม
๒๕๕๓ จาเลยท่ี ๑ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าท่ีเจ้าพนักงานตารวจ จึงไม่มีอานาจทาการสืบสวนคดีอาญาตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗ รวมทั้งไม่มหี น้าท่จี ับกุม ป. กับพวก ซ่ึงกระทาความผิดต่อ พ.ร.บ.การพนันฯ ตาม
พ.ร.บ. ตารวจแห่งชาติฯ มาตรา ๙๕ วรรคสาม ท่ีบัญญัติว่า "ในกรณีท่ีผู้ถูกส่ังให้ออกจากราชการไว้
ก่อนไดร้ ับคาสั่งให้กลับเข้ารบั ราชการหรือได้รับคาสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตใุ ด ๆ ที่มิใช่เป็นการ
ลงโทษ ใหผ้ ู้นนั้ มสี ถานภาพเป็นขา้ ราชการตารวจตลอดระยะเวลาระหวา่ งที่ถูกสง่ั ให้ออกจากราชการ
ไว้ก่อน" นั้น เป็นบทบัญญัติให้ข้าราชการตารวจผู้ถูกส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อนท่ีได้รับคาสั่ง
ให้กลับเข้ารับราชการใหม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการตารวจตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกส่ังให้ออก
จากราชการไว้ก่อนเพ่ือสิทธิในการรับเงินเดือน และเงินอ่ืน ๆ ตาม พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติฯ มาตรา
๙๕ วรรคสี่ ดังนั้น การที่จาเลยที่ ๑ ได้รับคาสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่ จึงไม่อาจถือว่าระหว่าง
เวลาที่ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น จาเลยที่ ๑ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานตารวจ
การกระทาของจาเลยที่ ๑ ที่เรียกรับเงินจาก ป. กับพวก เม่ือเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ และวันท่ี ๘
กรกฎาคม ๒๕๕๓ จึงเป็นการกระทาในขณะจาเลยท่ี ๑ ไม่มีหน้าท่ีจับกุมผู้กระทาความผิดตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗ ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดซ่ึงผู้กระทาความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงาน
ผูม้ ีหน้าทตี่ าม ป.อ. มาตรา ๑๔๙ จาเลยท่ี ๑ ไม่มคี วามผดิ ตามกฎหมายมาตราดงั กลา่ ว
211
ฎีกาท่ี ๓๕๙/๒๕๕๗ จาเลยท้ังสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายน้าล้นคอนกรีตเสริม
เหล็กบ้านหนองบัวเงิน และมีการวางฎีกาเบิกจ่ายเงินให้แก่ห้างหุ้นส่วนจากัด น. แล้วก่อนท่ีจาเลย
ท้ังสองจะเรียกเงินจากผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยท้ังสองจึงมิใช่เป็นการเรียกทรัพย์สินสาหรับ
ตนเองเพื่อกระทาการหรือไม่กระทาการอย่างใดในตาแหน่งไม่ว่าการนัน้ จะชอบหรือมิชอบดว้ ยหน้าที่
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๙ แต่การท่ีจาเลยท้ังสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายนา้ ลน้ คอนกรตี เสริม
เหล็กบ้านหนองบัวเงินเรียบร้อยแล้วกลับมาหลอกลวงผู้เสียหายว่ายังไม่ได้ตรวจรับงานดังกล่าวเพ่ือ
เรียกเงินจากผู้เสียหาย ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาที่ ๒๒๙๒/๒๕๖๐ ฎ.๓๕๑ ขณะเกิดเหตุกรุงเทพมหานครมีนโยบายให้ทาการสารวจ
ผู้ค้าในจุดผ่อนผันให้ทาการค้าซ่ึงจาเลยท่ี ๑ ดารงตาแหน่งเจ้าหน้าท่ีปกครอง ๓ ฝ่ายเทศกิจ
สานักงานเขตได้รบั คาสัง่ จากหัวหนา้ งานให้เป็นหวั หนา้ ชุดปฏิบตั ิการรับผิดชอบพนื้ ท่ตี ลาดดังกล่าวให้
ทาการสารวจ จาเลยที่ ๑ ได้ทาการสารวจและจัดทาบัญชีผู้ค้าเสนอต่อผู้บังคับบัญชา จึงเป็นการ
ปฏิบัตงิ านในหนา้ ที่เป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ. ระเบยี บบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เมอื่ จาเลย
ท่ี ๑ เรียกรับทรัพย์สินสาหรับตนเองและผู้อื่นเพื่อเสนอชื่อผู้จ่ายเงินให้ได้รับบัตรประจาตัวผู้ค้า
จาเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกและรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทาการหรือ
ไม่กระทาการอยา่ งใดในตาแหน่งตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๙
ฎีกาที่ ๒๑๖๕/๒๕๖๑ จาเลยเป็นเจ้าพนักงานรับเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จาก ป.
ในตาแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าท่ี เพื่อช่วยเหลือให้ ป. ไม่ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่น
การกระทาของจาเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๙ แม้ภายหลังจาเลย
จะไม่กระทาอย่างใดในตาแหน่งเพื่อช่วยเหลือ ป. หรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นความผิดสาเร็จตั้งแต่
ขณะท่ีจาเลยรับเงนิ ดงั กลา่ วแลว้
ฎีกาท่ี ๒๔๘๘/๒๕๕๘ สานักงานตารวจแห่งชาติแต่งตั้งจาเลยให้เป็นหัวหน้าศูนย์ป้องกัน
และปราบปรามการกระทาความผิดเกี่ยวกับน้ามันเชื้อเพลิงในโครงการน้ามันสีเขียว โดยจาเลย
มีหน้าท่ีจัดเจ้าพนักงานตารวจกองตารวจน้าไปตรวจสอบว่า เรือบรรทุกน้ามันเชื้อเพลิงได้เดินทาง
ไปถึงน่านน้าเขตต่อเน่ืองของราชอาณาจักรด้วยความเรียบร้อย โดยมีน้ามันเชอ้ื เพลิงครบตามจานวน
ท่ีได้รับมาจากคลังน้ามันหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วก็จะลงลายมือช่ือในใบกากับการขนส่ง
น้ามันดีเซล หลังจากน้ันเรือดังกล่าวจึงสามารถถ่ายน้ามันเช้ือเพลิงท่ีขนส่งได้ การตรวจสอบการ
ขนส่งน้ามันดีเซลในโครงการน้ามันสีเขียวเพ่ือป้องกันมิให้มีการลักลอบจาหน่ายในราชอาณาจักร
หรอื นาน้ามันดงั กล่าวกลับเขา้ มาจาหน่ายในราชอาณาจักร จึงเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีราชการอย่างหนึ่ง
ในงานปราบปรามการกระทาความผิด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตารวจน้าเดินทางไปกับเรือบรรทุก
น้ามันไปจนถึงน่านน้าเขตต่อเน่ืองของราชอาณาจักรเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติ
หน้าท่ีราชการ จาเลยย่อมไม่มีสิทธิรับเงินค่าใช้จ่ายใดๆ จากผู้ประกอบการจาหน่ายน้ามันดีเซล
การท่ีจาเลยรับเงินแลว้ สัง่ การให้เจ้าพนักงานตารวจกองตารวจน้าเดินทางไปกับเรือบรรทกุ น้ามันเพื่อ
ปฏิบัติหน้าท่ีดังกล่าว แม้จะนาเงินมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้แก่เจ้าพนักงานตารวจกองตารวจ
212
น้าที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าท่ีในเรือบรรทุกน้ามันก็ตาม ก็เป็นการรับทรัพย์สินเพ่ือกระทาการหรือ
ไม่กระทาการอย่างใดในตาแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ การกระทาของจาเลย
จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดสาหรับ
ตนเองหรือผู้อ่ืนโดยมิชอบ เพ่ือกระทาการหรอื ไม่กระทาการอย่างใดในตาแหน่ง ไม่วา่ การนั้นจะชอบ
หรือมิชอบด้วยหน้าท่ีตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๙ เม่ือการกระทาของจาเลยเป็นความผิดตามมาตรา
๑๔๙ ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว กรณีไม่จาเป็นต้องปรบั บทความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ที่เป็นบทท่ัวไปอีก
ฎีกาท่ี ๑๓๖๕๐/๒๕๕๘ แม้ก่อนบรรจุและแต่งต้ังบุคคลเข้าทางานในเทศบาลตาบลหนอง
ปล่อง จาเลยจะมิได้เกี่ยวข้องหรือมีอานาจหน้าที่ในการสอบคัดเลือก ควบคุมการสอบ
การตรวจข้อสอบ และการให้คะแนนก็ตาม แต่เม่ือจาเลยมีอานาจออกคาสั่งเก่ียวกับการบรรจุและ
แต่งต้ังพนักงานเทศบาลหรือการอ่ืนใดที่เก่ียวกับการบริหารงานบคุ คลของเทศบาล ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.
ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถ่ินฯ มาตรา ๒๓ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๑๕ การดาเนินการ
ดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นส่วนหน่ึงของการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลซ่ึงเป็นอานาจหน้าท่ีของ
จาเลย เมื่อจาเลยเรียกเงินและรับเงนิ จานวน ๓๓๐,๐๐๐ บาท จาก ป. เพ่ือช่วยเหลือให้ น. บุตร ป.
เข้าทางานเป็นพนักงานเทศบาลตาบลหนองปล่อง จาเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ออกคาส่ัง
เก่ียวกับการบรรจุและแต่งตัง้ พนักงานเทศบาลตาบลหนองปล่องเรยี กและรบั ทรัพย์สินสาหรับตนเอง
โดยมิชอบแล้วกระทาการในตาแหน่งเพื่อช่วยเหลือ น. ให้เข้าทางานเป็นพนักงานเทศบาลตาบล
หนองปล่อง อันเป็นการกระทาอันมชิ อบด้วยหน้าท่ี ครบองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๑๔๙ แลว้
ฎีกาท่ี ๑๕๒๔/๒๕๕๑ ฎ.๑๖๔ จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจมีหน้าท่ีสืบสวนจับกุม
ผู้กระทาความผิดอาญา ได้พบเห็น ส. กับพวกเล่นการพนันชนไก่อันเป็นความผิดอาญา จาเลย
มีหน้าท่ีต้องทาการจับกุมผู้กระทาความผิด แต่กลับไม่ทาการจับกุมและเรียกรับเงินจานวน
๑,๕๐๐ บาท จาก ส. เพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๙
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๕๑
ฎีกาท่ี ๑๖๙๗/๒๕๖๐ ฎ.๒๙๗ จาเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเจตนาจัดสรร
งบประมาณมาซื้อรถยนต์ตรวจการณ์ไว้ใช้เอง สมรู้ร่วมคิดกับ ท. อาจารย์ใหญ่โรงเรียน สังกัดกรม
สามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดสรรงบประมาณ
ให้โรงเรียน โดยโรงเรียนไม่มีความจาเป็นต้องใช้รถยนต์ โดยมีเจตนาว่าเม่ือมีการจัดซ้ือรถยนต์แล้ว
ท. ต้องมอบรถยนต์ให้จาเลยไว้ใช้ประโยชน์ โดยไม่ติดตราเคร่อื งหมายประจาส่วนราชการและอักษร
ช่ือเต็มของโรงเรียนด้านนอกรถยนต์ท้ังสองข้าง แล้วทาใบยืมรถยนต์ของโรงเรียนให้จาเลยไปใช้
213
หลังจากจัดซื้อได้ไม่นาน หลังจากน้ัน ส. ภริยาจาเลยนาไปขับไปทางาน ขับไปทาธุระส่วนตัวโดย
ไมส่ ่งรถยนตค์ ืน จนกระทั่ง พ. นานกั เรยี นโรงเรียนไปตดิ ตามทวงรถยนตค์ ืนและไปแจ้งความรอ้ งทกุ ข์
ให้ดาเนินคดีแก่จาเลย จาเลยจึงยินยอมคืนรถยนต์ให้โรงเรียน ดังนี้ รับฟังได้ว่าจาเลยสนบั สนุนให้ ท.
ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. ๒๕๒๓ ระเบียบกรมสามัญศึกษา
ว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้รถส่วนกลางสาหรับหน่วยงานทางการศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา พ.ศ.
๒๕๒๙ ข้อ ๖ และข้อ ๙ และระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๔๖
และขอ้ ๑๔๗ และสนับสนุนให้ ท. จัดทาใบยืมอันเป็นเท็จ เพ่ือให้เหน็ ว่าจาเลยขอยืมรถยนตไ์ ปใช้ใน
ราชการจริง จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑ ประกอบมาตรา ๘๖ มาตรา ๑๕๗ ประกอบ
มาตรา ๘๖
ฎีกาที่ ๕๖๕/๒๕๕๘ จาเลยทราบดีว่านาง ล. ตกลงขายที่ดินแก่นาย พ. บุตรเขยจาเลย
ในราคาเพียง ๒๒๐,๐๐๐ บาท แต่มีการปลอมแปลงลายมือช่ือนาง ล. ในใบเสนอราคาขายท่ีดิน
ดังกล่าวเป็นเงิน ๕๙๔,๘๐๐ บาท แล้วนาไปย่ืนต่อองค์การบริหารส่วนตาบลตูมใต้ พร้อมกับ
ใบเสนอราคาของเจ้าของที่ดินอีกสองแปลงซ่ึงเสนอราคาสูงกว่า และเมื่อคณะกรรมการจัดซ้ือ
เห็นสมควรซ้ือท่ีดินของนาง ล. ที่เสนอราคาต่าสุด จาเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตาบล
ก็ได้อนุมัติให้จัดซื้อท่ีดินดังกล่าวในราคาภายหลังการต่อรองแล้ว ๕๙๔,๐๐๐ บาท สูงกว่าราคาท่ี
นาง ล. ต้องการขาย ๓๗๔,๐๐๐ บาท และเมื่อหักเงินท่ีจาเลยต้องนาไปชาระเป็นค่าภาษี ๕,๙๔๐
บาท คงมีส่วนต่างท่ีเป็นประโยชน์แก่บุตรเขยของจาเลย ๓๖๘,๐๖๐ บาท การกระทาของจาเลย
จึงเป็นการเอ้ือประโยชน์แก่บุตรเขยของจาเลย อันถือได้ว่าเป็นการแสวงประโยชน์โดยมิชอบ
เป็ น เห ตุ ให้ องค์การบ ริห าร ส่ วน ต าบ ล ตู มใต้ ได้ รับ ควา มเสี ย ห าย ต้ องซื้ อท่ีดิ น ใน ราค าสู ง เกิน กว่ า
ท่ีควรจะเป็น จาเลยจึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าท่ีซื้อทรัพย์ ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริต
อนั เป็นการเสียหายแก่รฐั
ฎีกาท่ี ๑๐๒๓๗/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๔๗ จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
ร่วมกันใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบและ
โดยทุจริต อนุมัติและดาเนินการเก่ียวกับการจัดซ้ือจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของเทศบาลตาบลสว่าง
แดนดิน ๑๖ โครงการ โดยจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ได้กระทาการโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทาการ
โดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมอันทาให้เกิดความเสียหายแก่
เทศบาล ราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาล บริษัทห้างร้านที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างทั่วไปหรือบุคคลอื่น
และประชาชน ว่าจาเลยที่ ๓ และที่ ๔ ลงลายมือชื่อรับบันทึกรับส่งประกาศสอบราคา บันทึกรับ
เอกสารสอบราคาและบกั ทกึ การย่ืนซองสอบราคาซ่งึ เปน็ เอกสารที่เก่ียวข้องกับโครงการทจุ ริตทัง้ ๑๖
โครงการโดยที่ไม่มีการปิดประกาศเผยแพร่ไว้โดยเปิดเผย ณ ท่ีทาการสานักงานเทศบาล หรือให้มี
การประชาสัมพันธ์การสอบราคาให้ประชาชนทั่วไปทราบ ทั้งเจ้าหน้าท่ีของเทศบาลบางส่วน
ก็ไม่ทราบ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างท่ัวไปไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม มีแต่
จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ กับจาเลยอ่ืนเท่าน้ันที่รู้และย่ืนซองเสนอราคา เม่ือจาเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีส่วน
214
รู้เห็นกับการกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ จาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ จึงร่วมกระทาความผิด
กบั จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒
แม้ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗, ๑๖๒ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเก่ียวกับการ
เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯ กฎหมายมุ่งประสงค์เอาผิดกับผู้กระทาความผิดที่เป็นเจ้าพนักงาน
แต่เอกชนก็ร่วมกระทาความผิดกับเจ้าพนักงานได้โดยต้องลงโทษเอกชนผู้ร่วม กระทาความผิดฐาน
เป็นผู้สนับสนุน จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ เป็นเอกชน ร่วมกระทาความผิดกับเจ้าพนักงานคือจาเลยท่ี ๑
และท่ี ๒ จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ จึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดของเจา้ พนักงาน
ฎกี าที่ ๑๐๗๔๒/๒๕๕๙ การทีผ่ ู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอานาจตามความในมาตรา
๔๕ วรรคท้าย แหง่ พ.ร.บ. เทศบาลฯ ซึ่งแก้ไขเพิม่ เติมโดย พ.ร.บ. เทศบาล (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๑๙
แต่งต้ังคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจาเลยท่ี ๑ เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก ๔ คน
เป็นเทศมนตรี เท่าจานวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตาแหน่งท้ังคณะตามคาวินิจฉัยของสภา
เทศบาล ตามคาสั่งจังหวัดอุดรธานี ลงวันท่ี ๓ มีนาคม ๒๕๔๒ นั้น เป็นกรณีแต่งต้ังคณะเทศมนตรี
ช่ัวคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๒ ผู้ว่าราชการ
จังหวดั อุดรธานปี ระกาศแต่งตง้ั คณะเทศมนตรนี ครอุดรธานขี ึน้ ใหม่ มีจาเลยท่ี ๑ เป็นนายกเทศมนตรี
และเทศมนตรชี ั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจงั หวัดอดุ รธานี ลงวนั ท่ี ๘ มนี าคม ๒๕๔๒
แต่เม่ือวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ ศาลช้ันต้นมีคาสั่งในคดีแพ่งหมายเลขดาท่ี ๑๑๕๑/๒๕๔๒
ให้เพิกถอนประกาศแต่งต้ังคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซ่ึงระหว่างน้ัน พ.ร.บ. เทศบาล
(ฉบับท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒ แล้ว โดยมีมาตรา ๓ และ
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๕ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาลฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. เทศบาล
(ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๑๙ ที่กาหนดว่า ในกรณีท่ีคณะเทศมนตรีต้องออกจากตาแหน่งทั้งคณะ ให้ผู้ว่า
ราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ท่ีเห็นสมควรเท่าจานวนของคณะเทศมนตรีท่ีต้องออกจากตาแหน่งให้เป็น
คณะเทศมนตรีช่ัวคราวเพ่ือดาเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณะเทศมนตรีขึ้นใหม่
และแก้ไขใหม่ตามมาตรา ๔๕ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า "ในระหวา่ งท่ีไม่มี
คณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าท่ีนายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าท่ีจาเป็นได้จนกว่า
คณะเทศมนตรีที่แต่งต้ังขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่น้ีมิได้กล่าวถึงสถานะ
ของคณะเทศมนตรีชั่วคราวซ่ึงแต่งต้ังขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดารงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้
คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีช่ัวคราวซ่ึงแต่งตั้งข้ึนโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะ
เป็นคณะเทศมนตรีช่ัวคราว รวมท้ังมีอานาจและหน้าที่ดาเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไป
จนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าท่ีให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรี
นครอุดรธานีเป็นการชั่วคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งต้ังข้ึนใหม่จะเข้ารับ
หนา้ ท่ี เม่ือขณะเกดิ เหตุจาเลยท่ี ๑ ยังไม่ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ใหแ้ กป่ ลัดเทศบาลนครอุดรธานี และ
ได้ ใช้ อาน าจในต าแห น่ งห น้ าท่ีน าย กเทศมน ตรีนครอุ ดรธานี ใน การบริห ารงานของเทศบ าลน คร
อุดรธานีต่อไป ดังน้ัน การกระทาของจาเลยที่ ๑ ตามท่ีโจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่
215
ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเร่ืองร้องเรียน แต่งต้ัง
คณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจาเลยท่ี ๑ มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและ
ความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพ่ือฟ้องคดีน้ี เป็นการกระทาท่ีมีอานาจกระทาได้ ถือว่ามีการสอบสวน
แล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสานวนการสอบสวน
เพอื่ ยื่นฟอ้ งจาเลยท่ี ๑ ได้ โจทก์จึงมอี านาจฟ้อง
เม่ือจาเลยท่ี ๒ ถึงท่ี ๖ เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าท่ีเป็นกรรมการจัดซ้ือท่ีดินร่วมกันลงนาม
ในรายงานการประชุมและบนั ทึกผลการจดั ซื้อท่ดี ินว่ามีการประชมุ และต่อรองราคาที่ดินซึง่ ความจริง
ไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจาเลยท่ี ๑ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงาน
ในตาแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าท่ีรับเอกสารลงนามรับรองรายงานการประชุมและ
บันทึกผลการจัดซ้ือที่ดินท่ีจาเลยท่ี ๒ ถึงที่ ๔ เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซ้ือซึ่งตนมีส่วนรู้เห็น
เกี่ยวข้องกับการจัดทาเอกสารดังกล่าวด้วย การท่ีจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๖ ลงนามรับรองว่าได้กระทาการ
ดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารน้ัน
มงุ่ พิสูจน์ความจริงอนั เป็นความเท็จ จาเลยท่ี ๑ ถงึ ท่ี ๖ จงึ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๖๒ (๑) (๔)
ประกอบมาตรา ๘๓
จาเลยท่ี ๒ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซื้อที่ดินให้แก่เทศบาลนคร
อุดรธานี ส่วนจาเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานในฐานะนายกเทศมนตรีนครอุดรธานีและเป็น
ผู้แต่งต้ังจาเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นคณะกรรมการจัดซื้อท่ีดิน แม้จาเลยท่ี ๑ ไม่ได้เป็นกรรมการจัดซื้อ
ท่ีดิน แต่มีหน้าท่ีจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ มิให้เป็นการเสียหายแก่รัฐและเทศบาลนครอุดรธานี
การที่จาเลยท่ี ๒ ถึงท่ี ๖ ร่วมกันจัดซื้อท่ีดินจาก ท. ในราคาไร่ละ ๒๘๖,๐๐๐ บาท ท้ัง ๆ ที่ที่ดินมี
ราคาเพียงไร่ละ ๕๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ทาให้เทศบาลนครอุดรธานีเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูง
กว่าราคาท่แี ทจ้ รงิ มาก และจาเลยที่ ๑ ไม่ตรวจสอบการจัดซ้ือทด่ี ินให้ถูกต้องตามระเบียบ ท้งั ยงั ออก
เช็คสั่งจ่ายเงินผิดระเบียบเพราะไม่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือคู่สัญญาโดยตรงหรอื ในนามของผู้มอบฉันทะ
