เลข 345
ท่ี ประเดน็
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อยา่ ง มุง่ ม่นั ใน มีจิต รวม ระดับ
ชอื่ -สกลุ พอเพียง การทางาน สาธารณะ คะแนน คุณภาพ
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
30 นางสาววรรณศริ ิ พนั ธรุ ะ
31 นางสาววรินธร อนุญาหงษ์
32 นายวฒั นชยั บึงจนั ทร์
33 นางสาววันวสิ าข์ ภาชะรัตน์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคุณ
35 นายศภุ กติ ติ์ จนั ทร์ปทั ทัต
36 นายสเุ มธ กลุ ศรี
37 นางสาวสุวภทั ร ทิพรกั ษ์
38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี
39 นางสาวอรทยั จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชิษฐา เดชสมบตั ิ
41 นางสาวอิสรยี ์ ชํานาญกติ ติรฐั
42 นายปริญ นนั ทโพธเิ์ ดช
43 นางสาวพรพิมล พร้อมพรัง่
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณชั พล พรหมบตุ ร
46 นายปัญณกฤต วรกจิ เกษมสกุล
47 นายเจษนัยษ์ วงศเ์ ลิศ
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนช่วง 1-4 คะแนน
ลงช่ือ ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
346
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสงั เกตพฤตกิ รรมด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
พฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพการประเมิน
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. ใฝ่เรียนรู้ มคี วามตง้ั ใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา
เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ
เข้ารว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เลน่ ในขณะทค่ี รูสอน
ในเวลาที่ครูสอน และส่ง
เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น
บางคร้ัง
2. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งม่ันในการทาํ งาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มีจติ สาธารณะ
เห็นความสําคัญของสื่อ การ ร่วมกบั ผอู้ ่ืนได้เปน็ บางคร้ัง ความสําคัญของสื่อการ
เรียนรทู้ ม่ี อี ยู่ เรียนรู้ และไม่ดูแลรักษา
มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ
การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏิบัติ หน้าท่ีการงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ
ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี
เพ่อื ให้งานสําเร็จ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ทํางานไม่
ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ สําเร็จได้ตามเป้าหมาย
ทาํ งานให้สําเร็จเท่าทค่ี วร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่
สนใจงานทรี่ ับมอบหมาย
ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ
โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการทํา งานที่
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม
โรงเรียน ชมุ ชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้
โรงเรียนหรือชุมชน ความเข้าร่วมมือในการ
เข้าร่วมกิจกรรมของ
โรงเรียนหรือชุมชน
347
แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน
เรอ่ื ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ที่ ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คณุ ภาพ
การคิด ทักษะชวี ติ
ชอื่ -สกลุ การสอื่ สาร การแก้ปญั หา 321 12
321 321 321
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์
4 นางสาวจณิ ห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจดิ าภา ช่นื ชม
6 นายเจรญิ วิทย์ เพชรแสง
7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ
8 นายชานนท์ เชียงไฝ
9 นางสาวทิฏฐติ า วระศริ ิ
10 นายณภัทร วนิ ยั แพทย์
11 นายธนวัฒน์ บวรดเิ รกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รวี อ
13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนริ ดา ปยุ้ ธนาวัฒน์
15 นางสาวบารมี ป้านภมู ิ
16 นางสาวบุญยานุช เดชยศดี
17 นางสาวปัณฑารีย์ ไผป่ ้อง
18 นางสาวปิลันธา อ่อนรูท้ ่ี
19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพย์ชัยวรภทั ร์
20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพียงรพี คลังแสง
24 นางสาวภาณุมาศ สวุ รรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วสิ งู เร
26 นางสาวเมษติ า ภูมิ่งศรี
27 นายรชฏ ทองนาํ
28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล
348
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคิด ทักษะชีวติ
ช่ือ-สกุล การส่ือสาร การแก้ปัญหา 321 12
321 321 321
29 นายรัชชานนท์ ศรที า
30 นางสาววรรณศิริ พันธรุ ะ
31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์
32 นายวัฒนชยั บงึ จันทร์
33 นางสาววันวิสาข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ
35 นายศภุ กิตต์ิ จันทรป์ ัททตั
36 นายสุเมธ กุลศรี
37 นางสาวสุวภัทร ทพิ รกั ษ์
38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี
39 นางสาวอรทยั จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชิษฐา เดชสมบัติ
41 นางสาวอสิ รยี ์ ชาํ นาญกิตตริ ฐั
42 นายปริญ นันทโพธิเ์ ดช
43 นางสาวพรพิมล พร้อมพร่ัง
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณัชพล พรหมบุตร
46 นายปัญณกฤต วรกจิ เกษมสกลุ
47 นายเจษนัยษ์ วงศ์เลศิ
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงชือ่ ………………………………………..ผ้ปู ระเมิน
(………………………………..……)
349
แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผเู้ รียน
พฤติกรรม ระดับคณุ ภาพการประเมิน
1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
การสือ่ สาร มคี วามสามารถในการรบั ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
การคิด เข้าใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ื่นเข้าใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
3. ความสามารถใน ไดเ้ ปน็ บางคร้งั เข้าใจได้
การแกป้ ัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทําให้
องค์ ความร้ไู ด้ เทา่ ที่ควร สรา้ งองค์ความร้ไู มไ่ ด้
มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี
อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่
คาํ นงึ ถึงผอู้ นื่ คํานงึ ถึงผอู้ ่นื เป็นบางคร้ัง คํานงึ ถงึ ผ้อู ื่น
มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ
และทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุม่ ร่วมกบั ผูอ้ ื่นได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น
บางคร้งั
350
ใบงานท่ี 1.1 การสบื พันธุ์ของสตั ว์ (1)
ชอ่ื ………………………………………………………………………………………… ช้นั ………………. เลขที่ ………….
คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นตอบคําถามตอ่ ไปนี้ให้ถูกต้อง
1) รังไข่ และอัณฑะ เปน็ อวยั วะท่อี ย่ใู นสตั ว์เพศใด และทําหนา้ ท่ีอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2) เซลล์สบื พันธุ์เพศผู้ และเพศเมีย เรียกว่าอะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3) ไข่มลี ักษณะต่างจากอสุจิอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4) เพราะเหตุใดไข่ของปลา คางคก กบ เขียด จงึ ออกคราวละมาก ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
5) การปฏิสนธิของสัตวแ์ บ่งออกเป็นกป่ี ระเภท อะไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
6) การปฏสิ นธภิ ายใน และการปฏิสนธิภายนอกของสัตวต์ ่างกันอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
351
7) ไข่ของสัตว์ทีป่ ฏสิ นธิภายในอกลกู เป็นไข่ ไข่จะมลี ักษณะอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
8) ไข่และเปลือกไข่มีผลอย่างไรต่อตัวออ่ นทอ่ี ยูภ่ ายใน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
9) ใหน้ กั เรยี นยกตวั อย่างสัตว์ที่มีการปฏสิ นธิภายใน และภายนอกมาอยา่ งละ 5 ชนิด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
10) เพราะอะไร ไข่ไกจ่ ึงมขี นาดใหญก่ ว่าไขน่ ก
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
11) สัตวท์ ่ีออกลูกเปน็ ตวั ตัวอ่อนจะได้รับอาหาร นํ้า และอากาศจากที่ใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
12) ถ้าเล้ียงไก่ไวใ้ นกรงต้ังแตเ่ ล็กจนโต และเมอ่ื ไก่ออกไขจ่ ะฟักเปน็ ตวั หรอื ไม่ เพราะอะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
352
13) ปลากดั ตวั เมียทเ่ี ล้ียงไว้ในโหลสามารถต้ังทอ้ งและออกไขไ่ ดห้ รือไม่ ถ้าไม่มีปลากัดตวั ผู้ เพราะอะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
14) สตั ว์ทข่ี ยายพนั ธแ์ุ บบไมอ่ าศัยเพศ สว่ นใหญ่จะเปน็ สัตว์ชนดิ ใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
15) การขยายพันธ์ุแบบไม่อาศยั เพศของสัตว์มีกีป่ ระเภท อะไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
16) ยกตวั อย่างสัตวท์ มี่ ีการขยายพันธุ์แบบแบ่งตัว และแตกหนอ่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
17) สตั วท์ ข่ี ยายพันธแุ์ บบแบ่งตวั ปรมิ าณสัตวท์ ี่เพิ่มในแตล่ ะครั้งจะเป็นเท่าใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
18) ถา้ อะมีบา 2 ตัว และขยายพนั ธุ 2 ครง้ั ตดิ ต่อกัน จะมีอะมีบาจํานวนเทา่ ไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
19) จ้ิงจก เม่ือหางขาดแลว้ จะงอกใหม่ไดเ้ อง จดั เปน็ การขยายพันธ์ุแบบงอกใหมห่ รอื ไม่ เพราะอะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
353
20) นกั เรยี นคิดวา่ ถ้าสตั วแ์ ละพืชไมม่ ีการสบื พันธุ์ จะเกดิ อะไรขน้ึ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
354
ใบงานที่ 1.2 การสบื พันธข์ุ องสตั ว์ (2)
ชอ่ื ………………………………………………………………………………………… ชนั้ ………………. เลขท่ี ………….
Note : การสบื พนั ธ์ุของสัตว์มที งั้ การสืบพันธแ์ุ บบไม่อาศยั เพศ และการสบื พันธแุ์ บบอาศยั เพศ ซ่งึ สว่ น
ใหญส่ ตั วม์ กี ารสืบพันธ์แุ บบอาศยั เพศ
การสืบพนั ธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ คือ ………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การสบื พันธแุ์ บบอาศยั เพศ คอื ………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ตอนท่ี 1 : การสบื พนั ธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ
คาช้แี จง : ให้นักเรียนนําลักษณะการสบื พนั ธท์ุ ่ีกําหนดให้ เตมิ ลงในชอ่ งว่างให้ถูกต้อง
การงอกใหม่ การแตกหน่อ คอยจูเกช่ัน การแบ่งแยกตวั
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
ตอนที่ 2 : การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ
คำชแ้ี จง 1 : จากรูปการสืบพันธ์ุแบบอาศยั เพศ และการเจริญเตบิ โตของสตั ว์ ใหน้ กั เรียนนำคำทกี่ ำหนดให้
เติมลงในช่องว่างให้ถกู ต้อง
n ไซโกต
2n แบ่งเซลลแ์ บบ
ไมโทซิส
คาชแ้ี จง 2 : ให้นกั เรยี นยกตัวอยา่ งการ
ปฏิสนธิ ดังตอ่ ไปนี้
การปฏสิ นธิภายใน : ………………………….
