245
ขน้ั ท่ี 5 ข้นั ประเมิน (Evaluation)
1. ประเมินความรู้เก่ยี วกับ เรอ่ื ง การเคล่อื นทขี่ องมนุษย์ โดยสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคาํ ถาม ตรวจ
แบบฝกึ หัด ตรวจใบงาน และตรวจผงั มโนทศั น์
2. ประเมนิ ทักษะและกระบวนการ โดยสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ กจิ กรรมและการนําเสนอผลงาน
3. ประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ โดยสงั เกตพฤติกรรมความสนใจใฝ่รู้ในการศกึ ษาและความ
มงุ่ มน่ั ในการทํางาน
สอื่ การเรียนร/ู้ แหลง่ เรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรช์ ีววิทยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6
2. สอื่ Power Point เรอ่ื งการเคลอ่ื นที่ของสิง่ มชี วี ิต
3. ใบกจิ กรรมที่ 3 เรอื่ งเซลลกลา มเนอ�ื
การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการ เครอื่ งมือ เกณฑ์การประเมนิ
รายการวดั
ประเมนิ ระหว่างการจดั - สงั เกตจากการตอบคาํ ถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
กจิ กรรมการเรยี นรู้ และแสดงความคิดเหน็ รายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
1) กจิ กรรมนําสกู่ ารเรียน
- การตอบคาํ ถาม
2) การเคล่ือนที่ของ - ตรวจใบกจิ กรรมที่ 3 - ใบกิจกรรมท่ี 3 เรอื่ ง - ระดับคุณภาพ 2
สิ่งมีชีวติ เซลลเ์ ดียว เร่อื งเซลลก ลามเนื้อ์ เซลลกลา มเนอ้ื ผา่ นเกณฑ์
- ตรวจแผนผงั มโน - แบบประเมินผงั มโน
ทัศน์ ทศั น์
3) การนาํ เสนอผลการทาํ - ประเมนิ การนําเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
กจิ กรรม ผลทาํ กจิ กรรม นาํ เสนอผลทํากิจกรรม ผ่านเกณฑ์
4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
ทํางานรายบคุ คล การทํางานรายบุคคล การทํางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
5) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
ทาํ งานกล่มุ การทาํ งานรายบุคคล การทํางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
246
6) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมีวนิ ัย - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2
อันพึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น คณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
ในการทาํ งาน อันพึงประสงค์
วสั ดอุ ุปกรณ์
1. กล้องจลุ ทรรศน์
2. สไลดถ์ าวรของเซลล์กล้ามเน้อื ลาย เซลลก์ ล้ามเนื้อเรยี บ และเซลลก์ ลา้ มเนื้อโครงร่าง
247
แบบประเมนิ ความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรปู แบบของผงั มโนทัศน์
เร่อื ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ปี………………………..
เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดบั
ท่ี ประเด็น 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คณุ ภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์
4 นางสาวจิณห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจิดาภา ชืน่ ชม
6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง
7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ยงิ่
8 นายชานนท์ เชียงไฝ
9 นางสาวทิฏฐิตา วระศิริ
10 นายณภทั ร วินัยแพทย์
11 นายธนวฒั น์ บวรดิเรกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษ์ศรีวอ
13 นางสาวธวลั ย์รตั น์ นลิ ภผู าทวโี ชติ
14 นางสาวนริ ดา ปยุ้ ธนาวัฒน์
15 นางสาวบารมี ป้านภมู ิ
16 นางสาวบุญยานชุ เดชยศดี
17 นางสาวปัณฑารยี ์ ไผป่ ้อง
18 นางสาวปิลันธา อ่อนรู้ที่
19 นางสาวพรรธนช์ นนั ทิพย์ชยั วรภทั ร์
20 นางสาวพิมพ์พดั ชา เมธาณัฐยศ
21 นางสาวพิรยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพยี งรพี คลงั แสง
24 นางสาวภาณมุ าศ สวุ รรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วิสูงเร
26 นางสาวเมษติ า ภูม่งิ ศรี
27 นายรชฏ ทองนํา
28 นายรณธรี ์ หล่อตระกูล
248
เลข เนอื้ หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คุณภาพ
สร้างสรรค์
ชอื่ -สกุล 321 12
29 นายรัชชานนท์ ศรที า
30 นางสาววรรณศริ ิ พันธุระ
31 นางสาววรนิ ธร อนุญาหงษ์
32 นายวฒั นชัย บงึ จนั ทร์
33 นางสาววนั วสิ าข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิริอร พรหมคุณ
35 นายศภุ กิตติ์ จนั ทร์ปัททตั
36 นายสุเมธ กุลศรี
37 นางสาวสวุ ภัทร ทิพรักษ์
38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี
39 นางสาวอรทยั จันทะศรี
40 นางสาวอญั ชษิ ฐา เดชสมบัติ
41 นางสาวอิสรีย์ ชาํ นาญกติ ติรฐั
42 นายปริญ นันทโพธเิ์ ดช
43 นางสาวพรพมิ ล พร้อมพร่ัง
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณชั พล พรหมบตุ ร
46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกลุ
47 นายเจษนยั ษ์ วงศ์เลิศ
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………………….)
249
เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรุปความคิดรวบยอดในรูปแบบของบนั ทึกสรุป
ประเดน็ การประเมนิ ระดบั คณุ ภาพการประเมิน
การสรุปความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
ยอดในรูปแบบของผัง
มโนทศั น์
1. เนอื้ หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดําเนินการค้นคว้าข้อมูลที่
หลากหลาย ถกู ต้อง สมบรู ณ์ และ ประเดน็ ต้องการได้เพยี งบางสว่ น
ชัดเจน
2. รปู แบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด
งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2
ประเดน็ ประเด็น
3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ
สร้างสรรค์ นําเสนอได้แปลกใหม่ นําไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสร้างสรรค์
ตวั อยา่ งได้ นาํ ไปเป็นตวั อยา่ งได้ คอ่ นข้างสกปรก
4. เวลา ส่งได้ทันเวลาทกุ ครั้งท่ีกาํ หนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งที่ ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี
กาํ หนด กาํ หนด
250
แบบสังเกตพฤตกิ รรมด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
เร่ือง………………………………………………..……………ชนั้ …………….วัน/เดอื น/ปี……………….
เลข ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อยา่ ง ม่งุ มนั่ ใน มจี ิต รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น พอเพียง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ
ชอ่ื -สกุล 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤติมา แสนวัง
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรัตน์
4 นางสาวจณิ ห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม
6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง
7 นายชนดุ ม สมบรู ณเ์ จรญิ ยงิ่
8 นายชานนท์ เชยี งไฝ
9 นางสาวทฏิ ฐติ า วระศิริ
10 นายณภัทร วินัยแพทย์
11 นายธนวัฒน์ บวรดิเรกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รีวอ
13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภผู าทวโี ชติ
14 นางสาวนริ ดา ปุ้ยธนาวฒั น์
15 นางสาวบารมี ปา้ นภมู ิ
16 นางสาวบุญยานชุ เดชยศดี
17 นางสาวปัณฑารยี ์ ไผ่ป้อง
18 นางสาวปลิ ันธา ออ่ นรทู้ ี่
19 นางสาวพรรธนช์ นัน ทิพยช์ ยั วรภทั ร์
20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ
21 นางสาวพริ ิยา พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพยี งรพี คลังแสง
24 นางสาวภาณมุ าศ สุวรรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วิสงู เร
26 นางสาวเมษิตา ภมู ิ่งศรี
27 นายรชฏ ทองนํา
28 นายรณธรี ์ หล่อตระกลู
29 นายรชั ชานนท์ ศรีทา
เลข 251
ท่ี ประเดน็
ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มน่ั ใน มจี ิต รวม ระดบั
ช่ือ-สกุล พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
30 นางสาววรรณศิริ พนั ธรุ ะ
31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์
32 นายวฒั นชยั บึงจันทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ
35 นายศุภกิตติ์ จันทรป์ ัททตั
36 นายสุเมธ กลุ ศรี
37 นางสาวสุวภทั ร ทพิ รกั ษ์
38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี
39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบตั ิ
41 นางสาวอิสรีย์ ชํานาญกิตติรฐั
42 นายปรญิ นนั ทโพธิ์เดช
43 นางสาวพรพิมล พร้อมพรง่ั
44 นายกรชนกกมล ราชเทียน
45 นายณชั พล พรหมบตุ ร
46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกุล
47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลศิ
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
252
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสงั เกตพฤตกิ รรมด้านคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
พฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพการประเมนิ
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. ใฝ่เรียนรู้ มคี วามตง้ั ใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา
เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพยี ร ความรู้ ส่งเสียงดังและ
เข้ารว่ มกิจกรรมการเรียนรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เลน่ ในขณะทค่ี รูสอน
ในเวลาที่ครูสอน และส่ง
เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น
บางคร้ัง
2. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งม่ันในการทาํ งาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มีจติ สาธารณะ
เห็นความสําคัญของสื่อ การ ร่วมกบั ผอู้ ่ืนไดเ้ ปน็ บางครัง้ ความสําคัญของสื่อการ
เรียนรทู้ ม่ี อี ยู่ เรียนรู้ และไม่ดูแลรักษา
มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ
การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏิบัติ หน้าท่ีการงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ
ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี
เพ่อื ให้งานสําเร็จ ตามเปา้ หมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ทํางานไม่
ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ สําเร็จได้ตามเป้าหมาย
ทาํ งานให้สําเรจ็ เท่าที่ควร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่
สนใจงานทรี่ ับมอบหมาย
ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลื อ
โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการทํางานท่ี
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม
โรงเรียน ชมุ ชน และสงั คม เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้
โรงเรียนหรือชมุ ชน ความเข้าร่วมมือในการ
เข้าร่วมกิจกรรมของ
โรงเรียนหรือชุมชน
253
แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน
เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ที่ ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คณุ ภาพ
การคิด ทักษะชีวติ
ชอื่ -สกลุ การสอื่ สาร การแก้ปญั หา 321 12
321 321 321
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์
4 นางสาวจิณห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจิดาภา ช่นื ชม
6 นายเจรญิ วิทย์ เพชรแสง
7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ
8 นายชานนท์ เชียงไฝ
9 นางสาวทฏิ ฐติ า วระศริ ิ
10 นายณภทั ร วนิ ยั แพทย์
11 นายธนวัฒน์ บวรดเิ รกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษ์ศรวี อ
13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนิรดา ปยุ้ ธนาวัฒน์
15 นางสาวบารมี ปา้ นภมู ิ
16 นางสาวบุญยานุช เดชยศดี
17 นางสาวปณั ฑารีย์ ไผป่ ้อง
18 นางสาวปลิ ันธา อ่อนรูท้ ่ี
19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพย์ชัยวรภทั ร์
20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพียงรพี คลงั แสง
24 นางสาวภาณุมาศ สวุ รรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วสิ งู เร
26 นางสาวเมษติ า ภูมิ่งศรี
27 นายรชฏ ทองนาํ
28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล
254
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดบั
ท่ี ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคดิ ทกั ษะชวี ิต
ชื่อ-สกุล การสื่อสาร การแกป้ ญั หา 321 12
321 321 321
29 นายรชั ชานนท์ ศรที า
30 นางสาววรรณศิริ พันธรุ ะ
31 นางสาววรินธร อนุญาหงษ์
32 นายวัฒนชัย บงึ จนั ทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ
35 นายศภุ กิตติ์ จันทร์ปทั ทตั
36 นายสเุ มธ กุลศรี
37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์
38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี
39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบัติ
41 นางสาวอิสรีย์ ชํานาญกิตตริ ฐั
42 นายปริญ นันทโพธ์เิ ดช
43 นางสาวพรพมิ ล พรอ้ มพร่ัง
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณัชพล พรหมบตุ ร
46 นายปัญณกฤต วรกิจเกษมสกุล
47 นายเจษนยั ษ์ วงศ์เลศิ
เกณฑก์ ารให้คะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงชือ่ ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
255
แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผเู้ รียน
พฤติกรรม ระดับคณุ ภาพการประเมิน
1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
การสือ่ สาร มคี วามสามารถในการรบั ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
การคิด เข้าใจได้ เข้าใจของตนเองใหผ้ ู้อืน่ เข้าใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
3. ความสามารถใน ไดเ้ ปน็ บางคร้งั เข้าใจได้
การแกป้ ัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทําให้
องค์ ความร้ไู ด้ เทา่ ที่ควร สรา้ งองค์ความร้ไู มไ่ ด้
มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี
อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่
คาํ นงึ ถึงผอู้ นื่ คํานงึ ถึงผอู้ ่นื เป็นบางครงั้ คํานงึ ถงึ ผ้อู ื่น
มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ
และทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุม่ ร่วมกับผูอ้ ืน่ ได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น
บางคร้งั
256
แบบประเมินพฤติกรรมปฏิบัติงานกลุ่ม
เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วนั /เดอื น/ป…ี …………….
คาชแี้ จง : ทําเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลุม่
ระดบั คณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลมุ่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีส่วน การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
รว่ มมอื ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั ิงาน
ช่วยเหลือใน วางแผน คิดเห็น ตามบทบาท
การทางาน ภายในกลมุ่ หน้าท่ี
3 21321321321
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่ือ………………………………………ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………………….)
257
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ตั ิงานกลุม่ เร่อื ง……………………………………..
พฤติกรรม ระดบั คณุ ภาพการประเมนิ
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
1. การใหค้ วามรว่ มมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชิกบางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้
ช่วยเหลือในการทํางาน ทํางานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทํางานเปน็ อย่าง ความรว่ มมือในการทํางาน
สมาชกิ ในกลุม่ เอารัดเอาเปรยี บกัน
2. การมีสว่ นร่วมใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มีความรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว าง
การวางแผน
ปฏิบตั งิ านกลมุ่ เป็นอย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เห็นภายในกลมุ่ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกว่า 2 คน ทีไ่ ม่ให้ความร่วม
4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความร่วมมือ
บทบาทหน้าท่ี
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ
ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคดิ เห็น และไม่มีการ
การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ
ยอมรับมากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คดิ เห็นทีม่ ีผูค้ นยอมรบั มากที่สดุ
ที่สุด
มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ี มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท
ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง
และถกู ต้อง เหมาะสมและถกู ตอ้ งโดยทีไ่ ม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี
มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ
มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม
หนา้ ท่ี หนา้ ที่
258
กจิ กรรมที่ 3 เซลล์กล้ามเนอ้ื
วนั ทีท่ ากิจกรรม : ……………………………………………
สมาชกิ กลมุ่ : ………………………………….
1. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
2. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
3. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขท่ี ………….
4. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
5. ……………………………………………………… ชั้น ………………. เลขที่ ………….
6. ……………………………………………………… ชน้ั ………………. เลขท่ี ………….
จดุ ประสงค์
1. ศึกษาและระบุประเภทและอธิบายความแตกตา่ งของกลา้ มเน้ือ
วัสดุและอปุ กรณ์ :
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ออกแบบวธิ ีการทดลอง : (ใหว้ าดภาพการทาการทดลอง)
259
ตอนที่ 1
จากการศึกษาความแตกตา่ งของกลา้ มเนื้อ
ข้อ กล้ามเนอ้ื เรยี บ กล้ามเนอื้ หัวใจ กลา้ มเนอื้ โครงร่าง
เปรยี บเทยี บ
ภาพท่สี งั เกต
ภายใต้กลอ้ ง
จลุ ทรรศน์
.......................................... .......................................... ..........................................
รูปร่างเซลล์ .......................................... .......................................... ..........................................
.......................................... .......................................... ..........................................
นิวเคลียส .......................................... .......................................... ..........................................
.......................................... .......................................... ..........................................
.......................................... .......................................... ..........................................
.......................................... .......................................... ..........................................
แหล่งท่พี บ .......................................... .......................................... ..........................................
.......................................... .......................................... ..........................................
การควบคุม .......................................... .......................................... ..........................................
การทำงาน .......................................... .......................................... ..........................................
.......................................... .......................................... ..........................................
สรปุ ผลการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
260
261
262
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9
รายวิชาชีววทิ ยา รหสั วชิ า ว32243
กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
บทท่ี 3 เร่ืองระบบต่อมไรท้ ่อ 9 ชว่ั โมง
หนว่ ยการจัดการเรียนรู้ที่ 3.1 เรอ่ื ง การทำงานร่วมกันของระบบต่อมไรท้ อ่ และระบบประสาท 1 ช่ัวโมง
และต่อมไรท้ ่อ
ชอื่ ครูผู้สอน นางสาวภควดี อ่อนสรุ ะทุม ภาคเรยี นท่ี 2/2564
สาระชวี วิทยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลําเลียงสาร
และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่มิ เตมิ
ม.5 • สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเขียนแผนผังสรุปหน้าท่ี • ฮอร์โมนเป็นสารทีค่ วบคุมสมดลุ ตา่ งๆของร่างกาย โดย
ของฮอรโ์ มนจากต่อมไร้ทอ่ และเน้อื เยื่อที่สรา้ งฮอรโ์ มน ผลิตจากต่อมไร้ท่อหรือเนื้อเยื่อโดยต่อมไร้ท่อนี้ จะ
กระจายอยู่ตามตาํ แหน่งตา่ ง ๆ ทัว่ รา่ งกาย
• ต่อมไร้ท่อที่สร้างหรือหลั่งฮอร์โมนไม่มีท่อในการ
ลําเลียงฮอร์โมนออกจากต่อมจึงถูกลําเลียง โดยระบบ
หมุนเวียนเลือดไปยังอวยั วะเปา้ หมายที่จําเพาะเจาะจง
• ตอ่ มไพเนียลสร้างเมลาโทนินซ่งึ ยับยง้ั การเจรญิ เติบโต
ของอวัยวะสืบพันธุ์ช่วงก่อนวัยเจริญพันธุ์ และ
ตอบสนองต่อการเปลยี่ นแปลงของแสงในรอบวัน
• ต่อมใต้สมองส่วนหน้าสร้างและหลั่งโกรทฮอร์โมน
โพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH เอนดอร์ฟิน ซึ่งทํา
หนา้ ที่แตกต่างกนั
• ต่อมใต้สมองส่วนหลังหลั่งฮอร์โมนซึ่งสร้างจากไฮโพ
ทาลามัส คือ ADH และออกซิโทซิน ซึ่งทําหน้าที่
แตกตา่ งกนั
• ต่อมไทรอยด์สรา้ งไทรอกซินซ่ึงควบคมุ อัตรา เมแทบอ
ลิซมึ ของร่างกาย และสรา้ งแคลซิโทนนิ ซ่ึงควบคุมระดบั
แคลเซียมในเลือดให้ปกติ • ต่อมพาราไทรอยด์สร้าง
พาราทอร์โมนซึ่งควบคุม ระดับแคลเซียมในเลือดให้
ปกติ
263
• ตับอ่อนมีกลุ่มเซลล์ที่สร้างอินซูลินและกลูคากอน ซ่ึง
ควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดให้ปกติ
• ต่อมหมวกไตส่วนนอกสร้างกลูโคคอร์ติคอยด์ มิเน
ราโลคอร์ติคอยด์และฮอร์โมนเพศซึ่งมีหน้าที่ แตกต่าง
กัน ส่วนต่อมหมวกไตส่วนในสร้างเอพิเนฟรินและนอร์
เอพเิ นฟริน ซึง่ มหี นา้ ทเี่ หมือนกัน
• อัณฑะมีกลุ่มเซลล์สร้างเทสโทสเทอโรน ส่วนรังไข่ มี
กลุ่มเซลล์ที่สร้างอีสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน ซึ่งมี
หนา้ ทแ่ี ตกตา่ งกัน
1. กาหนดเป้าหมายของการจัดการเรยี นรู้
1.1 สาระการเรยี นรู้/เนื้อหาการเรียนรู้
เร่อื งท่ี 1 เรอื่ ง การทำงานร่วมกนั ของระบบตอ่ มไร้ทอ่ และระบบประสาท และต่อมไร้ท่อ
1) การทาํ งานร่วมกันของระบบต่อมไร้ทอ่ และระบบประสาท
2) ต่อมไรท้ ่อ
1.2 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอดของเรอ่ื งที่เรียน
มนุษยม์ กี ารเปล่ียนแปลงทั้งด้านรา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ อันเนอ่ื งมาจากระบบประสาทและระบบต่อม
ไร้ท่อ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ จึงต้องมีวิธีดูแลรักษาระบบประสาทและระบบ
ต่อมไร้ท่อให้ทำงานตามปกติ
ระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) เป็นระบบต่อมไม่มีท่อ ทำหน้าที่สรา้ งฮอรโ์ มนแล้วหลัง่ ออกสู่
ของเหลวภายในร่างกาย เพื่อลำเลียงไปควบคุมเนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ และต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ทำให้มีการ
ทำงานอยา่ งสมดลุ
264
1.3 จุดประสงค์การเรยี นรู้ : เม่อื ผเู้ รียนจบกจิ กรรมการเรียนรู้ ผ้เู รียนสามารถ
ดา้ นความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายการทํางานร่วมกันของระบบ
(K: Knowledge) ต่อมไรท้ อ่ และระบบประสาท
- นักเรียนสามารถระบุตําแหน่งของต่อมไร้ท่อและ
ดา้ นกระบวนการ เนือ้ เย่ือท่สี าํ คัญในรา่ งกายทท่ี ําหนา้ ท่สี ร้างฮอร์โมน
(P: Process) - นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับประเภทและหน้าท่ี
ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและเนื้อเยื่อที่สร้างฮอร์โมน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ - นักเรียนสามารถยกตัวอย่างและอธิบายการทํางาน
(A: Attribute) ร่วมกันของฮอร์โมนหลายชนิดในการรักษาดุลยภาพ
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของ ร่างกาย
(Sc.P: Science Process Skill) - นักเรียนสามารถอธิบายเขียนแผนผังการจัดกลุ่ม
ฮอร์โมนชนดิ ต่างๆ ตามการทํางานของฮอร์โมน
การสังเกต - นักเรียนสามารถอธิบายอาการผิดปกติของร่างกายที่
การวัด เกดิ จากการมฮี อร์โมนปริมาณมากหรอื น้อยเกนิ ไป
การคาํ นวณ/การใช้ตวั เลข - นักเรยี นสามารถเขยี นแผนผงั การจดั กลุ่มฮอร์โมนชนิด
การจําแนกประเภท ต่างๆ ตามการทํางานของฮอร์โมน
การจดั กระทาํ และสอื่ ความหมายข้อมลู - นกั เรียนสามารถสบื คน้ ขอ้ มูลเกย่ี วกบั ประเภทและ
การหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปส หนา้ ท่ขี องฮอรโ์ มนจากต่อมไร้ทอ่ และเนอ้ื เยื่อ ท่สี รา้ ง
และสเปสกบั เวลา ฮอรโ์ มน
การพยากรณ์/การทาํ นาย การทาํ งานร่วมกบั ผู้อื่น, รบั ผดิ ชอบตอ่ การทํางาน,
แสดงความคดิ เหน็ , นําเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียนได้
การลงความเหน็ จากข้อมูล
การกําหนดและควบคุมตวั แปร
การกําหนดนยิ ามเชงิ ปฏิบัติ
การต้ังสมมตฐิ าน
การทดลอง
การตคี วามหมายข้อมลู
การสรา้ งแบบจาํ ลอง
265
2. การจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้รูปแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
ช่ัวโมงท่ี 1
ขัน้ ที่ 1 ข้นั กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1. นกั เรียนทำ Understanding Check เพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของตนเองกอ่ นเรยี น
2. ทบทวนความรู้ เรอ่ื ง ต่อมภายในร่างกาย ใหน้ กั เรยี นฟังวา่ ต่อมเปน็ กลุ่มเซลล์หรือกลมุ่ ของเน้ือเยื่อ
ที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อผลิตสารเคมีให้กับร่างกายเพื่อใช้ในการดำรงชวี ิต แบ่งออกเป็นต่อมมีท่อ (exocrine
gland) เป็นต่อมที่สร้างสารออกมา แล้วมีท่อลำเลียงออกสู่ภายนอกได้ เช่น ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน ต่อมน้ำตา
ส่วนต่อมไร้ท่อ (endocrine gland) เป็นต่อมที่สร้างสารออกมา แต่ไม่มีท่อลำเลียงออกสู่ภายนอก จึงลำเลียง
ผา่ นระบบหมนุ เวียนเลอื ด เรียกสารเหลา่ นั้นวา่ ฮอร์โมน
3. ครถู ามคำถาม เพ่ือใหน้ ักเรียนร่วมกนั วิเคราะหว์ ่า“ฮอร์โมนมีผลต่อการรกั ษาดุลยภาพ
ของร่างกายอย่างไร และหากการสรา้ งหรือการทำงานของฮอรโ์ มนผดิ ปกติจะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร”
(แนวคำตอบ : ฮอร์โมนมบี ทบาทควบคมุ การเปล่ียนแปลงทางสรรี วทิ ยาและการทำงานของ
ระบบตา่ ง ๆ ของร่างกายใหอ้ ยใู่ นภาวะปกติ ซึง่ หากร่างกายสร้างฮอร์โมนผดิ ปกติหรือการทำงานของฮอร์โมน
ผิดปกติจะทำให้ไม่สามารถรกั ษาดุลยภาพของร่างกายได้ และเป็นผลทำให้เกดิ โรคหรอื ภาวะต่าง ๆ ตามมา
เช่น หากตบั อ่อนหล่งั อนิ ซูลินผิดปกตจิ ะทำให้ระดบั น้ำตาลในเลือดสูงและทำให้เกิดโรคเบาหวาน (นักเรียน
อาจยังไม่สามารถตอบคำถามได้))
4. ถามคำถาม กับนักเรยี นวา่ ตอ่ มไร้ท่อควบคมุ ดลุ ยภาพของร่างกายได้อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ต่อมไรท้ ่อทำหน้าทีส่ ร้างฮอร์โมน แล้วหลั่งออกสู่ระบบหมุนเวยี นเลือดเพื่อ
ลำเลียงไปยังอวัยวะเปา้ หมาย ฮอรโ์ มนมีบทบาทควบคุมการเปล่ยี นแปลงทางสรรี วิทยาและการทำงานของระบบ
ตา่ ง ๆ ของรา่ งกายให้อยู่ในภาวะปกติ (นักเรยี นอาจยังไมส่ ามารถตอบคำถามได้))
ขั้นที่ 2 ข้นั สารวจคน้ หา (Exploration)
1. นักเรียนจับคู่กับเพื่อนทีน่ ัง่ ข้างกัน วิเคราะห์การทดลองของอาร์โนล เอ เบอร์โทลด์ เพื่อศึกษาการ
เปลยี่ นแปลงทางสรีรวทิ ยาของลกู ไกเ่ พศผทู้ ่ีเจริญเป็นไก่เพศผตู้ ัวเต็มวัย จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ชีววิทยา
เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6
2. สุ่มเลอื กนกั เรียน 3 คู่ ออกมาสรุปผลการทดลองของอารโ์ นล เอ เบอรโ์ ทลด์
3. ถามคำถามเพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรียน เช่น
- จากการทดลองในกลุ่มท่ี 2 นกั เรยี นสรุปผลการทดลองไดอ้ ย่างไร
(แนวคำตอบ : อัณฑะของไก่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญของลักษณะเพศผู้ของไก่ เช่น
หงอน เหนียง ขนคอและขนหาง)
- นักเรยี นทราบได้อย่างไรว่า อณั ฑะทำหน้าท่ีควบคุมการแสดงลกั ษณะของไกเ่ พศผู้
266
(แนวคำตอบ : เน่ืองจากไก่ทไี่ มถ่ ูกตดั อณั ฑะออก เม่อื โตเต็มวัยจะมีหงอนและเหนยี งคอ
ขนคอและขนหางยาว และมีนิสัยชอบการตอ่ สู้ ส่วนไก่ที่ถูกตดั อัณฑะออกจะมีหงอนและเหนียงคอส้ัน ขนหาง
