The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by earn-40z555, 2022-03-02 20:59:04

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

195

และกระจายอยู่รอบเซลล์ ซิเลียโบกพัดในทิศทางเดียวกันทำให้เซลล์เคลื่อนที่ไปดา้ นหนา้ แบบ
ไมม่ ที ศิ ทาง พบในพารามีเซียม พลานาเรยี
ข้ันที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรียนสืบคน้ ขอ้ มูล เรอื่ ง โครงสรา้ งทีใ่ ชใ้ นการเคลือ่ นท่ีของสิ่งมีชีวิตเซลลเ์ ดียว โดยหาภาพ
สิ่งมีชีวติ เซลล์เดยี วทีก่ าํ หนดให้และระบุโครงสร้างทีใ่ ช้ในการเคล่ือนท่ี ลงในใบงานท่ี 6.1 เรอื่ ง การเคลือ่ นท่ี
ของสงิ่ มีชีวิตเซลลเ์ ดยี ว
2. นักเรียนเขียนสรุปในรปู แบบผงั มโนทัศน์ เรื่อง การคล่ือนท่ีของสิ่งมีชีวติ เซลลเ์ ดยี ว โดยอธิบาย
โครงสรา้ งท่ีใชใ้ นการเคล่ือนที่ และยกตัวอย่างสิง่ มชี ีวิตเซลล์เดยี วท่ใี ช้โครงสรา้ งดงั กลา่ วเคลื่อนที่

ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
1. ประเมินความรู้เกย่ี วกับ เรอื่ ง การเคล่อื นทีข่ องส่งิ มีชีวติ เซลล์เดยี ว โดยสังเกตพฤติกรรมการตอบ
คาํ ถาม ตรวจใบงาน และตรวจผังมโนทัศน์
2. ประเมินทกั ษะและกระบวนการ โดยสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุ่มและใช้กลอ้ งจุลทรรศน์ใน
การศึกษา
3. ประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยสงั เกตพฤติกรรมความสนใจใฝ่รใู้ นการศึกษาและความ
มุง่ มนั่ ในการทํางาน

สอื่ การเรียนร้/ู แหล่งเรียนรู้
1. หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตรช์ วี วิทยา เล่ม 5 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6
2. ส่ือ Power Point เร่ืองการเคลอื่ นท่ีของส่งิ มีชวี ิต
3. ใบบนั ทกึ กจิ กรรม 2 เรือ่ งการเคลอ่ื นที่ของส่ิงมีชีวติ เซลล์เดียว
4. ใบงาน 6 เรอื่ งการเคลือ่ นทีข่ องสิง่ มีชีวติ เซลลเดยี ว

196

การวัดและประเมนิ ผล วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
รายการวัด
- สังเกตจากการตอบคำถาม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ประเมินระหวา่ งการจดั และแสดงความคิดเหน็ รายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรมการเรียนรู้
1) กจิ กรรมนำสกู่ ารเรียน
- การตอบคำถาม

2) การเคลื่อนท่ีของ - ใบงาน 6 เร่อื งการเคล่อื นท่ี - ใบงาน 6 เรอ่ื งการ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ส่งิ มีชวี ิตเซลลเ์ ดียว ของสิ่งมชี ีวิตเซลลเ ดยี ว เคลอ่ื นท่ีของสงิ่ มชี วี ิต ผ่านเกณฑ์
เซลลเ ดียว
- ทำแผนผังมโนทัศน์ - แบบประเมินผังมโน - ระดับคุณภาพ 2
ทศั น์ ผ่านเกณฑ์
3) การนำเสนอผลการทำ - ประเมินการนำเสนอ - ระดับคุณภาพ 2
- แบบประเมนิ การ ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกิจกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล
- แบบสังเกตพฤติกรรม
5) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม การทำงานกลุ่ม

ทำงานกล่มุ การทำงานรายบุคคล - แบบประเมิน
คณุ ลักษณะ
6) คณุ ลักษณะ - สงั เกตความมวี นิ ัย อนั พงึ ประสงค์

อนั พึงประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และม่งุ ม่นั

ในการทำงาน

วัสดอุ ุปกรณ์

1. กลอ้ งจุลทรรศน์

2. กระจกสไลด์ และท่ีปิดกระจกสไลด์

3. หลอดหยด

4. บีกเกอร์

5. น้าํ กลนั่

6. กระดาษทชิ ชู่

7. สิ่งมีชีวิตเซลลเ์ ดยี วจากแหลง่ นํ้า

197

แบบประเมินความถกู ตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรปู แบบของผังมโนทัศน์

เรือ่ ง………………………………………………..……………ชั้น…………….วัน/เดอื น/ป…ี ……………………..

เลข เน้ือหา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกลุ สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

198

เลข เนื้อหา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดบั

ที่ ประเดน็ สวยงาม/ คะแนน คณุ ภาพ

ชื่อ-สกลุ สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

เกณฑก์ ารให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนช่วง 1-4 คะแนน

ลงช่ือ………………………………………ผูป้ ระเมิน
(……………………………………………………….)

199

เกณฑก์ ารประเมินความถูกต้องของการสรปุ ความคิดรวบยอดในรปู แบบของผงั มโนทศั น์

ประเดน็ การประเมิน ระดับคณุ ภาพการประเมิน

การสรปุ ความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
ยอดในรูปแบบของผงั

มโนทัศน์

1. เนอ้ื หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดําเนินการค้นคว้าข้อมูลท่ี

หลากหลาย ถูกต้อง สมบรู ณ์ และ ประเด็น ต้องการไดเ้ พียงบางส่วน

ชดั เจน

2. รปู แบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด

งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2

ประเดน็ ประเดน็

3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ

สรา้ งสรรค์ นําเสนอได้แปลกใหม่ นําไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไมค่ ่อยสร้างสรรค์

ตวั อยา่ งได้ นาํ ไปเปน็ ตัวอยา่ งได้ คอ่ นข้างสกปรก

4. เวลา สง่ ไดท้ ันเวลาทกุ คร้งั ท่กี าํ หนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งท่ี ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งที่

กําหนด กําหนด

ลงชอื่ ………………………………………ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………………….)

200

แบบสังเกตพฤติกรรมด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

เร่อื ง………………………………………………..……………ชั้น…………….วัน/เดอื น/ปี……………….

เลข ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มั่นใน มจี ติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คุณภาพ

ชอ่ื -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

201

เลข ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่าง มงุ่ ม่ันใน มีจติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงชอื่ ………………………………………..ผูป้ ระเมนิ
(………………………………..……)

202

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสงั เกตพฤตกิ รรมด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์

พฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพการประเมิน

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. ใฝ่เรียนรู้ มคี วามตง้ั ใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา

เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพียร ความรู้ ส่งเสียงดังและ

เข้ารว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เลน่ ในขณะทค่ี รูสอน

ในเวลาที่ครูสอน และส่ง

เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น

บางคร้งั

2. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งม่ันในการทาํ งาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มีจติ สาธารณะ
เห็นความสําคัญของสื่อ การ ร่วมกับผอู้ น่ื ได้เปน็ บางคร้ัง ความสําคัญของสื่อการ

เรียนรทู้ ม่ี อี ยู่ เรียนรู้ และไม่ดูแลรักษา

มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ

การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ัติ หน้าที่การงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ

ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี

เพ่อื ให้งานสําเร็จ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ทํางานไม่

ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ สําเร็จได้ตามเป้าหมาย

ทาํ งานให้สําเรจ็ เท่าทค่ี วร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่

สนใจงานทรี่ ับมอบหมาย

ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ

โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการทํา งานท่ี

กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม

โรงเรียน ชมุ ชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม กิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้

โรงเรียนหรือชมุ ชน ความเข้าร่วมมือในการ

เข้าร่วมกิจกรรมของ

โรงเรียนหรือชุมชน

203

แบบประเมินสมรรถนะผเู้ รยี น

เรือ่ ง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วนั /เดือน/ปี……………….

เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ สวยงาม/ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกลุ สร้างสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

204

เลข เน้ือหา รูปแบบ ความ เวลา รวม ระดบั

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คุณภาพ

ชอื่ -สกุล สร้างสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงชื่อ ………………………………………..ผปู้ ระเมิน
(………………………………..……)

205

แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผ้เู รียน

พฤติกรรม ระดับคณุ ภาพการประเมิน

1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
การสือ่ สาร มคี วามสามารถในการรบั ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
การคิด เข้าใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อ่ืน

3. ความสามารถใน ไดเ้ ปน็ บางคร้งั เข้าใจได้
การแกป้ ัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทําให้

องค์ ความร้ไู ด้ เทา่ ที่ควร สรา้ งองค์ความรไู้ มไ่ ด้

มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี

อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่

คาํ นงึ ถึงผอู้ นื่ คํานงึ ถึงผอู้ ่นื เปน็ บางคร้ัง คํานงึ ถงึ ผ้อู นื่

มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ

และทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกล่มุ ร่วมกับผู้อนื่ ได้

อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น

บางคร้งั

206

กิจกรรมที่ 2 การเคลอ่ื นทข่ี องสิง่ มีชวี ิตเซลลเ์ ดียว

วันท่ที ากิจกรรม : ……………………………………………
สมาชกิ กลมุ่ : ………………………………….

1. ……………………………………………………… ชนั้ ………………. เลขที่ ………….
2. ……………………………………………………… ชัน้ ………………. เลขที่ ………….
3. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
4. ……………………………………………………… ชน้ั ………………. เลขท่ี ………….
5. ……………………………………………………… ชนั้ ………………. เลขที่ ………….
6. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
จดุ ประสงค์
1. ศกึ ษาโครงสรา้ งและการเคล่ือนทขี่ องสิง่ มีชีวิตเซลลเ์ ดยี ว

วสั ดแุ ละอุปกรณ์ :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ออกแบบวิธกี ารทดลอง : (ใหว้ าดภาพการทาการทดลอง)

207

ตอนท่ี 1
จากการศกึ ษาโครงสร้างและการเคลอื่ นทีข่ องส่งิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี ว
1.1 โครงสรา้ งและการเคลือ่ นทีข่ อง …………………………………………..

1.2 โครงสร้างและการเคลื่อนที่ของ …………………………………………..

1.3 โครงสร้างและการเคลื่อนท่ขี อง …………………………………………..

สรุปผลการทดลอง

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

208

ใบงาน 6 เรอ่ื งการเคลอื่ นทขี่ องส่ิงมีชีวติ เซลลเ์ ดียว

ชื่อ………………………………………………………………………………………… ชัน้ ………………. เลขท่ี ………….

คาชี้แจง หาภาพส่ิงมีชวี ิตเซลลเ์ ดยี วทก่ี ําหนดให้ พร้อมระบุโครงสรา้ งทใี่ ชใ้ นการเคลือ่ นท่ีให้ถูกต้อง

1. Trypanosoma sp. 2. Trichonympha sp.

โครงสรา้ งทใ่ี ช้เคลอ่ื นท่ี โครงสรา้ งท่ีใชเ้ คล่อื นที่
.................................................................. ..................................................................

3. Entamoeba histolytica 4. Colpidium colpoda

โครงสร้างท่ใี ช้เคลือ่ นท่ี โครงสรา้ งที่ใชเ้ คลอื่ นท่ี
.................................................................. ..................................................................

5. Colpoda cucullus 6. Giardia lambia

โครงสร้างท่ใี ช้เคล่ือนที่ โครงสรา้ งที่ใช้เคล่ือนท่ี
.................................................................. ..................................................................