…………………………………………………………
…………………………………………………………
การปฏสิ นธิภายนอก : ………………………
…………………………………………………………
…………………………………………………………
355
แบบทดสอบก่อนเรยี น
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอื่ ง การสบื พนั ธุข์ องสตั ว์
คำช้แี จง : ให้นักเรียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ส่งิ มีชวี ติ เซลล์เดยี วในข้อใดมีการสืบพนั ธ์แุ บบอาศยั เพศ 6. ข้อดขี องการสืบพนั ธุ์แบบอาศัยเพศ คอื ข้อใด
1. ยสี ต์ 2. อะมบี า 1. สิ่งมีชีวิตเกดิ ข้ึนใหม่มีความหลากหลายทาง
พันธุกรรม
3. ยกู ลนี า 4. พารามเี ซียม
2. เพิ่มจํานวนได้รวดเร็ว
2. สิ่งมีชวี ติ ในข้อใดมกี ารสบื พันธุ์โดยการแตกหนอ่ 3. สบื พนั ธุไ์ ด้ด้วยตัวเอง
4. ไม่มีการกลายพันธุ์ (No variation)
1. ฟองน้าํ ไฮดรา
2. ฟองนาํ้ ดาวทะเล
3. ดาวทะเล พลานาเรยี
4. หนอนตวั แบน สาหร่ายไฟ 7. สง่ิ มชี ีวิตชนิดใดท่ีมีการสบื พนั ธ์ุแบบอาศยั เพศ
3. พารท์ ีโนเจเนซสิ เปน็ การสืบพันธ์ทุ ่พี บในสง่ิ มชี ีวติ กล่มุ ใด ทงั้ หมด
1. กงุ้ กรา้ มกราม ปลากัด ไฮดรา
1. แมลง 2. สาหรา่ ย 2. สาหร่ายทะเล หนู ฟองนํา้
3. โลมา สนุ ขั ปลากระเบน
3. โพรโทซวั 4. หนอนตวั กลม 4. ปลาชอ่ น ปลาแซลมอน สาหร่ายไฟ
4. เพราะเหตใุ ดการปฏสิ นธภิ ายนอกรา่ งกายสิ่งมชี วี ิตจงึ ต้องมี 8. ขอ้ ใดกลา่ วถึงการปฏสิ นธิได้ไม่ถูกต้อง
การสร้างเซลลส์ บื พันธุ์
1. ปอ้ งกนั การสญู พันธ์ุ
2. เพิ่มอัตราการรอดชวี ิต
3. เพม่ิ ประสิทธิภาพการปฏสิ นธิ 1. การปฏิสนธิคือการหลอมรวมของนวิ เคลยี ส
4. เพิ่มความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม ของเซลลส์ ืบพนั ธ์เุ พศผแู้ ละเพศเมีย
5. ขอ้ ใดไม่ใชล่ ักษณะของสงิ่ มีชีวติ ตัวใหมท่ ่เี กิดจากการสบื พันธุ์ 2. ปลามกี ารปฏสิ นธิภายนอกเท่านน้ั
แบบอาศัยเพศ 3. สัตวส์ ะเทนิ น้าํ สะเทินบกจะมกี ารปฏสิ นธิ
1. มีความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม ภายนอก
4. สตั วเ์ ลีย้ งลกู ดว้ ยนมสว่ นใหญป่ ฏสิ นธภิ ายใน
2. เพิ่มจาํ นวนช้าและสูญเสยี พลังงานมาก
ออกลกู เป็นตัว
3. เกิดจากการปฏิสนธิของสเปิรม์ และไข่ 9. สัตวใ์ นข้อใดสืบพนั ธุโ์ ดยการปฏิสนธภิ ายนอกตัว
4. มีลกั ษณะทางพนั ธุกรรมเหมอื นเดิมทุกประการ
ทุกชนิด
1. หอย กุ้ง มา้ นํ้า
2. กบ ปลาหางนกยงู จระเข้
3. เตา่ ปู ปลาไหล
4. ไฮดรา งูดิน ผีเสื้อไหม
356
10. ถ้าไฮดรา หรือพลานาเรีย ถูกตัดออกเปน็ ชน้ิ เล็ก ๆ
จํานวนมาก แต่ละชนิ้ จะเจริญเติบโตเป็นไฮดรา หรือ
พลานาเรยี ใหม่ได้อยา่ งสมบูรณเ์ หมอื นเดมิ ขบวนการนี้
เรียกวา่
1. การสืบพันธุ์ (reproduction)
2. รี เจน เนอ เรชนั (regeneration)
3. พาทีโน เจนีซี (parthenogenesis)
4. แฟรกเมนเตชัน (fragmentation)
เฉลย 1. 4 2. 1 3. 1 4. 2 5. 4
6. 1 7. 3 8. 2 9. 1 10. 1
357
แบบทดสอบหลงั เรยี น
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง การสืบพนั ธขุ์ องสัตว์
คำชี้แจง : ใหน้ ักเรียนเลือกคําตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. สิ่งมีชวี ติ เซลล์เดยี วในข้อใดมกี ารสบื พันธุแ์ บบอาศยั เพศ 6. ขอ้ ดีของการสบื พันธุ์แบบอาศัยเพศ คือขอ้ ใด
1. ยสี ต์ 2. อะมีบา 1. สงิ่ มีชีวติ เกิดขึน้ ใหมม่ ีความหลากหลายทาง
พนั ธกุ รรม
3. ยูกลีนา 4. พารามเี ซยี ม
2. เพ่ิมจาํ นวนได้รวดเรว็
2. สงิ่ มชี วี ิตในข้อใดมีการสืบพันธโุ์ ดยการแตกหน่อ 3. สืบพนั ธไุ์ ดด้ ้วยตวั เอง
4. ไมม่ ีการกลายพันธ์ุ (No variation)
1. ฟองนาํ้ ไฮดรา
2. ฟองน้าํ ดาวทะเล
3. ดาวทะเล พลานาเรยี
4. หนอนตวั แบน สาหรา่ ยไฟ 7. สิ่งมีชวี ิตชนิดใดที่มีการสบื พนั ธุแ์ บบอาศัยเพศ
3. พาร์ทโี นเจเนซิสเป็นการสืบพันธุ์ท่พี บในสงิ่ มชี วี ติ กล่มุ ใด ท้ังหมด
1. กุ้งกร้ามกราม ปลากัด ไฮดรา
1. แมลง 2. สาหรา่ ย 2. สาหร่ายทะเล หนู ฟองนาํ้
3. โลมา สนุ ัข ปลากระเบน
3. โพรโทซัว 4. หนอนตัวกลม 4. ปลาชอ่ น ปลาแซลมอน สาหร่ายไฟ
4. เพราะเหตุใดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายสง่ิ มชี วี ติ จึงต้องมี 8. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ การปฏิสนธิได้ไม่ถกู ต้อง
การสรา้ งเซลลส์ ืบพันธ์ุ
1. ป้องกันการสญู พันธ์ุ
2. เพิ่มอัตราการรอดชีวติ
3. เพิ่มประสิทธิภาพการปฏสิ นธิ 1. การปฏิสนธคิ อื การหลอมรวมของนวิ เคลยี ส
4. เพิ่มความหลากหลายทางพันธกุ รรม ของเซลลส์ ืบพนั ธ์เุ พศผูแ้ ละเพศเมยี
5. ขอ้ ใดไม่ใชล่ ักษณะของสิ่งมีชวี ติ ตัวใหมท่ ่เี กิดจากการสบื พันธ์ุ 2. ปลามกี ารปฏิสนธิภายนอกเท่านัน้
แบบอาศัยเพศ 3. สตั วส์ ะเทินน้าํ สะเทินบกจะมีการปฏิสนธิ
1. มคี วามหลากหลายทางพันธกุ รรม ภายนอก
4. สตั ว์เล้ียงลกู ด้วยนมสว่ นใหญป่ ฏิสนธิภายใน
2. เพ่ิมจํานวนช้าและสญู เสยี พลงั งานมาก
ออกลูกเป็นตัว
3. เกดิ จากการปฏิสนธิของสเปิรม์ และไข่ 9. สัตว์ในขอ้ ใดสบื พันธ์ุโดยการปฏิสนธภิ ายนอกตัว
4. มีลักษณะทางพนั ธุกรรมเหมอื นเดิมทุกประการ
ทุกชนิด
1. หอย กงุ้ มา้ น้ํา
2. กบ ปลาหางนกยงู จระเข้
3. เต่า ปู ปลาไหล
4. ไฮดรา งูดนิ ผเี ส้อื ไหม
358
10. ถา้ ไฮดรา หรอื พลานาเรีย ถูกตดั ออกเปน็ ชนิ้ เลก็ ๆ
จํานวนมาก แต่ละชน้ิ จะเจริญเติบโตเปน็ ไฮดรา หรือ
พลานาเรยี ใหม่ได้อย่างสมบรูณเ์ หมือนเดิมขบวนการนี้
เรียกวา่
1. การสืบพนั ธ์ุ (reproduction)
2. รี เจน เนอ เรชนั (regeneration)
3. พาทีโน เจนีซี (parthenogenesis)
4. แฟรกเมนเตชนั (fragmentation)
เฉลย 1. 4 2. 1 3. 1 4. 2 5. 4
6. 1 7. 3 8. 2 9. 1 10. 1
359
360
361
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 13 รหสั วชิ า ว32243
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
รายวชิ าชวี วทิ ยา
กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 15 ชวั่ โมง
บทที่ 4 เรือ่ งระบบสบื พันธ์ุและการเจรญิ เตบิ โต 3 ช่ัวโมง
หนว่ ยการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1.2 เร่อื ง การสืบพนั ธุข์ องมนุษย์ (1) ภาคเรยี นท่ี 2/2564
ช่อื ครูผสู้ อน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม
สาระชีววทิ ยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตวแ์ ละมนุษย์ การหายใจและการแลกเปล่ียนแกส๊ การลําเลียงสาร
และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ชน้ั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรูเ้ พม่ิ เติม
ม.5 • สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของ • การสบื พนั ธ์ุของมนุษย์มกี ระบวนการสรา้ งสเปิร์ม จาก
อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและระบบ สืบพันธ์ุ เซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมภายในอัณฑะ แ ละ
เพศหญิง กระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ข่จากเซลลโ์ อโอโกเนยี ม ภายใน
• อธิบายกระบวนการสร้างสเปิร์ม กระบวนการ สร้าง รังไข่
เซลลไ์ ข่และการปฏสิ นธิในมนษุ ย์ • อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายประกอบด้วย อัณฑะ ทํา
หน้าที่สร้างสเปิร์มและฮอร์โมนเพศชาย และมี
โครงสร้างอน่ื ๆ ทท่ี าํ หนา้ ทลี่ ําเลยี งสเปริ ์ม สรา้ งนํ้าเลยี้ ง
สเปิร์ม และสารหลอ่ ลื่นทอ่ ปัสสาวะ
• อัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างสเปิร์ม ซึ่งภายใน มี
เซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมที่เป็นเซลล์ตั้งต้น ของ
กระบวนการสร้างสเปิรม์
• อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ประกอบด้วย รังไข่ ท่อ
นําไข่ มดลูก และช่องคลอด รังไข่ทําหน้าที่ สร้างเซลล์
ไขแ่ ละฮอร์โมนเพศหญงิ
362
1. กาหนดเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้
1.1 สาระการเรยี นร/ู้ เน้อื หาการเรยี นรู้
เรือ่ งที่ 2 เรื่อง การสบื พนั ธข์ุ องมนุษย์ (1)
1) อวยั วะสบื พันธ์ุชองเพศชาย
2) อวยั วะสบื พนั ธุ์ของเพศหญงิ
1.2 สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอดของเรือ่ งที่เรียน
มนุษยม์ กี ารสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศและมีการปฏสิ นธภิ ายในรา่ งกาย เพศผู้สร้างเซลล์สืบพันธ์ุเพศผู้
เรียกว่า สเปิร์ม เพศเมียสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เรียกว่า เซลลไข เมื่อสเปิร์มเข้าผสมกับเซลล์ไข่ใน
ร่างกายเพศเมียจะเกิดการปฏิสนธิได้เป็นไซโกต ซึ่งจะแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนและพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ และ
เจริญเตบิ โตเปน็ ทารก เด็ก และผ้ใู หญต่ ่อไป
อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วยอัณฑะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศชายและเซลล์
สืบพันธุ์เพศชาย ถุงอัณฑะทำหน้าที่ห่อหุ้มอัณฑะและปรับอุณหภูมิของอัณฑะ หลอดเก็บสเปิร์มทำหน้าท่ี
เกบ็ สเปริ ์มทสี่ รา้ งมาจากอณั ฑะจนกว่าจะเจริญเต็มที่ หลอดนําสเปิรม์ ทำหนา้ ท่ีเป็นทางผา่ นของสเปิร์มออก
สู่ภายนอกร่างกาย ต่อมสรางนํ้าเลี้ยงสเปิร์มทำหน้าที่สร้างน้ำเลี้ยงสเปิร์มที่มีสภาพเป็นเบสอ่อนๆ
ต่อมลูกหมากทำหน้าที่สร้างสารที่มีสภาพเป็นเบสเพื่อหล่อเลี้ยงสเปิร์มแล ะลดความเป็นกรดในช่องคลอด
ของเพศหญิง ตอมคาวเปอรทำหนา้ ท่ีสรา้ งสารเมือกทม่ี สี ภาพเป็นเบสเพือ่ ช่วยหล่อลืน่ และลดความเป็นกรด
ในท่อปัสสาวะ และองคชาตเปน็ อวัยวะสบื พนั ธุภ์ ายนอกร่างกาย
อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วยรังไข่ทำหน้าที่ผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง
ท่อนำไข่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของเซลล์ไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูกและเป็นบริเวณที่สเปิร์มปฏิสนธิกับ
เซลลไ์ ข่ มดลูกทำหน้าทเ่ี ปน็ ที่ฝังตวั ของเซลล์ไขท่ ่ีได้รบั การปฏสิ นธิและเป็นทเ่ี จริญเตบิ โตของทารกในครรภ์
และช่องคลอดทำหน้าที่เป็นทางผ่านของสเปิร์มเข้าสู่มดลูกและเป็นทางออกของทารกเมื่อครบกำหนด
คลอด
363
1.3 จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ : เม่อื ผเู้ รียนจบกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถ
ด้านความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของ
(K: Knowledge) อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและระบบ สืบพันธุ์เพศ
หญงิ
ดา้ นกระบวนการ - นกั เรียนสามารถสบื ค้นขอ้ มูลเกี่ยวกบั โครงสร้างและ
(P: Process) หน้าที่ของอวยั วะในระบบสบื พันธเ์ุ พศชายและระบบ
สืบพนั ธเุ์ พศหญิง
ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การทาํ งานร่วมกับผู้อ่นื , รบั ผดิ ชอบตอ่ การทาํ งาน,
(A: Attribute) แสดงความคดิ เหน็ , นําเสนอผลงานหน้าชั้นเรยี นได้
ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
(Sc.P: Science Process Skill) การลงความเหน็ จากข้อมลู
การกาํ หนดและควบคมุ ตัวแปร
การสงั เกต การกาํ หนดนิยามเชงิ ปฏิบัติ
การวดั การต้ังสมมติฐาน
การคาํ นวณ/การใชต้ วั เลข การทดลอง
การจําแนกประเภท การตคี วามหมายข้อมลู
การจดั กระทาํ และสือ่ ความหมายข้อมลู การสรา้ งแบบจาํ ลอง
การหาความสมั พันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส
และสเปสกับเวลา
การพยากรณ/์ การทํานาย
2. การจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใช้รปู แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กจิ กรรมการเรยี นรูแ้ บบเชิงรุก (Active Learning)
ชวั่ โมงท่ี 1 - 2
ข้นั ที่ 1 ขนั้ กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1. ทบทวนความรู้ เรื่อง การสบื พนั ธข์ุ องมนุษย์ ทน่ี ักเรยี นได้ศกึ ษามาในชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนตน้
ว่า “การสืบพันธุข์ องมนุษย์เป็นการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ โดยเพศผ้สู รา้ งเซลลส์ บื พนั ธเุ์ พศผูจ้ ากอัณฑะ
เรียกว่า สเปิรม์ ส่วนเพศเมยี สร้างเซลลส์ ืบพนั ธเ์ุ พศเมยี จากรงั ไข่ เรียกวา่ เซลลไข เม่ือสเปิรม์ เข้าผสมกับเซลล์
ไข่ภายในร่างกายเพศเมยี จะเกิดการปฏิสนธิได้เปน็ ไซโกต ซ่ึงจะแบ่งเซลลเ์ พิ่มจํานวนและพฒั นาเปน็ เอ็มบริโอ
และเจริญเตบิ โตเปน็ ทารก เด็ก และผู้ใหญต่ ่อไป”
364
2. ถามคำถามทบทวนความรเู้ ดิมกับนักเรียน ดงั น้ี
- การสบื พนั ธ์ุของมนษุ ยเ์ หมอื นหรอื แตกตา่ งจากการสบื พนั ธข์ุ องสัตวอ์ ย่างไร
(แนวคำตอบ : การสืบพันธ์ขุ องมนุษย์เป็นการสบื พนั ธุ์แบบอาศัยเพศเหมือนของสตั ว์มีกระดูกสันหลัง
ส่วนใหญ่ เพศผ้สู ร้างเซลลส์ ืบพันธ์ุเพศผู้ คือ สเปิร์ม เพศเมยี สรา้ งเซลล์สืบพนั ธเ์ุ พศเมีย คือ เซลลไข่ และมีการ
ปฏิสนธภิ ายในรา่ งกายเพศเมียเหมือนสตั ว์มีกระดูกสนั หลังบางชนิด)
- เซลล์สืบพนั ธขุ์ องมนุษยส์ รา้ งจากอวยั วะใด
(แนวคำตอบ : สเปิรม์ สรา้ งจากอณั ฑะ เซลลไ์ ขส่ ร้างจากรงั ไข่)
ข้นั ที่ 2 ขั้นสารวจคน้ หา (Exploration)
1. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 5 คน โดยใช้ผลทางการเรียนจัดนักเรียนตามระดับ
ความสามารถสูง ปานกลาง และคละกัน ในอัตราส่วน 1 : 2 : 2 เพื่อทำกิจกรรม ความหมายของการรับรู้และ
การตอบสนอง โดยใหส้ มาชกิ ในทมี ทาํ หนา้ ท่ีดงั นี้
- ผู้นํากลุ่ม ทําหน้าที่ควบคุมดูแลการทํางานให้ลุล่วง กระตุ้นเตือนและให้กําลังใจสมาชิก รับ
เอกสารจากครู และรวบรวมงานสง่ ครู
- ผบู้ ันทกึ ทาํ หนา้ ที่จดบนั ทกึ ขอ้ ตกลง สรปุ ผลการทํางานและรายงานผล
- ผู้ชีแ้ นะ ทําหนา้ ที่ขยายความรู้เพม่ิ เตมิ ความคิด
- ผ้ตู รวจสอบ ทําหนา้ ทตี่ รวจสอบความเข้าใจในบทเรียนของสมาชิกให้ทุกคนสามารถอธิบาย
ไดเ้ หมือนกัน
2. นักเรยี นแตล่ ะคนทําแบบทดสอบก่อนเรียน เรือ่ ง การสืบพันธข์ุ องมนุษย์ (11)
3. นักเรียนแบ่งกล่มุ ออกเปน็ 6 กลมุ่ โดยนักเรียนแตล่ ะกล่มุ แบ่งหนา้ ท่กี นั ไปศึกษาหัวข้อ ดังน้ี
- เร่ืองที่ 1 โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องอวัยวะในระบบสืบพนั ธุเ์ พศชาย
- เรือ่ งที่ 2 โครงสร้างและหน้าที่ของอวยั วะในระบบสืบพันธเ์ุ พศหญงิ
4. นักเรียนแต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่ไปศึกษาเรื่องที่ศึกษา แล้วร่วมกันอธิบาย และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้
ศึกษา
5. ครูใช้แบบจำลองโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและเพศหญิง แล้ว
นักเรียนแบง่ กลุม่ กลุ่มละ 4 - 5 คน ร่วมกนั อภิปรายเก่ียวกบั ระบบสืบพันธข์ุ องมนษุ ย์
6. นักเรียนศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและเพศหญิง จากสื่อ
อิเลก็ ทรอนิกส์หรือจากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์รายวชิ าชีววิทยา เลม่ 5 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
7. นักเรยี นทําใบงานท่ี 2 การสืบพนั ธุ์ของมนุษย์ (Reproduction of Human)
365
ขนั้ ท่ี 3 ขั้นอธิบายความรู้ (Explanation)
1. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ จับสลากเลอื กหวั ขอ้ ทศ่ี ึกษาเกยี่ วกับการสบื พันธข์ุ องมนุษย์ ดังนี้
- หมายเลข 1 โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธเุ์ พศชาย
- หมายเลข 2 โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพนั ธุ์เพศหญิง
นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันเขยี นแผนภาพจากหวั ข้อที่จับสลากได้ แลว้ ส่งตัวแทนกลุ่มนำเสนอหนา้ ชน้ั เรียน
โดยระหว่างทีน่ ักเรียนนำเสนอใหน้ ักเรียนในช้นั เรียนรว่ มกันเสนอแนะ และครคู อยเพ่ิมเตมิ ประเด็นท่ขี าดหายไป
ชว่ั โมงท่ี 3
ขนั้ ท่ี 3 ข้นั อธบิ ายความรู้ (Explanation)
2. นกั เรียนและครรู ว่ มกนั สรปุ เกย่ี วกับการสืบพันธ์ขุ องมนุษยเ์ พื่อให้ไดข้ ้อสรปุ ดงั นี้
- ระบบสืบพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วยอัณฑะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศชายและเซลล์สืบพันธุ์เพศ
ชาย ถงุ หุ้มอัณฑะทำหน้าทห่ี ่อห้มุ อัณฑะและปรับอุณหภูมิของอัณฑะ หลอดเก็บสเปิร์มทำหน้าท่ีเก็บ
สเปิร์มที่สร้างมาจากอัณฑะจนกว่าสเปิร์มจะเจริญเต็มที่ หลอดนําสเปิร์มทำหน้าที่เป็นทางผ่านของ
สเปิร์มออกสู่ภายนอกร่างกาย ต่อมสรางนํ้าเลี้ยงสเปิร์มทำหน้าที่สร้างน้ำเลี้ยงสเปิร์มที่มีสภาพเป็น
เบสออ่ น ๆ ตอ่ มลูกหมากทำหนา้ ที่สร้างสารที่มสี ภาพเปน็ เบสเพ่ือหล่อเลี้ยงสเปิร์มและลดความเป็น
กรดในช่องคลอดของเพศหญงิ ตอมคาวเปอรทำหน้าที่สร้างสารเมือกท่ีมีสภาพเป็นเบสเพื่อช่วยหล่อ
ลืน่ และลดความเปน็ กรดในท่อปัสสาวะ และองคชาตเปน็ อวัยวะสบื พนั ธุ์ภายนอกร่างกาย
- ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วยรังไข่ทำหน้าที่ผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ท่อนำไข่ทำ
หนา้ ที่เป็นทางผ่านของเซลลไ์ ขท่ ี่ออกจากรงั ไข่เขา้ สมู่ ดลูกและเป็นบรเิ วณที่สเปิร์มปฏิสนธิกับเซลล์ไข่
มดลูกทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของเซลล์ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิและเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
และชอ่ งคลอดทำหน้าท่ีเปน็ ทางผ่านของอสุจเิ ข้าสู่มดลูกและเปน็ ทางออกของทารกเมื่อครบกำหนด
คลอด
3. นักเรียนเขียนสรุปในรูปแบบผังมโนทัศน์ เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์
เพศชายและโครงสร้างและหนา้ ทขี่ องอวัยวะในระบบสบื พนั ธุ์เพศหญงิ
ขน้ั ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบค้นข้อมูล เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบ
สืบพันธุ์เพศชายและเพศหญิง และวิธีการดูแลรักษาอวัยวะสืบพันธุ์ เขียนเป็นผังมโนทัศน์ลงในกระดาษ A4
ตกแตง่ ให้สวยงาม และสุ่มนักเรียนออกมา 2 กลมุ่ เพื่อนำเสนอหนา้ ชนั้ เรียน
366
ข้นั ที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation)
1. ประเมนิ ความรู้เกย่ี วกับ เรื่อง การสบื พนั ธุข์ องมนษุ ย์ โดยสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถาม ตรวจ
แบบฝึกหดั ตรวจใบงาน ตรวจรายงาน และตรวจผังมโนทัศน์
2. ประเมนิ ทักษะและกระบวนการ โดยสงั เกตพฤติกรรมการทําปฏบิ ตั กิ ารในกิจกรรม การใชก้ ล้อง
จลุ ทรรศนใ์ นการศกึ ษา และการนําเสนอผลงาน
3. ประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ โดยสงั เกตพฤตกิ รรมความสนใจใฝ่รูใ้ นการศึกษาและความ
มุ่งมัน่ ในการทาํ งาน
สอ่ื การเรยี นร/ู้ แหลง่ เรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรร์ ายวชิ าชีววทิ ยา เลม่ 5 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6
2. สอ่ื Power Point เร่ือง การสบื พนั ธุข์ องสัตวแ์ ละการเจริญเติบโต
3. ใบงานที่ 2 การสบื พันธข์ุ องมนุษย์ (Reproduction of Human)
3. แบบทดสอบก่อนเรยี น และแบบทดสอบหลงั สอบ เรื่อง การสืบพนั ธ์ขุ องมนุษย์ (1)
367
การวดั และประเมนิ ผล
รายการวัด วิธวี ดั เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมิน
- ประเมนิ ตาม
1. ประเมินกอ่ นเรยี น - แบบทดสอบก่อนเรยี น
สภาพจรงิ
- แบบทดสอบก่อน - ตรวจแบบทดสอบ - ใบงานท่ี 2 การ
สืบพนั ธขุ์ องมนุษย์ - ระดับคณุ ภาพดี
เรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ กอ่ นเรยี น (Reproduction of ผ่านเกณฑ์
Human)
1.3 - ระดับคุณภาพดี
- แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
2. การประเมนิ ระหว่าง ผงั มโนทัศน์
- ระดบั คณุ ภาพดี
การจดั กิจกรรม - แบบประเมิน ผา่ นเกณฑ์
การปฏบิ ตั ิการ
1) การรบั รู้และการ - ตรวจใบงานท่ี 2 การ - ระดับคณุ ภาพดี
- แบบสงั เกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
ตอบสนอง สบื พนั ธุข์ องมนุษย์ การทำงานกลุ่ม
- ระดับคณุ ภาพดี
(Reproduction of - แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
คุณลกั ษณะ
Human) อนั พึงประสงค์ - ประเมินตาม
สภาพจริง
- ตรวจผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง - แบบทดสอบหลงั เรียน
โครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของ
อวยั วะในระบบสบื พันธุ์
เพศชายและโครงสรา้ ง
และหนา้ ท่ขี องอวยั วะใน
ระบบสบื พนั ธ์ุเพศหญิง
2) การปฏบิ ัติการ - ประเมนิ
การปฏบิ ัติการ
3) พฤตกิ รรม - สงั เกตพฤตกิ รรม
การทำงานกลมุ่ การทำงานกล่มุ
4) คณุ ลักษณะ - สังเกตความมวี ินยั
อันพงึ ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และม่งุ มัน่
ในการทำงาน
3. ประเมนิ หลงั เรียน
- แบบทดสอบหลังเรียน - ตรวจแบบทดสอบ
หน่วยการเรียนรู้ที่ หลังเรียน
1.3
368
แบบประเมินความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรปู แบบของผงั มโนทัศน์
เรอื่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ปี………………………..
เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คุณภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรัตน์
4 นางสาวจิณห์นภิ า ภกั ดี
5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม
6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง
7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ
8 นายชานนท์ เชยี งไฝ
9 นางสาวทิฏฐิตา วระศิริ
10 นายณภทั ร วินัยแพทย์
11 นายธนวฒั น์ บวรดิเรกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รวี อ
13 นางสาวธวลั ย์รตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนิรดา ปยุ้ ธนาวฒั น์
15 นางสาวบารมี ป้านภมู ิ
16 นางสาวบญุ ยานุช เดชยศดี
17 นางสาวปณั ฑารยี ์ ไผ่ปอ้ ง
18 นางสาวปิลันธา อ่อนรู้ที่
19 นางสาวพรรธนช์ นนั ทิพย์ชยั วรภทั ร์
20 นางสาวพิมพ์พดั ชา เมธาณฐั ยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพยี งรพี คลังแสง
24 นางสาวภาณมุ าศ สวุ รรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วิสูงเร
26 นางสาวเมษติ า ภูม่งิ ศรี
27 นายรชฏ ทองนาํ
28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล
369
เลข เนอื้ หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คณุ ภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12
29 นายรัชชานนท์ ศรที า
30 นางสาววรรณศิริ พนั ธรุ ะ
31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์
32 นายวฒั นชัย บึงจนั ทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิริอร พรหมคณุ
35 นายศภุ กิตต์ิ จันทร์ปัททตั
36 นายสุเมธ กลุ ศรี
37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์
38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี
39 นางสาวอรทัย จันทะศรี
40 นางสาวอญั ชิษฐา เดชสมบัติ
41 นางสาวอิสรยี ์ ชํานาญกิตติรฐั
42 นายปริญ นันทโพธเิ์ ดช
43 นางสาวพรพมิ ล พร้อมพร่ัง
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณชั พล พรหมบตุ ร
46 นายปญั ณกฤต วรกจิ เกษมสกลุ
47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลิศ
เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมิน
(……………………………………………………….)