ส้นั และไมช่ อบการตอ่ สู้ ซ่ึงมลี ักษณะคลา้ ยกับไกเ่ พศเมีย)
- จากการทดลองทั้ง 3 กลมุ่ นกั เรยี นสรุปผลการทดลองไดอ้ ย่างไร
(แนวคำตอบ : อัณฑะของไกเ่ พศผสู้ ามารถผลติ สารแล้วลำเลยี งไปตามระบบหมนุ เวียน
เลือดเพ่อื ควบคุมการเจริญของลกั ษณะเพศผขู้ องไก่ตวั เต็มวัย)
4. นักเรีนยและครรู ว่ มกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปวา่ สารทีอ่ ัณฑะของไกผ่ ลิตขนึ้ และลำเลียงไปตาม
ระบบหมุนเวียนเลือดเพื่อควบคุมการเจรญิ ของลักษณะเพศผู้ของไกต่ ัวเตม็ วยั เรยี กวา่ ฮอร์โมน
5. ครอู ธิบายให้นักเรยี นฟงั วา่ ฮอรโ์ มนแบง่ ตามชนดิ ของสารเคมีได้ 3 กลมุ่ ดงั นี้
- เพปไทด์ฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนที่มีขนาดใหญ่ เกิดจากกรดอะมิโนหลายชนิดมาต่อกันเป็นสาย
เพปไทด์ เป็นฮอร์โมนที่ละลายน้ำได้ดี แต่ไม่ละลายในไขมัน จึงออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์โดยจับกับ
ตวั รับสัญญาณทเ่ี ย่ือหุ้มเซลล์ เมอ่ื สร้างขึ้นจะถูกเก็บไว้ในลักษณะของแกรนลู เช่น อินซูลิน กลูคา-
กอน ออกซโิ ทซิน ACTH TSH LH
- สเตอรอยด์ฮอร์โมน ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากคอเลสเทอรอล เป็นฮอร์โมนที่ละลายในไขมัน จึง
สามารถแพรผ่ า่ นเย่ือหุ้มเซลล์และออกฤทธิ์ภายในเซลล์ เชน่ อีสโทรเจน เทสโทสเทอโรน
- เอมีนฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนขนาดเล็ก ละลายในน้ำ จึงออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ เมื่อสร้างขึ้นจะถูก
เกบ็ ไวใ้ นรูปของคอลลอยดห์ รือแกรนลู เชน่ ไทรอกซนิ แคลวโิ ทนนิ เมลาโทนิน เอพเิ นฟรนิ
6. ใหน้ กั เรยี นจบั คู่กับเพื่อนที่นงั่ ข้างกันเปรียบเทียบโครงสรา้ งของตอ่ มไร้ท่อและต่อมมีท่อ จากหนังสือ
เรียนวิทยาศาสตรช์ ีววิทยา เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 สรปุ ออกมาเป็นผงั มโนทัศน์ แลว้ นักเรยี นและครู
ร่วมกันอภปิ รายเพือ่ ใหไ้ ดข้ ้อสรุปวา่ ต่อมมที ่อจะมที อ่ ลำเลยี งท่ีจำเพาะ ซ่ึงแตกต่างจากตอ่ มไร้ท่อท่ีไมม่ ีทอ่
ลำเลียงจึงลำเลยี งสารผา่ นระบบหมนุ เวยี นเลือดเพ่อื ไปออกฤทธยิ์ งั อวยั วะเปา้ หมาย จงึ พบหลอดเลือดจำนวน
มากที่ตอ่ มไร้ท่อ
7. ให้นักเรียนจับคกู่ บั เพอ่ื นทนี่ ่ังข้างกนั เปรียบเทียบการลำเลียงฮอร์โมนจากต่อมไรท้ ่อ ฮอร์โมน
ประสาทจากเซลลป์ ระสาท และสารสือ่ ประสาทจากเซลลป์ ระสาท จากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ชีววทิ ยา เลม่
5 ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 6 สรปุ ออกมาเปน็ ผังมโนทศั น์ แล้วนกั เรียนและครูรว่ มกนั อภิปรายเพื่อใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ว่า
นอกจากฮอร์โมนทผี่ ลิตจากตอ่ มไรท้ ่อแลว้ ยงั มฮี อรโ์ มนประสาทและสารสอ่ื ประสาทที่ผลิตจากเซลลป์ ระสาทท่ี
มีบทบาทควบคุมการทำงานของอวยั วะต่าง ๆ ในรา่ งกายให้อยใู่ นสภาวะสมดุลเชน่ กนั ซึ่งการทำงานของสาร
สอ่ื ประสาทจะเร็วกว่าการทำงานของฮอร์โมนและฮอรโ์ มนประสาท เนอ่ื งจากการสง่ ผ่านของสารสอ่ื ประสาท
จากปลายแอกซอนของเซลลป์ ระสาทหน่ึงไปยังเดนไดรต์ของอีกเซลลป์ ระสาทหนึ่งมรี ะยะทางสนั้ กว่า แต่การ
ทำงานของฮอร์โมนและฮอร์โมนประสาทจะออกฤทธไิ์ ดย้ าวนานกวา่ เนอ่ื งจากไมถ่ ูกทำลายอยา่ งรวดเร็ว
เหมอื นสารสื่อประสาท
8. ถามคำถามเพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เชน่
- ต่อมไร้ท่อและต่อมมที ่อลำเลียงสารเหมือนหรือแตกต่างกนั อย่างไร
267
(แนวคำตอบ : แตกตา่ งกนั ต่อมม่ท่อจะมที อ่ ลำเลียงท่จี ำเพาะชว่ ยลำเลยี งสารท่ตี ่อมสร้างขึ้น แต่
ตอ่ มไร้ท่อไม่มที ่อลำเลียง จงึ ลำเลยี งผ่านระบบหมุนเวียนเลือด)
- นกั เรยี นคดิ วา่ ระบบต่อมไร้ทอ่ และระบบประสาทมีความสมั พนั ธ์กันหรือไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ : สมั พันธ์กัน เน่ืองจากเซลลป์ ระสาทสามารถหลง่ั ฮอรโ์ มนประสาทแล้วลำเลยี งผา่ น
ระบบหมนุ เวียนเลอื ดเพื่อไปกระตุ้นการทำงานของเซลลเ์ ปา้ หมายไดเ้ ชน่ กนั )
- การควบคมุ ดุลยภาพของรา่ งกายรูปแบบใดรวดเรว็ ทส่ี ดุ เพราะเหตใุ ด
(แนวคำตอบ : การทำงานของสารสือ่ ประสาทจะรวดเร็วกวา่ การทำงานของฮอร์โมนและฮอร์โมน
ประสาท เนอ่ื งจากการสง่ ผ่านของสารสอ่ื ประสาทจากปลายแอกซอนของเซลล์ ประสาทหนึ่งไปยังเดนไดรต์
ของอีกเซลล์ประสาทหนึ่งมีระยะทางส้ันกวา่ )
9. นักเรยี นทำ Topic Questions ทา้ ยหัวขอ้ เรื่อง ตอ่ มไร้ท่อ โดยทำลงในสมดุ บันทกึ ของนกั เรยี น
9.1 ฮอร์โมนคืออะไร มีบทบาทต่อร่างกายอยา่ งไร
9.2 ฮอรโ์ มนถูกลำเลยี งจากต่อมไร้ท่อไปยงั อวยั วะต่าง ๆ ของร่างกายอย่างไร
ขั้นท่ี 3 ขน้ั อธิบายความรู้ (Explanation)
1. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า สารที่อัณฑะของไก่ผลิตขึ้นและลำเลียงไปตาม
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดเพ่ือควบคมุ การเจรญิ ของลกั ษณะเพศผูข้ องไก่ตวั เต็มวยั เรยี กว่า ฮอร์โมน
2. อธบิ ายใหน้ ักเรยี นฟงั วา่ ฮอรโ์ มนแบง่ ตามชนดิ ของสารเคมีได้ 3 กล่มุ ดงั น้ี
- เพปไทด์ฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนที่มีขนาดใหญ่ เกิดจากกรดอะมิโนหลายชนิดมาต่อกันเป็นสาย
เพปไทด์ เป็นฮอร์โมนที่ละลายน้ำได้ดี แต่ไม่ละลายในไขมัน จึงออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์โดยจับกับ
ตัวรบั สัญญาณที่เยื่อหุ้มเซลล์ เม่อื สร้างขึ้นจะถูกเก็บไว้ในลักษณะของแกรนลู เช่น อินซูลิน กลูคา-
กอน ออกซโิ ทซิน ACTH TSH LH
- สเตอรอยดฮ์ อร์โมน ถกู สงั เคราะห์ข้ึนจากคอเลสเทอรอล เปน็ ฮอร์โมนท่ลี ะลายในไขมันจึงสามารถ
แพรผ่ ่านเยอ่ื ห้มุ เซลลแ์ ละออกฤทธิ์ภายในเซลล์ เช่น อสี โทรเจน เทสโทสเทอโรน
- เอมีนฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนขนาดเล็ก ละลายในน้ำ จึงออกฤทธิ์ที่เย่ือหุ้มเซลล์ เมื่อสร้างขึ้นจะถูก
เกบ็ ไวใ้ นรปู ของคอลลอยด์หรือแกรนูล เชน่ ไทรอกซิน แคลวิโทนิน เมลาโทนนิ เอพิเนฟริน
3. ใหน้ ักเรียนจับคกู่ ับเพ่อื นท่ีนัง่ ข้างกนั เปรยี บเทียบโครงสรา้ งของต่อมไร้ท่อและตอ่ มมที ่อ จากหนงั สือ
เรยี นวิทยาศาสตรช์ ีววทิ ยา เลม่ 5 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 แล้วนกั เรียนและครูร่วมกันอภปิ รายเพ่ือใหไ้ ดข้ ้อสรปุ
วา่ ตอ่ มมที ่อจะมีท่อลำเลยี งท่ีจำเพาะ ซึ่งแตกตา่ งจากต่อมไร้ทอ่ ท่ีไม่มีทอ่ ลำเลียงจึงลำเลยี งสารผา่ นระบบ
หมุนเวยี นเลอื ดเพ่อื ไปออกฤทธย์ิ งั อวัยวะเป้าหมาย จงึ พบหลอดเลือดจำนวนมากที่ตอ่ มไร้ท่อ
4. ให้นกั เรยี นจบั คกู่ ับเพื่อนทน่ี ง่ั ข้างกันเปรียบเทยี บการลำเลียงฮอรโ์ มนจากต่อมไรท้ ่อ ฮอรโ์ มนประสาท
จากเซลล์ประสาท และสารสื่อประสาทจากเซลลป์ ระสาท จากหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรช์ ีววิทยา เลม่ 5 ช้ัน
มัธยมศึกษาปที ี่ 6 แลว้ นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภิปรายเพอ่ื ให้ได้ข้อสรปุ ว่า นอกจากฮอรโ์ มนทผ่ี ลติ จากต่อมไร้
ทอ่ แล้ว ยังมีฮอร์โมนประสาทและสารสื่อประสาททีผ่ ลติ จากเซลล์ประสาทที่มีบทบาทควบคุมการทำงานของ
268
อวัยวะตา่ ง ๆ ในรา่ งกายให้อยู่ในสภาวะสมดุลเชน่ กัน ซง่ึ การทำงานของสารส่อื ประสาทจะเรว็ กว่าการทำงาน
ของฮอรโ์ มนและฮอร์โมนประสาท เนื่องจากการส่งผา่ นของสารสอื่ ประสาทจากปลายแอกซอนของเซลล์
ประสาทหน่ึงไปยังเดนไดรตข์ องอีกเซลล์ประสาทหนงึ่ มีระยะทางส้นั กว่า แต่การทำงานของฮอร์โมนและ
ฮอรโ์ มนประสาทจะออกฤทธิไ์ ดย้ าวนานกว่า เนือ่ งจากไม่ถูกทำลายอยา่ งรวดเรว็ เหมือนสารสอื่ ประสาท
4.1 ถามคำถามเพ่อื ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี น เชน่
- ตอ่ มไรท้ ่อและตอ่ มมที ่อลำเลียงสารเหมอื นหรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : แตกต่างกนั ต่อมม่ทอ่ จะมที ่อลำเลยี งทีจ่ ำเพาะช่วยลำเลียงสารทต่ี ่อมสร้างขึ้น แต่
ต่อมไร้ทอ่ ไมม่ ที ่อลำเลียง จึงลำเลยี งผา่ นระบบหมนุ เวียนเลือด)
- นกั เรียนคิดวา่ ระบบตอ่ มไรท้ อ่ และระบบประสาทมีความสมั พนั ธ์กันหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : สมั พนั ธ์กัน เนื่องจากเซลลป์ ระสาทสามารถหลั่งฮอร์โมนประสาทปล้วลำเลยี งผา่ น
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดเพ่อื ไปกระตนุ้ การทำงานของเซลลเ์ ป้าหมายไดเ้ ชน่ กัน)
- การควบคมุ ดุลยภาพของรา่ งกายรปู แบบใดรวดเรว็ ทสี่ ดุ เพราะเหตใุ ด
(แนวคำตอบ : การทำงานของสารสือ่ ประสาทจะรวดเรว็ กวา่ การทำงานของฮอร์โมนและฮอรโ์ มน
ประสาท เนอ่ื งจากการสง่ ผา่ นของสารสือ่ ประสาทจากปลายแอกซอนของเซลล์ ประสาทหนึ่งไปยังเดนไดรต์
ของอกี เซลลป์ ระสาทหนง่ึ มีระยะทางสน้ั กวา่ )
5. นักเรยี นและครรู ่วมกนั สรุปเกี่ยวกบั ต่อมไรท้ ่อเพื่อให้ไดข้ ้อสรปุ ว่า ระบบต่อมไร้ทอ่ เป็นระบบต่อมไม่มี
ทอ่ ทำหนา้ ท่สี ร้างฮอรโ์ มนแล้วหลั่งออกสู่ระบบหมุนเวยี นเลอื ดเพ่อื ลำเลยี งไปควบคุมเนอื้ เย่อื ของอวยั วะต่าง ๆ
และต่อมไรท้ ่ออ่ืน ๆ ทำให้มีการทำงานอยา่ งสมดุล
ขั้นที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. นกั เรยี นเขยี นตารางเปรียบเทียบโครงสร้างและการทาํ งานของตอ่ มมีท่อและต่อมไรท้ ่อ Topic
Questions ท้ายหวั ข้อ เรือ่ ง ตอ่ มไรท้ ่อ ลงในสมดุ บันทึกของนักเรยี น
2. นักเรยี บเขยี นแผนภาพเปรียบเทียบการควบคุมการทาํ งานของรา่ งกายโดยระบบต่อมไรท้ ่อและระบบ
ประสาท ลงในกระดาษ A4
ข้นั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
1. ประเมนิ ความร้เู กี่ยวกบั เร่อื ง ต่อมไรท้ อ่ โดยสงั เกตพฤติกรรมการตอบคําถาม ตรวจตารางเปรยี บเทียบ
และตรวจแบบฝกึ หัด
2. ประเมนิ ทักษะและกระบวนการ โดยสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล
3. ประเมินคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยสังเกตพฤติกรรมความสนใจใฝ่รใู้ นการศึกษาและความมุ่งมน่ั
ในการทํางาน
269
สอื่ การเรียนรู้/แหลง่ เรียนรู้
1. หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6
2. สอ่ื Power Point เรื่องระบบตอ่ มไรท้ ่อ
3. เกม Kahoot เรอ่ื งระบบต่อมไร้ท่อ
การวัดและประเมนิ ผล วธิ วี ดั เครื่องมือ เกณฑก์ ารประเมนิ
รายการวัด
- สังเกตจากการตอบ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ประเมินตาม
1. การประเมินกอ่ นเรียน คำถามและแสดงความ
- กิจกรรมนำสู่การ คดิ เห็น รายบคุ คล สภาพจรงิ
เรยี น การตอบ
คำถาม - ตรวจ Topic - Topic Questions - รอ้ ยละ 60
Questions ผา่ นเกณฑ์
2. การประเมินระหว่าง - ตรวจแผนภาพ - แบบประเมนิ
การจัดกิจกรรม แผนภาพ - ระดบั คุณภาพดี
1) ระบบตอ่ มไร้ท่อ เปรยี บเทียบการ ผ่านเกณฑ์
ควบคมุ การทำงานของ
ร่างกายโดยระบบต่อม
ไรท้ ่อและระบบ
ประสาท
2) พฤติกรรม - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกต - ระดบั คุณภาพดี
การทำงาน การทำงานรายบคุ คล พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์
รายบุคคล การทำงาน
- สังเกตความมวี นิ ยั รายบุคคล - ระดบั คุณภาพดี
3) คณุ ลกั ษณะ ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ มน่ั - แบบประเมิน ผ่านเกณฑ์
อนั พงึ ประสงค์ ในการทำงาน คุณลกั ษณะ
อันพึงประสงค์
270
แบบประเมินความถูกตอ้ งของการสรุปความคดิ รวบยอดในรปู แบบของผงั มโนทัศน์
เรอื่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ปี………………………..
