The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by earn-40z555, 2022-03-02 20:59:04

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 135_ภควดี 1

145

การวัดและประเมินผล

รายการวัด วิธวี ัด เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ

1. ประเมนิ กอ่ นเรยี น

- แบบทดสอบก่อน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบก่อนเรยี น - ประเมนิ ตาม
สภาพจรงิ
เรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ ก่อนเรยี น

1.4

2. การประเมนิ ระหว่าง

การจดั กจิ กรรม

1) อวยั วะรบั - ตรวจใบงานท่ี 4 - ใบงานท่ี 2 - ร้อยละ 75

ความรสู้ ึก - ตรวจ Infographic - แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์

หรอื แผนผังโรคตา่ ง ๆ Infographic แ ล ะ - ร้อยละ 75

ทีเ่ กีย่ วข้องกบั อวัยวะ แผนผงั ผ่านเกณฑ์

รบั สมั ผสั ตา่ ง ๆ และ

บอกแนวทางในการ

ดูแลและรักษาโรค

2) การปฏบิ ตั ิการ - ประเมินการนำเสนอ - ผลงานที่นำเสนอ - ระดับคุณภาพดี

ผลงาน ผ่านเกณฑ์

3) พฤตกิ รรม - ประเมินการ - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพดี

การทำงานกลุ่ม ปฏิบตั ิการ การปฏบิ ตั ิการ ผ่านเกณฑ์

4) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพดี

อนั พึงประสงค์ การทำงานกลมุ่ การทำงานกลุม่ ผ่านเกณฑ์

3. ประเมินหลังเรียน

- แบบทดสอบหลังเรียน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลังเรยี น - ประเมนิ ตาม

หน่วยการเรียนรู้ท่ี หลงั เรียน สภาพจริง

1.4

146

แบบประเมนิ ความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรูปแบบขอผังมโนทศั น์

เรื่อง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วัน/เดอื น/ป…ี ……………………..

เลข เน้อื หา รูปแบบ ความ เวลา รวม ระดับ

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกุล สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

147

เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดบั

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คณุ ภาพ

ช่ือ-สกลุ สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนช่วง 1-4 คะแนน

ลงชอื่ ………………………………………ผู้ประเมนิ
(……………………………………………………….)

148

เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรปุ ความคดิ รวบยอดในรปู แบบของบนั ทกึ สรุป

ประเด็นการประเมิน ระดบั คณุ ภาพการประเมิน

การสรปุ ความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
ยอดในรปู แบบของผัง

มโนทศั น์

1. เนอ้ื หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดาเนินการค้นคว้าข้อมูลที่

หลากหลาย ถูกตอ้ ง สมบรู ณ์ และ ประเด็น ตอ้ งการได้เพียงบางส่วน

ชัดเจน

2. รูปแบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด

งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2

ประเด็น ประเด็น

3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ

สร้างสรรค์ นาเสนอได้แปลกใหม่ นาไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสรา้ งสรรค์

ตวั อยา่ งได้ นาไปเปน็ ตวั อย่างได้ คอ่ นขา้ งสกปรก

4. เวลา ส่งไดท้ นั เวลาทุกครง้ั ทก่ี าหนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งท่ี ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี

กาหนด กาหนด

149

แบบสังเกตพฤติกรรมด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

เร่อื ง………………………………………………..……………ชั้น…………….วัน/เดอื น/ปี……………….

เลข ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มั่นใน มจี ติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คุณภาพ

ชอ่ื -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

150

เลข ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มัน่ ใน มจี ติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ

ชือ่ -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนช่วง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)

151

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสังเกตพฤติกรรมดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์

พฤตกิ รรม ระดับคุณภาพการประเมิน

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. ใฝเ่ รียนรู้ มีความตั้งใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา

เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ

เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เล่นในขณะทค่ี รสู อน

ในเวลาที่ครูสอน และส่ง

เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น

บางครง้ั

2. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งมั่นในการทางาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มจี ิตสาธารณะ
เห็นความส าคัญของสื่อ การ ร่วมกับผูอ้ น่ื ได้เปน็ บางครัง้ ความส าคัญของสื่อการ

เรียนรู้ทมี่ อี ยู่ เรยี นรู้ และไมด่ ูแลรักษา

มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ

การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ตั ิ หน้าท่ีการงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ

ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี

เพ่อื ให้งานสาเรจ็ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ท างานไม่

ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ ส าเร็จได้ตามเป้าหมาย

ทางานให้สาเรจ็ เท่าที่ควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่

สนใจงานทร่ี บั มอบหมาย

ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ

โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการท า งานท่ี

กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม

โรงเรยี น ชุมชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้

โรงเรยี นหรือชุมชน ความเข้าร่วมมือในการ

เข้าร่วมกิจกรรมของ

โรงเรยี นหรือชมุ ชน

152

แบบประเมินสมรรถนะผเู้ รยี น

เรื่อง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดบั

ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกลุ การส่อื สาร การคิด การแกป้ ัญหา ทักษะชีวิต

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

153

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คณุ ภาพ

ชือ่ -สกุล การสื่อสาร การคดิ การแกป้ ญั หา ทกั ษะชวี ติ

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑก์ ารให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงชือ่ ………………………………………..ผ้ปู ระเมิน
(………………………………..……)

154

แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผเู้ รยี น

พฤติกรรม ระดับคุณภาพการประเมนิ

1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
การส่ือสาร มคี วามสามารถในการรับ ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อ่ืน
การคดิ เขา้ ใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น

3. ความสามารถใน ได้เป็นบางคร้ัง เข้าใจได้
การแก้ปัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทาให้

องค์ ความรูไ้ ด้ เท่าทคี่ วร สร้างองคค์ วามร้ไู มไ่ ด้

มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี

อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่

คานงึ ถึงผอู้ น่ื คานงึ ถงึ ผู้อนื่ เป็นบางคร้งั คานึงถึงผูอ้ ่นื

มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ

และทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มรว่ มกับผอู้ น่ื ได้

อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น

บางคร้ัง

155

แบบประเมนิ พฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลุ่ม

เร่ือง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วนั /เดอื น/ปี……………….
คาชี้แจง : ทาเครื่องหมาย ในช่องระดบั คุณภาพการปฏบิ ัตงิ านกลมุ่

ระดับคณุ ภาพการปฏบิ ตั ิงานกลุม่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีสว่ น การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
ร่วมมือ ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั งิ าน

ช่วยเหลือใน วางแผน คดิ เห็น ตามบทบาท

การทางาน ภายในกลมุ่ หนา้ ท่ี

3 21321321321

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมนิ
(……………………………………………………….)

156

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลมุ่ เรื่อง……………………………………..

พฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพการประเมนิ

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. การใหค้ วามร่วมมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชกิ บางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้

ชว่ ยเหลือในการทางาน ท างานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทางานเป็นอย่าง ความร่วมมือในการทางาน

สมาชิกในกลุม่ เอารัดเอาเปรียบกัน

2. การมีสว่ นรว่ มใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มคี วามรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว า ง
การวางแผน
ปฏิบัตงิ านกล่มุ เปน็ อย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เหน็ ภายในกล่มุ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกวา่ 2 คน ที่ไม่ให้ความรว่ ม

4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความรว่ มมือ
บทบาทหนา้ ที่
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ

ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคิดเห็น และไม่มีการ

การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ

ยอมรบั มากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรบั มากทีส่ ุด

ที่สดุ

มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท

ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง

และถกู ตอ้ ง เหมาะสมและถกู ต้องโดยที่ไม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี

มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรื อ

มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม

หนา้ ที่ หนา้ ที่

157

กิจกรรมที่ 2 อวัยวะรบั ความรสู้ กึ

วันทท่ี ากิจกรรม : ……………………………………………
สมาชิกกลุ่ม : ………………………………….

1. ……………………………………………………… ชัน้ ………………. เลขท่ี ………….
2. ……………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขที่ ………….
3. ……………………………………………………… ชน้ั ………………. เลขที่ ………….
4. ……………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขท่ี ………….
5. ……………………………………………………… ช้ัน ………………. เลขที่ ………….
กิจกรรมที่ 1 การทดสอบการกระจายตัวรบั ความร้อน ความเย็น และสัมผัสที่ผิวหนัง
จดุ ประสงค์

นักเรียนสามารถบอกบรเิ วณท่ีมีเซลล์รับรสู้ มั ผัสและรบั ร้อู ุณหภูมิบนผวิ หนงั ได้ศึกษาโครงสรา้ งและ
การเคลอ่ื นที่ของส่ิงมชี วี ติ เซลล์เดยี ว

วสั ดแุ ละอุปกรณ์ : 2. อ่างนาํ้ อุ่น (50 – 60 ๐C)
1. แทง่ โลหะ หรือลวดเยบ็ กระดาษ
3. อ่างนํ้าเย็น

วธิ กี ารทดลอง

1. ผู้ถูกทดสอบเอามอื ควา่ํ บนโต๊ะ และทําเครื่องหมาย (ดังตาราง)

2. ผู้ทดสอบเอาแทง่ โลหะท่แี ชไ่ ว้ในนาํ้ อุน่ (50 – 60 ๐C)

3. ผู้ทดสอบบอกความรู้สึกร้อน โดยใสเ่ คร่อื งหมายดังน้ี

+ = น้อยมาก ++ = น้อย

++++ = ปานกลาง ++++ = มาก

+++++ = มากทส่ี ุด

4. เปลยี่ นมาทดสอบบริเวณหนา้ มอื และปลายแขน ตามวิธกี ารข้อ 1 – 3

5. ทดสอบการรับความรสู้ กึ เยน็ โดยใช้วธิ ีการขอ้ 1 – 3

6. ทดสอบการรบั สมั ผัสแตะต้อง (แตะเบา ๆ) และแรงกด (กดแรง ๆ) โดยใชป้ ลายดนิ สอแตะเบา ๆ

และแตะแรง ๆ ตามวธิ ีข้อ 1 – 4

158

หมายเหตุ : 1. แทง่ โลหะทใ่ี ช้ในการทดลองไมต่ ํ่ากว่า 2 แท่งข้นึ ไป โดยให้นักเรียนสลบั กันในแตล่ ะจดุ

2. แท่งโลหะตอ้ งแชใ่ นนํ้าอุ่นหรือนาํ้ เย็นพอสมควรก่อนนาํ มาแตะทผี่ ิวหนัง

3. การแตะปลายดนิ สอบเบา ๆ และแตะแรง ๆ ลงบนผวิ หนงั แตล่ ะครั้ง ควรใชแ้ รงแตะเทา่ ๆ กนั

ผลการทดลอง

บรเิ วณ ร้อน เยน็ แตะต้อง แรงกด

(แตะเบา ๆ) (แตะแรง ๆ)

หลงั 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….…….