แต่กลับไปจ่ายให้แก่จาเลยที่ ๗ ผู้รบั มอบอานาจ ดังน้ี พฤติการณ์บ่งชี้ชัดแจ้งว่าเปน็ การร่วมรู้เห็นกัน
มาแต่ต้นในการจัดซ้ือที่ดิน เป็นการใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและ
เทศบาลนครอุดรธานีแล้ว จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๖ จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑ ประกอบมาตรา
๘๓
ฎีกาท่ี ๖๒๐๔/๒๕๖๐ เจ้าพนักงานผู้กระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑ ต้องมีหน้าที่
ซ้ือ ทา จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ และใช้อานาจในตาแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้
โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์น้ัน โดยไม่ได้เอาตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้าท่ีเกี่ยวข้อง
กบั ทรพั ย์นั้นเท่านน้ั
ฎีกาที่ ๖๗๙๒/๒๕๖๑ ฎ.๒๓๖๒ จาเลยเป็นนายกเทศมนตรี มีอานาจหน้าท่ีกาหนด
นโยบายสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลและมีอานาจส่ังอนุญาตให้ซ้ือหรือจ้าง
ทุกวิธีที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ไม่จากัดวงเงินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของ
216
หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นฯ ส่วนการดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างทรายพิพาทเป็นหน้าที่ของ
งานพัสดุและทรัพย์สิน และทรายพิพาทที่จัดซ้ือมาได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของฝ่ายโยธา และ
การจัดการดูแลรับผิดชอบรถยนต์ของเทศบาลเป็นหน้าที่ของงานป้องกันและรักษาความสงบ
เรียบร้อยของเทศบาล จาเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาล
ไม่ได้มีหน้าท่ีโดยตรงในการซื้อ ทา จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ จาเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๑
จาเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาศัยอานาจในตาแหน่งนายกเทศมนตรีสง่ั การให้ใช้
รถยนต์ของเทศบาลขนทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ ถูกต้องตามระเบียบกระทรวง
มหาดไทยว่าด้วยการพัสดขุ องหน่วยการบริหารราชการส่วนทอ้ งถ่ินฯ เป็นการปฏิบตั ิหนา้ ที่โดยมชิ อบ
เพอ่ื ให้เกดิ ความเสยี หายแกเ่ ทศบาล เปน็ ความผิดตามมาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๒๔๐๙/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑ ฐานเป็น
เจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ
องค์ประกอบภายใน คือ เจตนาทุจริต หมายถึง เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วย
กฎหมายสาหรับตนเองหรอื ผอู้ ่ืน
โครงการอาหารกลางวันสาหรับเด็กนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นนโยบายของ
ป. ผู้อานวยการโรงเรียน โดยตั้งจาเลยท้งั สามเป็นกรรมการผู้ดาเนินการ และจาเลยทัง้ สามไม่เคยทา
มาก่อน จึงไดไ้ ปสอบถาม ช. ผทู้ าหน้าทก่ี ารเงิน ช. ไม่ไดแ้ นะนาวา่ ให้ยืมเงินงบประมาณสารองเพื่อใช้
ในโครงการก่อน เม่ือเงินงบประมาณส่งมา ช. ก็ไม่ได้แจ้งให้จาเลยท้ังสามทราบ จนสิ้นกาหนด
ระยะเวลาตามโครงการและโรงเรียนปิดเทอม จึงแจ้งให้จาเลยทั้งสามมารับเงิน ซ่ึงท่ีถูกแล้ว
ต้องไม่จ่ายเงิน เน่ืองจากไม่อาจจะไปดาเนินการตามวัตถุประสงค์ได้ ส่วนเงินท่ีจ่ายได้นาไปเข้าบัญชี
มชี อื่ จาเลยท่ี ๑ หรือ ป. จานวน ๕๐,๐๐๐ บาท และ ป. ให้เก็บเป็นเงินสดอีกจานวน ๒๒,๐๐๐ บาท
ซึ่งบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเพ่ือสวัสดิการของโรงเรียน ผู้อานวยการมีอานาจส่ังจ่ายและนาไปใช้ โดย
จาเลยทง้ั สามไมไ่ ด้นาเงินจานวนดังกลา่ วไปใช้เป็นประโยชน์สว่ นตวั เมอ่ื มีการตรวจสอบผอู้ านวยการ
ได้สั่งให้นาเงินจานวน ๗๒,๐๐๐ บาท จากบัญชีดังกล่าวมาเข้าบัญชีของโรงเรียน เห็นได้ว่าเร่ืองท่ี
เกิดข้ึนเป็นเรื่องของผู้อานวยการโรงเรียน จาเลยท้ังสามเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องทาตามคาสั่งของ
ผู้บังคับบัญชา รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยทั้งสามมีเจตนาทุจริต จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ี
โดยมิชอบ เพ่ือให้เกิดความเสียหายแกผ่ ู้หน่ึงผู้ใดน้ัน เมือ่ ระยะเวลาตามโครงการส้นิ สุดลงแล้วจาเลย
ท้ังสามไปลงลายมือช่ือขอรับเงิน ท้ังท่ียังไม่ได้ดาเนินการตามโครงการ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีโดย
มิชอบเพ่ือใหเ้ กิดความเสยี หายแก่โรงเรยี น แก่รฐั อันเป็นความผิดตามบทบญั ญัตดิ ังกล่าว
217
ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๕๒
ฎกี าท่ี ๘๘๒๓/๒๕๕๙ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๒ ไม่มีองค์ประกอบของความผิดหรือ
มูลเหตุชักจงู ใจวา่ อันเป็นการเสียหายแกร่ ัฐหรอื เพ่ือใหเ้ กิดความเสยี หายแกผ่ ้หู นง่ึ ผใู้ ด เม่ือจาเลยเป็น
ผู้จัดทาโครงการส่งเสริมการปลูกส้มเขียวหวานปลอดโรค "การจัดทาแปลงสาธิตระบบการให้น้า
เหนือผิวดิน" โดยดาเนินการตามขั้นตอนของทางราชการต้ังแต่เร่ิมจนแล้วเสร็จ แม้ไม่ปรากฏว่า
มีข้ันตอนใดที่กระทาโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือมีระเบียบห้ามไว้ ในข้ันตอนของการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์
และข้ันตอนการตรวจรับและการติดต้ังก็ไม่ปรากฏว่ามีการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกิดข้ึน แต่พ้ืนท่ี
แปลงสาธิตเป็นของ ส. ภริยาของจาเลย แม้การจัดหาท่ีดินแปลงสาธิตจะเป็นดังท่ีจาเลยอ้างว่า
เกษตรอาเภอแม่วงก์เป็นผู้จัดหาท่ีดินและเกษตรกรได้รับประโยชน์จากแปลงสาธิตก็ตาม จาเลย
ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบของตนได้ เพราะเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน
และผลประโยชน์ส่วนรวมข้ึน ซึ่งเป็นเร่ืองที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตาแหน่งหน้าท่ีและ
มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด การนาท่ีดินของ ส. มาดาเนินการโดยมีการนาวัสดุอุปกรณ์และ
ก่ิงพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคมาลงในที่ดิน ที่ดินของ ส. ย่อมได้รับประโยชน์อยู่ในตัวโดยปริยาย
เมื่อจาเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่กากับดูแลกิจการโครงการดังกล่าว ถือว่าจาเลยเข้ามีส่วนได้เสีย
เพือ่ ประโยชนส์ าหรบั ภริยาตนเน่ืองด้วยกิจการน้นั จาเลยจึงมคี วามผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๒
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๕๓
ฎีกาที่ ๑๑๗๔๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๘๑ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๓ ผู้กระทา
ความผิดเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าท่ีจ่ายทรัพย์แล้วจ่ายทรัพย์น้ันเกินกว่าที่ควรจ่ายเพ่ือประโยชน์
สาหรับตนเองหรือผู้อน่ื จาเลยจา่ ยเงนิ ๒๖๐,๖๗๕ บาท เปน็ ค่าพันธุ์ปลาและวสั ดุการเกษตรเกนิ กว่า
ที่ควรจ่าย ๑๔๖,๙๐๐ บาท เพ่ือประโยชน์สาหรับตนเองและผู้อ่ืน จึงเป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๓
และความผิดตามมาตรา ๑๖๒ ผู้กระทาความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าท่ีทาเอกสาร
รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร จาเลยทาเอกสารและกรอกข้อความในเอกสาร
ใบตรวจรับ ลงชื่อรับรองเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จว่าได้ตรวจพันธ์ุปลาทุกชนิดตามจานวนและขนาด
ตามใบส่ังซื้อโดยพันธุ์ปลาดังกล่าวมีขนาด ๕ ถึง ๗ เซนติเมตร จึงเป็นความผิดตามมาตรา
๑๖๒ (๑) (๔) ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ผู้กระทาความผิดเป็นเจ้าพนักงานทั่วไป
จึงรวมทั้งเจ้าพนักงานผู้มีหน้าท่ีจ่ายทรัพย์ตามมาตรา ๑๕๓ และเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทาเอกสาร
รบั เอกสารหรอื กรอกข้อความลงในเอกสารตามมาตรา ๑๖๒ จาเลยกระทาการตรวจรบั พันธุป์ ลาและ
วัสดุการเกษตรดังกล่าวโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ จึงเป็นความผิดตามมาตรานี้
โดยทก่ี ารกระทาความผดิ ของจาเลยเป็นข้อเทจ็ จริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน แม้จาเลยได้รับแตง่ ตั้งให้เป็น
ท้ังประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เจ้าหน้าท่ีพัสดุประจาหน่วยงานและรักษาราชการแทน
218
ประมงจังหวัดลาพูนถึง ๓ ตาแหน่ง แต่จาเลยกระทาความผิดโดยมีวัตถุประสงค์เดียว คือ การได้เงิน
สว่ นต่าง ๑๔๖,๙๐๐ บาท การกระทาของจาเลยจึงเป็นกรรมเดยี วเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๓ ผู้กระทาความผิดจ่ายทรัพย์
เกินกวา่ ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สาหรับตนเองหรือผอู้ ่ืนกเ็ ป็นความผดิ สาเรจ็ แล้วโดยไม่จาต้องคานงึ ว่า
การจ่ายทรัพย์น้ันต้องทาให้หน้ีระงับลงด้วยจึงจะเป็นความผิด เพราะความผิดตามมาตราน้ีต้องการ
ลงโทษเพียงแค่ผู้มหี น้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์เกนิ กวา่ ทคี่ วรจา่ ยเท่านั้น ไม่ไดค้ านงึ ว่าหนท้ี ีจ่ ่ายทรพั ย์
ไปน้ันต้องระงับลงไปด้วย ฉะน้ัน แม้จาเลยจะชาระหนี้ด้วยเช็ค และ ก. ผู้ได้รับชาระหนี้ยังไม่ได้
นาเช็คไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากถูกเรียกทวงคืนก่อน การกระทาของจาเลยก็เป็นความผิดสาเร็จแล้ว
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๕๔
ฎีกาท่ี ๑๐๑๗๑-๑๐๑๘๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๗๓ นอกจากจาเลยมีหนา้ ท่รี ังวัดทดี่ ินแล้ว
ผู้บังคับบัญชายังได้มอบหมายหน้าท่ีให้จาเลยมีหน้าท่ีรับคาขอ ลงบัญชี รับทาการ เรียกเก็บเงิน
ค่าธรรมเนียม และออกใบเสร็จรับเงนิ ด้วย การท่ีจาเลยรับเงนิ คา่ ธรรมเนียมรังวัดท่ีดินจากผู้เสียหาย
ท้ังสิบสอง การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่หรือแสดงตนว่ามีหน้าที่
เรียกเกบ็ หรอื ตรวจสอบภาษอี ากร คา่ ธรรมเนยี ม หรือเงนิ นนั้ โดยทจุ รติ ตาม ป.อ.มาตรา ๑๕๔
219
เจา้ พนักงานปฏบิ ตั ิหนา้ ท่โี ดยมิชอบ
ข้อ ๔๗ คาถาม นายเอกเป็นเจ้าของท่ดี ินมีหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก) เนื้อที่
๒๐ ไร่ นายโทเป็นนายช่างรังวัดสานักงานท่ีดินอาเภอเกาะยาวมีหน้าท่ีทาเอกสารรังวัด ลงรูปแผนที่
ในเอกสารหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก) นายตรีเป็นนายอาเภอเกาะยาวซึ่งมีหน้าที่
ออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทาประโยชน์ นายเอกต้องการให้หนังสือรับรองการทาประโยชน์
(น.ส.๓ ก) มีเน้ือท่ีเพิ่มขึ้นเพ่ือจะนาไปจานองธนาคารได้เงินจานวนมาก นายเอกย่ืนคาขอ
ตรวจสอบเนื่อท่ีท่ีดินต่อเจ้าพนักงานท่ีดิน ต่อมานายเอกนานายโทไปรังวัดที่ดิน เมื่อรังวัดที่ดิน
ได้เนื้อท่ี ๒๐ ไร่เท่าเดิม นายเอกและนายโทร่วมกันทาเอกสารเท็จโดยนายโททาหลักฐานการรังวัด
สอบเขตที่ดินว่า นายเอกยินยอมให้มีการแก้ไขเนื้อท่ีและรูปแผนที่กับนาช้ีในการรังวัดสอบเขตที่ดิน
และลงลายมือชื่อในใบรับรองแนวเขตติดต่อของเจ้าของที่ดินยืนยันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าท่ีดิน
ที่มีการรังวัดสอบเขตมีการทาประโยชน์ในท่ีดินและมีเนื้อที่เพ่ิมขึ้นเป็น ๔๐ ไร่ ทั้งท่ีความจริง
มิได้มีการทาประโยชน์ในที่ดินและมิได้มีเนื้อท่ีเพ่ิมข้ึน นายโททาหลกั ฐานเสนอหัวหน้างานรังวัดและ
เสนอนายตรีว่า ทาการรังวัดใหม่แล้วได้เนื้อท่ี ๔๐ ไร่ เนื้อท่ีมากกว่าเดิม ๒๐ ไร่ เห็นควรแก้ไขเน้ือท่ี
และรูปแผนที่ในหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก) เดิม นายเอกมาขอร้องนายตรีให้อนุมัติ
ใหด้ าเนนิ การตามท่ีเจ้าพนกั งานท่ีดินเสนอ ทั้งที่นายตรีทราบว่าทีด่ ินดังกล่าวไมอ่ าจมีเนอ้ื ที่เพิม่ ข้ึนได้
เพราะที่ดินอยู่ติดเหวลึกลาดลงไปถึงทะเล แต่นายตรีลงความเห็นว่าดาเนินการตามเสนอ
แล้วลงลายมือชอ่ื โดยนายเอกเป็นผู้ประทับตรายางช่ือและตาแหน่งของนายตรี จากน้ันจึงแก้ไขเน้ือท่ี
ท่ีดินเป็น ๔๐ ไร่ และกาหนดรูปแผนท่ีใหม่ในหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก) มอบให้
นายเอกไป นายโทถงึ แก่ความตายจงึ มไิ ด้ถูกดาเนนิ คดี
ใหว้ นิ ิจฉยั ว่า นายเอกและนายตรมี ีความผดิ หรือไมเ่ พยี งใด
คาตอบ นายเอกทราบดีว่าท่ีดินมิได้มีเนื้อท่ีเพิ่มขึ้น การที่นายเอกไปยื่นคาขอตรวจสอบ
เน้ือท่ีท่ีดินและยินยอมให้มีการแก้ไขเน้ือที่และรูปแผนท่ีและลงลายมือช่ือในใบรับรองแนวเขตติดต่อ
ของเจ้าของท่ีดินยืนยันต่อนายโทพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าท่ีดินพิพาทที่มีการรังวัดสอบเขตมีการ
ทาประโยชน์ในทดี่ ินและมีเน้ือทีเ่ พม่ิ ขึ้นโดยไมเ่ ป็นความจริง การกระทาของนายเอกจงึ เป็นความผิด
ฐานแจง้ ข้อความอนั เปน็ เท็จต่อเจ้าพนักงานซง่ึ อาจทาให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗
นายตรีเป็นนายอาเภอซึ่งมีหน้าที่ออกเอกสารสทิ ธิหนังสือรับรองการทาประโยชน์ทราบดีว่า
ท่ีดินท่ีนายเอกยืน่ คาขอแก้ไขเนื้อทแ่ี ละรูปแผนทีใ่ นที่ดินจากเดิมมิไดม้ ีเนอ้ื ทที่ ่ีดินเพ่ิมข้นึ ตามที่ปรากฏ
ในรูปแผนที่ แม้การแก้ไขรูปแผนที่และเน้ือท่ีในหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก) จะ
สามารถกระทาได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ต้องเป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
การท่ีนายตรีอนุญาตให้มีการแก้ไขเน้ือที่และรูปแผนที่ในที่ดินตามคาขอของนายเอก จึงมิได้เป็น
เพียงการกระทาตามสายงานราชการ แต่เป็นการร่วมกับนายเอกในการแก้ไขท่ีดินพิพาทให้มีเน้ือท่ี
มากกว่าความเป็นจริงเพื่อประโยชน์แก่นายเอก นายตรีเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทาเอกสารหรือ
220
กรอกข้อความลงในเอกสาร กระทาการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารน้ันมุ่งพิสจู น์
ความจริงอันเป็นความเท็จ ในการปฏิบัตกิ ารตามหน้าท่ีโดยเจตนา นายตรีจึงมีความผิดฐานเป็น
เจ้าพนักงานมีหน้าที่ทาเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซ่ึงข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความ
จริงอันเป็นเท็จตามมาตรา ๑๖๒ (๔) บทหน่ึง และนายตรีเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ
โดยเจตนาและมีเจตนาพิเศษเพอ่ื ให้เกิดความเสยี หายแกผ่ ู้ท่ีมาทานติ กิ รรมเกย่ี วกบั หนงั สอื รับรอง
การทาประโยชน์ จึงมีความผดิ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรอื ละเว้นการปฏิบัติหน้าทโี่ ดยมชิ อบ
ตามมาตรา ๑๕๗ อีกบทหน่ึงด้วย มิใช่ว่าเม่ือการกระทาเป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๒ (๔)
อันเปน็ บทเฉพาะแล้วก็ไมเ่ ป็นความผดิ ตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเปน็ บททว่ั ไปอกี
แม้นายเอกเป็นผู้ประทับตรายางช่ือและตาแหน่งของนายตรีจะเป็นการกระทาร่วมกันและ
มีเจตนาร่วมกับนายตรีกระทาผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทาเอกสารรับรองเป็นหลักฐาน
ซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารน้ันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จตามมาตรา ๑๖๒ (๔) และฐาน
เปน็ เจา้ พนักงานปฏิบัติหรือละเวน้ การปฏิบัติหน้าทโี่ ดยมิชอบตามมาตรา ๑๕๗ แต่เน่ืองจากนายเอก
ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานจึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายตรีกระทาความผิดได้ นายเอกคงเป็น
ได้เพียงผู้สนับสนุนนายตรีกระทาความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทาเอกสารรับรองเป็น
หลักฐานซ่ึงข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จและฐานเป็นเจ้าพนักงาน
ปฏิบตั หิ รือละเว้นการปฏบิ ัตหิ นา้ ทีโ่ ดยมิชอบเท่านั้น (ฎกี าท่ี ๒๒๙๖-๒๒๙๗/๒๕๕๗)
ข้อสงั เกต คาถามข้อน้ที ี่จริงมกี ารกระทาผดิ ของผู้กระทาแต่ละคน ๓ การกระทา คอื
ก. นายเอกแจง้ ข้อความและรับรองการรงั วัดอันเปน็ เท็จ
ข. นายโทจดขอ้ ความอันเปน็ เทจ็ ว่าตนรงั วัดท่ีดินได้ ๔๐ ไร่
ค. นายตรีแก้ไขหนังสอื รบั รองการทาประโยชนเ์ ป็นเทจ็
การกระทาตามข้อ ก. นายเอกนอกจากจะมีความผิดตามมาตรา ๑๓๗ แล้วน่าจะมีความผิด
ตามมาตรา ๒๖๗ ด้วย เพราะเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทาการตามหน้าที่จดข้อความ
อันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรอื เอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สาหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน
โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ปัญหานี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม
มาตรา ๑๓๗ แต่ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๗ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยว่าผิดมาตรา ๒๖๗
ก็ถกู ต้องแลว้ เพราะโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษ การกระทาตามขอ้ ก. น้ีนายโทจะเป็นผู้ร่วมกระทาผิดได้
หรือไม่ นายโทไม่อาจเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนได้เพราะนายโทเป็นบุคคลท่ีรับการกระทาของ
นายเอกซ่ึงเป็นบุคคลท่ีเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีกฎหมายกาหนดความผิดของนายโท
ไวแ้ ลว้ ขอใหด้ ขู อ้ พิจารณาต่อไป
การกระทาตามข้อ ข. นายโทน่าจะหลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง แต่ถ้าฟ้องทั้งสามคน นายโทมี
ความผิดจากการกระทาตามข้อ ข. ตามมาตรา ๑๖๒ (๔), ๑๕๗ เพราะนายโทมีหน้าท่ีรังวัดและ
รับรองการรังวัดของตนเองด้วย กรณีน้ีแม้นายเอกเป็นผู้นาชี้การรังวัดและนายเอกแจ้งข้อความอัน
เป็นเท็จแก่นายโท แต่ในส่วนของนายโทมีการรับรองด้วยว่านายโททาการรังวัดที่ดินแล้วได้ ๔๐ ไร่
221
เป็นการรับรองของนายโทซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานโดยไม่จาต้องมีนายเอกเป็นบุคคลที่เป็นองค์ประกอบ
ความผิด เม่ือนายเอกไม่เป็นเจ้าพนักงานไม่อาจเป็นตัวการได้ แต่ก็เป็นผู้สนับสนุนนายโทกระทาผิด
ได้
การกระทาตามข้อ ค. นายตรีผิดตามท่ีศาลฎีกาวินิจฉัย โดยมีนายเอกเป็นผู้สนับสนุน
ผู้แต่งต้ังข้อสังเกตให้ลองคิดต่อให้ครบทุกคนที่มีส่วนร่วมกระทาความผิด ถ้าฎีกานี้ออก
ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาและถามถึงนายโทด้วย ธงคาตอบจะเป็นอย่างไรคงต้องแล้วแต่
คณะกรรมการจะมีมติ แต่ถ้าถามเพียงนายเอกและนายตรีคงต้องตอบตามฎีกา แต่ถ้าออกข้อสอบ
เนติแล้วถามถึงนายโทด้วยลองดคู าบรรยายเนตฯิ ว่าอาจารย์ผู้สอนว่าอยา่ งไรกต็ อบไปตามนนั้
ฎีกาท่ี ๒๒๙๖-๒๒๙๗/๒๕๕๗ ฎ.๖๓๖ จาเลยท่ี ๑ ทราบดีว่าท่ีดินพิพาทมิได้มีการทา
ประโยชน์ในพ้ืนที่และมิได้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้น การที่จาเลยที่ ๑ ไปยื่นคาขอตรวจสอบเน้ือท่ีที่ดินพิพาท
และยินยอมให้มีการแก้ไขเน้ือท่ีและรูปแผนท่ีกับนาชี้ในการรังวัดสอบเขตท่ีดินพิพาทและลงลายมือ
ชือ่ ในใบรับรองแนวเขตติดตอ่ ของเจา้ ของที่ดินยืนยนั ตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าที่ว่าทด่ี ินพิพาทที่มีการรังวัด
สอบเขตมีเนื้อท่ีเพ่ิมข้ึนโดยไม่เป็นความจริง การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐานแจ้ง
ข้อความอนั เปน็ เทจ็ ต่อเจ้าพนกั งาน
จาเลยที่ ๒ เป็นนายอาเภอซึ่งมีหน้าที่ออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทาประโยชน์
ทราบดีว่าท่ีดินพิพาทที่จาเลยท่ี ๑ ย่ืนคาขอแก้ไขเนื้อที่และรปู แผนท่ีในท่ีดินพิพาทจากเดิมมไิ ดม้ ีการ
ทาประโยชน์ในที่ดินพิพาทและมีเน้ือท่ีดินเพ่ิมข้ึนตามที่ปรากฏในรูปแผนที่ แม้การแก้ไขรูปแผนที่
และเนื้อท่ีในหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก) จะสามารถกระทาได้ตาม ป. ที่ดิน มาตรา
๖๙ ทวิ แต่ต้องเป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริง การท่ีจาเลยที่ ๒ อนุญาตให้มีการแก้ไข
เน้ือท่ีและรูปแผนที่ในท่ีดินพิพาทตามคาขอของจาเลยท่ี ๑ จึงมิได้เป็นเพียงการกระทาตามสายงาน
ราชการ แต่เป็นการร่วมกับจาเลยที่ ๑ และพวกในการแก้ไขที่ดินพิพาทให้มีเนื้อท่ีมากกว่า
ความเป็นจริงเพื่อประโยชน์แก่จาเลยท่ี ๑ จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่
ทาเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซ่ึงข้อเท็จจริงอันเอกสารน้ันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จตาม ป.อ.