เลข เนอ้ื หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คุณภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรัตน์
4 นางสาวจิณห์นภิ า ภกั ดี
5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม
6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง
7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ
8 นายชานนท์ เชยี งไฝ
9 นางสาวทิฏฐิตา วระศิริ
10 นายณภทั ร วินัยแพทย์
11 นายธนวฒั น์ บวรดิเรกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รวี อ
13 นางสาวธวลั ย์รตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนิรดา ปยุ้ ธนาวฒั น์
15 นางสาวบารมี ป้านภมู ิ
16 นางสาวบญุ ยานุช เดชยศดี
17 นางสาวปณั ฑารยี ์ ไผ่ปอ้ ง
18 นางสาวปิลันธา อ่อนรู้ที่
19 นางสาวพรรธนช์ นนั ทิพย์ชยั วรภทั ร์
20 นางสาวพิมพ์พดั ชา เมธาณฐั ยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพยี งรพี คลังแสง
24 นางสาวภาณมุ าศ สวุ รรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วิสูงเร
26 นางสาวเมษติ า ภูม่งิ ศรี
27 นายรชฏ ทองนาํ
28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล
271
เลข เนอื้ หา รปู แบบ ความ เวลา รวม ระดับ
ท่ี ประเดน็ 321 321 สวยงาม/ 321 คะแนน คณุ ภาพ
สร้างสรรค์
ชื่อ-สกุล 321 12
29 นายรัชชานนท์ ศรีทา
30 นางสาววรรณศริ ิ พนั ธรุ ะ
31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์
32 นายวฒั นชัย บึงจันทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิริอร พรหมคณุ
35 นายศภุ กิตต์ิ จนั ทร์ปัททตั
36 นายสุเมธ กุลศรี
37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์
38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี
39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี
40 นางสาวอญั ชษิ ฐา เดชสมบัติ
41 นางสาวอิสรยี ์ ชํานาญกิตติรฐั
42 นายปริญ นนั ทโพธเิ์ ดช
43 นางสาวพรพมิ ล พรอ้ มพร่ัง
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณชั พล พรหมบตุ ร
46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกลุ
47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลิศ
เกณฑ์การให้คะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………ผ้ปู ระเมิน
(……………………………………………………….)
272
เกณฑก์ ารประเมนิ ความถูกต้องของการสรุปความคิดรวบยอดในรูปแบบของบนั ทกึ สรุป
ประเดน็ การประเมนิ ระดบั คณุ ภาพการประเมิน
การสรุปความคิดรวบ 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
ยอดในรูปแบบของผัง
มโนทศั น์
1. เนอื้ หา ข้อมูลครบถ้วนทุกประเด็น มีข้อมูลที่ขาดไปเพียง 1-2 ดําเนินการค้นคว้าข้อมูลที่
หลากหลาย ถกู ต้อง สมบรู ณ์ และ ประเดน็ ต้องการได้เพยี งบางสว่ น
ชัดเจน
2. รปู แบบ รูปแบบผังมโนทัศน์ชัดเจน เข้าใจ รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด รูปแบบผังมโนทัศน์ขาด
งา่ ย อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ไ ป 1-2 องค์ประกอบมากกว่า2
ประเดน็ ประเดน็
3. ค ว า ม ส ว ย ง า ม / ผังมโนทัศน์สวยงาม สร้างสรรค์ ผังมโนทัศน์สวยงาม มีความ ผังมโนทัศน์ไม่มีความ
สร้างสรรค์ นําเสนอได้แปลกใหม่ นําไปเป็น สร้างสรรค์อยู่บ้างและยัง สวยงาม ไม่ค่อยสร้างสรรค์
ตวั อยา่ งได้ นาํ ไปเป็นตวั อยา่ งได้ คอ่ นขา้ งสกปรก
4. เวลา ส่งได้ทันเวลาทกุ ครั้งท่ีกาํ หนด ส่งได้ทันเวลาบางครั้งที่ ส่งไม่ทันเวลาทุกครั้งท่ี
กาํ หนด กาํ หนด
273
แบบสังเกตพฤตกิ รรมด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
เร่ือง………………………………………………..……………ชนั้ …………….วัน/เดอื น/ปี……………….
เลข ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อยา่ ง ม่งุ มนั่ ใน มจี ิต รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น พอเพียง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ
ชอ่ื -สกุล 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤติมา แสนวัง
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์
4 นางสาวจิณห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจิดาภา ชื่นชม
6 นายเจรญิ วทิ ย์ เพชรแสง
7 นายชนดุ ม สมบรู ณเ์ จรญิ ยงิ่
8 นายชานนท์ เชียงไฝ
9 นางสาวทฏิ ฐติ า วระศิริ
10 นายณภทั ร วินัยแพทย์
11 นายธนวฒั น์ บวรดเิ รกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รีวอ
13 นางสาวธวลั ยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนิรดา ปุ้ยธนาวฒั น์
15 นางสาวบารมี ปา้ นภูมิ
16 นางสาวบญุ ยานชุ เดชยศดี
17 นางสาวปัณฑารยี ์ ไผป่ ้อง
18 นางสาวปิลันธา ออ่ นรู้ที่
19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพยช์ ัยวรภทั ร์
20 นางสาวพมิ พ์พัดชา เมธาณัฐยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพียงรพี คลังแสง
24 นางสาวภาณมุ าศ สุวรรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วิสงู เร
26 นางสาวเมษิตา ภมู ิ่งศรี
27 นายรชฏ ทองนํา
28 นายรณธรี ์ หล่อตระกลู
29 นายรชั ชานนท์ ศรีทา
เลข 274
ท่ี ประเดน็
ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อย่าง มงุ่ มน่ั ใน มจี ิต รวม ระดับ
ช่ือ-สกลุ พอเพยี ง การทางาน สาธารณะ คะแนน คณุ ภาพ
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
30 นางสาววรรณศิริ พนั ธรุ ะ
31 นางสาววรนิ ธร อนญุ าหงษ์
32 นายวฒั นชยั บึงจันทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรัตน์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ
35 นายศุภกิตติ์ จนั ทรป์ ัททัต
36 นายสุเมธ กลุ ศรี
37 นางสาวสุวภทั ร ทพิ รักษ์
38 นางสาวอรกนก อ้วนศรี
39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบตั ิ
41 นางสาวอิสรีย์ ชาํ นาญกิตตริ ฐั
42 นายปรญิ นันทโพธเ์ิ ดช
43 นางสาวพรพิมล พร้อมพร่ัง
44 นายกรชนกกมล ราชเทียน
45 นายณชั พล พรหมบุตร
46 นายปญั ณกฤต วรกิจเกษมสกลุ
47 นายเจษนยั ษ์ วงศเ์ ลศิ
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรบั ปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่อื ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
275
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบสงั เกตพฤตกิ รรมด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์
พฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพการประเมิน
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
1. ใฝ่เรียนรู้ มคี วามตง้ั ใจเรยี น แสวงหาความรู้ มีความตั้งใจเรียน แสวงหา ไม่ตั้งใจเรียน ไม่แสวงหา
เพียร พยายามในการเรียนและ ความรู้ เพียร ความรู้ ส่งเสียงดังและ
เข้ารว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ พยายามในการเรียน ไม่เล่น เลน่ ในขณะทค่ี รูสอน
ในเวลาที่ครูสอน และส่ง
เ ส ี ย ง ร บ ก ว น เ พ ื ่ อ น เ ป็ น
บางคร้งั
2. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีเหตุผลรอบคอบ สามารถ มีเหตุผล รอบคอบและ ไม่สามารถปรับตัวเพื่ออยู่
3. มุ่งม่ันในการทาํ งาน
ปรับตัวอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ไม่เห็น
4. มีจติ สาธารณะ
เห็นความสําคัญของสื่อ การ ร่วมกับผอู้ น่ื ได้เปน็ บางคร้ัง ความสําคัญของสื่อการ
เรียนรทู้ ม่ี อี ยู่ เรียนรู้ และไม่ดูแลรักษา
มีความตั้งใจและ รับผิดชอบใน มีความตั้งใจและ รับผิดชอบ ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความ
การปฏิบัติ หน้าที่การงาน ด้วย ในการปฏบิ ัติ หน้าที่การงาน รับผิดชอบในการปฏิบัติ
ความ เพียร พยายาม และอดทน เป็น บางครั้ง ชอบเล่นใน หน้าที่การงานและ ไม่มี
เพ่อื ให้งานสําเร็จ ตามเป้าหมาย เวลา เรียนบ้างเป็นบางครั้ง ความอดทน ทํางานไม่
ไม่ ค่อยมีความอดทนในการ สําเร็จได้ตามเป้าหมาย
ทาํ งานให้สําเรจ็ เท่าทค่ี วร ชอบเล่นในเวลาเรียน ไม่
สนใจงานทรี่ ับมอบหมาย
ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความ เต็มใจ ให้ความช่วยเหลือผู้อ่ืน ไม่ให้คว ามช ่วยเหลือ
โดยไม่หวัง ผลตอบแทน เข้าร่วม อย่างเต็มใจเป็นบางคร้ัง เพื่อนในการทํา งานท่ี
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อ และให้ความร่วมมือใน การ ได้รับมอบหมายในกลุ่ม
โรงเรียน ชมุ ชน และสังคม เ ข ้ า ร ่ ว ม กิ จ ก ร ร ม ข อ ง ชอบเกเรเพื่อน ไม่ให้
โรงเรียนหรือชมุ ชน ความเข้าร่วมมือในการ
เข้าร่วมกิจกรรมของ
โรงเรียนหรือชุมชน
276
แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน
เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้นั …………….วัน/เดอื น/ป…ี …………….
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ที่ ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคิด ทักษะชีวติ
ชอื่ -สกลุ การสอื่ สาร การแก้ปญั หา 321 12
321 321 321
1 นางสาวกณิษฏา สมบตุ ร
2 นางสาวกฤตมิ า แสนวงั
3 นายคณตุ พงศ์ แสงรตั น์
4 นางสาวจณิ ห์นภิ า ภักดี
5 นางสาวจดิ าภา ช่นื ชม
6 นายเจรญิ วิทย์ เพชรแสง
7 นายชนุดม สมบรู ณเ์ จรญิ ย่งิ
8 นายชานนท์ เชยี งไฝ
9 นางสาวทิฏฐติ า วระศริ ิ
10 นายณภัทร วนิ ยั แพทย์
11 นายธนวัฒน์ บวรดเิ รกลาภ
12 นางสาวธมกร วงษศ์ รวี อ
13 นางสาวธวัลยร์ ตั น์ นลิ ภูผาทวโี ชติ
14 นางสาวนริ ดา ปยุ้ ธนาวัฒน์
15 นางสาวบารมี ปา้ นภมู ิ
16 นางสาวบุญยานุช เดชยศดี
17 นางสาวปัณฑารีย์ ไผ่ป้อง
18 นางสาวปิลันธา อ่อนรูท้ ่ี
19 นางสาวพรรธน์ชนัน ทิพย์ชัยวรภทั ร์
20 นางสาวพิมพพ์ ดั ชา เมธาณฐั ยศ
21 นางสาวพริ ยิ า พลศรี
22 นางสาวเพญ็ สายธาร สารบรรณ
23 นางสาวเพียงรพี คลงั แสง
24 นางสาวภาณุมาศ สวุ รรณ
25 นายภานวุ ัฒน์ วสิ ูงเร
26 นางสาวเมษติ า ภูมิ่งศรี
27 นายรชฏ ทองนาํ
28 นายรณธรี ์ หลอ่ ตระกูล
277
เลข ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม ระดับ
ท่ี ประเด็น ใน ใน ใน ในการใช้ คะแนน คุณภาพ
การคดิ ทกั ษะชวี ิต
ชื่อ-สกุล การสื่อสาร การแกป้ ญั หา 321 12
321 321 321
29 นายรชั ชานนท์ ศรที า
30 นางสาววรรณศิริ พันธุระ
31 นางสาววรินธร อนุญาหงษ์
32 นายวัฒนชัย บงึ จนั ทร์
33 นางสาววนั วิสาข์ ภาชะรตั น์
34 นางสาวสิรอิ ร พรหมคณุ
35 นายศภุ กิตติ์ จันทร์ปัททตั
36 นายสเุ มธ กลุ ศรี
37 นางสาวสวุ ภทั ร ทิพรักษ์
38 นางสาวอรกนก อว้ นศรี
39 นางสาวอรทัย จนั ทะศรี
40 นางสาวอัญชษิ ฐา เดชสมบัติ
41 นางสาวอิสรีย์ ชํานาญกติ ตริ ฐั
42 นายปริญ นันทโพธิ์เดช
43 นางสาวพรพมิ ล พรอ้ มพรั่ง
44 นายกรชนกกมล ราชเทยี น
45 นายณัชพล พรหมบตุ ร
46 นายปัญณกฤต วรกิจเกษมสกุล
47 นายเจษนยั ษ์ วงศ์เลศิ
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนช่วง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนชว่ ง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรงุ คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงชือ่ ………………………………………..ผู้ประเมิน
(………………………………..……)
278
แนวทางการให้คะแนนแบบประเมนิ สมรรถนะผ้เู รียน
พฤติกรรม ระดับคณุ ภาพการประเมิน
1. ความสามารถใน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรงุ )
การสือ่ สาร มคี วามสามารถในการรบั ส่งสาร
และถ่ายทอด ความรู้ ความคิด สามารถ่ายทอดความรู้ ความ ไม่สามารถถ่ายทอด ความรู้
2. ความสามารถใน ความ เข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
การคิด เข้าใจได้ เข้าใจของตนเองให้ผูอ้ ่ืนเขา้ ใจ ความเข้าใจของตนเองให้ผู้อื่น
3. ความสามารถใน ไดเ้ ปน็ บางคร้งั เข้าใจได้
การแกป้ ัญหา
มคี วามสามารถในการคิด วิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ และ คิด ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และ
4. ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง อ ย ่ า ง เ ป ็ น ร ะ บ บ ไ ด ้ ไ ม ่ ดี คิดอย่างเป็นระบบได้ ทําให้
องค์ ความร้ไู ด้ เทา่ ที่ควร สรา้ งองค์ความร้ไู มไ่ ด้
มีความสามารถในการ แก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาโดยใช้ ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่าง มี
อย่างมีเหตุผล และตัดสินใจโดย เหตุผลและตัดสินใจโดย เหตุผลได้ และตัดสินใจ โดยไม่
คาํ นงึ ถึงผอู้ นื่ คํานงึ ถึงผอู้ ่นื เปน็ บางคร้ัง คํานงึ ถงึ ผ้อู ื่น
มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถปฏิบัติงานและ ไม่สามารถปฏิบัติงานและ
และทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ ทํางานกลุม่ ร่วมกับผูอ้ ืน่ ได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพและสรา้ งสรรค์ อย่างมีประสิทธิภาพเป็น
บางคร้งั
279
แบบประเมนิ พฤติกรรมปฏิบัติงานกลุ่ม
เรือ่ ง………………………………………………..……………ช้ัน…………….วนั /เดอื น/ป…ี …………….
