The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

151

ของจาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ และไม่ได้เป็นผลท่ีตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากการร่วมกันทาร้าย
ของจาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ การกระทาของจาเลยที่ ๑ ที่ ๒ และท่ี ๓ จึงไม่เป็นความผิดฐาน
รว่ มกนั ทารา้ ยผู้อนื่ ให้ไดร้ ับอนั ตรายสาหสั

ฎกี าท่ี ๑๑๘๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖ ขณะเจ้าพนักงานตารวจต้ังจุดตรวจ ภ. ขับรถยนต์
กระบะมีพวกนั่งอยู่ในห้องโดยสาร ๑ คน และมีพวกอีก ๔ คน ซ่ึงมีจาเลยรวมอยู่ด้วยนั่งที่กระบะ
รถยนต์ เม่ือมาถึงจุดตรวจแล้วไม่ยอมหยุดให้ตรวจกลับเร่งความเร็วรถหนีไป จ่าสิบตารวจ จ.
สิบตารวจตรี ท. และสิบตารวจตรี ส. จึงกระโดดขึ้นไปบนกระบะรถยนต์ของกลาง จาเลยกับพวก
ยินยอมให้เจ้าพนักงานตารวจใส่กุญแจมือโดยดีไม่มีท่าทีจะต่อสู้ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตารวจ
ใช้อาวุธปืนยิงขู่และทุบกระจกเพ่ือให้ ภ. หยุดรถ แต่ ภ. ยังคงขับรถต่อไป จนกระท่ังต่อมาเม่ือพวก
คนหนึ่งตะโกนว่าสู้มัน จาเลยกับพวกท่ีน่ังในกระบะรถยนต์เข้าต่อสู้กับสิบตารวจตรี ท. และ
สบิ ตารวจตรี ส. แล้วพวกคนหน่ึงใช้อาวธุ ปืนยิงสบิ ตารวจตรี ส. ถงึ แก่ความตาย ส่วนพวกอีกคนท่ีน่ัง
ในห้องโดยสารใช้อาวุธปืนยิงสิบตารวจโท ท. ท่ีใบหน้าได้รับอันตรายสาหัสโดยจาเลยถูกกระสุนปืน
ท่ีเท้าด้วย จากน้ัน ภ. กับพวกนาเจ้าพนักงานตารวจท้ังสองที่ถูกยิงไปทิ้งในซอยหมู่บ้านจัดสรร
แสดงว่าจาเลยกับพวกมิได้คบคิดกันจะฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตารวจตั้งแต่แรก แต่การฆ่า
และพยายามฆ่าดังกล่าวเกิดข้ึนในทันทีทันใดระหว่างมีการต่อสู้กันโดยไม่ปรากฏว่าจาเลยมีการ
กระทาใดที่แสดงว่ามีส่วนร่วมดว้ ย แต่กลับถูกกระสนุ ปนื จากการยงิ ตอ่ สู้กันเข้าที่เท้าบ่งชี้วา่ นา่ จะไม่รู้
มาก่อนด้วยว่าจะมีการใช้อาวุธปืนยิงกัน ดังนี้ การกระทาของจาเลยยังฟังไม่ได้ว่าจาเลยร่วมกับพวก
ฆา่ สิบตารวจตรี ส. และพยายามฆ่าสิบตารวจตรี ท.

การที่ ภ. ไม่ยอมหยุดรถเม่ือเจ้าพนักงานตารวจกระโดดขึ้นไปบนรถเพ่ือจับกุม แต่ยังคง
ขบั รถต่อไปและเมือ่ เจา้ พนักงานตารวจกระทาการเพ่ือให้ ภ. หยดุ รถอีก แต่ ภ. ก็ยังขับรถต่อไปทาให้
เจ้าพนักงานตารวจไม่สามารถลงจากรถมาตรวจค้นจาเลยกับพวกได้น้ัน ภ. กระทาไปโดยเจตนา
หลบหนีให้พ้นจากการจับกุมให้ได้เท่าน้ัน ยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่ามีเจตนาหน่วงเหน่ียวกักขัง หรือ
ทาให้เจา้ พนักงานตารวจท่ขี ้ึนไปบนรถปราศจากเสรภี าพในร่างกาย

ฎีกาที่ ๑๓๑๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๒๐ ก่อนเกิดเหตุ จาเลยท่ี ๒ กับผู้ตายมิได้มีสาเหตุ
โกรธเคืองอย่างรุนแรงถึงขั้นท่ีจะต้องเอาชีวิตกัน แต่สาเหตุที่จาเลยที่ ๒ ใช้ขวดสุราตีผู้ตาย
ก็เน่ืองมาจากเห็นผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะและท้าทายจาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรของตน หลังจากน้ัน
จาเลยท่ี ๑ ก็เข้าไปใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายหลายคร้ังในทันทีทันใด โดยมี ส. เข้าไปช่วยจาเลยที่ ๑
รุมทาร้ายโดยใช้ไม้คานตีผู้ตายด้วย ซึ่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจาเลยที่ ๒ รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการ
กระทาของจาเลยท่ี ๑ และ ส. ประกอบกบั จาเลยท่ี ๒ ใชข้ วดสุราตผี ู้ตายเพียง ๑ ที แล้วมิได้ตีผตู้ าย
ซ้าอีก จึงรับฟังไดว้ ่าการที่จาเลยท่ี ๑ ใชอ้ าวธุ มีดแทงผู้ตายหลายคร้ังโดยเจตนาฆา่ น้ันเป็นการกระทา
ที่อยู่นอกเหนือเจตนาของจาเลยที่ ๒ ดังนั้น จาเลยท่ี ๒ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืน อย่างไร
ก็ตาม การที่จาเลยท่ี ๒ใช้ขวดสุราตีผู้ตายจนเกิดบาดแผลฉีกขาดท่ีศีรษะข้างซ้าย ขนาด ๔x๑.๕
เซนติเมตร นั้น ย่อมเป็นความผิดฐานทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา

152

๒๙๕
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงคดีน้ีฟังว่าจาเลยท่ี ๒ ไม่ได้ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ และ ส. กระทาผิด จาเลยท่ี ๒
จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๕ เท่าที่ตนกระทา แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า จาเลยที่ ๒ มีเจตนา
ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ และ ส. กระทาผิดฐานทาร้ายร่างกาย โดยจาเลยท่ี ๒ ไม่มีเจตนาฆ่า จาเลยท่ี ๑
กระทาเกินขอบเขตของการเป็นตัวการ จาเลยท่ี ๒ จะมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐ ขอให้ดูฎีกาที่
๑๒๑๓/๒๕๕๕

เป็นตวั การร่วมกันทาร้าย แตบ่ างคนกระทาเกนิ ขอบเขตหรอื ผลเกินขอบเขต

ฎีกาที่ ๖๐๒๐/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๘ จาเลยที่ ๑ ร่วมเดินทางไปกับพวกไปที่เกิดเหตุโดย
ทราบมาก่อนแลว้ ว่าพวกของจาเลยท่ี ๑ จะไปทาร้ายผู้เสียหาย และหลังเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน
ยอ่ มแสดงให้เห็นวา่ จาเลยที่ ๑ มีเจตนาที่จะรว่ มทาร้ายผู้เสียหายกับพวกซ่งึ มีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อน
แลว้ จึงฟังได้วา่ จาเลยท่ี ๑ มีเจตนาเพียงต้องการทาร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่าน้ัน แต่เม่ือ
ผลการกระทาของพวกจาเลยที่ ๑ ไม่ทาให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุ
ให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จาเลยที่ ๑ จึงต้องรับผลแห่งการกระทาน้ัน จาเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐาน
ร่วมกันพยายามทาร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๖ ประกอบมาตรา
๘๐ และฐานทาร้ายผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
โดยพลาดตามมาตรา ๒๙๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๖๐

ฎกี าที่ ๑๒๑๓/๒๕๕๕ ฎ. ๒๗๗ จาเลยไมร่ ้มู าก่อนว่าพวกของจาเลยมแี ละพาอาวุธปนื ติดตัว
มาด้วยและจะใช้อาวุธปืนยงิ ผู้เสียหาย การที่พวกของจาเลยใช้อาวธุ ปนื จะยงิ ผู้เสียหายเปน็ เหตกุ ารณ์
ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าและในฉับพลันน้ันเอง จาเลยเพียงแต่ร่วมทาร้ายร่างกายผู้เสียหายจึงเป็น
ความผิดฐานร่วมกันทารา้ ยผูอ้ ืน่ เป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแกก่ ายหรอื จติ ใจตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕, ๘๓
สว่ นการท่ีจาเลยกับพวกหลบหนีไปด้วยกัน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจาเลยมีส่วนร่วมในการมีและพาอาวุธปืน
ของพวกจาเลยดว้ ย
ข้อสังเกต คดีนี้ตอนแรกจาเลยกับพวกของจาเลยมีเจตนาร่วมกันและไปทาร้ายผู้เสียหาย จาเลยกับ
พวกก็มีความผิดฐานร่วมกันทาร้ายร่างกายแล้ว ต่อมาพวกของจาเลยใช้ปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหาย
โดยจาเลยไม่รู้มาก่อนว่าพวกของจาเลยมีและพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย จาเลยไม่ผิดฐานพยายามฆ่า
แตเ่ มอื่ ผูเ้ สยี หายไดร้ ับอันตรายแกก่ ายจาเลยผิดมาตรา ๒๙๕

หรือจาเลยทั้งสี่กับ ม. ร่วมกันทาร้ายผู้อ่ืน เมื่อชกต่อยกันฝ่ายจาเลยสู้ไม่ได้ ขณะท่ีฝ่าย
จาเลยหลบหนี ม. ใช้ปืนยิงพวกผู้เสียหายได้รับบาดเจบ็ บาดเจ็บสาหัส และ ส. ถึงแก่ความตาย เมื่อ
จาเลยท้ังสี่ไม่รู้ว่า ม. มีปืนไปด้วย จาเลยท้ังสี่ไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าตามมาตรา
๒๘๘, ๘๐ แต่จาเลยท้ังส่ีมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๒๙๕, และ ๒๙๗ (ฎีกาที่ ๔๑๔๐/๒๕๓๐
ฎ.๒๕๓๒) โดยสรุปก็คือหากจาเลยกับพวกมีเจตนาร่วมกันไปทาร้าย แต่พวกจาเลยโดยลาพังไปฆ่า

153

หรอื พยายามฆา่ โดยจาเลยไม่รวู้ ่าพวกของจาเลยมีปนื จาเลยไมต่ อ้ งรับผิดฐานฆา่ ผอู้ ื่นโดยเจตนาหรือ
พยายามฆ่า แต่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้น คือ ถ้าผู้ตายถึงแก่ความตาย จาเลยต้องรับผิดตามมาตรา
๒๙๐ ถ้าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จาเลยต้องรับผิดเตามมาตรา ๒๙๗ ถ้าผู้เสียหายได้รับ
อันตรายแก่กาย จาเลยต้องรับผิดเตามมาตรา ๒๙๕ ถ้าไม่ได้รับอันตรายแก่กายต้องรับผิดมาตรา
๒๙๕, ๘๐

ต่อมาฎีกาที่ ๘๗๑๐/๒๕๖๐ ฎ.๒๖๘๔ ตัดสินว่า แม้จาเลยกับ อ. นั่งรถจักรยานยนต์
มาด้วยกันก่อนเกิดเหตุและข้ึนรถหลบหนีไปด้วยกันหลังเกิดเหตุก็ตาม แต่จาเลยไม่ร่วมรู้เห็นว่า อ.
พกพามีดไปด้วย หรือได้คบคิดกันมาก่อนว่าจะใช้มีดแทงผู้เสียหาย ขณะท่ี อ. ลงจากรถไปชกต่อย
ผ้เู สยี หาย ก็ไม่ปรากฏว่า อ. ถอื มีดจะเขา้ ไปแทงผู้เสยี หาย จาเลยกับ อ. ไม่เคยมสี าเหตุโกรธเคอื งกับ
ผู้เสียหายมาก่อน ท้ังมูลเหตุท่ีเกิดข้ึนก็สืบเน่ืองมาจาก อ. ไม่พอใจผู้เสียหายท่ีไปตักเตือนบิดาตนซึ่ง
ขับรถไปชนประตทู างเข้าออกอันไม่ใชเ่ รือ่ งร้ายแรงถงึ ขนาดตอ้ งเอาชีวิตกัน จาเลยเพียงเขา้ ไปชกต่อย
และถีบผเู้ สียหาย ดังนี้ ยงั ฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า
เม่อื จาเลยไม่รู้วา่ อ. พาอาวุธมีดมา จาเลยจงึ ไม่มีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะ
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ การที่จาเลยเข้าไปชกต่อยและถีบผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏบาดแผลจากการ
ชกต่อยและถีบ จึงเป็นความผิดเพียงฐานร่วมกันใช้กาลังทาร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด
อันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๓๙๑ เท่านั้น ซ่ึงต่อมาก็มีฎีกาท่ี ๗๒๔๒/๒๕๖๑ ฎ.ส.ล.๘
น.๑๖๑ ตัดสินกลับไปใช้หลักเดิมตามฎกี าที่ ๔๑๔๐/๒๕๓๐ และท่ี ๖๐๒๐/๒๕๕๙ อีก โดยตัดสินว่า
จาเลยท้ังสองร่วมกับพวกใช้กาลังทาร้ายผู้ตาย การท่ีพวกของจาเลยท้ังสองกระทาเกินเลยกว่าเหตุ
โดยใช้มีดแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ไม่อยู่ในความคาดหมายหรอื เจตนาของจาเลยทั้งสอง แต่เม่ือ
การร่วมกันทาร้ายร่างกายผู้ตายของจาเลยท้ังสองกับพวกเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จาเลย
ทั้งสองต้องร่วมรับผิดในผลดังกล่าวด้วย ฟังได้ว่าจาเลยทั้งสองร่วมกับพวกทาร้ายร่างกายผู้ตายจน
เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายกรณีเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก หำกออก
ข้อสอบเนติฯหรือผู้ช่วยผู้พิพำกษำคงต้องตอบตำมฎีกำที่ ๗๒๔๒/๒๕๖๑ ซึ่งเป็นฎีกำใหม่ล่ำสุด

เปน็ ตัวการรบั ผิดรว่ มกัน

ฎีกาที่ ๑๙๔๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑ น.๑๓๙ จาเลยที่ ๑ กับพวกต่างถืออาวุธกันคนละอันเพ่ือ
ดักรอทารา้ ยรา่ งกายผู้ตาย พฤตกิ ารณ์ดังกลา่ วเป็นลักษณะรว่ มกนั เพ่ือกระทาความผิด แม้จะฟังไดว้ ่า
น. เป็นคนขว้างเส้นเหล็กสแตนเลสถูกศีรษะผู้ตายจนทะลุกะโหลกศีรษะ โดยจาเลยที่ ๑ กับพวก
ยังไม่ได้ใช้อาวุธที่ถือมาเข้าทาร้ายผู้ตาย ก็ต้องถือว่า น. ได้กระทาไปตามเจตนาของจาเลยท่ี ๑
กับพวก จาเลยที่ ๑ กับพวกจึงเป็นตัวการร่วมกระทาความผิดกับ น. ในความผิดฐานทาร้ายร่างกาย
เปน็ เหตุให้ผอู้ ่นื ถึงแกค่ วามตาย

ฎีกาที่ ๔๐๙๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๖๒ แม้การเข้าไปทาร้ายผู้ตายในตอนแรก จาเลยที่

154

๑ จะไม่ได้ร่วมรู้เห็นหรือสมคบกับ ส. บ. ด. หรือจาเลยท่ี ๒ และจาเลยท่ี ๑ เข้าไปเตะผู้ตายเพียง
คร้ังเดียว ซ่ึงแสดงว่าจาเลยท่ี ๑ มีเพียงเจตนาทาร้ายผู้ตายก็ตาม แต่เหตุการณ์ทาร้ายผู้ตายดังกล่าว
ได้ยุติลงและขาดตอนไปแล้ว การที่จาเลยท่ี ๑ ร่วมกับพวกลากผู้ตายซึ่งขณะนั้นไม่ได้สติไปโยนลง
แม่น้า เป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นใหม่ จาเลยที่ ๑ ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการนาผู้ตายซ่ึงอยู่ในสภาพที่
หมดสติไปโยนท้ิงน้าเช่นน้ัน ย่อมไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และต้องจมน้าตาย จาเลยท่ี ๑ จึงมี
เจตนาร่วมกับพวกฆ่าผ้ตู าย

ฎีกาท่ี ๑๐๐๗๒/๒๕๕๔ ฎ.๒๔๑๖ ก่อนเกิดเหตุจาเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของ บ.
ไปยังที่เกิดเหตุ ขณะท่ี บ. ใช้ไม้ตีศีรษะผู้เสียหาย จาเลยยืนอยู่ข้าง ๆ บ. ในลักษณะพร้อมจะ
ช่วยเหลือให้การกระทาของ บ. สัมฤทธ์ิผล การที่จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจมีหน้าท่ีดูแลรักษา
สวัสดิภาพของประชาชนแต่กลับเข้าสมทบให้กาลังใจ บ. ให้เข้าทาร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้
ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ทั้งหลังจาก บ. ตีผู้เสียหายแล้ว แทนที่จาเลยจะเข้าจับกุม บ.
ไปดาเนนิ คดี จาเลยกลับกล่าวหนุนให้ บ. ทาร้ายผู้เสียหายซ้าอีก แสดงว่าจาเลยเปน็ ตัวการร่วมกับ บ.
ทาร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจ
ตามปกติไมไ่ ด้เกินกว่ายี่สิบวัน หาใช่เป็นการใช้ให้ บ. ทาร้ายร่างกายผู้เสียหายไม่ จาเลยจึงมีความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) ประกอบมาตรา ๘๓

ฎกี าที่ ๒๖๔๒/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๔ การท่จี าเลยจดทะเบยี นหย่ากบั ส. ก็เป็นเพียงเพื่อ
หลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมายเท่านั้น ความจริงแล้วจาเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามี
ภริยาอย่างเปิดเผย อาศัยอยู่บ้านเดียวกันและคอยช่วยเหลือสนับสนุนธุรกิจของกันและกัน
อยู่ตลอดเวลา ในระหว่างที่ ส. ดาเนนิ ธุรกจิ หลอกลวงประชาชนใหเ้ ข้ารว่ มลงทุนในการจัดซื้อท่ีดินมา
ขายให้แกโ่ ครงการสวัสดิการทหารเพ่ือเป็นที่อยอู่ าศยั ของทหารบก ซ่ึงจะได้รับผลตอบแทนสงู จาเลย
ทราบดีและไม่ห้ามปราม ทั้งยังพูดสนับสนุนการกระทาของ ส. ให้ประชาชนหลงเชื่อว่าที่ดินที่ ส.
จัดสรรต้องขายได้ทุกแปลงเพราะเป็นการจัดสวัสดิการให้แก่ทหาร หากขาดทุนจาเลยกับ ส. จะ
รับผิดชอบ พฤติกรรมดังกล่าวของจาเลยจึงถือว่ามีส่วนร่วมกับ ส. ในการกระทาความผิดฐานฉ้อโกง
ประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก และ พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ
มาตรา ๕ (๑) (๒) (ก), ๑๒

ฎีกาท่ี ๔๔๔๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๕๓ การร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง
เพื่อจาหน่าย แม้จะมีการแบ่งเมทแอมเฟตามีนท่ีร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายออกเป็น
หลายส่วนให้ผู้ร่วมกระทาความผิดแต่ละคนเก็บไว้คนละส่วนแยกจากกัน ก็ถือได้ว่าผู้ร่วมกระทา
ความผิดแตล่ ะคนตา่ งยดึ ถือเมทแอมเฟตามีนแตล่ ะส่วนไวใ้ นครอบครองแทนซ่ึงกนั และกัน

ฎีกาที่ ๑๘๔๕/๒๕๕๕ ฎ.๓๐๓ จาเลยท่ี ๒ ซึ่งเป็นภริยาของจาเลยที่ ๑ และพักอาศัยอยู่
บ้านเดียวกันรู้เห็นการกระทาความผิดเก่ียวกับยาเสพติดให้โทษของจาเลยท่ี ๑ และเป็นผู้นาเงินไป
โอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้เก่ียวข้องกับยาเสพติดให้โทษตามท่ีจาเลยท่ี ๑ บอกให้ทา จาเลย
ที่ ๒ ช่วยจาเลยที่ ๑ ผู้เป็นสามีในลักษณะแบ่งหน้าท่ีกันทาอันเป็นการร่วมกันกระทาความผิดตาม

155

ป.อ. มาตรา ๘๓ จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือ
จาหน่าย

ฎีกาท่ี ๑๓๔๔/๒๕๕๕ ฎ.๖๖๖ จาเลยท่ี ๒ รับเมทแอมเฟตามีนท่ีจาเลยที่ ๑ มีไว้
ในครอบครองเพื่อจาหน่ายมาจากจาเลยท่ี ๑ ในขณะท่ีจาเลยที่ ๑ ว่ิงหลบหนีสิบตารวจเอกหญิง ศ.
เข้าไปในบ้าน จากนั้นจาเลยที่ ๒ รีบนาเมทแอมเฟตามีนที่ได้รับไปโยนทิ้งลงในโถส้วม ท้ังยังตักน้า
เพื่อราดเมทแอมเฟตามีนท้ิงลงไปในคอห่าน แสดงว่าจาเลยท่ี ๒ รู้เห็นเป็นใจกับจาเลยที่ ๑ ที่มี
เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย จาเลยที่ ๒ จึงเป็นตัวการร่วมกับจาเลยท่ี ๑
กระทาความผิด ไม่ใช่ผสู้ นับสนนุ

ไมอ่ ยใู่ นท่เี กดิ เหตเุ ปน็ ตัวการได้หรอื ไม่

ฎีกาท่ี ๗๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๔ แม้จาเลยท่ี ๒ จะร่วมวางแผนกับจาเลยท่ี ๑ และ ส.
มาก่อนเกิดเหตุเพ่ือท่ีจะมากระทาความผิดก็ตาม แต่ขณะที่จาเลยที่ ๑ และ ส. กระทาความผิด
เอาทรัพย์ของผู้ตายไป จาเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิด
เหตุที่จะมีเวลาเพยี งพอที่จะช่วยเหลอื จาเลยท่ี ๑ และ ส. ในขณะกระทาความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการ
แบ่งหน้าท่ีกันทาอันจะเป็นตัวการในการกระทาความผิดกับจาเลยที่ ๑ และ ส. ได้ จาเลยท่ี ๒ คงมี
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๑ และ ส. เท่าน้ัน หาใช่ร่วมกันเป็น
ตัวการกระทาความผิดชิงทรัพย์ด้วยกันต้งั แต่สามคนข้ึนไป อันจะเป็นความผิดฐานปลน้ ทรัพย์ด้วยไม่

ฎกี าที่ ๒๘๙๗-๒๘๙๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๗ น.๕๐ การขับรถจักรยานยนต์พาจาเลยที่ ๑ มาส่ง
ยังสถานทีล่ ักทรัพย์ แล้วนัดหมายกาหนดเวลากันวา่ จะขับรถจักรยานยนต์มารับกลับเมื่อใดนั้น ถือได้
วา่ จาเลยที่ ๓ ไดก้ ระทาการอันเป็นการช่วยเหลือจาเลยท่ี ๑ กอ่ นและขณะกระทาความผิด จาเลยที่
๓ จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจาเลยที่ ๑ กระทาความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทา
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๖

ฎีกาที่ ๙๙๘๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๖๖ การที่จาเลยท่ี ๔ ชว่ ยขับรถจักรยานยนต์พาจาเลย
อน่ื ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตลอดจนกระทง่ั มีการปรึกษาปล้นทรัพย์รถแทก็ ซี่ซึ่งจาเลยท่ี ๔ ก็ตกลงด้วย
และรับว่าจะทาหน้าท่ีขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปรับเม่ือปล้นทรัพย์เสร็จ เม่ือจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓
ข้ึนรถแท็กซี่ไปเพื่อปล้นทรัพย์ จาเลยที่ ๔ ก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไป ถือว่าเป็นการสนับสนุนการ
กระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์ของจาเลยอื่นแล้ว ส่วนการที่จาเลยที่ ๔ ขับรถจักรยานยนต์ล้มและ
จาเลยอนื่ กระทาผดิ แผนท่ีปล้นทรพั ย์ เพราะผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจึงไม่อยู่รอจาเลยท่ี ๔ โดย
วงิ่ หลบหนีไปก่อน ก็ไม่ทาให้จาเลยท่ี ๔ พ้นความรับผิดไปได้ เพียงแต่ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันกับ
จาเลยอนื่ ปลน้ ทรัพยเ์ ท่าน้นั คงมีความผดิ ฐานสนบั สนนุ การปล้นทรพั ยข์ องจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓

ฎีกาท่ี ๒๒๕/๒๕๕๕ ฎ.๔๗ ขณะจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ร่วมกันกระทาความผิด โดยพูดจา
หลอกลวงนาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการปลอมแปลงหมายเลขออกขายให้แก่ผู้เสียหาย จาเลยท่ี ๓

156

ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพูดคุยติดต่อเจรจากับผู้เสียหาย จึงฟังไม่ได้ว่า
จาเลยท่ี ๓ เป็นตัวการท่รี ่วมกระทาความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม แต่การท่ีจาเลยที่ ๓ เป็นผู้ขับ
รถยนต์พาจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ มายังบ้านผู้เสียหายเพ่ือให้จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหลอกลวง
นาสลากกินแบ่งรัฐบาลท่ีมีการปลอมหมายเลขว่าถูกรางวัลมาขายเพ่ือประสงค์จะเอาทรัพย์ สินของ
ผู้เสียหาย เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จาเลยที่ ๑ ก่อนกระทาความผิด จาเลยที่ ๓ จึง
เป็นผู้สนับสนุนจาเลยที่ ๑ ในการกระทาความผิดต้องรับโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา
๘๖

ฎีกาที่ ๙๖๕๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๙๙ ในคืนเกิดเหตุจาเลยรว่ มกับพวกทาร้ายผตู้ ายและ
พ. โดยใช้กาลังชกต่อย ผตู้ ายและ พ. สู้ไมไ่ ด้จงึ ว่ิงหนีไปคนละทาง จาเลยไล่ตาม พ. พ. หนีไปได้
พวกของจาเลยไล่ตามผู้ตายไป แล้วพวกของจาเลยฟันและแทงผู้ตาย แม้จาเลยจะไม่มีส่วนร่วม
ในการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นการกระทาท่ีเกิดข้ึนในภายหลัง แต่จาเลยก็ยังต้องรับผิดในการกระทาของตน
อย่างไรก็ตามจากทางนาสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าการท่ีจาเลยชกต่อยผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิด
อันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างไร ท้ังตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ก็ระบุว่าผู้ตายมีเพียง
บาดแผลลักษณะถูกฟันและแทงด้วยวัตถุของแข็งมีคมท่ีบริเวณใต้ราวนมข้างซ้าย ๑ แผล กับที่
ด้านข้างแขนซ้ายท่อนบนเหนือข้อศอก ๑ แผลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีบาดแผลอื่นที่น่าเชื่อว่า
เกิดขึ้นจากการถูกจาเลยชกต่อยอีก เช่นนี้จาเลยจึงมีความผิดเพียงฐานใช้กาลังทาร้ายผู้อ่ืน
โดยไมถ่ งึ กับเป็นเหตใุ หเ้ กดิ อนั ตรายแกก่ ายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑

ฎีกาท่ี ๑๑๕๓๐/๒๕๕๓ ฎ.๑๙๙๓ หลังจากที่จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ นาเมทแอมเฟตามีนเข้า
มาในราชอาณาจักรแล้ว กลุ่มของนายทุนที่เป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนมอบหมายให้จาเลยที่ ๓
รว่ มกบั จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่งมอบเมทแอมเฟตามนี ใหแ้ กต่ น ซง่ึ จาเลยที่ ๓ ได้ร่วมดาเนินการตั้งแต่
การโทรศพั ทต์ ิดต่อนัดหมายให้จาเลยที่ ๑ นาเมทแอมเฟตามีนมาสง่ ให้แก่จาเลยท่ี ๓ และจาเลยที่ ๑
ได้นาเมทแอมเฟตามีนส่งให้แก่จาเลยที่ ๓ ตามท่ีนดั หมายกนั ไว้ที่กรุงเทพมหานคร แม้ขณะถูกจับกุม
จาเลยที่ ๓ กาลังตรงเข้ามาเพ่ือที่จะรับเมทแอมเฟตามีน ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติการต่อเนื่องกันของ
กลุ่มคนร้าย โดยมีเจตนาร่วมกันมาตั้งแต่ภายหลังจากมีการนาเมทแอมเฟตามีนเข้ามาใน
ราชอาณาจักรอันเป็นลักษณะการกระทาความผิดท่ีเป็นขบวนการโดยมีการแบ่งงานกันทา จาเลยท่ี
๓ จึงต้องร่วมรับผิดกบั จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ใน
ครอบครองเพอื่ จาหนา่ ย

จาเลยที่ ๓ ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ มีเมทแอมเฟตามีน ๔,๙๓๕ เม็ด ไว้ในครอบครอง
เพ่ือจาหน่าย โดยเกดิ เหตุท่ีอาเภอเมืองหนองคาย และจาเลยที่ ๓ ยังกระทาความผิดโดยลาพังฐานมี
เมทแอมเฟตามีน ๑ เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยจาเลยที่ ๓ ถูกจับกุมได้ที่
กรุงเทพมหานคร จึงเป็นกรณีที่จาเลยท่ี ๓ กระทาความผิดหลายกรรมในท้องที่ต่าง ๆ กัน พนักงาน
สอบสวนสถานีตารวจภธู รเมืองหนองคายจึงมีอานาจสอบสวนการกระทาความผิดดงั กล่าวของจาเลย
ที่ ๓ ได้ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙ (๔)

