The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by earn-40z555, 2022-03-02 20:59:04

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

แผนการจัดการเรียนรู้ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่

วิชา ชีววิทยา

ตามมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชีว้ ัด
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)

จัดทาํ โดย

(นกั ศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชพี ครู)

คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี
อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี

แผนการจัดการเรียนรู
วชิ าชวี วิทยา

กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5
โรงเรียนอุดรพิทยานกุ ูล

นางสาวภควดี ออนสุระทุม
รหัสประจําตัวนักศึกษา 60100147135
สาขาวิชาวิทยาศาสตร (เนนชีววทิ ยา)

การปฏบิ ัติการสอนในสถานศึกษา 2
รหัสวชิ า ED18502 (INTERNSHIP IN SCHOOL 2)

คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรยี นที่ 2 ปการศึกษา 2564





คํานาํ

แผนการจัดการเรียนรู รายวชิ าชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว 32243 กลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตรและ
เทคโนโลยี ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 5 น้ี จดั ทําขน้ึ เพ่ือประกอบการเรียนรู ในรายวชิ าชีววทิ ยา 3 รหัสวิชา
ว 32243 กลุมสาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 5 ประกอบดวย

1. รายละเอยี ดเกี่ยวกับหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบันปรับปรงุ
พ.ศ. 2560) กลุมสาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร

2. แผนการจัดการเรยี นรู จํานวน 18 แผน แตล ะแผนการจดั การเรยี นรู ประกอบดว ยเปา หมายการ
เรยี นรู สาระสาํ คัญ กจิ กรรมการเรยี นการสอนเพอื่ การเรยี นรู สื่อการเรียน การวัดผลและประเมินผล

ผจู ดั ทาํ หวงั เปน อยางยิ่งวาแผนการจัดการเรยี นรู รายวชิ าชวี วิทยา 3 รหสั วชิ า ว 32243 กลมุ สาระ
การเรยี นรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 จะเปนสวนหน่งึ ในการพฒั นาการเรยี นรู
กลุมสาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เพื่อสงเสริมการเรียนรู และเปนประโยชนส ําหรับครู ผูเรยี น
และผูท่ีสนใจ

ภควดี ออนสรุ ะทมุ



สารบัญ

หนา

คํานาํ ก
สารบัญ ข
ตัวช้วี ดั และสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร (ฉบับบปรับปรุง พ.ศ.2560) 1
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551
คาํ อธบิ ายรายวชิ าเพม่ิ เติม วิชาชีววทิ ยา 19
โครงสรา งเวลาเรยี น วชิ าชีววิทยา 21
กาํ หนดการสอนภาคเรยี นท่ี 2 ปการศึกษา 2564 25
บทท่ี 1 เรื่องระบบประสาทและอวัยวะรบั ความรูสึก
38
แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 1 เรื่อง การรบั รแู ละการตอบสนองของสัตว 71
แผนการจัดการเรียนรทู ่ี 2 เรื่อง โครงสรา งและการทํางานของเซลลประสาท 104
แผนการจัดการเรียนรทู ่ี 3 เรื่อง ศนู ยควบคุมระบบประสาทของมนษุ ย
137
และการทํางานของระบบประสาท 168
แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 เรื่อง อวยั วะรับความรูสกึ (1)
แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 5 เรื่อง อวัยวะรับความรสู กึ (2) 190
บทท่ี 2 เร่ืองการเคลอื่ นทข่ี องสง่ิ มีชีวติ 211
แผนการจดั การเรียนรูท ี่ 6 เร่ือง การเคลือ่ นท่ีของสิ่งมชี ีวติ เซลลเ ดียว
แผนการจัดการเรยี นรูท ่ี 7 เร่ือง การเคลื่อนท่ีของสัตวไมม ีกระดูกสันหลัง 236

และการเคลื่อนทีข่ องสตั วม ีกระดูกสนั หลัง 262
แผนการจัดการเรียนรทู ี่ 8 เร่ือง การเคล่อื นท่ีของมนษุ ย
บทท่ี 3 เรอื่ งระบบตอมไรท อ 268
แผนการจดั การเรยี นรูท่ี 9 เร่ือง การทํางานรว มกนั ของระบบตอ มไรทอและระบบประสาท 314

และตอ มไรท อ 334
แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 10 เร่ือง ฮอรโ มนและการทํางานของฮอรโ มน 361
แผนการจัดการเรียนรูท่ี 11 เร่ือง การรกั ษาสมดลุ ของฮอรโมน 389
บทท่ี 4 เรื่องระบบสืบพันธุและการเจริญเติบโต 422
แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 12 เรื่อง การสืบพันธุข องสตั ว
แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 13 เรื่อง การสืบพนั ธขุ องมนษุ ย (1)
แผนการจดั การเรยี นรูที่ 14 เรือ่ ง การสืบพันธุของมนุษย (2)
แผนการจัดการเรยี นรูที่ 15 เรอ่ื ง การเจรญิ เติบโตของสตั ว (1)

สารบญั (ตอ) ค

แผนการจดั การเรยี นรูท่ี 16 เรือ่ ง การเจริญเติบโตของสัตว (2) หนา
บทท่ี 5 เรอ่ื งพฤตกิ รรมของสัตว 453
479
แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 17 การศึกษาพฤติกรรมของสัตว กลไกการเกดิ พฤติกรรม 507
และประเภทพฤตกิ รรมของสัตว

แผนการจดั การเรยี นรูท่ี 18 ความสมั พนั ธร ะหวา งพฤตกิ รรมและววิ ฒั นาการ
ของระบบประสาท และการสือ่ สารระหวา งสตั ว

1

ตวั ช้วี ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั บปรบั ปรุง พ.ศ.2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

คณุ ภาพผู้เรยี นวิทยาศาสตร์ เม่อื จบช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6
❖ เข้าใจการลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันใน

ร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้น การ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทาให้เกิดความหลากหลายของ
ส่งิ มีชีวติ ความสาคญั และผลของเทคโนโลยที างดีเอน็ เอตอ่ มนษุ ยส์ ิง่ มชี วี ิต และส่ิงแวดลอ้ ม

❖ เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลง แทนที่ใน
ระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการ อนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปัญหาสงิ่ แวดลอ้ ม

❖ เข้าใจชนิดของอนุภาคสาคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติ บางประการของ
ธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติ ต่าง ๆ ของสารที่มี
ความสัมพนั ธก์ บั แรงยึดเหน่ียว พันธะเคมีโครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีปัจจัยท่ีมีผล
ต่ออัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีและการเขยี นสมการเคมี

❖ เข้าใจปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเร่ง ผลของ
ความเร่งที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ ระหว่าง
สนามแม่เหลก็ และกระแสไฟฟา้ และแรงภายในนวิ เคลยี ส

❖ เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลงั งาน การเปลี่ยน พลังงานทดแทนเป็น
พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น การได้ยิน
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกบั เสียง สีกับการมองเห็นสีคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า และประโยชนข์ องคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้

❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ ของแผ่นธรณีท่ี
สัมพันธ์กบั การเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุกระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ระเบิด สึนามิผลกระทบ
แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏบิ ตั ิตนใหป้ ลอดภัย

❖ เข้าใจผลของแรงเน่ืองจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ แรงคอริออลสิ ท่ีมี ต่อการหมนุ เวยี น
ของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลท่ีมตี ่อภูมอิ ากาศ ความสมั พันธ์ของการหมุนเวียน
ของอากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้าผิวหน้าในมหาสมุทร และผลต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต
และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพื่อลดกิจกรรมของ

2

มนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศที่สาคัญ
จากแผนที่อากาศ และขอ้ มลู สารสนเทศ

❖ เข้าใจการกาเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของ เอกภพ หลักฐานที่
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซีโครงสร้างและองค์ประกอบของ กาแล็กซีทางช้างเผือก
กระบวนการเกดิ และการสร้างพลงั งาน ปจั จัยที่สง่ ผลต่อความส่องสว่างของ ดาวฤกษแ์ ละความสัมพันธ์ระหว่าง
ความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์
วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของ ดาวฤกษ์กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขต
บริวารของดวงอาทิตย์ลกั ษณะของดาวเคราะห์ ที่เอื้อต่อการดารงชีวติ การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มี
ตอ่ โลก รวมท้ังการสารวจอวกาศและ การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

❖ ระบุปญั หา ตงั้ คาถามท่จี ะสารวจตรวจสอบ โดยมีการกาหนดความสัมพันธร์ ะหว่าง ตวั แปรต่าง ๆ
สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบสมมติฐานท่ี
เป็นไปได้

❖ ตง้ั คาถามหรือกาหนดปัญหาท่ีอยู่บนพน้ื ฐานของความรู้และความเขา้ ใจทาง วิทยาศาสตร์ ที่แสดง
ให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้า ได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือ
ได้สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ เพื่อนา ไปสู่การสารวจตรวจสอบ ออกแบบ
วิธีการสารวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กาหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ
อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการสารวจตรวจสอบอย่างถูกต้อง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการ
สารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

❖ วิเคราะห์แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป เพื่อตรวจสอบกับ
สมมติฐานทตี่ ัง้ ไว้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรบั ปรงุ วิธีการสารวจตรวจสอบ จัดกระทาขอ้ มลู และนาเสนอข้อมูลด้วย
เทคนิควิธีที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบ โดยการพูด เขียน จัดแสดงหรือใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใหผ้ อู้ ่ืนเขา้ ใจโดยมหี ลักฐานอ้างอิง หรือมที ฤษฎรี องรับ

❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะ หาความรู้โดยใช้
เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ ทางวิทยาศาสตร์อาจมีการ
เปลี่ยนแปลงได้

❖ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้พบคาตอบ หรือแก้ปัญหาได้ ทางาน
ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับผลของการ
พัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟังความ
คดิ เหน็ ของผ้อู นื่

3

❖ เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภทต่าง ๆ และ
การพัฒนาเทคโนโลยีทสี่ ่งผลให้มกี ารคดิ คน้ ความรูท้ างวิทยาศาสตร์ท่ีก้าวหนา้ ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม
และส่ิงแวดล้อม

❖ ตระหนักถึงความสาคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ใช้ใน
ชีวิตประจาวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดารงชีวิต และการประกอบ
อาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจาก ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการ
พัฒนาเทคโนโลยีทีท่ ันสมยั ศึกษาหาความรเู้ พิม่ เติม ทาโครงงานหรอื สรา้ งชน้ิ งานตามความสนใจ

❖ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดล้อมของท้องถน่ิ

❖ วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยีได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงของ
เทคโนโลยีความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์วิเคราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยีโดยคานึงถึงผลกระทบ ต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และ
สิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาผลงาน สาหรับแก้ปัญหาที่มี
ผลกระทบต่อสังคม โดยใช้กระบวนการออกแบบ เชงิ วศิ วกรรม ใช้ซอฟต์แวรช์ ่วยในการออกแบบและนาเสนอ
ผลงาน เลือกใช้วสั ดุ อุปกรณ์และ เครื่องมือได้อย่างถกู ต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคานึงถึงทรัพย์สนิ ทาง
ปญั ญา

❖ ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร เพื่อ
รวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อื่น มาประยุกต์ใช้ สร้างความรู้ใหม่ เข้าใจ
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดาเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใช้อย่างปลอดภัย มี
จรยิ ธรรม

4

ตวั ช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ (ฉบับบปรบั ปรุง พ.ศ.2560)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551

ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
สาระชวี วทิ ยา
1. เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็นองค์ประกอบของ
สิง่ มชี วี ติ ปฏิกิริยาเคมีในเซลลข์ องสิ่งมีชวี ิต กล้องจลุ ทรรศน์ โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องเซลล์ การลาเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์

ช้นั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้เพิม่ เติม
ม. 5 - -

2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าที่ของสาร
พันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ
สิ่งมชี ีวติ ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกดิ สปชี ีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของส่ิงมีชีวิต
ความหลากหลาย ของสง่ิ มชี ีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ชั้น ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม
ม. 5 - -

3. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปล่ียนแก๊สและคายน้าของพืช การลาเลียงของพืช การสังเคราะหด์ ้วย
แสง การสบื พันธข์ุ องพืชดอกและการเจรญิ เติบโต และการ ตอบสนองของพชื รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ชน้ั ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม

ม. 5 1. อธิบายเก่ยี วกบั ชนดิ และลักษณะของเน้ือเย่ือ • เนอ้ื เยื่อพืชแบง่ เป็น ๒ กลมุ่ ใหญ่คือ เน้ือเยือ่

พืช และเขียนแผนผังเพื่อสรุปชนิดของเนื้อเย่ือ เจรญิ และเนือ้ เย่อื ถาวร

พืช • เนอ้ื เย่ือเจรญิ แบ่งเป็นเน้ือเย่ือเจรญิ ส่วนปลาย

เน้ือเย่ือเจรญิ เหนอื ข้อ และเนื้อเย่ือเจรญิ ด้านข้าง

• เนอ้ื เย่อื ถาวรเปลยี่ นแปลงมาจากเนอื้ เย่ือเจริญ

เนอ้ื เยื่อถาวรอาจแบง่ ไดเ้ ปน็ ๓ ระบบ คือ ระบบ

เนื้อเยอ่ื ผิว ระบบเน้ือเย่ือพ้ืน และระบบเน้ือเยื่อ

ท่อลาเลยี ง ซึง่ ทาหน้าทีต่ ่างกัน

5

ชั้น ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม

2. สังเกต อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสรา้ ง • ราก คือ ส่วนแกนของพืชที่โดยทั่วไปเจริญอยู่

ภายในของรากพืชใบเล้ียงเดยี่ วและรากพชื ใบ ใต้ระดับผิวดิน ทาหน้าที่ยึดหรือค้าจุนให้พืช