คาชแี้ จง : ทําเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลุม่
ระดับคณุ ภาพการปฏิบตั งิ านกลมุ่ รวม
คะแนน
พฤติกรรม การให้ความ การมีส่วน การแสดง การ
ช่ือกลุ่ม 12
รว่ มมือ ร่วมในการ ความ ปฏบิ ตั ิงาน
ช่วยเหลือใน วางแผน คิดเห็น ตามบทบาท
การทางาน ภายในกลมุ่ หน้าท่ี
3 21321321321
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
3 = ดี คะแนนชว่ ง 9-12 คะแนน
2 = พอใช้ คะแนนช่วง 5-8 คะแนน
1 = ควรปรับปรุง คะแนนชว่ ง 1-4 คะแนน
ลงช่ือ………………………………………ผปู้ ระเมนิ
(……………………………………………………….)
280
แนวทางการให้คะแนนแบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ตั ิงานกลุม่ เร่อื ง……………………………………..
พฤติกรรม ระดบั คณุ ภาพการประเมนิ
3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง)
1. การใหค้ วามรว่ มมือ สมาชิกกลุ่มให้ความร่วมมือ ในการ สมาชิกบางคนในกลุ่มให้ความ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่ให้
ช่วยเหลือในการทํางาน ทํางานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มี ร่วมมือในการทํางานเปน็ อย่าง ความรว่ มมือในการทํางาน
สมาชกิ ในกลุม่ เอารัดเอาเปรยี บกัน
2. การมีสว่ นร่วมใน มีความร่วมมือในการวาง แผนการ มีความรว่ มในการวางแผนการ มีความร่วมมือในการ ว า ง
การวางแผน
ปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ เปน็ อย่างดี ปฏิบัติงานกลุ่มโดยที่นักเรียน แผนการปฏิบัติโดยที่นักเรียน
3. การแสดงความ
คดิ เห็นภายในกลมุ่ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ให้ มากกว่า 2 คน ทีไ่ ม่ให้ความรว่ ม
4. การปฏบิ ตั ิงานตาม ความร่วมมือ
บทบาทหน้าท่ี
สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีการ แสดง สมาชิกบางคนในกลุ่มมีการ สมาชิกบางคนในกลุ่มไม่มี การ
ความคิดเห็นและมี การตัดสินใจใน แสดงความคิดเห็นและมีการ แสดงความคดิ เห็น และไม่มีการ
การเลือกความคิดเห็นที่มีผู้คน ตัดสินใจในการเลือกความ ตัดสินใจในการเลือกความ
ยอมรับมากที่สุด คิดเห็นที่มีผู้คนยอมรับมาก คดิ เห็นทีม่ ีผูค้ นยอมรบั มากทส่ี ดุ
ที่สุด
มีการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ี มีการปฏิบัติงานตามบทบาท มีการปฏิบัติงานตามบทบาท
ของแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม หน้าที่ของแต่ละกลุ่มได้อย่าง หน้าที่ของแต่ละ กลุ่มได้อย่าง
และถกู ตอ้ ง เหมาะสมและถกู ต้องโดยท่ไี ม่ เหมาะสมและถูกต้องโดยที่ไม่มี
มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรือ คนใดคนหนึ่งในกลุ่มหรื อ
มากกว่า 2 คนไม่ปฏิบัติตาม มากกว่า 3 คนไม่ปฏิบัติตาม
หนา้ ท่ี หนา้ ที่
281
282
283
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 10 รหสั วิชา ว32243
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5
รายวชิ าชวี วิทยา
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9 ชวั่ โมง
บทที่ 3 เรื่องระบบต่อมไรท้ อ่ 7 ชวั่ โมง
หนว่ ยการจัดการเรียนรู้ท่ี 3.2 เร่อื ง ฮอรโ์ มนและการทำงานของฮอร์โมน ภาคเรยี นที่ 2/2564
ชือ่ ครูผสู้ อน นางสาวภควดี อ่อนสรุ ะทุม
สาระชวี วิทยา
ข้อ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปล่ียนแก๊ส การลําเลียงสาร
และการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้ และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนําความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ชน้ั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม
ม.5 • สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเขียนแผนผังสรุป หน้าที่ • ฮอรโ์ มนเป็นสารท่ีควบคมุ สมดลุ ตา่ งๆของรา่ งกาย โดย
ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ทอ่ และเนอื้ เยอื่ ทส่ี รา้ งฮอรโ์ มน ผลิตจากต่อมไร้ท่อหรือเนื้อเยื่อโดยต่อมไร้ท่อนี้ จะ
กระจายอยู่ตามตาํ แหน่งต่าง ๆ ทว่ั รา่ งกาย
• ต่อมไร้ท่อที่สร้างหรือหลั่งฮอร์โมนไม่มีท่อในการ
ลําเลียงฮอร์โมนออกจากต่อมจึงถูกลําเลียง โดยระบบ
หมนุ เวียนเลือดไปยงั อวยั วะเปา้ หมายท่จี าํ เพาะเจาะจง
• ตอ่ มไพเนียลสรา้ งเมลาโทนินซง่ึ ยับยง้ั การเจรญิ เตบิ โต
ของอวัยวะสืบพันธุ์ช่วงก่อนวัยเจริญพันธุ์ และ
ตอบสนองตอ่ การเปล่ยี นแปลงของแสงในรอบวัน
• ต่อมใต้สมองส่วนหน้าสร้างและหลั่งโกรทฮอร์โมน
โพรแลกทิน ACTH TSH FSH LH เอนดอร์ฟิน ซึ่งทํา
หน้าที่แตกต่างกัน
• ต่อมใต้สมองส่วนหลังหลั่งฮอร์โมนซึ่งสร้างจากไฮโพ
ทาลามัส คือ ADH และออกซิโทซิน ซึ่งทําหน้าที่
แตกต่างกัน
• ตอ่ มไทรอยด์สร้างไทรอกซินซง่ึ ควบคมุ อตั รา เมแทบอ
ลซิ มึ ของรา่ งกาย และสร้างแคลซโิ ทนนิ ซึ่งควบคุมระดบั
แคลเซยี มในเลือดใหป้ กติ
• ต่อมพาราไทรอยด์สร้างพาราทอร์โมนซึ่งควบคุม
ระดับแคลเซียมในเลือดให้ปกติ
• ตับอ่อนมีกลุ่มเซลล์ที่สร้างอินซูลินและกลูคากอน ซึ่ง
ควบคุมระดบั นา้ํ ตาลในเลือดใหป้ กติ
284
• ต่อมหมวกไตส่วนนอกสร้างกลูโคคอร์ติคอยด์ มิเน
ราโลคอร์ติคอยด์และฮอร์โมนเพศซึ่งมีหน้าที่ แตกต่าง
กัน ส่วนต่อมหมวกไตส่วนในสร้างเอพิเนฟรินและนอร์
เอพิเนฟริน ซง่ึ มีหน้าทีเ่ หมือนกัน
• อัณฑะมีกลุ่มเซลล์สร้างเทสโทสเทอโรน ส่วนรังไข่ มี
กลุ่มเซลล์ที่สร้างอีสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน ซึ่งมี
หนา้ ที่แตกต่างกัน
1. กาหนดเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้
1.1 สาระการเรียนร้/ู เน้อื หาการเรยี นรู้
เรอ่ื งท่ี 2 เรอื่ ง ฮอร์โมนและการทางานของฮอร์โมน
1) ฮอร์โมน
2) การทํางานของฮอร์โมน
1.2 สาระสาคญั /ความคิดรวบยอดของเร่อื งทเี่ รียน
ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและอวัยวะที่สำคัญ มีดังน้ี
- ต่อมไพเนียลสร้างเมลาโทนินซึ่งยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ช่วงก่อนวัยเจริญพันธุ์
และตอบสนองต่อการเปล่ยี นแปลงของแสงในรอบวัน
- ต่อมใต้สมองส่วนหน้าสร้างและหลั่งโกนาโดโทรฟิน (FSH และ LH) มีผลต่อระบบสืบพันธุ์เพศ
หญิงและเพศชาย โกรทฮอร์โมนทำหนา้ ท่ีควบคมุ การเจริญเติบโตของร่างกาย ไทรอยด์สติมวิ เลตงิ
ฮอร์โมนทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างไทรอกซินของต่อมไทรอยด์ อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟินทำหน้าท่ี
กระตุ้นการเจริญเติบโตและการสร้างฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนนอก โพรแลกทินทำหน้าที่
กระต้นุ การสร้างและหล่ังน้ำนม และเอนเดอร์ฟนิ มผี ลทำให้รา่ งกายตนื่ ตัวและมีความสขุ
- ต่อมใต้สมองส่วนหลังหลั่งฮอร์โมนซึ่งสร้างจากไฮโพทาลามัส ได้แก่ ฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก
ควบคุมการดูดน้ำกลับของท่อหน่วยไต และออกซิโทซินกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก
ในขณะคลอด
- ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอกซินทำหน้าที่ควบคุมอัตราเมแทบอลิซึมของร่างกาย และสร้างแคลซิ-
โทนินทำหน้าท่คี วบคุมระดบั แคลเซยี มในเลือดใหป้ กติ
- ตอ่ มพาราไทรอยด์สรา้ งพาราทอร์โมนทำหนา้ ท่คี วบคมุ ระดับแคลเซยี มในเลือดให้ปกติ
- ตับอ่อนมีกลุ่มไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์สร้างอินซูลินและกลูคากอนซึ่งควบคุมระดับน้ำตาลใน
เลือดใหป้ กติ
285
- ต่อมหมวกไต แบ่งออกเป็นต่อมหมวกไตส่วนนอกสร้างกลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ ทำหน้าที่ควบคุม
เมแทบอลิซึมของร่างกาย เช่น คอร์ติคอยด์ กลุ่มมิเนราโลคอร์ติคอยด์ ทำหน้าที่ควบคมุ สมดุลของ
น้ำและแรธ่ สตุ เช่น แอลโดสเทอโรน และฮอรโ์ มนเพศ (สรา้ งในปรมิ าณน้อย) ต่อมหมวกไตส่วนใน
สร้างเอพิเนฟรนิ และนอร์เอพิเนฟริน ทำหน้าที่เพิม่ ระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการเต้นของหวั ใจ
และความดนั เลือด
- อวัยวะสืบพันธ์ุ แบ่งออกเป็นอัณฑะมีกลุ่มเซลลส์ รา้ งเทสโทสเทอโรน ทำหนา้ ท่ีสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ
เพศชายและควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย และรังไข่มีกลุ่มเซลล์ที่สร้างอีสโทรเจนและ
โพรเจสเทอโรน ทำหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงชองเซลล์ไข่ในแต่ละรอบเดือนและควบคุม
ลกั ษณะขัน้ ทสี่ องของเพศหญิง
- รกสร้างฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟินทำหน้าที่กระตุ้นคอร์ปัสลูเทียมให้เจริญต่อและสร้าง
โพรเจสเทอโรน
- ไทมัสสรา้ งไทโมซินทำหน้าที่กระตนุ้ ตอ่ มไทมัสใหส้ รา้ งเซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาวลมิ โฟไซต์ชนิดเซลล์ที
- กระเพาะอาหารสร้างแกสตรินทำหน้าที่กระตุ้นการหลั่งกรดไฮโดรคลอริกและเอนไซม์ในระบบ
ยอ่ ยอาหาร
- ลำไส้เล็กสร้างซีครีทินทำหน้าที่กระตุ้นการหลั่งโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตของตับอ่อน และ
คอลีซิสโตไคนินทำหนา้ ที่กระตุ้นการบบี ตวั ของถุงน้ำดแี ละการหลงั่ เอนไซม์ของตบั อ่อน
286
1.3 จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ : เม่อื ผู้เรยี นจบกจิ กรรมการเรยี นรู้ ผูเ้ รียนสามารถ
ด้านความรู้ - นักเรียนสามารถอธิบายการทํางานร่วมกันของระบบ
(K: Knowledge) ต่อมไร้ท่อและระบบประสาท
- นักเรียนสามารถระบุตําแหน่งของต่อมไร้ท่อและ
ดา้ นกระบวนการ เน้อื เยอ่ื ท่สี ําคัญในรา่ งกายทที่ าํ หน้าทีส่ รา้ งฮอร์โมน
(P: Process) - นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับประเภทและหน้าที่
ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและเนื้อเยื่อที่สร้างฮอร์โมน
ด้านคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ - นักเรียนสามารถยกตัวอย่างและอธิบายการทํางาน
(A: Attribute) ร่วมกันของฮอร์โมนหลายชนิดในการรักษาดุลยภาพ
ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของ รา่ งกาย
(Sc.P: Science Process Skill) - นักเรยี นสามารถอธบิ ายการจดั กลมุ่ ฮอร์โมนชนิดต่างๆ
ตามการทํางานของฮอร์โมน