มือ 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….…….

7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….…….

หนา้ 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….…….

มือ 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….…….

7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….…….

ปลาย 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….……. 1…….…2….……3….…….

แขน 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….……. 4…….…5….……6….…….

7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….……. 7…….…8….……9….…….

กิจกรรมท่ี 2 ทดสอบหาบรเิ วณรับรสต่าง ๆ บนลิ้น หน่อยรบั รู้รส (Taste recepter)
วตั ถุประสงค์

นกั เรียนสามารถบอกบริเวณทีร่ บั รสต่าง ๆ ท่ลี ิ้นได้

วัสดุและอุปกรณ์ : 5. ไมพ้ นั ก้านสําลี
1. นํา้ มะนาว 2. นํา้ ตาลทราย 3. ฟ้าทะลายโจร 4. เกลอื

วธิ กี ารทดลอง

ใหน้ กั เรยี นทดสอบดว้ ยตนเอง ในการชมิ สารต่าง ๆ ดงั ต่อไปนี้ ก่อนทดสอบใหน้ ักเรยี นแลบลนิ้ และ
เชด็ ลนิ้ ใหแ้ หง้ ด้วยกระดาษทิชชู

12
43
56

159

1. รสเปรยี้ ว : ใหน้ กั เรียนใชไ้ มส้ ําลีพันกา้ นจุม่ นํ้ามะนาว คอ่ ยแตะลนิ้ ทีละจดุ ตามหมายเลข โดยเร่ิมจาก
โคนลน้ิ ทางซ้ายมือตามรูปทีแ่ สดงไว้

2. รสหวาน : ใหท้ ดสอบโดยใช้น้ําตาล (ทําเช่นเดียวกับข้อ 1.)
3. รสขม : ให้ทดสอบโดยใช้นํา้ ฟ้าทะลายโจร (ทําเช่นเดยี วกบั ข้อ 1.)
4. รสเคม็ : ใหท้ ดสอบโดยใช้นํ้าเกลือ (ทําเชน่ เดียวกบั ข้อ 1.)

เมอ่ื ผู้ทดสอบรับรสใดไดท้ ่ีบรแิ วณ
หมายเหตุ : เมื่อทดสอบรสใดรสหนึ่งเสรจ็ ให้นกั เรียนลา้ งปากให้สะอาดจนหมดรส แล้วค่อยทดสอบรสอื่น
ๆ ต่อไป

ผลการทดลอง

รสเปรย้ี ว รสหวาน รสขม รสเค็ม

กิจกรรมท่ี 3 การหาตาแหน่งของจดุ บอดและโฟเวีย
วตั ถุประสงค์

นักเรยี นสังเกตและอธบิ ายการหาตําแหน่งของจดุ บอดและโฟเวีย

วัสดุและอุปกรณ์ :
1. กระดาษขาวกวา้ ง 3 cm ยาว 13 cm ทาํ เคร่ืองหมาย + และ - หา่ งกัน 10 cm
2. ปากกาที่มสี ีสนั สดใส 3. ไมบ้ รรทดั

วธิ กี ารทดลอง
ตอนที่ 1 การหาตาแหน่งของจดุ บอด
1. ใหน้ กั เรียนหลบั ตาซ้าย เหยยี ดแขนขวาให้ตรง ใชม้ อื ขวายกกระดาษขน้ึ ให้ตาํ แหนง่ เครอ่ื งหมาย
บวกตรงกบั ตาขวา

160

2. ใช้ตาขวามองภาพเครื่องหมายบวกตลอดเวลา แล้วค่อย ๆ เลื่อนกระดาษเข้ามาใกลต้ าจนมองไม่
เหน็ เครือ่ งหมายบวก

3. ทําซํา้ ขั้นตอนท่ี 1. และข้ันตอนที่ 2. โดยเปลีย่ นเป็นใช้ตาซา้ ยและให้มองเครอ่ื งหมายจดุ แทน

ตารางบันทกึ ผลการทดลอง

การทดลอง ผลการทดลอง

1. หลบั ตาซา้ ย มองเครอื่ งหมาย + ด้วยตา
ขวา

2. หลบั ตาขวา มองเครอ่ื งหมาย - ดว้ ยตา
ซา้ ย

สรปุ ผลการทดลอง

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตอนท่ี 2 การหาตาแหน่งของโฟเวยี
1. ยน่ื แขนไปข้างหลังเพ่ือรับอุปกรณท์ ่ีมสี ีสดใสจากเพื่อน แล้วนํามาถือไว้
2. คอ่ ย ๆ เลื่อนแขนมาทางด้านหน้า เหลือบมองอุปกรณ์ในมือจนกระทั่งมองเหน็ อปุ กรณ์ช้นิ น้ัน

และสามารถบอกสขี องอปุ กรณช์ ้นิ น้นั ได้
ตารางบนั ทึกผลการทดลอง

การทดลอง ผลการทดลอง
ย่ืนแขนไปรบั อุปกรณส์ สี ดใสจาก
เพื่อน

161

สรุปผลการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

162

ใบงาน 4 เร่ือง อวยั วะรับความรสู้ กึ

ชื่อ………………………………………………………………………………………… ชั้น ………………. เลขท่ี ………….

คำช้ีแจง : จงอธบิ ายกลไกการรับความรสู้ ึกต่าง ๆ ของอวยั วะรับความรสู้ กึ ต่อไปน้ี

1

2
3
4
5

163

หมายเลข อวัยวะ ประเภทส่งิ เรา้ โครงสรา้ ง/เซลล์ กลไกการรบั ความร้สู กึ

...................... ............................... ................................ ......................................................................

1 …………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ………………………….. ......................................................................

...................... ............................... ................................ ......................................................................

2 …………………………… ................................ ......................................................................
…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ………………………….. ......................................................................

...................... ............................... ................................ ......................................................................

3 …………………………… ................................ ......................................................................
…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ………………………….. ......................................................................

...................... ............................... ................................ ......................................................................

4 …………………………… ................................ ......................................................................
…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ………………………….. ......................................................................

...................... ............................... ................................ ......................................................................

5 …………………………… ................................ ......................................................................
…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ................................ ......................................................................

…………………………… ………………………….. ......................................................................

164

แบบทดสอบก่อนเรยี น

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 1.4 เรอ่ื ง อวยั วะรบั ความรสู้ กึ

คำช้ีแจง : ให้นกั เรยี นเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1. จากภาพโครงสรา้ งหมายเลขใดทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับการบริจาค ก. โครงสรา้ ง B ข. โครงสรา้ ง C
ดวงตา ค. โครงสร้าง E ง. โครงสรา้ ง I

4. รส มีทั้งหมดกรี่ ส อะไรบ้าง

ก. 4 รส เปรย้ี ว หวาน มัน เคม็

ข. 4 รส เปรยี้ ว หวาน เคม็ เผด็

ก. หมายเลข 1 ข. หมายเลข 4 ค. 5 รส เปร้ียว หวาน เค็ม ขม เผ็ด
ค. หมายเลข 5 ง. หมายเลข 7 ง. 5 รส เปรย้ี ว หวาน ขม เคม็ อูมามิ
5. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ โครงสร้างและการทํางานของ

2. ข้อใดต่อไปนเี้ ปน็ การเปลยี่ นแปลงท่ีเกดิ ข้นึ เม่ือวงศ์วรี ะ องค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกของคนได้

พยายามเพง่ มองหนา้ จอโทรศัพทใ์ นขณะเล่นเกม ROV ถูกต้อง

A. กลา้ มเนื้อยดึ เลนสต์ าคลายตัว 1. กระจกตาเป็นสว่ นของผนังลกู ตาช้นั โครอยด์ ทาํ
หน้าที่ชว่ ยหักเหแสงผา่ นเลนส์ตา
B. กลา้ มเน้อื ยึดเลนส์ตาหดตัว 2. การรับรสเกดิ จากการกระตุ้นเซลลร์ บั รสในตุ่ม
รับรส ซ่ึงเกดิ กระแสประสาทไปตามเสน้ ประสาท
C. เอน็ ยึดเลนส์มลี กั ษณะตึงขึ้น สมองคู่ท่ี 7 และ 9 จนถึงสมอง
3. หนว่ ยรับความรู้สกึ เจบ็ ปวด เปน็ ปลายประสาท
D. เอ็นยึดเลนสม์ ลี ักษณะหย่อนลง เดนไดรต์ท่ีแทรกอยใู่ นชนั้ หนังกาํ พร้า
4. ท่อยสู เตเชยี น เช่อื มระหวา่ งหูส่วนกลางและคอ
ก. A และ C ข. A และ D หอย ทําหนา้ ทป่ี รับความดนั อากาศระหว่างหู

