The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by earn-40z555, 2022-03-02 20:59:04

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

395

10. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มจับสลากเลือกหวั ขอ้ ทศ่ี ึกษาเกีย่ วกบั การสบื พันธข์ุ องมนุษย์ ดงั นี้
- เร่อื งท่ี 1 กระบวนการสรา้ งสเปริ ม์
- เรื่องท่ี 2 กระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ข่
- เรื่องท่ี 3 การปฏสิ นธแิ ละการต้งั ครรภ์
นักเรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกันเขียนแผนภาพจากหัวข้อทจ่ี ับสลากได้ แลว้ สง่ ตวั แทนกลมุ่ นำเสนอหน้าช้นั เรียน
โดยระหว่างทนี่ กั เรียนนำเสนอให้นกั เรยี นในชัน้ เรยี นรว่ มกันเสนอแนะ และครคู อยเพ่ิมเติมประเดน็ ที่ขาดหายไป
11. ถามคำถามเพอื่ ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี น เช่น
- นำ้ อสจุ มิ อี งค์ประกอบใดบา้ ง
(แนวคำตอบ : สเปิร์มและของเหลวที่สร้างจากตอ่ มน้ำเลี้ยงสเปริ ์ม ตอ่ มลกู หมาก และต่อมคาวเปอร์)
- จำนวนโครโมโซมที่พบในสเปอร์มาโทไซตร์ ะยะแรกและสเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สองมจี ำนวนเท่ากัน
หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ : แตกต่างกัน ในสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรกมีโครโมโซมเป็น 2n ส่วนสเปอร์มาโทไซต์
ระยะทที่สองเกดิ จากการแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ จงึ มโี ครโมโซมปน็ n )
- หากมสี เปอร์มาโทไซต์ระยะแรก 250 เซลล์ จะสรา้ งสเปริ ์มไดท้ ัง้ หมดกเ่ี ซลล์
(แนวคำตอบ : 1,000 เซลล์)
- ในกรณีทต่ี อ่ มคาวเปอรท์ ำงานผิดปกติจะส่งผลต่อสเปิร์มอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : สเปริ ์มเคลอ่ื นทชี่ ้าลง เน่อื งจากขาดสารหล่อลน่ื ทสี่ ร้างจากต่อมคาวเปอร์)
- ลกั ษณะรูปร่างของสเปิรม์ มีความเหมาะสมตอ่ การทำหน้าท่ีอยา่ งไร
(แนวตอบ: สเปิร์มมรี ูปรา่ งแบ่งเป็น 3 สว่ น ได้แก่ สว่ นหวั มีลกั ษณะกลมรชี ว่ ยลดแรงเสียดทานขณะ
เคล่อื นที่ มีนวิ เคลยี สและถงุ อะโครโซมซึง่ ภายในมเี อนไซมส์ ำหรับย่อยเย่ือหมุ้ เซลล์ไข่ ส่วนลำตวั มีไม
โทคอนเดรียทำหนา้ ทเี่ ป็นแหลง่ สรา้ งพลงั งานสำหรับใช้เคลอื่ นที่ และส่วนหางเป็นแฟลเจลลมั ชว่ ยใน
การเคลือ่ นที่ของสเปริ ์ม)
- ในแตล่ ะรอบเดอื น โอโอไซตท์ ีพ่ บในรงั ไขข่ องเพศหญงิ มกี ารเปลยี่ นแปลงอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ในรังไข่ของเพศหญงิ จะประกอบดว้ ยโอโอไซตร์ ะยะแรกจำนวนมาก เม่ือถกู กระตนุ้ ดว้ ย
FSH โอโอไซต์ระยะแรกบางเซลล์จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส I ได้โอโอไซตร์ ะยะท่สี อง 1 เซลล์ และโพลาร์
บอดี 1 เซลล์ โอโอไซตร์ ะยะทสี่ องจะแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ II ไดโ้ อโอทิด 1 เซลล์ และโพลาร์บอดี 1
เซลล์ โอโอทิดจะพัฒนาเปน็ โอวัมและตกเขา้ สู่ท่อนำไข่เพ่ือไปปฏสิ นธิกบั สเปิร์มท่ผี นงั มดลูก)
- หากเพศหญิงมีโอโอไซต์ระยะแรก 100,00 เซลล์ จะสรา้ งเซลลไ์ ข่ได้ทงั้ หมดกเ่ี ซลล์
(แนวคำตอบ : 100,000 เซลล์)
- เพราะเหตใุ ด เซลล์ไข่ที่พบในเพศหญิงในช่วงวยั เจรญิ พนั ธจุ์ ึงมีจำนวนนอ้ ยกวา่ โอโอไซตร์ ะยะแรก
(แนวคำตอบ : โดยปกติเพศหญิงจะเรมิ่ สร้างเซลล์ไข่ตั้งแต่อายุ 12-50 ปี ซง่ึ จะสร้างเซลล์ไข่ได้เดือน
ละ 1 เซลล์ ดงั นั้นจงึ สรา้ งเซลล์ไข่ไดป้ ระมาณ 450 เซลล์ ซึง่ โอโอไซต์ระยะแรกที่เหลือจะเร่ิมฝ่อต้ังแต่เริ่ม
กระบวนการสร้างเซลล์ไข่ ทำให้ไม่สามารถแบง่ เซลล์เป็นเซลล์ไขไ่ ดท้ ัง้ หมด)

396

- ลกั ษณะและกระบวนการสร้างเซลล์ไข่และสเปิรม์ แตกตา่ งกัน อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : เซลลไ์ ข่มีรูปรา่ งกลม มขี นาดใหญ่เพราะมีไซโทพลาซึมมากกว่าสเปริ ์ม ซงึ่ เซลลไ์ ขจ่ ะถูก

สรา้ งครงั้ ละ 1 เซลล์ แต่สเปิร์มมีรปู ร่างแบ่งเป็นส่วนหวั สว่ นลำตวั และส่วนหาง มีขนาดเลก็ กว่าเซลล์
ไข่ เพราะสลดั ไซโทพลาซึมบางส่วนเพือ่ ลดขนาดของเซลล์ ซง่ึ สามารถสรา้ งไดค้ รง้ั ละ 300-500 ล้าน
เซลล์)
- เพราะเหตใุ ด สเปริ ์มจงึ มโี อกาสเข้าปฏสิ นธกิ บั เซลล์ไข่ได้เพียง 1 เซลลเ์ ท่าน้ัน

(แนวคำตอบ : เม่อื สเปิร์มเคลือ่ นที่ไปถงึ เซลล์ไขจ่ ะปลอ่ ยเอนไซม์จากถุงอะโครโซมออกมาย่อยสลาย
สารหมุ้ เซลล์ไข่ แลว้ จึงเคล่ือนที่ต่อไปถงึ เยอ่ื หุ้มเซลล์ไข่ ซ่งึ มี 2 ชน้ั ได้แก่ เยื่อวเิ ทลลีนและ เยือ่ หมุ้ เซลล์
หลงั จากน้นั สเปริ ม์ จะกระตุ้นเซลลไ์ ขใ่ หป้ ล่อยสารออกมาแทรกระหวา่ ง เย่อื หมุ้ 2 ช้ันน้ี ทำใหเ้ ย่อื วเิ ทลลนี
แยกออกจากเยอ่ื หุ้มเซลลเ์ กดิ เปน็ เย่ือหุ้มหลงั การปฏสิ นธิ และผิวของเซลล์ไขจ่ ะหนาข้นึ เพื่อป้องกนั ไม่ใหส้ เปิร์ม
เซลล์อ่ืนเขา้ ผสมกบั เซลล์ไข่)

ชว่ั โมงท่ี 3
ข้นั ท่ี 3 ข้นั อธิบายความรู้ (Explanation)
1. นกั เรียนจบั ค่กู บั เพอ่ื นท่นี ั่งขา้ งกัน ศกึ ษาสถานการณ์ทก่ี ำหนดใหใ้ นกิจกรรม Apply Your
Knowledge จากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชีววิทยา เลม่ 5 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 ร่วมกนั วิเคราะหแ์ ละ
ตอบคำถามในกรอบ Apply Your Knowledge ว่า “นกั เรยี นคิดว่าสามภี รรยาคูน่ ี้มคี วามผดิ ปกติของระบบ
สืบพนั ธ์ุหรอื ไม่ อยา่ งไร และจะสามารถมบี ตุ รตามธรรมชาตไิ ดห้ รอื ไม่ หากไม่สามารถแกไ้ ขไดจ้ ะมวี ิธกี ารแก้ไข
อยา่ งไร”
(แนวคำตอบ : สามภี รรยาคู่น้มี คี วามผิดปกตขิ องระบบสบื พนั ธ์ุ โดยสามีมีความผดิ ปกติในการสรา้ งสเปริ ม์
ซงึ่ ปกติควรสรา้ งไดป้ ระมาณ 350-500 ล้านเซลล์ต่อการหลัง่ นำ้ อสจิ 1 ครง้ั สว่ นภรรยามคี วามผดิ ปกติในการ
สรา้ ง LH ซึ่งมีผลต่กการตกไขเ่ ข้าสทู่ ่อนำไข่ ความผดิ ปกตเิ หลา่ นีท้ ำให้สามีภรรยาคนู่ ้ีไม่สามารถมีบุตรตาม
ธรรมชาติได้ ซงึ่ อาจแกไ้ ขปญั หาการมีบุตรดว้ ยวิธีตา่ ง ๆ เชน่ การทำทารกในหลอดแก้ว ( IVF) อิกซี (ICSI))
2. ส่มุ เลือกนกั เรยี นอย่างนอ้ ย 3 คู่ ออกมาเฉลยคำตอบในกรอบ Apply Your Knowledge ทห่ี นา้
ช้ันเรียน โดยระหว่างท่ีนักเรยี นนำเสนอให้นักเรยี นในช้นั เรียนร่วมกนั เสนอแนะ และครูคอยเพิ่มเติมประเด็นท่ี
ขาดหายไป
3. นักเรยี นและครรู ว่ มกันสรปุ เก่ยี วกบั การสบื พันธุข์ องมนษุ ยเ์ พือ่ ให้ไดข้ ้อสรุป ดังน้ี
- ระบบสืบพันธุ์เพศชาย กระบวนการสร้างสเปิร์มเกิดภายในผนังของหลอดสร้างสเปิร์มที่อยู่ใน
อัณฑะ เริ่มจากสเปอร์มาโท-โกเนียมแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้สเปอร์มาโทโกเนียมจำนวนมาก บาง
เซลล์พัฒนาเป็นสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรก (2n) และแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส I ได้สเปอร์มาโทไซต์
ระยะทีส่ อง 2 เซลล์ (n) และแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ II ได้สเปอร์มาทิด 4 เซลล์ (n) และเปลี่ยนแปลง
รปู รา่ งและพัฒนาเปน็ สปอร์มาโทซัวหรอื สเปริ ม์

397

- ระบบสืบพันธ์ุเพศหญิง กระบวนการสรา้ งเซลล์ไข่เกิดภายในรงั ไข่ เริม่ จากโอโอโกเนยี ม (n) ที่อยู่ใน
รังไข่ตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ แบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้เซลล์ใหม่จำนวนมาก เซลล์ส่วนหนึ่งพัฒนา
เปน็ โอโอไซตร์ ะยะแรก (2n) ทีถ่ ูกล้อมรอบด้วยฟอลลิเคลิ เมือ่ เข้าส่วู ยั เจริญพนั ธุ์ แต่ละรอบเดือนโอ
โอไซต์ระยะแรกบางเซลล์ถูกกระตุ้นให้แบ่งเซลล์ไมโอซิส I ได้เป็นโอโอไซต์ระยะที่สอง 1 เซลล์ (n)
และ โพลารบ์ อดี 1 เซลล์ (n) จากนน้ั โอโอไซต์ระยะที่สองถูกกระตุ้นใหต้ กเข้าสู่ท่อนำไข่ และฟอลลิ
เคิลจะเจรญิ เป็นคอร์ปสั ลเู ทียม

- การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ เมื่อสเปิร์มเข้าสู่ช่องคลอดของเพศหญิงในช่วงเวลาที่มีการตกไข่
เคลื่อนทไี่ ปปฏิสนธิกับเซลล์ไขบ่ รเิ วณท่อนำไข่ นิวเคลยี สของสเปริ ์มจะรวมกบั นวิ เคลียสของเซลล์ไข่
เกิดเปน็ ไซโกต แบง่ เซลล์เพ่ิมจำนวนและพัฒนาเป็นเอม็ บรโิ อเขา้ ไปฝังตัวที่ผนังมดลกู
4. นกั เรยี นเขียนสรุปในรูปแบบผังมโนทัศน์ เรอ่ื ง กระบวนการสรา้ งสเปริ ์มและเซลลไ์ ข่ และ การ

ปฏสิ นธแิ ละการตงั้ ครรภ์ ลงในกระดาษ A4

ขั้นท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบค้นข้อมูล เรื่อง ภาวะการมีบุตรยากที่เกิดจากความ
ผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ และวิธีการแก้ปัญหาภาวะการมีบุตรยาก และนักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกวิธีการ
แกป้ ัญหาภาวะการมีบตุ รยาก กลมุ่ ละ 1 วิธี ทำเป็น Infographic และส่มุ นกั เรียนออกมา 2 กลุม่ เพอื่ นำเสนอ
หน้าชัน้ เรยี น

ขนั้ ที่ 5 ข้ันประเมนิ (Evaluation)
1. ประเมินความรเู้ กี่ยวกบั เรื่อง การสบื พันธ์ุของมนษุ ย์ โดยสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคําถาม
ตรวจแบบฝกึ หดั ตรวจใบงาน ตรวจรายงาน และตรวจผงั มโนทศั น์
2. ประเมนิ ทกั ษะและกระบวนการ โดยสงั เกตพฤตกิ รรมการทําปฏิบตั ิการในกิจกรรม การใชก้ ล้อง
จลุ ทรรศน์ในการศึกษา และการนาํ เสนอผลงาน
3. ประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ โดยสงั เกตพฤติกรรมความสนใจใฝร่ ้ใู นการศกึ ษาและความ
มงุ่ มน่ั ในการทํางาน

สอื่ การเรยี นรู้/แหล่งเรียนรู้
1. หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชีววทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
2. สอื่ Power Point เรื่อง การสืบพนั ธ์ุของสตั วแ์ ละการเจริญเติบโต
3. ใบงานกจิ กรรมที่ 1 โครงสร้างในรังไขแ่ ละอัณฑะของหนู
4. ใบงานที่ 3 การสร้างสเปิร์มและเซลล์ไข่
5. ใบงานท่ี 4 การปฏิสนธิ
6. ใบงานที่ 5 ฮอร์โมนเพศในระบบสืบพันธุ์
7. แบบทดสอบก่อนเรียน และแบบทดสอบหลังสอบ เรื่อง การสืบพันธขุ์ องมนุษย์ (2)

398

การวัดและประเมินผล

รายการวัด วิธวี ดั เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน

1. ประเมนิ ก่อนเรียน

- แบบทดสอบก่อน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบกอ่ นเรียน - ประเมนิ ตาม

เรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ก่อนเรยี น สภาพจริง

1.3

2. การประเมนิ ระหว่าง

การจดั กิจกรรม

1) การรบั รู้และการ - ตรวจใบงานท่ี 3 การ - ใบงานท่ี 3 การสร้าง - ระดบั คณุ ภาพดี

ตอบสนอง สรา้ งสเปริ ม์ และเซลล์ สเปิร์มและเซลลไ์ ข่ ผา่ นเกณฑ์

ไข่

- ตรวจใบงานที่ 4 การ - ใบงานที่ 4 การ

ปฏสิ นธิ ปฏสิ นธิ

- ตรวจใบงานที่ 5 - ใบงานท่ี 5ฮอร์โมน

ฮอร์โมนเพศในระบบ เพศในระบบสบื พนั ธ์ุ

สบื พนั ธุ์

- ตรวจผงั มโนทศั น์ เร่ือง - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพดี

1. กระบวนการสร้าง ผังมโนทัศน์ ผา่ นเกณฑ์

สเปริ ์ม

2. กระบวนการสร้างเซลล์

ไข่

3. การปฏิสนธใิ นมนุษย์

2) การปฏิบัติการ - ประเมิน - แบบประเมิน - ระดบั คณุ ภาพดี
การปฏิบตั กิ าร
3) พฤตกิ รรม การปฏิบัติการ ผ่านเกณฑ์
การทำงานกลมุ่ - สงั เกตพฤตกิ รรม
การทำงานกลุม่ - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพดี
4) คุณลักษณะ
อนั พึงประสงค์ - สงั เกตความมีวินยั การทำงานกลมุ่ ผา่ นเกณฑ์
ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมน่ั
3. ประเมนิ หลงั เรยี น ในการทำงาน - แบบประเมิน - ระดบั คณุ ภาพดี

- ตรวจแบบทดสอบ คณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
หลงั เรียน
อันพงึ ประสงค์

- แบบทดสอบหลงั เรียน - ประเมินตาม
สภาพจริง

399

- แบบทดสอบหลังเรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่
1.3

400

แบบประเมินความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรปู แบบของผงั มโนทัศน์

เรอื่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ปี………………………..

เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คุณภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12

1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร

2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั

3 นายคณตุ พงศ์ แสงรัตน์

4 นางสาวจิณห์นภิ า ภกั ดี

5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม

6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง

7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ

8 นายชานนท์ เชยี งไฝ

9 นางสาวทิฏฐิตา วระศิริ

10 นายณภทั ร วินัยแพทย์

11 นายธนวฒั น์ บวรดิเรกลาภ

12 นางสาวธมกร วงษศ์ รวี อ

13 นางสาวธวลั ย์รตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ

14 นางสาวนิรดา ปยุ้ ธนาวฒั น์

15 นางสาวบารมี ป้านภมู ิ

16 นางสาวบญุ ยานุช เดชยศดี

17 นางสาวปณั ฑารยี ์ ไผ่ปอ้ ง

18 นางสาวปิลันธา อ่อนรู้ที่

19 นางสาวพรรธนช์ นนั ทิพย์ชยั วรภทั ร์

20 นางสาวพิมพ์พดั ชา เมธาณฐั ยศ

21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี

22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ

23 นางสาวเพยี งรพี คลังแสง

24 นางสาวภาณมุ าศ สวุ รรณ

25 นายภานวุ ัฒน์ วิสูงเร

26 นางสาวเมษติ า ภูม่งิ ศรี

27 นายรชฏ ทองนาํ

28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล

401

เลข เนอื้ หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คณุ ภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12

29 นายรัชชานนท์ ศรีทา

30 นางสาววรรณศริ ิ พนั ธรุ ะ

31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์

32 นายวฒั นชัย บึงจันทร์

33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์

34 นางสาวสิริอร พรหมคณุ

35 นายศภุ กิตต์ิ จนั ทร์ปัททตั

36 นายสุเมธ กุลศรี

37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์

38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี

39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี

40 นางสาวอญั ชษิ ฐา เดชสมบัติ

41 นางสาวอิสรยี ์ ชํานาญกิตติรฐั

42 นายปริญ นนั ทโพธเิ์ ดช

43 นางสาวพรพมิ ล พรอ้ มพร่ัง

44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น

45 นายณชั พล พรหมบตุ ร

46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกลุ

47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลิศ

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมิน
(……………………………………………………….)

402

เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรุปความคิดรวบยอดในรูปแบบของบนั ทกึ สรุป

ประเดน็ การประเมนิ ระดบั คณุ ภาพการประเมิน

การสรุปความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
ยอดในรูปแบบของผัง

มโนทศั น์

1. เนอื้ หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดําเนินการค้นคว้าข้อมูลที่

หลากหลาย ถกู ต้อง สมบรู ณ์ และ ประเดน็ ต้องการได้เพยี งบางสว่ น

ชัดเจน

2. รปู แบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด

งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2

ประเดน็ ประเดน็

3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ

สร้างสรรค์ นําเสนอได้แปลกใหม่ นําไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสร้างสรรค์

ตวั อยา่ งได้ นาํ ไปเป็นตวั อยา่ งได้ คอ่ นขา้ งสกปรก

4. เวลา ส่งได้ทันเวลาทกุ ครั้งท่ีกาํ หนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งที่ ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี

กาํ หนด กาํ หนด

403

แบบสังเกตพฤตกิ รรมด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

เร่ือง………………………………………………..……………ชนั้ …………….วัน/เดอื น/ปี……………….

เลข ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อยา่ ง ม่งุ มนั่ ใน มจี ิต รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น พอเพียง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ

ชอ่ื -สกุล 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร

2 นางสาวกฤติมา แสนวัง

3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์

4 นางสาวจิณห์นภิ า ภักดี

5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม

6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง

7 นายชนดุ ม สมบรู ณเ์ จรญิ ยงิ่

8 นายชานนท์ เชียงไฝ

9 นางสาวทฏิ ฐติ า วระศิริ

10 นายณภทั ร วินัยแพทย์

11 นายธนวฒั น์ บวรดเิ รกลาภ

12 นางสาวธมกร วงษศ์ รีวอ

13 นางสาวธวลั ยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ

14 นางสาวนิรดา ปุ้ยธนาวฒั น์

15 นางสาวบารมี ปา้ นภูมิ

16 นางสาวบญุ ยานชุ เดชยศดี

17 นางสาวปัณฑารยี ์ ไผป่ ้อง

18 นางสาวปิลันธา ออ่ นรู้ที่

19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพยช์ ัยวรภทั ร์

20 นางสาวพมิ พ์พัดชา เมธาณัฐยศ

21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี

22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ

23 นางสาวเพียงรพี คลังแสง

24 นางสาวภาณมุ าศ สุวรรณ

25 นายภานวุ ัฒน์ วิสงู เร

26 นางสาวเมษิตา ภมู ิ่งศรี

27 นายรชฏ ทองนํา

28 นายรณธรี ์ หล่อตระกลู

29 นายรชั ชานนท์ ศรีทา

เลข 404
ท่ี ประเดน็
ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มน่ั ใน มจี ิต รวม ระดับ
ช่ือ-สกลุ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

30 นางสาววรรณศิริ พนั ธรุ ะ

31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์

32 นายวฒั นชยั บึงจันทร์

33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรัตน์

34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ

35 นายศุภกิตติ์ จนั ทรป์ ัททัต

36 นายสุเมธ กลุ ศรี

37 นางสาวสุวภทั ร ทพิ รักษ์

38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี

39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี

40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบตั ิ

41 นางสาวอิสรีย์ ชาํ นาญกิตตริ ฐั

42 นายปรญิ นันทโพธเ์ิ ดช

43 นางสาวพรพิมล พร้อมพร่ัง

44 นายกรชนกกมล ราชเทียน

45 นายณชั พล พรหมบุตร

46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกลุ

47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลศิ

เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)

405

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสงั เกตพฤติกรรมดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์

พฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพการประเมนิ

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. ใฝ่เรียนรู้ มคี วามตง้ั ใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา

เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ

เข้ารว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เลน่ ในขณะทค่ี รูสอน

ในเวลาที่ครูสอน และส่ง

เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น

บางคร้ัง

2. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งม่ันในการทาํ งาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มีจติ สาธารณะ
เห็นความสําคัญของสื่อ การ รว่ มกับผ้อู ืน่ ไดเ้ ปน็ บางครง้ั ความสําคัญของสื่อการ

เรียนรทู้ ม่ี อี ยู่ เรียนรู้ และไม่ดูแลรักษา

มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ

การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ัติ หนา้ ที่การงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ

ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี

เพ่อื ให้งานสําเร็จ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ทํางานไม่

ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ สําเร็จได้ตามเป้าหมาย

ทํางานใหส้ าํ เร็จเท่าท่ีควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่

