คมู อื ครรู ายวิชาเพิม่ เติมคณติ ศาสตร ชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 439
และ f ′′(1) = 6 ซ่ึง 6 > 0
ดังนน้ั f มีคา สูงสดุ สมั พัทธท่ี x = −1 และคา สูงสดุ สมั พัทธคือ f (−1) =8
และ f มีคา ตาํ่ สุดสัมพทั ธที่ x =1 และคาตา่ํ สุดสมั พัทธคือ f (1) = 4
3) จาก f ( x) =x3 − 3x2 − 24x + 4
จะได f ′( x) = 3x2 − 6x − 24 = 3( x2 − 2x − 8) = 3( x − 4)( x + 2)
ดังนั้น f ′( x) = 0 เมอ่ื x = 4 หรือ x = −2
จะไดวา คาวิกฤตของฟงกชัน f มี 2 คา คอื 4 และ −2
ตอไปหาอนุพนั ธอนั ดบั ท่ี 2 ของฟงกชัน f จะได f ′′(x) = 6x − 6 = 6(x −1)
เนื่องจาก f ′′(4) = 18 ซ่ึง 18 > 0
และ f ′′(−2) = −18 ซึง่ −18 < 0
ดังนน้ั f มคี า สูงสุดสมั พทั ธท ่ี x = −2 และคาสูงสดุ สัมพทั ธค ือ f (−2) =32
และ f มีคา ตํา่ สดุ สัมพทั ธท ่ี x = 4 และคาตํา่ สุดสัมพัทธค ือ f (4) = −76
4) จาก f ( x) =x4 − 8x2 +12
จะได f ′( x) = 4x3 −16x = 4x( x2 − 4) = 4x( x − 2)( x + 2)
ดังนั้น f ′( x) = 0 เม่อื x = −2 , x = 0 หรอื x = 2
จะไดว า คาวิกฤตของฟง กช นั f มี 3 คา คอื −2 , 0 และ 2
ตอ ไปหาอนุพันธอ ันดับที่ 2 ของฟงกชัน f จะได f ′′=(x) 12x2 −16
เนื่องจาก f ′′(−2) = 32 ซ่ึง 32 > 0
f ′′(0) = −16 ซง่ึ −16 < 0
และ f ′′(2) = 32 ซง่ึ 32 > 0
ดงั นน้ั f มคี า สงู สุดสัมพทั ธท ่ี x = 0 และคา สูงสุดสมั พทั ธคือ f (0) =12
และ f มคี าตา่ํ สุดสัมพทั ธที่ x = −2 และ x = 2 โดยคาตํ่าสดุ สัมพัทธคอื
f (−2) =−4 และ f (2) = −4 ตามลําดับ
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
440 คมู อื ครรู ายวชิ าเพิ่มเตมิ คณติ ศาสตร ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1
5) จาก f ( x) =x4 − 4x3 + 8
จะได f ′( x) =4x3 −12x2 =4x2 ( x − 3)
ดงั น้ัน f ′( x) = 0 เมอื่ x = 0 หรือ x = 3
ดังนั้น คาวิกฤตของฟงกชนั f มี 2 คา คอื 0 และ 3
พิจารณาคาของ f ′(x) เม่ือ x เปนคา วิกฤตและจํานวนจริงในชว งตาง ๆ โดยใช
เสน จํานวน ดงั น้ี
จะเหน็ วา f ′(x) ท่ี x = 0 ไมมกี ารเปล่ยี นจากจํานวนบวกเปน จาํ นวนลบหรอื ไมมกี าร
เปล่ียนจากจาํ นวนลบเปนจํานวนบวก
ดังน้ัน 0 เปนคา วิกฤตทีไ่ มไดทําใหฟ งกช นั มีคา สงู สดุ สมั พัทธหรอื คาต่าํ สุดสมั พัทธ
เนอื่ งจาก ที่ x = 3 เปน จุดแบงท่ีทาํ ให f ′(x) เปลย่ี นจากจํานวนลบเปนจาํ นวนบวก
ดงั นั้น f มคี าตา่ํ สุดสัมพทั ธท่ี x = 3 และคา ต่ําสดุ สัมพัทธค อื f (3) = −19
3. 1) จาก f ( x) = x2 − 4x + 3
จะได f ′( x) = 2x − 4 = 2( x − 2)
ดังน้นั f ′( x) = 0 เม่อื x = 2
จะไดว าคาวกิ ฤตของฟง กช ันในชวงเปด (0,5) คือ 2
ตอไปคํานวณหา f (0), f (2) และ f (5) จะได
f (0) = 3
f (2) = −1
f (5) = 8
สรปุ ไดวา f มคี า สงู สุดสัมบรู ณท่ี x = 5 และคา สงู สดุ สัมบรู ณคือ f (5) = 8
และ f มีคาต่ําสุดสัมบรู ณท ่ี x = 2 และคา ต่าํ สดุ สมั บรู ณคือ f (2) = −1
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูมือครูรายวิชาเพมิ่ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 441
2) จาก f ( x) = x3 − 2x2 − 4x + 8
จะได f ′( x)= 3x2 − 4x − 4= (3x + 2)( x − 2)
ดงั น้นั f ′( x) = 0 เมือ่ x = − 2 หรอื x = 2
3
จะไดว า คาวิกฤตของฟงกชนั ในชวงเปด (−2,3) คือ − 2 และ 2
3
ตอไปคาํ นวณหา f (−2), f − 2 , f (2) และ f (3) จะได
3
f (−2) = 0
f − 2 = 256
3 27
f (2) = 0
f (3) = 5
สรุปไดวา f มีคา สงู สดุ สมั บรู ณท่ี x= −2 และคา สูงสดุ สัมบรู ณค ือ f − 2 =256
3 3 27
และ f มีคาตา่ํ สุดสัมบรู ณท ี่ x = −2 และ x = 2 โดยท่ีคา ต่ําสดุ สัมบูรณคือ
f (−2=) f (2=) 0
3) จาก f ( x) =x4 − 2x3 − 9x2 + 27
จะได f ′( x) = 4x3 − 6x2 −18x = 2x(2x2 − 3x − 9) = 2x(2x + 3)( x − 3)
ดงั น้นั f ′( x) = 0 เมื่อ x = − 3 , x = 0 หรือ x = 3
2
จะไดวาคาวกิ ฤตของฟง กช นั ในชวงเปด (−2,4) คอื − 3 , 0 และ 3
2
ตอไปคํานวณหา f (−2), f − 3 , f (0), f (3) และ f (4) จะได
2
f (−2) = 23
f − 3 = 297
2 16
f (0) = 27
f (3) = −27
f (4) = 11
สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
442 คมู อื ครรู ายวิชาเพมิ่ เติมคณิตศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1
สรปุ ไดวา f มีคา สูงสุดสัมบูรณท่ี x = 0 และคาสงู สุดสมั บูรณค ือ f (0) = 27
และ f มคี า ต่าํ สดุ สัมบูรณท ่ี x = 3 และคา ต่ําสดุ สมั บรู ณค ือ f (3) = −27
4) จาก f ( x) = x3 + 5x − 4
จะได f ′( x) = 3x2 + 5
เนอ่ื งจาก f ′( x)= 3x2 + 5 > 0 ทุก x ∈(−3,−1)
ดังนน้ั f ไมมคี าวิกฤตในชวงเปด (−3,−1)
ตอ ไปคาํ นวณหา f (−3) และ f (−1) จะได
f (−3) = − 46
f (−1) = −10
สรุปไดว า f มีคาสงู สุดสัมบูรณที่ x = −1 และคา สงู สุดสมั บรู ณคือ f (−1) =−10
และ f มคี าตํ่าสดุ สมั บรู ณท ี่ x = −3 และคาตํ่าสดุ สมั บูรณคือ f (−3) =−46
4. จาก f ( x) = x3 + ax2 + bx + c
จะได f ′( x) = 3x2 + 2ax + b
ดงั นัน้ คําตอบของสมการ f ′( x) = 0 คือ x = −2a ± 4a2 −12b หรอื x = −a ± a2 − 3b
63
เนอื่ งจาก คาวกิ ฤตคอื คําตอบของสมการ f ′(x) = 0
ดังน้นั f จะมีคาวิกฤต 2 คา เมอ่ื a2 − 3b > 0
f จะมีคาวิกฤต 1 คา เมอื่ a2 − 3b =0
และ f จะไมมคี า วิกฤต เม่ือ a2 − 3b < 0
จะไดว า ตวั อยางจาํ นวนจริง a, b และ c ท่ีทาํ ให
1) f มคี า วกิ ฤต 2 คา คอื a = 0 , b = −3 และ c = 0
2) f มคี าวิกฤตเพยี ง 1 คา คือ a = 0 , b = 0 และ c = 0
3) f ไมมคี าวิกฤต คือ a = 0 , b = 3 และ c = 0
สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครูรายวชิ าเพิ่มเติมคณิตศาสตร ช้ันมัธยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1 443
แบบฝก หัด 2.8.3
1. จาก =p 100 − 0.04x
เนอื่ งจากราคาสนิ คา p เปนจํานวนจริงท่ีมากกวา หรือเทา กบั 0 ดังนนั้ x∈[0, 2500]
ให P(x) แทนกําไรทไ่ี ดจากการผลิตสินคา x ชน้ิ เมือ่ x∈[0, 2500]
จะได P( x) = px − (600 + 22x)
= (100 − 0.04x) x − (600 + 22x)
= −0.04x2 + 78x − 600 เมอื่ x ∈[0, 2500]
ดังนั้น P′( x) = −0.08x + 78
ถา P′( x) = 0 แลวจะได −0.08x + 78 =0
น่นั คอื x = 975
ดังนัน้ คาวิกฤตในชว งเปด (0,2500) คือ 975
ตอ ไปคาํ นวณหา P(0), P(975) และ P(2,500) จะได
P (0) = −600
P (975) = 37,425
P (2,500) = −55,600
สรุปไดว า P มคี าสงู สุดสมั บูรณท่ี x = 975 และคาสงู สุดสมั บรู ณค ือ P(975) = 37,425
ดังน้นั แมคาจะตองผลิตสนิ คาออกขายสปั ดาหละ 975 ชิน้ จงึ จะไดกําไรมากทส่ี ดุ
2. ให C (x) แทนคาใชจา ยรวมในการสัง่ ใหร ถบรรทุกวิ่งดวยอตั ราเร็วเฉลี่ย x กิโลเมตรตอ ชวั่ โมง
เม่ือ x ∈[25,80]
เน่ืองจาก ระยะเวลาทร่ี ถบรรทุกของบรษิ ัทว่งิ รบั สงสนิ คาคือ 500 ชั่วโมง
x
ดงั น้ัน บริษัทจะตอ งจา ยคานํา้ มนั 500 24 + x2 ( 24 ) บาท
x 150
และจา ยคา เบ้ียเล้ยี งคนขบั 500 (49) บาท
x
สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
444 คมู อื ครรู ายวชิ าเพมิ่ เตมิ คณิตศาสตร ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1
จะได C(x) = 500 24 + x2 ( 24) + 500 ( 49)
