The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 10:00:06

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน ถาม - ตอบ อาญา แก้ไขเพิ่มเติม 2562 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

351

ยาเสพติดให้โทษและผ่านการร่วมเพศมาก่อนหรือไม่ ท้ังให้ผู้เสียหายทั้งสามน่ังรถไปกับจาเลย
โดยอ้างว่าจะไปส่งโรงเรียนแล้วกลับพาไปกระทาอนาจาร ซ่ึงตาแหน่งสารวัตรนักเรียนเป็นตาแหน่ง
ของเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการแสดงตนเป็น
เจา้ พนักงานและกระทาการเปน็ เจ้าพนักงาน

ฎีกาที่ ๑๙๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๓ น.๔ ขณะผู้เสียหายถูกกระทาอนาจารผู้เสียหายนอนเฉย ๆ
โดยไมข่ ัดขืน จาเลยไมไ่ ดท้ ุบตีทารา้ ยผเู้ สียหาย จาเลยบอกว่าอย่าให้ผ้เู สียหายนาเรือ่ งนี้ไปบอกคนอ่ืน
และทาหน้าดุใส่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายเห็นแล้วจึงเกิดความกลัวน้ัน ก็เป็นการพูดและแสดงอาการ
หลังจากที่จาเลยได้กระทาอนาจารผู้เสียหายเสร็จแล้ว ท้ังยังเป็นการพูดและแสดงอาการเพื่อห้าม
มิให้ผู้เสียหายไปบอกเรื่องดังกล่าวให้ผู้ใดฟัง ซึ่งมิใช่เป็นการประทุษร้ายหรือขู่เข็ญเพื่อจะใช้กาลัง
ประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กาลังประทุษร้ายหรือโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนมิให้
จาเลยกระทาอนาจารผู้เสียหาย จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทาอนาจารผู้เสียหายโดยผู้เสียหาย
อยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง (เดิม กฎหมายใหม่คอื มาตรา ๒๗๙
วรรคสาม) คงผิดฐานกระทาอนาจารผู้เสยี หายตามมาตรา ๒๗๙ วรรคแรก

ฎีกาที่ ๑๐๓๒๘/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๔๗ จาเลยและผู้เสยี หายมคี วามสมั พนั ธ์กนั ในฐานะ
ครูกับศิษย์ แม้ขณะเกิดเหตจุ ะรับประทานอาหารด้วยกันก็ไมม่ ีเหตุท่ีจาเลยจะถูกเน้ือถูกตัวผู้เสียหาย
การท่ีจาเลยโอบกอดผู้เสียหายท่ีไหล่นานประมาณ ๑ นาที เป็นการกระทาท่ีไม่สมควรในทางเพศ
ถือเปน็ การลวนลามผู้เสยี หายในทางเพศอันเป็นความผิดฐานกระทาอนาจาร แต่จาเลยมิได้กระทาให้
ผู้เสียหายต้องจายอมให้จาเลยกระทาอนาจาร เพียงแต่จาเลยถือโอกาสกระทาอนาจารในขณะท่ี
ผเู้ สียหายนงั่ ตดิ กับจาเลยและผเู้ สยี หายอายเพือ่ นท่ีไปดว้ ยกันจงึ ไม่ได้ห้ามจาเลย ยงั ไม่พอฟงั ว่าจาเลย
กระทาอนาจารโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิด
ฐานกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กน้ันไม่ยินยอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙
วรรคแรก

พา พราก ข่มขืนกระทาชาเรา กรรมเดียวหรอื หลายกรรม

ฎกี าท่ี ๔๔๘๕/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๔ การท่ีจาเลยพาผู้เสยี หายไปเพ่อื การอนาจารถือได้
วา่ จาเลยมีเจตนากระทาความผดิ ฐานหน่ึงแล้ว และการทจี่ าเลยพรากผเู้ สียหายไปเสียจากบิดามารดา
เพื่อการอนาจาร จาเลยก็มีเจตนากระทาความผิดให้เกิดผลอีกฐานหน่ึงต่างหากจากกัน การกระทา
ของจาเลยดงั กล่าวเปน็ ความผดิ หลายกรรมหาใช่กรรมเดียวไม่

สว่ นการที่จาเลยพาผู้เสียหายไปนอนที่บ้านของจาเลย แล้วจาเลยได้กระทาชาเราผู้เสียหาย
เป็นการกระทาความผิดท่ีต่อเน่ืองเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน ซ่ึงตามพฤติการณ์จาเลย
กระทาไปโดยมีเจตนาเพ่ือจะกระทาชาเราผู้เสียหายเท่านั้น การกระทาของจาเลยในส่วนน้ีซึ่งเป็น
ความผิดฐานกระทาชาเราเดก็ หญงิ อายุยงั ไม่เกนิ สิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบหา้ ปีไปเพื่อ

352

การอนาจารเป็นการกระทากรรมเดยี ว มใิ ชเ่ ป็นการกระทาความผิดหลายกรรมตา่ งกัน
ข้อสังเกต ความผดิ ฐานพรากเด็ก ผู้ปกครองของเด็กเป็นผู้เสยี หาย แต่ความผิดฐานพาเด็กไปเพ่ือการ
อนาจารตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง เด็กเป็นผู้เสียหาย แม้การพรากเด็กและการพาเด็กไปเพื่อ
การอนาจารจะเป็นการกระทาเดียว แต่กต็ ้องถือว่าผ้กู ระทามีเจตนาท่ีประสงค์ให้เป็นความผิดตา่ งกัน
จึงเปน็ ความผิดหลายกรรมต่างกนั ตามมาตรา ๙๑

การกระทาความผิดหลายกรรมที่จะลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา ๙๑ ได้
นั้น ผู้กระทาต้องไดก้ ระทาการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน การกระทาความผิดฐานพาเด็กไป
เพื่อการอนาจาร และฐานกระทาชาเราเด็ก แม้จะมีการกระทาหลายกรรม แต่การกระทาหลายกรรม
นั้น ไม่ต่างกัน จึงลงโทษทุกกรรมตามมาตรา ๙๑ ไม่ได้ ต้องถือว่าเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อ
กฎหมายหลายบทตามมาตรา ๙๐ ดงั ท่ีศาลฎีกาวนิ ิจฉัยไว้

ถ้ามีการกระทาความผิด ๓ ฐาน คือ ๑. พราก ๒. พา ๓. กระทาชาเรา จะเป็นพราก
๑ กรรม ส่วน ๒. และ ๓. พาและกระทาชาเราเป็นกรรมเดียวกัน รวมเป็นผิด ๓ ฐานแต่ลงโทษ
๒ กรรม

ฎีกาที่ ๔๖๑๐/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๘ ความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพ่ือการอนาจาร
เป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานกระทาชาเราผ้เู สียหาย เพราะความผิดทั้งสองฐานมีเจตนาใน
การกระทาความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกัน และเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จาเลยจะกระทา
ความผิดท้ังสองฐานนี้เกี่ยวเน่ืองกันไป การกระทาของจาเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม
ป.อ. มาตรา ๙๑ หาใช่เป็นการกระทากรรมเดียว คือ พรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพ่ือ
กระทาชาเราโดยผู้เสียหายยนิ ยอมไม่

ฎีกาท่ี ๑๑๙๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๒ น.๙๐ ความผิดฐานกระทาชาเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก และความผิดฐานพาผู้อนื่ ไปเพ่ือการอนาจาร โดยใช้กาลัง
ประทุษร้ายตามมาตรา ๒๘๔ วรรคแรก จาเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทา
ชาเรา จึงเป็นการกระทาอันเป็นกรรมเดยี วเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตอ้ งลงโทษตามมาตรา
๒๗๗ วรรคแรก ซ่งึ เป็นบทท่มี โี ทษหนักทีส่ ดุ ตามมาตรา ๙๐

ฎีกาที่ ๗๖๙๕/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๙๙ ความผิดฐานพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดย
ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และฐานพรากผู้เยาว์ไปเพ่ือการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย แม้จาเลย
กระทาในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นความผิดต่อทั้งผเู้ ยาว์และมารดาของผู้เยาว์ ถือได้ว่ามีเจตนากระทา
ความผดิ ใหเ้ กดิ ผลเปน็ กรรมในความผิดตา่ งฐานตา่ งหากจากกนั จงึ เปน็ ความผดิ หลายกรรมตา่ งกัน

ฎกี าที่ ๔๙๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๓๘ การท่ีจาเลยพรากผู้เสยี หายที่ ๑ อายุยังไม่เกินสิบหา้ ปี
ไปเสียจากผู้เสียหายท่ี ๒ ซึ่งเป็นมารดา และผู้เสียหายที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแล เพ่ือการอนาจาร
อนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม นั้น เป็นความผิดท่ีได้กระทาให้เกิดความเสียหาย
ตอ่ ผู้เสียหายท่ี ๒ และผเู้ สยี หายที่ ๓ โดยตรง ถอื ได้ว่าจาเลยมีเจตนากระทาความผิดฐานนี้ให้เกิดผล
ข้ึนต่างหากจากความผิดฐานอ่ืน จึงมิใช่กรรมเดียวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อ่ืนปราศจาก

353

เสรีภาพในร่างกาย และฐานกระทาอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กาลังประทุษร้าย ท่ีจาเลย
กระทาให้เกดิ ความเสียหายต่อผู้เสยี หายท่ี ๑

ส่วนการท่ีจาเลยหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายที่ ๑ โดยใช้กาลังดึงแขนและขู่บังคับให้น่ัง
รถจกั รยานยนต์ไปกับจาเลย ทั้งทาให้กลวั วา่ จะเกดิ อันตรายตอ่ ชีวติ ร่างกาย และทาให้ผู้เสียหายที่ ๑
ต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก และมาตรา
๓๑๐ วรรคแรก แล้วจาเลยพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปกระทาอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๗๙ วรรคสอง (เดิม กฎหมายใหม่คือมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม) น้ัน เป็นการกระทาท่ีต่อเน่ือง
เช่ือมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอนและถือว่าจาเลยกระทาไปโดยมีเจตนาเพ่ือกระทาอนาจาร
ผู้เสียหายที่ ๑ เป็นสาคัญ การกระทาของจาเลยส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย
หลายบท

ฎีกาท่ี ๗๐๐๕-๗๐๐๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๐๘ จาเลยกระทาความผิดฐานพรากผู้เยาว์
อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดแู ล เพ่ือการอนาจาร
โดยผู้เยาวไ์ ม่เต็มใจไปด้วย ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผ้ปู กครอง หรือ
ผดู้ ูแลเพ่ือการอนาจาร ฐานข่มขืนกระทาชาเรา และฐานกระทาชาเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามต่อผู้เสียหายต่างคนกัน ความผิดฐานดังกล่าวมีเจตนาในการ
กระทาความผิดเป็นคนละเจตนาแตกตา่ งกนั และเปน็ ความผิดต่างฐานกัน แม้ความผดิ บางฐานจาเลย
ได้กระทาต่อผู้เสียหายแต่ละคนในคราวเดียวกัน การกระทาของจาเลยก็เป็นความผิดหลายกรรม
ต่างกนั

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๘๐

ฎีกาที่ ๖๓๘๙/๒๕๖๐ การกระทาอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๐ นั้น
จะต้องได้ความว่าผลของความตายของผู้ถูกกระทาอนาจารเกิดจากการกระทาอนาจาร แต่ผู้ตาย
ถูกจาเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์แซงเบียดจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มลง เป็นเหตุให้ได้รับ
บาดเจ็บและถึงแก่ความตายจากการติดเช้ือในกระแสโลหิตจากภาวะแทรกซ้อน ความตายของผ้ตู าย
ย่อมมิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการที่จาเลยทั้งสองร่วมกันกระทาอนาจารผู้ตาย จาเลยท้ังสองจึงมี
ความผดิ ฐานร่วมกันกระทาอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘ เท่านน้ั
ข้อสังเกต ความผิดฐานกระทาอนาจารจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทาถึงแก่ความตาย เป็นความผิด
ท่ีผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๓
ผู้กระทาจะต้องรับผิดในผลต่อเม่ือเป็นทั้งผลโดยตรงตามทฤษฎีเง่ือนไขและเป็นผลธรรมดาตาม
มาตรา ๖๓ หากไม่เป็นผลโดยตรงผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผล โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็น
ผลธรรมดาหรอื ไม่ (ดูเพิ่มเตมิ ในศาสตราจารย์ ดร. เกียรตขิ จร วจั นะสวสั ดิ์, คาอธิบายกฎหมายอาญา
ภาค ๑ เล่ม ๑ พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ หน้า ๔๔๐ ถึง ๔๔๑) คดีนี้แม้ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการ

354

ร่วมกันกระทาอนาจาร แต่ก็เป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันทาร้ายและเป็นเหตุแทรกแซงท่ีจาเลย
คาดหมายไดจ้ าเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดตามมาตรา ๒๙๐

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๘๑

ฎีกาที่ ๔๕๙๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๙ จาเลยกระทาอนาจารจับหน้าอกผู้เสียหาย
ในร้านอาหารซึ่งมีลูกค้านั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะอ่ืนด้วย และมี น. พนักงานร้านอาหารนั้น
เห็นจาเลยจับหน้าอกผู้เสียหายขณะ น. เสิร์ฟอาหารอยู่โต๊ะอ่ืน จึงเป็นการกระทาต่อหน้าธารกานัล
และมิใชค่ วามผิดฐานกระทาอนาจารที่จะยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๑ ประกอบมาตรา ๒๗๘

ฎีกาท่ี ๔๘๓๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๗๗ คาว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทา
ต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศ ซ่ึงมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่าน้ัน แต่
รวมถึงการกระทาให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จาเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและ
ดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้น จึงเป็นการกระทาอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กาลังประทุษร้าย
เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘ แม้บางตอนจาเลยจะได้กระทาขณะอยู่ในรถยนต์กระบะ
แต่การท่ีจาเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงาน
โรงแรมเช่นน้ัน เป็นการกระทาโดยเปิดเผยในที่ซ่ึงอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มผี ู้ใดเห็นในขณะกระทาน้ัน
ก็เป็นธารกานัลแล้ว เพราะการกระทาต่อหน้าธารกานัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทาโดย
ประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้น เพียงแต่กระทาในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอ่ืน
สามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหนา้ ธารกานลั แล้ว ดังนั้น เมอ่ื จาเลยกระทาอนาจารแกโ่ จทกร์ ่วมโดยใช้กาลัง
ประทุษรา้ ยตอ่ หนา้ ธารกานัล จงึ เป็นความผดิ ทม่ี ิใช่ความผิดอันยอมความได้

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๘๒

ฎีกาท่ี ๘๘๖๗/๒๕๕๔ ฎ.๑๘๙๖ จาเลยเพียงแต่พูดชักชวนผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุ
ยังไม่เกินสิบห้าปีให้ไปร่วมหลับนอนกับ อ. สามีของจาเลย แล้วจะให้โทรศัพท์เคล่ือนที่และเงิน
เป็นการตอบแทน โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยใช้อุบายและพูดไม่จริง หรือจะไม่ให้ส่ิงของดังกล่าว
ตอบแทนเมอ่ื ผเู้ สียหายตกลง จึงยังถอื ไมไ่ ดว้ ่าจาเลยใช้อบุ ายหลอกลวง จงึ ขาดองคป์ ระกอบภายนอก
เก่ียวกับวิธีประกอบการกระทาอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม แต่การท่ี
ผู้เสียหายทาทีพยักหน้าแต่ไม่ตกลง เท่ากับผู้เสียหายไม่ยินยอม การกระทาของจาเลยจึงครบ
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๒๘๒ วรรคสาม ซึ่งจาเลยลงมือกระทาความผิดและกระทาไป
ตลอดแล้วแต่ผู้เสียหายไม่ไปด้วย การกระทาของจาเลยไม่บรรลุผลตามท่ีหวงั ไว้ จึงเป็นการพยายาม
กระทาความผดิ ตามมาตรา ๒๘๒ วรรคสาม

ฎีกาที่ ๖๐๘๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๒๕ จาเลยขับรถจักรยานยนต์มารับ อ. ไปพบ

355

ผู้ซ้ือบริการทางเพศ แล้วผู้ซื้อบริการทางเพศขับรถยนต์พา อ. ไปร่วมประเวณีโดยจาเลยทราบเร่ือง
การค้าประเวณีของ อ. เป็นอย่างดี และได้กระทาการอันเป็นธุระจัดหาหรือชักพา อ. ไปค้าประเวณี
แม้จะไม่ปรากฏว่าจาเลยได้รับเงินส่วนแบ่งในการค้าประเวณีจาก อ. ก็ตาม จาเลยจึงมีความผิดฐาน
เป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจาร เพื่อให้สาเร็จความใคร่ของผู้อ่ืน และเพ่ือการค้าประเวณี
ซ่ึงเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี กับฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแล
เพ่ือหากาไรและเพ่อื การอนาจาร

ฎีกาที่ ๑๐๖๓๒/๒๕๕๔ ฎ.๒๔๓๖ จาเลยเป็นธุระจัดหาเด็กหญิงซ่ึงเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีเพ่ือให้เด็กหญิงกระทาการค้าประเวณีให้แก่สิบตารวจตรี ณ. แม้สิบตารวจตรี ณ. ยังไม่ได้
ร่วมประเวณีกับเด็กหญิงน้ัน การกระทาของจาเลยก็เป็นความผิดสาเร็จตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๒
วรรคสาม แล้ว

ฎีกาที่ ๙๖๓๔/๒๕๔๒ ฎ.๒๘๒๘ จาเลยบอกว่ามีคู่ชายหญิงพร้อมจะแลกเปล่ียนคู่นอน
แต่ตอ้ งสมัครเป็นสมาชิกโดยเสียเงินค่าสมาชิก พรอ้ มทัง้ นาหลักฐาน คือ ทะเบียนสมรสและทะเบียน
บ้านมาแสดง การที่จาเลยได้ประกอบอาชีพเก่ียวกับสื่อลามกอนาจารมาโดยตลอด แสวงหา
ผลประโยชน์จากส่ิงลามกอนาจารอันขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน และจาเลย
เป็นผู้ติดต่อชกั ชวนให้สมาชิกมาพบกนั เพ่ือมีการตกลงแลกเปลี่ยนคู่นอนกับสายลบั ของเจ้าพนักงาน
ตารวจ แม้สมาชิกจะตกลงยินยอมตามความสมัครใจกันเอง การกระทาของจาเลยก็ถือว่าเป็นธุระ
จัดหาหรือชักพาไป เพื่อการอนาจารซ่ึงหญิง แม้หญิงนั้นจะยินยอมก็ตาม อันเป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๒ วรรคแรก

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๘๓

ฎีกาที่ ๖๒๑๕/๒๕๕๖ ฎ. ๒๐๗๔ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ ต้องเป็นธุระจัดหา
ล่อไป หรือพาไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น มิใช่กระทาไปเพ่ือสนองความใคร่ของผู้กระทานั้นเอง
หรือร่วมกันกระทาเพ่ือผู้ใดในบรรดาผู้ร่วมกระทาด้วยกัน เมื่อจาเลยและ จ. กับพวกร่วมกัน
พาผู้เสียหายไปเพื่อสนองความใคร่ของ จ. ซงึ่ เป็นผู้ร่วมกระทาความผิดดว้ ยกนั การกระทาของจาเลย
ยอ่ มไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๓

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๘๓ ทวิ

ฎีกาท่ี ๔๐๕๗/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๗๕ การพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการ
อนาจารอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง นั้น ต้องเป็นการกระทาเพื่อสนอง
ความใคร่ของตนเองหรือผู้ร่วมกระทาความผิดกบั ตน เมื่อจาเลยทงั้ สองกับพวกร่วมกันเป็นธรุ ะจัดหา
และพาผู้เสียหายที่ ๑ ไป เพื่อให้กระทาการค้าประเวณี อันเป็นการกระทาเพื่อสนองความใคร่ของ

356

ผู้อื่น มิใช่กระทาไปเพื่อสนองความใครข่ องจาเลยทั้งสองกบั พวก การกระทาของจาเลยทงั้ สองจึงเป็น
ความผิดตามมาตรา ๒๘๓ วรรคสาม แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง ส่วน
ความผิดฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซ่ึงเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทาการ
ค้าประเวณีโดยขู่เข็ญ ใช้อานาจครอบงาผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ
ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทาความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป และฐานเพ่ือสนองความใคร่ของผู้อ่ืน
ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพ่ือการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ
ใช้อานาจครอบงาผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ อันเป็นการกระทากรรมเดียว
ผิดต่อกฎหมายหลายบทน้ัน ต้องลงโทษจาเลยท้ังสองฐานเพ่ือสนองความใคร่ของผู้อ่ืน ร่วมกัน
เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพ่ือการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญ ใช้อานาจ
ครอบงาผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา ๒๘๓ วรรคสาม ซึ่งเป็น
กฎหมายบททีม่ ีโทษหนักที่สดุ ตามมาตรา ๙๐

ฎีกาท่ี ๑๐๒๘๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖๖ ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอยู่ท่ีบ้าน จ. ซ่ึงเป็นปู่
โดยโจทก์ร่วมได้ไปเย่ียมปู่และย่าที่บ้านพักและพักอาศัยอยู่ท่ีนั่น โดยผู้เสียหายท่ี ๒ ได้ส่งโจทก์ร่วม
ไปท่ีบ้าน จ. เพื่อให้มาดูแลเนื่องจาก จ. ป่วย จึงถือได้ว่า จ. อยู่ในฐานะผู้ดูแลโจทก์ร่วม โดยได้รับ
มอบหมายจากผู้เสียหายที่ ๒ ฉะนั้น การท่ีจาเลยโทรศัพท์ชวนโจทก์ร่วมไปทางาน แล้วขับรถเก๋ง
มารับโจทก์ร่วมไปและต่อมาก็ได้กระทาชาเราโจทก์ร่วม การกระทาของจาเลยดังกล่าวเป็นการ
รบกวนและก้าวล่วงอานาจผู้ดูแลของ จ. ท่ีมีต่อโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการ
อนาจาร อีกท้ังการกระทาของจาเลยยังเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพ่ือการ
อนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง ด้วย โดยความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพ่ือการอนาจาร
ตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จาเลยมีเจตนากระทาต่อผู้ดูแลโจทก์ร่วมเป็นความผิดกรรมหน่ึง
ส่วนความผิดฐานกระทาชาเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซ่ึงมิใช่ภริยาของตนตามมาตรา ๒๗๗
วรรคแรก และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ
วรรคสอง จาเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาโจทก์ร่วมไปกระทาชาเรา การกระทาของจาเลยจึงเป็น
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ซึ่งเป็น
กฎหมายบททม่ี ีโทษหนกั ที่สุดตามมาตรา ๙๐

ฎกี าท่ี ๙๓๖๔/๒๕๕๕ ฎ.๑๐๑๘ ผู้เสียหายยนิ ยอมพรอ้ มใจใหจ้ าเลยกอดจบู ตน การกระทา
ของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง (เดิม กฎหมายใหม่คือมาตรา ๒๗๙
วรรคสาม) แต่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๙ วรรคแรก ฐานกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปี โดยเด็กน้ันจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และจาเลยยงั มีความผิดตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง
ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กจะยินยอมก็ตาม การท่ีจาเลย
พาผู้เสียหายไปท่ีบ้านเกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ช. บิดาผู้เสียหาย ในขณะเกิดเหตุผู้เสียหาย
มีอายุเพียง ๑๔ ปีเศษและอยู่ในอานาจปกครองของบิดา ย่อมเป็นการล่วงอานาจปกครองของบิดา

357

ผูเ้ สยี หาย แม้ผู้เสียหายสมัครใจยินยอมไปกับจาเลยก็ถือไม่ไดว้ ่าได้รบั ความยินยอมเห็นชอบจากบิดา
ผูเ้ สยี หาย การกระทาของจาเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายซ่งึ เป็นเด็กอายุยังไมเ่ กินสิบหา้ ปไี ปเสยี จาก
บดิ า ทั้งการที่จาเลยทาการกอดจูบผู้เสยี หายด้วยนน้ั ถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กไปโดยปราศจากเหตุ
อันสมควรเพื่อการอนาจารตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๘๕

ฎีกาที่ ๒๔๒๕/๒๕๕๔ ฎ.๑๐๗๒ จาเลยซึ่งเป็นครูประจาช้ันจูงมือผู้เสียหายไปต่อหน้าบิดา
ผู้เสียหายและคนอื่น เป็นการใช้อานาจของครูต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์แล้ว แม้จาเลยกระทาชาเรา
ตอ่ ศิษย์นอกเวลาเรยี นก็ถอื ว่าศษิ ยน์ นั้ อยู่ในความดแู ล

ฎกี าท่ี ๓๑๑๐/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๕๐ การท่ีจาเลยดารงตาแหนง่ ผู้ชว่ ยครูใหญ่ จาเลยย่อม
มีหน้าท่ีปกครองดูแลผู้เสียหายซึ่งเป็นศิษย์ของจาเลย เมื่อจาเลยพยายามกระทาชาเราผู้เสียหาย
จาเลยจงึ มคี วามผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๘๐, ๒๗๗ วรรคสอง, ๒๘๔ วรรคแรก, ๒๘๕

ฎีกาท่ี ๒๗๗/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑ น.๓๓ ขณะเกิดเหตุจาเลยเป็นเจ้าอาวาสวัด ส. และเป็น
ประธานกิตติมศักด์ิของคณะกรรมการมูลนิธิ ห. กับเป็นผู้ก่อต้ังมูลนิธิดังกล่าว เมื่อมูลนิธิ
มีวัตถุประสงค์เผยแผ่พระพุทธศาสนาและรับเด็กยากจนมาอาศัยอยู่ท่ีวัด ส. เพื่อส่งเสียให้ได้รับ
การศึกษา การอบรมให้เดก็ เหล่าน้ันประพฤติอยู่ในศีลธรรมอันดีตามหลักพทุ ธศาสนาและต้ังใจศกึ ษา
เล่าเรียนย่อมอยู่ในวัตถุประสงค์ของมูลนิธิด้วย แม้การเงินของมูลนิธิแยกออกจากวัดเพราะ
มีฐานะป็นนิติบุคคลแตกต่างกัน แต่จาเลยในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิย่อมต้องอบรม
ส่ังสอนผู้เสียหายท้ังแปดซ่ึงอยู่ในความดูแลของตนให้ปฏิบัติดีเพ่ือบรรลุวัตถุประสงค์นั้นมิให้เงิน
ที่ผู้บริจาคเพื่อการศึกษาของเด็กยากจนส้ินเปลืองเปล่า เม่ือมูลนิธิมาก่อต้ังภายในอาณาเขตวัด ส.
เด็ก ๆ รวมท้ังผู้เสียหายทั้งแปดย่อมต้องเช่ือฟังจาเลยในฐานะเจ้าอาวาสวัด ส. ดังเช่นท่ีเป็นศิษย์วัด
อกี สถานหนึง่ กล่าวไดว้ า่ จาเลยดูแลผ้เู สยี หายทง้ั แปดในฐานะเปน็ ครูอาจารย์ดูแลนักเรยี นในปกครอง
กับฐานะเจ้าอาวาสดูแลศิษย์ไปพร้อม ๆ กัน ดังน้ัน ผู้เสียหายท่ี ๑ ถึงที่ ๘ จึงเป็นศิษย์ซึ่งอยู่ในความ
ปกครองดแู ลของจาเลย

ฎีกาท่ี ๕๕๕๑/๒๕๕๙ ฎ.๑๑๕๐ ขณะเกิดเหตุจาเลยเป็นครูประจาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
มิได้เป็นครูประจาช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ ท่ีผู้เสียหายเรียนอยู่ แต่วันเกิดเหตุครูประจาช้ันผู้เสียหาย
ไม่มา จาเลยเข้าไปสอนหนงั สอื แทนโดยไม่ปรากฏวา่ จาเลยได้รับมอบหมายจากผูอ้ านวยการโรงเรยี น
หรือไม่ เพียงใด ดังน้ี ไม่เป็นท่ีแน่ชัดว่าจาเลยมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาผู้เสียหายแค่ไหน
เพียงใด แม้จาเลยกระทาอนาจารแก่ผู้เสียหาย ก็มิใช่กระทาต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทาให้
ต้องรักโทษหนักขนึ้ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๕

ฎีกาท่ี ๔๒๑/๒๕๔๖ ฎ.๓๓ คาว่า "ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๕"
ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซ่ึงความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลน้ัน มิได้หมายถึง

358

เฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธใ์ นฐานะครหู รืออาจารย์ ซง่ึ มีหน้าท่ีสอนศษิ ย์เท่าน้นั แต่ครูหรอื อาจารย์น้ัน
ต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทาความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์
ในระหว่างมีหน้าท่ีดังกล่าวด้วย จาเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์สอนกวดวิชาตามท่ีมีผู้ไปสมัครเรียน
ตามความสมัครใจ และเม่ือโจทก์ร่วมที่ ๒ สมัครเรียนชาระค่าสมัครเรียนแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้
ขึน้ อยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ แสดงว่าจาเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษา
โจทก์ร่วมท่ี ๒ ตลอดระยะเวลาที่ทาการสอน ดังนั้น แม้จาเลยข่มขืนกระทาชาเราโจทก์ร่วมที่ ๒
ก็มิใช่กระทาต่อศิษย์ซ่ึงอยู่ในความดูแลของจาเลยอนั จะเปน็ ผลให้จาเลยต้องรับโทษหนักขน้ึ เมื่อการ
กระทาของจาเลยไม่ต้องด้วยกรณีท่ีต้องรับโทษหนักขนึ้ ตามมาตรา ๒๘๕ หากเป็นเพียงความผดิ ตาม
มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก และมิไดเ้ กิดตอ่ หนา้ ธารกานัล ไม่เป็นเหตุให้โจทกร์ ่วมท่ี ๒ รบั อันตรายสาหัส
หรอื ถึงแกค่ วามตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา ๒๘๑ (เดิม แตต่ ามกฎหมายใหม่เป็น
ความผดิ ทีไ่ มอ่ าจยอมความไดแ้ ลว้ เพราะจาเลยและผู้เสียหายมใิ ช่คู่สมรสกันตามมาตรา ๒๘๑ (๑))

