95
22.4 ระยะไฮเพอรโ์ พลาไรเซชัน(Hyperpolarization)…………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
23. จากภาพการเกดิ แอคชนั โพเทนเชยี ลทแ่ี อกซอน จงเติมชื่อระยะการเกิดให้สมั พันธก์ ับหมายเลข
หมายเลข 1 ระยะ ………………………………………………………………
หมายเลข 2 ระยะ ………………………………………………………………
หมายเลข 3 ระยะ ………………………………………………………………
หมายเลข 4 ระยะ ………………………………………………………………
24.เยอื่ ไมอลี นิ เก่ียวข้องกบั ความเร็วของกระแสประสาทหรือไม่อย่างไร
……………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………
25. ความเร็วขของกระแสประสาทขน้ึ กับปัจจยั ใดบ้าง …………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
26. การไซแนปส์ คือ …………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
27. ไซแนปส์ แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ได้แก่
…………………………………………………………………………………………………
28. ไซแนปส์เคม(ี chemical synapse) พบที่ …………………………………………………………………………………………
29. สรุปการทาํ งานของไซแนปส์เคมี …………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
30. สารสอ่ื ประสาท (neurotransmitter) คือ ……………………………………………………………………………………
31. จงบอกชนดิ ของสารสื่อประสาทมาอย่างน้อย 3 ชนดิ ……………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
32. สารส่ือประสาทในการทดลองของออทโต ลอวิ คือ ………………………………………………………………………….
33. ไซแนปส์ไฟฟ้า (electrical synapse)พบที่ ………………………………………………………………………………………
34. ไซแนปส์ไฟฟ้าและไซแนปสเ์ คมีแตกต่างกันอยา่ งไร …………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ไซแนปส์ …………………………. ไซแนปส์ ………………………….
96
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1.2 เรื่อง โครงสร้างและการทำงานของเซลลป์ ระสาท
คำช้แี จง : ใหน้ กั เรียนเลือกคําตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ขอ้ ใดเรยี งลาํ ดับววิ ัฒนาการของระบบประสาทของสตั ว์จาก ค. 3 สว่ น คือ ตัวเซลล์ (cell body) เสน้ ใย
สงู ไปต่ําได้ถกู ต้อง ประสาท (nerve fiber) เซลล์คา้ํ จนุ (glia cell)
ก. ร่างแหป่ ระสาท (nerve net) ---> วงแหวนประสาท ง. 4 สว่ น คือ ตัวเซลล์ (cell body) เสน้ ใย
(nerve ring) ---> เสน้ ประสาทสาทขนาดใหญ่ (nerve cord) ประสาท (nerve fiber) เดนไดรต์ (dendrite) แอก
---> เสน้ ประสาทขนาดใหญ่ดา้ นท้อง (ventral nerve cord) ซอน (axon)
---> เส้นประสาทขนาดใหญ่ด้านหลงั (dorsal nerve cord) 3. ถา้ จัดประเภทเซลล์ประสาทตามรปู รา่ ง หรอื
ข. เส้นประสาทขนาดใหญ่ดา้ นหลัง (dorsal nerve จํานวนเสน้ ใยประสาท สามารถจาํ แนกไดก้ ่ปี ระเภท
cord) ---> เสน้ ประสาทขนาดใหญ่ด้านท้อง (ventral nerve อะไรบ้าง
cord) ---> เสน้ ประสาทสาทขนาดใหญ่ (nerve cord) --->
วงแหวนประสาท (nerve ring) ---> ร่างแหป่ ระสาท ก. 3 ประเภท คือ เซลลป์ ระสาทรบั ความรสู้ ึก
(nerve net) เซลล์ประสาทสองข้วั เซลลป์ ระสาทส่ังการ
ค. รา่ งแหป่ ระสาท (nerve net) ---> วงแหวน ข. 3 ประเภท คอื เซลลป์ ระสาทขวั้ เดียว เซลล์
ประสาท (nerve ring) ---> เส้นประสาทสาทขนาดใหญ่ ประสาทสองขั้ว เซลล์ประสาทประสานงาน
(nerve cord) ---> เสน้ ประสาทขนาดใหญด่ ้านหลงั
(dorsal nerve cord) ---> เสน้ ประสาทขนาดใหญด่ ้านทอ้ ง ค. 3 ประเภท คือ เซลล์ประสาทขั้วเดยี ว เซลล์
(ventral nerve cord) ประสาทสองขัว เซลลป์ ระสาทหลายขวั้
ง. เส้นประสาทขนาดใหญ่ด้านหลงั (dorsal nerve ง. 3 ประเภท คอื เซลล์ประสาทขว้ั เดยี ว เซลล์
cord) ---> เสน้ ประสาทขนาดใหญด่ า้ นท้อง (ventral nerve ประสาทประสาทงาน เซลล์ประสาทสองขัว้
4. เซลล์ประสาททีพ่ บในปมประสาทรากบนไขสนั
cord) ---> วงแหวนประสาท (nerve ring) ---> หลัง (dorsal root ganglia) คือข้อใด
เสน้ ประสาทสาทขนาดใหญ่ (nerve cord) ---> ร่างแห่ประสาท ก. ข.
(nerve net)
2. เซลลป์ ระสาท (neuron) มสี ่วนประกอบทสี่ ําคญั ก่สี ่วน
อะไรบ้าง
ก. 2 ส่วน คือ ตวั เซลล์ (cell body) เสน้ ใยประสาท ค. ง.
ข. 2 ส่วน คือ เดนไดรต์ (dendrite) แอกซอน (axon)
5. จากภาพ ขณะทเี่ ซลล์ประสาทมกี ระแสประสาทเคลื่อนท่ี 97
ผา่ นเซลลป์ ระสาท มกี ารเปลี่ยนแปลงเปน็ ลาํ ดบั ตามขอ้ ใด
7. พิจารณากราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟา้
ของเซลลป์ ระสาทในระยะตา่ ง ๆ ตอ่ ไปนี้
ก. I ----> III ----> II ----> IV ก. ระยะ repolarization Na+ จากภายนอก
ข. I ----> IV ----> III ----> II เซลล์ไหลเขา้ มาภายในเซลล์
ค. I ----> II ----> III ----> IV
ง. II ----> I ----> IV ----> III ข. ระยะ repolarization K+ จากภายในเซลล์
6. จากภาพ ในสภาพใดของเยอ่ื หุ้มเซลลท์ ่เี กิดขั้นตอนไฮเปอร์ ไหลออกไปภายนอกเซลล์
โพลาไรเซชนั (hyperpolarization)
ค. ระยะ hyperpolarization Na+ จากภายนอก
เซลลไ์ หลเขา้ มาภายในเซลล์
ง. ระยะ hyperpolarization K+ จากภายใน
เซลล์ไหลออกไปภายนอกเซลล์
8. พจิ ารณากราฟแสดงการเกิดแอกชนั โพเทนชยี ล
(action potential) ตอ่ ไปนี้ ข้อใดต่อไปน้เี ป็นการ
เปลย่ี นแปลงท่เี กิดขน้ั บรเิ วณหมายเลข 3
ก. ภาพ I ข. ภาพ II ก. ประตู Na+ เปิด ประตู K+ ปดิ โซเดียม-
ค. ภาพ III ง. ภาพ IV โพแทสเซียมป๊ัม ไม่มกี ารทํางาน
ข. ประตู Na+ เปดิ ประตู K+ ปิด โซเดียม-
โพแทสเซยี มป๊ัม ทาํ งาน
ค. ประตู Na+ และประตู K+ เปิด โซเดยี ม-
โพแทสเซียมปั๊ม ทาํ งาน
ง. ประตู Na+ และประตู K+ ปิด โซเดียม-
โพแทสเซยี มป๊ัม ทํางาน
98
9. เซลล์ประสาทในข้อใดต่อไปน้จี ะมีอัตราการสง่ กระแส
ประสาทภายในเซลลป์ ระสาทเร็วท่สี ุด
ก. เซลล์ประสาท A ไม่มเี ยอ่ื ไมอลี ินหุ้มแอกซอน
มเี ส้นผา่ นศูนย์กลาง 10 ไมโครเมตร
ข. เซลล์ประสาท B ไม่มีเย่อื ไมอีลินหุ้มแอกซอน
มเี สน้ ผ่านศนู ย์กลาง 100 ไมโครเมตร
ค. เซลลป์ ระสาท C มเี ย่ือไมอีลนิ หุม้ แอกซอน
มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ไมโครเมตร
ง. เซลล์ประสาท D มเี ยอื่ ไมอีลนิ หมุ้ แอกซอน
มเี ส้นผ่านศูนยก์ ลาง 100 ไมโครเมตร
10. ขอ้ ใดต่อไปน้ีเกย่ี วข้องน้อยทสี่ ุดกบั การเกิดไซแนปสเ์ คมี
(chemical synapse) ทีป่ ลาย axon terminal ของเซลล์ประสาท
ก. ชอ่ งประตู Ca2+
ข. ชอ่ งประตู Na+
ค. เอนไซม์ท่ีทําหนา้ ทีส่ ลายสารสอ่ื ประสาท
ง. ไมโครทวิ บูล (microtubules)
เฉลย 1. ข 2. ก 3. ค 4. ข 5. ข
6. ข 7. ง 8. ข 9. ง 10. ข
99
แบบทดสอบหลังเรียน
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1.2 เรอ่ื ง โครงสรา้ งและการทำงานของเซลล์ประสาท
คำช้ีแจง : ให้นกั เรยี นเลือกคําตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. ขอ้ ใดเรียงลาํ ดับวิวัฒนาการของระบบประสาทของสัตว์จาก ค. 3 ส่วน คอื ตวั เซลล์ (cell body) เสน้ ใย
สูงไปต่ําไดถ้ กู ตอ้ ง ประสาท (nerve fiber) เซลล์ค้าํ จุน (glia cell)
ก. เส้นประสาทขนาดใหญ่ด้านหลงั (dorsal nerve ง. 4 ส่วน คือ ตัวเซลล์ (cell body) เสน้ ใย
cord) ---> เส้นประสาทขนาดใหญ่ด้านทอ้ ง (ventral nerve ประสาท (nerve fiber) เดนไดรต์ (dendrite) แอก
cord) ---> เส้นประสาทสาทขนาดใหญ่ (nerve cord) ---> ซอน (axon)
วงแหวนประสาท (nerve ring) ---> ร่างแห่ประสาท
(nerve net) 3. ถา้ จดั ประเภทเซลล์ประสาทตามรปู ร่าง หรือ
จํานวนเส้นใยประสาท สามารถจาํ แนกไดก้ ่ีประเภท
ข. รา่ งแหป่ ระสาท (nerve net) ---> วงแหวนประสาท อะไรบา้ ง
(nerve ring) ---> เสน้ ประสาทขนาดใหญ่ (nerve cord)
---> เสน้ ประสาทขนาดใหญด่ า้ นท้อง (ventral nerve cord) ก. 3 ประเภท คอื เซลลป์ ระสาทรับความรู้สึก
---> เส้นประสาทขนาดใหญด่ ้านหลงั (dorsal nerve cord) เซลล์ประสาทสองข้ัว เซลลป์ ระสาทส่ังการ
ค. รา่ งแห่ประสาท (nerve net) ---> วงแหวน ข. 3 ประเภท คอื เซลล์ประสาทขั้วเดียว เซลล์
ประสาท (nerve ring) ---> เส้นประสาทขนาดใหญ่ ประสาทสองขว้ั เซลลป์ ระสาทหลายข้วั
(nerve cord) ---> เสน้ ประสาทขนาดใหญ่ดา้ นหลงั ค. 3 ประเภท คือ เซลลป์ ระสาทข้วั เดยี ว เซลล์
(dorsal nerve cord) ---> เสน้ ประสาทขนาดใหญด่ ้านทอ้ ง ประสาทสองขว้ั เซลล์ประสาทประสานงาน
ง. 3 ประเภท คือ เซลล์ประสาทขวั้ เดียว เซลล์
(ventral nerve cord)
ง. เสน้ ประสาทขนาดใหญ่ดา้ นหลัง (dorsal nerve ประสาทประสาทงาน เซลล์ประสาทสองข้วั
cord) ---> เส้นประสาทขนาดใหญด่ ้านทอ้ ง (ventral nerve 4. เซลลป์ ระสาททีพ่ บในปมประสาทรากบนไขสัน
cord) ---> วงแหวนประสาท (nerve ring) ---> หลงั (dorsal root ganglia) คือข้อใด
เส้นประสาทขนาดใหญ่ (nerve cord) ---> รา่ งแหป่ ระสาท ก. ข.
(nerve net)
2. เซลลป์ ระสาท (neuron) มีสว่ นประกอบทส่ี ําคัญกสี่ ว่ น
อะไรบา้ ง
ก. 2 สว่ น คอื ตัวเซลล์ (cell body) เสน้ ใยประสาท ค. ง.