x 150 x
= 80x + 312,500 เมือ่ x ∈[25,80]
x
ดังนั้น C′(x) = 80 − 312, 500
x2
ถา C′( x) = 0 แลวจะได
0 = 80 − 312,500
x2
312,500 = 80
x2
80x2 = 312,500
x2 = 3,906.25
x2 − 312,500 = 0
( x + 62.5)( x − 62.5) = 0
นน่ั คอื x = −62.5 หรือ x = 62.5
เนอ่ื งจาก −62.5∉(25,80)
ดงั นน้ั คาวิกฤตในชวงเปด (25,80) คอื 62.5
ตอ ไปคาํ นวณหา C (25), C (62.5) และ C (80) จะได
C (25) = 14,500
C (62.5) = 10,000
C (80) = 10,306.25
สรุปไดว า C มีคาต่าํ สุดสมั บูรณที่ x = 62.5 และคา ตํา่ สดุ สัมบูรณคือ C (62.5) =10,000
ดังน้นั บรษิ ทั ควรใหคนขับขับรถดว ยอัตราเร็วเฉล่ยี 62.5 กิโลเมตรตอ ชั่วโมง จึงจะประหยดั ท่ีสุด
3. จากโจทยจ ะได 6x + 4y =200
นัน่ คือ =y 50 − 3 x
2
เนอื่ งจากความยาวและความกวางของรปู สเี่ หลย่ี มมุมฉากเปน จํานวนจรงิ บวก
ดงั นัน้ x ∈ 0, 100
3
ให A แทนพน้ื ท่ีของทดี่ ินที่ลอมดวยลวดหนาม
สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครูรายวิชาเพ่มิ เติมคณติ ศาสตร ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 445
จะได A = 3xy
= 3x 50 − 3 x
2
= 150x − 9 x2 เม่ือ x ∈ 0, 100
2 3
ดงั นน้ั A′( x) = 150 − 9x
ถา A′( x) = 0 แลวจะได 150 − 9x =0
น่ันคอื x = 50
3
ดงั นั้น คาวกิ ฤตในชวงเปด 0, 100 คือ 50
3 3
ตอ ไปหาอนุพันธอ นั ดับท่ี 2 ของฟงกชัน A จะได A′′(x) = − 9
เน่อื งจาก A′′ 50 = −9 ซ่ึง −9 < 0
3
ดังนนั้ A มีคาสงู สดุ สัมพทั ธท่ี x = 50 เพยี งคา เดยี วบนชว ง 0, 100
3 3
สรุปไดวา A มีคา สงู สดุ สมั บูรณที่ x = 50 บนชว ง 0, 100
3 3
และคาสูงสุดสัมบูรณคือ A 50 = 1, 250
3
ดงั นั้น จะลอมพืน้ ท่ีไดม ากที่สุด 1,250 ตารางเมตร
4. ให f ( x) แทนผลของการลบจาํ นวนจริง x ดว ยกําลงั สองของ x
จะได f ( x)= x − x2 เม่อื x ∈(−∞,∞)
ดังนัน้ f ′( x)= 1− 2x
ถา f ′( x) = 0 แลวจะได 1− 2x =0
นน่ั คอื x= 1
2
ดงั นั้น คาวกิ ฤต คือ 1
2
ตอ ไปหาอนุพนั ธอ ันดบั ท่ี 2 ของฟงกช ัน f จะได f ′′(x) = −2
เนอ่ื งจาก f ′′ 1 = −2 ซ่งึ −2 < 0
2
สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
446 คูมอื ครูรายวิชาเพ่ิมเตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1
ดังนั้น f มีคาสูงสุดสัมพัทธท ี่ x = 1 เพยี งคา เดยี วบนชว ง (−∞, ∞)
2
สรปุ ไดว า f มคี าสงู สดุ สมั บูรณที่ x = 1
2
นน่ั คือ จาํ นวนจริงที่เมื่อนาํ จาํ นวนดงั กลาวลบออกดวยจาํ นวนจริงนน้ั แลวไดผ ลลบมคี า มาก
ทสี่ ุด คอื 1
2
5. ให x แทนจาํ นวนจํานวนหน่ึง จะไดวา จํานวนอีกจาํ นวนหนงึ่ มีคา เปน 10 − x
ให f (x) แทนผลคูณของสองจาํ นวนดงั กลาว
จะได f=( x) x(10 − x) เม่อื x ∈(−∞,∞)
= 10x − x2
ดังนนั้ f ′( x) = 10 − 2x
ถา f ′( x) = 0 แลว จะได 10 − 2x =0
น่ันคือ x = 5
ดังน้ัน คาวกิ ฤต คือ 5
ตอ ไปหาอนุพนั ธอ ันดับท่ี 2 ของฟงกชนั f จะได f ′′(x) = −2
เนอ่ื งจาก f ′′(5) = −2 ซ่ึง −2 < 0
ดังนน้ั f มีคา สงู สุดสัมพัทธท่ี x = 5 เพยี งคา เดยี วบนชวง (−∞, ∞)
สรปุ ไดวา f มคี าสูงสดุ สัมบูรณที่ x = 5
นัน่ คอื จาํ นวนจรงิ สองจํานวนท่ีมีผลบวกเปน 10 และผลคูณของสองจาํ นวนนม้ี ีคา มากที่สุด
คอื 5 และ 10 – 5 = 5
6. 1) ให x และ y เปน จํานวนจริงสองจํานวนทมี่ ากกวาหรือเทากบั ศูนยซ งึ่ x + y =1
ดงั นัน้ y= 1− x และ x ∈[0, 1]
ให f (x) แทนผลบวกของกําลังสองของ x และ 1 – x
จะได f ( x) = x2 + (1− x)2
= 2x2 − 2x +1 เม่อื x ∈[0, 1]
ดงั นน้ั f ′( x) = 4x − 2
ถา f ′( x) = 0 แลวจะได 4x − 2 =0
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครูรายวิชาเพิ่มเตมิ คณติ ศาสตร ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 6 เลม 1 447
นัน่ คือ x = 1
2
ดงั นนั้ คาวิกฤตของฟง กชนั ในชว งเปด (0,1) คือ 1
2
ตอไปคาํ นวณหา f (0), f 1 และ f (1) จะได
2
f (0) = 1
f 1 =1
2 2
f (1) = 1
สรุปไดวา f มีคาสงู สุดสัมบูรณที่ x = 0 และ x =1 โดยทค่ี า สูงสดุ สัมบรู ณคอื
f=(0) f=(1) 1
ดังนน้ั จะตอ งเลือกจาํ นวนจรงิ สองจาํ นวนคือ 0 และ 1 จึงจะทาํ ใหผ ลบวกของกําลังสอง
ของแตละจาํ นวนมีคา มากท่สี ุด
2) จากขอ 1) สรปุ ไดวา f มคี า ตา่ํ สดุ สัมบรู ณท ี่ x=1 และคา ตาํ่ สุดสัมบูรณค ือ f 1 = 1
2 2 2
ดังนนั้ จะตองเลือกจาํ นวนจริงท้งั สองจํานวนเปน 1 จงึ จะทําใหผ ลบวกของกาํ ลังสอง
2
ของแตละจํานวนมีคา นอยทีส่ ดุ
7. จาก p = 400 + 20x − x2
เนอื่ งจากกําไรและปริมาณปยุ ตอ งเปน จํานวนจรงิ ที่มากกวาหรอื เทา กับ 0 จงึ พจิ ารณาเฉพาะ
x ∈ 0, 10 +10 5
จะได p′( x=) 20 − 2x
ถา p′( x) = 0 แลว จะได 20 − 2x =0
น่นั คือ x =10
ดังนั้น คา วิกฤตของฟง กช ันในชว งเปด (0, 10 +10 5) คือ 10
ตอไปคํานวณหา p(0), p(10) และ (p 10 +10 5) จะได
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
448 คูมอื ครูรายวชิ าเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1
p(0) = 400
p(10) = 500
( )p 10 +10 5 =0
นน่ั คอื p(10) = 500 เปนคา สงู สดุ สัมบูรณ
จะไดว า จะตองใชป ุย 10 กโิ ลกรมั ตอ ทด่ี ิน 1 ไร จงึ จะไดกําไรสทุ ธิสงู สดุ และกําไรสทุ ธิสูงสุด
จากผลผลติ ตอไรคอื 500 บาท
8. จาก C (t) = 10 + 4t − 0.2t2 เม่อื t ∈[0,∞)
จะได C′(t ) = 4 − 0.4t
ถา C′(t) = 0 แลวจะได 4 − 0.4t =0
นนั่ คือ t =10
ดังนัน้ คา วกิ ฤตของฟง กชนั ในชว งเปด (0, ∞) คือ 10
ตอไปหาอนุพันธอ นั ดับที่ 2 ของฟงกชนั C จะได C′′(x) = −0.4
เนื่องจาก C′′(10) = −0.4 ซ่ึง −0.4 < 0
ดงั นั้น C มีคาสูงสดุ สัมบูรณที่ x =10 เพียงคาเดียวบนชวง (0, ∞)
ตอไปคํานวณหาคา C (0) และ C (10) จะได
C (0) = 10
C (10) = 30
น่นั คอื C (10) = 30 เปนคาสูงสุดสมั บรู ณ
จะไดว า อุณหภูมิจะขึน้ สูงสดุ เม่อื เวลาผานไป 10 วินาที และอุณหภูมสิ ูงสุดเปน 30 องศาเซลเซียส
9. ให x แทนความยาวรว้ั ทลี่ อมดานที่อยตู รงขา มแมน าํ้
และ y แทนความยาวร้วั ท่ีลอมแตล ะดา นที่เหลือ
เนอ่ื งจากตอ งการลอ มรั้วเปน รปู สี่เหลยี่ มมมุ ฉากทมี่ ีพ้นื ที่ 384 ตารางเมตร
จะได xy = 384
นนั่ คือ y = 384 เม่ือ x ∈(0, ∞)
x
ให P แทนคาใชจ า ยในการลอมร้ัว
จะได P = 3,000x + 2,000y
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครูรายวชิ าเพม่ิ เตมิ คณิตศาสตร ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 449
นั่นคอื P( x) = 3, 000 x + 2, 000 384 เมื่อ x ∈(0, ∞)
x
ดงั นั้น P′( x) = 3,000 − 2, 000 ( 384 )
x2
ถา P′( x) = 0 แลว จะได 2, 000 ( 384 ) = 0
3,000 −
x2
น่ันคือ x = 16 หรือ −16
เนื่องจาก −16∉(0, ∞)
ดังนนั้ คา วกิ ฤตของฟง กชนั ในชวงเปด (0, ∞) คือ 16
เน่ืองจาก P′( x) < 0 เมอื่ 0 < x <16
และ P′( x) > 0 เม่ือ x >16
จะได P เปนฟงกชนั ลดบนชว ง (0, 16) และ P เปนฟง กช นั เพมิ่ บนชว ง (16, ∞)
ดงั นั้น P มีคาต่าํ สดุ สมั พัทธท่ี x =16 เพยี งคา เดยี วบนชวง (0, ∞)
สรุปไดวา P มีคา สงู สุดสัมบรู ณที่ x =16
นน่ั คือ P(16) = 96,000 เปน คา ต่าํ สดุ สมั บูรณ
เนอ่ื งจาก x = 16 จะได y = 384 = 24
16
ดังนัน้ จะตองสรางร้วั ใหม คี วามกวาง 16 เมตร และความยาว 24 เมตร จึงจะทําใหค าใชจาย
