The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

101

ซึ่งน่าวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งว่าหลักการเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาหรือจาเลยในการให้การต่อสู้คดีอาญา
น้ันจะมีผลต่อความรับผิดทางอาญาของผู้ต้องหาหรือจาเลยน้ันเพียงใด หากผู้ต้องหาหรือจาเลยน้ัน
ไปกระทาการซึ่งครบองค์ประกอบความผิดทางอาญาขึ้นมาอีก เช่น การใช้เอกสารราชการปลอม
ดงั เชน่ ในคดีน้ี

ด้วยความเคารพในคาพิพากษาฎีกาผู้เขียนเห็นว่า หลักการตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ ที่ให้สิทธิผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธหรือจะไม่ให้การก็ได้ น่าจะ
หมายความเพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิท่ีจะปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทาความผดิ และถึงแม้ว่าต่อมาศาลวินิจฉัย
ว่าผู้ต้องหานั้นกระทาความผิด ก็จะถือว่าผู้ต้องหาน้ันให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือเบิกความเท็จ
ต่อศาลไม่ได้ ดังนั้น การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาตามมาตรา ๑๓๔ จึงเป็นเพียงสิทธิเก่ียวกับการ
ให้ปากคาหรอื ใหถ้ ้อยคาเทา่ น้ัน การท่ีผตู้ ้องหานาเอกสารปลอมมาใช้อ้างอิงต่อพนกั งานสอบสวนเช่น
ในคดีน้ี ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า ผู้ต้องหานั้นจะอ้างสิทธิในเรื่องคาให้การตาม ป.วิ.อ. มาเป็น
ขอ้ ยกเวน้ ความรบั ผดิ ฐานใช้เอกสารปลอมหาได้ไม่

ฎีกาท่ี ๕๓๙๖/๒๕๔๙ ฎ.๑๔๕๖ โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชาระค่าเช่า จาเลยที่ ๑ จึง
ให้จาเลยท่ี ๒ ไปล็อคกุญแจปิดร้านอาหารเพ่ือมิให้โจทก์เช่าต่อไป โดยจาเลยท่ี ๑ คิดว่าตนเองมี
อานาจกระทาการได้ตามสัญญาเช่าท่ีระบุว่าถ้าผู้เช่าผิดสัญญาไม่ชาระค่าเช่าภายในกาหนดเวลาที่
กาหนดไว้ ผู้ให้เช่าย่อมทรงสิทธิในการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินท่ีเช่าตามสัญญานี้โดยพลัน
การกระทาของจาเลยทั้งสองจึงเป็นการขาดเจตนาท่ีจะกระทาผิดฐานบุกรุก ท้ังข้อสัญญาดังกล่าว
มิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมิได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จาเลยท้ังสอง
ไม่มีความผดิ ฐานบกุ รกุ
ขอ้ สังเกต การใช้กาลังบังคับให้เปน็ ไปตามสิทธิด้วยตนเอง เช่น การเอาทรพั ย์ของลูกหน้ไี ปเพ่ือใช้หน้ี
หรือเอามาไว้เป็นประกัน เดิมศาลฎีกาเคยตัดสินว่าไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ แต่
ปัจจุบันศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการกระทาโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ (ฎีกาท่ี ๑๑๒๒๕/
๒๕๕๕, ๖๗๒๖/๒๕๕๗) กรณีตามฎีกาน้ีน่าคิดว่าจะถูกกลบั หลักไปแล้วด้วยหรือไม่ คงต้องรอดูคดีที่
ข้อเทจ็ จรงิ ตามฎกี าเปน็ เร่ืองบุกรุกวา่ ศาลฎีกาจะตดั สินอยา่ งไร

ฎีกาที่ ๒๓๗/๒๕๕๙ ฎ.๑๙๐ ผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุข้ึนก่อนโดยเข้าไปล็อกแขนของ
จาเลยไปทางด้านหลัง แต่จาเลยก็ไม่ได้ทาร้ายผู้เสียหายจน ส. พูดทานองห้ามปรามผู้เสียหาย
ผู้เสียหายจึงปล่อยจาเลย แล้วจาเลยเดินไปท่ีรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายก็ยังเดินตามไปและพูด
ทานองท้าทายจาเลย จาเลยก็ไม่ได้ต่อสู้กับผูเ้ สียหาย เมือ่ ผู้เสียหายชกหนา้ ของจาเลย ๑ ครั้ง จาเลย
ไม่ได้ตอบโต้อีก และจูงรถจักรยานยนต์ออกไปหน้าบ้าน ขณะจาเลยกาลังข้ึนคร่อมรถจักรยานยนต์
ผู้เสียหายเดินตามมาแล้วใช้ขวดสุราจะตีท่ีศีรษะของจาเลย จาเลยยกแขนขวาขึ้นบังทาให้ขวด
หล่นแตก ผู้เสียหายจะชกจาเลย จาเลยหลบจนรถจักรยานยนต์ล้มลงกับพ้ืนและทับขาของจาเลย
ผเู้ สียหายพยายามเขา้ ไปชกจาเลยอกี จาเลยจึงคว้าขวดเบียร์ท่ีอยู่ในตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ตีไป
ท่ีบริเวณศรี ษะดา้ นหลังของผู้เสียหาย ดังนี้ ไมใ่ ชเ่ รือ่ งท่จี าเลยสมัครใจวิวาทกับผู้เสยี หาย และนบั เป็น

102

ภยันตรายท่ีใกล้จะถึงท่ีไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ อีกท้ังจาเลยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างเต็มที่แล้ว
ประกอบกับจาเลยใช้ขวดเบียร์ซึ่งหยิบฉวยเอาได้ทันทีจากบริเวณตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ตีที่
บริเวณศีรษะด้านหลังของผู้เสียหายเพียงคร้ังเดียว โดยไม่ได้ตีซ้าอีก และไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมี
บาดแผลร้ายแรงท่ีบริเวณดังกล่าว แสดงว่าจาเลยกระทาไปโดยมีเจตนาเพ่ือป้องกันตนเองและเป็น
การกระทาพอสมควรแก่เหตุ ทั้งบาดแผลอื่นท่ีผู้เสียหายได้รับเช่ือว่าเป็นผลโดยตรงสืบเนื่องจากการ
กระทาโดยป้องกันของจาเลย การกระทาของจาเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ.
มาตรา ๖๘

ฎีกาที่ ๖๕๙๔/๒๕๕๙ จาเลยที่ ๓ ขับรถกระบะพาจาเลยท่ี ๒ มาตามหาผู้เสียหายในเวลา
ค่าคืน แล้วใช้อาวุธปืนยิงบริเวณท้ายซอยห่างจากบ้านของผู้เสียหายและจาเลยท่ี ๑ ประมาณ ๕๐๐
เมตร ๑ นัด และยังใช้อาวธุ ปืนยงิ บริเวณข้างบ้านจาเลยท่ี ๑ ซึ่งอยู่ใกลบ้ ้านผเู้ สยี หายและบ้านจาเลย
ที่ ๑ แม้จาเลยที่ ๒ จะอ้างวา่ ยิงปืนขึ้นฟา้ เพ่ือขม่ ขู่ แต่เป็นการกระทาโดยไม่มีเหตุสมควรอนั เป็นการ
ละเมิดต่อกฎหมาย การที่จาเลยที่ ๑ กลับไปเอาอาวุธปืนลูกซองยาวของบิดาแล้วไปหลบซ่อนตัวกับ
ผู้เสยี หาย จะถอื วา่ จาเลยที่ ๑ สมัครใจทะเลาะววิ าทกับจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ หาไดไ้ ม่ เพราะบรเิ วณท่ี
จาเลยที่ ๑ และผู้เสียหายหลบซอ่ นตวั อยู่บรเิ วณข้างบา้ นจาเลยท่ี ๑ จึงไม่มคี วามจาเป็นท่ีจาเลยที่ ๑
จะหลบหนีไปท่ีใด และมีสิทธิที่จะกระทาเพื่อป้องกันสิทธิของตนหากมีภยันตรายซ่ึงเกิดจากการ
ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ แม้ขณะที่จาเลยที่ ๒ ใช้อาวุธปืนยิงในคร้ังหลัง จาเลยท่ี ๒ จะ
ไม่ทราบว่าผ้เู สยี หายและจาเลยที่ ๑ หลบซ่อนบริเวณใด แตต่ ามพฤติการณ์ท่ี ๒ ใช้อาวุธปืนยิงถึงสอง
ครั้งพร้อมท้ังท้าทายให้ผู้เสียหายออกมา ย่อมมีเหตุให้จาเลยที่ ๑ เข้าใจได้ว่าหากจาเลยท่ี ๒ เห็น
จาเลยท่ี ๑ และผู้เสยี หาย จาเลยที่ ๒ อาจใชอ้ าวธุ ปืนยิงบริเวณที่จาเลยที่ ๑ และผเู้ สียหายหลบซอ่ น
ก็ได้ จึงถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การที่จาเลยท่ี ๑ ใช้อาวุธปืนยิงไปทางจาเลยท่ี ๒ ทันที
หลังจากที่จาเลยท่ี ๒ ใช้อาวุธปืนยิงในคร้ังหลัง ถือได้ว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วย
กฎหมายและพอสมควรแกเ่ หตุ จาเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผดิ

ฎีกาท่ี ๓๕๒๘/๒๕๕๙ ฎ.๘๕๓ จาเลยมิได้สมัครใจเข้าต่อสู้กับผู้ตาย แต่ผู้ตายจะใช้
มีดดาบทาร้ายจาเลยก่อน จาเลยย่อมมีสิทธิที่จะกระทาเพ่ือป้องกันตนเองให้พ้นจากการประทุษร้าย
ของผู้ตาย มีดดาบท่ีผู้ตายใช้ฟันทาร้ายจาเลยยาวประมาณ ๑ ช่วงแขน สามารถทาให้จาเลยตายได้
การท่ีจาเลยใช้กรรไกรยาวประมาณ ๑ คืบ แทงทาร้ายผู้ตายโดยปรากฏบาดแผลท่ีทาให้ผู้ตายถึงแก่
ความตายมีเพียงบาดแผลเดียวคือบาดแผลท่ีถูกของมีคมแทงที่หัวใจ ทั้งเม่ือผู้ตายล้มลงจาเลยไม่ได้
ตามเข้าไปทาร้ายซ้าอีก การกระทาของจาเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ จาเลยจึงไม่มี
ความผดิ ฐานฆา่ ผอู้ ่ืน

ฎีกาที่ ๔๗๙/๒๕๕๗ ฎ.๒๔๒ จาเลยมิได้เป็นฝ่ายก่อเหตุหาเรื่องก่อนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย
กับพวก หลังจาก ศ. บุตรชายจาเลยถูกพวกผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงท่ีบริเวณหน้าท้อง ๑ นัด และ ศ.
ได้ร้องตะโกนให้จาเลยช่วย ถือว่าภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น จาเลย
ยอ่ มมีสิทธิทีจ่ ะใชอ้ าวธุ ปืนยงิ ไปเพอื่ ป้องกัน ศ. บตุ รชายมิใหถ้ กู พวกผู้ตายยิงซา้ ให้ถงึ แก่ความตาย แต่

103

หลังจากนั้นพวกของผู้ตายยังใช้อาวุธปืนยิงไปท่ีจาเลยอีก ๑ นัด ดังนี้ ภยันตรายท่ีจาเลยจาต้อง
ป้องกันยังไม่หมดสิ้นไป จาเลยมีสิทธิใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบไปอีกเพื่อป้องกันตัวได้ถึงแม้กระสุนปืน
ทจี่ าเลยยิงไปถูกผู้ตายซึง่ ยนื อย่บู ริเวณใกล้เคยี งกลุ่มพวกผู้ตาย แตก่ ็เป็นการท่จี าเลยยิงโต้ตอบไปตาม
สถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนในขณะน้ันในสภาพที่มองเห็นกันไม่ชัดไม่ทราบว่าเป็นใคร จาเลยย่อมไม่อาจ
เลือกยิงคนที่ยิงจาเลยและ ศ. ได้ และยิงสวนไปตามทิศทางทมี่ ีผู้ใช้อาวธุ ปนื ยิงมาท่จี าเลย การกระทา
ของจาเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนและผู้อื่นพอสมควรแก่เหตุ จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น
ตาม ป.อ. มาตรา ๖๘

ฎีกาที่ ๓๓๗/๒๕๕๙ ฎ.๒๒๗ ผู้เสียหายเดินเข้าไปหาจาเลยพร้อมเงื้อมือจะตบจาเลย
นับเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึงและไม่มีทางหลีกเล่ียงได้ แม้จาเลยมีอายุน้อยกว่าและรูปร่างใหญ่กว่า
ผู้เสียหายก็ตาม แต่จาเลยผลักผู้เสียหายซ่ึงอยู่ในระยะประชิดเพ่ือป้องกันตัวเพียงครั้งเดียว และ
บงั เอิญเป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มหงายหลังลงกับพ้ืนทาให้กระดูกสันหลังแตกยุบ ท้ังจาเลยไมไ่ ด้ตามไป
ทาร้ายผู้เสียหายซ้าอีก การกระทาของจาเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณี
แหง่ การจาต้องกระทาเพอื่ ป้องกนั จึงไม่มีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๖๘

ฎีกาท่ี ๖๖๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๓ การท่ีจาเลยถูกผู้ตายผลักล้มลงนอนบนพ้ืน แล้วข้ึนมา
น่ังคร่อมใช้มอื จบั มอื ทัง้ สองขา้ งของจาเลยไวเ้ หนอื ศีรษะ และใช้มืออีกข้างหนึ่งตบตีจาเลย รวมทั้งบีบ
คอจาเลยเป็นเวลานานพอสมควรจึงเกิดร่องรอยบาดแผลบริเวณคอและกราม อันถือว่าเป็น
ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย อาวุธท่ีจาเลยใช้แทงผู้ตายเป็นมีดปลาย
แหลมปอกผลไม้ที่หยิบฉวยได้ใกล้มือแล้วต้องแทงเสยข้ึนไปถูกที่ราวนมด้านขวาของผู้ตายขณะน้ัน
จาเลยแทงผู้ตายเพียง ๑ คร้ัง โดยไม่มีโอกาสเลือกแทงท่ีอ่ืนซ่ึงไม่อาจหลกี เลี่ยงได้ แม้บริเวณหน้าอก
ของผตู้ ายจะเป็นอวัยวะสาคญั ทั้งนี้เพ่ือไม่ให้ตนเองตอ้ งขาดอากาศหายใจจนอาจเสียชีวิตได้ อันเป็น
ภยันตรายท่ีใกล้จะถึง เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าเป็นการกระทาที่พอสมควรแก่เหตุที่จาต้องกระทา
ในสถานการณ์เช่นน้ัน การกระทาของจาเลยจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ.
มาตรา ๖๘ จาเลยไม่มีความผดิ ฐานฆา่ ผู้ตาย

ฎีกาที่ ๑๑๘๒๒/๒๕๕๕ ฎ.๑๒๑๑ ผู้เสียหายทั้งสองและ อ. เป็นฝ่ายก่อเหตุโดยร่วมกัน
รุมทาร้ายจาเลยในขณะไม่ทันระวังตัวจนมึนงงและล้มหงายหลัง ทั้งใช้อาวุธมีดเหลียนมีความยาว ๑
เมตรเศษ เง้ือจะฟันและใช้ก้อนหินเป็นอาวุธเข้าทาร้ายจาเลย จึงเป็นภัยอันละเมิดต่อกฎหมายและ
ใกล้จะถึงอันอาจทาให้จาเลยถึงตายได้ การท่ีจาเลยชักอาวุธปืนออกมายิงตอบโต้ติด ๆ กัน ๔ นัด
ในภาวะคับขันไม่อาจหลบหนีได้ อันเป็นการกระทาพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบ
ดว้ ยกฎหมาย ตาม ป.อ. มาตรา ๖๘ จาเลยไมม่ ีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อนื่

ฎีกาที่ ๑๐๔๙๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๙๘ ผู้ตายเมาสุราก่อเหตุขนึ้ ก่อน โดยพูดจาทานอง
หาเรื่องจาเลย เม่ือจาเลยเดินหนีไม่ตอบโต้ ผู้ตายยังเดินตามและใช้ไม้ตีจาเลยที่หลัง ๑ คร้ัง แล้ว
ผู้ตายจะใช้ไม้ตีจาเลยอีก นับเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึงและไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ การที่จาเลยหัน
กลับมาชกผู้ตายซ่ึงอยู่ในระยะประชิดเพื่อป้องกันตัว แม้จะเป็นการชกโดยแรง แต่ก็เป็นการชกเพียง

104

ครั้งเดียว และเม่ือจาเลยชกผู้ตายล้มลงจาเลยก็ไม่ได้ชกผู้ตายซ้าอีก แม้ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย
เพราะเนื้อสมองช้า เลือดออกใต้เยือ่ หุ้มสมอง การกระทาของจาเลยเปน็ การป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
และไมเ่ กินกว่ากรณแี ห่งการจาตอ้ งกระทาเพ่ือป้องกัน ไมเ่ ปน็ ความผดิ ตาม ปอ. มาตรา ๖๘

ฎีกาท่ี ๑๙๔๗/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓๒ จาเลยยิงรถโจทก์ร่วมโดยสาคัญผิดในข้อเท็จจริง
ว่า โจทก์ร่วมเป็นคนร้ายที่ประสงค์จะขับรถพุ่งเข้าชนเพื่อฆ่าจาเลย เม่ือจาเลยกระโดดหลบไป
ทางด้านข้างและรถโจทกร์ ่วมแล่นไปทับจุดท่ีจาเลยนงั่ อยู่ จาเลยก็ใช้อาวุธปนื ยิงไปที่รถของโจทก์รว่ ม
ทนั ทีทนั ใด เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเน่อื งและเปน็ ภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจาเลยแล้ว จาเลยจงึ มสี ิทธทิ ่ีจะ
ป้องกันตนเองได้ การท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนส้ันท่ีมีติดตัวอยู่ยิงไปถูกรถยนต์ของโจทก์ร่วมเพียง ๑ นัด
แล้วก็หยุดไมไ่ ด้ยิงซา้ อีก ทั้ง ๆ ทมี่ กี ระสุนปืนเหลอื อยู่อีกถงึ ๕ นดั และจาเลยไม่รู้ว่าคนขบั รถยนต์คัน
ดงั กลา่ วเปน็ ใคร มีอาวุธอะไรอยู่หรือไม่ กรณีถอื ได้ว่าการกระทาของจาเลยเป็นการพอสมควรแก่เหตุ
และเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและโดยสาคัญผิดตาม ป.อ. มาตรา ๖๘ ประกอบด้วย
มาตรา ๖๒ จาเลยจึงไมม่ คี วามผิดฐานพยายามฆา่ โจทกร์ ว่ ม

ฎีกาท่ี ๓๘๖๙/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๓ ในช่วงเวลาเกิดเหตุในละแวกบ้านจาเลยมีโจร
ผู้ร้ายชุกชุม และก่อนเกิดเหตุจาเลยเคยถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน คืนเกิดเหตุผู้ตายได้ปีน
เข้าบ้านจาเลยทางช่องลมโดยปราศจากเหตุสมควร ย่อมทาให้จาเลยสาคญั ผดิ คดิ ว่าผูต้ ายเป็นคนร้าย
และในขณะนั้นจาเลยย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ตายจะมีอาวุธหรือไม่ เพราะในห้องท่ีเกิดเหตุมืดและเป็น
เวลากะทันหัน ถ้าเป็นคนร้ายซ่ึงจะมาทาร้ายจาเลยจริงแล้ว การที่จะให้จาเลยรออยู่จนกว่าคนร้าย
จะแสดงกิริยาทาร้ายแล้ว จาเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนท่ีจะทาการป้องกันได้ทันท่วงที และจาเลย
ก็ยิงผู้ตายไปเพียง ๑ นัด เมื่อผู้ตายล้มลงจาเลยก็มิได้ยิงซ้าแต่อย่างใด การกระทาของจาเลย
จึงพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสาคัญผิดตาม ป.อ. มาตรา ๖๘
ประกอบด้วยมาตรา ๖๒ วรรคแรก

ฎีกาที่ ๖๙๒/๒๕๕๗ ฎ.๘๔๑ ก่อนท่ีจาเลยจะใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายท่ี ๒ จาเลยใช้อาวุธ
มีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ และกาลังข้ึนรถจักรยานยนต์เพ่ือหลบหนี เมื่อผู้เสียหายท่ี ๒ มาถึงบริเวณ
ดงั กล่าวและพบผ้เู สียหายที่ ๑ ถูกแทงกบั เห็นจาเลยถืออาวุธมีดน่งั ครอ่ มรถจักรยานยนต์ จงึ เป็นกรณี
ท่ีผู้เสียหายที่ ๒ พบการกระทาความผิดต่อผู้เสียหายท่ี ๑ ในอาการซ่ึงแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่า
จาเลยเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ มาแล้วสด ๆ ถือว่าการกระทาของจาเลยเป็นความผิดซ่ึง
หนา้ ต่อผู้เสยี หายท่ี ๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ วรรคแรก ผู้เสยี หายที่ ๒ ในฐานะราษฎรยอ่ มมอี านาจ
จับจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๙ การท่ีผู้เสียหายท่ี ๒ กระโดดถีบจาเลยก็เพ่ือหยุดยั้งมิให้จาเลย
กับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนี อันเป็นการกระทาเพื่อจับจาเลยเท่าน้ัน จาเลยจึงไม่มีสิทธิ
ป้องกันเพื่อให้ตนพ้นจากการท่ีจะต้องถูกจับได้ การที่จาเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๒ จนได้รับ
อนั ตรายสาหสั จงึ มิใช่เป็นการปอ้ งกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

ฎีกาท่ี ๑๐๒๗๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๙๔ เมื่อผู้ตายถือท่อนเหล็กไล่ตีจาเลยมาถึง
หน้าห้องจาเลย จาเลยหนีเข้าไปในห้องและปิดประตูไว้ได้ ผู้ตายจงึ ใช้มือเคาะประตูอย่างแรง อนั เป็น

105

ทานองทา้ ทายชวนวิวาท ดังนั้น เมื่อจาเลยปดิ ประตูห้องไว้ได้แล้ว และไม่ปรากฏว่าผ้ตู ายจะพังประตู
หอ้ งจาเลยเข้ามา หากจาเลยไม่สมัครใจท่ีจะวิวาทหรอื ต่อสู้กับผู้ตาย จาเลยก็ชอบที่จะไม่ตอบโต้หรือ
เปิดประตูห้องอีก แต่จาเลยกลับพูดว่า ถ้าเปิดประตูจะแทงนะ แล้วจาเลยได้เปิดประตูห้องพร้อม
ถืออาวุธมีดด้วย แสดงว่าจาเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้ตาย และเข้าสู่ภัยโดยไม่มีกฎหมาย
ใหอ้ านาจ การท่ีจาเลยแทงผู้ตายจงึ ไม่อาจอา้ งว่าเป็นการป้องกันโดยชอบดว้ ยกฎหมายได้

ฎกี าท่ี ๑๐๕๘๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๑๓๗ แม้ผู้ตายเป็นฝ่ายเอาอาวุธปืนของตนซ่ึงพกพา
ติดตัวขึ้นมายังไม่ได้ล่ันกระสุนปืนใส่จาเลย แต่จาเลยเข้าแย่งอาวุธปืนดังกล่าวไปได้เสียก่อน ท้ัง
ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีอาวุธอื่นใดติดตัวมาอีกเช่นนี้ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิด
ต่อกฎหมายจากการกระทาของผู้ตายผ่านพ้นไปแล้ว และไม่มีภยันตรายท่ีใกล้จะถึงตัว พฤติการณ์
ท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนที่แย่งจากมือผู้ตายมาได้ยิงผู้ตายเช่นน้ี ถือไม่ได้ว่าการกระทาของจาเลยเป็น
การปอ้ งกันสิทธโิ ดยชอบดว้ ยกฎหมาย

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๖๗

ฎีกาท่ี ๗๒๒๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๘๖ ผูต้ ายชอบเล่นอาวุธปนื บางครั้งเอากระสนุ ปืนออก
จากลูกโม่แล้วมาจ่อยิงที่ศรี ษะตนเองหรือผู้อื่นเพื่อล้อเล่น ในวันเกดิ เหตุก่อนเกิดเหตุผตู้ ายก็เอาอาวุธ
ปนื มาเลน่ อกี แต่ไม่ปรากฏว่าขณะทผ่ี ตู้ ายเอาอาวุธปืนมาจอ่ ทศี่ รี ษะตนเองแล้วจาเลยเข้าแยง่ เป็นเหตุ
ให้ปืนลั่นนั้น ผู้ตายจะยิงตนเองหรือผู้ตายเมาสุราจนไม่ได้สติแต่อย่างใด ท้ังไม่ปรากฏว่าจาเลยรู้
หรอื ไม่ว่าอาวุธปนื ดังกลา่ วบรรจกุ ระสุนปนื หรอื ไม่ ดังนัน้ การท่ีจาเลยเข้าแย่งอาวธุ ปนื ในสถานการณ์
ดังกล่าว ถอื ว่าจาเลยกระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบคุ คลในภาวะเช่นนั้นจกั ต้องมีตามวิสัย
และพฤติการณ์ และจาเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ันได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ อันเป็นการ
กระทาโดยประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคส่ี

การท่ีจะอ้างว่าเป็นการกระทาความผิดด้วยความจาเป็นได้นั้น ต้องเป็นเร่ืองการกระทาผิด
โดยเจตนา แต่คดีน้ีจาเลยกระทาความผิดโดยประมาทจึงมิใช่เป็นการกระทาความผิดด้วยความ
จาเป็น

ฎีกาท่ี ๖๙๖๕-๖๙๖๖/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๓๙ การที่จาเลยอ้างถึงการเอาเงินของ
กรมการศาสนาไป เพราะต้องการนาไปใช้รกั ษาบิดามารดาว่าเป็นการกระทาผิดด้วยความจาเป็นนั้น
เห็นได้ว่ากรณีมิใช่จาเลยอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อานาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ และ
มิใช่กรณีที่มีภยันตรายท่ีใกล้จะถึงแต่อย่างใด การกระทาของจาเลยจึงหาใช่การกระทาความผิดด้วย
ความจาเป็นทจี่ ะได้รบั การยกเว้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ ไม่

106

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๖๙

ฎีกาท่ี ๗๕๑๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๑๕ แม้จาเลยมีร่างกายพิการที่ขาขวาด้วน จาเลยก็มี
สิทธิโดยชอบธรรมท่ีจะเข้าไปเที่ยวเพื่อหาความสุขสาราญในร้านอาหารท่ีเกิดเหตุได้เช่นคนท่ีมี
ร่างกายปกติธรรมดาท่ัวไป และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะนาเอาเหตุความพิการทางร่างกายของ
จาเลยมาพูดจาวิพากษ์วิจารณ์เยาะเย้ยถากถางหรือดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อให้ จาเลยเจ็บช้าน้าใจได้
การที่โจทก์ร่วมพูดกับ ม. ว่า “ดูนั่นซิ ด้วนแล้วยังมาเที่ยวอีก” และ ม. ยังพูดเป็นเชิงสนับสนุน
เห็นด้วยว่า “ถึงพิการแต่ใจรัก” เป็นการเย้ยหยันสบประมาทตัวจาเลย ทาให้จาเลยต้องรู้สึกอับอาย
และแค้นเคืองเป็นอย่างมาก การที่จาเลยชักอาวุธปืนออกมาแล้วยิงขึ้นฟ้า ๒ นัด ก็เพ่ือเตือนให้
หยุดย้ังการกระทาโดยมิชอบของโจทก์ร่วม และ ม. แต่แทนที่โจทก์ร่วมจะหยุดการกระทาดังกล่าว
โจทก์ร่วมกลับว่ิงเขา้ ไปหาจาเลยในลกั ษณะเข้าทารา้ ยจาเลย แมโ้ จทก์ร่วมจะไม่มอี าวธุ ตดิ ตวั แต่ดว้ ย
การที่จาเลยขาพิการย่อมอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหากจะป้องกันตัวโดยการต่อสู้กับโจทก์ร่วมด้วย
มือเปล่า การท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่โจทก์ร่วมจงึ เป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นอันตราย ซ่ึงเกิด
จากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่การที่จาเลยยิงปืน
ใส่บริเวณลาตัวจนถูกแขนของโจทก์ร่วม อาจพลาดไปโดนอวัยวะสาคัญทาให้ถึงตายได้ จึงเป็นการ
กระทาโดยเจตนาฆ่าซ่ึงเกินกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทาเพื่อป้องกัน ซึ่งศาลจะลงโทษจาเลย
นอ้ ยกวา่ ท่ีกฎหมายกาหนดไว้สาหรบั ความผดิ นน้ั เพียงใดกไ็ ดต้ าม ป.อ. มาตรา ๖๘ และ ๖๙

ฎีกาท่ี ๔๒๘๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๓ บาดแผลของจาเลยกับพวกเป็นเพียงการบาดเจ็บ
เล็ก ๆ น้อย ๆ อันเกิดจากการเข้าระงับเหตุของผู้ตายกับพวกท่ีอาจจาเป็นต้องใช้ความรุนแรงบ้าง
เนื่องจากจาเลยกับพวกมีอาวุธและก่อความวุ่นวายข้ึน การท่ีจาเลยใช้มีดแทงผู้ตายหลายครั้งจนถึง
แก่ความตาย จึงอ้างไม่ได้วา่ เป็นการกระทาโดยบันดาลโทสะ ขณ ะเกิ ด เห ตุ ท่ี จาเล ยแ ท งผู้ ต าย
ผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่เห็นเหตุการณ์ โดยผู้เสียหายยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ
๕๐ เมตร มองไม่เห็นที่เกิดเหตุเพราะมีร้านค้าบังอยู่ ผู้เสียหายซ่ึงเป็นราษฎรจึงไม่มีอานาจตาม
กฎหมายที่จะจับกุมจาเลยได้ เพราะมิใช่เป็นการกระทาความผิดซ่ึงหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๙
การที่ผู้เสียหายจะจับจาเลยและใช้ไม้กระบองฟาดไปท่ีหลังจาเลย จาเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตนเองได้
แต่การที่จาเลยจับไม้กระบองผู้เสียหายไว้แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหายไปถึง ๓ คร้ังท่ีชายโครงซ่ึงเป็น
อวัยวะสาคัญ และอาจทาให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการป้องกนั เกิน
สมควรแก่เหตุ จาเลยจงึ มีความผดิ ฐานพยายามฆ่าผูอ้ น่ื โดยเป็นการป้องกนั เกินสมควรแกเ่ หตุ
หมายเหตุ (โดยท่านอาจารย์สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์) คดีนี้ จาเลยแทงผู้ตายซ่ึงเป็นพนักงานรักษา
ความปลอดภัย แล้วว่ิงหลบหนี ผู้เสียหายเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ห่างไป ๕๐ เมตร
ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีคนร้ายมุ่งหน้ามาทางผู้เสียหาย หลังจากนั้น ๓๐ วินาที ผู้เสียหายเห็น
จาเลยซึ่งมีลักษณะการแต่งกายตรงกับที่ได้รับแจ้งวิ่งมา จึงวิ่งตามเพื่อจับ แม้ขณะจาเลยแทงผู้ตาย
ผู้เสียหายจะไม่เห็นก็ตาม แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนเป็นความผิดที่ได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวน่าจะถือได้ว่าจาเลยกระทาผิดซ่ึง