ข. 2 ส่วน คอื เดนไดรต์ (dendrite) แอกซอน (axon)
5. จากภาพ ขณะทเี่ ซลลป์ ระสาทมีกระแสประสาทเคลื่อนที่ 100
ผา่ นเซลล์ประสาท มกี ารเปลยี่ นแปลงเปน็ ลาํ ดับตามขอ้ ใด
7. พจิ ารณากราฟแสดงการเปล่ียนแปลงศักย์ไฟฟา้
ของเซลลป์ ระสาทในระยะตา่ ง ๆ ต่อไปน้ี
ก. I ----> III ----> II ----> IV ก. ระยะ repolarization Na+ จากภายนอก
ข. I ----> IV ----> III ----> II เซลลไ์ หลเขา้ มาภายในเซลล์
ค. I ----> II ----> III ----> IV
ง. II ----> I ----> IV ----> III ข. ระยะ repolarization K+ จากภายในเซลล์
6. จากภาพ ในสภาพใดของเย่ือหุ้มเซลลท์ ี่เกดิ ขน้ั ตอนไฮเปอร์ ไหลออกไปภายนอกเซลล์
โพลาไรเซชัน (hyperpolarization)
ค. ระยะ hyperpolarization Na+ จากภายนอก
เซลลไ์ หลเข้ามาภายในเซลล์
ง. ระยะ hyperpolarization K+ จากภายใน
เซลล์ไหลออกไปภายนอกเซลล์
8. พิจารณากราฟแสดงการเกิดแอกชนั โพเทนชยี ล
(action potential) ตอ่ ไปนี้ ข้อใดตอ่ ไปน้เี ป็นการ
เปลย่ี นแปลงทีเ่ กดิ ขัน้ บรเิ วณหมายเลข 3
ก. ภาพ I ข. ภาพ II ก. ประตู Na+ เปดิ ประตู K+ ปดิ โซเดียม-
ค. ภาพ III ง. ภาพ IV โพแทสเซยี มป๊ัม ไม่มกี ารทํางาน
ข. ประตู Na+ เปิด ประตู K+ ปดิ โซเดยี ม-
โพแทสเซียมป๊ัม ทาํ งาน
ค. ประตู Na+ และประตู K+ เปิด โซเดยี ม-
โพแทสเซียมปั๊ม ทํางาน
ง. ประตู Na+ และประตู K+ ปิด โซเดียม-
โพแทสเซียมปั๊ม ทาํ งาน
101
9. ข้อใดต่อไปนีเ้ เก่ยี วข้องน้อยที่สุดกบั การเกดิ ไซแนปสเ์ คมี
(chemical synapse) ท่ปี ลาย axon terminal ของเซลลป์ ระสาท
ก. ช่องประตู Ca2+
ข. ชอ่ งประตู Na+
ค. เอนไซมท์ ่ีทําหนา้ ทส่ี ลายสารส่อื ประสาท
ง. ไมโครทิวบลู (microtubules)
10. เซลล์ประสาทในข้อใดต่อไปนีจ้ ะมีอตั ราการส่งกระแส
ประสาทภายในเซลล์ประสาทเรว็ ท่สี ดุ
ก. เซลล์ประสาท A ไม่มเี ยอ่ื ไมอีลนิ หุ้มแอกซอน
มเี สน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 10 ไมโครเมตร
ข. เซลลป์ ระสาท B ไม่มีเยอื่ ไมอลี นิ หมุ้ แอกซอน
มีเส้นผา่ นศนู ย์กลาง 100 ไมโครเมตร
ค. เซลล์ประสาท C มเี ย่ือไมอีลนิ หุ้มแอกซอน
มีเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง 10 ไมโครเมตร
ง. เซลล์ประสาท D มเี ยอื่ ไมอีลนิ หมุ้ แอกซอน
มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ไมโครเมตร
เฉลย 1. ง 2. ก 3. ข 4. ข 5. ข
6. ข 7. ง 8. ข 9. ข 10. ง
102
103
104
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 3 รหสั วชิ า ว32243
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
รายวิชาชีววิทยา
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 ช่ัวโมง
บทที่ 1 เรือ่ งระบบประสาทและอวัยวะรบั ความร้สู ึก 3 ชว่ั โมง
หนว่ ยการจัดการเรียนรูท้ ี่ 1.3 เรอื่ ง ศนู ยค์ วบคุมระบบประสาทของมนุษย์
ภาคเรียนที่ 2/2564
และการทำงานของระบบประสาท
ช่ือครผู สู้ อน นางสาวภควดี อ่อนสรุ ะทุม
สาระชีววทิ ยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปล่ียนแก๊ส การลําเลียงสาร
และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเตมิ
ม.5 • อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับโครงสร้างของระบบ • ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งได้เป็น 2 ระบบ ตาม
ประสาทสว่ นกลางและระบบประสาทรอบนอก ตําแหน่งและโครงสร้าง คือ ระบบประสาท ส่วนกลาง
• สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของส่วน ได้แกส่ มองและไขสันหลงั และระบบ ประสาทรอบนอก
ต่าง ๆ ในสมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง สมองส่วน ได้แก่ เส้นประสาทสมอง และเส้นประสาทไขสันหลงั
หลงั และไขสนั หลัง • สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ สมองส่วนหน้า สมอง
•สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอย่าง ส่วนกลางและสมองส่วนหลังสมองแต่ละส่วน จะ
การทํางานของระบบประสาทโซมาติก และระบบ ควบคุมการทํางานของร่างกายแตกต่างกัน โดยมี
ประสาทอัตโนวัติ เส้นประสาทที่แยกออกจากสมอง 12 คู่ ไปยังอวัยวะ
ต่างๆ ซึ่งบางคู่ทําหน้าที่รับความรู้สึก เข้าสู่สมอง หรือ
นําคาํ สงั่ จากสมองไปยังหนว่ ย ปฏิบตั ิงาน หรือทาํ หน้าท่ี
ทัง้ สองอยา่ ง
• ไขสนั หลงั เป็นส่วนทตี่ ่อจากสมองอยภู่ ายในกระดูกสัน
หลัง และมีเส้นประสาทแยกออกจาก ไขสันหลังเป็นคู่
ซึ่งทําหน้าที่ประมวลผลการ ตอบสนองโดยไขสันหลัง
เช่น การเกิดรีเฟล็กซ์ ชนิดต่าง ๆ และการถ่ายทอด
กระแสประสาท ระหวา่ งไขสันหลังกบั สมอง
• เส้นประสาทไขสนั หลังทุกคู่จะทําหน้าที่รับ ความรู้สึก
เขา้ ส่ไู ขสันหลงั และนําคาํ ส่งั ออกจาก ไขสันหลงั
105
• ระบบประสาทรอบนอกส่วนที่สั่งการแบ่งเป็น ระบบ
ประสาทโซมาติกซึ่งควบคุมการทํางาน ของกล้ามเน้ือ
โครงร่างและระบบประสาทอัตโนวัติ ซึ่งควบคุมการ
ทํางานของกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อเรียบ และต่อม
ต่าง ๆ
• ระบบประสาทอัตโนวัติแบ่งการทํางานเป็น 2 ระบบ
คือ ระบบประสาทซิมพาเทติก และระบบประสาท
พาราซิมพาเทติก ซึ่งส่วนใหญ่ทํางานตรงกันข้าม เพ่ือ
รกั ษาดลุ ยภาพของกระบวนการตา่ ง ๆ ในร่างกาย
1. กาหนดเปา้ หมายของการจดั การเรยี นรู้
1.1 สาระการเรยี นร้/ู เนอ้ื หาการเรยี นรู้
เร่ืองที่ 3 เรื่อง ศนู ยค์ วบคุมระบบประสาทของมนษุ ย์ และการทางานของระบบประสาท
1) ศนู ยค์ วบคุมระบบประสาทของมนุษย์
2) การทาํ งานของระบบประสาท
1.2 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอดของเรอ่ื งทีเ่ รียน
ศนู ยค์ วบคุมระบบประสาทแบง่ ออกเปน็ 2 ส่วน ดงั นี้
- สมอง บรรจุอยู่ในกระโหลกศีรษะ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สมองส่วนหน้าประกอบด้วย
เซรีบรัมทำหน้าที่ควบคุมความคิดและการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ไฮโพทาลามัสทำหน้าท่ี
ควบคุมอุณหภูมิ การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด และความต้องการพื้นฐานของร่างกาย
ทาลามสั ทำหน้าทีเ่ ปน็ ศนู ยร์ วบรวมกระแสประสาทเข้าและออก และแยกกระแสประสาทส่งไปยัง
สมองส่วนต่าง ๆ สมองส่วนกลาง คือ ออพติกโลบทำหน้าที่ควบคุมการเคล่ือนไหวของลูกตาและ
การปิดเปิดของรูม่านตาเมื่อได้รับแสง สมองส่วนท้ายประกอบด้วยเซรีเบลลัมทำหน้าที่ควบคุม
การเคลื่อนไหวและการทรงตัวของร่างกาย เมดัลลาออบลองกาตาทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน
ของระบบประสาทอตั โนมัติ พอนสท์ ำหน้าทคี่ วบคมุ การเค้ียว การหลัง่ นำ้ ลาย การเคลื่อนไหวของ
ใบหน้า และการหายใจ สมองมีเส้นประสาทแยกออกมา 12 คู่ ทำหน้าที่รับความรู้สึก (คู่ที่ 1 2
และ 8) ส่งั การ (คู่ท่ี 3 4 6 11 และ 12) หรอื รับความรสู้ ึกและสงั่ การ (คู่ที่ 5 7 9 และ 10)
- ไขสันหลัง เป็นระบบประสาทท่ีตอ่ มาจากสมอง อยู่ภายในกระดูกสันหลังตั้งแต่ข้อแรกถึงกระดกู
บั้นเอวข้อที่ 2 และมีเส้นประสาทไขสันหลังแยกออกมา 31 คู่ ได้แก่ เส้นประสาทบริเวณคอ 8 คู่
เสน้ ประสาทบรเิ วณอก 12 คู่ เส้นประสาทบริเวณเอว 5 คู่ เส้นประสาทบริเวณกระเบนเหนบ็ 5 คู่
และเส้นประสาทบรเิ วณก้นกบ 1 คู่
106
การทำงานของระบบประสาทแบง่ ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนรับความรู้สึกและส่วนสั่งการ ซึ่ง
สว่ นส่ังการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ระบบ ไดแ้ ก่
- ระบบประสาทโซมาติก เป็นระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ ถูกสั่งการโดยสมองส่วนเซรีบรัม
แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่ รีเฟล็กซ์แอกชันเป็นการทำงานของระบบประสาทผ่านไขสันหลัง
เพยี งอยา่ งเดียว และรเี ฟลก็ อารก์ เป็นการทำงานของระบบประสาททีผ่ า่ นไขสันหลงั และสมอง
- ระบบประสาทอัตโนวัติ เป็นระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ
อวัยวะที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่ ระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบ
ประสาทพาราซมิ พาเทติก ซึง่ ระบบประสาท 2 ระบบนีจ้ ะทำงานในสภาวะทต่ี รงขา้ มกัน
1.3 จุดประสงค์การเรยี นรู้ : เมอ่ื ผเู้ รยี นจบกิจกรรมการเรยี นรู้ ผู้เรียนสามารถ
ดา้ นความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายและสรุปเกี่ยวกับโครงสร้าง
(K: Knowledge) ของระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทรอบ
นอกสบื ค้นข้อมูล
ดา้ นกระบวนการ - นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของสว่ น
(P: Process) ตา่ งๆ ของสมอง และไขสันหลงั
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ - นักเรียนสามารถอธบิ ายการทํางานของระบบประสาท
(A: Attribute) โซมาตกิ และระบบประสาทอัตโนวัติ
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - นักเรียนสามารถสืบค้นขอ้ มูล อธบิ ายการทาํ งานของ
(Sc.P: Science Process Skill) ระบบประสาทโซมาติกและระบบประสาทอัตโนวัติ
การทาํ งานร่วมกับผู้อ่ืน, รับผดิ ชอบตอ่ การทาํ งาน,
การสงั เกต แสดงความคิดเห็น, นาํ เสนอผลงานหน้าช้ันเรียนได้
การวดั
การคํานวณ/การใชต้ วั เลข การลงความเหน็ จากข้อมูล
การจาํ แนกประเภท การกาํ หนดและควบคุมตัวแปร
การจดั กระทาํ และสือ่ ความหมายข้อมูล การกําหนดนิยามเชงิ ปฏบิ ัติ
การหาความสมั พันธร์ ะหว่างสเปสกับสเปส การตงั้ สมมตฐิ าน
และสเปสกบั เวลา การทดลอง
การตคี วามหมายข้อมูล
การสร้างแบบจาํ ลอง
107
การพยากรณ/์ การทํานาย
2. การจดั กิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กิจกรรมการเรยี นรู้แบบเชงิ รุก (Active Learning)
ชว่ั โมงท่ี 1 - 2
ขน้ั ที่ 1 ข้ันกระตนุ้ ความสนใจ (Engagement
1. นำวดิ ีทศั น์แสดงการพฒั นาของสมองและไขสันหลงั มาใช้ประกอบการสอน
https://www.youtube.com/watch?v=GN626O1iq30
2. แล้วถามคำถามเกีย่ วกับการพฒั นาของสมองและไขสนั หลงั จากวีดิทศั นท์ ี่นำมา
ประกอบการสอน เชน่
- เมอ่ื เอม็ บริโอมีอายุเพิม่ มากข้ึน นิวรัลทิวบ์มีการพฒั นาอย่างไร
(แนวคำตอบ : นิวรัลทวิ บ์เปน็ โครงสรา้ งทพ่ี บในระยะเอม็ บรโิ อของสตั ว์มกี ระดูกสนั หลงั มีลักษณะเปน็
หลอดกลวง ซึง่ จะพฒั นาเปน็ สมองและไขสันหลัง โดยส่วนหน้าของนวิ รลั ทิวบจ์ ะพฒั นาเป็นสมอง และส่วนท้าย
ของนิวรลั ทวิ บ์จะพัฒนาเป็นไขสนั หลัง)
- เม่อื ทารกในครรภ์มีอายุเพ่ิมมากขน้ึ สมองส่วนใดมีการพฒั นามากทส่ี ดุ
(แนวคำตอบ : สมองสว่ นหนา้ มพี ฒั นาการมากทส่ี ุด)
ขน้ั ที่ 2 ขั้นสารวจคน้ หา (Exploration)
108
1. แบง่ นกั เรยี นเป็นกลมุ่ ย่อย ๆ กลุม่ ละ 5 คน โดยใชผ้ ลทางการเรียนจัดนกั เรยี นตามระดบั
ความสามารถสงู ปานกลาง และคละกนั ในอัตราส่วน 1 : 2 : 2 เพอ่ื ศกึ ษาศูนย์ควบคุมระบบประสาทของ