มาตรา ๑๖๒ (๔) และมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ
ตามมาตรา ๑๕๗ อกี ด้วย มิใช่ว่าเมื่อการกระทาเปน็ ความผดิ ตามมาตรา ๑๖๒ (๔) อันเป็นบทเฉพาะ
แลว้ กไ็ ม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ซง่ึ เป็นบททั่วไปอีก
ข้อสังเกต ฎีกานี้ศาลฎกี าวินิจฉัยด้วยว่า จาเลยท่ี ๑ ยังมคี วามผิดฐานเป็นผ้สู นับสนุนให้เจ้าพนักงาน
ผู้มีหน้าที่ทาเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซ่ึงข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ
และสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกด้วย แต่ในประเด็นนี้
ผ้ยู ่ออาจจะเห็นว่าเป็นเร่ืองท่ีผู้อ่านตอ้ งทราบเองจึงไม่ได้ย่อไว้ ผู้แตง่ จึงอยากฝากข้อเตือนใจไว้ว่าการ
อ่านฎีกา หากมีข้อสงสัยนักศึกษาควรอ่านย่อยาวของฎีกาด้วยไม่ใช่อ่านเฉพาะย่อสั้นฎีกาแล้วจาไป
เท่านน้ั เพราะถ้านาฎีกามาออกข้อสอบ ธงคาตอบตอ้ งเป็นไปตามทศี่ าลฎกี าวนิ จิ ฉยั ทุกประเดน็
222
ข้อ ๔๘ คาถาม สบิ ตารวจตรีหน่ึงและสบิ ตารวจตรีสองข่ีรถจักรยานยนตต์ รวจท้องท่ีผ่านมา
พบสิบตารวจตรีสามซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานตารวจฝ่ายสืบสวนในราชการร่วมกับชาวบ้านอีก ๑๐ คน
เล่นไฮโล สบิ ตารวจตรีหน่ึงและสิบตารวจตรีสองจงึ ได้แสดงตัวเขา้ จับกุม สิบตารวจตรีสามกบั พวกว่ิง
หนีไปคนละทิศคนละทาง สิบตารวจตรีหน่ึงและสิบตารวจตรีสองวิ่งเข้าจับกุมโดยกอดตัวสิบตารวจ
ตรีสามไว้ สบิ ตารวจตรีสามด้ินรนจนหลุดแล้ววง่ิ หนไี ปได้
ใหว้ ินิจฉยั ว่า สิบตารวจตรีสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรือไม่
คาตอบ แม้สิบตารวจตรีสามจะเปน็ เจ้าพนกั งานตารวจมีอานาจหน้าท่ีในการจบั กุมผู้กระทา
ผิด ไม่จับกุมผู้ร่วมเล่นการพนัน แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ
เน่ืองจากเปน็ ผู้รว่ มกระทาผิดด้วยการร่วมเลน่ ไฮโล สิบตารวจตรีสามไม่มเี จตนาพิเศษเพื่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ผู้ร่วมเล่นการพนันหรือสานักงานตารวจแห่งชาติ สิบตารวจตรีสามจึงไม่มี
ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ เพ่ือให้เกิดความเสียหาย
แกผ่ ู้หน่ึงผใู้ ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ (ฎีกาท่ี ๗๘๓๖-๗๘๓๘/๒๕๔๔)
เม่ือสิบตารวจตรีหนึ่งและสิบตารวจตรีสองว่ิงเข้าจับกุม โดยกอดตัวสิบตารวจตรีสามไว้
สิบตารวจตรีสามดิ้นรนจนหลุดแล้วว่ิงหนีไปได้ ไม่เป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน เพราะเป็น
เพียงขั้นตอนหนึ่งของการจะหลบหนี เม่ือไม่ได้ความว่าสิบตารวจตรีสามกระทาการอื่นใด
นอกเหนือไปจากนี้ การกระทาของสิบตารวจตรีสามจึงไม่เป็นความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวาง
เจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าท่ีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ (เทียบฎีกาที่
๒๔๐๑/๒๕๔๕)
ฎีกาท่ี ๗๘๓๖-๗๘๓๗/๒๕๔๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๕๕ จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจมีอานาจ
หน้าท่ีในการจับกุมผู้กระทาผิด แต่กลับเป็นผู้ร่วมกระทาผิดด้วยการร่วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ แล้ว
จาเลยไม่จบั กมุ ผรู้ ว่ มเล่นไพร่ ัมมี่ ยังถือไม่ได้ว่าเปน็ การละเว้นการปฏบิ ตั หิ น้าท่ีโดยมชิ อบ โดยมเี จตนา
พิเศษเพ่ือให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร่วมเล่นการพนันหรือสานักงานตารวจแห่งชาติ จาเลยจึงไม่มี
ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๒๔๐๑/๒๕๔๕ การที่จาเลยขับรถยนต์มาถึงด่านตรวจเจ้าพนักงานตารวจให้
สัญญาณเพ่ือขอตรวจค้น จาเลยไม่ยอมหยุดและขับรถเลยไป จนต้องมีการไล่ติดตามเพ่ือสกัดจับ
และจาเลยด้ินรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมน้ัน เป็นเพียงข้ันตอนหน่ึงของการจะหลบหนี เม่ือ
ไมไ่ ดค้ วามวา่ จาเลยกระทาการอ่ืนใดนอกเหนือไปจากน้ี การกระทาของจาเลยจึงไมเ่ ป็นความผิดฐาน
ต่อสหู้ รอื ขดั ขวางเจา้ พนกั งานในการปฏบิ ัติการตามหนา้ ที่
223
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๕๗
กรณีเป็นเจ้าพนักงาน
ฎีกาท่ี ๒๗๘-๒๘๔/๒๕๕๙ ป.อ. ท่ีใช้บังคับในขณะเกิดเหตุมิได้บัญญัติบทนิยามของ
"เจ้าพนักงาน" ไว้ เม่ือพิจารณาจากสภาพการณ์ปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐมิได้มีแต่ส่วนราชการ แต่
ประกอบไปด้วยรัฐวิสาหกจิ องค์การของรัฐ รวมทัง้ องคก์ รอสิ ระ สาหรับองคก์ ารคลังสนิ ค้าผู้เสียหาย
เปน็ องคก์ ารของรัฐบาลท่ีมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.วา่ ด้วยการจัดต้ังองค์การของรัฐบาล พ.ศ.
๒๔๙๖ และโดยอาศัยอานาจตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ.จัดต้ังองค์การ
คลังสินค้า พ.ศ.๒๔๙๘ ซึ่งท้ัง พ.ร.บ. และ พ.ร.ฎ. ล้วนระบุว่าการจัดต้ังใช้เงินทุนจากงบประมาณ
แผ่นดินและทุนประเดิมจากรัฐบาล เม่ือรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้นายกรัฐมนตรีในฐานะ
ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติจัดให้มีโครงการรับจานาข้าวเปลือก และมอบหมายให้
ผู้เสียหายเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการดังกล่าว ดังนั้น ว. หัวหน้าหน่วยรับจานา
ข้าวเปลือกนอกจากจะมีฐานะเป็นพนักงานองค์การคลังสินค้าผู้เสียหายแล้ว ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ใน
โครงการรับจานาข้าวเปลือกของรัฐบาลตามท่ีผู้เสียหายได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยมีหน้าที่ออก
ใบรับของคลังสินค้าและใบประทวนสินค้าให้เกษตรกรเพื่อนาไปทาสัญญาจานาและรับเงินจาก
ธนาคาร พ. เม่ือธนาคารดังกลา่ วจา่ ยเงนิ ใหแ้ กเ่ กษตรกรแล้วก็จะนาเอกสารท่ีเกษตรกรมอบให้ไปเบิก
เงินจากโครงการรับจานาข้าวเปลือกของรัฐบาลซ่ึงบางส่วนเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน การกระทา
ของ ว. จึงเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีเพื่อประโยชน์ของรัฐในโครงการดังกล่าว แม้ ว. ไม่ใช่เป็นข้าราชการ
ท่ีรบั เงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นพนักงานท่ีรับเงนิ เดือนหรือค่าจ้างจากผู้เสียหายที่เป็น
องค์การของรัฐบาลที่จัดต้ังข้ึนโดยใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดิน อีกท้ังเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีใน
กิจการงานของรัฐบาลโดยแท้ อันมีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีราชการ ย่อมถือได้ว่าการปฏิบัติ
หน้าทข่ี อง ว. ในโครงการรับจานาขา้ วเปลอื กของรฐั บาล เปน็ การกระทาในฐานะเจ้าพนักงาน
ข้อสังเกต ศาลฎีกาวินิจฉัยวินิจฉัยในคดีน้ีว่า แม้ ว. ไม่ใช่เป็นข้าราชการที่รับเงินเดือนจาก
งบประมาณแผ่นดิน แตเ่ ป็นพนักงานทีร่ บั เงนิ เดอื นหรือคา่ จ้างจากผู้เสียหายทเี่ ป็นองค์การของรฐั บาล
ทีจ่ ัดต้ังขึ้นโดยใช้เงนิ ทุนจากงบประมาณแผ่นดนิ อีกทัง้ เป็นการปฏิบัติหน้าทีใ่ นกจิ การงานของรัฐบาล
โดยแท้ อันมีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีราชการ ย่อมถือได้วา่ การปฏิบัติหนา้ ที่ของ ว. ในโครงการ
รับจานาข้าวเปลือกของรัฐบาล เป็นการกระทาในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งต่างจากฎีกาเดิม ๆ ว่า
เจา้ พนักงานตอ้ งเป็นข้าราชการ
ฎีกาท่ี ๑๐๗๔๒/๒๕๕๙ การท่ผี ู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีอาศัยอานาจตามความในมาตรา
๔๕ วรรคท้าย แหง่ พ.ร.บ. เทศบาลฯ ซึ่งแก้ไขเพิม่ เติมโดย พ.ร.บ. เทศบาล (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๑๙
แต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราว มีจาเลยท่ี ๑ เป็นนายกเทศมนตรี กับพวกอีก ๔ คน
เป็นเทศมนตรี เท่าจานวนของคณะเทศมนตรีท่ีต้องออกจากตาแหน่งทั้งคณะตามคาวินิจฉัยของสภา
เทศบาล ตามคาสั่งจังหวัดอุดรธานี ลงวันท่ี ๓ มีนาคม ๒๕๔๒ น้ัน เป็นกรณีแต่งต้ังคณะเทศมนตรี
ช่ัวคราวโดยชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และต่อมาวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๒ ผู้ว่าราชการ
224
จงั หวัดอดุ รธานปี ระกาศแต่งตั้งคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีข้ึนใหม่ มีจาเลยที่ ๑ เปน็ นายกเทศมนตรี
และเทศมนตรชี ั่วคราวชุดเดิมเป็นเทศมนตรี ตามประกาศจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ ๘ มนี าคม ๒๕๔๒
แต่เม่ือวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นมีคาส่ังในคดีแพ่งหมายเลขดาที่ ๑๑๕๑/๒๕๔๒
ให้เพิกถอนประกาศแต่งต้ังคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีดังกล่าว ซ่ึงระหว่างนั้น พ.ร.บ. เทศบาล
(ฉบับท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒ แล้ว โดยมีมาตรา ๓ และ
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๕ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาลฯ ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดย พ.ร.บ. เทศบาล
(ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่ีกาหนดว่า ในกรณีที่คณะเทศมนตรีต้องออกจากตาแหน่งท้ังคณะ ให้ผู้ว่า
ราชการจังหวัดแต่งต้ังผู้ท่ีเห็นสมควรเท่าจานวนของคณะเทศมนตรีที่ต้องออกจากตาแหน่งให้เป็น
คณะเทศมนตรีชั่วคราวเพื่อดาเนินกิจการของเทศบาลไปจนกว่าจะได้แต่งต้ังคณะเทศมนตรีข้ึนใหม่
และแก้ไขใหมต่ ามมาตรา ๔๕ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า "ในระหว่างท่ีไม่มี
คณะเทศมนตรี ให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าท่ีนายกเทศมนตรีเป็นการชั่วคราวเท่าที่จาเป็นได้จนกว่า
คณะเทศมนตรีท่ีแต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่" ก็ตาม แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้มิได้กล่าวถึงสถานะ
ของคณะเทศมนตรีช่ัวคราวซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับเดิมว่าจะให้ดารงอยู่ในสถานะใด เช่นนี้
คณะเทศมนตรีนครอุดรธานีชั่วคราวซ่ึงแต่งตั้งข้ึนโดยชอบด้วยกฎหมายฉบับเดิม จึงยังคงมีสถานะ
เป็นคณะเทศมนตรีชั่วคราว รวมทั้งมีอานาจและหน้าท่ีดาเนินกิจการของเทศบาลนครอุดรธานีไป
จนกว่าจะมีการส่งมอบงานในหน้าที่ให้แก่ปลัดเทศบาลนครอุดรธานีปฏิบัติหน้าท่ีนายกเทศมนตรี
นครอุดรธานีเป็นการช่ัวคราวต่อไปจนกว่าคณะเทศมนตรีนครอุดรธานีที่แต่งตั้งข้ึนใหม่จะเข้ารับ
หน้าที่ เม่ือขณะเกดิ เหตุจาเลยที่ ๑ ยังไม่ไดส้ ่งมอบงานในหน้าที่ใหแ้ กป่ ลัดเทศบาลนครอุดรธานี และ
ได้ใช้อานาจในตาแหน่งหน้าท่ีนายกเทศมนตรีนครอุดรธานีในการบริหารงานของเทศบาลนคร
อุดรธานีต่อไป ดังนั้น การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ตามท่ีโจทก์อ้างในฟ้อง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่
ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเร่ืองร้องเรียน แต่งต้ัง
คณะอนุกรรมการไต่สวน ลงมติว่าจาเลยที่ ๑ มีมูลความผิดอาญา กับส่งรายงานเอกสารและ
ความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ เป็นการกระทาท่ีมีอานาจกระทาได้ ถือว่ามีการสอบสวน
แล้ว พนักงานอัยการย่อมอ้างรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าวเป็นสานวนการสอบสวน
เพ่ือยนื่ ฟ้องจาเลยที่ ๑ ได้ โจทก์จงึ มีอานาจฟอ้ ง
ฎีกาที่ ๑๔๗๓๘/๒๕๕๘ พ.ร.บ. สภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗
มาตรา ๕๘/๒ ท่ีใช้บังคับขณะเกิดเหตุบัญญัติว่า "ให้นายกองค์การบริหารส่วนตาบลดารงตาแหน่ง
นับต้ังแต่วันเลือกต้ัง..." เม่ือประกาศผลเลือกต้ังในวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑ จาเลยจึงเป็น
เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตาม พ.ร.บ. สภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบล พ.ศ.