209

210

211

แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 7 รหสั วิชา ว32243
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
รายวชิ าชีววิทยา
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8 ชว่ั โมง
บทท่ี 2 เร่อื งการเคล่ือนทขี่ องสิง่ มีชีวิต 3 ช่ัวโมง
หนว่ ยการจดั การเรียนรู้ที่ 2.2 เรอ่ื ง การเคลอื่ นท่ีของสัตว์ไม่มีกระดกู สนั หลัง
ภาคเรยี นท่ี 2/2564
และการเคล่อื นที่ของสัตว์มกี ระดูกสันหลัง
ชอื่ ครูผู้สอน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม

สาระชีววทิ ยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตวแ์ ละมนุษย์ การหายใจและการแลกเปล่ียนแกส๊ การลําเลียงสาร

และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ช้นั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เติม

ม.5 • สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง • สตั วไ์ ม่มกี ระดกู สนั หลัง เชน่ แมงกะพรนุ เคลือ่ นทโี่ ดย

และหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของ อาศัยการหดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณ ขอบกระดิ่งและ

ปลา และนก แรงดันน้ํา

• หมึกเคลื่อนที่โดยอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อ

บริเวณลําตัว ทําให้นํ้าภายในลําตัวพ่นออกมา ทางไซ

ฟอน สว่ นดาวทะเลใชร้ ะบบทอ่ นา้ํ ในการ เคล่อื นที่

• ไส้เดือนดินมีการเคลื่อนที่ โดยอาศัยการหดตัว และ

คลายตัวของกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อ ตามยาวซ่ึง

ทํางานในสภาวะตรงกันข้าม

• แมลงเคลอื่ นท่โี ดยใชป้ ีกหรือขา ซ่งึ มกี ล้ามเนอ้ื ภายใน

เปลือกหุ้มทาํ งานในสภาวะตรงกันขา้ ม

• สัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่น ปลา เคลื่อนที่โดยอาศัย

การหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่ยึดติดอยู่ กับ

กระดูกสันหลังทั้ง 2 ข้าง ทํางานในสภาวะ ตรงกันข้าม

และมีครีบที่อยู่ในตําแหน่งต่าง ๆ ช่วยโบกพัดในการ

เคลอื่ นที่ส่วนนกเคล่ือนที่ โดยอาศัยการหดตัวและคลาย

ตัวของกล้ามเนือ้ กดปีกกบั กล้ามเนอื้ ยกปีกซึ่งทํางานใน

สภาวะ ตรงกันขา้ ม

212

1. กาหนดเป้าหมายของการจดั การเรยี นรู้

1.1 สาระการเรียนร/ู้ เน้อื หาการเรยี นรู้
เรื่องที่ 2 เรื่อง การเคลื่อนที่ของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และการเคลื่อนที่ของสัตว์มีกระดูก
สันหลัง

1. การเคลือ่ นที่ ของแมงกะพรนุ หมกึ ดาวทะเล ไส้เดือนดนิ แมลง
2. การเคลือ่ นที่ของปลา และนก

1.2 สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอดของเรือ่ งท่ีเรยี น
สตั วแ์ ต่ละชนิดมีโครงสร้างที่ใชใ้ นการเคล่ือนทแี่ ตกตา่ งกนั ดงั นี้

- แมงกระพรุน อาศยั การหดตัวของเน้ือเย่ือบริเวณขอบกระดิ่งและบริเวณผนังลำตัวสลับกัน ทำให้
เกิดแรงดนั นำ้ ผลกั ตวั แมงกะพรุนให้เคลือ่ นที่ไปในทิศทางตรงขา้ มกบั นำ้ ท่ีพ่นออกมา

- หมึก อาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวทำให้น้ำภายในลำตัวพ่นออกทางท่อไซฟอนซ่ึง
อยทู่ างสว่ นลา่ งของส่วนหวั ตัวของหมกึ จงึ พงุ่ ไปในทศิ ทางตรงข้ามกบั ทิศทางของน้ำท่ีพ่นออกมา

- ดาวทะเล อาศยั แรงดนั ของระบบท่อน้ำ น้ำเข้าทางมาดรโี พไรต์ไหลไปตามท่อน้ำวงแหวนและท่อ
น้ำแนวรัศมีเข้าสู่แอมพูลลา เมื่อกล้ามเนื้อของแอมพูลลาหดตัวจะดันน้ำไปตามทิวบ์ฟีททำให้ยืด
ยาวไปแตะพื้นใตน้ ้ำ การยืดและหดของทิวบฟ์ ีททำให้ดาวทะเลเคล่อื นที่

- ไส้เดือนดิน อาศัยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อตามยาว ซึ่งทำงานใน
สภาวะตรงกันข้าม โดยเคลื่อนที่แบบระลอกคลื่น อีกทั้งยังมีเดือยช่วยบังคับทิศทางในการ
เคลอ่ื นท่ี

- แมลง แบง่ การเคล่อื นทอี่ อกเปน็ 2 รูปแบบ ไดแ้ ก่
- การบิน เกิดจากการทำงานร่วมของกล้ามเนื้อยึดเปลือกหุ้มส่วนอกและกล้ามเนื้อตามยาว
ยดึ ปีกซ่งึ ทำงานในสภาวะตรงกันขา้ ม เม่อื กล้ามเน้ือยึดเปลือกหุ้มสว่ นอกหดตัว กล้ามเน้ือ
ตามยาวยึดปีกคลายตัว ปีกจะยกขึ้น แต่เมื่อกล้ามเนื้อยึดเปลือกหุ้มส่วนอก8คลายตัว
กลา้ มเนื้อตามยาวยึดปีกหดตวั ปกี จะกดขนึ้
- การกระโดด เกิดจากทำงานสลับกันของกล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์และกล้ามเนื้อเอ็กเทนเซอร์
ซึ่งทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เมื่อกล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์หดตัว กล้ามเนื้อเอ็กเทนเซอร์
คลายตัว ขาจะงอ แต่เมื่อกล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์คลายตัว กล้ามเนื้อเอ็กเทนเซอร์หดตัว ขา
จะเหยยี ด

- ปลา อาศยั การหดและคลายตัวแบบสลับของกลา้ มเนื้อยดึ ติดกระดูกทีย่ ึดติดกบั กระดูกสันหลังแต่
ละส่วนในการเคลื่อนที่แนวระนาบ และอาศัยการทำงานของครีบต่าง ๆ ในการทรงตัวและการ
เคลือ่ นท่ใี นแนวด่งิ

213

- นก อาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อยกปีกและกล้ามเนื้อกดปีก เมื่อกล้ามเนื้อยกปีกหดตัว
กลา้ มเนอ้ื กดปกี คลายตัว ปีกจะยกข้ึน แต่เมือ่ กล้ามเนือ้ ยกปีกคลายตัว กลา้ มเนอื้ กดปีกหดตัว ปีก
จะจะกดลง

1.3 จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ : เม่อื ผูเ้ รียนจบกจิ กรรมการเรยี นรู้ ผู้เรยี นสามารถ

ดา้ นความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง
(K: Knowledge) และหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของ
แมงกะพรนุ หมึก ดาวทะเล ไส้เดอื นดนิ แมลง
ดา้ นกระบวนการ - นักเรียนสามารถอธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง
(P: Process) และหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ ของ
ปลา และนก
ด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลเกีย่ วกบั ครงสรา้ ง และ
(A: Attribute) หน้าที่ของอวัยวะท่ีเกี่ยวข้องกับการเคล่ือนท่ีของ
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แมงกะพรนุ หมึก ดาวทะเล ไสเ้ ดอื นดนิ แมลง
(Sc.P: Science Process Skill) - นักเรียนสามารถสบื คน้ ขอ้ มูลเก่ยี วกบั โครงสร้าง และ
หน้าท่ีของอวัยวะทเ่ี กย่ี วข้องกับการเคล่อื นที่ ของปลา
การสงั เกต และนก
การวัด การทาํ งานร่วมกับผ้อู ืน่ , รับผิดชอบตอ่ การทาํ งาน,
การคาํ นวณ/การใช้ตวั เลข แสดงความคดิ เห็น, นําเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรยี นได้
การจําแนกประเภท
การจัดกระทําและส่ือความหมายข้อมูล การลงความเหน็ จากข้อมลู
การหาความสัมพนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปส การกําหนดและควบคมุ ตวั แปร
และสเปสกบั เวลา การกาํ หนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติ
การพยากรณ์/การทาํ นาย การตั้งสมมตฐิ าน
การทดลอง
การตีความหมายข้อมลู
การสรา้ งแบบจําลอง

214

2. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบเน้นมโนทศั น์ (Concept Based Teaching)

ชัว่ โมงท่ี 1-2

ขั้นที่ 1 ขนั้ กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1. ทบทวนความรู้ เรื่อง โครงรา่ งคำ้ จุนของรา่ งกาย ซึง่ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังน้ี
- โครงร่างไฮโดรสแตติก (hydrostatic skeleton) เป็นโครงร่างที่มีของเหลวเป็นองค์ประกสำคญั

เมือ่ กล้ามเน้ือหดตัวจะมีการกระจายของเหลวไปยังช่องว่างของรา่ งกาย เกดิ แรงเตง่ ต้านแรงหดตัว
ของกล้ามเนื้อทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ร่างกายอ่อนนุ่ม เช่น
ไสเ้ ดือนดนิ ดอกไม้ทะเล ซึง่ สัตวพ์ วกนีถ้ ้าร่างกายขาดน้ำจะเคลอ่ื นที่ไม่ได้
- โครงร่างแข็งภายนอก (exoskeleton) เป็นเปลือกหรือปลอกแข็งที่ปกคลุมร่างกาย สามารถรับ
แรงทีเ่ กิดจากการหดตัวของกล้ามเน้อื ที่ยึดกับเปลือกและทำให้เกดิ การเคลื่อนที่ เช่น แมลง
- โครงร่างแข็งภายใน (endoskeleton) พบในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ประกอบด้วยกระดูกทำหนา้ ท่ี
รองรบั แรงตา้ นท่ีเกดิ จากการหดตัวของกลา้ มเนื้อ
2. นำวีดิทศั นแ์ สดงการเคล่ือนท่ขี องสัตว์ไมม่ กี ระดกู สันหลงั เช่น ไฮดรา แมงกระพรนุ หมึก และการ
เคลอ่ื นที่ของสตั ว์มกี ระดกู สนั หลัง เชน่ ปลา นก เสือชีตาร์ มาเปดิ ใหน้ ักเรียนดู ตวั อย่างวีดทิ ัศนก์ ารเคลือ่ นท่ี
ของสตั ว์ เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=aFdvkopOmw0
- https://www.youtube.com/watch?v=wxlX2qxaqSQ&t=118s
- https://www.youtube.com/watch?v=0Texxu3p7I8
3. ถามคำถาม กบั นักเรยี นว่า “สัตว์ไม่มกี ระดกู สนั หลังและสตั ว์มกี ระดูกสันหลังมีโครงสรา้ งในการ
เคล่ือนท่แี ตกตา่ งกนั อย่างไร”
(แนวคำตอบ : สตั ว์ไมม่ กี ระดกู สนั หลงั ส่วนใหญ่ใช้กลา้ มเนอื้ ชว่ ยในการเคลอ่ื นท่ี (สตั ว์ไม่มกี ระดกู สนั หลงั
ทีอ่ าศยั ในน้ำอาจใช้แรงดันนำ้ ช่วยในการเคล่ือนท่)ี สว่ นสตั ว์มกี ระดกู สันหลังจะใชก้ ล้ามเน้อื และโครงกระดกู
ช่วยในการเคลอื่ นที่)

ขัน้ ที่ 2 ขนั้ สารวจคน้ หา (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม 7 กลุ่ม สืบค้นข้อมูลและศึกษาโครงสร้างลําตัวที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของ
สัตว์ ได้แก่ แมงกะพรุน หมึก ดาวทะเล ซึ่งใช้โครงสร้างของลําตัวร่วมกับแรงดันนํ้าในการเคลื่อนที่ จากสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกสห์ รือจากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรช์ ีววิทยา เล่ม 5 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 6
2. นกั เรียนแต่ละกล่มุ ศกึ ษาการเคล่ือนทีข่ องไส้เดอื นดนิ และทำกจิ กรรม การเคลื่อนทขี่ องไสเ้ ดอื นดนิ
เพื่อสงั เกตและอธิบายลกั ษณะการเคลอ่ื นที่และการทำงานของกลา้ มเนื้อที่ทำงานร่วมกนั ในสภาวะตรงกนั ข้าม
จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ชีววทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6

215

3. สมุ่ เลอื กนักเรียนอยา่ งน้อย 3 กล่มุ นำเสนอผลและอภปิ รายผลกจิ กรรม การเคลื่อนทข่ี อง
ไสเ้ ดอื นดนิ และถามคําถามท้ายกจิ กรรมกับนักเรียน ดังนี้

- การเคล่ือนทข่ี องไส้เดอื นดินอาศยั โครงสร้างใดบ้าง
(แนวคำตอบ : อาศัยการหดตวั และคลายตัวของกลา้ มเนอื้ วงและกลา้ มเน้ือตามยาวในสภาวะตรงกัน

ข้าม และใช้เดือยทย่ี น่ื ออกมาจากผนงั ลำตวั ยึดเกาะกับพน้ื ดนิ )
- ลักณะการเคลอื่ นทีข่ องไสเ้ ดือนดนิ เปน็ อย่างไร
(แนวคำตอบ : ลักษณะคล้ายระลอกคลืน่ )
4. นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ สบื คน้ ข้อมลู และศึกษาการเคลื่อนทขี่ องแมลง แบ่งเป็นการเคลอื่ นทโี่ ดยบิน

และการกระโดด ซึ่งการเคล่ือนท่ีของทง้ั 2 ลักษณะ เกิดจากการทำงานของกล้ามเน้อื 2 ชุด ในสภาวะตรงกนั
ข้าม จากส่อื อเิ ล็กทรอนิกส์หรือจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ชวี วิทยา เล่ม 5 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 6

5. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ สืบค้นขอ้ มลู และศึกษาการเคลือ่ นที่ของปลาและนก ซ่ึงเปน็ สัตวม์ กี ระดูกสนั
หลงั จึงอาศัยการทำงานร่วมกันของกระดูกและกลา้ มเนื้อ จากส่อื อิเลก็ ทรอนกิ ส์หรอื จากหนงั สือเรียน
วทิ ยาศาสตร์ชวี วทิ ยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6

6. นักเรียนแต่ละกลุม่ จับสลากเลือกสตั วต์ ่าง ๆ ทไ่ี ด้สบื ค้นข้อมลู และศึกษามา แล้วร่วมกันวิเคราะห์
โครงสร้างของลำตวั ที่เก่ยี วข้องกับการเคลือ่ นท่ีของสัตว์ท่ีจับสลากได้ ดงั นี้

- แมงกระพรุน มีลำตัวอ่อนนิ่ม มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ซึ่งมีของเหลวแทรกอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อทั้ง 2 ชั้น
การเคลื่อนที่อาศัยการหดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณขอบกระดิ่งและบริเวณผนังลำตัวสลับกัน ทำให้
เกดิ แรงดันน้ำผลกั ตัวแมงกะพรุนให้เคลอื่ นที่ไปในทิศทางตรงข้ามกับนำ้ ท่ีพน่ ออกมา

- หมึก มีลำตัวอ่อนนิ่ม มีกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวและท่อไซฟอนที่ด้านล่างส่วนหัวเป็นดครงสร้างท่ี
เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ โดยเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวหดตัวจะทำให้น้ำภายในลำตัวถูกพ่น
ออกมา ซงึ่ จะดนั ใหล้ ำตวั ของหมกึ เคลื่อนท่ีไปในทิศทางตรงข้มกบั น้ำท่พี ่อนออก ความเร็วในการ
เคลื่อนที่ของหมึกจะขึ้นอยู่กับความแรกในการบีบตัวของกล้ามเนื้อลำตัว นอกจากนี้หมึกยังมี
ครบี ทอี่ ยู่ดา้ นข้างของลำตวั ช่วยในการทรงตวั ในขณะท่ีมกี ารเคลื่อนท่ี

- ดาวทะเล มีผิวด้านนอกแข็งแต่ไม่ได้ยึดติดกับกล้ามเนื้อ เคลื่อนที่โดยใช้แรงดันน้ำที่ผ่านเข้า
ระบบท่อน้ำ เมื่อน้ำไหลเข้าสู่ระบบท่อน้ำทางมาดรีโพไรต์จะผ่านท่อน้ำวงแหวนเข้าสู่ท่อน้ำแนว
รศั มแี ละแอมพลู ลา ตามลำดับ เมื่อกลา้ มเนื้อบรเิ วณแอมพลู ลาหดตวั จะดันน้ำเขา้ สูท่ ิวบ์ฟีททำให้
ทิวบ์ฟีทยืดยาวออกไปแตะพื้นด้านล่าง ขณะเดียวกันลิ้นภายในแอมพูลลาจะปิดป้องกันไม่ใหน้ ำ้
ไหลกลับออกไปทางท่อด้านข้าง หลังจากนัน้ กล้ามเนอ้ื ของทิวบฟ์ ีทจะหดตวั ทำให้ทิวบ์ฟีทมีขนาด
สั้นลง จึงดันน้ำกลับเข้าสู่กระเปาะแอมพูลลาอีกครั้ง การยืดตัวและหดตัวของทิวบ์ฟีทหลาย ๆ
อัน ทำให้เกิดแรงดันจนดาวทะเลสามารถเคล่ือนที่ได้ นอกจากน้ีท่ปี ลายอีกด้านหน่ึงของทิวบ์ฟีท
มีลกั ษณะคล้ายแผ่นดดู ทำหนา้ ทีใ่ นการยึดเกาะกบั พื้นผิวขณะทม่ี ีการเคล่ือนที่

- ไส้เดือนดิน ใช้เดือยยึดเกาะกับพื้นดิน และอาศัยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อวงและ
กล้ามเนือ้ ตามยาว ซึ่งเม่ือกลา้ มเน้ือวงบริเวณสว่ นหัวคลายตัวและกลา้ มเน้ือตามยาวหดตวั ปล้อง

216

จะสั้นและโป่งออก และเมื่อกล้ามเนื้อวงบริเวณส่วนหัวหดตัวและกล้ามเนื้อตามยาวคลายตัว
ปล้องจะยาวและยดื ออก ทำใหส้ ่วนหัวเคลือ่ นทไี่ ปข้างหน้า การเคลื่อนทีจ่ ะมีลกั ษณะเช่นเดียวกัน
นใ้ี นปลอ้ งต่อ ๆ ไป ทำใหเ้ กิดการเคอื่ นท่ีคล้ายระรอกคล่นื
- แมลง แบ่งการเคลื่อนที่ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การบินเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อยึด
เปลือกหุ้มส่วนอกและกล้ามเนื้อตามยาวยึดปีก เมื่อกล้ามเนื้อยึดเปลือกหุ้มส่วนอกหดตัว
กล้ามเนื้อยึดปีกคลายตัว ทำให้เปลือกหุ้มส่วนอกเคลื่อนลง ดันให้ปีกยกตัวสูงขึ้น และเม่ือ
กลา้ มเนอ้ื ยึดเปลอื กหุ้มสว่ นอกคลายตวั กล้ามเน้ือยึดปีกหดตัว ทำให้เปลือกหมุ้ ส่วนอกเคล่ือนข้ึน
กดให้ปกี ลดต่ำลง และการกระโดดเกิดจากการทำงานของกล้ามเน้ือเฟล็กเซอรแ์ ละกล้ามเน้ือเอ็ก
เทนเซอร์ เมื่อกล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์หดตัว กล้ามเนื้อเอ็กเทนเซอร์คลายตัว ทำให้ขางอเข้า และ
เม่อื กล้ามเนอ้ื เฟล็กเซอร์คลายตัว กลา้ มเนื้อเอ็กเทนเซอร์หดตวั ทำให้ขาเหยียดออก
- ปลา มีกล้ามเนื้อยึดกับกระดกู ซึ่งการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนือ้ แต่ละส่วนของลำตัวปลา
จะเกิดสลับกันทำให้ปลาว่ายน้ำคล้ายรูปตัวเอส และครีบหางจะพัดโบกในทิศตรงข้ามกับสว่ นหวั
ทำใหป้ ลาเคลื่อนทีไ่ ปขา้ งหน้าได้ นอกจากน้ปี ลายังสามารถเคล่ือนที่ในแนวด่ิงโดยการทำงานของ
ครีบหลัง ครีบอก และครีบสะโพก ซึ่งช่วยทรงตัวและควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ อีกทั้งยังมี
โครงสร้างอื่น ๆ ช่วยในการเคลื่อนที่ ได้แก่ มีรูปร่างเพรียว ผิวเรียบลื่น และมีเมือก ช่วยลดแรง
เสยี ดทานของน้ำ มกี ระเพาะลมชว่ ยในการลอยตวั ของปลาท่นี อกเหนือจากการลอยตวั ของน้ำ
- นก การบินอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อยกปีกปละกล้ามเนื้อกดปีกที่ยึดระหว่างกระดูกโคน
ปกี และกระดูกอก ซึ่งกลา้ มเน้อื ทง้ั 2 ชดุ จะทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เมอ่ื กล้ามเนื้อยกปีกหด
ตัว กลา้ มเน้อื กดปกี จะคลายตวั ทำใหป้ กี ยกข้นึ แต่เมื่อเมอื่ กล้ามเนื้อยกปกี คลายตวั กลา้ มเนื้อกด
ปกี จะหดตวั ทำให้ปีกกดลง นอกจากน้ีนกยงั มีมโี ครงสรา้ งทช่ี ่วยในการลอยตัว ได้แก่

1) ปีกนกช่วยให้นกสามารถบินได้ เนื่องจากโครงสร้างของปีกด้านบนมีความยาวมากกว่า
ด้านล่างเช่นเดยี วกับปีกเครื่องบิน เมื่อนกลอยตัวอยู่ในอากาศ อากาศที่ไหลผ่านดา้ นบนของ ปีก
นกจะเคลื่อนท่ีด้วยความเร็วสูงกว่าอากาศที่ไหลผ่านด้านล่างของปีก ทำใหค้ วามดันอากาศใต้ปีก
สงู กว่าความดันอากาศดา้ นบน ดังน้นั ความดนั อากาศดา้ นล่างของปีกนกจึงช่วยพยุงปีกและลำตัว
ของนกใหล้ อยอยใู่ นอากาศได้

2) ขนนกเป็นขนแบบก้านหรือขนแบบแผง มีลักษณะเบาบางช่วยอุ้มอากาศขณะบินได้
เป็นอย่างดี และขนนกยังป้องกันไม่ให้อากาศผ่านได้ในขณะที่นกหุบปีกลง ทำให้เกิดความดัน
อากาศชว่ ยดันตัวนกให้เคลื่อนท่ีไปข้างหน้าได้ แตเ่ มือ่ นกยกปีกขน้ึ ขนนกบริเวณปีกเปดิ ออกทำให้
อากาศผา่ นได้จึงไม่เกิดแรงตา้ นขณะทีน่ กบิน

3) ลำตวั ของนก นกมนี ำ้ หนักเบา เนอ่ื งจากโครงกระดูกมลี ักษณะเป็นโพรง มีถงุ ลมทเ่ี จริญ
ดีอยู่ติดกับปอดแทรกอยู่ในช่องว่างของลำตัวและในโพรงกระดูก รวมทั้งนกไม่มีกระเพาะ
ปัสสาวะ น้ำหนักตัวจึงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของลำตัว ทำให้นกเคลื่อนที่ด้วยการบิน
อยู่ในอากาศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ถุงลมยังช่วยให้นกได้รับออกซิเจนเพียงพอเพราะการ

217

เคลื่อนที่ด้วยการบินต้องใช้พลังงานในที่สูงมาก โดยถุงลมทำหน้าที่เก็บอากาศสำรองไว้ ขณะ
หายใจเข้าอากาศที่ผ่านปอดส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ท่ีถุงลม เมื่ออากาศที่ใช้แล้วออกจากปอด อากาศ
ที่เก็บไว้ในถุงลมจะเคล่ือนเขา้ สู่ปอดทันทีซึ่งเป็นการช่วยให้ปอดทำหน้าท่ีในการแลกเปลีย่ นแก๊ส
ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
โดยระหวา่ งที่นักเรียนนำเสนอใหน้ ักเรียนในช้ันเรียนร่วมกันเสนอแนะ และครูคอยเพ่มิ เติมประเด็นที
ขาดหายไป

ชั่วโมงท่ี 3

ขั้นที่ 2 ขั้นสารวจคน้ หา (Exploration)
7. ถามคำถามเพอื่ ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี น ดงั นี้
- การเคลอื่ นที่ของไสเ้ ดอื นดนิ มีลักษณะเหมอื นการเคล่ือนทข่ี องอาหารในระบบย่อยอาหารอย่างไร
(แนวคำตอบ : การเคลอ่ื นท่ขี องไสเ้ ดือนดินเปน็ การทำงานของกลา้ มเน้ือวงและกล้ามเน้ือตามยาวท่หี ด
ตัวและคลายตัวอยา่ งเป็นจังหวะเหมอื นระลอกคลน่ื เรยี กการเคลื่อนท่ลี ักษณะน้ีว่า เพอริสตสั ซสิ ซงึ่ คลา้ ยกับ
การเคลือ่ นท่ีของอาหารผ่านทางเดนิ อาหารท่ีมกี ารหดและคลายตัวเปน็ ระลอกคลนื่ เพ่ือช่วยลำเลยี งอาหาร)
- ลกั ษณะใดของแมลงชว่ ยให้แมลงเคลอ่ื นที่รวดเรว็ เพราะเหตใุ ดจึงเปน็ เชน่ น้นั
(แนวคำตอบ : แมลงเปน็ สตั ว์ที่มโี ครงรา่ งแขง็ ภายนอกซึง่ จะชว่ ยคำ้ ยนั พยงุ ร่างกายในขณะเคล่ือนท่ี)
- สัตวไ์ ม่มีกระดกู สนั หลงั ที่อาศัยในนำ้ และบนบกมีโครงสร้างท่ีใชเ้ คล่ือนท่ีแตกต่างกนั อย่างไร
(แนวคำตอบ : การเคลอื่ นทีข่ องสตั ว์ไมม่ กี ระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในนำ้ จะใชก้ ล้ามเนือ้ และแรงดนั นำ้
ชว่ ยในการเคล่อื นที่ ส่วนสัตวไ์ ม่มกี ระดูกสันหลังท่อี าศัยอยบู่ นบกจะใช้กล้ามเนอ้ื ช่วยในการเคลอื่ นท)ี่
- การเคลื่อนท่ีของสัตว์ไม่มีกระดกู สันหลงั แตกตา่ งจากสตั วม์ กี ระดูกสนั หลังหรือไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ : สำหรับสตั วท์ ่อี าศยั อยู่ในนำ้ การเคล่อื นทข่ี องสัตวไ์ ม่มีกระดูกสันหลงั จะใชก้ ล้ามเนอื้
และแรงดนั นำ้ ชว่ ยในการเคลื่อนที่ แตส่ ำหรับสัตว์มกี ระดูกสนั หลังจะใช้กลา้ มเน้ือและโครงกระดกู ชว่ ยในการ
เคล่อื นทส่ี ำหรบั สตั วท์ อ่ี าศัยบนบก สัตวไ์ มม่ ีกระดูกสนั หลงั ส่วนใหญ่จะมขี นาดไม่ใหญม่ ากนัก เช่น ไส้เดือนดิน
จึงใชก้ ารวางตวั ไปกบั ผวิ ดนิ และใชก้ ารขยบั กล้ามเนอ้ื ตามลำตวั เพื่อชว่ ยในการเคลื่อนที่ แตส่ ำหรบั สัตว์มีกระดูก
สนั หลังจะใชก้ ล้ามเนื้อและโครงกระดกู ชว่ ยในการเคลอ่ื นท่ี )
- รูปร่างของปลาและนกเหมาะสมกบั การเคล่ือนท่ีอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ปลามีรปู รา่ งเพรยี ว มีผวิ เรียบลื่น และมเี มอื ก ซึ่งลกั ษณะเหล่านีจ้ ะชว่ ยลดแรงเสียด
ทานของน้ำในขณะเคล่อื นที่ สว่ นนกมกี ระดกู ทก่ี ลวง เบา อัดตัวแน่น ทำให้นกมีขนาดเล็กและมรี ูปรา่ งเพรียว
จึงเคลอ่ื นตัวในอากาศได้ดี และมีขนปีกช่วยดนั อากาศขณะหุบปีกลงทำให้นกพุ่งตวั ไปขา้ งหน้าไดด้ ี)
- ลักษณะของปลาไหลมสี ว่ นชว่ ยในการเคล่ือนทอ่ี ย่างไร
(แนวคำตอบ : ปลาไหลมีลำตวั กลมยาวและมีเมอื กมากช่วยลดแรงเสยี ดทาน ซึ่งลักษณะเหล่านเ้ี หมาะ
สำหรับการเคลื่อนท่ีโดยการแทรกตวั ในโคลนทม่ี คี วามหนาแน่นมากกว่านำ้ )
- เพราะเหตใุ ดสัตว์ท่เี คล่อื นทโี่ ดยการบินจงึ ใช้แก๊สออกซิเจนสงู กวา่ สตั วอ์ ่ืน ๆ

218

(แนวคำตอบ : เนอื่ งจากในขณะบนิ ต้องใช้พลงั งานมาก จงึ จำเปน็ ตอ้ งใชแ้ ก๊สออกซิเจนในการหายใจ
สงู กว่าสัตว์อนื่ ๆ)

- ลกั ษณะหรอื โครงสร้างใดของนกทำใหส้ ามารถเคลื่อนท่ีบนอากาศได้ดี
(แนวคำตอบ : เนอ่ื งจากนกมีกระดกู กลวง เบา และอดั ตวั กันแน่นทำใหน้ กมีขนาดเลก็ และมีรูปรา่ ง

เพรยี ว รวมทงั้ ปกี ของนกมขี นแบบแผง ซ่ึงมลี ักษณะเบาบางชว่ ยอมุ้ อากาศขณะบิน และยงั ช่วยดันอากาศขณะ
หบุ ปีกลงทำให้นกพงุ่ ตัวไปข้างหนา้ )

ขน้ั ท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. นักเรยี นและครูร่วมกันสรปุ เกยี่ วกบั การเคลื่อนทีข่ องสัตวเ์ พื่อให้ได้ข้อสรปุ ว่า สัตวต์ ่าง ๆ มี
โครงสรา้ งทีใ่ ชใ้ นการเคลอ่ื นท่ีแตกตา่ งกนั ดังนี้
- แมงกระพรุน อาศัยการหดตัวของเน้ือเยื่อบริเวณขอบกระดิ่งและบริเวณผนังลำตัวสลับกัน ทำให้เกิด
แรงดนั นำ้ ผลักตัวแมงกะพรุนให้เคล่อื นท่ีไปในทศิ ทางตรงขา้ มกับน้ำที่พน่ ออกมา
- หมึก อาศัยการหดตวั ของกล้ามเนอื้ บรเิ วณลำตวั ทำให้น้ำภายในลำตัวพน่ ออกทางท่อไซฟอนซ่ึงอยู่ทาง
สว่ นลา่ งของส่วนหัว ตัวของหมกึ จงึ พุ่งไปในทศิ ทางตรงขา้ มกับทิศทางของนำ้ ท่ีพน่ ออกมา
- ดาวทะเล อาศัยแรงดันของระบบท่อน้ำ น้ำเข้าทางมาดรีโพไรต์ไหลไปตามท่อน้ำวงแหวนและท่อน้ำ
แนวรัศมีเข้าสู่แอมพูลลา เมื่อกล้ามเนื้อของแอมพูลลาหดตัวจะดันน้ำไปตามทิวบ์ฟีททำให้ยืดยาวไป
แตะพน้ื ใตน้ ำ้ การยดื และหดของทวิ บฟ์ ที ทำใหด้ าวทะเลเคลื่อนที่
- ไส้เดือนดิน อาศัยการหดตัวและคลายตวั ของกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อตามยาว ซึ่งทำงานในสภาวะ
ตรงกนั ข้าม โดยเคล่อื นทแี่ บบระลอกคล่นื อีกทั้งยงั มีเดือยชว่ ยบงั คบั ทิศทางในการเคลอ่ื นที่
- แมลง แบ่งการเคลื่อนที่ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การบินเกิดจากการทำงานร่วมของกล้ามเนื้อยึด
เปลอื กห้มุ สว่ นอกและกล้ามเน้ือตามยาวยึดปีกซึ่งทำงานในสภาวะตรงกันขา้ ม เมอื่ กลา้ มเนอื้ ยึดเปลือก
ห้มุ สว่ นอกหดตวั กล้ามเนอื้ ตามยาวยึดปีกคลายตัว ปกี จะยกขึน้ แต่เม่อื กล้ามเนือ้ ยดึ เปลือกหุ้มส่วนอก
คลายตัว กล้ามเนื้อตามยาวยึดปีกหดตัว ปีกจะกดขึ้น และการกระโดดเกิดจากทำงานสลับกันของ
กล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์และกล้ามเนื้อเอ็กเทนเซอร์ซึ่งทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เมื่อกล้ามเนื้อเฟล็ก
เซอร์หดตัว กล้ามเนื้อเอ็กเทนเซอร์คลายตัว ขาจะงอ แต่เมื่อกล้ามเนื้อเฟล็กเซอร์คลายตัว
กล้ามเนื้อเอก็ เทนเซอร์หดตวั ขาจะเหยียด
- ปลา อาศัยการหดและคลายตัวแบบสลับของกล้ามเนื้อยึดติดกระดูกที่ยึดติดกับกระดูกสันหลังแต่ละ
ส่วนในการเคลื่อนที่แนวระนาบ และอาศัยการทำงานของครีบต่าง ๆ ในการทรงตัวและการเคลื่อนที่
ในแนวดิ่ง
- นก อาศัยการทำงานของกล้ามเน้ือยกปีกและกล้ามเน้ือกดปกี เมื่อกล้ามเน้อื ยกปีกหดตวั กล้ามเนื้อกด
ปกี คลายตวั ปกี จะยกขึน้ แต่เมอื่ กลา้ มเนอ้ื ยกปกี คลายตวั กลา้ มเนอ้ื กดปีกหดตวั ปีกจะจะกดลง
2. นกั เรยี นเขยี นสรุปในรูปแบบผงั มโนทศั น์ เร่อื ง การเคลื่อนท่ีของสัตว์ โดยอาจแบ่งออกเป็นกลมุ่ สัตว์
ไม่มกี ระดกู สนั หลังและกล่มุ สตั วม์ กี ระดูกสันหลัง ลงในกระดาษ A4

219

ข้นั ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
นกั เรยี นสืบค้นข้อมูล เร่อื ง การเคลอื่ นที่ของสัตว์ และลงมอื ทำชดุ กจิ กรรม เร่ืองการเคลอ่ื นท่ขี องสัตว์
ไม่มีกระดูกสันหลงั และชุดกิจกรรม เรอ่ื งการเคลื่อนทขี่ องสัตว์มกี ระดูกสนั หลงั

ข้นั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
1. ประเมินความร้เู กี่ยวกบั เรอ่ื ง การเคลือ่ นทีข่ องสัตว์ โดยสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถาม ตรวจ
แบบฝกึ หัด ตรวจใบงาน และตรวจผงั มโนทศั น์
2. ประเมนิ ทกั ษะและกระบวนการ โดยสงั เกตพฤติกรรมการทำกิจกรรม การทำงานกลมุ่ และการ
นำเสนอผลงาน
3. ประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ โดยสังเกตพฤตกิ รรมความสนใจใฝ่รูใ้ นการศึกษาและความ
มงุ่ มน่ั ในการทำงาน

สอ่ื การเรียนร้/ู แหล่งเรยี นรู้
1. หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ชีววิทยา เล่ม 5 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
2. สอื่ Power Point เร่ืองการเคลื่อนท่ีของสงิ่ มีชวี ิต
3. ใบงานที่ 7.1 เรอ่ื งการเคล่ือนทีข่ องสตั ว (ตอนท่ี 1)
4. ใ2บ)งานที่ 7.2 เรือ่ งการเคลื่อนท่ขี องสตั ว (ตอนที่ 2)

220

การวดั และประเมินผล วิธีการ เครือ่ งมอื เกณฑ์การประเมนิ
รายการวัด
- สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ประเมินระหวา่ งการจดั และแสดงความคดิ เหน็ รายบคุ คล ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรมการเรยี นรู้
1) กิจกรรมนำสกู่ ารเรียน
- การตอบคำถาม

2) การเคลื่อนท่ีของสตั ว์ - ตรวจใบงานท่ี 7.1 เรื่องการ - ใบงานที่ 7.1 เรื่องการ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ไมม่ ีกระดูกสนั หลังและ ผา่ นเกณฑ์
สัตว์ท่ีมีกระดูกสนั หลัง เคลือ่ นทีข่ องสัตว (ตอนท่ี 1) เคลื่อนทีข่ องสัตว (ตอนท่ี
- ระดับคณุ ภาพ 2
3) การนำเสนอผลการทำ 1) ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
- ใบงานท่ี 7.2 เรอื่ งการเคลอ่ื นที่ - ใบงานที่ 7.2 เร่ืองการ ผา่ นเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ทำงานรายบคุ คล ของสตั ว (ตอนที่ 2) เคลื่อนที่ของสตั ว (ตอนท่ี ผา่ นเกณฑ์
5) พฤตกิ รรมการ - ระดบั คุณภาพ 2
ทำงานกลมุ่ 2) ผา่ นเกณฑ์
6) คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ - ตรวจแผนผังมโนทศั น์ - แบบประเมินผังมโน

ทศั น์

- ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ การ

ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกจิ กรรม

- สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม

การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล

- สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม

การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม

- สังเกตความมวี นิ ัย - แบบประเมิน

ใฝเ่ รยี นรู้ และมุง่ ม่ัน คณุ ลกั ษณะ

ในการทำงาน อนั พึงประสงค์

221

แบบประเมนิ ความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรูปแบบขอผังมโนทศั น์

เรื่อง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วัน/เดอื น/ป…ี ……………………..

เลข เน้อื หา รูปแบบ ความ เวลา รวม ระดับ

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกุล สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

222

เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดบั

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คณุ ภาพ

ช่ือ-สกลุ สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนช่วง 1-4 คะแนน

ลงชอื่ ………………………………………ผู้ประเมนิ
(……………………………………………………….)

223

เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรปุ ความคดิ รวบยอดในรปู แบบของบนั ทกึ สรุป

ประเด็นการประเมิน ระดบั คณุ ภาพการประเมิน

การสรปุ ความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
ยอดในรปู แบบของผัง

มโนทศั น์

1. เนอ้ื หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดาเนินการค้นคว้าข้อมูลที่

หลากหลาย ถูกตอ้ ง สมบรู ณ์ และ ประเด็น ตอ้ งการได้เพียงบางส่วน

ชัดเจน

2. รูปแบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด

งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2

ประเด็น ประเด็น

3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ

สร้างสรรค์ นาเสนอได้แปลกใหม่ นาไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสรา้ งสรรค์

ตวั อยา่ งได้ นาไปเปน็ ตวั อย่างได้ คอ่ นขา้ งสกปรก

4. เวลา ส่งไดท้ นั เวลาทุกครง้ั ทก่ี าหนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งท่ี ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี

กาหนด กาหนด

224

แบบสังเกตพฤติกรรมด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

เร่อื ง………………………………………………..……………ชั้น…………….วัน/เดอื น/ปี……………….

เลข ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มั่นใน มจี ติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คุณภาพ

ชอ่ื -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

225

เลข ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มัน่ ใน มจี ติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ

ชือ่ -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนช่วง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)

226

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสังเกตพฤติกรรมดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์

พฤตกิ รรม ระดับคุณภาพการประเมิน

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. ใฝเ่ รียนรู้ มีความตั้งใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา

เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ

เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เล่นในขณะทค่ี รสู อน

ในเวลาที่ครูสอน และส่ง

เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น

บางครง้ั

2. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งมั่นในการทางาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มจี ิตสาธารณะ
เห็นความส าคัญของสื่อ การ ร่วมกับผูอ้ น่ื ได้เปน็ บางครัง้ ความส าคัญของสื่อการ

เรียนรู้ทมี่ อี ยู่ เรยี นรู้ และไมด่ ูแลรักษา

มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ

การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ตั ิ หน้าท่ีการงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ

ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี

เพ่อื ให้งานสาเรจ็ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ท างานไม่

ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ ส าเร็จได้ตามเป้าหมาย

ทางานให้สาเรจ็ เท่าที่ควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่

สนใจงานทร่ี บั มอบหมาย

ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ

โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการท า งานท่ี

กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม

โรงเรยี น ชุมชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้

โรงเรยี นหรือชุมชน ความเข้าร่วมมือในการ

เข้าร่วมกิจกรรมของ

โรงเรยี นหรือชมุ ชน

227

แบบประเมินสมรรถนะผเู้ รยี น

เรื่อง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดบั

ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกลุ การส่อื สาร การคิด การแกป้ ัญหา ทักษะชีวิต

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

228

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คณุ ภาพ

ชือ่ -สกุล การสื่อสาร การคดิ การแกป้ ญั หา ทกั ษะชวี ติ

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑก์ ารให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงชือ่ ………………………………………..ผ้ปู ระเมิน
(………………………………..……)

229

แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผเู้ รยี น

พฤติกรรม ระดับคุณภาพการประเมนิ

1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
การส่ือสาร มคี วามสามารถในการรับ ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อ่ืน
การคดิ เขา้ ใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น

3. ความสามารถใน ได้เป็นบางคร้ัง เข้าใจได้
การแก้ปัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทาให้

องค์ ความรูไ้ ด้ เท่าทคี่ วร สร้างองคค์ วามร้ไู มไ่ ด้

มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี

อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่

คานงึ ถึงผอู้ น่ื คานงึ ถงึ ผู้อนื่ เป็นบางคร้งั คานึงถึงผูอ้ ่นื

มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ

และทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มรว่ มกับผอู้ น่ื ได้

อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น

บางคร้ัง

230

แบบประเมนิ พฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลุ่ม

เร่ือง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วนั /เดอื น/ปี……………….
คาชี้แจง : ทาเครื่องหมาย ในช่องระดบั คุณภาพการปฏบิ ัตงิ านกลมุ่

ระดับคณุ ภาพการปฏบิ ตั ิงานกลุม่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีสว่ น การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
ร่วมมือ ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั งิ าน

ช่วยเหลือใน วางแผน คดิ เห็น ตามบทบาท

การทางาน ภายในกลมุ่ หนา้ ท่ี

3 21321321321

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมนิ
(……………………………………………………….)

231

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลมุ่ เรื่อง……………………………………..

พฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพการประเมนิ

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. การใหค้ วามร่วมมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชกิ บางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้

ชว่ ยเหลือในการทางาน ท างานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทางานเป็นอย่าง ความร่วมมือในการทางาน

สมาชิกในกลุม่ เอารัดเอาเปรียบกัน

2. การมีสว่ นรว่ มใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มคี วามรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว า ง
การวางแผน
ปฏิบัตงิ านกล่มุ เปน็ อย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เหน็ ภายในกล่มุ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกวา่ 2 คน ที่ไม่ให้ความรว่ ม

4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความรว่ มมือ
บทบาทหนา้ ที่
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ

ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคิดเห็น และไม่มีการ

การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ

ยอมรบั มากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรบั มากทีส่ ุด

ที่สดุ

มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท

ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง

และถกู ตอ้ ง เหมาะสมและถกู ต้องโดยที่ไม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี

มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรื อ

มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม

หนา้ ที่ หนา้ ที่

232

ใบงานท่ี 7.1 เรอื่ งการเคลอ่ื นท่ีของสัตว์ (ตอนท่ี 1)

ชอื่ ………………………………………………………………………………………… ชั้น ………………. เลขท่ี ………….

คาช้ีแจง ระบุโครงสรา้ งที่ใช้ในการเคล่อื นที่และอธิบายการทํางานของโครงสร้างท่ีใชใ้ นการเคลอ่ื นที่

โครงสรา้ งที่ใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสรา้ ง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสร้างท่ีใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสร้าง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสรา้ งที่ใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสร้าง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสร้างท่ีใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสร้าง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสรา้ งท่ีใช้ ..................................................................................................
การทำงานของโครงสรา้ ง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

233

ใบงานท่ี 7.2 เรือ่ งการเคลอ่ื นท่ีของสตั ว์ (ตอนท่ี 2)

ชอื่ ………………………………………………………………………………………… ชน้ั ………………. เลขที่ ………….

คาชี้แจง ระบโุ ครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนทแ่ี ละอธบิ ายการทาํ งานของโครงสร้างทใ่ี ชใ้ นการเคล่อื นท่ี

โครงสร้างท่ีใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสร้าง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสรา้ งที่ใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสรา้ ง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสร้างที่ใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสรา้ ง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสร้างที่ใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสร้าง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

โครงสร้างที่ใช้ ...................................................................................................
การทำงานของโครงสร้าง .................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................
............................................................................................................................

234

235

236

แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 8 รหสั วชิ า ว32243
ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5
รายวิชาชีววิทยา
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8 ชวั่ โมง
บทที่ 2 เร่ืองการเคลื่อนทข่ี องสง่ิ มีชีวิต 3 ช่ัวโมง
หนว่ ยการจดั การเรียนรูท้ ี่ 2.3 เรอ่ื ง การเคล่ือนที่ของมนุษย์ ภาคเรียนท่ี 2/2564
ชอ่ื ครูผู้สอน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม

สาระชีววิทยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตวแ์ ละมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลําเลียงสาร

และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เตมิ

ม.5 • สืบค้นข้อมูล และอธิบายโครงสร้างและหน้าที่ ของ • มนุษย์เคลื่อนที่โดยอาศัยการทํางานของกระดูก และ

กระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการ เคลื่อนไหว กลา้ มเนอ้ื ซ่งึ ยดึ กนั ด้วยเอ็นยดึ กระดูก

และการเคลอื่ นท่ขี องมนุษย์ • บริเวณที่กระดูกตั้งแต่ 2 ชิ้นมาต่อกัน เรียกว่า ข้อต่อ

• สังเกต และอธิบายการทํางานของข้อต่อชนิด ต่าง ๆ และยดึ กนั ดว้ ยเอ็นยดึ ขอ้

และการทํางานของกล้ามเนื้อโครงร่าง ที่เกี่ยวข้องกับ • กระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้คํ้าจุนและทําหน้าที่ในการ

การเคลอื่ นไหวและการเคลอ่ื นที่ ของมนุษย์ เคลือ่ นไหวของร่างกาย แบง่ ตามตาํ แหน่งได้เปน็ กระดกู

แกนและกระดูกรยางค์

• กล้ามเนื้อในร่างกายมนุษย์แบ่งออกเป็นกล้ามเน้ือ

โครงร่าง กล้ามเนือ้ หัวใจ และกลา้ มเนื้อเรยี บ กล้ามเนื้อ

ทั้ง 3 ชนิด พบในตําแหน่งที่ต่างกัน และมีหน้าที่

แตกต่างกัน

• กล้ามเนือ้ โครงร่างส่วนใหญ่ทํางานร่วมกันเป็นคู่ ๆ ใน

สภาวะตรงกนั ขา้ ม

1. กาหนดเปา้ หมายของการจัดการเรียนรู้

1.1 สาระการเรียนร/ู้ เนอ้ื หาการเรียนรู้
เรอ่ื งที่ 3 เร่ือง การเคล่อื นทีข่ องมนษุ ย์
1. การเคลอ่ื นท่ีมนุษย์

237

1.2 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอดของเร่ืองท่ีเรียน

การเคลอื่ นทข่ี องมนษุ ย์เกดิ จากการทำงานรว่ มกันของระบบโครงกระดูกและระบบกล้ามเนื้อ ดังน้ี
ระบบโครงกระดูก ประกอบด้วยกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น แบ่งออกเป็นกระดูกแกนเป็นกระดูกที่อยู่
บริเวณส่วนกลางของร่างกาย มีจำนวน 80 ชิ้น ได้แก่ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกอก และกระดูก
ซี่โครง และกระดูกรยางค์เปน็ กระดูกที่นอกเหนอื จากกระดูกแกน มีจำนวน 126 ชิ้น เช่น กระดูกแขน กระดูก
ขา กระดูกสะบัก กระดกู ไหปลารา้ กระดูกเชงิ กราน ซ่งึ กระดูกท่เี ช่อื มต่อกันจะมขี ้อต่อและเอน็ ยึดข้อยดึ กระดูก
2 ชิ้นใหเ้ ชือ่ มต่อกัน อีกทั้งบรเิ วณขอ้ จาอจะมนี ้ำไขข้อชว่ ยหล่อลน่ื ข้อต่อใหเ้ คลอ่ื นไหวได้และไม่เสียดสกี นั
ระบบกลา้ มเนอื้ แบ่งกลา้ มเนือ้ ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

- กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อของหัวใจโดยเฉพาะ ประกอบด้วยเซลล์รูปทรงกระบอกที่มี
ลายตามขวาง ส่วนปลายแตกแขนงและเชื่อมกบั เซลลข์ า้ งเคยี ง แต่ละเซลลม์ ีหลายนิวเคลียส

- กล้ามเน้ือเรยี บ เป็นกล้ามเนื้อที่ไม่มีลาย ประกอบด้วยเซลลล์ ักษณะแบนยาว หัวท้ายแหลม
แตล่ ะเซลล์มี 1 นิวเคลยี ส

- กล้ามเนื้อโครงร่าง เป็นกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับกระดูก มีแถบสีเข้มและจางสลับกัน
ประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะทรงกระบอก แต่ละเซลล์มีหลายนิวเคลยี ส ซึ่งการเคลื่อนไหว
ของมนุษย์เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ 2 ชุด ที่ทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เช่น การ
ทำงานของกลา้ มเนอ้ื ไบเซพและกลา้ มเน้ือไตรเซพในการงอและการเหยียดแขน

กลา้ มเนอื้ โครงร่างเป็นกล้ามเนื้อทที่ ำให้เกดิ การเคลื่อนไหวและการเคล่ือนท่ี มโี ครงสร้างประกอบด้วย
เส้นใยกล้ามเนื้อซึ่งภายในมีเส้นใยกล้ามเนื้อเล็กมีลักษณะเป็นท่อนยาวเรียงซ้อนกันจำนวนมาก เส้นใย
กลา้ มเนอ้ื เลก็ ประกอบดว้ ยไมโครฟลิ าเมนต์ 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ ไมโอซินและแอกทิน การเล่อื นตัวของแอกทินเข้าหา
กนั ตรงกลางจะทำใหเ้ ส้นใยกล้ามเนื้อหดตวั ซึ่งต้องอาศยั พลังงานและแคลเซียม

1.3 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ : เมอื่ ผู้เรียนจบกิจกรรมการเรียนรู้ ผเู้ รยี นสามารถ

ด้านความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของ
(K: Knowledge) กระดกู และกล้ามเนื้อทเ่ี ก่ียวข้องกับ การเคลื่อนไหวและ
การเคลอื่ นที่ของมนุษย์
- นักเรียนสามารถอธิบายการทํางานของข้อต่อชนิด
ต่างๆ

238

- นักเรียนสามารถอธิบายการทาํ งานของกล้ามเน้ือโครง
ร่างที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและ การเคลื่อนที่ของ
มนษุ ย์

ด้านกระบวนการ - นักเรียนสามารถสืบค้นขอ้ มูลเก่ยี วกบั โครงสร้างและ
(P: Process) หน้าท่ขี องกระดูกและกล้ามเนื้อทเ่ี ก่ียวข้องกับ การ
เคลอื่ นไหวและการเคลอื่ นที่ของมนุษย์
ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ - นักเรียนสามารถสังเกตการทํางานของข้อต่อชนิด
(A: Attribute) ตา่ งๆ
ดา้ นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - นักเรียนสามารถสังเกตการทํางานของกล้ามเนื้อโครง
(Sc.P: Science Process Skill) ร่างที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและการเคลื่อนที่ของ
มนษุ ย์
การสงั เกต
การวดั การทาํ งานรว่ มกบั ผอู้ ื่น, รับผดิ ชอบตอ่ การทํางาน,
การคาํ นวณ/การใชต้ ัวเลข แสดงความคดิ เหน็ , นําเสนอผลงานหน้าชัน้ เรียนได้
การจําแนกประเภท
การจัดกระทาํ และส่ือความหมายข้อมลู การลงความเหน็ จากข้อมลู
การหาความสัมพันธร์ ะหว่างสเปสกับสเปส การกาํ หนดและควบคมุ ตวั แปร
และสเปสกับเวลา การกาํ หนดนิยามเชิงปฏิบัติ
การพยากรณ์/การทาํ นาย การตงั้ สมมติฐาน
การทดลอง
การตีความหมายข้อมลู
การสรา้ งแบบจาํ ลอง

239

2. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กิจกรรมการเรยี นรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)

ช่ัวโมงที่ 1 - 2
ข้นั ท่ี 1 ขัน้ กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1. ทบทวนความรู้ เรื่อง กระดูกและกลา้ มเนอื้ ซงึ่ เป็นโครงสรา้ งท่ีทาํ ใหเ้ กิดการเคลื่อนทแ่ี ละการ
เคล่อื นไหวของมนุษย์ ดังนี้
- กระดกู (bone) เปน็ อวัยวะที่ประกอบขนึ้ เปน็ โครงรา่ งแขง็ ภายในของสตั ว์มีกระดกู สนั หลัง ทำหน้าท้ี
ค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวและการเคลื่อนที่ เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุ
และสร้างเซลล์เม็ดเลือด กระดูกประกอบด้วยเนื้อเยื่อกระดูก (osseous tissue) ที่มีความแข็งแรง
แต่มีน้ำหนักเบา การเจริญและพัฒนาของเนื้อเยื่อกระดูกในรูปแบบที่แตกต่างกันทำให้กระดูกเป็น
อวัยวะที่มีหลายลักษณะเพื่อให้สอดคล้องกันกับการทำงานของกระดูกในแต่ละส่วน เช่น กะโหลก
ศรี ษะ ท่ีมลี ักษณะแบนแตแ่ ขง็ แรงมากเพอ่ื ป้องกันการกระทบกระเทือนของสมอง หรือกระดูกต้นขา
มลี ักษณะยาวเพือ่ เปน็ จุดเกาะของกล้ามเนอ้ื ตา่ ง ๆ ทีเ่ กี่ยวข้องกบั การเคล่อื นไหวของรยางคส์ ่วนล่าง
- กล้ามเนื้อ (muscle) เป็นเนื้อเยือ่ ทีเ่ ปล่ียนแปลงมาจากเนื้อเย่ือชั้นเมโซเดิร์มในระยะเอม็ บริโอ และ
เป็นระบบร่างกายที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวและการเคลื่อนที่ทั้งหมดของร่างกาย กล้ามเนื้อแบ่ง
ออกได้เปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ กลา้ มเนอื้ หวั ใจ กลา้ มเน้อื เรยี บ และกลา้ มเน้ือโครงร่าง
2. ถามคำถามกับนักเรียนว่า “การเคลื่อนทขี่ องมนุษย์เกดิ จากการทำงานร่วมกันของโครงสร้างใด”
(แนวคำตอบ : การเคลือ่ นท่ีของมนษุ ยอ์ าศยั การทำงานร่วมกันของระบบโครงกระดูกและระบบกลา้ มเน้ือ
(นักเรยี นอาจยังไมส่ ามารถตอบคำถามได)้ )

ขน้ั ที่ 2 ข้ันสารวจค้นหา (Exploration)
1. นกั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลุม่ ละ 4-5 คน ศึกษาระบบโครงกระดกู ของมนุษย์ แบง่ ออกเป็นกระดกู แกน
และกระดกู รยางค์ จากหุ่นจําลองโครงกระดูกของมนุษย์หรือจากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรช์ วี วทิ ยา เล่ม 5 ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6
2. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มศึกษาลกั ษณะของข้อต่อซึ่งเป็นบรเิ วณที่กระดูก 2 ชิ้นมาเช่อื มตอ่ กัน และศกึ ษา
ข้อต่อท่ีสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย ซง่ึ มีลกั ษณะแตกต่างกัน จากหุ่นจําลองโครงกระดูกของมนุษยห์ รือจากหนังสอื
เรียนวทิ ยาศาสตรช์ ีววทิ ยา เลม่ 5 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ดังนี้
- ขอ้ ต่อแบบเบ้า เช่น ขอ้ ตอ่ บรเิ วณหัวไหล ข้อต่อบรเิ วณสะโพก
- ขอ้ ตอ่ แบบวง เชน่ ข้อตอ่ กระดกู ฝา่ มือ ข้อต่อกระดูกขอ้ มือ
- ขอ้ ตอ่ แบบสไลด์ เช่น ข้อตอ่ กระดูกข้อเทา้ ขอ้ ต่อกระดกู สนั หลัง
- ขอ้ ตอ่ แบบอานม้า เชน่ ขอ้ ตอ่ ระหว่างกระดูกฝ่ามือกบั กระดูกนวิ้ หวั แม่มอื

240

- ข้อต่อแบบบานพบั เชน่ ขอ้ ต่อบริเวณข้อศอก
- ข้อตอ่ แบบเดือย เชน่ ข้อตอ่ บรเิ วณตน้ คอกับฐานกะโหลกศีรษะ
3. นกั เรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม ชนิดของข้อต่อกบั การเคลอ่ื นไหว เพื่อสงั เกตการณเ์ คล่อื นไหวของ
อวัยวะท่ีเกดิ จากการทำงานของข้อต่อ และจำแนกชนดิ ของขอ้ ตอ่ บรเิ วณสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย จากหนงั สือ
เรยี นวิทยาศาสตร์ชวี วิทยา เล่ม 5 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
4. สมุ่ เลอื กนักเรยี นอย่างนอ้ ย 3 กลุ่ม นำเสนอผลและอภปิ รายผลกจิ กรรม ชนดิ ของขอ้ ตอ่ กบั การ
เคลอ่ื นไหว ถามคำถามทา้ ยกจิ กรรมกบั นักเรยี น ดังน้ี
- ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ทดสอบมีขอ้ จำกดั ในการเคล่ือนไหวเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : เนื่องจากการเคลอ่ื นไหวของอวยั วะตา่ ง ๆ มีข้อต่อเป็นข้อจำกดั ในการเคลอ่ื นท่ี จึงทำ
ให้อวัยวะต่าง ๆ เคลื่อนไหวในลักษณะทแ่ี ตกต่างกัน เชน่ หัวไหลมีข้อตอ่ แบบเบ้าจึงสามารถเคลือ่ นไหวไดใ้ น
สามมิติ แต่ข้อตอ่ บรเิ วณขอ้ ศอกเปน็ ขอ้ ตอ่ แบบบานพับจึงสามารถเคลื่อนที่ไดใ้ นสองมิติคลา้ ยบานพับประตู)
- จากการทดสอบ นักเรยี นแบง่ ชนิดของข้อต่อได้กชี่ นดิ อะไรบ้าง และใชอ้ ะไรเปน็ เกณฑ์
(แนวคำตอบ : คำตอบขึ้นอยูก่ ับการเคล่ือนไหวต่าง ๆ ท่นี กั เรยี นใช้ทำกิจกรรม ซึ่งการจำแนกข้อตอ่
จะใช้ทิศทางการเคล่อื นท่ีของกระดูกทข่ี ้อต่อเป็นเกณฑ์ โดยขอ้ ต่อทเี่ คล่ือนไหวได้จะจำแนกเปน็ 6 ประเภท
ได้แก่ ขอ้ ต่อแบบเบ้า ข้อต่อแบบวงรี ขอ้ ต่อแบบสไลด์ ขอ้ ต่อแบบอานม้า ข้อตอ่ แบบบานพับ และข้อต่อแบบ
เดือย)
5. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาลักษณะของเซลล์กล้ามเน้ือประเภทต่าง ๆ ภายใตก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ แบง่
ออกเปน็
- ฐานท่ี 1 เซลล์กลา้ มเน้ือโครงร่าง
- ฐานที่ 2 เซลล์กลา้ มเน้อื เรียบ
- ฐานท่ี 3 เซลล์กล้ามเนอื้ หวั ใจ
ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มวาดภาพเซลล์กล้ามเนื้อที่สังเกตเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ พร้อมเปรียบเทียบ
ความแตกตา่ งของเซลล์กล้ามเน้อื แต่ละประเภท ลงในใบงานท่ี 4.4 เรื่อง ระบบกล้ามเนอื้
6. นักเรียนสงั เกตการเปลยี่ นแปลงกลา้ มเนอ้ื ไบเซพและกลา้ มเนื้อไตรเซพทบี่ ริเวณต่นแขน จากวีดทิ ัศน์
เชน่ https://www.youtube.com/watch?v=VCminz-X52I
7. นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ทำกิจกรรม การทำงานของกล้ามเนอ้ื โครงรา่ งที่แขน เพอ่ื ศกึ ษาความแตกตา่ ง
ระหวา่ งกลา้ มเนือ้ บรเิ วณตน้ แขนด้านบนกบั ด้านลา่ ง เม่อื วางปลายแขนราบบนพ้นื โต๊ะในลกั ษณะหงายฝ่ามือ
และเมือ่ วางหนงั สือบนฝ่ามือและยกหนังสือข้ึน จากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรช์ วี วิทยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 6
8. สมุ่ เลอื กนักเรยี นอย่างน้อย 3 กล่มุ นำเสนอผลและอภปิ รายผลกจิ กรรม การทำงานของกล้ามเน้ือโครง
ร่างทีแ่ ขน

241

ข้นั ที่ 3 ขั้นอธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. ถามคำถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เชน่
- หากจำแนกกระดูกตามตำแหน่งที่อยู่จะสามารถจำแนกออกเป็นกี่กลุ่ม อะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่าง

ประกอบ
(แนวคำตอบ : แบง่ ออกเป็น 2 กลุม่ ได้แก่ กระดูกแกนเปน็ โครงกระดูกทอี่ ยู่บรเิ วณกลางของรา่ งกาย
มี 80 ชน้ิ เชน่ กะโหลกศรี ษะ กระดกู สนั หลงั กระดกู อก กระดกู ซ่โี ครง และกระดูกรยางค์เปน็ กระดูกเป็น
กระดกู ท่นี อกเหนอื จากกระดูกแกน มี 126 ชิ้น เช่น กระดกู แขน กระดกู ขา กระดกู สะบกั กระดกู ไหปลารา้
กระดกู เชิงกราน)
- หากแบง่ ขอ้ ต่อตามลกั ษณะการเคล่อื นไหวสามารถแบง่ ได้ก่กี ลุ่ม อะไรบ้าง
(แนวคำตอบ : แบ่งออกเปน็ 3 กลมุ่ ได้แก่ ขอ้ ต่อทีเ่ คลือ่ นไหวได้ดี เชน่ ข้อตอ่ บริเวณข้อศอก หัวเข่า
นิว้ มอื น้ิวเท้า ข้อตอ่ ทีเ่ คล่ือนไหวไดเ้ ล้กน้อย เชน่ ข้อต่อบริเวณกระดกู สนั หลัง ละขอ้ ต่อทเ่ี คลอ่ื นไหวไม่ได้เลย
เชน่ ข้อต่อบริเวณกะดหลกศีรษะ)
- ข้อตอ่ มคี วามสำคญั ตอ่ การเคล่อื นไหวของร่างกายอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ขอ้ ต่อเป็นบริเวณทีก่ ระดูก 2 ชิน้ เช่ือมติดกันด้วยเอ็นยดึ ข้อ ซงึ่ ทำให้กระดูกสามารถ
ทำงานประสานสมั พันธก์ นั ในการเคล่อื นไหวของโครงสร้างต่าง ๆ ในร่างกายได้)
2. ถามคำถามเพ่อื ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี น เชน่
- เซลลก์ ล้ามเน้ือแต่ละประเภทมลี กั ษณะแตกตา่ งกันอย่างไร และพบทอ่ี วัยวะใดของร่างกาย
(แนวคำตอบ : กล้ามเนือ้ แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กล้ามเนอ้ื หวั ใจมีเซลล์รปู ทรงกระบอกที่มีลาย
ตามขวาง สว่ นปลายของเซลลแ์ ตกแขนงและเชอื่ มกบั เซลลข์ า้ งเคียง แต่ละเซลล์มีหลายนิวเคลียส พบเฉพาะท่ี
หัวใจเท่านนั้ กลา้ มเนือ้ เรียบมเี ซลล์ลักษณะแบนยาว หวั ท้ายแหลมคล้ายรูปกระสวย แตล่ ะเซลล์มี 1 นิวเคลยี ส
พบทอี่ วัยวะภายใน และกล้ามเนอื้ โครงรา่ งมเี ซลลล์ ักษณะเป็นทรงกระบอก มแี ถบสีเข้มสลับจาง แต่ละเซลล์มี
หลายนวิ เคลยี ส พบบรเิ วณกลา้ มเนือ้ ทยี่ ดึ ตดิ กับกระดกู เช่น กลา้ มเนือ้ แขนและขา)
- การทำงานของกลา้ มเนอ้ื ไบเซพกับกลา้ มเน้อื ไตรเซพสมั พนั ธ์กนั อย่างไร
(แนวคำตอบ : กลา้ มเนอ้ื ทง้ั 2 ชนิด ทำงานในสภาวะตรงกันข้าม เม่อื กลา้ มเน้อื มัดหน่ึงหดตัว
กล้ามเนอื้ อีกมัดหน่งึ จะคลายตวั )
3. นักเรียนศกึ ษาแสดงโครงสรา้ งของกล้ามเน้ือโครงร่าง ซงึ่ ประกอบดว้ ยเส้นใยกลา้ มเนอื้ ที่มเี สน้ ใย
กลา้ มเนื้อเล็กเรยี งซ้อนกนั จํานวนมากและอยู่รวมกันเป็นมัดเส้นใย เส้นใยกล้ามเนื้อเลก็ ประกอบด้วยไมโครฟิ

ลาเมนต์ 2 ชนิด ไดแ้ ก่ ไมโอซินและแอกซนิ

4. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษา เรอื่ ง การหดตัวของกล้ามเนือ้ จากวีดที ศั น์ เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=ousflrOzQHc
ร่วมกันเขียนแผนผังสรปุ เกีย่ วกับกลไกการหดตัวของกล้ามเนือ้ ซึ่งเกิดจากเลือ่ นตัวของแอกทินเข้าหากัน
ตรงกลาง

242

5. สมุ่ เลอื กนักเรียนแต่ละกลุ่มจับสลากหวั ขอ้ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั การเคลือ่ นไหวและการเคลื่อนที่ของมนุษย์
ร่วมกนั วิเคราะห์ แล้วออกมาอธิบายการศกึ ษาในหัวข้อตา่ ง ๆ ดงั นี้

- ระบบโครงกระดูกของมนุษย์
- ข้อตอ่ ทพี่ บบริเวณสว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย
- ระบบกลา้ มเนอื้
- สมมติฐานการหดตวั ของกล้ามเนอื้
โดยระหว่างทน่ี ักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอใหน้ กั เรียนกลมุ่ อน่ื ๆ ร่วมกนั เสนอแนะ และครคู อยเพ่มิ เตมิ
ประเดน็ ท่ขี าดหายไป
6. ถามคำถามเพอื่ ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เช่น
- ลกั ษณะของโครงกระดกู ท่ีไมต่ ่อเปน็ ช้นิ เดยี วกันสง่ ผลต่อการเคลือ่ นไหวของมนษุ ย์อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ทำใหเ้ กดิ การเคลื่อนไหวไดห้ ลายทศิ ทาง)
- การเคล่ือนไหวของกระดูกเข่า กระดูกโคนขา และกระดกู ซโ่ี ครงมีลกั ษณะเหมอื นหรือตา่ งกนั อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : แตกต่างกัน ซง่ึ การเคลอ่ื นไหวของกระดกู หัวเข่าและกระดูกโคนขาสามารถเคลื่อนไหว
ในลกั ษณะหมนุ ไดโ้ ดยรอบ เนือ่ งจากมขี อ้ ตอ่ แบบเบา้ ที่สามารถเคล่อื นไหวได้ในสามมติ ิ ส่วนการเคลื่อนไหว
ของกระดกู ซ่โี ครงสามารถเคลอ่ื นไหวไดเ้ ล็กนอ้ ย ซงึ่ ข้อต่อจะยึดติดกันด้วยกระดกู อ่อน)
- เพราะเหตุใดผู้สูงอายุจงึ เคล่อื นไหวไม่สะดวก
(แนวคำตอบ : เนือ่ งจากผู้สงู อายจุ ะมกี ารเสอ่ื มของกระดูก ขอ้ ต่อ และหมอนรองกระดกู หรือมนี ้ำไข
ขอ้ ลดลง เมอ่ื เคล่อื นไหวจงึ มีการเสียดสขี องกระดูกบรเิ วณข้อตอ่ จึงเคลอ่ื นไหวได้ไมส่ ะดวก)
- กระดกู อ่อนมหี น้าที่อยา่ งไร และพบบรเิ วณสว่ นใดของรา่ งกาย
(แนวคำตอบ : กระดูกอ่อนมีหน้าทีร่ องรับส่วนทอี่ ่อนนุม่ ของรา่ งกาย เน่อื งจากผิวของกระดูกออ่ นเรยี บ
ทำให้มีการเคล่อื นไหวสะดวก ปอ้ งกันการเสยี ดสี และยงั เป็นตน้ กำเนิดของกระดูกแข็งท่ัวร่างกาย ซงึ่
กระดูกอ่อนพบบรเิ วณปลายของกระดกู ท่ปี ระกอบกันเป็นข้อต่อตา่ ง ๆ)
- หากกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อเสื่อมสภาพจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวอย่างไร และนักเรียนคิดว่าจะ
วธิ ีการปอ้ งกนั การเส่ือมสภาพของกระดูกอ่อนได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : กระดูกแต่ละทอ่ นจะเขา้ ชดิ กัน เกิดการเสยี ดสี และเกดิ การอักเสบ ทำใหเ้ คล่ือนไหวไม่
สะดวกและมอี าการเจบ็ ซึ่งการเสอ่ื มของกระดกู อ่อนสามารถป้องกนั ได้โดยการหลกี เลยี่ งอบุ ัติเหตุทีส่ ง่ ผล
กระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะบรเิ วณขอ้ ตอ่ หลกี เล่ยี งการรับประทานอาหารทมี่ สี ารแคลเซียมออกซาเลต
สูง ซงึ่ เป็นสารทสี่ ะสมบรเิ วณข้อตอ่ ทำให้กระดูกออ่ นสลายกลายเป็นกระดกู แขง็ ขึ้นมาแทน และควรออกกำลัง
กายอย่างสมำ่ เสมอ)
- การทำงานของกล้ามเน้อื ทั้ง 3 ประเภท มลี ักษณะเหมอื นหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวคำตอบ : การทำงานของกล้ามเน้อื หวั ใจและกล้ามเน้ือเรยี บถกู ควบคมุ โดยระบบประสารทอตั โน
วัติ จงึ ไม่สามารถบังคบั การทำงานของอวยั วะน้นั ๆ ได้ แตก่ ารทำงานของกล้ามเนอ้ื โครงร่างถูกควบคุมโดย
ระบบประสาทโซมาติก จึงสามารถบังคบั การทำงานของอวัยวะ นั้น ๆ ได้ )

243

- นอกจากกล้ามเนื้อไบเซพและไตรเซพบริเวณแขนแล้ว ยังพบการทำงานในสภาวะตรงกันข้ามบริเวณ
ใดของรา่ งกายอีกบ้าง
(แนวตำตอบ : กล้ามเนื้อขา)

- เอน็ ยึดกระดูกแตกตา่ งจากเอ็นยดึ ข้อหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : เอน็ ยดึ ขอ้ และเอน็ ยดึ กระดกู เป็นเนอื้ เยื่อเกย่ี วพนั ที่มคี วามเหนียวและแข็งแรง

เหมือนกัน แต่ต่างกนั ทเี่ อ็นยึดขอ้ จะยดึ กระดูกใหเ้ ชอ่ื มต่อกันทำให้กระดกู ทำงานสัมพนั ธ์กันขณะท่มี กี าร
เคลอ่ื นไหว ส่วนเอน็ ยึดกระดูกจะยึดระหวา่ งกลา้ มเนอื้ กับกระดูกเพื่อให้กระดูกทกี่ ล้ามเนื้อยึดไว้เกิดการ
เคลอื่ นไหว)

- เพราะเหตใุ ดจึงพบไมโทคอนเดรยี จำนวนมากทีเ่ ซลลก์ ลา้ มเนื้อ
(แนวคำตอบ : เนือ่ งจากการหดตัวของกลา้ มเนื้อต้องอาศัยพลงั งานจาก ATP โดยไมโทคอนเดรยี เป็น

แหล่งสร้าง ATP ทสี่ ำคัญของเซลล์ เซลล์กล้ามเนือ้ จึงพบไมโทคอนเดรียมาก)
- ระดบั แคลเซยี มไอออนสง่ ผลต่อการหดตวั ของกลา้ มเนอ้ื อย่างไร
(แนวคำตอบ : ระดับแคลเซียมสง่ ผลต่อการเล่ือนตัวของแอกทนิ และทำใหก้ ลา้ มเนอ้ื หดตวั เมือ่ กระแส

ประสาทสง่ มาเซลลก์ ลา้ มเนอ้ื แคลเซียมที่สะสมอยู่ในซารโ์ คพลาสมกิ เรติคิวลมั ถูกหลัง่ ออกมายังไซโทพลาซึม
และเขา้ จบั กับโปรตีนควบคมุ ทำให้ไมโอซนิ สามารถจับกับแอกทนิ และเกดิ การเล่ือนตัวของแอกทนิ เข้าหากัน
ทำให้กลา้ มเน้อื หดตวั )

ชั่วโมงที่ 3
ข้ันท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. นักเรียนและครรู ว่ มกนั สรุปเกี่ยวกับการเคล่ือนที่ของมนุษยเ์ พื่อให้ได้ข้อสรุปวา่ การเคลอ่ื นที่ของ
มนษุ ย์เกิดจากการทํางานร่วมกันของระบบโครงกระดูกและระบบกล้ามเนื้อ ดงั นี้

- ระบบโครงกระดูก ประกอบด้วยกระดูกทัง้ หมด 206 ชิ้น แบ่งออกเป็นกระดกู แกนเป็นกระดกู ที่
อยู่บริเวณส่วนกลางของร่างกาย มีจำนวน 80 ชิ้น ได้แก่ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูก
อก และกระดูกซี่โครง และกระดูกรยางค์เปน็ กระดูกที่นอกเหนือจากกระดูกแกน มีจำนวน 126
ชิ้น เช่น กระดูกแขน กระดูกขา กระดูกสะบัก กระดูกไหปลาร้า กระดูกเชิงกราน ซึ่งกระดูกท่ี
เชื่อมต่อกันจะมีข้อต่อและเอ็นยึดข้อยึดกระดูก 2 ชนิ้ ใหเ้ ช่อื มต่อกัน อกี ทั้งบริเวณข้อจาอจะมีน้ำ
ไขขอ้ ช่วยหล่อลืน่ ขอ้ ต่อให้เคล่ือนไหวไดแ้ ละไม่เสียดสกี นั

- ระบบกล้ามเนื้อ แบ่งกล้ามเนื้อออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจเป็นกล้ามเนื้อของ
หัวใจโดยเฉพาะ ประกอบด้วยเซลล์รูปทรงกระบอกที่มีลายตามขวาง ส่วนปลายแตกแขนงและ
เชื่อมกับเซลล์ข้างเคียง แต่ละเซลล์มีหลายนิวเคลียส กล้ามเนื้อเรียบเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่มีลาย
ประกอบด้วยเซลล์ลักษณะแบนยาว หัวท้ายแหลม แต่ละเซลล์มี 1 นิวเคลียส พบบริเวณอวัยวะ
ภายใน และกล้ามเนื้อโครงร่างเป็นกล้ามเนื้อท่ียึดติดกับกระดูก มีแถบสีเข้มและจางสลับกัน
ประกอบดว้ ยเซลล์ทีม่ ีลกั ษณะทรงกระบอก แต่ละเซลลม์ ีหลายนิวเคลยี ส
กล้ามเนอื้ โครงรา่ งเป็นกลา้ มเนือ้ ที่ทำใหเ้ กดิ การเคล่อื นไหวและการเคล่ือนท่ี มโี ครงสร้าง

244

ประกอบดว้ ยเส้นใยกลา้ มเนือ้ ท่ภี ายในมีเสน้ ใยกล้ามเน้ือเล็กมลี ักษณะเป็นท่อนยาวเรียงซ้อนกนั จำนวนมาก
เส้นใยกลา้ มเน้ือเล็กประกอบด้วยไมโครฟิลาเมนต์ 2 ชนดิ ได้แก่ ไมโอซินและแอกทนิ ซึ่งการเล่ือนตัวของแอก
ทินเขา้ หากนั ตรงกลางจะทำให้เส้นใยกล้ามเนอื้ หดตวั ซง่ึ ต้องอาศยั พลงั งานและแคลเซียม

2. นักเรยี นเขียนสรปุ ในรูปแบบผังมโนทัศน์ เรอื่ ง การเคลอื่ นที่ของมนุษย์ โดยอธิบายถงึ โครงสรา้ งและ
การทาํ งานของโครงสร้างทเี่ กี่ยวข้องกบั การเคลื่อนท่ีของมนษุ ย์ ลงในกระดาษ A4

ข้นั ที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นกั เรยี นอธบิ ายความสัมพันธ์ของหลักการทำงานของคานกบั การเคล่ือนไหวของมนษุ ย์ที่กำหนดให้
ดังน้ี
- การกม้ ศรษี ะ

- การเขยง่ เทา้

- การยกแขนขน้ึ และลง

โดยเขียนแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของหลักการทำงานของคานกับการเคลื่อนไหวรูปแบบต่าง ๆ ของ
มนษุ ย์ พร้อมระบุจุดหมุน (A) แรงตา้ น (R) และแรงพยายาม (F) ลงในแผนภาพ ในกิจกรรม Apply Your
Knowledge จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ชวี วิทยา เลม่ 5 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6
2. นกั เรียนทำชดุ กิจกรรม เร่ืองการเคลอื่ นท่ขี องมนุษย์


Click to View FlipBook Version