มนุษย์ และการทํางานของระบบประสาท ให้สมาชิกในทีมทาํ หน้าท่ดี ังนี้
- ผนู้ ํากลมุ่ ทําหนา้ ท่ีควบคุมดูแลการทํางานให้ลลุ ่วง กระตุ้นเตอื นและใหก้ ําลังใจ
สมาชกิ รับเอกสารจากครู และรวบรวมงานสง่ ครู
- ผบู้ นั ทึก ทาํ หน้าทจี่ ดบันทึกขอ้ ตกลง สรุปผลการทาํ งานและรายงานผล
- ผ้ชู ี้แนะ ทาํ หนา้ ทขี่ ยายความรู้เพ่มิ เติมความคดิ
- ผตู้ รวจสอบ ทําหน้าที่ตรวจสอบความเข้าใจในบทเรยี นของสมาชิกให้ทุกคน
สามารถอธิบายได้เหมือนกัน
2. นกั เรียนแต่ละคนทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน เรอื่ ง ศนู ยค์ วบคุมระบบประสาทของมนษุ ย์
และการทํางานของระบบประสาท
3. ครนู ําเสนอบทเรียน โดยครูสอนความรู้แกน่ ักเรียนทั้งชนั้ ประกอบกับส่ือการสอน เพ่ือให้
นักเรียนเกิดความสนใจและเกิดการเรยี นรรู้ วดเร็วข้ึน
4. นักเรียนนักเรียนแต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่กันไปศึกษาแบบจำลองสมองของสัตว์กลุ่มต่าง ๆ
ดังนี้
- สมองของสัตว์สะเทนิ นำ้ สะเทินบก - สมองของปลา
- สมองของสัตว์เล้ือยคลาน - สมองของสตั วป์ กี
- สมองของสัตว์เลี้ยงลูกดว้ ยนำ้ นม - สมองของมนุษย์
∆ แบบจำลองสมองของกบ ∆ แบบจำลองสมองของฉลาม ∆ แบบจำลองสมองของสัตว์เล้อื ยคลาน
∆ แบบจำลองสมองของนก ∆ แบบจำลองสมองของสนุ ขั ∆ แบบจำลองสมองของมนษุ ย์
109
5. นักเรียนแตล่ ะคนทถี่ กู แบง่ หน้าทีไ่ ปศึกษาแบบจำลองสมองของสัตว์กลุ่มตา่ ง ๆ กลับมา
รวมกลุ่มของตนเอง แล้วอธิบายใหเ้ พอ่ื นในกลมุ่ ฟังเก่ยี วกับแบบจำลองทต่ี นเองไดไ้ ปศกึ ษา
6. สุ่มเลอื กนกั เรียน 5 กล่มุ ออกมาอธิบายแบบจำลองสมองของสัตวก์ ล่มุ ต่าง ๆ ได้แก่ สตั ว์
สะเทนิ นำ้ สะเทนิ บก ปลา สัตว์เลือ้ ยคลาน สตั ว์ปีก สตั ว์เลีย้ งลกู ด้วยน้ำนม และมนุษย์ โดยระหว่างทีน่ กั เรยี น
นำเสนอใหน้ ักเรียนในชั้นเรยี นรว่ มกนั เสนอแนะ และครูคอยเพิ่มเติมประเดน็ ทขี่ าดหายไป
7. อธิบายให้นกั เรยี นฟังวา่ สตั วแ์ ต่ละกลมุ่ มีพฒั นาการของสมองแตกตา่ งกนั เชน่ ฉลามมี
สมองส่วน อัลแฟกทอรีบัลบ์ขนาดใหญเ่ พ่ือประมวลผลเกีย่ วกับการรบั กล่ิน ทำให้ฉลามมจี มกู ไวและล่าเหย่อื
ไดด้ ี กบมสี มองสว่ นออพตกิ โลบขนาดใหญ่เพือ่ ชว่ ยประมวลผลเกย่ี วกับการรบั ภาพ ทำใหก้ บมองเหน็
การเคล่อื นไหวของเหยอื่ ได้ดี นกมสี มองส่วนเซรีเบลลมั เจริญมากทำหนา้ ทีช่ ่วยควบคมุ และประสาน การ
เคลือ่ นที่และการทรงตวั ทำให้นกบนิ เคล่ือนทีใ่ น 3 มติ ิได้ มนษุ ย์มีสมองส่วนเซรีบรัมเจริญดมี ากทำใหใ้ ช้
ความคิดและความจำได้ดกี วา่ สตั ว์กลุ่มอืน่ ๆ
8. อธบิ ายให้นักเรยี นฟงั วา่ ปรมิ าณรอยหยกั ในสมองทำใหพ้ น้ื ทผ่ี ิวของสมองเพม่ิ มากขึน้
เน่ืองจากเน้อื สีเทาของสมองอยูส่ ว่ นนอก สตั วท์ ี่มีรอยหยักบนสมองมากจะมีพ้นื ที่ผวิ ของเน้ือสเี ทามา
หมายความวา่ มีจำนวนเซลลป์ ระสาทมาก ทำใหส้ ัตว์มกี ารเรียนรแู้ ละความฉลาดมากกวา่ สำหรบั สดั ส่วนของ
นำ้ หนกั สมองตอ่ นำ้ หนกั ตวั เป็นเครอ่ื งบง่ ชค้ี รา่ ว ๆ ว่า ถ้ามสี มองขนาดใหญ่เม่อื เทยี บกับนำ้ หนักตวั มีแนวโนม้
ว่าจะมเี ซลล์ประสาทมากกว่าและฉลาดกว่า แตไ่ มจ่ ำเปน็ เสมอไป
9. ถามคำถามเพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เชน่
- สตั ว์เลย้ี งลกู ด้วยนำ้ นมมีพัฒนาการของสมองส่วนใดมากกวา่ สตั ว์กลมุ่ อน่ื ๆ และสมองสว่ นนั้นมี
ความสำคัญอย่างไร
(แนวคำตอบ : สมองสว่ นหน้า ซึง่ มีบทบาทเกยี่ วกับการเรียนรู้ ทำใหม้ คี วามฉลาดมากขนึ้ )
- สตั ว์ทม่ี ีวิวัฒนาการสงู ขนึ้ สมองมพี ฒั นาการแตกตา่ งจากสตั วท์ ีม่ ีวิวฒั นาการต่ำกว่าอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : สตั ว์ท่มี วี ิวัฒนาการสงู จะมสี มองส่วนหน้าและสมองส่วนหลงั พฒั นาดกี ว่าสตั วท์ ี่ม
ววิ ัฒนาการตำ่ กว่า แต่สมองส่วนกลางจะมพี ฒั นาการนอ้ ยกว่า)
- สตั วแ์ ตล่ ะกลมุ่ มีสมองสว่ นใดเจริญมากท่สี ดุ เพราะเหตุใด
(แนวคำตอบ : กบมีสมองส่วนออพติกโลบเจริญดเี พื่อช่วยประมวลผลเกี่ยวกับการรบั ภาพทำให้
มองเหน็ การเคลือ่ นไหวของเหยือ่ ได้ดี ฉลามมสี มองส่วนอัลแฟกทอรบี ัลบ์เจริญดีเพ่ือประมวลผลเกยี่ วกับการรับ
กล่นิ ทำให้ฉลามมจี มกู ไวและลา่ เหย่ือไดด้ ี นกมสี มองส่วนเซรเี บลลมั เจริญดีเพอ่ื ช่วยควบคมุ และประสานการ
เคลอ่ื นท่แี ละการทรงตัว ทำให้นกบินเคล่ือนทใ่ี น 3 มติ ิได้ สัตวม์ ีกระดกู สันหลงั มสี มองสว่ นเซรีบรมั เจรญิ ดีมีทำ
ใหใ้ ช้ความคิดและความจำได้ดี)
110
10. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม (กลุม่ จากชั่วโมงที่ 1) ศึกษาหนา้ ท่ีของสมองส่วนต่าง ๆ ของมนุษย์
จากแบบจาํ ลองหรือจากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ชีววทิ ยา เล่ม 1 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6
11. นักเรียนแต่ละกลุ่มวาดภาพสมองส่วนต่าง ๆ ลงในกระดาษ A4 ระบุตําแหน่งของ
สมองส่วนต่าง ๆ พร้อมอธิบายหน้าที่ของสมองแต่ละส่วน สุ่มเลือกนักเรียน 3 กลุ่ม นําเสนอภาพวาด
สมองส่วนตา่ ง ๆ
12. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า สมองแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ
ดงั นี้
- เซรีบรัม เป็นสมองส่วนหน้า มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยักเป็นจํานวนมาก ทําหน้าที่ควบคุมความคิด
ความจํา สติปัญญา การทํางานต่างๆ เช่น การสัมผัส การมองเห็น การได้ยิน การรับรส การดมกลิ่น
การทํางานของกล้ามเนือ้ โดยสมองสว่ นเซรีบรมั ยังแบง่ ออกเป็น 4 สว่ น ดังนี้
• ฟรอนทัลโลบ ทําหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจํา สติปัญญา
และความรู้สึก
• เท็มพอรัลโลบ ทําหน้าที่ควบคมุ การไดย้ ินและการดมกลน่ิ
• ออกซิพทิ ัลโลบ ทาํ หนา้ ท่คี วบคุมการมองเห็น
• พาเรยี ทลั โลบ ทําหนา้ ท่คี วบคุมการพูด การสมั ผสั และการรบั รส
- ออลเฟกทอรีบัลบ์ เป็นสมองส่วนหน้า อยู่ด้าหนา้ สุด ทําหน้าที่ควบคุมการดมกลิน่ (ในมนุษย์ไม่เจริญ
มากนกั แต่ในปลา กบ และสตั ว์เลอ้ื ยคลานจะมีขนาดใหญ่)
- ไฮโพทาลามัส เป็นสมองส่วนหน้า ทําหน้าท่ีเป็นศนู ย์กลางของระบบประสาทอตั โนวัติ ได้แก่ ควบคุม
อุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด ความต้องการพื้นฐาน เช่น นํ้า อาหาร ความ
ตอ้ งการทางเพศ รวมทัง้ สรา้ งฮอร์โมนประสาทควบคมุ การหลั่งฮอรโ์ มนของต่อมใตส้ มองส่วนหน้า
- ทาลามัส เปน็ สมองส่วนหนา้ อยดู่ ้านบนไฮโพทาลามสั ทาํ หนา้ ทีศ่ นู ย์รวบรวมกระแสประสาทเข้าและ
ออก และแยกกระแสประสาทส่งไปยงั สมองท่ีสมั พนั ธก์ บั กระแสประสาทนนั้
- ออพติกโลบ เป็นสมองส่วนกลาง ทําหน้าที่ควบคมุ การเคลือ่ นไหวของลูกตา การปิดเปิดของรูม่านตา
เมอื่ รับแสง
- เซรบี รัม เป็นสมองส่วนท้าย อยู่ด้านหลังสมองส่วนพอนส์และใต้สมองส่วนเซรีบรัม ทําหน้าที่ควบคุม
การเคลอื่ นไหวและการทรงตวั ของรา่ งกาย
- เมดัลลาออบลองกาตา เป็นสมองส่วนท้ายที่ต่อกับไขสันหลัง ทําหน้าที่ควบคุมการทํางานระบบ
ประสาทอัตโนวัติ เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ ความดันเลือด การจาม การสะอึก การอาเจียน
การกลืน เปน็ ทางผา่ นของกระแสประสาทระหวา่ งสมองกบั ไขสนั หลงั
- พอนส์ เป็นสมองส่วนทา้ ย อยูด่ า้ นหน้าซรี ีเบลลมั และตดิ กับสมองส่วนกลาง ทําหน้าท่ีควบคุมการเค้ียว
การหลั่งนํ้าลาย การเคลื่อนไหวของใบหน้า การหายใจ เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่าง
เซรบี รมั กับเซรเี บลลมั และระหว่างเซรีเบลลัมกับไขสนั หลงั
111
13. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาตําแหน่งและหน้าที่ของเส้นประสาทสมองทั้ง 12 คู่
จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีววิทยา เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 แล้วนักเรียนและครรู ่วมกันอภิปราย
เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เส้นเส้นประสาทสมองมี 12 คู่ แต่ละคู่ทําหน้าที่รับความรู้สึก สั่งการ หรือทั้งรับ
ความร้สู กึ และส่ังการ ดงั น้ี
- เสน้ ประสาทสมองคทู่ ่ี 1 ทําหนา้ ทร่ี ับความรูส้ ึกจากจมกู
- เส้นประสาทสมองคทู่ ี่ 2 ทําหนา้ ที่รับความรู้สกึ จากตา
- เส้นประสาทสมองคทู่ ่ี 3 ทาํ หนา้ ทส่ี ่งั การไปยงั กลา้ มเนอื้ ลูกตา
- เสน้ ประสาทสมองคู่ที่ 4 ทําหน้าทสี่ ั่งการไปยงั กล้ามเน้ือลูกตา
- เส้นประสาทสมองคทู่ ่ี 5 ทาํ หนา้ ทร่ี ับความรสู้ กึ จากใบหนา้ และฟนั
ทําหน้าที่สง่ั การไปยังใบหนา้ และฟนั
- เส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 ทําหนา้ ทีส่ ง่ั การไปยงั กล้ามเนื้อของลูกตา
- เสน้ ประสาทสมองคทู่ ่ี 7 ทําหนา้ ท่ีรบั ความรสู้ กึ จากตุม่ รับรส
ทําหนา้ ที่สั่งการไปยงั ต่อมนํา้ ลายและกลา้ มเน้ือใบหน้า
- เสน้ ประสาทสมองคู่ท่ี 8 ทาํ หนา้ ที่รับความรสู้ ึกจากหู
- เส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 ทําหน้าที่รับความรสู้ ึกจากคอหอยและตมุ่ รบั รส
ทาํ หนา้ ทส่ี งั่ การไปยงั คอหอยและตอ่ มน้ําลาย
- เสน้ ประสาทสมองคทู่ ่ี 10 ทาํ หนา้ ทร่ี ับความรสู้ ึกจากชอ่ งอกและช่องท้อง
ทําหน้าท่สี ั่งการไปยงั ชอ่ งอกและชอ่ งท้อง
- เส้นประสาทสมองคทู่ ่ี 11 ทําหน้าท่ีส่งั การไปยังกลา้ มเนอื้ ท่ใี ช้ยกไหล่
- เส้นประสาทสมองคทู่ ่ี 12 ทําหน้าทส่ี ั่งการไปยังลิ้น
14. นกั เรียนทาํ ใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง สมอง
15. ถามคาํ ถามเพอื่ ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เช่น
- สมองส่วนใดหากได้รับการกระทบกระเทือนอาจทําใหเ้ กดิ อาการความจาํ เสือ่ มและเปน็ อัมพาต
(แนวคาํ ตอบ : สมองสว่ นเซรบี รมั ทาํ หนา้ ท่ีควบคุมความคดิ ความจาํ สติปัญญา และการทํางานของ
กล้ามเนื้อ หากได้รบั การกระทบกระเทือนอาจทําใหเ้ กดิ อาการความจาํ เส่ือมและเปน็ อัมพาตได้)
- สมองสว่ นใดทําหนา้ ท่คี วบคมุ เกยี่ วกับการรักษาดลุ ยภาพต่าง ๆ ของรา่ งกาย
(แนวคําตอบ : สมองส่วนไฮโพทาลามัสทําหนา้ ทค่ี วบคมุ อณุ หภูมขิ องรา่ งกายและยังสร้างฮอรโ์ มนไป
ควบคมุ การหลง่ั แอนตไิ ดยูเรตกิ ฮอรโ์ มนทมี่ ผี ลต่อการดดู น้ํากลบั ท่ีท่อหนว่ ยไตซึง่ มผี ลตอ่ การรกั ษาดลุ ยภาพของ
น้ําในร่างกาย และสมองส่วนพอนส์และเมดลั ลาออบลองกาตาทําหนา้ ทค่ี วบคุมการหายใจซึ่งมผี ลต่อการรกั ษา
ดลุ ยภาพของกรด-เบสในรา่ งกาย)
- เสน้ ประสาทสมองคู่ใดทาํ หน้าท่ีเป็นเส้นประสาทผสม ทาํ หนา้ ทีร่ บั ความร้สู กึ และสั่งการ
(แนวคาํ ตอบ : เสน้ ประสาทสมองคู่ที่ 5 7 9 และ 10)
112
- ขณะรบั ประทานอาหาร เสน้ ประสาทสมองคู่ใดบ้างท่ีทํางานเก่ยี วข้องโดยตรง
(แนวคําตอบ : เส้นประสาทสมองคูท่ ่ี 5 7 9 และ 12)
ช่ัวโมงท่ี 3
ขัน้ ที่ 3 ขัน้ อธิบายความรู้ (Explanation)