ค. B และ C ง. B และ D

3. จากภาพโครงสร้างใดต่อไปน้ีเกยี่ วข้องกับการทรงตวั ของ

มนษุ ย์

สว่ นกลาง และหูสว่ นในให้เท่ากัน

ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3

ค. 1 และ 3 ง. 3 และ 4

165

6. บุคคลท่มี ีอาการเมารถได้ง่ายนา่ จะมีความบกพร่องท่ี 10. สารท่ีแสดงสีผวิ ของผิวหนังเรยี กวา่ อะไร

โครงสรา้ งใดมากที่สุด ก. Gelatin ข. Pepsin

ก. Cochlea ข. Ear drum ค. Keratin ง. Melanin

ค. Eustachian tubule ง. Semicircular canal

7. การท่เี รารสู้ ึกวา่ อาหารอร่อยนัน้ เป็นผลมาจากการ

ทาํ งานของ.....

ก. taste buds ทลี่ ้ิน

ข. taste buds ท่ีลิน้ และประสาทรบั รทู้ ร่ี มิ ฝปี าก

ค. taste buds เฉพาะสว่ นที่อยปู่ ลายล้ิน

ง. taste buds ทลี่ น้ิ และอวัยวะรับกลนิ่ ในโพรงจมูก

8. เมอ่ื เรารบั ประทานแกงสม้ จะรู้สึกต่อรสชาติของอาหาร

โดย
ก. รบั รรู้ สเค็มโดยกลุ่มเซลลข์ ้างลน้ิ ค่อนทางโคนลน้ิ

และรสเผด็ โดยกลุ่มเซลลโ์ คนล้นิ
ข. รับรรู้ สเค็มโดยกลุ่มเซลลข์ า้ งลน้ิ ค่อนทางปลายล้นิ

และรสหวานโดยกลุ่มเซลลป์ ลายลิน้
ค. รับรู้รสเผ็ดโดยกลุ่มเซลล์ปลายล้นิ

และรสเปร้ียวโดยกล่มุ เซลล์ข้างลนิ้ ค่อนทางโคนลิ้น
ง. รบั รรู้ สหวานโดยกลมุ่ เซลล์ปลายลนิ้

และรสเปร้ียวโดยกลมุ่ เซลลข์ ้างลน้ิ คอ่ นทางปลายล้ิน
9. ผิวหนังประกอบไปด้วยสว่ นสําคัญ 2 สว่ นคือ

ก. หนงั แท้และหนังเทียม

ข. หนังกาํ พร้าและรขู ุมขน

ค. หนังกําพร้าและหนงั แท้

ง. หนังกําพรา้ และหนงั เทยี ม

เฉลย 1. ก 2. ง 3. ข 4. ง 5. ข
6. ง 7. ง 8. ง 9. ค 10. ง

166

167

168

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 5 รหสั วชิ า ว32243
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
รายวชิ าชวี วิทยา
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 ช่ัวโมง
บทที่ 1 เรอ่ื งระบบประสาทและอวัยวะรับความรสู้ ึก 1 ช่ัวโมง
หนว่ ยการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1.4 เรื่อง อวัยวะรบั ความรู้สึก (2) ภาคเรียนท่ี 2/2564
ชอ่ื ครูผู้สอน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม

สาระชวี วทิ ยาก
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลําเลียงสาร

และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้เู พิม่ เตมิ

ม.5 • สืบคน้ ข้อมลู อธบิ ายโครงสรา้ งและหน้าทีข่ อง • ตา หูจมูก ลิ้น และผิวหนงั เป็นอวัยวะรับความรู้สึกท่ี
รับสิ่งเร้าที่แตกต่างกัน จึงมีความสําคัญที่ควรดูแล
ตา หจู มกู ลิ้น และผิวหนังของมนุษยย์ กตวั อย่าง

โรคต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง และบอกแนวทางในการ ปอ้ งกัน และรักษาใหส้ ามารถทํางานไดเ้ ปน็ ปกติ

ดแู ลปอ้ งกนั และรักษา • ตาประกอบด้วย ชั้นสเคลอรา โครอยด์และเรตินา

• สงั เกต และอธิบายการหาตาํ แหน่งของจุดบอดโฟเวยี เลนส์ตาเป็นเลนส์นูนอยูถ่ ัดจากกระจกตาทําหน้าทีร่ วม

และความไวในการรบั สัมผสั ของผวิ หนัง แสงจากวัตถุไปที่เรตินา ซึ่งประกอบด้วย เซลล์รับแสง

และเซลล์ประสาททีน่ าํ กระแสประสาทสูส่ มอง

• หูประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หูส่วนนอก หูส่วนกลาง

และหูสว่ นใน ภายในหสู ว่ นในมคี อเคลยี ซ่งึ ทําหน้าที่รับ

และเปลีย่ นคลื่นเสียงเป็นกระแสประสาท นอกจากนี้ยัง

มีเซมิเซอร์ควิ ลาร์แคเเนลทําหนา้ ที่รับรู้เกี่ยวกับการทรง

ตัวของรา่ งกาย

1. กาหนดเป้าหมายของการจัดการเรยี นรู้

1.1 สาระการเรียนร/ู้ เน้ือหาการเรยี นรู้
เร่ืองที่ 4 เรื่อง อวัยวะรบั ความร้สู กึ (2)
อวัยวะรับความรูส้ กึ

169

1.2 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอดของเรือ่ งท่เี รียน
มนุษย์มีอวัยวะรับสัมผัสประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ซึ่งอวัยวะรับสัมผัสแต่ละ

อวยั วะมกี ารทำงานแตกตา่ งกนั ดังนี้
- ตา เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุและสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา แสงผ่านรูม่านตาโดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่
รวมแสงไปตกบริเวณเรตินาที่ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย แล้วแปลเป็นกระแส
ประสาทส่งไปทางเสน้ ประสาทสมองคู่ท่ี 2 เขา้ สู่สมองส่วนออพตกิ โลบ
- หู เมื่อคลื่นเสยี งผา่ นเขา้ หู จากหสู ว่ นนอก หูส่วนกลาง และหูสว่ นใน คลนื่ เสยี งจะทำใหข้ องเหลวใน
คอเคลียสั่นสะเทือน แลว้ แปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพื่อเข้าสู่สมอง
ส่วนเซรีบรัม และยังทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวของร่างกายโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของของเหลว
ในเซมเิ ซอร์คิวลารแ์ คแนล แลว้ แปลเปน็ กระแสประสาทสง่ ไปยังเส้นประสาทสมองคู่ท่ี 8 เพื่อเข้าสู่
สมองส่วนเซรีเบลลัม
- จมูก เมื่อโมเลกุลสารเคมีผ่านเข้าจมูก ออลแฟกทอรีเซลล์ทำหน้าที่รับกลิ่นและแปลเป็นกระแส
ประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคทู่ ี่ 1 นำเขา้ ส่สู มองสว่ นเซรีบรัม
- ลิ้น มีตุ่มรับรสทำหน้าทีร่ ับรสและแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปตามเส้นประสาทสมองคูท่ ี่ 7 และ
9 เข้าสสู่ มองสว่ นเซรีบรมั
- ผิวหนัง มเี ซลลป์ ระสาทรบั ความรูส้ ึกจำนวนมาก ทัง้ การสมั ผัส แรงกด ความร้อน ความเยน็ ซึ่งจะ
ส่งกระแสประสาทไปยังสมอง

1.3 จดุ ประสงค์การเรียนรู้ : เม่ือผเู้ รยี นจบกจิ กรรมการเรียนรู้ ผเู้ รียนสามารถ

ดา้ นความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง
(K: Knowledge) และหน้าที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรีย
ไสเ้ ดอื นดิน กุง้ หอย แมลง และสัตวม์ กี ระดกู สนั หลัง
ดา้ นกระบวนการ - นักเรียนสามารถอธิบายเกีย่ วกับการเปลี่ยนแปลงของ
(P: Process) ศักย์ไฟฟา้ ท่ีเย่ือหุ้มเซลลข์ องเซลล์ประสาท
- นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับกลไกการเกิดกระแส
ประสาทและการถา่ ยทอดกระแสประสาท
- นักเรียนสามารถสืบคน้ ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างและ
หนา้ ที่ของระบบประสาทของไฮดรา พลานาเรียไส้เดือน
ดนิ กงุ้ หอย แมลง และสัตว์มีกระดูกสันหลัง
- นกั เรยี นสามารถสืบคน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกับการเปล่ยี นแปลง
ของศักย์ไฟฟา้ ทเ่ี ย่อื หุม้ เซลล์ของเซลล์ประสาท

170

ด้านคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ - นักเรียนสามารถสบื ค้นขอ้ มูลเกยี่ วกบั กลไกการเกดิ
(A: Attribute) กระแสประสาทและการถ่ายทอดกระแสประสาท
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การทาํ งานร่วมกบั ผอู้ ื่น, รับผดิ ชอบตอ่ การทํางาน,
(Sc.P: Science Process Skill) แสดงความคิดเหน็ , นําเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรียนได้