จาเลยมีความมุ่งหมายท่ีจะกระทาชาเราโจทก์ร่วมท่ี ๒ จึงหลอกโจทก์ร่วมท่ี ๒ ว่าจะพาไป
สมัครแขง่ ขันวาดภาพโดยใหโ้ จทกร์ ว่ มท่ี ๒ ซ้อนทา้ ยรถจกั รยานยนต์ทีจ่ าเลยขับไป แตจ่ าเลยกลบั ขับ
รถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมท่ี ๒ เข้าโรงแรมม่านรูดแล้วข่มขืนกระทาชาเราโจทก์ร่วมท่ี ๒
การกระทาของจาเลยเป็นการพรากโจทก์รว่ มท่ี ๒ ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ไมเ่ กินสิบแปดปี
ไปเสียจากโจทก์ร่วมท่ี ๑ ซ่ึงเป็นมารดาเพ่ือการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมท่ี ๒ ไม่เต็มใจไปด้วย จึงเป็น
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม

ฎีกาท่ี ๘๗๒๐/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๒๐ ผู้เสียหายเป็นบุตรของ จ. และไม่ปรากฏว่า จ.
ถูกถอนอานาจปกครองหรือมีการแต่งต้ังให้จาเลยเป็นผู้ปกครองผู้เสียหาย ดังน้ัน จ. ซ่ึงเป็นมารดา
ผเู้ สยี หายจึงเป็นผูใ้ ช้อานาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๖ แม้ จ. มารดาผู้เสียหายส่งผูเ้ สียหาย
มาอยกู่ บั จาเลยและภริยาซึ่งเป็นพส่ี าวของ จ. ตั้งแต่ยังเล็ก แตอ่ านาจปกครองผู้เสยี หายกย็ ังคงอยกู่ ับ
จ. มารดาผู้เสียหาย ไม่ใช่จาเลย การกระทาของจาเลยต่อผู้เสียหายจึงไม่ใช่การกระทาต่อผู้อยู่ใน
ความปกครองไม่ต้องรับโทษหนักข้ึนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๕ (เดิม แต่ตามกฎหมายใหม่จาเลยต้อง
ระวางโทษหนักขึ้น แม้จาเลยจะไม่มีอานาจปกครองผู้เสยี หาย เพราะมาตรา ๒๘๕ เพ่ิมบุคคลที่ได้รับ
ความคมุ้ ครองให้รวมถึงผ้อู ยูภ่ ำยใตอ้ ำนำจดว้ ยประกำรอน่ื ใดดว้ ย)

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๘๖

ฎีกาท่ี ๒๙๙๓/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๗๙ จาเลยเป็นเจ้าของสถานค้าประเวณีโดยเปิดเป็น
ร้านอาหารอยู่ด้วย มีสุรา อาหาร และเคร่ืองดื่มบริการขายแก่ลูกค้า และมีหญิงค้าประเวณีกินอยู่
หลับนอนกับจาเลยในสถานที่ดังกล่าว แม้พึงคาดหมายได้ว่าจาเลยจะต้องได้รับเงินจากการค้า
ประเวณีซ่งึ มีหญิงโสเภณีเป็นองค์ประกอบในการดาเนินกิจการของจาเลย รายได้ของจาเลยจึงได้จาก
ลูกค้าท่ีมาเที่ยว มิใช่ได้จากหญิงท่ีค้าประเวณีโดยตรง ประกอบกับจาเลยเป็นหญิงมีสามี สามีจาเลย

359

ประกอบกิจการขนส่งมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อใช้ในกิจการถึง ๓ คัน ซึ่งแม้จาเลยจะไม่มีรายได้จาก
กจิ การค้าประเวณี ก็สามารถดารงชีพอยู่ได้ดว้ ยการอาศัยสามี กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจาเลยไม่มีปจั จยั อ่ืน
หรือไม่มีปัจจัยอันเพียงพอสาหรับดารงชีพ (ฎีกานี้เป็นการตัดสินตามกฎหมายเดิม ไม่อาจใช้เป็น
บรรทัดฐานตามกฎหมายใหม่อีกต่อไป) การกระทาของจาเลยจึงถือไม่ได้ว่าจาเลยดารงชีพแม้เพียง
บางส่วนจากรายไดข้ องหญงิ ซงึ่ ค้าประเวณี
ข้อสังเกต มาตรา ๒๘๖ ที่แก้ไขใหม่ ได้ตัดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๒๘๖ เดิมท่ีว่า ผู้ใด
ดารงชพี อย่แู ม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี โดยไม่มีปัจจัยอยา่ งอ่ืนอันปรากฏสาหรับ
ดารงชีพ หรือไม่มีปจั จัยอนั พอเพียงสาหรบั ดารงชพี ออกไป ดังน้ัน ตามมาตรา ๒๘๖ ทแ่ี กไ้ ขใหม่ แม้
จาเลยจะมีปัจจัยอย่างอื่นอีกมากมายสาหรับการดารงชีพ ก็เป็นผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๒๘๖
ได้ ฎีกาน้ีไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานตามมาตรา ๒๘๖ ท่ีแก้ไขใหม่อีกต่อไป หากตัดสินตามมาตรา
๒๘๖ ท่ีแก้ไขใหม่ ต้องวินิจฉัยว่า จาเลยเป็นเจ้าของสถานค้าประเวณีและมีหญิงค้าประเวณีกินอยู่
หลับนอนกับจาเลยในสถานที่ดังกล่าว จาเลยเป็นผู้จัดให้มีการค้าประเวณีระหวา่ งผู้ซ่ึงค้าประเวณีกับ
ผู้ใช้บริการและได้รับประโยชน์ไม่ว่ารูปแบบใดจากการค้าประเวณีของผู้อื่นหรือจากผู้ซ่ึงค้าประเวณี
จึงเป็นความผิดตามาตรา ๒๘๖

360

ความผดิ เก่ยี วกับสื่อลามกอนาจารเด็ก

เดิมมาตรา ๒๘๗ จะลงโทษเฉพาะผคู้ รอบครองส่ือลามกอนาจารท่ีมเี จตนาพิเศษเพ่ือการค้า
หรือประกอบการค้าวัตถุลามก แต่ถ้าครอบครองไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสาหรับตนเอง
ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๗ โดยมิได้แยกว่าเป็นสื่อลามกผู้ใหญ่หรือเด็ก แต่ปัจจุบันการละเมิด
สิทธิเด็กโดยการเผยแพร่ส่ือลามกอนาจารเด็กมีมากขึ้นเร่ือย ๆ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงได้บัญญัติ
ความผดิ เกย่ี วกับส่ือลามกอนาจารเด็กขึ้นมาคมุ้ ครองเดก็ ตาม พ.ร.บ. แกไ้ ขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมาย
อาญา (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๕๘ (ความผิดเก่ียวกับส่ือลามกอนาจารเด็ก) ซ่ึงจะแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายอาญา ดังน้ี

มาตรา ๑ (๑๗) “ส่อื ลามกอนาจารเด็ก” หมายความว่า วัตถหุ รอื ส่ิงที่แสดงให้รู้หรอื เหน็ ถึง
การกระทาทางเพศของเด็กหรือกับเด็กซึ่งมีอายุไม่เกินสิบแปดปี โดยรูป เรื่อง หรือลักษณะสามารถ
ส่ือไปในทางลามกอนาจาร ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี
สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เคร่ืองหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสยี ง แถบบนั ทึกภาพ หรือ
รูปแบบอื่นใดในลักษณะทานองเดียวกนั และให้หมายความรวมถึงวตั ถุหรือสิ่งตา่ ง ๆ ข้างตน้ ทจ่ี ัดเก็บ
ในระบบคอมพิวเตอร์หรือในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อ่ืนที่สามารถแสดงผลให้เข้าใจความหมายได้

มาตรา ๒๘๗/๑ ผู้ใดครอบครองส่ือลามกอนาจารเด็กเพ่ือแสวงหาประโยชน์ในทางเพศ
สาหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหน่ึงแสนบาท หรือท้ังจา
ทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทาความผิดตามวรรคหน่ึงส่งต่อซ่ึงสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อ่ืน ต้องระวางโทษ
จาคุกไม่เกนิ เจ็ดปี หรือปรับไมเ่ กนิ หน่งึ แสนสี่หมน่ื บาท หรือท้งั จาทง้ั ปรบั

มาตรา ๒๘๗/๒ ผใู้ ด
(๑) เพ่ือความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวด
แก่ประชาชน ทา ผลิต มีไว้ นาเข้าหรือยังให้นาเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอก
ราชอาณาจกั ร พาไปหรือยงั ใหพ้ าไปหรือทาให้แพรห่ ลายโดยประการใด ๆ ซ่ึงสอ่ื ลามกอนาจารเด็ก
(๒) ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก
จ่ายแจกหรอื แสดงอวดแกป่ ระชาชนหรือใหเ้ ช่าสื่อลามกอนาจารเด็ก
(๓) เพ่ือจะช่วยการทาให้แพร่หลาย หรือการค้าส่ือลามกอนาจารเด็กแล้ว โฆษณาหรือ
ไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทาการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าว
วา่ สอ่ื ลามกอนาจารเด็กดังกล่าวแล้วจะหาไดจ้ ากบุคคลใด หรอื โดยวธิ ีใด
ต้องระวางโทษจาคกุ ต้ังแตส่ ามปีถงึ สบิ ปี และปรับตัง้ แต่หกหมืน่ บาทถงึ สองแสนบาท
ตามกฎหมายท่ีแก้ไขเพ่ิมเติมดังกล่าวหากผู้ใดครอบครองส่ือลามกอนาจารเด็ก เพือ่ แสวงหา
ประโยชน์ในทางเพศสาหรับตนเองหรือผอู้ ่ืนจะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๗/๑ วรรคหนึ่ง ถ้าส่งต่อ
ซงึ่ สื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อื่นจะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๗/๑ วรรคสอง แต่ถ้าเป็นการกระทา
เพอื่ การคา้ หรอื ประกอบการค้าสอื่ ลามกอนาจารเด็กจะเปน็ ความผดิ ตามมาตรา ๒๘๗/๒

361

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๑๒ ตรี

ฎีกาท่ี ๔๑๔๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๔ จาเลยโทรศัพท์นัดหมายให้ ย. พาเพ่ือนไปขาย
บริการทางเพศแก่จาเลย ย. จึงชักชวนเด็กหญิง ด. เด็กหญิง อ. และเด็กหญิง ส. ไปกระทาการ
ดังกล่าว แล้วจาเลยรับตัวเด็กหญิงท้ังสามไว้กระทาชาเราโดยเด็กหญิงทั้งสามยินยอมที่โรงแรม ผ.
เป็นการล่วงอานาจปกครองของโจทก์ร่วมท่ี ๒ ท่ี ๕ และท่ี ๓ ตามลาดับ โดยปราศจากเหตุอัน
สมควรเพ่ือการอนาจาร การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาชาเราเด็กหญิง ด. อายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี
ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ด. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพ่ือการอนาจาร กระทา
ชาเราเดก็ หญิง อ. อายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ซง่ึ มใิ ชภ่ รยิ าของตน และพรากเดก็ หญิง อ. โดยปราศจากเหตุ
อันสมควรเพ่ือการอนาจาร และกระทาชาเราเด็กหญิง ส. อายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ซ่ึงมิใช่ภริยาของตน
และพรากเด็กหญิง ส. โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพ่ือการอนาจาร แต่การกระทาของจาเลย
ดังกล่าวมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี โดยทุจริตเพราะจาเลยหาได้รับ
เด็กหญิงท้ังสามไว้เพ่ือแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผู้อ่ืนไม่
เนื่องจากจาเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทาชาเราเด็กหญิงท้ังสามเท่าน้ัน การกระทาของจาเลย
จงึ ไมเ่ ปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๒ ตรี วรรคสอง

ผู้ที่ถกู พรากตอ้ งอยู่ภายใตอ้ านาจปกครอง

ฎีกาที่ ๔๕๒๓/๒๕๕๔ ฎ.๑๒๗ คาว่า “บิดาหรือผู้ดูแล ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘
หมายรวมถึง บิดาหรือผู้ดูแลผู้เยาว์ตามความเป็นจริงด้วย แม้จะเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครองตาม
กฎหมายดังกล่าว หากไม่ได้ใช้อานาจปกครองดูแลผู้เยาว์ก็อาจสิ้นสุดลงได้ และความปกครองดูแล
โดยพฤตินยั นัน้ ก็อาจสน้ิ สดุ ลงไดเ้ ชน่ กัน

ส. บิดาของผู้เสียหายได้แยกทางกับมารดาของผู้เสียหายและไปมีภริยาใหม่ ไม่ได้อุปการะ
เล้ียงดูผู้เสียหายมานาน ๗ ปีแล้ว และผู้เสียหายไปอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของ บ. ผู้เป็นยาย
ผู้เสียหายจึงมิได้อยู่ในความอุปการะเล้ียงดูและอานาจปกครองดูแลของ ส. ผู้เป็นบิดาแล้ว ส่วน บ.
แม้เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายอยู่กอ่ นเกิดเหตุ แต่กอ่ นเกดิ เหตุประมาณ ๑๐ กว่าวัน ผู้เสียหายได้
หลบหนีออกจากบ้าน บ. ไปอยู่กับ ด. ผู้เป็นพี่สาวและรับจ้างทางานเป็นพนักงานเสิร์ฟท่ีร้าน
คาราโอเกะซึ่งอยู่ต่างอาเภอกัน ท้ัง บ. ก็ไม่ทราบว่าผู้เสียหายหลบหนีไปอยทู่ ่ีไหนกับผู้ใดและติดตาม
หาไม่พบ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ ๑๕ ปีเศษแล้ว และเคยออกจากบ้านไปอยู่กินฉันสามีภริยา
กับ ป. มาก่อน แสดงว่าผู้เสียหายโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่น้อย พฤติการณ์บ่งชี้ว่า
ผู้เสียหายสมัครใจหลบหนีออกจากบ้านเจตนาไปทางานเลี้ยงชีพพ่ึงตนเองโดยลาพังไม่ประสงค์
จะพึ่งพาอาศัยอยู่ในความอุปการะเล้ียงดูและในความดูแลของ บ. ผู้เป็นยายอีกต่อไป ผู้เสียหาย
จึงขาดจากความดูแลของ บ. ผู้เป็นยายแล้ว หาใช่ว่าผู้เสียหายไปจากความดูแลเพียงช่ัวคราวไม่
การกระทาของจาเลยทั้งสี่ถือไม่ได้ว่าเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากความปกครองดูแลของบิดา

362

และยายของผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกิน
สบิ แปดปไี ปเสียจากบิดามารดา ผปู้ กครองหรอื ผดู้ ูแล โดยผู้เยาวน์ ้นั ไม่เตม็ ใจไปด้วยตามมาตรา ๓๑๘

ฎีกาท่ี ๕๙๘๙/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๗๐ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๙
หมายความว่า ผู้กระทาความผิดได้กระทาการอันเป็นการละเมิดต่ออานาจปกครองของบิดามารดา
หรือต่อผู้ปกครองหรือต่อผู้ดูแลของผู้เยาว์ คดีนี้บิดาของผู้เสียหายมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดา
ผ้เู สียหาย จงึ มิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่บิดาและมารดาของผเู้ สียหายได้เลกิ รา้ งกันมานานถึง
๑๗ ปี โดยผู้เสยี หายอยใู่ นความอปุ การะเลยี้ งดูของบิดามาตลอด บิดาของผู้เสียหายจงึ เป็นผู้ปกครอง
ผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยจงึ เปน็ ความผดิ ฐานพรากผูเ้ ยาวไ์ ปเสียจากผ้ปู กครอง

ฎีกาที่ ๑๒๖๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๐๓ แม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ จะไม่ได้พักอาศัย
อยู่กับบิดามารดาเนื่องจากบิดาเสียชีวิตแล้วและมารดามีสามีใหม่ แต่ผู้เสียหายที่ ๒ น้าสะใภ้ของ
ผู้เสียหายที่ ๑ เป็นผู้เล้ียงดูผู้เสียหายที่ ๑ ต้ังแต่ยังเป็นเด็ก ต่อมาผู้เสียหายท่ี ๑ พักอาศัยที่บ้านของ
ผู้เสียหายท่ี ๑ เอง แต่ก็ห่างจากบ้านผู้เสียหายที่ ๒ เพียง ๕๐ เมตร และมารดาของผู้เสียหายท่ี ๑
มาหาผู้เสียหายที่ ๑ บ้าง ในคืนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตารวจมาพบผู้เสยี หายท่ี ๒ ขอใหไ้ ปสถานตี ารวจ
เนอ่ื งจากผู้เสียหายที่ ๑ บอกเจ้าพนักงานตารวจว่าผู้เสยี หายท่ี ๒ เป็นผู้ปกครอง แสดงวา่ อานาจการ
ปกครองดูแลผู้เสยี หายที่ ๑ ผู้เยาวซ์ ่ึงอายุ ๑๗ ปเี ศษ ยังอยู่กับผเู้ สยี หายที่ ๒ การท่ีจาเลยท่ี ๒ และที่
๓ กับพวกพาผู้เสียหายท่ี ๑ ไปที่บา้ นเกดิ เหตุแล้วร่วมกันข่มขนื กระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑ ในขณะท่ี
ผู้เสียหายท่ี ๑ พยายามที่จะหลบหนี เป็นการพรากผู้เสียหายที่ ๑ ไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแล
โดยผ้เู สียหายท่ี ๑ ไม่เต็มใจไปด้วยเพ่ือการอนาจารแลว้

ฎีกาท่ี ๕๖๒๐/๒๕๕๒ ฎ.๙๗๑ บิดามารดาของเด็กท้ังสามมีฐานะยากจนต้องออกทางาน
หาเล้ียงชีพในแต่ละวัน จึงต้องปล่อยให้เด็กท้ังสามเท่ียวเล่นอยู่ตามลาพังตามประสาเด็กเท่านั้น
แต่เมื่อเด็กท้ังสามไม่กลับบ้านตามปกติ บิดามารดาของเด็กทั้งสามก็ตามหาและแจ้งแก่เจ้าพนักงาน
ตารวจ ถือว่ายังเป็นการใช้อานาจปกครองเด็กทั้งสามอยู่ การที่จาเลยท้ังสองชักชวนเด็กท้ังสามคน
ไปทางานบ้านอยู่กับจาเลยทั้งสองท่ีจังหวัดสุพรรณบุรี แต่กลับพาไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออก
แจกซองผ้าป่าตามจังหวัดต่าง ๆ เรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กันโดยไม่ได้รับความ
ยินยอมจากบิดามารดาของเด็กท้ังสามคน จึงเป็นการพรากเด็กท้ังสามคนไปจากบิดามารดาหรือ
ผู้ปกครองดแู ลโดยปราศจากเหตอุ นั สมควร

จาเลยทั้งสองพาเด็กชายทั้งสามไปบวชเป็นสามเณรแล้วพาออกแจกซองผ้าป่าตามจังหวัด
ต่าง ๆ เร่ียไรเงินจากชาวบ้านแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน พฤติการณ์ของจาเลยทั้งสองจึงเป็นความผิด
ฐานพรากเด็กชายทั้งสามซ่ึงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแล โดย
ปราศจากเหตุอันสมควรเพอ่ื หากาไรตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

363

เป็นการพราก

ฎีกาที่ ๒๙๗๓/๒๕๕๖ ฎ. ๘๔๘ คาว่า “พราก” ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา
๓๑๗ หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอานาจปกครองดูแล ทาให้อานาจปกครองดูแล
ของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา
ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองของบิดามารดา
ผูป้ กครองหรือผู้ดูแลเด็ก ท้ังนี้ไม่วา่ เด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดาผปู้ กครองหรอื ผู้ดูแลยังเอาใจใส่
เด็กยอ่ มอยู่ในอานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรอื ผู้ดแู ลตลอดเวลา

วันเกิดเหตุกระทาความผิดครั้งแรกผู้เสียหายท่ี ๒ ซ่ึงเป็นมารดาอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๑
อายุ ๑๒ ปีเศษ ไปทารายงานกับเพื่อนที่โรงเรียน ส่วนการกระทาความผิดครั้งหลังผู้เสียหายท่ี ๒
ใช้ให้ผู้เสียหายท่ี ๑ ไปซ้ือของที่ตลาด ดังนี้ อานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ ยังคงอยู่ที่ผู้เสียหาย
ที่ ๒ แม้ผู้เสียหายที่ ๑ จะโทรศัพท์ชักชวนจาเลยให้มารับหรือนัดหมายให้จาเลยมาพบกัน แต่การที่
จาเลยมารับผู้เสียหายท่ี ๑ แล้วพาไปยังที่เกิดเหตุและกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑ ย่อมทาให้อานาจ
ปกครองของผู้เสียหายท่ี ๒ ท่มี ีตอ่ ผ้เู สยี หายที่ ๑ ถูกรบกวนหรือถกู กระทบกระเทือน การกระทาของ
จาเลยจงึ เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายยุ ังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผ้ปู กครองหรือผ้ดู ูแลโดย
ปราศจากเหตอุ ันสมควรเพื่อการอนาจาร

ฎีกาที่ ๔๘๙/๒๕๖๑ ฎ.๖๒ การกระทาโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายยุ งั ไมเ่ กิน
สิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ไม่ต้อง
ถึงขนาดเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทาให้เด็กปราศจากอิสระในการเคลื่อนไหว เพราะการกระทา
เช่นนั้นจะเป็นความผิดต่อเสรีภาพอีกต่างหาก “พราก” ตามพจนานุกรมมีความหมายว่า จากไป
หรือแยกออกจากกัน ดังน้ัน สาระสาคัญจึงอยู่ที่ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายท่ี ๒ ซ่ึงเป็นเด็กยังอยู่ใน
อานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ การที่จาเลยนัดแนะหรือแยกผู้เสียหายที่ ๒ ไปยังที่ต่าง ๆ ใน
โรงเรียน จาเลยได้รบั ความยินยอมจากผูเ้ สียหายที่ ๑ หรือไม่ และมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โดยบท
กฎหมายดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่ละเมิดอานาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง
หรือผู้ดูแล อันเป็นการคุ้มครองเด็กมิให้ถูกล่อลวงไปในทางเสียหาย ดังน้ัน แม้หลังถูกกระทาชาเรา
ผู้เสียหายท่ี ๒ มิได้ถูกจาเลยหน่วงเหน่ียวหรือกักขัง มีอิสระในการเคล่ือนไหว และสามารถกลับไป
เรียนตามปกติได้ ก็เป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ โดยปราศจากเหตุอัน
สมควร เพื่อการอนาจารแลว้

ฎีกาที่ ๔๒๖๓/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔๓ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยัง
ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ นั้น
เห็นว่า คาว่า “พราก” หมายความว่าพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากอานาจปกครองดูแล โดย
ไม่จากัดว่าจะกระทาด้วยวิธีใด ทาให้อานาจปกครองดูแลของบิดามารดา ถูกรบกวนหรือถูกกระทบ
โดยบิดามารดาผู้เยาว์ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองของบิดามารดา

364

ผู้เยาว์ ท้งั นไี้ มว่ ่าผเู้ ยาวจ์ ะไปอย่ทู ใี่ ด หากบดิ ามารดายงั เอาใจใสผ่ ู้เยาว์ ย่อมอยูใ่ นอานาจปกครองของ
บิดามารดาตลอดเวลา การพรากผู้เยาว์ ไม่วา่ ผู้พรากผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายชกั ชวนโดยมีเจตนามุ่งหมายท่ี
จะกระทาชาเราผ้เู ยาว์เพยี งอยา่ งเดยี ว ก็ย่อมเปน็ ความผิดทัง้ สิน้

ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๒ ได้ขออนุญาตผู้เสียหายท่ี ๑ ซ่ึงเป็นมารดา ไปเล่นกีฬา
วอลเลย์บอลท่ีสนามวอลเลย์บอลของโรงเรียน ระหว่างนั้นจาเลยไดช้ ักชวนผู้เสยี หายท่ี ๒ ไปพูดคุยที่
บริเวณหน้าห้องน้า แล้วจาเลยพาผู้เสียหายท่ี ๒ เข้าไปในห้องน้าชายและกระทาชาเราผูเ้ สียหายท่ี ๒
ดังนี้ อานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ จึงยังคงอยู่ที่ผู้เสียหายที่ ๑ การที่จาเลยชักชวนผู้เสียหายที่
๒ ไปที่บริเวณห้องน้าแล้วกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๒ โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือยนิ ยอมจากผู้เสียหาย
ท่ี ๑ ย่อมทาให้อานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ ที่มีต่อผู้เสียหายที่ ๒ ถูกรบกวนหรือถูกกระทบ
กระเทือน โดยผู้เสียหายท่ี ๑ ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานพราก
ผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพ่ือ
การอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม

ฎีกาที่ ๑๐๒๗๒/๒๕๕๙ พฤติการณ์ที่จาเลยเป็นฝ่ายโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ ๑
แล้วขับรถจักรยานยนต์พา อ. นงั่ ซอ้ นทา้ ยไปรบั ผูเ้ สียหายท่ี ๑ หน้าโรงเรยี นและพาออกนอกเสน้ ทาง
ไปท่ีร้านถ่ายรูป และไปขายบริการท่ีโรงแรมก็ดี และมีการรับตัวผู้เสียหายที่ ๑ ไปพักที่บ้าน ด. ก็ดี
แล้วผเู้ สียหายที่ ๑ ถูก อ. กระทาชาเรา ล้วนบ่งชใี้ ห้เห็นวา่ จาเลยกับ อ. ได้นดั กันไว้แล้วล่วงหน้า แม้
ผู้เสียหายที่ ๑ จะยินยอมสมัครใจเดินทางไปทุกหนแห่งกับจาเลยและ อ. รวมท้ังยินยอมให้ อ.
กระทาชาเราก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็นมารดาของผู้เสียหายท่ี ๑ มิได้ตกลงยินยอมด้วย
การกระทาของจาเลยจึงเป็นการก้าวล่วงกระทบกระเทือนต่ออานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ และ
ขณะเกดิ เหตผุ ู้เสยี หายท่ี ๑ อายุเพยี ง ๑๔ ปเี ศษ ความยนิ ยอมของผู้เสยี หายที่ ๑ หาไดม้ ผี ลทาใหก้ าร
กระทาของจาเลยไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ พฤติการณ์ของจาเลยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าท่ี
กันทาระหว่างจาเลยกับพวก การกระทาของจาเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทาความผิดฐานพรากเด็ก
อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและร่วมกัน
พาเดก็ อายุยังไม่เกนิ สบิ หา้ ปไี ปเพ่ือการอนาจาร หาใชเ่ ป็นเพียงผูส้ นบั สนนุ ไม่

ฎีกาที่ ๓๔๑๙/๒๕๕๙ ฎ.๘๓๒ บ้านท่ีเกิดเหตุอยู่ห่างจากบ้านของผู้เสียหายท่ี ๒ ประมาณ
๓๐ เมตร ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ เล่นขายของอยู่กับเพ่ือนในบริเวณนั้น จาเลยดึงแขนผู้เสียหาย
ท่ี ๑ ข้ึนบ้านและข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑ ถือได้ว่าขณะนั้นผู้เสียหายที่ ๑ ยังอยู่ในความ
ปกครองและการดูแลของผู้เสียหายท่ี ๒ ผู้เป็นยาย การกระทาของจาเลยเป็นการแยกสิทธิในการ
ปกครองและดูแลผู้เสียหายท่ี ๑ ไปจากผู้เสียหายท่ี ๒ จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน
สิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

ฎีกาท่ี ๕๐๔-๕๐๖/๒๕๖๑ ฎ.๒๖๒ แม้ผู้เสียหายท่ี ๕ ซึ่งเป็นเด็กหญิงได้รับอนุญาตจาก
ผู้เสียหายท่ี ๔ ซึ่งเป็นมารดาให้ไปเล่นที่บ้านจาเลย แต่การที่จาเลยพาผู้เสียหายท้ังสามเข้าไปใน

365

ห้องนอนภายในบ้านจาเลยโดยมีลักษณะบังคับมิให้ขัดขืนหลบหนี แล้วกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๕
จนผู้เสียหายท่ี ๓ ซึ่งเป็นเด็กต้องเข้าไปช่วย ผู้เสียหายท่ี ๕ จึงหลบหนีออกมาได้ แล้วผู้เสียหายที่ ๓
ถกู จาเลยจับมัดแล้วชาเรา ลักษณะการกระทาของจาเลยที่พาผู้เสียหายจากบริเวณท่ีผู้เสียหายได้รับ
อนุญาตให้ไปเล่น แล้วพาเข้าห้องนอนโดยผู้เสียหายไม่อาจหลบหนีไปได้เช่นน้ี จึงเป็นการพรากเด็ก
ไปจากอานาจของผปู้ กครองอนั เปน็ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสามแล้ว