1. นกั เรียนแต่ละกลุ่ม (กลุ่มจากชว่ั โมงที่ 1 - 2) ศกึ ษาหนา้ ท่ีของไขสันหลังและเสน้ ประสาทไขสันหลัง
บรเิ วณ ต่าง ๆ จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรช์ วี วิทยา เล่ม 5 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 จากนั้นนักเรียนและครู
รว่ มกนั อภปิ รายเพอื่ ให้ไดข้ ้อสรปุ วา่ เส้นประสาทไขสนั หลังแต่ละสว่ นจะส่งกระแสประสาท ไปควบคุมการ
ทำงานของอวยั วะต่าง ๆ แตกตา่ งกนั ดังนี้
- เส้นประสาทไขสันหลังบริเวณคอ มีจำนวน 8 คู่ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการรับ
ความรู้สึกของคอ แขน และอกทอ่ นบน
- เส้นประสาทไขสันหลังบริเวณอก มีจำนวน 12 คู่ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการรับ
ความรสู้ กึ ของอก ลำตวั และท้อง
- เส้นประสาทไขสันหลังบริเวณเอว มีจำนวน 5 คู่ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการรับ
ความรสู้ ึกของขา กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะสบื พันธุ์
- เส้นประสาทไขสันหลังบริเวณกระเบนเหน็บ มีจำนวน 5 คู่ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและ
การรับความรู้สึกของขา กระเพาะปัสสาวะ และอวยั วะสืบพนั ธ์ุ
- เส้นประสาทไขสันหลังบริเวณก้นกบ มีจำนวน 1 คู่ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการรับ
ความรู้สกึ ของลำไสต้ รงและทวารหนกั
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาบัตรภาพการทดลองการส่งกระแสประสาทของเส้นประสาทไขสันหลังของ
กบ ดงั น้ี
ก. เส้นประสาทไขสนั หลงั ทไี่ ปยังขากบ
ข. ตัดรากล่างของเส้นประสาทไขสัน
หลงั ระหว่างจดุ 1 กบั 2
ค. ตัดรากบนของเส้นประสาทไขสันหลัง
ระหวา่ งจุด 3 กับ 4
∆ แผนภาพการทดลองการส่งกระแสประสาทของเสน้ ประสาทไขสนั หลงั ของกบ
113
3. นกั เรียนแต่กล่มุ สรปุ ผลจากแผนภาพการทดลองการส่งกระแสประสาทของเสน้ ประสาทไขสันหลัง
ของกบ
4. สรปุ ผลการทดลองการส่งกระแสประสาทของเส้นประสาทไขสันหลงั ของกบให้นักเรยี นทราบ ดงั นี้
- เมื่อใช้เข็มแทงขาหลังของกบ พบว่า กบจะหดขาหนี แสดงว่ากบสามารถรับความรู้สึกที่ถูกแทงและ
ตอบสนองความรสู้ ึกได้ ซ่งึ การตอบสนองน้ีไมผ่ า่ นการควบคุมจากสมอง
- เมือ่ ตัดรากล่างของเส้นประสาทไขสนั หลงั แลว้ ใชเ้ ข็มแทงท่ขี าหลัง พบว่า กบไมห่ ดขาหนี แตถ่ ้าใช้เข็ม
เขี่ยที่เส้นประสาทไขสันหลัง ตรงจุดที่ถูกตัด (จุดที่ 2) พบว่า กบกระตุกขา แสดงว่ารากล่างของ
เส้นประสาทไขสันหลังทำหน้าที่นำกระแสประสาทจากไขสันหลังส่งไปยังหน่วยปฏิบัติงาน (บริเวณท่ี
ตอบสนอง)
- เมอ่ื ตัดรากบนของเส้นประสาทไขสันหลัง แลว้ ใชเ้ ข็มแทงขาหลัง พบว่า กบไม่กระตุกขา แต่เมื่อใช้เข็ม
แทงจุดที่ถูกตัด (จุดที่ 3) พบว่า กบกระตุกขา แสดงว่ารากบนของเส้นประสาทไขสันหลัง ทำหน้าที่
นำกระแสประสาทจากหน่วยรบั ความร้สู ึกเขา้ สไู่ ขสนั หลัง
- เม่ือใช้เขม็ แทงทีผ่ วิ หนังบรเิ วณขาหลังจะมกี ระแสประสาทส่งไปยังรากบนเข้าสูไ่ ขสันหลัง แล้วผา่ นราก
ล่างไปยังเสน้ ประสาทไขสนั หลงั ซึง่ ทำใหก้ บหดขาหนี
5. ถามคำถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เช่น
- นักเรียนคิดว่า เส้นประสาทไขสันหลังเป็นเส้นประสาทรับความรู้สึก เส้นประสาทสั่งการ หรือ
เส้นประสาทผสม
(แนวคําตอบ : เสน้ ประสาทผสม ทาํ หน้าท่ีทัง้ รบั ความรู้สกึ และสั่งการ)
- นักเรยี นคิดว่า ไขสนั หลังทําหน้าที่ใดบ้าง
(แนวคาํ ตอบ : นําความรูส้ กึ จากหนว่ ยรบั ความรสู้ กึ สั่งการหนว่ ยปฏิบตั ิงานให้ทาํ งาน และ
เป็นทางผา่ นของกระแสประสาทระหวา่ งหนว่ ยรับความรสู้ กึ กับสมอง และสมองกบั หนว่ ยปฏบิ ัติงาน)
- เพราะเหตุใดการฉดี ยาที่ไขสนั หลงั จงึ ควรฉดี ยาเข้าบรเิ วณท่ีต่ํากวา่ กระดกู สันหลังบริเวณเอวขอ้ ท่ี 2
(แนวคําตอบ : บรเิ วณดังกลาวไม่มีตวั เซลล์ของเซลลป์ ระสาท มแี ต่เสน้ ใยประสาท )
6. นกั เรยี นและครูรว่ มกนั สรุปเก่ียวกับศูนย์ควบคุมระบบประสาท เพอื่ ให้ได้ขอ้ สรปุ ว่าศูนย์ควบคุม
ระบบประสาทแบง่ ออก 2 ส่วน ได้แก่
- สมอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สมองส่วนหน้า (เซรีบรัมทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความจำ
สตปิ ญั ญา และการทำงานด้านต่าง ๆ อลั แฟกทอรีบัลบ์มำหนา้ ท่ีเก่ยี วกับการดมกล่นิ ไฮโพทาลามัสทำ
หน้าที่ควบคุมอุณหภูมิ ความดันเลือด การเต้นของหัวใจ และความต้องการพื้นฐานของร่างกาย ทา
ลามสั ทำหน้าท่ีเป็นศูนยร์ วบรวมกระแสประสาทและแยกกระแสประสาทไปยังสมองสว่ นตา่ ง ๆ) สมอง
สว่ นกลาง (ออพตกิ โลบทำหนา้ ท่ีควบคมุ การเคล่ือนไหวของลูกตาและการเปิด-ปิดของรูม่านตา) สมอง
ส่วนทา้ ย (เซรีเบลลมั ทำหน้าท่ีควบคุมการเคล่ือนไหวและการทรงตัวของร่างกาย เมดัลลาออบลองกา
ตาทำหนา้ ท่ีควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ ความดนั เลอื ด การจาม การสะอกึ การอาเจียน และ
114
การกลืน พอนส์ทำหน้าที่ควบคุมการเคี้ยว การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของใบหน้า การหายใจ
และเป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างเซรีบรัมกับเซรีเบลลัมและระหว่างเซรีเบลลัมกับไขสัน
หลัง) มีเส้นประสาทแยกออกมาจากสมอง 12 คู่ ทำหน้าท่ีรับความรู้สึก สั่งการ หรือทั้งรับความรู้สึก
และสัง่ การ
- ไขสันหลงั เป็นสว่ นทีต่ ่อมาจากสมอง อยภู่ ายในกระดูกสันหลัง และมเี ส้นประสาทแยกออกจากไขสัน
หลงั 31 คู่
7. นกั เรียนเขียนสรุปในรปู แบบผงั มโนทัศน์ เร่อื ง ศนู ยค์ วบคมุ การทำงานของระบบประสาท ซ่งึ
แบง่ ออกเปน็ สมองและไขสันหลงั ลงในกระดาษ A4
ขั้นท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม 4-5 ศึกษาการทํางานของระบบประสาทโซมาติก ร่วมกันเขียนแผนผงั แสดงการ
ทํางานของประสาทโซมาติก โดยใช้สถานการณ์ที่พบในชีวิตประจําวันกลุ่มละ 2 สถานการณ์ แบ่งเป็น
รเี ฟล็กซแ์ อกชนั 1 สถานการณ์ และรีเฟลก็ อาร์ก 1 สถานการณ์ ลงในกระดาษ A4
2. สุ่มเลือกนักเรียนอย่างน้อย 3 กลุ่ม นําเสนอแผนผังแสดงการทํางานของรีเฟล็กซ์แอกชัน สุ่มเลือก
นกั เรียนอย่างน้อย 3 กลุ่ม นาํ เสนอแผนผังแสดงการทํางานของรเี ฟลก็ อาร์ก
3. นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลและศึกษาการทํางานของระบบประสาทอัตโนวัติ พร้อม
เปรียบเทียบความแตกต่างของระบบประสาทซิมพาติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติกของอวัยวะ
ตา่ ง ๆ ในร่างกาย
4. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกันทําใบงานที่ 3.2 เร่ือง ระบบประสาทอัตโนวตั ิ
5. ถามคําถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี น เชน่
- หากมอื สมั ผสั กับกานํา้ รอ้ น ร่างกายมกี ารตอบสนองรูปแบบใดและอยา่ งไร
(แนวคําตอบ: รเี ฟล็กซ์แอกชนั โดยหนว่ ยรับความรสู้ กึ ท่ีมอื จะสง่ กระแสประสาทไปยงั ไขสนั หลัง ซึ่งจะ
ส่งั การไปยังกล้ามเน้ือบริเวณแขนใหก้ ระตกุ มอื หน)ี
- อวัยวะหรือโครงสรา้ งใดของรา่ งกายถกู ควบคมุ โดยระบบประสาทโซมาติกและระบบประสาทอตั โนวัติ
(แนวคาํ ตอบ: กลา้ มเนอื้ โครงร่างถูกควบคุมโดยระบบประสาทโซมาติก ส่วนกลา้ มเนอ้ื เรียบ กล้ามเน้ือ
หัวใจ อวยั วะภายในของร่างกาย และต่อมไรท้ อ่ ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอตั โนวตั ิ)
- ศูนย์กลางการส่ังการของระบบประสาทอัตโนวตั อิ ยู่บรเิ วณใดของร่างกาย
(แนวคําตอบ: ระบบประสาทซิมพาเทตกิ มีศูนย์ส่ังการอยบู่ ริเวณไขสนั หลังบริเวณอกและบั้นเอว สว่ น
ระบบประสาทพาราซมิ พาเทตกิ มีศูนย์สั่งการอยู่บริเวณสมองส่วนเมดลั ลาออบลองกาตา และไขสนั หลัง
บรเิ วณกระเบนเหน็บ)
- “ขณะที่มรกตกําลังขับรถ ในทันใดนั้นมีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถ มรกตจึงเหยียบเบรกและหักหลบทันที
ทาํ ใหป้ ลอดภัยทั้งคนและสนุ ัข” จากเหตกุ ารณ์ข้างตน้ เป็นการทํางานของระบบประสาทแบบรีเฟล็กซ์
หรือไม่ อยา่ งไร
115
(แนวคาํ ตอบ: ไม่ใชก้ ารทํางานของระบบประสาทแบบรีเฟล็กซ์ เนอื่ งจากมกี ารใช้สมองควบคุมเท้าใน
การเหยยี บเบรกและควบคมุ มอื ในการหมุนพวงมาลัย ซ่งึ ทาํ งานของระบบประสาทแบบรเี ฟลก็ ซ์จะเกดิ จากการ
สง่ั การโดยไขสันหลงั เทา่ นน้ั โดยไม่ผา่ นสมอง)
- จากเหตุการณ์ของมรกตข้างต้น หลงั การเหยยี บเบรกและหักหลบทนั ที มรกตมอี าการตกใจ หัวใจเต้น
แรงและเร็ว และมเี หงอ่ื ออกทีมือจํานวนมาก อาการดงั กล่าวเกิดจากการทํางานของระบบประสาทใด
(แนวคําตอบ: เปน็ การทาํ งานของระบบประสาทอัตโนวตั แิ บบซมิ พาเทติก)
ขนั้ ท่ี 5 ขั้นประเมิน (Evaluation)
1. นักเรยี นแต่ละกลุ่มทาํ การประเมินผลการทาํ งานของกลมุ่ โดยใชแ้ บบบันทกึ การทํางาน
กลุม่
2. นกั เรยี นแต่ละคนทาํ แบบทดสอบเม่ือจบบทเรียน คะแนนจากการทดสอบจะพิจารณาเป็น
2 ระดับ ดังน้ี
- คะแนนรายบุคคล ไดจ้ ากคะแนนดบิ ท่ีนักเรียนแต่ละคนทาํ ได้
- คะแนนเฉลยี่ ของกลมุ่ ไดจ้ ากการนําคะแนนรายบคุ คลของสมาชกิ มารวมกันแลว้
เฉลีย่ ดว้ ยจํานวนสมาชิก
สอื่ การเรียนร/ู้ แหล่งเรียนรู้
1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 บทท่ี 1
ระบบประสาทและอวยั วะรับความรู้สกึ
2) ใบงานที่ 3.1 เร่ือง สมอง
3) ใบงานท่ี 3.2 เร่ือง ระบบประสาทอัตโนวัติ
4) ใบงานท่ี 3.3 เร่ือง การทํางานของระบบประสาท
5) PowerPoint เร่ือง ศนู ย์ควบคุมระบบประสาทของมนษุ ย์ และการทํางานของ
ระบบประสาท
6) ภาพแบบจาํ ลองสมองของสัตวก์ ลุม่ ตา่ ง ๆ
7) บัตรภาพการทดลองการส่งกระแสประสาทของเสน้ ประสาทไขสนั หลงั ของกบ
8) แบบทดสอบก่อนเรยี น และแบบทดสอบหลังสอบ เร่ือง โครงสรา้ งและการ
ทาํ งานของเซลล์ประสาท
116
การวดั และประเมินผล
รายการวดั วิธีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน
ประเมนิ ระหว่างการจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้
1) กจิ กรรมนำสู่การเรยี น - สอบกอ่ นเรียน - แบบทดสอบก่อนเรยี น - รอ้ ยละ 75 ผา่ นเกณฑ์
- การตอบคำถาม - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
และแสดงความคดิ เห็น รายบุคคล
2) ศูนย์ควบคุมระบบ - ตรวจใบงานท่ี 3.1 เร่ือง - ใบงานท่ี 3.1 เรื่อง - ร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์
ประสาทของมนุษย์ และ สมอง สมอง
การทำงานของระบบ - ตรวจใบงานท่ี 3.2 เรื่อง - ใบงานที่ 3.2 เรอ่ื ง - รอ้ ยละ 75 ผ่านเกณฑ์
ประสาท ระบบประสาทอัตโนวตั ิ ระบบประสาทอตั โนวตั ิ
- ตรวจใบงานท่ี 3.3 เร่อื ง การ - ใบงานท่ี 3.3 เรื่อง การ - ร้อยละ 75 ผา่ นเกณฑ์
ทำงานของระบบประสาท ทำงานของระบบประสาท
- ตรวจผังมโนทัศน์ เรอ่ื ง ศนู ย์ - แบบประเมนิ ผังมโน - ระดับคุณภาพ 2
ควบคมุ ระบบประสาท ทศั น์ ผ่านเกณฑ์