370
เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรุปความคิดรวบยอดในรูปแบบของบนั ทกึ สรุป
ประเดน็ การประเมนิ ระดบั คณุ ภาพการประเมิน
การสรุปความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
ยอดในรูปแบบของผัง
มโนทศั น์
1. เนอื้ หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดําเนินการค้นคว้าข้อมูลที่
หลากหลาย ถกู ต้อง สมบรู ณ์ และ ประเดน็ ต้องการได้เพยี งบางสว่ น
ชัดเจน
2. รปู แบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด
งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2
ประเดน็ ประเดน็
3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ
สร้างสรรค์ นําเสนอได้แปลกใหม่ นําไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสร้างสรรค์
ตวั อยา่ งได้ นาํ ไปเป็นตวั อยา่ งได้ คอ่ นขา้ งสกปรก
4. เวลา ส่งได้ทันเวลาทกุ ครั้งท่ีกาํ หนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งที่ ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี
กาํ หนด กาํ หนด
371
แบบสังเกตพฤตกิ รรมด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
เร่ือง………………………………………………..……………ชนั้ …………….วัน/เดอื น/ปี……………….
เลข ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อยา่ ง ม่งุ มนั่ ใน มจี ิต รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น พอเพียง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ
ชอ่ื -สกุล 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤติมา แสนวัง
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์
4 นางสาวจิณห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม
6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง
7 นายชนดุ ม สมบรู ณเ์ จรญิ ยงิ่
8 นายชานนท์ เชียงไฝ
9 นางสาวทฏิ ฐติ า วระศิริ
10 นายณภทั ร วินัยแพทย์
11 นายธนวฒั น์ บวรดเิ รกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รีวอ
13 นางสาวธวลั ยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนิรดา ปุ้ยธนาวฒั น์
15 นางสาวบารมี ปา้ นภูมิ
16 นางสาวบญุ ยานชุ เดชยศดี
17 นางสาวปัณฑารยี ์ ไผป่ ้อง
18 นางสาวปิลันธา ออ่ นรู้ที่
19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพยช์ ัยวรภทั ร์
20 นางสาวพมิ พ์พัดชา เมธาณัฐยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพียงรพี คลังแสง
24 นางสาวภาณมุ าศ สุวรรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วิสงู เร
26 นางสาวเมษิตา ภมู ิ่งศรี
27 นายรชฏ ทองนํา
28 นายรณธรี ์ หล่อตระกลู
29 นายรชั ชานนท์ ศรีทา
เลข 372
ท่ี ประเดน็
ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มน่ั ใน มจี ิต รวม ระดับ
ช่ือ-สกลุ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
30 นางสาววรรณศิริ พนั ธรุ ะ
31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์
32 นายวฒั นชยั บึงจันทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรัตน์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ
35 นายศุภกิตติ์ จนั ทรป์ ัททัต
36 นายสุเมธ กลุ ศรี
37 นางสาวสุวภทั ร ทพิ รักษ์
38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี
39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบตั ิ
41 นางสาวอิสรีย์ ชาํ นาญกิตตริ ฐั
42 นายปรญิ นันทโพธเ์ิ ดช
43 นางสาวพรพิมล พร้อมพร่ัง
44 นายกรชนกกมล ราชเทียน
45 นายณชั พล พรหมบุตร
46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกลุ
47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลศิ
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
373
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสงั เกตพฤติกรรมดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
พฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพการประเมนิ
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. ใฝ่เรียนรู้ มคี วามตง้ั ใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา
เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ
เข้ารว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เลน่ ในขณะทค่ี รูสอน
ในเวลาที่ครูสอน และส่ง
เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น
บางคร้ัง
2. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งม่ันในการทาํ งาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มีจติ สาธารณะ
เห็นความสําคัญของสื่อ การ รว่ มกับผ้อู ืน่ ไดเ้ ปน็ บางครง้ั ความสําคัญของสื่อการ
เรียนรทู้ ม่ี อี ยู่ เรียนรู้ และไม่ดูแลรักษา
มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ
การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ัติ หนา้ ที่การงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ
ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี
เพ่อื ให้งานสําเร็จ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ทํางานไม่
ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ สําเร็จได้ตามเป้าหมาย
ทํางานใหส้ าํ เร็จเท่าท่ีควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่
สนใจงานทรี่ ับมอบหมาย
ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ
โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการทํา งานท่ี
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม
โรงเรียน ชมุ ชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้
โรงเรยี นหรอื ชุมชน ความเข้าร่วมมือในการ
เข้าร่วมกิจกรรมของ
โรงเรียนหรือชุมชน
374
แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน
เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ที่ ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคิด ทักษะชีวติ
ชอื่ -สกลุ การสอื่ สาร การแก้ปญั หา 321 12
321 321 321
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์
4 นางสาวจณิ ห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจดิ าภา ช่นื ชม
6 นายเจรญิ วิทย์ เพชรแสง
7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ
8 นายชานนท์ เชยี งไฝ
9 นางสาวทิฏฐติ า วระศริ ิ
10 นายณภัทร วนิ ยั แพทย์
11 นายธนวัฒน์ บวรดเิ รกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รวี อ
13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนริ ดา ปยุ้ ธนาวัฒน์
15 นางสาวบารมี ปา้ นภมู ิ
16 นางสาวบุญยานุช เดชยศดี
17 นางสาวปัณฑารีย์ ไผ่ป้อง
18 นางสาวปิลันธา อ่อนรูท้ ่ี
19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพย์ชัยวรภทั ร์
20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพียงรพี คลงั แสง
24 นางสาวภาณุมาศ สวุ รรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วสิ ูงเร
26 นางสาวเมษติ า ภูมิ่งศรี
27 นายรชฏ ทองนาํ
28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล
375
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคดิ ทกั ษะชวี ิต
ชื่อ-สกุล การสื่อสาร การแกป้ ญั หา 321 12
321 321 321
29 นายรชั ชานนท์ ศรที า
30 นางสาววรรณศิริ พันธุระ
31 นางสาววรินธร อนุญาหงษ์
32 นายวัฒนชัย บงึ จนั ทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ
35 นายศภุ กิตติ์ จันทร์ปัททตั
36 นายสเุ มธ กลุ ศรี
37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์
38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี
39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบัติ
41 นางสาวอิสรีย์ ชํานาญกติ ตริ ฐั
42 นายปริญ นันทโพธิ์เดช
43 นางสาวพรพมิ ล พรอ้ มพรั่ง
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณัชพล พรหมบตุ ร
46 นายปัญณกฤต วรกิจเกษมสกุล
47 นายเจษนยั ษ์ วงศ์เลศิ
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงชือ่ ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
376
แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผ้เู รียน
พฤติกรรม ระดับคณุ ภาพการประเมิน
1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
การสือ่ สาร มคี วามสามารถในการรบั ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
การคิด เข้าใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
3. ความสามารถใน ไดเ้ ปน็ บางคร้งั เข้าใจได้
การแกป้ ัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทําให้
องค์ ความร้ไู ด้ เทา่ ที่ควร สร้างองค์ความร้ไู มไ่ ด้
มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี
อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่
คาํ นงึ ถึงผอู้ นื่ คํานงึ ถึงผอู้ ่นื เปน็ บางคร้ัง คํานงึ ถงึ ผ้อู ื่น
มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ
และทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุม่ ร่วมกับผูอ้ ืน่ ได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น
บางคร้งั
377
แบบประเมนิ พฤติกรรมปฏิบัติงานกลุ่ม
เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วนั /เดอื น/ป…ี …………….
คาชแี้ จง : ทําเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลุม่
ระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลมุ่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีส่วน การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
รว่ มมือ ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั ิงาน
ช่วยเหลือใน วางแผน คิดเห็น ตามบทบาท
การทางาน ภายในกลมุ่ หน้าท่ี
3 21321321321
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่ือ………………………………………ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………………….)
378
แนวทางการให้คะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ตั ิงานกลุม่ เร่อื ง……………………………………..
พฤติกรรม ระดบั คณุ ภาพการประเมนิ
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
1. การใหค้ วามรว่ มมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชิกบางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้
ช่วยเหลือในการทํางาน ทํางานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทํางานเป็นอย่าง ความรว่ มมือในการทํางาน
สมาชกิ ในกลุม่ เอารัดเอาเปรยี บกัน
2. การมีสว่ นร่วมใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มีความรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว า ง
การวางแผน
ปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ เปน็ อย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เห็นภายในกลมุ่ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกว่า 2 คน ทีไ่ ม่ให้ความรว่ ม
4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความร่วมมือ
บทบาทหน้าท่ี
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ
ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคดิ เห็น และไม่มีการ
การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ
ยอมรับมากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คดิ เห็นทีม่ ีผูค้ นยอมรบั มากทส่ี ดุ
ที่สุด
มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ี มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท
ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง
และถกู ตอ้ ง เหมาะสมและถกู ต้องโดยทีไ่ ม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี
มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรื อ
มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม
หนา้ ท่ี หนา้ ที่
379
แบบประเมินการนำเสนอผลงาน
กลุ่ม………………………………………………..……………ชัน้ …………….วัน/เดอื น/ปี……………….
คำชแี้ จง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่องที่
ตรงกับระดบั คะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
32
1 เนือ้ หาละเอียดชดั เจน 1
2 ความถูกตอ้ งของเนือ้ หา
3 ภาษาทใ่ี ชเ้ ข้าใจงา่ ย
4 ประโยชน์ทไี่ ดจ้ ากการนำเสนอ
5 วธิ ีการนำเสนอผลงาน
รวม
ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมนิ
............/................./................
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบรู ณช์ ัดเจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤติกรรมสอดคล้องกบั รายการประเมนิ เป็นสว่ นใหญ่ ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางสว่ น
เกณฑ์การตดั สนิ คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14-15 ดีมาก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
0-7 ปรบั ปรงุ
380
ใบงานที่ 2 การสืบพันธ์ขุ องมนษุ ย์ (Reproduction of Human)
ชือ่ ………………………………………………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นตอบคาํ ถามต่อไปนใี้ ห้ถูกต้อง
ตอนที่ 1 จงเติมคาํ หรือข้อความลงในชอ่ งวา่ งให้ถกู ต้องในเรื่องของอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย
หมายเลขท่ี 1 คือ …………………………….. ทาํ หนา้ ท…ี่ …………………………………………………………………………….