ตาํ่ ท่ีสุด และคาใชจ า ยตํ่าท่สี ุดคอื 96,000 บาท
10. ให V (x) แทนความจุของกลองเม่ือตัดรูปส่ีเหลี่ยมจัตรุ สั ยาวดา นละ x เซนติเมตรท่ีมุมท้ังสี่ออก
จะได V ( x) = (20 − 2x)(24 − 2x) x
= 4x3 − 88x2 + 480x
เน่ืองจากความกวา ง ความยาว ความสงู และปริมาตรของกลอ งเปน จาํ นวนจรงิ บวก
จะได x ∈(0, 10)
ดงั นน้ั V ′( x) = 12x2 −176x + 480
( )= 4 3x2 − 44x +120
ถา V ′( x) = 0 แลว จะได ( )4 3x2 − 44x +120 =0
น่นั คือ x = 22 − 2 31 หรือ x = 22 + 2 31
33
สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
450 คูมอื ครรู ายวิชาเพิ่มเติมคณิตศาสตร ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1
เนอื่ งจาก 22 + 2 31 ∉(0,10)
3
ดังน้ัน คา วกิ ฤตในชว งเปด (0,10) มีเพยี งคาเดียวคือ 22 − 2 31
3
เนือ่ งจาก V ′=′( x) 4(6x − 44) และ
′′ 22 − 2 31 22 −2 31
3 =4 6 3 44
( )V − =4 −4 31 <0
ดงั น้นั V 22 −2 31 ≈ 774.16 เปน คา สูงสุดสัมพัทธ
3
เนอ่ื งจาก V มีคาสูงสดุ สมั พัทธท่ี x = 22 − 2 31 เพยี งคาเดยี วบนชว ง (0,10)
3
สรุปไดว า V มีคาสูงสดุ สมั บรู ณที่ x = 22 − 2 31 บนชวง (0,10)
3
และคาสงู สดุ สมั บูรณค ือ V 22 −2 31 ≈ 774.16
3
จะไดว า กลองจะมีความจุมากทีส่ ดุ ประมาณ 774.16 ลูกบาศกเซนตเิ มตร เมอ่ื
x = 22 − 2 31 เซนตเิ มตร
3
11. ให P(x) แทนกําไรทไี่ ดจ ากการตั้งราคาสินคาช้ินละ x บาท เม่อื x∈[4,20]
เนื่องจาก จาํ นวนสนิ คา ที่ขายไดเ มื่อตั้งราคาสนิ คาช้ินละ x บาท คือ 1,000 +100(20 − x) ชน้ิ
ตอสปั ดาห
จะได P( x) = ( x − 4)(1000 +100(20 − x))
= −100x2 + 3,400x −12,000 เมื่อ x ∈[4,20]
ดงั นน้ั P′( x) = −200x + 3,400
ถา P′( x) = 0 แลวจะได −200x + 3,400 =0
นน่ั คือ x =17
ดังนัน้ คาวิกฤตของฟงกช ันในชว งเปด (4,20) คือ 17
ตอ ไปคาํ นวณหา P(4), P(17) และ P(20) จะได
สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวชิ าเพม่ิ เตมิ คณิตศาสตร ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1 451
P(4) = 0
P(17) = 16,900
P(20) = 16,000
สรปุ ไดว า P มีคา สูงสุดสมั บูรณที่ x =17 และคา สูงสดุ สัมบูรณคือ P(17) =16,900
ดังน้ัน พอคาควรจะตัง้ ราคาสินคา ช้นิ ละ 17 บาท จงึ จะไดกาํ ไรจากการขายมากทส่ี ดุ
12. ให x แทนความยาวของดา นของรปู สเี่ หลย่ี มมมุ ฉาก ดงั รปู
ให S (x) แทนพืน้ ที่ของรูปส่เี หล่ยี มมมุ ฉาก เมื่อ x∈(0, 120)
เนอ่ื งจาก ∆ ABC ∆ ADE
จะได AB = AD น่นั คือ 120 = 120 − x ทําใหไดวา DE = 90(120 − x)
BC DE 90 DE
120
ดังนน้ั S ( x) = 90(120 − x)
x
120
= 90x − 3 x2 เมือ่ x ∈(0, 120)
4
ดงั นนั้ S′( x) = 90 − 3 x
2
ถา S′( x) = 0 แลวจะได 90 − 3 x =0
2
นั่นคือ x = 60
ดังนัน้ คา วกิ ฤตของฟงกช นั ในชวงเปด (0,120) คอื 60
ตอ ไปหาอนุพันธอันดบั ที่ 2 ของฟงกช ัน S จะได S′′(x) = − 3
2
สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
452 คูมอื ครูรายวชิ าเพมิ่ เตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1
เนื่องจาก S′′(60) = − 3 ซง่ึ − 3 < 0
22
ดงั นัน้ S มีคา สูงสดุ สัมพัทธท ี่ x = 60 เพียงคา เดยี วบนชว ง (0, 120)
สรุปไดว า S มคี า สงู สดุ สมั บูรณที่ x = 60
ดงั น้นั ความยาวและความกวางของรูปสเี่ หลยี่ มมุมฉากท่ีมีพน้ื ที่มากทส่ี ดุ คือ 60 หนว ย และ
90(120 − 60) = 45 หนว ย ตามลําดับ
120
13. จากรูป จะไดว า =d a2 − w2
ดังน้ัน s = kwd 2
( )2
= kw a2 − w2
= a2kw − kw3 เม่ือ w∈(0, a)
ดังนนั้ s′(w) = a2k − 3kw2
ตอ ไปหาอนุพนั ธอนั ดบั ที่ 2 ของฟงกช ัน s จะได s′′(w) = −6kw
เนื่องจาก s′′ a = −2 3ak ซึง่ −2 3ak < 0
3
ดงั นนั้ s มีคาสูงสดุ สัมพทั ธท่ี w = a เพยี งคา เดียวบนชว ง (0, a)
3
สรปุ ไดว า s มคี า สูงสดุ สัมบรู ณที่ w = a
3
นน่ั คอื จะตองเล่ือยคานใหม คี วามกวา ง w = a เซนติเมตร และความหนา
3
d = a2 − w2 = a 6 เซนตเิ มตร จึงจะรบั น้าํ หนักไดมากทส่ี ดุ
3
14. จากโจทยจะไดวา เง่ือนไขของงบประมาณเขยี นแทนไดด ว ยสมการ 150x + 300y =315,000
นนั่ คือ=x 2,100 − 2y เมอ่ื 0 ≤ y ≤1,050
ภายใตเงอ่ื นไขน้ีจะ=ไดว า P 12
100(2,100 − 2 y)3 y 3
ใ=ห f ( y) 12
100(2,100 − 2 y)3 y 3
ตอ งการหาคา สูงสุดของ f ( y) บนชวงปด [0, 1050]
สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวชิ าเพิ่มเตมิ คณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 453
หาจดุ วิกฤตโดยพจิ ารณา
f ′( y) = 100 ( 2,100 − 1 2 −1 2 1 ( 2,100 − )2 y −2 ( −2 )
3 3 3
2y)3 y3 +100 y 3
12
= 200 2,100 − 2 y 3 − 200 y 3
y 2,100 − 2 y
3 3
ให f ′( y) = 0
12
จะได 200 2,100 − 2 y 3 = 200 y 3
3 y 3 2,100 − 2 y
2,100 − 2 y = y
y = 700
ดงั น้ัน คา วกิ ฤตในชวงเปด (0, 1050) คอื 700
ตอ ไปคาํ นวณหา f (0) , f (700) และ f (1,050) จะได
f (0) = 0
f (700) = 70,000
f (1,050) = 0
ดังนั้น ถา y = 700 จะใหค าสูงสุดสัมบูรณบ นชว ง [0, 1050]
น่นั คือ จาํ นวนปากกาลกู ล่นื ที่มากทีส่ ุดทโ่ี รงงานนจ้ี ะผลิตไดใน 1 ชว่ั โมงภายใตง บประมาณ
315,000 บาท คอื 70,000 ดาม
15. จุดบนพาราโบลาจะอยใู นรปู y2 , y เมอ่ื y เปนจํานวนจรงิ
2
ให d ( y) แทนระยะทางระหวา งจดุ (1, 4) กบั จดุ y2 บนพาราโบลา
, y
2
จะได d(y) = y2 2 + ( y − 4)2
2 −1
1
= y4 −8y 2
4 +17
ดังนั้น 1 y4 − 1
( )d′( y) = 4 2
−8y +17 y3 −8
2
สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
454 คมู ือครูรายวิชาเพม่ิ เติมคณติ ศาสตร ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1
1 y4 − 12
4 +17
( )ถา d′( y) = 0 แลวจะได
2 −8y y3 − 8 =0
นน่ั คอื y = 2
ดังนัน้ คา วกิ ฤต คือ 2
เนอ่ื งจาก d′( y) < 0 เม่ือ y < 2
และ d′( y) > 0 เม่ือ y > 2
ดังนนั้ d เปนฟงกช นั ลดบน (−∞,2) และเปน ฟง กชนั เพ่ิมบน (2,∞)
น่นั คอื d มีคา ต่ําสดุ สัมพัทธที่ y = 2 เพยี งคาเดยี วในชว งเปด (−∞,∞)
ดังนน้ั d มีคาตํ่าสุดสมั บูรณท ี่ y = 2 และ d (2) = 5 เปนคา ตาํ่ สุดสัมบูรณ
จะไดวา จุดบนพาราโบลา y2 = 2x ทอี่ ยูใ กลจุด (1, 4) มากที่สุด คือ 22 , 2 = ( 2, 2)
2
16. ใหจุด A มพี ิกัดเปน (a,0) เม่ือ a ∈( p,∞)
ดังนัน้ สมการเสนตรงทผ่ี านจุด A และ ( p, q) และตดั แกน Y ท่ีจดุ B คอื
=y p q a ( x − a)
−
จากรปู จะไดว า จดุ B จะมพี ิกัดเปน 0, qa
a− p
ให f (a) แทน OA + OB
จะได f (a) = a + qa เมื่อ a ∈( p,∞)
a− p
ดังนน้ั f ′(a) (a − p)q − qa(1) (a − p)2 − pq
= 1+ (a − p)2 = (a − p)2
ถา f ′(a) = 0 แลว จะได (a − p)2 − pq
(a − p)2 = 0
นนั่ คือ a= p + pq หรือ a= p − pq
เนอื่ งจาก p − pq ∉( p,∞)
ดงั นั้น คาวิกฤตในชว งเปด ( p,∞) คอื p + pq
เน่อื งจาก f ′(a) < 0 เมื่อ p < a < p + pq
สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวิชาเพ่มิ เติมคณติ ศาสตร ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 455
และ f ′(a) > 0 เมื่อ a > p + pq
ดังนั้น f เปนฟงกช นั ลดบน ( p, p + pq ) และเปนฟง กช นั เพ่ิมบน ( p + )pq,∞