สนใจงานทรี่ ับมอบหมาย

ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ

โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการทํา งานท่ี

กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม

โรงเรียน ชมุ ชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้

โรงเรยี นหรอื ชุมชน ความเข้าร่วมมือในการ

เข้าร่วมกิจกรรมของ

โรงเรียนหรือชุมชน

406

แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน

เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ที่ ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคิด ทักษะชีวติ
ชอื่ -สกลุ การสอื่ สาร การแก้ปญั หา 321 12
321 321 321

1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร

2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั

3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์

4 นางสาวจณิ ห์นภิ า ภักดี

5 นางสาวจดิ าภา ช่นื ชม

6 นายเจรญิ วิทย์ เพชรแสง

7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ

8 นายชานนท์ เชยี งไฝ

9 นางสาวทิฏฐติ า วระศริ ิ

10 นายณภัทร วนิ ยั แพทย์

11 นายธนวัฒน์ บวรดเิ รกลาภ

12 นางสาวธมกร วงษศ์ รวี อ

13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ

14 นางสาวนริ ดา ปยุ้ ธนาวัฒน์

15 นางสาวบารมี ปา้ นภมู ิ

16 นางสาวบุญยานุช เดชยศดี

17 นางสาวปัณฑารีย์ ไผ่ป้อง

18 นางสาวปิลันธา อ่อนรูท้ ่ี

19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพย์ชัยวรภทั ร์

20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ

21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี

22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ

23 นางสาวเพียงรพี คลงั แสง

24 นางสาวภาณุมาศ สวุ รรณ

25 นายภานวุ ัฒน์ วสิ ูงเร

26 นางสาวเมษติ า ภูมิ่งศรี

27 นายรชฏ ทองนาํ

28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล

407

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคดิ ทกั ษะชวี ิต
ชื่อ-สกุล การสื่อสาร การแกป้ ญั หา 321 12
321 321 321

29 นายรชั ชานนท์ ศรที า

30 นางสาววรรณศิริ พันธุระ

31 นางสาววรินธร อนุญาหงษ์

32 นายวัฒนชัย บงึ จนั ทร์

33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์

34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ

35 นายศภุ กิตติ์ จันทร์ปัททตั

36 นายสเุ มธ กลุ ศรี

37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์

38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี

39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี

40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบัติ

41 นางสาวอิสรีย์ ชํานาญกติ ตริ ฐั

42 นายปริญ นันทโพธิ์เดช

43 นางสาวพรพมิ ล พรอ้ มพรั่ง

44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น

45 นายณัชพล พรหมบตุ ร

46 นายปัญณกฤต วรกิจเกษมสกุล

47 นายเจษนยั ษ์ วงศ์เลศิ

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงชือ่ ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)

408

แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผ้เู รียน

พฤติกรรม ระดับคณุ ภาพการประเมิน

1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
การสือ่ สาร มคี วามสามารถในการรบั ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
การคิด เข้าใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น

3. ความสามารถใน ไดเ้ ปน็ บางคร้งั เข้าใจได้
การแกป้ ัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทําให้

องค์ ความร้ไู ด้ เทา่ ที่ควร สร้างองค์ความร้ไู มไ่ ด้

มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี

อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่

คาํ นงึ ถึงผอู้ นื่ คํานงึ ถึงผอู้ ่นื เปน็ บางคร้ัง คํานงึ ถงึ ผ้อู ื่น

มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ

และทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุม่ ร่วมกับผูอ้ ืน่ ได้

อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น

บางคร้งั

409

แบบประเมนิ พฤติกรรมปฏิบัติงานกลุ่ม

เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วนั /เดอื น/ป…ี …………….
คาชแี้ จง : ทําเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลุม่

ระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลมุ่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีส่วน การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
รว่ มมือ ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั ิงาน

ช่วยเหลือใน วางแผน คิดเห็น ตามบทบาท

การทางาน ภายในกลมุ่ หน้าท่ี

3 21321321321

เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่ือ………………………………………ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………………….)

410

แนวทางการให้คะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ตั ิงานกลุม่ เร่อื ง……………………………………..

พฤติกรรม ระดบั คณุ ภาพการประเมนิ

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)

1. การใหค้ วามรว่ มมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชิกบางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้

ช่วยเหลือในการทํางาน ทํางานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทํางานเป็นอย่าง ความรว่ มมือในการทํางาน

สมาชกิ ในกลุม่ เอารัดเอาเปรยี บกัน

2. การมีสว่ นร่วมใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มีความรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว า ง
การวางแผน
ปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ เปน็ อย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เห็นภายในกลมุ่ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกว่า 2 คน ทีไ่ ม่ให้ความรว่ ม

4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความร่วมมือ
บทบาทหน้าท่ี
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ

ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคดิ เห็น และไม่มีการ

การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ

ยอมรับมากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คดิ เห็นทีม่ ีผูค้ นยอมรบั มากทส่ี ดุ

ที่สุด

มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ี มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท

ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง

และถกู ตอ้ ง เหมาะสมและถกู ต้องโดยทีไ่ ม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี

มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรื อ

มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม

หนา้ ท่ี หนา้ ที่

411

กิจกรรมท่ี 1 โครงสร้างในรังไขแ่ ละอณั ฑะของหนู

วนั ทีท่ ากจิ กรรม : ……………………………………………
สมาชกิ กลุ่ม : ………………………………….

1. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
2. ……………………………………………………… ชนั้ ………………. เลขท่ี ………….
3. ……………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขที่ ………….
4. ……………………………………………………… ชน้ั ………………. เลขท่ี ………….
5. ……………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขท่ี ………….
จุดประสงค์
1. ระบุช่ือของเซลล์ในระยะต่าง ๆ ของกระบวนการสร้างเซลล์ไข่และสเปริ ์ม
2. เปรยี บเทียบรูปร่างลักษณะของเซลลไ์ ข่ละสเปิร์ม

วสั ดุและอุปกรณ์
1. กลอ้ งจุลทรรศน์แบบใชแ้ สง
2. สไลดถ์ าวรภาคตดั ขวางของรังไข่และสเปิรม์

วธิ กี ารทดลอง
1. นาํ สไลด์ถาวรภาคตัดขวางชองรงั ไขแ่ ละอัณฑะของหนมู าศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์
2. สงั เกตและระบุช่ือสว่ นต่าง ๆ ทสี่ าํ คัญของรังไข่และอัณฑะของหนู

ผลการทดลอง
ภาพสไลดถ์ าวรท่ีสังเกตภายใต้กลอ้ งจลุ ทรรศน์

……………………………………… ………………………………………

412

สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

413

คำช้ีแจง : ใบงานที่ 3 การสรา้ งสเปริ ์มและเซลล์ไข่

ช่ือ………………………………………………………………………………………… ช้นั ………………. เลขที่ ………….

จงตอบคำถามต่อไปนี้

1. จากภาพสไลด์ถาวรทกี่ ำหนดให้ จงระบชุ อ่ื ของเซลลใ์ ห้ถูกต้อง

………………………………..
………………………………..

………………………………..

………………………………..
………………………………..

2. เปรยี บเทียบสเปิร์มและเซลลไ์ ข่ในตารางให้ถูกต้อง ………………………………..
เซลล์ไข่
ข้อเปรยี บเทียบ สเปริ ม์

ขนาด .............................................................. ..............................................................
............................................................. .............................................................

รูปรา่ ง .............................................................. ..............................................................

.............................................................. ..............................................................
กระบวนการสร้าง ............................................................. .............................................................

............................................................. .............................................................

จำนวนโครโมโซม .............................................................. ..............................................................

414

กระบวนการสร้างสเปิร์ม

รูปถา่ ย รปู วาด

9. เติมคาที่กาหนดใหล้ งช่องวา่ งให้ถกู ต้อง

Sperm (n) Spermatogonium (2n) Spermatid (n)

Primary Spermatocyte (2n) Second Spermatocyte (n)

415

กระบวนการสร้างสเปิร์ม

รปู ถ่ายภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์ รูปเรยี งตามระยะการเจรญิ

10. เติมคาท่กี าหนดให้ลงช่องว่างให้ถูกตอ้ ง

Folicle Corpus luteum Primary oocyte (2n)

Second oocyte (n)

416

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1.3 เร่อื ง การสบื พนั ธ์ขุ องมนษุ ย์ (2)

คำชแี้ จง : ให้นกั เรียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1. เซลลใ์ นขอ้ ใดมีสภาพเปน็ ดิพลอยด์ท้ังหมด 6. ในรังไขข่ องหนหู ากพบจํานวนโอโอไซตป์ ฐมภูมิ

1. โพลาร์บอดี สเปอร์มาทิด (Primary oocyte) ท่ีเจริญมาพร้อม ๆ กัน 16
2. สเปอร์มาทดิ โอโอไซต์ระยะแรก เซลล์ เมอ่ื เซลล์เหล่านี้เจรญิ ถึงขนั้ ตกไข่ จะไดไ้ ข่
3. สเปอร์มาโทโหเนียม โอโอไซตร์ ะยะแรก จํานวนเท่าไร
4. โพลารบ์ อดี สเปอรม์ าโทไศตร์ ะยะแรก
2. การปรับรปู ร่างของสเปริ ์มทาํ ให้สว่ นหัวมีลักษณะกลมรี 1. 16 2. 32
และส่วนหางมลี กั ษณะยาว ส่งผลดอี ย่างไร 3. ไม่เกิน 16 4. ไมเ่ กนิ 32
1. เจาะเยอ่ื หุ้มเซลลไ์ ข่ได้ดี 7. ในหญิงอายุ 20-35 ปี ไข่ทหี่ ลุดออกจากรังไข่
2. เคล่ือนท่ีในของเหลวได้ดี โดยมากจะเปน็ เซลล์ในระยะใดของไมโอซิส และ
3. ชว่ ยใหเ้ ซลล์มีนา้ํ หนักเบา หลังจากปฏสิ นธิแล้ว ตัวอ่อนจะฝงั ตัวในเยอื่ บุมดลกู
4. เพ่ิมพื้นที่บรรจสุ ารพนั ธุกรรม ประมาณวนั ท่ีเทา่ ใดของรอบประจําเดือน
3. เซลลไ์ ขท่ พ่ี บในทารกแรกเกดิ อยใู่ นระยะใดของการแบ่งเซลล์ 1. ระยะก่อนเร่ิมมีการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส ,

แบบไมโอซสิ ประมาณวนั ที่ 7

1. โพรเฟส I 2. โพรเฟส II 2. ระยะหลงั ไมโอซิสขน้ั ท่ี 1 แล้ว, ประมาณ

3. เมทาเฟส I 4. แอนาเฟส I วันที่ 7
4. ขอ้ ใดกล่าวถงึ การปฏิสนธไิ ดถ้ กู ต้อง 3. ระยะหลังไมโอซิสข้นั ที่ 2 แลว้ , ประมาณ

1. การปฏสิ นธิเกิดขนึ้ ทร่ี งั ไขข่ องพศหญงิ วนั ท่ี 21
2. ไซโกตเกดิ จากนิวเคลียสของสเปริ ม์ รวมกบั เซลล์ไข่ 4. ระยะหลังไมโอซสิ ขัน้ ท่ี 2 แล้ว, ประมาณ
3. เซลล์ไข่ทไ่ี มถ่ ูกปฏิสนธิจะสลายตวั เปน็ ประจําเดือน
4. เซลล์ไขท่ ี่ถกู ปฏสิ นธิอยู่ในระยะโอโอไซต์ระยะทีส่ อง วันท่ี 18
5. สเปริ ์มจะเข้าปฏิสนธิกับเซลลไ์ ขท่ ก่ี ําลังแบง่ เซลล์อยใู่ น 8. เมอ่ื คอร์ปสั ลูเทยี มสลายตวั ภายในสองสัปดาห์
ยอ่ มแสดงว่า
ระยะใดและออร์แกเนลล์ใดเป็นออร์แกเนลลแ์ รกที่เข้าสู่เซลล์ไข่
1. การฝงั ตวั จะเกิดขนึ้ ภายใน 1 สัปดาห์
1. ไมโอซิส I และอะโครโซม 2. การเกดิ คลีเวจของเอ็มบริโอไม่สมบูรณ์
2. ไมโอซสิ II และอะโครโซม 3. ประจาํ เดือนในเดือนนัน้ ผิดปกติ
3. ไมโอซสิ II และเซนทริโอล 4. ไมม่ ปี ฏิสนธเิ กดิ ขนึ้
4. ไมโอซิส I และไมโทคอนเดรีย