การสงั เกต การลงความเห็นจากข้อมลู
การวัด การกาํ หนดและควบคุมตวั แปร
การคาํ นวณ/การใชต้ วั เลข การกําหนดนยิ ามเชงิ ปฏิบัติ
การจําแนกประเภท การต้งั สมมติฐาน
การจดั กระทาํ และสือ่ ความหมายข้อมูล การทดลอง
การหาความสัมพนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปส การตีความหมายข้อมลู
และสเปสกับเวลา การสรา้ งแบบจาํ ลอง
การพยากรณ/์ การทาํ นาย

2. การจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชร้ ปู แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กจิ กรรมการเรยี นร้แู บบเชงิ รุก (Active Learning)

ชว่ั โมงที่ 1 - 2
ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั กระต้นุ ความสนใจ (Engagement)
1. ครูทบทวนความรู้เกีย่ วกบั อวัยวะรับความรู้สึก โดยใช้บตั รภาพ และคาํ ถามกระตุ้นความคดิ “ จาก
ภาพอวัยวะท่ตี อบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ต่าง ๆ คอื อะไรบ้าง ”

ข้ันสอน

ขัน้ ท่ี 2 ข้ันสารวจค้นหา (Exploration)

171

1. นกั เรียนแบง่ กลุม่ ละ 5 คน ศกึ ษาโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะรบั ความรสู้ กึ ท่ีได้รับ
มอบหมาย เช่น หู, จมกู , ตา, ล้นิ , ผิวหนัง และจดั ทำขอ้ มูลเพื่อนำเสนอ โดยเขียนลงในกระดาษฟลบิ ชารต์

2. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานตนเอง คนละ 5 นาที โดยระหว่างทน่ี กั เรียนนำเสนอใหน้ กั เรยี น
กลุ่มอื่น ๆ ร่วมกนั เสนอแนะ และครูคอยเพิม่ เตมิ ประเดน็ ทขี่ าดหายไป

ขัน้ ท่ี 3 ขัน้ อธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. นกั เรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายกจิ กรรม โรคท่ีเกย่ี วข้องกับอวยั วะรับความรู้สึก เพือ่ ให้ไดข้ ้อสรุป
ดงั น้ี โรคทีเ่ กยี่ วกับอวัยวะรับสมั ผัสมหี ลายโรค แต่ละโรคมีแนวทางในการดูแลและรักษาโรคแตกต่างกนั เชน่
- ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงและไปกดเส้นประสาทตา เนื่องจากการ
ถ่ายเทของของเหลวในตาขัดข้อง หรอื เกดิ จากการใช้ยาหยอดตาบางชนิดบ่อยเกินไป มีวิธีการรักษา
โดยลดความดันของลูกตาโดยใช้ยาที่มีสมบตั ิขับของเหลวในลูกตา แตห่ ากเปน็ มากต้องผ่าตัดระบาย
ของเหลวในลกู ตาเพ่อื ลดความดันในลูกตา
- ต่อกระจก (cataract) เป็นโรคที่เกิดจากเลนส์ตาขุ่นมั่วทำให้เห็นภาพมั่วเหมือนมองผ่านหมอก มี
วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา อาการตาเพลียเป็นอาการปวดรอบ ๆ ตาและหน้าผาก
เนื่องจากใช้สายตามากเกินไปหรือมีแสงสว่างน้อยเกินไป มีวิธีแก้ไขโดยการจัดแสงให้เหมาะสมและ
พกั สายตา
- โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เกิดจากความผิดปกติของน้ำในหูชั้นในซึ่งเกิดจากการ
ระบายของของเหลวในหูชั้นในท่ีผิกปกติ สารเคมีของน้ำในหูไม่สมดุล การติดเชื้อ การบาดเจ็บ
บรเิ วณศีรษะ หรือความบกพร่องทางพันธุกรรม ผูป้ ่วยจะมอี าการวงิ เวยี นศีรษะ หูออ้ื สูญเสียการได้
ยนิ ซึ่งอาการมักเกดิ ขึ้นอย่างกระทันหัน ต่อเนอื่ ง และเกิดขึน้ กับหูขา้ งใดขา้ งหนึ่ง มีวิธีการรักษาโดย
การรบั ประทานยา ฉีดยา การใชเ้ ครือ่ งช่วยฟงั หรือการผา่ ตัด
- โรคหูน้ำหนวก เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในหชู นั้ กลาง ทำใหเ้ กดิ หนองซึง่ จะดนั เยื่อแก้วหูให้ทะลุ
เป็นรูและรูนั้นอาจไม่สามารถปิดเองได้ ผู้ป่วยมีอาการหอู ื้อ หูตุง มีของเหลวหรอื หนองไหลออกจาก
หูชั้นกลาง มีวิธีการรักษาโดยการใชย้ าต้านจุลชพี หรอื การผ่าตดั
- โรคไซนัสอักเสบ (sinusitis) เปน็ ภาวะทเี่ ย่ือบุบรเิ วณโพรงอากาศข้างจมูกเกดิ การอักเสบจากการติด
เชื้อแบคทีเรียที่ผ่านเข้ามาทางกระบวนการหายใจ ทำให้มีอาการคัดจมูก มีน้ำมูกข้น ปวดบริเวณ
จมูก ตา โหนกแก้ม หน้าผาก และฟัน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น มีวิธีการรักษาโดยการใช้ยาพ่น ยา
รับประทาน หรือการผ่าตัด
- โรคจมูกอักเสบชนิดแพ้ (allergic rhinitis) เป็นโรคที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อจมูกทำให้มีอาการ
บวมแดงและมีเมือกภายในโพรงจมูกมากกว่าปกติ มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
เกิดจากโรคภูมิแพ้ หรือการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ มีวิธีการรักษาโดยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
การใช้ยา หรือการใหว้ ัคซีนภมู แิ พใ้ นผ้ปู ่วยทมี่ อี าการรนุ แรง

172

- ลิ้นอักเสบ (glossitis) เป็นภาวะที่ลิ้นมีอาการอักเสบ บวม เปลี่ยนสี ผิวของลิ้นมีลักษณะเปลี่ยนไป
จากเดิม หรือตุ่มรับรสได้รบั ความเสียหาย ทำให้เกิดอาการบวม ปวด และส่งผลต่อการรบั รสอาหาร
หรือการพูด มีสาเหตุเกิดจากการบาดเจ็บที่เกิดบริเวณปากซึ่งอาจส่งผลต่อลิ้น การแพ้ยาบางชนิด
การแก้ยาสีฟันหรือผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก พฤติกรรมการบริโรคอาหารที่ก่อให้เกิดอาการปวดแสบ
ปวดร้อน หรือการติดเชื้อแบคทีเรยี เชื้อรา หรือเชื้อไวรัส มีวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการ
เกิดโรค ซึ่งอาจเป็นใช้การดูแลสุขภาพของช่องปาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโถค หรือการ
รกั ษาด้วยยา

- เกลื้อน (Tinea versicolor) เกิดจากเชื้อ Malassezia spp. ทำให้ผู้ป่วยมีผื่นขึ้นตามผิวหนังใน
บริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น หน้าอก หลัง ไหล่ ซอกคอ ลำคอ ต้นแขน หน้าท้อง ใบหน้า และ
ผปู้ ว่ ยอาจมีอาการคันในช่วงท่ีมีเหง่ือออกมาก มวี ธิ กี ารรักษาโดยการใช้ยาแบบทา (ในกรณีที่มีผื้นไม่
มาก) ยาแบบดนิ (ในกรณที ี่มผี ืน่ มากและเปน็ บริเวณกวา้ ง) หรืออาจใชส้ มนุ ไพรรกั ษาโรคเกลื้อน

- โรคเริม (herpes) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Herpes Simplex Virus) ผู้ป่วยจะมีตุ่มน้ำใส
บรเิ วณท่ตี ดิ เช้ือ เช่น ปาก อวัยวะเพศ ทวารหนกั ตน้ ขา ทำใหม้ ีอาการปวด แสบท่แี ผล โรคเริมเป็น
โรคผิวหนงั ที่ไม่สามารถรักษาใหห้ ายขาด เนอื่ งจากเช้ือไวรัสจะยงั คงแฝงอยู่ในรา่ งกายแม้อาการของ
โรคจะสงบลงแล้ว และอาจจะกลับมาแสดงอาการอีกหากร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การ
รกั ษาจึงเป็นการบรรเทาอาการเจ็บปวดและควบคุมการแพร่กระจายของเช้ือไวรัส

- โรคอีสุกอีใส (chickenpox/varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวีซีวี
(Varicella Zoster Virus: VZV) ผู้ปว่ ยจะเกิดผน่ื เป็นจุดแดง ๆ ตามรา่ งกายและจะเร่ิมกลายเป็นตุ่ม
พองขนาดเล็กที่มนี ้ำใส อีกทง้ั ยังมีอาการไข้ต่ำ รูส้ ึกครนั่ เน้ือครน่ั ตัว เหนือ่ ยงา่ ย ปวดศีรษะ และเจ็บ
คอ โดยทั่วไปการรักษาโรคอีสุกอีใสเป็นการประคับประคองตามอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเป็นหลัก
เพื่อชว่ ยบรรเทาอาการของโรคให้ดขี น้ึ เช่น การทานยาในกลุ่มตา้ นการอบั เสบ การใช้ยาทาภายนอก
เพ่ือลดอาการคันและเก็บความชน้ื แกผ่ วิ หนัง แต่ในผ้ปู ว่ ยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยาในกลุ่มต้าน
ไวรสั เพื่อช่วยฆ่าเชือ้