นน่ั คอื f ( p + )pq = p + q + 2 pq เปนคา ตาํ่ สุดสมั พทั ธเพยี งคา เดียวบนชว ง ( p,∞)
ดังนน้ั f ( p + )pq = p + q + 2 pq เปนคาต่ําสดุ สัมบรู ณบนชว ง ( p,∞)
จะไดว า คานอยท่ีสดุ ของ OA + OB ท่เี ปนไปไดคือ p + q + 2 pq
สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
456 คมู ือครรู ายวิชาเพิ่มเตมิ คณติ ศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 เลม 1
แบบฝก หัด 2.9
1. จาก F (x) = x2 −1
จะได F′(x) ( )=1 x2 −1 −1 (2x)
นั่นคือ F′(x) 2
2
=x
x2 −1
= f (x)
ดงั นน้ั F (x) = x2 −1 เปนปฏิยานพุ ันธห นง่ึ ของฟงกชัน f (x) = x
x2 −1
∫ ( ) ∫ ∫ ∫2. 1) x4 + 3x2 + 5x dx = x4dx + 3 x2dx + 5 x dx
= x5 + x3 + x2 + c
5 3 3 5 2
= x5 + x3 + 5x2 + c เม่ือ c เปน คาคงตัว
52
∫ ( ) ∫ ∫ ∫ ∫2) 2x3 − 3x2 + 6 − 2x−2 dx = 2 x3dx − 3 x2dx + 6 1dx − 2 x−2 dx
= 2 x4 − x3 + 6x − 2 x−1 + c
4 3 3 −1
= x4 − x3 + 6x + 2 + c เมือ่ c เปน คาคงตวั
2x
x10 1 x10dx − x−3dx
∫ ∫ ∫3) − x3 dx =
= x11 − x−2 + c
11 −2
= x11 + 1 +c เม่อื c เปนคาคงตัว
11 2x2
1 2 x−2dx + 2 x−4dx
∫ ∫ ∫4) x2 + x4 dx =
= x−1 + x−3 + c
−1 2 −3
= − 1 − 2 + c เม่ือ c เปน คาคงตวั
x 3x3
สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครูรายวิชาเพมิ่ เติมคณติ ศาสตร ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 457
1
∫ ∫5) xdx = x2dx
3
= x2 +c
3
2
= 2 3 + c เมอื่ c เปนคา คงตัว
3 x2
3 2 32
∫ ∫ ∫6) x2 − x3 dx =
x 2dx − x 3dx
55
= x2 − x3 +c
55
23
55
= 2x2 − 3x3 + c เมื่อ c เปน คา คงตวั
55
1 1 x−2dx − 1 −1
∫ ∫ ∫7)x2−2x dx = 2
x 2dx
x−1 1
−1
= − 1 x2 + c
2 1
2
= − 1 − x + c เมอ่ื c เปน คา คงตัว
x
∫8) x2 ( x − 3) dx ( )∫= x3 − 3x2 dx
∫ ∫= x3dx − 3 x2dx
= x4 x3 + c
4 − 3 3
= x4 − x3 + c เมอื่ c เปนคา คงตัว
4
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
458 คมู ือครูรายวชิ าเพิม่ เติมคณติ ศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1
x ( x +1) dx = 3 1
∫ ∫9) x2 + x2 dx
31
∫ ∫= x2dx + x2dx
53
= x2 + x2 +c
5 3
22
53
= 2x2 + 2x2 + c เมอื่ c เปนคา คงตัว
53
∫10) x − 2 dx ∫ ( )= x−2 − 2x−3 dx
x3
∫ ∫= x−2dx − 2 x−3dx
= x−1 − x−2 + c
−1 2 −2
= − 1 + 1 + c เมอ่ื c เปนคา คงตวั
x x2
( )∫ ∫ ∫ ∫11) x2 + 5x +1 dx = x2dx + 5 x dx + 1dx
= x3 + x2 + x + c
3 5 2
= x3 + 5x2 + x + c เมอื่ c เปน คา คงตัว
32
( )∫12) 6 x +15 dx 1
∫ ∫= 6 x2dx +15 1dx
3
= 6 x2 + 15 x + c
3
2
3
= 4x2 +15x + c เมือ่ c เปนคา คงตัว
สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวชิ าเพม่ิ เตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 459
∫ ( ) ∫ ∫ ∫13) x3 + 5x2 + 6 dx = x3dx + 5 x2dx + 6 1dx
= x4 + x3 + 6x + c
4 5 3
= x4 + 5x3 + 6x + c เม่ือ c เปนคา คงตวั
43
6 +8 −1 1
x
6 x 2dx + 8 x 2dx
∫ ∫ ∫14) x dx =
1 3
= 6 x2 + 8 x2 + c
1 3
2 2
3
= 12 x + 16x2 + c เม่ือ c เปน คา คงตวั
3
∫ ( ) ∫ ∫ ∫ ∫15) x4 −12x3 + 6x2 −10 dx = x4dx −12 x3dx + 6 x2dx −10 1dx
= x5 −12 x4 + x3 −10x + c
5 4 6 3
= x5 − 3x4 + 2x3 −10x + c เมอ่ื c เปน คาคงตวั
5
3. จาก f ′(x) = x
จะได
f ( x) = ∫ x dx
เนื่องจาก = x2 + c เมอื่ c เปนคาคงตวั
2
f (2) = 2
ดงั น้นั 22 + c = 2
2
น่นั คอื c = 0
จะได f (x) = x2
4. จาก 2
จะได
f ′′( x) = −2
เมอื่ c1 เปนคาคงตวั
f ′( x) = ∫ −2dx
= −2x + c1
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
460 คมู ือครรู ายวิชาเพ่ิมเติมคณิตศาสตร ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1
เนอ่ื งจาก f มคี า สูงสุดสมั พัทธเ มอื่ x =1
จะไดวา 1 เปนคาวิกฤตของ f
นัน่ คอื f ′(1) = 0
−2(1) + c1 = 0
c1 = 2
ดังน้นั f ′( x) = −2x + 2
จะได f ( x) = ∫(−2x + 2)dx
= −2∫ x dx + 2∫1dx
= −2 x2 + 2 x + c2
2
= −x2 + 2x + c2 เมือ่ c2 เปนคาคงตวั
เนื่องจาก f (1) = 2
−12 + 2(1) + c2 = 2
ดงั นนั้ c2 = 1
f (x) = −x2 + 2x +1
5. 1) เนื่องจาก dy = x2 − 3x + 2
dx
จะได ( )∫y= x2 − 3x + 2 dx
ดังนน้ั สมการเสน โคง คอื y = x3 − 3x2 + 2x + c เมอ่ื c เปน คาคงตวั
32
แตเสน โคงน้ผี านจดุ (2, 1) น่นั คือ x = 2 และ y =1 สอดคลองกบั สมการเสนโคง
แทน x และ y ในสมการเสน โคง ดวย 2 และ 1 ตามลําดบั
จะได 3( )1 =2322+ 2(2)+ c น่ันคอื c = 1
−
32 3
ดังนัน้ สมการเสน โคง ท่ีตองการคอื y = x3 − 3x2 + 2x + 1
32 3
สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครูรายวิชาเพมิ่ เติมคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 461
2) เนื่องจาก d=y 2x3 + 4x
dx
จะได =y ∫(2x3 + 4x)dx
ดังนัน้ สมการเสนโคง คอื y =x4 + 2x2 + c เมอื่ c เปน คาคงตัว
2
แตเ สนโคง น้ีผา นจุด (0, 5) นั่นคอื x = 0 และ y = 5 สอดคลองกับสมการเสนโคง
แทน x และ y ในสมการเสน โคง ดวย 0 และ 5 ตามลําดับ
จะได 5 =04 + 2(0)2 + c นั่นคอื c = 5
2
ดงั นัน้ สมการเสนโคง ท่ีตองการคือ y =x4 + 2x2 + 5
2
3) เนือ่ งจาก dy =6 + 3x2 − 2x4
dx
จะได ∫( )y = 6 + 3x2 − 2x4 dx
ดังนน้ั สมการเสนโคง คอื y = 6x + x3 − 2x5 + c เมอ่ื c เปน คาคงตวั
5
แตเสนโคง น้ผี า นจุด (1, 0) นน่ั คอื x =1 และ y = 0 สอดคลองกบั สมการเสนโคง
แทน x และ y ในสมการเสนโคงดว ย 1 และ 0 ตามลาํ ดับ
จะได 0 = 6(1) + (1)3 − 2(1)5 + c นนั่ คือ c = − 33
55
ดงั น้ัน สมการเสน โคงทีต่ องการคอื y =− 2 x5 + x3 + 6x − 33
55
6. 1) เนอื่ งจาก a(t) = v′(t)
ดงั นัน้ v′(t) = 6 − 2t
จะได v(t) = ∫(6 − 2t)dt เม่ือ c1 เปน คาคงตวั
เน่ืองจาก
= 6t − t2 + c1
v(0) = 5
ดงั นน้ั 6(0) − (0)2 + c1 = 5
c1 = 5
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
462 คมู ือครรู ายวิชาเพิ่มเติมคณิตศาสตร ช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1
จะได v(t ) = 6t − t2 + 5 เม่ือ 0 ≤ t ≤ 3
เนื่องจาก v(t) = s′(t)
ดังนัน้
s′(t ) = 6t − t2 + 5
จะได s(t) = ∫(6t − t2 + 5)dt
= 3t 2 − t3 + 5t + c2 เม่ือ c2 เปนคา คงตัว
3
เน่อื งจาก s(0) = 0
ดงั นน้ั 3(0)2 − (0)3 + 5(0) + c2 = 0
3
c2 = 0
จะได s(t ) = 3t2 − t3 + 5t เมือ่ 0 ≤ t ≤ 3
2) เน่ืองจาก
3
a(t) = v′(t)
ดงั น้นั v′(t) = 120t −12t2
จะได v(t ) ( )∫= 120t −12t2 dt
เนอ่ื งจาก
= 60t2 − 4t3 + c1 เม่ือ c1 เปน คา คงตวั
v(0) = 0
ดงั นั้น 60(0)2 − 4(0)3 + c1 =0
จะได c1 =0
เน่อื งจาก
ดงั น้นั v(t) = 60t2 − 4t3 เมอ่ื 0 ≤ t ≤ 10
v(t) = s′(t)
s′ (t )
= 60t2 − 4t3
จะได ( )∫s(t ) = 60t2 − 4t3 dt
เนือ่ งจาก
= 20t3 − t4 + c2 เม่อื c2 เปน คา คงตัว
s(0) = 4
ดังนั้น 20(0)3 − (0)4 + c2 = 4
c2 = 4
จะได s(t) = 20t3 − t4 + 4 เม่อื 0 ≤ t ≤10
สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูม อื ครูรายวชิ าเพมิ่ เติมคณิตศาสตร ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1 463
3) เนอื่ งจาก a(t) = v′ (t )
ดงั นั้น v′(t) =
v(t) = t2 + 5t + 4
จะได