หมายเลขท่ี 2 คือ …………………………….. ทําหนา้ ท…ี่ …………………………………………………………………………….
หมายเลขท่ี 3 คือ …………………………….. ทําหน้าท…่ี …………………………………………………………………………….
หมายเลขท่ี 4 คือ …………………………….. ทําหน้าท…ี่ …………………………………………………………………………….
หมายเลขท่ี 5 คือ …………………………….. ทําหน้าท…ี่ …………………………………………………………………………….
หมายเลขที่ 6 คือ …………………………….. ทาํ หน้าท…่ี …………………………………………………………………………….
หมายเลขที่ 7 คือ …………………………….. ทําหน้าท…ี่ …………………………………………………………………………….
2. จากภาพในข้อ 1 จงเรยี งลําดบั การเคล่ือนที่ของตวั อสจุ ิจากแหล่งทสี่ ร้างตัวอสจุ ิผา่ นอวัยวะ ต่าง ๆ
จนกระท่ังหลัง่ ออกมานอกร่างกาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. จงเติมส่วนประกอบของอวัยวะสืบพนั ธุใ์ นเพศชายทท่ี ําหน้าทีต่ อ่ ไปนี้
3.1 ) สรา้ งสารท่ีเปน็ เบสเพื่อลดความเป็นกรดในท่อปัสสาวะ………………………………………………………
3.2 ) ปรบั อุณหภูมิให้พอเหมาะกับการสรา้ งตวั อสจุ คิ ือ ……………………………………………………….……
3.3) แหลง่ พักตัวอสจุ ิจนกวา่ จะแข็งแรงพร้อมท่ีจะปฏิสนธกิ ับไข่คือ…………………………………………….
4. ในผู้ชายบางคนเม่อื อายมุ ากขึ้น อาจจะเกิดอาการปัสสาวะขัดหรอื ปสั สาวะไม่ออก เน่ืองจากต่อมในระบบ
สืบพนั ธ์ุโตข้ึนไปเบียดท่อปัสสาวะ ซึ่งตอ่ มน้ัน คือ …………………………………………………………………………………
381
5. โดยทวั่ ไปเพศชายจะเริม่ สร้างตัวอสจุ เิ ม่อื อายุ………………………จนถงึ อายุ................................. และตวั อสจุ ทิ ี่
หลั่งอออกมาแล้วเข้าไปอยู่ในมดลกู ของผู้หญงิ จะมีอายปุ ระมาณ..................วัน
ตอนท่ี 2 จงเติมคาํ หรือข้อความลงในช่องวา่ งให้ถูกต้องในเรอ่ื งของอวัยวะสืบพนั ธุ์ในเพศหญงิ
หมายเลขท่ี 1 คือ …………………………….. ทําหน้าท…ี่ …………………………………………………………………………….
หมายเลขท่ี 2 คือ …………………………….. ทาํ หนา้ ท…่ี …………………………………………………………………………….
หมายเลขท่ี 3 คือ …………………………….. ทาํ หน้าท…ี่ …………………………………………………………………………….
2. จากภาพในข้อ 1 จงเรยี งลําดบั การเคลื่อนที่ของไขจ่ ากแหล่งผลติ จนออกมานอกร่างกาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. จงเติมส่วนประกอบของอวัยวะสืบพันธุใ์ นเพศหญิงท่ีทาํ หนา้ ท่ีตอ่ ไปน้ี
3.1 ) บริเวณทเี่ กดิ การปฏสิ นธิ ..............................................................................................
3.2 ) บริเวณที่เกิดการฝังตวั ของตวั อ่อน..................................................................................
3.3 ) อวยั วะที่สรา้ งฮอร์โมนเพศหญิง..........................................................................................
4. ปกติเซลลไ์ ขจ่ ากรงั ไขจ่ ะสุกสลับกนั เดือนละเซลลแ์ ละออกจากรงั ไข่มายงั ทอ่ นาํ ไข่ทกุ เดือน
เรยี กว่า................................ซงึ่ เซลลไ์ ข่ท่ีตกออกมาจากรังไข่จะมีอายุประมาณ.............วนั
5. นางสาวไทยมรี อบประจําเดอื นทุก 28 วนั ถ้าเธอมีประจําเดอื นวันท่ี 10 มีนาคม เธอจะมกี ารตกไข่คร้ังตอ่ ไป
ในวันท.ี่ .............................................และมีประจําเดอื นครงั้ ตอ่ ไปในวนั ที่................................................
382
ตอนท่ี 3 ให้นักเรียนใชค้ วามรู้ทเี่ รียนมาตอบคําถาม
1. ระบบสืบพนั ธข์ุ องสัตว์ แบง่ ออกเป็นกีร่ ะบบ …………………….…………………………………………………………….
2. สัตว์ท่ีมกี ารสบื พนั ธแุ์ บบอาศยั เพศทัง้ หมด มกี ารปฏิสนธิเหมอื นกนั หรือต่างกนั อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. นักเรียนคดิ วา่ ระบบสืบพนั ธ์ุของสัตวช์ ั้นต่ํากบั สตั ว์ชั้นสงู เหมอื นหรือต่างกนั อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. มนษุ ยม์ ีการสบื พนั ธ์ุแบบใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. การสืบพนั ธ์ุ มีความสาํ คัญอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. ระบบสบื พันธ์เุ พศชาย ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. ระบบสบื พันธเ์ุ พศหญิง ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. การปฏสิ นธิภายนอกกบั ภายใน แตกต่างกันอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
383
แบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1.2 เร่ือง การสบื พนั ธุข์ องมนษุ ย์ (1)
คำชแี้ จง : ให้นักเรยี นเลือกคําตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. นา้ํ อสุจขิ องคนท่ีทําหมันดว้ ยวิธกี ารผา่ ตดั หลอดนําสเปริ ม์ 6. ชาย 2 คน มาพบแพทยเ์ พ่ือตรวจสอบการเป็น
จะมีของเหลวจากโครงสร้าง หมนั วิชิตมีปริมาณอสุจิ 25 ล้านตัวต่อ 1 ลกู บาศก์
เซนตเิ มตรส่วนนพพรมอี สจุ ิท่ีผดิ ปกตปิ ระมาณร้อย
1. อณั ฑะ ต่อมคาวเปอร์ ตอ่ มลกู หมาก ละ 30 อยากทราบว่าใครบา้ งที่มโี อกาสเป็นหมัน
2. อัณฑะ หลอดเกบ็ สเปิรม์ ต่อมคาวเปอร์ 1. วชิ ติ
3. ต่อมคาวเปอร์ ตอ่ มสรา้ งน้าํ เล้ียงอสุจิ ตอ่ มลูกหมาก 2. นพพร
4. ตอ่ มคาวเปอร์ หลอดเก็บสเปิรม์ ต่อมลูกหมาก 3. ทง้ั สองคนมีโอกาสเป็นหมนั
2. การตกไขเ่ ป็นผลจากฮอรโ์ มนชนิดใด 4. ทั้งสองคนมีสภาพรา่ งกายปกติ
1. อีสโทรเจน 7. เอ็มมเี่ ปน็ ประจําเดือนวันท่ี 2 พฤษภาคม อยาก
2. โพรเจสเทอโรน ทราบว่าการตกไข่คร้งั ต่อไปของเอ็มมี่จะเกิดข้ึนใน
3. เทสโทสเทอโรน วนั ท่เี ท่าไหร่
4. ลทู ิไนซิงฮอร์โมน 5. วนั ที่ 5 พฤษภาคม
3. หนา้ ทีส่ ําคญั ของถุงอัณฑะคือ 6. วนั ท่ี 9 พฤษภาคม
1. ช่วยใหอ้ ณั ฑะสรา้ งฮอร์โมน
2. ชว่ ยปรับอณุ หภมู ใิ หพ้ อเหมาะสําหรบั สรา้ งตวั อสุจิ
3. ชว่ ยปอ้ งกันอนั ตรายแก่อัณฑะ 7. วนั ท่ี 16 พฤษภาคม
4. ช่วยใหผ้ ลติ น้าํ อสจุ ิที่มคี ณุ ภาพสูง 8. วันท่ี 30 พฤษภาคม
4. ในขณะที่ผหู้ ญิงมปี ระจาํ เดือนน้นั ระดบั ฮอรโ์ มนเพศใน 8. หญิงคนหน่ึงมีประจําเดือนทุก 28 วนั เม่ือเดือน
เลอื ดควรจะ กมุ ภาพันธ์ประจําเดอื นวนั แรกคอื วันท่ี 19 มี
1. มีอิสโทรเจนสงู มาก ประจาํ เดอื นอยู่ 5 วัน จงึ หยดุ หญิงคนน้จี ะตกไข่
2. มีโพรเจสเทอโรนสงู มาก คร้ังตอ่ ไปในวนั ที่เทา่ ใด
3. มอี สิ โทรเจนและโพรเจสเทอโรนสูงมาก 1. 4 มนี าคม 2. 10 มนี าคม
4. มอี ิสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนตํ่ามาก 3. 14 มนี าคม 4. 28 กมุ ภาพันธ์
5. ฮอรโ์ มนจากต่อมใดท่หี ล่งั มากระตนุ้ ให้กล้ามเนอื้ มดลกู บีบ 9. ขอ้ ใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ตวั ในชว่ งคลอด 1. เพศชายจะเร่ิมสรา้ งอสุจเิ ม่อื อายุ 12-13 ปี
1. รังไข่ 2. มดลูก 2. เพศชายสามารถสรา้ งอสุจิได้ถงึ อายุ 70 ปี
3. ตอ่ มใต้สมอง 4. ท้งั 1, 2, 3
3. การหล่งั น้าํ อสุจิ 1 ครง้ั จะมีอสุจเิ ฉล่ีย
ประมาณ 350-500 ลา้ นตัว
4. ตัวอสุจสิ ามารถอย่ภู ายนอกร่างกายได้
ประมาณ 2 ช่วั โมง
384
10. จากกราฟแสดงว่าการตกไข่เริ่มเกิดในวนั ที่
1. 6 2. 8
3. 12 4. 28
เฉลย 1. 3 2. 4 3. 2 4. 4 5. 3
6. 3 7. 3 8. 1 9. 2 10. 3
385
แบบทดสอบหลงั เรยี น