๒๕๓๗ มาตรา ๕๙, ๖๐ และ ๖๕ มีอานาจหน้าท่ีควบคุม รับผิดชอบ ในการบริหารราชการของ
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองไฮ และเป็นผู้บงั คับบัญชาของพนักงานส่วนตาบลและลูกจ้างองคก์ าร
บริหารส่วนตาบลหนองไฮ ตลอดท้ังมีอานาจหน้าที่กาหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และ
รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตาบลหนองไฮ ให้เป็นไปตามกฎหมาย
225
นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตาบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ
เพื่อใหง้ านขององค์การบรหิ ารส่วนตาบลหนองไฮ เป็นไปด้วยความเรยี บร้อย จาเลยจึงเป็นเจา้ หน้าท่ี
ของรฐั ตามความหมายของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔
พ.ร.บ. สภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๕๘/๕ วรรคสอง
บัญญัติว่า "...หากมีกรณีท่ีสาคัญและจาเป็นเร่งด่วนซ่ึงปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์
สาคัญของราชการหรือราษฎร นายกองค์การบริหารส่วนตาบลจะดาเนินการไปพลางก่อนเท่าที่
จาเป็นก็ได้..." แสดงว่ากฎหมายกาหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตาบลมีอานาจหน้าที่เป็น
เจ้าพนักงานต้ังแต่วันได้รับเลือกตั้ง ส่วนการแถลงนโยบายก่อนเข้ารับหน้าท่ีเป็นเพียงเงื่อนไข
ในการเขา้ ปฏิบตั ิงานเทา่ นนั้ ไมใ่ ช่จาเลยไม่มอี านาจหน้าท่ปี ฏิบตั ิงานในตาแหน่งนายกองคก์ ารบรหิ าร
สว่ นตาบลหนองไฮหากยงั ไม่ได้แถลงนโยบายตอ่ สภาองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลหนองไฮ
กรณีไมเ่ ปน็ เจ้าพนกั งาน
มาตรา ๑ (๑๖) เพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ มีบทนิยาม
คาว่า “เจ้าพนักงาน” หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า เป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับ
แต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจาหรือคร้ังคราว และไม่ว่าจะได้รับ
ค่าตอบแทนหรือไม่ ดังน้ัน คาพิพากษาฎีกาที่ตัดสินตามกฎหมายเดิมว่าจาเลยไม่ใช่เจ้าพนักงาน
อาจจะใช้เป็นบรรทดั ฐานไม่ไดแ้ ลว้ ต้องพจิ ารณาเปน็ เรือ่ ง ๆ ไป
ฎีกาท่ี ๔๓๔๗/๒๕๕๘ จาเลยท่ี ๒ เป็นลูกจ้างประจา ตาแหน่งนักการ เทศบาลตาบล
จกั ราช มิใช่ข้าราชการท่ีได้รับการแต่งต้ังตามกฎหมายว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการให้ดารงตาแหน่ง
หรือเป็นผู้ดารงตาแหน่งหน้าท่ีซึ่งมีกฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะให้ถือเป็นเจ้าพนักงาน จาเลยที่ ๒ จึง
ไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย เน่ืองจาก ป.อ. มาตรา ๑๔๗, ๑๕๑, ๑๖๑ เป็นบทบัญญัติที่ลงโทษ
แก่บุคคลผู้กระทาความผิดท่ีเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทาผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีเท่าน้ัน แม้จาเลยที่ ๒
จะร่วมกับจาเลยที่ ๑ กระทาความผิดต่อบทบัญญัติดังกล่าว ก็จะลงโทษจาเลยที่ ๒ อย่าง
เจ้าพนักงานไม่ได้ คงลงโทษจาเลยท่ี ๒ ได้แต่เพียงในฐานะผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ เท่าน้ัน
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีน่าจะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใหม่ เพราะลูกจ้างประจาก็เป็นเจ้าพนักงานได้
แต่ฎีกาน้ีอาจจะไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนกั งานเพราะเป็นเพียงนักการของเทศบาล ผล
น่าจะเหมือนเดมิ คอื เปน็ ผ้สู นับสนนุ แต่การให้เหตผุ ลต้องเปล่ยี นไป
ฎีกาที่ ๑๕๒๔๘-๑๕๒๔๙/๒๕๕๗ จาเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของโจทก์ ซึ่งพนักงาน
มหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบ
ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาฯ พ.ร.บ.ฉบับนี้กาหนดคานิยามของ "พนักงานใน
สถาบันอุดมศึกษา" ว่า หมายถึง บุคคลซ่ึงได้รับการจ้างตามสญั ญาจ้างให้ทางานในสถาบนั อดุ มศึกษา
226
โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา
ซง่ึ ความหมายของ "พนักงานในสถาบนั อุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบบั น้ีแตกตา่ งจากความหมายของ
"ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือ "ข้าราชการพลเรือน
ในสถาบันอดุ มศกึ ษา" หมายถงึ บคุ คลซึง่ ได้รับบรรจแุ ละแต่งต้ังให้รบั ราชการตาม พ.ร.บ.นี้ โดยไดร้ ับ
เงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา หากเปรียบเทียบข้อแตกต่าง
สาคัญแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุ
และแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนใน
สถาบันอุดมศึกษา จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วน "พนักงานใน
สถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลท่ีได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็น
ข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีท่ีมาจาก
เงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานใน
สถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณา
ความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามข้อ ๔ แห่งข้อบังคับ
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิแล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับ
ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนท่ัวไปหรือเงินรายได้ของ
มหาวิทยาลัย เม่ือจาเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่
ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน
ในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกาหนดให้พนักงานใน
สถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จาเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. และศาล
ไม่อาจลงโทษจาเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗, ๑๕๗ และ
๑๖๑ ได้
จาเลยมีหน้าท่ีรับผิดชอบในงานเบิก-จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสาร
เงินยืม ติดตามเงินยืมและตัดยอดเงินยืม ดังนั้น แม้จาเลยจะจัดทาเอกสารเก่ียวกับงานการเงิน
ในหน้าท่ีรับผิดชอบของจาเลยไม่ตรงกับความเป็นจริงและใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวเสนอต่อ
ผู้บังคบั บัญชา ก็ถือไม่ได้ว่าจาเลยกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔ ฐานปลอมเอกสาร มาตรา
๒๖๘ ฐานใช้เอกสารปลอม และมาตรา ๑๓๗ ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพราะ
จาเลยเปน็ ผู้บันทกึ ข้อความลงในเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยจาเลยมิได้เป็นผแู้ จง้ ข้อความดงั กลา่ ว
แกเ่ จ้าพนักงานอื่นแต่อยา่ งใด
ข้อสังเกต ฎีกานี้น่าจะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใหม่ ถ้าการกระทาครบองค์ประกอบความผิด
ผลคดีความผิดตอ่ ตาแหนง่ หน้าท่ีราชการน่าจะเปลีย่ นไป
ฎีกาท่ี ๑๗๙๗๘/๒๕๕๗ ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคล่ืนความถ่ีและกากับกิจการวิทยุ
กระจายเสยี ง วทิ ยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมฯ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตบุ ัญญัติไว้ชัดเจน
ว่า ให้คณะกรรมการ กสช. ก็ดี คณะกรรมการ กทช. ก็ดี และพนักงานสานักงานของคณะกรรมการ
227
ดังกล่าว ก็ดี เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. แต่ใน กฎหมายฉบับเดียวกัน มาตรา ๔๙ ว่าด้วย
คณะกรรมการสรรหา ทมี่ า และบทบาทหน้าที่ ไม่ได้กาหนดว่าคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการ
โทรคมนาคมเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. เช่นเดียวกันกับคณะกรรมการ กสช. หรือ กทช. หรือ
พนักงานดังกล่าว เช่นน้ี ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวได้ชัดเจนว่า กฎหมายไม่ได้
มีเจตนารมณ์ท่ีจะให้คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการโทรคมนาคมต้องมีอานาจหน้าที่หรือ
มีความรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. จาเลยเป็นเพียงคณะกรรมการสรรหากรรมการ
กิจการโทรคมนาคม จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานท่ีจะต้องรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา
๑๕๗, ๑๕๘, ๑๖๑ และ ๑๖๒
ตาแหน่งประธานวุฒิสภา เป็นตาแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ ไม่ใช่ตาแหน่ง
เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การย่ืนรายงานเร่ืองผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคลท่ี
สมควรไดร้ บั การเสนอช่อื เป็น กทช. จงึ ไม่อาจท่ีจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ ได้
ข้อสังเกต ฎีกานี้น่าจะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใหม่ ถ้าการกระทาครบองค์ประกอบความผิด
ผลคดีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗, ๑๕๘, ๑๖๑ และ ๑๖๒ น่าจะเปลี่ยนไป ส่วนท่ีศาลฎีกา
วินิจฉัยว่า “ตาแหน่งประธานวุฒิสภา เป็นตาแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ ไม่ใช่ตาแหน่ง
เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การยื่นรายงานเร่ืองผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคล
ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น กทช. จึงไม่อาจท่ีจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ ได้”
ยงั เปน็ บรรทัดฐานท่ีใชไ้ ดต้ ามกฎหมายปัจจบุ ัน
ฎีกาท่ี ๑๘๑๖๑/๒๕๕๗ การกระทาอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ผู้กระทา
ตอ้ งเป็นเจา้ พนกั งานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ซงึ่ หมายถงึ ผ้ปู ฏิบัตหิ น้าที่ในหน่วยงานของ
รฐั ทเ่ี ปน็ ส่วนราชการตามกฎหมายวา่ ด้วยการบริหารราชการแผน่ ดนิ หรือผ้ปู ฏบิ ัติหนา้ ท่ใี นหนว่ ยงาน
ของรัฐอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา หรือผู้ท่ีมี
กฎหมายบัญญัติว่าหากได้รับแต่งตั้งจากผู้มีอานาจหน้าที่ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามความใน
ประมวลกฎหมายอาญา
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สถาบันวิจัย
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่เมื่อ
พิจารณา พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา ๓๙ ที่ว่าด้วยส่วนราชการของ
กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ไม่ปรากฏว่าสถาบัน แห่งนี้เป็นส่วนราชการในสังกัดของ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย จาเลยจึงมิใช่ผู้ปฏิบัติหน้าท่ีในหนว่ ยงานของรัฐทเ่ี ปน็ ส่วน
ราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน และไม่ปรากฏว่ามีบทมาตราใดบัญญัติว่า
การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติหน้าท่ีในสถาบันแห่งน้ีเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมาย
อาญาด้วย การปฏิบัติหน้าท่ีของจาเลยในฐานะประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในการพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ตามฟ้อง จึงไม่อาจเป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ได้
228
ขณะเกิดเหตุจาเลยมีตาแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็น
ข้าราชการพลเรือนและรับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน ทาหน้าทป่ี ระธานกรรมการสถาบันวิจัย
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยตามคาสั่งของผ้บู ังคบั บญั ชา การปฏิบัติหน้าทข่ี องจาเลย
ตามฟ้องเป็นการใช้อานาจหน้าที่ของประธานกรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง
ประเทศไทย มิได้เป็นการใช้อานาจหน้าท่ีของรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่ง
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน จะถือว่าการใช้อานาจหน้าท่ีในฐานะประธานกรรมการ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยของจาเลยเป็นการใช้อานาจหน้าที่ในฐานะ
รองปลดั กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยดี ว้ ยมไิ ด้
ข้อสังเกต ฎีกานี้น่าจะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใหม่ ถ้าการกระทาครบองค์ประกอบความผิด
กจ็ ะเปน็ ความผิดตอ่ ตาแหน่งหน้าท่รี าชการได้
กรณีเจ้าพนักงานไมม่ อี านาจหนา้ ที่
ฎีกาที่ ๑๑๕๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๓๑ แม้ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องท่ีฯ มาตรา ๒๗
จะกาหนดให้ผู้ใหญ่บ้านทาหน้าท่ีช่วยเหลือนายอาเภอในการปฏิบัติหน้าท่ีและเป็นหัวหน้าราษฎรใน
หมู่บ้านของตน และให้มอี านาจหน้าที่อ่ืนอีกหลายประการ รวมทั้งการจดั ให้มีการประชมุ ราษฎรและ
คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นประจาอย่างน้อยเดือนละหน่ึงครั้งก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวมิได้
กาหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีอานาจหน้าท่ีตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน หรือการ
ดาเนินกิจกรรมใด ๆ โดยการใช้เงินทไ่ี ด้รับการอดุ หนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ดังนั้น การท่ี
ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การ
บริหารส่วนตาบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการ เกษตร
ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้าฯ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทาการนอกอานาจหน้าที่ มิใช่เป็นการกระทา
ตามอานาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ท้ังได้ความว่าผู้เสียหายหวังจะใช้โอกาสดังกล่าวกล่าวหาสมาชิก
สภาองค์การบริหารส่วนตาบลดอนเจดีย์ที่มีมติว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุ จริตโกงกินกันเพ่ือ
ทาลายความน่าเชื่อถือ เพราะเกรงว่าสามีผู้เสียหายซึ่งกาลังจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา
องค์การบริหารส่วนตาบลดอนเจดีย์จะเสียเปรียบในการเลือกต้ัง มิใช่เป็นการกระทาตามอานาจ
หน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดแู ลทุกข์สขุ ของราษฎรในหมู่บ้านซ่ึงเป็นอานาจหน้าที่ตามกฎหมาย การ
ท่ีจาเลยใช้วาจาขู่เข็ญให้ผู้เสียหายต้องยกเลิกการประชุมจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๑๓๙
ฎีกาที่ ๒๖๒/๒๕๔๓ ฎ.๕๔๗ ความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีราชการตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ตอ้ งเป็นการปฏิบตั หิ รือละเว้นปฏบิ ตั ิหนา้ ทโ่ี ดยมิชอบ
จาเลยมีหน้าท่ีรายงานและให้ความเห็นในการขอลาออกของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ แต่
จาเลยไม่มีหน้าที่ในการทาหนังสือขอลาออก จาเลยปลอมหนังสือขอลาออกของผู้เสียหายและ
229
ใชเ้ อกสารปลอม จึงไม่ใชก่ ารปฏบิ ัตหิ น้าที่ ไม่เปน็ ความผิดตามมาตรา ๑๕๗
ฎีกาที่ ๗๑๖๒-๗๑๖๓/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๘ น. ๑๕๒ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑ เจ้าพนักงาน
ที่จะมีความผิดจะต้องมีหน้าที่ซื้อ ทา จัดการ หรือรักษาทรัพย์นั้น ๆ โดยตรง และใช้อานาจ
ในตาแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รฐั เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพยน์ ั้น จึงจะเป็น
ความผิด จาเลยที่ ๑ ดารงตาแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตาบล ต. ไม่ได้มีอานาจหน้าที่โดยตรง
ในการซื้อ ทา จัดการ หรือรักษาอาคาร อปพร. และอาคารศูนย์ประสานงานกานันผู้ใหญ่บ้านตาบล
ต. เพียงแต่ดาเนินการให้มีการก่อสร้างอาคารดังกล่าวตามโครงการก่อสร้างท่ีสภาองค์การบริหาร
ส่วนตาบล ต. ให้ความเห็นชอบในฐานะที่จาเลยท่ี ๑ ดารงตาแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตาบล
ต. ที่มีอานาจหน้าท่ีรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบรหิ ารส่วนตาบล ต. ให้เป็นไปตาม
กฎหมายเท่านน้ั จึงไมม่ คี วามผิดฐานนี้
ฎีกาที่ ๗๗๖/๒๕๖๐ ฎ.๑๓๙ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ต้องเป็นการปฏิบัติหรือ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซง่ึ อยู่ในหน้าท่ขี องเจา้ พนกั งานนั้นเองโดยมิชอบ เพ่ือให้เกิดความเสียหายแก่
ผหู้ น่งึ ผู้ใดหรอื โดยทุจริต ถา้ ไม่เกย่ี วกับหน้าที่เจ้าพนกั งานผู้น้ันโดยตรงแลว้ ยอ่ มไม่เปน็ ความผิด การ
รับเงินลงบันทึกในสมุดเงินสดและนาเงินไปฝากธนาคารหรอื เกบ็ ในตู้นิรภัยไม่ใช่การกระทาท่ีเก่ยี วกับ
หน้าท่ีของจาเลยซ่งึ เปน็ เจ้าพนักงานตาแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตาบลโดยตรง การกระทาของ
จาเลยดงั กลา่ วไมเ่ ป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๗๔๔๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๘ น. ๑๐๘ แม้จาเลยซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหาร
องค์การบริหารส่วนตาบล ย. เป็นคณะกรรมการรับ-ส่งเงิน จะไปรับเงินจากธนาคาร แต่ระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการ
ตรวจเงินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ข้อ ๗๐ เป็นหน้าท่ีของหน่วยงานคลังในการจ่ายเงิน
ให้แก่ผู้รับจ้างแรงงาน ดังน้ี เมื่อคณะกรรมการรับ-ส่งเงินรับเงินมาจากธนาคารแล้ว จาเลยจึงไม่มี
หน้าท่ีโดยตรงเกี่ยวกับเงินค่าจ้างแรงงานดังกล่าวอีกต่อไป จาเลยซ่ึงดารงตาแหน่งประธาน
กรรมการบริหารองค์การบริหารสว่ นตาบลจึงมีอานาจเพียงอนุมัติฎกี าตามท่ีหัวหน้าส่วนการคลังของ
องค์การบริหารส่วนตาบลเสนอเท่านั้น ส่วนการจ่ายเงินเป็นหน้าที่ของหน่วยงานคลังขององค์การ
บริหารส่วนตาบลเป็นผู้ดาเนินการจ่ายเงินให้แก่ราษฎรท่ีรับจ้างแรงงานเองตามระเบียบดังกล่าว
การท่ีจาเลยกับพวกซ่ึงเป็นกรรมการรับ-ส่งเงินไปเบิกถอนและรับเงินจากธนาคารมาเพ่ือเบิกจ่ายเงิน
ให้แก่ราษฎรผู้รับจ้างแล้ว จาเลยยืนยันขอรับเงินไปจ่ายให้แก่ราษฎรผู้รับจ้างเอง โดยจาเลยลงชื่อ
รับเงินในสมุดคุมการจ่ายเงินไว้ จึงเป็นการกระทานอกเหนืออานาจหน้าท่ีของจาเลย อันเป็นการ
ผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว จาเลยไม่มีอานาจหน้าที่นาเงินค่าจ้างแรงงานไปจ่ายให้แก่
ราษฎรเอง เม่ือจาเลยรับเงินไปแล้วเบียดบังเอาไปโดยทุจริต ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทาความผิด
ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าทจ่ี ัดการหรือรักษาเงิน การกระทาของจาเลยจึงไม่เปน็ ความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๑๔๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้เอาผิดแก่เจ้าพนักงานที่เบียดบังเอาทรัพย์ที่ตนได้มาหรือถือ
ไว้เพ่อื จดั การตามหน้าที่ แตก่ รณีคงเป็นความผดิ ฐานยักยอกตามมาตรา ๓๕๒
230
ฎีกาท่ี ๕๗๘๗/๒๕๔๓ ฎ.๑๗๐๗ การกระทาที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
เฉพาะเก่ียวกับงานในหน้าท่ีของตนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือที่ ได้รับมอบหมายให้กระทา
โดยตรงเท่าน้นั
จาเลยทั้งเก้าเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตาบล จาเลยที่ ๑ เป็นรองประธานสภา
องค์การบริหารส่วนตาบล นายอาเภออนุมัติและมีคาส่ังประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตาบล
เปิดสมัยประชุมวิสามัญและชอบด้วย พ.ร.บ. สภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบลฯ มาตรา ๕๕
วรรคหน่ึง ในการเรียกประชุม พ.ร.บ. สภาตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบลฯ มาตรา ๕๔
กาหนดให้เป็นหน้าท่ีของประธานสภาองค์การบริหารส่วนตาบลเป็นผู้เรียกประชุมสภาองค์การ
บริหารส่วนตาบลตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดและปิดประชุม เว้นแต่กรณีที่ยังไม่มีประธานสภา
องค์การบริหารส่วนตาบล หรือประธานสภาองค์การบริหารส่วนตาบลไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย
จึงเป็นหน้าที่ของนายอาเภอที่จะต้องเรียกประชุมและเป็นผู้เปิดหรือปิดประชุม เมื่อนายอาเภอได้มี
ประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตาบลเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามคาร้องขอของจาเลยท้ังเก้า
กบั พวกได้แล้ว ผู้ท่ีมหี นา้ ทีเ่ รยี กสมาชิกสภาองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลมาประชุมตามวันทกี่ าหนดย่อม
ต้องเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตาบล คือ นายอาเภอเท่าน้ัน จาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็น
รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตาบลไม่มีหน้าที่ในการเรียกประชุม สภาองค์การบริหาร
ส่วนตาบล เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากนายอาเภอ เมื่อนายอาเภอไม่ได้มอบหมายให้จาเลยที่ ๑
เรียกประชุม จาเลยที่ ๑ จึงไม่มีอานาจหน้าที่จะเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าวได้ แม้จาเลยที่ ๑
ทาหนังสือเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตาบล และจาเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ พร้อมสมาชิกสภา
องค์การบริหารส่วนตาบลมาร่วมประชุม โดยมีจาเลยท่ี ๑ ทาหน้าที่ประธานที่ประชุมในวันดังกล่าว
กต็ าม แต่กไ็ มใ่ ช่เปน็ การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตาบลสมัยวสิ ามญั โดยชอบตาม พ.ร.บ. สภา
ตาบลและองค์การบริหารส่วนตาบลฯ หมวด ๒ ส่วนท่ี ๑ ว่าด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตาบล
จาเลยทั้งเกา้ จึงไม่มีหนา้ ท่ีตอ้ งเข้ารว่ มประชุมสมัยวสิ ามญั ซ่ึงเรียกประชุมโดยไม่ชอบดว้ ยบทกฎหมาย
หากมติท่ีประชุมจะก่อให้เกิดให้ความเสียหายแก่โจทก์ จาเลยท้ังเก้าก็ไม่มีความผิดฐานเป็น
เจา้ พนักงานปฏิบตั ิโดยมิชอบ
ฎีกาท่ี ๑๖๔๐๗/๒๕๕๕ ฎ.๒๕๑๒ จาเลยได้รับมอบหมายตามหน้าท่ีให้ดูแลเกี่ยวกับการ
กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน จาเลยจึงไม่มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องเก็บ
รกั ษาสมุดบัญชีเงินฝากของนักเรยี นไว้และไปถอนเงินจากธนาคารแทนนักเรียน การท่ีจาเลยบอกให้
นักเรียนบางคนมอบสมุดบัญชีเงินฝากไว้ท่ีจาเลยและมอบอานาจให้จาเลยไปถอนเงินจากธนาคาร
แทนแล้วให้นักเรียนไปขอเบิกเงินจากจาเลยอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นเร่ืองที่จาเลยกระทาไปนอกเหนือ
หน้าที่ตามท่ีได้รับมอบหมาย นอกจากนี้เงินท่ีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาโอนเข้าบัญชีเงินฝาก
ของนักเรียน ถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนักเรียน มิใช่เป็นทรัพย์สินของหน่วยงานราชการซึ่ง
จาเลยมีหน้าท่ีดูแลรักษาอีกด้วย การท่ีจาเลยไม่มีหน้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบเงินในบัญชีเงินฝาก
231
อันเป็นบัญชสี ่วนตัวของนักเรียน แม้จาเลยจะได้นาไปใช้หมุนเวยี นเพื่อประโยชนส์ ่วนตนก่อนท่ีจะถูก
ร้องเรียนและคืนให้นักเรียนในภายหลังหรือไม่ก็ตาม คงเข้าลักษณะของการกระทาที่อาจเป็นการ
ยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ ซ่ึงโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษ จาเลยไม่มีความผิดฐานเป็น
เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ี
โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๑๐๐๕/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๑ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ จะต้องเป็นการ
ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าท่ีซ่ึงอยู่ในหน้าที่ของเจ้าพนักงานน้ันเองโดยมิชอบ เพ่ือให้เกิดความ
เสียหายแก่ผู้หน่ึงผู้ใดหรือโดยทุจริต ถ้าไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงแล้วย่อม
ไม่เป็นความผิดตามมาตราน้ี เม่ือขณะท่ีจาเลยท้ังสองมาเอารถยนต์แท็กซี่จากโจทก์ไป จาเลยท่ี ๒
แต่งเคร่ืองแบบตารวจเท่าน้ัน แต่จาเลยที่ ๒ กระทาไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีอานาจหน้าท่ี
จะต้องทา แสดงว่าการไปเอารถยนต์แท็กซี่จากโจทก์น้ัน มิใช่การกระทาท่ีเกี่ยวกับหน้าท่ีของจาเลย
ที่ ๒ ฟ้องโจทก์เก่ียวกับจาเลยท่ี ๒ จึงไม่มีมูลความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการ
ปฏิบัตหิ นา้ ท่โี ดยมิชอบ
ฎีกาท่ี ๑๐๓๔/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๒๑ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ จะต้องเป็นการ
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอยู่ในหน้าท่ีของเจ้าพนักงานน้ันเองโดยมิชอบด้วย เพ่ือให้เกิด
ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ถ้าไม่เกี่ยวกับอานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรง
แล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว ขณะเกิดเหตุอานาจหน้าที่ในการแต่งต้ังพนักงาน
เจ้าหน้าท่ีของสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัดชลบุรี เป็นอานาจหน้าที่ของ
เลขาธิการสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ มาตรา ๓๐ จาเลยทั้งหกมีอานาจตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง
มอบหมายตามมาตรา ๑๓ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมิได้กาหนดให้จาเลยท้ังหกในฐานะ
คณะกรรมการการเลือกตงั้ ประจาจังหวัดมีอานาจหน้าท่ีในการแต่งต้ังโยกยา้ ยพนกั งานของสานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้ง การท่ีจาเลยทัง้ หกมีการประชุมคณะกรรมการการเลือกต้ังประจาจังหวัด
ชลบุรี แล้วมีมติว่าให้ส่งตัวโจทก์คืนสานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังและให้แต่งต้ังหัวหน้างาน
สืบสวนสอบสวนคนใหม่แทนโจทก์ จาเลยทั้งหกกระทาไปโดยไม่มีอานาจหน้าที่ ท้ังไม่ปรากฏว่า
หลังจากจาเลยที่ ๑ ทาหนังสือขอส่งตัวโจทก์คืนไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกต้ัง
เลขาธิการมีคาสั่งเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวอย่างไร การที่โจทก์ได้รับคาสั่งให้ไปช่วยราชการท่ี
สานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็เป็นเวลาตั้งแต่วันท่ี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ ก่อนที่จะมีมติ
ดงั กล่าว ส่วนที่โจทก์ไดร้ ับคาสั่งให้ชว่ ยราชการต่อเนอ่ื งกันมาจนถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ตาม
คาสั่งของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยไม่ปรากฏว่าการมีคาส่ังดังกล่าวสืบเน่ืองมาจาก
การลงมติของจาเลยทั้งหกท่ีให้ส่งตัวโจทก์คืน การกระทาของจาเลยท่ี ๒ ถึงที่ ๖ จึงหาใช่เป็นการใช้
อานาจในตาแหน่งโดยมิชอบ หรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบตาม ป.อ.
มาตรา ๑๕๗ แตอ่ ย่างใด
232
กรณีเจ้าพนกั งานมอี านาจหนา้ ท่ี
ฎีกาท่ี ๖๘๗๗/๒๕๕๙ การยึดรถกระบะของกลางตลอดจนการคืนล้วนเกี่ยวข้องกับอานาจ
หน้าที่ของพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๕ วรรคสาม (เดมิ ), ๑๓๑ ส่วนเรื่องการเกบ็ รักษา
ดแู ล หรือพจิ ารณาสั่งคืนของกลาง แม้ตามข้อบังคับหรือระเบียบของสานักงานตารวจแห่งชาติจะมิได้
กาหนดให้เป็นอานาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเจ้าของสานวนโดยลาพังก็ตาม ก็หาทาให้อานาจ
หน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหมดสิ้นไป จาเลยในฐานะ
พนักงานสอบสวนเจ้าของสานวนเรียกรับเงินค่าตรวจสภาพรถกระบะของกลางโดยไม่มีอานาจ
โดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพ่ือให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
อนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎกี าท่ี ๗๒๑๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๐๕ จาเลยรบั ราชการในตาแหน่งเจ้าพนักงานปกครอง
๕ เป็นผู้จัดทาสาเนาทะเบียนบ้านข้ึนเอง และเป็นผู้ลงลายมือช่ือรับรองสาเนาในฐานะนายทะเบียน
ด้วยตนเอง หาใช่มีบุคคลอ่ืนปลอมลายมือช่ือของจาเลยไม่ เพ่ือใช้ประโยชน์เป็นหลักฐานประกอบ
ให้แก่ ช. นาไปขอบัตรประจาตัวประชาชน ซ่ึงจาเลยเป็นผู้อนุมัติให้ออกบัตรประจาตัวประชาชน
ให้แก่ ช. แม้จาเลยอ้างว่าไม่มีอานาจท่ีจะวินิจฉัยให้ ช. เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านได้ กรณีนี้แม้จาเลย
ไม่มีอานาจหน้าท่ีท่ีจะปฏิบัติการดังกล่าวให้เสร็จลุล่วงเพราะต้องเสนอนายอาเภอวินิจฉัยอีกด้วย
แตก่ ารกระทาดังกล่าวส่วนหนง่ึ กเ็ ป็นอานาจหน้าท่ีของจาเลย ฉะน้ัน การท่จี าเลยกระทาการดังกลา่ ว
เพื่อช่วยเหลือให้ ช. มีบัตรประจาตัวประชาชนโดยที่ ช. เป็นบุคคลต่างด้าวไม่มีสัญชาติไทย
ไมส่ ามารถมีบัตรประจาตัวประชาชนเป็นคนไทยได้ จึงเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัตหิ น้าท่ีโดย
มิชอบ
ฎีกาท่ี ๓๔๗๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๑ การสอบสวนกรณีแจ้งการเกิดเกินกาหนดเป็น
อานาจของนายอาเภอ ปลัดอาเภอจะใช้อานาจในฐานะผู้ปฏิบัติราชการแทนไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณี
มอบอานาจ จาเลยท่ี ๒ ซ่ึงเป็นเจ้าหน้าท่ีปกครอง รับแจ้งการเกิดของ อ. เกินกาหนด ออกใบสูติ
บัตรและลงรายการทะเบียนบ้านโดยไม่มีการสอบสวนและโดยพลการ เป็นการปฏิบัติท่ีผิดระเบียบ
และผิดกฎหมาย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ แต่การที่จาเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ทา
หนังสือรับรองว่า อ. เป็นบุตรของนาย บ. และนาง ช. ภายหลังจากความผิดที่จาเลยท่ี ๒ กระทา
สาเร็จไปแล้ว จึงไม่ใช่การกระทาอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อ่ืนกระทา
ความผิดก่อนหรือขณะกระทาความผดิ ไมเ่ ปน็ ความผิดฐานเปน็ ผสู้ นับสนุน
จาเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. บัตรประจาตัวประชาชนฯ แต่จาเลย
ที่ ๒ เป็นข้าราชการ ตาแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครอง ๒ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ
จาเลยท่ี ๒ ได้รับคาสงั่ จากนายอาเภอให้รับผิดชอบในงานบัตรประจาตัวประชาชน ย่อมทาให้จาเลย
ที่ ๒ เป็นเจา้ พนักงานผู้ทาการแทนนายอาเภอ
233
ไม่เปน็ การปฏิบตั หิ รือละเวน้ การปฏบิ ัติหนา้ ทโ่ี ดยไม่ชอบ
ฎีกาท่ี ๒๓๑๑/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๒ น.๔๒ จาเลยท่ี ๒ มีคุณสมบัติและลักษณะไม่ต้องห้ามใน
การดารงตาแหน่งเป็นท่ีปรึกษานายกเทศมนตรีตาม พ.ร.บ. เทศบาลฯ มาตรา ๔๘ จตุทศ
การท่ีจาเลยที่ ๑ แต่งตั้งจาเลยท่ี ๒ เป็นประธานที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองท่าบ่อ ย่อมมิได้
ขัดตอ่ บทบัญญตั ิของกฎหมายแตป่ ระการใด
หลังจากที่จาเลยท่ี ๑ แต่งต้ังจาเลยที่ ๒ ให้เป็นประธานที่ปรึกษานายกเทศมนตรีแล้ว
สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประชาชาติไทย (ส.ท.ห.) เป็นผู้มีหนังสือเชิญจาเลยท่ี ๒ ร่วมเดินทาง
ไปศึกษาดูงาน ณ กรุงไทเป ดินแดนไต้หวัน โดยขอให้เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากต้นสังกัด
จาเลยที่ ๑ ในฐานะนายกเทศมนตรีเพียงแต่มีคาส่ังอนุมัติให้จาเลยท่ี ๒ ไปราชการดินแดนไต้หวัน
ตามหนังสือเชิญของ ส.ท.ห. โดยให้จาเลยที่ ๒ มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการได้ตาม
สทิ ธิและระเบียบราชการอนั เป็นไปตามระเบียบของการปฏิบัติงานราชการโดยท่ัวไป การกระทาของ
จาเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าพนักงานดังกล่าว แม้จะไม่เหมาะสมกับที่อนุมัติให้จาเลยท่ี ๒ ภริยาตนไป
ราชการและเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่ดินแดนไต้หวัน แต่การกระทาของจาเลยท่ี ๑
ดงั กล่าวกย็ ังรับฟังไม่ไดว้ ่าเป็นการที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหรอื ละเว้นการปฏิบตั ิหน้าท่โี ดยมิชอบ เพื่อให้
เกิดความเสยี หายแก่ผู้หน่ึงผู้ใด หรือปฏิบัติหรอื ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการกระทา
ความผิดตอ่ ตาแหนง่ หน้าทรี่ าชการตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ และจาเลยที่ ๒ ย่อมไม่มคี วามผิดฐานเป็น
ผู้สนับสนุนการกระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีราชการตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา
๘๖
ขอ้ สังเกต ขอให้เปรยี บเทียบกับฎีกาที่ ๗๐๑๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๐ ทวี่ นิ ิจฉัยว่า “จาเลยดารง
ตาแหน่งนายกเทศมนตรี สมัครเข้ารับการเลือกสรรให้ได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาโท แต่กลับ
แต่งตั้งตนเองเป็นประธานกรรมการคัดเลือกผู้สมควรไดร้ บั ทุนการศึกษาระดับปรญิ ญาโท และจาเลย
ร่วมพิจารณาคัดเลือกจาเลย กับ ม. เป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาโดยปราศจากเหตุผล โจทก์ซ่ึงเป็น
ผู้สมัครเข้ารับการเลือกสรรรับทุนการศึกษาดังกล่าวด้วยคนหน่ึง ย่อมได้รับความเสียหายแล้ว
พฤติการณ์ของจาเลยจึงเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพ่ือให้เกิดความ
เสียหายแก่โจทก์” ซึ่งคงต้องหาข้อแตกต่างแล้วจาไปตอบข้อสอบ หรือใกล้เคียงกับอีกคดีหนึ่งท่ี
พนกั งานอัยการอาจฟอ้ งวา่ เปน็ ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าท่ีจัดการหรอื ดูแลกิจการใด เขา้ มี
ส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สาหรับตนเองหรือผู้อ่ืน เนื่องด้วยกิจการนั้นตามมาตรา ๑๕๒ ซึ่งก็มีฎีกำท่ี
๘๘๒๓/๒๕๕๙ ตดั สินวา่ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๒ ไมม่ ีองคป์ ระกอบของความผดิ หรือมูลเหตุ
ชักจูงใจว่า อันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเพ่ือให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หน่ึงผู้ใด เมื่อจาเลยเป็น
ผู้จัดทาโครงการส่งเสริมการปลูกส้มเขียวหวานปลอดโรค "การจัดทาแปลงสาธิตระบบการให้น้า
เหนือผิวดิน" โดยดาเนินการตามขั้นตอนของทางราชการต้ังแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ แม้ไม่ปรากฏว่ามี
ขน้ั ตอนใดท่ีกระทาโดยฝ่าฝืนระเบยี บหรอื มีระเบียบห้ามไว้ ในขั้นตอนของการจัดซื้อวสั ดุอุปกรณ์และ
ขั้นตอนการตรวจรับและการติดต้ังก็ไม่ปรากฏว่ามีการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกิดข้ึน แต่พื้นท่ีแปลง
234
สาธิตเป็นของ ส. ภริยาของจาเลย แม้การจัดหาท่ีดินแปลงสาธิตจะเป็นดังท่ีจาเลยอ้างว่าเกษตร
อาเภอแม่วงก์เป็นผู้จัดหาท่ีดินและเกษตรกรได้รับประโยชน์จากแปลงสาธิตก็ตาม จาเลยก็ไม่อาจ
ปฏิเสธความรับผิดชอบของตนได้ เพราะเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ
ผลประโยชน์ส่วนรวมข้ึน ซึ่งเป็นเร่ืองที่เก่ียวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตาแหน่งหน้าท่ีและมีกฎหมาย
บัญญัติไว้เป็นความผิด การนาท่ีดินของ ส. มาดาเนินการโดยมีการนาวัสดุอุปกรณ์และกิ่งพันธุ์
ส้มเขียวหวานปลอดโรคมาลงในท่ีดิน ที่ดินของ ส. ย่อมได้รับประโยชน์อยู่ในตัวโดยปริยาย เมื่อ
จาเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่กากับดูแลกิจการโครงการดังกล่าว ถือว่าจาเลยเข้ามีส่วนได้เสียเพ่ือ
ประโยชน์สาหรับภริยาตนเนอ่ื งดว้ ยกิจการน้นั จาเลยจงึ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๒
ฎีกาที่ ๖๖๓๘/๒๕๕๙ ฎ.๑๘๖๓ ขณะเกิดเหตุจาเลยมีตาแหน่งเป็นผู้อานวยการกลุ่ม
ควบคุมพันธ์ุพืช ซ่ึงเป็นหัวหน้ากลุ่มควบคุมพันธุ์พืช จึงเป็นผู้มีอานาจพิจารณาคาขอรับใบอนุญาต
ของโจทก์ว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ มิใช่
มีหน้าท่ีต้องเสนอคาขอดังกล่าวต่ออธิบดีกรมวิชาการเกษตร เม่ือโจทก์ย่ืนคาขอรับใบอนุญาต
รวบรวมเมล็ดพันธ์ุควบคุมเพื่อการค้าพร้อมเอกสารประกอบ และจาเลยเห็นว่ายังขาดเอกสาร
หลักฐานประกอบตามกฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอานาจตามความในพระราชบัญญัติพันธุ์พืชฯ
มาตรา ๑๔ วรรคสอง ท่ีบัญญัติว่า การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเง่ือนไขที่กาหนดในกฎกระทรวง จึงคืนคาขอของโจทก์โดยไม่เสนอคาขอดังกล่าวต่อ
อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเพื่อพิจารณาสง่ั ดังน้ี การกระทาของจาเลยไม่มมี ูลความผิดฐานปฏิบัติหรือ
ละเวน้ การปฏิบัติหนา้ ทโ่ี ดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
การคืนคาขอเพ่ือให้โจทก์ไปรวบรวมเอกสารหลักฐานประกอบมาให้ครบแล้วนามาย่ืน
คาขอใหม่ ซึ่งเป็นการคืนในชั้นตรวจเอกสารหลักฐานประกอบตามคาขอในเบ้ืองต้น มิใช่เป็นการ
พิจารณาคาขอแลว้ มีคาส่ังไม่ออกใบอนุญาตใหแ้ กโ่ จทก์ที่ผู้ขอใบอนุญาตหรอื ผู้ขอต่อใบอนญุ าตมีสทิ ธิ
อทุ ธรณ์เป็นหนังสือต่อรฐั มนตรภี ายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีได้รับหนงั สือของพนักงานเจ้าหน้าท่ีแจ้ง
การไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ต่อใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช มาตรา ๒๐ แม้
โจทก์ขอให้จาเลยออกคาปฏิเสธคืนคาขอดังกล่าวเป็นหนังสือ แต่จาเลยไม่ออกให้ การกระทาของ
จาเลยก็ถือไม่ได้ว่าจาเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันจะมี
มลู ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎกี าที่ ๑๔๐๖๖/๒๕๕๘ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการ
ทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๑ บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า
ข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาน้ันเป็นอันตกไป ข้อกล่าวหาใดท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า
มีมูลความผิดให้ดาเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้ดาเนินการตามมาตรา ๙๒
ซ่ึงบัญญัติว่า ในกรณีมีมูลความผิดทางวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่ง
การกระทาความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดกระทาความผิดวินัย ให้ประธานกรรมการส่ง
รายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอน
235
ผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นเพ่ือพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติโดย
ไม่ต้องแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่า
รายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสานวนการสอบสวนทางวินัยของ
คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัยตามกฎหมายหรอื ระเบียบหรือข้อบังคบั ว่าด้วยการบริหารงานบคุ คลของ
ผู้ถูกกล่าวหาน้ัน ๆ แล้วแต่กรณี บทบัญญัติดังกล่าวบังคับเฉพาะกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ
ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทาความผิดวินัยเท่าน้ันท่ีให้ถือตามรายงานเอกสารและความเห็นของ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้บังคับในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล
ความผิด จาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ จึงยังคงมีอานาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบสวน
โจทก์ได้ ไมเ่ ปน็ การปฏิบตั ิหนา้ ท่โี ดยมิชอบ
พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ใช้บังคับ
ในขณะนั้น มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้มีสานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็น
หน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกากับดูแลของคณะกรรมการการเลือกต้ัง
โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด” มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
“ให้สานักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังมีเลขาธิการคนหน่ึง ซ่ึงประธานกรรมการการเลือกต้ัง
แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกต้ัง” และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๗๖ วรรคหนึ่ง กาหนดว่า “พนักงานผู้ใดกระทาผิด
วนิ ัยอย่างร้ายแรง ให้เลขาธิการหรือประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ แล้วแต่
กรณี ส่ังลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี” และ ( ๒ ) กาหนดว่า “สาหรับ
ผดู้ ารงตาแหน่งเลขาธิการ ให้ประธานกรรมการเป็นผู้ส่งั การ” ดังนนั้ แม้คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัย
รายงานการสอบสวนโจทก์ว่าเหน็ ควรยตุ เิ ร่ืองและจาเลยท่ี ๑ เหน็ ชอบ กต็ ้องไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก
คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้มีอานาจให้ความเห็นชอบในการแต่งต้ังและลงโทษโจทก์ จาเลย
ท่ี ๑ ท่ี ๒ และที่ ๔ ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีอานาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวน
วนิ ยั สอบสวนโจทก์ตอ่ ไปได้ ไม่เปน็ การปฏิบตั ิหน้าทโี่ ดยมิชอบ
ฎีกาที่ ๑๒๐๙๑/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๒๕ ก่อนจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุม ช. กับพวกใน
ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ช. ใหก้ ารว่าโจทก์ทง้ั สองเป็นผ้ใู ช้จา้ งวาน จึงมีการสอบสวน ขยายผล
และจบั กุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจาวนั ไว้ และตามสาเนารายงานประจาวันเกีย่ วกับคดีระบุว่า
พนั ตารวจเอก ส. ผู้กากับการสถานีตารวจนครบาลพระโขนง สั่งให้จาเลยท้ังสิบสามซ่ึงเป็นเจา้ หน้าท่ี
ฝ่ายสืบสวนปราบปรามนาตัว ช. ไปสอบสวนขยายผล โดยนัดโจทก์ท่ี ๒ มารับรถยนต์ท่ีหน้า
ห้างสรรพสินค้า ซ่ึงเป็นเร่ืองจาเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้วผู้ร่วมกระทา
ความผิดอาจหลบหนีไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๓) ทั้งรถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ท่ี ๒ และ
โจทก์ท่ี ๒ เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตารวจไปทาการตรวจค้นเอง จึงไม่จาต้องขอหมายค้นจากศาลตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๔) และมาตรา ๙๔ การกระทาของจาเลยท้ังสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม
คาส่ังของผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจส่ังการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม
236
ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๔๙๕๘/๒๕๕๖ ฎ.๔๘๔ อาคารท่ีพักสายตรวจสร้างจากเงินบริจาคของประชาชน
และสร้างบนที่ดินขององค์การบริหารส่วนตาบล เพื่อใช้เป็นสถานที่พักของตารวจสายตรวจและ
อานวยความสะดวกแก่ประชาชนท่ีมาแจ้งความร้องทุกข์ แม้โจทก์จะร่วมบริจาคเงินในการก่อสร้าง
ดว้ ย แต่เมือ่ ประชาชนสามารถเข้ามาติดต่อใช้อาคารในการตดิ ต่อกับเจ้าพนักงานตารวจได้ จงึ ไม่ใช่ที่
รโหฐานอันเป็นที่ส่วนตัวของโจทก์ท่ีจะมีอานาจจัดการหวงห้ามได้ ส่วนห้องนอนของโจทก์ที่ก้ันเป็น
สัดส่วน เป็นสว่ นหนึ่งของอาคารทพี่ ักสายตรวจ และผู้ใต้บังคับบญั ชาของโจทกใ์ ช้เป็นที่เปล่ียนเส้ือผ้า
แสดงว่านอกจากโจทก์จะใช้เป็นท่ีพักอาศัยแล้วตารวจสายตรวจอ่ืนก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ แม้
โจทก์จะเก็บส่ิงของส่วนตัวไว้และใสก่ ุญแจ ก็ไม่ใช่ห้องพักส่วนตัวที่โจทก์จะมีสทิ ธหิ วงกันไว้ผู้เดียวได้
แต่เป็นห้องพักอันเป็นสถานท่ีราชการที่เจ้าพนักงานตารวจอื่นก็เข้าพักอาศัยได้เช่นกัน ห้องพักที่เกิด
เหตุจึงไม่ใช่ท่ีรโหฐาน การที่จาเลยเข้าไปในห้องพักเพื่อค้นหาอาวุธปืนตามที่ผู้ใช้กระทาความผิดแจ้ง
ว่านามาไว้ในอาคารท่ีพักสายตรวจ จึงมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่ามีสิ่งของที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็น
ความผิดซ่อนไวใ้ นหอ้ งพกั ของโจทก์ จาเลยย่อมมีอานาจคน้ หอ้ งพักของโจทกไ์ ด้โดยไม่ต้องมีหมายค้น
หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ การกระทาของจาเลยเป็นการปฏิบัติ
หน้าทีโ่ ดยชอบด้วยกฎหมาย จงึ ไม่เปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๖๙๙๗/๒๕๖๑ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอานาจส่ังพักราชการโจทก์ได้
แม้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยยังไม่ได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองว่า
สมควรจะส่ังพักราชการโจทก์ เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าท่ีราชการต่อไปอันจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
หรือไม่
เป็นการปฏบิ ตั ิหรือละเว้นการปฏบิ ัติหนา้ ทีโ่ ดยมิชอบ
ฎีกาที่ ๖๗๙๒/๒๕๖๑ ฎ.๒๓๖๒ จาเลยเป็นนายกเทศมนตรี มีอานาจหน้าที่กาหนด
นโยบายสั่งอนุญาตและอนุมัติเก่ียวกับราชการของเทศบาลและมีอานาจส่ังอนุญาตให้ซ้ือหรือจ้าง
ทุกวิธีที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ไม่จากัดวงเงินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของ
หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถ่ินฯ ส่วนการดาเนินการจัดซ้ือจัดจ้างทรายพิพาทเป็นหน้าท่ีของ
งานพัสดุและทรัพย์สิน และทรายพิพาทที่จัดซ้ือมาได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของฝ่ายโยธา และ
การจัดการดูแลรับผิดชอบรถยนต์ของเทศบาลเป็นหน้าท่ีของงานป้องกันและรักษาความสงบ
เรียบร้อยของเทศบาล จาเลยมีส่วนเก่ียวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเก่ียวกับงานราชการของเทศบาล
ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซ้ือ ทา จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ จาเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๑
จาเลยซ่งึ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาศัยอานาจในตาแหน่งนายกเทศมนตรีสัง่ การให้ใช้
รถยนต์ของเทศบาลขนทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบกระทรวง
237
มหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบรหิ ารราชการส่วนทอ้ งถิ่นฯ เป็นการปฏิบตั ิหนา้ ทีโ่ ดยมิชอบ
เพื่อให้เกดิ ความเสียหายแกเ่ ทศบาล เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๗๓๒๒/๒๕๕๘ ฎ.๑๐๔๔ จาเลยเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลและรักษาการ
หัวหน้าสานักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตาบล ซ่ึงเป็นพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่รับผิดชอบ
ควบคุมการปฏิบัติราชการประจาในองค์การบริการส่วนตาบล ปกครองบังคับบัญชาพนักงานส่วน
ตาบลและลูกจ้าง โจทก์มีตาแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจาเลย
เม่ือ ช. นายกองค์การบริหารส่วนตาบลมีคาสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้ารับการอบรมหลักสูตร
ประกาศนียบัตรการบริหารจดั การองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน โจทก์มีสิทธิขอเบิกค่าลงทะเบียนและ
คา่ ใชจ้ ่ายในการเดินทางไปราชการตามระเบียบจากต้นสังกัด หากจาเลยเห็นวา่ คาสัง่ ของ ช. ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีการตรวจสอบว่าคลังขององค์การบริหารส่วนตาบลมีเงินจ่ายหรือไม่ คาส่ัง
ให้โจทก์ไปอบรมเป็นคาส่ังท่ีซับซ้อนกับคาส่ังอื่น โจทก์ไม่ได้เสนอแผนการใช้จ่ายเงินให้ส่วนการคลัง
รับรู้เสียก่อน เป็นหน้าที่ของจาเลยจะต้องดาเนินการตามระเบียบของทางราชการ จาเลยไม่มีสิทธิ
นาสาเหตุโกรธเคืองส่วนตัวกับโจทก์ที่โจทก์เสนอเร่ืองขอไปอบรมให้ ช. อนุญาตโดยไม่ผ่านจาเลย
มาเกษียณสั่งไม่จ่ายเงินด้วยข้อความว่า “กูไม่โอนเงิน มึงทาข้ามสายการบังคับบัญชา” ในบันทึก
ข้อความท่ีโจทก์เสนอเร่ืองขอส่งเอกสารฎีกาเบิกจ่ายเงินตามระเบียบเพ่ือขอเ บิกเงินค่าลงทะเบียน
และจาเลยไม่ทาเร่ืองเบิกเงินให้โจทก์ พฤติการณ์ของจาเลยท่ีไม่ตรวจและอนุมัติฎีกาซ่ึงเป็นการใน
หน้าท่ีก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และทางราชการโดยส่วนรวม จาเลยมีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๕๗ ในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาเพื่อให้
เกิดความเสยี หายแกโ่ จทก์
ฎีกาที่ ๑๓๓๑๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๔๘ จาเลยพูดกับพันตารวจตรี อ. ผู้ใต้บังคับบัญชา
ให้ปล่อยผู้กระทาความผิดไป ๑๙ คน พร้อมรถกระบะของกลาง เม่ือได้รับการปฏิเสธจาเลยก็ยัง
โทรศัพท์ให้พันตารวจตรี อ. และผู้ใต้บังคับบัญชาท่ีร่วมจับกมุ ไปหาท่ีบา้ นและพูดเช่นเดิมอีก การพูด
กับผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนตลอดจนเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาไปพบที่บ้านและบอกให้ปล่อยผู้กระทา
ความผดิ พร้อมรถกระบะของกลาง จึงเห็นไดว้ ่าเป็นการสั่งการในฐานะผบู้ ังคับบญั ชาของผ้รู ่วมจับกุม
จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจมีอานาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทาความผิดและมีอานาจสั่งการให้
ผใู้ ต้บังคับบัญชานาตัวผู้ถูกจับกุมส่งต่อพนักงานสอบสวนหรือส่ังปล่อยผถู้ ูกจับกุมหากเห็นว่าเป็นการ
จับผิดตัว หรือผู้ถูกจับกุมไม่ได้กระทาความผิด หรือการกระทายังไม่เป็นความผิด จาเลยทราบดีว่า
คนต่างด้าวท่ีถูกจับกมุ มาเป็นผู้กระทาความผิด จาเลยไม่มีอานาจสั่งปล่อยได้ แต่กลับสั่งการในฐานะ
ผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปล่อยตัวผู้กระทาความผิดและรถของกลางโดยมิชอบ การกระทา
ของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพ่ือให้เกิดความเสียหาย
แก่ผ้หู นึ่งผใู้ ด
ฎีกาท่ี ๑๕๓๖๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๖๖ บัตรประจาตัวประชาชนเป็นเอกสารท่ีทาง
ราชการกาหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตร
238
ประจาตัวประชาชนและต้องมีไว้เพื่อใช้แสดงเม่ือเจ้าพนักงานตรวจบัตรขอตรวจ มิฉะน้ันถือเป็น
ความผิดและต้องรับโทษอาญาตาม พ.ร.บ. บัตรประจาตัวประชาชนฯ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และ
มาตรา ๑๗ (ที่ใช้บังคับในขณะน้ัน) ประกอบกับบัตรประจาตัวประชาชนก็เป็นเอกสารราชการที่
ประชาชนต้องใช้ในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐหรือใช้ประกอบการทานิติกรรม และการตรวจยึด
บัตรประจาตัวประชาชนของโจทก์น้ัน จาเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าว
ขอยึดบัตรประจาตัวประชาชนไว้ตรวจสอบ โดยไม่ปรากฏมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรและชอบ
ด้วยเหตุผล ท้ังเป็นการยึดโดยจาเลยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและมิได้ดาเนินคดีใด ๆ ต่อโจทก์เป็น
เวลานานเกือบ ๔ เดือน อันอาจก่อให้ได้รับความเสียหายแก่โจทก์ การยึดบัตรประจาตัวประชาชน
ของโจทก์เป็นการยึดเอาไว้ภายหลังจากโจทก์ร้องเรียนกล่าวโทษจาเลยทางวินัย จาเลยยึดเอาบัตร
ประจาตัวประชาชนของโจทก์ โดยลุแก่อานาจและมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเดือดร้อน
เสียหาย การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการ
ปฏบิ ัติหนา้ ที่โดยมิชอบ เพอ่ื ให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาที่ ๗๖๓๐/๒๕๔๙ ฎ.๒๐๘๖ โจทก์เมาสรุ าจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทาง
สาธารณะหรือสาธารณสถาน และโจทก์ได้ชาระค่าปรับตามท่ีพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว
ทาให้คดีอาญาที่โจทก์ถูกกล่าวหาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๓๗ (๒) แต่เมื่อโจทก์กล่าวหาต่อจาเลยในฐานะพนักงานสอบสวนวา่ จ่าสิบตารวจ ป. ทาร้าย
ร่างกายโจทก์ ทาให้โจทก์เสียหายโดยมีเจตนาจะให้จ่าสิบตารวจ ป. ได้รับโทษ จึงเป็นคาร้องทุกข์
ตามมาตรา ๒ (๗) และเป็นการกระทาที่แยกต่างหากจากการกระทาที่โจทก์ถูกกล่าวหาดังกล่าว
จาเลยในฐานะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตอ้ งรับคารอ้ งทุกขข์ องโจทก์ไว้เพ่ือดาเนินการสอบสวนตาม
อานาจหน้าที่ต่อไป การท่ีจาเลยไม่รับคาร้องทุกข์ของโจทก์ในข้อหาทาร้ายร่างกาย อ้างเพียงว่าคดี
เลิกกันแล้วโดยไม่มกี ฎหมายใหอ้ านาจ จึงเป็นการละเว้นการปฏบิ ัติหน้าที่โดยมิชอบ ทาใหโ้ จทก์ได้รับ
ความเสียหายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗
ฎีกาที่ ๑๑๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๑ ขณะจาเลยปฏิบัติหน้าท่ีตรวจคนโดยสารขาออกนอก
ราชอาณาจักร จ. คนต่างด้าวซึ่งเป็นคนโดยสารขาออกถือหนังสือเดินทางมาให้จาเลยตรวจ เพ่ือ
เดนิ ทางออกนอกราชอาณาจักร เมอื่ จาเลยตรวจพบว่า จ. มีเพยี งหนงั สอื เดินทางโดยไม่มตี ราประทับ
ขาเขา้ กับไม่มีเอกสารการเดินทางครบถ้วน แต่จาเลยไม่ได้ยดึ หนังสือเดินทางและควบคุม จ.ไว้เพ่ือให้
นายตารวจสัญญาบัตรมารับตัวไปดาเนินคดีตามระเบียบปฏิบัติ กลับปล่อยให้ จ. ผ่านช่องตรวจ
ของจาเลยเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจกั รได้ จาเลยจึงมคี วามผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการ
ปฏิบตั ิหนา้ ที่โดยมชิ อบ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายแกส่ านกั งานตรวจคนเขา้ เมอื ง กรมตารวจ
ฎีกาที่ ๓๕๐๙/๒๕๔๙ ฎ.๗๘๘ จาเลยซ่ึงเป็นพนักงานอัยการมีคาส่ังไม่ฟ้องบริษัท ส. และ
ป. ท่ีถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์ ท้ังท่ีหนังสือพิมพ์ ด. ซึ่งบริษัท ส. เป็นเจ้าของและ ป. เป็น
บรรณาธิการ ลงข้อความในหนังสอื พิมพ์เป็นความเทจ็ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการ
ใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใชด้ ุลพินิจตามอาเภอใจ จึงเกินล้า
239
ออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมายและในฐานะท่ีจาเลยเป็นข้าราชการอัยการช้ันสูง
จาเลยย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ การใช้ดุลพินิจผิดกฎหมาย
ในกรณีนี้ จาเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการมิชอบและมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์
ซ่ึงเป็นผู้เสยี หาย อีกท้ังเพ่ือจะช่วยบรษิ ัท ส. และ ป. มิให้ต้องโทษจากการกระทาความผิดของตนอีก
ด้วย จาเลยจึงมคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๒๐๐ วรรคหนึง่
ฎีกาท่ี ๗๕๙/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๓๓ จาเลยท่ี ๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจนับ
คะแนนประจาหน่วยเลือกต้ังโดยผู้มีอานาจตามกฎหมาย จาเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน
จาเลยที่ ๑ ได้หยิบบัตรเลือกต้ังใส่ในเส้ือที่สวมใส่แล้วเดินออกไปยังจุดนัดพบกับ ต. เพ่ือให้ ต.
ตอ่ จากน้ันไดก้ ลับมายังท่ีหน่วยเลือกตั้ง จนเวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกา จาเลยท่ี ๑ ขออนุญาตออกไป
ทาธุระข้างนอกและไปหา ต. กับพวกรวม ๓ คน แล้วนาบัตรเลือกต้ังกลับมายังหน่วยเลือกต้ัง
จากน้ันจาเลยท่ี ๑ ได้ล้วงเอาบัตรเลือกตง้ั จากในเส้ือออกมาใส่กล่องบัตรดี บตั รเลอื กตั้งทุกแผ่นมีการ
กากบาทเคร่ืองหมายไว้แล้ว การกระทาของจาเลยที่ ๑ ย่อมเป็นท่ีเห็นได้ว่าจาเลยที่ ๑ ได้กระทาไป
โดยมีเจตนาที่จะมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากน้ียังเป็นการทาให้บัตร
เลือกต้ังเสียหายไม่อาจนาไปใช้การได้อีก อันถือได้ว่าเป็นการทาให้ผู้มีหน้าที่จัดการเลือกต้ังครั้งน้ัน
ไดร้ บั ความเสยี หาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จงึ เป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาท่ี ๗๗๒๘-๗๗๓๑/๒๕๔๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๒๖ โจทก์ทั้งส่ีมาปฏิบัติราชการทาการสอน
นักศึกษาตามกระบวนวิชาที่ได้รับมอบหมาย โจทก์ท้ังส่ีจงึ มีสิทธิท่ีจะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ แม้
โจทกท์ ี่ ๒ ถึงที่ ๔ จะไมล่ งเวลาทางานตามระเบียบว่าด้วยการลงเวลาอันเปน็ การผิดระเบียบกต็ าม ก็
เป็นเร่ืองคนละส่วนกันกับเรื่องนี้ที่จะต้องไปดาเนินการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนอีกส่วนหน่ึง
ตา่ งหาก หาได้กระทบถึงสิทธิอันมีอยู่โดยชอบในการรับเงินค่าตอบแทนพิเศษของโจทก์ท้ังสี่แต่อย่าง
ใดไม่ ทั้งแบบฟอร์มก็เป็นแบบฟอร์มท่ีให้จาเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชา รับรองการปฏิบัติราชการ
ของอาจารย์ในภาควิชา ไม่ใช่หลักฐานรบั รองการลงเวลาปฏิบตั ิงาน จาเลยจึงมีหน้าที่ต้องรับรองการ
ปฏิบัติราชการของโจทก์ทั้งสี่ และไม่มีสิทธิขีดฆ่าช่ือโจทก์ท้ังสี่ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงิน
ค่าตอบแทนพิเศษได้ นอกจากน้ีจาเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชาซึ่งมีหน้าท่ีรับรองการปฏิบัติราชการ
เพ่ืออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ จะต้องปฏิบัติการในส่วนดังกล่าวตามหลักเกณฑ์
โดยเคร่งครัด ด้วยความเท่ียงธรรมและเสมอภาค แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า จาเลยก็รับรองการ
ปฏิบัติราชการและทาเรื่องขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้อาจารย์อ่ืนซึ่งไม่ได้ลงชื่อ
ในบัญชีลงเวลาปฏิบัติราชการของข้าราชการเช่นกัน แสดงว่าจาเลยไม่ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณา
รับรองการปฏิบัติราชการเช่นเดียวกับท่ีใช้กับโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ และเป็นการปฏิบัติ
หน้าที่อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ท้ังส่ีในการท่ีจะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ ซึ่งโจทก์ทั้งส่ี
มสี ิทธิโดยชอบที่จะได้รับ ดังน้ัน การท่ีจาเลยไม่รับรองการปฏบิ ัติราชการของโจทกท์ ้ังส่ีและขีดฆ่าช่ือ
โจทก์ท้ังส่ีออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ เพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายในงวด
ประจาเดือนตามฟ้องของโจทก์ท้ังสี่ ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ท้ังสี่
240
ดังกล่าว ถือได้ว่าจาเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่
โจทก์ท้งั ส่ี อนั เปน็ ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗
เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่ผหู้ น่ึงผู้ใด
ฎีกาที่ ๕๒๖๓/๒๕๖๑ ฎ.๑๗๐๑ จาเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตาบล
ไม่ใช้การซ้ือหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษตามท่ีได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาองค์การบริหาร
ส่วนตาบลเพราะยังไม่ได้รับประกาศภัยพิบัติจากจังหวัด ไม่เข้าเง่ือนไขการซ้ือหรือการจ้างโดย
วิธีพิเศษตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบรหิ ารส่วนตาบลฯ ขอ้ ๑๗ (๒)
ต้องใช้การซ้ือหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของ
องค์การบริหารสว่ นตาบลฯ ข้อ ๑๔ ตามทจ่ี าเลยที่ ๒ เสนอตอ่ จาเลยที่ ๑ ซงึ่ จะมผี ลให้ใช้เวลาในการ
ซ้ือหรือการจ้างนานขึ้น จาเลยที่ ๑ จึงไม่เห็นชอบให้ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคาตามท่ี
จาเลยท่ี ๒โต้แย้ง กลับสั่งการให้ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวง
มหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตาบลฯ ข้อ ๑๓ เพื่อจาเลยที่ ๑ จะได้มีอานาจ
อนุมัติการซ้ือหรือการจ้างนั้นได้ทันที ทาให้ต้องแบ่งการซื้อผ้าห่มนวมออกเป็นสองครั้ง เป็นเงิน
ครั้งละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทเท่ากับจาเลยที่ ๑ จงใจกระทาการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวง
มหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตาบลฯ ข้อ ๑๖ วรรคสอง การกระทาของจาเลย
ที่ ๑ ซง่ึ เปน็ เจา้ พนกั งานจงึ เปน็ การปฏบิ ัติหรือละเวน้ การปฏิบัติหนา้ ที่โดยมิชอบ แต่ไม่ปรากฏว่าเป็น
การกระทาเพื่อแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผู้อ่ืนอย่างใด
จึงไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อย่างไรก็ตาม การที่จาเลยที่ ๑ จงใจ
ฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าดว้ ยการพัสดุขององค์การบรหิ ารส่วนตาบลฯ ดังกลา่ ว ย่อมมี
ผลกระทบกระเทือนและก่อให้เกดิ ความเสยี หายแกก่ ารบริหารราชการแผ่นดนิ จึงเป็นการปฏิบัติหรือ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบเพ่ือให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หน่ึงผู้ใด และเข้าองค์ประกอบ
ความผิดตามมาตรา ๑๕๗
โดยทจุ ริต
ฎีกาท่ี ๓๕๙/๒๕๕๗ จาเลยท้ังสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายน้าล้นคอนกรีตเสริม
เหล็กบ้านหนองบัวเงิน และมีการวางฎีกาเบิกจ่ายเงินให้แก่ห้างหุ้นส่วนจากัด น. แล้วก่อนที่จาเลย
ทั้งสองจะเรียกเงินจากผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยทั้งสองจึงมิใช่เป็นการเรียกทรัพย์สินสาหรับ
ตนเองเพื่อกระทาการหรือไม่กระทาการอย่างใดในตาแหน่งไม่วา่ การนัน้ จะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าท่ี
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๙ แต่การท่ีจาเลยท้ังสองตรวจรับงานโครงการก่อสร้างฝายนา้ ล้นคอนกรตี เสริม
เหล็กบ้านหนองบัวเงินเรียบร้อยแล้วกลับมาหลอกลวงผู้เสียหายว่ายังไม่ได้ตรวจรับงานดังกล่าวเพื่อ
241
เรียกเงินจากผู้เสียหาย ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาที่ ๘๐๖๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๗๔ การที่จาเลยท่ี ๒ ลงช่ืออนุมัติให้จ่ายเงินในค่า
ครุภัณฑ์ท้ังหมดในหน้างบใบสาคัญเพื่อเป็นหลักฐานต้ังฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าครุภัณฑ์จากคลังจังหวัด
ตรังไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ระบุว่าเบิกเงินค่าครุภัณฑ์การศึกษาชุดปฏิบัติการวิชาเทคโนโลยีและ
สิ่งแวดล้อมจานวน ๑๗ รายการ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายท่ีผ้ซู ื้อจะจ่ายเงินให้แก่ผูข้ าย
เม่อื ผู้ซอ้ื ได้รับมอบสิ่งของไว้ครบถ้วนแลว้ แต่ขณะที่จาเลยที่ ๒ ลงชอ่ื อนุมัตใิ หจ้ า่ ยเงินได้น้นั ผขู้ ายส่ง
มอบครุภัณฑ์เพียง ๑๑ รายการ ยังขาดอีก ๖ รายการ และเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนท่ีต้องให้
หัวหน้างานพัสดุกับ อ. และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับครุภัณฑ์ท่ีซื้อครบถ้วนแล้ว
การกระทาของจาเลยท่ี ๒ เป็นการเอ้ือประโยชนแ์ กผ่ ู้ขายที่อนุมัติให้จ่ายเงินค่าซ้อื ครุภัณฑ์ทงั้ ทผี่ ู้ขาย
ส่งมอบครุภัณฑ์ไม่ครบตามสัญญา อันเป็นการแสวงหาประโยชน์เพ่ือผู้อื่นโดยไม่ชอบไม่ว่าผู้ขายจะรู้
หรือไม่ก็ตาม ถือว่าจาเลยที่ ๒ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับผู้อื่น
อันเปน็ การกระทาโดยทุจรติ ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๑)
ฎีกาที่ ๙๓๖๘/๒๕๕๒ ฎ.๒๒๕๔ จาเลยที่ ๑ รับราชการตาแหนง่ หัวหน้าส่วนโยธา องคก์ าร
บรหิ ารสว่ นตาบลหัวลา ช่วยราชการองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลซับจาปา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุม
งาน จาเลยท่ี ๒ เป็นกานันตาบลซับจาปา และเป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตาบล
ซับจาปา ได้รับแต่งต้ังเป็นประธานกรรมการตรวจการจ้าง จาเลยท้ังสองจึงมีหน้าท่ีตรวจผลการ
ปฏิบัติและตรวจรับงานตามสัญญาจ้าง โดยจาเลยท้ังสองทราบแต่แรกแล้วว่างานจ้างเหมาก่อสร้าง
ถนนตามสัญญามีความยาว ๑,๓๕๐ เมตร การท่ีจาเลยท่ี ๑ ไม่ออกไปตรวจสอบการก่อสร้าง ทาให้
เกดิ ความเสียหายเพราะหากจาเลยท่ี ๑ ไปตรวจยอ่ มทราบได้ว่าถนนทกี่ ่อสร้างเสร็จมีความยาวเพียง
ประมาณ ๑,๐๒๔ เมตร การท่ีจาเลยท้ังสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทาหลักฐานเท็จ
ด้วยเจตนาพิเศษท่ีจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตาบลซับจาปาและ เป็นการ
กระทาโดยทุจริต ทาให้องค์การบริหารส่วนตาบลซับจาปาต้องจ่ายเงินค่าจ้างเกินไป และมีผู้ได้
ประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นค่าก่อสรา้ งท่ีเกินไปจากความจริง แม้ภายหลังจาเลย
ท่ี ๒ จะนาเงินค่ารับจ้างส่วนท่ีรับเกินไปมาคืน ก็เนื่องมาจากองค์การบริหารส่วนตาบลซับจาปา
แจง้ เรียกเงินคืน จาเลยทง้ั สองจงึ มคี วามผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกาที่ ๑๒๙๐๙/๒๕๕๗ จาเลยเป็นเจ้าพนักงาน ได้ลงลายมือช่ือออกหนังสือรับรองการทา
ประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ให้แก่ ด. ซึ่งเป็นการกระทาที่อยู่ในอานาจหน้าที่ของจาเลย โดยไม่ได้
ตรวจสอบความถูกต้องว่า ด. ย่ืนขอออก น.ส.๓ ก ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงหรือไม่ และทาให้ ด.