417

9. ฝาแฝดสามารถเกิดจากกรณีใดได้บา้ ง
1. เกดิ จากไข่ 1 ฟอง ผสมกับอสุจิ 1 ตัว แตม่ ีการแบ่ง

ตัวแบบผิดปกติ
2. เกดิ จากไข่ 2 ฟอง ผสมกบั อสุจิ 2 ตัว เนือ่ งจากการมี

ไขส่ กุ พรอ้ มกันมากกว่า 1 ฟอง
3. เกดิ จากไข่ 1 ฟอง ผสมกบั อสุจิ 2 ตวั เนอื่ งจากเซลลไ์ ข่

มคี วามผดิ ปกติ
4. ถูกตอ้ งทงั้ ข้อ 1 และ 2

10. หญิงคนใดเกิดการแท้งบุตร
1. วมิ ลคลอดบุตรก่อนอายุครรภค์ รบ 7 เดอื น
2. สดุ าคลอดบุตรโดยการผา่ ออกทางหนา้ ท้อง
3. กัณหาคลอดบุตรท่มี ีน้ําหนักนอ้ ยกว่า 1,000 กรมั
4. ถกู ตอ้ งท้ังข้อ 1 และ 3

เฉลย 1. 3 2. 2 3. 1 4. 2 5. 2

6. 1 7. 3 8. 4 9. 4 10. 4

418

แบบทดสอบหลังเรียน

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1.3 เรื่อง การสืบพนั ธ์ุของมนุษย์ (2)

คำชแี้ จง : ใหน้ ักเรยี นเลือกคําตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว

1. เซลลใ์ นข้อใดมีสภาพเป็นดิพลอยด์ท้ังหมด 6. ในรงั ไขข่ องหนูหากพบจํานวนโอโอไซตป์ ฐมภูมิ

1. โพลาร์บอดี สเปอรม์ าทดิ (Primary oocyte) ท่ีเจรญิ มาพร้อม ๆ กนั 16
2. สเปอร์มาโทโหเนียม โอโอไซต์ระยะแรก เซลล์ เมอื่ เซลล์เหลา่ น้ีเจรญิ ถึงขนั้ ตกไข่ จะไดไ้ ข่
3. สเปอรม์ าทดิ โอโอไซต์ระยะแรก จํานวนเท่าไร
4. โพลาร์บอดี สเปอร์มาโทไศต์ระยะแรก
2. การปรับรูปรา่ งของสเปิรม์ ทําให้ส่วนหัวมลี ักษณะกลมรี 1. 16 2. 32
และสว่ นหางมีลกั ษณะยาว ส่งผลดอี ย่างไร 3. ไม่เกนิ 16 4. ไม่เกนิ 32
1. เจาะเย่อื ห้มุ เซลลไ์ ข่ไดด้ ี 7. ในหญงิ อายุ 20-35 ปี ไขท่ ห่ี ลุดออกจากรังไข่
2. เคล่ือนทีใ่ นของเหลวได้ดี โดยมากจะเปน็ เซลลใ์ นระยะใดของไมโอซสิ และ
3. ชว่ ยให้เซลล์มนี ้ําหนกั เบา หลังจากปฏสิ นธแิ ลว้ ตัวอ่อนจะฝังตวั ในเยือ่ บุมดลูก
4. เพ่มิ พ้ืนท่บี รรจุสารพนั ธุกรรม ประมาณวนั ท่ีเทา่ ใดของรอบประจําเดอื น
3. เซลล์ไขท่ พ่ี บในทารกแรกเกิดอยใู่ นระยะใดของการแบง่ เซลล์ 1. ระยะก่อนเร่มิ มีการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส ,

แบบไมโอซิส ประมาณวนั ท่ี 7

1. โพรเฟส I 2. โพรเฟส II 2. ระยะหลงั ไมโอซิสข้ันท่ี 1 แลว้ , ประมาณ

3. เมทาเฟส I 4. แอนาเฟส I วันท่ี 7
4. ขอ้ ใดกลา่ วถึงการปฏิสนธไิ ดถ้ กู ต้อง 3. ระยะหลังไมโอซสิ ขน้ั ที่ 2 แล้ว, ประมาณ

1. การปฏสิ นธิเกดิ ขน้ึ ท่ีรงั ไขข่ องพศหญิง วนั ที่ 21
2. ไซโกตเกิดจากนิวเคลยี สของสเปิร์มรวมกับเซลล์ไข่ 4. ระยะหลงั ไมโอซสิ ขัน้ ที่ 2 แลว้ , ประมาณ
3. เซลล์ไขท่ ่ไี มถ่ ูกปฏิสนธจิ ะสลายตวั เปน็ ประจําเดือน
4. เซลลไ์ ขท่ ี่ถกู ปฏิสนธิอยู่ในระยะโอโอไซต์ระยะท่สี อง วนั ที่ 18
5. สเปิร์มจะเข้าปฏิสนธกิ บั เซลลไ์ ขท่ ่ีกาํ ลงั แบง่ เซลล์อย่ใู น 8. เมื่อคอร์ปสั ลูเทยี มสลายตัวภายในสองสปั ดาห์
ย่อมแสดงวา่
ระยะใดและออร์แกเนลลใ์ ดเป็นออร์แกเนลล์แรกท่เี ขา้ สู่เซลลไ์ ข่
1. การฝังตวั จะเกิดขนึ้ ภายใน 1 สปั ดาห์
1. ไมโอซสิ I และอะโครโซม 2. การเกิดคลเี วจของเอ็มบริโอไมส่ มบรู ณ์
2. ไมโอซสิ II และอะโครโซม 3. ประจาํ เดือนในเดือนนน้ั ผิดปกติ
3. ไมโอซิส II และเซนทรโิ อล 4. ไม่มีปฏสิ นธิเกิดขึ้น
4. ไมโอซสิ I และไมโทคอนเดรยี

419

9. ฝาแฝดสามารถเกิดจากกรณีใดได้บา้ ง
1. เกดิ จากไข่ 1 ฟอง ผสมกับอสุจิ 1 ตัว แตม่ ีการแบ่ง

ตัวแบบผิดปกติ
2. เกดิ จากไข่ 2 ฟอง ผสมกบั อสุจิ 2 ตัว เนือ่ งจากการมี

ไขส่ กุ พรอ้ มกันมากกว่า 1 ฟอง
3. เกดิ จากไข่ 1 ฟอง ผสมกบั อสุจิ 2 ตวั เนอื่ งจากเซลลไ์ ข่

มคี วามผดิ ปกติ
4. ถูกตอ้ งทงั้ ข้อ 1 และ 2

10. หญิงคนใดเกิดการแท้งบุตร
1. วมิ ลคลอดบุตรก่อนอายุครรภค์ รบ 7 เดอื น
2. สดุ าคลอดบุตรโดยการผา่ ออกทางหนา้ ท้อง
3. กัณหาคลอดบุตรท่มี ีน้ําหนักนอ้ ยกว่า 1,000 กรมั
4. ถกู ตอ้ งท้ังข้อ 1 และ 3

เฉลย 1. 2 2. 2 3. 1 4. 2 5. 2

6. 1 7. 3 8. 4 9. 4 10. 4

420

421

422

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 15 รหสั วิชา ว32243
ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
รายวิชาชวี วทิ ยา
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 15 ชั่วโมง
บทที่ 4 เรื่องระบบสบื พันธแุ์ ละการเจริญเตบิ โต 3 ชว่ั โมง
หน่วยการจดั การเรียนรู้ที่ 1.4 เรื่อง การเจริญเติบโตของสัตว์ (1) ภาคเรยี นท่ี 2/2564
ชื่อครูผสู้ อน นางสาวภควดี อ่อนสรุ ะทุม

สาระชีววิทยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตวแ์ ละมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแกส๊ การลําเลียงสาร

และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ชนั้ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พิม่ เตมิ

ม.5 • อธิบายการเจริญเติบโตระยะเอ็มบรโิ อ และระยะหลงั • การเจริญเติบโตของสตั ว์เช่น กบ ไก่และสตั ว์ เลี้ยงลกู

เอ็มบรโิ อของกบ ไกแ่ ละมนษุ ย์ ด้วยนํ้านม จะเริม่ ตน้ ดว้ ยการแบ่งเซลล์ ของไซโกต การ

เกิดเนื้อเยื่อเอ็มบริโอ 3 ชั้น คือ เอกโทเดิร์ม เมโซเดิร์ม

และเอนโดเดิร์ม การเกิด อวัยวะ โดยมีการเพิ่มจํานวน

ขยายขนาด และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อ

ทําหน้าที่เฉพาะอย่าง ซึ่งพัฒนาการของอวัยวะต่าง ๆ

จะทําให้มกี ารเกดิ รปู ร่างที่แนน่ อนในสตั วแ์ ต่ละชนิด

• การเจริญเติบโตของมนุษย์จะมีขั้นตอนคล้ายกับ การ

เจริญเติบโตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนํ้านมอื่น ๆ โดย

เอ็มบริโอจะฝังตัวที่ผนังมดลูก และมีการ แลกเปลี่ยน

สารระหวา่ งแม่กบั ลกู ผ่านทางรก

423

1. กาหนดเป้าหมายของการจดั การเรียนรู้

1.1 สาระการเรยี นรู้/เนอื้ หาการเรยี นรู้
เรอ่ื งที่ 4 เรอื่ ง การเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์ (2)
1) การเจริญเติบโตของสตั ว์
2) การเจริญเตบิ โตระยะเอ็มบรโิ อ และระยะหลงั เอม็ บรโิ อของกบ
3) การเจริญเติบโตระยะเอ็มบริโอ และระยะหลังเอม็ บรโิ อของไก่

1.2 สาระสาคญั /ความคิดรวบยอดของเรอ่ื งที่เรยี น
เมื่อสเปิร์มปฏิสนธิกับเซลล์ไข่จะได้ไซโกตซึ่งจะแบ่งเซลล์เพิ่มจํานวนและพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ
ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ควีเวจเป็นระยะที่ไซโกตแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสจนได้เอ็มบริโอที่ประกอบด้วยกลุ่ม
เซลล์จํานวนมาก บลาสทูเลชันเป็นระยะที่เซลล์จัดเรียงตัวใหม่โดยแยกจากกันไปเรียงตัวบริเวณผิวรอบนอก
แกสทรูเลชันเป็นระยะที่เซลล์เคลื่อนที่และจัดเรียงตัวเป็นเนื้อเยื่อชั้น 3 ชั้น และออร์แกโนเจเนซิสเป็นระยะท่ี
เนื้อเยอ่ื ทัง้ 3 ชนั้ พัฒนาเปน็ อวัยวะต่าง ๆ
- การเจริญเติบโตของกบ หลังการปฏิสนธิ ไซโกตจะแบ่งเซลล์เพิ่มจํานวนกลายเป็นมอรูลา ในระยะ
บลาสทูเลชัน เซลล์ด้านในเคลื่อนที่แยกจากกันทําให้เกิดช่องว่าง (ค่อนไปทางด้ายบน) ในระยะ
แกสทูเลชันเซลล์ที่อยู่ด้านบนแบ่งตัวเร็วกว่าด้านล่างจึงเคลื่อนที่ลงมาคลุมและดันเซลล์ด้านล่างไป
ข้างใน และเกิดเน้ือเยอ่ื 3 ชั้น เมือ่ ตัวออ่ นฟกั เป็นตัวจะเกิดการเปล่ยี นแปลงแบบเมทามอร์โฟซสิ
- การเจริญเติบโตของไก่ มีการเจริญคล้ายกบ แต่เอ็มบริโอของไก่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงนํ้าครํ่าช่วยปอ้ งกัน
การกระทบกระเทือน และถุงคอเรียนช่วยแลกเปลี่ยนแก๊ส และยังสร้างถุงแอลแลนทอยส์เพื่อช่วย
แลกเปล่ียนแก๊สและเกบ็ ของเสยี เมื่อตวั ออ่ นฟกั เป็นตัวไม่มกี ารเปลยี่ นแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซิส

424

1.3 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ : เม่ือผู้เรียนจบกจิ กรรมการเรยี นรู้ ผูเ้ รียนสามารถ

ด้านความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายการเจริญเติบโตระยะ
(K: Knowledge) เอ็มบรโิ อและระยะหลงั เอ็มบรโิ อของกบ ไก่
ด้านกระบวนการ - นกั เรยี นสามารถสืบคน้ ข้อมูลเกีย่ วกบั การเจริญเติบโต
(P: Process) ระยะเอ็มบรโิ อและระยะหลงั เอ็มบรโิ อของกบ ไก่
ด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ การทาํ งานร่วมกบั ผอู้ ่ืน, รบั ผิดชอบต่อการทาํ งาน,
(A: Attribute) แสดงความคดิ เหน็ , นําเสนอผลงานหน้าช้นั เรียนได้
ดา้ นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill) การลงความเห็นจากข้อมลู
การกาํ หนดและควบคมุ ตัวแปร
การสงั เกต การกําหนดนิยามเชิงปฏิบัติ
การวัด การตั้งสมมติฐาน
การคาํ นวณ/การใชต้ วั เลข การทดลอง
การจาํ แนกประเภท การตีความหมายข้อมูล
การจดั กระทําและสื่อความหมายข้อมลู การสร้างแบบจาํ ลอง
การหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส
และสเปสกบั เวลา
การพยากรณ์/การทํานาย

2. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชร้ ปู แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กิจกรรมการเรียนรูแ้ บบเชงิ รุก (Active Learning)

ชวั่ โมงท่ี 1 - 2
ขนั้ ที่ 1 ขั้นกระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1. นําเข้าสู่บทเรียนโดยนําภาพไซโกต
และสัตวต์ ัวเตม็ วัยมาให้นักเรียนศึกษา ให้นักเรียน
ร่วมกันอภิปรายถึงขนาดของไซโกตที่เป็นเซลล์
เริ่มต้นของสัตว์ที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัย
เพศกับขนาดของสัตว์ที่เจริญเป็นตัวเต็มวัยที่ โดย
ใชค้ ําถาม ดงั น้ี
- เซลล์เริ่มต้นที่เจริญเป็นสัตว์คืออะไร และมี
ขนาดประมาณเท่าใด
(แนวคาํ ตอบ : ไซโกต มขี นาดประมาณ 0.2

∆ ไซโกต

425

มิลลเิ มตร)
- หากเปรยี บเทียบไซโกตกบั รา่ งกายของสัตว์ตวั เตม็ วัยจะมีลักษณะแตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวคาํ ตอบ : ไซเกตเป็นเซลล์เพียงเซลลเ์ ดียว สว่ นสัตวต์ ัวเต็มวัยประกอบดว้ ยเซลล์จาํ นวนมาก จึงมี

ขนาดใหญก่ ว่าไซโกตมาก)
- นักเรยี นคดิ วา่ จากไซโกตทีพ่ ัฒนาเป็นสัตวต์ ัวเตม็ วัยมีการเปลีย่ นแปลงลักษณะใดบา้ ง
(แนวคําตอบ : คาํ ตอบขน้ึ อย่กู บั ดุลยพินจิ ของครูผู้สอน เชน่ นกั เรียนอาจตอบว่ามีการเปล่ยี นแปลง

ขนาดของเซลล์ จาํ นวนเซลล์ การเปล่ยี นแปลงลักษณะของเซลล์ไปทําหน้าท่เี ฉพาะ การพฒั นาเปลีย่ นแปลง
รปู ร่างเปน็ อวัยวะ)

ขัน้ ที่ 2 ข้ันสารวจคน้ หา (Exploration)
1. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 5 คน โดยใช้ผลทางการเรียนจัดนักเรียนตามระดับ
ความสามารถสูง ปานกลาง และคละกัน ในอัตราส่วน 1 : 2 : 2 เพื่อทํากิจกรรม ความหมายของการรับรู้และ
การตอบสนอง โดยใหส้ มาชิกในทมี ทาํ หนา้ ท่ดี งั น้ี

- ผู้นํากลุ่ม ทําหน้าที่ควบคุมดูแลการทํางานให้ลุล่วง กระตุ้นเตือนและให้กําลังใจสมาชิก รับ
เอกสารจากครู และรวบรวมงานส่งครู

- ผบู้ นั ทึก ทําหนา้ ท่จี ดบนั ทึกขอ้ ตกลง สรุปผลการทํางานและรายงานผล
- ผชู้ แ้ี นะ ทําหน้าทีข่ ยายความร้เู พมิ่ เติมความคิด
- ผตู้ รวจสอบ ทําหน้าท่ตี รวจสอบความเขา้ ใจในบทเรียนของสมาชิกให้ทุกคนสามารถอธิบาย
ไดเ้ หมอื นกนั
2. นกั เรียนแต่ละคนทาํ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น เร่อื ง การสบื พันธุข์ องสตั ว์
3. นักเรียนศึกษาภาพกระบวนการสําคัญต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต พร้อมอธิบายให้นักเรียน
ฟังว่า ประกอบดว้ ย 4 กระบวนการสําคัญ ได้แก่
3.1 การแบ่งเซลล์ ในสิ่งมีชีวิติที่เป็นเซลล์เดียวเมื่อมีการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจํานวนเซลลก์ ็จะทําให้
เกิดการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศขึ้น ส่วนในพวกสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ เมื่อเกิดปฏิสนธิแล้ว เซลล์ท่ี
ได้ก็คือไซโกตซึ่งจะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เพื่อเพิ่มจํานวนเซลล์ให้มากขึ้น ผลจากการเพิ่ม
จาํ นวนเซลลท์ ําใหไ้ ดเ้ ซลล์จํานวนมากข้นึ และมีขนาดเพ่มิ ขึน้
3.2 การเพิ่มขนาดเซลล์หรือการเติบโต ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว การเพิ่มไซโทพลาซึมก็จัดว่าเป็น
การเจริญเติบโต เม่อื เซลลข์ องส่ิงมชี ีวิตแบ่งเซลล์ในตอนแรก เซลลใ์ หมท่ ไ่ี ด้จะมีขนาดเล็กกว่าเซลล์
เดิม ในเวลาต่อมาเซลล์ใหม่ที่ได้จะสร้างสารต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทําให้ขนาดของเซลล์ ใหม่ขยาย
ขนาดขึ้น ซึ่งจัดเป็นการเจริญเติบโต ส่วนในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ผลจากการเพิ่มจํานวนเซลล์ก็คือ
การขยายขนาดให้ใหญโ่ ตขน้ึ ซึ่งจดั เปน็ การเจริญเติบโตดว้ ยเช่นเดยี วกัน

426

3.3 การเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ที่มีลักษณะเฉพาะ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็มีการเปลี่ยนแปลงของ

เซลล์เพื่อไปทําหน้าที่ต่าง ๆ เหมือนกัน เช่น มีการสร้างเซลล์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่

เหมาะสมไดด้ ี เช่น การสร้างเอนโดสปอร์ของแบคทีเรีย หรือการสร้างเฮเทอโรซสี ต์ในพวกสาหร่าย

สีเขียวแกมนํ้าเงิน ซึ่งมีผนังหนาและสามารถจับแก๊สไนโตรเจนในอากาศเปลี่ยนเป็นสารประกอบ

ไนโตรเจนที่มีประโยชน์ต่อเซลล์ของสาหร่ายได้ ส่วนในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ เซลล์ใหม่ที่ได้จะ

เปลยี่ นแปลงไปทําหน้าทต่ี ่าง ๆ เชน่ เซลลก์ ล้ามเนื้อทําหนา้ ท่ีในการเคล่ือนทหี่ รือเคล่ือนไหว เซลล์

เม็ดเลือดแดงทําหน้าที่ลําเลียงแก๊สออกซิเจน เซลล์ประสาททําหน้าที่ในการนํากระแสประสาท

เกยี่ วกบั ความรสู้ กึ และคาํ สัง่ ตา่ งๆ เพื่อใหส้ ิ่งมีชีวติ น้ันๆ ดาํ รงชีวติ อย่ใู นสภาพแวดล้อมตา่ ง ๆ กนั ได้

3.4 การพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นอวัยวะ เป็นผลจากการเพิ่มจํานวนเซลล์ การเจริญเติบโต

การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เพื่อไปทําหน้าที่ต่าง ๆ กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในระยะเอ็มบริโอ

อยู่ตลอดเวลา มกี ารสรา้ งอวยั วะตา่ ง ๆ ขึน้ อตั ราเรว็ ของการสร้างในแต่ละบริเวณบนร่างกายจะไม่

เท่ากัน ทําให้เกิดรูปร่างของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดขึ้นโดยที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีแบบแผนและ

ลักษณะต่าง ๆ เป็นแบบท่ีเฉพาะตัวและไม่เหมือนกับส่ิงมีชีวิตชนดิ อ่ืน ๆ ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้จะ

เป็นลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ซ่งึ ถกู ควบคมุ โดยยนี บนโครโมโซมของส่งิ มชี ีวิตชนดิ นน้ั ๆ

4. นาํ กราฟการเจรญิ เติบโตของสัตวโ์ ดย

พจิ ารณาจากความยาวของลําตวั มาใหน้ กั เรียนศึกษา

เพ่อื ให้นกั เรยี นร่วมกันอภิปรายถงึ การเจริญเติบโตของ

สตั ว์ โดยใช้คําถาม ดังน้ี

- ลําตัวของสัตว์ชนิดนี้จะยาวเต็มที่เมื่อมีอายุ

ประมาณก่ีวัน

(แนวคําตอบ : ประมาณ 25 วนั ) ∆ กราฟการเจริญเติบโตของสัตว์โดยพิจารณาจาก
ความยาวของลำตวั
- ช่วงวันที่เท่าใดที่สัตว์ชนิดนี้มีการเพิ่มความยาว

ของลําตัวมากทีส่ ดุ เพราะเหตใุ ด

(แนวคาํ ตอบ : ชว่ งวันท่ี 10-15 เน่อื งจากกราฟมีความชันมากท่สี ุด)

- หลังจากวนั ที่ 25 สตั ว์ชนดิ นี้จะมีความยาวเพิม่ ข้ึนหรือไม่ อยา่ งไร

(แนวคาํ ตอบ : มคี วามยาวของลําตวั คงที่ ซงึ่ สัตว์อาจจะไม่มกี ารเพิ่มความยาวของลําตัว แตอ่ าจมกี าร

ซอ่ มแซมส่วนทสี่ กึ หรอของรา่ งกาย)

- หากตอ้ งทาํ การวัดการเจรญิ เตบิ โตของสัตวช์ นดิ น้ี นักเรียนจะเลอื กใช้การวัดดว้ ยวธิ ใี ด เพราะเหตใุ ด

(แนวคําตอบ : การวดั มวลของร่างกาย เนอื่ งจากมวลทเี่ พิ่มข้นึ เกิดจากเซลลม์ ีจํานวนเพิ่มขึ้นหรือเซลล์

สรา้ งและสะสมสารต่าง ๆ มากขึน้ ซ่ึงแสดงวา่ สัตวม์ ีการเจรญิ เตบิ โต)

5. นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพ่อื ให้เขา้ ใจว่า ไซโกตเปน็ เซลล์เริ่มตน้ สตั ว์ทเี่ กดิ จากการสืบพันธุ์แบบ

อาศัยเพศ ซึ่งจะมีกระบวนการการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงขนาดของเซลล์ จํานวน

427

เซลล์ หรือลักษณะของเซลล์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้แสดงว่าสัตว์มีการเจริญเติบโต ซึ่งสามารถวัด
การเจริญเตบิ โตไดด้ ว้ ยวิธีต่าง ๆ เชน่ น้ําหนกั ความสูง
6. นักเรียนศึกษากราฟการเจริญเติบโตของสัตว์โดยพิจารณาจากความยาวของลําตัว พร้อมอธิบาย
ลักษณะการเปลยี่ นแปลงของกราฟในระยะต่าง ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดงั นี้

6.1 ระยะเริ่มต้น (lag phase) เป็นระยะที่สิ่งมีชีวิตชนิดนัน้ เริ่มการเติบโต การเติบโตในระยะแรกจะ
เป็นอย่างช้า ๆ เสน้ โคง้ การเตบิ โตจึงมคี วามชนั น้อย

6.2 ระยะเติบโตอย่างรวดเร็ว (log phase) เป็นระยะที่ต่อจากระยะแรกโดยที่สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นจะมี
การเพิ่มจํานวนเซลล์ มีการสร้างสารต่าง ๆ สะสมในเซลล์มากขึ้นทําให้นํ้าหนักความสูงหรือว่า
จาํ นวนเซลลเ์ พม่ิ ข้ึนอยา่ งรวดเรว็ ส่วนโค้งการเติบโตจงึ ชันมากกวา่ ระยะอน่ื ๆ

6.3 ระยะคงที่ (stationary phase) เป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตสิ้นสุดแล้ว ทําให้นํ้าหนัก ความสูง
หรอื ขนาดของสง่ิ มีชวี ิตนน้ั ไม่เพ่มิ ขน้ึ และค่อนข้างจะคงท่ีอย่อู ย่างนนั้ ตลอดไป

6.4 ระยะสิ้นสุด (dead phase) เมื่อสิ่งมีชีวิตเติบโตถึงที่สุดแล้วและถ้าปล่อยเวลาต่อไปอีกก็จะถึง
ระยะเวลาท่รี ว่ งโรยเส่อื มโทรมในทสี่ ุดก็จะตายไป ซงึ่ กค็ ือระยะสนิ้ สดุ นนั่ เอง

7. อธิบายให้นักเรียนฟังว่า การเจริญเติบโตของสัตว์สามารถวัดได้จากนํ้าหนักหรือมวลของร่างกาย
ความสูง ปริมาตร และจาํ นวนเซลล์ท่เี พ่มิ ขึน้ ซึ่งการวดั แต่ละวธิ จี ะเหมาะสมและข้อจํากัดทีแ่ ตกตา่ งกนั เช่น

- การชั่งน้าหนัก เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เนื่องจากนํ้าหนักที่เพิ่มขึ้นเกิดจากเซลล์มีจํานวนเพิ่มขึ้น
หรือสร้างและสะสมสารต่าง ๆ มากขึ้น แต่บางครั้งนํ้าหนักที่เพิ่มขึ้นอาจไม่สัมพันธ์กับการ
เจริญเติบโตของร่างกาย เพราะสัตว์บางชนิดอาจมีนํ้าหนักเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่มีการ
เปลี่ยนแปลงรปู ร่างหรือมีอวยั วะต่าง ๆ เพิม่ ขึ้น

- การวัดความสูงหรือความยาวของลาตัว เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เนื่องจากสัตว์ที่มีความสูงหรือ
ความยาวเพ่มิ ขึ้นแสดงวา่ สตั ว์มีการเจริญเติบโต แต่สตั ว์บางชนิดอาจมคี วามสงู จาํ กัดแตย่ งั มี การ
เจริญเตบิ โตอยู่

8. อธิบายให้นักเรียนฟังว่า การเจรญิ เติบโตของไซโกตเป็นการเจรญิ เติบโตของสัตว์ในชว่ งแรกหลงั การ
ปฏิสนธิ ซ่งึ ในสตั วแ์ ตล่ ะชนิดจะมคี วามแตกตา่ งกนั เนอื่ งจากมลี ักษณะของไข่แดงทเี่ ป็นอาหารสะสมของสัตว์
ในช่วงที่มกี ารเจริญเติบโตของไซโกตแตกต่างกนั การแบ่งชนดิ ของไข่แบง่ ออกเปน็ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบง่ ตาม
ปริมาณของไข่แดงและแบ่งตามการกระจายของไขแ่ ดง

ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation)
1. นําภาพไข่ของสัตว์มายกตัวอย่างประกอบ และจาํ แนกประเภทของไข่ตามปริมาณของไข่แดง
และแบ่งตามการกระจายของไข่แดง เชน่

ไขก่ บ
แบง่ ตามปริมาณ: มโี ซเลซิทลั
แบ่งตามการกระจาย: เทโลเลซทิ ัล

428

ไข่ไก่
แบ่งตามปรมิ าณ: พอลเิ ลซิทัล

แบ่งตามการกระจาย: เทโลเลซิทลั

2. นําภาพแบบจาํ ลองแสดงการพัฒนาของไซโกตเป็นเอ็มบรโิ อมาประกอบการสอน ให้นักเรียนศึกษา

จากภาพแบบจําลองและหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์รายวิชาชีววิทยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6 แล้วนักเรยี น

และครูร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ไซโกตจะแบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ ซึ่งประกอบด้วย 4

ข้นั ตอน ได้แก่

10.1 คลีเวจ (cleavage) ไซโกตแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้เอ็มบริโอที่มีจํานวนเซลล์เพิ่มขึ้น แต่
ขนาดเล็กลง จนประกอบด้วยกลุม่ เซลลจ์ ํานวนมากมีลักษณะคล้ายผลน้อยหน่า เรียกว่า มอรูลา
(morula) การแบ่งเซลล์ในระยะคลีเวจมี 2 แบบ ได้แก่ การแบ่งตลอดเซลล์ไซโกต เช่น ไข่ของ
เม่นทะเล ดาวทะเล สัตว์สะเทินนํ้า สะเทินบก และการแบ่งไม่ตลอดเซลล์ไซโกต เช่น ไข่ของ
สัตวเ์ ลื้อยคลานและสตั วป์ ีก
10.2 บลาสทูเลชนั (blastulation) เอ็มบริโอมีการจัดเรียงตวั ใหม่ เซลล์เคลือ่ นที่แยกจากกันไป
เรียงตัวบริเวณผิวชั้นนอกทําให้เกิดช่องบลาสโทซีล ซึ่งเป็นช่องกลวงตรงกลาง เซลล์ในระยะบ
ลาส-ทูเลชันจะมีขนาดเล็กและมีมวลน้อยกว่าเซลล์ไข่ที่ปฏิสนธิใหม่ เนื่องจากอาหารที่สะสมอยู่
ภายในถกู ใช้ไปในกระบวนการแบง่ เซลล์ระยะแรก
10.3 แกสทรูเลชัน (gastrulation) เซลล์เคลื่อนที่ในลักษณะต่าง ๆ เช่น การบุ่มตัว การคลุมตัว
การม้วนตัว การแยกตัว และจัดเรียงตัวเป็นเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ได้แก่ เอ็กโทเดิร์ม (ectoderm)
เมโซเดริ ม์ (mesoderm) และเอนโดเดริ ม์ (endoderm)
10.4 ออร์แกโนเจเนซิส (organogenesis) เนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้นของเอ็มบริโอพัฒนาการเปน็ อวัยวะ
ต่าง ๆ ได้แก่ เอ็กโทเดิร์มเจริญเป็นระบบประสาทและระบบห่อหุ้มร่างกาย เมโซเดิร์มเจริญเป็น
ระบบต่าง ๆ เช่น ระบบสบื พนั ธ์ุ ระบบกล้ามเน้อื ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบกระดูก และเอนโด
เดิรม์ เจรญิ เปน็ ระบบหายใจ ระบบยอ่ ยอาหาร และต่อมต่าง ๆ ทีเ่ กย่ี วข้องกับระบบย่อยอาหาร
3. นักเรียนทาํ ใบงานที่ 4 เรอื่ ง การเปลี่ยนแปลงในระยะเอม็ บรโิ อของสตั ว์
4. ครใู ห้นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ทําผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง การเปลยี่ นแปลงในระยะเอ็มบรโิ อของสตั ว์ โดยอธบิ าย
ถึงกระบวนการเปล่ียนแปลงของเอม็ บรโิ อในระยะควเี วจ บลาสทูเลชัน แกสทรูเลชัน และออร์แกโนเจเนซสิ ลง
ในกระดาษฟลิบชาร์ต

429

ชวั่ โมงท่ี 3
ขัน้ ท่ี 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation)
5. นาํ วดี ิทศั น์หรือแบบจําลองแสดงการเจรญิ เติบโตของกบมาประกอบการสอน เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=SEejivHRIbE
- https://www.youtube.com/watch?v=fZQLhDHSa6Y
เมื่อนกั เรียนศึกษาวีดิทัศน์หรือแบบจาํ ลองแลว้ ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาความรูจ้ ากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์
รายวิชาชีววิทยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วนักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า ไข่กบมี
ปริมาณไข่แดงปานกลาง รวมอยู่บริเวณด้านล่าง มีวุ้นห่อหุ้มโดยรอบ เมื่อเกิดการปฏิสนธิไซโกตจะแบ่งเซลล์
เพิ่มจํานวนมากจนเป็นเอ็มบริโอในระยะมอรูลาในระยะบลาสทูเลชัน เซลล์ด้านในเคลื่อนที่แยกจากกันทําให้
เกิดชอ่ งว่าง (ค่อนไปทางด้านบน) ในระยะแกสทูเลชนั เซลลท์ ี่อยู่ดา้ นบนแบง่ ตวั เร็วกว่าด้านล่างจึงเคล่ือนที่ลง
มาคลุมและดันเซลล์ด้านล่างไปข้างใน และเกิดเนื้อเยื่อ 3 ชั้น จากนั้นเมื่อตัวอ่อนฟักเป็นตัวจะเกิดการ
เปลีย่ นแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซสิ
6. ถามคาํ ถามเพือ่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เช่น
- เมทามอร์โฟซิสสง่ ผลตอ่ การดาํ รงชีวิตของสตั วอ์ ยา่ งไร
(แนวคาํ ตอบ : เมทามอร์โฟซิสเปน็ กระบวนการเปลย่ี นแปลงรปู ร่างและลกั ษณะการดํารงชีวติ หลาย ๆ
คร้งั ทาํ ให้สตั วม์ กี ารดํารงชีวิตทีเ่ ปล่ียนไป เชน่ กบในระยะลกู อ๊อดจะดาํ รงชวี ติ ในน้าํ มกี ารหายใจด้วยเหงอื ก
แต่ในระยะตัวเตม็ วัยจะดํารงชีวติ ท้งั ในน้ําและบนบก มีการหายใจดว้ ยปอดและผิวหนงั )
- นอกจากกบแล้ว นักเรียนคิดวา่ มสี ัตว์ชนิดใดบ้างท่มี ีเมทามอรโ์ ฟซิส
(แนวคําตอบ : แมลงเป็นสัตวส์ ่วนใหญ่ท่มี ีเมทามอร์โฟซิสเชน่ เดยี วกบั กบ ซ่ึงเมทามอร์โฟซิสใน
แมลงแบง่ ไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ ใหญ่ ไดแ้ ก่

1. พวกที่มีเมทามอร์โฟซิสแบบสมบูรณ์ มีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงครบ 4 ขึ้น ได้แก่ ไข่
ตวั หนอน ดักแด้ และตัวเตม็ วยั พบในผเี สอื้ ยุง แมลงวัน ดว้ ง

2. พวกที่มีเมทามอร์โฟซิสแบบไม่สมบูรณ์ มีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงครบ 3 ขึ้น ได้แก่
ไข่ ตัวออ่ น และตัวเต็มวัย พบในตก๊ั แตน แมลงปอ แมลงสาบ

3. พวกที่ไม่มีเมทามอร์โฟซิส ไข่ที่ได้รับการผสมจะฟักเป็นตัวอ่อนที่มีรูปร่างลักษณะ
เหมือนตัวเตม็ วยั แตม่ ีขนาดเล็กกว่า พบในตัวสามง่าม แมลงหางดดี )

7. นาํ วีดทิ ศั น์ บัตรภาพ หรือแบบจาํ ลองแสดงการเจรญิ เติบโตของไกม่ าประกอบการสอน เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=PedajVADLGw
- https://www.youtube.com/watch?v=5mDNWJRxg-I
- https://www.youtube.com/watch?v=vBGumRAWaa0
เมอื่ นกั เรยี นศึกษาวีดิทศั นห์ รอื แบบจําลองแล้ว ให้นักเรยี นศกึ ษาความรู้จากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์

รายวิชาชีววทิ ยา เลม่ 5 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 แล้วนกั เรียนและครูรว่ มกันอภปิ รายเพอ่ื ให้ไดข้ ้อสรุปว่า ไข่ของ

430

ไกม่ ปี ริมาณไข่แดงมาก และจะมบี รเิ วณเล็ก ๆ ใกล้ผวิ เซลล์เท่าน้นั ทเ่ี ปน็ ส่วนของนวิ เคลยี สและไซโทพลาซึม ซง่ึ
เปน็ บริเวณท่ีเกดิ การปฏสิ นธิ การเจรญิ ของไซโกตเปน็ เอ็มบรโิ อจะมีลกั ษณะเช่นเดยี วกับกบ แตเ่ อ็มบริโอของ
ไก่ถูกห่อหุม้ ด้วยถุง 2 ช้ัน ไดแ้ ก่ ถุงน้ําครา่ํ ชว่ ยปอ้ งกันการกระทบกระเทอื นและถุงคอเรียนช่วยแลกเปล่ยี นแก๊ส
และยังมีการสร้างถุงแอลแลนทอยส์เพ่ือแลกเปลย่ี นแกส๊ และเก็บของเสยี สะสมไว้ในเอม็ บริโอ แตเ่ มื่อตัวออ่ น
ฟักเปน็ ตวั ไมม่ กี ารเปลยี่ นแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซิส

8. ถามคําถามเพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เช่น
- ไก่และกบมีการเจริญเติบโตเหมอื นหรอื แตกตา่ งกันอย่างไร

(แนวคําตอบ : การเจริญของไซโกตเปน็ เอม็ บรโิ อมขี ้ันตอนเหมือนกนั เริ่มจากคลีเวจ บลาสทเู ลชนั
แกสทรูเลชัน และออร์แกโนเจเนซิส แต่รายละเอียดในแต่ละระยะอาจแตกตา่ งกนั เนือ่ งจากไข่ไกม่ ีไขแ่ ดง
ปริมาณมากกวา่ ไข่กบและอย่ใู นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน นอกจากน้กี ารเจริญหลงั ฟกั ออกจากไข่ กบมี
การเปลย่ี นแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซิส แตไ่ กไ่ มม่ )ี

- เพราะเหตุใดสตั ว์ท่มี เี อ็มบริโอเจรญิ ในน้าํ จึงไม่ต้องมโี ครงสร้างพเิ ศษ เชน่ ถงุ แอลแลนทอยส์เพ่ือ
แลกเปลีย่ นแก๊สและเกบ็ ของเสีย

(แนวคาํ ตอบ : เนือ่ งจากเอม็ บรโิ อเจรญิ ในนํา้ สามารถแลกเปล่ียนแกส๊ และของเสยี โดยการแพร่เขา้ -
ออกไดโ้ ดยตรง จงึ ไมต่ อ้ งมโี ครงสรา้ งพิเศษเหลา่ น)ี้

- เอ็มบรโิ อของไก่พบปญั หาด้านใดบ้างเมอ่ื เปรยี บเทียบกับเอ็มบรโิ อของกบ
(แนวคาํ ตอบ : การสูญเสยี นํ้า การกาํ จดั ของเสีย การแลกเปล่ียนแก๊ส และอาหารเลีย้ งเอ็มบริโอท่มี ี

จํากัด)
9. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของสัตว์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เมื่อสเปิร์มปฏิสนธิ

กับเซลล์ไข่จะได้ไซโกตซึ่งจะแบง่ เซลลเ์ พิ่มจํานวนและพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ควี
เวจเป็นระยะที่ไซโกตแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิสจนได้เอ็มบรโิ อที่ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์จํานวนมาก บลาสทูเล
ชันเป็นระยะที่เซลล์จัดเรียงตัวใหม่โดยแยกจากกันไปเรียงตัวบริเวณผิวรอบนอก แกสทรูเลชัน เป็นระยะท่ี
เซลล์เคลื่อนท่ีแบบต่าง ๆ และจดั เรียงตัวเป็นเน้ือเย่ือชั้น 3 ชนั้ และระยะออร์แกโนเจเนซสิ เป็นระยะท่ีเนื้อเยื่อ
ท้งั 3 ช้ันพฒั นาเปน็ อวัยวะต่าง ๆ ซ่งึ สัตว์กบ ไก่ และมนุษย์จะมีการเจรญิ เติบโตในระยะเอ็มบริโอที่คล้ายคลึ่ง
กนั ดังน้ี

การเจริญเติบโตของกบ หลังการปฏิสนธิ ไซโกตจะแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนกลายเป็นมอรูลา
ในระยะบลาสทูเลชัน เซลล์ด้านในเคลื่อนที่แยกจากกันทำให้เกิดช่องว่าง (ค่อนไปทางด้ายบน) ในระยะ
แกสทูเลชันเซลล์ที่อยู่ด้านบนแบ่งตัวเร็วกว่าด้านล่างจงึ เคลือ่ นที่ลงมาคลมุ และดันเซลล์ดา้ นลา่ งไปขา้ งใน
และเกิดเน้อื เย่ือ 3 ชน้ั เม่อื ตัวออ่ นฟักเปน็ ตวั จะเกิดการเปล่ียนแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซสิ

การเจริญเติบโตของไก่ มีการเจริญคล้ายกบ แต่เอ็มบริโอของไก่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงน้ำคร่ำช่วย
ป้องกันการกระทบกระเทือนและถุงคอเรียนช่วยแลกเปลี่ยนแก๊ส และมีการสร้างถุงแอลแลนทอยส์ช่วย
แลกเปลี่ยนแก๊สและเก็บของเสยี เมอื่ ตัวออ่ นฟกั เปน็ ตัวไม่มกี ารเปลย่ี นแปลงแบบเมทามอรโ์ ฟซสิ

431

ข้นั ที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรยี นแต่ละกลุ่มเขียนสรุปในรูปแบบผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง การเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์ (1) โดยอธิบาย
ถงึ ปัจจยั ท่ีจาํ เป็นตอ่ การเจริญเตบิ โตของกบ ไก่ ลงในกระดาษฟลบิ ชาร์ต และสุ่มกลมุ่ ออกมานําเสนอหน้าชน้ั

เรยี น

ขัน้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
1. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มทาํ การประเมนิ ผลการทาํ งานของกล่มุ โดยใช้แบบบันทึกการทํางานกลมุ่
2. นักเรียนแตล่ ะคนทาํ แบบทดสอบเมอ่ื จบบทเรียน คะแนนจากการทดสอบจะพิจารณาเปน็ 2 ระดับ
ดังนี้

- คะแนนรายบุคคล ได้จากคะแนนดิบทนี่ ักเรียนแต่ละคนทําได้
- คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม ได้จากการนําคะแนนรายบุคคลของสมาชิกมารวมกันแล้วเฉลี่ยดว้ ย
จํานวนสมาชกิ

ส่อื การเรยี นร้/ู แหล่งเรียนรู้
1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์รายวิชาชีววทิ ยา เลม่ 5 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
2. สอื่ Power Point เรือ่ งระบบสบื พนั ธแ์ุ ละการเจริญเติบโต
3. ใบงานที่ 4 เรอื่ ง การเปลย่ี นแปลงในระยะเอม็ บริโอของสตั ว์
4. ใบงานท่ี 5 การเปล่ียนแปลงในระยะเอ็มบรโิ อของสตั ว์
5. กระดาษฟลิบชาร์ต
6. แบบทดสอบก่อนเรยี น และแบบทดสอบหลงั สอบ เรื่อง การเจริญเติบโตของสัตว์ (1)

432

การวดั และประเมนิ ผล

รายการวัด วิธวี ัด เครื่องมอื เกณฑ์การประเมิน
- ประเมินตาม
1. ประเมนิ กอ่ นเรยี น - แบบทดสอบก่อนเรยี น
สภาพจรงิ
- แบบทดสอบก่อน - ตรวจแบบทดสอบ - ใบงานที่ 4 เรือ่ ง
การเปลย่ี นแปลงใน - ระดบั คุณภาพดี
เรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ก่อนเรียน ระยะเอม็ บริโอของ ผ่านเกณฑ์
สตั ว์
1.4 - ระดบั คุณภาพดี
- ใบงานที่ 5 การ ผา่ นเกณฑ์
2. การประเมนิ ระหว่าง เปล่ียนแปลงในระยะ
เอ็มบรโิ อของสัตว์ - ระดับคุณภาพดี
การจดั กิจกรรม ผ่านเกณฑ์
- แบบประเมิน
1) การเจริญเติบโตของ - ตรวจใบงานที่ 4 เรอ่ื ง ผงั มโนทศั น์

สัตว์ (1) การเปลย่ี นแปลงใน - แบบประเมนิ
ผงั มโนทศั น์
ระยะเอม็ บรโิ อของสัตว์

- ตรวจใบงานท่ี 5 การ

เปล่ียนแปลงในระยะ

เอ็มบรโิ อของสัตว์

- ตรวจผังมโนทศั น์ เรื่อง

การเปล่ยี นแปลงใน

ระยะเอม็ บรโิ อของสตั ว์

- ตรวจผงั มโนทศั น์ เรือ่ ง

การเจรญิ เตบิ โตของ

สตั ว์ของกบ ไก่

2) การปฏิบัตกิ าร - ประเมนิ - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพดี
การปฏิบตั ิการ
การปฏบิ ตั ิการ ผา่ นเกณฑ์
3) พฤติกรรม - สงั เกตพฤติกรรม
การทํางานกลมุ่ การทํางานกลุ่ม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพดี

4) คณุ ลักษณะ - สังเกตความมวี ินยั การทํางานกล่มุ ผา่ นเกณฑ์
อนั พงึ ประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ ม่นั
ในการทํางาน - แบบประเมนิ - ระดับคณุ ภาพดี

3. ประเมนิ หลงั เรยี น คณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
- แบบทดสอบหลังเรียน - ตรวจแบบทดสอบ
หน่วยการเรียนรู้ท่ี หลังเรียน อันพงึ ประสงค์
1.4
- แบบทดสอบหลงั เรยี น - ประเมนิ ตาม
สภาพจริง

433

แบบประเมนิ ความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรปู แบบของผงั มโนทัศน์

เร่อื ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ปี………………………..

เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คุณภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12

1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร

2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั

3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์

4 นางสาวจิณห์นภิ า ภักดี

5 นางสาวจิดาภา ชืน่ ชม

6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง

7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ยงิ่

8 นายชานนท์ เชียงไฝ

9 นางสาวทิฏฐิตา วระศิริ

10 นายณภทั ร วินัยแพทย์

11 นายธนวฒั น์ บวรดิเรกลาภ

12 นางสาวธมกร วงษ์ศรีวอ

13 นางสาวธวลั ย์รตั น์ นลิ ภผู าทวโี ชติ

14 นางสาวนริ ดา ปยุ้ ธนาวัฒน์

15 นางสาวบารมี ป้านภมู ิ

16 นางสาวบุญยานชุ เดชยศดี

17 นางสาวปัณฑารยี ์ ไผป่ ้อง

18 นางสาวปิลันธา อ่อนรู้ที่

19 นางสาวพรรธนช์ นนั ทิพย์ชยั วรภทั ร์

20 นางสาวพิมพ์พดั ชา เมธาณัฐยศ

21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี

22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ

23 นางสาวเพยี งรพี คลงั แสง

24 นางสาวภาณมุ าศ สวุ รรณ

25 นายภานวุ ัฒน์ วิสูงเร

26 นางสาวเมษติ า ภูม่งิ ศรี

27 นายรชฏ ทองนํา

28 นายรณธรี ์ หล่อตระกูล

434

เลข เนอื้ หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คณุ ภาพ
สร้างสรรค์
ชอื่ -สกุล 321 12

29 นายรัชชานนท์ ศรที า

30 นางสาววรรณศริ ิ พันธุระ

31 นางสาววรนิ ธร อนุญาหงษ์

32 นายวฒั นชัย บงึ จนั ทร์

33 นางสาววนั วสิ าข์ ภาชะรตั น์

34 นางสาวสิริอร พรหมคุณ

35 นายศภุ กิตติ์ จนั ทร์ปัททตั

36 นายสุเมธ กุลศรี

37 นางสาวสวุ ภัทร ทิพรักษ์

38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี

39 นางสาวอรทยั จันทะศรี

40 นางสาวอญั ชษิ ฐา เดชสมบัติ

41 นางสาวอิสรีย์ ชาํ นาญกติ ติรฐั

42 นายปริญ นันทโพธเิ์ ดช

43 นางสาวพรพมิ ล พร้อมพร่ัง

44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น

45 นายณชั พล พรหมบตุ ร

46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกลุ

47 นายเจษนยั ษ์ วงศ์เลิศ

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมิน
(……………………………………………………….)

435

เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรุปความคิดรวบยอดในรูปแบบของบนั ทึกสรุป

ประเดน็ การประเมนิ ระดบั คณุ ภาพการประเมิน

การสรุปความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
ยอดในรูปแบบของผัง

มโนทศั น์

1. เนอื้ หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดําเนินการค้นคว้าข้อมูลที่

หลากหลาย ถกู ต้อง สมบรู ณ์ และ ประเดน็ ต้องการได้เพยี งบางสว่ น

ชัดเจน

2. รปู แบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด

งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2

ประเดน็ ประเด็น

3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ

สร้างสรรค์ นําเสนอได้แปลกใหม่ นําไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสร้างสรรค์

ตวั อยา่ งได้ นาํ ไปเป็นตวั อยา่ งได้ คอ่ นข้างสกปรก

4. เวลา ส่งได้ทันเวลาทกุ ครั้งท่ีกาํ หนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งที่ ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี

กาํ หนด กาํ หนด

436

แบบสังเกตพฤตกิ รรมด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

เร่ือง………………………………………………..……………ชนั้ …………….วัน/เดอื น/ปี……………….

เลข ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อยา่ ง ม่งุ มนั่ ใน มจี ิต รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น พอเพียง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ

ชอ่ื -สกุล 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร

2 นางสาวกฤติมา แสนวัง

3 นายคณตุ พงศ์ แสงรัตน์

4 นางสาวจณิ ห์นภิ า ภักดี

5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม

6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง

7 นายชนดุ ม สมบรู ณเ์ จรญิ ยงิ่

8 นายชานนท์ เชยี งไฝ

9 นางสาวทฏิ ฐติ า วระศิริ

10 นายณภัทร วินัยแพทย์

11 นายธนวัฒน์ บวรดิเรกลาภ

12 นางสาวธมกร วงษศ์ รีวอ

13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภผู าทวโี ชติ

14 นางสาวนริ ดา ปุ้ยธนาวฒั น์

15 นางสาวบารมี ปา้ นภมู ิ

16 นางสาวบุญยานชุ เดชยศดี

17 นางสาวปัณฑารยี ์ ไผ่ป้อง

18 นางสาวปลิ ันธา ออ่ นรทู้ ี่

19 นางสาวพรรธนช์ นัน ทิพยช์ ยั วรภทั ร์

20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ

21 นางสาวพริ ิยา พลศรี

22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ

23 นางสาวเพยี งรพี คลังแสง

24 นางสาวภาณมุ าศ สุวรรณ

25 นายภานวุ ัฒน์ วิสงู เร

26 นางสาวเมษิตา ภมู ิ่งศรี

27 นายรชฏ ทองนํา

28 นายรณธรี ์ หล่อตระกลู

29 นายรชั ชานนท์ ศรีทา

เลข 437
ท่ี ประเดน็
ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มน่ั ใน มจี ิต รวม ระดับ
ช่ือ-สกุล พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

30 นางสาววรรณศิริ พนั ธรุ ะ

31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์

32 นายวฒั นชยั บึงจันทร์

33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์

34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ

35 นายศุภกิตติ์ จันทรป์ ัททตั

36 นายสุเมธ กลุ ศรี

37 นางสาวสุวภทั ร ทพิ รกั ษ์

38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี

39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี

40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบตั ิ

41 นางสาวอิสรีย์ ชํานาญกิตติรฐั

42 นายปรญิ นนั ทโพธิ์เดช

43 นางสาวพรพิมล พร้อมพรง่ั

44 นายกรชนกกมล ราชเทียน

45 นายณชั พล พรหมบตุ ร

46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกุล

47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลศิ

เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)

438

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสงั เกตพฤติกรรมดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์

พฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพการประเมนิ

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. ใฝ่เรียนรู้ มคี วามตง้ั ใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา

เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ

เข้ารว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เลน่ ในขณะทค่ี รูสอน

ในเวลาที่ครูสอน และส่ง

เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น

บางคร้ัง

2. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งม่ันในการทาํ งาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มีจติ สาธารณะ
เห็นความสําคัญของสื่อ การ รว่ มกับผ้อู ืน่ ไดเ้ ปน็ บางคร้ัง ความสําคัญของสื่อการ

เรียนรทู้ ม่ี อี ยู่ เรียนรู้ และไม่ดูแลรักษา

มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ

การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ัติ หนา้ ท่ีการงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ

ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี

เพ่อื ให้งานสําเร็จ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ทํางานไม่

ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ สําเร็จได้ตามเป้าหมาย

ทํางานใหส้ าํ เรจ็ เท่าที่ควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่

สนใจงานทรี่ ับมอบหมาย

ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ

โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการทํางานท่ี

กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม

โรงเรียน ชมุ ชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้

โรงเรยี นหรอื ชมุ ชน ความเข้าร่วมมือในการ

เข้าร่วมกิจกรรมของ

โรงเรียนหรือชุมชน

439

แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน

เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ที่ ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคิด ทักษะชีวติ
ชอื่ -สกลุ การสอื่ สาร การแก้ปญั หา 321 12
321 321 321

1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร

2 นางสาวกฤตมิ า แสนวัง

3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์

4 นางสาวจิณห์นภิ า ภักดี

5 นางสาวจิดาภา ช่นื ชม

6 นายเจรญิ วิทย์ เพชรแสง

7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ

8 นายชานนท์ เชียงไฝ

9 นางสาวทฏิ ฐติ า วระศริ ิ

10 นายณภทั ร วนิ ยั แพทย์

11 นายธนวัฒน์ บวรดเิ รกลาภ

12 นางสาวธมกร วงษ์ศรวี อ

13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ

14 นางสาวนิรดา ปยุ้ ธนาวัฒน์

15 นางสาวบารมี ปา้ นภมู ิ

16 นางสาวบุญยานุช เดชยศดี

17 นางสาวปณั ฑารีย์ ไผป่ ้อง

18 นางสาวปลิ ันธา อ่อนรูท้ ่ี

19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพย์ชัยวรภทั ร์

20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ

21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี

22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ

23 นางสาวเพียงรพี คลงั แสง

24 นางสาวภาณุมาศ สวุ รรณ

25 นายภานวุ ัฒน์ วสิ งู เร

26 นางสาวเมษติ า ภูมิ่งศรี

27 นายรชฏ ทองนาํ

28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล

440

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคดิ ทกั ษะชวี ิต
ชื่อ-สกุล การสื่อสาร การแกป้ ญั หา 321 12
321 321 321

29 นายรชั ชานนท์ ศรที า

30 นางสาววรรณศิริ พนั ธรุ ะ

31 นางสาววรินธร อนุญาหงษ์

32 นายวัฒนชัย บึงจนั ทร์

33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์

34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ

35 นายศภุ กิตติ์ จันทร์ปทั ทตั

36 นายสเุ มธ กุลศรี

37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์

38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี

39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี

40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบัติ

41 นางสาวอิสรีย์ ชํานาญกิตตริ ฐั

42 นายปริญ นันทโพธ์เิ ดช

43 นางสาวพรพมิ ล พรอ้ มพร่ัง

44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น

45 นายณัชพล พรหมบตุ ร

46 นายปัญณกฤต วรกิจเกษมสกุล

47 นายเจษนยั ษ์ วงศ์เลศิ

เกณฑก์ ารให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงชือ่ ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)

441

แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผเู้ รียน

พฤติกรรม ระดับคณุ ภาพการประเมิน

1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
การสือ่ สาร มคี วามสามารถในการรบั ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
การคิด เข้าใจได้ เข้าใจของตนเองใหผ้ ู้อืน่ เข้าใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น

3. ความสามารถใน ไดเ้ ปน็ บางคร้งั เข้าใจได้
การแกป้ ัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทําให้

องค์ ความร้ไู ด้ เทา่ ที่ควร สรา้ งองค์ความร้ไู มไ่ ด้

มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี

อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่

คาํ นงึ ถึงผอู้ นื่ คํานงึ ถึงผอู้ ่นื เป็นบางครงั้ คํานงึ ถงึ ผ้อู ื่น

มีความสามารถในการปฏิบัติงาน ส า ม า ร ถ ป ฏ ิ บั ต ิ ง า น แ ล ะ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ

และทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุม่ ร่วมกับผูอ้ ืน่ ได้

อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น

บางคร้งั

442

แบบประเมินพฤติกรรมปฏิบัติงานกลุ่ม

เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วนั /เดอื น/ป…ี …………….
คาชแี้ จง : ทําเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลุม่

ระดบั คณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลมุ่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีส่วน การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
รว่ มมอื ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั ิงาน

ช่วยเหลือใน วางแผน คิดเห็น ตามบทบาท

การทางาน ภายในกลมุ่ หน้าท่ี

3 21321321321

เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่ือ………………………………………ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………………….)

443

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ตั ิงานกลุม่ เร่อื ง……………………………………..

พฤติกรรม ระดบั คณุ ภาพการประเมนิ

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)

1. การใหค้ วามรว่ มมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชิกบางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้

ช่วยเหลือในการทํางาน ทํางานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทํางานเปน็ อย่าง ความรว่ มมือในการทํางาน

สมาชกิ ในกลุ่มเอารัดเอาเปรยี บกัน

2. การมีสว่ นร่วมใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มีความรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว าง
การวางแผน
ปฏิบตั งิ านกลุ่มเปน็ อยา่ งดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เห็นภายในกลมุ่ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกว่า 2 คน ทีไ่ ม่ให้ความร่วม

4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความร่วมมือ
บทบาทหน้าท่ี
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ

ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคดิ เห็น และไม่มีการ

การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ

ยอมรับมากทสี่ ุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คดิ เห็นทีม่ ีผูค้ นยอมรบั มากท่ีสดุ

ที่สุด

มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ี มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท

ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง

และถกู ต้อง เหมาะสมและถกู ต้องโดยทีไ่ ม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี

มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ

มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม

หนา้ ท่ี หนา้ ที่

444

ใบงานท่ี 4 การเปลี่ยนแปลงในระยะเอ็มบรโิ อของสตั ว์

ชอ่ื ………………………………………………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขที่ ………….

คำชแี้ จง : ระบรุ ะยะของเอ็มบรโิ อจากภาพสไลด์ พร้อมอธบิ ายลกั ษณะที่สำคัญของระยะดงั กล่าว

เอม็ บริโอระยะ .........................................................
ลกั ษณะท่ีสำคญั .......................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................

เอ็มบริโอระยะ .........................................................
ลักษณะที่สำคญั .......................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................

เอ็มบริโอระยะ .........................................................
ลักษณะท่ีสำคัญ .......................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................
..................................................................................


Click to View FlipBook Version