ฎกี าท่ี ๘๑๔๑/๒๕๕๙ ฎ.๒๒๕๓ ผู้เสียหายท่ี ๒ อายุ ๑๔ ปีเศษ ยงั อยู่ในความปกครองของ
ผู้เสยี หายท่ี ๑ แมว้ า่ ผเู้ สียหายท่ี ๒ จะเดนิ ทางไปยังห้องทเ่ี กิดเหตุเองก็ตาม ก็ตอ้ งถือว่าผูเ้ สยี หายที่ ๒
ยังอยู่ในอานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ ผู้เป็นมารดาตลอดเวลา แต่เม่ือผู้เสียหายที่ ๒ จะออกไป
จากห้องไป จาเลยเข้าขัดขวางบังประตู ล็อคคอผู้เสียหายที่ ๒ ไว้ไม่ให้ออกไปจากห้องเพื่อข่มขืน
กระทาชาเรา ดังนี้ ถอื ได้ว่าเป็นการแยกผูเ้ สียหายที่ ๒ ออกไปจากอานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑
และทาให้อานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยผู้เสียหายท่ี ๑
ไม่รู้เห็นยนิ ยอมด้วย เปน็ การล่วงละเมิดอานาจปกครองของผ้เู สยี หายท่ี ๑ การกระทาของจาเลยเป็น
การพรากผู้เสียหายท่ี ๒ ไปเสียจากอานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ ผู้เป็นมารดา จาเลยจึงมี
ความผดิ ฐานพรากเด็กอายยุ ังไม่เกนิ สิบหา้ ปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

ฎีกาท่ี ๑๗๖๖/๒๕๕๘ ฎ.๑๘๙ แม้ในตอนแรก ต. จะเป็นคนพาผู้เสียหายท่ี ๒ ไปท่ีห้องน้า
แต่ขณะจาเลยจะเข้าไปข่มขนื กระทาชาเรา ผู้เสียหายท่ี ๒ ว่ิงหนอี อกจากห้องน้าเพราะคาดเดาได้ว่า
จาเลยจะมาข่มขืนกระทาชาเราซ่ึงผู้เสียหายท่ี ๒ ไม่ยินยอม จาเลยตามไปฉุดกระชากตัวผู้เสียหาย
ที่ ๒ กลับมาและข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๒ ในห้องน้าที่เกิดเหตุจึงเป็นการพาเด็กอายุยัง
ไม่เกินสิบห้าปีไปเพ่ือการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง เมื่อขณะ
เกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๒ ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดา การท่ีจาเลย
ฉุดกระชากผู้เสียหายที่ ๒ ไปข่มขืนกระทาชาเราในห้องน้า ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่ออานาจ
ปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ เพราะเป็นการแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ ในการควบคุมดูแล
ผู้เสียหายที่ ๒ โดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
ไปเสียจากผู้ปกครองอีกกระทงหน่ึงเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม อีกกระทง
หนึง่

ฎีกาท่ี ๑๐๒๘๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖๖ คาว่า “พราก” ในความผิดฐานพรากเด็กอายุ
ยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๗ หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอานาจปกครองดูแลโดยไม่จากัดว่าจะ
กระทาด้วยวิธีใด ทาให้อานาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือ
ถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วง
ละเมิดอานาจปกครองของบดิ ามารดา ผ้ปู กครองหรือผู้ดูแลเดก็ ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กจะไปอยทู่ ี่ใด หากบิดา
มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่ เด็กย่อมอยู่ในอานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง
หรือผู้ดูแลตลอดเวลา ดังนี้ การพรากเด็กไม่ว่าผู้พรากเด็กจะเป็นฝ่ายชักชวนโดยมีเจตนามุ่งหมายท่ี

366

จะกระทาชาเราเพียงอยา่ งเดียวกย็ อ่ มเปน็ ความผดิ ทั้งสิ้น
ขณะเกดิ เหตุโจทก์ร่วมอยู่ท่ีบ้าน จ. ซึ่งเป็นปู่โดยโจทก์รว่ มได้ไปเย่ียมปู่และยา่ ท่ีบ้านพักและ

พักอาศัยอยู่ที่นั่น โดยผู้เสียหายที่ ๒ ได้ส่งโจทก์ร่วมไปท่ีบ้าน จ. เพื่อให้มาดูแลเนื่องจาก จ. ป่วย
จึงถือได้วา่ จ. อยูใ่ นฐานะผ้ดู แู ลโจทก์ร่วม โดยได้รับมอบหมายจากผูเ้ สียหายท่ี ๒ ฉะนัน้ การท่ีจาเลย
โทรศัพท์ชวนโจทก์ร่วมไปทางาน แล้วขับรถเก๋งมารับโจทก์ร่วมไปและต่อมาก็ได้กระทาชาเรา
โจทก์ร่วม การกระทาของจาเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนและก้าวล่วงอานาจผู้ดูแลของ จ. ที่มีต่ อ
โจทกร์ ว่ ม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพอื่ การอนาจาร

อีกท้ังการกระทาของจาเลยยังเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการ
อนาจารตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง ด้วย โดยความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดแู ล โดยปราศจากเหตุอนั สมควรเพือ่ การอนาจารตามมาตรา
๓๑๗ วรรคสาม จาเลยมีเจตนากระทาต่อผู้ดูแลโจทก์ร่วมเป็นความผิดกรรมหน่ึง ส่วนความผิดฐาน
กระทาชาเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซ่ึงมิใช่ภริยาของตนตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก และ
ความผิดฐานพาเด็กอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปีไปเพ่ือการอนาจาร ตามมาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง จาเลย
มีเจตนาเดียวกันคือพาโจทก์ร่วมไปกระทาชาเรา การกระทาของจาเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ
หนักท่ีสดุ ตามมาตรา ๙๐

ฎีกาที่ ๗๖๔/๒๕๕๖ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ ถึงมาตรา ๓๑๙
กฎหมายมุ่งคุ้มครองอานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก
เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทาการใด ๆ กระทบกระทงั่ ต่ออานาจปกครองไม่ว่าจะโดยตรง
หรือโดยปริยาย นอกจากนี้กฎหมายมิได้จากัดว่าพรากโดยวิธีการใดและไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออก
จากบ้านไปเองหรือโดยมีผู้ชักนาก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น การท่ีผู้เยาว์เป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปหาจาเลย
จาเลยมาพบ แล้วพาผู้เยาว์ไปอยู่กับจาเลย ระหว่างอยู่ด้วยกันจาเลยร่วมประเวณีกับผู้เยาว์โดยมิได้
มีเจตนาจะอยู่กินกับผู้เยาว์ฉันสามีภรรยาจริง การกระทาของจาเลยจึงเป็นการพรากผู้เยาว์ไป
เสยี จากบิดามารดาเพ่ือการอนาจารโดยผเู้ ยาว์เตม็ ใจไปดว้ ยตามมาตรา ๓๑๙ วรรคแรก

ฎีกาท่ี ๕๔๘๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๒๑๐ ผู้เสียหายไปท่ีบ้านจาเลยโดยจาเลยไม่ได้ชักชวน
มา เพียงผู้เสียหายแวะมาซอ้ื ขนมและมาเลน่ เอง แต่จาเลยเป็นผู้พาผู้เสยี หายเข้าไปในห้องนอนซึง่ อยู่
บริเวณช้ันล่างแลว้ กระทาอนาจารผเู้ สยี หาย ดังนนั้ แม้จาเลยได้กระทาอนาจารผเู้ สียหายในบ้านของ
จาเลย ขณะน้ันก็ถือได้ว่าผู้เสียหายยังอยู่ในความปกครองดูแลของ บ. ผู้เป็นยาย การกระทาของ
จาเลยย่อมกระทบกระเทือนต่ออานาจปกครองของ บ. เพราะแยกสิทธิปกครองของ บ. ในการ
ควบคุมดูแลผู้เสียหายโดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี
ไปเสียจากผู้ปกครองเพ่ือการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

ฎีกาที่ ๒๒๘๔๐-๒๒๘๔๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๓๕๗ คาว่า “พราก” ในความผิดฐาน
พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุ

367

อันสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ หมายความวา่ พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอานาจปกครองดูแล
ทาให้อานาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบ
กระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิด
อานาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผูด้ ูแลเด็ก ทง้ั น้ี ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ทใี่ ด หากบิดามารดา
ผู้ปกครองหรอื ผู้ดูแลยังเอาใจใส่ เด็กย่อมอยู่ในอานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล
ตลอดเวลา ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ กาลังเล่นกับเพ่ือนในซอยซ่ึงเป็นท่ีตั้งบ้านของผู้เสียหายที่ ๑
จาเลยได้กวักมือเรียกผู้เสียหายที่ ๑ ไปท่ีบ้านของจาเลย เมื่อผู้เสียหายท่ี ๑ ไปท่ีบ้านจาเลยแล้ว
จาเลยได้กระทาอนาจารผู้เสียหายที่ ๑ ดังนี้ อานาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ จึงยังคงอยู่ท่ี
ผเู้ สียหายท่ี ๒ การที่จาเลยชักชวนผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่บา้ นของจาเลยแล้วกระทาอนาจารผเู้ สียหายท่ี
๑ โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือยินยอมจากผู้เสียหายที่ ๒ ย่อมทาให้อานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๒
ทมี่ ีตอ่ ผู้เสียหายที่ ๑ ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายท่ี ๒ ไม่รเู้ หน็ ยินยอมด้วย การ
กระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง
หรอื ผู้ดูแลโดยปราศจากเหตอุ ันสมควรเพอ่ื การอนาจารตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม
ข้อสังเกต ฎีกานี้จาเลยกวักมือเรียกผู้เสียหายที่ ๑ ไปท่ีบ้านจาเลย และมีการพาไปด้วย จึงเป็นการ
พราก ซ่ึงตา่ งจากฎีกาท่ี ๑๑๑๙๖/๒๕๕๕ ท่ชี วนแตไ่ ม่มีการพาไป จึงไม่เปน็ การพราก

ฎีกาท่ี ๗๖๗๓/๒๕๕๑ ฎ.๑๗๔๖ ผู้เสียหายท่ี ๑ อายุ ๑๒ ปีเศษ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดา
มารดาเลิกร้างกัน พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายท่ี ๒ ซึ่งเป็นมารดา ผู้เสียหายท่ี ๑ จึงอยู่ภายใต้อานาจ
ปกครองของผู้เสียหายที่ ๒ จาเลยเคยแอบปีนหน้าต่างห้องนอนเข้าไปกระทาอนาจารและกระทา
ชาเราผู้เสียหายที่ ๑ ในบ้านของผู้เสยี หายท่ี ๒ ในเวลาวิกาลมาแล้วหลายคร้ัง ได้นัดให้ผู้เสียหายที่ ๑
ซึ่งพบกันขณะผู้เสียหายท่ี ๑ ไปส่งเพ่ือน ให้ไปพบจาเลยที่โรงเรียนแล้วพาผู้เสียหายท่ี ๑ ไปกระทา
ชาเราที่ข้างอาคารเรียน แม้ผู้เสียหายท่ี ๑ จะสมัครใจไปกับจาเลย ก็เป็นการล่วงละเมิดอานาจ
ปกครองของผู้เสียหายท่ี ๒ และเป็นการกระทาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นความผิดฐานพราก
เด็กอายยุ ังไมเ่ กนิ ๑๕ ปี ไปเสยี จากบิดามารดาตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

จาเลยนั่งด่ืมสุรากบั เพื่อนอยู่ทีบ่ า้ น ว. อยู่ก่อน ผเู้ สียหายท่ี ๑ ไปที่บา้ น ว. และไปเข้าห้องน้า
หลังบ้าน ว. เอง โดยจาเลยไม่ได้นัดแนะหรือบอกให้ผู้เสียหายท่ี ๑ ทาเช่นน้ัน จาเลยเพียงแต่ฉวย
โอกาสลุกจากวงสุราตามเข้าไปขอกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑ ในห้องน้าดังกล่าวโดยผู้เสียหายท่ี ๑
ยินยอม เสร็จแล้วจาเลยก็ออกจากห้องน้ากลับไปน่ังดื่มสุราต่อ โดยไม่ได้กระทาการอ่ืนใดแก่
ผู้เสียหายท่ี ๑ อีก จาเลยมุ่งที่จะกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑ เพียงอย่างเดียว มิได้มีเจตนาที่จะล่วง
ละเมิดอานาจปกครองผู้เสียหายที่ ๒ การกระทาของจาเลยในสว่ นน้ีจึงไมเ่ ป็นความผดิ ฐานพรากเด็ก
อายุยังไม่เกิน ๑๕ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา
๓๑๗ วรรคสาม
ข้อสังเกต ตอนแรกผู้เสียหายที่ ๑ สมัครใจไปกับจาเลย แล้วมีการพาผู้เสียหายที่ ๑ ไป จึงเป็นการ
พราก แต่ตอนหลังผู้เสียหายที่ ๑ ไปบา้ น ว. และไปเข้าห้องนา้ หลังบ้าน ว. เอง โดยจาเลยไม่ได้พาไป

368

จึงไมเ่ ป็นการพราก
ฎีกาท่ี ๔๐๓๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๓๒ ความผิดฐานพรากเด็กตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗

วรรคหน่ึง น้ัน เป็นการกระทาต่ออานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก
จาเลยท่ี ๑ รู้ดีว่าผู้เสยี หายยังเปน็ เด็กอยู่และไม่สามารถตดั สนิ ใจอยู่กินฉันสามภี รยิ ากบั จาเลยที่ ๑ ได้
ดว้ ยตนเอง ซึ่งเป็นเร่ืองสาคัญอย่างหน่ึงในการดาเนินชีวติ คู่ ในกรณีน้ีสมควรได้รบั อนุญาตหรือความ
ยินยอมจากมารดาหรือยายของผู้เสียหายก่อน ทั้งมารดาและยายของผู้เสียหายมิได้อนุญาตหรือให้
ความยนิ ยอม ประกอบกับผู้เสียหายยังไม่สามารถทาการสมรสไดต้ ามกฎหมาย เว้นแต่ศาลจะมีคาสั่ง
อนุญาตอีกดว้ ย ดังน้ัน การท่ีจาเลยที่ ๑ พาผู้เสียหายไปอยู่กนิ ฉันสามีภรยิ ากันโดยผู้เสียหายสมัครใจ
น้ัน จึงเป็นการกระทาต่ออานาจปกครองของมารดาและยายของผู้เสียหายโดยตรงและไม่มีเหตุ
อนั สมควรกระทาได้ โดยผลของการกระทาของจาเลยที่ ๑ จงึ เป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบหา้ ปี
ไปเสยี จากมารดาหรอื ผปู้ กครอง โดยปราศจากเหตอุ นั สมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคหนงึ่
ข้อสังเกต หากมารดาหรือยายผู้เสียหายยอม จาเลยไม่ผิดมาตรา ๓๑๗ วรรคหน่ึง แต่ก็ผิดมาตรา
๒๗๗ วรรคหนงึ่ เพียงกรรมเดียว

ฎีกาท่ี ๒๖๗๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๒๙ จาเลยมีอาชีพขับรถรับส่งเด็กนักเรียน ขณะที่
เด็กหญิงผู้เสียหายเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จาเลยทาอนาจารผู้เสียหายโดยใช้มือลูบคลาที่
อวัยวะสืบพันธุ์และจับหน้าอกผู้เสียหาย จาเลยจึงมีความผิดฐานกระทาอนาจารเด็กอายุยังไม่เกิน
๑๕ ปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก

ขณะทีจ่ าเลยขับรถพาผ้เู สยี หายและเด็กนักเรียนอื่นกลับบ้านได้แวะท่ีอาคารหลังหนึ่งให้เด็ก
นกั เรียนอ่ืนลงไปซื้อขนม ผู้เสียหายจะลงไปด้วย แต่จาเลยไม่ให้ลงโดยบอกให้ผู้เสียหายฝากคนอ่ืนไป
ซ้อื ขนมแทน แลว้ จาเลยนาตัวผเู้ สียหายให้นอนราบกับเบาะ ใช้มอื กดตัวผ้เู สียหายไมใ่ ห้ลุกข้ึน แล้วได้
กระทาชาเราผู้เสียหาย หลังจากครั้งน้ีแล้วจาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายอีกหลายคร้ัง จนกระท่ัง
ผู้เสียหายเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๓ โดยนอกจากกระทาชาเราในรถซึ่งแวะจอดท่ีอาคาร
ดังกลา่ วแล้วจาเลยยังพาผู้เสียหายเข้าไปในบ้านร้างแถวสุขุมวิทแล้วกระทาชาเราผู้เสียหาย จาเลยจึง
มีความผิดฐานกระทาชาเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗
วรรคแรก

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพ่ือการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก คาว่า "พราก"
หมายความว่า พาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล จะกระทาโดยวิธีใดก็ได้ ไม่มีข้อจากัด ไม่
ต้องใช้กาลังหรืออุบาย ดังนั้น ไม่ว่าการพาไปเพ่ือร่วมประเวณีจะอยู่ในเส้นทางหรือนอกเส้นทาง
รบั สง่ ผเู้ สยี หายไปกลับจากโรงเรยี นก็ยอ่ มเปน็ ความผดิ ฐานพรากผเู้ ยาวเ์ พื่อการอนาจารแลว้

369

ไมเ่ ปน็ การพราก

ฎีกาท่ี ๗๓๘๐/๒๕๖๐ ฎ.๑๗๖๑ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ อยู่ท่ีบ้านของ ส. ก่อนแล้ว
หลังจากน้ัน ร. พาจาเลยกับพวกไปที่บ้านของ ส. โดยจาเลยไม่เคยรู้จักผู้เสียหายที่ ๑ มาก่อน และ
จาเลยกับพวกไมไ่ ด้นดั แนะหรือบอกให้ผ้เู สียหายที่ ๑ มาที่บ้าน แม้ต่อมา ร. กระทาชาเราผู้เสียหายท่ี
๑ ท่ีบ้าน การกระทาของจาเลยหรือพวกของจาเลยกห็ าเป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองผู้เสียหาย
ท่ี ๒ ไม่ การกระทาของจาเลยจึงไมเ่ ปน็ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม

ฎีกาท่ี ๙๔/๒๕๖๐ ฎ.๑๑๑๑ ม. ชักชวนผูเ้ สียหายที่ ๑ ไปที่บ้านของจาเลย โดยจาเลยไมไ่ ด้
มีส่วนเก่ียวข้อง แม้จาเลยกระทาอนาจารผู้เสียหายที่ ๑ โดยชวนผู้เสียหายท่ี ๑ เข้าไปในห้องนอน
ภายในบ้านของจาเลย ก็ถือไม่ได้ว่าจาเลยกระทาการอันเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไป
เสียจากผู้เสียหายท่ี ๒ ซ่ึงเป็นมารดาของผู้เสียหายท่ี ๑ หรือมีการกระทาอันเป็นการกระทบ
กระเทือนหรือรบกวนต่ออานาจปกครองหรือสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายของผู้เสียหายที่ ๒ อันจะเป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก เพราะผู้เสียหายท่ี ๑ ซึ่งมีอายุ ๑๔ ปี แล้ว ย่อมมีอิสระ
ตดั สินใจได้เองตามสมควรจะเข้าไปในห้องนอนของจาเลยหรือไม่ มิใช่ว่าไม่ว่าผู้ใดชวนผู้เสยี หายท่ี ๑
ไปท่ีใดหรือเข้าไปภายในหรือบริเวณใดของบ้านหรือสถานท่ีธรรมดาท่ัวไปก็ต้องขอหรือกลับไป
ขอความยินยอมจากผู้เสียหายท่ี ๒ ทุกคร้ังไป เมื่อการกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิดตามมาตรา
๓๑๗ วรรคแรก แล้วก็ไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทาเพ่ือการอนาจารอันจะเป็นความผิดตาม
มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม หรอื ไม่
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีแม้จาเลยชวนผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปในห้องนอน แต่ไม่ได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่
ห้องนอน จึงไมเ่ ป็นการพราก

ฎีกาท่ี ๑๒๐๑/๒๕๕๙ ฎ.๓๔๘ จาเลยพบผู้เสียหายท่ี ๑ ซ่ึงเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี
ในหอ้ งน้าของห้างสรรพสินค้า แล้วจาเลยกระทาชาเราผ้เู สียหายท่ี ๑ กบั ถอดกางเกงของผเู้ สียหายที่
๑ ออกภายในห้องน้าแยกแต่ละคน โดยจาเลยไม่ได้พาผู้เสียหายท่ี ๑ ไปท่ีอื่น ยังไม่เข้าลักษณะพา
หรือแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทาให้ความปกครองดูแล ของผู้ปกครอง
เด็กถกู รบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ การกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุ
ยังไม่เกนิ สบิ ห้าปไี ปเสยี จากมารดาผูป้ กครองเพ่ือการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗

จาเลยโทรศัพท์ให้ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปพบท่ีร้านค้าใน
หา้ งสรรพสินค้า แตผ่ ู้เสียหายที่ ๑ ยอมไปพบจาเลยเพราะตัง้ ใจจะไปลบคลิปวิดีโอ แสดงว่าผ้เู สียหาย
ท่ี ๑ ไปพบจาเลยด้วยความเต็มใจของผู้เสียหายที่ ๑ เอง ไม่ได้ไปตามคาชักชวนของจาเลย
ทั้งหลังจากที่ผู้เสียหายที่ ๑ กับจาเลยพูดคุยกันแล้ว ผู้เสียหายท่ี ๑ ไปเข้าห้องน้าโดยจาเลยไม่ได้
หน่วงเหน่ียวผู้เสียหายที่ ๑ ไว้ แสดงว่าผู้เสียหายท่ี ๑ มีอิสระที่จะไปไหนก็ได้ เมื่อผู้เสียหายที่ ๑
ไปห้องน้า จาเลยเป็นฝ่ายที่ตามผู้เสียหายท่ี ๑ ไปเอง แม้จาเลยจะผลักผู้เสียหายเข้าห้องน้าแยก
แตล่ ะคนก็ตาม แต่การกระทาของจาเลยก็ยังไม่เข้าลักษณะพาหรอื แยกเดก็ ไปจากความปกครองดแู ล
ของผู้ปกครองเด็กอันทาให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน

370

สทิ ธิ อนั เป็นพรากผู้เสียหายที่ ๑ ไปเสียจากผู้เสียหายที่ ๒ เพ่ือการอนาจาร จาเลยไม่มีความผิดฐาน
พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปไี ปเสยี จากมารดาผปู้ กครองเพอื่ การอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗

จาเลยผลักผู้เสียหายท่ี ๑ เข้าไปในห้องน้าแล้วถอดกางเกงนักเรียนของผู้เสียหายที่ ๑ ออก
จนเหลือแต่กางเกงช้ันใน ยอ่ มทาให้ผเู้ สียหายที่ ๑ เกดิ ความอับอาย เพราะมิใชว่ ิสยั ของคนท่วั ไปทจี่ ะ
เปลือยกายหรือสวมใส่เฉพาะกางเกงช้ันในให้บคุ คลท่ีมิไดส้ นิทสนมพบเห็น แม้จาเลยยงั ไมไ่ ด้แตะเน้ือ
ตวั รา่ งกายของผเู้ สียหายท่ี ๑ การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาท่ีไม่สมควรในทางเพศแล้ว จาเลย
มีความผิดฐานกระทาอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กาลัง
ประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง
ข้อสังเกต การท่ีจาเลยผลักผู้เสียหายที่ ๑ เข้าห้องน้า น่าจะเป็นการพาผู้เสียหายท่ี ๑ อันเป็นการ
พรากแล้ว เพราะการผลักผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปน่าจะร้ายแรงยิ่งกว่าการพาผู้เสียหายท่ี ๑ ไปเสียอีก
ซ่ึงลองเปรียบเทียบฎีกาที่ ๓๔๑๙/๒๕๕๙ ฎ.๘๓๒ จาเลยดึงแขนผู้เสียหายท่ี ๑ ข้ึนบ้านและข่มขืน
กระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑ เป็นความผิดฐานพรากเด็ก ถ้าออกข้อสอบเร่ืองนี้ก็จะเป็นหน่ึงในสอง
หรือสามประเด็น บางคร้ังต้องปล่อยวางอย่าไปคิดมาก เพราะทาได้คะแนนร้อยละ ๕๐ ก็สอบผ่าน
แลว้

ฎีกาท่ี ๑๑๗๔/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๒๗ ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม
ป.อ. มาตรา ๓๑๗ กฎหมายมุ่งคุ้มครองอานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล แต่
กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทาท่ีเป็นการพรากซ่ึงหมายถึงการพาไปเสีย
ประกอบด้วย เมื่อก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ ไปดื่มเบียร์กับ ส. ภริยาจาเลยจนเมาไม่ได้สติ ส. พา
ผู้เสียหายที่ ๑ กลับไปส่งท่ีบา้ น แต่ ด. ยายของผู้เสยี หายท่ี ๑ ให้ ส. พาผู้เสียหายท่ี ๑ กลับไปเพราะ
เกรงว่าผู้เสียหายท่ี ๑ จะถูกลงโทษ ส. จึงพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปนอนท่ีแคร่หน้าห้องนอนของจาเลย
และ ส. เมื่อจาเลยกลับถึงบ้านเห็นผู้เสียหายท่ี ๑ นอนหลบั อยู่บนแคร่จึงกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๑
จาเลยจึงมิไดก้ ระทาการอันเปน็ การพรากผเู้ สียหายท่ี ๑ ไปเสียจากผู้ดูแล คงมีแต่เจตนากระทาชาเรา
ผู้เสียหายท่ี ๑ เท่านั้น แม้หลังจากจาเลยกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑ ท่ีแคร่แล้ว จาเลยจะอุ้ม
ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าไปกระทาชาเราในห้องนอนของบุตรสาวจาเลยซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันอีก ๒ คร้ัง
ก็ไมเ่ ป็นการกระทาท่ีเป็นการพรากตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เพราะมิได้พาผเู้ สียหายท่ี ๑
ไปที่อ่ืนอีก และถือไม่ได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายท่ี ๑ ซ่ึงเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการ
อนาจารดว้ ย

ฎกี าท่ี ๑๓๙๘๗/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๑๗ คาว่า “พราก” ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยัง
ไม่เกิบสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๗ มีความหมายว่า พาไปหรือแยกเดก็ ออกจากอานาจปกครองดูแล ทาให้อานาจปกครอง
ดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา
ผู้ปกครอง หรือผู้ดแู ลเดก็ ไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอานาจปกครองดูแลของบิดามารดา
ผปู้ กครอง หรอื ผู้ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะกระทาด้วยวิธีใด ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ระหวา่ งที่ผู้เสียหายที่ ๑

371

(อายุ ๘ ปีเศษ) กับพวกเดินผ่านบ้านจาเลยและเห็นจาเลยยืนอยู่ในบ้าน จึงชวนกันเข้าไปในบ้าน
จาเลยเพ่ือขอเงินโดยไม่ปรากฏว่าจาเลยได้นัดแนะหรือเรียกให้ผู้เสียหายท่ี ๑ กับพวกเข้าไปในบ้าน
จาเลยเพียงฉวยโอกาสบอกให้ผู้เสียหายท่ี ๑ กับพวกถอดเส้ือผ้าและเต้นอะโกโก้ในท่าทางย่ัวยวน
แล้วภายหลงั จาเลยได้กระทาชาเราผูเ้ สยี หายท่ี ๑ โดยท่ีจาเลยไม่ไดพ้ าผูเ้ สียหายท่ี ๑ ไปยังสถานที่อ่ืน
หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกสวมใส่เสื้อผา้ แล้วพากันเดินออกจากบ้านจาเลย โดยไม่ปรากฏว่า
จาเลยได้หน่วงเหน่ียวกักขังหรือกระทาการอ่ืนใดแก่ผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกอีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
ขณะผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกอยู่ที่บ้านจาเลยน้ันผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกมีอิสระในการกระทาการใดได้
โดยไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจาเลย เห็นได้ว่าจาเลยมีเจตนามุ่งท่ีจะกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑
เพียงอย่างเดียว โดยมิได้เจตนาจะล่วงละเมิดอานาจปกครองของผู้เสียหายท่ี ๒ การกระทาของ
จาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือ
ผู้ดูแลเพือ่ การอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

ฎีกาที่ ๑๑๑๙๖/๒๕๕๕ ฎ.๒๓๕๔ การพรากเป็นคนละอย่างกับการพูดชักชวน และการ
พรากมีความหมายคนละอย่างกับการพูดและไม่ใช่การพูด หากจาเลยพูดแต่ไม่ได้พรากหรือพา
ผู้เสียหายไป จาเลยย่อมไม่ผิดฐานพรากผู้เยาว์ เพราะการพรากผู้เยาว์จะต้องมีการกระทาท่ียิ่งกว่า
การพูดชักชวน เนือ่ งจากการพูดชักชวนเด็กหรือผเู้ ยาว์ตัดสนิ ใจไม่ไปตามท่ีพูดชักชวนได้ จนกว่าจะมี
การพาเด็กหรือผู้เยาว์ไปตามทิศทางที่พูดชักชวนไว้ จึงจะมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้ การท่ีจาเลย
พูดชักชวนผู้เสียหายท่ี ๑ จนผู้เสียหายที่ ๑ ใจอ่อนยอมมาหาจาเลยเองโดยจาเลยไม่ได้ไปรับหรอื พา
ผู้เสียหายท่ี ๑ ออกมาจากบ้าน การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๗
ข้อสังเกต ฎีกาขณะนี้การพรากต้องมีการพาไปด้วย หากชวนจนผู้เสียหายที่ ๑ มาหาจาเลยเอง แต่
ไม่มีการพาไป กจ็ ะไม่เปน็ การพราก