- ตรวจแผนผัง เรอ่ื ง การ - แบบประเมินผงั มโน - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงานของระบบประสาทโซ ทัศน์ ผา่ นเกณฑ์
มาติก
3) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงานกลุม่ การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
5) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมีวนิ ยั - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
อนั พงึ ประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งม่ัน คุณลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อันพงึ ประสงค์
6) ประเมนิ หลงั เรียน
- แบบทดสอบหลงั เรียน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั เรยี น - ประเมินตาม
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1.3 หลงั เรียน สภาพจรงิ
117
แบบประเมนิ ความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรูปแบบขอผังมโนทศั น์
เรื่อง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วัน/เดอื น/ป…ี ……………………..
เลข เน้อื หา รูปแบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คุณภาพ
ชื่อ-สกุล สรา้ งสรรค์
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
118
เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดบั
ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คณุ ภาพ
ช่ือ-สกลุ สรา้ งสรรค์
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
47
เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนช่วง 1-4 คะแนน
ลงชอื่ ………………………………………ผู้ประเมนิ
(……………………………………………………….)
119
เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรปุ ความคดิ รวบยอดในรปู แบบของบนั ทกึ สรุป
ประเด็นการประเมิน ระดบั คณุ ภาพการประเมิน
การสรปุ ความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
ยอดในรปู แบบของผัง
มโนทศั น์
1. เนอ้ื หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดาเนินการค้นคว้าข้อมูลที่
หลากหลาย ถูกตอ้ ง สมบรู ณ์ และ ประเด็น ตอ้ งการได้เพียงบางส่วน
ชัดเจน
2. รูปแบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด
งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2
ประเด็น ประเด็น
3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ
สร้างสรรค์ นาเสนอได้แปลกใหม่ นาไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสรา้ งสรรค์
ตวั อยา่ งได้ นาไปเปน็ ตวั อย่างได้ คอ่ นขา้ งสกปรก
4. เวลา ส่งไดท้ นั เวลาทุกครง้ั ทก่ี าหนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งท่ี ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี
กาหนด กาหนด
120
แบบสังเกตพฤติกรรมด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
เร่อื ง………………………………………………..……………ชั้น…………….วัน/เดอื น/ปี……………….
เลข ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มั่นใน มจี ติ รวม ระดับ
ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คุณภาพ
ชอ่ื -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
121
เลข ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มัน่ ใน มจี ติ รวม ระดับ
ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ
ชือ่ -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
47
เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนช่วง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
122
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสังเกตพฤติกรรมดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์
พฤตกิ รรม ระดับคุณภาพการประเมิน
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. ใฝเ่ รียนรู้ มีความตั้งใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา
เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ
เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เล่นในขณะทค่ี รสู อน
ในเวลาที่ครูสอน และส่ง
เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น
บางครง้ั
2. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งมั่นในการทางาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มจี ิตสาธารณะ
เห็นความส าคัญของสื่อ การ ร่วมกับผูอ้ น่ื ได้เปน็ บางครัง้ ความส าคัญของสื่อการ
เรียนรู้ทมี่ อี ยู่ เรยี นรู้ และไมด่ ูแลรักษา
มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ
การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ตั ิ หน้าท่ีการงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ
ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี
เพ่อื ให้งานสาเรจ็ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ท างานไม่
ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ ส าเร็จได้ตามเป้าหมาย
ทางานให้สาเรจ็ เท่าที่ควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่
สนใจงานทร่ี บั มอบหมาย
ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ
โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการท า งานท่ี
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม
โรงเรยี น ชุมชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้
โรงเรยี นหรือชุมชน ความเข้าร่วมมือในการ
เข้าร่วมกิจกรรมของ
โรงเรยี นหรือชมุ ชน
123
แบบประเมินสมรรถนะผเู้ รยี น
เรื่อง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดบั
ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
ชื่อ-สกลุ การส่อื สาร การคิด การแกป้ ัญหา ทักษะชีวิต
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
124
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คณุ ภาพ
ชือ่ -สกุล การสื่อสาร การคดิ การแกป้ ญั หา ทกั ษะชวี ติ
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
47
เกณฑก์ ารให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงชือ่ ………………………………………..ผ้ปู ระเมิน
(………………………………..……)
125
แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผเู้ รยี น
พฤติกรรม ระดับคุณภาพการประเมนิ
1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
การส่ือสาร มคี วามสามารถในการรับ ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อ่ืน
การคดิ เขา้ ใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
3. ความสามารถใน ได้เป็นบางคร้ัง เข้าใจได้
การแก้ปัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทาให้
องค์ ความรูไ้ ด้ เท่าทคี่ วร สร้างองคค์ วามร้ไู มไ่ ด้
มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี
อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่
คานงึ ถึงผอู้ น่ื คานงึ ถงึ ผู้อนื่ เป็นบางคร้งั คานึงถึงผูอ้ ่นื
มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ
และทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มรว่ มกับผอู้ น่ื ได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น
บางคร้ัง
126
แบบประเมนิ พฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลุ่ม
เร่ือง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วนั /เดอื น/ปี……………….
คาชี้แจง : ทาเครื่องหมาย ในช่องระดบั คุณภาพการปฏบิ ัตงิ านกลมุ่
ระดับคณุ ภาพการปฏบิ ตั ิงานกลุม่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีสว่ น การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
ร่วมมือ ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั งิ าน
ช่วยเหลือใน วางแผน คดิ เห็น ตามบทบาท
การทางาน ภายในกลมุ่ หนา้ ท่ี
3 21321321321
เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมนิ
(……………………………………………………….)
127
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลมุ่ เรื่อง……………………………………..
พฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพการประเมนิ
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. การใหค้ วามร่วมมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชกิ บางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้
ชว่ ยเหลือในการทางาน ท างานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทางานเป็นอย่าง ความร่วมมือในการทางาน
สมาชิกในกลุม่ เอารัดเอาเปรียบกัน
2. การมีสว่ นรว่ มใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มคี วามรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว า ง
การวางแผน
ปฏิบัตงิ านกล่มุ เปน็ อย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เหน็ ภายในกล่มุ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกวา่ 2 คน ที่ไม่ให้ความรว่ ม
4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความรว่ มมือ
บทบาทหนา้ ที่
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ
ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคิดเห็น และไม่มีการ
การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ
ยอมรบั มากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรบั มากทีส่ ุด
ที่สดุ
มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท
ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง
และถกู ตอ้ ง เหมาะสมและถกู ต้องโดยที่ไม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี
มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรื อ
มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม
หนา้ ที่ หนา้ ที่
128
ใบงาน 3.1 เรือ่ ง สมอง
ชอ่ื ………………………………………………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขที่ ………….
คำชี้แจง : ระบุและอธิบายหน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
1
6
2
35
4
1 2
สมองส่วน............................................................................... สมองส่วน...............................................................................
หน้าท.ี่ .................................................................................... หนา้ ท.ี่ ....................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................................
3 4
สมองส่วน............................................................................... สมองสว่ น...............................................................................