107

หน้าผู้เสียหาย ท่ีผู้เสียหายจะจับจาเลยได้โดยผู้เสียหายพบจาเลยในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความ
สงสัยเลยว่าจาเลยได้กระทาผิดมาแล้วสด ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
๗๙ ประกอบมาตรา ๘๐ แต่ก็ไม่พบคาพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้ตรงกับกรณีเช่นนี้ ด้วยความ
เคารพ แต่หากจะถือตามคาพิพากษาศาลฎีกาคดีน้ี น่าจะเป็นการตีความที่แคบเกินไปโดยมิได้
พจิ ารณาถงึ มาตรา ๘๐ เลย

ฎีกาท่ี ๖๓๙๗/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๗๓ ก่อนเกิดเหตุ ป. และ ส. โต้เถียงกันเรื่องท่ี ส. กับ
พวกได้ทดลองขับรถยนต์ที่ซ่อมและห้ามล้อรถเสียงดังแล้ว ส. ถือหินและไม้เข้าไปจะทาร้าย ป.
ป. ตะโกนให้จาเลยช่วยเหลือ จาเลยจึงพูดห้ามปราม แต่ ส. ไม่ยอมหยุดและจะทาร้ายจาเลยด้วย
การที่จาเลยใช้อาวุธปืนยงิ ส. และ ศ. เพือ่ ช่วยเหลือป้องกัน ป. ภริยาจาเลยและจาเลยให้พ้นจากการ
ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึง แต่การที่จาเลยใช้อาวธุ ปืนยิง ส. ๒
นัด จนถึงแก่ความตายนั้น เป็นการกระทาเพ่ือป้องกันสทิ ธิของตนและผู้อืน่ เกินสมควรแก่เหตุ จาเลย
จึงมีความผิดฐานฆ่า ส. โดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ หลังจากนัน้ จาเลยวิ่งไล่ตามแลว้ ใช้อาวุธปนื ยิง
ศ. จนถึงแก่ความตาย แม้จะเป็นการกระทาต่อเนื่องกันอันเป็นกรรมเดียว แต่ขณะจาเลยยิง ศ. นั้น
ไมม่ ีภยันตรายใด ๆ ท่จี าเลยจะตอ้ งป้องกันอีก การท่จี าเลยยงิ ศ. จึงมีความผดิ ฐานฆ่าผ้อู ่นื

ฎีกาท่ี ๕๕๔๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๒๐๒ ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุทาร้ายจาเลยก่อน ถือได้ว่า
การกระทาของผู้ตายเป็นภยันตรายต่อจาเลยซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายแล้ว
เมอื่ จาเลยพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้โดยว่ิงหลบหนี แต่ผู้ตายซึ่งถอื ขวดกับพวกยังคงวิง่ ไลต่ ามจาเลย
และผู้ตายจะขว้างขวดใส่จาเลย อันเป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นต่อเนื่องเช่ือมโยงกัน หากผู้ตายขว้างขวด
ใส่จาเลยอาจทาให้จาเลยได้รับอันตรายได้ หรือหากวิ่งทันผู้ตายก็อาจทาร้ายจาเลยได้ ภยันตราย
ท่ีเกิดจากผู้ตายจึงยังไม่หมดไป จาเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตัวได้ แต่จาเลยมีอาวุธปืนที่ร้ายแรงกว่า
จาเลยจึงอาจยิงขู่หรือเลือกยิงร่างกายส่วนที่สาคัญน้อยหรือเป็นอันตรายน้อย เพ่ือยับยั้งผู้ตายกับ
พวกมิให้เข้าทาร้ายจาเลย แต่จาเลยกลับยิงผู้ตายบริเวณหน้าอกอันเป็นอวัยวะสาคัญของร่างกาย
การกระทาของจาเลยจึงเป็นการป้องกนั เกินกว่ากรณจี าต้องกระทาเพ่ือปอ้ งกนั ตาม ป.อ. มาตรา ๖๙

ฎีกาที่ ๗๙๔๐/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๐๔ บ้านและบริเวณบ้านของจาเลยถือว่าเป็น
เคหสถานท่ีประชาชนทั่วไปย่อมเห็นว่าเป็นท่ีปลอดภัยไม่ควรถูกบุคคลอ่ืนรุกล้าเข้ามากระทาการอัน
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จาเลยไม่จาเป็นต้องหลบหนีและมีสิทธิที่จะป้องกันสิทธิของตนเพราะจาเลย
เป็นผู้สุจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถานของจาเลยซ่ึงมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยและเคล่ือนไหว
โดยอิสระ หากจาเลยจาตอ้ งหนีแล้วเสรภี าพของจาเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน

ผู้ตายขับรถเข้ามาในบริเวณบ้านของจาเลยเพื่อจะบังคับ ผ. ซึ่งเป็นบุตรสาวของจาเลยและ
เคยเป็นภริยาของผู้ตายให้ไปอยู่กินด้วยกันเช่นเดิมแล้วเกิดโต้เถียงกัน จาเลยพูดจาห้ามปราม ผู้ตาย
ไม่ฟังและได้ลงจากรถพร้อมกับถืออาวุธมีดยาว ๑๒ น้ิวเดินไปหาจาเลย จาเลยจึงว่ิงขึ้นไปบนบ้าน
หยิบเอาอาวุธปืนยาวกงึ่ อัตโนมัติขนาด .๒๒ ซ่ึงเป็นอาวุธปนื ที่จาเลยได้รับอนญุ าตใหม้ ีและใช้ ทัง้ เป็น
อาวุธปืนท่ีปกติใช้ยิงนกหรือสัตว์ขนาดเล็กและมีแรงปะทะน้อยลงจากบ้าน เพื่อปรามมิให้ผู้ตายทา

108

รา้ ยจาเลยหรอื ทาลายทรัพย์สินของจาเลยหรอื บังคับให้ ผ. ไปอยู่กับผู้ตาย โดยไม่มีกริยาอาการที่จะ
ยิงทาร้ายผู้ตายซ่ึงถูก ผ. โอบกอดไว้ ดังนี้ จะถือว่าจาเลยมีเจตนาสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย
หาได้ไม่ หลังจากนัน้ สักครูผ่ ู้ตายสะบัดตัวหลุดและเดนิ เข้าหาจาเลยเพอื่ ทาร้ายจนห่างประมาณ ๑ วา
โดยมีอาวุธมีดยาว เช่นน้ีนับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จาเลยย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจาก
หากปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสท่ีจะใช้อาวุธปืนยาวยิงเพ่ือป้องกันตัวย่อมจะขัดข้อง
การท่ีจาเลยใช้อาวุธดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายไป ๑ นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหาจาเลยอีก จาเลยจึง
ยิงผู้ตายอีก ๒ นัด ติดต่อกันผู้ตายจึงล้มลง นับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นน้ัน
แต่หลังจากผ้ตู ายล้มลงนอนหงายจาเลยยังเดินเข้าไปยิงผตู้ ายอกี ๒ นัด จึงเปน็ การกระทาเกนิ สมควร
แก่เหตุ จาเลยจงึ มีความผดิ ฐานฆา่ ผ้อู ื่นโดยปอ้ งกันเกนิ สมควรแก่เหตุ

ฎีกาที่ ๑๙๑/๒๕๔๙ ฎ.๖๑ ผู้ตายเข้าไปลักแตงโมในไร่ของจาเลยเป็นการประทุษร้ายอัน
ละเมิดต่อกฎหมายต่อทรัพย์ของจาเลย จาเลยจึงมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่การที่
จาเลยต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าซึ่งมีแรงเคล่ือนสูงถึง ๒๒๐ โวลท์ ที่สามารถดูดคนให้ถึงแก่ความ
ตายได้ ท้ังท่ีทรัพย์ท่ีจาเลยมีสิทธิกระทาการป้องกันคือแตงโมมีราคาไม่สูงมากนัก ย่อมถือได้ว่าเป็น
การกระทาที่เกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทาตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๖๙

ฎีกาท่ี ๕๘๑๗/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๑๔ การท่ีชาวบ้านไปขว้างปาบ้านบิดาจาเลย เป็น
ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จาเลยย่อมมีสิทธิกระทาการเพ่ือปกป้อง
ทรัพย์สินของบิดาจาเลยได้ แต่ภยันตรายที่เกิดจากการขว้างปาบ้านยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องใช้
อาวุธปืนยิงทาร้ายร่างกายผู้ที่ขว้างปา การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาโดยเจตนาป้องกัน
ทรัพย์สินทเ่ี กินสมควรแก่เหตตุ าม ป.อ. มาตรา ๖๙ จาเลยมคี วามผดิ ฐานทาร้ายร่างกายโจทก์รว่ มจน
เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ มิใช่เป็นความผิดฐานกระทาโดย
ประมาทเป็นเหตุใหผ้ ู้อน่ื ได้รบั อนั ตรายสาหัส แต่บดิ าจาเลยถูกชาวบ้านใช้กอ้ นอิฐและท่อนไมข้ ว้างปา
บ้านเพื่อขับไล่ โดยหลงเช่ือว่าบิดาจาเลยเป็นผีปอบ จาเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงเพื่อขัดขวางห้ามปราม
นับวา่ จาเลยได้ใชค้ วามอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุดแล้ว สมควรให้โอกาสจาเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี
โดยรอการลงโทษจาคกุ ใหจ้ าเลย

109

บนั ดาลโทสะ

ข้อ ๒๕ คาถาม นางเขียวเป็นภริยานายขาว แต่นางเขียวพอใจนายเข้มซ่ึงเป็นเพื่อนบ้าน
นางเขียวได้หลอกล่อนายเข้มให้เข้ามาในบ้านและพยายามยั่วยวนนายเข้มเพื่อให้รับรักตน แต่นาย
เข้มเมอื่ ทราบความจริงก็ว่งิ หนจี ากบ้านโดยนายเข้มวิ่งสวนกับนายขาวท่ีบันไดบ้าน นายขาวสอบถาม
นางเขียวว่านายเข้มเข้ามาทาอะไรในบ้าน นางเขียวซ่ึงรู้สึกเสียหน้าอยู่แต่เดิม จึงโกหกว่านายเข้ม
ได้ข่มขนื กระทาชาเราตนและว่ิงหนไี ปแล้ว นายขาวรสู้ ึกโมโหมากและเหน็ หลังนายเข้มวง่ิ หนีจากบ้าน
ไปไว ๆ ก็รีบวิ่งไล่ตามและชกนายเข้มหน่ึงคร้ัง ถูกนายเข้มคร่ึงปากครึ่งจมูก นายเข้มล้มลงหัวฟาด
ก้อนหินถึงแกค่ วามตาย

ให้วินิจฉยั ความรับผดิ ทางอาญาของนายขาว
คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองเจตนา ผลโดยตรง สาคัญผิด บันดาลโทสะ ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๖๒, ๗๒
การที่นายขาวชกนายเข้มหนึ่งคร้ัง ถูกนายเข้มครึ่งปากคร่ึงจมูก ถือว่านายขาวมีเพียง
เจตนาทาร้ายนายเข้ม เพราะการชกถูกครึ่งปากครึ่งจมูกดังกล่าว มิได้ประสงค์ต่อผลหรือย่อม
เล็งเห็นผลในการฆ่า เพียงแต่ประสงค์ต่อผลในการทาร้ายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย
เท่านั้น นายขาวจึงมีเพียงเจตนาทาร้ายร่างกายนายเข้มตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๙๕ เท่านัน้
แม้นายขาวจะมเี พียงเจตนาทาร้ายนายเข้ม แตเ่ ม่ือนายเข้มถึงแก่ความตาย ต้องพิจารณาว่า
เป็นผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไขหรือไม่ ซึ่งมีหลักว่า ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการ
กระทานั้น แม้จะมีเหตุอ่ืนประกอบด้วยก็ตาม กรณีน้ีถ้านายขาวไม่ชกนายเข้ม นายเข้มก็จะ
ไม่ล้มลงหัวฟาดก้อนหินและไม่ถึงแก่ความตาย ต้องถือว่าความตายของนายเข้มเป็นผลโดยตรง
จากการกระทาของนายขาวตามทฤษฎีเง่ือนไขแล้ว นายขาวต้องรับผิดในผล การกระทาของ
นายขาวจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานเจตนาทาร้ายนายเข้มจนเป็นเหตุให้นายเข้ม
ถงึ แกค่ วามตายตามมาตรา ๒๙๐
แต่นายขาวชกนายเข้มเพราะนายขาวโมโหนายเข้ม เนื่องจากนางเขียวโกหกนายขาวว่า
นายเข้มข่มขืนกระทาชาเรานางเขียว จึงเป็นการสาคัญผิดในข้อเท็จจริง ถ้ามีอยู่จริงจะทาให้
นายขาวได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงน้ันจะไม่มีอยู่จริง แต่นายขาวสาคัญผิดว่ามีอยู่จริง
นายขาวย่อมได้รับโทษน้อยลง เพราะนายขาวเข้าใจว่าตนเองถูกนายเข้มข่มเหงอย่างร้ายแรง
ดว้ ยเหตุอันไม่เป็นธรรมและได้กระทาต่อนายเข้มผู้ข่มเหงในขณะนั้น นายขาวจึงอ้างเหตุบันดาล
โทสะโดยสาคัญผิดมาลดโทษได้ตามมาตรา ๗๒ ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก นายขาวจึง
มีความผิดฐานเจตนาทาร้ายนายเข้มจนเป็นเหตุให้นายเข้มถึงแก่ความตาย เพราะบันดาลโทสะ
โดยสาคัญผิด ศาลจะลงโทษนายขาวน้อยกว่าท่ีกฎหมายกาหนดไว้สาหรับความผิดน้ันเพียงใด
กไ็ ด้

110

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๗๒

ฎีกาที่ ๑๓๘๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๕ จาเลยทราบเรื่องท่ีผู้ตายเป็นภริยาน้อยของสามี
ตนมานานถึง ๓ เดือนแล้ว จาเลยเคยโทรศัพท์ไปด่าว่าผู้ตาย เมื่อพบกันก็ต่อว่ากันบ้าง แต่ไม่เคย
ลงมือตบตีกัน จาเลยเคยไปทวงหน้ีผู้ตายถึงบ้านมาแล้ว ๒ คร้ัง และในวันเกิดเหตุจาเลยก็เป็นฝ่าย
ไปทวงถามหน้ีผู้ตายถึงบ้าน ถ้อยคาท่ีโต้ตอบกันได้ความเพียงว่า จาเลยบอกให้ผู้ตายใช้หนี้จาเลย
ผู้ตายบอกว่ากูได้ผัวมึงมาเป็นผัวกูแล้วก็หักหน้ีกันไปซิ จาเลยบอกว่าถ้าไม่ให้ก็ไม่ยอม ผู้ตายบอกว่า
กเ็ ข้ามาซิ พรอ้ มกับหยบิ มีดทาครัวจากเขียงในครวั มาถอื แล้วบอกวา่ มงึ อยากไดก้ ็เข้ามาซิ ถอ้ ยคาของ
ผู้ตายดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงถ้อยคาที่ก้าวร้าว ย่ัวยุ ท้าทาย โดยไม่ให้ความเคารพหรือยาเกรง
ภริยาหลวงเท่าน้ัน ประกอบกับผู้ตายซึ่งต้ังครรภ์ถึง ๖ เดือน ไม่ได้เป็นฝ่ายเดินเข้าหาเพ่ือทาร้าย
จาเลย แต่จาเลยถอยหลังออกมาแลว้ หยิบทอ่ นเหล็กของกลางท่ีวางอยู่ชายคาข้างบ้าน แลว้ เข้าไปใน
ครวั ใช้เหล็กที่ถือไปตีที่ศีรษะผู้ตายกอ่ นโดยตปี ระมาณ ๓ คร้ัง ผู้ตายล้มลงและมีดหลดุ จากมือ จาเลย
ใช้มีดดังกล่าวปาดคอผู้ตายคร้ังเดยี ว เช่นน้ี ตามพฤติการณ์แห่งคดีข้างตน้ หาใช่เป็นการข่มเหงจาเลย
อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจาเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ.
มาตรา ๗๒

ฎีกาที่ ๑๙๑๙๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๓๐๖ กรณีจะเป็นการกระทาความผิดโดยบันดาล
โทสะ ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทาความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม โดยพิจารณา
เปรียบเทียบกับความรูส้ ึกของคนธรรมดาหรือวญิ ญชู นทั่วไปท่ีอยู่ในวิสัยและพฤตกิ ารณอ์ ย่างเดียวกับ
ผู้กระทาความผิด เม่ือได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจาเลยมีเร่ืองทะเลาะกันประจาจนโต้เถียงกัน
จึงเป็นเรือ่ งสามีภริยามีปากเสียงทะเลาะกนั ตามปกติ การที่ขณะเกิดเหตจุ าเลยสอบถามและตักเตือน
เร่ืองท่ีผู้ตายออกไปเที่ยวนอกบ้านในเวลากลางคืน แม้คาพูดของผู้ตายบางถ้อยคาจะมีความหมาย
ทานองว่าผู้ตายอยู่กับจาเลยไม่มีความสุข ผู้ตายจึงไปหาความสุขด้วยการนอนกับคนอื่นก็ตาม
แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ตายไปหลับนอนกับชายอ่นื ทานองชู้สาวดังท่ีพูดจริง จึงเป็นเพียงการพูดเพื่อประชด
ประชันจาเลยเท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดท่ีจะถือว่าเป็นการข่มเหงจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็น
ธรรม การกระทาของจาเลยจึงมิใช่เป็นการกระทาความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒
ข้อสังเกต ก่อนจาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จาเลยกับผู้ตายมีการทะเลาะโต้เถียงกัน โดยผู้ตายพูดกับ
จาเลยด้วยถ้อยคาตามที่จาเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า เม่ือผู้ตายกลับมาบ้าน จาเลยพูดว่า
“ไปไหนมา เที่ยวปานนม้ี ันไม่สวยนา เท่ียวได้แต่ให้กลบั หัวค่า มลี ูกมีผัวแล้วลูกกย็ ังเล็ก อย่าให้เพ่ือน
นินทามันไม่ดี” ผู้ตายบอกว่า “เรื่องของกู กูไปคลายเครียด กูจะไปไหนกูจะทาอะไรเรื่องของกู
มึงนอนให้บายไป” และด่าว่าไปถึงเมียหลวงและบุตรจาเลย จาเลยพูดว่า “ไปคลายเครียดก็กลับ
หัวค่าได้ไม่ใช่ตีสีตีห้า พันนี้ ไม่ดี” ผู้ตายตอบว่า “มึงแก่แล้วสาไหร อยู่กับมึงไม่มีความสุข เหมือน
อยู่กับนรก กูออกไปนอนกับคนอ่ืนมีความสุขกว่านอนอยู่กับมึง” จาเลยโกรธจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย

ฎีกาท่ี ๖๐๑๙/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๓ ขณะที่จาเลยเดินมาซ้ือส้ม ผู้ตายเพียงแต่พูดว่า
"ทาไมซื้อส้มเท่านี้ตังมีเยอะ" แล้วจาเลยกับผู้ตายต่างพูดเสียดสีท้าทายกัน จนเป็นเหตุให้จาเลย

111

ใชอ้ าวธุ ปืนยิงผู้ตาย แมผ้ ู้ตายเป็นฝา่ ยพูดกบั จาเลยก่อนจนเป็นเหตุให้จาเลยไมพ่ อใจ แล้วมกี ารพูดจา
เสียดสแี ละท้าทายกัน แต่ถ้อยคาของผูต้ ายมีลักษณะเป็นเพียงการหยอกลอ้ จาเลย ยังถือไม่ได้ว่าการ
กระทาของผ้ตู ายเปน็ การข่มเหงจาเลยอย่างรา้ ยแรงด้วยเหตุอนั ไมเ่ ปน็ ธรรม

ฎีกาท่ี ๔๗๕๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔๗ ผู้ตายมีพฤติการณ์ที่ห่างเหินและแสดงความ
รังเกียจจาเลยด้วยการไม่ยอมกลับบ้าน และในเวลาเกิดเหตุเม่ือจาเลยมาพบผู้ตายและขอร้องให้
ผู้ตายกลับบ้าน ผู้ตายก็ปฏิเสธไม่ยอมกลับบ้านกับจาเลยและพูดในทานองย่ัวยุว่าต้องการหย่ากับ
จาเลยโดยอ้างว่าบิดาไม่ชอบจาเลยและต้องการให้หย่า นอกจากนี้ผู้ตายยังพูดว่าไม่รักจาเลยและ
จะไม่ขออยู่กับจาเลย ท่ีจดทะเบียนสมรสกับจาเลยก็เพ่ือหวังหลอกร่วมประเวณีกับจาเลย การกล่าว
เช่นน้ีจึงเป็นการพูดดูถูกเหยียดหยามทาให้จาเลยซ่ึงเป็นหญิงและเป็นภริยาของผู้ตาย เกิดความ
น้อยใจและโกรธท่ีผู้ตายจะทอดท้ิงด้วยการหย่าโดยอ้างว่าจาเลยถูกผู้ตายหลอกให้เป็นภริยาของ
ผู้ตายโดยประสงค์จะร่วมประเวณีกับจาเลยเท่านั้น มิได้มีความรักในฐานะเป็นคู่สมรสกันแต่อย่างใด
ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจาเลยซ่ึงเป็นหญิงและเป็นภรยิ าของผู้ตายอย่างไม่เป็นธรรม ทาให้จาเลยเกิด
ความโกรธอย่างรุนแรง ไม่อาจระงับโทสะได้ จึงใช้อาวธุ ปนื ของกลางซ่ึงนาติดตัวมายิงผู้ตายขณะยังมี
โทสะอย่จู นเปน็ เหตใุ ห้ถงึ แกค่ วามตาย การกระทาของจาเลยจึงเปน็ การกระทาโดยบนั ดาลโทสะ

ฎีกาที่ ๖๗๘๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๑๑ การท่ีผู้ตายซ่ึงเป็นภริยามิได้จดทะเบียนสมรส
ของจาเลยท่ี ๑ มีชู้ และผู้ตายกับชายอ่ืนเข้าห้องปิดประตูอยู่ด้วยกัน มีลักษณะว่ามีความสัมพันธ์ฉัน
ชู้สาว ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจิตใจจาเลยท่ี ๑ อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม พิจารณา
ประกอบกับเหตุบันดาลโทสะอาจเกิดเพราะคาบอกเลา่ ได้ ไม่จาเปน็ ต้องประสบเหตกุ ารณ์ด้วยตนเอง
ทงั้ จาเลยท่ี ๑ ก็ไปทารา้ ยผู้ตายทันทีที่ได้รับคาบอกเล่า อนั เป็นการกระทาความผดิ ในขณะนนั้ ดังนั้น
การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงเป็นการทารา้ ยผู้ตายโดยบันดาลโทสะ
ข้อสังเกต แต่ถ้ากระทาภายหลังจากทราบนาน ฎีกาท่ี ๑๕๕๘๕/๒๕๕๗ ฎ.๒๓๓๑ ตัดสินว่า จาเลย
ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายกาลังขับรถยนต์เล้ียวเข้าสถานีบริการน้ามัน แม้ก่อนเกิด
เหตุจาเลยทราบว่าผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภริยาจาเลยและจาเลยยังขุ่นเคืองผู้เสียหาย
ก็ตาม แต่จาเลยหาได้กระทาต่อผู้เสียหายในขณะที่พบเห็นผู้เสียหายเป็นชู้กับภริยาจาเลยหรือ
ในระยะเวลาท่ีต่อเน่ืองกระชั้นชิดกัน ถือไม่ได้ว่าจาเลยยิงผู้เสียหายเพราะเหตุบันดาลโทสะในขณะ
ถูกข่มเหงอยา่ งรา้ ยแรงด้วยเหตุอนั ไมเ่ ปน็ ธรรมตาม ป.อ. มาตรา ๗๒

ฎีกาท่ี ๓๕๘๓/๒๕๕๕ ฎ.๘๑๘ จ. เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจาเลยซ่ึงจาเลย
มีสิทธิตามกฎหมายท่ีจะกระทาการป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงของตน โดยมิให้ชายอื่นมามี
ความสัมพันธฉ์ ันชู้สาวกับภรรยาของตนได้ แต่ขณะเกิดเหตุจาเลยพบเห็น จ. นอนหนุนตักผู้ตายและ
กอดจูบกันโดยไม่มีการร่วมประเวณีกัน และผู้ตายกระทาต่อ จ. ก็เป็นไปโดย จ. สมัครใจยินยอม
พฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดการประทุษอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตราย
ท่ใี กล้จะถึง ซึง่ จาเลยจาต้องกระทาการปอ้ งสทิ ธิ แตก่ ารที่ผู้ตายกับ จ. กอดจูบกัน นบั เปน็ การกระทา
ที่ข่มเหงจิตใจของจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เม่ือจาเลยเห็นเหตุการณ์ย่อม

112

เหลือวิสยั ของจาเลยที่จะอดกลั้นโทสะไว้ได้ การทจี่ าเลยเขา้ ไปชกต่อยผู้ตายแล้วใชม้ ีดปอกผลไมท้ ี่วาง
อยู่ใกล้ตัวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จึงเป็นการกระทาโดยบันดาล
โทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒

ฎีกาท่ี ๒๐๖/๒๕๕๕ ฎ.๒๕ ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเป็นคนชอบด่ืมสุราจนเมามายและรีดไถเงิน
จากจาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นภรรยาผู้ตาย เป็นประจา หากไม่ได้เงินครั้งใดก็จะตบตีจาเลยที่ ๑ วันเกิดเหตุ
ขณะผูต้ ายไปหาจาเลยท่ี ๑ ผูต้ ายก็เมาสุราและด่าวา่ จาเลยที่ ๑ ดว้ ยถอ้ ยคาหยาบคายว่า มงึ เมาเอาชู้
มึงรึ อีกะหร่ี อีสัตว์ อีเหี้ย กูจะนอนมึงไม่ให้กูนอนด้วย มึงจะมาให้ชู้มึงเอาหรือไง โคตรพ่อ โคตรแม่
มงึ อกี ะหรี่ อันถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจาเลยที่ ๑ อย่างรา้ ยแรง ดว้ ยเหตุอนั ไมเ่ ปน็ ธรรม การท่ีจาเลย
ท่ี ๑ ใช้ขวดแตกเป็นรูปปากฉลามแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตายโดยเจตนาฆ่าจึงเป็นการกระทาโดย
บนั ดาลโทสะ ศาลจะลงโทษจาเลยที่ ๑ น้อยกวา่ ท่กี ฎหมายกาหนดไวเ้ พยี งใดก็ได้

ฎีกาที่ ๔๘๗๖/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๗๖ จาเลยซึ่งเป็นคนรักเก่าของ ส. มาในท่ีเกิดเหตุ
เน่ืองจากผ้ตู ายทะเลาะและทาร้าย ส. และสงั่ ให้ ส. โทรศพั ท์เรยี กจาเลยมาในที่เกิดเหตุ ขณะเกดิ เหตุ
จาเลยเข้าไประงับเหตุระหว่างผู้ตายกับ ส. โดยจาเลยถามผู้ตายว่า "ทาไมทากับผู้หญิงอย่างน้ี"
เมื่อจาเลยพูดจบ ผู้ตายเป็นฝ่ายชกท่ีใบหน้าจาเลย ๑ ครั้ง จากนั้นทั้งสองชุลมุนชกต่อยกัน ผู้ตาย
เป็นฝ่ายพกอาวุธมีดมา แม้เหตุการณ์ในช่วงน้ีอาจถือได้ว่ามีภยันตรายที่จาเลยจาต้องป้องกัน แต่
ปรากฏว่าต่อมาจาเลยแย่งอาวุธมีดดังกล่าวได้แล้วแทงผู้ตาย โดยเหตุการณ์ในช่วงตอ่ มานี้ จาเลยกับ
ผูต้ ายชุลมุนต่อสู้กันประมาณ ๑๐ นาที ผู้ตายพูดว่า "พอแล้วไม่ไหวแล้ว" แสดงว่าผู้ตายไม่อยู่ในวิสัย
ท่ีจะต่อสู้ทาร้ายจาเลยได้อีกต่อไป ภยันตรายที่จาเลยจาต้องป้องกันได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่จาเลยกับ
พวกยังตามทาร้ายซ้าอีก แล้วจาเลยได้ถีบผู้ตายตกลงไปในคลอง จากน้ันจาเลยกับพวกกลับไป
ท่ีรถจักรยานยนต์แล้วขับกลับมายังจุดท่ีผู้ตายตกลงไปในคลอง และจาเลยตะโกนข้ึนว่า "ลงไปดูซิ
มันตายหรือยัง" แต่เพ่ือนของจาเลยบอกว่า "ไปเลย ไปเลย" จาเลยกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์
ออกไปจากท่ีเกิดเหตุ การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นการป้องกัน แต่พฤติการณ์ท่ีจาเลยซ่ึงเป็น
คนรักเก่าของ ส. และถูกเรียกให้ไปในท่ีเกิดหตุ กับพยายามระงับเหตุทะเลาะระหว่างผู้ตายซ่ึงเป็น
คนรักใหม่กับ ส. แต่ผู้ตายเป็นฝ่ายชกและพยายามจะใช้อาวุธมีดแทงทาร้ายจาเลยก่อน จึงถือได้ว่า
จาเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การท่ีจาเลยแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย
จงึ เปน็ ความผิดฐานฆา่ ผู้อนื่ โดยบันดาลโทสะ