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1.2 เร่ือง การสืบพนั ธ์ขุ องมนษุ ย์ (1)
คำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. นํา้ อสจุ ขิ องคนทที่ ําหมนั ด้วยวิธีการผ่าตดั หลอดนาํ สเปริ ม์ 6. ชาย 2 คน มาพบแพทย์เพื่อตรวจสอบการเป็น
จะมขี องเหลวจากโครงสร้าง หมนั วิชติ มปี รมิ าณอสุจิ 25 ล้านตวั ต่อ 1 ลูกบาศก์
เซนตเิ มตรสว่ นนพพรมีอสุจิที่ผิดปกติประมาณร้อย
1. อัณฑะ ตอ่ มคาวเปอร์ ตอ่ มลูกหมาก ละ 30 อยากทราบว่าใครบา้ งทีม่ ีโอกาสเปน็ หมนั
2. อณั ฑะ หลอดเกบ็ สเปิร์ม ตอ่ มคาวเปอร์ 1. วิชิต
3. ต่อมคาวเปอร์ ต่อมสร้างนา้ํ เลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมาก 2. นพพร
4. ต่อมคาวเปอร์ หลอดเกบ็ สเปริ ม์ ต่อมลกู หมาก 3. ทั้งสองคนมโี อกาสเปน็ หมนั
2. การตกไข่เป็นผลจากฮอรโ์ มนชนดิ ใด 4. ทั้งสองคนมีสภาพรา่ งกายปกติ
1. อสี โทรเจน 7. เอ็มมเ่ี ปน็ ประจาํ เดือนวันที่ 2 พฤษภาคม อยาก
2. โพรเจสเทอโรน ทราบวา่ การตกไข่ครั้งต่อไปของเอ็มมี่จะเกดิ ข้ึนใน
3. เทสโทสเทอโรน วนั ทเี่ ทา่ ไหร่
4. ลทู ไิ นซงิ ฮอร์โมน 1. วนั ท่ี 5 พฤษภาคม
3. หน้าทสี่ ําคญั ของถุงอัณฑะคือ 2. วนั ท่ี 9 พฤษภาคม
1. ชว่ ยใหอ้ ณั ฑะสรา้ งฮอร์โมน
2. ชว่ ยปรบั อุณหภูมใิ ห้พอเหมาะสาํ หรับสรา้ งตวั อสุจิ
3. ช่วยป้องกนั อันตรายแกอ่ ณั ฑะ 3. วันท่ี 16 พฤษภาคม
4. ช่วยให้ผลติ นา้ํ อสุจิท่มี ีคณุ ภาพสูง 4. วันที่ 30 พฤษภาคม
4. ในขณะทผี่ ู้หญิงมีประจาํ เดือนน้นั ระดบั ฮอรโ์ มนเพศใน 8. หญงิ คนหน่งึ มีประจําเดอื นทุก 28 วนั เมอ่ื เดือน
เลือดควรจะ กมุ ภาพันธ์ประจําเดอื นวนั แรกคอื วนั ท่ี 19 มี
1. มีอสิ โทรเจนสูงมาก ประจําเดอื นอยู่ 5 วนั จึงหยดุ หญิงคนนีจ้ ะตกไข่
2. มโี พรเจสเทอโรนสูงมาก คร้ังตอ่ ไปในวนั ท่เี ท่าใด
3. มอี ิสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนสูงมาก 1. 4 มีนาคม 2. 10 มนี าคม
4. มีอิสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนตํ่ามาก 3. 14 มนี าคม 4. 28 กมุ ภาพนั ธ์
5. สมศรีแต่งงานแลว้ ในเดือนมกราคม พอเดอื นมนี าคมเรม่ิ มี 9. ข้อใดกล่าวไม่ถกู ต้อง
ประจาํ เดือนวนั แรก 15 มีนาคม ระยะเวลาใดทส่ี มศรรี ว่ ม 1. เพศชายจะเร่มิ สร้างอสุจเิ มอ่ื อายุ 12-13 ปี
หลบั นอนกบั สามีแลว้ ตง้ั ครรภ์ไดง้ ่ายทสี่ ุด 2. เพศชายสามารถสรา้ งอสจุ ไิ ด้ถงึ อายุ 70 ปี
1. 1-4 เมษายน 2. 27-30 มนี าคม
3. 20-23 มีนาคม 4. 15-20 มนี าคม 3. การหลงั่ นา้ํ อสุจิ 1 ครง้ั จะมอี สจุ เิ ฉลีย่
ประมาณ 350-500 ล้านตัว
4. ตวั อสจุ ิสามารถอย่ภู ายนอกรา่ งกายได้
ประมาณ 2 ชัว่ โมง
386
10. จากกราฟแสดงว่าการตกไข่เริ่มเกิดในวนั ที่
1. 6 2. 8
3. 12 4. 28
เฉลย 1. 3 2. 4 3. 2 4. 4 5. 3
6. 3 7. 3 8. 1 9. 2 10. 3
387
388
389
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 14 รหสั วชิ า ว32243
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
รายวชิ าชวี วทิ ยา
กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 15 ชวั่ โมง
บทที่ 4 เร่ืองระบบสบื พนั ธ์ุและการเจรญิ เติบโต 3 ช่ัวโมง
หนว่ ยการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1.3 เร่อื ง การสืบพันธุข์ องมนุษย์ (2) ภาคเรยี นท่ี 2/2564
ช่อื ครูผสู้ อน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม
สาระชีววทิ ยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแกส๊ การลําเลียงสาร
และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรูเ้ พม่ิ เติม
ม.5 • สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของ • การสบื พนั ธ์ุของมนุษย์มกี ระบวนการสรา้ งสเปิร์ม จาก
อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและระบบ สืบพันธุ์ เซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมภายในอัณฑะ แล ะ
เพศหญิง กระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ข่จากเซลลโ์ อโอโกเนยี ม ภายใน
• อธิบายกระบวนการสร้างสเปิร์ม กระบวนการสร้าง รงั ไข่
เซลลไ์ ข่และการปฏสิ นธิในมนษุ ย์ • อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายประกอบด้วย อัณฑะ ทํา
หน้าที่สร้างสเปิร์มและฮอร์โมนเพศชาย และมี
โครงสร้างอน่ื ๆ ทท่ี าํ หนา้ ทลี่ าํ เลยี งสเปริ ์ม สรา้ งนํ้าเลยี้ ง
สเปริ ์ม และสารหลอ่ ลื่นทอ่ ปัสสาวะ
• อัณฑะประกอบด้วยหลอดสร้างสเปิร์ม ซึ่งภายใน มี
เซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมที่เป็นเซลล์ตั้งต้น ของ
กระบวนการสร้างสเปิรม์
• อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ประกอบด้วย รังไข่ ท่อ
นําไข่ มดลูก และช่องคลอด รังไข่ทําหน้าที่ สร้างเซลล์
ไขแ่ ละฮอร์โมนเพศหญงิ
390
1. กาหนดเปา้ หมายของการจัดการเรียนรู้
1.1 สาระการเรียนร/ู้ เน้อื หาการเรยี นรู้
เรอื่ งที่ 3 เร่ือง การสืบพันธ์ขุ องมนษุ ย์ (2)
1) กระบวนการสรา้ งสเปริ ์ม
2) กระบวนการสรา้ งเซลล์ไข่
3) การปฏสิ นธใิ นมนษุ ย์
1.2 สาระสาคญั /ความคิดรวบยอดของเร่ืองทีเ่ รยี น
มนุษยม์ กี ารสืบพนั ธ์ุแบบอาศัยเพศและมีการปฏิสนธิภายในรา่ งกาย เพศผสู้ รา้ งเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้
เรียกว่า สเปิร์ม เพศเมียสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เรียกว่า เซลลไข เมื่อสเปิร์มเข้าผสมกับเซลล์ไข่ใน
ร่างกายเพศเมียจะเกิดการปฏิสนธิได้เป็นไซโกต ซึ่งจะแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนและพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ และ
เจริญเตบิ โตเปน็ ทารก เด็ก และผ้ใู หญต่ อ่ ไป
กระบวนการสร้างสเปิร์มเกิดภายในผนังของหลอดสร้างสเปิร์มที่อยู่ในอัณฑะ เริ่มจากสเปอร์ -
มาโทโกเนียมแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้สเปอร์มาโทโกเนียมจำนวนมาก บางเซลล์พัฒนาเป็นสเปอร์-
มาโทไซตร์ ะยะแรก (2n) และแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ I ไดส้ เปอรม์ าโทไซต์ระยะที่สอง 2 เซลล์ (n) และแบ่ง
เซลล์แบบไมโอซิส II ได้สเปอรม์ าทิด 4 เซลล์ (n) และเปลี่ยนแปลงรปู ร่างและพัฒนาเปน็ สปอร์มาโทซัวหรือ
สเปิร์ม
กระบวนการสรา้ งเซลล์ไข่เกดิ ภายในรังไข่ เร่ิมจากโอโอโกเนยี ม (n) ทอ่ี ยใู่ นรังไข่ต้ังแต่เป็นทารกใน
ครรภ์ แบ่งเซลล์แบบไมโทซิสได้เซลล์ใหม่จำนวนมาก เซลล์ส่วนหนึ่งพัฒนาเป็นโอโอไซต์ระยะแรก (2n) ที่
ถูกลอ้ มรอบดว้ ยฟอลลเิ คลิ เมือ่ เข้าส่วู ยั เจริญพนั ธุ์ แตล่ ะรอบเดอื นโอโอไซต์ระยะแรกบางเซลล์ถูกกระตุ้นให้
แบ่งเซลล์ไมโอซิส I ได้เป็นโอโอไซต์ระยะที่สอง 1 เซลล์ (n) และโพลาร์บอดี 1 เซลล์ (n) จากนั้นโอโอไซต์
ระยะท่ีสองถูกกระตนุ้ ใหต้ กเขา้ สู่ทอ่ นำไข่ และฟอลลิเคิลจะเจริญเปน็ คอร์ปสั ลูเทียม
การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ เมื่อสเปิร์มเข้าสู่ช่องคลอดของเพศหญิงในช่วงเวลาที่มีการตกไข่
เคลือ่ นทไี่ ปปฏิสนธิกบั เซลลไ์ ขบ่ ริเวณท่อนำไข่ นวิ เคลยี สของสเปริ ์มจะรวมกบั นวิ เคลียสของเซลล์ไข่เกิดเป็น