หนา้ ท.่ี .................................................................................... หน้าท.่ี ....................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................................
5 6
สมองสว่ น............................................................................... สมองส่วน...............................................................................
หนา้ ท.ี่ .................................................................................... หน้าท.ี่ ....................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................................
129
ใบงาน 3.2 เร่อื ง ระบบประสาทอัตโนวตั ิ
ช่ือ………………………………………………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
คำช้ีแจง : เปรียบเทียบผลของระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติกต่อ
อวัยวะต่าง ๆ
เนอื้ เยื่อหรืออวยั วะ ระบบประสาทซิมพาเทติก ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก
หวั ใจ ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
ต่อมน้ำตา ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
กล้ามเนอื้ ยึดม่านตา ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
ต่อมนำ้ ลาย ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
กระเพาะอาหาร
และลำไสเ้ ล็ก ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
ตับออ่ น ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
ปอด ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
มดลกู ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
อวัยวะสืบพันธเุ์ พศ
ชาย ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
กระเพาะปสั สาวะ ............................................................. .............................................................
............................................................. .............................................................
130
ใบงาน 3.3 เร่อื ง การทางานของระบบประสาท
ช่อื ………………………………………………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขที่ ………….
คำช้ีแจง : เปรยี บเทียบโครงสร้างและการทำงานของระบบประสาทโซมาติกและระบบประสาทอัตโนวตั ิ
ข้อเปรียบเทยี บ ระบบประสาทโซมาตกิ ระบบประสาทอตั โนวตั ิ
การควบคุม ....................................................... .......................................................
....................................................... .......................................................
หน่วยปฏิบัติงาน ....................................................... .......................................................
....................................................... .......................................................
จำนวนเซลลป์ ระสาทสงั่ การ ....................................................... .......................................................
....................................................... .......................................................
จำนวนปมประสาทของเซลล์ ....................................................... .......................................................
ส่ังการทอ่ี ย่นู อกระบบประสาท ....................................................... .......................................................
สว่ นกลาง
……………………………………………….. ………………………………………………..
เสน้ ใยประสาท ....................................................... .......................................................
....................................................... .......................................................
ร่างแหประสาท ....................................................... .......................................................
....................................................... .......................................................
สารสื่อประสาท ....................................................... .......................................................
....................................................... .......................................................
………………………………………………. ……………………………………………….
....................................................... .......................................................
หน้าที่ ....................................................... .......................................................
………………………………………………. ……………………………………………….
ลักษณะการทำงาน ....................................................... .......................................................
....................................................... .......................................................
131
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1.3 เร่ือง ศูนยค์ วบคุมระบบประสาทของมนุษย์ และการทำงานของระบบ
ประสาท
คำชแ้ี จง : ให้นกั เรยี นเลือกคําตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. สมองและไขสนั หลงั ของสตั ว์มกี ระดูกสนั หลงั เจรญิ และ ก. F ข. E
เปลยี่ นแปลงมาจากโครงสรา้ งใด
ค. C ง. B
ก. นิวรัลทิวบ์ (neural tube)
ข. โนโทคอรด์ (notochord) 5. สมองส่วนใดทาํ หนา้ ทเี่ ปน็ นิวโรซคี รีตอรเี ซลล์
ค. ชน้ั มโี ซเดริ ์ม (mesoderm)
(neurosecretory cell)
ง. ชั้นเอ็นโดดริ ม์ (endoderm)
2. คนไข้ที่สมองสว่ นไฮโพทาลามัส (hypothalamus) ก. ไฮโพธาลามัส ข. ซรี บี รัม
ถูกทาํ ลายให้เสียหายจะเกิดอาการผิดปกติในเร่อื งใดต่อไปน้ี
ค. ซีรเี บลลัม ง. ทาลามสั
ก. การทรงตวั
ข. การควบคมุ การหายใจ 6. เสน้ ประสาทสมองและไขสันหลงั มกี ค่ี ู่ ตามลาํ ดับ
ค. การเคลื่อนไหวที่ละเอยี ดอ่อน
ง. การควบคุมอณุ หภมู ิในร่างกาย ก. 31 คู่ และ 12 คู่
3. พิจารณาภาพแสดงโครงสร้างของสมองส่วนตา่ ง ๆ ต่อไปน้ี
สมองส่วนใดทาํ หนา้ ที่เก่ียวกับการควบคมุ ความต้องการพ้ืนฐาน ข. 12 คู่ และ 31 คู่
ค. 30 คู่ และ 10 คู่
ง. 10 คู่ และ 30 คู่
7. ระแสประสาทจากหน่วยรับความร้สู ึกสง่ เข้าสไู่ ข
สันหลงั ผา่ นโครงสรา้ งใด
ก. รากบน (dorsal root)
ข. รากลา่ ง (ventral root)
ค. ปีกบน (dorsal horn)
ก. ภาพ I ข. ภาพ II ง. ปกี ล่าง (ventral horn)
ค. ภาพ III ง. ภาพ IV 8. พิจารณาแผนภาพแสดงวงจรรเี ฟล็กซ์อาร์ก
ก. A ข. B
(reflex arc) ตอ่ ไปน้ี ตวั อยา่ งการตอบสนองใด
ค. D ง. E ตอ่ ไปนี้ทใ่ี ชเ้ ฟล็กซอ์ าร์ก (reflex arc) ตาม
4. พิจารณาภาพแสดงโครงสร้างของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปนี้ แผนภาพนี้
สมองส่วนใดทาํ หน้าควบคุมการกล้ันหายใจเม่ือจะดําน้าํ
132
ก. การเด้งขาขึ้นเม่ือถูกเคาะเข่า (knee-jerk)
ข. การชกั มือหนีเมอื่ มอื สมั ผสั กบั หมอ้ ทีร่ อ้ นจดั
ค. การรู้สกึ เจบ็ เมื่อเทา้ เหยยี บตะปู
ง. การเอามือปดั ลกู เทนนิสที่เข้ามาดว้ ยความเรว็ สูง
9. กจิ กรรมในข้อใดสัมพนั ธก์ ับการทํางานของ
ระบบประสาทพาราซมิ พาราเทติก
ก. หวั ใจเตน้ ถี่ เร็วและแรง
ข. การตอบสนองแบบสู้-หรอื -หนี
ค. การหลั่งสารสือ่ ประสาทนอร์เอฟชพิเนฟริน
ง. กระต้นุ การหลั่งน้าํ ย่อยในทางเดินอาหาร
10. ขอ้ ใดต่อไปน้ีเป็นการปรยี บเทียบความแตกต่างของระบบ
ประสาทแบบซิมพาเทติก และระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทติก
ได้ถูกตอ้ ง
A. ระบบประสาทซิมพาเทติก มีเซลล์ประสาทกอ่ นปมประสาทส้ัน
B. ระบบประสาทแบบพาราซิมพาเทตกิ มีเซลล์ประสาทก่อนปมประสาทสนั้
C. ระบบประสาทแบบซมิ พาเทติก มีสารสอ่ื ประสาทตรงหนว่ ยตอบสนอง
เป็น acetylcholine
D. ระบบประสาทแบบพาราซิมพาเทติก มสี ารสื่อประสาทตรงหนว่ ยตอบสนอง
เป็น acetylcholine
ก. A และ C ข. A และ D
ค. B และ C ง. B และ D
เฉลย 1. ก 2. ง 3. ง 4. ก 5. ก
6. ข 7. ข 8. ก 9. ข 10. ง
133
แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 1.3 เรือ่ ง ศูนยค์ วบคมุ ระบบประสาทของมนุษย์ และการทำงานของระบบ
ประสาท
คำชแี้ จง : ให้นกั เรียนเลือกคําตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. คนไข้ท่สี มองสว่ นไฮโพทาลามัส (hypothalamus) ก. F ข. E
ถกู ทาํ ลายให้เสยี หายจะเกิดอาการผิดปกติในเร่ืองใดต่อไปนี้
ค. C ง. B
ก. การทรงตวั
ข. การควบคุมการหายใจ 5. เสน้ ประสาทสมองและไขสันหลงั มกี ีค่ ู่ ตามลําดับ
ค. การเคลือ่ นไหวทล่ี ะเอยี ดอ่อน
ง. การควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ก. 31 คู่ และ 12 คู่
2. สมองและไขสนั หลังของสัตว์มกี ระดูกสันหลังเจรญิ และ
เปล่ียนแปลงมาจากโครงสร้างใด ข. 12 คู่ และ 31 คู่
ก. นวิ รัลทิวบ์ (neural tube)
ข. โนโทคอร์ด (notochord) ค. 30 คู่ และ 10 คู่
ค. ชั้นมโี ซเดริ ์ม (mesoderm) ง. 10 คู่ และ 30 คู่
ง. ช้ันเอน็ โดดริ ม์ (endoderm)
3. พจิ ารณาภาพแสดงโครงสร้างของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปนี้ 6. สมองส่วนใดทาํ หน้าท่ีมเี ซลลป์ ระสาทท่ีผลิต
สมองส่วนใดทาํ หนา้ ทีเ่ กีย่ วกับการควบคมุ ความต้องการพ้ืนฐาน
ฮอร์โมน
ก. ไฮโพธาลามสั ข. ซีรีบรัม
ค. ซีรเี บลลัม ง. ทาลามสั
7. กระแสประสาทจากหนว่ ยรบั ความรู้สึกส่งเขา้ ส่ไู ข
สนั หลงั ผ่านโครงสร้างใด
ก. รากบน (dorsal root)
ข. รากล่าง (ventral root)
ค. ปีกบน (dorsal horn)
ก. ภาพ I ข. ภาพ II ง. ปกี ล่าง (ventral horn)
ค. ภาพ III ง. ภาพ IV 8. พิจารณาแผนภาพแสดงวงจรรเี ฟลก็ ซ์อารก์
ก. A ข. B (reflex arc) ตอ่ ไปน้ี ตวั อย่างการตอบสนองใด
ค. D ง. E ต่อไปน้ีทใี่ ชเ้ ฟล็กซอ์ าร์ก (reflex arc) ตาม
4. พิจารณาภาพแสดงโครงสร้างของสมองส่วนต่าง ๆ ต่อไปนี้ แผนภาพน้ี
สมองส่วนใดทําหน้าควบคุมการกล้ันหายใจเมื่อจะดําน้าํ
134
ก. การเดง้ ขาขนึ้ เม่ือถูกเคาะเข่า (knee-jerk)
ข. การชกั มอื หนีเม่ือมอื สมั ผัสกับหมอ้ ทร่ี ้อนจดั
ค. การรสู้ กึ เจ็บเมื่อเท้าเหยียบตะปู
ง. การเอามือปดั ลกู เทนนิสท่ีเข้ามาดว้ ยความเร็วสูง
9. ขอ้ ใดต่อไปน้ีเป็นการปรยี บเทียบความแตกตา่ งของระบบ
ประสาทแบบซิมพาเทติก และระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทติก
ได้ถูกตอ้ ง
A. ระบบประสาทซิมพาเทติก มเี ซลลป์ ระสาทก่อนปมประสาทส้นั
B. ระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทตกิ มเี ซลลป์ ระสาทก่อนปมประสาทสนั้
C. ระบบประสาทแบบซมิ พาเทตกิ มสี ารสอ่ื ประสาทตรงหน่วยตอบสนอง
เป็น acetylcholine
D. ระบบประสาทแบบพาราซมิ พาเทติก มีสารส่ือประสาทตรงหนว่ ยตอบสนอง
เปน็ acetylcholine
ก. A และ C ข. A และ D
ค. B และ C ง. B และ D
10. กจิ กรรมในขอ้ ใดสัมพนั ธ์กับการทํางานของ
ระบบประสาทพาราซิมพาราเทติก
ก. หัวใจเต้นถี่ เร็วและแรง
ข. การตอบสนองแบบสู้-หรือ-หนี
ค. การหลงั่ สารส่ือประสาทนอร์อะดีนาลีน
ง. กระตุ้นการหลง่ั น้ําย่อยในทางเดนิ อาหาร
เฉลย 1. ง 2. ก 3. ง 4. ก 5. ข
6. ก 7. ก 8. ข 9. ข 10. ง
135
136
137
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 4 รหสั วชิ า ว32243
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
รายวชิ าชวี วิทยา
กลุม่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 ช่ัวโมง
บทท่ี 1 เร่อื งระบบประสาทและอวยั วะรับความรสู้ กึ 3 ช่ัวโมง
หน่วยการจดั การเรียนรทู้ ี่ 1.4 เรอ่ื ง อวัยวะรบั ความรสู้ กึ (1) ภาคเรียนท่ี 2/2564
ชื่อครผู ู้สอน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม
สาระชีววิทยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลําเลียงสาร
และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้เู พิม่ เตมิ
ม.5 • สืบค้นขอ้ มูล อธบิ ายโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของ • ตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนงั เป็นอวัยวะรับความรู้สึกท่ี
ตา หจู มกู ล้ิน และผิวหนังของมนุษย์ยกตัวอยา่ ง รับสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน จึงมีความสําคัญที่ควรดูแล
โรคตา่ ง ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ ง และบอกแนวทางในการ ปอ้ งกัน และรักษาใหส้ ามารถทํางานไดเ้ ปน็ ปกติ
ดูแลป้องกัน และรกั ษา • ตาประกอบด้วย ชั้นสเคลอรา โครอยด์และเรตินา
• สังเกต และอธิบายการหาตาํ แหน่งของจุดบอดโฟเวีย เลนส์ตาเป็นเลนส์นูนอยูถ่ ัดจากกระจกตาทําหน้าทีร่ วม
และความไวในการรับสมั ผัสของผวิ หนัง แสงจากวัตถุไปที่เรตินา ซึ่งประกอบด้วย เซลล์รับแสง
และเซลล์ประสาททีน่ าํ กระแสประสาทสูส่ มอง
• หูประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูส่วนนอก หูส่วนกลาง
และหูสว่ นใน ภายในหสู ว่ นในมคี อเคลยี ซ่งึ ทําหน้าที่รับ
และเปลีย่ นคลื่นเสียงเป็นกระแสประสาท นอกจากนี้ยัง
มีเซมิเซอร์ควิ ลาร์แคเเนลทําหนา้ ที่รับรู้เกี่ยวกับการทรง
ตัวของรา่ งกาย
1. กาหนดเปา้ หมายของการจัดการเรียนรู้
1.1 สาระการเรียนร/ู้ เนอ้ื หาการเรยี นรู้
เรอื่ งท่ี 4 เร่อื ง อวยั วะรบั ความร้สู กึ (1)
อวัยวะรับความรู้สึก
138
1.2 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอดของเรือ่ งท่เี รียน
มนุษย์มีอวัยวะรับสัมผัสประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ซึ่งอวัยวะรับสัมผัสแต่ละ
อวยั วะมกี ารทำงานแตกตา่ งกนั ดังนี้
- ตา เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุและสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา แสงผ่านรูม่านตาโดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่
รวมแสงไปตกบริเวณเรตินาที่ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย แล้วแปลเป็นกระแส
ประสาทส่งไปทางเสน้ ประสาทสมองคู่ท่ี 2 เขา้ สู่สมองส่วนออพตกิ โลบ
- หู เมื่อคลื่นเสยี งผา่ นเขา้ หู จากหสู ว่ นนอก หูส่วนกลาง และหูส่วนใน คลนื่ เสยี งจะทำใหข้ องเหลวใน
คอเคลียสั่นสะเทือน แลว้ แปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพื่อเข้าสู่สมอง
ส่วนเซรีบรัม และยังทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวของร่างกายโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของของเหลว
ในเซมเิ ซอร์คิวลารแ์ คแนล แลว้ แปลเปน็ กระแสประสาทสง่ ไปยังเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพื่อเข้าสู่
สมองส่วนเซรีเบลลัม
- จมูก เมื่อโมเลกุลสารเคมีผ่านเข้าจมูก ออลแฟกทอรีเซลล์ทำหน้าที่รับกลิ่นและแปลเป็นกระแส
ประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคทู่ ี่ 1 นำเขา้ ส่สู มองสว่ นเซรีบรัม
- ลิ้น มีตุ่มรับรสทำหน้าทีร่ ับรสและแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปตามเส้นประสาทสมองคูท่ ี่ 7 และ
9 เข้าสสู่ มองสว่ นเซรีบรมั
- ผิวหนัง มเี ซลลป์ ระสาทรบั ความรูส้ ึกจำนวนมาก ทัง้ การสมั ผสั แรงกด ความร้อน ความเยน็ ซึ่งจะ
ส่งกระแสประสาทไปยังสมอง
1.3 จดุ ประสงค์การเรียนรู้ : เม่ือผเู้ รยี นจบกจิ กรรมการเรียนรู้ ผเู้ รียนสามารถ
ดา้ นความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง
(K: Knowledge) และหน้าที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรีย
ไสเ้ ดอื นดิน กุง้ หอย แมลง และสัตวม์ กี ระดกู สนั หลัง
ดา้ นกระบวนการ - นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ
(P: Process) ศักย์ไฟฟา้ ท่ีเย่ือหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาท
- นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับกลไกการเกิดกระแส
ประสาทและการถา่ ยทอดกระแสประสาท
- นักเรียนสามารถสืบคน้ ขอ้ มูลเกี่ยวกับโครงสร้างและ
หนา้ ที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรียไส้เดือน
ดนิ กงุ้ หอย แมลง และสัตว์มีกระดูกสันหลัง
- นกั เรยี นสามารถสืบคน้ ข้อมลู เกย่ี วกับการเปล่ยี นแปลง
ของศักย์ไฟฟา้ ทเ่ี ย่อื หุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาท
139
ด้านคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ - นักเรยี นสามารถสบื คน้ ขอ้ มูลเกย่ี วกับกลไกการเกิด
(A: Attribute) กระแสประสาทและการถ่ายทอดกระแสประสาท
ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การทํางานร่วมกบั ผ้อู นื่ , รบั ผิดชอบต่อการทาํ งาน,
(Sc.P: Science Process Skill) แสดงความคดิ เหน็ , นําเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรียนได้
การสังเกต การลงความเหน็ จากข้อมูล
การวัด การกาํ หนดและควบคุมตัวแปร
การคาํ นวณ/การใช้ตวั เลข การกาํ หนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติ
การจาํ แนกประเภท การตัง้ สมมตฐิ าน
การจดั กระทาํ และสอื่ ความหมายข้อมูล การทดลอง
การหาความสมั พันธร์ ะหว่างสเปสกบั สเปส การตีความหมายข้อมูล
และสเปสกบั เวลา การสรา้ งแบบจาํ ลอง
การพยากรณ์/การทํานาย
2. การจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชร้ ปู แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
ชว่ั โมงท่ี 1 - 2
ข้ันท่ี 1 ขัน้ กระตุน้ ความสนใจ (Engagement)
1. จัดกิจกรรมโดยสุ่มเลือกนักเรียน 5 คน เป็นตัวแทนนักเรียน ให้นักเรียนแต่ละคนปิดตา
ดมกลน่ิ และชมิ รสลกู อมรสชาติต่าง ๆ แลว้ ถามคำถามนักเรยี นทงั้ 5 คน ว่า นักเรียนทราบหรือไม่ว่า ลูก
อมทนี่ ักเรยี นชมิ เป็นรสอะไร
(แนวคำตอบ: คำตอบขึ้นอยกู่ บั รสของลูกอมท่ีใช้ทำกจิ กรรม)
2. ถามคำถามเชื่อมโยงกบั กจิ กรรม ดงั นี้
- จากกจิ กรรมข้างต้น นกั เรียนใช้อวยั วะรบั ร้สู ึกใดบ้างในการทำกจิ กรรม
(แนวคำตอบ: ใชจ้ มกู ในการดมกลิ่นและใชล้ น้ิ ในการรับรส)
- นอกจากจมูกและลนิ้ รา่ งกายยังมอี วยั วะรบั ความรสู้ กึ อนื่ ๆ อกี หรอื ไม่
(แนวคำตอบ : ตา หู และผิวหนัง)
140
3. ทบทวนความรู้ เรื่อง อวยั วะรบั ความร้สู ึกของร่างกาย ว่า อวยั วะรับความรสู้ ึกเป็นระบบที่
ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ
ประกอบด้วยอวัยวะตา่ ง ๆ ดังนี้
- ตา เปน็ อวยั วะรบั ความรู้สกึ จากสิ่งเร้าประเภทแสง
- หู เป็นอวัยวะรบั ความร้สู ึกจากสิง่ เร้าประเภทเสยี ง
- จมูก เป็นอวยั วะรบั ความรสู้ กึ จากสิง่ เร้าประเภทสารเคมี
- ล้นิ เป็นอวยั วะรบั ความร้สู ึกจากสิ่งเร้าประเภทสารเคมี
- ผิวหนัง เป็นอวัยวะรับความรู้สึกจากสิ่งเร้าประเภทการสัมผัสต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ ความเจ็บปวด
แรงกดแรงดึง
4. ถามคำถามกับนกั เรยี นวา่ “อวัยวะรับความรู้สกึ มีโครงสรา้ งท่เี หมาะสมต่อการทำหน้าทีอ่ ยา่ งไร”
(แนวคำตอบ: อวัยวะรับความรู้สึกมีลักษณะพน้ื ฐานประกอบด้วยเซลลร์ บั ความรู้สกึ ซึง่ เปน็ โครงสร้าง
พเิ ศษเพือ่ รับความร้สู กึ ต่าง ๆ เช่น ตามเี ซลล์รปู แทง่ และเซลลร์ ปู กรวยทไ่ี วตอ่ การรบั แสง หูมเี ซลลข์ นภายใน
คลอเคลียและเซมิเซอร์ควิ ลารแ์ คเนลซ่งึ ไวต่อการเปล่ียนแปลงของของเหลวทีเ่ กิดจากคลืน่ เสียงหรือการ
เปลย่ี นแปลงการทรงตัว จมกู มีออลแฟกทอรีเซลล์ที่ไวต่อการรับกลนิ่ (โมเลกุลสารเคมี) ลน้ิ มเี ซลลร์ ับรสท่ไี วตอ่
การรบั รส(โมเลกุลสารเคมี) และผวิ หนังมหี นว่ ยรบั ความรสู้ ึกซ่งึ ไวต่อการรับสมั ผสั ต่าง ๆ เซลลเ์ หล่านีจ้ ะ
สามารถแปลสญั ญาณจากสิง่ เรา้ ทไ่ี ดร้ บั เป็นกระแสประสาทและส่งไปแปลผลทสี่ มองเพ่ือเกดิ พฤติกรรม
ตอบสนองตอ่ ส่งิ เร้าท่ไี ดร้ ับ (นักเรยี นอาจยังไมส่ ามารถตอบคำถามได)้ )
ขน้ั ที่ 2 ข้ันสารวจค้นหา (Exploration)
1. แบ่งนกั เรยี นเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 5 คน โดยใช้ผลทางการเรียนจดั นกั เรียนตามระดับ
ความสามารถสูง ปานกลาง และคละกนั ในอัตราสว่ น 1 : 2 : 2 เพือ่ เรอ่ื ง โครงสรา้ งของตา และการมองเหน็
ภาพ จากภาพแบบจำลองโครงสรา้ งของนยั น์ตาหรือจากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชวี วทิ ยา เล่ม 5 ชนั้
มธั ยมศึกษาปีที่ 6 บทท่ี 1 ระบบประสาทและอวัยวะรับความรสู้ กึ ให้สมาชิกในทีมทําหนา้ ทีด่ งั น้ี
- ผนู้ าํ กลมุ่ ทาํ หน้าที่ควบคุมดูแลการทาํ งานให้ลลุ ่วง กระตุ้นเตือนและให้กําลังใจ
สมาชิก รบั เอกสารจากครู และรวบรวมงานส่งครู
- ผู้บนั ทึก ทําหน้าทจ่ี ดบนั ทึกข้อตกลง สรปุ ผลการทํางานและรายงานผล
- ผู้ชแ้ี นะ ทาํ หนา้ ท่ขี ยายความรู้เพ่มิ เติมความคดิ
- ผู้ตรวจสอบ ทาํ หนา้ ที่ตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนของสมาชิกให้ทกุ คน
สามารถอธิบายได้เหมือนกัน
2. นกั เรยี นแต่ละคนทาํ แบบทดสอบก่อนเรยี น เรื่อง ศนู ยค์ วบคุมระบบประสาทของมนุษย์ และการ
ทํางานของระบบประสาท
3. ครนู ําเสนอบทเรยี น โดยครสู อนความรู้แกน่ กั เรียนทั้งช้ันประกอบกับส่ือการสอน เพ่ือให้นักเรียน
เกดิ ความสนใจและเกิดการเรียนรู้รวดเร็วข้ึน
141
4.นกั เรียนแต่ละกลุ่มทํากิจกรรม การหาตาํ แหน่งของจุดบอดและโฟเวีย เพอ่ื หาตาํ แหนง่ ของจดุ บอด
และ โฟเวยี ในการมองเห็นได้ จากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตรร์ ายวิชาชวี วิทยา เลม่ 5 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 บทท่ี
1 ระบบประสาทและอวัยวะรับความรสู้ กึ
5. สุ่มเลือกนักเรียนอย่างน้อย 3 กลุ่ม นําเสนอผลและอภิปรายผลกิจกรรม การหาตําแหน่งของจุด
บอดและโฟเวีย แลว้ ถามคําถามทา้ ยกิจกรรมกับนกั เรยี น ดังนี้
- เพราะเหตุใดเมอื่ เลื่อนกระดาษเข้ามาใกล้นยั น์ตา ตาขวาจึงมองไม่เหน็ เคร่อื งหมายจดุ และ
ตาซา้ ยจึงมองเห็นเครือ่ งหมายบวก
(แนวคาํ ตอบ: ภาพเครื่องหมายจุดตกลงทจ่ี ุดบอดของนัยน์ตาขวาพอด)ี
- จากกจิ กรรม สามารถระบไุ ด้หรอื ไมว่ า่ จดุ บอดอยูเ่ ยือ้ งไปดา้ นใดของตา
(แนวคาํ ตอบ: จุดบอดของตาแตล่ ะข้างเยือ้ งไปทางดา้ นใกล้จมูก ดงั นนั้ ตาขวาจงึ มีจดุ บอด
อยูด่ ้านซ้ายของตา ตาซา้ ยจึงมจี ุดบอดอยู่ด้านขวาของตา)
- ตาสามารถมองเห็นสีของอุปกรณ์ได้ชัดเจน เม่ืออปุ กรณน์ น้ั อยูใ่ นทิศใด
(แนวคาํ ตอบ: เม่ืออปุ กรณ์เคลือ่ นทีใ่ กลแ้ นวการมองเห็นของตาจึงสามารถบอกสีได้
ชัดเจน)
6. ถามคําถามเพือ่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี น เชน่
- หากแสงตกกระทบบริเวณเรตินาที่มีเซลล์รูปกรวยจํานวนมากจะเห็นภาพได้ชัดเจน
หรือไม่ อย่างไร
(แนวคําตอบ: เห็นภาพชดั เจน เนอ่ื งจากเซลล์รูปกรวยสามารถแยกความแตกตา่ งของแสง
ได้ แต่ตอ้ งการแสงสวา่ งท่เี พียงพอ)
- หากมองวัตถุที่อย่ไู กล เอ็นยึดเลนสแ์ ละกลา้ มเนอื้ ยดึ เลนสจ์ ะมลี ักษณะอย่างไร
(แนวคําตอบ: กล้ามเนื้อยึดเลนส์จะคลายตัว เอ็นยึดเลนส์จะตึง เลนส์ตาจะโค้ง จุดโฟกัส
อยไู่ กลเลนส)์
- สว่ นประกอบใดของกล้องจลุ ทรรศน์ทาํ หนา้ ที่เดียวกบั มา่ นตา และทําหน้าทีใ่ ด
(แนวคาํ ตอบ: ไดอะแฟรม ซึ่งทาํ หนา้ ทปี่ รับปรมิ าณแสงท่ีเขา้ ส่เู ลนสใ์ หเ้ หมาะสม)
- เพราะเหตุใดเมื่อเข้าไปในห้องที่มีแสงสลัว ในช่วงแรกจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจน แต่เม่ือ
เวลาผ่านไปจะมองเห็นไดช้ ัดเจนขน้ึ ท้งั ที่ไม่ไดเ้ พิ่มความสวา่ ง
(แนวคําตอบ: นัยน์ตาของมนุษยต์ อ้ งการระยะเวลาในการปรบั ให้ชนิ ตอ่ การมองเหน็ ภาพ
ซึง่ เม่อื เปลย่ี นจากบรเิ วณท่ีมแี สงสว่างมากไปยังบรเิ วณท่มี ีแสงสว่างน้อยจะทาํ ใหม้ ่านตาปรบั ไม่ทัน แต่เม่อื
เวลาผา่ นไป ระบบประสาทอตั โนวตั จิ ะกระตุ้นใหก้ ลา้ มเนอ้ื มา่ นตาค่อย ๆ หดตวั รูม่านตาจงึ เปิดกว้างมาก
ข้นึ แสงท่ตี กบนเรตินามมี ากข้ึน ทาํ ให้มองเหน็ ภาพได้ชดั เจนขึ้น)
- ภาพทต่ี กบนเรตินาเป็นภาพชนิดใด
(แนวคําตอบ: ภาพจริงหวั กลบั )
142
- หากรา่ งกายขาดวิตามิน A จะสง่ ผลต่อการมองเห็นอยา่ งไร
(แนวคาํ ตอบ: ส่งผลตอ่ การมองเห็นในบรเิ วณที่มีแสงน้อย เมอื่ รา่ งกายขาดวติ ามนิ A จะ
ทําให้เซลล์รูปแทง่ ขาดเรตินอลจงึ สง่ ผลใหข้ าดโรดอพซิน ซึ่งกระบวนการมองเหน็ เกิดจากแสงกระตุ้นใหโ้ รดอฟ
ซนิ เปล่ยี นเปน็ เรตินอลกบั ออปซนิ แลว้ เกดิ กระแสประสาทไปยังสมองเพอ่ื แปลเปน็ ภาพ เมอ่ื โรดอฟซินนอ้ ยการ
เปลีย่ นแปลงดงั กลา่ วจึงเกิดนอ้ ย ทาํ ให้มองไม่เห็นภาพในบริเวณทม่ี แี สงน้อย)
ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ อธิบายความรู้ (Explanation)
1. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกันสบื ค้นข้อมลู และศกึ ษา เร่อื ง โครงสรา้ งของหู และการได้ยนิ จากภาพ
แบบจําลองโครงสรา้ งของหูหรือจากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรร์ ายวิชาชีววิทยา เลม่ 5 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
บทท่ี 1 ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรู้สกึ
2. ถามคําถามนักเรยี นเพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน ดงั น้ี
- ลักษณะของใบหูและช่องหมู ีส่วนช่วยในการได้ยนิ อยา่ งไร
(แนวคําตอบ: ใบหูที่มีลักษณะแผ่กว้างช่วยดักคลื่นเสียงให้เข้าหูง่ายขึ้น และช่องหูที่เป็น
ท่อยาวช่วยให้เสยี งเคลอ่ื นท่ีไปยงั หสู ว่ นกลางได้เรว็ ข้ึน)
- ทอ่ ยูสเตเชียนทําหนา้ ที่อยา่ งไร
(แนวคําตอบ: ปรับความดนั ระหวา่ งหสู ว่ นกลางและหูสว่ นใน)
- เพราะเหตุใดจึงรู้สึกปวดแก้วหูเมื่อขึ้นดอยที่อยู่สูงจากระดับนํ้าทะเลมาก ๆ และร่างกายมี
กลไกแก้ไขอยา่ งไร
(แนวคาํ ตอบ: เม่ือข้นึ ดอยทีอ่ ย่สู ูงจากระดับน้าํ ทะเลมากจะมีการเปลย่ี นแปลงความดนั
ของอากาศในหูสว่ นนอกทําให้เย่ือแก้วหูตึงจงึ ร้สู ึกปวดแกว้ หู ร่างกายมีกลไกปรับสมดลุ โดยปรบั ความดนั
ภายในหสู ่วนกลางใหเ้ ท่ากับหสู ่วนนอก)
- การสั่นของของเหลวในคอเคลียและในเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนลมีผลต่อร่างกายแตกต่างกัน
อย่างไร
(แนวคําตอบ: การสน่ั ของของเหลวเปน็ การเปล่ยี นสัญญาณเสียงเป็นกระแสประสาทสง่ ไป
ยงั สมอง แต่การส่นั ของของเหลวในเซมเิ ซอรค์ ิวลารแ์ คแนลเกดิ จากการเปล่ียนแปลงทิศทางของศรษี ะหรอื การ
ส่งตัว และกระตุน้ การสง่ กระแสประสาทไปยงั สมอง)
- เพราะเหตุใดเมื่อเล่นปั่นจิ้งหรีดหลาย ๆ รอบ แล้วหยุดยืนตรง จึงไม่สามารถทรงตัวได้
ตามปกติ
(แนวคําตอบ: ของเหลวในเซมเิ ซอร์ควิ ลาร์แคแนลยังเคลื่อนทอ่ี ยูท่ ําให้เซลลร์ บั ความรูส้ กึ
ยงั ทาํ งานอยูเ่ ช่นกนั ซ่งึ สง่ สญั ญาณไปควบคุมกล้ามเนื้อทีเ่ กี่ยวกบั การทรงตวั ท้ังสองขา้ งของร่างกายไม่เท่ากัน
จงึ ไม่สามารถทรงตัวได้ตามปกติ)
3. นกั เรียนแต่ละกล่มุ ร่วมกนั สืบคน้ ข้อมูลและศกึ ษา เรื่อง โครงสร้างของจมกู และการ
143
ดมกล่ิน จากภาพแบบจําลองโครงสรา้ งของจมกู หรอื จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรร์ ายวชิ าชีววทิ ยา เล่ม 5 ชน้ั
มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 บทท่ี 1 ระบบประสาทและอวัยวะรับความรสู้ ึก
4. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ร่วมกนั สืบคน้ ข้อมูลและศกึ ษา เรื่อง โครงสร้างของลนิ้ และการ
รบั รส จากแบบภาพจาํ ลองโครงสร้างของลนิ้ หรือจากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตรร์ ายวิชาชวี วทิ ยา เล่ม 5 ชน้ั
มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 บทท่ี 1 ระบบประสาทและอวัยวะรบั ความรู้สึก
5. นักเรียนแต่ละกลุ่มกลุ่มร่วมกันสืบคน้ ข้อมูลและศกึ ษา เรื่อง โครงสรา้ งของผิวหนงั และ
การรับความร้สู ึกต่าง ๆ จากแบบจําลองโครงสรา้ งของผวิ หนงั หรอื จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์รายวชิ า
ชีววทิ ยา เล่ม 5 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 บทท่ี 1 ระบบประสาทและอวัยวะรับความร้สู ึก
6. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ทํากิจกรรม ความไวของผวิ หนงั แต่ละบริเวณ เพือ่ ตรวจสอบความไว
ของการรับความรสู้ กึ ของผิวหนังแต่ละบริเวณ จากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชวี วิทยา เล่ม 5 ช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 บทท่ี 1 ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
7. สุม่ เลอื กนกั เรยี นอยา่ งนอ้ ย 3 กลุม่ นาํ เสนอผลและอภปิ รายผลกจิ กรรม ความไวของ
ผวิ หนังแตล่ ะบริเวณ แล้วถามคาํ ถามท้ายกิจกรรม ดงั นี้
- นกั เรียนสรปุ ผลกิจกรรมนไี้ ด้อยา่ งไร
(แนวคําตอบ: ผวิ หนังแตล่ ะบรเิ วณของรา่ งกายรับความรูส้ กึ ได้แตกตา่ งกัน เน่อื งจากมี
จํานวนปลายประสาทแตกตา่ งกนั บริเวณทีม่ ีปลายประสาทอยมู่ ากจะรับความรสู้ กึ ได้มาก สว่ นบรเิ วณที่มี
ปลายประสาทอยู่น้อยจะรบั ความรสู้ กึ ไดน้ อ้ ย)
- แตล่ ะบรเิ วณของร่างกายรบั สัมผัสไดเ้ หมือนหรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวคําตอบ: ข้ึนอยู่กบั ผลการทาํ กจิ กรรมของนกั เรยี นบริเวณปลายนิว้ จะมีจํานวนปลาย
ประสาทมากจึงสามารถแยกได้ แตบ่ ริเวณตน้ คอมีจาํ นวนปลายประสาทน้อยอาจไมส่ ามารถแยกไ
8. ถามคําถามเพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เช่น
- การรับรู้ความอร่อยของอาหารประกอบดว้ ยใชอ้ วยั วะรับความรู้สึกใดบา้ ง และอวัยวะรบั
ความรสู้ กึ ตา่ ง ๆ ทํางานรว่ มกันอยา่ งไร
(แนวคําตอบ: ใชล้ น้ิ จมูก และตา เพอื่ รบั รู้ความอร่อยของอาหาร โดยลิ้นทําหนา้ ทีร่ บั รส
อาหาร จมูก ทําหน้าทร่ี ับกลน่ิ อาหาร และตาทาํ หนา้ ท่ีรบั ภาพอาหาร ซึง่ หากขาดอวัยวะรบั ความรสู้ กึ หนึ่งไป
อาจทาํ ใหร้ ับประทานอาหารไม่อร่อยได้ เช่น ในชว่ งทีเ่ ปน็ หวดั และมนี ้าํ มูก เยือ่ จมกู จะถกู ปกคลมุ ด้วยเมือกจงึ
ทําใหค้ วามสามารถในการรับกลิน่ ลดลง)
- เพราะเหตุใดเมื่อลูบเสน้ ขนเบา ๆ จึงรบั รคู้ วามร้สู กึ ไดเ้ ชน่ กนั
(แนวคาํ ตอบ: บรเิ วณโคนเส้นขนมีปลายประสาทพันอยู่ จึงสามารถรับความรูส้ ึกได้)
9. นกั เรยี นทำใบงานที่ 4 เรอ่ื ง อวัยวะรบั ความร้สู กึ
144
ชว่ั โมงท่ี 3
ขน้ั ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรียนทำกจิ กรรม โรคทเี่ กีย่ วขอ้ งกับอวัยวะรบั ความรู้สกึ เพอ่ื สบื ค้นขอ้ มลู เกย่ี วกบั
โรคต่าง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั อวยั วะรับสมั ผสั ต่าง ๆ และบอกแนวทางในการดูแลและรักษาโรค จากหนงั สอื เรียน
วทิ ยาศาสตรร์ ายวิชาชวี วทิ ยา เล่ม 5 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 บทที่ 1 ระบบประสาทและอวยั วะรับความรู้สึก โดย
แบ่งโรค ดงั น้ี
- กล่มุ ท่ี 1 โรคท่เี กย่ี วขอ้ งกับตา - กลมุ่ ที่ 2 โรคทเี่ กย่ี วขอ้ งกับหู
- กลุ่มท่ี 3 โรคทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั จมกู - กลมุ่ ที่ 4 โรคทเ่ี กี่ยวข้องกับล้นิ
- กลมุ่ ท่ี 5 โรคท่เี กย่ี วข้องกับผิวหนงั
จัดทำเป็น Infographic, หรือแผนผังทำใหส้ วยงาม
ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
1. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ทําการประเมนิ ผลการทาํ งานของกลมุ่ โดยใช้แบบบันทึกการทาํ งานกลุ่ม
ส่อื การเรียนรู้/แหลง่ เรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์รายวชิ าชวี วิทยา เล่ม 5 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 6 บทท่ี 1
ระบบประสาทและอวยั วะรับความรสู้ ึก
2) ใบงานท่ี 4 เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก
3) PowerPoint เร่ือง อวยั วะรับความรู้สกึ
4) แบบจําลองโครงสร้างหู จมกู ลิน้ และผวิ หนัง
5) แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง อวยั วะรบั ความร้สู กึ
6) ใบกิจกรรมท่ี 2 อวัยวะรบั ความรสู้ ึก