ได้ไปซึ่ง น.ส.๓ ก ดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิได้รับ ถือได้ว่าเป็นการกระทาเพ่ือแสวงหาประโยชน์
ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับผู้อื่น จาเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการ
ปฏิบตั หิ นา้ ที่โดยทจุ รติ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
242
กรณีคุณสมบัตขิ องผูก้ ระทาความผิด
ฎกี าที่ ๕๑๔๖/๒๕๕๘ ป.อ. มาตรา ๘๔ วรรคสอง บัญญัตวิ ่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทาความผิด
น้ัน ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ..." น่ันคือ ให้ถือเสมือนว่าผู้ใช้เป็นตัวการ เป็นการร่วมกระทา
ความผิดด้วยกันตามมาตรา ๘๓ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีความผิดใดเกิดข้ึนโดยการกระทาของบุคคล
ต้ังแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทาความผิดด้วยกันน้ันเป็นตัวการ..." แต่กรณีท่ีผู้กระทาความผิด
ด้วยตนเองโดยไม่ร่วมกับผู้อ่นื นนั้ ไม่เรียกวา่ ตวั การ ดังน้ัน หากร่วมกระทาความผิดกับผู้อน่ื แตผ่ ู้ร่วม
กระทาคนใดคนหน่ึงขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น อันเนื่องมาจากเป็นความผิด
เฉพาะตัวผู้ท่ีมคี ุณสมบตั ิเฉพาะตามที่กฎหมายบญั ญัติเปน็ องค์ประกอบของความผิดไว้ ดังเชน่ มาตรา
๑๖๒ (๑) (๒) ผู้นั้นก็เป็นตัวการไม่ได้ ปรากฏว่าจาเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทาเอกสาร
รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร จาเลยที่ ๑ จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวตามบทบัญญัติ
มาตราดังกล่าว ไม่อาจลงโทษจาเลยท่ี ๑ ในฐานเป็นตัวการเพราะใช้จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ กระทา
ความผิดตามมาตรา ๑๖๒ (๑) (๒) ได้ จาเลยที่ ๑ ซ่ึงเปน็ ผ้ใู ช้ก็เป็นไดแ้ ตผ่ ู้สนบั สนุนเทา่ นั้น
ฎีกาที่ ๗๓๖๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๐ การท่ีจะไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน
เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ น้ัน ต้องเป็นกรณีท่ีไม่มี
ตวั การกระทาความผดิ ในความผดิ นี้ จาเลยท่ี ๓ อายุยังไมค่ รบย่ีสบิ ปีบรบิ ูรณ์ ซึ่งหากไมม่ ีเจ้าพนกั งาน
ร่วมกระทาความผิดแล้ว จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ย่อมไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้เน่ืองจากบิดา
มารดาของจาเลยที่ ๓ ไมไ่ ดเ้ ดินทางไปให้ความยนิ ยอม ทงั้ ใบสาคญั การสมรสระหวา่ งจาเลยที่ ๒ และ
ท่ี ๓ มีการแก้ไขเลข พ.ศ. แสดงว่าจะต้องมีเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตในการ
กรอกข้อความลงในทะเบียนสมรสและใบสาคัญการสมรสเพื่อให้จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ นาเอกสาร
ปลอมดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการแล้ว จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นราษฎร
จึงเปน็ ผู้สนบั สนนุ ในความผิดดังกลา่ วได้
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๑๕๘
ฎีกาท่ี ๓๕๓๖/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๔๒ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๙๐, ๙๑, ๑๕๗, ๑๕๘ จาเลยรับราชการในตาแหนง่ ชา่ งรังวัด ๔ ได้รบั มอบหมายให้รังวดั ที่ดนิ ของ จ.
๓ ครั้ง การรังวัดสองครั้งแรกจาเลยรับคาคัดค้านของผู้เสียหายท้ังสองและชาวบ้านซึ่งมีที่ดินติดต่อ
กับที่ดินของ จ. ท่ีคัดค้านว่า จ. นาชี้แนวเขตท่ีดินรุกล้า การรังวัดครั้งท่ี ๓ ผู้เสียหายที่ ๑ ให้บุตรไป
ระวังแนวเขต จาเลยไม่รับคาคัดค้านของผเู้ สียหายทั้งสองกับพวก แตจ่ าเลยให้ จ. ทาบันทึกรับรองว่า
ผเู้ สยี หายที่ ๑ มาระวงั แนวเขตแต่ไม่ยอมลงชื่อ หลังจากนน้ั จาเลยทารายงานเสนอผูบ้ ังคับบัญชาว่า
การรังวัดไม่ขัดข้อง เห็นควรแก้รูปแผนท่ีและเน้ือท่ีซ่ึงไม่ถูกต้องตรงกับความจริง การรังวัดมีการ
คัดค้านทุกคร้ังจาเลยก็มิได้บันทึกการคัดค้านของผู้เสียหายที่ ๒ อันทาให้เกิดความเสียหายแก่
ผเู้ สียหายทั้งสอง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นความผิดฐานเป็นเจา้ พนักงานปฏบิ ัตหิ น้าท่ีโดย
243
มิชอบตามฟ้องกระทงแรก สาหรับความผิดกระทงหลังนั้นได้ความว่าหลังการรังวัดครั้งที่ ๓
ผู้เสียหายทั้งสองกับชาวบ้านไปพบจาเลยที่สานักงานที่ดิน จาเลยทาบันทึกคัดค้านให้ ๓ ฉบับ
ทุกฉบับมีข้อความครบถ้วน มีผู้เก่ียวข้องลงชื่อทุกคนและจาเลยลงช่ือเป็นช่างรังวัดทุกฉบับ จาเลย
รับคาคัดค้านแล้ว การท่ีจาเลยนาเอาคาคัดค้านดังกล่าวไปโดยไมน่ าเสนอให้เจ้าพนักงานที่ดนิ มีคาสั่ง
ในคาคัดค้านดังกล่าว ทาให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายท้ังสองและผู้ทาคาคัดค้านทั้งหมด จึงมี
ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฐานเป็นเจ้าพนักงานซ่อนเร้นเอกสารอีก
กระทงหน่ึง เม่ือลงโทษจาเลยตามมาตรา ๑๕๘ อันเป็นบทเฉพาะแล้วกรณีไม่จาต้องปรับบทลงโทษ
ตามมาตรา ๑๕๗ อนั เป็นบทท่ัวไปอกี
ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๖๑
ฎีกาท่ี ๕๒๕๘/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๕๗ จาเลยปลอมเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วน
พเิ ศษของท่ที าการไปรษณีย์พษิ ณุโลก ด้วยการกรอกข้อความใหป้ รากฏวา่ เปน็ การรบั ฝากส่งไปรษณีย์
ด่วนพเิ ศษว่าไดส้ ่งไปตามหน่วยราชการต่าง ๆ แลว้ อันเป็นเท็จน้ัน ตามใบรบั ฝากไปรษณีย์ในประเทศ
รวม ๗ ฉบับ ด้านบนมีข้อความระบุว่า ผู้ฝากส่งเป็นผู้กรอกข้อความ เมื่อผู้ฝากส่งข้อความแล้วได้
นาส่งให้แก่เจา้ หน้าทไี่ ปรษณีย์ เพ่ือนาซองเอกสารนน้ั ชั่งน้าหนกั และดาเนนิ การตอ่ โดยกรอกข้อความ
ในส่วนด้านล่างท่ีมีข้อความระบุว่า เจ้าหน้าท่ีเป็นผู้กรอกข้อความซึ่งหมายถึงเจ้าพนักงานไปรษณีย์
ผู้มีหน้าท่ีโดยตรงในการจัดทาเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารของท่ีทาการไปรษณีย์พิษณุโลก ดังนั้น
การท่จี าเลยกระทาการปลอมเอกสารดังกล่าว โดยจาเลยมีหน้าท่ีตามคาสง่ั องค์การบริหารสว่ นตาบล
ผ. เพียงเป็นผู้ปลดและผู้นาส่งประกาศประกวดราคาจ้างเหมาของผู้เสียหาย จาเลยจึงไม่เป็น
เจ้าพนักงานผู้มีอานาจหน้าท่ีโดยตรงในการจัดทาเอกสารใบรับฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษดังกล่าว
การท่ีจาเลยปลอมเอกสารดังกล่าว จึงไม่ถือว่ากระทาโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่น้ัน ไม่เป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๖๑
โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจาเลยได้รบั การแต่งตั้งจากนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล ผ. ให้
เป็นเจ้าหน้าท่ีพัสดุ เป็นเจ้าหน้าท่ีมีหน้าที่ปลดและนาส่งเอกสารประกาศประกวดราคาจ้างเหมา
ก่อสร้างของผู้เสียหายซ่ึงกาหนดให้มีหน้าท่ีนาเอกสารประกาศประกวดราคาจ้ างเหมาก่อสร้าง
ดังกล่าว เผยแพร่ไปยังสถานท่ีราชการต่าง ๆ รวมเจ็ดแห่ง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย
การพสั ดุขององค์การบริหารสว่ นตาบล พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๓๑ ดงั นัน้ ฎีกาของโจทก์ที่วา่ จาเลยมีหน้าท่ี
กรอกข้อความในใบรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามหนังสือ
สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นการนอกฟ้องและเป็นข้อท่ีมิได้ยกข้ึนว่ากันมาแล้วโดย
ชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕
244
ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๖๒
ฎีกาท่ี ๑๐๗๔๒/๒๕๕๙ จาเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เป็นกรรมการจัดซ้ือ
ท่ีดินร่วมกันลงนามในรายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซื้อที่ดินว่ามีการประชุมและต่อรอง
ราคาที่ดินซ่ึงความจริงไม่ได้มีการประชุมและต่อรองราคาที่ดินแต่อย่างใด ส่วนจาเลยที่ ๑ เป็น
เจ้าพนักงานปฏิบัติงานในตาแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี มีหน้าที่รับเอกสารลงนามรับรอง
รายงานการประชุมและบันทึกผลการจัดซ้ือท่ีดินท่ีจาเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เสนอให้พิจารณาอนุมัติจัดซ้ือ
ซ่ึงตนมีส่วนรู้เห็นเก่ียวข้องกับการจดั ทาเอกสารดังกล่าวดว้ ย การท่ีจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๖ ลงนามรับรอง
ว่าได้กระทาการดังกล่าวเป็นการร่วมกันรับรองเอกสารเท็จและรับรองเป็นหลักฐานซ่ึงข้อเท็จจริง
อนั เอกสารน้ันมุ่งพิสูจน์ความจรงิ อันเปน็ ความเท็จ จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๑๖๒ (๑) (๔) ประกอบมาตรา ๘๓
ฎีกาท่ี ๘๐๑๐/๒๕๕๖ ฎ.๓๔๐๑ จาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานรับราชการตาแหน่ง
เจ้าหน้าที่บริหารที่ดิน ๕ ได้รับมอบหมายให้รังวัดชันสูตรตรวจสอบที่ดินในการออกหนังสือรับรอง
การทาประโยชน์ที่ดินพิพาท ให้คารับรองว่าท่ีดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเป็นที่
สาธารณประโยชน์ และเป็นที่สงวนหวงห้ามของทางราชการเน่ืองจากเป็นที่ลาดชันเกิน ๓๕ องศา
ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ไม่ได้มีการครอบครองทาประโยชน์เต็มเนื้อที่จริง แบบแจ้งการ
ครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ท่ีนามาอ้างว่าเป็นหลักฐานของที่ดินพิพาทก็เป็นของที่ดินแปลงอื่น ซ่ึง
จาเลยที่ ๑ ทราบดี แต่จาเลยท่ี ๑ กลับดาเนินการรังวัดพร้อมจัดทาบันทึกถ้อยคาข้ึนโดยรวบรัด
ปราศจากการตรวจสอบให้ถูกต้องตามหน้าที่เพ่ือให้ ส. ได้รับหนังสือรับรองการทาประโยชน์ในท่ีดิน
ของรัฐ ทาให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ จาเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาปฏิบัติหรือละเว้น
การปฏบิ ัติหน้าที่โดยมิชอบ และการท่ีจาเลยที่ ๑ ทาหนงั สือเสนอต่อนายอาเภอรบั รองว่าออกทาการ
รังวัดตรวจสอบท่ีดินตลอดจนตรวจสอบแล้วว่าสามารถออกแบบแจ้งการครอบครองท่ีดิน (ส.ค. ๑)
และหนังสือรบั รองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ได้อันเป็นความเท็จ จงึ เปน็ ความผดิ ฐานเจา้ พนักงาน
มีหน้าที่ทาเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานซ่ึงข้อเท็จจริง
อันเอกสารน้ันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จด้วย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๑๕๗, ๑๖๒ (๔) ประกอบมาตรา ๘๓
จาเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านลงลายมือช่ือในบันทึกสอบสวนสิทธิและใบรับรองเขตติดต่อ
ท่ีดินยืนยันว่ามีการครอบครองทาประโยชน์ต่อเน่ืองและท่ีดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน
(ส.ค. ๑) ท้ังไมใ่ ชท่ ส่ี าธารณะหรอื ที่หวงห้ามของทางราชการอนั เป็นความเท็จเพอ่ื เปน็ หลกั ฐานในการ
เสนอนายอาเภอเพ่ือออกหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ซึ่งต่อมานายอาเภอได้ออก
หนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ให้แก่ ส. ทาให้รัฐเสียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๒
เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหนา้ ที่ทาเอกสาร รับเอกสาร หรอื กรอกขอ้ ความลงในเอกสารรับรอง
เป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารน้ันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตาม ป.อ. มาตรา
๑๖๒ (๔) ประกอบมาตรา ๘๓
245
จาเลยท่ี ๑ เป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายจากนายอาเภอให้ปฏิบัติหน้าท่ีระวังช้ีและ
รับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะกรณีราษฎรขอคัดสาเนาแบบแจ้งการครอบครองท่ีดิน (ส.ค. ๑) และ
ออกหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) แต่ปฏิบัติหน้าท่ีโดยไม่ชอบและยังรับรอง
เป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจรงิ อันเอกสารน้ันมุ่งพิสจู น์ความจรงิ อนั เป็นความเท็จมีจุดประสงค์อย่างเดียว
เพ่ือให้นายอาเภอออกหนังสือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ซ่ึงตอ่ มานายอาเภอได้ออกหนังสือ
รับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ให้แก่ ส. การกระทาของจาเลยที่ ๑ เป็นการกระทากรรมเดียว
เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ฎีกาที่ ๑๐๓๓/๒๕๖๐ หนังสือบอกเลิกสัญญาผู้จ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันศูนย์
พฒั นาเด็กเล็กท่ีจาเลยที่ ๑ ทาและแจง้ ไปยังโจทก์ท่ี ๑ ที่ ๒ มีวตั ถุประสงคส์ าคญั เพื่อบอกเลิกสญั ญา
ส่วนหนังสือของจาเลยที่ ๑ ทีเ่ สนอต่อผู้วา่ ราชการจังหวัดหนองคายซ่ึงเปน็ ผบู้ งั คบั บัญชาให้มีคาส่ังว่า
โจทก์ท้ังสองเป็นผู้ทิ้งงานก็เป็นหนังสือที่จาเลยที่ ๑ ได้ทาขึ้นเพ่ือรายงานเร่ืองการทิ้งงานต่อผู้มี
อานาจส่ังการไปตามข้ันตอน ไม่ใช่เอกสารที่ทาขึ้นเพ่ือรับรองเป็นหลักฐานซ่ึงข้อเท็จจริงอันเอกสาร
นัน้ มุ่งพสิ ูจน์ความจรงิ อนั เปน็ เท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๖๒ (๔) แตอ่ ยา่ งใด
246
ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุตธิ รรม
ข้อ ๔๙ คาถาม นายแพะเช่าที่ดินจากนายสมบัติซ่ึงเป็นบิดาของนายหน่ึงเพื่อทาไร่มัน
สาปะหลัง ต่อมานายสมบัติตายที่ดินมรดกตกทอดแก่นายหนึ่ง นายแพะยังคงอยู่ในที่ดินและชาระ
คา่ เช่าเรื่อยมาเพราะที่ดินดังกล่าวเหมาะกับการเพาะปลูก นายแพะปลูกมันสาปะหลังบนท่ีดินท่เี ช่า
ได้ผลผลิตดีมาก จึงขดุ มนั สาปะหลังท่ีตนปลูกไปขาย นายหน่ึงมาเกบ็ ค่าเชา่ ทีด่ ินเห็นว่าผลผลิตดีมาก
จึงขอข้ึนค่าเช่า แต่นายแพะไม่ยอม นายหนึ่งและนายแพะจึงทะเลาะกัน นายหนึ่งต้องการให้
นายแพะถูกดาเนินคดี นายหน่ึงจึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า นายแพะกับพวกลักมัน
สาปะหลังที่นายหนึ่งปลูกบนท่ีดินแปลงดังกล่าวไป แล้วนายหน่ึงนาตารวจไปจับนายแพะมา
ดาเนินคดี อีก ๓ วันต่อมานางสองซ่ึงเป็นภริยาของนายหนึ่งมาพบพนักงานสอบสวน แล้วให้การ
เปน็ พยานยืนยนั วา่ นางสองร่วมกับนายหนงึ่ ปลกู มันสาปะหลัง
ใหว้ นิ ิจฉยั วา่ นายหนึง่ และนางสองมีความผิดทางอาญาฐานใด
คาตอบ การท่ีนายหน่ึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า นายแพะกับพวกลักมันสาปะหลัง
ท่ีนายหนึ่งปลูกไป ทั้งที่ความจริงนายแพะเป็นคนปลูก เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่
เจ้าพนักงานซึ่งกระทาการตามหน้าท่ีโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ซึ่งเป็น
บททั่วไปมาตราหนึ่ง นอกจากนี้การกระทาดังกล่าวยังเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเก่ียวกับ
ความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน ซ่ึงอาจทาให้ผู้อ่ืนหรือประชาชนเสียหายโดยเจตนาตาม
มาตรา ๑๗๒ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกมาตราหนึ่ง และยังเป็นกรณีท่ีนายหนึ่งรู้ว่ามิได้มีการกระทา