∫(t2 + 5t + 4)dt
= t3 + 5t 2 + 4t + c1 เมือ่ c1 เปนคาคงตวั
3 2
เนื่องจาก v(0) = −2
ดงั นั้น (0)3 + 5(0)2 + 4(0) + c1 = −2
3 2
c1 = −2
จะได v(t) = t3 + 5t2 + 4t − 2 เมือ่ 0 ≤ t ≤15
32
เนอื่ งจาก v(t) = s′(t)
ดงั นั้น s′(t ) = t3 + 5t2 + 4t − 2
จะได
32
เนอ่ื งจาก
∫s(t) = t3 + 5t 2 + 4t −
3 2 2 dt
= t4 + 5t 3 + 2t 2 − 2t + c2 เม่อื c2 เปนคาคงตัว
12 6
s(0) = −3
ดงั น้ัน (0)4 + 5(0)3 + 2(0)2 − 2(0) + c2 = −3
12 6
c2 = −3
จะได s(t ) = t4 + 5t3 + 2t2 − 2t − 3 เมือ่ 0 ≤ t ≤15
12 6
สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
464 คูม ือครรู ายวชิ าเพม่ิ เตมิ คณิตศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1
7. 1) ให s(t) เปนความสูงของวตั ถุจากพ้ืนดนิ (หนว ยเปนเมตร) ณ เวลา t วินาที
v(t) เปนความเร็วของวัตถุ (หนวยเปนเมตรตอวนิ าที) ขณะเวลา t ใด ๆ
a(t) เปนความเรงของวตั ถุ (หนว ยเปน เมตรตอ วินาที2) ขณะเวลา t ใด ๆ
เนอื่ งจาก a(t) = v′(t) และความเรง มีทิศลงสพู น้ื โลก
ดงั นน้ั v′(t) = −9.8
จะได v(t ) = ∫(−9.8)dt
เน่อื งจาก v(0) = 98
= −9.8t + c1 เมือ่ c1 เปน คา คงตวั
ดังนั้น v(0) = 98
−9.8(0) + c1 = 98
c1 = 98
นน่ั คือ v(t) =−9.8t + 98
เน่ืองจาก v(t) = s′(t)
จะได s′(t) = −9.8t + 98
ดังน้ัน s(t ) = ∫(−9.8t + 98)dt
เนอ่ื งจาก
= −4.9t2 + 98t + c2 เมือ่ c2 เปนคาคงตวั
s(0) = 0
ดงั นัน้ −4.9(0)2 + 98(0) + c2 = 0
c2 = 0
จะได s(t ) = −4.9t2 + 98t
เนอ่ื งจาก s(t) ≥ 0
ดงั น้นั −4.9t2 + 98t ≥ 0
t (t − 20) ≤ 0
นนั่ คอื 0 ≤ t ≤ 20
จะได s(t) = −4.9t2 + 98t เมอื่ 0 ≤ t ≤ 20
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู ือครูรายวชิ าเพิม่ เตมิ คณิตศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 465
2) จาก s′(t ) = −9.8t + 98
ถา s′(t) = 0
จะได t = 10
ดังนัน้ คาวิกฤตของฟง กชัน s ในชวง (0, 20) คือ 10
เน่อื งจาก s(10) =−4.9(10)2 + 98(10) =490
s (0) =−4.9(0)2 + 98(0) =0
และ s (20) =−4.9(20)2 + 98(20) =0
สรปุ ไดว า ฟง กช ัน S มคี า สงู สดุ สัมบรู ณท่ี s =10 และคา สงู สุดสมั บูรณ คอื s(10) = 490
ดังนัน้ วตั ถุข้ึนไปถงึ ตาํ แหนงสูงสดุ เมื่อเวลาผานไป 10 วนิ าที และตําแหนงสูงสุดของวตั ถุ
คือ 490 เมตร
3) ตอ งการหา t ทท่ี ําให s(t) = 249.9
เน่ืองจาก s(t) = −4.9t2 + 98t เมอ่ื 0 ≤ t ≤ 20
ดังน้ัน 249.9 = −4.9t2 + 98t
นัน่ คอื t2 − 20t + 51 = 0
(t − 3)(t −17) = 0
จะได t = 3 หรือ t =17
น่ันคือ ตอ งใชเวลา 3 วนิ าที หรือ 17 วินาที วตั ถจุ งึ อยูส ูง 249.9 เมตร จากพ้ืนดนิ
8. เนอื่ งจาก a(t) = 1 (20 − t) เมื่อ 0 ≤ t ≤ 20 และ a(t) = v′(t)
4
ดงั น้ัน v(t) = ∫ 1 ( 20 − t ) dt
4
= 5t − t2 + c1 เม่ือ c1 เปน คาคงตัว และ 0 ≤ t ≤ 20
8
เน่ืองจาก v(0) = 0
ดงั นนั้ 5(0) − 02 + c1 =0
8
c1 = 0
จะได v(t) = 5t − t2 เมอ่ื 0 ≤ t ≤ 20
8
สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
466 คูมือครรู ายวิชาเพิม่ เตมิ คณิตศาสตร ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1
เนือ่ งจากรถไฟแลน ดวยความเรว็ เทาเดมิ หลงั วนิ าทีที่ 20
และ v(20) = 5(20) − 202 = 50
8
ดงั น้ัน หลงั วนิ าทที ่ี 20 รถไฟแลนดว ยความเร็ว 50 เมตรตอ วนิ าที
เนื่องจาก v(t ) = 5t − t2 เม่อื 0 ≤ t ≤ 20 และ v(t) = s′(t)
ดงั นั้น
8
เน่อื งจาก
∫s(t) = 5t − t2 dt
8
= 5t 2 − t3 + c2 เมือ่ c2 เปนคา คงตัว และ 0 ≤ t ≤ 20
2 24
s(0) = 0
ดังนัน้ 5(0)2 − 03 + c2 =0
24
2
c2 = 0
จะได s(t) = 5t2 − t3 เมอื่ 0 ≤ t ≤ 20
2 24
เนื่องจาก s(20) = 5(20)2 − (20)3 = 2000
2 24 3
ดังนนั้ ณ วินาทีท่ี 20 รถไฟอยูหา งจากสถานตี นทางเปนระยะ 2000 เมตร
3
เน่ืองจาก หลงั วินาทีท่ี 20 รถไฟแลน ดว ยความเรว็ 50 เมตรตอวินาที
ดงั นั้น จากวนิ าทที ี่ 20 จนถงึ วินาทที ี่ 30 รถไฟแลน ไดระยะทางเพิม่ ข้นึ อีก 50(30 − 20) =500 เมตร
นั่นคือ เมื่อเวลาผานไป 30 วนิ าที รถไฟจะอยูหา งจากสถานีตนทางเปนระยะทาง
2,000 + 500 ≈ 1,166.67 เมตร
3
สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาเพ่มิ เตมิ คณติ ศาสตร ชัน้ มัธยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 467
9. เนอ่ื งจาก d N (t ) = 1200t2 −15t4
dt
ดังน้ัน ( )∫N (t) = 1200t2 −15t4 dt
= 400t3 − 3t5 + c เม่ือ c เปน คาคงตวั
เนื่องจาก N (0) = 600
ดงั นน้ั 400(0)3 − 3(0)5 + c = 600
c = 600
จะได N (t ) = 400t3 − 3t5 + 600
ดังนั้น จาํ นวนปรสติ ณ เวลา t สปั ดาห คอื 400t3 − 3t5 + 600 ตัว
10. เนอื่ งจาก d H (t) = 1 t 1
4
dt 4
ดังนน้ั ∫H (t) = 1 t 1 dt
4
4
5
เน่ืองจาก = t4 + c เมื่อ c เปน คา คงตัว
5
H (0) = 1
5
ดงั นนั้ 04 + c = 1
5
c =1
5
จะได H (t) = t 4 +1
5
5
ดังน้ัน ตนไมตน นีจ้ ะสูง t 4 +1 เมตร ในเวลา t ป
5
สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
468 คมู อื ครรู ายวชิ าเพ่ิมเตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1
11. 1) ให C (x) เปนคา ใชจา ยรวมสาํ หรบั งานชนดิ หน่งึ (หนวย : รอ ยบาท)
เมอ่ื x แทนจํานวนวันนับต้งั แตเริ่มงาน
เนือ่ งจาก E ( x) = 120x + 60 และ C′( x) = E ( x)
ดังน้นั C ( x) = ∫(120x + 60)dx
= 60x2 + 60x + c เม่ือ c เปน คา คงตัว
เน่อื งจาก C(0) = 0
ดังนัน้ 60(0)2 + 60(0) + c = 0
c =0
จะได C ( x) = 60x2 + 60x
เน่ืองจาก C (10) = 60(10)2 + 60(10) = 6,600
ดังนั้น หากงานดังกลา วใชเ วลา 10 วัน คา ใชจ า ยรวมจะเปน 6,600×100 =660,000 บาท
2) เนอ่ื งจาก C (25) = 60(25)2 + 60(25) = 39,000
ดังน้ัน หากงานดังกลาวใชเ วลา 25 วัน คา ใชจา ยรวมจะเปน 3,900,000 บาท
นั่นคอื คาใชจายรวมทเ่ี พิ่มขน้ึ นับตั้งแตวนั ท่ี 10 ถึงวนั ท่ี 25 คอื
3,900,000 − 660,000 = 3, 240,000 บาท
12. ให F (x) เปนพลังงานรวมโดยประมาณท่ีบา นอยูอาศยั ใช ณ ป ค.ศ. x + 2000
จะได F ( x) = ∫ f ( x)dx
∫ ( )= 2.17x2 − 9.74x +19.956 dx
= 2.17 x3 − 4.87x2 +19.956x + c เมอ่ื c เปนคา คงตัว
3
ดังนน้ั =F (40) 2.17 (40)3 − 4.87(40)2 +19.956(=40) + c 39, 299.57 + c
3
F=(15) 2.17 (15)3 − 4.87(15)2 +19.956(15=) + c 1,644.84 + c
3
นั่นคอื พลงั งานรวมทบ่ี า นอยูอาศัยใชต้ังแต ค.ศ. 2015 ถงึ 2040 มคี า ประมาณ
F (40) − F (15) =37,654.73 ลานลานบีทียู
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมอื ครูรายวชิ าเพ่ิมเติมคณิตศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1 469
แบบฝกหดั 2.10
1. 1) เน่ืองจาก ∫( x3 + 3)dx = x4 + 3x + c เมอ่ื c เปนคาคงตัว
4
จะไดวา ปฏิยานพุ ันธของ f ( x=) x3 + 3 คอื F ( x) = x4 + 3x + c
4
ดงั นั้น ∫( )4 = x4 + 4
x3 + 3 dx 4 3x 3
3
= 44 + 3(4) − 34 + 3(3)
4 4
= 187
4
2) เน่ืองจาก ∫( x2 − 2x − 3)dx = x3 − 2x2 − 3x + c
32
= x3 − x2 − 3x + c เม่ือ c เปนคาคงตัว
3
จะไดว า ปฏยิ านพุ นั ธข อง f ( x) = x2 − 2x − 3 คอื F ( x) = x3 − x2 − 3x + c
3
ดงั นัน้ ∫( )4 = x3 − x2 4
x2 − 2x − 3 dx
− 3x
1 3 1