157

ขอ้ สังเกต คดีน้ีจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ นาเข้าเมทแอมเฟตามีนที่จังหวัดหนองคาย และถกู ตารวจจบั ได้
ที่จังหวัดหนองคาย ตารวจวางแผนจับกุมจาเลยที่ ๓ ซ่ึงจะมารับเมทแอมเฟตามีนจากจาเลยท่ี ๑ ที่
กรุงเทพมหานคร แล้วจับจาเลยท่ี ๓ ได้ที่กรุงเทพมหานคร จาเลยท่ี ๓ ไม่ได้อยู่ด้วยขณะจาเลยท่ี ๑
และท่ี ๒ ถูกจับที่จังหวัดหนองคาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจาเลยที่ ๓ มีเจตนาร่วมกันมาตั้งแต่ภายหลัง
จากมีการนาเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นลักษณะการกระทาความผิดที่เป็น
ขบวนการโดยมีการแบ่งงานกันทา จาเลยท่ี ๓ เป็นตัวการร่วมกระทาความผิดกับจาเลยท่ี ๑ และท่ี
๒ ในความผิดฐานร่วมกันมเี มทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจาหนา่ ย ซ่ึงเปน็ การขยาย
หลักของการเป็นตวั การออกไป เนื่องจากในคดีประเภทอ่นื ๆ ศาลฎีกาจะวินจิ ฉัยว่าตัวการต้องอยู่ใน
ทเี่ กิดเหตุพร้อมท่จี ะชว่ ยเหลือกันได้ทันที คดีน้ีเปน็ การขยายหลักของความเป็นตัวการวา่ ไมต่ ้องอยู่ใน
ที่เกิดเหตุในขณะกระทาความผิดในคดีท่ีเป็นขบวนการโดยมีการแบ่งงานกันทา ซ่ึงเหมาะสมกับคดี
ยาเสพตดิ เปน็ อยา่ งยง่ิ แตค่ ดปี ระเภทอน่ื ศาลฎกี าดูจะยงั เครง่ ครัดวา่ ตวั การต้องอยู่ในทเ่ี กิดเหตุ

ผ้ใู ช้

เรอ่ื งการใชผ้ ูอ้ นื่ กระทาผิด ท่แี กไ้ ขใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๙ บญั ญตั วิ า่
มาตรา ๘๔ ผู้ใดก่อให้ผู้อ่ืนกระทาความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือ
ยยุ งส่งเสรมิ หรือด้วยวธิ ีอ่ืนใด ผนู้ ้ันเปน็ ผ้ใู ช้ ใหก้ ระทาความผิด
ถ้าความผิดมิได้กระทาลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทา ยังไม่ได้กระทา หรือ
เหตอุ นื่ ใด ผใู้ ชต้ ้องระวางโทษเพยี งหนง่ึ ในสามของโทษที่กาหนดไว้สาหรับความผิดน้นั
ถา้ ผถู้ ูกใช้ได้กระทาความผดิ น้ัน ผู้ใช้ตอ้ งรับโทษเสมือนเป็นตัวการ และถา้ ผูถ้ ูกใช้เปน็ บุคคล
อายุไม่เกินสิบแปดปี ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ลูกจ้างหรือผู้ท่ีอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใช้ ผู้ท่ีมีฐานะ
ยากจน หรอื ผู้ต้องพ่งึ พาผูใ้ ช้เพราะเหตปุ ่วยเจบ็ หรอื ไม่ว่าทางใด ให้เพิ่มโทษท่ีจะลงแกผ่ ู้ใชก้ ่ึงหน่ึงของ
โทษทศ่ี าลกาหนดสาหรับผ้นู น้ั
มาตรา ๘๕/๑ ถ้าผู้ถูกใช้ตามมาตรา ๘๔ หรือผู้กระทาตามคาโฆษณา หรือประกาศแก่
บุคคลท่ัวไปให้กระทาความผิดตามมาตรา ๘๕ ได้ให้ข้อมูลสาคัญอันเป็นการเปิดเผยถึงการกระทา
ความผดิ ของผใู้ ช้ให้กระทาความผิดหรือผ้โู ฆษณาหรอื ประกาศแก่บุคคลทวั่ ไปให้กระทาความผิด และ
เป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อการดาเนินคดีแก่บุคคลดังกล่าว ศาลจะลงโทษ ผู้น้ันน้อยกว่าอัตราโทษ
ข้ันต่าท่ีกาหนดไวส้ าหรบั ความผิดน้นั เพียงใดกไ็ ด้

158

ข้อ ๓๖ คาถาม นายหนึ่งใช้นายสอง ให้นายสองไปจ้างนายสามฆ่านายสี่ โดยนายหนึ่ง
ใช้นายสองเม่ือวันท่ี ๑ มกราคม ๒๕๖๐ ต่อมาวนั ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐ นายสองไปจ้างนายสามฆ่า
นายส่ีโดยมอบเงนิ ให้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท นายสามรบั เงินไว้โดยรับปากว่าจะไปจดั การให้ แต่ปรากฏว่า
นายสถี่ ึงแก่ความตายไปกอ่ นตง้ั แตว่ ันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๐

ให้วินจิ ฉัยความรบั ผิดทางอาญาของนายหนึง่ และนายสอง
คาตอบ หลกั กฎหมายเรือ่ งองค์ประกอบภายนอก ผ้ใู ช้
การที่นายสองจ้างนายสามให้ฆ่านายส่ีในวันท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐ แม้นายสองจะก่อให้
นายสามกระทาความผดิ ดว้ ยการจ้างซึ่งถือได้วา่ ครบองค์ประกอบภายนอกในส่วนการกระทาของ
การเป็นผ้ใู ช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๔ แต่นายสถ่ี งึ แก่ความตายไปกอ่ นแล้วตั้งแต่วันที่
๕ มกราคม ๒๕๖๐ ดังน้ัน ในวันท่ีนายสองใช้ให้นายสามกระทาความผิด จึงไม่มีผู้อื่นให้เป็นวัตถุ
แห่งการกระทาแล้ว การกระทาของนายสองจงึ ไม่เป็นความผิด เพราะขาดองค์ประกอบภายนอก
ในส่วนของวัตถุแห่งการกระทาในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา นายสองจึงไม่มีความรับผิด
ทางอาญา (ดูเพ่มิ เติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑
เล่ม ๒ พิมพค์ ร้ังท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หนา้ ๒๐๔)
แม้นายหนงึ่ ใช้นายสองให้ไปจา้ งนายสามฆา่ นายสี่ ตง้ั แตว่ ันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ แตก่ ารก่อ
ให้ผอู้ ่ืนกระทาความผดิ ซ่ึงจะเป็นผใู้ ช้ให้กระทาความผดิ ตามมาตรา ๘๔ จะต้องเปน็ การก่อตอ่ ผู้ที่
จะไปลงมือกระทาความผิดแล้วเท่าน้ัน หากเป็นเพียงการใช้ให้ไปใช้ โดยผู้รับการใช้ยังไม่ไปใช้
ผู้ลงมือ ยังไม่ถือว่าเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดด้วยการใช้ การที่นายหนึ่งใช้ให้นายสองไป
จ้างนายสามฆ่านายสี่เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ ในวนั ดงั กล่าวนายหนง่ึ ยังไมเ่ ปน็ ผู้ใช้ เพราะนาย
สองผู้รับการใช้ยังไม่ใชผ่ ู้ท่ีจะไปลงมือกระทาความผิด (ดเู พิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร
วัจนะสวัสด์ิ, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๒ พิมพ์ครั้งท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๑๖๘ ถึง
หนา้ ๑๖๙)
การท่ีนายสองจ้างนายสามฆ่านายสี่เม่ือวันที่ ๑๐ นายสองไม่มีความผิด เพราะขาด
องค์ประกอบภายนอกในส่วนของวัตถุแห่งการกระทาดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การจ้างของนายสอง
ดังกล่าว ก็ไม่อาจทาให้นายหน่ึงเป็นผู้ใช้ เพราะต้องถือว่าการกระทาของนายหนึ่งขาด
องค์ประกอบภายนอกในส่วนของวตั ถแุ หง่ การกระทาเช่นเดียวกับนายสอง นายหนึง่ จึงไม่มีความ
รับผิดทางอาญา

ข้อ ๓๗ คาถาม นายม่ังต้องการฆ่านางมีภรรยาของตนท่ีป่วยอยู่ในโรงพยาบาลเพราะ
ต้องการทรัพย์มรดกของนางมี นายมั่งพบเด็กชายมากอายุ ๑๔ ปีซึ่งเป็นหลานของนางมีและพัก
อาศัยอยูบ่ ้านเดียวกันกบั นายมง่ั และนางมี นายมงั่ จึงจ้างเดก็ ชายมากเอาอาหารผสมยาพษิ ไปใหน้ างมี
รับประทานท่ีโรงพยาบาล เด็กชายมากกลัวความผิดจึงปฏิเสธ ต่อมานายมั่งเล่นการพนันเสียเงินไป
จานวนมากจึงจ้างให้เด็กชายมากขโมยเครื่องเพชรของนางมีที่ใส่ไว้ในตู้นิรภัยของนางมีท่ีอยู่ใน

159

หอ้ งรับแขกที่บ้าน เด็กชายมากจงึ งัดตู้นิรภัยเอาเคร่ืองเพชรไปให้นายม่ัง นายม่ังจึงเอาเครื่องเพชรไป
ขายใช้หนี้การพนัน ต่อมานายม่ังไปโรงพยาบาลเพ่ือเยี่ยมนางมี เม่ือนายม่ังพบนางสาวสวยอายุ ๑๗
ปี ซึ่งเปน็ เด็กท่มี าดูแลนางมที ่ีโรงพยาบาล นายม่งั จึงหลอกนางสาวสวยว่า นางมตี ้องการรบั ประทาน
ไก่ย่างตนจึงซื้อมาฝาก แล้วนายมั่งมอบถุงไก่ย่างผสมยาพิษ เพื่อให้นางสาวสวยนาไปใส่จานให้นางมี
รับประทาน โดยนางสาวสวยไม่ทราบว่าไก่ย่างมียาพิษผสมอยู่ นางสาวสวยนาไก่ย่างไปให้นางมี
รับประทาน นางมีรบั ประทานไกย่ า่ งผสมยาพษิ แลว้ ถงึ แก่ความตาย

ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของเด็กชายมาก นายมั่ง และนางสาวสวย เฉพาะใน
ความผดิ ตอ่ ชวี ิตและความผิดฐานลกั ทรพั ย์

คาตอบ การที่เด็กชายมากงัดตู้นิรภัยเอาเครื่องเพชรไปให้นายมั่ง เป็นการเอาทรัพย์ของ
ผูอ้ นื่ ไปโดยมีเจตนาทจุ ริต จงึ เปน็ การลักทรพั ยโ์ ดยทาอนั ตรายสิ่งกดี ก้นั สาหรับคุ้มครองทรัพย์ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๓) แต่การท่ีเด็กชายมากอาศัยอยู่ในบ้านมีสิทธิเข้าไปใน
เคหสถาน จึงไมเ่ ปน็ การลักทรพั ย์ในเคหสถานตามมาตรา ๓๓๕ (๘)

เด็กชายมากเป็นเด็กอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทาการอันกฎหมายบัญญัติ
เป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรบั โทษ แต่ศาลมีอานาจท่ีจะว่ากล่าวตักเตือน หรือดาเนินการตามที่
เหน็ สมควรตามมาตรา ๗๔ ด้วยกไ็ ด้

การที่นายม่ังจ้างเด็กชายมากขโมยเคร่ืองเพชรของนางมี เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทา
ความผิดด้วยการจ้าง นายม่ังจงึ เป็นผู้ใช้ให้กระทาความผิดตามมาตรา ๘๔ วรรคแรก แม้ผู้ใช้ต้อง
รับโทษเสมือนตัวการ แต่เด็กชายมากอายุเพียง ๑๔ ปี ซึ่งผู้ถูกใช้เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี
จึงต้ องเพ่ิ มโท ษ ที่จ ะลงแก่ น ายม่ั งผู้ใช้ ก่ึ งหน่ึ งข องโทษ ที่ ศ าลก าหน ด สาห รับ ผู้น้ั น ต ามมาตร า
๘๔ วรรคสาม

แม้เด็กชายมากจะได้รับยกเว้นโทษตามมาตรา ๗๔ แต่ก็เป็นเหตุส่วนตัวของเด็กชายมาก
ไม่อาจนาเหตุยกเว้นโทษเพราะความอ่อนอายุของเด็กชายมากมายกเว้นโทษให้แก่นายม่ังได้
แต่อย่างไรก็ตาม การท่ีนายมั่งต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการในการลักทรัพย์ของนางมีซึ่งเป็นภรรยา
จงึ เป็นกรณีท่ีสามีลกั ทรพั ย์ภรรยา นายม่งั จึงไม่ตอ้ งรบั โทษฐานลักทรัพยโ์ ดยทาอันตรายสง่ิ กีดก้ัน
สาหรับคุ้มครองทรพั ยต์ ามมาตรา ๗๑ วรรคแรก

การที่นายมั่งจ้างเด็กชายมากฆ่านางมี แต่เด็กชายมากปฏิเสธ แม้เด็กชายมากอายุเพียง
๑๔ ปี แต่การจะเพ่ิมโทษท่ีลงแก่ผู้ใช้กึ่งหน่ึงได้นั้น ต้องเป็นกรณีท่ีผู้ถูกใช้ได้กระทาความผิด
จนผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ และผู้ถูกใช้เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี จึงจะเพ่ิมโทษ
ท่ีจะลงแก่ผู้ใช้กึ่งหน่ึงได้ตามมาตรา ๘๔ วรรคสาม กรณีนี้เม่ือความผิดท่ีใช้มิได้ทาลงจึงไม่อาจ
เพิ่มโทษผู้ใช้อีกก่ึงหน่ึงได้ เพราะเป็นเพียงกรณีที่ความผิดมิได้กระทาลงเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอม
กระทา (ดูเพ่ิมเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑
เล่ม ๒ พิมพ์คร้ังที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๑๙๑) นายม่ังผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของ
โทษทีก่ าหนดไว้สาหรบั ความผดิ ฐานฆ่าโดยไตรต่ รองไว้ก่อนตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา

160

๘๔ วรรคสอง
แม้นางสาวสวยจะนาไก่ย่างผสมยาพิษไปให้นางมีรับประทานจะเป็นการฆ่าผู้อ่ืน ซึ่งครบ

องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานฆ่าผู้อื่น แต่เมื่อนางสาวสวยไม่รู้ว่าไก่ย่างมียาพิษผสมอยู่
ต้องถือว่านางสาวสวยไม่มีเจตนากระทาความผิด เพราะถ้าผู้กระทามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็น
องค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเหน็ ผลของการกระทาน้ัน
ไม่ได้ นางสาวสวยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะนางสาวสวยไม่มีเจตนา
กระทาผดิ

นายม่ังต้องการฆ่านางมีโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วนายมั่งหลอกให้นางสาวสวยนาไก่ย่าง
ผสมยาพษิ ไปให้นางมรี บั ประทาน นายม่ังไม่เปน็ ผู้ใช้เพราะนางสาวสวยไม่มีเจตนากระทาความผิด
ดงั ที่วินิจฉัยมาแลว้ แต่นายม่งั เป็นผกู้ ระทาความผิดโดยทางอ้อม โดยมนี างสาวสวยเปน็ เคร่ืองมือ
ในการกระทาความผิด เมื่อนางสาวสวยนาไก่ย่างไปให้นางมีรับประทาน นางมีรับประทานไก่ย่าง
ผสมยาพิษแล้วถึงแก่ความตาย นายมั่งจึงมีความผิดฐานเจตนาฆ่านางมีโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
โดยเป็นผกู้ ระทาผดิ โดยทางออ้ ม

การที่นายมั่งหลอกนางสาวสวยให้ไปฆ่านางมี แม้นางสาวสวยอายุเพียง ๑๗ ปี แต่การจะ
เพ่ิมโทษที่ลงแก่ผู้ใช้กึ่งหนึ่งได้น้ัน ต้องเป็นกรณีที่ผู้ใช้ได้ก่อให้ผู้ถูกใช้ไปกระทาความผิด และ
ผู้ถูกใช้เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี จึงจะเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ใช้ก่ึงหน่ึงได้ ตามมาตรา
๘๔ วรรคสาม กรณีน้ีเมื่อนายมั่งไม่ใช่ผู้ใช้ แตน่ ายม่ังเป็นผกู้ ระทาผิดโดยทางอ้อม โดยมนี างสาวสวย
เป็นเพียงเคร่ืองมือในการกระทา จึงเพิ่มโทษนายม่ังกึ่งหน่ึงตามมาตรา ๘๔ วรรคสาม ไม่ได้
(ดูเพ่ิมเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เล่ม ๒
พิมพ์ครงั้ ที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หนา้ ๑๘๙ ถงึ หนา้ ๑๙๐)
ขอ้ สังเกต คาถามข้อนี้การตอบให้ครบประเด็นและคาตอบสอดคล้องกันเป็นเรอ่ื งยาก ต้องอาศัยการ
ฝกึ เขียนตอบบ่อย ๆ จงึ จะตอบได้ดี ในคาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ เลม่ ๒ พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ.
๒๕๖๒ โดยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ หน้า ๑๘๙ ถึงหน้า ๑๙๖ ยังมีข้อพิจารณา
ท่ีสาคัญอีกหลายเร่ือง เช่น ผู้ใหญ่เป็นตัวการกับบุคคลอายุไม่เกิน ๑๘ ปี กระทาผิด ก็ไม่ใช่ผู้ใช้ หรือ
ตอนแรกใช้บคุ คลอายไุ ม่เกิน ๑๘ ปี กระทาผิด แตต่ อ่ มาได้ไปรว่ มเป็นตัวการกบั บุคคลอายุไมเ่ กนิ ๑๘
ปี กระทาผดิ เม่ือการใชเ้ กลอื่ นกลืนจนเป็นตัวการ กเ็ พ่มิ โทษตามมาตรา ๘๔ วรรคสาม ไม่ได้ สาหรับ
ประเด็นตามกฎหมายใหมน่ ักศึกษาต้องติดตามเร่ืองเหล่านด้ี ว้ ย

161

ข้อ ๓๘ คาถาม นายชมว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส นายชิตตกลงทาตาม แต่ก่อนที่จะไป
ฆ่า นายชิตเกิดป่วยกะทันหัน นายชิตจึงไปวา่ จ้างนายช่ืนให้ไปฆ่านายใสแทนตน เมื่อนายช่ืนจ้องเล็ง
ปืนจะยงิ นายใส นายชมเกดิ สานกึ ผิดจงึ ว่ิงเข้ามายังท่เี กดิ เหตุและปดั ปืน ทาใหป้ ืนตกลงไปในน้า

ใหว้ ินจิ ฉยั ว่า นายช่ืน นายชติ นายชม ตอ้ งรบั ผิดฐานใดหรอื ไม่
(ข้อสอบเนติฯ สมัยท่ี ๕๖ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๔๖ ข้อ ๓)

คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องพยายาม ผู้ใช้ ขอบเขตของการใช้ ขัดขวาง ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๔, ๘๗, ๘๘

ความรบั ผิดทางอาญาของนายช่ืน นายช่ืนรับจ้างนายชิตไปฆ่านายใส ถอื ว่ามีเจตนาฆ่าโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายช่ืนจ้องเล็งปืนจะยิงนายใสแต่ถูกนายชมปัดปืนตกน้า เป็นการกระทาท่ี
ผ่านพ้นขั้นตระเตรียม เข้าสู่ข้ันลงมือกระทาความผิดแล้ว แต่กระทาไปไม่ตลอด นายช่ืนจึงมี
ความผิดฐานพยายามฆ่านายใสโดยไตรต่ รองไว้กอ่ นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔)
ประกอบมาตรา ๘๐ เพราะการกระทาใกลช้ ิดต่อผลคือความตายของนายใสแล้ว

ความรับผิดทางอาญาของนายชิต นายชิตจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตนเป็นการก่อให้
นายช่ืนกระทาความผิดด้วยการจ้าง นายชิตจึงเป็นผู้ใช้ตามมาตรา ๘๔ เมื่อนายช่ืนเล็งปืนจ้องจะ
ยงิ นายใสเปน็ กรณคี วามผิดท่ีใช้ไดก้ ระทาลงแล้ว นายชติ ตอ้ งรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามมาตรา
๘๔ วรรคสาม นายชิตจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายใสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา
๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๐ โดยเปน็ ผู้ใช้ตามมาตรา ๘๔

ความรับผิดทางอาญาของนายชม นายชมว่าจ้างนายชติ ให้ไปฆ่านายใส แล้วนายชิตจ้างนาย
ชื่นให้ไปฆ่านายใส เป็นกรณีที่นายชมก่อให้นายชืน่ กระทาผิดด้วยวิธีการอื่นใด นายชมจึงเป็นผู้ใช้
ตามมาตรา ๘๔ เช่นเดียวกับนายชิต แม้นายชิตมิได้ลงมือฆ่าด้วยตนเอง แต่ไปใช้นายช่ืนอีกต่อหนึ่ง
ก็ถือไดว้ ่าการท่ีนายชนื่ พยายามฆ่านายใสเป็นผลมาจากการวา่ จ้างของนายชม ซ่ึงไม่เกินขอบเขต
ของการใช้ เมื่อนายชน่ื ไปกระทาผิดตามทใ่ี ช้ นายชมผใู้ ช้จึงมีความผดิ ฐานพยายามฆา่ นายใสโดย
ไตรต่ รองไวก้ อ่ นตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๐ โดยเปน็ ผ้ใู ช้ตามมาตรา ๘๔

อย่างไรก็ตาม นายชมได้เข้าปัดปืนทาให้ปืนตกลงไปในนา้ จนการกระทาของนายช่ืนกระทา
ไปไมต่ ลอด เพราะการขัดขวางของนายชมซ่ึงเป็นผูใ้ ช้ตามมาตรา ๘๘ นายชมคงรับโทษเพียงหน่ึง
ในสามของโทษตามมาตรา ๒๘๙ (๔) เสมือนหน่ึงความผิดที่ใช้ยังมิได้กระทาลงตามมาตรา ๘๔
วรรคสอง
ข้อสังเกต คาถามเร่ืองการใช้ด้วยการจ้าง แล้วมีการใช้อีกทอดหน่ึง นักศึกษาต้องตอบให้ชัดว่า
นายชมกอ่ ให้นายช่นื กระทาความผดิ ด้วยวธิ ีอืน่ ใดตามมาตรา ๘๔ ไมใ่ ช่ตอบว่าก่อด้วยการจา้ ง เพราะ
นายชมไม่ใช่ผู้ท่ีก่อด้วยการจ้าง แต่ผู้ที่เป็นผู้ก่อให้ผู้อ่ืนด้วยการจ้างคือนายชิต เรื่องน้ีเป็นเร่ืองเล็ก ๆ
นอ้ ย ๆ แตก่ ็ควรจะรู้และตอบให้ถกู ตอ้ ง

162

ข้อ ๓๙ คาถาม เด็กชายหน่ึงอายุ ๑๒ ปี โกรธนางสาวสวยคุณครูคนใหม่ที่ปฏิเสธ
ไม่ยอมไปเท่ียวกลางคืนกับเด็กชายหน่ึง เด็กชายหน่ึงจึงใช้ให้นายสองไปจา้ งใครก็ได้ให้ไปฉุดนางสาว
สวยไปข่มขืน นายสองกลัวความผิดไม่ยอมทาตามคาส่ังเด็กชายหนึ่ง ในวันเดียวกันน้ันเด็กชายหนึ่ง
ไปบอกรกั นางสาวซ่ือ แต่นางสาวซ่ือปฏเิ สธไม่รับรักของเด็กชายหนึง่ เด็กชายหน่ึงจงึ ร่วมกับนายสาม
อายุ ๒๒ ปี วางแผนจะข่มขืนนางสาวซ่ือในห้องเรียนระหว่างเวลาที่นักเรียนคนอ่ืนไปเรียนวิชา
พลศึกษา ถึงวันที่เกิดเหตุเด็กชายหน่ึงหลอกนางสาวซ่ือเข้าไปในห้องเรียนโดยมีนายสามดูต้นทาง
แล้วเด็กชายหนึ่งได้ข่มขืนกระทาชาเรานางสาวซื่อโดยมีนายสามชว่ ยดูต้นทางหน้าหอ้ งเรียนโดยไมไ่ ด้
ปิดประตหู อ้ ง หลังจากกระทาผดิ เด็กชายหน่ึงและนายสามถกู จบั มาดาเนินคดี

ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของเด็กชายหนึ่งและนายสามในความผิดฐานข่มขืนกระทา
ชาเราผ้อู ่ืน

คาตอบ หลักกฎหมายเร่ืองเหตุยกเว้นโทษ ตัวการ ผู้ใช้ และเหตุส่วนตัว ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๗๔, ๘๓, ๘๔, ๘๙

ความรับผิดทางอาญาของเด็กชายหนึ่งต่อนางสาวสวย การท่ีเด็กชายหน่ึงใช้ให้นายสองไป
จ้างใครก็ได้ให้ไปฉุดนางสาวสวยไปข่มขืน ยังไม่เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดด้วยการใช้ตาม
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๔ เพราะการก่อให้ผอู้ ื่นกระทาผิดด้วยการใช้นน้ั จะเปน็ ความผิด
ก็ต่อเม่ือมีการใช้ผู้ที่จะไปลงมือกระทาผิดแล้วเท่านั้น หากเป็นเพียงการใช้ให้ไปใช้ โดยผู้รับ
การใช้ยังไม่ไปใช้ผู้ลงมือ ยังไม่ถือว่าเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดด้วยการใช้ เมื่อนายสอง
ไม่ยอมไปจ้างผอู้ ื่นให้กระทาผิด เด็กชายหนึง่ จึงไม่มีความรับผิดทางอาญา แม้โทษหน่ึงในสามของ
ความผดิ ตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง กไ็ ม่มี เพราะเดก็ ชายหนึ่งยงั ไม่ใชผ่ ูใ้ ช้

ความรบั ผิดทางอาญาของเด็กชายหน่ึงต่อนางสาวซ่ือ แม้เด็กชายหนึ่งจะข่มขืนกระทาชาเรา
นางสาวซ่ือโดยเจตนา ซึ่งการกระทาครบองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราผู้อื่นแล้ว
แต่เด็กชายหนึ่งอายุไม่เกิน ๑๕ ปี เด็กชายหนง่ึ จึงไม่ต้องรับโทษ โดยศาลมีอานาจดาเนินการตาม
มาตรา ๗๔ เช่น ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป หรือส่งตัวเด็กชายหนึ่งไปยังโรงเรียน หรือ
สถานฝกึ และอบรมซึง่ จัดขน้ึ เพ่อื ฝึกและอบรมเด็ก เป็นตน้

ความรับผิดทางอาญาของนายสาม แม้นายสามจะมิได้ข่มขืนกระทาชาเรานางสาวซื่อด้วย
แต่การที่นายสามยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องเรียน ขณะท่ีเด็กชายหน่ึงข่มขืนกระทาชาเรานางสาวซ่ือ
ถอื ว่าได้มีการแบง่ หน้าทีก่ ันทาซ่ึงถอื ว่าเปน็ การร่วมกันกระทาความผิด นายสามและเด็กชายหน่ึง
เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทาความผิดด้วยกันน้ัน เป็นตัวการต้องระวางโทษตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้
สาหรับความผดิ นนั้

แม้ว่าเด็กชายหน่ึงผู้ลงมือกระทาความผิดจะได้รับยกเว้นโทษเพราะเด็กชายหน่ึงอายุ
ไม่เกิน ๑๕ ปี ดังท่ีวินิจฉัยมาแล้ว แต่เหตุยกเว้นโทษดังกล่าวก็เป็นเหตุส่วนตัวของเด็กชายหนึ่ง
จะนาเหตยุ กเว้นโทษน้มี าใชก้ ับนายสามไม่ได้ตามมาตรา ๘๙ นายสามจงึ ต้องรับผดิ ทางอาญาฐาน
เปน็ ตัวการร่วมกับเดก็ ชายหน่ึงข่มขืนกระทาชาเราผ้อู ่ืนโดยไมไ่ ดร้ ับยกเวน้ โทษ

163

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๘๔

ฎีกาท่ี ๗๐๘๖/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๕๓ จาเลยท้ังสามช้ีช่องแนะนาให้ ร. ไปทาสัญญา
เช่าซ้ือรถจักรยานยนต์โดยเสนอเงินค่าตอบแทน ๑๐,๐๐๐ บาท ในการท่ี ร. ไปทาสัญญาและนา
รถจักรยานยนต์มาส่งมอบจาเลยทั้งสาม การกระทาของจาเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานร่วมกัน
ลกั ทรัพย์ แต่เปน็ การที่จาเลยทงั้ สามใชใ้ ห้ ร. ไปกระทาความผิดฐานฉ้อโกง