ช่วั โมงที่ 3
ข้นั ท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. นักเรียนและครูร่วมกนั สรปุ เรื่อง อวัยวะรบั ความรูส้ ึก เพื่อให้ได้ขอ้ สรุปวา่ ร่างกายมนุษยม์ ีอวยั วะ
รบั ความรูส้ กึ ประกอบด้วยอวัยวะตา่ ง ๆ ซ่ึงมีโครงสรา้ งและหน้าที่แตกต่างกนั ดังนี้
- ตา เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุและสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา แสงผ่านรูม่านตาโดยมีเลนส์ตาทำหน้าท่ี

รวมแสงไปตกบริเวณเรตินาที่ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย แล้วแปลเป็นกระแส
ประสาทส่งไปทางเสน้ ประสาทสมองค่ทู ี่ 2 เข้าสูส่ มองสว่ นออพติกโลบ
- หู เมื่อคลื่นเสยี งผ่านเขา้ หู จากหูส่วนนอก หูส่วนกลาง และหูส่วนใน คลื่นเสียงจะทำใหข้ องเหลว
ในคอเคลียสั่นสะเทือน แล้วแปลเป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 เพื่อเข้าสู่

173

สมองส่วนเซรีบรัม และยังทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวของร่างกายโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของ
ของเหลวในเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนล แลว้ แปลเปน็ กระแสประสาทสง่ ไปยังเส้นประสาทสมองคทู่ ี่ 8
เพือ่ เขา้ สู่สมองส่วนเซรีเบลลัม
- จมูก เมื่อโมเลกุลสารเคมีผ่านเข้าจมูก ออลแฟกทอรีเซลล์ภายในจมูกทำหน้าท่ีรับกลิ่นและแปล
เป็นกระแสประสาทส่งไปยังเสน้ ประสาทสมองค่ทู ่ี 1 นำเข้าส่สู มองส่วนเซรบี รมั
- ลน้ิ มตี มุ่ รับรสทำหนา้ ทร่ี ับรสและแปลเป็นกระแสประสาทสง่ ไปตามเสน้ ประสาทสมองค่ทู ี่ 7 และ
9 เขา้ สู่สมองส่วนเซรบี รมั
- ผิวหนัง มีเซลล์ประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก ทั้งการสัมผัส แรงกด ความร้อน ความเย็น ซ่ึง
จะสง่ กระแสประสาทไปยังสมอง

ข้นั ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นักเรียนเขียนผังมโนทัศน์ เขียนผังมโนทัศน์ เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก อธิบายถึงโครงสร้าง การ
ทำงาน และความผิดปกติที่เกิดข้นึ จากอวัยวะรบั ความรูส้ ึกตา่ ง ๆ

ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)

1. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มทาํ การประเมนิ ผลการทาํ งานของกลมุ่ โดยใชแ้ บบบันทกึ การทํางานกลมุ่
2. นักเรียนแต่ละคนทําแบบทดสอบเมื่อจบบทเรียน คะแนนจากการทดสอบจะพิจารณาเปน็ 2 ระดับ
ดงั นี้

- คะแนนรายบุคคล ได้จากคะแนนดบิ ทนี่ กั เรียนแต่ละคนทาํ ได้
- คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม ได้จากการนําคะแนนรายบุคคลของสมาชิกมารวมกันแล้วเฉลี่ยดว้ ย
จาํ นวนสมาชกิ

สื่อการเรยี นร/ู้ แหล่งเรยี นรู้
1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชีววทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 บทที่ 1

ระบบประสาทและอวัยวะรบั ความร้สู ึก
2) PowerPoint เร่ือง อวยั วะรับความร้สู กึ
3) แบบทดสอบหลังสอบ เรื่อง อวยั วะรับความรูส้ กึ
4) ภาพการแสดงตอบตอ่ สง่ิ เร้า

174

การวัดและประเมินผล

รายการวดั วิธีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน

ประเมนิ ระหว่างการจัด

กจิ กรรมการเรียนรู้

1) กจิ กรรมนำสู่การเรยี น - สอบกอ่ นเรียน - แบบทดสอบก่อนเรยี น - รอ้ ยละ 75 ผา่ นเกณฑ์

- การตอบคำถาม - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม

และแสดงความคดิ เห็น รายบุคคล

2) ศนู ย์ควบคุมระบบ - ตรวจใบงานท่ี 3.1 เร่ือง - ใบงานท่ี 3.1 เรื่อง - ร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์

ประสาทของมนุษย์ และ สมอง สมอง

การทำงานของระบบ - ตรวจใบงานท่ี 3.2 เรื่อง - ใบงานที่ 3.2 เรอ่ื ง - รอ้ ยละ 75 ผ่านเกณฑ์

ประสาท ระบบประสาทอัตโนวตั ิ ระบบประสาทอตั โนวตั ิ

- ตรวจใบงานที่ 3.3 เร่อื ง การ - ใบงานท่ี 3.3 เรื่อง การ - ร้อยละ 75 ผา่ นเกณฑ์

ทำงานของระบบประสาท ทำงานของระบบประสาท

- ตรวจผังมโนทัศน์ เรอ่ื ง ศนู ย์ - แบบประเมนิ ผังมโน - ระดับคุณภาพ 2

ควบคมุ ระบบประสาท ทศั น์ ผ่านเกณฑ์

- ตรวจแผนผัง เรอ่ื ง การ - แบบประเมินผงั มโน - ระดับคณุ ภาพ 2

ทำงานของระบบประสาทโซ ทัศน์ ผา่ นเกณฑ์

มาติก

3) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2

ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2

ทำงานกลุม่ การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์

5) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมีวนิ ยั - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2

อันพึงประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งม่ัน คุณลักษณะ ผา่ นเกณฑ์

ในการทำงาน อันพงึ ประสงค์

6) ประเมนิ หลงั เรียน

- แบบทดสอบหลงั เรียน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั เรียน - ประเมินตาม

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1.4 หลงั เรียน สภาพจรงิ

175

แบบประเมนิ ความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรูปแบบขอผังมโนทศั น์

เรื่อง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วัน/เดอื น/ป…ี ……………………..

เลข เน้อื หา รูปแบบ ความ เวลา รวม ระดับ

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกุล สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

176

เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดบั

ที่ ประเด็น สวยงาม/ คะแนน คณุ ภาพ

ช่ือ-สกลุ สรา้ งสรรค์

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนช่วง 1-4 คะแนน

ลงชอื่ ………………………………………ผู้ประเมนิ
(……………………………………………………….)

177

เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรปุ ความคดิ รวบยอดในรปู แบบของบนั ทกึ สรุป

ประเด็นการประเมิน ระดบั คณุ ภาพการประเมิน

การสรปุ ความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
ยอดในรปู แบบของผัง

มโนทศั น์

1. เนอ้ื หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดาเนินการค้นคว้าข้อมูลที่

หลากหลาย ถูกตอ้ ง สมบรู ณ์ และ ประเด็น ตอ้ งการได้เพียงบางส่วน

ชัดเจน

2. รูปแบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด

งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2

ประเด็น ประเด็น

3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ

สร้างสรรค์ นาเสนอได้แปลกใหม่ นาไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสรา้ งสรรค์

ตวั อยา่ งได้ นาไปเปน็ ตวั อย่างได้ คอ่ นขา้ งสกปรก

4. เวลา ส่งไดท้ นั เวลาทุกครง้ั ทก่ี าหนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งท่ี ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี

กาหนด กาหนด

178

แบบสังเกตพฤติกรรมด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

เร่อื ง………………………………………………..……………ชั้น…………….วัน/เดอื น/ปี……………….

เลข ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มั่นใน มจี ติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คุณภาพ

ชอ่ื -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

179

เลข ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มัน่ ใน มจี ติ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ

ชือ่ -สกลุ 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนช่วง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)

180

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสังเกตพฤติกรรมดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์

พฤตกิ รรม ระดับคุณภาพการประเมิน

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. ใฝเ่ รียนรู้ มีความตั้งใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา

เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ

เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เล่นในขณะทค่ี รสู อน

ในเวลาที่ครูสอน และส่ง

เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น

บางครง้ั

2. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งมั่นในการทางาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มจี ิตสาธารณะ
เห็นความส าคัญของสื่อ การ ร่วมกับผูอ้ น่ื ได้เปน็ บางครัง้ ความส าคัญของสื่อการ

เรียนรู้ทมี่ อี ยู่ เรยี นรู้ และไมด่ ูแลรักษา

มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ

การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ตั ิ หน้าท่ีการงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ

ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี

เพ่อื ให้งานสาเรจ็ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ท างานไม่

ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ ส าเร็จได้ตามเป้าหมาย

ทางานให้สาเรจ็ เท่าที่ควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่

สนใจงานทร่ี บั มอบหมาย

ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ

โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการท า งานท่ี

กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม

โรงเรยี น ชุมชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้

โรงเรยี นหรือชุมชน ความเข้าร่วมมือในการ

เข้าร่วมกิจกรรมของ

โรงเรยี นหรือชมุ ชน

181

แบบประเมินสมรรถนะผเู้ รยี น

เรื่อง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดบั

ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ

ชื่อ-สกลุ การส่อื สาร การคิด การแกป้ ัญหา ทักษะชีวิต

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

182

เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ

ที่ ประเดน็ ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คณุ ภาพ

ชือ่ -สกุล การสื่อสาร การคดิ การแกป้ ญั หา ทกั ษะชวี ติ

3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

เกณฑก์ ารให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงชือ่ ………………………………………..ผ้ปู ระเมิน
(………………………………..……)