= 43 − 42 − 3(4) − 13 − 12 − 3(1)
3 3
= −3
3) เนอ่ื งจาก ( )∫ 4x3 + 2x dx = 4x4 + 2x2 + c
42
= x4 + x2 + c เมื่อ c เปน คาคงตัว
จะไดวา ปฏยิ านพุ นั ธข อง f (=x) 4x3 + 2x คอื F ( x) = x4 + x2 + c
ดงั น้ัน ∫ ( ) ( )1 4x3 + 2x dx = x4 + x2 1
−1 −1
( )( )= 14 +12 − (−1)4 + (−1)2
=0
สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
470 คมู อื ครรู ายวิชาเพมิ่ เติมคณิตศาสตร ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1
4) เนอ่ื งจาก ∫ ∫1 = x −2 dx
x2 dx
= x−1 + c
−1
= −1+c เมอ่ื c เปน คาคงตัว
x
จะไดวา ปฏิยานุพันธของ f ( x) = 1 คอื F ( x) =− 1 + c
x2
x
ดงั นน้ั ∫−1 1 1 −1
x
−3 x2 dx = −
−3
= − 1 − − 1
−1 −3
2
=3
5) เนื่องจาก ∫ ∫ ∫ 3
x3
x2 + dx = x2dx + 3 x−3dx
= x3 + x−2 + c
3 3 −2
= x3 − 3 + c เมอ่ื c เปนคาคงตวั
3 2x2
จะไดว า ปฏยิ านพุ นั ธของ f ( x=) x2 + 3 คือ F ( x) =x3 − 3 +c
x3 2x2
3
ดงั น้นั ∫4 x2 + 3 dx = x3 − 3 4
x3 3 2x2 2
2
= 43 − 3 23 − 3
3 − 3
2(4)2 2(2)2
1,819
= 96
สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวิชาเพ่ิมเติมคณิตศาสตร ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 471
6) เนือ่ งจาก ∫ (−x4 + x2 −1)dx = −∫ x4dx + ∫ x2dx − ∫1dx
= − x5 + x3 − x + c เมือ่ c เปนคาคงตวั
53
จะไดว า ปฏยิ านุพันธของ f ( x) =−x4 + x2 −1 คือ F ( x) =− x5 + x3 − x + c
53
ดังนน้ั ∫ ( )1 = − x5 + x3 − 1
−x4 + x2 −1 dx 5 3
−1 x
−1
= − 15 + 13 −1 ( −1)5 + ( −1)3
5 3 − −
5 3 − (−1)
= − 26
15
7) เน่ืองจาก ∫ x( x2 +1)dx = ∫ ( x3 + x)dx
= ∫ x3dx + ∫ x dx
= x4 + x2 + c เมื่อ c เปนคา คงตัว
42
จะไดวา ปฏิยานพุ นั ธของ f=( x) x( x2 +1) คอื F ( x) = x4 + x2 + c
42
ดงั นัน้ ∫ ( )1 = x4 + x2 1
x x2 +1 dx 4 2
0
0
14 + 12 − 04 + 02
= 2 4 2
4
3
=4
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
472 คูมอื ครูรายวิชาเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1
8) เนอ่ื งจาก ( )∫ x2 x2 +1 2 dx ( )∫= x6 + 2x4 + x2 dx
= ∫ x6dx + 2∫ x4dx + ∫ x2dx
= x7 + 2x5 + x3 + c เมือ่ c เปนคา คงตวั
753
จะไดว า ปฏิยานพุ นั ธข อง =f ( x) ( )x2 x2 +1 2 คือ F ( x) = x7 + 2x5 + x3 + c
753
ดังนน้ั ∫ ( )1 = x7 + 2x5 + x3 1
x2 x2 +1 2 dx 7 5 3 0
0
= 17 + 2 (1)5 + 13 07 + 2(0)5 + 03
7 3 − 7 3
5 5
92
= 105
9) เนื่องจาก ∫ 2x − x3 = 2∫ x dx − 1 ∫ x3 dx
3 dx 3
= 2x2 − 1 ⋅ x4 + c
2 34
= x2 − x4 + c เม่อื c เปน คา คงตวั
12
จะไดวา ปฏยิ านพุ ันธของ f ( x=) 2x − x3 คอื F ( x) = x2 − x4 + c
3 12
ดงั นนั้ ∫4 − x3 dx = x2 − x4 4
2x 3 12 1
1
= 42 − 44 − 12 − 14
12 12
= − 25
4
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครูรายวชิ าเพม่ิ เติมคณติ ศาสตร ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 473
10) เนื่องจาก ( ) ∫( )∫ x x2 +1 2 dx = x5 + 2x3 + x dx
∫ ∫ ∫= x5dx + 2 x3dx + x dx
= x6 + x4 + x2 + c เมอื่ c เปน คา คงตวั
622
จะไดว า ปฏยิ านุพนั ธของ f=( x) ( )x x2 +1 2 คอื F ( x) = x6 + x4 + x2 + c
622
ดังนน้ั ∫ ( )2 = x6 + x4 + x2 2
x x2 +1 2 dx 6 2 2 0
0
= 26 + 24 + 22 − 06 + 04 + 02
6 2 2 6 2 2
62
=3
2. เน่อื งจาก v(t) เปน ปฏิยานพุ นั ธข อง a(t)
ดงั นนั้ 5 = v(5) −v(0)
∫ a(t)dt
0
เนอ่ื งจาก 5 และ v(0) = 20
∫ a(t )dt =10
0
ดังน้ัน 10 = v(5) − 20
น่ันคือ v(5) = 30
จะไดวา ความเร็วของรถยนตคนั นีข้ ณะเวลา 5 วนิ าที คือ 30 เมตรตอ วินาที
สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
474 คูมอื ครูรายวิชาเพ่มิ เติมคณิตศาสตร ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 6 เลม 1
แบบฝก หดั 2.11
1. 1) กราฟของ f (x) = x2 เปน รูปพาราโบลาหงาย และ f (x) ≥ 0 สาํ หรบั ทุก x ท่ีอยู
ในชว ง [−3, 0]
ให A แทนพ้นื ที่ของบริเวณที่ปดลอมดวยเสน โคง y = x2 จาก x = −3 ถึง x = 0
เนื่องจาก f (x) ≥ 0 สาํ หรับทุก x ทอี่ ยใู นชวง [−3, 0]
∫จะได A= 0 x3 0 = 0 − (−9) = 9
x2dx =
3−3 −3
ดงั นน้ั พื้นท่ีของบริเวณท่ีปด ลอมดว ยเสนโคง y = x2 จาก x = −3 ถึง x = 0 เทากับ
9 ตารางหนว ย
2) กราฟของ f (x)= x +1 เปน เสนตรง และ f (x) ≥ 0 สําหรับทุก x ทีอ่ ยูในชว ง [−1, 1]
ให A แทนพื้นที่ของบรเิ วณทป่ี ดลอมดว ยเสน โคง y= x +1 จาก x = −1 ถึง x =1
เน่อื งจาก f (x) ≥ 0 สําหรบั ทกุ x ทอี่ ยูในชว ง [−1, 1]
จะได ∫A = 1 x2 + 1 = 3 − − 1 = 2
2 2 2
( x +1)dx =
x
−1
−1
ดังน้ัน พื้นท่ีของบรเิ วณทป่ี ดลอมดวยเสนโคง y= x +1 จาก x = −1 ถึง x =1 เทากับ
2 ตารางหนวย
3) กราฟของ f ( x) = 6 + x − x2 เปน รปู พาราโบลาควํ่า และ f ( x) ≥ 0 สาํ หรบั ทุก x
ท่ีอยใู นชว ง [−1, 1]
ให A แทนพ้นื ท่ีของบรเิ วณที่ปดลอ มดวยเสนโคง y = 6 + x − x2 จาก x = −1 ถึง x =1
เนื่องจาก f (x) ≥ 0 สําหรับทุก x ท่ีอยใู นชวง [−1, 1]
1 x2 x3 1 37 31 34
6x 2 3 6 6 3
6 + x − x2 dx= =
−1
∫ ( )จะไดA= + − = − −
−1
ดังนน้ั พนื้ ท่ีของบรเิ วณท่ีปด ลอมดวยเสนโคง y = 6 + x − x2 จาก x = −1 ถงึ x =1
เทากับ 34 ตารางหนวย
3
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาเพ่มิ เติมคณิตศาสตร ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1 475
4) กราฟของ f (x)= 9 − x2 เปนรปู พาราโบลาควา่ํ และ f (x) ≥ 0 สําหรบั ทกุ x ที่อยู
ในชวง [−3, 3]
ให A แทนพื้นท่ีของบริเวณที่ปดลอมดว ยเสน โคง y= 9 − x2 จาก x = −3 ถึง x = 3
เน่ืองจาก f (x) ≥ 0 สําหรับทุก x ที่อยูใ นชว ง [−3, 3]
3 x3 3
9x 3 −3
9 − x2
−3
( )∫จะไดA= dx = − = 18 − (−18)= 36
ดังนนั้ พื้นที่ของบรเิ วณทปี่ ดลอมดวยเสนโคง y= 9 − x2 จาก x = −3 ถงึ x = 3 เทา กบั
36 ตารางหนวย
5) กราฟของ f (x=) x2 − 25 เปน รูปพาราโบลาหงาย และ f (x) ≤ 0 สาํ หรับทุก x ท่ี
อยูใ นชวง [−1, 3]
ให A แทนพนื้ ที่ของบริเวณทป่ี ดลอมดว ยเสนโคง =y x2 − 25 จาก x = −1 ถงึ x = 3
เนื่องจาก f (x) ≤ 0 สาํ หรับทุก x ทีอ่ ยูใ นชว ง [−1, 3]
3 x3 3 74 =272
3 3 3
A =−
−1
( )∫จะได
x2 − 25 dx =− − 25x =− −66 −
−1
ดงั นั้น พ้ืนที่ของบรเิ วณท่ปี ดลอมดวยเสนโคง =y x2 − 25 จาก x = −1 ถงึ x = 3
เทากับ 272 ตารางหนวย
3
2. จากทฤษฎีบทหลกั มูลของแคลคูลสั จะไดว า 1
F (1) − F (0) =∫ f ( x)dx
0
เนอ่ื งจากพนื้ ทีข่ องบริเวณท่ีปดลอมดว ยกราฟของ f บนชว ง [0, 1] เทากับ 1 (1)(2) =1 ตารางหนว ย
2
ดังนนั้ 1
∫ f ( x)dx = −1
0
และเนอ่ื งจาก F (0) = 0
ดังน้ัน 1
F (1) =∫ f ( x)dx + F (0) =−1+ 0 =−1
0
ตอไปหาคาของ F (2)
จากทฤษฎีบทหลักมลู ของแคลคูลสั จะไดวา 2
F (2) − F (1) =∫ f ( x)dx
1
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
476 คมู ือครูรายวิชาเพ่ิมเตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1
เน่ืองจากพน้ื ท่ีของบริเวณทป่ี ดลอ มดว ยกราฟของ f บนชวง [1, 2] เทากับ
1 (2 +1)(1) =3 ตารางหนว ย
22
ดังนน้ั 2 f ( x)dx = −3
2
∫
1
และเนือ่ งจาก F (1) = −1