ส่วนความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดฐานฉ้อโกงน้ัน การช้ีช่องแนะนาให้ ร.
ไปทาสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดยเสนอเงินค่าตอบแทนในการนารถจักรยานยนต์มาส่งมอบ
จานวน ๑๐,๐๐๐ บาท ดังกล่าว อาจถือได้ว่าเปน็ การกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ
หรือใหค้ วามสะดวกแก่ ร. กต็ าม แม้ ร. จะนารถไปสง่ มอบให้จาเลยทั้งสาม แตก่ ็เกดิ จากการวางแผน
ของเจ้าหน้าที่ตารวจ โดยตารวจยืมรถจากผู้อืน่ แล้วให้ ร. ขับไปทาทีส่งมอบแก่พวกจาเลย หาได้เกิด
จาก ร. โดยทุจริตหลอกลวงผู้ให้เช่าซื้อด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรอื ปกปิดข้อความจริงซึ่ง
ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซ่ึงทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง อันจะถือเป็น
การกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ไม่ บริษัท ก. ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นผู้เสียหาย
กไ็ ม่ใช่ผเู้ สยี หาย และไมม่ ีผู้ใดเป็นผู้เสียหายในคดีน้ี เท่ากับไมม่ ีการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่
กล่าวในฟ้องและการกระทาอันถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามท่ีปรากฏในการพิจารณาแต่อย่างใด
จึงไม่มีฐานความผิดที่จะนามาใช้ลงโทษตามท่ีโจทก์ฟ้องได้เลย ทั้งความผิดตามมาตรา ๓๔๑ อันเป็น
มูลฐานแห่งความผิดฐานสนับสนุนการกระทาผิดไม่มีเสียแล้ว ความผิดฐานสนับสนุนการกระทา
ความผิดที่ต้องนาความผิดตามมาตรา ๓๔๑ มาประกอบกับมาตรา ๘๖ ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน
จงึ ไม่อาจพิพากษาลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๖ ได้อกี ดว้ ย

ฎีกาที่ ๕๓๐๖/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๔๔ จาเลยทั้งสองติดต่อว่าจ้าง ส. ขับรถยนต์
ของกลางไปบรรทุกไม้สักของกลางให้แก่จาเลยที่ ๒ โดยจาเลยท่ี ๑ น่ังรถไปพร้อมกับ ส. เม่ือจาเลย
ที่ ๑ และ ส. ขับรถบรรทุกไม้สักของกลางเคล่ือนทอี่ อกจากป่าแลว้ จาเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานเป็น
ตัวการร่วมกันทาไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทาไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีไม้สักแปรรูปไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนจาเลยท่ี ๒ มิได้ร่วมไปกับจาเลยที่ ๑ และ ส. จึงเป็นผู้ใช้หรือ
ผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดฐานทาไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต และทาไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ตาม ป.อ. มาตรา ๘๔ มใิ ชเ่ ปน็ ตวั การรว่ มกระทาความผดิ ด้วยกันตามมาตรา ๘๓

ฎีกาที่ ๑๓๕๖๐/๒๕๕๖ ฎ. ๓๔๕๗ การร่วมกันกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ ต้อง
เปน็ กรณีทผ่ี ู้กระทาความผิดมีส่วนร่วมอย่างใดอยา่ งหนงึ่ เพ่ือให้เกิดผลตามที่ประสงค์ตอ่ ผลหรืออยู่ใน
ตาแหน่งที่สามารถอานวยความสะดวกในการกระทาความผิดของบุคคลอื่น ป้องกันการขัดขวางการ
กระทาจากบุคคลภายนอกได้เพ่ือบรรลุวัตถุประสงค์ในการกระทา การที่จาเลยที่ ๑ โทรศัพท์เรียก
ผตู้ ายออกมาจากบ้านเพื่อให้จาเลยที่ ๓ ใชอ้ าวธุ ปนื ยิงโดยจาเลยท่ี ๑ มไิ ด้อยู่ในบริเวณเดียวกบั ผู้รว่ ม
กระทาความผิดขณะลงมือกระทาความผิดที่จะช่วยเหลือ ดูต้นทางหรืออานวยความสะดวกในการ
กระทาความผิด หรือมีการกระทาอย่างใดอย่างหน่ึงกับบุคคลท่ีตนเองประสงค์จะให้เกิดผลนั้น

164

เฉพาะอย่างยิ่งจาเลยท่ี ๑ โทรศัพท์เรียกผู้ตายออกมาให้จาเลยอื่นฆ่าแต่ผู้ตายไม่ออกมา จาเลยท่ี ๓
จึงเข้าไปใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในบ้าน ผลจากการกระทามิได้เกิดจากจาเลยที่ ๑ จาเลยที่ ๑ จึงไม่มี
ความผิดฐานร่วมกับจาเลยท่ี ๓ และพวกฆ่าผู้ตาย แต่จาเลยท่ี ๑ เป็นผู้จ้างวานใช้ให้จาเลยท่ี ๓ กับ
พวกใช้อาวธุ ปนื ยงิ ผู้ตายทบี่ า้ นของผู้ตาย จาเลยท่ี ๑ เป็นผใู้ ชใ้ หจ้ าเลยที่ ๓ กระทาความผิด

จาเลยที่ ๒ รู้เห็นในการท่ีจาเลยที่ ๑ โทรศัพท์หลอกให้ผู้ตายออกมาจากบ้านเพ่ือให้จาเลย
ที่ ๓ ใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทาของจาเลยท่ี ๒ เป็นการช่วยเหลือให้
ความสะดวกในการกระทาความผดิ ของจาเลยท่ี ๑ จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิดฐานสนบั สนุนในการจา้ ง
วานใช้ของจาเลยท่ี ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๔, ๘๖
หมายเหตุ (โดยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ) ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
ไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จาเลยท่ี ๑ เป็น “ผู้ใช้” ตาม
ป.อ. มาตรา ๘๔ โดยจาเลยท่ี ๓ (มือปืน) เป็น “ผู้ลงมือ” ส่วนจาเลยที่ ๒ น้ัน ศาลฎีกาเห็นว่าได้
“ช่วยเหลือให้ควำมสะดวกในกำรกระทำควำมผิดของจำเลยที่ ๑ จึงมีควำมผิดฐำนสนับสนุนใน
กำรจ้ำงวำนใช้ของจำเลยที่ ๑ จำเลยท่ี ๒ จึงมีควำมผิดฐำนสนับสนุนในกำรจ้ำงวำนใช้ของ
จำเลยท่ี ๑” ทัง้ นี้ศาลฎกี าลงโทษจาเลยท่ี ๒ ซ่ึงเปน็ “ผสู้ นับสนนุ ของผใู้ ช้” ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙
(๔) ประกอบมาตรา ๘๔, ๘๖

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ “บทบัญญัติท่ัวไป” ตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๑
เช่น “ตัวการ” ตามมาตรา ๘๓ “ผู้ใช้” ตามมาตรา ๘๔ “ผู้สนับสนุน” ตามมาตรา ๘๖ จะนามาใช้
“ซ้อน” กันได้เพียงใดหรือไม่ เช่น “ผู้ใช้” (ตามมาตรา ๘๔) ของ “ผู้สนับสนุน” (ตามมาตรา ๘๖)
หรือ “ผู้สนับสนุน” (ตามมาตรา ๘๖) ของ “ผู้ใช้” (ตามมาตรา ๘๔) จะมีได้หรือไม่ ถ้ำมีได้
จะหมำยควำมว่ำอยำ่ งไร

เมือ่ พจิ ารณาจากตวั บทของประมวลกฎหมายอาญาในภำค ๑ “บทบญั ญัติท่ัวไป” ลกั ษณะ
๑ “บทบัญญัติท่ีใช้แก่ควำมผิดทั่วไป” น่าจะแสดงให้เห็นว่า บทบัญญัติในลักษณะ ๑ นั้น ต้อง
นาไปใช้แก่ “ความผิดท่ัวไป” เช่นบทบัญญัติในเรื่อง “ผู้ใช้” “ผู้สนับสนุน” ต้องนาไปใช้แก่
“ความผิดทั่วไป” โดยตรง เช่น นาไปใช้แก่ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตามมาตรา ๒๘๙
โดยตรง ดังน้ัน “ผู้ใช้” ย่อมหมายถึงผู้ใช้ของ “ผู้ลงมือ” (คือ ผู้ลงมือกระทาความผิดตามมาตรา
๒๘๙) หรือ “ผู้สนับสนุน” ก็ย่อมหมายถึงผู้สนับสนนุ ของ “ผู้ลงมอื ” (คือผู้ลงมือกระทาความผิดตาม
มาตรา ๒๘๙) ดังนัน้ จึงไม่น่าจะมีกรณี “ผ้ใู ชข้ องผู้สนับสนุน” หรือ “ผู้สนบั สนนุ ของผใู้ ช้” เกิดข้ึนได้
เพรำะเท่ำกับเป็นกำรใช้บทบัญญัติทั่วไปในภำค ๑ มำ “ซ้อน” กันเอง ก่อนจะนำไปใช้กับ
กฎหมำยอำญำภำคควำมผดิ

ในประเด็นน้ี ศาสตราจารยจ์ ิตติ ตงิ ศภทั ิย์ ได้หยิบยกขึ้นในหนังสือคาอธิบายกฎหมายอาญา
ภาค ๑ หวั ข้อ ๑๗๖ ก. หนา้ ๕๔๕ – ๕๔๖ (ฉบับพิมพค์ ร้งั ที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๕) มขี ้อความดงั น้ี

๑๗๖ ก. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับกำรใช้ให้สนับสนุนกำรกระทำควำมผิด และกำรสนับสนุน
กำรใช้ให้กระทำควำมผดิ อยบู่ างประการเพราะกำรใช้และกำรสนับสนุนอยู่ในภาค ๑ ของประมวล

165

กฎหมายอาญาดว้ ยกัน เปน็ ปญั หาวา่ จะมีไดเ้ พยี งใด
(๑) การสนับสนุนการกระทาความผิดมีได้ต่อเมื่อได้มีการกระทาความผิด หรือเป็นความผิด

ก่อนการกระทาสาเร็จ เช่น พยายามหรือตระเตรียมในบางเรื่อง กำรใช้ให้สนับสนุนกำรกระทำ
ควำมผิด จึงมีได้ต่อเม่ือการสนับสนุนเป็นความผิด เพราะได้มีการกระทาความผิดตามที่สนับสนุน
เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น การใช้แต่ผู้ถูกใช้ไม่กระทา ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ตามมาตรา ๘๔ วรรค ๒
ความผิดที่ใช้ก็ไม่มี ยังถือว่ามีการใช้ให้กระทาความผิดไม่ได้ จึงมีการใช้แต่ความผิดไม่ได้ทาลงตามที่
ใช้ตามมาตรา ๘๔ วรรค ๒ ไม่ได้ จะลงโทษผู้ใช้หนึ่งในสามของสองในสามของความผิดท่ีสนับสนุน
ไม่ได้ เช่น ก. ใช้ให้ ข. สนับสนุน ค. ทาผิด ค. ไม่ทาตามท่ี ข. สนับสนุน ไม่มีความผิดอะไรเกิดข้ึน
ข. ไม่มีความผิด ไม่มีโทษอะไรท่ี ก. จะต้องรับหน่ึงในสามมาตรา ๘๔ วรรค ๒ ถ้า ค. ทาผิดตามที่
ข. สนับสนุน กำรใช้ของ ก. ให้ ข. สนับสนุน ก็เป็นกำรท่ี ก. สนับสนุนให้ ค. ทำควำมผิดตำม
มำตรำ ๘๖ ดว้ ยอยู่ในตัวไม่ต้องอำศัยมำตรำ ๘๔ แต่ประกำรใด

(๒) กำรสนับสนนุ กำรใช้ใหก้ ระทำควำมผดิ มิใช่เป็นผู้ใชใ้ ห้กระทาความผิด เชน่ ก. แนะนา
ให้ ข. ใช้ ค. กระทาความผิด กฎหมายลงโทษ ค. ผลู้ งมือกระทา และลงโทษ ข. ผใู้ ช้ให้กระทาเสมอื น
ตัวการ กฎหมายไม่ไปไกลจนถึงกับลงโทษ ก. ผู้แนะนาให้ ข. ใช้ ค. จึงไม่มีผู้สนับสนุนกำรใช้ให้
กระทำควำมผิดก็ตาม แต่การท่ี ก. แนะนา ข. ให้ใช้ ค. กระทาความผิดน้ัน การกระทาของ ก. ที่
แนะนา ข. อาจเป็นการสนบั สนุน ค. ให้กระทาความผิดได้ในตวั เอง ก. จึงเปน็ ผู้สนับสนนุ การกระทา
ความผิดของ ค. ได้เหมือนกัน แต่จะไม่มีการสนับสนุนให้ ข. ทาผิดตามมาตรา ๘๔ วรรค ๒ ถ้า ค.
ไม่กระทาความผดิ ตามท่ีใชโ้ ดยนัยเดียวกบั ใน (๑)

ควำมเห็นของศำสตรำจำรย์จิตติ ติงศภัทิย์ ตามข้อ (๑) กรณี ก. ใช้ให้ ข. สนับสนุน ค.
(ผู้ลงมือ) ทาผิด หำก ค. กระทำควำมผิด ข. ก็เป็น “ผู้สนับสุนุน” ส่วน ก. ก็เป็น “ผู้สนับสนุน”
ในการกระทาความผิดของ ค. เชน่ เดียวกัน แม้ ค. จะไม่ร้วู ่า ข. มาสนับสนุนตนเพราะ ก. ใช้จ้างวาน
ข. มาก็ตาม กล่าวโดยสรุปกค็ อื “ผูใ้ ช”้ ของ “ผู้สนับสนุน” กค็ อื “ผู้สนบั สนุนผ้ลู งมือ” นน่ั เอง

ควำมเห็นของศำสตรำจำรย์จิตติ ติงศภัทิย์ ตามข้อ (๒) ข้างต้น กรณี ก. แนะนาให้ ข.
ไปใช้ ค. (ผู้ลงมือ) กระทาความผิด และต่อมา ค. ก็ไปกระทาความผิด ข. เป็น “ผู้ใช้” ตามมาตรา
๘๔ ให้ ค. “ผู้ลงมือ” กระทาความผิด ส่วน ก. ผู้ซึ่งแนะนา ข. ใหไ้ ปใช้ ค. ก. กเ็ ป็น “ผู้สนับสนุน”
ในการกระทาความผิดของ ค. แม้ว่า ค. จะไม่รู้ว่า ข. มาใช้ตนเพราะ ก. แนะนา ข. มาก็ตาม
กล่าวโดยสรุปก็คอื “ผสู้ นบั สนนุ ” ของ “ผ้ใู ช้” ก็คอื “ผ้สู นบั สนนุ ผู้ลงมอื ” นนั่ เอง

กรณีตำมข้อ (๒) ข้ำงต้น ก็ตรงตามฎีกาท่ีหมายเหตุนี้เอง ซ่ึงผู้หมายเหตุเห็นวา่ จาเลยที่ ๒
ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีการกระทาอันเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการกระทาความผิดของ
จาเลยท่ี ๑ (ผู้ใช้) จึงมีความผิดฐานสนับสนุนในการจ้างวานใช้ของจาเลยที่ ๑ นั้น อันที่จริง
การกระทาของจาเลยท่ี ๒ ก็คือ การกระทา “ด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความ
สะดวก” ในการท่ี “จาเลยที่ ๓ (มอื ปนื )” กระทาความผิดน่นั เอง

คาพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ เป็นกรณที ี่ใกล้เคยี งกบั ฎกี ำที่ ๑๑๘๓๔/๒๕๕๔ ซ่ึงเป็นเรือ่ งท่ี

166

จาเลยที่ ๒ (ผู้ใช้) ว่าจ้างจาเลยท่ี ๑ (มือปืน) ให้ฆ่าผู้ตาย ตอนแรกจาเลยที่ ๑ ไม่ตกลง ต่อมาจาเลย
ท่ี ๓ มาพบจาเลยที่ ๑ และเพ่ิมเงินค่าจ้างอีก จาเลยท่ี ๑ ก็ยังไม่ตกลง จนในท่ีสุดจาเลยที่ ๔ ต้องมา
พูดเกลี้ยกล่อม จาเลยที่ ๑ จึงยอมตกลงไปยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลย
ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนกำรกระทำควำมผิดของจำเลยที่ ๒” (ผู้ใช้) และ
พิพากษายืนตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ซึ่งพิพากษายืนตามคาพิพากษาของศาลช้ันต้น
ลงโทษจำเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ฐานเป็น “ผู้สนับสนุนให้ฆ่ำผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ตามมาตรา
๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๖ มีข้อสังเกตว่ำ พฤติกรรมของจาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ คือการช่วยเหลือ
หรือให้ความสะดวกในการท่ีจาเลยที่ ๑ (มือปืน) กระทาความผิดนั่นเอง ตรงตามที่ศาลช้ันต้นปรับ
บทลงโทษ คือ มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๖ เพียงแต่ศาลฎีกาใช้ถ้อยคาในตอนท้ายว่า
จาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๒ (ผู้ใช้) ซึ่งตาม
ความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะการกระทาของจาเลยท่ี ๓ (เพิ่มเงินค่าจ้างให้แก่จาเลยท่ี ๑) และ
การกระทาของจาเลยที่ ๔ (พูดเกล้ียกล่อมจาเลยท่ี ๑) ทาให้ในที่สุด จาเลยที่ ๒ (ผู้ใช้) สามารถ
ว่าจ้างจาเลยท่ี๑ (มือปืน) ไปฆ่าผู้ตายได้สำเร็จ จึงทาให้เข้าใจไปว่า จาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ คือ
“ผู้สนับสนุนของ “ผใู้ ช้” ซ่ึงอันที่จริง จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ คือ “ผสู้ นบั สนุนผู้ลงมือ (มือปืน)” นั่นเอง
ดังที่ศาลได้วินิจฉัยว่า จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ มีความผิดฐาน “ผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง
ไว้ก่อน” โดยปรับบทลงโทษตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๖ มีข้อสังเกตว่า ศาลมิได้
ปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๔, ๘๖ แต่อย่างใด
กล่าวคือ ไม่มีการนา “มาตรา ๘๔” (ผู้ใช้) มาปรับบทลงโทษจาเลยที่ ๓ และที่ ๔ ด้วย จึงแตกต่าง
กับกรณีฎีกาท่ีหมายเหตุน้ี (ฎีกาที่ ๑๓๕๖๐/๒๕๕๖) ซึ่งศาลฎีกานามาตรา ๘๔ มาปรับบทด้วย
โดยพพิ ากษาวา่ จาเลยที่ ๒ มีความผิดตาม “มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๔, ๘๖”

การที่ศาลฎีกาตามฎีกำที่ ๑๑๘๓๔/๒๕๕๔ วินิจฉัยว่าจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ มีความผิดฐาน
เป็น “ผู้สนับสนุน (จาเลยท่ี ๒ มือปืน) ให้ฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” และปรับบทลงโทษจาเลย
ท่ี ๓ และท่ี ๔ ตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๖ นั้น เป็นการปรับใช้ “บทบัญญัติท่ัวไป”
กล่าวคือเร่ือง “ผู้สนับสนุน” ตามมาตรา ๘๖ โดยตรงแก่ “ความผิด” ตามมาตรา ๒๘๙ (๔) โดย
ไม่นาไปใช้ "ซ้อน” กับบทบัญญัติในเรื่อง “ผู้ใช้” ตามมาตรา ๘๔ อันจะเป็นการใช้ “บทบัญญัติ
ทั่วไป” มา “ซ้อน” กันเอง ซ่ึงไม่น่ำจะตรงตำมเจตนำรมณ์ของประมวลกฎหมำยอำญำที่ให้นา
“บทบัญญัติท่ัวไป” มาใช้โดยตรงกับ “ความผิด” (เช่น มาตรา ๒๘๙) โดยต้องไม่นาไปใช้
“ซ้อนกันเอง” (เช่น นามาตรา ๘๖ มาใชซ้ ้อนกับมาตรา ๘๔) ก่อนจะนาไปใช้ปรับใช้กับ “ความผิด”

หากถือว่า “บทบญั ญัติทั่วไป” ในประมวลกฎหมายอาญาภาค ๑ สามารถใช้ “ซ้อน” กันได้
เช่น “ผู้สนับสนุน (ตามมาตรา ๘๖) ของผู้ใช้ (ตามมาตรา ๘๔)” สามารถเกิดข้ึนได้ ก็อาจเกิดปัญหา
เช่น ก. ชว่ ยเหลือให้ความสะดวกในการท่ี ข. ไปใช้ ค. ไปฆ่า ง. แต่ ค. ยังไมไ่ ดล้ งมือฆ่ำ ง. ข. เป็น
“ผู้ใช้” และต้องระวางโทษ “หน่ึงในสาม” ของโทษตามมาตรา ๒๘๙ (๔) ตามบทบัญญัติของมาตรา
๘๔ วรรคสอง ส่วน ก. จะระวางโทษอยา่ งไร จะลงโทษ ก. “สองในสาม” (ตามมาตรา ๘๖) ของโทษ

167

“หน่ึงในสาม” (ตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง) ของโทษตามมาตรา ๒๘๙ (๔) หรืออย่ำงไร ซ่ึงใน
ประเด็นน้ี หากถือว่า “ผู้สนับสนุนของผู้ใช้” คือ “ผู้สนับสนุนของผู้ลงมือ” ก็วินิจฉัยได้ว่า หาก ค.
ยังไม่ได้กระทาความผิดต่อ ง. ก. ก็ยังไม่เป็นผู้สนับสนุน ตามหลักที่ว่าหากการกระทาของผู้ลงมือ
ยังไม่เป็นความผิด ผู้ที่ช่วยเหลือให้ความสะดวกก็ไม่เป็นผู้สนับสนุน (เช่น ฎีกาท่ี ๑๘๗๒/๒๕๔๖,
๔๕๔๗/๒๕๓๐) อย่างไรก็ตาม หาก ค. กระทาความผิดต่อ ง. แล้ว ก. ก็เป็นผู้สนับสนุน ค. ในการ
กระทาความผดิ ต่อ ง. แมว้ ่า ค. จะมิไดร้ ู้ถงึ การช่วยเหลอื ของ ก. กต็ าม

กรณีตามฎกี าที่หมายเหตุนี้ (ฎีกำท่ี ๑๓๕๖๐/๒๕๕๖) ผ้หู มายเหตุจึงเห็นวา่ แม้การกระทา
ของจาเลยท่ี ๒ คือการช่วยเหลือให้ความสะดวกในการกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๑ (ผู้ใช้) ก็ตาม
แต่จาเลยท่ี ๒ ก็มีความผิดฐาน “ผู้สนับสนุนให้จาเลยท่ี ๓ (มือปืน) ฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
ตาม ป.อ. มาตรา๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๖ น่นั เอง ทั้งน้ี ตามแนวทางการปรับบทความผิดของ
ศาลในฎกี าท่ี ๑๑๘๓๔/๒๕๕๔

ในประเด็นเรื่องการใช้ “บทบัญญัติทั่วไป” ในภาค ๑ “ซ้อน” กัน ที่หมำยเหตุน้ี ฎีกำที่
๕๕๓/๒๕๕๕ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ลงโทษจาเลยท้ังสองคนซึ่ง
“รว่ มกัน” “โฆษณำหรือประกำศแก่บุคคลท่ัวไป” ให้กระทาความผิดตามมาตรา ๒๑๘ (๑), ๓๕๘
โดยพิพากษาวา่ จาเลยท้ังสองมีความผิดตามมาตรา ๒๑๗, ๒๑๘ (๑), ๓๕๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๕
วรรคสอง และ ๘๓

ผู้หมำยเหตุ เห็นว่า มาตรา ๘๕ ก็ดี มาตรา ๘๓ ก็ดีเป็น “บทบัญญัติท่ัวไป” ซ่ึงต้องใช้กับ
“ความผิดทั่วไป” เช่น ใช้โดยตรงกับมาตรา ๒๑๘ ฯลฯ เท่าน้ัน ดังน้ัน จาเลยท้ังสองคนก็มีความผิด
ตามมาตรา ๒๑๘ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๘๕ วรรคสอง ทั้งน้ี แม้จะร่วมกันโฆษณำหรือประกำศ
แก่บุคคลทั่วไปให้กระทำควำมผิดก็ตำม ทั้งนี้โดยไม่ต้องอ้างมาตรา ๘๓ ด้วยเลย การอ้างมาตรา
๘๓ ย่อมต้องหมายความว่าในความผิดตามมาตรา ๒๑๘ (๑) น้ัน จาเลยทั้งสองได้ “ร่วมกระทำ
ควำมผิด” ตามมาตรา ๒๑๘ (๑) “ด้วยกัน” ในฐานะเป็น “ผู้ลงมือ” หรือในฐานะเป็น “ตัวกำร”
(เชน่ “แบ่งหน้าท่ีกันทา”) แตเ่ มือ่ ศาลเห็นว่าในความผิดตามมาตรา ๒๑๘ (๑) นั้น จาเลยทั้งสองเป็น
“ผู้โฆษณำหรือประกำศ” ตามมาตรา ๘๕ และต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามมาตรา ๘๕
วรรคสองแล้ว แม้จาเลยทั้งสองจะ “ร่วมกัน” “โฆษณาหรือประกาศ” ก็ไม่มีกรณีท่ีจะปรับใช้มาตรา
๘๓ “ซ้อน” ไปกับมาตรา ๘๕ แต่อย่างใด แต่สามารถปรับใช้มาตรา ๘๕ โดยตรงกับมาตรา
๒๑๘ (๑) ได้เลย แม้ว่าจะร่วมกัน “โฆษณำหรือประกำศ” ก็ตาม กล่าวโดยสรุปก็คือ ผู้หมายเหตุ
เห็นว่า ในกรณีท่ีบุคคลหลายคน “ร่วมกัน” “ก่อให้ผู้อ่ืนกระทำควำมผิด” (ร่วมกันเป็นผู้ใช้ตาม
มาตรา ๘๔ หรือมาตรา ๘๕ ก็ตาม) ทุกคนต่างก็เป็นผู้ใช้ตามมาตรา ๘๔ หรือผู้โฆษณาตามมาตรา
๘๕ แล้วแต่กรณี โดยตรงในความผิดที่ “ใช้” หรือ “โฆษณา” ให้กระทา (เช่น ความผิดตามมาตรา
๒๑๘) โดยจะไม่มีกรณีที่จะเป็น “ตัวกำรรว่ มกัน” (ตามมาตรา ๘๓) ในการเป็น “ผูใ้ ช้” (ตามมาตรา
๘๔) หรือในการเป็น “ผู้โฆษณำหรือประกำศ” (ตามมาตรา ๘๕) ในการกระทาผิดตามมาตรา ๒๑๘

เกยี รตขิ จร วัจนะสวัสดิ์

168

ฎีกาที่ ๑๓๐๕๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๑๖๘ จาเลยท่ี ๒ ใช้โจทก์ร่วมทาแท้งต้ังแต่ก่อน
เกดิ เหตุ ต่อมาระหวา่ งวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๙ จนถึงวันเกิดเหตุ จาเลยที่ ๒ ใช้จาเลยท่ี ๓ ทาแท้ง
ให้โจทก์ร่วม เป็นการใช้ให้ผู้อ่ืนกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๔ ส่วนที่จาเลยที่ ๒
ขับรถจักรยานยนต์ให้โจทก์ร่วมน่ังซ้อนท้ายเพ่ือไปหาจาเลยที่ ๓ ให้ทาแท้ง แม้จะเป็นการสนับสนุน
การกระทาความผิด แต่ก็เป็นการกระทาส่วนหน่ึงในความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทาความผิด
จงึ เกล่ือนกลืนเป็นกรรมเดยี วกัน

ฎีกาที่ ๘๑๑๗/๒๕๕๔ ฎ.๒๓๓๙ จาเลยท่ี ๑ นาเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมาเพ่ือ
ส่งมอบให้แก่จาเลยที่ ๒ ตามท่ีสั่งซ้ือไว้ แม้จาเลยท่ี ๒ จะถูกจับกุมเสียก่อน ก็ถือได้ว่าจาเลยท่ี ๒
เป็นผู้ก่อให้จาเลยที่ ๑ มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายตาม ป.อ. มาตรา
๘๔ มิใชเ่ ป็นตวั การรว่ มกระทาความผดิ ด้วยกันตามมาตรา ๘๓

ฎีกาท่ี ๕๓๑๘/๒๕๔๙ ฎ.๑๖๗๕ จาเลยจ้างให้บุคคลที่ไม่รู้มาก่อนว่าที่ดินบริเวณท่ีเกิดเหตุ
เป็นพ้ืนที่ป่าสงวนแห่งชาติ ให้นารถไถไปไถท่ีดินบริเวณดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทา
ความผิด เพราะผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทาน้ันเป็นความผิด แต่เป็นการใช้บุคคลเหล่าน้ันเป็นเคร่ืองมือ
ในการกระทาความผดิ ถือวา่ จาเลยเปน็ ผกู้ ระทาความผิดเองโดยออ้ ม จาเลยจึงมีความผดิ ตาม พ.ร.บ.
ปา่ สงวนแหง่ ชาตฯิ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๓๑ วรรคสอง

ฎีกาท่ี ๑๐๕๘๘/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๘๐ จาเลยท่ี ๑ ทราบว่าแนวเขตที่ดินของจาเลยที่ ๑ ทาง
ทิศใต้คือผนังห้องเลขที่ ๒๖๔ และ ๒๖๖ ซึ่งตรงกับแนวกาแพงตึกของจาเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็นแนวเขตที่
แน่นอนชัดเจน แต่จาเลยที่ ๑ กลับให้จาเลยที่ ๒ ขุดหลุมล้าเข้าไปในท่ีดินพิพาทของโจทก์ร่วม การ
กระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงเป็นการกระทาโดยเจตนารบกวนการครอบครองท่ีดินของโจทก์ร่วมโดย
ปกติสุข และทาให้ท่ีดินดังกล่าวได้รับความเสียหาย การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐาน
บุกรุกและทาให้เสยี ทรัพยต์ าม ป.อ. มาตรา ๓๖๒, ๓๕๘
ข้อสังเกต คดีน้ีศาลชั้นต้นยกฟ้องจาเลยที่ ๒ โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีเป็นอันยุติว่าจาเลยท่ี ๒ ไม่มี
ความผิดฐานบุกรุกและฐานทาให้เสียทรัพย์ เมื่อจาเลยที่ ๒ ไม่มีความผิด จาเลยท่ี ๑ จึงไม่เป็นผู้ใช้
ให้จาเลยท่ี ๒ กระทาผิด จาเลยท่ี ๑ เป็นผู้กระทาความผิดโดยทางอ้อมโดยมีจาเลยที่ ๒
เป็นเครอ่ื งมือในการกระทาผิด

ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นว่า จาเลยท่ี ๒ มีความผิดฐานบุกรุกและทาให้เสียทรัพย์โดยจาเลย
ที่ ๑ สัง่ ใหจ้ าเลยท่ี ๒ ขดุ หลมุ ลา้ เข้าไปในที่ดนิ พิพาท จาเลยท่ี ๑ จะเป็นผ้ใู ช้

ฎีกาที่ ๕๑๓๒/๒๕๕๕ ฎ.๒๙๐๕ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายระบุว่า ส. จะขายท่ีดินพร้อม
บ้านพิพาทแก่จาเลยท่ี ๑ แต่เม่ือไปจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ส. ทาหนังสือสัญญาขาย
ที่ดินแก่จาเลยท่ี ๑ โดยมีข้อความว่าตกลงขายเฉพาะท่ีดินไม่เก่ียวกับส่ิงปลูกสร้าง แสดงว่าไม่ได้ขาย
บ้านพิพาทด้วย จาเลยที่ ๑ จึงไม่มีกรรมสิทธ์ิในบ้านพิพาทและไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านพิพาท การที่
จาเลยท่ี ๑ ทราบอยู่แล้วว่าบ้านพิพาทไม่ใช่ของตนแต่เป็นของโจทก์ร่วมน้องสาวของ ส. จาเลยท่ี ๑
กลับสั่งให้จาเลยท่ี ๒ เข้าไปในบา้ นพิพาทและทาการรือ้ ปรบั ปรงุ บ้านพพิ าท ท้งั ๆ ทโี่ จทกร์ ่วมได้หา้ ม

169

ปรามแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทาให้บ้าน
พิพาทของโจทกร์ ว่ มไดร้ ับความเสียหาย จาเลยที่ ๑ จงึ มคี วามผิดฐานบุกรกุ และทาให้เสยี ทรพั ย์
ข้อสังเกต จาเลยที่ ๒ ไม่รู้ข้อเท็จจริงท่ีเป็นองค์ประกอบความผิด จาเลยที่ ๒ ไม่มีเจตนากระทาผิด
จาเลยที่ ๑ จงึ ไม่เป็นผใู้ ช้ แตเ่ ป็นผู้กระทาผิดโดยอ้อม

ฎีกาที่ ๔๔๕๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๕๑ พยานได้รับชุดเอกสารการโอนอาวุธปืนจากจาเลย
จากน้ันมอบเอกสารดังกล่าวให้ ว. ไปดาเนินการโอนทะเบียนอาวุธปืนต่อไป ต่อมา บ. ทราบเร่ือง
เอกสารการโอนอาวุธปืนดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมจาก ส. บ. ก็สอบถามเรื่องดังกล่าวจากจาเลย
และขอเงินคืน แต่จาเลยก็ไม่คืนให้อีกทั้ง ว. ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ว. เช่ือว่าเอกสารการ
โอนอาวุธปืนเป็นเอกสารจริง จึงแสดงให้เห็นว่า บ. ส. และ ว. ต่างไม่ทราบว่าเอกสารการโอนอาวุธ
ปืนเป็นเอกสารปลอม การที่จะเป็นผู้ใช้ให้กระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๔ ได้ ผู้ถูกใช้จะต้องรู้
ว่าการกระทาตามที่ถูกใช้เป็นความผิด แต่เม่ือ บ. ส. และ ว. ไม่รู้ว่าเอกสารการโอนอาวุธปืนเป็น
เอกสารปลอม จึงไม่ถือว่ามีผู้ถูกใช้ให้กระทาความผิดและไม่ใช่การใช้ให้ผู้อื่นกระทาความผิด บุคคล
ดังกลา่ วจงึ เปน็ เพียงเคร่อื งมือของจาเลยในการกระทาความผดิ ถือวา่ จาเลยเป็นผู้กระทาความผิดเอง
โดยออ้ ม จาเลยจึงไมเ่ ป็นผู้ใชใ้ ห้ผอู้ ่ืนกระทาความผดิ

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๘๖

ฎีกาที่ ๒๔๘๐/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๔๐ แม้การทาสญั ญาซ้อื ขายทองคาของ ก. และ ส. เป็น
การอาพรางการให้กู้ยืมเงินและเป็นการหลีกเล่ียงมิให้การกู้ยืมเงินอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ห้ามเรียก
ดอกเบ้ียเกินอัตราฯ แต่การให้บุคคลใดยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกาหนดไว้
เป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองซ่ึงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๐ วรรคสอง สัญญายืมน้ีย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อ
ส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมและตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบ้ียเกินอัตราฯ มาตรา ๓ (ก) บัญญัติว่า
“บุคคลใดให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราท่ีกฎหมายกาหนดไว้ ท่านว่าบุคคลนั้น
มีความผิดฐานเรียกดอกเบ้ียเกินอัตรา...” ดังนี้ ความผิดฐานให้บุคคลอ่ืนยืมเงินโดยคิดดอกเบ้ีย
เกินกว่าอัตราท่ีกฎหมายกาหนด สาระสาคัญอยู่ท่ีผู้ให้กู้ให้กู้เงินโดยเรียกหรอื คิดเอาดอกเบ้ียเกินกว่า
อัตราตามท่ีกฎหมายกาหนด การกระทาความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นและสาเร็จแล้วในทันทีท่ีมีการ
ให้กู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราท่ีกฎหมายกาหนด และตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ ผู้ใดกระทาด้วย
ประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อ่ืนกระทาความผิดก่อนหรือขณะ
กระทาความผิด แมผ้ ู้กระทาความผดิ จะมิไดร้ ถู้ งึ การช่วยเหลือหรอื ให้ความสะดวกน้ันกต็ าม ผู้น้ันเป็น
ผู้สนับสนุนการกระทาความผิด เมื่อจาเลยท้ังสองเป็นเพียงผู้เก็บเงินจากลูกค้าตามสัญญากู้ แต่เม่ือ
ไม่ปรากฏว่าจาเลยท้ังสองกระทาด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกก่อน
หรือขณะที่ ก. ทาสัญญาซื้อขายทองคาและ ส. ทาสัญญาซ้ือขายทองคา ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่า
จาเลยทง้ั สองเปน็ ผสู้ นบั สนุนการกระทาความผดิ ฐานเรยี กดอกเบยี้ เกนิ อตั รา

170

ฎีกาท่ี ๒๐๖๘๘/๒๕๕๖ ฎ. ๓๓๓๔ หลังจากจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ชิงเอาเงินและโทรศัพท์
ของผู้เสียหายไปแล้ว จาเลยท่ี ๑ โทรศัพท์ไปแจ้งจาเลยที่ ๓ ที่บ้าน ต่อมาจาเลยท่ี ๓ ได้เดินทาง
มาสมทบในท่ีเกิดเหตุและร่วมแสดงบทบาทเป็นหัวหน้าสอบถามผู้เสียหายเกี่ยวกับยาเสพติดตามท่ี
จาเลยท่ี ๑ แต่งเร่ืองข้ึน ถือว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ของจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ สาเร็จขาดตอนแล้ว
นับแต่เวลาท่ีจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ได้เงินและโทรศัพท์ของผู้เสียหายไป แม้จาเลยที่ ๓ พาผู้เสียหาย
ออกไปจากท่ีเกิดเหตุหลังจากที่จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้เงินและโทรศัพท์ของผู้เสียหายไปแล้ว
จะถือว่าจาเลยที่ ๓ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก่อนหรือขณะกระทาผิด
หาไดไ้ ม่ ถอื ไมไ่ ด้ว่าจาเลยที่ ๓ เปน็ ผู้สนับสนนุ การกระทาผดิ

ฎีกาท่ี ๓๔๗๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๑ การสอบสวนกรณีแจ้งการเกิดเกินกาหนดเป็น
อานาจของนายอาเภอ ปลัดอาเภอจะใช้อานาจในฐานะผู้ปฏิบัติราชการแทนไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณี
มอบอานาจ จาเลยท่ี ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าท่ีปกครอง รับแจ้งการเกิดของ อ. เกินกาหนด ออกใบ
สูติบัตรและลงรายการทะเบียนบ้านโดยไม่มีการสอบสวนและโดยพลการ เป็นการปฏิบัติที่
ผิดระเบียบและผิดกฎหมาย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ แต่การที่จาเลยท่ี ๓ ในฐานะ
ผู้ใหญ่บ้าน ทาหนังสือรับรองว่า อ. เป็นบุตรของนาย บ. และนาง ช. ภายหลังจากความผิดท่ีจาเลย
ที่ ๒ กระทาสาเร็จไปแล้ว จึงไม่ใช่การกระทาอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการท่ีผู้อ่ืน
กระทาความผิดก่อนหรอื ขณะกระทาความผิด ไม่เป็นความผิดฐานเปน็ ผสู้ นบั สนนุ

ฎีกาท่ี ๕๖๒/๒๕๕๙ การท่ีผู้เสียหายท้ังสี่ยินยอมมอบเงินค่าไถ่รถยนต์ของผู้เสียหายท้ังสี่
ให้แก่ ว. ผูร้ ับจานา ซึง่ รับจานารถยนต์ของผู้เสียหายท้ังส่ีรวม ๑๐ คัน ไวจ้ าก บ. โดยมิชอบ ตามที่ ว.
ขู่ผู้เสียหายท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ ผ่าน อ. ภริยาของ บ. ทางโทรศัพท์เคล่ือนที่ว่า หากผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๓
ไมย่ อมให้เงนิ คา่ ไถ่รถยนต์แก่ ว. ผู้เสียหายที่ ๑ ถงึ ที่ ๓ จะไมไ่ ด้รถยนต์ของผู้เสียหายท่ี ๑ ถึงที่ ๓ คืน
และ ว. ยังขู่ผูเ้ สียหายที่ ๔ ทางโทรศพั ท์เคลื่อนท่ีในขณะต่อรองราคาค่าไถ่ว่าถา้ ผู้เสียหายที่ ๔ ไม่เอา
ราคาน้กี ็ไม่ตอ้ งเอา โดยจะนารถของผูเ้ สยี หายท่ี ๔ ไปแยกย่อยเอง ถือเปน็ การขู่เข็ญว่าจะทาอนั ตราย
ต่อทรัพย์สินดังกล่าวของผู้เสียหายทั้งสี่ จนผู้เสียหายทั้งส่ีจาต้องยินยอมจะให้เงินแก่ ว. เป็นค่าไถ่
รถยนต์ตามท่ีถูกข่มขืนใจ การกระทาของ ว. ย่อมครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกแล้ว แม้
ผู้เสียหายท้ังส่ีจะยังไม่ได้มอบเงินค่าไถร่ ถยนต์ให้แก่ ว. จาเลยท่ี ๑ รับมอบหมายจาก ว. ให้มารับเงิน
ค่าไถ่รถยนต์จากผู้เสียหายท้ังส่ีหลังจากนั้น จึงมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือ
ขณะกระทาความผิดฐานกรรโชก เพราะการกระทาความผิดฐานกรรโชกของ ว. ได้สาเรจ็ เด็ดขาดไป
ท้ังความผิดฐานกรรโชกมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ผู้เป็นคนกลางติดต่อรับมอบทรัพย์จากการ
กรรโชกหลังจากการกระทาความผิดสาเร็จ เป็นความผิดที่ต้องรับโทษ จึงไม่อาจลงโทษจาเลยท่ี ๑
ฐานเป็นผู้สนับสนนุ การกระทาความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ ได้
ข้อสังเกต ฎกี าน้ีวินิจฉัยวา่ ว. กระทาผดิ สาเร็จฐานกรรโชก ซ่ึงวนิ จิ ฉัยตามแนวฎกี าที่ ๑๔๘๔/๒๕๔๙
ตามฎกี านมี้ ขี อ้ เทจ็ จรงิ เพิ่มเติมอีกว่าจาเลยท่ี ๑ ไปรบั เงินแทน ว. และศาลฎกี าวนิ จิ ฉัยในคดีนีว้ ่า เม่ือ
ว. กระทาผิดสาเร็จฐานกรรโชกแล้ว จาเลยที่ ๑ ไปรับเงินภายหลัง จึงไม่เป็นผู้สนับสนุน ว. กระทา

171

ผิดฐานกรรโชก แต่มีข้อน่าคิดว่า จาเลยท่ี ๑ จะมีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาไม่ได้
วินิจฉัย เพราะจาเลยท่ี ๑ รับมอบหมายจาก ว. ให้มารับเงิน เมื่อจาเลยที่ ๑ รับเงิน เงินที่ได้น่าจะ
เป็นทรัพย์ท่ีได้จากการกรรโชก เมื่อจาเลยท่ี ๑ รับไว้และเอาไป น่าจะเป็นการช่วยพาเอาไปเสียซ่ึง
ทรัพย์อนั ไดม้ าโดยการกระทาความผดิ ฐานกรรโชกซ่ึงจะเปน็ ความผดิ ฐานรบั ของโจร

________________________

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑,
๓๓๗, ๓๕๒ ให้จาเลยท้ังสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ค่าไถ่แก่ผู้เสียหายท่ี ๑ จานวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท
ผูเ้ สียหายท่ี ๒ จานวน ๕๑๐,๐๐๐ บาท ผ้เู สียหายที่ ๓ จานวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท และผู้เสียหายท่ี ๔
จานวน ๗๔๕,๐๐๐ บาท

จาเลยทงั้ สองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพพิ ากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๓๓๗ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทง
ความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ รวม ๔ กระทง ลงโทษจาคุกกระทงละ ๒ ปี รวม
เปน็ จาคุก ๘ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
จาเลยท่ี ๑ ฎกี า
ศาลฎีกาวนิ จิ ฉยั ว่า “มปี ญั หาทจ่ี ะตอ้ งวนิ จิ ฉยั ตามฎีกาของจาเลยท่ี ๑ ว่า จาเลยที่ ๑ กระทา
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดฐานกรรโชกตามคาพิพากษาศาลอุท ธรณ์หรือไม่
เหน็ ว่า การท่ีผ้เู สยี หายทั้งสี่ยินยอมมอบเงินค่าไถร่ ถยนตข์ องผู้เสยี หายท้ังสีใ่ ห้แกน่ ายวิศิษฏผ์ ู้รบั จานา
ซึ่งรับจานารถยนต์ของผู้เสียหายทั้งส่ีรวม ๑๐ คัน ไว้จากนายบุญมาโดยมิชอบตามที่นายวิศิษฏ์
ขู่ผู้เสียหายท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ ผ่านนางอัมพรภริยาของนายบุญมาทางโทรศัพท์เคล่ือนที่ของนางอัมพรว่า
หากผู้เสียหายท่ี ๑ ถึงที่ ๓ ไม่ยอมให้เงิน ค่าไถ่รถยนต์แก่นายวิศิษฏ์ ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะไม่ได้
รถยนต์ของผู้เสียหายที่ ๑ ถึงท่ี ๓ คืน และนายวิศิษฏ์ก็ยังพูดขู่ผู้เสียหายที่ ๔ ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่
ของผู้เสียหายท่ี ๔ ในขณะที่ต่อรองราคาค่าไถ่ว่าถ้าผู้เสียหายที่ ๔ ไม่เอาราคานี้ก็ไม่ต้องเอา โดยจะ
นารถของผู้เสียหายที่ ๔ ไปแยกย่อยเอง อันถือเป็นการขู่เข็ญว่าจะทาอันตรายต่อทรัพย์สินดังกล่าว
ของผู้เสยี หายทั้งส่ี จนผูเ้ สียหายท้ังสี่จาตอ้ งยนิ ยอมท่จี ะให้เงินแก่นายวศิ ษิ ฏ์เปน็ ค่าไถร่ ถยนต์ตามทถี่ ูก
ขม่ ขนื ใจ การกระทาของนายวศิ ิษฏย์ ่อมครบองค์ประกอบความผดิ ฐานกรรโชกแล้ว แม้ผูเ้ สียหายทง้ั สี่
จะยังไม่ได้มอบเงินค่าไถ่รถยนต์ให้แก่นายวิศิษฏ์ไปก็ตาม ฉะน้ันการที่จาเลยที่ ๑ ซ่ึงรับมอบหมาย
จากนายวิศิษฏ์ให้มารับเงินค่าไถ่รถยนต์จากผู้เสียหายทั้งสี่หลังจากนั้น จึงมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือ
ให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทาความผิดฐานกรรโชก เพราะการกระทาความผิดฐานกรรโชก
ของนายวิศิษฏ์ผ้รู ับจานาได้สาเร็จเดด็ ขาดไปแล้ว อีกท้งั ความผดิ ฐานกรรโชกมิได้มีกฎหมายบัญญตั ิไว้

172

ให้ผู้เป็นคนกลางติดต่อรับมอบทรัพย์จากการกรรโชกหลังจากการ กระทาความผิดสาเร็จแล้วเป็น
ความผิดต้องรับโทษ ดังนี้ จึงไม่อาจลงโทษจาเลยท่ี ๑ ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดฐาน
กรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จาเลยที่ ๑ กระทา
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดฐานกรรโชกตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาล
อทุ ธรณพ์ พิ ากษามานัน้ ศาลฎีกาไม่เหน็ พ้องดว้ ยบางสว่ น ฎกี าของจาเลยท่ี ๑ ฟังขนึ้ ”

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๑ ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทา
ความผดิ ฐานกรรโชกเสยี ด้วย นอกจากทแ่ี ก้ใหเ้ ปน็ ไปตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์

(สมชาย สนิ เกษม - ประทปี ดลุ พินจิ ธรรมา - ทรงศลิ ป์ ธรรมรตั น์)
ฎีกาที่ ๗๘๙๔/๒๕๕๙ ฎ.๒๗๓๑ จาเลยที่ ๑ ร่วมกันวางแผนประสานงานหาคนมาร่วม
ปล้นทรัพย์โดยมสี ่วนรู้เห็นมาตั้งแตต่ ้น ตลอดจนพาพวกไปดูลาดเลาบา้ นผเู้ สียหายท้ังสองและตามไป
รบั สว่ นแบ่งใกล้กับทเี่ กิดเหตุซง่ึ แม้จาเลยที่ ๑ จะมิได้เข้าไปร่วมปลน้ ทรัพยโ์ ดยตรง แต่พฤติการณข์ อง
จาเลยที่ ๑ เปน็ การชว่ ยเหลอื หรอื อานวยความสะดวกแกค่ นร้ายกอ่ นการกระทาผิด เขา้ องค์ประกอบ
เป็นผสู้ นบั สนุนตาม ป.อ. มาตรา ๘๖
ฎีกาท่ี ๓๓๗๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๖ น.๘๕ จาเลยที่ ๕ ได้จัดหามีดมาใช้ในการปล้นทรัพย์คดีน้ี
อนั เป็นการช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการกระทาความผิด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนใน
การกระทาความผดิ ฐานปลน้ ทรพั ย์
ฎีกาที่ ๑๕๙๐/๒๕๕๘ ฎ.๓๕๓ จาเลยที่ ๑ ลักโอนเงินของโจทก์ร่วมเข้าบัญชีของจาเลย
ที่ ๒ ซึ่งเป็นสามี จาเลยที่ ๒ ย่อมต้องทราบว่ามีเงินโอนเข้ามาในบัญชีของตน การกระทาของจาเลย
ท่ี ๒ เป็นความผิดฐานสนับสนุนจาเลยที่ ๑ ในการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ.
มาตรา ๓๓๕ (๑๑) วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖
ฎีกาท่ี ๔๙๘๑/๒๕๕๖ ฎ. ๙๗๐ จาเลยร่วมประเวณกี บั ผูเ้ สยี หายโดยผ้เู สียหายยนิ ยอมซึ่งแม้
ไม่เป็นความผิด แตก่ ารที่ ณ. ผลักผู้เสยี หายใหล้ ้มลงกบั พ้ืนและใช้มือปิดปากผู้เสยี หาย จาเลยย่อมรู้ดี
ว่าผู้เสยี หายจะตอ้ งถูกพวกของตนข่มขืน ทง้ั เมือ่ ผู้เสียหายขอให้จาเลยไปสง่ กลับบ้าน จาเลยกไ็ ม่ไปส่ง
และเมื่อ ณ. สั่งให้จาเลยปิดไฟในห้อง จาเลยก็ปิดแล้วเดินออกจากห้องไปโดยปล่อยให้ ณ. กับพวก
ข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายอันมลี ักษณะเป็นการโทรมหญิงโดยที่จาเลยมิได้ขัดขวางหรือห้ามปราม
ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ณ. กับพวกในการกระทาความผิดก่อนหรือขณะ
กระทาความผิด จาเลยจงึ มีความผิดเปน็ ผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ ในการกระทาความผิดฐาน
ข่มขืนกระทาชาเราอันมลี กั ษณะเปน็ การโทรมหญิง
ฎีกาที่ ๑๑๒๒๔/๒๕๕๕ ฎ.๑๙๕๓ สลากกินแบ่งรัฐบาลท่ีโจทก์ร่วมซ้ือและฝากจาเลยที่ ๑
ไวถ้ ูกรางวัลทหี่ น่ึง จาเลยท่ี ๑ คิดจะเบียดบังเอาสลากไว้เสยี เอง จึงได้อ้างต่อโจทกร์ ่วมว่าสลากไม่ถูก
รางวัลและทิ้งไปแล้ว จากนั้นให้จาเลยที่ ๒ บุตรชายรับสมอ้างว่าเป็นผู้ซ้ือสลากไป แล้วร่วมมือกัน
นาสลากไปขอรับรางวัลมาเป็นของจาเลยทั้งสองโดยทุจริต จาเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานยักยอกตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก จาเลยท่ี ๒ มิได้ร่วมครอบครองสลากมาแต่แรก แต่การที่จาเลยท่ี ๒

173

รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากและร่วมไปขอรับเงินรางวัลมา ถือได้ว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่
จาเลยท่ี ๑ ในการยักยอกสลาก จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทาความผิดตาม
มาตรา ๓๕๒ ประกอบมาตรา ๘๖
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีหากผู้อ่านคิดว่า จาเลยที่ ๑ บอกโจทก์ร่วมว่าสลากไม่ถูกรางวัลและท้ิงไปแล้ว
จาเลยท่ี ๑ ผิดฐานยักยอกแล้วตั้งแต่บอกโจทก์ร่วม ต่อมาการที่จาเลยที่ ๒ รับสมอ้างว่าเป็นเจ้าของ
สลากและร่วมไปขอรับเงินรางวัล จาเลยท่ี ๒ ช่วยจาเลยท่ี ๑ จาหน่ายทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทา
ความผดิ จาเลยท่ี ๒ ผดิ ฐานรับของโจรกน็ า่ จะเปน็ ไปได้ แตถ่ ้าออกขอ้ สอบกค็ งตอบไปตามฎกี า

ฎีกาท่ี ๗๒๔๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๕๓ แม้จาเลยท่ี ๒ จะอยู่ในท่ีเกิดเหตุ แต่ก็เพราะ
จาเลยท่ี ๒ ยอมใหจ้ าเลยท่ี ๑ มาจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนทบี่ รเิ วณหน้าบ้านของตนเท่านน้ั โดยมิได้
มีสว่ นร่วมเจรจาตกลงซ้อื ขายเมทแอมเฟตามนี ร่วมกบั จาเลยท่ี ๑ การกระทาของจาเลยที่ ๒ ดงั กลา่ ว
ยังไม่พอฟังว่าเป็นตัวการกระทาความผิดร่วมกับจาเลยท่ี ๑ หากแต่เป็นเพียงการช่วยเหลือให้ความ
สะดวกในการที่จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน จาเลยที่ ๒ จึงเป็น
ผ้สู นบั สนุนการกระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๘๖

ฎีกาท่ี ๖๓๗๗/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๙๘ เจา้ พนักงานตารวจค้นไมไ่ ด้ของกลางจากตวั จาเลย
ที่ ๒ และจาเลยท่ี ๒ ก็ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นปกติ การกระทาความผิดของ
จาเลยท่ี ๒ ท่ีเพียงช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งจาเลยที่ ๑ ตามที่รับจ้าง ซ่ึงแม้จะรู้ถึงความผิดที่
จาเลยที่ ๑ กระทาโดยได้รับค่าจ้างเป็นพิเศษ พฤติการณ์ของจาเลยที่ ๒ จึงเป็นแต่เพียงการ
ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทาความผิดของจาเลยที่ ๑ ท่ีมีการกระทาถึงข้ันเป็นตัวการ
การกระทาของจาเลยที่ ๒ จึงคงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนซ่ึงต้องระวางโทษเพียงสองในสาม
ส่วนของโทษที่กาหนดไวส้ าหรบั ความผิดท่สี นับสนุนน้ันตาม ป.อ. มาตรา ๘๖

ฎีกาที่ ๔๘๒๔/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๓๓ จาเลยที่ ๑ ยอมให้มกี ารขนถ่ายไม้ของกลางบริเวณ
หน้าบ้านเกิดเหตุซ่ึงเป็นบ้านของจาเลยท่ี ๑ โดยรู้ว่าไม้ของกลางเป็นไม้ผิดกฎหมาย ถือได้ว่าจาเลย
ท่ี ๑ มีเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นในการกระทาความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่ง
ไม้หวงหา้ มอันยังมไิ ดแ้ ปรรูป จงึ มคี วามผดิ ฐานเปน็ ผู้สนับสนนุ การกระทาความผิดดงั กลา่ ว

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๘๗

ฎีกาที่ ๑๕๗๓๒/๒๕๕๗ จาเลยท่ี ๒ อ้างว่า ผู้เสียหายเป็นหน้ีแล้วไม่จ่าย ขอให้จาเลยท่ี ๑
จัดการกับผู้เสียหายโดยวิธีใดก็ได้ให้ผู้เสียหายไปอยู่ท่ีอื่น หรือหายไปจากโลกได้ยิ่งดีแล้วจะมีรางวัล
ให้แก่จาเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ข้อความดังกล่าวย่อมหมายความว่าจาเลยที่ ๒ ใช้จาเลย
ท่ี ๑ ไปทาใหผ้ ู้เสยี หายเกรงกลัวไม่อาจใช้ชวี ิตอยใู่ นทอี่ ยู่อาศัยจนต้องย้ายไปอยู่ท่ีอ่ืนหรือฆ่าผเู้ สียหาย
อันเป็นผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตของผู้เสียหายเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการแสวงหา
ประโยชน์จากทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงมิได้มีเจตนาให้จาเลยที่ ๑ ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย การที่จาเลย

174

ท่ี ๑ ไปชิงทรัพย์ผู้เสียหายย่อมเกินไปจากขอบเขตที่จาเลยท่ี ๒ ใช้ และโดยพฤติการณ์จาเลยท่ี ๒
ไม่อาจเล็งเห็นได้ว่าจาเลยที่ ๑ จะไปชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จาเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้
จาเลยที่ ๑ รว่ มกับผอู้ ่ืนชิงทรัพยผ์ ูเ้ สียหาย ตาม ป.อ. มาตรา ๘๗ วรรคแรก และไมอ่ าจลงโทษจาเลย
ที่ ๒ ฐานเปน็ ผู้สนับสนนุ การกระทาความผดิ ฐานชงิ ทรัพย์ของจาเลยที่ ๑ ได้

ฎีกาท่ี ๗๖๐๗/๒๕๕๗ ฎ.๑๓๑๙ ก่อนเกิดเหตุจาเลยท้ังสองกับ ส. น้องชายจาเลยที่ ๒
มาดว้ ยกัน นัง่ โต๊ะเดียวกันตลอดจนกระทั่งผูต้ ายเข้ามาพูดโต้เถียงกับจาเลยที่ ๒ จาเลยที่ ๑ ก็ร่วมฟัง
ด้วย ผตู้ ายไมย่ อมเลิกราจาเลยท่ี ๒ จงึ พูดข้ึนวา่ พวกมึงจัดการไอ้เขียวที เทา่ กับว่าจาเลยที่ ๒ ยอมรับ
แล้วว่าต้องการเอาเรื่องผู้ตายเพราะมีอารมณ์โกรธและมีเพียงเจตนาท่ีให้ทาร้ายเพ่ือส่ังสอน อีกท้ัง
จาเลยที่ ๒ ไม่ได้ห้ามปรามจาเลยที่ ๑ ในขณะเดินตามผู้ตายออกไปด้วย แสดงให้เห็นว่าจาเลยท่ี ๒
ยินยอมให้จาเลยที่ ๑ ทาการสั่งสอนผู้ตาย แต่จาเลยที่ ๑ ทาร้ายผตู้ ายตามทจี่ าเลยที่ ๒ ใช้ให้กระทา
เกิดผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทารุนแรงเกินเลยไปจาก
ขอบเขตที่ใช้ของจาเลยที่ ๒ จาเลยท่ี ๒ ต้องรับผิดทางอาญาเพียงเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตาม ป.อ.
มาตรา ๘๗ วรรคสอง จาเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานทาร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตาย
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก

ฎกี าที่ ๑๓๙๐๘/๒๕๕๘ จาเลยท่ี ๒ ขัดแยง้ กับผูเ้ สยี หาย จาเลยที่ ๒ มอบอาวธุ ปืนและบอก
ให้จาเลยที่ ๑ สั่งสอนผู้เสียหาย การมอบอาวุธปืนมีกระสุนปืนหลายนัดให้จาเลยที่ ๑ แสดงให้เห็น
เจตนาของจาเลยที่ ๒ ว่าให้จาเลยที่ ๑ ส่ังสอนผู้เสียหายโดยใช้ปืนยิงและย่อมเล็งเห็นได้ว่าหาก
ผู้เสียหายไม่ตายก็ย่อมได้รับบาดเจ็บจากบาดแผลกระสุนปืน จึงเป็นการก่อให้ผู้อ่ืนกระทาผิดโดย
เจตนาตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสอง เมื่อจาเลยท่ี ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงเป็นการกระทา
ตามท่ีจาเลยท่ี ๒ ใช้ให้จาเลยท่ี ๑ ฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้กอ่ นแล้ว เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความ
ตาย จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้และรับโทษเสมือนตัวการร่วมกับจาเลยที่ ๑ ตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๙ (๔), ๘๐ ประกอบมาตรา ๘๔ วรรคสอง แต่จาเลยที่ ๒ ไม่เคยรจู้ ักและไม่มีสาเหตโุ กรธ
เคืองกับผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุจาเลยท่ี ๒ บอกให้จาเลยท่ี ๑ ไปส่ังสอนผู้เสียหายให้เข็ดหลาบ โดย
ไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๒ ทราบเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายนัดหมายผู้ตายมารับเพ่ือเดินทางกลับบ้าน
ทั้งจาเลยท่ี ๒ ไม่ได้ติดตามผู้เสียหายและผู้ตายไป ตามพฤติการณ์จาเลยท่ี ๒ ไม่อาจคาดหมายว่า
จาเลยที่ ๑ จะใช้อาวุธปนื ยิงผู้ตายด้วย การที่จาเลยท่ี ๑ ยิงผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นการกระทาเกิน
ขอบเขตทีใ่ ช้ จงึ ฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยที่ ๒ มีเจตนากอ่ ให้จาเลยที่ ๑ ฆ่าผู้ตาย

ฎีกาท่ี ๑๗๘๖๖/๒๕๕๕ ฎ.๑๙๐๒ แม้จาเลยพูดด้วยอารมณ์โกรธว่า กูจะฆ่ามึง พวกมึงไป
จัดการมันเลย โดยจาเลยเพียงมีเจตนาใช้ให้ ส. กับพวกทาร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อสั่งสอนเท่านั้น
แต่เมื่อการทาร้ายร่างกายผู้เสียหายของ ส. กับพวกตามท่ีจาเลยใช้ให้กระทานั้นเกิดผลให้ผู้เสียหาย
ได้รับอันตรายสาหัส ซ่ึงผู้ถูกใช้จะต้องรับผิดทางอาญามีกาหนดโทษสูงข้ึน จาเลยเป็นผู้ใช้ให้กระทา
ความผดิ ย่อมตอ้ งรบั ผดิ ทางอาญาตามความผิดท่ีมีกาหนดโทษสงู ข้นึ นนั้ ด้วย การกระทาของจาเลยจึง
เปน็ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘), ๘๔ ประกอบมาตรา ๘๗ วรรคสอง

175

ฎีกาท่ี ๒๕๕๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๒๖ ขณะจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ เข้าทารา้ ย อ. และผู้ตาย
จาเลยที่ ๔ อยู่หา่ งจากจดุ เกิดเหตุประมาณ ๓๐ เมตร ระยะดังกลา่ วไกลเกินกว่าทีจ่ าเลยที่ ๔ จะเข้า
ร่วมทาร้ายผู้ตายได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจาเลยที่ ๔ มีเจตนาทารา้ ยผู้ตายร่วมกับจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ แต่การ
ทจ่ี าเลยท่ี ๔ ขบั รถจักรยานยนตม์ ากับจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ ตามหา อ. เพื่อทาร้าย ถือได้วา่ การกระทา
ของจาเลยท่ี ๔ เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการท่ีจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ กระทาความผิด
ก่อนหรือขณะกระทาความผิด และจาเลยที่ ๔ ยอ่ มคาดหมายได้ว่าหากมีผู้มาช่วย อ. จาเลยที่ ๑ ถึง
ที่ ๓ ก็ต้องร่วมกันทารา้ ยผู้น้นั ด้วย จาเลยท่ี ๔ จึงมคี วามผิดฐานเปน็ ผู้สนับสนุนใหจ้ าเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓
ทารา้ ยผตู้ ายจนเปน็ เหตุใหผ้ ตู้ ายถึงแก่ความตาย

ฎีกาที่ ๖๖๕๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๙ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีปากเสียงกับ ว. เร่ือง ว.
ใช้น้าประปากับไฟฟ้าท่ีต่อจากบ้านของผู้เสียหาย แล้วจาเลยท่ี ๒ ร้องเฮ้ยเอาเลยพร้อมส่งมีด
สปาต้าให้จาเลยท่ี ๑ เข้ามาฟันผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทา
ของจาเลยท่ี ๑ การท่ีจาเลยที่ ๑ ใช้มีดสปาต้าอันเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ ฟันผู้เสียหายหลายครั้งที่
ไหล่ ท่ีคอ แสดงว่ามีเจตนาเลือกทาร้ายผู้เสียหายด้วยอาวุธมีดขนาดใหญ่ จงใจมุ่งหมายใช้อาวุธมีด
ฟันคออันเป็นอวัยวะสาคัญของร่างกาย หากผู้เสียหายไม่ยกแขนข้ึนรับจนได้รับอันตรายแก่กาย
ผู้เสียหายก็อาจต้องคมมีดถึงแก่ความตายได้ การกระทาของจาเลยที่ ๑ จึงแสดงว่ามีเจตนาฆ่า
ผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานพยายามฆา่ ผอู้ น่ื

พฤติการณ์ท่ีจาเลยที่ ๒ ส่งอาวุธมีดให้จาเลยที่ ๑ เข้าไปฟันผู้เสียหายนั้น จาเลยท่ี ๒ ทราบ
แล้วว่ามีดท่ีส่งให้จาเลยท่ี ๑ เป็นมีดขนาดใหญ่ ทาร้ายบุคคลถงึ ตายได้ ท้ังเป็นการส่งมีดให้ในขณะที่
จาเลยท่ี ๑ พร้อมท่จี ะเข้าไปฟนั ผูเ้ สียหายในทันที ผลของการใช้มีดขนาดใหญ่เข้าไปมุ่งหมายฟันผู้อ่ืน
เช่นน้ี ย่อมคาดหมายและเล็งเห็นได้ว่าจะเป็นการฟันจนผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ การกระทาของ
จาเลยท่ี ๑ แม้หากเกินขอบเขตเจตนาของจาเลยท่ี ๒ โดยเข้าไปฟนั ผูเ้ สียหายด้วยมีเจตนาฆ่า แต่โดย
พฤติการณ์ท่ีปรากฏ จาเลยท่ี ๒ ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจาเลยที่ ๑ จะใช้อาวุธมีดขนาดใหญ่นั้นฟันมุ่ง
หมายเอาชีวิตของผู้เสียหาย จาเลยท่ี ๒ จึงต้องร่วมรับผิดในการกระทาของจาเลยที่ ๑ ที่กระทา
ความผดิ ฐานพยายามฆ่าผเู้ สยี หายด้วย

176

ภาคความผิด

แจ้งข้อความอันเปน็ เทจ็ แก่เจา้ พนักงาน

ข้อ ๔๐ คาถาม พนักงานสอบสวนทาการสอบสวนนายดาข้อหาทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้
ได้รับอันตรายแก่กาย โดยเริม่ ต้นถามชื่อและท่ีอยู่ นายดาตอบว่าชื่อนายม่วงพรอ้ มที่อยู่ของนายม่วง
พนักงานสอบสวนจึงจดข้อความลงในบันทึกคาให้การของผู้ต้องหาวา่ ผู้ต้องหาช่ือนายม่วงพร้อมท่ีอยู่
ตอ่ จากน้ันพนักงานสอบสวนแจ้งให้นายดาทราบถึงสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งสิทธิในการให้
ทนายความหรือบุคคลท่ีนายดาไว้วางใจเขา้ ฟงั การสอบปากคา นายดาทราบแล้วไม่ต้องการบุคคลอ่ืน
เข้ารับฟังการสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงแจ้งให้นายดาทราบถึงข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทา
ท่ีถูกกล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหาให้นายดาทราบ รวมท้ังให้โอกาสนายดาท่ีจะแก้ข้อหาและแสดง
ข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน นายดาให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนจึงบันทึกข้อความ
ทั้งหมดไว้และให้นายดาลงชื่อในบันทึกคาให้การของผู้ตอ้ งหา นายดาลงชอื่ นายม่วงซงึ่ เป็นบุคคลทถี่ ึง
แก่ความตายไปแล้ว เมื่อพนักงานสอบสวนนาตัวนายดาส่งให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลนายดา
ให้การรับสารภาพ ศาลลงโทษจาคุกและปรับกับรอการลงโทษและคุมความประพฤติโดยกาหนด
เง่ือนไขให้นายดาไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ต่อมานายดาผิดเง่ือนไขการคุมประพฤติ
ศาลจึงออกหมายจับนายดาส่งให้ตารวจดาเนินการจับกุม เมื่อตารวจจับกุมนายดาได้นายดาแจ้ง
ตารวจวา่ ตนคือนายม่วง

ให้วินิจฉัยว่า นายดามีความรับผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่
คาตอบ การที่พนักงานสอบสวนถามชื่อและท่ีอยู่ของนายดา นายดาตอบว่าชื่อนายม่วง
พร้อมท่ีอยู่ของนายม่วง แม้นายม่วงจะเป็นบุคคลซึ่งถงึ แก่ความตายไปแลว้ แต่ก็ทาให้รัฐซึ่งมีสิทธิ
ดาเนินคดีนายดาเสียหาย เพราะทาให้มีการดาเนินคดีกับผู้ต้องหาผิดตัว เม่ือนายดาตอบว่าชื่อ
นายม่วงพร้อมท่ีอยู่ซ่ึงเป็นความเท็จต่อพนักงานสอบสวน การกระทาของนายดาจึงเป็นการแจ้ง
ข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซ่ึงอาจทาให้ผู้อื่นเสียหายโดยเจตนาจึงเป็นความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ บทหนง่ึ
นอกจากนี้การกระทาดังกล่าวยังเป็นกรณีที่เม่ือเจ้าพนักงานถามช่ือหรือท่ีอยู่ เพ่ือ
ปฏิบัติการตามกฎหมาย นายดาแกล้งบอกช่ือหรือท่ีอยู่อันเป็นเท็จ จึงเป็นความผิดตามมาตรา
๓๖๗ อีกบทหนงึ่
การท่ีนายดาแจ้งพนักงานสอบสวนว่าตนชื่อนายม่วงพร้อมที่อยู่ พนักงานสอบสวน
กจ็ ดขอ้ ความในบันทกึ คาให้การของผ้ตู ้องหา จึงเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทาการตามหน้าที่
จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สาหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน
โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๒๖๗
อกี บทหน่ึง

177

เมื่อพนักงานสอบสวนบันทึกข้อความทั้งหมดจากการสอบสวนไว้ในบันทึกคาให้การของ
ผู้ต้องหาและให้นายดาลงช่ือ นายดาลงชื่อนายม่วง ลงในบันทึกคาให้การของผู้ต้องหา เป็นการลง
ลายมือช่ือปลอมในเอกสารราชการ โดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนหรอื ประชาชน
ถ้าได้กระทาเพ่ือให้ผู้หน่ึงผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง นายดาจึงมีความผิดฐานปลอม
เอกสารเอกสารราชการโดยเจตนาตามมาตรา ๒๖๕ อกี บทหน่ึง

การกระทาของนายดาครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายดังกล่าว ซ่ึงต้องพิจารณา
เรื่องกฎหมายยกเว้นความผิดต่อไป การท่นี ายดาให้ถ้อยคาอันเป็นความเท็จดังกล่าวในการสอบสวน
ต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นแจ้งข้อหา พนักงานสอบสวนตอ้ งถามชือ่ ท่อี ยขู่ องผตู้ ้องหา ต่อจากน้ัน
จึงแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทาที่ถูกกล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหา ดังน้ัน เมื่อ
เร่ิมทาการสอบสวนพนักงานสอบสวนจึงมีอานาจสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหา
และผู้ต้องหามีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนเอง ซ่ึงมีสภาพบังคับทางอาญา แม้พนักงาน
สอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาท่ีจะแก้ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงท่ีเป็นประโยชน์แก่ตน
เพื่อให้การสอบสวนดาเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม แต่การถามคาให้การผู้ต้องหา
อันเป็นอีกขั้นตอนหน่ึงซ่ึงเป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิที่จะ
ให้การหรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นข้ันตอนเมื่อผ่านการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ไม่อาจแปลความไปถึง
ขนาดให้สิทธิผู้ต้องหาที่จะปฏิเสธอานาจหน้าท่ีของพนักงานสอบสวนเม่ือเริ่มทาการสอบสวน
ดังกล่าวข้างต้น นายดาไม่ได้รับยกเว้นความผิดโดยอาศัยอานาจตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา การกระทาของนายดาจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๗ มาตรา ๓๖๗
มาตรา ๒๖๗ (ฎกี าท่ี ๗๑๒๓/๒๕๕๗) และมาตรา ๒๖๕

หลังจากศาลออกหมายจับ เมอื่ ตารวจจับกุมนายดาได้นายดาแจ้งตารวจวา่ ช่ือนายม่วงพร้อม
ท่อี ยู่ การกระทาของนายดาจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแกเ่ จ้าพนักงาน ซึ่งอาจทาให้ผู้อื่น
เสียหายโดยเจตนาจึงเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๗ บทหน่ึง และเป็นกรณีที่เมื่อเจ้าพนักงานถาม
ช่ือหรือท่ีอยู่ เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย นายดาแกล้งบอกช่ือหรือที่อยู่อันเป็นเท็จจึงเป็น
ความผดิ ตามมาตรา ๓๖๗ อกี บทหนึ่ง โดยไม่มกี ฎหมายยกเว้นความผิด
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้ผู้แต่งนาข้อเท็จจริงจากฎีกาที่ ๗๑๒๓/๒๕๕๗ มาแต่งคาถามและเพ่ิมเติม
ข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็นให้ครบถ้วน แต่เม่ือเพิ่มเติมข้อเท็จจริงเข้าไปแล้วคาตอบจะมากกว่าฎีกา
เพราะคดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องว่าการกระทาของจาเลยเป็นการกระทาผิดตามมาตรา ๑๓๗ มาตรา
๒๖๗ และมาตรา ๓๖๗ (แตโ่ จทก์ไม่ได้ฟ้องว่าผิดมาตรา ๒๖๕ มาด้วย) ดังนนั้ การที่ศาลไม่ได้วินิจฉัย
ว่าการกระทาของจาเลยเป็นความผิดมาตรา ๒๖๕ หรือไม่ก็ถูกต้องแล้ว เน่ืองจากโจทก์ไม่ได้ฟ้อง
ศาลกล็ งโทษไม่ได้ แต่ก็มีข้อน่าคิดว่าโจทกไ์ ม่ฟอ้ งมาตรา ๒๖๕ เพราะจาเลยลงช่ือหลงั จากแจ้งข้อหา
แล้วจึงถือว่าไม่ผิดมาตรา ๒๖๕ เพราะได้รับยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญาหรือไม่ แต่ผู้แต่งเห็นว่าน่าจะไม่ได้รับยกเว้นความผิดและการกระทาเป็นความผิดตามมาตรา
๒๖๕ ด้วย เพราะเป็นการลงช่อื ปลอมเพ่ือรับรองข้อความที่ให้การแลว้ เปน็ ความผิดตามมาตรา ๑๓๗

178

มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๓๖๗ ก็น่าจะเป็นความผิด ผู้แต่งจึงวางธงคาตอบตามมาตรา ๒๖๕ ด้วย
ในการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสมัยที่ผ่านมาเม่ือปี ๒๕๕๙ ก็ไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงช่ือใน
คาให้การของผู้ต้องหา และไม่มีธงคาตอบตามมาตรา ๒๖๕ เหมือนกับฎีกา ท่ีเป็นเช่นนี้น่าจะเพ่ือ
ตัดปัญหาการโต้เถียงว่าผิดมาตรา ๒๖๕ หรือไม่ การออกข้อสอบผู้พิพากษา อาจารย์จะตั้งคาถาม
และคาตอบตรงตามฎกี าเพือ่ ป้องกนั ข้อโต้แยง้ มฉิ ะนนั้ การประชมุ ธงคาตอบจะหาขอ้ ยุติยาก

ฎีกาที่ ๗๑๒๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๗๐ ป.วิ.อ. บัญญัติอานาจและหน้าที่ของพนักงาน
สอบสวนในชั้นแจ้งข้อหาตามมาตรา ๑๓๔ กาหนดให้พนักงานสอบสวนต้องถามช่ือตัว ชื่อรอง
ชอ่ื สกลุ สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชพี ทอ่ี ยู่ ที่เกิดของผตู้ ้องหาเป็นประการแรก ต่อจากน้ันจึงแจ้ง
ให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทาท่ีถูกกล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบรวมท้ัง
ให้โอกาสผู้ต้องหาท่ีจะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน ดังน้ัน เมื่อเร่ิมทาการ
สอบสวนพนักงานสอบสวนจึงมีอานาจสอบถามข้อมูลเบ้ืองต้นเก่ียวกับตัวผู้ต้องหาและผู้ต้องหา
มีหนา้ ทใ่ี หข้ ้อเท็จจรงิ เกี่ยวกับตนเอง ตามบทบัญญัตดิ งั กลา่ วซง่ึ มีสภาพบงั คับทางอาญาดังท่ีบัญญัติไว้
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๗ ภายใต้หลักเกณฑ์ท่ีพนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้
ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงท่ีเป็นประโยชน์แก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ วรรคส่ี เพื่อให้การ
สอบสวนดาเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ส่วนการถามคาให้การผู้ต้องหาอันเป็นอีก
ขั้นตอนหน่ึงซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ บัญญัติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้องหา
ทราบถึงสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ รวมท้ังสิทธิในการให้ทนายความหรือบุคคลที่ผู้ต้องหาไว้วางใจ
เข้าฟังการสอบปากคา ซึ่งเป็นข้ันตอนเมื่อผ่านการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ไม่อาจแปลความไปถึง
ขนาดใหส้ ทิ ธผิ ู้ตอ้ งหาท่จี ะปฏิเสธอานาจหน้าท่ีของพนักงานสอบสวนเมื่อเริ่มทาการสอบสวนดังกลา่ ว
ขา้ งตน้

จาเลยแจ้งความเท็จและแจ้งให้ร้อยตารวจโท ธ. พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จ
ลงในบันทึกคาให้การของจาเลยซ่ึงเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อื่นว่าจาเลยเป็น ด.
ซ่ึงถึงแก่ความตายไปแล้ว หลังจากน้ันเม่ือพนักงานสอบสวนเรียกตัวจาเลยไปสอบถามเน่ืองจาก
จาเลยผิดเงื่อนไขการคุมประพฤติตามคาพิพากษาของศาลชั้นตน้ จาเลยแจ้งความเท็จและแสดงบัตร
ประจาตัวประชาชนของ ด. เพ่ือให้ร้อยตารวจโท ธ. หลงเชื่อว่าจาเลยเป็น ด. จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็น
การให้การและใช้สิทธิในข้ันตอนการถามคาให้การที่จาเลยเป็นผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔
(๑) การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๓๖๗
ข้อสังเกต จุดที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเป็น “จุดตัด” ว่าเป็นความผิดหรือไม่ ถ้าเป็นข้อความท่ี
ให้ก่อนแจ้งข้อหา ผู้ต้องหามีหน้าท่ีต้องบอกชื่อและท่ีอยู่ตามจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ ถ้าให้ช่ือ
และที่อยู่เท็จจะมีสภาพบังคับทางอาญาคือเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๗ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา
๓๖๗ หลังจากแจ้งข้อหาแล้ว ผู้ต้องหามีสิทธิให้การต่อไปซึ่งผู้ต้องหามีสิทธิให้การอย่างไรก็ได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ ขอให้ดูฎีกาที่ ๒๙๘๗/๒๕๔๗ เป็นการให้การหลังแจ้งข้อหา แม้จะเป็น
ความเทจ็ แต่ก็ไดร้ บั ยกเว้นความผดิ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๓๔

179

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๓๖

ฎีกาที่ ๘๔๒๒/๒๕๕๘ การที่จาเลยท่ี ๑ พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าท่ีเข้าตรวจ
ค้นร้านโดยใช้คาว่า "ปลัดส้นตีน" ซ่ึงเป็นคาดูหม่ินเหยียดหยาม เป็นการกระทาความผิดฐานดูหม่ิน
เจ้าพนกั งานซง่ึ กระทาการตามหนา้ ที่ตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๖ สาเรจ็ แลว้

ฎีกาที่ ๘๐๑๖/๒๕๕๖ ฎ. ๒๕๘๑ หลังจากร้อยตารวจโท ส. กับพวกเรียกรถยนต์ท่ีจาเลย
ขับเพื่อขอตรวจ เม่ือพบว่ารถยนต์ขาดต่อภาษีประจาปีจาเลยแจ้งให้ร้อยตารวจโท ส. กับพวกทราบ
วา่ ได้เคยถูกจับและเสียค่าปรับในข้อหาเดียวกันมาแล้วก่อนหน้าถูกจับ ๑ วัน หลงั จากนั้นจาเลยแจ้ง
ให้บิดาเสยี ภาษีประจาปรี ถยนต์แลว้ ยังไมไ่ ด้รบั เอกสารมาจากบิดา แต่ร้อยตารวจโท ส. กับพวกยังคง
ออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาแก่จาเลยโดยไม่ปรากฏว่าร้อยตารวจโท ส. กับพวกได้ชี้แจงทาความเข้าใจ
ให้จาเลยทราบถึงเหตุท่ีต้องออกใบส่ังแจ้งข้อกล่าวหาแก่จาเลย จาเลยในภาวะเช่นนั้นย่อมรู้สึกว่า
รอ้ ยตารวจโท ส. กับพวกไม่ได้ให้ความสาคัญสนใจกับคาชี้แจงของจาเลยเท่าท่ีควร อาจทาให้จาเลย
รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและเกิดความน้อยใจ จึงกล่าวในเชิงเป็นการตาหนิการปฏิบัติหน้าที่
ของร้อยตารวจโท ส. กับพวกว่า “ตารวจแม่ง...ใช้ไม่ได้” อันเป็นเพียงคากล่าวที่ไม่สุภาพและ
ไม่สมควรเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นทพี่ อจะให้เขา้ ใจว่าจาเลยมีความมุ่งหมายที่จะด่าดูถูก เหยียดหยามหรือ
สบประมาทให้ร้อยตารวจโท ส. กับพวกอับอาย การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๓๖

ฎีกาท่ี ๖๖๒๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๑๑๒ ขณะท่ีผู้เสียหายมาถึงสถานท่ีเกิดเหตุ
การกระทาความผิดของจาเลยที่กระทาต่อโจทก์ร่วมได้เสร็จสิ้นลงแล้ว มิได้ปรากฏการกระทา
ความผิดซึ่งหน้าต่อผู้เสียหาย และผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็แจ้งต่อผู้เสียหายว่าจาเลยได้กลับไปบ้านแล้ว
จึงไม่ใช่ความผิดซ่ึงผู้เสียหายเห็นจาเลยกาลังกระทาหรือพบในอาการซ่ึงแทบจะไม่มีความสงสัยเลย
ว่ากระทาความผิดมาแล้วสด ๆ จึงไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าท่ีผู้เสียหายจะจับจาเลยได้โดยไม่มีหมายจับ
และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ การท่ีผู้เสียหายติดตามไปจับกุมจาเลยท่ีบ้านโดย
ไม่มีหมายจับน้ัน จึงเป็นการเข้าจบั กุมโดยไม่มีอานาจ และถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายปฏิบัตกิ ารตามหน้าท่ี
โดยชอบ ดงั น้นั การท่ีจาเลยกล่าวถ้อยคาด่าผู้เสียหายวา่ “ไอ้เหี้ย ไอส้ ัตว์ ” ถึงแมถ้ ้อยคาดังกล่าวจะ
เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามและทาให้ผู้เสียหายอับอายเสียหายก็ตาม แต่เม่ือผู้เสียหายทาการจับกุม
จาเลยโดยไม่มีอานาจ และมิใช่การปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบ การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็น
ความผิดฐานดูหม่ินเจ้าพนักงานซ่ึงกระทาการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทาการตามหน้าที่ แต่การ
กระทาดังกล่าวกน็ ับเปน็ การดหู มิ่นผู้เสียหายซึง่ หน้าในฐานะบคุ คลธรรมดาซ่ึงเปน็ บทท่วั ไป

180

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๓๗

ฎกี าท่ี ๔๐๑๗/๒๕๖๐ ขณะทีจ่ าเลยท่ี ๑ ไปจดทะเบยี นจานองท่ีดินพิพาททงั้ สองแปลงเพื่อ
ประกันหน้ีเงินกู้ให้แก่จาเลยท่ี ๓ เมื่อวันท่ี ๕ ส.ค. ๒๕๕๖ คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ล. กับจาเลยที่ ๑
ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนท่ีดินท้ังสองแปลงอยู่ในระหว่างฎีกายังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น การท่ีจาเลย
ที่ ๑ แจ้งข้อความตามที่ปรากฏในโฉนดท่ีดินท้ังสองแปลงต่อเจ้าพนักงานท่ีดินผู้จดทะเบียนจานอง
ในขณะนั้นว่าจาเลยท่ี ๑ เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง ซ่ึงก็ตรงตามเอกสารที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่
จาเลยท่ี ๑ แจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงท่ีปรากฏ ท้ังเจ้าพนักงานท่ีดินผู้จดทะเบียนจานองไม่ได้
สอบถามจาเลยที่ ๑ วา่ มีคดีพิพาทเกี่ยวกับทีด่ ินหรอื ไม่ และจาเลยที่ ๑ มิได้หลอกลวงใหเ้ จ้าพนักงาน
ที่ดินจดทะเบียนจานองท่ีดินพิพาทท้ังสองแปลง การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงไม่เป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗

ฎีกาท่ี ๗๑๒๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๗๐ ป.วิ.อ. บัญญัติอานาจและหน้าที่ของพนักงาน
สอบสวนในช้ันแจ้งข้อหาตามมาตรา ๑๓๔ กาหนดให้พนักงานสอบสวนต้องถามชื่อตัว ชื่อรอง
ช่อื สกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชพี ทอ่ี ยู่ ที่เกิดของผูต้ ้องหาเป็นประการแรก ต่อจากนั้นจึงแจ้ง
ให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทาที่ถูกกล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบรวมทั้ง
ให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน ดังนั้น เมื่อเริ่มทาการ
สอบสวนพนักงานสอบสวนจึงมีอานาจสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหาและผู้ต้องหา
มหี น้าท่ใี ห้ขอ้ เท็จจริงเกี่ยวกบั ตนเอง ตามบทบญั ญัตดิ งั กล่าวซึ่งมสี ภาพบงั คับทางอาญาดงั ท่ีบัญญตั ไิ ว้
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๗ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้
ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงท่ีเป็นประโยชน์แก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ วรรคส่ี เพื่อให้การ
สอบสวนดาเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ส่วนการถามคาให้การผู้ต้องหาอันเป็นอีก
ข้ันตอนหน่ึงซ่ึง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ บัญญัติให้เป็นหน้าท่ีพนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้องหา
ทราบถึงสิทธิท่ีจะให้การหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งสิทธิในการให้ทนายความหรือบุคคลท่ีผู้ต้องหาไว้วางใจ
เข้าฟังการสอบปากคา ซึ่งเป็นข้ันตอนเม่ือผ่านการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ไม่อาจแปลความไปถึง
ขนาดให้สิทธิผู้ตอ้ งหาท่จี ะปฏเิ สธอานาจหนา้ ท่ีของพนักงานสอบสวนเมื่อเริ่มทาการสอบสวนดังกลา่ ว
ข้างต้น

จาเลยแจ้งความเท็จและแจ้งให้ร้อยตารวจโท ธ. พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จ
ลงในบันทึกคาให้การของจาเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อื่นว่าจาเลยเป็น ด.
ซ่ึงถึงแก่ความตายไปแล้ว หลังจากน้ันเมื่อพนักงานสอบสวนเรียกตัวจาเลยไปสอบถามเนื่องจาก
จาเลยผิดเง่ือนไขการคุมประพฤติตามคาพิพากษาของศาลชั้นตน้ จาเลยแจ้งความเท็จและแสดงบัตร
ประจาตัวประชาชนของ ด. เพื่อให้ร้อยตารวจโท ธ. หลงเช่ือว่าจาเลยเป็น ด. จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็น
การให้การและใช้สิทธิในข้ันตอนการถามคาให้การท่ีจาเลยเป็นผ้ตู ้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔
(๑) การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๓๖๗

ฎีกาท่ี ๙๕๕๖/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๖๓ การทจ่ี าเลยมอบอานาจให้ทนายความไปยน่ื คาขอ

181

จดทะเบียนแก้ไขเพ่ิมเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายท่ีต้ังสานักงานแห่งใหญ่ของบริษัท บ.
ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยอ้างว่าจาเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งท่ี
๒/๒๕๕๒ โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และสง่ มอบให้ผู้ถอื หุ้น และทปี่ ระชุมวิสามัญมีมติพิเศษ
ให้แก้ไขเพ่ิมเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และย้ายที่ต้ังสานักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมที่ต้ังอยู่
กรุงเทพมหานครไปท่ีจังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐาน
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ.
มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗

ฎีกาที่ ๑๔๙๙๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๕๘ ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเก่ียวกับ
คดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๒ ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ.
มาตรา ๑๓๗ หรือความผิดฐานรูว้ า่ มิไดม้ กี ารกระทาความผดิ แตแ่ จง้ ขอ้ ความตอ่ พนกั งานสอบสวนว่า
ได้มีการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๓ น้ัน ผู้กระทาต้องรู้ว่าข้อความท่ีนาไปแจ้งเป็นความ
เท็จ หรือรู้ว่าไม่มีการกระทาความผิดเกิดข้ึน แต่ยังกลับไปแจ้งพนักงานสอบสวนว่ามีการกระทา
ความผิด