เลยี้ งคู่จากการตดั ตามขวาง เจริญเติบโตอยู่กับที่ได้และยังมีหน้าที่สาคัญใน

การดดู นา้ และธาตุอาหารในดนิ เพอ่ื ส่งไปยังส่วน

ต่าง ๆ ของพืช

• โครงสร้างภายในของปลายรากที่ตัดตามยาว

ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเจริญ แบ่งเป็นบริเวณ

ต่างๆ คือ บริเวณหมวกราก บริเวณเซลล์กาลัง

แบ่งตัว บริเวณเซลล์ขยายตัวตามยาว และ

บริเวณที่เซลล์ มีการเปลี่ยนแปลงไปทาหน้าที่

เฉพาะและเจริญ เตบิ โตเตม็ ที่

• โครงสร้างภายในของรากระยะการเติบโตปฐม

ภมู ิ เม่ือตัดตามขวางจะเห็นโครงสร้างแบ่งเป็น 3

ช้ัน เรียงจากด้านนอกเข้าไป คือ ช้ันเอพิเดอร์มิส

ชั้นคอรเ์ ทกซแ์ ละชั้นสตลี ในชัน้ สตลี จะพบมัดท่อ

ลาเลียงที่มีลักษณะแตกต่างกันใน พืชใบเลี้ยง

ม.5 เด่ยี วและพืชใบเล้ียงคู่
• โครงสร้างภายในของรากระยะการเติบโตทุติย

ภมู ิ ช้ันเอพเิ ดอรม์ ิสจะถูกแทนที่ดว้ ยชั้นเพริเดิร์ม

ซึ่งมี คอร์กเปน็ เนือ้ เยือ่ สาคัญ ชั้นคอรเ์ ทกซ์อาจมี

การ เปลี่ยนแปลงเกิดเซลล์ที่ทาให้มีความ

แข็งแรง เพิ่มขึ้น หรือเกิดเซลล์ที่สะสมอาหาร

เพิ่มขึ้น ส่วนลักษณะมัดท่อลาเลียงจะเปลี่ยนไป

เน่อื งจาก มกี ารสรา้ งเนอ้ื เย่ือลาเลยี งเพม่ิ ขน้ึ

3. สังเกต อธิบาย และเปรยี บเทียบโครงสร้าง • ลาต้น คือ ส่วนแกนของพืชที่โดยทั่วไปเจริญ

ภายในของลาตน้ พชื ใบเลยี้ งเดยี่ วและลาตน้ พชื อยู่เหนือระดับผิวดินถัดขึ้นมาจากราก ทาหน้าที่

ใบเลีย้ งคจู่ ากการตดั ตามขวาง สร้างใบและชูใบ ลาเลียงน้า ธาตุอาหาร และ

อาหารที่พืชสร้างข้นึ สง่ ไปยังสว่ นต่าง ๆ

• โครงสร้างภายในของลาต้นระยะการเติบโต

ปฐมภูมิ เมื่อตดั ตามขวางจะเห็นโครงสร้าง

6

ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรูเ้ พมิ่ เติม

แบ่งเป็น 3 ชั้น เรียงจากด้านนอกเข้าไป คือ ชั้น

เอพิเดอร์มิส ชั้นคอร์เทกซ์และชั้นสตีล ซึ่งช้ัน

สตลี จะพบมดั ทอ่ ลาเลียงทมี่ ีลกั ษณะแตกต่างกัน

ในพชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว และพืชใบเลย้ี งคู่

• ลาต้นในระยะการเติบโตทุติยภูมิจะมีเส้นรอบ

วง เพิ่มขึ้น และมีโครงสร้างแตกต่างจากเดิม

เนื่องจาก มีการสร้างเนื้อเยื่อเพริเดิร์ม และ

เนือ้ เยอ่ื ทอ่ ลาเลียงทุติยภมู เิ พิ่มข้ึน

4. สังเกต และอธิบายโครงสร้างภายในของใบ • ใบมีหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง แลกเปลี่ยนแก๊ส

พืช จากการตดั ตามขวาง และคายน้า ใบของพืชดอกประกอบด้วย ก้านใบ

แผน่ ใบ เส้นกลางใบ และเสน้ ใบ พืชบางชนิดอาจ

ไมม่ กี า้ นใบ ทีโ่ คนก้านใบอาจพบหรอื ไม่พบหูใบ

• โครงสร้างภายในของใบตัดตามขวาง

ประกอบด้วย เนื้อเยื่อ 3 กลุ่ม ได้แก่ เอพิเดอร์

มสิ มีโซฟิลล์ และเนอ้ื เย่ือทอ่ ลาเลยี ง

ม.5 5. สืบค้นข้อมูล สังเกต และอธิบายการ • พืชมีการแลกเปลี่ยนแก๊สและการคายน้าผ่าน

แลกเปลยี่ น แกส๊ และการคายน้าของพชื ทาง ปากใบเป็นส่วนใหญ่ ปากใบพบได้ที่ใบและ

ลาต้นอ่อน เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

ภายนอกต่ากว่าความชื้นสัมพัทธ์ภายในใบพืช

ทาให้น้าภายในใบพืชระเหยเป็นไอออกมาทาง รู

ปากใบ เรียกว่า การคายน้า

• ความชื้นในอากาศ ลม อุณหภูมิสภาพน้าในดนิ

ความเข้มของแสง เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการคาย

นา้ ของพชื

6. สืบคน้ ขอ้ มูล และอธบิ ายกลไกการลาเลยี ง • พืชดูดน้าและธาตุอาหารต่าง ๆ จากดิน โดย

น้า และธาตุอาหารของพืช เซลล์ ขนรากแล้วลาเลียงผ่านชั้นคอร์เทกซ์เข้าสู่

7. สืบค้นข้อมูล อธิบายความสาคัญของธาตุ เนื้อเยื่อลาเลียงน้าในชั้นสตีลซึ่งเป็นการดูดน้า

อาหาร และยกตวั อย่างธาตุอาหารท่สี าคญั ที่มี จากดิน สู่เนื้อเยื่อลาเลียงน้าในแนวระนาบ และ

ผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพืช ลาเลยี ง ไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพืชในแนวดิง่

7

ช้นั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูเ้ พิม่ เติม

• ในสภาวะปกติการลาเลียงน้าจากรากสู่ยอด

ของพืชอาศัยแรงดึงจากการคายน้า ร่วมกับ แรง

โคฮีชัน แรงแอดฮีชัน

• ในภาวะที่บรรยากาศมีความชืน้ สมั พัทธ์สูงมาก

จนไม่สามารถเกิดการคายน้าได้ตามปกติน้าท่ี

เข้าไปในเซลล์รากจะทาให้เกิดแรงดันเรียกว่า

แรงดันราก ทาใหเ้ กดิ ปรากฏการณก์ ตั เตชัน

• พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณและชนิดของ

ธาตุอาหารแตกต่างกัน สามารถน าความรู้

เกี่ยวกับสมบัติของธาตุอาหารชนิดต่างๆ ที่มีผล

ต่อ การเจริญเติบโตของพืชในสารละลายธาตุ

อาหาร เพอ่ื ให้พืชเจรญิ เติบโตไดต้ ามทต่ี ้องการ

8. อธิบายกลไกการลาเลยี งอาหารในพืช • อาหารทีไ่ ดจ้ ากกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง

จากแหล่งสร้าง จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นซูโครส

และลาเลียงผ่านทางท่อโฟลเอ็ม โดยอาศัยกลไก

การลาเลียงอาหารในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงดัน

นา้ ไปยังแหลง่ รับ

9. สบื ค้นขอ้ มูล และสรุปการศกึ ษาทไ่ี ด้จากการ • การศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต

ทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเกี่ยวกับ ทาให้ได้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์

กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง ด้วยแสงมาเป็นล าดับขั้นจนได้ข้อสรุปว่า

คาร์บอนไดออกไซด์และน้า เป็นวัตถุดิบที่พืชใช้

ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และผลผลิต

ทีไ่ ดค้ อื น้าตาล ออกซิเจน

10. อธิบายขั้นตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการ • กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมี๒ ขั้นตอน

สังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื C3 ค ื อ ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า แ ส ง แ ล ะ ก า ร ต รึ ง

คาร์บอนไดออกไซด์

• ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนพลังงาน

แสง เป็นพลังงานเคมีโดยแสงออกซิไดส์โมเลกุล

สารสี ท่ีไทลาคอยด์ของคลอโรพลาสต์ทาให้เกิด

การ ถ่ายทอดอิเล็กตรอน ได้ผลิตภัณฑ์เป็น ATP

และ NADPH+ H+ ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์

8

ชนั้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม

• การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์เกิดในสโตรมา

โดยใช้ RuBP และเอนไซม์รูบิสโก ได้สารท่ี

ประกอบด้วย คาร์บอน 3 อะตอม คือ PGA โดย

ใช้ATP และ NADPH ที่ได้จากปฏิกิริยาแสงไป

รีดิวซ์ สารประกอบคาร์บอน - อะตอม ได้เป็น

น้าตาล ที่มีคาร์บอน 3 อะตอม คือ PGAL ซึ่ง

สว่ นหนงึ่ จะถูกนาไปสร้าง RuBP กลับคืนเปน็ วฏั

จกั ร โดยพืช C3 จะมีการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์

ดว้ ย วัฏจกั รคลั วินเพยี งอย่างเดียว

11. เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ ก ล ไ ก ก า ร ต รึ ง • พืช C4 ตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ 2 ครั้ง ครั้งแรก

คาร์บอนไดออกไซด์ ในพชื C3 พชื C4 และ พืช เกิดขึ้นที่เซลล์มีโซฟิลล์โดย PEP และเอนไซม์

CAM เพบคาร์บอกซิเลส ได้สารประกอบที่มีคาร์บอน

4 อะตอม คือ OAA ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง

ม.5 ทางเคมีได้สารประกอบที่มีคาร์บอน 4 อะตอม

คือ กรดมาลิก ซึ่งจะถูกลาเลียงไปจนถึงเซลล์

บันเดิลชที และปลอ่ ยคาร์บอนไดออกไซด์ ในคลอ

โรพลาสต์เพอ่ื ใชใ้ นวัฏจักรคลั วินตอ่ ไป

• พืช CAM มกี ลไกในการตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์

คล้ายพืช C4 แต่มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ ท้ัง

2 ครั้งในเซลล์เดียวกัน โดยเซลล์มีการตรึง

คาร์บอนอนินทรีย์ครั้งแรกในเวลากลางคืน และ

ปล่อยออกมาในเวลากลางวันเพื่อใช้ใน วัฏจักร

คัลวนิ ต่อไป

12. สืบคน้ ขอ้ มลู อภปิ ราย และสรุปปัจจยั ความ • ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น

เข้ม ของแสง ความเข้มข้นของ ความเข้มของแสง ความเข้มข้นของ

คาร์บอนไดออกไซด์ และอุณหภูมิที่มีผลต่อการ คาร์บอนไดออกไซด์อุณหภูมิปริมาณน้าในดิน

สังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพืช ธาตุอาหาร อายุใบ

13. อธบิ ายวัฏจกั รชีวติ แบบสลับของพชื ดอก • พืชดอกมีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ ประกอบด้วย

ระยะที่สร้างสปอร์เรียก ระยะสปอโรไฟต์(2n)

และระยะทส่ี ร้างเซลล์สืบพันธุ์เรยี ก ระยะแกมีโท

ไฟต(์ n)

9

ชนั้ ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้เพมิ่ เติม

• ส่วนประกอบของดอกที่เกี่ยวข้องกับการ

สืบพันธุ์ โดยตรงคือชั้นเกสรเพศผู้และชั้นเกสร

เพศเมีย ซึ่งจานวนรังไข่เกี่ยวข้องกับการเจริญ

เปน็ ผล ชนิดต่าง ๆ

14. อธบิ าย และเปรยี บเทยี บกระบวนการสร้าง • พืชดอกสร้างไมโครสปอร์และเมกะสปอร์ซ่ึง

เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียของพืชดอก อาจ สร้างในดอกเดียวกันหรือต่างดอกหรือต่าง

และอธบิ ายการปฏิสนธิของพืชดอก ตน้ กนั

• การสร้างไมโครสปอร์ของพืชดอกเกิดขึ้นโดย

ไมโครสปอร์มาเทอร์เซลลแ์ บง่ เซลลแ์ บบ ไมโอซิส

ได้ไมโครสปอร์โดยไมโครสปอร์น้ี แบ่งเซลล์แบบ

ไมโทซิสได้๒ เซลล์คือ ทิวบ์เซลล์ และเจเนอ

เรทิฟเซลล์เมือ่ มีการถา่ ยเรณูไปตกบน ยอดเกสร

เพศเมีย ทิวบ์เซลล์จะงอกหลอดเรณู และเจเนอ

เรทิฟเซลล์แบ่งไมโทซิสได้เซลล์สืบพันธุ์ เพศผู้๒

เซลล์

• การสร้างเมกะสปอร์เกิดขึ้นภายในออวุลในรัง
ม.5 ไข่ โดยเซลลท์ เ่ี รยี กวา่ เมกะสปอรม์ าเทอร์เซลล์

แบ่งไมโอซิสได้เมกะสปอร์ซึ่งในพืชส่วนใหญ่ จะ

เจริญพัฒนาต่อไปได้เพียง 1 เซลล์ที่เหลืออีก 3

เซลลจ์ ะฝอ่ เมกะสปอรจ์ ะแบ่งไมโทซิส 3 คร้ัง ได้

8 นิวเคลียส ที่ประกอบด้วย 7 เซลล์โดยมี 1

เซลล์ที่ทาหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เรียก เซลล์ไข่

ส่วนอกี 1 เซลล์มี 2 นิวเคลยี ส เรยี ก โพลาร์

นิวคลไี อ

• การปฏิสนธิของพืชดอกเป็นการปฏิสนธิคู่ โดย

คู่หนึ่งเป็นการรวมกันของสเปิร์มเซลล์หนึ่ง กับ

เซลล์ไข่ได้เป็นไซโกต ซึ่งจะเจริญและพัฒนา ไป

เป็นเอ็มบริโอ และอีกคู่หนึ่งเป็นการรวมกัน ของ

สเปิร์มอีกเซลล์หนึ่งกับโพลาร์นิวคลีไอ ได้เป็น

เอนโดสเปิร์มนิวเคลียสซึ่งจะเจริญและพัฒนา

ต่อไปเปน็ เอนโดสเปิรม์

10

ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้เพิ่มเติม

15. อธบิ ายการเกดิ เมล็ดและการเกิดผลของพืช • ภายหลังการปฏิสนธิออวุลจะมีการเจริญ และ

ดอก โครงสร้างของเมล็ดและผล และ พัฒนาไปเป็นเมล็ด และรังไข่จะมีการเจริญ และ

ยกตัวอย่าง การใช้ประโยชน์จากโครงสร้าง พฒั นาไปเป็นผล

ต่างๆของเมลด็ และผล • โครงสร้างของเมล็ดประกอบด้วย เปลือกเมล็ด

เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม โครงสร้างของผล

ประกอบด้วย ผนังผล และเมล็ด ซึ่งแต่ละส่วน

ของโครงสร้างจะมีประโยชน์ต่อพืชเองและต่อ

สง่ิ มชี วี ิตอ่ืน

16. ทดลอง และอธบิ ายเกย่ี วกับปัจจัยตา่ ง ๆ ที่ • เมล็ดที่เจริญเต็มท่ีจะมีการงอกโดยมีปจั จยั ตา่ ง

มี ผลต่อการงอกของเมล็ด สภาพพักตัวของ ๆ ที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด เช่น น้าหรือ

เมล็ด และบอกแนวทางในการแก้สภาพพักตัว ความชื้น ออกซิเจน อุณหภูมิและแสง เมล็ดบาง

ของเมล็ด ชนิด สามารถงอกได้ทันทีแต่เมล็ดบางชนิดไม่

สามารถ งอกได้ทนั ทเี พราะอยู่ในสภาพพักตัว

• เมล็ดบางชนิดมีสภาพพักตัวเนื่องจากมีปัจจัย

บางประการที่มีผลยับยั้งการงอกของเมล็ด ซึ่ง

ม.5 สภาพพักตัวของเมล็ดสามารถแก้ไขได้หลายวิธี

ตามปจั จัยท่ียับย้ัง

17. สืบค้นข้อมลู อธบิ ายบทบาทและหน้าที่ของ • พืชสรา้ งสารควบคุมการเจริญเติบโตหลายชนิด

ออกซิน ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลิน เอทลิ นี และ ท่สี ว่ นต่าง ๆ ซ่ึงสารน้ีเปน็ ส่ิงเร้าภายในท่มี ีผล ตอ่

กรดแอบไซซิก และอภิปรายเกี่ยวกับ การ การเจริญเติบโตของพืชเช่น ออกซิน ไซโทไคนิน

นาไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จิบเบอเรลลนิ เอทิลีน และกรดแอบไซซกิ

18. สืบค้นข้อมลู ทดลอง และอภปิ รายเกี่ยวกับ • แสงสว่าง แรงโน้มถ่วงของโลก สารเคมีและน้า

สิ่งเร้าภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ของ เป็นสิ่งเร้าภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโต

พชื ของพืช

• ความรู้เกี่ยวกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายใน

และสิ่งเร้าภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโต

ของพืช สามารถนามาประยุกต์ใช้ควบคุม การ

เจริญเติบโตของพืช เพิ่มผลผลิต และยืดอายุ

ผลผลติ ได้

11

4. เขา้ ใจการย่อยอาหารของสตั ว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลยี่ นแกส๊ การลาเลียงสารและ
การหมนุ เวียนเลอื ด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถา่ ย การรบั รู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนท่ี การสบื พันธ์ุ
และการเจรญิ เติบโต ฮอร์โมนกบั การรกั ษาดลุ ยภาพ และพฤตกิ รรมของสัตว์ รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชัน้ ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรู้เพ่มิ เติม

1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ • สัตว์ส่วนใหญ่มีระบบประสาททาให้สามารถ

โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบประสาทของ รับรู้ และตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เช่น ไฮดรา มี

ไฮดรา พลานาเรีย ไส้เดือนดิน กุ้ง หอย แมลง รา่ งแห ประสาท พลานาเรยี ไสเ้ ดือนดนิ กงุ้ หอย

และสตั ว์มีกระดกู สันหลัง และ แมลงมีปมประสาทและเส้นประสาท ส่วน

2. อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของ สัตว์ มีกระดูกสันหลัง มีสมอง ไขสันหลัง ปม

เซลล์ประสาท ประสาท และเส้นประสาท

3. อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ • หน่วยทางานของระบบประสาท คือ เซลล์

ศักย์ไฟฟ้า ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาท ประสาท ซึ่งประกอบด้วยตัวเซลล์และ เส้นใย

และกลไก การถ่ายทอดกระแสประสาท ประสาทที่ทาหน้าที่รับและส่งกระแสประสาท

เรยี กว่า เดนไดรต์และแอกซอน ตามลาดบั

• เซลล์ประสาทจาแนกตามหน้าที่ ได้เป็น เซลล์

ประสาทรบั ความรู้สึก เซลล์ประสาทสั่งการ และ

ม. 6 เซลล์ประสาทประสานงาน

• เซลล์ประสาทจาแนกตามรูปร่างได้เป็นเซลล์

ประสาทขั้วเดียว เซลล์ประสาทขั้วเดียวเทียม

เซลล์ประสาทสองขั้ว และเซลล์ประสาทหลาย

ข้ัว

• กระแสประสาทเกิดจากการเปลี่ยนแปลง

ศักย์ไฟฟ้า ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเดนไดรต์และแอก

ซอน ทาให้มี การถ่ายทอดกระแสประสาทจาก

เซลล์ประสาท ไปยังเซลล์ประสาท หรือเซลล์อ่นื

ๆ ผ่านทาง ไซแนปส์

• ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งได้เป็น 2 ระบบ

ตามตาแหน่งและโครงสร้าง คือ ระบบประสาท

ส่วนกลาง ได้แก่สมองและไขสันหลัง และระบบ

ประสาทรอบนอก ได้แก่ เส้นประสาทสมอง และ

เสน้ ประสาทไขสันหลงั

12

ชน้ั ตัวชี้วดั สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม

4. อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับโครงสร้างของ • สมองแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ สมองส่วนหน้า

ระบบ ประสาทส่วนกลางและระบบประสาท สมองส่วนกลางและสมองส่วนหลังสมองแต่ละ

รอบนอก ส่วน จะควบคุมการทางานของร่างกายแตกต่าง

5. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าท่ี กัน โดยมีเส้นประสาทที่แยกออกจากสมอง ๑๒

ของ ส่วนต่าง ๆ ในสมองส่วนหน้า สมอง คู่ ไปยังอวัยวะต่างๆซึ่งบางคู่ท าหน้าที่รับ

ส่วนกลาง สมองส่วนหลงั และไขสนั หลงั ความรู้สึก เข้าสู่สมอง หรือนาคาสั่งจากสมองไป

6. สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และ ยังหน่วย ปฏบิ ัติงาน หรือทาหน้าทีท่ งั้ สองอย่าง

ยกตัวอย่างการทางานของระบบประสาท โซ • ไขสันหลังเป็นส่วนที่ต่อจากสมองอยู่ภายใน

มาตกิ และระบบประสาทอตั โนวตั ิ กระดูกสันหลัง และมีเส้นประสาทแยกออกจาก

ไขสันหลังเป็นคู่ซึ่งทาหน้าที่ประมวลผลการ

ตอบสนองโดยไขสันหลัง เช่น การเกิดรีเฟล็กซ์

ชนิดต่าง ๆ และการถ่ายทอดกระแสประสาท

ระหวา่ งไขสันหลังกับสมอง

• เส้นประสาทไขสันหลังทุกคู่จะทาหน้าที่รับ

ความรู้สึกเข้าสู่ไขสันหลังและนาคาสั่งออกจาก

ม. 6 ไขสันหลัง

• ระบบประสาทรอบนอกส่วนที่สั่งการแบ่งเป็น

ระบบประสาทโซมาติกซึ่งควบคุมการทางาน

ของกล้ามเนื้อโครงร่างและระบบประสาทอัตโน

วัติ ซึ่งควบคุมการทางานของกล้ามเนื้อหัวใจ

กล้ามเนื้อเรยี บ และตอ่ มตา่ ง ๆ

• ระบบประสาทอัตโนวัติแบ่งการทางานเป็น 2

ระบบ คอื ระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบ

ประสาท พาราซิมพาเทติก ซึ่งส่วนใหญ่ทางาน

ตรงกันข้าม เพ่ือรักษาดุลยภาพของกระบวนการ

ต่าง ๆ ในรา่ งกาย

7. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าท่ี • ตา หจู มกู ลิน้ และผวิ หนัง เปน็ อวยั วะรับความ

ของ ตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนังของมนุษย์ รู้สึกที่รับสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน จึงมีความสาคัญ ที่

ยกตัวอย่าง โรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และบอก ควรดูแล ป้องกัน และรักษาให้สามารถทางาน

แนวทางในการ ดแู ลปอ้ งกนั และรักษา ไดเ้ ป็นปกติ

13

ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม

8. สังเกต และอธิบายการหาตาแหน่งของจุด • ตาประกอบด้วย ชั้นสเคลอรา โครอยด์และเรติ

บอด โฟเวีย และความไวในการรับสัมผัสของ นา เลนส์ตาเปน็ เลนส์นูนอยถู่ ัดจากกระจกตา ทา

ผวิ หนงั หน้าที่รวมแสงจากวัตถุไปที่เรตินา ซ่ึง

ประกอบด้วย เซลล์รับแสง และเซลล์ประสาท ท่ี

นากระแสประสาทสูส่ มอง

• หูประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูส่วนนอก หู

ส่วนกลาง และหูส่วนใน ภายในหูส่วนในมีคอ

เคลีย ซึ่ง ทาหน้าที่รับและเปลี่ยนคลื่นเสียงเป็น

กระแส ประสาท นอกจากนี้ยังมเี ซมิเซอร์คิวลาร์

แคเเนล ทาหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับการทรงตัวของ

รา่ งกาย

• จมูกมีเซลล์ประสาทรับกลิ่นอยู่ภายในเยื่อบุ

จมกู ท่เี ป็นตัวรบั สารเคมบี างชนิดแล้วเกิดกระแส

ประสาทส่งไปยังสมอง • ลิ้นทาหน้าที่รับรส โดย

มตี มุ่ รับรสกระจาย อยทู่ ัว่ ผิวล้ินดา้ นบน ตุม่ รบั รส

ม.6 มีเซลล์รับรส อยู่ภายใน เมื่อเซลล์รับรสถูก

กระตุ้นด้วยสารเคมี จะกระตุ้นเดนไดรต์ของ

เซลล์ประสาทเกดิ กระแส ประสาทส่งไปยงั สมอง

• ผวิ หนงั มหี น่วยรับสง่ิ เร้าหลายชนดิ เช่น หน่วย

รับสัมผัส หน่วยรับแรงกด หน่วยรับความ

เจบ็ ปวด หน่วยรบั อุณหภมู ิ

9. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ • สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดเคลื่อนที่โดยการ

โครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกบั ไหลของไซโทพลาซึม บางชนิดใช้แฟลเจลลัม

การเคลื่อนที่ ของแมงกะพรุน หมึก ดาวทะเล หรือซิเลีย ในการเคลื่อนที่ • สัตว์ไม่มีกระดูกสัน

ไสเ้ ดือนดิน แมลง ปลา และนก หลัง เช่น แมงกะพรุน เคลื่อนที่โดยอาศัยการหด

ตัวของเน้อื เยอ่ื บรเิ วณ ขอบกระดิ่งและแรงดันน้า

• หมึกเคลอื่ นทีโ่ ดยอาศยั การหดตัวของกล้ามเนื้อ

บริเวณลาตัว ทาให้น้าภายในลาตัวพ่นออกมา

ทางไซฟอน ส่วนดาวทะเลใช้ระบบท่อน้าในการ

เคล่ือนท่ี

14

ชนั้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม

10. สืบค้นข้อมูล และอธิบายโครงสร้างและ • มนษุ ย์เคลือ่ นท่โี ดยอาศัยการทางานของกระดูก

หน้าท่ี ของกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับ และกล้ามเนือ้ ซงึ่ ยึดกนั ดว้ ยเอ็นยดึ กระดูก

การ เคลอ่ื นไหวและการเคล่ือนทข่ี องมนุษย์ • บริเวณที่กระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้นมาต่อกัน เรียกว่า

11. สังเกต และอธิบายการทางานของข้อต่อ ข้อต่อ และยดึ กันดว้ ยเอน็ ยึดข้อ

ชนิด ต่าง ๆ และการทางานของกล้ามเนื้อโครง • กระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้ค้าจุนและทาหน้าที่ใน

ร่าง ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและการ การ เคล่อื นไหวของร่างกาย แบง่ ตามตาแหน่งได้

เคลอ่ื นที่ ของมนษุ ย์ เป็น กระดูกแกนและกระดูกรยางค์

• กล้ามเนื้อในร่างกายมนุษย์แบ่งออกเป็น

กล้ามเนื้อ โครงร่าง กล้ามเนื้อหัวใจ และ

กล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อทั้ง 3 ชนิด พบใน

ตาแหนง่ ท่ตี า่ งกนั และมหี น้าที่แตกตา่ งกนั

• กล้ามเนื้อโครงร่างส่วนใหญ่ทางานร่วมกันเป็น

คๆู่ ในสภาวะตรงกันข้าม

12. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่าง การ • การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของสัตว์เป็นการ

สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและการสบื พันธ์ุ แบบ สืบพันธุ์ทีไ่ ม่มีการรวมของเซลลส์ ืบพันธุ์เช่น การ

ม. 6 อาศยั เพศในสัตว์ แตกหนอ่ และการงอกใหม่

• การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์เป็นการ

สืบพันธุ์ ที่เกิดจากการรวมนิวเคลียสของเซลล์

สืบพันธุ์ ซึ่งมีทั้งการปฏิสนธิภายนอกและการ

ปฏิสนธิ ภายใน สัตว์บางชนิดมี๒ เพศในตัว

เดียวกัน แต่การผสมพันธุ์ส่วนใหญ่จะผสมข้าม

ตวั

13. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าท่ี • การสืบพันธุ์ของมนุษย์มีกระบวนการสร้าง

ของ อวัยวะในระบบสืบพันธ์ุเพศชายและระบบ สเปิร์ม จากเซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมภายใน

สบื พนั ธ์ุเพศหญงิ อัณฑะ และ กระบวนการสร้างเซลล์ไขจ่ ากเซลล์

14. อ ธ ิ บ า ย ก ร ะ บ ว น ก า ร ส ร ้ า ง ส เ ป ิ ร์ ม โอโอโกเนยี ม ภายในรงั ไข่

กระบวนการ สร้างเซลล์ไข่และการปฏิสนธิใน • อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายประกอบด้วย

มนษุ ย์ อัณฑะ ทาหน้าที่สร้างสเปิร์มและฮอร์โมนเพศ

ชาย และ มีโครงสร้างอื่น ๆ ที่ทาหน้าที่ลาเลียง

สเปิร์ม สร้างน้าเลี้ยงสเปิร์ม และสารหล่อลื่นท่อ

ปสั สาวะ

15

ชัน้ ตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรู้เพิ่มเติม

• อัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างสเปิร์ม ซึ่ง

ภายใน มเี ซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมท่ีเปน็ เซลล์ต้ัง

ตน้ ของกระบวนการสร้างสเปริ ม์

• อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ประกอบด้วย รัง

ไข่ ทอ่ นาไข่ มดลูก และชอ่ งคลอด รงั ไข่ทาหน้าที่

สรา้ งเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง

• กระบวนการสร้างสเปิร์มเริ่มต้นจากสเปอร์มา

โทโกเนียมแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้สเปอร์มาโท

โกเนียมจานวนมาก ซึ่งต่อมาบางเซลล์พัฒนา

เป็นสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรกโดยสเปอร์มาโท

ไซต์ ระยะแรกจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสI

ได้สเปอร์มาโทไซต์ ระยะที่สองซึ่งจะแบ่งเซลล์

แบบไมโอซิส II ได้สเปอร์มาทิดตามล าดับ

จากนนั้ พัฒนาเป็น สเปิร์ม

• กระบวนการสร้างเซลล์ไข่เริม่ จากโอโอโกเนยี ม

ม. 6 แบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้โอโอโกเนียม ซึ่งจะ

พัฒนา เป็นโอโอไซต์ระยะแรกแล้วแบ่งเซลล์

แบบไมโอซิสI ได้โอโอไซต์ระยะที่สองซึ่งจะเกิด

การตกไข่ต่อไป เมื่อได้รับการกระตุ้นจากสเปิร์ม

โอโอไซต์ระยะ ที่สองจะแบ่งแบบไมโอซิส II แลว้

พฒั นาเปน็ เซลลไ์ ข่

• การปฏิสนธิเกดิ ขึ้นภายในท่อนาไข่ได้ไซโกต ซึ่ง

จะเจริญเป็นเอ็มบริโอและไปฝังตัวที่ผนังมดลูก

จนกระทั่งครบกาหนดคลอด

15. อธิบายการเจริญเติบโตระยะเอ็มบรโิ อ และ • การเจริญเติบโตของสัตว์เช่น กบ ไก่และสัตว์

รยะหลังเอ็มบริโอของกบ ไกแ่ ละมนุษย์ เลี้ยงลูกด้วยน้านม จะเริ่มต้นด้วยการแบ่งเซลล์

ของไซโกต การเกิดเนื้อเยื่อเอ็มบริโอ 3 ชั้น คือ

เอกโทเดิร์ม เมโซเดิร์ม และเอนโดเดิร์ม การเกิด

อวยั วะ โดยมกี ารเพิ่มจานวน ขยายขนาด

16

ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้เพิม่ เติม

และ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทา

หนา้ ท่ี เฉพาะอยา่ ง ซ่งึ พัฒนาการของอวัยวะต่าง

ๆ จะทาให้มีการเกิดรูปร่างที่แน่นอนในสัตว์แต่

ละชนดิ

• การเจริญเติบโตของมนุษย์จะมีขั้นตอนคล้าย

กับ การเจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม

อื่น ๆ โดยเอ็มบริโอจะฝังตัวที่ผนังมดลูก และมี

การ แลกเปลี่ยนสารระหว่างแม่กับลูกผ่านทาง

รก

16. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเขียนแผนผงั สรปุ • ฮอร์โมนเป็นสารที่ควบคุมสมดุลต่างๆของ

หนา้ ทขี่ องฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและเนือ้ เย่ือ ท่ี ร่างกาย โดยผลิตจากต่อมไร้ท่อหรือเนื้อเยื่อโดย

สร้างฮอรโ์ มน ต่อมไร้ท่อนี้ จะกระจายอยู่ตามตาแหน่งต่าง ๆ

ทั่วร่างกาย

• ต่อมไร้ท่อที่สร้างหรือหลั่งฮอร์โมน ไม่มีท่อใน

การ ลาเลียงฮอร์โมนออกจากต่อมจึงถูกลาเลียง

ม 6 โดยระบบหมุนเวียนเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมาย

ทจ่ี าเพาะเจาะจง

• ต่อมไพเนียลสร้างเมลาโทนินซง่ึ ยับยั้งการเจริญ

เติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ช่วงก่อนวัยเจริญพันธ์ุ

และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแสง ใน

รอบวนั

• ต่อมใต้สมองส่วนหน้าสร้างและหลั่งโกรท

ฮอร์โมน โพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH

เอนดอรฟ์ ิน ซ่ึงทาหน้าที่แตกตา่ งกนั

• ต่อมใต้สมองส่วนหลังหลั่งฮอร์โมนซึ่งสร้างจาก

ไฮโพทาลามัส คือ ADH และออกซิโทซิน ซึ่งทา

หน้าท่แี ตกต่างกัน

• ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอกซินซึ่งควบคุมอัตรา

เมแทบอลซิ ึมของร่างกาย และสรา้ งแคลซิโทนิน

17

ชน้ั ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรู้เพม่ิ เติม

ซึ่งควบคุมระดับแคลเซียมในเลอื ดให้ปกติ

• ต่อมพาราไทรอยด์สร้างพาราทอร์โมนซึ่ง

ควบคุม ระดับแคลเซยี มในเลอื ดให้ปกติ

• ตับอ่อนมีกลุ่มเซลล์ที่สร้างอินซูลินและกลูคา

กอน ซ่งึ ควบคมุ ระดบั น้าตาลในเลือดใหป้ กติ

• ต่อมหมวกไตส่วนนอกสร้างกลูโคคอร์ติคอยด์

มิเนราโลคอร์ติคอยดแ์ ละฮอร์โมนเพศซึ่งมหี น้าที่

แตกต่างกัน ส่วนต่อมหมวกไตส่วนในสร้าง

เอพิเนฟรินและนอร์เอพิเนฟริน ซึ่งมีหน้าที่

เหมอื นกัน

• อณั ฑะมีกลุ่มเซลลส์ รา้ งเทสโทสเทอโรน สว่ นรงั

ไข่ มีกลุ่มเซลล์ที่สร้างอีสโทรเจน และโพรเจส

เทอโรน ซึ่งมหี นา้ ทีแ่ ตกตา่ งกัน

• เนื้อเยื่อบางบริเวณของอวัยวะ เช่น รก ไทมัส

ม. 6 กระเพาะอาหาร และลาไส้เล็ก สามารถสร้าง
ฮอรโ์ มนไดห้ ลายชนดิ ซ่งึ มีหน้าทแ่ี ตกต่างกัน

• การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ มี

ทั้ง การควบคุมแบบป้อนกลับยับยั้ง และการ

ควบคุม แบบป้อนกลับกระตุ้น เพื่อรักษาดุลย

ภาพ ของรา่ งกาย

• ฟีโรโมนเป็นสารเคมีที่ผลิตจากต่อมมีท่อของ

สัตว์ ซง่ึ ส่งผลตอ่ สตั วต์ ัวอื่นทีเ่ ป็นชนิดเดียวกนั

17. สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และ • พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการแสดง

ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นมาแต่กาเนิด และ พฤตกิ รรม
พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ของสัตว์ • พฤติกรรมที่เป็นมาแต่กาเนิดแบ่งออกได้เป็น
18. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่าง หลายชนิด เช่น โอเรียนเตชัน (แทกซิสและ ไคนี
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพฤติกรรมกบั ววิ ัฒนาการ ซิส) รีเฟล็กซแ์ ละฟิกแอกชันแพทเทิร์น

ของระบบประสาท

18

ชัน้ ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม

ม. 6 19. สบื คน้ ข้อมลู อธบิ ายและยกตัวอยา่ งการ • พฤตกิ รรมทีเ่ กิดจากการเรียนรู้แบ่งไดเ้ ปน็ แฮบ
สอื่ สาร ระหว่างสัตว์ที่ทาใหส้ ัตว์แสดง บิชูเอชัน การฝังใจ การเชื่อมโยง (การลองผิด
พฤติกรรม ลองถกู และการมีเง่อื นไข) และการใชเ้ หตผุ ล
• ระดับการแสดงพฤติกรรมที่สัตว์แต่ละชนิด
แสดงออกจะแตกต่างกันซึ่งเป็นผลมาจาก
ววิ ฒั นาการของระบบประสาทท่ีแตกต่างกัน
• การสื่อสารเป็นพฤติกรรมทางสังคมแบบหน่ึง
ซึ่งมีหลายวิธีเช่น การสื่อสารด้วยท่าทาง การ
สื่อสารด้วยเสียง การสื่อสารด้วยสารเคมี และ
การสอื่ สารดว้ ยการสัมผสั

19

ว 32243 ชวี วิทยา 3 คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเตมิ
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลา 60 ชั่วโมง จานวน 1.5 หนว่ ยกิต

ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้และการตอบสนองของสัตว์ โครงสร้างและการทางานของเซลล์ประสาท ศูนย์
ควบคุมระบบประสาท ของมนุษย์ การทางานของระบบประสาท อวัยวะรับความรู้สึก การเคลื่อนที่ของ
สิง่ มีชีวิตเซลลเ์ ดยี ว สตั ว์ไม่มกี ระดูกสันหลัง สัตวม์ ี กระดูกสนั หลัง รวมทั้งการเคล่ือนท่ีของมนุษย์ ศึกษาระบบ
ตอ่ มไรท้ ่อ การทางานร่วมกันของระบบตอ่ มไร้ทอ่ และระบบประสาท ฮอร์โมนและการทางานของฮอร์โมน การ
รกั ษาสมดุลของฮอรโ์ มน การสบื พนั ธขุ์ องสัตว์และมนุษย์การเจรญิ เติบโตของสตั ว์การศึกษา พฤติกรรมของสัตว์
กลไกการเกิดพฤติกรรม ประเภทพฤติกรรมของสัตว์ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมและวิวัฒนาการของ
ระบบ ประสาท และการสื่อสารระหว่างสัตว์โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์การสืบเสาะหาความรู้การ
สบื คน้ ข้อมูล การสังเกต วิเคราะห์ เปรียบเทยี บ อธบิ าย อภิปรายและสรุป เพอ่ื ให้เกดิ ความรคู้ วามเข้าใจ และมี
ความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่
21 ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการคิดและการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้
และนาความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตประจาวัน มจี ิตวิทยาศาสตรจ์ รยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นิยมทเี่ หมาะสม

ผลกำรเรยี นรู้ เพือ่ ใหน้ ักเรยี นสามารถ
1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างและหน้าที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรีย
ไสเ้ ดอื นดิน กงุ้ หอย แมลง และสัตวม์ กี ระดูกสันหลัง
2. อธิบายเกย่ี วกับโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของเซลลป์ ระสาท
3. อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของศักย์ไฟฟ้าที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาทและกลไกการ ถ่ายทอด
กระแสประสาท
4. อธิบายและสรปุ เกยี่ วกับโครงสรา้ งของระบบประสาทสว่ นกลางและระบบประสาทรอบนอก
5. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของส่วนต่างๆในสมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง สมองส่วนหลัง
และไขสันหลงั
6. สืบค้นข้อมลู อธิบาย เปรียบเทียบ ยกตัวอย่างการทางานของระบบประสาทโซมาติกและระบบประสาทอัต
โนวัติ
7. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของ ตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนังของมนุษย์ยกตัวอย่างโรคต่างๆที่
เกีย่ วขอ้ ง และบอก แนวทางในการดูแลปอ้ งกันและรักษา
8. สังเกต และอธบิ ายการหาตาแหน่งของจุดบอด โฟเวีย และความไวในการรบั สัมผัสของผวิ หนงั

20

9. สืบค้นข้อมูล และเปรียบเทียบโครงสรา้ งและหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนทีข่ องแมงกะพรุน
หมึก ดาวทะเล ไส้เดือนดนิ แมลง ปลา และนก
10.สืบค้นข้อมูลและอธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของกระดูกและกล้ามเนื้อที่เก่ี ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและ
การเคลอ่ื นท่ีของมนษุ ย์
11.สังเกตและอธิบายการทางานของข้อต่อชนิดตา่ งๆ และการทางานของกลา้ มเนื้อโครงร่างท่เี กี่ยวข้องกับการ
เคล่อื นท่ขี องมนษุ ย์
12.สบื คน้ ขอ้ มูล อธิบาย และเขียนแผนผังสรุปหนา้ ทขี่ องฮอรโ์ มนจากตอ่ มไร้ทอ่ และเนื้อเยื่อทส่ี ร้างฮอร์โมน
13.สืบค้นขอ้ มลู อธบิ าย และยกตวั อย่างการสบื พันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในการสบื พันธ์ุแบบอาศัยเพศในสตั ว์ 14.
สืบค้นขอ้ มูล อธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ท่ขี องอวัยวะในระบบสืบพนั ธเ์ุ พศชายและระบบสบื พนั ธเ์ุ พศหญงิ
15.อธิบายกระบวนการสรา้ งสเปริ ม์ กระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ขแ่ ละการปฏิสนธใิ นมนษุ ย์
16.อธิบายการเจริญเติบโตระยะเอ็มบรโิ อและระยะหลงั เอ็มบรโิ อของกบ ไกแ่ ลว้ มนุษย์
17.สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นมาแต่กาเนิดและพฤติกรรมที่เกิดจาก
การเรยี นรขู้ องสัตว์
18.สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ าย และยกตัวอย่างความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพฤติกรรมกับววิ ฒั นาการของระบบประสาท
19.สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบาย และยกตวั อยา่ งการส่อื สารระหว่างสตั วท์ ่ีทาใหส้ ตั ว์แสดงพฤตกิ รรม

รวมท้งั หมด 19 ผลกำรเรยี นรู้

21

โครงสรา้ งเวลาเรียน

รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว 32243
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2/2564
เวลาเรยี น 3 ช่ัวโมง/สัปดาห์ จานวน 1.5 หน่วยกติ

ลาดับท่ี ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ความคิดรวบ เวลา นา้ หนกั
ยอด (ชว่ั โมง) คะแนน
1 บทที่ 1 ระบบประสาท • สืบค้นขอ้ มลู อธิบาย และ
และอวยั วะรบั เปรยี บเทยี บโครงสร้าง และ - การรบั รู้และการตอบสนองของ 3 20
ความรูส้ ึก หน้าที่ของระบบประสาท สตั ว์
ของไฮดรา พลานาเรีย 3
ไส้เดือนดิน กุ้ง หอย แมลง - โครงสรา้ งและการทางานของ
และสตั ว์มกี ระดูกสนั หลัง เซลล์ประสาท 3
• อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้าง
แ ล ะ ห น ้ า ท ี ่ ข อ ง เ ซ ล ล์ - ศูนยค์ วบคมุ ระบบประสาทของ
ประสาท มนุษย์
• อธิบายเกี่ยวกับการ - การทางานของระบบประสาท
เปลี่ยนแปลงของศักย์ไฟฟา้
ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์
ประสาท และกลไก การ
ถ่ายทอดกระแสประสาท
• อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับ
โครงสร้างของระบบ
ประสาทส่วนกลางและ
ระบบประสาทรอบนอก
• สืบค้นข้อมูล อธิบาย
โครงสร้างและหน้าที่ของ
ส่วนต่าง ๆ ในสมองส่วน
หน้า สมองส่วนกลาง สมอง
ส่วนหลงั และไขสันหลัง
• สืบค้นข้อมูล อธิบาย
เปรียบเทียบ และ
ยกตัวอย่างการทางานของ

22

ระบบประสาท 4
โซมาติก และระบบ
ประสาทอัตโนวัติ 2
• สืบค้นข้อมูล อธิบาย 3
โครงสร้างและหน้าที่ของ - อวัยวะรบั ความรสู้ ึก 3
ตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนัง
ของมนุษย์ยกตัวอย่าง โรค
ตา่ ง ๆ ที่เกยี่ วข้อง และบอก
แนวทางในการ ดูแลปอ้ งกนั
และรักษา
• สงั เกต และอธบิ ายการหา
ตาแหนง่ ของจุดบอด โฟเวีย
แ ล ะ ค วา ม ไ วในการรับ
สัมผัสของผิวหนงั

2 บทที่ 2 การเคลอ่ื นท่ี • สืบค้นขอ้ มลู อธิบาย และ - การเคลื่อนท่ขี องสิง่ มชี วี ติ เซลล์ 10

ของส่ิงมชี ีวิต เปรยี บเทียบโครงสร้าง และ เดยี ว

ห น ้ า ท ี ่ ข อ ง อ ว ั ย ว ะ ท่ี

เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนท่ี - การเคล่ือนท่ีของสตั วไ์ ม่มีกระดูก
ของแมงกะพรุน หมึก ดาว สันหลัง
ทะเล ไส้เดือนดิน แมลง - การเคล่ือนทีข่ องสตั วม์ ีกระดกู สนั
ปลา และนก หลงั
• สืบค้นข้อมูล และอธิบาย

โครงสร้างและหน้าท่ี ของ
กระดูกและกล้ามเนื้อที่ - การเคลอื่ นท่ขี องมนุษย์

เกี่ยวข้องกับการ

เคลื่อนไหวและการ

เคล่ือนท่ีของมนุษย์

• สังเกต และอธิบายการ

ทางานของข้อต่อชนิด ต่าง

ๆ และการทางานของ

กล้ามเนื้อโครงร่าง ท่ี

เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

และการเคลื่อนที่ ของ

มนษุ ย์

3 บทท่ี 3 ระบบต่อมไร้ • สืบค้นข้อมูล อธิบาย และ - การทางานรว่ มกนั ของระบบต่อม 1 23

ท่อ เขียนแผนผังสรุป หน้าท่ี ไร้ท่อและระบบประสาท 7 10

ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ - ตอ่ มไร้ท่อ 1 20
3
และเนื้อเยื่อ ที่สร้าง 6
6
ฮอร์โมน - ฮอร์โมนและการทางานของ

ฮอรโ์ มน

- การรกั ษาสมดุลของฮอรโ์ มน

4 บทที่ 4 ระบบสืบพนั ธ์ุ • สืบค้นขอ้ มูล อธิบาย และ - การสืบพนั ธุ์ของสตั ว์
และการเจริญเติบโต ยกตัวอย่าง การสืบพันธ์ุ
แบบไม่อาศัยเพศและการ - การสบื พนั ธุ์ของมนุษย์
สืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศใน
สตั ว์ - การเจรญิ เตบิ โตของสัตว์
• สืบค้นข้อมูล อธิบาย
โครงสร้างและหน้าที่ของ
อวยั วะในระบบสบื พันธุ์เพศ
ชายและระบบ สืบพันธุเ์ พศ
หญงิ
• อธิบายกระบวนการสร้าง
สเปิร์ม กระบวนการ สร้าง
เซลล์ไข่และการปฏิสนธิใน
มนุษย์
• อธิบายการเจริญเติบโต
ระยะเอ็มบริโอ และรยะ
หลังเอ็มบริโอของกบ ไก่
และมนษุ ย์

24

5 บทที่ 5 พฤติกรรมของ • สืบค้นข้อมูล อธิบาย - การศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ 3 10
สัตว์ เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ แ ล ะ กลไกการเกดิ พฤติกรรม 3
ยกตัวอย่างพฤติกรรมท่ี - ประเภทพฤตกิ รรมของสัตว์ 70
เป็นมาแต่กาเนิด และ 30
พฤติกรรมที่เกิดจากการ - ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม 100
เ ร ี ย น ร ู ้ ข อ ง ส ั ต ว์ และวิวัฒนาการของระบบประสาท
• สืบค้นข้อมลู อธิบาย และ และการสื่อสารระหวา่ งสัตว์
ยกตัวอย่าง ความสัมพันธ์
ร ะ ห ว่ างพฤติกรรมกับ
วิวัฒนาการของระบบ
ประสาท
• สืบค้นข้อมูลอธิบายและ
ยกตัวอย่างการสื่อสาร
ร ะ ห ว ่ า ง ส ัตว ์ ที ่ ท า ให้ส ัตว์
แสดงพฤติกรรม

คะแนนระหว่างภาคเรยี น

สอบปลายภาคเรยี น 3

รวมผลตลอดภาคเรียน 60

25

กําหนดการสอนภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2564

รายวชิ าชีววิทยา (Biology) รหัสวชิ า ว32243 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 5 จํานวน 1.5 หนวยกิต เวลา 60 ชวั่ โมง

สปั ดาห หนวยการเรยี นร/ู สาระการเรยี นรู (Contents) จาํ นวน ผลการเรยี นรู สาระการเรียนรเู พ่มิ เติม จุดประสงคการเรียนรู

ที่ ชั่วโมง

1 บทที่ 1 ระบบประสาทและอวยั วะรับความรูสกึ 3 • สืบคนขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ • สัตวสว นใหญมีระบบประสาททําใหสามารถ 1 . ส ื บ ค  น ข  อ ม ู ล อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ
โครงสราง และหนาที่ของระบบประสาทของ รับรู และตอบสนองตอส่ิงเราไดเชน ไฮดรา มี เปรียบเทียบโครงสรางและหนาที่ของ
การรบั รแู ละการตอบสนองของสัตว
ไฮดรา พลานาเรีย ไสเดือนดิน กุง หอย แมลง รางแห ประสาท พลานาเรีย ไสเดือนดิน กุง ระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรีย

และสัตวมีกระดกู สนั หลัง หอย และแมลงมปี มประสาทและเสน ประสาท ไสเดือนดิน กุง หอย แมลง และสัตวมี

สวนสัตว มีกระดูกสันหลัง มีสมอง ไขสันหลงั กระดูกสนั หลัง

ปมประสาท และเสน ประสาท

26

2 โครงสรางและการทํางานของเซลลประสาท 3 • อธิบายเกีย่ วกับโครงสรางและหนาท่ีของเซลล • หนวยทํางานของระบบประสาท คือ เซลล 1. อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ

3 - ศูนยควบคุมระบบประสาทของมนษุ ย ประสาท ประสาท ซึ่งประกอบดวยตัวเซลลและ เสนใย ศักยไฟฟาที่เยื่อหุมเซลลของเซลล
- การทํางานของระบบประสาท
• อธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ ประสาททที่ าํ หนา ท่ีรับและสงกระแสประสาท ประสาท

ศักยไฟฟา ที่เยื่อหุมเซลลของเซลลประสาท เรยี กวา เดนไดรตและแอกซอน ตามลําดบั 2. อธิบายเกี่ยวกับกลไกการเกิดกระแส

และกลไก การถา ยทอดกระแสประสาท • เซลลประสาทจําแนกตามหนาที่ ไดเปน ประสาทและการถายทอดกระแส

เซลลประสาทรับความรูสึก เซลลประสาทสั่ง ประสาท

การ และเซลลป ระสาทประสานงาน 3. อธิบายเกี่ยวกับโครงสรางและหนาที่

• เซลลประสาทจําแนกตามรปู รา งไดเ ปน เซลล ของเซลลประสาท

ประสาทขั้วเดียว เซลลประสาทขั้วเดียวเทยี ม 4. ระบุชนิดของเซลลประสาทที่จําแนก

เซลลป ระสาทสองข้ัว และเซลลป ระสาทหลาย ตามจํานวนเสนใยประสาทและหนา ท่ี

ขัว้

• กระแสประสาทเกิดจากการเปลี่ยนแปลง

ศักยไฟฟาที่เยื่อหุมเซลลของเดนไดรตและ

แอกซอน ทําใหมี การถายทอดกระแส

ประสาทจากเซลลประสาท ไปยังเซลล

ประสาท หรือเซลลอ ื่น ๆ ผานทาง ไซแนปส

3 • อธิบาย และสรปุ เกีย่ วกบั โครงสรางของระบบ • ระบบประสาทของมนุษยแบงไดเปน 2 1. อธิบายและสรุปเกี่ยวกับโครงสราง

ประสาทสว นกลางและระบบประสาทรอบนอก ระบบ ตามตําแหนงและโครงสราง คือ ระบบ ของระบบประสาทสวนกลางและระบบ

• สืบคนขอมลู อธิบายโครงสรา งและหนาที่ของ ประสาท สวนกลาง ไดแกส มองและไขสนั หลัง ประสาทรอบนอกสืบคนขอ มลู

สวนตาง ๆ ในสมองสวนหนา สมองสวนกลาง แ ล ะ ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ทร อ บ น อ ก ไ ด  แ ก 2. อธิบายโครงสรางและหนาที่ของสวน

สมองสว นหลงั และไขสนั หลงั เสนประสาทสมอง และเสนประสาทไขสัน ตา งๆ ของสมอง และไขสันหลงั

•สืบคนขอมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และ หลัง 3. สืบคนขอมูล อธิบายการทํางานของ

ยกตัวอยางการทํางานของระบบประสาท • สมองแบงออกเปน 3 สวน คือ สมองสวน ระบบประสาทโซมาติกและระบบ

โซมาตกิ และระบบประสาทอัตโนวัติ หนา สมองสว นกลางและสมองสวนหลังสมอง ประสาทอัตโนวัติ

27

แตละสวน จะควบคุมการทํางานของรางกาย 4. เปรียบเทียบและยกตัวอยางการทํา
แตกตา งกนั โดยมเี สน ประสาทท่แี ยกออกจาก งานของระบบประสาทโซมาติกและ
สมอง 12 คู ไปยังอวัยวะตางๆ ซึ่งบางคูทํา ระบบประสาทอตั โนวัติ
หนาที่รับความรูสึก เขาสูสมอง หรือนําคําส่ัง
จากสมองไปยังหนวย ปฏิบัติงาน หรือทํา
หนาท่ีทง้ั สองอยา ง
• ไขสันหลังเปนสวนที่ตอจากสมองอยูภายใน
กระดูกสันหลัง และมีเสนประสาทแยกออก
จาก ไขสันหลังเปนคูซึ่งทําหนาที่ประมวลผล
การ ตอบสนองโดยไขสันหลัง เชน การเกิด
รีเฟล็กซ ชนิดตาง ๆ และการถายทอดกระแส
ประสาท ระหวางไขสนั หลังกบั สมอง
• เสนประสาทไขสันหลังทุกคูจะทําหนาที่รับ
ความรูสึกเขาสูไขสันหลังและนําคําสั่งออก
จาก ไขสันหลัง
• ระบบประสาทรอบนอกสวนที่สั่งการ
แบงเปน ระบบประสาทโซมาติกซึ่งควบคุม
การทํางาน ของกลามเนื้อโครงรางและระบบ
ประสาทอัตโนวัติ ซึ่งควบคุมการทํางานของ
กลามเนื้อหัวใจ กลามเนื้อเรียบ และตอม
ตาง ๆ
• ระบบประสาทอัตโนวัติแบงการทํางานเปน
2 ระบบ คือ ระบบประสาทซิมพาเทติก และ
ระบบประสาท พาราซิมพาเทติก ซึ่งสวนใหญ

28

ทํางานตรงกันขาม เพื่อรักษาดุลยภาพของ
กระบวนการตาง ๆ ในรางกาย

4 อวยั วะรบั ความรูสึก (1) 3 • สบื คน ขอ มูล อธิบายโครงสรางและหนา ที่ของ • ตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนัง เปนอวัยวะรับ 1. สืบคนขอมูลและอธิบายโครงสราง

ตา หจู มกู ลนิ้ และผวิ หนงั ของมนษุ ยย กตวั อยา ง ความรูสึกที่รับสิ่งเราที่แตกตางกัน จึงมี และหนาที่ของตา

โรคตาง ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ ง และบอกแนวทางในการ ความสําคัญที่ควรดูแล ปองกัน และรักษาให 2. สังเกตและอธิบายการหาตําแหนง

ดูแลปอ งกัน และรกั ษา สามารถทํางานไดเปน ปกติ ของจุดบอดและโฟเวีย

• สังเกต และอธบิ ายการหาตาํ แหนงของจุดบอด • ตาประกอบดวย ชั้นสเคลอรา โครอยด 3. สืบคนขอมูลและอธิบายโครงสราง

โฟเวยี และความไวในการรบั สมั ผัสของผวิ หนงั และเรตินาเลนสตาเปนเลนสนูนอยูถัดจาก และหนา ทีข่ องหู

กระจกตาทําหนาที่รวมแสงจากวัตถุไปที่เรติ 4. สืบคนขอมูลและอธิบายโครงสราง

นา ซึ่งประกอบดวย เซลลรับแสง และเซลล และหนาทข่ี องจมกู

ประสาททีน่ าํ กระแสประสาทสสู มอง 5. สืบคนขอมูลและอธิบายโครงสราง

• หูประกอบดวย 3 สวน คือ หูสวนนอก หู และหนา ทข่ี องล้ิน

สวนกลางและหูสวนใน ภายในหูสวนในมีคอ 6. สืบคนขอมูลและอธิบายโครงสราง

เคลีย ซึง่ ทาํ หนาท่ีรับและเปล่ียนคลน่ื เสียงเปน และหนา ท่ขี องผิวหนงั

กระแสประสาท นอกจากนี้ยังมีเซมิเซอรคิว 7. สังเกตและอธิบายความไวในการรับ

ลารแคเเนลทําหนาที่รับรูเกี่ยวกับการทรงตัว สัมผสั ของผิวหนงั ในแตล ะบรเิ วณ

ของรา งกาย 8. สืบคนขอมูลและยกตัวอยางโรคท่ี

เกี่ยวของกับตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนัง

และนํา ความรูมา ใชในการดูแลรักษา

แล ะ ปองกันอั นต ร า ย อวั ย วะ รับ

ความรูสึกตา งๆ

29

5 อวยั วะรับความรูสึก (2) 1

6 บทที่ 2 การเคลอ่ื นทีข่ องสิ่งมชี วี ิต 2 • สืบคนขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ • สิง่ มีชวี ติ เซลลเ ดียวบางชนดิ เคลอื่ นท่ีโดยการ 1. อธิบายและเปรียบเทียบโครงสรางท่ี

- การเคล่ือนทขี่ องสิ่งมีชวี ติ เซลลเ ดียว โครงสราง และหนาที่ของอวัยวะที่เกี่ยวของกบั ไหลของไซโทพลาซึม บางชนดิ ใชแ ฟลกเจลลัม เกี่ยวของกับการเคลื่อนที่ของอะมีบา

7 - การเคลื่อนทขี่ องสตั วไ มม ีกระดกู สันหลงั และการ สิ่งมีชีวิตเซลลเดียวบางชนิดเคลื่อนที่โดยการ หรอื ซเิ ลีย ในการเคลื่อนท่ี พารามีเซียม และ ยูกลีนา
เคลอ่ื นทข่ี องสัตวมกี ระดูกสนั หลัง
ไหลของไซโทพลาซึม บางชนิดใชแฟลกเจลลัม

หรือซิเลีย ในการเคลื่อนที่

3 • สืบคนขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ • สัตวไมมีกระดูกสันหลัง เชน แมงกะพรุน 1. ส ื บ ค  น ข  อ ม ู ล อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ

โครงสราง และหนาที่ของอวัยวะที่เกี่ยวของกบั เคลื่อนที่โดยอาศัยการหดตัวของเนื้อเยื่อ เปรียบเทียบโครงสรางและหนาที่ของ

การเคลื่อนที่ของแมงกะพรุน หมึก ดาวทะเล บรเิ วณ ขอบกระดิ่งและแรงดนั นํ้า อวัยวะที่เกี่ยวของกับ การเคลื่อนที่ของ

ไสเ ดือนดิน แมลง • หมึกเคลื่อนที่โดยอาศัยการหดตัวของ แมงกะพรุน หมึก ดาวทะเล ไสเดือนดนิ

• สืบคนขอมูล อธิบาย และเปรียบเทียบ กลามเนื้อ บริเวณลําตัว ทําใหนํ้าภายในลําตวั และแมลง

โครงสราง และหนาที่ของอวัยวะที่เกี่ยวขอ งกับ พนออกมา ทางไซฟอน สวนดาวทะเลใชระบบ 2. ส ื บ ค  น ข  อ ม ู ล อ ธ ิ บ า ย แ ล ะ

การเคลอื่ นที่ ของปลา และนก ทอ นาํ้ ในการ เคลอ่ื นที่ เปรียบเทียบโครงสรางและหนาที่ของ

• ไสเดือนดินมีการเคลื่อนที่ โดยอาศัยการหด อวัยวะที่เกี่ยวของกับการเคล่ือนที่ของ

ตัว และคลายตัวของกลามเนื้อวงและ ปลาและนก

กลามเน้ือ ตามยาวซึ่งทาํ งานในสภาวะตรงกัน

ขา ม

30

• แมลงเคลื่อนที่โดยใชปกหรือขา ซึ่งมี
กลามเนื้อ ภายในเปลือกหุมทํางานในสภาวะ
ตรงกันขา ม
• สตั วม ีกระดูกสนั หลัง เชน ปลา เคลือ่ นที่โดย
อาศัย การหดตวั และคลายตัวของกลามเน้อื ท่ี
ยึดติดอยู กับกระดูกสันหลังทั้ง 2 ขาง ทํางาน
ในสภาวะ ตรงกันขาม และมีครีบที่อยูใน
ตําแหนงตาง ๆ ชวยโบกพัดในการเคลื่อนที่
สวนนกเคลื่อนท่ี โดยอาศัยการหดตัวและ
คลายตัวของกลา มเนอื้ กดปกกบั กลามเนื้อยก
ปกซ่ึงทํางานในสภาวะ ตรงกันขาม

31

8 - การเคลอ่ื นที่ของมนษุ ย 3 • สืบคนขอมูล และอธิบายโครงสรางและหนา ที่ • มนุษยเคลื่อนที่โดยอาศัยการทํางานของ 1. สืบคนขอมูลและอธิบายโครงสราง

9 บทท่ี 3 ระบบตอ มไรท อ ของกระดูกและกลามเนื้อที่เกี่ยวของกับการ กระดูก และกลามเนื้อซึ่งยึดกันดวยเอ็นยึด และหนาที่ของกระดูกและกลามเนื้อที่

- การทาํ งานรว มกันของระบบตอ มไรท อและระบบ เคลื่อนไหวและการเคล่อื นทีข่ องมนุษย กระดูก เกี่ยวของกับ การเคลื่อนไหวและการ
ประสาท
- ตอมไรทอ • สังเกต และอธิบายการทํางานของขอตอชนิด • บริเวณที่กระดูกตั้งแต 2 ชิ้นมาตอกัน เคล่อื นท่ขี องมนษุ ย

ตาง ๆ และการทาํ งานของกลา มเนือ้ โครงราง ที่ เรยี กวา ขอ ตอ และยดึ กนั ดว ยเอ็นยดึ ขอ 2. สังเกตและอธิบายการทํางานของขอ

เกี่ยวของกับการเคลื่อนไหวและการเคลื่อนที่ • กระดูกเปนเนื้อเยื่อที่ใชคํ้าจุนและทําหนาท่ี ตอ ชนิดตางๆ

ของมนุษย ในการ เคลื่อนไหวของรางกาย แบงตาม 3. สังเกตและอธิบายการทํางานของ

ตําแหนงไดเปน กระดูกแกนและกระดูก กลามเนื้อโครงรางที่เกี่ยวของกับการ

รยางค เคลอ่ื นไหวและ การเคลอื่ นที่ของมนุษย

• กลามเนื้อในรางกายมนุษยแบงออกเปน

กลามเนื้อ โครงราง กลามเนื้อหัวใจ และ

กลามเนื้อเรียบ กลามเนื้อทั้ง 3 ชนิด พบใน

ตาํ แหนงท่ีตา งกัน และมหี นาที่แตกตา งกัน

• กลามเนื้อโครงรางสวนใหญทํางานรวมกัน

เปนคู ๆ ในสภาวะตรงกนั ขา ม

1 • สืบคนขอมูล อธิบาย และเขียนแผนผังสรุป • ฮอรโมนเปนสารที่ควบคุมสมดุลตางๆของ 1. อธิบายการทํางานรวมกันของระบบ

หนาที่ของฮอรโมนจากตอมไรทอและเนื้อเยื่อท่ี รางกาย โดยผลิตจากตอมไรทอหรือเนื้อเย่ือ ตอ มไรทอ และระบบประสาท

สรางฮอรโมน โดยตอมไรทอนี้ จะกระจายอยูตามตําแหนง 2. ระบุตําแหนงของตอมไรทอและ

ตา ง ๆ ท่ัวรา งกาย เนื้อเยื่อที่สําคัญในรางกายที่ทํา หนาที่

• ตอมไรท อ ทส่ี รางหรือหล่ังฮอรโมนไมมีทอใน สรา งฮอรโมน

การลําเลียงฮอรโมนออกจากตอมจึงถูก 3. สืบคนขอมูลและอธิบายเกี่ยวกับ

ลําเลียง โดยระบบหมุนเวยี นเลอื ดไปยงั อวยั วะ ประเภทและหนาที่ของฮอรโมนจาก

เปา หมายท่จี าํ เพาะเจาะจง ตอมไรทอและเนื้อเยื่อ ที่สรางฮอรโมน

32

• ตอมไพเนียลสรางเมลาโทนินซึ่งยับยั้งการ 4. ยกตัวอยางและอธิบายการทํา งาน

เจริญ เติบโตของอวัยวะสืบพันธุชวงกอนวัย รวมกันของฮอรโมนหลายชนิดในการ

เจริญพันธุ และตอบสนองตอการเปลี่ยนแปลง รกั ษาดลุ ยภาพของ รางกาย

ของแสงในรอบวัน 5. อธิบายและเขียนแผนผังการจัดกลุม

• ตอมใตสมองสวนหนาสรางและหลั่งโกรท ฮอรโมนชนดิ ตางๆ ตามการทาํ งานของ

ฮอรโมนโพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH ฮอรโมน

เอนดอรฟ น ซ่งึ ทําหนา ทแ่ี ตกตางกัน 6. อธิบายอาการผิดปกติของรางกายที่

• ตอมใตสมองสวนหลังหลั่งฮอรโมนซึ่งสราง เกิดจากการมีฮอรโมนปริมาณมากหรือ

จากไฮโพทาลามัส คือ ADH และออกซิโทซิน นอ ยเกินไป

ซึง่ ทําหนาท่ีแตกตางกัน

• ตอมไทรอยดส รา งไทรอกซินซึ่งควบคุมอัตรา

เมแทบอลิซึมของรางกาย และสรางแคลซิโท

นิน ซึง่ ควบคุมระดบั แคลเซยี มในเลือดใหปกติ

• ตอมพาราไทรอยดสรางพาราทอรโมนซ่ึง

ควบคุม ระดบั แคลเซยี มในเลอื ดใหปกติ

• ตับออนมกี ลมุ เซลลที่สรา งอนิ ซลู นิ และกลูคา

กอน ซ่ึงควบคมุ ระดับนา้ํ ตาลในเลือดใหปกติ

• ตอมหมวกไตสวนนอกสรางกลูโคคอรติ

คอยด มิเนราโลคอรติคอยดและฮอรโมนเพศ

ซึง่ มีหนาท่ี แตกตา งกัน สว นตอมหมวกไตสวน

ในสรางเอพิเนฟรินและนอรเอพิเนฟริน ซึ่งมี

หนาทีเ่ หมอื นกัน

33

• อัณฑะมีกลุมเซลลสรางเทสโทสเทอโรน
สวนรังไข มีกลุมเซลลที่สรางอีสโทรเจน และ

โพรเจสเทอโรน ซง่ึ มหี นา ท่แี ตกตางกัน

10 สอบกลางภาค 3
11 บทท่ี 3 ระบบตอ มไรทอ (ตอ)
7 • สืบคนขอมูล อธิบาย และเขียนแผนผังสรุป • ฮอรโมนเปนสารที่ควบคุมสมดุลตางๆของ 1. อธิบายการทํา งานรวมกันของระบบ
ฮอรโมนและการทํางานของฮอรโ มน
หนาที่ของฮอรโมนจากตอมไรทอ และเนื้อเยื่อท่ี รางกาย โดยผลิตจากตอมไรทอหรือเนื้อเยื่อ ตอมไรท อและระบบประสาท
12 การรกั ษาสมดลุ ของฮอรโมน
1 สรา งฮอรโมน โดยตอมไรทอนี้ จะกระจายอยูตามตําแหนง 2. ระบุตําแหนงของตอมไรทอและ

ตา ง ๆ ท่ัวรางกาย เนื้อเยื่อที่สําคัญในรางกายที่ทํา หนาท่ี

• ตอมไรทอ ท่สี รา งหรอื หล่ังฮอรโ มนไมมีทอใน สรา งฮอรโ มน

การลําเลียงฮอรโมนออกจากตอมจึงถูก 3. สืบคนขอมูลและอธิบายเกี่ยวกับ

ลําเลียง โดยระบบหมนุ เวียนเลือดไปยงั อวัยวะ ประเภทและหนาที่ของฮอรโมนจาก

เปา หมายทจ่ี าํ เพาะเจาะจง ตอมไรทอและเนื้อเยื่อ ที่สรางฮอรโมน

• ตอมไพเนียลสรางเมลาโทนินซึ่งยับยั้งการ 4. ยกตัวอยางและอธิบายการทํา งาน

เจริญ เติบโตของอวัยวะสืบพันธุชวงกอนวัย รวมกันของฮอรโมนหลายชนิดในการ

เจรญิ พนั ธุ และตอบสนองตอ การเปลีย่ นแปลง รักษาดุลยภาพของ รางกาย 5. อธิบาย

ของแสงในรอบวัน และเขียนแผนผังการจัดกลุมฮอรโมน

• ตอมใตสมองสวนหนาสรางและหลั่งโกรท ชนิดตางๆ ตามการทํา งานของฮอรโมน

ฮอรโมนโพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH 6. อธิบายอาการผิดปกติของรางกายที่

เอนดอรฟน ซง่ึ ทําหนาทแี่ ตกตางกนั เกิดจากการมีฮอรโมนปริมาณมากหรือ

• ตอมใตสมองสวนหลังหลั่งฮอรโมนซึ่งสราง นอ ยเกนิ ไป

จากไฮโพทาลามัส คือ ADH และออกซิโทซิน
ซึ่งทาํ หนา ทแี่ ตกตา งกนั

34

• ตอมไทรอยดส รางไทรอกซินซงึ่ ควบคมุ อัตรา

เมแทบอลิซึมของรางกาย และสรางแคลซิโท

นนิ ซ่ึงควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดใหปกติ

• ตอมพาราไทรอยดสรางพาราทอรโมนซึ่ง

ควบคุม ระดบั แคลเซียมในเลือดใหป กติ

• ตับออ นมกี ลุมเซลลท ่ีสรางอินซูลนิ และกลูคา

กอน ซ่งึ ควบคมุ ระดบั นาํ้ ตาลในเลือดใหปกติ

• ตอมหมวกไตสวนนอกสรางกลูโคคอรติ

คอยด มิเนราโลคอรติคอยดและฮอรโมนเพศ

ซงึ่ มหี นา ที่ แตกตา งกนั สวนตอมหมวกไตสวน

ในสรางเอพิเนฟรินและนอรเอพิเนฟริน ซึ่งมี

หนาทเ่ี หมือนกัน

• อัณฑะมีกลุมเซลลสรางเทสโทสเทอโรน

สวนรังไข มีกลุมเซลลที่สรางอีสโทรเจน และ

โพรเจสเทอโรน ซึง่ มหี นา ทแ่ี ตกตางกนั

13 บทท่ี 4 ระบบสบื พันธแุ ละการเจรญิ เติบโต 3 • สืบคนขอมูล อธิบาย และยกตัวอยาง การ • การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศของสัตวเปน 1. สบื คนขอ มลู อธบิ าย และยกตัวอยาง

การสบื พนั ธขุ องสตั ว สืบพันธุแบบไมอาศัยเพศและการสืบพันธุ แบบ การ สืบพันธุที่ไมมีการรวมของเซลลสืบพันธุ การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศและการ

อาศัยเพศในสัตว เชน การแตกหนอและการงอกใหม สบื พันธแุ บบ อาศัยเพศในสัตว

• การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของสัตวเปนการ

สืบพันธุ ที่เกิดจากการรวมนิวเคลียสของเซลล

สืบพันธุ ซึ่งมีทั้งการปฏิสนธิภายนอกและการ

ปฏิสนธิ ภายใน สัตวบางชนิดมี 2 เพศในตัว

เดียวกัน แตการผสมพันธุสวนใหญจะผสม

ขา มตวั

35

14 การสบื พนั ธุของมนุษย (1) 3 • สืบคนขอมูล อธิบายโครงสรางและหนา ทีข่ อง • การสืบพันธุของมนุษยมีกระบวนการสราง 1. สืบคนขอมูล อธิบายโครงสรางและ
15 การสืบพันธขุ องมนษุ ย (2)
อวัยวะในระบบสืบพันธุเพศชายและระบบ สเปรม จากเซลลสเปอรมาโทโกเนียมภายใน หนาที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุเพศ

สืบพันธเุ พศหญงิ อัณฑะ และ กระบวนการสรางเซลลไขจาก ชายและระบบ สืบพนั ธุเพศหญิง

• อธิบายกระบวนการสรางสเปรม กระบวนการ เซลลโ อโอโกเนียม ภายในรงั ไข 2. อธิบายกระบวนการสรางสเปรม

สรางเซลลไขแ ละการปฏสิ นธิในมนุษย • อวัยวะสืบพันธุของเพศชายประกอบดวย กระบวนการสรางเซลลไข และการ

อัณฑะ ทําหนา ท่ีสรา งสเปร มและฮอรโมนเพศ ปฏสิ นธใิ นมนุษย

ชาย และมีโครงสรา งอ่นื ๆ ทที่ าํ หนา ทลี่ ําเลียง 3. อธิบายความสัมพันธของการตกไข

สเปรม สรางนํ้าเลี้ยงสเปรม และสารหลอล่ืน แ ล ะ ก า รม ีป ระจ ํา เ ด ื อ น ก ับการ

3 ทอ ปส สาวะ เปลีย่ นแปลงระดบั ฮอรโ มน ในเพศหญิง

• อัณฑะประกอบดวยหลอดสรางสเปรม ซึ่ง

ภายใน มเี ซลลส เปอรมาโทโกเนียมทเี่ ปนเซลล

ตัง้ ตน ของกระบวนการสรางสเปรม

• อวัยวะสืบพันธุของเพศหญิง ประกอบดวย

รังไข ทอนําไข มดลูก และชองคลอด รังไขทํา

หนา ท่ี สรา งเซลลไ ขแ ละฮอรโ มนเพศหญงิ

• กระบวนการสรางสเปรมเริ่มตนจากสเปอร

มาโทโกเนยี มแบงเซลลแบบไมโทซิสไดสเปอร

มาโทโกเนียมจํานวนมาก ซึ่งตอมาบางเซลล

พัฒนาเปนสเปอรมาโทไซตระยะแรก

โดยสเปอรมาโทไซต ระยะแรกจะแบงเซลล

แบบไมโอซิสI ไดสเปอรมาโทไซต ระยะที่สอง

ซง่ึ จะแบง เซลลแบบไมโอซสิ II ไดส เปอรม าทดิ

ตามลําดบั จากนน้ั พัฒนาเปน สเปรม

36

• กระบวนการสรางเซลลไขเริ่มจากโอโอโก

เนียม แบงเซลลแบบไมโทซิสไดโอโอโกเนียม

ซึ่งจะพัฒนา เปนโอโอไซตระยะแรกแลวแบง

เซลลแบบไมโอซิสI ไดโอโอไซตระยะที่สองซ่งึ

จะเกิดการตกไขตอไป เมื่อไดรับการกระตุน

จากสเปรม โอโอไซตระยะ ที่สองจะแบงแบบ

ไมโอซสิ II แลวพัฒนาเปนเซลลไข

• การปฏิสนธิเกิดขึ้นภายในทอนําไขไดไ ซโกต

ซึ่งจะเจริญเปนเอ็มบริโอและไปฝงตัวที่ผนัง

มดลูก จนกระท่งั ครบกาํ หนดคลอด

16 การเจรญิ เตบิ โตของสตั ว (1) 3 • อธิบายการเจริญเติบโตระยะเอ็มบริโอ และ • การเจริญเตบิ โตของสตั วเ ชน กบ ไกและสตั ว 1. อธิบายการเจริญเติบโตระยะ
17 การเจรญิ เติบโตของสัตว (2)
ระยะหลังเอม็ บรโิ อของกบ ไกและมนษุ ย เลี้ยงลูกดวยนํ้านม จะเริ่มตนดวยการแบง เอ็มบรโิ อและระยะหลังเอม็ บริโอของกบ

3 เซลล ของไซโกต การเกิดเนื้อเยื่อเอ็มบริโอ 3 ไก และมนุษย
ชั้น คือ เอกโทเดิรม เมโซเดิรม และเอนโด

เดิรม การเกิด อวัยวะ โดยมีการเพิ่มจํานวน

ขยายขนาด และการเปลี่ยนแปลงรูปรางของ

เซลลเพื่อทําหนาที่เฉพาะอยาง ซึ่งพัฒนาการ

ของอวัยวะตาง ๆ จะทําใหมีการเกิดรูปรางที่

แนน อนในสัตวแตละชนิด

• การเจริญเติบโตของมนุษยจะมีขั้นตอน

คลายกับ การเจริญเติบโตของสัตวเลี้ยงลูก

ดวยนํ้านมอื่น ๆ โดยเอ็มบริโอจะฝงตัวที่ผนัง

มดลูก และมีการ แลกเปลี่ยนสารระหวางแม

กับลกู ผา นทางรก

37

18 บทท่ี 5 พฤติกรรมของสตั ว 3 • สืบคนขอมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และ • พันธุกรรมและสิ่งแวดลอมมีผลตอการแสดง 1. อธิบายการศึกษาพฤติกรรมของสัตว

- การศกึ ษาพฤติกรรมของสตั ว กลไกการเกิดพฤติกรรม ยกตัวอยางพฤติกรรมที่เปนมาแตกําเนิด และ พฤตกิ รรม 2. อธิบายกลไกการเกิดพฤติกรรมของ

- ประเภทพฤติกรรมของสตั ว พฤติกรรมทเี่ กดิ จากการเรียนรูของสตั ว • พฤติกรรมที่เปนมาแตก ําเนิดแบงออกไดเปน สตั ว

19 ความสัมพันธระหวางพฤติกรรมและวิวัฒนาการของ 3 • สืบคนขอมูล อธิบาย และยกตัวอยาง หลายชนิด เชน โอเรียนเตชัน (แทกซิสและ 3. สืบคนขอมูล อธิบาย เปรียบเทียบ
ความสัมพันธระหวางพฤติกรรมกับวิวัฒนาการ ไคนีซสิ ) รีเฟล็กซและฟก แอกชันแพทเทิรน และยกตัวอยางพฤติกรรมที่เปนมาแต
ระบบประสาท และการส่อื สารระหวางสัตว
ของระบบประสาท • พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรูแบงไดเปน กําเนิดและพฤติกรรมที่เกิดจากการ

• สืบคนขอมลู อธิบายและยกตวั อยา งการส่ือสาร แฮบบิชูเอชัน การฝงใจ การเชื่อมโยง (การ เรียนรูข องสตั ว

ระหวางสัตวทท่ี าํ ใหส ตั วแ สดงพฤติกรรม ลองผิดลองถูกและการมีเงื่อนไข) และการใช 4. สืบคนขอมูล อธบิ าย และยกตัวอยาง

เหตผุ ล ความสัมพันธระหวางพฤติกรรมกับ

• ระดับการแสดงพฤติกรรมที่สัตวแตละชนิด ววิ ฒั นาการของ ระบบประสาท

แสดงออกจะแตกตางกันซึ่งเปนผลมาจาก 5. สืบคนขอมูล อธิบายและยกตัวอยาง

วิวฒั นาการของระบบประสาททีแ่ ตกตา งกัน การสื่อสารระหวางสัตวที่ทํา ใหสัตว

• การสื่อสารเปนพฤติกรรมทางสังคมแบบ แสดงพฤติกรรม

หนงึ่ ซงึ่ มหี ลายวิธี เชน การสอื่ สารดวยทา ทาง

การสื่อสารดวยเสียง การสื่อสารดวยสารเคมี

และการสอื่ สารดวยการสัมผัส

20 สอบปลายภาค 3

จาํ นวนช่ัวโมงท้ังหมด 60

38

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1 รหสั วิชา ว32243
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
รายวชิ าชวี วทิ ยา
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 ช่วั โมง
บทท่ี 1 เร่ืองระบบประสาทและอวยั วะรับความรู้สึก 3 ชั่วโมง
หนว่ ยการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1.1 เร่ือง การรบั ร้แู ละการตอบสนองของสตั ว์ ภาคเรยี นที่ 2/2564
ชอ่ื ครผู สู้ อน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม

สาระชวี วิทยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตวแ์ ละมนุษย์ การหายใจและการแลกเปล่ียนแก๊ส การลําเลียงสาร

และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ชัน้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พ่มิ เติม

ม.5 • สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง • สัตว์ส่วนใหญ่มีระบบประสาททําให้สามารถรับรู้ และ

และหน้าที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรีย ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เช่น ไฮดรา มีร่างแห ประสาท

ไส้เดือนดนิ กุ้ง หอย แมลง และสัตว์มีกระดกู สันหลงั พลานาเรีย ไส้เดือนดิน กุ้ง หอย และแมลงมีปม

ประสาทและเสน้ ประสาท ส่วนสัตว์ มีกระดกู สนั หลัง มี

สมอง ไขสนั หลัง ปมประสาท และเส้นประสาท

1. กาหนดเปา้ หมายของการจัดการเรียนรู้

1.1 สาระการเรยี นรู้/เนือ้ หาการเรียนรู้
เรอ่ื งท่ี 1 เร่อื ง การรับรแู้ ละการตอบสนองของสัตว์
1) การรับรูข้ องสตั ว์
2) การตอบสนองของสตั ว์

1.2 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอดของเรอ่ื งท่ีเรยี น
สัตวม์ ีการรับรู้และการตอบสนองตอ่ สิง่ เร้าแตกต่างกัน ดงั น้ี

1. สัตว์ไมม่ ีกระดูกสนั หลัง มกี ารรบั ร้แู ละการตอบสนองท่แี ตกต่างกัน ดงั นี้
- ไฮดรา มีร่างแหประสาทเชื่อมโยงกัน เมื่อเส้นใยประสาทถูกกระตุ้น ทุกส่วนของลำตัวจะหด
จากการทำงานประสานกันระหวา่ งเซลล์

39

- พลานาเรีย มีปมประสาทสมองบริเวณหัว 2 ปม ทำหน้าท่เี ป็นสมอง มเี สน้ ประสาทด้านข้าง 2
เสน้ ที่ต่อมาจากปมประสามสมอง และมเี สน้ ประสาทตามขวางเชื่อมเสน้ ประสาทดา้ นขา้ งทง้ั 2
เส้น
- ไส้เดือนดิน มีปมประสาทสมองบริเวณหัว 2 ปม มีเส้นประสาทรอบคอหอย 2 เส้น โอบรอบ
คอหอยมาเช่ือมกนั เป้นปมประสาทใตค้ อหอยและเชอ่ื มกับปมประสาทค่ดู ้านท้อง อกี ทัง้ ยังมีปม
ประสาทที่ปลอ้ งทกุ ปล้องตามแนวยาวของลำตัวซึง่ มีแขนงประสาทย่ืนเข้าไปในชัน้ กล้ามเนื้อ
- หอยทาก มีปมประสาท 3 คู่ ได้แก่ ปมประสาทสมองควบคุมบริเวณส่วนหัว ปมประสาทเท้า
ควบคมุ การหดตวั ของกล้ามเน้ือสำหรับการเคลอ่ื นท่ี และปมประสาทอวยั วะภายในควบคุมการ
ทำงานของอวัยวะภายใน
- กุ้ง มีสมองเป็นปมประสาทบริเวณส่วนหัว สมองมีเส้นประสาทล้อมรอบหลอดอาหารลงมายัง
ปมประสาทด้านล่างรวมกันเป็นปมประสาททรวงอกซึ่งมี 7 ปม ทอดยาวเป็นปมประสาทส่วน
ทอ้ ง และมปี มประสาทแยกออกไปยงั กล้ามเนื้อและระยางค์ต่าง ๆ
- แมลง มีปมประสาทส่วนหัว 6 คู่ (3 คู่ รวมเป็นสมอง และ 3 คู่ รวมเป็นปมประสาทใต้สมอง)
ซงึ่ จะเชอ่ื มต่อกับปมประสาทตามปล้องตลอดแนวยาวของลำตวั และมีเส้นประสาทแยกไปเลียง
อวยั วะต่าง ๆ
2. สัตว์มีกระดูกสันหลัง มีเซลล์ประสาทรวทกันเป็นสมองบริเวณส่วนหัว มีไขสันหลังทอดยาวไป
ตามลำตัว และมีเส้นประสาทแยกออกมาจำนวนมากเพื่อทำหน้าที่ควบคุมและประสาทงานตา่ ง ๆ

40

1.2 จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ : เมอื่ ผูเ้ รยี นจบกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรยี นสามารถ

ดา้ นความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง

(K: Knowledge) และหน้าที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรีย
ไสเ้ ดือนดิน กุ้ง หอย แมลง และสัตวม์ ีกระดกู สันหลัง

ด้านกระบวนการ - นกั เรียนสามารถสบื คน้ ข้อมูลเก่ยี วกับโครงสร้างและ

(P: Process) หน้าที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรยี ไส้เดือน
ดนิ กุ้ง หอย แมลง และสัตว์มีกระดูกสันหลงั

ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การทํางานร่วมกับผ้อู นื่ , รับผิดชอบต่อการทํางาน,

(A: Attribute) แสดงความคดิ เห็น, นําเสนอผลงานหนา้ ช้นั เรยี นได้

ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill)

การสงั เกต การลงความเห็นจากข้อมลู
การวัด การกาํ หนดและควบคมุ ตัวแปร
การคํานวณ/การใชต้ วั เลข การกาํ หนดนิยามเชงิ ปฏิบัติ

การจําแนกประเภท การตั้งสมมตฐิ าน
การจัดกระทําและสื่อความหมายข้อมูล การทดลอง

การหาความสัมพนั ธร์ ะหว่างสเปสกบั สเปส การตีความหมายข้อมลู
และสเปสกับเวลา การสรา้ งแบบจําลอง

การพยากรณ์/การทาํ นาย

41

2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กจิ กรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)

ช่วั โมงท่ี 1 - 2

ขนั้ ท่ี 1 ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)

1. นักเรียนทำ Understanding Check เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของตนเองก่อนเรียน

2. ทบทวนความรู้เดิม เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีการทำงานอย่างเป็นระบบ

เมื่อมีสิ่งเร้ากระตุ้น หน่วยรับความรู้สึกหรืออวัยวะรับความรู้สึกจะส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทรับ

ความรู้สึกไปยงั เซลล์ไขสนั หลงั หรือสมอง ซึ่งไขสันหลังหรือสมองจะสั่งการไปยังหนว่ ยปฏิบัติงานหรืออวัยวะที่