183

แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผเู้ รยี น

พฤติกรรม ระดับคุณภาพการประเมนิ

1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
การส่ือสาร มคี วามสามารถในการรับ ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อ่ืน
การคดิ เขา้ ใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น

3. ความสามารถใน ได้เป็นบางคร้ัง เข้าใจได้
การแก้ปัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทาให้

องค์ ความรูไ้ ด้ เท่าทคี่ วร สร้างองคค์ วามร้ไู มไ่ ด้

มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี

อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่

คานงึ ถึงผอู้ น่ื คานงึ ถงึ ผู้อนื่ เป็นบางคร้งั คานึงถึงผูอ้ ่นื

มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ

และทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทางานกลุ่มรว่ มกับผอู้ น่ื ได้

อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น

บางคร้ัง

184

แบบประเมนิ พฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลุ่ม

เร่ือง………………………………………………..……………ชน้ั …………….วนั /เดอื น/ปี……………….
คาชี้แจง : ทาเครื่องหมาย ในช่องระดบั คุณภาพการปฏบิ ัตงิ านกลมุ่

ระดับคณุ ภาพการปฏบิ ตั ิงานกลุม่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีสว่ น การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
ร่วมมือ ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั งิ าน

ช่วยเหลือใน วางแผน คดิ เห็น ตามบทบาท

การทางาน ภายในกลมุ่ หนา้ ท่ี

3 21321321321

เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน

ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมนิ
(……………………………………………………….)

185

แนวทางการใหค้ ะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ัติงานกลมุ่ เรื่อง……………………………………..

พฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพการประเมนิ

3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )

1. การใหค้ วามร่วมมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชกิ บางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้

ชว่ ยเหลือในการทางาน ท างานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทางานเป็นอย่าง ความร่วมมือในการทางาน

สมาชิกในกลุม่ เอารัดเอาเปรียบกัน

2. การมีสว่ นรว่ มใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มคี วามรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว า ง
การวางแผน
ปฏิบัตงิ านกล่มุ เปน็ อย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เหน็ ภายในกล่มุ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกวา่ 2 คน ที่ไม่ให้ความรว่ ม

4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความรว่ มมือ
บทบาทหนา้ ที่
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ

ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคิดเห็น และไม่มีการ

การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ

ยอมรบั มากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรบั มากทีส่ ุด

ที่สดุ

มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท

ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง

และถกู ตอ้ ง เหมาะสมและถกู ต้องโดยที่ไม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี

มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรื อ

มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม

หนา้ ที่ หนา้ ที่

186

แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 1.4 เรอื่ ง อวัยวะรับความรู้สึก

คำชแี้ จง : ใหน้ ักเรยี นเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1. จากภาพโครงสรา้ งหมายเลขใดทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั การบรจิ าค ก. โครงสร้าง B ข. โครงสรา้ ง C
ดวงตา ค. โครงสร้าง E ง. โครงสรา้ ง I

4. รส มที งั้ หมดกีร่ ส อะไรบ้าง

ก. 4 รส เปรยี้ ว หวาน มัน เคม็

ข. 4 รส เปรยี้ ว หวาน เคม็ เผด็

ก. หมายเลข 1 ข. หมายเลข 4 ค. 5 รส เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม เผ็ด
ค. หมายเลข 5 ง. หมายเลข 7 ง. 5 รส เปร้ียว หวาน ขม เคม็ อูมามิ
5. ข้อใดกลา่ วถึงโครงสร้างและการทํางานของ

2. ข้อใดต่อไปน้เี ป็นการเปลี่ยนแปลงท่เี กดิ ขน้ึ เม่ือวงศว์ รี ะ องคป์ ระกอบของอวยั วะรับความรู้สึกของคนได้

พยายามเพง่ มองหน้าจอโทรศัพท์ในขณะเล่นเกม ROV ถูกต้อง

A. กล้ามเนื้อยดึ เลนสต์ าคลายตวั 1. กระจกตาเป็นส่วนของผนังลกู ตาช้นั โครอยด์ ทาํ
หนา้ ทช่ี ่วยหักเหแสงผ่านเลนส์ตา
B. กลา้ มเน้อื ยึดเลนส์ตาหดตวั 2. การรับรสเกดิ จากการกระตุ้นเซลลร์ บั รสในตุ่ม
รับรส ซ่ึงเกดิ กระแสประสาทไปตามเสน้ ประสาท
C. เอ็นยดึ เลนส์มลี กั ษณะตึงข้ึน สมองคู่ท่ี 7 และ 9 จนถึงสมอง
3. หนว่ ยรับความรูส้ ึกเจบ็ ปวด เปน็ ปลายประสาท
D. เอน็ ยึดเลนส์มีลกั ษณะหย่อนลง เดนไดรตท์ ่ีแทรกอยู่ในช้ันหนงั กาํ พร้า
4. ท่อยูสเตเชยี น เชือ่ มระหวา่ งหูส่วนกลางและคอ
ก. A และ C ข. A และ D หอย ทาํ หน้าทปี่ รบั ความดนั อากาศระหว่างหู

ค. B และ C ง. B และ D

3. จากภาพโครงสรา้ งใดต่อไปนีเ้ กย่ี วขอ้ งกับการทรงตวั ของ

มนษุ ย์

ส่วนกลาง และหูส่วนในให้เท่ากนั

ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3

ค. 1 และ 3 ง. 3 และ 4

187

6. บุคคลท่มี ีอาการเมารถได้ง่ายนา่ จะมีความบกพร่องท่ี 10. สารท่ีแสดงสีผวิ ของผิวหนังเรยี กวา่ อะไร

โครงสรา้ งใดมากที่สุด ก. Gelatin ข. Pepsin

ก. Cochlea ข. Ear drum ค. Keratin ง. Melanin

ค. Eustachian tubule ง. Semicircular canal

7. การท่เี รารสู้ ึกวา่ อาหารอร่อยนัน้ เป็นผลมาจากการ

ทาํ งานของ.....

ก. taste buds ทลี่ ้ิน

ข. taste buds ท่ีลิน้ และประสาทรบั รทู้ ร่ี มิ ฝปี าก

ค. taste buds เฉพาะสว่ นท่ีอยปู่ ลายล้ิน

ง. taste buds ทลี่ น้ิ และอวยั วะรับกลนิ่ ในโพรงจมูก

8. เมอ่ื เรารบั ประทานแกงสม้ จะรู้สกึ ต่อรสชาติของอาหาร

โดย
ก. รบั รรู้ สเค็มโดยกลุ่มเซลล์ข้างลน้ิ ค่อนทางโคนลน้ิ

และรสเผด็ โดยกลุ่มเซลลโ์ คนล้นิ
ข. รับรรู้ สเค็มโดยกลุ่มเซลลข์ า้ งลน้ิ ค่อนทางปลายล้นิ

และรสหวานโดยกลุ่มเซลลป์ ลายลิน้
ค. รับรู้รสเผ็ดโดยกลุ่มเซลล์ปลายล้นิ

และรสเปร้ียวโดยกล่มุ เซลล์ข้างลนิ้ ค่อนทางโคนลิ้น
ง. รบั รรู้ สหวานโดยกลมุ่ เซลลป์ ลายลนิ้

และรสเปร้ียวโดยกลมุ่ เซลลข์ ้างล้ินค่อนทางปลายล้ิน
9. ผิวหนังประกอบไปด้วยสว่ นสําคัญ 2 สว่ นคือ

ก. หนงั แท้และหนังเทียม

ข. หนังกาํ พร้าและรขู ุมขน

ค. หนังกําพร้าและหนงั แท้

ง. หนังกําพรา้ และหนงั เทยี ม

เฉลย 1. ก 2. ง 3. ข 4. ง 5. ข
6. ง 7. ง 8. ง 9. ค 10. ง

188

189

190

แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 6 รหสั วชิ า ว32243
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
รายวชิ าชวี วิทยา
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8 ชว่ั โมง
บทท่ี 2 เรอื่ งการเคล่ือนทีข่ องส่ิงมีชีวติ 2 ชัว่ โมง
หนว่ ยการจดั การเรียนรู้ท่ี 2.1 เรอ่ื ง การเคลื่อนท่ีของสิ่งมีชวี ิตเซลล์เดียว ภาคเรียนที่ 2/2564
ชอ่ื ครูผสู้ อน นางสาวภควดี อ่อนสุระทุม

สาระชีววิทยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปล่ียนแกส๊ การลําเลียงสาร

และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพิม่ เตมิ

ม.5 • สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง • ส่ิงมีชวี ติ เซลลเ์ ดียวบางชนิดเคลือ่ นท่โี ดยการ ไหลของ

และหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตเซลล์ ไซโทพลาซึม บางชนดิ ใชแ้ ฟลกเจลลัม หรอื ซิเลีย ในการ

เดียวบางชนิดเคลื่อนที่โดยการ ไหลของไซโทพลาซึม เคลื่อนที่

บางชนิดใช้แฟลกเจลลมั หรือซเิ ลยี ในการเคล่ือนที่

1. กาหนดเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้

1.1 สาระการเรียนร้/ู เนอ้ื หาการเรียนรู้
เรือ่ งท่ี 1 เร่ือง การเคลอ่ื นที่ของส่ิงมีชวี ติ เซลลเ์ ดียว
1) การเคลื่อนทขี่ องสิง่ มชี วี ติ เซลล์เดียว

1.2 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอดของเรือ่ งที่เรียน
การเคลอื่ นท่ีของสิง่ มชี ีวติ เซลล์เดียวมลี ักษณะแตกต่างกนั ตามโครงสร้างของเซลล์ ดงั นี้

1. การเคลื่อนที่โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึม พบในอะมีบา โดยอาศัยการแปรสภาพของ
เอ็กโทพลาซึมและเอนโดพลาซึม ซึ่งจะทำงานร่วมกับการหดตัวและคลายตัวไมโครฟิลาเมนต์
(แอกทินและไมโอซิน)

2. การเคลอื่ นทีโ่ ดยอาศัยซเิ ลยี และแฟลเจลลมั
- แฟลเจลลัม มีลักษณะเป็นเส้นใยยาว รูปร่างคล้ายแส้ มีจำนวน 1-2 เส้น แฟลเจลลัม
โบกพัดจากโคนสู่ปลายทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบลูกคลื่น พบในยูกลีนาและ
วอลวอกซ์

191

- ซิเลีย มีจำนวนมากกว่าแฟลเจลลัม แต่สั้นกว่า และกระจายอยู่รอบเซลล์ ซิเลียโบกพัด
ในทิศทางเดียวกันทำให้เซลล์เคลื่อนที่ไปด้านหน้าแบบไม่มีทิศทาง พบในพารามีเซียม
พลานาเรยี

1.3 จดุ ประสงค์การเรียนรู้ : เมอื่ ผู้เรียนจบกจิ กรรมการเรียนรู้ ผู้เรยี นสามารถ

ดา้ นความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายและเปรียบเทียบโครงสร้างท่ี
(K: Knowledge) เกยี่ วขอ้ งกับการเคล่ือนที่ของอะมบี า พารามีเซียม และ
ยกู ลนี า
ด้านกระบวนการ - นักเรียนสามารถอธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้าง
(P: Process) และหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับ การเคลื่อนที่ของ
แมงกะพรุน หมกึ ดาวทะเล ไส้เดอื นดนิ และแมลง
ด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ - นกั เรยี นสามารถสบื คน้ ข้อมูลเก่ยี วกับโครงสร้างและ
(A: Attribute) หนา้ ทข่ี องอวัยวะท่ีเกยี่ วข้องกับ การเคล่อื นทข่ี อง
ดา้ นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แมงกะพรนุ หมึก ดาวทะเล ไสเ้ ดือนดิน และแมลง
(Sc.P: Science Process Skill) การทํางานร่วมกับผู้อืน่ , รับผดิ ชอบต่อการทํางาน,
แสดงความคดิ เห็น, นําเสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรียนได้
การสงั เกต
การวัด การลงความเห็นจากข้อมลู
การคํานวณ/การใช้ตวั เลข การกาํ หนดและควบคุมตัวแปร
การจาํ แนกประเภท การกาํ หนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติ
การจดั กระทาํ และสื่อความหมายข้อมูล การต้ังสมมตฐิ าน
การหาความสัมพนั ธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส การทดลอง
และสเปสกับเวลา การตคี วามหมายข้อมูล
การพยากรณ์/การทาํ นาย การสรา้ งแบบจาํ ลอง

192

2. การจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชร้ ูปแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบเชงิ รุก (Active Learning)

ช่ัวโมงที่ 1 - 2
ข้ันท่ี 1 ข้ันกระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1. นกั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 การเคลอ่ื นที่ของสง่ิ มชี วี ติ
2. นักเรยี นทำ Understanding Check เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของตนเองก่อนเรียน
3. ถามคำถาม เพือ่ ใหน้ ักเรยี นไดร้ ว่ มกันวิเคราะหว์ า่ “สงิ่ มชี ีวิตที่อาศยั ในสภาพแวดล้อมแตกตา่ งกันมี
โครงสร้างทเ่ี หมาะสมในการเคลอ่ื นทแี่ ตกต่างกนั อยา่ งไร”

(แนวคำตอบ : สิ่งมชี ีวติ ท่ีอาศัยในสภาพแวดล้อมแตกตา่ งกันจะมีโครงสร้างในการเคล่ือนที่
แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวติ ของสง่ิ มชี ีวิตแตล่ ะชนิด เช่น นกเปน็ สัตวป์ กี ซ่งึ ตอ้ งดำรงชวี ิตโดย
การบนิ จงึ จำเปน็ ต้องมกี ลา้ มเนอื้ ติดปีกทีแ่ ขง็ แรง อีกทั้งยงั มโี ครงสรา้ งลำตวั อนื่ ๆ ทชี่ ว่ ยใหน้ กสามารถลอยตัว
ในอากาศได้ดี เชน่ มีกระดกู กลวง เบา และอดั ตัวแนน่ จงึ ทำใหน้ กมรี ปู รา่ งเพรยี ว ปลาเปน็ สตั ว์ท่ีอาศัยอยู่ในน้ำ
การวา่ ยน้ำจึงจำเป็นตอ้ งมกี ล้ามเน้ือติดกระดกู สนั หลงั ทแี่ ขง็ แรงและมคี รบี ตา่ ง ๆ ชว่ ยในการทรงตวั อีกทงั้
ลำตัวยงั มีรูปร่างเพรยี ว มผี วิ เรียบล่นื และมเี มอื กเพือ่ ลดแรงเสียดทานของนำ้ ซง่ึ มคี ่าสงู หรอื ส่ิงมชี วี ติ เซลล์เดยี ว
ทอ่ี าศัยอย่ในสภาพแวดล้อมท่เี ปน็ น้ำจะมโี ครงสรา้ งที่ใช้โบกพดั เพอื่ ให้เคล่ือนที่ได้ เช่น พารามเี ซียมใช้ซิเลีย ยู
กลนี าใช้แฟลเจลลมั (นักเรียนอาจยงั ไมส่ ามารถตอบคำถามได้))

4. ทบทวนความรู้ เรอ่ื ง ไซโทสเกเลตอน ให้นกั เรียนฟงั วา่ ไซโทสเกเลตอนเป็นเสน้ ใยโปรตีนทีเ่ ชอื่ มโยงกัน
เป็นร่างแห ทำหนา้ ทคี่ ํ้าจนุ เซลล์ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นโครงกระดูกของเซลล์ โดยเป็นทย่ี ึดเกาะของออร์แกเนลล์
ให้คงอยู่ในตำแหน่งตา่ ง ๆ และยังทำหน้าที่ลำเลียงออร์แกเนลล์ให้เคลื่อนที่ในเซลล์ ไซโท- สเกเลตอน แบ่งได้
เป็น 3 ประเภท ตามชนดิ ของหนว่ ยยอ่ ยที่เปน็ องคป์ ระกอบ ดังน้ี

1. ไมโครฟิลาเมนท์ (microfilament) ประกอบด้วยเส้นใยโปรตีนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
ประมาณ 7 นาโนเมตร เกิดจากโปรตีนแอกทิน (actin) ต่อกันเป็นสาย 2 สายพันและบิดตัว
เป็นเกลียวคล้ายสายสร้อยไข่มุก เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า แอกทินฟิลาเมนท์ (actin filament)
ทำหนา้ ที่เกี่ยวกับ การเคลือ่ นทข่ี องเซลล์ เชน่ การเคล่อื นท่ขี องอะมีบา หรือเซลลเ์ ม็ดเลือดขาว
ซึง่ กินแบคทีเรียแบบฟาโก- ไซโทซิส และทำหนา้ ที่คํ้าจุนโครงสร้างของเซลล์ โดยพบได้ในไมโค
รวิลไลที่เป็นส่วนหนึ่งของเซลล์เย่ือบุผิวในลำไส้เล็ก นอกจากน้ียังชว่ ยในการแบ่งไซโทพลาสซึม
ในกระบวนการแบง่ เซลล์

2. ไมโครทิวบูล (microtubule) เกิดจากโปรตีนทูบูลิน (tubulin) เรียงต่อกันเป็นสาย มีลักษณะ
เป็นแท่งกลวง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 นาโนเมตร เป็นส่วนประกอบของซิเลีย
แฟลกเจลลัม และยังทำหน้าทีล่ ำเลยี งออร์แกเนลลภ์ ายในเซลล์ดว้ ย

3. อินเทอร์มีเดียทฟิลาเมนท์ (intermediate filaments) เป็นเส้นใยที่ประกอบด้วยหน่วยย่อย
หลายหน่วย ซึ่งเรียงตัวเป็นสายยาว 8 ชุด ชุดละ 4 สาย พันบิดกันเปน็ เกลยี ว มีขนาดเส้นผา่ น