จาเลยที่ ๑ โดยจาเลยท่ี ๒ ผู้รับมอบอานาจบรรยายฟ้องในคดีแพ่งว่าโจทก์ยักยอกเงิน
ค่าเวนคืนที่ดินเพื่อเป็นหลักแห่งข้อหาในการกาจัดโจทก์ออกจากการเป็นผู้รับมรดกของ ป. น้ัน
พอจะบ่งช้ีได้ว่าจาเลยที่ ๑ เชื่อว่าโจทก์ได้ยักยอกเงินค่าเวนคืนท่ีดินไปจากกองมรดก จึงได้ฟ้อง
ต่อศาลขอให้กาจัดโจทกอ์ อกจากการเป็นผรู้ ับมรดก ครั้นโจทก์ยน่ื คาให้การรับวา่ มีเงินค่าเวนคืนที่ดิน
จริง จาเลยที่ ๒ ก็น่าจะมั่นใจว่าโจทก์ได้เบียดบังเอาเงินค่าเวนคืนที่ดินไปตามที่ย่ืนฟ้องเป็นคดีแพ่ง
จากนั้นหลังจากโจทก์ย่ืนคาให้การในคดีดังกล่าวแล้ว จาเลยท่ี ๒ ถึงได้ไปแจ้งความต่อพนักงาน
สอบสวนว่าโจทก์ยักยอก อันแสดงให้เห็นว่า จาเลยที่ ๒ หาได้รู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จหรือไม่
หรือหาได้รู้ว่าไม่มีการยักยอกเกิดข้ึนไม่ ในทางตรงข้ามกลับฟังได้ว่าจาเลยที่ ๒ เชื่อโดยสุจริตใจ
มากกว่าว่ามีการยักยอกเกิดข้ึนจริง จึงได้ไปแจ้งความตามความเช่ือของตนว่ามีการกระทาความผิด
เกิดขึ้น การกระทาของจาเลยท่ี ๒ จึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเก่ียวกับคดีอาญา
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หรือรู้ว่ามิได้มีการกระทาความผิดแต่แจ้งข้อความต่อ
พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทาความผิด และการแจ้งข้อความดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานถือไม่ได้
ว่าจาเลยที่ ๒ มีเจตนาท่ีจะใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลท่ีสามดังท่ีบัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา ๓๒๖ อันจะ
เปน็ ความผดิ ฐานหมนิ่ ประมาท

ฎีกาท่ี ๒๑๘๙/๒๕๕๔ ฎ.๑๐๔๘ จาเลยแจ้งขอ้ ความอนั เปน็ เทจ็ ตอ่ ผู้อานวยการเลอื กต้งั โดย
ปกปิดเรื่องที่จาเลยเคยได้รับโทษจาคุกตามคาพิพากษา แต่โดยผลของพระราชบัญญัติล้างมลทินใน
วโรกาสท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ.
๒๕๕๐ มาตรา ๓ และมาตรา ๔ ถอื ว่าจาเลยไม่เคยถูกลงโทษหรือไม่รบั โทษจาคุกตามคาพพิ ากษามา
ก่อน จาเลยจึงมิใช่บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกต้ังตามพระราชบัญญัติการ
เลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ิน พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา ๔๕ (๕) การกระทาของจาเลย

182

ย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อานวยการเลือกต้ังหรือประชาชน การกระทาไม่ครบ
องค์ประกอบความผิด จาเลยจงึ ไม่มคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๓๘

ฎีกาท่ี ๘๗๒๒/๒๕๕๕ ฎ.๑๔๘๖ บริเวณท่ีเกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอย
โรงถ่านท่ีมีอาชญากรรมประเภทความผดิ เกยี่ วกับยาเสพตดิ พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ และความผิดเกยี่ วกับ
ทรัพย์เป็นประจา และจาเลยไม่มีท่าทางเป็นพิรุธ คงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่ การที่สิบตารวจโท ก.
และสิบตารวจตรี พ. อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจาเลยจึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่า
เพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจาเลย จึงเป็นข้อสงสัยท่ีต้ังอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียง
อย่างเดียว ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๓ ท่ีจะทาการตรวจค้นได้ การตรวจ
ค้นตัวจาเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จาเลยซึ่งถูกกระทาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิโต้แย้ง
และตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตน ตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคาส่ังใด ๆ อันสืบเน่ืองจากการ
ปฏิบัติท่ีไม่ชอบได้ จาเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๖, มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง และ
มาตรา ๓๖๗

ฎีกาที่ ๑๒๔๐/๒๕๕๔ ฎ.๓๙๖ สิบตารวจเอก ป. ใช้กาลังล็อกแขนใส่กุญแจมือจาเลยใน
ลักษณะไขว้หลัง กดหน้าจาเลยกับพื้น จาเลยดิ้นรนขัดขืนเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้กระทาผิด
บาดแผลที่จาเลยได้รับมีรอยจา้ แดงทแ่ี กม้ ขวา ข้อมือ ๒ ข้าง รอยถลอก ๓ แห่งที่บริเวณคอ บาดแผล
ที่สิบตารวจเอก ป. ได้รับมีรอยถลอกขนาดเล็กบริเวณหน้าอกไม่จาต้องรับการรักษาด้วยยา แม้การ
ดิ้นรนของจาเลยจะเป็นเหตุให้มือของจาเลยไปโดนหน้าอกของสิบตารวจ ป. ก็ตาม แต่การกระทา
ของจาเลยก็ยังไม่ถึงข้ันท่ีจะเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทาการตามหน้าท่ีตาม ป.อ.
มาตรา ๑๓๘

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๑๓๙

ฎีกาท่ี ๑๙๔๐/๒๕๖๑ ฎ.๕๒๐ ความผิดตามฟ้องโจทก์ คือ ป.อ. มาตรา ๑๓๙ ซงึ่ บัญญัตวิ ่า
"ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าท่ี
โดยใช้กาลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กาลังประทุษร้าย..." ผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๑๓๙
ดังกล่าว จะต้องกระทาการต่อเจ้าพนักงาน คือ ข่มขืนใจต่อเจ้าพนักงาน จาเลยเพียงแต่ขึ้นพูด
ปราศรัยบนเวทีซ่ึงเป็นการพูดต่อผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ด้วยกัน จาเลยไม่ได้พูดหรือกระทาการใด
ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานแต่อย่างใด แม้จะฟังว่าการพูดปราศรัยดังกล่าวมีการ
ทาข่าวทางสถานีโทรทัศน์หรือส่ือมวลชนสาธารณะอ่ืนด้วยก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเรื่องท่ีจาเลย
เป็นผู้จัดให้มีการทาข่าว แต่เป็นเร่ืองของนักข่าวส่ือมวลชนมาทาข่าวกันเองเท่าน้ัน ขณะเกิดเหตุ

183

ท่ีจาเลยพูดปราศรัยเป็นวันท่ี ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ แต่หลังจากน้ันอีก ๓ วัน จึงมีการชุมนุมของ
กลุ่ม นปช. เพ่ือปิดล้อมสานักงาน ป.ป.ช. ซง่ึ ขณะนนั้ ไม่ปรากฏว่าจาเลยได้เข้าร่วมในการเข้าปิดล้อม
สานักงาน ป.ป.ช. ดังกล่าวด้วย การชุมนุมเพ่ือปิดกั้นดังกล่าวเพื่อไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
และเจ้าหน้าท่ีเข้าทางานในสานักงานอาจเป็นการกระทาความผิดตามมาตรา ๑๓๙ ได้ เพราะเป็น
การกระทาเพ่ือไม่ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าท่ี แต่การพูดของจาเลยต่อผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช.
ไม่ได้กระทาต่อเจ้าพนักงาน แต่เป็นการกระทาต่อผู้ชุมนุม เป็นการพูดชักชวนปลุกเร้าผู้ชุมนุมให้ไป
ร่วมกันปิดล้อมสานักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น ที่สาคัญในคาพูดปราศรัยของจาเลยไม่มีข้อความตอนใด
ทจี่ าเลยข่มขืนใจเพือ่ ใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทาการอันใดท่ีจาเลยตอ้ งการเลย ไม่ว่าจะเป็นการ
อนั มิชอบดว้ ยหน้าท่ี หรือการละเว้นการปฏิบตั กิ ารตามหน้าที่ จงึ ไม่ถอื ว่าเปน็ ความผดิ ตามฟอ้ ง

ฎีกาท่ี ๑๑๕๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๓๑ แม้ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องท่ีฯ มาตรา ๒๗
จะกาหนดให้ผู้ใหญ่บ้านทาหน้าท่ีช่วยเหลือนายอาเภอในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นหัวหน้าราษฎรใน
หมู่บ้านของตน และให้มีอานาจหน้าทีอ่ ื่นอีกหลายประการ รวมทั้งการจัดให้มีการประชุมราษฎรและ
คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นประจาอย่างน้อยเดือนละหน่ึงคร้ังก็ตาม แต่กฎหมายดังกล่าวมิได้
กาหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีอานาจหน้าท่ีตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน หรือการ
ดาเนินกิจกรรมใด ๆ โดยการใช้เงินที่ได้รับการอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดงั น้ัน การท่ี
ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตร วจสอบกรณีสภาองค์การ
บริหารส่วนตาบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตร
ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้าฯ จงึ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระทาการนอกอานาจหน้าท่ี มิใช่เป็นการกระทา
ตามอานาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งได้ความว่าผู้เสียหายหวังจะใช้โอกาสดังกล่าวกล่าวหาสมาชิก
สภาองค์การบริหารส่วนตาบลดอนเจดีย์ท่ีมีมติว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุจริตโกงกินกันเพ่ือ
ทาลายความน่าเช่ือถือ เพราะเกรงว่าสามีผู้เสียหายซึ่งกาลังจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา
องค์การบริหารส่วนตาบลดอนเจดีย์จะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง มิใช่เป็นการกระทาตามอานาจ
หน้าท่ีของผใู้ หญ่บ้านในการดแู ลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บา้ นซึ่งเป็นอานาจหน้าที่ตามกฎหมาย การ
ท่ีจาเลยใช้วาจาขู่เข็ญให้ผู้เสียหายต้องยกเลิกการประชุมจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๑๓๙

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๐

ฎีกาที่ ๖๙๒/๒๕๖๑ ป.อ. มาตรา ๑๔๐ วรรคสาม บัญญัติให้ผู้กระทาความผิดฐานต่อสู้
ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กาลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธปืนต้องได้รับโทษหนักกว่าโทษตามที่
กฎหมายบัญญัติในสองวรรคก่อนก่ึงหน่ึง ก็เพ่ือคุ้มครองความปลอดภัยของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการ
ตามหน้าท่ี แม้อาวุธปืนที่ยึดได้จากรถคันเกิดเหตุจะถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ท่ีนั่งด้านหน้าข้างคนขับ จาเลย
ที่ ๑ ไม่ได้พกติดตัวหรอื วางในลักษณะพร้อมหยิบฉวยได้ทันทกี ต็ าม แตอ่ าวธุ ปืนมกี ระสุนปนื บรรจอุ ยู่
ในรังเพลิงพร้อมใช้งานได้ทันที นับเป็นอันตรายต่อเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติตามหน้าท่ี จาเลยที่ ๑ จึงมี

184

ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๔๐ วรรคสาม
ฎีกาที่ ๑๘๑๖/๒๕๕๗ ฎ.๑๒๕ ในทันทีท่ีเจ้าพนักงานตารวจแสดงตัวเข้าจับกุมจาเลยกับ

พวกซึ่งมีหน้าที่ตัดไม้ พวกที่ติดอาวุธปืนก็ยิงรัวใส่เจ้าพนักงานตารวจชุดจับกุมจากทางด้านหลังของ
จาเลย แสดงว่ามีเจตนาที่จะต่อสู้ขัดขวางไม่ให้เจ้าพนักงานจับกุมพวกท่ีตัดไม้ การท่ีจาเลยตระหนัก
รู้อยู่แล้วว่ามีพวกของตนอีกกลมุ่ หนึ่งติดอาวุธคอยค้มุ กันไม่ให้พวกตนซงึ่ มหี น้าท่ีตดั ไม้ถกู เจ้าพนักงาน
ตารวจจับกุมได้โดยง่าย และพร้อมท่ีจะใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับเจ้าพนักงานเพื่อที่จะช่วยเหลือพวกตน
ให้พ้นจากการจับกุมในทันทีอันเป็นการร่วมกันกระทาการโดยแบ่งหน้าท่ีกันทา และจาเลยยอมรับ
การช่วยเหลือคุ้มกันนั้น แสดงว่าจาเลยมีเจตนาร่วมกับพวกต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการ
ปฏิบัติการตามหน้าท่ีด้วย แม้จาเลยจะมิได้เป็นผู้ยิงต่อสู้เจ้าพนักงานด้วยตนเอง ก็ถือว่าจาเลยเป็น
ตัวการร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพ่ือหลีกเล่ียง
การจบั กุมตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๔๐ วรรคแรก และมาตรา ๘๓

185

ใหส้ ินบนแกเ่ จ้าพนักงาน, เจ้าพนักงานเรยี กรบั สินบน

ข้อ ๔๑ คาถาม นายดาถูกดาบตารวจซ่ือกับพวกจับกุมพร้อมยาบ้าซ่ึงเป็นยาเสพติด
ให้โทษในประเภท ๑ จานวน ๑๐ เม็ด และเงินล่อซื้อ ๒,๐๐๐ บาท ส่งมอบให้พันตารวจโทตรง
พนักงานสอบสวน เม่ือนางแดงภรรยานายดาทราบ นางแดงจึงขอร้องให้ดาบตารวจซื่อช่วยเหลือ
นายดาโดยเปล่ียนข้อหาจากมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายและ
จาหน่าย เป็นข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย โดยนางแดง
เสนอจะมอบเงินให้ดาบตารวจซ่ือ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดาบตารวจซื่อทราบแล้วแสร้งเป็นอยากได้เงิน
และนัดนางแดงไปพบและนาเงนิ ไปให้ท่ีร้านอาหาร แล้วดาบตารวจซ่ือแจ้งพันตารวจโทตรงพนักงาน
สอบสวนถึงเร่ืองการเสนอให้เงินและการนัดรับเงินดังกล่าว ดาบตารวจซ่ือและพันตารวจโทตรง
พร้อมเจ้าพนักงานตารวจจงึ วางแผนจับกุมโดยไปรอที่นัดหมาย เม่ือนางแดงมาถึงดาบตารวจซอ่ื ถาม
ว่าเงนิ พรอ้ มไหม นางแดงบอกว่าพร้อมแต่ยังไม่ทนั ได้มอบเงิน ดาบตารวจซ่ือและพนั ตารวจโทตรงกับ
พวกกเ็ ข้าจับกุมนางแดงพร้อมยึดเงนิ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในกระเปา๋ สะพายของนางแดง เป็นของกลาง

ใหว้ ินจิ ฉัยว่า นางแดงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรอื ไมเ่ พียงใด
คาตอบ นางแดงขอร้องให้ดาบตารวจซื่อช่วยเหลือนายดาโดยเปลี่ยนข้อหาจากมียาเสพติด
ให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายและจาหน่าย เป็นข้อหามียาเสพติดให้โทษ
ในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย นางแดงเสนอจะมอบเงินให้ดาบตารวจซ่ือ
๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการขอใหท้ รพั ยส์ ินแก่ดาบตารวจซ่ือและพันตารวจโทตรงเจ้าพนักงาน เพื่อ
จูงใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เพราะเป็นการกระทาที่นางแดงมุ่งประสงค์ขอให้
ทรัพย์สินเพ่ือจูงใจให้ดาบตารวจซ่ือไปดาเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทาการอันมิชอบด้วย
หน้าที่ การที่ดาบตารวจซื่อจะมีหน้าที่ในการตั้งหรือเปล่ียนข้อหาแก่ผู้ต้องหาหรือไม่ จึงหาใช่
สาระสาคัญไม่ นางแดงจึงมีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๔๔ (ฎีกาที่ ๓๐๙๖/๒๕๕๒)
แม้นางแดงยังไม่ทันได้มอบเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่การขอให้โดยยังไม่ได้ให้ทรัพย์สิน
ก็เป็นความผิดสาเร็จเมอื่ ขอใหท้ รัพยส์ ินแล้ว
ฎีกาที่ ๓๐๙๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๗ น.๔๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ดาบตารวจ ช. ได้จับกุม พ.
กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันจาหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และควบคุมตัวส่งพนักงาน
สอบสวน จาเลยทั้งสองให้ทรัพย์สินแก่ดาบตารวจ ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพ่ือจูงใจให้กระทาการ
ปล่อยตัว พ. กับพวกซ่ึงเป็นการกระทาอันมิชอบด้วยหน้าที่ แม้ในทางพิจารณาได้ความว่า จาเลย
ทั้งสองกระทาการเพ่ือจูงใจให้ดาบตารวจ ช. ดาเนินการช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหา
ให้เบาลงก็ตาม ก็หาใช่ข้อแตกต่างในสาระสาคัญไม่ ท้ังน้ีเพราะไม่ว่าจะเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อจงู ใจ
ใหป้ ล่อยตัวหรือเปล่ียนข้อหาก็ล้วนแต่เป็นการจูงใจให้กระทาการอันมิชอบดว้ ยหน้าท่ีซึง่ เป็นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔ เช่นเดียวกัน เม่ือจาเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอานาจท่ีจะลงโทษจาเลย
ท้ังสองตามทีบ่ ัญญตั ิไวใ้ น ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ได้

186

การที่จาเลยท้ังสองไปติดต่อกับดาบตารวจ ช. เพื่อขอให้ช่วยเหลือ พ. กับพวก โดยเปลี่ยน
ข้อหาจากเดิมข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไวใ้ นครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่าย เป็นข้อหา
ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่าน้ัน โดยเสนอให้เงินจานวน
๗๐,๐๐๐ บาท นั้น ย่อมเป็นการกระทาท่ีจาเลยทั้งสองมุ่งประสงค์ขอให้ทรัพย์สินเพ่ือจูงใจ
ให้ดาบตารวจ ช. ไปดาเนินการให้ผู้บังคับบัญชากระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่ เม่ือพันตารวจตรี
ชช. ผู้บังคับบัญชาของดาบตารวจ ช. ทราบความประสงค์ของจาเลยท้ังสองจากดาบตารวจ ช. และ
วางแผนจับกุมโดยตอบตกลงและนัดหมายให้จาเลยทั้งสองนาเงินมอบให้และจับกุมจาเลยท้ังสองได้
พร้อมเงินของกลาง จึงถือได้ว่าจาเลยท้ังสองได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตารวจ ช. และพันตารวจตรี
ชช. เพื่อจงู ใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔ ดังน้ัน การที่
ดาบตารวจ ช. จะมหี น้าท่ใี นการต้งั หรอื เปล่ียนขอ้ หาแกผ่ ูต้ ้องหาหรือไม่ จงึ หาใชส่ าระสาคญั ไม่

ข้อ ๔๒ คาถาม นายหมูไปฆ่าคนตายและถูกดาเนินคดีในศาล นายหมูจึงไปจ้างให้นายม้า
ไปวิง่ เต้นผู้พพิ ากษาใหย้ กฟอ้ ง แลว้ นายหมมู อบเงนิ ๑๐ ลา้ นบาทให้แก่นายมา้

ให้วนิ จิ ฉัยวา่
ก. การกระทาเท่าท่กี ล่าวมา นายม้าและนายหมมู ีความผิดฐานใด
ข. หากต่อมานายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวน แต่ผู้พิพากษาเจ้าของ
สานวนไมย่ อมรับเงิน นายมา้ และนายหมมู คี วามผดิ ฐานใด
คาตอบ ก. ความรับผิดทางอาญาของนายม้า การท่ีนายหมูจ้างให้นายม้าไปวิ่งเต้น
ผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง แล้วนายหมูมอบเงิน ๑๐ ล้านบาทให้แก่นายม้า เป็นกรณีท่ีนายม้ารับเงิน
๑๐ ล้านบาทสาหรับตนเอง เพ่ือเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง โดยวิธี
อันทุจริตและผิดกฎหมาย นายม้าจึงมีความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ แม้นายม้าจะยังไม่ได้นาเงินไปมอบให้แก่ผู้ใดก็เป็นความผิดสาเร็จ
ตามมาตรา ๑๔๓ แล้ว (๒ คะแนน) แต่นายม้าไม่มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน
ในตาแหน่งตลุ าการตามมาตรา ๑๖๗ เพราะนายมา้ ยังไมไ่ ด้ลงมือกระทาผิด (๑ คะแนน)
ความรับผิดทางอาญาของนายหมู การที่นายหมูมอบเงินจานวน ๑๐ ล้านบาทให้แก่นายม้า
นั้น ในความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ นายม้าเป็นผู้รับเงิน ก็ต้องมี
ผู้จ่ายเงินคือนายหมู ซึ่งเป็นบุคคลท่ีเปน็ องคป์ ระกอบความผิด บุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิด
ไม่อาจเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ในการกระทาผิดได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติความผิดไว้
โดยเฉพาะ เม่ือมีกฎหมายบัญญัติให้คนกลางเรียกรับสินบนมีความผิดตามมาตรา ๑๔๓ โดยไม่มี
กฎหมายบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินให้แก่คนกลางเป็นความผิด นายหมูจึงไม่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือ
ผู้สนบั สนุน นายม้ากระทาความผดิ ฐานเป็นคนกลางเรยี กรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ (๒ คะแนน)
สว่ นความผิดฐานให้สนิ บนแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูจ้าง

187

ให้นายม้าไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง แล้วนายหมูมอบเงินให้แก่นายม้าเป็นการก่อให้นายม้า
กระทาความผิดด้วยการจา้ ง เพราะเป็นการทาให้นายม้าตัดสนิ ใจกระทาความผิด นายหมจู ึงเป็น
ผู้ใช้ให้นายม้ากระทาความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗
เมื่อนายม้ายังไม่ได้ไปวิ่งเต้นผู้พิพากษา ถือว่าความผิดท่ีใช้ยังมิได้กระทาลง นายหมูผู้ใช้จึงต้อง
ระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษท่ีกาหนดไว้สาหรับความผิดน้ันตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง
(๑ คะแนน)

ข. การท่ีนายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวน เป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่
เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการ โดยเจตนา เพื่อจูงใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าท่ี
(๒ คะแนน) แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวนไม่ยอมรับเงิน ก็ถือว่านายม้ากระทาผิดสาเร็จตาม
มาตรา ๑๖๗ แล้ว เพราะองค์ประกอบความผิดฐานน้ีเพียงแต่ขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน
ในตาแหน่งตุลาการก็ถือว่าเป็นความผิดสาเร็จแล้ว (๑ คะแนน) เม่ือเป็นความผิดตามมาตรา
๑๖๗ ซ่ึงเปน็ บทเฉพาะแล้วกไ็ ม่ต้องปรับบทตามมาตรา ๑๔๔ ซึ่งเปน็ บทท่วั ไปอกี

การที่นายหมูจ้างนายม้าไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง เป็นการก่อให้นายม้ากระทา
ความผิดดว้ ยการจ้าง เมื่อนายม้าไปกระทาความผิดฐานให้สนิ บนแก่ข้าราชการตุลาการตามมาตรา
๑๖๗ นายหมูผใู้ ช้จึงต้องรบั โทษเสมอื นเป็นตัวการตามมาตรา ๘๔ (๑ คะแนน) นายหมูจึงเป็นผูใ้ ช้
ให้นายมา้ กระทาความผิดฐานให้สนิ บนแก่ข้าราชการตลุ าการตามมาตรา ๑๖๗
ข้อสังเกต คดีนี้หากเปลี่ยนคาถามจากนายหมจู ้างนายม้า เป็นนายม้าไปเสนอตัววา่ จะไปวิ่งเต้นคดีให้
นายหมู ความผิดจะเปลี่ยนไปอยา่ งไร ขอให้ดคู าถามและคาตอบข้อถดั ไป

ขอ้ ๔๓ คาถาม นายหมูไปฆ่าคนตายและถกู ดาเนนิ คดีในศาล นายม้าทราบเร่ืองจึงเสนอตัว
กับนายหมูว่าจะไปว่ิงเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้องโดยเรียกเงินจากนายหมู นายหมูมอบเงิน ๑๐ ล้าน
บาท ให้แกน่ ายม้า

ใหว้ ินิจฉยั วา่
ก. การกระทาเทา่ ท่กี ล่าวมา นายหมแู ละนายม้ามคี วามผิดฐานใด
ข. หากนายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวน แต่ผู้พิพากษาเจ้าของสานวน
ไมย่ อมรับเงิน นายหมแู ละนายมา้ มีความผดิ ฐานใด
คาตอบ ก. การที่นายม้าเสนอตัวว่าจะไปว่ิงเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้องโดยเรียกเงินจาก
นายหมู ๑๐ ล้านบาท เป็นกรณีที่นายม้าเรียกรับเงิน ๑๐ ล้านบาทสาหรับตนเอง เพ่ือเป็นการ
ตอบแทนในการที่จะจูงใจผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง โดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย นายม้าจึง
มคี วามผิดฐานเป็นคนกลางเรยี กรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ แม้นายม้าจะ
ยังไม่ไดน้ าเงนิ ไปมอบให้แกผ่ ้ใู ดกเ็ ปน็ ความผิดสาเร็จตามมาตรา ๑๔๓ แล้ว (๒ คะแนน)
ส่วนการท่ีนายหมูมอบเงินจานวน ๑๐ ล้านบาท ให้แก่นายม้าน้ัน ในความผิดฐานเป็น

188

คนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ นายม้าเป็นผู้รับเงิน ก็ต้องมีผู้ให้เงินคือนายหมูซ่ึงเป็น
บุคคลทเี่ ปน็ องค์ประกอบความผิด บคุ คลทเี่ ป็นองค์ประกอบความผิดไม่อาจเปน็ ตัวการ ผ้ใู ช้ หรือ
ผู้สนับสนุน ในการกระทาผิดได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติความผิดไว้โดยเฉพาะ เมื่อมีกฎหมาย
บัญญัติให้คนกลางเรียกสินบนมีความผิดตามมาตรา ๑๔๓ โดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้จ่ายเงิน
ให้แก่คนกลางเป็นความผิด นายหมูจึงไม่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน นายม้ากระทา
ความผิดฐานเป็นคนกลางเรยี กรบั สินบนตามมาตรา ๑๔๓ (๒ คะแนน)

ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ แม้นายหมู
จะมอบเงินให้แก่นายม้า แต่การกระทาของนายหมูไม่เป็นการก่อให้นายม้ากระทาความผิดตาม
มาตรา ๑๖๗ เพราะเป็นเร่ืองท่ีนายม้ามาเสนอตัวว่าจะไปกระทาความผิดถ้าได้เงินจากนายหมู
อนึ่ง แม้การที่นายหมูมอบเงินให้แก่นายม้าจะเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกนายม้ากระทา
ความผิดตามมาตรา ๑๖๗ แต่นายม้ายังไม่ได้ลงมือให้สินบนแก่ข้าราชการตุลาการ เมื่อ
การกระทาของนายม้ายังไม่เปน็ ความผิดตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูจึงไม่มีความผิดฐานสนับสนุน
นายม้ากระทาความผิด เพราะการเป็นผู้สนับสนุนต้องสนับสนุนการกระทาที่เป็นความผิดตาม
กฎหมายแลว้ (๑ คะแนน)

ข. การที่นายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวน เป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่
เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการ โดยเจตนา เพ่ือจูงใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่
(๒ คะแนน) แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวนไม่ยอมรบั เงิน กถ็ ือวา่ นายม้ากระทาความผิดสาเร็จตาม
มาตรา ๑๖๗ แล้ว เพราะองค์ประกอบความผิดฐานนี้เพียงแต่ขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน
ในตาแหน่งตุลาการ ก็ถือว่าเป็นความผิดสาเร็จแล้ว (๑ คะแนน) เม่ือเป็นความผิดตามมาตรา
๑๖๗ ซ่งึ เปน็ บทเฉพาะแลว้ กไ็ มต่ ้องปรับบทตามมาตรา ๑๔๔ ซง่ึ เปน็ บทท่ัวไปอกี

การท่ีนายหมูมอบเงินให้แก่นายม้า เป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกนายม้าก่อนกระทา
ความผิด เม่ือนายม้าไปกระทาผดิ ฐานให้สินบนแก่ข้าราชการตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูจึงมี
ความผดิ ฐานเปน็ ผ้สู นับสนุนนายม้ากระทาความผดิ ตามมาตรา ๑๖๗ (๒ คะแนน)

ตัวอย่างคาตอบท่ี ๑ การท่ีนายม้าเสนอตัวกับนายหมูว่าจะไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง
โดยเรียกเงนิ จากนายหมนู ั้น เป็นการเรียกรับทรัพย์สินจากนายหมู เพ่ือเป็นการตอบแทนในการที่จะ
ได้จูงใจเจ้าพนักงานกระทาการโดยทจุ ริตผิดกฎหมาย ให้กระทาการในหน้าทโี่ ดยมิชอบ เปน็ ความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๓ เพราะความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนน้ี เป็น
ความผดิ สาเร็จนับแตใ่ นขณะที่ได้เรยี กรับแล้ว แม้ยงั ไม่นาไปให้เจ้าพนกั งานกต็ าม (ได้ ๒ คะแนน)

สว่ นการท่ีนายหมมู อบเงิน ๑๐ ล้านบาท ให้แก่นายม้าเพื่อนาไปว่ิงเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้อง
ในคดีท่ตี นถูกฟอ้ ง เปน็ การให้ทรัพย์สนิ แก่ผู้วา่ คดี (ที่ผดิ คือขอ้ นี้ยงั ไม่ได้ให้ และขอ้ น้ีให้แก่ตุลาการ
ไม่ใช่ให้แก่ผู้ว่าคดีซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีในศาลแขวงเดิม ปัจจุบันเป็นอานาจของพนักงานอัยการ)
อันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๗ แล้ว แม้ว่าจะไม่นาไปให้ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นผู้ว่าคดีโดยตรงก็เป็น
ความผิดตามมาตรานี้ได้ แต่เมื่อนายม้ายังมิไดน้ าไปให้ผู้พิพากษา การกระทาจึงยังมิได้กระทาไปโดย

189

ตลอด ดังน้ันนายหมู จึงมีความผิดฐานพยายามให้สินบนเจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๖๗ ประกอบ
มาตรา ๘๐ (๐ คะแนน)

นายหมูไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนอีกตาม
มาตรา ๑๔๓ ประกอบมาตรา ๘๖ เพราะกฎหมายกาหนดความผิดของผู้ท่ีให้สินบนเจ้าพนักงานไว้
เป็นต่างหากแล้ว (ไม่ได้กล่าวถึงเหตุผลท่ีว่า บุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิดไม่อาจเป็นตัวการ
ผู้ใช้ หรือผสู้ นบั สนนุ ในการกระทาผิดได้ตัด ๑ คะแนน ให้เพยี ง ๑ คะแนน)

ข. การที่นายม้านาเงินไปให้ผู้พิพากษา เพ่ือให้ยกฟ้องคดีนายหมู เป็นการกระทาความผิด
ตามมาตรา ๑๖๗ สาเร็จแล้วนับแต่ให้ หรือขอให้ (ท่ีปรับบทการกระทามาสองประการ คือ "ให้"
กับ "ขอให้" ข้อน้ีเป็นความผิดสาเร็จนับแต่ "ขอให้" เพราะเมื่อ "ขอให้" แล้ว แม้ไม่รับก็ถือว่า
เป็นการ "ขอให้" อันเป็นความผิดสาเร็จแล้ว ถ้าปรับบทเร่ือง “ให้” ก็ต้องมีการรับจึงจะผิด
สาเร็จ เมื่อกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดสาเร็จไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ จึงบัญญัติให้มีการ
กระทาท้ังสองประการคือ "ให้" กับ "ขอให้" ถ้ารับแล้วก็ปรับบทเรื่องให้ ถ้ายังไม่รับก็ปรับบท
เรื่องขอให้ อันเป็นความผิดสาเร็จท้ังสองประการ) การท่ีเจ้าพนักงานจะยอมรับหรือไม่ยอมรับเงิน
ตามท่ีผู้ให้เสนอ ไม่ใช่เป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตราน้ี ดังนั้น การท่ีผู้พิพากษาไม่ยอมรับ
เงินไม่เปน็ เหตใุ หก้ ารกระทาที่เป็นความผิดสาเร็จแล้ว กลบั เป็นเป็นเพยี งการพยายามกระทาความผิด
แต่อยา่ งใด (ประเดน็ นไ้ี ด้เพียง ๑ คะแนน)

เม่ือนายหมูเป็นคนนาเงินมอบให้นายม้าเพื่อไปให้เจ้าพนักงาน ย่อมเป็นการร่วมกระทา
ความผิดกับนายหมูด้วย ดังนั้น นายหมูและนายม้าจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันให้สินบน
แก่เจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๖๗ ประกอบมาตรา ๘๓ (ข้อนี้เป็นผู้สนับสนุน ถ้าเป็นผู้ใช้ต้อง
ดคู าถามขอ้ กอ่ นหนา้ ประเด็นนไ้ี ด้ ๐ คะแนน ไดร้ วม ๔ คะแนน)

ตัวอย่างคาตอบที่ ๒ (ก) กรณีนายม้า การที่นายม้าเสนอตัวกับนายหมูว่าจะไปว่ิงเต้น
ผู้พิพากษาให้ยกฟ้องโดยเรียกเงินจากนายหมูนั้น เป็นการเรียกทรัพย์สินสาหรับตนเองหรือผู้อื่น
เป็นการตอบแทนในการท่ีจะจูงใจเจ้าพนักงานให้กระทาการในหน้าท่ีอันเป็นคุณแก่นายห มู
การกระทาของนายม้าจึงมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๑๔๓ (ขาดองค์ประกอบเร่ืองโดยวิธีอันทุจริต
และผิดกฎหมาย มีแต่ปฏิบัติหน้าที่เป็นคุณก็น่าจะได้ ประเด็นน้ีน่าจะเป็นเร่ืองทุจริตเพราะมีเรื่อง
เงนิ จึงใหเ้ พียง ๑.๕ คะแนน)

ส่วนกรณีของนายหมู แม้นายหมูจะเป็นผู้ใช้ให้นายม้านาเงินไปให้ผู้พิพากษาก็ตาม
การกระทาของนายหมูก็ไม่เป็นความผิดใช้ให้ผู้อ่ืนกระทาความผิดตามป.อ.มาตรา ๑๔๓ ,๘๔ เพราะ
นายหมูเป็นองค์ประกอบความผิดของมาตรา ๑๔๓ นายหมูจึงไม่อาจเป็นผู้ใช้กระทาความผิดตาม
มาตรานี้ได้ (ไม่ตอบว่ามีผู้รับ ก็ต้องมีผู้ให้ ข้อนี้นายหมูไม่น่าจะเป็นผู้ใช้ เพราะนายม้ามาติดต่อ
นายหมูเอง น่าจะเป็นประเด็นร่วมกันกระทา แต่สุดท้ายวินิจฉัยว่าไม่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือ
ผ้สู นับสนุน ประเด็นน้ีให้ ๑.๕ คะแนน)

(ข) กรณีนายม้า การที่นายม้าไปเสนอจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวนน้ัน เป็นการให้

190

(ข้อนี้เป็นการ "ขอให้" ซ่ึงเป็นความผิดสาเร็จเมื่อขอให้ ไม่ใช่ "ให้") ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน
ในตาแหน่งตุลาการเพ่ือจูงใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าท่ี การกระทาของนายม้าจึงมีความผิด
ตามมาตรา ๑๖๗ แม้ผู้พิพากษาจะไม่ยอมรับเงินก็ตามก็เป็นความผิดสาเร็จแล้ว (ประเด็นท่ีตอบ
พลาดมาตัด ๑ คะแนนให้ ๒ คะแนน)

กรณีนายหมู การท่ีนายหมูใช้ให้นายม้านาเงินไปให้แก่ผู้พิพากษานั้น เมื่อนายม้าผู้ถูกใช้
ได้กระทาความผิดตามท่ีนายหมูใช้แล้ว นายหมู ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนตัวการตามมาตรา ๑๖๗,
มาตรา ๘๔ วรรคสอง (ข้อนี้เป็นผู้สนับสนุนถ้าเป็นผู้ใช้ต้องดูคาถามข้อก่อน ประเด็นนี้ได้ ๐
คะแนน ได้รวม ๕ คะแนน)
ข้อสังเกต ดูคะแนนของตัวอย่างท่ีตอบมาแล้ว อย่าตกใจเพราะข้อสอบไม่ได้มีประเด็นมากมาย
อย่างน้ีทุกข้อ พยายามฝึกเขียนต่อไปเร่ือย ๆ จะเขียนได้ดีขึ้นแน่นอน หากเจอข้อสอบที่มีประเด็น
น้อย ๆ เขียนตอบได้แน่นอน อาจมีคาถามว่าคาถามบางข้อในหนังสือเล่มนี้มีหลายประเด็น แต่
บางข้อมีเพียง ๒ ประเด็น ทาไมแตกต่างกันมากขนาดนี้ ก็ขอให้ลองฝึกทาคาถามทุกรูปแบบ และ
จากัดเวลาเขียนให้อยู่ใน ๒๔ นาทีเหมือนกัน เวลาเข้าห้องสอบจริงข้อสอบก็จะหลากหลาย บางข้อ
ประเด็นน้อย บางข้อประเด็นมาก แต่ทุกข้อ ๑๐ คะแนนเท่ากัน เราจะได้ฝึกจากัดเวลาในการเขียน
ตอบข้อสอบด้วย

ตัวอย่างคาตอบที่ ๓ ก. กรณีตามปัญหา นายม้าเสนอตัวกับนายหมูว่าจะไปว่ิงเต้น
ผู้พิพากษาให้ยกฟ้องในคดีท่ีนายหมูฆ่าคนตาย โดยเรียกเงินจากนายหมูและนายหมูมอบเงินให้ ๑๐
ล้านบาท ถือว่านายม้าเรียกรับเอาทรัพย์สินสาหรับผู้อ่ืน เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ
เจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย ให้กระทาการในหน้าท่ีอันเป็นคุณแก่นายหมู อันเป็น
ความผิดสาเร็จฐานคนกลางเรียกรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ แล้ว แม้ว่า
นายม้าจะยังไม่ได้นาเงินไปให้ผู้พิพากษาก็ตาม (๒ คะแนน) เม่ือข้อเท็จจริงตามปัญหาไม่ปรากฏว่า
นายม้าได้นาเงินไปให้หรือเสนอว่าจะให้ผู้พิพากษา นายม้าจึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๑๖๗ (ไม่ได้
กล่าวถึงเร่ืองนายหมูไม่เป็นผู้ใช้และไม่เป็นผู้สนับสนุนการกระทาผิดตามมาตรา ๑๖๗ คะแนน
ส่วนน้ีหายไป) ส่วนการท่ีนายหมูได้มอบเงินให้แก่นายม้า ๑๐ ล้านบาทเพื่อท่ีจะให้นายม้าไปว่ิงเต้น
ผู้พิพากษาให้ยกฟ้องน้ัน ไม่เป็นการสนับสนุนให้นายม้ากระทาความผิดตามมาตรา ๑๔๓ เพราะว่า
นายหมูเป็นผู้ให้อันเป็นองค์ประกอบในการกระทาความผิดของผู้รับคือนายม้า (นายหมูเป็น
necessary participator) ซ่ึงกฎหมายไม่ประสงค์ที่จะให้ลงโทษผู้ให้ในฐานสนับสนุนความผิดฐานนี้
นายหมูจึงไม่ต้องรับผิดอาญาฐานใดเลย (ที่ตอบว่าไม่ประสงค์จะลงโทษฐานสนับสนุนนั้น
ข้อเท็จจริงฝ่ายแรกเรียกและรับ อีกฝ่ายถูกเรียกและให้ ก็มีการกระทาร่วมกัน แต่ไม่อาจเป็น
ตัวการหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนได้ ซ่ึงจุดสาคัญคือเป็นตัวการไม่ได้ แต่ตอบมาเพียงเป็น
ผู้สนบั สนุนไม่ได้ประเด็นนีใ้ หเ้ พียง ๑.๕ คะแนน)

ข. กรณีตามปัญหา ถ้าหากนายม้านาเงินไปเสนอจ่ายให้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวน แต่
ผู้พิพากษาเจ้าของสานวนไม่ยอมรับเงิน ก็ถือว่านายม้าเรียก รับเอาทรัพย์สินสาหรับผู้อ่ืน เป็นการ

191

ตอบแทนในการท่ีจะจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย ให้กระทาการในหน้าที่อัน
เป็นคุณแก่นายหมู อันเป็นความผิดสาเร็จฐานคนกลางเรียกรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๔๓ แล้ว (ข้อความท่ีตัดออกเพราะไม่จาเป็นต้องนามาปรับบท) แม้ว่าผพู้ ิพากษาเจ้าของ
สานวนจะไม่ยอมรับเงิน และการกระทาของนายม้ายังเป็นการให้ขอให้ (ที่ถูก เป็นการ"ขอให้"
ไม่ใช่ "ให้") ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการเพื่อจูงใจให้กระทาการ อันมิชอบด้วย
หน้าท่ีอนั เป็นความผิดสาเรจ็ ตามมาตรา ๑๖๗ แล้ว แม้วา่ ผู้พิพากษาเจ้าของสานวนจะไม่ยอมรับเงิน
กต็ าม (๒.๕ คะแนน) ส่วนการกระทาของนายหมูทไ่ี ด้มอบเงินให้แก่นายม้า ๑๐ ล้านบาทเพอ่ื ที่จะให้
นายม้าไปว่ิงเต้นผู้พิพากษาให้ยกฟ้องน้ัน เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนที่
นายม้าจะกระทาความผิดให้สินบนเจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการ เม่ือการกระทาของนายม้า
เป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๗ นายหมูจึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา ๑๖๗ ประกอบ
มาตรา ๘๖ (ประเดน็ น้ใี ห้ ๑.๕ คะแนน)
ข้อเสนอแนะ ไม่ควรใช้คาว่า "ฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๗
ประกอบมาตรา ๘๖" เพราะฐานความผิดคือมาตรา ๑๖๗ ส่วนมาตรา ๘๖ เป็นเร่ืองผู้สนับสนุน
การกระทาผิด จึงควรใช้คาว่า นายหมูเป็นผู้สนับสนุนนายม้ากระทาผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน
ในตาแหน่งตลุ าการตามมาตรา ๑๖๗ ได้รวม ๗.๕ คะแนน เมอ่ื พิจารณาภาพรวมแลว้ ให้ ๘ คะแนน

ตัวอย่างคาตอบที่ ๔ (ก) การที่นายม้า ทราบว่านายหมูฆ่าคนตายและถูกดาเนินคดีในศาล
จึง (ข้อความที่ตัดออกเพราะไม่จาเป็นต้องนามาปรับบท) เสนอตัวว่าจะไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาให้
ยกฟ้องโดยเรียกเงินจากนายหมู ๑๐ ล้านบาท เป็นกรณีท่ีนายม้าเรียก รับ ยอมจะรับ (ข้อเท็จจริง
เรื่องน้ีเป็นเรียก รับ) เงิน ๑๐ ล้านบาท สาหรับตนเองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ
ผพู้ พิ ากษาให้ยกฟ้อง โดยวิธอี ันทจุ ริตหรือผิดกฎหมาย มีความผดิ ฐานเปน็ คนกลางเรียกรับสินบนตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ (ขาดเรอ่ื งไมไ่ ดม้ อบเงินให้ใครต่อไปก็เป็นความผิด ประเด็น
นี้ให้เพียง ๑.๕ คะแนน)

ส่วนนายหมูน้ัน เม่ือได้รับการเสนอจากนายม้าแล้วก็ได้มอบเงินจานวน ๑๐ ล้านบาท
เปน็ การใช้ให้นายม้านาเงนิ ไปให้แก่ผ้พู ิพากษาเพื่อจูงใจให้ตดั สนิ ยกฟ้องอันเป็นการไม่ชอบด้วยหนา้ ท่ี
จึงเป็นการใช้ให้นายม้ากระทาความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๔๔ ประกอบมาตรา
๘๔ เม่ือนายม้ายังมิได้กระทาความผิด นายหมูจึงรับโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษตามฐานความผิด
ดังกล่าว ตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง (ประเด็นน้ีต้องวินิจฉัยว่าไม่ใช่ผู้สนับสนุน) และนายหมูไม่มี
ความผิดตามมาตรา ๑๔๓ เนื่องจากมีบทกฎหมายกาหนดความผิดของนายหมูไว้เพียงเฉพาะแล้ว
(ไมอ่ ธบิ ายว่านายหมูเปน็ บคุ คลทเ่ี ปน็ องค์ประกอบความผดิ ใหเ้ พียง ๑ ถึง ๑.๕ คะแนน)

(ข) จากประเด็นที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้น เม่ือนายม้าเป็นผู้ถูกใช้ให้กระทาความผิดฐานให้
สินบนเจ้าพนักงาน (ข้อความท่ีตัดออกเพราะไม่จาเป็นต้องนามาปรับบท) เมื่อนายม้าได้เสนอเงิน
ให้ผู้พิพากษาเจ้าของสานวนแล้ว ก็เป็นกรณีความผิดท่ีถูกใช้ได้กระทาลงเป็นความผิดสาเร็จแล้ว
(ไม่อธิบายเรื่อง "ขอให้" ผิดสาเร็จ ประเด็นนี้ตัด ๑ คะแนน ได้เพียง ๑ คะแนน) แม้ผู้พิพากษา

192

เจ้าของสานวนไม่ยอมรับเงินก็ตาม นายม้าจึงมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๔๔
ซึ่งเมอ่ื ไดเ้ สนอใหแ้ กผ่ ู้พพิ ากษาซ่งึ เป็นเจา้ พนักงานในตาแหนง่ ตุลาการ จึงมคี วามผดิ ตามมาตรา ๑๖๗
(๑ คะแนน)

ส่วนนายหมูผู้ใช้ให้กระทาความผิดนั้น เมื่อนายม้าผู้ถูกใช้ได้กระทาความผิดฐานให้สินบน
เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการแล้ว นายหมูจึงต้องรับโทษเสมือนตัวการในการกระทาความผิด
ดงั กลา่ ว (ประเดน็ น้ี ๐ คะแนน ไดร้ วม ๕ คะแนน)
ข้อเสนอแนะ คาถามข้อนี้ถ้าทาได้ ๕ คะแนนขึ้นไปนับวา่ ใช้ได้แล้วเพราะเป็นคาถามยากและมีหลาย
ประเดน็

ขอให้คิดต่อไปว่า ถ้าผู้พิพากษาเจ้าของสานวนรับเงินและวินิจฉัยคดีให้เป็นคุณแก่นายหมู
เพราะเห็นแก่เงินทรี่ บั ไว้ ธงคาตอบจะเป็นอย่างไรขอให้ดคู าถามคาตอบข้อต่อไป

ข้อ ๔๔ คาถาม นายหมูไปฆ่าคนตายและถูกดาเนินคดีในศาล นายหมูจึงไปจ้างให้นายม้า
ไปวิ่งเต้นนายเสือให้ยกฟ้องตน แล้วนายหมูมอบเงิน ๑๐ ล้านบาทให้แก่นายม้า นายม้าไปว่ิงคดีโดย
เสนอจ่ายเงินให้นายเสือซ่ึงเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสานวน นายเสือตกลงนายม้าจึงมอบเงิน ๘ ล้าน
บาทให้แก่นายเสือ โดยนายเสือรับปากว่าจะดาเนินการให้ตามขอ ต่อมานายเสือได้ร่วมกับนายหมู
และนายม้าป้ันพยานเท็จแล้วนามาเบิกความในศาลโดยผู้พิพากษาท่ีเป็นองค์คณะพิจารณาคดี
ไม่ทราบเรอื่ ง เมอ่ื คดเี สรจ็ การพจิ ารณา นายเสอื และองคค์ ณะพิพากษายกฟ้องนายหมู

ให้วินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของนายม้า นายหมู และนายเสือในความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓, ๑๖๗, ๒๐๑, และ ๑๕๗

คาตอบ ความรบั ผิดทางอาญาของนายม้า การท่ีนายม้ารับเงินจากนายหมไู ปวิง่ เต้นนายเสือ
ผู้พิพากษาเจา้ ของสานวนให้ยกฟ้อง เปน็ กรณที ่ีนายม้ารับเงิน ๑๐ ลา้ นบาทสาหรบั ตนเอง เพ่อื เป็น
การตอบแทนในการที่จะจูงใจผู้พิพากษาให้ยกฟ้องโดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย นายม้าจึงมี
ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ แม้นายหมูจะ
ให้เงินนายม้าและนายม้ามีความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน แต่ความผิดฐานเป็นคนกลาง
เรียกรบั สินบนตามมาตรา ๑๔๓ เม่ือนายม้าเป็นผู้รับเงิน ต้องมีผู้จ่ายเงินคอื นายหมูซ่ึงเป็นบุคคล
ที่เป็นองค์ประกอบความผิด บุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิดไม่อาจเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือ
ผู้สนับสนุน ในการกระทาผิดได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติความผิดไว้โดยเฉพาะ เมื่อกฎหมายบัญญัติ
ใหค้ นกลางเรยี กรับสนิ บนมคี วามผิดตามมาตรา ๑๔๓ โดยไม่มกี ฎหมายบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินใหแ้ ก่
คนกลางเป็นความผิด นายหมูจึงไมเ่ ป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน นายม้ากระทาความผิดฐาน
เป็นคนกลางเรยี กรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓

เมอื่ นายม้าไปวิง่ คดีโดยเสนอจ่ายเงนิ ใหน้ ายเสอื ซึ่งเปน็ ผู้พิพากษาเจา้ ของสานวน เปน็ การให้
ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการ เพ่ือจูงใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดย

193

เจตนา นายม้าจึงมีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗
นายม้ากระทาผิดเพราะรบั จ้างจากนายหมู นายหมูเป็นผู้ก่อให้นายม้ากระทาความผิดด้วยการจ้าง
เพราะเป็นการทาใหน้ ายม้าตดั สนิ ใจกระทาความผิด นายหมจู ึงเป็นผใู้ ชใ้ หน้ ายมา้ กระทาความผิด
ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗, ๘๔ เม่ือนายม้าได้กระทา
ความผิด นายหมูผู้ใช้ต้องรบั โทษเสมือนเป็นตัวการ นายหมูจึงเป็นผู้ใช้นายมา้ ให้กระทาความผิด
ฐานให้สนิ บนแก่เจา้ พนักงานในตาแหน่งตลุ าการตามมาตรา ๑๖๗, ๘๔

นายเสือรับเงินจากนายม้า โดยนายเสือรับปากว่าจะดาเนินการให้ตามขอ เป็นกรณีท่ี
นายเสอื เป็นเจา้ พนักงานในตาแหนง่ ตุลาการรับทรพั ยส์ ินสาหรบั ตนเองโดยมิชอบ เพ่อื การทาการ
ในตาแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าท่ี โดยเจตนา นายเสือจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน
ในตาแหน่งตุลาการรับสนิ บนตามมาตรา ๒๐๑ สว่ นนายมา้ น้ัน แม้การว่งิ คดีและมอบเงินใหน้ ายเสือ
จะเป็นการกอ่ ให้นายเสือกระทาความผิดตามมาตรา ๒๐๑ แต่นายม้ามีความผดิ ตามมาตรา ๑๖๗
ดังท่ีวินิจฉัยมาแล้ว และนายม้าเป็นบุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๒๐๑ นายม้า
ไม่อาจเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในความผิดฐานนี้ได้ นายม้าจึงไม่เป็นผู้ใช้ให้นายเสือ
กระทาความผิดตามมาตรา ๒๐๑ เม่ือนายม้าไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๐๑ นายหมูซ่ึงเป็นผู้ก่อ
ให้นายม้ากระทาความผิดอกี ทอดหนง่ึ กไ็ ม่มีความผิดเช่นเดียวกัน

ต่อมานายเสือป้ันพยานเท็จแล้วนาพยานมาเบิกความในศาลและพิพากษายกฟ้องนั้น การท่ี
นายเสือรับเงินจากนายม้าเป็นการกระทาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
สาหรับตนเอง เป็นการกระทาโดยทุจริต เมื่อนายเสือเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสานวนมีหน้าท่ีต้อง
ตัดสินอรรถคดีให้เป็นไปโดยเท่ียงธรรม การกระทาของนายเสือจึงเป็นความผิดฐานเป็น
เจา้ พนกั งานปฏบิ ัติหนา้ ท่โี ดยทุจริตตามมาตรา ๑๕๗ อีกบทหน่ึง เมือ่ นายหมแู ละนายมา้ ร่วมกระทา
ความผดิ ดว้ ย แต่นายหมูและนายม้าไม่ได้เปน็ เจ้าพนักงานไม่อาจเปน็ ตัวการรว่ มกับนายเสือได้ แต่
การกระทาของนายหมูและนายม้าก็เป็นการช่วยเหลือใหค้ วามสะดวกทงั้ ก่อนและในขณะนายเสือ
กระทาความผิด นายหมูและนายม้าจึงเป็นผู้สนับสนุนนายเสือกระทาความผิดฐานเป็น
เจ้าพนกั งานปฏิบัตหิ น้าทโ่ี ดยทจุ รติ ตามมาตรา ๑๕๗, ๘๖ อีกบทหนง่ึ

สรุปแล้ว นายม้ามีความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบนตามมาตรา ๑๔๓ บทหน่ึง
ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการตามมาตรา ๑๖๗ บทหนึ่ง เป็นผู้สนับสนุนใน
ความผิดฐานเปน็ เจ้าพนักงานปฏิบตั หิ นา้ ทโ่ี ดยทุจริตตามมาตรา ๑๕๗, ๘๖ อกี บทหนงึ่

นายหมูเป็นผู้ใช้ในความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการตามมาตรา
๑๖๗, ๘๔ บทหน่ึง เป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม
มาตรา ๑๕๗, ๘๖ อีกบทหน่ึง

นายเสือมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตาแหน่งตุลาการรับสินบนตามมาตรา ๒๐๑
บทหนึ่ง และฐานเปน็ เจา้ พนักงานปฏบิ ัตหิ น้าทโี่ ดยทจุ ริตตามมาตรา ๑๕๗ อกี บทหนึ่ง
ข้อสังเกต คาตอบข้อน้ีไม่ได้แยกคะแนนไว้ให้ เพราะมีหลายประเด็นมาก คงต้องให้คะแนนใน

194

ภาพรวมจากความเข้าใจท้ังหมด
ความผิดตามมาตรา ๑๖๗ ของนายม้าและนายหมูน้ัน มีลักษณะเป็นการจ้างอันเป็นการ

ก่อให้นายเสือกระทาความผิดตามมาตรา ๑๕๗ อยู่ในตัว ต่อมานายม้ากับนายหมูซ่ึงเป็นผู้ให้สินบน
และเป็นผู้ก่อให้นายเสือกระทาความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ได้ร่วมกับนายเสือกระทาความผิดตาม
มาตรา ๑๕๗ เพียงแต่นายม้าและนายหมูขาดคุณสมบัติการเป็นเจ้าพนักงาน จึงรับโทษเพียงตาม
มาตรา ๑๕๗, ๘๖ ความผิดตามมาตรา ๑๖๗ ของนายม้าและนายหมู ไม่อาจเกล่ือนกลืนเป็นการ
กระทาความผิดในกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา ๑๕๗, ๘๖ เพราะความผิดตามมาตรา ๑๖๗ มี
อัตราโทษหนักกว่าความผิดตามมาตรา ๑๕๗, ๘๖ ซึ่งจะแตกต่างจากฎีกาที่ ๗๗๖๘/๒๕๔๘ ท่ี
วินิจฉัยว่าความผิดตามมาตรา ๑๔๔ ของจาเลยนั้น มีลักษณะเป็นการก่อให้ อ. กระทาความผิดตาม
มาตรา ๑๕๑ อยู่ในตัว ต่อมาจาเลยซึ่งเป็นผู้ให้สินบนเป็นผู้ก่อให้ อ. กระทาความผิดตามมาตรา
๑๕๑ ได้ร่วมกับ อ. กระทาความผิดตามมาตรา ๑๕๑ เพียงแต่จาเลยขาดคุณสมบัติการเป็น
เจ้าพนักงาน จึงรับโทษเพียงตามมาตรา ๑๕๑, ๘๖ ความผิดตามมาตรา ๑๔๔ ของจาเลยจึงเกลื่อน
กลืนเปน็ การกระทาความผิดในกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา ๑๕๑, ๘๖ ตามคาพพิ ากษาฎีกาน้ี
ความผิดตามมาตรา ๑๔๔ เกลื่อนกลืนเป็นการกระทาความผิดในกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา
๑๕๑, ๘๖ ได้เพราะความผิดตามมาตรา ๑๔๔ มีอัตราโทษเบากว่าความผิดตามมาตรา ๑๕๑, ๘๖
ขอให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในคาอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด เล่ม ๑ ดร. เกียรติขจร
วัจนะสวัสด์ิ บทท่ี ๑ กรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว และฎีกาท่ี ๗๗๖๘/๒๕๔๘ ซ่ึงเป็นประเด็นท่ี
น่าสนใจมาก

ฎีกาที่ ๗๗๖๘/๒๕๔๘ มีข้อเท็จจริงซับซ้อนมาก จะสรุปข้อเท็จจริงและคาวินิจฉัยบาง
ประเดน็ ใหเ้ ข้าใจงา่ ยขึ้นดงั น้ี

ทางราชการต้องการซ้ือที่ดินเพื่อเป็นท่ีทิ้งขยะ นาย ก. เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซ้ือทรัพย์
นาย ข. ไปติดต่อให้สินบนนาย ก. ให้ซื้อท่ีดินของนาย ค. แล้วนาย ก. นาย ข. และนาย ค. ท้ังหมด
ร่วมกนั วางแผนสรา้ งราคาท่ีดินจากไร่ละ ๕๐,๐๐๐ บาท ให้เป็นไร่ละ ๖๖๘,๐๐๐ บาท โดยการไปหา
บุคคลต่าง ๆ มาจดทะเบียนซ้ือขายท่ีดินข้างเคียงแปลงอ่ืนราคาสูงเกินจริงเพ่ือสร้างราคาเท็จขึ้นมา
ไวเ้ ปรียบเทียบ แลว้ มีการซื้อทด่ี ินใหท้ างราชการราคาไร่ละ ๖๖๘,๐๐๐ บาท ซ่ึงสงู กว่าความเป็นจริง
ราคาไรล่ ะ ๕๐,๐๐๐ บาท ข้อกฎหมายทส่ี าคญั บางสว่ นท่วี นิ จิ ฉยั ไว้มดี ังน้ี

๑. นาย ข. ผิดฐานใหส้ ินบนตามมาตรา ๑๔๔
๒. นาย ก. ผดิ ฐานรบั สินบนตามมาตรา ๑๔๙
๓. นาย ก. ผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซ้ือทรัพย์) ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตตาม
มาตรา ๑๕๑
๔. การให้สินบนของนาย ข. เป็นกำรก่อให้นาย ก. กระทาความผิดตามมาตรา ๑๕๑ แต่
นาย ข. ไมไ่ ด้เปน็ เจ้าพนกั งาน ไม่อาจเป็นผ้ใู ช้ แต่เปน็ เพยี งผู้สนบั สนนุ ตามมาตรา ๑๕๑, ๘๖
๕. นาย ข. ได้ร่วมกระทำผิดตามมาตรา ๑๕๑ ด้วย แต่นาย ข. ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน

195

ไมอ่ าจเป็นตัวการ แตเ่ ป็นเพียงผสู้ นบั สนุนตามมาตรา ๑๕๑, ๘๖
๖. การให้สินบนของนาย ข. ตามข้อ ๑ มีลักษณะเป็นการก่อให้นาย ก. กระทาความผิด

อันเป็นการผู้สนับสนุนตามมาตรา ๑๕๑, ๘๖ ตามข้อ ๔ สรุปคือการกระทาตามข้อ ๑ กับข้อ ๔
เป็นกรรมเดยี ว ผดิ กฎหมายหลายบท

๗. การให้สินบนของนาย ข. ตามข้อ ๑ ย่อมเกลื่อนกลืนเป็นการกระทาความผิดในกรรม
เดียวกบั ความผิดฐานเป็นผู้สนบั สนนุ เจ้าพนักงาน (มีหน้าท่ีซื้อทรพั ย์) ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทจุ ริต
ตามข้อ ๕ แล้ว จึงลงโทษนาย ข. ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซ้ือทรัพย์) ใช้อานาจ
ในตาแหน่งโดยทจุ รติ ได้เพยี งบทเดียวเทา่ น้ัน

ฎกี าที่ ๗๗๖๘/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๐๑ คาฟ้องโจทกไ์ ดบ้ รรยายถึงการกระทาของจาเลย
ท่ี ๑ และที่ ๓ มาว่า เม่ือระหว่างวันท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๖ เวลา
กลางวันและกลางคืนต่อเน่ืองกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ กับ พ. ได้ร่วมกัน
สนับสนนุ ชว่ ยเหลอื และให้ความสะดวกแกก่ ารท่ีจาเลยท่ี ๔ และท่ี ๕ กบั ว. ปลัดเมืองพทั ยาซึ่งเป็น
เจ้าพนักงานมีอานาจจัดซ้ือตรวจรับที่ดินสาหรับใช้เป็นท่ีทิ้งขยะของเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าท่ีโดย
มิชอบและใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตเป็นที่เสียหายแก่รัฐ โดยทางราชการต้องจ่ายเงิน
งบประมาณแผ่นดินเพื่อซอ้ื ทด่ี ินในราคาทีส่ ูงกว่าความเปน็ จริงมาก และตามคาฟอ้ งข้อ (ค) โจทก์กไ็ ด้
บรรยายฟ้องมาว่า ตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น จาเลยท่ี ๑ ได้ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงินจานวน
๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่ ว. ปลัดเมืองพัทยาซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดซื้อที่ดินให้แก่เมืองพัทยา
เพ่ือจูงใจให้กระทาการอันมิชอบด้วยหน้าท่ี รับซ้ือท่ีดินในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง เป็นการ
บรรยายถึงการกระทาท้ังหลายที่อ้างว่าจาเลยท่ี ๑ และ ท่ี ๓ ได้กระทาความผิด ข้อเท็จจริงและ
รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทาน้ัน ๆ พอท่ีจะให้จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ เข้าใจข้อหาได้ว่า
วนั เวลาท่ีจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ กระทาความผิดเปน็ ช่วงเวลาวันใดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว
โจทก์หาจาต้องบรรยายระบุเวลาท่ีแน่ชัดว่าต้องเป็นวันที่เท่าใด เดือนใด เวลาใดที่แน่นอนไม่ ส่วน
การบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับราคาท่ีดินท่ีซ้ือขายกันนั้น โจทก์ก็ได้บรรยายมาในคาฟ้องแล้วว่า
พ. ได้ดาเนินการซ้ือท่ีดินดังกล่าวมาในราคาไร่ละ ๕๐,๐๐๐ บาท และ ว. ปลัดเมืองพัทยากับจาเลย
ที่ ๔ และที่ ๕ ร่วมกันกระทาการโดยมชิ อบดว้ ยหน้าที่และใช้อานาจในตาแหนง่ โดยทจุ ริต ดาเนินการ
ให้เมืองพัทยารับซ้ือท่ีดินแปลงดังกล่าวจาก พ. ในราคาไร่ละ ๖๖๘,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าความ
เป็นจริงมาก ท้ังน้ีโดยได้รับความช่วยเหลือจากจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ กับ พ. ในการกระทาความผิด
ดังกล่าว เป็นการเพียงพอท่ีจาเลยที่ ๑ และ ที่ ๓ จะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ดังจะเห็นได้วา่ จาเลยที่ ๑
และท่ี ๓ ก็สามารถต่อสู้คดไี ด้ถูกต้องโดยมิได้หลงต่อสู้แต่อย่างใด สาหรับรายละเอียดอ่ืน ๆ เก่ียวกับ
เรื่องน้ีเป็นเรื่องทีโ่ จทก์สามารถนาสืบใหป้ รากฏไดใ้ นชัน้ พจิ ารณา คาฟ้องของโจทกจ์ งึ ไม่เคลอื บคลมุ

แม้ขณะเกิดเหตุ ว. จะเข้ามาดารงตาแหน่งปลัดเมืองพัทยาโดยการว่าจ้างตามความใน
มาตรา ๕๐ ของ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยาฯ แต่ปลัดเมืองพัทยาก็มีฐานะเป็น
พนักงานเมืองพัทยาตามความในมาตรา ๖๔ และพนักงานเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม

196

ป.อ. ตามความในมาตรา ๖๖ ของ พ.ร.บ. ฉบับดังกลา่ วทใ่ี ชบ้ ังคับในขณะกระทาความผดิ คดนี ี้ ดงั น้ัน
หากขณะดารงตาแหน่งปลัดเมอื งพัทยา ว. ไดก้ ระทาการใดผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีราชการซ่ึงกฎหมาย
บัญญัติเป็นความผิดและกาหนดโทษไว้ และ ว. มิได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน ว. ก็ต้องรับผิดในทาง
อาญาในฐานะเจ้าพนกั งานตามที่ ป.อ. มาตรา ๒ และมาตรา ๑๔๗ ถงึ มาตรา ๑๖๖ บัญญัติไว้ แม้จะ
ปรากฏว่าภายหลังกระทาความผิดได้มี พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมอื งพัทยา พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา
๓ ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.๒๕๒๑ และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับที่มา
ของผู้ดารงตาแหน่งปลัดเมืองพัทยาแตกต่างจากกฎหมายเดิม แต่ความผิดท่ี ว. ถูกกล่าวหาในคดีนี้
มิได้มีการยกเลิกไป และก็มิได้เป็นเร่ืองที่กฎหมายใหม่บัญญัติว่าการกระทาใดไม่เป็นความผิดหรือ
กาหนดโทษเป็นคุณแก่ผกู้ ระทาความผิด จึงมิใช่กรณีทีจ่ าเลยท่ี ๑ จะอ้าง ป.อ. มาตรา ๒ และมาตรา
๓ มาเป็นประโยชนแ์ กค่ ดขี องจาเลยที่ ๑ ได้

จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ กับ ว. และพวกท่ีหลบหนีได้ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปช่ันในการ
จัดซ้ือท่ีดินสาหรับใช้เป็นท่ีทิ้งขยะคร้ังนี้ด้วยกัน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทาตามข้ันตอนท่ีแต่ละคน
ได้รับมอบหมายไปกระทาจนความผิดสาเร็จ ว. ปลัดเมืองพัทยาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงมีความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๑ และเม่ือการกระทาของ ว. เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๑ อันเปน็ บทเฉพาะ
แล้ว ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ซ่ึงเป็นบทท่ัวไปอีก ส่วนจาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ไม่ใช่
เจา้ พนักงานผมู้ อี านาจหน้าที่ในการจัดซอ้ื ทีด่ นิ ของเมอื งพัทยาด้วย จงึ ขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็น
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๕๑ แต่การกระทาของจาเลยที่ ๑ และท่ี ๓ ก็เป็นการช่วยเหลือ
หรือให้ความสะดวกในการกระทาความผิดดังกล่าวของ ว. จาเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงมีความผิดฐาน
เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตตามมาตรา ๑๕๑
ประกอบมาตรา ๘๖ อันเป็นความผิดบทเฉพาะ และไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ประกอบ
มาตรา ๘๖ ซึง่ เปน็ บทท่ัวไปเชน่ เดียวกนั

ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจาเลยที่ ๑ น้ัน มีลักษณะเป็นการยุยงส่งเสริม
กอ่ ให้ ว. ปลัดเมอื งพัทยากระทาความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าทีซ่ ื้อทรพั ย์ใช้อานาจในตาแหน่ง
โดยทุจริตอยู่ในตัว แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า ในช่วงวันเวลาท่ีโจทก์ฟ้อง จาเลย
ที่ ๑ ซ่ึงเป็นผู้ให้สินบนหรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริมก่อให้ ว. ปลัดเมืองพัทยากระทาความผิดฐานเป็น
เจ้าพนกั งานมีหน้าที่ซ้ือทรัพย์ใชอ้ านาจในตาแหน่งโดยทจุ รติ ไดเ้ ป็นตัวการร่วมกบั ว. กับพวกกระทา
การทุจริตคอร์รัปชนั่ ในการจัดซื้อที่ดินสาหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาอยา่ งเป็นขบวนการโดย
มกี ารช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทามาแต่ต้นจนกระท่ังความผิด
สาเร็จ เพียงแต่จาเลยท่ี ๑ ขาดคุณสมบัติการเป็นเจ้าพนักงาน จึงรับโทษแค่เป็นผู้สนับสนุนการ
กระทาความผิดของ ว. กับพวกดังกล่าว ดังน้ัน ไม่ว่าจาเลยท่ี ๑ จะได้กระทาความผิดฐานให้สินบน
แก่เจ้าพนักงานหรือไม่ก็ตาม ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจาเลยท่ี ๑ ย่อมเกลื่อนกลืน
เป็นการกระทาความผิดในกรรมเดียวกับความผิดฐานเปน็ ผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าท่ีซือ้ ทรพั ย์)
ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตแล้ว จึงลงโทษจาเลยที่ ๑ ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่

197

ซอ้ื ทรัพย์) ใชอ้ านาจในตาแหน่งโดยทุจริตไดเ้ พยี งบทเดยี วเทา่ น้ัน
โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทาท้ังหลายท่ีอ้างว่าจาเลยที่ ๑ กระทาความผิดข้อเท็จจริง

และรายละเอียดท่ีเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทานั้น ๆ มาว่าจาเลยท่ี ๑ เป็นผู้สนับสนุนให้ ว.
ปลัดเมืองพัทยากระทาความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดซ้ือที่ดินสาหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของ
เมืองพัทยาใช้อานาจในตาแหนง่ หน้าที่โดยทุจรติ ตามคาฟ้องข้อ (ก) ซงึ่ โจทก์อา้ งเหตุแหง่ การทจุ ริตมา
ในคาฟ้อง ข้อ (ก) รวมสองประการคือ ประการแรก ว. รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการ
ทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ของ พ. ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และประการที่ ๒ ว. รู้อยู่แล้วว่า พ.
ซอ้ื ที่ดินแปลงดังกลา่ วมาในราคาเพียงไร่ละ ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ ว. กับพวกร่วมกันดาเนินการให้เมือง
พัทยารับซื้อท่ีดินแปลงดังกล่าวจาก พ. ในราคาไร่ละ ๖๖๘,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงมาก
เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยถึงเหตุแห่งการทุจริตในประการที่สองว่า ว. กับพวกดาเนินการให้
เมืองพัทยารบั ซ้ือท่ีดินแปลงดังกล่าวในราคาท่ีสงู กว่าความเป็นจริงมากเพียงประการเดียว ก็เป็นการ
เพียงพอท่ีจะรับฟังว่า ว. กระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีราชการตามคาฟ้องแล้ว จึงไม่มีความ
จาเป็นท่ีศาลล่างทั้งสองจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าท่ีดินแปลงดังกล่าวต้ังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
หรือไมอ่ ีก เพราะไม่ทาให้ผลของคาพพิ ากษาเปลี่ยนแปลงไปได้ คาวินจิ ฉัยของศาลล่างทั้งสองในข้อน้ี
จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว และเม่ือศาลฎีกามิได้มีคาวินิจฉัยว่าท่ีดิน น.ส. ๓ ก. อยู่นอกเขต
ปา่ สงวนแหง่ ชาติซ่งึ แตกต่างจากข้อเท็จจริงท่ีโจทกก์ ลา่ วมาในคาฟอ้ ง จึงไม่มีกรณีทีจ่ าเลยที่ ๑ จะยก
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ ขึ้นมาอ้างเปน็ ประโยชน์แกค่ ดีของจาเลยที่ ๑ ไดอ้ กี

ที่จาเลยที่ ๓ กับพวกเป็นผู้ใช้จ้างวานให้ อน. กับ ส. ไปแจ้งแก่ พร. เจ้าพนักงานที่ดิน
จดทะเบียนทานิติกรรมซื้อขายท่ีดินในราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นความเท็จ และที่จาเลยท่ี ๓
กับพวกเป็นผู้ใช้จ้างวานให้ ย กับ อพ. ไปแจ้งแก่ พร. เจ้าพนักงานที่ดิน จดทะเบียนทานิติกรรม
ซ้ือขายที่ดินในราคา ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นความเท็จนั้น จาเลยท่ี ๓ กับพวกกระทาไปก็โดยมี
เจตนาหรือวตั ถุประสงคท์ ีจ่ ะสร้างราคาท่ีดินบรเิ วณใกล้เคยี งกบั ท่ดี นิ ตาม น.ส. ๓ ก. ของ พ. ให้สูงขึ้น
กว่าความเป็นจริงเพื่อให้ ว. ปลัดเมืองพัทยากับพวกนาหลักฐานการซ้ือขายท่ีดินตามโฉนดท่ีดิน
ดังกล่าวไปใชเ้ ป็นหลกั ฐานแสดงประกอบการพจิ ารณาของคณะกรรมการจัดซ้ือโดยวิธีพิเศษของเมือง
พัทยาในการจัดซ้ือท่ีดิน น.ส. ๓ ก. ของ พ. การกระทาของจาเลยที่ ๓ กับพวกดังกล่าวเป็นเพียง
ข้ันตอนหนึ่งของแผนการทุจริตคอร์รัปชั่นในการจัดซื้อท่ีดินสาหรับใช้เป็นที่ท้ิงขยะของเมืองพัทยา
ท่ี ว. ปลัดเมืองพัทยาและจาเลยที่ ๓ กับพวกได้ร่วมมือกันกระทาอย่างเป็นขบวนการโดยมีการแบ่ง
หน้าท่ีกันกระทาจนความผิดสาเร็จอันเป็นความผิดตามคาฟ้องข้อ (ข) แม้วันเวลากระทาความผิด
ลักษณะของความผิด และผู้เสียหาย จะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นกรณีการกระทาโดยมีเจตนาเดียวกัน
ความผิดของจาเลยที่ ๓ ตามคาฟ้องข้อ (ข) (ง) และ (ฉ) จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมาย
หลายบท

การกระทาของจาเลยที่ ๓ ตามคาฟ้องข้อ (ข) (ง) และ (ฉ) เป็นการกระทาต่อผู้เสียหาย
ต่างคนกันและเป็นเหตุการณ์คนละตอนกัน แม้จะอยู่ในแผนการทุจริตคอร์รัปช่ันเดียวกันก็มีการ

198

กระทาหลายอย่างและแต่ละอย่างเป็นความผิดตามท่ีกฎหมายบัญญัติ การกระทาของจาเลยที่ ๓
จึงเป็นความผดิ ต่อกฎหมายหลายบทท้งั ฐานใช้ให้ผอู้ ื่นแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและ
ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซ้ือทรัพย์ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตตามคาฟ้องข้อ (ง)
(ฉ) และ (ข)
ข้อสังเกต ท่ีศาลฎีกาคดีน้ีวินิจฉัยว่า เม่ือการกระทาของ ว. เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๑ อันเป็น
บทเฉพาะแล้ว ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ
เห็นว่าน่าจะปรับบทว่า เมื่อเป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๑ ซ่ึงเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่ต้องปรับบท
ตามมาตรา ๑๕๗

ข้อ ๔๕ คาถาม นายดาเล่นการพนันเสียท่ีบ่อนในประเทศกัมพูชาเป็นหน้ีนายเหลือง
๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นายเหลืองจึงให้นายดาขับรถตู้ขนชาวกัมพูชา ๑๐ คน ที่ต้องการหลบหนีเข้ามา
ทางานในประเทศไทยและขนธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐
บาท ไปส่งให้ลูกค้าของนายเหลืองท่ีกรุงเทพฯ นายดารับทางานเพ่ือล้างหนี้ ระหว่างทางท่ีนายดา
ขับรถจากกัมพูชามาถึงด่านตรวจคนเขา้ เมอื งอรัญประเทศ นายดาถูกรอ้ ยตารวจตรีแดง เจา้ พนกั งาน
ตารวจตรวจคนเข้าเมือง ตรวจค้นพบว่ารถตู้บรรทุกชาวกัมพูชาหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ชอบ นายดา
จึงมอบธนบัตรปลอมให้แก่ร้อยตารวจตรีแดง ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยร้อยตารวจตรีแดงไม่รู้ว่าเป็น
ธนบัตรปลอม เม่ือรับเงินแล้ว ร้อยตารวจตรีแดงปล่อยให้นายดาขับรถผ่านด่านตรวจไป และต่อมา
นายดาถูกเจ้าพนักงานตารวจจับได้ท่ีอาเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมชาวกัมพูชา ๑๐ คน และ
ธนบัตรปลอม ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท เป็นของกลาง

ให้วนิ ิจฉยั ว่า นายดาและร้อยตารวจตรแี ดงมคี วามผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ ความผิดทางอาญาของนายดา การท่ีนายดานาธนบัตรรัฐบาลไทยปลอมฉบับละ
๑,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากประเทศกัมพูชาเข้ามาถึงอาเภอเมือง จังหวัด
ปราจีนบุรี เป็นการนาเข้าเงนิ ตราปลอม ซ่ึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔๓
บทหน่ึง และเป็นการมีไว้เพ่ือนาออกใช้ ซ่ึงเงินตราอันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม จึงเป็น
ความผดิ ตามมาตรา ๒๔๔ อีกบทหนง่ึ
แต่การที่นายดามอบธนบัตรปลอม ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ร้อยตารวจตรีแดง ไม่เป็นการ
มีไว้เพื่อนาออกใช้ ซึ่งเงินตราอันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมตามมาตรา ๒๔๔ อีกกรรมหน่ึง
เพราะมาตรา ๒๔๔ น้ัน การกระทาที่เป็นความผิด คือ "การมีไว้" เม่ือได้วินิจฉัยมาแล้วว่าการท่ี
นายดามีธนบัตรปลอม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นความผิดตามมาตรา ๒๔๔ ก็เป็นการมีไว้เป็น
ความผิดตามมาตรา ๒๔๔ ต่อเน่ืองกันจนกว่าธนบัตรปลอมจะหลุดมือหมดไป การนาธนบัตร
ปลอมออกใช้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท จงึ ไมเ่ ป็นความผิดตามมาตรา ๒๔๔ อีกกรรมหน่งึ และไม่เป็นการ
นาเงนิ ตราปลอมออกใชต้ ามมาตรา ๒๔๕ เพราะการนาออกใช้ทจี่ ะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๔๕
นั้น ขณะได้มาผู้นาออกใช้ต้องไม่รู้ว่าเป็นเงินตราปลอม เม่ือขณะได้ธนบัตรปลอม ๒,๐๐๐,๐๐๐

199

บาทมา นายดารู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม การนาธนบัตรปลอมออกใช้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงไม่มี
ความผดิ ตามมาตรา ๒๔๕

เมื่อร้อยตารวจตรีแดงพบว่ารถตู้บรรทุกชาวกัมพูชาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
การท่ีนายดามอบธนบัตรปลอมให้แก่ร้อยตารวจตรีแดง แล้วร้อยตารวจตรีแดงปล่อยให้นายดา
ขับรถผ่านด่านตรวจไป เป็นการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้ไม่กระทาการตามหน้าท่ี
แม้จะให้ธนบัตรปลอม ธนบัตรดังกล่าวก็อาจถูกนาไปใช้แก่บุคคลท่ีไม่รู้หรือรู้ก็ได้ แม้ว่าในบาง
กรณีการมีไว้อาจจะเป็นความผิด ธนบัตรปลอมก็ยังเป็นทรัพย์สินท่ีเป็นวัตถุแห่งการกระทาใน
ความผิดฐานให้สินบนได้ การกระทาของนายดาจึงเป็นการให้ทรัพย์สินแก่ร้อยตารวจตรีแดงซึ่ง
เป็นเจ้าพนกั งาน เพ่ือจงู ใจให้ไม่กระทาการตามหน้าที่อันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๔ แต่ไม่เป็น
ผู้สนับสนนุ เจา้ พนักงานกระทาผิดฐานรบั สนิ บนตามมาตรา ๑๔๙ (ฎีกาท่ี ๔๓๕/๒๕๒๐)

การที่นายดาให้สินบนร้อยตารวจตรีแดง แล้วนายดาขับรถผ่านด่านตรวจพาชาวกัมพูชา
เดินทางต่อไป เป็นการช่วยผู้อ่ืนซึ่งเป็นผู้กระทาความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้
ต้องโทษ โดยช่วยผ้นู ้ันด้วยประการใดเพ่ือไม่ใหถ้ ูกจับกุม อันเป็นความผิดฐานช่วยเหลือผู้กระทา
ความผิด เพ่อื ไมใ่ หต้ อ้ งโทษตามมาตรา ๑๘๙ อกี บทหน่งึ (คาช้ขี าดความเหน็ แยง้ ท่ี ๗/๒๕๔๐)

ความผิดทางอาญาของร้อยตารวจตรีแดง การท่ีร้อยตารวจตรีแดงเจ้าพนักงานตารวจตรวจ
คนเข้าเมืองตรวจค้นพบว่า รถตู้บรรทุกชาวกัมพูชาหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ชอบ ร้อยตารวจตรีแดง
รับธนบัตรปลอม แล้วปล่อยให้นายดาขับรถผ่านด่านตรวจไปนั้น ร้อยตารวจตรีแดงเป็น
เจ้าพนักงานรับทรัพย์สินสาหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อไม่กระทาการจับกุมผู้กระทาผิดตามหน้าที่
ในตาแหน่ง ไม่ว่าการน้ันจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าท่ี การตรวจค้นในคดีน้ีเป็นการตรวจค้น
ตามปกติมิได้มีการกล่ันแกล้ง จึงเป็นการกระทาโดยชอบด้วยหน้าท่ี ต่อมาจึงรับทรัพย์สินเพ่ือ
ไม่จับกุมผู้กระทาผิด อันเป็นการไม่ปฏิบัติการตามหน้าท่ี ร้อยตารวจตรีแดงมีความผิดฐานเป็น
เจ้าพนักงานรบั สินบนตามมาตรา ๑๔๙ (เทยี บฎีกาที่ ๑๑๗/๒๕๔๗) เมอื่ การกระทาของร้อยตารวจ
ตรีแดงเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๙ ซ่ึงเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๕๗
ซ่ึงเป็นบททั่วไปอีก แม้ว่าการกระทาของจาเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบความผิด
ตามมาตรา ๑๕๗ ด้วยก็ตาม (ฎีกาที่ ๑๗๔๙/๒๕๔๕) แต่ร้อยตารวจตรีแดงไม่มีความผิดฐานเป็น
เจ้าพนักงานใช้อานาจในตาแหน่งโดยไม่ชอบตามมาตรา ๑๔๘ เพราะขณะเข้าตรวจค้นเป็นการ
กระทาการโดยชอบดว้ ยหนา้ ที่ (เทียบฎกี าท่ี ๓๔๗๐/๒๕๔๓)

ฎีกาที่ ๑๑๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๑ ขณะจาเลยปฏิบัติหน้าท่ีตรวจคนโดยสารขาออก
นอกราชอาณาจักร จ. คนต่างด้าวซึง่ เป็นคนโดยสารขาออกถือหนงั สือเดินทางมาให้จาเลยตรวจ เพื่อ
เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เมื่อจาเลยตรวจพบว่า จ. มีเพียงหนงั สอื เดินทางโดยไม่มีตราประทับ
ขาเข้ากับไม่มีเอกสารการเดินทางครบถ้วน แต่จาเลยไม่ได้ยึดหนังสือเดินทางและควบคุม จ. ไว้
เพ่ือให้นายตารวจสัญญาบัตรมารับตัวไปดาเนินคดีตามระเบียบปฏิบัติ กลับปล่อยให้ จ. ผ่าน
ชอ่ งตรวจของจาเลยเพ่ือเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ จาเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน

200

ละเว้นการปฏิบตั ิหน้าท่โี ดยมชิ อบ เพือ่ ให้เกิดความเสียหายแกส่ านักงานตรวจคนเข้าเมือง
ฎีกาท่ี ๑๗๔๙/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๒๐๓ พฤติการณ์ท่ีจาเลยจับกุมผู้เสียหายในข้อหา

ลกั ทรัพย์ของ ส. แล้วให้ผเู้ สียหายลงลายมอื ชือ่ ในบันทึกการจับกุม จากน้ันนาผูเ้ สียหายไปควบคุมไว้
ท่ีสถานีตารวจประมาณ ๓๐ นาที จึงเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพ่ือแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัว
ไม่ดาเนินคดี โดยนาผู้เสียหายออกมาโทรศัพท์หา ก. ภริยาผู้เสียหาย ต่อมาเม่ือจาเลยได้รับเงิน
๓,๐๐๐ บาท จากผู้เสียหายแล้วจึงปล่อยผู้เสียหายไปน้ัน เป็นกรณีไม่กระทาการในตาแหน่งโดย
มิชอบด้วยหนา้ ท่ี จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๙

เมื่อการกระทาของจาเลยเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๙ ซ่ึงเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่มี
ความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ซ่ึงเป็นบทท่ัวไปอีก แม้ว่าการกระทาของจาเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็น
องคป์ ระกอบความผดิ ตามมาตรา ๑๕๗ ด้วยกต็ าม

ฎีกาที่ ๓๔๗๐/๒๕๔๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๔๒ จาเลยท้ังสามเป็นเจ้าพนักงานตารวจฯ ซึ่งเป็น
เจ้าพนักงานตารวจมีอานาจหน้าท่ีสืบสวนจับกุมผู้กระทาความผิดอาญา เมื่อได้พบและกล่าวหาว่า
ผู้เสียหายให้ท่ีพักอาศัยแก่คนต่างด้าวโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.
คนเข้าเมืองฯ จึงไม่ใช่การกล่ันแกล้งกล่าวหาว่าผู้เสียหายกระทาผิดอาญาโดยไม่มีมูลความผิด การท่ี
จาเลยท้ังสามปฏิบัติการไปตามหน้าท่ีดังกล่าวโดยชอบแล้วกลับไม่จับกุม แต่ขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงิน
แลว้ ละเว้นไมจ่ บั กุมผเู้ สยี หาย การกระทาของจาเลยท้งั สามจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๘
แต่การที่จาเลยท้ังสามขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายภายหลังเช่นนี้ ย่อมเป็นความผิดฐาน
เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินในตาแหน่ง โดยมิชอบด้วยหน้าท่ีตามมาตรา ๑๔๙ คดีน้ีโจทก์มิได้
ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทง้ั สามตามมาตรา ๑๔๙ อันเป็นบทเฉพาะมาดว้ ย แตโ่ จทก์ได้บรรยายฟ้องว่า
เม่ือพบการกระทาผิดซึ่งจาเลยท้ังสามมีหน้าที่จับกุมผู้กระทาผิด แต่กลับร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้น
การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยข่มขืนใจผู้เสียหายให้มอบเงินดังกล่าว อันเป็นการใช้อานาจ
ในตาแหน่งโดยมิชอบ คาบรรยายฟ้องดังกล่าวจึงเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๔๙ แม้
คาขอท้ายฟ้องโจทก์จะอ้างบทมาตราความผิดตามบทเฉพาะตามมาตรา ๑๔๘ แต่เมื่อบรรยายฟ้อง
และข้อเท็จจริงท่ีพิจารณาได้ความว่า การกระทาของจาเลยท้ังสามเป็นความผิดตามบทเฉพาะตาม
มาตรา ๑๔๙ แล้ว จึงถือว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยตาม
ฐานความผดิ ทถ่ี กู ตอ้ งได้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า

จาเลยทั้งสามร่วมกันขู่เข็ญเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพ่ือที่จะละเว้นไม่จับกุมผู้เสี ยหาย
ไปดาเนินคดี จนผู้เสียหายกลัวว่าจะถูกจับกุมอันจะเป็นอันตรายต่อเสรภี าพของตน จึงยอมจะใหเ้ งิน
แก่จาเลยท้ังสามนั้น เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ซ่งึ เปน็ บทท่ัวไปและฐานกรรโชกตามมาตรา ๓๓๗ วรรคแรก ด้วย หาใช่เป็น
เรื่องทเี่ ม่อื เป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๙ แลว้ จะไมเ่ ป็นความผดิ ตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๓๓๗
ด้วยไม่ เพียงแต่เม่ือเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๙ ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จาต้องปรับบทตาม
มาตรา ๑๕๗ ซึง่ เป็นบทท่วั ไปอกี เท่าน้ัน


Click to View FlipBook Version