ตอบสนองผา่ นเซลล์ประสาทส่ังการ ทำให้เกิดการตอบสนองต่อส่ิงเรา้

3. เขียนแผนผงั หรอื ใชแ้ ผนภาพแสดงการรับร้แู ละการตอบสนอง โดยยกตัวอยา่ งสถานการณ์ เช่น ถูก

หนามของตน้ กระบองเพรชทมิ่ นิว้ ใหน้ กั เรยี นรว่ มกันวเิ คราะห์ แล้วเติมคำในกรอบใหส้ มบูรณ์

หนาม 1. ผิวหนงั บริเวณน้ิว 2. เซลล์ประสาท
รับความร้สู กึ

3. เซลล์ประสาท

ประสานงานใน

ไขสนั หลงั หรอื สมอง

6. ยกน้วิ ออกจาก 5. กล้ามเน้ือโคร่ง 4. เซลลป์ ระสาท
ต้นกระบองเพรช รา่ งบริเวณแขน ส่ังการ

4. ถามคำถาม เพื่อให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่า “เพราะเหตุใด มนุษย์จึงมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
ซบั ซอ้ นกวา่ สัตว์ชนิดอื่น ๆ”

(แนวคำตอบ: มนุษย์มีสมองและไขสันหลังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบประสาท
และมีเส้นประสาทแยกจากสมองและไขสันหลังนำคำสง่ั ไปยงั อวัยวะต่าง ๆ ของรา่ งกาย จงึ มีการตอบสนองต่อ
สิ่งเร้าที่ซับซ้อน การตอบสนองส่วนใหญ่จะผ่านการประมวลผลของสมองและตอบสนองเฉพาะหน่วย
ปฏิบัตกิ ารทีถ่ กู กระตนุ้ ในขณะท่สี ตั ว์บางชนดิ เช่น ไฮดรามีระบบประสาทแบบร่างแหจงึ ตอบสนองโดยการหด
ตัวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือพลานาเรียมีปมประสาททำหน้าท่ีเป็นศูนย์กลางนำคำสั่งไปยังสว่ นต่าง ๆ ของ
ร่างกาย การตอบจึงเกดิ เฉพาะส่วนของรา่ งกาย แตย่ งั ไม่ซับซอ้ นเทา่ กับของสตั ว์มกี ระดูกสนั หลัง)
นักเรียนดูวีดิทัศน์แสดงการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสัตว์ เช่น การขดตัวของกิ้งกือเมื่อเมื่อสัมผัสก่ิงไม้
ตวั อยา่ งวีดทิ ศั น์ เชน่ https://www.youtube. com/watch?v=Uis0boLNN8A

แล้วถามคำถาม Key Question กบั นักเรียนว่า “สตั วต์ ่าง ๆ ตอบสนองตอ่ สงิ่ เรา้ แตกต่างกันอย่างไร”

42

(แนวคำตอบ : สตั วแ์ ต่ละชนดิ ตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ แตกตา่ งกนั เนอื่ งจากมรี ะบบประสาทแตกต่างกัน สตั ว์ท่ี
มีวิวัฒนาการต่ำจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าแบบไม่ซับซ้อนเนื่องจากไม่มีศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบ
ประสาท แต่สัตว์ที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้นมีศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบประสาท เช่น ปมประสา ท
สมอง จงึ ตอบสนองต่อส่งิ เรา้ ในรปู แบบทซ่ี บั ซ้อนขึ้น)

ข้ันที่ 2 ขั้นสารวจคน้ หา (Exploration)
1. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 5 คน โดยใช้ผลทางการเรียนจัดนักเรียนตามระดับ
ความสามารถสูง ปานกลาง และคละกัน ในอัตราส่วน 1 : 2 : 2 เพื่อทำกิจกรรม ความหมายของการรับรู้และ
การตอบสนอง โดยใหส้ มาชกิ ในทมี ทาํ หน้าทดี่ งั นี้

- ผู้นํากลุ่ม ทําหน้าที่ควบคุมดูแลการทํางานให้ลุล่วง กระตุ้นเตือนและใหก้ ําลังใจสมาชิก รับ
เอกสารจากครู และรวบรวมงานส่งครู

- ผบู้ นั ทกึ ทําหนา้ ที่จดบนั ทกึ ข้อตกลง สรุปผลการทํางานและรายงานผล
- ผชู้ แ้ี นะ ทาํ หน้าทขี่ ยายความรเู้ พ่มิ เติมความคิด
- ผ้ตู รวจสอบ ทาํ หนา้ ทีต่ รวจสอบความเขา้ ใจในบทเรียนของสมาชิกให้ทุกคนสามารถอธิบาย
ได้เหมือนกนั
2. นักเรียนแต่ละคนทาํ แบบทดสอบก่อนเรยี น เรือ่ ง การรบั รู้และการตอบสนองของสตั ว์
3. ครูนําเสนอบทเรียน โดยครูสอนความรู้แก่นักเรียนทั้งชั้นประกอบกับสื่อการสอน ให้ศึกษาจากวีดี
ทัศน์ที่ครใู ห้ เพือ่ ใหน้ ักเรยี นเกดิ ความสนใจและเกดิ การเรยี นร้รู วดเรว็ ขนึ้

วดี ีโอ : https://www.youtube.com/watch?v=JHbR2auHfAA
4. นักเรยี นทาํ งานเปน็ ทีมและทกุ คนลงมือปฏิบัติดว้ ยตนเอง โดยการอภปิ รายแลกเปล่ียนความคิดเห็น
ปรกึ ษาหารือทําความเข้าใจจากใบงานกจิ กรรมการทดลอง
5. สุ่มเลือกนักเรียนอย่างน้อย 3 กลุ่ม นำเสนอผลและอภิปรายผลกิจกรรม การตอบสนองของไฮดร
และถามคำถามทา้ ยกจิ กรรมกับนกั เรียน ดงั นี้
- นักเรยี นจะอธบิ ายการตอบสนองของไสเ้ ดือนดนิ ต่อแสงไฟฉายไดอ้ ย่างไร

43

(แนวคำตอบ: ไสเ้ ดอื นจะเคล่ือนท่ีหนีแสงไฟฉายที่สอ่ งลงมาบริเวณหัว สว่ นบริเวณสว่ นลำตัว และ
ส่วนท้ายไมม่ กี ารตอบสนองใด ๆ)

6. นกั เรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายผลกจิ กรรม การตอบสนองของไสเ้ ดือน เพือ่ ให้ได้ข้อสรปุ ดงั นี้ เม่อื
ไส้เดือนจะเคล่ือนทีห่ นแี สงไฟฉายท่ีสอ่ งลงมาบรเิ วณหัว สว่ นบริเวณส่วนลำตวั และสว่ นท้ายไม่มกี ารตอบสนอง
ใด ๆ

7. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาการตอบสนองของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ไฮดรา พลานา

เรีย ไสเ้ ดือนดิน หอยทาก กุ้ง แมลง และสัตวม์ ีกระดกู สนั หลัง จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาชีววิทยาเพ่ิมเตมิ เล่ม 5

ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 6

ขัน้ ท่ี 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation)

1. ส่มุ เลือกนกั เรียนแต่ละกลุ่มจับสลากเลือกสตั วต์ ่าง ๆ โดยมีตัวอยา่ งสตั ว์ เชน่

- แมงกระพรนุ - พยาธใิ บไม้

- ปลิงนำ้ จดื - หมึก

- กั้ง - ตั๊กแตน

- สุนัข - แมลงสาบ

- ปลา - วัว

นักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์ระบบประสาทและการตอบสนองต่อสิง่ เร้าของสตั ว์ท่ีจับสลากได้ วาดภาพ

โครงสร้างของระบบประสาท แลว้ สง่ ตวั แทนกลุ่มนำเสนอโครงสรา้ งของระบบประสาทและการตอบสนองต่อ

ส่ิงเรา้ ที่หน้าชน้ั เรียน (ครูสามารถทำสลากตัวอยา่ งสัตว์ท่นี อกเหนือจากตัวอย่างขา้ งต้น)

2. ครูถามคำถามเพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เช่น

- ถ้าใชเ้ ขม็ แตะทีป่ ลายเทนทาเคลิ ของไฮดราจะเกิดอะไรขน้ึ

(แนวคำตอบ: เทนทาเคลิ และส่วนอ่นื ๆ ของร่างกายจะหดส้นั ลง เพราะเซลล์ประสาทของไฮดรา

เชือ่ มโยงกันเป็นตาขา่ ยทำให้มีกระแสประสาทแผก่ ระจายไปทว่ั ร่างกาย)

- การรับรู้และการตอบสนองตอ่ ส่ิงเรา้ ของไฮดรากับพลานาเรยี แตกต่างกันอยา่ งไร

(แนวคำตอบ: ไฮดรามรี ่างแหประสาท เมอื่ มสี งิ่ เร้ามากระตุน้ ยอ่ มมกี ระแสประสาทแผ่กระจายไปทว่ั

รา่ งกาย ทำให้ไฮดราตอบสนองโดยการหดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนพลานาเรียมีปมประสาทอยูท่ ี่หวั เม่ือมี

ส่งิ เร้ามากระตนุ้ จะเกดิ กระแสประสาทจากบริเวณท่ถี ูกกระตุ้นไปตามเส้นประสาทส่งไปยังปมประสาท ซงึ่ เป็น

ศูนยก์ ลางที่มีเซลลป์ ระสาทอยูห่ นาแน่น แลว้ สง่ กระแสประสาทไปยงั หน่วยปฏิบัติงาน ดงั นั้น การตอบสนอง

ของพลานาเรียจงึ เกดิ เฉพาะส่วนของร่างกาย)

- พลานาเรยี ไสเ้ ดอื นดนิ และแมลงตอบสนองต่อส่งิ เร้าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

(แนวคำตอบ: มีการรับรแู้ ละการตอบสนองต่อส่ิงเร้าตา่ งกนั คือ ปมประสาทของพลานาเรียอยู่ทห่ี วั

ดงั น้ัน การรับรแู้ ละการส่ังงานให้เกิดการตอบสนองจะอย่ทู ป่ี มประสาทส่วนหวั สำหรงั ไส้เดอื นดินกับแมลงมีปม

ประสาทอยตู่ ามแนวกลางลำตัว แต่ละปมประสาทมีเสน้ ประสาทเชอื่ มโยงกัน ดังนน้ั การรับรู้และการสัง่ จึง

44

ออกจากปมประสาทไปยงั หน่วยปฏบิ ตั ิงานได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ)
1. นกั เรยี นและครูร่วมกนั สรปุ เกี่ยวกบั การรบั รแู้ ละการตอบสนองของสัตว์ เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังน้ี
- ไฮดรา มีร่างแหประสาทเชื่อมโยงกัน เมื่อเส้นใยประสาทถูกกระตุ้น ทุกส่วนของลำตัวจะหดจากการ
ทำงานประสานกันระหว่างเซลล์
- พลานาเรีย มีปมประสาทสมองบริเวณหวั 2 ปม ทำหนา้ ทเ่ี ป็นสมอง มีเส้นประสาทด้านขา้ ง 2 เส้น ที่
ต่อมาจากปมประสามสมอง และมีเสน้ ประสาทตามขวางเช่อื มเส้นประสาทดา้ นข้างทง้ั 2 เสน้
- ไส้เดือนดิน มีปมประสาทสมองบรเิ วณหัว 2 ปม มีเส้นประสาทรอบคอหอย 2 เส้น โอบรอบคอหอย
มาเชื่อมกันเป็นปมประสาทใต้คอหอยและเชื่อมกับปมประสาทคู่ด้านท้อง อีกทั้งยังมีปมประสาทท่ี
ปลอ้ งทุกปลอ้ งตามแนวยาวของลำตัวซึ่งมีแขนงประสาทยืน่ เขา้ ไปในช้ันกล้ามเนื้อ
- หอยทาก มีปมประสาท 3 คู่ ได้แก่ ปมประสาทสมองควบคุมบริเวณส่วนหัว ปมประสาทเท้าควบคุม
การหดตัวของกล้ามเนื้อสำหรับการเคลื่อนที่ และปมประสาทอวัยวะภายในควบคุมการทำงานของ
อวยั วะภายใน
- กุ้ง มีสมองเป็นปมประสาทขนาดใหญ่อยู่บริเวณส่วนหัว มีแขนงแยกไปเลี้ยงตาและหนวด สมองมี
เส้นประสาทล้อมรอบหลอดอาหารลงมายังปมประสาทด้านล่าง รวมกันเป็นปมประสาททรวงอกซึ่งมี
ปมประสาท 7 ปม ทอดยาวเป็นปมประสาทส่วนท้อง และมีปมประสาทแยกออกไปยังกล้ามเนื้อและ
ระยางคต์ ่าง ๆ
- แมลง มีปมประสาทส่วนหัว 6 คู่ (3 คู่ รวมเป็นสมอง และ 3 คู่ รวมเป็นปมประสาทใต้สมอง) ซึ่งจะ
เชื่อมต่อกับปมประสาทตามปล้องตลอดแนวยาวของลำตัวและมีเส้นประสาทแยกไปเลียงอวัยวะ
ตา่ ง ๆ
- สัตว์มีกระดูกสันหลัง มีเซลล์ประสาทรวทกันเป็นสมองบริเวณส่วนหัว มีไขสันหลังทอดยาวไปตาม
ลำตัวและมีเสน้ ประสาทแยกออกมาจำนวนมากเพอื่ ทำหน้าทคี่ วบคุมและประสาทงานต่าง ๆ
2. นกั เรียนเขยี นสรุปในรูปแบบผังมโนทศั น์ เรอ่ื ง การรบั รแู้ ละการตอบสนอง โดยอธิบายโครงสรา้ งและ

หน้าทข่ี องระบบประสาทของสัตว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั และสัตว์มีกระดูกสนั หลัง รวมทงั้ อธบิ ายความสัมพันธข์ อง
ระบบประสาทกบั ววิ ฒั นาการของสตั ว์ ลงในกระดาษ A4

ชวั่ โมงท่ี 3
ขั้นที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรยี นแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ 4-5 คน สำรวจสตั ว์บริเวณบา้ นหรือชมุ ชนของนักเรยี น
10 ชนดิ แบ่งออกเป็นสัตว์ไม่มกี ระดกู สันหลงั 5 ชนดิ และสัตว์มีกระดูกสันหลงั 5 ชนิด สืบค้นข้อมูลและ
อธิบายโครงสรา้ งของระบบประสาท และการรบั รแู้ ละการตอบสนองตอ่ สง่ิ เรา้ ของสัตว์ จดั ทำเปน็ Powerpoint
สง่ ครูผู้สอน


Click to View FlipBook Version