ฎกี าท่ี ๔๙๔๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๓๐ จาเลยเพยี งแต่พาผเู้ สียหายที่ ๑ ไปท่ีโรงครัวและ
ห้องน้าภายในวัด ศ. ที่ผู้เสียหายท่ี ๑ เล่นชิงช้าอยู่เพ่ือกระทาอนาจาร เมื่อจาเลยกระทาอนาจาร
ผูเ้ สยี หายท่ี ๑ แลว้ ส. มาเรยี ก จาเลยก็ปล่อยผู้เสยี หายท่ี ๑ กลบั ไปโดยดี โดยมิได้มกี ารหนว่ งเหนี่ยว
กักขังผู้เสียหายท่ี ๑ แต่อย่างใด การท่ีจะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก
บิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจาก
ความปกครองดูแล ทาให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูก
กระทบกระเทอื น ซ่งึ คาว่า “พราก” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฯ หมายความว่า จากไป
พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังน้ัน การกระทาของจาเลยดังกล่าวยังไม่เข้า
ลักษณะพาหรือแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็ก อันทาใหค้ วามปกครองดูแลของ
ผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรอื ถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จงึ ไมเ่ ป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน
สบิ ห้าปไี ปเสียจากบิดามารดา หรือผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม
ข้อสังเกต ฎีกาน้ีมีการพาไป แต่ไม่เป็นการพราก เพราะยังไม่เข้าลักษณะพาหรือแยกเด็กไปจาก

372

ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็ก ผู้แต่งอ่านแล้วยังหาความแตกต่างจากฎีกาที่ ๒๒๘๔๐-
๒๒๘๔๑/๒๕๕๕ ไมไ่ ด้

ฎีกาที่ ๑๒๑๒๓/๒๕๕๔ ฎ.๒๔๘๘ ผู้เสียหายทั้งสองเป็นญาติกับจาเลย บ้านของผู้เสียหาย
ที่ ๑ และบ้านจาเลยอยู่ติดกัน ผู้เสียหายท่ี ๒ พักอยู่อาศัยกับผู้เสียหายท่ี ๑ ได้ไปท่ีบ้านจาเลยเป็น
ประจาเพ่ือให้ ธ. บุตรของจาเลยสอนการบ้าน จาเลยฉวยโอกาสท่ีผู้เสียหายท่ี ๒ มาที่บ้านจาเลย
เพ่ือให้ ธ. สอนการบ้านตามปกติในวันเกิดเหตุ เมื่อ ธ. สอนการบ้านเสร็จแล้ว จาเลยบอกให้ ธ. ออก
จากบ้าน จากน้ันจาเลยได้เรียกผู้เสียหายที่ ๒ เข้าไปในห้องแล้วพยายามกระทาชาเราและกระทา
อนาจารผู้เสียหายที่ ๒ เช่นนี้ ยงั ถือไม่ไดว้ ่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปจากบิดามารดา
อันเปน็ ความผิดตามตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

ฎีกาท่ี ๕๕๔๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘. น.๑๔๘ ขณะที่จาเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหาย
ที่ ๑ นั่งซอ้ นทา้ ยไปเท่ียวทหี่ าดทรายแกว้ ผู้เสยี หายท่ี ๒ ซึง่ เป็นบิดาผเู้ สยี หายท่ี ๑ ก็อยบู่ รเิ วณใกล้ ๆ
น้ันด้วย หลังจากน้ัน ๒ ถึง ๓ วัน ผู้เสียหายท่ี ๒ ไปขอร้องให้ น. พาไปพูดกับบิดามารดาจาเลยว่า
ยอมจะรับเลี้ยงดผู ู้เสียหายที่ ๑ เป็นสะใภ้หรือไม่ เมื่อบิดามารดาจาเลยบอกว่าจะรับเล้ียงดผู ู้เสียหาย
ที่ ๑ เหมอื นบุตรสะใภ้ ผู้เสยี หายท่ี ๒ กพ็ อใจโดยไมม่ ีการเรียกสินสอดแตอ่ ยา่ งใด ต่อมา ๒ ถึง ๓ วัน
ผเู้ สียหายที่ ๒ ไปขอให้ น. ไปพูดกับบิดามารดาจาเลยว่าให้ทาพิธีสมรส แต่บิดามารดาจาเลยบอกว่า
ให้รอไว้ก่อน ผู้เสียหายที่ ๒ รู้เร่ืองดังกล่าวแล้ว ก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ตามพฤติการณ์ของ
ผ้เู สียหายที่ ๒ ดงั กล่าวเชอื่ ได้วา่ จาเลยพาผู้เสียหายท่ี ๑ ไปที่บ้านจาเลยและกระทาชาเราผู้เสียหายที่
๑ โดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ ๑ และโดยความรู้เห็นยินยอมของผู้เสียหายที่ ๒ การกระทา
ของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจาก
เหตุอนั สมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม
ข้อสงั เกต ฎีกาน้ตี ามพฤตกิ ารณบ์ ดิ าของเดก็ ยอมให้พาไป จึงไมเ่ ป็นการพรากเดก็

ฎีกาที่ ๕๖๑๙/๒๕๕๒ ฎ.๑๘๙๑ คดีน้ีคนร้าย ๔ คน ได้พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน
๑๕ ปี ไปข่มขืนกระทาชาเรา หลังจากน้ันคนร้าย ๒ คน ได้พาผู้เสียหายน่ังรถจักรยานยนต์ไปท่ีบ้าน
หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องพักของจาเลย แล้วคนร้าย ๒ คนน้ันได้ข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายอีกรอบ
จากน้ันจึงให้จาเลยมาข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยไม่ปรากฏว่าจาเลยมีส่วน
รว่ มหรือรูเ้ ห็นในการทีค่ นร้าย ๔ คน ไดพ้ รากผู้เสียหายไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารต้ังแต่แรก
แต่ประการใด จาเลยเป็นเพียงเจ้าของห้องพักท่ีเกิดเหตุซึ่งยินยอมให้พวกนาผู้เสียหายมาใช้ห้องพัก
เป็นสถานที่หลับนอนและข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย โดยมิได้มีการพรากผู้เสียหายไปยังที่อื่น ๆ
อกี จาเลยจึงมิใช่ตัวการร่วมหรือผู้สนบั สนุนในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสบิ ห้าปไี ปเสียจาก
บิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม คงมีความผิดเพียงตามมาตรา ๒๗๗
วรรคสาม

373

เพื่อการอนาจารหรือไม่

ฎีกาท่ี ๗๖๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๗๖ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗
ถึงมาตรา ๓๑๙ กฎหมายมุ่งคุ้มครองอานาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล มิใช่ตัว
ผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพ่ือมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทาการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่อ
อานาจปกครองไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยปริยาย นอกจากนี้กฎหมายมิได้จากัดว่าพรากโดยวิธีการใด
และไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านไปเองหรือโดยมีผู้ชักนา ก็ย่อมเป็นความผิดท้ังส้ิน การท่ี
ผู้เยาว์เป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปหาจาเลย จาเลยมาพบแล้วพาผู้เยาว์ไปอยู่กับจาเลยท่ีบ้านเช่าท่ี
กรุงเทพมหานคร และพาผู้เยาว์ไปอยู่กับจาเลยที่จังหวัดระยอง ระหว่างอยู่ด้วยกันจาเลยร่วม
ประเวณีกับผู้เยาวโ์ ดยมิได้รับอนญุ าตหรือความยินยอมจากโจทก์รว่ มท้ังสองซึ่งเป็นบดิ ามารดาผ้เู ยาว์
แม้ผู้เยาว์จะสมัครใจร่วมประเวณีกับจาเลย ก็ย่อมทาให้อานาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ถูกพรากจาก
ไปโดยปริยาย เมื่อจาเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่กินกับจาเลย จาเลยก็มิได้พาผู้เยาว์ไปพบบิดามารดาหรือ
ญาติผู้ใหญ่ของจาเลยเพ่ือแจ้งให้ทราบว่า ผู้เยาว์เป็นภริยาของตนประสงค์จะอยูก่ ินฉันสามีภรยิ า ท้ัง
เมื่อจาเลยทราบว่าผู้เยาว์ต้ังครรภ์ก็ไม่ปรากฏว่าจาเลยได้พาผู้เยาว์ไปฝากครรภ์ และเมื่อโจทก์ร่วม
ท้ังสองพาผู้เยาว์กลับมาบ้าน จาเลยก็มิได้นาญาติผู้ใหญ่ฝ่ายจาเลยมาติดต่อสู่ขอผู้เยาว์และจัดงาน
แต่งงานกับผู้เยาว์ตามประเพณีทั้งที่ทราบว่าผู้เยาว์กาลังมีบุตรกับจาเลย จนโจทก์ร่วมท่ี ๒ ต้องพา
ผู้เยาว์ไปทาแท้ง แสดงให้เห็นว่าจาเลยมิได้มีเจตนาท่ีจะอยู่กินกับผู้เยาว์ฉันสามีภริยาจริง ทั้งท่ี
ขณะนั้นจาเลยได้เลิกกับภริยาท่ีมิได้จดทะเบียนสมรสแล้ว การกระทาของจาเลยจึงเป็นการพราก
ผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาเพ่ือการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๙
วรรคแรก

ฎกี าท่ี ๗๓๖๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๖ ขณะทจ่ี าเลยพาผเู้ สียหายที่ ๑ ไปกระทาชาเราท้ัง
๕ คร้ังนั้น จาเลยมีเจตนาเพียงเพ่ือสาเร็จความใคร่ของตนเองเท่านั้น มิได้ประสงค์จะยกย่องหรือ
เลย้ี งดูผูเ้ สียหายท่ี ๑ เป็นภริยาแต่อย่างใด จงึ ต้องถือว่าเป็นการพรากเพ่ือการอนาจาร ข้อเท็จจริงรับ
ฟังไดว้ า่ จาเลยกระทาความผิดตามฟอ้ ง โดยศาลชน้ั ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา
๓๑๗ วรรคสาม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การท่ีจาเลยยังไม่มีภริยาจึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดู
ผู้เสียหายท่ี ๑ ฉันสามีภริยาได้ ทั้งต่อมาผู้เสียหายที่ ๑ กับจาเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและมี
บุตรด้วยกัน ย่อมเป็นเคร่ืองชี้เจตนาของจาเลยว่าประสงค์จะเล้ียงดูผู้เสียหายท่ี ๑ เป็นภริยา
พฤติการณ์ของจาเลยจึงมิใช่เป็นการพรากเด็กไปเพ่ือการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม
พิพากษาแก้ว่าเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคแรกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทา
ความผิดอาญาต้องถือเจตนาขณะกระทาความผิด มิใช่พิจารณาจากเจตนาในภายหลังการกระทา
ความผิดแล้ว นอกจากนี้ยังปรากฏจากคาเบิกความของผู้เสียหายที่ ๒ ว่า ผู้เสียหายที่ ๒ บอกให้
ผู้เสียหายที่ ๑ นัดหมายจาเลยมาเจรจาสู่ขอแต่จาเลยไม่มา ผู้เสียหายท่ี ๒ ติดต่อไปหาจาเลย แต่
จาเลยบ่ายเบ่ียงไม่มาสู่ขอตามที่ตกลง ข้อเท็จจริงจึงคลาดเคล่ือนไม่อาจฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์
วินิจฉัย พิพากษาให้จาเลยมีความผิดตามฟ้องฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา

374

๓๑๗ วรรคสาม มิใชว่ รรคแรก
ฎีกาที่ ๓๗๑๘/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๘๔ วันเกิดเหตุจาเลยชวนผู้เสียหายท่ี ๒ ไปเที่ยวที่

อาเภอโนนดินแดง จงั หวัดบุรรี มั ย์ ผเู้ สียหายที่ ๒ ตกลงไปและไดช้ วน ส. ไปเป็นเพ่อื นดว้ ย ได้ไปเที่ยว
ท่ีเข่ือนลานางรองจนถึงเวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา จาเลยชวนไปเที่ยวต่อที่บ้านเพื่อนจาเลย
หลังจากน้ันก็ชวนกลับ แต่ผู้เสียหายที่ ๒ ไม่กล้ากลับบ้านเนื่องจากเป็นเวลาค่ามืดแล้วกลัวบิดา
มารดาดุด่าเฆ่ียนตี โดยจาเลยมิได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายท่ี ๒ ไปเท่ียวแต่ประการใด หากแต่
เป็นความยินยอมพร้อมใจที่จะไปเท่ียวกับจาเลย และ ส. ตามประสาวัยรุ่น แม้ต่อมาจะปรากฏว่า
จาเลยไดก้ ระทาชาเราผูเ้ สียหาย ก็เปน็ เร่ืองเกดิ เหตุภายหลงั โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยวางแผนมาแตแ่ รก
จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๔
วรรคแรก

ความผิดฐานพรากเด็กมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ความคุ้มครองอานาจปกครองของบิดามารดาท่ี
มีต่อเด็กมิให้ผู้ใดพรากไปเสียจากความปกครอง แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้เสียหายที่ ๒ และ ส.
จะเพียงชวนกันไปเท่ียวอันเป็นการที่ผู้เสียหายที่ ๒ เต็มใจไปกับจาเลยเองดังวินิจฉัยข้างต้น แต่
ผู้เสยี หายท่ี ๒ ยังไม่พ้นจากความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ ๑ และ ท. ผู้เป็นบิดามารดา ท่ีจาเลย
อ้างว่าผู้เสียหายท่ี ๒ ไม่ยอมกลับบ้านท้ัง ๆ ท่ีจาเลยชวนกลับแล้วนั้น จาเลยก็หามีสิทธิท่ีจะพา
ผู้เสียหายท่ี ๒ ไปเสียจากความปกครองของผู้เสียหายท่ี ๑ และ ท. ไม่ ทั้งยังปรากฏพฤติการณ์ที่
จาเลยพาผูเ้ สียหายท่ี ๒ ไปยงั สถานทีต่ ่าง ๆ ก็มลี กั ษณะเป็นการหลบซ่อนเพอื่ มิใหผ้ เู้ สียหายท่ี ๑ ตาม
ไปพบผู้เสียหายที่ ๒ อันเป็นข้อพิรุธในการกระทาของจาเลย จาเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ ๒ ตลอดมา
แล้วจาเลยยังได้กระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๒ อีกด้วย เมื่อผู้เสียหายท่ี ๒ กับจาเลยมิได้มีความรักใคร่
กันทางชู้สาวมาก่อน และจาเลยก็ไม่มีเจตนาจะแต่งงานอยู่กินหรือเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ ๒ แต่อย่างใด
การกระทาของจาเลยถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพ่ือการ
อนาจาร อนั เปน็ ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

ฎีกาท่ี ๑๒๕๘/๒๕๔๒ ฎ.ส.ล.๕ น.๘๖ ป.อ. มาตรา ๓๑๗ มิได้จากัดวา่ การพรากเดก็ จะต้อง
กระทาโดยวิธีการอย่างใด แม้เด็กจะมีรูปร่างใหญ่โต แต่อายุไม่เกิน ๑๕ ปี และเด็กเต็มใจไปด้วยก็
ตาม ก็เป็นความผิด และต้องเป็นการกระทาโดยปราศจากเหตุอันสมควร การท่ีเด็กอยู่ในความ
อุปการะเลยี้ งดูและให้การศึกษาของบิดามารดา โดยบิดามารดามอี านาจปกครองและมีสิทธกิ าหนดที่
อยขู่ องบุตรนั้น เม่ือจาเลยพาเด็กไปถือเป็นการกระทาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเป็นความผิดตาม
มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก แล้ว ส่วนการที่จาเลยกับผู้เสียหายรักกันด้วยความสุจริตใจต่างมีเจตนาอยู่
กินด้วยกันฉันสามีภริยา การกระทาของจาเลยขาดเจตนาเพื่อการอนาจาร จึงไม่เป็นความผิดตาม
มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

375

ความผดิ ตอ่ ชวี ติ ร่างกาย

ข้อ ๖๔ คาถาม นายเยี่ยมเชิญพันตารวจเอกยอดหัวหน้าสถานีตารวจไปร่วมงานเลี้ยง
ข้ึนบ้านใหม่ของนายเย่ียมและขอให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยด้วยเพราะได้จัดให้มีการร่ื นเริงในงาน
พันตารวจเอกยอดได้ไปร่วมงานเลี้ยงของนายเยี่ยม นายแย่ไปงานเล้ียงบ้านนายเยี่ยมด้วยโดยนา
อาวธุ ปืนท่ียืมมาจากนายยุ่งเพอ่ื จะนาไปใช้ยิงพันตารวจเอกยอดเพราะเจบ็ ใจท่ีมาแย่งกก๊ิ ของตน เม่ือ
นายแย่พบพันตารวจเอกยอดในงานเล้ียงบ้านนายเย่ียมโดยบังเอิญ นายแย่จึงใช้อาวุธปืนดังกล่าว
ยิงพันตารวจเอกยอดทันทีท่ีเห็นหน้า กระสุนไม่ถูกพันตารวจเอกยอด แต่พันตารวจเอกยอดได้ยิน
เสยี งปนื จงึ ตกใจจนถงึ แก่ความตาย

ใหว้ นิ จิ ฉัยวา่ นายแยม่ ีความรบั ผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด
คาตอบ แม้นายเยี่ยมจะเชิญพันตารวจเอกยอดไปร่วมงานเล้ียงในฐานะเป็นหัวหน้าสถานี
ตารวจเพ่ือให้ช่วยดูแลความเรียบร้อย ก็เป็นการเชิญไปร่วมงานในฐานะส่วนตัว พันตารวจเอก
ยอดไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าท่ีรักษาความสงบภายในงานตามอานาจหน้าท่ีของเจ้าพนักงานตารวจ
แม้นายเย่ียมขอให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยน้ัน นายเย่ียมเพียงต้องการให้ผู้ร่วมงานเกรงใจ
พันตารวจเอกยอดซึ่งมีตาแหน่งเป็นหัวหน้าสถานีตารวจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนเท่านั้น การที่
นายแย่ยิงพนั ตารวจเอกยอดจงึ ไม่ใชก่ ารฆ่าเจ้าพนกั งานซึ่งกระทาการตามหนา้ ท่ี (ฎีกาท่ี ๑๑๗๒๐/
๒๕๕๔) นายแยจ่ ึงไม่มีความผิดฐานฆา่ เจ้าพนกั งาน
แต่การทนี่ ายแย่นาอาวธุ ปืนของนายยุ่งไปเพอื่ นาไปใช้ยิงพันตารวจเอกยอด แม้นายแย่ได้พบ
พันตารวจเอกยอดในงานเลี้ยงโดยบงั เอิญซง่ึ นายแยม่ ไิ ด้ตระเตรยี มการไว้ก่อน แลว้ นายแยใ่ ช้อาวุธปืน
ดังกล่าวยิงพันตารวจเอกยอดทันที แต่เป็นการตระเตรียมการที่จะใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง
พนั ตารวจเอกยอดตามแต่โอกาสจะอานวย การกระทาความผิดของนายแย่จึงเป็นการกระทาโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อน (ฎกี าท่ี ๓๓๖๖/๒๕๕๕)
แม้กระสุนไม่ถูกพันตารวจเอกยอด แต่พันตารวจเอกยอดได้ยินเสียงปืนจึงตกใจจนถึงแก่
ความตาย จึงต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลต่อไปตามหลักผลโดยตรงท่ีว่า
ถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทานั้น แม้จะมีเหตุอื่นประกอบด้วยก็ตาม กรณีนี้
หากนายแย่ไม่ยิงปืนพันตารวจเอกยอดกจ็ ะไมต่ กใจจนถึงแกค่ วามตาย ความตายของพันตารวจเอก
ยอดเป็นผลโดยตรงจากการกระทาของนายแย่ และไม่มีเหตุแทรกแซง นายแย่ต้องรับผิดในผล
คือความตายของพันตารวจเอกยอด นายแย่จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อน่ื โดยไตรต่ รองไวก้ อ่ น
การที่นายแย่พกปืนไปงานเล้ียงบ้านนายเยี่ยมและใช้ปืนยิงพันตารวจเอกยอด เป็นการพา
อาวุธไปในชุมนุมชนท่ีได้จัดให้มีข้ึนเพ่ือการร่ืนเริงตามมาตรา ๓๗๑ และเป็นการยิงปืนซ่ึงใช้ดิน
ระเบิดโดยใชเ่ หตุในท่ีชุมนุมชนตามมาตรา ๓๗๖ ด้วย
ฎีกาท่ี ๑๑๗๒๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๙๑ วนั เกิดเหตุผูต้ ายไดไ้ ปร่วมงานเล้ยี งข้ึนบ้านใหม่
ของ ส. แม้ ส. จะเชิญผู้ตายไปร่วมงานในฐานะผู้ตายเป็นหัวหน้าสถานีตารวจเพื่อให้ช่วยดูแลความ
เรยี บร้อย กเ็ ปน็ การเชิญไปรว่ มงานในฐานะส่วนตัว ไมใ่ ชผ่ ู้ตายไปปฏบิ ัตหิ น้าที่รักษาความสงบภายใน

376

งานตามอานาจหน้าท่ีของเจ้าพนักงานตารวจ ส่วนที่ ส. อ้างว่าเพ่ือให้ช่วยดูแลความเรียบร้อยนั้น
ส. เพียงต้องการให้ผู้ร่วมงานเกรงใจผู้ตายซึ่งมีตาแหน่งเป็นหัวหน้าสถานีตารวจไม่ให้ก่อความ
เดือดร้อนเทา่ น้ัน การกระทาของจาเลยทย่ี ิงผู้ตายจึงไมใ่ ช่การฆ่าเจา้ พนกั งานซง่ึ กระทาการตามหนา้ ที่

ฎีกาท่ี ๓๓๖๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๗๖ จาเลยนาอาวุธปืนของ ส. ไปเพ่ือนาไปใช้ยิง
ผู้เสียหาย แม้จาเลยได้พบผู้เสียหายในท่ีเกิดเหตุโดยจาเลยมิได้ตระเตรียมการไว้ก่อน แล้วจาเลย
เข้าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แต่เป็นการตระเตรียมการที่จะใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายตามแต่
โอกาสจะอานวย ความผดิ ของจาเลยจงึ เปน็ การกระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ข้อ ๖๕ คาถาม นายเก่งแค้นใจท่ีดาบตารวจเก๋ามาแย่งก๊ิกของตน วันหน่ึงดาบตารวจเก๋า
แต่งเครื่องแบบตารวจขับขี่รถจักรยานยนต์ตรวจท้องท่ีผ่านหน้าบ้านนายเก่ง นายเก่งเห็นเข้าจึงรีบ
เข้าบ้านไปหยิบลูกระเบิดขว้างใส่ดาบตารวจเก๋าโดยไม่ทันได้ถอดสลักนิรภัย ลูกระเบิดจึงไม่ระเบิด
แล้วนายเก่งก็หลบหนีไป ผลการตรวจพิสูจน์ลูกระเบิดว่าอยู่ในสภาพใช้การได้ หากเกิดระเบิดขึ้น
มีอานาจทาลายสังหารชวี ิตมนุษยไ์ ด้ ต่อมาดาบตารวจเก๋ากับพวกรว่ มกันจับนางก้อนในขอ้ หาร่วมกัน
จาหน่ายยาบ้าซ่ึงเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ขณะที่ดาบตารวจเก๋าเดินเท่ียวอยู่กับก๊ิก
นายกล้าสามีของนางก้อนพบดาบตารวจเก๋าโดยบังเอิญจึงใช้ปืนยิงดาบตารวจเก๋าถึงแก่ความตาย
เพราะแคน้ ทีจ่ ับภรรยาตน

ให้วินิจฉยั ว่า นายเก่งและนายกลา้ มีความผิดต่อชวี ิตหรอื ไม่เพยี งใด
คาตอบ การฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทาการตามหน้าที่ หมายความถึง เจ้าพนักงานกาลัง
กระทาการตามหน้าท่ีอยู่ในขณะท่ีถูกฆ่า แต่ไม่จาต้องถูกฆ่าเพราะเหตุท่ีกาลังกระทาตามหน้าท่ี
ดังน้ัน การที่นายเก่งขว้างลูกระเบิดใส่ดาบตารวจเก๋า แม้จะทาเพราะแค้นใจที่ดาบตารวจเก๋าจาก
เร่ืองส่วนตัว แต่นายเก่งฆ่าในขณะท่ีดาบตารวจเก๋าขับขี่รถจักรยานยนต์ตรวจท้องท่ีในเคร่ืองแบบ
ตารวจ ก็เปน็ การกระทาต่อเจ้าพนักงานซง่ึ กาลังกระทาการตามหน้าที่แลว้ (ฎกี าท่ี ๑๒๓๘/๒๕๑๕
และดูเพิ่มเติมในคาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ โดยศาสตราจารย์
จิตติ ติงศภัทิย์ ๒๕๕๓ หัวข้อ 1001 หน้า ๘๐ ถึง ๘๑) แม้ระเบิดที่ขว้างไม่ระเบิดเน่ืองจากยังไม่ได้
ถอดสลักนิรภัยซ่ึงอาจเป็นเพราะนายเก่งรีบร้อนเกินไป เม่ือผลการตรวจพิสูจน์ลูกระเบิดว่าอยู่ใน
สภาพใช้การได้ หากเกิดระเบิดข้ึนมีอานาจทาลายสังหารชีวิตมนุษย์ได้ การกระทาของนายเก่งเป็น
การลงมือกระทาความผิดไปตลอดแลว้ แตก่ ารกระทาไมบ่ รรลุผล จึงเป็นความผดิ ฐานพยายามฆ่า
เจ้าพนักงานซ่ึงกระทาการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒) ประกอบ
มาตรา ๘๐ (ฎกี าที่ ๙๒/๒๕๕๓)
การฆ่าเจ้าพนักงานซ่ึงไดก้ ระทาการตามหน้าท่ี ผู้กระทาต้องมีมลู เหตุชักจูงใจมาจากการ
ท่ีเจ้าพนักงานได้กระทาการตามหน้าที่มาแล้ว แม้จะกระทาในเวลาที่เจ้าพนักงานกาลังเที่ยวอยู่
ตามสบาย การฆ่าก็เป็นความผิดตามน้ี การท่ีนายกล้ายิงดาบตารวจเก๋าถึงแก่ความตายเพราะ

377

ดาบตารวจเก๋ากับพวกร่วมกนั จับนางก้อนภรรยาของนายกล้านนั้ แม้จะฆ่าขณะท่ีดาบตารวจเก๋าเดิน
เที่ยวอยู่ แต่ก็เป็นความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานซ่ึงได้กระทาการตามหน้าที่ตามมาตรา ๒๘๙ (๒)
แล้ว (ดูเพ่ิมเติมในคาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ โดยศาสตราจารย์
จติ ติ ติงศภทั ิย์ ๒๕๕๓ หัวขอ้ 1003 หนา้ ๘๗)

ฎีกาท่ี ๙๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๗ การท่ีจาเลยทั้งสองขบั รถจักรยานยนต์หนีโดยมรี ถยนต์
ของผู้เสียหายซ่งึ เปน็ เจ้าพนักงานตารวจไล่ตามมาติด ๆ เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร และจาเลยท่ี ๒
ขว้างลูกระเบิดไปข้างหลังโดยเลง็ เห็นว่าลูกระเบิดที่ขว้างไปดังกล่าวสามารถทาให้ผู้เสียหายและพวก
ซึ่งอยู่ในรถยนต์ที่ไล่ตามมาอาจถึงแก่ความตายได้หากลูกระเบิดเกิดระเบิดข้ึน จึงเป็นการขว้างโดยมี
เจตนาฆ่าผู้เสียหายกับพวก แต่การกระทาของจาเลยท้ังสองไม่บรรลุผล เพราะลูกระเบิดท่ีขว้าง
ไม่เกิดระเบิดเน่ืองจากยังไม่ได้ถอดสลักนิรภัยซึ่งอาจเป็นเพราะจาเลยที่ ๒ รีบร้อนเกินไป เม่ือ
ปรากฏผลการตรวจพสิ ูจน์ลูกระเบิดว่าอยใู่ นสภาพใช้การได้ หากเกิดระเบดิ ขึ้นมอี านาจทาลายสังหาร
ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และทรัพย์สินให้เสียหายได้ในรัศมีฉกรรจ์ ๑๐ เมตร จากจุดระเบิด การกระทาของ
จาเลยทงั้ สองจึงเปน็ ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒)
ประกอบมาตรา ๘๐

ขอ้ ๖๖ คาถาม นายเอกและนายโทมีปากเสียงกันส่งเสียงดัง นายเอกเอามีดยาว ๒ ฟตุ ฟัน
ทาร้ายนายโทถูกท่ีบริเวณแขนบาดเจ็บ ขณะเดียวกันนางตรีมารดาของนายโทออกมาดูเห็นเข้า
ก็ตกใจมาก ประกอบกับนางตรีซ่ึงเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว นางตรีจึงเป็นลมตาย โดยนายเอก
ไม่ทราบมากอ่ นวา่ นางตรีเปน็ โรคหวั ใจ ใหว้ ินจิ ฉัยว่า