ฎีกาท่ี ๔๗๕๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๕๒ วันเกิดเหตุจาเลยพูดขอให้ผู้ตายอย่ายุ่งเกี่ยวกับ
หลานสาวของจาเลยซึ่งมีสามีแล้วในทานองชู้สาว แต่ผู้ตายกลับพูดกับจาเลยว่า มึงไม่เกี่ยว ไอ้ด้วน
พ่อมึงกูยังไม่กลัวแล้วกูจะกลัวมึงทาไม จาเลยเป็นคนพิการ ขาข้างขวาขาดต้ังแต่หัวเข่าต้องใส่ขา
เทียม จาเลยไปพูดขอร้องมิให้ผู้ตายยุ่งเก่ียวกับหลานสาวของจาเลย เพราะเห็นว่าการกระทาของ
ผู้ตายต่อหลานสาวของจาเลยนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายแล้วยังผิดต่อศีลธรรมอันดีของ
ประชาชนด้วย จึงเป็นเรื่องปกตทิ ่ีบุคคลในฐานะเช่นจาเลยจะต้องพึงกระทาเพ่ือปกป้องมิให้ผู้ตายก่อ
ความเดือดรอ้ นและสร้างความรา้ วฉานใหเ้ กิดข้ึนแก่ครอบครัวของญาติจาเลย แตผ่ ูต้ ายไม่เช่ือฟังกลับ

113

พูดท้าทายและด่าจาเลย รวมทั้งพูดถึงปมด้อยของจาเลย ทั้งยังกล่าวพาดพิงถึงบิดาจาเลยในทานอง
เหยียดหยามจาเลยและเหยียดหยามบดิ าของจาเลยอกี ด้วย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ความพิการของบุคคล
อ่ืนย่อมเปน็ ปมดอ้ ยท่เี ป็นเรื่องสาคัญไม่อาจนามากล่าวเยาะเย้ยได้ในสภาพเช่นนี้ ดงั น้นั วิญญูชนทอี่ ยู่
ในสภาวะ วิสัย พฤติการณ์ และมีสภาพเช่นเดียวกับจาเลยย่อมมีความรู้สึกว่าถูกผู้ตายข่มเหงอย่าง
ร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว การท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเป็นการกระทาความผิดโดย
บันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒

ฎีกาท่ี ๔๘๙๕/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๘๓ การกระทาโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒
เป็นการกระทาท่ีผู้กระทาความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทาความผิด
ต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ส่วนการป้องกันสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๖๘ หรือการป้องกัน
สิทธเิ กนิ สมควรแก่เหตุตามมาตรา ๖๙ นั้น เป็นกรณีท่ผี ู้กระทาจาต้องกระทาเพ่ือป้องกันสิทธิของตน
หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตราย
ที่ใกล้จะถึง การกระทาอย่างใดอย่างหนึ่งจึงไม่อาจเป็นทั้งการกระทาโดยบันดาลโทสะและป้องกัน
สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการป้องกันสิทธิเกินสมควรแก่เหตุในขณะเดียวกันได้ เน่ืองจาก
ภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ผู้กระทาจะกระทาเพ่ือป้องกันสิทธิได้
จะต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงและภยันตรายนั้นยงั มิได้สิน้ สุดลง หากภยันตรายน้ันผ่านพ้นไปแล้ว
ผู้กระทาก็ไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทาเพ่ือป้องกันสิทธิได้ อย่างไรก็ดี ภยันตรายดังกล่าว
แม้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็อาจเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้อย่างหนึ่ง
หากผู้ถูกข่มเหงได้กระทาความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น คือ ในระยะเวลาต่อเน่ืองที่ตนยังมโี ทสะอยู่
ยอ่ มถือว่าเป็นการกระทาความผิดโดยบนั ดาลโทสะ

จาเลยมีอาวุธปืนอยู่ในมือในขณะที่ผ้ตู ายไม่มีอาวธุ เป็นพฤตกิ ารณ์ที่เช่ือได้วา่ ผตู้ ายคงไม่กล้า
ทาร้ายจาเลยอีกต่อไปแล้ว จึงถือได้ว่าภยันตรายดังกล่าวที่ผู้ตายก่อได้ผ่านพ้นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม
พฤติการณ์ที่จาเลยยิงผู้ตายถึง ๖ นัด แล้วยังบรรจุกระสุนปืนเพ่ิมและยิงผู้ตายอีกก็ต่อเน่ืองมาจาก
การกระทาของผู้ตายท่ีกระทาต่อจาเลย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ
อันไม่เป็นธรรม การท่ีจาเลยยิงผู้ตายไปในระยะเวลาต่อเน่ืองกระชั้นชิดกับการกระทาดังกล่าว การ
กระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาความผิดโดยบันดาลโทสะ หาใช่เป็นการกระทาเพ่ือป้องกันสิทธิ
เกินสมควรแก่เหตุด้วยในขณะเดียวกันและเป็นการกระทากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทไม่

ฎีกาท่ี ๓๓๙๑/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๗๒ แม้ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน แต่เม่ือ
ไม่ปรากฏพฤติการณ์อ่ืนใดว่าผู้ตายจะเข้าทาร้ายจาเลยอีกโดยผู้ตายว่ิงกลับไปท่ีรถยนต์จอดอยู่และ
ไม่ปรากฏว่าขณะนั้นผู้ตายมีอาวุธติดตัวด้วย ถือได้ว่าภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิด
ต่อกฎหมายไดผ้ า่ นพน้ ไปแลว้ การท่จี าเลยวง่ิ ไล่ตามผ้ตู ายไปในทันทแี ล้วใชอ้ าวุธปืนยิงผู้ตายจงึ ไมอ่ าจ
อ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย
ได้ แต่อย่างไรก็ดี การกระทาดังกล่าวเป็นการกระทาต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จาเลย
ถูกผู้ตายชกต่อยก่อน โดยจาเลยมิได้สมัครใจทะเลาวิวาทกับผู้ตายถือได้ว่าจาเลยถูกผู้ตายข่มเหง

114

อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทา
ความผดิ ฐานเจตนาฆ่าผอู้ ่ืนโดยบนั ดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒

ฎีกาท่ี ๑๒๙๔/๒๕๕๕ ฎ.๒๘๓ ขณะเกิดเหตุจาเลยมีอายุ ๓๔ ปีเศษ จึงไม่เป็นผู้เยาว์และ
ไมอ่ ยใู่ ต้อานาจปกครองของผู้เสียหายซึ่งเป็นบิดา การรบั จ้างเกบ็ ค่าน้าประปาภายในหมู่บ้านเป็นงาน
อาชีพหนึ่งของจาเลย หากจาเลยบกพร่องในการทางานผู้ว่าจ้างย่อมจะว่ากล่าวแก่จาเลยเอง แม้โดย
ความผูกพันฉนั บดิ ากับบุตร ผเู้ สียหายอาจตกั เตือนจาเลยได้บ้าง แตอ่ ายุขนาดจาเลยถือวา่ เติบโตเป็น
ผูใ้ หญม่ ากแล้ว การท่ีผู้เสียหายดดุ ่าจาเลยด้วยคาหยาบคายเป็นเวลาต่อเนือ่ งกนั ทั้งยังตบกกหจู าเลย
อย่างรา้ ยแรงจนจาเลยทรุดตัวลง ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอนั ไม่เป็นธรรม
เม่ือจาเลยกระทาความผิดตอ่ ผู้ข่มเหงในขณะนั้น ย่อมเป็นการกระทาความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒

ฎีกาท่ี ๔๔๐๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๔๕ ผู้ตายมีพฤติการณ์เป็นอันธพาลและข่มเหงรังแก
ผอู้ ่อนเยาวก์ ว่า โดยข่มขู่รดี ไถเงินจากจาเลยซ่งึ เป็นนักศกึ ษา และถือวิสาสะพาพรรคพวกเข้าไปม่ัวสุม
เสพยาเสพติดใหโ้ ทษในห้องพกั ของจาเลย อันเป็นการแสดงอานาจบาตรใหญ่จนจาเลยต้องยา้ ยที่อยู่
แต่ผู้ตายก็ตามไปจนพบและบังคับขอเงินจากจาเลยท้ังที่ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด
โดยในวันเกิดเหตุขณะที่จาเลยจะไปวิทยาลัยผู้ตายก็ข่มขู่บังคับให้จาเลยหาเงินให้ก่อนและขู่ว่าถ้า
ไม่ได้ตอ้ งถึงแกค่ วามตาย ถือได้วา่ จาเลยถูกขม่ เหงอย่างร้ายแรงดว้ ยเหตอุ ันไม่เป็นธรรม เมื่อจาเลยว่ิง
หลบหนีผู้ตายยังวิ่งไล่ตามจาเลย การท่ีจาเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย จึงเป็นการกระทาโดย
บนั ดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๗๒

ฎกี าที่ ๑๓๓๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๐๒ การที่จาเลยด่าแม่โจทก์ร่วมตอบโต้ไปก่อนเข้าฟัน
โจทก์ร่วม เท่ากับว่าจาเลยไดถ้ ลาเข้าไปทะเลาะววิ าทกับโจทก์ร่วมด้วยแลว้ เม่อื ต่างคนต่างก็ทะเลาะ
ด่าว่าซึ่งกันและกันเช่นน้ี จึงถือไม่ได้ว่าจาเลยกระทาความผิดโดยบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่าง
ร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตาม ป.อ. มาตรา ๗๒ และไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทาความผิด
โดยบันดาลโทสะเพื่อให้ศาลลงโทษจาเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกาหนดไว้ สาหรับความผิดท่ีได้กระทา
นนั้ ได้

ฎีกาท่ี ๔๒๗๐/๒๕๕๒ ฎ.๗๕๖ การที่จาเลยอา้ งว่าผู้ตายใชใ้ ห้จาเลยไปยมื เงนิ ผู้อน่ื มาใหเ้ ป็น
เร่ืองที่เกิดข้ึนก่อนเกิดเหตุ และจาเลยชอบที่จะต้องดาเนินการเรียกร้องบังคับให้ผู้ตายชาระหนี้ให้
จาเลยตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ส่วนที่จาเลยไปทวงถามเอาจากผู้ตาย แต่ผู้ตายไม่ยอมคืนให้
ทั้งผู้ตายยังได้พูดกับจาเลยว่า "ควย มาทวงอะไรมากมาย" "ควย กูไม่ให้ ให้โคตรพ่อโคตรแม่มึงมา
ทวงซ"ิ และ "ควย กูไมใ่ ห้แล้ว" ถ้อยคาท่ีผู้ตายพูดกับจาเลยที่เป็นคาก้าวร้าว หยาบคาย เป็นเรื่องท่ี
ไม่สมควรท่ีจะกล่าวออกมา และเป็นที่ระคายเคืองแก่จาเลยอยู่บ้าง ก็ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการ
ข่มเหงจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงมิใช่เป็นการ
กระทาโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒

ฎีกาท่ี ๓๖๑๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓ ผู้ตายที่ ๑ ด่าจาเลยว่า "โคตรพ่อโคตรแม่" แม้จะ

115

เป็นถ้อยคาก้าวร้าวหยาบคายเป็นที่ระคายเคืองแก่จาเลยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดท่ีจะถือว่าเป็นการ
ข่มเหงจาเลยอยา่ งรา้ ยแรงด้วยเหตุอันไมเ่ ป็นธรรมตาม ป.อ. มาตรา ๗๒

ฎีกาที่ ๖๑๓๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๕๙ ก่อนและขณะเกิดเหตุผู้ตายได้ด่าว่าบุพการีของ
จาเลย โดยจาเลยนาสืบว่า ถ้อยคาท่ีผู้ตายด่าจาเลยคือคาว่า “เย็ดแม่” เป็นเวลาหลายนาที แล้วยัง
เดินไปเดินมาด่าจาเลยอยู่อย่างน้ัน จนจาเลยซ่ึงอยู่ในห้องรับประทานข้าวจนเสร็จและหลบไปนอน
จาเลยนอนฟังอยู่โดยผู้ตายมายืนด่าแม่ท่ีหน้าห้องนอนจาเลย ๓ ครั้ง จาเลยทนไม่ไหวจึงลุกออกไป
นอกห้อง ผู้ตายพูดว่า “เพ่ือนอย่างนี้คบไม่ได้ ไม่ต้องคบ อย่าไปคบมันเลย” โดยพูดย้า ๆ ถึง ๓ คร้ัง
เป็นคาพูดแดกดนั สบถคาหยาบคาย เห็นวา่ คาด่าดังกล่าวแมจ้ ะเป็นถอ้ ยคาก้าวรา้ วหยาบคายเป็นท่ี
ระคายเคืองแก่จาเลยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดท่ีจะถือว่าเป็นการข่มเหงจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ
อันไม่เป็นธรรม คดีจึงฟังไม่ได้ว่าท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตายเป็นการกระทาโดยบันดาลโทสะ
เนือ่ งจากผ้ตู ายข่มเหงอยา่ งรา้ ยแรงด้วยเหตอุ ันไม่เปน็ ธรรมตาม ป.อ. มาตรา ๗๒

ฎกี าท่ี ๗๔๒๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๕ จาเลยใชอ้ าวธุ ปืนยิงผ้ตู ายเนื่องจากผตู้ ายดา่ จาเลย
ว่า อีลูกกะหร่ี น้ัน ย่อมมีความหมายเป็นที่เข้าใจของคนปกติทั่วไปว่าเป็นการกล่าวหามารดาจาเลย
ว่าเป็นคนสาส่อนทางเพศ ท้ังนี้ ไม่ว่าผู้ตายจะด่าจาเลยด้วยถ้อยคาดังกล่าวซ้าหลายครง้ั หรือไม่ ย่อม
ทาใหค้ นธรรมดาและวญิ ญูชนทัว่ ไปที่อยู่ในภาวะวสิ ัยและพฤตกิ ารณป์ กติรวมทั้งจาเลยรู้สกึ โกรธแค้น
จึงเป็นการข่มเหงจาเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม แม้เม่ือผู้ตายด่าจาเลยด้วยถ้อยคา
ดงั กล่าวแล้วจาเลยจะเดินไปท่ีรถและพูดกับ อ. ในทานองว่าขับรถให้หน่อยแล้วจาเลยจึงใช้อาวุธปืน
ยงิ ผู้ตายกต็ าม แต่ก็เปน็ การใช้อาวุธปืนยิงผ้ตู ายไปในระยะเวลาต่อเน่ืองกระชั้นชิดในขณะทีโ่ ทสะของ
จาเลยยังรุนแรงอยู่ ย่อมเป็นการกระทาต่อผู้ข่มเหงในขณะน้ัน การท่ีจาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึง
เป็นการกระทาโดยบนั ดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒

116

พยายามกระทาความผดิ

ข้อ ๒๖ คาถาม นายแบนขับรถบรรทุกหกล้อนาสินค้ากล่องกระดาษขนาดเล็กมาส่งให้แก่
บริษัท กระดาษไทย จากัด หลังจากนาสินค้าดังกล่าวลงจากรถเรียบร้อย นายแบนขับรถบรรทุก
หกล้อไปจอดอีกมุมหนึ่งโกดัง นายแบนขนกระดาษทั้งใหม่และเก่าของบริษัท กระดาษไทย จากัด
ข้ึนรถบรรทุกหกล้อจนเต็มรถ หลังจากนั้นนายแบนขับรถบรรทุกหกล้อจะผ่านประตูทางออกเพื่อ
ออกจากโรงงานของบรษิ ัท กระดาษไทย จากัด แตพ่ นักงานรกั ษาความปลอดภยั ของบริษัท กระดาษ
ไทย จากัด ตรวจสอบพบว่ากระดาษบนรถดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตให้นาออกนอกบริษัท จึงกักรถ
เอาไว้ไม่ให้นายแบนนากระดาษออกไป นางโบเป็นพนักงานของบริษัท กระดาษไทย จากัด
ซ่ึงแอบชอบนายแบนทราบวา่ นายแบนไม่มีสิทธิเอากระดาษออกไป แต่ต้องการช่วยนายแบนจึงบอก
พนักงานรักษาความปลอดภัยว่า กระดาษบนรถท่ีนายแบนขับเป็นของที่ไม่ใช้แล้วให้นายแบน
นาออกไปได้ ส่วนเอกสารอนุญาตให้นาส่ิงของผ่านออกจากบริษัทจะนามาให้ภายหลัง แต่พนักงาน
รักษาความปลอดภัยไม่ยอม จึงมีการนากระดาษลงไปไว้ที่เดิม แล้วพนักงานรักษาความปลอดภัย
จงึ ยอมให้นายแบนขับรถบรรทุกหกล้อออกไป

ให้วินิจฉัยว่า นายแบนและนางโบมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ การท่ีนายแบนขนกระดาษของบริษัท กระดาษไทย จากัด ขึ้นรถบรรทุกหกล้อ
แมน้ ายแบนจะขนกระดาษของผ้อู ่นื เคลือ่ นที่โดยทจุ ริตแล้ว แต่รถบรรทุกหกล้อยังอยู่ในโรงงานของ
บริษัทฯ ซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลอยู่ด้วย ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยตรวจสอบ
พบว่ากระดาษบนรถดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตให้นาออกนอกบริษัท จึงกักรถเอาไว้ไม่ให้นายแบน
นากระดาษออกไป จึงถือว่าการแยง่ กรรมสิทธิ์ในกระดาษของนายแบนยังไม่สมบูรณ์ ขั้นตอนการ
ลักทรัพย์ของนายแบนยังกระทาการไม่แล้วเสร็จ ถือว่านายแบนลงมือกระทาความผิดฐาน
ลักทรัพย์แล้ว แต่กระทาไปไม่ตลอด เพราะพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ยอมให้นารถบรรทุก
กระดาษออกนอกบริษัทฯ การกระทาของนายแบนมีความผิดเพียงฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้
ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔, ๓๓๖ ทวิ
ประกอบมาตรา ๘๐
การท่ีนางโบบอกพนักงานรักษาความปลอดภัยว่า กระดาษบนรถที่นายแบนขับเป็นของท่ี
ไม่ใช้แล้วให้นายแบนนาออกไปได้ ส่วนเอกสารอนุญาตให้นาสิ่งของผ่านออกจากบริษัทจะนามาให้
ภายหลังโดยทราบว่านายแบนไม่มีสิทธิเอากระดาษออกไป เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก
นายแบนขณะกระทาความผิด แม้นายแบนผู้กระทาความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้
ความสะดวกนั้นก็ตาม เม่ือนางโบช่วยเหลือนายแบนขณะท่ีการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ของ
นายแบนยังไม่สาเร็จ นางโบจึงเป็นผู้สนับสนุนนายแบนกระทาผิดตามมาตรา ๘๐, ๘๖ (ฎีกาที่
๔๓๙๙–๔๔๐๐/๒๕๕๕) แมน้ างโบจะเปน็ ผสู้ นับสนุนนายแบนในการกระทาผิดฐานลักทรัพยโ์ ดยใช้
ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทาผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปซ่ึงต้องระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา
๓๓๖ ทวิ น้ัน แต่มาตรา ๓๓๖ ทวิ มีวตั ถุประสงค์ลงโทษเฉพาะผู้ใชย้ านพาหนะเพื่อสะดวกแกก่ าร

117

กระทาผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปเท่านั้น นางโบจึงไม่ต้องระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ
คงเป็นเพยี งผู้สนบั สนนุ ผูอ้ นื่ พยายามลักทรัพย์เทา่ นนั้ (ฎีกาที่ ๓๙๓๔-๓๙๓๖/๒๕๕๘)

ฎีกาท่ี ๔๓๙๙–๔๔๐๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๘๓ จาเลยท้ังสองเข้าไปพูดกับ ช. และ ภ. ซ่ึงทา
หน้าท่ีเป็นพนักงานรกั ษาความปลอดภัยของบรษิ ัทผู้เสียหายบริเวณประตูทางออก เพื่อให้ บ. นารถ
ซ่ึงบรรทุกกล่องกระดาษของผู้เสียหายออกไปจากบริษัทผู้เสียหาย แม้คนร้ายได้เคล่ือนย้ายกล่อง
กระดาษจากบรเิ วณที่ผเู้ สียหายเก็บไว้ในโกดังข้นึ รถบรรทุกหกลอ้ แตร่ ถบรรทกุ หกล้อยังคงอยภู่ ายใน
โรงงานของผู้เสยี หายซึ่งมพี นักงานรักษาความปลอดภัยดูแลอยูด่ ว้ ย ท้ังพนักงานรกั ษาความปลอดภัย
ไม่ยินยอมให้ บ. นากล่องกระดาษออกไป จึงถือว่าการแย่งกรรมสิทธ์ิในกล่องกระดาษของ บ. ยัง
ไม่สมบูรณ์ ข้ันตอนการลักทรัพย์ของ บ. ยังกระทาการไม่แล้วเสร็จ การนารถบรรทุกหกล้อบรรทุก
กล่องกระดาษออกจากบริษัทของผู้เสียหายเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเก่ียวพันกับการลักทรัพย์ที่จาเลย
ท้ังสองพูดกับ ภ. และ ช. เพื่อให้นารถบรรทุกหกล้อออกไปจากโรงงานผู้เสียหาย จึงถือเป็นการ
ชว่ ยเหลอื หรือให้ความสะดวกในขณะที่ บ. ลงมือกระทาความผิดฐานลกั ทรพั ย์ เมอื่ บ. ไม่สามารถนา
กล่องกระดาษออกไปได้ การกระทาของ บ. ย่อมเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ การกระทาของ
จาเลยทงั้ สองจงึ เป็นความผิดฐานสนับสนนุ บ. ในการกระทาความผดิ ฐานพยายามลกั ทรพั ย์
ขอ้ สังเกต ขอ้ เทจ็ จริงคดีน้ฟี ังไม่ได้ว่าจาเลยร่วมกับ บ. กระทาผดิ จงึ เป็นผู้สนบั สนนุ แต่ถา้ ขอ้ เท็จจริง
ฟังวา่ นัดกนั มากระทาความผิด จะเป็นตัวการไม่ใช่ผ้สู นับสนนุ

ฎกี าท่ี ๓๙๓๔-๓๙๓๖/๒๕๕๘ จาเลยท่ี ๒ เปน็ ผู้สนับสนุนการลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนโดย
ร่วมกระทาความผิดด้วยกันต้ังแต่สองคนข้ึนไปและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทาผิด
หรือการพาทรัพยน์ ั้นไป หรือเพ่ือให้พ้นการจบั กมุ การท่ีศาลช้ันต้นพพิ ากษาใหจ้ าเลยท่ี ๒ ต้องระวาง
โทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ นั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะมาตรา ๓๓๖ ทวิ มีวัตถุประสงค์
ลงโทษเฉพาะผู้ใช้ยานพาหนะเพือ่ สะดวกแก่การกระทาผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปเท่าน้ัน

ข้อ ๒๗ คาถาม นายสอนต้องการฆ่านางสาภริยาของตนซ่ึงป่วยอยู่ท่ีโรงพยาบาล เพราะ
ต้องการมรดกของนางสา นายสอนจึงจ้างใหน้ างสาวสวยนาอาหารผสมยาพิษไปให้นางสารบั ประทาน
นายสอนมอบถุงอาหารผสมยาพิษใหแ้ กน่ างสาวสวยท่ีงานประชาสัมพนั ธ์หน้าหอ้ งผู้ป่วย นางสาวสวย
นาอาหารไปใส่จานท่งี านประชาสัมพันธ์หน้าห้องผู้ป่วยเสรจ็ แล้วนางสาวสวยก็นาอาหารผสมยาพษิ ท่ี
ใส่จานเรียบร้อยแล้วจะไปให้นางสารับประทานในห้อง แต่ก่อนที่นางสาวสวยจะเปิดประตูเข้าไปใน
ห้องผู้ป่วยนั้น นางสาวสวยกลัวความผิดจนมือส่ัน อาหารผสมยาพิษหลุดมือตกลงที่พ้ืนหน้าห้อง
ผู้ป่วย ทันใดน้ันนายซวยซึ่งมาจากต่างจังหวัดเพ่ือเย่ียมญาติ แต่หาญาติไม่พบและไม่ได้รับประทาน
อาหารมา ๓ วันแล้ว เดินผา่ นหน้าห้องดังกล่าวพอดี จึงเข้าไปหยิบอาหารที่พื้นมารบั ประทานและถึง
แก่ความตาย โดยท่นี างสาวสวยหา้ มไม่ทนั

ให้วินิจฉยั ความรับผดิ ทางอาญาของนายสอนและนางสาวสวยในความผดิ ตอ่ ชีวิตโดยเจตนา

118

คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องการพยายามกระทาความผิด ผู้ใช้ การกระทาโดยพลาดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๔, ๖๐

ความรับผิดทางอาญาของนางสาวสวยต่อนางสา การที่นางสาวสวยนาอาหารผสมยาพิษ
ท่ีใส่จานเรียบร้อยแล้วจะไปให้นางสารับประทานในห้อง แต่นางสาวสวยกลัวความผิดจนมือส่ัน
อาหารผสมยาพิษหลุดมือตกลงที่พื้นหน้าห้องผู้ป่วยน้ัน การกระทายังอยู่เพียงขั้นตระเตรียม
ยงั ไม่ถึงขั้นลงมือเพราะการกระทายังไม่ใกล้ชิดต่อผล ยังไม่เป็นการพยายามกระทาความผิดฐาน
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นางสาวสวยจึงยังไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อนางสาในความผิด
ต่อชวี ิตโดยเจตนา

ความรับผิดทางอาญาของนางสาวสวยต่อนายซวย แม้นายซวยหยิบอาหารผสมยาพิษท่ีพ้ืน
มารับประทานและถึงแก่ความตาย แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทาโดยพลาดในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น
โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะการกระทาต่อบุคคลหนึ่งแล้วผลไปเกิดแก่อีกบุคคลหน่ึง ซ่ึงจะ
ถือว่าเป็นการกระทาโดยพลาด จะต้องเป็นการกระทาถึงขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติเป็น
ความผิดเสียก่อน หากการกระทายังอยู่เพียงขั้นตระเตรียมซ่ึงไม่เป็นความผิด แม้ผลไปเกิดแก่
อีกบุคคลหน่ึงก็ไม่เป็นการกระทาโดยพลาด เร่ืองน้ีเมื่อวินิจฉัยมาแล้วว่าการกระทาของนางสาว
สวยยังไม่เป็นความผิดต่อนางสาเพราะการกระทายังไม่ถึงข้ันลงมือ จึงไม่เป็นการกระทา
โดยพลาดต่อนายซวย นางสาวสวยจึงไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อนายซวยในความผิดต่อชีวิต
โดยเจตนาโดยผลของกฎหมาย

ความรับผิดทางอาญาของนายสอนต่อนางสา เมื่อการกระทาของนางสาวสวยต่อนางสา
ยังไม่ถึงข้ันลงมือกระทาความผิดดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ถือว่าความผิดที่ใช้ยังมิได้กระทาลง นายสอน
ผ้ใู ชจ้ ึงตอ้ งรบั โทษหนึ่งในสามของความผิดทีใ่ ช้

ความรับผิดทางอาญาของนายสอนต่อนายซวย เม่ือนางสาวสวยผู้ถูกใช้ไม่มีความรับผิด
ตอ่ นายซวยในความผิดตอ่ ชีวติ โดยพลาด เนอ่ื งจากการกระทาของนางสาวสวยอยู่เพียงข้ันตระเตรียม
นายสอนผู้ใช้ซ่ึงต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ก็ไม่มีความรับผิดต่อนายซวยเช่นเดียวกัน
กับนางสาวสวย
ข้อสังเกต คาถามข้อน้ีนักศึกษาจานวนมากตอบว่า การกระทาของนางสาวสวยเป็นการลงมือต่อ
นางสาแล้ว และเป็นการกระทาโดยพลาดต่อนายซวย ซึ่งเป็นคาตอบท่ีผิด นักศึกษาตกหลุมพรางท่ี
ผู้แต่งวางไว้ แต่มีอีกส่วนหน่ึงตอบว่านางสาวสวยไม่เจตนาต่อนายซวย และไม่ประมาท ก็ไม่มี
ความรับผิดต่อนายซวย ซ่ึงก็เป็นคาตอบที่ถูกธง แต่เหตุผลผิด เพราะข้อนี้นางสาวสวยยังไม่ได้ลงมือ
กระทาความผิดต่อนางสา การกระทาขาดองค์ประกอบภายนอกข้อที่ว่าการกระทายังไม่ถึงข้ันลงมือ
จึงไม่เป็นความผิด ถ้าหากการกระทาถึงขั้นลงมือต่อนางสาแล้ว แม้ไม่เจตนาไม่ประมาทต่อนายซวย
แต่ก็เปน็ การกระทาโดยพลาดซ่งึ เป็นความผิดได้

จากคาถามข้อนี้ หากเปล่ียนแปลงคาถามเป็นว่านางสาวสวยนาอาหารผสมยาพิษไปวางไว้ที่
โต๊ะในห้องผู้ป่วยขณะที่นางสาหลับอยู่ รอให้นางสาตื่นข้ึนมารับประทานเอง แล้วนางสาวสวย

119

ออกจากห้องไป พอดีนายซวยเข้าไปในห้องเพื่อเยี่ยมนางสา นายซวยเห็นนางสาหลับอยู่ นายซวย
จงึ แอบหยิบอาหารไปรบั ประทานและถึงแก่ความตาย ผลของกรณีนี้จะเปลี่ยนไปเป็นว่า การกระทา
ของนางสาวสวยผ่านพ้นขั้นตระเตรียมเข้าสู่ข้ันลงมือกระทาผิด เพราะได้กระทาการในข้ันสุดท้าย
ซึ่งตนต้องกระทาแลว้ ถือวา่ การกระทาของนางสาวสวยใกล้ชิดต่อผล จงึ เป็นการลงมือฆ่านางสาแล้ว
นางสาวสวยมีความผิดฐานพยายามฆ่านางสาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยเจตนาและฐานฆ่านายซวย
โดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด สาหรับนายสอนก็มีความรับผิดและต้องรับโทษเสมือนนางสาวสวย
ซ่ึงเปน็ ตัวการ