การสังเกต - นักเรียนสามารถอธิบายอาการผิดปกติของร่างกายที่
การวดั เกดิ จากการมฮี อรโ์ มนปรมิ าณมากหรอื น้อยเกนิ ไป
การคาํ นวณ/การใชต้ ัวเลข - นักเรยี นสามารถสืบคน้ ขอ้ มูลเก่ยี วกบั ประเภทและ
การจาํ แนกประเภท หน้าท่ขี องฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อและเนอื้ เย่ือทสี่ รา้ ง
การจดั กระทาํ และส่อื ความหมายข้อมูล ฮอร์โมน
การหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปส - นักเรียนสามารถเขยี นแผนผงั การจัดกลุ่มฮอร์โมนชนิด
และสเปสกบั เวลา ตา่ งๆ ตามการทาํ งานของฮอรโ์ มน
การพยากรณ์/การทาํ นาย การทํางานรว่ มกับผอู้ ืน่ , รบั ผดิ ชอบต่อการทํางาน,
แสดงความคดิ เห็น, นาํ เสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียนได้
การลงความเหน็ จากข้อมูล
การกาํ หนดและควบคมุ ตัวแปร
การกาํ หนดนิยามเชงิ ปฏิบัติ
การตั้งสมมติฐาน
การทดลอง
การตคี วามหมายข้อมูล
การสรา้ งแบบจําลอง
287
2. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้รปู แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ร่วมกับ
กิจกรรมการเรยี นรู้แบบเชงิ รุก (Active Learning)
ชัว่ โมงท่ี 1 - 2
ข้ันที่ 1 ขนั้ กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1. ทบทวนความรู้ เรื่อง ตอ่ มไรท้ อ่ ซง่ึ นักเรียนได้ศกึ ษาจากชัว่ โมงที่ผา่ นมาว่า ต่อมไร้ทอ่ เป็นตอ่ มไมม่ ี
ทอ่ ทาํ หนา้ ทีส่ รา้ งฮอร์โมนแล้วหลั่งออกสู่ระบบหมนุ เวยี นเลือดเพอ่ื ลําเลยี งไปควบคุมเน้ือเยอื่ ของอวัยวะต่าง ๆ
และตอ่ มไร้ทอ่ อื่น ๆ ทาํ ให้มกี ารทาํ งานอย่างสมดุล
2. ถามคำถาม Key Question กับนักเรียนว่า “ต่อมไร้ท่อแต่ละชนิดผลิตฮอร์โมนชนิดใดบ้าง และมี
ผลตอ่ รา่ งกายย่างไร”
(แนวคำตอบ : ตอ่ มไรท้ ่อแตล่ ะชนิดสร้างฮอรโ์ มนแตกต่างกัน ซึง่ ฮอรโ์ มนแตล่ ะชนดิ มีผลตอ่ อวัยวะ
เปา้ หมายแตกต่างกนั เชน่ ฟอลลเิ คิลสตมิ วิ เลติงฮอรโ์ มนและลูทไิ นซิงฮอรโ์ มนสรา้ งจากตอ่ มใต้สมองสว่ นหนา้
ทำหนา้ ท่คี วบคมุ การเจริญเตบิ โตและการทำงานของอวยั วะในระบบสืบพนั ธุ์ ไทรอกซินสรา้ งจากตอ่ มไทรอยด์
ทำหน้าทค่ี วบคมุ อัตราเมแทบอลซิ ึมของรา่ งกาย (นกั เรยี นอาจยงั ไม่สามารถตอบคำถามได้))
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ สารวจคน้ หา (Exploration)
1. อธบิ ายให้นักเรยี นฟังว่า รา่ งกายมนุษย์มตี ่อมไร้ท่ออยบู่ รเิ วณสว่ นต่าง ๆ จำนวนมาก ดังนี้
- สมอง ไดแ้ ก่ ต่อมใตส้ มอง ตอ่ มไพเนียล
- อวัยวะภายใน ได้แก่ ตอ่ มไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์ ไทมสั ตับอ่อน ตอ่ มหมวกไต กระเพาะอาหาร
ลำไส้เล็ก
- อวยั วะสบื พันธุ์ ได้แก่ อณั ฑะ รังไข่
2. นกั เรียนแบ่งกลุม่ ออกเปน็ กลุ่มละ 4 – 5 คน
3. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ศกึ ษาหน้าที่และการทำงานของตอ่ มไพเนียล ซ่งึ เปน็ ตอ่ มขนาดเลก็ อยูร่ ะหวา่ ง
สมองเซรบี รัมด้านซา้ ยและดา้ นขวา ต่อมไพเนยี ลทีพ่ บในสัตว์แตล่ ะกลมุ่ จะทำงานแตกต่างกัน โดยในกลมุ่ สัตว์
เลือดเยน็ ต่อมไพเนยี ลทำหนา้ ที่เปน็ กล่มุ เซลล์รับแสง แตใ่ นกล่มุ สัตวเ์ ล้ียงลกู ดว้ ยน้ำนม ตอ่ มไพเนียลสร้างเมลา
โทนินทำหน้าทยี่ ับยัง้ การเจริญเตบิ โตของอวยั วะสบื พันธุ์ในชว่ งก่อนวัยเจรญิ พนั ธ์ุไม่ให้เจริญเติบโตเรว็ เกินไป
โดยศึกษาจากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์รายวชิ าชีววิทยา เล่ม 5 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
4. ถามคำถามเพ่อื ตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี น เชน่
- บทบาทของต่อมไพเนียลในสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสตั ว์เล้ยี งลูกดว้ ยนำ้ นมแตกต่างกนั อย่างไร
(แนวคำตอบ : ในสตั ว์สะเทนิ นำ้ สะเทินบก ตอ่ มไพเนียลทำหนา้ ทีเ่ ปน็ กลุ่มเซลล์รบั แสง สว่ นในสัตว์
เลยี้ งลกู ด้วยน้ำนม ต่อมไพเนยี ลทำหน้าทส่ี ร้างเมลาโทนนิ ยับย้งั การเจรญิ เติบโตของอวัยวะสืบพนั ธุใ์ นช่วงกอ่ น
วยั เจริญพนั ธไ์ุ ม่ให้เจรญิ เติบโตเรว็ เกินไป)
- เมลาโทนนิ มผี ลตอ่ การเจริญเตบิ โตของระบบสืบพนั ธ์ขุ องมนษุ ย์ อยา่ งไร
288
(แนวคำตอบ : เมลาโทนินยับยง้ั การเจรญิ เตบิ โตของอวยั วะสบื พนั ธใ์ุ นชว่ งก่อนวัยเจริญพนั ธไ์ุ มใ่ ห้
เจริญเตบิ โตเรว็ เกินไป หากต่อมไพเนยี ลไมส่ ามารถสร้างเมลาโทนินได้จะทำให้เจรญิ เติบโตเขา้ สวู่ ัยเจรญิ พนั ธ์ุ
เร็วกวา่ ปกติ แตห่ ากต่อมไพเนียลสรา้ งเมลาโทนินมากเกนิ ไปจะทำให้เจรญิ เข้าสวู่ ยั เจริญพนั ธุ์ชา้ กวา่ ปกติ)
5. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มสบื ค้นข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับฮอรโ์ มนจากต่อมใตส้ มอง จากส่ืออิเล็กทรอนิกส์
หรือจากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 แลว้ นกั เรียนและครรู ่วมกัน
อภิปรายเพ่อื ให้ไดข้ ้อสรปุ ว่า ต่อมใต้สมองแบ่งออกเปน็ 2 สว่ น ทำหนา้ ที่สร้างฮอรโ์ มนตา่ ง ๆ ได้แก่
- ต่อมใตส้ มองส่วนหนา้ สรา้ งฮอร์โมน ดงั นี้
• โกนาโดโทรปนิ ประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอร์โมนและลูมิไทซิง
ฮอร์โมน ซ่ึงฮอรโ์ มนท้งั 2 ชนิด ซงึ่ มีผลต่อระบบสบื พันธเุ์ พศหญงิ และเพศชาย
• โกรทฮอร์โมน ทำหน้าท่คี วบคุมการเจริญเติบโตของรา่ งกาย
• ไทรอยดส์ ตมิ ิวเลติงฮอร์โมน ทำหนา้ ท่ีกระตุ้นการสรา้ งไทรอกซินของต่อมไทรอยด์
• อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟิน ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและการสร้างฮอร์โมนจากต่อมหมวก
ไตส่วนนอก
• เอนเดอรฟ์ ิน มผี ลทำใหร้ ่างกายต่นื ตวั และมคี วามสุข
• โพรแลกตนิ ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างและหลั่งนำ้ นม
- ต่อมใต้สมองส่วนหลัง ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ แต่ฮอร์โมนที่ถูกหลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนนี้สร้าง
จากสมองส่วนไฮโพทาลามสั ดังน้ี
• ฮอรโ์ มนแอนติไดยเู รตกิ ทำหนา้ ท่ีควบคมุ การดดู นำ้ กลับของทอ่ หนว่ ยไต
• ออกซิโทซนิ ทำหน้าที่กระตนุ้ การบบี ตวั ของกล้ามเน้อื มดลูกในขณะคลอด
6. ถามคำถามเพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เช่น
- ตอ่ มใตส้ มองสว่ นหน้าและตอ่ มใตส้ มองส่วนหลังแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ตอ่ มใต้สมองสว่ นหน้าพัฒนามาจากเนือ้ เย่ือชน้ั เอก็ โทเดิร์ม สามารถสรา้ งฮอร์โมนได้
แต่ต่อมใตส้ มองส่วนหลังพฒั นามาจากเนอ้ื เยือ่ ประสาทท่ตี ิดกับสมอง ไมส่ ามารถสรา้ งฮอรโ์ มนได้ แตม่ ีปลาย
แอกซอนของนวิ โรเซครที อรเี ซลล์จากสมองสว่ นไฮโพทาลามัสหลัง่ ฮอร์โมนประสาทมายังต่อมใต้สมองสว่ นหลัง
เพือ่ หลั่งเข้าสูร่ ะบบหมุนเวยี นเลอื ดต่อไป)
- ต่อมใตส้ มองส่วนหน้าและตอ่ มใตส้ มองส่วนหลังสรา้ งฮอร์โมนชนิดใดบ้าง
(แนวคำตอบ : ต่อมใต้สมองส่วนหนา้ สร้างโกนาโทรปิน (ฟอลลเิ คิลสตมิ ิวเลติงฮอร์โมน ลูทไิ นซิง
ฮอร์โมน) โกรทฮฮรโ์ มน ไทรอยดส์ ติมิวเลติงฮอรโ์ มน อะดรโี รคอรต์ โิ คโทรฟนิ โพรแลกติน เอนดอร์-ฟนิ สว่ น
ตอ่ มใตส้ มองส่วนหลังไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ แต่ฮอร์โมนทีห่ ลัง่ จากตอ่ มใต้สมองสว่ นนเ้ี ปน็ ฮอร์โมน
ประสาทจากสมองสว่ นไฮโพทาลามัสซงึ่ ถูกส่งผ่านนิวโรเซครีทอรีเซลล)์
- ฮอรโ์ มนชนิดใดสรา้ งจากตอ่ มใต้สมองและมีอวยั วะเป้าหมายเป็นตอ่ มไรท้ ่อ
(แนวคำตอบ : อะดรโี นคอรต์ ิโคโทรฟนิ มีอวยั วะเปา้ หมาย คอื ตอ่ มหมวกไตส่วนนอก ไทรอยดส์ ติมิว-
เลตงิ ฮอรโ์ มนมอี วยั วะเปา้ หมาย คอื ตอ่ มไทรอยด์ ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอรโ์ มนและ ลูทิไนซงิ ฮอร์โมนมีอวัยวะ
289
เป้าหมาย คอื อณั ฑะและรังไข่)
- ฟอลลิเคิลสติมวิ เลตงิ ฮอรโ์ มนและลทู ิไนซงิ ฮอร์โมนมบี ทบาทในเพศหญงิ และเพศชายอย่างไร
(แนวคำตอบ : ในเพศหญิง ฟอลลิเคลิ สตมิ วิ เลตงิ ฮอรโ์ มนทำหนา้ ทก่ี ระตนุ้ ฟอลลิเคลิ ใหเ้ จริญ และ
ทำงานรว่ มกบั ลทู ิไนซงิ ฮอรโ์ มนเพอ่ื กระต้นุ ให้ฟอลลิเคลิ สรา้ งอีสโทรเจน ส่วนในเพศชายฟอลลิ-เคิลสตมิ วิ เลติง
ฮอรโ์ มนทำหน้าท่กี ระตนุ้ การเจริญเตบิ โตของอณั ฑะและการสรา้ งสเปริ ม์ ลูทิไนซิงฮอร์โมนกระต้นุ กล่มุ เซลล์
เลยด์ ิกใหส้ ร้างเทสโทสเทอโรน)
7. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันวเิ คราะหก์ ารศกึ ษาเกย่ี วกับตอ่ มไทรอยด์ จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์
รายวชิ าชวี วิทยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 แลว้ ถามคำถามนักเรียน ดังนี้
- นักเรียนตัง้ สมมตฐิ านจากการศึกษาของแมกนัส เลวี และการศกึ ษาของซี ซี โบมานน์ ว่าอย่างไร
(แนวคำตอบ : สมมตฐิ านของแมกนสั เลวี คอื ต่อมไทรอยดส์ ร้างสารท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการทำงานต่าง ๆ
ของร่างกาย และสมมตฐิ านของซี ซี โบมานน์ คือ ไอโอดนี มีบทบาทตอ่ การผลิตสารทส่ี รา้ งข้นึ จากต่อม
ไทรอยด์)
- นักเรียนสรุปผลการทดลองของเดวดิ มารีน วา่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : การขาดธาตุไอโอดนี มีผลทำให้เกิดโรคคอพอก)
ชั่วโมงท่ี 3 – 4
ข้นั ท่ี 2 ข้ันสารวจค้นหา (Exploration)
8. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มสืบคน้ ข้อมูลและศึกษาหน้าท่ีและการทำงานของฮอรโ์ มนจากต่อมไทรอยด์
จากส่ืออิเล็กทรอนิกส์หรอื จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์รายวชิ าชวี วทิ ยา เล่ม 5 ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 แลว้
นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายเพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรุปวา่ ตอ่ มไทรอยด์สร้างฮอรโ์ มน 2 ชนิด ได้แก่
- ไทรอกซนิ สร้างจากเซลลไ์ ทรอยด์ฟอลลเิ คลิ ทำหนา้ ทคี่ วบคุมอัตราเมแทบอลิซึมของร่างกาย ซึ่งหาก
มีระดับไทรอกซนิ ผิดปกติจะทำให้เกิดโรคหรือกลุ่มอาการตา่ ง ๆ ดงั นี้