ดังนั้น F (2) 2 f ( x ) dx + F (1) =− 3 + ( −1) =− 5
2 2
=∫
1
ตอไปหาคาของ F (3)
จากทฤษฎบี ทหลกั มลู ของแคลคลู สั จะไดว า 3
F (3) − F (2) =∫ f ( x)dx
2
เนือ่ งจากพน้ื ที่ของบรเิ วณทป่ี ดลอ มดวยกราฟของ f บนชวง [2, 3] เทา กับ
1 (1)(1) = 1 ตารางหนว ย
22
ดงั นั้น 3 f ( x)dx = −1
2
∫
2
และเนื่องจาก F (2) = − 5
2
ดังนน้ั F (3) 3 f ( x) dx + F (2) =− 1 + − 5 =−3
2 2
=∫
2
ตอ ไปหาคาของ F (4)
จากทฤษฎบี ทหลักมูลของแคลคลู สั จะไดวา 4
F (4) − F (3) =∫ f ( x)dx
3
เนอื่ งจากพนื้ ที่ของบริเวณทป่ี ดลอมดว ยกราฟของ f บนชว ง [3, 4] เทากบั
1 (1)(1) = 1 ตารางหนวย
22
ดงั น้ัน 4 f ( x) dx = 1
2
∫
3
และเนื่องจาก F (3) = −3
ดังนั้น F (4) 4 f ( x) dx + F (3) =1 + ( −3) =− 5
2 2
=∫
3
ตอ ไปหาคาของ F (5)
สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาเพมิ่ เตมิ คณติ ศาสตร ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 6 เลม 1 477
จากทฤษฎบี ทหลกั มูลของแคลคลู สั จะไดว า 5
F (5) − F (4) =∫ f ( x)dx
4
เนือ่ งจากพื้นที่ของบรเิ วณทป่ี ดลอ มดว ยกราฟของ f บนชวง [4, 5] เทา กับ
1 (1)(1) = 1 ตารางหนว ย
22
ดงั น้ัน 5 f ( x) dx = 1
2
∫
4
และเนือ่ งจาก F (4) = − 5
2
ดังนั้น F (5) 5 f ( x) dx + F (4) =1 + − 5 =−2
2 2
=∫
4
สรุปไดวา F (1) = −1 , F (2) = − 5 , F (3) = −3, F (4) = − 5 และ F (5) = −2
22
3. ให F เปน ปฏิยานพุ ันธข องฟงกชนั f
จากทฤษฎีบทหลกั มูลของแคลคลู ัส จะไดวา 2
F (2) − F (0) =∫ f ( x)dx
0
เนอื่ งจากพ้ืนที่ของบรเิ วณท่ีปดลอมดว ยกราฟของ f บนชว ง [0, 2] เทา กับ 5 ตารางหนวย
ดังน้ัน 2
∫ f ( x)dx = 5
0
และเน่ืองจาก F (0) = 3
ดงั นั้น 2
F (2) = ∫ f ( x)dx + F (0) = 5 + 3 = 8
0
ตอ ไปหาคาของ F (5)
จากทฤษฎบี ทหลกั มูลของแคลคลู สั จะไดว า 5
F (5) − F (2) =∫ f ( x)dx
2
เน่ืองจากพื้นท่ีของบริเวณทีป่ ดลอ มดว ยกราฟของ f บนชวง [2, 5] เทากบั 16 ตารางหนว ย
ดังนนั้ 5
∫ f ( x)dx = −16
2
และเนื่องจาก F (2) = 8
ดังนัน้ 5
F (5) =∫ f ( x)dx + F (2) =−16 + 8 =−8
2
สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
478 คูมือครรู ายวิชาเพิ่มเตมิ คณติ ศาสตร ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 6 เลม 1
ตอ ไปหาคา ของ F (6)
จากทฤษฎีบทหลกั มูลของแคลคูลสั จะไดว า 6
F (6) − F (5) =∫ f ( x)dx
5
เนือ่ งจากพื้นที่ของบรเิ วณท่ปี ดลอ มดว ยกราฟของ f บนชว ง [5, 6] เทา กบั 10 ตารางหนว ย
ดงั น้ัน 6
∫ f ( x)dx = 10
5
และเนือ่ งจาก F (5) = −8
ดงั น้นั 6
F (6)= ∫ f ( x)dx + F (5)= 10 + (−8)= 2
5
สรุปไดวา F (2) = 8 , F (5) = −8 และ F (6) = 2
4. เน่ืองจาก v(t) = 60=เมื่อ t =20 1 ชัว่ โมง
60 × 60
180
ดังนั้น ตอ งหา s 1
180
เนอื่ งจาก s(t) เปน ปฏิยานพุ ันธของ v(t)
1
จากทฤษฎีบทหลกั มูลของแคลคลู ัส จะไดว า s 1 − s ( 0 ) 180 ) dt
180
=∫ v(t
0
เน่ืองจากพื้นท่ีของบริเวณที่ปดลอมดวยกราฟของ v บนชว ง 0, 1 เทากบั
180
1 (30) 60 5 60 + 1 (30 + 50) 5 + 1 (50 + 60) 10 =1418 ตารางหนวย
2 × 60 × 60 2 60 × 60
2
1
ดังน้ัน ∫180 v(t ) dt = 11
0 48
และเนอื่ งจาก s(0) = 0
1
ดงั นนั้ s 1 = 180 11 + 0 = 11
180 48 48
∫ v(t )dt + s(0)=
0
น่ันคือ รถยนตคนั นแี้ ลนได 11 กิโลเมตร ในเวลา 20 วินาที
48
สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1 479
แบบฝกหัดทา ยบท
( )1. 1) lim 7x6 −11x4 + 9 = 7(0)6 −11(0)4 + 9 = 9
x→0
2) lim x7 + x5 +1 = 17 +15 +1
=3
x→1 x 1
3) จัดรปู ฟง กช ันใหม ดังนี้
( )x3 − x2 − x − 2
=
(x − 2) x2 + x +1 = x2 + x +1 เม่ือ x ≠ 2
x−2 x−2
lim x3 − x2 − x − 2 = lim x2 + x +1 = 7
( )ดังนนั้
x→2 x − 2 x→2
4) เนอื่ งจาก x −1 = −( x −1) เมือ่ x <1
จะได lim x −1 = lim x −1
x→1− x −1 x→1− −( x −1)
= lim x −1 −( x −1)
⋅
x→1− −( x −1) −( x −1)
= lim ( x −1) −( x −1)
x→1−
−( x −1)
( )= lim − −( x −1)
x→1−
=0
และเนื่องจาก x −1 = x −1 เม่อื x >1
จะได lim x −1 = lim x −1
x→1+ x −1 x→1+ x −1
x −1⋅ x −1
= lim
x→1+ x − 1
เนื่องจาก l=im x −1 = lim x −1
x→1− x −1 x→1+
=0
l=im x −1 0
x→1+ x −1
ดังนนั้ lim x −1 = 0
x→1 x −1
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
480 คมู อื ครูรายวชิ าเพิม่ เตมิ คณิตศาสตร ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6 เลม 1
5) จัดรูปฟง กช ันใหม ดังนี้
( )1 x3 −1
= 1 ( x −1) x2 + x +1
x +1 x − 1 x +1 x −1
x2 + x +1 เมอื่ x ≠ 1
=
x +1
ดงั น้นั lim 1 x3 −1 x2 + x +1 3
= lim = 2
x→1− x + 1 x −1 x→1− x + 1
6) lim x2 − 6x + 5 = 22 − 6(2) + 5 = −3
22 + 4(2) − 5 7
x→2 x2 + 4x − 5
7) จัดรูปฟงกชันใหม ดังนี้
x −1 = x −1
x2 −1 x −1 x +1
เนือ่ งจาก x −1 = −( x −1) และ x +1 = x +1 เมอื่ −1< x <1
จะได lim x −1 = lim x −1
x→1− x2 −1
x→1− − ( x −1) ( x + 1)
= lim − x 1 1
+
x→1−
= −1
2
และเน่ืองจาก x −1 = x −1 และ x +1 = x +1 เมอื่ x >1
จะได x −1 x −1
lim = lim
x→1+ x2 −1 ( x −1) ( x + 1)
x→1+
เนอื่ งจาก 1
= lim
x→1+ x + 1
1
=
2
lim x −1 ≠ lim x −1
x→1− x2 −1 x→1+ x2 −1
ดงั นั้น lim x −1 ไมม คี า
x→1 x2 −1
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูม ือครรู ายวิชาเพม่ิ เติมคณติ ศาสตร ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 481
8) วธิ ีที่ 1 จดั รูปฟงกช ันใหม ดงั น้ี
x2 − 4x + 4 x−22
=
x−2 x−2
เนอื่ งจาก x − 2 = −( x − 2) เมอ่ื x < 2
จะได x2 − 4x + 4 x−22
lim = lim
x→2− x − 2 x→2− x − 2
(−(x − 2))2
= lim
x→2− x − 2
= lim ( x − 2)
x→2−
=0
และเนื่องจาก x − 2 = x − 2 เมอ่ื x > 2
จะได x2 − 4x + 4 x−22
lim = lim
x→2+ x − 2 x→2+ x − 2
( x − 2)2
= lim
x→2+ x − 2
= lim ( x − 2)
x→2+
=0
เนอ่ื งจาก x2 − 4x + 4 x2 − 4x + 4
l=im l=im 0
x→2− x − 2 x→2+ x − 2
ดังน้นั x2 − 4x + 4
lim = 0
x→2 x − 2
วิธที ี่ 2 จดั รปู ฟง กช ันใหม ดงั นี้
x2 − 4x + 4 = x − 2 2 ( x − 2)2 x − 2 เม่อื x≠2
x−2
==
x−2 x−2
จะได x2 − 4x + 4 = lim( x − 2) = 0
lim
x→2 x − 2 x→2
ดงั นั้น x2 − 4x + 4
lim = 0
x→2 x − 2
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
482 คูมอื ครรู ายวิชาเพมิ่ เติมคณติ ศาสตร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1
2. 1) lim f ( x) = lim ( x +1)
x→0+ x→0+
= 0+1
=1
2) lim f ( x) = x +1
x→0− lim
x→0− 1 − x
(−x) +1 เน่อื งจาก x < 0
= lim
x→0− 1 − x
0 +1
=
1− 0
=1
3) เน่อื งจาก lim f ( x)= 1= lim f ( x) จะได lim f ( x) = 1
x→0− x→0+ x→0
4) เน่อื งจาก lim f ( x) = lim ( x +1)
x→2− x→2−
= 2+1
=3
และ ( )lim f ( x) = lim x2 − 5x + 9
x→2+ x→2+
= (2)2 − 5(2) + 9
=3
ดังน้นั lim f ( x) = 3
x→2
5) lim f ( x) = x +1
lim
x→−3 x→−3 1 − x
−(−x) +1 เน่ืองจาก x < 0
= lim
x→−3 1 − x
= 3+1
1− (−3)
=4
4
=1
6) lim f ( x) = lim ( x +1)
x→3 x→3
22
= 3 +1
2
=5
2