ข้อ ๒๘ คาถาม นายหน่ึงแค้นนายสองท่ีมาประมูลงานแข่งกับตน จึงตกลงใจอย่างแน่วแน่
ที่จะฆ่านายสอง แต่นายหนึ่งไม่มีปืนจึงหลอกนายสามว่าขอยืมปืนไปป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน
เพราะมีข่าวว่ามีคนร้ายจะมาปล้นบ้านนายหน่ึง นายสามเช่ือจึงให้นายหน่ึงยืมปืนไปป้องกันชีวิต
และทรัพย์สิน นายหนึ่งเดินทางเพื่อจะไปยิงนายสอง โดยซุ่มอยู่บริเวณพุ่มไม้ข้างทางท่ีนายสอง
เดินผ่านมาเป็นประจาในเวลากลางคืน นายหนึ่งพบนายส่ีซ่ึงเป็นผู้แพ้การประมูลงานกับนายสอง
เช่นเดียวกัน จึงเดินออกมาคุยกับนายส่ี นายสี่แค้นนายสองเช่นเดียวกันกับนายหน่ึง แต่นายสี่
ไม่ทราบว่านายหน่ึงมาซมุ่ เพื่อจะฆ่านายสอง นายสจี่ ึงจา้ งนายหนึ่งใหฆ้ ่านายสองเป็นเงนิ ๑๐๐,๐๐๐
บาท นายหนึ่งเห็นว่าตนตั้งใจจะฆ่านายสองอยู่แล้วจึงรับเงินไว้ แล้วนายสี่ก็เดินจากไป จากนั้น
นายหนึ่งก็กลับเข้าไปซุ่มอยู่บริเวณพุ่มไม้ข้างทางเช่นเดิม สักครู่หนึ่งนายห้าเดินผ่านมานายหน่ึง
เข้าใจว่านายห้าเป็นนายสอง นายหน่ึงจึงใช้ปืนยิงไปท่ีนายห้าหลายนัดกระสุนถูกนายห้าได้รับ
อันตรายแก่กาย นายหนึ่งจึงเดินเข้าไปดูพบว่าเป็นนายห้าไม่ใช่นายสอง นายหนึ่งสงสารนายห้า
จึงพานายหา้ ไปสง่ โรงพยาบาลแพทย์ชว่ ยชีวิตนายห้าไว้ทนั

ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่ง นายสาม และนายส่ีในความผิดต่อชีวิตและ
รา่ งกาย

คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องเจตนาโดยสาคัญผิดในตัวบุคคล การพยายามกระทาความผิด
การกลับใจแก้ไขไม่ให้เกิดผล ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน เหตุส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙,
๖๑, ๘๐, ๘๒, ๘๔, ๘๖, ๘๙

ความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่งต่อนายห้า การที่นายหนึ่งใช้ปืนยิงไปท่ีนายห้าหลายนัด
โดยเข้าใจว่านายห้าเป็นนายสอง เป็นการกระทาโดยเจตนาต่อบุคคลหนึ่ง แต่ได้กระทาต่ออีก
บุคคลหนึ่งโดยสาคัญผิด นายหนง่ึ จะยกเอาความสาคัญผดิ เป็นขอ้ แก้ตวั ว่ามไิ ด้กระทาโดยเจตนา
หาได้ไม่ จึงต้องถือว่านายหน่ึงมีเจตนาฆ่านายห้า เมื่อนายหน่ึงลงมือกระทาไปตลอดแล้ว แต่การ
กระทาไม่บรรลุผล คือ นายห้าไม่ถึงแก่ความตาย นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายห้า
โดยไตรต่ รองไว้ก่อนโดยเจตนา

แม้ว่านายหนึ่งจะยิงไปท่ีนายห้าหลายนัด ซึ่งถือว่าเป็นการลงมือฆ่านายห้าโดยไตร่ตรอง
ไว้ก่อนโดยเจตนาแล้ว แต่การที่นายหน่ึงสงสารนายห้าจึงพานายห้าส่งโรงพยาบาล แพทย์ช่วยชีวิต

120

นายห้าไว้ทัน เป็นกรณีที่ผู้พยายามกระทาความผิดกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทาน้ันบรรลุผล
หากนายหน่ึงไม่กลับใจนายห้าคงถึงแก่ความตาย เพราะเป็นเวลากลางคืนคงจะไม่มีใครมาช่วย
นายห้า นายหน่ึงจึงได้รบั ยกเว้นโทษในความผิดฐานพยายามฆ่านายห้าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดย
เจตนา

อย่างไรก็ตาม การที่นายหน่ึงใช้ปืนยิงไปที่นายห้าหลายนัดกระสุนถูกนายห้าได้รับอันตราย
แก่กาย การท่ีได้กระทาไปแล้วของนายหน่ึงดังกล่าวต้องตามบทกฎหมายท่ีบัญญัติเป็นความผิด
นายหน่ึงจึงต้องรับโทษในความผิดฐานทาร้ายนายห้าจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดย
ไตรต่ รองไวก้ ่อนโดยเจตนา

ความรบั ผิดทางอาญาของนายหนึ่งต่อนายสอง เม่ือนายหนึ่งยิงนายห้าโดยคิดว่านายห้าเป็น
นายสอง นายหน่ึงไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อนายสองอีก เพราะเจตนาท่นี ายหนึง่ มีต่อนายสอง
ได้เปลี่ยนไปเป็นเจตนาทม่ี ตี อ่ นายหา้ แลว้

ความรับผิดทางอาญาของนายสี่ต่อนายห้า เม่ือนายหนึ่งตกลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะไปฆ่า
นายสองอยู่ก่อนและเดินทางไปฆ่านายสองแล้ว การที่นายสี่จ้างนายหน่ึงให้ไปฆ่านายสอง นายสี่
ก็ไม่เป็นผู้ใช้ให้นายหนึ่งกระทาความผิด เพราะการเป็นผู้ใช้นั้นจะต้องมีการก่อให้ผู้อ่ืนกระทาผิด
เมื่อนายหน่ึงตกลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะกระทาผิดอยู่ก่อนและได้เดินทางไปเพ่ือกระทาควา มผิดแล้ว
นายส่ีจึงมิได้ก่อให้นายหน่ึงกระทาความผิด แต่เป็นเร่ืองที่นายหน่ึงตัดสินใจกระทาผิดเองอยู่แล้ว
นายสี่จึงไม่เป็นผู้ใช้ (ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คาอธิบายกฎหมาย
อาญาภาค ๑ เลม่ ๒ พมิ พ์ครัง้ ที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๑๖๖)

แม้การท่ีนายส่ีจ้างนายหน่ึงดังกล่าวจะไม่เป็นการใช้ให้นายหนึ่งกระทาความผิด แต่ก็เป็น
การกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือในการท่ีนายหนึ่งกระทาความผิด เพราะเมื่อ
นายหน่ึงได้รับเงินค่าจ้างจากนายส่ี ๑๐๐,๐๐๐ บาท นายหนึ่งจะมีความมั่นใจและฮึกเหิมท่ีจะไป
กระทาความผิด นายส่ีจึงเป็นผู้สนับสนุนให้นายหนึ่งกระทาความผิด (ดูเพ่ิมเติมในศาสตราจารย์
ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๒ พิมพ์ครั้งท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ ๑๖๖)

การที่นายสี่เป็นผู้สนับสนุนนายหน่ึงในการฆ่านายสอง แม้นายหนึ่งพยายามฆ่านายห้าโดย
เจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยสาคัญผิดว่านายห้าคือนายสอง ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตของการ
สนบั สนนุ ของนายส่ี

แม้ว่านายหน่ึงสงสารนายห้าจึงพานายห้าส่งโรงพยาบาลแพทย์ช่วยชีวิตนายห้าไว้ทัน
เป็นการกลับใจทาให้นายหน่ึงได้รับยกเว้นโทษในความผิดฐานพยายามฆ่านายห้าโดยไตร่ตรอง
ไว้ก่อนโดยเจตนา แต่จะนาเหตุยกเว้นโทษน้ีมาใช้กับนายส่ีผู้สนับสนุนไม่ได้ เพราะการกลับใจ
ซง่ึ ไดร้ ับยกเว้นโทษดงั กลา่ วเปน็ เหตุสว่ นตัวของนายหน่ึง นายสี่จึงมีความผดิ และตอ้ งรับโทษฐาน
เป็นผู้สนับสนุนนายหนึ่งในการพยายามฆ่านายห้าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยต้องระวางโทษสอง
ในสามสว่ นของโทษในความผิดทสี่ นับสนนุ นน้ั

121

ความรบั ผิดทางอาญาของนายส่ีต่อนายสอง เมื่อนายหน่ึงผู้กระทาความผดิ ไม่มีความรับผิด
ทางอาญาต่อนายสอง เพราะเจตนาที่นายหน่ึงมีต่อนายสองได้เปล่ียนไปเป็นเจตนาที่มีต่อนายห้า
ดังทว่ี นิ ิจฉัยมาแล้ว นายส่ีผสู้ นับสนนุ จงึ ไมม่ ีความรบั ผดิ ต่อนายสองเช่นเดียวกับนายหนงึ่ ผกู้ ระทา
ความผิด

ความรับผิดทางอาญาของนายสาม แม้การท่ีนายสามให้นายหน่ึงยืมปืน จะเป็นการกระทา
อันเป็นการช่วยเหลือให้นายหน่ึงกระทาผิด ซึ่งครบองค์ประกอบภายนอกของการสนับสนุน
นายหนึ่งให้กระทาความผิด แต่การท่ีนายสามถูกนายหนึ่งหลอกว่าขอยืมปืนไปป้องกันชีวิตและ
ทรัพย์สนิ แสดงว่านายสามไม่รูข้ อ้ เทจ็ จริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดของการสนับสนุน นายสาม
ไม่มีเจตนาสนับสนุนนายหนึ่งกระทาความผิด การกระทาของนายสามขาดองค์ประกอบภายใน
ของความผิด นายสามจึงไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อนายสองและนายห้า เพราะนายสาม
ไมร่ ถู้ ือวา่ ไมม่ ีเจตนา
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้มีผู้กระทา ๓ คน และมีผู้ถูกกระทา ๒ คน การตอบข้อสอบกรณีมีผู้กระทา
ความผิดหลายคนและผู้ถูกกระทาหลายคน มีรูปแบบทั่วไปในการจัดลาดับประเด็นคาตอบ คือ
ความรบั ผิดทางอาญาของ ผู้ลงมอื กระทาต่อ ผู้ถูกกระทำคนแรก ความรบั ผิดทางอาญาของ ผู้ลงมือ
กระทาต่อผู้ถูกกระทำคนต่อไปตำมลำดับ แล้วจึงตอบผู้ท่ีเกี่ยวข้องในกำรกระทำควำมผิด เช่น
ตัวกำร ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนต่อผู้ถูกกระทำคนแรกและคนต่อไปตำมลำดับ ในคาถามข้อน้ีลาดับ
ในการตอบคือ ๑. ผู้ลงมือกระทาความผิดคือนายหน่ึงก่อน โดยตอบถึงผู้ถูกกระทาทุกคนตามลาดับ
คือ ๑.๑ ความรับผิดทางอาญาของนายหน่ึงต่อนายห้า ๑.๒ ความรับผิดทางอาญาของนายหน่ึง
ต่อนายสอง แล้วจึงตอบ ๒. ผู้ใช้ (ซึ่งข้อน้ีวินิจฉัยแล้วว่าเป็นผู้สนับสนุน) คือนายสี่ โดยตอบถึง
ผู้ถูกกระทาทุกคนตามลาดับคือ ๒.๑ ความรับผิดทางอาญาของนายส่ีต่อนายห้า ๒.๒ ความรับผิด
ทางอาญาของนายส่ีต่อนายสอง แล้วจึงตอบ ๓. ผู้สนับสนุน (ซึ่งข้อนี้วินิจฉัยว่าไม่ผิด) คือนายสาม
ในข้อนี้วินิจฉัยรวมผู้ถูกกระทาทั้งสองคนรวมกันได้เลย ซึ่งขอให้สังเกตว่ารูปแบบในการจัดลาดับ
ประเด็นในคดีอาญาจะคล้าย ๆ กัน ดังนั้น หากนักศึกษาฝึกทาข้อสอบมากข้ึน เมื่อพบคาถามก็จะ
นึกถงึ รูปแบบการจัดลาดบั ประเดน็ คาตอบได้โดยอตั โนมัติ ไมต่ ้องเสยี เวลาจดั ลาดบั ประเดน็ มาก

คาถามขอ้ นีห้ ากเปล่ยี นข้อเท็จจริงในคาถามเล็กน้อย ผลจะเปน็ อยา่ งไร ขอใหด้ ูขอ้ ตอ่ ไป

ข้อ ๒๙ คาถาม นายหน่ึงแค้นนายสองท่ีมาประมูลงานแข่งกับตน นายหน่ึงตกลงใจ
อย่างแน่วแน่ท่ีจะฆ่านายสอง แต่นายหน่ึงไม่มีปืนจึงขอยืมปืนจากนายสาม นายสามให้ยืมปืน
โดยทราบวา่ นายหน่ึงจะเอาปืนไปยิงนายสอง นายหน่ึงเดินทางเพอื่ จะไปยิงนายสองโดยซุ่มอยู่บรเิ วณ
พุ่มไม้ข้างทางที่นายสองเดินผ่านมาเป็นประจาในเวลากลางคืน นายหนึ่งพบนายส่ีซึ่งเป็นผู้แพ้
การประมูลงานกับนายสองเช่นเดียวกัน จึงเดินออกมาคุยกับนายสี่ นายสี่แค้นนายสองเช่นเดียวกัน
กับนายหนึ่ง แต่นายส่ีไม่ทราบว่านายหนึ่งมาซุ่มเพื่อจะฆ่านายสอง นายสี่จึงจ้างนายหนึ่งให้ฆ่า
นายสองเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นายหนึ่งเห็นว่าตนต้ังใจจะฆ่านายสองอยู่แล้วจึงรับเงินไว้ แล้ว

122

นายส่ีก็เดินจากไป จากน้ันนายหนึ่งก็กลับเข้าไปซุ่มอยู่บริเวณพุ่มไม้ข้างทางเช่นเดิม สักครู่นายหน่ึง
เห็นนายสองเดินผ่านมา นายหนึ่งหยิบปืนเพิ่งพ้นจากกระเป๋า นายหนึ่งเหลือบเห็นตารวจขี่รถ
จักรยานยนตผ์ ่านมา นายหนึง่ จึงเกบ็ ปืนแลว้ หลบหนไี ป

ให้วินจิ ฉัยความรับผิดทางอาญาของนายหนึ่ง นายสาม และนายสใี่ นความผิดต่อชวี ติ
คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองการพยายามกระทาความผิด ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๔, ๘๖, ๒๘๙ (๔)
ความรบั ผิดทางอาญาของนายหน่งึ การทน่ี ายหนง่ึ เหน็ นายสองเดินผ่านมา นายหน่งึ หยบิ ปืน
เพิ่งพ้นจากกระเป๋า นายหน่ึงเหลือบเห็นตารวจขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา นายหน่ึงจึงเก็บปืนแล้ว
หลบหนีไป ยังไม่เป็นการลงมือกระทาความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เพราะนายหน่ึงยังไม่จ้องปืนเล็งไปท่ี
นายสอง อยู่เพียงข้ันตระเตรียมการ ยังไม่ถึงขั้นลงมือ เนื่องจากการกระทายังไม่ใกล้ชิดต่อผล
การกระทาของนายหนึ่งจึงยังไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนา โดยไตร่ตรอง
ไว้ก่อน เมื่อการกระทายังไม่ถึงขั้นพยายามกระทาความผิด ซึ่งถือว่าการกระทาไม่ครบ
องค์ประกอบความผดิ จงึ ไมต่ อ้ งพจิ ารณาวา่ เป็นการยับยั้งเสียเอง ซึง่ เปน็ เหตยุ กเว้นโทษ
ความรับผิดทางอาญาของนายส่ี เมื่อนายหน่ึงตกลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะไปฆ่านายสอง
อยู่กอ่ นและเดินทางไปฆ่านายสองแล้ว การท่ีนายส่ีจา้ งนายหนึ่งใหไ้ ปฆา่ นายสอง นายส่ีกไ็ มเ่ ป็นผู้ใช้
ใหน้ ายหนึ่งกระทาความผดิ เพราะนายสีม่ ไิ ด้เป็นผู้ก่อให้นายหน่งึ กระทาความผิดด้วยการจา้ ง แต่
เป็นเร่ืองท่ีนายหนึ่งตกลงใจอย่างแน่วแน่ที่จะกระทาผิดอยู่ก่อน และได้เดินทางเพื่อไปกระทา
ความผิดแล้ว นายสี่จึงไม่เป็นผู้ใช้ให้นายหนึ่งกระทาผิด แม้ความผิดทีใ่ ช้มิได้กระทาลงตามมาตรา
๘๔ วรรคสอง แต่นายส่ีไม่ใช่ผู้ใช้ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว นายส่ีจึงไม่ต้องรับโทษหน่ึงในสามของ
ความผดิ
การที่นายส่ีจ้างนายหน่ึงดังกล่าว ไม่เป็นการใช้ให้นายหนึ่งไปกระทาความผิดดังที่วินิจฉัย
มาแล้ว การกระทาดงั กล่าวแม้จะเป็นการกระทาด้วยประการใด ๆ อนั เป็นการช่วยเหลอื นายหน่ึง
แต่การจะเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดจะต้องมีการกระทาท่ีเป็นความผิดแล้ว เม่ือการ
กระทาของนายหน่งึ ผูล้ งมือกระทาผิด ยังไม่ถึงขั้นตอนที่กฎหมายบญั ญัติเป็นความผิด การกระทา
ของนายสจ่ี งึ ยงั ไม่เป็นผสู้ นบั สนนุ การกระทาความผดิ ตามมาตรา ๘๖
ความรับผิดทางอาญาของนายสาม แม้การท่ีนายสามให้นายหนึ่งยืมปืนจะเป็นการ
ช่วยเหลือและให้ความสะดวกก่อนท่ีนายหนึ่งจะกระทาผิด แต่เมื่อการกระทาของนายหนึ่ง
ผู้ลงมือกระทาผิด ยังไม่ถึงข้ันตอนที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด การกระทาของนายสาม
จึงยังไมเ่ ป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดตามมาตรา ๘๖
ข้อสังเกต การตอบคาถามเกี่ยวกับการพยายามกระทาผิด หากการกระทายังไม่ถึงข้ันลงมือตาม
มาตรา ๘๐ นักศึกษาต้องตอบให้ครบถ้วนว่า ๑. ยังอยู่ในข้ันตระเตรียม ๒. ยังไม่ถึงข้ันลงมือ
๓. เพราะการกระทายังไมใ่ กลช้ ดิ ต่อผล ๔. จึงยงั ไม่เปน็ การพยายามกระทาผิด การพยายามจะมีจุด
ทพ่ี ิจารณา ๔ จุดที่เน้นไว้ให้ หากนักศึกษาตอบมาเพียงว่า "การกระทายังไม่ถงึ ข้นั ลงมือ การกระทา

123

ยังไม่เป็นพยายามกระทาผิด" คาตอบยังไม่สมบูรณ์ คือขาดเรื่องยังอยู่ในขั้นตระเตรียมและ
ยังไมใ่ กล้ชดิ ต่อผล หากอาจารยผ์ ู้ตรวจข้อสอบที่เคร่งครดั มาก นกั ศึกษาจะได้คะแนนส่วนเหตุผลนอ้ ย
กว่าท่ีควรจะได้ หรือกรณีที่การกระทาถึงข้ันลงมือแล้วตามมาตรา ๘๐ นักศึกษาต้องตอบด้วยว่า
๑. ผ่านพ้นข้ันตระเตรียม ๒. ถึงขั้นลงมือแล้ว ๓. การกระทาใกล้ชิดต่อผล ๔. เป็นการพยายาม
กระทาความผิดแล้ว การตอบข้อสอบให้ได้คะแนนดี นอกจากนักศึกษาจะต้องเข้าใจหลักกฎหมาย
แล้ว หากนักศึกษาจาหลักกฎหมายและเขียนตอบข้อสอบได้แม่นยาครบถ้วน ก็จะทาให้นักศึกษา
ได้คะแนนดี ไมพ่ ลาดโอกาสทจ่ี ะได้คะแนนท้ังที่มคี วามรู้

การสอนให้นักศึกษาจารูปแบบไปเขยี นตอบข้อสอบ อาจมีนักศึกษาบางคนตาหนิว่าเป็นการ
เรียนการสอนแบบท่องจาเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ผู้แต่งยืนยันว่าการสอนให้ตอบข้อสอบด้วย
เทคนิคต่าง ๆ ในหนังสือเล่มน้ี เป็นการสอนหลักกฎหมาย แล้วจาหลักกฎหมายให้แม่นยา เพื่อจะ
ไมต่ ้องเสยี เวลาคดิ เวลาตอบข้อสอบจริง

ข้อ ๓๐ คาถาม นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วน โดยจะใช้อาวุธปืนสองกระบอก
ของตน แต่อาวุธปืนที่จะใช้ในการฆ่าได้ถูกคนร้ายลักไปก่อนโดยนายใหญ่ไม่ทราบ นายเล็กต้องการ
ให้นายอ้วนตายเชน่ กัน จึงแอบเอาอาวุธปนื ของตนไปไว้ทบ่ี ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิง
นายอ้วน โดยนายเล็กไม่รู้ว่าอาวุธปืนกระบอกน้ันมีผู้แอบเอากระสุนออกจนหมดแล้ว นายน้อย
ต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่
ใชย้ งิ นายอว้ น ตอ่ มานายใหญ่เห็นอาวธุ ปืนทง้ั สองกระบอกของนายเล็กและนายน้อยวางอยู่ นายใหญ่
เข้าใจว่าเป็นอาวุธปืนสองกระบอกของตน นายใหญ่ได้หยิบอาวุธปืนของนายเล็กไปและเม่ือพบ
นายอ้วน นายใหญ่ได้ใช้อาวุธปืนกระบอกน้นั จอ้ งเลง็ จะยิงนายอว้ น แต่นายใหญ่เห็นตารวจสายตรวจ
ขับข่รี ถจกั รยานยนตผ์ า่ นมาจึงไมย่ งิ และหลบหนไี ป

ใหว้ นิ ิจฉยั วา่ นายใหญ่ นายเลก็ และนายน้อยมคี วามผิดฐานใดหรือไม่
(ข้อสอบเนติฯ สมัยที่ ๕๖ ปีการศึกษา ๒๕๔๖ ขอ้ ๒ )

คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องพยายามซ่ึงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ยับยั้ง ผู้สนับสนุน ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๑, ๘๒, ๘๖

ความรับผิดทางอาญาของนายใหญ่ การท่ีนายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วนเป็นการ
กระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (ฎีกาที่ ๑๖๕๔/๒๕๓๒)
เมื่อนายใหญ่เล็งปืนจ้องจะยิงนายอ้วน เป็นการกระทาที่ผ่านพ้นขั้นตระเตรียม เข้าสู่ขั้นลงมือ
กระทาความผิดแล้ว แต่กระทาไปไม่ตลอด นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วนโดย
ไตรต่ รองไวก้ ่อน เพราะการกระทาใกล้ชิดต่อผลคอื ความตายของนายอ้วนแล้ว

แต่เนื่องจากปืนกระบอกดังกล่าวน้ันไม่มีกระสุน การกระทาของนายใหญ่จึงไม่สามารถ
บรรลุผลอย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทา นายใหญ่จึงมคี วามผิดฐานพยายามฆ่า
ผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๑

124

(ฎกี าที่ ๙๘๐/๒๕๐๒)
ส่วนการท่ีนายใหญ่เห็นตารวจสายตรวจขับข่ีรถจักรยานยนต์ผ่านมาจึงไม่ยิงและหลบหนีไป

ไม่เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทาไปให้ตลอด เพราะการยับยั้งเสียเองที่จะได้รับยกเว้นโทษต้อง
เป็นการยับย้ังจากความรู้สึกท่ีไม่ต้องการกระทาผิดจากสานึกของผู้ลงมือ โดยไม่มีภาวะกดดัน
จากภายนอก การยับยั้งเพราะตารวจผ่านมามีเหตุกดดันจากภายนอก จึงไม่ใช่การยับยั้งเสียเอง
นายใหญ่จึงไม่ไดร้ บั ยกเว้นโทษตามมาตรา ๘๒

ความรับผิดทางอาญาของนายเล็ก การที่นายเล็กแอบนาอาวุธปืนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดย
ประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วน และนายใหญ่ได้ใช้อาวุธปืนของนายเล็กยิงนายอ้วน เป็นการ
ช่วยเหลือในการท่ีนายใหญ่กระทาความผิด แม้นายใหญ่จะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือน้ันก็ตาม
นายเล็กก็ยังเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้
อย่างแนแ่ ทต้ ามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๖

ความรับผิดทางอาญาของนายน้อย ส่วนที่นายน้อยนาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านของ
นายใหญ่ แม้นายน้อยมีเจตนาช่วยเหลือในการที่นายใหญ่กระทาความผิด แต่เมื่อนายใหญ่มิได้ใช้
อาวุธปืนของนายน้อยยิงนายอ้วน นายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของนายน้อย
นายนอ้ ยจึงไมม่ ีความผิดฐานเป็นผูส้ นบั สนนุ การกระทาความผิดของนายใหญ่
ข้อสังเกต หากเปลี่ยนคาถามเป็นการยับยั้งเสียเอง นายใหญ่จะได้รับยกเว้นโทษ ซ่ึงเป็นเหตุ
ในลกั ษณะคดตี ามมาตรา ๘๙ มีผลถึงผสู้ นับสนุนดว้ ย ขอใหด้ ขู ้อตอ่ ไป

ข้อ ๓๑ คาถาม นาย ก. จ้างนาย ข. ให้ยิงนาย ค. นาย ข. ตกลง และเตรียมการยิงนาย
ค. โดยไปยืมปืนจากนาย ง. ซึ่งนาย ง. ทราบดีว่านาย ข. จะยิงนาย ค. ต่อมานาย ข. ได้ดักซุ่มเพื่อ
จะยิงนาย ค. โดยยกปืนข้ึนเล็งแล้ว แต่เมื่อเห็นว่านาย ค. มากับบุตรซึ่งน่ารักมาก จึงเกิดความ
สงสาร ไม่ยงิ นาย ค. แล้วนาย ข. กก็ ลับบ้านไป

ใหว้ นิ จิ ฉยั วา่ นาย ก. นาย ข. และนาย ง. มคี วามรับผดิ ทางอาญาในความผดิ ตอ่ ชวี ิตอย่างไร
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องพยายาม ยับย้ัง เหตุในลักษณะคดี ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๒, ๘๙, ๘๔, ๘๖
ความรับผิดทางอาญาของนาย ข. การท่ีนาย ข. รับจ้างและไปดักซุ่มเพ่ือจะยิงนาย ค.
เป็นการกระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) เม่ือนาย ข.
ยกปืนขึ้นเล็งไปยังนาย ค. แล้ว เป็นการกระทาท่ีผ่านพ้นข้ันตระเตรียม เข้าสู่ข้ันลงมือกระทา
ความผดิ แลว้ แต่กระทาไปไมต่ ลอด นาย ข. จงึ มีความผิดฐานพยายามฆ่านาย ค. โดยเจตนาและ
ไตร่ตรองไวก้ อ่ น เพราะการกระทาใกล้ชิดต่อผลคอื ความตายของนาย ค. แลว้
แต่นาย ข. เห็นว่านาย ค. มากับบุตร จึงเกิดความสงสาร ไม่ยิงนาย ค. เป็นกรณีท่ี
ผู้พยายามกระทาความผิดยับย้ังเสียเองไม่กระทาการให้ตลอด เพราะเป็นการยับย้ังไม่ต้องการ
กระทาผิดจากสานึกของผู้ลงมือ โดยไม่มีภาวะกดดันจากภายนอก นาย ข. จึงไม่ต้องรับโทษ

125

สาหรับการพยายามกระทาความผดิ นน้ั ตามมาตรา ๘๒
ความรับผิดทางอาญาของนาย ง. การที่นาย ง. ให้นาย ข. ยืมปืน โดยนาย ง. ทราบว่า

นาย ข. จะยิงนาย ค. ต้องถือว่า นาย ง. กระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือในการที่
ผู้อื่นกระทาความผิดก่อนกระทาความผิด นาย ง. จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดของ
นาย ข. ตามมาตรา ๘๖

แต่การท่ีนาย ข. ยับย้ังเสียเองไม่กระทาการให้ตลอด จึงไม่ต้องรับโทษสาหรับการพยายาม
กระทาความผดิ นั้น เป็นเหตุในลกั ษณะคดี จึงให้ใช้แก่ผู้กระทาความผดิ ในการกระทาความผิดนั้น
ด้วยกันทุกคน นาย ง. ผสู้ นับสนุนจึงไดร้ ับยกเวน้ โทษด้วยสาหรับการพยายามกระทาความผิดน้ัน
ตามมาตรา ๘๙ (ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คาอธิบายกฎหมายอาญา
ภาค ๑ เล่ม ๒ พิมพ์ครงั้ ท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หนา้ ๒๙๑)

ความรับผิดทางอาญาของนาย ก. การท่ีนาย ก. จ้างนาย ข. ให้ยิงนาย ค. เป็นการก่อให้
ผ้อู ่ืนกระทาความผิดด้วยการจ้าง นาย ก. เป็นผู้ใช้ให้กระทาความผิด เมื่อนาย ข. ยกปนื ขึ้นเล็งไป
ยังนาย ค. แลว้ ถือว่าผูถ้ ูกใช้ได้กระทาความผิดแล้ว นาย ก. ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเปน็ ตัวการตาม
มาตรา ๘๔

เม่ือนาย ข. ยับย้ังเสียเอง จึงไม่ต้องรับโทษสาหรับการพยายามกระทาความผิดนั้น เป็นเหตุ
ในลักษณะคดี จึงให้ใช้แก่ผู้กระทาความผิดในการกระทาความผิดน้ันด้วยกันทุกคนดังท่ีวินิจฉัย
มาแล้ว นาย ก. ผู้ใช้จึงได้รับยกเว้นโทษด้วยสาหรับการพยายามกระทาความผิดน้ัน ตามมาตรา
๘๙ แตก่ ารไดร้ ับยกเวน้ โทษดังกลา่ วนนั้ ถา้ การทไี่ ด้กระทาไปแล้ว ตอ้ งตามบทกฎหมายทีบ่ ัญญัติ
เป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสาหรับความผิดน้ัน ๆ ตามมาตรา ๘๒ กรณีที่ความผิดมิได้
กระทาลง นาย ก. ผู้ใช้ต้องระวางโทษหน่ึงในสามของโทษที่กาหนดไว้สาหรับความผิดนั้นตาม
มาตรา ๘๔ นาย ก. จงึ ตอ้ งไดร้ ับโทษหน่ึงในสามของโทษทก่ี าหนดไว้สาหรับความผดิ นัน้ ดว้ ย
ข้อสังเกต การยับย้ังกับการกลับใจขอให้สังเกตให้ดีว่า การยับย้ังเป็นเหตุในลักษณะคดี แต่การ
กลับใจเป็นเหตุส่วนตัว คาถามข้อน้ี หากเปล่ียนข้อเท็จจริงเป็นยิงถูก แล้วนาย ข. พาไปให้แพทย์
รักษาจนหาย นาย ข. ได้รับยกเว้นโทษความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ต้องรับผิด
ท่ีทาไปแล้วคือต้องรับโทษฐานทาร้ายร่างกาย ส่วนนาย ก. และนาย ง. ไม่ได้รับยกเว้นโทษ เพราะ
เป็นเหตุส่วนตัวของนาย ข. (ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ, คาอธิบาย
กฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๒ พิมพ์คร้ังที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๒๘๙)

ลาดับการตอบข้อสอบข้อนี้ต้องตอบนาย ข. ผู้ลงมือกระทาความผิดก่อน แล้วจึงตอบ
ผ้สู นบั สนุนกบั ผใู้ ชต้ ่อไป

สาหรบั ลาดับของผู้สนับสนุนกับผู้ใช้ขอ้ นี้ควรตอบผ้สู นับสนุนกอ่ น แล้วจึงตอบผู้ใช้ หากตอบ
ผใู้ ชก้ อ่ นผูส้ นับสนนุ คาตอบจะวกวนกวา่

126

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๘๐

ฎีกาที่ ๖๕๘๕/๒๕๕๗ จุดด่านตรวจที่จับกุมจาเลยได้เป็นจุดตรวจค้นพบของกลางเท่านั้น
ยังไม่ใชจ่ ุดปฏบิ ัติการบงั คบั เคร่อื งบนิ ซึ่งจาเลยเคยมาทดสอบการใช้เคร่อื งบนิ เฮลิคอปเตอร์บงั คับดว้ ย
วิทยุมาแล้ว ฉะนั้น เมื่อจาเลยจะปฏิบัติการบังคับเคร่ืองบินเฮลิคอปเตอร์ส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่
และอุปกรณ์เข้าเรือนจาจึงอยู่ใกล้เรือนจาซึ่งสามารถกระทาได้ ไม่ได้อยู่ห่างจากเรือนจาเป็น
๑๐ กิโลเมตร การกระทาของจาเลยถือว่าได้ลงมือกระทาความผิดแล้ว แต่กระทาไปไม่ตลอด
เน่ืองจากเจ้าพนักงานตารวจจับกุมจาเลยได้เสียก่อน การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐาน
ร่วมกันพยายามนาโทรศัพท์เคล่ือนที่และอปุ กรณ์ซ่ึงเป็นส่ิงของต้องห้ามเข้าไปในเรอื นจา อนั เป็นการ
ฝา่ ฝืนระเบยี บหรอื ข้อบังคับของเรอื นจา

ฎกี าท่ี ๗๑๒/๒๕๕๙ จาเลยที่ ๒ สั่งซ้ือเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก อ. ชาวลาวให้ส่งเมท
แอมเฟตามีนนั้นจากสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้ความว่า
จาเลยท่ี ๒ กับ อ. เป็นพวกเดียวกันและได้วางแผนแบ่งหน้าที่กันกระทาผิดดังกล่าว ท้ังจาเลยที่ ๒
ก็ไม่ได้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร การกระทาของจาเลยที่ ๒ จึงไม่เป็นตัวการร่วมกันกับ
จาเลยท่ี ๑ ทเี่ ป็นผู้ขาย แต่ถือเปน็ ผกู้ อ่ ให้ผูข้ ายนาเมทแอมเฟตามีนเขา้ มาในราชอาณาจกั ร

เจา้ พนักงานตารวจได้เข้าจับกมุ จาเลยท้ังสองโดยทจ่ี าเลยท่ี ๑ ยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตา
มีนของกลางแก่จาเลยที่ ๒ จาเลยที่ ๒ ยังไม่ได้รับเข้ามาในเงื้อมมือของจาเลยที่ ๒ จึงฟังไม่ได้ว่า
จาเลยที่ ๒ ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นความผิดสาเรจ็ แต่การที่จาเลยที่ ๒ ไปรอรับ
เมทแอมเฟตามีนของกลางท่ีจาเลยท่ี ๑ นาเข้ามาเพ่ือส่งมอบให้ที่จุดนัดหมาย ถือว่าเป็นการกระทา
ท่ีใกล้ชิดต่อความผิดสาเร็จ เข้าขั้นลงมือกระทาผิดแล้ว การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นความผิด
ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไวใ้ นครอบครองเพื่อจาหน่าย

ฎีกาท่ี ๓๒๓๗/๒๕๕๙ จาเลยท่ี ๒ และจาเลยท่ี ๓ จะไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางเพ่ือ
ขนกลับไปคืนให้แก่ ศ. เม่ือเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจานวนมาก จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ย่อมรู้ว่า
ศ. มีไว้เพ่ือจาหน่าย การกระทาของจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ย่อมถือได้ว่ามีเจตนาร่วมกับ ศ. มีเมท
แอมเฟตามนี ของกลางไว้ในครอบครองเพอื่ จาหนา่ ย

การท่ีจาเลยท่ี ๒ เข้าไปท่ีโรงแรม อ. ขอกุญแจห้องพักหมายเลข ๕๐๓ จากพนักงานของ
โรงแรมดังกล่าวและถูกจับกุมขณะกาลังเปิดประตูห้องพัก ส่วนจาเลยท่ี ๓ เข้าไปท่ีโรงแรม ล. ขณะ
กาลังเคาะประตูห้องพักหมายเลข ๑๐ เพื่อจะไปรับเมทแอมเฟตามีนคืนให้ ศ. จึงถูกเจ้าพนักงาน
ตารวจจับกุมเช่นกัน ถือว่าจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ลงมือกระทาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใน
ครอบครองเพ่ือจาหน่ายแล้ว แม้การกระทาของจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะไม่บรรลุผลสาเร็จก็ตาม
การกระทาของจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ก็เข้าขั้นพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือ
จาหน่ายไม่ใช่เป็นเพียงความผิดฐานสนับสนุน ศ. มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย

ฎีกาที่ ๓๖๗๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๗๙ การท่ีจาเลยไปรับเงินจากสายลับเพือ่ ที่จะไปหาซ้ือ
เมทแอมเฟตามีนมาให้สายลับน้ัน ยังมีอีกหลายข้ันตอนกว่าท่ีจาเลยจะได้เมทแอมเฟตามีนมาไว้ใน

127

เง้ือมมือ เพราะจาเลยจะต้องไปติดต่อเพื่อขอซ้ือเมทแอมเฟตามีนจากผู้จาหน่ายเสียก่อน ซ่ึงก็ไม่
ปรากฏว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน และจาเลยจะไปซื้อเมื่อใด ท้ังยังเป็นการไม่แน่ว่าจาเลยจะซ้ือได้จริง
หรือไม่ หลังจากซื้อมาแล้วยังจะต้องมีการนัดหมายเพื่อท่ีจะนาเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่
สายลับอีก การที่จาเลยเพียงแต่ไปรบั เงินจากสายลับจึงยังห่างไกลต่อการท่ีจาเลยจะมีเมทแอมเฟตา
มีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สาเร็จผลอยู่มาก การกระทาของ
จาเลยเป็นเพียงขั้นตอนของการตระเตรียมการ ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นการลงมือกระทาความผิด จาเลยจึง
ไม่มีความผิดฐานพยายามมเี มทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพอื่ จาหน่าย ฐานพยายามจาหน่ายเมท
แอมเฟตามนี

ฎีกาที่ ๘๖๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๖๗๖ จาเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสยี หายว่าอย่าสง่ เสียงและให้ส่ง
ของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้จาเลยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจาตัว
ประชาชนไว้ จาเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลาท่ี
คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจาเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จาเลยจึงปล่อยตัว
ผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงว่าจาเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็น
ของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพาย มิฉะนั้นเมื่อจาเลยได้กระเป๋าสะพายแล้ว
ก็ต้องหลบหนีไปทันที โดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย การกระทาของจาเลย
จึงไม่เป็นการชิงทรัพย์สาเร็จ จาเลยคงมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้
อาวธุ ปนื ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี และมาตรา ๘๐

ฎีกาที่ ๔๘๒๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๖ น.๑๕๕ จาเลยที่ ๑ เป็นผู้ตรวจค้นศพผู้ตายและเป็น
ผู้รวบรวมทรัพย์สิ่งของในตัวผู้ตายรวมท้ังบัตรต่าง ๆ ของผู้ตาย แล้วจาเลยที่ ๑ เอาบัตรถอนเงินสด
ของผู้ตายและของผู้เสียหายทั้งสองไป จาเลยที่ ๑ มอบบัตรถอนเงินสดดังกล่าวให้แก่จาเลยท่ี ๒
ไปถอนเงิน แล้วจาเลยที่ ๒ นาบัตรถอนเงินสดไปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ ๒ ผ่าน
เครื่องถอนเงินอตั โนมตั ิ ๒ ครั้ง จากบัญชเี งินฝากของผู้เสยี หายท่ี ๑ จานวน ๑ คร้ัง และจากบญั ชีเงิน
ฝากของผู้ตาย ๑ คร้ัง แต่ไม่ได้เงิน เป็นกรณีที่จาเลยที่ ๑ ลักเอาบัตรถอนเงินสดของผู้ตายและของ
ผู้เสียหายท้ังสองไป และการท่ีจาเลยท่ี ๑ ให้จาเลยท่ี ๒ นาบัตรถอนเงินสดดังกล่าวไปลักเงินจาก
บัญชีเงินฝากของผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสองโดยผ่านเคร่ืองถอนเงินอัตโนมัติ จึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่น
กระทาความผิดฐานลักทรัพย์ แต่สาหรับบัตรถอนเงินสดของผู้ตายท่ีจาเลยท่ี ๒ ไม่สามารถถอนเงิน
จากบัญชเี งนิ ฝากได้เนอ่ื งจากไมม่ ีเงินอยู่ในบัญชีเงนิ ฝาก จงึ เปน็ ความผดิ ฐานพยายามลกั ทรพั ย์
ขอ้ สังเกต บัตรถอนเงินสดเป็นเอกสารและยังเป็นบัตรอเิ ล็กทรอนิกสด์ ้วย

ฎีกาท่ี ๑๐๘๕๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๔๔ ความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามลักษณะ
ของความผิดไม่อาจทราบได้วา่ ทรัพย์ท่ีจาเลยท้ังสองจะลักเป็นทรัพยอ์ ะไรและมีมูลค่าเพยี งใด เพราะ
จาเลยทั้งสองเพียงแต่ลงมือกระทาความผิดเท่าน้ัน แต่ยังไม่ได้เอาทรัพย์ไป ดังนั้น การที่โจทก์
บรรยายฟ้องว่า จาเลยท้ังสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในหอ้ งพักอาศัยอันเป็นเคหสถานของโรงแรมท่ีเป็น
ที่เกิดภัยพิบัติคล่ืนยักษ์พัดถล่ม เพ่ือลักทรัพย์สินของโรงแรมและนักท่องเท่ียวที่เก็บรักษาไว้ใน

128

ห้องพัก จาเลยทั้งสองลงมือกระทาความผิดแล้วแต่กระทาไปไม่ตลอด เพราะมีผู้พบเห็ นและ
เข้าขัดขวาง จึงไม่อาจลักทรัพย์สินของผู้อื่นไปได้สาเร็จ ฟ้องโจทก์จึงเป็นการบรรยายครบถ้วนตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จาเลยทั้งสองพยายาม
ลักเท่าน้ัน แต่เม่ืออ่านคาฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเป็นท่ีเข้าใจได้ว่าจาเลยท้ังสองร่วมกันพยายาม
ลักทรพั ย์ของผู้อื่น

ฎีกาท่ี ๘๔๐๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๕๒ ขณะที่จาเลยกระชากสร้อยคอทองคาพร้อม
กระดูกเลี่ยมทองของผู้เสียหาย สร้อยคอทองคาพร้อมกระดูกเลี่ยมทองที่อยู่ในมือนั้น จาเลยก็เพียง
มุ่งหมายที่จะให้สร้อยคอทองคาพร้อมกระดูกเลี่ยมทองหลุดจากคอผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นเพียง
แย่งการครอบครองเท่านั้น แต่หลังจากสร้อยคอทองคาและกระดูกเล่ียมทองขาดตกลงท่ีพ้ืนแล้ว
จาเลยก็ไม่ได้เข้ายึดถือเอาสร้อยคอทองคาพร้อมกระดูกเลี่ยมทองอันจะเห็นได้ว่ามีการพาทรัพย์
เคลื่อนท่ีไปแต่อย่างใด การกระทาดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปสาเร็จ จึงเป็น
พยายามชงิ ทรพั ย์

ฎีกาที่ ๗๐๓๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๗๗ กระบอกฉีดยาท่ีไม่มีเข็มฉีดยา ก็สามารถฉีด
ของเหลวเข้าสู่ตัวกระบือทางปากหรือทางทวารได้ จาเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว และ
จาเลยกาลังจับเชือกท่ีผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมท่ีจะลงมือฉีดสารพิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ
การกระทาของจาเลยใกล้ชิดต่อผลแห่งการทาให้เสียทรัพย์ ถือว่าเป็นการลงมือกระทาความผิด
แล้วแต่กระทาไปไม่ตลอด เพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวางเสียก่อน จาเลยจึงมีความผิดฐาน
พยายามทาใหเ้ สียทรัพย์
ข้อสังเกต ขั้นตอนของการกระทาในคดีนี้ผ่านพ้นข้ันตระเตรียมการ เข้าสู่ขั้นลงมือกระทาความผิด
แลว้ เพราะการกระทาใกลช้ ดิ ตอ่ ผลแลว้

ฎีกาท่ี ๑๖๙๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๙๒ จาเลยทั้งสองตัดต้นไม้จนแยกขาดออกจากลาต้น จากน้ัน
เคลื่อนย้ายไม้ไปวางบนพ้ืนและมีการเล่ือยแปรรูปบางส่วน อันเป็นการทาให้ต้นไม้ท่ีจาเลยท้ังสองลัก
เคล่ือนท่ีจากท่ีตั้งและเปล่ียนแปลงสภาพจากเดิม แม้จาเลยท้ังสองยังมิได้ขนย้ายออกไปจากที่เกิด
เหตุ เน่ืองจากมีนา้ หนักมากหรือเป็นเพราะยงั แปรรูปไมเ่ สร็จ ก็เรียกไดว้ ่าเปน็ การลกั ทรพั ย์สาเรจ็ แล้ว
หาใชเ่ ปน็ เพยี งการพยายามลักทรพั ยไ์ ม่

ฎีกาท่ี ๑๔๒๒/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๘๐ จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมทราบดีว่า
ใบรับรองเงินฝากเป็นเอกสารสิทธิปลอมได้จัดส่งเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปต่างประเทศโดยผ่าน
แผนกไปรษณียภัณฑ์ในธุรกิจของโจทก์ร่วมด้วยการปิดผนึกซองเขยี นชุดใบนาสง่ เอกสารของธนาคาร
โจทกร์ ่วมและใบนาส่งไปรษณีย์มอบให้กบั พนักงานโจทกร์ ่วมผมู้ หี น้าท่ีจัดส่งเอกสารตามวธิ ีการจัดส่ง
เอกสารในธุรกิจของโจทก์ร่วมครบถว้ นแล้วอันเป็นการลงมือใช้หรืออ้างเอกสารท่ีเกิดจากการกระทา
ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ แม้เอกสารสิทธิปลอมจะปิดผนึกอยู่ในซองและพนักงานผู้จัดส่ง
เอกสารของโจทก์รว่ มตรวจเห็นพริ ุธจนพบวา่ เอกสารท่จี ัดส่งเปน็ เอกสารสิทธิปลอมก่อนท่ีเอกสารจะ
ส่งถึงผู้รบั ในตา่ งประเทศ ก็เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเป็นความผิดสาเร็จโดยไมต่ ้องรอผล

129

ของการใช้หรืออ้างว่าผู้รับหรือถกู อ้างจะได้รับเอกสารสิทธิปลอมที่จดั ส่งไป เพราะเมื่อจาเลยที่ ๑ ได้
ใช้หรืออ้างเอกสาร การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ก็ถือได้ว่ากระทาไปในประการท่ีน่าจะเกิดความ
เสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕
แล้ว จาเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานร่วมกันใชเ้ อกสารสิทธปิ ลอม

ฎีกาท่ี ๒๒๗/๒๕๕๑ ฎ.๕๘๐ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๔ ให้คานิยามของคาว่า "ล่า" หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทาอันตรายด้วย
ประการอ่ืนใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึงการไล่ การต้อน
การเรียก หรือการล่อเพ่ือการกระทาดังกล่าวด้วย ดังน้ัน การเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่า จึงอยู่ใน
ความหมายของคาว่า "ล่า" ตามคานิยามดังกล่าว การที่จาเลยกับพวกร่วมกันเคาะไม้ไล่ต้อนสัตว์ป่า
ในเขตรักษาพันธุ์สัตวป์ ่าเพอ่ื ให้พวกของจาเลยท่ีดกั ซมุ่ รออยู่ใช้อาวุธปืนยิง จงึ เป็นความผดิ สาเรจ็ ฐาน
ลา่ สัตวป์ ่า มใิ ช่เปน็ เพียงความผดิ ฐานพยายามล่าสัตว์ป่า

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๘๑

ฎีกาที่ ๓๑๕๓/๒๕๕๗ ฎ.๔๕๗ จาเลยลักลอบเข้าไปท่ีใต้ถุนบ้านและข้ึนไปร้ือค้นสิ่งของ
บนระเบียงช้ันบนของบ้านผู้เสียหายขณะไม่มีบุคคลใดอยู่ท่ีบ้าน ส่อเจตนาไม่สุจริตอยู่ในตัว ลักษณะ
การร้อื ค้นจาเลยร้ือค้นล้ินชักพลาสตกิ ที่เชิงบันไดซึ่งมี ๔ ลนิ้ ชกั ในลน้ิ ชกั อนั บนสุดพบกระเปา๋ สะพาย
สีดาและกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก จาเลยดึงออกมาจากล้ินชักแล้วค้นหาสิ่งของในกระเป๋าสะพายและ
กระเป๋าสตางค์ ต่อจากนั้นจาเลยเดินขึ้นบันไดไปบนระเบียงชั้นบนของบ้านและค้นหาสิ่งของที่กอง
เคร่ืองมือของใช้ท่ีวางอยู่บนระเบียง แล้วกลับลงไปรื้อค้นหาส่ิงของที่ลิ้นชักพลาสติกช้ันอื่นทุกลิ้นชัก
แสดงว่าจาเลยมีเจตนาค้นหาเงินและของมีค่าอ่ืนในจุดท่ีจาเลยคาดว่าผู้เสียหายหรือบุคคลใน
ครอบครัวผู้เสียหายน่าจะเก็บหรือซุกซ่อนไว้ พฤติการณ์ในการตรวจค้นหาสิ่งของดังกล่าวฟังได้ว่า
มีเจตนาค้นหาและประสงค์จะลักเงินของผู้เสียหาย ถือว่าจาเลยลงมือกระทาความผิดและกระทาไป
ตลอดแล้ว แต่การกระทาไม่บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุวัตถุท่ีมุ่งหมายกระทาต่อ เป็นการ
พยายามกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก ประกอบ
มาตรา ๘๑
หมายเหตุ (โดยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์) การท่ีจาเลยเข้าไปในเคหสถานของ
ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพ่ือจะลักทรัพย์แม้จะยังไม่ทันแตะต้องทรัพย์ของผู้เสียหาย ก็เคยมี
คาพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้หลายเรื่องว่าจาเลยมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถาน ตาม
ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก ประกอบมำตรำ ๘๐ เช่น ฎีกาท่ี ๘๕๔/๒๕๐๗, ๑๘๕๗/๒๕๓๐,
๒๓๘๕/๒๕๓๔ เป็นต้น ซึ่งคาพิพากษาฎีกาท่ีหมายเหตุคือฎีกาที่ ๓๑๕๓/๒๕๕๗ น้ี ศาลช้ันต้น
กพ็ พิ ากษาลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๘ (๘) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๐ ตามบรรทดั ฐาน
ของคาพิพากษาฎีกาทก่ี ลา่ วมาแลว้

130

แต่จาเลยตามคาพิพากษาฎีกาท่ีหมายเหตุนี้ ได้กระทาการยิ่งไปกว่านั้น กล่าวคือ ถึงขนาด
ค้นหาสิง่ ของในกระเปา๋ สะพายของผู้เสยี หายเพอื่ จะลกั เงนิ แต่ปรากฏว่าไม่มีเงินทจ่ี ะลักอยู่ในกระเป๋า
ดังกล่าว ซ่ึงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นการพยายามลักเงินของผู้เสียหาย แต่การกระทาไม่สามารถ
บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุ “วัตถุ” ท่ีมุ่งหมายกระทาต่อ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๕ (๘) วรรคแรก ประกอบมำตรำ ๘๑

ผู้หมำยเหตุเห็นว่ำ การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถาน
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก ประกอบมำตรำ ๘๐ ตั้งแต่เข้าไปในเคหสถานแล้ว แม้ว่าจะ
ยังไม่ทันได้แตะต้องทรัพย์ของผู้เสียหายที่จาเลยประสงค์จะลักไปก็ตาม ทั้งนี้ตามบรรทัดฐานของ
คาพพิ ากษาฎีกาหลายเรอ่ื งท่ีกล่าวขา้ งตน้

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ หำกจำเลยกระทำควำมผิดในสำธำรณสถำน เช่น เอามือ
ล้วงในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหาย หรือล้วงกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหายขณะท่ีผู้เสียหายยืนรอรถ
ประจาทางอยู่ แต่การกระทาไม่บรรลุเพราะไม่มีเงินท่ีจะลักอยู่ในกระเป๋าดังกล่าวเลย จะถือว่าเป็น
พยายามลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ (หรือมาตรา ๓๓๕) ประกอบมาตรา ๘๐ หรือจะถือวา่ เป็น
พยายามลกั ทรพั ย์แต่กำรกระทำไม่อำจบรรลผุ ลไดอ้ ยำ่ งแน่แท้ เพราะเหตุวตั ถุท่ีมุ่งหมำยกระทำต่อ
ตำมมำตรำ ๘๑

บทบัญญัตใิ น ป.อ. มาตรา ๘๑ มบี ญั ญัติข้ึนเป็นคร้งั แรกใน ป.อ. โดยไม่มบี ทบัญญตั ิเชน่ นใี้ น
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ โดย ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้อธิบายไว้ในหนังสือ
“กฎหมำยอำญำภำค ๑” ในส่วนที่เก่ียวกับ การกระทาไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะ
เหตุแหง่ “วัตถทุ ี่มุ่งหมำยกระทำต่อ” โดยยกตวั อยา่ ง ดงั นี้

ยิงไปที่ตอไมโ้ ดยเข้าใจวา่ เป็นคน ไมม่ ีคนอย่ทู ี่น่นั ไม่ใช่ทีท่ ีค่ นอยู่ตำมปกติ เป็นการกระทาท่ี
ไม่สามารถบรรลุผลอย่างแน่แท้ ซ่ึงเดิมไม่เป็นความผิด แต่บัดนี้ต้องมีความผิดตามมาตรา ๘๑
(ดูหัวข้อ ๑๓๕ ของหนงั สือดังกล่าว)

ส่วนในกรณีลักทรัพย์ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ยกตัวอย่างว่า ประสงค์จะลักทรัพย์
ในหีบท่ีเคยเก็บทรัพย์ แต่หีบในขณะนั้นไม่มีทรัพย์ กรณีเช่นน้ี เป็นการลักทรัพย์ที่ไม่สาเร็จ
(ไม่บรรลุผล) โดย “ไม่เด็ดขำด” เก่ียวกับ “วัตถุที่มุ่งหมำยกระทำต่อ” เป็นพยายามลักทรัพย์ตาม
มำตรำ ๘๐ ไม่ใช่มำตรำ ๘๑ เทียบเคียงไดก้ ับกรณี “ยิงเขำ้ ไปในห้องที่คนซึง่ ประสงค์จะฆำ่ เคยอยู่
แต่เผอิญขณะท่ียิงนั้นคนน้ันไปเสียท่ีอ่ืน” ก็เป็นพยายามฆ่าตำมมำตรำ ๘๐ ไม่ใช่มำตรำ ๘๑
(ดหู วั ขอ้ ๑๓๕ ของหนังสือดังกลา่ ว)

ศาลฎีกาในฎีกำที่ ๑๔๔๖/๒๕๑๓ (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยกรณีจาเลยใช้ปืนยิงไปที่ห้องท่ี
ผเู้ สยี หายเคยนอน แตผ่ ู้เสยี หายรตู้ ัวก่อนจงึ ยา้ ยไปนอนท่ีอ่นื ดังนี้

จาเลยใช้ปืนยิงผ่านไปตรงท่ีท่ีผู้เสียหายเคยนอนในห้องเรือนแต่กระสุนปืนไม่ถูก เพราะ
ผู้เสียหายรตู้ ัวเสยี ก่อนจึงย้ายไปนอนเสียทร่ี ะเบียง การที่ผูเ้ สียหายรตู้ ัวและหลบไปไม่อยู่ในที่ทจี่ าเลย
เข้าใจ ถือได้ว่าเป็นเร่ืองบังเอิญ และผู้เสียหายก็ยังคงอยู่บนเรือนนั่นเอง ดังน้ี การกระทาของจาเลย

131

หาใช่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา ๘๑ แห่ง ป.อ. ไม่ แต่ต้องปรับด้วย
มาตรา ๘๐

จากบรรทัดฐานของฎีกาประชุมใหญ่นี้ จึงถือกันว่าหากการไม่บรรลุผล “เป็นเร่ืองบังเอิญ”
(หรือกล่าวอีกนัยหน่ึงคือ “ไม่เด็ดขำด”) ก็เป็นกรณีตามมาตรา ๘๐ ส่วนกรณีมาตรา ๘๑ ต้องเป็น
การไม่บรรลุผล “โดยเดด็ ขำด”

คาพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่ท่ี ๑๔๔๖/๒๕๑๓ มหี มำยเหตทุ ้ำยฎีกำความตอนหนง่ึ ดังนี้
กรณี (กรณีข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่เร่ืองใช้ปืนยิงไปที่ห้องนอน) ต่างกับ
การที่จาเลยต้ังใจจะยิงผู้เสียหาย แต่เข้าใจผิดคิดว่าตอไม้เป็นผู้เสียหายจึงยิงไปท่ีตอไม้นั้น กรณีนี้
(กรณียิงต่อไม้) ถึงแม้องค์ประกอบความผิดมีครบแล้ว แต่ตอไม้น้ันปกติไม่ใช่เป็นท่ีที่คนอยู่อาศัย
เชน่ นี้ การกระทาของจาเลยจึงไมบ่ รรลผุ ลไดโ้ ดยแน่แท้
ผู้หมำยเหตุจึงมีความเห็นว่า กรณีจาเลยล้วงกระเป๋าสะพายหรือล้วงกระเป๋ากางเกง
ผู้เสียหายในท่ีสาธารณสถานเพื่อลักเงินในกระเป๋า แต่ปรากฏว่าไม่มีเงินในกระเป๋านั้น ๆ เลย น่าจะ
ถือว่าเป็น “เรื่องบังเอิญ” เพราะกระเป๋าก็ดี หีบเก็บทรัพย์ก็ดี ปกติเป็นท่ีใส่เงิน จึงเป็นพยายาม
ลักทรัพย์ตำม ป.อ. มำตรำ ๘๐ ไม่น่าจะถือว่าเป็นกรณีไม่บรรลุผล “โดยเด็ดขำด” อันจะเป็น
พยายามลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๘๑
ส่วนกรณกี ารเขา้ ไปในเคหสถานของผู้เสียหายโดยไม่ได้รบั อนญุ าตเพื่อลักทรพั ย์ในเคหสถาน
ซ่ึงเป็นข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุน้ี (ฎีกาท่ี ๓๑๕๓/๒๕๕๗) ผู้หมายเหตุเห็นว่า
ผกู้ ระทามีความผดิ ฐานพยายามลักทรัพยต์ ามมาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๐ ต้งั แต่
เข้าไปในเคหสถานแล้ว (นอกเหนือจากความผิดฐานบุกรุก) แม้จาเลยจะยังไม่ทันแตะต้องทรัพย์
ท่ีต้องการจะลักแต่อย่างใดเลยก็ตาม ทั้งนี้ ตามแนวคาพิพากษาฎีกาที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น
(เชน่ ฎีกาท่ี ๘๕๔/๒๕๐๗, ๑๘๕๗/๒๕๓๐, ๒๓๘๕/๒๕๓๔ เปน็ ต้น)
นอกจากน้ัน ยังมีคาพิพากษาฎีกำที่ ๔๙๓๘/๒๕๕๔ กรณีเข้าไปลักทรัพย์ในโรงงาน ฎีกำท่ี
๔๙๐/๒๕๔๒ กรณีเข้าไปลักทรัพย์ในท่ีเก็บรักษาทรัพย์ แม้จาเลยจะยังไม่ได้แตะต้องตัวทรัพย์ท่ี
ประสงค์จะลัก กเ็ ปน็ พยายามลกั ทรัพย์ตำม ป.อ. มำตรำ ๘๐
กรณีข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ (ฎีกาท่ี ๓๑๕๓/๒๕๕๗) จาเลยเข้าไป
ในบ้านของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเจตนาจะลักทรัพย์ในบ้านนั้น หากจาเลยถูกจับกุม
ภายในบ้านก่อนจะลงมือรื้อค้นส่ิงของในตู้ล้ินชักพลาสติก ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ คงเป็นที่เข้าใจ
ตรงกันว่า จาเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถาน ตามมาตรา ๓๓๕ (๘) ประกอบ
มาตรา ๘๐ ตั้งแต่ขณะน้ันแล้ว ทั้งนี้ ตามบรรทัดฐานของคาพิพากษาฎีกาหลายเร่ืองท่ีกล่าวมาแล้ว
กรณีจงึ ไม่น่ำจะกลำยเป็นว่ำในการกระทาอันเดียวกัน โดยมีเจตนาเดียวกัน แต่จาเลยไดก้ ระทาการ
เกินเลยไปกว่าน้ัน กล่าวคือ ถึงขนาดร้ือค้นล้ินชักพบกระเป๋าสะพายแล้วค้นหาเงินในกระเป๋า
แต่ไม่พบเงินในกระเป๋า จาเลยจะกลับมีความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก ประกอบมำตรำ
๘๑ ไปได้

132

ฎีกาท่ี ๑๕๑๒/๒๕๕๑ ฎ.๖๔๘ การกระทาที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ.
มาตรา ๘๑ ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทาผิดไม่สามารถจะกระทาให้
บรรลุผลไดอ้ ยา่ งแน่แท้ เช่น หญิงไมม่ ชี อ่ งคลอดอนั เปน็ การผดิ ปกติมาแต่กาเนิด ซึง่ อยา่ งไร ๆ อวยั วะ
เพศชายก็ไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิงดังกล่าวได้ แต่ความเห็นแพทย์ระบุว่า หาก
จะมกี ารร่วมประเวณี อวัยวะเพศชายจะเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายได้ยากมาก โดยอวัยวะเพศ
ชายสามารถเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสยี หายได้ แต่ช่องคลอดก็จะฉีกขาด และการที่อวัยวะเพศชาย
จะเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายน้ัน จะต้องมีการบังคับขู่เข็ญหรือใช้สารหล่อล่ืน แสดงว่ากรณี
ดังกล่ าว ไม่ ใช่กร ณี ที่ อวัย วะเพ ศช าย ไม่ส ามารถจ ะส อด ใส่ เข้าไป ใ น อวัย ว ะเพ ศ ของผู้ เสี ย ห าย ได้
การกระทาของจาเลยจึงใชก่ รณีท่ปี จั จยั ซงึ่ ใชใ้ นการกระทาผิดไมส่ ามารถบรรลุผลได้อยา่ งแนแ่ ท้

ฎีกาที่ ๕๙๙๗/๒๕๖๐ ฎ.๗๕๐ จาเลยใช้ระเบิดขว้างปาใส่ด้านหน้ารถย่อมเล็งเห็นได้ว่า
น่าจะเป็นอันตรายแก่ผู้เสียหายท่ี ๑ ผู้เสียหายที่ ๓ และผู้โดยสารอ่ืน ๆ ในรถ โดยจาเลยรู้อยู่ว่า
ระเบิดใช้งานได้อันเป็นพฤติการณ์ท่ีส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาฆ่าแต่การกระทาไม่บรรลุผล จึงเป็น
ความผิดฐานพยายามฆ่า เม่ือฟังได้แต่เพียงว่าวัตถุระเบิดท่ีเป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทามีอานุภาพ
ไม่ร้ายแรงเพียงพอท่ีจะทาอันตรายต่อชีวิตได้ ย่อมทาให้การกระทาของจาเลยไม่สามารถบรรลุผลได้
อยา่ งแนแ่ ทอ้ ันเปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๑

จาเลยมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองแล้วใช้วัตถุระเบิดปาใส่หน้ารถท่ีมีผู้เสียหายที่ ๓ เป็น
ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอื่น ๆ ในรถโดยจาเลยรู้อยู่ว่าระเบิดใช้งานได้ อันเป็นการกระทาความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๑ และเปน็ กรรมเดียวกบั ความผิดฐานทาให้เกดิ ระเบดิ จนนา่ จะ
เป็นอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์ของผู้อื่นและฐานทาให้เสียทรัพย์ตามมาตรา ๒๒๑ และมาตรา
๓๕๘ ดว้ ย หาใช่ความผิดหลายกรรมไม่

ฎีกาท่ี ๓๕๐๒/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๗๗ การที่จาเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้เสียหาย
ในระยะห่างประมาณ ๒๐ เมตร กระสุนปืนถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวา
ดา้ นหน้าทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด ๐.๕ เซนติเมตร ไม่มีความลึก แพทยล์ งความเห็นว่ารักษาหาย
ภายใน ๗ วัน แสดงให้เห็นว่ากระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทาให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้
อย่างแน่แท้ เพราะเหตอุ าวุธปนื ซึง่ เป็นปัจจยั ทใ่ี ช้ในการกระทาความผดิ การกระทาของจาเลยจึงเป็น
การกระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๑ วรรคหนง่ึ

133

ตัวการ

ข้อ ๓๒ คาถาม นายดาทาสวนมะม่วงติดกับสวนขนุนของนายขาวที่จังหวัดจันทบุรี
นายขาวจะไปเยี่ยมบุตรท่ีกรุงเทพมหานครหลายวันนายขาวจึงฝากให้นายดาดูแลสวนขนุนแทน
นายดารับปากดูแลให้ เมื่อมีบุคคลภายนอกมาลกั ขนุนของนายขาว นายดาจะไล่จนหนีไปหมด ต่อมา
ระหว่างที่นายขาวยังไม่กลับมา นายแดงลูกจ้างของนายดาท่ีมาตัดก่ิงไม้และหญ้าในสวนของนายดา
เมื่อเห็นขนุนของนายขาวลูกใหญ่คิดว่าคงนาไปขายได้ราคาดีจึงแอบเดินผ่านสวนมะม่วงของนายดา
เขา้ ไปในสวนของนายขาวลักขนุน ๑๐ ลูกไปขาย ระหว่างที่นายแดงลกั ขนุนนั้นนายดาเห็นแต่ก็แกล้ง
ทาเป็นไม่เห็นและมิได้ห้ามปรามเพราะเกรงว่านายแดงจะไม่ยอมตัดกิ่งไม้และตัดหญ้าให้ต นและ
คิดว่าอย่างไรเสียนายขาวคงไม่รวู้ ่าใครลักไป ต่อมาหลังจากตัดหญ้าและก่ิงไม้เสร็จเวลากลางวันซ่ึงมี
อากาศร้อนต้นมะม่วงและต้นขนุนมีใบหล่นร่วงจนแห้งตามพ้ืนดินท้ังสองสวน นายแดงไม่ได้กวาด
หรือไถกลบใบไม้แห้งทั้งสองสวนก่อน แล้วนายแดงจุดไฟเผาซากกิ่งไม้และใบหญ้าแห้งในที่ดินของ
นายดา โดยนายดาอยู่ในที่ดินของตนเพื่อกากับการเผาอยู่ด้วย เมื่อไฟไหม้กิ่งไม้และใบหญ้าแห้งที่
นายแดงจุดไฟเผาแล้ว ไฟยังได้ลุกลามไหม้ใบ้ไม้แห้งในสวนมะม่วงของนายดาและลามไปลุกไหม้ใน
สวนขนนุ ของนายขาวไดร้ ับความเสยี หายด้วย

ใหว้ ินิจฉัยวา่ นายแดงและนายดามคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ ในความผิดฐานบุกรุกและความผิดฐานลักทรัพย์นั้น การท่ีนายแดงเข้าไปในสวน
ของนายขาวเพ่อื ลกั ขนุน เปน็ การเจตนาเขา้ ไปกระทาการใด ๆ อันเปน็ การรบกวนการครอบครอง
อสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๖๒ และเป็นการเจตนาเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา
๓๓๔ นายแดงจึงมีความผิดฐานบุกรุกและลักทรัพย์ การบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์เป็นการกระทา
กรรมเดียวเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบทลงโทษบทหนักตามมาตรา ๙๐
ขณะที่นายแดงลักขนุนนั้นนายดาเห็นแต่ก็มิได้ห้ามปราม แม้จะเป็นการไม่เคลื่อนไหวของ
นายดา แต่การที่นายขาวฝากให้นายดาดูแลสวนขนุนแทน นายดารับปากดูแลให้ หากมีคนเข้ามา
ลักขนุนนายดาต้องห้ามปราม เพราะเป็นหน้าท่ีตามสัญญาที่นายดาต้องดูแลสวนขนุนแทน
นายขาว เม่ือนายดาเห็นนายแดงลักขนุนของนายขาวแต่มิได้ห้ามปราม จึงถือว่านายดากระทาโดย
ไม่เคลื่อนไหวเพราะเป็นการงดเว้นจากหน้าท่ีเฉพาะเจาะจงที่ตนมีตามสัญญา เนื่องจากการ
กระทาให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหน่ึงอันใดข้ึนโดยงดเว้นการท่ีจักต้องกระทาเพ่ือ
ป้องกันผลนั้นด้วยตามมาตรา ๕๙ วรรคท้าย นายดาจึงมีการกระทาในความผิดฐานบุกรุกและ
ลักทรัพย์ จึงต้องพิจารณาตอ่ ไปวา่ การกระทาของนายดามีความผดิ อย่างไร
การเป็นตัวการร่วมกันกระทาความผิดตามมาตรา ๘๓ ผู้กระทาจะต้องมีการกระทา
รว่ มกนั และมีเจตนารว่ มกนั กระทาผิด การที่นายดาไม่ห้ามปรามมิให้นายแดงเข้าไปลักขนนุ ของนาย
ขาว แม้จะเป็นการกระทาโดยงดเว้น แตน่ ายแดงแอบเขา้ ไปลกั ขนนุ ในสวนของนายขาว นายดาแกล้ง
ทาเป็นไม่เห็นและมิได้ห้ามปรามน้ัน นายดาและนายแดงมิได้มีเจตนาร่วมกันกระทาความผิดฐาน

134

บุกรุกและลักทรัพย์ เพราะนายแดงไม่รู้ว่านายดาเห็นตนเข้าไปลักทรัพย์ นายดาจึงไม่เป็นตัวการ
ร่วมกับนายแดงกระทาผิดฐานบุกรุกและลักทรัพย์ แต่การท่ีนายดามิได้ห้ามปรามนายแดงนั้น
เป็นการกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการท่ีนายแดง
กระทาความผิดก่อนหรือขณะกระทาความผิด แม้นายแดงผู้กระทาความผิดจะมิได้รู้ถึงการ
ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกน้ันก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิด ต้องระวางโทษ
สองในสามสว่ นของโทษทีก่ าหนดไว้สาหรับความผดิ ท่ีสนับสนนุ นัน้ ตามมาตรา ๘๖ นายดาจงึ เป็น
ผู้สนับสนนุ นายแดงกระทาความผดิ ฐานบกุ รกุ และลกั ทรัพย์

สาหรับความผิดฐานทาให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทนั้น การท่ีนายแดงจุดไฟเผากิ่งไม้และ
ใบหญ้าในท่ีดินของนายดาเวลากลางวันซึ่งมีอากาศร้อนต้นมะม่วงและต้นขนุนมีใบแห้งร่วงตาม
พื้นดินทั้งสองสวน เป็นการกระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้อง
มีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ันได้ แต่หาได้ใช้
ให้เพียงพอไม่ การท่ีนายแดงไม่ได้กวาดหรือไถกลบใบไม้แห้งทั้งสองสวนก่อน จึงเป็นการกระทา
ให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท เม่ือไฟลามไปลุกไหม้ในสวนขนุนของนายขาวเสียหาย นายแดงจึงมี
ความผดิ ฐานทาใหเ้ กดิ เพลิงไหมโ้ ดยประมาทตามมาตรา ๒๒๕ (ฎีกาที่ ๑๗๒๑๒/๒๕๕๕)

การกระทาความผิดโดยประมาทเป็นการกระทาความผิดมิใช่โดยเจตนา จึงไม่อาจมีการ
ร่วมกระทาในลักษณะเป็นตัวการตามมาตรา ๘๓ ได้ นายดาจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับนายแดง
กระทาความผิดฐานทาให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทตามมาตรา ๒๒๕ แต่การท่ีนายแดงไมไ่ ด้กวาด
หรือไถกลบใบไม้แห้งทั้งสองสวนก่อนจุดไฟเผากิ่งไม้และใบหญ้าแห้ง โดยนายดาอยู่ในท่ีดินของตน
เพอื่ กากับการเผาอย่ดู ้วย การทนี่ ายดาไม่กระทาการใดอันเปน็ การปอ้ งกนั มิให้ไฟลกุ ลามไปยังทด่ี ิน
ข้างเคียง ท้ังที่นายดาเป็นเจ้าของสวนและเป็นนายจ้างของนายแดง จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้
ต้นขนุนของนายขาวเสยี หาย ถือไดว้ า่ นายดามสี ่วนในการจุดไฟเผาและก่อให้เกิดเพลิงไหม้ จึงเป็น
การกระทาให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทและเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ตามมาตรา
๒๒๕ ซ่ึงถอื วา่ เปน็ การกระทาความผิดโดยประมาทของนายดาดว้ ย (ฎกี าท่ี ๑๗๒๑๒/๒๕๕๕)

ฎกี าที่ ๑๗๒๑๒/๒๕๕๕ ฎ.๒๐๖๔ ขณะเกดิ เหตุลูกจา้ งของจาเลยทาการจุดไฟเผาซากก่งิ ไม้
ใบหญ้าแห้งและวชั พืชในที่ดนิ ของจาเลย โดยจาเลยอยใู่ นทีด่ นิ ของตนเพ่ือกากับการเผาอยู่ด้วย ถือได้
วา่ จาเลยมสี ่วนรว่ มในการจดุ ไฟเผาและกอ่ ให้เกิดเพลงิ ไหม้

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันซึ่งมีอากาศร้อน ต้นยางพาราเร่ิมมีใบหล่นร่วงตามพื้นดินบ้าง
แล้ว การท่ีจาเลยไม่กระทาการใดอันเป็นการป้องกันมิให้ไฟลุกลามไปยังท่ีดินข้างเคียง เป็นเหตุให้
เกิดเพลิงไหม้ต้นยางพาราของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทาให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทและเป็นเหตุ
ใหท้ รัพย์สนิ ของผูอ้ ื่นเสยี หาย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๕

การกระทาความผิดโดยประมาทเป็นการกระทาความผิดมิใช่โดยเจตนา จงึ ไม่อาจมีการร่วม
กระทาในลกั ษณะเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ ได้

135

ข้อ ๓๓ คาถาม นายหน่ึงจ้างนายสองบรรทุกกุ้งกุลาดาไปส่งให้พ่อค้าในเมือง แต่นายสอง
ขับรถบรรทุกคว่า นายหนึ่งโกรธนายสองเพราะต้องขาดทุนจากการขนส่งไม่ทันและกุ้งเสียหาย
นายหนึ่งจึงต่อว่านายสองวา่ ขับรถอยา่ งน้ีผมหมดตัวแล้ว ให้เอาไปเผาเลยทั้งกุ้งทั้งรถ นายสองพูดว่า
ให้มึงเอาไปเผาซิ แล้วนายสองโทรศัพท์แจ้งนายสามและนายสี่บุตรของนายสองให้เอารถมาถ่ายกุ้ง
ขณะเปล่ียนถ่ายกุ้งข้ึนรถคันใหม่ นายหนึ่งและนายสองโต้เถียงกันรุนแรง นายสองพูดว่า ถึงบ้าน
จะเห็นดีกัน แล้วนายหนึ่งก็แยกออกไปตลาดด้วยรถกระบะ ส่วนรถบรรทุกกุ้งก็แยกไป โดยนายสอง
นายสาม และนายสี่ น่ังรถกระบะอีกคันหน่ึงไปตลาด รถบรรทุกกุ้งถึงตลาดก่อนพร้อมรถที่นายสอง
กับพวกมาถึง ระหว่างท่ีขนกุ้งลงน้ัน นายหนึ่งไปถึงตลาดแล้วเดินลงจากรถ ทันใดนั้นนายสามและ
นายสี่ว่ิงเข้ามาหานายหน่ึงพร้อมกัน โดยนายสามเข้ามาชกนายหนึ่งและนายส่ีใช้ไม้ตีนายหนึ่ง
มีชาวบ้านร้องห้าม แต่นายสามและนายสี่ไม่หยุดตีและไม่หยุดชก ทันใดนั้นนายสองวิ่งเข้ามาแล้ว
ตะโกนว่า ไอ้สัตว์มึงตายเสียเถอะ แล้วนายสองใช้ปืนยิงนายหนึ่งที่บริเวณหน้าอกสองนัด โดย
นายสามและนายสี่ไม่ทราบว่านายสองมีปืนมาด้วย แล้วนายสอง นายสาม และนายส่ี ก็วิ่งหนีข้ึนรถ
คันเดียวกันขับออกไปจากที่เกิดเหตุ ส่วนนายหนึ่งมีพลเมืองดีช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล แพทย์รักษา
ทนั นายหน่ึงจึงไม่ตาย แต่ได้รับอนั ตรายแก่กายจากแผลท่ีถกู ชกและไม้ตี กับไดร้ ับอันตรายสาหัสจาก
แผลท่ีถูกยิง

ใหว้ นิ ิจฉัยวา่ นายสอง นายสาม และนายสี่ มีความผิดตอ่ ชีวติ และร่างกายฐานใด
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องเจตนา ตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๘๓
นายสองใช้ปืนยิงนายหน่ึงท่ีบริเวณหน้าอกสองนดั น้ัน นายสองมีเจตนาฆ่านายหนึง่ เพราะ
ยิงบริเวณอวัยวะสาคัญแสดงว่านายสองเจตนาประสงค์ต่อผลในความตายของนายหน่ึง แม้นาย
หนึ่งไม่ตาย เพียงแต่ได้รับอันตรายสาหัสจากแผลท่ีถูกยิง เม่ือนายสองลงมือกระทาความผิดไป
ตลอดแล้ว แต่การกระทาไม่บรรลุผล นายสองจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐
การที่นายสามเข้ามาชกนายหนึ่งและนายส่ีใช้ไม้ตีนายหน่ึง แล้วนายสองเข้ามายิงนายหนึ่ง
ยังไม่อาจถือว่านายสามและนายสี่เป็นตัวการร่วมกับนายหน่ึงในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืน
โดยเจตนา เพราะการจะเปน็ ตัวการร่วมกนั น้ัน จะต้องมที ้ังการกระทาร่วมกันและมีเจตนาร่วมกัน
แม้นายสอง นายสาม และนายสี่ จะนั่งรถมาด้วยกัน หลังกระทาความผิดแล้วก็ว่ิงหนีขึ้นรถ
คันเดียวกันขับออกไปจากที่เกิดเหตุ และมีสาเหตุโกรธเคืองกับนายหนึ่งด้วยเรื่องเดียวกันก็ตาม
แต่พฤติการณ์เช่นนี้ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่ามีการปรึกษาหารือ นัดแนะ และคบคิดกันมาก่อน
เม่ือนายสามและนายส่ีไม่ทราบว่านายสองมีปืนมาด้วย แสดงว่านายสองยิงนายหนึ่งโดยเจตนาฆ่า
ตามลาพัง อันเป็นการตัดสินใจของนายสองโดยฉับพลันในขณะน้ันเอง นายสามและนายสี่
จงึ ไมเ่ ป็นตวั การร่วมกับนายสองในความผิดฐานพยายามฆา่ ผ้อู ่นื โดยเจตนา
เม่ือนายสามเข้ามาชกนายหน่ึงและนายสี่ใช้ไม้ตีนายหนึ่ง นายหน่ึงเพียงได้รับอันตราย
แก่กายจากแผลท่ีถูกชกและไม้ตี แม้นายหนึ่งจะได้รับอันตรายสาหัสเพราะถูกนายสองยิง แต่

136

อั น ต ร า ย ส า หั ส ดั ง ก ล่ า ว ก็ มิ ใ ช่ ผ ล โ ด ย ต ร ง อั น เกิ ด จ า ก ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง น า ย ส า ม แ ล ะ น า ย สี่
จึงถือได้ว่านายสามและนายส่ีได้ร่วมกันทาร้ายร่างกายนายหนึ่งเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย
เท่าน้ัน นายสามและนายส่ีคงมีความผิดฐานร่วมกันทาร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ ประกอบ
มาตรา ๘๓
ข้อสังเกต คาถามข้อน้ีนาข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ ๑๕๑๐/๒๕๔๘ มาแต่งเป็นข้อสอบ โดยผู้แต่งวางธง
คาตอบว่า ๑. นายสองผดิ ฐานพยายามฆ่า ๒. นายสามและนายส่ีไม่เป็นตัวการในการพยายามฆ่า
๓. นายสามและนายสี่เป็นตัวการร่วมกันทาร้ายตามมาตรา ๒๙๕ ๔. นายสามและนายสี่ไม่ต้อง
รับผิดฐานทาร้ายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา ๒๙๗ (๘) โดยไม่ได้กล่าวถึงเลยว่า
นายสองเป็นตัวการร่วมกับนายสามและนายส่ีในความผิดฐานทาร้ายตามมาตรา ๒๙๕ ด้วยหรือไม่
ตามฎีกานี้ (ในฎีกาอื่น ๆ หากเป็นตัวการร่วมกันทาร้าย แล้วตัวการบางคนมีเจตนาฆ่าโดยตัวการอื่น
มิได้รู้เห็นในการฆ่า แม้ตัวการอื่นไม่มีเจตนาฆ่า แต่ตัวการอ่ืนก็ต้องรับผิดในผล คือ ผิดตามมาตรา
๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๐ แล้วแต่กรณี (ฎีกาท่ี ๔๑๔๐/๒๕๓๐, ที่ ๑๒๑๓/๒๕๕๕ ,ที่ ๖๐๒๐/๒๕๕๙,
และที่ ๗๒๔๒/๒๕๖๑)

ขอ้ ๓๓/๑ คาถาม นางสวยเป็นภรรยาคนที่สองของนายหล่อ ได้เปิดร้านอาหารและใช้เป็น
ท่ีพักอาศยั ด้วย เวลานายหล่อมาหานางสวยและพักค้างคนื นายหล่อจะขับรถยนต์กระบะมาจอดหน้า
ร้านอาหารดังกล่าว ระยะหลังนายหล่อไปติดพันสาวอ่ืนจึงมีเร่ืองทะเลาะกับนางสวยและนายหล่อ
มักจะทุบตีทาร้ายนางสวย นางสวยจึงไปขอให้นายสอดช่วยสั่งสอนนายหล่อ นายสอดตกลงโดย
นางสวยจะคล้องกุญแจไม่ล็อคประตู เมื่อนายหล่อมาค้างที่ร้านกับนางสวย นางสวยแจ้งนายสอด
นายสอดจึงไปขอให้นายแทรกมาช่วยโดยบอกว่าจะไปสั่งสอนนายหล่อ นายแทรกตกลง นายสอด
และนายแทรกจึงขับรถจักรยานยนต์มาด้วยกันแล้วเข้าไปในร้านอาหารโดยขึ้นไปบนที่พักพบ
นายหล่อนอนอย่บู นเตียง นายสอดจงึ ใชเ้ ก้าอี้ในร้านตที ารา้ ยนายหลอ่ ทน่ี อนอยบู่ นเตียง เมือ่ นายหล่อ
จะลุกขึ้นนายแทรกเข้าไปจับขานายหล่อไว้ แล้วนายหล่อแน่นิ่งไป นายสอดและนายแทรกเข้าใจว่า
นายหล่อถึงแก่ความตายไปแล้ว นายสอดและนายแทรกจะเอาศพและรถยนต์กระบะไปทิ้งในป่า
จึงช่วยกันยกร่างนายหล่อไปวางไว้ที่นั่งข้างคนขับรถยนต์กระบะของนายหล่อ แล้วนายสอด
ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวออกไปโดยนายแทรกขับรถจักรยานยนต์ตามไป เม่ือไปถึงริมถนนห่างจาก
หมู่บ้านประมาณ ๑๐ กิโลเมตร นายสอดขับรถยนต์กระบะเลี้ยวเข้าไปในป่าเมื่อจอดรถยนต์กระบะ
ขณะนั้นนายหล่อรู้สึกตัวนายสอดจึงใช้เชือกไนลอนที่อยู่ในรถยนต์กระบะรัดคอนายหล่อจนถึงแก่
ความตาย แล้วลงจากรถยนต์กระบะพบนายแทรกขับข่ีรถจักรยานยนต์ตามมา นายสอดเล่าเรื่อง
ทใ่ี ชเ้ ชือกรัดคอนายหล่อถึงแกค่ วามตายใหน้ ายแทรกฟัง แล้วนายสอดนัง่ รถจกั รยานยนต์ท่นี ายแทรก
ขับหนไี ปดว้ ยกนั

ใหว้ ินิจฉยั วา่ นางสวย นายสอด และนายแทรก มีความผิดตามประมวลกฎหายอาญาฐานใด
หรือไม่เพยี งใด

137

คาตอบ ความรับผิดทางอาญาของนายสอดและนายแทรก การท่ีนายสอดใช้เก้าอต้ี ที าร้าย
นายหล่อท่ีนอนอยู่บนเตียง เมื่อนายหล่อจะลุกข้ึนนายแทรกเข้าไปจับขานายหล่อไว้ แล้วนายหล่อ
แน่นิ่งไป เป็นการร่วมกันทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อ่ืนนั้น
เมื่อผู้กระทาผิดได้คิดไตร่ตรองบททวนแล้วจึงตกลงใจกระทาความผิด จึงเป็นการไตร่ตรอง
ไว้ก่อน นายสอดและนายแทรกจึงมีความผิดฐานร่วมกันทาร้ายทาร้ายผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ ประกอบมาตรา ๘๓ บทหนงึ่

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า ก่อนทาการฆ่าผู้กระทาผิด
ได้คิดไตรต่ รองบททวนแล้วจึงตกลงใจกระทาความผิด ไม่ใช่กระทาไปโดยปัจจุบันทันด่วน การท่ี
นายสอดเข้าใจว่านายหล่อถึงแก่ความตายไปแล้ว จะนาร่างนายหล่อไปทิ้งแล้วนายหล่อรู้สึกตัว
นายสอดจึงใช้เชือกท่ีอยู่ในรถยนต์กระบะรัดคอนายหล่อจนถึงแก่ความตาย นั้น เป็นกระทาไป
โดยปัจจุบันทันด่วนเมื่อเห็นว่านายหล่อยังไม่ถึงแก่ความตาย การกระทาของนายสอดจึงไม่เป็น
การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา ๒๘๙ (๔) เป็นแต่เพียงความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืน
โดยเจตนาตามมาตรา ๒๘๘ อกี บทหน่ึง

สว่ นนายแทรกแมจ้ ะชว่ ยนายสอดยกร่างนายหล่อข้ึนรถยนต์กระบะ เมื่อนายสอดขับรถยนต์
กระบะไปนายแทรกก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไป จนนายสอดใช้เชือกท่ีอยู่ในรถยนต์กระบะรัดคอ
นายหล่อจนถึงแก่ความตาย นายแทรกมิได้มีการกระทาร่วมกันและมิได้มีเจตนาร่วมกันกับ
นายสอดในการฆ่านายหล่อในขณะนายสอดกระทาความผิดฐานฆ่าผู้อื่น นายแทรกจึงไม่เป็น
ตัวการร่วมกับนายสอดฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนา แม้หลังจากนายสอดใช้เชือกรัดคอนายหล่อถึงแก่ความ
ตาย แล้วนายสอดน่ังรถจักรยานยนต์ท่ีนายแทรกขับหลบหนีไปด้วยกันน้ัน การท่ีจะเป็นผู้สนับสนุน
ผู้อ่ืนกระทาความผิด ต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกผู้อื่นก่อนหรือในขณะกระทา
ความผิด แต่การที่นายแทรกช่วยเหลือนายสอดหลังนายสอดกระทาความผิด นายแทรก
จึงไม่ผ้สู นับสนุนนายสอดกระทาความผดิ ฐานฆา่ ผู้อน่ื โดยเจตนา

เมื่อนายสอดและนายแทรกเข้าใจว่านายหล่อถึงแก่ความตาย เจตนาของนายสอดและ
นายแทรกท่ีร่วมกันกระทาความผิดฐ าน ร่วมกันทาร้ายน ายหล่อโดยไตร่ ตรองไว้ก่อน ก็ยุติลง
การเป็นตัวการร่วมกันของนายสอดและนายแทรกจึงยุติลง แม้นายสอดใช้เชือกรัดคอนายหล่อ
จนถึงแก่ความตาย ก็เป็นการกระทาลาพังของนายสอดเองเมื่อทราบว่านายหล่อยังไม่ถึงแก่ความ
ตาย นายแทรกไม่ต้องรับผิดในผลคือความตายของนายหล่อ นายแทรกจึงไม่มีความผิดฐาน
ทาร้ายผู้อืน่ จนเป็นเหตใุ ห้ผ้นู ้นั ถงึ แก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐ วรรคสอง แตม่ คี วามผิดเพยี งฐาน
รว่ มกนั ทาร้ายทาร้ายผูอ้ นื่ โดยไตรต่ รองไว้กอ่ นดังท่วี นิ จิ ฉยั มาแล้ว

ส่วนการท่ีนายสอดและนายแทรกเข้าใจว่านายหล่อถึงแก่ความตายไปแล้ว จะเอาศพและ
รถยนต์กระบะไปท้งิ ในป่า ระหว่างที่นายสอดและนายแทรกยกนายหล่อมาไว้ในรถยนต์กระบะจนถึง
เวลาที่นายสอดขับรถยนต์กระบะไปจอดท้ิงไว้ท่ีอื่นก่อนที่นายสอดจะฆ่านายหล่อท่ีน่ัน นายหล่อ
ยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายนายหล่อไปยังสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพ จึงขาด

138

องค์ประกอบภายนอกของความผิด การกระทาของนายสอดและนายแทรกไม่เป็นความผิดฐาน
ร่วมกันเคล่ือนย้ายศพเพ่ือปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย กับฐานเคล่ือนย้ายศพ
โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๖๖/๓ ประกอบมาตรา ๘๓ (ฎีกาท่ี ๒๗๙๒/
๒๕๖๐)

ความรับผิดทางอาญาของนางสวย การที่นางสวยไปขอให้นายสอดช่วยสั่งสอนนายหล่อ
ย่อมหมายถึงทาให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่าน้ัน หาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่
จึงเป็นการที่นางสวยใช้ให้นายสอดไปทาร้ายร่างกายนายหล่อเท่านั้น การที่นายสอดไปฆ่า
นายหล่อเป็นการเกินเลยจากขอบเขตท่ีใชข้ องนางสวย นางสวยผ้ใู ช้ให้กระทาความผิดต้องรับผิด
ทางอาญาเพียงสาหรับความผิดเท่าท่ีอยู่ในขอบเขตท่ีใช้ตามมาตรา ๘๗ วรรคหนึ่ง นางสวย
จึงไม่ต้องรับผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนาซ่ึงนายสอดผู้ลงมือกระทาผิดได้รับ แต่เมื่อการกระทาของ
นายสอดเกิดผลรุนแรงเป็นเหตุให้นายหล่อถึงแก่ความตายดังกล่าว เป็นกรณีท่ีผู้ถูกใช้จะต้องรับผิด
ทางอาญามีกาหนดโทษสูงข้ึนเพราะอาศัยผลท่ีเกิดจากการกระทาความผิด ผู้ใช้ให้กระทา
ความผิดต้องรบั ผดิ ทางอาญาตามความผดิ ทม่ี ีกาหนดโทษสูงขน้ึ น้ันดว้ ยตามมาตรา ๘๗ วรรคสอง
นางสวยย่อมต้องรับผิดฐานทาร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๘๙ (๔), ๘๔, ๘๗ วรรคสอง เพราะความตายเป็นผลโดยตรงและนาง
สวยย่อมคาดหมายได้ว่าจะเกิดขึ้นจากการทาร้ายท่ีนางสวยได้ใช้ (ฎีกาที่ 4941/๒๕28
(ประชมุ ใหญ่))