ไซโกต และแบ่งเซลลเ์ พ่มิ จำนวนและพฒั นาเปน็ เอ็มบรโิ อเขา้ ไปฝังตัวที่ผนังมดลูก
391
1.3 จดุ ประสงค์การเรียนรู้ : เมื่อผ้เู รยี นจบกิจกรรมการเรียนรู้ ผูเ้ รยี นสามารถ
ด้านความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายกระบวนการสร้างสเปิร์ม
(K: Knowledge) กระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ข่ และการปฏิสนธิในมนุษย์
- นักเรียนสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของการตกไข่
ดา้ นกระบวนการ และการมีประจํา เดือนกับการเปลี่ยนแปลงระดับ
(P: Process) ฮอรโ์ มน ในเพศหญิง
- นกั เรียนสามารถสบื ค้นข้อมูลเก่ียวกับกระบวนการ
ด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ สร้างสเปริ ์ม กระบวนการสร้างเซลล์ไข่ และการปฏิสนธิ
(A: Attribute) ในมนษุ ย์
ดา้ นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - นกั เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลเกยี่ วกับความสมั พันธ์
(Sc.P: Science Process Skill) ของการตกไข่และการมีประจํา เดอื นกบั การ
เปลยี่ นแปลงระดับฮอร์โมน ในเพศหญิง
การสงั เกต การทํางานร่วมกบั ผอู้ ื่น, รบั ผิดชอบต่อการทาํ งาน,
การวดั แสดงความคดิ เหน็ , นําเสนอผลงานหน้าช้นั เรยี นได้
การคาํ นวณ/การใช้ตัวเลข
การจาํ แนกประเภท การลงความเหน็ จากข้อมูล
การจัดกระทาํ และสอื่ ความหมายข้อมลู การกําหนดและควบคุมตัวแปร
การหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปส การกาํ หนดนิยามเชิงปฏบิ ัติ
และสเปสกับเวลา การตั้งสมมติฐาน
การพยากรณ/์ การทาํ นาย การทดลอง
การตีความหมายข้อมลู
การสร้างแบบจําลอง
392
2. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กิจกรรมการเรียนรู้แบบเชงิ รุก (Active Learning)
ชวั่ โมงที่ 1 - 2
ขั้นท่ี 1 ข้ันกระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1. ครูถามคําถามกระตุ้นความคดิ นักเรียน โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจท่ีมีอย่เู ดิม
“องคป์ ระกอบเเละโครงสร้างอวัยวะเพศเหมาะสมต่อการทําหนา้ ที่ในกระบวนการสบื พันธ์ุ
ของมนษุ ย์อย่างไร”
(แนวคําตอบ : ระบบสืบพันธุ์มีความจําเป็นสําหรับการผลิตสงิ่ มชี ีวติ ใหม่ ความสามารถใน
การทําซาํ้ เป็น ลักษณะ พ้ืนฐาน ของชีวติ ใน การสืบพันธแ์ุ บบอาศัยเพศ บุคคลสองคนจะมีลูกหลานที่มี
ลกั ษณะทางพันธกุ รรมจากทั้งพ่อและแม่ หนา้ ทห่ี ลักของระบบสืบพนั ธค์ุ อื การผลิต เซลล์ เพศชายและเพศหญิง
และเพ่ือใหแ้ น่ใจวา่ การเจรญิ เตบิ โตและการพฒั นาของลูกหลาน ระบบสบื พนั ธุ์ประกอบด้วยอวยั วะสืบพันธุเ์ พศ
ชายและเพศหญงิ และโครงสร้าง การเจรญิ เตบิ โตและกจิ กรรมของอวยั วะเหล่านีแ้ ละโครงสรา้ งถูกควบคมุ โดย
ฮอรโ์ มน ระบบสบื พนั ธ์ุเก่ียวข้องกับ ระบบอวยั วะ อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบต่อมไร้ทอ่ และระบบ
ทางเดนิ ปสั สาวะ)
“อวัยวะสืบพนั ธใ์ุ นเพศหญงิ และเพศชายมโี ครงสร้างใดบา้ งทีท่ ําหนา้ ท่ีคล้ายกัน และทําหน้าที่
อะไรบา้ ง”
(แนวคาํ ตอบ :
393
ขั้นท่ี 2 ขนั้ สารวจค้นหา (Exploration)
1. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 5 คน โดยใช้ผลทางการเรียนจัดนักเรียนตามระดับ
ความสามารถสูง ปานกลาง และคละกัน ในอัตราส่วน 1 : 2 : 2 เพื่อทำกิจกรรม ความหมายของการรับรู้และ
การตอบสนอง โดยใหส้ มาชิกในทมี ทาํ หน้าท่ีดังนี้
- ผู้นํากลุ่ม ทําหน้าที่ควบคุมดูแลการทํางานให้ลุล่วง กระตุ้นเตือนและใหก้ ําลังใจสมาชิก รับ
เอกสารจากครู และรวบรวมงานส่งครู
- ผู้บนั ทึก ทําหน้าทีจ่ ดบนั ทึกขอ้ ตกลง สรุปผลการทาํ งานและรายงานผล
- ผูช้ ีแ้ นะ ทําหนา้ ทข่ี ยายความรู้เพม่ิ เติมความคิด
- ผู้ตรวจสอบ ทาํ หนา้ ทีต่ รวจสอบความเข้าใจในบทเรียนของสมาชิกให้ทุกคนสามารถอธิบาย
ไดเ้ หมอื นกัน
2. นกั เรยี นแตล่ ะคนทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การสืบพันธุ์ของมนษุ ย์ (11)
3. นักเรยี นแบง่ กลุ่ม ออกเปน็ 6 กลุ่ม โดยนกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ แบ่งหนา้ ท่กี นั ไปศึกษาหัวข้อ ดังนี้
- เร่อื งที่ 1 กระบวนการสรา้ งสเปริ ์ม
- เรื่องที่ 2 กระบวนการสร้างเซลลไ์ ข่
- เรอ่ื งที่ 3 การปฏิสนธิและการตงั้ ครรภ์
และใช้วีดิทัศน์แสดงกระบวนการสร้างสเปิร์ม กระบวนการสร้างเซลล์ไข่ การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์
ตัวอย่างวดี ทิ ศั น์ เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=-XQcnO4iX_U
- https://www.youtube.com/watch?v=m12xsf5g3Bo2
- https://www.youtube.com/watch?v=RFDatCchpus
- https://www.youtube.com/watch?v=63hFfJOJg9w
- https://www.youtube.com/watch?v=VmlcRqdDqH4
- https://www.youtube.com/watch?v=DGyRD9HnXVs
4. นักเรียนแต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่ไปศึกษาเรื่องที่ศึกษา แล้วร่วมกันอธิบาย และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้
ศึกษา
5. ครูใช้แบบจำลองโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชายและเพศหญิง แล้ว
นักเรียนแบง่ กลุม่ กลมุ่ ละ 4 - 5 คน รว่ มกันอภิปรายเก่ียวกับระบบสบื พนั ธ์ขุ องมนุษย์
6. นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม โครงสร้างภายในรงั ไขแ่ ละอัณฑะของหนู เพ่ือระบุช่ือของเซลลใ์ น
ระยะตา่ ง ๆ ของกระบวนการสรา้ งเซลลไ์ ข่และสเปิรม์ และเปรียบเทียบรปู รา่ งลกั ษณะของเซลลไ์ ข่และสเปิรม์
จากส่อื อิเล็กทรอนกิ สห์ รอื จากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์รายวชิ าชวี วิทยา เลม่ 5 ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6
7. ถามคำถามท้ายกจิ กรรม โครงสร้างภายในรงั ไขแ่ ละอัณฑะของหนู กับนกั เรียน ดังนี้
- บรเิ วณทพี่ บสเปอร์มาโทโกเนียมและสเปริ ม์ ต่างกันหรอื ไม่ อย่างไร
394
(แนวคำตอบ : สเปอร์มาโทโกเนยี มจะพบบริเวณผนังดา้ นในของหลอดสร้างสเปิร์ม แตส่ เปิร์มจะพบ
บรเิ วณกลางของหลอดสร้างสเปริ ์ม)
- นักเรียนทราบได้อยา่ งไรวา่ เซลล์ใดเปน็ เซลล์ไข่ที่สมบูรณ์พร้อมจะตกไข่
(แนวคำตอบ : เซลล์ไข่ที่สมบูรณ์จะมขี นาดใหญแ่ ละอยใู่ นฟอลลเิ คลิ ทม่ี ีขนาดใหญ่ทสี่ ุด)
8. นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายผลกิจกรรมเพอ่ื ใหไ้ ดข้ ้อสรุปวา่
- เมื่อส่องสไลด์ถาวรภาคตดั ขวางรังไข่ของหนูจะพบเซลล์ฟอลลิเคลิ ท่ีมีเซลล์ไข่อยู่ภายใน และพบ คอร์
ปัสลเู ทียมซ่งึ เปน็ โครงสร้างทีเ่ ปล่ยี นแปลงมาจากฟอลลิเคิลหลังการตกไข่
เซลล์ไข่
คอร์ปัสลูเทียม
ฟอลลิเคลิ
∆ โครงสร้างภายในรงั ไข่
- เมื่อส่องสไลด์ถาวรภาคตัดขวางอัณฑะของหนูจะพบสเปอร์มาโทโกเนียมซึ่งอยู่ส่วนนอกสุดของ
หลอดสร้างสเปิร์ม ถัดเข้ามาด้านในจะเป็นสเปอร์มาโทไซต์ และบริเวณกลางหลอดสร้างสเปิร์มจะ
เปน็ สเปอรม์ าทิดซงึ่ จะพฒั นาเป็นเสปริ ์มต่อไป
สเปอร์มาโทโกเนยี ม
สเปอรม์ าโทไซต์
สเปอร์มาทดิ
∆ โครงสรา้ งภายในอณั ฑะ
9. นกั เรียนทำใบงานท่ี 3 เรอื่ ง การสร้างสเปิร์มและเซลล์ไข่