ก. นายเอกมคี วามผิดทางอาญาต่อนายโทและนางตรีฐานใด
ข. หากขณะท่ีฟันนายโทนั้น นายเอกเห็นนางตรีมารดาของนายโทและทราบว่านางตรีเป็น
โรคหัวใจ นายเอกจะมีความผิดทางอาญาต่อนางตรีฐานใด
คาตอบ หลักกฎหมายเรื่องเจตนา ประสงค์ต่อผล ย่อมเล็งเห็นผล พลาด ผลโดยตรง เหตุ
แทรกแซง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๖๐
ก. ความรับผิดทางอาญาของนายเอกต่อนายโท นายเอกเอามีดยาว ๒ ฟุต ฟันทารา้ ยนายโท
ถูกที่บริเวณแขนบาดเจ็บ เป็นการทาร้ายร่างกายนายโทจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายโดย
เจตนา นายเอกจึงมีความผิดฐานทารา้ ยร่างกายนายโทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕,
๕๙
ความรับผิดทางอาญาของนายเอกต่อนางตรี แม้นางตรีจะถึงแก่ความตายเพราะตกใจ
มไิ ด้ถงึ แก่ความตายเพราะการใช้มีดฟัน เม่อื นายเอกเจตนาทาร้ายร่างกายนายโทโดยเจตนา แต่ผล
ไปเกิดแก่นางตรีโดยพลาดไป ให้ถือว่านายเอกกระทาโดยเจตนาแก่นางตรี ซ่ึงเป็นบุคคลท่ีได้รับ
ผลร้ายจากการกระทานั้นตามมาตรา ๖๐ ต้องถือวา่ นายเอกมเี จตนาทาร้ายนางตรีโดยพลาด โดย

378

ไม่ต้องคานึงว่าผลน้ันจะเกิดจากการฟันหรือการตกใจ เม่ือนายเอกมีเจตนาทาร้ายร่างกายนางตรี
โดยพลาดและนางตรีถึงแก่ความตาย นายเอกจะต้องรับผิดฐานทาร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึง
แก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐ หรือไม่ ต้องพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและ
ผลต่อไป

ความผิดตามมาตรา ๒๙๐ มิใช่ความผิดที่ผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษ
หนักขึ้นจากฐานทาร้ายร่างกาย แต่เป็นบทเบาของฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนา จึงไม่ต้องพิจารณา
ผลธรรมดาตามมาตรา ๖๓ พิจารณาเพียงผลโดยตรงตามทฤษฎีเงื่อนไขที่ว่า ถ้านายเอกไม่ฟัน
นายโท นางตรีก็จะไม่ตกใจตาย ความตายของนางตรีเป็นผลโดยตรงจากการกระทาของนายเอก
แม้นางตรีจะเป็นโรคหัวใจ แต่ก็ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่หลังการกระทาความผิด จึงไม่มีเหตุ
แทรกแซง เมื่อความตายของนางตรีเป็นผลโดยตรงจากการกระทาของนายเอก นายเอก
จึงมีความผิดฐานทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาดตามมาตรา ๒๙๐, ๖๐
(ดูเพิ่มเติมในศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญาภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ พิมพ์ครั้งท่ี ๗
พ.ศ. ๒๕๕๓ หน้า ๑๒๙)

การกระทาของนายเอกเป็นกรรมเดียวมีความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม
มาตรา ๒๙๐ ซึ่งเปน็ บทหนกั ทส่ี ดุ ตามมาตรา ๙๐

ข. หากขณะที่ฟันนายโทน้ัน นายเอกเห็นนางตรีมารดาของนายโทและทราบว่านางตรีเป็น
โรคหัวใจ นายเอกย่อมเล็งเห็นได้ว่านางตรีจะตายเพราะนายเอกย่อมเล็งเห็นได้ว่านางตรีซ่ึงเป็น
โรคหัวใจยอ่ มจะต้องตกใจตายอยา่ งแน่นอนเท่าท่จี ิตใจของบุคคลในฐานะเช่นน้ันจะเลง็ เห็นได้ว่า
คนที่เป็นโรคหัวใจ หากเห็นคนฟันบุตรของตนคงจะต้องตกใจตาย การกระทาของนายเอกจึงเป็น
ความผิดฐานฆ่านางตรีโดยเจตนาเล็งเห็นผลตามมาตรา ๒๘๘, ๕๙ ด้วยอีกบทหนึ่งซ่ึงเป็นกรรม
เดียวมีความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา ๒๘๘ ซึ่งเปน็ บทหนักทส่ี ุดตามมาตรา
๙๐
ข้อสังเกต หากเจตนาต่อนายโทเป็นเจตนาทาร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ เม่ือ
พลาดไปเกิดผลต่อนางตรีถึงแก่ความตาย ก็ต้องเป็นเจตนาทาร้ายถึงแก่ความตายตามมาตรา ๒๙๐
ดังตัวอย่างข้อ ก. หรือหากเดิมมีเจตนาฆ่านายโท เมื่อพลาดไปถูกนางตรีแต่ไม่ตาย เพียงได้รับ
อันตรายสาหัสก็ต้องเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโดยพลาด ไม่ใช่ผิดเพียงฐานทารา้ ยรา่ งกายเปน็ เหตุ
ให้ไดร้ ับอันตรายสาหัส แต่ถ้ามีเจตนาเอาปืนข้ึนมาขูใ่ หน้ ายโทมอบทรัพย์ แต่นางตรีตกใจตาย ไม่เป็น
เจตนาฆา่ ผูอ้ ่ืนโดยพลาด เพราะไม่มเี จตนาฆา่ มาต้ังแตต่ ้น

379

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๘๘

ผอู้ ืน่ ต้องมชี ีวติ ขณะถูกฆ่า

ฎีกาที่ ๔๒๐๐/๒๕๕๙ ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นมีองค์ประกอบความผิด
ประการหนึ่ง คือ ฆ่า คาว่า "ฆ่า" หมายถึงการกระทาด้วยประการใด ๆ ให้คนตาย แต่ตาม ป.อ. มิได้
กาหนดบทนยิ ามคาว่า "ตาย" วา่ มีความหมายอยา่ งไร และไม่มีบทบัญญตั ิของกฎหมายใดนิยามความ
ตายให้ชัดแจ้ง เม่ือตาม พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎรฯ กาหนดให้แพทย์เป็นผู้ออกหนังสือรับรอง
การตาย ดังน้ัน การวินิจฉัยการตายจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงท่ีต้องให้แพทย์ซ่ึงเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็น
ผู้วินิจฉัย โดยท่ีงานของแพทย์มีลักษณะเป็นวิชาชีพ จึงเป็นงานที่ต้องมีกรอบขนบธรรมเนียมและ
จรรยาบรรณของหมู่คณะโดยเฉพาะ และเป็นการใช้ความรู้ในวิทยาการเฉพาะด้านท่ีผู้อ่ืนไม่อาจรู้ได้
ทั้งหมด อีกท้ังมีวิวัฒนาการด้านการรักษาและวิทยาการเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่
เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การประกอบวิชาชีพเวชกรรมจึงมีกฎหมายควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพนี้
เป็นพิเศษและมีการสอดส่องดูแลโดยบุคคลในวชิ าชีพเดียวกันเพ่ือให้การประกอบวิชาชีพเป็นไปโดย
ถูกต้องตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ขณะเกิดเหตุ วิทยาศาสตร์การแพทย์
ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะในผู้ป่วยท่ีมีปัญหาการสูญเสียหน้าท่ีการทางานของอวัยวะหรือมีความ
ล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ไต เป็นต้น มีความก้าวหน้าจนสามารถเอาอวัยวะจากผู้ที่
ตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่นาไปปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่ผู้ป่วยได้ ในการนี้ได้มีประกาศแพทยสภา เร่ือง
เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย พ.ศ.๒๕๓๒ และประกาศแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๙ กาหนด
หลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารวนิ จิ ฉัยสมองตายมีสาระสาคัญว่า การวินจิ ฉยั คนตายโดยอาศัยเกณฑ์สมองตาย
นั้นมีความจาเป็นท่ีจะต้องนาไปใช้โดยเฉพาะกับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสาคัญของมนุษย์ และอาจ
นาไปใช้ในกรณีอื่น ๆ ในอนาคตเพื่อความเจริญกา้ วหน้าทางวิชาชีพและเพื่อประโยชน์ของประชาชน
บุคคลซ่ึงได้รับการวินิจฉัยว่าสมองตาย ถือว่า บุคคลน้ันถึงแก่ความตาย สมองตายหมายถึง การท่ี
แกนสมองถกู ทาลายจนส้ินสุดการทางานโดยสิ้นเชิงตลอดไป แพทยเ์ ปน็ ผพู้ ิจารณาวินิจฉยั และตัดสิน
การตายของสมองตามเกณฑ์ของวิชาชีพ ดังนั้น เม่ือแพทย์ใชว้ ิธีการที่ไดร้ ับการยอมรับในการสรุปว่า
คนไขน้ ัน้ ถงึ แกค่ วามตายแลว้ บุคคลผู้อยู่ในสภาวะสมองตาย คือ การท่ีแกนสมองถกู ทาลายจนสิ้นสุด
การทางานโดยส้ินเชิงตลอดไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยสมองตายท่ีคณะกรรมการ
แพทยสภากาหนดและออกเป็นประกาศแพทยสภาตามประกาศแพทยสภาดังกล่าว ย่อมถือได้ว่า
เป็นการตายของบุคคล การท่ีจาเลยที่ ๑ และท่ี ๔ แพทย์ผู้ร่วมผ่าตัดเอาไตท้ัง ๒ ข้างและตับออก
จากร่างกายของนางสาว ล. และจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ แพทย์ผู้ร่วมผ่าตัดเอาไตท้ัง ๒ ข้าง ออกจาก
รา่ งกายของนาง น. ซึ่งอยู่ในสภาวะสมองตายตามประกาศแพทยสภา เร่ือง เกณฑ์การวินิจฉัยสมอง
ตาย เพื่อนาเอาอวยั วะนั้นไปทาการปลูกถ่ายอวัยวะให้แกบ่ ุคคลอื่น จึงเป็นการกระทาตอ่ บคุ คลที่ตาย
แล้วไม่มสี ภาพเป็นบคุ คลท่ีจะถกู ฆา่ ไดอ้ ีก ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฆา่ ผอู้ นื่

380

ใช้ปืนถอื วา่ มเี จตนาฆา่

ฎีกาท่ี ๑๓๑๑๖/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๘๙ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานท่ีเกิดเหตุ ประกอบ
ภาพถ่ายท่ีคู่ความรับว่าถูกต้อง ซ่ึงแสดงแนววิถีของกระสุนปืนท่ียิง ระบุชัดเจนว่าเป็นการยิงตรงไป
บริเวณที่กลุม่ ของผูเ้ สยี หายซึง่ กาลังว่ิงหลบหนี ส่อแสดงเจตนาชดั เจนว่าจาเลยและ อ. ประสงคจ์ ะทา
อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เสียหายกับพวก แม้กระสุนปืนจะถูกที่ระดับเท้าของผู้เสียหาย
และถูกรถยนต์ท่ีระดับสูงก็ตาม ย่อมเล็งเห็นได้ว่าเป็นพฤติการณ์มุ่งเล็งยิงไปที่กลุ่มผู้เสียหายโดย
ประสงค์ต่อชีวิต ส่วนการที่กระสุนปืนถูกบริเวณต่าในระดับเท้าและถูกรถยนต์ในระดับสูง ย่อมเป็น
เร่ืองปกติท่ีอาจเกิดข้ึนได้เนื่องจากผู้ยิงไม่มีความชานาญในการยิงปืนและเป้าหมายท่ีถูกยิงเคล่ือนที่
จึงฟังได้ว่าจาเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เม่ือผู้เสียหายมิได้ถึงแก่ความตาย จาเลยย่อมมี
ความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆ่าผู้เสยี หาย

ฎีกาที่ ๗๓๖๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๓๓ จาเลยขบั รถจกั รยานยนตไ์ ปถามหาโจทกท์ ่ีบา้ น ส.
เรียกให้โจทก์ออกไปพบ เมื่อโจทก์ออกไปพบ จาเลยสอบถามโจทก์ว่า ตีเพ่ือนจาเลยหรือไม่ โจทก์
ปฏิเสธ จาเลยจงึ ใช้มือซา้ ยล็อกคอโจทก์พร้อมกับใช้มือขวาล้วงอาวุธปืนออกมาจ่อที่บรเิ วณขมบั โจทก์
โจทก์ไดย้ ินเสียงคลา้ ยกับขึ้นนกปืน จงึ ใช้มอื ปัดอาวธุ ปนื แลว้ ปืนลั่นขึ้น ๑ นัด การท่ีจาเลยใช้อาวุธปืน
ซึง่ เป็นอาวุธร้ายแรงสามารถทาอนั ตรายแก่ชีวิตได้โดยง่ายจ่อไปท่ีขมบั โจทก์ในระยะใกล้ พร้อมกบั ขึ้น
นกปืนทาให้อาวุธปืนอยู่ในสภาพท่ีจะใช้งานได้ทันทีตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจาเลยมีเจตนาฆ่า
โจทก์ แต่โจทก์ใช้มือปัดอาวุธปืนและเกิดเสียงปืนล่ันขึ้น ๑ นัด กระสุนปืนจึงไม่ถูกโจทก์ การกระทา
ของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ แต่การท่ีจาเลยมิได้ใช้อาวุธปืนท่ีเตรียมมายิงโจทก์
ทันที แต่ได้เรียกโจทก์มาสอบถามว่าทาร้ายเพื่อนจาเลยหรือไม่ เม่ือโจทก์ปฏิเสธจึงใช้มือล็อกคอ
โจทกแ์ ละใช้อาวุธปืนจอ่ ท่ขี มบั ยังถือไมไ่ ด้วา่ เปน็ การกระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ฎกี าที่ ๒๖๙๑/๒๕๕๕ ฎ.๑๘๖ จาเลยใช้อาวุธปืนจ่อศีรษะผู้เสียหายที่ ๑ ในขณะมีการกอด
ปล้าและดิ้นรนขัดขืนอยู่ ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสนุ ปืนอาจล่ันถูกศีรษะผู้เสียหายท่ี ๑ เป็นอันตราย
ถึงชีวิตได้ จึงเป็นการกระทาโดยเจตนาฆ่า เมื่อผู้เสียหายท่ี ๑ ถูกยิงในระยะกระช้ันชิด กระสุนปืน
เฉี่ยวศีรษะมีบาดแผลเลือดไหลไม่ถึงแก่ความตาย จาเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑

แม้ไม่มีเหตุที่จาเลยจะต้องฆ่าผู้เสียหายท่ี ๒ แต่การท่ีจาเลยหันปากกระบอกปืนไปทาง
ผู้เสียหายท่ี ๒ แล้วล่ันไกปืนจาเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจลั่นถูกผู้เสียหายที่ ๒ ถึงแก่
ความตายได้ จงึ เป็นการกระทาโดยเจตนาฆ่า เมื่อผเู้ สียหายที่ ๒ ถกู ยิงในระยะใกล้ กระสุนปนื ถูกที่ไห
ปลาร้าไม่ถงึ แก่ความตาย จาเลยจึงมคี วามผดิ ฐานพยายามฆา่ ผู้เสียหายท่ี ๒

ฎีกาที่ ๖๖๓๙/๒๕๕๔ ฎ.๑๕๔๓ จาเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุภายในบ้านของโจทก์และพวก แล้ว
ไปเอาอาวุธปืนของจาเลยย้อนกลับไปบ้านเกิดเหตุซึ่งมีโจทก์ พี่ชาย และพ่ีสาวกับญาติอีกหลายคน
หลบอยภู่ ายในบา้ น การท่ีจาเลยยิงปืนไปทบ่ี รเิ วณบ้านรวม ๔ นัด กระสุนปืน ๑ นัดถกู ที่เสาหน้าบ้าน
สูงจากพื้นประมาณ ๑๒๔ เซนติเมตร อีกหน่ึงนัดถูกท่ีตู้กระจกใส่ของสูงจากพื้นประมาณ ๓๖
เซนติเมตร และโจทก์มีบาดแผลถูกของมีคมบริเวณท้องแขนท้ังสองข้าง เนื่องจากถูกกระจกกระเด็น

381

ใส่ จาเลยยอ่ มเล็งเหน็ ผลได้ว่ากระสนุ ปืนอาจถูกโจทก์หรือบุคคลอ่ืนภายในบ้านถงึ แก่ความตายได้ แม้
กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใด จาเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๘๘ , ๘๐

ใช้ปนื แตไ่ ม่มีเจตนาฆา่

ฎีกาท่ี ๗๘๖๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๖๒ เมื่อจาเลยทั้งสามกับกลุ่มวัยรุ่นหมู่บ้าน ข.
ยังมิได้มีการทาร้ายซึ่งกันและกัน การท่ีจาเลยที่ ๑ ชักอาวุธปืนออกมาเพ่ือข่มขู่เท่านั้น มิใช่จะใช้ยิง
กลุ่มวัยรุ่นหมู่บ้าน ข. จาเลยท่ี ๑ ถืออาวุธปืนในลักษณะเฉียงลงพื้นดิน ถือได้ว่าจาเลยที่ ๑
ได้ใช้ความระมัดระวงั ตามสมควรเพ่ือมใิ ห้กระสนุ ปืนล่นั ไปถกู ผู้อ่ืนแล้ว ผู้เสยี หายเข้าจับกมุ จาเลยท่ี ๑
โดยใช้มือขวาจับข้างท่ีถืออาวุธปืนของจาเลยที่ ๑ ในลกั ษณะจะแย่งปืนจากจาเลยท่ี ๑ แม้ผู้เสียหาย
จะบอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตารวจก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายแต่งกายนอกเครอื่ งแบบและไม่ได้
แสดงหลกั ฐานอ่ืนอีกเพื่อแสดงตอ่ จาเลยท่ี ๑ ว่าเป็นเจ้าพนักงานตารวจจริงหรือไม่ จาเลยที่ ๑ กาลัง
มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับกลุม่ วัยรุ่นดงั กล่าว ซง่ึ ภาวะเช่นนนั้ จาเลยท่ี ๑ อาจเขา้ ใจว่าผเู้ สยี หายเป็นกลุ่ม
วัยรุ่นท่ีกาลังทะเลาะท่ีจะเข้ามาทาร้ายจาเลยที่ ๑ ก็ได้ จาเลยที่ ๑ ย่อมมีความชอบธรรมที่จะแย่ง
อาวธุ ปืนจากผู้เสียหายได้ เมือ่ ต่างฝ่ายตา่ งแย่งอาวธุ ปืนกันอันเปน็ การกระทาอย่างรวดเร็วทันทีทันใด
จาเลยที่ ๑ ย่อมไม่อาจใช้ความระมัดระวังไม่ให้นิ้วไปถูกไกปืนได้ การที่กระสุนปืนลั่นขึ้นจึงมิใช่เกิด
จากการกระทาของจาเลยที่ ๑ แต่ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการกระทาของผู้เสียหายด้วย ถือว่าจาเลย
ท่ี ๑ ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ท่ีจาเลยที่ ๑ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่าน้ัน
ได้แล้ว การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จึงไม่เป็นความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับ
อนั ตรายสาหสั

ฎีกาท่ี ๑๓๓๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๑๒ ผู้เสียหายท่ี ๑ กับพวกเข้าไปรุมทาร้ายจาเลยกับ
พวก จาเลยใช้อาวุธปืนยิงข้ึนฟ้า ๑ นัด เพื่อขู่ไม่ให้ผู้เสียหายท่ี ๑ กับพวกเข้ามาทาร้าย ลักษณะจึง
เป็นการเตือนก่อน จากนั้นได้ยิงลงพ้ืนดินระหว่างจาเลยกับกลุม่ ผู้เสียหายท่ี ๑ กับพวกเพ่ือให้ถอยไป
เมื่อไม่ได้ผลจึงยิงจนกระสุนปืนหมดลูกโม่ แต่ละนัดท่ียิงจาเลยพยายามยิงลงพื้นและในระดับต่าเพื่อ
ไม่ให้ถูกอวัยวะส่วนสาคัญของผู้เสียหายที่ ๑ และท่ี ๒ กับพวก ลักษณะบาดแผลท่ีผู้เสียหายท้ังสี่
ได้รับจะอยู่ในระดับต่ากว่าสะเอวลงมา คงมีเพียงผู้เสียหายท่ี ๓ ได้รับบาดแผลท่ีแผ่นหลังเมื่อนอน
หมอบลงแล้ว แสดงว่าจาเลยมิได้มุ่งหมายท่ีจะให้ผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต
ข้อเท็จจริงจึงฟังไดว้ ่า จาเลยมไิ ดม้ ีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทง้ั สี่ โจทกฟ์ ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานพยายาม
ฆา่ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ โดยมิไดบ้ รรยายวา่ ผ้เู สยี หายทง้ั สี่ทุพพลภาพหรอื ป่วยเจ็บดว้ ยอาการ
ทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวัน เม่ือฟังไม่ได้ว่า
จาเลยมีเจตนาฆ่าจะพิพากษาลงโทษจาเลยตามมาตรา ๒๙๗ (๘) มิได้ คงลงโทษได้เพียงตามมาตรา
๒๙๕

382

จาเลยกับพวกได้กลับมาที่เกิดเหตุก็เพ่ือเอารถจักรยานยนต์ของพวกจาเลยที่จอดท้ิงไว้ มิได้
กลับมาหาเรื่องและชวนทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหายที่ ๑ กับพวก การที่ผู้เสียหายที่ ๑ กับพวกเข้าไป
รุมทาร้ายจาเลยกับพวก จาเลยกับพวกไม่มีหน้าที่ท่ีจะต้องหลบหนีแต่มีอานาจที่จะป้องกันตนให้พ้น
จากภยันตรายที่เกิดจากการรุมทาร้ายของผู้เสยี หายที่ ๑ กบั พวกได้ ทงั้ ข้อเทจ็ จริงฟังได้วา่ ผู้เสยี หาย
ท่ี ๑ กับพวกได้ลงมือทาร้ายชกต่อยจาเลยตกจากรถจักรยานยนต์ ภยันตรายที่จาเลยได้รับจึงถึงตัว
จาเลยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่น แต่การที่จาเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงไปทาง
ผู้เสียหายท่ี ๑ กับพวกจนหมดลูกโม่จานวน ๖ นัด การกระทาของจาเลยดังกล่าวเป็นการป้องกัน
สทิ ธขิ องตนและผู้อืน่ เกนิ สมควรแกเ่ หตตุ ามมาตรา ๖๙

ฎกี าที่ ๘๗๒๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๕๖ ตามพฤตกิ ารณ์ทจ่ี าเลยท่ี ๑ เข้าใกล้ตัวผู้เสียหาย
ซ่ึงกาลังยืนหันหลังให้และไม่มีโอกาสที่จะป้องกันตนเอง และใช้อาวุธปืนซึ่งโดยสภาพมีอานุภาพ
ร้ายแรงยิงผู้เสียหาย หากจาเลยท่ี ๑ ประสงค์จะทาอันตรายแก่ชีวิต ก็เชื่อได้ว่าอยู่ในวิสัยท่ีสามารถ
เลือกยิงให้กระสุนปืนถูกส่วนของร่างกายบริเวณอวัยวะสาคัญของผู้เสียหายได้โดยง่าย ท้ังโดยสภาพ
บาดแผลตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลผู้เสียหายถูกกระสุนปื นได้รับบาดเจ็บท่ีต้นขาขวา
ด้านหลัง หัวกระสุนฝังลึกไม่สามารถนาออกได้เน่ืองจากอาจทาให้ถูกเส้นเลือดหรือทาให้บาดแผล
ใหญ่ขึ้น ใช้เวลารักษาประมาณ ๑๐ วันหากไม่มีโรคแทรกซ้อน และหากผู้เสียหายถูกส่งตัวทาการ
รักษาช้า ก็ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตเนื่องจากกระสุนไม่ถูกตาแหน่งสาคัญ แต่หากกระสุนปืนถูก
เส้นเลือดใหญ่ก็อาจทาให้ถึงแก่ความตายได้ ทาให้เห็นว่าจาเลยที่ ๑ มีเจตนาทาร้ายเท่าน้ัน เมื่อ
ผู้เสียหายบาดเจ็บต้องใช้เวลาในการรักษาตัวประมาณ ๑๐ วัน จาเลยที่ ๑ จึงมีความผิดฐานทาร้าย
ร่างกายผู้เสยี หายจนเปน็ เหตุให้ได้รบั อนั ตรายแก่กายตาม ปอ. มาตรา ๒๙๕

ฎีกาท่ี ๖๔๙๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๘๘ ผู้เสียหายท่ี ๔ เป็นผู้ก่อเหตุข้ึนก่อนโดยกระโดด
ถีบหนา้ อกจาเลย แต่เมื่อผู้เสียหายที่ ๔ เห็นจาเลยชักปืนพกออกมาจึงร้องบอกให้ผู้เสียหายอ่ืนทราบ
แล้วผู้เสียหายท้ังส่ีต่างก็วิ่งหนี เช่นนี้ ภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษรา้ ยอันละเมิดต่อกฎหมายที่มี
ต่อจาเลยจึงไม่มีต่อไปแล้ว การที่จาเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งส่ีหลายนัดและกระสุนปืนถูก
ผูเ้ สียหายท่ี ๓ ทดี่ ้านหลังของต้นขาขวา ทาให้ผเู้ สียหายท่ี ๓ ได้รับอนั ตรายสาหัส แต่กระสุนปืนไม่ถูก
ผู้เสียหายอ่ืน อันแสดงให้เห็นว่าเป็นการยิงขณะผู้เสียหายท้ังสี่หันหลังให้จาเลย การกระทาของ
จาเลยดังกล่าวจงึ หาเปน็ การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ แตเ่ ห็นได้วา่ เปน็ การกระทาโดยบันดาล
โทสะ เพราะผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ในวัยรุ่นและจาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจด้วย แม้ผู้เสียหายทั้งสี่
จะไม่รู้ก็ตาม ทั้งเหตุแต่แรกก็เป็นสาเหตุเล็กน้อยเพียงแต่โต้เถียงกันเร่ืองขวางทางเดินเท่านั้น การท่ี
ผู้เสียหายทั้งสี่กลับมาพบจาเลยในท่ีเกิดเหตุอีก แล้วผู้เสียหายที่ ๔ กระโดดถีบหน้าอกจาเลยเช่นน้ี
ย่อมทาให้จาเลยโกรธ เพราะถือว่าเป็นการดูหม่ินเหยียดหยามศักด์ิศรีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
มีลักษณะเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และจาเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย
ท้ังสี่ทันทีในขณะผู้เสียหายทั้งสี่ว่ิงหนี จึงเป็นการกระทาโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒
ในขณะทจ่ี าเลยใช้อาวุธปืนยิงนนั้ ผู้เสียหายที่ ๓ อยู่หา่ งจาเลยเพียง ๒ ถงึ ๓ เมตร ส่วนผู้เสียหายอื่น

383

ก็อยู่ห่างจาเลยเพียง ๕ เมตร ถึง ๖ เมตร เท่าน้ัน จาเลยเป็นเจ้าพนักงานตารวจย่อมมีความชานาญ
ในการใช้อาวุธปืนมากกว่าบุคคลทั่วไปและได้ยิงถึง ๖ นัด แต่กระสุนปืนถูกผู้เสียหายท่ี ๓ เพียง
คนเดียวและถูกท่ีด้านหลังของต้นขาขวา ซ่ึงเป็นอวัยวะท่ีไม่สาคัญอันไม่สามารถทาให้ถึงตายได้
แสดงให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนาเพียงทาร้ายผู้เสียหายทั้งส่ีเท่าน้ัน เม่ือปรากฏว่าผู้เสียหายท่ี ๓ ได้รับ
อันตรายสาหัสจากการถูกยิง ส่วนผู้เสียหายที่ ๑ ท่ี ๒ และที่ ๔ ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ จาเลยจึงมี
ความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยบันดาลโทสะตามมาตรา
๒๙๗ (๘) ประกอบมาตรา ๗๒ และพยายามทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนโดยบันดาลโทสะตามมาตรา ๒๙๕
ประกอบมาตรา ๘๐ และ ๗๒ อันเป็นการกระทากรรมเดียวผดิ ต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา ๙๐

ฎีกาท่ี ๗๑๓๙/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๘ ขณะเกิดเหตุจาเลยเหน็บอาวุธปืนพกไว้ท่ีเอวอยู่
ก่อนแล้ว เมื่อจาเลยตามโจทก์ร่วมออกมาท่ีรถดึงประตูด้านคนขับเปิดน้ัน จาเลยมีโอกาสดีที่จะชัก
อาวุธปืนท่ีเหน็บที่เอวออกมายิงใส่โจทก์ร่วมซึ่งจะสามารถฆ่าโจทก์ร่วมได้โดยง่ายแต่จาเลยไม่ได้ทา
แสดงว่าจาเลยไม่มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมมาแต่แรก จาเลยจึงไม่ได้ชักอาวุธปืนยิงเมื่อมีโอกาสดีดังกล่าว
อย่างไรก็ดีจาเลยได้ยิงเมื่อโจทก์ร่วมขับรถออกไปซ่ึงเป็นการยิงตามหลังรถ กระสุนถูกตัวถังรถ
ท่ฝี ากระบะท้าย ๑ นัด อีก ๑ นัด มีรอยที่ตัวถังด้านขา้ งเกอื บจะถึงขอบรอยต่อกับส่วนห้องผู้โดยสาร
ด้านหน้าที่เรียกว่าแคปหรือที่ว่างให้คนโดยสารนั่งหรือไว้ของด้านหลังเบาะคนขับ รูกระสุนที่
ฝากระบะท้ายอยู่ต่ากว่าขอบบนกระบะ ๑๒ เซนติเมตร และรอยท่ีตัวถังด้านข้างต่ากว่าขอบบน
กระบะ ๑๔ เซนติเมตร ถือได้วา่ อยูใ่ นแนวเดียวกัน เหนือขอบบนกระบะเป็นโครงหลังคาและกระจก
โอกาสที่กระสุน ๒ นัดท่ีจาเลยยิงจะถูกโจทก์ร่วมแทบจะไม่มีเลย หากจาเลยต้องการจะให้กระสุน
ถูกโจทก์ร่วมต้องยิงผ่านกระจกเพราะกระสุนทะลุกระจกได้ง่ายพอจะมีโอกาสไปถูกโจทก์ร่วมได้
แต่จาเลยยิงระดับเดียวกันท้ังสองนัดที่ตัวถังรถ น่าจะเป็นการตั้งใจยิงรถท่ีตัวถังรถเพ่ือระบายความ
โกรธ พฤตกิ ารณ์ยงิ ปนื พก ๒ นดั ของจาเลยไม่เพยี งพอจะชี้ว่าจาเลยมีเจตนาฆา่ โจทก์ร่วม
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ฟ้องข้อหาพยายามฆ่า ไม่ได้ฟ้องข้อหาทาให้เสียทรัพย์ แม้จะฟังได้ว่าจาเลย
เจตนากระทาความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ ศาลก็ลงโทษฐานทาให้เสียทรัพย์ไม่ได้ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ แต่ถ้านาข้อเท็จจริงตามฎีกาน้ีมาออกข้อสอบ แล้ว
ถามวา่ มีความผิดฐานใด ตอ้ งตอบว่า ไม่ผิดฐานพยายามฆ่า แต่ผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ และถ้าจะออก
ข้อสอบให้ยากกว่าน้ีก็คือ เมื่อยิงแล้วกระสุนพลาดไปถูกกระถางต้นไม้ของนาย ก. และกระสุนถูก
นาย ข. ซึ่งยืนอย่ไู กลมากถงึ แก่ความตาย กจ็ ะต้องตอบว่า จาเลยไมผ่ ดิ ฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วม แต่
ผิดฐานทาให้เสียทรัพย์รถยนต์ของโจทก์ร่วมโดยเจตนา และฐานทาให้เสียทรัพย์กระถางต้นไม้ของ
นาย ก. โดยพลาด แต่การที่กระสุนถูกนาย ข. ซ่ึงยืนอยู่ไกลมากถึงแก่ความตายไม่เป็นการกระทา
โดยพลาด เพราะจาเลยมีเพียงเจตนาทาให้เสียทรัพย์ เม่ือพลาดไปถูกนาย ข. ต้องถือว่าจาเลยไม่รู้
ข้อเท็จจริงท่ีเป็นองค์ประกอบในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ไม่เป็นการกระทาโดยประมาท
ใหน้ าย ข. ถงึ แกค่ วามตาย เพราะนาย ข. อยู่ไกลมาก

ประเด็นเร่ืองประมาทเป็นเหตุให้นาย ข. ถึงแก่ความตาย ถ้าใครเห็นวา่ ประมาท เพราะการ

384

กระทาเช่นนี้ไม่สมควรกระทาอย่างยิ่ง เมื่อมีคนตายก็ต้องรับผิดชอบเพื่อให้สังคมอยู่ได้อย่างสงบสุข
ก็มีเหตุผลท่ีน่ารับฟัง

ถ้าตัวอย่างท่ีผู้แต่งเพ่ิมเติมนาไปออกเป็นข้อสอบเนติฯ หรือผู้ช่วยฯ โดยยังไม่มีคาพิพากษา
ฎีกาตัดสินในประเด็นดังกล่าวไว้ คณะกรรมการคงเถียงกันนานกว่าจะได้ข้อยุติ แต่ถ้ามีมติเป็น
อย่างไร ธงคาตอบก็ต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก เพราะเหตุน้ีการออกข้อสอบเนติฯ หรือผู้ช่วยฯ
มักจะมีคาพิพากษาฎีกาประกอบธงคาตอบ เพ่ือให้ได้ข้อยุติว่าธงคาตอบควรเป็นอย่างไรโดยไม่มี
ข้อโตแ้ ย้ง เพราะถา้ มีฎีกาตอ้ งตอบตามฎีกา

ใช้มีดถือว่ามีเจตนาฆา่

ฎีกาท่ี ๖๐๑๑/๒๕๖๐ ฎ.๗๖๒ จาเลยกับพวกมีเจตนาท่ีจะทาร้ายร่างกายผู้เสียหายมา
ต้ังแต่ต้นแล้ว แม้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายจะทาร้ายหรือใช้อาวุธมีคมแทงพวกของจาเลยก่อน จาเลยจึงชก
ผู้เสียหาย ส่วนพวกของจาเลยได้ใช้มีดดาบฟันผู้เสียหาย ก็มิใช่เป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนฉับพลัน
ทนั ทีทนั ใด เมื่อพวกของจาเลยมีมีดดาบติดตวั ไปด้วยย่อมทาให้จาเลยคาดหมายได้ว่าพวกของจาเลย
อาจใช้มีดดาบฟันทาร้ายร่างกายผู้เสียหายได้ ถือว่าจาเลยมีเจตนาที่จะมีส่วนร่วมกระทาความผิด
กับพวกของจาเลยแล้ว การที่พวกของจาเลยใช้มีดดาบฟันผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดกับ
ห ลั งจ าก ท่ี จ าเล ย ช ก ผู้ เสี ย ห าย ซ่ึ งข ณ ะ นั้ น จ าเล ย ก็ อ ยู่ ใน บ ริ เว ณ ใก ล้ เคี ย ง ใน ลั ก ษ ณ ะที่ พ ร้ อ ม
จะช่วยเหลือพวกของจาเลยได้ทันท่วงทีหากมีเหตุให้ต้องชว่ ยเหลือ แม้จาเลยมิใช่เป็นผู้ใช้มีดดาบฟัน
ผู้เสียหาย แต่พฤติการณ์เช่นว่าน้ีแสดงว่าจาเลยมีความประสงค์ต่อความตายของผู้เสียหายด้วย
ถอื ได้ว่าจาเลยเป็นตวั การร่วมกันกระทาความผดิ ฐานพยายามฆา่ ผู้อน่ื

ฎีกาที่ ๖๙๗๗/๒๕๕๔ ฎ.๑๖๒๙ จาเลยเลือกแทงผู้เสียหายที่บริเวณหน้าอกอันเป็นจุดท่ีมี
อวัยวะสาคัญ บาดแผลทะลุเข้าปอด และมีดที่จาเลยใช้แทงมีความยาวเฉพาะตัวมีดประมาณ ๓ ถึง
๔ เซนติเมตร บาดแผลลึกจากผิวหนังถึงปอดมีระยะห่างประมาณ ๒ เซนติเมตร แสดงว่าจาเลยแทง
โดยแรงจนเกือบสุดความยาวของมีด โดยจาเลยพยายามแทงซ้า ขณะถึงโรงพยาบาลแพทย์ต้องใส่ท่อ
ระบายเลือดทีป่ อดมิเช่นนั้นผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ ถือวา่ จาเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย การท่ี
ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายจาเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบ
มาตรา ๘๐

ฎีกาที่ ๗๐๓๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๙๐ จาเลยไปดักรอแล้วตีผู้เสียหายท่ีศีรษะอันเป็น
อวัยวะสาคัญจนตกจากรถจักรยาน แล้วใช้อาวุธมีดซึ่งมีอันตรายไล่แทงผู้เสียหายจนถูกที่ท้องทะลุ
ถึงลาไส้ แล้วติดตามทาร้ายไปถึง ๖๐ เมตร จนผู้เสียหายหลบหนีลงไปในบ่อน้า จาเลยก็ยังวนเวียน
รอทาร้ายเป็นเวลาคร่ึงชั่วโมงท้ังท่ีรู้ว่าผู้เสียหายถูกแทงท่ีท้อง หากไม่ได้รับการรักษาย่อมถึงแก่ความ
ตายได้ จาเลยกย็ งั ไม่ยอมใหผ้ ้เู สียหายขึ้นจากบ่อนา้ เพ่ือไปรกั ษาตัว เมื่อพจิ ารณาประกอบกนั แสดงว่า
จาเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย อย่างไรก็ดีการท่ีจาเลยถือขวดดักรอทาร้ายผู้เสียหายเม่ือผู้เสียหายถูกตี

385

ล้มตกจากรถจักรยาน จาเลยจึงใช้ขวดแตกแทงและใช้อาวุธมีดแทง แสดงว่าเจตนาในเบ้ืองแรก
จาเลยมีเจตนาไตร่ตรองเพียงทาร้ายผู้เสียหาย แล้วมาเปล่ียนเจตนาเป็นมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายใน
ภายหลัง เน่ืองจากเจตนาทารา้ ยและเจตนาฆ่าเกล่ือนกันไปในการกระทาต่อเน่ืองกันเป็นกรรมเดียว
จาเลยจึงมคี วามผิดฐานพยายามฆ่าผอู้ ื่นเท่านนั้

ใชม้ ดี ถอื ว่ามีเจตนาทาร้าย

ฎีกาที่ ๕๕๗๕/๒๕๖๐ ฎ.๗๓๖ จาเลยกับผู้ตายมิใช่เป็นคู่อริแต่เป็นคนท่ีมีความรักใคร่
ผูกพันกันอยู่ก่อน ทั้งจาเลยซึ่งเป็นผู้หญิงยังไปทางานหาเงินมาให้ผู้ตายฝ่ายชายได้ใช้จ่ายอย่าง
มีความสุข เหตุที่เกิดเป็นเร่ืองความไม่เข้าใจกันเฉพาะหน้า ไม่ถึงขนาดหมายปองร้ายเอาชีวิต แม้
จาเลยจะใช้มีดแทงผู้ตายเข้าที่บริเวณหน้าอกซึ่งเป็นอวัยวะสาคัญ แต่เหตุเกิดในฉับพลันทันทีจาเลย
ยอ่ มไม่มีโอกาสเลือกแทง จงึ เปน็ เรอ่ื งของความบงั เอญิ มากกว่า และจาเลยแทงไปเพียงครง้ั เดียว มิได้
แทงซ้าท้ังที่มีโอกาส หลังเกดิ เหตุจาเลยก็ได้พยายามช่วยเหลือผตู้ ายทุกวิถที างเสมือนรู้สานึกกลัวคน
ทีต่ นรกั จะเป็นอันตรายรา้ ยแรง แมไ้ ม่ทนั การณ์แต่ก็พอให้เห็นพฤตกิ ารณ์จาเลยว่ามไิ ดเ้ ล็งเห็นผลแห่ง
การกระทาถึงขนาดว่าต้องตายกันไปข้างหน่ึง จึงไม่อาจถือว่าจาเลยกระทาโดยเจตนาฆ่า คงฟังได้แต่
เพยี งความผิดฐานทาร้ายผอู้ ื่นจนเป็นเหตใุ หผ้ อู้ ืน่ นนั้ ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐

ฎีกาที่ ๖๖๕๓/๒๕๕๔ ฎ.๑๕๔๗ จาเลยกับพวกร่วมใช้อาวุธมีดปังตอฟันศีรษะโจทก์ร่วม
มีบาดแผลขอบเรียบ ๒ แผล มีเลือดซึม แม้ลึกถึงกะโหลกศีรษะแต่กะโหลกไม่ยุบ แผลไม่ฉกรรจ์
เย็บประมาณ ๑๑ เข็ม โจทก์ร่วมสามารถไปแจ้งความก่อนท่ีจะไปโรงพยาบาล ซึ่งลักษณะบาดแผล
ไม่ร้ายแรงถึงกับทาให้ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตทันที ใช้เวลารักษา ๑๐ ถึง ๑๔ วัน ประกอบกับ
พฤติการณ์แห่งคดีที่จาเลยถามหา ป. และพูดว่า “ฝากไอ้น้ีไปด้วย” แสดงว่าไม่มีเจตนาฆ่าให้ตาย
และท่ีพูดขณะฟันว่า “เอาแม่งมันให้ตายเลย” ก็คงเป็นการพูดคะนองปากมิได้มีเจตนาให้เกิดผล
จริงจังอย่างท่ีพูด จะเห็นได้จากลกั ษณะของบาดแผลไมร่ ุนแรงสมกับท่ีพดู ทัง้ ไม่ปรากฏมูลเหตุท่ีต้อง
ถึงกับเอาชีวติ แสดงวา่ จาเลยมเี จตนาทารา้ ยร่างกายโจทกร์ ว่ ม

ฎีกาที่ ๓๙๕๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๓๔ การท่ีจาเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายด้วยอารมณ์
พลุ่งโกรธ เกิดจากการที่จาเลยคิดว่าตนมีสิทธิได้รับค่าโดยสารจากผู้เสียหายเพราะพาหญิงซึ่งจะ
ร่วมประเวณีด้วยมาให้ผู้เสียหายดูตัว แม้ผู้เสียหายไม่พึงพอใจที่จะร่วมประเวณีด้วยก็ต้องจ่ายค่ารถ
โดยสารให้ จาเลยจึงเกิดการทะเลาะโต้เถียงกัน อาวุธมีดท่ีจาเลยใช้มีขนาดกว้างประมาณ ๒ นิ้ว
ยาวประมาณ ๖ นิ้ว นับว่าเป็นมีดขนาดไม่ใหญ่นัก ผู้เสียหายมีบาดแผลถูกแทงด้วยมีดที่ใต้ราวนม
ซ้ายกว้าง ๑ เซนติเมตร ลึก ๔ เซนติเมตร แนวแผลเฉียงไปตามใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก ไม่ทะลุ
เข้าช่องอก กับบาดแผลที่ท้องด้านซ้ายกว้าง ๓ เซนติเมตร ทะลุเข้าชอ่ งทอ้ ง ไม่ถูกอวัยวะสาคัญใด ๆ
รักษาหายภายใน ๑๔ วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน บาดแผลแรกของผู้เสียหายจึงเป็นแนวเฉียงไปตาม
ผิวหนังเท่าน้ัน ส่วนบาดแผลที่สองไม่ปรากฏว่าลึกเท่าใด แม้อกและท้องเป็นที่ตั้งของอวัยวะสาคัญ

386

จะฟังว่าจาเลยมีเจตนาแทงผู้เสียหายโดยแรงหาได้ไม่ จาเลยใช้มีดแทงร่างกายผู้เสียหายซ่ึงใช้
ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ซ่ึงนาติดตัวมาปัดป้อง ไม่น่าทาให้จาเลยมีโอกาสเลือกแทงผู้เสียหายได้ถนัด ทั้งยัง
ต้องพะวงกับการที่ผู้เสียหายชกต่อยต่อสู้ด้วย ก่อนจาเลยหลบหนียังพูดขึ้นว่า “กูยกให้มึง” ซึ่งมีนัย
ว่าจาเลยยกหน้ีให้ผูเ้ สียหายแล้วจึงหลบหนีไป แสดงว่าจาเลยอาจแทงผู้เสียหายได้อีก แต่มิได้กระทา
พฤติการณ์แห่งคดีไม่พอฟังว่าจาเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า ฟังได้ว่าจาเลยมีเจตนาแทง
ทารา้ ยรา่ งกายผู้เสยี หายเทา่ นน้ั

ฎีกาที่ ๖๓๒๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๖๔ การพิเคราะห์ถึงเจตนาของจาเลยว่าประสงค์
ต่อผลให้เกิดการตายหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสยี หายอาจถึงแก่ความตายไดน้ ้ัน นอกจากจะพิจารณา
จากอาวธุ ทจ่ี าเลยใช้ทาร้ายผู้เสยี หายและตาแหน่งบาดแผลทผ่ี ้เู สยี หายไดร้ ับแล้ว ยงั ตอ้ งพจิ ารณาจาก
พฤติการณ์ในการกระทาของจาเลยประกอบดว้ ยวา่ จาเลยไดท้ าร้ายผู้เสยี หายซ้าหรอื ไม่ หากจาเลยมี
โอกาสที่จะทารา้ ยซ้าได้แต่ไม่กระทา ก็สอ่ แสดงว่าจาเลยมิได้มีเจตนาถงึ กับจะให้ผู้เสียหายถงึ แก่ความ
ตาย คดีน้ี จาเลยฟันผู้เสียหายคร้ังเดียว หลังจากผู้เสียหายถูกฟันล้มลงแล้ว จาเลยยืนดูผู้เสียหาย
อยู่นานประมาณ ๑ นาที แล้วก็เดินออกไป แสดงว่าช่วงท่ีผู้เสียหายล้มลงนั้นจาเลยอาจใช้มีดอีโต้
ท่ีถืออยู่ฟันผู้เสียหายซ้าอีกได้ แต่จาเลยก็หาได้ทาเช่นนั้นไม่ พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังไม่ได้ว่าจาเลย
มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงฟังได้เพียงว่าจาเลยมีเจตนาทาร้ายผู้เสียหายเท่าน้ัน เม่ือผลของการทาร้าย
เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือ
จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวัน จาเลยก็ต้องมีความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อื่น
จนเป็นเหตใุ ห้ได้รบั อนั ตรายสาหัส

ฎีกาท่ี ๔๖๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๓๓ มีดท่ีจาเลยใช้เป็นอาวุธเป็นมีดสปาต้ายาวประมาณ ๑
ศอก นับว่าเป็นมีดขนาดใหญ่ที่อาจใช้เป็นอาวุธฟันทาอันตรายแก่บุคคลอ่ืนถึงแก่ความตายได้ และ
จาเลยเข้าไปฟันผู้เสียหายบริเวณใบหน้าในขณะที่ผู้เสียหายนอนอยู่ไม่ทันได้ระวังตัว ซ่ึงจาเลย
สามารถท่ีจะฟันโดยแรงให้ผู้เสียหายมีแผลฉกรรจ์ได้ แต่ปรากฏว่าบาดแผลท่ีผู้เสียหายได้รับบริเวณ
ดั้งจมูกมีขนาดยาวเพียง ๒ เซนติเมตร ส่วนท่ีศีรษะด้านหลังก็มีขนาดยาวเพียง ๓ เซนติเมตร
บาดแผลทั้งสองแห่งเป็นแผลตื้นใช้เวลารักษาประมาณ ๑๕ วัน เท่าน้ัน จึงฟังไม่ได้ว่าจาเลยฟันโดย
แรง นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้เสียหายว่ามีดท่ีจาเลยใช้ฟันมีผ้าพันทั้งด้าม โดยจาเลยเพียงดึงผ้า
ที่พันทางด้านปลายมีดออกเล็กน้อยเท่านั้น แสดงว่าจาเลยไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายได้รับอันตราย
ถึงชีวิต สาหรับสาเหตุท่ีจาเลยใช้มีดฟันผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้า
จาเลยมาก่อน คงได้ความตามทางนาสืบของจาเลยว่ามีสาเหตุมาจากจาเลยเห็นว่าผู้เสียหายเป็น
วัยรุ่นหมู่บ้านปลาปากท่ีเคยทาร้ายเพ่ือนของจาเลย ซ่ึงมิใช่สาเหตุร้ายแรงถึงกับจะต้องเอาชีวิตกัน
พฤติการณ์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจาเลยมีเจตนาฆ่า คงฟังเพียงว่าจาเลยมีเจตนาทาร้ายร่างกายผู้เสียหาย
การกระทาของจาเลยจงึ มีความผดิ เพียงฐานทาร้ายผู้เสียหายจนเปน็ เหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย

ฎีกาที่ ๗๑๓๕/๒๕๔๗ (ประชมุ ใหญ่) ฎ.ส.ล.๑๐ น.๕๕ การทผ่ี เู้ สียหายถูกจาเลยรัดคอดว้ ย
มือซ้าย ผ้เู สยี หายจึงด้นิ ต่อสู้กอดปลา้ กบั จาเลย จาเลยจงึ ไม่มโี อกาสเลือกแทง แต่แทงไปตามโอกาสที่

387

จะอานวยและไม่ได้ใช้กาลังแทงรุนแรงนัก ท้ังเมื่อจะแทงอีก ผู้เสียหายปดั มือ จาเลยจึงเปล่ยี นเป็นใช้
ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแทน แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการแทงซ้า บาดแผลท่ีผู้เสียหายได้รับมี
บาดแผลบวมช้าฉีกขาดกลางศีรษะและบาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้ายตัดเอ็นนิ้วนางและน้ิวก้อยขาด
ส่วนบาดแผลที่บรเิ วณหน้าอกด้านขวาระดบั ซี่โครงที่ ๖ ไม่ปรากฏขนาดของบาดแผลไม่ทะลุเข้าไปใน
ช่องอก แสดงว่าจาเลยไม่ได้แทงอย่างแรง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจาเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย
คงมเี จตนาทารา้ ยผู้เสยี หายเท่านน้ั

ใชข้ องอ่ืนถือวา่ มีเจตนาฆ่า

ฎีกาท่ี ๒๓๔๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๕๖ จาเลยใช้ไม้ขนาดใหญ่เป็นอาวุธตีที่ศีรษะผู้ตาย
ถูกท้ายทอยอันเป็นอวัยวะสาคัญท่ีทาให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ แม้จาเลยจะใช้ไม้ตีผู้ตายเพียง
คร้ังเดียว แต่จาเลยเลือกตีท่ีศีรษะและตีทางด้านหลังถกู ท้ายทอยในขณะผู้ตายไม่มีโอกาสหลบหนีได้
เพราะน่ังคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ ประกอบกับเป็นการตีอย่างแรงมากจนผู้ตายตกจากรถทันที
หน้าคว่าลงกับพ้ืนดิน ไม่ได้สติและถึงแก่ความตายระหว่างนาส่งโรงพยาบาล จาเลยย่อมเล็งเห็นผล
ได้ว่า ผู้ตายอาจถึงแก่ความตายจากการใช้ไม้ตีทาร้ายได้ จาเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้อื่น เมื่อผู้ตายถึงแก่
ความตายสมดงั เจตนาของจาเลย จาเลยมีความผิดฐานฆา่ ผูอ้ ืน่ โดยเจตนาตามฟอ้ ง

ฎีกาที่ ๘๙๔๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๕๗ การที่จาเลยขับรถด้วยความเร็วไล่ติดตามชน
รถจักรยานยนต์ ๓ คัน ของฝ่ายผู้เสียหายโดยขับไล่ชนทีละคัน คันแรก ฟ. หลบหนีลงข้างทางได้ทัน
จึงหนั มาไล่ชนรถจักรยานยนต์ของ ส. เม่ือ ส. ขับหนีเข้าซอยไปได้ ก็หันมาไล่ชนรถจักรยานยนตข์ อง
ผู้เสียหายซึ่งหนีไมท่ ันถูกชนท้ายรถจนผเู้ สียหายกระเด็นตกจากรถจักรยานยนต์ ส่วนรถจักรยานยนต์
กระเด็นกระแทกจนถังน้ามันร่ัวมีรอยน้ามันหกไปตามทางที่รถจักรยานยนต์ไถลไป ส่วนผู้เสียหาย
ตกจากรถแล้วกระเด็นข้ามไปอยู่ในช่องเดินรถสวนอย่างเร็วจนรถแท็กซ่ีที่สวนมาห้ามล้อไม่ทัน
เฉ่ียวชนซ้าอีก พฤติการณ์ที่จาเลยขับรถติดตามรถจักรยานยนต์ฝ่ายผู้เสียหายมาอย่างกระชั้นชิด
ด้วยความเร็วและไล่ชนทีละคัน เมื่อไล่ทันรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายก็พุ่งชนอย่างแรง ซ่ึงรถจาเลย
มีขนาดและแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จาเลย
เลง็ เห็นผลได้วา่ อาจทาใหผ้ ู้เสียหายถึงแกค่ วามตายได้ นอกจากนี้เมือ่ ชนแลว้ จาเลยยังลงจากรถพรอ้ ม
ถือมีดเหวี่ยงไปมาทาท่าไล่ฟันผู้เสียหายจนต้องรีบพยุงกันหนีข้ึนรถแท็กซี่ไปทันที แสดงให้เห็นว่า
จาเลยมเี จตนาฆา่ ผูเ้ สียหาย

ฎีกาที่ ๙๖๙๓/๒๕๕๔ ฎ.๒๐๓๙ รถยนต์ที่จอดขวางอยู่ทางด้านหนา้ มีช่องวา่ งใหจ้ าเลยที่ ๑
สามารถขับรถยนต์หลบหนีไปได้ทันทีทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวา โดยไม่ต้องขับรถยนต์ถอยหลัง
ก่อน การที่จาเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ถอยหลังด้วยความเร็วโดยทราบอยู่แล้วว่าผู้เสียหายซ่ึงเป็น
เจ้าพนักงานยืนอยู่ทางด้านหลัง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าหากผู้เสียหายไม่กระโดดหลบ รถยนต์ที่จาเลย
ท่ี ๑ ขับอาจชนผู้เสียหายท่ียืนอยู่ทางด้านหลังรถระยะห่างเพียง ๕ เมตร เป็นเหตุให้ผู้เสียหาย

388

ถึงแก่ความตายได้ การกระทาของจาเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็น
เจา้ พนักงานกระทาการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๒) ประกอบมาตรา ๘๐

ฎีกาท่ี ๒๗๔๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๓๕ เหล็กแหลมท่ีจาเลยใช้แทงผู้เสียหายน้ันเป็น
เคร่ืองมือใชใ้ นการเจาะปลอ่ ยลมยาง แมจ้ ะไม่มีคมแตก่ ็มลี ักษณะแหลมยาวถึง ๑๒ เซนตเิ มตร ดังนั้น
การทีจ่ าเลยใช้กาลงั จ้วงแทงไปท่ีบรเิ วณช่องทอ้ งของผู้เสียหายซึ่งเป็นจดุ อ่อนของรา่ งกาย แมจ้ ้วงแทง
ไปเพียงครัง้ เดียว หากขณะเกดิ เหตผุ ู้เสียหายไม่ไดถ้ ือแฟ้มเอกสารอยู่ท่ีมือหรือยกแขนขึ้นปดิ ก้ันได้ทัน
แล้วเช่ือว่าเหล็กแหลมน้ันจะแทงทะลุเข้าช่องท้องของผู้เสียหาย ทาอันตรายต่ออวัยวะสาคัญต่าง ๆ
ภายในช่องท้องของผู้เสียหายได้ประกอบกับบาดแผลท่ีผู้เสียหายได้รับถึงขนาดกระดูกแขนขวาหัก
ย่อมแสดงว่าจาเลยแทงผู้เสียหายโดยแรงท่ีช่องท้อง ดังน้ัน จาเลยย่อมเล็งเห็นผลในการกระทาของ
จาเลยได้วา่ เหล็กแหลมที่จาเลยแทงไปน้ันอาจทะลุเข้าช่องท้องไปถูกอวัยวะต่าง ๆ ภายในชอ่ งท้องที่
เป็นอวัยวะสาคัญของร่างกายได้รับบาดเจ็บและผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ พฤติการณ์ดังกล่าว
แสดงว่าจาเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหาใช่มีเพียงเจตนาจะทาร้ายผู้เสียหายไม่ อีกท้ังพฤติการณ์ที่
จาเลยตระเตรียมเหล็กแหลมของกลางไว้เพ่ือหาโอกาสแทงผู้เสียหายด้วยสาเหตุโกรธเคือง
ท่ีผ้เู สียหายเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างไม่เจรจาช่วยเหลือฝ่ายจาเลยให้ได้รับเงนิ โบนัสพิเศษเพิ่มเติมนั้น
เมื่อสบโอกาสจาเลยจึงใช้เหล็กแหลมท่ีตระเตรียมไวจ้ ว้ งแทงผเู้ สียหาย ย่อมแสดงวา่ จาเลยมีเจตนาฆ่า
ผ้เู สียหายโดยไตร่ตรองไวก้ อ่ นดว้ ย

ฎีกาท่ี ๖๓๘๖/๒๕๖๐ ฎ.ส.ล.๙ น.๙๔ จาเลยใช้ล้อรถจักรยานยนต์เปน็ อาวธุ ตีทาร้ายผู้ตาย
ทีศ่ รี ษะหลายทีมบี าดแผลฉีกขาดยาวแผลละประมาณ ๖ ถึง ๗ เซนตเิ มตร ประมาณ ๖ แผล แผลฉีก
ขาดถึงกะโหลก ซ่ึงลักษณะความฉกรรจ์ของบาดแผลดงั กล่าว แสดงว่าจาเลยตีอย่างรุนแรง และเมื่อ
ท้ิงล้อรถจักรยานยนต์ลงในบ่อแล้ว จาเลยยังได้ผลักผู้ตายตกลงไปในบ่อปลาที่เกิดเหตุด้วย บ่อปลา
ที่เกิดเหตุมีความลึกกว่า ๒ เมตรถึง ๓ เมตร จาเลยย่อมคาดหมายได้แน่แท้ว่าผู้ตายซ่งึ ได้รบั อันตราย
แก่กายที่ศีรษะเน่ืองจากถูกจาเลยใช้ล้อรถจักรยานยนต์ตีทาร้ายนั้นอาจจมน้าถึงแก่ความตายได้
ถือได้ว่าจาเลยทารา้ ยผู้ตายโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยเล็งเห็นผลตาม ป.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสอง เม่ือ
ปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย แม้แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพจะแสดงความเห็นว่าสาเหตุการตาย
ไม่สามารถแยกได้ว่าตายจากเลือดออกในสมองก่อนหรือจมน้าตาย ก็ต้องถือว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย
เพราะถูกจาเลยทาร้ายโดยมเี จตนาฆา่ ผตู้ ายโดยเล็งเห็นผล หาใชจ่ าเลยมเี พยี งเจตนาทารา้ ยไม่