ฎีกาท่ี ๒๗๙๒/๒๕๖๐ ฎ.๔๒๒ จาเลยท่ี ๓ มีเจตนาร่วมทาร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ต้ังแต่แรกท่ีจาเลยท่ี ๒ ได้ขอให้จาเลยที่ ๓ ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว จาเลยที่ ๓ มีความผิดเพียง
ฐานร่วมกันทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซ่ึงเป็นความผิดลักษณะหน่ึงใน ป.อ. มาตรา
๒๘๙ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๖ อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งท่ีเป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่าง
ท่ีรวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า
ศาลย่อมลงโทษในความผดิ ตามท่พี ิจารณาไดค้ วามได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย

จาเลยที่ ๒ ใช้เชือกรดั คอผตู้ ายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานทท่ี ี่จาเลยที่ ๒ นารถยนต์กระบะ
มาจอดท้ิงไว้ เน่ืองจากผู้ตายฟ้ืนข้ึนยังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนย้ายผู้ตายไปท่ีใดอีก แสดงว่า
ระหว่างที่จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะจนถึงเวลาที่จาเลยที่ ๒ ขับรถยนต์
กระบะไปจอดท้ิงไว้ที่อื่นก่อนที่จาเลยท่ี ๒ จะฆ่าผู้ตายที่นั่น ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตาย
ไปยังสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคล่ือนย้ายศพตามฟ้อง การกระทาของจาเลยที่ ๒ ท่ี ๓ ไม่เป็น
ความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย กับฐาน
เคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๑๙๙ และมาตรา ๓๖๖/๓ ประกอบมาตรา
๘๓

_______________________

139

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันท่ี ๑ กันยายน ๒๕๕๘ เวลากลางคืนก่อนเท่ียง จาเลยท้ังสามร่วมกัน
กระทาความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จาเลยท้ังสามเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนร่วมกันคบ
คิดวางแผนฆ่าใช้เก้าอ้ีไม้ ๑ ตัว ตีนายฮามิ ยาโงะ ผู้ตาย ที่บริเวณศีรษะอย่างแรงหลายครั้ง และ
ร่วมกันใช้เชือกไนลอน ๑ เส้น รัดบริเวณลาคอซึ่งเป็นอวัยวะสาคัญท่ีทาให้เสียชีวิตได้ ทาให้ผู้ตาย
ได้รับบาดเจ็บรนุ แรงท่ีศรี ษะและขาดอากาศหายใจถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจาเลยท้ังสามร่วมกัน
นาศพผู้ตายเคล่ือนย้ายมาทิ้งบริเวณริมถนนสายอนามัยตะลุโบะ – ป๊ัมน้ามันตะลุโบะ หมู่ที่ ๓ อัน
เป็นการซอ่ นเร้น ย้าย หรอื ทาลายศพ เพือ่ ปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายโดยไม่มเี หตุอันสมควร
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๑๙๙, ๒๘๘, ๒๘๙, ๓๖๖/๓ และ
รบิ ของกลาง

จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ ให้การปฏิเสธ ส่วนจาเลยท่ี ๒ ให้การรับสารภาพฐานฆ่าผู้อื่นแต่มิได้
ไตร่ตรองไว้กอ่ น และไมไ่ ด้เปน็ ตวั การร่วมกระทาความผดิ

ศาลช้ันต้นพิพากษาว่า จาเลยท่ี ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๘๙ (๔), ๘๔, ๘๗ วรรคสอง จาคุก ๑๐ ปี คาให้การช้ันสอบสวนของ
จาเลยท่ี ๑ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจาคุก ๖ ปี ๘ เดือน จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๑๙๙, ๓๖๖/๓ ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทาของจาเลยที่ ๒ และที่
๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืน จาคุกคนละ ๑๕ ปี ฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพเพ่ือปิดบังการ
เกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตายกับฐานเคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นกรรมเดียว เป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ซ่ึงเป็น
กฎหมายบทท่ีมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จาคุกคนละ ๑ ปี รวมจาคุก
คนละ ๑๖ ปี คาให้การและทางนาสืบของจาเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทา
โทษ ลดโทษให้กระทงละก่ึงหน่ึง คาให้การชั้นสอบสวนของจาเลยที่ ๓ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
มเี หตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหน่ึงในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจาคุก
จาเลยท่ี ๒ มีกาหนด ๗ ปี ๑๒ เดือน จาคกุ จาเลยที่ ๓ มีกาหนด ๑๐ ปี ๘ เดอื น ริบของกลาง ข้อหา
อ่ืนนอกจากน้ีใหย้ ก

จาเลยทั้งสามอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยท่ี ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๖ ยกฟ้องจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ฐานรว่ มกันเคล่ือนยา้ ยศพเพื่อปิดบัง
การเกิด การตาย หรือเหตแุ หง่ การตาย กับฐานเคลื่อนย้ายศพโดยไมม่ ีเหตอุ ันสมควร ลงโทษจาเลยที่
๒ ฐานฆ่าผู้อื่น จาคุก ๗ ปี ๖ เดือน ตามที่ศาลชั้นต้นกาหนดไว้ ลงโทษจาเลยที่ ๓ ฐานเป็น
ผ้สู นับสนุนการฆ่าผู้อ่ืน จาคุก ๑๐ ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม
คงจาคกุ จาเลยที่ ๓ มกี าหนด ๖ ปี ๘ เดอื น นอกจากทแี่ กใ้ ห้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลขน้ั ต้น

140

โจทกฎ์ ีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจรงิ รับฟังในเบื้องต้นตามท่ีโจทก์และจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ไม่ได้
โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า จาเลยท่ี ๑ เป็นภริยาคนที่ ๒ ของนายฮามิ ยาโงะ ผู้ตาย ได้เปิดร้านอาหาร
ชื่อนูรฟาร์และเป็นที่พักอาศัยด้วย ต้ังอยู่ใกล้กับตลาดเปิดท้าย ถนนมงคล ตาบลอาเนาะรู อาเภอ
เมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี เวลาผู้ตายมาหาจาเลยท่ี ๑ และพักค้างคืนจะขับรถยนต์กระบะ ย่ีห้อ
อีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท ๘๙๘ ปัตตานี มาจอดท่ีหน้าร้านอาหารดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับ
จาเลยที่ ๑ มีเร่ืองทะเลาะกัน และผ้ตู ายมักจะทุบตีทาร้ายรา่ งกายจาเลยที่ ๑ จาเลยท่ี ๑ จึงไปขอให้
จาเลยที่ ๒ ไปช่วยส่ังสอนผู้ตาย จาเลยท่ี ๒ ตกลง โดยจาเลยท่ี ๑ จะคล้องกุญแจไม่ใส่ล็อกประตู
เมื่อผู้ตายมาค้างคืนที่ร้านจาเลยที่ ๑ จากน้ันจาเลยท่ี ๒ ไปขอให้จาเลยที่ ๓ ช่วยเหลือ จาเลยท่ี ๓
ตกลง ในวันเวลาเกิดเหตุ จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ขับรถจักรยานยนต์มาที่ร้านเกิดเหตุ จาเลยท่ี ๒ ได้
เขา้ ไปใช้เกา้ อใ้ี นร้านตที าร้ายผู้ตายทนี่ อนอยู่บนเตียง ผูต้ ายจะลุกขึ้น จาเลยท่ี ๓ ได้เข้าจับขาผตู้ ายไว้
จนผู้ตายแน่น่ิงไป จากน้ันจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ช่วยกันยกผู้ตายไปวางไว้ท่ีน่ังข้างคนขับในรถยนต์
กระบะของผู้ตายแล้วจาเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวออกไป จาเลยที่ ๓ ขับรถจักรยานยนต์
ตามไป จาเลยท่ี ๒ ขับรถยนต์กระบะไปจอดทิ้งไว้บรเิ วณริมถนนสายปมั๊ น้ามันตะลุโบะ - อนามยั ตะลุ
โบะ อาเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ขณะน้ันผู้ตายยังไม่ตาย จาเลยที่ ๒ จึงใช้เชือกไนลอนที่อยู่
ท้ายรถยนต์กระบะมารัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย แล้วจาเลยที่ ๒ ก็น่ังท้ายรถจักรยานยนต์ท่ี
จาเลยที่ ๓ ขับหลบหนีไป สาหรับความผิดของจาเลยที่ ๑ และความผิดของจาเลยท่ี ๒ ฐานฆ่าผู้อ่ืน
โจทก์ จาเลยที่ ๑ และจาเลยท่ี ๒ ไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ มีปัญหา
ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จาเลยที่ ๓ ร่วมกระทาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือไม่
เห็นว่า แม้ได้ความจากคาให้การในช้ันสอบสวนของจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ เอกสารหมาย จ.๑๔ และ
จ.๑๕ ว่าจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ต่างให้การทานองเดียวกันว่าจาเลยท่ี ๒ ขอให้จาเลยที่ ๓ ช่วยเหลือ
ก่อนเกิดเหตุ ในคืนเกิดเหตุจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงขับรถจักรยานยนต์มาด้วยกันที่ร้านจาเลยที่ ๑
โดยไม่ระบุเรื่องท่ีให้จาเลยท่ี ๓ ช่วยเหลือเป็นเร่ืองอะไร และหลังจาเลยที่ ๓ เข้าไปจับขาผู้ตายจน
ผตู้ ายสลบแน่นิ่งไป ก็ไม่ระบุว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ทาให้ผู้ตายสลบไปก็ตาม แต่เม่ือจาเลยที่ ๓
มากบั จาเลยท่ี ๒ ในคืนเกิดเหตุ และจาเลยที่ ๒ ทาร้ายผ้ตู าย แสดงว่าเร่ืองที่จาเลยท่ี ๒ ขอให้จาเลย
ที่ ๓ ช่วยก็เป็นเร่ืองช่วยไปส่ังสอนคือทาร้ายผู้ตายตามที่จาเลยท่ี ๑ มาขอร้องให้จาเลยที่ ๒ กระทา
การดังกล่าวน่ันเอง ท้ังการที่จาเลยที่ ๓ จับขาผู้ตายแล้วต่อมาผู้ตายสลบไปก็เป็นการส่อแสดงว่า
จาเลยท่ี ๒ ต้องทาร้ายผู้ตายตอ่ ไปอยา่ งแน่นอน มิฉะนั้นผ้ตู ายคงไม่สลบไป นอกจากนย้ี ังได้ความจาก
คาให้การในชั้นสอบสวนของจาเลยท่ี ๑ เอกสารหมาย จ.๑๓ ว่า จาเลยที่ ๑ ให้การระบุด้วยว่าหลัง
จาเลยที่ ๓ จับขาผู้ตาย จาเลยที่ ๓ ใช้เก้าอต้ี ีทาร้ายผู้ตายนอนแนน่ ิ่งไป ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการ
สืบสวนคดีฆ่าผู้ตายเอกสารหมาย จ.๑๑ ที่ร้อยตารวจโทประณพ มาสงพยานโจทก์ผู้จับกุมจาเลยท้ัง
สามเป็นผู้จัดทากร็ ะบุข้อเท็จจริงจากการสืบสวนว่า ว่าจาเลยที่ ๒ ให้การว่า หลังจาเลยที่ ๓ ช่วยจับ
ขาผู้ตายแล้ว จาเลยท่ี ๒ ได้ใช้เก้าอี้ตีผตู้ ายจนสลบไปเช่นกัน ทาให้เชื่อว่าจาเลยที่ ๒ ต้องการทาร้าย

141

ผู้ตายจนสลบไปขณะท่ีจาเลยที่ ๓ จับขาผู้ตาย อันเป็นการบ่งช้ีชัดว่าจาเลยที่ ๓ มีเจตนาร่วมกับ
จาเลยที่ ๒ ทาร้ายร่างกายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตั้งแต่แรกตามที่จาเลยที่ ๒ ขอให้จาเลยท่ี ๓
ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว ส่วนท่ีโจทก์มีคาให้การในชั้นสอบสวนของจาเลยที่ ๒ ตามเอกสารหมาย
จ.๑๔ ที่จาเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพระบวุ า่ ขณะท่ีจาเลยท่ี ๒ ใช้เชอื กรัดคอผตู้ าย จาเลยที่ ๓ ช่วย
จับตัวผู้ตายด้วยนั้น เม่ือพิจารณาแล้วปรากฏจากคาให้การในชั้นสอบสวนของจาเลยที่ ๓ เอกสาร
หมาย จ.๑๕ ท่ีจาเลยท่ี ๓ ก็ให้การรับสารภาพเช่นกัน แต่หาระบุว่าจาเลยที่ ๓ ช่วยจับตัวผู้ตาย
ขณะท่ีจาเลยที่ ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตายไม่ ทั้งตามรายงานสืบสวนคดีฆ่าผู้ตายเอกสารหมาย จ.๑๑ ท่ี
ร้อยตารวจเอกประณพ พยานโจทก์ผู้จับกุมจาเลยทั้งสามเป็นผู้จัดทาขึ้นก็ได้ความว่า จาเลยท่ี ๒ ให้
การเร่ืองที่เกิดขึ้นโดยหาระบุว่าขณะที่จาเลยที่ ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตาย มีจาเลยท่ี ๓ ช่วยจับตัวผู้ตาย
ด้วยไม่ ทั้งจาเลยท่ี ๓ ก็ไม่ได้ให้การว่าขณะท่ีจาเลยท่ี ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตาย จาเลยท่ี ๓ เข้ามาช่วย
จับตัวผู้ตายด้วยแต่อย่างใดเช่นเดียวกับท่ีจาเลยท่ี ๓ ให้การในชั้นสอบสวน จึงแตกต่างกัน ทาให้
คาใหก้ ารในช้นั สอบสวนของจาเลยที่ ๒ ในส่วนน้มี ีพริ ุธไม่อาจรับฟงั ได้แนน่ อนวา่ เหตุการณท์ ่ีจาเลยที่
๒ ให้การในชน้ั สอบสวนเช่นน้ันจรงิ หรอื ไม่ เม่ือโจทกไ์ ม่มพี ยานหลักฐานอื่นอีกท่ีจะบ่งชี้ชัดวา่ จาเลยที่
๓ มีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วย ลาพังพยานหลักฐานเพียงเท่านี้ย่อมไม่พอฟังว่าจาเลยที่ ๓ มีเจตนา
ร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วย จาเลยที่ ๓ ย่อมไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
นอกจากนี้การที่จาเลยท่ี ๓ ช่วยยกผู้ตายไปไว้ท่ีรถยนต์กระบะแล้วจาเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะ
ออกไป ก็หาได้เป็นการชว่ ยเหลือให้ความสะดวกให้จาเลยที่ ๒ นาผู้ตายไปฆ่าท่ีอ่ืนไม่ เพราะขณะนั้น
จาเลยท่ี ๓ ไม่อาจทราบได้ว่าจาเลยที่ ๒ จะฆ่าผู้ตายหรือไม่ ทงั้ เหตุที่จาเลยท่ี ๒ ใช้เชือกรัดคอผู้ตาย
จนถึงแก่ความตายก็เกิดมาจากการที่ผู้ตายเกิดฟื้นข้ึนยังไม่ตายในขณะท่ีจาเลยท่ี ๒ ขับรถยนต์
กระบะไปจอดท้ิงไว้พอดี ทาให้จาเลยที่ ๒ กลัวว่าผู้ตายจะจาตนเองได้ จึงได้กระทาการเช่นน้ันไป
ทันทีโดยลาพังของจาเลยที่ ๒ เองในขณะนั้น การกระทาของจาเลยที่ ๓ ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็น
ผู้สนับสนุนการกระทาความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืน ข้อเท็จจริงคงฟังได้ว่า จาเลยท่ี ๓ มีเจตนาร่วมทาร้าย
ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้ังแต่แรกที่จาเลยที่ ๒ ได้ขอให้จาเลยที่ ๓ ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว
เท่าน้ัน จาเลยท่ี ๓ คงมีความผิดเพียงฐานร่วมกันทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซ่ึงเป็น
ความผิดลักษณะหน่ึงในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๙๖ อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งท่ีเป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่างท่ีรวมอยู่ในความผิดฐาน
ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า ศาลย่อมลงโทษในความผิด
ตามท่ีพิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ท่ี
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาลงโทษจาเลยท่ี ๓ ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทา
ความผดิ ฐานฆ่าผู้อน่ื ไม่ต้องด้วยความเป็นของศาลฎีกา แมไ้ ม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาปัญหาดังกล่าว แต่
เป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาว่าของโจทก์ต่อไปว่า จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ กระทาความผิดฐาน

142

ร่วมกนั เคลอ่ื นย้ายศพเพื่อปิดบังการเกดิ การตาย หรอื เหตุแห่งการตาย และความผดิ ฐานเคล่ือนย้าย
ศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เม่ือข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จาเลยที่ ๒ มาใช้เชือกรัดคอผู้ตายจนถึงแก่
ความตาย ณ สถานที่ท่ีจาเลยท่ี ๒ นารถยนต์กระบะมาจอดทิ้งไว้ เน่ืองจากผู้ตายฟ้ืนข้ึนยังไม่ตาย
จากน้ันก็ไม่มีการเคล่ือนผู้ตายไปที่ใดอีก แสดงว่าระหว่างที่จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ยกผู้ตายมาไว้ใน
รถยนต์กระบะจนถึงเวลาท่ีจาเลยที่ ๒ ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวไปจอดทิ้งไว้ท่ีอ่ืนก่อนที่จาเลยท่ี ๒
จะฆ่าผู้ตายท่ีน่ัน ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคล่ือนย้ายผู้ตายไปสถานที่ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็น การ
เคล่อื นย้ายศพตามฟ้อง การกระทาของจาเลยท่ี ๒ ท่ี ๓ จงึ ไมเ่ ป็นความผิดท้ังสองฐานดงั กล่าว ท่ีศาล
อุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องในความผิดสองฐานน้ี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อน้ีฟัง
ไม่ขึน้ เช่นกัน

อน่ึง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมาย
อาญา (ฉบับท่ี ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๒๙๖ และให้ใช้อัตราโทษ
ใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจาคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายท่ีแก้ไขใหม่มีระวางโทษจาคุกเท่ากัน
ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แกไ้ ขใหม่มีระวางโทษปรบั สูงกวา่ โทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายท่ี
แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จาเลยท่ี ๓ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทาความผิด
บงั คับแก่จาเลยท่ี ๓”

พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ (เดิม)
ประกอบมาตรา ๘๓ จาคุก ๓ ปี จาเลยที่ ๓ ให้การรบั สารภาพในช้ันสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การ
พจิ ารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนง่ึ ในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจาคุก
๒ ปี นอกจากที่แก้ไขใหเ้ ปน็ ไปตามคาพพิ ากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙

(จนิ ดา ปัณฑะโชติ-เฉลิมชยั ศรเี ลิศชยั พานชิ -วันชัย ศศิโรจน์)

ข้อ ๓๔ คาถาม นายเอก นายโท และนายตรี เห็นนายมดและนายปลวกนักศึกษาต่าง
สถาบันกันเดินสวนทางมา นายเอกจาได้ว่านายมดเป็นคู่อริทเ่ี คยร่วมกับพวกรุมทาร้ายตน จึงบอกให้
นายโทและนายตรีทราบ นายโทและนายตรีใช้ไม้ทีท่ีถือติดตัวมาวิ่งตรงเข้าไปจะตีทาร้ายนายมดกับ
นายปลวกโดยมีนายเอกวิ่งตามไปด้วย นายมดกับนายปลวกว่ิงหนีเข้าไปในซอยซึ่งมีบ้านคนปลูกอยู่
สองข้างทาง นายมดวิ่งช้าเพราะรูปร่างอ้วนทาให้คนท้ังสามว่ิงไล่กวดตามทัน แล้วนายโทกับนายตรี
ต่างใช้ไม้ทีรุมตีทาร้ายนายมดจนล้มทรุดลงกับพื้น ส่วนนายเอกยืนดูอยู่เฉย ๆ นายปลวกเป็นห่วง
นายมดจึงวง่ิ กลับมาเห็นนายโทกับนายตรกี าลงั จะรุมตที ารา้ ยนายมดซา้ อีก นายปลวกร้องห้ามก็ไม่มี
ใครฟังจึงชักปืนออกมายกปากกระบอกปืนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อจะยิงขู่ขึ้นฟ้า นายเอกซ่ึงยืนดูอยู่เห็น
เช่นน้ันก็ร้องบอกเพื่อนว่า "เฮ้ย มันชักปืนออกมาแล้ว" นายโทและนายตรจี ึงพากันท้ิงไม้ทีตรงเข้าไป
แย่งปืนจากมือของนายปลวก ทาให้ปากกระบอกปืนซึ่งอยู่ในแนวตั้งฉากขึ้นฟ้าเฉียงต่าลง อันเป็น
จังหวะเดยี วกับท่ีนายปลวกลัน่ ไกปนื เป็นเหตุใหก้ ระสุนปืนลั่นไปถูกนายอ่อนซึง่ ยืนดูเหตกุ ารณ์อยบู่ น
ระเบียงบ้านช้ันสองถึงแก่ความตาย ส่วนนายมดขณะท่ีล้มลงเพราะถูกนายโทกับนายตรีใช้ไม้ทีรุมตี

143

ทาร้ายน้ันศีรษะกระแทกถูกขอบทางเท้า เป็นเหตุให้โลหิตออกคั่งอยู่ในสมอง แพทย์ผ่าตัดสมอง
ช่วยชีวิตไว้ได้ทัน แต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของพยาบาลทาให้บาดแผลผ่าตัดติดเชื้อ
นายมดจึงถงึ แกค่ วามตายในเวลาตอ่ มา

ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายเอก นายโท นายตรี และนายปลวก ตามประมวล
กฎหมายอาญา

(ขอ้ สอบฯ ผู้ชว่ ยผ้พู ิพากษา สนามเลก็ เม่อื วันท่ี ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๗)
คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองเจตนา พลาด ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผล เหตุ
แทรกแซง พยายาม ตวั การ ผ้สู นบั สนนุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๖๐, ๘๐, ๘๓, ๘๖
ความรับผิดทางอาญาของนายโทและนายตรีต่อนายมด นายโทและนายตรีใช้ไม้ทีจะตีทา
ร้ายนายมดและนายปลวก ต้องถือว่ามีเพียงเจตนาร่วมกันทาร้ายนายมดและนายปลวกเท่านั้น
หาไดม้ ีเจตนาฆา่ ไม่ เพราะการใชไ้ ม้ทีตีแสดงใหเ้ ห็นว่าเปน็ เพียงเจตนาทารา้ ย
การท่ีนายโทและนายตรีทาร้ายนายมดถึงแก่ความตายนั้น เมื่อพิจารณาผลโดยตรงตาม
ทฤษฎีเงื่อนไขท่ีว่า ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทาน้ัน แม้จะมีเหตุอ่ืน
ประกอบด้วยก็ตาม กรณีนี้ ถ้านายโทกับนายตรีไม่ทาร้ายนายมด นายมดจะไม่ล้มลงศีรษะ
กระแทกถูกขอบทางเท้า ไม่ต้องผ่าตัดสมองจนติดเช้ือตาย ต้องถือว่าความตายของนายมดเป็น
ผลโดยตรงจากการกระทาของนายโทกับนายตรีตามทฤษฎีเงื่อนไขแล้ว การท่ีพยาบาลประมาท
เลินเล่อทาให้บาดแผลผ่าตัดตดิ เช้ือ นายมดถงึ แก่ความตายน้ัน เป็นเหตกุ ารณ์ท่ีเกิดขึ้นใหม่หลงั จาก
การกระทาความผิด ซึ่งเป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดเห็นได้ ผู้กระทาจึงต้องรับผิดในผล
คือความตายของนายมด นายโทและนายตรีจึงมีความผิดฐานร่วมกันทาร้ายจนเป็นเหตุให้
นายมดถงึ แกค่ วามตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓
ความรับผิดทางอาญาของนายโทและนายตรีต่อนายปลวก การท่ีนายโทและนายตรีใช้ไม้ที
จะตีทาร้ายนายปลวก แต่นายปลวกว่ิงหนีทันจึงไม่ถูกตี เป็นการลงมือกระทาความผิดแล้ว แต่
กระทาไปไม่ตลอด จึงเป็นการร่วมกันกระทาความผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายนายปลวกแล้ว
เพราะการกระทาใกลช้ ดิ ต่อผลคอื อันตรายแกก่ ายแล้ว
ความรบั ผิดทางอาญาของนายโทและนายตรีต่อนายอ่อน การที่นายโทและนายตรีตรงเขา้ ไป
แย่งปืนจากมอื ของนายปลวกในขณะที่นายปลวกยกปากกระบอกปนื ขนึ้ เหนือศีรษะเพื่อจะยิงข่ขู ้ึนฟ้า
นั้น เน่ืองจากบริเวณท่ีเกิดเหตุเป็นซอยมีบ้านคนปลูกอยู่สองข้างทาง นายโทและนายตรีต้องใช้
ความระมัดระวังเพราะกระสุนปืนอาจลั่นไปถูกคนอ่ืนได้ แต่คนท้ังสองต่างหาได้ใช้ความระมัด
ระวังให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้ปากกระบอกปืนซึ่งอยูใ่ นแนวตัง้ ฉากข้ึนฟ้าเฉียงตา่ ลง และกระสุนปืน
ลั่นไปถูกนายอ่อนซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่บนระเบียงบ้านชั้นสองถึงแก่ความตาย นายโทและนายตรี
จึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นายอ่อนถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๑ โดย
ถือว่าต่างคนต่างประมาท หาใช่ตัวการร่วมกันกระทาโดยประมาทไม่ เพราะการเป็นตัวการ
ร่วมกนั มไี ด้เฉพาะการกระทาโดยเจตนา ไม่อาจมีการรว่ มกนั กระทาผดิ โดยประมาทได้

144

ความรับผิดทางอาญาของนายเอกต่อนายมดและนายปลวก การท่ีนายเอกจาได้ว่านายมด
เป็นคู่อริที่เคยร่วมกับพวกรุมทาร้ายตน จึงบอกให้นายโทและนายตรีทราบ เม่ือนายโทกับนายตรีใช้
ไม้ทีท่ีถือติดตัวมาวิ่งตรงเข้าไปจะตีทาร้ายนายมดกับนายปลวก นายเอกก็วิ่งตามไปด้วย แม้ขณะท่ี
นายโทกับนายตรรี ุมตีทาร้ายนายมด นายเอกจะเพียงแต่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ก็ตาม แต่นายเอกได้อยู่รว่ ม
ในท่ีเกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ทันที แสดงว่ามีเจตนาร่วมกันกระทาความผิด
นายเอก นายโท และนายตรีจึงเป็นตัวการร่วมกันตามมาตรา ๘๓ เม่ือนายโทและนายตรี
มีความผิดฐานร่วมกนั ทาร้ายจนเปน็ เหตุให้นายมดถึงแก่ความตายกับรว่ มกันกระทาความผิดฐาน
พยายามทาร้ายรา่ งกายนายปลวก นายเอกตวั การจงึ ต้องร่วมรับผิดด้วย

ความรบั ผิดทางอาญาของนายเอกต่อนายอ่อน ส่วนการทนี่ ายเอกรอ้ งบอกเพ่ือนว่า "เฮ้ย มัน
ชักปืนออกมาแล้ว" ไม่เป็นการช่วยเหลือนายโทและนายตรีกระทาผิดโดยประมาท เพราะการเป็น
ผู้สนับสนุนมีไดเ้ ฉพาะการกระทาโดยเจตนา ไม่อาจมีการสนับสนุนในการกระทาผิดโดยประมาท
ได้ นายเอกจงึ ไม่มีความรับผิดทางอาญาตอ่ นายอ่อน

ความรับผิดทางอาญาของนายปลวก นายปลวกร้องห้ามนายโทและนายตรีมิให้รุมตีทาร้าย
นายมด แต่ไมม่ ีใครฟัง ในภาวะฉุกเฉินเช่นน้นั การที่นายปลวกชักปืนออกมายกปากกระบอกปืนข้ึน
เหนือศีรษะเพ่ือจะยิงขู่ขึ้นฟ้า ถือได้ว่านายปลวกไม่มีเจตนาฆ่าผู้ใด และได้ใช้ความระมัดระวังซึ่ง
บุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์เพียงพอแก่กรณีแล้ว การที่กระสุนปืนล่ัน
ออกไปถูกนายอ่อนถึงแก่ความตายนั้น เกิดจากการกระทาโดยประมาทของนายโทและนายตรี
เทา่ นน้ั นายปลวกหามีส่วนประมาทด้วยไม่ นายปลวกจงึ ไม่มีความผิดฐานฆา่ นายอ่อนโดยเจตนา
ตามมาตรา ๒๘๘ และไม่มีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นายอ่อนถึงแก่ความตาย
ตามมาตรา ๒๙๑
ข้อสังเกต ข้อน้ีมีผู้กระทาผิดหลายคนและผู้ถูกกระทาหลายคน จึงต้องจัดลาดับประเด็นให้ดีก่อน
เขียนตอบ มิฉะนัน้ จะเขียนไม่ทนั และไมค่ รบทุกประเด็น ผแู้ ตง่ เห็นว่านายโทและนายตรีมีการกระทา
ท่ีควรจะวินิจฉัยไปพร้อมกันในทุกผู้ถูกกระทา แล้วจึงวินิจฉัยนายเอกซ่ึงเป็นตัวการร่วมกับนายโท
และนายตรี (ท่ีไม่วินิจฉัยไปพร้อมกัน ๓ คน เน่ืองจากนายเอกไม่ผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุ
ให้นายอ่อนถึงแก่ความตาย) แต่ถ้าจะวินิจฉัยความรับผิดของนายเอก นายโท และนายตรี ไปพร้อม
กันก็ได้ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามลาดับท่ีธงคาตอบออกมาดังนี้ (ผู้แต่งคงลาดับในการวินิจฉัยไว้ตามธง
คาตอบจรงิ แตป่ รบั ปรุงเนอื้ หาบางสว่ น)