• ขาดไทรอกซินในวัยเดก็ จะทำใหเ้ กดิ อาการเครทนิ ซิ ึม
• ขาดไทรอกซินในวยั ผใู้ หญจ่ ะทำใหเ้ กดิ อาการมิกซดี มี า
• ร่างกายขาดธาตุไอโอดีนซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของไทรอกซินจะทำให้เกิดโรคคอ
พอก เนื่องจากต่อมใต้สมองส่วนหนา้ หลั่ง TSH มากระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้สร้างไทรอกซิน
ตลอดเวลาเนื่องจากขาดธาตไุ อโอดีน ทำใหต้ ่อมไทรอยด์มขี นาดใหญ่
• ต่อมไทรอยด์ถูกกระตุ้นมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคคอพอกเป็นพิษ เนื่องจากต่อม
ไทรอยด์ถกุ กระต้นุ ใหส้ ร้างออร์โมนมากเกินไป
- แคลซโิ ทนนิ สร้างจากเซลลพ์ าราฟอลิคิวลาร์ ทำหน้าที่ควบคมุ ระดับแคลเซียมในเลือดใหป้ กติ
9. ถามคำถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เช่น
- ต่อมไทรอยดส์ ร้างฮอร์โมนชนดิ ใด และฮอรโ์ มนแตล่ ะชนดิ มีหนา้ ทีอ่ ย่างไร
290
(แนวคำตอบ : ต่อมไทรอยด์สร้างฮอรโ์ มน 2 ชนิด ได้แก่ ไทรอกซินทำหนา้ ที่ควบคมุ อัตราเมแทบอลิ
ซมึ ของรา่ งกาย และแคลซิโทนินทำหน้าทล่ี ดระดบั แคลเซียมในเลอื ด)
- หากร่างกายสรา้ งไทรอกซนิ ผดิ ปกตจิ ะสง่ ผลอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : หากขาดไทรอกซินในวยั เด็กจะทำให้เกิดกลุ่มอาการเครทินซิ ึม รา่ งกายมีลกั ษณะเต้ยี
แคระ แขนและขาสนั้ ผิวหยาบแห้ง ผมบาง การเจรญิ เติบโตช้า และปัญญาออ่ น หากขาดไทรอกซินในวัย
ผ้ใู หญ่จะทำใหเ้ กิดกลมุ่ อาการมกิ ซดี ีมา ทำใหม้ ีอาการเหน่อื ยงา่ ย น้ำหนักเพ่มิ ทนความหนาวไม่ได้ กลา้ มเน้อื
ออ่ นแรง ผมและผิวหนงั แหง้ หวั ใจโต ร่างการอ่อนแอ ตดิ เช้ือง่าย มอี าการซมึ เศรา้ )
- หากร่างกายได้รับธาตไุ อโอดีนไม่เพยี งพอจะสง่ ผลอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ทำใหเ้ กิดโรคคอพอก เนื่องจากการขาดธาตุไอโอดนี ทำให้ TSH หลง่ั ออกมามากเพื่อ
กระตุน้ การสร้างไทรอกซินจากตอ่ มไทรอยด์ แต่ร่างกายขาดธาตุไอโอดนี ที่ใช้สร้างไทรอกซนิ จงึ มกี ารหลัง่
TSH อยา่ งตอ่ เน่อื ง ทำใหต้ ่อมไทรอยด์ทำงานตลอดเวลา จงึ มขี นาดใหญก่ วา่ ปกติ)
- ระดบั ของไทรอกซนิ สง่ ผลต่อการเจรญิ เตบิ โตของมนุษยแ์ ละสัตวส์ ะเทนิ น้ำสะเทินบกอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ในมนษุ ย์ หากรา่ งกายขาดไทรอกซินในวัยเด็กจะทำให้เกิดกลุม่ อาการเครทินซิ ึมและ
หากขาดในผ้ใู หญ่จะทำใหเ้ กดิ กลมุ่ อาการมกิ ซดี ีมา แตห่ ากร่างกายสร้างมากเกนิ ไปจะทำใหเ้ กิดโรคคอพอกเป็น
พษิ สว่ นในสตั ว์สะเทินนำ้ สะเทนิ บกจะมผี ลต่อกระบวนการเมทา- มอร์โฟซสิ หากระดบั ไทรอกซนิ มากจะทำ
ใหเ้ กิดเมทอมอร์โฟซิสเร็ว แตห่ ากระดบั ไทรอกซนิ มากจะทำให้ไม่เกิดเมทามอร์โฟซิส)
- โรคคอพอกกบั โรคคอพอกเป็นพิษแตกต่างกันอย่างไร
(แนวคำตอบ : โรคคอพอกเกดิ จากรา่ งกายขาดธาตุไอโอดนี ท่ีใชส้ รา้ งไทรอกซนิ จึงทำให้ต่อมไทรอยด์
ถกู กระตนุ้ ให้ทำงานตลอดเวลา ต่อมไทรอยดจ์ ึงมขี นาดใหญ่ แตโ่ รคคอพอกเปน็ พิษเกิดจากต่อมไทรอยด์ถูก
กระตนุ้ ใหส้ รา้ งไทรอกซนิ มากเกนิ ไป ทำใหร้ า่ งกายมีเมแทบอลิซมึ สูง ต่อมไทรอยด์จะใหญไ่ มม่ าก แต่จะมี
อาการตาโปน)
10. นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ สบื คน้ ข้อมลู และศึกษาหนา้ ที่และการทำงานของฮอรโ์ มนทสี่ รา้ งจากต่อม
พาราไทรอยด์ จากสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกสห์ รอื จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์รายวชิ าชวี วทิ ยา เล่ม 5 ชนั้ มัธยมศึกษา
ปีท่ี 6 แล้วนกั เรยี นและครูร่วมกันอภปิ รายเพือ่ ให้ได้ข้อสรุปว่า พาราไทรอยด์สร้างพาราไทรอยด์ฮอรโ์ มน ทำ
หน้าท่ีเพิ่มอตั ราการสลายแคลเซียมและฟอสฟอรสั ท่ีกระดูดชก เพม่ิ การดูดแคลเซยี มกลบั ทท่ี อ่ หน่วยไต
กระตนุ้ การขบั ฟอสฟอรัสออกทางปัสสาวะ และเพิม่ อตั ราการดูดซมึ แคลเซียมเข้าสลู่ ำไสเ้ ลก็ โดยพาราไทรอยด์
ฮอร์โมนทำงานร่วมกับแคลซิโทนินทีส่ ร้างจากต่อมไทรอยด์เพ่ือรักษาระดบั แคลเซยี มในเลอื ดให้อยู่ในระดับ
ปกติ ซงึ่ หากมี Ca2+ ในเลอื ดสูง จะกระตุ้นการหลั่งแคลซโิ ทนนิ จากตอ่ มไทรอยด์เพื่อเพิ่มการสะสมแคลเซียมที่
กระดูกและลดการดูดแคลเซียมกลบั ทที่ ่อหน่วยไตและลำไส้เลก็ แตห่ าก Ca2+ ในเลอื ดต่ำ จะกระตนุ้ การหลง่ั
พาราไทรอยด์ฮอรโื มนจากตอ่ มพาราไทรอยด์เพื่อเพ่ิมการสลายแคลเซียมจากกระดกู และดเพิ่มการดูด
แคลเซยี มกลบั ทีท่ ่อหน่วยไตและลำไส้เลก็
11. ถามคำถามเพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เช่น
- พาราไทรอยด์ฮอรโ์ มนทำงานร่วมกบั แคลซิโทนนิ อยา่ งไร
291
(แนวคำตอบ : เมื่อระดบั แคลเซยี มในเลือดต่ำจะกระตุ้นการหลัง่ พาราไทรอยด์ฮอร์โมนจากตอ่ มพารา-
ไทรอยดซ์ ง่ึ ทำหน้าทเี่ พ่ิมระดบั แคลเซียมในเลอื ดโดยการสลายแคลเซยี มท่ีกระดูก เพม่ิ การดดู แคลเซยี มกลบั ท่ี
ทอ่ หนว่ ยไต และเพิ่มการดดู ซมึ แคลเซยี มที่ลำไส้เลก็ แต่เมื่อระดับแคลเซียมในเลือดสูงจะกระตนุ้ การหลง่ั แคลซิ
โทนินจากต่อมไทรอยดซ์ ่ึงทำหน้าทล่ี ดระดบั แคลเซยี มในเลือด โดยสะสมแคลเซียมทก่ี ระดูก ลดการดดู
แคลเซียมกลับทท่ี อ่ หน่วยไตและลดการดดู ซมึ แคลเซยี มที่ลำไส้เล็ก)
- พาราไทรอยดฮ์ อร์โมนจะทำงานได้ดขี ้นึ เมื่อใด
(แนวคำตอบ : เมื่อทำงานร่วมกับวิตามินด)ี
- หากรา่ งกายสรา้ งพาราไทรอยด์ฮอรโ์ มนผิดปกติจะส่งผลตอ่ รา่ งกายอย่างไร
(แนวคำตอบ : หากสร้างพาราไทรอยด์ฮอรโ์ มนนอ้ ยกวา่ ปกติจะทำให้ระดบั แคลเซยี มในเลอื ดต่ำ ทำให้
กลา้ มเนือ้ เกรง็ และชักกระตุก หวั ใจบีบตัวออ่ นลงและอาจเสยี ชวี ติ ได้ แตห่ ากสรา้ งพารา-ไทรอยดฮ์ อร์โมน
มากกว่าปกติจะทำให้ระดบั แคลเซยี มในเลือดสูง ทำใหเ้ กิดนว่ิ ทไี่ ต กระดูกเปราะบาง และฟนั ผงุ ่าย)
12. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันวิเคราะห์การศกึ ษาเกีย่ วกับตบั อ่อน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์
รายวชิ าชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 แล้วถามคำถามนกั เรยี น ดังน้ี
- นักเรยี นสรุปผลการทดลองของโยฮนั น์ วอน เมอรงิ และออสการ์ มินคอฟสกิ วา่ อย่างไร
(แนวคำตอบ : ตับอ่อนมีสว่ นเก่ียวขอ้ งกับการย่อยอาหารประเภทลิพิดและการควบคุมระดับน้ำตาล)
- นกั เรยี นสรปุ ผลการทดลองของแอฟ จี แบนติง และซี เอช เบสต์ ว่าอย่างไร
(แนวคำตอบ : การมัดทอ่ ตบั อ่อนของสุนัขทำให้เนื้อเยื่อทีผ่ ลิตเอนไซมฝ์ ่อเน่ืองจากเมื่อเซลลผ์ ลิตเอนไซม์
แลว้ ไม่สามารถส่งไปตามท่อเข้าสู่ลำไส้เล้กได้ แตก่ ลุ่มเซลล์ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ยงั สามารถผลติ อินซลู นิ ได้
ตามปกติ และเมือ่ สกัดอินซูลนิ จากกลุ่มเซลล์ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์และนำมาฉีดให้กับสนุ ัขทีเ่ ป็นเบาหวาน ก็
พบวา่ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของสุนัขได้)
13. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มสบื ค้นข้อมูลและศกึ ษาโครงสร้างและหน้าท่ีของกลมุ่ เซลล์ไอสเ์ ลตออฟแลง
เกอร์ฮานส์ จากสอื่ อเิ ลก็ ทรอนิกสห์ รือจากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์รายวิชาชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่
6 แล้วนกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภิปรายเพือ่ ใหไ้ ด้ข้อสรปุ วา่ กล่มุ เซลลไ์ อส์เลตออฟแลงเกอรฮ์ านส์ ประกอบดว้ ย
เซลล์ 3 ชนิด ได้แก่ เซลล์บตี าทำหนา้ ทสี่ รา้ งอนิ ซูลนิ ซ่ึงชว่ ยลดระดบั นำ้ ตาลในเลือด เซลล์แอลฟาทำหนา้ ที่
สร้างกลคู ากอนซ่ึงช่วยเพมิ่ ระดับนำ้ ตาลในเลือด และเซลลเ์ ดลตาทำหน้าที่สรา้ งโซมาโทสแททนิ ชว่ ยยบั ย้ังการ
หลัง่ อินซลู ิน กลคู ากอน และฮอร์โมนบางชนดิ ในระบบยอ่ ยอาหาร โดยอินซลู นิ และกลูคากอนจะทำงานรว่ มกนั
เพือ่ รกั ษาระดับนำ้ ตาลในเลอื ดให้ปกติ ซ่งึ หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เซลล์บตี าจะหลัง่ อินซลู ินเพือ่ กระตุ้น
การนำกลโู คสเข้าสูเ่ ซลลต์ บั และเซลลก์ ล้ามเนอื้ และเกบ็ ไว้ในรูปไกลโคเจน แต่หากมรี ะดบั น้ำตาลในเลือดตำ่
เซลล์แอลฟาจะหล่ังกลคู ากอนเพอื่ กระตนุ้ การสลายไกลโคเจนของเซลลต์ บั และเซลล์กล้ามเนอ้ื เขา้ สู่ระบบ
หมุนเวยี นเลอื ด
14. นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ สบื คน้ ข้อมูลและศึกษาเก่ยี วกบั โรคเบาหวาน จากสอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์หรือจาก
หนังสอื เรียนวิทยาศาสตรร์ ายวชิ าชวี วิทยา เลม่ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แลว้ นักเรยี นและครรู ่วมกันอภปิ ราย
เพื่อใหไ้ ด้ขอ้ สรุปว่า โรคเบาหวานเกดิ จากรา่ งกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้ ตับสะสมกลูโคสในรปู ไดโครเจน
292
ไดล้ ดลง ทำใหม้ ีระดับนำ้ ตาลในเลอื ดสงู โรคเบาหวานแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ ประเภทที่ 1 เกดิ จากตับ
อ่อนไมส่ ามารถสร้างอินซลู นิ ได้เน่ืองจากเซลลบ์ ตี าถูกทำลายโดยระบบภูมิคมุ้ กันของรา่ งกาย และประเภทท่ี 2
เกดิ จากตัวรบั สัญญาณอินซูลินผดิ ปกติ อินซูลนิ จึงไมส่ ามารถทำงานได้
15. ถามคำถามเพือ่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เช่น
- ตบั อ่อนสรา้ งฮอรโ์ มนชนดิ ใด และและฮอรโ์ มนแต่ละชนิดมีหนา้ ทส่ี ำคัญอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : กล่มุ เซลลไ์ อส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ของตบั อ่อนสรา้ งฮอรโ์ มน 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ อินซลู ิน
ทำหนา้ ทลี่ ดระดบั นำ้ ตาลในเลอื ด กลคู ากอนทำหนา้ ทีเ่ พม่ิ ระดับนำ้ ตาลในเลือด และโซมาโทสแททินทำ
หนา้ ทย่ี ับยง้ั การหลงั่ อนิ ซูลิน กลูคากอน และฮอรโ์ มนบางชนิดในระบบยอ่ ยอาหาร)
- อินซูลินและกลคู ากอนมกี ลไกควบคุมระดบั นำ้ ตาลในเลอื ดอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : เม่ือระดับนำ้ ตาลในเลือดสูง เซลลบ์ ีตาจะหล่งั อนิ ซูลนิ เพ่อื กระต้นุ การนำกลโู คสเขา้ สู่
เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อ และเปล่ยี นให้อยใู่ นรปู ไกลโครเจน แตเ่ มอื่ ระดบั นำ้ ตาลในเลือดต่ำ เซลล์แอลฟา
จะหลัง่ กลคู ากอนเพือ่ กระต้นุ การสลายไกลโคเจนจากตับและกล้ามเนื้อ และปล่อยเข้าส่รู ะบบหมุนเวยี นเลือด)
- โดยปกติ อินซูลนิ จะถูกหลงั่ ออกมามากในช่วงใด เพราะเหตุใด
(แนวคำตอบ : เมอ่ื มรี ะดับนำ้ ตาลในเลือดสงู หรือหลงั รบั ประทานอาหารประเภทคารโ์ บไฮเดรต
ปรมิ าณมาก เนือ่ งจากระดับนำ้ ตาลในเลอื ดทสี่ ูงข้ึนจะไปกระตุน้ กลมุ่ เซลล์บตี าของไอส์เลตออฟแลงเกอรฮ์ านส์
ให้หล่งั อินซลู ินออกมา)
- ปัจจยั ควบคมุ การหลัง่ อินซูลินและกลคู ากอนจากกลมุ่ เซลลไ์ อส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานสค์ ืออะไร
(แนวคำตอบ : ระดับนำ้ ตาลในเลอื ด)
- โรคเบาหวานเกดิ จากสาเหตุใด และมีวิธกี ารรกั ษาอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ตบั และกลา้ มเนอ้ื ไมส่ ามารถเก็บสะสมกลูโคสในรูปไกลโคเจนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ
จึงมรี ะดับน้ำตาลในเลือดสงู จงึ ต้องกำจดั น้ำตาลออกทางปัสสาวะ และเมื่อร่างกายไมส่ ามารถนำสารกลุ่ม
คาร์โบไฮเดรตไปใช้ไดจ้ ึงตอ้ งมาใช้โปรตนี และลพิ ิดแทน ทำใหเ้ ลอื ดเป็นกรดส่งผลต่อกลไกการหายใจซง่ึ อาจทำ
ให้เสยี ชวี ิตได้ โรคเบาหวานแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท แต่ละประเภทมีวิธกี ารรักษาแตกต่างกนั ไดแ้ ก่
โรคเบาหวานประเภทที่ 1 เกิดจากตบั ออ่ นไม่สามารถสร้างอินซูลินไดจ้ งึ ต้องไดร้ ับการฉีดอินซลู ินเปน็ ประจำ
และโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เกดิ จากตบั ออ่ นสรา้ งอินซูลนิ ได้ แตต่ วั รบั สญั ญาณอนิ ซลู นิ ผดิ ปกติ จงึ ตอ้ งรบั ยา
ที่มฤี ทธเิ์ พม่ิ การตอบสนองของอนิ ซลู นิ ใหด้ ีขนึ้ )
16. นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลและศึกษาโครงสร้างของต่อมหมวกไตและฮอร์โมนจากต่อม
หมวกไต จากสอื่ อิเล็กทรอนกิ ส์หรือจากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์รายวชิ าชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
แลว้ นกั เรียนและครรู ่วมกันอภปิ รายเพ่ือให้ไดข้ ้อสรปุ วา่ ต่อมหมวกไตแบ่งออกเปน็ 2 ส่วน ทำหนา้ ที่
สรา้ งฮอรโ์ มนแตกตา่ งกัน ดงั นี้
- ต่อมหมวกไตส่วนนอก สร้างฮอร์โมน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลูโคคอร์ติคอยทำหน้าที่ควบคุมเมแทบอลิซึม
ของคาร์โบไฮเดรต มิเนราโลคอร์ติคอยด์ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย และ
ฮอรโ์ มนเพศทำหน้าท่ีควบคุมการเปลยี่ นแปลงของรา่ งกาย
293
- ต่อมหมวกไตส่วนใน สร้างฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ อะดรีนาลินและนอร์อะดรีนาลิน ซึ่งฮอร์โมนท้ัง
2 ชนิด ทำหน้าที่เพิ่มระดบั น้ำตาลในเลือด กระตนุ้ การเต้นของหัวใจและความดันเลือด
17. ถามคำถามเพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เชน่
- ตอ่ มหมวกไตสรา้ งฮอรโ์ มนชนดิ ใด และและฮอรโ์ มนแตล่ ะชนิดมีหน้าทสี่ ำคญั อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : ต่อมหมวกไตแบง่ ออกเปน็ 2 ส่วน แตล่ ะส่วนสรา้ งฮอร์โมนแตกตา่ งกัน ไดแ้ ก่ ตอ่ ม
หมวกไตส่วนนอกสร้างฮอร์โมน 3 กลมุ่ ได้แก่ กลุ่มกลโู คคอร์ตคิ อยดท์ ำหน้าที่ควบคุม เมแทบอลซิ มึ ของ
รา่ งกาย กลมุ่ มิเนอราโลคอร์ตคิ อยด์ทำหน้าท่คี วบคมุ สมดุลของนำ้ และแรธ่ าตุในรา่ งกาย และกลมุ่ ฮฮร์โมนเพศ
ทำหน้าทค่ี วบคมุ การเปลีย่ นแปลงของรา่ งกาย และต่อมหมวกไตสว่ นในสรา้ งฮอรโ์ มน 2 ชนิด ได้แก่
อะดรีนาลินและนอรอ์ ะดรนี าลิน ซึง่ ทำหนา้ ท่เี พิม่ ระดบั นำ้ ตาลในเลอื ด กระตนุ้ การเตน้ ของหัวใจ หลอดเลอื ด
อาร์เตอรขี ยายตวั และมีผลเปล่ยี นไกลโคเจนในตับเปน็ กลูโคสปล่อยเขา้ สรู่ ะบบหมุนเวียนเลอื ดเพอื่ สรา้ ง
พลังงาน)
- การสรา้ งฮอร์โมนของตอ่ มหมวกไตถูกควบคุมจากฮอรโ์ มนหรือการกระตุน้ ชนิดใด
(แนวคำตอบ : การสรา้ งฮอร์โมนของต่อมหมวกไตสว่ นนอกถกู ควบคุมโดยอะดีโนคอร์ตโิ คโทรปิน
(ATCH) จากตอ่ มใต้สมองสว่ นหน้า สว่ นการสร้างฮอรโ์ มนของต่อมหมวกไตสว่ นในถูกกระตนุ้ จากสงิ่ เรา้
ภายนอก เช่น เหตุการณบ์ างเหตุการณ์ท่ืทำให้เกิดอาการตกใจ เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว)
- ฮอร์โมนเพศทีส่ รา้ งจากต่อมหมวกไตสว่ นในมผี ลเชน่ เดียวกบั ฮอร์โมนเพศที่สรา้ งจากอวยั วะเพศ
หรือไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ : มีผลเชน่ เดยี วกนั แตส่ รา้ งปรมิ าณเพยี งเล็กน้อยเมอ่ื เทียบกับฮอรโ์ มนเพศทีส่ รา้ งจาก
อวยั วะเพศจึงมผี ลต่อการเปลยี่ นแปลงของรา่ งกายไม่มากนกั แต่หากมกี ารสรา้ งฮอรโ์ มนผิดปกตกิ ส็ ่งผลตอ่ การ
เปล่ียนแปลงของร่างกายเชน่ กนั )
ชัว่ โมงท่ี 5 – 6
ขนั้ ท่ี 2 ขั้นสารวจคน้ หา (Exploration)
18. นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นขอ้ มูลและศึกษาเกีย่ วกับฮอร์โมนจากอวัยวะเพศ จากสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์
หรือจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์รายวิชาชีววิทยา เล่ม 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วนักเรียนและครู
รว่ มกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า การสร้างฮอรโ์ มนจากอวยั วะเพศถูกควบคมุ จากโกนาโดโทรปนิ (FSH
และ LH) จากต่อมใตส้ มองสว่ นหน้า ซ่งึ จะแตกต่างกนั ในเพศชายและเพศหญิง ดังนี้
- อัณฑะ มีกลุ่มเซลล์สร้างเทสโทสเทอโรน ทำหน้าที่สรา้ งเซลล์สืบพันธ์ุเพศชายและควบคุมลักษณะขน้ั
ทีส่ องของเพศชาย
- รังไข่ สร้างฮอรโ์ มนเพศ 2 ชนิด ได้แก่ อสี โทรเจนทำหน้าทคี่ วบคุมลักษณะข้นั ท่ีสองของเพศหญิงและ
กระตุ้นการหลั่ง LH จากต่อมใต้สมองส่วนหน้าซึ่งทำให้เกิดการตกไข่ และโพรเจสเทอโรนทำหน้าท่ี
ร่วมกับอีสโทรเจนกระตุ้นการเจริญของเยื่อบุผนังชั้นในของมดลูกเพื่อรองรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ
ซึ่งการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิงทั้ง 2 ชนิด จะเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบเดือน โดยอีสโทรเจนจะเพ่ิม
294
สงู ขนึ้ ในช่วงระยะก่อนตกไข่และจะลดลงหลังการตกไข่ สว่ นโพรเจสเทอโรนจะเพ่มิ สงู ข้ึนในระยะหลัง
ตกไข่ และจะลดตำ่ ลงชว่ งที่เกิดประจำเดอื นจนถึงช่วงทม่ี ีการตกไข่
19. ครถู ามคำถามเพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เชน่
- การหล่ังฮอรโ์ มนจากอวยั วะเพศถกู ควบคมุ จากฮอรโ์ มนใด และฮอร์โมนน้สี ร้างจากทใ่ี ด
(แนวคำตอบ : ถกู ควบคมุ โดยโกนาโดโทรปิน (FSH และ LH) จากต่อมใต้สมองสว่ นหนา้ )
- ในช่วงท่ีมอี ีสโทรเจนสูงทส่ี ดุ เซลล์ไขแ่ ละผนงั ช้นั ในของมดลกู มีลักษณะอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : เซลลไ์ ข่ถูกกระตนุ้ ให้เจริญถึงระยะโอโอไซตร์ ะยะที่ 2 พร้อมท่ีจะตกไข่ และผนงั มดลกู
จะหนาข้นึ แต่ยงั ไม่หนามากทส่ี ุด)
- ในช่วงหลังการตกไข่ ฮอร์โมนชนิดใดมีปริมาณสูงที่สุด และผนังชั้นในของมดลูกมีลักษณะอย่างไร
(แนวคำตอบ : โพรเจสเทอโรนซึง่ ผนงั ชั้นในของมดลกู จะมีความหนาเพิ่มข้ึน)
- ถ้าเอ็มบริโอเขา้ ฝงั ตวั ท่ีผนังมดลกู ฮอรโ์ มนจากรงั ไข่จะเปลยี่ นแปลงอย่างไร
(แนวคำตอบ : โพรเจสเทอโรนจะถูกสรา้ งอยา่ งตอ่ เน่ืองจึงทำให้ไม่มปี ระจำเดือนและกระตนุ้ ให้เย่อื บุ
ช้ันในผนงั มดลูกหนาข้นึ ส่วนอสี โทรเจนจะถูกสร้างน้อยลงเพ่อื ทำใหไ้ มม่ กี ารตกไข)่
- การเปลย่ี นแปลงของฮอร์โมนเพศหญงิ ในแต่ละรอบเดือนเปน็ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ : อสี โทรเจนจะเพมิ่ สงู ข้นึ ในช่วงระยะกอ่ นตกไข่และจะลดลงหลังการตกไข่ สว่ นโพรเจส-
เทอโรนจะเพมิ่ สงู ขึ้นในระยะหลังตกไข่ และจะลดต่ำลงช่วงทเ่ี กดิ ประจำเดือนจนถึงชว่ งที่มกี ารตกไข่)
20. นักเรียนแตล่ ะกลุม่ สืบค้นขอ้ มูลและศกึ ษาเกย่ี วกับฮอรโ์ มนจากรก จากสอ่ื อเิ ล็กทรอนกิ ส์หนงั สือ
เรียนวทิ ยาศาสตรร์ ายวชิ าชวี วทิ ยา เลม่ 5 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6 แลว้ นักเรยี นและครูรว่ มกันอภปิ รายเพ่อื ใหไ้ ด้
ขอ้ สรปุ ว่า รกเปน็ โครงสร้างพิเศษทส่ี ร้างข้ึนในชว่ งตงั้ ครรภ์ ทำหน้าสร้างฮิวแมนคอรโิ อนกิ โกนาโดโทรปนิ ซึง่
กระตุน้ คอร์ปสั ลเู ทียมให้เจรญิ ตอ่ และสรา้ งโพรเจสเทอโรนเพ่ิมข้นึ
21. นักเรียนแต่ละกล่มุ สืบค้นขอ้ มลู และศึกษาเกย่ี วกบั ฮอร์โมนจากไทมสั จากส่อื อิเล็กทรอนิกส์
หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรร์ ายวิชาชีววทิ ยา เลม่ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 แลว้ นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย
เพ่อื ใหไ้ ดข้ ้อสรุปวา่ ไทมัสทำหน้าที่สร้างไทโมซินกระตนุ้ เนือ้ เย่อื ของไทมสั ให้สรา้ งเซลล์เมด็ เลือดขาวลมิ โฟไซต์
ชนดิ เซลล์ที ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบภูมิคมุ้ กันในวัยเดก็
22. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ สบื คน้ ข้อมลู และศึกษาเกี่ยวกับฮอรโ์ มนจากกระเพาะอาหารและลำไส้เลก็ จาก
ส่อื อเิ ล็กทรอนกิ ส์หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตรร์ ายวชิ าชีววิทยา เล่ม 5 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6แลว้ นกั เรียนและครู
ร่วมกันอภปิ รายเพอื่ ใหไ้ ด้ขอ้ สรปุ ว่า กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กสร้างฮอรโ์ มนตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
- แกสตริน สร้างจากเซลลต์ อ่ มในกระเพาะอาหาร ทำหน้าทกี่ ระตุน้ การหลั่งกรดไฮโดรคลอรกิ และ
เอนไซมใ์ นระบบยอ่ ยอหาร
- ซีครีทิน สร้างจากเซลล์ผนังลำไส้เล็กส่วนต้น ทำหน้าที่กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งโซเดียมไฮโดรเจน
คาร์บอเนตเพื่อลดความเป็นกรดของอาหารที่ผ่านเข้าสู่สำไส้เล็ก และยับยั้งการหลั่งแกสตรินของ
กระเพาะอาหาร