ใชข้ องอนื่ ถือวา่ มีเจตนาทาร้าย

ฎกี าท่ี ๑๒๖๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓ เจตนาฆา่ โดยเล็งเหน็ ผลของการกระทาน้นั ผู้กระทา
ตอ้ งเล็งเห็นผลของการกระทาแล้วว่าจะทาให้ผู้ถูกกระทาถึงแก่ความตายได้ ซ่ึงเป็นผลที่เห็นได้ชัดว่า
จะเกิดข้ึน มิใช่เพียงแค่อาจจะเกิดข้ึนเท่าน้ัน การที่จาเลยกับพวกร่วมกันถีบรถจักรย านยนต์
ที่ผู้เสียหายทั้งสองขับด้วยความเร็ว ๗๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซ่ึงเป็นความเร็วไม่มาก ทาให้ผู้เสียหาย

389

ท้ังสองไถลไปตามไหล่ทางท่ีมีหญ้าขึ้นปกคลุมและได้รับบาดแผลถลอกเป็นส่วนใหญ่ คงมีแต่
ผู้เสียหายท่ี ๒ ท่นี ิว้ มอื ขวาฉีกด้วยเท่านน้ั แสดงว่าจาเลยเพียงเจตนาทาร้ายเท่านน้ั

ฎีกาที่ ๖๔๓๑/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๗๓ จาเลยใช้สายไฟที่ตัดจากสายพัดลมต่อปลั๊กไฟ
ในบา้ นจ้ีไปท่ีบริเวณหัวไหล่และตน้ แขนขวาของผูเ้ สียหาย แล้วจาเลยวิง่ ไปสับคัตเอาท์ทด่ี ้านหลังบา้ น
โดยไม่หลบหนีไปทันที แต่กลับมาพูดขู่ผู้เสียหาย ซึ่งหากจาเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหาย
ก็ยอ่ มกระทาได้เพราะมีเวลามากพอ การทจ่ี าเลยกลับมาพดู ขู่ผู้เสยี หายแทนที่จะหลบหนีไป แสดงให้
เห็นว่าการไปสับคัตเอาท์ดับไฟน้ัน ไม่ใช่เพราะเกรงว่าผู้เสียหายจะจาหน้าได้หรือเพื่อป้องกันการ
ติดตาม จาเลยจึงมีเจตนากระทาเพียงเพ่ือให้ผู้เสียหายสลบไป และไม่อาจคาดหมายได้ว่าการกระทา
เช่นนั้นอาจมีผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ จาเลยจึงมีความผิดเพียงฐานทาร้ายร่างกายตาม
มาตรา ๒๙๕ ไมผ่ ดิ ฐานพยายามฆา่

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๘๙ (๒)

ฎีกาท่ี ๑๑๘๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖ ขณะเจ้าพนักงานตารวจตั้งจุดตรวจ ภ. ขับรถยนต์
กระบะมีพวกนั่งอยู่ในห้องโดยสาร ๑ คน และมีพวกอีก ๔ คน ซึ่งมีจาเลยรวมอยู่ด้วยน่ังที่กระบะ
รถยนต์ เมื่อมาถึงจุดตรวจแล้วไม่ยอมหยุดให้ตรวจกลับเร่งความเร็วรถหนีไป จ่าสิบตารวจ จ.
สิบตารวจตรี ท. และสิบตารวจตรี ส. จึงกระโดดข้ึนไปบนกระบะรถยนต์ของกลาง จาเลยกับพวก
ยินยอมให้เจ้าพนักงานตารวจใส่กุญแจมือโดยดีไม่มีท่าทีจะต่อสู้ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตารวจ
ใช้อาวุธปืนยิงขู่และทุบกระจกเพื่อให้ ภ. หยุดรถ แต่ ภ. ยังคงขับรถต่อไป จนกระทั่งต่อมาเมื่อพวก
คนหนึ่งตะโกนว่าสู้มัน จาเลยกับพวกท่ีนั่งในกระบะรถยนต์เข้าต่อสู้กับสิบตารวจตรี ท. และ
สบิ ตารวจตรี ส. แล้วพวกคนหนึ่งใช้อาวธุ ปืนยิงสิบตารวจตรี ส. ถึงแก่ความตาย ส่วนพวกอีกคนท่ีนั่ง
ในห้องโดยสารใช้อาวุธปืนยิงสิบตารวจโท ท. ที่ใบหน้าได้รับอันตรายสาหัสโดยจาเลยถูกกระสุนปืน
ท่ีเท้าด้วย จากนั้น ภ. กับพวกนาเจ้าพนักงานตารวจท้ังสองท่ีถูกยิงไปทิ้งในซอยหมู่บ้านจัดสรร
พฤติการณ์แสดงว่าจาเลยกับพวกมิได้คบคิดกันจะฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตารวจต้ังแต่แรก
แต่การฆ่าและพยายามฆ่าดังกล่าวเกิดขึ้นในทันทีทันใดระหว่างมีการต่อสู้กันโดยไม่ปรากฏว่าจาเลย
มีการกระทาใดที่แสดงว่ามีส่วนร่วมด้วย แต่กลับถูกกระสุนปืนจากการยิงต่อสู้กันเข้าที่เท้าบ่งช้ีว่า
น่าจะไม่รู้มาก่อนด้วยว่าจะมีการใช้อาวุธปืนยิงกัน ดังนี้ การกระทาของจาเลยยังฟังไม่ได้ว่าจาเลย
รว่ มกับพวกฆา่ สบิ ตารวจตรี ส. และพยายามฆา่ สิบตารวจตรี ท.

การที่ ภ. ไม่ยอมหยุดรถเม่ือเจ้าพนักงานตารวจกระโดดขึ้นไปบนรถเพื่อจับกุม แต่ยังคง
ขับรถตอ่ ไปและเมื่อเจ้าพนักงานตารวจกระทาการเพ่ือให้ ภ. หยดุ รถอกี แต่ ภ. ก็ยงั ขับรถต่อไปทาให้
เจ้าพนักงานตารวจไม่สามารถลงจากรถมาตรวจค้นจาเลยกับพวกได้น้ัน ภ. กระทาไปโดยเจตนา
หลบหนีให้พ้นจากการจับกุมให้ได้เท่าน้ัน ยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่ามีเจตนาหน่วงเหน่ียวกักขัง หรือ
ทาให้เจา้ พนักงานตารวจทขี่ ึ้นไปบนรถปราศจากเสรภี าพในร่างกาย

390

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๘๙ (๔)

ฎีกาที่ ๔๓๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๔๗ การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า
ก่อนทาการฆ่าผู้กระทาผิดได้คิดไตร่ตรองบททวนแล้วจึงตกลงใจกระทาความผิด ไม่ใช่กระทาไป
โดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนา
สว่ นตัวของผู้กระทาผิด ผูร้ ่วมกระทาผดิ ทมี่ ิได้ไตรต่ รองไวก้ ่อนไม่มีความผดิ ดว้ ย เพราะกฎหมายมุง่ ถึง
การไตร่ตรองไว้ก่อนซ่ึงเป็นสภาพจิตใจของแต่ละคน การจะเป็นตัวการร่วมกันฐานฆ่าผู้อ่ืนโดย
ไตร่ตรองไว้กอ่ นจงึ ตอ้ งมีลักษณะเป็นการวางแผนการคบคิดกนั มาแตต่ ้นที่จะไปฆ่าผู้อื่น หรอื ด้วยการ
ใช้จ้างวาน หรือไปดักฆ่าผู้อ่ืนโดยมีพฤติการณ์ร่วมกันมาแต่ต้น จาเลยท่ี ๒ และ ธ. ร่วมกันฆ่าผู้ตาย
เพราะมีสาเหตุโกรธเคืองกบั ผู้ตาย ส่วนจาเลยท่ี ๑ ได้ร่วมกระทาความผดิ ด้วยเพราะเมาสุราโดยไม่มี
สาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน และเป็นญาติพี่น้องกับผู้ตาย ทั้งก่อนเกิดเหตุได้มีการดื่มสุรากัน
โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๑ ได้ร่วมวางแผนกับจาเลยท่ี ๒ มาก่อน การที่จาเลยท่ี ๑ ร่วมไปฆ่าผู้ตาย
จงึ เปน็ การตัดสินใจในทันทีทันใดลักษณะตกกระไดพลอยโจนมากกวา่ ดงั นี้ จาเลยที่ ๑ คงมีความผิด
ฐานฆา่ ผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ เท่านนั้ ไมเ่ ป็นความผดิ ฐานฆา่ ผู้อน่ื โดยไตร่ตรองไวก้ อ่ นตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๙ (๔)

ฎีกาท่ี ๑๓๑๑๓/๒๕๕๖ ฎ. ๓๑๒๑ ก่อนเกิดเหตุจาเลยท่ี ๑ ฝากเงิน ๒,๘๐๐ บาท ให้ ว.
นาไปมอบให้ ป. เพอื่ ซือ้ เมทแอมเฟตามีน แต่ ป. ไมไ่ ด้ซื้อและไมม่ ีเงินคนื ให้ เมอ่ื ว. กบั จาเลยท่ี ๒ ไป
ทวงเงิน ป. ป. ตบหน้า ว. ว. เกิดความแค้นจึงร่วมกับจาเลยท้ังสองเตรียมการไปยิง ป. แต่
การที่ ว. ใช้อาวุธปืนยิงไปท่ีประตูบ้าน ๒ นัด หลังจากผู้ตายตะโกนบอกว่า ป. ไม่อยู่ กระสุนปืนถูก
ผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นการกระทาท่ีเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกคนในบ้านถึงแก่ความตาย
มิไดป้ ระสงคต์ อ่ ผลโดยตรงท่จี ะยงิ ให้ถกู น. เน่อื งจากมองไม่เห็นว่า น. อยทู่ ใ่ี ด จึงไม่อาจลงโทษจาเลย
ทั้งสองในฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงลงโทษได้ในฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดย
บุคคลจะต้องรับโทษหนักข้ึนโดยอาศัยข้อเท็จจริงใดบุคคลน้ันจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.อ.
มาตรา ๖๒ วรรคท้าย

ฎกี าที่ ๕๐๓๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๕๒ พฤติการณ์ท่ีจาเลยเพียรมาตามหาผู้ตายที่บ้านเกิด
เหตุหลายครั้ง และในวันเกิดเหตุเวลาค่าจาเลยก็มาหาผู้ตายอีกและพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จาเลยและ
พวกจึงร่วมกันยิงผู้ตาย ส่อให้เห็นว่าจาเลยและพวกมิได้ตระเตรียมการท่ีจะฆ่าผู้ตายมาก่อน เพราะ
จาเลยก็รู้จักบ้านของผู้ตายดี หากจาเลยและพวกมีเจตนาจะฆ่าผู้ตายมาตั้งแต่ต้น จาเลยก็น่าจะยิง
ผู้ตายเสียในทันทีท่ีผู้ตายปรากฏตัวออกมา คงไม่ต้องมาเจรจาตกลงกันอยู่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนจึงยิง
ผู้ตายเช่นนี้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นเพียงการฆ่าผู้อ่ืน มิใช่เป็นการฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ฎีกาที่ ๑๖๔๖/๒๕๕๙ ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจาเลยต่างเมาสุราโต้เถียงทะเลาะกัน จาเลย
กลับบ้านเอามีดดาบของกลางมาขู่ผู้ตาย ผู้ตายกับจาเลยโต้เถียงกันอีก แล้วจาเลยถือมีดดาบวิ่งไล่
ผู้ตายไปจนถึงบริเวณท่ีผู้ตายกับพวกน่ังด่ืมสุรากัน อ. เข้าไปห้ามจาเลย จาเลยจึงกลับบ้านโดยไม่ได้
ฟันผู้ตาย ผู้ตายกลบั มาน่ังดืม่ สุรากับพวกตอ่ สักครูห่ นึ่งผู้ตายเดินออกไปทางท้ายซอยห่างจากวงสุรา

391

ประมาณ ๑๐ เมตร และยืนชี้มาทางบ้านจาเลยลักษณะท้าทาย จาเลยโมโหจงึ ได้ขับรถจักรยานยนต์
เข้าไปหาผู้ตายแล้วใช้มีดดาบฟันผู้ตาย ดังนี้ พฤติการณ์ของจาเลยหลังจากท่ีจาเลยใช้มีดดาบว่ิงไล่
ผู้ตายไปจนถึงท่ีเกิดเหตุและใช้มีดดาบเล่มเดิมฟันผู้ตาย เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน
ถอื ไมไ่ ด้ว่าจาเลยกระทาการโดยไตรต่ รองไว้ก่อน

ฎีกาท่ี ๑๑๘๐/ ๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๐ การฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า
ก่อนทาการฆ่าผู้กระทาผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทาความผิด ไม่ใช่กระทาไปโดย
ปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ พฤติการณ์ท่ีจาเลยกับผู้ตายเล่นการพนันและ
ทะเลาะวิวาทกันขณะจาเลยเมาสุราน้ันเป็นเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ความโกรธจะมากน้อย
เพียงใดก็แล้วแต่สภาพจิตของแต่ละคน แต่การท่ีจาเลยออกจากที่เกิดเหตุแล้วกลับมาอีกคร้ังใช้เวลา
ประมาณ ๕ นาที พร้อมอาวุธมีด แสดงว่าจาเลยโกรธมากในการทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย ระยะเวลา
ท่ีเกิดขึ้นรวดเร็วเพียงน้ัน โอกาสท่ีจาเลยจะได้คิดไตร่ตรองทบทวนไว้ก่อนย่อมมีน้อย การที่จาเลย
กลับมายังท่ีเกิดเหตแุ ล้วใช้อาวธุ มีดแทงผู้ตายในเวลาต่อเนื่องกัน จึงไมพ่ อรบั ฟังว่า จาเลยมีเจตนาฆ่า
ผู้ตายโดยไตรต่ รองไว้ก่อน

ฎีกาที่ ๔๗๒๐/๒๕๕๙ ฎ.๑๕๗๖ จาเลยบอกให้โจทก์ร่วมอยู่ก่อนแล้วขับรถจักรยานยนต์
ออกไปประมาณ ๓๐ นาที จึงขบั รถกลับมายงั ท่ีเกิดเหตุแล้วลงจากรถมาใชอ้ าวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทันที
ระหว่างท่ีจาเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากท่ีเกิดเหตุจนกระท่ังกลับมายังท่ีเกิดเหตุอีกคร้ังหน่ึง
จาเลยย่อมมีเวลานานเพียงพอท่ีจะไตร่ตรองว่าจะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมหรือไม่ การที่จาเลย
ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย จาเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่า
ผูอ้ ืน่ โดยไตรต่ รองไวก้ ่อน

ฎกี าท่ี ๑๑๖๗๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๗๓ ก่อนท่ีจาเลยจะใช้อาวธุ ปืนยิงผเู้ สียหาย จาเลย
พดู กับผู้เสียหายวา่ “ไม่ต้องมายงุ่ กับครอบครัวของกู ครอบครัวของกจู ัดการเองได้” คาพูดของจาเลย
ดังกล่าวเป็นการตอกย้าให้ผู้เสียหายทราบถึงสาเหตุท่ีจาเลยไม่พอใจผู้เสียหายที่ไปยุ่งเกี่ยวกับเร่ือง
ครอบครัวของจาเลยและเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเพียงเล็กน้อยสาหรับจาเลย เม่ือผู้เสียหายตอบว่า
“ได้” อันเป็นการรับปากต่อจาเลยว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของจาเลยอีก จาเลยก็ยังคงใช้
อาวุธปืนที่ติดตัวมายิงผู้เสียหายทันที ๒ นัด ดังน้ัน คาพูดรับปากของผู้เสียหายจึงไม่มีผลกระทบต่อ
การตัดสินใจของจาเลยให้มีผลเปลี่ยนแปลงไป แสดงว่าจาเลยได้คิดใคร่ครวญตัดสินใจที่จะใช้อาวุธ
ปืนท่ีติดตัวมายิงผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายมาแต่ต้นแล้ว มิใช่เป็นการตัดสินใจเพราะเหตุปัจจุบัน
ทันด่วนและเมื่อจาเลยยิงผู้เสียหายแล้ว จาเลยว่ิงออกจากบ้านผู้เสียหายไปขับรถจักรยานยนต์
ท่ีติดเคร่ืองยนต์รออยู่หลบหนีไป พฤติการณ์ของจาเลยแสดงให้เห็นถึงการกระทาท่ีมีการวางแผน
มาแต่ต้นว่าเม่ือก่อเหตุแล้วจะหลบหนีด้วยวิธีใดฟังได้ว่าจาเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรอง
ไวก้ ่อน

ฎกี าท่ี ๘๔๖๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๙๗ การฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไวก้ ่อน ผู้กระทาความผิด
ได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทาความผิด หาใช่เป็นการกระทาในลักษณะปัจจุบันทัน

392

ด่วนไม่ พฤติการณ์ท่ีเมื่อจาเลยสืบทราบว่าผู้ตายเป็นคนลักวิทยุเทปติดรถยนต์ของบิดาจาเลยไป
จาเลยได้ตระเตรียมอาวุธปืนแล้วออกติดตามตัวผู้ตายมาโดยตลอด อีกท้ังข้อเท็จจริงได้ความตาม
บนั ทกึ คาให้การชั้นสอบสวนของ ม. ว่า จาเลยบอกแก่ ม. ว่าจะยิงผู้ตายพรอ้ มเปิดเสื้อให้ดอู าวุธปืนท่ี
ตระเตรยี มมา ม. ได้พูดขอร้องจาเลยว่าอย่าเพิ่งยิงผู้ตาย ขออาสาพูดกับผู้ตายให้คืนวิทยุเทป แต่เมื่อ
ม. อ. และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกไปจะกลับบ้าน จาเลยได้เรียกให้กลับมาหาอีกคร้ัง จากนั้น
จึงเป็นเหตุการณ์ท่ีจาเลยชวนผู้ตายไปคุยกันลาพังสองคนก่อนท่ีจะใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงผู้ตาย
แสดงว่า ม. ยังไม่มีโอกาสได้พูดกับผู้ตายให้คืนวิทยุเทปแต่อย่างใด จาเลยก็เรียกชวนผู้ตายไปตกลง
กันลาพังสองคน แล้วใช้อาวุธปืนท่ีเตรียมมายิงผู้ตาย ประกอบกับจาเลยยิงผู้ตาย ๒ นัด จนล้มลง
แล้วยิงซ้าเป็นนัดท่ี ๓ ท่ีบริเวณศีรษะผู้ตายแล้ววิ่งไปข้ึนรถจักรยานยนต์ท่ี ร. ติดเครื่องรออยู่
การกระทาของจาเลยชี้ให้เห็นว่า จาเลยได้คิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทาผิดแล้ว จาเลย
จงึ มคี วามผดิ ฐานฆ่าผตู้ ายโดยไตร่ตรองไวก้ อ่ น

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๘๙ (๕)

ฎีกาที่ ๑๖๕๔๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๙๔ การท่ีจาเลยใช้จอบตีและฟันศีรษะผู้ตายจน
กะโหลกแตก แสดงให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนาจะให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในทันที ที่จาเลยไม่ช่วยเหลือ
ผู้ตายหลังจากถูกจาเลยทาร้ายแล้ว เป็นผลต่อเน่ืองจากการทาร้ายเท่าน้ัน มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับ
ความเจ็บปวดทรมาน จึงถือไม่ไดว้ ่าเป็นการฆ่าโดยกระทาทารณุ โหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๕)

ฎีกาที่ ๕๒๐๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๖๒ แม้น้ากรดจะมิใช่อาวุธโดยสภาพ แต่ก็เป็นสารเคมี
ชนิดกรดเกลือซ่ึงมีคุณสมบัติกัดกร่อนชนิดรุนแรงที่ทาให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต เม่ือจาเลยใช้ราดใส่
ร่างกายของผู้ตายจนเป็นเหตุให้มีบาดแผลไหม้พองสุกลอกเกือบหมด บางส่วนด้านแข็ง ท่ีบริเวณ
ใบหน้า ลาคอ ทรวงอก ลนิ้ ปี่ แผน่ หลัง บั้นเอว กน้ กบ แขนและมอื ซึ่งเป็นบาดแผลท่ปี รากฏภายนอก
เกือบทั่วทั้งร่างกายของผู้ตาย ย่อมบ่งช้ีได้ว่าน้ากรดท่จี าเลยใชน้ ้ันมีปริมาณไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สาเหตุการตายของผู้ตายก็เนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจากสารเคมีทาลายผิวหนัง
และผู้ตายก็ถึงแก่ความตายในคืนเกิดเหตุน้ีเอง อันเป็นผลโดยตรงมาจากน้ากรดซึ่งจาเลยกระทาไป
โดยรู้สานึก และในขณะเดียวกันย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทาดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่
ความตายได้ โดยก่อนถึงแก่ความตายน้ันผู้ตายย่อมต้องได้รับความลาบากและเจ็บปวดอย่างทรมาน
แสนสาหัสจากบาดแผลทีไ่ ด้รบั จาเลยจึงมีความผดิ ฐานฆา่ ผตู้ ายโดยทรมานและทารุณโหดรา้ ย

ฎีกาท่ี ๖๐๘๓/๒๕๔๖ ฎ.๑๑๕๐ จาเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้ตาย กระสุนปืนเข้าทางขมับ
ซ้ายทะลุออกขมับขวา แสดงให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายให้ตายทันที แม้ผู้ตายไม่ได้ถึงแก่ความ
ตายทันที และจาเลยใช้มีดตัดศีรษะผู้ตายขณะท่ีผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย แต่จาเลยไม่มีเจตนา
ทาให้ผู้ตายได้รับความลาบากทรมานสาหัสก่อนตาย และไม่ได้ความแจ้งชัดว่าจาเลยได้กระทาการ
อยา่ งไรอันเป็นการทรมานหรือทารุณโหดร้ายผตู้ าย การท่ีจาเลยใช้มีดตัดคอผูต้ ายและใช้มีดชาแหละ

393

ศพผู้ตายออกเป็นช้ิน ๆ แล้วท้ิงช้ินส่วนศพบางส่วนลงในส้วมชักโครกกับนาช้ินส่วนศพบางส่วนไปทิ้ง
ที่แม่น้า จาเลยมีเจตนาทาลายศพเพ่ือปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายเท่านั้น มิใช่เพ่ือให้ผู้ตาย
ได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย ถือไม่ได้ว่าจาเลยฆ่าผู้ตายโดยทรมานหรือโดย
กระทาทารุณโหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๕)

จาเลยมีอาวุธปืนและมีดไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุเพื่อตระเตรียมไว้สาหรับฆ่าผู้ตายและ
ชาแหละศพผู้ตาย ส่วนของศพท่ีชาแหละแล้วย่อมมีกล่ินคาวและมีน้าเลือดน้าเหลืองไหลซึมออกมา
การนาออกจากห้องพักไปทิ้งย่อมต้องใช้วัสดุส่ิงของสาหรับห่อหุ้มและบรรจุเพื่อดูดซับน้าเลือด
น้าเหลืองและกล่ินคาว รวมทั้งปกปิดไม่ให้มีผู้พบเห็น การที่จาเลยสามารถนาช้ินส่วนศพผู้ตายออก
จากห้องพักไปท้ิง นาอาวุธปืน มีดและทรัพย์ของผู้ตายไปซ่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอดจนนาเส้ือผ้า
ของผู้ตายไปเผาทาลายภายในระยะเวลาอันส้ันโดยไม่มีผู้พบเห็น แสดงว่าจาเลยได้วางแผนไว้
ลว่ งหนา้ แลว้ จงึ เปน็ การฆา่ ผู้ตายโดยไตรต่ รองไวก้ อ่ น

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๘๙ (๖)

ฎกี าที่ ๓๙๖๘/๒๕๕๔ ฎ.๒๒๗๕ ขณะจาเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จาเลยท่ี ๒ และ
ที่ ๓ มิได้กระทาการใดอันเป็นการแสดงว่าร่วมรู้เห็นในการท่ีจาเลยท่ี ๑ ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย
การที่จาเลยที่ ๑ กระชากสร้อยคอทองคาของผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เม่ือผู้เสียหาย
ว่ิงหนีจาเลยท่ี ๑ ยังใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายอีก เป็นการกระทาโดยลาพังของจาเลยที่ ๑
ในทันทีทันใดน้ันเอง เพียงแต่จาเลยท่ี ๒ เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ และจาเลยท่ี ๓ เป็นผู้ดูต้นทาง
ขณะจาเลยที่ ๑ กระชากสร้อยคาทองคาของผู้เสียหายและขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับ
จาเลยที่ ๑ จึงฟังไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ร่วมกับจาเลยที่ ๑ พยายามฆ่าผู้เสียหายเพ่ือความ
สะดวกในการที่จะกระทาความผดิ อย่างอืน่ และยิงปืนซง่ึ ใชด้ นิ ระเบดิ โดยใช่เหตใุ นเมือง

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙๐

ฎีกาที่ ๖๐๒๐/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๘ จาเลยที่ ๑ ร่วมเดินทางไปกับพวกไปท่ีเกิดเหตุโดย
ทราบมาก่อนแลว้ ว่าพวกของจาเลยท่ี ๑ จะไปทาร้ายผู้เสียหาย และหลังเกิดเหตุกห็ ลบหนีไปด้วยกัน
ยอ่ มแสดงให้เห็นวา่ จาเลยที่ ๑ มีเจตนาท่ีจะร่วมทาร้ายผู้เสียหายกับพวกซ่งึ มกี ารคิดไตร่ตรองไวก้ ่อน
แล้ว จึงฟังได้ว่าจาเลยที่ ๑ มีเจตนาเพียงต้องการทารา้ ยผเู้ สยี หายโดยไตร่ตรองไวก้ ่อนเท่าน้ัน แต่เม่ือ
ผลการกระทาของพวกจาเลยท่ี ๑ ไม่ทาให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุ
ให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จาเลยท่ี ๑ จึงต้องรับผลแห่งการกระทาน้ัน จาเลยท่ี ๑ จึงมีความผิดฐาน
ร่วมกันพยายามทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๖ ประกอบมาตรา
๘๐ และฐานทาร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้น้ันถึงแก่ความตาย

394

โดยพลาดตามมาตรา ๒๙๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๖๐
ฎีกาที่ ๒๖๖๓/๒๕๖๐ ฎ.๔๐๐ จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ กับพวกทะเลาะวิวาทกับผู้ตายจน

แยกย้ายกันไปแล้ว แต่ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับบ้าน พวกของจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ พูดว่า
“จะไปเอาคืน” และเม่ือจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ กับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณท่ีเกิดเหตุ พวก
ของจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ พูดว่า “ให้ดักรออยู่ที่นี่” แสดงว่าจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ กับพวกร่วมคบคิดกัน
เพื่อจะมาทาร้ายผู้ตายต้ังแต่ต้น เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุและรถจักรยานยนต์ล้ม
จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๔ กบั พวก ก็วง่ิ เขา้ ไปไลท่ ารา้ ยผตู้ ายพร้อมกัน พฤติการณ์การกระทาของจาเลยที่ ๑
ถึงที่ ๔ กับพวกจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทาความผิด แม้จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มิได้เป็นคนใช้อาวุธมีด
แทงผู้ตาย แต่พวกของจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๔ คนหน่ึงใช้มีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจาเลยท่ี ๑
ถึงที่ ๔ จะทราบว่าพวกของตนมีมีดหรือไม่ก็ตาม และแม้ไม่ปรากฏว่าจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๔ ทาร้าย
ผู้ตายอย่างไร พฤติการณ์ท่ีจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ ร่วมอยู่ในเหตุการณ์และวิ่งเข้าไปทาร้ายผู้ตายด้วย
แสดงว่าจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ยอมรับผลแห่งการกระทานั้นด้วย จะถือเป็นเร่ืองต่างคนต่างทาไม่ได้
เพราะเป็นผลจากการกระทาของผู้ร่วมกระทาความผิดทุกคน แต่จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๔ ไม่มีสาเหตุโกรธ
เคืองกับผู้ตายถึงขนาดท่ีจะเอาชีวิตกัน การกระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๔ ถือว่ามเี พียงเจตนาทาร้าย
ผู้ตาย การท่ีผู้ตายถึงแก่ความตายจากการทาร้าย จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓

ฎีกาท่ี ๙๙๔๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๕๖ เหตุที่จาเลยท้ังสองทาร้ายผู้ตายเพราะไม่พอใจ
ที่ผู้ตายไม่ยอมซื้อเบียร์มาให้ตามท่ีจาเลยท่ี ๑ สั่ง ไม่น่าจะมีสาเหตุโกรธเคืองกันรุนแรงถึงขั้นที่จะ
ประสงค์ต่อชีวิต ทั้งเมื่อพิจารณาจากบาดแผลท่ีผู้ตายได้รับตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ ผู้ตาย
มีบาดแผลหนังศรีษะบริเวณหน้าผากด้านขวาถลอกบวม หนังศรีษะบริเวณท้ายทอยซ้ายบวมโน
ขอบตาซ้ายเขียวคล้า ใบหูซ้าย คอด้านขวา อกไก่ด้านบน ต้นแขนซ้าย ชายโครงซ้ายเขียวช้า
หลังนิ้วเท้าขวา น้ิวช้ีและนิ้วกลางมีรอยถลอกซ่ึงมิใช่บาดแผลท่ีทาให้ถึงตายได้ ท้ังยังได้ความจาก
ภ. ว่าได้เสนอให้นาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาลแต่จาเลยที่ ๑ พูดว่าอย่าไปส่งเดี๋ยวก็ฟ้ืนเอง พฤติการณ์
ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจาเลยท่ี ๑ มีเจตนาเพียงต้องการทาร้ายผู้ตายไม่ได้มีเจตนาฆ่า เม่ือผู้ตาย
ถึงแก่ความตายโดยเป็นผลมาจากการทาร้ายของจาเลยท่ี ๑ การกระทาและพฤติการณ์ของจาเลย
ที่ ๑ จึงเปน็ การทาร้ายผู้อ่ืนจนถงึ แก่ความตายโดยมไิ ด้มีเจตนาฆ่า และการทจี่ าเลยท่ี ๑ ทาร้ายผู้ตาย
เป็นเวลานานและหยุดบ้างสลับกันไปติดต่อกันรวมเวลาหลายชั่วโมง ท้ังที่ผู้ตายมิได้โต้ตอบจนผู้ตาย
มีบาดแผลตามร่างกายจานวนหลายแห่งแพทย์ระบุสาเหตุการตายเนื่องจากเส้นเลือดแดงท่ีคอซ้าย
อดุ ตันทาให้เนอื้ สมองตายแสดงใหเ้ ห็นว่าจาเลยที่ ๑ ประสงค์ให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวด การกระทา
ของจาเลยท่ี ๑ จงึ เป็นการกระทาโดยทรมานและทารุณโหดร้าย

ฎีกาท่ี ๕๖๙๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๘๗ ได้ความจาก ล. แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายว่า
ผู้ตายหัวใจโตเส้นเลือดหัวใจเส้นหนา้ หนาตวั ข้ึน หลอดเลอื ดภายในเลอื ดผ่านได้ประมาณร้อยละ ๒๐
สันนิษฐานว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเน่ืองจากหัวใจขาดเลือดกะทันหัน ซ่ึงเกิดจากการตกใจหรือ

395

มีความเครียดอย่างรุนแรง แม้จะได้ความจากการตอบคาถามค้านว่าภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบของ
ผู้ตายเป็นภาวะท่ีเป็นมาก่อนแล้วและภาวะหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุที่ทาให้ผู้ตายถึงแก่
ความตายก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้รับฟังได้ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิใช่เกิดจากการทาร้ายของ
จาเลย เพราะการที่จาเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ขู่เข็ญผู้ตาย ทาให้ผู้ตายเกิดอาการตกใจกลัววิ่งหนีการไล่
ทาร้ายและการท่ีจาเลยกลับมาด่าว่าข่มขู่และชกต่อยทาร้ายผู้ตาย ย่อมเป็นการกระทาอันกระทบ
กระเทือนต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตายอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว
ขาดเลือดไปเล้ียงหัวใจอย่างเฉียบพลันจนถึงแก่ความตาย ดังได้ความจาก อ. แพทย์ผู้รับผู้ตายไว้
เบิกความว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนถงึ โรงพยาบาลแล้ว เช่นนี้ ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจาก
การกระทาของจาเลยซ่ึงเป็นความผิดฐานมิได้เจตนาฆ่าแต่ทาร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้ผ้นู ้ันถึงแก่ความ
ตาย

ฎีกาท่ี ๙๔๑๓/๒๕๕๒ ฎ.๒๒๗๔ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดมิได้
มีเจตนาฆ่าแต่ทาร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแต่สามปีถึง
สบิ ห้าปี" นน้ั มีความหมายวา่ หากผู้ใดทาร้ายผู้อ่นื จนเปน็ เหตุให้ผนู้ ัน้ ถงึ แกค่ วามตายโดยมไิ ด้มเี จตนา
ฆ่าแล้ว ผู้น้ันย่อมมีความผิดตามมาตราน้ี ซึ่งเป็นการบัญญัติให้ได้รับโทษหนักขึ้น แตกต่างจาก
ความผิดฐานทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อ่ืน หรือความผิดฐาน
ทาร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทาร้ายรับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดฐานใช้กาลังทาร้าย
ผู้อ่ืนโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ และ ๓๙๑
ตามลาดับ อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทาต้องรับโทษตามผลของการกระทานั้น
แตกต่างกันไปตามความหนักเบาของผลท่ีเกิดขึ้น เม่ือจาเลยท่ี ๒ ใช้มีดดาบเป็นอาวุธไล่ฟันผู้ตาย
อันเป็นการทาร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้าจนถึงแก่ความตาย การกระทา
ของจาเลยท่ี ๒ จึงเป็นการทาร้ายผู้ตาย ซึ่งเมื่อมิใช่กระทาโดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทาน้ันเป็นเหตุ
ทาให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นความผิดสาเร็จตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแรก แล้ว หาใช่เป็นเพียง
การพยายามกระทาความผิดไม่
ขอ้ สงั เกต กรณีนถี้ ้าจาเลยที่ ๒ ไม่ไล่ฟันผู้ตาย ผูต้ ายจะไม่กระโดดลงน้าจนถึงแก่ความตาย เป็นกรณี
ท่ีว่าถ้าไม่ทาผลไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทาน้ัน แม้จะมีเหตุอ่ืนด้วยก็ตาม ถือว่า เป็นผล
โดยตรงจากการกระทาของจาเลย ส่วนการที่ผู้ตายกระโดดลงน้าจนถึงแก่ความตาย เป็นเหตุการณ์
ท่ีเกิดข้ึนหลังการกระทาความผิดถือเป็นเหตุแทรกแซงท่ีวิญญูชนคาดเห็นได้ การกระทาและผล
จงึ สัมพันธก์ นั ผู้กระทาตอ้ งรับผดิ ในผลคือต้องรบั ผดิ ตามมาตรา ๒๙๐

ความผิดฐานทารา้ ยเป็นเหตใุ ห้ผู้อื่นถงึ แก่ความตายไม่มีการพยายามกระทาความผิด เพราะ
ถ้าผู้ถูกกระทาตายโดยความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลสัมพันธ์กัน ผู้กระทาต้องรับผิดในผล
หากการกระทาและผลไม่สัมพันธ์กัน ผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผลและไม่เป็นการพยายามกระทา
ความผิดตามมาตรา ๒๙๐ โดยรับผิดเพียงมาตรา ๒๙๕ หรือ มาตรา ๓๙๑ แล้วแต่กรณี ต่างจาก
ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ถ้าหากการกระทาและผลไม่สัมพันธ์กัน ผู้กระทาต้องรับผิดฐาน

396

พยายามฆ่า
ฎีกาที่ ๖๓๑๕/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๔๑ ผ้ตู ายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลถูกแทงจาก

การกระทาของจาเลยที่ ๑ ส่วนจาเลยท่ี ๒ ใช้ไม้ตีผู้ตายหลังจากผู้ตายถูกจาเลยที่ ๑ ต่อยจนเซไป
แล้ว และจาเลยที่ ๒ แยกไปทาร้าย พ. โดยไม่ได้ร่วมทาร้ายผู้ตายอย่างใดอีก การที่จาเลยท่ี ๑ ใช้
อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า จึงเป็นการกระทาของจาเลยท่ี ๑ แต่โดยลาพัง พฤติการณ์ของ
จาเลยที่ ๒ คงเป็นเพียงแต่ร่วมกับจาเลยที่ ๑ ทาร้ายผตู้ ายเท่านั้น แต่การร่วมกนั ทารา้ ยมผี ลใหผ้ ู้ตาย
ถึงแก่ความตาย จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิดฐานร่วมกันทาร้ายผู้อ่ืนจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม
ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๙๑

ฎกี าท่ี ๘๐๓๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๖ รถบรรทุกสิบล้อที่จาเลยขับมาถึงบรเิ วณที่เกดิ เหตุ
ลอ้ รถด้านหลังสะบดั จะหลุดออกมาจึงจาเป็นต้องจอดบนไหล่ทาง จาเลยจอดรถชิดขอบถนนด้านซ้าย
แล้ว แต่ปรากฏว่าไหล่ทางกว้างเพียง ๑.๕๐ เมตร ท้ายรถจึงยื่นล้าเข้าไปในทางเดินรถไม่เกิน ๒ ฟุต
เป็นกรณีจาเป็นท่ีจาเลยต้องจอดรถเข้าไปในทางเดินรถเช่นน้ัน จาเลยไดจ้ อดในลักษณะที่ไม่กีดขวาง
การจราจรแล้ว แต่การท่ีจาเลยจอดรถไว้โดยมิได้แสดงเครื่องหมายตามท่ีระบุในกฎกระทรวงฯ
ซึ่งกาหนดให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกนอกเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ต้องแสดง
เครื่องหมายหรือสัญญาณในกรณีทีจ่ าเป็นต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถเนื่องจากเครอ่ื งยนต์หรอื เครือ่ ง
อุปกรณ์ของรถขัดข้องไว้ แม้จาเลยไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามลักษณะและเง่ือนไข
ท่ีกาหนดในกฎกระทรวงดังกล่าว จาเลยจะต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๕๖
วรรคสอง แตก่ ารท่จี าเลยไมไ่ ด้แสดงเช่นนั้นจะฟังเปน็ ยตุ วิ า่ จาเลยกระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้ผู้อื่น
ถึงแก่ความตายหาได้ไม่ เม่ือขณะเกิดเหตุจาเลยเปิดไฟหรือไฟกระพริบหน้ารถและท้ายรถไว้
นอกจากน้ีจาเลยยังวางก่ิงไม้กองไว้ท่ีท้ายรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุเป็นระยะ ๆ ประมาณ ๔ ถึง ๕
กอง สาหรับเป็นท่ีสังเกตแก่ผู้ขับรถมาทางด้านหลังมีแสงไฟตรงจุดกลับรถอยู่ห่างจากท้ายรถบรรทุก
สิบล้อคันเกิดเหตุประมาณ ๗๐ เมตร ส่องสวา่ งทาให้สามารถมองเห็นรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุได้
ดังน้ัน การที่จาเลยวางก่ิงไม้กองไว้ด้านท้ายรถเป็นระยะ ๆ และเปิดไฟหรี่ไฟกะพริบหน้ารถและ
ท้ายรถไว้ เป็นการเพียงพอสาหรับผู้ขับรถมาทางด้านหลังสามารถมองเห็นรถบรรทุกสิบล้อที่จาเลย
จอดไว้จะหยุดรถหรือหลบหลีกไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนกันได้แล้ว และจาเลยได้ใช้ความระมัดระวัง
ซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว หาเป็นการกระทาโดยประมาทไม่
การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อท่ีจาเลยจอดไว้เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่
ความตาย ไม่ได้เกิดจากการละเว้นการกระทาของจาเลย จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทาโดย
ประมาทเปน็ เหตใุ หผ้ ูอ้ ืน่ ถงึ แกค่ วามตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑

ฎีกาท่ี ๒๑๔๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๙๐ บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสามแยกติดต้ังสัญญาณจราจร

397

ไฟ และขณะเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟเป็นสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้เล้ียวขวา เม่ือได้รับสัญญาณ
จราจรไฟสีเขียวให้เล้ียวขวารถทุกคันที่จะเลี้ยวขวาย่อมเคลื่อนที่แล่นเข้าสู่ทางร่วมทางแยกผ่าน
ช่องเดินรถของรถท่ีแล่นสวนทางมาไปได้ การท่ีจาเลยขับรถล้าเข้าไปในช่องเดินรถของรถท่ีแล่น
สวนมากเ็ พ่ือความสะดวกรวดเร็วในการเลี้ยวขวาแลน่ ผ่านช่องเดินรถของรถท่ีแลน่ สวนทางมาเท่าน้ัน
แต่อุบัติเหตุท่ีเกิดขึ้นนั้นเน่ืองจากการกระทาของผู้ตายท่ีขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสี แดงแล่น
เข้าชนรถโดยสารที่จาเลยเป็นผู้ขับโดยท่ีไม่ว่าจาเลยหรือผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิดได้ จาเลยจึงไม่เป็นฝ่าย
ประมาท การกระทาของจาเลยจึงไม่เปน็ ความผิดฐานกระทาโดยประมาทเปน็ เหตุให้ผูอ้ ื่นถึงแกค่ วาม
ตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑

ฎีกาท่ี ๔๘๘๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๙๒ แม้จาเลยจะขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วย
ความเร็วสูง แต่จาเลยขับรถในทางเดินรถของตนโดยถูกต้อง ส่วน ส. มิได้จอดรถเพ่ือรอกลับรถ
ในช่องกลับรถอย่างในภาวะปกติธรรมดา หากแต่เป็นเพราะรถท่ี ส. ขับเกิดเสียการทรงตัวแล้วหมุน
เข้าไปในทางเดินรถของจาเลยและขวางรถท่จี าเลยขับในระยะกระชนั้ ชดิ ในภาวะเช่นนั้นไม่ว่าจาเลย
จะขับมาในลักษณะเช่นใดจาเลยย่อมไม่อาจจะหลบหลีกเพื่อมิให้ชนกับรถที่ ส. ขับได้ ดังน้ัน การท่ี
จาเลยขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูง และไม่ขับให้อยู่ในช่องเดินรถด้านซ้ายจึงมิใช่
เป็นผลโดยตรงที่ทาให้เกิดการเฉ่ียวชนกัน จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทและกระทา
โดยประมาทเป็นเหตุใหผ้ ู้อื่นถงึ แกค่ วามตาย
ขอ้ สังเกต คดีนี้แม้ศาลฎีกาจะไมว่ ินิจฉัยว่าจาเลยกระทาโดยประมาทหรือไม่ แต่ก็พอจะถือได้ว่าศาล
ฎีกาเห็นว่าการขับรถเร็วเป็นการกระทาโดยประมาท แต่เม่ือเป็นการกระทาโดยประมาทแล้วต้อง
พิจารณาต่อไปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลสัมพันธ์กันหรือไม่ หากความสัมพันธ์
ระหวา่ งการกระทาและผลสัมพนั ธ์กัน ผู้กระทาต้องรับผิดในผลคือรับผิดตามมาตรา ๒๙๑ แต่ถ้าการ
กระทาและผลไม่สัมพันธ์กัน ผู้กระทาก็ไม่ต้องรับผิดในผลคือไม่ผิดมาตรา ๒๙๑ และไม่เป็นการ
พยายามกระทาความผิดตามมาตรา ๒๙๑ เพราะการพยายามกระทาความผิดมีไดเ้ ฉพาะการกระทา
โดยเจตนา

กรณีนี้แมจ้ าเลยขบั รถมาดว้ ยความเร็วไม่สูง ก็ต้องเกิดเหตุ เพราะรถที่ ส. ขับเสยี การทรงตัว
แลว้ หมุนเข้าไปในทางเดนิ รถของจาเลยและขวางรถที่จาเลยขับในระยะกระชน้ั ชิด เปน็ กรณแี ม้ไม่ทา
ผลก็ยังต้องเกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทาน้ันไม่ได้ จึงไม่เป็นผลโดยตรง การกระทาและผล
จึงไม่สัมพนั ธ์กัน ผกู้ ระทาจึงไม่ต้องรับผดิ ในผล คอื ไม่มคี วามผิดตามมาตรา ๒๙๑

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๙๖

ฎกี าที่ ๓๒๗๐/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๒๐ ตามพฤติการณ์จาเลยที่ ๑ ย่อมเล็งเห็นได้วา่ รถท่ี
จาเลยท่ี ๑ ขับอาจเฉี่ยวชนผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่กายได้ การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทาตามหน้าท่ี ไม่เป็นความผิดฐานพยายาม

398

ฆ่าเจ้าพนักงานซงึ่ กระทาตามหนา้ ท่ี
ฎีกาที่ ๒๗๔๑/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๐๒ การที่จาเลยใช้ไม้ตีแล้วกอดปล้าผู้เสียหายซึ่งเป็น

เจ้าพนักงานตารวจและแต่งเครื่องแบบตารวจออกตรวจท้องท่ี ในขณะปฏิบัติหน้าท่ีดูแลความสงบ
เรียบร้อยภายในงานวัด ไม่ว่าการทาร้ายร่างกายดังกล่าวจะมีมูลเหตุมาโดยประการใด ก็เป็นกรณีที่
ถือได้ว่าจาเลยได้ทาร้ายร่างกายเจ้าพนักงานตารวจผู้กระทาการต ามหน้าที่เพราะการท่ีผู้เสียหาย
กาลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานวัดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย
การกระทาของจาเลยย่อมเป็นความผิดฐานทาร้ายร่างกายเจา้ พนักงานซ่ึงกระทาการตามหน้าท่ีตาม
ป.อ. มาตรา ๒๙๖

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๙๗ (ผลธรรมดา)

ฎีกาที่ ๑๐๐๑/๒๕๔๗ ฎ.๒๒๔ ความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับ
อันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ เป็นเหตุที่ทาให้ผู้กระทาความผิดฐานทาร้ายร่างกายตาม
มาตรา ๒๙๕ ต้องรับโทษหนักขึ้น เพราะผลท่ีเกิดจากการกระทา โดยท่ีผู้กระทาไม่จาต้องประสงค์
ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลถึงอันตรายสาหัสนั้น ดังนั้น แม้จาเลยจะทาร้ายผู้เสียหายโดยมิได้มีเจตนา
ทาให้แท้งลูก เม่ือผลจากการทาร้ายน้ันทาให้ผู้เสียหายต้องแท้งลูกแล้ว จาเลยก็ต้องมีความผิดตาม
มาตรา ๒๙๗ (๕)
ขอ้ สังเกต ความผิดฐานทาร้ายรา่ งกายจนเป็นเหตใุ ห้ผู้ถูกกระทารา้ ยรับอันตรายสาหัสตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เป็นความผิดที่ผลของการกระทาทาให้ผู้กระทาต้องรับโทษหนักขึ้น
โดยผู้กระทาจะต้องรับผิดในผลตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผล คือถ้าเป็น
ผลโดยตรงและเป็นผลธรรมดาผู้กระทาก็ต้องรับผิดในผล โดยไม่ต้องพิจารณาว่าผู้กระทามีเจตนาให้
เกิดผลหรือไม่ เพราะไม่ใช่ความผิดท่ีต้องการผลตามเจตนาตามมาตรา ๕๙ แต่เป็นความผดิ ท่ีผลของ
การกระทาทาให้ผูก้ ระทาต้องรับโทษหนักขน้ึ ตามมาตรา ๖๓

ฎีกานา่ สนใจมาตรา ๒๙๗ (๔)

ฎีกาที่ ๗๓๓๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๐๖ บาดแผลที่ใบหน้าของผู้เสียหายมีความยาว ๑๕
เซนติเมตร ลึก ๑ เซนติเมตร มีลกั ษณะเป็นทางยาวจากด้านข้างของจมูกพาดผา่ นแก้มไปจรดถึงคาง
ดา้ นซ้ายมีรอยเยบ็ บาดแผลท้ังลา่ งและบนบาดแผลเป็นระยะ ๆ มองเหน็ บาดแผลและรอยเย็บชัดเจน
ซ่ึงแพทย์ทาการรักษาโดยเย็บ ๑๕ เข็ม จงึ รับฟงั ได้วา่ เป็นแผลเป็นติดใบหนา้ มองเห็นได้ชัดเจนแม้จะ
อยหู่ า่ งกันมาก ถือไดว้ ่าหน้าเสียโฉมอยา่ งตดิ ตัวอันเป็นอนั ตรายสาหัสแล้ว

399

ฎกี านา่ สนใจมาตรา ๒๙๗ (๘)

ฎีกาท่ี ๑๗๘๖๖/๒๕๕๕ ฎ.๑๙๐๒ ผู้เสียหายได้รบั บาดเจ็บมีแผลถลอกท่ีข้อศอกซ้าย ต้นขา
ซ้าย แผลฟกช้าท่ีหลังด้านขวาบริเวณเอว และกระดูกหักที่ข้อมือซ้ายซ่ึงแพทย์ลงความเห็นว่าต้องใช้
เวลารักษาเกินกว่า ๑ เดือน และผู้เสียหายต้องเข้าเฝือกกระดูกข้อมือซ้ายที่หัก ระหว่างน้ันยกของ
หนักไม่ได้จนกว่าจะหายเป็นปกติใช้เวลารักษา ๒ เดือน จึงฟังได้ว่าผู้เสียหายป่วยเจ็บจนประกอบ
กรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวัน ถือได้ว่าผู้เสียหายถูกทาร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับ
อนั ตรายสาหสั

ฎีกาที่ ๑๓๐๓๐/๒๕๕๕ ฎ.๑๓๕๓ โจทก์ร่วมถูกชกบริเวณใบหน้าเป็นรอยฟกช้าและด้งั จมูก
หกั แต่สามารถไปไหนมาไหนได้ หลังจากรกั ษา ๑ สัปดาห์กไ็ ปเรียนตามปกติ ยังไปเที่ยวสถานบนั เทิง
จนถกู ทาร้ายท่ีศีรษะด้วย แมแ้ พทย์ทีต่ รวจบาดแผลจะลงความเห็นวา่ ใชเ้ วลารักษาบาดแผลประมาณ
๑ เดือน แต่ก็เป็นความเห็นเกี่ยวกับการรักษาบาดแผลให้หายเป็นปกติ บาดแผลของโจทก์ร่วมจึงยัง
ไม่ถึงขนาดเป็นการป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือทาให้โจทก์ร่วมไม่สามารถประกอบกรณียกิจ
ตามปกติได้เกินกว่าย่ีสิบวัน อันจะเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) การกระทาของ
จาเลยเป็นความผิดฐานทารา้ ยร่างกายโจทกร์ ว่ มตามมาตรา ๒๙๕

ฎีกาที่ ๑๖๒๕๕/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๘๒ บาดแผลของโจทก์ร่วมที่ช้าบวมท่ีใบหน้า ริมฝีปาก
ใต้เย่ือบุตาขวามีเลือดออก แผลถลอกใต้ศอกซ้ายและแขนขวา ถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายสาหัส แม้ผล
การตรวจชันสูตรบาดแผลระบุว่ารักษาจะหายใช้เวลา ๓๐ วัน ก็เป็นเรื่องการรักษาบาดแผลให้หาย
เป็นปกติ โดยไม่ได้ความว่าโจทก์ร่วมต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจ
ตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วันอย่างไร อันจะถือว่าเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘)
จาเลยคงมีความผิดฐานทาร้ายร่างกายโจทก์ร่วมจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามมาตรา ๒๙๕

ฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙๙

ฎกี าท่ี ๑๔๒๓๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๖๒ กรณีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙
น้ัน ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลต้ังแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลถึงแก่ความตายและ
ได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครกระทาจนถึงแก่ความตายหรือจนไดรับ
อันตรายสาหัส แตห่ ากสามารถรูแ้ ละแบง่ ฝ่ายแบง่ พวกกันได้ ทงั้ รู้ว่าผูใ้ ดหรอื ฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทาร้าย
ย่อมลงโทษผู้น้ันกับพวกได้ตามเจตนาและผลของการกระทา จาเลยกับพวกฝ่ายหน่ึงและผู้ตายกับ
ผู้เสียหายฝ่ายหน่ึงวิวาทต่อสู้กัน แม้พยานโจทก์ท่ีอยู่ในเหตุการณ์จะไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าคนใด
ในกลุ่มของจาเลยเข้าไปใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและฟันผู้เสียหายเป็น
เหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสก็ตาม ย่อมมิใช่กรณีตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙
พ ว ก ข อ งจ าเล ย ท่ี เข้ าร่ ว ม ใน ก าร ท ะ เล าะ วิ ว าท กั บ ผู้ ต าย แ ล ะผู้ เสี ย ห า ย ได้ ใช้ มี ด แ ท งผู้ ต าย แ ล ะ
ฟันผู้เสียหาย จาเลยซึ่งมีเจตนาร่วมกับพวกกระทาต่อผู้ตายและผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็น

400

ธรรมดาย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นฐานะเป็นตัวการ แม้มิได้เป็นผู้ลงมือแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหายด้วย
ตนเองก็ตาม

ฎีกาที่ ๗๓๘-๗๓๙/๒๕๕๕ ฎ. ๔๗๔ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๙ ต้องเป็นกรณีชุลมุน
ตอ่ สู้กันระหว่างบคุ คลต้ังแต่สามคนข้ึนไป และมีบุคคลได้รับอนั ตรายสาหัส ซ่ึงหมายถึงกรณีไม่ทราบ
ว่าผู้ใดหรือบุคคลใดร่วมกบั ใครทาร้ายจนได้รบั อันตรายสาหัส แต่จาเลยท่ี ๓ ร่วมกับจาเลยที่ ๑ และ
ท่ี ๒ กับพวกใช้มีดและเหล็กแป๊บฟันและตีผู้เสียหายทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่ใช่เป็นการ
ชุลมุนต่อสู้ตามมาตรา ๒๙๙

ฎีกาท่ี ๑๕๕๘๔/๒๕๕๗ ฎ.๒๓๒๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ และที่ ๖ กับ
พวกอีกหลายคนฝ่ายหน่ึง และจาเลยท่ี ๕ กับพวกอีกหลายคนอีกฝ่ายหน่ึงร่วมกันชักแสดงและใช้
อาวุธมีดหลายเล่นฟันตอบโต้ ชกต่อยและเตะทาร้ายร่างกายซ่ึงกันและกัน เป็นเหตุให้ พ. และ น. ซ่ึง
เป็นผู้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ได้รับอันตรายสาหัส แม้โจทก์บรรยายฟ้องโดยสามารถรู้และแบ่งฝ่าย
แบ่งพวกกันได้ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจาเลยคนใดทาร้ายใคร ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจาเลยแต่ละ
ฝ่ายต่างร่วมมากระทาความผิด การกระทาของจาเลยทั้งหกตามฟ้องจึงเป็นความผิดฐานเข้าร่วมใน
การชลุ มนุ ต่อส้เู ป็นเหตใุ ห้มบี ุคคลไดร้ บั อันตรายสาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๙ วรรคแรก
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงตามฎีกานี้คงนาไปออกข้อสอบกฎหมายอาญายาก เพราะข้อสอบกฎหมาย
อาญามักจะไมม่ ีข้อเท็จจรงิ ว่าโจทกบ์ รรยายฟ้องว่า ... ซ่ึงข้อเทจ็ จริงว่าโจทกบ์ รรยายฟ้องวา่ ... น่าจะ
ออกเป็นข้อสอบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามากกวา่

ฎกี าน่าสนใจมาตรา ๓๐๐

ฎีกาท่ี ๑๘๓๑๑/๒๕๕๖ ฎ. ๓๒๕๐ จาเลยซ่ึงเป็นแพทย์เฉพาะทางทางสูตินรีเวชเป็นผู้มี
ความรู้เช่ียวชาญทาการตรวจรักษาโจทก์ร่วมโดยมีข้อบกพร่องต่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมท่ี
ไม่ไดม้ าตรฐานอย่างดีท่ีสุด มิได้ตรวจรักษาโจทก์ร่วมด้วยการตรวจภายในอย่างละเอยี ดและใช้ความ
ระมัดระวังอย่างรอบคอบเช่นเดียวกับแพทย์ท่ีโรงพยาบาล พ. มิฉะนั้นจาเลยต้องทราบว่าโจทก์ร่วม
ต้ังครรภ์นอกมดลูกและจะไม่รักษาด้วยการขูดมดลูก ทั้งจากผลการตรวจเนื้อเยื่อว่าไม่พบช้ินเนื้อรก
ให้เห็น เชื่อว่าจาเลยทราบแล้วว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ตั้งครรภ์มีลักษณะไข่ฝ่อแต่ตั้งครรภ์นอกมดลูก
ซึ่งจาเลยวินิจฉัยโรคและทาการรักษาผิดวิธี ท้ังจาเลยไม่ปรับแก้วิธีการรักษาให้ถูกต้องหรือเตือนให้
โจทก์ร่วมทราบ เป็นเหตุให้เมื่อโจทก์ร่วมถูกนาส่งโรงพยาบาล พ. จึงมีอาการหนักถึงขัน้ โคม่า ท่อนา
ไข่ข้างขวาแตกมีเลือดออกในชอ่ งท้องมากถึง ๒ ลิตร ตอ้ งผ่าตัดด่วนนาเลือดและท่อนาไข่ท่ีแตกออก
จึงพ้นขีดอันตราย การท่ีโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส จึงเกิดจากการท่ีจาเลยไม่ใช้ความรู้
ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างดีที่สุดด้วยความระมัดระวังให้รอบคอบเพียงพอ
จงึ ทาให้จาเลยวินิจฉัยโรคและทาการรกั ษาโจทกร์ ่วมผิดพลาด ซ่ึงจาเลยคงตระหนักได้และยอมรับใน
ความผิดพลาดของตนมาแต่แรกแล้ว จึงไม่ได้อุทธรณ์หรือโต้แย้งมติของแพทยสภาท่ีเห็นว่าจาเลย


Click to View FlipBook Version