193

ศนู ย์กลางประมาณ 8-10 นาโนเมตร จดั เรียงตัวเปน็ รา่ งแหตามลักษณะรูปร่างของเซลล์ พบได้
ท่โี ปรตนี เคอราทนิ ในผวิ หนงั ขน และเล็บของสตั วเ์ ลีย้ งลูกด้วยนำ้ นม
5. ถามคำถาม กบั นักเรยี นวา่ สงิ่ มชี ีวติ เซลล์เดียวแต่ละชนิดเคลอ่ื นทแ่ี ตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : อะมบี าเคล่อื นที่โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซมึ รว่ มกับการหดตัวของไมโครฟลิ าเมนท์
สว่ นพารามีเซยี ม ยูกลีนา วอลวอกซ์ เคล่อื นทโ่ี ดยอาศัยซเิ ลียหรอื แฟลเจลลัมซง่ึ จะโบกพัดแลว้ ทำให้เกดิ การ
เคลือ่ นที่ (นกั เรยี นอาจยังไม่สามารถตอบคำถามได้))

ขัน้ ที่ 2 ขนั้ สารวจคน้ หา (Exploration)
1. จดั กิจกรรมกลุ่ม เรอ่ื ง การเคล่ือนทขี่ องส่ิงมชี ีวิตเซลลเ์ ดยี ว โดยให้นกั เรยี นแบ่งกล่มุ 6 กลุม่ ศกึ ษาการ
เคลือ่ นทีข่ องส่ิงมชี วี ิตเซลลเ์ ดียวภายใตก้ ล้องจลุ ทรรศน์ ตามฐานตา่ ง ๆ ดงั นี้

- ฐานท่ี 1 การเคลอื่ นท่ีของอะมีบา
- ฐานท่ี 2 การเคล่อื นทข่ี องยูกลนี า
- ฐานที่ 3 การเคล่อื นทีข่ องพารามเี ซียม
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกันวิเคราะห์รปู แบบการเคลือ่ นทแี่ ละโครงสรา้ งที่ใชใ้ นการเคลื่อนที่ของ
สิ่งมชี ีวติ เซลลเ์ ดียว ท่ีสงั เกตภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์
3. นกั เรยี นแต่ละกลุม่ ออกมาอธบิ ายการเคล่ือนท่ีของส่งิ มชี วี ิตเซลล์เดียว ดงั นี้
- กลุม่ ที่ 1-2 การเคล่อื นทีข่ องอะมบี า
- กลุ่มท่ี 3-4 การเคลอ่ื นทข่ี องยกู ลีนา
- กลมุ่ ท่ี 5-6 การเคลื่อนท่ขี องพารามเี ซยี ม
โดยระหวา่ งท่ีนกั เรียนนำเสนอใหน้ กั เรยี นในชั้นเรยี นร่วมกันเสนอแนะ และครูคอยเพมิ่ เติมประเด็นทขี่ าด
หายไป
4. นำวดี ทิ ัศน์แสดงการเคล่ือนทข่ี องอะมีบามาประกอบการอธบิ าย เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=7pR7TNzJ_pA
พร้อมอธบิ ายประกอบว่า อะมบี าเคลอ่ื นทโ่ี ดยอาศยั การไหลของไซโทพลาซึม เรยี กการเคลื่อนท่รี ูปแบบนว้ี ่า
การเคลอื่ นท่แี บบอะมบี า (amoeboid movement) โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึมทม่ี ีการแปรสภาพ
กลบั ไปกลับมา ไดแ้ ก่ เอ็กโทพลาซมึ เป็นไซโทพลาซมึ ชน้ั นอกทมี่ ลี กั ษณะขน้ หนืด กึ่งแข็งก่งึ เหลว และเอนโด
พลาซึม เป็นไซโทพลาซมึ ชั้นในที่มีลกั ษณะคอ่ นข้างเหลว ซ่งึ ทำงานร่วมกบั การหดตัวและคลายตวั ของไมโครฟิ
ลาเมนท์ 2 ชนิด ไดแ้ ก่ แอกทนิ และไมโอซนิ ทำให้เกดิ การไหลของไซโทพลาซมึ ไปในทิศทางทเี่ ซลล์เคลอ่ื นท่ี
และดนั เย่อื หุ้มเซลล์ ส่วนน้นั ใหโ้ ป่งออกเปน็ เทา้ เทยี ม จากนั้นไซโทพลาซมึ ทัง้ เซลล์จะเคลื่อนท่ไี ปตามเท้าเทยี ม
5. นำวีดิทศั นแ์ สดงการเคล่อื นท่ขี องยกู ลีนามาประกอบการอธบิ าย เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=fI7nEWUjk3A
พรอ้ มอธิบายประกอบวา่ ยกู ลนี าเคลอื่ นทโี่ ดยใชแ้ ฟลเจลลมั ซง่ึ มลี ักษณะเปน็ เสน้ ใยยาว รูปร่างคลา้ ยแส้ มี
จำนวน 1-2 เสน้ แฟลเจลลัมจะโบกพัดจากโคนส่ปู ลายทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเป็นแบบลกู คลืน่ และเกดิ แรง

194

ผลักใหส้ ่ิงมชี ีวติ เคลือ่ นทีไ่ ด้
6. นำวีดิทัศนแ์ สดงการเคล่อื นทข่ี องพารามีเซยี มมาประกอบการอธบิ าย เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=RyQfvxH425Q

พรอ้ มอธิบายประกอบว่า พารามเี ซียมเคลื่อนทีโ่ ดยใช้ซเิ ลยี ซ่ึงมลี กั ษณะเปน็ เส้นใยส้นั ๆ แตก่ ระจายอยู่รอบ
เซลล์ และมจี ำนวนมากกวา่ แฟลเจลลัม ซเิ ลียจะโบกพัดในทศิ ทางเดียวกันคลา้ ยกรรเชยี งเรอื แตไ่ มม่ ีการ
ควบคมุ ทศิ ทางท่แี น่นอนทำให้เซลลหฺ มนุ ไปในทุกทิศทาง

7. นกั เรียนศึกษาโครงสรา้ งของซิเลยี และแฟลเลลัม ซึ่งประกอบด้วยไมโครทิวบลู 9 กลุม่ กล่มุ ละ 2
หลอด ที่เรยี งกนั เปน็ วง และบริเวณแกนกลางมีไมโครทวิ บูล 2 หลอด โดยไมโครทวิ บูลทเี่ รยี งอยู่เปน็ วงจะมี
ไดนีนอารม์ เชือ่ มกับไมโครทวิ บลู ทอี่ ยู่แกนกลาง เกิดเป็นโครงสรา้ งทเี รียกว่า 9+2

ช่วั โมงท่ี 3
ข้ันท่ี 3 ข้นั อธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. ถามคำถามเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เช่น
- อะมบี า พารามีเซียม และยกู ลีนามีโครงสรา้ งทีใ่ ช้เคลื่อนทีแ่ ตกต่างกนั อย่างไร

(แนวคำตอบ : อะมบี าเคล่ือนทโี่ ดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึมร่วมกับการหดตัวของไมโครฟิลา
เมนท์ พารามีเซียมคลือ่ นทโ่ี ดยใชซ้ ิเลีย และยกู ลีนาเคลอื่ นท่โี ดยใช้แฟลเจลลมั )

- ซเิ ลียและแฟลเจลัมแตกต่างกันอย่างไร
(แนวคำตอบ : ซิเลียมลี กั ษณะเปน็ เส้นใยส้ัน และมีจำนวนมาก สว่ นแฟลเจลลัมมลี กั ษณะเปน็ เสน้ ใย

ยาว และมจี ำนวนเพยี ง 1-2 เสน้ )
- เทา้ เทยี มของอะมบี า นอกจากใขเ้ คล่อื นทแ่ี ลว้ ยงั ใช้ประโยชน์ดา้ นใดไดอ้ ีกบา้ ง
(แนวคำตอบ : ใชก้ นิ อาหาร โดยยนื่ เทา้ เทียมออกไปโอบลอ้ มอาหารและนำเขา้ ส่เู ซลลโ์ ดยบรรจไุ ว้ใน

รปู ฟดู แวคิวโอล แล้วใชเ้ อนไซม์จากไลโซไซมย์ ่อยอาหารให้มีขนาดเล้กลงและลำเลยี งไปทว่ั เซลล์)
- โครงสร้าง 9+2 ของซเิ ลยี หมายความวา่ อย่างไร
(แนวคำตอบ : ซเิ ลียประกอบดว้ ยไมโครทวิ บูล 9 กลมุ่ กลมุ่ ละ 2 หลอด เรยี งกนั เปน็ วง และแกนกลาง

มีไมโครทิวบลู 2 หลอด)
2. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า สิ่งมีชีวิต

เซลล์เดียวใช้ไซโทสเกเลตอนในการเคล่ือนท่ี ซ่ึงการเคล่อื นท่จี ะแตกตา่ งกันตามโครงสร้างของเซลล์ ได้แก่
- การเคลื่อนที่โดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซึม พบในอะมีบา โดยอาศัยการแปรสภาพของ
เอ็กโทพลาซึมและเอนโดพลาซึม ซึ่งจะทำงานร่วมกับการหดตัวและคลายตัวไมโครฟิลาเมนต์
(แอกทนิ และไมโอซิน)
- การเคลื่อนที่โดยอาศัยแฟลเจลลัมและซิเลีย โดยแฟลเจลลัมมีลักษณะเปน็ เส้นใยยาว รูปร่าง
คล้ายแส้ มีจำนวน 1-2 เส้น แฟลเจลลัมจะโบกพัดจากโคนสู่ปลายทำให้เกิดการเคลื่อนไหว
แบบลูกคลื่น พบในยูกลีนาและวอลวอกซ์ ส่วนซิเลียมีจำนวนมากกว่าแฟลเจลลัม แต่สั้นกว่า


Click to View FlipBook Version