ความผิดเกิดข้ึน แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทาความผิดโดยเจตนาตาม
มาตรา ๑๗๓ ซ่ึงเป็นบทเฉพาะอีกมาตราหนึ่ง และมีเจตนาพิเศษเพื่อจะแกล้งให้นายแพะต้องรับ
โทษตามมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ซ่ึงเป็นเหตุฉกรรจ์ของมาตรา ๑๗๒, ๑๗๓ เพราะมันสาปะหลัง
เป็นไมล้ ้มลุก เก็บเกย่ี วรวงผลได้หลายคราวตอ่ ปี ไมเ่ ปน็ ส่วนควบของที่ดิน ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง เมื่อนายแพะปลูกย่อมเป็นทรัพย์ของนายแพะ แม้ว่าจะ
ปลูกบนท่ีดินของนายหนึ่ง การที่นายหนึ่งไปแจ้งความว่านายแพะลักทรัพย์ ทั้งท่ีทราบว่า
นายแพะเป็นคนปลกู มันสาปะหลัง จงึ เปน็ การแจ้งขอ้ ความเท็จว่า ไดม้ ีการกระทาความผิดอาญา
โดยรู้ว่ามิได้มกี ารกระทาความผิดเกิดขึน้ หาใช่เรือ่ งขาดเจตนาไม่ จึงปรบั บทลงโทษนายหนึ่งตาม
มาตรา ๑๗๓ ประกอบมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ซง่ึ เป็นบทเฉพาะ
แม้ต่อมานางสองมาพบพนักงานสอบสวน แล้วให้การเป็นพยานยืนยันว่า นางสองร่วมกับ
นายหน่ึงปลูกมันสาปะหลัง แต่ไม่ปรากฏว่านางสองร่วมกระทาความผิดกับนายหน่ึง และ
ไม่ปรากฏว่านางสองมีเจตนาร่วมกับนายหน่ึงกระทาผิด นางสองจึงไม่มีความผิดตามมาตรา
๑๗๒ มาตรา ๑๗๓ ประกอบมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง อย่างไรก็ตามการกระทาของนางสอง
ดังกล่าว ยังเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทาให้ผู้อื่นหรือประชาชน
เสยี หาย จึงเปน็ ความผิดฐานแจง้ ความเท็จตามมาตรา ๑๓๗ (เทยี บฎีกาท่ี ๑๗๐๖/๒๕๔๖)
ข้อสังเกต คาถามข้อน้ีนามาจากข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ ๑๗๐๖/๒๕๔๖ การกระทาของนายหนึ่งครบ
247
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๗๓ ประกอบมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ
นายหน่ึงตามมาตรา ๑๗๒ แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจลงโทษตามมาตรา ๑๗๓
ประกอบมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ได้ ลงโทษได้เพียงตามมาตรา ๑๗๒ ไม่เกินคาขอของโจทก์ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ดังน้ัน เม่ือนาข้อเท็จจริงตาม
คาพิพากษาฎีกานี้มาตั้งคาถามในวิชากฎหมายอาญาว่า นายหนึ่งมีความผิดฐานใด จึงต้องกาหนด
คาตอบตามมาตรา ๑๗๓ ประกอบมาตรา ๑๗๔ วรรคสอง ด้วย คาพิพากษาฎีกาท่ีตัดสินโดยมี
ข้อจากัดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความเช่นน้ี เป็นคาถามที่น่านามาออกข้อสอบ เพราะจะวัดความรู้
ของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี ว่านักศึกษาเข้าใจหลักกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ หากนักศึกษาอ่าน
คาพิพากษาฎีกาโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดี แล้วจาคาพิพากษาฎีกามาตอบ ก็อาจจะเสียคะแนนไปอย่าง
นา่ เสียดาย
การที่นางสองมาพบพนักงานสอบสวนแล้วให้การเป็นพยานยืนยันว่า นางสองร่วมกับนาย
หน่ึงปลูกมันสาปะหลังน้ัน ก็น่าจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่
พนักงานสอบสวน ซึ่งอาจทาให้นายแพะเสยี หายโดยเจตนาตามมาตรา ๑๗๒ แต่คดีน้ีศาลฎีกาตดั สิน
ไว้ โดยไม่ได้ติดข้อจากัดเก่ียวกับเร่ืองกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นักศึกษาคงจะต้องจาเหตุผล
ที่ศาลฎีกาตัดสินไว้ หากปัญหาน้ีออกเป็นข้อสอบ สาหรับความผิดของนางสอง นักศึกษาก็ควรจะ
ตอบตามคาพพิ ากษาฎกี า
ฎีกาที่ ๑๗๐๖/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๖ เม่ือมันสาปะหลังทข่ี ดุ เป็นของโจทกท์ ่ี ๑ ทป่ี ลูกใน
ท่ีดินเกิดเหตุ โดยจาเลยท้ังสองมิได้เป็นผู้ปลูก การทีจ่ าเลยที่ ๑ ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า
โจทก์ท้ังสลี่ ักทรัพยม์ นั สาปะหลงั ทต่ี นปลกู จึงเป็นการแจ้งข้อความอนั เปน็ เท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา
แก่พนักงานสอบสวนซ่ึงทาให้โจทก์ทั้งสี่เสียหาย จาเลยที่ ๑ ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๑๗๒ หาใช่เป็นเร่ืองขาดเจตนาไม่ ส่วนจาเลยที่ ๒ ไปให้การเป็นพยานต่อพนักงาน
สอบสวนยนื ยันว่าตนร่วมปลูกมันสาปะหลังกับจาเลยท่ี ๑ ซึง่ เป็นความเท็จ โดยไมป่ รากฏว่าจาเลยที่
๒ จะได้มีเจตนาร่วมกระทาผิดกับจาเลยที่ ๑ การกระทาของจาเลยท่ี ๒ คงเป็นเพียงความผิดฐาน
แจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ซึ่งมีอัตราโทษเบา
กว่าเทา่ น้ัน
248
ข้อ ๔๙/๑ คาถาม นายแดงเช่าซ้ือรถกระบะมาจากบริษัทเอ จากัด ตกลงจะชาระค่าเช่าซ้ือ
งวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวม ๖๐ งวด โดยนารถกระบะไปทาประกันชั้นหนึ่งไว้กับบริษัทบีประกันภัย
จากัด ต่อมานายแดงค้างชาระค่าเช่าซื้อรวม ๔๐,๐๐๐ บาท นายแดงจึงนารถกระบะไปซ่อนที่บ้าน
ญาติ และได้แจ้งความต่อร้อยตารวจเอกดาพนักงานสอบสวนซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานและเป็นผู้มีอานาจ
สืบสวนคดีอาญาว่า มีคนร้ายลักเอารถกระบะดังกล่าวไปจากบ้านของนายแดง เพื่อนาใบรายงาน
ประจาวันเก่ียวกับคดีไปขอเบิกเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทบีประกันภัย จากัด จากกรณีที่รถ
กระบะท่ีทาประกันภัยสูญหายไป เม่ือได้รายงานประจาวันเกี่ยวกับคดีแล้วก่อนที่นายแดงจะไปเบิก
เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทบีประกันภัย จากัด นายแดงเห็นป้ายโฆษณาต้องการเงินด่วนโทร
๐๑๒๓๔๕๖๗๘๙ นายแดงจงึ โทรศัพท์ไปทห่ี มายเลขดังกลา่ ว นายขาวขอให้นายแดงมาคยุ ท่ีบา้ นนาย
ขาว นายขาวบอกนายแดงให้ไปขอเช่าซื้อรถกระบะจากจากบริษัทเอเอ จากัด โดยไม่ต้องวางเงิน
ดาวน์แล้วนารถกระบะมามอบให้นายขาว นายขาวจะมอบค่าตอบแทนให้นายแดง ๕๐,๐๐๐ บาท
นายแดงยังไม่ทันได้ไปขอเช่าซ้ือรถกระบะจากจากบริษัทเอเอ จากัด นายแดงถูกพนักงานสอบสวน
เรยี กไปพบเพื่อสอบถามเกี่ยวกับรถกระบะคันแรกท่ีแจ้งว่าหายไป นายแดงพูดจากวกวนจนพนักงาน
สอบสวนรู้ว่านายแดงจะไปขอเช่าซ้ือรถกระบะจากจากบริษัทเอเอ จากัด เพื่อส่งมอบให้แก่นายขาว
พนักงานสอบสวนจึงยืมรถของนายม่วงมอบให้นายแดงเพื่อไปส่งมอบให้นายขาว เม่ือนายแดงนารถ
กระบะไปส่งมอบให้นายขาว นายขาวก็มอบเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ให้นายแดง แล้วเจา้ หน้าที่ตารวจเข้า
จับกุมนายแดงและนายขาว
ให้วินจิ ฉัยว่า นายแดงและนายขาวมคี วามผิดตามประมวลอาญาฐานใด
คาตอบ การท่ีนายแดงนารถกระบะไปซ่อนและได้แจ้งความว่ามีคนร้ายลักเอารถกระบะไป
เป็นกรณีที่นายแดงรู้ว่ามิได้มีการกระทาความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่า
ได้มีการกระทาความผิด การกระทาของนายแดงจึงเป็นความผิดฐานรู้ว่ามิได้มีการกระทา
ความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอานาจสืบสวนคดีอาญา
วา่ ได้มีการกระทาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๓ อนั เป็นบทบญั ญตั เิ ฉพาะแล้ว
ไม่จาต้องปรับบทตามมาตรา ๑๓๗ อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
แก่เจ้าพนักงานท่ัว ๆ ไปอีก และเม่ือไม่เกิดมีความผิดอาญาฐานลักทรัพย์เกิดข้ึนในคดีน้ี
จึงไม่เป็นความผดิ ตามมาตรา ๑๗๒ (ฎกี าท่ี ๙๘๑/๒๕๖๑)
การท่ีนายขาวบอกนายแดงให้ไปขอเช่าซ้ือรถกระบะจากจากบริษัทเอเอ จากัด โดยไม่ต้อง
วางเงินดาวน์แล้วนารถกระบะมามอบให้นายขาว นายขาวจะมอบค่าตอบแทนให้นายแดง ๕๐,๐๐๐
บาท เป็นกรณที ี่นายขาวก่อให้นายแดงไปกระทาความผดิ ฐานฉ้อโกงดว้ ยการจา้ งนายแดงไปหลอก
ขอเช่าซอ้ื ทง้ั ทีจ่ ริง ๆ แล้ว ไม่ไดต้ ั้งใจจะเช่าซ้ือ ซึง่ ก็คือหลอกเอากรรมสทิ ธิ์รถยนต์ของผู้ให้เชา่ ซื้อ
นายขาวจึงเป็นผู้ใช้ให้นายแดงกระทาความผิดฐานฉ้อโกง แม้นายแดงส่งมอบรถยนต์ให้นายขาว
แต่ก็เป็นแผนของพนักงานสอบสวนเพ่ือจับกุม เม่ือนายแดงยังไม่ได้ไปขอเช่าซื้อรถกระบะจากจาก
บริษัทเอเอ จากัด นายแดงยังไม่ได้ลงมือกระทาความผิดฐานฉ้อโกง เป็นกรณีความผิดที่ใช้มิได้
249
กระทาลงเพราะผู้ถูกใช้ยังไม่ได้กระทา นายขาวผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหน่ึงในสามของโทษ
ที่กาหนดไวส้ าหรบั ความผิดฐานฉ้อโกง (เทียบฎีกาท่ี ๗๐๘๖/๒๕๕๙)
ฎีกาที่ ๙๘๑/๒๕๖๑ ฎ.๒๐๔ การที่จาเลยรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะ แต่กลับแจ้ง
แก่พนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์รถกระบะท่ีจาเลยเช่าซื้อไป เพื่อจะนาเงินท่ีได้รับจาก
บริษัทผู้รับประกันภัยไปชาระค่างวดแก่ธนาคาร ก. ผู้ให้เช่าซื้อ การกระทาของจาเลยเป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๓ อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ไม่จาต้องปรับบทตามมาตรา ๑๓๗ อันเป็น
บทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และเมื่อไม่เกิดมีความผิด
อาญาฐานลักทรพั ย์เกิดขนึ้ ในคดนี ้ี จึงไมเ่ ปน็ ความผิดตามมาตรา ๑๗๒
ฎีกาที่ ๗๐๘๖/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๕๓ จาเลยท้ังสามชี้ช่องแนะนาให้ ร. ไปทาสัญญา
เช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดยเสนอเงินค่าตอบแทน ๑๐,๐๐๐ บาท ในการท่ี ร. ไปทาสัญญาและนา
รถจักรยานยนต์มาส่งมอบจาเลยทั้งสาม การกระทาของจาเลยท้ังสามไม่เป็นความผิดฐานร่วมกัน
ลักทรัพย์ แตเ่ ปน็ การที่จาเลยทง้ั สามใช้ให้ ร. ไปกระทาความผดิ ฐานฉอ้ โกง
ส่วนความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดฐานฉ้อโกงนั้น การช้ีช่องแนะนาให้ ร.
ไปทาสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดยเสนอเงินค่าตอบแทนในการนารถจักรยานยนต์มาส่งมอบ
จานวน ๑๐,๐๐๐ บาท ดังกล่าว อาจถอื ได้ว่าเป็นการกระทาดว้ ยประการใด ๆ อันเป็นการชว่ ยเหลือ
หรือใหค้ วามสะดวกแก่ ร. กต็ าม แม้ ร. จะนารถไปส่งมอบใหจ้ าเลยทั้งสาม แต่ก็เกดิ จากการวางแผน
ของเจ้าหน้าที่ตารวจ โดยตารวจยืมรถจากผู้อนื่ แล้วให้ ร. ขับไปทาทีส่งมอบแก่พวกจาเลย หาได้เกิด
จาก ร. โดยทุจริตหลอกลวงผู้ให้เช่าซ้ือด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรอื ปกปิดข้อความจริงซึ่ง
ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่าน้ัน ได้ไปซ่ึงทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง อันจะถือเป็น
การกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ไม่ บริษัท ก. ตามท่ีโจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นผู้เสียหาย
กไ็ ม่ใช่ผ้เู สยี หาย และไม่มีผู้ใดเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ เท่ากับไมม่ ีการกระทาความผิดฐานลักทรพั ยด์ ังท่ี
กล่าวในฟ้องและการกระทาอันถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแต่อย่างใด
จงึ ไมม่ ีฐานความผิดท่ีจะนามาใช้ลงโทษตามที่โจทก์ฟ้องได้เลย ทั้งความผิดตามมาตรา ๓๔๑ อันเป็น
มูลฐานแห่งความผิดฐานสนับสนุนการกระทาผิดไม่มีเสียแล้ว ความผิดฐานสนับสนุนการกระทา
ความผิดท่ีต้องนาความผิดตามมาตรา ๓๔๑ มาประกอบกับมาตรา ๘๖ ย่อมเกิดข้ึนไม่ได้เช่นกัน จึง
ไม่อาจพิพากษาลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๖ ได้อีกดว้ ย
250
ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๑๗๒
ฎีกาที่ ๔๒๔๘/๒๕๖๑ ฎ.๑๓๑๘ ข้อเท็จจริงที่จาเลยมอบอานาจให้ พ. ไปแจ้งความ
กล่าวหาโจทก์ล้วนเป็นข้อเท็จจริงท่ีเกิดข้ึนตามลาดับเหตุการณ์ ไม่ปรากฏว่า พ. ได้กล่าวอ้าง
ข้อเท็จจริงใดที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง การที่จาเลยมอบอานาจให้ พ. ไปแจ้งความต่อ
พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดีแกโ่ จทกก์ ับ ป. ในข้อหาร่วมกันยกั ยอกทรพั ย์และทาให้เสยี ทรพั ย์ เป็น
เร่ืองท่ีจาเลยกล่าวอ้างไปตามความเข้าใจของตน ท้ังมีรายงานการประชุมของบริษัท ท. ซึ่งเป็น
เจ้าของเช็คที่ถูกยักยอกและถูกทาให้เสียหายในคดีนี้เป็นพยานสนับสนุน ข้อความที่ พ. แจ้งความ
รอ้ งทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจึงตรงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนและตามขอ้ เท็จจริงที่ปรากฏ ส่วน
การกระทาตามที่จาเลยแจ้งจะเป็นความผิดหรือไม่ เป็นเร่ืองท่ีพนักงานสอบสวนจะดาเนินการ
สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยว่าการกระทาดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดซ่ึงไม่ใช่
ข้อสาคัญ เพราะการแจ้งความย่อมหมายถึงการแจ้งเฉพาะข้อเท็จจริงไม่กี่ยวกับข้อกฎหมาย แม้
ต่อมาพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องโจทก์กับ ป. ก็ตาม การกระทา
ของจาเลยกไ็ ม่เป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓
ฎีกาที่ ๑๒๐๙๑/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๒๕ ก่อนจับกุมโจทก์ท้ังสองได้มีการจับกุม ช. กับพวกใน
ขอ้ หาลักทรพั ย์ในเวลากลางคืน ช. ให้การว่าโจทก์ทง้ั สองเป็นผู้ใช้จา้ งวาน จงึ มีการสอบสวน ขยายผล
และจบั กุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจาวนั ไว้ และตามสาเนารายงานประจาวันเก่ียวกับคดีระบุว่า
พนั ตารวจเอก ส. ผู้กากับการสถานีตารวจนครบาลพระโขนง สง่ั ให้จาเลยทั้งสิบสามซง่ึ เป็นเจ้าหน้าท่ี
ฝ่ายสืบสวนปราบปรามนาตัว ช. ไปสอบสวนขยายผล โดยนัดโจทก์ท่ี ๒ มารับรถยนต์ที่หน้า
ห้างสรรพสินค้า ซ่ึงเป็นเรื่องจาเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลช้ันต้นแล้วผู้ร่วมกระทา
ความผิดอาจหลบหนีไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๓) ทั้งรถท่ีถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ ๒ และ
โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตารวจไปทาการตรวจค้นเอง จึงไม่จาต้องขอหมายค้นจากศาลตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๔) และมาตรา ๙๔ การกระทาของจาเลยท้ังสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม
คาสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจส่ังการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม
ป.อ. มาตรา ๑๕๗
การที่จาเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ท้ังสองสืบเน่ืองจากคาซัดทอดของ ช. กับพวก ต่อมามี
การแจ้งข้อหาและทาหลักฐานการจับกุม การระบุวันที่จับกุมและบันทึกคาให้การช้ันสอบสวน
คลาดเคล่ือนไปบ้างเป็นเพียงรายละเอียด แต่สาระสาคัญมีความถูกต้องตามพฤติการณ์และ
ข้อเท็จจริงท่ีเกิดขึ้น และมีการนาสืบพยานหลักฐานในช้ันพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว
ซง่ึ จาเลยทั้งสบิ สามอาจเชอ่ื ว่าโจทก์ทัง้ สองมสี ่วนร่วมในการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์ จงึ มิใช่เป็น
พยานหลักฐานเท็จ การกระทาของจาเลยท้ังสิบสามจึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
ทาพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือนาสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๖๒, ๑๗๒,
๑๗๓, ๑๗๔, ๑๗๙ และ ๑๘๐
ฎีกาที่ ๑๓๓/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๒๑ แม้พลตารวจโท ป. และพลตารวจโท ว. เป็น