ความรับผดิ ทางอาญาของนายเอก นายโท และนายตรี การท่ีนายเอกจาไดว้ ่านายมดเป็น
คู่อริที่เคยร่วมกับพวกรุมทาร้ายตน จึงบอกให้นายโทและนายตรีทราบ เมื่อนายโทกับนายตรีใช้ไม้ที
ที่ถือตดิ ตวั มาวง่ิ ตรงเข้าไปจะตที ารา้ ยนายมดกับนายปลวก นายเอกกว็ ่ิงตามไปด้วย แม้ขณะที่นายโท
กับนายตรีรุมตีทาร้ายนายมด นายเอกจะเพียงแต่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ก็ตาม แต่นายเอกได้อยู่ร่วมใน
ท่ีเกิดเหตุในลักษณะท่ีพร้อมจะช่วยเหลือได้ทันที แสดงว่ามีเจตนาร่วมกันกระทาความผิด นายเอก
นายโท และนายตรีจึงเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นายโทกับนายตรี

145

ใช้ไม้ทีตีทาร้ายนายมดกับนายปลวก ต้องถือว่ามีเพียงเจตนาทาร้ายนายมดกับนายปลวกเท่านั้น
หาไดม้ ีเจตนาฆ่าไม่ เพราะการใช้ไม้ทแี สดงให้เห็นว่าเปน็ เพียงเจตนาทารา้ ย การท่ีนายมดถึงแกค่ วาม
ตายนั้น เมื่อพิจารณาผลโดยตรงตามทฤษฎีเง่ือนไขที่ว่า ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการ
กระทานั้น แม้จะมีเหตุอื่นประกอบด้วยก็ตาม กรณีนี้ถ้านายโทกับนายตรีไม่ทาร้ายนายมด นายมด
จะไม่ล้มลงศีรษะกระแทกถูกขอบทางเท้า ไม่ต้องผ่าตัดสมองจนติดเช้ือตาย ต้องถือว่าความตายของ
นายมดเป็นผลโดยตรงจากการกระทาของนายโทกับนายตรีตามทฤษฎีเงื่อนไขแล้ว การที่พยาบาล
ประมาทเลินเล่อทาให้บาดแผลผ่าตัดติดเชื้อ นายมดถึงแก่ความตายนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่
หลังจากการกระทาความผิด ซ่ึงเป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายได้ ผู้กระทาจึงต้องรับผิด
ในผลคือความตายของนายมด กลา่ วคอื นายเอก นายโท และนายตรี จึงมคี วามผดิ ฐานรว่ มกนั ทาร้าย
นายมดจนเป็นเหตุให้นายมดถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก
ประกอบมาตรา ๘๓

การท่ีนายโทและนายตรีตรงเข้าไปแย่งปืนจากมือของนายปลวกในขณะที่นายปลวกยกปาก
กระบอกปืนข้ึนเหนอื ศีรษะเพื่อจะยิงขู่ข้ึนฟ้านนั้ เนื่องจากบรเิ วณที่เกิดเหตเุ ป็นซอยมีบ้านคนปลูกอยู่
สองข้างทาง นายโทและนายตรีต้องใช้ความระมัดระวังเพราะกระสุนปืนอาจลั่นไปถูกคนอ่ืนได้ แต่
คนทง้ั สองต่างหาไดใ้ ชค้ วามระมดั ระวังให้เพียงพอไม่ เป็นเหตใุ หป้ ากกระบอกปนื ซึ่งอยู่ในแนวต้ังฉาก
ขึ้นฟ้าเฉียงต่าลง และกระสุนปืนล่ันไปถูกนายอ่อนซ่ึงยืนดูเหตุการณ์อยู่บนระเบียงบ้านช้ันสองถึงแก่
ความตาย นายโทและนายตรีจึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นายอ่อนถึงแก่ความ
ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ โดยถือว่าต่างคนต่างประมาท หาใช่ตัวการร่วมกัน
กระทาโดยประมาทไม่ เพราะการเป็นตัวการร่วมกันมีได้เฉพาะการกระทาโดยเจตนา ไม่อาจมีการ
ร่วมกนั กระทาผิดโดยประมาทได้

ส่วนการท่นี ายเอกร้องบอกเพือ่ นวา่ "เฮ้ย มนั ชักปืนออกมาแลว้ " ไม่เปน็ การชว่ ยเหลือนายโท
และนายตรีกระทาผิดโดยประมาท เพราะการเป็นผู้สนับสนุนมีได้เฉพาะการกระทาโดยเจตนา
ไม่อาจมีการสนับสนุนในการกระทาผิดโดยประมาทได้ นายเอกจึงไม่มีความรับผิดทางอาญาต่อ
นายอ่อน

ความรบั ผิดทางอาญาของนายปลวก นายปลวกร้องหา้ มนายโทและนายตรีมิให้รมุ ตีทารา้ ย
นายมด แต่ไม่มีใครฟัง ในภาวะฉุกเฉินเช่นน้ัน การท่ีนายปลวกชักปืนออกมายกปากกระบอกปืน
ขึ้นเหนือศีรษะเพ่ือจะยิงขู่ข้ึนฟ้า ถือได้ว่านายปลวกไม่มีเจตนาฆ่าผู้ใด และได้ใช้ความระมัดระวัง
ซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นน้ันจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์เพียงพอแก่กรณีแล้ว การท่ีกระสุนปืนลั่น
ออกไปถูกนายอ่อนถึงแกค่ วามตายน้นั เกดิ จากการกระทาโดยประมาทของนายโทและนายตรีเท่านั้น
นายปลวกหามีส่วนประมาทด้วยไม่ นายปลวกจึงไม่มีความผิดฐานฆ่านายอ่อนโดยเจตนาตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ และไม่มีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นายอ่อน
ถงึ แกค่ วามตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑

146

ข้อ ๓๕ คาถาม จุ๋มชอบดุด่าแจ๋วซึ่งเป็นคนรับใช้ของตน แจ๋วเก็บความเจ็บแค้นมานาน
อยู่มาวันหนึ่งจุ๋มไปเที่ยวต่างจังหวัดหลายวัน จุ๋มบอกให้แจ๋วเฝ้าบ้านให้ดีแล้วก็ไปเท่ียว ระหว่างที่จุ๋ม
ไม่อยู่บ้าน แจ๋วจึงนัดโจแฟนของแจ๋วให้มาร่วมกันลักทรัพย์ของจุ๋มในวันท่ีจุ๋มไม่อยู่บ้าน เม่ือโจมาถึง
บ้าน โจและแจ๋วยังไม่ได้ลักทรัพย์ของจุ๋ม แต่ทั้งสองคนร่วมกันด่ืมสุราฉลองความสาเร็จที่แจ๋วจะได้
แก้แค้นจุ๋ม ระหว่างดื่มสุรากันอยู่น้ัน มารดาแจ๋วโทรมาแจ้งว่าบิดาของแจ๋วป่วยหนัก แจ๋วจึงรีบ
กลับไปท่ีบ้านของแจ๋วโดยท่ียังไม่ได้ลักทรัพย์ของจุ๋ม ระหว่างท่ีแจ๋วไม่อยู่บ้านของจุ๋มน้ัน โจได้ลัก
โทรทัศน์ของจุ๋มไป ๑ เครื่อง แล้วจึงปิดบ้านจุ๋ม ขณะท่ีโจกาลังยกโทรทัศน์จากหน้าบ้านจุ๋มเพื่อไปไว้
ใช้ที่บ้านโจ โจพบก้องระหว่างทาง ก้องทราบว่าโจลักโทรทัศน์มา แต่ก้องก็ยังช่วยโจแบกโทรทัศน์ไป
ท่บี ้านโจ

ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของแจ๋วและก้องเฉพาะความผิดฐานเป็นตัวการและ
ผู้สนับสนนุ ในการลักทรัพย์

คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองตัวการ ผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,
๘๖

ความรับผิดทางอาญาของแจ๋ว ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทาของบุคคลตั้งแต่
สองคนขึ้นไป ผู้ท่ีได้ร่วมกระทาผิดด้วยกันน้ันเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓
นั้น จะต้องมีการกระทาร่วมกันขณะกระทาความผิด ขณะที่โจลักโทรทัศน์ของจุ๋มน้ัน แจ๋วไม่ได้อยู่
ด้วย แจ๋วและโจไม่มีการกระทาร่วมกัน แจ๋วจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับโจกระทาความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์

แม้แจ๋วจะไม่เป็นตัวการร่วมกับโจกระทาผิด แต่การที่แจ๋วนัดโจมาร่วมกันลักทรัพย์ของจุ๋ม
ในวันท่จี มุ๋ ไม่อยูบ่ ้าน แลว้ โจก็ลกั ทรพั ย์ของจุ๋มไปน้ันการนัดหมายดังกลา่ วเปน็ การช่วยเหลือให้ความ
สะดวกแก่โจก่อนกระทาความผิด เพราะถ้าไม่มีการนัดหมาย โจก็จะไม่ทราบว่าควรจะมา
ลักทรัพย์เมื่อใด แจ๋วจึงเป็นผู้สนับสนุนโจในการกระทาความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วน
ของโทษที่กาหนดไว้สาหรับความผดิ ทส่ี นบั สนุนน้ันตามมาตรา ๘๖

ความรับผิดทางอาญาของก้อง การท่ีก้องช่วยโจแบกโทรทัศน์ไปท่ีบ้านโจน้ัน ก้องมิได้มีการ
กระทาร่วมกนั กบั โจขณะกระทาผิด เน่ืองจากขณะทโี่ จยกโทรทัศนเ์ คล่ือนที่ ความผิดฐานลักทรัพย์
สาเร็จแล้ว การทก่ี ้องเขา้ มาร่วมกระทาผิดหลังจากความผิดสาเร็จแล้ว ไม่เป็นการกระทารว่ มกัน
ขณะกระทาผิด จึงไม่เป็นตัวการ และไม่เป็นผู้สนับสนุนด้วย เพราะการเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นให้
กระทาผิด ต้องเป็นการสนับสนุนก่อนหรือขณะกระทาผิด ตามปัญหาก้องสนับสนุนโจภายหลังการ
กระทาผดิ กอ้ งจงึ ไมเ่ ปน็ ผ้สู นับสนุนโจกระทาความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์
ข้อสังเกต ก้องผิดฐานรับของโจร แต่ไม่ต้องตอบมาในคาตอบ เพราะในชน้ั นี้ต้องการวัดความรเู้ ฉพาะ
กฎหมายอาญาภาคท่ัวไป คาถามจึงไม่ได้ถามถึงความผิดฐานรับของโจร แต่ถ้าคาถามถามว่ามี
ความผิดฐานใด นักศกึ ษาตอ้ งตอบฐานรับของโจรดว้ ย

จุดตัดของการเป็นผู้ร่วมกระทาความผิดฐานลักทรัพย์หรือฐานรับของโจรก็คือ ร่วมกระทา

147

ก่อนความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการสนับสนุน ร่วมขณะกระทาอาจจะเป็นผู้สนับสนุนหรือตัวการ
แล้วแต่กรณี แต่การร่วมกระทาผิดภายหลังไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทาผิดฐานลักทรัพย์ แต่ผิด
ฐานรบั ของโจร

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๘๓

ฎีกาที่ ๕๐๕๓/๒๕๕๕ ฎ.๒๘๘๕ จาเลยที่ ๒ ร่วมกับพวกรุมทาร้ายผู้เสียหายเพ่ือข่มขู่มิให้
ผู้เสียหายย่ืนซองสอบราคาจ้างเหมางานที่จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงเป็นพ่ีชายต่างบิดาของจาเลยที่ ๒ ขอไม่ให้
ผเู้ สียหายยน่ื จาเลยที่ ๒ จึงมีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕, ๓๐๙ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓

แม้จาเลยที่ ๒ ไม่ได้ย่ืนซองสอบราคา แต่การที่จาเลยท่ี ๒ ร่วมใช้กาลังประทุษร้าย
ต่อผู้เสียหายเพ่ือให้จายอมไม่เข้าร่วมในการเสนอราคาตามประกาศสอบราคาจ้างเหมาจนผู้เสียหาย
ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ที่โรงพยาบาลและไม่กล้าย่ืนซองสอบราคาภายในกาหนด
การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาต่อ
หน่วยงานของรัฐ มาตรา ๖ ซ่ึงไม่มีองค์ประกอบความผิดว่าผู้กระทาผิดจะต้องเป็นผู้เสนอราคาด้วย

ฎกี าที่ ๔๒๐๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๒๖ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผดิ อันเกิดจากการใช้เช็ค
มาตรา ๔ คาว่า “ผู้ใดออกเช็ค” มิได้มีความหมายเฉพาะผู้ออกเช็คในฐานะผู้ส่ังจ่ายเท่านั้นท่ีจะเป็น
ผู้กระทาความผิดได้ บุคคลอื่นแม้มิใช่ผู้สั่งจ่ายก็อาจร่วมกระทาความผิดกับผู้ออกเช็คโดยเป็นตัวการ
ร่วมกันตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ ได้ ดังน้ัน ผู้สลักหลังเช็คจึงอาจเป็นตัวการร่วมกระทาความผิดกับ
ผู้ออกเช็คได้ เม่ือจาเลยท่ี ๒ ร่วมกับจาเลยที่ ๑ ออกเช็คพิพาท โดยจาเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อเป็น
ผูอ้ อกเช็คพิพาทและจาเลยท่ี ๒ ลงลายมอื ช่ือเปน็ ผู้สลักหลังเช็คพิพาทเพื่อชาระหน้ีให้โจทก์ ถือได้ว่า
จาเลยท้ังสองเป็นตวั การร่วมกันออกเช็คพิพาทชาระหน้ีให้โจทก์ เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วย
เหตุมีคาสง่ั ใหร้ ะงับการจ่าย การกระทาของจาเลยทัง้ สองจงึ เปน็ การร่วมกนั กระทาความผดิ

ฎีกาที่ ๕๕๗/๒๕๕๐ ฎ.๒๓๙ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทั้งสองช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกใน
การท่ผี อู้ ่ืนกระทาความผดิ ตาม พ.ร.บ. บัญญตั ิบัตรประจาตัวประชาชนฯ มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นความผิด
ฐานเปน็ ผ้สู นับสนนุ การกระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ ดังนั้น แม้จาเลยทั้งสองเป็นผู้มสี ัญชาติ
ไทยกไ็ ม่ทาใหข้ าดองค์ประกอบความผิด เพราะมไิ ด้ฟอ้ งว่าจาเลยท้งั สองเป็นตัวการกระทาความผิด

ฎีกาที่ ๕๒๗๐/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๕๐ จาเลยท่ี ๒ ขับรถจักรยานยนต์นาหน้าคอยดู
ต้นทางให้จาเลยท่ี ๑ ขับรถกระบะนาเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า แม้เมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่กับ
จาเลยท่ี ๒ ก็เป็นเรื่องข้อจากัดทางกายภาพท่ีต้องแบ่งหน้าที่กัน เม่ือจาเลยท่ี ๒ รู้ว่าจาเลยที่ ๑
ขับรถนาเมทแอมเฟตามีนไปส่งแล้วร่วมมือช่วยเหลือขับรถจักรยานยนต์นาหน้าคอยดตู ้นทาง ซึง่ เป็น
ส่วนหนึ่งของกระบวนการลาเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าให้สาเร็จและได้รับผลประโยชน์
ตอบแทน จาเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวการร่วมกับจาเลยท่ี ๑ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือ
จาหน่าย มใิ ชเ่ ปน็ เพียงผ้สู นบั สนุน

148

ฎกี าท่ี ๖๙๐๔/๒๕๕๓ ฎ.๑๑๓๒ จาเลยที่ ๒ พิการขาท้ังสองขา้ งอัมพาตอ่อนแรงไมส่ ามารถ
ซื้อขายเมทแอมเฟตามีนหรือนาเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนในช่องลมใต้ที่ปัดน้าฝนของรถยนต์
กระบะที่จาเลยท่ี ๑ เป็นผู้ขับโดยจาเลยที่ ๒ โดยสารมาด้วย แต่จาเลยที่ ๒ ก็ร่วมกับจาเลยที่ ๑
มเี มทแอมเฟตามีนดังกล่าวไวใ้ นครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยให้ผู้อน่ื ดาเนินการใหต้ ามคาสงั่ ได้

ฎีกาที่ ๕๗๗๒/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๑๑ ในคดีท่ีผู้ร่วมกระทาความผิดด้วยกนั ถูกฟ้องขอให้
ลงโทษในความผิดฐานเดียวกัน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบังคับให้ศาลต้องใช้ดุลยพินิจกาหนด
โทษผู้ร่วมกระทาความผิดแต่ละคนให้เท่ากัน ศาลอาจใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจาเลยแต่ละคน
แตกต่างกันไปได้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณแ์ ห่งคดเี ป็นเร่ือง ๆ ไป เมื่อพฤติการณแ์ ห่งคดใี นส่วนที่เกี่ยวกับ
จาเลยท่ี ๑ ร้ายแรงกว่าจาเลยที่ ๒ และผู้ร่วมกระทาผิดคนอ่ืน ท้ังจาเลยท่ี ๑ มีอายุถึง ๒๗ ปี
มากกว่าจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นผู้ใหญ่ทม่ี ีความรู้สกึ ผดิ ชอบชวั่ ดีเพียงพอแล้ว ดังน้ัน ทศี่ าลอุทธรณ์กาหนด
โทษจาคกุ สาหรบั จาเลยที่ ๑ มาโดยลดโทษให้หน่ึงในสน่ี น้ั เหมาะสมแก่พฤติการณแ์ ห่งรปู คดีแล้ว

พูดในทเี่ กิดเหตเุ ปน็ ตัวการ

ฎีกาที่ ๖๖๗๒/๒๕๕๔ ฎ.๗๗๒ แม้จาเลยท่ี ๒ ไม่มีอาวุธติดตัว และไม่มีพยานโจทก์เห็น
จาเลยที่ ๒ ทาร้ายผู้เสียหายทั้งสองคนใดหรือไม่ และในลักษณะใดก็ตาม แต่จาเลยท่ี ๒ พูดยุยง
ส่งเสริมว่า “เอามันเลย” เพื่อให้พวกของจาเลยท่ี ๒ ทาร้ายผู้เสียหายทั้งสอง และยังอยู่ในกลุ่มของ
คนร้ายที่วิ่งกรูเข้าหาผู้เสียหายท้ังสองขณะชุลมุนต่อสู้กัน แสดงวา่ จาเลยท่ี ๒ มีเจตนาร่วมกระทาผิด
กับพวกดว้ ย จาเลยท่ี ๒ จึงเป็นตัวการรว่ มกระทาความผดิ กบั จาเลยท่ี ๑

ฎีกาท่ี ๘๑๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑ จาเลยท้ังสองร่วมกันว่าจ้างให้ ช. ซ่อมแซมปรับปรุง
บ้านของจาเลยที่ ๑ โดยให้รื้อฝาผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ท้ังสองด้าน คอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่
ตลอด และทราบว่าการไม่ฉาบปูนผนังอิฐทางด้านบ้านของโจทก์ร่วม เป็นสาเหตุท่ีทาให้มีน้าร่ัวซึม
เวลาฝนตก การกระทาของจาเลยท้ังสองเป็นการสมคบร่วมกันกระทาการร้ือผนังอาคารร่วมท้ังสอง
ด้านซ่ึงโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกระทาความผิดตามมาตรา ๘๓ หาใช่เป็น
เพียงผใู้ ช้ให้ ช. กระทาความผดิ ตามมาตรา ๘๔ ไม่

พดู ในท่ีเกดิ เหตุเป็นผู้ใช้

ฎีกาที่ ๒๒๘๐/๒๕๕๕ ฎ.๓๓๕ จาเลยและ บ. กับพวกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย และ
จาเลยพูดว่า “มึงแน่หรือ ที่อยู่ที่น่ีมา ๑๕ ถึง ๑๖ ปี เอามันเลย” กับพูดว่า “ไอ้สัตว์ เดี๋ยวยิงทิ้ง
หมดเลย” อันเป็นความผิดฐานบุกรุกและขู่ให้ผู้อ่ืนตกใจกลัว แต่การที่จาเลยพูดว่า เอามันเลย และ
บ. เข้าทาร้ายผู้เสียหายโดยจาเลยไม่ได้ทาร้ายผู้เสียหายด้วย เป็นการที่จาเลยก่อให้ผู้อื่นกระทา
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๔

149

ฎีกาท่ี ๒๗๔๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๓๑ ขณะ บ. ใชอ้ าวุธปืนเล็งไปท่ีผ้ตู าย จาเลยท่ี ๒ พูด
กับ บ. ว่า ยิงเลย ๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทาของจาเลยที่ ๒ จึงเป็นการยุยงส่งเสริม
ให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูก
ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จาเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทาความผิดฆ่าผู้อ่ืนและ
พยายามฆ่าผอู้ ่นื ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบมาตรา ๘๔

ฎีกาท่ี ๗๗๐/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๗ ถ้อยคาท่ีจาเลยตะโกนขึ้นว่า “ใครอย่าขวางทางกู
กู ส. ค่ายหลวง กูมีปืนนะ” เป็นถ้อยคาลักษณะพูดยั่วยุกระตุ้นจิตใจให้พวกของจาเลยเกิดความ
ฮึกเหิมที่จะเข้าไปทาร้ายผู้เสียหาย ซ่ึงแม้ว่าขณะน้ันจาเลยจะไม่มีอาวุธปืนติดตัวดังท่ีร้องตะโกน
กต็ าม แต่การพูดว่ากูมีปืนนะย่อมเปน็ การข่มขวัญฝ่ายผู้เสียหายให้เกิดความกลัว ขณะเดียวกันก็เป็น
การให้กาลังใจพวกของตัวเองให้กล้าที่จะยกพวกเข้าไปรุมทาร้ายผู้เสียหาย การกระทาของจาเลย
ถือได้ว่าเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทาความผิ ด
ตาม ป.อ. มาตรา ๘๔ มิใช่เปน็ การตวั การรว่ มกระทาความผิดด้วยกันตามมาตรา ๘๓

พดู ในท่เี กิดเหตเุ ปน็ ผู้สนบั สนุน

ฎกี าที่ ๓๓๑๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๙ น.๕๗ ระหว่างจาเลยท่ี ๑ ทารา้ ยร่างกายผู้ตาย จาเลยท่ี ๒
ยืนอยู่ด้านหลังจาเลยที่ ๑ และพูดกับผู้ตายว่า “มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร กูเป็นตารวจ กูจะเอาปืนมายิง
มงึ ” แม้จาเลยท่ี ๒ จะไม่ไดร้ ่วมทาร้ายผูต้ ายด้วย แต่การพูดของจาเลยท่ี ๒ ดังกล่าว เป็นการข่มขู่ให้
ผู้ตายเกิดความกลัวไม่กล้าต่อสู้และเป็นการปลุกเร้าให้จาเลยที่ ๑ ฮึกเหิมทาร้ายร่างกายผู้ตายต่อไป
อย่างสะดวกยงิ่ ข้นึ พฤติการณ์ของจาเลยที่ ๒ จึงเป็นการสนับสนุนใหจ้ าเลยท่ี ๑ กระทาความผิดฐาน
ทาร้ายรา่ งกายผู้ตายเป็นเหตุให้ผ้ตู ายถึงแก่ความตาย แต่ไม่เป็นความผดิ ฐานเป็นตวั การรว่ มกับจาเลย
ที่ ๑ กระทาความผิดดงั กลา่ ว

ตา่ งคนตา่ งทาไมเ่ ปน็ ตัวการ

ฎีกาท่ี ๕๑๑๒–๕๑๑๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๗๓ พฤติการณ์ที่จาเลยที่ ๑ ใช้มีดพร้าฟัน
ผู้ตายที่ศีรษะทางด้านหลัง ๑ ที แล้วจาเลยท่ี ๒ ใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตายที่บริเวณหน้าท้อง ๑ นัด
เป็นกรณีท่ีเกิดข้ึนโดยปัจจุบันทันด่วนต่อเนื่องจากการที่จาเลยท่ี ๑ เห็นเด็กชาย อ. ถูกแทง แล้ว
ร. พาเด็กชาย อ. ว่ิงหนีโดยมี น. และผู้ตายว่ิงตามไป จาเลยที่ ๑ จึงวิ่งเข้าไปในบ้านของ ย. นา
มีดพร้าไปฟันผู้ตายท่ีศีรษะทางด้านหลัง ๑ ที ส่วนจาเลยที่ ๒ ก็ถืออาวุธปืนพกว่ิงออกมาจากบ้าน
ของ ย. แล้วใช้อาวุธปืนนั้นยิงผู้ตาย อันเป็นลักษณะที่จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ต่างคนต่างกระทา
ต่อผู้ตายโดยมิได้สมคบกันมาก่อน เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายเน่ืองจากเลือดออกจานวนมากใน
ช่องท้อง เพราะเส้นเลือดดาใหญ่ในช่องท้องฉีกขาด ดังน้ัน เหตุที่ทาให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึง

150

เกิดจากการท่ีจาเลยท่ี ๒ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ไม่ได้เกิดจากการที่จาเลยที่ ๑ ใช้มีดพร้าฟันผู้ตาย
ทีศ่ รี ษะ จาเลยที่ ๒ จึงมคี วามผดิ ฐานฆา่ ผูอ้ ่ืน ส่วนการทีจ่ าเลยที่ ๑ ใชม้ ีดพร้าฟันผู้ตายทีศ่ ีรษะซึง่ เป็น
อวัยวะสาคัญทอี่ าจทาใหผ้ ู้ตายถงึ แก่ความตายได้ เม่ือผูต้ ายไม่ถึงแกค่ วามตายเพราะเหตทุ ่ีจาเลยท่ี ๑
ใช้มีดพร้าฟนั ผู้ตายท่ศี ีรษะ จาเลยที่ ๑ จงึ มคี วามผิดฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืน

ฎกี าที่ ๗๐๖๘/๒๕๕๔ ฎ.๑๖๗๗ พวกจาเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย เป็นการกระทาของพวก
จาเลยตามลาพัง เป็นการตัดสินใจโดยฉับพลันในขณะนั้น มิใช่จาเลยกับพวกมีเจตนาร่วมกันที่จะ
ทาร้ายผู้ตายมาแต่แรก การที่จาเลยกับพวกเข้ารุมทาร้ายผู้ตายเป็นเร่ืองต่างคนต่างทาร้ายผู้ตาย
โดยลาพัง ไม่ปรากฏว่าจาเลยร่วมทาร้ายผตู้ ายอย่างไร มีส่วนร่วมในการที่พวกจาเลยใช้อาวุธมีดแทง
ผ้ตู ายอย่างไร จึงยังฟังไม่ไดว้ ่าจาเลยมีเจตนาร่วมกับพวกจาเลยที่ใช้อาวุธมีดแทงผูต้ าย คงฟังได้เพียง
ว่าจาเลยได้เข้าทาร้ายเตะต่อยผู้ตายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จาเลย
ไม่มีความผิดฐานรว่ มกันทาร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตใุ ห้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก
คงมคี วามผดิ ฐานทาร้ายผอู้ ืน่ ไมถ่ ึงกับเปน็ เหตใุ หเ้ กิดอันตรายแกก่ ายหรือจิตใจตามมาตรา ๓๙๑
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังว่าจาเลยไม่ได้รว่ มกับพวกทาร้ายผู้ตาย จาเลยจึงมีความผิดตามมาตรา
๓๙๑ เทา่ ท่ตี นเองกระทา

ฎีกาท่ี ๒๓๕-๒๓๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔ การท่ีจาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และท่ี ๓ พบผู้เสียหาย
โดยบงั เอิญขณะผเู้ สียหายไปท่เี กิดเหตุเพื่อรบั ป. กลับบา้ น แล้วจาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ รุมถีบ เตะ
และกระทืบผู้เสยี หายทันที จากนั้นจึงมีชาวบ้านอีกจานวนหน่ึงเข้ารุมเตะและกระทืบผู้เสียหาย และ
จาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ลากผู้เสียหายไปรุมเตะ และกระทืบอีกที่บริเวณข้างบ้านเลขท่ี ๓๕ โดย
ไมป่ รากฏว่าผู้เสียหายถูกอาวุธมีดแทงขณะที่จาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒ และท่ี ๓ เข้ารมุ ทารา้ ยในตอนแรกหรือ
หลังจากชาวบ้านเข้าร่วมรุมทาร้ายแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าการใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายเกิดจากการ
กระทาของจาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งการท่ีชาวบ้านเข้ารุมทาร้ายผู้เสียหายด้วยนั้น ก็ไม่ได้มีการ
สมคบหรือนัดหมายกับจาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และท่ี ๓ มาก่อน จาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ และท่ี ๓ ย่อมไม่อาจจะ
เล็งเห็นหรือคาดหมายได้ว่าพวกท่ีเข้ารมุ ทาร้ายผู้เสียหายดังกล่าวจะมีอาวุธมีด พฤติการณ์ท่ีจาเลยท่ี
๑ ที่ ๒ และท่ี ๓ เพียงแต่ใช้เท้าถีบเตะและกระทืบผู้เสียหาย ยังไม่พอฟงั ว่าจาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๓
มีเจตนาฆ่า จาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ คงมีเพียงเจตนาทารา้ ย การกระทาของจาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และท่ี
๓ จงึ ไม่เปน็ ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆา่ ผอู้ ื่น

ผู้เสียหายถูกอาวุธมีดแทงที่บริเวณท้อง แพทย์รักษาโดยการผ่าตัด หลังจากออกจาก
โรงพยาบาลแล้วต้องไปรักษาตัวต่อที่บ้านโดยนอนพักประมาณ ๒ เดือน ผลการตรวจชันสูตร
บาดแผลของแพทย์ระบุว่า ได้ผ่าตัดเย็บซ่อมลาไส้และจุดท่ีมีเลือดออก บาดแผลจะหายในเวลา ๓
สัปดาห์ หากไม่มีสาเหตุแทรกซ้อน แสดงว่าเหตุที่ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเพราะต้องป่วยเจ็บ
ด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวันนั้น
เกดิ จากการที่ผู้เสยี หายถูกอาวุธมีดแทง ไม่ได้เกิดจากการรุมถีบ เตะ และกระทืบของจาเลยที่ ๑ ท่ี ๒
และที่ ๓ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันทาร้าย


Click to View FlipBook Version