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูม อื ครรู ายวิชาเพม่ิ เตมิ คณิตศาสตร ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 6 เลม 1 483
3. 1) จดั รปู ฟง กช นั ใหม ดังนี้
x2 + x − 6 ( x − 2)( x + 3) เมอ่ื x ≠ 2
เนือ่ งจาก x > 0
=
x−2 x−2
= x+3
ดังนนั้ lim f ( x) = lim( x + 3)
x→2 x→2
2)
= 2+3
=5
lim g ( x) = lim x
x→2 x→2
= lim x
x→2
=2
3) เนือ่ งจาก lim f ( x) และ lim g ( x) หาคาได
x→2 x→2
จะได f (x) lim f ( x) 5
lxi→m2= g ( x) =lxi→m2 g ( x) 2
x→2
4) lim (5 f ( x) − 4g ( x)) = 5 f (−2) − 4g (−2)
x→−2
= 5(−2 + 3) − 4(2)
= −3
4. 1) จาก f ( x) = x2 −1 , x ≠1
x2 −x
2 , x = 1
ดังนน้ั f (1) =2
เนอื่ งจาก lim f ( x) = lim x2 −1
x2 −x
x→1 x→1
= lim ( x −1)( x +1)
x→1
x( x −1)
= lim x +1
x→1 x
=2
เนือ่ งจาก lim f ( x) = f (1)
x→1
ดังน้ัน ฟง กชนั f เปน ฟงกชันตอ เน่ืองท่ี x =1
สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
484 คูมอื ครรู ายวิชาเพ่ิมเติมคณิตศาสตร ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 6 เลม 1
2) จาก f ( x) = x3 + x + 1 , x ≤1
+ 2 , x >1
x 2
ดังนน้ั f (1) =3
เนอื่ งจาก ( )lim f ( x) = lim x3 + x +1 = 3
x→1− x→1−
และ ( )lim f ( x) = lim x2 + 2 = 3
x→1+ x→1+
จะไดวา lim f ( x) = 3 = lim f ( x)
x→1− x→1+
ดังนนั้ lim f ( x) = 3
x→1
เนื่องจาก lim f ( x) = f (1)
x→1
ดงั น้นั ฟงกช นั f เปนฟง กชันตอเน่ืองที่ x =1
3) จาก f ( x) = x3 −1 , x ≠1
x −1 , x =1
2
จะได f (1) = 2
และ lim f ( x) = x3 −1
lim
x→1 x→1 x − 1
( x −1)( x2 + x +1)
= lim
x→1 x −1
( )= lim x2 + x +1
x→1
=3
เนื่องจาก lim f ( x) ≠ f (1)
x→1
ดังนนั้ ฟงกชนั f ไมเ ปน ฟงกช นั ตอ เน่ืองที่ x =1
x −1 , 0< x <1
, x ≥1
4) จาก f ( x) = x − 9
x10
10
ดังนั้น f (1) =10
และ lim =f ( x) l=im 10 10
x→1+ x→1+
ตอไปจะหา lim f ( x) ซึ่งเทากบั lim x −1
x→1− x→1−
9
x − x10
สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวิชาเพม่ิ เติมคณิตศาสตร ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 485
จดั รปู ฟงกช นั ใหม โดยใชเอกลักษณ xn −1= ( )( x −1) 1+ x + x2 + + xn−1
1 1 + 2 ++ 9
− 1 1 +
x10 x10 x10 x10
จะได x −1 = 9 1
9 x10 x10 −1
x − x10
12 9
1+ x10 + x10 + + x10 เม่อื x ≠ 1
=9
x10
12 9
ดงั นั้น ( )lim f x = lim 1+ x10 + x10 + + x10
x→1−
x→1− 9
x10
12 9
1+110 +110 + +110
=9
110
= 10
เนื่องจาก lim f ( x) = lim f ( x) = 10
x→1− x→1+
ดังนัน้ lim f ( x) = 10
x→1
เนอ่ื งจาก lim f ( x) = f (1)
x→1
ดังน้นั ฟง กชนั f เปนฟง กชันตอเน่อื งท่ี x =1
5. พิจา=รณา f ( x) =1 1
x2 − 7x + 10
(x − 2)(x − 5)
จะได f ( x) เปน ฟงกช ันตอเนื่องท่ี x = a เมอื่ a เปนจาํ นวนจริงใด ๆ ซ่งึ x2 − 7x +10 ≠ 0
เน่ืองจาก x2 − 7x +10 = ( x − 2)( x − 5) จะได f ( x) ไมนยิ ามท่ี x = 2 และ x = 5
น่ันคือ f เปน ฟงกช ันตอเน่อื งที่ x = c ทกุ c∈ −{2,5}
1) เน่อื งจาก 2∉(−∞,2) และ 5∉(−∞,2) จะไดว า f เปน ฟง กช ันตอเนือ่ งบนชว ง (−∞,2)
2) เนือ่ งจาก 2∉[3,4) และ 5∉[3,4)
จะไดว า f เปนฟง กชนั ตอเนือ่ งบนชว ง [3,4)
3) เน่ืองจาก 2∉(4,5) และ 5∉(4,5) จะไดว า f เปน ฟง กช ันตอเนือ่ งบนชว ง (4,5)
สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
486 คูมอื ครรู ายวชิ าเพม่ิ เติมคณิตศาสตร ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 6 เลม 1
4) เนื่องจาก 2∉(5,∞) และ 5∉(5,∞)
จะไดว า f เปน ฟง กชนั ตอเนอื่ งบนชวง (5,∞)
6. พิจารณาความตอ เนือ่ งของฟงกช ัน g ท่ี x = −2 และ x =1
เนือ่ งจาก lim g ( x) =lim x − 2 =lim − ( x − 2) =−(−2 − 2) =4
x→−2− x→−2− x→−2−
และ lim g ( x) =lim ( x + 6) =− 2 + 6 =4
x→−2+ x→−2+
จะไดวา =lim g ( x) =lim g ( x) 4
x→−2− x→−2+
ดังนั้น lim g ( x) = 4
x→−2
และ g (−2) =− 2 + 6 =4
เนื่องจาก lim g ( x=) g (−2)
x→−2
ดงั นน้ั g เปน ฟง กช นั ตอเน่อื งท่ี x = −2
ตอไปพิจารณาท่ี x =1
เนอื่ งจาก lim g (=x) lim ( x + 6=) 7
x→1− x→1−
( )และ lim g=( x) lim x2 − x=+ 6 6
x→1+ x→1+
น่นั คอื lim g (x) หาคาไมได
x→1
ดงั น้ัน g ไมเปนฟง กช นั ตอเนื่องท่ี x =1
1) เนอ่ื งจาก 1∉(−∞,− 3] จะไดวา g เปนฟงกชนั ตอเนื่องบนชวง (−∞,− 3]
2) เนอื่ งจาก g (1) =1+ 6 =7
นน่ั คอื g (1) = lim g ( x)
x→1−
จะไดวา g เปน ฟงกช ันตอเน่ืองบนชว ง (−2,1]
3) เนอื่ งจาก 1∈[−4,3] จะไดว า g ไมเ ปนฟงกชนั ตอเน่ืองบนชวง [−4,3]
4) เนอ่ื งจาก 1∉(1,∞) จะไดวา g เปน ฟง กชนั ตอ เนอ่ื งบนชวง (1,∞)
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวิชาเพ่มิ เตมิ คณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 เลม 1 487
7. 1) จากโจทย f จะเปนฟงกช ันตอเนอ่ื งทที่ ุกจดุ
นน่ั คือ f เปนฟง กช นั ตอ เนือ่ งท่ี x = −2
ดังน้ัน lim f ( x) = lim f ( x)
x→−2− x→−2+
( )lim ax2 − x −1 = lim ( x − a)
x→−2− x→−2+
a(−2)2 − (−2) −1 = (−2) − a
4a +1 = −a − 2
จะได a = − 3
5
2) จากโจทย f จะเปน ฟงกช นั ตอ เนอ่ื งท่ที ุกจุด
นนั่ คือ f เปนฟง กชันตอเนอ่ื งท่ี x = 2
และ x = 4
เนือ่ งจาก f เปน ฟง กชนั ตอเนื่องที่ x = 2
จะได lim f ( x) = lim f ( x)
x→2− x→2+
lim (ax + b) = lim 1− x
x→2− x→2+
2a + b = lim − (1− x)
x→2+
2a + b = 1 ----- (1)
----- (2)
เนือ่ งจาก f เปนฟงกชนั ตอเน่ืองที่ x = 4
จะได lim f ( x) = lim f ( x)
x→4− x→4+
( )lim 1− x = lim x2 − ax − b
x→4− x→4+
( )lim − (1− x) = lim x2 − ax − b
x→4− x→4+
3 = (4)2 − a(4) − b
4a + b = 13
จาก (1) และ (2) จะได a = 6 และ b = −11
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
488 คมู อื ครรู ายวชิ าเพ่มิ เตมิ คณติ ศาสตร ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 6 เลม 1
8. g อาจเปน หรือไมเ ปนฟง กชันตอเนอื่ งทีท่ กุ จุดก็ได ตัวอยางเชน
ให f (x) = 0 ทกุ x∈ จะไดวา f เปน ฟง กชันตอ เน่อื งที่ทุกจุด
เนือ่ งจาก f (1) ≠ g (1)
ดังน้นั ถา g (x) = 0 ทกุ x∈ แลว g จะเปน ฟง กชนั ตอเนอ่ื งทีท่ ุกจดุ
ให g ( x ) = 0 , x ≠1 จะไดว า f (x) = g (x) สําหรับทุกจํานวนจรงิ x ≠1
1 , x =1
แต g ไมตอเนือ่ งที่ x =1
ดังนัน้ g ไมเ ปนฟง กชนั ตอเน่อื งที่ทกุ จุด
9. เน่อื งจาก f ตอ เน่ืองที่ x =1
ดังน้นั lim f ( x) มคี า
x→1
นั่นคอื lim f ( x) = lim f ( x)
x→1− x→1+
จาก f ( x) = ax −1 x − b , x <1
, x ≥1
(2a + b)
จะได lim f ( x) = lim (ax −1) = a −1
x→1− x→1−
และ lim f ( x) = lim ((2a + b) x − b) = 2a
x→1+ x→1+
ดังนัน้ a −1 = 2a
นนั่ คือ a = −1
เน่อื งจาก f ( x) = (2a + b) x − b = (b − 2) x − b เมื่อ x ≥ 1
ดงั นน้ั f ′( x) = d ((b − 2) x − b) = b−2 เมื่อ x >1
dx
เน่ืองจาก f ′(2) = 2
ดังนนั้ b − 2 = 2
นัน่ คอื b = 4
จะได lim f ( x) = lim((b − 2) x − b)
x→2 x→2
= lim(2x − 4)
x→2
=0
สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี